หมวดข้อสอบ TOEIC

หมวดข้อสอบ TOEIC (ตอนที่ 51)

Part V : Sentence Completion  (ส่วนที่ 5 :  การเติมประโยคให้สมบูรณ์)

Choose the best alternative to make a correct sentence.

(จงเลือกข้อที่ดีที่สุดเพื่อทำให้ประโยคมีความถูกต้อง)

1. His doctor has forbidden him __________________.

(หมอของเขาได้ห้ามเขา  ______________________)

(a) not to drink   (ไม่ให้ดื่ม)    

(b) to drink   (ดื่ม)

(c) don’t drink

(d) to not drink

ตอบ  -  ข้อ  (b)  เนื่องจากมาจากโครงสร้าง  “Subject + Forbid + Someone + To + Verb + กรรม”  {ประธาน + ห้าม + ใคร + ทำกริยา (อะไรก็ได้) + (กรรม)} ทั้งนี้  ในภาษาอังกฤษ  จะใช้ว่า  “ห้ามเขาดื่ม”   ไม่ใช้  “ห้ามไม่ให้เขาดื่ม”  เหมือนกับในภาษาไทย  ตัวอย่างอื่นๆ เช่น

-         The teacher forbids his students to talk in class.

(ครูห้ามนักเรียนคุยกันในห้องเรียน)  (ไม่ใช้ “not to talk”)

-         The company forbade workers to come to work late.

(บริษัทห้ามคนงานมาทำงานสาย)  (ไม่ใช้ “not to come”)

-         Most agencies forbid their staff to have conflicts of interest.

(องค์กร –  หน่วยงาน  -  ส่วนใหญ่ห้ามพนักงานมีความขัดแย้งด้านผลประโยชน์  -  หรือผลประโยชน์ทับซ้อน)  (ไม่ใช้ “not to have”)

2. Do you mind if I ask ____________________?

(คุณจะรังเกียจไหมถ้าผมถาม _______________________ )

(a) a question to you

(b) a question from you

(c) for a question to you

(d) you a question   (ปัญหาคุณ)

ตอบ  -  ข้อ  (d)  จะต้องใช้ว่า  “Ask you a question” หรือ  “Ask a question”  เสมอ  (ต้องจำโครงสร้างแบบนี้ !)  (ไม่มีโครงสร้างแบบข้อ  A, B, C)

3. Now the streets are deep _________________ water and mud, for it has been raining for five days.  

(ในขณะนี้  ถนนจมลึกอยู่ _______________ น้ำและโคลน  เพราะว่าฝนได้ตกต่อเนื่องมาเป็นเวลา ๕ วัน)

(a) in   (ใน)

(b) with

(c) of

(d) from

ตอบ  -  ข้อ  (a)  ฝรั่งใช้สำนวน  “Deep in water”   สำหรับวลีที่ต้องใช้  “In  ได้แก่   “arrive in”  (มาถึงในเมือง หรือ ประเทศ)  (แต่ถ้ามาถึง โรงเรียน, ธนาคาร, วัด, บ้าน ฯลฯ ใช้  “arrive at”)  “interested in”  (สนใจใน), “qualified in  (มีคุณสมบัติในเรื่อง), “weak in”  (อ่อนในเรื่อง), “deficient in  (ขาดหรือบก พร่องในเรื่อง), “proficient in”  (ชำนาญหรือคล่องแคล่วในเรื่อง), “successful in”  (ประสบความสำเร็จในเรื่อง), “disappointed in”  (ผิดหวังในเรื่อง), “in a box”  (ในกล่อง), “in a pocket”  (ในกระเป๋า), “sit in an armchair”  (นั่งในเก้าอี้ท้าวแขน), “in bed”  (ในเตียงหรือบนเตียง), “in the bath”  (ในอ่างน้ำ), in her hand”  (ในมือของเธอ), “in each other’s arms”  (ในอ้อมแขนของกันและกัน),“in the area”  (ในพื้นที่), “in the garden”  (ในสวน), “in the air” (ในอากาศ), “in the middle of the room”  (ที่กลางห้อง), “in the direction of”  (ในทิศทางของ), “in a restaurant”  (ในภัตตาคาร), “in the bathroom”  (ในห้อง น้ำ), “in school”  (ในโรงเรียน), “in hospital”  (ในโรงพยาบาล), “in the kitchen”  (ในครัว), “in the shop window”  (ในตู้โชว์กระจกของร้าน), “in a mirror”  (ในกระจก), “in a lake”  (ในทะเลสาบ), “in black suit”  (ในชุดดำ), “in the water”  (ในน้ำ), “write in ink”  (เขียนด้วยหมึก), “write in pencil”  (เขียนด้วยดินสอ), “in the first chapter”  (ในบทที่ ๑), “in the film”  (ในภาพยนตร์), “wait in the queue”  (รออยู่ในแถว), “be in a play”  (ร่วมแสดงละคร), “in April”  (ในเดือนเมษายน), “in  2016”  (ในปี ๒๐๑๖), “in the morning (afternoon, evening)”  (ในตอนเช้า-บ่าย-เย็น), “in recent years”  (ในช่วงไม่กี่ปีมานี้), “in the winter (summer, spring)”  (ในหน้าหนาว-ร้อน-ใบไม้ผลิ), “in the meantime”  (ในระหว่างนั้น), “in two months”  (ภายใน ๒ เดือน), “in my absence”  (ตอนที่ผมไม่อยู่), “in the aftermath of the accident”  (ภายหลังจากอุบัติเหตุ), “in half an hour”  (ภายในครึ่งชั่วโมง), “in two minutes”  (ใน ๒ นาที), “in ancient society”  (ในสังคมสมัยโบราณ), “in nature”  (ในธรรมชาติ), “in these circumstances”  (ในสภาพแวดล้อมเหล่านี้), “in this situation”  (ในสถานการณ์เช่นนี้), “in a state of near chaos”  (อยู่ในสภาวะใกล้จลาจล), “in a position to help others”  (อยู่ในฐานะที่ช่วยคนอื่นได้), “in the sun”  (ท่ามกลางแสงอาทิตย์) “in the dark”  (ในหรือท่ามกลางความมืด), “in the dim light”  (ท่ามกลางแสงสลัวๆ), “in her voice”  (ในน้ำเสียงของเธอ), “in love”  (ในความรัก-ตกหลุมรัก), “in a state of shock”  (อยู่ในสภาวะช็อค), “in low spirits”  (ในสภาพจิตใจหดหู่หรือตกต่ำ), “in a temper”  (ด้วยความโกรธหรือในอารมณ์โกรธ), “in favor of free speech”  (เห็นด้วยกับการพูดแบบมีเสรี), cry out in pain”  (ร้องด้วยความเจ็บปวด), “look up in surprise”  (เงยหน้ามองด้วยความประหลาดใจ), “in an effort to”  (ในความพยายามที่จะ), “in response to”   (เพื่อตอบสนองต่อ), “in answer to”  (เพื่อเป็นการตอบ), have confidence in”  (มีความเชื่อมั่นใน), “take interest in”  (สนใจใน), a course in Chinese”  (คอร์สภาษาอังกฤษ), “an expert in”  (ผู้เชี่ยวชาญในเรื่อง.....), “make money in business”  (หาเงินในธุรกิจ), “make his career in music”  (ประกอบอาชีพทางดนตรี), “in his old age”  (ในวัยชราของเขา), “a woman in her twenties”  (ผู้หญิงในวัย ๒๐ – ๒๙), “in my opinion”  (ในความเห็นของผม), “in her view”  (ในทัศนะของเธอ), “recruit workers in hundreds”  (รับคนงานเป็นร้อยๆ), “in my experience”  (จากประสบการณ์ของผม), “in her own eyes”  (ในสายตาของเธอ), “speak in Italian”  (พูดภาษาอิตาเลียน), “speak in a calm voice”  (พูดด้วยน้ำเสียงที่สงบ), “his complaints in writing”  (การร้องเรียนของเขาเป็นลายลักษณ์อักษร), “in financial difficulty”  (ในสภาวะยุ่งยากทางการเงิน), “$100,000 in cash”  (เป็นเงินสด ๑๐๐,๐๐๐ เหรียญ), “dressed in black”  (ใส่ชุดสีดำ), in real danger”  (ตกอยู่ในอันตรายอย่างแท้จริง), “in the planning stage  (ในขั้นตอนการวางแผน), “10 meters in length”  (ยาว ๑๐ เมตร), “cut it in two”  (ตัดมันออกเป็น ๒ ส่วน), “shrink in size”  (มีขนาดเล็กลง), “join in”  (ร่วมวงด้วย), “a one in five chance of success”  (โอกาสสำเร็จ ๑ ใน ๕), the pain in my feet”  (การเจ็บที่เท้าของผม), “the hole in his shirt”  (รู – รอยขาด – ในเสื้อเชิร์ตของเขา), “was shot in the leg”  (ถูกยิงที่ขา), “in fashion”  (กำลังเป็นที่นิยม), “result in his death”  (ส่งผลให้เขาตาย), believe in”  (เชื่อมั่น-ศรัทธาใน), “in the first place”  (ในประการแรก)  (กล่าวเมื่อจะบอกเหตุผลหลายๆ ประการ  เกี่ยวกับเรื่องใดเรื่องหนึ่ง  แล้วตามด้วยเหตุผลที่ต้องการจะบอก)  เป็นต้น

4. My son likes geography, but he is not very good _______________ drawing maps.  

(ลูกชายของผมชอบวิชาภูมิศาสตร์  แต่เขาไม่เก่ง __________________ การวาดแผนที่มากนัก)

(a)  in

(b) on

 (c) for

 (d) at   (เรื่อง)

ตอบ  -  ข้อ  (d) “Good at”  “เก่ง”  สำหรับวลีอื่นๆ ที่ต้องใช้  “At”  ได้แก่   “at a high speed” =  {(บินหรือวิ่ง) ด้วยความเร็วสูง}  “sit at a table” (นั่งที่โต๊ะ)  land at a small airport” (ร่อนลงที่สนามบินเล็กๆ)  “at both ends” (ที่ปลายทั้ง ๒ ข้าง)  “a knock at the door” (การเคาะที่ประตู)  “at a beach club” (ที่สโมสร ณ ชายหาด)  “at a funeral” (ที่งานศพ)  “at a press conference” (ที่การให้สัมภาษณ์หนังสือพิมพ์)  “at a high school dance” (ที่งานเต้นรำของโรงเรียน)  “at the office” (ณ ที่ทำงาน)  “at breakfast”(เมื่อเวลาอาหารเช้า)  “to stare at a garage roof” (จ้องมองไปที่หลังคาโรงรถ)  “to wave down at him” (โบกมือให้เขา)  “to throw petals at his car”  (โยน – โปรย – กลีบดอกไม้ที่รถของเขา)   “at a distance”  (ในระยะไกล)  “at a standstill”  (หยุดชะงัก, หยุดนิ่งอยู่กับที่)  “at 10:00 a.m.”(ตอน ๑๐ โมงเช้า)  at dawn” (ตอนรุ่งอรุณ)  “at once” (โดยทันทีทันใด)  “at his wit’s end”  (เขาหมดปัญญา, จนปัญญา, ไม่รู้จะทำอย่างไรดี)   “at loose ends”  (ไม่มีอะไรทำ, ไม่มีงานทำ, ไม่รู้จะทำอะไร ดี, ยังไม่แน่ใจว่าจะทำอะไรต่อไป, ยังไม่ตัดสินใจ)  “at a later stage” (ในระยะหรือขั้นตอนต่อไป)  “at a time of high unemployment” (ณ ช่วงเวลาที่มีการว่างงานสูง)  “to start work at sixteen” (เริ่มทำงานตอนอายุ ๑๖)  “to die at eighty-three”  (ตายเมื่ออายุ ๘๓)  to grow at an astonishing rate” (เติบโตในอัตราที่น่าพิศวง)  “to buy or sell it at $ 100” (ซื้อหรือขายที่ราคา ๑๐๐ เหรียญ)  “at 100 miles per hour(ที่ ๑๐๐ ไมล์ต่อชั่วโมง)  “the radio playing at full volume” (วิทยุเปิดสุด เสียง)  “to set a pass mark at 60 percent” (ตั้งคะแนนผ่านที่ ๖๐ เปอร์เซ็นต์)  to work harder at his thesis” (ขยันมากขึ้นกับวิทยานิพนธ์)  “to aim at bringing down the inflation rate” (มีเป้าหมายเพื่อลดอัตราเงินเฟ้อ)  “to go at the invitation of his neighbors” (ไปเพราะการเชื้อเชิญของเพื่อนบ้าน) “to leave at the director’s command”  (จากไปเพราะคำสั่งของผู้อำนวยการ)  at liberty” (มีอิสรเสรีที่จะทำอะไร, มิได้ถูกขัดขวางหรือหยุดยั้ง) “to be at war”(ทำสงคราม)  “to put his life at risk” (ทำให้เขาต้องเสี่ยงชีวิต)  “to read at random” (อ่านแบบสุ่มๆ – คือไม่เฉพาะเจาะจง)  “at gun point” (โดยเอาปืนจี้หัว)  “to fly at their expense” (บินไปโดยค่าใช้จ่ายของพวกเขา)  “to be at her best” (อยู่ในช่วงที่ดีที่สุดของเธอ)  “at a guess” (โดยการเดาหรือทาย)  at a rough estimate”  (โดยประมาณการอย่างคร่าวๆ)  “good at swimming” (ว่ายน้ำเก่ง)  “clever at mathematics” (เก่งคณิตศาสตร์)  “bad at cooking”  (ปรุงอา หารไม่เก่ง)  “an expert at shooting”  (เป็นผู้เชี่ยวชาญด้านการยิงปืน)  “be delighted at the success” (ปลาบปลื้ม-ยินดี กับความ สำเร็จ)  “feel sorry at his dismissal” (รู้สึกเสียใจกับการถูกไล่ออกของเขา)  feel glad at a new job” (รู้สึกดีใจกับงานใหม่)  “at first”(ในตอนแรก)  “at last”  (ในที่สุด)  “at least”  (อย่างน้อยที่สุด)  “at leisure”  (มีเวลาว่าง, ไม่ได้ทำงาน, ไม่ได้มีงานยุ่ง)  “at length”  (อย่างละเอียด, อย่างเต็มที่, ในที่สุด)  “at most, at the most”  (อย่างมากที่สุด)   “at loggerheads”  (ทะเลาะกัน, ต่อสู้กัน, เป็นปฏิปักษ์ต่อกัน)  “at present”  (ในปัจจุบัน)  “at the same address” (ณ ที่อยู่เดิม)  “at 33 Albert Street”  (บ้านเลขที่ ๓๓ ถนนอัลเบิร์ต)  “at the hairdresser’s”  (ที่ร้านทำผม)  “at church”  (ที่โบสถ์ – ไปทำพิธี)  “at home”  (ที่บ้าน)  “to be at work”  (กำลังทำงานหรือยุ่งอยู่กับกิจกรรมอะไรบางอย่าง, สถานการณ์หรือกระบวนการที่กำลังมีผลกระทบหรืออิทธิพล)   “at school” (ที่โรงเรียน)   “at college”  (ที่มหาวิทยาลัย)   “arrive at the airport” (มาถึงที่สนามบิน)  “at night”  (ตอนกลางคืน)  “at Easter” (ช่วงเทศกาลอีสเตอร์)  “at the weekend” (ตอนสุดสัปดาห์)  “I don’t understand it at all.”  (ผมไม่เข้าใจมันเลย)  “I can hardly hear you at all.”  (ผมแทบจะไม่ได้ยินเสียงคุณเลย – เสียงคุณแผ่วเบามาก)   “It is not at all likely he will come.”  (แทบจะเป็นไปไม่ได้เลยที่เขาจะมา  -  คือมีโอกาสเกิดขึ้นน้อยมาก)  “Can it be done at all?”  (มันจะสามารถทำได้ไหมนี่)  “She will walk with a limp, if she walks at all.”  (เธอจะต้องเดินขากระเผลก-ขาเป๋  ถ้าเธอยังเดินได้  -  หมายถึงเธออาจจะเดินไม่ได้อีกเลย)   “at all costs”  (ไม่ว่าจะต้องเสียเงิน เวลา หรือความพยายามเพียงใด  “Carl is determined to succeed in his new job at all costs.”   (คาร์ลมุ่งมั่นที่จะประสบความสำเร็จในงานใหม่ของเขา  โดยไม่สนใจว่าจะต้องทำงานหนักเพียงใด)   “Regardless of the results, Mr. Jackson intended to save his son’s eyesight at all costs.”  (โดยไม่คำนึงถึงผลลัพธ์  มิสเตอร์แจ๊คสันตั้งใจที่จะรักษาสายตาของลูกชายตน  ไม่ว่าจะต้องใช้เวลาหรือเงินมากมายเพียงใด)  “at a loss”  (ในสภาพที่ไม่แน่นอน, ไม่รู้อะไรเลย, งุนงงสับสนไปหมดจนทำอะไรไม่ถูก, จนปัญญา)  “A good salesman is never at a loss for words.”  (นักขายที่ดีไม่เคยจนปัญญาที่จะพูดเพื่อขายสินค้า  -  คือมีเรื่องพูดมากมายเพื่อโฆษณาสินค้าของตน)  “When Don missed the last bus, he was at a loss to know what to do.”  (เมื่อดอนตกรถเมล์เที่ยวสุดท้าย  เขางุนงงสับสนจนไม่รู้ว่าจะทำอย่างไร  -  คือไม่รู้ว่าจะหาทางกลับบ้านอย่างไร)  “at anchor” (แอ๊ง-เคอะ  -  จอดลอยลำทอดสมออยู่)  “at any rate”  (อย่างไรก็ตาม, อย่างไรก็ดี)  keep him at arms length”  (ไม่คบค้าสมาคมกับเขา, ไม่ทำตัวสนิทสนมกับเขา)  at a snail’s pace”  (อย่างเชื่องช้าอืดอาด, คืบหน้าไปทีละหน่อยเหมือนหอยทาก)  one at a time”  {(เข้ามาในห้อง, ขึ้นรถเมล์) ทีละคน}  “run up the steps two at a time”  (ขึ้นบันไดทีละ ๒ ขั้น)  “at best, at the best”  (อย่างดีที่สุด)  at ease”  (สบาย, ไม่มีความเจ็บปวดหรือสิ่งรบกวน)   “at every turn”  (ทุกครั้ง, ตลอดเวลา)   “at fault”  (ถูกตำหนิ, รับผิดชอบต่อความผิดพลาดหรือความล้มเหลว)   “at first glance, at first sight”  (เมื่อแรกเห็น, หลังจากมองครั้งแรกอย่างรวดเร็ว)   “at hand, at close hand”  (อยู่ใกล้ตัว,  เอื้อมถึงได้ง่าย,  กำลังจะมาถึงเร็วๆนี้)   “at large”  {(คนร้าย) ยังลอยนวล, ยังจับตัวไม่ได้}

5. My brother is so proud that I can’t make him _______________ his mind. 

  (พี่ชายของผมเป็นคนหยิ่งทะนงมากจนกระทั่ง  ผมไม่สามารถทำให้เขา   ________________ )         

(a) to change

(b) changing

(c) change   (เปลี่ยนใจ)

(d) changed

ตอบ  -  ข้อ  (c)  เนื่องจาก  “Subject + Make + กรรม + Verb 1” ดูเพิ่มเติมคำกริยาที่ตามด้วย  “กรรม  + Verb 1”  จากประโยคตัวอย่างข้างล่าง

                ตัวอย่างที่ ๑

-                We begged him to let us ______________ through the telescope.

(เราขอร้องเขาให้อนุญาตให้เรา ___________________ ผ่านกล้องโทรทัศน์ (กล้องส่องทางไกล) ตัวนั้น)

(a) look   (มอง, ดู)

(b) to look

(c) looking

(d) looked

ตอบ  -  ข้อ  (a)  เนื่องจาก “Let + กรรม + Verb 1 (Infinitive without to)

             ตัวอย่างที่ ๒

-         What she saw made her ______________ pale.

(สิ่งที่เธอเห็นทำให้เธอ ______________________ หน้าซีดเผือด)

(a) turn   (กลายเป็น)

(b) turning

(c) to turn

(d) turned

ตอบ  -  ข้อ  (a)  เนื่องจาก “Make +กรรม + Verb 1

                ตัวอย่างที่ ๓

-             The manager let everyone _________ the office early to attend the convention.

(ผู้จัดการปล่อย (ยอม) ให้ทุกคน____________________สำนักงานแต่เนิ่นๆเพื่อไปเข้าร่วมการประชุม)

      (a) to leave

      (b) leaves

      (c) left

      (d) leave   (ออกจาก)

หมายเหตุ  –  ตอบข้อ  (d)  เนื่องจากหลังกรรมของ  “Make, Let, Have (ใช้), See, Hear, Feel”  ต้องอยู่ในรูป  “Infinitive without to”  คือ กริยาช่องที่ ๑ ที่ไม่มี  “To” นำหน้า (Verb 1)  ดังตัวอย่างประโยค เช่น

-        She lets them play in the field.

(เธอปล่อยให้พวกเขาเล่นในสนาม)

-        We made them laugh.

(เราทำให้พวกเขาหัวเราะ)

-        I heard her sing.

(ผมได้ยินเธอร้องเพลง)

-        He saw her walk in the street.

(เขาเห็นเธอเดินในถนน)

-        She had them clean her room.

(เธอให้พวกเขาทำความสะอาดห้อง)

6. There’s a possibility we’ll go, but it all depends ______________  the weather. 

  (มึความเป็นไปได้ว่าเราจะไป  แต่มันทั้งหมดขึ้นอยู่ ________________ ดินฟ้าอากาศ)

(a)    with

(b)   in

(c)   on   (กับ)

(d)   at

ตอบ  ข้อ  (c)  “Depend + On  หรือ  Upon” = “ขึ้นอยู่กับ”  สำหรับวลีอื่นๆที่ต้องใช้  “On ได้แก่   on business  (ด้วยเรื่องธุรกิจ), keep on  (ดำเนินต่อไป), rely on  (ไว้วางใจ, เชื่อใจ, พึ่งพาอาศัย), depend on  (พึ่งพาอาศัย, ขึ้นอยู่กับ, อยู่ที่), insist on  (ยืนกราน, ยืนหยัด, เรียกร้อง), on the floor  (บนพื้น), on a hill  (บนเนินเขา), on the top shelf  (บนชั้นบนของหิ้ง), on a sofa  (บนเก้าอี้โซฟา), the posters on the walls  (โปสเตอร์บนกำแพง), a sticker on her car  (สติ๊กเกอร์ติดรถของเธอ), pictures on the screen  (รูปภาพบนจอ), on the ceiling  (บนเพดาน), on the roof  (บนหลังคา), on all fours  (คลาน ๔ เท้า), get on a bus  (ขึ้นรถเมล์), on a highway  (บนทางหลวง), on the plane  (บนเครื่องบิน), on foot   (โดยทางเท้าหรือเดินไป), to walk on tiptoe  (เดินบนปลายเท้าหรือเขย่งส้นเท้า), on horseback  (บนหลังม้า), on a bicycle  (โดยรถจักรยาน), on Monday  (ในวันจันทร์), on a Sunday afternoon  (ตอนบ่ายวันอาทิตย์), on an occasion like this  (ในโอกาสเช่นนี้),  on April10th  (ในวันที่ ๑๐ เมษายน), on Thursday night  (ในคืนวันพฤหัสฯ), on the first day of term  (ในวันแรกของภาคการศึกษา), books on art and religion  (หนังสือเกี่ยวกับศิลปะและศาสนา), on the subject of rents  (ในเรื่องเกี่ยวกับค่าเช่า), ideas on how films should be made  (ความคิดเกี่ยวกับว่าควรจะสร้างหนังอย่างไร), to comment on the issue  (แสดงความคิดเห็นในประเด็นนั้น), a talk on agriculture  (การสนทนาเกี่ยวกับเกษตรกรรม), cars running on petrol  (รถยนต์ที่วิ่งด้วยน้ำมัน), appear on TV  (ปรากฏตัวทางทีวี), to hear it on the radio  (ได้ยินมันทางวิทยุ), on stage  (บนเวที), on the phone  (ทางโทรศัพท์ หรือกำลังพูดโทรศัพท์)  เป็นต้น

 7. That boy _______________ for his musical ability.

(เด็กคนนั้น ____________________ ในด้านความสามารถทางดนตรีของเขา)

(a) is knowing

(b) has known

(c) knows

(d) is known   (เป็นที่รู้จัก, ถูกรู้จัก)

ตอบ  -  ข้อ  (d)  เนื่องจากต้องอยู่ในรูป  “Passive voice” {Subject + is (am, are, was, were) + Verb 3}  เนื่องจากประธานของประโยค  (That boy)  เป็นผู้ถูกกระทำ คือ “ถูกรู้จัก หรือ เป็นที่รู้จัก”  ดูเพิ่มเติมการใช้  “To be known for”   หรือ “To be known as”  จากประโยคตัวอย่างข้างล่าง

                  จงหาข้อที่ผิดหลักไวยากรณ์จากข้อ  (๑) – (๔)

-   The rhinoceros is (1) known as its (2) distinctive horns, which continue (3) to grow throughout the (4) animal’s lifetime.

(แรดเป็นที่รู้จักกันสำหรับ (หรือในเรื่อง) นอที่เด่นของมัน  ซึ่งยังคงเจริญเติบโตต่อไปตลอดช่วงชีวิตของสัตว์ – คือแรด)

ตอบ  –  ข้อ ๑ แก้เป็น “known for” หมายถึง “เป็นที่รู้จักกันในเรื่อง หรือสำหรับ”เช่น

            - He is known for his kindness and generosity.

(เขาเป็นที่รู้จักในเรื่องความกรุณาและความเอื้อเฟื้อเผื่อแผ่)

           - Chiang Mai is known for the hospitality of its people.

(เชียงใหม่เป็นที่รู้จักในเรื่องความเอื้อเฟื้อ-ต้อนรับแขกของผู้คนที่นั่น)

           - That judge is known for his fair verdict.

(ผู้พิพากษาคนนั้นเป็นที่รู้จักในเรื่องคำตัดสินที่เป็นธรรม)

           - The President was known for his sensible and timely decision making.

(ท่านประธานาธิบดีเป็นที่รู้จักในเรื่องการตัดสินใจที่ชาญฉลาดและเหมาะสมกับเวลา)

              สำหรับ  “known as” (เป็นที่รู้จักกันในฐานะ)  ใช้ดังนี้  คือ

           - He is known as a famous doctor.

(เขาเป็นที่รู้จักกันในฐานะแพทย์ที่มีชื่อเสียง)

           - She was known as a dedicated teacher.

(เธอเป็นที่รู้จักในฐานะครูที่อุทิศตัว)

           - They are known as brave people who have sacrificed their lives for the country.

(พวกเขาเป็นที่รู้จักในฐานะคนผู้กล้าหาญ  ผู้ซึ่งสละชีวิตตนเองเพื่อประเทศชาติ)

            - Jim is known as a man who keeps his words.

(จิมเป็นที่รู้จักในฐานะบุคคลซึ่งรักษาคำพูด)

 8. It is generally accepted that to educate huge populations _______________ a great problem.

(เป็นที่ยอมรับกันโดยทั่วไปว่า  การให้การศึกษาแก่ประชากรจำนวนมาก ____________ ปัญหาที่ยิ่งใหญ่)

(a)  are

(b)   were

(c) is   (เป็น)   

(d) to be

 (e) being

ตอบ  -  ข้อ  (c)  เนื่องจากประธานของประโยคย่อย  (to educate huge…… ……………………...problem)  คือ  “to educate (huge populations)   ซึ่งเป็น  “Infinitive with to” (To + verb 1)   และถือเป็นคำนามเอกพจน์เสมอ  เหมือนกับ  “Gerund” (Verb + ing)  ดังนั้น  จึงต้องใช้กับกริยา  “Is” (Was)  ดูเพิ่มเติมการใช้  “Infinitive with to” (To + verb 1)  และ  “Gerund (Verb + ing)  เป็นประธานของประ โยค  และถือเสมือนเป็นคำนามเอกพจน์  จากประโยคตัวอย่างข้างล่าง

-         To swim is a good exercise.

(การว่ายน้ำเป็นการออกกำลังกายที่ดี)

(= Swimming is a good exercise.)

-         To learn Japanese is difficult.

(การเรียนภาษาญี่ปุ่นเป็นเรื่องยาก)

(= Learning Japanese is difficult.)

-         To escape from the prison seems impossible.

(การหลบหนีจากคุกดูเหมือนจะเป็นไปไม่ได้)

(= Escaping from the prison seems impossible.) 

9. I get tired of cleaning the house and ______________ to the market every day.  

(ผมเบื่อการทำความสะอาดบ้านและ (เบื่อ) __________________ ไปตลาดทุกวัน)

(a) ran

(b) run

(c) to run

(d) running   (การวิ่ง)

ตอบ  -  ข้อ  (d)  เนื่องจากต้องใช้ให้สมดุลกับ  “Cleaning”  โดยถือว่าตามหลัง   Preposition” (Of) เหมือนกันทั้ง ๒ คำ  ดูเพิ่มเติมการใช้  “Gerund” (Verb + ing)  เมื่อตามหลัง “Preposition”{ทำหน้าที่เป็นกรรมของ“Preposition”}  จากประโยคตัวอย่างข้างล่าง

             - He is interested in collecting stamps.

(เขาสนใจกับการสะสมแสตมป์)

             - She was surprised at finding her lost ring.

(เธอประหลาดใจกับการพบแหวนที่หาย)

             - They are fond of reading.

(พวกเขาชอบการอ่าน)

              - We came here by taking a taxi.

(เรามาที่นี่โดยการนั่งรถแท็กซี่)

             - This equipment is for gardening.

(อุปกรณ์นี้สำหรับการทำสวน)

10. She gave him the wrong telephone number _______________.

(เธอให้เบอร์โทรศัพท์ผิดแก่เขา _______________________ )

(a) with mistake

(b) by mistake   (โดยการเข้าใจผิด)

(c) from mistake

(d) with a mistake

ตอบ  -  ข้อ  (b)  สำหรับวลีอื่นๆที่ใช้กับ  “By”  ได้แก่  “by heart”  (โดยการท่องจำ)  “by car” (= in a car) (โดยรถยนต์)  “by bus” (= in a bus)  (โดยรถประจำทาง)  “by train” (= in a train)  (โดยรถไฟ)  “by plane” (= in a plane)  (โดยเครื่องบิน)  “by air”  (โดยทางอากาศ)  “by sea”  (โดยทางทะเล)  by telephone”  (โดยทางโทรศัพท์)  “by telegram” (โดยทางโทรเลข) “by letter”  (โดยทางจดหมาย)  “by trade”  (โดยทางการค้า)  “by radio”  (โดยทางวิทยุ)  “by force”  (โดยใช้กำลัง)  “I know him (them) by name”  (ผมรู้จักเขาแต่ชื่อ  -  ไม่เคยพบตัว)  “by himself/herself” (โดยตัวเขา/เธอเอง  ตามลำพัง หรือ ไม่มีใครช่วย)  “by machinery”  (โดยเครื่องจักร)  “by hand” (= with his hands) {(ทำ) ด้วยมือ} “The room is 20 feet by 10 feet.”  (ห้องยาว ๒๐ ฟุต กว้าง ๑๐ ฟุต)  “Sugar is sold by the pound/kilogram.” (= by weight) {น้ำตาลถูกขายเป็นปอนด์/กิโลกรัม  =   (ขาย) เป็นน้ำหนัก}  “remarks by Mr. Schmidt”  (คำพูดโดยมิสเตอร์ชมิดท์)  “She was brought up by her aunt.” (เธอได้รับการอบรม-เลี้ยงดูโดยป้าของเธอ)  “new legislation announced by the government”  (กฎหมายใหม่ประกาศโดยรัฐบาล)  “I was startled by his anger.”  (ผมสะดุ้งตกใจจากความโกรธของเขา)  “by and large” (= on the whole)  (โดยทั่วๆไป, เมื่อพิจารณาทุกด้านแล้ว)  “by mistake”  (โดยการเข้าใจผิด)  “by accident” (โดยอุบัติเหตุ, โดยมิได้ตั้งใจ)  “by degrees”  (ทีละน้อย)  “by the way”  (อ้อ, เอ้อ, อนึ่ง – ใช้พูดเกริ่นนำ ก่อนจะเข้าเรื่อง)   ‘by all means”  (โดยแน่นอน)  “by no means” (ไม่โดยแน่นอน)  “by-pass”  (= short cut)  (ทางลัด)  “passer-by”(ผู้ที่ผ่านไปมา)   “by-gone”  (สิ่งหรือเรื่องที่ผ่านไปแล้ว)  “by-product”  (ผลพลอยได้)  I will pay by cheque.” (ผมจะจ่ายเป็นเช็ค) “read a book by candlelight”  (อ่านหนังสือโดยใช้แสงเทียน)  “by chance”  (โดยบังเอิญ) She came in by the back door.”  (เธอเข้ามาทางประตูหลัง)  “I sat by her bed.”  (ผมนั่งข้าง – หรือใกล้ – เตียงของเธอ)  “by 1960”  (ราวๆ ปี ๑๙๖๐)  By the time I went to bed, I was absolutely exhausted.”  (ราวๆเวลาที่ผมเข้านอน  ผมเหน็ดเหนื่อยโดยสิ้นเชิง)   “He is rich by Chinese standards.”  (เขาร่ำรวย  โดยมาตรฐานของชาวจีน)  “She was standing by herself in a corner of the room.”  (เธอกำลังยืนอยู่ตามลำพัง – คนเดียว – ที่มุมห้องด้านหนึ่ง)   “I think I could manage by myself.”  (ผมคิดว่าผมสามารถทำสำเร็จด้วยตัวของผมเอง  –  โดยไม่ต้องมีคนคอยช่วยเหลือ)  “Twelve divided by three is four.”   (๑๒ หารด้วย ๓ เหลือ ๔)   “Multiply the amount by three.”  (จงคูณจำนวนนั้นด้วย ๓)   “Cars are now made by the million.”  (รถยนต์ในปัจจุบันได้รับการผลิตเป็นล้านๆคัน)  “one by one” (ทีละคน)  “year by year”  (แต่ละปี)  “She took him by the hand.”  (เธอจับมือเขา)  “Hold it by the handle!”  (จงถือมันไว้ที่ด้าม หรือมือจับ)  “Her salary went up by half.”  (เงินเดือนของเธอขึ้นไปครึ่งหนึ่ง)  “The economic growth increased by 10 %.”  (เศรษฐกิจเติบโต ๑๐ เปอร์เซนต์)  They are Buddhists by birth, not by practice.”  (พวกเขาเป็นชาวพุทธโดยกำเนิด  มิใช่โดยการปฏิบัติ  –  ศาสนกิจ)  “By night, a number of animals seek their preys, while by day, they tend to sleep.”  (ระหว่างกลางคืน  สัตว์จำนวนมากเสาะหาเหยื่อ  ในขณะที่ตอนกลางวัน  พวกมันมักจะนอน)   “walk side by side”  (เดินเคียงข้างกัน)  “walk hand in hand”  (เดินจูงมือกัน)   “by-election”  (การเลือกตั้งซ่อม)  “by comparison”  (โดยการเปรียบเทียบ)

11. She understood the question after I ________________ twice.

(เธอเข้าใจคำถาม  หลังจากผม ________________________ สองครั้ง)

(a) had explained her

(b) had explained her it

(c) had explained it to her   (ได้อธิบายมันให้เธอฟัง)

(d) had explained it her

ตอบ  -  ข้อ  (c)  เนื่องจากต้องใช้ตามโครงสร้าง  “To explain something to someone” (explain it to her)  หรือ  “To explain to someone about something” (explain to her about it)  (ต้องจำโครงสร้าง ๒ แบบข้างบน)

12. We will go out after I ______________ typing this application.

(เราจะออกไปข้างนอกหลังจากผม __________________ การพิมพ์ใบสมัครนี้)

(a) shall finish

(b) have finished   (ได้ทำเสร็จสิ้นแล้ว)  

(c) had finished

(d) shall have finished

ตอบ  -  ข้อ  (b)  เนื่องจากเป็นกฎข้อหนึ่งของการใช้  “Present perfect tense{Subject + has (have) + verb 3}  คือ  ใช้กับ  “เหตุการณ์ที่ได้ทำแล้ว (เกิดขึ้นแล้ว)  หรือ เหตุการณ์ที่ยังมิได้ทำ (ยังไม่เกิดขึ้น)  หรือ ใช้ถามคำถามว่า  “ทำแล้วหรือยัง”  (ดูจากประโยคตัวอย่างข้างล่าง)  แต่ในข้อ  ๑๒  ได้นำมาปนกับเหตุการณ์ในอนาคต  “Future tense” {Subject + will (shall) + verb 1}   คือ  บอกว่า  “เราจะออกไปข้างนอก  ถ้าผมได้เสร็จสิ้นการพิมพ์ใบสมัครแล้ว

                  อนึ่ง  “Present perfect tense”  ที่บอกข้อความว่า  “ทำแล้ว, ยังไม่ได้ทำ, ทำหรือยัง”  มักมีคำว่า “Already” (ใช้กับประโยคบอกเล่าและคำถาม)  และ Yet”  (ใช้กับประโยคปฏิเสธและคำถาม)  ทั้งนี้   อาจไม่ต้องมี “Already” และ Yet”ก็ได้

           - I have (already) eaten my dinner.

(ผมกินอาหารค่ำแล้ว)

           - She has not (yet) had her breakfast. (= She has not had her breakfast yet.)   (เธอยังไม่ได้กินอาหารเช้าเลย)

          - Have you (already) done your homework?

(คุณทำการบ้านแล้วหรือยัง)

          - I’ve (already) answered that question.

(ผมได้ตอบคำถามนั้นแล้ว)

          - Have you (already) finished your report? (= Have you finished your report already?)   

(คุณทำรายงานเสร็จหรือยัง)

                   ทั้งนี้  เมื่อเอาประโยคใน  “Present perfect tense”   มารวมกับ   Future tense”  (เหตุการณ์อนาคต)   หรือ  “Present simple tense  (เหตุการณ์ปัจจุบัน)  จะได้ประโยคดังตัวอย่างข้างล่าง

             - He will go to work in Japan after (when) he has studied Japanese.

(เขาจะไปทำงานในญี่ปุ่น  หลังจาก (เมื่อ) เขาได้ศึกษาภาษาญี่ปุ่นแล้ว)

           - We will go out for dinner after (when) we have finished our work.

(เราจะออกไปกินอาหารค่ำข้างนอกบ้าน  หลังจาก (เมื่อ) เราได้ทำงานเสร็จแล้ว)

                - They will visit her in England after (when) they have received her letter.

(พวกเขาจะไปเยี่ยมเธอในอังกฤษ  หลังจาก (เมื่อ) พวกเขาได้รับจดหมายจากเธอ)

           - She arrives after (when) the train has left the station.

(เธอมาถึง  หลังจาก (เมื่อ) รถไฟได้ออกจากสถานีไปแล้ว)

           - He goes to sleep after (when) he has closed the window.

(เขาเข้านอน  หลังจาก (เมื่อ) เขาได้ปิดหน้าต่างแล้ว)

           - I go to the concert after (when) I have got a free ticket.

  (ผมไปดูคอนเซิร์ต  หลังจาก (เมื่อ)  ผมได้ตั๋วฟรีแล้ว)                            

13. Have you any books about ________________?

(คุณมีหนังสือเกี่ยวกับ _______________________ บ้างไหม)

(a) die

(b) to die   (ตาย)  (เป็นคำกริยา)

(c) death   (เดธ)  (ความตาย)  (เป็นคำนาม)

(d) dead   (เดด)  (ตาย, ไม่มีชีวิต)  (เป็นคำคุณศัพท์)

ตอบ  -  ข้อ  (c)  เนื่องจากหลัง  “Preposition” (About  =  เกี่ยวกับ)  ต้องเป็นคำนาม

14. She was very ______________ to meet her friend.

(เธอ __________________________ มากที่ได้พบเพื่อนของเธอ)

(a) delight   (ทำให้ยินดี-ปลาบปลื้ม-สุขใจ,  ความยินดี-ปลาบปลื้ม-สุขใจ)

(b) delighting   (น่ายินดี-ปลาบปลื้ม-สุขใจ)

(c) delighted   (รู้สึกยินดี-ปลาบปลื้ม-สุขใจ)

(d) delightful   (น่ายินดีมาก, น่าสุขใจมาก)

ตอบ  -  ข้อ  (c)  ดูคำอธิบายเพิ่มเติมจากประโยคตัวอย่างข้างล่าง

             ตัวอย่างที่ ๑

-   I ________________ with the result of my exam.

(ผม______________ กับผลสอบของผม)

(a) quite satisfy  (ทำให้พึงพอใจอย่างมาก)

(b) am quite satisfying  (น่าพึงพอใจอย่างมาก)

(c) am quite satisfied   (รู้สึกพึงพอใจอย่างมาก)

(d) am quite to satisfy

ตอบ  -  ข้อ  (c)   ดูเพิ่มเติมคำกริยาประเภท “Satisfy, Excite, Interest, Disappoint, Please, Attract, Frighten, etc.” จากประโยคตัวอย่างข้างล่าง

            ตัวอย่างที่ ๒

-    I am ________________ in science, not in English.

(ผม _______________________ ในวิทยาศาสตร์  มิใช่ภาษาอังกฤษ)

(a) interest

(b) interesting   (น่าสนใจ)

(c) interested   (มีความสนใจ)

(d) to interest  (ทำให้สนใจ)

ตอบ  -  ข้อ (c)

            ตัวอย่างที่ ๓

-  He is ______________ a house.

(เขา ______________________บ้าน)

(a) interest at to rent

(b) interesting in rent

(c) interested at renting

(d) interested in renting  (มีความสนใจในการเช่า)

ตอบ  -  ข้อ  (d)

               ตัวอย่างที่ ๔

         -  It will take me quite some time to get him _____________ in buying your land. 

(ผมจะต้องใช้เวลานานทีเดียวที่จะทำให้เขา __________________ในการซื้อที่ดินของคุณ)

(a) to interest  (ทำให้สนใจ)

(b) being interesting

(c) interested   (มีความสนใจ)

(d) interesting   (น่าสนใจ)

ตอบ  -  ข้อ (c)

           ตัวอย่างที่ ๕

             -  The little girl was very ______________ when her father promised to buy her a doll.

(เด็กหญิงเล็กๆคนนั้น _________________ มาก  เมื่อพ่อของเธอสัญญาว่าจะซื้อตุ๊กตาให้เธอ)

(a) exciting  (น่าตื่นเต้น)

(b) excited   (รู้สึกตื่นเต้น)

(c) excite  (ทำให้ตื่นเต้น)

(d) excitable  (สามารถตื่นเต้นได้)

ตอบ  –  ข้อ  (b)  ดูเปรียบเทียบกับประโยคข้างล่าง

- The results of the traveler preference survey are surprising.

(ผลลัพธ์ของการสำรวจความนิยมของนักเดินทาง – ท่องเที่ยว – น่าประหลาดใจ )

หมายเหตุประโยคข้างบนนี้ต้องใช้  “surprising” เนื่องจาก “surprise”  เป็นคำกริยาที่มีความหมายว่า  “ทำให้ประหลาดใจ”  แต่ถ้าใช้ในรูป  “is (are, was, were) surprising” จะมีความหมายว่า  “น่าประหลาดใจ”  ส่วนเมื่อใช้ในรูป  “is (am, are, was, were) surprised” จะมีความหมายว่า  “มีความรู้สึกประหลาดใจ”  ดังตัวอย่างประโยค เช่น

-         The result of the exam surprised her.

(ผลสอบทำให้เธอประหลาดใจ)

-         She was surprised at the result of the exam.

(เธอมีความรู้สึกประหลาดใจกับผลสอบ)

-         The result of the exam was surprising.

(ผลสอบน่าประหลาดใจ)

คำกริยาประเภทเดียวกับ “Surprise” ได้แก่

   satisfy –ทำให้พอใจ

   excite – ทำให้ตื่นเต้น

   disappoint –ทำให้ผิดหวัง

   attract –ทำให้หลงใหล, ดึงดูด

   interest – ทำให้สนใจ

   amuse –ทำให้สนุกหรือขบขัน

   please –ทำให้ยินดี-พอใจ

   annoy –ทำให้รำคาญ-ขุ่นเคือง

   bore – ทำให้เบื่อ

   tire – ทำให้เหน็ดเหนื่อยหรือเบื่อ

   frighten – ทำให้ตกใจ

   confuse –ทำให้สับสนหรืองุนงง

   surprise –ทำให้ประหลาดใจ

   amaze – ทำให้ทึ่ง, ทำให้ตะลึง

   delight – ทำให้ยินดี

   exhaust –ทำให้หมดแรง

   fascinate – ทำให้หลงใหล, ทำให้หลงเสน่ห์             

   charm – ทำให้หลง

   convince – ทำให้เชื่อ

   tempt – ทำให้หลงใหล, ยั่วยวน-ล่อใจ

   entertain – ทำให้เพลิดเพลิน

   embarrass –ทำให้ขวยเขิน-กระดากอาย         

   puzzle –ทำให้งง

   thrill – ทำให้ตื่นเต้น

   upset – ทำให้รำคาญ-ไม่สบายใจ

   irritate – ทำให้โมโห, ทำให้ระคายเคือง

   exasperate –ทำให้โกรธ

   astonish –ทำให้ประหลาดใจ, ทำให้ตกใจ

   infuriate –ทำให้โกรธ, ทำให้เดือดดาล

   horrify –ทำให้กลัว, ทำให้ขนพองสยองเกล้า             

 

              กลุ่มคำกริยาข้างบนนี้ มีหลักการใช้คือ

1.  ถ้าใช้ในรูป“Subject + verb + object”จะมีความหมายว่า “ทำให้” คือตัวประธานเป็นผู้ทำให้เกิดอาการนั้นๆขึ้นแก่ผู้อื่น เช่น

-         The accident frightened the passengers a great deal.(past tense)

(อุบัติเหตุทำให้ผู้โดยสารตกใจอย่างมาก)

-         The exam result disappointed him so much.(past tense)

(ผลสอบทำให้เขาผิดหวังมากทีเดียว)

-         The chairman’s speech confused everyone.(past tense)

(คำพูดของท่านประธานทำให้ทุกคนสับสนงุนงง)

-         The new film interests all viewers.(present tense)

(หนังเรื่องใหม่ทำให้คนดูทั้งหมดสนใจ)

-         The professor’s lecture bores all the class.(present tense)

(การบรรยายของศาสตราจารย์คนนั้นทำให้นักเรียนทั้งชั้นเบื่อ)

2.  ถ้าใช้รูป “Verb + ing” {Subject + is (am, are, was, were) + Verb +ing}  หรือ  (Verb +ing + noun)  มีความหมายว่า “น่า............” หรือ  “ซึ่งน่า............”  กริยาที่เติม “ing”  พวกนี้ ถือเป็นคำคุณศัพท์  จะวางไว้หลัง  “Verb to be”  หรือหน้าคำนามก็ได้  เช่น

-         His work is boring. (present tense)

(งานของเขาน่าเบื่อหน่าย)

-         It is a very exciting football match. (present tense)

(มันเป็นการแข่งขันฟุตบอลที่น่าตื่นเต้น)

-         The landscape was so fascinating. (past tense)

(ภูมิประเทศ (ที่นี่) น่าหลงใหลมาก)

-         The employee’s work was disappointing.(past tense)

(งานของลูกจ้างรายนั้นน่าผิดหวัง)

-         The children’s table manners were very embarrassing. (past tense)

(กิริยามารยาทบนโต๊ะอาหารของพวกเด็กๆน่าอับอายมาก)

-         The book is interesting. (present tense)

(หนังสือน่าสนใจ)

-         Her beauty is charming. (present tense)

(ความงามของเธอน่าหลงใหล – มีเสน่ห์)

-         It is surprising to see him at his ex-wife’s wedding.(present tense)

(มันน่าประหลาดใจที่เห็นเขาที่งานแต่งงานของอดีตภรรยา)

{มิได้หมายความว่า “มันกำลังประหลาดใจ  เหมือนกับประโยค“He is walking. (เขากำลังเดิน) – present continuous tense}

3.  ถ้าเติม  “Ed”  ข้างหลังคำกริยากลุ่มนี้ แล้ววางตามหลัง“Verb to be” (is, am, are, was, were)  จะมีลักษณะเป็น “Passive voice” (Subject + is (am, are, was, were) + verb + ed)  จะมีความหมายว่า  ประธานเป็นผู้เกิดความรู้สึกนั้นๆขึ้นมา ซึ่งถ้าแปลตรงๆก็คือ “..........ถูกทำให้รู้สึก............ตื่นเต้น, ตกใจ, ผิดหวัง, พอใจฯลฯ..........” แต่ในภาษาไทยนิยมพูดว่า “............มีความรู้สึก........ตื่นเต้น, ตกใจ, ผิดหวัง, พอใจ.....”  เช่น

-        We are interested in German.   (present tense)

(เรามีความสนใจในภาษาเยอรมัน)

-         They are very pleased to see their old friends.   (present tense)

(พวกเขาดีใจมากที่ได้พบเพื่อนเก่า)

-         I was amazed to know of his death.   (past tense)

(ผมตะลึงที่ได้รู้ข่าวการตายของเขา)

-         He was very tired of hard work.   (past tense)

(ผมเหน็ดเหนื่อยมากกับงานหนัก)

-         She was interested in the ballet performance.   (past tense)

(เธอมีความสนใจในการแสดงบัลเล่ต์)

-         We were disappointed to lose the match.   (past tense)

(พวกเราผิดหวังที่แพ้การแข่งขัน)

-         Most people are frightened of the snakes.   (present tense)

(คนส่วนมากกลัวงู)

-         Jim is fascinated by astronomy.   (present tense)

(เขามีความหลงใหลในวิชาดาราศาสตร์)

15. We keep tinned goods _______________ every kind in our shop.

(เรามีสินค้าบรรจุกระป๋อง (อาหารกระป๋อง) __________________ ทุกชนิดในร้าน)

(a) in

(b) by

(c) with

(d) of   (เพื่อขาย)

(e) for

16. I am about _________________.

(ผมใกล้จะ (จวนจะ) ______________________ อยู่แล้ว)

(a) die

(b) dying

(c) death   (ความตาย)  (เป็นคำนาม)

(d) to die   (ตาย)  (เป็นคำกริยา)

(e) dead  (ตาย, ไม่มีชีวิต)  (เป็นคำคุณศัพท์)

ตอบ  -  ข้อ  (d)  ดูคำอธิบายเพิ่มเติม  “To be about + to + Verb 1”  (เกือบจะ, จวนจะ, ใกล้จะ................)  จากประโยคตัวอย่างข้างล่าง

          - The man ________________ when he noticed a large packing-case lying on the floor.

(ชายผู้นั้น ___________________ เมื่อเขาสังเกตเห็นลังสำหรับบรรจุหีบห่อขนาดใหญ่วางอยู่บนพื้น)

(a) has about to leave

(b) is about to leave

(c) had about to leave

(d) was about to leave   (กำลังจะจากไป, จวนจะจากไป)

ตอบ   –   ข้อ  (d)  เนื่องจาก  “To be about to”  หมายถึง  “กำลังจะ  หรือ จวนจะ หรือ  พร้อมที่จะ”   เช่น

            - His father is about to retire.

(พ่อของเขาจวนจะเกษียณอายุงานแล้ว)

            - She was just about to go on stage again.

(เธอพร้อมที่จะขึ้นแสดงบนเวทีอีกครั้ง)

            - It is about to rain very soon.

(ฝนจวนจะตกแล้วเร็วๆนี้)

             - We were about to leave when the snow began.

(เรากำลังจะจากไปเมื่อหิมะเริ่มตก)
              - I haven’t gone yet, but I’m about to.

(ผมยังไม่ได้ไปเลย  แต่ผมพร้อมจะไปแล้ว)

17. Have you a book about ___________________ ?

(คุณมีหนังสือเกี่ยวกับ ______________________ ไหม)

(a) to fish   (ตกปลา)

(b) fishing   (การตกปลา)

(c) the fishing

(d) the fishery  (การทำประมง)

ตอบ  -  ข้อ  (b)  หลัง  “About”  (เกี่ยวกับ)  ต้องเป็นคำนาม  สำหรับข้อ  (d)  เป็นคำนามเช่นเดียวกัน  แต่เนื่องจากข้อความมิได้เน้น หรือชี้เฉพาะลงไปว่า  เป็นการประมงที่ใด-ของใคร  จึงไม่ต้องใช้  “The” นำหน้า  ดูเพิ่มเติมจากประโยคข้างล่าง

-   Have you any books about ________________?

(คุณมีหนังสือเกี่ยวกับ _______________________ บ้างไหม)

(a) die

(b) to die   (ตาย)  (เป็นคำกริยา)

(c) death   (เดธ)  (ความตาย)  (เป็นคำนาม)

(d) dead   (เดด)  (ตาย, ไม่มีชีวิต)  (เป็นคำคุณศัพท์)

ตอบ  -  ข้อ  (c)  เนื่องจากหลัง  “Preposition” (About  =  เกี่ยวกับ)  ต้องเป็นคำนาม

18. Have you ever tried _______________ this kind of food?

(คุณเคยลอง ______________________ อาหารชนิดนี้ไหม)

(a) to eat

(b) eating   (กิน)

(c) of

(d) with

ตอบ  -  ข้อ  (b) เมื่อ  “Try” หมายถึง “ลอง, ลองทำดู”  ต้องตามด้วย  “Gerund” (Verb + ing)  ดูคำอธิบายเพิ่มเติมจากประโยคตัวอย่างข้างล่าง

              ตัวอย่างที่ ๑          

-   Please don’t forget ______________ me your address.

(โปรดอย่าลืม _____________________ที่อยู่ของคุณให้ผมด้วย)

(a) send

(b) to send   (ส่ง)

(c) sending

(d) sent

ตอบ  -  ข้อ   (b)  เนื่องจาก  “Forget + To + Verb 1” = “ลืมที่จะ...........”  คือไม่ได้ทำ  เพราะลืม  ส่วน  “Forget + Verb + ing” =  “ลืมการ.............” หมายถึง  ได้กระทำสิ่งหนึ่งลงไปแล้ว  แต่ลืมว่าได้กระทำสิ่งนั้น   ด้วยเหตุผลใดเหตุผลหนึ่ง   ดูเพิ่มเติมคำกริยาที่มี  ๒  ความหมาย   (ขึ้นอยู่กับใจความของประโยค)   ดังประโยคตัวอย่างข้างล่าง

            ตัวอย่างที่ ๒

-      As soon as it stops _______________, I shall go home.

(ในทันทีที่หยุด ___________________ ผมจะกลับบ้าน)

(a) rain

(b) the rain

(c) to rain

(d) raining   (ฝนตก)

ตอบ  -  ข้อ  (d)  เนื่องจาก   “It stops raining.”  หมายถึง  “ฝนหยุดการตก”กล่าวคือ   “Stop + Verb + ing” =  “หยุดการกระทำสิ่งนั้น”  ส่วน  “Stop + To + Verb 1” =  “หยุดเพื่อที่จะทำสิ่งนั้น” 

             ตัวอย่างที่ ๓

-      While we were walking in the park, she often stopped __________________ at the flowers.

(ขณะที่เรากำลังเดินไปในสวนสาธารณะ  เธอมักจะหยุด _______________ที่ดอกไม้อยู่บ่อยๆ)

(a) to look   (เพื่อที่จะมองดู)

(b) looking   (การมองดู)

(c) looked

(d) for looking

ตอบ  -  ข้อ   (a)  เนื่องจาก  (Stop + To + Verb 1 =  “หยุดเพื่อที่จะทำสิ่งนั้นๆ”)  (Stop + Verb + ing =  “หยุดการกระทำสิ่งนั้นๆ”)

          ตัวอย่างที่ ๔

-   I remember that restaurant; we stopped there ____________

on our way to Korat. 

(ผมจำภัตตาคารนั้นได้  เราหยุด (แวะ) ที่นั่น________________ ในระหว่างทางไปโคราช)

(a) eating(การกินอาหาร)

(b) ate

(c) to eat   (เพื่อกินอาหาร)

(d) eaten

ตอบ  -  ข้อ  (c)   เนื่องจาก   “หยุดหรือแวะเพื่อที่จะกินอาหาร  (Stop to eat)

             ตัวอย่างที่ ๕

-       How did the cat get into the house?  I remember _______________it out last night.

(แมวเข้ามาในบ้านได้อย่างไร  ผมจำได้ถึง ______________มันไปไว้ข้างนอกเมื่อคืนที่ผ่านมา)

(a)    put

(b)   to put

(c)   putting   (การจับ)

(d)   putting away

ตอบ  -  ข้อ   (c)  (Remember + Verb + ing =  “จำได้ถึงการกระทำสิ่งนั้นๆคือทำไปแล้วในอดีต  และยังจำได้ว่าทำ)  ส่วน   “Remember + To + Verb 1”=  “จำได้ (ไม่ลืม) ที่จะทำสิ่งนั้นๆ”

สรุป  -  มีหลักไวยากรณ์ดังนี้  คือ  เราใช้ “Infinitive with to” (To + Verb 1) และ“Gerund (Verb + ing)  ตามหลังคำกริยา “Remember, Forget, Try Stop”  แต่มีความหมายต่างกัน  เช่น

-         I remembered to buy him a newspaper.

(ผมจำได้ที่จะซื้อ (ไม่ลืมซื้อ) หนังสือพิมพ์ให้เขา)

-         I remembered buying him a newspaper.

(ผมจำได้ถึงการซื้อหนังสือพิมพ์ให้เขา  –  คือซื้อเมื่อเดือนที่แล้ว  และยังจำได้ว่าซื้อ)

-         She forgot meeting me in New York ten years ago.

(เธอลืมการได้พบกับผมในนิวยอร์คเมื่อ ๑๐ ปีมาแล้ว  –  คือเคยพบกันเมื่อ ๑๐ ปีมาแล้ว  แต่เธอจำไม่ได้แล้วว่าเคยพบ)

-         She forgot to meet me at my office yesterday.

(เธอลืมที่จะมาพบผมที่สำนักงานเมื่อวานนี้ – สรุปคือไม่ได้มาพบเพราะลืม)

-         He tried to swim across the dangerous river.

(เขาพยายามว่ายข้ามแม่น้ำที่มีอันตราย)

-         He tried eating the food his girlfriend cooked for him.

(เขาทดลองกินอาหารที่แฟนปรุงให้เขากิน)

-         They stopped working and went to a restaurant.

(พวกเขาหยุดการทำงาน  และไปภัตตาคารเพื่อกินอาหาร)

-         They stopped to work until late at night.

(พวกเขาหยุด (กิน, เล่น, พูดคุย, ฯลฯ) เพื่อที่จะทำงานจนกระทั่งดึกดื่น)

หมวดข้อสอบ TOEIC (ตอนที่ 50)

Part V : Sentence Completion  (ส่วนที่ 5 :  การเติมประโยคให้สมบูรณ์)

Choose the best alternative to make a correct sentence.

(จงเลือกข้อที่ดีที่สุดเพื่อทำให้ประโยคมีความถูกต้อง)

1. Her husband is _____________________.

(สามีของเธอเป็น ______________________ )

(a) English man

(b) an English

(c) an English man

(d) an Englishman   (คนอังกฤษ, ชาวอังกฤษ)

2. The sea is ________________________________.

(ทะเล ______________________________ )

(a) calm this afternoon more than this morning

(b) calmer this afternoon more than it was this morning

(c) more calmer this afternoon than it was this morning

(d) calmer this afternoon than it was this morning   (สงบในตอนบ่ายนี้มากกว่าที่มันเป็นอยู่ (สงบ) ในตอนเช้า)

ตอบ  -  ข้อ (d) เนื่องจากเป็นการเปรียบเทียบ “ขั้นกว่า” (Comparative degree)  จึงต้องใช้  “Calmer”  (เนื่องจากเป็นคำพยางค์สั้น)  และไม่ต้องใช้  “More” ขยายอีก  (ข้อ (b) และ (c) จึงผิด)  ส่วนข้อ (a) ไม่มี  “Calmer”  และมี  “More”  เกินมาจึงผิด

3. He said that he would not answer because he _________________ to his lawyer.  

(เขาพูดว่าเขาจะไม่ตอบ (คำถาม)  เพราะว่าเขา _________________ ทนายของเขา)

(a)  did not speak   (ไม่ได้พูด)

(b) would not speak   (จะไม่พูด)

(c) had not spoken   (ยังไม่ได้พูด)

(d) has not spoken   (ยังไม่ได้พูด)

ตอบ  -  ข้อ (c)  เนื่องจากมาจาก “has not spoken” (Present perfect tense)  แต่ต้องเปลี่ยนเป็น “had not spoken”  เพื่อให้ “Tense”  สอดคล้องกับกริยาในประโยคใหญ่  “Said” ทั้งนี้ “Present perfect tense”  มีกฎอยู่ข้อหนึ่งคือ  “ใช้กับเหตุการณ์ที่ทำแล้ว (เกิดขึ้นแล้ว) หรือยังไม่ได้ทำ (ยังมิได้เกิดขึ้น”  ซึ่งในกรณีของประโยคข้างบน  คือ “ยังมิได้พูดกับทนาย”   อาจกล่าวได้ว่า  กฎหนึ่งของ “Present perfect tense”  คือ  ใช้บอกข้อความว่า “ทำแล้ว, ยังไม่ได้ทำ, ทำหรือยัง”  มักมีคำว่า Already” (ใช้กับประโยคบอกเล่าและคำถาม)  และ “Yet” ( ใช้กับประโยคปฏิเสธและคำถาม)   ทั้งนี้  อาจไม่ต้องมี  “Already” และ  “Yet”  ก็ได้  ดังประโยคตัวอย่างข้างล่าง

             - I have (already) eaten my dinner.

(ผมกินอาหารค่ำแล้ว)

             - She has not (yet) had her breakfast. (= She has not had her breakfast yet.)

(เธอยังไม่ได้กินอาหารเช้าเลย)

              - Have you (already) done your homework?

(คุณทำการบ้านแล้วหรือยัง)

              - I’ve (already) answered that question.

(ผมได้ตอบคำถามนั้นแล้ว)

              - Have you (already) finished your report?  (= Have you finished your report already?)

(คุณทำรายงานเสร็จหรือยัง)

4. This test is in English.  If it were in Thai, I _________________ it at all.  

(แบบทดสอบนี้เป็นภาษาอังกฤษ  ถ้ามันเป็นภาษาไทย  ผม _______________ มัน เลย)

(a)    shall not mind

(b)   am not minding

(c)   would not mind   (จะไม่รังเกียจ)

(d)   would not be minded

ตอบ  -  ข้อ  (c)  เนื่องจากเป็น  “If clause”  แบบที่ ๒  “Present unreal”  คือการสมมติที่ไม่เป็นจริงในปัจจุบัน  ดูคำอธิบายเพิ่มเติมจากประโยคตัวอย่างข้างล่าง

-       If you lived closer to the office, you ________ trouble getting to work on time.

(ถ้าคุณอาศัยอยู่ใกล้กับสำนักงานมากกว่านี้  คุณ _________________ ปัญหาเรื่องไปทำงานทันเวลา)

(a)    don’t have

(b)  didn’t have

(c)  won’t have

(d) wouldn’t have   (จะไม่มี)

หมายเหตุ   –   ตอบข้อ  (d)  เนื่องจากประโยคนี้เป็นประโยค  “If clause” แบบที่ ๒  present unreal” (ไม่เป็นจริงในปัจจุบัน)   คือ “ประโยคเงื่อนไขในปัจจุบันที่ไม่เป็นความจริง”  กล่าวคือ  “ถ้าในปัจจุบัน  คุณอาศัยอยู่ใกล้ออฟฟิศมากกว่านี้  คุณก็จะไม่มีปัญหาเรื่องการมาทำงานสาย”  แต่ในความเป็นจริงคือ  “บ้านคุณอยู่ไกลจากออฟฟิศมาก  คุณก็เลยมาทำงานสายบ่อย”  ประโยคเงื่อนไข  “If clause แบบที่ ๒”  (Present  unreal)   ในประโยคใหญ่   (Main clause)  จะใช้รูป  “Subject + V. ช่องที่ 2 และในกรณีมี  “Verb to be”  ให้ใช้  “Were”  กับประธานทุกตัว  (He, She, It, I, We, You, They)   ส่วนในประโยคย่อยหรืออนุประโยค  (Subordinate clause) จะใช้รูป  “Subject + would + (not) + V. ช่องที่ 1

                      สำหรับการใช้   “If clause” แบบที่ ๒ นี้  มักใช้เมื่อ  (๑)  เหตุการณ์ไม่เกิดขึ้นจริงในปัจจุบัน  ดังประโยคข้างบน   หรือไม่ก็   (๒)   ผู้พูดมีความเชื่อว่าข้อความที่พูดออกมามีโอกาสเกิดขึ้นได้ยาก   เช่นในประโยค

-   If you came to the party today  (หรือ  tomorrow), you would meet my wife.

(ถ้าคุณมางานเลี้ยงวันนี้ – หรือพรุ่งนี้ – คุณก็จะได้พบภรรยาผม)   –   ในข้อนี้ผู้พูดค่อนข้างจะเชื่อว่า “คุณคงจะไม่มาหรอก  และคุณก็จะไม่ได้พบภรรยาผม”  แต่ถ้าผู้พูดมั่นใจว่า “คุณ” คงมางานเลี้ยงแน่  และคงได้พบภรรยาแน่  ผู้พูดก็จะพูดในรูป  “If clause แบบที่ 1”  คือ  “If + subject + V. 1, subject + will + V. 1” คือ

 If you come to the party today, you will meet my wife.

(ถ้าคุณมางานเลี้ยงวันนี้  คุณก็จะได้พบภรรยาผม)  (ผู้พูดมั่นใจว่า “คุณ” จะมางานลี้ยงแน่ๆ  และก็จะได้พบภรรยาผมแน่)

         ตัวอย่างอื่นๆ ของ “If clause” แบบที่ ๒ เช่น        

- If I were a poor student, I would not go on holiday as often as I would.

(ถ้าผมเป็นเด็กนักเรียนยากจน (ในขณะนี้)  ผมก็คงจะไม่ไปเที่ยววันหยุดพักผ่อนบ่อยเหมือนกับที่ผมทำอยู่)   (แต่เนื่องจากผมไม่ได้เป็นนักเรียนยากจน  ผมเลยไปเที่ยววันหยุดบ่อยๆ)

- If I were you, I would not let him say such things.

(ถ้าผมเป็นคุณ (ในขณะนี้)  ผมจะไม่ปล่อยให้เขาพูดเช่นนั้น)   (แต่เพราะว่าผมไม่ได้เป็นคุณ  ผมเลยปล่อยให้เขาพูดเช่นนั้นออกไป)

- If you met the Queen, how would you address her?

(ถ้าคุณพบราชินี (ในตอนนี้)  คุณจะพูดกับพระองค์อย่างไร)   (แต่ผู้พูดคิดว่า  มีโอกาสน้อยมากที่คุณจะได้พบกับราชินี)

- If she were a princess, she would be very happy.

(ถ้าเธอเป็นเจ้าหญิง (ในขณะนี้)  เธอคงจะมีความสุขมาก)   (แต่เธอมิได้เป็นเจ้าหญิง (เป็นเรื่องสมมติที่เป็นไปไม่ได้)   เธอเลยไม่มีความสุข)

- If I were a bird, I would fly to the moon.

(ถ้าผมเป็นนก (ในตอนนี้)  ผมจะบินไปดวงจันทร์)  (เป็นเรื่องสมมติที่เป็นไปไม่ได้  ผมก็เลยไม่ได้บินไปดวงจันทร์)

- If you ever met the Queen, what would you do?

(ถ้าคุณพบกับราชินี  คุณจะทำอย่างไร)  (ผู้พูดเชื่อว่า  คุณคงไม่มีโอกาสได้พบหรอก  หรือยากเต็มที)

- I could not possibly go there unless my parents gave me some money.  (Unless = if …………not)

(ผมคงไม่สามารถไปที่นั่นได้ (ในขณะนี้ หรือ อนาคต)  ถ้าพ่อแม่ไม่ให้เงินผม)  (แต่ผมก็ไปได้  เพราะพ่อแม่ให้เงิน)

- Can you come?  I would if I could but I can’t.  

(คุณมาได้ไหมล่ะ  ผมจะมาถ้าผมสามารถทำได้ (ในปัจจุบัน)   แต่ผมก็ไม่สามารถมาได้)  (ผู้พูดสมมติเหตุการณ์ที่เป็นไปไม่ได้  หรือมีโอกาสเกิดขึ้นได้น้อยมาก)

       สำหรับใน  “If clause” ที่มีกริยา “Were” เราสามารถใช้ “Were” แทน “If”  ได้  ดังประโยคข้างล่าง

- Were he to leave today, he would be there by Friday.

(= If he were to leave today, he would be there by Friday.)

(ถ้าเขาออกเดินทางวันนี้ (เป็นการสมมติเหตุการณ์ปัจจุบัน)  เขาคงไปถึงที่นั่นราววันศุกร์)   (แต่เป็นไปได้ยากมาก  หรือเป็นไปไม่ได้เลย  ที่เขาจะออกเดินทางวันนี้)

- Were it less expensive, we would buy it.

(= If it were less expensive, we would buy it.)

(ถ้ามันราคาแพงน้อยกว่านี้ (ในขณะนี้ หรือ ในอนาคต)   เราจะซื้อมัน)   (แต่เนื่องจากมันราคาแพง  เราเลยไม่ซื้อ)

-Were I you, I would not let him say such things.

(= If I were you, I would not let him say such things.)

(คำแปลอยู่ข้างบน)

- I would not go to school every day were I a poor student.

(= I would not go to school every day if I were a poor student.)

(ผมจะไม่ไปโรงเรียนทุกวัน  ถ้าผมเป็นนักเรียนยากจน  -  ในปัจจุบัน)   (แต่ผมไปโรงเรียนทุกวัน  เพราะผมไม่ได้เป็นนักเรียนยากจน)

5. _________________ my students went to see that film.

(นักเรียนของผม __________________________ ไปดูหนังเรื่องนั้น)

(a) Most of the

(b) The most of

(c) Almost   (เกือบจะ)

(d) Most of   (ส่วนใหญ่, ส่วนมาก)

ตอบ  -  ข้อ  (d)   ดูคำอธิบายเพิ่มเติมจากประโยคตัวอย่างข้างล่าง

                  ตัวอย่างที่ ๑

-         _________________ would like to live peacefully.

(________________________  อยากจะดำรงชีวิตอย่างสันติ)

(a) Most of people

(b) The most of people

(c) Almost people

(d) Most people   (ผู้คนส่วนมากหรือส่วนใหญ่)

(e) Almost of people

ตอบ  -  ข้อ  (d)  หรือใช้   “Most of the people”  ก็ได้  

             ตัวอย่างที่ ๒

-         _____________ outside of the cities is used for farming.

(_________________  นอกเมือง  ถูกใช้สำหรับทำฟาร์ม – คือ เพาะปลูก-เลี้ยงสัตว์)

(a) Most areas   (พื้นที่ส่วนใหญ่)

(b) Most of the area   (พื้นที่ส่วนใหญ่)

(c) Almost all areas   (เกือบจะพื้นที่ทั้งหมด)

(d) The most of the area

ตอบ  -  ข้อ  (b)  หรือ  “Most area”  ก็ได้  เนื่องจาก  “Area” เป็นทั้งคำนามนับได้และนับไม่ได้ หมายถึง  พื้นที่ของเมือง, ประเทศ หรืออื่นๆ, พื้นที่ในห้องหรือตัวอาคาร, สาขาของวิชาความรู้”  สำหรับประโยคข้างบน  กริยา คือ “is used”  จึงต้องใช้ Area”  แบบนามนับไม่ได้  คือ  เอกพจน์   ดังนั้น  ข้อ (a) และ (c) จึงผิด  สำหรับความแตกต่างระหว่าง  “Most of the”  และ  “The most”  ดูจากตัวอย่างในประโยคข้างล่าง

             ตัวอย่างที่  ๓   (จงหาที่ผิดไวยากรณ์ จากข้อ ๑ ถึง ๔)

(1) As (2) they ripen on the tree, (3) the most olives change slowly (4)  from green to black.

(ในขณะที่พวกมันสุกอยู่บนต้น  ผลมะกอกส่วนใหญ่เปลี่ยนอย่างช้าๆ  จากสีเขียวเป็น สีดำ)

ตอบ  –   ข้อ (3)  แก้เป็น  “most olives”  หรือ  “most of the olives”  เนื่องจากหมายถึง  “ผลมะกอกส่วนใหญ่”   สำหรับ  “The most”   ใช้นำหน้าคำคุณศัพท์พยางค์ยาวในการเปรียบเทียบ   “ขั้นสูงสุด”  (Superlative)  เช่น

-         the most important thing  (สิ่งสำคัญที่สุด)

-         the most expensive car  (รถยนต์ที่แพงที่สุด)

-         the most diligent student  (นักเรียนที่ขยันที่สุด)

-         the most difficult question  (คำถามที่ยากที่สุด)

-         the most complicated problem  (ปัญหาที่สลับซับซ้อนที่สุด)

            ตัวอย่างที่  ๔   (จงหาที่ผิดหลักไวยากรณ์ จากข้อ ๑ – ๔)

(1) Almost visitors in New York City (2) spend their time (3)

attending Broadway plays, visiting some of the museums, and (4)

going shopping.

(ผู้ไปเยือน – นักท่องเที่ยว – กรุงนิวยอร์คส่วนใหญ่ใช้เวลาของตนเข้าชมละครบรอดเวย์  ไปเยือนอนุสาวรีย์บางแห่ง  และไปชอปปิ้ง)

ตอบ  –  ข้อ  (1)  แก้เป็น  “Most”  หรือ   “Most of the”  เนื่องจากหมายถึง นักท่องเที่ยวส่วนมาก-ส่วนใหญ่”  ส่วน  “Almost” หมายถึง  “เกือบจะ”  ซึ่งใช้ดังนี้ คือ

        - He spent almost a month in China.

(เขาใช้เวลาเกือบ ๑ เดือนในจีน)

       - In Oxford Street, you can buy almost anything.

(บนถนนอ๊อกฟอร์ด  คุณสามารถซื้อเกือบทุกอย่าง)

       - I had almost forgotten about the trip.

(ผมเกือบลืมเกี่ยวกับการเดินทาง)

       - Cats are in fact almost color blind.

(แมว  ที่จริงแล้วเกือบจะตาบอดสี)

        - The door opened almost before Peter had finished knocking.

(ประตูเปิดออก  เกือบจะก่อนที่ปีเตอร์เคาะประตูเสร็จ)

        - He has almost certainly been murdered.

(เขาเกือบจะถูกฆาตกรรมอย่างแน่นอน – แต่ไม่ได้ถูกฆ่า)

-  He was almost killed in an accident.

(เขาเกือบตายในอุบัติเหตุ)

6. I’m very sorry.  I should ________________ him a birthday present, but I did not.

(ผมเสียใจมาก  ผมควร ____________________ ของขวัญวันเกิดไปให้เขา)

(a) send

(b) be sending

(c) have sent   (ส่งไปแล้ว)

(d) sent

ตอบ  -  ข้อ  (c)  “Should + Verb 1” =  “ควรทำ...........ในปัจจุบัน หรืออนาคต”  ส่วน  “Should + Have + Verb 3” =  “ควรได้ทำ..........ไปแล้วในอดีต” (แต่ก็ไม่ได้ทำ)  สำหรับความหมายของประโยคข้างบน  คือ  “ผมเสียใจมาก  ผมควรจะได้ส่งของขวัญวันเกิดไปให้เขาแล้ว  แต่ผมก็ไม่ได้ส่ง”  ตัวอย่างอื่นๆ เช่น

-  You should study harder next term.

(คุณควรขยัยเรียนมากขึ้นเทอมหน้า)  (เป็นอนาคต)

-  He should propose to her now.       

(เขาควรขอแต่งงานกับเธอในตอนนี้)  (เป็นปัจจุบัน)

 The workers should not have made a strike last month.

(คนงานไม่ควรนัดหยุดงานเมื่อเดือนที่แล้ว)  (แต่ก็นัดหยุดงาน  และเกิดความเสียหายมากมาย)    

              จงเปรียบเทียบกับ  “Must + Have + Verb 3” จากประโยคตัวอย่างข้างล่าง   

-  What terrible coffee!  She ________________ it with cold water.

(กาแฟน่ากลัว (เฮงซวย – ห่วยแตก) อะไรเช่นนี้  เธอ _________________มัน(กาแฟ) ด้วยน้ำเย็น)

(a) had to make   (จำเป็นต้องชง)  (เป็น “Past simple tense”)

(b) must make   (จะต้องชง)

(c) had had to make   (จำเป็นต้องชง)  (เป็น “Past perfect tense”)

(d) must have made   (จะต้องได้ชง)

ตอบ   -   ข้อ  (d)  เนื่องจาก  “Must + Verb 1” =  “จะต้องทำในปัจจุบันหรืออนาคต”   ส่วน “Must + Have + Verb 3” =  “จะต้องได้ทำลงไปแล้วในอดีต”  สำหรับประโยคในข้อ  ๔  เหตุการณ์ได้เกิดผ่านไปแล้ว  โดยสังเกตจากข้อความที่ผู้พูดบอกว่า  กาแฟเฮงซวยฯ”  ดังนั้น “คนชงฯ คงจะต้องใส่น้ำเย็นลงไป”  เป็นการคาดการณ์หรือเดา  ดังประโยคตัวอย่างข้างล่าง

            - He must work harder to pass the exam.

(เขาต้องขยันเรียนมากขึ้นเพื่อที่จะสอบผ่าน  -  เป็นเรื่องของปัจจุบัน หรืออนาคต  คือต้องขยันในตอนนี้ หรือในอนาคต)

           - He looks very excited.  He must have passed the exam.

(เขามีท่าทางตื่นเต้นมาก  เขาคงจะได้สอบผ่านแล้ว  -  คือ เพิ่งมีการประกาศผลสอบ  และเห็นเขามีท่าทางตื่นเต้น  เดาว่าเขาคงจะสอบผ่านแล้ว)

              - She has bought a new house.  She must have won the first prize in lottery.   (เธอได้ซื้อบ้านหลังใหม่  เธอคงจะต้องถูกล๊อตเตอรี่รางวัลที่ ๑ไปแล้ว  -  เป็นการคาดการณ์เหตุการณ์ในอดีต)

7. Not only _________________, but he also took his wife.

(ไม่เพียงแต่  ____________________ เท่านั้น  แต่เขายังพาภรรยาไปด้วย)  (= เขาไม่เพียงแต่ไปเท่านั้น  แต่เขายัง.........................)

(a) he went

(b) did he go   (เขาไป)

(c) had he gone

(d) went he

ตอบ  -  ข้อ  (b)  เนื่องจากเป็นไปตามโครงสร้าง  “Not only + Verb (พิเศษ) + Subject + Verb (แท้) เช่น “Not only did she go…..”  “Not only have they seen………”  “Not only will we play……….”  สำหรับ  “Not only” (ไม่เพียงแต่..........เท่านั้น)   และกลุ่มคำที่ทำหน้าที่เป็นกริยาวิเศษณ์  ที่โดยปกติวางไว้ข้างในประโยค   อาจจะเอามาวางไว้หน้าประโยค  เพื่อแสดงการเน้นคำนั้นๆ   คำเหล่านี้ส่วนใหญ่มีความหมายปฏิเสธ  เช่น  “Never (ไม่เคยเลย), Hardly  (แทบจะไม่, ไม่ใคร่จะ), Seldom  (แทบจะไม่, ไม่ใคร่จะ), Never before  (ไม่เคยมาก่อนเลย), Never in my life   (ไม่เคยเลยในชีวิต), No sooner, In vain   (ล้มเหลว, ไม่สำเร็จ), Not often, Not only  (ไม่เพียงแต่), Not even once  (ไม่แม้แต่ครั้งเดียว), Not until   (ไม่จนกระทั่ง)  อย่างไรก็ตาม  จะต้องเรียงรูปประโยคใหม่  ดังนี้ คือ  {Not only (never, no sooner (ในทันทีที่), hardly, never in my life, not until, etc.) + helping verb (has, have, had, is, are, was, were, will, would, shall, should, can, could, may, might must, etc.) + subject + verb (แท้)}  เช่น

-         Never before has she seen such a beautiful place.

(ไม่เคยมาก่อนเลยที่เธอได้เคยเห็นสถานที่ที่สวยงามเช่นนั้น – เน้นตรงคำว่า  “ไม่เคยมาก่อนเลย”)

(= She has never before seen such a beautiful place.)

(= She has never seen such a beautiful place before.)

-         No sooner had he left than she arrived.

(ในทันทีที่เขาจากไป  เธอก็มาถึง  –  เน้นตรงคำว่า  “ในทันทีที่”)

(= He had no sooner left than she arrived.)

-         Hardly have I met my old college friends.

(ผมแทบจะไม่ได้เจอเพื่อนเก่าตอนเรียนมหาวิทยาลัยเลย  –  เน้นตรงคำว่า  “แทบจะไม่”)

(= I have hardly met my old college friends.)

ทั้งนี้  สามารถสรุปโครงสร้างประโยคที่มีการเน้นแบบนี้  คือ

-         Never before (Never) + have + I + seen + such a beautiful place.   (ไม่เคยมาก่อนเลย  ที่ผมได้เห็นสถานที่สวยงามเช่นนั้น)

-         Hardly (Seldom) + has + she + met + her old college friends.

-         Never + กริยาพิเศษ  + subject  + กริยาแท้  +ส่วนขยาย

-         Never has he seen his father since he divorced his mother.

(เขาไม่เคยได้พบพ่อเลย  ตั้งแต่ที่พ่อหย่าร้างกับแม่)

8. The longer you stay here, ___________________.

(ยิ่งคุณพักอยู่ที่นี่นานยิ่งขึ้น  _________________________)

(a) it will be better

(b) it will be the better

(c) the better will it be

(d) the better it will be   (มันก็ยิ่งดีมากขึ้น)

ตอบ  -  ข้อ  (d)  เนื่องจากเป็นไปตามโครงสร้าง  “The + Adjective (ขั้นกว่า)  + Subject + Verb, the + Adjective (ขั้นกว่า)  + Subject + Verb” ดูคำอธิบายเพิ่มเติมจากประโยคตัวอย่างข้างล่าง

              ตัวอย่างที่ ๑

-   The older he grows, _______________ he becomes.

(ยิ่งเขาอายุมากขึ้น  เขาก็ ______________________ )

(a) more foolish

(b) foolish

(c) foolisher   (ไม่มีใช้รูปนี้)

(d) the more foolish  (ยิ่งโง่มากขึ้น)

ตอบ  -  ข้อ  (d)

                  ตัวอย่างที่ ๒   (จงเลือกข้อที่ผิดไวยากรณ์จากข้อ  ๑ – ๔)

            - Sometimes (1) the more we attempt to explain (2) our mistake, the (3) worst our story (4) sounds.  

(บางครั้ง  ยิ่งเราพยายามที่จะอธิบายความผิดของเรา (คือแก้ตัว)  เรื่อง (ที่พูดแก้ตัว) ของเรา  ก็ดูเหมือนว่ายิ่งเลวร้ายมากยิ่งขึ้น)

ตอบ  –  ข้อ  (3)  แก้เป็น  “worse”  (มาจาก  “bad  worse  worst” – แย่-เลวร้าย, แย่กว่า-เลวร้ายกว่า, แย่ที่สุด-เลวร้ายที่สุด)  เนื่องจากมาจากรูป  “ยิ่ง...............ก็ยิ่ง................”  โดยมีโครงสร้าง  คือ  (The + adjective (ขั้นกว่า)  + subject + verb, the + adjective (ขั้นกว่า) + subject + verb)  เช่น

      - The more one has, the more one wants.

(คนเรายิ่งมีมาก  ก็ยิ่งต้องการมาก)

      - The sooner she arrives, the better it is.

(ยิ่งเธอมาถึงเร็ว  ก็ยิ่งดี)

      - The bigger the house is, the more expensive it is.

(ยิ่งบ้านยิ่งหลังใหญ่ขึ้น  ราคาก็ยิ่งแพงขึ้น)

      - The more he tried to explain, the less she understood him.

(ยิ่งเขาพยายามอธิบายมากยิ่งขึ้น  เธอก็ยิ่งเข้าใจเขาน้อยลง)

      - The more the people come to our party, the funnier it will be.

(ยิ่งคนมางานเลี้ยงของเรามากขึ้น  มันก็ยิ่งสนุกมากขึ้น)

      - The heavier the boxes are, the more difficult it is to carry them.

(ยิ่งกล่องยิ่งใหญ่ขึ้น  ก็ยิ่งแบกมันลำบากมากยิ่งขึ้น)

-         The more he loves her, the less she loves him.

(ยิ่งเขารักเธอมากขึ้น  เธอก็ยิ่งรักเขาน้อยลง)

-        The more money we gave them, the more (money) they wanted from us.  (ยิ่งเราให้เงินเขามากขึ้น  เขาก็ยิ่งต้องการ (เงิน) จากเรามากขึ้น)

-         The more we read, the wiser we become.

(ยิ่งเราอ่านมากขึ้น  เราก็ยิ่งฉลาดมากขึ้น)

-         The more loan he takes, the deeper he is in debt.

(ยิ่งเขากู้เงินมากขึ้น  เขาก็ยิ่งเป็นหนี้มากขึ้น)

9. He said he ________________ such damage before.

(เขาพูดว่าเขา ______________________ ความเสียหายเช่นนั้นมาก่อน)

(a) has never seen

(b) never has seen

(c) had never seen   (ไม่เคยเห็น)

(d) did not see

ตอบ  -  ข้อ  (c)  เนื่องจากมาจาก “Has never seen” (Present perfect tense)  (ไม่เคยเห็น)  แต่ต้องเปลี่ยนเป็น  “Had never seen”  ให้สอดคล้องกับกริยาในประโยคใหญ่ คือ  “Said” ทั้งนี้  กฎข้อหนึ่งของการใช้  “Present perfect tense” คือ ใช้กับเหตุการณ์ที่ “เคยทำ” (เคยเห็น, เคยดู, เคยกิน, เคยพบ”  และ “ไม่เคยทำ”  (ไม่เคยเห็น, ไม่เคยพูด, ไม่เคยได้ยิน)   หรือกล่าวอีกนัยหนึ่ง  คือ  ใช้กับเหตุการณ์ที่เคยหรือไม่เคยทำในอดีต  แต่ไม่ได้กำหนดเวลาแน่นอน   สังเกตจาก  “Ever”  “Never”   เช่น

           - He is one of the best students I have ever talked to.

(เขาเป็นนักเรียนที่ดีที่สุดคนหนึ่งที่ผมเคยคุยด้วย)

          - It is one of the best movies we have ever seen in our life.

(มันเป็นหนังที่ดีที่สุดเรื่องหนึ่งที่พวกเราเคยดูมาในชีวิต)

             -Have you ever been to Japan?

(คุณเคยไปญี่ปุ่นไหม)

             - Has your father ever played football?

(พ่อของคุณเคยเล่นฟุตบอลไหม)

              - I have never seen him before.

(ผมไม่เคยเห็นเขามาก่อน)

               ดูเพิ่มเติมเกี่ยวกับโครงสร้างแบบนี้  ในข้อ ๓ ของข้อสอบชุดนี้

10. That dress is much cheaper than this, and it’s just ___________ pretty.

(ชุดนั้นราคาถูกกว่าชุดนี้มาก  และมันก็สวย _____________________ )

(a)  like

(b)   so

(c)    alike

(d)   look

(e)   as   (เหมือนกัน)

ตอบ  -  ข้อ  (e)  “Just as pretty” =  “สวยเหมือนกัน”  สำหรับ “Like, Alike, As”  ดูคำอธิบายเพิ่มเติมจากประโยคตัวอย่างข้างล่าง

               ตัวอย่างที่ ๑

-  What is the climate ______________ in your home town?

(อากาศ __________________ อย่างไร (เช่นไร)  ในเมืองบ้านเกิดของคุณ)

(a) alike

(b) likely

(c) like   (เป็นเหมือน, เหมือน, คล้าย)

(d) (No word is needed.)

ตอบ  -  ข้อ  (c)  ในที่นี้  “Like” เป็น “Preposition” หมายถึง “เป็นเหมือน, เหมือน, คล้าย”  ใช้กับ “Verb to be” หรือ “Look” (มีลักษณะ, มีท่าทาง)   ต้องตามด้วยคำนาม

             ตัวอย่างที่ ๒

-  The sky is cloudy and it looks like ___________________.

(ท้องฟ้ามีเมฆมาก  และมันดูเหมือน ________________________ )

(a) rain   (ฝน)

(b) to rain

(c) rainy

(d) it will rain

ตอบ  –  ข้อ  (a) เนื่องจาก  “Like” ในที่นี้เป็น “Preposition” หมายถึง “เหมือน, คล้าย”  ต้องตามด้วยคำนาม   ซึ่งในที่นี้ คือ  “ฝน

                ตัวอย่างที่ ๓

-  He became a doctor _______________ his father.

(เขาเป็นหมอ ______________________ พ่อของเขา)

(a) same as

(b) like   (เหมือน)

(c) such as

(d) as

ตอบ  –  ข้อ  (b)  เนื่องจาก  “Like”  เมื่อหมายถึง  “เหมือน, คล้าย” จะเป็น Preposition”  จึงต้องตามด้วยคำนาม   สำหรับข้อนี้อาจตอบได้อีกอย่าง คือ “the same as”  ส่วน   “As”  (เหมือนกับ)  ต้องตามด้วย  “Subject + Verb” (ดูความแตกต่างการใช้  “Like”และ “As”  จากประโยคข้างล่าง)

Like the other nations of Eastern Europe, Poland was

politically dominated by the Soviet Union during the Cold War.

(เหมือนกับประเทศอื่นๆในยุโรปตะวันออก  โปแลนด์ถูกครอบงำทางการเมืองโดย

สหภาพโซเวียต  ในระหว่างสงครามเย็น)

-   Like his father, Tom is the most persevering.

(เหมือนกับพ่อของเขา  ทอมมีความขยันหมั่นเพียรมากที่สุด)

Like most hard-working people, the workers had to get up very early and go to bed very late at night.

(เหมือนคนทำงานหนักส่วนใหญ่  พวกคนงานจำเป็นต้องตื่นแต่เช้าตรู่  และเข้านอนดึกมากในตอนกลางคืน)

หมายเหตุ  -  ประโยคข้างบนใช้  “Like” เนื่องจาก “Like” (หมายถึง “เหมือน, คล้าย”)   ต้องตามด้วยคำนามหรือวลี   เช่น  “the other nations” “his father”  most hard-working people” (คนทำงานหนักส่วนใหญ่)  ส่วน  “as” (หมายถึง เหมือนกับ”)   ต้องตามด้วยอนุประโยค  (As + subject + verb)  เช่น

          - He did as his father had told him to do.

(เขาทำเหมือนที่พ่อของเขาบอกให้ทำ)

         - She smiled as her mother did when she was young.

(เธอยิ้มเหมือนที่แม่ของเธอยิ้ม  เมื่อตอนที่ (แม่) เป็นเด็ก)

                    สำหรับ “As” เมื่อเป็น “Preposition”  มีความหมายว่า  “ในฐานะ หรือ เป็น”  จะต้องตามด้วยคำนามหรือวลี เช่น

          - She works as a doctor.

(เธอทำงานเป็นหมอ)

         - He is known as a man who keeps his words.

(เขาเป็นที่รู้จักกันในฐานะคนที่รักษาคำพูด)

          - They have been recognized as the men who died for their country.

(พวกเขาได้รับการจดจำในฐานะคนที่ตายเพื่อชาติบ้านเมือง)

           - As a good citizen, everyone has to pay a proper amount of tax each year.

(ในฐานะพลเมืองดี  ทุกคนจำเป็นต้องจ่ายภาษีในจำนวนที่เหมาะสมทุกๆปี)

                สำหรับ “Alike” เป็นทั้งคำคุณศัพท์และกริยาวิเศษณ์  หมายถึง  เหมือนกัน, คล้ายกัน, อย่างเดียวกัน”  ดังประโยคข้างล่าง

            - These two things are alike.

(ของ ๒ สิ่งนี้เหมือนกันเลย)

          - Tom and his brother are both alike.

(ทอมและพี่ชายของเขาคล้ายกัน  -  รูปร่างหน้าตาหรือการกระทำ)

          - No two people think or behave alike.

(ไม่มีใคร ๒ คน คิดหรือประพฤติตัวเหมือนกัน)

          - The two sisters are remarkably alike in appearance.

(พี่สาวน้องสาว ๒ คนนั้นคล้ายกันเป้นพิเศษ (อย่างน่าสังเกต) ในด้านรูปร่างหน้าตา-ลักษณะท่าทาง)

          - They did everything alike.

(พวกเขาทำทุกอย่างเหมือนๆกัน)

          - The children are all treated alike.

(เด็กๆได้รับการปฏิบัติเหมือนๆกันทุกคน)

          - The strike is damaging to managers and workers alike.

(การนัดหยุดงานกำลังสร้างความเสียหายให้กับผู้จัดการและคนงานเหมือนๆกัน)

          - The snowstorm affected the southern and northern states alike.   (พายุหิมะมีผลกระทบต่อรัฐทางตอนเหนือและใต้เหมือนๆกัน)

11. I heard them say _________________ plenty of gold there in thehills.  

(ผมได้ยินพวกเขาพูดว่า __________________ ทองมากมายอยู่ที่นั่น  ตรงเนินเขา)

(a)  it is

(b)   it was

(c) there is   (มี)

(c)    have

(d)   has

ตอบ  -  ข้อ (c) แม้ว่ากริยาในประโยคใหญ่  (Main clause)  คือ  “Heard” (Past simple tense) เป็นการได้ยินมาในอดีต  แต่เนื่องจากกริยาในประโยคย่อย (Subordinate clause)  เป็นเรื่องเกี่ยวกับข้อเท็จจริง (Fact)  จึงสามารถใช้  “Is (there is)  ได้  เพราะถือเป็นเรื่องปัจจุบัน  (มีทองที่เนินเขามากมาย)  หรือจะเปลี่ยนเป็น there was”  ก็ได้

12. This passage is too difficult __________________.

(ตอนหนึ่งของข้อเขียนนี้ยากเกินไป ________________________ )

(a) to explain for me

(b) for me to explain it

(c) to explain it for me

(d) for me to explain   (สำหรับผมที่จะอธิบาย)

ตอบ  -  ข้อ  (d)  ไม่ต้องมี  “It” ข้างหลัง  “Explain”  เนื่องจากถือว่ามี “Passage อยู่แล้ว  ดูคำอธิบายเพิ่มเติมจากประโยคตัวอย่างข้างล่าง

-   I am too busy ______________ with you.

(ผมมีธุระยุ่งเกินไปที่จะ _______________________ กับคุณ)

(a) go

(b) going

(c) to go   (ไป)    

(d) that I can’t go

ตอบ  –  ข้อ (c)  เนื่องจากเป็นการใช้  “To + verb”  ตามหลัง  “Adjective” หรือAdverb” ทำหน้าที่เป็นกริยาวิเศษณ์  (Adverb)  ขยายคำที่อยู่ข้างหน้ามัน  สำหรับในประโยคข้างบน    ใช้  “To go”  เป็นกริยาวิเศษณ์  (Adverb)  ขยายคำคุณศัพท์ busy” {มีธุระยุ่ง (เกินไป) ที่จะไป}  ตัวอย่างอื่นๆประเภทนี้   ได้แก่

-       Some people think that the Chinese language is too difficult to understand.   (บางคนคิดว่าภาษาจีนยากเกินไปที่จะเข้าใจ)

-         She is well enough to go out again.

(เธอสบายดีพอที่จะออกไปข้างนอกอีกครั้งหนึ่ง)

-         The news is too good to believe.

(ข่าวนี้ดีเกินไปที่จะเชื่อได้ว่าเป็นจริง)

-         It is easy to say, not to do.

(มันง่ายที่จะพูด  ไม่ใช่ทำ)

-         He walked quickly to catch the bus.

(เขาเดินอย่างเร็วเพื่อให้ทันรถเมล์)

13. He hasn’t been able to get a good job _________________ his having had an expensive education.

(เขาไม่สามารถหางานดีๆทำได้ ______________________ มีการศึกษาที่แพง)  (ไม่สามารถหางานดีได้  ทั้งๆมีการศึกษาราคาแพง)

(a) on account of   (เพราะว่า, เนื่องมาจาก)

(b) because of   (เพราะว่า, เนื่องมาจาก)

(c) in case of    (ในกรณีของ, เผื่อว่าจะมี............)

(d) notwithstanding   (นอท-วิธ-สแท้น-ดิ้ง)  (ทั้งๆที่, อย่างไรก็ตาม)

ตอบ  -  ข้อ  (d)  “Notwithstanding” = “Despite = In spite of” =  “ทั้งๆที่”  ต้องตามด้วย วลี หรือ คำนาม  สำหรับการใช้คำอื่นๆ ให้ดูจากตัวอย่างข้างล่าง

         - In spite of (= Despite = Notwithstanding) the bad storm John delivered his papers on time.  

(ทั้งๆที่มีพายุเลวร้าย  ทอมก็ยังไปส่งหนังสือพิมพ์ได้ตรงเวลา)

         - In spite of (= Despite = Notwithstanding) all their differences, Mary and Ann remain friends. 

 (ทั้งๆที่แตกต่างกันอย่างมากมายอย่างนั้น  แมรี่และแอนยังคงเป็นเพื่อนกันได้)

          - They went out in spite of (= despite = notwithstanding) the heavy rain.

(พวกเขาออกไปข้างนอกทั้งๆที่ฝนตกหนัก)

       - On account of (= Because of = Owing to = Due to) the heavy rain, we could not go out.

(เนื่องมาจากฝนตกหนัก  เราไม่สามารถออกไปข้างนอก)

      - On account of (= Because of = Owing to = Due to) an accident, the train was delayed for 2 hours.  

(เนื่องมาจากอุบัติเหตุ  รถไฟถูกทำให้ล่าช้าไป ๒ ชั่วโมง)

      - He could not go university on account of (=owing to = because of = due to) his poverty.  

(เขาไม่สามารถเรียนมหาวิทยาลัย  เนื่องมาจากความยากจน) 

         - There is a fire extinguisher on every floor in case of fire.

(มีเครื่องดับเพลิงอยู่ทุกชั้น (ของอพาร์ตเมนต์) ในกรณีที่เกิดไฟไหม้  -  คือมีเตรียมไว้เผื่อเกิดไฟไหม้)

         - In case of fire, take an emergency exit.

(ในกรณีที่เกิดไฟไหม้  ให้ใช้ทางออกฉุกเฉิน)

         - Take your umbrellas in case of rain.

(เอาร่มของคุณติดไปด้วยนะ  เผื่อฝนตก)

         - The wall was built along the river in case of floods.

(กำแพงถูกสร้างขึ้นตามฝั่งแม่น้ำเพื่อป้องกัน (หรือในกรณีที่เกิด) น้ำท่วม)

14. Is there ______________ sickness in Thailand in the rainy season?

(มีความไข้ได้ป่วย _____________________ ไหมในประเทศไทยในฤดูฝน)

(a) many

(b) none

(c) much   (มาก)

(d) few

ตอบ  -  ข้อ (c) เนื่องจาก  “Sickness”  เป็นคำนามนับไม่ได้  จึงต้องใช้กับ  “Much”

ดูคำอธิบายเพิ่มเติมคำนามนับไม่ได้  (Uncountable noun)  จากประโยคตัวอย่างข้างล่าง

                 ตัวอย่างที่ ๑

-   Please give me some _______________ about rice exports.

(โปรดให้ _______________ บางประการกับผม  เกี่ยวกับสินค้าออกจำพวกข้าว)

(a) inform   (บอก, แจ้ง, รายงาน, ให้ความรู้, ฟ้องร้อง)

(b) informant   (ผู้บอก, ผู้แจ้ง, ผู้ให้ความรู้)

(c) information   (ข้อมูลข่าวสาร)

(d) informations   (เป็นนามนับไม่ได้  จึงไม่สามารถเติม“S”  ได้)

ตอบ  -  ข้อ  (C) “Information”  เป็นคำนามนับไม่ได้   (เป็นเอกพจน์เสมอ)

                ตัวอย่างที่ ๒

- That is _______________________.

(นั่นเป็น _______________________ )

(a) a useful information

(b) a useful piece of informations

(c) useful informations

(d) a piece of useful information   (ข้อมูลที่มีประโยชน์ ๑ ชิ้น)

ตอบ  –  ข้อ   (d)  เนื่องจาก “Information” เป็นคำนามนับไม่ได้  จึงไม่สามารถใช้   A”  หรือ  “An”  นำหน้าได้  ดังในข้อ  (a)  และไม่สามารถเติม  “S”  เข้าข้างท้าย  ดังในข้อ  (b)  และ  (c)  ดังนั้น   เมื่อจะนับ  “ข่าวสาร”  จึงต้องนับเป็น  “ชิ้น”   ดังในข้อ  (d)  หรือนับเป็น  “หัวข้อ”  “Item” (An item of information)  หรือ  (an information item)   อย่างไรก็ตาม  สามารถตอบข้อ  (b)  ได้เช่นเดียวกัน  แต่ต้องแก้เป็น  “a useful piece of information”  สำหรับคำนามนับไม่ได้และเป็นเอกพจน์เสมอ   ที่ใช้ในลักษณะเดียวกับ  “Information”ได้แก่  Paper  (กระดาษ), Equipment  (อุปกรณ์, เครื่องมือ), Furniture, Scenery  (ทิวทัศน์), Damage (ความเสียหาย), Advice  (คำแนะนำ), Traffic, Machinery  (เครื่องยนต์กลไก), Evidence  (หลักฐาน), Bread  (ขนมปัง), Clothing  (เสื้อผ้า), Work  (งาน), Luggage  (กระเป๋าเดินทาง), Baggage  (กระเป๋าเดินทาง), Knowledge  (ความรู้), Progress  (ความก้าวหน้า), Power  (อำนาจ), News, Fruit, Behavior (พฤติกรรม)   เป็นต้น   คำนามเหล่านี้   ถ้าจะนับเป็นหน่วย  จะต้องใช้ สมุหนาม (Collective noun)  คือนามที่แสดงความเป็นกลุ่มก้อน  ที่เหมาะสมกับคำนามนั้นๆ เช่น

            - a piece of paper   (กระดาษ ๑ แผ่น)

            - a loaf of bread   (ขนมปัง ๑ ปอนด์ หรือก้อน)

            - a branch (field) of knowledge   (ความรู้สาขาหนึ่ง)

            - an item of news   (ข่าว ๑ หัวข้อ)

            - a kilo of fruit   (ผลไม้ ๑ กิโล)

            - a bunch of fruit  (ผลไม้ ๑ พวง)

            - a piece of luggage  (baggage)  (กระเป๋าเดินทาง ๑ ใบ หรือ ชิ้น)

            - a subject of knowledge   (ความรู้ ๑ เรื่อง หรือ วิชา)

15. I shall send her these __________________ dictionaries.

(ผมจะส่งพจนานุกรม ________________________ เหล่านี้ให้เธอ)

(a) two German big

(b) big German two

(c) two big German   (ภาษาเยอรมันเล่มใหญ่ ๒ เล่ม)

(d) big two German

(e) German two big

ตอบ  -  ข้อ  (c)  ดูการเรียงลำดับคำจากประโยคตัวอย่างข้างล่าง

-      He bought _________________________.

(เขาซื้อ ___________________ )

(a) a very blue pretty Italian shirt

(b) a very pretty Italian blue shirt

(c) a very Italian pretty blue shirt

(d) a very pretty blue Italian shirt   (เสื้อเชิ้ร์ตอิตาเลียนสีน้ำเงินที่สวยงามมาก)

ตอบ  –   ข้อ  (d)  เนื่องจากต้องเรียง  “ประเทศที่ผลิต” อยู่ติดกับคำนามที่มันขยาย  ถัดไปเป็น  “สี”  ถัดไปถ้ามี  “ขนาด” (big, small)  ก็ต่อด้วย  “ขนาด”  แล้วต่อด้วย “คุณสมบัติอื่นๆ”  เช่น  “สวย”  หรือ  “ไม่สวย”  ดังในประโยคข้างบน  ซึ่งในการเรียงคำในภาษาไทย และอังกฤษ  จะเรียงกลับกัน  กล่าวคือ  เวลาแปลภาษาอังกฤษเป็นไทย  จะต้องแปลจากข้างหลังย้อนขึ้นไปข้างหน้า  เช่น  “เสื้อ-อิตาเลียน-สีฟ้า-สวยงาม-มาก”  สำหรับตัวอย่างอื่นๆ  เช่น

(๑) บ้าน  (๒) ทรงไทย  (๓) สีขาว  (๔) หลังใหญ่  (๕) สวยงาม  (๖) มาก  (๗) สองหลัง  (๘) เหล่านั้น

(8) Those (7) two (6) very (5) beautiful (4) big (3) white (2) Thai-style (1) houses

      ตัวอย่างอื่นๆ ได้แก่

-         I want to buy those two brown wood tables.

(ผมต้องการซื้อโต๊ะไม้สีน้ำตาล ๒ ตัวเหล่านั้น)

-         She is a very sweet little old lady.

(เธอเป็นสุภาพสตรีชราตัวเล็กๆที่หวานมาก)

-         Have you seen this interesting English book?

(คุณได้เห็นหนังสือภาษาอังกฤษที่น่าสนใจเล่มนี้หรือยัง)

-         She wanted to buy these two old brick houses.

(เธอต้องการซื้อบ้านอิฐเก่า ๒ หลังเหล่านี้)

-         There are two small Chinese gold cups in the shop window.

(มีถ้วยทอง (ทำใน) จีนเล็กๆ ๒ ใบ ในตู้โชว์ของร้าน)

-         These old dilapidated houses are not safe.

(บ้านที่ทรุดโทรมเก่าๆเหล่านี้ไม่ปลอดภัย)

-         She gave me a round white plastic drinking cup.

(เธอให้ถ้วย (สำหรับ) ดื่มน้ำพลาสติกสีขาวกลม ๑ ใบ แก่ผม)

-         We have bought two white electric washing machines.

(เราซื้อเครื่องซักผ้าไฟฟ้าสีขาว ๒ เครื่อง)

16. I wish I ________________ her while she stayed in Bangkok.

(ฉันปรารถนาว่าฉัน ____________________ เธอ  ในขณะที่เธอพักในกรุงเทพฯ)

(a) meet

(b) met

(c) had met   (ได้พบ)

(d) would have met

ตอบ  -  ข้อ  (c)  เนื่องจากเป็นการปรารถนาในอดีตและตรงข้ามกับความเป็นจริง  (คือ มิได้พบกับเธอ  ในขณะที่เธอพักในกรุงเทพฯ)   จึงต้องใช้  “Past perfect tense (Subject + Had + Verb 3) และในกรณีที่เป็น  “Passive voice” ใช้  (Subject + Had + Been + Verb 3)   ดูคำอธิบายเพิ่มเติมการใช้  “Wish” จากประโยคตัวอย่างข้างล่าง

               ตัวอย่างที่ ๑

-   I wish you _______________ there at that moment.

(ผมปรารถนาว่าคุณ _______________________ ที่นั่นในขณะนั้น)

(a) are

(b) were

(c) had been   (อยู่)

(d) would have been

ตอบ  -  ข้อ  (c)  เนื่องจากเป็นการปรารถนาให้เกิดเหตุการณ์ขึ้นในอดีต   (ให้คุณอยู่ที่นั่นในตอนนั้น  ซึ่งเป็นอดีตที่ผ่านมาแล้ว)  (ความเป็นจริง  คือ  “คุณไม่ได้อยู่ที่นั่นในตอนนั้น”)   

            ตัวอย่างที่ ๒

-   I wish I _____________ German when I was at school.

(ผมปรารถนาว่าผม _______________ ภาษาเยอรมัน  ตอนที่ผมเป็นนักเรียน)

(a) was learning

(b) learnt

(c) had learnt   (ได้เรียนรู้)

(d) have learnt

ตอบ  -  ข้อ  (c)  เนื่องจากเป็นการปรารถนาเหตุการณ์ในอดีต  (สมัยเป็นเด็กนักเรียน)  แต่ในความเป็นจริงคือ  “มิได้เรียนภาษาเยอรมัน”

           ตัวอย่างที่ ๓

-    I wish today ______________ a holiday.

(ผมปรารถนาว่าวันนี้ ______________________ วันหยุด)

(a) is

(b) be

(c) being

(d) were   (เป็น)

ตอบ  –  ข้อ  (d)  เนื่องจากเมื่อใช้   “Wish”  แสดงความปรารถนาในสิ่งที่  “ตรงข้ามกับความเป็นจริง”  (คือเหตุการณ์มิได้เป็นจริงตามที่ปรารถนา  -  วันนี้มิได้เป็นวันหยุด)  จะต้องใช้รูป “Subject + wish + that + subject + verb” แต่  that” มักจะละไว้เสมอ  (ไม่เขียนลงในประโยค)   (เรียกการใช้โครงสร้างแบบนี้ว่า   “Past subjunctive”)  โดยมีหลัก คือ

·      ถ้าตรงข้ามกับความจริงในปัจจุบัน  (ปรารถนาเหตุการณ์ปัจจุบัน)  ให้ใช้ Verb เป็น “Past simple” (Verb 2) (สำหรับ “Verb to be  ใช้ “Were”  กับประธานทุกตัว)

- I wish she came to see me today.

(ผมปรารถนาว่าเธอมาเยี่ยมผมวันนี้  -  แต่จริงๆแล้วเธอไม่ได้มา)

- She wishes today were her birthday.

(เธอปรารถนาว่า  วันนี้เป็นวันเกิดของเธอ – แต่จริงๆแล้วไม่ใช่)

- I wish my uncle were here now.

(ผมปรารถนาว่า  ลุงของผมอยู่ที่นี่ในขณะนี้ – แต่จริงๆแล้วไม่ได้อยู่)

- He wishes his father were a millionaire (now).

(เขาปรารถนาว่า  พ่อของเขาเป็นเศรษฐี  –  แต่จริงๆแล้วไม่ได้เป็น)

- I wish I had a bigger house (now).

(ผมปรารถนาว่าผมมีบ้านหลังใหญ่กว่านี้  –  แต่จริงๆแล้วมีบ้านหลังเล็ก)

- They wish they could speak Japanese (now).

(พวกเขาปรารถนาว่า สามารถพูดภาษาญี่ปุ่นได้  –  แต่จริงๆแล้วพูดไม่ได้)

·      ถ้าตรงข้ามกับความจริงในอดีต   (ปรารถนาเหตุการณ์ในอดีต)  ให้ใช้ Verb”เป็น “Past perfect” (Had + verb 3) เช่น

- I wish yesterday had been a holiday.

(ผมปรารถนาว่า  เมื่อวานนี้เป็นวันหยุด – แต่จริงๆแล้วไม่ได้เป็น)

- She wishes her father had been a millionaire (last year). (เธอปรารถนาว่า  พ่อของเธอเป็นเศรษฐี  (เมื่อปีที่แล้ว) – แต่จริงๆแล้วไม่ได้เป็น)

- He wished he had been a bird (a long time ago).

(เขาปรารถนาว่า  เขาเป็นนก (เมื่อนานมาแล้ว) – แต่จริงๆแล้วไม่ได้เป็น)

-         I wish my uncle had been here yesterday.

(ผมปรารถนาว่า  ลุงของผมอยู่ที่นี่เมื่อวานนี้ – แต่จริงๆแล้วไม่ได้อยู่)

·      ถ้า “Wish”  ใช้กับอนาคต  (Future) ให้ใช้ “Verb” เป็นWould”“Should”  “Could”  “Might”  ความหมาย คือ คงไม่เกิดเหตุการณ์ตามที่ปรารถนา  หรือมีโอกาสเกิดขึ้นได้ยากเช่น

- I wish my wife would be here tomorrow.

(ผมปรารถนาว่า  ภรรยาของผมอยู่ที่นี่ในวันพรุ่งนี้  –  แต่จริงๆแล้วคงไม่ได้อยู่ หรือมีโอกาสเกิดขึ้นได้น้อยมาก)

- She wishes she could come to my party next week.

(เธอปรารถนาว่า  เธอสามารถมางานเลี้ยงของผมสัปดาห์หน้า  –  แต่จริงๆแล้วคงไม่ได้มา  หรือมีโอกาสเกิดขึ้นน้อยมาก)

- They wish they would graduate from the university next semester.

(พวกเขาปรารถนาว่า  จะเรียนจบจากมหาวิทยาลัยในเทอมหน้า–แต่คงจะไม่จบ หรือมีโอกาสเกิดขึ้นน้อยมาก)

อย่างไรก็ตาม  เมื่อใช้ “Wish” แสดงความปรารถนาในแบบปกติธรรมดา จะมีโครงสร้าง“Wish + to + verb 1”ซึ่งความปรารถนาดังกล่าวอาจจะเป็นจริงหรือไม่เป็นจริงก็ได้ เช่น

- They wish to meet their friends again next year.

(พวกเขาปรารถนาจะได้พบเพื่อนอีกในปีหน้า)

- She wishes to leave now.

(เธอปรารถนาจะจากไปในตอนนี้)

- He wishes to visit London next month.

(เขาปรารถนาจะไปเที่ยวลอนดอนเดือนหน้า)

- They wished to pass the exam this term.

(พวกเขาปรารถนาจะสอบผ่านเทอมนี้)

สำหรับอีกโครงสร้างหนึ่ง คือ  “Wish +กรรม+ noun”มีความหมาย คือ ขออวยพรให้” เช่น

- She wished them a Merry Christmas and a Happy New Year(เธออวยพรวันคริสมาสต์และปีใหม่ให้พวกเขา)

- He wishes his parents a long and happy life.

(เขาอวยพรให้พ่อแม่มีชีวิตยืนยาวและมีความสุข)

- I wish you success.

(ผมขออวยพรให้คุณประสบความสำเร็จ)

หมวดข้อสอบ TOEIC (ตอนที่ 49)

Part V : Sentence Completion(ส่วนที่ 5 :  การเติมประโยคให้สมบูรณ์)

Choose the best alternative to make a correct sentence.

(จงเลือกข้อที่ดีที่สุดเพื่อทำให้ประโยคมีความถูกต้อง)

1. My friend must take medicine, but I _________________.

(เพื่อนของผมต้องกินยา  แต่ผม __________________)

(a) don’t   (ไม่กิน)

(b) mustn't   (จะต้องไม่กิน)

(c) needn’t   (ไม่จำเป็นต้องกิน)

(d) won’t   (จะไม่กิน)

ตอบ  -  ข้อ (c)  เนื่องจากใจความดีกว่าข้ออื่นๆ  เป็นการพูดข้อความที่แย้งกัน  โดยดูจาก  “But”  (เพื่อนต้องกินยา  “แต่”  ผมไม่จำเป็นต้องกิน)

2. Since the air in Bangkok is not always fresh, we like to go to the seaside ________________.

(เนื่องจากอากาศในกรุงเทพฯ มิได้สดชื่นอยู่ตลอดไป  พวกเราจึงชอบไปชายทะเล

______________________ )

(a) for the change of air

(b) for the change of the air

(c) for a change of the air

(d) for a change of air   (เพื่อเปลี่ยนอากาศ  -  ที่บริสุทธิ์มากขึ้น)

ตอบ  -  ข้อ  (d)  เนื่องจาก “Air” เป็นคำนามนับไม่ได้  และในข้อนี้  ใช้แบบทั่วๆไป มิได้ชี้เฉพาะ  จึงไม่ต้องใช้ “The” นำหน้า  ส่วน “Change” เป็นคำนามนับได้  และใช้แบบทั่วๆไป  มิได้ชี้เฉพาะเช่นเดียวกัน  จึงใช้  “A” นำหน้าแทน  “The”  (คำนามนับได้เอกพจน์  จะอยู่ลอยๆไม่ได้  ต้องนำหน้าด้วย  “A”หรือ  “An”  แต่ถ้าชี้เฉพาะเจาะจงลงไป  ต้องนำหน้าด้วย  “The

3. ________________ these reasons, you shouldn’t go there again.

(_____________________  เหตุผลเหล่านี้  คุณจึงไม่ควรไปที่นั่นอีก)

(a) By

(b) With

(c) For   (ด้วย)   (ตามด้วยคำนามหรือวลี)

(d) Because   (เพราะว่า)  (ตามด้วยประโยค)

4. What terrible coffee!  She ________________ it with cold water.

(กาแฟน่ากลัว  (เฮงซวย – ห่วยแตก)  อะไรเช่นนี้   เธอ _________________มัน(กาแฟ) ด้วยน้ำเย็น)

(a) had to make   (จำเป็นต้องชง)  (เป็น “Past simple tense”)

(b) must make   (จะต้องชง)

(c) had had to make   (จำเป็นต้องชง)  (เป็น “Past perfect tense”)

(d) must have made   (จะต้องได้ชง)

ตอบ  -  ข้อ  (d)  เนื่องจาก  “Must + Verb 1” =  “จะต้องทำในปัจจุบันหรืออนาคต”  ส่วน  “Must + Have + Verb 3” =  “จะต้องได้ทำลงไปแล้วในอดีต”  สำหรับประโยคในข้อ  ๔  เหตุการณ์ได้เกิดผ่านไปแล้ว  โดยสังเกตจากข้อความที่ผู้พูดบอกว่า   “กาแฟเฮงซวยฯ”  ดังนั้น  “คนชงฯ คงจะต้องใส่น้ำเย็นลงไป”   เป็นการคาดการณ์หรือเดา   ดังประโยคตัวอย่างข้างล่าง

              - He must work harder to pass the exam.

(เขาต้องขยันเรียนมากขึ้นเพื่อที่จะสอบผ่าน  -  เป็นเรื่องของปัจจุบัน หรืออนาคต  คือต้องขยันในตอนนี้ หรือในอนาคต)

             - He looks very excited.  He must have passed the exam.

(เขามีท่าทางตื่นเต้นมาก  เขาคงจะได้สอบผ่านแล้ว  -  คือ เพิ่งมีการประกาศผลสอบ)

             - She has bought a new house.  She must have won the first prize in lottery.   

(เธอได้ซื้อบ้านหลังใหม่  เธอคงจะต้องถูกล๊อตเตอรี่รางวัลที่ ๑ไปแล้ว  -  เป็นการคาดการณ์เหตุการณ์ในอดีต)

5. ________________grand ideas you have!

(คุณช่างมีความคิดที่วิเศษ _________________________ เช่นนี้)

(a) How

(b) What a

(c) What   (อะไร)

(d) Very

ตอบ  -  ข้อ  (c)  เนื่องจาก  “Ideas”  อยู่ในรูปพหูพจน์  จึงไม่ใช้  “What a”  ตัวอย่างอื่นๆ  เช่น

         - What a fool he is! (= What a foolish man he is!)

(เขาช่างเป็นคนโง่เสียจริง –โง่เสียนี่กระไร)

         - What a poor girl she is!

(เธอเป็นเด็กหญิงที่น่าสงสารเสียนี่กระไร)

         - What an amusing movie (s) it is!

(มันช่างเป็นหนังที่สนุกอะไรอย่างนี้)

          -  What beautiful houses they are!

(มันเป็นบ้านที่สวยอะไรเช่นนั้น)

         - What stubborn boys those students are!

(เจ้าเด็กนักเรียนเหล่านั้นช่างดื้อเสียนี่กระไร)

         - How lovely that little girl is!

(เธอเป็นเด็กหญิงตัวน้อยๆที่น่ารักอะไรเช่นนั้น)

         - How clever they are!

(พวกเขาช่างฉลาดเสียจริง)

         - How heavy the storm was!

(พายุช่างจัด (รุนแรง) เสียจัง)

         - How smart our teacher is!

(ครูของเราฉลาดอะไรอย่างนี้)

         - How slowly they walked!

(พวกเขาช่างเดินช้ากันเสียจริง)

How efficiently his new secretary did her job!

(เลขาฯ คนใหม่ของเขาช่างทำงานมีประสิทธิภาพอะไรเช่นนั้น)

         - How beautifully she sings!

(เธอช่างร้องเพลงเพราะเสียจริง)

         - How gracefully those young people danced!

(พวกคนหนุ่มสาวเหล่านั้นช่างเต้นรำได้สง่างามเสียจริง)

6. Do you mind __________________?

(คุณจะรังเกียจไหม _____________________ )

(a) smoking   (การสูบบุหรี่)

(b) if I smoke   (ถ้าผมสูบบุหรี่)

(c) to smoke

(d) I smoking

ตอบ  -  ข้อ  (b)  ไม่สามารถตอบข้อ (a) ได้  เนื่องจากเหมือนการไปถามเชื้อเชิญ  แบบคะยั้นคะยอให้คนอื่นมาสูบบุหรี่  ซึ่งถ้าต้องการชวนคนอื่นสูบบุหรี่  จะต้องใช้ว่า  Would (Do) you like to smoke?”  สำหรับข้อ (c)  ใช้ไม่ได้  เนื่องจากMind + Verb + ing”  อย่างไรก็ตาม  เราสามารถใช้ข้อความที่มีความหมายเดียวกับข้อ  (b)  คือ  “Do you mind my smoking?”  ได้เนื่องจากGerund” (Verb + ing) ถือเป็นคำนามประเภทหนึ่ง  จึงสามารถใช้ Possessive adjective” (His, Her, My, Your, Their, Our, Its) ซึ่งเป็นคำแสดงความเป็นเจ้าของ  นำหน้า“Gerund” (Verb + ing)  ได้เหมือนกับคำนามทั่วๆไป  ดังประโยคตัวอย่างข้างล่าง

             - His walking quickly makes him tired.

(การเดินเร็วของเขาทำให้เขาเหนื่อย)

            - We appreciated (on)your coming.

(เราชื่นชม-ยกย่องกับการมาของคุณ)

            - Her being afraid of snakes is well-known.

(การกลัวงูของเธอเป็นที่รู้กันดี)

            - It was no use your telling him to stop smoking.

(ไม่มีประโยชน์กับการบอกเขาของคุณให้หยุดการสูบบุหรี่)

            - The audiences were informed of his being a great scientist.

(ผู้ชมได้รับการบอกเกี่ยวกับการเป็นนักวิทยาศาสตร์ที่ยิ่งใหญ่ของเขา)

            - I had to postpone my writing to him to a later date.

(ผมจำเป็นต้องเลื่อนการเขียนถึงเขาของผมออกไปอีก)

            - You should not delay your sending of the application form.

(คุณไม่ควรทำให้ล่าช้าการส่งใบสมัครของคุณ)

7. I ________________ to stay here until the end of this month.

(ผม _____________________ ให้พักที่นี่  จนกระทั่งสิ้นเดือนนี้)

(a) oblige

(b) am obliging

(c) am obliged   (ถูกผูกมัด, ถูกบังคับ)

(d) have an oblige

ตอบ  -  ข้อ  (c)  เนื่องจาก  “Oblige”  เมื่อใช้ในความหมาย  “ถูกบังคับ, ถูกผูกมัด, มีหน้าที่ที่จะต้อง, ..........., มีภารกิจต้อง...........”  จะต้องใช้ในรูป  “Passive voice” {Subject + is (am, are, was, were) + Verb 3} เสมอ

8. I am longing _______________ the holidays.

(ผมกำลัง  ปรารถนา-อยาก-ใคร่ที่จะ _________________ วันหยุดพักผ่อน)

(a) for   (มี,ได้)

(b) to

(c) in

(d) with

ตอบ  -  ข้อ  (a)  “Long for” =  “ปรารถนา, อยากได้,  อยากมี”  “Long” ในที่นี้เป็นคำกริยา

9. The boys found the experiment _______________.

(เด็กๆ พบว่าการทดลอง ________________________ )

(a) to fascinate   (ทำให้หลงใหล, ทำให้ปลื้ม, ดึงดูดใจ)

(b) fascinate

(c) fascinating   (น่าหลงใหล, มีเสน่ห์)

(d) fascinated   (รู้สึกหลงใหล, หลงเสน่ห์)

ตอบ  -  ข้อ  (c)  เนื่องจากเป็นไปตามโครงสร้าง  “Subject + Find (Consider) + Object (it, him, her, them, you) + Adjective (+ To + Verb 1)”  =  {ประธาน + พบ (ถือว่า) + กรรม (มัน, เขา, เธอ, เรา, ท่าน) + คุณศัพท์ (To + Verb1)}  ดูคำอธิบายเพิ่มเติมจากประโยคตัวอย่างข้างล่าง

(จงเลือกข้อที่ผิดหลักไวยากรณ์  จากข้อ  (๑)  ถึง  (๔)

-     Because (1) some critics considered it decadent, subversive, and (2) incomprehensibly, abstract art (3) encountered much opposition in its (4) early years.

(เพราะว่านักวิจารณ์บางคนมองว่ามัน (ศิลปะฯ) เสื่อมโทรม, บ่อนทำลาย, และไม่สามารถเข้าใจได้  ศิลปะแบบแอบสแตร็คได้เผชิญกับการต่อต้านอย่างมากในช่วงปีแรกๆของมัน)

ตอบ  –  ข้อ  (2)  แก้เป็น “incomprehensible”เนื่องจากต้องอยู่ในรูปคำคุณศัพท์  ให้สมดุลกับอีก  ๒  คำข้างหน้ามัน  คือ “decadent”  และ subversive” ตามโครงสร้าง  {Subject + consider (find) + it (him, her) + adjective} หรือ  {Subject + consider + it (him, her) + a + adjective + noun} เช่น

        - We considered(found) it successful.

(เธอถือ (พบ) ว่ามันประสบความสำเร็จ)

        - He considered(found) it useful.  

(เขาถือ (พบ) ว่ามันมีประโยชน์)

           - She considers(finds) it important.

 (เธอถือ (พบ) ว่ามันสำคัญ)

          - We consider(find) him a good boy.

 (เราถือ (พบ) ว่าเขาเป็นเด็กดี)

         - She considers(finds) me her best friend.

(เธอถือ (พบ) ว่าผมเป็นเพื่อนที่ดีที่สุดของเธอ)

          - The boss considered(found) her a good secretary.

(เจ้านายถือ (พบ) ว่าเธอเป็นเลขาฯ ที่ดี)

                   สำหรับการใช้ “Fascinating” (น่าหลงใหล)  และ “Fascinated”  (รู้สึกหลงใหล)  ให้ดูคำอธิบายจากประโยคตัวอย่างข้างล่าง

             ตัวอย่างที่ ๑

-         I ________________ with the result of my exam.

(ผม_________________________ กับผลสอบของผม)

(a) quite satisfy   (ทำให้พึงพอใจอย่างมาก)

(b) am quite satisfying  (น่าพึงพอใจอย่างมาก)

(c) am quite satisfied   (รู้สึกพึงพอใจอย่างมาก)

(d) am quite to satisfy

ตอบ  -  ข้อ  (c)   ดูเพิ่มเติมคำกริยาประเภท  “Satisfy, Excite, Interest, Disappoint, Please, Attract, Frighten, etc.”  จากประโยคตัวอย่างข้างล่าง

              ตัวอย่างที่ ๒

-    I am ________________ in science, not in English.

(ผม _______________________ ในวิทยาศาสตร์  มิใช่ภาษาอังกฤษ)

(a) interest

(b) interesting   (น่าสนใจ)

(c) interested   (มีความสนใจ)

(d) to interest  (ทำให้สนใจ)

ตอบ  -  ข้อ  (c)

             ตัวอย่างที่ ๓

-  He is ______________ a house.

(เขา ______________________บ้าน)

(a) interest at to rent

(b) interesting in rent

(c) interested at renting

(d) interested in renting  (มีความสนใจในการเช่า)

ตอบ  -  ข้อ  (d)

                 ตัวอย่างที่ ๔

         -  It will take me quite some time to get him _____________ in buying your land. 

(ผมจะต้องใช้เวลานานทีเดียวที่จะทำให้เขา __________________ในการซื้อที่ดินของคุณ)

(a) to interest   (ทำให้สนใจ)

(b) being interesting

(c) interested    (มีความสนใจ)

(d) interesting   (น่าสนใจ)

ตอบ  -  ข้อ  (c)

              ตัวอย่างที่ ๕

             -  The little girl was very ______________ when her father promised to buy her a doll.

(เด็กหญิงเล็กๆคนนั้น _________________ มาก  เมื่อพ่อของเธอสัญญาว่าจะซื้อตุ๊กตาให้เธอ)

(a) exciting   (น่าตื่นเต้น)

(b) excited   (รู้สึกตื่นเต้น)

(c) excite   (ทำให้ตื่นเต้น)

(d) excitable   (สามารถตื่นเต้นได้)

ตอบ  –  ข้อ (b)  ดูเปรียบเทียบกับประโยคข้างล่าง

- The results of the traveler preference survey are surprising.

(ผลลัพธ์ของการสำรวจความนิยมของนักเดินทาง – ท่องเที่ยว –น่าประหลาดใจ )

หมายเหตุ  –  ประโยคข้างบนนี้ต้องใช้  “surprising”  เนื่องจาก“surprise” เป็นคำกริยาที่มีความหมายว่า  “ทำให้ประหลาดใจ”  แต่ถ้าใช้ในรูป“is (are, was, were) surprising” จะมีความหมายว่า  “น่าประหลาดใจ”  ส่วนเมื่อใช้ในรูป  “is (am, are, was, were)  surprised” จะมีความหมายว่า  “มีความรู้สึกประหลาดใจ”   ดังตัวอย่างประโยค เช่น

-         The result of the exam surprised her.

(ผลสอบทำให้เธอประหลาดใจ)

-         She was surprised at the result of the exam.

(เธอมีความรู้สึกประหลาดใจกับผลสอบ)

-         The result of the exam was surprising.

(ผลสอบน่าประหลาดใจ)

คำกริยาประเภทเดียวกับ “Surprise” ได้แก่

    satisfy –ทำให้พอใจ

    excite – ทำให้ตื่นเต้น

    disappoint –ทำให้ผิดหวัง

    attract –ทำให้หลงใหล, ดึงดูด

    interest – ทำให้สนใจ

    amuse –ทำให้สนุกหรือขบขัน

    please –ทำให้ยินดี-พอใจ

    annoy –ทำให้รำคาญ-ขุ่นเคือง

    bore – ทำให้เบื่อ

    tire – ทำให้เหน็ดเหนื่อยหรือเบื่อ

    frighten – ทำให้ตกใจ

    confuse –ทำให้สับสนหรืองุนงง

    surprise –ทำให้ประหลาดใจ

    amaze – ทำให้ทึ่ง, ทำให้ตะลึง

    delight – ทำให้ยินดี

    exhaust –ทำให้หมดแรง

    fascinate – ทำให้หลงใหล, ทำให้หลงเสน่ห์     

    charm – ทำให้หลง

    convince – ทำให้เชื่อ

    tempt – ทำให้หลงใหล, ยั่วยวน-ล่อใจ

    entertain – ทำให้เพลิดเพลิน

    embarrass –ทำให้ขวยเขิน-กระดากอาย

    puzzle –ทำให้งง

    thrill – ทำให้ตื่นเต้น  

    upset – ทำให้รำคาญ-ไม่สบายใจ

    irritate – ทำให้โมโห, ทำให้ระคายเคือง

    exasperate –ทำให้โกรธ

    astonish –ทำให้ประหลาดใจ, ทำให้ตกใจ     

    infuriate –ทำให้โกรธ, ทำให้เดือดดาล

    horrify –ทำให้กลัว, ทำให้ขนพองสยองเกล้า           

 

กลุ่มคำกริยาข้างบนนี้ มีหลักการใช้คือ

1.  ถ้าใช้ในรูป“Subject + verb + object”จะมีความหมายว่า “ทำให้” คือตัวประธานเป็นผู้ทำให้เกิดอาการนั้นๆขึ้นแก่ผู้อื่น เช่น

-         The accident frightened the passengers a great deal.(past tense)

(อุบัติเหตุทำให้ผู้โดยสารตกใจอย่างมาก)

-         The exam result disappointed him so much.(past tense)

(ผลสอบทำให้เขาผิดหวังมากทีเดียว)

-         The chairman’s speech confused everyone.(past tense)

(คำพูดของท่านประธานทำให้ทุกคนสับสนงุนงง)

-         The new film interests all viewers.(present tense)

(หนังเรื่องใหม่ทำให้คนดูทั้งหมดสนใจ)

-         The professor’s lecture bores all the class.(present tense)

(การบรรยายของศาสตราจารย์คนนั้นทำให้นักเรียนทั้งชั้นเบื่อ)

2.  ถ้าใช้รูป “Verb + ing” {Subject + is (am, are, was, were) + Verb +ing}หรือ  (Verb +ing + noun)มีความหมายว่า “น่า............” หรือ  “ซึ่งน่า............”  กริยาที่เติม“ing”พวกนี้ ถือเป็นคำคุณศัพท์  จะวางไว้หลังVerb to be”หรือหน้าคำนามก็ได้  เช่น

-         His work is boring. (present tense)

(งานของเขาน่าเบื่อหน่าย)

-         It is a very exciting football match. (present tense)

(มันเป็นการแข่งขันฟุตบอลที่น่าตื่นเต้น)

-         The landscape was so fascinating. (past tense)

(ภูมิประเทศ (ที่นี่) น่าหลงใหลมาก)

-         The employee’s work was disappointing.(past tense)

(งานของลูกจ้างรายนั้นน่าผิดหวัง)

-         The children’s table manners were very embarrassing. (past tense)

(กิริยามารยาทบนโต๊ะอาหารของพวกเด็กๆน่าอับอายมาก)

-         The book is interesting. (present tense)

(หนังสือน่าสนใจ)

-         Her beauty is charming. (present tense)

(ความงามของเธอน่าหลงใหล – มีเสน่ห์)

-         It is surprising to see him at his ex-wife’s wedding.(present tense)

(มันน่าประหลาดใจที่เห็นเขาที่งานแต่งงานของอดีตภรรยา)

{มิได้หมายความว่า  “มันกำลังประหลาดใจ  เหมือนกับประโยค“He is walking. (เขากำลังเดิน) – present continuous tense}

3.  ถ้าเติม “Ed”  ข้างหลังคำกริยากลุ่มนี้ แล้ววางตามหลัง  “Verb to be” (is, am, are, was, were)  จะมีลักษณะเป็น  “Passive voice” (Subject + is (am, are, was, were) + verb + ed)  จะมีความหมายว่า  ประธานเป็นผู้เกิดความรู้สึกนั้นๆขึ้นมา  ซึ่งถ้าแปลตรงๆก็คือ “..........ถูกทำให้รู้สึก............ตื่นเต้น, ตกใจ, ผิดหวัง, พอใจฯลฯ..........” แต่ในภาษาไทยนิยมพูดว่า “............มีความรู้สึก........ตื่นเต้น, ตกใจ, ผิดหวัง, พอใจ.....”  เช่น

-        We are interested in German.(present tense)

(เรามีความสนใจในภาษาเยอรมัน)

-         They are very pleased to see their old friends.(present tense)

(พวกเขาดีใจมากที่ได้พบเพื่อนเก่า)

-         I was amazed to know of his death.(past tense)

(ผมตะลึงที่ได้รู้ข่าวการตายของเขา)

-         He was very tiredof hard work.(past tense)

(ผมเหน็ดเหนื่อยมากกับงานหนัก)

-         She was interested in the ballet performance.(past tense)

(เธอมีความสนใจในการแสดงบัลเล่ต์)

-         We were disappointed to lose the match.(past tense)

(พวกเราผิดหวังที่แพ้การแข่งขัน)

-         Most people are frightened of the snakes.(present tense)

(คนส่วนมากกลัวงู)

-         Jim is fascinated by astronomy.(present tense)

(เขามีความหลงใหลในวิชาดาราศาสตร์)

10. These essays are the best that ______________ ever been written.

(เรียงความเหล่านี้ดีที่สุดที่ ______________________ เคยถูกเขียนขึ้น)

(a) has

(b) have   (ได้)

(c) had

(d) having

ตอบ  -  ข้อ  (b)  เนื่องจาก “that” แทน  “These essays”  จึงต้องใช้กับ  Have”  (ไม่ใช้  “Had”  เพราะเป็นเหตุการณ์ปัจจุบัน  โดยดูที่คำกริยาในประโยคใหญ่  (Main clause)  คือ  “Are”  สำหรับกริยาในประโยคย่อย  (that have ever  been written – ซึ่งได้เคยถูกเขียนขึ้นมา)   อยู่ในรูป  “Present perfect tense”  (have ever been written  -  เคยถูกเขียน) (ในแบบ “Passive voice”)  {Subject + has (have) + been + verb 3}  ตามหลักไวยากรณ์ที่ว่า  “เคยทำ หรือ ไม่เคยทำ”  ดูเพิ่มเติมหลักการใช้  Present perfect tense”  จากประโยคตัวอย่างข้างล่าง  (โดยเฉพาะกฎข้อ  ๔)

              ตัวอย่างที่ ๑      

-   She ______________ a few pounds since then.

(เธอ ________________________ ๒ – ๓ ปอนด์  ตั้งแต่ตอนนั้น)

(a) had gained

(b) is gaining

(c) has gained  {ได้รับ (น้ำหนักเพิ่ม)}

(d) was gaining  

ตอบ  -  ข้อ  (c)  เนื่องจากเป็นเหตุการณ์ที่เกิดตั้งแต่อดีต  (ตอนนั้น)  และดำเนินมาถึงปัจจุบันขณะที่พูด   จึงต้องใช้รูป  “Present perfect tense” {Subject + has (have) + Verb 3}  

                ตัวอย่างที่ ๒

-         I ________________ to Japan several times.

(ผม ______________________ ญี่ปุ่นหลายครั้ง)

(a) have gone  (ได้ไปอยู่ที่ – คือในตอนนี้ก็ยังอยู่ที่ญี่ปุ่น ยังไม่กลับมา)

(b) have been  (เคยไป – ในขณะนี้ไม่ได้อยู่ที่ญี่ปุ่นแล้ว)

(c) had gone

(d) had been

ตอบ  –  ข้อ   (b)   ดูหลักเกณฑ์การใช้  “Present perfect tense” ดังต่อไปนี้  (โดยเฉพาะ ข้อ ๓)

          ๑. ใช้กับการกระทำหรือเหตุการณ์ที่เพิ่งสิ้นสุด  หรือจบลงไปไม่นาน ณ ขณะที่พูดนั้น  สังเกตได้จาก  just =  เพิ่งจะ, recently = เมื่อเร็วๆนี้,  lately = หมู่นี้, เมื่อเร็วๆนี้  เช่น

            - I have just finished my assignment.

(ผมเพิ่งจะทำการบ้าน – งานที่ได้รับมอบหมาย – เสร็จ)

            - My friend has recently got married.

(เพื่อนของผมแต่งงานเมื่อเร็วๆนี้)

            - I haven’t seen John lately.

(ผมไม่เห็นจอห์นเลยหมู่นี้)

           ๒. ใช้บอกข้อความว่า  “ทำแล้ว, ยังไม่ได้ทำ, ทำหรือยัง”  มักมีคำว่า Already” (ใช้กับประโยคบอกเล่าและคำถาม)  และ “Yet”  (ใช้กับประโยคปฏิเสธและคำถาม)   ทั้งนี้   อาจไม่ต้องมี  “Already” และ  “Yet”  ก็ได้ เช่น

             - I have (already) eaten my dinner.

(ผมกินอาหารค่ำแล้ว)

             - She has not (yet) had her breakfast. (= She has not had her breakfast yet.)  (เธอยังไม่ได้กินอาหารเช้าเลย)

             - Have you (already) done your homework?

(คุณทำการบ้านแล้วหรือยัง)

             - I’ve (already) answered that question.

(ผมได้ตอบคำถามนั้นแล้ว)

             - Have you (already) finished your report?  (= Have you finished your report already?)  (คุณทำรายงานเสร็จหรือยัง)

             ๓. ใช้กับการกระทำที่เกิดขึ้นในอดีต   และยังคงดำเนินหรือมีผลต่อมาจนถึงปัจจุบัน   และคาดว่าเหตุการณ์นั้นยังจะปรากฏในอนาคตอีก   สังเกตจาก  “For” = เป็นเวลา  (For + ความยาวของเวลา),  “Since” = ตั้งแต่  (Since + จุดเริ่มต้นของเวลา),  Up to now, up to the present time, up until now =  จนถึงบัดนี้,  So far =  เท่าที่ผ่านมา, หมู่นี้   ดังตัวอย่างประโยคข้างล่าง

             - She has lived here for10 years.

(เธออาศัยอยู่ที่นี่มา ๑๐ ปีแล้ว – ปัจจุบันก็ยังอยู่)

           - He has been in Chicago since last week. (= He has gone to Chicago since last week.)

(เขาอยู่ในชิคาโกตั้งแต่สัปดาห็ที่แล้ว – ปัจจุบันก็ยังอยู่)

            - We have lived in Bangkok since we were young.

(เราอาศัยอยู่ในกรุงเทพตั้งแต่เรายังเด็ก – ปัจจุบันก็ยังอยู่)

            - So far, you have not done your best.  (You have not done your best so far.)  (เท่าที่ผ่านๆมา  คุณยังไม่ได้ทำดีที่สุดเลย)

           - I have sent him only one letter up to now.

(ผมส่งจดหมายให้เขาเพียงฉบับเดียว  จนถึงบัดนี้)

              ๔. ใช้กับเหตุการณ์ที่เคยหรือไม่เคยทำในอดีต  แต่ไม่ได้กำหนดเวลาแน่นอน  สังเกตจาก  “Ever”  “Never”  เช่น

                - He is one of the best students I have ever talked to.

(เขาเป็นนักเรียนที่ดีที่สุดคนหนึ่งที่ผมเคยคุยด้วย)

           - It is one of the best movies we have ever seen in our life.

(มันเป็นหนังที่ดีที่สุดเรื่องหนึ่งที่พวกเราเคยดูมาในชีวิต)

           - Have you ever been to Japan?

(คุณเคยไปญี่ปุ่นไหม)

           - Has your father ever played football?

(พ่อของคุณเคยเล่นฟุตบอลไหม)

           - I have never seen him before.

(ผมไม่เคยเห็นเขามาก่อน)

            ๕. ใช้กับการกระทำที่เกิดขึ้นซ้ำๆ  ในอดีต  และยังอาจเกิดขึ้นได้อีก สังเกตจากAdverb of frequency” เหล่านี้  “again and again” = ซ้ำแล้วซ้ำอีก,  many times” “several times” = หลายครั้ง,  “sometimes” = บางที,  “over and over”     (= over and over again) = ซ้ำแล้วซ้ำอีก,  “this is the first (second) time” =  นี่เป็นครั้งแรก (ครั้งที่ ๒)  เช่น

         - He has made the same mistake again and again.

(เขาทำความผิดเดิมๆซ้ำแล้วซ้ำอีก)

         - I have been to New York several times.

(ผมไปนิวยอร์คมาหลายครั้งแล้ว)

         - She has told that story over and over again.

(เธอเล่าเรื่องนั้นซ้ำแล้วซ้ำอีก)

         - This is the first time I have tried to play golf.

(นี่เป็นครั้งแรกที่ผมได้พยายามเล่นกอล์ฟ)

                ๖. ใช้กับการเปรียบเทียบ  “ขั้นสูงสุด”  “Superlative degree” เช่น

              - He is the best man I have found.

(เขาเป็นคนดีที่สุดที่ผมได้พบมา)

          - She is the most clever girl I have talked to.

(เธอเป็นเด็กหญิงที่ฉลาดที่สุดที่ผมได้คุยด้วย)

         - It is the most difficult problem she has solved.

(มันเป็นปัญหาที่ยากที่สุดที่เธอแก้)

          - They are the most diligent people I have ever seen in my life. 

(พวกเขาเป็นคนที่ขยันที่สุดที่ผมได้เคยเห็นมาในชีวิต)

              ๗. ใช้บอกเหตุการณ์หรือการกระทำที่เกิดในระยะเวลาช่วงหนึ่ง  และจบสิ้นไปแล้ว  สังเกตได้จากวลี   “this morning, this week, this month, this year” เช่น

            - I have read three books this month.

(ผมได้อ่านหนังสือ ๓ เล่ม เดือนนี้ – คืออ่านจบแล้ว)

           - He has done a lot of work this week.

(เขาทำงานมากมายสัปดาห็นี้ – คืองานเสร็จแล้ว)

            แต่ถ้ายังทำไม่เสร็จ ใช้รูป  “Continuousเช่น

         - He is working hard this year.

(เขากำลังทำงานหนักปีนี้)

           - They are studying hard this term.

(พวกเขากำลังขยันเรียนเทอมนี้)

                ๘. ใช้กับเหตุการณ์หรือการกระทำในอดีตที่สิ้นสุดลงแล้ว  ไม่บ่งเวลาที่แน่ชัด  แต่ยังแสดงผลให้เห็นอยู่จนถึงปัจจุบัน  เช่น

           - I have lost my key.  (ผมทำกุญแจหาย – ตอนนี้ก็ยังไม่เจอ)

           - I have locked the door.  (ผมล็อคประตูแล้ว – ประตูยังปิดอยู่)

            - John has read many books on astronomy.

(จอห็นได้อ่านหนังสือมากมายด้านดาราศาสตร์ – คืออ่านจบไปแล้ว)

         แต่ถ้าบอกเวลาในอดีตที่แน่นอน  จะต้องใช้  “Past simple” (Verb 2)  เช่น

-  I lost my key last week.

(ผมทำกุญแจหายอาทิตย์ที่แล้ว)

-  She studied in the library this morning.

(เธออ่านหนังสือในห้องสมุดเมื่อเช้านี้)

-I locked the door last night.

(ผมล็อคประตูเมื่อคืนนี้)

11. I ______________ here twenty years next summer.

(ผม _____________________ที่นี่เป็นเวลา ๒๐ ปีแล้ว ในฤดูร้อนปีหน้า)

(a) shall live

(b) have lived

(c) am living

(d) shall have been living   (จะได้ (กำลัง) อาศัยอยู่)

ตอบ  -  ข้อ (d) เนื่องจากเป็นการเอาโครงสร้าง “Future tense” {Will (shall) + verb 1}  (บอกเหตุการณ์อนาคต)  รวมเข้ากับ “Present perfect continuous tense” {Has (have) + been + verb + ing}   (บอกเล่าเหตุการณ์ที่เกิดในอดีตและต่อเนื่องมาจนถึงปัจจุบันขณะที่พูด  (และมีแนวโน้มจะต่อเนื่องไปถึงอนาคตด้วย)  เน้นตรงความต่อเนื่องที่ยาวนาน  (อาจเพียง ๒ – ๓ ชั่วโมง  หรือ  วัน  เดือน  ปี  ๑๐ ปี ก็ได้)  เมื่อรวม “Tense” ทั้ง ๒ แล้ว จะกลายเป็น  “เหตุการณ์ในอนาคตที่เกิดต่อเนื่องอย่างยาวนานมาตั้งแต่อดีต  และมีแนวโน้มจะเกิดต่อไปอีกเรื่อยๆ  เมื่อถึงเวลาในอนาคตนั้นแล้ว”  สำหรับประโยคในข้อ ๑๑  บอกเหตุการณ์ที่เกิดในอดีต  และจะต่อเนื่องยาวไปถึงอนาคตด้วย คือ ฤดูร้อนในปีหน้า  หมายความว่า  เมื่อถึงเวลานั้น  “ผมจะได้อาศัยอยู่ที่นี่เป็นเวลา ๒๐ ปี”  กล่าวคือ  ผมเริ่มอาศัยที่นี่เมื่อ ๑๙ ปีที่แล้ว  ครั้นพอถึงปีหน้า (ตอนฤดูร้อน)  ผมก็จะอยู่ที่นี่ครบ ๒๐ ปีพอดี  และมีแนวโน้มจะอยู่ที่นี่ต่อไปอีกเรื่อยๆ  เราเรียกโครงสร้างแบบนี้ว่า  “Present future perfect continuous tense” {Subject + will (shall) + have + been + verb + ing}  อนึ่ง  เราสามารถใช้แทน  “Tense”  นี้ด้วย  “Present future perfect tense” {Subject + will (shall) + have + verb 3}  ก็ได้  แต่จะไม่แสดงการเน้นความยาวนาน  หรือ ต่อเนื่องของเหตุการณ์  รวมทั้งการมีแนวโน้มจะยาวต่อไปในอนาคตเมื่อถึงเวลานั้นแล้ว  เหมือนกับ   “Present future perfect continuous tense”  ดูเพิ่มเติมจากประโยคตัวอย่างข้างล่าง

           - He will have been working in the company for 20 years next month.  (เขาจะได้ทำงานในบริษัทเป็นเวลา ๒๐ ปี ในเดือนหน้า)  (เน้นความต่อเนื่องยาวนาน ๒๐ ปี และมีแนวโน้มจะทำต่อไปอีกหลังจากเดือนหน้า)

(= He will have worked in the company for 20 years next month.)  (ความหมายเหมือนประโยคข้างบน  แต่ไม่แสดงการต่อเนื่องยาวนานของเหตุการณ์ – ทำงานกับบริษัท – หรือแนวโน้มที่จะทำต่อไปในอนาคต หลังจากเดือนหน้า  เหมือนกับประโยคข้างบน)

       - She will have been studying in the library for 10 hours by 5 p.m.  (เธอจะได้อ่านหนังสือในห้องสมุดเป็นเวลา ๑๐ ชั่วโมง  เมื่อถึงเวลา ๕ โมงเย็น  - ขณะที่พูดอาจเป็นเวลาเที่ยงหรือบ่าย ๒ โมง)  (แสดงความต่อเนื่องยาวนาน  ๑๐ ชั่วโมง  และมีแนวโน้มจะอ่านต่อไปอีกหลัง ๕ โมงเย็น)

(= She will have studied in the library for 10 hours by 5 p.m.)

  (ความหมายเหมือนประโยคข้างบน  แต่ไม่แสดงการต่อเนื่องของเหตุการณ์ว่ายาวนานเป็น ๑๐ ชั่วโมง  หรือ มีแนวโน้มจะยาวต่อไปจนถึง ๖ โมง หรือ ๒ ทุ่ม  เหมือนกับประโยคข้างบน)

12. Please give me some _______________ about rice exports.

(โปรดให้ _______________ บางประการกับผม  เกี่ยวกับสินค้าออกจำพวกข้าว)

(a) inform   (บอก, แจ้ง, รายงาน, ให้ความรู้, ฟ้องร้อง)

(b) informant   (ผู้บอก, ผู้แจ้ง, ผู้ให้ความรู้)

(c) information  (ข้อมูลข่าวสาร)

(d) informations   (เป็นนามนับไม่ได้  จึงไม่สามารถเติม “S”  ได้)

ตอบ  -  ข้อ  (C) “Information”  เป็นคำนามนับไม่ได้  ดูเพิ่มเติมคำนามนับไม่ได้  (เป็นเอกพจน์เสมอ)  จากประโยคตัวอย่างข้างล่าง

-  That is _______________________.

(นั่นเป็น _______________________ )

(a) a useful information

(b) a useful piece of informations

(c) useful informations

(d) a piece of useful information   (ข้อมูลที่มีประโยชน์ ๑ ชิ้น)

ตอบ  –  ข้อ  (d)  เนื่องจาก  “Information” เป็นคำนามนับไม่ได้  จึงไม่สามารถใช้   A”  หรือ  “An”  นำหน้าได้  ดังในข้อ  (a)  และไม่สามารถเติม  “S”  เข้าข้างท้าย  ดังในข้อ  (b)  และ (c)   ดังนั้น  เมื่อจะนับ  “ข่าวสาร”  จึงต้องนับเป็น  “ชิ้น”   ดังในข้อ  (d) หรือนับเป็น  “หัวข้อ  “Item” (An item of information)  หรือ  (an information item)  อย่างไรก็ตาม  สามารถตอบข้อ  (b)  ได้เช่นเดียวกัน  แต่ต้องแก้เป็น  “a useful piece of information”  สำหรับคำนามนับไม่ได้และเป็นเอกพจน์เสมอ   ที่ใช้ในลักษณะเดียวกับ  “Information”  ได้แก่   Paper (กระดาษ), Equipment  (อุปกรณ์, เครื่องมือ), Furniture, Scenery  (ทิวทัศน์), Damage  (ความเสียหาย), Advice  (คำแนะนำ), Traffic, Machinery(เครื่องยนต์กลไก), Evidence  (หลักฐาน), Bread  (ขนมปัง), Clothing  (เสื้อผ้า), Work  (งาน), Luggage  (กระเป๋าเดินทาง), Baggage  (กระเป๋าเดินทาง), Knowledge  (ความรู้), Progress (ความก้าวหน้า), Power  (อำนาจ), News, Fruit, Behavior  (พฤติกรรม)  เป็นต้น  คำนามเหล่านี้   ถ้าจะนับเป็นหน่วย  จะต้องใช้   สมุหนาม (Collective noun)  คือนามที่แสดงความเป็นกลุ่มก้อน  ที่เหมาะสมกับคำนามนั้นๆ  เช่น

            - a piece of paper   (กระดาษ ๑ แผ่น)

            - a loaf of bread   (ขนมปัง ๑ ปอนด์ หรือก้อน)

            - a branch (field) of knowledge   (ความรู้สาขาหนึ่ง)

            - an item of news   (ข่าว ๑ หัวข้อ)

            - a kilo of fruit   (ผลไม้ ๑ กิโล)

            - a bunch of fruit  (ผลไม้ ๑ พวง)

            - a piece of luggage (baggage)  (กระเป๋าเดินทาง ๑ ใบ หรือ ชิ้น)

            - a subject of knowledge   (ความรู้ ๑ เรื่อง หรือ วิชา)

13. Please don’t forget ______________ me your address.

(โปรดอย่าลืม _____________________ ที่อยู่ของคุณให้ผมด้วย)

(a) send

(b) to send   (ส่ง)

(c) sending

(d) sent

ตอบ  -  ข้อ  (b)  เนื่องจาก  “Forget + To + Verb 1” =  “ลืมที่จะ...........”  คือไม่ได้ทำ  เพราะลืม  ส่วน  “Forget + Verb + ing” =   “ลืมการ.............” หมายถึง  ได้กระทำสิ่งหนึ่งลงไปแล้ว  แต่ลืมว่าได้กระทำสิ่งนั้น  ด้วยเหตุผลใดเหตุผลหนึ่ง  ดูเพิ่มเติมคำกริยาที่มี ๒ ความหมาย  (ขึ้นอยู่กับใจความของประโยค)  ดังประโยคตัวอย่างข้างล่าง

              ตัวอย่างที่ ๑

-      As soon as it stops _______________, I shall go home.

(ในทันทีที่หยุด ___________________ ผมจะกลับบ้าน)

(a) rain

(b) the rain

(c) to rain

(d) raining   (ฝนตก)

ตอบ  -  ข้อ  (d)  เนื่องจาก  “It stops raining.”  หมายถึง  “ฝนหยุดการตก”กล่าวคือ  “Stop + Verb + ing” =  “หยุดการกระทำสิ่งนั้น”  ส่วน  “Stop + To + Verb 1” =  “หยุดเพื่อที่จะทำสิ่งนั้น” 

            ตัวอย่างที่ ๒

-      While we were walking in the park, she often stopped __________________ at the flowers.

(ขณะที่เรากำลังเดินไปในสวนสาธารณะ  เธอมักจะหยุด _______________ที่ดอกไม้อยู่บ่อยๆ)

(a) to look   (เพื่อที่จะมองดู)

(b) looking   (การมองดู)

(c) looked

(d) for looking

ตอบ  -  ข้อ  (a)  เนื่องจาก  (Stop + To + Verb 1 =  “หยุดเพื่อที่จะทำสิ่งนั้นๆ”)  (Stop + Verb + ing =  “หยุดการกระทำสิ่งนั้นๆ”)

               ตัวอย่างที่ ๓

-   I remember that restaurant; we stopped there ____________  on our way to Korat. 

(ผมจำภัตตาคารนั้นได้  เราหยุด (แวะ) ที่นั่น________________ ในระหว่างทางไปโคราช)

(a) eating   (การกินอาหาร)

(b) ate

(c) to eat   (เพื่อกินอาหาร)

(d) eaten

ตอบ  -  ข้อ  (c)  เนื่องจาก  “หยุดหรือแวะเพื่อที่จะกินอาหาร (Stop to eat)

              ตัวอย่างที่ ๔

-       How did the cat get into the house?  I remember _______________ it out last night.

(แมวเข้ามาในบ้านได้อย่างไร  ผมจำได้ถึง ______________มันไปไว้ข้างนอกเมื่อคืนที่ผ่านมา)

(a)    put

(b)   to put

(c)   putting  (การจับ)

(d)   putting away

ตอบ  -  ข้อ  (c)  (Remember + Verb + ing =  “จำได้ถึงการกระทำสิ่งนั้นๆคือทำไปแล้วในอดีต  และยังจำได้ว่าทำ)  ส่วน “Remember + To + Verb 1”=  “จำได้ (ไม่ลืม) ที่จะทำสิ่งนั้นๆ”

สรุป  -  มีหลักไวยากรณ์ดังนี้  คือ  เราใช้ “Infinitive with to” (To + Verb 1) และ “Gerund (Verb + ing)  ตามหลังคำกริยา  “Remember, Forget, Try Stop”  แต่มีความหมายต่างกัน  เช่น

-         I remembered to buy him a newspaper.

(ผมจำได้ที่จะซื้อ (ไม่ลืมซื้อ) หนังสือพิมพ์ให้เขา)

-         I remembered buying him a newspaper.

(ผมจำได้ถึงการซื้อหนังสือพิมพ์ให้เขา  –  คือซื้อเมื่อเดือนที่แล้ว  และยังจำได้ว่าซื้อ)

-         She forgot meeting me in New York ten years ago.

(เธอลืมการได้พบกับผมในนิวยอร์คเมื่อ ๑๐ ปีมาแล้ว  –  คือเคยพบกันเมื่อ ๑๐ ปีมาแล้ว  แต่เธอจำไม่ได้แล้วว่าเคยพบ)

-         She forgot to meet me at my office yesterday.

(เธอลืมที่จะมาพบผมที่สำนักงานเมื่อวานนี้ – สรุปคือไม่ได้มาพบเพราะลืม)

-         He tried to swim across the dangerous river.

(เขาพยายามว่ายข้ามแม่น้ำที่มีอันตราย)

-         He tried eating the food his girlfriend cooked for him.

(เขาทดลองกินอาหารที่แฟนปรุงให้เขากิน)

-         They stopped working and went to a restaurant.

(พวกเขาหยุดการทำงาน  และไปภัตตาคารเพื่อกินอาหาร)

-         They stopped to work until late at night.

(พวกเขาหยุด (กิน, เล่น, พูดคุย, ฯลฯ) เพื่อที่จะทำงานจนกระทั่งดึกดื่น)

14. I _______________ as a postman for over ten years.

(ผม ____________________ เป็นบุรุษไปรษณีย์มาเป็นเวลากว่า ๑๐ ปี)

(a) am

(b) have been

(c) have worked   (ได้ทำงาน)

(d) work

ตอบ  -  ข้อ (c) ใช้ “Present perfect tense” {Subject + has (have) + verb 3)  เนื่องจากเป็นบุรุษไปรษณีย์เริ่มตั้งแต่เมื่อกว่า ๑๐ ปีมาแล้ว  ปัจจุบันก็ยังเป็นอยู่  ดูคำอธิบายเพิ่มเติมการใช้  “Tense”  นี้  ในข้อ ๑๐ ของข้อสอบชุดนี้

15. You haven’t made ______________ clear whether I must go or not.   

(คุณยังมิได้ทำให้ ___________________ ชัดเจนว่า  ผมจะต้องไปหรือไม่)

(a) yourself

(b) me

(c) enough

(d) it   (มัน)

ตอบ  -  ข้อ  (D) {Make + กรรม (Peter, Jim, him, her, them, me, it, himself, herself  แล้วแต่ความหมาย)  + Adjective}  ดูคำอธิบายเพิ่มเติมโครงสร้างนี้จากประโยคตัวอย่างข้างล่าง

         ตัวอย่างที่ ๑

 She spoke slowly and emphatically in order to ______________.

(เธอพูดอย่างช้าๆ และเน้นย้ำ  เพื่อที่จะ ____________________ )

(a) make herself clearly

(b) making herself clear

(c) be made herself clear

(d) make herself clear  (ทำให้ตัวเธอเองเป็นที่เข้าใจอย่างชัดเจน)  (ไม่มีผู้ใดข้องใจหรือสงสัยในตัวเธอ)

ตอบ   -   ข้อ  (d) เนื่องจากเป็นไปตามโครงสร้าง “Make +  กรรม + Adjective หรือ “Make +  กรรม + Verb 1

              ตัวอย่างที่ ๒

News services make _________ for newspapers to give their readers news from around the world. 

(การบริการข่าวสารทำให้____________________ สำหรับหนังสือพิมพ์ที่จะให้ข่าวสารจากทั่วทุกมุมโลกแก่ผู้อ่านของตน)

(a) possible   (เป็นไปได้)

     (b) it possible   (มันเป็นไปได้)

     (c) it is possible

(d) possible that

หมายเหตุ   –  ตอบข้อ  (b) เพราะเป็น  “Pattern”  ที่นิยมใช้กันแพร่หลาย คือ (Make + กรรม + Adj.)  เช่น   “Make it difficult”  “Make it impossible”  “Make it necessary”“Make it popular”  “Make you skillful”  “Make her happy”  “Make them famous”  ซึ่งมีความหมายคือ  “ทำให้ยาก-เป็นไปไม่ได้-จำเป็น-เป็นที่นิยม-มีทักษะ-มีความสุข-มีชื่อเสียง (ตามลำดับ)

 

16. In order to remind herself ______________ the appointment, she made a note in her diary.

(เพื่อที่จะเตือนตัวเธอเอง _______________________ การนัดหมาย  เธอจดโน๊ตในสมุดไดอารี่ของเธอ)

(a) for

(b) in

(c) of   (ให้นึกถึงเกี่ยวกับ)

(d) to

ตอบ  -  ข้อ (c)  เนื่องจากเป็นไปตามโครงสร้าง  “Remind + กรรม (Jim, John, him, her, himself, herself)  + of + something”  (เตือนใครให้นึกถึงเรื่อง อะไร  หรือ เกี่ยวกับเรื่องอะไร)  เช่น

          - She reminds me of her mother.

(เธอเตือนให้ผมนึกถึงแม่ของเธอ)  (ด้านรูปร่างหน้าตา หรือนิสัยใจคอ)

       - You need not remind people of their mistakes all the time.

(คุณไม่จำเป็นต้องเตือนผู้คนให้นึกถึงความผิดของตนเองอยู่ตลอดเวลา)  (เพราะเขาอาจจะรำคาญหรืออับอาย)

       - My secretary reminded me of two appointments.

(เลขาฯ ของผมเตือนผมให้นึกถึงการนัดหมาย ๒ เรื่อง)

             อย่างไรก็ตาม “Remind” สามารถใช้ในโครงสร้างอื่นๆ  ก็ได้ เช่น

           - She had to remind him that he had a wife.

(เธอจำเป็นต้องเตือนให้เขาระลึกว่า  เขามีภรรยาแล้ว)  (ดังนั้น  จึงไม่ควรมายุ่งเกี่ยวกับเธออีก)

       - Please remind me to speak to you about Henry.

(โปรดเตือนผมให้พูดคุยกับคุณเกี่ยวกับเฮนรี่ด้วยนะ)

       - Don’t forget to remind her about the party.

(อย่าลืมเตือนเธอเกี่ยวกับงานเลี้ยงด้วยนะ)

       - He reminded himself to thank Mary for the present.

(เขาเตือนตัวเองให้ขอบคุณแมรี่สำหรับของขวัญที่ได้รับ – จากเธอ)

17. The prisoner will be ______________ tomorrow morning.

(นักโทษจะถูก _____________________ เช้าวันพรุ่งนี้)

(a) hanging

(b) hung   (แขวน  - ไว้บนคาน หรือ ในตู้เสื้อผ้า)

(c) hunged

(d) hanged   (แขวนคอ)

ตอบ  -  ข้อ (d) เนื่องจาก  “Hang  Hung  Hung” =  “แขวน  (เสื้อผ้า, สิ่งของ)”   ส่วน  “Hang  Hanged  Hanged” = “แขวนคอ

18. Unless you have something sensible to say, you ____________  keep quiet.  

(ถ้าคุณไม่มีอะไรที่ฉลาด-มีเหตุผล ที่จะพูดคุย  คุณ ________________ เงียบไว้)

(a)   have better

(b) had better  (ควรจะ)

(c) would better

(d) should better

ตอบ  -  ข้อ  (b)  ส่วน “Would rather” = “อยากที่จะ, ใคร่ที่จะ

19. Who _______________________?

(___________________________  ใคร)

(a) is this pen belonged

(b) is owned by this pen

(c) is this pen belong to

(d) does this pen belong to   (ปากกานี้เป็นของ)

ตอบ  -  ข้อ (d) “Belong” =  “เป็นของ”  ไม่มีการใช้ในรูป “Passive voice”  และต้องใช้กับ “To” เสมอ   ข้อ (a) จึงผิด  และเมื่อจะทำเป็นประโยคปฏิเสธ หรือคำถาม  จะต้องใช้ “Verb to do” (Do, Does, Did)  ช่วยเสมอ  ดังนั้น  ข้อ (c) ผิด

สำหรับ  “Own” =  “เป็นเจ้าของ”  จะต้องใช้ในโครงสร้าง  “Who owns this pen?” (ใครเป็นเจ้าของปากกาด้ามนี้)

20. Do you know which part of the country ______________ rain?

(คุณรู้ไหมว่าส่วนไหนของประเทศ _______________________ ฝน)

(a) is lacking of

(b) lacks of

(c) is in lack of   (ขาดแคลน)

(d) is lacked of

ตอบ  -  ข้อ  (c)  สำหรับโครงสร้างอื่นๆ ของ “Lack” ดูจากประโยคตัวอย่างข้างล่าง

He made that mistake because he ________________ experience.

(เขาทำความผิดนั้น  เพราะว่าเขา ____________________ ประสบการณ์)

(a) was lack of

(b) was in lacked of

(c) lacked of

(d) lacked  (ขาด, ขาดแคลน, ปราศจาก, ไม่มี, การขาดแคลน, ความไม่มี, ความไม่เพียงพอ)

ตอบ  -  ข้อ (d)  หรืออาจใช้  “was in lack of”  ก็ได้  เนื่องจาก “Lack” เป็นทั้งคำกริยาและคำนาม  เมื่อเป็นคำกริยา ตามด้วยกรรมเลย  ไม่ต้องมี “Of” แต่เมื่อใช้เป็นคำนาม  ต้องตามด้วย “Of” และต่อด้วยกรรม  ดังประโยคตัวอย่าง

            - They lacked confidence to go on with the project.

(พวกเขาขาดความเชื่อมั่นที่จะดำเนินโครงการต่อไป)

         - The contract lacks a signature of both parties.

(สัญญาขาดลายเซ็นของทั้ง ๒ ฝ่าย)

          - Many poor nations lack raw materials for the production of their goods.  (ประเทศยากจนจำนวนมากขาดแคลนวัตถุดิบสำหรับการผลิตสินค้าของตน)

         - I hated the lack of privacy in the dormitory.

(ผมเกลียดการขาดความเป็นส่วนตัวในหอพัก)

         - He was not a stern man at all, in spite of his lack of humor.

(เขามิใช่คนที่เข้มงวด-เคร่งครัด หรือไม่ยอมผ่อนผัน  ทั้งๆที่ขาดอารมณ์ขัน)

         - Lack of proper funding is making our job more difficult.

(การขาดแคลนการอุดหนุนเงินที่เหมาะสม  กำลังทำให้งานของเรายากลำบากยิ่งขึ้น)

         - His department was shut down for lack of funds.

(แผนกของเขาถูกปิดลงเนื่องจากขาดแคลนเงินทุน)

หมวดข้อสอบ TOEIC (ตอนที่ 48)

Part V : Sentence Completion  (ส่วนที่ 5 :  การเติมประโยคให้สมบูรณ์)

Choose the best alternative to make a correct sentence.

(จงเลือกข้อที่ดีที่สุดเพื่อทำให้ประโยคมีความถูกต้อง)

1. I’m sorry not _______________ her before she left last week.

(ผมเสียใจที่มิ ____________________ เธอ  ก่อนที่เธอจากไปสัปดาห์ที่แล้ว)

(a) to see

(b) to have seen  (ได้เห็น-พบ-เจอ)

(c) seeing

(d) having seen

ตอบ  -  ข้อ  (b)  เนื่องจาก “Sorry + To + Verb 1” =  “เสียใจที่ได้.........ในปัจจุบัน และอนาคต”  ส่วน  “Sorry + To + Have + Verb 3” =  “เสียใจที่ได้..........ในอดีต”  ในทำนองเดียวกัน  “Sorry + Not + To + Verb 1” =  “เสียใจที่มิได้............ในปัจจุบันและอนาคต”  ส่วน  “Sorry + Not + To + Have + Verb 3” =  “เสียใจที่มิได้............ในอดีต”  ดังตัวอย่างประโยคข้างล่าง

- I am sorry to go to the party with them.

(ผมเสียใจที่ไปงานเลี้ยงกับพวกเขา  -  เป็นปัจจุบันหรืออนาคต  คือไปในตอนนี้ หรือ ไปพรุ่งนี้)  (ถ้าจะให้ชัดเจนเรื่องเวลา  ควรเติม “Now” หรือ “Tomorrow”หลัง “them”)

- I am sorry not to go to the party with them.

(ผมเสียใจที่มิได้ไปงานเลี้ยงกับพวกเขา  -  ในขณะนี้หรือวันพรุ่งนี้)  (ถ้าจะให้ชัดเจนเรื่องเวลา  ควรเติม “Now” หรือ “Tomorrow” หลัง “Them”)

- She is sorry to have blamed them.

(เธอเสียใจ (ในปัจจุบัน) ที่ได้ตำหนิพวกเขาในอดีต)

- She was sorry to have blamed them.

(เธอเสียใจ (ในอดีต) ที่ได้ตำหนิพวกเขาในอดีต)

- We are (were) sorry not to have worked harder last term.

(เราเสียใจ (ในปัจจุบัน, อดีต) ที่มิได้ขยันเรียนให้มากขึ้นเมื่อเทอมที่แล้ว  -  พวกเราเลยสอบตก)

- She is (was) sorry not to have told the truth.

(เธอเสียใจ (ในปัจจุบัน, อดีต) ที่มิได้พูดความจริง  -  เมื่อปีที่แล้ว)

2. The Grand Palace is ____________________.

(พระบรมมหาราชวังอยู่  ______________________)

(a) far about four kilometers from here.

(b) far from here about four kilometers

(c) about four kilometers far from here

(d) about four kilometers from here   (ห่างจากที่นี่ประมาณ ๔ กิโลเมตร)(แปลตรงตัว คือ “ประมาณ ๔ กิโลเมตรจากที่นี่”

ตอบ  -  ข้อ  (d)  เนื่องจากมิได้เรียงตามแบบภาษาไทย  ในข้อ (a) และ (b) “ไกลประมาณ ๔ ก.ม. จากที่นี่”  หรือ  “ไกลจากที่นี่ประมาณ ๔ ก.ม.”  แต่ต้องใช้ตามโครงสร้างในข้อ  (d) (ประมาณ ๔ ก.ม. จากที่นี่)  โดยไม่ต้องมี “far” (ต้องจำโครงสร้างแบบนี้)

3. I ________________ with the result of my exam.

(ผม_________________________ กับผลสอบของผม)

(a) quite satisfy  (ทำให้พึงพอใจอย่างมาก)

(b) am quite satisfying  (น่าพึงพอใจอย่างมาก)

(c) am quite satisfied   (รู้สึกพึงพอใจอย่างมาก)

(d) am quite to satisfy

ตอบ  -  ข้อ  (c)   ดูเพิ่มเติมคำกริยาประเภท “Satisfy, Excite, Interest, Disappoint, Please, Attract, Frighten, etc.” จากประโยคตัวอย่างข้างล่าง

            ตัวอย่างที่ ๑

-    I am ________________ in science, not in English.

(ผม _______________________ ในวิทยาศาสตร์  มิใช่ภาษาอังกฤษ)

(a) interest

(b) interesting   (น่าสนใจ)

(c) interested   (มีความสนใจ)

(d) to interest  (ทำให้สนใจ)

ตอบ  -  ข้อ (c)

            ตัวอย่างที่ ๒

-  He is ______________ a house.

(เขา ______________________บ้าน)

(a) interest at to rent

(b) interesting in rent

(c) interested at renting

(d) interested in renting  (มีความสนใจในการเช่า)

ตอบ  -  ข้อ  (d)

               ตัวอย่างที่ ๓

         -  It will take me quite some time to get him _____________ in buying your land. 

(ผมจะต้องใช้เวลานานทีเดียวที่จะทำให้เขา __________________ในการซื้อที่ดินของคุณ)

(a) to interest  (ทำให้สนใจ)

(b) being interesting

(c) interested   (มีความสนใจ)

(d) interesting   (น่าสนใจ)

ตอบ  -  ข้อ (c)

           ตัวอย่างที่ ๔

             -  The little girl was very ______________ when her father promised to buy her a doll.

(เด็กหญิงเล็กๆคนนั้น _________________ มาก  เมื่อพ่อของเธอสัญญาว่าจะซื้อตุ๊กตาให้เธอ)

(a) exciting  (น่าตื่นเต้น)

(b) excited   (รู้สึกตื่นเต้น)

(c) excite  (ทำให้ตื่นเต้น)

(d) excitable  (สามารถตื่นเต้นได้)

ตอบ  –  ข้อ  (b)  ดูเปรียบเทียบกับประโยคข้างล่าง

- The results of the traveler preference survey are surprising.

(ผลลัพธ์ของการสำรวจความนิยมของนักเดินทาง – ท่องเที่ยว – น่าประหลาดใจ )

หมายเหตุประโยคข้างบนนี้ต้องใช้  “surprising” เนื่องจาก “surprise”  เป็นคำกริยาที่มีความหมายว่า  “ทำให้ประหลาดใจ”  แต่ถ้าใช้ในรูป  “is (are, was, were) surprising” จะมีความหมายว่า  “น่าประหลาดใจ”  ส่วนเมื่อใช้ในรูป  “is (am, are, was, were) surprised” จะมีความหมายว่า  “มีความรู้สึกประหลาดใจ”  ดังตัวอย่างประโยค เช่น

-         The result of the exam surprised her.

(ผลสอบทำให้เธอประหลาดใจ)

-         She was surprised at the result of the exam.

(เธอมีความรู้สึกประหลาดใจกับผลสอบ)

-         The result of the exam was surprising.

(ผลสอบน่าประหลาดใจ)

คำกริยาประเภทเดียวกับ “Surprise” ได้แก่

    satisfy –ทำให้พอใจ

    excite – ทำให้ตื่นเต้น

    disappoint –ทำให้ผิดหวัง

    attract –ทำให้หลงใหล, ดึงดูด

    interest – ทำให้สนใจ

    amuse –ทำให้สนุกหรือขบขัน

    please –ทำให้ยินดี-พอใจ

    annoy –ทำให้รำคาญ-ขุ่นเคือง

    bore – ทำให้เบื่อ

    tire – ทำให้เหน็ดเหนื่อยหรือเบื่อ

    frighten – ทำให้ตกใจ

    confuse –ทำให้สับสนหรืองุนงง

    surprise –ทำให้ประหลาดใจ

    amaze – ทำให้ทึ่ง, ทำให้ตะลึง

    delight – ทำให้ยินดี

    exhaust –ทำให้หมดแรง

    fascinate – ทำให้หลงใหล, ทำให้หลงเสน่ห์         

    charm – ทำให้หลง

    convince – ทำให้เชื่อ

    tempt – ทำให้หลงใหล, ยั่วยวน-ล่อใจ

    entertain – ทำให้เพลิดเพลิน

    embarrass –ทำให้ขวยเขิน-กระดากอาย

    puzzle –ทำให้งง

     thrill – ทำให้ตื่นเต้น

    upset – ทำให้รำคาญ-ไม่สบายใจ

    irritate – ทำให้โมโห, ทำให้ระคายเคือง

    exasperate –ทำให้โกรธ

    astonish –ทำให้ประหลาดใจ, ทำให้ตกใจ

    infuriate –ทำให้โกรธ, ทำให้เดือดดาล

    horrify –ทำให้กลัว, ทำให้ขนพองสยองเกล้า             

 

กลุ่มคำกริยาข้างบนนี้ มีหลักการใช้คือ

1.  ถ้าใช้ในรูป“Subject + verb + object”จะมีความหมายว่า “ทำให้” คือตัวประธานเป็นผู้ทำให้เกิดอาการนั้นๆขึ้นแก่ผู้อื่น เช่น

-         The accident frightened the passengers a great deal.(past tense)

(อุบัติเหตุทำให้ผู้โดยสารตกใจอย่างมาก)

-         The exam result disappointed him so much.(past tense)

(ผลสอบทำให้เขาผิดหวังมากทีเดียว)

-         The chairman’s speech confused everyone.(past tense)

(คำพูดของท่านประธานทำให้ทุกคนสับสนงุนงง)

-         The new film interests all viewers.(present tense)

(หนังเรื่องใหม่ทำให้คนดูทั้งหมดสนใจ)

-         The professor’s lecture bores all the class.(present tense)

(การบรรยายของศาสตราจารย์คนนั้นทำให้นักเรียนทั้งชั้นเบื่อ)

2.  ถ้าใช้รูป “Verb + ing” {Subject + is (am, are, was, were) + Verb +ing}หรือ  (Verb +ing + noun)มีความหมายว่า “น่า............” หรือ  “ซึ่งน่า............”  กริยาที่เติม“ing”พวกนี้ ถือเป็นคำคุณศัพท์  จะวางไว้หลังVerb to be”หรือหน้าคำนามก็ได้  เช่น

-         His work isboring. (present tense)

(งานของเขาน่าเบื่อหน่าย)

-         It is a very exciting football match. (present tense)

(มันเป็นการแข่งขันฟุตบอลที่น่าตื่นเต้น)

-         The landscape was so fascinating. (past tense)

(ภูมิประเทศ (ที่นี่) น่าหลงใหลมาก)

-         The employee’s work was disappointing.(past tense)

(งานของลูกจ้างรายนั้นน่าผิดหวัง)

-         The children’s table manners were very embarrassing. (past tense)

(กิริยามารยาทบนโต๊ะอาหารของพวกเด็กๆน่าอับอายมาก)

-         The book is interesting. (present tense)

(หนังสือน่าสนใจ)

-         Her beauty is charming. (present tense)

(ความงามของเธอน่าหลงใหล – มีเสน่ห์)

-         It is surprising to see him at his ex-wife’s wedding.(present tense)

(มันน่าประหลาดใจที่เห็นเขาที่งานแต่งงานของอดีตภรรยา)

{มิได้หมายความว่า “มันกำลังประหลาดใจ  เหมือนกับประโยค“He is walking. (เขากำลังเดิน) – present continuous tense}

3.  ถ้าเติม“Ed”ข้างหลังคำกริยากลุ่มนี้ แล้ววางตามหลัง“Verb to be” (is, am, are, was, were)จะมีลักษณะเป็น “Passive voice” (Subject + is (am, are, was, were) + verb + ed) จะมีความหมายว่า  ประธานเป็นผู้เกิดความรู้สึกนั้นๆขึ้นมา ซึ่งถ้าแปลตรงๆก็คือ “..........ถูกทำให้รู้สึก............ตื่นเต้น, ตกใจ, ผิดหวัง, พอใจฯลฯ..........” แต่ในภาษาไทยนิยมพูดว่า “............มีความรู้สึก........ตื่นเต้น, ตกใจ, ผิดหวัง, พอใจ.....”  เช่น

-        We are interested in German.(present tense)

(เรามีความสนใจในภาษาเยอรมัน)

-         They are very pleased to see their old friends.(present tense)

(พวกเขาดีใจมากที่ได้พบเพื่อนเก่า)

-         I was amazed to know of his death.(past tense)

(ผมตะลึงที่ได้รู้ข่าวการตายของเขา)

-         He was very tiredof hard work.(past tense)

(ผมเหน็ดเหนื่อยมากกับงานหนัก)

-         She was interested in the ballet performance.(past tense)

(เธอมีความสนใจในการแสดงบัลเล่ต์)

-         We were disappointed to lose the match.(past tense)

(พวกเราผิดหวังที่แพ้การแข่งขัน)

-         Most people are frightened of the snakes.(present tense)

(คนส่วนมากกลัวงู)

-         Jim is fascinated by astronomy.(present tense)

(เขามีความหลงใหลในวิชาดาราศาสตร์)

4. _______________ to catch the train.

(___________________________ ที่จะไปทันรถไฟ)

(a) He did not run enough fast

(b) He ran not fast enough

(c) He did not run fast enough   (เขาวิ่งไม่เร็วพอ)

(d) He ran not enough fast

ตอบ  -  ข้อ  (c)  กริยา “Run”  เมื่อจะทำเป็นประโยคปฏิเสธ  จะต้องใช้  “Verb to do” (Do, Does, Did)  ช่วยเสมอ  และ  “Enough”เป็นทั้งคำคุณศัพท์และกริยาวิเศษณ์  ต้องขยายข้างหลังคำคุณศัพท์  (Adjective) (good enough – ดีพอ, quick enough – เร็วพอ, cold enough – หนาวพอ, big enough – ใหญ่พอ, small enough – เล็กพอ, brave enough – กล้าหาญพอ)  หรือ หลังกริยาวิเศษณ์  (Adverb) (quickly enough – อย่างรวดเร็วพอ, slowly enough – อย่างเชื่องช้าพอ, carefully enough, well enough, attentively enough – อย่างเอาใจใส่เพียงพอ)  แต่ขยายหน้าคำนาม  (enough money– เงินพอ, enough furniture – เฟอร์นิเจอร์พอ, enough information – ข้อมูลพอ, enough time – เวลาพอ, enough knowledge – ความรู้พอ, enough people – คน พอ, enough men – คนพอ, enough cars – รถยนต์พอ, enough homes- บ้านพอ, enough participants – ผู้เข้าร่วมพอ)

5. He came into the room with a big book ______________ his arm.

(เขาเข้ามาในห้องพร้อมด้วยหนังสือเล่มใหญ่หนีบอยู่ ________________ รักแร้)

(a) in

(b) under   (ใต้)

(c) on

(d) beside (ข้างๆ)

ตอบ  -  ข้อ  (b) “under his arm”  หมายถึง  “หนีบอยู่ใต้รักแร้     แต่ถ้าต้องการบอกว่า  “อยู่ในมือ”  ใช้  “in his hand”สำหรับวลีที่ใช้กับ “Under”  ได้แก่

under age”(อายุน้อยเกินไป, ยังไม่โตพอ, ยังไม่บรรลุนิติภาวะ), “under arrest”(ถูกจับกุมโดยตำรวจ),  “under cover”(ภายใต้กำบัง, อย่างซ่อนเร้น, อย่างปิดบังอำพราง), (The prisoners escaped under cover of darkness. – นักโทษหลบหนีไปภายใต้กำบังของความมืด หรือ โดยซ่อนเร้นไปกับความมืด)  “under fire” (ถูกยิงหรือถูกโจมตี, ถูกโจมตีด้วยอาวุธปืนหรือคำพูด),  “under one’s breath” (ในแบบกระซิบ, ด้วยเสียงที่แผ่วเบา), (I told Jim the news under my breath, but Tom overheard me.  –  ผมบอกข่าวแก่จิมด้วยเสียงที่แผ่วเบาหรือแบบกระซิบ  แต่ทอมแอบได้ยินผมพูด), “under one’s nose  (= under the nose of)”   อยู่ในสายตา, เห็นอยู่ตำตา, ต่อหน้าต่อตา,  อยู่ในที่ที่สามารถมองเห็นหรือสังเกตเห็นได้ง่าย, (The thief walked out of the museum with the painting, right under the nose of the guards. – เจ้าขโมยเดินออกไปจากพิพิธภัณฑ์พร้อมกับภาพวาด  ต่อหน้าต่อตา รปภ. เลยทีเดียว  -   โดยที่ รปภ. ไม่เห็น),  “under one’s wing”  (ภายใต้การดูแลเอาใจใส่ หรือปกป้องคุ้มครองของ,  “under the circumstances  (= in the circumstances)”  (ในสถานการณ์ที่เป็นอยู่, ในสภาวะปัจจุบัน, ตามที่สิ่งต่างๆเป็นอยู่),  “under the sun” (บนโลกนี้, ในโลกนี้  -  ใช้เพื่อแสดงการเน้น), (The President’s assassination shocked everyone under the sun.    การลอบสังหารท่านประธานาธิบดีทำให้ทั้งโลกตกตะลึง), (Where under the sun could I have put my purse? – ไม่รู้ว่าผมเอากระเป๋าสตางค์ไปวางไว้ที่ไหนบนโลกนี้), “under the counter”  (แอบซื้อหรือขายกันอย่างลับๆ  –  เปรียบเหมือนใต้เคาน์เตอร์), (The liquor dealer was arrested for selling beer under the counter to teenagers.  –  คนขายสุราถูกตำรวจจับเพราะขายเบียร์ให้เด็กวัยรุ่นอย่างผิดกฎหมาย   -   คือลักลอบขาย),  “under the table”  (ใต้โต๊ะ)under the bench”  (ใต้ม้านั่ง),  “under the blanket”  (ใต้ผ้าห่ม หรือห่มผ้าห่ม),  “under the earth (the ground)”  (ใต้ดิน),  “under the sea”  (ใต้ทะเล),   “under difficult circumstances”  (ภายใต้สถานการณ์ที่ยากลำบาก), “China under Chairman Mao”  (จีนภายใต้การปกครองของประธานเหมา),Vietnam under communist rule”  (เวียดนามภายใต้การปกครองระบอบคอมมิวนิสต์),  “under capitalism”  (ภายใต้ระบอบทุนนิยม),  “under repair” (กำลังอยู่ระหว่างการซ่อมแซม),  “under investigation” (กำลังอยู่ระหว่างการสืบสวน-สอบสวน),  “under construction”  (กำลังอยู่ระหว่างการก่อสร้าง),  “under discussion”  (กำลังอยู่ระหว่างการปรึกษาหารือกัน), “under supervision”  (ภายใต้การกำกับดูแล)  “under cultivation” (กำลังอยู่ระหว่างการเพาะปลูก),  “under surveillance” (อยู่ภายใต้การสอดส่องดูแล-สำรวจตรวจตรา),  “under attack”  (ถูกโจมตี),  “under guard” (ได้รับความคุ้มครอง),  “under suspicion” (ถูกระแวงสงสัย),  “under his influence”  (ภายใต้อิทธิพลของเขา),  “under the impression” (มีความประทับใจ),  “under the assumption”  (มีหรือภายใต้ข้อสมมติฐาน),  “under pressure”  (อยู่ภายใต้ หรือได้รับความกดดัน),  “under stress” (อยู่ภายใต้ หรือได้รับความเครียด),  “under immediate threat”  (อยู่ภายใต้ หรือได้รับการคุกคาม-อันตรายโดยตรง),  “under treatment”  (ได้รับการเยียวยารักษา),  (He is under treatment for anulcer.)  –   (เขากำลังได้รับการเยียวยารักษาแผลพุพอง-เน่าเปื่อย),  “under his real name”  (เขียนหนังสือ) โดยใช้ชื่อจริง  -  มิได้ใช้นามแฝงหรือชื่อคนอื่น),  “land under cash crops”  (ที่ดินที่กำลังใช้ปลูกพืชเศรษฐกิจ),  “He studied under Professor Thomas.”  (เขาเรียนภายใต้การสอนโดยอาจารย์โทมัส),  “John worked under his supervisor.” (จอห์นทำงานภายใต้การสอนหรือกำกับของผู้ควบคุมดูแลของเขา),  “I’ve got two clerks under me in my section.”  (ผมมีเสมียนเป็นลูกน้อง ๒ คนในแผนก),  “children under 12”  (เด็กอายุต่ำกว่า ๑๒),  “expenditure under $ 10 million”  (ค่าใช้จ่ายต่ำกว่า ๑๐ ล้านเหรียญ),   “under retirement age”  (อายุต่ำกว่าวัยเกษียณ  คือ ต่ำกว่า ๖๐ ปี)

6. _________________ would like to live peacefully.

(________________________  อยากจะดำรงชีวิตอย่างสันติ)

(a) Most of people

(b) The most of people

(c) Almost people

(d) Most people   (ผู้คนส่วนมากหรือส่วนใหญ่)

(e) Almost of people

ตอบ  -  ข้อ  (d)  หรือใช้   “Most of the people”  ก็ได้   ดูคำอธิบายเพิ่มเติมจากประโยคตัวอย่างข้างล่าง

             ตัวอย่างที่ ๑

-         _____________ outside of the cities is used for farming.

(_________________  นอกเมือง  ถูกใช้สำหรับทำฟาร์ม – คือ เพาะปลูก-เลี้ยงสัตว์)

(a) Most areas  (พื้นที่ส่วนใหญ่)

(b) Most of the area   (พื้นที่ส่วนใหญ่)

(c) Almost all areas  (เกือบจะพื้นที่ทั้งหมด)

(d) The most of the area

ตอบ  -  ข้อ  (b)  หรือ  “Most area”  ก็ได้  เนื่องจาก  “Area” เป็นทั้งคำนามนับได้และนับไม่ได้ หมายถึง  พื้นที่ของเมือง, ประเทศ หรืออื่นๆ, พื้นที่ในห้องหรือตัวอาคาร, สาขาของวิชาความรู้”  สำหรับประโยคข้างบน  กริยา คือ “is used”  จึงต้องใช้ “Area”  แบบนามนับไม่ได้  คือ  เอกพจน์   ดังนั้น  ข้อ (a) และ (c) จึงผิด  สำหรับความแตกต่างระหว่าง  “Most of the”  และ  “The most”  ดูจากตัวอย่างในประโยคข้างล่าง

             ตัวอย่างที่ ๒  (จงหาที่ผิดไวยากรณ์ จากข้อ ๑ ถึง ๔)

(1) As (2) they ripen on the tree, (3) the most olives change slowly (4)  from green to black.

(ในขณะที่พวกมันสุกอยู่บนต้น  ผลมะกอกส่วนใหญ่เปลี่ยนอย่างช้าๆ  จากสีเขียวเป็น สีดำ)

ตอบ–  ข้อ (3)  แก้เป็น  “most olives”  หรือ  “most of the olives”  เนื่องจากหมายถึง  “ผลมะกอกส่วนใหญ่”   สำหรับ  “The most”   ใช้นำหน้าคำคุณศัพท์พยางค์ยาวในการเปรียบเทียบ   “ขั้นสูงสุด”  (Superlative)  เช่น

-         the most important thing  (สิ่งสำคัญที่สุด)

-         the most expensive car  (รถยนต์ที่แพงที่สุด)

-         the most diligent student  (นักเรียนที่ขยันที่สุด)

-         the most difficult question  (คำถามที่ยากที่สุด)

-         the most complicated problem  (ปัญหาที่สลับซับซ้อนที่สุด)

            ตัวอย่างที่ ๓   (จงหาที่ผิดหลักไวยากรณ์ จากข้อ ๑ – ๔)

(1) Almost visitors in New York City (2) spend their time (3)

attending Broadway plays, visiting some of the museums, and (4)

going shopping.

(ผู้ไปเยือน – นักท่องเที่ยว – กรุงนิวยอร์คส่วนใหญ่ใช้เวลาของตนเข้าชมละครบรอดเวย์  ไปเยือนอนุสาวรีย์บางแห่ง  และไปชอปปิ้ง)

ตอบข้อ  (1)  แก้เป็น  “Most”  หรือ   “Most of the”  เนื่องจากหมายถึง นักท่องเที่ยวส่วนมาก-ส่วนใหญ่”  ส่วน  “Almost” หมายถึง  “เกือบจะ”ซึ่งใช้ดังนี้ คือ

        - He spent almost a month in China.

(เขาใช้เวลาเกือบ ๑ เดือนในจีน)

       - In Oxford Street, you can buy almost anything.

(บนถนนอ๊อกฟอร์ด  คุณสามารถซื้อเกือบทุกอย่าง)

       - I had almost forgotten about the trip.

(ผมเกือบลืมเกี่ยวกับการเดินทาง)

       - Cats are in fact almost color blind.

(แมว  ที่จริงแล้วเกือบจะตาบอดสี)

        - The door opened almost before Peter had finished knocking.

(ประตูเปิดออก  เกือบจะก่อนที่ปีเตอร์เคาะประตูเสร็จ)

        - He has almost certainly been murdered.

(เขาเกือบจะถูกฆาตกรรมอย่างแน่นอน – แต่ไม่ได้ถูกฆ่า)

-  He was almost killed in an accident.

(เขาเกือบตายในอุบัติเหตุ)

7. Tomorrow some of our friends are leaving for New York.  We are going to see them ________________.

(พรุ่งนี้เพื่อนของเราบางคนจะจากไปนิวยอร์ค  เราจะไป _______________ พวกเขา)

(a) about  (See about =พิจารณา, ศึกษา, จัดการดูแล)

(b) out

(c) off   (ส่ง)  (See someone off =ไปส่งเพื่อกล่าวคำอำลาหรือโบกไม้โบกมือให้)

(d) through

8. ________________ how the engine worked, Peter began to study books that told about the techniques used.

(____________________ ว่าเครื่องจักรทำงานอย่างไร  ปีเตอร์เริ่มศึกษาหนังสือ  ซึ่งบอกเกี่ยวกับเทคนิคต่างๆ ที่ถูกใช้  –  ในเครื่องจักร)

(a) Wonder

(b) Wondered

(c) To wonder

(d) Wondering   (รู้สึกประหลาดใจ-สงสัย)  

ตอบ  -  ข้อ  (d)  เนื่องจากประธานของประโยค (Peter)  เป็นผู้ทำกริยา  “รู้สึกประหลาดใจ-สงสัย”  คำกริยาที่นำหน้าวลี  ขยายความ  “ปีเตอร์”  จึงต้องอยู่ในรูป  “Verb + ing” (Present participle)   ดูคำอธิบายเพิ่มเติมจากประโยคตัวอย่างข้างล่าง

          เมื่อประธานซึ่งอยู่ข้างในประโยค   (หลังคอมม่า)   เป็นผู้กระทำกริยา (Active voice)   จะต้องนำหน้าประโยคด้วย  “Verb + ing” (Present participle)   ดังตัวอย่าง เช่น

        - Walking along the road, he met his old friend.

(เดินไปตามถนน  เขาพบเพื่อนเก่าของเขา) (เขาเป็นผู้ทำกริยา “เดิน”)

        - Seeing her teacher, Jane went to greet him.

(เห็นครูของเธอ  เจนเข้าไปทักทายเขา) (เจนเป็นผู้ทำกริยา “เห็น”)

        - Looking out of the window, we could see beautiful scenery.

(มองออกไปนอกหน้าต่าง  เราสามารถเห็นทัศนียภาพที่สวยงาม) (เราเป็นผู้ทำ

กริยา “มอง”)

Hopingto be there in time, Kim started early in the morning.

(หวังว่าจะไปที่นั่นให้ทันเวลา  คิมเริ่มออกเดินทางแต่เช้าตรู่)  (คิมเป็นผู้ทำกริยา

“หวัง”)

                      สำหรับ “Present participle” (Verb + ing)  ถือเป็นคำคุณศัพท์ประเภทหนึ่ง  จึงสามารถใช้ขยายคำนามได้เหมือนกับคำคุณศัพท์ทั่วๆไป  (โดยอาจอยู่หน้าหรือหลังคำนามที่มันขยาย)   เพื่อที่จะบอกว่า คำนามนั้นเป็นผู้ทำกริยานั้นๆ   (แสดง  “Active voice”) เช่น

-         Working men are constructing a bridge.

(คนทำงานกำลังก่อสร้างสะพาน)

-         Drinking horses were seen near the bank of the river.

(ม้าที่ดื่มน้ำถูกมองเห็นใกล้ตลิ่งของแม่น้ำ)

-         The mother took good care of her sleeping baby.

(แม่ดูแลทารกที่นอนหลับเป็นอย่างดี)

-           The audience appreciated the good works of the producing team.

(ผู้ชมยกย่อง-ชื่นชมผลงานที่ดีของทีมผู้สร้าง – ภาพยนตร์)

-         The people working in the office are my colleagues.

(ผู้คนที่ทำงานในสำนักงาน  คือเพื่อนร่วมงานของผม)

-         The woman walking across the street is my sister.

(ผู้หญิงที่เดินข้ามถนนเป็นน้องสาวของผม)

-         The man living next door is a bank manager.

(ชายที่อาศัยอยู่บ้านหลังถัดไปเป็นผู้จัดการธนาคาร)

-         The children playing in the field are my neighbors’ kids.

(เด็กๆที่เล่นอยู่ในสนามเป็นลูกของเพื่อนบ้านของผม)

                   สำหรับในกรณีที่ประธานที่อยู่ข้างในประโยค  เป็นผู้ถูกกระทำ (Passive Voice)   กริยาที่นำหน้าวลี  และอยู่หน้าประโยค (ทำหน้าที่ขยายประธาน)  จะต้องอยู่ในรูป กริยาช่องที่ ๓ (Past Participle)  ดังประโยคตัวอย่างข้างล่าง

             ตัวอย่างที่ ๑

-         _______________ by the tiger, he ran away.

(________________________ โดยเสือ   เขาวิ่งหนีไป)

(a) Seeing  (เห็น)

(b) To see

(c) Seen  (ถูกเห็น)

(d) Having seen

ตอบ  -  ข้อ  (c)  เนื่องจากประธานของประโยค  (He)  เป็นผู้ถูกเห็นโดยเสือ  กริยาข้างหน้าประโยคจึงต้องเป็นกริยาช่อง ๓  (Past participle)  เพื่อแสดงการถูกกระทำ  (Passive voice)

               ตัวอย่างที่ ๒

          - ______________ in wine, snails are a great luxury in various parts of the world. 

(_________________ ในไวน์  หอยทากเป็นอาหารราคาแพงอย่างมากในหลายๆส่วนของโลก)

(a) To cook

(b) Cooking   (ปรุง)

(c) Cooked   (ถูกปรุง)

(d) Cook

ตอบ  -  ข้อ  (c)  เนื่องจากประธานของประโยค คือ  “snails” ซึ่งถูกปรุงในไวน์(Cooked)  หรือเป็นผู้   “ถูกกระทำ”  จึงต้องอยู่ในรูปกริยาช่องที่ ๓   (แสดง Passive voice)

               ตัวอย่างที่ ๓

_________________ by this sad example, I shall try to do better in the future.

(____________________โดยตัวอย่างที่น่าเศร้าอันนี้  ผมจะพยายามทำให้ดียิ่งขึ้นในอนาคต)

(a) Having warned

(b) Warned   (ถูกเตือน)

(c) Warning

(d) To be warned

ตอบ  –  ข้อ  (b)  เนื่องจากประธานประโยค คือ  “I”  เป็นผู้  “ถูกเตือน”  โดยตัวอย่างที่น่าเศร้า   จึงต้องใช้กริยาช่องที่ ๓  (Past participle)  ซึ่งแสดงการ  “ถูกกระทำ” (Passive voice)  นำหน้าประโยคมีความมุ่งหมายจะแสดงว่า   ประธานที่อยู่ข้างในประโยค  (I)  เป็นผู้ถูกกระทำกริยา   คือ  “ถูกเตือน”   (สำหรับข้อ A   ก็ใช้ได้  แต่ต้องแก้เป็น  “Having been warned” –  ได้ถูกเตือนแล้ว)   ดูเพิ่มเติมประโยคอื่นๆในลักษณะเดียวัน  เช่น

-   Loved throughout the Western world, ballet is a theatrical

art that tells a story through dance accompanied by music.

 (ได้รับความรักไปทั่วโลกตะวันตก  ระบำบัลเลต์เป็นศิลปะเกี่ยวกับละคร  ซึ่งเล่า

เรื่องราวโดยผ่านทางการเต้นรำ  ที่ประกอบด้วยดนตรี)

(คำอธิบาย)   เนื่องจากประธานของประโยค คือ “ballet” เป็นสิ่งที่  “ถูกรัก”  (ถูกกระทำ)  กริยา “Loved”  จึงต้องอยู่ในรูปกริยาช่องที่ ๓ (Past participle)  สำหรับวลี  “Loved throughout the Western world”  เป็นข้อความที่ขยายประธาน  (ballet)  โดยทำหน้าที่เป็น  “Adjective phrase” สำหรับตัวอย่างอื่นๆในแบบเดียวกัน  (Passive voice)  ได้แก่

-         Punished by his teacher, Jack tried hard to improve himself.

(ถูกลงโทษโดยครูของเขา  แจ๊คพยายามอย่างหนักที่จะปรับปรุงตัวเอง)  (แจ๊คถูกลงโทษ)

-         Bitten by a snake, the dog died.

(ถูกกัดโดยงู  สุนัขตาย)  (สุนัขถูกกัด)

Killed in the battlefield in the war, he was praised by fellow soldiers.   (ถูกฆ่าตายในสนามรบในสงคราม  เขาได้รับการสรรเสริญโดยเพื่อนทหาร)  (เขาถูกฆ่าตาย)

Asked by her parents, she came home from abroad to help in the family business.   (ถูกขอร้องโดยพ่อแม่ของเธอ  เธอกลับมาบ้านจากต่างประ เทศ  เพื่อช่วยเหลือในธุรกิจของครอบครัว) (เธอถูกขอร้อง)

9. ________________ will win the first prize?

(_________________________  จะชนะรางวัลที่ ๑)

(a) Do you think who

(b) Whom do you think

(c) Who do you think   (ใครที่คุณคิดว่า  หรือ คุณคิดว่าใคร)

(d) Who you think

ตอบ  -  ข้อ  (c)  ดูคำอธิบายจากประโยคตัวอย่างข้างล่าง

-         _________________ is better, my drawing or Jim’s?

(____________________  ดีกว่ากัน,  ภาพวาดของผมหรือของจิม)

(a) Do you think which

(b) Which do you think   (อันไหนที่คุณคิดว่า)

(c) You think which

(d) Which you think

ตอบ  –  ข้อ  (b)  ต้องเอา  “Question words” (what, when, where, why, how, how much, how many, how often)  ขึ้นหน้า  “Verb to do” (do, does, did)  เสมอ  เมื่อทำเป็นประโยคคำถาม เนื่องจาก “Question wordsเหล่านั้น  ทำหน้าที่เป็นกรรมของประโยค  (ของกริยา)  (คือเป็น “Object”)  หรือกรรมของ “Preposition”  หรือเป็นส่วนขยายคำกริยา  คือเป็นกริยาวิเศษณ์ Adverb”  (ในกรณีของประโยคข้างบน  “Which” เป็นกรรมของ  “think”)  เช่น

         - How often do you go shopping each month?

(คุณไปช้อปปิ้งบ่อยเพียงใดในแต่ละเดือน)  (“How often” เป็นส่วนขยายของ “go shopping” คือ  เป็นกริยาวิเศษณ์  “Adverb of frequency”)

          - How much doeshe get paid in a year?

(เขาได้รับค่าจ้างเท่าใดใน ๑ ปี)(“How much” เป็นกรรมของกริยา“get paid”)

         - Where do you live in Bangkok?

(คุณอาศัยอยู่ที่ไหนในกรุงเทพฯ)  (“Where” เป็นส่วนขยายกริยา“live”คือ เป็น “Adverb of place”)

          - Why did she come to class so late?

  (ทำไมเธอมาเข้าเรียนสายจังเลย)  (“Why” เป็นส่วนขยายกริยา“come”คือเป็น “Adverb of reason”)

          - When did they finish their work last night?

(พวกเขาทำงานเสร็จเมื่อใดเมื่อคืนนี้)   (“When” เป็นส่วนขยายกริยา“finish”คือเป็น “Adverb of time”)

          - Which do you prefer, this car or that car?

(คุณชอบคันไหน  รถคันนี้หรือคันนั้น)   (“Which” เป็นกรรมของกริยา“prefer”)

                   แต่ในกรณีที่ “Question words” เป็นประธานของประโยคคำถาม  (คือ เป็นประธานของกริยาในประโยค)   ไม่ต้องใช้   “Verb to do” (Do, Does, Did)  มาช่วยสร้างประโยค   ให้ต่อด้วยคำกริยาเลย   เช่น

          - Who contributed most to your success?

(ใครมีส่วนช่วยเหลือมากที่สุดในความสำเร็จของคุณ)

(Who”  เป็นประธานของประโยค  หรือของกริยา  “contributed)

(อย่าใช้“Who did contribute most to……………?”)

            - What made you feel so angry?

(อะไรทำให้คุณโมโหจัด)

(What”  เป็นประธานของประโยค หรือของกริยา  “made)

(อย่าใช้“What did make you feel so angry?”)

            - Which impresses you more, London or New York?

(เมืองไหนทำให้คุณประทับใจมากกว่า, ลอนดอนหรือนิวยอร์ค)

(Which”  เป็นประธานของประโยค หรือของกริยา “impresses)

(อย่าใช้“Which does impress you more, ………………?” )

แต่ใช้ “Which do you like more, London or New York?”

(คุณชอบเมืองไหนมากกว่ากัน – ลอนดอนหรือนิวยอร์ค)

(ต้องใช้ “Verb to do” ช่วยสร้างประโยคคำถาม  เนื่องจาก “Which” เป็นกรรมของกริยา “Like)

10. One who _____________ good feels _______________.

(บุคคลผู้ซึ่ง___________________ ดี  รู้สึก ___________________)

(a) makes _______________ happy

(b) does _______________happy   (ทำ _____________ มีความสุข)

(c) makes ________________ happily

(d) does ________________happily

ตอบ  -  ข้อ  (b)  เนื่องจาก   “Do good” =  “ทำดี, ทำความดี”  ส่วน “Do well” =   “ทำได้ดี”  (ใช้ “Does”  ตามประธานประโยค  “One”  ซึ่งเป็นเอกพจน์) สำหรับ  “Feel + Adjective”  ดูเพิ่มเติมคำกริยาที่ต้องตามด้วย  “Adjective” (Quick, Slow, Careful)   มิใช่  “Adverb” (Quickly, Slowly, Carefully)  จากตัวอย่างประโยคข้างล่าง

             ตัวอย่างที่ ๑

-         The air in that spot smells _________________.

(อากาศตรงบริเวณนั้นมีกลิ่น _____________________ )

(a) sweetness   (ความสดชื่น, ความหวาน, ความไพเราะ, ฯลฯ)  (เป็นคำนาม)

(b) sweetly  (เป็นกริยาวิเศษณ์)

(c) sweet   (สดชื่น, หวาน, มีรสหวาน, มีรสดี, สด, ไพเราะ, มีกลิ่นดี, หอม, น่าพอใจ, งดงาม)  (เป็นคำคุณศัพท์)

(d) sweeten   (ทำให้หวาน-หอม-อ่อนนิ่ม-เป็นกรดน้อยลง, หวานขึ้น, หอมขึ้น, ไพเราะขึ้น, นิ่มนวลขึ้น, กลมกล่อมขึ้น)  (เป็นคำกริยา)

ตอบ  -  ข้อ  (c)  เนื่องจาก  “Smell + Adjective”

               ตัวอย่างที่ ๒

(1) When compared with its (2) graceful manner in the water, a penguin’s progress (3) on land seems (4) awkwardness.

(เมื่อเปรียบเทียบกับกริยาท่าทางที่งามสง่าของมันในน้ำ  การก้าวเดินไปข้างหน้าของนกเพ็นกวินบนบก  ดูเหมือนว่าจะงุ่มง่าม-เชื่องช้า-เก้งก้าง)

ตอบ   -   ข้อ  ๔  แก้เป็น   “awkward”  เนื่องจาก  “Seem + Adjective

             ตัวอย่างที่ ๓

-            I saw the coach on the field after the game, and he seemed ________________.

(ผมเห็นผู้ฝึกสอนที่สนามหลังการแข่งขัน  และเขาดูเหมือนว่า _____________ )

(a)   real angry

(b)  angrily

(c)   anger

(d)  angry   (โกรธ)

ตอบ  –   ข้อ  (d)   เนื่องจาก  “Seem + Adjective”  (หรืออาจตอบ  “really angry”  (โกรธอย่างแท้จริง)   ก็ได้)   เนื่องจากหลังกลุ่มคำกริยาต่อไปนี้  (look, feel, become, grow, get, seem, appear, taste, prove, sound, remain, turn)  แม้จะไม่ต้องมีกรรมมารับโดยตรง   แต่ก็ต้องอาศัยคำหรือกลุ่มคำอื่นมาช่วยขยายตามหลังมัน  เพื่อให้ได้ใจความชัดเจนขึ้น  คำที่มาขยายคำกริยาเหล่านี้มิได้เป็นกรรม  (Object)  แต่มาช่วยทำให้กริยามีความหมายดีขึ้น  หรือทำให้ประธานของประโยคมีใจความสมบูรณ์   คำที่ตามหลังคำกริยาประเภทนี้จะอยู่ในรูปคำคุณศัพท์  (Adjective) เท่านั้น    มิใช่คำกริยาวิเศษณ์ (Adverb)  ทั้งนี้  เราเรียกส่วนขยายคำกริยาพวกนี้ว่า   “Subjective Complement”  หมายถึง  “ตัวขยายอกรรม กริยา  เพื่อให้ประธานของประโยคมีใจความสมบูรณ์”   และเรียกกริยาประเภทนี้ว่าLinking Verb”   คือช่วยเชื่อมระหว่าง ประธานของประโยค   และ ส่วนที่มาขยายคำกริยา  เพื่อทำให้ประโยคมีใจความสมบูรณ์   ดังตัวอย่างประโยคข้างล่าง

         - She felt good after a long sleep.

  (เธอรู้สึกสบายดีหลังจากนอนหลับยาว)

        - He looked happy when his friends came to see him.

  (เขาดูท่าทีมีความสุข  เมื่อเพื่อนมาเยี่ยม)

        - The milk in that glass tasted sour.

  (นมในแก้วใบนั้นมีรสเปรี้ยว)

        - They seem tired after a hard day’s work.

(พวกเขาดูเหมือนเหนื่อย  หลังจากทำงานตรากตรำมาทั้งวัน)

สรุป  -   คำที่ตามหลังคำกริยาจำพวก  “Linking verb ได้แก่be  (is, am, are, was, were) (เป็น, อยู่, คือ), become, seem  (ดูเหมือนว่า), appear  (มีลักษณะท่าทาง), feel  (รู้สึก),  get,  grow, keep, look  (มีท่าทาง),  smell  (มีกลิ่น)sound, taste  (มีรสชาติ),  turn  (กลายเป็น)   จะต้องเป็นคำคุณศัพท์  (Adjective)  เสมอ  เช่น

-        Tom became rich(ทอมร่ำรวยขึ้นมา)

-        Ann seems happy. (แอนดูเหมือนว่าจะมีความสุข)

-         Jim felt cold.(จิมรู้สึกหนาว)

-        He got/grew impatient.   (เขารู้สึกกระวนกระวาย)

-        The idea sounds interesting.(ความคิดนี้ดูน่าสนใจ)

-        She looked calm(เธอมีอาการสงบ)

-        He turned pale.(เขาตัวซีด หรือหน้าซีด)

-        The soup tasted sweet.   (ซุปมีรสหวาน)

    สำหรับวลีที่ใช้ “Do” และ “Make”  ได้แก่

Do

          - do one’s best (do his/her best)  (ทำดีที่สุด)

         - do one’s duty   (ทำหน้าที่ของตน)

         - do good  (ทำดี)

         - do bad   (ทำชั่ว)

         - do harm   (ทำอันตราย)

        - do someone a favor  (ช่วยเหลือคนอื่น)

        - do someone good   (ทำให้รู้สึกดีขึ้น, ทำประโยชน์ให้)

        - do the right  (wrong)  thing   (ทำในสิ่งที่ถูก-ผิด)

        - do duty   (ทำหน้าที่)

        - do work   (ทำงาน)

         - do things   (ทำสิ่งต่างๆ)

         - do a lot of reading   (อ่านหนังสือเยอะแยะ)

         - do your teeth  (แปรงฟันของคุณ)

        - do the flowers   (จัดดอกไม้)

         - do the cleaning  (ทำความสะอาด)

         - do the washing up  (ซักผ้า-ล้างจาน)

         - do the cooking  (ปรุงอาหาร)

        - do nothing  (ไม่ทำอะไร)

       - do something about a problem  (ลงมือทำเพื่อพยายามแก้ปัญหา)

      - do something about immigration   (แก้ปัญหาการอพยพ)

       - do all we can  (ทำทุกอย่างที่เราสามารถทำได้)

       - There’s nothing I can do about it.

(ไม่มีสิ่งใดที่ผมสามารถทำได้เกี่ยวกับมัน – คือช่วยอะไรไม่ได้)

       - That hat does nothing for you.  (หมวกใบนั้นไม่เหมาะกับคุณ)

       - I wonder what his father does. (ผมสงสัยว่าพ่อเขาทำงานอะไร)

        - He didn’t do very well in his exam.

(เขาไม่ประสบความสำเร็จมากนักในการสอบ)

       - Do you do train bookings to London?

(คุณให้บริการจองตั๋วรถไฟไปลอนดอนหรือเปล่า)

       - PWA does tap water for the public.

(กปภ. ให้บริการน้ำประปาแก่ประชาชน)

       - do a subject  (ศึกษาวิชาที่โรงเรียนหรือมหาวิทยาลัย)

        -   He can do 120 miles per hour in that car.   (เขาสามารถทำเวลาได้ ๑๒๐ ไมล์ต่อชั่วโมงในรถคันนั้น)

     - This pen will do.   (ปากกาด้ามนี้ก็ใช้ได้แล้ว – เพียงพอแล้ว)

        - Two thousand dollars will do me very well.

(เงิน ๒,๐๐๐ เหรียญพอเพียงกับความต้องการของผมเป็นอย่างดี)

         - What did you do with the keys?

(คุณเอากุญแจไปเก็บไว้ที่ไหน)

          - What did you do with that Baht 500 I gave you?

(คุณเอาเงิน ๕๐๐ บาทที่ผมให้ไปทำอะไร)

         - What can I do for you?  (ผมจะช่วยอะไรคุณได้บ้าง)

         - How are you doing?  (คุณสบายดีหรือครับ)

          - How do you do”  (ใช้พูดทักทายเมื่อตอนพบกัน  อีกฝ่ายหนึ่งก็จะตอบว่า“How do you do?”เช่นเดียวกัน)

        - This book has (หรือ is) to do with married life.

(หนังสือเล่มนี้เกี่ยวกับชีวิตการแต่งงาน)

         - Easier said than done.(พูดง่ายกว่าทำ – เป็นสุภาษิต)

       - make do   (อยู่แบบถูไถ หรือ ใช้  –  เงิน, สิ่งของ  –  เท่าที่มีไปพลางๆก่อน หรือแก้ขัดไปก่อน)

(I have only Baht 100.  It is not much but I have to make do with it. - )   (ผมมีเงินแค่ ๑๐๐ เดียว มันไม่มาก แต่ผมก็ต้องถูไถไปกับเงินจำนวนนี้)

(He had no hammer to use with the nails but he could make do with this stone.)   (เขาไม่มีค้อนที่จะใช้ตีตะปู  แต่เขาสามารถใช้หินก้อนนี้  (ตอก) แทนค้อนแก้ขัดไปก่อน)

        - dos and don’ts(สิ่งที่ต้องทำและห้ามทำ)

(There are plenty of dos and don’ts in this contract.

(มีสิ่งที่ต้องทำและห้ามทำมากมายในสัญญานี้)

       - do homework (housework)  (ทำการบ้าน-งานบ้าน)

        - do crossword puzzles  (ทำปริศนาอักษรไขว้)

        - do the exercise   (ออกกำลัง)

       - do the bedroom   (จัดห้องนอน)

        - do away with   (กำจัด, ทำลาย)

         -  do the shopping  (ไปซื้อของ-ช้อปปิ้ง)

         -  do business   (ทำธุรกิจ)

       - have something to do with  (มีส่วนเกี่ยวข้องกับ)

      - have nothing to do with   (ไม่มีส่วนเกี่ยวข้องกับ)

Make

-         make a mistake   (ทำผิด)

-         make a noise   (ทำเสียงดัง)

-         make a speech   (กล่าวสุนทรพจน์)

-         make a hole   (เจาะรู)

-         make beds  (สร้างเตียง)

-         make the beds  (จัดเตียง, ปูเตียง)

-         be made of gold   (ทำด้วยทอง)  (สามารถเห็นทองในสภาพเดิม)

-         be made from wheat   (ทำมาจากข้าวสาลี)  (แปรสภาพมาแล้ว ดูไม่ออกว่ามาจากข้าวสาลี  เพราะกลายเป็นขนมปังแล้ว)

-         a car (which was) made in China  (รถผลิตในญี่ปุ่น)

-         a Japanese-made car  (รถผลิตในญี่ปุ่น)

-         make a choice   (เลือก)

-         make a discovery  (ค้นพบ)

-         make a statement  (พูด, กล่าว)

-         make a decision   (ตัดสินใจ)

-         make a suggestion  (แนะนำ)

-         make an announcement  (ประกาศ)

-         make up  (กุเรื่อง, แต่งหน้า)

-         make up for  (ชดเชย)

-         make out  (เข้าใจ)

-         make you a good secretary   (เป็นเลขาฯที่ดีของคุณ)

-         make a good doctor   (เป็นหมอที่ดี)

-         sixty minutes make an hour   (๖๐ นาทีเป็น ๑ ชั่วโมง)

-         two and two make four   (๒ บวก ๒ เป็น ๔)

  make a fool of oneself   (หลอกตัวเอง, ทำให้ตัวเองดูเป็นไอ้โง่)

11. Though he _______________ at last, he had won many victories in former days.  

(แม้ว่าเขา __________________ ในที่สุด  เขาได้รับชัยชนะหลายครั้งหลายหนในสมัย (ครั้ง) ก่อนๆ)

(a) defeated   (ชนะ, ทำให้พ่ายแพ้, รบชนะ, แข่งชนะ, ทำให้ล้มเหลว, ทำให้เสีย)

(b) was defeated   (พ่ายแพ้, ถูกเอาชนะ)

(c) is defeated

(d) was defeating

ตอบ  -  ข้อ  (b)  เนื่องจากต้องใช้ในรูป  “Passive voice” เพราะหมายถึง  “พ่ายแพ้

12. What is the climate ______________ in your home town?

(อากาศ __________________ อย่างไร (เช่นไร) ในเมืองบ้านเกิดของคุณ)

(a) alike

(b) likely

(c) like   (เป็นเหมือน, เหมือน, คล้าย)

(d) (No word is needed.)

ตอบ  -  ข้อ (c)  ในที่นี้  “Like” เป็น “Preposition” หมายถึง “เป็นเหมือน, เหมือน, คล้าย”  ใช้กับ “Verb to be” หรือ “Look” (มีลักษณะ, มีท่าทาง)  ต้องตามด้วยคำนาม  ดูคำอธิบายเพิ่มเติมจากประโยคตัวอย่างข้างล่าง

             ตัวอย่างที่ ๑

-         The sky is cloudy and it looks like ___________________.

(ท้องฟ้ามีเมฆมาก  และมันดูเหมือน ________________________ )

(a) rain   (ฝน)

(b) to rain

(c) rainy

(d) it will rain

ตอบ  –  ข้อ  (a) เนื่องจาก  “Like” ในที่นี้เป็น “Preposition” หมายถึง “เหมือน, คล้าย”  ต้องตามด้วยคำนาม   ซึ่งในที่นี้ คือ “ฝน

                ตัวอย่างที่ ๒

-         He became a doctor _______________ his father.

(เขาเป็นหมอ ______________________ พ่อของเขา)

(a) same as

(b) like   (เหมือน)

(c) such as

(d) as

ตอบ  –  ข้อ  (b) เนื่องจาก  “Like” เมื่อหมายถึง “เหมือน, คล้าย” จะเป็น Preposition”  จึงต้องตามด้วยคำนาม   สำหรับข้อนี้อาจตอบได้อีกอย่าง คือ “the same as”ส่วน   “As”  (เหมือนกับ)  ต้องตามด้วย  “Subject + Verb” (ดูความแตกต่างการใช้  “Like”และ “As”  จากประโยคข้างล่าง)

-         Like the other nations of Eastern Europe, Poland was

politically dominated by the Soviet Union during the Cold War.

(เหมือนกับประเทศอื่นๆในยุโรปตะวันออก  โปแลนด์ถูกครอบงำทางการเมืองโดย

สหภาพโซเวียต  ในระหว่างสงครามเย็น)

หมายเหตุ  -  ประโยคข้างบนใช้  “Like” เนื่องจาก “Like” (หมายถึง “เหมือน, คล้าย”)   ต้องตามด้วยคำนามหรือวลี   เช่น  “the other nations” “his father”  most hard-working people” (คนทำงานหนักส่วนใหญ่)  ส่วน  “as” (หมายถึง “เหมือนกับ”)   ต้องตามด้วยอนุประโยค  (As + subject + verb)  เช่น

          - He did as his father had told him to do.

(เขาทำเหมือนที่พ่อของเขาบอกให้ทำ)

         - She smiled as her mother did when she was young.

(เธอยิ้มเหมือนที่แม่ของเธอยิ้ม  เมื่อตอนที่ (แม่) เป็นเด็ก)

                    สำหรับ “As” เมื่อเป็น “Preposition”  มีความหมายว่า  “ในฐานะ หรือ เป็น”  จะต้องตามด้วยคำนามหรือวลี เช่น

          - She works as a doctor.

(เธอทำงานเป็นหมอ)

         - He is known as a man who keeps his words.

(เขาเป็นที่รู้จักกันในฐานะคนที่รักษาคำพูด)

          - They have been recognized as the men who died for their country.

(พวกเขาได้รับการจดจำในฐานะคนที่ตายเพื่อชาติบ้านเมือง)

           - As a good citizen, everyone has to pay a proper amount of tax each year.

(ในฐานะพลเมืองดี  ทุกคนจำเป็นต้องจ่ายภาษีในจำนวนที่เหมาะสมทุกๆปี)

                สำหรับ “Alike” เป็นทั้งคำคุณศัพท์และกริยาวิเศษณ์  หมายถึง  เหมือนกัน, คล้ายกัน, อย่างเดียวกัน”  ดังประโยคข้างล่าง

            - These two things are alike.

(ของ ๒ สิ่งนี้เหมือนกันเลย)

          - Tom and his brother are both alike.

(ทอมและพี่ชายของเขาคล้ายกัน  -  รูปร่างหน้าตาหรือการกระทำ)

          - No two people think or behave alike.

(ไม่มีใคร ๒ คน คิดหรือประพฤติตัวเหมือนกัน)

          - The two sisters are remarkably alike in appearance.

(พี่สาวน้องสาว ๒ คนนั้นคล้ายกันเป้นพิเศษ (อย่างน่าสังเกต) ในด้านรูปร่างหน้าตา-ลักษณะท่าทาง)

          - They did everything alike.

(พวกเขาทำทุกอย่างเหมือนๆกัน)

          - The children are all treated alike.

(เด็กๆได้รับการปฏิบัติเหมือนๆกันทุกคน)

          - The strike is damaging to managers and workers alike.

(การนัดหยุดงานกำลังสร้างความเสียหายให้กับผู้จัดการและคนงานเหมือนๆกัน)

          - The snowstorm affected the southern and northern states alike.   (พายุหิมะมีผลกระทบต่อรัฐทางตอนเหนือและใต้เหมือนๆกัน)

13. Who discovered the ________________ of gravity?

(ใครเป็นผู้ค้นพบ ___________________ แรงโน้มถ่วง)

(a) principal   (สำคัญที่สุด, รายใหญ่, ตัวการ, อันดับแรก, อันดับหนึ่ง, หัวหน้า, เงินต้น, ต้นทุน, ครูใหญ่, ตัวการสำคัญ, ประธาน)

(b) principle   (หลัก, หลักการ, กฎ,หลักศีลธรรม, ลัทธิ)

(c) principality   (รัฐหรืออาณาเขตที่ปกครองโดยเจ้าชาย ดยุก หรือขุนนางสำคัญอื่นๆ, รัฐนคร)

(d) principles

ตอบ  -  ข้อ  (b)  เมื่อนำหน้าด้วย  “the”  แล้ว “principle”  ไม่จำเป็นต้องอยู่ในรูปพหูพจน์  เนื่องจากไม่ได้แสดงการเน้นหรือชี้เฉพาะ

14. A car won’t go unless it is supplied _______________ petrol.

(รถยนต์จะไม่วิ่ง  ถ้ามันไม่ได้รับการเติม (จัดหา) ________________ น้ำมัน)

(a) with   (ด้วย)

(b) by

(c) in

(d) of

ตอบ  -  ข้อ  (a)  เนื่องจาก “Be supplied with” (ตามด้วย สิ่งของหรืออุปกรณ์) ส่วน  “Be supplied by”  (ตามด้วยบุคคล)

15. Scarcely _______________ when it began to rain.

(___________  (แทบจะยังไม่ได้) ______________ เมื่อตอนฝนเริ่มตก)

(a) he had gone out

(b) he went out

(c) had he gone out   (เขา...........แทบจะยังไม่ได้..........ออกไปข้างนอก) (คือยังไม่ทันออกไปพ้นประตูบ้าน  ฝนก็ตกลงมาเสียก่อน)

(d) he would go out

ตอบ  -  ข้อ (c)  เนื่องจากเป็นไปตามโครงสร้าง  “Scarcely + has (have, had) + subject + verb 3ดูเพิ่มเติมจากประโยคตัวอย่างข้างล่าง

-    Scarcely ______________ his election speech when the assassin shot him down.

(ยังไม่ทันที่ ________________ สุนทรพจน์ในการเลือกตั้ง  เมื่อผู้ลอบสังหารยิงเขาล้มลง)

 (a) has he finished  (ผิด  เพราะ “tense” ไม่สอดคล้องกับ “tense” ในประโยคย่อย (อนุประโยค) (when………….. down.) ที่มีคำกริยาเป็นอดีต “shot”)

 (b) he has finished

 (c) he had finished

(d) had he finished   (เขาจะ พูดจบ)

ตอบ  –  ข้อ  (d)  เนื่องจากหลักการเรียงคำในประโยค  เมื่อเอา “Scarcely, Hardly, Rarely, Seldom, Never, Never before, No sooner…….than”  มาไว้หน้าประโยค  คือ

-         Scarcely (hardly, never, never before) + verb (ช่วย)  + subject + verb (แท้) + กรรม + ข้อความต่อๆไป  เช่น

-         Never before have they seen such a beautiful place in their lives.

(ไม่เคยมาก่อนเลยที่พวกเขาได้เห็นสถานที่สวยงามเช่นนั้นในชีวิต)

-         Rarely will she find such a good job with a high income.

(หายากที่เธอจะได้เจองานที่ดีพร้อมด้วยรายได้สูง)

-         Seldom did we hear a good news like that.

(เราแทบจะไม่ได้ยินข่าวดีเช่นนั้น)

 16. His lifelong interest in astronomy perhaps came ______________ this night’s experience.

 (ความสนใจตลอดชีวิตของเขาในด้านดาราศาสตร์  มา ______________ ประสบการณ์ของคืนนี้  -  ที่เขาได้ทำหรือเห็นอะไรบางอย่าง  ซึ่งทำให้เกิดความประทับใจในวิชานี้)

(a) to

(b) after

(c) in

(d) from   (จาก)

17. That new television program _______________ me very much.

(รายการทีวีรายการใหม่ _____________________ ให้กับผมเป็นอย่างมาก  -  หรือทำให้ผมสนใจเป็นอย่างมาก) 

(a) is interested   (รู้สึกสนใจ)

(b) is interesting   (น่าสนใจ)

(c) interest

(d) interests  (ทำให้.......สนใจ, สร้างความสนใจให้กับ)

18. She said she would come, and she _______________.

(เธอพูดว่าเธอจะมา  และเธอ __________________ )

(a) come

(b) did came

(c) did come   (มาจริงๆ)

(d) would

ตอบ  -  ข้อ  (c) ดูคำอธิบายเพิ่มเติมจากประโยคตัวอย่างข้างล่าง

-    I _____________ saw this log myself.

(ผมเลื่อยท่อนซุง – ท่อนไม้ – ด้วยตัวผมเอง ____________________ )

(a) did   (จริงๆ, อย่างแท้จริง)

(b) have

(c) had

(d) (No word is needed.)

ตอบ  –  ข้อ  (a) เนื่องจากเป็นการนำกริยาพิเศษ   (Do, Does, Did)  มานำหน้าคำกริยาทั่วไป  เพื่อ  “เน้นย้ำ”  กริยาตัวนั้น ว่า  “ทำเช่นนั้นจริงๆ”  หรือ  “เป็นเช่นนั้นจริงๆ”  ซึ่งเป็นการใช้ในประโยคบอกเล่า  หรือประโยคขอร้องเชื้อเชิญ  ทั้งนี้  คำกริยาที่ ตามหลัง  “Do, Does, Did” จะ ต้องอยู่ในรูป  “Infinitive without to” (Verb 1)  เช่น

           - People do in fact make mistakes.

(ผู้คนทำผิดกันจริงๆ – คือทำผิดกันเยอะเลย)

          - It does seem a bit cold in here.

(มันดูเหมือนว่าหนาวจริงๆในที่นี้)

          - I did have a map somewhere but I must have lost it.

(ผมมีแผนที่จริงๆอยู่ที่ไหนสักแห่ง  แต่ว่าผมคงทำมันหายแล้วละ)

          - I do agree with him.

(ผมเห็นด้วยกับเขาจริงๆ)

          - They did get a bit worried about me.

(เขาวิตกกังวลนิดหน่อยจริงๆเกี่ยวกับผม)

          - He does come every day.

(เขามาทุกวันจริงๆ)

          - He did come yesterday.

(เขามาเมื่อวานนี้จริงๆ)

          - You do play the piano well.

(คุณเล่นเปียโนได้ดีจริงๆ)

          - Do come in, please.

(เชิญเข้ามาข้างในเลยครับ)

19. They _______________ that the more one has the more one wants. 

(พวกเขา _________________ ว่า  คนเรายิ่งมีมาก  ก็ยิ่งต้องการมาก)

(a) tell

(b) ask

(c) inquire   (ถาม)

(d) say   (กล่าว, พูด)

ตอบ  -  ข้อ (d)  ถ้าใช้ “Tell” ต้องพูดว่า  “They tell me (him, her) that…………

20. She asked me___________________.

(เธอถามผม (ว่า) ______________________ )

(a) why did he change his mind

(b) why does he change his mind

(c) why he changes his mind

(d) why he changed his mind   (ทำไมเขาจึงเปลี่ยนใจ)

ตอบ  -  ข้อ  (d)  ดูคำอธิบายเพิ่มเติมจากประโยคตัวอย่างข้างล่าง

-   He asked me ______________ I was hungry.

(เขาถามผมว่าผมหิว ______________________)

(a) that

(b) why

(c) how

(d) if   (หรือไม่)

(e) weather  (อากาศ)

ตอบ  -  ข้อ  (d)  เนื่องจากมาจากประโยค “Direct speech”  คือ  “Are you hungry?”  เมื่อจะเปลี่ยนเป็นประโยค “Indirect speech”  จะต้องเชื่อมด้วย  If” หรือ  “Whether”(He asked me if (whether) I was hungry.) ซึ่งทั้ง ๒  คำมีความหมายเหมือนกัน คือ  “หรือไม่, หรือปล่าว”  กล่าวโดยสรุป  คือ ถ้าประโยค “Direct speech  ซึ่งเป็นประโยคคำถาม  ขึ้นต้นด้วยกริยาพิเศษ  (Verb to be, to have, to do)  หรือ  “Modal verb” (Will, Would, Shall, Should, Can, Could, May, Might, Must)  เมื่อเปลี่ยนเป็นประโยค Indirect speech” จะต้องเชื่อมข้อความระหว่าง  “Reporting speech” (He asked me) และ “Reported speech” (I was hungry)  ด้วย  “If” หรือ Whether” เสมอ  ห้ามใช้  “That”  ดังตัวอย่างประโยคข้างล่าง

           - Are you a student?  (คุณเป็นนักเรียนใช่ไหม)

(She wants to know if (whether) he is a student.)

(เธอต้องการรู้ว่าคุณเป็นนักเรียนหรือไม่)

          - Do you like to play tennis?  (คุณชอบเล่นเทนนิสไหม)

(He asked me if (whether) I liked to play tennis.)

(เขาถามผมว่าผมชอบเล่นเทนนิสหรือไม่)

        - Will you go to my party?  (คุณจะไปงานเลี้ยงของผมไหม)

(I ask her if (whether) she will come to my party.)

(ผมถามเธอว่าจะไปงานเลี้ยงของผมหรือไม่)

   - Can you play the piano?  (คุณเล่นเปียโนเป็นไหม)

(They asked me if (whether) I could play the piano.

(พวกเขาถามผมว่าเล่นเปียโนเป็นหรือไม่)

                  ในกรณีที่ประโยค “Indirect speech” เป็นประโยคบอกเล่า ให้ใช้ That” เชื่อม  หรืออาจละไว้ก็ได้  (ไม่ต้องเขียนลงไป) เช่น

-        I go for a walk every morning.

(ผมออกเดินทุกเช้า)

(I tell him (that) I go for a walk every morning.)

(ผมบอกเขาว่าผมออกเดินทุกเช้า)  หรือ

(I told him (that) I went for a walk every morning.)

-       I have been to London several times.

(ผมเคยไปลอนดอนหลายครั้ง)

    (She said (that) she had been to London several times.)

(เธอพูดว่าเธอเคยไปลอนดอนหลายครั้ง)

                สำหรับในกรณีที่ ประโยค “Direct speech”  เป็นประโยคคำถามที่ขึ้นต้นด้วย  “Question word” (What, When, Where, Why, How, etc.)  เมื่อเปลี่ยนเป็นประโยค “Indirect speech”   ให้เอา “Question word” นั้นๆ มาเป็นตัวเชื่อม  โดย “ไม่ต้องใช้” “That”  เช่น  ในประโยคข้างล่าง  “ห้ามใช้”“…….to find that where it is hiding”

-          Are you waiting (1) for success (2) to arrive or are you going (3) to find where (4) is it hiding?

(คุณกำลังรอคอยให้ความสำเร็จมาหา  หรือคุณจะไปหาว่ามันกำลังหลบซ่อนอยู่ที่

ไหน)  (ข้อนี้เหมือนเป็นคำสอนคน  อย่าให้มัวแต่รอคอยความสำเร็จ  แต่ให้ขยันทำงาน

เพื่อจะได้พบกับความสำเร็จ  คือ  สอนให้เป็นฝ่ายรุก มิใช่ตั้งรับ)

ตอบ  –  ข้อ  (4)  แก้เป็น “it is” เนื่องจากอยู่ในรูป “Indirect speech” หรือ Reported speech”  คือ “คำพูดที่ถูกกล่าวรายงาน”  เป็นการเปลี่ยนจากประโยค Direct speech” (Where is it hiding?)  มาเป็นประโยค  “Indirect speech”  ที่ขึ้นต้นด้วย  “are you going to find …….”  จึงต้องเอาประธานมาไว้หน้าคำกริยา  where it is……..”  ซึ่งเป็นการเรียงคำแบบประโยคบอกเล่า  มิใช่เอาคำกริยาไว้หน้าประธาน  (where is it)  เหมือนในประโยคคำถาม   ดังตัวอย่างข้างล่าง

-   How old are you? (Direct speech)

(คุณอายุเท่าใด)

-      I want to know how old you are. (Indirect speech)

(ผมอยากทราบว่าคุณอายุเท่าใด)

-   Where is she going? (Direct speech)

(เธอกำลังจะไปที่ไหน)

-   He asks her where she is going. (Indirect speech)

(เขาถามเธอว่า  เธอกำลังจะไปที่ไหน)

-  When will you retire from your work? (Direct speech)

(คุณจะเกษียณจากงานเมื่อใด)

-  I asked him when he would retire from his work. (Indirect speech)

(ผมถามเขาว่าเขาจะเกษียณจากงานเมื่อใด)

หมวดข้อสอบ TOEIC (ตอนที่ 47)

Part V : Sentence Completion(ส่วนที่ 5 :  การเติมประโยคให้สมบูรณ์)

Choose the best alternative to make a correct sentence.

(จงเลือกข้อที่ดีที่สุดเพื่อทำให้ประโยคมีความถูกต้อง)

1. ______________ going home to his wife, he took his secretary to the cinema. 

  (_______________________  กลับบ้านไปหาภรรยา  เขาพาเลขาฯ ของเขาไปดูหนัง)

(a) In case of  (ในกรณีที่อาจเกิด......, เผื่อไว้สำหรับเกิดหรือมี......)

(b) In spite of  (ทั้งๆที่)

(c) Instead of   (แทน, แทนที่, แทนที่จะ)

(d) While   (ในขณะที่)

ตอบ  -  ข้อ  (c)  เนื่องจากได้ความหมายดีที่สุด   สำหรับตัวอย่างการใช้ Preposition”  ในข้อ (a)  (b)  (c)  และ  “While” เช่น

         - There is a fire extinguisher on every floor in case of fire.

(มีเครื่องดับเพลิงอยู่ทุกชั้น (ของอพาร์ตเมนต์) ในกรณีที่เกิดไฟไหม้  -  คือมีเตรียมไว้เผื่อเกิดไฟไหม้)

         - In case of fire, take an emergency exit.

(ในกรณีที่เกิดไฟไหม้  ให้ใช้ทางออกฉุกเฉิน)

         - Take your umbrellas in case of rain.

(เอาร่มของคุณติดไปด้วยนะ  เผื่อฝนตก)

         - The wall was built along the river in case of floods.

(กำแพงถูกสร้างขึ้นตามฝั่งแม่น้ำเพื่อป้องกัน (หรือในกรณีที่เกิด) น้ำท่วม)

         - In spite of (= despite) the bad storm John delivered his papers on time.   (ทั้งๆที่มีพายุเลวร้าย  ทอมก็ยังไปส่งหนังสือพิมพ์ได้ตรงเวลา)

         - In spite of (= despite) all their differences, Mary and Ann remain friends.   (ทั้งๆที่แตกต่างกันอย่างมากมายอย่างนั้น  แมรี่และแอนยังคงเป็นเพื่อนกันได้)

          - They went out in spite of (= despite) the heavy rain.

(พวกเขาออกไปข้างนอกทั้งๆที่ฝนตกหนัก)

          - I wore mittens instead of (= in place of = in lieu (ลู) of) gloves.

(ผมสวมถุงมือแบบปล่อยให้นิ้วโผล่ออกมาแทนถุงมือแบบคลุมนิ้ว)

          - The grown-ups had coffee but the children wanted milk instead of (= in place of = in lieu of) coffee.

(ผู้ใหญ่ดื่มกาแฟ  แต่เด็กๆต้องการนมแทนกาแฟ)

          - The boys went fishing instead of (= in place of = in lieu of) going to school.

(พวกเด็กผู้ชายไปตกปลาแทนที่จะไปโรงเรียน)

          - The Vice-President talked at the meeting instead of (= in place of = in lieu of) the President, because the President was sick.

(รองประธานาธิบดีกล่าวในที่ประชุมแทนท่านประธานาธิบดี  เพราะว่าท่านประธานาธิบดีป่วย)

          - The magician appeared on the program instead of (= in place of = in lieu of) a singer.

(นักมายากลปรากฏตัวในรายการแทนนักร้อง  -  เนื่องจากนักร้องป่วยหรือติดภารกิจ)

          - While I was overseas, she was in London studying.

(ในขณะที่ผมอยู่ต่างประเทศ  เธออยู่ในลอนดอนเพื่อเรียนหนังสือ)

          - She was watching TV while her mother was cooking.

(เธอกำลังดูทีวี  ในขณะที่แม่กำลังปรุงอาหาร)

          - He stayed with Mom and me while Dad sat with Dr. Smith in the living-room.

(เขาอยู่กับแม่และฉัน  ในขณะที่พ่อนั่งอยู่กับหมอสมิธในห้องรับแขก)

          - They decided to seek a less expensive place while in Paris.

(พวกเขาตัดสินใจหาสถานที่ (พักอาศัย) แพงน้อยกว่ากันในปารีส)

          - Jim likes to smoke while eating his dinner.

(เขาชอบสูบบุหรี่ขณะกินอาหารค่ำ)

          - He had taken out his handkerchief several times while talking to her and blown his nose.

(เขาควักผ้าเช็ดหน้าออกมาหลายครั้งในขณะที่คุยกับเธอ  และสั่งน้ำมูก)

2. Whenever they had a meeting, I _______________.

(เมื่อใดก็ตามที่เขามีการประชุมกัน  ผม ___________________)

(a) absented   (ทำให้ขาด –ประชุม, งาน, โรงเรียน, ฯลฯ)  (เป็นกริยาช่องที่ ๒ และ ๓)

(b) was absented  (ถูกทำให้ขาด – ประชุม, งาน)

(c) was absenting

(d) was absent   (ขาด, ไม่อยู่, ลาหยุด, ไม่ได้มาร่วมด้วย  -  คือ ไม่ได้เข้าประชุมด้วย)

ตอบ  -  ข้อ  (d) เนื่องจาก “Absent”  เป็นคำคุณศัพท์  จึงใช้กับ “Verb to be  ในที่นี้คือ “Was”  ตามประธานในประโยคใหญ่  (Main clause)  คือ  “I

3. The air in that spot smells _________________.

(อากาศตรงบริเวณนั้นมีกลิ่น _____________________ )

(a) sweetness   (ความสดชื่น, ความหวาน, ความไพเราะ, ฯลฯ)  (เป็นคำนาม)

(b) sweetly  (เป็นกริยาวิเศษณ์)

(c) sweet   (สดชื่น, หวาน, มีรสหวาน, มีรสดี, สด, ไพเราะ, มีกลิ่นดี, หอม, น่าพอ ใจ, งดงาม)  (เป็นคำคุณศัพท์)

(d) sweeten  (ทำให้หวาน-หอม-อ่อนนิ่ม-เป็นกรดน้อยลง, หวานขึ้น, หอมขึ้น, ไพเราะขึ้น, นิ่มนวลขึ้น, กลมกล่อมขึ้น)  (เป็นคำกริยา)

ตอบ  -  ข้อ  (c)  เนื่องจาก  “Smell + Adjective”  ดูเพิ่มเติมคำกริยาที่ต้องตามด้วยคำคุณศัพท์  (Adjective)  มิใช่กริยาวิเศษณ์  (Adverb)  เหมือนในกรณีทั่วๆไป  จากประโยคตัวอย่างข้างล่าง

             ตัวอย่างที่ ๑

(1) When compared with its (2) graceful manner in the water, a penguin’s progress (3) on land seems (4) awkwardness.

(เมื่อเปรียบเทียบกับกริยาท่าทางที่งามสง่าของมันในน้ำ  การก้าวเดินไปข้างหน้าของนกเพ็นกวินบนบก  ดูเหมือนว่าจะงุ่มง่าม-เชื่องช้า-เก้งก้าง)

ตอบ  -  ข้อ  ๔  แก้เป็น  “awkward” เนื่องจาก  “Seem + Adjective

              ตัวอย่างที่ ๒

-            I saw the coach on the field after the game, and he seemed ________________.

(ผมเห็นผู้ฝึกสอนที่สนามหลังการแข่งขัน  และเขาดูเหมือนว่า _____________ )

(a)   real angry

(b)  angrily

(c)   anger

(d)  angry   (โกรธ)

ตอบข้อ (d)  เนื่องจาก  “Seem + Adjective”  (หรืออาจตอบ  “really angry” (โกรธอย่างแท้จริง)  ก็ได้)  เนื่องจากหลังกลุ่มคำกริยาต่อไปนี้  (look, feel, become, grow, get, seem, appear, taste, prove, sound, remain, turn)  แม้จะไม่ต้องมีกรรมมารับโดยตรง  แต่ก็ต้องอาศัยคำหรือกลุ่มคำอื่นมาช่วยขยายตามหลังมัน  เพื่อให้ได้ใจความชัดเจนขึ้น  คำที่มาขยายคำกริยาเหล่านี้มิได้เป็นกรรม(Object) แต่มาช่วยทำให้กริยามีความหมายดีขึ้น หรือทำให้ประธานของประโยคมีใจความสมบูรณ์  คำที่ตามหลังคำกริยาประเภทนี้จะอยู่ในรูปคำคุณศัพท์  (Adjective) เท่านั้น   มิใช่คำกริยาวิเศษณ์ (Adverb)  ทั้งนี้  เราเรียกส่วนขยายคำกริยาพวกนี้ว่า “Subjective Complement”หมายถึง “ตัวขยายอกรรมกริยา  เพื่อให้ประธานของประโยคมีใจความสมบูรณ์”  และเรียกกริยาประเภทนี้ว่า  “Linking Verb”  คือช่วยเชื่อมระหว่าง ประธานของประโยค  และ ส่วนที่มาขยายคำกริยา  เพื่อทำให้ประโยคมีใจความสมบูรณ์  ดังตัวอย่างประโยคข้างล่าง

     - She felt good after a long sleep.

  (เธอรู้สึกสบายดีหลังจากนอนหลับยาว)

     - He looked happy when his friends came to see him.

  (เขาดูท่าทีมีความสุข  เมื่อเพื่อนมาเยี่ยม)

     - The milk in that glass tasted sour.

  (นมในแก้วใบนั้นมีรสเปรี้ยว)

     - They seem tired after a hard day’s work.

(พวกเขาดูเหมือนเหนื่อย  หลังจากทำงานตรากตรำมาทั้งวัน)

สรุป  -   คำที่ตามหลังคำกริยาจำพวก  “Linking verb ได้แก่be (is, am, are, was, were) (เป็น, อยู่, คือ), become, seem  (ดูเหมือนว่า), appear  (มีลักษณะท่าทาง), feel  (รู้สึก), get, grow, keep, look  (มีท่าทาง), smell  (มีกลิ่น), sound, taste (มีรสชาติ), turn (กลายเป็น)  จะต้องเป็นคำคุณศัพท์  (Adjective) เสมอ เช่น

-        Tom became rich(ทอมร่ำรวยขึ้นมา)

-        Ann seems happy.   (แอนดูเหมือนว่าจะมีความสุข)

-         Jim felt cold.   (จิมรู้สึกหนาว)

-        He got/grew impatient.   (เขารู้สึกกระวนกระวาย)

-        The idea sounds interesting.   (ความคิดนี้ดูน่าสนใจ)

-        She looked calm.   (เธอมีอาการสงบ)

-        He turned pale.  (เขาตัวซีด หรือหน้าซีด)

-        The soup tasted sweet.   (ซุปมีรสหวาน)

4. As the time of departure approached, my heart was filled with a mixture of _________________.

   (เมื่อเวลาของการจากไปใกล้เข้ามา  หัวใจของผมเต็มไปด้วยการผสมปนเปของ _______________________ )

(a) sorry and glad  (เสียใจและดีใจ)  (เป็นคำคุณศัพท์ทั้ง ๒ คำ)

(b) sorry and gladness  (เสียใจและความดีใจ)

(c) sorrow and glad  (ความเสียใจและดีใจ)

(d) sorrow and gladness   (ความเสียใจและความดีใจ)  (เป็นคำนามทั้ง ๒ คำ)

ตอบ  -  ข้อ  (d)  เนื่องจากหลัง  “Preposition” (Of)  ต้องเป็นคำนาม

5. They have ______________ to do this afternoon.

(พวกเขามี __________________________ ที่จะต้องทำบ่ายวันนี้)

(a) many works

(b) much work   (งานมาก)

(c) much works

(d) many work

ตอบ  -  ข้อ  (b)  เนื่องจาก  “Work”  (งาน)  เป็นนามนับไม่ได้  จึงต้องใช้ “Much” ขยาย  (Many ใช้ขยายนามนับได้พหูพจน์)  สำหรับ “Works” หมายถึง  “สถานที่ที่ใช้ผลิต, สถานที่ประกอบอุตสาหกรรม, งานขนาดใหญ่ เช่น ด้านวิศวกรรม  ติดตั้งระบบไฟฟ้า-ประปา, ผลงานทางศิลปะ  หรืออื่นๆ)

6. In that class the students are _______________ men.

(ในชั้นเรียนนั้น  นักเรียนเป็นผู้ชาย _____________________ )

(a) almost the

(b) most of

(c) almost   (เกือบจะ)

(d) mostly   (ส่วนใหญ่, ส่วนมาก)

ตอบ  -  ข้อ  (d)  ดูเพิ่มเติมการใช้  “Mostly” จากประโยคตัวอย่างข้างล่าง

- The men at the party were mostly young.

(ผู้ชายที่งานเลี้ยงส่วนใหญ่เป็นคนหนุ่ม)

       - She was busy writing, poetry mostly (= mostly poetry).

(เธอยุ่งอยู่กับการเขียน  ส่วนใหญ่เป็นบทกวี)

       - She has had a very exciting career, mostly in New York.

(เธอมีอาชีพที่น่าตื่นเต้นมาก  ส่วนมากในนิวยอร์ค)

       - Some animals hunt mostly at night.

(สัตว์บางชนิดออกล่าเหยื่อตอนกลางคืนเป็นส่วนใหญ่)

                 สำหรับการใช้ “Most of the (Most)”  และ  “The most”  ดูจากประโยคข้างล่าง

-       _____________ outside of the cities is used for farming.

(_________________  นอกเมือง  ถูกใช้สำหรับทำฟาร์ม – คือ เพาะปลูก-เลี้ยงสัตว์)

(a) Most areas  (พื้นที่ส่วนใหญ่)

(b) Most of the area   (= Most area)  (พื้นที่ส่วนใหญ่)

(c) Almost all areas   (เกือบจะพื้นที่ทั้งหมด)

(d) The most of the area

ตอบ  -  ข้อ   (b)  เนื่องจาก  “Area”  เป็นทั้งคำนามนับได้และนับไม่ได้  หมายถึง  พื้นที่ของเมือง, ประเทศ หรืออื่นๆ, พื้นที่ในห้องหรือตัวอาคาร, สาขาของวิชาความรู้ สำหรับประโยคข้างบนมีประธานคือ  “Most of the area”  โดยมี “outside of the cities”  เป็นส่วนขยาย  และมีกริยา คือ “is used” จึงต้องใช้  “Area” แบบนามนับไม่ได้  คือ  เอกพจน์   ดังนั้น  ข้อ (a) และ (c) จึงผิดสำ  หรับความแตกต่างระหว่าง  Most + Noun (plural)”  “Most of the + Noun (plural)”และ The most”  ดูจากตัวอย่างในประโยคข้างล่าง  (จงหาที่ผิดไวยากรณ์ จากข้อ ๑ ถึง ๔)

(1) As (2) they ripen on the tree, (3) the most olives change slowly (4)  from green to black.

(ในขณะที่พวกมันสุกอยู่บนต้น  ผลมะกอกส่วนใหญ่เปลี่ยนอย่างช้าๆ  จากสีเขียวเป็น สีดำ)

ตอบ–  ข้อ (3)  แก้เป็น“most olives”หรือ  “most of the olives”  เนื่องจากหมายถึง  “ผลมะกอกส่วนใหญ่”  สำหรับ  The most”  ใช้นำหน้าคำคุณศัพท์พยางค์ยาวในการเปรียบเทียบ  “ขั้นสูงสุด”  (Superlative) เช่น

-         the most important thing  (สิ่งสำคัญที่สุด)

-         the most expensive car  (รถยนต์ที่แพงที่สุด)

-         the most diligent student  (นักเรียนที่ขยันที่สุด)

-         the most difficult question  (คำถามที่ยากที่สุด)

-         the most complicated problem  (ปัญหาที่สลับซับซ้อนที่สุด)

7. If you had gone with us to the mountains, you ______________ very heavy clothing.

(ถ้าคุณได้ไปกับเราที่ภูเขา (เมื่อเดือนหรือปีที่แล้ว)  คุณ  _________________เสื้อผ้าที่หนาอย่างมาก)  (เนื่องจากอากาศหนาวมาก)

(a) had to wear (จำเป็นต้องสวม)

(b) would have to wear

(c) would have had to wear   (คงจำเป็นจะต้องสวม)

(d) had had to wear

ตอบ  -  ข้อ  (c)  เนื่องจากเป็น  “If clause” แบบที่ ๓  “Past unreal”   (ไม่เป็นจริงในอดีต)  คือเหตุการณ์เกิดตรงข้ามกับความจริง  หรือข้อความในประโยค  ทั้งนี้  ประโยคข้างบนมีความหมาย คือ  “เพราะคุณไม่ได้ไปที่ภูเขากับเรา  คุณก็เลยไม่จำเป็นต้องสวมเสื้อผ้าที่หนา  ”ดูเพิ่มเติม  “If clause” แบบที่ ๓ จากประโยคตัวอย่างข้างล่าง

             ตัวอย่างที่ ๑

-   Tom ______________ more photographs if he had had more film.

(ทอม____________________ รูปมากขึ้น  ถ้าเขามีฟิล์มมากกว่าที่เป็นอยู่)

(a) would take

(b) would have taken   (คงจะได้ถ่าย)

(c) would be taking

(d) will have taken

ตอบ  -  ข้อ  (b)  เนื่องจากเป็น  “If clause”  แบบที่ ๓  “Past unreal”  (ไม่เป็นจริงในอดีต)   ความหมายของประโยคข้างบน คือ  “ทอมมิได้ถ่ายรูปเพิ่มขึ้น  เพราะเขามีฟิล์มอยู่นิดเดียว

                ตัวอย่างที่ ๒

-   Nancy ______________ you if you had asked her.

(แนนซี่ ______________________ คุณ   ถ้าคุณได้ขอร้องเธอ)

(a) had helped

(b) would help

(c) might help

(d) would have helped   (คงจะได้ช่วยเหลือ)

ตอบข้อ  (d)  เนื่องจากเป็น  “If clause” แบบที่ ๓ “Past unreal” (ไม่เป็นจริงในอดีต)  คือ เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นจริงๆ ตรงกันข้ามกับข้อความในประโยค  ซึ่งเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นจริงๆในประโยคข้างบน  คือ  “แนนซี่มิได้ช่วยเหลือคุณ  เพราะคุณไม่ได้ขอร้องเธอ

             ตัวอย่างที่ ๓

-         If we hadn’t left the house so late, we wouldn’t have missed the train.   (ถ้าเรามิได้ออกจากบ้านสายมาก  เราคงจะไม่พลาด (ตก) รถไฟ)

หมายเหตุ  –   ในความเป็นจริงคือ  “เราออกจากบ้านสาย  เราเลยตกรถไฟ”  ผู้พูดประโยคสมมติในอดีตแบบนี้  มักแสดงความเสียดายกับสิ่งที่เกิดขึ้น เพราะเหตุการณ์ได้ผ่านไปแล้ว  แก้ไขไม่ได้แล้ว  จึงมาเสียใจในภายหลังการสมมติในอดีตแบบนี้มีรูปประโยคดังนี้  คืออนุประโยค  “If + subject + had (not) + V ช่อง 3”,  ส่วนในประโยคใหญ่ (Main clause)  จะมีโครงสร้าง “Subject + would (should, could, might, must) + (not) + have + Vช่อง3”  หรือเอา “If clause”ซึ่งเป็นอนุประโยค  ไปไว้ข้างในประโยคก็ได้  แล้วเอาประโยคใหญ่  (Main clause)   มาไว้ข้างหน้าประโยค  ความหมายจะเหมือนกันทุกประการ  แต่ถ้าเอา“Main clauseมาไว้ข้างหน้าประโยค  เมื่อจบ  “Main clauseแล้ว  ให้ต่อด้วยประโยคย่อย  (If clause) เลย   โดยไม่ต้องมีเครื่องหมายคอมม่าคั่น 

                สำหรับตัวอย่างอื่นๆ ของ If clause” แบบที่ ๓ ได้แก่

-        If he had studied hard, he would have passed the exam.

(ถ้าเขาขยันเรียน (เมื่อปีที่แล้ว)  เขาก็คงจะสอบผ่านไปแล้ว – แต่จริงๆคือ เขาไม่ขยันเรียน  เขาจึงสอบตก)

-        If you had asked me, I would have told you the truth.

(ถ้าคุณขอร้องผม (เมื่อวานนี้)  ผมคงเล่าความจริงให้คุณฟังแล้ว – แต่จริงๆคือ คุณมิได้ขอร้องผม  ผมก็เลยไม่ได้เล่าความจริงให้คุณฟัง)

-        If they had not stopped smoking, they would have died of cancer.(ถ้าพวกเขาไม่เลิกสูบบุหรี่ (เมื่อ ๕ ปีมาแล้ว)  เขาก็คงจะตายด้วยโรคมะเร็งไปแล้ว – แต่จริงๆคือ  พวกเขาเลิกสูบบุหรี่  พวกเขาจึงยังไม่ตาย)

-        She would have gone to the market if she had had something to buy.

(เธอคงจะได้ไปตลาด (เมื่อเช้านี้)  ถ้าเธอมีของที่จะต้องซื้อ – แต่จริงๆคือ  เธอมิได้ไปตลาด  เพราะเธอไม่มีอะไรต้องซื้อ)

           จะเห็นว่าในประโยคข้างบน  “If clause” มี  “Had” 2 ตัว    ตัวหน้าแสดง  “Past perfect tense” ส่วน “Had” ตัวหลังมาจาก  “Have”  ที่แปลว่า มี”  พอมาอยู่หลัง “Had”  จึงต้องเปลี่ยนไปเป็น  Verb ช่องที่  3  ทำให้มีHad”  2 ตัว

-        I would not have bought a car if my office had not been very far from my home.   (ผมคงจะไม่ได้ซื้อรถยนต์ (เมื่อปีที่แล้ว)  ถ้าที่ทำงานของผมมิได้อยู่ห่างไกลจากบ้านมากมาย – แต่จริงๆคือ  ผมซื้อรถยนต์  เพราะที่ทำงานอยู่ห่างไกลจากบ้านมาก)

-         If he had bet on that horse, he would have lost all his money.

(ถ้าเขาเล่นพนัน (แทง) ที่ม้าตัวนั้น  เขาก็คงสูญเสียเงินไปทั้งหมดแล้ว)  -  แต่ในความเป็นจริงคือ “เขามิได้เล่นพนันที่ม้าตัวนั้น  เขาก็เลยไม่ได้เสียเงิน”

-        If you had not come to my party, you would not have met your old friends at college.   (ถ้าคุณมิได้มาที่งานเลี้ยงของผม  คุณก็คงไม่ได้พบเพื่อนเก่าตอนเรียนมหาวิทยาลัยของคุณ)  -   แต่ในความเป็นจริง  คือ  “คุณมางานเลี้ยง  คุณเลยได้พบเพื่อนเก่า”

สรุป  -  ใน “If clause”(ประโยคย่อย)  จะเป็นรูป  “Past perfect” {Subject + had + (not) + V 3}เสมอ  ส่วนใน  “Main clause” (ประโยคใหญ่)  จะเป็นรูป  “Past future perfect” {Subject + would (should, could, might) + (not) + have + V 3}  จึงต้องจำรูปแบบนี้ไว้ให้ได้

8. I have a job _________________.

(ผมมีงาน  _______________________)

(a) by being a tutor   (โดยการเป็นครูพิเศษ)

(b) as a tutor   (เป็นครูพิเศษ หรือ ครูรับจ้างสอนพิเศษ)

(c) by tutoring   (โดยการสอนพิเศษหรือส่วนตัว)

(d) by being a tutorial   (โดยเป็นระบบการสอนพิเศษหรือส่วนตัว)

9. If you don’t want to be punished, you must _______________.

(ถ้าคุณไม่ต้องการถูกลงโทษ  คุณจะต้อง ______________________ )

(a) behave good  (ประพฤติ-ปฏิบัติตัวดี)

(b) behave not badly  (ประพฤติไม่เลว)

(c) behave yourself   (ประพฤติตัวอย่างถูกต้องและเหมาะสม)

(d) behave it

ตอบ  -  ข้อ  (c)  หรือ  (a)  แต่ต้องแก้เป็น   “behave well”  เนื่องจากขยายกริยา  จึงต้องอยู่ในรูปกริยาวิเศษณ์  (Adverb)

10. They _____________ most of their lives on the sea.

(พวกเขา __________________ ชีวิตส่วนใหญ่ของตนในทะเล  -  คือ เป็นชาวประมง)

(a) used   (ใช้  -  คน, สัตว์, สิ่งของ, เครื่องมือ)

(b) spent   (ใช้  -  ชีวิต, เงิน, เวลา, ความพยายาม)

(c) paid   (จ่ายหรือชำระเงิน, ให้ (ความเคารพ)

(d) were used to  (คุ้นเคย, เคยชิน)

ตอบ  -  ข้อ (b)  ตัวอย่างการใช้คำอื่นๆ ได้แก่

       - He used wood to build his home.

(เขาใช้ไม้สร้างบ้านของเขา)

         - He wants to use the phone.

(เขาต้องการใช้โทรศัพท์)

         - No violence was used.

(ไม่มีการใช้ความรุนแรง)

         - She uses a closet for hanging up her clothes.

(เธอใช้ตู้แบบฝังฝาผนังสำหรับแขวนเสื้อผ้าของเธอ)

         - What kind of shampoo do you use?

(คุณใช้แชมพูสระผมชนิดใด)

         - He spent 3 hours reading in the library.

(เขาใช้เวลา ๓ ชั่วโมงอ่านหนังสือในห้องสมุด)

         - We always spend a lot of money on parties.

(พวกเราใช้เงินมากมายเสมอในการจัดงานเลี้ยง)

         - Whenever I go there, I get the urge to spend.

(เมื่อใดก็ตามที่ผมไปที่นั่น  ผมได้รับการกระตุ้นให้ใช้จ่ายเงิน  -  เช่น ไปที่บ่อนการพนัน หรือ ห้างที่มีสินค้าหรู)

         - He spent most of his time in the library.

(เขาใช้เวลาส่วนมากในห้องสมุด)

         - She woke early, meaning to spend all day writing.

(เธอตื่นแต่เช้าตรู่  และต้องการใช้เวลาทั้งวันในการเขียน)

         - He spent a lot of effort organizing that trip.

(เขาใช้ความพยายามมากมายในการจัดการเดินทางครั้งนั้น)

         - She has spent all her life in this town.

(เธอได้ใช้เวลาทั้งชีวิตของเธอในเมืองนี้)

         - We found a hotel where we could spend the night.

(เราพบโรงแรมซึ่งเราสามารถพักค้างคืนได้)

11. We begged him to let us ______________ through the telescope.

(เราขอร้องเขาให้อนุญาตให้เรา ___________________ ผ่านกล้องโทรทัศน์ (กล้องส่องทางไกล) ตัวนั้น)

(a) look   (มอง, ดู)

(b) to look

(c) looking

(d) looked

ตอบ  -  ข้อ  (a)  เนื่องจาก “Let + กรรม + Verb 1  ดูเพิ่มเติมกลุ่มคำกริยาที่ตามด้วยกรรม  และ  “Infinitive without to” (Verb 1)  จากประโยคตัวอย่างข้างล่าง

             ตัวอย่างที่ ๑

-         What she saw made her ______________ pale.

(สิ่งที่เธอเห็นทำให้เธอ ______________________ หน้าซีดเผือด)

(a) turn   (กลายเป็น)

(b) turning

(c) to turn

(d) turned

ตอบ  -  ข้อ  (a)  เนื่องจาก “Make +กรรม + Verb 1

                ตัวอย่างที่ ๒

-             The manager let everyone _________ the office early toattend the convention.

(ผู้จัดการปล่อย (ยอม) ให้ทุกคน____________________สำนักงานแต่เนิ่นๆเพื่อไปเข้าร่วมการประชุม)

      (a) to leave

      (b) leaves

      (c) left

      (d) leave   (ออกจาก)

หมายเหตุ  –  ตอบข้อ  (d)  เนื่องจากหลังกรรมของ  “Make, Let, Have (ใช้), See, Hear, Feel”  ต้องอยู่ในรูป  “Infinitive without to”  คือ กริยาช่องที่ ๑ ที่ไม่มี  “To” นำหน้า (Verb 1)  ดังตัวอย่างประโยค เช่น

-        She lets them play in the field.

(เธอปล่อยให้พวกเขาเล่นในสนาม)

-        We made them laugh.

(เราทำให้พวกเขาหัวเราะ)

-        I heard her sing.

(ผมได้ยินเธอร้องเพลง)

-        He saw her walk in the street.

(เขาเห็นเธอเดินในถนน)

-        She had them clean her room.

(เธอให้พวกเขาทำความสะอาดห้อง)

12. In former times the people of Thailand often died ____________ cholera(ค้อล-เลอะ-ร่ะ).

(ในสมัยก่อน  คนไทยมักตาย ______________________ อหิวาตกโรค)

(a)   with

(b)  of   (ด้วย)

(c)   by

(d)  from

ตอบ  -  ข้อ  (b)  เนื่องจาก “Die of” = “ตายด้วยโรคภัยไข้เจ็บ”“Dying of thirst”(กระหายน้ำอย่างมาก)  “Dying of hunger”(หิวอย่างมาก)  “Dying of boredom”(เบื่ออย่างมาก)  “Dying for a drink”(อยากดื่มเหล้าอย่างมาก)  “Dying to go to Paris”(อยากไปปารีสอย่างมาก)  “Die away”  {(เสียง) ค่อยๆแผ่วเบาลงและเงียบไปในที่สุด}  “Die down”  {(เสียงหัวเราะ, ลม) ลดความดังหรือความรุนแรงลง} “Die from”  (ตายเนื่องจาก..........ความหิวความกระหาย)  “Die by”  (ตายด้วย .............อาวุธ เช่น ดาบ, ปืน)  “Die for”  (ตายเพื่อ.........ประเทศชาติ)

13. She did not have to remain there, but she insisted ____________ us company.  

(เธอไม่จำเป็นต้องอยู่ที่นั่น  แต่ว่าเธอยืนกราน-ยืนยัน ___________ เป็นเพื่อนเรา)

(a)   to keep

(b)  keeping

(c)   and kept

(d)  on keeping   (จะอยู่)

ตอบ  -  ข้อ  (d) เนื่องจาก  “Insist + on + Verb + ing”  (ยืนกราน-ยืนยันที่จะ.............)  สำหรับ  “Keep someone company”  หมายถึง  “อยู่เป็นเพื่อนผู้นั้น, อยู่ด้วยกัน เพื่อเป็นเพื่อนกับคนนั้น)

14. Give him my kind regards when you _____________ him.

(ผมขอฝากความรักความปรารถนาดีไปยังเขาด้วย  เมื่อคุณ __________ เขา)

(a) will next see

(b) have next seen

(c) next see   {พบ (เขา) ครั้งต่อไป}  

(d) are next seeing

ตอบ  -  ข้อ  (c)  เนื่องจากประโยคหลัง  “When, Before, After, As soon asจะอยู่ในรูป  “Simple tense” ส่วนจะเป็น  “Present simple tense” หรือ Past simple tense”  ขึ้นอยู่กับ “Tense”  ในประโยคใหญ่  (Main clause)

ดูคำอธิบายเพิ่มเติมจากประโยคตัวอย่างข้างล่าง

-   When Mr. Woods gets here, we _________ the meeting.

(เมื่อมิสเตอร์วูดส์มาถึงที่นี่  เรา ___________ การประชุม)

(a) start

(b) will start   (จะเริ่มต้น)

(c) have started   (ได้เริ่มต้นแล้ว)

(d) are starting   (กำลังเริ่มต้น)

หมายเหตุ  –  ตอบข้อ  (b)  เพราะเป็นเรื่องอนาคต  คือ  เมื่อมิสเตอร์วูดส์มาถึง  พวกเราจึงจะเริ่มประชุม”  เป็นการใช้รูป  “Present simple tense”  ในอนุประโยค หรือประโยคย่อย  (Subordinate clause)  คือ  (When Mr. Woods gets here)  คู่กับ “Future simple tense”  ในประโยคใหญ่   “Main clause”  คือ (we will start the meeting)   ตัวอย่างประโยคแบบนี้ ได้แก่

-         When he has enough money, he will buy a new car.

(เมื่อเขามีเงินพอ  เขาจะซื้อรถคันใหม่)

-         When you finish your work, we will go out for dinner.

(เมื่อคุณทำงานเสร็จ  เราจะออกไปกินอาหารเย็นกัน)

-         She will leave the room before we finish the meeting.

(เธอจะออกจากห้องก่อนเราประชุมเสร็จ)

-         We will start our work afterwe discuss with our boss.

(เราจะลงมือทำงานหลังจากเราปรึกษากับหัวหน้าของเรา)

-         We will begin our debate as soon as the chairman arrives.

(เราจะเริ่มการอภิปรายในทันทีที่ท่านประธานมาถึง)

-         As soon as it rained, we went for a shelter.

(ในทันทีที่ฝนตก  เราเข้าหาที่หลบฝน)

-         As soon as it rains, we go (will go)for a shelter.

     (ในทันทีที่ฝนตก  เราเข้าหา (จะเข้าหา) ที่หลบฝน)

     สำหรับประโยคคำสั่งหรือขอร้องที่มี  “When, Before, After, As soon as” ก็เช่นเดียวกัน  ในประโยคใหญ่  จะขึ้นต้นด้วยคำกริยา  (โดยละประธาน  You”  เอาไว้ในฐานที่เข้าใจ)  ส่วนในประโยคย่อย  จะอยู่ในรูป“Present simple tense” ดังประโยคตัวอย่าง

-         Give her this book when you next see her.

(เอาหนังสือเล่มนี้ให้เธอ  เมื่อคุณเจอเธอครั้งต่อไป)

-         Notify me the information as soon as you get it.

(แจ้งข้อมูลให้ผมทราบ  ในทันทีที่คุณได้มันมา)

-         After you have finished (หรือ finish) your report, submit it to your professor.

(เมื่อคุณเขียนรายงานเสร็จแล้ว  ส่งมันให้อาจารย์ของคุณ)

-         Turn off the light before yougo out.

(จงปิดไฟก่อนคุณออกไปข้างนอก)

-         Lock the door after you come in.

(จงล้อคประตูหลังจากคุณเข้ามาข้างในแล้ว)

15. As soon as it stops _______________, I shall go home.

(ในทันทีที่หยุด ___________________ ผมจะกลับบ้าน)

(a) rain

(b) the rain

(c) to rain

(d) raining   (ฝนตก)

ตอบ  -  ข้อ  (d)  เนื่องจาก  “It stops raining.”  หมายถึง  “ฝนหยุดการตก”กล่าวคือ “Stop + Verb + ing” =  “หยุดการกระทำสิ่งนั้น”  ส่วน  “Stop + To + Verb 1” =  “หยุดเพื่อที่จะทำสิ่งนั้น”  ดูคำอธิบายเพิ่มเติมจากประโยคตัวอย่างข้างล่าง

            ตัวอย่างที่ ๑

-      While we were walking in the park, she often stopped __________________ at the flowers.

(ขณะที่เรากำลังเดินไปในสวนสาธารณะ  เธอมักจะหยุด _______________ที่ดอกไม้อยู่บ่อยๆ)

(a) to look   (เพื่อที่จะมองดู)

(b) looking   (การมองดู)

(c) looked

(d) for looking

ตอบ  -  ข้อ  (a)  เนื่องจาก  (Stop + To + Verb 1 =  “หยุดเพื่อที่จะทำสิ่งนั้นๆ”)  (Stop + Verb + ing =  “หยุดการกระทำสิ่งนั้นๆ”)

               ตัวอย่างที่ ๒

-   I remember that restaurant; we stopped there ____________ on our way to Korat. 

(ผมจำภัตตาคารนั้นได้  เราหยุด (แวะ) ที่นั่น________________ ในระหว่างทางไปโคราช)

(a) eating   (การกินอาหาร)

(b) ate

(c) to eat   (เพื่อกินอาหาร)

(d) eaten

ตอบ  -  ข้อ  (c)  เนื่องจาก  “หยุดหรือแวะเพื่อที่จะกินอาหาร (Stop to eat)

              ตัวอย่างที่ ๓

-       How did the cat get into the house?  I remember _______________ it out last night.

(แมวเข้ามาในบ้านได้อย่างไร  ผมจำได้ถึง ______________มันไปไว้ข้างนอกเมื่อคืนที่ผ่านมา)

(a)    put

(b)   to put

(c)   putting  (การจับ)

(d)   putting away

ตอบ  -  ข้อ  (c)  (Remember + Verb + ing =  “จำได้ถึงการกระทำสิ่งนั้นๆคือทำไปแล้วในอดีต  และยังจำได้ว่าทำ)  ส่วน “Remember + To + Verb 1”=  “จำได้ (ไม่ลืม) ที่จะทำสิ่งนั้นๆ”

สรุป  -  มีหลักไวยากรณ์ดังนี้  คือ  เราใช้ “Infinitive with to” (To + Verb 1) และ “Gerund (Verb + ing)  ตามหลังคำกริยา  “Remember, Forget, Try Stop”  แต่มีความหมายต่างกัน  เช่น

-         I remembered to buy him a newspaper.

(ผมจำได้ที่จะซื้อ (ไม่ลืมซื้อ) หนังสือพิมพ์ให้เขา)

-         I remembered buying him a newspaper.

(ผมจำได้ถึงการซื้อหนังสือพิมพ์ให้เขา  –  คือซื้อเมื่อเดือนที่แล้ว  และยังจำได้ว่าซื้อ)

-         She forgot meeting me in New York ten years ago.

(เธอลืมการได้พบกับผมในนิวยอร์คเมื่อ ๑๐ ปีมาแล้ว  –  คือเคยพบกันเมื่อ ๑๐ ปีมาแล้ว  แต่เธอจำไม่ได้แล้วว่าเคยพบ)

-         She forgot to meet me at my office yesterday.

(เธอลืมที่จะมาพบผมที่สำนักงานเมื่อวานนี้ – สรุปคือไม่ได้มาพบเพราะลืม)

-         He tried to swim across the dangerous river.

(เขาพยายามว่ายข้ามแม่น้ำที่มีอันตราย)

-         He tried eating the food his girlfriend cooked for him.

(เขาทดลองกินอาหารที่แฟนปรุงให้เขากิน)

-         They stopped working and went to a restaurant.

(พวกเขาหยุดการทำงาน  และไปภัตตาคารเพื่อกินอาหาร)

-         They stopped to work until late at night.

(พวกเขาหยุด (กิน, เล่น, พูดคุย, ฯลฯ) เพื่อที่จะทำงานจนกระทั่งดึกดื่น)

16. We have _____________ of candles and there’s none in the shop.

(เราได้ _____________________ เทียนไข  และไม่มีเหลือเลยในร้าน)

(a) run away(วิ่งหนี)

(b) run out   (หมด, ขาดแคลน, ไม่มี)

(c) run off   (จากไปอย่างรวดเร็วและในแบบลับๆ, แอบหนีไปกับ(ผู้ชาย), เทของเหลว, (ของเหลว) ไหลจากที่หนึ่งไปยังอีกที่หนึ่ง)

(d) run in   (to be run in = ถูกตำรวจจับ)

17. We really must ______________ some of our expenses soon.

(เราจะต้อง ______________ ค่าใช้จ่ายบางอย่างของเราโดยเร็ว  อย่างแท้จริง)

(a) cut   (ตัด, หั่น, ฟัน, แล่, ชำแหละ, เฉือน, เชือด, ปาด)

(b) cut off  (ตัดออก, ตัดบท, ยุติการกระทำ, เลิกคบค้า, ตัดความสัมพันธ์)

(c) cut away

(d) cut down   (ลด, ลดลง, ตัดทอน)

18. This ____________________ very good.

(______________ (นี้)___________________ ดีมากเลย)

(a) school which we have just seen is

(b) school, which we have just seen is

(c) school which we have just seen, is

(d) school, which we have just seen, is (โรงเรียน (นี้) ซึ่งเราเพิ่งจะได้เห็น)

ตอบ  -  ข้อ  (d)  เนื่องจากเป็น  “Non-defining Adjective Clause” คือ “อนุประโยคที่ขยายนามหรือสรรพนามแบบไม่เน้นหรือชี้เฉพาะลงไป  เนื่องจากคำนามหรือสรรพนามที่ถูกมันขยาย  มีความชัดเจนอยู่แล้ว หรือรู้อยู่แล้วว่าเป็นใครหรืออะไร  ซึ่งมีอยู่คนเดียวหรือสิ่งเดียวเท่านั้น  และอาจเป็นชื่อเฉพาะที่มีอยู่แห่งเดียวในโลกก็ได้  เช่น เมือง  ประเทศ  หรือบุคคลผู้นั้นผู้นี้  ดังนั้น  อนุประโยคที่มาขยายนามหรือสรรพนามนั้นๆ  จึงไม่ได้แยกมันออกจากนามหรือสรรพนามอื่นๆ  เพียงแต่มาบอกข้อมูลเพิ่มเติมเกี่ยวกับนามหรือสรรพนามนั้นเท่านั้น  ซึ่งถึงแม้ว่าจะไม่บอก (หรือมาขยายนาม-สรรพนามนั้น)  ผู้อ่าน-ผู้ฟัง ก็ยังคงเข้าใจอยู่ดีว่า  นามหรือสรรพนามนั้นหมายถึงใคร  สิ่งใด หรือเมืองใดประเทศใด  เราจึงเรียกอนุประโยค  เหล่านี้ว่า “Non-defining Adjective Clause”  เพราะเพียงแต่มาช่วยบอกข้อมูลเพิ่มเติมเท่านั้น  ซึ่งจะมีหรือไม่มีก็ได้  เพราะผู้อ่าน-ผู้ฟังก็ยังสามารถเข้าใจได้ว่า  หมายถึงใคร สิ่งใด หรือเมือง-ประเทศใด  ซึ่งอนุประโยคเหล่านี้จะต้องมีเครื่องหมาย “คอมม่า” กั้นข้างหน้าและข้างหลังมัน  เหมือนกับเป็นวงเล็บ  ที่มีข้อความระหว่างคอมม่าหรือวงเล็บ  มาช่วยบอกข้อมูลเพิ่มเติมเท่านั้น  จะมีหรือไม่มีก็ได้  ไม่ได้มีความสำคัญแต่อย่างใด  ดังเช่นประโยคข้างบน  “โรงเรียน (นี้) – ซึ่งเราเพิ่งได้เห็น –  ดีมากเลย”  ซึ่งเราจะเห็นว่า  “โรงเรียนนี้”  มีความชัดเจนอยู่แล้วว่าเป็นโรงเรียนแห่งใด  ดังนั้น  ข้อความ  “ซึ่งเราเพิ่งได้เห็น”  จึงเพียงมาบอกข้อมูลเพิ่มเติมเกี่ยวกับโรงเรียนนี้เท่านั้น 

มิได้แยกโรงเรียนนี้ออกจากโรงเรียนอื่นๆ  เหมือนกับใน “Defining Adjective Clause”  (ไม่ต้องมีเครื่องหมาย “คอมม่า” กั้นระหว่าง “Clause”) อนุประโยคดังกล่าวข้างต้น  จึงมิได้มีความสำคัญอย่างใด  จึงต้องมีเครื่องหมาย “คอมม่า”  กั้นระหว่างอนุประโยคเสมอ  ดังตัวอย่างข้างล่าง

-       Donald Trump, who is currently the American president, is a business tycoon.

(โดนัลทรัมพ์  - ผู้ซึ่งปัจจุบันเป็นประธานาธิบดีอเมริกา – เป็นนักธุรกิจผู้ร่ำรวยและมีอิทธิพลมาก)  (โดนัลทรัมพ์ มีอยู่คนเดียวในโลกนี้  อนุประโยคที่มาขยายจึงเพียงบอกข้อมูลเพิ่มเติม  มิได้แยกตัวเขาออกจากบุคคลอื่น  จึงต้องเป็น “Non-defining clause” ต้องมีเครื่องหมายคอมม่ากั้นระหว่าง clause    ข้อความที่มาขยายมิได้มีความสำคัญแต่อย่างใด)

      - Bangkok, which is the capital of Thailand, is a crowded city.

(กรุงเทพฯ – ซึ่งเป็นเมืองหลวงของประเทศไทย – เป็นเมืองที่มีประชากรหนาแน่น)

    - Mr. Collin Woods, who lives next door, is coming to see me.

(คอลลิน วูดส์ – ผู้ซึ่งอาศัยอยู่บ้านหลังถัดไป – กำลังจะมาพบผม)

     - Rome, where the tourists can visit many historic places, is one of the most ancient cities.

(กรุงโรม – ที่ซึ่งนักท่องเที่ยวสามารถไปเยือนสถานที่สำคัญทางประวัติศาสตร์มากมาย – เป็นเมืองเก่าแก่มากที่สุดเมืองหนึ่ง)

    - Ramkhamhaeng University, which is an open university, enrolls thousands of students each year.

(ม. รามคำแหง – ซึ่งเป็นมหาวิทยาลัยเปิด – ลงทะเบียนนักเรียนหลายพันคนในแต่ละปี)

    - Charles Dickens, who was a very famous writer, was poor all through his life.   

(ชาร์ลส ดิคเค่นส์  -  ผู้ซึ่งเป็นนักเขียนที่มีชื่อเสียง –  ยากจนตลอดชีวิตของเขา)

     - Ayuthaya, which we learnt about, was our former capital.

(อยุธยา – ซึ่งเราได้เรียนรู้เกี่ยวกับมัน – เป็นเมืองหลวงเก่าของเรา)

     - My house, of which the roof is made of brick, is going to be sold. 

(บ้านของผม – ซึ่งหลังคาทำด้วยอิฐ – กำลังจะถูกขายไป)

     - Dr. John Smith, whom I met in London, is an oculist.

(ด็อกเตอร์ จอห์น สมิธ  - ผู้ซึ่งผมพบในลอนดอน – เป็นจักษุแพทย์)

     - Our teacher of English, who has just returned from abroad, is getting married soon.

(ครูสอนภาษาอังกฤษของเรา – ผู้ซึ่งเพิ่งกลับมาจากต่างประเทศ – กำลังจะแต่งงานในไม่ช้า)

                จากประโยคตัวอย่างข้างต้นทั้งหมด  จะเห็นว่าทุกประโยคมี  “Non-defining Clause” ขยายประธานของประโยค  และต้องมีเครื่องหมายคอมม่าคั่นอยู่ระหว่าง “Clause” ซึ่งไม่สู้จะมีความจำเป็นแก่ใจความในประโยคเท่าใดนัก  เนื่องจากประธานฯ เป็นที่ทราบกันดีอยู่แล้วว่า  เป็นใคร  เป็นอะไร  สิ่งไหน หรือ ของใคร  ดังนั้น “Clause” ที่เพิ่มเข้ามาในประโยค (ขยายประธานฯ)  จึงเพียงแต่บอกข้อมูลเพิ่มเติมจากสิ่งที่รู้กันดีอยู่แล้วเท่านั้น  แม้จะตัดข้อความที่เพิ่มเข้ามานี้ทิ้งไป  ก็จะไม่ทำให้ประโยคนั้นเสียใจความแต่อย่างใด  ทั้งนี้จะต้องมีเครื่องหมายคอมม่าคั่นหน้า-หลัง “Clause” เสมอ (ในกรณีขยายประธานฯ ประโยค)  หรือคั่นเฉพาะข้างหน้า “Clause”  (ในกรณีขยายคำนามที่อยู่กลางประโยค)

         สรุป  -  เราสามารถสรุปลักษณะของ “Non-defining Clause”  ได้ดังนี้

๑.                   ไม่มีความจำเป็นแก่ใจความในประโยค  เพียงแต่มาบอกข้อมูลเพิ่มเติมให้ละเอียดมากขึ้นจากสิ่งที่รู้อยู่แล้วเท่านั้น

๒.                 ต้องมีเครื่องหมายคอมม่า  คั่นหน้าและหลัง “Clause” เสมอ

๓.                  ต้องใช้ “Relative Pronoun” ซึ่งไม่มีลักษณะชี้เฉพาะเจาะจง เช่น Who”  “Whom”  “Where”  หรือ “Which” เป็นต้น  จะใช้  “That  ไม่ได้  และต้องให้สอดคล้องกับหน้าที่  (Function)  ของมันด้วย

              สำหรับ  “Defining Adjective Clause”  ใช้ขยายนามหรือสรรพนามที่อยู่ข้างหน้า  เพื่อให้ได้ใจความสมบูรณ์และชัดเจนขึ้นว่า  เป็นคนไหน  สิ่งไหน  อะไร  ของใคร  เป็นต้น  ทั้งนี้  หากไม่มี “Defining Adjective Clause” มาขยายแล้ว  คำนามหรือสรรพนามที่กล่าวถึงนั้นก็จะไม่เจาะจง  จะเป็นเพียงการกล่าวลอยๆ  ยากที่ผู้ฟังจะเข้าใจได้ชัดเจนว่าเป็นใคร  อะไร หรือของใคร  ทั้งนี้  เพราะขาด  “Defining Adjective Clause” มาช่วยขยายความหรือชี้เฉพาะให้เห็นเด่นชัดนั่นเอง  กล่าวคือ  มาช่วยแยกนามหรือสรรพนามตัวที่ถูกมันขยาย  ออกจากนามหรือสรรพนามทั่วๆไป  เพื่อให้รู้ว่า เป็นใคร อะไร  สิ่งไหน ที่มีความชัดเจนมากยิ่งขึ้น  ดังประโยคตัวอย่างข้างล่าง

        - The robber was arrested.

(โจรถูกจับ)

      - The car belongs to my father.

(รถยนต์เป็นของพ่อของผม)

      - The house is near the railway station

(บ้านอยู่ใกล้สถานีรถไฟ)

       - The police questioned the woman.

(ตำรวจซักถามผู้หญิง)

       - The plan was finally turned down.

(แผนในที่สุดถูกปฏิเสธ)

       - The subject is English.

(วิชาคือภาษาอังกฤษ)

       - He will take us to the town.

(เขาจะพาเราเข้าเมือง)

       - Some of the boys didn’t come to my party.

  (เด็กบางคนไม่มางานเลี้ยงของผม)    

                  จากทุกประโยคที่ยกมาข้างบน  ผู้ฟังจะไม่รู้เลยว่า ขโมยคนไหนถูกจับ  รถคันไหนเป็นของพ่อผม  บ้านหลังไหนอยู่ใกล้สถานีรถไฟ  ตำรวจซักถามผู้หญิงคนไหน  แผนอะไรที่ถูกปฏิเสธ  วิชาอะไรคือภาษาอังกฤษ  เขาจะพาเราไปเมืองไหน  เด็กคนไหนที่ไม่มางานเลี้ยง  อย่างไรก็ตาม  เมื่อเราเพิ่ม  “Defining Adjective Clause”  เข้าข้างหลังคำนาม (ประธานประโยค)  ใจความก็จะสมบูรณ์ยิ่งขึ้น  เช่น

        - The robber who plundered the bank yesterday was arrested.

(โจรซึ่งปล้นธนาคารเมื่อวานนี้ถูกจับ)

     - The car which I drive to the university belongs to my father.

(รถซึ่งผมขับไปมหาวิทยาลัยเป็นของพ่อของผม)

     - The house where I live is near the railway station.

(บ้านที่ผมอาศัยอยู่ใกล้สถานีรถไฟ)

     - The police questioned the woman whose car was stolen.

(ตำรวจซักถามผู้หญิงซึ่งรถของเธอถูกขโมย)

     - The plan which I proposed to the committee was finally turned down.  (แผนซึ่งผมเสนอต่อคณะกรรมการได้รับการปฏิเสธในที่สุด)

      - The subject in which I am interested is English.

(วิชาซึ่งผมสนใจคือภาษาอังกฤษ)

      - He will take us to the town where we can see old temples.

(เขาจะพาเราไปที่เมือง  ซึ่งเราสามารถดูวัดเก่าแก่ได้)

     - Some of the boys (whom) I invited did not come to my party.

(เด็กบางคนซึ่งผมเชิญไม่มางานเลี้ยงของผม)

           สรุป  -  จากประโยคข้างบนที่มี  “Defining Adjective Clause” ขยายประธาน  หรือคำนามข้างในประโยค  เราสามารถสรุปลักษณะของ “Defining Adjective Clause”  ได้ดังนี้

          ๑, ทำหน้าที่ขยายนามที่อยู่ข้างหน้า  เพื่อให้ได้ใจความที่สมบูรณ์และชัดเจนยิ่งขึ้นว่า  หมายถึงใคร  อะไร  (คือแยกนามนั้นออกจากนามตัวอื่นๆ)

          ๒. ไม่มีเครื่องหมาย “คอมม่า” คั่นอยู่ระหว่างคำนาม (ประธานประโยค หรือคำนามที่อยู่กลางประโยค)  กับ  “Defining Adjective Clause

       ๓, ใช้คำ “Relative Pronoun” ที่ขึ้นต้น (นำหน้า)  “Defining Adjective Clause”  ให้เหมาะสมกับนามที่ถูกมันขยาย  และหน้าที่ของมันด้วย   

19. _______________ the headmistress, we shall pay a visit to London next month.

(_______________  ครูใหญ่หญิงกล่าวไว้  เราจะไปเยือนลอนดอนในเดือนหน้า)

(a) Owing to   (เนื่องมาจาก)

(b) According to  (สอดคล้องกับ)

(c) In case of    (ในกรณีของ, ในกรณีที่เกิด.........)

(d) In spite of   (ทั้งๆที่)

ตอบ  -  ข้อ  (b)  สำหรับ “In case of, In spite of” ดูตัวอย่างประโยคในข้อ ๑ ของข้อสอบชุดนี้  สำหรับประโยคตัวอย่างของ “Owing to (= Due to = Because of = On account of” และ “According to”  เช่น

       - Owing to (Due to) the heavy rain, we could not go out.

(เนื่องมาจากฝนตกหนัก  เราไม่สามารถออกไปข้างนอก)

      - Owing to (Because of) an accident, the train was delayed for 2 hours.   (เนื่องมาจากอุบัติเหตุ  รถไฟถูกทำให้ล่าช้าไป ๒ ชั่วโมง)

      - He could not go university owing to (on account of ) his poverty.   (เขาไม่สามารถเรียนมหาวิทยาลัย  เนื่องมาจากความยากจน) 

      - According to the weather forecast, there will be a lot of rain next week.   (ตามที่พยากรณ์อากาศว่าไว้  จะมีฝนมากสัปดาห็หน้า)

      - According to the company’s manager, the staff will be allowed a long holiday next month. 

(ตามที่ผู้จัดการบริษัทบอกไว้  พนักงานจะได้รับอนุญาตให้หยุดยาวในเดือนหน้า) 

      - The family will move to a new place soon according to the father.   (ครอบครัวจะย้ายไปอยู่ที่สถานที่แห่งใหม่ในเร็วๆนี้  ตามที่พ่อบอกไว้)

20. Victor’s car was too badly damaged to be worth _____________.

(รถยนต์ของวิคเตอร์ได้รับความเสียหายมากจนเกินกว่าที่จะคุ้มค่า ____________ )

(a) repaired

(b) repair

(c) to repair

(d) repairing  (การซ่อมแซม)

(e) to be repaired

ตอบ  -  ข้อ  (d)  เนื่องจาก  “To be worth (คุ้มค่า, ควรค่า) + Verb + ing”  ทั้งนี้  มีคำคุณศัพท์ ๒ ตัว ที่ต้องตามด้วย “Gerund” (Verb + ing)  คือ Worth”  (คุ้มค่า, ควรค่า)  และ “Busy” (ยุ่งอยู่กับ)  ดังตัวอย่างประโยคข้างล่าง

-         She was busy reading in the library. 

(เธอยุ่งอยู่กับการอ่านหนังสือในห้องสมุด)

-         They are busy preparing for the party.

(พวกเขายุ่งอยู่กับการเตรียมงานเลี้ยง)

-         Lots of things in this shop are worth buying.

(หลายสิ่งในร้านนี้ควรค่า (คุ้มค่า) ต่อการซื้อ)

-         These newspapers are not worth reading.

(หนังสือพิมพ็เหล่านี้ไม่ควรค่าต่อการอ่าน)

21. What are you trying to get ________________?

(คุณกำลังพยายามจะหมายความว่าอย่างไร ____________________)

(ถามด้วยความสงสัยหรือข้องใจเมื่อเห็นว่าอีกฝ่ายหนึ่งไม่สบายใจ  หรือ สิ่งที่อีกฝ่ายหนึ่งพูดอาจไม่จริง หรือไม่เป็นธรรม)

(a) about

(b) at   {get at = หมายความ, จะให้ (อีกฝ่าย, ผู้ฟัง) เข้าใจ (ว่าอย่างไร)}

(c) in

(d) on

ตอบ  -  ข้อ  (b)  ดูเพิ่มเติมการใช้  “At” จากวลีต่อไปนี้   “at a high speed” =  ด้วยความเร็วสูง)  “sit at a table” (นั่งที่โต๊ะ)  “land at a small airport(ร่อนลงที่สนามบินเล็กๆ)  “at both ends” (ที่ปลายทั้ง ๒ ข้าง)  “a knock at the door” (การเคาะที่ประตู)  “at a beach club” (ที่สโมสร ณ ชายหาด)  “at a funeral” (ที่งานศพ)  “at a press conference” (ที่การให้สัมภาษณ์หนังสือพิมพ์)  “at a high school dance” (ที่งานเต้นรำของโรงเรียน)  “at the office” (ณ ที่ทำงาน)  “at breakfast”(เมื่อเวลาอาหารเช้า)  “to stare at a garage roof” (จ้องมองไปที่หลังคาโรงรถ)  “to wave down at him” (โบกมือให้เขา)  “to throw petals at his car”  (โยน – โปรย – กลีบดอกไม้ที่รถของเขา)   “at a distance”  (ในระยะไกล)  “at a standstill”  (หยุดชะงัก, หยุดนิ่งอยู่กับที่)  “at 10:00 a.m.”(ตอน ๑๐ โมงเช้า)  “at dawn” (ตอนรุ่งอรุณ) “at once” (โดยทันทีทันใด)  “at his wit’s end”  (เขาหมดปัญญา, จนปัญญา, ไม่รู้จะทำอย่างไรดี)   “at loose ends”  (ไม่มีอะไรทำ, ไม่มีงานทำ, ไม่รู้จะทำอะไร ดี, ยังไม่แน่ใจว่าจะทำอะไรต่อไป, ยังไม่ตัดสินใจ)  “at a later stage” (ในระยะหรือขั้นตอนต่อไป)  “at a time of high unemployment” (ณ ช่วงเวลาที่มีการว่างงานสูง)  “to start work at sixteen” (เริ่มทำงานตอนอายุ ๑๖)  “to die at eighty-three”  (ตายเมื่ออายุ ๘๓)  “to grow at an astonishing rate” (เติบโตในอัตราที่น่าพิศวง)  “to buy or sell it at $ 100” (ซื้อหรือขายที่ราคา ๑๐๐ เหรียญ)  “at 100 miles per hour” (ที่ ๑๐๐ ไมล์ต่อชั่วโมง)  “the radio playing at full volume” (วิทยุเปิดสุดเสียง)  “to set a pass mark at 60 percent” (ตั้งคะแนนผ่านที่ ๖๐ เปอร์เซ็นต์)  “to work harder at his thesis” (ขยันมากขึ้นกับวิทยานิพนธ์)  “to aim at bringing down the inflation rate” (มีเป้าหมายเพื่อลดอัตราเงินเฟ้อ)  “to go at the invitation of his neighbors” (ไปเพราะการเชื้อเชิญของเพื่อนบ้าน) “to leave at the director’s command”  (จากไปเพราะคำสั่งของผู้อำนวยการ)  “at liberty” (มีอิสรเสรีที่จะทำอะไร, มิได้ถูกขัดขวางหรือหยุดยั้ง) “to be at war”(ทำสงคราม)  to put his life at risk” (ทำให้เขาต้องเสี่ยงชีวิต)  “to read at random” (อ่านแบบสุ่มๆ – คือไม่เฉพาะเจาะจง)  “at gun point” (โดยเอาปืนจี้หัว)  “to fly at their expense” (บินไปโดยค่าใช้จ่ายของพวกเขา)  “to be at her best” (อยู่ในช่วงที่ดีที่สุดของเธอ)  “at a guess” (โดยการเดาหรือทาย)  “at a rough estimate”  (โดยประมาณการอย่างคร่าวๆ)  “good at swimming” (ว่ายน้ำเก่ง)  “clever at mathematics” (เก่งคณิตศาสตร์)  “bad at cooking”  (ปรุงอา หารไม่เก่ง)  “an expert at shooting”  (เป็นผู้เชี่ยวชาญด้านการยิงปืน)  “be delighted at the success” (ปลาบปลื้ม-ยินดี กับความสำเร็จ)  “feel sorry at his dismissal” (รู้สึกเสียใจกับการถูกไล่ออกของเขา)  “feel glad at a new job” (รู้สึกดีใจกับงานใหม่)  “at first”(ในตอนแรก)  “at last”  (ในที่สุด)  “at least”  (อย่างน้อยที่สุด)  “at leisure”  (มีเวลาว่าง, ไม่ได้ทำงาน, ไม่ได้มีงานยุ่ง)  “at length”  (อย่างละเอียด, อย่างเต็มที่, ในที่สุด)  “at most, at the most”  (อย่างมากที่สุด)   “at loggerheads”  (ทะเลาะกัน, ต่อสู้กัน, เป็นปฏิปักษ์ต่อกัน)“at present”  (ในปัจจุบัน)  “at the same address” (ณ ที่อยู่เดิม)“at 33 Albert Street”(บ้านเลขที่ ๓๓ ถนนอัลเบิร์ต)  “at the hairdresser’s”  (ที่ร้านทำผม)  “at church”  (ที่โบสถ์ – ไปทำพิธี)  “at home”  (ที่บ้าน)  “to be at work”  (กำลังทำงานหรือยุ่งอยู่กับกิจกรรมอะไรบางอย่าง, สถานการณ์หรือกระบวนการที่กำลังมีผลกระทบหรืออิทธิพล)  “at school” (ที่โรงเรียน) “at college”  (ที่มหาวิทยาลัย)   “arrive at the airport” (มาถึงที่สนามบิน) “at night” (ตอนกลางคืน)  “at Easter” (ช่วงเทศกาลอีสเตอร์)  “at the weekend” (ตอนสุดสัปดาห์)  “I don’t understand it at all.”  (ผมไม่เข้าใจมันเลย)  “I can hardly hear you at all.”  (ผมแทบจะไม่ได้ยินเสียงคุณเลย – เสียงคุณแผ่วเบามาก)   “It is not at all likely he will come.”  (แทบจะเป็นไปไม่ได้เลยที่เขาจะมา  -  คือมีโอกาสเกิดขึ้นน้อยมาก)  “Can it be done at all?”  (มันจะสามารถทำได้ไหมนี่)  “She will walk with a limp, if she walks at all.”  (เธอจะต้องเดินขากระเผลก-ขาเป๋  ถ้าเธอยังเดินได้  -  หมายถึงเธออาจจะเดินไม่ได้อีกเลย)   “at all costs”  (ไม่ว่าจะต้องเสียเงิน เวลา หรือความพยายามเพียงใด  Carl is determined to succeed in his new job at all costs.”   (คาร์ลมุ่งมั่นที่จะประสบความสำเร็จในงานใหม่ของเขา  โดยไม่สนใจว่าจะต้องทำงานหนักเพียงใด)   “Regardless of the results, Mr. Jackson intended to save his son’s eyesight at all costs.”  (โดยไม่คำนึงถึงผลลัพธ์  มิสเตอร์แจ๊คสันตั้งใจที่จะรักษาสายตาของลูกชายตน  ไม่ว่าจะต้องใช้เวลาหรือเงินมากมายเพียงใด)  “at a loss”  (ในสภาพที่ไม่แน่นอน, ไม่รู้อะไรเลย, งุนงงสับสนไปหมดจนทำอะไรไม่ถูก, จนปัญญา)  “A good salesman is never at a loss for words.”  (นักขายที่ดีไม่เคยจนปัญญาที่จะพูดเพื่อขายสินค้า)  “When Don missed the last bus, he was at a loss to know what to do.”  (เมื่อดอนตกรถเมล์เที่ยวสุดท้าย  เขางุนงงสับสนจนไม่รู้ว่าจะทำอย่างไร  -  คือไม่รู้ว่าจะหาทางกลับบ้านอย่างไร)  “at anchor” (แอ๊ง-เคอะ  -  จอดลอยลำทอดสมออยู่)  “at any rate”  (อย่างไรก็ตาม, อย่างไรก็ดี)  “keep him at arms length”  (ไม่คบค้าสมาคมกับเขา, ไม่ทำตัวสนิทสนมกับเขา)  “at a snail’s pace”  (อย่างเชื่องช้าอืดอาด, คืบหน้าไปทีละหน่อยเหมือนหอยทาก)  “one at a time”  {(เข้ามาในห้อง, ขึ้นรถเมล์) ทีละคน}  “run up the steps two at a time”  (ขึ้นบันไดทีละ ๒ ขั้น)  “at best, at the best”  (อย่างดีที่สุด)  “at ease”  (สบาย, ไม่มีความเจ็บปวดหรือสิ่งรบกวน)  “at every turn”  (ทุกครั้ง, ตลอดเวลา)  “at fault”  (ถูกตำหนิ, รับผิดชอบต่อความผิดพลาดหรือความล้มเหลว)   “at first glance, at first sight”  (เมื่อแรกเห็น, หลังจากมองครั้งแรกอย่างรวดเร็ว)   “at hand, at close hand”  (อยู่ใกล้ตัว, เอื้อมถึงได้ง่าย, กำลังจะมาถึงเร็วๆนี้)   “at large”  {(คนร้าย) ยังลอยนวล, ยังจับตัวไม่ได้}

หมวดข้อสอบ TOEIC (ตอนที่ 46)

Part V : Sentence Completion  (ส่วนที่ 5 :  การเติมประโยคให้สมบูรณ์)

Choose the best alternative to make a correct sentence.

(จงเลือกข้อที่ดีที่สุดเพื่อทำให้ประโยคมีความถูกต้อง)

1. “______________ coffee have you drunk today?”

(คุณดื่มกาแฟ _________________________วันนี้)

“Three cups.”  ( ๓ ถ้วยครับ)

(a) How many cups  (มากกี่ถ้วย)

(b) What kind of  (ชนิดใด)

(c) How many (มากเท่าใด)  (ใช้กับคำนามพหูพจน์)

(d) How much  (มากเท่าใด)  (ใช้กับคำนามนับไม่ได้ – เป็นเอกพจน์เสมอ)

ตอบ  -  ข้อ  (d)  เนื่องจาก “Coffee”  เป็นนามนับไม่ได้   จึงต้องใช้กับ “Much” สำหรับข้อ (a)  ก็ใช้ได้  แต่ต้องแก้เป็น  “How many cups of

2. _________________ there were bears in England.

(________________________  มีหมีอยู่ในประเทศอังกฤษ)

(a) Many hundreds years ago   (เมื่อหลายร้อยปีมาแล้ว)

(b) A hundred of years ago   (เมื่อ ๑๐๐ ปีมาแล้ว)

(c) Hundreds of years ago   (เมื่อหลายร้อยปีมาแล้ว)

(d) One hundred of years ago   (เมื่อ ๑๐๐ ปีมาแล้ว)

ตอบ  -  ข้อ  (c)  หรือ ข้อ  (a)  แต่ต้องแก้เป็น “Many hundred years ago”  หรือ ข้อ  (b)  แต่ต้องแก้เป็น  “A hundred years ago”  หรือ ข้อ  (d) แต่ต้องแก้เป็น  “One hundred years ago

3. I hope you will try ______________ harder next time.

(ผมหวังว่าคุณจะพยายามมากขึ้น ____________________ ในคราวหน้า)

(a) less

(b) more

(c) some

(d) a little   (เล็กน้อย, นิดหน่อย)

(e) very

ตอบ  -  ข้อ  (d)  เมื่อขยายการเปรียบเทียบ  “ขั้นกว่า”  (Comparative degree)  เช่น   ใหญ่กว่า, ร้อนกว่า, แพงกว่า  และต้องการบอกว่า  “เล็กน้อย, นิดหนึ่ง”  ให้ใช้  A little, A bit หรือ A little bit” ขยาย  เช่น  “A little bigger” (ใหญ่กว่านิดหน่อย),  A little hotter” (ร้อนกว่าเล็กน้อย),  “A bit colder” (หนาวกว่านิดหน่อย),  “A little more expensive”  (แพงกว่าเล็กน้อย),  “A bit more interesting”  (น่าสนใจกว่านิดหน่อย),  “A little bit more important (สำคัญกว่าเล็กน้อย)  เป็นต้น

                       ในกรณีที่ต้องการบอกว่า  “ใหญ่กว่ามาก”  “เล็กกว่ามาก”  “ร้อนกว่ามาก”  สวยกว่ามาก”   ให้ใช้  “Much” และ  “Far”  ขยาย   (ห้ามใช้ “Very”)  ดังประโยคตัวอย่างข้างล่าง

           ตัวอย่างที่ ๑

-         She looks much ______________ this morning.

(เธอมีท่าทาง _______________________ อย่างมากเช้าวันนี้)

(a) happy

(b) happily

(c) happier   (มีความสุขมากขึ้น)

(d) happiness   (ความสุข)

(e) happiest   (มีความสุขที่สุด)

ตอบ  -  ข้อ  (c)  เนื่องจากเป็นการเปรียบเทียบ  “ขั้นกว่า” (Comparative degree)  เพียงแต่ไม่มี  “Than” ปรากฎให้เห็น  แต่จริงๆแล้วเป็นการเปรียบเทียบกับอดีต  เช่น  เมื่อวานนี้  หรือ สัปดาห์ที่แล้ว  ข้อสังเกตอีกอย่างคือ  ถ้าไม่มีการเปรียบเทียบ  จะต้องใช้ Veryแทน “Much” เพื่อขยาย  “Happy”ส่วนการจะบอกว่า  มีความสุขมากขึ้น  “อย่างมาก” ให้ใช้ “Muchและ “Far” เท่านั้น  (สำหรับความหมาย  “อย่างมาก”)   ห้ามใช้Very

           ตัวอย่างที่ ๒

-         The scenery looks ______________ in December than in April.

(ภูมิประเทศ – ทิวทัศน์ – มีลักษณะ ____________________ ในเดือนธันวาคม กว่าเดือนเมษายน)

(a) far pleasant

(b) much more pleasant  (น่ารื่นรมย์มากกว่ากัน (อย่าง) มากมาย)

(c) very pleasant

(d) much more pleasantly

ตอบ  –   ข้อ  (b)  เนื่องจากการเปรียบเทียบ  “ขั้นกว่า”  (Comparative degree)  ถ้าต้องการบอกว่า  “มากกว่าอย่างมากมาย” เช่น  “ใหญ่กว่ามาก”  “เล็กกว่ามาก”  “หนาวกว่ามากฯลฯ  สามารถใช้คำแทนคำว่า  “อย่างมากมาย”  ได้ ๒ คำ คือ Much” และ “Far”  ห้ามใช้Very  สำหรับในประโยคข้างบน  จะใช้  “far more pleasant” ก็ได้

                   ตัวอย่างอื่นๆเช่น“much bigger” (ใหญ่กว่ามาก)  “much older” (แก่กว่ามาก) “far hotter” (ร้อนกว่ามาก)  “far colder” (หนาวกว่ามาก)“much more important” (สำคัญกว่ามาก)  “much more complicated” (ยุ่งยากหรือสลับซับซ้อนกว่ามาก)  “far smaller” (เล็กกว่ามาก)  “far thinner” (ผอมหรือบางกว่ามาก)  “far more beautiful” (สวยกว่ามาก)

4. He will do it if he _________________.

(เขาจะทำมันถ้าเขา __________________________ )

(a) can to

(b) is able

(c) is possible   (เป็นไปได้)

(d) is able to   (สามารถ)

ตอบ  -  ข้อ  (d)  “Is (am, are) + able + to”  เสมอ   ส่วน “Can” ไม่ต้องตามด้วย    “To”  สำหรับข้อ  (c)  ก็อาจใช้ได้เช่นกัน  ถ้าเปลี่ยนรูปประโยคเป็น  “He will do it if (it is) possible.” (เขาจะทำมันถ้าหากเป็นไปได้)

5. There is no need ______________ all to study slang.

(ไม่มีความจำเป็น __________________ เลย  ที่จะศึกษาสแลง  -  คือภาษาตลาด หรือ ภาษาที่ใช้เฉพาะกลุ่มคนหรืออาชีพ)

(a) for

(b) at   (ใดๆ)

(c) to

(d) in

ตอบ  -  ข้อ  (b) “At all”  มักใช้ในประโยคปฏิเสธ  หมายถึง  “ไม่.........เลย”  “ไม่..........สักนิด”  “ไม่.............โดยสิ้นเชิง”  เช่น ในประโยค 

         - I don’t like this movie at all.

(ผมไม่ชอบหนังเรื่องนี้สักนิดเดียว)

        - There was no use at all to apologize after you had made such a big mistake.

(ไม่มีประโยชน์เลยสักนิดที่จะมาขอโทษ  หลังจากคุณได้ทำความผิดอย่างใหญ่โตเช่นนั้น)

        - She does not love him at all.

(เธอไม่ได้รักเขาแต่อย่างใดเลย)

                    สำหรับวลีอื่นๆที่ใช้   Preposition  “At”   ได้แก่“at a high speed” =  ด้วยความเร็วสูง)  “sit at a table”(นั่งที่โต๊ะ)  “land at a small airport”(ร่อนลงที่สนามบินเล็กๆ)  “at both ends” (ที่ปลายทั้ง ๒ ข้าง)  “a knock at the door”  (การเคาะที่ประตู)  “at a beach club”  (ที่สโมสร ณ ชายหาด) “at a funeral” (ที่งานศพ)  “at a press conference”  (ที่การให้สัมภาษณ์หนังสือพิมพ์)  “at a high school dance”  (ที่งานเต้นรำของโรงเรียน) at the office” (ณ ที่ทำงาน)  “at breakfast”  (เมื่อเวลาอาหารเช้า)  “to stare at a garage roof”  (จ้องมองไปที่หลังคาโรงรถ)  “to wave down at him” (โบกมือให้เขา)  “to throw petals at his car” (โยน – โปรย – กลีบดอกไม้ที่รถของเขา)   “at a distance”  (ในระยะไกล)  “at 10:00 a.m.”  (ตอน ๑๐ โมงเช้า)  “at dawn”  (ตอนรุ่งอรุณ)“  at once”  (โดยทันทีทันใด)  “at a later stage” (ในระยะหรือขั้นตอนต่อไป)  “at a time of high unemployment”  (ณ ช่วงเวลาที่มีการว่างงานสูง) “to start work at sixteen” (เริ่มทำงานตอนอายุ ๑๖)  “to die at eighty-three”  (ตายเมื่ออายุ ๘๓)  “to grow at an astonishing rate” (เติบโตในอัตราที่น่าพิศวง)  “to buy or sell it at $ 100”  (ซื้อหรือขายที่ราคา ๑๐๐ เหรียญ)  “at 100 miles per hour” (ที่ความเร็ว ๑๐๐ ไมล์ต่อชั่วโมง)  “the radio playing at full volume”  (วิทยุเปิดสุดเสียง)  “to set a pass mark at 60 percent” (ตั้งคะแนนผ่านที่ ๖๐ เปอร์เซ็นต์)  “to work harder at his thesis”  (ขยันมากขึ้นกับวิทยานิพนธ์)  “to aim at bringing down the inflation rate”  (มีเป้าหมายเพื่อลดอัตราเงินเฟ้อ)  “to go at the invitation of his neighbors” (ไปเพราะการเชื้อเชิญของเพื่อนบ้าน)  “to leave at the director’s command” (จากไปเพราะคำสั่งของผู้อำนวยการ)  “to remain at liberty” (ยังคงมีอิสรเสรี)  “to be at war”  (ทำสงคราม)  “to put his life at risk” (ทำให้เขาต้องเสี่ยงชีวิต)  “to read at random”  (อ่านแบบสุ่มๆ – คือไม่เฉพาะเจาะจง)  “at gun point” (โดยเอาปืนจี้หัว)  “to fly at their expense” (บินไปโดยค่าใช้จ่ายของพวกเขา)   “to be at her best”  (อยู่ในช่วงที่ดีที่สุดของเธอ)  “at a guess”  (โดยการเดาหรือทาย)  “at a rough estimate” (โดยประมาณการอย่างคร่าวๆ)  “good at swimming”  (ว่ายน้ำเก่ง)  “clever at mathematics” (เก่งคณิตศาสตร์)  “bad at cooking”  (ปรุงอาหารไม่เก่ง)  “an expert at shooting”  (เป็นผู้เชี่ยวชาญด้านการยิงปืน)  “be delighted at the success”  (ปลาบปลื้ม-ยินดี กับความสำเร็จ)  “feel sorry at his dismissal”  (รู้สึกเสียใจกับการถูกไล่ออกของเขา)  “feel glad at a new job” (รู้สึกดีใจกับงานใหม่)  “at first”  (ในตอนแรก)  “at last”  (ในที่สุด)  “at the same address”  (ณ ที่อยู่เดิม)  “at 33 Albert Street” (บ้านเลขที่ ๓๓ ถนนอัลเบิร์ต)  “at the hairdresser’s” (ที่ร้านทำผม)  “at church” (ที่โบสถ์ – ไปทำพิธี)  “at home” (ที่บ้าน)  “at work” (ที่ทำงาน)  “at school” (ที่โรงเรียน)  “at college”(ที่มหาวิทยาลัย)  “arrive at the airport” (มาถึงที่สนามบิน)  “at night” (ตอนกลางคืน)  “at Easter”  (ช่วงเทศกาลอีสเตอร์)  at the weekend”  (ตอนสุดสัปดาห์)  “I don’t understand it at all” (ผมไม่เข้าใจมันเลย)

6. Do you find _______________ difficult to study German?

(คุณพบว่า __________________ ยากที่จะศึกษาภาษาเยอรมันไหม)

(a) any

(b) yourself

(c) it   (มัน)

(d) (No word is needed.)

ตอบ  -  ข้อ  (c)  เนื่องจากเป็นไปตามโครงสร้าง  “Subject + find + it + Adjective + to + Verb 1”  เช่น

-         We find it hard to believe what he said.

(เราพบว่ายากที่จะเชื่อในสิ่งที่เขาพูด)

-         I found it impossible to win the first price in lottery.

(ผมพบว่าเป็นไปไม่ได้ที่จะถูกล็อตเตอรี่รางวัลที่ ๑)

-         She finds it necessary to get a job before getting married.

(เธอพบว่าจำเป็นที่จะต้องได้งานทำก่อนแต่งงาน)

-         They found it unbelievable to see a UFO flying close to their home.

(เขาพบว่าแทบไม่น่าเชื่อที่ได้เห็นจานผีบินอยู่ใกล้บ้านของพวกเขา)

7. I’m not used _______________ to in that impolite way.

(ผมไม่คุ้นเคยกับการ ____________________ด้วยในแบบที่ไม่สุภาพเช่นนั้น)

(a) to speak

(b) to be spoken

(c) to being spoken   (ถูกพูดคุยด้วย)

(d) to be speaking

ตอบ  -  ข้อ  (c)  เนื่องจาก  “Be used to” หรือ “Get used to”  (คุ้นเคย, เคยชิน)  ต้องตามด้วยคำนาม หรือ “Gerund” (Verb + ing)  ซึ่งถือเป็นรูป  “Active voice”  (ประธานของประโยคเป็นผู้กระทำกริยา)   แต่ในกรณีของประโยคข้างบน  ต้องอยู่ในรูป  “Passive voice” (Be + Verb 3)  เนื่องจากประธานฯเป็นผู้ถูก กระทำ  (ถูกพูดคุยด้วย)   ดังนั้น  เมื่อ “Gerund” (Verb + ing)  และ Passive voice” (Be + Verb 3) มารวมกัน  จะได้โครงสร้างดังนี้  คือ  Being + Verb 3” กล่าวคือ  ได้มาจาก  “Get used to + Verb ing” + “Be + Verb 3”โดยเอาตัวหลังของคำหน้า  +  ตัวหน้าของคำหลัง  ซึ่งผลลัพธ์ออกมาเป็น  “Get used to + being + Verb 3”  ดังตัวอย่างประโยคข้างล่าง

-         She is (gets) used speaking to her neighbors.

(เธอคุ้นเคย-เคยชินกับการพูดคุยกับเพื่อนบ้าน)  (เป็น Active voice เพราะเธอเป็นผู้พูด – ผู้กระทำ)

-          She is not (does not get) used to being spoken to in that rude manner.

(เธอไม่คุ้นเคยกับการถูกพูดคุยด้วย  ในกริยาท่าทาง (ของผู้พูด) ที่หยาบคายเช่นนั้น)  (เป็น  Passive voice  เพราะเธอเป็นผู้ถูกพูดด้วย – ผู้ถูกกระทำ)

              สำหรับตัวอย่างของ “Be (get) used to”  แบบ “Passive voice”  เช่น

          - The students are not used to being assigned so much work.

 

(นักเรียนไม่คุ้นเคยกับการถูกมอบหมายงานให้ทำในปริมาณมาก)

         - We do not get used to being told to get up so early.

(เราไม่คุ้นเคยกับการถูกบอกให้ตื่นนอนแต่เช้ามากๆ)

         - She is not used to being invited to a party filled with so many celebrities.

(เธอไม่คุ้นเคยกับการถูกเชื้อเชิญไปงานเลี้ยง  ที่เต็มไปด้วยคนมีชื่อเสียงจำนวนมากมาย)

8. Without petrol commerce and industry would be ______________

a standstill.

(ถ้าหากปราศจากการค้าขายน้ำมัน  (แล้วละก็)  อุตสาหกรรมจะ______________ชะงักงัน – หรือหยุดอยู่กับที่)

(a)   on

(b)  at   (at a standstill = หยุดชะงัก, หยุดนิ่งอยู่กับที่)

(c)   in

(d)  to

(e)   into

ตอบ  -  ข้อ  (b)  ดูเพิ่มเติมการใช้   “AT”   ในข้อ ๕ ของข้อสอบชุดนี้

9. I can’t help _______________ of my past life.

(ผมอดไม่ได้ที่จะ ____________________ ชีวิตในอดีตของผม)

(a) think

(b) to think

(c) thinking   (คิดถึง)

(d) to thinking

ตอบ  -  ข้อ   (c)  เนื่องจาก  “Can’t help” (อดไม่ได้)  ต้องตามด้วย  “Gerund” (Verb + ing)   ดูเพิ่มเติมกลุ่มคำกริยาที่ต้องตามด้วย  “Gerund”  หรือ คำนาม จากประโยคข้างล่าง

-   I don’t feel like ______________ now.

(ผมไม่รู้สึกอยาก ___________________ ในขณะนี้)

(a) eat

(b) eating   (กิน)

(c) to eat

(d) to eating

ตอบ  –  ข้อ  (b)  เนื่องจาก “Feel like” (อยาก, ต้องการ)   ต้องตามด้วย Gerund” (Verb + ing)   สำหรับกลุ่มคำกริยาที่ต้องตามด้วย  “Gerund (Verb + ing)หรือคำนามได้แก่   “Avoid”  (หลีกเลี่ยง),  “Consider(พิจารณา),  “Suggest”  (แนะนำ),  “Enjoy”  (สนุกสนาน),  “Finish.  (ทำเสร็จ),  “Appreciate”(ยกย่อง, เห็นคุณค่า),  “Allow”  (อนุญาต),  “Permit (อนุญาต), “Postpone”  (เลื่อนออกไป)Practice”  (ฝึกหัด, ฝึกซ้อม),Prohibit”  (ห้าม)Mind” (รังเกียจ), “Deny” (ปฏิเสธ),  “Resist (ยับยั้ง, ระงับ),  “Recall”  (นึกได้, ระลึกได้)“Resent”  (ไม่ชอบ, ไม่พอใจ), “Cannot stand”  (ทนไม่ได้)“Admit” (ยอมรับ),  “Delay” (ประวิงเวลา), Confess”  (สารภาพ)“Imagine”  (นึกคิด, จินตนาการ)“Cannot help  (อดไม่ได้, ช่วยไม่ได้),  “Excuse”  (ให้อภัย), “Forgive” (ให้อภัย), “Dislike”  (ไม่ชอบ),  “Miss”  (พลาดโอกาส)“Discuss”  (ประชุมปรึกษาหารือ, อภิปราย, สาธยาย) ตัวอย่างประโยค  เช่น

-        She enjoys reading novels. (เธอสนุกสนานกับการอ่านนวนิยาย)

-        I cannot stand listening to his complaints any more. (ผมทนการฟังข้อร้องเรียนของเขาไม่ไหวต่อไปอีกแล้ว)

-        We could not avoid meeting him. (เราไม่สามารถหลีกเลี่ยงการพบกับเขา)

-        They enjoyed listening to music. (พวกเขาสนุกกับการฟังดนตรี)

-         She dislikes talking a lot. (เธอไม่ชอบการพูดมาก)

-        Jim finished writing a report last night.(จิมเสร็จสิ้นการเขียนรายงานเมื่อคืนที่ผ่านมา)

-        The man admitted taking the bicycle.(นายคนนั้นยอมรับว่าเอารถจักรยานไป)

-        She is sorry that she missed meeting you. (เธอเสียใจว่าเธอพลาดโอกาสการได้พบคุณ)

-        They practice speaking French every day. (พวกเขาฝึกซ้อมการพูดภาษาฝรั่งเศสทุกวัน)

-        We consider buying a new home. (เราพิจารณาจะซื้อบ้านหลังใหม่)

-         They allow smoking in this room. (เขาอนุญาตให้สูบบุหรี่ในห้องนี้ได้)

-        Do you mind opening the window?(คุณรังเกียจที่จะเปิดหน้าต่างไหมครับ)

-        The teacher suggested working harder. (ครูแนะนำ (นักเรียน) ให้ขยันมากขึ้น)

10. ________________ you keep your mouth shut, you will be safe.

(______________________  คุณหุบปากของคุณไว้  คุณก็จะปลอดภัย)

(a) Unless   (ถ้า.................ไม่)

(b) So long as   (ตราบใดที่, ตราบเท่าที่)

(c) In case of   (ในกรณีของ)

(d) So far as   (เท่าที่...............ผมรู้มา, เขาบอกผม, ฯลฯ)

11. ______________ no rain here for the next few weeks.

(____________________  ฝนตกที่นี่  สำหรับ ๒ – ๓ สัปดาห์ข้างหน้า)

(a) There was

(b) There has been

(c) There are

(d) There will be   (จะไม่มี)

ตอบ   -   ข้อ  (d)  เนื่องจากเป็นเรื่องของอนาคต  การทำนายดินฟ้าอากาศ

12. In the cities ______________ live as hard a life as they were in the villages. 

  (ในเมืองใหญ่ ____________________ ดำรงชีวิตที่ยากลำบาก  เท่าๆกับตอนที่พวกเขาอาศัยอยู่ในหมู่บ้าน)  (คือย้ายมาอยู่ในเมือง  แล้วก็ยังลำบากเหมือนในอดีตตอนอยู่บ้านนอก)

(a) poor man

(b) a poor

(c) the poor   (คนจน)

(d) the poor men

ตอบ  -  ข้อ  (c)  “The poor” หมายถึง  “คนจน”  ดูคำอธิบายเพิ่มเติมจากประโยคตัวอย่างข้างล่าง

-         The American Red Cross is (1) one of the volunteer (2) organizations (3) which purpose is to help (4) the sick and the needy.

(กาชาดอเมริกันเป็นหนึ่งในบรรดาองค์กรอาสาสมัคร  ซึ่งวัตถุประสงค์ของมันคือ  ช่วยคนเจ็บป่วยและคนยากคนจน)

ตอบ  –  ข้อ ๓ แก้เป็น  “whose”เนื่องจากแสดงความเป็นเจ้าของ (วัตถุประสงค์ของมัน)  และนำหน้าอนุประโยค  (whose purpose…………………..the needy)  สำหรับข้อ ๔  (the sick and the needy)  ถูกต้องแล้ว  เพราะเราใช้  “The”นำหน้าคำคุณศัพท์  (sick และ needy) หมายถึงบุคคลประเภทนั้นๆ  (“คนป่วย” และ “คนยากคนจน”)   และถือเป็นคำพหูพจน์ด้วย  ซึ่งต้องใช้กับกริยา“are, were, have” (หรือ กริยาตัวอื่นๆ ที่อยู่ในรูปพหูพจน์  -  คือไม่ต้องเติม “s”)  เช่น “the poor”(คนจน)  “the rich” (คนรวย)  “the wise”(คนฉลาด, นักปราชญ์)  “the brave”(คนกล้าหาญ)  “the elderly” (คนสูงอายุ)  “the young” (คนหนุ่มสาว)  “the old”(คนแก่)  นอกจากนั้น  “กริยา + ing” (Present participle)  และ กริยาช่องที่ ๓  (Past participle) ซึ่งถือเป็นคำคุณศัพท์ประเภทหนึ่ง  แต่เมื่อนำหน้าด้วย  “The”  เช่น “The dying” (คนที่กำลังจะตาย)หรือ  “The wounded”(คนเจ็บ)  “The injured”(คนเจ็บ)  ก็ถือเป็นคำนามประเภทหนึ่งเช่นเดียวกัน   และถือเป็นคำพหูพจน์ด้วย  และใช้กับกริยา “are, were, have”  เช่นกัน  ดังตัวอย่างประโยค

       - The rich are not always happy.

(คนรวยมิใช่ว่าจะมีความสุขเสมอไป)

       - The poor have asked for help from the government

(คนจนได้ขอความช่วยเหลือจากรัฐบาลแล้ว)

       - In the old days, the elderly were highly respected by the young.

(ในสมัยก่อน  ผู้สูงอายุได้รับความเคารพอย่างสูงจากคนหนุ่มสาว)

         - The wounded were taken to hospital.

(คนเจ็บถูกนำส่งโรงพยาบาล)

         - The dying were being attended by the doctors.

(ผู้ที่กำลังจะตายกำลังได้รับการดูแลจากแพทย์)

         - The wise are cleverer (= more clever) than general people.

(คนฉลาดมีความฉลาดมากกว่าคนทั่วๆไป)

13. Tom ______________ more photographs if he had had more film.

(ทอม____________________ รูปมากขึ้น  ถ้าเขามีฟิล์มมากกว่าที่เป็นอยู่)

(a) would take

(b) would have taken  (คงจะได้ถ่าย)

(c) would be taking

(d) will have taken

ตอบ  -  ข้อ  (b)  เนื่องจากเป็น  “If clause”  แบบที่ ๓  “Past unreal”  (ไม่เป็นจริงในอดีต)  ความหมายของประโยคข้างบน คือ  “ทอมมิได้ถ่ายรูปเพิ่มขึ้น  เพราะเขามีฟิล์มอยู่นิดเดียว”  ดูคำอธิบายเพิ่มเติมจากประโยคตัวอย่างข้างล่าง

           ตัวอย่างที่ ๑

-         Nancy ______________ you if you had asked her.

(แนนซี่ ______________________ คุณ   ถ้าคุณได้ขอร้องเธอ)

(a) had helped

(b) would help

(c) might help

(d) would have helped   (คงได้ช่วยเหลือ)

ตอบ  –  ข้อ  (d) เนื่องจากเป็น  “If clause” แบบที่ ๓ “Past unreal” (ไม่เป็นจริงในอดีต)   คือ เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นจริงๆ   ตรงกันข้ามกับข้อความในประโยค  ซึ่งเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นจริงๆในประโยคข้างบน   คือ  “แนนซี่มิได้ช่วยเหลือคุณ  เพราะคุณไม่ได้ขอร้องเธอ” 

              ตัวอย่างที่ ๒

-         If we hadn’t left the house so late, we wouldn’t have missed the train.   (ถ้าเรามิได้ออกจากบ้านสายมาก  เราคงจะไม่พลาด (ตก) รถไฟ)

หมายเหตุ  –  ในความเป็นจริงคือ  “เราออกจากบ้านสาย  เราเลยตกรถไฟ”  ผู้พูดประโยคสมมติในอดีตแบบนี้  มักแสดงความเสียดายกับสิ่งที่เกิดขึ้น  เพราะเหตุการณ์ได้ผ่านไปแล้ว  แก้ไขไม่ได้แล้ว  จึงมาเสียใจในภายหลัง  การสมมติในอดีตแบบนี้  มีรูปประโยคดังนี้  คือ  อนุประโยค  “If + subject + had (not) + V ช่อง 3”, ส่วนในประโยคใหญ่  (Main clause)  จะมีโครงสร้าง  “Subject + would (should, could, might, must) + (not) + have + Vช่อง3”  หรือเอา “If clause” ซึ่งเป็นอนุประโยค  ไปไว้ข้างในประโยคก็ได้  แล้วเอาประโยคใหญ่  (Main clause)   มาไว้ข้างหน้าประโยค  ความหมายจะเหมือนกันทุกประการ  แต่ถ้าเอา“Main clauseมาไว้ข้างหน้าประโยค  เมื่อจบ  “Main clauseแล้ว  ให้ต่อด้วยประโยคย่อย  (If clause)  เลย  ไม่ต้องมีเครื่องหมายคอมม่าคั่น 

                  สำหรับตัวอย่างอื่นๆ ของ If clause” แบบที่ ๓ ได้แก่

 

-        If he had studied hard, he would have passed the exam.

(ถ้าเขาขยันเรียน (เมื่อปีที่แล้ว)  เขาก็คงจะสอบผ่านไปแล้ว – แต่จริงๆคือ เขาไม่ขยันเรียน  เขาจึงสอบตก)

-        If you had asked me, I would have told you the truth.

(ถ้าคุณขอร้องผม (เมื่อวานนี้)  ผมคงเล่าความจริงให้คุณฟังแล้ว – แต่จริงๆคือ คุณมิได้ขอร้องผม  ผมก็เลยไม่ได้เล่าความจริงให้คุณฟัง)

-        If they had not stopped smoking, they would have died of cancer.   (ถ้าพวกเขาไม่เลิกสูบบุหรี่ (เมื่อ ๕ ปีมาแล้ว)  เขาก็คงจะตายด้วยโรคมะเร็งไปแล้ว – แต่จริงๆคือ  พวกเขาเลิกสูบบุหรี่  พวกเขาจึงยังไม่ตาย)

-        She would have gone to the market if she had had something to buy.  

(เธอคงจะได้ไปตลาด (เมื่อเช้านี้)  ถ้าเธอมีของที่จะต้องซื้อ – แต่จริงๆคือ  เธอมิได้ไปตลาด  เพราะเธอไม่มีอะไรต้องซื้อ)

            จะเห็นว่าในประโยคข้างบน  “If clause”มี  “Had” 2 ตัว    ตัวหน้าแสดง  “Past perfect tense”ส่วน “Had”ตัวหลังมาจาก  “Have”  ที่แปลว่า มี”  พอมาอยู่หลัง “Had”  จึงต้องเปลี่ยนไปเป็น  Verb ช่องที่  3  ทำให้มี  Had”  2 ตัว

-        I would not have bought a car if my office had not been very far from my home.   (ผมคงจะไม่ได้ซื้อรถยนต์ (เมื่อปีที่แล้ว)  ถ้าที่ทำงานของผมมิได้อยู่ห่างไกลจากบ้านมากมาย – แต่จริงๆคือ  ผมซื้อรถยนต์  เพราะที่ทำงานอยู่ห่างไกลจากบ้านมาก)

-         If he had bet on that horse, he would have lost all his money.

(ถ้าเขาเล่นพนัน (แทง) ที่ม้าตัวนั้น  เขาก็คงสูญเสียเงินไปทั้งหมดแล้ว)  -  แต่ในความเป็นจริงคือ “เขามิได้เล่นพนันที่ม้าตัวนั้น  เขาก็เลยไม่ได้เสียเงิน”

-        If you had not come to my party, you would not have met your old friends at college.   (ถ้าคุณมิได้มาที่งานเลี้ยงของผม  คุณก็คงไม่ได้พบเพื่อนเก่าตอนเรียนมหาวิทยาลัยของคุณ)  -   แต่ในความเป็นจริง คือ  “คุณมางานเลี้ยง  คุณเลยได้พบเพื่อนเก่า”

               สรุป  ใน “If clause”  (ประโยคย่อย)  จะเป็นรูป  “Past perfect” {had + (not) + V 3} เสมอ  ส่วนใน  “Main clause”  (ประโยคใหญ่)  จะเป็นรูป  “Past future perfect” {would (should, could, might) + (not) + have + V 3}  จึงต้องจำรูปแบบนี้ไว้ให้ได้

14. Following up on details _______________ not what we are concerned with. 

(การติดตามรายละเอียดมิได้ ____________________ สิ่งที่เราเกี่ยวข้องด้วย)

(ความหมาย คือ มิใช่เป็นหน้าที่ของเรา  ที่จะต้องไปติดตามรายละเอียด)

(a) is   (เป็น)

(b) are

(c) has

(d) have

ตอบ  -  ข้อ  (a)  เนื่องจากประธานของประโยค คือ “Following up”  โดยมี   “on details” เป็นส่วนขยาย  ทั้งนี้  “Following up” เป็น “Gerund” (Verb + ing)   ซึ่งถือเป็นคำนามประเภทหนึ่ง ที่ความหมายขึ้นต้นด้วย  “การ..........” หรือ ความ...........”  และ  “ถือเป็นคำเอกพจน์เสมอ”  จึงต้องใช้กับกริยา  “Is” ดูเพิ่มเติมการใช้  “Gerund” (Verb + ing)  เป็นประธานของประโยค (หรือของกริยา)  จากตัวอย่างข้างล่าง

Swimming is a good exercise.

(การว่ายน้ำเป็นการออกกำลังกายที่ดี)

  Playing badminton is his favorite hobby.

(การเล่นแบดมินตันเป็นงานอดิเรกที่โปรดปรานของเขา)

  Working in cool weather is pleasure.

(การทำงานในอากาศที่เย็นเป็นความรื่นรมย์)

 Breathing is indispensable to all living things.

(การหายใจเป็นสิ่งจำเป็นยิ่งสำหรับสิ่งมีชีวิตทั้งหมด)

  Sleeping is necessary to health.

(การนอนหลับเป็นสิ่งจำเป็นต่อสุขภาพ)

        - Walking a long distance has made me tired.   

          (การเดินระยะทางไกลทำให้ผมเหนื่อย)

        - Scuba diving has become very popular recently.   

         (การดำน้ำลึกแบบมีเครื่องช่วยหายใจ  กลายเป็นที่นิยมกันอย่างมากเมื่อเร็วๆนี้)

15. There are _______________ apples left.  Let’s have them for dessert.  

(มีแอปเปิ้ลเหลืออยู่ _____________________ พวกเรามากินมันเป็นของหวานกันเถอะ)

(a) little  (น้อย)  (จนแทบไม่มีเลย – ความหมายเป็นไปในทางลบ)  (ใช้กับคำนามนับไม่ได้ – เอกพจน์เสมอ)

(b) a little  (น้อย)  (แต่พอมีอยู่บ้าง – ความหมายเป็นไปในทางบวก)  (ใช้กับคำนามนับไม่ได้ – เอกพจน์เสมอ)

(c) few   (น้อย) (จนแทบไม่มีเลย – ความหมายเป็นไปในทางลบ)  (ใช้กับคำนามนับได้พหูพจน์)

(d) a few   (น้อย, เล็กน้อย)  (แต่พอมีอยู่บ้าง – ความหมายเป็นไปในทางบวก)  (ใช้กับคำนามนับได้พหูพจน์)

(e) the few   (น้อย  ใช้แสดงการเน้นจำนวนที่เหลือจากจำนวนทั้งหมดที่ได้กล่าวไปแล้ว) (ใช้กับคำนามพหูพจน์)

(f) very few  (น้อยมากๆ)  (ใช้กับคำนามพหูพจน์)

ตอบ  -  ข้อ  (d)  เนื่องจากต้องการบอกว่า  “มีแอปเปิ้ลเหลืออยู่บ้าง  จึงชวนกันกินเป็นของหวาน”  ดังนั้น การจะเลือกข้อใด  จึงต้องดูว่าใช้ขยายคำนามนับได้ (พหูพจน์) (ใช้  Few” หรือ “A few”)  หรือนับไม่ได้  (เอกพจน์เสมอ)  (ใช้ “Little” หรือ  “A little”)  และดูด้วยว่า  “มีน้อยมาก”  (ใช้ “Few” หรือ “Little” )  หรือ  “พอมีอยู่บ้าง”  (ใช้ “A few” หรือ  “A little”)  ดังประโยคตัวอย่างข้างล่าง

          - She has a few friends at school, so she is not lonely.

(เธอมีเพื่อนอยู่บ้างที่โรงเรียน  ดังนั้น  เธอจึงไม่เหงา)

       - She has few friends at school, so she is very lonely.

(เธอมีเพื่อนน้อยมากที่โรงเรียน  ดังนั้น  เธอจึงเหงามาก)

       - I have a little money, so I’ll buy you some coffee.

(ผมพอมีเงินอยู่บ้าง  ดังนั้น  ผมจะเลี้ยงกาแฟคุณ)

       - I have little money, so I can’t lend you some.

(ผมมีเงินน้อยมาก  ดังนั้น  ผมไม่สามารถให้คุณยืมได้)

16. Miss Brandon is one of those workers who _______________ by irregular hours.

(มิสแบรนดอนเป็นคนงานคนหนึ่งผู้ซึ่ง _____________________ กับชั่วโมงทำงานที่ไม่ปกติ – เช่น ต้องทำงานหลังงานเลิก  หรือ มาทำงานวันหยุด)

(a) is not upset

(b) are not upset  (ไม่รู้สึกหงุดหงิดหรือว้าวุ่นใจ)

(c) is not upsetting

(d) are not upsetting   (ไม่น่าหงุดหงิดหรือน่าว้าวุ่นใจ)

ตอบ  -  ข้อ (b) เนื่องจากต้องใช้กริยา “Are” ตาม “Workers”  ดูคำอธิบายเพิ่มเติมจากประโยคข้างล่าง

-         He is one of those who ________________ money.

(เขาเป็นหนึ่งในบรรดาผู้คนซึ่ง ______________________ เงิน)

(a) enjoys to spend

(b) enjoys spending

(c) enjoy to spend

(d) enjoy spending   (สนุกสนานกับการใช้จ่าย)

ตอบ  –  ข้อ  (d)  ต้องใช้กริยา “enjoy” ตาม “those”   ส่วน “Enjoy + verb + ing” เนื่องจากโครงสร้าง  “One of those (หรือ the + noun พหูพจน์) + who + verb พหูพจน์  (เช่น  are, have, play, eat )กล่าวคือ  ต้องใช้กริยาให้สอดคล้องกับ “those” หรือ  “นามพหูพจน์” เช่น

      - Jim is one of the passengers who were killed in the accident.

(จิมเป็นผู้โดยสารคนหนึ่งที่ตายในอุบัติเหตุ)

     - Tom is one of the students who are awarded a scholarship.

(ทอมเป็นนักเรียนคนหนึ่งที่ได้รับทุนการศึกษา)

     - She is one of the girls who have been admitted to the university. (เธอเป็นเด็กหญิงคนหนึ่งที่ได้รับเข้าเรียนในมหาวิทยาลัย)

                   สำหรับการเลือกใช้  ระหว่าง “Are not upset” และ “Are not upsetting”  ให้ดูคำอธิบายจากประโยคข้างล่าง

-    I am ________________ in science, not in English.

(ผม _______________________ ในวิทยาศาสตร์  มิใช่ภาษาอังกฤษ)

(a) interest

(b) interesting  (น่าสนใจ)

(c) interested  (มีความสนใจ)

(d) to interest  (ทำให้สนใจ)

ตอบ  -  ข้อ (c)  ดูคำอธิบายเพิ่มเติมจากประโยคตัวอย่างข้างล่าง

           ตัวอย่างที่ ๑

-    He is ______________ a house.

(เขา ______________________ บ้าน)

(a) interest at to rent

(b) interesting in rent

(c) interested at renting

(d) interested in renting  (มีความสนใจในการเช่า)

ตอบ  -  ข้อ  (d)

          ตัวอย่างที่ ๒

         -  It will take me quite some time to get him _____________ in buying your land. 

(ผมจะต้องใช้เวลานานทีเดียวที่จะทำให้เขา _______ ___________ในการซื้อที่ดินของคุณ)

(a) to interest (ทำให้สนใจ)

(b) being interesting

(c) interested  (มีความสนใจ)

(d) interesting  (น่าสนใจ)

ตอบ  -  ข้อ (c)

             ตัวอย่างที่ ๓

           The little girl was very ______________ when her father promised to buy her a doll.  

(เด็กหญิงเล็กๆคนนั้น _________________ มาก  เมื่อพ่อของเธอสัญญาว่าจะซื้อตุ๊กตาให้เธอ)

(a) exciting  (น่าตื่นเต้น)

(b) excited  (ตื่นเต้น)

(c) excite  (ทำให้ตื่นเต้น)

(d) excitable  (สามารถตื่นเต้นได้)

ตอบข้อ (b)  ดูเปรียบเทียบกับประโยคข้างล่าง

-   The results of the traveler preference survey are surprising.

 (ผลลัพธ์ของการสำรวจความนิยมของนักเดินทาง – ท่องเที่ยว – น่าประหลาดใจ )

หมายเหตุ  –  ประโยคข้างบนนี้ต้องใช้  “surprising” เนื่องจาก  “surprise” เป็นคำกริยาที่มีความหมายว่า  “ทำให้ประหลาดใจ”  แต่ถ้าใช้ในรูป  “is (are, was, were) surprising”  จะมีความหมายว่า  “น่าประหลาดใจ”   ส่วนเมื่อใช้ในรูป  “is (am, are, was, were) surprised” จะมีความหมายว่า  มีความรู้สึกประหลาดใจ” ดังตัวอย่างประโยค เช่น

-         The result of the exam surprised her.

(ผลสอบทำให้เธอประหลาดใจ)

-         She was surprised at the result of the exam.

(เธอมีความรู้สึกประหลาดใจกับผลสอบ)

-         The result of the exam was surprising.

(ผลสอบน่าประหลาดใจ)

คำกริยาประเภทเดียวกับ “surprise”  ได้แก่

   satisfy – ทำให้พอใจ

   excite – ทำให้ตื่นเต้น

   disappoint – ทำให้ผิดหวัง

   attract – ทำให้หลงใหล, ดึงดูด

   interest – ทำให้สนใจ

   amuse – ทำให้สนุกหรือขบขัน

   please –ทำให้ยินดี-พอใจ

   annoy – ทำให้รำคาญ-ขุ่นเคือง

   bore – ทำให้เบื่อ

   tire – ทำให้เหน็ดเหนื่อยหรือเบื่อ

   frighten – ทำให้ตกใจ

   confuse – ทำให้สับสนหรืองุนงง

   surprise – ทำให้ประหลาดใจ

   amaze – ทำให้ทึ่ง, ทำให้ตะลึง

   delight – ทำให้ยินดี

   exhaust – ทำให้หมดแรง

   fascinate – ทำให้หลงใหล, ทำให้หลงเสน่ห์     

   charm – ทำให้หลง

   convince – ทำให้เชื่อ

   tempt – ทำให้หลงใหล, ยั่วยวน-ล่อใจ

   entertain – ทำให้เพลิดเพลิน

   embarrass –ทำให้ขวยเขิน-กระดากอาย

   puzzle –ทำให้งง

   thrill – ทำให้ตื่นเต้น

   upset – ทำให้รำคาญ-ไม่สบายใจ

   irritate – ทำให้โมโห, ทำให้ระคายเคือง

   exasperate –ทำให้โกรธ

   astonish –ทำให้ประหลาดใจ, ทำให้ตกใจ

   infuriate –ทำให้โกรธ, ทำให้เดือดดาล

   horrify –ทำให้กลัว, ทำให้ขนพองสยองเกล้า     

 

กลุ่มคำกริยาข้างบนนี้ มีหลักการใช้  คือ

1.  ถ้าใช้ในรูป “Subject + verb + object”  จะมีความหมายว่า “ทำให้” คือตัวประธานเป็นผู้ทำให้เกิดอาการนั้นๆขึ้นแก่ผู้อื่น เช่น

-         The accident frightened the passengers a great deal.(past tense)

(อุบัติเหตุทำให้ผู้โดยสารตกใจอย่างมาก)

-         The exam result disappointed him so much.(past tense)

(ผลสอบทำให้เขาผิดหวังมากทีเดียว)

-         The chairman’s speech confused everyone.(past tense)

(คำพูดของท่านประธานทำให้ทุกคนสับสนงุนงง)

-         The new film interests all viewers.(present tense)

(หนังเรื่องใหม่ทำให้คนดูทั้งหมดสนใจ)

-         The professor’s lecture bores all the class.(present tense)

(การบรรยายของศาสตราจารย์คนนั้นทำให้นักเรียนทั้งชั้นเบื่อ)

2.  ถ้าใช้รูป “Verb + ing” {Subject + is (am, are, was, were) + Verb + ing} หรือ  (Verb + ing + noun)  มีความหมายว่า “น่า............” หรือ  “ซึ่งน่า............”  กริยาที่เติม “ing” พวกนี้ ถือเป็นคำคุณศัพท์  จะวางไว้หลัง Verb to be”  หรือหน้าคำนามก็ได้  เช่น

-         His work is boring. (present tense)

(งานของเขาน่าเบื่อหน่าย)

-         It is a very exciting football match. (present tense)

(มันเป็นการแข่งขันฟุตบอลที่น่าตื่นเต้น)

-         The landscape was so fascinating. (past tense)

(ภูมิประเทศ (ที่นี่) น่าหลงใหลมาก)

-         The employee’s work was disappointing.(past tense)

(งานของลูกจ้างรายนั้นน่าผิดหวัง)

-         The children’s table manners were very embarrassing. (past tense)

(กิริยามารยาทบนโต๊ะอาหารของพวกเด็กๆน่าอับอายมาก)

-         The book is interesting. (present tense)

(หนังสือน่าสนใจ)

-         Her beauty is charming. (present tense)

(ความงามของเธอน่าหลงใหล – มีเสน่ห์)

-         It is surprising to see him at his ex-wife’s wedding. (present tense)

(มันน่าประหลาดใจที่เห็นเขาที่งานแต่งงานของอดีตภรรยา)

{มิได้หมายความว่า “มันกำลังประหลาดใจ  เหมือนกับประโยค “He is walking.  (เขากำลังเดิน) – present continuous tense}

3.  ถ้าเติม “Ed” ข้างหลังคำกริยากลุ่มนี้ แล้ววางตามหลัง “Verb to be” (is, am, are, was, were)  จะมีลักษณะเป็น  “Passive voice” (Subject + is (am, are, was, were) + verb + ed) จะมีความหมายว่า  ประธานเป็นผู้เกิดความรู้สึกนั้นๆขึ้นมา  ซึ่งถ้าแปลตรงๆก็คือ “..........ถูกทำให้รู้สึก............ตื่นเต้น, ตกใจ, ผิดหวัง, พอใจ ฯลฯ..........” แต่ในภาษาไทยนิยมพูดว่า “............มีความรู้สึก........ตื่นเต้น, ตกใจ, ผิดหวัง, พอใจ.....”  เช่น

-        We are interested in German.  (present tense)

(เรามีความสนใจในภาษาเยอรมัน)

-         They are very pleased to see their old friends.  (present tense)

(พวกเขาดีใจมากที่ได้พบเพื่อนเก่า)

-         I was amazed to know of his death.  (past tense)

(ผมตะลึงที่ได้รู้ข่าวการตายของเขา)

-         He was very tired of hard work.  (past tense)

(ผมเหน็ดเหนื่อยมากกับงานหนัก)

-         She was interested in the ballet performance.  (past tense)

(เธอมีความสนใจในการแสดงบัลเล่ต์)

-         We were disappointed to lose the match.  (past tense)

(พวกเราผิดหวังที่แพ้การแข่งขัน)

-         Most people are frightened of the snakes.  (present tense)

(คนส่วนมากกลัวงู)

-         Jim is fascinated by astronomy.  (present tense)

(เขามีความหลงใหลในวิชาดาราศาสตร์)

17. Let’s go to the library, _________________?

(พวกเราไปห้องสมุดกันเถอะ, _________________________ )

(a) do we

(b) don’t we

(c) won’t we

(d) shall we   (เอาไหม)

ตอบ  -  ข้อ  (d)  เนื่องจากประโยคเชิญชวน  ที่ขึ้นต้นด้วย “Let’s”  ในส่วนท้าย  (Tag) จะต้องใช้ “Shall we”  ดูเพิ่มเติมจากประโยคตัวอย่างข้างล่าง

   Let’s ……………….., shall we?” (พวกเรา..................., เอาไหม) เช่น

          - Let’s go for a picnic tomorrow, shall we?

(เราไปปิกนิกกันวันพรุ่งนี้ – เอาไหม)

          - Let’s go for a walk in the evening, shall we?

(เราไปเดินเล่นกันตอนเย็น – เอาไหม)

         - Let’s go swimming next week, shall we?

(เราไปว่ายน้ำกันสัปดาห์หน้า – เอาไหม)

         - Let’s not make a loud noise, shall we?

(เราอย่าส่งเสียงดังกันเลย – เอาไหม)

                 แต่สำหรับประโยคที่ขึ้นต้นด้วย “Let me”“Let him”  “Let her” ต้องถือว่าเป็นประโยคขอร้อง  (คือขออนุญาตให้ผู้พูดหรือผู้ที่ถูกกล่าวถึง  ได้กระทำอะไรบางอย่าง)   ดังนั้น  ในส่วน Tag  ต้องใช้  “will you?” เหมือนในประโยคขอร้องทั่วไปเช่น

-         Let me tell you something, will you?

(ให้ผมบอกอะไรคุณหน่อยได้ไหม)

-         Let me leave the room now, will you?

(ให้ผมออกจากห้องตอนนี้ได้ไหม)

-         Let him do this for me, will you?

(ให้เขาทำสิ่งนี้แทนผมได้ไหม)

-         Let her do as she likes, will you?

(ให้เธอทำตามที่เธอชอบได้ไหม)

-         Let Kim come in first, will you?

(ให้คิมเข้ามาเป็นคนแรกได้ไหม)

           ดูเพิ่มเติมส่วนท้าย  (Tag) ของประโยคขอร้อง  จากประโยคข้างล่าง

-    Do it at once, ______________?

(จงทำมันโดยทันที ______________________ )

(a) don’t you

(b) shall we

(c) do you

(d) will you  (ได้ไหม)

ตอบ  -  ข้อ  (d)  เนื่องจาก “Question tag”  ที่ตามหลังข้อความที่เป็นประโยคคำสั่ง, ขอร้อง เชื้อเชิญ  ในส่วน “Tag”  ให้ใช้“………………., will you ?”เช่น

         - Help me carry this box, will you?

(ช่วยผมแบกกล่องใบนี้หน่อย – ได้ไหม)

        - Open the window, will you?

(เปิดหน้าต่างหน่อย – ได้ไหม)

        - Turn off the light, will you?

(ปิดไฟหน่อย – ได้ไหม)

        - Don’t smoke in the room, will you?

(อย่าสูบบุหรี่ในห้องนะ)

        - Come and see me tomorrow, will you?

(มาพบผมวันพรุ่งนี้ – ได้ไหม)

18. His favourite subject is _________________.

(วิชาที่โปรดปรานของเขา คือ ______________________ )

(a) mathematic

(b) physic

(c) arithmetic   (เลขคณิต)

(d) economic

ตอบ  -  ข้อ (c) เนื่องจากวิชาในข้อที่เหลือ  จะต้องลงท้ายด้วย  “S” ดังประโยคตัวอย่างข้างล่าง

-         Physics _____________ taught in most American universities and said to be much more difficult than social science.

(วิชาฟิสิกซ์ ____________ สอนในมหาวิทยาลัยอเมริกันส่วนใหญ่  และถูกกล่าว

ว่ายากกว่าสังคมศาสตร์อย่างมาก)

(a)       are

(b)      have been

(c)      is   (ถูก)

(d)      will be

ตอบ  –  ข้อ  (c)  เนื่องจากชื่อวิชาที่แม้จะมีรูปพหูพจน์  แต่ต้องใช้กริยาเอกพจน์  เช่นeconomics (เศรษฐศาสตร์), phonetics (วิชาการออกเสียง), statics (สถิตศาสตร์), dynamics (พลศาสตร์), statistics (วิชาสถิติ), psychics  (จิตตศาสตร์), aeronautics  (วิชาการบิน), astrophysics  (วิชาว่าด้วยส่วนประกอบของดวงดาว), aesthetics  (วิชาว่าด้วยหลักความงาม), mathematics (คณิตศาสตร์), politics  (การเมือง), รวมทั้ง  news (ข่าว), mumps (โรคคางทูม), measles  (โรคหัด),  means  (วิธี), ashes  (เถ้าถ่านศพ), alms  (ทาน),  billiards  (กีฬาบิลเลียด), cross-roads  (จุดที่ถนน ๒ สายมาตัดกัน)  เช่น 

          - A cross-roads is a place where two roads cross.

(๔ แยก – หรือทางแยก – คือที่ซึ่งถนน ๒ สายมาตัดกัน)

        - Politics is the subject he is very interested in.

(การเมืองเป็นหัวเรื่องที่เขาสนใจเป็นอย่างมาก)

        - Mathematics is a required subject.

(คณิตศาสตร์เป็นวิชาที่จำเป็น)

        - Statistics is too difficult for me to understand.

(วิชาสถิติยากเกินไปสำหรับผมที่จะเข้าใจ)

19. You’re tired; you _________________ with them.

(คุณเหนื่อยแล้ว  คุณ _________________________ กับเขา)

(a) not ought to go

(b) ought not go

(c) ought to not go

(d) ought not to go   (ไม่ควรไป)

ตอบ  -  ข้อ (d) เนื่องจาก “Ought to = Should + Verb 1” แต่เมื่ออยู่ในรูปปฏิเสธ  ต้องใช้  “Ought not to + Verb 1”  หรือ “Should not + Verb 1

20. After a ________________ breakfast, he ran to the bus stop.

(หลังอาหารเช้าที่ _____________________ เขาวิ่งไปยังป้ายรถเมล์)

(a) hurry   (เร่งรีบ)  (เป็นทั้งคำกริยาและนาม)

(b) hurried   (เร่งรีบ)  (เป็นคำคุณศัพท์)

(c) hurrying

(d) hurry’s

ตอบ  -  ข้อ  (b)  เนื่องจากขยายหน้าคำนาม “Breakfast” จึงต้องอยู่ในรูปคำคุณศัพท์ (Adjective)

หมวดข้อสอบ TOEIC (ตอนที่ 45)

Part V : Sentence Completion  (ส่วนที่ 5 :  การเติมประโยคให้สมบูรณ์)

Choose the best alternative to make a correct sentence.

(จงเลือกข้อที่ดีที่สุดเพื่อทำให้ประโยคมีความถูกต้อง)

1. Very _____________ people in the United States have servants in their home.

(ผู้คน __________________ มากในสหรัฐฯ มีคนรับใช้ในบ้านของตน)

(a) little (น้อย)  (จนแทบไม่มีเลย)  (ใช้กับคำนามนับไม่ได้ – เอกพจน์เสมอ)

(b) a little (น้อย)  (แต่พอมีอยู่บ้าง)  (ใช้กับคำนามนับไม่ได้ – เอกพจน์เสมอ)

(c) few (น้อย) (จนแทบไม่มีเลย)  (ใช้กับคำนามนับได้พหูพจน์)

(d) a few(น้อย)  (แต่พอมีอยู่บ้าง)  (ใช้กับคำนามนับได้พหูพจน์)

ตอบ  -  ข้อ (c) เนื่องจากหลัง “Very” ต้องตามด้วย “Few”  (ใช้กับคำนามนับได้พหูพจน์) หรือ “Little” (ใช้กับคำนามนับไม่ได้ – เอกพจน์เสมอ)  ดังตัวอย่างข้างล่าง

       - Very few people live to the age of 100.

(น้อยคนมากมีอายุยืนถึง ๑๐๐ ปี)

       - Very few students get a scholarship each year.

(นักเรียนน้อยคนมากได้ทุนเล่าเรียนในแต่ละปี)

      - The couple invited very few guests to their wedding ceremony.

(สามีภรรยาคู่นั้นเชิญแขกน้อยมากมาที่งานแต่งงานของตน)

       - Very little knowledge is dangerous.

(ความรู้น้อยมากเป็นอันตราย)  (หมายถึงความรู้น้อยย่อมถูกหลอกต้มได้ง่าย  หรือหาเลี้ยงชีพด้วยความยากลำบาก)

       - Most children from poor families obtain very little education.

(นักเรียนส่วนใหญ่จากครอบครัวที่ยากจน  ได้รับการศึกษาน้อยมาก)

       - People in remote area normally get very little information.

(ผู้คนในพื้นที่ห่างไกล  ปกติแล้วได้รับข้อมูลข่าวสารน้อยมาก)

2. The baby takes three ______________ of cereal with an ounce of milk. 

  (เจ้าเด็กทารกคนนั้นกินธัญพืช (ข้าว) ๓ __________________  พร้อมกับนม ๑ ออนซ์)

(a) spoons full

(b) spoonsfull

(c) spoonsfuls

(d) spoonfuls  (ช้อนเต็มๆ)  (คือ ปริมาณเต็มช้อนหนึ่งๆ)

3. I shall look forward _____________ from you soon.

(ผมจะตั้งตารอ ___________________ จากคุณโดยเร็ว)

(a) to hear

(b) for hear

(c) to hearing  (ที่จะได้ยินข่าว – คือได้รับจดหมายหรือการติดต่อด้วยวิธีอื่นๆ)

(d) for hearing

ตอบ  -  ข้อ  (c)  ดูคำอธิบายเพิ่มเติมจากตัวอย่างประโยคข้างล่าง

-         I wish you and your wife many years of happiness together and look forward ______________ you both.

(ผมขออวยพรให้คุณและภรรยามีความสุขด้วยกันตลอดไป  และหวังอย่างยิ่งกับ  (หรือ “ตั้งตารอ”) ______________________ คุณทั้ง ๒ คน  -  หมายถึงในวันข้างหน้า) 

(a) to see

(b) to seeing  (การได้พบ)

(c) for seeing

(d) to be seeing

ตอบ  -  ข้อ  (b)  เนื่องจาก “To” ที่ตามหลังคำกริยาต่อไปนี้  ถือเป็น Preposition”  จึงต้องตามด้วยคำนามหรือ “Gerund” (Verb + ing)   ได้แก่

Look forward to” (ตั้งตารอคอย), “Object to” (คัดค้าน, ไม่เห็นด้วย),Admit”(ยอมรับ),  “Devote…..to”(อุทิศ............ให้กับ), Dedicate………to” (อุทิศ............ให้กับ), “Apply……to”(ประยุกต์.............เข้ากับ)    ดังประโยคตัวอย่าง  

- She looks forward to buying a new home next year.

(เธอตั้งตาคอยซื้อรถคันใหม่ปีหน้า)

-  He looks forward to his  birthday party next week.

(เขาตั้งตารอคอยงานเลี้ยงวันเกิดของเขาในสัปดาห์หน้า)       

       - We object to going to bed late tonight as we will have to start our trip early tomorrow.

(เราไม่เห็นด้วยกับการนอนดึกคืนนี้  เพราะเราจะต้องออกเดินทางแต่เช้าวันพรุ่งนี้)

     - She objected to his plan to move to London after their marriage.

(เธอคัดค้านแผนการของเขาที่จะย้ายไปลอนดอนหลังการแต่งงาน)

- He admitted to having an extramarital affair that ended in a pregnancy.

(เขายอมรับว่ามีความสัมพันธ์ทางเพศกับคนอื่นที่มิใช่ภรรยา  ซึ่งจบลงด้วยการตั้งครรภ์)

       - He devotes most of his time to studying in the library.

(เขาอุทิศเวลาส่วนใหญ่ให้กับการศึกษาในห้องสมุด)

       - They applied their knowledgegained from training overseas to performing their daily work.  (พวกเขาประยุกต์ความรู้ที่ได้จากการอบรมในต่างประเทศ  เข้ากับการทำงานประจำวัน)

4. We shall die some day; _______________ all men are mortal.

(เราจะต้องตายวันใดวันหนึ่ง;___________________ มนุษย์ทุกคนต้องตาย)

(a) therefore (เพราะฉะนั้น, ดังนั้น)

(b) for (เพราะว่า)

(c) whereas (แต่ทว่า, ในทางตรงกันข้าม, อย่างไรก็ตาม)

(d) not (ไม่, ไม่ใช่)

ตอบ  -  ข้อ  (b)  หรือ อาจใช้ “Because, Since, As” (เพราะว่า, เนื่องจาก)  ก็ได้

5. I wish you _______________ there at that moment.

(ผมปรารถนาว่าคุณ _______________________ ที่นั่นในขณะนั้น)

(a) are

(b) were

(c) had been  (อยู่)

(d) would have been

ตอบ  -  ข้อ  (c)  เนื่องจากเป็นการปรารถนาให้เกิดเหตุการณ์ขึ้นในอดีต  (ให้คุณอยู่ที่นั่นในตอนนั้น  ซึ่งเป็นอดีตที่ผ่านมาแล้ว)  (ความเป็นจริง  คือ  “คุณไม่ได้อยู่ที่นั่นในตอนนั้น”)  ดูคำอธิบายเพิ่มเติมจากตัวอย่างประโยคข้างล่าง

            ตัวอย่างที่ ๑

-         I wish I _____________ German when I was at school.

(ผมปรารถนาว่าผม _______________ ภาษาเยอรมัน  ตอนที่ผมเป็นนักเรียน)

(a) was learning

(b) learnt

(c) had learnt   (ได้เรียนรู้)

(d) have learnt

ตอบ  -  ข้อ  (c)  เนื่องจากเป็นการปรารถนาเหตุการณ์ในอดีต  (สมัยเป็นเด็กนักเรียน)

           ตัวอย่างที่ ๒

-    I wish today ______________ a holiday.

(ผมปรารถนาว่าวันนี้ ______________________ วันหยุด)

(a) is

(b) be

(c) being

(d) were  (เป็น)

ตอบ  –  ข้อ  (d)  เนื่องจากเมื่อใช้  “Wish” แสดงความปรารถนาในสิ่งที่  “ตรงข้ามกับความเป็นจริง”  (คือเหตุการณ์มิได้เป็นจริงตามที่ปรารถนา  -  ผมมิได้เรียนภาษาเยอรมันตอนผมเป็นเด็กนักเรียน)  จะต้องใช้รูป “Subject + wish + that + subject + verb” แต่  that” มักจะละไว้เสมอ  (ไม่เขียนลงในประโยค)  (เรียกการใช้โครงสร้างแบบนี้ว่า   “Past subjunctive”)  โดยมีหลัก คือ

·      ถ้าตรงข้ามกับความจริงในปัจจุบัน  (ปรารถนาเหตุการณ์ปัจจุบัน)  ให้ใช้ Verb เป็น “Past simple” (Verb 2) (สำหรับ “Verb to be  ใช้ “Were”  กับประธานทุกตัว)

- She wishes today were her birthday.

(เธอปรารถนาว่า  วันนี้เป็นวันเกิดของเธอ – แต่จริงๆแล้วไม่ใช่)

- I wish my uncle were here now.

(ผมปรารถนาว่า  ลุงของผมอยู่ที่นี่ในขณะนี้ – แต่จริงๆแล้วไม่ได้อยู่)

- He wishes his father were a millionaire (now).

(เขาปรารถนาว่า  พ่อของเขาเป็นเศรษฐี  –  แต่จริงๆแล้วไม่ได้เป็น)

- I wish I had a bigger house (now).

(ผมปรารถนาว่าผมมีบ้านหลังใหญ่กว่านี้  –  แต่จริงๆแล้วมีบ้านหลังเล็ก)

- They wish they could speak Japanese (now).

(พวกเขาปรารถนาว่า สามารถพูดภาษาญี่ปุ่นได้  –  แต่จริงๆแล้วพูดไม่ได้)

·      ถ้าตรงข้ามกับความจริงในอดีต(ปรารถนาเหตุการณ์ในอดีต)  ให้ใช้ Verb”เป็น “Past perfect” (Had + verb 3) เช่น

- I wish yesterdayhad been a holiday.

(ผมปรารถนาว่า  เมื่อวานนี้เป็นวันหยุด – แต่จริงๆแล้วไม่ได้เป็น)

- She wishes her father had been a millionaire (last year). (เธอปรารถนาว่า  พ่อของเธอเป็นเศรษฐี  (เมื่อปีที่แล้ว) – แต่จริงๆแล้วไม่ได้เป็น)

- He wished he had been a bird (a long time ago).

(เขาปรารถนาว่า  เขาเป็นนก (เมื่อนานมาแล้ว) – แต่จริงๆแล้วไม่ได้เป็น)

-         I wish my uncle had been here yesterday.

(ผมปรารถนาว่า  ลุงของผมอยู่ที่นี่เมื่อวานนี้ – แต่จริงๆแล้วไม่ได้อยู่)

·      ถ้า “Wish”  ใช้กับอนาคต  (Future) ให้ใช้ “Verb” เป็นWould”“Should”  “Could”  “Might”  ความหมาย คือ คงไม่เกิดเหตุการณ์ตามที่ปรารถนา  หรือมีโอกาสเกิดขึ้นได้ยากเช่น

- I wish my wife would be here tomorrow.

(ผมปรารถนาว่า  ภรรยาของผมอยู่ที่นี่ในวันพรุ่งนี้  –  แต่จริงๆแล้วคงไม่ได้อยู่ หรือมีโอกาสเกิดขึ้นได้น้อยมาก)

- She wishes she could come to my party next week.

(เธอปรารถนาว่า  เธอสามารถมางานเลี้ยงของผมสัปดาห์หน้า  –  แต่จริงๆแล้วคงไม่ได้มา  หรือมีโอกาสเกิดขึ้นน้อยมาก)

- They wish they would graduate from the university next semester.

(พวกเขาปรารถนาว่า  จะเรียนจบจากมหาวิทยาลัยในเทอมหน้า–แต่คงจะไม่จบ หรือมีโอกาสเกิดขึ้นน้อยมาก)

อย่างไรก็ตาม  เมื่อใช้ “Wish” แสดงความปรารถนาในแบบปกติธรรมดา จะมีโครงสร้าง“Wish + to + verb 1”ซึ่งความปรารถนาดังกล่าวอาจจะเป็นจริงหรือไม่เป็นจริงก็ได้ เช่น

- They wish to meet their friends again next year.

(พวกเขาปรารถนาจะได้พบเพื่อนอีกในปีหน้า)

- She wishes to leave now.

(เธอปรารถนาจะจากไปในตอนนี้)

- He wishes to visit London next month.

(เขาปรารถนาจะไปเที่ยวลอนดอนเดือนหน้า)

- They wished to pass the exam this term.

(พวกเขาปรารถนาจะสอบผ่านเทอมนี้)

สำหรับอีกโครงสร้างหนึ่ง คือ  “Wish +กรรม+ noun”มีความหมาย คือ ขออวยพรให้” เช่น

- She wished them a Merry Christmas and a Happy New Year(เธออวยพรวันคริสมาสต์และปีใหม่ให้พวกเขา)

- He wishes his parents a long and happy life.

(เขาอวยพรให้พ่อแม่มีชีวิตยืนยาวและมีความสุข)

- I wish you success.

(ผมขออวยพรให้คุณประสบความสำเร็จ)

6. Your daughter is very ill.  Why didn’t you send _______________ a doctor?

(ลูกสาวของคุณป่วยหนัก  ทำไมคุณจึงไม่ ________________ หมอ)

(a)    to

(b)   for (ตามหา, เรียกหา)

(c)    after

(d)   her

ตอบ  -  ข้อ  (b)  “Send for”  หมายถึง  ตามตัวมา, เรียกตัวมา, เรียกหา, ตามหา(โดยการส่งข่าวสารไปถึงผู้นั้น)  ในข้อนี้ คือ “ตามหมอมา

7. Did you leave a message _______________ his servant?

(คุณได้ฝากข้อความ ___________________ คนรับใช้ของเขาหรือปล่าว)

(a) with  (ไว้กับ)

(b) to

(c) by

(d) for

ตอบ  -  ข้อ  (a)  ส่วน  “Leave it to someone”  หมายถึง “ปล่อยให้ผู้นั้นรับผิดชอบเรื่องนั้น หรือรับมือกับสถานการณ์นั้น”เช่น

- Leave it to the repairman, he will fix your car.

(ปล่อยให้เป็นเรื่องของนายช่างคนนั้น  เขาจะซ่อมรถของคุณเอง)

8. I wish I could _______________ drinking.

(ผมปรารถนาว่าผมสามารถ _________________การดื่มเหล้า)

(a) give way

(b) give away  (ยกให้ไป)

(c) give up  (ยุติ, เลิก)

(d) give out  (แจก, แจกจ่าย)

9. I am _______________ weak to lift this heavy stone.

(ผมอ่อนกำลัง (อ่อนแอ) _________________ ที่จะยกหินหนักก้อนนี้)

(a) so

(b) very

(c) too   (เกินไป, มากเกินไป)

(d) quite

ตอบ  -  ข้อ  (c)  สำหรับโครงสร้างที่แตกต่างกัน  แต่มีความหมายเหมือนกันมีดังนี้ คือ

         - I am too weak to lift this heavy stone.

         - I am very (หรือ so, quite) weak and I cannot lift this heavy stone.

        - I am not strong enough to lift this heavy stone.

         - I am so weak that I cannot lift this heavy stone.

         - I am such a weak person that I cannot lift thisheavy stone.

ตัวอย่างประโยคอื่นๆที่มีโครงสร้างต่างกัน  แต่ความหมายเหมือนกัน เช่น

          - The car is too small for us to get into it.

(รถยนต์คันนั้นเล็กเกินไปสำหรับเราที่จะเข้าไปนั่งได้)

           - The car is very (หรือ so, quite) small and we cannot get into it.

        - The car is not big enough for us to get into it.

        - The car is so small that we cannot get into it.

        - It is so small a car that we cannot get into it.

        - It is such a small car that we cannot get into it.

หมายเหตุ  -  ประโยคทั้งหมดข้างบนมีความหมายเหมือนกัน

10. This is the house ________________ I live in.

(นี่คือบ้าน (ซึ่ง) _______________________ ผมอาศัยอยู่)

(a) where

(b) at

(c) in which

(d) (No word is needed.)  (ไม่ต้องเติมคำใดๆ)

ตอบ  -  ข้อ (d)  ดูคำอธิบายเพิ่มเติมจากประโยคตัวอย่างข้างล่าง

-        The hotel ___________ was very comfortable.

(โรงแรม __________ มีความสะดวกสบายมาก)

    (a) which I slept last week

    (b) that I slept last week

    (c) where I slept in last week  (ผิด เพราะมี “where”  แล้ว ห้ามใช้in”อีก)

    (d) in which I slept last week  (ซึ่งผมนอนเมื่ออาทิตย์ที่แล้ว)

ตอบ  –  ข้อ (d) เนื่องจาก “in which” มีความหมายเท่ากับ “where”  สำหรับข้อนี้  นอกจากตอบในแบบข้อ (d) แล้ว  ยังสามารถใช้ในรูปอื่นๆ ได้อีก คือ

      - (d) in which I slept last week

      - which I slept in last week

      - that I slept in last week

      - where I slept last week

หมายเหตุ  –  ห้ามใช้  “in that I slept last week

             สำหรับประโยคในข้อ  ๑๐  สามารถใช้ได้หลายรูปแบบเช่นเดียวกัน  (โดยมีความหมายเหมือนกัน)   คือ

-   This is the house I live in

-   This is the house where I live.

-   This is the house in which I live.

-   This is the house which I live in.

-   This is the house that I live in.

11. How _______________ do you have your car washed?

(คุณล้างรถของคุณ (คือให้ผู้อื่นล้างให้) ____________________ เพียงใด)

(a) much  (มาก)

(b) many times  (กี่ครั้ง)

(c) often  (บ่อย)

(d) long  (นาน, ยาว)

ตอบ  -  ข้อ  (c)  เนื่องจากถามเกี่ยวกับ “ความถี่” (Frequency)   สำหรับข้อ (b)  ก็ใช้ได้เช่นเดียวกัน  แต่ต้องแก้เป็น “How many times in a week (month) do you have your care washed?”  หรือ “How many times do you have your car washed in a week (month)?

12. You ought _______________ for her last night.

(คุณควรจะ ______________________ เธอเมื่อคืนที่ผ่านมา)

(a) wait

(b) to wait

(c) to have waited  (ได้รอคอย)

(d) have waited

ตอบ  -  ข้อ  (c)  เนื่องจาก  “Ought + to + Verb 1” (= Should + Verb 1) (= ควรที่จะ)  มีความหมายเป็นปัจจุบันและอนาคต  ว่าควรทำเช่นนั้นเช่นนี้  แต่ถ้าต้องการบอกว่า  “ควรทำในอดีต”  (แต่ก็ไม่ได้ทำ)  เช่น ประโยคในข้อ ๑๒ มีความหมายว่า  “คุณควรที่จะได้รอคอยเธอเมื่อคืนนี้”  (แต่ในความเป็นจริงคือ  “คุณมิได้รอเธอ”)  ซึ่งจะต้องใช้โครงสร้าง  “Ought + to + have + Verb 3” ดังตัวอย่างประโยคข้างล่าง

         - I ought to (should) have told you the truth last year.

(ผมควรที่จะได้บอกความจริงแก่คุณเมื่อปีที่แล้ว  -  แต่ก็ไม่ได้บอก)

      - She ought to (should) have applied for that highly paid job (last month).

(เธอควรที่จะได้สมัครงานเงินเดือนสูงนั้น – เมื่อเดือนที่แล้ว –  แต่ก็ไม่ได้สมัคร)

      - They ought to (should) have visited their mother before she died. 

(พวกเขาควรที่จะได้ไปเยี่ยมแม่ของตัวเองก่อนที่เธอตาย  -  แต่ก็มิได้ไปเยี่ยม)

13. Our plane will arrive ________________ Tokyo at noon.

(เครื่องบินของเราจะมา ___________________ โตเกียวในตอนเที่ยง)

(a) at

(b) in  (ถึง)

(c) to

(d) into

(e) (No word is needed.)

ตอบ  -  ข้อ  (b) “Arrive in” = มาถึง เมือง หรือ ประเทศ  ดูคำอธิบายเพิ่มเติมจากประโยคตัวอย่างข้างล่าง

-         This year the annual meeting takes place ______________ Seattle.

(ปีนี้  การประชุมประจำปีจัดขึ้น (เกิดขึ้น) ____________ เมืองซีแอ็ตเติ้ล)

(a) on

(b) for

(c) in   (ใน)

(d) by

หมายเหตุ  –  ตอบข้อ  (c)  เนื่องจาก  “เมือง” และ “ประเทศ” ต้องใช้  Preposition “in”  สำหรับวลีที่ต้องใช้กับ  Preposition “In”  มีดังนี้  “interested in”  (สนใจใน), “qualified in”  (มีคุณสมบัติในเรื่อง), “weak in”  (อ่อนในเรื่อง), “deficient in  (ขาดหรือบกพร่องในเรื่อง), “proficient in”  (ชำนาญหรือคล่องแคล่วในเรื่อง), “successful in”  (ประสบความสำเร็จในเรื่อง), “disappointed in”  (ผิดหวังในเรื่อง), “in a box”  (ในกล่อง), “in a pocket”  (ในกระเป๋า), “sit in an armchair”  (นั่งในเก้าอี้ท้าวแขน), “in bed”  (ในเตียงหรือบนเตียง), “in the bath”  (ในอ่างน้ำ), “in her hand”  (ในมือของเธอ), “in each other’s arms”  (ในอ้อมแขนของกันและกัน),“in the area”  (ในพื้นที่), “in the garden”  (ในสวน), “in the air”  (ในอากาศ), “in the middle of the room”  (ที่กลางห้อง), “in the direction of”  (ในทิศทางของ), “in a restaurant”  (ในภัตตาคาร), “in the bathroom”  (ในห้อง น้ำ), “in school”  (ในโรงเรียน), “in hospital”  (ในโรงพยาบาล), “in the kitchen”  (ในครัว), “in the shop window”  (ในตู้โชว์กระจกของร้าน), “in a mirror”  (ในกระจก), “in a lake”  (ในทะเลสาบ), “in black suit”  (ในชุดดำ), “in the water”  (ในน้ำ), “write in ink”  (เขียนด้วยหมึก), “write in pencil”  (เขียนด้วยดินสอ), “in the first chapter”  (ในบทที่ ๑), “in the film”  (ในภาพยนตร์), “wait in the queue”  (รออยู่ในแถว), “be in a play”  (ร่วมแสดงละคร), “in April”  (ในเดือนเมษายน), “in  2016”  (ในปี ๒๐๑๖), “in the morning (afternoon, evening)”  (ในตอนเช้า-บ่าย-เย็น), “in recent years”  (ในช่วงไม่กี่ปีมานี้), “in the winter (summer, spring)”  (ในหน้าหนาว-ร้อน-ใบไม้ผลิ), “in the meantime”  (ในระหว่างนั้น), “in two months”  (ภายใน ๒ เดือน), “in my absence”  (ตอนที่ผมไม่อยู่), “in the aftermath of the accident”  (ภายหลังจากอุบัติเหตุ), “in half an hour”  (ภายในครึ่งชั่วโมง), “in two minutes”  (ใน ๒ นาที), “in ancient society”  (ในสังคมสมัยโบราณ), “in nature”  (ในธรรมชาติ), “in these circumstances”  (ในสภาพแวดล้อมเหล่านี้), “in this situation”  (ในสถานการณ์เช่นนี้), “in a state of near chaos”  (อยู่ในสภาวะใกล้จลาจล), “in a position to help others”  (อยู่ในฐานะที่ช่วยคนอื่นได้), “in the sun”  (ท่ามกลางแสงอาทิตย์) “in the dark”  (ในหรือท่ามกลางความมืด), “in the dim light”  (ท่ามกลางแสงสลัวๆ), “in her voice”  (ในน้ำเสียงของเธอ), “in love”  (ในความรัก-ตกหลุมรัก), “in a state of shock”  (อยู่ในสภาวะช็อค), “in low spirits”  (ในสภาพจิตใจหดหู่หรือตกต่ำ), “in a temper”  (ด้วยความโกรธหรือในอารมณ์โกรธ), “in favor of free speech”  (เห็นด้วยกับการพูดแบบมีเสรี), “cry out in pain”  (ร้องด้วยความเจ็บปวด), “look up in surprise”  (เงยหน้ามองด้วยความประหลาดใจ), “in an effort to”  (ในความพยายามที่จะ), “in response to”   (เพื่อตอบสนองต่อ), “in answer to”  (เพื่อเป็นการตอบ), “have confidence in”  (มีความเชื่อมั่นใน), “take interest in”  (สนใจใน), “a course in Chinese”  (คอร์สภาษาอังกฤษ), “an expert in”  (ผู้เชี่ยวชาญในเรื่อง.....), “make money in business”  (หาเงินในธุรกิจ), “make his career in music”  (ประกอบอาชีพทางดนตรี), “in his old age”  (ในวัยชราของเขา), “a woman in her twenties”  (ผู้หญิงในวัย ๒๐ – ๒๙), “in my opinion”  (ในความเห็นของผม), “in her view”  (ในทัศนะของเธอ), “recruit workers in hundreds”  (รับคนงานเป็นร้อยๆ), “in my experience”  (จากประสบการณ์ของผม), “in her own eyes”  (ในสายตาของเธอ), “speak in Italian”  (พูดภาษาอิตาเลียน), “speak in a calm voice”  (พูดด้วยน้ำเสียงที่สงบ), “his complaints in writing”  (การร้องเรียนของเขาเป็นลายลักษณ์อักษร), “in financial difficulty”  (ในสภาวะยุ่งยากทางการเงิน), “$100,000 in cash”  (เป็นเงินสด ๑๐๐,๐๐๐ เหรียญ), “dressed in black”  (ใส่ชุดสีดำ), “in real danger”  (ตกอยู่ในอันตรายอย่างแท้จริง), “in the planning stage”  (ในขั้นตอนการวางแผน), “10 meters in length”  (ยาว ๑๐ เมตร), “cut it in two”  (ตัดมันออกเป็น ๒ ส่วน), “shrink in size”  (มีขนาดเล็กลง), “join in”  (ร่วมวงด้วย), “a one in five chance of success”  (โอกาสสำเร็จ ๑ ใน ๕), “the pain in my feet”  (การเจ็บที่เท้าของผม), “the hole in his shirt”  (รู – รอยขาด – ในเสื้อเชิร์ตของเขา), “was shot in the leg”  (ถูกยิงที่ขา), “in fashion”  (กำลังเป็นที่นิยม), “result in his death”  (ส่งผลให้เขาตาย), “believe in”  (เชื่อมั่น-ศรัทธาใน), “in the first place”  (ในประการแรก)  (แล้วตามด้วยเหตุผลที่ต้องการจะบอก)  เป็นต้น

14. We don’t allow anyone _______________ in this pond.

(เราไม่อนุญาตให้ใครก็ตาม ____________________ ในสระน้ำนี้)

(a) swim

(b) swimming

(c) to swim  (ว่ายน้ำ)

(d) for swimming

ตอบ  -  ข้อ  (c)  เนื่องจาก  “Allow + กรรม + to + Verb 1ดูคำอธิบายเพิ่มเติมจากประโยคตัวอย่างข้างล่าง

-    He told one of the men _____________ with his back against the wall. 

(เขาบอกชายคนหนึ่งให้ __________________ โดยเอาหลังชิด (หรือพิง) กำแพง)

(a) turn and sit

(b) to turn and sit  (หันมาและนั่ง)

(c) turned and sat

(d) turning and sitting

ตอบ  -  ข้อ  (b)  เนื่องจาก  “Subject + tell + กรรม  + to + Verb 1”  กล่าวคือ

กริยาที่อยู่หลังกรรมรอง (บุคคลหรือสิ่งของ) ของคำกริยาต่อไปนี้  จะต้องเป็นรูป  Infinitive with to” (To + Verb 1)   เสมอ  ได้แก่  “Cause,  Force,  Compel,  Invite,  Advise,  Instruct,  Persuade,  Allow,  Permit,  Encourage,  Press,  Warn,  Order,  Request,  Tempt,  Teach,  Tell,  Oblige”  ตัวอย่างประโยค  เช่น

-         We ordered him to leave

(เราสั่งให้เขาไปซะ)

-         She forced her servant to finish the work by noon.

 (เธอบังคับให้สาวใช้ทำงานให้เสร็จในตอนบ่าย)

-         They invited her to go to their party. 

(พวกเขาเชิญเธอไปร่วมงานเลี้ยง)

-         The teacher instructed him to study hard.

 (ครูแนะนำเขาให้ขยันเรียน)

-         I told him to play outside. 

(ผมบอกให้เขาไปเล่นข้างนอก)

-         She taught him (how) to cook.

 (หล่อนสอนเขา (วิธี) ปรุงอาหาร)

-         We encouraged her to fight against cancer.

 (พวกเราให้กำลังใจเธอต่อสู้กับมะเร็ง)

-         The flood caused the train to move slowly. 

(น้ำท่วมเป็นเหตุให้รถไฟเคลื่อนไปอย่างช้าๆ)

-         She requested him to buy her a new dress.

 (เธอขอร้องเขาให้ซื้อเสื้อผ้าชุดใหม่ให้เธอ)

-         The manager advised his staff to work harder.

 (ผู้จัดการแนะให้สตาฟของเขาทำงานให้หนักขึ้น)

15. I am ________________ in science, not in English.

(ผม _______________________ ในวิทยาศาสตร์  มิใช่ภาษาอังกฤษ)

(a) interest

(b) interesting  (น่าสนใจ)

(c) interested  (มีความสนใจ)

(d) to interest  (ทำให้สนใจ)

ตอบ  -  ข้อ (c)  ดูคำอธิบายเพิ่มเติมจากประโยคตัวอย่างข้างล่าง

           ตัวอย่างที่ ๑

-    He is ______________ a house.

(เขา ______________________ บ้าน)

(a) interest at to rent

(b) interesting in rent

(c) interested at renting

(d) interested in renting  (มีความสนใจในการเช่า)

ตอบ  -  ข้อ  (d)

          ตัวอย่างที่ ๒

         -  It will take me quite some time to get him _____________ in buying your land. 

(ผมจะต้องใช้เวลานานทีเดียวที่จะทำให้เขา _______ ___________ในการซื้อที่ดินของคุณ)

(a) to interest (ทำให้สนใจ)

(b) being interesting

(c) interested  (มีความสนใจ)

(d) interesting  (น่าสนใจ)

ตอบ  -  ข้อ (c)

             ตัวอย่างที่ ๓

           The little girl was very ______________ when her father promised to buy her a doll.  

(เด็กหญิงเล็กๆคนนั้น _________________ มาก  เมื่อพ่อของเธอสัญญาว่าจะซื้อตุ๊กตาให้เธอ)

(a) exciting  (น่าตื่นเต้น)

(b) excited  (ตื่นเต้น)

(c) excite  (ทำให้ตื่นเต้น)

(d) excitable  (สามารถตื่นเต้นได้)

ตอบข้อ (b)  ดูเปรียบเทียบกับประโยคข้างล่าง

-   The results of the traveler preference survey are surprising.

 (ผลลัพธ์ของการสำรวจความนิยมของนักเดินทาง – ท่องเที่ยว – น่าประหลาดใจ )

หมายเหตุ  –  ประโยคข้างบนนี้ต้องใช้  “surprising” เนื่องจาก  “surprise” เป็นคำกริยาที่มีความหมายว่า  “ทำให้ประหลาดใจ”  แต่ถ้าใช้ในรูป  “is (are, was, were) surprising”  จะมีความหมายว่า  “น่าประหลาดใจ”   ส่วนเมื่อใช้ในรูป  “is (am, are, was, were) surprised” จะมีความหมายว่า  มีความรู้สึกประหลาดใจ” ดังตัวอย่างประโยค เช่น

-         The result of the exam surprised her.

(ผลสอบทำให้เธอประหลาดใจ)

-         She was surprised at the result of the exam.

(เธอมีความรู้สึกประหลาดใจกับผลสอบ)

-         The result of the exam was surprising.

(ผลสอบน่าประหลาดใจ)

คำกริยาประเภทเดียวกับ “surprise”  ได้แก่

satisfy – ทำให้พอใจ

excite – ทำให้ตื่นเต้น

disappoint – ทำให้ผิดหวัง

attract – ทำให้หลงใหล, ดึงดูด

interest – ทำให้สนใจ

amuse – ทำให้สนุกหรือขบขัน

please –ทำให้ยินดี-พอใจ

annoy – ทำให้รำคาญ-ขุ่นเคือง

bore – ทำให้เบื่อ

tire – ทำให้เหน็ดเหนื่อยหรือเบื่อ

frighten – ทำให้ตกใจ

confuse – ทำให้สับสนหรืองุนงง

surprise – ทำให้ประหลาดใจ

amaze – ทำให้ทึ่ง, ทำให้ตะลึง

delight – ทำให้ยินดี

exhaust – ทำให้หมดแรง

fascinate – ทำให้หลงใหล, ทำให้หลงเสน่ห์

charm – ทำให้หลง

convince – ทำให้เชื่อ

tempt – ทำให้หลงใหล, ยั่วยวน-ล่อใจ

entertain – ทำให้เพลิดเพลิน

embarrass –ทำให้ขวยเขิน-กระดากอาย

puzzle –ทำให้งง

thrill – ทำให้ตื่นเต้น

upset – ทำให้รำคาญ-ไม่สบายใจ

irritate – ทำให้โมโห, ทำให้ระคายเคือง

exasperate –ทำให้โกรธ

astonish –ทำให้ประหลาดใจ, ทำให้ตกใจ

infuriate –ทำให้โกรธ, ทำให้เดือดดาล

horrify –ทำให้กลัว, ทำให้ขนพองสยองเกล้า

 

กลุ่มคำกริยาข้างบนนี้ มีหลักการใช้  คือ

1.  ถ้าใช้ในรูป “Subject + verb + object”  จะมีความหมายว่า “ทำให้” คือตัวประธานเป็นผู้ทำให้เกิดอาการนั้นๆขึ้นแก่ผู้อื่น เช่น

-         The accident frightened the passengers a great deal.(past tense)

(อุบัติเหตุทำให้ผู้โดยสารตกใจอย่างมาก)

-         The exam result disappointed him so much.(past tense)

(ผลสอบทำให้เขาผิดหวังมากทีเดียว)

-         The chairman’s speech confused everyone.(past tense)

(คำพูดของท่านประธานทำให้ทุกคนสับสนงุนงง)

-         The new film interests all viewers.(present tense)

(หนังเรื่องใหม่ทำให้คนดูทั้งหมดสนใจ)

-         The professor’s lecture bores all the class.(present tense)

(การบรรยายของศาสตราจารย์คนนั้นทำให้นักเรียนทั้งชั้นเบื่อ)

2.  ถ้าใช้รูป “Verb + ing” {Subject + is (am, are, was, were) + Verb + ing} หรือ  (Verb + ing + noun)  มีความหมายว่า “น่า............” หรือ  “ซึ่งน่า............”  กริยาที่เติม “ing” พวกนี้ ถือเป็นคำคุณศัพท์  จะวางไว้หลัง Verb to be”  หรือหน้าคำนามก็ได้  เช่น

-         His work is boring. (present tense)

(งานของเขาน่าเบื่อหน่าย)

-         It is a very exciting football match. (present tense)

(มันเป็นการแข่งขันฟุตบอลที่น่าตื่นเต้น)

-         The landscape was so fascinating. (past tense)

(ภูมิประเทศ (ที่นี่) น่าหลงใหลมาก)

-         The employee’s work was disappointing.(past tense)

(งานของลูกจ้างรายนั้นน่าผิดหวัง)

-         The children’s table manners were very embarrassing. (past tense)

(กิริยามารยาทบนโต๊ะอาหารของพวกเด็กๆน่าอับอายมาก)

-         The book is interesting. (present tense)

(หนังสือน่าสนใจ)

-         Her beauty is charming. (present tense)

(ความงามของเธอน่าหลงใหล – มีเสน่ห์)

-         It is surprising to see him at his ex-wife’s wedding. (present tense)

(มันน่าประหลาดใจที่เห็นเขาที่งานแต่งงานของอดีตภรรยา)

{มิได้หมายความว่า “มันกำลังประหลาดใจ  เหมือนกับประโยค “He is walking.  (เขากำลังเดิน) – present continuous tense}

3.  ถ้าเติม “Ed” ข้างหลังคำกริยากลุ่มนี้ แล้ววางตามหลัง “Verb to be” (is, am, are, was, were)  จะมีลักษณะเป็น  “Passive voice” (Subject + is (am, are, was, were) + verb + ed) จะมีความหมายว่า  ประธานเป็นผู้เกิดความรู้สึกนั้นๆขึ้นมา  ซึ่งถ้าแปลตรงๆก็คือ “..........ถูกทำให้รู้สึก............ตื่นเต้น, ตกใจ, ผิดหวัง, พอใจ ฯลฯ..........” แต่ในภาษาไทยนิยมพูดว่า “............มีความรู้สึก........ตื่นเต้น, ตกใจ, ผิดหวัง, พอใจ.....”  เช่น

-        We are interested in German.  (present tense)

(เรามีความสนใจในภาษาเยอรมัน)

-         They are very pleased to see their old friends.  (present tense)

(พวกเขาดีใจมากที่ได้พบเพื่อนเก่า)

-         I was amazed to know of his death.  (past tense)

(ผมตะลึงที่ได้รู้ข่าวการตายของเขา)

-         He was very tired of hard work.  (past tense)

(ผมเหน็ดเหนื่อยมากกับงานหนัก)

-         She was interested in the ballet performance.  (past tense)

(เธอมีความสนใจในการแสดงบัลเล่ต์)

-         We were disappointed to lose the match.  (past tense)

(พวกเราผิดหวังที่แพ้การแข่งขัน)

-         Most people are frightened of the snakes.  (present tense)

(คนส่วนมากกลัวงู)

-         Jim is fascinated by astronomy.  (present tense)

(เขามีความหลงใหลในวิชาดาราศาสตร์)

16. He made that mistake because he ________________ experience.

(เขาทำความผิดนั้น  เพราะว่าเขา ____________________ ประสบการณ์)

(a) was lack of

(b) was in lacked of

(c) lacked of

(d) lacked  (ขาด, ขาดแคลน, ปราศจาก, ไม่มี, การขาดแคลน, ความไม่มี, ความไม่เพียงพอ)

ตอบ  -  ข้อ (d)  เนื่องจาก “Lack” เป็นทั้งคำกริยาและคำนาม  เมื่อเป็นคำกริยา ตามด้วยกรรมเลย  ไม่ต้องมี “Of” แต่เมื่อใช้เป็นคำนาม  ต้องตามด้วย “Of” และต่อด้วยกรรม  ดังประโยคตัวอย่าง

          - They lacked confidence to go on with the project.

(พวกเขาขาดความเชื่อมั่นที่จะดำเนินโครงการต่อไป)

       - The contract lacks a signature of both parties.

(สัญญาขาดลายเซ็นของทั้ง ๒ ฝ่าย)

       - Many poor nations lack raw materials for the production of their goods.  (ประเทศยากจนจำนวนมากขาดแคลนวัตถุดิบสำหรับการผลิตสินค้าของตน)

       - I hated the lack of privacy in the dormitory.

(ผมเกลียดการขาดความเป็นส่วนตัวในหอพัก)

       - He was not a stern man at all, in spite of his lack of humor.

(เขามิใช่คนที่เข้มงวด-เคร่งครัด หรือไม่ยอมผ่อนผัน  ทั้งๆที่ขาดอารมณ์ขัน)

       - Lack of proper funding is making our job more difficult.

(การขาดแคลนการอุดหนุนเงินที่เหมาะสม  กำลังทำให้งานของเรายากลำบากยิ่งขึ้น)

       - His department was shut down for lack of funds.

(แผนกของเขาถูกปิดลงเนื่องจากขาดแคลนเงินทุน)

17. “When did you last have a holiday?”

“คุณมีวันหยุดพักผ่อนครั้งสุดท้ายเมื่อไหร่”

“_______________________”

(a)    No, I didn’t have a holiday last year.  (เปล่าครับ  ผมไม่มีวันหยุดเมื่อปีที่แล้ว)

(b) It lasted two weeks.  (มันกินเวลาหรือนาน ๒ สัปดาห์)

(c) This time last year.  (เวลานี้  ปีที่แล้ว)

(d) Yes, I did.  (ใช่แล้วครับ  ผมทำ)

18. Can she do it _______________ herself or does she need help?

(เธอสามารถทำมัน ______________________ ตัวเธอเอง  หรือเธอต้องการความช่วยเหลือ)

(a) for

(b) with

(c) by (โดย)

(d) of

ตอบ  -  ข้อ  (c)  ดูคำอธิบายเพิ่มเติมเกี่ยวกับ “By”  ในประโยคตัวอย่างข้างล่าง

-        American children learn Lincoln’s Gettysburg speech ________________.  

(เด็กๆ อเมริกัน เรียนสุนทรพจน์ที่เมืองเก็ตตีสเบิร์กของประธานาธิบดีลิงคอล์น  - กล่าวไว้อาลัยทหารที่ตายในการสู้รบกับทหารของฝ่ายใต้  ในสงครามกลางเมืองของอเมริกาเพื่อเลิกทาส - ___________________)

(a)   in heart

(b)  by heart  (โดยการท่องจำ)

(c)   with heart

(d)  to heart

ตอบ  –  ข้อ  (b) เนื่องจาก “By heart” หมายถึง  “โดยการท่องจำ”  (เด็กๆเรียนสุนทรพจน์ดังกล่าวด้วยการท่องจำ)  สำหรับวลีที่ใช้กับ “By” ได้แก่ “by car” (= in a car) (โดยรถยนต์)  “by bus” (= in a bus)(โดยรถประจำทาง)  “by train” (= in a train) (โดยรถไฟ)  “by plane” (= in a plane) (โดยเครื่องบิน)  “by air”  (โดยทางอากาศ)  “by sea”(โดยทางทะเล)  “by telephone” (โดยทางโทรศัพท์)  “by telegram” (โดยทางโทรเลข)  “by letter” (โดยทางจดหมาย)  “by trade”  (โดยทางการค้า)  “by radio”  (โดยทางวิทยุ)  “by force” (โดยใช้กำลัง)  “I know him (them) by name”  (ผมรู้จักเขาแต่ชื่อ - ไม่เคยพบตัว)  “by himself/herself” (โดยตัวเขา/เธอเอง  ตามลำพัง หรือ ไม่มีใครช่วย)  “by machinery”  (โดยเครื่องจักร)  “by hand” (= with his hands) {(ทำ) ด้วยมือ} “The room is 20 feet by 10 feet.”  (ห้องยาว ๒๐ ฟุต กว้าง ๑๐ ฟุต)  “Sugar is sold by the pound/kilogram.” (= by weight){น้ำตาลถูกขายเป็นปอนด์/กิโลกรัม =  (ขาย) เป็นน้ำหนัก}  “remarks by Mr. Schmidt”  (คำพูดโดยมิสเตอร์ชมิดท์)  “She was brought up by her aunt.”  (เธอได้รับการอบรม-เลี้ยงดูโดยป้าของเธอ)  “new legislation announced by the government”  (กฎหมายใหม่ประกาศโดยรัฐบาล)  “I was startled by his anger.”  (ผมสะดุ้งตกใจจากความโกรธของเขา)   “by and large” (= on the whole)  (โดยทั่วๆไป, เมื่อพิจารณาทุกด้านแล้ว)  “by mistake”  (โดยการเข้าใจผิด)  “by accident” (โดยอุบัติเหตุ, โดยมิได้ตั้งใจ)  “by degrees”  (ทีละน้อย)  “by the way” (อ้อ, เอ้อ, อนึ่ง – ใช้พูดเกริ่นนำ ก่อนจะเข้าเรื่อง)  “by all means” (โดยแน่นอน)  “by no means” (ไม่โดยแน่นอน)  “by-pass” (= short cut)  (ทางลัด)  “passer-by”(ผู้ที่ผ่านไปมา)  “by-gone”  (สิ่งหรือเรื่องที่ผ่านไปแล้ว)  “by-product”  (ผลพลอยได้)  “I will pay by cheque.” (ผมจะจ่ายเป็นเช็ค)  “read a book by candlelight”  (อ่านหนังสือโดยใช้แสงเทียน)  “by chance” (โดยบังเอิญ)  “She came in by the back door.” (เธอเข้ามาทางประตูหลัง)  “I sat by her bed.” (ผมนั่งข้าง – หรือใกล้ – เตียงของเธอ)  “by 1960”  (ราวๆ ปี ๑๙๖๐)  “By the time I went to bed, I was absolutely exhausted.”  (ราวๆเวลาที่ผมเข้านอน  ผมเหน็ดเหนื่อยโดยสิ้นเชิง)  “He is rich by Chinese standards.”  (เขาร่ำรวย  โดยมาตรฐานของชาวจีน)  “She was standing by herself in a corner of the room.(เธอกำลังยืนอยู่ตามลำพัง – คนเดียว – ที่มุมห้องด้านหนึ่ง)  “I think I could manage by myself.”  (ผมคิดว่าผมสามารถทำสำเร็จด้วยตัวของผมเอง – โดยไม่ต้องมีคนคอยช่วยเหลือ)   “Twelve divided by three is four.”  (๑๒ หารด้วย ๓ เหลือ ๔)  “Multiply the amount by three.”  (จงคูณจำนวนนั้นด้วย ๓) “Cars are now made by the million.”  (รถยนต์ในปัจจุบันได้รับการผลิตเป็นล้านๆคัน)  “one by one” (ทีละคน)  “year by year”  (แต่ละปี)  “She took him by the hand.”  (เธอจับมือเขา)  “Hold it by the handle!”  (จงถือมันไว้ที่ด้าม หรือมือจับ)  “Her salary went up by half.”  (เงินเดือนของเธอขึ้นไปครึ่งหนึ่ง)  “The economic growth increased by 10 %.”(เศรษฐกิจเติบโต ๑๐ เปอร์เซนต์)  “They are Buddhists by birth, not by practice.”  (พวกเขาเป็นชาวพุทธโดยกำเนิด  มิใช่โดยการปฏิบัติ – ศาสนกิจ)  “By night, a number of animals seek their preys, while by day, they tend to sleep.” (ระหว่างกลางคืน  สัตว์จำนวนมากเสาะหาเหยื่อ  ในขณะที่ตอนกลางวัน  พวกมันมักจะนอน)  “walk side by side”  (เดินเคียงข้างกัน)  “walk hand in hand” (เดินจูงมือกัน)  “by-election”  (การเลือกตั้งซ่อม)  “by comparison”  (โดยการเปรียบเทียบ)

19. A captain is _______________ a lieutenant (ลู-เท้น-เนิ่นท) .

(ร้อยเอกอยู่ ___________________________ ร้อยโท)

(a) before

(b) beyond

(c) above

(d) over  (เหนือ, สูงกว่า, ใหญ่กว่า)  (หมายถึง  สูงกว่าในเรื่องชั้นยศ)

(e) on

ตอบ  -  ข้อ  (d)  ข้อนี้เป็นเรื่อง “Preposition”  จึงต้องจำ

20. The telephone is useful ________________ all of us.

(โทรศัพท์มีประโยชน์ ______________________ พวกเราทุกคน)

(a) for

(b) to  (ต่อ, แก่)

(c) of

(d) with

ตอบ  -  ข้อ (b)  สำหรับคำคุณศัพท์ที่ใช้กับ Preposition “To”  ได้แก่  Faithful ซื่อสัตย์, รักษาสัจจะ, Hostile (มุ่งร้าย, เป็นศัตรู), Cruel (ทารุณ, โหดร้าย), Kind (ใจดี, กรุณา), Equal (เท่ากัน), Close (ใกล้ชิด), Dear (เป็นที่รัก), Obedient (เชื่อฟัง, ว่านอนสอนง่าย), Senior (อาวุโสมากกว่า), Junior (อาวุโสน้อยกว่า), Obvious (ชัดแจ้ง, เห็นได้ชัด), Peculiar (ประหลาด, เฉพาะ), Harmful (เป็นอันตราย), Grateful (เป็นหนี้บุญคุณ), Inferior (ด้อยกว่า, เลวกว่า, แย่กว่า), Superior (ดีกว่า, เหนือกว่า), Useful (มีประโยชน์), Used (เคย), Get used (คุ้นเคย. เคยชิน), Be used (คุ้นเคย, เคยชิน), Get accustomed (คุ้นเคย, เคยชิน), Be accustomed (คุ้นเคย, เคยชิน), Rude (หยายคาย, ไม่สุภาพ), Similar (คล้ายกับ), Previous (ก่อน, ก่อนหน้า), Polite (สุภาพ), Clear (ชัดเจน, เห็นได้ชัด), Loyal (จงรักภักดี), Identical (เหมือนกันกับ), Familiar (คุ้นเคยกับ), Satisfactory (น่าพอใจแก่), Essential (จำเป็น, สำคัญยิ่ง) , Necessary (จำเป็น), Good (ดี), Equivalent (เท่ากัน, เหมือนกันกับ)  etc.

หมวดข้อสอบ TOEIC (ตอนที่ 44)

Part V : Sentence Completion(ส่วนที่ 5 :  การเติมประโยคให้สมบูรณ์)

Choose the best alternative to make a correct sentence.

(จงเลือกข้อที่ดีที่สุดเพื่อทำให้ประโยคมีความถูกต้อง)

1. One hour doing good _____________ a hundred in prayer.

(ทำความดี ๑ ชั่วโมง _____________________ สวดมนตร์ ๑๐๐ ครั้ง)

(a) does worth

(b) is worth  (มีค่า)  (หมายถึง มีค่าเท่ากับ)

(c) has worth

(d) makes worth

ตอบ  -  ข้อ  (b)  เนื่องจาก “Worth”  ในที่นี้ใช้เป็นคำคุณศัพท์ หมายถึง “มีค่า”  จึงต้องใช้กับ “Verb to be” (Is)  ตามประธานของประโยค คือ “One hour

2. The flood waters are _______________.

(น้ำท่วม _________________________ )

(a) out from control

(b) out off control

(c) out of control  (ไม่สามารถควบคุมได้)

(d) away from control

3. The heat of the sun ______________ transmitted to the earth by radiation. 

(ความร้อนของดวงอาทิตย์ _____________________ ส่งผ่านมายังโลกโดยการแผ่รังสี)

(a) had

(b) was

(c) has

(d) is  (ได้รับการ, ถูก)

ตอบ  -  ข้อ (d) เนื่องจากเป็นข้อเท็จจริง (Fact)  จึงถือเป็นเหตุการณ์ปัจจุบัน (Present simple tense)  และต้องอยู่ในรูปในรูปของ “Passive voice”  เพราะประธานของประโยค คือ “The heat”  ซึ่งเป็นคำนามนับไม่ได้  (เอกพจน์เสมอ)  (และมี “of the sun” ขยาย)  เป็นผู้  “ถูกกระทำ” (ถูกส่งผ่านมายังโลก)  จึงต้องใช้โครงสร้าง  “Subject + is + Verb 3

4. She ______________ a few pounds since then.

(เธอ ________________________ ๒ – ๓ ปอนด์  ตั้งแต่ตอนนั้น)

(a) had gained

(b) is gaining

(c) has gained  {ได้รับ (น้ำหนักเพิ่ม)}

(d) was gaining  

ตอบ  -  ข้อ  (c)  เนื่องจากเป็นเหตุการณ์ที่เกิดตั้งแต่อดีต (ตอนนั้น)  และดำเนินมาถึงปัจจุบันขณะที่พูด  จึงต้องใช้รูป  “Present perfect tense” {Subject + has (have) + Verb 3} ดูคำอธิบายเพิ่มเติม “Present perfect tense” จากตัวอย่างประโยคข้างล่าง

-         I ________________ to Japan several times.

(ผม ______________________ ญี่ปุ่นหลายครั้ง)

(a) have gone  (ได้ไปอยู่ที่ – คือในตอนนี้ก็ยังอยู่ที่ญี่ปุ่น ยังไม่กลับมา)

(b) have been  (เคยไป – ในขณะนี้ไม่ได้อยู่ที่ญี่ปุ่นแล้ว)

(c) had gone

(d) had been

ตอบ  –  ข้อ  (b)  ดูหลักเกณฑ์การใช้ “Present perfect tense” ดังต่อไปนี้  โดยเฉพาะ ข้อ ๓

          ๑. ใช้กับการกระทำหรือเหตุการณ์ที่เพิ่งสิ้นสุด  หรือจบลงไปไม่นาน ณ ขณะที่พูดนั้น  สังเกตได้จาก  just =  เพิ่งจะ, recently = เมื่อเร็วๆนี้,  lately = หมู่นี้, เมื่อเร็วๆนี้  เช่น

   - I have just finished my assignment.

(ผมเพิ่งจะทำการบ้าน – งานที่ได้รับมอบหมาย – เสร็จ)

    - My friend has recently got married.

(เพื่อนของผมแต่งงานเมื่อเร็วๆนี้)

       - I haven’t seen John lately.

(ผมไม่เห็นจอห์นเลยหมู่นี้)

           ๒. ใช้บอกข้อความว่า  “ทำแล้ว, ยังไม่ได้ทำ, ทำหรือยัง”  มักมีคำว่า Already” (ใช้กับประโยคบอกเล่าและคำถาม)  และ “Yet” (ใช้กับประโยคปฏิเสธและคำถาม)   ทั้งนี้   อาจไม่ต้องมี “Already” และ “Yet” ก็ได้ เช่น

        - I have (already) eaten my dinner.

(ผมกินอาหารค่ำแล้ว)

        - She has not (yet) had her breakfast. (= She has not had her breakfast yet.)  (เธอยังไม่ได้กินอาหารเช้าเลย)

        - Have you (already) done your homework?

(คุณทำการบ้านแล้วหรือยัง)

        - I’ve (already) answered that question.

(ผมได้ตอบคำถามนั้นแล้ว)

       - Have you (already) finished your report?  (= Have you finished your  report already?)  (คุณทำรายงานเสร็จหรือยัง)

             ๓. ใช้กับการกระทำที่เกิดขึ้นในอดีต   และยังคงดำเนินหรือมีผลต่อมาจนถึงปัจจุบัน   และคาดว่าเหตุการณ์นั้นยังจะปรากฏในอนาคตอีก   สังเกตจาก For = เป็นเวลา  (For + ความยาวของเวลา), Since = ตั้งแต่  (Since + จุดเริ่มต้นของเวลา),  Up to now, up to the present time, up until now =  จนถึงบัดนี้,  So far =  เท่าที่ผ่านมา, หมู่นี้   ดังตัวอย่างประโยคข้างล่าง

- She has lived here for10 years.

(เธออาศัยอยู่ที่นี่มา ๑๐ ปีแล้ว – ปัจจุบันก็ยังอยู่)

    - He has been in Chicago since last week. (= He has gone to Chicago since last week.)

(เขาอยู่ในชิคาโกตั้งแต่สัปดาห็ที่แล้ว – ปัจจุบันก็ยังอยู่)

    - We have lived in Bangkok since we were young.

(เราอาศัยอยู่ในกรุงเทพตั้งแต่เรายังเด็ก – ปัจจุบันก็ยังอยู่)

    - So far, you have not done your best.  (You have not done your best so far.)  (เท่าที่ผ่านๆมา  คุณยังไม่ได้ทำดีที่สุดเลย)

    - I have sent him only one letter up to now.

(ผมส่งจดหมายให้เขาเพียงฉบับเดียว  จนถึงบัดนี้)

              ๔. ใช้กับเหตุการณ์ที่เคยหรือไม่เคยทำในอดีต  แต่ไม่ได้กำหนดเวลาแน่นอน  สังเกตจาก  ever”  “never”  เช่น

       - Have you ever been to Japan?

(คุณเคยไปญี่ปุ่นไหม)

        - Has your father ever played football?

(พ่อของคุณเคยเล่นฟุตบอลไหม)

        - I have never seen him before.

(ผมไม่เคยเห็นเขามาก่อน)

            ๕. ใช้กับการกระทำที่เกิดขึ้นซ้ำๆ  ในอดีต  และยังอาจเกิดขึ้นได้อีก สังเกตจากAdverb of frequency” เหล่านี้  “again and again” = ซ้ำแล้วซ้ำอีก,  many times” “several times” = หลายครั้ง,  “sometimes” = บางที,  “over and over     (= over and over again) = ซ้ำแล้วซ้ำอีก,  “this is the first (second) time” =  นี่เป็นครั้งแรก (ครั้งที่ ๒)  เช่น

      - He has made the same mistake again and again.

(เขาทำความผิดเดิมๆซ้ำแล้วซ้ำอีก)

      - I have been to New York several times.

(ผมไปนิวยอร์คมาหลายครั้งแล้ว)

      - She has told that story over and over again.

(เธอเล่าเรื่องนั้นซ้ำแล้วซ้ำอีก)

       - This is the first time I have tried to play golf.

(นี่เป็นครั้งแรกที่ผมได้พยายามเล่นกอล์ฟ)

                ๖. ใช้กับการเปรียบเทียบ “ขั้นสุด”  “Superlative degree” เช่น

        - He is the best man I have found.

(เขาเป็นคนดีที่สุดที่ผมได้พบมา)

      - She is the most clever girl I have talked to.

(เธอเป็นเด็กหญิงที่ฉลาดที่สุดที่ผมได้คุยด้วย)

      - It is the most difficult problem she has solved.

(มันเป็นปัญหาที่ยากที่สุดที่เธอแก้)

     - They are the most diligent people I have ever seen in my life. 

(พวกเขาเป็นคนที่ขยันที่สุดที่ผมได้เคยเห็นมาในชีวิต)

              ๗. ใช้บอกเหตุการณ์หรือการกระทำที่เกิดในระยะเวลาช่วงหนึ่ง และจบสิ้นไปแล้ว  สังเกตได้จากวลี   this morning, this week, this month, this year” เช่น

      - I have read three books this month.

(ผมได้อ่านหนังสือ ๓ เล่ม เดือนนี้ – คืออ่านจบแล้ว)

      - He has done a lot of work this week.

(เขาทำงานมากมายสัปดาห็นี้ – คืองานเสร็จแล้ว)

            แต่ถ้ายังทำไม่เสร็จ ใช้รูป  “Continuousเช่น

      - He is working hard this year.

(เขากำลังทำงานหนักปีนี้)

      - They are studying hard this term.

(พวกเขากำลังขยันเรียนเทอมนี้)

                ๘. ใช้กับเหตุการณ์หรือการกระทำในอดีตที่สิ้นสุดลงแล้ว  ไม่บ่งเวลาที่แน่ชัด  แต่ยังแสดงผลให้เห็นอยู่จนถึงปัจจุบัน  เช่น

       - I have lost my key.  (ผมทำกุญแจหาย – ตอนนี้ก็ยังไม่เจอ)

       - I have locked the door.  (ผมล็อคประตูแล้ว – ประตูยังปิดอยู่)

       - John has read many books on astronomy.

(จอห็นได้อ่านหนังสือมากมายด้านดาราศาสตร์ – คืออ่านจบไปแล้ว)

         แต่ถ้าบอกเวลาในอดีตที่แน่นอน  จะต้องใช้  “Past simple” (Verb 2)  เช่น

-  I lost my key last week.

(ผมทำกุญแจหายอาทิตย์ที่แล้ว)

-  She studied in the library this morning.

(เธออ่านหนังสือในห้องสมุดเมื่อเช้านี้)

-I locked the door last night.

(ผมล็อคประตูเมื่อคืนนี้)

5. They will get ______________ English newspapers.

(พวกเขาจะ ________________________ หนังสือพิมพ์ภาษาอังกฤษ)

(a) use to read

(b) used to read

(c) use to reading

(d) used to reading (คุ้นเคยกับการอ่าน)

ตอบ  -  ข้อ  (d)  เนื่องจาก  “Get used to” หรือ “Be (is, am, are, was, were) used to” =   “คุ้นเคย, เคยชิน”  (เป็นอดีตหรือปัจจุบันก็ได้)   ส่วน  “Used to” “เคย”  (เป็นอดีตเสมอ)  ดูคำอธิบายเพิ่มเติมจากตัวอย่างประโยคข้างล่าง

-        My grandfather ______________ travel a lot when he was young.

(ปู่ของผม _____________________ เดินทางมาก   เมื่อตอนเขายังหนุ่ม)

(a) is used to  (คุ้นเคยหรือเคยชินกับ)  (ในปัจจุบัน)

(b) was used to  (คุ้นเคยหรือเคยชินกับ)  (ในอดีต)

(c) used to  (เคย)  (เป็นเรื่องในอดีตเสมอ)

(d) was using to

ตอบ  -  ข้อ   (c)  “Used to + Verb 1” =  เคย  ดูคำอธิบายเพิ่มเติมข้างล่าง

-         He got used to ______________.

(เขาคุ้นเคยหรือเคยชินกับ ________________________)  (ในอดีต)

(a) live in an apartment

(b) have lived in an apartment

(c) living in an apartment  (การอาศัยอยู่ในอพาร์ตเมนต์)

(d) be living in an apartment

ตอบ  –  ข้อ  (c)  เนื่องจาก  “Get (got) used to”  (คุ้นเคย, เคยชิน)  ต้องตามด้วย คำนาม หรือ “Gerund” (Verb + ing)  เพราะในที่นี้  “To” เป็นPreposition สำหรับ  Get used to” หรือ  “Be used to(คุ้นเคย, เคยชิน)   จะใช้กับเหตุการณ์ในอดีต  หรือ ปัจจุบัน ก็ได้   ดังตัวอย่าง  เช่น

         -We got used to playing football when we were in college.

(เราเคยชินกับการเล่นฟุตบอล เมื่อตอนเราเรียนมหาวิทยาลัย – ปัจจุบันไม่ได้เล่นแล้ว)

         - They get used to eating out because they are not good at cooking.

(พวกเขาคุ้นเคยกับการกินอาหารนอกบ้าน  (ในปัจจุบัน) เพราะปรุงอาหารไม่เก่ง)

         - He is used to getting up late.

(เขาคุ้นเคยกับการตื่นสาย) (ปัจจุบัน)

         - She was used to watching TV late at night.

(เธอคุ้นเคยกับการดูทีวีจนดึกเวลากลางคืน) (อดีต)

         - They are used to cold weather.

(พวกเขาคุ้นเคยกับอากาศเย็น) (ปัจจุบัน)

******  สำหรับ  “Used to”  หมายถึง  “เคยทำในอดีต”  ปัจจุบันเลิกทำเช่นนั้นแล้ว  (คือ เป็นเรื่องของอดีตอย่างเดียวเท่านั้น)   ต้องตามด้วยกริยาช่องที่ ๑  (Used to + Verb 1)   ดังตัวอย่าง เช่น

-         He used to go abroad often for his work, but he has changed

jobs and now no longer travels.

(เขาเคยเดินทางไปต่างประเทศบ่อยในเรื่องงาน  แต่เขาได้เปลี่ยนงานมาหลายงาน  และ ในปัจจุบัน  มิได้เดินทางต่อไปอีกแล้ว) (ปัจจุบัน มิได้เดินทางไปต่างประเทศแล้ว)

-         She used to work in a bank a long time ago.

(เธอเคยทำงานในธนาคารเมื่อนานมาแล้ว) (ปัจจุบันทำงานที่อื่น)

6. On Sundays, many children spend their time _____________.

(ทุกๆวันอาทิตย์  เด็กจำนวนมากใช้เวลาของตน ______________________ )

(a) to watch a television

(b) to watch the television

(c) watching television  (ดูโทรทัศน์)

(d) to watch television

ตอบ  -  ข้อ  (c)  เนื่องจาก  “Subject + spend + กรรม + Verb + ing” (He spent two hours reading in the library)  (เขาใช้เวลา ๒ ชั่วโมง  อ่านหนังสือในห้องสมุด)  สำหรับ “Watch televisionไม่ต้องมี “A” หรือ “The

7. An announcement _______________ to be made in Bangkok.

(การประกาศ ______________________ ว่าจะถูกทำขึ้นในกรุงเทพฯ)

(a) has believed

(b) believed

(c) had believed

(d) is believed  (ถูกเชื่อ)

ตอบ  -  ข้อ (d) เนื่องจากอยู่ในรูป “Passive voice” {Subject + is  (am, are, was, were) + Verb 3)   กล่าวคือ  ประธานของประโยค คือ “An announcement” (เป็นเอกพจน์)  ถูกกระทำ  คือ “ถูกเชื่อ”  ดูคำอธิบายเพิ่มเติมในข้อ ๓ ของข้อสอบชุดนี้

8. I met _____________ on my way to the North.

(ผมพบ _________________________ ในระหว่างเดินทางไปภาคเหนือ)

(a) an old friend of mine  (เพื่อนเก่าของผมคนหนึ่ง)

(b) my friend of old

(c) an old friend of me

(d) one of old friends

ตอบ  -  ข้อ  (a)  สำหรับข้อ  (d) ก็ใช้ได้  แต่ต้องแก้เป็น  “one of my old friends

9. The headmaster watched his students _____________ school.

(ครูใหญ่เฝ้ามองนักเรียนของตน ______________________ โรงเรียน)

(a) leaving from

(b) to leave from

(c) leave  (เดินทางออกจาก)

(d) left

ตอบ  -  ข้อ (c)  เนื่องจาก  “Subject + watch +  กรรม + Verb 1” (Verb 1 = Infinitive without to)  ดูคำอธิบายเพิ่มเติมจากตัวอย่างประโยคข้างล่าง

         ตัวอย่างที่ ๑

-         What she saw made her ______________ pale.

(สิ่งที่เธอเห็นทำให้เธอ ______________________ หน้าซีดเผือด)

(a) turn  (กลายเป็น)

(b) turning

(c) to turn

(d) turned

ตอบ  -  ข้อ (a) เนื่องจาก “Make +กรรม + Verb 1

            ตัวอย่างที่ ๒

-       The manager let everyone _________ the office early to attend the convention.

(ผู้จัดการปล่อย (ยอม) ให้ทุกคน____________________สำนักงานแต่เนิ่นๆ  เพื่อไปเข้าร่วมการประชุม)

      (a) to leave

      (b) leaves

      (c) left

      (d) leave   (เดินทางออกจาก)

หมายเหตุ  –  ตอบข้อ  (d)  เนื่องจากหลังกรรมของ  “Make, Let, Have (ใช้), See, Watch, Hear, Feel”   ต้องอยู่ในรูป“Infinitive without to”  คือ กริยาช่องที่ ๑ ที่ไม่มี to  นำหน้า  ตัวอย่างประโยค เช่น

-        She lets them play in the field.  (เธอปล่อยให้พวกเขาเล่นในสนาม)

-        We made them laugh.  (เราทำให้พวกเขาหัวเราะ)

-        I heard her sing.  (ผมได้ยินเธอร้องเพลง)

-        He saw her walk in the street.  (เขาเห็นเธอเดินในถนน)

-        She had them clean her room.  (เธอให้พวกเขาทำความสะอาดห้อง)

10. Some die ______________ their own carelessness.

(บางคนตาย ______________________ ความประมาทของตนเอง)

(a) of   (ตายด้วยโรคภัยไข้เจ็บ)  (อีกความหมายคือ  อยากอย่างมาก เช่น น้ำ หรือ อาหาร)

(b) by  (ตายด้วยอาวุธ  เช่น  มีด, ปืน) 

(c) with   

(d) owing to  (เนื่องมาจาก, เพราะว่า)

11. I want you to wait here ______________ I’m buying the fruit.

(ผมต้องการให้คุณรออยู่ที่นี่ ___________________ ผมกำลังซื้อผลไม้)

(a) during  (ในระหว่าง)  (ตามด้วย คำนาม หรือ วลี)

(b) while  (ในขณะที่)  (ตามด้วยประโยค คือ “Subject + Verb”)

(c) where

(d) that

ตอบ  -  ข้อ (b)  ดูคำอธิบายเพิ่มเติมจากตัวอย่างประโยคข้างล่าง

-           Did you meet my sister _____________ your stay in Tokyo?

(คุณพบน้องสาวของผม _________________ ที่พักในโตเกียวหรือเปล่า)

(a) while

(b) when

(c) during   (ในระหว่าง)

(d) between

ตอบ  –  ข้อ  (c)  เนื่องจาก “During” เป็น “Preposition” ต้องตามด้วยคำนาม หรือวลี   ส่วน “While”  และ “When”  ต้องตามด้วยประโยค  (Subject + verb)  เช่น

      - During the lecture professor Woods spoke on various topics.

(ในระหว่างเล็คเชอร์  อาจารย์วูดส์พูดหลายหัวข้อ)

     - While he was giving a lecture, professor Woods spoke on various topics.

(ในขณะที่เขากำลังเล็คเชอร์  อาจารย์วูดส์พูดหลายหัวข้อ)

   - During the rain Jim went under a tree for a shelter.

(ระหว่างฝนตก  จิมเข้าใต้ต้นไม้เพื่อหาที่หลบฝน)

   - When it rained, Jim went under a tree for a shelter.

(เมื่อฝนตก  จิมเข้าใต้ต้นไม้เพื่อหาที่หลบฝน)

12. The floor of the sitting room in my home _____________ a beautiful carpet. 

(พื้นห้องนั่งเล่นในบ้านของผม ___________________ พรมที่สวยงาม)

(a) is covered by

(b) was covered with

(c) covers

(d) is covered with  (ถูกปูลาดด้วย, ถูกปกคลุมด้วย)

ตอบ  -  ข้อ (d) เนื่องจากอยู่ในรูป “Passive voice”  ประธานของประโยค  (The floor)  เป็นผู้ถูกกระทำ  คือ “ถูกปูลาดด้วย..........”  และเป็นข้อเท็จจริง (Fact)  จึงใช้เป็นเหตุการณ์ปัจจุบัน (Present simple tense) (The floor…………is covered with……….) นอกจากนั้น  ยังใช้  “with” แทน  “by” เนื่องจากเป็น พรม” มิใช่ “บุคคล

13. Just _____________ sugar in my coffee, please.

(ขอน้ำตาลเพียง __________________ ในกาแฟของผม – ได้โปรดเถอะ)

(a) a little (เล็กน้อย, นิดหน่อย)

(b) little

(c) a few  (เล็กน้อย, นิดหน่อย)

(d) few

ตอบ  -  ข้อ (a) เนื่องจาก “Just” หรือ “Only”   ต้องตามด้วย “A little” เมื่อขยายนามนับไม่ได้ (เอกพจน์เสมอ)  และใช้กับ  “A few” เมื่อขยายนามนับได้ พหูพจน์  เช่น

       - He has only a few friends.

(เขามีเพื่อนเพียงไม่กี่คน)

      - We read just a few books each year.

(เราอ่านหนังสือเพียงไม่กี่เล่มในแต่ละปี)

14. The train _____________ which he was travelling was late.

(รถไฟซึ่งเขากำลังเดินทาง ____________________ มาถึงช้า)

(a) in  (ด้วย, ในมัน)

(b) of

(c) for

(d) with

ตอบ  -  ข้อ (a) เนื่องจากมาจากโครงสร้างที่ว่า  “He was travelling in  that train.”

15. If you have a bad tooth _____________ out, it won’t hurt you again.

  (ถ้าคุณให้หมอ __________________ ฟันที่ปวด – หรือผุ – ออกเสีย  มันก็จะไม่ทำให้คุณเจ็บปวดอีก)

(a) pull

(b) pulling

(c) pulled  (ถอน)

(d) being pulled

ตอบ  -  ข้อ  (c)  ดูคำอธิบายเพิ่มเติมจากตัวอย่างประโยคข้างล่าง

-           What would you have me _____________?

(คุณจะให้ผม ____________________ อะไรครับ)

(a) mend  (ซ่อม)

(b) mending

(c) mended

(d) to mend

ตอบ  -  ข้อ  (a)  เนื่องจากเป็นการใช้โครงสร้างของ  “Causative use” (Subject + have + someone + do (verb 1) + something) (ประธานใช้ให้ใครทำอะไรบางอย่าง)  ดูคำอธิบายเพิ่มเติมจากข้างล่าง

              สำหรับการใช้โครงสร้าง “Causative use” ในแบบ “Active voice” คือSubject + have + someone + do (กริยาอะไรก็ได้ช่องที่ ๑) + something” หรือ (= Subject + get +  someone + to do (กริยาอะไรก็ได้  แต่ต้องมี “To” นำหน้า) + something)  (ประธานใช้ให้ใครทำอะไรบางอย่าง)  มีดังนี้ คือ

1. Subject + have + someone + do + something (กรรมของ  verb do”)

2. Subject + get + someone + to do + something (กรรมของ verb do”)

(ประธาน  +  ใช้ให้  +   ใครบางคน  +   ทำ (กริยาอะไรก็ได้)  +  บางสิ่งบางอย่าง)

            ทั้ง ๒ โครงสร้างข้างบน ถือว่าอยู่ในรูปของ “Active voice” เนื่องจากประธานเป็นผู้ใช้ให้ใครบางคนไปทำอะไรบางอย่าง  ดังตัวอย่างประโยคข้างล่าง

-         He had the doctor examine his eyes.

(เขาให้หมอตรวจตา)

-         He got the doctor to examine his eyes.

(เขาให้หมอตรวจตา)

-         She has her maid wash her car every day.

(เธอให้สาวใช้ล้างรถทุกวัน)

-         She gets her maid to wash her car every day.

(เธอให้สาวใช้ล้างรถทุกวัน)

-         We had our neighbors clean our house last week.

(เราให้เพื่อนบ้านทำความสะอาดบ้านของเราสัปดาห์ที่แล้ว)

-         We got our neighbors to clean our house last week.

(เราให้เพื่อนบ้านทำความสะอาดบ้านของเราสัปดาห์ที่แล้ว)

                    อย่างไรก็ตาม  ถ้าต้องการใช้ในรูป “Passive voice” คือ  {Subject + have (get)   + something + done + (by someone)}   {(ประธาน  ใช้ให้บางสิ่ง  ถูกกระทำ (กริยาอะไรก็ได้ อยู่ในช่องที่ ๓)  +  (โดยบางคน)}  ในกรณีนี้  ทั้ง “Have และ “Get”  ในโครงสร้างแบบนี้  จะใช้ในรูปประโยคที่เหมือนกันทุกประการ ดังตัวอย่าง

-         He had his eyes examined (by the doctor).

(ถ้าแปลตรงๆตัว คือ “เขาให้ตาถูกตรวจโดยหมอ” แต่ในภาษาไทยไม่นิยมพูดแบบนี้ โดยนิยมพูดแต่เพียงว่า “เขาไปตรวจตา”)

-         He got his eyes examined (by the doctor).

(เขาไปตรวจตา)

-         She has her car washed (by her maid) every day.

(เธอล้างรถทุกวัน)

-         She gets her car washed (by her maid) every day.

(เธอล้างรถทุกวัน)

-         We had our house cleaned (by our neighbors) last week.

(เราทำความสะอาดบ้านสัปดาห์ที่แล้ว)

-         We got our house cleaned (by our neighbors) last week.

(เราทำความสะอาดบ้านสัปดาห์ที่แล้ว)

       - He has his hair cut once a month.

(= He gets his hair cut one a month.)

(เขาตัดผมเดือนละ ๑ ครั้ง – คือไปให้ช่างตัดให้)

     - She has her room cleaned every day.

(= She gets her room cleaned every day.)

(เธอทำความสะอาดห้องทุกวัน – คือให้คนรับใช้ทำให้)

     - We had our car washed once a week last year.

(= We got our car washed once a week last year.)

(เราล้างรถอาทิตย์ละ ๑ ครั้ง เมื่อปีที่แล้ว – คือให้อู่ล้างให้)

16. He is ______________ a house.

(เขา ______________________ บ้าน)

(a) interest at to rent

(b) interesting in rent

(c) interested at renting

(d) interested in renting  (มีความสนใจในการเช่า)

ตอบ  -  ข้อ  (d)  ดูคำอธิบายเพิ่มเติมจากตัวอย่างประโยคข้างล่าง

          ตัวอย่างที่ ๑

         -  It will take me quite some time to get him _____________ in buying your land. 

(ผมจะต้องใช้เวลานานทีเดียวที่จะทำให้เขา _______ ___________ในการซื้อที่ดินของคุณ)

(a) to interest (ทำให้สนใจ)

(b) being interesting

(c) interested  (มีความสนใจ)

(d) interesting  (น่าสนใจ)

ตอบ  -  ข้อ (c)

             ตัวอย่างที่ ๒

           The little girl was very ______________ when her father promised to buy her a doll.  

(เด็กหญิงเล็กๆคนนั้น _________________ มาก  เมื่อพ่อของเธอสัญญาว่าจะซื้อตุ๊กตาให้เธอ)

(a) exciting  (น่าตื่นเต้น)

(b) excited  (ตื่นเต้น)

(c) excite  (ทำให้ตื่นเต้น)

(d) excitable  (สามารถตื่นเต้นได้)

ตอบข้อ (b)  ดูเปรียบเทียบกับประโยคข้างล่าง

-   The results of the traveler preference survey are surprising.

 (ผลลัพธ์ของการสำรวจความนิยมของนักเดินทาง – ท่องเที่ยว – น่าประหลาดใจ )

หมายเหตุ  –  ประโยคข้างบนนี้ต้องใช้  “surprising” เนื่องจาก  “surprise” เป็นคำกริยาที่มีความหมายว่า  “ทำให้ประหลาดใจ”  แต่ถ้าใช้ในรูป  “is (are, was, were) surprising”  จะมีความหมายว่า  “น่าประหลาดใจ”   ส่วนเมื่อใช้ในรูป  “is (am, are, was, were) surprised” จะมีความหมายว่า  มีความรู้สึกประหลาดใจ” ดังตัวอย่างประโยค เช่น

-         The result of the exam surprised her.

(ผลสอบทำให้เธอประหลาดใจ)

-         She was surprised at the result of the exam.

(เธอมีความรู้สึกประหลาดใจกับผลสอบ)

-         The result of the exam was surprising.

(ผลสอบน่าประหลาดใจ)

คำกริยาประเภทเดียวกับ surprise ได้แก่

   satisfy – ทำให้พอใจ

   excite – ทำให้ตื่นเต้น

   disappoint – ทำให้ผิดหวัง

   attract – ทำให้หลงใหล, ดึงดูด

   interest – ทำให้สนใจ

   amuse – ทำให้สนุกหรือขบขัน

   please –ทำให้ยินดี-พอใจ

   annoy – ทำให้รำคาญ-ขุ่นเคือง

   bore – ทำให้เบื่อ

    tire – ทำให้เหน็ดเหนื่อยหรือเบื่อ

   frighten – ทำให้ตกใจ

   confuse – ทำให้สับสนหรืองุนงง

   surprise – ทำให้ประหลาดใจ

   amaze – ทำให้ทึ่ง, ทำให้ตะลึง

   delight – ทำให้ยินดี

    exhaust – ทำให้หมดแรง

   fascinate – ทำให้หลงใหล, ทำให้หลงเสน่ห์    

   charm – ทำให้หลง

   convince – ทำให้เชื่อ

   tempt – ทำให้หลงใหล, ยั่วยวน-ล่อใจ

   entertain – ทำให้เพลิดเพลิน

   embarrass –ทำให้ขวยเขิน-กระดากอาย

   puzzle –ทำให้งง

   thrill – ทำให้ตื่นเต้น

   upset – ทำให้รำคาญ-ไม่สบายใจ

   irritate – ทำให้โมโห, ทำให้ระคายเคือง

   exasperate –ทำให้โกรธ

   astonish –ทำให้ประหลาดใจ, ทำให้ตกใจ

   infuriate –ทำให้โกรธ, ทำให้เดือดดาล

   horrify –ทำให้กลัว, ทำให้ขนพองสยองเกล้า    

 

กลุ่มคำกริยาข้างบนนี้ มีหลักการใช้  คือ

1.  ถ้าใช้ในรูป “Subject + verb + object”  จะมีความหมายว่า “ทำให้” คือตัวประธานเป็นผู้ทำให้เกิดอาการนั้นๆขึ้นแก่ผู้อื่น เช่น

-         The accident frightened the passengers a great deal.(past tense)

(อุบัติเหตุทำให้ผู้โดยสารตกใจอย่างมาก)

-         The exam result disappointed him so much.(past tense)

(ผลสอบทำให้เขาผิดหวังมากทีเดียว)

-         The chairman’s speech confused everyone.(past tense)

(คำพูดของท่านประธานทำให้ทุกคนสับสนงุนงง)

-         The new film interests all viewers.(present tense)

(หนังเรื่องใหม่ทำให้คนดูทั้งหมดสนใจ)

-         The professor’s lecture bores all the class.(present tense)

(การบรรยายของศาสตราจารย์คนนั้นทำให้นักเรียนทั้งชั้นเบื่อ)

2.  ถ้าใช้รูป “verb + ing” {subject + is (am, are, was, were) + V. ing} หรือ  (V. ing + noun) มีความหมายว่า “น่า............” หรือ  “ซึ่งน่า............”  กริยาที่เติม “ing” พวกนี้ ถือเป็นคำคุณศัพท์  จะวางไว้หลัง Verb to be”  หรือหน้าคำนามก็ได้  เช่น

-         His work is boring. (present tense)

(งานของเขาน่าเบื่อหน่าย)

-         It is a very exciting football match. (present tense)

(มันเป็นการแข่งขันฟุตบอลที่น่าตื่นเต้น)

-         The landscape was so fascinating. (past tense)

(ภูมิประเทศ (ที่นี่) น่าหลงใหลมาก)

-         The employee’s work was disappointing.(past tense)

(งานของลูกจ้างรายนั้นน่าผิดหวัง)

-         The children’s table manners were very embarrassing. (past tense)

(กิริยามารยาทบนโต๊ะอาหารของพวกเด็กๆน่าอับอายมาก)

-         The book is interesting. (present tense)

(หนังสือน่าสนใจ)

-         Her beauty is charming. (present tense)

(ความงามของเธอน่าหลงใหล – มีเสน่ห์)

-         It is surprising to see him at his ex-wife’s wedding. (present tense)

(มันน่าประหลาดใจที่เห็นเขาที่งานแต่งงานของอดีตภรรยา)

{มิได้หมายความว่า “มันกำลังประหลาดใจ  เหมือนกับประโยค “He is walking.  (เขากำลังเดิน) – present continuous tense}

3.  ถ้าเติม “ed” ข้างหลังคำกริยากลุ่มนี้ แล้ววางตามหลัง “Verb to be” (is, am, are, was, were)  จะมีลักษณะเป็น “Passive voice” (Subject + is (am, are, was, were) + verb + ed) จะมีความหมายว่า  ประธานเป็นผู้เกิดความรู้สึกนั้นๆขึ้นมา ซึ่งถ้าแปลตรงๆก็คือ “..........ถูกทำให้รู้สึก............ตื่นเต้น, ตกใจ, ผิดหวัง, พอใจ ฯลฯ..........” แต่ในภาษาไทยนิยมพูดว่า “............มีความรู้สึก........ตื่นเต้น, ตกใจ, ผิดหวัง, พอใจ.....”  เช่น

-        We are interested in German.  (present tense)

(เรามีความสนใจในภาษาเยอรมัน)

-         They are very pleased to see their old friends.  (present tense)

(พวกเขาดีใจมากที่ได้พบเพื่อนเก่า)

-         I was amazed to know of his death.  (past tense)

(ผมตะลึงที่ได้รู้ข่าวการตายของเขา)

-         He was very tired of hard work.  (past tense)

(ผมเหน็ดเหนื่อยมากกับงานหนัก)

-         She was interested in the ballet performance.  (past tense)

(เธอมีความสนใจในการแสดงบัลเล่ต์)

-         We were disappointed to lose the match.  (past tense)

(พวกเราผิดหวังที่แพ้การแข่งขัน)

-         Most people are frightened of the snakes.  (present tense)

(คนส่วนมากกลัวงู)

-         Jim is fascinated by astronomy.  (present tense)

(เขามีความหลงใหลในวิชาดาราศาสตร์)

17. She _____________ vitamins since her recovery.

(เธอ ______________________ วิตามินตั้งแต่หายจากไข้)

(a) has been taken

(b) has been taking  (ได้กินมาตลอด)

(c) is taking

(d) had been taking

ตอบ  -  ข้อ (b) เนื่องจากอยู่ในรูป “Present perfect continuous tense  คือบอกเหตุการณ์ที่เกิดในอดีตแลดำเนินต่อเนื่องมาจนถึงปัจจุบันขณะที่พูด  คล้ายกับ  Present perfect tense” {Subject + has (have) + Verb 3)  แต่เน้นตรงความต่อเนื่องของเวลาที่เกิด   หรือ  ความยาวนานของเวลาที่เกิด ซึ่งอาจเป็นเพียง ๒ – ๓ ชั่วโมง หรือหลายเดือน หลายปี ก็ได้

หมวดข้อสอบ TOEIC (ตอนที่ 43)

Part V : Sentence Completion  (ส่วนที่ 5 :  การเติมประโยคให้สมบูรณ์)

Choose the best alternative to make a correct sentence.

(จงเลือกข้อที่ดีที่สุดเพื่อทำให้ประโยคมีความถูกต้อง)

1. I have no pencil to write ______________.

(ผมไม่มีดินสอจะเขียน ___________________ )

(a) by

(b) on

(c) with  (ด้วย)

(d) (No word is needed.) (ไม่ต้องการคำมาเติม)

ตอบ  -  ข้อ (c) เนื่องจากมาจากประโยคบอกเล่า  “I write with a pencil. จึงต้องมี with” ติดมาด้วย

2. Are you permitted ______________ here?

(คุณได้รับอนุญาตให้ ________________ ที่นี่หรือเปล่า)

(a) stay

(b) stayed

(c) staying

(d) to stay  (พัก)

ตอบ  -  ข้อ  (d)  เนื่องจากหลังกริยาช่องที่ ๓ (Passive voice)  ต้องตามด้วย Infinitive with to”(To + Verb 1)กล่าวคือหลังรูป “Passive voice” ต้องตามด้วย “Infinitive with to” (To + Verb 1)เสมอ เช่น

-         Tortoises are said to live long.

(เต่าถูกกล่าวว่ามีอายุยืน)

-         She is said to be the most beautiful woman in the country.

(เธอถูกเล่าขานว่าเป็นผู้หญิงที่สวยที่สุดในประเทศ)

-         They were believed to tell the truth.

(พวกเขาถูกเชื่อว่าพูดความจริง)

-         Customers are advised to arrive early.

(ลูกค้าได้รับการแนะนำให้มาถึงแต่เนิ่นๆ)

-         Job applicants were recommended to bring 3 copies of their resume.

(ผู้สมัครงานได้รับการแนะนำให้นำประวัติโดยย่อมา ๓ ชุด)

-         She was encouraged to try harder.

(เธอถูกกระตุ้นให้พยายามหนักขึ้น)

-         They were told to leave early.

(พวกเขาถูกแจ้งให้ไปเสียแต่เช้าตรู่)

-         He is forced to accept the proposal.

(เขาถูกบังคับให้ยอมรับข้อเสนอ)

3. The snow is already three feet _________________.

(หิมะ _______________________ ๓ ฟุตแล้ว)

(a) high (สูง)  (ใช้กับ ต้นไม้, ตึก, อาคาร สิ่งก่อสร้าง)

(b) deep  (ลึก)

(c) tall (สูง)  (ใช้กับ คน สัตว์)

(d) highly

ตอบ  -  ข้อ  (b)  คนไทยใช้ว่า “หิมะสูง ๓ ฟุต”  แต่ฝรั่งใช้ว่า “ลึก ๓ ฟุต

4. While we were walking in the park, she often stopped _____________ at the flowers.

(ขณะที่เรากำลังเดินไปในสวนสาธารณะ  เธอมักจะหยุด _______________ที่ดอกไม้อยู่บ่อยๆ)

(a) to look  (เพื่อที่จะมองดู)

(b) looking

(c) looked

(d) for looking

ตอบ  -  ข้อ  (a)  เนื่องจาก  (Stop + to + verb =  “หยุดเพื่อที่จะทำสิ่งนั้นๆ”)  (Stop + verb + ing =  “หยุดการกระทำสิ่งนั้นๆ”)  ดูคำอธิบายเพิ่มเติมจากประโยคข้างล่าง

-         I remember that restaurant; we stopped there ____________ on our way to Korat.

(ผมจำภัตตาคารนั้นได้  เราหยุด (แวะ) ที่นั่น____________ ในระหว่างทางไปโคราช)

(a) eating  (การกินอาหาร)

(b) ate

(c) to eat  (เพื่อกินอาหาร)

(d) eaten

ตอบ  -  ข้อ  (c)  เนื่องจาก  “หยุดหรือแวะเพื่อที่จะกินอาหาร(Stop to eat)โดยมีหลักไวยากรณ์ดังนี้  คือ  เราใช้ “Infinitive with to” (To + verb 1) และGerund (Verb + ing)  ตามหลังคำกริยา “Remember, Forget, Try Stop” แต่มีความหมายต่างกัน  เช่น

-         I remembered to buy him a newspaper.

(ผมจำได้ที่จะซื้อ (ไม่ลืมซื้อ) หนังสือพิมพ์ให้เขา)

-         I remembered buying him a newspaper.

(ผมจำได้ถึงการซื้อหนังสือพิมพ์ให้เขา  –  คือซื้อเมื่อเดือนที่แล้ว  และยังจำได้ว่าซื้อ)

-         She forgot meeting me in New York ten years ago.

(เธอลืมการได้พบกับผมในนิวยอร์คเมื่อ ๑๐ ปีมาแล้ว  –  คือเคยพบกันเมื่อ ๑๐ ปีมาแล้ว  แต่เธอจำไม่ได้แล้วว่าเคยพบ)

-         She forgot to meet me at my office yesterday.

(เธอลืมที่จะมาพบผมที่สำนักงานเมื่อวานนี้ – สรุปคือไม่ได้มาพบเพราะลืม)

-         He tried to swim across the dangerous river.

(เขาพยายามว่ายข้ามแม่น้ำที่มีอันตราย)

-         He tried eating the food his girlfriend cooked for him.

(เขาทดลองกินอาหารที่แฟนปรุงให้เขากิน)

-         They stopped working and went to a restaurant.

(พวกเขาหยุดการทำงาน  และไปภัตตาคารเพื่อกินอาหาร)

-         They stopped to work until late at night.

(พวกเขาหยุด (กิน, เล่น, พูดคุย, ฯลฯ) เพื่อที่จะทำงานจนกระทั่งดึกดื่น)

5. How did the cat get into the house?  I remember _______________ it out last night. 

  (แมวเข้ามาในบ้านได้อย่างไร  ผมจำได้ถึง ______________มันไปไว้ข้างนอกเมื่อคืนที่ผ่านมา)

(a)    put

(b)   to put

(c)   putting  (การจับ)

(d)   putting away

ตอบ  -  ข้อ  (c)  (Remember + Verb + ing =  “จำได้ถึงการกระทำสิ่งนั้นๆ”)  ดูคำอธิบายเพิ่มเติมในข้อ ๔ ของข้อสอบชุดนี้

6. They ______________ to go at once to the doctor.

(พวกเขา_______________________ ไปหาหมอในทันที)

(a) will  (จะ)

(b) had better  (ควรจะ)

(c) must  (จะต้อง)

(d) have  (จำเป็นต้อง)

ตอบ  -  ข้อ  (d)  เนื่องจาก “Have to” (จำเป็นจะต้อง)  ต้องตามด้วย “Verb 1”  ส่วนอีก ๓ ข้อที่เหลือ  จะต้องตามด้วย “Infinitive without to” (Verb 1)  คือ  “Will go”  “Had better go”  “Must go

7. _______________ European gentleman is waiting for you in the hall.

(สุภาพบุรุษชาวยุโรป  ___________________กำลังรอพบคุณในห้องโถง)

(a) A   (คนหนึ่ง)

(b) An

(c) There is  (มี)

(d) (No word is needed.)  (ไม่ต้องการคำเติม)

ตอบ  -  ข้อ  (a)  ดูคำอธิบายเพิ่มเติมจากประโยคข้างล่าง

-         Thoreau admired (1) a honest farmer more than (2) a hypocritical

scholar, who (3) would do anything (4) just to build up his fame.

(ธอโร่เลื่อมใส (หรือนับถือ) ชาวนาที่ซื่อสัตย์มากกว่านักปราชญ์ที่เสแสร้ง-หลอกลวง 

ผู้ซึ่งจะทำอะไรก็ได้เพียงเพื่อจะสร้างชื่อเสียงของตัวเอง)

ตอบ  –  ข้อ  (1)  แก้เป็น  “an honest”  เนื่องจาก  “honest” (ออ-เนสท์)   มีพยางค์แรกออกเสียงเป็นเสียงสระ  “ออ”  จึงเสมือนกับคำนามเอกพจน์ที่ขึ้นต้นด้วยสระ “A”  “E”  “I”  “O”  และ“U” เช่น  Ant, Egg, Idea, Orange, Uncleเป็นต้น  จึงต้องใช้  Article “An”  ขยายคำอื่นๆที่ใช้ในลักษณะเดียวกัน ได้แก่

-         an honor (ออ-เน่อะ) – เกียรติ

-         an honorable (ออ-เนอะ-เร-เบิ้ล) person – บุคคลที่มีเกียรติ

-         an hour (อาวร์) – ชั่วโมง

-         an honest (ออ-เนส) man– คนที่ซื่อสัตย์

-         an heir (แอร์) – ทายาท, ผู้สืบทอด, ผู้สืบมรดก

-         an heiress  (แอร์-ริส) – ทายาทหญิง

-         an unusual (อัน-ยูส-ชวล) name (ชื่อที่ไม่ธรรมดาหรือแปลก)

ในขณะเดียวกัน  คำนามเอกพจน์ที่แม้จะขึ้นต้นด้วยสระ “A”  “E”  “I”  “O”  และ   “U”  แต่มิได้ออกเสียงสระ “ออ” แต่ออกเสียงพยัญชนะ เช่น “ยอ”  ก็จะต้องใช้ “A”  ขยายเช่น

-         a unit (ยู-นิท)  –  หน่วย

-         a union (ยู้-เนียน)  –  สหภาพ

-         a European  (ยู-โร้-เพียน)  –  ชาวยุโรป

-         a unanimous (ยู-แน้น-นิ-เมิส) decision  –  คำตัดสินที่เป็นเอกฉันท์

-         a usual (ยู้-ชวล) meeting –  การประชุมหรือพบปะตามปกติหรือเป็นประจำ

-         a university (ยู-นิ-เว้อ-ซิ-ที่)  –  มหาวิทยาลัย

-         a eunuch (ยู้-นัค)  –  ขันที

-         a euphemism (ยู้-เฟ-มิ-ซึ่ม) – การใช้ถ้อยคำหรือภาษาที่สละสลวยเพื่อมิให้คนฟังขัดหู

-         a euphonious (ยู-โฟ้-เนียส) song–เพลงไพเราะรื่นหู

-         a euphonium (ยู-โฟ้-เนี่ยม)  – แตรทองเหลืองขนาดใหญ่

-         a euphony (ยู้-โฟ-นี่)  –  ความไพเราะที่เกิดจากเสียงที่ไม่ขัดหู

-         a eulogy (ยู้-โล-จี้)  –  คำสรรเสริญ, การยกย่องสรรเสริญ

-         a euphoria (ยู-ฟ้อร์-เรีย)  –  ความรู้สึกสบาย, ความเคลิบเคลิ้มเป็นสุข

-         a Eurasian (ยู-เร้-เซียน)  – ผู้ที่มีเลือดชาวยุโรปผสมเอเชีย

-         a urinalysis (ยัว-ริ-แน้ล-ลิ-ซิส)  –  การตรวจปัสสาวะ

-         a urologist (ยัว-ร้อล-ละ-จิสท)  –  นักวิทยาศาสตร์ที่ศึกษาเกี่ยวกับปัสสาวะ

-         a use(ยูซ)  –  การใช้, การใช้ประโยชน์, วิธีการใช้, ประโยชน์

-         a useful (ยูซ-ฟูล) tool –  เครื่องมือที่มีประโยชน์

-         a useless (ยูซ-ลิส) car  –  รถยนต์ที่ไม่มีประโยชน์หรือใช้การไม่ได้

-         a user (ยู้-เซ่อะ)  –  ผู้ใช้

-         a usurer (ยู้-เซอะ-เร่อะ)  –  ผู้ให้กู้ยืมเงินในอัตราดอกเบี้ยที่สูงมาก

-         a utensil (ยู-เท้น-เซิ่ล)  –  เครื่องใช้ในครัว, เครื่องใช้, เครื่องมือ

-         a utilitarian (ยู-ทิล-ลิ-แท้-เรี่ยน)  –  ผู้ยึดถือลัทธิผลประโยชน์เป็นสำคัญ

-         a utility (ยู-ทิ้ล-ลิ-ที่)  –  ประโยชน์, ผลประโยชน์, การบริการสาธารณะ เช่น รถเมล์, รถราง, รถไฟ, โทรศัพท์, ไฟฟ้า, ประปา

8. He asked me ______________ I was hungry.

(เขาถามผมว่าผมหิว ______________________)

(a) that

(b) why

(c) how

(d) if  (หรือไม่)

(e) weather  (อากาศ)

ตอบ  -  ข้อ  (d)  เนื่องจากมาจากประโยค “Direct speech”  คือ  “Are you hungry?”  เมื่อจะเปลี่ยนเป็นประโยค “Indirect speech”  จะต้องเชื่อมด้วย  Ifหรือ “Whether”(He asked me if (whether) I was hungry.)ซึ่งทั้ง ๒ คำมีความหมายเหมือนกัน คือ  “หรือไม่, หรือปล่าว”  กล่าวโดยสรุป  คือ ถ้าประโยค Direct speechซึ่งเป็นประโยคคำถาม  ขึ้นต้นด้วยกริยาพิเศษ (Verb to be, to have, to do)  หรือ Modal verb” (Will, Would, Shall, Should, Can, Could, May, Might, Must) เมื่อเปลี่ยนเป็นประโยค “Indirect speech”จะต้องเชื่อมข้อความระหว่าง Reporting speech” (He asked me) และ “Reported speech” (I washungry)  ด้วย  “If” หรือ “Whether”เสมอ ห้ามใช้ “That”ดังตัวอย่างประโยคข้างล่าง

  - Are you a student?  (คุณเป็นนักเรียนใช่ไหม)

(She wants to know if (whether) he is a student.)

(เธอต้องการรู้ว่าคุณเป็นนักเรียนหรือไม่)

      - Do you like to play tennis?  (คุณชอบเล่นเทนนิสไหม)

(He asked me if (whether) I liked to play tennis.)

(เขาถามผมว่าผมชอบเล่นเทนนิสหรือไม่)

      - Will you go to my party?  (คุณจะไปงานเลี้ยงของผมไหม)

(I ask her if (whether) she will come to my party.)

(ผมถามเธอว่าจะไปงานเลี้ยงของผมหรือไม่)

- Can you play the piano?  (คุณเล่นเปียโนเป็นไหม)

(They asked me if (whether) I could play the piano.

(พวกเขาถามผมว่าเล่นเปียโนเป็นหรือไม่)

                  ในกรณีที่ประโยค “Indirect speech” เป็นประโยคบอกเล่า ให้ใช้ “That” เชื่อม  หรืออาจละไว้ก็ได้  (ไม่ต้องเขียนลงไป) เช่น

-            I go for a walk every morning.

(ผมออกเดินทุกเช้า)

(I tell him (that) I go for a walk every morning.)

(ผมบอกเขาว่าผมออกเดินทุกเช้า)  หรือ

(I told him (that) I went for a walk every morning.)

-            I have been to London several times.

(ผมเคยไปลอนดอนหลายครั้ง)

    (She said (that) she had been to London several times.)

(เธอพูดว่าเธอเคยไปลอนดอนหลายครั้ง)

                สำหรับในกรณีที่ ประโยค “Direct speech”  เป็นประโยคคำถามที่ขึ้นต้นด้วย “Question word” (What, When, Where, Why, How, etc.)  เมื่อเปลี่ยนเป็นประโยค “Indirect speech”  ให้เอา “Question word” นั้นๆ มาเป็นตัวเชื่อม  โดย “ไม่ต้องใช้” “That”  เช่น  ในประโยคข้างล่าง  “ห้ามใช้”“…….to find that where it is hiding”

-         Are you waiting (1) for success (2) to arrive or are you going (3) to

find where (4) is it hiding?

(คุณกำลังรอคอยให้ความสำเร็จมาหา  หรือคุณจะไปหาว่ามันกำลังหลบซ่อนอยู่ที่ไหน)  (ข้อนี้เหมือนเป็นคำสอนคน  อย่าให้มัวแต่รอคอยความสำเร็จ  แต่ให้ขยันทำงานเพื่อจะได้พบกับความสำเร็จ  คือ  สอนให้เป็นฝ่ายรุก มิใช่ตั้งรับ)

ตอบ  –  ข้อ  (4)  แก้เป็น “it is” เนื่องจากอยู่ในรูป “Indirect speech” หรือ Reported speech”  คือ “คำพูดที่ถูกกล่าวรายงาน”  เป็นการเปลี่ยนจากประโยค Direct speech” (Where is it hiding?)  มาเป็นประโยค  “Indirect speechที่ขึ้นต้นด้วย “are you going to find …….” จึงต้องเอาประธานมาไว้หน้าคำกริยาwhere it is……..”ซึ่งเป็นการเรียงคำแบบประโยคบอกเล่า  มิใช่เอาคำกริยาไว้หน้าประธาน  (where is it)  เหมือนในประโยคคำถาม   ดังตัวอย่างข้างล่าง

-         How old are you? (Direct speech)

(คุณอายุเท่าใด)

-         I want to know how old you are. (Indirect speech)

(ผมอยากทราบว่าคุณอายุเท่าใด)

-         Where is she going? (Direct speech)

(เธอกำลังจะไปที่ไหน)

-         He asks her where she is going. (Indirect speech)

(เขาถามเธอว่า  เธอกำลังจะไปที่ไหน)

-         When will you retire from your work? (Direct speech)

(คุณจะเกษียณจากงานเมื่อใด)

- I asked him when he would retire from his work. (Indirect speech)

(ผมถามเขาว่าเขาจะเกษียณจากงานเมื่อใด)

9. _______________ by the tiger, he ran away.

(________________________ โดยเสือ   เขาวิ่งหนีไป)

(a) Seeing (เห็น)

(b) To see

(c) Seen  (ถูกเห็น)

(d) Having seen

ตอบ  -  ข้อ (c) เนื่องจากประธานของประโยค  (He)  เป็นผู้ถูกเห็นโดยเสือ  กริยาข้างหน้าประโยคจึงต้องเป็นกริยาช่อง ๓ (Past participle)  เพื่อแสดงการถูกกระทำ (Passive voice)   ดูคำอธิบายเพิ่มเติมจากประโยคข้างล่าง

ตัวอย่างที่ ๑

          - ______________ in wine, snails are a great luxury in various parts of the world.

(_________________ ในไวน์  หอยทากเป็นอาหารราคาแพงอย่างมากในหลายๆส่วนของโลก)

(a) To cook

(b) Cooking  (ปรุง)

(c) Cooked  (ถูกปรุง)

(d) Cook

ตอบ  -   ข้อ  (c)  เนื่องจากประธานของประโยค คือ “snails”ซึ่งถูกปรุงในไวน์Cooked”  หรือ  “ถูกกระทำ”   จึงต้องอยู่ในรูปกริยาช่องที่ ๓  (แสดง “Passive voice)

ตัวอย่างที่ ๒

_________________ by this sad example, I shall try to do better in the future.

(____________________โดยตัวอย่างที่น่าเศร้าอันนี้  ผมจะพยายามทำให้ดียิ่งขึ้นในอนาคต)

(a) Having warned

(b) Warned  (ถูกเตือน)

(c) Warning

(d) To be warned

ตอบ  –  ข้อ  (b)  เนื่องจากประธานประโยค คือ “I” เป็นผู้  “ถูกเตือน”  โดยตัวอย่างที่น่าเศร้า   จึงต้องใช้กริยาช่องที่ ๓  (Past participle)  ซึ่งแสดงการ “ถูกกระทำ” (Passive voice)  นำหน้าประโยค   มีความมุ่งหมายจะแสดงว่า  ประธานที่อยู่ข้างในประโยค  (I)  เป็นผู้ถูกกระทำกริยา  คือ  “ถูกเตือน”   (สำหรับข้อ A   ก็ใช้ได้  แต่ต้องแก้เป็น  “Having been warned” –  ได้ถูกเตือนแล้ว)   ดังตัวอย่างประโยคอื่นๆ  เช่น

- Loved throughout the Western world, ballet is a theatrical

art that tells a story through dance accompanied by music.

 (ได้รับความรักไปทั่วโลกตะวันตก  ระบำบัลเลต์เป็นศิลปะเกี่ยวกับละคร  ซึ่งเล่า

เรื่องราวโดยผ่านทางการเต้นรำ  ที่ประกอบด้วยดนตรี)

(คำอธิบาย)   เนื่องจากประธานของประโยค คือ “ballet” เป็นสิ่งที่  “ถูกรัก” (ถูกกระทำ)  กริยา “Loved”  จึงต้องอยู่ในรูปกริยาช่องที่ ๓ (Past participle)  สำหรับวลี Loved throughout the Western world”  เป็นข้อความที่ขยายประธาน(ballet)  โดยทำหน้าที่เป็น  “Adjective phrase”  ตัวอย่างอื่นๆในแบบนี้  (Passive voice)  ได้แก่

-         Punished by his teacher, Jack tried hard to improve himself.

(ถูกลงโทษโดยครูของเขา  แจ๊คพยายามอย่างหนักที่จะปรับปรุงตัวเอง) (แจ๊คถูกลงโทษ)

-         Bitten by a snake, the dog died.

(ถูกกัดโดยงู  สุนัขตาย) (สุนัขถูกกัด)

Killed in the battlefield in the war, he was praised by fellow soldiers.   (ถูกฆ่าตายในสนามรบในสงคราม  เขาได้รับการสรรเสริญโดยเพื่อนทหาร) (เขาถูกฆ่าตาย)

Asked by her parents, she came home from abroad to help in the family business.   (ถูกขอร้องโดยพ่อแม่ของเธอ  เธอกลับมาบ้านจากต่างประ เทศ  เพื่อช่วยเหลือในธุรกิจของครอบครัว) (เธอถูกขอร้อง)

        ในกรณีที่ประธานเป็นผู้กระทำกริยา (Active voice)  จะต้องนำหน้าประโยคด้วย  “Verb + ing” (Present participle)   ดังตัวอย่าง เช่น

        - Walking along the road, he met his old friend.

(เดินไปตามถนน  เขาพบเพื่อนเก่าของเขา) (เขาเป็นผู้ทำกริยา “เดิน”)

        - Seeing her teacher, Jane went to greet him.

(เห็นครูของเธอ  เจนเข้าไปทักทายเขา) (เจนเป็นผู้ทำกริยา “เห็น”)

        - Looking out of the window, we could see beautiful scenery.

(มองออกไปนอกหน้าต่าง  เราสามารถเห็นทัศนียภาพที่สวยงาม) (เราเป็นผู้ทำกริยา “มอง”)

Hopingto be there in time, Kim started early in the morning.

(หวังว่าจะไปที่นั่นให้ทันเวลา  คิมเริ่มออกเดินทางแต่เช้าตรู่)  (คิมเป็นผู้ทำกริยา “หวัง”)

                   สำหรับ “Present participle” (Verb + ing)  ถือเป็นคำคุณศัพท์ประเภทหนึ่ง  จึงสามารถใช้ขยายคำนามได้เหมือนกับคำคุณศัพท์ทั่วๆไป  (โดยอาจอยู่หน้าหรือหลังคำนามที่มันขยาย)   เพื่อที่จะบอกว่า คำนามนั้นเป็นผู้ทำกริยานั้นๆ   (แสดง Active voice”)  เช่น

-         Working men are constructing a bridge.

(คนทำงานกำลังก่อสร้างสะพาน)

-         Drinking horses were seen near the bank of the river.

(ม้าที่ดื่มน้ำถูกมองเห็นใกล้ตลิ่งของแม่น้ำ)

-         The mother took good care of her sleeping baby.

(แม่ดูแลทารกที่นอนหลับเป็นอย่างดี)

-         The audience appreciated the good works of the producing team.

(ผู้ชมยกย่อง-ชื่นชมผลงานที่ดีของทีมผู้สร้าง – ภาพยนตร์)

-         The people working in the office are my colleagues.

(ผู้คนที่ทำงานในสำนักงาน  คือเพื่อนร่วมงานของผม)

-         The woman walking across the street is my sister.

(ผู้หญิงที่เดินข้ามถนนเป็นน้องสาวของผม)

-         The man living next door is a bank manager.

(ชายที่อาศัยอยู่บ้านหลังถัดไปเป็นผู้จัดการธนาคาร)

-         The children playing in the field are my neighbors’ kids.

(เด็กๆที่เล่นอยู่ในสนามเป็นลูกของเพื่อนบ้านของผม)

10. She looks much ______________ this morning.

(เธอมีท่าทาง __________________ อย่างมากเช้าวันนี้)

(a) happy

(b) happily

(c) happier  (มีความสุขมากขึ้น)

(d) happiness  (ความสุข)

(e) happiest  (มีความสุขที่สุด)

ตอบ  -  ข้อ  (c)  เนื่องจากเป็นการเปรียบเทียบ  “ขั้นกว่า”  (Comparative degree) เพียงแต่ไม่มี  “Than” ปรากฎให้เห็น  แต่จริงๆแล้วเป็นการเปรียบเทียบกับอดีต เช่น เมื่อวานนี้  หรือ  สัปดาห์ที่แล้ว  ข้อสังเกตอีกอย่างคือ  ถ้าไม่มีการเปรียบเทียบ จะต้องใช้ Veryแทน “Much” เพื่อขยาย  “Happy” ส่วนการจะบอกว่า  มีความสุขมากขึ้น “อย่างมาก” ให้ใช้ “Muchและ “Far” เท่านั้นสำหรับความหมาย  “อย่างมาก”ห้ามใช้  “Very”  ดูคำอธิบายเพิ่มเติมข้างล่าง

-         The scenery looks ______________ in December than in April.

(ภูมิประเทศ – ทิวทัศน์ – มีลักษณะ ____________________ ในเดือนธันวาคม กว่าเดือนเมษายน)

(a) far pleasant

(b) much more pleasant (น่ารื่นรมย์มากกว่ากัน (อย่าง) มากมาย)

(c) very pleasant

(d) much more pleasantly

ตอบ  –   ข้อ  (b) เนื่องจากการเปรียบเทียบ “ขั้นกว่า”  (Comparative degree)  ถ้าต้องการบอกว่า  “มากกว่าอย่างมากมาย”   เช่น  “ใหญ่กว่ามาก”  “เล็กกว่ามาก”  “หนาวกว่ามากฯลฯ สามารถใช้แทนคำว่า  “อย่างมากมาย” ได้ ๒ คำ  คือ “Much” และ “Far” ห้ามใช้  “Very  สำหรับในประโยคข้างบน  จะใช้  “far more pleasant”  ก็ได้

                    ตัวอย่างอื่นๆ  เช่น  “much bigger” (ใหญ่กว่ามาก)  “much older” (แก่กว่ามาก) “far hotter” (ร้อนกว่ามาก)  “far colder” (หนาวกว่ามาก)  “much more important” (สำคัญกว่ามาก)  “much more complicated” (ยุ่งยากหรือสลับซับซ้อนกว่ามาก)  “far smaller”  (เล็กกว่ามาก)   “far thinner”  (ผอมหรือบางกว่ามาก)  “far more beautiful” (สวยกว่ามาก)

11. My grandfather ______________ travel a lot when he was young.

(ปู่ของผม _____________________ เดินทางมาก  เมื่อตอนเขายังหนุ่ม)

(a) is used to (คุ้นเคยหรือเคยชินกับ)  (ในปัจจุบัน)

(b) was used to (คุ้นเคยหรือเคยชินกับ)  (ในอดีต)

(c) used to (เคย)  (เป็นเรื่องในอดีตเสมอ)

(d) was using to

ตอบ  -  ข้อ   (c)  “Used to + Verb 1” =  เคย  ดูคำอธิบายเพิ่มเติมข้างล่าง

-         He got used to ______________.

(เขาคุ้นเคยหรือเคยชินกับ ___________________)  (ในอดีต)

(a) live in an apartment

(b) have lived in an apartment

(c) living in an apartment  (การอาศัยอยู่ในอพาร์ตเมนต์)

(d) be living in an apartment

ตอบ  –  ข้อ  (c)  เนื่องจาก  “Get (got) used to”  (คุ้นเคย, เคยชิน)  ต้องตามด้วย คำนาม หรือ “Gerund” (Verb + ing)  เพราะในที่นี้  “To” เป็นPreposition สำหรับ  Get used to” หรือ  “Be used to(คุ้นเคย, เคยชิน)  จะใช้กับเหตุการณ์ในอดีต หรือ ปัจจุบัน ก็ได้   ดังตัวอย่าง เช่น

         -We got used to playing football when we were in college.

(เราเคยชินกับการเล่นฟุตบอล เมื่อตอนเราเรียนมหาวิทยาลัย – ปัจจุบันไม่ได้เล่นแล้ว)

         - They get used to eating out because they are not good at cooking.

(พวกเขาคุ้นเคยกับการกินอาหารนอกบ้าน  (ในปัจจุบัน) เพราะปรุงอาหารไม่เก่ง)

         - He is used to getting up late.

(เขาคุ้นเคยกับการตื่นสาย) (ปัจจุบัน)

         - She was used to watching TV late at night.

(เธอคุ้นเคยกับการดูทีวีจนดึกเวลากลางคืน) (อดีต)

         - They are used to cold weather.

(พวกเขาคุ้นเคยกับอากาศเย็น) (ปัจจุบัน)

******  สำหรับ  “Used to”  หมายถึง  “เคยทำในอดีต”  ปัจจุบันเลิกทำเช่นนั้นแล้ว  (คือ เป็นเรื่องของอดีตอย่างเดียวเท่านั้น)   ต้องตามด้วยกริยาช่องที่ ๑  (Used to + Verb 1)   ดังตัวอย่าง เช่น

-         He used to go abroad often for his work, but he has changed jobs and now no longer travels.

(เขาเคยเดินทางไปต่างประเทศบ่อยในเรื่องงาน  แต่เขาได้เปลี่ยนงานมาหลายงาน  และ ในปัจจุบัน  มิได้เดินทางต่อไปอีกแล้ว) (ปัจจุบัน มิได้เดินทางไปต่างประเทศแล้ว)

-         She used to work in a bank a long time ago.

(เธอเคยทำงานในธนาคารเมื่อนานมาแล้ว) (ปัจจุบันทำงานที่อื่น)

12.  If the project ________________, we shall learn a great deal about the earth.

(ถ้าโครงการ_____________________ เราจะได้เรียนรู้มากมายเกี่ยวกับโลก)

(a) has success

(b) is success

(c) is successful  (ประสบความสำเร็จ)

(d) success  (ความสำเร็จ)

ตอบ  -  ข้อ  (c)  เนื่องจากเป็นประโยคเงื่อนไข   “If clause”แบบที่ ๑  ดูคำอธิบายจากตัวอย่างประโยคข้างล่าง

-         If you agree, I ______________ the car now.

(ถ้าคุณเห็นด้วย  ผม_____________________รถยนต์ตอนนี้เลย)

(a) take

(b) would take

(c) will take  (จะซื้อ หรือ เอา...(รถ).......ไป)

(d) have taken

ตอบ  -  ข้อ  (c)  เนื่องจากเป็น “If clause” แบบที่ ๑  ความหมาย คือ  ถ้าข้อความใน If clause” (ประโยคย่อย)  เกิดขึ้นจริง  ข้อความในประโยคใหญ่  “Main clause” ก็จะเกิดขึ้นตามไปด้วย   ดูคำอธิบายเพิ่มเติมจากประโยคข้างล่าง

-          If you ________________ your application tomorrow, you will still be eligible for the job.

(ถ้าคุณ _______________ ใบสมัครของคุณวันพรุ่งนี้  คุณจะยังคงมีสิทธิ์สำหรับงานนี้อยู่)

(a) to submit

(b) submitted

(c) submit  (เสนอ, เสนอให้พิจารณา, ยอม, ยอมตาม, ยอมจำนน)

(d) submits

หมายเหตุ  –  ตอบข้อ  (c)  เนื่องจากเป็น  “If clause”แบบที่ ๑  (If + subject + Verb 1, subject + will (shall) + V. 1)  คือ ผู้พูดมีความมั่นใจว่า  ถ้าเหตุการณ์ในประโยคย่อย  (If clause)  เกิดขึ้นจริง  เหตุการณ์ในประโยคใหญ่  (Main clause)  ก็จะเกิดขึ้นตามไปด้วย   และเนื่องจากประธานของประโยคย่อยคือ“you”กริยาsubmit”  จึงไม่ต้องเติม  “s

13. These books ________________ about space travel are very interesting.

   (หนังสือเหล่านี้ (ซึ่ง) _______________ เกี่ยวกับการเดินทางในอวกาศ  น่าสนใจอย่างมาก)

(a) was written

(b) were written

(c) written  (ถูกเขียน)

(d) to be written

ตอบ  -  ข้อ (c)  เนื่องจากลดรูปมาจากประโยคย่อย  แบบ  “Adjective clause”  คือwhich” หรือ “that” were written about space travel”  (โดยตัด “which were” หรือ “that were” ทิ้งไปสำหรับข้อ  (b) ไม่สามารถใช้ได้  เนื่องจากประโยคในข้อ ๑๓ มีกริยาแท้อยู่แล้ว คือ “are” ดังนั้น  จะใช้กริยาแท้ซ้อนลงไปอีกไม่ได้  นอกจากจะมีคำเชื่อม  เช่น“And”  “Or”  “But” เป็นต้น   ดูตัวอย่างเพิ่มเติมจากประโยคข้างล่าง

-         Early philosophers believed that the mind was divided into three faculties_____________ as feeling, intellect and wisdom.

(นักปรัชญาในยุคก่อนๆเชื่อว่าจิตใจ (ของมนุษย์) ถูกแบ่งออกเป็นความสามารถที่จะทำอะไรได้ ๓ อย่าง _________________กันว่า (หรือในฐานะ) คือ ความรู้สึก (อารมณ์), สติปัญญา  และความเฉลียวฉลาด)

(a)    to know

(b) knowing

(c) known  (เป็นที่รู้จัก, ถูกรู้จัก)

(d) knew them

หมายเหตุ  –  ตอบข้อ  (c)  เนื่องจากประโยคย่อย   “the mind was divided into three…..………………wisdom”  มีกริยาแท้คือ  “was divided”  ดังนั้นknown”ในข้อ  (c)  จึงเป็นกริยาแท้อีกไม่ได้  แต่เป็นได้เพียงกริยาไม่แท้  โดยลดรูปมาจากประโยคย่อยของประโยคย่อยอีกทีหนึ่ง  กล่าวคือ ลดรูปมาจากประโยคย่อย(faculties) which were known as……………wisdom”  ซึ่งอยู่ในรูปของPassive voice”  เนื่องจาก“faculties” เป็นผู้ถูกกระทำ  คือ   “ถูกรู้จักหรือเป็นที่รู้จัก”  ซึ่งประโยคย่อยนี้  ถูกลดรูปโดยการตัด  “which were”  ทิ้งไป  เหลือแต่known

14. Due to new developments, it was necessary to __________ the management team.  

(เนื่องมาจากการพัฒนาการใหม่ๆ  มันเป็นสิ่งจำเป็นที่จะ _____________   คณะผู้บริหาร)

(a) reorganize  (จัดระเบียบใหม่, ปฏิรูป, ปรับปรุง)

(b) reassure  (ทำให้มั่นใจใหม่, ทำให้วางใจใหม่, รับรองใหม่, ประกันใหม่)

(c) require  (ต้องการ, ปรารถนา, ขอร้อง, เรียกร้อง)

(d) relocate  (ย้ายที่ใหม่, หาที่ใหม่, กำหนดตำแหน่งใหม่)

หมายเหตุ  –  ตอบข้อ  (a)  เพราะได้ใจความดีที่สุด

15. His reputation has been spoilt; people have no longer a very high opinion _______________ him.  

(ชื่อเสียงของเขาได้ถูกทำให้เสื่อมเสีย    ผู้คนมิได้มีทัศนะ-ความคิดเห็นที่สูงส่งอย่างมาก_______________ ตัวเขาอีกต่อไป)

 

(a) for

(b) in

(c) to

(d) of  (ต่อ)

ตอบ  -  ข้อ  (d)  เนื่องจาก  “Have a high opinion of” =  “มีทัศนะ-ความคิดเห็นที่สูงส่งกับ, ยกย่องอย่างสูงต่อ

16. The older he grows, _______________ he becomes.

(ยิ่งเขาอายุมากขึ้น  เขาก็ ______________________ )

(a) more foolish

(b) foolish

(c) foolisher  (ไม่มีใช้รูปนี้)

(d) the more foolish  (ยิ่งโง่มากขึ้น)

ตอบ  -  ข้อ  (d) ดูคำอธิบายเพิ่มเติมจากประโยคข้างล่าง

            - Sometimes (1) the more we attempt to explain (2) our mistake, the (3) worst our story (4) sounds.   (บางครั้ง  ยิ่งเราพยายามที่จะอธิบายความผิดของเรา (คือแก้ตัว)  เรื่อง (ที่พูดแก้ตัว) ของเรา  ก็ดูเหมือนว่ายิ่งเลวร้ายมากยิ่งขึ้น)

ตอบ  –  ข้อ  (3)  แก้เป็น  “worse”  (มาจาก  “bad  worse  worst” – แย่-เลวร้าย, แย่กว่า-เลวร้ายกว่า, แย่ที่สุด-เลวร้ายที่สุด)  เนื่องจากมาจากรูป  “ยิ่ง...............ก็ยิ่ง................”  โดยมีโครงสร้าง  คือ  (The + adjective (ขั้นกว่า)  + subject + verb, the + adjective (ขั้นกว่า) + subject + verb)  เช่น

      - The more one has, the more one wants.

(คนเรายิ่งมีมาก  ก็ยิ่งต้องการมาก)

      - The sooner she arrives, the better it is.

(ยิ่งเธอมาถึงเร็ว  ก็ยิ่งดี)

      - The bigger the house is, the more expensive it is.

(ยิ่งบ้านยิ่งหลังใหญ่ขึ้น  ราคาก็ยิ่งแพงขึ้น)

      - The more he tried to explain, the less she understood him.

(ยิ่งเขาพยายามอธิบายมากยิ่งขึ้น  เธอก็ยิ่งเข้าใจเขาน้อยลง)

      - The more the people come to our party, the funnier it will be.

(ยิ่งคนมางานเลี้ยงของเรามากขึ้น  มันก็ยิ่งสนุกมากขึ้น)

      - The heavier the boxes are, the more difficult it is to carry them.

(ยิ่งกล่องยิ่งใหญ่ขึ้น  ก็ยิ่งแบกมันลำบากมากยิ่งขึ้น)

-         The more he loves her, the less she loves him.

(ยิ่งเขารักเธอมากขึ้น  เธอก็ยิ่งรักเขาน้อยลง)

-        The more money we gave them, the more (money) they wanted from us. 

(ยิ่งเราให้เงินเขามากขึ้น  เขาก็ยิ่งต้องการ (เงิน) จากเรามากขึ้น)

-         The more we read, the wiser we become.

(ยิ่งเราอ่านมากขึ้น  เราก็ยิ่งฉลาดมากขึ้น)

-         The more loan he takes, the deeper he is in debt.

(ยิ่งเขากู้เงินมากขึ้น  เขาก็ยิ่งเป็นหนี้มากขึ้น)

 17. The professor sometimes makes remarks that are not _______________ the topic. 

(ท่านอาจารย์บางครั้งก็กล่าวคำพูดซึ่งไม่ _________________ กับหัวเรื่อง)

(a)    relevant with

(b)   relevant for

(c)   relevant to  (เข้าเรื่องกันกับ, สัมพันธ์กันกับ, ตรงประเด็นกันกับ)

(d)   relevant on

18. Does Betty object to ______________ for her every night?

(เบ็ตตี้คัดค้าน (ไม่เห็นด้วย) กับ _______________ สำหรับเธอทุกๆคืน  ใช่หรือไม่)   (หมายถึง เบ็ตตี้ไม่ต้องการให้คุณมารอเธอทุกๆคืน  ใช่หรือปล่าว)

(a) your waiting  (การรอคอยของคุณ)

(b) for waiting

(c) that you wait

(d) because you wait

ตอบ  -  ข้อ (a) เนื่องจาก “To”  ใน  “Object to” (คัดค้าน, ไม่เห็นด้วย)  เป็น  Preposition”  จึงต้องตามด้วยคำนาม หรือ  “Gerund” (Verb + ing)  ซึ่งก็ถือเป็นคำนามประเภทหนึ่งด้วย  ดังนั้น  จึงสามารถใช้  “Possessive adjective” (His, Her, My, Your, Our, Their, Its)  นำหน้ามันได้เหมือนคำนามทั่วไป เช่น  “His walking”  “Her laughing”  “My singing”  “Their speaking” เป็นต้น 

                  กล่าวโดยสรุป  คือ  “Gerund” (Verb + ing) อาจมีคำแสดงความเป็นเจ้าของ (Possessive adjective)  ประกอบข้างหน้าได้  เหมือนคำนามทั่วไป  เช่น

             - His walking quickly makes him tired.

(การเดินเร็วของเขาทำให้เขาเหนื่อย)

            - We appreciated on your coming.

(เราชื่นชม-ยกย่องกับการมาของคุณ)

            - Her being afraid of snakes is well-known.

(การกลัวงูของเธอเป็นที่รู้กันดี)

            - It was no use your telling him to stop smoking.

(ไม่มีประโยชน์กับการบอกเขาของคุณให้หยุดการสูบบุหรี่)

            - The audiences were informed of his being a great scientist.

(ผู้ชมได้รับการบอกเกี่ยวกับการเป็นนักวิทยาศาสตร์ที่ยิ่งใหญ่ของเขา)

            - I had to postpone my writing to him to a later date.

(ผมจำเป็นต้องเลื่อนการเขียน (จดหมาย) ถึงเขาของผมออกไปอีก)

            - You should not delay your sending of the application form.

(คุณไม่ควรเลื่อน (หรือ ถ่วงเวลา) การส่งใบสมัครของคุณ)

19. “We can’t go out now.  It’s raining.”

(เราไม่สามารถออกไปข้างนอกได้ในตอนนี้  ฝนกำลังตก)

      “I wish the rain _______________ soon.”

(ผมปรารถนาว่าฝน _______________________ ในไม่ช้า)

(a)    stops

(b)   will stop

(c)    to stop

(d) would stop  (จะหยุดตก)

ตอบ  -  ข้อ (d)  ดูคำอธิบายการใช้กริยา “Wishจากตัวอย่างประโยคข้างล่าง

ตัวอย่างที่ ๑

-         I wish I _____________ German when I was at school.

(ผมปรารถนาว่าผม _______________ ภาษาเยอรมัน  ตอนที่ผมเป็นนักเรียน)

(a) was learning

(b) learnt

(c) had learnt  (ได้เรียนรู้)

(d) have learnt

ตอบ  -  ข้อ  (c)  เนื่องจากเป็นการปรารถนาเหตุการณ์ในอดีต  (สมัยเป็นเด็กนักเรียน) 

ตัวอย่างที่ ๒

-         I wish today ______________ a holiday.

(ผมปรารถนาว่าวันนี้ ______________________ วันหยุด)

(a) is

(b) be

(c) being

(d) were  (เป็น)

ตอบ  –  ข้อ  (d)  เนื่องจากเมื่อใช้ “Wish” แสดงความปรารถนา  “ตรงข้ามกับความเป็นจริง”  (คือเหตุการณ์มิได้เป็นจริงตามที่ปรารถนา) จะต้องใช้รูป  “Subject + wish + that + subject + verb) แต่  that” มักจะละไว้เสมอ  (ไม่เขียนลงในประโยค)  (เรียกการใช้โครงสร้างแบบนี้ว่า   Past subjunctive”)   โดยมีหลัก  คือ

·      ถ้าตรงข้ามกับความจริงในปัจจุบัน  (ปรารถนาเหตุการณ์ปัจจุบัน)  ให้ใช้ Verb เป็น “Past simple” (Verb 2)  (สำหรับ “Verb to be”  ใช้ Were”  กับประธานทุกตัว)

- She wishes today were her birthday.

(เธอปรารถนาว่า  วันนี้เป็นวันเกิดของเธอ – แต่จริงๆแล้วไม่ใช่)

- I wish my uncle were here now.

(ผมปรารถนาว่า  ลุงของผมอยู่ที่นี่ในขณะนี้ – แต่จริงๆแล้วไม่ได้อยู่)

- He wishes his father were a millionaire (now).

(เขาปรารถนาว่า  พ่อของเขาเป็นเศรษฐี – แต่จริงๆแล้วไม่ได้เป็น)

- I wish I had a bigger house (now).

(ผมปรารถนาว่าผมมีบ้านหลังใหญ่กว่านี้ – แต่จริงๆแล้วมีบ้านหลังเล็ก)

- They wish they could speak Japanese (now).

(พวกเขาปรารถนาว่า สามารถพูดภาษาญี่ปุ่นได้ – แต่จริงๆแล้วพูดไม่ได้)

·      ถ้าตรงข้ามกับความจริงในอดีต  (ปรารถนาเหตุการณ์ในอดีต)   ให้ใช้ Verb”เป็น “Past perfect (Had + verb 3) เช่น

- I wish yesterday had been a holiday.

(ผมปรารถนาว่า  เมื่อวานนี้เป็นวันหยุด – แต่จริงๆแล้วไม่ได้เป็น)

-She wishes her father had been a millionaire (last year). (เธอปรารถนาว่า  พ่อของเธอเป็นเศรษฐี  (เมื่อปีที่แล้ว) – แต่จริงๆแล้วไม่ได้เป็น)

-He wished he had been a bird (a long time ago).

(เขาปรารถนาว่า  เขาเป็นนก (เมื่อนานมาแล้ว) – แต่จริงๆแล้วไม่ได้เป็น)

-         I wish my uncle had been here yesterday.

(ผมปรารถนาว่า  ลุงของผมอยู่ที่นี่เมื่อวานนี้ – แต่จริงๆแล้วไม่ได้อยู่)

·      ถ้า “Wish” ใช้กับอนาคต  (Future) ให้ใช้ “Verb” เป็น Would”“Should”  “Could”  “Might” ความหมาย คือ คงไม่เกิดเหตุการณ์ตามที่ปรารถนา  หรือมีโอกาสเกิดขึ้นได้ยาก  เช่น

- I wish my wife would be here tomorrow.

(ผมปรารถนาว่า  ภรรยาของผมอยู่ที่นี่ในวันพรุ่งนี้  –  แต่จริงๆแล้วคงไม่ได้อยู่ หรือมีโอกาสเกิดขึ้นได้น้อยมาก)

- She wishes she could come to my party next week.

(เธอปรารถนาว่า  เธอสามารถมางานเลี้ยงของผมสัปดาห์หน้า  –  แต่จริงๆแล้วคงไม่ได้มา  หรือมีโอกาสเกิดขึ้นน้อยมาก)

- They wish they would graduate from the university next semester.

(พวกเขาปรารถนาว่า  จะเรียนจบจากมหาวิทยาลัยในเทอมหน้า  –  แต่คงจะไม่จบ หรือมีโอกาสเกิดขึ้นน้อยมาก)

อย่างไรก็ตาม  เมื่อใช้ “Wish” แสดงความปรารถนาในแบบปกติธรรมดา จะมีโครงสร้าง  “Wish + to + verb 1” ซึ่งความปรารถนาดังกล่าวอาจจะเป็นจริงหรือไม่เป็นจริงก็ได้ เช่น

- They wish to meet their friends again next year.

(พวกเขาปรารถนาจะได้พบเพื่อนอีกในปีหน้า)

- She wishes to leave now.

(เธอปรารถนาจะจากไปในตอนนี้)

- He wishes to visit London next month.

(เขาปรารถนาจะไปเที่ยวลอนดอนเดือนหน้า)

- They wished to pass the exam this term.

(พวกเขาปรารถนาจะสอบผ่านเทอมนี้)

สำหรับอีกโครงสร้างหนึ่ง คือ  “Wish +กรรม+ noun” มีความหมาย คือ ขออวยพรให้” เช่น

- She wished them a Merry Christmas and a Happy New Year(เธออวยพรวันคริสมาสต์และปีใหม่ให้พวกเขา)

- He wishes his parents a long and happy life.

(เขาอวยพรให้พ่อแม่มีชีวิตยืนยาวและมีความสุข)

- I wish you success.

(ผมขออวยพรให้คุณประสบความสำเร็จ)

20. They were careful to seat the important guests ______________ the host so he could talk to them easily. 

(พวกเขามีความรอบคอบที่จัดที่นั่งให้แขกคนสำคัญ ______________ กับเจ้าภาพ  เพื่อที่ว่าเขา (เจ้าภาพ) จะได้สามารถสนทนากับแขกคนสำคัญได้อย่างง่าย – สะดวก)

(a) near to

(b) near  (ใกล้, ใกล้เคียง)

(c) next  (ถัดไปจาก, ติดกัน, ใกล้กับ)

(d) nearly  (เกือบจะ, จวนจะ)

ตอบ  -  ข้อ (b) เนื่องจาก “Near”  ไม่ต้องตามด้วย “To”  ส่วน “Next” ต้องตามด้วย “To” เสมอ  (ในความหมาย “ถัดไปจาก หรือ ติดกันกับ”)  ส่วน  “Nearly”  ใช้ดังนี้  คือ

-         She has been sitting here for nearly an hour.

(เธอนั่งอยู่ที่นี่เกือบชั่วโมงหนึ่งแล้ว)

-         He was nearly as tall as his sister was.

(เขาสูงเกือบจะเท่ากับพี่สาวของเขา)

-         It was nearly dark.

(มันจวนจะค่ำแล้ว)

-         I think about it nearly all the time.

(ผมคิดเกี่ยวกับมันเกือบจะตลอดเวลา)

หมวดข้อสอบ TOEIC (ตอนที่ 42)

Part V : Sentence Completion(ส่วนที่ 5 :  การเติมประโยคให้สมบูรณ์)

Choose the best alternative to make a correct sentence.

(จงเลือกข้อที่ดีที่สุดเพื่อทำให้ประโยคมีความถูกต้อง)

1. The food is _____________ that I can’t eat it.

(อาหาร ____________________ จนกระทั่งผมไม่สามารถกินมัน)

(a) very hot

(b) too hot  (ร้อนเกินไป)

(c) so hot  (ร้อนมาก)

(d) hot enough  (ร้อนพอ)

ตอบ  -  ข้อ (c) เนื่องจากต้องใช้ตามโครงสร้าง  “Subject + is + so + Adj. + that + subject +Verb”  จงเปรียบเทียบกับประโยคตัวอย่างข้างล่าง

-         It was ________________ that we decided to buy it.

(มันเป็น ______________________ จนกระทั่งเราตัดสินใจซื้อมัน)

(a) a such beautiful house

(b) such a beautiful house (บ้านที่สวยงามมาก)

(c) so beautiful house

(d) so a beautiful house

ตอบข้อ (b) เนื่องจากเป็นไปตามโครงสร้างข้างล่าง

         - It is (was) + such + a + adjective+ noun (เอกพจน์นับได้)  + that ……..

(It is (was) such a small car that we can’t get into it.

(มันเป็นรถที่เล็กมาก จนกระทั่งเราไม่สามารถเข้าไปข้างในได้)

        - It is (was) + so + adjective + a + noun (เอกพจน์นับได้) + that……….

(It is (was) so small a car that we can’t get into it.)

-  Noun (เอกพจน์นับได้)  + is (was) + so + adjective + that ………..

(The car is (was) so small that we can’t get into it.)

-  They are (were) + such + adjective + noun (พหูพจน์) + that…….

(They are (were) such small cars that we can’t get into them.)

-  Noun (พหูพจน์)  are (were) + so + adjective + that …………

(The cars are so small that we can’t get into them.)

         สรุป  -  ดังนั้น จึงสามารถใช้ได้หลายรูปแบบ  โดยมีความหมายเหมือนกัน  คือ

-         It was such a beautiful house that we decided to buy it.

-         It was so beautiful a house that we decided to buy it.

-         The house was so beautiful that we decided to buy it.

(บ้านหลังนั้นสวยงามมาก  จนกระทั่งเราตัดสินใจซื้อมัน)

-         It is such a small car that we can’t get into it.

-         It is so small a car that we can’t get into it.

-         The car is so small that we can’t get into it.

(รถคันนั้นเล็กมาก  จนกระทั่งเราไม่สามารถเข้าไปนั่งได้)

(ทั้ง ๓ ประโยคข้างบน หมายถึง “มันเป็นรถที่เล็กมาก  จนกระทั่งเราไม่สามารถเข้าไปนั่งได้”)  แต่ในกรณีเป็นรูปพหูพจน์  จะสามารถใช้เพียง ๒ แบบเท่านั้น คือ

-         They are such small cars that we can’t get into them.

-         The cars are so small that we can’t get into them.

(ไม่สามารถใช้   They are so small cars that we can’t get into them.)

 2. Please, doctor, come and see my friend !  He is badly ______.

 (ได้โปรดเถิด คุณหมอ  ช่วยมาดูเพื่อนผมหน่อย  เขาได้รับ _______ สาหัส)

(a) to hurt  (ทำให้บาดเจ็บ)

(b) hurting

(c) hurted

(d) hurt  (บาดเจ็บ)

ตอบ  -  ข้อ (d) เนื่องจากต้องอยู่ในรูป “Passive voice”   เพราะว่า “เขาถูกทำให้ (หรือ ได้รับ) บาดเจ็บสาหัส”  สำหรับกริยา ๓ ช่องของ “Hurt”  คือ “Hurt  Hurt  Hurt”  ส่วนข้อ (c)   ไม่มีใช้

3. This train is not fast enough ______________ an express train.

(รถไฟคันนี้ไม่เร็วพอ _____________________ รถไฟด่วน)

(a) to be calling

(b) for calling

(c) to be called  (ที่จะถูกเรียกว่า)

(d) that can be called

ตอบ  -  ข้อ (c) เนื่องจากอยู่ในโครงสร้าง  “Subject + is (are) + (not) + adjective + enough + to + verb 1” (ในกรณีที่ประธานประโยคเป็นผู้กระทำ – Active voice)  สำหรับในกรณีที่ประธานประโยคเป็นผู้ถูกกระทำ (Passive voice)  จะต้องเปลี่ยนโครงสร้างเป็น  “…………+ enough + to + be + verb 3” เช่น

       - He is kind enough to love all of his colleagues. (Active voice)

(เขาเมตตากรุณาพอที่จะรักเพื่อนร่วมงานทุกคน)  (เขาเป็นผู้รัก – คือ ผู้กระทำ)

      - He is kind enough to be loved by all of his colleagues. (Passive voice)

(เขาเมตตากรุณาพอที่จะได้รับความรัก (ถูกรัก) จากเพื่อนทุกคน)  (เขาเป็นผู้ถูกรัก – คือ ถูกกระทำ)

            ตัวอย่างอื่นๆ ในรูป “Passive voice”  เช่น

         - She is clever enough to be awarded a scholarship.

(เธอฉลาดพอที่จะได้รับมอบทุนเล่าเรียน)

      - They were careless enough to be killed in an accident.

(พวกเขาประมาทพอที่จะตายในอุบัติเหตุ)

      -  We worked hard enough to be appreciated by our boss.

(เราทำงานหนัก – หรือขยัน – พอที่จะได้รับการยกย่องชื่นชมจากหัวหน้าของเรา)

4. He told one of the men _____________ with his back against the wall. 

(เขาบอกชายคนหนึ่งให้ __________________ โดยเอาหลังชิด (หรือพิง) กำแพง)

(a) turn and sit

(b) to turn and sit  (หันมาและนั่ง)

(c) turned and sat

(d) turning and sitting

ตอบ  -  ข้อ (b) เนื่องจาก  “Subject + tell + กรรม  + to + verb 1” กล่าวคือ

กริยาที่อยู่หลังกรรมรอง (บุคคลหรือสิ่งของ) ของคำกริยาต่อไปนี้  จะต้องเป็นรูป  infinitive with to”  เสมอ  ได้แก่  “cause  force  compel  invite  advise  instruct  persuade  allow  permit  encourage  press  warn  order  request  tempt  teach  tell  oblige”  ตัวอย่างประโยค เช่น

-         We ordered him to leave

(เราสั่งให้เขาไปซะ)

-         She forced her servant to finish the work by noon.

 (เธอบังคับให้สาวใช้ทำงานให้เสร็จในตอนบ่าย)

-         They invited her to go to their party. 

(พวกเขาเชิญเธอไปร่วมงานเลี้ยง)

-         The teacher instructed him to study hard.

 (ครูแนะนำเขาให้ขยันเรียน)

-         I told him to play outside. 

(ผมบอกให้เขาไปเล่นข้างนอก)

-         She taught him (how) to cook.

 (หล่อนสอนเขา (วิธี) ปรุงอาหาร)

-         We encouraged her to fight against cancer.

 (พวกเราให้กำลังใจเธอต่อสู้กับมะเร็ง)

-         The flood caused the train to move slowly. 

(น้ำท่วมเป็นเหตุให้รถไฟเคลื่อนไปอย่างช้าๆ)

-         She requested him to buy her a new dress.

 (เธอขอร้องเขาให้ซื้อเสื้อผ้าชุดใหม่ให้เธอ)

-         The manager advised his staff to work harder.

 (ผู้จัดการแนะให้สตาฟของเขาทำงานให้หนักขึ้น)

5. What would you have me _____________?

(คุณจะให้ผม ____________________ อะไรครับ)

(a) mend

(b) mending

(c) mended

(d) to mend

ตอบ  -  ข้อ (a) เนื่องจากเป็นการใช้โครงสร้างของ  “Causative use” (Subject + have + someone + do (verb 1) + something) (ประธานใช้ให้ใครทำอะไรบางอย่าง)  ดูคำอธิบายเพิ่มเติมจากข้างล่าง

              สำหรับการใช้โครงสร้าง “Causative use” ในแบบ “Active voice” คือSubject + have + someone + do (กริยาอะไรก็ได้ช่องที่ ๑) + something” หรือ (= Subject + get +  someone + to do (กริยาอะไรก็ได้  แต่ต้องมี “To” นำหน้า) + something)  (ประธานใช้ให้ใครทำอะไรบางอย่าง)  มีดังนี้ คือ

1. Subject + have + someone + do + something (กรรมของ  verb do”)

2. Subject + get + someone + to do + something (กรรมของ verb do”)

(ประธาน  +  ใช้ให้  +   ใครบางคน  +   ทำ (กริยาอะไรก็ได้)  +  บางสิ่งบางอย่าง)

            ทั้ง ๒ โครงสร้างข้างบน ถือว่าอยู่ในรูปของ “Active voice” เนื่องจากประธานเป็นผู้ใช้ให้ใครบางคนไปทำอะไรบางอย่าง  ดังตัวอย่างประโยคข้างล่าง

-         He had the doctor examine his eyes.

(เขาให้หมอตรวจตา)

-         He got the doctor to examine his eyes.

(เขาให้หมอตรวจตา)

-         She has her maid wash her car every day.

(เธอให้สาวใช้ล้างรถทุกวัน)

-         She gets her maid to wash her car every day.

(เธอให้สาวใช้ล้างรถทุกวัน)

-         We had our neighbors clean our house last week.

(เราให้เพื่อนบ้านทำความสะอาดบ้านของเราสัปดาห์ที่แล้ว)

-         We got our neighbors to clean our house last week.

(เราให้เพื่อนบ้านทำความสะอาดบ้านของเราสัปดาห์ที่แล้ว)

                    อย่างไรก็ตาม ถ้าต้องการใช้ในรูป “Passive voice” คือ {Subject + have (get)   + something + done + (by someone)}   {(ประธาน  ใช้ให้บางสิ่ง  ถูกกระทำ (กริยาอะไรก็ได้ อยู่ในช่องที่ ๓)  +  (โดยบางคน)}  ในกรณีนี้  ทั้ง “Have และ “Get”  ในโครงสร้างแบบนี้  จะใช้ในรูปประโยคที่เหมือนกันทุกประการ ดังตัวอย่าง

-         He had his eyes examined (by the doctor).

(ถ้าแปลตรงๆตัว คือ “เขาให้ตาถูกตรวจโดยหมอ” แต่ในภาษาไทยไม่นิยมพูดแบบนี้ โดยนิยมพูดแต่เพียงว่า “เขาไปตรวจตา”)

-         He got his eyes examined (by the doctor).

(เขาไปตรวจตา)

-         She has her car washed (by her maid) every day.

(เธอล้างรถทุกวัน)

-         She gets her car washed (by her maid) every day.

(เธอล้างรถทุกวัน)

-         We had our house cleaned (by our neighbors) last week.

(เราทำความสะอาดบ้านสัปดาห์ที่แล้ว)

-         We got our house cleaned (by our neighbors) last week.

(เราทำความสะอาดบ้านสัปดาห์ที่แล้ว)

       - He has his hair cut once a month.

(= He gets his hair cut one a month.)

(เขาตัดผมเดือนละ ๑ ครั้ง – คือไปให้ช่างตัดให้)

     - She has her room cleaned every day.

(= She gets her room cleaned every day.)

(เธอทำความสะอาดห้องทุกวัน – คือให้คนรับใช้ทำให้)

     - We had our car washed once a week last year.

(= We got our car washed once a week last year.)

(เราล้างรถอาทิตย์ละ ๑ ครั้ง เมื่อปีที่แล้ว – คือให้อู่ล้างให้)

6. I don’t think I’ll buy this dress; it is not ______________ I really want. 

(ผมไม่คิดว่า  ผมจะซื้อเสื้อผ้าชุดนี้  มันไม่ใช่ ________________ ผมต้องการอย่างแท้จริง)

(a) what (สิ่งที่)

(b) whatever  (อะไรก็ตาม)

(c) that  (ที่, ซึ่ง)

(d) which  (ที่, ซึ่ง)

(e) whom (ผู้ซึ่ง, ผู้ที่)  (ใช้เป็นกรรม)

ตอบ  -  ข้อ (a) เนื่องจาก “what I really want” เป็น “Noun clause”  ทำหน้าที่เป็น “Complement”  (สิ่งที่มำช่วยทำให้สมบูรณ์)  ของ “Verb to be (Is)  ดูคำอธิบายเพิ่มเติมหน้าที่ของ “Noun clause” จากประโยคข้างล่าง

-         Tell me ________________.

(บอกผมซิว่า _______________________)

(a) what do you want?

(b) you want what

(c) what you want  (คุณต้องการอะไร)

(d) that what you want

ตอบ  –  ข้อ (c) เนื่องจากเป็น “Noun clause” ทำหน้าที่เป็น “กรรมตรง” ของกริยาTell” ทั้งนี้  “Noun clause”  มักขึ้นต้น (นำหน้า) ด้วย  “Question words” (what, when, where, why, how, how much, how many, how often, who, whom, that, whether, if – หรือไม่)  (โดยไม่ต้องมี That” อยู่ข้างหน้าคำเหล่านี้)  ทั้งนี้ โครงสร้างของ “Noun clause” คือ  Question word + subject + verb”  (เรียงคำแบบประโยคบอกเล่า)   สำหรับ  Noun clause” ทำหน้าที่ดังนี้   คือ

๑.     เป็นประธานของ “Verb” หรือประโยค เช่น

      - What he wants is a new house.

(สิ่งที่เขาต้องการคือบ้านหลังใหม่)

      - How he did it surprised everyone.

(วิธีการที่เขาทำมัน – หรือ เขาทำมันอย่างไร – ทำให้ทุกคนประหลาดใจ)

       - Where he lives is not known.

(ที่ที่เขาอาศัยอยู่ – หรือ เขาอาศัยอยู่ที่ไหน – ไม่มีใครรู้)

       - Why he killed his wife is a mysterious thing.

(เหตุผลที่ว่าทำไมเขาฆ่าภรรยา  - หรือ ทำไมเขาฆ่าภรรยา – เป็นเรื่องลึกลับ)

       - That he is a smart person is certain.

(ที่ว่าเขาเป็นคนฉลาดเป็นเรื่องแน่นอน)

       - Whether she will come or not is not my business.

(ไม่ว่าเธอจะมาหรือไม่ก็ตาม  ไม่ใช่ธุระของผม)

๒.  เป็นกรรมของ “Verb” หรือประโยค เช่น

       - I don’t know when he left.

(ผมไม่ทราบว่าเขาจากไปเมื่อใด)

       - She asked me where I lived.

(เธอถามผมว่าผมอาศัยอยู่ที่ไหน)

       - They did what they had promised.

(พวกเขาทำในสิ่งที่ได้ให้สัญญาไว้)

       - We believe that he is innocent.

(เราเชื่อว่าเขาบริสุทธิ์)

       - She did not believe what he told her.

(เธอไม่เชื่อในสิ่งที่เขาบอกเธอ)

       - The police investigated how the bank was robbed.

(ตำรวจสืบสวนวิธีการที่ธนาคารถูกปล้น – หรือ ธนาคารถูกปล้นอย่างไร)

       - I don’t know whether (if) she is happy with her new workplace.

(ผมไม่รู้ว่าเธอมีความสุขกับสถานที่ทำงานแห่งใหม่ของเธอหรือไม่)

๓.  เป็นกรรมของ “Preposition” เช่น

- She is interested in what he says.

(เธอสนใจในสิ่งที่เขาพูด)

      - They believed in what the minister preached.

(พวกเขาศรัทธาในสิ่งที่บาทหลวงเทศน์)

      - We are surprised at how he could do it.

(เราประหลาดใจว่าเขาสามารถทำมันได้อย่างไร)

      - They were satisfied with what she had provided to them.

(พวกเขาพอใจในสิ่งที่เธอได้จัดหาให้กับพวกเขา)

 ๔.  วางไว้ข้างหลังคำคุณศัพท์ (Adjective) ที่แสดงความรู้สึก  (Sure, Confident,  Happy, Sorry, Grateful, Doubtful, Suspicious, Certain, Delighted,  Delightful,  Anxious,  Worried, etc.) เช่น

      - I am sure that he will arrive here on time.

(ผมมั่นใจว่า  เขาจะมาถึงที่นี่ตรงเวลา)

      - He is sorry that he could not keep his words.

(เขาเสียใจว่า  เขาไม่สามารถรักษาคำพูดได้)

      - They are confident that they will get the job.

(พวกเขามั่นใจว่าพวกเขาจะได้งานทำ)

      - We are anxious that the plane will be delayed for a few hours.

(เราวิตกกังวลว่า  เครื่องบินจะล่าช้าไป ๒ - ๓ ชั่วโมง)

๕.  ใช้แทนคำนาม (Noun)  ที่มาข้างหน้ามัน  เช่น

             - The fact that he graduated with first-class honor is known to all.

              (ข้อเท็จจริงที่ว่าเขาจบการศึกษาด้วยเกียรตินิยมอันดับ ๑ เป็นที่ทราบกันโดยทุกคน)  (“The fact”  คือ “that he graduated with first-class honor

ดังนั้น  “that he graduated with first-class honor” จึงเป็น  “Noun

clause”) อย่างไรก็ตาม  ในประโยค  “The fact that (which) he told me is known to all.(ข้อเท็จจริงซึ่งเขาบอกผมเป็นที่ทราบกันโดยทุกคน)  The fact”  ไม่ใช่ “that (หรือ which) he told me”  แต่เป็นสิ่งอื่นต่างหาก  ดังนั้นthat (which) he told me” จึงเป็น “Adjective clause” มาขยาย “the fact

      - The belief that all men are born equal is not held by everyone.

(ความเชื่อที่ว่ามนุษย์ทุกคนเกิดมาเท่าเทียมกันมิได้ยึดถือกันโดยทุกคน)   (ข้อความที่ขีดเส้นใต้เป็น “Noun clause)

      - The notion that wealthy men are always happy is rejected by many people.  (ความคิดที่ว่าคนที่ร่ำรวยมีความสุขเสมอ  ถูกปฏิเสธโดยคนจำนวนมาก)  (ข้อความที่ขีดเส้นใต้เป็น “Noun clause)

หมายเหตุ  –  จากตัวอย่างข้างบน  ถ้าเป็น “Noun clause” จะใช้ “that” นำหน้าเพียงอย่างเดียวเท่านั้น  (ไม่ใช้ “which”)  และ  “that” จะไม่ทำหน้าที่ประธาน หรือกรรม  แต่ถ้าเป็น “Adjective clause”  จะใช้ “that” หรือ “which” ก็ได้  และมันจะทำหน้าที่ประธาน หรือกรรมของประโยคอย่างใดอย่างหนึ่ง เช่น

-      The book which (that) is on the table is mine.

(หนังสือซึ่งอยู่บนโต๊ะเป็นของผม)  (ข้อความที่ขีดเส้นใต้เป็น  “Adjective clause”  ขยาย “The book”  โดย “which (that)” ทำหน้าที่เป็นประธานของ

Clause

        -  The book which (that) you gave me is very interesting.

(หนังสือซึ่งคุณให้ผมน่าสนใจอย่างมาก)  (ข้อความที่ขีดเส้นใต้เป็น Adjective clause” ขยาย “The book”  โดย “which (that)” ทำหน้าที่เป็นกรรมตรงของ Clause”  ส่วน “me” เป็นกรรมรอง)

7. You can learn _____________ the word from the dictionary.

(คุณสามารถเรียนรู้ ____________________ คำจากพจนานุกรม)

(a) pronunciation   (การออกเสียง, วิธีการออกเสียง)

(b) pronouncing

(c) to pronounce  (ที่จะออกเสียง)

(d) pronounce

ตอบ  -  ข้อ (c)  เนื่องจาก  “Learn + to + Verb 1ดูคำอธิบายเพิ่มเติมจากตัวอย่างข้างล่าง

-    I’ll try _______________ my best.

(ผมจะพยายาม ___________________ ดีที่สุด)

(a) to make

(b) to work

(c) to show

(d) to do (ทำ)

ตอบ  –  ข้อ  (d) “Do one’s best” = “ทำดีที่สุด” และหลังกริยา “Try” ต้องตามด้วย  “Infinitive with to” (To + Verb 1)  สำหรับกลุ่มคำกริยาที่ต้องตามด้วยInfinitive with to” (To + Verb 1)  ได้แก่   “promise (สัญญา),  offer (เสนอ),   want (ต้องการ),   hope (หวัง),   plan (วางแผน),   hesitate (รีรอ, ลังเลใจ),   fail (ล้มเหลว),   learn (เรียนรู้),   expect (คาดหวัง),   refuse (ปฏิเสธ), need (ต้องการ),  dare (กล้า),  claim (อ้าง),   agree (ตกลง),  demand (เรียกร้อง),   wish (ปรารถนา),   intend (ตั้งใจ),  seem (ดูเหมือนว่า),  resolve (ตกลงใจ),  determine (ตัดสินใจ),  decide (ตัดสินใจ),  pretend (แสร้งทำ), afford  (มีฐานะพอ, สามารถหามาได้),  happen (บังเอิญ),  appear (ดูเหมือนว่า), prove (พิสูจน์ว่า),   ask (ขอร้อง),  beg (ขอร้อง),  choose (เลือก),  manage (ประสบความสำเร็จ),   hurry (เร่งรีบ),   tend (มักจะชอบ),   arrange (จัดแจง, เตรียมการ),   care (สนใจ),  come (มา)   ดังตัวอย่างประโยคข้างล่าง

-         They want to take a rest.

(พวกเขาต้องการพักผ่อน)

-         She expects to arrive there in time.

(เธอคาดหวังว่าจะไปถึงที่นั่นทันเวลา)

-         He pretended not to see me.

(เขาแสร้งทำเป็นไม่เห็นผม)

-         We decided to buy a new home.

(เราตัดสินใจซื้อบ้านใหม่)

-         He came to see me late at night.

(เขามาพบผมเวลากลางคืนตอนดึก)

-         We must learn to work hard and to save money.

(เราจะต้องเรียนรู้เรื่องการทำงานหนักและออมเงิน)

-         She refused to go out with him.

(เธอปฏิเสธที่จะออกไปข้างนอกกับเขา

-         She affords to buy an expensive car.

(เธอมีฐานะพอที่จะซื้อรถยนต์ราคาแพง)

-         They agreed to take a vacation this summer.

(พวกเขาตกลงที่จะเดินทางวันหยุดพักผ่อนหน้าร้อนนี้)

-         We wish to graduate in a few months and to get a job.

(เราปรารถนาที่จะเรียนจบในอีก ๒ – ๓ เดือนข้างหน้าและได้งานทำ)

-         He asked to play a role in the school play.

(เขาขอร้องที่จะแสดงในบทในละครของโรงเรียน)

-         They promised to come and they did come.

(พวกเขาสัญญาว่าจะมา และก็มาจริงๆ)

-         The team failed to win a place in the finals.

(ทีมนั้นไม่สามารถที่จะได้เข้ารอบสุดท้าย)

-         They hoped to meet their parents after separating with them for years.

(พวกเขาหวังจะได้พบกับพ่อแม่หลังจากแยกกับพ่อแม่เป็นเวลาหลายปี)

-         Did you manage to get anything to eat before you came?

(คุณประสบความสำเร็จ (สามารถ) หาอะไรกินก่อนมาที่นี่หรือเปล่า)

8. How old must one _____________ in an election?

(คนเราจะต้องอายุเท่าใด ___________________ ในการเลือกตั้ง)

(a) to vote

(b) to be voted

(c) to be to vote

(d) be to vote  (ที่จะลงคะแนนเสียง)

ตอบ  -  ข้อ  (d) เนื่องจากมาจากประโยคบอกเล่า  “One must be 20 years old to vote in an election.” (คนเราจะต้องอายุ ๒๐ ปี ถึงจะลงคะแนนในการเลือกตั้งได้)  และ “Must” ต้องตามด้วย “Infinitive without to” (Verb 1) ดังนั้น  จึงต้องใช้ “One must be 20 years………….” จะใช้ “Must is, Must areไม่ได้  และเมื่อเป็นประโยคคำถาม จึงต้องใช้ว่า  “How old must one be to vote…………..?” (คนเราจะต้องอายุเท่าใด  จึงจะลงคะแนน...............)

9. When the burglar ran down the stairs, Miss Emmy threw a chair ________ him and knocked him down.

(เมื่อเจ้าหัวขโมยวิ่งลงบันไดไป  มิสเอ็มมี่ได้ขว้างเก้าอี้ ______ เขา  และทำให้เขาล้มลง)

(a)   to

(b)  on

(c) at  (ไปที่)

(d) against

10. His son was given a watch for his birthday, and his daughter a necklace for __________. 

(ลูกชายของเขาได้รับนาฬิกาสำหรับวันเกิดของตน  และลูกสาวได้สร้อยคอสำหรับ (วันเกิด) ______________ )

(a) him

(b) her

(c) hers  (ของเธอ)

(d) his

ตอบ  -  ข้อ (c) เนื่องจากต้องอยู่ในรูป “Possessive pronoun” (His, Hers, Its, mine, yours, ours, theirs)   จึงสามารถอยู่ลอยๆคำเดียวได้  ไม่ต้องมีคำนามตามหลัง  ซึ่งมีค่าเท่ากับ “Her birthday ตัวอย่างอื่นๆ เช่น

        - My house is small but yours (= your house) is big.

(บ้านของผมหลังเล็ก  แต่ของคุณหลังใหญ่)

       - His dog is ferocious while hers (= her dog) is tame and lovely.

(หมาของเขาดุร้าย  ในขณะที่ของเธอเชื่องและน่ารัก)

11. The number of _____________ one has depends upon one’s kindness. 

(จำนวนของ ___________ ที่คนเรามี  ขึ้นอยู่กับความเมตตากรุณา-ใจดีของเขา)

(a) friend

(b) friends  (เพื่อน)

(c) friendly  (เป็นมิตร)

(d) friendship  (มิตรภาพ)

ตอบ  -  ข้อ (b) เนื่องจาก “The number of + noun (นับได้ พหูพจน์)   หมายถึง “จำนวนของ.........”  ถือเป็นเอกพจน์  (จำนวนรวมทั้งหมด)  ต้องใช้กับกริยาที่เป็นเอกพจน์ด้วย (Is, Has, Depends)  ดูคำอธิบายเพิ่มเติมจากตัวอย่างข้างล่าง

-       The number of people who ask questions at the end of the lecture _______________ always quite astonishing.

-      (จำนวนของผู้คนที่ถามคำถามเมื่อตอนเสร็จสิ้นการบรรยาย  _______ น่าประหลาดใจทีเดียว  –  คือมีผู้ถามคำถามมากมายจนนึกไม่ถึง)

(a) be

(b) is

(c) are

(d) were

หมายเหตุ  –  ตอบข้อ (b) เนื่องจาก   “The number of”  แม้จะตามด้วยคำนามที่เป็นพหูพจน์  (Plural)  แต่ต้องใช้กับกริยาเอกพจน์  (Singular)  ซึ่งในที่นี้คือ  is” เพราะหมายถึง  “จำนวน”  ดังตัวอย่างประโยค  เช่น

-         The number of boys is twenty. 

(จำนวนเด็กผู้ชายคือ ๒๐ คน)

-         The number of people who came to the motor show was quite impressive. 

(จำนวนคนที่มางานมอเตอร์โชว์น่าประทับใจมาก – คือมากันเยอะแยะ)

                สำหรับ “A number of”  (จำนวนมาก)  ต้องตามด้วยคำนามพหูพจน์  และ ถือเป็นพหูพจน์  จึงต้องใช้กับกริยาพหูพจน์  ดังตัวอย่าง

            - A number of students are in the classroom.

(นักเรียนจำนวนมากอยู่ในห้องเรียน)

        - A number of tourists have visited Thailand over the past few years.  (นักท่องเที่ยวจำนวนมากได้มาเยือนประเทศไทยในช่วง ๒ – ๓ ปีที่ผ่านมา)

         - A number of women have become executives in both the government and the private sector.

(ผู้หญิงจำนวนมากได้เป็นผู้บริหารทั้งในภาครัฐและเอกชน)

12. He always tries to avoid ______________.

(เขาพยายามที่จะหลีกเลี่ยง ___________________ อยู่เสมอ)

(a) work hard

(b) hard works

(c) hard work  (งานหนัก)

(d) every hard work

ตอบ  -  ข้อ (c) เนื่องจาก “Work”  (งาน)  เป็นคำนามนับไม่ได้  (เอกพจน์เสมอ)  จึงไม่สามารถเติม “S”  ได้ (ตัดข้อ (b)  ทิ้ง)  และไม่สามารถนำหน้าด้วย “Every  เพราะว่าใช้กับคำนามนับได้เอกพจน์  (ตัดข้อ (d)  ทิ้ง)  สำหรับ ข้อ (a) สามารถใช้ได้  แต่ต้องแก้เป็น  “Working hard” เนื่องจากหลัง “Avoid”  ต้องใช้รูป Gerund” (Verb + ing)    ดูเพิ่มเติมการใช้ “Work hard” (ทำงานหนัก)  และ “Hardly work” (ไม่ใคร่จะทำงาน)  จากตัวอย่างประโยคข้างล่าง  

-Those people are working very ________________.

(ผู้คนเหล่านั้นกำลังทำงาน _____________________ มาก)

(a) hardly

(b) hard (หนัก)

(c) harder

(d) successful

ตอบ  –  ข้อ (b) เนื่องจาก “Hard” เป็นทั้งคำคุณศัพท์ (Adjective) และกริยาวิเศษณ์ (Adverb)  ในคำเดียวกัน  โดยหมายถึง “หนัก”  ดังนั้น  เมื่อขยายกริยา are working” จึงไม่ต้องเปลี่ยนเป็น “hardly”  (หรือ อาจตอบข้อ (d) แต่ต้องแก้เป็น “successfully”  -  อย่างประสบความสำเร็จ)  สำหรับ “Hardly” เป็น Adverb of frequency” (แสดงความ “บ่อย” หรือ “ถี่”)  หมายถึง “ไม่ใคร่จะ, แทบจะไม่”  โดยมีความหมายเหมือนกับ  “Seldom, Rarely, Scarcely” ดังตัวอย่าง

      - He hardly works.

   (เขาไม่ใคร่จะทำงาน หรือ เขาแทบจะไม่ทำงาน)

      - She is hardly patient.

     (เธอไม่ใคร่จะอดทน)

      - They had hardly finished their work when it began to rain.

     (พวกเขาทำงานยังไม่ใคร่จะเสร็จ  เมื่อฝนเริ่มตก)

                  สำหรับการวางตำแหน่งของ “Adverb of frequency” (seldom, hardly, always, often, generally, usually, occasionally, rarely, never)  ในประโยค มีดังนี้ คือ

๑.     วางไว้หน้าคำกริยาทั่วไป เช่น

-         They always come late.(พวกเขามาสายเสมอ)

-         She usually goes shopping.(เธอไปซื้อของเป็นประจำ)

-         He seldom drives to work.(เขาแทบจะไม่ได้ขับรถไปทำงาน)

๒.   วางไว้หลัง “verb to be” เช่น

-         He is often late for class.(เขาเข้าห้องเรียนสายบ่อยๆ)

-         They are always busy with their work.(พวกเขามักยุ่งอยู่กับงานเสมอ)

-         She is never contented with her life.(เธอไม่เคยพอใจในชีวิตเลย)

๓.    ถ้ามีคำกริยา ๒ ตัวในประโยค ให้วางไว้ตรงกลางคำกริยานั้น เช่น

-         They have always had lunch there.(พวกเขากินอาหารกลางวันที่นั่นเสมอ)

-         She will never love him.(เธอจะไม่มีวันรักเขา)

-         You should never come to class late.(คุณไม่ควรจะมาเรียนสาย)

-         He is always asking me.(เขาถามคำถามผมอยู่เสมอ)

-         We have never traveled to New York.(เราไม่เคยเดินทางไปนิวยอร์ค)

๔.    สำหรับ “never”  และกลุ่มคำที่ทำหน้าที่เป็นกริยาวิเศษณ์  ที่โดยปกติวางไว้ข้างในประโยค  อาจจะเอามาวางไว้หน้าประโยค เพื่อแสดงการเน้นคำนั้นๆ   คำเหล่านี้ส่วนใหญ่มีความหมายปฏิเสธ เช่น “never,  hardly,  seldom, never before (ไม่เคยมาก่อนเลย),  never in my life (ไม่เคยเลยในชีวิต), no sooner,  in vain (ล้มเหลว, ไม่สำเร็จ),  not often,  not only (ไม่เพียงแต่),  not even once  (ไม่แม้แต่ครั้งเดียว),  not until (ไม่จนกระทั่ง)  อย่างไรก็ตาม  ต้องเรียงรูปประโยคใหม่ดังนี้ คือ {Never (no sooner, hardly, never in my life, not until, etc.) + helping verb (has, have, had, is, are, was, were, will, would, shall, should, can, could, may, might, must, etc.)  + subject + verb (แท้)เช่น

-         Never before has she seen such a beautiful place.

(ไม่เคยมาก่อนเลยที่เธอได้เคยเห็นสถานที่ที่สวยงามเช่นนั้น –  เน้นตรงคำว่า “ไม่เคยมาก่อนเลย”)

(= She has never before seen such a beautiful place.)

(= She has never seen such a beautiful place before.)

-         No sooner had he left than she arrived.

(ในทันทีที่เขาจากไป  เธอก็มาถึง  –  เน้นตรงคำว่า “ในทันทีที่”)

(= He had no sooner left than she arrived.)

-         Hardly have I met my old college friends.

(ผมแทบจะไม่ได้เจอเพื่อนเก่าตอนเรียนมหาวิทยาลัยเลย  –  เน้นตรงคำว่า “แทบจะไม่”)

(= I have hardly met my old college friends.)

ทั้งนี้  สามารถสรุปโครงสร้างประโยคที่มีการเน้นแบบนี้  คือ

-         Never before (Never) + have + I + seen + such a beautiful place (ไม่เคยมาก่อนเลย  ที่ผมได้เห็นสถานที่สวยงามเช่นนั้น)

-         Hardly (Seldom) + has + she + met + her old college friends.

-         Never + กริยาพิเศษ  + subject  + กริยาแท้  +ส่วนขยาย

-         Never has he seen his father since he divorced his mother.

(เขาไม่เคยได้พบพ่อเลย  ตั้งแต่ที่พ่อหย่าร้างกับแม่)

13. I wish you and your wife many years of happiness together and look forward ______________ you both.

(ผมขออวยพรให้คุณและภรรยามีความสุขด้วยกันตลอดไป  และหวังอย่างยิ่งกับ (หรือ “ตั้งตารอ”) ___________ คุณทั้ง ๒ คน  -  หมายถึงในวันข้างหน้า) 

(a) to see

(b) to seeing  (การได้พบ)

(c) for seeing

(d) to be seeing

ตอบ  -  ข้อ (b)  เนื่องจาก “To” ที่ตามหลังคำกริยาต่อไปนี้  ถือเป็น Preposition”  จึงต้องตามด้วยคำนามหรือ “Gerund” (Verb + ing)   ได้แก่

 Look forward to” (ตั้งตารอคอย), “Object to” (คัดค้าน, ไม่เห็นด้วย), Devote…..to” (อุทิศ..............ให้กับ), “Dedicate………to” (อุทิศ............ให้กับ), “Apply……to” (ประยุกต์.............เข้ากับ)    ดังประโยคตัวอย่าง  

          - She looks forward to buying a new home next year.

(เธอตั้งตาคอยซื้อรถคันใหม่ปีหน้า)

       - We object to going to bed late tonight as we will have to start our trip early tomorrow. 

(เราไม่เห็นด้วยกับการนอนดึกคืนนี้  เพราะเราจะต้องออกเดินทางแต่เช้าวันพรุ่งนี้)

       - He devotes most of his time to studying in the library.

(เขาอุทิศเวลาส่วนใหญ่ให้กับการศึกษาในห้องสมุด)

       - They applied their knowledge gained from training overseas to performing their daily work.  (พวกเขาประยุกต์ความรู้ที่ได้จากการอบรมในต่างประเทศ  เข้ากับการทำงานประจำวัน)

14. She spoke slowly and emphatically in order to ______________.

(เธอพูดอย่างช้าๆ และเน้นย้ำ  เพื่อที่จะ ___________ )

(a) make herself clearly

(b) making herself clear

(c) be made herself clear

(d) make herself clear  (ทำให้ตัวเธอเองเป็นที่เข้าใจอย่างชัดเจน)  (ไม่มีผู้ใดข้องใจหรือสงสัยในตัวเธอ)

ตอบ  -  ข้อ (d) เนื่องจากเป็นไปตามโครงสร้าง “Make +  กรรม + Adjective หรือ “Make +  กรรม + Verb 1” ดูคำอธิบายเพิ่มเติมจากตัวอย่างประโยคข้างล่าง

-         News services make _________ for newspapers to give their readers news from around the world. 

(การบริการข่าวสารทำให้___________   สำหรับหนังสือพิมพ์ที่จะให้ข่าวสารจากทั่วทุกมุมโลกแก่ผู้อ่านของตน)

(a) possible  (เป็นไปได้)

     (b) it possible  (มันเป็นไปได้)

     (c) it is possible

(d)  possible that

หมายเหตุ  –  ตอบข้อ  (b) เพราะเป็น  “Pattern”  ที่นิยมใช้กันแพร่หลาย คือ (Make + กรรม + adj.)  เช่น   “Make it difficult”  “Make it impossible”  “Make it necessary”“Make it popular”  “Make you skillful”  “Make her happy”  “Make them famous”  ซึ่งมีความหมายคือ  “ทำให้ยาก-เป็นไปไม่ได้-จำเป็น-เป็นที่นิยม-มีทักษะ-มีความสุข-มีชื่อเสียง (ตามลำดับ)

15. “Have you ever been to Hua-Hin?”

(คุณเคยไปหัวหินหรือเปล่า)

“Yes, I ___________________  there during last week.”

(เคยครับ  ผม ___________________ ที่นั่นในระหว่างสัปดาห์ที่แล้ว)

(a)   have been  (เคยไป)

(b)  have ever been  (เคยไป – แต่ในประโยคบอกเล่าไม่นิยมใช้  )

(c)  was  (อยู่ที่)

(d)  had been

ตอบ  -  ข้อ (c) เนื่องจาก “สัปดาห์ที่แล้ว”  เป็นอดีต  จึงต้องใช้  “Was

16. “How _____________ will that clock go without winding?”

(_____________________  เท่าใด  ที่นาฬิกาเรือนนั้นจะเดินโดยไม่ต้องไขลาน)

“Just twenty-four hours.  I have to wind it daily.”

“เพียง ๒๔ ชั่วโมงเท่านั้น  ผมจำเป็นต้องไขลานมันทุกวัน”

(a)         soon  (เร็ว)  (ใช้กับเวลา ช้า-เร็ว)

(b)        often  (บ่อย)

(c)         good  (ดี)

(d)     long  (นาน)

ตอบ  -  ข้อ (d) เนื่องจากถามถึง “ความยาวนานของเวลา”  ที่นาฬิกาเดินไปได้โดยไม่ต้องไขลาน

17. The houses here are a little less modern than ____________ in the city.

 (บ้านที่นี่มีความทันสมัยน้อยกว่านิดหน่อย  (เทียบกับ) _____________   ในเมือง)

(a) that

(b) those  (บ้าน)

(c) ones

(d) there are

ตอบ  -  ข้อ (b)  ดูคำอธิบายเพิ่มเติมจากประโยคข้างล่าง

-         The air of the hills is cooler than __________________.

(อากาศของเนินเขาเย็นกว่า _______________________ )

(a) one of the plains

(b) of the plains

(c) that of the plains (อากาศของที่ราบ)

(d) the plains

ตอบ  –  ข้อ (c) เนื่องจาก “Air” เป็นคำนามนับไม่ได้ จึงต้องแทนด้วย “That” และตามด้วย “of the plains” เพื่อให้สมดุลกัน  ในกรณีเป็นนามนับได้  ให้ใช้ “One”  แทน  และถ้าเป็นนามพหูพจน์  ให้ใช้ “Those” แทน   (สำหรับเหตุผลที่ไม่เลือกข้อ (d) เนื่องจาก  จะเป็นการเปรียบเทียบระหว่าง “อากาศ” และ “ที่ราบ”  มิใช่ “อากาศของเนินเขา” และ “อากาศของที่ราบ” ซึ่งผิดความหมายที่ต้องการเปรียบเทียบ)  ตัวอย่างอื่นๆ  เช่น

           - The book you gave me is more informative than the one I bought from a bookstore.

(หนังสือที่คุณให้ผมให้ข้อมูลข่าวสารมากกว่าเล่มที่ผมซื้อจากร้านหนังสือ) (book เป็นนามเอกพจน์นับได้ จึงต้องใช้ one แทน เมื่อจะกล่าวซ้ำ)

        - The students in this class are more hard-working than those in that class. (นักเรียนในห้องนี้ขยันมากกว่านักเรียนในห้องนั้น)  (students เป็นนามพหูพจน์ จึงต้องใช้ those แทน เมื่อจะกล่าวซ้ำ)

          - The knowledge one obtains from self-study is sometimes much higher than that one derives from class.

(ความรู้ที่คนเราได้รับจากการศึกษาด้วยตนเอง  บางทีมากกว่าความรู้ที่ได้รับจากห้องเรียนมากมายทีเดียว)  (knowledge เป็นนามนับไม่ได้ – เอกพจน์เสมอ – จึงต้องใช้  that  แทน  เมื่อจะกล่าวซ้ำ)

18. House owners pay a tax ______________ their property.

(เจ้าของบ้านจ่ายภาษี ___________________ ทรัพย์สินของตน)

(a) on  (เพื่อ)

(b) for

(c) to

(d) from

ตอบ  -  ข้อ (a)  เนื่องจาก “Pay a tax + on +   ทรัพย์สินที่ต้องเสียภาษี

19. Always ______________ honest in whatever you do.

(____________  ซื่อสัตย์อยู่เสมอในสิ่งใดก็ตามที่คุณทำ)

(a) are

(b) being

(c) be  (จง)

(d) to be

ตอบ  -  ข้อ (c) เนื่องจากเป็นประโยคคำสั่งหรือขอร้อง  ดูคำอธิบายเพิ่มเติมจากประโยคข้างล่าง

-         _______________  patient, and you will succeed.

(____________________  อดทน  และคุณจะประสบความสำเร็จ)

(a) Being

(b) Be (จง)

(c) To be

(d) Are

ตอบ  –  ข้อ (b) เนื่องจากเป็นประโยคคำสั่งหรือขอร้อง  จึงต้องขึ้นต้นประโยคด้วย Infinitive without to” (Verb 1) แต่ในกรณีที่สิ่งที่สั่งให้ทำเป็นคำคุณศัพท์ เช่น  Patient” (อดทน)  “Careful” (ระมัดระวัง)  “Hopeful”  (มีความหวัง)  จะต้องขึ้นต้นประโยคด้วย  “Be” สำหรับตัวอย่างประโยคคำสั่ง-ขอร้อง อื่นๆ  เช่น

-                  If you need any help filling out the forms, _________ somebody at the front desk.

(ถ้าคุณต้องการความช่วยเหลือใดๆในการกรอกแบบฟอร์ม  ให้_____________   ผู้ที่ (นั่ง) อยู่ที่โต๊ะหน้าเคาเตอร์)

(a)   to ask

(b)   asking

(c)   asks

(d)  ask (ถาม)

หมายเหตุ  –  ตอบข้อ (d)  เนื่องจากในประโยคคำสั่งหรือขอร้อง (ในที่นี้ คือ ask somebody at the front desk”)  ให้ถือเสมือนว่ามีประธาน  “You”  อยู่หน้าประโยค คือ อยู่หน้า  “Ask” (แต่ละเอาไว้ในฐานที่เข้าใจ)   จึงต้องตามด้วยกริยาช่องที่ ๑ ที่ไม่มี  “To”  นำหน้า  (Infinitive without to)  ตัวอย่างอื่นๆ เช่น

-        Buy me a newspaper. (ซื้อหนังสือพิมพ์ให้ผมฉบับหนึ่งนะ)

-        Go out. (ออกไปห่างๆ – ออกไปให้พ้น)

-        Open the window, please. (กรุณาเปิดหน้าต่างหน่อยครับ)

-        (Please) come into the room. (โปรดเข้ามาในห้อง)

ในกรณีที่เป็นคำคุณศัพท์  (Adjective)  ให้ขึ้นต้นประโยคด้วย “Be” เสมอ เช่น

-        Be careful. (จงระวัง)

-        Be patient. (อดทนหน่อยนะ)

-        Be thoughtful to other people. (จงนึกถึงคนอื่นบ้าง)

            อนึ่ง  ถ้าเป็นประโยคที่สั่งหรือขอร้องไม่ให้ทำก็ยังถือเสมือนว่ามี  “You” เป็นประธานนำหน้าประโยค  ดังนั้น จึงต้องขึ้นต้น  “ประโยคคำสั่ง-ขอร้องไม่ให้ทำ” ด้วย “Don’t”  เสมอ เช่น

-        Don’t make a loud noise. (จงอย่าทำเสียงดัง)

-        Don’t get up late. (อย่าตื่นสายนะ)

-        Don’t bother me while I’m working. (อย่ากวนผมในขณะที่ผมกำลังทำงาน)

        ในกรณีที่เป็นคำคุณศัพท์  (Adjective)  ให้ขึ้นต้นประโยคด้วย “Don’t be” เสมอ  เช่น

-        Don’t be late for class.  (อย่าเข้าห้องเรียนสายนะ)

-        Don’t be careless while walking across the street.  (จงอย่าประมาทขณะเดินข้ามถนน)

-        Don’t be too serious with your work.  (จงอย่าเอาจริงเอาจังกับงานมากเกินไป)

20. I remember that restaurant; we stopped there ________ on our way to Korat.

 (ผมจำภัตตาคารนั้นได้  เราหยุด (แวะ) ที่นั่น _______ ในระหว่างทางไปโคราช)

(a) eating  (การกินอาหาร)

(b) ate

(c) to eat  (เพื่อกินอาหาร)

(d) eaten

ตอบ  -  ข้อ (c) เนื่องจาก  “หยุดหรือแวะเพื่อที่จะกินอาหาร (Stop to eat)  โดยมีหลักไวยากรณ์ดังนี้  คือ  เราใช้ “Infinitive with to” (To + verb 1) และGerund” (Verb + ing)  ตามหลังคำกริยา “Remember, Forget, Try Stop” แต่มีความหมายต่างกัน  เช่น

-         I remembered to buy him a newspaper.

(ผมจำได้ที่จะซื้อ (ไม่ลืมซื้อ) หนังสือพิมพ์ให้เขา)

-         I remembered buying him a newspaper.

(ผมจำได้ถึงการซื้อหนังสือพิมพ์ให้เขา  –  คือซื้อเมื่อเดือนที่แ