หมวดข้อสอบ TOEIC

หมวดข้อสอบ TOEIC (ตอนที่ 41)

Part V : Sentence Completion(ส่วนที่ 5 :  การเติมประโยคให้สมบูรณ์)

Choose the best alternative to make a correct sentence.

(จงเลือกข้อที่ดีที่สุดเพื่อทำให้ประโยคมีความถูกต้อง)

1. ______________ in wine, snails are a great luxury in various parts of the world.

(_________________ ในไวน์  หอยทากเป็นอาหารราคาแพงอย่างมากในส่วนต่างๆของโลก)

(a) To cook

(b) Cooking

(c) Cooked(ถูกปรุง)

(d) Cook

ตอบ  -  ข้อ (c) เนื่องจากประธานของประโยค คือ “snails”ซึ่งถูกปรุงในไวน์ Cooked” จึงต้องอยู่ในรูปกริยาช่องที่ ๓ (แสดง “Passive voice)

(ดูคำอธิบายเพิ่มเติมจากประโยคข้างล่าง)

_________________ by this sad example, I shall try to do better in the future.

(____________________โดยตัวอย่างที่น่าเศร้าอันนี้  ผมจะพยายามทำให้ดียิ่งขึ้นในอนาคต)

(a) Having warned

(b) Warned (ถูกเตือน)

(c) Warning

(d) To be warned

ตอบข้อ (b) เนื่องจากประธานประโยค คือ “I” เป็นผู้ “ถูกเตือน” โดยตัวอย่างที่น่าเศร้า  จึงต้องใช้กริยาช่องที่ ๓ (Past participle)ซึ่งแสดงการ “ถูกกระทำ” (Passive voice) นำหน้าประโยค  มีความมุ่งหมายจะแสดงว่า  ประธานที่อยู่ข้างในประโยค (I)  เป็นผู้ถูกกระทำกริยา คือ “ถูกเตือน”ดังตัวอย่างประโยค  เช่น

-         Loved throughout the Western world, ballet is a theatrical

art that tells a story through dance accompanied by music.

 (ได้รับความรักไปทั่วโลกตะวันตก  ระบำบัลเลต์เป็นศิลปะเกี่ยวกับละคร  ซึ่งเล่าเรื่องราวโดยผ่านทางการเต้นรำ  ที่ประกอบด้วยดนตรี)

(คำอธิบาย)เนื่องจากประธานของประโยค คือ “ballet” เป็นสิ่งที่ “ถูกรัก” (ถูกกระทำ)  กริยา “Loved”  จึงต้องอยู่ในรูปกริยาช่องที่ ๓ (Past participle)  สำหรับวลี “Loved throughout the Western world” เป็นข้อความที่ขยายประธาน (ballet)โดยทำหน้าที่เป็น “Adjective phrase” ตัวอย่างอื่นๆในแบบนี้ (Passive voice)  ได้แก่

-         Punished by his teacher, Jack tried hard to improve himself.

(ถูกลงโทษโดยครูของเขา  แจ๊คพยายามอย่างหนักที่จะปรับปรุงตัวเอง) (แจ๊คถูกลงโทษ)

-         Bitten by a snake, the dog died.

(ถูกกัดโดยงู  สุนัขตาย) (สุนัขถูกกัด)

Killed in the battlefield in the war, he was praised by fellow soldiers.

(ถูกฆ่าตายในสนามรบในสงคราม  เขาได้รับการสรรเสริญโดยเพื่อนทหาร) (เขาถูกฆ่าตาย)

Asked by her parents, she came home from abroad to help in the family business.

(ถูกขอร้องโดยพ่อแม่ของเธอ  เธอกลับมาบ้านจากต่างประ เทศ  เพื่อช่วยเหลือในธุรกิจของครอบครัว) (เธอถูกขอร้อง)

ในกรณีที่ประธานเป็นผู้กระทำกริยา (Active voice)  จะต้องนำหน้าประโยคด้วย “Verb + ing” (Present participle) ดังตัวอย่าง เช่น

        - Walking along the road, he met his old friend.

(เดินไปตามถนน  เขาพบเพื่อนเก่าของเขา) (เขาเป็นผู้ทำกริยา “เดิน”)

        - Seeing her teacher, Jane went to greet him.

(เห็นครูของเธอ  เจนเข้าไปทักทายเขา) (เจนเป็นผู้ทำกริยา “เห็น”)

        - Looking out of the window, we could see beautiful scenery.

(มองออกไปนอกหน้าต่าง  เราสามารถเห็นทัศนียภาพที่สวยงาม) (เราเป็นผู้ทำกริยา “มอง”)

Hopingto be there in time, Kim started early in the morning.

(หวังว่าจะไปที่นั่นให้ทันเวลา  คิมเริ่มออกเดินทางแต่เช้าตรู่) (คิมเป็นผู้ทำกริยา“หวัง”)

                  สำหรับ “Present participle” (Verb + ing)  ถือเป็นคำคุณศัพท์ประเภทหนึ่ง  จึงสามารถใช้ขยายคำนามได้เหมือนกับคำคุณศัพท์ทั่วๆไป  (โดยอาจอยู่หน้าหรือหลังคำนามที่มันขยาย)  เพื่อที่จะบอกว่า คำนามนั้นเป็นผู้ทำกริยานั้นๆ  (แสดง Active voice”) เช่น

-         Working men are constructing a bridge.

(คนทำงานกำลังก่อสร้างสะพาน)

-         Drinking horses were seen near the bank of the river.

(ม้าที่ดื่มน้ำถูกมองเห็นใกล้ตลิ่งของแม่น้ำ)

-         The mother took good care of her sleeping baby.

(แม่ดูแลทารกที่นอนหลับเป็นอย่างดี)

-         The audience appreciated the good works of the producing team.

(ผู้ชมยกย่อง-ชื่นชมผลงานที่ดีของทีมผู้สร้าง – ภาพยนตร์)

-         The people working in the office are my colleagues.

(ผู้คนที่ทำงานในสำนักงานคือเพื่อนร่วมงานของผม)

-         The woman walking across the street is my sister.

(ผู้หญิงที่เดินข้ามถนนเป็นน้องสาวของผม)

-         The man living next door is a bank manager.

(ชายที่อาศัยอยู่บ้านหลังถัดไปเป็นผู้จัดการธนาคาร)

-         The children playing in the field are my neighbors’ kids.

(เด็กๆที่เล่นอยู่ในสนามเป็นลูกของเพื่อนบ้านของผม)

2. I don’t want to be _____________ you are.

(ผมไม่ต้องการที่จะ ___________________ คุณอ้วน)

(a) fat as

(b) so fat that

(c) quite fat as

(d) so fat as  (อ้วนเหมือนกับที่, อ้วนเท่ากับที่)

ตอบ  -  ข้อ(d)  ดูคำอธิบายเพิ่มเติมจากประโยคข้างล่าง

-         I want to be _______________ you are.

(ผมต้องการ ______________________ ที่คุณสูง)

(a) quite so tall as

(b) so tall that

(c) so tall as

(d) as tall as  (สูงเท่ากับ, สูงเท่ากัน)

ตอบ  –  ข้อ  (d)เนื่องจาก “As…………..as” (........เหมือนกันกับ, ...........เท่ากันกับ) ใช้ได้ทั้งในประโยคบอกเล่าและปฏิเสธ  ส่วน “So…………as” (......... เหมือนกันกับ, ............ เท่ากันกับ)  ใช้ในประโยคปฏิเสธพียงอย่างเดียว (ห้ามใช้ในประโยคบอกเล่า)เช่น

     - He is as clever as his brother.

(เขาฉลาดเท่าๆกับพี่ชาย)  (บอกเล่า) (ต้องใช้ “as…………as” อย่างเดียวเท่านั้น)

     - She is not as beautiful as her sister.

(เธอไม่สวยเท่ากับน้องสาว)  (ปฏิเสธ)  (ใช้ “as………..as” ก็ได้)

     - Jim was not as (so) hard-working as his colleagues.

(จิมไม่ขยันเท่าๆกับเพื่อนร่วมงาน)  (ปฏิเสธ)  (ใช้ “as……….as” หรือ “so………..as” ก็ได้)

***** (ห้ามใช้)We are so diligent as our neighbors. (บอกเล่า)

(เราเพียรพยายามเท่าๆกับเพื่อนบ้านของเรา)  (ใช้ “so…………..as”  ไม่ได้  เนื่องจากเป็นประโยคบอกเล่า)

  ******   (ต้องใช้)  They are as economical as we are. (บอกเล่า)

       (พวกเขาประหยัดเท่าๆกับพวกเรา)  (ต้องใช้ “as…………..as” เนื่องจากเป็นประโยคบอกเล่า)

3. I will tell her as soon as she ______________.

(ผมจะบอกเธอในทันทีที่เธอ ______________________ )

(a) is returning

(b) returned

(c) returns(กลับมา)

(d) will return

ตอบ  -  ข้อ (c) เนื่องจากในประโยคใหญ่ (I will tell her)  เป็น“Present future tense”  ในอนุประโยค(as soon as she returns)  จึงเป็น“Present simple tense (ดูคำอธิบายเพิ่มเติมจากประโยคข้างล่าง)

-         When Mr. Woods gets here, we _________ the meeting.

(เมื่อมิสเตอร์วูดส์มาถึงที่นี่  เรา __________________ การประชุม)

(a) start

(b) will start (จะเริ่มต้น)

(c) have started (ได้เริ่มต้นแล้ว)

(d) are starting (กำลังเริ่มต้น)

หมายเหตุ  –  ตอบข้อ (b) เพราะเป็นเรื่องอนาคตคือ  “เมื่อมิสเตอร์วูดส์มาถึง  พวกเราจึงจะเริ่มประชุมเป็นการใช้รูป  “Present simple tense” (When Mr. Woods gets here)  ซึ่งเป็นอนุประโยคคู่กับ  “Future simple tense” (we will start the meeting)  ซึ่งเป็นประโยคใหญ่ตัวอย่างประโยคแบบนี้ ได้แก่

-         Whenhe has enough money, he will buy a new car.

(เมื่อเขามีเงินพอ  เขาจะซื้อรถคันใหม่)

-         Whenyou finish your work, we will go out for dinner.

(เมื่อคุณทำงานเสร็จ  เราจะออกไปกินอาหารเย็นกัน)

-         She will leave the room beforewe finish the meeting.

(เธอจะออกจากห้องก่อนเราประชุมเสร็จ)

-         We will start our work afterwe discuss with our boss.

(เราจะลงมือทำงานหลังจากเราปรึกษากับหัวหน้าของเรา)

-         We will begin our journey as soon as my sister arrives.

(เราจะเริ่มออกเดินทางในทันทีที่น้องสาวของผมมาถึง)

สรุป – ใช้ “Future simple tense” ในประโยคใหญ่ (Main clause) และใช้ “Present simple tense” ในประโยคย่อย (Subordinate clause)

ดูเพิ่มเติมการใช้  “As soon as, Before, After, When” จากตัวอย่างประโยคข้างล่าง

-        He will call you as soon as he ____________________ .

-        (เขาจะโทรฯหาคุณในทันทีที่เขา______________________).

(a) arrive

(b) arrives  (มาถึง)

(c) arrived

(d) will arrive

หมายเหตุ  –  ตอบข้อ  (b) เนื่องจากประโยคนี้มีประโยคใหญ่  (Main clause) “He will call you”)  เป็น“Future tense”ดังนั้นประโยคย่อย  (Subordinate clause) “as soon as he arrives  จึงต้องอยู่ในรูป “Present simple tenseนอกจากนั้น  หลังคำ “As soon as”  “Before”  “After”  “When” ไม่นิยมใช้ประโยคเป็นรูป “Future tense”แต่ใช้เพียง “Simple tense”เท่านั้น  ส่วนจะเป็น  “Present simple”หรือ  “Past simple”  ให้ดูที่กริยาในประโยคใหญ่  (Main clause) เป็นหลัก เช่น

-         He will call you as soon as he arrives.

(เขาจะโทรมาหาคุณทันทีที่เขามาถึง)

-         He would call you as soon as he arrived.

-         I will take a walk before I go to work.

(ผมจะเดินออกกำลังก่อนไปทำงาน)

-         I would take a walk before I went to work.

-         She will come to see me after she finishes her work.

(เธอจะมาเยี่ยมผมหลังจากเธอทำงานเสร็จ)

-         She would come to see me after she finished her work.

-         They will go swimming when they have time.

(พวกเขาจะไปว่ายน้ำเมื่อพวกเขามีเวลา)

-         They would go swimming when they had time.

4. _____________ not be late, or else you’ll be punished.

(________________________ อย่าล่าช้า มิฉะนั้นคุณจะถูกลงโทษ)

(a) Are

(b) Be

(c) Must

(d) Do  (จง)

ตอบ  -  ข้อ (d) เนื่องจากเป็นประโยคคำสั่งหรือขอร้องไม่ให้ทำ  ดูคำอธิบายเพิ่มเติมจากประโยคข้างล่าง  (เริ่มจากประโยคสั่งหรือขอร้องให้ทำ  ไปจนถึงสั่งหรือขอร้องไม่ให้ทำ – โดยที่ประโยคนั้นๆ  ขึ้นต้นด้วยคำกริยาทั่วๆไป  (Verb)  และขึ้นต้นด้วยคำคุณศัพท์- Adjective)

-         _______________ patient, and you will succeed.

(____________________  อดทน  และคุณจะประสบความสำเร็จ)

(a) Being

(b) Be  (จง)

(c) To be

(d) Are

ตอบ  –  ข้อ (b) เนื่องจากเป็นประโยคคำสั่งหรือขอร้อง  จึงต้องขึ้นต้นประโยคด้วย Infinitive without to” (Verb 1) แต่ในกรณีที่สิ่งที่สั่งให้ทำเป็นคำคุณศัพท์ เช่นpatient” (อดทน)  “careful” (ระมัดระวัง)  จะต้องขึ้นต้นประโยคด้วยBe” สำหรับตัวอย่างประโยคคำสั่ง-ขอร้อง อื่นๆ  เช่น

- If you need any help filling out the forms, _________ somebody at the front desk.

(ถ้าคุณต้องการความช่วยเหลือใดๆในการกรอกแบบฟอร์ม  ให้ _____________   ผู้ที่(นั่ง) อยู่ที่โต๊ะหน้าเคาเตอร์)

(a)  to ask

(b)  asking

(c)  asks

(d) ask  (ถาม)

หมายเหตุ  –  ตอบข้อ (d)เนื่องจากในประโยคคำสั่งหรือขอร้อง  (ในที่นี้ คือask somebody at the front desk”)  ให้ถือเสมือนว่ามีประธาน  “you”อยู่หน้าประโยค คือ อยู่หน้า “ask” (แต่ละเอาไว้ในฐานที่เข้าใจ)  จึงต้องใช้กริยาช่องที่ ๑ ที่ไม่มี“to” (Infinitive without to)  ขึ้นต้นประโยคคำสั่งหรือขอร้อง ดังตัวอย่างอื่นๆ เช่น

-        Buy me a newspaper. (ซื้อหนังสือพิมพ์ให้ผมฉบับหนึ่งนะ)

-        Go out. (ออกไปห่างๆ – ออกไปให้พ้น)

-        Open the window, please. (กรุณาเปิดหน้าต่างหน่อยครับ)

-        (Please) come into the room. (โปรดเข้ามาในห้อง)

ในกรณีที่เป็นคำคุณศัพท์  (Adjective)  ให้ขึ้นต้นประโยคด้วย  “Be”เสมอ เช่น

-        Be careful(จงระวัง)

-        Be patient.  (อดทนหน่อยนะ)

-        Be thoughtful to other people.  (จงนึกถึงคนอื่นบ้าง)

                อนึ่ง  ถ้าเป็นประโยคที่สั่งหรือขอร้องไม่ให้ทำ  ก็ยังถือเสมือนว่ามีyou”เป็นประธานนำหน้าประโยค  ดังนั้นจึงต้องขึ้นต้น “ประโยคคำสั่ง-ขอร้องไม่ให้ทำ” ด้วย  “Don’t”(เหมือนกับอยู่หลัง “You”)  เสมอ เช่น

-        Don’t make a loud noise.  (จงอย่าทำเสียงดัง)

-        Don’t get up late.  (อย่าตื่นสายนะ)

-        Don’t bother me while I’m working. (อย่ากวนผมในขณะที่ผมกำลังทำงาน)

           ในกรณีที่เป็นคำคุณศัพท์  (Adjective)  ให้ขึ้นต้นประโยคด้วย  “Don’t be”เสมอเช่น

-        Don’t be late for class.  (อย่าเข้าห้องเรียนสายนะ)

-        Don’t be careless while walking across the street.  (จงอย่าประมาทขณะเดินข้ามถนน)

-        Don’t be too serious with your work.  (จงอย่าเอาจริงเอาจังกับงานมากเกินไป)

5. I wish I _____________ German when I was at school.

(ผมปรารถนาว่าผม _______________ ภาษาเยอรมัน  ตอนที่ผมเป็นนักเรียน)

(a) was learning

(b) learnt

(c) had learnt  (ได้เรียนรู้)

(d) have learnt

ตอบ  -  ข้อ (c) เนื่องจากเป็นการปรารถนาเหตุการณ์ในอดีต  (สมัยเป็นเด็กนักเรียน)  ดูคำอธิบายการใช้ “Wish” จากตัวอย่างประโยคข้างล่าง

-         I wish today ______________ a holiday.

(ผมปรารถนาว่าวันนี้ ______________________ วันหยุด)

(a) is

(b) be

(c) being

(d) were (เป็น)

ตอบ  –  ข้อ (d) เนื่องจากเมื่อใช้ “Wish” แสดงความปรารถนา “ตรงข้ามกับความเป็นจริง”(คือเหตุการณ์มิได้เป็นจริงตามที่ปรารถนา) จะต้องใช้รูป “Subject + wish + that + subject + verb) แต่  that” มักจะละไว้เสมอ (ไม่เขียนลงในประโยค)  (เรียกการใช้โครงสร้างแบบนี้ว่า   Past subjunctive”)  โดยมีหลัก คือ

·      ถ้าตรงข้ามกับความจริงในปัจจุบัน  (ปรารถนาเหตุการณ์ปัจจุบัน)  ให้ใช้ Verb เป็น “Past simple” (Verb 2) (สำหรับ “Verb to be”  ใช้ “Were”  กับประธานทุกตัว)

- She wishes today were her birthday.

(เธอปรารถนาว่า  วันนี้เป็นวันเกิดของเธอ – แต่จริงๆแล้วไม่ใช่)

- I wish my uncle were here now.

(ผมปรารถนาว่า  ลุงของผมอยู่ที่นี่ในขณะนี้ – แต่จริงๆแล้วไม่ได้อยู่)

- He wishes his father were a millionaire (now).

(เขาปรารถนาว่า  พ่อของเขาเป็นเศรษฐี – แต่จริงๆแล้วไม่ได้เป็น)

- I wish I had a bigger house (now).

(ผมปรารถนาว่าผมมีบ้านหลังใหญ่กว่านี้ – แต่จริงๆแล้วมีบ้านหลังเล็ก)

- They wish they could speak Japanese (now).

(พวกเขาปรารถนาว่า สามารถพูดภาษาญี่ปุ่นได้ – แต่จริงๆแล้วพูดไม่ได้)

·      ถ้าตรงข้ามกับความจริงในอดีต(ปรารถนาเหตุการณ์ในอดีต)  ให้ใช้ Verb”เป็น “Past perfect (Had + verb 3) เช่น

- I wish yesterday had been a holiday.

(ผมปรารถนาว่า  เมื่อวานนี้เป็นวันหยุด – แต่จริงๆแล้วไม่ได้เป็น)

-She wishes her father had been a millionaire (last year). (เธอปรารถนาว่า  พ่อของเธอเป็นเศรษฐี  (เมื่อปีที่แล้ว) – แต่จริงๆแล้วไม่ได้เป็น)

-He wished he had been a bird (a long time ago).

(เขาปรารถนาว่า  เขาเป็นนก (เมื่อนานมาแล้ว) – แต่จริงๆแล้วไม่ได้เป็น)

-         I wish my uncle had been here yesterday.

(ผมปรารถนาว่า  ลุงของผมอยู่ที่นี่เมื่อวานนี้ – แต่จริงๆแล้วไม่ได้อยู่)

·      ถ้า “Wish” ใช้กับอนาคต  (Future) ให้ใช้ “Verb” เป็น Would”“Should”  “Could”  “Might”ความหมาย คือ คงไม่เกิดเหตุการณ์ตามที่ปรารถนา  หรือมีโอกาสเกิดขึ้นได้ยากเช่น

- I wish my wife would be here tomorrow.

(ผมปรารถนาว่า  ภรรยาของผมอยู่ที่นี่ในวันพรุ่งนี้  –  แต่จริงๆแล้วคงไม่ได้อยู่ หรือมีโอกาสเกิดขึ้นได้น้อยมาก)

- She wishes she could come to my party next week.

(เธอปรารถนาว่า  เธอสามารถมางานเลี้ยงของผมสัปดาห์หน้า  –  แต่จริงๆแล้วคงไม่ได้มา  หรือมีโอกาสเกิดขึ้นน้อยมาก)

- They wish they would graduate from the university next semester.

(พวกเขาปรารถนาว่า  จะเรียนจบจากมหาวิทยาลัยในเทอมหน้า  –  แต่คงจะไม่จบ หรือมีโอกาสเกิดขึ้นน้อยมาก)

อย่างไรก็ตาม  เมื่อใช้ “Wish” แสดงความปรารถนาในแบบปกติธรรมดา จะมีโครงสร้าง  “Wish + to + verb 1” ซึ่งความปรารถนาดังกล่าวอาจจะเป็นจริงหรือไม่เป็นจริงก็ได้ เช่น

- They wish to meet their friends again next year.

(พวกเขาปรารถนาจะได้พบเพื่อนอีกในปีหน้า)

- She wishes to leave now.

(เธอปรารถนาจะจากไปในตอนนี้)

- He wishes to visit London next month.

(เขาปรารถนาจะไปเที่ยวลอนดอนเดือนหน้า)

- They wished to pass the exam this term.

(พวกเขาปรารถนาจะสอบผ่านเทอมนี้)

สำหรับอีกโครงสร้างหนึ่ง คือ  “Wish +กรรม+ noun” มีความหมาย คือ “ขออวยพรให้” เช่น

- She wished them a Merry Christmas and a Happy New Year(เธออวยพรวันคริสมาสต์และปีใหม่ให้พวกเขา)

- He wishes his parents a long and happy life.

(เขาอวยพรให้พ่อแม่มีชีวิตยืนยาวและมีความสุข)

- I wish you success.

(ผมขออวยพรให้คุณประสบความสำเร็จ)

6. It ____________ when I went outside at nine o’clock.

(______________________เมื่อผมออกไปข้างนอกตอน ๙ โมง)

(a) rained

(b) had rained

(c) was raining  (ฝนกำลังตก)

(d) has rained

ตอบ  -  ข้อ (c) ดูคำอธิบายเพิ่มเติมจากประโยคข้างล่าง

-         We ___________________ in the elevator when the electricity went out, and we were stuck there for almost an hour.

(เรา __________  ในลิฟต์เมื่อไฟฟ้าดับ  และเราติดอยู่ที่นั่น (ในลิฟต์) เป็นเวลาเกือบ ๑ ชั่วโมง)

(a) rode

(b) were riding  (กำลังโดยสาร)

     (c) ridden

(d)  had ridden

หมายเหตุ  –  ตอบข้อ (b)เนื่องจากเป็นการใช้  “Past continuous tense” (were riding) ควบคู่กับ “Past simple tense” (went out) กล่าวคือมี ๒ เหตุการณ์เกิดขึ้นในอดีต  โดยเหตุการณ์หนึ่งกำลังดำเนินอยู่  (และเกิดขึ้นก่อน)  ให้ใช้“Pastcontinuous”  (Subject + was (were) + Verb +ing)  ส่วนเหตุการณ์ที่เกิดแทรกเข้ามาทีหลัง  ให้ใช้  “Past simple”(Subject + Vช่องที่2)ตัวอย่างประโยค เช่น

-         My children were sleepingwhen I arrived home.

(ลูกๆของผมกำลังหลับเมื่อผมมาถึงบ้าน)

-         She was cookingwhen it rained.

(เธอกำลังปรุงอาหารเมื่อตอนฝนตก)

-         When he came in, we were watching TV.

(เมื่อเขาโผล่เข้ามา  พวกเรากำลังดูทีวีกันอยู่)

7. He is twenty and _____________ to work.

(เขาอายุ ๒๐ ปี  และ _____________________ ที่จะทำงาน)

(a)  too old  (อายุมากเกินไป, แก่เกินไป)

(b) so young  (เด็กมาก, หนุ่ม/สาวมาก)

(c) old enough  (อายุมากพอ)

(d) enough young

ตอบ  -  ข้อ (c) เนื่องจากได้ความหมายดีที่สุด  และ “Enough” เมื่อเป็นกริยาวิเศษณ์  (Adverb)  ต้องวางไว้หลังคำคุณศัพท์ (Adjective) เสมอ เช่น  “easy enough”“big enough”  “clean enough” (สำหรับข้อ (d) ก็ใช้ได้  แต่ต้องแก้เป็น young enough”) แต่เมื่อ “Enough” เป็นคำคุณศัพท์  ต้องวางไว้ข้างหน้าคำนาม  เช่น 

             - He has enough money to buy a new car.

(เขามีเงินพอที่จะซื้อรถยนต์ใหม่)

        - The hotel has enough rooms to accommodate lots of people.

(โรงแรมมีห้องเพียงพอที่จะจุคนจำนวนมากได้)

        - We have enough staff to finish the work in time.

(เรามีพนักงานเพียงพอที่จะทำงานได้เสร็จทันเวลา)

8. Some people have pleasant memories of their ______________.

(คนบางคนมีความทรงจำที่น่ายินดี-น่ารื่นรมย์ของ ____________ ของพวกเขา)

(a) childhood  (วัยเด็ก)

(b) childment

(c) childship

(d) childness

ตอบ  -  ข้อ (a) เนื่องจากข้อ (b)  (c)  และ(d) ไม่มีรูปใช้ (เป็นข้อหลอกให้ตอบ)

9. Our train will ____________ London at 9.15 a.m.

(รถไฟของเราจะ ___________________ ลอนดอนตอน ๙.๑๕ น.)

(a) get at (ค้นหาความจริง, วิจารณ์หรือล้อเลียน)

(b) get in (ได้รับเลือก, ทำได้สำเร็จ)

(c) get to (มาถึง)

(d) get into  (เริ่มต้น, เข้าไปร่วม)

10. Do it at once, ______________?

(จงทำมันโดยทันที ______________________ )

(a) don’t you

(b) shall we

(c) do you

(d) will you  (ได้ไหม)

ตอบ  -  ข้อ (d) เนื่องจาก “Question tag”ที่ตามหลังข้อความที่เป็นประโยคคำสั่ง, ขอร้อง เชื้อเชิญ ในส่วน “Tag” ให้ใช้“………………., will you ?”เช่น

- Help me carry this box, will you?

(ช่วยผมแบกกล่องใบนี้หน่อย – ได้ไหม)

       - Open the window, will you?

(เปิดหน้าต่างหน่อย – ได้ไหม)

       - Turn off the light, will you?

(ปิดไฟหน่อย – ได้ไหม)

       - Don’t smoke in the room, will you?

(อย่าสูบบุหรี่ในห้องนะ)

       - Come and see me tomorrow, will you?

(มาพบผมวันพรุ่งนี้ – ได้ไหม)

                สำหรับในประโยคเชิญชวน ที่ขึ้นต้น “Let’s (Let us)”  ในส่วน Tag ต้องใช้  “Let’s ……………….., shall we?” เช่น

          - Let’s go for a picnic tomorrow, shall we?

(เราไปปิกนิกกันวันพรุ่งนี้ – เอาไหม)

          - Let’s go for a walk in the evening, shall we?

(เราไปเดินเล่นกันตอนเย็น – เอาไหม)

         - Let’s go swimming next week, shall we?

(เราไปว่ายน้ำกันสัปดาห์หน้า – เอาไหม)

         - Let’s not make a loud noise, shall we?

(เราอย่าส่งเสียงดังกันเลย – เอาไหม)

                 แต่สำหรับประโยคที่ขึ้นต้นด้วย “Let me”“Let him”  “Let her” ต้องถือว่าเป็นประโยคขอร้อง  (คือขออนุญาตให้ผู้พูดหรือผู้ที่ถูกกล่าวถึง  ได้กระทำอะไรบางอย่าง)   ดังนั้น  ในส่วน Tag ต้องใช้  “will you?” เหมือนในประโยคขอร้องทั่วไปเช่น

-         Let me tell you something, will you?

(ให้ผมบอกอะไรคุณหน่อยได้ไหม)

-         Let me leave the room now, will you?

(ให้ผมออกจากห้องตอนนี้ได้ไหม)

-         Let him do this for me, will you?

(ให้เขาทำสิ่งนี้แทนผมได้ไหม)

-         Let her do as she likes, will you?

(ให้เธอทำตามที่เธอชอบได้ไหม)

-         Let Kim come in first, will you?

(ให้คิมเข้ามาเป็นคนแรกได้ไหม)

11. If you agree, I ______________ the car now.

(ถ้าคุณเห็นด้วย  ผม_____________________รถยนต์ตอนนี้เลย)

(a) take

(b) would take

(c) will take  (จะซื้อ หรือ เอา...(รถ).......ไป)

(d) have taken

ตอบ  -  ข้อ (c) เนื่องจากเป็น “If clause” แบบที่ ๑ คือ  ถ้าข้อความใน “If clause” (ประโยคย่อย) เกิดขึ้นจริง  ข้อความในประโยคใหญ่  “Main clause” ก็จะเกิดขึ้นตามไปด้วยดูคำอธิบายเพิ่มเติมจากประโยคข้างล่าง

-         If you ________________ your application tomorrow, you will still be eligible for the job.

(ถ้าคุณ _______________ ใบสมัครของคุณวันพรุ่งนี้  คุณจะยังคงมีสิทธิ์สำหรับงานนี้อยู่)

 (a) to submit

(b) submitted

(c) submit  (เสนอ, เสนอให้พิจารณา, ยอม, ยอมตาม, ยอมจำนน)

(d) submits

-         หมายเหตุตอบข้อ(c)เนื่องจากเป็น“If clause”แบบที่ ๑  (If + subject + V. 1, subject + will (shall) + V. 1)  คือ ผู้พูดมีความมั่นใจว่า ถ้าเหตุการณ์ในประโยคย่อย  (If clause)เกิดขึ้นจริง  เหตุการณ์ในประโยคใหญ่(Main clause)  ก็จะเกิดขึ้นตามไปด้วยและเนื่องจากประธานของประโยคย่อยคือ“you”กริยา“submit”จึงไม่ต้องเติม  “s

12. She went there _____________ business.

(เธอไปที่นั่น __________________ ธุรกิจ)

(a) by

(b) in

(c) on  (ด้วยเรื่อง, เพื่อ)

(d) through

ตอบ  -  ข้อ (c) สำหรับคำกริยาหรือวลีที่ต้องใช้กับ Onเช่น  keep on(ดำเนินต่อไป), rely on  (ไว้วางใจ, เชื่อใจ, พึ่งพาอาศัย), depend on  (พึ่งพาอาศัย, ขึ้นอยู่กับ, อยู่ที่), insist on  (ยืนกราน, ยืนหยัด, เรียกร้อง), on the floor  (บนพื้น), on a hill  (บนเนินเขา), on the top shelf  (บนชั้นบนของหิ้ง), on a sofa  (บนเก้าอี้โซฟา), the posters on the walls  (โปสเตอร์บนกำแพง), a sticker on her car  (สติ๊กเกอร์ติดรถของเธอ), pictures on the screen  (รูปภาพบนจอ), on the ceiling  (บนเพดาน), on the roof  (บนหลังคา), on all fours  (คลาน ๔ เท้า), get on a bus  (ขึ้นรถเมล์), on a highway  (บนทางหลวง), on the plane  (บนเครื่องบิน), on foot  (โดยทางเท้าหรือเดินไป), to walk on tiptoe  (เดินบนปลายเท้าหรือเขย่งส้นเท้า), on horseback  (บนหลังม้า), on a bicycle  (โดยรถจักรยาน), on Monday  (ในวันจันทร์), on a Sunday afternoon  (ตอนบ่ายวันอาทิตย์), on an occasion like this  (ในโอกาสเช่นนี้), on April10th  (ในวันที่ ๑๐ เมษายน), on Thursday night  (ในคืนวันพฤหัสฯ), on the first day of term  (ในวันแรกของภาคการศึกษา), books on art and religion  (หนังสือเกี่ยวกับศิลปะและศาสนา), on the subject of rents  (ในเรื่องเกี่ยวกับค่าเช่า), ideas on how films should be made  (ความคิดเกี่ยวกับว่าควรจะสร้างหนังอย่างไร), to comment on the issue  (แสดงความคิดเห็นในประเด็นนั้น), a talk on agriculture  (การสนทนาเกี่ยวกับเกษตรกรรม), cars running on petrol  (รถยนต์ที่วิ่งด้วยน้ำมัน), appear on TV  (ปรากฏตัวทางทีวี), to hear it on the radio  (ได้ยินมันทางวิทยุ), on stage  (บนเวที), on the phone  (ทางโทรศัพท์ หรือกำลังพูดโทรศัพท์) เป็นต้น

13. The Government _____________ the choice of a new minister for the last two hours.

(รัฐบาล ___________________ การเลือกรัฐมนตรีคนใหม่ในช่วง ๒ ชั่วโมงที่ผ่านมา) (ขณะที่พูดประโยคนี้ก็ยังคงประชุมอยู่)

(a) has been debating

(b) have been debating  (ได้กำลังประชุมอภิปราย)

(c) debated

(d) had debated

ตอบ  -  ข้อ (b) เนื่องจากแสดงความต่อเนื่องของเหตุการณ์  ที่เกิดขึ้นในอดีต (ตั้งแต่ ๒ ชั่วโมงที่แล้วมา)จนถึงขณะที่พูดก็ยังประชุมอยู่ จึงต้องใช้รูป  “Present perfect continuous tense” (Subject + has (have) + been + verb + ing)นอกจากนั้น  “Government” (รัฐบาล)  แม้จะมีรูปเป็นคำนามเอกพจน์ และใช้ในความหมายเอกพจน์ ถ้าหมายถึง “รัฐบาลหนึ่ง”และตามปกติใช้กับกริยาเอกพจน์  เช่น  “Is”  “Was”  “Has”  แต่ถ้า“Government” หมายถึงสมาชิกหรือรัฐมนตรีแต่ละคนในรัฐบาลนั้น  ดังในกรณีของประโยคในข้อ ๑๓ ที่หมายถึงรัฐมนตรีแต่ละคนที่กำลังประชุมอภิปรายกันอยู่  ก็ต้องถือเป็นคำนามพหูพจน์  และใช้กับกริยาพหูพจน์ เช่น  “Are”  “Were”  “Have”  ดังคำตอบในข้อ (b) (have been debating)  สำหรับคำนามอื่นๆที่สามารถเป็นทั้งรูปเอกพจน์และพหูพจน์ในคำเดียวกันแล้วแต่ความหมายที่ต้องการใช้ ประกอบด้วย  “Family, Team, Cabinet (คณะรัฐมนตรี), Committee, Party(พรรค, คณะ, ฝ่าย), Class(ชั้น, ชนิด), Army(กองทัพบก), Flock(ฝูงสัตว์), Jury (คณะลูกขุน), Fleet(กองเรือ), Mob(ฝูงชน), Swarm(ฝูงแมลง)  เป็นต้น  ดังตัวอย่างประโยคข้างล่าง

-         The jury is unanimous in its verdict.

(คณะลูกขุนเป็นเอกฉันท์ในคำตัดสิน – หมายถึงทุกคนในกลุ่ม มิได้แยกเป็นแต่ละคนในคณะฯ แต่ถือรวมทั้งกลุ่ม  จึงถือเป็นเอกพจน์)

-         The jury are debating on the cause of the murder.

(คณะลูกขุนกำลังอภิปรายกันในเรื่องสาเหตุของการฆาตกรรม – หมายถึงลูกขุนแต่ละคนกำลังอภิปรายปัญหากัน นับเป็นหลายๆคน  จึงถือเป็นพหูพจน์)

                   สำหรับตัวอย่างเพิ่มเติมการใช้ “Present perfect continuous tense” ดูจากประโยคข้างล่าง

-         Miss Kim ____________ with us since last October.

(มิสคิม_________  กับเราตั้งแต่เดือนตุลาคม  ปีที่แล้ว)

(a) works

(b) worked

(c) has been working  (ได้กำลังทำงาน)

(d) is working

หมายเหตุ  –  ตอบข้อ  (c)  เนื่องจากเป็น “Present perfect continuous tense  (Subject + have (has) + been + V. ing)   โดยสังเกตจาก “since last October”ทั้งนี้  “Present perfect continuous”  ใช้บอกเหตุการณ์ในอดีตที่ต่อเนื่องมาจนถึงปัจจุบัน  และเน้นความยาวของช่วงเวลา  ตั้งแต่อดีตจนถึงปัจจุบันด้วย  ซึ่งอาจจะเป็นหลายๆวัน  เดือน  ปี  หลายๆปี  หรือเพียง ๒ – ๓ ชั่วโมงก็ได้  ซึ่งประโยคข้างบนมีความหมายว่า  “มิสคิมทำงานกับเราตั้งแต่ตุลาฯ ปีที่แล้ว”  คือปัจจุบันก็ยังคงทำอยู่  และเน้นความต่อเนื่องของการทำงาน  ว่าทำมานานหลายเดือนแล้ว  อนึ่ง สามารถใช้รูป “Present perfect” (Subject + have (has) + V. 3)  แทน  ก็ได้   โดย   “Present perfect”ก็บอกถึงเหตุการณ์ที่เกิดในอดีตและต่อเนื่องมาจนถึงปัจจุบันเช่นกัน  แต่ไม่เน้นความต่อเนื่องหรือยาวนานเหมือนกับ “Present perfect continuous” นอกจากนั้น  “Present perfect” ยังบอกถึงเหตุการณ์ที่เพิ่งจะจบสิ้นลงไปแล้ว  หรือเหตุการณ์ที่เกิดในอดีต  แต่ไม่ระบุเวลาที่แน่ชัด  หรือใช้กับเหตุการณ์ที่เกิดซ้ำๆในอดีต

                รูปแบบของ Tense ทั้ง ๒ ที่กล่าวมาข้างต้น  มักจะมีคำจำพวกนี้อยู่ในประโยค ได้แก่  since  (ตั้งแต่) for  (เป็นเวลา)  recently  (หมู่นี้)lately  (เมื่อเร็วๆนี้)  so far  (เท่าที่ผ่านมาหรือเป็นมา)  up to now  (จนกระทั่งถึงบัดนี้)  up till now  (จนถึงบัดนี้)  up to the present  (จนถึงปัจจุบัน)  already  (แล้ว)  yet  (ใช้ในประโยคคำถาม)  not yet  (ใช้ในประโยคปฏิเสธ)  ever  (เคย)  never  (ไม่เคย)  just  (เพิ่งจะ)  This is the first (second) time  (นี่เป็นครั้งแรก – ครั้งที่สอง)  หรือตามด้วยประโยคที่เป็น  Past tense”   เช่น  “since we were born”  (ตั้งแต่เมื่อเราเกิด)  since they were at college” (ตั้งแต่เมื่อเราเรียนมหาวิทยาลัย)  ตัวอย่างประโยค  เช่น

-         I have already eaten my breakfast.

(ผมกินอาหารเช้าแล้ว  –  เน้นว่ากินแล้ว และยังไม่นานนัก,

-         She has not eaten her dinner yet.

(เธอยังมิได้กินอาหารเย็นเลย  –  เน้นว่ายังไม่ได้ทำ)

-        He has just gone out

(เขาเพิ่งจะออกไป  –  เน้นว่าเพิ่งจะจบสิ้น)

-         I have seen her on TV several times.

(ผมได้เห็นเธอทางทีวีหลายครั้ง  –  เน้นว่าทำซ้ำๆ)

-         They have lived here for ten years.

(พวกเขาอยู่ที่นี่มา ๑๐ ปีแล้ว  –  เน้นว่าต่อเนื่องมาถึงปัจจุบัน)

-         We have not seen each other since 2010.

(เราไม่ได้เจอกันตั้งแต่ปี ๒๐๑๐  –  เน้นว่าต่อเนื่องมาถึงปัจจุบัน)

-         They have been playing since the morning.

(พวกเขาเล่นกันมาตั้งแต่เช้าแล้ว  –  เน้นว่าต่อเนื่องจนถึงปัจจุบันและความยาวของเวลาว่าหลายชั่วโมง)

-         They have been waiting here for two hours.

(พวกเขารอคอยอยู่ที่นี่มา ๒ ชั่วโมงแล้ว  –  เน้นความต่อเนื่องจนถึงปัจจุบันและความนานของเวลาคือ ๒ ชั่วโมง)

-         We have lived here since we were born.

(เราอาศัยอยู่ที่นี่ตั้งแต่เราเกิด  -  เน้นความต่อเนื่องจนถึงปัจจุบัน  และความยาวนานของการอาศัยที่นี่ คือหลายสิบปีแล้ว)

14. The surgeon decided to operate ______________ the patient.

(ศัลยแพทย์ตัดสินใจที่จะผ่าตัด ____________________ คนไข้)

(a) at

(b) with

(c) on

(d) for

ตอบ  -  ข้อ (c) “Operate on”  หมายถึง “ผ่าตัด”ดูการใช้ “On” ในข้อ ๑๒ ของข้อสอบชุดนี้

15. Tell the manager something _____________ about your friend so that he can get the job.

(จงเล่าให้ผู้จัดการฟังอะไรบางอย่าง _________________ เกี่ยวกับเพื่อนของคุณ  เพื่อที่ว่าเขาจะได้งานทำ) (หมายถึง  เพื่อนของคุณไปสมัครงาน  และขอให้คุณให้ “Reference”  ในทางที่ดีเกี่ยวกับเพื่อนคนนี้  แก่ผู้จัดการบริษัทที่เขาไปสมัครงาน  เพื่อที่ว่าเขาจะได้งานทำ)

(a) favourite  (เป็นที่โปรดปราน, คนโปรด)

(b) favourable  (ที่เป็นประโยชน์, ที่เอื้ออำนวย)

(c) favour  (ความกรุณา, การสงเคราะห์, ความนิยม, การสนับสนุน, ความช่วยเหลือ)

(d) favourably

ตอบ  -  ข้อ (b) เนื่องจากลดรูปมาจาก  “something which (that) is favourable”

16. _______________ off his coat, he dived into the river and saved the child.

(เมื่อ__________________  เสื้อคลุมของเขาออก  เขาดำลงไปในแม่น้ำ  และช่วยชีวิตเด็กเอาไว้)

(a) Taking  (ถอด)

(b) When the man takes

(c) He was taking

(d) To take

ตอบ  -  ข้อ (a) เนื่องจากประธานของประโยค คือ “he” เป็นผู้กระทำกริยา “ถอดเสื้อคลุมออก”  กริยา “Take” จึงต้องอยู่ในรูป “Present participle” (Verb + ing)  แสดงถึง “Active voice  กล่าวคือ  เมื่อประธานประโยค (ซึ่งอยู่หลังเครื่องหมายคอมม่า)  เป็นผู้กระทำกริยา (Active voice)  จะต้องนำหน้าประโยค (ซึ่งเป็นวลีที่ขยายประธาน)  ด้วย “Verb + ing” (Present participle) ดังตัวอย่าง เช่น

        - Walking along the road, he met his old friend.

(เดินไปตามถนน  เขาพบเพื่อนเก่าของเขา) (เขาเป็นผู้ทำกริยา “เดิน”)

        - Seeing her teacher, Jane went to greet him.

(เห็นครูของเธอ  เจนเข้าไปทักทายเขา) (เจนเป็นผู้ทำกริยา “เห็น”)

        - Looking out of the window, we could see beautiful scenery.

(มองออกไปนอกหน้าต่าง  เราสามารถเห็นทัศนียภาพที่สวยงาม) (เราเป็นผู้ทำ

กริยา “มอง”)

Hopingto be there in time, Kim started early in the morning.

(หวังว่าจะไปที่นั่นให้ทันเวลา  คิมเริ่มออกเดินทางแต่เช้าตรู่) (คิมเป็นผู้ทำกริยา

“หวัง”)

                 สำหรับ “Present participle” (Verb + ing)  ถือเป็นคำคุณศัพท์ประเภทหนึ่ง  จึงสามารถใช้ขยายคำนามได้เหมือนกับคำคุณศัพท์ทั่วๆไป  (โดยอาจอยู่หน้าหรือหลังคำนามที่มันขยาย)  เพื่อที่จะบอกว่า  คำนามนั้นเป็นผู้ทำกริยานั้นๆ  (แสดง Active voice”)  เช่น

-         Working men are constructing a bridge.

(คนทำงานกำลังก่อสร้างสะพาน)

-         Drinking horses were seen near the bank of the river.

(ม้าที่ดื่มน้ำถูกมองเห็นใกล้ตลิ่งของแม่น้ำ)

-         The mother took good care of her sleeping baby.

(แม่ดูแลทารกที่นอนหลับเป็นอย่างดี)

-         The audience appreciated the good works of the producing team.

(ผู้ชมยกย่อง-ชื่นชมผลงานที่ดีของทีมผู้สร้าง – ภาพยนตร์)

-         The people working in the office are my colleagues.

(ผู้คนที่ทำงานในสำนักงานคือเพื่อนร่วมงานของผม)

-         The woman walking across the street is my sister.

(ผู้หญิงที่เดินข้ามถนนเป็นน้องสาวของผม)

-         The man living next door is a bank manager.

(ชายที่อาศัยอยู่บ้านหลังถัดไปเป็นผู้จัดการธนาคาร)

-         The children playing in the field are my neighbors’ kids.

(เด็กๆที่เล่นอยู่ในสนามเป็นลูกของเพื่อนบ้านของผม)

                  สำหรับประโยคในข้อ ๑๖ อาจใช้ว่า “When (หรือ  After) the man took off his coat,…………..”   ก็ได้  (คือต้องใช้ให้เป็นอดีต  ทั้งในประโยคใหญ่และย่อย)

17. Dick is _______________ in debt.  He is in debt to all the tradesmen in the neighborhood.

(ดิ๊คเป็นหนี้ __________________ เขาเป็นหนี้พ่อค้าทุกคนในละแวกบ้าน)

(a) heavy

(b) heavily  (อย่างหนัก, อย่างมาก)

(c) much heavy

(d) heaviness

ตอบ  -  ข้อ (b) เนื่องจากขยาย “Adjective phrase” (in debt) (เป็นหนี้)  จึงต้องอยู่ในรูปกริยาวิเศษณ์ (Adverb)

18. He ______________ that paper.

(เขา _____________________ กระดาษแผ่นนั้น)

(a) had angrily torn up (ได้ฉีกอย่างโกรธเคือง)

(b) has angrily torned up

(c) was angrily torn up

(d) became angrily torn up

ตอบ  -  ข้อ (a) เนื่องจากอยู่ในรูป “Past perfect tense” (Subject + had + verb 3) ซึ่งมีความหมายเป็นอดีต  เหมือนกับ  “Past simple tense” (Subject + verb 2) โดยมาจากกริยา “Tear (แทร์), Tore, Torn” (ฉีก, ฉีกออก, ฉีกขาด)

สำหรับข้อ (b)  ผิด  เนื่องจากกริยา “torned”  ไม่มีใช้  ส่วนข้อ (c) ผิด  เนื่อง จากอยู่ในรูป “Passive voice”  ส่วนข้อ (d) ผิด เนื่องจากมีกริยาซ้อนกัน ๒ ตัว  คือ became” และ “torn

19. They kept moving their belongings from _______________.

(เขาเคลื่อนย้ายทรัพย์สมบัติ-ข้าวของของพวกเขาอยู่เรื่อยๆ  จาก ____________ )

(a) one place to other places

(b) place to another place

(c) one to the other places

(d) place to place  (ที่หนึ่งไปยังอีกที่หนึ่ง)

ตอบ  -  ข้อ (d)  ความหมาย “จากที่หนึ่งไปยังอีกที่หนึ่ง” สามารถใช้ได้ ๒ รูปแบบ  คือ From place to place”  และ “From one place to another place” จึงต้องจำ

20. She saw _____________ unusual in that room, but she did not tell anybody about it. 

(เธอเห็น __________________ ผิดปกติในห้องนั้น  แต่เธอมิได้บอกใครๆเกี่ยวกับมัน)

(a) a thing

(b) something  (บางสิ่งบางอย่าง)

(c) the thing

(d) anything

ตอบ  -  ข้อ (b)  สำหรับ “Anything” ใช้ในประโยคปฏิเสธ  เช่น

         - She did not see anything wrong with her children.

(เธอมิได้เห็นอะไรผิดปกติกับลูกๆของเธอ)

21. _____________ outside of the cities is used for farming.

(_________________  นอกเมือง  ถูกใช้สำหรับทำฟาร์ม – คือ เพาะปลูก-เลี้ยงสัตว์)

(a) Most areas (พื้นที่ส่วนใหญ่)

(b) Most of the area (พื้นที่ส่วนใหญ่)

(c) Almost all areas (เกือบจะพื้นที่ทั้งหมด)

(d) The most of the area

ตอบ  -  ข้อ (b)  เนื่องจาก “Area” เป็นทั้งคำนามนับได้และนับไม่ได้ หมายถึง  พื้นที่ของเมือง, ประเทศ หรืออื่นๆ, พื้นที่ในห้องหรือตัวอาคาร, สาขาของวิชาความรู้ สำหรับประโยคในข้อ ๒๑ กริยา คือ “is used”  จึงต้องใช้ “Area” แบบนามนับไม่ได้ คือ  เอกพจน์   ดังนั้น  ข้อ (a) และ (c) จึงผิด  สำหรับความแตกต่างระหว่าง  Most of the” และ “The most”  ดูจากตัวอย่างในประโยคข้างล่าง  (จงหาที่ผิดไวยากรณ์ จากข้อ ๑ ถึง ๔)

(1) As (2) they ripen on the tree, (3) the most olives change slowly (4)  from green to black.

(ในขณะที่พวกมันสุกอยู่บนต้น  ผลมะกอกส่วนใหญ่เปลี่ยนอย่างช้าๆ  จากสีเขียวเป็น สีดำ)

ตอบ  –  ข้อ (3)  แก้เป็น  “most olives”  เนื่องจากหมายถึง “ผลมะกอกส่วนใหญ่”  สำหรับ  “the most”  ใช้นำหน้าคำคุณศัพท์พยางค์ยาวในการเปรียบเทียบ “ขั้นสูงสุด”  (superlative)  เช่น

-         the most important thing  (สิ่งสำคัญที่สุด)

-         the most expensive car  (รถยนต์ที่แพงที่สุด)

-         the most diligent student  (นักเรียนที่ขยันที่สุด)

-         the most difficult question  (คำถามที่ยากที่สุด)

-         the most complicated problem  (ปัญหาที่สลับซับซ้อนที่สุด)

22. It will take me quite some time to get him _____________ in buying your land. 

(ผมจะต้องใช้เวลานานทีเดียวที่จะทำให้เขา ________   ___________ในการซื้อที่ดินของคุณ)

(a) to interest (ทำให้สนใจ)

(b) being interesting

(c) interested (มีความสนใจ)

(d) interesting (น่าสนใจ)

ตอบ  -  ข้อ (c)  ดูคำอธิบายเพิ่มเติมจากตัวอย่างประโยคข้างล่าง

            - The little girl was very ______________ when her father promised to buy her a doll.

(เด็กหญิงเล็กๆคนนั้น _________________ มาก เมื่อพ่อของเธอสัญญาว่าจะซื้อตุ๊กตาให้เธอ)

(a) exciting  (น่าตื่นเต้น)

(b) excited  (ตื่นเต้น)

(c) excite  (ทำให้ตื่นเต้น)

(d) excitable  (สามารถตื่นเต้นได้)

ตอบข้อ (b)  ดูเปรียบเทียบกับประโยคข้างล่าง

-         The results of the traveler preference survey are surprising.

 (ผลลัพธ์ของการสำรวจความนิยมของนักเดินทาง – ท่องเที่ยว – น่าประหลาดใจ )

หมายเหตุประโยคข้างบนนี้ต้องใช้ “surprising” เนื่องจาก “surprise” เป็นคำกริยาที่มีความหมายว่า “ทำให้ประหลาดใจ” แต่ถ้าใช้ในรูป “is (are, was, were) surprising” จะมีความหมายว่า “น่าประหลาดใจ” ส่วนเมื่อใช้ในรูป “is (am, are, was, were) surprised” จะมีความหมายว่า  มีความรู้สึกประหลาดใจ” ดังตัวอย่างประโยค เช่น

-         The result of the exam surprised her.

(ผลสอบทำให้เธอประหลาดใจ)

-         She was surprised at the result of the exam.

(เธอมีความรู้สึกประหลาดใจกับผลสอบ)

-         The result of the exam was surprising.

(ผลสอบน่าประหลาดใจ)

คำกริยาประเภทเดียวกับ surprise ได้แก่

     satisfy – ทำให้พอใจ

     excite – ทำให้ตื่นเต้น

     disappoint – ทำให้ผิดหวัง

     attract – ทำให้หลงใหล, ดึงดูด

     interest – ทำให้สนใจ

     amuse – ทำให้สนุกหรือขบขัน

     please –ทำให้ยินดี-พอใจ

     annoy – ทำให้รำคาญ-ขุ่นเคือง

     bore – ทำให้เบื่อ

     tire – ทำให้เหน็ดเหนื่อยหรือเบื่อ

     frighten – ทำให้ตกใจ

     confuse – ทำให้สับสนหรืองุนงง

     surprise – ทำให้ประหลาดใจ

     amaze – ทำให้ทึ่ง, ทำให้ตะลึง

     delight – ทำให้ยินดี

     exhaust – ทำให้หมดแรง

     fascinate – ทำให้หลงใหล, ทำให้หลงเสน่ห์

     charm – ทำให้หลง

      convince – ทำให้เชื่อ

     tempt – ทำให้หลงใหล, ยั่วยวน-ล่อใจ

     entertain – ทำให้เพลิดเพลิน

      embarrass –ทำให้ขวยเขิน-กระดากอาย

     puzzle –ทำให้งง

     thrill – ทำให้ตื่นเต้น

      upset – ทำให้รำคาญ-ไม่สบายใจ

     irritate – ทำให้โมโห, ทำให้ระคายเคือง

     exasperate –ทำให้โกรธ

     astonish –ทำให้ประหลาดใจ, ทำให้ตกใจ

     infuriate –ทำให้โกรธ, ทำให้เดือดดาล

     horrify –ทำให้กลัว, ทำให้ขนพองสยองเกล้า

 

กลุ่มคำกริยาข้างบนนี้ มีหลักการใช้ คือ

1.  ถ้าใช้ในรูป “Subject + verb + object”  จะมีความหมายว่า “ทำให้” คือตัวประธานเป็นผู้ทำให้เกิดอาการนั้นๆขึ้นแก่ผู้อื่น เช่น

-         The accident frightened the passengers a great deal.(past tense)

(อุบัติเหตุทำให้ผู้โดยสารตกใจอย่างมาก)

-         The exam result disappointed him so much.(past tense)

(ผลสอบทำให้เขาผิดหวังมากทีเดียว)

-         The chairman’s speech confused everyone.(past tense)

(คำพูดของท่านประธานทำให้ทุกคนสับสนงุนงง)

-         The new film interests all viewers.(present tense)

(หนังเรื่องใหม่ทำให้คนดูทั้งหมดสนใจ)

-         The professor’s lecture bores all the class.(present tense)

(การบรรยายของศาสตราจารย์คนนั้นทำให้นักเรียนทั้งชั้นเบื่อ)

2.  ถ้าใช้รูป “verb + ing” {subject + is (am, are, was, were) + V. ing} หรือ  (V. ing + noun) มีความหมายว่า “น่า............” หรือ  “ซึ่งน่า............”  กริยาที่เติม “ing” พวกนี้ ถือเป็นคำคุณศัพท์  จะวางไว้หลัง Verb to be”  หรือหน้าคำนามก็ได้  เช่น

-         His work is boring. (present tense)

(งานของเขาน่าเบื่อหน่าย)

-         It is a very exciting football match. (present tense)

(มันเป็นการแข่งขันฟุตบอลที่น่าตื่นเต้น)

-         The landscape was so fascinating. (past tense)

(ภูมิประเทศ (ที่นี่) น่าหลงใหลมาก)

-         The employee’s work was disappointing.(past tense)

(งานของลูกจ้างรายนั้นน่าผิดหวัง)

-         The children’s table manners were very embarrassing. (past tense)

(กิริยามารยาทบนโต๊ะอาหารของพวกเด็กๆน่าอับอายมาก)

-         The book is interesting. (present tense)

(หนังสือน่าสนใจ)

-         Her beauty is charming. (present tense)

(ความงามของเธอน่าหลงใหล – มีเสน่ห์)

-         It is surprising to see him at his ex-wife’s wedding. (present tense)

(มันน่าประหลาดใจที่เห็นเขาที่งานแต่งงานของอดีตภรรยา)

{มิได้หมายความว่า “มันกำลังประหลาดใจ  เหมือนกับประโยค “He is walking.  (เขากำลังเดิน) – present continuous tense}

3.  ถ้าเติม “ed” ข้างหลังคำกริยากลุ่มนี้ แล้ววางตามหลัง “Verb to be” (is, am, are, was, were)  จะมีลักษณะเป็น “Passive voice” (Subject + is (am, are, was, were) + verb + ed) จะมีความหมายว่า  ประธานเป็นผู้เกิดความรู้สึกนั้นๆขึ้นมา ซึ่งถ้าแปลตรงๆก็คือ “..........ถูกทำให้รู้สึก............ตื่นเต้น, ตกใจ, ผิดหวัง, พอใจ ฯลฯ..........” แต่ในภาษาไทยนิยมพูดว่า “............มีความรู้สึก........ตื่นเต้น, ตกใจ, ผิดหวัง, พอใจ.....”  เช่น

-        We are interested in German.  (present tense)

(เรามีความสนใจในภาษาเยอรมัน)

-         They are very pleased to see their old friends.  (present tense)

(พวกเขาดีใจมากที่ได้พบเพื่อนเก่า)

-         I was amazed to know of his death.  (past tense)

(ผมตะลึงที่ได้รู้ข่าวการตายของเขา)

-         He was very tired of hard work.  (past tense)

(ผมเหน็ดเหนื่อยมากกับงานหนัก)

-         She was interested in the ballet performance.  (past tense)

(เธอมีความสนใจในการแสดงบัลเล่ต์)

-         We were disappointed to lose the match.  (past tense)

(พวกเราผิดหวังที่แพ้การแข่งขัน)

-         Most people are frightened of the snakes.  (present tense)

(คนส่วนมากกลัวงู)

-         Jim is fascinated by astronomy.  (present tense)

(เขามีความหลงใหลในวิชาดาราศาสตร์)

หมวดข้อสอบ TOEIC (ตอนที่ 40)

Part V : Sentence Completion  (ส่วนที่ 5 :  การเติมประโยคให้สมบูรณ์)

Choose the best alternative to make a correct sentence.

(จงเลือกข้อที่ดีที่สุดเพื่อทำให้ประโยคมีความถูกต้อง)

1. A person with a good education is _____________ happier than a person with a poor education. 

(บุคคลที่มีการศึกษาดี _______________มีความสุขมากกว่าบุคคลที่มีการศึกษาต่ำต้อย)

(a) likely to be more

(b) likely to be  (เป็นไปได้ว่า, น่าจะเป็นไปได้ว่า, เหมาะสม, สมควร)

(c) as likely as (เป็นไปได้เท่าๆกัน, เหมาะสมพอๆกัน)

(d) as likely

ตอบ ข้อ (b) เนื่องจาก “Likely + to + verb 1

2. What is wrong ______________ your car?

(มีอะไรผิดปกติ ____________________ รถของคุณหรือ)

(a) to

(b) of

(c) with  (กับ)

(d) in

3. Very few people live _____________ the age of ninety.

(น้อยคนนักที่มีชีวิต ___________________ อายุ ๙๐ ปี)

(a) at

(b) in

(c) to  (ถึง)

(d) after

ตอบข้อ (c) “Live to= มีอายุถึง  ส่วน “Die at =  ตายเมื่ออายุ  เช่น   “He died at the age of sixty.”(เขาตายเมื่ออายุ ๖๐ ปี)

4. The baby was dropped out of the bedroom window into a big net ________ by the firemen.

 (เด็กทารกถูกหย่อนลงมานอกหน้าต่างห้องนอน  ลงไปในตาข่ายขนาดใหญ่ที่__________________ โดยพนักงานดับเพลิง)

(a)    hold  (จับหรือถือ)

(b)   which was to be held

(c) held  (ถูกจับหรือถือ)

(d) which would be held(ซึ่งจะถูกจับหรือถือ)

ตอบ  –  ข้อ (c) เนื่องจากต้องอยู่ในรูป “Passive voice” เพราะ “ตาข่ายถูกจับหรือถือไว้โดยพนักงานดับเพลิง

5. When I say ‘I never drink’, I mean _________________.

(เมื่อผมพูดว่า “ผมไม่ดื่มเหล้าเลย – หรือ ผมไม่ดื่มเหล้าเป็นอันขาด” ผมหมายความว่า __________)

(a) I’ve never drunk(ผมไม่เคยดื่มเหล้า)

(b) I drink very little  (ผมดื่มเหล้าน้อยมาก)

(c) I do not drink (ผมไม่ดื่มเหล้า)

(d) I drink only fresh water  (ผมดื่มเฉพาะน้ำจืด)

ตอบ  –  ข้อ (c) เนื่องจาก “Never” หมายถึง “ไม่เคย, ไม่เลย, ไม่เป็นอันขาด”  อย่างไรก็ตาม  เมื่อจะใช้ในความหมาย “ไม่เคย”  จะต้องใช้ในรูป “Present perfect tense {Subject + has (have) + verb 3}เสมอ  ดังในข้อ (a)  สำหรับ  เมื่อใช้ในความหมาย  “ไม่เลย หรือ ไม่เป็นอันขาด” จะต้องใช้ในรูป “Present simple tense (ดังประโยคในข้อ ๕)  หรือ “Past simple tense

                 การใช้ “Present perfect tense”กับเหตุการณ์ที่เคยหรือไม่เคยทำในอดีต  แต่ไม่ได้กำหนดเวลาแน่นอน  สังเกตจาก “ever”  “never”  เช่น

- Have you ever been to Japan?

(คุณเคยไปญี่ปุ่นไหม)

 - Has your father ever played football?

(พ่อของคุณเคยเล่นฟุตบอลไหม)

  - I have never seen him before.

(ผมไม่เคยเห็นเขามาก่อน)

6. That is _______________________.

(นั่นเป็น _______________________ )

(a) a useful information

(b) a useful piece of informations

(c) useful informations

(d) a piece of useful information  (ข้อมูลที่มีประโยชน์ ๑ ชิ้น)

ตอบ  –  ข้อ (d) เนื่องจาก “Information” เป็นคำนามนับไม่ได้ จึงไม่สามารถใช้   Aหรือ“An”  นำหน้าได้  ดังในข้อ (a) และไม่สามารถเติม “S” เข้าข้างท้าย  ดังในข้อ (b)  และ (c)  ดังนั้น  เมื่อจะนับ “ข่าวสาร”  จึงต้องนับเป็น “ชิ้น”   ดังในข้อ  (d)หรือนับเป็น หัวข้อ “Item” (An item of informationหรือan information item)  อย่างไรก็ตาม สามารถตอบข้อ (b) ได้เช่นเดียวกัน  แต่ต้องแก้เป็น “a useful piece of information” สำหรับคำนามนับไม่ได้และเป็นเอกพจน์เสมอ  ที่ใช้ในลักษณะเดียวกับ  Information”  ได้แก่paper (กระดาษ), equipment (อุปกรณ์, เครื่องมือ), furniture, scenery  (ทิวทัศน์), damage  (ความเสียหาย), advice  (คำแนะนำ), traffic, machinery  (เครื่องยนต์กลไก), evidence  (หลักฐาน), bread  (ขนมปัง), clothing  (เสื้อผ้า), work  (งาน), luggage  (กระเป๋าเดินทาง), baggage  (กระเป๋าเดินทาง), knowledge, progress, power, news, fruit, behavior  (พฤติกรรม) เป็นต้น  คำนามเหล่านี้  ถ้าจะนับเป็นหน่วย จะต้องใช้ สมุหนาม (Collective noun)คือนามที่แสดงความเป็นกลุ่มก้อนที่เหมาะสมกับคำนามนั้นๆ เช่น

            - a piece of paper  (กระดาษ ๑ แผ่น)

            - a loaf of bread  (ขนมปัง ๑ ปอนด์ หรือก้อน)

            - a branch (field) of knowledge  (ความรู้สาขาหนึ่ง)

            - an item of news  (ข่าว ๑ หัวข้อ)

            - a kilo of fruit (ผลไม้ ๑ กิโล)

             

7. This circle has a diameter of two inches.  Its _______________ is one inch.

(วงกลมนี้มีเส้นผ่าศูนย์กลาง ๒ นิ้ว, ________________ ของมัน คือ ๑ นิ้ว)

(a)    side (ด้าน)

(b)   segment (ส่วนของวงกลม)

(c)   radius  (รัศมี)

(d)   cord (เส้นตัดวงกลม)

(e)    area  (พื้นที่)

8. I don’t smoke now.  I _____________ before the tax on tobacco was so high.

(ผมไม่สูบบุหรี่แล้วในปัจจุบัน  ผม __________________ ก่อนที่ภาษียาสูบจะสูงมาก)

(a) used to smoking

(b) was used to smoke

(c) used to (เคยสูบ)

(d) was used to smoking (คุ้นเคยกับการสูบบุหรี่)  (ในอดีต)

ตอบข้อ (c) เนื่องจากต้องการบอกว่า  ปัจจุบันไม่สูบแล้ว  แต่เคยสูบ (ในอดีต) ก่อนที่ภาษีจะขึ้นสูง (ดูคำอธิบายเพิ่มเติมจากประโยคข้างล่าง)

-             He _______________ go abroad often for his work, but he has changed jobs and now no longer travels.

(เขา __________________  เดินทางไปต่างประเทศบ่อยในเรื่องงาน  แต่เขาได้เปลี่ยนงานมาหลายงาน  และในปัจจุบัน  มิได้เดินทางต่อไปอีกแล้ว)

(a)  uses (ใช้)

(b) used to (เคย)

(c)  was used (ถูกใช้ – ในอดีต)

(d) is used to (คุ้นเคย, เคยชิน – ในปัจจุบัน)

ตอบ  –  ข้อ (b) “Used to” หมายถึงเคยทำในอดีต  ปัจจุบันเลิกทำเช่นนั้นแล้ว กล่าวคือ  ต้องเป็นเรื่องของอดีตเพียงอย่างเดียว  และต้องตามด้วยกริยาช่องที่ ๑ (Used to + Verb 1)  ส่วน “Be used to” หรือ “Get used to” หมายถึง “คุ้นเคย, เคยชินต้องตามด้วย “คำนาม” หรือ “Gerund” (Verb + ing) จะใช้กับเหตุการณ์ในอดีตหรือปัจจุบันก็ได้  เช่น

          - He is used to getting up late.

(เขาคุ้นเคยกับการตื่นสาย) (ปัจจุบัน)

          - She was used to watching TV late at night.

(เธอคุ้นเคยกับการดูทีวีจนดึกเวลากลางคืน) (อดีต)

           - They are used to cold weather.

(พวกเขาคุ้นเคยกับอากาศเย็น) (ปัจจุบัน)

-   We got used to swimming when we were at college.

 (พวกเราคุ้นเคยกับการว่ายน้ำ  ตอนเรียนมหาวิทยาลัย)  (คือไปว่ายน้ำบ่อยๆ)  (เป็นอดีต)

-   She gets used to eating in a Chinese restaurant.

(เธอเคยชินกับการกินอาหารในภัตตาคารจีน – คือไปกินบ่อยๆ)  (เป็นปัจจุบัน)

-   African people are used to hot weather.

(คนแอฟริกันคุ้นเคยกับอากาศร้อน)  (เป็นปัจจุบัน)

                อนึ่ง  เมื่อต้องการทำเป็นประโยคปฏิเสธ  ให้ใส่ “Not” หลัง “Verb to be” หรือ ใช้ “Verb to do” (Do, Does, Did)  ช่วยในกรณีของ “Get used to” เช่น

            - The manager is not used to speaking in public.

(ผู้จัดการไม่คุ้นเคยกับการพูดในที่สาธารณะ)  (เป็นปัจจุบัน)

          - She did not get used to going shopping when she was young.

(เธอไม่คุ้นเคยกับการไปช้อปปิ้ง  ตอนเธอเป็นเด็ก)  (เป็นอดีต)

                 สำหรับรูปปฏิเสธของ “Used to” (เคย)  ต้องใช้ “Did not”  เท่านั้น  เช่น

          - We did not use to read a newspaper in the morning.

(เราไม่เคยอ่านหนังสือพิมพ์ในตอนเช้า) (เป็นอดีต)

         - They didn’t use to walk to school like their classmates.

(พวกเขาไม่เคยเดินไปโรงเรียนเหมือนเพื่อนร่วมชั้น) (เป็นอดีต)

9. I shall come back _________________.

(ผมจะกลับมา ______________________ )

(a) long before (ก่อนหน้า.................เป็นเวลานาน)

(b) before long (ในไม่ช้า)

(c) longer

(d) not long

ตอบ  -  ข้อ (b) เนื่องจากมีความหมายเหมือน “Soon” หรือ “In a little while” สำหรับตัวอย่างการใช้ “Long before” เช่น

-    I have known his parents long before I know him.

(ผมรู้จักพ่อแม่ของเขาก่อนหน้าที่ผมจะรู้จักเขา  เป็นเวลานานทีเดียว) (คือรู้จักพ่อแม่ของทอมมา ๑๐ ปีแล้ว แต่เพิ่งรู้จักทอมได้เพียง ๒ ปี)    

              สำหรับตัวอย่างอื่นๆ ของ “Before long”  (ในไม่ช้า)  เช่น      

            - Class will be over before long.

(ชั้นเรียนจะเลิกเร็วๆนี้แล้ว – คือจะเลิกอีกในไม่ช้า)

        - We were tired of waiting and hoped the bus would come before long(เราเบื่อการรอคอยและหวังว่า  รถเมลจะมาในไม่ช้า)

10. What she saw made her ______________ pale.

(สิ่งที่เธอเห็นทำให้เธอ ______________________ หน้าซีดเผือด)

(a) turn (กลายเป็น)

(b) turning

(c) to turn

(d) turned

ตอบ  -  ข้อ (a) เนื่องจาก “Make + กรรม + verb 1(ดูคำอธิบายเพิ่มเติมจากประโยคข้างล่าง)

-             The manager let everyone _________ the office early to attend the convention.

(ผู้จัดการปล่อย (ยอม) ให้ทุกคน ____________________ สำนักงานแต่เนิ่นๆเพื่อไปเข้าร่วมการประชุม)

      (a) to leave

      (b) leaves

      (c) left

      (d) leave  (ออกจาก)

หมายเหตุ  –  ตอบข้อ (d)  เนื่องจากหลังกรรมของ “Make, Let, Have (ใช้), See, Hear, Feel”  ต้องอยู่ในรูป   “Infinitive without to”  คือ กริยาช่องที่ ๑ ที่ไม่มี to  นำหน้า ตัวอย่างประโยค เช่น

-        She lets them play in the field. (เธอปล่อยให้พวกเขาเล่นในสนาม)

-        We made them laugh.  (เราทำให้พวกเขาหัวเราะ)

-        I heard her sing.  (ผมได้ยินเธอร้องเพลง)

-        He saw her walk in the street. (เขาเห็นเธอเดินในถนน)

-        She had them clean her room.  (เธอให้พวกเขาทำความสะอาดห้อง)

11. Have you a book about _____________ English?

(คุณมีหนังสือเกี่ยวกับภาษาอังกฤษ _________________ หรือเปล่า)

(a) every day (ทุกวัน)  (เป็นกริยาวิเศษณ์)

(b) everyday (ทุกวัน)  (เป็นคำคุณศัพท์)

(c) everydays (รูปนี้ไม่มีใช้)

(d) every days (รูปนี้ไม่มีใช้)

ตอบ  -  ข้อ (b) เนื่องจากขยายหน้าคำนาม “English” จึงต้องใช้คำคุณศัพท์  สำหรับ  Every day” เป็น “Adverb of frequency”  ใช้ขยายคำกริยา เช่น

            - They go to school every day.

          - We clean our rooms every day.

12. Don’t _______________ others.

(จงอย่า ________________________ ผู้อื่น)

(a) look down (มองลงข้างล่าง)

(b) look upon

(c) look down upon (ดูถูก, ดูหมิ่น, เหยียดหยาม)

(d) look up and down  (มองขึ้นข้างบนและลงข้างล่าง)

13. She is very beautiful; ______________ all her sisters are rather ugly.

(เธอสวยมาก _________________ พี่สาวน้องสาวของเธอทุกคนค่อนข้างจะขี้เหร่)

(a) when  (เมื่อ, ตอนที่)

(b) because  (เพราะว่า, เนื่องจาก)

(c) unless  (ถ้า................ไม่)

(d) while  (ในขณะที่, ในเวลาเดียวกัน, แม้ว่า)

14. Wise men love truth; ______________ fools shun it.

(คนฉลาดรักความจริง ____________________ คนโง่หลีกเลี่ยงมัน)

(a) because  (เพราะว่า)

(b) whereas  (ในทางตรงกันข้าม, แต่ทว่า, อย่างไรก็ตาม)

(c) unless  (ถ้า.................ไม่)

(d) therefore (เพราะฉะนั้น, ดังนั้น)

15. Tell me the reason ___________ your coming here.

(จงบอกเหตุผล ___________________ การมาที่นี่ของคุณ)

(a) of

(b) for (สำหรับ)

(c) in

(d) why

(e) that

ตอบ  -  ข้อ (b) เนื่องจาก “The reason for” +  “วลี”   ส่วน “The reason why” +  “ประโยค”  เช่น

          - The reason for her failure in business is not known.

(เหตุผลสำหรับความล้มเหลวของเธอในธุรกิจไม่มีใครทราบ)

       - He gave me the reason for his purchase of a new home.

(เขาให้เหตุผลแก่ผมสำหรับการซื้อบ้านหลังใหม่ของเขา)

       - We don’t know the reason why she did not marry him.

(เราไม่ทรางเหตุผลว่าทำไมเธอจึงไม่แต่งงานกับเขา)

       - The reason why he failed was his poor health.

(เหตุผลที่ว่าทำไมเขาจึงล้มเหลว  ก็คือสุขภาพไม่ดีของเขาเอง)

16. She is too excited to say ______________.

(เธอตื่นเต้นเกินไปที่จะพูด ____________________ )

(a) nothing

(b) something

(c) anything (สิ่งใดๆก็ตาม)

(d) every thing

17. ____________ stamps, he collects coins.

(_______________________  แสตมป์  เขาสะสมเหรียญกษาปณ์)

(a) Except (ยกเว้น)

(b) Beside (ข้างๆ)

(c) In addition to (นอกเหนือจาก)

(d) There are no

ตอบ  -  ข้อ (c)  สำหรับคำอื่นๆที่สามารถใช้ได้ คือ “Besides (นอกจาก), “Apart from” (นอกเหนือจาก)

18. Did you _____________ your aunt of this ring?

(คุณ _________________ แหวนวงนี้ไปจากป้าของคุณใช่หรือไม่)

(a) steal (ลักขโมย) 

(b) buy (ซื้อ)

(c) rob (ชิงทรัพย์, แย่งชิง, ปล้น)

(d) receive (ได้รับ)

ตอบ  -  ข้อ (c) เนื่องจากเป็นไปตามโครงสร้าง “Rob someone of something(ชิงทรัพย์หรือปล้นอะไรไปจากใคร) เช่น  “A man robbed me of my notebook.” (ชายคนหนึ่งชิงเอาโน๊ตบุ๊คของผมไป)  สำหรับการใช้ “Steal” มีโครงสร้าง คือ “Steal something from someone”  (ขโมยอะไรไปจากใคร)

เช่น  “The boy stole my watch (from me).” (เจ้าเด็กคนนั้นขโมยนาฬิกาผมไป)

19. A woman with white hair is a _____________ woman.

(ผู้หญิงที่มีผมสีขาว  คือผู้หญิง ____________________ )

(a) white hair

(b) white-hair

(c) white haired

(d) white-haired (ผมขาว)

ตอบ  -  ข้อ  (d)  ดูคำอธิบายเพิ่มเติมจากประโยคข้างล่าง

-         True hibernation takes place only among warm-blooded animals.

(การจำศีลหน้าหนาวของสัตว์อย่างแท้จริง  เกิดขึ้นเฉพาะในบรรดาสัตว์เลือดอุ่น)

                ประโยคข้างบนต้องใช้ “Warm-blooded”เนื่องจากมีโครงสร้างเป็น (Compound adjective) คือ คำ ๒ คำ ที่รวมกันเป็นคุณศัพท์ (Adjective) คำเดียว จะต้องมีขีด ( - ) คั่นกลางเสมอ  และเป็นกรณีเดียวที่สามารถเติม “Ed” หลังคำนามได้  ตัวอย่าง เช่น

         - a shame-faced look – ท่าทางเสียใจเพราะความละอาย

         - an absent-minded man – คนใจลอย

         - service-minded people – คนจิตอาสา

         - a short-sighted girl – เด็กหญิงสายตาสั้น หรือไม่มีวิสัยทัศน์

         - a black-haired boy – เด็กชายผมดำ

         - a big-eyed girl – เด็กหญิงตาโต

           - red-faced people – คนหน้าแดง (เป็นเผ่าพันธุ์)

         - a baby-faced man – คนหน้าเด็ก (หน้าอ่อนกว่าวัย)

         - a thick-skinned boy – เด็กหน้าด้าน (เด็กหนังหนา)

         - a right-handed man – ผู้ชายถนัดมือขวา

         - a left-handed woman – ผู้หญิงถนัดมือซ้าย

         - a light-fingered boy – เด็กมือไว (มือเบา)

         - a cold-blooded animal – สัตว์เลือดเย็น

         - a long-sighted woman – ผู้หญิงสายตายาว หรือมีวิสัยทัศน์

         - a long-legged man – ผู้ชายขายาว

         - a big-headed boy – เด็กหัวโต

         - a far-sighted person – คนสายตายาว หรือมีวิสัยทัศน์

         - a round-eared girl – เด็กผู้หญิงหูกลม

20. The spectacles were _____________ broken.

(แว่นตาถูกทำแตก – หรือหัก -  _____________________ )

(a) accident (อุบัติเหตุ) (คำนาม)

(b) by accident

(c) accidental (เป็นอุบัติเหตุ, เกียวกับอุบัติเหตุ) (เป็นคำคุณศัพท์)

(d) accidentally (โดยอุบัติเหตุ)  (เป็นกริยาวิเศษณ์)

ตอบ  -  ข้อ (d) เนื่องจากขยายกริยา (broken) จึงต้องเป็นกริยาวิเศษณ์ (Adverb) ทั้งนี้  มีอีก ๒ รูปแบบที่สามารถใช้ได้เช่นกัน  คือ

-           The spectacles were broken by accident.

-           The spectacles were broken in an accident.

หมวดข้อสอบ TOEIC (ตอนที่ 39)

Financial Statements (รายงานทางการเงิน)

1. desire (v – n) – ปรารถนาหรือต้องการอย่างมาก, ความปรารถนาหรือต้องการอย่างยิ่ง

     (a) We desire to have our own home.

           (เราอยากมีบ้านของเราเองอย่างยิ่ง)

     (b) He desires to retire when he becomes forty-five.

          (เขาอยากจะเกษียณอายุงานเมื่ออายุ ๔๕ ปี)

     (c) They may come if they so desire.

            (พวกเขาจะมาก็ได้  ถ้าปรารถนาเช่นนั้น)

     (d) He had not the slightest desire to go on holiday.

          (เขาไม่มีความปรารถนาแม้แต่นิดเดียวที่จะไปเที่ยววันหยุด)

     (e) This could help us to understand our own desires and needs.

           (สิ่งนี้สามารถช่วยให้เราเข้าใจความปรารถนาและความต้องการของเราเอง)

2. detail (v – n) – รายงานหรือกล่าวอย่างรายละเอียด, ให้รายละเอียด, รายละเอียด

     (a) The business planner detailed the steps we should follow to write our financial statement.

          (นักวางแผนธุรกิจบอกรายละเอียดขั้นตอนต่างๆที่พวกเราควรทำตาม  เพื่อที่จะเขียนรายงานทางการเงินของเรา)

     (b) Christy created a financial statement that detailed every expected  expenditure for the next quarter.

           (คริสตี้สร้างรายงานทางการเงินที่บอกรายละเอียดค่าใช้จ่ายที่คาดหวังไว้ทุกรายการ  สำหรับไตรมาสหน้า)

     (c) Frank can detail for you the changes that have occurred.

          (แฟรงค์สามารถให้รายละเอียดกับคุณ  ในเรื่องความเปลี่ยนแปลงต่างๆที่ได้เกิดขึ้น)

     (d) You can get details of nursery schools from the local authority.

          (คุณสามารถจะได้รายละเอียดของโรงเรียนสำหรับเลี้ยงเด็ก  จากเจ้าหน้าที่ท้องถิ่น)

     (e) I can still remember every single detail of that night.

          (ผมยังคงสามารถจำได้รายละเอียดปลีกย่อยทุกอย่างของ (เหตุการณ์ใน) คืนนั้น)

     (f) He described it correctly down to the smallest detail.

         (เขาอธิบายมันได้อย่างถูกต้องลงไปจนถึงรายละเอียดที่ปลีกย่อยที่สุด)

     (g) There is no need to go into details of the ghastly massacre.

          (ไม่มีความจำเป็นที่จะต้องลงรายละเอียดของการสังหารหมู่ที่น่าสยดสยองนั้น)

3. forecast (n – v) –การทำนายเหตุการณ์ในอนาคต, พยากรณ์, ประมาณการหรือคาดการณ์ล่วงหน้า

     (a) The financial forecast indicates a deficit in the next quarter.

           (การพยากรณ์ด้านการเงินบ่งชี้ถึงการขาดทุนในไตรมาสหน้า)

     (b) Analysts forecast a strong economic outlook.

           (นักวิเคราะห์ทำนายภาพทางเศรษฐกิจในอนาคตที่เข้มแข็ง)

4. level (n) –ระดับ

     (a) We have never had an accountant work at such a sophisticated level before.

          (เราไม่เคยมีสมุห์บัญชีที่ทำงานในระดับที่ช่ำชองเช่นนั้นมาก่อน)

     (b) If you expect your business to start earning at higher levels soon, your financial statement should show that.

          (ถ้าคุณคาดหวังว่าธุรกิจของคุณจะเริ่มมีรายได้ในระดับที่สูงขึ้นในไม่ช้านี้  รายงานทางการเงินของคุณก็ควรที่จะแสดงถึงสิ่งนั้น)

5. overall (adj. – adv.) –ทั่วๆไป, โดยรวม, ในภาพรวม

     (a) The company’s overallexpectations were out of proportion.

          (ความคาดหวังโดยทั่วไปของบริษัทไม่เป็นไปตามสัดส่วน– คือไม่เป็นไปตามสถานการณ์จริง)

     (b) The overall Thai economy in 2016 had experienced a 3.7 percent growth rate.

           (เศรษฐกิจไทยในภาพรวมในปี ๒๐๑๖ มีอัตราการเติบโต ๓.๗ เปอร์เซ็นต์)

     (c) The overall impression was of a smoky industrial scene.

            (ความประทับใจโดยทั่วไป คือ (เป็น) สถานที่ทางอุตสาหกรรมที่เต็มไปด้วยหมอกควัน – หมายถึงของเมืองหรือพื้นที่แห่งหนึ่ง ที่บุคคลคนหนึ่งได้ไปเห็นมา)

     (d) Overall, our costs are running true to prediction.

          (ในภาพรวม  ต้นทุน (ค่าใช้จ่าย) ของเรากำลังเป็นจริงตามการทำนาย)

     (e) Overall, imports account for half of the country’s revenue.

           (ในภาพรวม  สินค้าเข้าคิดเป็นครึ่งหนึ่งของรายได้ของประเทศนี้)

6. perspective (n) –แง่มุม, มุมมอง, ทัศนวิสัย

     (a) The budget statement will give the manager some perspective on where the costs of running the business are to be found.

            (รายงานงบประมาณจะให้มุมมองบางอย่างกับผู้จัดการ ว่าจะหาต้นทุน (ค่าใช้จ่าย) ของการดำเนินธุรกิจได้ที่ไหน)

     (b) Peter’s accountant gave him some perspective as well as some data on how much he could expect to earn in his first year in business.

          (สมุห์บัญชีของปีเตอร์ให้มุมมองบางอย่างแก่เขา เช่นเดียวกับ (ให้) ข้อมูลว่า  เขาสามารถคาดหวังที่จะหาเงินได้มากเท่าใดในการทำธุรกิจในปีแรก)

7. project (v – n) –ประมาณการ, คาดการณ์, ทำนาย, โครงการ

     (a) We need to project our earnings and expenses in order to plan next year’s budget.

           (เราจำเป็นต้องประมาณการรายได้และรายจ่าย  เพื่อที่จะวางแผนงบประมาณของปีต่อไป)

     (b) The director projects that the company will need to hire ten new employees this year.

          (ผู้อำนวยการคาดการณ์ว่า  บริษัทจะจำเป็นต้องจ้างพนักงานใหม่ ๑๐ คน ในปีนี้)

     (c) We must have a serious discussion about our construction project.

           (เราจะต้องปรึกษาหารือกันอย่างจริงจัง  เกี่ยวกับโครงการก่อสร้างของเรา)

     (d) We talked about very large-scale projects for putting satellites into space.

          (เราพูดคุยเกี่ยวกับโครงการขนาดใหญ่มาก สำหรับการส่งดาวเทียมขึ้นสู่อวกาศ)

8. realistic (adj.) –เป็นไปได้, เป็นจริง, สมจริงสมจัง, ตามความเป็นจริง

     (a) Realistic expectations are important when you review your financial statements.

         (ความคาดหวังตามความเป็นจริง (หรือ ที่เป็นไปได้) เป็นสิ่งสำคัญ  เมื่อคุณทบทวนรายงานทางการเงินของคุณ)

     (b) They made a realistic attempt to solve problems.

          (พวกเขาทำความพยายามที่เป็นไปได้ที่จะแก้ปัญหา)

     (c) Reasonable people take a realistic view of human nature.

          (ผู้คนที่มีเหตุผลจะมีมุมมองตามความเป็นจริงในเรื่องธรรมชาติของมนุษย์)

     (d) Sam found that an accurate accounting gave him a realistic idea of his business’s financial direction.

          (แซมพบว่าการทำบัญชีที่ถูกต้อง  ให้ความคิดที่สมจริงสมจัง (หรือ สามารถเป็นจริงได้)แก่เขาในเรื่องทิศทางด้านการเงินของธุรกิจของเขา)

9. target (v – n) –ตั้งเป้าหมาย, เล็งไปที่เป้าหมาย, เป้าหมาย, เป้าประสงค์

     (a) We targeted December as the deadline for completing the financial statement.

          (เราตั้งเป้าหมายเดือนธันวาคมเป็นเส้นตายสำหรับการทำรายงานทางการเงินให้เสร็จสิ้น)

     (b) The company has targeted an extension of its branches to the region.

          (บริษัทได้ตั้งเป้าหมายการขยายสาขาของบริษัทไปสู่ภูมิภาค)

     (c) Most managers targetbig income as the primary criterion for success.

          (ผู้จัดการส่วนมากตั้งเป้าหมายรายได้ก้อนใหญ่  เป็นหลักเกณฑ์เบื้องต้นสำหรับความสำเร็จ)

     (d) The station was an easy target for an air attack.

          (สถานี – รถไฟ, รถยนต์ – เป็นเป้าหมายที่ง่ายดายสำหรับการโจมตีทางอากาศ)

     (e) Her proposal has been the target of much criticism.

          (ข้อเสนอของเธอได้เป็นเป้าหมายของการวิพากษ์วิจารณ์อย่างมากมาย)

     (f) Thailand has set a target for economic growth in excess of 4% for 2017.

          (ประเทศไทยได้ตั้งเป้าหมายสำหรับการเติบโตทางเศรษฐกิจ  เกินกว่า ๔         เปอร์เซ็นต์ สำหรับปี ๒๐๑๗)

10. translation (n) – การแปล (ภาษา, ใจความที่ยากให้เข้าใจง่าย)

     (a) The translation of the statement from Japanese into English was very helpful.

          (การแปลข้อความจากภาษาญี่ปุ่นเป็นภาษาอังกฤษมีประโยชน์อย่างมาก)

     (b) The accountant was able to provide a translation of the financial terms into language we could all understand.

           (สมุห์บัญชีสามารถจัดให้มีการแปลข้อความทางการเงินเป็นภาษาที่เราสามารถเข้าใจได้ทั้งหมด)

11. typically (adv.) – โดยทั่วไป, ที่เป็นแบบฉบับ

     (a) Office expenses typically include such things as salaries, rent, and office supplies. 

         (ค่าใช้จ่ายสำนักงาน  โดยทั่วไปแล้วรวมถึงสิ่งต่างๆ เช่น  เงินเดือน  ค่าเช่า และของใช้สำนักงาน)

     (b) Banks typically require a financial statement before they lend money to a small business. 

           (ธนาคาร  โดยทั่วไปต้องการรายงานทางการเงิน (ของบริษัท)  ก่อนที่จะให้กู้ยืมเงินแก่ธุรกิจขนาดเล็ก)

12. yield (n – v) –ผล, ผลผลิต, ผลิตภัณฑ์, ปริมาณผลผลิต, ผลที่ได้, ประโยชน์ที่ได้รับ, ให้ผล, ผลิต, ยอม, ยอมให้, อ่อนข้อให้

     (a) The yield after only 6 months is 8%.

          (ประโยชน์ที่ได้รับหลังจากเพียง ๖ เดือน คือ ๘ เปอร์เซ็นต์)

     (b) They have a much better yield than any farm round here.

           (พวกเขามีผลผลิตดีกว่าฟาร์มแห่งใดๆรอบๆนี้อย่างมากมาย)

     (c) Henry’s investment gave him the desired yield: a better indication of his expected profit. 

           (การลงทุนของเฮนรี่ให้ผลที่ปรารถนาแก่เขา– เป็นการบ่งชี้ที่ดีกว่าของกำไรที่คาดหวังไว้ – คือได้กำไรมากกว่าที่คาดหวัง)

     (d) Wheat yields doubled in India between 1964 and 1972.

          (ผลผลิตข้าวสาลีเพิ่มเป็น ๒ เท่าในอินเดีย ระหว่างปี ๑๙๖๔ และ ๑๙๗๒)

     (e) The company’s investment yielded high returns.

           (การลงทุนของบริษัทให้ผลกำไร (ผลตอบแทน) ที่สูง)

     (f) Talks between the two sides yielded no results.

          (การพูดคุยระหว่าง ๒ ฝ่าย ไม่ให้ผลลัพธ์อะไรเลย)

     (g) Human IQ tests yield a score between 0 and about 200.

           (การทดสอบไอคิวของมนุษย์ให้ผลคะแนน ระหว่าง ๐ และประมาณ ๒๐๐)

13. reasonable (a) – มีเหตุผล, สมเหตุสมผล, ราคาพอสมควร, ไม่แพงเกินไป

      (a) Jim’s mother is always very reasonable.

          (แม่ของจิมเป็นคนมีเหตุมีผลอย่างมากเสมอ – คือทำอะไรอย่างฉลาดและเป็นธรรม)

     (b) There was no reasonable explanation for her decision.

           (ไม่มีคำอธิบายที่สมเหตุสมผลสำหรับการตัดสินใจของเธอ)

Fill in the blanks in the passage with the given words.

 

Financial Statements (รายงานทางการเงิน)

          desired                  level              projected                  translate

          detailed                 overall          realistic                     typical

          forecasts              target            yield                           establishes

          perspective         capital           determine                 requirement

          sufficient              plus                reasonable               return

          attached               ahead            statementsales

          break down

 

            A business budget focuses on future profits and future (1) capital (2) requirements.  A budget can help the business owner (3) determine the amount of profit the business is expected to make, the amount of sales it will take to reach a goal, and what (4) level of expenses are (5) attached to those sales.  A business (6) establishes a (7) target, a goal to work toward.  A business (8) forecasts the (9) sales that will be needed to reach this target.

(คำแปล)  งบประมาณธุรกิจมุ่งเน้นไปที่กำไรในอนาคตและ(๒) ความต้องการ (๑) งินลงทุนในอนาคต งบประมาณสามารถช่วยเจ้าของธุรกิจ (๓) กำหนดจำนวนของผลกำไรที่ธุรกิจถูกคาดหวังว่าจะทำได้ รวมถึงปริมาณการขายที่จะต้องทำเพื่อไปให้ถึงเป้าหมาย  และ (๔) (กำหนด) ระดับของค่าใช้จ่ายเท่าใดที่ (๕) ผูกติดอยู่กับการขายเหล่านั้น  อนึ่ง  ธุรกิจจะ (๖) สร้าง (๗) เป้าหมาย ซึ่งก็คือเป้าประสงค์ที่จะต้องฝ่าฟันไปให้ถึง  ทั้งนี้  ธุรกิจจะ(๘) ทำนาย (๙) การขาย (หรือปริมาณที่ขายได้)  ซึ่งเป็นสิ่งจำเป็นที่จะไปสู่เป้าหมายนี้

             Projecting or planning (10) ahead is part of (11) overall business planning.  When creating a (12) projected income (13) statement, a business owner tries to determine how to reach the (14) desired target.  The annual profit must be (15) sufficient to (16) yield the owner a (17) return for his or her time spent operating the business, (18) plus a return on the investment.  The owner’s target income is the (19) sum of a (20) reasonable salary for the time spent running the business and a normal return on the amount invested in the (21) firm.

(คำแปล)      การคาดการณ์หรือวางแผน (๑๐) ล่วงหน้าเป็นส่วนหนึ่งของการวางแผนธุรกิจ (๑๑) ในภาพรวม ทั้งนี้  เมื่อสร้าง (๑๓) งบดุล (หรือแถลงการณ์) รายได้ (๑๒) ที่คาดการหรือประมาณการไว้  เจ้าของธุรกิจพยายามที่จะกำหนดว่าจะไปถึงเป้าหมาย(๑๔) ที่ปรารถนาได้อย่างไร  อนึ่ง ผลกำไรประจำปีจะต้อง(๑๕) เพียงพอที่จะ (๑๖) ให้(๑๗) ผลกำไรหรือผลตอบแทนแก่เจ้าของ สำหรับเวลาของเขา/เธอที่ได้ใช้ไปในการดำเนินธุรกิจ (๑๘) บวกกับผลกำไร (ผลตอบแทน) จากการลงทุน  ทั้งนี้  รายได้ที่เป็นเป้าหมายของเจ้าของ (ธุรกิจ) ก็คือ (๑๙) ผลรวม (ผลบวก) ของเงินเดือนที่ (๒๐) สมน้ำสมเนื้อกับเวลาที่ใช้ไปในการดำเนินธุรกิจ และผลกำไร (ผลตอบแทน) ตามปกติ จากจำนวนเงินที่ได้ลงทุนไปใน (๒๑) บริษัท

            After projecting the income needed, the business owner has to (22) translate the target profit into a net sales figure for the forecasted period.  The owner has to determine whether this sales volume is (23) realistic.  One useful technique is to (24) break down the required annual sales into a daily sales figure to get a better (25) perspective of the sales required to yield the annual profit.

(คำแปล)        ภายหลังจากประมาณการรายได้ที่ต้องการแล้ว  เจ้าของธุรกิจจำเป็นต้อง (๒๒) แปลกำไรเป้าหมายให้เป็นตัวเลขการขายสุทธิสำหรับช่วงเวลาที่ได้พยากรณ์ไว้ โดยเจ้าของ (ธุรกิจ) จำเป็นต้องกำหนดว่าปริมาณการขายที่ว่านี้ (๒๓) สมจริงสมจัง (สามารถเป็นจริงได้) หรือไม่  ทั้งนี้  เทคนิคที่มีประโยชน์ประการหนึ่งก็คือการ (๒๔) แตกย่อยปริมาณการขายรายปีที่ต้องการ  เป็นตัวเลขปริมาณการขายรายวัน  เพื่อให้ได้ (๒๕) มุมมองของปริมาณการขายที่ต้องการเพื่อให้ได้กำไรประจำปี

            At this stage in the financial plan, the owner should create a (26) detailed picture of the firm’s expected operating expenses.  Many books and business organizations give (27) typical operating statistics data, based on a percentage of net sales.  The business’s accountant can help you assign dollar values to anticipated expenses.

(คำแปล)       ในขั้นตอนนี้ในการวางแผนด้านการเงิน  เจ้าของธุรกิจควรสร้างรูปภาพ (๒๖) ที่มีรายละเอียดของค่าใช้จ่ายการดำเนินงานที่คาดหวังไว้ของบริษัท  ทั้งนี้  มีหนังสือและองค์กรธุรกิจจำนวนมากที่ให้ข้อมูลสถิติการดำเนินงาน (๒๗) ทั่วๆไป ซึ่งมีพื้นฐานอยู่บนจำนวนร้อยละ (เปอร์เซ็นต์) ของปริมาณการขายสุทธิ  อนึ่ง  นักบัญชีของธุรกิจสามารถช่วยคุณกำหนด (หรือระบุ) ค่าเงินดอลลาร์ (น่าจะหมายถึงอัตราแลกเปลี่ยนที่ขึ้นๆลงๆ) กับค่าใช้จ่ายต่างๆที่คาดการณ์เอาไว้

            Developing a projected income statement is an important partof any financial plan, as the process forces the business owner to examine the firm’s future (28) profitability.

(คำแปล)        การพัฒนา (สร้าง) รายงาน (หรืองบฯ) รายได้ที่คาดการณ์เอาไว้เป็นส่วนสำคัญอย่างหนึ่งของแผนด้านการเงินใดๆ เนื่องจากกระบวนการนี้จะบังคับให้เจ้าของธุรกิจต้องตรวจสอบ (๒๘) ความสามารถในการทำกำไรในอนาคตของบริษัท

 

Choose the word that best completes the sentence

1. Before we begin, I think we should all focus on the _______ outcome of this effort.

(ก่อนเราเริ่มต้น  ผมคิดว่าเราควรมุ่งเน้นไปที่ผลลัพธ์ที่ __________ ของความพยายามอันนี้)

(a) desire (ปรารถนา, อยากได้, ความปรารถนา-ต้องการ)

(b) desired (ปรารถนา, ต้องการ, อยากได้)

(c) desirableness (ความปรารถนา-อยากได้)

(d) desirability (ความปรารถนา)

ตอบข้อ (b) เนื่องจากต้องอยู่ในรูปกริยาช่องที่ ๓ เพราะหมายถึงผลลัพธ์ “ที่ถูกปรารถนา-ต้องการ

2. The accountant can review all the _____________ of the financial statement with you. 

(สมุห์บัญชีสามารถทบทวน _________________ ทั้งหมดของรายงานทางการเงินกับคุณ)

(a) detailed (ซึ่งมีรายละเอียด หรือ บอกรายละเอียด)

(b) detailing

(c) details (รายละเอียด)

(d) detail

ตอบ –  ข้อ (c) เนื่องจากหลัง Article “The, A, An” ต้องเป็นคำนาม

3. The _____________ figures for the next quarter will not be available until a week from tomorrow. 

(ตัวเลข ________________ สำหรับไตรมาสหน้า  จะยังไม่สามารถได้มา  จนกระทั่งอีก ๑ สัปดาห์ นับจากวันพรุ่งนี้)

(a) projection  (การคาดการณ์, การประมาณการ)

(b) project  (คาดการณ์, ประมาณการ, โครงการ)

(c) projects

(d) projected  (ถูกคาดการณ์, ถูกประมาณการ)

ตอบ –  ข้อ (d) เนื่องจากต้องเป็นกริยาช่องที่ ๓ เพราะว่าตัวเลข “ถูกคาดการณ์-ประมาณการ

4. The projected financial statement demonstrated to all employees that the company’s business had a _____________ chance of increasing its profit over the next two quarters.

(รายงานทางการเงินที่ถูกประมาณการไว้  ได้แสดงให้พนักงานทุกคนรู้ว่า  ธุรกิจของบริษัทมีโอกาสที่ ____________ ในการเพิ่มกำไรของบริษัทในช่วง ๒ ไตรมาสหน้า)

(a) realistic  (เป็นจริง, เกิดขึ้นได้จริง, เป็นไปได้)

(b) realist  (ผู้ที่มองสิ่งต่างๆตามความเป็นจริง)

(c) realistically

(d) reality (ความจริง)

5. To create our financial strategy, our consultant took the experiences of similar businesses and ______________ relevant outcomes to our situation.

(เพื่อจะสร้างยุทธศาสตร์ด้านการเงินของเรา  ที่ปรึกษาของเราใช้ประสบการณ์ของธุรกิจที่คล้ายๆกัน  และ ________________ ผลลัพธ์ที่เกี่ยวข้องให้กับสถานการณ์ของเรา)

(a) translatable  (สามารถแปลได้)

(b) translation  (การแปล)

(c) translator  (ผู้แปล)

(d) translated  (แปล)  (เป็นกริยาช่องที่ ๒)

ตอบ –  ข้อ (d) เพื่อใช้ให้สมดุลกับ “ใช้ประสบการณ์”  คือ  “แปลผลลัพธ์ที่เกี่ยวข้องกล่าวคือ  ประธานของประโยค (our consultant) ทำกริยา ๒ อย่างดังกล่าว

6. Our business experienced a ______________ fall in profits during the third quarters of the year.

(ธุรกิจของเราประสบกับการลดลง ______________ ในผลกำไร  ในระหว่างไตรมาสที่ ๓ ของปี)

(a) typical  (โดยทั่วไป)  (เป็นคำคุณศัพท์)

(b) typically

(c) type  (ชนิด, พิมพ์)

(d) typed  (พิมพ์)  (เป็นกริยาช่องที่ ๒ และ ๓)

ตอบ  –  ข้อ (a) เนื่องจากขยายหน้าคำนาม “fall”(การลดลง) จึงต้องเป็นคำคุณศัพท์

7. Economists _____________ an increase in consumer spending, especially in the non-life insurance sector.

(นักเศรษฐศาสตร์ ______________________ การเพิ่มขึ้นของการใช้จ่ายของผู้บริโภค  โดยเฉพาะในภาคการประกันวินาศภัย)

(a) foreclose (ยึดทรัพย์สินที่จำนองไว้, เพิกถอนสิทธิการถ่ายถอนจำนอง, เพิกถอนคำมั่น)

(b) aggravate (ทำให้แย่ลง, ทำให้เลวลง)

(c) forego (มาก่อน, นำหน้า)

(d) forecast (ทำนาย, พยากรณ์)

ตอบข้อ (d) เนื่องจากได้ความหมายดีที่สุด

8. Since the company plans to increase sales overseas, we will need to hire several ______________. 

(เนื่องจากบริษัทวางแผนที่จะเพิ่มการขายในต่างประเทศ  เราจึงจำเป็นจะต้องจ้าง ___________________ หลายคน)

(a) translators (นักแปล, ผู้แปลความหมาย)

(b) translates (แปล, แปลความหมาย)

(c) translations (การแปลความหมาย)

(d) transports (พาหนะขนส่ง, เครื่องบินโดยสารหรือบรรทุก, การขนส่ง)

ตอบข้อ (a) เนื่องจากได้ความหมายดีที่สุด

9. If anyone _____________ to put a special item on the meeting agenda, please let the company secretary know by the beginning of next week.

(ถ้าใครก็ตาม ____________________ จะใส่หัวข้อพิเศษในวาระการประชุม  โปรดบอกให้เลขานุการบริษัททราบภายในต้นสัปดาห์หน้า)

(a) desire (ปรารถนา, ต้องการ, ความปรารถนา)

(b) desires (ปรารถนา, ต้องการ)

(c) will desire

(d) have desired

ตอบข้อ (b) เนื่องจากเป็น “If clause” แบบที่ ๑ ซึ่งเป็นการบอกเงื่อนไขในอนาคต  ในอนุประโยค (If clause)   จะใช้รูป “Present simple tense”  และเพราะว่า Anyone”  เป็นสรรพนามเอกพจน์  กริยา “desire”  จึงต้องเติม “sสำหรับใน  Main clause” ปกติใช้รูป “Subject + will (shall) + verb 1” แต่เนื่องจากในกรณีของประโยคข้างบน  เป็นประโยค “ขอร้อง” (please let the company …………next week) จึงต้องขึ้นต้นด้วย “Infinitive without to” (let) ที่นำหน้าด้วย “please” เพื่อแสดงความสุภาพ (โปรด)  (ดูคำอธิบายเพิ่มเติมในประโยคข้างล่าง)

-                   If you submit your application tomorrow, you will still be eligible for the job.

 (ถ้าคุณยื่น ใบสมัครของคุณวันพรุ่งนี้  คุณจะยังคงมีสิทธิ์สำหรับงานนี้อยู่)

หมายเหตุเนื่องจากประโยคข้างบนเป็น “If clause” แบบที่ ๑  (If + subject + Verb 1, subject + will (shall) + V. 1คือ ผู้พูดมีความมั่นใจว่า ถ้าเหตุการณ์ในประโยคย่อย  (If clause)  เกิดขึ้นจริง  เหตุการณ์ในประโยคใหญ่  (Main clause)  ก็จะเกิดขึ้นตามไปด้วย  คือ  “ถ้าคุณยื่นใบสมัครพรุ่งนี้  คุณก็ยังมีสิทธิได้งาน”

หมวดข้อสอบ TOEIC (ตอนที่ 38)

Part V : Sentence Completion(ส่วนที่ 5 :  การเติมประโยคให้สมบูรณ์)

Choose the best alternative to make a correct sentence.

(จงเลือกข้อที่ดีที่สุดเพื่อทำให้ประโยคมีความถูกต้อง)

1. Jimmy will be punished _______________ coming late.

(จิมมี่จะถูกลงโทษ ______________________ การมาสาย)

(a) by

(b) because

(c) for (สำหรับ)

(d) in

2. When I say ‘I have no idea’, I mean ‘_________________’.

(เมื่อผมพูดว่า ‘I have no idea’ ผมหมายความว่า ____________________ )

(a) I haven’t decided yet (ผมยังไม่ตัดสินใจเลย)

(b) I have no money left (ผมไม่มีเงินเหลือ)

(c) I have no doubt (ผมไม่มีข้อสงสัย)

(d) I don’t know (ผมไม่ทราบ)

3. _______________  patient, and you will succeed.

(____________________  อดทน  และคุณจะประสบความสำเร็จ)

(a) Being

(b) Be (จง)

(c) To be

(d) Are

ตอบข้อ (b) เนื่องจากเป็นประโยคคำสั่งหรือขอร้อง  จึงต้องขึ้นต้นประโยคด้วย Infinitive without to” (Verb 1) แต่ในกรณีที่สิ่งที่สั่งให้ทำเป็นคำคุณศัพท์ เช่น  patient” (อดทน)  “careful” (ระมัดระวัง) จะต้องขึ้นต้นประโยคด้วย  “Be” สำหรับตัวอย่างประโยคคำสั่ง-ขอร้อง อื่นๆ  เช่น

-                  If you need any help filling out the forms, _________ somebody at the front desk.

(ถ้าคุณต้องการความช่วยเหลือใดๆในการกรอกแบบฟอร์ม  ให้_____________  

ผู้ที่ (นั่ง) อยู่ที่โต๊ะหน้าเคาเตอร์)

(a)  to ask

(b)  asking

(c)  asks

(d) ask (ถาม)

หมายเหตุตอบข้อ (d)  เนื่องจากในประโยคคำสั่งหรือขอร้อง (ในที่นี้ คือ ask somebody at the front desk”) ให้ถือเสมือนว่ามีประธาน “you”  อยู่หน้าประโยค คือ อยู่หน้า “ask” (แต่ละเอาไว้ในฐานที่เข้าใจ)  จึงต้องตามด้วยกริยาช่องที่ ๑ ที่ไม่มี “to”  นำหน้า  (infinitive without to) ตัวอย่างอื่นๆ เช่น

-        Buy me a newspaper. (ซื้อหนังสือพิมพ์ให้ผมฉบับหนึ่งนะ)

-        Go out. (ออกไปห่างๆ – ออกไปให้พ้น)

-        Open the window, please. (กรุณาเปิดหน้าต่างหน่อยครับ)

-        (Please) come into the room. (โปรดเข้ามาในห้อง)

ในกรณีที่เป็นคำคุณศัพท์ (adjective)  ให้ขึ้นต้นประโยคด้วย “Be” เสมอ เช่น

-        Be careful. (จงระวัง)

-        Be patient. (อดทนหน่อยนะ)

-        Be thoughtful to other people. (จงนึกถึงคนอื่นบ้าง)

อนึ่ง  ถ้าเป็นประโยคที่สั่งหรือขอร้องไม่ให้ทำก็ยังถือเสมือนว่ามี “you” เป็นประธาน

นำหน้าประโยค ดังนั้น จึงต้องขึ้นต้น “ประโยคคำสั่ง-ขอร้องไม่ให้ทำ” ด้วย “Don’t”  เสมอ เช่น

-        Don’t make a loud noise. (จงอย่าทำเสียงดัง)

-        Don’t get up late. (อย่าตื่นสายนะ)

-        Don’t bother me while I’m working. (อย่ากวนผมในขณะที่ผมกำลังทำงาน)

        ในกรณีที่เป็นคำคุณศัพท์  (Adjective)  ให้ขึ้นต้นประโยคด้วย “Don’t be” เสมอ เช่น

-        Don’t be late for class. (อย่าเข้าห้องเรียนสายนะ)

-        Don’t be careless while walking across the street. (จงอย่าประมาทขณะเดินข้ามถนน)

-        Don’t be too serious with your work. (จงอย่าเอาจริงเอาจังกับงานมากเกินไป)

4. The air of the hills is cooler than __________________.

(อากาศของเนินเขาเย็นกว่า _______________________ )

(a) one of the plains

(b) of the plains

(c) that of the plains (อากาศของที่ราบ)

(d) the plains

ตอบข้อ (c) เนื่องจาก “Air” เป็นคำนามนับไม่ได้ จึงต้องแทนด้วย “That” และตามด้วย “of the plains” เพื่อให้สมดุลกัน  ในกรณีเป็นนามนับได้  ให้ใช้ “One”  แทน  และถ้าเป็นนามพหูพจน์  ให้ใช้ “Those” แทน   (สำหรับเหตุผลที่ไม่เลือกข้อ (d) เนื่องจาก  จะเป็นการเปรียบเทียบระหว่าง “อากาศ” และ “ที่ราบ”  มิใช่ “อากาศของเนินเขา” และ “อากาศของที่ราบ” ซึ่งผิดความหมายที่ต้องการเปรียบเทียบ)

       - The book you gave me is more informative than the one I bought from a bookstore.

(หนังสือที่คุณให้ผมให้ข้อมูลข่าวสารมากกว่าเล่มที่ผมซื้อจากร้านหนังสือ) (book เป็นนามเอกพจน์นับได้ จึงต้องใช้ one แทน เมื่อจะกล่าวซ้ำ)

    - The students in this class are more hard-working than those in that class. (นักเรียนในห้องนี้ขยันมากกว่านักเรียนในห้องนั้น) (students เป็นนามพหูพจน์ จึงต้องใช้ those  แทน เมื่อจะกล่าวซ้ำ)

5. I object _______________ your proposal.

(ผมคัดค้าน (ไม่เห็นด้วย) _____________________ข้อเสนอของคุณ)

(a) to (กับ)

(b) against

(c) in

(d) at

(e) on

ตอบข้อ (a) “Object to” หมายถึง “คัดค้าน, ไม่ชอบ, ไม่เห็นด้วย” เช่น

         - We object to the selection of Tom as our team leader.

(พวกเราไม่เห็นด้วยกับการเลือกทอมเป็นหัวหน้าทีมของพวกเรา)

6. Though the railways have no competition, most people see that their charges are fair and __________________.

(แม้ว่ารถไฟจะไม่มีการแข่งขัน  คนส่วนมากมองว่าราคา (ค่าบริการของรถไฟ)  เป็นธรรมและ _______________________ )

(a) reason (เหตุผล – เป็นคำนาม)

(b) reasonable (ราคาพอสมควร, ไม่แพงเกินไป, มีเหตุผล, เหมาะสม) (เป็นคำคุณศัพท์)

(c) reasonably (เป็นกริยาวิเศษณ์)

(d) reasonless (ปราศจากเหตุผล)

7. I will give you _______________ details later.

(ผมจะให้รายละเอียด _______________________ แก่คุณ ในภายหลัง)

(a) farer (คำนี้ไม่มีใช้)

(b) farther (ไกลกว่า)

(c) further (เพิ่มเติม, มากขึ้น, ขยายออกไปอีก – เป็นคำคุณศัพท์) (ต่อไป, ไกลออกไป, นานออกไป – เป็นกริยาวิเศษณ์)

(d) longer (ยาวกว่า, นานกว่า)

8. “A corner shoe store” means “____________________”.

(“ร้านรองเท้าที่หัวมุมถนน” หมายถึง ____________________ )

(a) the shoe at the corner of a store (รองเท้าที่มุมของร้าน)

(b) one corner of a shoe store (มุมหนึ่งของร้านรองเท้า)

(c) a store selling shoes at the corner (ร้านขายรองเท้าอยู่ที่หัวมุมถนน)

(d) the shoe at one corner of the store (รองเท้าที่มุมหนึ่งของร้าน)

ตอบข้อ (c) เนื่องจากการแปลความหมายของคำนามขยายคำนาม หรือ “นามประกอบ” (Compound noun)  ต้องแปลจากข้างหลังย้อนขึ้นมาข้างหน้า (ทั้งนี้  มีข้อสังเกต  คือ คำนามตัวหน้าจะไม่อยู่ในรูปพหูพจน์ คือไม่เติม “s” แต่จะแสดงรูปพหูพจน์ที่คำนามตัวหลังดูเพิ่มเติม “นามประกอบ” จากคำต่อไปนี้

   - bus station (สถานีรถประจำทาง)

   -  service buses (รถบริการ – คือรถรับ-ส่งประชาชนทั่วไป หรือพนักงานบริษัท)

   -  bus service (บริการรถประจำทางหรือรถรับส่งพนักงาน)

   -  flower garden (s) (สวนดอกไม้)

   -   wood house (บ้านไม้)

   -  steel table (s) (โต๊ะเหล็ก)

   -  government policy (นโยบายรัฐบาล)

   -  personnel development (การพัฒนาบุคลากร)

   -  insurance policy (กรมธรรม์ประกันภัย)

   -  growth rate (อัตราการเติบโต)

    -  oil price rise (การขึ้นราคาน้ำมัน)

    -  birthday party (งานเลี้ยงวันเกิด)

    -  dividend payment (การจ่ายเงินปันผล)

    -  debt payment (การชำระหนี้)

    -  income tax deduction (การหักภาษีเงินได้)

    -  motor insurance (การประกันภัยรถยนต์)

    -  fire insurance (การประกันอัคคีภัย)

    -  capital market (ตลาดทุน)

    -  exchange rate (s) (อัตราการแลกเปลี่ยน)

    -  traffic problem (s) (ปัญหาจราจร)

    -  greenhouse gas (กาซเรือนกระจก)

    -  tourism sector (ภาคการท่องเที่ยว)

    -  climate change (การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ)

    -  terrorism risk (s) (การเสี่ยงภัยการก่อการร้าย)

    -  commodity price (s)(ราคาสินค้า)

    -  price competition (การแข่งขันด้านราคา)

    -  household debt (หนี้ครัวเรือน)

    -  car sale (s) (การขายรถยนต์)

    -  distribution channel (ช่องทางการจำหน่าย)

    -  accident occurrence (การเกิดอุบัติเหตุ)

    -  branch office (s) (สำนักงานสาขา)

    -  insurance company (บริษัทประกันภัย)

    -  business partner (s) (คู่ค้า)

   -  leather belt (เข็มขัดหนัง)

    -  business transaction (s) (การดำเนินธุรกิจ)

9. My brother has a box in which he keeps his _________________.

(น้องชายของผมมีกล่อง ๑ ใบ ซึ่งเขาเก็บ ____________________ ของเขาไว้)

(a) save (ประหยัด, ออมเงิน) (เป็นคำกริยา)

(b) safe (ปลอดภัย, ไม่เสียหาย, มั่นคง, แน่นหนา) (เป็นคำคุณศัพท์)

(c) saving (การประหยัด, การอดออม, การลดค่าใช้จ่าย) (เป็นคำนาม)

(d) savings (เงินที่เก็บออมไว้, เงินสะสม) (เป็นคำนาม)

10. I ________________ to Japan several times.

(ผม ______________________ ญี่ปุ่นหลายครั้ง)

(a) have gone (ได้ไปอยู่ที่ – คือในตอนนี้ก็ยังอยู่ที่ญี่ปุ่น ยังไม่กลับมา)

(b) have been (เคยไป – ในขณะนี้ไม่ได้อยู่ที่ญี่ปุ่นแล้ว)

(c) had gone

(d) had been

ตอบข้อ (b)  ดูหลักเกณฑ์การใช้ “Present perfect tense” ดังต่อไปนี้  โดยเฉพาะ ข้อ ๓ และ ข้อ ๕

          ๑. ใช้กับการกระทำหรือเหตุการณ์ที่เพิ่งสิ้นสุด  หรือจบลงไปไม่นาน ณ ขณะที่พูดนั้น  สังเกตได้จาก  just =  เพิ่งจะ, recently = เมื่อเร็วๆนี้,  lately = หมู่นี้, เมื่อเร็วๆนี้  เช่น

   - I have just finished my assignment.

(ผมเพิ่งจะทำการบ้าน – งานที่ได้รับมอบหมาย – เสร็จ)

    - My friend has recently got married.

(เพื่อนของผมแต่งงานเมื่อเร็วๆนี้)

       - I haven’t seen John lately.

(ผมไม่เห็นจอห์นเลยหมู่นี้)

           ๒. ใช้บอกข้อความว่า “ทำแล้ว, ยังไม่ได้ทำ, ทำหรือยัง” มักมีคำว่า “Already” (ใช้กับประโยคบอกเล่าและคำถาม)  และ “Yet” (ใช้กับประโยคปฏิเสธและคำถาม)  ทั้งนี้  อาจไม่ต้องมี “Already” และ “Yet” ก็ได้ เช่น

        - I have (already) eaten my dinner.

(ผมกินอาหารค่ำแล้ว)

        - She has not (yet) had her breakfast. (= She has not had her breakfast yet.)(เธอยังไม่ได้กินอาหารเช้าเลย)

        - Have you (already) done your homework?

(คุณทำการบ้านแล้วหรือยัง)

        - I’ve (already) answered that question.

(ผมได้ตอบคำถามนั้นแล้ว)

       - Have you (already) finished your report? (= Have you finished your  report already?)(คุณทำรายงานเสร็จหรือยัง)

             ๓. ใช้กับการกระทำที่เกิดขึ้นในอดีต  และยังคงดำเนินหรือมีผลต่อมาจนถึงปัจจุบัน  และคาดว่าเหตุการณ์นั้นยังจะปรากฏในอนาคตอีก  สังเกตจาก For = เป็นเวลา (For + ความยาวของเวลา), Since = ตั้งแต่  (Since + จุดเริ่มต้นของเวลา),  Up to now, up to the present time, up until now =  จนถึงบัดนี้,  So far =  เท่าที่ผ่านมา, หมู่นี้  ดังตัวอย่างประโยคข้างล่าง

- She has lived here for10 years.

(เธออาศัยอยู่ที่นี่มา ๑๐ ปีแล้ว – ปัจจุบันก็ยังอยู่)

    - He has been in Chicago since last week. (= He has gone to Chicago since last week.)

(เขาอยู่ในชิคาโกตั้งแต่สัปดาห็ที่แล้ว – ปัจจุบันก็ยังอยู่)

    - We have lived in Bangkok since we were young.

(เราอาศัยอยู่ในกรุงเทพตั้งแต่เรายังเด็ก – ปัจจุบันก็ยังอยู่)

    - So far, you have not done your best. (You have not done your best so far.) (เท่าที่ผ่านๆมา  คุณยังไม่ได้ทำดีที่สุดเลย)

    - I have sent him only one letter up to now.

(ผมส่งจดหมายให้เขาเพียงฉบับเดียว  จนถึงบัดนี้)

              ๔. ใช้กับเหตุการณ์ที่เคยหรือไม่เคยทำในอดีต  แต่ไม่ได้กำหนดเวลาแน่นอน  สังเกตจาก ever”  “never”  เช่น

       - Have you ever been to Japan?

(คุณเคยไปญี่ปุ่นไหม)

        - Has your father ever played football?

(พ่อของคุณเคยเล่นฟุตบอลไหม)

        - I have never seen him before.

(ผมไม่เคยเห็นเขามาก่อน)

            ๕. ใช้กับการกระทำที่เกิดขึ้นซ้ำๆ  ในอดีต  และยังอาจเกิดขึ้นได้อีก สังเกตจากAdverb of frequency”เหล่านี้ “again and again” = ซ้ำแล้วซ้ำอีก,  many times” “several times” = หลายครั้ง,  “sometimes” = บางที,  “over and over     (= over and over again) = ซ้ำแล้วซ้ำอีก, “this is the first (second) time” =  นี่เป็นครั้งแรก (ครั้งที่ ๒)  เช่น

      - He has made the same mistake again and again.

(เขาทำความผิดเดิมๆซ้ำแล้วซ้ำอีก)

      - I have been to New York several times.

(ผมไปนิวยอร์คมาหลายครั้งแล้ว)

      - She has told that story over and over again.

(เธอเล่าเรื่องนั้นซ้ำแล้วซ้ำอีก)

       - This is the first time I have tried to play golf.

(นี่เป็นครั้งแรกที่ผมได้พยายามเล่นกอล์ฟ)

                ๖. ใช้กับการเปรียบเทียบ “ขั้นสุด” “Superlative degree” เช่น

        - He is the best man I have found.

(เขาเป็นคนดีที่สุดที่ผมได้พบมา)

      - She is the most clever girl I have talked to.

(เธอเป็นเด็กหญิงที่ฉลาดที่สุดที่ผมได้คุยด้วย)

      - It is the most difficult problem she has solved.

(มันเป็นปัญหาที่ยากที่สุดที่เธอแก้)

     - They are the most diligent people I have ever seen in my life. 

(พวกเขาเป็นคนที่ขยันที่สุดที่ผมได้เคยเห็นมาในชีวิต)

              ๗. ใช้บอกเหตุการณ์หรือการกระทำที่เกิดในระยะเวลาช่วงหนึ่ง และจบสิ้นไปแล้ว  สังเกตได้จากวลี  this morning, this week, this month, this year” เช่น

      - I have read three books this month.

(ผมได้อ่านหนังสือ ๓ เล่ม เดือนนี้ – คืออ่านจบแล้ว)

      - He has done a lot of work this week.

(เขาทำงานมากมายสัปดาห็นี้ – คืองานเสร็จแล้ว)

            แต่ถ้ายังทำไม่เสร็จ ใช้รูป  “Continuousเช่น

      - He is working hard this year.

(เขากำลังทำงานหนักปีนี้)

      - They are studying hard this term.

(พวกเขากำลังขยันเรียนเทอมนี้)

                ๘. ใช้กับเหตุการณ์หรือการกระทำในอดีตที่สิ้นสุดลงแล้ว ไม่บ่งเวลาที่แน่ชัด  แต่ยังแสดงผลให้เห็นอยู่จนถึงปัจจุบัน เช่น

       - I have lost my key. (ผมทำกุญแจหาย – ตอนนี้ก็ยังไม่เจอ)

       - I have locked the door. (ผมล็อคประตูแล้ว – ประตูยังปิดอยู่)

       - John has read many books on astronomy.

(จอห็นได้อ่านหนังสือมากมายด้านดาราศาสตร์ – คืออ่านจบไปแล้ว)

         แต่ถ้าบอกเวลาในอดีตที่แน่นอน  จะต้องใช้ “Past simple” (Verb 2) เช่น

-  I lost my key last week. (ผมทำกุญแจหายอาทิตย์ที่แล้ว)

-  She studied in the library this morning.

(เธออ่านหนังสือในห้องสมุดเมื่อเช้านี้)

-I locked the door last night. (ผมล็อคประตูเมื่อคืนนี้)

11. Travelling by air is not cheap.  _________________ is it enjoyable.

(การเดินทางโดยทางอากาศไม่ได้ราคาถูก _________________ สนุกสนานด้วย)

(a) Also

(b) And

(c) Either

(d) Neither (และไม่)

ตอบข้อ (d) ใช้ “Neither” หรือ “Nor” เพื่อแสดงการคล้อยตามในประโยคปฏิเสธ

สำหรับตัวอย่างอื่นๆ เช่น

-            A sneeze cannot be performed voluntarily, neither (nor) can it be easily suppressed.

(การจามมิสามารถถูกกระทำได้โดยสมัครใจ  และมันไม่สามารถถูกระงับได้อย่างง่ายๆ เช่นเดียวกัน)

             เนื่องจากการใช้คำ neither หรือ nor ที่หมายความว่า “ไม่..........ด้วย

เช่นเดียวกัน”  ทั้ง๒ คำ เมื่อนำมาขึ้นหน้าประโยค  มีรูปแบบการใช้ดังนี้ คือ

            Nor (neither) + กริยาพิเศษ + ประธาน + กริยาแท้ (ช่องที่ ๑ ไม่มี “to” )  หรือ

            Nor (neither) + กริยาพิเศษ + ประธาน (จบเพียงแค่นี้)  เช่น  ในประโยค

-         He doesn’t like cats.  Nor (neither) do I.

(เขาไม่ชอบแมว – ผมก็ (ไม่ชอบ) เช่นเดียวกัน)  หรือ

-         He doesn’t like cats and nor (neither) do I.

-         She won’t go to the movies.  Nor (neither) will I.

(เธอจะไม่ไปดูหนัง – ผมก็ (จะไม่ไป) เช่นเดียวกัน)

-         They can’t swim.  Nor (neither) can we.

(พวกเขาว่ายน้ำไม่เป็น – พวกเรา (ก็ว่ายไม่เป็น) เช่นเดียวกัน)

-         She has not cleaned her room, nor has she done her homework.

(เธอยังไม่ได้ทำความสะอาดห้องเลย  และเธอก็ยังไม่ได้ทำการบ้านด้วย)

-         They must not make a loud noise.  Not (neither) must we.

(พวกเขาจะต้องไม่ทำเสียงดัง – พวกเราก็ (ต้องไม่ทำเสียงดัง) เช่นเดียวกัน)

12. President Lincoln’s hometown is __________________.

(บ้านเกิดของประธานาธิบดีลิงคอล์นอยู่ ____________________ )

(a) far from here three hundred miles

(b) three hundred miles from here {(ห่างออกไป) ๓๐๐ ไมล์จากที่นี่ }

(c) far three hundred miles from here

(d) three hundred miles far from here.

ตอบข้อ (b) มีการเรียงคำ คือ “จำนวนระยะทาง + from hereไม่ต้องมีคำว่า Far

13. Father left a message for ________________.

(พ่อทิ้งข้อความไว้สำหรับ _____________________ )

(a) I and you

(b) you and I

(c) me and you

(d) you and me (คุณและผม)

ตอบข้อ (d)  เนื่องจากในภาษาอังกฤษ ให้กล่าวถึงตัวผู้พูดทีหลังสุด และเนื่องจากอยู่หลัง Preposition “For” จึงต้องอยู่ในรูป “กรรม” คือ “Me” สำหรับ “You” เป็นทั้ง “ประธาน” และ “กรรม” ในตัวเดียวกัน ในที่นี้ถือว่าอยู่ในรูป “กรรม”  เปรียบเทียบกับตัวอย่างข้างล่าง

           - Father left a message for her, him and me.

14. There is a house ______________ in the next street.

(มีบ้าน ____________________ ในถนนถัดไป)

(a) letting

(b) for let

(c) to let (ให้เช่า)

(d) having let

ตอบข้อ (c) “A house to let” =  บ้านให้เช่า

15. Have you ever had your voice _______________ ?

(คุณเคย ___________________ เสียงไหม – คือให้เสียงถูกบันทึกโดยผู้อื่น)

(a) record

(b) to record

(c) recorded (บันทึก)

(d) recording

ตอบข้อ (c) เป็นการใช้ในโครงสร้าง “Causative use” ในแบบ “Passive voice”  คือ “ประธานให้กิจกรรมบางอย่างถูกกระทำโดยผู้อื่น” (Subject + have (get) + something + done (กริยาอะไรก็ได้ แต่เป็นช่องที่ ๓) + (by someone)  แต่ทั้งนี้ นิยมพูดในภาษาไทยว่า  “ประธานทำสิ่งนั้นสิ่งนี้เอง” เช่น

       - He has his hair cut once a month.

(เขาตัดผมเดือนละ ๑ ครั้ง – คือไปให้ช่างตัดให้)

     - She has her room cleaned every day.

(เธอทำความสะอาดห้องทุกวัน – คือให้คนรับใช้ทำให้)

     - We had our car washed once a week last year.

(เราล้างรถอาทิตย์ละ ๑ ครั้ง เมื่อปีที่แล้ว – คือให้อู่ล้างให้)

              สำหรับการใช้โครงสร้าง “Causative use” ในแบบ “Active voice” คือSubject + have + someone + do (กริยาอะไรก็ได้ช่องที่ ๑) + something” หรือ (= Subject + get +  someone + to do + something)  (ประธานใช้ให้ใครทำอะไรบางอย่าง)  มีดังนี้ คือ

1. subject + have + someone + do + something (กรรมของ  verb “do”)

2. subject + get + someone + to do + something (กรรมของ verb “do”)

(ประธาน  +  ใช้ให้  +   ใครบางคน  +   ทำ (กริยาอะไรก็ได้)  +  บางสิ่งบางอย่าง)

            ทั้ง ๒ โครงสร้างข้างบน ถือว่าอยู่ในรูปของ “Active voice” เนื่องจากประธานเป็นผู้ใช้ให้ใครบางคนไปทำอะไรบางอย่าง  ดังตัวอย่างประโยคข้างล่าง

-         He had the doctor examine his eyes.

(เขาให้หมอตรวจตา)

-         He got the doctor to examine his eyes.

(เขาให้หมอตรวจตา)

-         She has her maid wash her car every day.

(เธอให้สาวใช้ล้างรถทุกวัน)

-         She gets her maid to wash her car every day.

(เธอให้สาวใช้ล้างรถทุกวัน)

-         We had our neighbors clean our house last week.

(เราให้เพื่อนบ้านทำความสะอาดบ้านของเราสัปดาห์ที่แล้ว)

-         We got our neighbors to clean our house last week.

(เราให้เพื่อนบ้านทำความสะอาดบ้านของเราสัปดาห์ที่แล้ว)

                    อย่างไรก็ตาม ถ้าต้องการใช้ในรูป “passive voice” คือ {Subject + have (get)    + something + done + (by someone)}   {(ประธาน  ใช้ให้บางสิ่ง  ถูกกระทำ (กริยาอะไรก็ได้ อยู่ในช่องที่ ๓)  +  (โดยบางคน)}  ในกรณีนี้  ทั้ง “have และ “get”  ในโครงสร้างแบบนี้  จะใช้ในรูปประโยคที่เหมือนกันทุกประการ ดังตัวอย่าง

-         He had his eyes examined (by the doctor).

(ถ้าแปลตรงๆตัว คือ “เขาให้ตาถูกตรวจโดยหมอ” แต่ในภาษาไทยไม่นิยมพูดแบบนี้ โดยนิยมพูดแต่เพียงว่า “เขาไปตรวจตา”)

-         He got his eyes examined (by the doctor).

(เขาไปตรวจตา)

-         She has her car washed (by her maid) every day.

(เธอล้างรถทุกวัน)

-         She gets her car washed (by her maid) every day.

(เธอล้างรถทุกวัน)

-         We had our house cleaned (by our neighbors) last week.

(เราทำความสะอาดบ้านสัปดาห์ที่แล้ว)

-         We got our house cleaned (by our neighbors) last week.

(เราทำความสะอาดบ้านสัปดาห์ที่แล้ว)

16. Neither I nor my sister ________________ going to the dance.

(ไม่ทั้งผมและน้องสาว _________________ ไปเต้นรำ – คือ ทั้งผมและน้องสาวไม่ไปเต้นรำ)

(a) is

(b) am

(c) are

(d) aren’t

ตอบข้อ (a) เนื่องจาก ประธานประโยค ๒ ตัว เชื่อมด้วย “Or, Either… …..or, Neither…….nor, Not only……..but also   ให้ใช้กริยาตามประธานตัวหลัง เช่น

       - You or I am to blame for the error.

(ไม่คุณก็ผมที่ควรถูกตำหนิสำหรับความผิดพลาด)  (ใช้กริยาตามประธานตัวหลัง คือ  “I”)

      - When I came in, neither the radio nor the television was on.

(เมื่อผมเข้ามา  ทั้งวิทยุและทีวีมิได้เปิดอยู่)  (ใช้กริยาตามประธานตัวหลัง คือ “the television”)

        - Neither you nor I was glad.

(ทั้งคุณและผมไม่ดีใจ)  (ใช้กริยาตามประธานตัวหลัง คือ “I”)

        - Although we have been living in Thailand for 5 years, neither my husband nor I speak Thai fluently.

(แม้ว่าเราได้อยู่เมืองไทยมา ๕ ปีแล้ว  ทั้งสามีและฉันพูดไทยไม่คล่อง) (ใช้กริยาตาม “I”)

        - Either excessive social obligation or just plain laziness has kept him from his work. (ภาระทางสังคมที่มากเกินไป  หรือ เพียงแค่ความเกียจคร้านธรรมดา (อย่างใดอย่างหนึ่ง) ที่ทำให้เขาไม่ทำงาน)  (ใช้กริยาตาม “plain laziness”)

17. _________________ by this sad example, I shall try to do better in the future. (____________________  โดยตัวอย่างที่น่าเศร้าอันนี้  ผมจะพยายามทำให้ดียิ่งขึ้นในอนาคต)

(a) Having warned

(b) Warned (ถูกเตือน)

(c) Warning

(d) To be warned

ตอบข้อ (b) เนื่องจากประธานประโยค คือ “I” เป็นผู้ “ถูกเตือน” โดยตัวอย่างที่น่าเศร้า  จึงต้องใช้กริยาช่องที่ ๓ (Past participle) ซึ่งแสดงการ “ถูกกระทำ” (Passive voice) นำหน้าประโยค   มีความมุ่งหมายจะแสดงว่า  ประธานที่อยู่ข้างในประโยค (I)  เป็นผู้ถูกกระทำกริยา คือ “ถูกเตือน”  ดังตัวอย่างประโยค  เช่น

-         Loved throughout the Western world, ballet is a theatrical

art that tells a story through dance accompanied by music.

 (ได้รับความรักไปทั่วโลกตะวันตก  ระบำบัลเลต์เป็นศิลปะเกี่ยวกับละคร  ซึ่งเล่า

เรื่องราวโดยผ่านทางการเต้นรำ  ที่ประกอบด้วยดนตรี)

(คำอธิบาย)         เนื่องจากประธานของประโยค คือ “ballet” เป็นสิ่งที่ “ถูกรัก” (ถูกกระทำ)  กริยา “Loved”  จึงต้องอยู่ในรูปกริยาช่องที่ ๓ (past participle)  สำหรับวลี “Loved throughout the Western world” เป็นข้อความที่ขยายประธาน (ballet) โดยทำหน้าที่เป็น “adjective phrase” ตัวอย่างอื่นๆในแบบนี้ (passive voice)  ได้แก่

-         Punished by his teacher, Jack tried hard to improve himself.

(ถูกลงโทษโดยครูของเขา  แจ๊คพยายามอย่างหนักที่จะปรับปรุงตัวเอง) (แจ๊คถูกลงโทษ)

-         Bitten by a snake, the dog died.

(ถูกกัดโดยงู  สุนัขตาย) (สุนัขถูกกัด)

Killed in the battlefield in the war, he was praised by fellow soldiers.(ถูกฆ่าตายในสนามรบในสงคราม  เขาได้รับการสรรเสริญโดยเพื่อนทหาร) (เขาถูกฆ่าตาย)

Asked by her parents, she came home from abroad to help in the family business.(ถูกขอร้องโดยพ่อแม่ของเธอ  เธอกลับมาบ้านจากต่างประ เทศ  เพื่อช่วยเหลือในธุรกิจของครอบครัว) (เธอถูกขอร้อง)

    ในกรณีที่ประธานเป็นผู้กระทำกริยา (Active voice)  จะต้องนำหน้าประโยคด้วย “Verb + ing” (Present participle)  ดังตัวอย่าง เช่น

        - Walking along the road, he met his old friend.

(เดินไปตามถนน  เขาพบเพื่อนเก่าของเขา) (เขาเป็นผู้ทำกริยา “เดิน”)

        - Seeing her teacher, Jane went to greet him.

(เห็นครูของเธอ  เจนเข้าไปทักทายเขา) (เจนเป็นผู้ทำกริยา “เห็น”)

        - Looking out of the window, we could see beautiful scenery.

(มองออกไปนอกหน้าต่าง  เราสามารถเห็นทัศนียภาพที่สวยงาม) (เราเป็นผู้ทำ

กริยา “มอง”)

 Hoping to be there in time, Kim started early in the morning.

(หวังว่าจะไปที่นั่นให้ทันเวลา  คิมเริ่มออกเดินทางแต่เช้าตรู่) (คิมเป็นผู้ทำกริยา

“หวัง”)

               สำหรับ “Present participle” (Verb + ing)  ถือเป็นคำคุณศัพท์ประเภทหนึ่ง จึงสามารถใช้ขยายคำนามได้เหมือนกับคำคุณศัพท์ทั่วๆไป  (โดยอาจอยู่หน้าหรือหลังคำนามที่มันขยาย) เพื่อที่จะบอกว่า คำนามนั้นเป็นผู้ทำกริยานั้นๆ  (แสดง Active voice”) เช่น

-         Working men are constructing a bridge.

(คนทำงานกำลังก่อสร้างสะพาน)

-         Drinking horses were seen near the bank of the river.

(ม้าที่ดื่มน้ำถูกมองเห็นใกล้ตลิ่งของแม่น้ำ)

-         The mother took good care of her sleeping baby.

(แม่ดูแลทารกที่นอนหลับเป็นอย่างดี)

-         The audience appreciated the good works of the producing team.

(ผู้ชมยกย่อง-ชื่นชมผลงานที่ดีของทีมผู้สร้าง – ภาพยนตร์)

-         The people working in the office are my colleagues.

(ผู้คนที่ทำงานในสำนักงานคือเพื่อนร่วมงานของผม)

-         The woman walking across the street is my sister.

(ผู้หญิงที่เดินข้ามถนนเป็นน้องสาวของผม)

-         The man living next door is a bank manager.

(ชายที่อาศัยอยู่บ้านหลังถัดไปเป็นผู้จัดการธนาคาร)

-         The children playing in the field are my neighbors’ kids.

(เด็กๆที่เล่นอยู่ในสนามเป็นลูกของเพื่อนบ้านของผม)

18. He got used to ______________.

(เขาคุ้นเคยหรือเคยชินกับ ________________________ )

(a) live in an apartment

(b) have lived in an apartment

(c) living in an apartment (การอาศัยอยู่ในอพาร์ตเมนต์)

(d) be living in an apartment

ตอบข้อ (c) เนื่องจาก “Get (got) used to” (คุ้นเคย, เคยชิน) ต้องตามด้วย คำนาม หรือ “Gerund” (Verb + ing) เพราะในที่นี้ “To” เป็น “Prepositionสำหรับ 

Get used to” หรือ “Be used to(คุ้นเคย, เคยชิน) จะใช้กับเหตุการณ์ในอดีต หรือ ปัจจุบัน ก็ได้  ดังตัวอย่าง เช่น

         - We got used to playing football when we were in college.

(เราเคยชินกับการเล่นฟุตบอล เมื่อตอนเราเรียนมหาวิทยาลัย – ปัจจุบันไม่ได้เล่นแล้ว)

            - They get used to eating out because they are not good at cooking.

(พวกเขาคุ้นเคยกับการกินอาหารนอกบ้าน  (ในปัจจุบัน) เพราะปรุงอาหารไม่เก่ง)

        - He is used to getting up late.

(เขาคุ้นเคยกับการตื่นสาย) (ปัจจุบัน)

        - She was used to watching TV late at night.

(เธอคุ้นเคยกับการดูทีวีจนดึกเวลากลางคืน) (อดีต)

        - They are used to cold weather.

(พวกเขาคุ้นเคยกับอากาศเย็น) (ปัจจุบัน)

               ****** สำหรับ “used to”หมายถึงเคยทำในอดีต  ปัจจุบันเลิกทำเช่นนั้นแล้ว (คือ เป็นเรื่องของอดีตอย่างเดียวเท่านั้น)  ต้องตามด้วยกริยาช่องที่ ๑ (used to + Verb 1) ดังตัวอย่าง เช่น

           - He used to go abroad often for his work, but he has changed

jobs and now no longer travels.

(เขาเคยเดินทางไปต่างประเทศบ่อยในเรื่องงาน  แต่เขาได้เปลี่ยนงานมาหลายงาน  และ ในปัจจุบัน  มิได้เดินทางต่อไปอีกแล้ว) (ปัจจุบัน มิได้เดินทางไปต่างประเทศแล้ว)

           She used to work in a bank a long time ago.

(เธอเคยทำงานในธนาคารเมื่อนานมาแล้ว) (ปัจจุบันทำงานที่อื่น)

19. We have not _________________ yet about what is happening.

(เรายังไม่มี ____________________  เกี่ยวกับว่ามีอะไรเกิดขึ้น)

(a) much informations

(b) many informations

(c) much information (ข้อมูลข่าวสารมากมาย)

(d) many information

ตอบข้อ (c) เนื่องจาก “Information” เป็นนามนับไม่ได้  จึงไม่สามารถเติม  “s” ได้  และต้องใช้กับ “Much

20. It was ________________ that we decided to buy it.

(มันเป็น ______________________ จนกระทั่งเราตัดสินใจซื้อมัน)

(a) a such beautiful house

(b) such a beautiful house (บ้านที่สวยงามมาก)

(c) so beautiful house

(d) so a beautiful house

ตอบข้อ (b) เนื่องจากเป็นไปตามโครงสร้างข้างล่าง

         - It is (was) + such + a + adjective+ noun (เอกพจน์นับได้)  + that ……..

(It is (was) such a small car that we can’t get into it.

(มันเป็นรถที่เล็กมาก จนกระทั่งเราไม่สามารถเข้าไปข้างในได้)

        - It is (was) + so + adjective + a + noun (เอกพจน์นับได้) + that……….

(It is (was) so small a car that we can’t get into it.)

-  Noun (เอกพจน์นับได้)  + is (was) + so + adjective + that ………..

(The car is (was) so small that we can’t get into it.)

-  They are (were) + such + adjective + noun (พหูพจน์) + that…….

(They are (were) such small cars that we can’t get into them.)

-  Noun (พหูพจน์)  are (were) + so + adjective + that …………

(The cars are so small that we can’t get into them.)

21. They ______________ buried their gold in the ground outside the city. (พวกเขาฝังทอง _____________________ ในพื้นดินนอกเมือง)

(a) secret (ความลับ, สิ่งที่ปกปิด, ลับ, เป็นความลับ, เร้นลับ) (เป็นคำนามและคุณศัพท์)

(b) secrecy (ความลับ, การปิดบัง) (เป็นคำนาม)

(c) secretary (เลขานุการ)

(d) secretly (อย่างลับๆ) (เป็นกริยาวิเศษณ์)

ตอบข้อ (d) เนื่องจากขยายกริยา “ฝัง” จึงต้องเป็นกริยาวิเศษณ์

22. The little girl was very ______________ when her father promised to buy her a doll. (เด็กหญิงเล็กๆคนนั้น _________________ มาก เมื่อพ่อของเธอสัญญาว่าจะซื้อตุ๊กตาให้เธอ)

(a) exciting (น่าตื่นเต้น)

(b) excited (ตื่นเต้น)

(c) excite (ทำให้ตื่นเต้น)

(d) excitable (สามารถตื่นเต้นได้)

ตอบข้อ (b)  ดูเปรียบเทียบกับประโยคข้างล่าง

-         The results of the traveler preference survey are surprising.

 (ผลลัพธ์ของการสำรวจความนิยมของนักเดินทาง – ท่องเที่ยว – น่าประหลาดใจ )

หมายเหตุประโยคข้างบนนี้ต้องใช้ “surprising” เนื่องจาก “surprise” เป็นคำกริยาที่มีความหมายว่า “ทำให้ประหลาดใจ” แต่ถ้าใช้ในรูป “is (are, was, were) surprising” จะมีความหมายว่า “น่าประหลาดใจ” ส่วนเมื่อใช้ในรูป “is (am, are, was, were) surprised” จะมีความหมายว่า  มีความรู้สึกประหลาดใจ” ดังตัวอย่างประโยค เช่น

-         The result of the exam surprised her.

(ผลสอบทำให้เธอประหลาดใจ)

-         She was surprised at the result of the exam.

(เธอมีความรู้สึกประหลาดใจกับผลสอบ)

-         The result of the exam was surprising.

(ผลสอบน่าประหลาดใจ)

คำกริยาประเภทเดียวกับ surprise ได้แก่

satisfy – ทำให้พอใจ

excite – ทำให้ตื่นเต้น

disappoint – ทำให้ผิดหวัง

attract – ทำให้หลงใหล, ดึงดูด

interest – ทำให้สนใจ

amuse – ทำให้สนุกหรือขบขัน

please –ทำให้ยินดี-พอใจ

annoy – ทำให้รำคาญ-ขุ่นเคือง

bore – ทำให้เบื่อ

tire – ทำให้เหน็ดเหนื่อยหรือเบื่อ

frighten – ทำให้ตกใจ

confuse – ทำให้สับสนหรืองุนงง

surprise – ทำให้ประหลาดใจ

amaze – ทำให้ทึ่ง, ทำให้ตะลึง

delight – ทำให้ยินดี

exhaust – ทำให้หมดแรง

fascinate – ทำให้หลงใหล, ทำให้หลงเสน่ห์

charm – ทำให้หลง

convince – ทำให้เชื่อ

tempt – ทำให้หลงใหล, ยั่วยวน-ล่อใจ

entertain – ทำให้เพลิดเพลิน

embarrass –ทำให้ขวยเขิน-กระดากอาย

puzzle –ทำให้งง

thrill – ทำให้ตื่นเต้น

upset – ทำให้รำคาญ-ไม่สบายใจ

irritate – ทำให้โมโห, ทำให้ระคายเคือง

exasperate –ทำให้โกรธ

astonish –ทำให้ประหลาดใจ, ทำให้ตกใจ

infuriate –ทำให้โกรธ, ทำให้เดือดดาล

horrify –ทำให้กลัว, ทำให้ขนพองสยองเกล้า

 

กลุ่มคำกริยาข้างบนนี้ มีหลักการใช้ คือ

1.  ถ้าใช้ในรูป “Subject + verb + object”  จะมีความหมายว่า “ทำให้” คือตัวประธานเป็นผู้ทำให้เกิดอาการนั้นๆขึ้นแก่ผู้อื่น เช่น

-         The accident frightened the passengers a great deal.(past tense)

(อุบัติเหตุทำให้ผู้โดยสารตกใจอย่างมาก)

-         The exam result disappointed him so much.(past tense)

(ผลสอบทำให้เขาผิดหวังมากทีเดียว)

-         The chairman’s speech confused everyone.(past tense)

(คำพูดของท่านประธานทำให้ทุกคนสับสนงุนงง)

-         The new film interests all viewers.(present tense)

(หนังเรื่องใหม่ทำให้คนดูทั้งหมดสนใจ)

-         The professor’s lecture bores all the class.(present tense)

(การบรรยายของศาสตราจารย์คนนั้นทำให้นักเรียนทั้งชั้นเบื่อ)

2.  ถ้าใช้รูป “verb + ing” {subject + is (am, are, was, were) + V. ing} หรือ  (V. ing + noun) มีความหมายว่า “น่า............” หรือ  “ซึ่งน่า............”  กริยาที่เติม “ing” พวกนี้ ถือเป็นคำคุณศัพท์  จะวางไว้หลัง verb to be”  หรือหน้าคำนามก็ได้  เช่น

-         His work isboring. (present tense)

(งานของเขาน่าเบื่อหน่าย)

-         It is a very exciting football match. (present tense)

(มันเป็นการแข่งขันฟุตบอลที่น่าตื่นเต้น)

-         The landscape was so fascinating. (past tense)

(ภูมิประเทศ (ที่นี่) น่าหลงใหลมาก)

-         The employee’s work was disappointing.(past tense)

(งานของลูกจ้างรายนั้นน่าผิดหวัง)

-         The children’s table manners were very embarrassing. (past tense)

(กิริยามารยาทบนโต๊ะอาหารของพวกเด็กๆน่าอับอายมาก)

-         The book is interesting. (present tense)

(หนังสือน่าสนใจ)

-         Her beauty is charming. (present tense)

(ความงามของเธอน่าหลงใหล – มีเสน่ห์)

-         It is surprising to see him at his ex-wife’s wedding. (present tense)

(มันน่าประหลาดใจที่เห็นเขาที่งานแต่งงานของอดีตภรรยา)

{มิได้หมายความว่า “มันกำลังประหลาดใจ  เหมือนกับประโยค “He is walking.  (เขากำลังเดิน) – present continuous tense}

3.  ถ้าเติม “ed” ข้างหลังคำกริยากลุ่มนี้ แล้ววางตามหลัง “verb to be” (is, am, are, was, were)  จะมีลักษณะเป็น “passive voice” (subject + is (am, are, was, were) + verb + ed) จะมีความหมายว่า  ประธานเป็นผู้เกิดความรู้สึกนั้นๆขึ้นมา ซึ่งถ้าแปลตรงๆก็คือ “..........ถูกทำให้รู้สึก............ตื่นเต้น, ตกใจ, ผิดหวัง, พอใจ ฯลฯ..........” แต่ในภาษาไทยนิยมพูดว่า “............มีความรู้สึก........ตื่นเต้น, ตกใจ, ผิดหวัง, พอใจ.....”  เช่น

-        We are interested in German.(present tense)

(เรามีความสนใจในภาษาเยอรมัน)

-         They are very pleased to see their old friends.(present tense)

(พวกเขาดีใจมากที่ได้พบเพื่อนเก่า)

-         I was amazed to know of his death.(past tense)

(ผมตะลึงที่ได้รู้ข่าวการตายของเขา)

-         He was very tiredof hard work.(past tense)

(ผมเหน็ดเหนื่อยมากกับงานหนัก)

-         She was interested in the ballet performance.(past tense)

(เธอมีความสนใจในการแสดงบัลเล่ต์)

-         We were disappointed to lose the match.(past tense)

(พวกเราผิดหวังที่แพ้การแข่งขัน)

-         Most people are frightened of the snakes.(present tense)

(คนส่วนมากกลัวงู)

-         Jim is fascinated by astronomy.(present tense)

(เขามีความหลงใหลในวิชาดาราศาสตร์)

23. The food ________________ by my mother tastes better than anyone else’s. (อาหารที่ __________________ โดยแม่ของผม  มีรสชาติดีกว่าอาหารของคนอื่นๆ)

(a) is cooked

(b) was cooked

(c) cooking

(d) cooked (ถูกปรุง)

ตอบข้อ (d) เนื่องจากลดรูปมาจากอนุประโยค which (that) is cooked by my mother” โดยไม่สามารถเลือกข้อ (a) ได้ เพราะว่าประโยคข้างต้นมีกริยาแท้อยู่แล้ว คือ tastes” ดังนั้น  จะมีกริยาแท้ซ้อนอีกตัวไม่ได้  นอกจากว่าจะมีคำเชื่อม เช่น “and

24. Tim was so popular that they appointed him ________________.

(ทิมเป็นที่นิยมชมชอบมาก  จนกระทั่งพวกนั้นแต่งตั้งเขาเป็น ______________ )

(a) being a chairman

(b) chairmen

(c) chairman (ประธาน)

(d) chairman’s

ตอบข้อ (c) สำหรับข้อนี้จะตอบ “as chairman” ก็ได้

25. I shall leave ______________ tomorrow.

(ผมจะออกจาก _____________________ ในวันพรุ่งนี้)

(a) from Bangkok to Chiengmai

(b) Bangkok to Chiengmai

(c) from Bangkok for Chiengmai

(d) Bangkok for Chiengmai (กรุงเทพฯ ไปเชียงใหม่)

ตอบข้อ (d)  ต้องจำโครงสร้างนี้ให้ได้

26. If he ________________ some money with him then, he would have bought it.

(ถ้าเขา ___________________ เงินติดตัวในขณะนั้น  เขาก็คงจะซื้อมันแล้ว)

(a) had

(b) has

(c) had had (มี)

(d) has had

ตอบข้อ (c) เนื่องจากเป็น “If clause” แบบที่ ๓ (Past unreal) คือ เป็นการสมมติเรื่องในอดีต  กล่าวคือ  เหตุการณ์เกิดตรงข้ามกับความจริง  โดยข้อความที่เกิดขึ้นจริง คือ เพราะว่าเขาไม่มีเงินติดตัวในตอนนั้น  เขาเลยไม่ได้ซื้อมัน”  การสมมติในอดีตแบบนี้มีรูปประโยคดังนี้ คือ  “if + subject + had (not) + V ช่อง 3, subject + would (not) + have + Vช่อง 3” หรือเอา “If clause”   ซึ่งเป็นอนุประโยค  ไปไว้ข้างในประโยคก็ได้  แล้วเอาอีก “clause”  หนึ่งซึ่งเป็นประโยคใหญ่ (Main clause)   มาไว้ข้างหน้าประโยค  ความหมายจะเหมือนกันทุกประการแต่ถ้าเอา  “Main clause”  มาไว้ข้างหน้าประโยค  เมื่อจบ  “Main clause”  แล้ว  ให้ต่อด้วยประโยคย่อย (If clause)  เลย  ไม่ต้องมีเครื่องหมายคอมม่าคั่น  ตัวอย่างประโยคสมมติในอดีต เช่น

-        If he had studied hard, he would have passed the exam. (ถ้าเขาขยันเรียน (เมื่อปีที่แล้ว)  เขาก็คงจะสอบผ่านไปแล้ว – แต่จริงๆคือ เขาไม่ขยันเรียน  เขาจึงสอบตก)

-        If you had asked me, I would have told you the truth. (ถ้าคุณขอร้องผม (เมื่อวานนี้)  ผมคงเล่าความจริงให้คุณฟังแล้ว – แต่จริงๆคือ คุณมิได้ขอร้องผม  ผมก็เลยไม่ได้เล่าความจริงให้คุณฟัง)

-        If they had not stopped smoking, they would have died of cancer. (ถ้าพวกเขาไม่เลิกสูบบุหรี่ (เมื่อ ๕ ปีมาแล้ว)  เขาก็คงจะตายด้วยโรคมะเร็งไปแล้ว – แต่จริงๆคือ  พวกเขาเลิกสูบบุหรี่  พวกเขาจึงยังไม่ตาย)

-        She would have gone to the market if she had had something to buy. (เธอคงจะได้ไปตลาด (เมื่อเช้านี้)  ถ้าเธอมีของที่จะต้องซื้อ – แต่จริงๆคือ  เธอมิได้ไปตลาด  เพราะเธอไม่มีอะไรต้องซื้อ) จะเห็นว่าใน “If clause” มี  “had” 2 ตัว    ตัวหน้าแสดง “Past perfect tense”   ส่วน had”   ตัวหลังมาจาก  “have”  ที่แปลว่า “มี”  พอมาอยู่หลัง “had” จึงต้องเปลี่ยนไปเป็น Verb  ช่องที่ 3 ทำให้มี “had” 2 ตัว

-        I would not have bought a car if my office had not been very far from my home. (ผมคงจะไม่ได้ซื้อรถยนต์ (เมื่อปีที่แล้ว)  ถ้าที่ทำงานของผมมิได้อยู่ห่างไกลจากบ้านมากมาย – แต่จริงๆคือ  ผมซื้อรถยนต์  เพราะที่ทำงานอยู่ห่างไกลจากบ้านมาก)

สรุป  ใน “If clause” (ประโยคย่อย)  จะเป็นรูป “Past perfect” {had (not) + V 3} เสมอ  ส่วนใน  “Main clause”  (ประโยคใหญ่) จะเป็นรูป “Past future perfect”{would (not) + have + V 3} จึงต้องจำรูปแบบนี้ไว้ให้ได้

หมวดข้อสอบ TOEIC (ตอนที่ 37)

Part V : Sentence Completion(ส่วนที่ 5 :  การเติมประโยคให้สมบูรณ์)

Choose the best alternative to make a correct sentence.

(จงเลือกข้อที่ดีที่สุดเพื่อทำให้ประโยคมีความถูกต้อง)

1. He won’t pass his examination _____________________.

(เขาจะสอบไม่ผ่าน _____________________ )

(a) if he is not enough diligent

(b) unless he is not diligent enough

(c) unless he is not enough diligent

(d) unless he is diligent enough(ถ้าเขาไม่ขยันเพียงพอ)

ตอบข้อ (d) เนื่องจาก “Unless = If not” แต่ต้องอยู่ในโครงสร้าง “Unless + subject + verb(บอกเล่า)ทั้งนี้  “อนุประโยคที่ตามหลัง “Unless” จะต้องอยู่ในรูปบอกเล่าเสมอ”  เนื่องจาก “Unless”  มี  “not”ซึ่งเป็นปฎิเสธ รวมอยู่ในคำด้วยแล้ว

2. There are ________________ on the desk.

(มี _______________ บนโต๊ะเรียน)

(a) several sheets paper

(b) several sheet of paper

(c) several sheets of paper(กระดาษหลายแผ่น)

(d) several sheets of papers

ตอบข้อ (c) เนื่องจาก “Paper” (กระดาษ) เป็นนามนับไม่ได้  จึงไม่สามารถใช้ในรูปพหูพจน์ หรือ เติม “S” เข้าข้างท้ายได้ดังนั้น  เวลาจะนับ  จึงต้องนับเป็น “แผ่น

Sheet” ซึ่งสามารถทำเป็นรูปพหูพจน์ได้ คือ “หลายแผ่น”หรือ “แผ่นเดียว” (A sheet of paper)

3. He should ______________ himself for doing so well in his work.

(เขาควร __________________ ในตนเอง  สำหรับการทำงานได้เป็นอย่างดี)

(a) proud of

(b) proud

(c) be proud

(d) be proud of (ภูมิใจ)

ตอบข้อ (d) เนื่องจาก “Proud” เป็นคำคุณศัพท์  จึงต้องใช้กับ “Verb to be แต่เนื่องจากอยู่หลัง “Should”จึงต้องอยู่ในรูป “Infinitive without to” (Be)  และ  ต้องตามด้วย Preposition “Of

4. It takes ______________ time to cross the Pacific Ocean than it does to cross the Atlantic Ocean.

(มันใช้เวลา ________________ในการข้ามมหาสมุทรแปซิฟิค  (มากกว่า) การใช้เวลาในการข้ามมหาสมุทรแอตแลนติก)

(a) longer

(b) long

(c) more long

(d) a longer(ยาวนาน...................มากกว่า)

ตอบข้อ (d) เนื่องจากเป็นการเปรียบเทียบ “ขั้นกว่า” (Comparative degree) สังเกตได้จาก “thanซึ่งจะต้องอยู่หลังคำคุณศัพท์(adjective)ที่อยู่ในรูป “ขั้นกว่า” เช่น“bigger than”  “smaller than”  “older than”  “younger than”  “more expensive than” (แพงกว่า)หรือ“more spacious than(มีพื้นที่กว้างขวางกว่า)  เป็นต้นแต่สำหรับในข้อ ๔ มีข้อความมาคั่นระหว่าง longer” และ“than”คือ“time to cross the Pacific Ocean

5. Nancy ______________ you if you had asked her.

(แนนซี่ ______________________ คุณ  ถ้าคุณได้ขอร้องเธอ)

(a) had helped

(b) would help

(c) might help

(d) would have helped(คงได้ช่วยเหลือ)

ตอบข้อ (d) เนื่องจากเป็น “If clause” แบบที่ ๓ “Past unreal” (ไม่เป็นจริงในอดีต)  คือ เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นจริงๆ ตรงกันข้ามกับข้อความในประโยค  ซึ่งเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นจริงๆในประโยคข้างบน  คือ “แนนซี่มิได้ช่วยเหลือคุณ  เพราะคุณไม่ได้ขอร้องเธอสำหรับตัวอย่างอื่นๆ ของ If clause” แบบที่ ๓ ได้แก่

-         If we hadn’t left the house so late, we wouldn’t have missed the train.(ถ้าเรามิได้ออกจากบ้านสายมาก  เราคงจะไม่พลาด (ตก) รถไฟ)

หมายเหตุในความเป็นจริงคือ  “เราออกจากบ้านสาย  เราเลยตกรถไฟ”  ผู้พูดประโยคสมมติในอดีตแบบนี้  มักแสดงความเสียดายกับสิ่งที่เกิดขึ้น เพราะเหตุการณ์ได้ผ่านไปแล้ว  แก้ไขไม่ได้แล้ว  จึงมาเสียใจในภายหลังการสมมติในอดีตแบบนี้มีรูปประโยคดังนี้ คืออนุประโยค“If + subject + had (not) + V ช่อง 3”, ส่วนในประโยคใหญ่ (Main clause)  จะมีโครงสร้าง “Subject + would (should, could, might, must) + (not) + have + Vช่อง3”หรือเอา“if clause”ซึ่งเป็นอนุประโยค  ไปไว้ข้างในประโยคก็ได้  แล้วเอาประโยคใหญ่(Main clause)   มาไว้ข้างหน้าประโยคความหมายจะเหมือนกันทุกประการแต่ถ้าเอา“Main clauseมาไว้ข้างหน้าประโยคเมื่อจบMain clauseแล้ว  ให้ต่อด้วยประโยคย่อย(if clause)เลย  ไม่ต้องมีเครื่องหมายคอมม่าคั่น  ตัวอย่างประโยคสมมติในอดีต เช่น

-        If he had studied hard, he would have passed the exam.(ถ้าเขาขยันเรียน (เมื่อปีที่แล้ว)  เขาก็คงจะสอบผ่านไปแล้ว – แต่จริงๆคือ เขาไม่ขยันเรียน  เขาจึงสอบตก)

-        If you had asked me, I would have told you the truth.(ถ้าคุณขอร้องผม (เมื่อวานนี้)  ผมคงเล่าความจริงให้คุณฟังแล้ว – แต่จริงๆคือ คุณมิได้ขอร้องผม  ผมก็เลยไม่ได้เล่าความจริงให้คุณฟัง)

-        If they had not stopped smoking, they would have died of cancer.(ถ้าพวกเขาไม่เลิกสูบบุหรี่ (เมื่อ ๕ ปีมาแล้ว)  เขาก็คงจะตายด้วยโรคมะเร็งไปแล้ว – แต่จริงๆคือ  พวกเขาเลิกสูบบุหรี่  พวกเขาจึงยังไม่ตาย)

-        She would have gone to the market if she had had something to buy.(เธอคงจะได้ไปตลาด (เมื่อเช้านี้)  ถ้าเธอมีของที่จะต้องซื้อ – แต่จริงๆคือ  เธอมิได้ไปตลาด  เพราะเธอไม่มีอะไรต้องซื้อ) จะเห็นว่าใน“if clause”มี  “had” 2ตัว    ตัวหน้าแสดง“past perfect tense”ส่วน“had”ตัวหลังมาจาก  “have”ที่แปลว่า “มี”  พอมาอยู่หลัง“had”จึงต้องเปลี่ยนไปเป็นverbช่องที่3ทำให้มี“had”  2ตัว

-        I would not have bought a car if my office had not been very far from my home.(ผมคงจะไม่ได้ซื้อรถยนต์ (เมื่อปีที่แล้ว)  ถ้าที่ทำงานของผมมิได้อยู่ห่างไกลจากบ้านมากมาย – แต่จริงๆคือ  ผมซื้อรถยนต์  เพราะที่ทำงานอยู่ห่างไกลจากบ้านมาก)

-         If he had bet on that horse, he would have lost all his money.

(ถ้าเขาเล่นพนัน (แทง) ที่ม้าตัวนั้น  เขาก็คงสูญเสียเงินไปทั้งหมดแล้ว)  -  แต่ในความเป็นจริงคือ “เขามิได้เล่นพนันที่ม้าตัวนั้น  เขาก็เลยไม่ได้เสียเงิน”

-        If you had not come to my party, you would not have met your old friends at college.(ถ้าคุณมิได้มาที่งานเลี้ยงของผม  คุณก็คงไม่ได้พบเพื่อนเก่าตอนเรียนมหาวิทยาลัยของคุณ)  -   แต่ในความเป็นจริง คือ  “คุณมางานเลี้ยง  คุณเลยได้พบเพื่อนเก่า”

สรุปใน“if clause”(ประโยคย่อย)  จะเป็นรูป“past perfect” {had + (not) + V 3}เสมอ  ส่วนใน  “main clause”(ประโยคใหญ่) จะเป็นรูป“past future perfect”{would (should, could, might) + (not) + have + V 3}จึงต้องจำรูปแบบนี้ไว้ให้ได้

6. I don’t know ________________ to do.

(ผมไม่ทราบว่าจะทำ ____________________ )

(a) how

(b) whom

(c) what(อะไร)

(d) why

ตอบข้อ (c) ซึ่งมีความหมาย คือ “ไม่รู้ว่าจะทำอะไร” คือ ไม่รู้ว่าจะแก้ปัญหาอย่างไร ผู้พูดๆในลักษณะที่หมดปัญญาจะทำ  งงสับสนไปหมด  ส่วนถ้าจะตอบข้อ (a) ต้องแก้เป็น “how to do it”หรือถ้าจะตอบข้อ (d) ก็ต้องแก้เป็น “why I have to do it”(ทำไมผมจึงต้องทำมัน)

7. Household goods are ______________ furniture for the home, and also things needed for cooking and meals.

(สินค้าครัวเรือนคือ ___________________เฟอร์นิเจอร์สำหรับบ้าน  และรวมถึงสิ่งต่างๆที่จำเป็นสำหรับการปรุงอาหารและมื้ออาหารต่างๆ)

(a) such a thing as

(b) such a thing like

(c) such things like

(d) such things as(สิ่งต่างๆเช่น)

ตอบข้อ (d) เนื่องจากเป็นการยกตัวอย่างซึ่งมีมากกว่า ๑ สิ่ง จึงต้องใช้ things” และ“such”ใช้คู่กับ “as

8. The man ________________ when he noticed a large packing-case lying on the floor.

(ชายผู้นั้น ___________________ เมื่อเขาสังเกตเห็นลังสำหรับบรรจุหีบห่อขนาดใหญ่วางอยู่บนพื้น)

(a) has about to leave

(b) is about to leave

(c) had about to leave

(d) was about to leave(กำลังจะจากไป, จวนจะจากไป)

ตอบข้อ (d) เนื่องจาก to be about to” หมายถึง “กำลังจะ หรือ จวนจะ หรือ พร้อมที่จะ” เช่น

- His father is about to retire.

(พ่อของเขาจวนจะเกษียณอายุงานแล้ว)

     - She was just about to go on stage again.

(เธอพร้อมที่จะขึ้นแสดงบนเวทีอีกครั้ง)

     - It is about to rain very soon.

(ฝนจวนจะตกแล้วเร็วๆนี้)

     - We were about to leave when the snow began.

(เรากำลังจะจากไปเมื่อหิมะเริ่มตก)
     - I haven’t gone yet, but I’m about to.

(ผมยังไม่ได้ไปเลย  แต่ผมพร้อมจะไปแล้ว)

9. In this much-travelled world, there are still _______________ which are inaccessible to tourists.

(ในโลกแห่งการท่องเที่ยวมากมายนี้  ยังคงมี __________________ที่ยังไม่สามารถเข้าถึงได้โดยนักท่องเที่ยว)

(a) many thousands places

(b) thousands of places (สถานที่หลายพันแห่ง)

(c) many thousands of place

(d) thousand of places

ตอบข้อ (b)  หรืออาจใช้ “many thousands of places”

10. Billy is often in difficulties ________________ money.

(บิลลี่มักพบกับความยุ่งยากบ่อยๆ __________________ เรื่องเงินๆทองๆ)

(a) of

(b) on

(c) with

(d) about(เกี่ยวกับ)

(e) from

11. Mr. Simpson went to work ______________ being exhausted.

(มิสเตอร์ซิมสันไปทำงาน ___________________ เหน็ดเหนื่อยเมื่อยล้า)

(a) though(ถึงแม้ว่า)

(b) because of (เนื่องจาก)

(c) in spite of (ทั้งๆที่)

(d) for

ตอบข้อ (c)  คือ “ไปทำงานทั้งๆที่เหนื่อย” สำหรับข้อ (a) ต้องแก้เป็น “though he was exhausted”(ถึงแม้ว่าเขาเหนื่อยล้า)ก็ใช้ได้เช่นกัน

12. He became a doctor _______________ his father.

(เขาเป็นหมอ ______________________ พ่อของเขา)

(a) same as

(b) like(เหมือน)

(c) such as

(d) as

ตอบข้อ (b) เนื่องจาก “Like” เมื่อหมายถึง “เหมือน” จะเป็น “Preposition” จึงต้องตามด้วยคำนามสำหรับข้อนี้อาจตอบได้อีกอย่าง คือ “the same as”ส่วน   As”(เหมือนกับ)  ต้องตามด้วย “Subject + verb” (ดูความแตกต่างการใช้ Like”และ “As”  จากประโยคข้างล่าง)

-         Like the other nations of Eastern Europe, Poland was

politically dominated by the Soviet Unionduring the Cold War.

(เหมือนกับประเทศอื่นๆในยุโรปตะวันออก  โปแลนด์ถูกครอบงำทางการเมืองโดย

สหภาพโซเวียต  ในระหว่างสงครามเย็น)

หมายเหตุประโยคข้างบนใช้“Like” เนื่องจาก “like” (หมายถึง “เหมือน, คล้าย”)  ต้องตามด้วยคำนามหรือวลี  เช่น  “the other nations” “his father”  “most hard-working people(คนทำงานหนักส่วนใหญ่)  ส่วน  “as” (หมายถึง “เหมือนกับ”)  ต้องตามด้วยอนุประโยค(as + subject + verb) เช่น

- He did as his father had told him to do.

(เขาทำเหมือนที่พ่อของเขาบอกให้ทำ)

 - She smiled as her mother did when she was young.

(เธอยิ้มเหมือนที่แม่ของเธอยิ้ม  เมื่อตอนที่ (แม่) เป็นเด็ก)

สำหรับ “As” เมื่อเป็น “preposition”  มีความหมายว่า “ในฐานะ หรือ เป็น” จะต้องตามด้วยคำนามหรือวลี เช่น

- She works as a doctor.

(เธอทำงานเป็นหมอ)

 - He is known as a man who keeps his words.

(เขาเป็นที่รู้จักกันในฐานะคนที่รักษาคำพูด)

      - They have been recognized as the men who died for their country.

(พวกเขาได้รับการจดจำในฐานะคนที่ตายเพื่อชาติบ้านเมือง)

      - As a good citizen, everyone has to pay a proper amount of tax each year.

(ในฐานะพลเมืองดี  ทุกคนจำเป็นต้องจ่ายภาษีในจำนวนที่เหมาะสมทุกๆปี)

13. The shopkeeper was angry with us _______________ not buying anything.

(เจ้าของร้านโกรธเรา ___________________ ไม่ซื้ออะไรสักอย่าง)

(a) since(เพราะว่า, เนื่องจาก)

(b) because(เพราะว่า, เนื่องจาก)

(c) for(เนื่องจาก, เพราะว่า)

(d) as we did(เนื่องจากเรา)

ตอบข้อ (c) เนื่องจาก “For + Gerund (Verb + ing) (for not buying)สำหรับข้อ (a) (b)  และ (d) สามารถใช้ได้  แต่ต้องแก้เป็น “since (because, as) we did not buy anything” (เนื่องจากเราไม่ซื้ออะไรเลย)

14. The sky is cloudy and it looks like ___________________.

(ท้องฟ้ามีเมฆมาก  และมันดูเหมือน ________________________ )

(a) rain(ฝน)

(b) to rain

(c) rainy

(d) it will rain

ตอบข้อ (a) เนื่องจาก “Like” ในที่นี้เป็น “Preposition” หมายถึง “เหมือน, คล้าย” ต้องตามด้วยคำนาม  ซึ่งในที่นี้ คือ “ฝน” (ดูคำอธิบายเพิ่มเติมในข้อ ๑๒)

15. When Tim heard that he had passed his exam with high marks, he realized that he had been worrying quite ________________.

(เมื่อทิมได้ยินว่าเขาได้สอบผ่านด้วยคะแนนสูง  เขาตระหนักว่า  เขาได้วิตกกังวล ___________ อย่างยิ่ง)

(a) unnecessary

(b) unnecessarily (อย่างไม่จำเป็น, โดยไม่จำเป็น)

(c) not necessary

(d) not necessarily

ตอบข้อ (b) เนื่องจากขยายกริยา (worrying) จึงต้องอยู่ในรูปกริยาวิเศษณ์(Adverb)

16. Tell me ________________.

(บอกผม ________________)

(a) what do you want?

(b) you want what

(c) what you want (คุณต้องการอะไร)

(d) that what you want

ตอบข้อ (c) เนื่องจากเป็น “Noun clause” ทำหน้าที่เป็น “กรรมตรง” ของกริยาTell”ทั้งนี้“Noun clause”มักขึ้นต้น (นำหน้า) ด้วย“Question words” (what, when, where, why, how, how much, how many, how often, who, whom, that, whether, if – หรือไม่) (โดยไม่ต้องมี “That” อยู่ข้างหน้า) ทั้งนี้ โครงสร้างของ “Noun clause” คือQuestion word + subject + verb(เรียงคำแบบประโยคบอกเล่า)  สำหรับ“Noun clause” ทำหน้าที่ดังนี้  คือ

๑.     เป็นประธานของ “Verb” หรือประโยค เช่น

    - What he wants is a new house.

(สิ่งที่เขาต้องการคือบ้านหลังใหม่)

    - How he did it surprised everyone.

(วิธีการที่เขาทำมัน – หรือ เขาทำมันอย่างไร – ทำให้ทุกคนประหลาดใจ)

     - Where he lives is not known.

(ที่ที่เขาอาศัยอยู่ – หรือ เขาอาศัยอยู่ที่ไหน – ไม่มีใครรู้)

     - Why he killed his wife is a mysterious thing.

(เหตุผลที่ว่าทำไมเขาฆ่าภรรยา  - หรือ ทำไมเขาฆ่าภรรยา – เป็นเรื่องลึกลับ)

     - That he is a smart person is certain.

(ที่ว่าเขาเป็นคนฉลาดเป็นเรื่องแน่นอน)

     - Whether she will come or not is not my business.

(ไม่ว่าเธอจะมาหรือไม่ก็ตาม  ไม่ใช่ธุระของผม)

๒. เป็นกรรมของ “Verb” หรือประโยค เช่น

- I don’t know when he left.

(ผมไม่ทราบว่าเขาจากไปเมื่อใด)

     - She asked me where I lived.

(เธอถามผมว่าผมอาศัยอยู่ที่ไหน)

     - They did what they had promised.

(พวกเขาทำในสิ่งที่ได้ให้สัญญาไว้)

     - We believe that he is innocent.

(เราเชื่อว่าเขาบริสุทธิ์)

     - She did not believe what he told her.

(เธอไม่เชื่อในสิ่งที่เขาบอกเธอ)

     - The police investigated how the bank was robbed.

(ตำรวจสืบสวนวิธีการที่ธนาคารถูกปล้น – หรือ ธนาคารถูกปล้นอย่างไร)

     - I don’t know whether (if) she is happy with her new workplace.

(ผมไม่รู้ว่าเธอมีความสุขกับสถานที่ทำงานแห่งใหม่ของเธอหรือไม่)

๓. เป็นกรรมของ “preposition” เช่น

- She is interested in what he says.

(เธอสนใจในสิ่งที่เขาพูด)

      - They believed in what the minister preached.

(พวกเขาศรัทธาในสิ่งที่บาทหลวงเทศน์)

      - We are surprised at how he could do it.

(เราประหลาดใจว่าเขาสามารถทำมันได้อย่างไร)

      - They were satisfied with what she had provided to them.

(พวกเขาพอใจในสิ่งที่เธอได้จัดหาให้กับพวกเขา)

 ๔. วางไว้ข้างหลังคำคุณศัพท์ (adjective) ที่แสดงความรู้สึก (sure, confident, happy, sorry, grateful, doubtful, suspicious, certain, delighted, delightful, anxious, worried, etc.) เช่น

- I am sure that he will arrive here on time.

(ผมมั่นใจว่า  เขาจะมาถึงที่นี่ตรงเวลา)

      - He is sorry that he could not keep his words.

(เขาเสียใจว่า  เขาไม่สามารถรักษาคำพูดได้)

      - They are confident that they will get the job.

(พวกเขามั่นใจว่าพวกเขาจะได้งานทำ)

      - We are anxious that the plane will be delayed for a few hours.

(เราวิตกกังวลว่า  เครื่องบินจะล่าช้าไป ๒ - ๓ ชั่วโมง)

๕. ใช้แทนคำนาม (noun) ที่มาข้างหน้ามัน เช่น

- The fact that he graduated with first-class honor is known to all.

(ข้อเท็จจริงที่ว่าเขาจบการศึกษาด้วยเกียรตินิยมอันดับ ๑ เป็นที่ทราบกันโดยทุกคน)  (“the fact”  คือ “that he graduated with first-class honor”

ดังนั้น “that he graduated with first-class honor” จึงเป็น  “noun

clause”) อย่างไรก็ตาม  ในประโยค  “The fact that (which) he told me is known to all.(ข้อเท็จจริงซึ่งเขาบอกผมเป็นที่ทราบกันโดยทุกคน)  the fact”  ไม่ใช่ “that (หรือ which) he told me”  แต่เป็นสิ่งอื่นต่างหาก  ดังนั้นthat (which) he told me” จึงเป็น “adjective clause” มาขยาย “thefact

      - The belief that all men are born equal is not held by everyone.

(ความเชื่อที่ว่ามนุษย์ทุกคนเกิดมาเท่าเทียมกันมิได้ยึดถือกันโดยทุกคน)  (ข้อความที่ขีดเส้นใต้เป็น “noun clause)

      - The notion that wealthy men are always happy is rejected by many people. (ความคิดที่ว่าคนที่ร่ำรวยมีความสุขเสมอ  ถูกปฏิเสธโดยคนจำนวนมาก)(ข้อความที่ขีดเส้นใต้เป็น “noun clause)

หมายเหตุจากตัวอย่างข้างบน  ถ้าเป็น “noun clause” จะใช้ “that” นำหน้าเพียงอย่างเดียวเท่านั้น  (ไม่ใช้ “which”) และ  “that” จะไม่ทำหน้าที่ประธาน หรือกรรม  แต่ถ้าเป็น “adjective clause”  จะใช้ “that” หรือ “which” ก็ได้  และมันจะทำหน้าที่ประธาน หรือกรรมของประโยคอย่างใดอย่างหนึ่ง เช่น

-         The book which (that) is on the table is mine.

(หนังสือซึ่งอยู่บนโต๊ะเป็นของผม)(ข้อความที่ขีดเส้นใต้เป็น “adjective clause”  ขยาย “the book”  โดย “which (that)” ทำหน้าที่เป็นประธานของ

clause

   -    The book which (that) you gave me is very interesting.

(หนังสือซึ่งคุณให้ผมน่าสนใจอย่างมาก) (ข้อความที่ขีดเส้นใต้เป็น adjective clause” ขยาย “the book”  โดย “which (that)” ทำหน้าที่เป็นกรรมตรงของ “clause”  ส่วน “me” เป็นกรรมรอง)

17. The hotel ___________ was very comfortable.

(โรงแรม __________ มีความสะดวกสบายมาก)

    (a) which I slept last week

    (b) that I slept last week

    (c) where I slept in last week (ผิด เพราะมี “where”  แล้ว ห้ามใช้“in”อีก)

    (d) in which I slept last week (ซึ่งผมนอนเมื่ออาทิตย์ที่แล้ว)

ตอบข้อ (d) เนื่องจาก “in which” มีความหมายเท่ากับ “where”  สำหรับข้อนี้  นอกจากตอบในแบบข้อ (d) แล้ว  ยังสามารถใช้ในรูปอื่นๆ ได้อีก คือ

   - (d) in which I slept last week

     - which I slept in last week

     - that I slept in last week

     - where I slept last week

หมายเหตุห้ามใช้  “in that I slept last week

18. _______________ the teacher, the boys stopped playing.

(______________  ครู  นักเรียนหยุดการเล่น)

(a) To see

(b) Saw

(c) Seeing (เห็น)

(d) They saw

ตอบข้อ (c) เนื่องจากต้องอยู่ในรูป “Present participle” (Verb + ing) แสดงรูป “Active voice”  คือ  ขยายประธานของประโยค (the boys)   เพื่อบอกให้รู้ว่า  ประธานฯ เป้นผู้ทำกริยา “เห็นครู”  สำหรับตัวอย่างอื่นๆ ของ “Present participle” ที่บ่งบอกว่าประธานฯ เป็นผู้ทำกริยาที่ขึ้นต้นประโยค เช่น

        - Walking along the road, he met his old friend.

(เดินไปตามถนน  เขาพบเพื่อนเก่าของเขา) (เขาเป็นผู้ทำกริยา “เดิน”)

        - Seeing her teacher, Jane went to greet him.

(เห็นครูของเธอ  เจนเข้าไปทักทายเขา) (เจนเป็นผู้ทำกริยา “เห็น”)

        - Looking out of the window, we could see beautiful scenery.

(มองออกไปนอกหน้าต่าง  เราสามารถเห็นทัศนียภาพที่สวยงาม) (เราเป็นผู้ทำ

           กริยา “มอง”)

 Hoping to be there in time, Kim started early in the morning.

(หวังว่าจะไปที่นั่นให้ทันเวลา  คิมเริ่มออกเดินทางแต่เช้าตรู่) (คิมเป็นผู้ทำกริยา

“หวัง”)

               สำหรับ “Present participle” (Verb + ing)  ถือเป็นคำคุณศัพท์ประเภทหนึ่ง จึงสามารถใช้ขยายคำนามได้เหมือนกับคำคุณศัพท์ทั่วๆไป  (โดยอาจอยู่หน้าหรือหลังคำนามที่มันขยาย) เพื่อที่จะบอกว่า คำนามนั้นเป็นผู้ทำกริยานั้นๆ  (แสดง Active voice”) เช่น

-         Working men are constructing a bridge.

(คนทำงานกำลังก่อสร้างสะพาน)

-         Drinking horses were seen near the bank of the river.

(ม้าที่ดื่มน้ำถูกมองเห็นใกล้ตลิ่งของแม่น้ำ)

-         The mother took good care of her sleeping baby.

(แม่ดูแลทารกที่นอนหลับเป็นอย่างดี)

-         The audience appreciated the good works of the producing team.

(ผู้ชมยกย่อง-ชื่นชมผลงานที่ดีของทีมผู้สร้าง – ภาพยนตร์)

-         The people working in the office are my colleagues.

(ผู้คนที่ทำงานในสำนักงานคือเพื่อนร่วมงานของผม)

-         The woman walking across the street is my sister.

(ผู้หญิงที่เดินข้ามถนนเป็นน้องสาวของผม)

-         The man living next door is a bank manager.

(ชายที่อาศัยอยู่บ้านหลังถัดไปเป็นผู้จัดการธนาคาร)

-         The children playing in the field are my neighbors’ kids.

(เด็กๆที่เล่นอยู่ในสนามเป็นลูกของเพื่อนบ้านของผม)

                ในกรณีที่นำกริยาช่องที่ ๓  (Past participle) มาขึ้นหน้าประโยค  มีความมุ่งหมายจะแสดงว่า  ประธานที่อยู่ข้างในประโยค  เป็นผู้ถูกกระทำกริยานั้นๆ คือแสดงถึง “Passive voice”  ดังตัวอย่างประโยค  เช่น

-         Loved throughout the Western world, ballet is a theatrical

art that tells a story through dance accompanied by music.

     (ได้รับความรักไปทั่วโลกตะวันตก  ระบำบัลเลต์เป็นศิลปะเกี่ยวกับละคร  ซึ่งเล่า

     เรื่องราวโดยผ่านทางการเต้นรำ  ที่ประกอบด้วยดนตรี)

                  เนื่องจากประธานของประโยค คือ “ballet” เป็นสิ่งที่ “ถูกรัก” (ถูกกระทำ)  กริยา “Loved”  จึงต้องอยู่ในรูปกริยาช่องที่ ๓ (past participle)  สำหรับวลี “Loved throughout the Western world” เป็นข้อความที่ขยายประธาน (ballet) โดยทำหน้าที่เป็น “adjective phrase” ตัวอย่างอื่นๆในแบบนี้ (passive voice)  ได้แก่

-         Punished by his teacher, Jack tried hard to improve himself.

(ถูกลงโทษโดยครูของเขา  แจ๊คพยายามอย่างหนักที่จะปรับปรุงตัวเอง) (แจ๊คถูกลงโทษ)

-         Bitten by a snake, the dog died.

(ถูกกัดโดยงู  สุนัขตาย) (สุนัขถูกกัด)

Killed in the battlefield in the war, he was praised by fellow soldiers.(ถูกฆ่าตายในสนามรบในสงคราม  เขาได้รับการสรรเสริญโดยเพื่อนทหาร) (เขาถูกฆ่าตาย)

Asked by her parents, she came home from abroad to help in the family business.(ถูกขอร้องโดยพ่อแม่ของเธอ  เธอกลับมาบ้านจากต่างประ เทศ  เพื่อช่วยเหลือในธุรกิจของครอบครัว) (เธอถูกขอร้อง)

19. I am too busy ______________ with you.

(ผมมีธุระยุ่งเกินไปที่จะ ______________ กับคุณ)

(a) go

(b) going

(c) to go (ไป)      

(d) that I can’t go

ตอบ – ข้อ (c) เนื่องจากเป็นการใช้ “to + verb” ตามหลัง  “adjective” หรือ adverb” ทำหน้าที่เป็นกริยาวิเศษณ์  (adverb)  ขยายคำที่อยู่ข้างหน้ามัน  สำหรับในข้อ ๑๙ ใช้ “to go”  เป็นกริยาวิเศษณ์ (Adverb)  ขยายคำคุณศัพท์ busy” {มีธุระยุ่ง (เกินไป) ที่จะไป} ตัวอย่างอื่นๆประเภทนี้  ได้แก่

-         Some people think that the Chinese language is too difficult to understand.(บางคนคิดว่าภาษาจีนยากเกินไปที่จะเข้าใจ)

-         She is well enough to go out again.

(เธอสบายดีพอที่จะออกไปข้างนอกอีกครั้งหนึ่ง)

-         The news is too good to believe.

(ข่าวนี้ดีเกินไปที่จะเชื่อได้ว่าเป็นจริง)

-         It is easy to say, not to do.

(มันง่ายที่จะพูด  ไม่ใช่ทำ)

-         He walked quickly to catch the bus.

(เขาเดินอย่างเร็วเพื่อให้ทันรถเมล์)

20. She did nothing but ________________ .

(เธอไม่ทำอะไร  ยกเว้น _____________________ )

(a) cry

(b) cried

(c) crying

(d) to cry

ตอบข้อ (a)  เนื่องจากหลัง “But” (ยกเว้น) และ “Except” (ยกเว้น) ซึ่งถือเป็น Preposition” ทั้ง ๒ คำ  ต้องตามด้วย “Infinitive without to” (Verb 1)   โดยถือเป็น “กรรม” ของ “But” และ “Except”   เช่น

-         He desired nothing except pass his exam.

(เขาไม่ปรารถนาอะไร  นอกจากสอบผ่าน)

-         She wants nothing but marry a millionaire.

(เธอไม่ต้องการอะไร  นอกจากแต่งงานกับเศรษฐี)

      This robot can do everything but smile.

        (หุ่นยนต์ตัวนี้สามารถทำได้ทุกอย่าง  ยกเว้นยิ้ม)

    -    There was little I could do except wait.

       (มีอะไรนิดหน่อยที่ผมสามารถทำได้  ยกเว้นรอคอย)

21. Those people are working very ________________.

(ผู้คนเหล่านั้นกำลังทำงาน _____________________ มาก)

(a) hardly

(b) hard (หนัก)

(c) harder

(d) successful

ตอบข้อ (b) เนื่องจาก “Hard” เป็นทั้งคำคุณศัพท์ (Adjective) และกริยาวิเศษณ์ (Adverb)  ในคำเดียวกัน โดยหมายถึง “หนัก”  ดังนั้น  เมื่อขยายกริยา “are working” จึงไม่ต้องเปลี่ยนเป็น “hardly” สำหรับ “Hardly” เป็น “Adverb of frequency” (แสดงความ “บ่อย” หรือ “ถี่”)  หมายถึง “ไม่ใคร่จะ, แทบจะไม่”  โดยมีความหมายเหมือนกับ  “Seldom, Rarely, Scarcely” ดังตัวอย่าง

      - He hardly works.

   (เขาไม่ใคร่จะทำงาน หรือ เขาแทบจะไม่ทำงาน)

      - She is hardly patient.

     (เธอไม่ใคร่จะอดทน)

      - They had hardly finished their work when it began to rain.

     (พวกเขาทำงานยังไม่ใคร่จะเสร็จ  เมื่อฝนเริ่มตก)

                  สำหรับการวางตำแหน่งของ “Adverb of frequency” (seldom, hardly, always, often, generally, usually, occasionally, rarely, never)  ในประโยค มีดังนี้ คือ

๑.     วางไว้หน้าคำกริยาทั่วไป เช่น

-         They always come late.(พวกเขามาสายเสมอ)

-         She usually goes shopping.(เธอไปซื้อของเป็นประจำ)

-         He seldom drives to work.(เขาแทบจะไม่ได้ขับรถไปทำงาน)

๒.   วางไว้หลัง “verb to be” เช่น

-         He is often late for class.(เขาเข้าห้องเรียนสายบ่อยๆ)

-         They are always busy with their work.(พวกเขามักยุ่งอยู่กับงานเสมอ)

-         She is never contented with her life.(เธอไม่เคยพอใจในชีวิตเลย)

๓.    ถ้ามีคำกริยา ๒ ตัวในประโยค ให้วางไว้ตรงกลางคำกริยานั้น เช่น

-         They have always had lunch there.(พวกเขากินอาหารกลางวันที่นั่นเสมอ)

-         She will never love him.(เธอจะไม่มีวันรักเขา)

-         You should never come to class late.(คุณไม่ควรจะมาเรียนสาย)

-         He is always asking me.(เขาถามคำถามผมอยู่เสมอ)

-         We have never traveled to New York.(เราไม่เคยเดินทางไปนิวยอร์ค)

๔.    สำหรับ “never”  และกลุ่มคำที่ทำหน้าที่เป็นกริยาวิเศษณ์  ที่โดยปกติวางไว้ข้างในประโยค  อาจจะเอามาวางไว้หน้าประโยค เพื่อแสดงการเน้นคำนั้นๆ   คำเหล่านี้ส่วนใหญ่มีความหมายปฏิเสธ เช่น “never, hardly, seldom, never before (ไม่เคยมาก่อนเลย), never in my life (ไม่เคยเลยในชีวิต), no sooner, in vain (ล้มเหลว, ไม่สำเร็จ), not often, not only(ไม่เพียงแต่), not even once (ไม่แม้แต่ครั้งเดียว), not until (ไม่จนกระทั่ง)อย่างไรก็ตาม  ต้องเรียงรูปประโยคใหม่ดังนี้ คือ {Never (no sooner, hardly, never in my life, not until, etc.) + helping verb (has, have, had, is, are, was, were, will, would, shall, should, can, could, may, might, must, etc.) + subject + verb (แท้)}เช่น

-         Never before has she seen such a beautiful place.

(ไม่เคยมาก่อนเลยที่เธอได้เคยเห็นสถานที่ที่สวยงามเช่นนั้น –เน้นตรงคำว่า “ไม่เคยมาก่อนเลย”)

(= She has never before seen such a beautiful place.)

(= She has never seen such a beautiful place before.)

-         No sooner had he left than she arrived.

(ในทันทีที่เขาจากไป  เธอก็มาถึง –เน้นตรงคำว่า “ในทันทีที่”)

(= He had no sooner left than she arrived.)

-         Hardly have I met my old college friends.

(ผมแทบจะไม่ได้เจอเพื่อนเก่าตอนเรียนมหาวิทยาลัยเลย –เน้นตรงคำว่า “แทบจะไม่”)

(= I have hardly met my old college friends.)

ทั้งนี้  สามารถสรุปโครงสร้างประโยคที่มีการเน้นแบบนี้  คือ

-         Never before (Never) + have + I + seen + such a beautiful place. (ไม่เคยมาก่อนเลย  ที่ผมได้เห็นสถานที่สวยงามเช่นนั้น)

-         Hardly (Seldom) + has + she + met + her old college friends.

-         Never + กริยาพิเศษ  + subject  + กริยาแท้  +ส่วนขยาย

-         Never has he seen his father since he divorced his mother.

(เขาไม่เคยได้พบพ่อเลย  ตั้งแต่ที่พ่อหย่าร้างกับแม่)

22. Our school was ________________ in 1930.

(โรงเรียนของเราถูก _____________________ ในปี ๑๙๓๐)

(a) find (พบ, หา, เจอ)

(b) found (พบ, หา, เจอ) (เป็นกริยาช่องที่ ๒ และ ๓ ของ “find”)

(c) finding

(d) founded (เป็นกริยาช่องที่ ๒ และ ๓ ของ “found” – สร้าง, ก่อตั้ง)

ตอบข้อ (d)  เนื่องจากโรงเรียน “ถูกสร้าง หรือ ถูกก่อตั้ง

23. Thailand’s population ________________ is an average of 0.8 percent each year.

(_________________  ของประชากรประเทศไทย  คือ  โดยเฉลี่ย ๐.๘ เปอร์เซนต์ ทุกปี)

(a) increases

(b) increase (การเพิ่มขึ้น)

(c) to increase

(d) increased

ตอบข้อ (b) เนื่องจากเป็นการใช้คำนามขยายคำนาม (Compound noun) หรือ นามประกอบ” (population increase)  ในกรณีนี้ คำนามตัวหน้าจะไม่อยู่ในรูปพหูพจน์ คือไม่เติม “s” แต่จะแสดงรูปพหูพจน์ที่คำนามตัวหลัง ตัวอย่าง เช่น

   -  service buses (รถบริการ – คือรถรับ-ส่งพนักงาน)

   -  bus service(บริการรถประจำทาง)

   -  flower garden (s)(สวนดอกไม้)

   -   wood house(บ้านไม้)

   -  steel table (s)(โต๊ะเหล็ก)

   -  government policy (นโยบายรัฐบาล)

   -  personnel development(การพัฒนาบุคลากร)

   -  insurance policy(กรมธรรม์ประกันภัย)

   -  growth rate(อัตราการเติบโต)

    -  oil price rise (การขึ้นราคาน้ำมัน)

    -  birthday party(งานเลี้ยงวันเกิด)

    -  dividend payment(การจ่ายเงินปันผล)

    -  debt payment (การชำระหนี้)

    -  income tax deduction(การหักภาษีเงินได้)

    -  motor insurance(การประกันภัยรถยนต์)

    -  fire insurance(การประกันอัคคีภัย)

    -  capital market(ตลาดทุน)

    -  exchange rate (s)(อัตราการแลกเปลี่ยน)

    -  traffic problem (s) (ปัญหาจราจร)

    -  greenhouse gas(กาซเรือนกระจก)

    -  tourism sector(ภาคการท่องเที่ยว)

    -  climate change(การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ)

    -  terrorism risk (s) (การเสี่ยงภัยการก่อการร้าย)

    -  commodity price (s)(ราคาสินค้า)

    -  price competition(การแข่งขันด้านราคา)

    -  household debt(หนี้ครัวเรือน)

    -  car sale (s)(การขายรถยนต์)

    -  distribution channel(ช่องทางการจำหน่าย)

    -  accident occurrence(การเกิดอุบัติเหตุ)

    -  branch office (s)(สำนักงานสาขา)

    -  insurance company(บริษัทประกันภัย)

    -  business partner (s)(คู่ค้า)

    -  leather belt(เข็มขัดหนัง)

    -  business transaction (s) (การดำเนินธุรกิจ)

หมวดข้อสอบ TOEIC (ตอนที่ 36)

Part V : Sentence Completion(ส่วนที่ 5 :  การเติมประโยคให้สมบูรณ์)

Choose the best alternative to make a correct sentence.

(จงเลือกข้อที่ดีที่สุดเพื่อทำให้ประโยคมีความถูกต้อง)

1. _________________ is better, my drawing or Jim’s?

(_______________  ดีกว่ากัน,  ภาพวาดของผมหรือของจิม)

(a) Do you think which

(b) Which do you think (อันไหนที่คุณคิดว่า)

(c) You think which

(d) Which you think

ตอบข้อ (b) ต้องเอา “Question words” (what, when, where, why, how, how much, how many, how often) ขึ้นหน้า “Verb to do” (do, does, did) เสมอ เมื่อทำเป็นประโยคคำถาม เนื่องจาก “Question words เหล่านั้น ทำหน้าที่เป็นกรรมของประโยค (ของกริยา) (คือเป็น “Object”) หรือกรรมของ Preposition” หรือเป็นส่วนขยายคำกริยา คือเป็นกริยาวิเศษณ์ “Adverb” (ในกรณีของประโยคข้างบน “Which” เป็นกรรมของ think”)  เช่น

      - How often do you go shopping each month?

      (คุณไปช้อปปิ้งบ่อยเพียงใดในแต่ละเดือน) (“How often” เป็นส่วนขยายของ “go shopping” คือ เป็นกริยาวิเศษณ์ “Adverb of frequency”)

     - How much does he get paid in a year?

     (เขาได้รับค่าจ้างเท่าใดใน ๑ ปี) (“How much” เป็นกรรมของกริยา “get paid”)

     - Where do you live in Bangkok?

       (คุณอาศัยอยู่ที่ไหนในกรุงเทพฯ) (“Where” เป็นส่วนขยายกริยา “live” คือ เป็น “Adverb of place”)

     - Why did she come to class so late?

       (ทำไมเธอมาเข้าเรียนสายจังเลย) (“Why” เป็นส่วนขยายกริยา “come” คือเป็น “Adverb of reason”)

     - When did they finish their work last night?

        (พวกเขาทำงานเสร็จเมื่อใดเมื่อคืนนี้) (“When” เป็นส่วนขยายกริยา “finish” คือเป็น “Adverb of time”)

     - Which do you prefer, this car or that car?

       (คุณชอบคันไหน  รถคันนี้หรือคันนั้น) (“Which” เป็นกรรมของกริยา “prefer”)

                   แต่ในกรณีที่ “Question words” เป็นประธานของประโยคคำถาม (คือ เป็นประธานของกริยาในประโยค)  ไม่ต้องใช้ “Verb to do” (Do, Does, Did)  มาช่วยสร้างประโยค  ให้ต่อด้วยคำกริยาเลย เช่น

        - Who contributed most to your success?

     (ใครมีส่วนช่วยเหลือมากที่สุดในความสำเร็จของคุณ)

  (Who”  เป็นประธานของประโยค หรือของกริยา “contributed)

        (อย่าใช้ Who did contribute most to……………?”)

           - What made you feel so angry?

              (อะไรทำให้คุณโมโหจัด)

(What”  เป็นประธานของประโยค หรือของกริยา  “made)

   (อย่าใช้  What did make you feel so angry?”)

            - Which impresses you more, London or New York?

(เมืองไหนทำให้คุณประทับใจมากกว่า, ลอนดอนหรือนิวยอร์ค)

(Which”  เป็นประธานของประโยค หรือของกริยา “impresses)

      (อย่าใช้  Which does impress you more, ………………?” )

           แต่ใช้  “Which do you like more, London or New York?”

(คุณชอบเมืองไหนมากกว่ากัน – ลอนดอนหรือนิวยอร์ค)

(ต้องใช้ “Verb to do” ช่วยสร้างประโยคคำถาม  เนื่องจาก “Which” เป็นกรรมของกริยา “Like)

2. We _______________ that she would come to our party.

(a) sure

(b) sured

(c) were sure (มั่นใจ, แน่ใจ)

(d) were sured

ตอบข้อ (c) เนื่องจาก “Sure” เป็นคำคุณศัพท์  จึงต้องใช้กับ “Verb to be” (Were)  ส่วน “Sured” ไม่มีใช้

3. How _______________ do you have your hair cut?

(คุณตัดผม _________________ เท่าใด)

(a) much (มาก)

(b) many times (หลายครั้ง)

(c) often (บ่อย)

(d) long (ยาว, นาน)

4. I prefer reading to _________________.

(ผมชอบการอ่านมากกว่า ______________________ )

(a) write

(b) to write

(c) writing (การเขียน)

(d) to writing

ตอบข้อ (c) เนื่องจากต้องใช้ให้สมดุลกับ “reading” ทั้งนี้ “Prefer” สามารถตามด้วย “Gerund” (Verb + ing) หรือ  “Infinitive with to” (To + verb 1) ก็ได้ โดยมีความหมายเหมือนกัน  ดังนั้น ประโยคข้างบนอาจใช้อีกอย่างหนึ่ง คือ

        - I prefer to read to to write. (อย่างไรก็ตาม  ไม่นิยมใช้โครงสร้างนี้

เนื่องจากมี “To” ถึง ๓ ตัว)

             กริยาต่อไปนี้ สามารถตามด้วย “Infinitive with to” (To + verb 1) หรือ “Gerund” (V. + ing) แล้วความหมายเหมือนกัน ได้แก่  “begin, start, continue (ทำต่อไป), like, dislike (ไม่ชอบ, เกลียด), love, hate (เกลียด), propose (เสนอ), prefer (ชอบมากกว่า), help, intend (ตั้งใจ), fear, attempt (พยายาม), bear (ทน) เช่น

-         They started to play football. (= They started playing football.)

(เขาเริ่มเล่นฟุตบอล)

-         She likes to dance. (= She likes dancing.)

(เธอชอบการเต้นรำ)

-         We continued to study for our exam. (= We continued studying for our exam.) (เราเรียนต่อไปเพื่อการสอบ)

      - She hates to stay in a dirty place. (= She hates staying in a dirty place.) (เธอเกลียดการพักในสถานที่สกปรก)

5. A man _______________ came to see you while you were out.

(ผู้ชาย _______________ มาหาคุณในขณะที่คุณออกไปข้างนอก)

(a) has long legs

(b) with long legs who

(c) had long legs

(d) with long legs (ที่มีขายาว)

ตอบข้อ “d” อาจใช้รูปแบบอื่นๆ  คือ “A man who has long legs came

to see you……………….” หรือ “A man having long legs came to ………………..” ก็ได้

6. We’re lucky to live in a ______________ country.

(เราโชคดีที่อาศัยอยู่ในประเทศ _____________________ )

(a) democracy (ระบอบประชาธิปไตย, การปกครองแบบประชาธิปไตย) (เป็นคำนาม)

(b) democratic (ที่เป็นประชาธิปไตย, ในระบอบประชาธิปไตย) (เป็นคำคุณศัพท์)

(c) democrat (ผู้นิยมระบอบประชาธิปไตย) (เป็นคำนาม)

(d) democracies (ประเทศที่ปกครองด้วยระบอบประชาธิปไตย) (เป็นคำนาม)

ตอบข้อ (b) เนื่องจากขยายหน้าคำนาม (country) จึงต้องใช้คำคุณศัพท์

7. It is a pity we can’t see ourselves as others see _______________.

(มันน่าเสียดาย ที่เราไม่สามารถมองเห็นตัวของเราเอง  เหมือนที่คนอื่นมองเห็น _______________ )

(a) us (เรา)

(b) ourselves (ตัวของเราเอง)

(c) themselves (ตัวของพวกเขาเอง)

(d) ours (ของเรา)

ตอบข้อ (a) เนื่องจากต้องใช้ “Pronoun” ในรูปกรรม (เหมือนกับ “me, you, them, him, her, it, us”) เนื่องจากเป็นกรรมของกริยา “See” เพราะมิได้มีการสะท้อนเข้าหาตัวแต่อย่างใด  สำหรับรูป “Reflexive pronoun” (myself, yourself, yourselves, themselves, himself, herself, itself, ourselves)  มีที่ใช้ดังนี้ คือ

          ๑. ประธานเป็นผู้ทำกริยาโดยลำพังตนเอง มิมีผู้ใดช่วย เช่น

        - He did it himself. (เขาทำมันตามลำพัง – ไม่มีใครช่วย)

(= He himself did it. = He did it by himself.)

         - She tries to solve the problem herself. (เธอพยายามแก้ปัญหาด้วยตัวเอง – ไม่มีใครช่วย)

(= She herself tries to solve the problem. = She tries to solve the problem by herself.)

            ๒. ใช้เป็นกรรมของกริยาหรือ “Preposition”  เพื่ออ้างถึงบุคคล หรือสัตว์ หรือเป็นประธานของประโยคก็ได้ เพื่อให้รู้ว่าเป็นบุคคลคนเดียวกัน หรือสัตว์ตัวเดียวกันกับที่ได้พูดไปก่อนหน้านั้นแล้ว เช่น

         - Tom himself became the manager of the company.

         (ทอมเองนั่นแหละเป็นผู้จัดการบริษัท)

       - I’ve just talked with David himself.

        (ผมเพิ่งจะคุยกับตัวเดวิดเองเลย)

       - It was easy for a clever young man like himself (หรือhim) to make a good living. (มันง่ายสำหรับคนหนุ่มที่ฉลาดเช่นเขา ที่จะดำเนินชีวิตอย่างเหมาะสม – ดีงาม)

         ๓. ประธานของประโยคเป็นผู้ทำกริยาสะท้อนเข้าหาตนเอง  คือทำกับตัวเอง หรือทำให้กับตัวเอง เช่น

       - He killed himself with a bullet in the head.

  (เขาฆ่าตัวเองด้วยกระสุนปืน ๑ นัดในหัว)

      - She bought herself a gold watch.

  (เธอซื้อนาฬิกาเรือนทองให้ตัวเอง)

      - James introduced himself to his new neighbor.

  (เจมส์แนะนำตัวเองกับเพื่อนบ้านใหม่ของเขา)

      - He poured himself a whisky.

      (เขารินวิสกี้ให้ตนเอง ๑ แก้ว)

      - He lacks confidence in himself.

       (เขาขาดความเชื่อมั่นในตนเอง)

       ***** ห้ามใช้ I bought herself a gift for her birthday.” เนื่องจากมิได้สะท้อนเข้าหาตนเอง แต่เป็นคนละคน ต้องใช้เป็น “I bought her a gift for her birthday.” แต่ใช้  I bought myself a gift for my birthday.” (ผมซื้อของขวัญให้ตัวเอง................)

 8. Would you please _____________ sing so loudly?

(คุณจะกรุณา _____________________ ร้องเพลงเสียงดังได้ไหม)

(a) no

(b) to not

(c) not to

(d) not (ไม่)

ตอบข้อ (d) เนื่องจากหลัง “Modal verb” (will, would, shall, should, may, might, must)  ต้องตามด้วย “Infinitive without to” (Verb 1)  และเมื่อเป็นปฏิเสธ  ให้เอา “Not” วางไว้ข้างหน้า  “Verb

9. _____________ Kim was wealthy, she was certainly not happy.

(_____________  คิมมั่งคั่งร่ำรวย  เธอไม่ได้มีความสุขอย่างแน่นอน)

(a) Because (เพราะว่า)

(b) Although (แม้ว่า)

(c) Since (ตั้งแต่, เพราะว่า)

(d) When (เมื่อ)

10. _______________, Shirley thought Bill was Carol’s husband but later she realized (that) he wasn’t.

(______________ เชอร์ลีย์คิดว่าบิลเป็นสามีของแคโรล  แต่ต่อมาเธอก็ตระหนักถึงความจริงว่า  เขามิได้เป็น – สามีฯ)

(a) First (ประการแรก, ประการที่หนึ่ง)

(b) At first (ในตอนแรก)

(c) Firstly (ประการแรก, ประการที่หนึ่ง)

(d) First of all (เหนือสิ่งอื่นใดทั้งหมด)

ตอบข้อ (b) เนื่องจาก “ตอนแรก” คิดว่าเป็นอย่างนั้น  แต่ต่อมาก็รู้ความจริงว่าไม่ใช่  ส่วนตัวอย่างการใช้คำอื่น ได้แก่

              - There are many reasons why he has never succeeded.  First (Firstly), he is not determined enough to complete the work at hand.  Second (Secondly), he has a poor health.  Third (Thirdly), ………..)

        (มีเหตุผลหลายประการว่าทำไมเขาจึงไม่เคยประสบความสำเร็จ  ประการที่หนึ่ง เขาไม่มีความมุ่งมั่นเพียงพอที่จะทำงานในมือให้สำเร็จ  ประการที่สอง  เขามีสุขภาพไม่ดี  ประการที่สาม ....................)

              - First of all, I would like to introduce you to Mr. Kevil, our sales manager.

(เหนือสิ่งอื่นใด  ผมอยากแนะนำคุณให้รู้จักกับ คุณเควิล  ผู้จัดการฝ่ายขายของเรา)

             - First of all, we’ll try to find a place to live.

(เหนือสิ่งอื่นใด  เราจะพยายามหาที่อยู่ให้ได้)

11. A week passed ______________ we met again.

(หนึ่งสัปดาห์ผ่านไป _____________ เราได้พบกันอีก)

(a) because (เพราะว่า)

(b) although (แม้ว่า)

(c) however (อย่างไรก็ตาม)

(d) before (ก่อน, ก่อนที่)

12. A proper noun must begin with a ______________ letter.

(คำนามที่เป็นชื่อเฉพาะ – เช่น ชื่อคน เมือง ประเทศ -  จะต้องขึ้นต้นด้วยตัวอักษร _________ )

(a) big (ใหญ่)

(b) large (ใหญ่)

(c) small (เล็ก)

(d) capital (ตัวเขียนหรือตัวอักษรใหญ่) (นอกจากนั้น ยังหมายถึง เมืองหลวง, เงินทุน, พวกนายทุน, หัวเสา, ยอดเสา, สำคัญมาก, มีโทษถึงตาย)

ตอบข้อ (d) เนื่องจากข้อนี้มิได้หมายถึง ตัวอักษรที่มีขนาดใหญ่หรือเล็ก  แต่หมายถึง “อักษรใหญ่ ที่ใช้ขึ้นต้นคำนามที่เป็นชื่อเฉพาะ” เช่น Peter, Susan, Bangkok, Tokyo, London, New York, Thailand, Japan, the United Nations, the Ford Foundation (มูลนิธิฟอร์ด)   เป็นต้น

13. I _____________ saw this log myself.

(ผมเลื่อยท่อนซุง – ท่อนไม้ – ด้วยตัวผมเอง _____________ )

(a) did (จริงๆ, อย่างแท้จริง)

(b) have

(c) had

(d) (No word is needed.)

ตอบข้อ (a) เนื่องจากเป็นการนำกริยาพิเศษ (Do, Does, Did)  มานำหน้าคำกริยาทั่วไป เพื่อ “เน้นย้ำ” กริยาตัวนั้น ว่า “ทำเช่นนั้นจริงๆ” หรือ “เป็นเช่นนั้นจริงๆ”  ซึ่งเป็นการใช้ในประโยคบอกเล่า หรือประโยคขอร้องเชื้อเชิญ ทั้งนี้  คำกริยาที่ ตามหลัง  Do, Does, Did” จะ ต้องอยู่ในรูป “Infinitive without to” (Verb 1) เช่น

            - People do in fact make mistakes.

     (ผู้คนทำผิดกันจริงๆ – คือทำผิดกันเยอะเลย)

          - It does seem a bit cold in here.

       (มันดูเหมือนว่าหนาวจริงๆในที่นี้)

          - I did have a map somewhere but I must have lost it.

        (ผมมีแผนที่จริงๆอยู่ที่ไหนสักแห่ง  แต่ว่าผมคงทำมันหายแล้วละ)

          - I do agree with him.

      (ผมเห็นด้วยกับเขาจริงๆ)

          - They did get a bit worried about me.

      (เขาวิตกกังวลนิดหน่อยจริงๆเกี่ยวกับผม)

          - He does come every day.

      (เขามาทุกวันจริงๆ)

          - He did come yesterday.

          (เขามาเมื่อวานนี้จริงๆ)

          - You do play the piano well.

        (คุณเล่นเปียโนได้ดีจริงๆ)

          - Do come in, please.

       (เชิญเข้ามาข้างในเลยครับ)

14. I _______________ to buy a motor-car.

(ผม ________________________ ที่จะซื้อรถยนต์)

(a) have not money enough

(b) have not enough money (มีเงินไม่เพียงพอ)

(c) have no enough money

(d) have money not enough

ตอบข้อ (b) เนื่องจาก “Enough” ต้องอยู่หน้าคำนาม “Money” และนำหน้าด้วย “Have not” (Has not) เมื่อหมายถึง “ไม่มี

15. I don’t feel like ______________ now.

(ผมไม่รู้สึกอยาก ___________________ ในขณะนี้)

(a) eat

(b) eating (กิน)

(c) to eat

(d) to eating

ตอบข้อ (b) เนื่องจาก “Feel like” (อยาก, ต้องการ) ต้องตามด้วย “Gerund” (Verb + ing) สำหรับกลุ่มคำกริยาที่ต้องตามด้วย “Gerund” (Verb + ing)

หรือคำนาม  ได้แก่  avoid (หลีกเลี่ยง)  consider (พิจารณา) suggest (แนะนำ)  enjoy (สนุกสนาน)  finish (ทำเสร็จ)  appreciate (ยกย่อง, เห็นคุณค่า)  allow (อนุญาต) permit  (อนุญาต)  postpone (เลื่อนออกไป)  practice (ฝึกหัด, ฝึกซ้อม)  prohibit (ห้าม)  mind (รังเกียจ)  deny (ปฏิเสธ)  resist (ยับยั้ง, ระงับ)  recall (นึกได้, ระลึกได้)  resent (ไม่ชอบ, ไม่พอใจ)  cannot stand  (ทนไม่ได้)  admit (ยอมรับ)  delay (ประวิงเวลา)  confess  (สารภาพ)  imagine (นึกคิด, จินตนาการ)  cannot help (อดไม่ได้, ช่วยไม่ได้)  excuse  (ให้อภัย) forgive (ให้อภัย) dislike (ไม่ชอบ)  miss (พลาดโอกาส) discuss (ประชุมปรึกษาหารือ, อภิปราย, สาธยาย)   ตัวอย่างประโยค  เช่น

-        She enjoys reading novels. (เธอสนุกสนานกับการอ่านนวนิยาย)

-        I cannot stand listening to his complaints any more. (ผมทนการฟังข้อร้องเรียนของเขาไม่ไหวต่อไปอีกแล้ว)

-        We could not avoid meeting him. (เราไม่สามารถหลีกเลี่ยงการพบกับเขา)

-        They enjoyed listening to music. (พวกเขาสนุกกับการฟังดนตรี)

-         She dislikes talking a lot. (เธอไม่ชอบการพูดมาก)

-        Jim finished writing a report last night. (จิมเสร็จสิ้นการเขียนรายงานเมื่อคืนที่ผ่านมา)

-        The man admitted taking the bicycle. (นายคนนั้นยอมรับว่าเอารถจักรยานไป)

-        She is sorry that she missed meeting you. (เธอเสียใจว่าเธอพลาดโอกาสการได้พบคุณ)

-        They practice speaking French every day. (พวกเขาฝึกซ้อมการพูดภาษาฝรั่งเศสทุกวัน)

-        We consider buying a new home. (เราพิจารณาจะซื้อบ้านหลังใหม่)

-         They allow smoking in this room. (เขาอนุญาตให้สูบบุหรี่ในห้องนี้ได้)

-        Do you mind opening the window? (คุณรังเกียจที่จะเปิดหน้าต่างไหมครับ)

-        The teacher suggested working harder. (ครูแนะนำ (นักเรียน) ให้ขยันมากขึ้น)

16. He spends his money _____________ though he were a very rich man.

(เขาใช้จ่ายเงิน _____________________ เขาเป็นคนที่ร่ำรวยมาก)

(a) so much

(b) as (ประหนึ่งว่า, ราวกับว่า)

(c) very little

(d) (No word is needed.)

ตอบข้อ (b) เนื่องจาก  “As though” หรือ “As if” หมายถึง  “ประหนึ่งว่า, ราวกับว่า

17. The teacher is busy ______________ a book.

(ครูมีธุระยุ่งกับ _____________________ หนังสือ)

(a) to write

(b) having written

(c) writing (การเขียน)

(d) write

ตอบข้อ (c) เนื่องจากคำคุณศัพท์ “Busy”  (มีธุระยุ่งกับ)  และ “Worth”  (คุ้ม ค่า, ควรค่า) ต้องตามด้วย  “Gerund” (Verb + ing) เช่น

         - She is busy reading in the library.

    (เธอมีธุระยุ่งอยู่กับการอ่านหนังสือในห้องสมุด)

       - The book is worth reading.

      (หนังสือเล่มนี้ควรค่าต่อการอ่าน)

       - The film is worth watching.

        (หนังเรื่องนี้คุ้มค่าต่อการชม)

       - His sound morality was worth mentioning about.

       (คุณธรรม-จริยธรรมของเขาควรค่าต่อการกล่าวถึง)

18. They waited two hours for the bus.  ______________ they gave up and went home.

(พวกเขารอรถเมล์ ๒ ชั่วโมง, ________________ พวกเขาเลิกคอยและกลับบ้าน)

(a) However (อย่างไรก็ตาม)

(b) Unfortunately (โชคไม่ดี)

(c) Finally (ในที่สุด)

(d) Furthermore (ยิ่งไปกว่านั้น)

19. The scenery looks ______________ in December than in April.

(ภูมิประเทศ – ทิวทัศน์ – มีลักษณะ ____________________ ในเดือนธันวาคม กว่าเดือนเมษายน)

(a) far pleasant

(b) much more pleasant (น่ารื่นรมย์มากกว่ากันมาก)

(c) very pleasant

(d) much more pleasantly

ตอบข้อ (b) เนื่องจากการเปรียบเทียบ “ขั้นกว่า” (Comparative degree) ถ้าต้องการบอกว่า “มากกว่ามาก” เช่น  “ใหญ่กว่ามาก”  “เล็กกว่ามาก”  “หนาวกว่ามาก” ฯลฯ สามารถใช้ได้ ๒ คำ คือ “Much” และ “Far”  ห้ามใช้ “Veryสำหรับในข้อนี้ จะใช้  “far more pleasant” ก็ได้

                  ตัวอย่างอื่นๆ เช่น “much bigger” (ใหญ่กว่ามาก)  “much older” (แก่กว่ามาก) “much more important”  (สำคัญกว่ามาก)  “far smaller” (เล็กกว่ามาก)  “far thinner” (ผอมหรือบางกว่ามาก)  “far more beautiful” (สวยกว่ามาก)

20. Although he is wrong, __________________.

(แม้ว่าเขาจะเป็นฝ่ายผิด ____________________ )

(a) but everyone can’t help admiring him

(b) but everyone can’t help to admire him

(c) everyone can’t help admiring him (ทุกคนอดไม่ได้ที่จะยกย่องชมเชยเขา)

(d) almost everyone admire him (เกือบจะทุกคนยกย่องชมเชยเขา)

ตอบ ข้อ (c) เนื่องจาก  เมื่อใช้ “Although” แล้ว ไม่ต้องใช้ “But” อีก หรือ เมื่อใช้ “But” แล้ว  ไม่ต้องใช้ “Although” เช่น

-         He is wrong but everyone can’t help admiring him.

      สำหรับในข้อ ๒๐ อาจตอบข้อ (d) ก็ได้  แต่ต้องแก้เป็น “almost everyone admires him” (ต้องเติม “s” ที่ “admire”)

หมวดข้อสอบ TOEIC (ตอนที่ 35)

Part V : Sentence Completion(ส่วนที่ 5 :  การเติมประโยคให้สมบูรณ์)

Choose the best alternative to make a correct sentence.

(จงเลือกข้อที่ดีที่สุดเพื่อทำให้ประโยคมีความถูกต้อง)

1. I’ll try _______________ my best.

(ผมจะพยายาม ___________________ ดีที่สุด)

(a) to make

(b) to work

(c) to show

(d) to do (ทำ)

ตอบข้อ  (d) “Do one’s best” = “ทำดีที่สุด” และหลังกริยา “Try” ต้องตามด้วย “Infinitive with to” (To + verb 1) สำหรับกลุ่มคำกริยาที่ต้องตามด้วยinfinitive with to” (to + verb) ได้แก่  promise (สัญญา), offer (เสนอ), want (ต้องการ), hope (หวัง), plan (วางแผน), hesitate (รีรอ, ลังเลใจ), fail (ล้มเหลว), learn (เรียนรู้), expect (คาดหวัง), refuse (ปฏิเสธ), need (ต้องการ), dare (กล้า), claim (อ้าง), agree (ตกลง), demand (เรียกร้อง), wish (ปรารถนา), intend (ตั้งใจ), seem (ดูเหมือนว่า), resolve (ตกลงใจ), determine (ตัดสินใจ), decide (ตัดสินใจ), pretend (แสร้งทำ), afford (มีฐานะพอ, สามารถหามาได้), happen (บังเอิญ), appear (ดูเหมือนว่า), prove (พิสูจน์ว่า), ask (ขอร้อง), beg (ขอร้อง), choose (เลือก), manage (ประสบความสำเร็จ), hurry (เร่งรีบ), tend (มักจะชอบ), arrange (จัดแจง, เตรียมการ), care (สนใจ), come (มา)  ดังตัวอย่างประโยคข้างล่าง

-         They want to take a rest.

(พวกเขาต้องการพักผ่อน)

-         She expects to arrive there in time.

(เธอคาดหวังว่าจะไปถึงที่นั่นทันเวลา)

-         He pretended not to see me.

(เขาแสร้งทำเป็นไม่เห็นผม)

-         We decided to buy a new home.

(เราตัดสินใจซื้อบ้านใหม่)

-         He came to see me late at night.

(เขามาพบผมเวลากลางคืนตอนดึก)

-         We must learn to work hard and to save money.

(เราจะต้องเรียนรู้เรื่องการทำงานหนักและออมเงิน)

-         She refused to go out with him.

(เธอปฏิเสธที่จะออกไปข้างนอกกับเขา

-         She affords to buy an expensive car.

(เธอมีฐานะพอที่จะซื้อรถยนต์ราคาแพง)

-         They agreed to take a vacation this summer.

(พวกเขาตกลงที่จะเดินทางวันหยุดพักผ่อนหน้าร้อนนี้)

-         We wish to graduate in a few months and to get a job.

(เราปรารถนาที่จะเรียนจบในอีก ๒ – ๓ เดือนข้างหน้าและได้งานทำ)

-         He asked to play a role in the school play.

(เขาขอร้องที่จะแสดงในบทในละครของโรงเรียน)

-         They promised to come and they did come.

(พวกเขาสัญญาว่าจะมา และก็มาจริงๆ)

-         The team failed to win a place in the finals.

(ทีมนั้นไม่สามารถที่จะได้เข้ารอบสุดท้าย)

-         They hoped to meet their parents after separating with them for years.

(พวกเขาหวังจะได้พบกับพ่อแม่หลังจากแยกกับพ่อแม่เป็นเวลาหลายปี)

-         Did you manage to get anything to eat before you came?

(คุณประสบความสำเร็จ (สามารถ) หาอะไรกินก่อนมาที่นี่หรือเปล่า)

 

สำหรับวลีที่ใช้ “Do” และ “Make”  ได้แก่

Do

        - do one’s best (do his/her best) (ทำดีที่สุด)

        - do one’s duty (ทำหน้าที่ของตน)

        - do good (ทำดี)

        - do bad (ทำชั่ว)

        - do harm (ทำอันตราย)

        - do someone a favor (ช่วยเหลือคนอื่น)

        - do someone good (ทำให้รู้สึกดีขึ้น, ทำประโยชน์ให้)

        - do the right (wrong) thing (ทำในสิ่งที่ถูก-ผิด)

        - do duty (ทำหน้าที่)

        - do work (ทำงาน)

         - do things (ทำสิ่งต่างๆ)

      - do a lot of reading (อ่านหนังสือเยอะแยะ)

      - do your teeth (แปรงฟันของคุณ)

      - do the flowers (จัดดอกไม้)

      - do the cleaning (ทำความสะอาด)

      - do the washing up (ซักผ้า-ล้างจาน)

      - do the cooking (ปรุงอาหาร)

      - do nothing (ไม่ทำอะไร)

      - do something about a problem (ลงมือทำเพื่อพยายามแก้ปัญหา)

       - do something about immigration (แก้ปัญหาการอพยพ)

      - do all we can (ทำทุกอย่างที่เราสามารถทำได้)

      - There’s nothing I can do about it.

  (ไม่มีสิ่งใดที่ผมสามารถทำได้เกี่ยวกับมัน – คือช่วยอะไรไม่ได้)

      - That hat does nothing for you. (หมวกใบนั้นไม่เหมาะกับคุณ)

      - I wonder what his father does. (ผมสงสัยว่าพ่อเขาทำงานอะไร)

      - He didn’t do very well in his exam.

(เขาไม่ประสบความสำเร็จมากนักในการสอบ)

      - Do you do train bookings to London?

  (คุณให้บริการจองตั๋วรถไฟไปลอนดอนหรือเปล่า)

      - PWA does tap water for the public.

  (กปภ. ให้บริการน้ำประปาแก่ประชาชน)

      - do a subject (ศึกษาวิชาที่โรงเรียนหรือมหาวิทยาลัย)

       -   He can do 120 miles per hour in that car. (เขาสามารถทำเวลาได้ ๑๒๐ ไมล์ต่อชั่วโมงในรถคันนั้น)

       - This pen will do. (ปากกาด้ามนี้ก็ใช้ได้แล้ว – เพียงพอแล้ว)

     - Two thousand dollars will do me very well.

      (เงิน ๒,๐๐๐ เหรียญพอเพียงกับความต้องการของผมเป็นอย่างดี)

       - What did you do with the keys?

    (คุณเอากุญแจไปเก็บไว้ที่ไหน)

      - What did you do with that Baht 500 I gave you?

(คุณเอาเงิน ๕๐๐ บาทที่ผมให้ไปทำอะไร)

      - What can I do for you? (ผมจะช่วยอะไรคุณได้บ้าง)

      - How are you doing? (คุณสบายดีหรือครับ)

      - How do you do” (ใช้พูดทักทายเมื่อตอนพบกัน  อีกฝ่ายหนึ่งก็จะตอบว่า  “How do you do?” เช่นเดียวกัน)

      - This book has (หรือ is) to do with married life.

   (หนังสือเล่มนี้เกี่ยวกับชีวิตการแต่งงาน)

    - Easier said than done. (พูดง่ายกว่าทำ – เป็นสุภาษิต)

    - make do (อยู่แบบถูไถ หรือ ใช้ – เงิน, สิ่งของ – เท่าที่มีไปพลางๆก่อน หรือแก้ขัดไปก่อน)

(I have only Baht 100.  It is not much but I have to make do with it. - ) (ผมมีเงินแค่ ๑๐๐ เดียว  มันไม่มาก แต่ผมก็ต้องถูไถไปกับเงินจำนวนนี้)

(He had no hammer to use with the nails but he could make do with this stone. -  ) (เขาไม่มีค้อนที่จะใช้ตีตะปู  แต่เขาสามารถใช้หินก้อนนี้ (ตอก) แทนค้อนแก้ขัดไปก่อน)

      - dos and don’ts (สิ่งที่ต้องทำและห้ามทำ)

(There are plenty of dos and don’ts in this contract.

 (มีสิ่งที่ต้องทำและห้ามทำมากมายในสัญญานี้)

      - do homework (housework) (ทำการบ้าน-งานบ้าน)

      - do crossword puzzles (ทำปริศนาอักษรไขว้)

      - do the exercise (ออกกำลัง)

      - do the bedroom (จัดห้องนอน)

      - do away with (กำจัด, ทำลาย)

       -  do the shopping (ไปซื้อของ-ช้อปปิ้ง)

        -  do business (ทำธุรกิจ)

      - have something to do with (มีส่วนเกี่ยวข้องกับ)

      - have nothing to do with (ไม่มีส่วนเกี่ยวข้องกับ)

Make

-         make a mistake (ทำผิด)

-         make a noise (ทำเสียงดัง)

-         make a speech (กล่าวสุนทรพจน์)

-         make a hole (เจาะรู)

-         make beds (สร้างเตียง)

-         make the beds (จัดเตียง, ปูเตียง)

-         be made of gold (ทำด้วยทอง) (สามารถเห็นทองในสภาพเดิม)

-         be made from wheat(ทำมาจากข้าวสาลี) (แปรสภาพมาแล้ว ดูไม่ออกว่ามาจากข้าวสาลี  เพราะกลายเป็นขนมปังแล้ว)

-         a car (which was) made in China (รถผลิตในญี่ปุ่น)

-         a Japanese-made car (รถผลิตในญี่ปุ่น)

-         make a choice (เลือก)

-         make a discovery (ค้นพบ)

-         make a statement (พูด, กล่าว)

-         make a decision (ตัดสินใจ)

-         make a suggestion (แนะนำ)

-         make an announcement (ประกาศ)

-         make up (กุเรื่อง, แต่งหน้า)

-         make up for (ชดเชย)

-         make out (เข้าใจ)

-         make you a good secretary (เป็นเลขาฯที่ดีของคุณ)

-         make a good doctor (เป็นหมอที่ดี)

-         sixty minutes make an hour (๖๐ นาทีเป็น ๑ ชั่วโมง)

-         two and two make four (๒ บวก ๒ เป็น ๔)

-         make a fool of oneself (หลอกตัวเอง, ทำให้ตัวเองดูเป็นไอ้โง่)

 2. There was a ________________ of water in the north.

(มี _____________________ น้ำในภาคเหนือ)

(a) short (ขาดแคลน, สั้น, เตี้ย)

(b) shortness (ความสั้น, ความเตี้ย)

(c) shortage (ความขาดแคลน)

(d) shortest (สั้นหรือเตี้ยที่สุด)

3. The food ______________ by my mother tastes better than anyone else’s. (อาหารซึ่ง _____________________ โดยแม่ของผม  มีรสชาติดีกว่า (อาหาร) ของคนอื่นใด)

(a) is cooked

(b) was cooked

(c) cooking

(d) cooked (ถูกปรุง)

ตอบข้อ (d) เนื่องจากลดรูปมาจากอนุประโยค “which (that) is cooked by my mother

4. I want to be _______________ you are.

(ผมต้องการ ______________________ ที่คุณสูง)

(a) quite so tall as

(b) so tall that

(c) so tall as

(d) as tall as (สูงเท่ากับ, สูงเท่ากัน)

ตอบข้อ  (d) เนื่องจาก “As…………..as” (........เหมือนกันกับ, ...........เท่ากันกับ) ใช้ได้ทั้งในประโยคบอกเล่าและปฏิเสธ  ส่วน “So…………as” (......... เหมือนกันกับ, ............ เท่ากันกับ) ใช้ในประโยคปฏิเสธพียงอย่างเดียว (ห้ามใช้ในประโยคบอกเล่า) เช่น

     - He is as clever as his brother.

   (เขาฉลาดเท่าๆกับพี่ชาย)

     - She is not as beautiful as her sister.

   (เธอไม่สวยเท่ากับน้องสาว)

     - Jim was not as (so) hard-working as his colleagues.

   (จิมไม่ขยันเท่าๆกับเพื่อนร่วมงาน)

***** (ห้ามใช้)  We are so diligent as our neighbors. (ปฏิเสธ)

      (เราเพียรพยายามเท่าๆกับเพื่อนบ้านของเรา)

  ******   (ต้องใช้)   They are as economical as we are. (บอกเล่า)

       (พวกเขาประหยัดเท่าๆกับพวกเรา)

5. I need to get _____________________.

(ผมต้องการ _________________________ )

(a) polishing my shoes

(b) my shoes polishing

(c) my shoes polished (ขัดรองเท้า – แปลตรงๆ คือ ให้รองเท้าถูกขัด หรือให้คนอื่นขัดรองเท้าให้)

(d) polished my shoes

ตอบข้อ (c)  สำหรับรายละเอียดการใช้โครงสร้าง “Get (have) something done by someone” (ให้อะไรถูกทำโดยใคร) หรือ “Have someone do something” (= Get someone to do something)  (ให้ใครทำอะไร)              มีดังนี้ คือ

1. subject + have + someone + do + something (กรรมของ  verb “do”)

2. subject + get + someone + to do + something (กรรมของ verb “do”)

(ประธาน  +  ใช้ให้  +   ใครบางคน  +   ทำ (กริยาอะไรก็ได้)  +  บางสิ่งบางอย่าง)

            ทั้ง ๒ โครงสร้างข้างบน ถือว่าอยู่ในรูปของ “Active voice” เนื่องจากประธานเป็นผู้ใช้ให้ใครบางคนไปทำอะไรบางอย่าง

ดังตัวอย่างประโยคข้างล่าง

-         He had the doctor examine his eyes.

(เขาให้หมอตรวจตา)

-         He got the doctor to examine his eyes.

(เขาให้หมอตรวจตา)

-         She has her maid wash her car every day.

(เธอให้สาวใช้ล้างรถทุกวัน)

-         She gets her maid to wash her car every day.

(เธอให้สาวใช้ล้างรถทุกวัน)

-         We had our neighbors clean our house last week.

(เราให้เพื่อนบ้านทำความสะอาดบ้านของเราสัปดาห์ที่แล้ว)

-         We got our neighbors to clean our house last week.

(เราให้เพื่อนบ้านทำความสะอาดบ้านของเราสัปดาห์ที่แล้ว)

                    อย่างไรก็ตาม ถ้าต้องการใช้ในรูป “passive voice” คือ {Subject + have (get)    + something + done + (by someone)}   {(ประธาน  ใช้ให้บางสิ่ง  ถูกกระทำ (กริยาอะไรก็ได้ อยู่ในช่องที่ ๓)  +  (โดยบางคน)}  ในกรณีนี้  ทั้ง “have และ “get”  ในโครงสร้างแบบนี้  จะใช้ในรูปประโยคที่เหมือนกันทุกประการ ดังตัวอย่าง

-         He had his eyes examined (by the doctor).

(ถ้าแปลตรงๆตัว คือ “เขาให้ตาถูกตรวจโดยหมอ” แต่ในภาษาไทยไม่นิยมพูดแบบนี้ โดยนิยมพูดแต่เพียงว่า “เขาไปตรวจตา”)

-         He got his eyes examined (by the doctor).

(เขาไปตรวจตา)

-         She has her car washed (by her maid) every day.

(เธอล้างรถทุกวัน)

-         She gets her car washed (by her maid) every day.

(เธอล้างรถทุกวัน)

-         We had our house cleaned (by our neighbors) last week.

(เราทำความสะอาดบ้านสัปดาห์ที่แล้ว)

-         We got our house cleaned (by our neighbors) last week.

(เราทำความสะอาดบ้านสัปดาห์ที่แล้ว)

6. I saw the coach on the field after the game, and he seemed _________________.

(ผมเห็นผู้ฝึกสอนที่สนามหลังการแข่งขัน  และเขาดูเหมือนว่า _______________ )

(a)   real angry

(b)  angrily

(c)   anger

(d)  angry (โกรธ)

ตอบข้อ (d)  เนื่องจาก “Seem + adjective” เนื่องจากหลังกลุ่มคำกริยาต่อไปนี้ (look, feel, become, grow, get, seem, appear, taste, prove, sound, remain, turn)  แม้จะไม่ต้องมีกรรมมารับโดยตรง  แต่ก็ต้องอาศัยคำหรือกลุ่มคำอื่นมาช่วยขยายตามหลังมัน  เพื่อให้ได้ใจความชัดเจนขึ้น  คำที่มาขยายคำกริยาเหล่านี้มิได้เป็นกรรม (object) แต่มาช่วยทำให้กริยามีความหมายดีขึ้น หรือทำให้ประธานของประโยคมีใจความสมบูรณ์  คำที่ตามหลังคำกริยาประเภทนี้จะอยู่ในรูปคำคุณศัพท์  (Adjective) เท่านั้น  มิใช่คำกริยาวิเศษณ์ (Adverb)  ทั้งนี้  เราเรียกส่วนขยายคำกริยาพวกนี้ว่า “Subjective Complement”หมายถึง “ตัวขยายอกรรมกริยา  เพื่อให้ประธานของประโยคมีใจความสมบูรณ์”  และเรียกกริยาประเภทนี้ว่าLinking Verb”  คือช่วยเชื่อมระหว่าง ประธานของประโยค  และ ส่วนที่มาขยายคำกริยา  เพื่อทำให้ประโยคมีใจความสมบูรณ์  ดังตัวอย่างประโยคข้างล่าง

     - She felt good after a long sleep.

       (เธอรู้สึกสบายดีหลังจากนอนหลับยาว)

     - He looked happy when his friends came to see him.

     (เขาดูท่าทีมีความสุข  เมื่อเพื่อนมาเยี่ยม)

     - The milk in that glass tasted sour.

     (นมในแก้วใบนั้นมีรสเปรี้ยว)

     - They seem tired after a hard day’s work.

(พวกเขาดูเหมือนเหนื่อย  หลังจากทำงานตรากตรำมาทั้งวัน)

                     (อธิบายเพิ่มเติม)  คำที่ตามหลังคำกริยาจำพวก “linking verb ได้แก่   be (is, am, are, was, were) (เป็น, อยู่, คือ), become, seem (ดูเหมือนว่า), appear (มีลักษณะท่าทาง), feel (รู้สึก), get, grow, keep, look (มีท่าทาง), smell (มีกลิ่น), sound, taste (มีรสชาติ), turn (กลายเป็น) จะต้องเป็นคำคุณศัพท์ (adjective) เสมอ เช่น

-        Tom became rich. (ทอมร่ำรวยขึ้นมา)

-        Ann seems happy. (แอนดูเหมือนว่าจะมีความสุข)

-         Jim felt cold.  (จิมรู้สึกหนาว)

-        He got/grew impatient. (เขารู้สึกกระวนกระวาย)

-        The idea sounds interesting. (ความคิดนี้ดูน่าสนใจ)

-        She looked calm. (เธอมีอาการสงบ)

-        He turned pale.  (เขาตัวซีด หรือหน้าซีด)

-        The soup tasted sweet. (ซุปมีรสหวาน)

7. He is one of those who ________________ money.

(เขาเป็นหนึ่งในบรรดาผู้คนซึ่ง ______________ เงิน)

(a) enjoys to spend

(b) enjoys spending

(c) enjoy to spend

(d) enjoy spending (สนุกสนานกับการใช้จ่าย)

ตอบข้อ  (d) ต้องใช้กริยา “enjoy” ตาม “those”   ส่วน “Enjoy + verb + ing” เนื่องจากโครงสร้าง “One of those (หรือ the + noun พหูพจน์) + who + verb พหูพจน์ (เช่น  are, have, play, eat )กล่าวคือ  ต้องใช้กริยาให้สอดคล้องกับ “those” หรือ  “นามพหูพจน์” เช่น

      - Jim is one of the passengers who were killed in the accident.

(จิมเป็นผู้โดยสารคนหนึ่งที่ตายในอุบัติเหตุ)

     - Tom is one of the students who are awarded a scholarship.

(ทอมเป็นนักเรียนคนหนึ่งที่ได้รับทุนการศึกษา)

     - She is one of the girls who have been admitted to the university. (เธอเป็นเด็กหญิงคนหนึ่งที่ได้รับเข้าเรียนในมหาวิทยาลัย)

            สำหรับคำกริยาที่ต้องตามด้วย “gerund” (verb + ing) หรือคำนาม  ได้แก่  avoid (หลีกเลี่ยง)  consider (พิจารณา) suggest (แนะนำ)  enjoy (สนุกสนาน)  finish (ทำเสร็จ)  appreciate (ยกย่อง, เห็นคุณค่า)  allow (อนุญาต) permit  (อนุญาต)  postpone (เลื่อนออกไป)  practice (ฝึกหัด, ฝึกซ้อม)  prohibit (ห้าม)  mind (รังเกียจ)  deny (ปฏิเสธ)  resist (ยับยั้ง, ระงับ)  recall (นึกได้, ระลึกได้)  resent (ไม่ชอบ, ไม่พอใจ)  cannot stand  (ทนไม่ได้)  admit (ยอมรับ)  delay (ประวิงเวลา)  confess  (สารภาพ)  imagine (นึกคิด, จินตนาการ)  cannot help (อดไม่ได้, ช่วยไม่ได้)  excuse  (ให้อภัย) forgive (ให้อภัย) dislike (ไม่ชอบ)  miss (พลาดโอกาส) discuss (ประชุมปรึกษาหารือ, อภิปราย, สาธยาย)   ตัวอย่างประโยค  เช่น

-        She enjoys reading novels. (เธอสนุกสนานกับการอ่านนวนิยาย)

-        I cannot stand listening to his complaints any more. (ผมทนการฟังข้อร้องเรียนของเขาไม่ไหวต่อไปอีกแล้ว)

-        We could not avoid meeting him. (เราไม่สามารถหลีกเลี่ยงการพบกับเขา)

-        They enjoyed listening to music. (พวกเขาสนุกกับการฟังดนตรี)

-         She dislikes talking a lot. (เธอไม่ชอบการพูดมาก)

-        Jim finished writing a report last night. (จิมเสร็จสิ้นการเขียนรายงานเมื่อคืนที่ผ่านมา)

-        The man admitted taking the bicycle. (นายคนนั้นยอมรับว่าเอารถจักรยานไป)

-        She is sorry that she missed meeting you. (เธอเสียใจว่าเธอพลาดโอกาสการได้พบคุณ)

-        They practice speaking French every day. (พวกเขาฝึกซ้อมการพูดภาษาฝรั่งเศสทุกวัน)

-        We consider buying a new home. (เราพิจารณาจะซื้อบ้านหลังใหม่)

-         They allow smoking in this room. (เขาอนุญาตให้สูบบุหรี่ในห้องนี้ได้)

-        Do you mind opening the window? (คุณรังเกียจที่จะเปิดหน้าต่างไหมครับ)

-        The teacher suggested working harder. (ครูแนะนำ (นักเรียน) ให้ขยันมากขึ้น)

8. This book as well as that one ______________ assigned as outside reading.

(หนังสือเล่มนี้  รวมทั้งเล่มนั้น __________________ มอบหมายให้เป็นหนังสืออ่านนอกเวลาเรียน)

(a) being

(b) will

(c) has been (ถูก, ได้รับ)

(d) have

ตอบข้อ (c)  เนื่องจากประหลายตัวเชื่อมด้วยคำต่อไปนี้  ให้ใช้ “Verb” ตามประธานตัวหน้า (นอกจากนี้ “has been” เป็นกริยาเพียงข้อเดียวที่อยู่ในรูป Passive voice”   (ถูกมอบหมาย)  และใช้ตามประธานตัวหน้า “This book

          (as well as, with, together with, including, along with = รวมทั้ง, besides, in addition to = นอกจาก, but = แต่, except = ยกเว้น, no less than = รวมถึง, รวมทั้ง, excluding = ไม่นับ, accompanied by = ติดตามโดย, not = ไม่ใช่, like = เช่นเดียวกัน) ดังตัวอย่างประโยคข้างล่าง  ซึ่งทุกข้อใช้กริยาตามประธานที่อยู่ข้างหน้าคำเชื่อม

        - The manager, along with his secretary, was held responsible for the mismanagement of the fund.

(ผู้จัดการ  รวมทั้งเลขาฯของเขา  ถูกถือว่ารับผิดชอบต่อการบริหารเงินกองทุนที่ผิดพลาด)

        - Currently, young men with technical education are well paid because of the demand for highly skilled workmen.

(ปัจจุบัน  คนหนุ่มที่มีการศึกษาด้านเทคนิค  ได้ค่าจ้างงาม  เนื่องจากความต้องการคนงานที่มีทักษะสูง)

        - My dog as well as my cat eats twice a day.

(หมาของผม  รวมทั้งแมว  กินอาหารวันละ ๒ มื้อ)

        - The boy with his dog is here.

(เด็กชาย  รวมทั้งหมาของเขา  อยู่ที่นี่แล้ว)

        - Jim as well as I spends a great deal of time swimming.

(จิม  รวมทั้งผม  ใช้เวลามากมายในการว่ายน้ำ)

        - A football game, with its color, excitement and struggles always fascinates me.

(กีฬาฟุตบอล  รวมทั้งสีสัน  ความตื่นเต้น  และการต่อสู้  มักทำให้ผมหลงใหลเสมอ)

9. Tim expects to graduate from the university _______________ next month.

 (ทิมคาดหวังว่าจะจะการศึกษาจากมหาวิทยาลัย ______________ เดือนหน้า)

(a) by (ราวๆเวลา, ก่อน)

(b) in

(c) at

(d) on

10. _______________ for your help, I would never have done it.

(__________________ เป็นเพราะความช่วยเหลือของคุณ  ผมคงไม่มีทางทำมันได้)

(a) Unless

(b) Without

(c) Had it not been (ถ้ามันมิใช่)

(d) If it should not have been

ตอบข้อ (c) เนื่องจากเป็น “If clause” แบบที่ ๓  (ไม่เป็นจริงในอดีต) คือเหตุการณ์เกิดตรงกันข้ามกับข้อความในประโยค  โดยแปลงรูปมาจาก “If it had not been”  ทั้งนี้  ความจริงที่เกิดขึ้น คือ  “เพราะคุณช่วยเหลือผม  ผมเลยทำได้สำเร็จ”  (ดูเพิ่มเติม “If clause” แบบที่ ๓ ใน หมวดข้อสอบ TOEIC ตอนที่ ๔ ข้อ ๑ และ ตอนที่ ๑๗ ข้อ ๒  และดูการแปลงรูปของ  “If clause” แบบที่ ๓ เช่น “If he had listened to my advice = Had he listened to my advice” (ถ้าเขาได้ฟังคำแนะนำของผม)  ในหมวดข้อสอบ TOEIC ตอนที่ ๒๔ ข้อ ๗)

          สำหรับข้อ (a)  ก็ใช้ได้  แต่ต้องแก้เป็น  Unless it had been” หรือตอบข้อ (b) แต่ต้องแก้เป็น Without your help

11.He is so poor that he has no ________________ to wear.

(เขายากจนมากจนกระทั่ง  เขาไม่มี ___________________ จะสวมใส่)

(a) cloth (ผ้าเป็นชิ้นๆ)

(b) cloths (ผ้าหลายๆชิ้น)

(c) clothes (เสื้อผ้า, เครื่องนุ่งห่ม – เป็นพหูพจน์เสมอ)

(d) clothe (เป็นคำกริยา หมายถึง สวมเสื้อผ้า, แต่งตัว)

12. _______________ you travel in ideal weather, sea journeys take a long time.

(_________________ คุณเดินทางในสภาพอากาศที่ดีเยี่ยม  การเดินทางทางทะเลใช้เวลานาน)

(a) Even (แม้กระทั่ง, แม้แต่)

(b) If (ถ้า)

(c) Even if (ถึงแม้ว่า, แม้ว่า)

(d) If even

ตอบข้อ (c) “Even if = even though = though = although” (แม้ว่า, ถึงแม้ว่า)  สำหรับ “Even” ใช้ดังนี้  คือ

       - The hotel had everything.  There was even a swimming pool.

  (โรงแรมมีทุกสิ่งทุกอย่าง  มีแม้กระทั่งสระว่ายน้ำ)

       - She liked him even when she was quarreling with him.

   (เธอชอบเขา แม้กระทั่งตอนที่เธอกำลังทะเลาะกับเขา)

       - I will give the details to no one, not even to you.

    (ผมจะไม่ให้รายละเอียดกับใคร  ไม่ให้แม้กระทั่งคุณ)

       - No one dared even to whisper. (ไม่มีใครกล้า (พูด) แม้กระทั่งกระซิบ)

       - Tomorrow might be even better.

     (พรุ่งนี้อาจจะแม้กระทั่งดีกว่า – เปรียบเทียบกับสิ่งที่ผมเพิ่งจะพูดมา)

       - People seemed content, even happy.

     (ผู้คนดูเหมือนว่าพึงพอใจ  ถึงขนาดมีความสุขเลยทีเดียว)

13. The burglar left the house __________________.

(เจ้าหัวขโมยย่องเบา-งัดแงะ  ออกจากบ้านไป _________________ )

(a) with hurry

(b) with a hurry

(c) in a hurry (ด้วยความรีบเร่ง)

(d) hurrily

ตอบข้อ  (c) สำหรับข้อ (d) ก็ใช้ได้  แต่ต้องแก้เป็น “hurriedly” (เฮ้อ-รีด-ลี่) – อย่างรีบเร่ง-รีบร้อน-ฉุกละหุก-ด่วน

14. The mirror was broken __________________.

(กระจกถูกทำแตก _____________________ )

(a) with accident

(b) by accident (โดยอุบัติเหตุ – มิใช่เจตนาหรือตั้งใจทำ)

(c) from accident

(d) in accident

ตอบข้อ (b) สำหรับข้อ (d) ก็ใช้ได้ แต่ต้องแก้เป็น “in an accident(ดูรายละเอียดการใช้ “IN” ใน หมวดข้อสอบ TOEIC ตอนที่ ๑๐ ข้อ ๑๗  และ การใช้ BY”  ใน หมวดข้อสอบ TOEIC ตอนที่ ๓๒ ข้อ ๑๑)

15. There were large rooms with _______________in the house.

(มีห้องใหญ่หลายห้อง พร้อมทั้ง ___________________ ในบ้าน)

(a) beautiful decorating walls

(b) beautifully decorating walls

(c) beautifully decorated walls (ฝาผนังที่ตกแต่ง-ประดับประดาอย่างสวยงาม)

(d) beautiful decorated walls

ตอบข้อ (c) ต้องใช้ “decorated” เนื่องจาก “ถูกตกแต่งประดับประดา”  และต้องใช้ “beautifully” เพราะขยายกริยา “decorated” จึงต้องเป็นกริยาวิเศษณ์

(Adverb) 

หมวดข้อสอบ TOEIC (ตอนที่ 34)

1. The text book _____________________.

(ตำรา ________________________)

(a) Prof. Moore wrote it is terrifying

(b) which Prof. Moore wrote it is terrifying

(c) which Prof. Moore wrote is terrifying (ซึ่งโปรเฟสเซอร์มัวเขียนน่าหวาดกลัว – สยองขวัญ)

(d) which Prof. Moore wrote is terrified

ตอบข้อ (c) เนื่องจากอนุประโยค“which Prof. Moore wrote”ซึ่งอยู่ในรูป “Adjective clause” ทำหน้าที่ขยายคำนามซึ่งเป็นประธานของประโยค (The text book) โดยมีประโยคใหญ่ (Main clause)คือ “The text book is terrifying.”ทั้งนี้  ยังสามารถเลือกใช้รูปแบบอื่นๆ ได้อีก เช่น

     - that Prof. Moore wrote is terrifying

     - Prof. Moore wrote is terrifying (สามารถต้ด “which” หรือ “that” ทิ้งได้ เนื่องจากเป็นกรรมของอนุประโยค คือ เป็น “หนังสือซึ่งถูกโปรเฟสเซอร์มัวร์เขียน”)

     - which (that) is written by Prof. Moor is terrifying (อยู่ในรูป “Passive voice”)

     - written by Prof. Moore is terrifying (เป็นการลดรูปอนุประโยค ซึ่งอยู่ในรูป “Passive voice”โดยการตัด “which is” หรือ “that is” ทิ้งไป)

สำหรับการใช้คำกริยา “Terrify”(ทำให้หวาดกลัว-ตกใจ-สยองขวัญ)  และ  Terrifying”(น่าหวาดกลัว-สยองขวัญ)  และ “Terrified” (มีความรู้สึกหวาดกลัว-สยองขวัญ)  รวมทั้งคำกริยาประเภทเดียวกัน  ให้ดูคำอธิบายใน  หมวดข้อสอบ  TOEIC ตอนที่ ๘ ข้อ ๘)

2. All of a ____________ the light went out.

(ในทันใดนั้น  ไฟฟ้าก็ดับวูบลง)

(a) sudden (ทันที, ทันใด, ฉับพลัน – เป็นคำคุณศัพท์)

(b) suddenly (ในทันทีทันใด– เป็นกริยาวิเศษณ์)

(c) suddenness (ความทันทีทันใด, ความฉับพลัน – เป็นคำนาม)

(d) suddening

ตอบข้อ (a) เนื่องจาก “All of a sudden” เป็นสำนวน หมายถึง “ในทันทีทันใด”  “เกิดขึ้นอย่างรวดเร็วมากและคาดไม่ถึง”  “เกิดขึ้นอย่างฉับพลัน

3. In Britain the maximum period that a government can remain _________ office is five years.

(ในอังกฤษ  ระยะเวลาสูงสุดที่รัฐบาลจะสามารถอยู่ ____________________ตำแหน่งได้ คือ ๕ ปี)

(a)   at

(b)  by

(c)    in (ใน)

(d)  with

4. In written English you are ________________ he is.

(ในภาษาอังกฤษแบบภาษาเขียน  คุณทำได้ ___________________เขา)

(a) so good as

(b) as good as (ดีเท่าๆกับ, ดีพอๆกันกับ)

(c) good as

(d) so good that

ตอบข้อ (b)  (ดูคำอธิบายเรื่อง “As good as” และ “So good as” ใน หมวดข้อสอบ TOEIC ตอนที่ ๓๓ ข้อ ๑๖)

5. They went home and watched television.  _____________ they went to bed.

(พวกเขากลับบ้านและดูทีวี_________________พวกเขาก็เข้านอน)

(a) In addition (นอกเหนือจากนั้น)

(b) However (อย่างไรก็ตาม)

(c) Later (ต่อมา)

(d) As a result (ผลที่ตามมา คือ)

ตอบข้อ (c) เนื่องจากเป็นการเรียงเหตุการณ์ตามลำดับเวลา (กลับบ้าน-ดูทีวี-เข้านอน)

6. ______________, but also German.

(__________________  แต่ (ยังเรียน) ภาษาเยอรมันด้วย)

(a) Not only Jim learns English

(b) Jim not only learns English

(c) Jim learns not only English (จิมเรียนรู้ไม่เฉพาะแต่ภาษาอังกฤษ)

(d) Jim doesn’t learn only English

ตอบข้อ (c) เป็นการใช้ “คำคู่”   สังเกตจาก “but also” อยู่หน้า “German”, not only”ก็ต้องอยู่หน้า “English” เพื่อให้สมดุลกัน (ดูเพิ่มเติมการใช้ “คำคู่Not only…………..but also” และอื่นๆ ใน หมวดข้อสอบ TOEIC ตอนที่ ๓ ข้อ ๑๐)  (และดูโครงสร้างเมื่อนำ “Not only” ขึ้นมาไว้หน้าประโยค {Not only + verb (พิเศษ)  + subject + verb (แท้)}  เพื่อต้องการจะเน้นย้ำว่า “ไม่เพียงแต่ (จะทำอย่างนี้ หรือเป็นแบบนี้)  แต่ยัง (ทำอย่างนั้นหรือเป็นแบบนั้นด้วย)” ใน หมวดข้อสอบ TOEIC ตอนที่ ๔ ข้อ ๒๙)

7. ______________ the second time, the snake died.

(________________  เป็นครั้งที่ ๒  งูตาย)

(a) Beat

(b) Beating (ตี)

(c) Beaten (ถูกตี)

(d) To beat

ตอบข้อ (c) เนื่องจากประธานของประโยค (the snake) เป็นผู้ถูกกระทำ (ถูกตี) จึงต้องใช้กริยาช่องที่ ๓ ขึ้นต้นประโยค (ดูเพิ่มเติม การใช้ “Verb + ing” และ Verb 3” ขึ้นต้นประโยค โดยขยายประธานที่อยู่ข้างในประโยค (หลังเครื่องหมาย คอมม่า)  เพื่อแสดง “Active voice” และ “Passive voice”(ตามลำดับ)  ใน หมวดข้อสอบ Error Detection ตอนที่ ๘ ข้อ ๘)

8. I wish today ______________ a holiday.

(ผมปรารถนาว่าวันนี้ ________ วันหยุด)

(a) is

(b) be

(c) being

(d) were (เป็น)

ตอบข้อ (d) เนื่องจากเมื่อใช้ “Wish” แสดงความปรารถนา “ตรงข้ามกับความเป็นจริง” จะต้องใช้รูป “Subject + wish + that + subject + verb) แต่ that” มักจะละไว้เสมอ (ไม่เขียนลงในประโยค)  (เรียกการใช้โครงสร้างแบบนี้ว่า  

Past subjunctive”) โดยมีหลัก คือ

·      ถ้าตรงข้ามกับความจริงในปัจจุบัน  ให้ใช้ “Verb เป็น “Past simple” (Verb 2) (สำหรับ “Verb to be”  ใช้ “Were”  กับประธานทุกตัว)

- She wishes today were her birthday.

(เธอปรารถนาว่า  วันนี้เป็นวันเกิดของเธอ – แต่จริงๆแล้วไม่ใช่)

- I wish my uncle were here now.

(ผมปรารถนาว่า  ลุงของผมอยู่ที่นี่ในขณะนี้ – แต่จริงๆแล้วไม่ได้อยู่)

- He wishes his father were a millionaire (now).

(เขาปรารถนาว่า  พ่อของเขาเป็นเศรษฐี – แต่จริงๆแล้วไม่ได้เป็น)

- I wish I had a bigger house (now).

(ผมปรารถนาว่าผมมีบ้านหลังใหญ่กว่านี้ – แต่จริงๆแล้วมีบ้านหลังเล็ก)

- They wish they could speak Japanese (now).

(พวกเขาปรารถนาว่า สามารถพูดภาษาญี่ปุ่นได้ – แต่จริงๆแล้วพูดไม่ได้)

·      ถ้าตรงข้ามกับความจริงในอดีต  ให้ใช้ “Verb”เป็น “Past perfect (Had + verb 3) เช่น

- I wish yesterdayhad been a holiday.

(ผมปรารถนาว่า  เมื่อวานนี้เป็นวันหยุด – แต่จริงๆแล้วไม่ได้เป็น)

-She wishes her father had been a millionaire (last year). (เธอปรารถนาว่า  พ่อของเธอเป็นเศรษฐี  (เมื่อปีที่แล้ว) – แต่จริงๆแล้วไม่ได้เป็น)

-He wished he had been a bird (a long time ago).

(เขาปราถนาว่า  เขาเป็นนก (เมื่อนานมาแล้ว) – แต่จริงๆแล้วไม่ได้เป็น)

-I wish my uncle had been here yesterday.

(ผมปรารถนาว่า  ลุงของผมอยู่ที่นี่เมื่อวานนี้ – แต่จริงๆแล้วไม่ได้อยู่)

·      ถ้า “Wish” ใช้กับอนาคต  (Future) ให้ใช้ “Verb” เป็น “Would”“Should”  “Could”  “Might”ความหมาย คือ คงไม่เกิดเหตุการณ์ตามที่ปรารถนา  หรือมีโอกาสเกิดขึ้นได้ยาก เช่น

- I wish my wife would be here tomorrow.

(ผมปรารถนาว่า  ภรรยาของผมอยู่ที่นี่ในวันพรุ่งนี้– แต่จริงๆแล้วคงไม่ได้อยู่ หรือมีโอกาสเกิดขึ้นได้น้อยมาก)

- She wishes she could come to my party next week.

(เธอปรารถนาว่า  เธอสามารถมางานเลี้ยงของผมสัปดาห็หน้า – แต่จริงๆแล้วคงไม่ได้มา  หรือมีโอกาสเกิดขึ้นน้อยมาก)

- They wish they would graduate from the university next semester.(พวกเขาปรารถนาว่า  จะเรียนจบจากมหาวิทยาลัยในเทอมหน้า – แต่คงจะไม่จบ หรือมีโอกาสเกิดขึ้นน้อยมาก)

อย่างไรก็ตาม  เมื่อใช้ “Wish” แสดงความปรารถนาในแบบปกติธรรมดา จะมีโครงสร้าง“Wish + to + verb 1” ซึ่งความปรารถนาดังกล่าวอาจจะเป็นจริงหรือไม่เป็นจริงก็ได้ เช่น

- They wish to meet their friends again next year.

(พวกเขาปรารถนาจะได้พบเพื่อนอีกในปีหน้า)

- She wishes to leave now.

(เธอปรารถนาจะจากไปในตอนนี้)

- He wishes to visit London next month.

(เขาปรารถนาจะไปเที่ยวลอนดอนเดือนหน้า)

- They wished to pass the exam this term.

(พวกเขาปรารถนาจะสอบผ่านเทอมนี้)

สำหรับอีกโครงสร้างหนึ่ง คือ  “Wish +กรรม+ noun” มีความหมาย คือ “ขออวยพรให้” เช่น

- She wished them a Merry Christmas and a Happy New Year.(เธออวยพรวันคริสมาสต์และปีใหม่ให้พวกเขา)

- He wishes his parents a long and happy life.

(เขาอวยพรให้พ่อแม่มีชีวิตยืนยาวและมีความสุข)

- I wish you success.

(ผมขออวยพรให้คุณประสบความสำเร็จ)

9. I don’t know ______________ to buy for dinner.

(ผมไม่รู้จะซื้อ _______________________ สำหรับอาหารค่ำ– คือไม่รู้ว่าจะกินอะไรดี)

(a) when

(b) where

(c) how

(d) what (อะไร)

10. He has ______________ more money than I.

(เขามีเงินมากกว่าผม ________________________ )

(a) many

(b) very

(c) much (มากมาย, เยอะแยะ)

(d) too

ตอบข้อ (c) เนื่องจากสามารถใช้คำว่า “มาก” ขยายในการเปรียบเทียบ “ขั้นกว่า” (Comparative degree) ได้ ๒ คำ คือ “Much” และ “Far”(หมายถึง “มาก” มิใช่ “ไกล”)  (ใช้ขยายคำคุณศัพท์  และคำนามนับไม่ได้ ซึ่งต้องเป็นเอกพจน์เสมอ)        แต่ถ้าขยายคำนามนับได้และเป็นพหูพจน์  ให้ใช้ “Many”  เช่น

       - His house is much (far) bigger than mine.

(บ้านของเขาใหญ่กว่าบ้านของผมมากมาย)

       - This room has much (far) more furniture than that room.

(ห้องนี้มีเฟอร์นิเจอร์มากกว่าห้องนั้นเยอะแยะเลย) (“Furniture” เป็นนามนับไม่ได้)

       - He has many more friends than his brother.

(เขามีเพื่อนมากกว่าพี่ชายเยอะเลย)

-         There are many more people in Bangkok than in Vientiane.

(มีผู้คน – ประชาชน – ในกรุงเทพฯ มากกว่าในเวียงจันทร์)  (“People” เป็นคำนามนับได้ พหูพจน์ )

(ดูเพิ่มเติมการใช้ “Much” และ “Far”(มาก)  ขยายในการเปรียบเทียบ “ขั้นกว่า” ใน หมวดข้อสอบ TOEIC ตอนที่ ๓๑ ข้อ ๑๔)

11. Sometimes accidents _____________ by people who are too tired.

(บางที  อุบัติเหตุ __________________ โดยผู้คนที่เหน็ดเหนื่อยมากเกินไป)

(a) cause

(b) caused

(c) were caused

(d) are caused (ถูกทำให้เกิดขึ้น)

ตอบข้อ (d) เนื่องจากต้องอยู่ในรูป “Passive voice” {Subject + is (am, are, was, were) + verb 3} และต้องเป็น“Present simple tense”ด้วยเนื่องจากข้อความในประโยคเป็นข้อเท็จจริง และยังเกิดขึ้นในปัจจุบัน (ทำให้ไม่เลือกข้อ C”) สังเกตได้จากกริยาในอนุประโยค (who are too tired) คือ“Are

12. They serve _____________ in a Chinese restaurant.

(เค้าเสิร์ฟ ______________________ ในภัตตาคารจีน)

(a) fry rice

(b) fried rice (ข้าวผัด)

(c) frying rice

(d) fries rice

ตอบข้อ (b) เนื่องจากต้องอยู่ในรูป “Passive voice” เพราะ “ข้าวถูกผัด

13. Thank you very much for making my visit so ______________.

(ขอบคุณมากสำหรับการทำให้การมาเยือนของผม __________________ -  คือมีการต้อนรับขับสู้ พาไปเที่ยวชมสถานที่ต่างๆ ซึ่งให้ทั้งความรู้ความบันเทิง)

(a) interest(ความสนใจ, ทำให้สนใจ)

(b) interested (มีความสนใจ)

(c) interesting (น่าสนใจ)

(d) tobe interested

ตอบ– ข้อ (c) เนื่องจากได้ความหมาย และถูกหลักไวยากรณ์ (Make + กรรม  + adjective) (ดูเพิ่มเติมการใช้กริยาในกลุ่มนี้ (frighten, surprise, satisfy,amaze, annoy, irritate, attract, etc.)  ใน หมวดข้อสอบ TOEIC ตอนที่ ๘ ข้อ ๘)

14. Whenever we meet, we talk about the days when we were _____________.

(เมื่อใดก็ตามที่เราพบกัน  เราคุยเกี่ยวกับยุคสมัยเมื่อเรา _________________)

(a)  at college (เรียนมหาวิทยาลัย)

(b)  at the college

(c)   at a college

(d)  at our college

ตอบ –  เมื่อหมายถึง “เรียนหนังสือ” ไม่ต้องมี “Article” (A, An, The) นำหน้า College” สำหรับอื่นๆ ที่คล้ายๆกัน คือ “Go to school” (ไปโรงเรียน เพื่อเรียนหนังสือ) “Go to university”(ไปมหาวิทยาลัย เพื่อเรียนหนังสือ)  “Go to church”(ไปโบสถ์เพื่อร่วมพิธีเช่น ฟังเทศน์)  “Go to hospital”(ไปโรงพยาบาล เพื่อเป็นคนไข้) ต่างจาก “Go to the school” (ไปโรงเรียน เพื่อไปพบเพื่อน) “Go to the hospital”  (ไปโรงพยาบาล เพื่อเยี่ยมคนป่วย)  “Go to the church” (ไปโบสถ์ เพื่อคุยกับบาทหลวง) “Go to the university” (ไปมหาวิทยาลัย เพื่อดูกีฬาฟุตบอล)

15. The man ______________ has been busy cutting the grass in the  garden all day.

(ผู้ชาย _____________________ มีธุระยุ่งอยู่กับการตัดหญ้าในสวนตลอดทั้งวัน)

(a) in the next door

(b) the next door

(c) next door (ซึ่งอาศัยอยู่บ้านหลังถัดไป)

(d) lives next door

ตอบข้อ (c) เนื่องจากลดรูปมาจาก “who lives next door” หรืออาจใช้รูป living next door” ก็ได้

16. Mrs. Crown is from the country.  She is not used to the noise and _________ of London.

(มิสซิสคราวน์มาจากบ้านนอก  เธอไม่คุ้นเคยกับเสียงและ ________________________ของลอนดอน)

(a)   busy traffics

(b) busy traffic (การจราจรที่คับคั่ง)

(c) a busy traffic

(d) the busy traffics

ตอบข้อ (b) เนื่องจาก “Traffic” (การจราจร) เป็นคำนามนับไม่ได้ จึงไม่สามารถนำหน้าด้วย “A” หรือเติม “S” เข้าข้างท้าย

17. They don’t know _____________ they will be staying in Bangkok.  It may be a week or more.

(พวกเขาไม่ทราบว่า จะพักอยู่ในกรุงเทพฯ __________________ มันอาจจะเป็น ๑ สัปดาห์ หรือนานกว่านั้น)

(a) how

(b) how much (มากเท่าใด) (ใช้ถามเกี่ยวกับราคา)

(c) how often (บ่อยเท่าใด)

(d) how long (นานเท่าใด)

ตอบข้อ (d) เนื่องจากได้ความหมายดีที่สุด

18. I don’t like playing cards any more, though I ____________ thought it was a wonderful way to have a good time.

(ผมไม่ชอบเล่นไพ่อีกแล้ว  แม้ว่าผม ____________________ คิดว่ามันเป็นวิธีการที่วิเศษมากที่จะได้รับความสนุกสนาน)

(a) used to (เคย)

(b) have never (ไม่เคย)

(c) once (ครั้งหนึ่งในอดีต – ปัจจุบันมิได้เป็นอย่างนั้นแล้ว)

(d) one time (หนึ่งครั้ง, ครั้งเดียว)

19. Before a long journey you ought to fill up your tank ____________ petrol.

(ก่อนการเดินทางไกล  คุณควรจะเติม ___________ น้ำมันรถให้เต็มถัง – คือเติมน้ำมันเต็มถัง)

(a)   by

(b)  to

(c)   in

(d)        with (ด้วย)

20. The conductor will tell you ______________ to get off the bus.

(กระเป๋ารถเมล์จะบอกคุณว่าจะลงรถ _______________________ )

(a) when

(b) where (ที่ไหน)

(c) why

(d) how

21. He told the boy ______________ make a loud noise.

(เขาบอกเด็ก _____________ ทำเสียงดัง)

(a) don’t

(b) do not to

(c) not to (มิให้)

(d) not

ตอบข้อ (c) เนื่องจากมาจากโครงสร้าง “Subject + tell + object + to + verb” (ประธานบอกใคร (กรรม) ให้ทำอะไร)  ส่วนเมื่อบอกไม่ให้ทำ  ให้เอา “Not  วางไว้ข้างหน้า “to + verb

22. He is _______________ on the project.

(เขาเป็น ________________ ในโครงการ)

(a) one of young artists

(b) one of young artist

(c) one of the young artists (หนึ่งในบรรดาศิลปินหนุ่ม)

(d) one of the young artist

ตอบข้อ (c) เนื่องจากเป็นไปตามโครงสร้าง “One of the + noun (plural)” (หนึ่งในบรรดา.............) สำหรับในกรณีที่นำมาขึ้นต้นเป็นประธานของประโยค ต้องใช้กริยาตาม “One” เช่น

-        One of the passengers was killed in the accident.

(ผู้โดยสารคนหนึ่งตายในอุบัติเหตุ)

-        One of the cars was stolen from the parking lot.

(รถคันหนึ่งถูกขโมยไปจากลานจอดรถ)

              ในกรณีที่อยู่ในประโยค แต่เป็นส่วนของอนุประโยค ต้องใช้กริยาให้สอดคล้องกับ “นามพหูพจน์” เช่น

      - Jim is one of the passengers who were killed in the accident.

(จิมเป็นผู้โดยสารคนหนึ่งที่ตายในอุบัติเหตุ)

     - Tom is one of the students who are awarded a scholarship.

(ทอมเป็นนักเรียนคนหนึ่งที่ได้รับทุนการศึกษา)

     - She is one of the girls who have been admitted to the university. (เธอเป็นเด็กหญิงคนหนึ่งที่ได้รับเข้าเรียนในมหาวิทยาลัย)

23. This is _____________ I have tried to do from the very beginning.

(นี่เป็น _______________ ผมได้พยายามทำตั้งแต่ตอนเริ่มต้น)

(a) whatever (อะไรก็ตาม)

(b) what (สิ่งที่)

(c) while

(d) that

ตอบข้อ (b) เนื่องจากเป็นการใช้รูป Noun clause” มาเป็น Complement” (ช่วยทำให้สมบูรณ์ ได้ความหมาย) ของ “Verb to be” (is)  (ดูเพิ่มเติมโครงสร้างและหน้าที่ของ “Noun clause”  ใน หมวดข้อสอบ TOEIC ตอนที่ ๑๘ ข้อ ๑)

24. At the bank _____________ I am employed, we had a college student working for the summer.

(ที่ธนาคาร ________________ ผมได้รับการว่าจ้าง  เรามีนักศึกษามหาวิทยาลัย ๑ คน ทำงานช่วงหน้าร้อน)

(a) that

(b) which

(c) for which

(d) where (ที่ซึ่ง)

ตอบข้อ (d) เนื่องจากขยายสถานที่ (the bank) หรืออาจใช้ “in which” หรือ at which” แทน “where” ก็ได้

25. He is director of product research for a firm that invented bubble gum in 1928 and _____________ the market ever since.

(เขาเป็นผู้อำนวยการด้านการวิจัยผลิตภัณฑ์ของบริษัท  ซึ่งผลิตหมากฝรั่งในปี ๑๙๘๒  และ _________________ ตลาดตั้งแต่นั้นเป็นต้นมา)

(a) dominate

(b) dominates

(c) dominated

(d) has dominated (ครอบงำ, มีอิทธิพลเหนือ)

ตอบข้อ (d) ซึ่งอยู่ในรูป “Present perfect tense” เนื่องจากแสดงการเกิดต่อเนื่องของเหตุการณ์ตั้งแต่อดีต (ครอบงำตลาดเริ่มในปีที่ผลิต คือ ๑๙๘๒) มาจนถึงปัจจุบัน  สำหรับหลักการใช้ “Present perfect” มีดังนี้ คือ

          ๑. ใช้กับการกระทำหรือเหตุการณ์ที่เพิ่งสิ้นสุด  หรือจบลงไปไม่นาน ณ ขณะที่พูดนั้น  สังเกตได้จาก  just =  เพิ่งจะ, recently = เมื่อเร็วๆนี้,  lately = หมู่นี้, เมื่อเร็วๆนี้  เช่น

- I have just finished my assignment.

(ผมเพิ่งจะทำการบ้าน – งานที่ได้รับมอบหมาย – เสร็จ)

    - My friend has recently got married.

(เพื่อนของผมแต่งงานเมื่อเร็วๆนี้)

    - I haven’t seen John lately.

(ผมไม่เห็นจอห์นเลยหมู่นี้)

๒. ใช้บอกข้อความว่า “ทำแล้ว, ยังไม่ได้ทำ, ทำหรือยัง” มักมีคำว่า “Already” (ใช้กับประโยคบอกเล่าและคำถาม)  และ “Yet” (ใช้กับประโยคปฏิเสธและคำถาม)  ทั้งนี้  อาจไม่ต้องมี “Already” และ “Yet” ก็ได้ เช่น

- I have (already) eaten my dinner.

(ผมกินอาหารค่ำแล้ว)

    - She has not (yet) had her breakfast. (= She has not had her breakfast yet.)(เธอยังไม่ได้กินอาหารเช้าเลย)

    - Have you (already) done your homework?

(คุณทำการบ้านแล้วหรือยัง)

    - I’ve (already) answered that question.

(ผมได้ตอบคำถามนั้นแล้ว)

    - Have you (already) finished your report? (= Have you finished your  report already?)(คุณทำรายงานเสร็จหรือยัง)

๓. ใช้กับการกระทำที่เกิดขึ้นในอดีต  และยังคงดำเนินหรือมีผลต่อมาจนถึงปัจจุบัน  และคาดว่าเหตุการณ์นั้นยังจะปรากฏในอนาคตอีก  สังเกตจาก For = เป็นเวลา, Since = ตั้งแต่,  Up to now, up to the present time, up until now =  จนถึงบัดนี้,  So far =  เท่าที่ผ่านมา

- She has lived here for10 years.

(เธออาศัยอยู่ที่นี่มา ๑๐ ปีแล้ว – ปัจจุบันก็ยังอยู่)

    - He has been in Chicago since last week.

(เขาอยู่ในชิคาโกตั้งแต่สัปดาห็ที่แล้ว – ปัจจุบันก็ยังอยู่)

    - We have lived in Bangkok since we were young.

(เราอาศัยอยู่ในกรุงเทพตั้งแต่เรายังเด็ก – ปัจจุบันก็ยังอยู่)

    - So far, you have not done your best. (You have not done your best so far.)(เท่าที่ผ่านๆมา  คุณยังไม่ได้ทำดีที่สุดเลย)

    - I have sent him only one letter up to now.

(ผมส่งจดหมายให้เขาเพียงฉบับเดียว  จนถึงบัดนี้)

๔. ใช้กับเหตุการณ์ที่เคยหรือไม่เคยทำในอดีต  แต่ไม่ได้กำหนดเวลาแน่นอน  สังเกตจาก “ever”  “never”  เช่น

-Have you ever been to Japan?

(คุณเคยไปญี่ปุ่นไหม)

 - Has your father ever played football?

(พ่อของคุณเคยเล่นฟุตบอลไหม)

  - I have never seen him before.

(ผมไม่เคยเห็นเขามาก่อน)

๕. ใช้กับการกระทำที่เกิดขึ้นซ้ำๆ  ในอดีต  และยังอาจเกิดขึ้นได้อีก สังเกตจากAdverb of frequency”เหล่านี้ “again and again” = ซ้ำแล้วซ้ำอีก,  many times” = หลายครั้ง,  “sometimes” = บางที,  “over and over”   (= over and over again) = ซ้ำแล้วซ้ำอีก, “this is the first (second) time” =  นี่เป็นครั้งแรก (ครั้งที่ ๒)  เช่น

- He has made the same mistake again and again.

(เขาทำความผิดเดิมๆซ้ำแล้วซ้ำอีก)

     - I have been to New York several times.

(ผมไปนิวยอร์คมาหลายครั้งแล้ว)

     - She has told that story over and over again.

(เธอเล่าเรื่องนั้นซ้ำแล้วซ้ำอีก)

     - This is the first time I have tried to play golf.

(นี่เป็นครั้งแรกที่ผมได้พยายามเล่นกอล์ฟ)

๖. ใช้กับการเปรียบเทียบ “ขั้นสุด” “Superlative degree” เช่น

     - He is the best man I have found.

(เขาเป็นคนดีที่สุดที่ผมได้พบมา)

   - She is the most clever girl I have talked to.

(เธอเป็นเด็กหญิงที่ฉลาดที่สุดที่ผมได้คุยด้วย)

   - It is the most difficult problem she has solved.

(มันเป็นปัญหาที่ยากที่สุดที่เธอแก้)

   - They are the most diligent people I have ever seen in my life. 

(พวกเขาเป็นคนที่ขยันที่สุดที่ผมได้เคยเห็นมาในชีวิต)

๗. ใช้บอกเหตุการณ์หรือการกระทำที่เกิดในระยะเวลาช่วงหนึ่ง สังเกตได้จากวลี  this morning, this week, this month, this year” เช่น

      - I have read three books this month.

(ผมได้อ่านหนังสือ ๓ เล่ม เดือนนี้ – คืออ่านจบแล้ว)

      - He has done a lot of work this week.

(เขาทำงานมากมายสัปดาห็นี้ – คืองานเสร็จแล้ว)

      แต่ถ้ายังทำไม่เสร็จ ใช้รูป  “Continuousเช่น

     - He is working hard this year.

(เขากำลังทำงานหนักปีนี้)

     - They are studying hard this term.

(พวกเขากำลังขยันเรียนเทอมนี้)

๘. ใช้กับเหตุการณ์หรือการกระทำในอดีตที่สิ้นสุดลงแล้ว ไม่บ่งเวลาที่แน่ชัด  แต่ยังแสดงผลให้เห็นอยู่จนถึงปัจจุบัน เช่น

       - I have lost my key. (ผมทำกุญแจหาย – ตอนนี้ก็ยังไม่เจอ)

       - I have locked the door. (ผมล็อคประตูแล้ว – ประตูยังปิดอยู่)

       - John has read many books on astronomy.

(จอห็นได้อ่านหนังสือมากมายด้านดาราศาสตร์ – คืออ่านจบไปแล้ว)

         แต่ถ้าบอกเวลาในอดีตที่แน่นอน  จะต้องใช้ “Past simple” (Verb 2) เช่น

-  I lost my key last week. (ผมทำกุญแจหายอาทิตย์ที่แล้ว)

-  She studied in the library this morning.

(เธออ่านหนังสือในห้องสมุดเมื่อเช้านี้)

-I locked the door last night. (ผมล็อคประตูเมื่อคืนนี้)

หมวดข้อสอบ TOEIC (ตอนที่ 33)

Part V : Sentence Completion(ส่วนที่ 5 :  การเติมประโยคให้สมบูรณ์)

Choose the best alternative to make a correct sentence.

(จงเลือกข้อที่ดีที่สุดเพื่อทำให้ประโยคมีความถูกต้อง)

1. You must do according ________________ you are ordered.

(คุณจะต้องทำตาม _________________ คุณถูกสั่ง – ให้ทำ)

(a) to

(b) from

(c) as (ที่)

(d) with

ตอบข้อ (c) เนื่องจาก “According as” (ตามที่) เป็น “Conjunction” ต้องตามด้วยประโยค {Subject + verb +   (ส่วนขยาย)}   ส่วน “According to” (ตามที่) เป็น “Preposition” ต้องตามด้วยคำนามหรือวลี  ดังตัวอย่าง

      - Everything went according as we have planned.

(= Everything went as we have planned.)

(ทุกสิ่งเป็นไปตามที่เราได้วางแผนไว้)

      - You must tell the story according as it really happened.

(= You must tell the story as it really happened.)

(คุณจะต้องเล่าเรื่องตามที่มันเกิดขึ้นจริงๆ)

      - I like the freedom to organize my day according as I want to.

(= I like the freedom to organize my day as I want to.)

(ผมชอบเสรีภาพ (หรือความไม่มีพิธีรีตอง) ที่จะจัดระเบียบ (หรือจัดตารางทำงาน) ในแต่ละวัน  ตามที่ผมต้องการจะจัด – คือไม่ต้องการให้ใครมาสั่ง)

      - According to Dr. Allen, the cause of death was drowning.

(ตามที่คุณหมอแอลเลนบอก  สาเหตุการตายคือการจมน้ำ)

    - The road was some forty miles long according to my map.

(ถนนยาวประมาณ ๔๐ ไมล์  ตาม (ข้อมูล) แผนที่ของผม)

    - The employees were given tasks according to their skills.

(พนักงานได้รับมอบหมายงานสอดคล้องกับทักษะของพวกเขา)

    - There are 6 classes organized according to age.

(มี ๖ ชั้นเรียน  ซึ่งถูกจัดตามอายุ)

    - Everything went according to plan.

(ทุกสิ่งเป็นไปตามแผน)

(= Everything went according as we have planned.)

    - According to the teacher, there will be an exam next week.

(ตามที่อาจารย์บอก  จะมีการสอบสัปดาห์หน้า)

    - According to the weather forecast, there will be a heavy storm this weekend. (ตามการพยากรณ์อากาศ  จะมีพายุจัดปลายสัปดาห์นี้)

2. There is someone ______________ at the door.

(มีใครบางคน ___________________ ที่ประตู)

(a) knock

(b) knocks

(c) knocking (เคาะ)

(d) knocked

ตอบข้อ (c) เนื่องจากลดรูปมาจาก “who knocks” หรือ “who is knocking” ซึ่งมาจากอนุประโยคเต็มๆ  คือ “who knocks at the door”  หรือ “who is knocking at the door” ในที่นี้ “knocking” เป็น “Present participle” ซึ่งถือเป็นคุณศัพท์ประเภทหนึ่ง ใช้ขยายข้างหน้า หรือหลังคำนาม บอกให้รู้ว่าคำนามนั้นเป็นผู้ทำกริยานั้นๆ ซึ่งในประโยคข้างบน “ใครบางคนเป็นผู้เคาะประตู”

(ดูเพิ่มเติมเกี่ยวกับ “Present participle” ในหมวดข้อสอบ Error Detection ตอนที่ ๓ ข้อ ๑๖ และ ตอนที่ ๘ ข้อ ๘, และ หมวดข้อสอบ TOEIC ตอนที่ ๒๐ ข้อ ๒๒)

3. I ________________only one mistake in my last dictation.

(ผม _________________ ผิดเพียงแห่งเดียวในการเขียนตามคำบอกครั้งที่แล้ว)

(a) did

(b) made (ทำ)

(c) wrote

(d) have done

ตอบข้อ (b) “make a mistake” =   ทำผิด  (ดูการใช้ Do และ Make ในหมวดข้อสอบ Error Detection ตอนที่ ๕ ข้อ ๗)

4. The blind _______________ unable to see anything.

(คนตาบอด ____________________ ไม่สามารถมองเห็นอะไรเลย)

(a) is

(b) are

(c) was

(d) were

ตอบข้อ (b) เนื่องจาก  เป็นการเอา “The” มานำหน้าคำคุณศัพท์ “blind”  ทำให้กลายเป็นคำนาม  หมายถึง “คนตาบอด” ซึ่งถือเป็นคำนามพหูพจน์  จึงต้องใช้กับกริยา  Are” หรือ “Have”  ดังตัวอย่างอื่นๆ เช่น

    - The rich are not always happy.

(คนรวยไม่ได้มีความสุขเสมอไป)

     - The poor have no home to live in.

(คนจนไม่มีบ้านอาศัยอยู่)

     - The deaf hear nothing.

(คนหูหนวกไม่ได้ยินอะไรเลย)

     - In the old days the elderly were taken good care of.

(ในสมัยก่อน  ผู้สูงอายุได้รับการเอาใจใส่เป็นอย่างดี)

(ดูเพิ่มเติมการใช้ “The” นำหน้าคำคุณศัพท์แล้วกลายเป็นคำนามพหูพจน์  ใน หมวดข้อสอบ Error Detection ตอนที่ ๑๑ ข้อ ๔)

5. I shall complete this work _______________ three days.

(ผมจะทำงานนี้เสร็จสิ้น _____________________ ๓วัน)

(a) for

(b) since

(c) by

(d) in (ใน)

6. The best way to learn a new language is ______________ practice it every day.

(วิธีที่ดีที่สุดที่จะเรียนรู้ภาษาใหม่  คือ _________________ ฝึกฝนมันทุกๆวัน)

(a) by

(b) through

(c) to

(d) from

ตอบข้อ (c) เนื่องจากเป็นการใช้ “Infinitive with to” (To + Verb) ในที่นี้ คือ to practice” ตามหลัง “Verb to be” (is) ทำหน้าที่เป็น “Complement” ของ Verb to be” และกลายเป็นคำนาม “การฝึกฝน” (ดูรายละเอียดหน้าที่ของ Infinitive with to” ใน หมวดข้อสอบ TOEICตอนที่ ๑๘ ข้อ ๑๖)

7. You will be late ______________ you hurry.

(คุณจะสาย _____________ คุณ ____________  รีบ)

(a) if

(b) because

(c) except

(d) unless (ถ้า....................... ไม่)

ตอบข้อ (d) เนื่องจาก “Unless” = “If not” (ถ้าไม่) แต่ต้องใช้ในรูป “Unless + subject + verb” ทั้งนี้ “Unless” ต้องตามด้วยประโยคบอกเล่าเสมอ เช่น

    - You will fail in the exam unless you work harder.

(คุณจะสอบตกถ้าคุณไม่ขยันให้มากขึ้น)

    - The burglar will come in unless you lock the door.

(โจรย่องเบาจะเข้ามาในบ้าน  ถ้าคุณไม่ล๊อกประตู)

    - Unless you comply to his order, the manager will dismiss you from your job. (ถ้าคุณไม่ทำตามคำสั่งของเขา  ผู้จัดการจะไล่คุณออกจากงาน)

    - Unless she came to my party, I would not invite her again.

(ถ้าเธอไม่มางานเลี้ยงของผม  ผมจะไม่เชิญเธออีก)

8. We’ve lived in this town _________________.

(เราได้อาศัยในเมืองนี้ _________________ )

(a) during six years

(b) since six years

(c) six years ago.

(d) for six years. (เป็นเวลา ๖ ปี)

ตอบข้อ (d) เนื่องจาก “for” + ความยาวของเวลา  ส่วน “Since” (ตั้งแต่) + จุดเริ่มต้นของเวลา เช่น (for a few minutes, for 2hours, for 3 days, for 4 weeks, for 5 months, for 6 years, for a century, for a long/short time, for the whole semester เป็นเวลาทั้งเทอม, for the whole month) (since this morning, since last night, since yesterday, since Monday, since last week/month/year, since (last) January, since noon, since summer/winter, since I was young, since she was in college, since we met last year)

9. Don’t speak to her _________________ that.

(อย่าพูดกับเธอ ____________________ นั้น)

(a) as (ตามที่, ในฐานะ, ในขณะที่)

(b) like (เช่น, แบบ)

(c) alike (เหมือนกัน, คล้ายกัน)

(d) such as (ตัวอย่างเช่น)

ตอบข้อ (b)  ในที่นี้ “Like” เป็น “Preposition” จึงต้องตามด้วยคำนาม หรือ This, That, These, Those” สำหรับ “Alike” (เหมือนกัน, คล้ายกัน, อย่างเดียวกัน) เป็นทั้งคำคุณศัพท์และกริยาวิเศษณ์  แต่จะใช้ขยายหน้าคำนามไม่ได้  ต้องขยายหลัง “Verb to be”  หรือ กริยาตัวอื่นๆ เช่น

      - Jane and her sister look alike.

(เจนและพี่สาวของเธอมีลักษณะคล้ายกัน)

      - They all looked alike to me.

(พวกมัน – พวกเขา – ทั้งหมดมีลักษณะเหมือนกันสำหรับผม)

      - The Joneses sisters were remarkably alike in appearance.

(พี่สาวน้องสาวตระกูลโจนเซสมีลักษณะรูปร่างท่าทางคล้ายกันอย่างมาก)

      - They behaved alike.

(พวกเขาประพฤติตัวคล้ายๆกัน)

      - They did everything alike.

(พวกเขาทำทุกอย่างเหมือนกัน)

      - The children are all treated alike.

(เด็กทั้งหมดได้รับการปฏิบัติแบบเดียวกัน)

      - The strike is damaging to managers and workers alike.

(การหยุดงานทำความเสียหายให้ผู้จัดการและคนงานเหมือนๆกัน)

           สำหรับ “Like” เป็น “Preposition” หมายถึง “เหมือน” ต้องตามด้วย กรรม” (คำนาม) เช่น

       - He is like his father. (เขาเหมือนพ่อ)

       - She sings like a bird. (เธอร้องเพลงเหมือนนก)

       - He looks like Donald Trump. (เขาเหมือนโดนัลด์ ทรัมพ์)

       - I saw a dog like ours on the beach. (ผมเห็นหมาเหมือนของเราที่ชายหาด)

       - They are so close like brothers. (พวกเขาสนิทกันเหมือนพี่น้อง)

       - It tastes like a mango. (มันมีรสชาติเหมือนมะม่วง)

       - You look like you have seen a ghost.

     (คุณมีท่าทางเหมือนเจอผีมา)

       - She has nothing like I imagined. (เธอไม่มีอะไรเหมือนที่ผมคิดไว้เลย)

       - He is like a little baby. (เขาเหมือนกับทารกตัวน้อยๆ)

       - The lake was like a bright blue mirror.

          (ทะเลสาบเหมือนกับกระจกสีน้ำเงินสว่างจ้า)

       - a scream of pain, like a tiny child’s

        (เสียงกรีดร้องด้วยความเจ็บปวด  เหมือนเสียงของเด็กเล็กๆ)

             สำหรับ “As” เมื่อหมายถึง “เหมือน” ต้องตามด้วยประโยค (Subject + verb)   เช่น

        -She sings as a bird does. (เธอร้องเพลงเหมือนนกร้อง)

     - He did as I told him. (เขาทำเหมือนที่ – ตามที่ – ผมบอกเขา)

     - You may do as you like it. (คุณอาจจะทำเหมือนที่ – ตามที่ – คุณชอบมัน)

     - She likes the freedom to dress herself as she wants to.

(เธอชอบเสรีภาพที่จะแต่งตัวเหมือนที่เธอต้องการจะแต่ง)

10. I’ll come back _____________________.

(ผมจะกลับมา _____________________ )

(a) as soon as I am possible

(b) as soon as it can

(c) as quickly as possible

(d) as soon as possible (เร็วที่สุดเท่าที่จะทำได้)

11. It is ____________________.

(มันเป็น _____________________ )

(a) hard work (งานหนัก)

(b) a hard work

(c) work hard

(d) work hardly

ตอบข้อ (a) เนื่องจาก “Work” เมื่อหมายถึง “งาน” ถือเป็นคำนามนับไม่ได้ จึงไม่สามารถใช้ “A” นำหน้าได้

12. ______________ his poor eyesight, he did not pass the medical examination.

(_____________  สายตาที่แย่ของเขา  เขาไม่ผ่านการตรวจทางการแพทย์)

(a) According to (สอดคล้องกับ, ตามที่........ว่าไว้-กล่าวไว้)

(b) Owing to (เนื่องมาจาก)

(c) In spite of (ทั้งๆที่)

(d) In case (ในกรณีที่)

13. I’m sure you enjoy _________________ here.

(ผมมั่นใจว่าคุณต้องสนุกสนานกับการ ___________________ ที่นี่)

(a) live

(b) to live

(c) to living

(d) living (อาศัยอยู่)

ตอบข้อ (d)  ดูกลุ่มคำกริยาที่ต้องตามด้วย “Gerund” (Verb + ing)  ใน หมวดข้อสอบ TOEIC ตอนที่ ๓ ข้อ ๑๙ และ ตอนที่ ๖ ข้อ ๒๙)

14. _______________ does he earn his living?

(เขาหาเลี้ยงชีพ _______________ )

(a) What

(b) How (อย่างไร)

(c) Why

(d) Whether

15. He _______________ nothing to me about the money.

(เขาไม่ __________________ อะไรกับผมเกี่ยวกับเรื่องเงิน)

(a) told

(b) said (พูด)

(c) talked

(d) spoke

16. The small ant is _______________ intelligent as the big elephant.

(มดตัวเล็กๆก็ขยัน ________________ กันกับช้างตัวใหญ่ๆ)

(a) very

(b) so

(c) as (เหมือน, เท่า)

(d) such

ตอบข้อ (c) เนื่องจาก “As…………..as” (........เหมือนกันกับ, ...........เท่ากันกับ) ใช้ได้ทั้งในประโยคบอกเล่าและปฏิเสธ  ส่วน “So…………as” (......... เหมือนกันกับ, ............ เท่ากันกับ) ใช้ในประโยคปฏิเสธพียงอย่างเดียว เช่น

     - He is as clever as his brother.

   (เขาฉลาดเท่าๆกับพี่ชาย)

     - She is not as beautiful as her sister.

   (เธอไม่สวยเท่ากับน้องสาว)

     - Jim was not so hard-working as his colleagues.

   (จิมไม่ขยันเท่าๆกับเพื่อนร่วมงาน)

***** (ห้ามใช้)  We are so diligent as our neighbors.

      (เราเพียรพยายามเท่าๆกับเพื่อนบ้านของเรา)

17. Mrs. Smith is going to _______________for her husband.

(นางสมิธกำลังจะ _________________ ให้สามี)

(a) make tea (ชงชา)

(b) make the tea

(c) make a tea

(d) make teas

18. I’m going to ring ______________ my friend this evening.

(ผมจะโทรศัพท์ _______________ไปหาเพื่อนตอนค่ำวันนี้)

(a) for

(b) on

(c) up

(d) to

ตอบข้อ (c) “Ring up” =   โทรศัพท์

19. Children should not be allowed to ______________ late at night.

(เด็กๆไม่ควรได้รับอนุญาตให้ ____________________ จนดึกในตอนกลางคืน)

(a) watch the television

(b) watch a television

(c) watch televisions

(d) watch television (ดูโทรทัศน์)

20. Please take ______________ your shoes before you come in.

(กรุณาถอดร้องเท้าของคุณ ______________ ก่อนเข้ามาข้างใน)

(a) out

(b) away

(c) after

(d) off (ออก)

ตอบข้อ (d) “Take off” =  ถอด (รองเท้า, หมวก, เสือ้ผ้า, แว่นตา) ออก,  (เครื่องบิน) บินขึ้น, ประสบความสำเร็จหรือเป็นที่นิยมอย่างมาก, เดินทางไป (จากบ้าน) มักในแบบกระทันหันและไม่คาดฝัน, ลบออกไป (รอยเปื้อน, รอยด่าง), หักออกหรือลบออกจากจำนวนเต็ม, พาไปหรือนำไป (โดยผู้ถูกพาไปมักไม่เต็มใจ), ยกเลิก (บริการรถไฟ-รถยนต์), ยกเลิกการแสดง (ละคร)

21. _______________ like to go to the seaside in summer.

(______________  ชอบไปชายทะเลในหน้าร้อน)

(a) Most of people

(b) People most

(c) Almost people

(d) Most people (ผู้คนส่วนมาก)

ตอบข้อ (d) อาจใช้ “Most of the people” ก็ได้

22. If you had locked the back gate properly, the robbers _____________ into the house.

(ถ้าคุณได้ล๊อกประตูหลังอย่างดี – หรือเหมาะสม – พวกโจร _____________  เข้ามาในบ้าน)

(a)  cannot break

(b)   could not be broken

(c)    could not break

(d) could not have broken (ไม่สามารถงัดเข้ามา)

ตอบข้อ (d) เนื่องจากเป็น “If clause”  แบบที่ ๓ (Past unreal)  (ไม่เป็นจริงในอดีต)  แต่เป็นการสมมติย้อยหลัง ทั้งนี้  ความเป็นจริงที่เกิดขึ้น คือ “เพราะคุณไม่ได้ล๊อกประตูหลังให้ดี  พวกโจรเลยงัดเข้ามาในบ้าน” “If clause”  ประเภทนี้ ใน  ส่วนของ “If clause”จะใช้รูป “Past perfect tense” (Subject + had + verb 3)   ส่วนในประโยคใหญ่ (Main clause)  จะใช้ “Subject + would (should, could, might) + have + verb 3”  (ดูเพิ่มเติม “If clause” แบบที่ ๓ ใน หมวดข้อสอบ  TOEIC ตอนที่ ๔ ข้อ ๑ และตอนที่ ๑๗ ข้อ ๒)

23. Wages are paid _______________ the day or week or month.

(ค่าจ้างถูกจ่าย ______________ วัน หรือสัปดาห์ หรือเดือน)

(a) in

(b) on

(c) by (เป็น)

(d) during

ตอบข้อ (c) เนื่องจาก การใช้แบบ “อัตรา” เช่น  เป็น “วัน-สัปดาห์-เดือน”  “กิโลกรัม”  “ปอนด์”  “เมตร”  “หลา”  “น้ำหนัก”  “ความยาว”  “เวลา” มีหลักว่า ถ้าเป็นคำนามนับได้ (day, week, month, kilogram, pound, meter)  ให้ใช้ “The” นำหน้า  แต่ถ้าเป็นคำนามนับไม่ได้ {weight (น้ำหนัก), length (ความยาว)} ไม่ต้องใช้ “A, An, The”  นำหน้า  แต้ให้ปล่อยว่างไว้ เช่น

      - Eggs are sold by the pound in England.

   (ไข่ถูกขายเป็นปอนด็ (น้ำหนัก) ในประเทศอังกฤษ)

      - Eggs are sold by weight in some countries.

     (ไข่ถูกขายเป็นน้ำหนักในบางประเทศ)

      - The cloth is sold by the meter in Thailand, which means it is sold by length.

(ผ้าถูกขายเป็นเมตรในเมืองไทย  ซึ่งหมายความว่า มันถูกขายเป็นความยาว)

24. Did the man ______________ by the committee accept the job?

(คนที่ได้รับ _______________ โดยคณะกรรมการ  ยอมรับงานหรือเปล่า)

(a) appointing

(b) appointed (แต่งตั้ง)

(c) was appointed

(d) to appoint

ตอบข้อ (b) เนื่องจากลดรูปมาจาก “who was appointed” หรือ “had been appointed (ดูเพิ่มเติมการลดรูปในแบบ “Passive voice”  ใน หมวดข้อสอบ  TOEIC ตอนที่ ๔ ข้อ ๒๓)

25. I tried to do the problem _____________ the noise and interruptions.

(ผมพยายามแก้ปัญหา – หรือตอบโจทย์ – _________________   เสียงและการขัดจังหวะ)

(a) because of (เนื่องมาจาก)

(b) in spite of (ทั้งๆที่)

(c) in case of (ในกรณีของ)

(d) according to (สอดคล้องกับ, ตามที่...........ว่าไว้หรือกล่าวไว้)

26. He used ______________ in his track work.

(เขาใช้ ___________________ ในงาน (กีฬา) ประเภทลู่ของเขา – คือในการซ้อมกีฬากระโดดค้ำถ่อ)

(a) the pole which was long twelve feet

(b) the pole which was twelve foot long

(c) a twelve feet pole

(d) a twelve-foot pole (ไม้ค้ำถ่อ หรือ ไม้ยาวเรียว ขนาด ๑๒ ฟุต)

ตอบข้อ (d) เนื่องจากเมื่อนำ “ขนาด ๑๒ ฟุต” มาขยายหน้านาม “ไม้ค้ำถ่อ” จะต้องใช้รูปเอกพจน์เสมอ (twelve-foot)  ไม่ว่าจะมีปริมาณมากขนาดใดก็ตาม  และต้องมีเครื่องหมาย “Hyphen” (-)  คั่นกลางเสมอระหว่าง “๑๒” กับ “ฟุต”  สำหรับอีกรูปแบบหนึ่งที่สามารถใช้ได้เช่นกัน คือ “the pole which was twelve feet long”

27. He is known ______________ a man who keeps his word.

(เขาเป็นที่รู้จัก _____________________ คนที่รักษาคำพูด)

(a) for

(b) as (ในฐานะ)

(c) in

(d) by

ตอบข้อ (b)  ดูคำอธิบาย “Known as” และ “Known for”  ใน หมวดข้อสอบ Error Detection  ตอนที่ ๑๑ ข้อ ๑๖)

28. There is nothing very ____________ to do in that small town.

(ไม่มีอะไร ______________ สุดๆ  ให้ทำในเมืองเล็กๆแบบนั้น)

(a) enjoy

(b) enjoyed

(c) enjoyable (น่าสนุก, น่าเพลิดเพลิน)

(d) enjoying

ตอบข้อ (c) เนื่องจากต้องเป็นคำคุณศัพท์ โดยลดรูปมาจาก “……nothing which is very enjoyable” หรือสังเกตจากมีกริยาวิเศษณ์ (very) มาขยายข้างหน้า    

29. At one o’clock Mr. Taylor will close his shop and go out to have _________ .

(เมื่อเวลา บ่ายโมง มิสเตอร์เทเลอร์จะปิดร้านและออกไปข้างนอกเพื่อกิน _____________ )

(a)   a lunch

(b)  the lunch

(c) lunch (อาหารเที่ยง)

(d) lunches

หมวดข้อสอบ TOEIC (ตอนที่ 32)

Part V : Sentence Completion(ส่วนที่ 5 :  การเติมประโยคให้สมบูรณ์)

Choose the best alternative to make a correct sentence.

(จงเลือกข้อที่ดีที่สุดเพื่อทำให้ประโยคมีความถูกต้อง)

1. The cobra is a _______________snake.

(งูเห่าเป็นงู ____________________ )

(a) poisoned

(b) poison (ยาพิษ, ให้ยาพิษ, วางยาพิษ) (เป็นคำนามและคำกริยา)

(c) poisoning

(d) poisonous (เป็นพิษ, มีพิษ, มีอันตราย)  (เป็นคำคุณศัพท์)

ตอบข้อ (d) ขยายหน้าคำนาม (snake) ต้องใช้คำคุณศัพท์

2. This machine is ________________________.

(เครื่องจักรเครื่องนี้ _________________ )

(a) can fold paper

(b) for fold paper

(c) for folding paper (สำหรับพับกระดาษ)

(d) to folding paper

ตอบข้อ (c) เนื่องจากตามหลัง Preposition “for” กริยา “fold” จึงต้องอยู่ในรูปคำนาม หรือ “Gerund” (Verb + ing)

3. Whenever we meet, we stop __________________.

(เมื่อใดก็ตามที่เราพบกัน  เราจะหยุด ___________________ )

(a) talking

(b) talk

(c) to talk (เพื่อที่จะคุยกัน)

(d) to talking

ตอบข้อ (c)  เนื่องจาก “Stop + to + verb”  หมายถึง “หยุดเพื่อที่จะทำกริยานั้นๆ”  ส่วน “Stop + verb + ing” หมายถึง “หยุดการกระทำกริยานั้นๆ” เช่น

    - We stop to have lunch at 11.30 a.m. every day.

  (เราหยุด (ทำงาน) เพื่อกินอาหารเที่ยง ตอน ๑๑.๓๐ น. ทุกๆวัน)

    - We stopped having lunch when the fire broke out.

  (เราหยุดการกินอาหารเที่ยง เมื่อเกิดไฟไหม้ขึ้น)

-         They stopped to work until late at night.

(พวกเขาหยุด (กิน, เล่น, พูดคุย) เพื่อทำงานจนกระทั่งดึก)

-         They stopped working and went to a restaurant.

(พวกเขาหยุดการทำงาน  และไปภัตตาคารเพื่อกินอาหาร)

(ดูคำอธิบายเพิ่มเติมเรื่องนี้ ใน หมวดข้อสอบ TOEIC ตอนที่ ๑๘ ข้อ ๑๖ – ข้อ ๙ ย่อย)

4. You had best ________________ it yourself.

(คุณควรจะ _____________________ มันด้วยตัวคุณเองดีที่สุด)

(a) do (ทำ)

(b) to do

(c) done

(d) doing

ตอบข้อ (a) เนื่องจาก “Had best” (ทำ.........เป็นดีที่สุด)  และ “Had better”  (ควรจะ) ต้องตามด้วย “Infinitive without to” (Verb 1- ไม่มี “To”)  เสมอ

5. A ______________ uses force, or a threat of force.

(___________________ ใช้กำลัง  หรือการขู่กรรโชกว่าจะใช้กำลัง)

(a) thief (หัวขโมย, โจรลักทรัพย์)

(b) robber (โจรปล้น, โจรชิงทรัพย์)

(c) burglar (โจรงัดแงะ-ย่องเบา)

(d) pick-pocket (นักล้วงกระเป๋า)

6. Please tell me the difference ______________ a habit and a custom.

(โปรดบอกผมความแตกต่าง _________________ นิสัย (หรือธรรมเนียมปฏิบัติ) และขนบธรรมเนียมประเพณี)

(a) of

(b) from

(c) between

(d) in

ตอบข้อ (c) เนื่องจากเป็นการใช้ “คำคู่” “Between” และ “And” (ดูเพิ่มเติมการใช้คำคู่ ใน หมวดข้อสอบ TOEIC ตอนที่ ๓ ข้อ ๑๐)

7. This was the first time that I ______________your town.

(นี้เป็นครั้งแรกที่ผม __________________ เมืองของคุณ)

(a) visited

(b) have visited (ได้ไปเยือน)

(c) had tried

(d) was visiting

ตอบข้อ (b) เนื่องจากอนุประโยค “that I………your town” ที่นำหน้าด้วย   This is the first time” (นี่เป็นครั้งแรก) “This is the second time” (นี่เป็นครั้งที่ ๒) “This is the last time” (นี่เป็นครั้งสุดท้าย)  จะใช้รูป “Present perfect tense”  ในอนุประโยคดังกล่าว  แต่ถ้าข้อความข้างหน้าเปลี่ยนเป็น “This was the first time”  ในอนุประโยคก็จะเปลี่ยนเป็น “Past perfect tense” ตามไปด้วย เช่น

    - This is the first time I have tried to play tennis.

(นี่เป็นครั้งแรกที่ผมได้พยายามเล่นเทนนิส)

8. Both of them can drive but Bill drives _________________.

(ทั้ง ๒ คนขับรถเป็น  แต่บิลขับ ____________________ )

(a) careful

(b) more careful

(c) more carefully (ระมัดระวังมากกว่า)

(d) most carefully

ตอบข้อ (c) เนื่องจากขยายกริยา “drives” “careful” จึงต้องอยู่ในรูปกริยาวิเศษณ์ “Adverb” และขยายด้วย “More” เมื่อแสดงการเปรียบเทียบ “ขั้นกว่า(Comparative degree) (ดูเพิ่มเติมการเปรียบเทียบ “ขั้นกว่า” ใน หมวดข้อสอบ TOEIC ตอนที่ ๔ ข้อ ๓ และ ตอนที่ ๘ ข้อ ๕)

9. How long ago _______________ the Second World War?

(a) was

(b) happened (เกิดขึ้น)

(c) occurred (เกิดขึ้น)

(d) took place (เกิดขึ้น)

ตอบข้อ (a)  เนื่องจากข้อนี้มาจากประโยคบอกเล่า “The Second World War was 70 years ago.” อย่างไรก็ตาม  ถ้าประโยคบอกเล่าเป็น “The Second World War happened (occurred, took place) 70 years ago.” เมื่อเปลี่ยนเป็นประโยคคำถาม จะต้องใช้ว่า  “How long ago did the Second World War happen (occur, take place)? กล่าวคือ ต้องใช้ “Verb to do” (Did) ในการสร้างประโยคคำถาม

10. In some countries today there’s only one party at elections.  No _______ at all !

(ในบางประเทศในปัจจุบัน  มีพรรคการเมืองเพียงพรรคเดียวตอนเลือกตั้ง  ไม่มี ___________________ ใดๆเลย)

(a) choose (เลือก) (กริยาช่องที่ ๑)

(b) chose (กริยาช่องที่ ๒)

(c) chosen (กริยาช่องที่ ๓)

(d) choice (ทางเลือก, การเลือก, สิ่งหรือคนที่ถูกเลือก) (เป็นคำนาม)

ตอบข้อ (d) เนื่องจากหลัง “No” ต้องเป็นคำนาม แม้จะมีคำคุณศัพท์มาคั่นก็ตาม  เช่น no good food”  “no appropriate person” etc.

11. American children learn Lincoln’s Gettysburg speech ___________.  

(เด็กๆ อเมริกัน เรียนสุนทรพจน์ที่เมืองเก็ตตีสเบิร์กของประธานาธิบดี ลิงคอล์น  - กล่าวไว้อาลัยทหารที่ตายในการสู้รบกับทหารของฝ่ายใต้  ในสงครามกลางเมืองของอเมริกาเพื่อเลิกทาส - ___________________ )

(a)   in heart

(b)  by heart (โดยการท่องจำ)

(c)   with heart

(d)  to heart

ตอบข้อ (b) เนื่องจาก “by heart” หมายถึง “โดยการท่องจำ” (เด็กๆเรียนสุนทรพจน์ดังกล่าวด้วยการท่องจำ)  สำหรับวลีที่ใช้กับ “BY” ได้แก่  “by car” (= in a car) (โดยรถยนต์)  “by bus” (= in a bus) (โดยรถประจำทาง)  “by train” (= in a train) (โดยรถไฟ)  “by plane” (= in a plane) (โดยเครื่องบิน)  “by air”  (โดยทางอากาศ) “by sea” (โดยทางทะเล)  “by telephone” (โดยทางโทรศัพท์)  “by telegram” (โดยทางโทรเลข) “by letter” (โดยทางจดหมาย)  “by trade” (โดยทางการค้า)  “by radio” (โดยทางวิทยุ)  “by force” (โดยใช้กำลัง) “I know him (them) by name” (ผมรู้จักเขาแต่ชื่อ - ไม่เคยพบตัว)  “by himself/herself” (โดยตัวเขา/เธอเอง  ตามลำพัง หรือ ไม่มีใครช่วย)  “by machinery” (โดยเครื่องจักร)  “by hand” (= with his hands) {(ทำ) ด้วยมือ} “The room is 20 feet by 10 feet.” (ห้องยาว ๒๐ ฟุต กว้าง ๑๐ ฟุต)  “Sugar is sold by the pound/kilogram.” (= by weight) {น้ำตาลถูกขายเป็นปอนด์/กิโลกรัม =  (ขาย) เป็นน้ำหนัก}  “remarks by Mr. Schmidt” (คำพูดโดยมิสเตอร์ชมิดท์)  “She was brought up by her aunt.” (เธอได้รับการอบรม-เลี้ยงดูโดยป้าของเธอ)  “new legislation announced by the government” (กฎหมายใหม่ประกาศโดยรัฐบาล)  “I was startled by his anger.” (ผมสะดุ้งตกใจจากความโกรธของเขา)  “by and large” (= on the whole) (โดยทั่วๆไป, เมื่อพิจารณาทุกด้านแล้ว)  “by mistake” (โดยการเข้าใจผิด)  “by accident”(โดยอุบัติเหตุ, โดยมิได้ตั้งใจ)  “by degrees” (ทีละน้อย)  “by the way (อ้อ, เอ้อ, อนึ่ง – ใช้พูดเกริ่นนำ ก่อนจะเข้าเรื่อง)  ‘by all means” (โดยแน่นอน)  “by no means” (ไม่โดยแน่นอน)  “by-pass” (= short cut)  (ทางลัด)  “passer-by” (ผู้ที่ผ่านไปมา) “by-gone” (สิ่งหรือเรื่องที่ผ่านไปแล้ว)  “by-product” (ผลพลอยได้)  “I will pay by cheque.” (ผมจะจ่ายเป็นเช็ค) “read a book by candlelight” (อ่านหนังสือโดยใช้แสงเทียน)  “by chance” (โดยบังเอิญ) “She came in by the back door.” (เธอเข้ามาทางประตูหลัง)  “I sat by her bed.” (ผมนั่งข้าง – หรือใกล้ – เตียงของเธอ)  “by 1960” (ราวๆ ปี ๑๙๖๐)  “By the time I went to bed, I was absolutely exhausted.” (ราวๆเวลาที่ผมเข้านอน  ผมเหน็ดเหนื่อยโดยสิ้นเชิง)  “He is rich by Chinese standards.” (เขาร่ำรวย  โดยมาตรฐานของชาวจีน)  “She was standing by herself in a corner of the room.” (เธอกำลังยืนอยู่ตามลำพัง – คนเดียว – ที่มุมห้องด้านหนึ่ง)  “I think I could manage by myself.” (ผมคิดว่าผมสามารถทำสำเร็จด้วยตัวของผมเอง – โดยไม่ต้องมีคนคอยช่วยเหลือ)  “Twelve divided by three is four.” (๑๒ หารด้วย ๓ เหลือ ๔) “Multiply the amount by three.” (จงคูณจำนวนนั้นด้วย ๓)  “Cars are now made by the million.” (รถยนต์ในปัจจุบันได้รับการผลิตเป็นล้านๆคัน)  “one by one” (ทีละคน)  “year by year”(แต่ละปี)  “She took him by the hand.” (เธอจับมือเขา)  “Hold it by the handle!” (จงถือมันไว้ที่ด้าม หรือมือจับ)  “Her salary went up by half.” (เงินเดือนของเธอขึ้นไปครึ่งหนึ่ง)  “The economic growth increased by 10 %.” (เศรษฐกิจเติบโต ๑๐ เปอร์ เซนต์)  “They are Buddhists by birth, not by practice.” (พวกเขาเป็นชาวพุทธโดยกำเนิด  มิใช่โดยการปฏิบัติ – ศาสนกิจ)  “By night, a number of animals seek their preys, while by day, they tend to sleep.” (ระหว่างกลางคืน  สัตว์จำนวนมากเสาะหาเหยื่อ  ในขณะที่ตอนกลางวัน  พวกมันมักจะนอน)  “walk side by side” (เดินเคียงข้างกัน)  “walk hand in hand” (เดินจูงมือกัน)  “by-election” (การเลือกตั้งซ่อม)  “by comparison” (โดยการเปรียบเทียบ)

12. Who’s the girl ______________ this photograph?

(เด็กหญิง ____________________ รูปภาพนี้คือใคร)

(a) on

(b) of

(c) at

(d) in (ใน)

ตอบข้อ (d) (ดูเพิ่มเติมการใช้การใช้ “IN” ใน หมวดข้อสอบ TOEIC ตอนที่ ๑๐ ข้อ ๑๗)

13. Did you meet my sister _____________ your stay in Tokyo?

(คุณพบน้องสาวของผม _________________ ที่พักในโตเกียวหรือเปล่า)

(a) while

(b) when

(c) during (ในระหว่าง)

(d) between

ตอบข้อ (c) เนื่องจาก “During” เป็น “Preposition”   ต้องตามด้วยคำนาม หรือวลี  ส่วน “While”  และ “When”  ต้องตามด้วยประโยค (Subject + verb)  เช่น

    - During the lecture professor Woods spoke on various topics.

(ในระหว่างเล็คเชอร์  อาจารย์วูดพูดหลายหัวข้อ)

   - While he was giving a lecture, professor Woods spoke on various topics. (ในขณะที่เขากำลังเล็คเชอร์  อาจารย์วูดพูดหลายหัวข้อ)

   - During the rain Jim went under a tree for a shelter.

 (ระหว่างฝนตก  จิมเข้าใต้ต้นไม้เพื่อหาที่หลบฝน)

   - When it rained, Jim went under a tree for a shelter.

(เมื่อฝนตก  จิมเข้าใต้ต้นไม้เพื่อหาที่หลบฝน)

14. I bought this car __________________.

(ผมซื้อรถยนต์คันนี้ _____________________ )

(a) for three years (เป็นเวลา ๓ ปี)

(b) since three years

(c) three years ago (๓ ปีมาแล้ว)

(d) only three years (เพียง ๓ ปี)

ตอบข้อ (c) สังเกตได้จากกริยา “bought” ซึ่งเป็นอดีต จึงต้องใช้กับ “three years ago” หรืออาจใช้อีกรูปแบบหนึ่ง คือ “I owe this car for 3 years หรือ  for only 3 years.” (ผมเป็นเจ้าของรถคันนี้ได้ ๓ ปี หรือ เพียง ๓ ปี)

15. Do you know _________________?

(คุณรู้จัก _____________________ )

(a) those old two men

(b) those old men two

(c) those two old men (ชายแก่ ๒ คนเหล่านั้นไหม)

(d) those two men old

ตอบข้อ (c) (ดูการเรียงคำกรณีมีคำคุณศัพท์หลายคำขยายหน้าคำนาม ในหมวดข้อสอบ TOEIC ตอนที่ ๓๐ ข้อ ๑)

16. The elephant is _____________ larger than the horse.

(ช้างตัวใหญ่กว่าม้า ________________________ )

(a) so (ดังนั้น)

(b) far (มาก)

(c) quite (มาก)

(d) more

ตอบข้อ (b)  มีคำว่า “มาก” ๒ คำ ที่ใช้ขยายในการเปรียบเทียบ “ขั้นกว่า” (Comparative degree)  คือ “Much”  และ “Far” เช่น “much bigger(ใหญ่กว่ามาก) “much colder” (หนาวกว่ามาก)  “far smaller” (เล็กกว่ามาก)  “far hotter” (ร้อนกว่ามาก)  (ดูคำอธิบายเพิ่มเติมเรื่องนี้ใน หมวดข้อสอบ TOEIC  ตอนที่ ๓๑ ข้อ ๑๔)

17. She made her guests ________________.

(เธอทำให้แขกของเธอ _____________________ )

(a) laugh (หัวเราะ)

(b) laughed

(c) laughing

(d) to laugh

ตอบข้อ (a) เนื่องจากอยู่ในรูป “Subject + make + กรรม  + Infinitive without to (Verb 1)  (ดูเพิ่มเติมกลุ่มคำกริยาที่ต้องตามด้วย “Infinitive without to”  ใน หมวดข้อสอบ TOEIC ตอนที่ ๓ ข้อ ๒๑)

18. ___________________ from her since March.

( _____________________ จากเธอตั้งแต่เดือนมีนาคม)

(a) I didn’t receive a letter

(b) I wasn’t receiving a letter

(c) I don’t receive a letter

(d) I haven’t received a letter (ผมไม่ได้รับจดหมาย)

ตอบ  - ข้อ (d) เนื่องจากอยู่ในรูป “Present perfect tense” {Subject + has (have) + V 3} คือแสดงความต่อเนื่องของเหตุการณ์ที่เกิดในอดีต (ไม่ได้รับจดหมายตั้งแต่เดือนมีนาฯ) ต่อเนื่องมาจนถึงปัจจุบัน  สำหรับ “Present perfect” มักใช้ในกรณีต่อไปนี้

          ๑. ใช้กับการกระทำหรือเหตุการณ์ที่เพิ่งสิ้นสุด  หรือจบลงไปไม่นาน ณ ขณะที่พูดนั้น  สังเกตได้จาก just =  เพิ่งจะ, recently =  เมื่อเร็วๆนี้,  lately =  หมู่นี้, เมื่อเร็วๆนี้  เช่น

     - I have just finished my assignment.

  (ผมเพิ่งจะทำการบ้าน – งานที่ได้รับมอบหมาย – เสร็จ)

    - My friend has recently got married.

(เพื่อนของผมแต่งงานเมื่อเร็วๆนี้)

    - I haven’t seen John lately.

(ผมไม่เห็นจอห์นเลยหมู่นี้)

          ๒. ใช้บอกข้อความว่า “ทำแล้ว, ยังไม่ได้ทำ, ทำหรือยัง” มักมีคำว่า “Already” (ใช้กับประโยคบอกเล่าและคำถาม)  และ “Yet” (ใช้กับประโยคปฏิเสธและคำถาม)  ทั้งนี้  อาจไม่ต้องมี “Already” และ “Yet” ก็ได้ เช่น

     - I have (already) eaten my dinner.

(ผมกินอาหารค่ำแล้ว)

    - She has not (yet) had her breakfast. (= She has not had her breakfast yet.) (เธอยังไม่ได้กินอาหารเช้าเลย)

    - Have you (already) done your homework?

(คุณทำการบ้านแล้วหรือยัง)

    - I’ve (already) answered that question.

(ผมได้ตอบคำถามนั้นแล้ว)

    - Have you (already) finished your report? (= Have you finished your  report already?) (คุณทำรายงานเสร็จหรือยัง)

          ๓. ใช้กับการกระทำที่เกิดขึ้นในอดีต  และยังคงดำเนินหรือมีผลต่อมาจนถึงปัจจุบัน  และคาดว่าเหตุการณ์นั้นยังจะปรากฏในอนาคตอีก  สังเกตจาก For = เป็นเวลา, Since =  ตั้งแต่,  Up to now, up to the present time, up until now =  จนถึงบัดนี้,  So far =  เท่าที่ผ่านมา

      - She has lived here for 10 years.

(เธออาศัยอยู่ที่นี่มา ๑๐ ปีแล้ว – ปัจจุบันก็ยังอยู่)

    - He has been in Chicago since last week.

(เขาอยู่ในชิคาโกตั้งแต่สัปดาห็ที่แล้ว – ปัจจุบันก็ยังอยู่)

    - We have lived in Bangkok since we were young.

(เราอาศัยอยู่ในกรุงเทพตั้งแต่เรายังเด็ก – ปัจจุบันก็ยังอยู่)

    - So far, you have not done your best. (You have not done your best so far.) (เท่าที่ผ่านๆมา  คุณยังไม่ได้ทำดีที่สุดเลย)

    - I have sent him only one letter up to now.

(ผมส่งจดหมายให้เขาเพียงฉบับเดียว  จนถึงบัดนี้)

          ๔. ใช้กับเหตุการณ์ที่เคยหรือไม่เคยทำในอดีต  แต่ไม่ได้กำหนดเวลาแน่นอน  สังเกตจาก “ever”  “never”  เช่น

      - Have you ever been to Japan?

(คุณเคยไปญี่ปุ่นไหม)

     - Has your father ever played football?

(พ่อของคุณเคยเล่นฟุตบอลไหม)

     - I have never seen him before.

(ผมไม่เคยเห็นเขามาก่อน)

          ๕. ใช้กับการกระทำที่เกิดขึ้นซ้ำๆ  ในอดีต  และยังอาจเกิดขึ้นได้อีก สังเกตจาก  “Adverb of frequency”เหล่านี้ “again and again” =  ซ้ำแล้วซ้ำอีก,  “many times” =  หลายครั้ง,  “sometimes” =  บางที,  “over and over” (= over and over again) = ซ้ำแล้วซ้ำอีก, “this is the first (second) time” =  นี่เป็นครั้งแรก (ครั้งที่ ๒)  เช่น

      - He has made the same mistake again and again.

(เขาทำความผิดเดิมๆซ้ำแล้วซ้ำอีก)

     - I have been to New York several times.

(ผมไปนิวยอร์คมาหลายครั้งแล้ว)

     - She has told that story over and over again.

(เธอเล่าเรื่องนั้นซ้ำแล้วซ้ำอีก)

     - This is the first time I have tried to play golf.

(นี่เป็นครั้งแรกที่ผมได้พยายามเล่นกอล์ฟ)

19. Mr. Johnson arrived in Bangkok _____________ November 15.

(คุณจอห์นสันมาถึงกรุงเทพ ________________ วันที่ ๑๕ เดือนพศจิกายน)

(a) in

(b) on (เมื่อ)

(c) at

(d) during

ตอบข้อ  (b) วันที่ต้องใช้ “On” (ดูเพิ่มเติมการใช้ “On” ใน หมวดข้อสอบ  TOEIC ตอนที่ ๖ ข้อ ๒๕)

20. I would rather ______________________.

(ผมอยากจะ _____________________ )

(a) die than beg. (ตายมากกว่าที่จะขอทาน)

(b) dying than begging

(c) dying to begging

(d) to die than beg

ตอบข้อ (a) “Would rather” (อยากที่จะ) ต้องตามด้วย “Infinitive without to” (Verb 1)   และ ใช้กับ “Than” (มากกว่า)

21. If you want to make sure of a seat on the bus, you had better go to the _________________. (ถ้าคุณต้องการมั่นใจว่าจะมีที่นั่งบนรถประจำทาง  คุณควรจะไปที่ ____________________  )

(a) station bus (รถของสถานี)

(b) station’s bus

(c) bus’s station

(d) bus station (สถานีรถประจำทาง)

ตอบข้อ (d) เนื่องจากเป็นการใช้คำนามขยายคำนาม หรือ “นามประกอบ” (Compound noun) ในกรณีนี้ คำนามตัวหน้าจะไม่อยู่ในรูปพหูพจน์ คือไม่เติม “s” แต่จะแสดงรูปพหูพจน์ที่คำนามตัวหลัง ตัวอย่าง เช่น

    -  service buses (รถบริการ – คือรถรับ-ส่งพนักงาน)

   -  bus service (บริการรถประจำทาง)

   -  flower garden (s) (สวนดอกไม้)

   -   wood house (บ้านไม้)

   -  steel table (s) (โต๊ะเหล็ก)

   -  government policy (นโยบายรัฐบาล)

   -  personnel development (การพัฒนาบุคลากร)

   -  insurance policy (กรมธรรม์ประกันภัย)

   -  growth rate (อัตราการเติบโต)

    -  oil price rise (การขึ้นราคาน้ำมัน)

    -  birthday party (งานเลี้ยงวันเกิด)

    -  dividend payment (การจ่ายเงินปันผล)

     -  debt payment (การชำระหนี้)

    -  income tax deduction (การหักภาษีเงินได้)

    -  motor insurance (การประกันภัยรถยนต์)

    -  fire insurance (การประกันอัคคีภัย)

    -  capital market (ตลาดทุน)

    -  exchange rate (s) (อัตราการแลกเปลี่ยน)

    -  traffic problem (s) (ปัญหาจราจร)

    -  greenhouse gas (กาซเรือนกระจก)

    -  tourism sector (ภาคการท่องเที่ยว)

    -  climate change (การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ)

    -  terrorism risk (s) (การเสี่ยงภัยการก่อการร้าย)

    -  commodity price (s) (ราคาสินค้า)

    -  price competition (การแข่งขันด้านราคา)

    -  household debt (หนี้ครัวเรือน)

    -  car sale (s) (การขายรถยนต์)

    -  distribution channel (ช่องทางการจำหน่าย)

    -  accident occurrence (การเกิดอุบัติเหตุ)

    -  branch office (s) (สำนักงานสาขา)

    -  insurance company (บริษัทประกันภัย)

    -  business partner (s) (คู่ค้า)

    -  leather belt (เข็มขัดหนัง)

    -  business transaction (s) (การดำเนินธุรกิจ)

22. When I was a boy, we had no ____________ in the village.

(ตอนผมเป็นเด็ก  เราไม่มี ______________________ ในหมู่บ้าน)

(a) electric (ซึ่งใช้ไฟฟ้า, เกี่ยวกับไฟฟ้า) (เป็นคำคุณศัพท์)

(b) electrical (ซึ่งใช้ไฟฟ้า, ด้านไฟฟ้า) (เป็นคำคุณศัพท์)

(c) electrify (อัดไฟฟ้า, ปล่อยกระแสไฟฟ้า, ทำให้มีกระแสไฟฟ้าใช้, ทำให้ตื่นเต้น-ตกใจ) (เป็นคำกริยา)

(d) electricity (ไฟฟ้า, กระแสไฟฟ้า, วิชาไฟฟ้า) (เป็นคำนาม)

ตอบข้อ (d) เนื่องจากได้ความหมายดีที่สุด

23. ______________ hard, and you will succeed.

(_____________________  หนัก  แล้วคุณจะประสบความสำเร็จ)

(a) Work (จงทำงาน)

(b) Working

(c) To work

(d) Having worked

ตอบข้อ (a)  เนื่องจากประโยคคำสั่งหรือขอร้อง ต้องขึ้นต้นด้วย “Infinitive without to” (Verb 1)  (ดูเพิ่มเติมประโยคคำสั่ง-ขอร้อง ใน หมวดข้อสอบ TOEIC ตอนที่ ๖ ข้อ ๓)

24. I have spent _______________today.

(ผมได้ใช้เงิน ___________________ วันนี้)

(a) money ten dollars

(b) ten dollars money

(c) ten dollars of money

(d) ten dollars (๑๐ เหรียญ)

ตอบข้อ (d) ให้บอกจำนวนเงิน  และสกุลเงิน  โดยไม่ต้องมีคำว่า “Money

25. She said, “_____________________”

(เธอพูดว่า “ ________________________

(a) Seldom we hear him sing.

(b) We hear him sing seldom.

(c) Seldom do we hear him sing. (เราได้ยินเขาร้องเพลงนานๆครั้ง)

(d) We seldom hear him to sing.

ตอบข้อ (c)  เนื่องจากเป็นไปตามโครงสร้าง {Seldom (hardly, scarcely) + Verb (ช่วย)  + Subject + Verb (แท้)} (ดูเพิ่มเติมโครงสร้างแบบนี้ใน หมวดข้อสอบ  TOEIC ตอนที่ ๒๐ ข้อ ๑๗ และ ตอนที่ ๑๘ ข้อ ๒๕)

Pages

Subscribe to RSS - หมวดข้อสอบ TOEIC