หมวดข้อสอบ TOEIC

หมวดข้อสอบ TOEIC (ตอนที่ 480)

การประปาส่วนภูมิภาค  “มุ่ง-มั่น-เพื่อปวงชน”

 

Part V: Sentence Completion   (ส่วนที่ 5 :  การเติมประโยคให้สมบูรณ์)

Choose the best alternative to make a correct sentence.

(จงเลือกข้อที่ดีที่สุดเพื่อทำให้ประโยคมีความถูกต้อง)

 

1. Our ______________________________________ are trying to hire our best employees.

(_________ ของเรากำลังพยายามจ้างพนักงานที่ดีที่สุดของเรา)  (คือ  พยายามจะแย่งพนักงานไปจากเรา)

(a) competition    (การแข่งขัน)

(b) competitive     (เกี่ยวกับการแข่งขัน, ซึ่งสามารถแข่งขันได้)

(c) competitors     (คู่ต่อสู้, คู่แข่ง, ผู้แข่งขัน, ผู้แข่ง)

(d) competitively

ตอบ   -   ข้อ    (c)   

 

2. The workers were loading the truck when the boxes _____________________________.

(คนงานกำลังขนของขึ้นรถบรรทุกเมื่อกล่องต่างๆ ________________________________)

(a) fall

(b) are falling

(c) have fallen

(d) fell    (หล่น, ตกลงมา)

ตอบ   -   ข้อ   (d)   เนื่องจากเป็นการใช้  “Past simple tense”  คือกริยาช่องที่   (Fell)  ในประโยคย่อย (อนุประโยค)  คู่กับ  “Past continuous tense”  (Were loading)  ในประโยคใหญ่  กล่าวคือ  มีเหตุการณ์ในอดีต    เหตุการณ์  เหตุการณ์หนึ่งเกิดขึ้นก่อนและกำลังดำเนินอยู่ {ใช้ “Past continuous tense”  (Subject + Was  หรือ  Were + V. ing)}  แล้วมีอีกเหตุการณ์หนึ่งเกิดแทรกขึ้นมาในระหว่างที่เหตุการณ์แรกกำลังดำเนินอยู่  เหตุการณ์ที่เกิดแทรกนี้ใช้  “Past simple” (Subject + Verb 2)  เช่น

  • We were watching TV when the light went out .

(เรากำลังดูทีวีอยู่เมื่อตอนไฟฟ้าดับ)

  • She was cooking when her husband arrived home.

(เธอกำลังปรุงอาหารอยู่เมื่อสามีมาถึงบ้าน)

 

3. The train from Paris arrives _____________________________________________ noon.

(รถไฟจากปารีสมาถึง ________________________________________________ เที่ยงวัน)

(a) in

(b) on

(c) at    (ณ  เวลา)

(d) over

ตอบ   -   ข้อ   (c)   เนื่องจาก  “Noon”  ต้องใช้กับ  “Preposition”  “At

                           สำหรับวลีที่ใช้กับ  “At”  ได้แก่  “at a high speed” =  ด้วยความ เร็วสูง)  -  “The car is moving at a high speed.”  (รถยนต์กำลังเคลื่อนที่ด้วยความเร็วสูง),   “good at”  (เก่ง)  -  She is good at drawing map.  (เธอเก่งการวาดแผนที่),  “sit at a table”  (นั่งที่โต๊ะ),  “land at a small airport”  (ร่อนลงที่สนามบินเล็กๆ),  “at both ends”  (ที่ปลายทั้ง ๒ ข้าง),  “a knock at the door”  (การเคาะที่ประตู)  -  “We heard a knock at the door at late night.”  (เราได้ยินเสียงเคาะที่ประตูตอนดึกมากแล้ว),  “I don’t like this movie at all.”  (ผมไม่ชอบหนังเรื่องนี้สักนิดเดียว),  “at a beach club”  (ที่สโมสร ณ ชายหาด), “at a funeral”  (ที่งานศพ),  “at a press conference”  (ที่การให้สัมภาษณ์หนังสือพิมพ์),  “at a high school dance”  (ที่งานเต้นรำของโรงเรียน),  “at the office”  (ณ ที่ทำงาน),  “at breakfast”  (เมื่อเวลาอาหารเช้า),  “to stare at a garage roof”  (จ้องมองไปที่หลังคาโรงรถ),  “to wave down at him”  (โบกมือให้เขา),  “to throw petals at his car”  (โยน – โปรย – กลีบดอกไม้ที่รถของเขา),   “at a distance”  (ในระยะไกล),   “at a standstill”  (หยุดชะงัก, หยุดนิ่งอยู่กับที่),  “at 10:00 a.m.”  (ตอน ๑๐ โมงเช้า),  “at dawn”  (ตอนรุ่งอรุณ),  “at once”  (โดยทันทีทันใด),  “at his wit’s end”  (เขาหมดปัญญา, จนปัญญา, ไม่รู้จะทำอย่างไรดี),   “at loose ends”  (ไม่มีอะไรทำ, ไม่มีงานทำ, ไม่รู้จะทำอะไร ดี, ยังไม่แน่ใจว่าจะทำอะไรต่อไป, ยังไม่ตัดสินใจ),  “at a later stage”  (ในระยะหรือขั้น ตอนต่อไป),   “at a time of high unemployment”  (ณ ช่วงเวลาที่มีการว่างงานสูง),  “to start work at sixteen”  (เริ่มทำงานตอนอายุ ๑๖),  “to die at eighty-three”  (ตายเมื่ออายุ ๘๓),  “to grow at an astonishing rate”  (เติบโตในอัตราที่น่าพิศวง),  “to buy or sell it at $ 100”  (ซื้อหรือขายที่ราคา ๑๐๐ เหรียญ),  “at 100 miles per hour”  (ที่ ๑๐๐ ไมล์ต่อชั่วโมง),  “the radio playing at full volume”  (วิทยุเปิดสุดเสียง),  “to set a pass mark at 60 percent”  (ตั้งคะ แนนผ่านที่ ๖๐ เปอร์เซ็นต์),  “to work harder at his thesis”  (ขยันมากขึ้นกับวิทยานิพนธ์),  “to aim at bringing down the inflation rate”  (มีเป้าหมายเพื่อลดอัตราเงินเฟ้อ),  “to go at the invitation of his neighbors”  (ไปเพราะการเชื้อเชิญของเพื่อนบ้าน),  “to leave at the director’s command”  (จากไปเพราะคำสั่งของผู้อำนวยการ),  “at liberty”  (มีอิสรเสรีที่จะทำอะไร, มิได้ถูกขัดขวางหรือหยุดยั้ง),  “to be at war”  (ทำสงคราม),  “to put his life at risk”  (ทำให้เขาต้องเสี่ยงชีวิต),  “to read at random”  (อ่านแบบสุ่มๆ – คือไม่เฉพาะเจาะ จง),  “at gun point”  (โดยเอาปืนจี้หัว),  “to fly at their expense”  (บินไปโดยค่าใช้จ่ายของพวกเขา),  “to be at her best”  (อยู่ในช่วงที่ดีที่สุดของเธอ),  “at a guess”  (โดยการเดาหรือทาย),  “at a rough estimate”  (โดยประมาณการอย่างคร่าวๆ),  “good at swimming”  (ว่ายน้ำเก่ง),  “clever at mathematics”  (เก่งคณิตศาสตร์),  “bad at cooking”  (ปรุงอาหารไม่เก่ง),  “an expert at shooting”  (เป็นผู้เชี่ยวชาญด้านการยิงปืน),  “be delighted at the success” (ปลาบปลื้ม-ยินดี กับความสำเร็จ),  “feel sorry at his dismissal”  (รู้สึกเสียใจกับการถูกไล่ออกของเขา),  “feel glad at a new job”  (รู้สึกดีใจกับงานใหม่)“at first”  (ในตอนแรก),  “at last”  (ในที่สุด),  “at least”  (อย่างน้อยที่สุด),  “at leisure”  (มีเวลาว่าง, ไม่ได้ทำงาน, ไม่ได้มีงานยุ่ง),  “at length”  (อย่างละเอียด, อย่างเต็มที่, ในที่สุด),  “at most, at the most”  (อย่างมากที่สุด),  “at loggerheads”  (ทะเลาะกัน, ต่อสู้กัน, เป็นปฏิปักษ์ต่อกัน)“at present”  (ในปัจจุบัน),  “at the same address” (ณ ที่อยู่เดิม),  “at 33 Albert Street” (บ้านเลขที่  ๓๓  ถนนอัลเบิร์ต),  “at the hairdresser’s”  (ที่ร้านทำผม),  “at church”  (ที่โบสถ์ – ไปทำพิธี),  “at home”  (ที่บ้าน),  “to be at work”  (กำลังทำงานหรือยุ่งอยู่กับกิจกรรมอะไรบางอย่าง, สถานการณ์หรือกระบวนการที่กำลังมีผล กระทบหรืออิทธิพล),  “at school”  (ที่โรงเรียน),  “at college”  (ที่มหาวิทยาลัย),  “arrive at the airport”  (มาถึงที่สนามบิน),  “at night”  (ตอนกลางคืน),  “at Easter”  (ช่วงเทศกาลอีสเตอร์),  “at the weekend”  (ตอนสุดสัปดาห์),  “I don’t understand it at all.”  (ผมไม่เข้าใจมันเลย),  “I can hardly hear you at all.”  (ผมแทบจะไม่ได้ยินเสียงคุณเลย  –  เสียงคุณแผ่วเบามาก),  “It is not at all likely he will come.”  (แทบจะเป็นไปไม่ได้เลยที่เขาจะมา  -  คือมีโอกาสเกิดขึ้นน้อยมาก),  “Can it be done at all?”  (มันจะสามารถทำได้ไหมนี่),  “She will walk with a limp, if she walks at all.”  (เธอจะต้องเดินขากระเผลก-ขาเป๋  ถ้าเธอยังเดินได้  -  หมายถึงเธออาจจะเดินไม่ได้อีกเลย),  “at all costs”  (ไม่ว่าจะต้องเสียเงิน เวลา หรือความพยายามเพียงใด)  -  Carl is determined to succeed in his new job at all costs.”  (คาร์ลมุ่งมั่นที่จะประสบความสำเร็จในงานใหม่ของเขา  โดยไม่สน ใจว่าจะต้องทำงานหนักเพียงใด),  “Regardless of the results, Mr. Jackson intended to save his son’s eyesight at all costs.”  (โดยไม่คำนึงถึงผลลัพธ์  มิสเตอร์แจ๊คสันตั้งใจที่จะรักษาสายตาของลูกชายตน  ไม่ว่าจะต้องใช้เวลาหรือเงินมาก มายเพียงใด),  “at a loss”  (ในสภาพที่ไม่แน่นอน, ไม่รู้อะไรเลย, งุนงงสับสนไปหมดจนทำอะไรไม่ถูก, จนปัญญา),  “A good salesman is never at a loss for words.”  (นักขายที่ดีไม่เคยจนปัญญาที่จะพูดเพื่อขายสินค้า),  “When Don missed the last bus, he was at a loss to know what to do.”  (เมื่อดอนตกรถเมล์เที่ยวสุดท้าย  เขางุนงงสับสนจนไม่รู้ว่าจะทำอย่างไร  -  คือไม่รู้ว่าจะหาทางกลับบ้านอย่างไร)“at anchor”  (แอ๊ง-เคอะ  -  จอดลอยลำทอดสมออยู่),  “at any rate”  (อย่างไรก็ตาม, อย่างไรก็ดี),  “keep him at arms length”  (ไม่คบค้าสมา คมกับเขา, ไม่ทำตัวสนิทสนมกับเขา),  “at a snail’s pace”  (อย่างเชื่องช้าอืดอาด, คืบหน้าไปทีละหน่อยเหมือนหอยทาก),  “one at a time”  {(เข้ามาในห้อง, ขึ้นรถ เมล์) ทีละคน},  “run up the steps two at a time”  (ขึ้นบันไดทีละ ขั้น),  “at best, at the best”  (อย่างดีที่สุด),  “at ease”  (สบาย, ไม่มีความเจ็บปวดหรือสิ่งรบกวน),  “at every turn”  (ทุกครั้ง, ตลอดเวลา),  “at fault”  (ถูกตำหนิ, รับ ผิดชอบต่อความผิดพลาดหรือความล้มเหลว),  “at first glance, at first sight”  (เมื่อแรกเห็น, หลังจากมองครั้งแรกอย่างรวดเร็ว),  “at hand, at close hand”  (อยู่ใกล้ตัว, เอื้อมถึงได้ง่าย, กำลังจะมาถึงเร็วๆนี้),  “at large”  {(คนร้าย) ยังลอยนวล, ยังจับตัวไม่ได้}, เป็นต้น

 

4. Of all our tour buses, this one is our ___________________________________________.

(ในบรรดารถบัสท่องเที่ยวทั้งหมดของเรา  คันนี้เป็นคันที่ _________________________ ของเรา)

(a) big

(b) bigger    (ใหญ่กว่า)

(c) more bigger

(d) biggest    (ใหญ่ที่สุด)

ตอบ   -   ข้อ    (d)    เนื่องจากเป็นการเปรียบเทียบ  “ขั้นสุด”  (Superlative)  คือ  เปรียบเทียบคนหรือสิ่งของที่มีจำนวนมากกว่า ขึ้นไป  ซึ่งสังเกตได้จาก “Of all our tour buses”  ส่วนการเปรียบเทียบรถ    คัน จะใช้  “Of our two tour buses”,  สำหรับ ข้อ  (c)  ใช้ผิด เนื่องจาก “Big”  เป็นคำพยางค์สั้น  จึงต้องใช้เป็น  “Bigger”  เพียงอย่างเดียว  ไม่ต้องใช้  “More”  นำหน้า  เราจะใช้  “More”  นำหน้าคำคุณศัพท์พยางค์ยาวเท่านั้นในการเปรียบเทียบ  “ขั้นกว่า”  (Comparative degree)  เช่น

  • This issue is more important than that one.

(ประเด็นนี้สำคัญกว่าประเด็นนั้น)

  • The red car is more expensive than the black one.

(รถคันสีแดงแพงกว่ารถคันสีดำ)

  • She is more economical than her sister.

(เธอประหยัดมากกว่าน้องสาวของเธอ)

 

5. The new manager, _____________________________ was just hired, will start tomorrow.

(ผู้จัดการคนใหม่, _____________________ เพิ่งจะได้รับการว่าจ้างมา, จะเริ่มทำงานวันพรุ่งนี้)

 (a) he

 (b) she

 (c) who    (ผู้ซึ่ง)

 (d) which    (ซึ่ง, ที่)

ตอบ   -   ข้อ   (c)    เนื่องจากใช้นำหน้าประโยคย่อย  “.......................เพิ่งจะได้รับการว่าจ้าง”  และใช้ขยาย  “ผู้จัดการ”  ซึ่งเป็น  “คน”  สำหรับ  “which”  จะใช้ขยาย  “สัตว์”  หรือ “สิ่งของ”  เท่านั้น  เช่น

  • The book which is on the table is mine.
  • The car which you see belongs to my brother.
  • The cat which killed the bird had run away.

หมายเหตุ – เราสามารถใช้ That  แทน  Which  ได้ใน    ประโยคข้างต้น

 

6. The current _________________ of this office plans to leave before the end of the month.

(_____________ ปัจจุบันของสำนักงานแห่งนี้  วางแผนที่จะออก (ย้าย) จากที่นี่ก่อนสิ้นเดือน)

(a) occupancy    (การครอบครอง-ยึดครอง, การพำนักอาศัย, ช่วงเวลาการครอบ ครอง-ยึดครอง)

(b) occupying

(c) occupy    (ครอบครอง, ยึดครอง, พำนักอาศัย)

(d) occupant    (ผู้ครอบครอง, ผู้ยึดครอง, ผู้พำนักอาศัย)

ตอบ   -   ข้อ   (d)   เพราะหมายถึงผู้ครอบครอง  หรือผู้พำนักอาศัย  ซึ่งเป็นคน  และเป็นผู้   “วางแผน”  ที่จะย้ายออกไป

 

7. Don’t forget to sign the application form ______________________________ you submit it.

(อย่าลืมเซ็นชื่อในใบสมัคร ___________________________________________ คุณส่งมัน)

(a) while    (ในขณะที่)

(b) after    (ภายหลัง)

(c) before    (ก่อน)

(d) as soon as    (ในทันทีที่)

ตอบ   -   ข้อ   (c)   เพราะหมายถึง  “เซ็นชื่อในใบสมัครก่อนส่ง

 

8. If you need any help filling out the forms, _________________ somebody at the front desk.

(ถ้าคุณต้องการความช่วยเหลือใดๆ ในการกรอกแบบฟอร์ม  ให้ ________ ผู้ที่ (นั่ง) อยู่ที่โต๊ะหน้าเคาเตอร์)

(a) to ask

(b) asking

(c) asks

(d) ask    (ถาม)

ตอบ   -   ข้อ   (d)    เนื่องจากในประโยคคำสั่ง  หรือขอร้อง  (ในที่นี้  คือ  “Ask somebody at the front desk”)  ให้ถือเสมือนว่ามีประธาน  “You”  อยู่หน้าประโยค  (แต่ละเอาไว้ในฐานที่เข้าใจ)  จึงต้องตามด้วยกริยาช่องที่    ที่ไม่มี  “To”  นำหน้า  (Infinitive without to)  ตัวอย่างอื่นๆ  เช่น

  • Buy me a newspaper.  (ซื้อหนังสือพิมพ์ให้ผมฉบับหนึ่งนะ)
  • Go out.  (ออกไปห่างๆ – ออกไปให้พ้น)
  • Open the window, please.  (กรุณาเปิดหน้าต่างหน่อยครับ)
  • (Please) come into the room.  (โปรดเข้ามาในห้อง)

                                     ในกรณีที่เป็นคำคุณศัพท์  (Adjective)   ให้ขึ้นต้นประโยคด้วย  “Be”  เสมอ  เช่น

  • Be careful(จงระวัง)
  • Be patient(อดทนหน่อยนะ)
  • Be thoughtful to other people.  (จงนึกถึงคนอื่นบ้าง)

                                     อนึ่ง  ถ้าเป็นประโยคที่สั่งหรือขอร้องไม่ให้ทำ  ก็ยังถือเสมือนว่ามี  “You”  เป็นประธานนำหน้าประโยค  ดังนั้น  จึงต้องขึ้นต้น  “ประโยคคำสั่ง-ขอร้องไม่ให้ทำ”  ด้วย  “Don’t”  เสมอ  เช่น

  • Don’t make a loud noise.  (จงอย่าทำเสียงดัง)
  • Don’t get up late.  (อย่าตื่นสายนะ)
  • Don’t bother me while I’m working.  (อย่ากวนผมในขณะที่ผมกำลังทำงาน)

                                    ในกรณีที่เป็นคำคุณศัพท์  (Adjective)  ให้ขึ้นต้นประโยคด้วย  “Don’t be”  เสมอ  เช่น

  • Don’t be late for class.  (อย่าเข้าห้องเรียนสายนะ)
  • Don’t be careless while walking across the street. 

(จงอย่าประมาทขณะเดินข้ามถนน)

  • Don’t be too serious with your work.  

(จงอย่าเอาจริงเอาจังกับงานมากเกินไป)

 

9. The missing document was ___________________________________ in an empty office.

(เอกสารที่หายไปถูก _______________________________ ในสำนักงานที่ว่างเปล่าแห่งหนึ่ง)

(a) discover    (ผู้ค้นพบ)

(b) discovery    (การค้นพบ)

(c) discovered    (ค้นพบ, ค้นเจอ)

(d) discovering

ตอบ   -   ข้อ    (c)   เนื่องจากประโยคอยู่ในรูป  Passive voice”   คือ  ประธาน  “Document”  เป็นผู้ถูกกระทำ  (ถูกค้นพบ)  จึงต้องใช้โครงสร้างเป็น  Subject + Was + Verb 3

 

10. When Mr. Woods gets here, we __________________________________ the meeting.

(เมื่อมิสเตอร์วูดส์มาถึงที่นี่  เรา ______________________________________ การประชุม)

(a) start

(b) will start   (จะเริ่มต้น)

(c) have started    (ได้เริ่มต้นแล้ว)

(d) are starting    (กำลังเริ่มต้น)

ตอบ   -   ข้อ   (b)   เพราะเป็นเรื่องอนาคต  คือ  “เมื่อมิสเตอร์วูดส์มาถึง  พวกเราจึงจะเริ่มประชุม”  เป็นการใช้รูป  “Present simple tense”  (When Mr. Woods gets here)  คู่กับ  “Future simple tense”  (We will start the meeting)  ตัวอย่างประโยคแบบนี้  ได้แก่

  • When he has enough money, he will buy a new car.

(เมื่อเขามีเงินพอ  เขาจะซื้อรถคันใหม่)

  • When you finish your work, we will go out for dinner.

(เมื่อคุณทำงานเสร็จ  เราจะออกไปกินอาหารเย็นกัน)

  • She will leave the room before we finish the meeting.

(เธอจะออกจากห้อง  ก่อนเราประชุมเสร็จ)

  • We will start our work after we discuss with our boss.

(เราจะลงมือทำงานหลังจากเราปรึกษากับหัวหน้าของเรา)

 

11. Some people feel homesick when they are away __________________________ home.

(บางคนรู้สึกคิดถึงบ้าน  เมื่อพวกเขาอยู่ห่างไกล __________________________ บ้าน)

(a) out of

(b) from    (จาก)

(c) with

(d) at

ตอบ   -   ข้อ   (b)   สำหรับวลีที่ใช้กับ  “From”  ดูจากพารากราฟข้างล่าง

                            สำหรับคำคุณศัพท์  (Adjective)   ที่ใช้กับ  “From”   ได้แก่  “Different”  (แตกต่าง)  -  She is very different from her twin sister.  (เธอแตกต่างอย่างมากมาย  จากน้องสาวฝาแฝด),  “Far”  (ไกล)  -  My house is very far from the office.  (บ้านของผมอยู่ไกลจากที่ทำงานมาก),  “Free”  (เป็นอิสระ),  “Safe”  (ปลอดภัย),  “Immune”  (ปลอดภัยจาก, ได้รับความคุ้มกันจาก),  “Absent”  (ไม่อยู่, ขาดหายไป)  -   Some students are frequently absent from school.  (นักเรียนบางคนขาดเรียนบ่อย),  “Away”  (อยู่ห่าง)  -  Most people don’t like to be away from home for a long time.  (คนส่วนใหญ่ไม่ชอบอยู่ห่างจากบ้านเป็นเวลานานๆ),  “Evident”  (เห็นได้ชัดจาก),  เป็นต้น

                           สำหรับคำกริยา  (Verb)   ที่ใช้กับ  “From”  ได้แก่  “Differ”  (แตกต่าง)  -  Modern cars differ from the early ones in many major ways.  (รถยนต์สมัยใหม่แตกต่างจากรถยุคแรกๆ  ในลักษณะสำคัญๆ หลายประการ),  “Borrow”  (ขอยืม)  -  She borrowed some money from her friend.  (เธอยืมเงินจากเพื่อน),  “Abstain”  (ละเว้น),  “Prevent”  (ขัดขวาง),  “Suffer”  (ป่วยเป็น หรือ เดือดร้อนเพราะ)  -  Seventy-five percent of its population suffers from malnutrition.  (๗๕  เปอร์เซ็นต์ของพลเมืองของมัน (หมู่บ้าน, ตำบล) ได้รับความเดือดร้อน-ทุกข์ยาก  จากการขาดสารอาหาร)  -  A lot of people suffer from cancer today.  (ผู้คนจำนวนมากป่วยเป็นมะเร็งในปัจจุบัน),  “Refrain”  (ละเว้น, หลีกเลี่ยง),  “Stop”  (หยุด, ขัดขวาง),  “Separate”  (แยก, แยกออก, สกัด)  -  Rosa had separated from us, asking for a room by herself.  (โรซ่าได้แยกตัวจากเรา, โดยขอห้องอยู่ตามลำพัง – ส่วนตัว),  “Protect”  (ปกป้อง, คุ้มครอง)  -  Her umbrella helped protect her from the rain.  (ร่มช่วยปกป้องเธอจากฝน),  “Prohibit”  (ห้ามไม่ให้)  -  The country has a law prohibiting employees from striking.  (ประเทศมีกฎหมายห้ามพนักงาน (ลูกจ้าง) มิให้นัดหยุดงาน),  “Hinder”  (ขัดขวางไม่ให้)  -  Floods and landslides hindered the enemy from invading the city.  (น้ำท่วมและแผ่นดินถล่มขัดขวางศัตรูมิให้รุกรานเมือง)  (ขัดขวางมิให้บุกเข้ามาในเมือง),  “Defend”  (ป้องกัน),  “Draw”  (ดึงหรือลากออกมา),  “Recover”  (ฟื้นจากไข้, หายจากประสบการณ์เลวร้าย)  -  It was weeks before she fully recovered from malaria.  (มันเป็นเวลาหลายสัปดาห์  ก่อนที่เธอจะหายขาดจากโรคไข้จับสั่น)  -  They took a long time to recover from this shock.  (พวกเขาใช้เวลานาน  ในการหายจากอาการตื่นตะลึง (ความสะดุ้งตกใจ) นี้)เป็นต้น

                            ส่วนวลีอื่นๆ  ที่ใช้   “From”  ได้แก่  “From now on” = “นับจากนี้เป็นต้นไป”  - You will have to study harder from now on.  (คุณจำเป็นจะต้องขยันเรียนให้มากขึ้น  นับจากนี้เป็นต้นไป),  “From time to time”  (เป็นครั้งคราว, เป็นบางโอกาส)  (ความถี่ประมาณ  ๔๐  เปอร์เซ็นต์)  -  We go to the movies from time to time.  (เราไปดูหนังเป็นครั้งคราว),  “Live from hand to mouth”  (ดำรงชีวิตแบบหาเช้ากินค่ำ)  -  Johnny got very little pay, and the family lived from hand to mouth when he had no job.  (จอห์นนี่ได้ค่าจ้างน้อยมาก  และครอบครัวต้องดำรงชีวิตแบบหาเช้ากินค่ำ  เมื่อเขาตกงาน),  “From the beginning”  (จากเริ่มต้น, จากเริ่มแรก),  “From place to place”  (จากที่หนึ่งไปยังอีกที่หนึ่ง),  “From one place to another place”  (จากที่หนึ่งไปยังอีกที่หนึ่ง),  “From the bottom of one’s heart”  (จากก้นบึ้งหัวใจของคนๆนั้น,  ด้วยความจริงใจ),  “From 2 to 4 p.m.”  (จาก    โมง  ถึง    โมงเย็น),  “From January to April”  (จากเดือนมกราคม  ถึงเมษายน),  “Go from bad to worse”  (เลวร้ายหรือแย่ยิ่งกว่าเดิมที่แย่อยู่แล้ว)  - Jack’s conduct in school has gone from bad to worse.  (ความประพฤติของแจ๊คในโรงเรียนเลวหนักยิ่งกว่าเดิม  ซึ่งก็เลวอยู่แล้ว)  -  Dick’s typing went from bad to  worse when has was tired.  (การพิมพ์ของดิ๊กซึ่งแย่อยู่แล้ว  กลับแย่มากขึ้นไปอีก   เมื่อตอนเขามีอาการเหนื่อยล้า),  “From hand to hand”  (จากคนหนึ่งไปสู่อีกคนหนึ่งและอีกคนหนึ่ง)  -  The box of candy was passed from hand to hand.  (กล่องลูกอมถูกส่งจากคนหนึ่งไปสู่อีกคนหนึ่ง  และอีกคนหนึ่งจนทั่วถึง),  “Fall from grace”  (กลับไปมีนิสัยเลวเหมือนเดิมอีก, ทำสิ่งเลวๆอีกครั้ง)  -  The boy fell from grace when he lied.   (เด็กคนนั้นทำในสิ่งที่ไม่ดี  เมื่อเขาโกหก),   “From pillar to post”  (จากที่หนึ่งไปยังอีกที่หนึ่ง  หลายๆครั้ง  แบบระเหเร่ร่อน  -  เปรียบเหมือนนกเกาะเสาต้นหนึ่ง  แล้วโผไปอีกต้นหนึ่ง)  -  Jim’s father changed jobs several times a year, and the family was moved from pillar to post  (พ่อของจิมเปลี่ยนงานหลายครั้งในแต่ละปี  และครอบครัวต้องย้ายบ้านหลายครั้งหลายหน),  “From scratch”  (จากศูนย์, จากไม่มีอะไรเลย, จากมือเปล่า)  -  Tom started his business from scratch.  (ทอมเริ่มต้นธุรกิจของเขาจากที่ไม่มีอะไรเลย  -  หรือจากศูนย์),  “From across the world”  (จากทั่วโลก),  “From door to door”  (จากบ้านหนึ่งไปยังอีกบ้านหนึ่ง)  -  She sells face cream from door to door.  (เธอขายครีมทาหน้าจากบ้านหลังหนึ่ง  สู่บ้านอีกหลังหนึ่ง  และอีกหลังหนึ่ง),  “From head to foot”  (จากหัวถึงเท้า,  อย่างพินิจพิเคราะห์, อย่างรอบคอบ)  -  The stranger looked the boy over from head to foot.  (คนแปลกหน้ามองเด็กคนนั้นอย่างรอบคอบ-ระมัดระวัง),  “From end to end”  (ทั่วทั้งบริเวณ)  -  The dog sniffed the yard from end to end in search of a bone  (หมาสูดดมสนามทั่วทั้งบริเวณ  เพื่อค้นหากระดูก),   “From top to bottom”  (จากบนถึงล่าง, ทั่วทั้งหมด)  -  This new car has been redesigned from top to bottom.  (รถใหม่คันนี้ถูกเปลี่ยนแปลงตลอดทั้งคัน),  เป็นต้น

 

12. Many old people who are admitted to hospital are deficient ________________ vitamin C.

(คนชราจำนวนมากผู้ซึ่งถูกรับตัวเข้าโรงพยาบาล  ขาดแคลน (บกพร่อง) __________ วิตามินซี)

(a) from

(b) in    (ใน)

(c) of

(d) with

ตอบ   -   ข้อ   (b)

                             สำหรับวลีที่ใช้   “In”  ได้แก่  “in danger”  (ตกอยู่ในอันตราย)  “blind in one eye”  =  (ตาบอดข้างหนึ่ง)  -  She is blind in one eye.  (เธอตาบอดข้างหนึ่ง),  “in a hurry’  (เร่งรีบ, รีบร้อน)  -  Jim was in a hurry to go to his college.  (จิมกำลังรีบเร่งจะไปมหาวิทยาลัย),  “The girl in this photograph”  (เด็กผู้หญิงในภาพถ่ายใบนี้),  “in my opinion”  (ในความเห็นของผม),  “deep in water and mud”  (จมลึกอยู่ในน้ำและโคลน),  “arrive in”  (มาถึงในเมือง หรือ ประเทศ)  (แต่ถ้ามาถึง โรงเรียน, ธนาคาร, วัด, บ้าน ฯลฯ ใช้  “arrive at”),  “interested in”  (สนใจใน), “qualified in”  (มีคุณสมบัติในเรื่อง)  -  She is absolutely qualified in her new job.  (เธอมีคุณสมบัติอย่างเต็มที่ในงานใหม่ของเธอ), “weak in”  (อ่อนในเรื่อง), “deficient in  (ขาดหรือบกพร่องในเรื่อง), “proficient in”  (ชำนาญหรือคล่องแคล่วในเรื่อง), “successful in”  (ประสบความสำเร็จในเรื่อง), “disappointed in”  (ผิดหวังในเรื่อง), “in a box”  (ในกล่อง), “in a pocket”  (ในกระเป๋า), “sit in an armchair”  (นั่งในเก้าอี้ท้าวแขน), “in bed”  (ในเตียงหรือบนเตียง), “in the bath”  (ในอ่างน้ำ), “in her hand”  (ในมือของเธอ), “in each other’s arms” (ในอ้อมแขนของกันและกัน),  “in the area”  (ในพื้นที่), “in the garden” (ในสวน), “in the air”  (ในอากาศ), “in the middle of the room” (ที่กลางห้อง), “in the direction of”  (ในทิศทางของ), “in a restaurant”  (ในภัตตาคาร), “in the bathroom”  (ในห้องน้ำ), “in school”  (ในโรงเรียน), “in hospital”  (ในโรงพยาบาล), “in the kitchen”  (ในครัว),  “in the shop window”  (ในตู้โชว์กระจกของร้าน), “in a mirror”  (ในกระจก), “in a lake”  (ในทะเลสาบ), “in black suit”  (ในชุดดำ), “in the water”  (ในน้ำ), “write in ink”  (เขียนด้วยหมึก), “write in pencil” (เขียนด้วยดินสอ), “in the first chapter”  (ในบทที่ ), “in the film”  (ในภาพยนตร์), “wait in the queue”  (รออยู่ในแถว), “be in a play”  (ร่วมแสดงละคร), “in April”  (ในเดือนเมษายน), “in  2016”  (ในปี ๒๐๑๖), “in the morning (afternoon, evening)”  (ในตอนเช้า-บ่าย-เย็น), “in recent years”  (ในช่วงไม่กี่ปีมานี้), “in the winter (summer, spring)”  (ในหน้าหนาว-ร้อน-ใบไม้ผลิ), “in the meantime”  (ในระหว่างนั้น), “in two months”  (ภายใน ๒ เดือน), “in my absence”  (ตอนที่ผมไม่อยู่), “in the aftermath of the accident”  (ภายหลังจากอุบัติเหตุ), “in half an hour”  (ภายในครึ่งชั่วโมง), “in two minutes”  (ใน ๒ นาที), “in ancient society”  (ในสังคมสมัยโบราณ), “in nature”  (ในธรรม ชาติ), “in these circumstances”  (ในสภาพแวดล้อมเหล่านี้), “in this situation”  (ในสถานการณ์เช่นนี้), “in a state of near chaos”  (อยู่ในสภาวะใกล้จลาจล), “in a position to help others”  (อยู่ในฐานะที่ช่วยคนอื่นได้), “in the sun”  (ท่ามกลางแสงอาทิตย์)  “in the dark”  (ในหรือท่ามกลางความมืด), “in the dim light” (ท่ามกลางแสงสลัวๆ), “in her voice”  (ในน้ำเสียงของเธอ), “in love”  (ในความรัก-ตกหลุมรัก), “in a state of shock”  (อยู่ในสภาวะช้อค), “in low spirits”  (ในสภาพจิตใจหดหู่หรือตกต่ำ), “in a temper”  (ด้วยความโกรธหรือในอารมณ์โกรธ), “in favor of free speech”  (เห็นด้วยกับการพูดแบบมีเสรี), “cry out in pain”  (ร้องด้วยความเจ็บปวด), “look up in surprise”  (เงยหน้ามองด้วยความประหลาดใจ), “in an effort to”  (ในความพยายามที่จะ)  -  She studied very hard in an effort to pass the exam.  (เธอเรียนหนักมาก  ในความพยายามที่จะสอบให้ผ่าน), “in response to”  (เพื่อตอบสนองต่อ),  “in answer to”  (เพื่อเป็นการตอบ), “have confidence in”  (มีความเชื่อมั่นใน)  -  At present the people have no confidence in the government.  (ในปัจจุบัน  ประชาชนไม่มีความเชื่อมั่นในรัฐบาล), “take interest in”  (สนใจใน), “a course in Chinese”  (คอร์สภาษาจีน), “an expert in”  (ผู้เชี่ยวชาญในเรื่อง........................), “make money in business”  (หาเงินในธุรกิจ), “make his career in music”  (ประกอบอาชีพทางดนตรี), “in his old age”  (ในวัยชราของเขา),  “a woman in her twenties”  (ผู้หญิงในวัย ๒๐ – ๒๙), “in my opinion”  (ในความเห็นของผม),  “in her view”   (ในทัศนะของเธอ), “recruit workers in hundreds”  (รับคนงานเป็นร้อยๆคน), “in my experience”  (จากประสบการณ์ของผม), “in her own eyes”  (ในสายตาของเธอ), “speak in Italian”  (พูดภาษาอิตาเลียน), “speak in a calm voice” (พูดด้วยน้ำเสียงที่  สงบ), “his complaints in writing”  (การร้องเรียนของเขาเป็นลายลักษณ์อักษร),  “in financial difficulty”  (ในสภาวะยุ่งยากทางการเงิน), “$100,000 in cash”  (เป็นเงินสด  ๑๐๐,๐๐๐  เหรียญ), “dressed in black”  (ใส่ชุดสีดำ), “in real danger”  (ตกอยู่ในอันตรายอย่างแท้จริง), “in the planning stage”  (ในขั้นตอนการวาง แผน), “10 meters in length”  (ยาว ๑๐ เมตร), “cut it in two”  (ตัดมันออกเป็น ส่วน), “shrink in size”  (มีขนาดเล็กลง-หดลง), “join in”  (ร่วมวงด้วย), “a one in five chance of success”  (โอกาสสำเร็จ ใน ), “the pain in my feet”  (การเจ็บที่เท้าของผม), “the hole in his shirt”  (รู – รอยขาด – ในเสื้อเชิ้ตของเขา), “was shot in the leg”  (ถูกยิงที่ขา),  “in fashion”  (กำลังเป็นที่นิยม), “result in his death”  (ส่งผลให้เขาตาย), “believe in”  (เชื่อมั่น-ศรัท ธาใน), “in the first place”  (ในประการแรก)  (กล่าวเมื่อจะบอกเหตุผลหลายๆ ประ การ  เกี่ยวกับเรื่องใดเรื่องหนึ่ง  แล้วตามด้วยเหตุผลที่ต้องการจะบอก),  “in danger”  (ตกอยู่ในอันตราย),  “in use”  (ใช้งาน),  “in his name”  (โดยใช้ชื่อของเขา,  ในนามของเขา  -  เช่น  เช่ารถยนต์  หรือบริจาคเงิน)  -  The car was rented in his name.  (รถถูกเช่าในนามของเขา),  “in a hurry’  (เร่งรีบ, รีบร้อน, ใจร้อน)  -  He was in a hurry because he was late.  (เขารีบเร่งเพราะเขาสายแล้ว),  “in a jam”  (อยู่ในฐานะลำบาก),  “in a nutshell”  (กล่าวโดยย่อๆ, กล่าวโดยสรุป),  “in a way”  (บางครั้ง, บ้างเหมือนกัน),  “in any case”  (อย่างไรก็ดี, อย่างไรก็ตาม, ในทุกกรณี),  “in any event”  (อย่างไรก็ตาม, ทุกกรณี),  “in advance”  (ล่วงหน้า),  “in bad shape”  (เสื่อมโทรม, ทรุดโทรม, อยู่ในฐานะลำบาก),  “in charge of”  (รับผิดชอบ, ดูแล, จัดการ),  “in fact”  (แท้ที่จริงแล้ว, อันที่จริงแล้ว),  “in order”  (อย่างมีระเบียบ, เรียบร้อย),  “in time (ทันเวลา, ไม่สาย, พอดี, ตามจังหวะ, พอดีจัง หวะ),  “in the bag”  (แน่นอน, แหงแก๋, ของตาย, อยู่ในกำมือแล้ว, สำเร็จเรียบร้อย),  “in the long run (term)”  (ในระยะยาว),  “in the pink”  (สภาพดีเยี่ยม, สม บูรณ์, มีสุขภาพดี),  “in tune with”  (สอดคล้องกับ, ไปกันได้กับ),  “in vain”  (ไม่สำเร็จ, ไร้ประโยชน์, ปราศจากผล), “in each other’s arms” (ในอ้อมแขนของกันและกัน), “write in ink”  (เขียนด้วยหมึก),  “write in pencil”  (เขียนด้วยดิน สอ),  “in the first chapter”  (ในบทที่  ), “in the film”  (ในภาพยนตร์), “wait in the queue”  (รออยู่ในแถว),  “be in a play”  (ร่วมแสดงละคร), “in April”  (ในเดือนเมษายน),  “in  2016”  (ในปี  ๒๐๑๖), “in the morning (afternoon, evening)”  (ในตอนเช้า-บ่าย-เย็น),  “in recent years” (ในช่วงไม่กี่ปีมานี้), “in the winter (summer, spring)”  (ในหน้าหนาว-ร้อน-ใบไม้ผลิ), “in the meantime”  (ในระหว่างนั้น), “in two months”   (ภายใน    เดือน), “in my absence”  (ตอนที่ผมไม่อยู่),  “in the aftermath of the accident”  (ภายหลังจากอุบัติเหตุ),  “in half an hour” (ภายในครึ่งชั่วโมง),  “in two minutes”  (ใน นาที),  “in ancient society” (ในสังคมสมัยโบราณ), “in nature”  (ในธรรมชาติ), “in these circumstances”  (ในสภาพแวดล้อมเหล่านี้), “in this situation”  (ในสถานการณ์เช่นนี้),  “in a state of near chaos”  (อยู่ในสภาวะใกล้จลาจล),  “in a position to help others”  (อยู่ในฐานะที่ช่วยคนอื่นได้),  “in the sun”  (ท่ามกลางแสงอาทิตย์)“in the dark”  (ในหรือท่ามกลางความมืด), “in the dim light” (ท่ามกลางแสงสลัวๆ), “in her voice”  (ในน้ำ เสียงของเธอ),  “in love” (ในความรัก-ตกหลุมรัก), “in a state of shock”  (อยู่ในสภาวะช้อค),  “in low spirits”  (ในสภาพจิตใจหดหู่หรือตกต่ำ), “in a temper”  (ด้วยความโกรธหรือในอารมณ์โกรธ),  “in favor of free speech”  (เห็นด้วยกับการพูดแบบมีเสรี), “cry out in pain”  (ร้องด้วยความเจ็บปวด),  “look up in surprise”  (เงยหน้ามองด้วยความประหลาดใจ),  “in an effort to”  (ในความพยายามที่จะ),  “in response to”  (เพื่อตอบสนองต่อ), “in answer to”  (เพื่อเป็นการตอบ),   “have confidence in”  (มีความเชื่อมั่นใน), “take interest in”  (สนใจใน),  “an expert in”  (ผู้เชี่ยวชาญในเรื่อง........................),  “make money in business”  (หาเงินในธุรกิจ),  “make his career in music”  (ประกอบอาชีพทางดนตรี), “in his old age”  (ในวัยชราของเขา), “a woman in her twenties”  (ผู้หญิงในวัย ๒๐ – ๒๙)“in my opinion”  (ในความเห็นของผม), “in her view”  (ในทัศนะของเธอ), “recruit workers in hundreds”  (รับคนงานเป็นร้อยๆคน), “in my experience”  (จากประสบการณ์ของผม),  “in her own eyes”  (ในสายตาของเธอ), “speak in a calm voice”  (พูดด้วยน้ำเสียงที่สงบ), “his complaints in writing”  (การร้องเรียนของเขาเป็นลายลักษณ์อักษร),  “in financial difficulty”  (ในสภาวะยุ่งยากทางการเงิน), “$100,000 in cash”  (เป็นเงินสด  ๑๐๐,๐๐๐  เหรียญ), “dressed in black”  (ใส่ชุดสีดำ), “in real danger”  (ตกอยู่ในอันตรายอย่างแท้จริง), “in the planning stage”  (ในขั้นตอนการวางแผน),  “10 meters in length”  (ยาว ๑๐ เมตร),  “cut it in two”  (ตัดมันออกเป็น ส่วน), “shrink in size”   (มีขนาดเล็กลง-หดลง), “join in”  (ร่วมวงด้วย),  “a one in five chance of success”  (โอกาสสำเร็จ ใน ),  “the pain in my feet”  (การเจ็บที่เท้าของผม),  “the hole in his shirt”  (รู – รอยขาด – ในเสื้อเชิ้ตของเขา),  “was shot in the leg”   (ถูกยิงที่ขา),  “in fashion”  (กำลังเป็นที่นิยม),  “result in his death”  (ส่งผลให้เขาตาย),  “believe in”  (เชื่อมั่น-ศรัทธาใน),   “in the first place”  (ในประการแรก)  (กล่าวเมื่อจะบอกเหตุผลหลายๆ ประการ   เกี่ยวกับเรื่องใดเรื่องหนึ่ง   โดยใช้วลีนี้  แล้วตามด้วยเหตุผลประการแรกที่ต้องการจะบอก),   เป็นต้น

 

13. His son was given a watch for his birthday, and his daughter a necklace for ______________. 

(ลูกชายของเขาได้รับนาฬิกาสำหรับวันเกิดของตน  และลูกสาวได้สร้อยคอสำหรับ (วันเกิด) ______)

(a) him

(b) her

(c) hers   (ของเธอ)

(d) his

ตอบ   -   ข้อ   (c)    เนื่องจากต้องอยู่ในรูป  “Possessive pronoun” (His, Hers, Its, mine, yours, ours, theirs)   จึงสามารถอยู่ลอยๆ คำเดียวได้  ไม่ต้องมีคำนามตามหลัง  ซึ่งมีค่าเท่ากับ  “Her birthday”  ตัวอย่างอื่นๆ  เช่น

  • My house is small but yours (= your house) is big.

(บ้านของผมหลังเล็ก  แต่ของคุณหลังใหญ่)

  • His dog is ferocious while hers (= her dog) is tame and lovely.

(หมาของเขาดุร้าย  ในขณะที่ของเธอเชื่องและน่ารัก)

 

14. What she saw made her _______________________________________________ pale.

(สิ่งที่เธอเห็นทำให้เธอ ________________________________________ หน้าซีดเผือด)

(a) turn    (กลายเป็น)

(b) turning

(c) to turn

(d) turned

ตอบ   -    ข้อ   (a)  เนื่องจาก   “Make +กรรม + Verb 1”  ดูคำอธิบายเพิ่มเติมจากประโยคข้างล่าง

                                                   ตัวอย่างที่ 

  • The manager let everyone ______________ the office early to attend the convention.

(ผู้จัดการปล่อย (ยอม) ให้ทุกคน __________ สำนักงานแต่เนิ่นๆ เพื่อไปเข้าร่วมการประชุม)

(a) to leave

(b) leaves

(c) left

(d) leave    (ออกจาก)

ตอบ    -    ข้อ   (d)   เนื่องจากหลังกรรมของ  “Make, Let, Have (ใช้), See, Watch, Hear, Feel”  ต้องอยู่ในรูป  “Infinitive without to”  คือ กริยาช่องที่    ที่ไม่มี  “To นำหน้า

                                              ตัวอย่างที่  ๒

  • I felt the house _______________________________________________________.

(ผมรู้สึกว่าบ้าน _______________________________________________________)

(a) to move

(b) moving    (ไหว, สะเทือน)

(c) be moving

(d) to be moved

ตอบ   -   ข้อ   (b)  หรืออาจตอบ  “Move”  ก็ได้  สำหรับกริยาที่ต้องตามด้วย  “Infinitive without to”  (Verb 1)  คือ  “Make, Let, Have (ใช้), See, Watch, Hear, Feel”  ยกเว้นบางตัว  เช่น “Feel, Watch, See, Hear”  อาจตามด้วย  “Present participle”  (Verb + ing)  ได้เช่นกัน  ดูจากประโยคข้างล่าง

                                                        ตัวอย่างที่ 

  • Every morning he could hear the birds __________________________________.

(ทุกเช้า  เขาสามารถได้ยินนก ___________________________________________)

(a) song

(b) sing    (ร้องเพลง)

(c) sang

(d) sung

ตอบ   -   ข้อ    (b)   ตามโครงสร้าง  “Subject + Hear + กรรม + Verb 1”  หรืออาจตอบ  “Singing”  ก็ได้

                                                    ตัวอย่างที่ 

  • It makes you __________________________________ with delight to think of that.

(มันทำให้คุณ __________________________ ด้วยความปลาบปลื้มเมื่อคิดถึงเรื่องนั้น)

(a) to laugh

(b) laughed

(c) laughing

(d) laugh    (หัวเราะ)

ตอบ   -   ข้อ   (d)  เนื่องจาก  “Subject + Make + กรรม + Verb 1”  

                                                        ตัวอย่างที่ 

  • She made her guests _______________________________________________.

(เธอทำให้แขกของเธอ _________________________________________________)

(a) laugh    (หัวเราะ)

(b) laughed

(c) laughing

(d) to laugh

ตอบ   –   ข้อ   (a)   เนื่องจากอยู่ในรูป  “Subject + Make + กรรม  + Infinitive without to (Verb 1)

                                                     ตัวอย่างที่ 

  • Professor Collins ____________________________________________ about him.

(อาจารย์คอลลินส์ ________________________________________ เกี่ยวกับตัวเขา)

(a) heard the students to talk

(b) heard the talk by the students

(c) heard the students’ talking

(d) heard the students talk    (ได้ยินนักเรียนพูดคุย)

ตอบ   -   ข้อ   (d)   หรืออาจตอบ  heard the students talking ก็ได้  

                                                        ตัวอย่างที่ 

  • We begged him to let us ______________________________ through the telescope.

(เราขอร้องเขาให้อนุญาตให้เรา ___________ ผ่านกล้องโทรทัศน์ (กล้องส่องทางไกล) ตัวนั้น)

(a) look    (มอง, ดู)

(b) to look

(c) looking

(d) looked

ตอบ   -   ข้อ   (a)   เนื่องจากหลังกรรมของ  “Make, Let, Have (ใช้), See, Hear, Feel, Watch”  ต้องอยู่ในรูป  “Infinitive without to”  คือ กริยาช่องที่ ที่ไม่มี  “To” นำหน้า (Verb 1)  ยกเว้นกริยา  “See, Hear, Feel, Watch”  ที่อาจตามด้วย  “Present participle” (Verb + ing)  ก็ได้  โดยความหมายต่างกันเล็กน้อย  ดังตัวอย่างประโยค  เช่น

  • She lets them play in the field.

(เธอปล่อยให้พวกเขาเล่นในสนาม)

  • We made them laugh.

(เราทำให้พวกเขาหัวเราะ)

  • She had them clean her room.

(เธอให้พวกเขาทำความสะอาดห้อง)

  • I heard her sing.

(ผมได้ยินเธอร้องเพลง)

  • She heard him singing.

(เธอได้ยินเขากำลังร้องเพลง)

  • He saw her walk in the street.

(เขาเห็นเธอเดินในถนน)

  • I saw him reading in the library.

(ผมเห็นเขากำลังอ่านหนังสือในห้องสมุด)

  • We watched them play in the field.

(เราดูพวกเขาเล่นในสนาม)

  • I watched her walking along the road.

(ผมเฝ้าดูเธอกำลังเดินไปตามถนน)

  • She felt the wind blow.

(เธอรู้สึกว่าลมพัด)

  • We felt the train moving from the station.

(เรารู้สึกว่ารถไฟกำลังเคลื่อนออกจากสถานี)

 

15. Have you a book about ____________________________________________ English?

(คุณมีหนังสือเกี่ยวกับภาษาอังกฤษ ________________________________ หรือเปล่า)

(a) every day    (ทุกวัน)  (เป็นกริยาวิเศษณ์)

(b) everyday    (ทุกวัน)  (เป็นคำคุณศัพท์)

(c) everydays    (รูปนี้ไม่มีใช้)

(d) every days    (รูปนี้ไม่มีใช้)

ตอบ   -   ข้อ   (b)   เนื่องจากขยายหน้าคำนาม  “English”   จึงต้องใช้คำคุณศัพท์,  สำหรับ  “Every day”  เป็น  “Adverb of frequency”   ใช้ขยายคำกริยา  เช่น

  • They go to school every day.
  • We clean our rooms every day.

 

16. He said that he _______________________________________________________ her.

(เขาพูดว่าเขา ___________________________________________________ เธอ)

(a) has helped

(b) will help

(c) would help    (จะช่วย)

(d) is going to help

ตอบ   –   ข้อ   (c)   เนื่องจากเป็นการใช้  “Tense”  ให้สอดคล้องกัน  คือ  กริยาของประโยคใหญ่เป็น  “Past tense”  (Said)  ส่วนกริยาในประโยคย่อยเป็น  “Past future tense”  (Would help)  ส่วนคำตอบในข้ออื่นๆ เป็น  “Present”  ทุกข้อ   กล่าวคือ  “Has helped” (Present perfect tense),  “Will help” (Present future tense)  และ  “Is going to help” (Present continuous tense)  แสดงอนาคต

 

17. My mother is __________________________________________________________.

(แม่ของผม _______________________________________________________)

(a) fourty years of age

(b) fourty years old

(c) forty years

(d) forty    (อายุ  ๔๐)

ตอบ   –    ข้อ   (d)   ทั้งนี้  อาจพูดแบบอื่นก็ได้   เช่น   “She is forty years old.”,  “She is forty years of age.”,  “She is a forty-year-old woman.”,  “Her age is forty.”,  และ  “She is forty.”  สำหรับคำว่า    “Fourty”  เป็นการใช้คำที่ผิด

 

18. They are considering _________ to a smaller house since it much cheaper and easier to look after.

(พวกเขากำลังพิจารณา _________ ไปอยู่บ้านที่เล็กลง  เนื่องจากมันราคาถูกกว่าและง่ายกว่ากันมากในการดูแล)

(a) to move

(b) in moving

(c) moving    (การย้าย)

(d) to be moved

ตอบ   –    ข้อ   (c)   เนื่องจาก  “Consider” + Verb + ing   ดูเพิ่มเติมคำกริยาที่ต้องตามด้วย  “Gerund”  (Verb + ing)  จากตัวอย่างข้างล่าง

                                                  ตัวอย่างที่

  • He seems quite unhappy about his colleague’s remark.  It is quite natural for him to resent _________.

(เขาดูเหมือนว่าไม่มีความสุขอย่างมากเกี่ยวกับคำพูดของเพื่อนร่วมงาน  มันเป็นธรรมดามากสำหรับเขาที่จะไม่พอใจ-ขุ่นเคือง __________)

(a) insulting    (การดูหมิ่น-เหยียดหยาม)  (ผู้อื่น)

(b) to insult

(c) being insulted    (การถูกดูหมิ่น-เหยียดหยาม)  (ที่ผู้อื่นทำกับตน)

(d) to be insulted

ตอบ   -   ข้อ   (c)   เนื่องจากกริยา  “Resent”  (ไม่พอใจ-ขุ่นเคือง)  ต้องตามด้วย  “Verb + ing”  (Gerund)  แต่เพราะว่าต้องอยู่ในรูป  “Passive voice”  (Verb to be + Verb 3)  จึงต้องเป็น  “Being insulted”  เพราะหมายถึง  “ถูกดูหมิ่น-เหยียดหยาม”  (ถูกกระทำ)  ดูเพิ่มเติมกริยาที่ต้องตามด้วย  “Verb + ing”  จากประโยคข้างล่าง

                                                        ตัวอย่างที่ 

  • Laura doesn’t appreciate being kept _________, so make sure you get there on time.

(ลอร่าไม่ชื่นชมกับการถูกทำให้ _________ ดังนั้น  จงมั่นใจว่าคุณจะไปถึงที่นั่นตรงเวลา)

(a) to wait

(b) to be waiting

(c) waiting    (รอคอย)

(d) having waited

ตอบ   -   ข้อ    (c)   “Keep” + Verb + ing  สำหรับคำกริยาที่ต้องตามด้วย  “Verb + ing”  ได้แก่

                                                       ตัวอย่างที่ 

  • I know you don’t have time, but you should finish _____________ the letter by noon.

(ผมรู้ว่าคุณไม่มีเวลา  แต่คุณควรเสร็จสิ้น __________________ จดหมายในตอนเที่ยง)

(a) to answer

(b) answering    (การตอบ)

(c) by answering

(d) answer

ตอบ   -   ข้อ    (b)   เนื่องจากกริยา  “Finish + Verb + ing  

                                                      ตัวอย่างที่ 

  • Jack has already considered ___________________________________ his studies.

(แจ๊คได้พิจารณา _________ การศึกษาของเขาแล้ว)  (คือ  ได้พิจารณาที่จะศึกษาต่อ)  (เช่น  ระดับปริญญาโท-เอก)

(a) continue

(b) continuing    (การทำต่อไป)

(c) to continue

(d) continues

ตอบ   -   ข้อ    (b)   กริยา  “Consider + Verb + ing

                                                      ตัวอย่างที่ 

  • They practiced _____________________________________________ at our school.

(พวกเขาฝึกหัด _________________________________________ ที่โรงเรียนของเรา)

(a) teach

(b) to teach

(c) teaching    (การสอน)

(d) taught

ตอบ   -   ข้อ    (c)   กริยา  “Practice”  ต้องตามด้วย  “Gerund”  (Verb + ing)

                                                   ตัวอย่างที่ 

  • I can’t stand ___________________________________ the same word many times.

(ผมทนไม่ได้ที่จะ ________________________________________ คำพูดเดิมหลายๆครั้ง)

(a) repeat

(b) to repeat

(c) repeating    (พูดซ้ำ, ทำซ้ำ)

(d) repeated

ตอบ   -   ข้อ   (c)   “Can’t stand + Verb + ing” =   “ทนไม่ได้ที่จะ...........................”

                                                        ตัวอย่างที่ 

  • Don’t risk ________________________________________________ your car here.

(อย่าเสี่ยง ____________________ รถของคุณที่ตรงนี้)  (เพราะอาจโดนใบสั่ง หรือทุบกระจก)

(a) park

(b) to park

(c) parking    (จอด, จอดรถ)

(d) at parking

ตอบ   -   ข้อ    (c)   “Risk + Gerund (Verb + ing)” 

                                                       ตัวอย่างที่ 

  • Do you mind ___________________________________________ for me this time?

(คุณรังเกียจที่จะ _____________________________________ สำหรับผมไหม คราวนี้)

(a) pay

(b) paying    (จ่ายเงิน, ออกเงิน, จ่ายค่าอาหาร)

(c) to pay

(d) to paying

ตอบ   –   ข้อ   (b)   เนื่องจากหลังกริยา  “Mind”  ต้องตามด้วย   “Gerund” (Verb + ing)   

                                                        ตัวอย่างที่ 

A: Is your brother going to camp?”

(พี่ชายคุณจะไปค่ายพักแรมหรือไม่)

B: He signed up, but he’s considering __________________________________________.

(เขาลงชื่อแล้ว  แต่ว่าเขากำลังพิจารณา ____________________________________)

(a) not going    (จะไม่ไป, ไม่ไป)

(b) to not go

(c) not to go

(d) he doesn’t go

ตอบ   -   ข้อ   (a)   “Consider + Verb + ing”  =   “พิจารณาทำ.......................”  ส่วน  “Consider + Not + Verb + ing”  =    “พิจารณาไม่ทำ.......................” เช่น   “She considered not applying for the job.”  (เธอพิจารณาไม่สมัครงานนั้น)

                                                     ตัวอย่างที่  ๑๐

  • I don’t mind ________________________ to bed early, but I don’t like to get up early.

(ผมไม่รังเกียจ ________________________ นอนแต่หัวค่ำ  แต่ผมไม่ชอบตื่นแต่เช้าตรู่)

(a) go

(b) to go

(c) going    (ไป, เข้า)

(d) gone

ตอบ   -   ข้อ    (c)   “Mind + Verb + ing

                                                         ตัวอย่างที่  ๑๑

  • He keeps ______________________________________ the most outrageous things.

(เขา ________ ไม่หยุด (ต่อไปเรื่อยๆ) ในสิ่งต่างๆ ที่ทำให้เจ็บแค้นใจ (หรือ ที่เกะกะระราน, ที่รุนแรง) มากที่สุด)

(a) to say

(b) say

(c) saying    (พูด)

(d) having said

ตอบ   -   ข้อ   (c)   กริยา  “Keep”  =  (.......................ต่อไปเรื่อยๆ, ไม่ยอมหยุด)  ต้องตามด้วย  “Gerund” (Verb + ing)  เช่น  (Keep walking  (เดินต่อไปเรื่อยๆ), Keep reading  (อ่านหนังสือไปเรื่อยๆ),  Keep talking  (คุยไปเรื่อย  ไม่ยอมหยุด)

                                                     ตัวอย่างที่  ๑๒

  • Instead of playing as a small boy, he enjoyed nothing __________ the farm machines.

(แทนที่จะเล่นเหมือนเด็กเล็กๆ  เขามิได้สนุกเพลิดเพลินกับอะไร _____ เครื่อง จักรกลในไร่นา)

(a) more to fix

(b) more than fix

(c) more than fixing    (มากไปกว่าการซ่อมแซม)

(d) more than having fixed

ตอบ   -   ข้อ   (c)   เนื่องจาก   {Enjoy + (nothing more than) + Verb + ing  (Fixing)}

                                                      ตัวอย่างที่  ๑๓

  • I can’t help ______________________________________ him in spite of his faults.

(ผมอดไม่ได้ที่จะ _______________________________ เขา  ทั้งๆที่เขามีข้อผิดพลาด)

(a) admire

(b) admired

(c) admiring    (ยกย่อง, ชื่นชม)

(d) to admire

ตอบ   -   ข้อ   (c)   เนื่องจาก  “Can’t help + Verb + ing”  สำหรับคำกริยาที่ต้องตามด้วย  “Gerund” (Verb + ing)  ได้แก่  “Feel like”  (อยาก, ต้องการ)“Avoid”  (หลีกเลี่ยง),  “Consider” (พิจารณา),  “Suggest”  (แนะนำ),  “Enjoy” (สนุกสนาน),  “Finish”  (ทำเสร็จ),  “Keep  หรือ  Keep on”  (ทำต่อ ไป),  “Go on”  (ทำต่อไป),  “Insist on”  (ยืนกราน),  “Object to”  (คัดค้าน, ไม่เห็นด้วย),  “Look forward to”  (ตั้งตารอคอย),  “Put off”  (เลื่อน, ผัดไป),  “Be opposed to”  (คัดค้าน)“  Appreciate”  (ยกย่อง, เห็นคุณค่า),  “Allow” (อนุญาต), “Permit” (อนุญาต), “Postpone”  (เลื่อนออกไป), Practice”  (ฝึกหัด, ฝึกซ้อม),  “Prohibit”  (ห้าม),   Mind”  (รังเกียจ), “Deny” (ปฏิเสธ),  “Resist”  (ยับยั้ง, ระงับ), “Recall”  (นึกได้, ระลึกได้)“Resent”  (ไม่ชอบ, ไม่พอใจ),  “Cannot stand”  (ทนไม่ได้)“Admit” (ยอมรับ),  “Delay” (ประวิงเวลา), “Confess”  (สารภาพ)“Imagine”  (นึกคิด, จินตนาการ)“Cannot help”  (อดไม่ได้, ช่วยไม่ได้),  “Excuse”  (ให้อภัย), “Forgive” (ให้อภัย), “Dislike”  (ไม่ชอบ),  “Miss”  (พลาดโอกาส)“Discuss”  (ประชุมปรึกษาหารือ, อภิปราย, สาธยาย)    ตัวอย่างประโยค   เช่น

  • She enjoys reading novels.   

(เธอสนุกสนานกับการอ่านนิยาย)

  • I cannot stand listening to his complaints any more.   

(ผมทนการฟังข้อร้องเรียนของเขาไม่ไหวต่อไปอีกแล้ว)

  • We could not avoid meeting him.    

(เราไม่สามารถหลีกเลี่ยงการพบกับเขา)

  • They enjoyed listening to music.   

(พวกเขาสนุกกับการฟังดนตรี)

  • She dislikes talking a lot.  

(เธอไม่ชอบการพูดมาก)

  • Jim finished writing a report last night.  

(จิมเสร็จสิ้นการเขียนรายงานเมื่อคืนที่ผ่านมา)

  • The man admitted taking the bicycle.  

(นายคนนั้นยอมรับว่าเอารถจักรยานไป)

  • She is sorry that she missed meeting you.  

(เธอเสียใจว่าเธอพลาดโอกาสการได้พบคุณ)

  • They practice speaking French every day.   

(พวกเขาฝึกซ้อมการพูดภาษาฝรั่งเศสทุกวัน)

  • We consider buying a new home.  

(เราพิจารณาจะซื้อบ้านหลังใหม่)

  • They allow smoking in this room.  

(เขาอนุญาตให้สูบบุหรี่ในห้องนี้ได้)

  • Do you mind opening the window?  

(คุณรังเกียจที่จะเปิดหน้าต่างไหมครับ)

  • The teacher suggested working harder.

(ครูแนะนำ   (นักเรียน) ให้ขยันมากขึ้น)

  • They object to smoking.

(พวกเขาไม่เห็นด้วยกับการสูบบุหรี่)

  • We look forward to meeting you soon.

(เราตั้งตารอคอยที่จะพบคุณเร็วๆนี้)

                                    สำหรับคำคุณศัพท์และวลีที่ต้องตามด้วย  “Verb + ing”  ดูจากประโยคตัวอย่างข้างล่าง

                                                       ตัวอย่างที่  ๑๔

  • Victor’s car was too badly damaged to be worth _____________________________.

(รถยนต์ของวิคเตอร์ได้รับความเสียหายมากจนเกินกว่าที่จะคุ้มค่า ____________________)

(a) repaired

(b) repair

(c) to repair

(d) repairing    (การซ่อมแซม)

(e) to be repaired

ตอบ   -   ข้อ   (d)   เนื่องจาก  “To be worth  (คุ้มค่า, ควรค่า) + Verb + ing”  ทั้งนี้   มีคำคุณศัพท์  ๒  ตัว  ที่ต้องตามด้วย  “Gerund” (Verb + ing)  คือ  “Worth”  (คุ้มค่า, ควรค่า)   และ “Busy”  (ยุ่งอยู่กับ)  ดังประโยคข้างล่าง

  • She was busy reading in the library. 

(เธอยุ่งอยู่กับการอ่านหนังสือในห้องสมุด)

  • They are busy preparing for the party.

(พวกเขายุ่งอยู่กับการเตรียมงานเลี้ยง)

  • Lots of things in this shop are worth buying.

(หลายสิ่งในร้านนี้ควรค่า (คุ้มค่า) ต่อการซื้อ)

  • These newspapers are not worth reading.

(หนังสือพิมพ์เหล่านี้ไม่ควรค่าต่อการอ่าน)

                                    นอกจากนั้น  ยังมีอีก    วลี ที่ต้องตามด้วย  “Verb + ing”  คือ  “It is no good”  (ไม่ดีที่จะ)  และ  “It is no use”  (ไม่มีประโยชน์ที่จะ)   เช่น

  • It’s no good crying like a baby.

(ไม่ดีเลยที่จะร้องไห้เหมือนเด็ก)

  • It’s no use talking to him.

(ไม่มีประโยชน์ที่จะคุยกับเขา)

 

19. That is the highest tree I have ___________________________________ seen in my life.

(นั่นเป็นต้นไม้ที่สูงที่สุดที่ผม _______________________________________ เห็นในชีวิต)

(a) ever    (เคย)

(b) never    (ไม่เคย)

(c) been

(d) certainly    (อย่างแน่นอน)

 

20. You must do according _______________________________________ you are ordered.

(คุณจะต้องทำตาม _____________________________________ คุณถูกสั่ง – ให้ทำ)

(a) to

(b) from

(c) as    (ที่)

(d) with

ตอบ    –    ข้อ   (c)   เนื่องจาก   “According as”  (ตามที่) เป็น  “Conjunction”  ต้องตามด้วยประโยค  {Subject + Verb +   (ส่วนขยาย)}   ส่วน  “According to”  (ตามที่)  เป็น  “Preposition”  ต้องตามด้วยคำนามหรือวลี  ดังตัวอย่าง

  • Everything went according as we have planned.

(= Everything went as we have planned.)

(ทุกสิ่งเป็นไปตามที่เราได้วางแผนไว้)

  • You must tell the story according as it really happened.

(= You must tell the story as it really happened.)

(คุณจะต้องเล่าเรื่องตามที่มันเกิดขึ้นจริงๆ)

  • I like the freedom to organize my day according as I want to.

(= I like the freedom to organize my day as I want to.)

(ผมชอบเสรีภาพ (หรือความไม่มีพิธีรีตอง) ที่จะจัดระเบียบ (หรือจัดตารางทำงาน) ในแต่ละวัน  ตามที่ผมต้องการจะจัด)  (คือ  ไม่ต้องการให้ใครมาสั่ง)

  • According to Dr. Allen, the cause of death was drowning.

(ตามที่คุณหมอแอลเลนบอก  สาเหตุการตายคือการจมน้ำ)

  • The road was some forty miles long according to my map.

(ถนนยาวประมาณ ๔๐ ไมล์  ตาม (ข้อมูล) แผนที่ของผม)

  • The employees were given tasks according to their skills.

(พนักงานได้รับมอบหมายงานสอดคล้องกับทักษะของพวกเขา)

  • There are 6 classes organized according to age.

(มี    ชั้นเรียน  ซึ่งถูกจัดตามอายุ)

  • Everything went according to plan.

(ทุกสิ่งเป็นไปตามแผน)

(= Everything went according as we have planned.)

  • According to the teacher, there will be an exam next week.

(ตามที่อาจารย์บอก  จะมีการสอบสัปดาห์หน้า)

  • According to the weather forecast, there will be a heavy storm this weekend.

(ตามการพยากรณ์อากาศ  จะมีพายุจัดปลายสัปดาห์นี้)

 

เรียน  ท่านผู้ติดตามอ่าน  เว็บไซต์  “everydayenglish.pwa.co.th

 

                  ถ้าท่านมีคำแนะนำให้ปรับปรุงเว็บไซต์นี้ประการใด  กรุณาส่ง   e-mail ไปที่  ดร. วัชรินทร์  ภูเขาทอง  อดีต  ผอ. สำนักวิทยาการ  การประปาส่วนภูมิภาค  ผู้จัดทำเว็บ-ไซต์นี้  ตาม   “Address” wpookaotong@yahoo.com   (โปรดระบุหัวเรื่องด้วย ว่า  “ปรับปรุงเว็บไซต์”)   เพื่อที่ผู้จัดทำฯ จะได้ปรับปรุงเนื้อหาได้ตรงตามความประสงค์ของผู้อ่านเว็บไซต์นี้ต่อไป

 

 

 

 

หมวดข้อสอบ TOEIC (ตอนที่ 479)

การประปาส่วนภูมิภาค  “มุ่ง-มั่น-เพื่อปวงชน”

 

Part V: Sentence Completion   (ส่วนที่ 5 :  การเติมประโยคให้สมบูรณ์)

Choose the best alternative to make a correct sentence.

(จงเลือกข้อที่ดีที่สุดเพื่อทำให้ประโยคมีความถูกต้อง)

 

1. I don’t know _______________________________________________________ to do.

(ผมไม่ทราบว่าจะทำ ___________________________________________________)

(a) how

(b) whom

(c) what    (อะไร)

(d) why

ตอบ   –   ข้อ   (c)   ซึ่งมีความหมาย คือ   “ไม่รู้ว่าจะทำอะไร  หรืออย่างไร”   คือ ไม่รู้ว่าจะแก้ปัญหาอย่างไร   ผู้พูดๆ ในลักษณะที่หมดปัญญาจะทำ  งงสับสนไปหมด  ส่วนถ้าจะตอบข้อ  (a)  ต้องแก้เป็น  “how to do it”  หรือถ้าจะตอบข้อ  (d)  ก็ต้องแก้เป็น  “why I have to do it”  (ทำไมผมจึงต้องทำมัน)

 

2. Household goods are _________ furniture for the home, and also things needed for cooking and meals.

(สินค้าครัวเรือนคือ _________ เฟอร์นิเจอร์สำหรับบ้าน  และรวมถึงสิ่งต่างๆ ที่จำเป็นสำหรับการปรุงอาหารและมื้ออาหารต่างๆ)

(a) such a thing as

(b) such a thing like

(c) such things like

(d) such things as    (สิ่งต่างๆ เช่น)

ตอบ   –   ข้อ   (d)   เนื่องจากเป็นการยกตัวอย่างซึ่งมีมากกว่า    สิ่ง  (ดูจากกริยา  “Are”)  จึงต้องใช้  “Things”,  และ  “Such”  ใช้คู่กับ  “As

 

3. The man ____________________ when he noticed a large packing-case lying on the floor.

(ชายผู้นั้น _____________ เมื่อเขาสังเกตเห็นลังสำหรับบรรจุหีบห่อขนาดใหญ่วางอยู่บนพื้น)

(a) has about to leave

(b) is about to leave

(c) had about to leave

(d) was about to leave    (กำลังจะจากไป, จวนจะจากไป)

ตอบ   –   ข้อ   (d)   เนื่องจากเป็นเหตุการณ์ในอดีต  สังเกตจากกริยาในอนุประโยค  (Noticed)  และ  “To be about to + Verb 1”  หมายถึง  “กำลังจะ  หรือ  จวนจะ หรือ  พร้อมที่จะทำกริยานั้นๆ”   เช่น

  • His father is about to retire.

(พ่อของเขาจวนจะเกษียณอายุงานแล้ว)

  • She was just about to go on stage again.

(เธอพร้อมที่จะขึ้นแสดงบนเวทีอีกครั้ง)

  • It is about to rain very soon.

(ฝนจวนจะตกแล้วเร็วๆ นี้)

  • We were about to leave when the snow began.

(เรากำลังจะจากไปเมื่อหิมะเริ่มตก)

  • I haven’t gone yet, but I’m about to.

(ผมยังไม่ได้ไปเลย  แต่ผมพร้อมจะไปแล้ว)

  • The train was about to leave when they arrived at the station.

(รถไฟกำลังจะออกแล้ว  เมื่อพวกเขามาถึงที่สถานี)

 

4. In this much-travelled world, there are still _____________ which are inaccessible to tourists.

(ในโลกแห่งการท่องเที่ยวมากมายนี้  ยังคงมี ________ ที่ยังไม่สามารถเข้าถึงได้โดยนักท่องเที่ยว)

(a) many thousands places

(b) thousands of places    (สถานที่หลายพันแห่ง)

(c) many thousands of place

(d) thousand of places

ตอบ   –   ข้อ   (b)   หรืออาจใช้   “Many thousands of places

 

5. Billy is often in difficulties ___________________________________________ money.

(บิลลี่มักพบกับความยุ่งยากบ่อยๆ _____________________________ เรื่องเงินๆ ทองๆ)

(a) of

(b) on

(c) with

(d) about    (เกี่ยวกับ)

(e) from

ตอบ   –   ข้อ   (d)   

                         สำหรับวลีที่ใช้กับ  “About”  ได้แก่  “a book about computer”  (หนังสือเกี่ยวกับคอมพิวเตอร์),  “The program is about nuclear power.”  (โครงการนี้เกี่ยวกับอำนาจ – หรือประเทศมหาอำนาจ – ทางด้านนิวเคลียร์),  “be about to”  (เกือบจะ, กำลังจะ, พร้อมที่จะ)  -  “The train was about to leave.”  (รถไฟกำลังจะออกแล้ว), “know about”  (รู้เกี่ยวกับ)  -  “We know very little about his family.”  (เรารู้น้อยมากเกี่ยวกับครอบครัวของเขา),  “think about”  (คิดเกี่ยวกับ)  -   “You have to think about that.”  (คุณจำเป็นต้องคิดถึงเรื่องนั้นนะ), “He wants to see you about your advertisement.”  (เขาต้องการพบคุณเกี่ยวกับการลงโฆษณาของคุณ),  “He spent a whole year traveling about America.  (เขาใช้เวลาทั้งปี  เดินทางทั่วอเมริกา  -  คือ  เดินทางไปทุกหนทุกแห่ง),  “The papers were scattered about the room.”  (เอกสารกระจัดกระจายไปทั่วห้อง),  There is something about him that frightens me.”  (มีบางสิ่งบางอย่างเกี่ยวกับตัวเขาที่ทำให้ผมกลัว),  “I am sure I have my pen about me somewhere.  (ผมมั่นใจว่า  ผมเอาปากกาติดตัวมาด้วย  แต่ว่าอยู่ที่ไหนสักแห่ง)  (อาจอยู่ในกระเป๋าเอกสาร  หรือในรถยนต์  หรือที่อื่นๆ),  “There is no doubt about it.”  (ไม่มีข้อสงสัยเลยเกี่ยวกับเรื่องนั้น),  “We cannot do anything about it.”  (เราทำอะไรไม่ได้เลยเกี่ยวกับเรื่องนั้น),  “This is what our job is all about.”  (นี่คือสิ่งที่เกี่ยวข้องกับงานทั้งหมดของเรา  -  หรือ  งานทั้งหมดของเราคือสิ่งนี้),  What I like about him is his sense of humour.”  (สิ่งที่ผมชอบเกี่ยวกับตัวเขา  คือ อารมณ์ขันของเขา),  “They got  married about a year ago.”  (เขาแต่งงานกันประมาณ  ๑  ปีมาแล้ว),  “We went about 60 miles when there was a flat tire.”  (เราเดินทางได้ประมาณ  ๖๐  ไมล์  ตอนรถเกิดยางแบน).  We saw them walking about.”  (เราเห็นพวกเขาเดินกันเพ่นพ่าน  -  คือ  เดินกันสับสนไปหมด  ไม่มีทิศทางที่แน่นอน),  เป็นต้น

                          สำหรับ  “Adjective”  ที่ใช้กับ  “About”  ได้แก่  “anxious”  (วิตกกังวล, ห่วงใย)  -  “He is anxious about the safety of his family.”  (เขาวิตกเกี่ยวกับความปลอดภัยของครอบครัว),  dubious  (สงสัย, แคลงใจ)  -  “We were dubious about his choice of meeting place.”  (เราสงสัย – แคลงใจ - เกี่ยวกับการเลือกสถานที่ประชุมของเขา),  “happy” -  “She is happy about her exam result.”  (เธอมีความสุขเกี่ยวกับผลสอบของเธอ),  “enthusiastic”  (กระตือรือร้น, ใจจดใจจ่อ)  -  “He was enthusiastic about learning Japanese.”  (เขาใจจดใจจ่อกับการเรียนภาษาญี่ปุ่น),  “doubtful”  (สงสัย, ไม่แน่ ใจ, ไม่แน่นอน, ลังเล)  -  “She was a little doubtful about accepting his invitation.”  (เธอยังไม่แน่ใจ  -  ไม่แน่นอน  -  อยู่นิดหน่อยเกี่ยวกับการรับคำเชิญของเขา),  “honest”  (ซื่อสัตย์, พูดจริงแบบไม่ปิดบัง)  -  “At least you’re honest about why you want the money.”  (อย่างน้อยที่สุด  คุณก็พูดเรื่องจริงว่าทำไมคุณจึงต้องการเงิน),  “reluctant”  (ไม่เต็มใจ)  -  “She was reluctant about wearing her swimsuit.” (= She was reluctant to wear her swimsuit.)  (เธอไม่เต็มใจเกี่ยวกับการสวมชุดว่ายน้ำ),  “right”  (ถูกต้อง ในเรื่องคำพูด, ความคิดเห็น, วิจารณญาณ)  -  “The father was right about the repairs which the house needed.”  (พ่อพูดถูกเกี่ยวกับการซ่อมแซมที่บ้านต้องการ),  “wrong”  (ผิด  ในเรื่องคำพูด, ความคิดเห็น, วิจารณญาณ)  -  “John was wrong about the election result.”  (จอห์นคิดผิดเกี่ยวกับผลการเลือกตั้ง),  “sad”  (โศกเศร้า)  -  “They were sad about the bad news.”  (= They were sad to hear the bad news.) (พวกเขาเศร้าเกี่ยวกับข่าวร้ายนั้น),  “excited” (ตื่นเต้น)  -  “We’re excited about our trip abroad next week.”  (เราตื่นเต้นกับการเดินทางไปต่างประเทศสัปดาห์หน้า),  เป็นต้น

 

6. Harrison Ford won the 1980 Oscar ___________________________________________.

(แฮริสัน ฟอร์ด ได้รับรางวัลออสการ์ประจำปี  ๑๙๘๐ ________________________________)

(a) his performance was excellent

(b) the excellence of his performance

(c) for his excellent performance    (สำหรับการแสดงยอดเยี่ยมของเขา)

(d) excellent was his performance

 

7. All living organisms constantly absorb carbon 14 ______________________ their existence.

(ร่างของสิ่งมีชีวิตทั้งหมดดูดซับธาตุคาร์บอน  ๑๔  อยู่เสมอ ________ การดำรงชีวิตของพวกมัน)  (รวมทั้งมนุษย์ด้วย)  (ธาตุคาร์บอน  ๑๔  จะปล่อยกัมมันตภาพรังสีออกมา  ซึ่งใช้ทำนายอายุของสิ่งที่มีชีวิตได้)

(a) out

(b) about

(c) around

(d) throughout    (โดยตลอด, ตลอด)

 

8. ________ students are awarded scholarships to study in leading foreign universities, aimed at developing and enhancing their knowledge and capability.

(นักเรียนซึ่ง ________ ได้รับทุนการศึกษาเพื่อไปศึกษาในมหาวิทยาลัยต่างประเทศชั้นนำ  โดยมีวัตถุประสงค์ที่จะพัฒนาและเพิ่มพูนความรู้และความสามารถของตน)

(a) Talented    (มีพรสวรรค์, มีความสามารถพิเศษ)  (เป็นคำคุณศัพท์)

(b) Talenting    (รูปนี้ไม่มีใช้)

(c) Having talented

(d) For talented

ตอบ   –   ข้อ   (a)   เนื่องจากประธานของประโยค  คือ  “Students”  โดยมีคำคุณศัพท์  “Talented”  ขยาย  

 

9. Almost all paper contains cellulose, a substance ________________________ in all plants.

(กระดาษเกือบทั้งหมดมีเซลลูโลสบรรจุอยู่, ซึ่งเป็นสารที่ __________________ ในพืชทุกชนิด)

(a) finding

(b) is found

(c) found    (ถูกพบ)

(d) being found

ตอบ   –   ข้อ   (c)   เนื่องจากลดรูปมาจากอนุประโยค  “……...........…..which is found in all plants

 

10. ________ a filter in the stratosphere, the ozone layer helps to prevent much ultraviolet radiation from reaching the Earth’s surface.

(_________ เครื่องกรองในบรรยากาศชั้นสตราโตสเฟีย,  ชั้นของโอโซนช่วยขัดขวางการแผ่รังสีเหนือม่วงปริมาณมาก  จากการเข้าถึงพื้นผิวหน้าของโลก)

(a) The action of

(b) Acting as    (ทำหน้าที่เป็น)

(c) Acted as

(d) As an act

ตอบ   –   ข้อ   (b)   เนื่องจากประธานของประโยค  คือ  “The ozone layer”  ซึ่งทำหน้าที่เป็นตัวกรองฯ  จึงเป็นผู้ทำกริยา  (แสดง  “Active voice”)  จึงต้องใช้รูป  “Present participle”  (Verb + ing)  ทั้งนี้  ข้อความ  “Acting as a filter in the stratosphere”  ทำหน้าที่ขยาย  “The ozone layer”   ดูเพิ่มเติมโครงสร้างแบบเดียวกันจากตัวอย่างข้างล่าง

                                                           ตัวอย่างที่

  • Returning to my apartment, _____________________________________________.

(กลับไปยังอพาร์ตเมนต์ของผม __________________________________________)

(a) my watch was missing

(b) I found my watch disappeared

(c) I found my watch missing    (ผมพบว่านาฬิกาของผมหายไป)

(d) the watch was missed

ตอบ   -   ข้อ   (c)   เนื่องจากประโยคนี้ขึ้นต้นด้วยวลีซึ่งนำหน้าด้วย  “Present participle”  (Returning)  ดังนั้น  ประธานของประโยค  ซึ่งอยู่หลังเครื่องหมายคอมม่า  จะต้องสามารถทำกริยา  “Return”  ได้  ซึ่งมีสอง  “Choice”  คือ  (b)  และ  (c)   ทั้งนี้  ถ้าจะตอบ  ข้อ  (b)  ต้องแก้เป็น  “I found my watch disappear  (หรือ  disappearing)”  (ผมพบว่านาฬิกาของผมหายไปดูเพิ่มเติมโครงสร้างแบบนี้จากประโยคข้างล่าง

                                                        ตัวอย่างที่  ๒

  • ___________________ a man of action, he found it difficult to sit still for long periods.

(________ คนที่ไม่อยู่นิ่ง (มีงานยุ่งเสมอ),  เขาพบว่ามันยากที่จะนั่งอยู่นิ่งๆ เป็นเวลานาน)  (คือ  ต้องหาอะไรทำอยู่เสมอ)

(a) Been

(b) Be

(c) Being    (เป็น)

(d) He is

ตอบ   -   ข้อ   (c)   เนื่องจากประธานของประโยค  คือ  “He”,  กริยาซึ่งนำหน้าวลี  ที่อยู่ตอนหน้าสุดของประโยค  จึงต้องอยู่ในรูป  “Present participle”  (Verb + ing)  (คือ  “Being”)

                                                         ตัวอย่างที่ 

  • Searching in the library, I came ____________________ an old forgotten manuscript.

(ค้นคว้าในห้องสมุด  ผม _________________________ ต้นฉบับเก่าแก่ที่ถูกลืมไปแล้ว)

(a) off

(b) without

(c) over

(d) across   (Come across = พบหรือเจอโดยบังเอิญ)

ตอบ   -   ข้อ   (d)   และดูโครงสร้างกริยา   “Verb + ing”  (Present participle)   ขึ้นต้นวลีและอยู่หน้าประโยค  โดยขยายประธานฯ ที่อยู่ในประโยค  (หลังเครื่องหมายคอมม่า)  เพื่อบอกว่า  ประธานฯเป็นผู้ทำกริยานั้นๆ  คือ  แสดงการเป็นผู้กระทำ  (Active voice)  จากประโยคข้างล่าง

                                                       ตัวอย่างที่  

  • While traveling through the Rocky Mountains, _______________________________.

(ในขณะเดินทางผ่านเทือกเขาร็อกกี้  ______________________________________)

(a) the breath-taking scenes attracted the travelers   (ทัศนียภาพที่น่ากลัวมาก  ทำให้นักเดินทางหลงเสน่ห์)

(b) the scenes attracted the travelers deeply   (ทัศนียภาพทำให้นักเดินทางหลงเสน่ห์อย่างลึกล้ำ)

(c) the travelers attracted the scenes   (นักเดินทางทำให้ทัศนียภาพหลงเสน่ห์)

(d) the travelers were awed by the breath-taking scenes   (นักเดินทางรู้สึกกลัว (เกรงขาม-หวาดเสียว)  จากภาพภูมิประเทศ  (ทัศนียภาพ)  ที่น่ากลัวมาก-น่าตื่นเต้นยินดีมาก)

ตอบ   -   ข้อ   (d)   การใช้วลี   “While traveling”  หรือ  “Traveling” (Present participle)  ขึ้นต้นประโยค  โดยมีประธานฯ อยู่ข้างในประโยค  (หลังเครื่องหมายคอมม่า)  เพื่อต้องการแสดงว่า  ประธานฯ เป็นผู้ทำกริยาที่อยู่ข้างหน้าประโยคนั้น   ซึ่งในประโยคข้างบน  คือ  “Traveling”  (เดินทาง)  ซึ่งประธานฯ จะต้องเป็นสิ่งมีชีวิต  (คนหรือสัตว์)  เท่านั้น  จึงจะทำกริยานี้ได้  ดังนั้น  จึงต้องตัด  ข้อ  (a)  และ (b) ทิ้งไป  เนื่องจากมีประธานฯ  คือ  “Scenes” (ทัศนียภาพ)  ซึ่งไม่สามารถทำกริยา  “เดินทาง”  ได้,  สำหรับข้อ   (c)   ผิดความหมาย   เพราะกล่าวว่า  “นักเดินทางทำให้ทัศนียภาพหลงเสน่ห์”   ซึ่งความจริงกลับกัน  คือ  “นักเดินทางหลงเสน่ห์ในทัศนียภาพ”  (the travelers were attracted by the scenes)

                                                        ตัวอย่างที่  

  • _________ how the engine worked, Peter began to study books that told about the techniques used.

(__________ ว่าเครื่องจักรทำงานอย่างไร,  ปีเตอร์เริ่มศึกษาหนังสือ  ซึ่งบอกเกี่ยวกับเทคนิคต่างๆ ที่ถูกใช้)  (ในเครื่องจักร)

(a) Wonder

(b) Wondered

(c) To wonder

(d) Wondering    (รู้สึกประหลาดใจ-สงสัย)  

ตอบ   -   ข้อ   (d)   เนื่องจากประธานของประโยค  (Peter)  เป็นผู้ทำกริยา  “รู้สึกประหลาดใจ-สงสัย”,  คำกริยาที่นำหน้าวลี  ขยายความ  “ปีเตอร์”  จึงต้องอยู่ในรูป  “Verb + ing” (Present participle)  แสดง  “Active voice”  ว่าปีเตอร์เป็นผู้ทำกริยา

                                           ทั้งนี้  เมื่อประธานซึ่งอยู่ข้างในประโยค   (หลังคอมม่า)   เป็นผู้กระทำกริยา (Active voice)  จะต้องนำหน้าประโยคด้วย  “Verb + ing” (Present participle)    ดังตัวอย่าง  เช่น

  • Walking along the road, he met his old friend.

(เดินไปตามถนน  เขาพบเพื่อนเก่าของเขา)  (เขาเป็นผู้ทำกริยา  “เดิน”)

  • Seeing her teacher, Jane went to greet him.

(เห็นครูของเธอ  เจนเข้าไปทักทายเขา)  (เจนเป็นผู้ทำกริยา  “เห็น”)

  • Looking out of the window, we could see beautiful scenery.

(มองออกไปนอกหน้าต่าง  เราสามารถเห็นทัศนียภาพที่สวยงาม)  (เราเป็นผู้ทำกริยา  “มอง”)

  • Hoping to be there in time, Kim started early in the morning.

(หวังว่าจะไปที่นั่นให้ทันเวลา  คิมเริ่มออกเดินทางแต่เช้าตรู่)  (คิมเป็นผู้ทำกริยา  “หวัง”)

                                           สำหรับ  “Present participle” (Verb + ing)  ถือเป็นคำคุณศัพท์ประเภทหนึ่ง  จึงสามารถใช้ขยายคำนามได้เหมือนกับคำคุณศัพท์ทั่วๆไป  (โดยอาจอยู่หน้าหรือหลังคำนามที่มันขยาย)   เพื่อที่จะบอกว่า  คำนามนั้นเป็นผู้ทำกริยานั้นๆ   (แสดง  “Active voice”)   เช่น

  • Working men are constructing a bridge.

(คนทำงานกำลังก่อสร้างสะพาน)

  • Drinking horses were seen near the bank of the river.

(ม้าที่ดื่มน้ำถูกมองเห็นใกล้ตลิ่งของแม่น้ำ)

  • The mother took good care of her sleeping baby.

(แม่ดูแลทารกที่นอนหลับเป็นอย่างดี)

  • The audience appreciated the good works of the producing team.

(ผู้ชมยกย่อง-ชื่นชมผลงานที่ดีของทีมผู้สร้าง – ภาพยนตร์)

  • The people working in the office are my colleagues.

(ผู้คนที่ทำงานในสำนักงาน  คือเพื่อนร่วมงานของผม)

  • The woman walking across the street is my sister.

(ผู้หญิงที่เดินข้ามถนนเป็นน้องสาวของผม)

  • The man living next door is a bank manager.

(ชายที่อาศัยอยู่บ้านหลังถัดไปเป็นผู้จัดการธนาคาร)

  • The children playing in the field are my neighbors’ kids.

(เด็กๆที่เล่นอยู่ในสนามเป็นลูกของเพื่อนบ้านของผม)

                                           สำหรับในกรณีที่ประธานที่อยู่ข้างในประโยค  เป็นผู้ถูกกระทำ (Passive Voice)   กริยาที่นำหน้าวลี  และอยู่หน้าประโยค  (ทำหน้าที่ขยายประธาน)  จะต้องอยู่ในรูป  กริยาช่องที่   (Past Participle)   ดังประโยคตัวอย่างข้างล่าง

                                                       ตัวอย่างที่ 

  • _______________________________________________ by the tiger, he ran away.

(________________________________________________ โดยเสือ   เขาวิ่งหนีไป)

(a) Seeing   (เห็น)

(b) To see

(c) Seen   (ถูกเห็น)

(d) Having seen

ตอบ   -    ข้อ   (c)   เนื่องจากประธานของประโยค   (He)  เป็นผู้ถูกเห็นโดยเสือ  กริยาข้างหน้าประโยคจึงต้องเป็นกริยาช่อง    (Past participle)  เพื่อแสดงการถูกกระทำ (Passive voice)

                                                         ตัวอย่างที่  

  • __________________ in wine, snails are a great luxury in various parts of the world. 

(________________ ในไวน์  หอยทากเป็นอาหารราคาแพงอย่างมากในหลายๆส่วนของโลก)

(a) To cook

(b) Cooking    (ปรุง)

(c) Cooked    (ถูกปรุง)

(d) Cook

ตอบ   -    ข้อ   (c)   เนื่องจากประธานของประโยค คือ  “Snails”  ซึ่งถูกปรุงในไวน์  (Cooked)  หรือเป็นผู้   “ถูกกระทำ”   จึงต้องอยู่ในรูปกริยาช่องที่    (แสดง “Passive voice)

 

11. _________ the seminar, no one was allowed to turn the cellphones on since this might interrupt the speaker.

(__________ การสัมมนา, ไม่มีใครได้รับอนุญาตให้เปิดโทรศัพท์มือถือ  เพราะว่านี่อาจจะขัดจังหวะผู้พูด)

(a) During    (ในระหว่าง)  (ใช้กับเวลา  และต้องตามด้วยวลี  หรือคำนาม)

(b) While    (ในขณะที่)  (ต้องตามด้วยประโยค  คือ  “Subject + Verb”)

(c) Between    (ระหว่างคนหรือของ  ๒  สิ่ง)  (หรือระหว่างเวลา  เช่น  ระหว่างวันจันทร์และศุกร์,  ระหว่างเดือนมกราฯ และมีนาฯ)

(d) After    (หลังจาก)  (อาจตามด้วยวลีหรือนาม  หรือประโยค  ก็ได้)

 

12. It is really necessary that drunk drivers _________ for their crime, particularly when their victim is killed.

(มันจำเป็นอย่างแท้จริงที่ผู้ขับรถที่เมาสุรา _________ สำหรับอาชญากรรมของตน,  โดยเฉพาะเมื่อเหยื่อของพวกเขาถึงตาย)

(a) are punished

(b) should have been punished    (ควรจะได้ถูกลงโทษไปแล้ว)

(c) be punished    (ถูกลงโทษ)

(d) will be punished

ตอบ   -   ข้อ   (c)   เนื่องจากอยู่ในโครงสร้าง  “Present subjunctive”  โดยเสมือนกับมี  “Should”  อยู่หน้า  “Be punished”  เนื่องจากต้องอยู่ในรูป  “Passive voice”   เพราะ  “ผู้ขับรถฯ ควรถูกลงโทษ”   และไม่เลือก  ข้อ  (b)  เนื่องจากในประโยคข้างต้น  เหตุการณ์ยังมิได้เกิดขึ้น  ดูคำอธิบายเพิ่มเติมจากตัวอย่างข้างล่าง

                                                        ตัวอย่างที่

  • Bill’s uncle insists ___________________________________________ in this hotel.

(ลุงของบิลยืนกราน __________________________________________ ในโรงแรมนี้)

(a) not staying

(b) not to stay

(c) that he not stay    {เขาไม่ (ควรจะ) พัก}

(d) staying not

ตอบ   -   ข้อ    (c)   เนื่องจากอยู่ในโครงสร้าง   “Present subjunctive”  โดยลดรูปมาจาก  “That he should not stay”  โดยพิจารณาจากกริยา  “Insist”  (ยืนกราน)  ดูเพิ่มเติมโครงสร้างนี้จากประโยคข้างล่าง

                                                    ตัวอย่างที่ 

  • Abraham Lincoln insisted that _______ not just on mere opinion but on moral purpose.

(อับราฮัม  ลิงคอล์น  ยืนกรานว่า _________ ไม่เพียงแต่บนความคิดเห็น (ของประชาชน) เท่านั้น  แต่บนวัตถุประสงค์ด้านศีลธรรมด้วย)

(a) to base democracy

(b) for democracy to be based

(c) democracy be based    {ประชาธิปไตย (ควรจะ) มีพื้นฐาน}

(d) whenever democracy is based

ตอบ   -   ข้อ    (c)   เนื่องจากอยู่ในโครงสร้างแบบ   “Present subjunctive”  โดยพิจารณาจากกริยา  “Insist”  (ยืนกราน)

                                                   ตัวอย่างที่ 

  • She is about half an hour late already.  It is necessary that she ________ immediately.

(เธอล่าช้าไปประมาณครึ่งชั่วโมงแล้ว  มันจำเป็นที่ว่าเธอ ______________ ในทันทีทันใด)

(a) went

(b) goes

(c) go    {(ควร) ไป}

(c) will go

ตอบ   -   ข้อ    (c)   เนื่องจากเป็นโครงสร้างแบบ  “Present subjunctive”  โดยพิจารณาจากวลี  “It is necessary that…………........……..

                                                   ตัวอย่างที่ 

  • I’m in a hurry because the librarian said it was important that I ___________ this book.

(ผมกำลังรีบเร่ง (เอาหนังสือไปคืน) เพราะบรรณารักษ์กล่าวว่า  มันเป็นเรื่องสำคัญว่าผม ______ หนังสือเล่มนี้)

(a) returned

(b) was returning

(c) had returned

(d) return    {(ควร) นำไปคืน, ส่งคืน}

ตอบ   -   ข้อ    (d)   เนื่องจาก  “Clause”  ที่ตามหลัง  “It is (was) + Important  (Necessary, Essential, Imperative, etc.)”   กริยาต้องอยู่ในรูป  “Infinitive without to”  (Verb 1)   เนื่องจากเป็นโครงสร้างแบบ  “Present subjunctive”  คือ  เหมือนกับมี  “Should”  นำหน้าคำกริยานั้นๆ

                                                   ตัวอย่างที่ 

  • In 1978, the Soviets demanded that China _______________ its forces from Vietnam.

(ในปี  ๑๙๗๘  โซเวียตเรียกร้องให้จีน _____________ กองกำลังของตนออกจากเวียดนาม)

(a) withdrew

(b) withdraws

(c) withdraw    (ถอน)

(d) withdrawing

ตอบ   -   ข้อ    (c)   เนื่องจากกริยาใน  “Clause” (อนุประโยค)  ที่ตามหลัง  “Demand, Require, Suggest, Request, etc.”  ต้องอยู่ในรูป  “Infinitive without to”  (Verb 1)   เนื่องจากเป็นโครงสร้างแบบ  “Present subjunctive” 

                                                     ตัวอย่างที่ 

  • He suggested _________________________________________ to a holiday camp.

(เขาแนะนำ __________________________________ ที่ค่ายพักแรมวันหยุดพักผ่อน)

(a) Mary that she should go

(b) to Mary that she should go    (แก่แมรี่ว่าเธอควรไป)

(c) for Mary that she go

(d) to Mary to go

ตอบ   -   ข้อ   (b)   หรืออาจตอบ  “…….........…to Mary that she go……........…”  ก็ได้  เนื่องจากเป็นโครงสร้างแบบ   “Present subjunctive

                                                   ตัวอย่างที่ 

  • It is essential that the needle ________________________________________ first.

(มันจำเป็นว่า  เข็ม ________________________________________ เป็นประการแรก)

(a) sterilize

(b) is sterilized

(c) be sterilized    (ถูกทำให้ปราศจากเชื้อโรค)

(d) sterilizes

ตอบ   -   ข้อ    (b)   เนื่องจากข้อความ  “It is essential that”  เป็นประโยคใหญ่  กริยาของอนุประโยคที่ตามหลังมัน  จะอยู่ในโครงสร้าง  “Present subjunctive”   คือ  อยู่ในรูป  “Infinitive without to”  (Verb 1)  เสมอ  ในกรณีเป็นกริยาในแบบ  “Passive voice”   จะต้องใช้กริยารูป  “Be + Verb 3”  เสมอ  และในกรณีของกริยา  “Verb to be”   ให้ใช้  “Be”  กับประธานฯ ทุกตัว  ทั้งนี้  ถือเสมือนว่า  กริยาในอนุประโยคเหล่านี้  มี  “Should”  มานำหน้า  (เพื่อแนะว่าประธานของอนุประโยค  ควรทำอย่างนั้นอย่างนี้)  เพียงแต่ละเอาไว้  คือ  มิได้เขียนลงไป

                                                     ตัวอย่างที่ 

  • I suggest that the matter _____________________________________ reconsidered.

(ผมแนะนำว่า  เรื่องนี้ ______________________________ ได้รับการพิจารณาใหม่อีกครั้ง)

(a) is

(b) being

(c) be    (ควร)

(d) has

ตอบ   -   ข้อ   (c)   เนื่องจากอยู่ในโครงสร้างแบบ  “Present subjunctive”  โดยดูจากกริยา  “Suggest

                                                     ตัวอย่างที่ 

  • Prior to our conference, the executive director had requested that everyone _______ well prepared.

(ก่อนการประชุมของเรา  ผู้อำนวยการบริหารได้ขอร้องว่า  ทุกคน _____ เตรียมตัวเป็นอย่างดี)

(a) be    (ควร)

(b) is

(c) was

(d) will be

ตอบ   -   ข้อ    (a)   เนื่องจากเป็นการใช้โครงสร้างแบบ  “Present subjunctive”  สังเกตจากกริยา  “Requested

                                                     ตัวอย่างที่  ๑๐

  • The teacher suggested that _____________________________________________.

(ครูแนะนำว่า _______________________________________________________)

 (a) everybody studied harder

 (b) everybody studies harder

 (c) everybody study harder    {(นักเรียน) ทุกคนควรเรียนให้หนักยิ่งขึ้น}

 (d) everybody would study harder

ตอบ   –   ข้อ   (c)   เนื่องจากอยู่ในโครงสร้าง  “Present subjunctive”  กล่าวคือ  กริยา  “Study” เหมือนมีคำว่า  “Should”  อยู่ข้างหน้า  แต่ละเอาไว้ในฐานที่เข้าใจ

                                                    ตัวอย่างที่  ๑๑

  • The company states that it is necessary that an employee _________ his work on time.

(บริษัทกล่าวว่า  มันจำเป็นที่พนักงาน ______________________ งานของตนให้ทันเวลา)

(a) finishes

(b) finished

(c) finish    (ทำให้เสร็จ)  (คือ  ทำงานให้เสร็จทันเวลา)

(d) can finish

ตอบ   -   ข้อ   (c)   เนื่องจากโครงสร้าง  “It + Is (Was) + Necessary + (That) + Subject + Verb 1”  เป็น  “Present subjunctive

                                                       ตัวอย่างที่  ๑๒

  • He recommended that I ________________________________________ there early.

(เขาแนะนำว่าผม _________________________________ ที่นั่นแต่เช้าตรู่  -  หรือแต่เนิ่นๆ)

(a) be    {(ควร) ไป}

(b) am

(c) was

(d) would be

ตอบ   -   ข้อ   (a)   เนื่องจากอยู่ในรูป   “Present subjunctive”  คือ  คำกริยาในโครงสร้างนี้   ไม่ว่าจะใช้กับประธานตัวใด  หรืออยู่ใน  “Tense”  ใด  จะต้องเป็น  “Verb 1”  (Infinitive without to)  เสมอ  และในกรณีของกริยา  “Verb to be”  ก็ให้ใช้   “Be”  ทุกครั้งไป  คือ  เสมือนกับมี   “Should”  อยู่ข้างหน้ากริยานั้น  แต่ละเอาไว้ในฐานที่เข้าใจ  ไม่พูดหรือเขียนเติมลงไป  (หรืออาจจะใส่   “Should"  ลงไปข้าง หน้าก็ได้)

                                                    ตัวอย่างที่  ๑๓

  • I suggested to her that her husband _____________________________ a long rest.

(ผมแนะนำเธอว่า  สามีของเธอ _________________________ การพักผ่อนเป็นเวลานาน)

(a) has

(b) have    (มี)

(c) would have

(d) must have

ตอบ    -    ข้อ   (b)   เนื่องจากเป็นไปตามโครงสร้าง  “Subject + Suggest + (To someone) + That + Subject + Verb 1

                                                    ตัวอย่างที่  ๑๔

  • It was in 1934 that an official government report recommended that trade priority ______ to Southeast Asia.

(มันเป็นในปี  ๑๙๓๔  ที่รายงานของรัฐบาล (สหรัฐฯ) อย่างเป็นทางการ  แนะนำว่า  ความสำคัญด้านการค้า (ควร) ________ กับภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้)   (หมายถึง  รายงานฯ แนะนำว่า  สหรัฐฯ ควรให้ความสำคัญด้านการค้าแก่ภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้)

(a) is given

(b) was given

(c) were given

(d) be given    (ถูกให้)

ตอบ   -   ข้อ  (d)  เนื่องจากลดรูปมาจาก  “Should be given”  (ละ “Should”  ไว้ในฐานที่เข้าใจ)

                                                      ตัวอย่างที่  ๑๕

  • I will recommend that the student ______________________________ to the director.

(ผมจะแนะนำว่าเด็กนักเรียนคนนั้น _________________________ กับผู้อำนวยการโรงเรียน)

(a) speak    (พูดคุย)

(b) will speak

(c) had better speak

(d) would speak

ตอบ   -   ข้อ   (a)   เนื่องจากกริยาของอนุประโยค  (ในที่นี้  คือ  “Speak”)  ที่ตามหลังกริยา  “Recommend, Suggest, Demand, Ask, etc.”  จะต้องอยู่ในรูป  “Infinitive without to” (Verb 1)  ซึ่งเรียกโครงสร้างแบบนี้ว่า  “Present Subjunctive

                                                   ตัวอย่างที่  ๑๖

  • Many customers have requested that we _______________ them notice of our sales.

(ลูกค้าจำนวนมากได้ร้องขอว่า  ให้เรา ________ โนติส  (เอกสารแจ้งเหตุหรือข้อมูลล่วงหน้า)  แก่พวกเขา  ในเรื่องการลดราคาสินค้าของเรา)   (หมายความว่า  ถ้าจะมีการลดราคาสินค้าเมื่อใด  ให้แจ้งลูกค้าทราบล่วงหน้า)

(a) send    (ส่ง)

(b) sends

(c) sent

(d) sending

หมายเหตุ   –   ตอบข้อ   (a)   เนื่องจากเป็นการใช้   “Present subjunctive”  คือ  การใช้กริยาช่องที่    ที่ไม่มี  “To” นำหน้า  (Infinitive without to)  และไม่มีการเติม  “S  หรือ  “Ed”  เข้าข้างหลังคำกริยาที่อยู่ใน  “Noun clause”   ที่เป็นอนุประโยค   (ซึ่งมักมี  “That”  นำหน้า  “Clause”)  ที่ตามหลังกลุ่มคำกริยาประเภท  “Present subjunctive”  ไม่ว่าประธานของกริยาตัวนี้  จะเป็นเอกพจน์หรือพหูพจน์ก็ตาม  และไม่ว่ากริยาตัวข้างหน้า  (กริยาใน  “Main clause”  หรือประโยคใหญ่)  จะอยู่ใน  “Tense”  ใดก็ตาม  จะไม่มีการเติม  “S”  หรือ  “Ed”  หรือเปลี่ยนรูปที่กริยาตัวนี้   (เนื่องจากเสมือนมี   “Should”   นำหน้า  แต่ไม่เขียนลงไป  คือละไว้ในฐานที่เข้าใจ   เป็นการแนะนำว่า   “ควรทำเช่นนั้น เช่นนี้”)   สำหรับในกรณีที่เป็น  “Verb to be”      ให้ใช้   “Be”  ตลอดไป   (เพราะเสมือนว่า  มี  “Should”  นำหน้า)  อนึ่ง  เราใช้รูป   “Present subjunctive”  ใน   กรณี   คือ

                                           ๑. อยู่หลัง  “กริยา + That”   ซึ่งได้แก่ คำกริยาต่อไปนี้

  • demand that   (เรียกร้อง-ต้องการว่า)
  • require that   (ขอร้อง-เรียกร้อง-ต้องการ-กำหนดว่า)
  • propose that   (เสนอว่า)
  • request that   (ขอร้องว่า)
  • recommend that   (แนะนำว่า)
  • ask that   (ขอร้องว่า)
  • order that   (สั่งว่า)
  • urge that   (เร่งเร้า-กระตุ้น-เสนอว่า)
  • suggest that   (แนะนำว่า)
  • advise that   (แนะนำว่า)
  • insist that   (ยืนกรานว่า)
  • prefer that   (เห็นสมควรว่า)

                                                    ดังตัวอย่างประโยคต่อไปนี้

  • The doctor advised (that) I take a rest.

(หมอแนะนำว่าผมควรพักผ่อน)

  • He suggested (that) she not go there alone.

(เขาแนะนำว่าเธอไม่ควรไปที่นั่นตามลำพัง)

  • The father demands (that) Peter go to see a doctor at once.

(พ่อเรียกร้องให้ปีเตอร์ไปหาหมอในทันที)

  • I suggest (that) he come early.

(ผมแนะนำว่าเขาควรจะมาแต่เช้า)

  • The hostess urged (that) we all stay for dinner.

(เจ้าของบ้านรบเร้าให้อยู่กินอาหารเย็นก่อน)

  • The teacher recommended (that) every student buy a dictionary.

(ครูแนะนำให้นักเรียนทุกคนซื้อพจนานุกรม)

  • The doctor recommends (that) she take this medicine.

(หมอแนะนำว่าเธอควรกินยานี้)

  • She requested (that) he telephone her family.

(เธอขอร้องให้เขาโทรฯไปหาครอบครัวของเธอ)

  • The teacher advised (that) students not speak loudly in the class.

(ครูแนะนำว่านักเรียนไม่ควรพูดเสียงดังในชั้น)

  • I suggested (that) he be more careful.

(ผมแนะนำว่าเขาควรระวังให้มากขึ้น)

  • He suggested (that) she be punctual.

(เขาแนะนำว่าเธอควรตรงต่อเวลา)

  • Our mother suggests (that) we not be lazy.

(แม่ของเราแนะนำว่าเราไม่ควรขี้เกียจ)

  • They requested (that) the contract be signed.

(พวกเขาร้องขอว่าสัญญาควรได้รับการลงนาม)  (เป็น  Passive voice  =  สัญญาถูกลงนาม)

  • She asks (that) she be allowed to see her ailing mother.

(เธอขอร้องว่าเธอควรได้รับอนุญาตให้พบแม่ของเธอที่กำลังป่วย)  (เป็น  Passive voice  =  เธอได้รับอนุญาต)

หมายเหตุ   –   เหตุผลที่คำกริยาในอนุประโยค  ที่เป็น  “Noun clause”  อยู่ในรูป  “Present Subjunctive”  คือ  กริยาเหล่านี้เสมือนกับว่ามี   “Should”  นำหน้า แต่ละเอาไว้ในฐานที่เข้าใจ  ซึ่งจริงๆแล้วอาจจะเขียนหรือพูดเติม  “Should”  ลงไปด้วยก็ได้  เช่น

  • I suggested (that) he (should) be more careful.
  • She asks (that) she (should) be allowed to go to the party.

 

                                         ๒. “Noun clause”  ที่ตามหลังคำคุณศัพท์ข้างล่างนี้  (มักอยู่ในรูป  “It is + Adjective + That + Subject + Verb 1  ที่ไม่มี  “To”  นำหน้า)  กริยาใน  “Noun clause”  นั้นจะต้องอยู่ในรูป  “Present subjunctive”  เช่นเดียวกัน,  คุณศัพท์ดังกล่าวคือ  “Important” (สำคัญ),  “Necessary” (จำเป็น), “Urgent(จำเป็นด่วน),  “Imperative”  (จำเป็น),  “Essential” (จำเป็น), “Advisable”  (ควร),   “Crucial”  (สำคัญยิ่ง)  ดังตัวอย่าง   เช่น

  • It is advisable that she study harder.

(เธอควรเรียนหรือขยันให้มากขึ้น)

  • It was essential that we buy food yesterday.

(เป็นสิ่งจำเป็นที่เราต้องซื้ออาหารเมื่อวานนี้)

  • It is advisable that he take exercise every morning.

(เป็นการสมควรที่เขาออกกำลังกายทุกเช้า)

  • It is necessary that she go home at once.

(เป็นเรื่องจำเป็นที่เธอจะต้องกลับบ้านในทันที)

  • It is imperative that Jim practice driving a car.

(เป็นเรื่องจำเป็นที่จิมจะต้องฝึกหัดขับรถ)

  • It is crucial that Tom find a new job.

(เป็นเรื่องจำเป็นยิ่งที่ทอมจะต้องหางานใหม่)

  • It is important that he be brave.

(เป็นสิ่งจำเป็นที่เขาจะต้องกล้าหาญ)

  • It is urgent that everyone be on time for work.

(เป็นเรื่องเร่งด่วนที่ทุกคนจะต้องมาทำงานให้ทันเวลา)

 

13. A computer is vastly superior _____________________________________ a calculator.

(คอมพิวเตอร์เหนือกว่า (มีประโยชน์กว่า, มีประสิทธิผลกว่า) ______ เครื่องคิดเลขอย่างมากมาย)

(a) than

(b) more than

(c) to

(d) over

ตอบ   -   ข้อ   (c)   สำหรับวลีที่ใช้กับ   “To”  ดูจากพารากราฟข้างล่าง                                                        

                           สำหรับคำคุณศัพท์  (Adjective)  ที่ใช้กับ  “To”   ได้แก่   kind (กรุณา, ใจดี)  -  He is very kind to me.  (เขากรุณาต่อผมมาก),  “new”  (It is new to me.  –  มัน (เป็นเรื่อง) ใหม่สำหรับผม), close  (ใกล้ชิดกับ),  cruel  (โหด ร้ายกับ),  hostile  (มุ่งร้าย หรือเป็นปฏิปักษ์กับ),  obvious  (ชัดเจนแก่),  obedient  (เชื่อฟังต่อ),  peculiar  (แปลกประหลาดแก่, เฉพาะกับ),  equal  (เท่ากันกับ),  grateful  (ขอบคุณ, เป็นหนี้บุญคุณ)  -  I’m very grateful to your kind assistance.  (ผมขอบคุณอย่างมากต่อความช่วยเหลือของคุณ),  harmful  (เป็นอันตรายต่อ),  kind  (กรุณาต่อ),  dear  (เป็นที่รักแก่),  faithful  (ศรัทธาต่อ),  junior  (อาวุโสน้อยกว่า),  senior  (อาวุโสมากกว่า)  -  He is senior to me in the army.  (เขาอาวุโสกว่าผมในกองทัพ  -  คือมียศสูงกว่า),  inferior  (ด้อยกว่า, เลวกว่า, แย่กว่า),  superior  (ดีกว่า, เหนือกว่า),  polite  (สุภาพต่อ)  -  He is polite to everyone he meets.  (เขาสุภาพกับทุกคนที่เขาเจอะเจอ),  familiar  (คุ้นเคยกับ)  -  Most people at the party were familiar to me.  (คนส่วนใหญ่ที่งานเลี้ยงคุ้นเคยกับผม,  useful  (เป็นประโยชน์กับ),  similar  (คล้ายกับ),  rude  (หยาบคายกับ),  previous  (ก่อน),  used  (เคย),  accustomed  (คุ้นเคย, เคยชิน)  -  They are accustomed to hot weather.  (พวกเขาคุ้นเคยกับอากาศร้อน),  clear  (ชัดเจนกับ),  essential  (จำเป็นกับ),  necessary  (จำเป็นต่อ),  good  (ปฏิบัติดีต่อ),  identical  (เหมือนกับ)  -  The material is almost identical to limestone.  (วัตถุชิ้นนั้นเกือบจะเหมือนกันกับหินปูน),  satisfactory (เป็นที่พอใจของ),  important  (สำคัญต่อ),  significant  (สำคัญต่อ),  equivalent  (เท่ากับ, เสมือนกับ),  loyal  (จงรักภักดีต่อ)   เป็นต้น

                          สำหรับคำกริยา  (Verb)  ที่ใช้กับ  “To”  ได้แก่   “happen”  (เกิด ขึ้น)  -  The accident happened to his family a long time ago.  (อุบัติเหตุเกิดขึ้นกับครอบครัวของเขานานมาแล้ว),  occur  (เกิดขึ้น),  resort  (หันไปใช้)  -  You must never resort to violence.  (คุณจะต้องไม่หันไปใช้ความรุนแรง),  compare  (เปรียบเทียบว่าเหมือนกับ)-  Some people compare sleep to death.  (บางคนเปรียบเทียบการนอนหลับว่าเหมือนกับความตาย),  belong  (เป็นของ)  -  That car belongs to me.  (รถยนต์คันนั้นเป็นของผม),  attend  (เอาใจใส่)  -  You should attend to your teacher’s advice.  (คุณควรเอาใจใส่คำ แนะนำของอาจารย์),  see to it  (ดูแลในเรื่อง, จัดการในเรื่อง)  -  I will see to it that you get what you want.  (ผมจะดูแลให้ว่า  คุณได้ทุกอย่างที่คุณต้องการ),  consent  (ยินยอมต่อ)  -  He consented to postponement of the trip.  (เขายินยอมกับการเลื่อนการเดินทางออกไป),  attribute  (มีสาเหตุมาจาก)   -  He attributed the worsening situation to increased conflicts between the government and the people.  (เขาคิดว่าสถานการณ์ที่แย่ลง  มีสาเหตุมาจากความขัดแย้งระหว่างรัฐบาลและประชาชน),  apply  (สมัคร, ขอ),  reply  (ตอบ),  appeal  (อุทธรณ์, ชวนให้เกิดความสนใจ หรือ หลงใหล),  confine  (จำกัดอยู่ใน),  turn  (หันไปหา, หันไปใช้),  amount  (รวมเป็นจำนวน),  surrender  (ยอมจำนนต่อ),  listen  (ฟัง),  recommend  (แนะนำว่าดี),  devote  (อุทิศแก่),  accustom  (ทำให้คุ้นเคยกับ),  object  (คัดค้าน, ไม่เห็นด้วยกับ),  succumb  (พ่ายแพ้ต่อ, ยอมจำนนกับ)  -  He finally succumbed to injury.  (เขาในที่สุดพ่ายแพ้ต่อการบาด เจ็บ  -  คือตาย),  complain  (บ่น หรือ ร้องเรียนกับ)  They complained to me about the noise.  (เขาร้องเรียนกับผมเกี่ยวกับเรื่องเสียงดัง),  suggest  (แนะนำกับ)   -  I suggested to him that he should work harder.  (ผมแนะนำกับเขาว่า  เขาควรขยันมากขึ้น),  respond  (ตอบสนองต่อ)   - The government should quickly respond to its people’s demand.  (รัฐบาลควรตอบสนองต่อความต้องการของประชาชนอย่างรวดเร็ว),  look forward to  (ตั้งหน้าตั้งตารอคอย),  refer  (อ้างถึง, แนะนำให้ไปหา),  yield  (จำนน หรือพ่ายแพ้ต่อ),  introduce  (แนะนำให้รู้จักกับ),  reduce  (ลดลงจนต้อง),  be used to  (คุ้นเคยหรือเคยชินกับ),  get used to  (คุ้นเคยหรือเคยชินกับ),  be accustomed to  (คุ้นเคยหรือเคยชินกับ),  get accustomed to  (คุ้นเคยหรือเคยชินกับ),   เป็นต้น

 

14. She is very popular _____________________________ her colleagues and neighbors.

(เธอเป็นที่นิยมชมชอบ _______________________ เพื่อนร่วมงานและเพื่อนบ้านของเธอ)

(a) for

(b) by

(c) with    (แก่, ของ)

(d) on

ตอบ   -   ข้อ   (c)   สำหรับวลีที่ใช้กับ  “With”  ดูจากพารากราฟข้างล่าง

                          คุณศัพท์  (Adjective)  ที่ใช้กับ  “With”  ได้แก่  “pleased”  (ยินดี, พอใจ)  -  “She is pleased with her new workplace.”  (เธอพอใจ-ยินดีกับที่ทำงานแห่งใหม่),  “popular”  (เป็นที่นิยม) – “Holiday camps are popular with married couples with young children.”  (ค่ายพักแรมวันหยุดเป็นที่นิยมสำหรับคู่สามีภรรยาที่มีลูกเล็กๆ),  “satisfied”  (พอใจ)  -  “The company is satisfied with its employees’ performance.”  (บริษัทพึงพอใจกับการทำงานของพนักงาน),  “angry”  (โกรธ),  “busy”  (มีงานยุ่ง)  -  “She is busy preparing for her exam.”  (เธอยุ่งอยู่กับการเตรียมตัวสอบ),  “familiar”  (คุ้นเคย)  -  “He is not familiar with his new neighbors.”  (เขาไม่คุ้นเคยกับเพื่อนบ้านใหม่),  “patient”  (อดทน)  -  “His parents are very patient with him.”  (พ่อแม่ของเขามีความอดทนกับเขามาก),  “friendly”  (เป็นมิตร)  -  “She is friendly with everyone she meets.”  (เธอเป็นมิตรกับทุกคนที่เธอพบเจอ),  “careful”  (ระมัดระวัง),  “content”  (พอใจ),  “identical”  (เหมือนกัน),  “annoyed”  (ขุ่นเคือง  -  เหตุการณ์, การกระทำ) (ถ้าขุ่นเคืองคน  ใช้  “At”-  “I was annoyed with his statement.”  (ผมขุ่นเคือง (โกรธ) คำพูดของเขา),  เป็นต้น

                         กริยา  (Verb)  ที่ใช้กับ  “With”  ได้แก่   “charge”  (ฟ้องร้อง,  ดำเนินคดี),  compare  (เปรียบเทียบ)  -  “Compare this car with that one.”  (จงเปรียบเทียบรถยนต์คันนี้กับคันนั้น),  compete  (แข่งขัน),  “agree”  (ตกลง, เห็นพ้อง)  -  “I agree with you on this point.”  (ผมเห็นด้วยกับคุณในประเด็นนี้),  “disagree”  (ไม่เห็นด้วย),  “acquaint”  (ทำให้คุ้นเคย หรือเคยชิน)  -  You should acquaint yourself with your new job.”  (คุณควรทำตัวเองให้คุ้นเคยกับงานใหม่ของคุณ),  “begin”  (เริ่มต้น)  -  “I will begin my reading with the first chapter.”  (ผมจะเริ่มต้นการอ่านด้วยบทแรก),  “interfere”  (แทรกแซง, เข้าไปยุ่งเกี่ยว)  -  “We should not interfere with other people’s business.”  (เราไม่ควรไปยุ่งเกี่ยวกับธุระของคนอื่น),  “quarrel”  (ทะเลาะ, วิวาท)  -  “Some people often quarrel with their neighbors.”  (คนบางคนทะเลาะกับเพื่อนบ้านบ่อยๆ),  “argue”  (โต้แย้ง, โต้เถียง),  “help”  (ช่วยเหลือ),  “supply”  (จัดหาให้),  “cooperate”  (ร่วมมือ)  -  “The suspect did not cooperate with the police.  (ผู้ต้องหาไม่ยอมร่วมมือกับตำรวจ),  “deal”  (เกี่ยวข้อง, รับมือ)  -  “I don’t want to deal with that man.”  (ผมไม่ต้องการติดต่อ-เกี่ยวข้องกับเจ้าหมอนั่น),  “contrast”  (ขัดแย้ง, ตรงข้าม, แตกต่างกันอย่างมาก)  -  “This type of machine contrasts sharply with that one.”  (เครื่องจักรชนิดนี้แตกต่างอย่างมากกับชนิดนั้น),  เป็นต้น

 

15. You can learn ___________________________________ the word from the dictionary.

(คุณสามารถเรียนรู้ _____________________________________ คำจากพจนานุกรม)

(a) pronunciation    (การออกเสียง, วิธีการออกเสียง)

(b) pronouncing

(c) to pronounce   (ที่จะออกเสียง)

(d) pronounce

ตอบ   -   ข้อ   (c)   เนื่องจาก  “Learn + to + Verb 1”  ดูคำอธิบายเพิ่มเติมจากตัวอย่างข้างล่าง

                                                       ตัวอย่างที่ 

  • I’ll try ________________________________________________________ my best.

(ผมจะพยายาม _________________________________________________ ดีที่สุด)

(a) to make

(b) to work

(c) to show

(d) to do (ทำ)

ตอบ   –   ข้อ  (d)   “Do one’s best”  =  “ทำดีที่สุด” และหลังกริยา  “Try”  ต้องตามด้วย  “Infinitive with to” (To + Verb 1)  สำหรับกลุ่มคำกริยาที่ต้องตามด้วย  “Infinitive with to”  (To + Verb 1)  ได้แก่   “promise (สัญญา),  offer (เสนอ),   want (ต้องการ),   hope (หวัง),   plan (วางแผน),   hesitate (รีรอ, ลังเลใจ),   fail (ล้มเหลว),   learn (เรียนรู้),   expect (คาดหวัง),   refuse (ปฏิเสธ), need (ต้องการ),  dare (กล้า),  claim (อ้าง),   agree (ตกลง),  demand (เรียกร้อง),   wish (ปรารถนา),   intend (ตั้งใจ),  seem (ดูเหมือนว่า),  resolve (ตกลงใจ),  determine (ตัดสินใจ),  decide (ตัดสินใจ),  pretend (แสร้งทำ), afford  (มีฐานะพอ, สามารถหามาได้),  happen (บังเอิญ),  appear (ดูเหมือนว่า), prove (พิสูจน์ว่า),   ask (ขอร้อง),  beg (ขอร้อง),  choose (เลือก),  manage (ประสบความสำเร็จ),   hurry (เร่งรีบ),   tend (มักจะชอบ),   arrange (จัดแจง, เตรียมการ),   care (สนใจ),  come (มา)   ดังตัวอย่างประโยคข้างล่าง

  • They want to take a rest.

(พวกเขาต้องการพักผ่อน)

  • She expects to arrive there in time.

(เธอคาดหวังว่าจะไปถึงที่นั่นทันเวลา)

  • He pretended not to see me.

(เขาแสร้งทำเป็นไม่เห็นผม)

  • We decided to buy a new home.

(เราตัดสินใจซื้อบ้านใหม่)

  • He came to see me late at night.

(เขามาพบผมเวลากลางคืนตอนดึก)

  • We must learn to work hard and to save money.

(เราจะต้องเรียนรู้เรื่องการทำงานหนักและออมเงิน)

  • She refused to go out with him.

(เธอปฏิเสธที่จะออกไปข้างนอกกับเขา

  • She affords to buy an expensive car.

(เธอมีฐานะพอที่จะซื้อรถยนต์ราคาแพง)

  • They agreed to take a vacation this summer.

(พวกเขาตกลงที่จะเดินทางวันหยุดพักผ่อนหน้าร้อนนี้)

  • We wish to graduate in a few months and to get a job.

(เราปรารถนาที่จะเรียนจบในอีก ๒ – ๓ เดือนข้างหน้าและได้งานทำ)

  • He asked to play a role in the school play.

(เขาขอร้องที่จะแสดงในบทในละครของโรงเรียน)

  • They promised to come and they did come.

(พวกเขาสัญญาว่าจะมา และก็มาจริงๆ)

  • The team failed to win a place in the finals.

(ทีมนั้นไม่สามารถที่จะได้เข้ารอบสุดท้าย)

  • They hoped to meet their parents after separating with them for years.

(พวกเขาหวังจะได้พบกับพ่อแม่หลังจากแยกกับพ่อแม่เป็นเวลาหลายปี)

  • Did you manage to get anything to eat before you came?

(คุณประสบความสำเร็จ (สามารถ) หาอะไรกินก่อนมาที่นี่หรือเปล่า)

 

16. How old must one ___________________________________________ in an election?

(คนเราจะต้องอายุเท่าใด ___________________________________ ในการเลือกตั้ง)

(a) to vote

(b) to be voted

(c) to be to vote

(d) be to vote   (ที่จะลงคะแนนเสียง)

ตอบ   -   ข้อ   (d)  เนื่องจากมาจากประโยคบอกเล่า  “One must be 20 years old to vote in an election.” (คนเราจะต้องอายุ  ๒๐  ปี  ถึงจะลงคะแนนในการเลือกตั้งได้)  และ  “Must”  ต้องตามด้วย “Infinitive without to” (Verb 1)  ดังนั้น  จึงต้องใช้  “One must be 20 years………….…….” จะใช้  “Must is, Must are”  ไม่ได้  และเมื่อเป็นประโยคคำถาม  จึงต้องใช้ว่า  “How old must one be to vote………........…..?” (คนเราจะต้องอายุเท่าใด  จึงจะลงคะแนน........................)

 

17. She arrived ______________________________________ her home very late last night.

(เธอมาถึง _____________________________________ บ้านดึกมากเมื่อคืนที่ผ่านมา)

(a) No word is needed.    (ไม่ต้องเติมคำใดเลย)

(b) at    (ที่)

(c) to

(d) in

ตอบ   -   ข้อ   (b)   ทั้งนี้จงเปรียบเทียบกับประโยค  “She arrived home very late last night.  (เธอมาถึงบ้านดึกมากเมื่อคืนที่ผ่านมา)  ทั้งนี้  เราใช้  “Arrive at her (my, your, their) home”  แต่ใช้  “Arrive home)

                           สำหรับวลีที่ใช้กับ  “At”  ได้แก่   “at a high speed”  =  ด้วยความ เร็วสูง)  -  “The car is moving at a high speed.”  (รถยนต์กำลังเคลื่อนที่ด้วยความ เร็วสูง),   “good at”  (เก่ง)  -  She is good at drawing map.  (เธอเก่งการวาดแผนที่),  “sit at a table”  (นั่งที่โต๊ะ),  “land at a small airport”  (ร่อนลงที่สนามบินเล็กๆ),  “at both ends”  (ที่ปลายทั้ง ๒ ข้าง),  “a knock at the door”  (การเคาะที่ประตู)  -  “We heard a knock at the door at late night.”  (เราได้ยินเสียงเคาะที่ประตูตอนดึกมากแล้ว),  “I don’t like this movie at all.”  (ผมไม่ชอบหนังเรื่องนี้สักนิดเดียว),  “at a beach club”  (ที่สโมสร ณ ชายหาด), “at a funeral”  (ที่งานศพ),  “at a press conference”  (ที่การให้สัมภาษณ์หนังสือพิมพ์),  “at a high school dance”  (ที่งานเต้นรำของโรงเรียน),  “at the office”  (ณ ที่ทำงาน),  “at breakfast”  (เมื่อเวลาอาหารเช้า),  “to stare at a garage roof”  (จ้องมองไปที่หลังคาโรงรถ),  “to wave down at him”  (โบกมือให้เขา),  “to throw petals at his car”  (โยน – โปรย – กลีบดอกไม้ที่รถของเขา),   “at a distance”  (ในระยะไกล),   “at a standstill”  (หยุดชะงัก, หยุดนิ่งอยู่กับที่),  “at 10:00 a.m.”  (ตอน ๑๐ โมงเช้า),  “at dawn”  (ตอนรุ่งอรุณ),  “at once”  (โดยทันทีทันใด),  “at his wit’s end”  (เขาหมดปัญญา, จนปัญญา, ไม่รู้จะทำอย่างไรดี),   “at loose ends”  (ไม่มีอะไรทำ, ไม่มีงานทำ, ไม่รู้จะทำอะไร ดี, ยังไม่แน่ใจว่าจะทำอะไรต่อไป, ยังไม่ตัดสินใจ),  “at a later stage”  (ในระยะหรือขั้น ตอนต่อไป),   “at a time of high unemployment”  (ณ ช่วงเวลาที่มีการว่างงานสูง),  “to start work at sixteen”  (เริ่มทำงานตอนอายุ ๑๖),  “to die at eighty-three”  (ตายเมื่ออายุ ๘๓),  “to grow at an astonishing rate”  (เติบโตในอัตราที่น่าพิศวง),  “to buy or sell it at $ 100”  (ซื้อหรือขายที่ราคา ๑๐๐ เหรียญ),  “at 100 miles per hour”  (ที่ ๑๐๐ ไมล์ต่อชั่วโมง),  “the radio playing at full volume”  (วิทยุเปิดสุดเสียง),  “to set a pass mark at 60 percent”  (ตั้งคะ แนนผ่านที่ ๖๐ เปอร์เซ็นต์),  “to work harder at his thesis”  (ขยันมากขึ้นกับวิทยานิพนธ์),  “to aim at bringing down the inflation rate”  (มีเป้าหมายเพื่อลดอัตราเงินเฟ้อ),  “to go at the invitation of his neighbors”  (ไปเพราะการเชื้อเชิญของเพื่อนบ้าน),  “to leave at the director’s command”  (จากไปเพราะคำสั่งของผู้อำนวยการ),  “at liberty”  (มีอิสรเสรีที่จะทำอะไร, มิได้ถูกขัดขวางหรือหยุดยั้ง),  “to be at war”  (ทำสงคราม),  “to put his life at risk”  (ทำให้เขาต้องเสี่ยงชีวิต),  “to read at random”  (อ่านแบบสุ่มๆ – คือไม่เฉพาะเจาะ จง),  “at gun point”  (โดยเอาปืนจี้หัว),  “to fly at their expense”  (บินไปโดยค่าใช้จ่ายของพวกเขา),  “to be at her best”  (อยู่ในช่วงที่ดีที่สุดของเธอ),  “at a guess”  (โดยการเดาหรือทาย),  “at a rough estimate”  (โดยประมาณการอย่างคร่าวๆ),  “good at swimming”  (ว่ายน้ำเก่ง),  “clever at mathematics”  (เก่งคณิตศาสตร์),  “bad at cooking”  (ปรุงอาหารไม่เก่ง),  “an expert at shooting”  (เป็นผู้เชี่ยวชาญด้านการยิงปืน),  “be delighted at the success” (ปลาบปลื้ม-ยินดี กับความสำเร็จ),  “feel sorry at his dismissal”  (รู้สึกเสียใจกับการถูกไล่ออกของเขา),  “feel glad at a new job”  (รู้สึกดีใจกับงานใหม่)“at first”  (ในตอนแรก),  “at last”  (ในที่สุด),  “at least”  (อย่างน้อยที่สุด),  “at leisure”  (มีเวลาว่าง, ไม่ได้ทำงาน, ไม่ได้มีงานยุ่ง),  “at length”  (อย่างละเอียด, อย่างเต็มที่, ในที่สุด),  “at most, at the most”  (อย่างมากที่สุด),  “at loggerheads”  (ทะเลาะกัน, ต่อสู้กัน, เป็นปฏิปักษ์ต่อกัน)“at present”  (ในปัจจุบัน),  “at the same address” (ณ ที่อยู่เดิม),  “at 33 Albert Street” (บ้านเลขที่  ๓๓  ถนนอัลเบิร์ต),  “at the hairdresser’s”  (ที่ร้านทำผม),  “at church”  (ที่โบสถ์ – ไปทำพิธี),  “at home”  (ที่บ้าน),  “to be at work”  (กำลังทำงานหรือยุ่งอยู่กับกิจกรรมอะไรบางอย่าง, สถานการณ์หรือกระบวนการที่กำลังมีผล กระทบหรืออิทธิพล),  “at school”  (ที่โรงเรียน),  “at college”  (ที่มหาวิทยาลัย),  “arrive at the airport”  (มาถึงที่สนามบิน),  “at night”  (ตอนกลางคืน),  “at Easter”  (ช่วงเทศกาลอีสเตอร์),  “at the weekend”  (ตอนสุดสัปดาห์),  “I don’t understand it at all.”  (ผมไม่เข้าใจมันเลย),  “I can hardly hear you at all.”  (ผมแทบจะไม่ได้ยินเสียงคุณเลย  –  เสียงคุณแผ่วเบามาก),  “It is not at all likely he will come.”  (แทบจะเป็นไปไม่ได้เลยที่เขาจะมา  -  คือมีโอกาสเกิดขึ้นน้อยมาก),  “Can it be done at all?”  (มันจะสามารถทำได้ไหมนี่),  “She will walk with a limp, if she walks at all.”  (เธอจะต้องเดินขากระเผลก-ขาเป๋  ถ้าเธอยังเดินได้  -  หมายถึงเธออาจจะเดินไม่ได้อีกเลย),  “at all costs”  (ไม่ว่าจะต้องเสียเงิน เวลา หรือความพยายามเพียงใด)  -  Carl is determined to succeed in his new job at all costs.”  (คาร์ลมุ่งมั่นที่จะประสบความสำเร็จในงานใหม่ของเขา  โดยไม่สน ใจว่าจะต้องทำงานหนักเพียงใด),  “Regardless of the results, Mr. Jackson intended to save his son’s eyesight at all costs.”  (โดยไม่คำนึงถึงผลลัพธ์  มิสเตอร์แจ๊คสันตั้งใจที่จะรักษาสายตาของลูกชายตน  ไม่ว่าจะต้องใช้เวลาหรือเงินมาก มายเพียงใด),  “at a loss”  (ในสภาพที่ไม่แน่นอน, ไม่รู้อะไรเลย, งุนงงสับสนไปหมดจนทำอะไรไม่ถูก, จนปัญญา),  “A good salesman is never at a loss for words.”  (นักขายที่ดีไม่เคยจนปัญญาที่จะพูดเพื่อขายสินค้า),  “When Don missed the last bus, he was at a loss to know what to do.”  (เมื่อดอนตกรถเมล์เที่ยวสุดท้าย  เขางุนงงสับสนจนไม่รู้ว่าจะทำอย่างไร  -  คือไม่รู้ว่าจะหาทางกลับบ้านอย่างไร)“at anchor”  (แอ๊ง-เคอะ  -  จอดลอยลำทอดสมออยู่),  “at any rate”  (อย่างไรก็ตาม, อย่างไรก็ดี),  “keep him at arms length”  (ไม่คบค้าสมา คมกับเขา, ไม่ทำตัวสนิทสนมกับเขา),  “at a snail’s pace”  (อย่างเชื่องช้าอืดอาด, คืบหน้าไปทีละหน่อยเหมือนหอยทาก),  “one at a time”  {(เข้ามาในห้อง, ขึ้นรถ เมล์) ทีละคน},  “run up the steps two at a time”  (ขึ้นบันไดทีละ ขั้น),  “at best, at the best”  (อย่างดีที่สุด),  “at ease”  (สบาย, ไม่มีความเจ็บปวดหรือสิ่งรบกวน),  “at every turn”  (ทุกครั้ง, ตลอดเวลา),  “at fault”  (ถูกตำหนิ, รับ ผิดชอบต่อความผิดพลาดหรือความล้มเหลว),  “at first glance, at first sight”  (เมื่อแรกเห็น, หลังจากมองครั้งแรกอย่างรวดเร็ว),  “at hand, at close hand”  (อยู่ใกล้ตัว, เอื้อมถึงได้ง่าย, กำลังจะมาถึงเร็วๆนี้),  “at large”  {(คนร้าย) ยังลอยนวล, ยังจับตัวไม่ได้} เป็นต้น

 

18. The other children did not want Bill to play with them, so they _______ him from their game.

(เด็กคนอื่นๆไม่ต้องการให้บิลเล่นกับพวกตน  ดังนั้น  พวกเขาจึง ______ บิลจากเกมของพวกตน)

(a) exhibited    (เอก-ซิ้บ-บิท)  (แสดง, แสดงนิทรรศการ, ออกแสดง, อธิบาย)

(b) exposed    (เผย, เปิดเผย, นำออกแสดง, เปิดโปง)

(c) executed    (ปฏิบัติ, ทำให้สำเร็จ, ดำเนินการ, กระทำ, บริหาร, ประหารชีวิต)

(d) excluded    (กันออกไป, แยกออกไป, กั้นไม่ให้เข้ามา, ปฏิเสธ, ไล่ออก, ขับไล่ออก)

 

19. We didn’t notice _________ we had strayed off the path until we were deep in the forest.

(เรามิได้สังเกตว่าเราได้พลัดหลงไปจากทางเดิน _______ จนกระทั่งเราถลำลึกเข้าไปในป่า)

(a) how often    (บ่อยเพียงใด)     

(b) how long    (นานเพียงใด)  (ใช้ถามเกี่ยวกับเวลา)

(c) so far

(d) how far    (ไกลเพียงใด, ไกลเท่าใด)  (ใช้ถามเกี่ยวกับระยะทาง)

ตอบ   -   ข้อ   (d)   เพราะเป็นเรื่องของระยะทาง  โดยสังเกตจาก  “จนกระทั่งเราถลำลึกเข้าไปในป่า

 

20. It doesn’t say on the invitation _________ the party will start, so we had better phone and check.

(มันมิได้บอกไว้ในการเชื้อเชิญ (คำเชิญ-บัตรเชิญ) ว่างานเลี้ยงจะเริ่ม ____________ ดังนั้น  เราควรโทรศัพท์ไปและตรวจสอบ)

(a) which

(b) when    (เมื่อใด)

(c) what

(d) why

ตอบ   -   ข้อ   (b)   เนื่องจากเป็นเรื่องเกี่ยวกับเวลา  และข้อความ  “When the party will start”  เป็นอนุประโยคประเภท  “Noun clause”  ทำหน้าที่เป็นกรรมของกริยา  “Say

                                                                                              

เรียน  ท่านผู้ติดตามอ่าน  เว็บไซต์  “everydayenglish.pwa.co.th

 

                  ถ้าท่านมีคำแนะนำให้ปรับปรุงเว็บไซต์นี้ประการใด  กรุณาส่ง   e-mail ไปที่  ดร. วัชรินทร์  ภูเขาทอง  อดีต  ผอ. สำนักวิทยาการ  การประปาส่วนภูมิภาค  ผู้จัดทำเว็บ-ไซต์นี้  ตาม   “Address” wpookaotong@yahoo.com   (โปรดระบุหัวเรื่องด้วย ว่า  “ปรับปรุงเว็บไซต์”)   เพื่อที่ผู้จัดทำฯ จะได้ปรับปรุงเนื้อหาได้ตรงตามความประสงค์ของผู้อ่านเว็บไซต์นี้ต่อไป

 

 

 

 

 

หมวดข้อสอบ TOEIC (ตอนที่ 478)

การประปาส่วนภูมิภาค  “มุ่ง-มั่น-เพื่อปวงชน”

 

Part V: Sentence Completion   (ส่วนที่ 5 :  การเติมประโยคให้สมบูรณ์)

Choose the best alternative to make a correct sentence.

(จงเลือกข้อที่ดีที่สุดเพื่อทำให้ประโยคมีความถูกต้อง)

 

1. The baby was dropped out of the bedroom window into a big net ____________ by the firemen.

(เด็กทารกถูกหย่อนลงมานอกหน้าต่างห้องนอน  ลงไปในตาข่ายขนาดใหญ่ที่ ________ โดยพนักงานดับเพลิง)

(a) hold    (จับหรือถือ)

(b) which was to be held

(c) held    (ถูกจับหรือถือ)

(d) which would be held    (ซึ่งจะถูกจับหรือถือ)

ตอบ    –    ข้อ   (c)   เนื่องจากต้องอยู่ในรูป  “Passive voice”  เพราะลดรูปมาจากอนุประโยค  “……...........…..(a big net) which (that) was held by the firemen”  “ตาข่ายซึ่งถูกจับหรือถือไว้โดยพนักงานดับเพลิง

 

2. I object ___________________________________________________ your proposal.

(ผมคัดค้าน (ไม่เห็นด้วย) ___________________________________ ข้อเสนอของคุณ)

(a) to    (กับ)

(b) against

(c) in

(d) at

(e) on

ตอบ   –   ข้อ   (a)   “Object to”  หมายถึง  “คัดค้าน, ไม่ชอบ, ไม่เห็นด้วย”  เช่น

  • We object to the selection of Tom as our team leader.

(พวกเราไม่เห็นด้วยกับการเลือกทอมเป็นหัวหน้าทีมของพวกเรา)

                           สำหรับคำคุณศัพท์  (Adjective)  ที่ใช้กับ  “To”   ได้แก่   kind (กรุณา, ใจดี)  -  He is very kind to me.  (เขากรุณาต่อผมมาก),  “new”  (It is new to me.  –  มัน (เป็นเรื่อง) ใหม่สำหรับผม), close  (ใกล้ชิดกับ),  cruel  (โหด ร้ายกับ),  hostile  (มุ่งร้าย หรือเป็นปฏิปักษ์กับ),  obvious  (ชัดเจนแก่),  obedient  (เชื่อฟังต่อ),  peculiar  (แปลกประหลาดแก่, เฉพาะกับ),  equal  (เท่ากันกับ),  grateful  (ขอบคุณ, เป็นหนี้บุญคุณ)  -  I’m very grateful to your kind assistance.  (ผมขอบคุณอย่างมากต่อความช่วยเหลือของคุณ),  harmful  (เป็นอัน ตรายต่อ),  kind  (กรุณาต่อ),  dear  (เป็นที่รักแก่),  faithful  (ศรัทธาต่อ),  junior  (อาวุโสน้อยกว่า),  senior  (อาวุโสมากกว่า)  -  He is senior to me in the army.  (เขาอาวุโสกว่าผมในกองทัพ  -  คือมียศสูงกว่า),  inferior  (ด้อยกว่า, เลวกว่า, แย่กว่า),  superior  (ดีกว่า, เหนือกว่า),  polite  (สุภาพต่อ)  -  He is polite to everyone he meets.  (เขาสุภาพกับทุกคนที่เขาเจอะเจอ),  familiar  (คุ้นเคยกับ)  -  Most people at the party were familiar to me.  (คนส่วนใหญ่ที่งานเลี้ยงคุ้นเคยกับผม,  useful  (เป็นประโยชน์กับ),  similar  (คล้ายกับ),  rude  (หยาบคายกับ),  previous  (ก่อน),  used  (เคย),  accustomed  (คุ้นเคย, เคยชิน)  -  They are accustomed to hot weather.  (พวกเขาคุ้นเคยกับอากาศร้อน),  clear  (ชัดเจนกับ),  essential  (จำเป็นกับ),  necessary  (จำเป็นต่อ),  good  (ปฏิบัติดีต่อ),  identical  (เหมือนกับ)  -  The material is almost identical to limestone.  (วัตถุชิ้นนั้นเกือบจะเหมือนกันเป๊ะกับหินปูน),  satisfactory (เป็นที่พอ ใจของ),  important  (สำคัญต่อ),  significant  (สำคัญต่อ),  equivalent  (เท่ากับ, เสมือนกับ),  loyal  (จงรักภักดีต่อ)   เป็นต้น

                          สำหรับคำกริยา  (Verb)  ที่ใช้กับ  “To”  ได้แก่   “happen”  (เกิด ขึ้น)  -  The accident happened to his family a long time ago.  (อุบัติเหตุเกิดขึ้นกับครอบครัวของเขานานมาแล้ว),  occur  (เกิดขึ้น),  resort  (หันไปใช้)  -  You must never resort to violence.  (คุณจะต้องไม่หันไปใช้ความรุนแรง),  compare  (เปรียบเทียบว่าเหมือนกับ)-  Some people compare sleep to death.  (บางคนเปรียบเทียบการนอนหลับว่าเหมือนกับความตาย),  belong  (เป็นของ)  -  That car belongs to me.  (รถยนต์คันนั้นเป็นของผม),  attend  (เอาใจใส่)  -  You should attend to your teacher’s advice.  (คุณควรเอาใจใส่คำ แนะนำของอาจารย์),  see to it  (ดูแลในเรื่อง, จัดการในเรื่อง)  -  I will see to it that you get what you want.  (ผมจะดูแลให้ว่า  คุณได้ทุกอย่างที่คุณต้องการ),  consent  (ยินยอมต่อ)  -  He consented to postponement of the trip.  (เขายินยอมกับการเลื่อนการเดินทางออกไป),  attribute  (มีสาเหตุมาจาก)   -  He attributed the worsening situation to increased conflicts between the government and the people.  (เขาคิดว่าสถานการณ์ที่แย่ลง  มีสาเหตุมาจากความขัดแย้งระหว่างรัฐบาลและประชาชน),  apply  (สมัคร, ขอ),  reply  (ตอบ),  appeal  (อุทธรณ์, ชวนให้เกิดความสนใจ หรือ หลงใหล),  confine  (จำกัดอยู่ใน),  turn  (หันไปหา, หันไปใช้),  amount  (รวมเป็นจำนวน),  surrender  (ยอมจำนนต่อ),  listen  (ฟัง),  recommend  (แนะนำว่าดี),  devote  (อุทิศแก่),  accustom  (ทำให้คุ้นเคยกับ),  object  (คัดค้าน, ไม่เห็นด้วยกับ),  succumb  (พ่ายแพ้ต่อ, ยอมจำนนกับ)  -  He finally succumbed to injury.  (เขาในที่สุดพ่ายแพ้ต่อการบาด เจ็บ  -  คือตาย),  complain  (บ่น หรือ ร้องเรียนกับ)  They complained to me about the noise.  (เขาร้องเรียนกับผมเกี่ยวกับเรื่องเสียงดัง),  suggest  (แนะนำกับ)   -  I suggested to him that he should work harder.  (ผมแนะนำกับเขาว่า  เขาควรขยันมากขึ้น),  respond  (ตอบสนองต่อ)   - The government should quickly respond to its people’s demand.  (รัฐบาลควรตอบสนองต่อความต้องการของประชาชนอย่างรวดเร็ว),  look forward to  (ตั้งหน้าตั้งตารอคอย),  refer  (อ้างถึง, แนะนำให้ไปหา),  yield  (จำนน หรือพ่ายแพ้ต่อ),  introduce  (แนะนำให้รู้จักกับ),  reduce  (ลดลงจนต้อง),  be used to  (คุ้นเคยหรือเคยชินกับ),  get used to  (คุ้นเคยหรือเคยชินกับ),  be accustomed to  (คุ้นเคยหรือเคยชินกับ),  get accustomed to  (คุ้นเคยหรือเคยชินกับ),   เป็นต้น

 

3. Though the railways have no competition, most people see that their charges are fair and ________.

(แม้ว่ารถไฟจะไม่มีการแข่งขัน  คนส่วนมากมองว่าราคา (ค่าบริการของรถไฟ)  เป็นธรรมและ _______)

(a) reason    (เหตุผล)  (เป็นคำนาม)

(b) reasonable    (ราคาพอสมควร, ไม่แพงเกินไป, มีเหตุผล, เหมาะสม)  (เป็นคำคุณศัพท์)

(c) reasonably    (เป็นกริยาวิเศษณ์)

(d) reasonless    (ปราศจากเหตุผล)

ตอบ   –   ข้อ   (b)   เนื่องจากใช้คำคุณศัพท์  (Reasonable)  ตามหลัง  “Verb to be”  (Are)   เช่นเดียวกับ  “Fair

 

4. I will give you _________________________________________________ details later.

(ผมจะให้รายละเอียด ___________________________________ แก่คุณ  ในภายหลัง)

(a) farer    (คำนี้ไม่มีใช้)

(b) farther    (ไกลกว่า)

(c) further    (เพิ่มเติม, มากขึ้น, ขยายออกไปอีก – เมื่อเป็นคำคุณศัพท์)  (= ต่อไป, ไกลออกไป, นานออกไป – เมื่อเป็นคำกริยาวิเศษณ์)

(d) longer    (ยาวกว่า, นานกว่า)

 

5. “A corner shoe store” means “_______________________________________________”.

(“ร้านรองเท้าที่หัวมุมถนน”  หมายถึง _______________________________________)

(a) the shoe at the corner of a store    (รองเท้าที่มุมของร้าน)

(b) one corner of a shoe store    (มุมหนึ่งของร้านรองเท้า)

(c) a store selling shoes at the corner    (ร้านขายรองเท้าอยู่ที่หัวมุมถนน)

(d) the shoe at one corner of the store    (รองเท้าที่มุมหนึ่งของร้าน)

ตอบ   –   ข้อ   (c)   เนื่องจากการแปลความหมายของคำนามขยายคำนาม  หรือ  “นามประกอบ” (Compound noun)  ต้องแปลจากข้างหลังย้อนขึ้นมาข้างหน้า  (ทั้งนี้  มีข้อสังเกต   คือ  คำนามตัวหน้าจะไม่อยู่ในรูปพหูพจน์  คือไม่เติม  “S”  แต่จะแสดงรูปพหูพจน์ที่คำนามตัวหลัง)  ดูเพิ่มเติม  “นามประกอบ”  จากคำต่อไปนี้

   -  service bus (es)  (รถบริการ – คือรถรับ-ส่งพนักงาน)

   -  bus service   (บริการรถประจำทาง)

   -  flower garden (s)  (สวนดอกไม้)

    -  color television (s)   (ทีวีสี)

   -  room number (s)   (หมายเลขห้อง)

   -  bookstore (s)   (ร้านขายหนังสือ)

   -  development plan (s)   (แผนการพัฒนา)

   -  population increase   (การเพิ่มประชากร)

   -  table lamp (s)   (ตะเกียง-โคมไฟตั้งโต๊ะ)

   -  war criminal (s)   (อาชญากรสงคราม)

   -  traffic jam   (รถติด)

   -  newspaper article   (บทความหนังสือพิมพ์)

   -  conference room   (ห้องประชุม)

   -  peace talk   (การเจรจาสันติภาพ)

   -  desk lamp   (โคมไฟตั้งโต๊ะ)

   -  phone book   (สมุดโทรศัพท์)

   -  language teacher   (ครูสอนภาษา)

   -  wine glass   (แก้วไวน์)

   -  car key   (กุญแจรถ)

   -  car park   (ที่จอดรถ)

   -  railway station   (สถานีรถไฟ)

   -  art exhibition   (นิทรรศการศิลปะ)

   -  show room   (ห้องแสดงสินค้า หรือตัวอย่างสินค้า)

   -  show business   (ธุรกิจการแสดง)

   -  flood victim   (เหยื่ออุทกภัย)

   -  energy management   (การบริหารพลังงาน)

   -  drain pipe   (ท่อระบายน้ำ)

   -  wastewater disposal   (การกำจัดน้ำเสีย)

   -  energy conservation   (การอนุรักษ์พลังงาน)

   -  interest rate   (อัตราดอกเบี้ย)

   -  premium payment   (การจ่ายเบี้ยประกัน)

   -  office building   (อาคารสำนักงาน)

   -  rubbish bin   (ถังขยะ)

   -  community development   (การพัฒนาชุมชน)

   -  road safety rally   (การรณรงค์ความปลอดภัยบนถนน)

   -  flood relief center   (ศูนย์บรรเทาน้ำท่วม)

   -  production method   (วิธีการผลิต)

   -  goods outlet  (ตลาด-ช่องทางระบายสินค้า)

   -  distribution channel   (ช่องทางการจำหน่าย)

   -  contract period  (ระยะเวลาของสัญญา)

   -  loan amount limit   (การจำกัดปริมาณเงินกู้)

   -  debt payment   (การชำระหนี้)

   -  audit procedure   (กระบวนการตรวจสอบ)

   -  risk assessment   (การประเมินความเสี่ยง)

   -  reforestation activity   (กิจกรรมการปลูกป่า)

   -  government sector   (ภาครัฐบาล)

   -  tourism sector   (ภาคการท่องเที่ยว)

   -  border patrol police school   (โรงเรียนตำรวจตระเวนชายแดน)

   -  toilet construction   (การสร้างห้องน้ำ)

   -  implementation plan   (แผนการดำเนินงาน)

   -  duty performance   (การปฏิบัติหน้าที่)

   -  business partner   (คู่ค้า, หุ้นส่วนธุรกิจ)

   -  business competitor   (คู่แข่งทางธุรกิจ)

   -  business growth   (การเติบโตของธุรกิจ)

   -  emergency use   (การใช้กรณีฉุกเฉิน)

   -  donation reception   (การรับบริจาค)

   -   wood house (s)   (บ้านไม้)

   -  steel table (s)   (โต๊ะเหล็ก)

   -  government policy  (นโยบายรัฐบาล)

   -  personnel development   (การพัฒนาบุคลากร)

   -  insurance policy   (กรมธรรม์ประกันภัย)

   -  growth rate   (อัตราการเติบโต)

    -  oil price rise  (การขึ้นราคาน้ำมัน)

    -  birthday party   (งานเลี้ยงวันเกิด)

    -  dividend payment   (การจ่ายเงินปันผล)

    -  debt payment  (การชำระหนี้)

    -  income tax deduction   (การหักภาษีเงินได้)

    -  motor insurance   (การประกันภัยรถยนต์)

    -  fire insurance   (การประกันอัคคีภัย)

    -  capital market   (ตลาดทุน)

    -  exchange rate (s)   (อัตราการแลกเปลี่ยน)

    -  traffic problem (s)  (ปัญหาจราจร)

    -  greenhouse gas   (กาซเรือนกระจก)

    -  tourism sector   (ภาคการท่องเที่ยว)

    -  climate change   (การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ)

    -  terrorism risk (s)  (การเสี่ยงภัยการก่อการร้าย)

    -  commodity price (s)  (ราคาสินค้า)

    -  price competition   (การแข่งขันด้านราคา)

    -  household debt   (หนี้ครัวเรือน)

    -  car sale (s)   (การขายรถยนต์)

    -  distribution channel   (ช่องทางการจำหน่าย)

    -  accident occurrence   (การเกิดอุบัติเหตุ)

    -  branch office (s)   (สำนักงานสาขา)

    -  insurance company   (บริษัทประกันภัย)

    -  business partner (s)   (คู่ค้า)

    -  leather belt   (เข็มขัดหนัง)

    - business transaction (s)   (การดำเนินธุรกิจ)

    - business mind   (จิตใจคิดแต่เรื่องธุรกิจ)

    - heart disease treatment   (การรักษาโรคหัวใจ)

 

6. The juice contained in the bristles of the nettle causes an intense itch when ________ a person’s skin.

(น้ำที่บรรจุอยู่ในขนแข็งของพืชที่มีขนคัน  ก่อให้เกิดความคันอย่างรุนแรง  เมื่อ ________ ผิวหนังของคน)

(a) it entering

(b) entering it

(c) it enters    (มันเข้าสู่)

(d) there it enters

ตอบ   –   ข้อ   (c)   เนื่องจากเป็นประธาน  (It)  และกริยา  (Enters)  ของอนุประโยค  (When it enters a person’s skin)

 

7. By studying fossils paleontologists learn _________ forms of life thrived during various periods of the Earth’s history.

(โดยการศึกษาซากพืชและสัตว์ที่กลายเป็นหิน  นักชีววิทยาเกี่ยวกับชีวิตของพืชและสัตว์โบราณเรียนรู้ว่า  รูปแบบของชีวิต _________ เจริญเติบโตในระหว่างช่วงเวลาต่างๆ ของประวัติศาสตร์ของโลก)

(a) the

(b) so

(c) that

(d) what    (ชนิดใด, แบบไหน)

ตอบ   –   ข้อ   (d)   เนื่องจาก  “What forms of life”  เป็นประธานของอนุประโยค  แบบ  “Noun clause”  (What forms of life thrived during various periods of the Earth’s history   ซึ่งทั้งหมด  (ของอนุประโยค)  ทำหน้าที่เป็นกรรมของกริยา  “Learn

 

8. Jacky has been suffering ___________ stress and insomnia since he agreed to take a new job in scientific research.

(แจ๊คกี้กำลังได้รับความทุกข์ทรมาน _________ ความเครียดและโรคนอนไม่หลับ  ตั้งแต่เขาตกลงที่จะทำงานใหม่ในด้านการวิจัยทางวิทยาศาสตร์)

(a) of

(b) from    (จาก)

(c) about

(d) by

ตอบ   –   ข้อ   (b)   

                            สำหรับคำคุณศัพท์  (Adjective)   ที่ใช้กับ  “From”   ได้แก่  “Different”  (แตกต่าง)  -  She is very different from her twin sister.  (เธอแตกต่างอย่างมากมาย  จากน้องสาวฝาแฝด),  “Far”  (ไกล)  -  My house is very far from the office.  (บ้านของผมอยู่ไกลจากที่ทำงานมาก),  “Free”  (เป็นอิสระ),  “Safe”  (ปลอดภัย),  “Immune”  (ปลอดภัยจาก, ได้รับความคุ้มกันจาก),  “Absent”  (ไม่อยู่, ขาดหายไป)  -   Some students are frequently absent from school.  (นักเรียนบางคนขาดเรียนบ่อย),  “Away”  (อยู่ห่าง)  -  Most people don’t like to be away from home for a long time.  (คนส่วนใหญ่ไม่ชอบอยู่ห่างจากบ้านเป็นเวลานานๆ),  “Evident”  (เห็นได้ชัดจาก),  เป็นต้น

                            สำหรับคำกริยา  (Verb)  ที่ใช้กับ  “From”  ได้แก่  “Differ”  (แตกต่าง)  -  Modern cars differ from the early ones in many major ways.  (รถยนต์สมัยใหม่แตกต่างจากรถยุคแรกๆ  ในลักษณะสำคัญๆ หลายประการ),  “Borrow”  (ขอยืม)  -  She borrowed some money from her friend.  (เธอยืมเงินจากเพื่อน),  “Abstain”  (ละเว้น),  “Prevent”  (ขัดขวาง),  “Suffer”  (ป่วยเป็น หรือ เดือดร้อนเพราะ)  -  Seventy-five percent of its population suffers from malnutrition.  (๗๕  เปอร์เซ็นต์ของพลเมืองของมัน (หมู่บ้าน, ตำบล) ได้รับความเดือดร้อน-ทุกข์ยาก  จากการขาดสารอาหาร)  -  A lot of people suffer from cancer today.  (ผู้คนจำนวนมากป่วยเป็นมะเร็งในปัจจุบัน),  “Refrain”  (ละเว้น, หลีกเลี่ยง),  “Stop”  (หยุด, ขัดขวาง),  “Separate”  (แยก, แยกออก, สกัด)  -  Rosa had separated from us, asking for a room by herself.  (โรซ่าได้แยกตัวจากเรา, โดยขอห้องอยู่ตามลำพัง – ส่วนตัว),  “Protect”  (ปกป้อง, คุ้มครอง)  -  Her umbrella helped protect her from the rain.  (ร่มช่วยปกป้องเธอจากฝน),  “Prohibit”  (ห้ามไม่ให้)  -  The country has a law prohibiting employees from striking.  (ประเทศมีกฎหมายห้ามพนักงาน (ลูกจ้าง) มิให้นัดหยุดงาน),  “Hinder”  (ขัดขวางไม่ให้)  -  Floods and landslides hindered the enemy from invading the city.  (น้ำท่วมและแผ่นดินถล่มขัดขวางศัตรูมิให้รุกรานเมือง)  (ขัดขวางมิให้บุกเข้ามาในเมือง),  “Defend”  (ป้องกัน),  “Draw”  (ดึงหรือลากออกมา),  “Recover”  (ฟื้นจากไข้, หายจากประสบการณ์เลวร้าย)  -  It was weeks before she fully recovered from malaria.  (มันเป็นเวลาหลายสัปดาห์  ก่อนที่เธอจะหายขาดจากโรคไข้จับสั่น)  -  They took a long time to recover from this shock.  (พวกเขาใช้เวลานาน  ในการหายจากอาการตื่นตะลึง (ความสะดุ้งตกใจ) นี้)เป็นต้น

                           ส่วนวลีอื่นๆ  ที่ใช้   “From”  ได้แก่  “From now on” =  “นับจากนี้เป็นต้นไป”  -  You will have to study harder from now on.  (คุณจำเป็นจะต้องขยันเรียนให้มากขึ้น  นับจากนี้เป็นต้นไป),  “From time to time”  (เป็นครั้งคราว, เป็นบางโอกาส)  (ความถี่ประมาณ  ๔๐  เปอร์เซ็นต์)  -  We go to the movies from time to time.  (เราไปดูหนังเป็นครั้งคราว),  “Live from hand to mouth”  (ดำรงชีวิตแบบหาเช้ากินค่ำ)  -  Johnny got very little pay, and the family lived from hand to mouth when he had no job.  (จอห์นนี่ได้ค่าจ้างน้อยมาก  และครอบครัวต้องดำรงชีวิตแบบหาเช้ากินค่ำ  เมื่อเขาตกงาน),  “From the beginning”  (จากเริ่มต้น, จากเริ่มแรก),  “From place to place”  (จากที่หนึ่งไปยังอีกที่หนึ่ง),  “From one place to another place”  (จากที่หนึ่งไปยังอีกที่หนึ่ง),  “From the bottom of one’s heart”  (จากก้นบึ้งหัวใจของคนๆนั้น,  ด้วยความจริงใจ),  “From 2 to 4 p.m.”  (จาก    โมง  ถึง    โมงเย็น),  “From January to April”  (จากเดือนมกราคม  ถึงเมษายน),  “Go from bad to worse”  (เลวร้ายหรือแย่ยิ่งกว่าเดิมที่แย่อยู่แล้ว)  - Jack’s conduct in school has gone from bad to worse.  (ความประพฤติของแจ๊คในโรงเรียนเลวหนักยิ่งกว่าเดิม  ซึ่งก็เลวอยู่แล้ว)  -  Dick’s typing went from bad to  worse when has was tired.  (การพิมพ์ของดิ๊กซึ่งแย่อยู่แล้ว  กลับแย่มากขึ้นไปอีก   เมื่อตอนเขามีอาการเหนื่อยล้า),  “From hand to hand”  (จากคนหนึ่งไปสู่อีกคนหนึ่งและอีกคนหนึ่ง)  -  The box of candy was passed from hand to hand.  (กล่องลูกอมถูกส่งจากคนหนึ่งไปสู่อีกคนหนึ่ง  และอีกคนหนึ่งจนทั่วถึง),  “Fall from grace”  (กลับไปมีนิสัยเลวเหมือนเดิมอีก, ทำสิ่งเลวๆอีกครั้ง)  -  The boy fell from grace when he lied.   (เด็กคนนั้นทำในสิ่งที่ไม่ดี  เมื่อเขาโกหก),   “From pillar to post”  (จากที่หนึ่งไปยังอีกที่หนึ่ง  หลายๆครั้ง  แบบระเหเร่ร่อน  -  เปรียบเหมือนนกเกาะเสาต้นหนึ่ง  แล้วโผไปอีกต้นหนึ่ง)  -  Jim’s father changed jobs several times a year, and the family was moved from pillar to post  (พ่อของจิมเปลี่ยนงานหลายครั้งในแต่ละปี  และครอบครัวต้องย้ายบ้านหลายครั้งหลายหน),  “From scratch”  (จากศูนย์, จากไม่มีอะไรเลย, จากมือเปล่า)  -  Tom started his business from scratch.  (ทอมเริ่มต้นธุรกิจของเขาจากที่ไม่มีอะไรเลย  -  หรือจากศูนย์),  “From across the world”  (จากทั่วโลก),  “From door to door”  (จากบ้านหนึ่งไปยังอีกบ้านหนึ่ง)  -  She sells face cream from door to door.  (เธอขายครีมทาหน้าจากบ้านหลังหนึ่ง  สู่บ้านอีกหลังหนึ่ง  และอีกหลังหนึ่ง),  “From head to foot”  (จากหัวถึงเท้า,  อย่างพินิจพิเคราะห์, อย่างรอบคอบ)  -  The stranger looked the boy over from head to foot.  (คนแปลกหน้ามองเด็กคนนั้นอย่างรอบคอบ-ระมัดระวัง),  “From end to end”  (ทั่วทั้งบริเวณ)  -  The dog sniffed the yard from end to end in search of a bone  (หมาสูดดมสนามทั่วทั้งบริเวณ  เพื่อค้นหากระดูก),   “From top to bottom”  (จากบนถึงล่าง, ทั่วทั้งหมด)  -  This new car has been redesigned from top to bottom.  (รถใหม่คันนี้ถูกเปลี่ยนแปลงตลอดทั้งคัน),   เป็นต้น

 

9. ____________________ her elder sister, Mary enjoys buying luxurious clothes and shoes.

(_____________ พี่สาวของเธอ,  แมรี่สนุกสนานกับการซื้อเสื้อผ้าและรองเท้าหรูหรา-ฟุ่ม เฟือย)

(a) Same as

(b) Alike

(c) Like    (เหมือนกับ, เช่นเดียวกับ)

(d) Similar

ตอบ   –   ข้อ   (c)   หรืออาจตอบ  “The same as”  (เหมือนกับ)  หรือ  “Similar to”  (เหมือนกับ, คล้ายกับ)  ก็ได้  ดูเพิ่มเติมการใช้คำเหล่านี้จากตัวอย่างข้างล่าง

                                                      ตัวอย่างที

  • ___________________________________ most beginners, he worried about details.

(______________________ ผู้เริ่มต้น (มือใหม่) ส่วนใหญ่  เขาวิตกกังวลเกี่ยวกับรายละเอียด)

(a) As    (ตามที่, ดังที่, ในฐานะ)

(b) Just as    (ตามที่, ดังที่)

(c) Like    (เหมือนกับ, คล้ายกับ, เป็นลักษณะเฉพาะของ)

(d) Even though    (ถึงแม้ว่า)

ตอบ   -   ข้อ   (c)   “Like”  เมื่อเป็น   “Preposition”  หมายถึง  “เหมือนกับ, คล้ายกับ”  ต้องตามด้วยคำนาม  หรือวลี   (ในข้อนี้  คือ  “most beginners”)  ดูเพิ่มเติมการใช้   “Like, As, Just as”  จากประโยคข้างล่าง

                                                          ตัวอย่างที่  

  • This car has an engine __________________________________ one in an airplane.

(รถยนต์คันนี้มีเครื่องยนต์ _______________________________ เครื่องยนต์ในเครื่องบิน)

(a) as    (= ในฐานะ, เป็น  -  เมื่อเป็น  “Preposition”  ตามด้วยคำนามหรือวลี)  (=เหมือน, เหมือนกับที่, ตามที่, ดังที่  -  เมื่อเป็น  “Conjunction”  = Just as  ตามด้วยประโยค  Subject + Verb)

(b) the same    (เหมือนกัน, อย่างเดียวกัน)

(c) as like as    (โครงสร้างนี้ไม่มีใช้)

(d) like    (เหมือน, คล้าย)  (เป็น  “Preposition”)

ตอบ   -   ข้อ    (d)   เนื่องจาก  “Like  (เหมือน, คล้าย) +  คำนามหรือวลี  ส่วน  “As (ตามที่, ดังที่) + ประโยค”  (As + Subject + Verb)  สำหรับอีกโครงสร้างหนึ่งที่สามารถใช้ได้สำหรับข้อที่   คือ  “This car has the same engine as one in an airplane.”  หรือ  “This car’s engine and one in an airplane are the same.  (หรือ  “are alike, are similar”)  ดูเพิ่มเติมการใช้  “Like, As, Alike” จากประโยคตัวอย่างข้างล่าง

                                                         ตัวอย่างที่  

  • What is the climate ____________________________________ in your home town?

(อากาศ _______________________________ อย่างไร (เช่นไร) ในเมืองบ้านเกิดของคุณ)

(a) alike

(b) likely

(c) like    (เป็นเหมือน, เหมือน, คล้าย)

(d) (No word is needed.)

ตอบ  -  ข้อ   (c)   ในที่นี้  “Like”  เป็น “Preposition”  หมายถึง  “เป็นเหมือน, เหมือน, คล้าย”   ใช้กับ  “Verb to be”  หรือ  “Look”  (มีลักษณะ, มีท่าทาง)  ต้องตามด้วยคำนาม

                                                          ตัวอย่างที่  

  • The sky is cloudy and it looks like ________________________________________.

(ท้องฟ้ามีเมฆมาก  และมันดูเหมือน ________________________________________)

(a) rain    (ฝน)  (เป็นคำนาม)

(b) to rain   (ฝนตก)

(c) rainy   (ซึ่งมีฝนตก)

(d) it will rain

ตอบ   –    ข้อ   (a)   เนื่องจาก  “Like”   ในที่นี้เป็น  “Preposition”  หมายถึง  “เหมือน, คล้าย”   ต้องตามด้วยคำนาม  ซึ่งในที่นี้ คือ  “ฝน

                                                       ตัวอย่างที่  

  • He became a doctor __________________________________________ his father.

(เขาเป็นหมอ _______________________________________________ พ่อของเขา)

(a) same as

(b) like    (เหมือน)

(c) such as

(d) as

ตอบ    –    ข้อ   (b)   เนื่องจาก  “Like”  เมื่อหมายถึง  “เหมือน, คล้าย”   จะเป็น  “Preposition”  จึงต้องตามด้วยคำนามหรือวลี   สำหรับข้อนี้อาจตอบได้อีกอย่าง  คือ  “the same as”  ส่วน   “As”  (เหมือนกับ)  ต้องตามด้วย  “Subject + Verb”  (ดูความแตกต่างการใช้  “Like”  และ  “As”  จากประโยคข้างล่าง)

  • Like the other nations of Eastern Europe, Poland was politically dominated by the Soviet Union during the Cold War.

(เหมือนกับประเทศอื่นๆในยุโรปตะวันออก  โปแลนด์ถูกครอบงำทางการเมืองโดยสหภาพโซเวียต  ในระหว่างสงครามเย็น)

หมายเหตุ  -  ประโยคข้างบนใช้  “Like” เนื่องจาก  “Like”  (หมายถึง “เหมือน, คล้าย”)   ต้องตามด้วยคำนามหรือวลี   เช่น  “the other nations”,  “his father”,  “most hard-working people” (คนทำงานหนักส่วนใหญ่)  ส่วน  “As”  (หมายถึง “เหมือนกับ”)   ต้องตามด้วยอนุประโยค  (As + Subject + Verb)  เช่น

  • He did as (just as) his father had told him to do.

(เขาทำเหมือนที่พ่อของเขาบอกให้ทำ)

  • She smiled as (just as) her mother did when she was young.

(เธอยิ้มเหมือนที่แม่ของเธอยิ้ม  เมื่อตอนที่ (แม่) เป็นเด็ก)

                                          สำหรับ   “As”  เมื่อเป็น  “Preposition”  มีความหมายว่า  “ในฐานะ  หรือ เป็น”  จะต้องตามด้วยคำนามหรือวลี  เช่น

  • She works as a doctor.

(เธอทำงานเป็นหมอ)

  • He is known as a man who keeps his words.

(เขาเป็นที่รู้จักกันในฐานะคนที่รักษาคำพูด)

  • They have been recognized as the men who died for their country.

(พวกเขาได้รับการจดจำในฐานะคนที่ตายเพื่อชาติบ้านเมือง)

  • As a good citizen, everyone has to pay a proper amount of tax each year.

(ในฐานะพลเมืองดี  ทุกคนจำเป็นต้องจ่ายภาษีในจำนวนที่เหมาะสมทุกๆปี)

                                          สำหรับ  “Alike”  เป็นทั้งคำคุณศัพท์และกริยาวิเศษณ์  หมายถึง  “เหมือนกัน, คล้ายกัน, อย่างเดียวกัน”  ดังประโยคข้างล่าง

  • These two things are alike.

(ของ ๒ สิ่งนี้เหมือนกันเลย)

  • Tom and his brother are both alike.

(ทอมและพี่ชายของเขาคล้ายกัน  -  รูปร่างหน้าตาหรือการกระทำ)

  • No two people think or behave alike.

(ไม่มีใคร ๒ คน คิดหรือประพฤติตัวเหมือนกัน)

  • The two sisters are remarkably alike in appearance.

(พี่สาวน้องสาว ๒ คนนั้นคล้ายกันเป็นพิเศษ (อย่างน่าสังเกต) ในด้านรูปร่างหน้าตา-ลักษณะท่าทาง)

  • They did everything alike.

(พวกเขาทำทุกอย่างเหมือนๆกัน)

  • The children are all treated alike.

(เด็กๆได้รับการปฏิบัติเหมือนๆกันทุกคน)

  • The strike is damaging to managers and workers alike.

(การนัดหยุดงานกำลังสร้างความเสียหายให้กับผู้จัดการและคนงานเหมือนๆกัน)

  • The snowstorm affected the southern and northern states alike

 (พายุหิมะมีผลกระทบต่อรัฐทางตอนเหนือและใต้  เหมือนๆ กัน)

 

10. ________ reducing cholesterol, broccoli can contribute to a healthy heart by helping to keep blood vessels strong.

(_________ ลดคอเลสเตอรอล,  ต้นบรอคโคลิสามารถมีส่วนช่วยให้หัวใจแข็งแรง  โดยช่วยทำให้เส้นโลหิตแข็งแรง)

(a) Furthermore    (นอกจากนั้น, ยิ่งกว่านั้น)

(b) Beside    (ข้างเคียง, อยู่ข้าง)

(c) While    (ในขณะที่)

(d) In addition to    (นอกจาก)

ตอบ   –   ข้อ   (d)   สำหรับข้อ  (c)  ก็ถูกหลักไวยากรณ์   แต่ความหมายสู้ ข้อ  (d)  ไม่ ได้  (ต้นบรอคโคลิช่วยทั้งลดคอเลสเตอรอล  และทำให้หัวใจแข็งแรง)  ทั้งนี้  อาจตอบ  “Apart from”  หรือ  “Besides”  (ทั้ง  ๒  คำมีความหมายว่า  “นอกจาก”)  ก็ได้

 

11. _________ took office as the first Superintendent of Public Instruction for the territory of New Mexico.

(__________ ดำรงตำแหน่งเป็นผู้กำกับสถาบันการแนะนำสาธารณะ  สำหรับดินแดนนิวเม็กซิโก)  (ก่อนเข้าร่วมก่อตั้งเป็นประเทศสหรัฐฯ ในเวลาต่อมา)

(a) J. Francisco Chaves, who

(b) J. Francisco Chaves    (เจ ฟรานซิสโก ชาเวส)

(c) If J. Francisco Chaves

(d) When J. Francisco Chaves

ตอบ   –   ข้อ   (b)   เนื่องจากเป็นประธานของประโยค  

 

12. An ultrasonic wave has ________________________ a high frequency that it is inaudible.

(คลื่นเหนือเสียงมีความถี่สูง ________ จนกระทั่งมันไม่สามารถได้ยิน)  (ไม่อาจได้ยินโดยหูมนุษย์)

(a) therefore

(b) above

(c) such    (มาก)

(d) so

ตอบ   –   ข้อ   (c)   ดูเพิ่มเติมโครงสร้างนี้  และโครงสร้างคล้ายๆ กัน (มีความหมายเดียวกัน)  จากตัวอย่างข้างล่าง  

                                                     ตัวอย่างที่

  • The food is ____________________________________________ that I can’t eat it.

(อาหาร _____________________________________ จนกระทั่งผมไม่สามารถกินมัน)

(a) very hot

(b) too hot   (ร้อนเกินไป)

(c) so hot   (ร้อนมาก)

(d) hot enough   (ร้อนพอ)

ตอบ   -   ข้อ   (c)   เนื่องจากต้องใช้ตามโครงสร้าง  “Subject + Is (Was) + So + Adjective + That + Subject +Verb”  จงเปรียบเทียบกับประโยคตัวอย่างข้างล่าง

                                                        ตัวอย่างที่

  • It was ___________________________________________ that we decided to buy it.

(มันเป็น _______________________________________ จนกระทั่งเราตัดสินใจซื้อมัน)

(a) a such beautiful house

(b) such a beautiful house   (บ้านที่สวยงามมาก)

(c) so beautiful house

(d) so a beautiful house

ตอบ   –    ข้อ   (b)   เนื่องจากเป็นไปตามโครงสร้างข้างล่าง

  • It is (was) + Such + A (An) + Adjective + Noun (นับได้  เอกพจน์+  Subject + Verb  เช่น
  • It is (was) such a small car that we can’t (couldn’t) get into it.

(มันเป็นรถที่เล็กมาก  จนกระทั่งเราไม่สามารถเข้าไปข้างในได้)

  • It is (was) such an expensive house that she can’t (couldn’t) buy it.

(มันเป็นบ้านที่แพงมาก  จนกระทั่งเธอไม่สามารถซื้อมัน)

  • It is (was) such a difficult question that we can’t (couldn’t) answer it.

(มันเป็นคำถามที่ยากมาก  จนกระทั่งเราไม่สามารถตอบมัน)

  • He is (was) such a strong man that he can (could) pull a truck.

(เขาเป็นชายที่แข็งแรงมาก  จนกระทั่งเขาสามารถลากรถบรรทุกได้)

                                           สำหรับอีกโครงสร้างหนึ่ง  คือ

  • It is (was) + So + Adjective + A (An) + Noun  (นับได้  เอกพจน์) + that………........…….. เช่น
  • It is (was) so small a car that we can’t (couldn’t) get into it.

(มันเป็นรถที่เล็กมาก  จนกระทั่งเราไม่สามารถเข้าไปข้างในได้)

  • It is (was) so big an elephant that they are (was) afraid of it.

(มันเป็นช้างที่ตัวใหญ่มาก  จนกระทั่งพวกเขากลัวมัน)

  • She is (was) so beautiful a girl that everyone can’t (couldn’t) help loving her.

(เธอเป็นเด็กสาวที่สวยมาก  จนกระทั่งทุกคนอดไม่ได้ที่จะรักเธอ)

  • The car is (was) so small that we can’t get into it.)

(มันเป็นรถที่เล็กมาก  จนกระทั่งเราไม่สามารถเข้าไปข้างในได้)

                                           เมื่อประธานอยู่ในรูปพหูพจน์  จะมีโครงสร้างประโยคดังนี้

  • They are (were) + Such + Adjective + Noun (พหูพจน์) + That ............................. เช่น
  • They are (were) such small cars that we can’t get into them.

(มันเป็นรถที่เล็กมาก  จนกระทั่งเราไม่สามารถเข้าไปข้างในได้)

  • Subject (พหูพจน์) + are (were) + So + Adjective + That …..................…….
  • The cars are so small that we can’t get into them.

   สรุป  -  ดังนั้น  จึงสามารถใช้ได้หลายรูปแบบ  โดยมีความหมายเหมือนกัน  คือ

  • It was such a beautiful house that we decided to buy it.
  • It was so beautiful a house that we decided to buy it.
  • The house was so beautiful that we decided to buy it.

(บ้านหลังนั้นสวยงามมาก  จนกระทั่งเราตัดสินใจซื้อมัน)

  • It is such a small car that we can’t get into it.
  • It is so small a car that we can’t get into it.
  • The car is so small that we can’t get into it.

(รถคันนั้นเล็กมาก  จนกระทั่งเราไม่สามารถเข้าไปนั่งได้)

(ทั้ง   ประโยคข้างบน  หมายถึง  “มันเป็นรถที่เล็กมาก  จนกระทั่งเราไม่สามารถเข้าไปนั่งได้”)  แต่ในกรณีเป็นรูปพหูพจน์  จะสามารถใช้เพียง    แบบเท่านั้น  คือ

  • They are such small cars that we can’t get into them.
  • The cars are so small that we can’t get into them.

(ไม่สามารถใช้   They are so small cars that we can’t get into them.)

 

13. Recent research has found that people might be able to influence ________ immune systems by practicing certain breathing techniques in combination with spending time in low temperatures.

(การวิจัยเร็วๆ มานี้พบว่า  บุคคลอาจจะสามารถมีอิทธิพลต่อระบบคุ้มภูมิคุ้มกันโรค ________ โดยการปฏิบัติเทคนิคการหายใจบางอย่าง  ร่วมกันกับการใช้เวลาในอุณหภูมิต่ำ)

(a) his

(b) our

(c) your

(d) their    (ของตนเอง)

ตอบ   -   ข้อ   (d)   เนื่องจากเป็นคำแสดงความเป็นเจ้าของ  (Possessive adjective)   ของ  “People” 

 

14. She knows how to ______________________________________________ her children.

(เธอรู้วิธี ___________________________________________________ ลูกๆของเธอ)

(a) manage    (ควบคุม, จัดการกับ)

(b) administer    (บริหาร, ดำเนินการ)

(c) execute    (ประหารชีวิต, บริหาร, ปฏิบัติ, ดำเนินการ)

(d) perform    (แสดง, บรรเลง, กระทำ, ปฏิบัติ, ดำเนินการ, ทำให้บรรลุความสำเร็จ)

ตอบ   -   ข้อ   (a)   โดย  “Manage”  มี    ความหมาย  คือ

                                    ๑. บริหาร, จัดการ, ควบคุม, ดูแล  (Direct, Control, Supervise)

  • If the government wants to manage the economy effectively, it needs their agreement.

(ถ้ารัฐบาลต้องการบริหาร-จัดการเศรษฐกิจอย่างมีประสิทธิผล  มันต้องการความยินยอมจากพวกเขา)

  • Her parents managed a gold shop.

(พ่อแม่ของเธอดำเนินกิจการร้านทอง)

                                    ๒. สามารถ, ประสบความสำเร็จ  (Be able to, Succeed)

  • Did you manage to get anything to eat before you came?

(คุณสามารถหาอะไรกินได้ก่อนคุณจะมาที่นี่หรือเปล่า)

  • I don’t know how he managed to find us.

(ผมไม่ทราบเลยว่าเขาสามารถหาเราพบได้อย่างไร)

  • How did she manage to buy such an expensive house?

(เธอสามารถซื้อบ้านแพงๆ อย่างนั้นได้อย่างไรนะ)

  • We couldn’t catch the first train, but we managed the catch the next one.

(เราไม่ประสบความสำเร็จในการขึ้นรถไฟขบวนแรก  แต่เราสามารถขึ้นรถขบวนถัดไปได้)

 

15. When I say ‘I never drink’, I mean ____________________________________________.

(เมื่อผมพูดว่า  “ผมไม่ดื่มเหล้าเลย – หรือ  ผมไม่ดื่มเหล้าเป็นอันขาด”  ผมหมายความว่า _________)

(a) I’ve never drunk    (ผมไม่เคยดื่มเหล้า)

(b) I drink very little    (ผมดื่มเหล้าน้อยมาก)

(c) I do not drink    (ผมไม่ดื่มเหล้า)

(d) I drink only fresh water    (ผมดื่มเฉพาะน้ำจืด)

ตอบ   –   ข้อ   (c)   เนื่องจาก   “Never”  หมายถึง   “ไม่เคย, ไม่เลย, ไม่เป็นอันขาด”  อย่างไรก็ตาม  เมื่อจะใช้ในความหมาย  “ไม่เคย”  จะต้องใช้ในรูป  “Present perfect tense”  {Subject + Has (Have) + Verb 3}  เสมอ  ดังในข้อ  (a)  สำหรับ  เมื่อใช้ในความหมาย   “ไม่เลย  หรือ ไม่เป็นอันขาด”   จะต้องใช้ในรูป  “Present simple tense”  (ดังประโยคในข้อ ๑๐)   หรือ  “Past simple tense

                                         สำหรับการใช้   “Present perfect tense”  กับเหตุการณ์ที่เคยหรือไม่เคยทำในอดีต  แต่ไม่ได้กำหนดเวลาแน่นอน  สังเกตจาก  “Ever”,  “Never”  เช่น

  • Have you ever been to Japan?

(คุณเคยไปญี่ปุ่นไหม)

  • Has your father ever played football?

(พ่อของคุณเคยเล่นฟุตบอลไหม)

  • I have never seen him before.

(ผมไม่เคยเห็นเขามาก่อน)

 

16. That is _______________________________________________________________.

(นั่นเป็น __________________________________________________________)

(a) a useful information

(b) a useful piece of informations

(c) useful informations

(d) a piece of useful information    (ข้อมูลที่มีประโยชน์    ชิ้น)

ตอบ   –   ข้อ   (d)   เนื่องจาก   “Information”   เป็นคำนามนับไม่ได้   จึงไม่สามารถใช้   “A”  หรือ  “An”  นำหน้าได้  ดังใน  ข้อ  (a)  และไม่สามารถเติม “S”  เข้าข้างท้าย  ดังในข้อ  (b)  และ  (c)  ดังนั้น  เมื่อจะนับ  “ข่าวสาร”  จึงต้องนับเป็น  “ชิ้น”   ดังในข้อ  (d)  หรือนับเป็น  “หัวข้อ  “Item” (An item of information  หรือ  an information item)  อย่างไรก็ตาม  สามารถตอบข้อ  (b)  ได้เช่นเดียวกัน  แต่ต้องแก้เป็น  “a useful piece of information”  สำหรับคำนามนับไม่ได้  (และเป็นเอกพจน์เสมอ)   ที่ใช้ในลักษณะเดียวกับ   “Information”  ได้แก่  paper  (กระดาษ), equipment  (อุปกรณ์, เครื่องมือ), furniture, scenery  (ทิวทัศน์), damage (ความเสียหาย), advice  (คำแนะนำ), traffic, machinery  (เครื่องยนต์กลไก), evidence  (หลักฐาน), bread  (ขนมปัง), clothing  (เสื้อผ้า), work  (งาน), luggage  (กระเป๋าเดินทาง), baggage  (กระเป๋าเดินทาง), knowledge, progress, power, news, fruit, behavior  (พฤติกรรม)  เป็นต้น  คำนามเหล่านี้  ถ้าจะนับเป็นหน่วย  จะต้องใช้  สมุหนาม (Collective noun)  คือนามที่แสดงความเป็นกลุ่มก้อนที่เหมาะสมกับคำนามนั้นๆ   เช่น

  • A piece of paper  (กระดาษ แผ่น)
  • A loaf of bread  (ขนมปัง ปอนด์ หรือก้อน)
  • A branch (field) of knowledge  (ความรู้สาขาหนึ่ง)
  • An item of news  (ข่าว หัวข้อ)
  • A kilo of fruit  (ผลไม้ กิโล)
  • A pound of sugar  (น้ำตาล ปอนด์)
  • A school of fish  (ปลา ฝูง)
  • A troop of soldiers  (ทหาร กอง)
  • A herd of elephants  (ช้าง โขลง)
  • A pride of lions  (สิงโต ฝูง)
  • A bunch of grapes  (องุ่น พวง)
  • A cluster of cottages  (กระท่อม กลุ่ม)  (กระท่อมหลายหลังอยู่ติดๆ กัน)

 

17. This circle has a diameter of two inches.  Its __________________________ is one inch.

(วงกลมนี้มีเส้นผ่าศูนย์กลาง ๒ นิ้ว, ____________________________ ของมัน  คือ    นิ้ว)

(a) side    (ด้าน)

(b) segment    (ส่วนของวงกลม)

(c) radius    (รัศมี)

(d) cord    (เส้นตัดวงกลม)

(e) area    (พื้นที่)

 

18. England _________________________________________ from France by the Channel.

(ประเทศอังกฤษ ________________________________ จากประเทศฝรั่งเศสโดยช่องแคบ)

(a) separates

(b) is separating

(c) is separated    (ถูกแยก)

(d) was separated

ตอบ   -   ข้อ   (c)  เนื่องจากต้องใช้ในรูป  “Passive voice”  เพราะประธานฯ  ถูกกระทำ (อังกฤษถูกแยกจากฝรั่งเศส)  และเป็นข้อเท็จจริง  จึงต้องใช้แบบเหตุการณ์ปัจจุบัน  จึงไม่เลือก  ข้อ  (d)

 

19. A football team ____________________________________________ of eleven players.

(ทีมฟุตบอล _____________________________________________ ผู้เล่น  ๑๑  คน)

(a) consist    (ประกอบด้วย)

(b) composes

(c) is composed    (ประกอบด้วย)

(d) is composing

ตอบ   -   ข้อ   (c)   หรืออาจตอบ  ข้อ  (a)  แต่ต้องแก้เป็น  “Consists”  เนื่องจาก  “A football team”  เป็นประธานฯ เอกพจน์

 

20. There have been many ________ about his bankruptcy lately, though no one really knows what happened.

(มี ________ มากมายเกี่ยวกับการล้มละลายของเขาเมื่อเร็วๆนี้  แม้ว่าไม่มีใครทราบอย่างแท้จริงว่าเกิดอะไรขึ้น)

(a) suggestions    (คำแนะนำ, การชี้แนะ, การบ่งชี้)

(b) incentives    (สิ่งจูงใจ, เครื่องจูงใจ, สิ่งที่ช่วยกระตุ้น)

(c) comments    (ข้อคิดเห็น, ความเห็น, ข้อสังเกต, คำอธิบาย, คำวิจารณ์)

(d) prosecutions    (การฟ้องร้อง, การดำเนินคดี, การติดตาม)

 

เรียน  ท่านผู้ติดตามอ่าน  เว็บไซต์  “everydayenglish.pwa.co.th

 

                  ถ้าท่านมีคำแนะนำให้ปรับปรุงเว็บไซต์นี้ประการใด  กรุณาส่ง   e-mail ไปที่  ดร. วัชรินทร์  ภูเขาทอง  อดีต  ผอ. สำนักวิทยาการ  การประปาส่วนภูมิภาค  ผู้จัดทำเว็บ-ไซต์นี้  ตาม   “Address” wpookaotong@yahoo.com   (โปรดระบุหัวเรื่องด้วย ว่า  “ปรับปรุงเว็บไซต์”)   เพื่อที่ผู้จัดทำฯ จะได้ปรับปรุงเนื้อหาได้ตรงตามความประสงค์ของผู้อ่านเว็บไซต์นี้ต่อไป

 

 

 

 

 

หมวดข้อสอบ TOEIC (ตอนที่ 477)

การประปาส่วนภูมิภาค  “มุ่ง-มั่น-เพื่อปวงชน”

 

Part V: Sentence Completion   (ส่วนที่ 5 :  การเติมประโยคให้สมบูรณ์)

Choose the best alternative to make a correct sentence.

(จงเลือกข้อที่ดีที่สุดเพื่อทำให้ประโยคมีความถูกต้อง)

 

1. During the eighteenth century, communication within and between cities _________ difficult at first. 

(ในระหว่างศตวรรษที่ ๑๘  การสื่อสาร-คมนาคมภายในและระหว่างเมืองต่างๆ _______ ยากลำบากในเบื้องต้น)

(a) were

(b) they were

(c) was

(d) which were

ตอบ   –   ข้อ   (c)   เนื่องจากเป็นกริยาของประโยค  โดยมีประธานฯ  คือ  “Communication”   ซึ่งเป็นคำนามเอกพจน์  สำหรับ  “Within and between cities”  เป็นส่วนขยายประธาน

 

2. He had an accident last month and broke his leg, so he ______________ walk since then.

(เขาประสบอุบัติเหตุเมื่อเดือนที่แล้วและขาหัก  ดังนั้น  เขา ______________ เดินตั้งแต่นั้นมา)

(a) couldn’t

(b) shouldn’t

(c) hasn’t been able to    (ไม่สามารถ)

(c) won’t be able to

ตอบ   –   ข้อ   (c)   เนื่องจากต้องใช้รูป  “Present perfect tense”  {Subject + Has (Have) + Verb 3  หรือ  Subject + Has (Have) + Been + Adjective}  เนื่องจากแสดงความต่อเนื่องของเหตุการณ์จากอดีตถึงปัจจุบัน  คือ  เดินไม่ได้ตั้งแต่เมื่อเดือนที่แล้ว (ตอนขาหักเพราะอุบัติเหตุ)  จนกระทั่งบัดนี้

 

3. Mr. Brown is going to watch _________________________________________________.

(มิสเตอร์บราวน์กำลังจะดู ________________________________________________)

(a) television    (โทรทัศน์)

(b) the television

(c) a television

(d) the televisions

ตอบ   –   ข้อ  (a)   “ดูทีวี”   ไม่ต้องใช้  “Article” ใดๆ นำหน้า  “ทีวี

 

4. People here do not ________________________________ as much as we do in Europe.

(ผู้คนที่นี่ไม่ ___________________________ มากเหมือนกับที่พวกเราทำ (จับมือ) ในยุโรป)

(a) shake hand

(b) shake hands    (จับมือ)  (เช่นเมื่อเวลาพบกัน)

(c) shake the hand

(d) shake the hands

ตอบ   –   ข้อ   (b)  “Shake hands”   ต้องเติม  “S”  ที่  “Hand”  เสมอ

 

5. ________________________________________________________ here this morning?

(________________________________________________________ ที่นี่เมื่อเช้านี้)

(a) Who did come

(b) Who did came

(c) Did who come

(d) Who came    (ใครมา)

ตอบ   –   ข้อ   (d)   เนื่องจาก   “Who”   เป็นประธานของประโยค  จึงตามด้วยคำกริยา  “Came”  ได้เลย  ไม่ต้องใช้  “Verb to do”  มาช่วยสร้างประโยคคำถาม  เหมือนในกรณีทั่วๆ ไป   หรือในประโยคที่ขึ้นต้นด้วย   “Question words” (What, When, Where, Why, How) อื่นๆ  เช่น

  • When did you arrive this morning?

(คุณมาถึงเวลาใดเมื่อเช้านี้)

  • Where do you live in England?

 (คุณอาศัยอยู่ที่ไหนในประเทศอังกฤษ)

  • Why did she leave in a hurry?

 (ทำไมเธอจึงจากไปอย่างรีบเร่ง)

  • What did they tell Jim before he left?

 (พวกเขาบอกอะไรจิม  ก่อนที่เขา (จิม) จะจากไป)

  • How do you feel about today’s weather?

(คุณรู้สึกอย่างไรกับอากาศวันนี้)

หมายเหตุ   -   ในกรณีของ  “What”  ถ้าเป็นประธานของประโยค  สามารถตามด้วยคำกริยาได้เลย  โดยไม่ต้องใช้   “Do, Does, Did”  ในการสร้างประโยค  เช่น

  • What made her laugh?

(อะไรทำให้เธอหัวเราะ)

  • What makes them so happy?

(อะไรทำให้พวกเขามีความสุขเหลือเกิน)

                                    แต่ถ้าเป็นกรรมของประโยค  (หรือของกริยา)  ต้องใช้  “Verb to do”  (Do, Does, Did)  ในการสร้างคำถาม  (ในกรณีเหตุการณ์ปัจจุบัน  หรืออดีต)  เช่น

  • What did he say when he knew the truth?

(เขาพูดว่ากระไร  เมื่อเขารู้ความจริง)  (“What”  เป็นกรรมของกริยา  “Say”)

  • What do you like about the movie?

(คุณชอบอะไรบ้างเกี่ยวกับหนังเรื่องนั้น)  (“What”  เป็นกรรมของกริยา  “Like”)

  • What does she give you when you ask for her help?

(เธอให้อะไรคุณ  เมื่อคุณขอความช่วยเหลือจากเธอ)  (“What”  เป็นกรรมของกริยา  “Give”)

                                    แต่ในกรณีเป็นเหตุการณ์อนาคต  ใช้  “Will, Shall”   ในการสร้างประโยคคำถาม  เช่น

  • What will you do if you lose your job?

(คุณจะทำอย่างไร  ถ้าคุณตกงาน)

  • What will she buy when she goes shopping?

(เธอจะซื้ออะไร  เมื่อเธอไปจ่ายตลาด)

 

6. The work of painters in the United States during the early twentieth century is noted for _____ as well as telling stories.

(งานของช่างเขียนภาพ (จิตรกร) ในสหรัฐฯ  ในระหว่างต้นศตวรรษที่  ๒๐  มีชื่อเสียงในด้าน _____ เช่นเดียวกับการเล่าเรื่องราวต่างๆ)

(a) it is representing of images

(b) which images representing

(c) the images representing

(d) representing images    {การเป็นตัวแทนภาพถ่าย (หรือจินตนาการ)}

ตอบ   –   ข้อ   (d)   เนื่องจากหลัง  “Preposition”  (For)  ต้องตามด้วย  “Gerund”  (Verb + ing)  ซึ่งจะมีรูปที่สมดุล  หรือ  คู่ขนาน  (Parallel)  กับ  “Telling stories

 

7. Charles Lindbergh told reporters ________ never been deterred from attempting to cross the Atlantic alone even though others had failed.

(ชาร์ลส์ ลินเบิร์ก  บอกผู้สื่อข่าว ___________ ไม่เคยถูกสะกัดกั้นจากความพยายามที่จะบินข้ามมหาสมุทรแอตแลนติกตามลำพัง  แม้ว่าคนอื่นๆ ได้ล้มเหลวมาแล้ว)

(a) that he had it

(b) that he had    (ว่าเขา)

(c) had it

(d) his having

ตอบ   –   ข้อ   (b)   เนื่องจากเป็นประธาน  (He)  และกริยา  {Had (never) been deterred}  ของอนุประโยค  ซึ่งอยู่ในรูป  “Past perfect tense ที่เป็น  “Passive voice”  (Had + Been + Verb 3)  เนื่องจากประธานของอนุประโยคเป็นผู้ถูกกระทำ  กล่าวคือ  “เขา (ไม่เคย) ถูกสะกัดกั้น”    ทั้งนี้  “That”  จะมีหรือไม่ก็ได้

 

8. Only recently ____________ possible to separate the components of fragrant substances and to determine their chemical composition.

(เพิ่งเร็วๆ มานี้เองที่ ________ เป็นไปได้ที่จะแยกองค์ประกอบของสารที่หอม  และกำหนดส่วนประกอบทางเคมีของมัน)

(a) it becomes

(b) it has become

(c) has it become    (มันได้)

(d) which becomes

ตอบ   –   ข้อ   (c)   เนื่องจากเป็นไปตามโครงสร้าง  “Only recently + Verb (พิเศษ) + Subject + Verb (แท้) + ส่วนขยาย  ซึ่งโครงสร้างในประโยคข้างบน  ผกผันมาจากโครงสร้างธรรมดา  คือ  “It has only recently become possible to ……...…….”  แต่เมื่อนำ  “Only recently”  มาขึ้นต้นประโยค  เพื่อต้องการเน้นย้ำว่า  “เพิ่งเร็วๆ มานี้เอง”   จึงต้องเปลี่ยนโครงสร้างเป็นดังข้างบน  ดูเพิ่มเติมการใช้โครง สร้างประโยคใน  ข้อ    จากตัวอย่างข้างล่าง   

                                                   ตัวอย่างที่

  •  ________ was the Panama Canal an engineering triumph, it quickly proved a financial success as well.

(_________ คลองปานามาจะเป็นชัยชนะทางด้านวิศวกรรม  มันได้พิสูจน์อย่างรวดเร็วว่า  เป็นความสำเร็จทางการเงินด้วยเช่นกัน)

(a) Only    (เพียง..........................เท่านั้น)   

(b) Not only    (ไม่เพียงแต่ ................(คลองปานามา.............วิศวกรรม).................. เท่านั้น)

(c) It

(d) Neither    (ไม่ทั้ง  ๒  คนหรือสิ่ง)

ตอบ   -   ข้อ   (b)   ใช้โครงสร้างแบบนี้เนื่องจากต้องการเน้นย้ำคำว่า  “Not only”  (ไม่เพียงแต่....................เท่านั้น)  หรืออาจตอบ  “Not only was the….......…… triumph, but it also quickly proved a financial success”   โดยมาจากโครงสร้างปกติ  คือ  “The Panama Canal was not only an engineering triumph, but it also quickly proved a financial success.”  ก็ได้

                                                     ตัวอย่างที่

  • Hardly ____________________________________ speaking when the door opened.

(ยังไม่ทันที่ _________ การพูด  เมื่อประตูเปิดออก)  (หมายถึง  ผมพูดยังไม่ทันจบ  เมื่อประตูเปิดออก)

(a) I finished

(b) I had finished

(c) would I finish

(d) had I finished    (ผมได้เสร็จ)

ตอบ   -   ข้อ  (d)   ตามโครงสร้าง  “Hardly (Never, Scarcely) + Verb (พิเศษ) + Subject + Verb (แท้)”  ดูเพิ่มเติมโครงสร้างแบบนี้จากประโยคข้างล่าง

                                                       ตัวอย่างที่ 

  • Seldom _____________________________________________________________.

(____________________________ ไม่ใคร่จะ ____________________________)

(a) he arrives on time

(b) arrives he on time

(c) does he arrive on time    (เขา  ...................(ไม่ใคร่จะ)...................  มาถึงตรงเวลา)

(d) arrive does he on time

ตอบ   -   ข้อ    (c)   เนื่องจากเป็นการใช้โครงสร้างแบบต้องการเน้นคำว่า  “Seldom” (ไม่ใคร่จะ)  (โครงสร้างปกติ  คือ   “He seldom arrives on time.”)  จึงต้องเรียงประโยคดังนี้   คือ

  • Seldom + Verb (พิเศษ) + Subject + Verb (แท้) + ส่วนขยาย  
  • Seldom did I receive news from her.

(= I seldom received news from her.)

(ผมแทบจะไม่ได้รับข่าวจากเธอเลย)

  • Seldom does he talk to her.

(= He seldom talks to her.)

(เขาไม่ใคร่จะพูดคุยกับเธอ)

                                                    ตัวอย่างที่ 

  • My mother doesn’t drink coffee.  ___________________________ does she drink tea.

(แม่ของผมไม่ดื่มกาแฟ  และเธอก็ ___________________________ ดื่มชาด้วยเช่นกัน) 

(a) Not

(b) So

(c) Whether

(d) Neither    (ไม่  .....................................  เช่นกัน)

ตอบ   -   ข้อ   (d)   เป็นไปตามโครงสร้าง  “Neither (Nor) + Verb (พิเศษ) + Subject + Verb (แท้)

                                                         ตัวอย่างที่ 

  • Traveling by air is not cheap.  Neither ____________________________________.

(การเดินทางโดยทางอากาศมิได้ราคาถูก ___________________________________

(a) it is enjoyable

(b) enjoyable it is

(c) is it enjoyable   (มันมิได้สนุกสนานเช่นเดียวกัน  -  Neither is it enjoyable.)  

(d) enjoyable is it

ตอบ   -   ข้อ  (c)   “Neither + Verb to be + Subject + Adjective”   หรือ  “Neither + Verb (พิเศษ) + Subject + Verb (แท้)

                                                       ตัวอย่างที่  

  • Never before in my life _______________________ with such a wonderful welcome.  

(ไม่เคยมาก่อนเลยในชีวิตของผมที่ ____________________ กับการต้อนรับที่วิเศษเช่นนั้น)

(a) I have met

(b) I meet

(c) have I met   (ผมได้พบ)

(d) I met

ตอบ   -   ข้อ  (c)

                                                      ตัวอย่างที่  

  • Not only _________________________________________, but he also took his wife.

(ไม่เพียงแต่  __________________ เท่านั้น  แต่เขายังพาภรรยาไปด้วย)  (=  เขาไม่เพียงแต่ไปเท่านั้น  แต่เขายัง ....................................)

(a) he went

(b) did he go    (เขาไป)

(c) had he gone

(d) went he

ตอบ   -   ข้อ   (b)   เนื่องจากเป็นไปตามโครงสร้าง  “Not only + Verb (พิเศษ) + Subject + Verb (แท้)”  เช่น  “Not only did she go…................”  “Not only have they seen…….........…”  “Not only will we play…….........….”  สำหรับ  “Not only” (ไม่เพียงแต่.....................เท่านั้น)   และกลุ่มคำที่ทำหน้าที่เป็นกริยาวิเศษณ์  ที่โดยปกติวางไว้ข้างในประโยค   อาจจะเอามาวางไว้หน้าประโยค  เพื่อแสดงการเน้นคำนั้นๆ   คำเหล่านี้ส่วนใหญ่มีความหมายปฏิเสธ  เช่น  “Never (ไม่เคยเลย), Hardly  (แทบจะไม่, ไม่ใคร่จะ), Seldom  (แทบจะไม่,  ไม่ใคร่จะ),  Never before  (ไม่เคยมาก่อนเลย), Never in my life   (ไม่เคยเลยในชีวิต),  No sooner,  In vain   (ล้มเหลว, ไม่สำเร็จ),  Not often, Not only  (ไม่เพียงแต่),  Not even once  (ไม่แม้แต่ครั้งเดียว),  Not until   (ไม่จนกระทั่ง)  อย่างไรก็ตาม  จะต้องเรียงรูปประโยคใหม่  ดังนี้ คือ   {Not only (neither, never, no sooner (ในทันทีที่), hardly, never in my life, not until, etc.) + helping verb  (has, have, had, is, are, was, were, will, would, shall, should, can, could, may, might must, etc.) + subject + verb (แท้)}  เช่น

  • Never before has she seen such a beautiful place.

(ไม่เคยมาก่อนเลยที่เธอได้เคยเห็นสถานที่ที่สวยงามเช่นนั้น – เน้นตรงคำว่า  “ไม่เคยมาก่อนเลย”)

(= She has never before seen such a beautiful place.)

(= She has never seen such a beautiful place before.)

  • No sooner had he left than she arrived.

(ในทันทีที่เขาจากไป  เธอก็มาถึง  –  เน้นตรงคำว่า  “ในทันทีที่”)

(= He had no sooner left than she arrived.)

  • Hardly have I met my old college friends.

(ผมแทบจะไม่ได้เจอเพื่อนเก่าตอนเรียนมหาวิทยาลัยเลย  –  เน้นตรงคำว่า  “แทบจะไม่”)

(= I have hardly met my old college friends.)

                                          ทั้งนี้  สามารถสรุปโครงสร้างประโยคที่มีการเน้นแบบนี้  คือ

  • Never before (Never) + have + I + seen + such a beautiful place.  

(ไม่เคยมาก่อนเลย  ที่ผมได้เห็นสถานที่สวยงามเช่นนั้น)

  • Hardly (Seldom) + has + she + met + her old college friends.

(เธอแทบจะไม่ได้เจอเพื่อนเก่าตอนเรียนมหาวิทยาลัยเลย)

  • Never + กริยาพิเศษ  + Subject  + กริยาแท้  + ส่วนขยาย
  • Never has he seen his father since he divorced his mother.

(เขาไม่เคยได้พบพ่อเลย  ตั้งแต่ที่พ่อหย่าร้างกับแม่)

 

9. I need to get ____________________________________________________________.

(ผมต้องการ _______________________________________________________)

(a) polishing my shoes

(b) my shoes polishing

(c) my shoes polished    (ขัดรองเท้าของผม)  (คือ ให้คนอื่นขัดให้)

(d) polished my shoes

ตอบ   -   ข้อ   (c)   เนื่องจากอยู่ในรูป  “Causative use”   ที่เป็น  “Passive voice”  คือ  “ใครใช้ให้อะไรถูกทำ (โดยใคร)”  {Subject + Get (Have) + Something + Done (Verb 3) + (By someone)}  ซึ่งในประโยคข้างบน  คือ  “I (need to) + get (have) + my shoes + polished”  (ผมต้องการให้รองเท้าถูกขัด  -  โดยผู้อื่น)  แต่ในภาษาไทย  นิยมพูดว่า  “ผมต้องการขัดรองเท้า”  แต่ในกรณีที่เป็น  “Active voice”  (ใครใช้ให้คนอื่นทำอะไร)  จะใช้ว่า  {Subject + Get + Someone + To do + Something}  หรือ  {Subject + Have + Someone + Do + Something}  เช่น

  • I get John to wash my car.

(= I have John wash my car.)

(ผมใช้ให้จอห์นขัดรถให้ผม)

  • She got her servant to clean her room.

(= She had her servant clean her room.)

(เธอใช้ให้คนรับใช้ทำความสะอาดห้อง)

  • We’ll get the garage man to fix our car tomorrow.

(= We’ll have the garage man fix our car tomorrow.)

(เราจะใช้ให้ช่างซ่อมรถของเราวันพรุ่งนี้)

 

10. He says he ______________________________________________ come if he was free.

(เขาพูด (ว่า) เขา ______________________________________ มา  ถ้าเขามีเวลาว่าง)

(a) would    (จะ)

(b) will

(c) must

(d) need

ตอบ   -   ข้อ   (a)   เนื่องจากเป็น  “If clause”  แบบที่    หรือ  “Present unreal”  (เกิดได้ยาก  หรือไม่เป็นจริง  ในปัจจุบัน)  ในกรณีของประโยคข้างบน  ถือเป็นเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นได้ยากในปัจจุบัน  (แม้จะมีรูปเป็นอดีตก็ตาม)  คือ  เขาจะมา (ในปัจจุ บัน)  ถ้าเขามีเวลาว่าง  แต่จริงๆ แล้ว  ผู้พูดเชื่อว่า  “ตัวเขาเองคงจะไม่มา  เพราะเขาคงไม่มีเวลาว่าง”  (คือ  โอกาสที่จะมามีน้อย)  ดูเพิ่มเติม  “If clause”  แบบที่   จากประโยคข้างล่าง

                                                   ตัวอย่างที่ 

  • Mother could have more time for rest if the family ____________ a washing machine.

(แม่สามารถมีเวลาพักผ่อนมากขึ้น  ถ้าครอบครัว ______________________ เครื่องซักผ้า)

(a) has

(b) had    (มี)

(c) has had

(d) would have

ตอบ   -   ข้อ   (b)   เนื่องจากเป็น  “If clause”  แบบที่    หรือ  “Present unreal”  (เกิดได้ยาก  หรือ  ไม่เป็นจริง  ในปัจจุบัน)   คือ  เป็นการกล่าวถึงเงื่อนไขของเหตุการณ์ในปัจจุบัน  ซึ่งเกิดขึ้นได้ยาก  หรือไม่เกิดขึ้นจริง  (เช่น  ถ้าเขาเป็นนก................, ถ้าเธอเป็นราชินี.................., ถ้าพวกเขาเป็นเศรษฐี...................  ซึ่งทั้งหมดไม่เกิดขึ้นจริง)  ในกรณีของประโยคข้างบน  ถือเป็นเหตุการณ์ที่เกิดได้ยากในปัจจุบัน  {โอกาสที่จะเกิดขึ้นมีน้อย  อย่างไรก็ตาม  ถ้าเหตุการณ์ในประโยคย่อย  (If clause)  เกิดขึ้นจริง   เหตุการณ์ในประ โยคใหญ่  (Main clause)  ก็จะเกิดขึ้นตามไปด้วย}  เนื่องจากเหตุการณ์ที่เป็นจริงในขณะนี้  คือ  แม่มีเวลาพักผ่อนน้อย  เพราะครอบครัวไม่มีเครื่องซักผ้า  ทั้งนี้  โครงสร้างของประโยค  “If clause”  แบบที่    คือ  ในประโยคใหญ่  (Main clause)  ประ กอบด้วย  “Subject + Would (Should, Could, Might) + Verb 1”   ส่วนในประโยคย่อย  (If clause)  ประกอบด้วย  “If + Subject + Verb 2”  จึงต้องตอบข้อ  (b)  “Had

                                                     ตัวอย่างที่ 

  • Provided Jimmy ______________ time and money, he would travel around the world.

(ถ้าจิมมี่ ________________________________ เวลาและเงิน  เขาจะเดินทางรอบโลก)

(a) had had

(b) would have

(c) had    (มี)

(d) would have had

ตอบ   -    ข้อ   (c)   “Provided Jimmy  =  If Jimmy”  จึงเป็น  “If clause”  แบบที่    (Present unreal)   คือ  เป็นเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นได้ยาก  (หรือไม่เป็นจริง)  ในปัจจุบัน  เนื่องจาก  เหตุการณ์ที่เป็นจริงในขณะนี้  คือ   “จิมมี่ไม่มีเวลาและเงิน  เขาจึงมิได้เดินทางรอบโลก”  (ดังนั้น  เหตุการณ์ที่จิมมี่จะเดินทางรอบโลกคงเกิดได้ยาก  เนื่อง จากเขาไม่มีเวลาและเงิน  ในปัจจุบัน)  (แต่ถ้ามี ฯ  ก็จะเดินทาง ฯ  แต่คงเป็นไปได้ยาก)  ทั้งนี้  ใน  “If clause”  ใช้  “Provided (If) + Subject + Verb 2”  ในกรณีของประโยคข้างบน  คือ  “Had” (Verb 2)

 

11. How many people ______________________________________________ to the party?

(__________________________________________________ คนกี่คนมาที่งานเลี้ยง)

(a) you will invite

(b) you have invited

(c) will you invite    (คุณจะเชิญ)

(d) you invite

 

12. A person with a good education is _________ happier than a person with a poor education.

(บุคคลที่มีการศึกษาดี __________________ มีความสุขมากกว่าบุคคลที่มีการศึกษาต่ำต้อย)

(a) likely to be more

(b) likely to be    (เป็นไปได้ว่า, น่าจะเป็นไปได้ว่า, เหมาะสม, สมควร)

(c) as likely as    (เป็นไปได้เท่าๆกัน, เหมาะสมพอๆกัน)

(d) as likely

ตอบ   –   ข้อ   (b)   เนื่องจาก   “Likely + To + Verb 1

 

13. What is wrong ___________________________________________________ your car?

(มีอะไรผิดปกติ ___________________________________________ รถของคุณหรือ)

(a) to

(b) of

(c) with    (กับ)

(d) in

ตอบ    –    ข้อ   (c)   สำหรับวลีที่ใช้   “With”  ดูจากพารากราฟข้างล่าง

                          คุณศัพท์  (Adjective)  ที่ใช้กับ  “With”  ได้แก่  “pleased”  (ยินดี, พอใจ)  -  “She is pleased with her new workplace.”  (เธอพอใจ-ยินดีกับที่ทำงานแห่งใหม่),  “popular”  (เป็นที่นิยม) – “Holiday camps are popular with married couples with young children.”  (ค่ายพักแรมวันหยุดเป็นที่นิ ยมสำหรับคู่สามีภรรยาที่มีลูกเล็กๆ),  “satisfied”  (พอใจ)  -  “The company is satisfied with its employees’ performance.”  (บริษัทพึงพอใจกับการทำงานของพนักงาน),  “angry”  (โกรธ),  “busy”  (มีงานยุ่ง)  -  “She is busy preparing for her exam.”  (เธอยุ่งอยู่กับการเตรียมตัวสอบ),  “familiar”  (คุ้นเคย)  -  “He is not familiar with his new neighbors.”  (เขาไม่คุ้นเคยกับเพื่อนบ้านใหม่),  “patient”  (อดทน)  -  “His parents are very patient with him.”  (พ่อแม่ของเขามีความอดทนกับเขามาก),  “friendly”  (เป็นมิตร)  -  “She is friendly with everyone she meets.”  (เธอเป็นมิตรกับทุกคนที่เธอพบเจอ),  “careful”  (ระมัดระวัง),  “content”  (พอใจ),  “identical”  (เหมือนกัน),  “annoyed”  (ขุ่นเคือง  -  เหตุการณ์, การกระทำ) (ถ้าขุ่นเคืองคน  ใช้  “At”)  -  “I was annoyed with his statement.”  (ผมขุ่นเคือง (โกรธ) คำพูดของเขา),  เป็นต้น

                         กริยา (Verb) ที่ใช้กับ  “With”  ได้แก่   “charge”  (ฟ้องร้อง, ดำ เนินคดี),  compare  (เปรียบเทียบ)  -  “Compare this car with that one.”  (จงเปรียบเทียบรถยนต์คันนี้กับคันนั้น),  compete  (แข่งขัน),  “agree”  (ตกลง, เห็นพ้อง)  -  “I agree with you on this point.”  (ผมเห็นด้วยกับคุณในประเด็นนี้),  “disagree”  (ไม่เห็นด้วย),  “acquaint”  (ทำให้คุ้นเคย หรือเคยชิน)  -  You should acquaint yourself with your new job.”  (คุณควรทำตัวเองให้คุ้นเคยกับงานใหม่ของคุณ),  “begin”  (เริ่มต้น)  -  “I will begin my reading with the first chapter.”  (ผมจะเริ่มต้นการอ่านด้วยบทแรก),  “interfere”  (แทรก แซง, เข้าไปยุ่งเกี่ยว)  -  “We should not interfere with other people’s business.”  (เราไม่ควรไปยุ่งเกี่ยวกับธุระของคนอื่น),  “quarrel”  (ทะเลาะ, วิวาท)  -  “Some people often quarrel with their neighbors.”  (คนบางคนทะเลาะกับเพื่อนบ้านบ่อยๆ),  “argue”  (โต้แย้ง, โต้เถียง),  “help”  (ช่วยเหลือ),  “supply”  (จัดหาให้),  “cooperate”  (ร่วมมือ)  -  “The suspect did not cooperate with the police.  (ผู้ต้องหาไม่ยอมร่วมมือกับตำรวจ),  “deal”  (เกี่ยว ข้อง, รับมือ)  -  “I don’t want to deal with that man.”  (ผมไม่ต้องการติดต่อ-เกี่ยวข้องกับเจ้าหมอนั่น),  “contrast”  (ขัดแย้ง, ตรงข้าม, แตกต่างกันอย่างมาก)  -  “This type of machine contrasts sharply with that one.”  (เครื่องจักรชนิดนี้แตกต่างอย่างมากกับชนิดนั้น),  เป็นต้น

 

14. Very few people live ________________________________________ the age of ninety.

(น้อยคนนักที่มีชีวิต __________________________________________ อายุ  ๙๐  ปี)

(a) at

(b) in

(c) to    (ถึง)

(d) after

ตอบ    –    ข้อ   (c)  “Live to  =  มีอายุถึง  ส่วน   “Die at  =  ตายเมื่ออายุ  เช่น   “He died at the age of sixty.”   (เขาตายเมื่ออายุ  ๖๐  ปี)  สำหรับวลีที่ใช้กับ   “To”  ดูจากพารากราฟข้างล่าง

                          สำหรับคำคุณศัพท์  (Adjective)  ที่ใช้กับ  “To”   ได้แก่   kind (กรุณา, ใจดี)  -  He is very kind to me.  (เขากรุณาต่อผมมาก),  “new”  (It is new to me.  –  มัน (เป็นเรื่อง) ใหม่สำหรับผม), close  (ใกล้ชิดกับ),  cruel  (โหด ร้ายกับ),  hostile  (มุ่งร้าย หรือเป็นปฏิปักษ์กับ),  obvious  (ชัดเจนแก่),  obedient  (เชื่อฟังต่อ),  peculiar  (แปลกประหลาดแก่, เฉพาะกับ),  equal  (เท่ากันกับ),  grateful  (ขอบคุณ, เป็นหนี้บุญคุณ)  -  I’m very grateful to your kind assistance.  (ผมขอบคุณอย่างมากต่อความช่วยเหลือของคุณ),  harmful  (เป็นอัน ตรายต่อ),  kind  (กรุณาต่อ),  dear  (เป็นที่รักแก่),  faithful  (ศรัทธาต่อ),  junior  (อาวุโสน้อยกว่า),  senior  (อาวุโสมากกว่า)  -  He is senior to me in the army.  (เขาอาวุโสกว่าผมในกองทัพ  -  คือมียศสูงกว่า),  inferior  (ด้อยกว่า, เลวกว่า, แย่กว่า),  superior  (ดีกว่า, เหนือกว่า),  polite  (สุภาพต่อ)  -  He is polite to everyone he meets.  (เขาสุภาพกับทุกคนที่เขาเจอะเจอ),  familiar  (คุ้นเคยกับ)  -  Most people at the party were familiar to me.  (คนส่วนใหญ่ที่งานเลี้ยงคุ้นเคยกับผม,  useful  (เป็นประโยชน์กับ),  similar  (คล้ายกับ),  rude  (หยาบคายกับ),  previous  (ก่อน),  used  (เคย),  accustomed  (คุ้นเคย, เคยชิน)  -  They are accustomed to hot weather.  (พวกเขาคุ้นเคยกับอากาศร้อน),  clear  (ชัดเจนกับ),  essential  (จำเป็นกับ),  necessary  (จำเป็นต่อ),  good  (ปฏิบัติดีต่อ),  identical  (เหมือนกับ)  -  The material is almost identical to limestone.  (วัตถุชิ้นนั้นเกือบจะเหมือนกันเป๊ะกับหินปูน),  satisfactory (เป็นที่พอ ใจของ),  important  (สำคัญต่อ),  significant  (สำคัญต่อ),  equivalent  (เท่ากับ, เสมือนกับ),  loyal  (จงรักภักดีต่อ)   เป็นต้น

                          สำหรับคำกริยา  (Verb)  ที่ใช้กับ  “To”  ได้แก่   “happen”  (เกิด ขึ้น)  -  The accident happened to his family a long time ago.  (อุบัติเหตุเกิดขึ้นกับครอบครัวของเขานานมาแล้ว),  occur  (เกิดขึ้น),  resort  (หันไปใช้)  -  You must never resort to violence.  (คุณจะต้องไม่หันไปใช้ความรุนแรง),  compare  (เปรียบเทียบว่าเหมือนกับ)-  Some people compare sleep to death.  (บางคนเปรียบเทียบการนอนหลับว่าเหมือนกับความตาย),  belong  (เป็นของ)  -  That car belongs to me.  (รถยนต์คันนั้นเป็นของผม),  attend  (เอาใจใส่)  -  You should attend to your teacher’s advice.  (คุณควรเอาใจใส่คำ แนะนำของอาจารย์),  see to it  (ดูแลในเรื่อง, จัดการในเรื่อง)  -  I will see to it that you get what you want.  (ผมจะดูแลให้ว่า  คุณได้ทุกอย่างที่คุณต้องการ),  consent  (ยินยอมต่อ)  -  He consented to postponement of the trip.  (เขายินยอมกับการเลื่อนการเดินทางออกไป),  attribute  (มีสาเหตุมาจาก)   -  He attributed the worsening situation to increased conflicts between the government and the people.  (เขาคิดว่าสถานการณ์ที่แย่ลง  มีสาเหตุมาจากความขัดแย้งระหว่างรัฐบาลและประชาชน),  apply  (สมัคร, ขอ),  reply  (ตอบ),  appeal  (อุทธรณ์, ชวนให้เกิดความสนใจ หรือ หลงใหล),  confine  (จำกัดอยู่ใน),  turn  (หันไปหา, หันไปใช้),  amount  (รวมเป็นจำนวน),  surrender  (ยอมจำนนต่อ),  listen  (ฟัง),  recommend  (แนะนำว่าดี),  devote  (อุทิศแก่),  accustom  (ทำให้คุ้นเคยกับ),  object  (คัดค้าน, ไม่เห็นด้วยกับ),  succumb  (พ่ายแพ้ต่อ, ยอมจำนนกับ)  -  He finally succumbed to injury.  (เขาในที่สุดพ่ายแพ้ต่อการบาด เจ็บ  -  คือตาย),  complain  (บ่น หรือ ร้องเรียนกับ)  They complained to me about the noise.  (เขาร้องเรียนกับผมเกี่ยวกับเรื่องเสียงดัง),  suggest  (แนะนำกับ)   -  I suggested to him that he should work harder.  (ผมแนะนำกับเขาว่า  เขาควรขยันมากขึ้น),  respond  (ตอบสนองต่อ)   - The government should quickly respond to its people’s demand.  (รัฐบาลควรตอบสนองต่อความต้องการของประชาชนอย่างรวดเร็ว),  look forward to  (ตั้งหน้าตั้งตารอคอย),  refer  (อ้างถึง, แนะนำให้ไปหา),  yield  (จำนน หรือพ่ายแพ้ต่อ),  introduce  (แนะนำให้รู้จักกับ),  reduce  (ลดลงจนต้อง),  be used to  (คุ้นเคยหรือเคยชินกับ),  get used to  (คุ้นเคยหรือเคยชินกับ),  be accustomed to  (คุ้นเคยหรือเคยชินกับ),  get accustomed to  (คุ้นเคยหรือเคยชินกับ),   เป็นต้น

 

15. He should try _______________________________ his best to make his family proud.

(เขาควรจะพยายาม __________________________ ดีที่สุด  เพื่อให้ครอบครัวภาคภูมิใจ)

(a) to make

(b) to work

(c) to show

(d) to do    (ทำ)

ตอบ   –   ข้อ   (d)  “Do one’s best”  =  “ทำดีที่สุด”  และหลังกริยา  “Try”  ต้องตามด้วย   “Infinitive with to” (To + Verb 1)  สำหรับกลุ่มคำกริยาที่ต้องตามด้วย  “Infinitive with to”  (To + Verb 1)   ได้แก่  promise (สัญญา), offer (เสนอ), want (ต้องการ), hope (หวัง), plan (วางแผน), hesitate (รีรอ, ลังเลใจ), fail (ล้มเหลว), learn (เรียนรู้), expect (คาดหวัง), refuse (ปฏิเสธ), need (ต้องการ), dare (กล้า), claim (อ้าง), agree (ตกลง), demand (เรียกร้อง), wish (ปรารถนา), intend (ตั้งใจ), seem (ดูเหมือนว่า), resolve (ตกลงใจ), determine (ตัดสินใจ), decide (ตัดสินใจ), pretend (แสร้งทำ), afford (มีฐานะพอ, สามารถหามาได้), happen (บังเอิญ), appear (ดูเหมือนว่า), prove (พิสูจน์ว่า), ask (ขอร้อง), beg (ขอร้อง), choose (เลือก), manage (ประสบความสำเร็จ), hurry (เร่งรีบ), tend (มักจะชอบ), arrange (จัดแจง, เตรียมการ), care (สนใจ), come (มา),  ดังตัวอย่างประโยคข้างล่าง

  • They want to take a rest.

(พวกเขาต้องการพักผ่อน)

  • She expects to arrive there in time.

(เธอคาดหวังว่าจะไปถึงที่นั่นทันเวลา)

  • He pretended not to see me.

(เขาแสร้งทำเป็นไม่เห็นผม)

  • We decided to buy a new home.

(เราตัดสินใจซื้อบ้านใหม่)

  • He came to see me late at night.

(เขามาพบผมเวลากลางคืนตอนดึก)

  • We must learn to work hard and to save money.

(เราจะต้องเรียนรู้เรื่องการทำงานหนักและออมเงิน)

  • She refused to go out with him.

(เธอปฏิเสธที่จะออกไปข้างนอกกับเขา)

  • She affords to buy an expensive car.

(เธอมีฐานะพอที่จะซื้อรถยนต์ราคาแพง)

  • They agreed to take a vacation this summer.

(พวกเขาตกลงที่จะเดินทางวันหยุดพักผ่อนหน้าร้อนนี้)

  • We wish to graduate in a few months and to get a job.

(เราปรารถนาที่จะเรียนจบในอีก ๒ – ๓ เดือนข้างหน้าและได้งานทำ)

  • He asked to play a role in the school play.

(เขาขอร้องที่จะแสดงในบทในละครของโรงเรียน)

  • They promised to come and they did come.

(พวกเขาสัญญาว่าจะมา และก็มาจริงๆ)

  • The team failed to win a place in the finals.

(ทีมนั้นไม่สามารถที่จะได้เข้ารอบสุดท้าย)

  • They hoped to meet their parents after separating with them for years.

(พวกเขาหวังจะได้พบกับพ่อแม่หลังจากแยกกับพ่อแม่เป็นเวลาหลายปี)

  • Did you manage to get anything to eat before you came?

(คุณประสบความสำเร็จ (สามารถ) หาอะไรกินก่อนมาที่นี่หรือเปล่า)

                                   สำหรับวลีที่ใช้   “Do”  และ  “Make”  ได้แก่

                                                      Do         

         - do one’s best (do his/her best) (ทำดีที่สุด)

        - do one’s duty (ทำหน้าที่ของตน)

        - do good (ทำดี)

        - do bad (ทำชั่ว)

        - do harm (ทำอันตราย)

        - do someone a favor (ช่วยเหลือคนอื่น)

        - do someone good (ทำให้รู้สึกดีขึ้น, ทำประโยชน์ให้)

        - do the right (wrong) thing (ทำในสิ่งที่ถูก-ผิด)

        - do duty (ทำหน้าที่)

        - do work (ทำงาน)

        - do things (ทำสิ่งต่างๆ)

        - do a lot of reading (อ่านหนังสือเยอะแยะ)

        - do your teeth (แปรงฟันของคุณ)

        - do the flowers (จัดดอกไม้)

        - do the cleaning (ทำความสะอาด)

        - do the washing up (ซักผ้า-ล้างจาน)

        - do the cooking (ปรุงอาหาร)

        - do nothing (ไม่ทำอะไร)

        - do something about a problem (ลงมือทำเพื่อพยายามแก้ปัญหา)

        - do something about immigration (แก้ปัญหาการอพยพ)

        - do all we can (ทำทุกอย่างที่เราสามารถทำได้)

        - There’s nothing I can do about it.

  (ไม่มีสิ่งใดที่ผมสามารถทำได้เกี่ยวกับมัน – คือ  ช่วยอะไรไม่ได้)

        - That hat does nothing for you.  (หมวกใบนั้นไม่เหมาะกับคุณ)

        - I wonder what his father does. (ผมสงสัยว่าพ่อเขาทำงานอะไร)

        - He didn’t do very well in his exam.

(เขาไม่ประสบความสำเร็จมากนักในการสอบ)

        - Do you do train bookings to London?

  (คุณให้บริการจองตั๋วรถไฟไปลอนดอนหรือเปล่า)

        - PWA does tap water for the public.

(กปภ. ให้บริการน้ำประปาแก่ประชาชน)

        - do a subject  (ศึกษาวิชาที่โรงเรียนหรือมหาวิทยาลัย)

        -  He can do 120 miles per hour in that car.  (เขาสามารถทำเวลาได้ ๑๒๐ ไมล์ต่อชั่วโมงในรถคันนั้น)

         - This pen will do.  (ปากกาด้ามนี้ก็ใช้ได้แล้ว – เพียงพอแล้ว)

        - Two thousand dollars will do me very well.

 (เงิน ๒,๐๐๐ เหรียญพอเพียงกับความต้องการของผมเป็นอย่างดี)

         - What did you do with the keys?

 (คุณเอากุญแจไปเก็บไว้ที่ไหน)

        - What did you do with that Baht 500 I gave you?

(คุณเอาเงิน ๕๐๐ บาทที่ผมให้ไปทำอะไร)

         - What can I do for you?  (ผมจะช่วยอะไรคุณได้บ้าง)

        - How are you doing?  (คุณสบายดีหรือครับ)

        - How do you do”  (ใช้พูดทักทายเมื่อตอนพบกัน  อีกฝ่ายหนึ่งก็จะตอบว่า  “How do you do?” เช่นเดียวกัน)

        - This book has (หรือ is) to do with married life.

(หนังสือเล่มนี้เกี่ยวกับชีวิตการแต่งงาน)

       - Easier said than done.  (พูดง่ายกว่าทำ – เป็นสุภาษิต)

       - make do  (อยู่แบบถูไถ หรือ ใช้ – เงิน, สิ่งของ – เท่าที่มีไปพลางๆ ก่อน หรือแก้ขัดไปก่อน)

(I have only Baht 100.  It is not much but I have to make do with it.)  (ผมมีเงินแค่  ๑๐๐  เดียว  มันไม่มาก แต่ผมก็ต้องถูไถไปกับเงินจำนวนนี้)

(He had no hammer to use with the nails but he could make do with this stone.)

(เขาไม่มีค้อนที่จะใช้ตีตะปู  แต่เขาสามารถใช้หินก้อนนี้ (ตอก) แทนค้อนแก้ขัดไปก่อน)

        - dos and don’ts (สิ่งที่ต้องทำและห้ามทำ)

(There are plenty of dos and don’ts in this contract.

(มีสิ่งที่ต้องทำและห้ามทำมากมายในสัญญานี้)

       - do homework (housework) (ทำการบ้าน-งานบ้าน)

       - do crossword puzzles (ทำปริศนาอักษรไขว้)

       - do the exercise (ออกกำลัง)

       - do the bedroom (จัดห้องนอน)

       - do away with (กำจัด, ทำลาย)

        -  do the shopping (ไปซื้อของ-ช้อปปิ้ง)

        -  do business (ทำธุรกิจ)

        - have something to do with (มีส่วนเกี่ยวข้องกับ)

        - have nothing to do with (ไม่มีส่วนเกี่ยวข้องกับ)

                                             Make

  • make a mistake  (ทำผิด)
  • make a noise  (ทำเสียงดัง)
  • make a speech  (กล่าวสุนทรพจน์)
  • make a hole  (เจาะรู)
  • make beds  (สร้างเตียง)
  • make the beds  (จัดเตียง, ปูเตียง)
  • be made of gold  (ทำด้วยทอง) (สามารถเห็นทองในสภาพเดิม)
  • be made from wheat  (ทำมาจากข้าวสาลี) (แปรสภาพมาแล้ว ดูไม่ออกว่ามาจากข้าวสาลี  เพราะกลายเป็นขนมปังแล้ว)
  • a car (which was) made in China  (รถผลิตในญี่ปุ่น)
  • a Japanese-made car  (รถผลิตในญี่ปุ่น)
  • make a choice  (เลือก)
  • make a discovery  (ค้นพบ)
  • make a statement  (พูด, กล่าว)
  • make a decision   (ตัดสินใจ)
  • make a suggestion  (แนะนำ)
  • make an announcement  (ประกาศ)
  • make up  (กุเรื่อง, แต่งหน้า)
  • make up for  (ชดเชย)
  • make out  (เข้าใจ)
  • make you a good secretary  (เป็นเลขาฯที่ดีของคุณ)
  • make a good doctor  (เป็นหมอที่ดี)
  • sixty minutes make an hour  (๖๐ นาทีเป็น ๑ ชั่วโมง)
  • two and two make four  (๒ บวก ๒ เป็น ๔)
  • make a fool of oneself  (หลอกตัวเอง, ทำให้ตัวเองดูเป็นไอ้โง่)

 

16. There was a ___________________________________________ of water in the north.

(มี _____________________________________________________ น้ำในภาคเหนือ)

(a) short    (ขาดแคลน, สั้น, เตี้ย)  (เป็นคำคุณศัพท์)

(b) shortness    (ความสั้น, ความเตี้ย)

(c) shortage    (ความขาดแคลน)

(d) shortest    (สั้นหรือเตี้ยที่สุด)

 

17. The food _________________________ by my mother tastes better than anyone else’s.

(อาหารซึ่ง ____________________ โดยแม่ของผม  มีรสชาติดีกว่า (อาหาร) ของคนอื่นใด)

(a) is cooked

(b) was cooked

(c) cooking

(d) cooked    (ถูกปรุง)

ตอบ   –   ข้อ   (d)    เนื่องจากลดรูปมาจากอนุประโยค  “Which (That) is cooked by my mother

 

18. I want to be _____________________________________________________ you are.

(ผมต้องการ __________________________________________________ ที่คุณสูง)

(a) quite so tall as

(b) so tall that

(c) so tall as

(d) as tall as    (สูงเท่ากับ, สูงเท่ากัน)

ตอบ    –    ข้อ   (d)   เนื่องจาก  “As…….....……..as”  (................เหมือนกันกับ, ................เท่ากันกับ)   ใช้ได้ทั้งในประโยคบอกเล่าและปฏิเสธ  ส่วน   “So……....……as” (...................... เหมือนกันกับ, ................... เท่ากันกับ)   ใช้ในประโยคปฏิเสธพียงอย่างเดียว   (ห้ามใช้ในประ โยคบอกเล่า)   เช่น

  • He is as clever as his brother.

(เขาฉลาดเท่าๆ กับพี่ชาย)

  • She is not as (so) beautiful as her sister.

(เธอไม่สวยเท่ากับน้องสาว)

  • Jim was not as (so) hard-working as his colleagues.

(จิมไม่ขยันเท่าๆ กับเพื่อนร่วมงาน)

***** (ห้ามใช้We are so diligent as our neighbors. (ปฏิเสธ)

 (เราเพียรพยายามเท่าๆ กับเพื่อนบ้านของเรา)

  ******   (ต้องใช้)   They are as economical as we are. (บอกเล่า)

  (พวกเขาประหยัดเท่าๆ กับพวกเรา)

 

19. He won’t pass his examination _____________________________________________.

(เขาจะสอบไม่ผ่าน ____________________________________________________)

(a) if he is not enough diligent

(b) unless he is not diligent enough

(c) unless he is not enough diligent

(d) unless he is diligent enough    (ถ้าเขาไม่ขยันเพียงพอ)

ตอบ   –   ข้อ   (d)   เนื่องจาก  “Unless  =  If not”  แต่ต้องอยู่ในโครงสร้าง  “Unless + Subject + Verb  (บอกเล่า)”  ทั้งนี้  “อนุประโยคที่ตามหลัง  “Unless”  จะต้องอยู่ในรูปบอกเล่าเสมอ”  เนื่องจาก  “Unless”  มี  “Not”  ซึ่งเป็นปฏิเสธ   รวมอยู่ในคำด้วยแล้ว

 

20. There are ____________________________________________________ on the desk.

(มี ______________________________________________________ บนโต๊ะเรียน)

(a) several sheets paper

(b) several sheet of paper

(c) several sheets of paper    (กระดาษหลายแผ่น)

(d) several sheets of papers

ตอบ   –   ข้อ   (c)   เนื่องจาก  “Paper” (กระดาษ)  เป็นนามนับไม่ได้  จึงไม่สามารถใช้ในรูปพหูพจน์  หรือ  เติม  “S”  เข้าข้างท้ายได้  ดังนั้น  เวลาจะนับ  จึงต้องนับเป็น  “แผ่น”  (Sheet)  ซึ่งสามารถทำเป็นรูปพหูพจน์ได้   คือ “หลายแผ่น”  หรือ “แผ่นเดียว” (A sheet of paper)

 

เรียน  ท่านผู้ติดตามอ่าน  เว็บไซต์  “everydayenglish.pwa.co.th

 

                  ถ้าท่านมีคำแนะนำให้ปรับปรุงเว็บไซต์นี้ประการใด  กรุณาส่ง   e-mail ไปที่  ดร. วัชรินทร์  ภูเขาทอง  อดีต  ผอ. สำนักวิทยาการ  การประปาส่วนภูมิภาค  ผู้จัดทำเว็บ-ไซต์นี้  ตาม   “Address” wpookaotong@yahoo.com   (โปรดระบุหัวเรื่องด้วย ว่า  “ปรับปรุงเว็บไซต์”)   เพื่อที่ผู้จัดทำฯ จะได้ปรับปรุงเนื้อหาได้ตรงตามความประสงค์ของผู้อ่านเว็บไซต์นี้ต่อไป

 

 

 

หมวดข้อสอบ TOEIC (ตอนที่ 476)

การประปาส่วนภูมิภาค  “มุ่ง-มั่น-เพื่อปวงชน”

 

Part V: Sentence Completion   (ส่วนที่ 5 :  การเติมประโยคให้สมบูรณ์)

Choose the best alternative to make a correct sentence.

(จงเลือกข้อที่ดีที่สุดเพื่อทำให้ประโยคมีความถูกต้อง)

 

1. He really enjoys the work that he does, _________ he has a hard time getting along with his colleagues.

(เขาสนุกสนานอย่างแท้จริงในงานที่เขาทำ _________ เขาประสบความยากลำบาก (มีปัญหา) ในการเข้ากับเพื่อนร่วมงาน)  (คือ  เข้ากับเพื่อนร่วมงานไม่ค่อยได้)

(a) but    (แต่)

(b) and    (และ)

(c) as    (ในขณะที่, เพราะว่า)

(d) or    (หรือ, มิฉะนั้น)

ตอบ   -   ข้อ   (a)   เนื่องจากในข้อนี้มีประโยค  “Simple sentence”    ประโยค   คือ  “He really.......….....……does”   และ  “he has …….......……..colleagues”  โดยคั่นด้วยเครื่องหมายคอมม่า  แต่เนื่องจาก    ประโยคนี้มีใจความที่ขัดแย้งกัน  ดังนั้น  คำเชื่อมจึงต้องใช้   “but”  คือ   “เขาสนุกกับงาน  แต่มีปัญหาเรื่องเข้ากับเพื่อนร่วมงานไม่ค่อยได้

 

2. __________________________________________ was true and everyone believed it.

( ________________________________________ เป็นความจริง  และทุกคนก็เชื่อมัน)

(a) My father said    (พ่อของผมพูด)

(b) My father has said    (พ่อของผมได้พูด)

(c) What my father said    (สิ่งที่พ่อของผมพูด)

(d) What did my father say    (พ่อของผมพูดอะไร)

ตอบ   –   ข้อ   (c)   เนื่องจากเป็น  “Noun clause” (อนุประโยคประเภทหนึ่ง)  ทำหน้าที่เป็นประธานของกริยา  “Was”  ในประโยคแรก  (What my father said was true)  สำหรับ  “Noun clause”  มักขึ้นต้นด้วย  “What, When, Where, Why, How, Who, Whom, That, Whether, If (หรือไม่)”  และตามด้วย  “Subject + Verb”  ดูเพิ่มเติม  “Noun clause”  จากตัวอย่างข้างล่าง

                                                    ตัวอย่างที่

  • If I had the money, I would pay ______________________________________ I owe.

(ถ้าผมมีเงิน  ผมจะจ่ายเงิน (คืน) __________________________________ ผมเป็นหนี้)

(a) that

(b) which

(c) what    (ในสิ่ง)

(d) you

ตอบ   -   ข้อ   (c)   “What I owe”  เป็น  “Noun clause”  ทำหน้าที่เป็น  “กรรม”  ของกริยา  “Pay”  นำหน้าด้วย  “Question word”  (What)   ดูเพิ่มเติม  “Noun clause”  จากประโยคข้างล่าง

                                                       ตัวอย่างที่  

A: I can write and read German.

(ผมสามารถเขียนและอ่านภาษาเยอรมันได้)

B: I would like to ask you ______________________________________ to study German.

(ผมอยากจะถามคุณ (ว่า) _______________________________ ศึกษาภาษาเยอรมัน)

(a) when did you begin

(b) began

(c) when you began    (เมื่อใดคุณเริ่ม)   (คุณเริ่ม  -  ศึกษาภาษาเยอรมัน  -  เมื่อใด)

(d) when you will begin

ตอบ   -   ข้อ   (c)    เนื่องจากข้อความ   When you began to study German”  เป็น   “Noun clause”   ทำหน้าที่เป็นกรรมตรงของกริยา  “Ask”   (กรรมรอง  คือ  “You”)   โดยต้องเรียงในแบบประโยคบอกเล่า  คือ  “When + Subject + Verb + ส่วนขยาย  Verb

                                                      ตัวอย่างที่  

  • My friend would not tell me _________________________________ for his new car.

(เพื่อนของผมจะไม่บอกผม (ว่า) ______________________ สำหรับรถยนต์คันใหม่ของเขา)

(a) how much did he pay

(b) how much he paid    (เขาได้จ่ายเงินไปมากเท่าใด)

(c) how he paid much

(d) how he would pay very much

ตอบ  -  ข้อ   (b)   “How much he paid for his new car”  เป็น  “Noun clause”  ทำหน้าที่เป็นกรรมตรงของกริยา   “Tell”  (กรรมรอง  คือ  “Me” )

                                                      ตัวอย่างที่  

  • I can’t do exactly ______________________________________________ you want.

(ผมไม่สามารถทำได้ตรงเป๊ะ  หรือได้ตรงเผง ___________________________ คุณต้องการ)

(a) like

(b) while

(c) what    (ในสิ่งที่)

(d) that

ตอบ   -   ข้อ   (c)   เนื่องจาก  “What you want”  (ในสิ่งที่คุณต้องการ)  เป็น  “Noun clause”  ทำหน้าที่เป็นกรรมของกริยา  “Do”  สำหรับประโยคข้างบน  อาจใช้   “As you want”  (ดังที่  หรือ  ตามที่คุณต้องการ)  ก็ได้

                                                     ตัวอย่างที่  

  • Did you hear ________________________________________ he said to his wife?

(คุณได้ยิน __________________________________ เขาพูดกับภรรยาของเขาหรือไม่)

(a) that

(b) what    (สิ่งที่, เรื่องที่)

(c) when

(d) (No word is needed.)  (ไม่ต้องการคำมาเติม)

ตอบ   -   ข้อ   (b)   เนื่องจาก  “What he said to his wife”  เป็น  “Noun clause”   ทำหน้าที่เป็น   “กรรม”   ของกริยา  “Hear

                                                     ตัวอย่างที่  

  • She was unable to tell us _________________ house she had gone into by mistake.

(เธอไม่สามารถบอกเรา (ว่า)  บ้านหลังใด ________________ เธอเข้าไปโดยเข้าใจผิด)

(a) what    (อะไร)
(b) where    (ที่ไหน)

(c) that

(d) which    (ที่, ซึ่ง)

ตอบ   -   ข้อ   (d)   เพราะได้ใจความดีที่สุด  และไม่สามารถใช้ข้อ  (c)  ได้  เนื่องจากข้อความ  “Which house she had gone into by mistake”  เป็น “Noun clause”  (ทำหน้าที่เป็น  “กรรมตรง”  ของกริยา  “Tell”  โดยมี  “กรรมรอง”  คือ  “Us”)   จึงต้องขึ้นต้นด้วย  “Question word”  (What, When, Where, Why, How, Which, etc.)

                                                   ตัวอย่างที่  

  • I don’t think I’ll buy this dress; it is not ____________________________ I really want. 

(ผมไม่คิดว่าผมจะซื้อเสื้อผ้าชุดนี้  มันไม่ใช่ ____________________ ผมต้องการอย่างแท้จริง)

(a) what    (สิ่งที่)

(b) whatever    (อะไรก็ตาม)

(c) that    (ที่, ซึ่ง)

(d) which    (ที่, ซึ่ง)

(e) whom    (ผู้ซึ่ง, ผู้ที่)  (ใช้เป็นกรรม)

ตอบ    -    ข้อ   (a)   เนื่องจาก  “What I really want”  เป็น  “Noun clause”  ทำหน้าที่เป็น  “Complement”  (สิ่งที่มาช่วยทำให้สมบูรณ์)  ของ “Verb to be” (Is)

                                                       ตัวอย่างที่  

  • Tell me _____________________________________________________________.

(บอกผมซิว่า ______________________________________________________)

(a) what do you want?

(b) you want what

(c) what you want    (คุณต้องการอะไร)

(d) that what you want

ตอบ    –    ข้อ   (c)   เนื่องจาก  “What you want”  เป็น   “Noun clause”  ทำหน้าที่เป็น  “กรรมตรง”  ของกริยา  “Tell”  (กรรมรอง  คือ  “Me”)  ทั้งนี้   “Noun clause”   มักขึ้นต้น  (นำหน้า)  ด้วย  “Question words” (what, when, where, why, how, how much, how many, how often, who, whom, that, whether, if – หรือไม่)  (โดยไม่ต้องมี  “That”  อยู่ข้างหน้าคำเหล่านี้)  ทั้งนี้  โครงสร้างของ  “Noun clause”  คือ  “Question word + Subject + Verb”  (และต้องเรียงคำแบบประโยคบอกเล่า)   สำหรับ   “Noun clause”  ทำหน้าที่ดังนี้   คือ

                                           ๑.  เป็นประธานของ  “Verb”  หรือประโยค  เช่น

  • What he wants is a new house.

(สิ่งที่เขาต้องการคือบ้านหลังใหม่)

  • How he did it surprised everyone.

(วิธีการที่เขาทำมัน – หรือ  เขาทำมันอย่างไร – ทำให้ทุกคนประหลาดใจ)

  • Where he lives is not known.

(ที่ที่เขาอาศัยอยู่ – หรือ เขาอาศัยอยู่ที่ไหน – ไม่มีใครรู้)

  • Why he killed his wife is a mysterious thing.

(เหตุผลที่ว่าทำไมเขาฆ่าภรรยา  - หรือ ทำไมเขาฆ่าภรรยา – เป็นเรื่องลึกลับ)

  • That he is a smart person is certain.

(ที่ว่าเขาเป็นคนฉลาดเป็นเรื่องแน่นอน)

  • Whether she will come or not is not my business.

(ไม่ว่าเธอจะมาหรือไม่ก็ตาม  ไม่ใช่ธุระของผม)

                                           ๒.  เป็นกรรมของ  “Verb”  หรือประโยค  เช่น

  • I don’t know when he left.

(ผมไม่ทราบว่าเขาจากไปเมื่อใด)

  • She asked me where I lived.

(เธอถามผมว่าผมอาศัยอยู่ที่ไหน)

  • They did what they had promised.

(พวกเขาทำในสิ่งที่ได้ให้สัญญาไว้)

  • We believe that he is innocent.

(เราเชื่อว่าเขาบริสุทธิ์)

  • She did not believe what he told her.

(เธอไม่เชื่อในสิ่งที่เขาบอกเธอ)

  • The police investigated how the bank was robbed.

(ตำรวจสืบสวนวิธีการที่ธนาคารถูกปล้น – หรือ ธนาคารถูกปล้นอย่างไร)

  • I don’t know whether (if) she is happy with her new workplace.

(ผมไม่รู้ว่าเธอมีความสุขกับสถานที่ทำงานแห่งใหม่ของเธอหรือไม่)

                                           ๓.  เป็นกรรมของ  “Preposition”  เช่น

  • She is interested in what he says.

(เธอสนใจในสิ่งที่เขาพูด)

  • They believed in what the minister preached.

(พวกเขาศรัทธาในสิ่งที่บาทหลวงเทศน์)

  • We are surprised at how he could do it.

(เราประหลาดใจว่าเขาสามารถทำมันได้อย่างไร)

  • They were satisfied with what she had provided to them.

(พวกเขาพอใจในสิ่งที่เธอได้จัดหาให้กับพวกเขา)

                                           ๔.  เป็น  “Complement”  (สิ่งที่มาช่วยเติมให้สมบูรณ์) ของ  “Verb to be”  เช่น

  • This is what I want.

(นี่คือสิ่งที่ผมต้องการ)

  • That was why he did it.

(นั่นเป็นเหตุผลที่ว่าทำไมเขาจึงทำมัน)

  • Ten o’clock was when we started our trip.

(๑๐ โมงเป็นเวลาที่เราเริ่มการเดินทางของเรา)

                                            ๕.  วางไว้ข้างหลังคำคุณศัพท์  (Adjective)  ที่แสดงความรู้สึก  (sure, confident, happy, sorry, grateful, doubtful, suspicious, certain, delighted, delightful, anxious, worried, etc.)  เช่น

  • I am sure that he will arrive here on time.

(ผมมั่นใจว่า  เขาจะมาถึงที่นี่ตรงเวลา)

  • He is sorry that he could not keep his words.

(เขาเสียใจว่า  เขาไม่สามารถรักษาคำพูดได้)

  • They are confident that they will get the job.

(พวกเขามั่นใจว่าพวกเขาจะได้งานทำ)

  • We are anxious that the plane will be delayed for a few hours.

(เราวิตกกังวลว่า  เครื่องบินจะล่าช้าไป ๒ - ๓ ชั่วโมง)

                                            ๖.  ใช้แทนคำนาม  (Noun)  ที่มาข้างหน้ามัน เช่น

  • The fact that he graduated with first-class honor is known to all.

(ข้อเท็จจริงที่ว่าเขาจบการศึกษาด้วยเกียรตินิยมอันดับ  ๑  เป็นที่ทราบกันโดยทุกคน)  (“The fact”  คือ  “that he graduated with first-class honor”  ดังนั้น  “that he graduated with first-class honor”  จึงเป็น  “Noun clause”)   อย่างไรก็ตาม  ในประโยค  “The fact that (which) he told me

is known to all.”  (ข้อเท็จจริงซึ่งเขาบอกผมเป็นที่ทราบกันโดยทุกคน)  “The fact”  ไม่ใช่  “that (หรือ which) he told me”  แต่เป็นสิ่งอื่นต่างหาก  ดังนั้น  “that (which) he told me”  จึงเป็น  “Adjective clause”  มาขยาย  “Thfact

  • The belief that all men are born equal is not held by everyone.

(ความเชื่อที่ว่ามนุษย์ทุกคนเกิดมาเท่าเทียมกันมิได้ยึดถือกันโดยทุกคน)  (ข้อความที่ขีดเส้นใต้เป็น  “Noun clause”)

  • The notion that wealthy men are always happy is rejected by many people.

(ความคิดที่ว่าคนที่ร่ำรวยมีความสุขเสมอ  ถูกปฏิเสธโดยคนจำนวนมาก)  (ข้อความที่ขีดเส้นใต้เป็น  “Noun clause”)

หมายเหตุ   –   จากตัวอย่างข้างบน  ถ้าเป็น  “Noun clause”  จะใช้  “That”  นำหน้าเพียงอย่างเดียวเท่านั้น  (ไม่ใช้  “Which”)  และ  “That”  จะไม่ทำหน้าที่ประธาน  หรือกรรม  แต่ถ้าเป็น  “Adjective clause”  จะใช้  “That”  หรือ  “Which”  ก็ได้  และมันจะทำหน้าที่ประธาน   หรือกรรมของประโยคอย่างใดอย่างหนึ่ง   เช่น

  • The book which (that) is on the table is mine.

(หนังสือซึ่งอยู่บนโต๊ะเป็นของผม)  (ข้อความที่ขีดเส้นใต้เป็น  “Adjective clause”  ขยาย  “The book”  โดย  “Which  (That)”  ทำหน้าที่เป็นประธานของ  Clause

  • The book which (that) you gave me is very interesting.

(หนังสือซึ่งคุณให้ผมน่าสนใจอย่างมาก)  (ข้อความที่ขีดเส้นใต้เป็น  “Adjective clause”  ขยาย  “The book”  โดย  “Which  (That)”  ทำหน้าที่เป็นกรรมตรงของ  “Clause”  ส่วน  “Me”  เป็นกรรมรอง)

 

3. The hotel _______________________________________________ was very comfortable.

(โรงแรม ________________________________________ มีความสะดวกสบายมาก)

(a) which I slept last week

(b) that I slept last week

(c) where I slept in last week    (ผิด  เพราะมี  “where”  แล้ว, ห้ามใช้  “in”  อีก)

(d) in which I slept last week    (ซึ่งผมนอนเมื่ออาทิตย์ที่แล้ว)

ตอบ   –   ข้อ   (d)   เนื่องจาก   “in which”   มีความหมายเท่ากับ  “where”  สำหรับข้อนี้  นอกจากตอบในแบบข้อ  (d) แล้ว  ยังสามารถใช้ในรูปอื่นๆ ได้อีก  คือ

  •  ​(d) in which I slept last week
  •  which I slept in last week
  •  that I slept in last week
  •  where I slept last week

หมายเหตุ   –   ห้ามใช้   “in that I slept last week

 

4. __________________________________ hospitality to neighbors is what I always do.

( _____________ การต้อนรับแขก-การเอื้อเฟื้อเผื่อแผ่แก่เพื่อนบ้าน  เป็นสิ่งที่ผมทำอยู่เสมอ)

(a) Is giving

(b) Give

(c) To give    (การให้)

(d) To be given

ตอบ   –   ข้อ   (c)   เนื่องจาก  “To give”  ทำหน้าที่เป็นประธานของกริยา  “Is”  โดยมี  “Hospitality to neighbors”  เป็นส่วนขยายประธาน  นอกจาก  “To give”  แล้ว  ยังสามารถใช้  “Giving”  (Gerund)  เป็นประธานของกริยา  “Is”  ก็ได้   ดูเพิ่มเติมการใช้  “To + Verb 1”  (Infinitive with to)  หรือ  “Verb + ing”  (Gerund)  เป็นประธานของประโยค  (หรือ  ของกริยา)  จากตัวอย่างข้างล่าง

  • To swim is a good exercise.

(การว่ายน้ำเป็นการออกกำลังกายที่ดี)

(= Swimming is a good exercise.)

  • To learn Japanese is difficult.

(การเรียนภาษาญี่ปุ่นเป็นเรื่องยาก)

(= Learning Japanese is difficult.)

  • To escape from the prison seems impossible.

(การหลบหนีจากคุกดูเหมือนจะเป็นไปไม่ได้)

(= Escaping from the prison seems impossible.)

 

5. Former President Barak Obama _________ as the president of the United States for the first term in 2009.

(อดีตประธานาธิบดี บารัค โอบามา _________ เป็นประธานาธิบดีของสหรัฐฯในสมัยแรกในปี  ๒๐๐๙)

(a) is elected

(b) was electing

(c) who was elected

(d) was elected    (ได้รับเลือกตั้ง)

ตอบ   –   ข้อ   (d)   เนื่องจากเป็นกริยาแท้ในประโยค  และต้องอยู่ในรูป  “Passive voice” {Subject + is (am, are, was, were) + V. 3}  เพราะโอบามา  “ได้รับเลือก – ถูกเลือก”   และเป็นเหตุการณ์ในอดีตด้วย   จึงไม่ใช้ข้อ  (a)

 

6. Her father died __________________________________________________________.

(พ่อของเธอตาย _____________________________________________________)

(a) by an accident

(b) from an accident

(c) in an accident    (ในอุบติเหตุ)

(d) with an accident

ตอบ    –    ข้อ   (c)   ต้องใช้ในรูปนี้เสมอ

                           สำหรับวลีที่ใช้   “In”  ได้แก่  “blind in one eye”  =  (ตาบอดข้างหนึ่ง)  -  She is blind in one eye.  (เธอตาบอดข้างหนึ่ง),  “in a hurry’  (เร่งรีบ, รีบร้อน)  -  Jim was in a hurry to go to his college.  (จิมกำลังรีบเร่งจะไปมหาวิทยาลัย),  “The girl in this photograph”  (เด็กผู้หญิงในภาพถ่ายใบนี้),  “in my opinion”  (ในความเห็นของผม),  “deep in water and mud”  (จมลึกอยู่ในน้ำและโคลน),  “arrive in”  (มาถึงในเมือง หรือ ประเทศ)  (แต่ถ้ามาถึง โรงเรียน, ธนาคาร, วัด, บ้าน ฯลฯ ใช้  “arrive at”),  “interested in”  (สนใจใน), “qualified in”  (มีคุณสมบัติในเรื่อง)  -  She is absolutely qualified in her new job.  (เธอมีคุณสมบัติอย่างเต็มที่ในงานใหม่ของเธอ), “weak in”  (อ่อนในเรื่อง), “deficient in  (ขาดหรือบกพร่องในเรื่อง), “proficient in”  (ชำนาญหรือคล่องแคล่วในเรื่อง), “successful in”  (ประสบความสำเร็จในเรื่อง), “disappointed in”  (ผิดหวังในเรื่อง), “in a box”  (ในกล่อง), “in a pocket”  (ในกระเป๋า), “sit in an armchair”  (นั่งในเก้าอี้ท้าวแขน), “in bed”  (ในเตียงหรือบนเตียง), “in the bath”  (ในอ่างน้ำ), “in her hand”  (ในมือของเธอ), “in each other’s arms” (ในอ้อมแขนของกันและกัน),  “in the area”  (ในพื้นที่), “in the garden” (ในสวน), “in the air”  (ในอากาศ), “in the middle of the room” (ที่กลางห้อง), “in the direction of”  (ในทิศทางของ), “in a restaurant”  (ในภัตตาคาร), “in the bathroom”  (ในห้องน้ำ), “in school”  (ในโรงเรียน), “in hospital”  (ในโรงพยาบาล), “in the kitchen”  (ในครัว),  “in the shop window”  (ในตู้โชว์กระจกของร้าน), “in a mirror”  (ในกระจก), “in a lake”  (ในทะเลสาบ), “in black suit”  (ในชุดดำ), “in the water”  (ในน้ำ), “write in ink”  (เขียนด้วยหมึก), “write in pencil” (เขียนด้วยดินสอ), “in the first chapter”  (ในบทที่ ), “in the film”  (ในภาพยนตร์), “wait in the queue”  (รออยู่ในแถว), “be in a play”  (ร่วมแสดงละคร), “in April”  (ในเดือนเมษายน), “in  2016”  (ในปี ๒๐๑๖), “in the morning (afternoon, evening)”  (ในตอนเช้า-บ่าย-เย็น), “in recent years”  (ในช่วงไม่กี่ปีมานี้), “in the winter (summer, spring)”  (ในหน้าหนาว-ร้อน-ใบไม้ผลิ), “in the meantime”  (ในระหว่างนั้น), “in two months”  (ภายใน ๒ เดือน), “in my absence”  (ตอนที่ผมไม่อยู่), “in the aftermath of the accident”  (ภายหลังจากอุบัติเหตุ), “in half an hour”  (ภายในครึ่งชั่วโมง), “in two minutes”  (ใน ๒ นาที), “in ancient society”  (ในสังคมสมัยโบราณ), “in nature”  (ในธรรม ชาติ), “in these circumstances”  (ในสภาพแวดล้อมเหล่านี้), “in this situation”  (ในสถานการณ์เช่นนี้), “in a state of near chaos”  (อยู่ในสภาวะใกล้จลาจล), “in a position to help others”  (อยู่ในฐานะที่ช่วยคนอื่นได้), “in the sun”  (ท่ามกลางแสงอาทิตย์)  “in the dark”  (ในหรือท่ามกลางความมืด), “in the dim light” (ท่ามกลางแสงสลัวๆ), “in her voice”  (ในน้ำเสียงของเธอ), “in love”  (ในความรัก-ตกหลุมรัก), “in a state of shock”  (อยู่ในสภาวะช้อค), “in low spirits”  (ในสภาพจิตใจหดหู่หรือตกต่ำ), “in a temper”  (ด้วยความโกรธหรือในอารมณ์โกรธ), “in favor of free speech”  (เห็นด้วยกับการพูดแบบมีเสรี), “cry out in pain”  (ร้องด้วยความเจ็บปวด), “look up in surprise”  (เงยหน้ามองด้วยความประหลาดใจ), “in an effort to”  (ในความพยายามที่จะ)  -  She studied very hard in an effort to pass the exam.  (เธอเรียนหนักมาก  ในความพยายามที่จะสอบให้ผ่าน), “in response to”  (เพื่อตอบสนองต่อ),  “in answer to”  (เพื่อเป็นการตอบ), “have confidence in”  (มีความเชื่อมั่นใน)  -  At present the people have no confidence in the government.  (ในปัจจุบัน  ประชาชนไม่มีความเชื่อมั่นในรัฐบาล), “take interest in”  (สนใจใน), “a course in Chinese”  (คอร์สภาษาจีน), “an expert in”  (ผู้เชี่ยวชาญในเรื่อง........................), “make money in business”  (หาเงินในธุรกิจ), “make his career in music”  (ประกอบอาชีพทางดนตรี), “in his old age”  (ในวัยชราของเขา),  “a woman in her twenties”  (ผู้หญิงในวัย ๒๐ – ๒๙), “in my opinion”  (ในความเห็นของผม),  “in her view”   (ในทัศนะของเธอ), “recruit workers in hundreds”  (รับคนงานเป็นร้อยๆคน), “in my experience”  (จากประสบการณ์ของผม), “in her own eyes”  (ในสายตาของเธอ), “speak in Italian”  (พูดภาษาอิตาเลียน), “speak in a calm voice” (พูดด้วยน้ำเสียงที่  สงบ), “his complaints in writing”  (การร้องเรียนของเขาเป็นลายลักษณ์อักษร),  “in financial difficulty”  (ในสภาวะยุ่งยากทางการเงิน), “$100,000 in cash”  (เป็นเงินสด  ๑๐๐,๐๐๐  เหรียญ), “dressed in black”  (ใส่ชุดสีดำ), “in real danger”  (ตกอยู่ในอันตรายอย่างแท้จริง), “in the planning stage”  (ในขั้นตอนการวาง แผน), “10 meters in length”  (ยาว ๑๐ เมตร), “cut it in two”  (ตัดมันออกเป็น ส่วน), “shrink in size”  (มีขนาดเล็กลง-หดลง), “join in”  (ร่วมวงด้วย), “a one in five chance of success”  (โอกาสสำเร็จ ใน ), “the pain in my feet”  (การเจ็บที่เท้าของผม), “the hole in his shirt”  (รู – รอยขาด – ในเสื้อเชิ้ตของเขา), “was shot in the leg”  (ถูกยิงที่ขา),  “in fashion”  (กำลังเป็นที่นิยม), “result in his death”  (ส่งผลให้เขาตาย), “believe in”  (เชื่อมั่น-ศรัท ธาใน), “in the first place”  (ในประการแรก)  (กล่าวเมื่อจะบอกเหตุผลหลายๆ ประ การ  เกี่ยวกับเรื่องใดเรื่องหนึ่ง  แล้วตามด้วยเหตุผลที่ต้องการจะบอก),  “in danger”  (ตกอยู่ในอันตราย),  “in use”  (ใช้งาน),  “in his name”  (โดยใช้ชื่อของเขา,  ในนามของเขา  -  เช่น  เช่ารถยนต์  หรือบริจาคเงิน)  -  The car was rented in his name.  (รถถูกเช่าในนามของเขา),  “in a hurry’  (เร่งรีบ, รีบร้อน, ใจร้อน)  -  He was in a hurry because he was late.  (เขารีบเร่งเพราะเขาสายแล้ว),  “in a jam”  (อยู่ในฐานะลำบาก),  “in a nutshell”  (กล่าวโดยย่อๆ, กล่าวโดยสรุป),  “in a way”  (บางครั้ง, บ้างเหมือนกัน),  “in any case”  (อย่างไรก็ดี, อย่างไรก็ตาม, ในทุกกรณี),  “in any event”  (อย่างไรก็ตาม, ทุกกรณี),  “in advance”  (ล่วงหน้า),  “in bad shape”  (เสื่อมโทรม, ทรุดโทรม, อยู่ในฐานะลำบาก),  “in charge of”  (รับผิดชอบ, ดูแล, จัดการ),  “in fact”  (แท้ที่จริงแล้ว, อันที่จริงแล้ว),  “in order”  (อย่างมีระเบียบ, เรียบร้อย),  “in time (ทันเวลา, ไม่สาย, พอดี, ตามจังหวะ, พอดีจัง หวะ),  “in the bag”  (แน่นอน, แหงแก๋, ของตาย, อยู่ในกำมือแล้ว, สำเร็จเรียบร้อย),  “in the long run (term)”  (ในระยะยาว),  “in the pink”  (สภาพดีเยี่ยม, สม บูรณ์, มีสุขภาพดี),  “in tune with”  (สอดคล้องกับ, ไปกันได้กับ),  “in vain”  (ไม่สำเร็จ, ไร้ประโยชน์, ปราศจากผล), “in each other’s arms” (ในอ้อมแขนของกันและกัน), “write in ink”  (เขียนด้วยหมึก),  “write in pencil”  (เขียนด้วยดิน สอ),  “in the first chapter”  (ในบทที่  ), “in the film”  (ในภาพยนตร์), “wait in the queue”  (รออยู่ในแถว),  “be in a play”  (ร่วมแสดงละคร), “in April”  (ในเดือนเมษายน),  “in  2016”  (ในปี  ๒๐๑๖), “in the morning (afternoon, evening)”  (ในตอนเช้า-บ่าย-เย็น),  “in recent years” (ในช่วงไม่กี่ปีมานี้), “in the winter (summer, spring)”  (ในหน้าหนาว-ร้อน-ใบไม้ผลิ), “in the meantime”  (ในระหว่างนั้น), “in two months”   (ภายใน    เดือน), “in my absence”  (ตอนที่ผมไม่อยู่),  “in the aftermath of the accident”  (ภายหลังจากอุบัติเหตุ),  “in half an hour” (ภายในครึ่งชั่วโมง),  “in two minutes”  (ใน นาที),  “in ancient society” (ในสังคมสมัยโบราณ), “in nature”  (ในธรรมชาติ), “in these circumstances”  (ในสภาพแวดล้อมเหล่านี้), “in this situation”  (ในสถานการณ์เช่นนี้),  “in a state of near chaos”  (อยู่ในสภาวะใกล้จลาจล),  “in a position to help others”  (อยู่ในฐานะที่ช่วยคนอื่นได้),  “in the sun”  (ท่ามกลางแสงอาทิตย์)“in the dark”  (ในหรือท่ามกลางความมืด), “in the dim light” (ท่ามกลางแสงสลัวๆ), “in her voice”  (ในน้ำ เสียงของเธอ),  “in love” (ในความรัก-ตกหลุมรัก), “in a state of shock”  (อยู่ในสภาวะช้อค),  “in low spirits”  (ในสภาพจิตใจหดหู่หรือตกต่ำ), “in a temper”  (ด้วยความโกรธหรือในอารมณ์โกรธ),  “in favor of free speech”  (เห็นด้วยกับการพูดแบบมีเสรี), “cry out in pain”  (ร้องด้วยความเจ็บปวด),  “look up in surprise”  (เงยหน้ามองด้วยความประหลาดใจ),  “in an effort to”  (ในความพยายามที่จะ),  “in response to”  (เพื่อตอบสนองต่อ), “in answer to”  (เพื่อเป็นการตอบ),   “have confidence in”  (มีความเชื่อมั่นใน), “take interest in”  (สนใจใน),  “an expert in”  (ผู้เชี่ยวชาญในเรื่อง..................),  “make money in business”  (หาเงินในธุรกิจ),  “make his career in music”  (ประกอบอาชีพทางดนตรี), “in his old age”  (ในวัยชราของเขา), “a woman in her twenties”  (ผู้หญิงในวัย ๒๐ – ๒๙)“in my opinion”  (ในความเห็นของผม), “in her view”  (ในทัศนะของเธอ), “recruit workers in hundreds”  (รับคนงานเป็นร้อยๆคน), “in my experience”  (จากประสบการณ์ของผม),  “in her own eyes”  (ในสายตาของเธอ), “speak in a calm voice”  (พูดด้วยน้ำเสียงที่สงบ), “his complaints in writing”  (การร้องเรียนของเขาเป็นลายลักษณ์อักษร),  “in financial difficulty”  (ในสภาวะยุ่งยากทางการเงิน), “$100,000 in cash”  (เป็นเงินสด  ๑๐๐,๐๐๐  เหรียญ), “dressed in black”  (ใส่ชุดสีดำ), “in real danger”  (ตกอยู่ในอันตรายอย่างแท้จริง), “in the planning stage”  (ในขั้นตอนการวางแผน),  “10 meters in length”  (ยาว ๑๐ เมตร),  “cut it in two”  (ตัดมันออกเป็น ส่วน), “shrink in size”   (มีขนาดเล็กลง-หดลง), “join in”  (ร่วมวงด้วย),  “a one in five chance of success”  (โอกาสสำเร็จ ใน ),  “the pain in my feet”  (การเจ็บที่เท้าของผม),  “the hole in his shirt”  (รู – รอยขาด – ในเสื้อเชิ้ตของเขา),  “was shot in the leg”   (ถูกยิงที่ขา),  “in fashion”  (กำลังเป็นที่นิยม),  “result in his death”  (ส่งผลให้เขาตาย),  “believe in”  (เชื่อมั่น-ศรัทธาใน),   “in the first place”  (ในประการแรก)  (กล่าวเมื่อจะบอกเหตุผลหลายๆ ประการ   เกี่ยวกับเรื่องใดเรื่องหนึ่ง   โดยใช้วลีนี้  แล้วตามด้วยเหตุผลประการแรกที่ต้องการจะบอก),   เป็นต้น

 

7. The oil fuel ________________________ in Diesel engines is much cheaper than petrol.

(เชื้อเพลิงน้ำมันที่ถูก __________ ในเครื่องยนต์ดีเซล  มีราคาถูกกว่าน้ำมันเบนซินอย่างมาก)

(a) is used

(b) being used    (กำลังถูกใช้)

(c) using

(d) used    (ใช้)

ตอบ   –   ข้อ  (d)   เพราะลดรูปมาจากอนุประโยค  แบบ  “Adjective clause”  ที่ขึ้นต้นด้วย  “which is used”  หรือ  “that is used”  {The oil fuel which (that) is used}  สำหรับข้อ  (b)  ถูกหลักไวยากรณ์  แต่ไม่ควรใช้  เนื่องจากไม่มีความจำเป็นที่จะต้องเน้นว่า  เหตุการณ์กำลังเกิดขึ้น  (น้ำมันกำลังถูกใช้)  {The oil fuel which (that) is being used}  ส่วนข้อ  (a)  ใช้ไม่ได้  เนื่องจากประโยคข้างต้นมีกริยาแท้อยู่แล้ว  คือ  “Is

 

8. The food is ________________________________________________ that I can’t eat it.

(อาหาร ________________________________________ จนกระทั่งผมไม่สามารถกินมัน)

(a) very hot

(b) too hot   (ร้อนเกินไป)

(c) so hot   (ร้อนมาก)

(d) hot enough   (ร้อนพอ)

ตอบ   -   ข้อ   (c)   เนื่องจากต้องใช้ตามโครงสร้าง  “Subject + Is (Was) + So + Adjective + That + Subject +Verb”  จงเปรียบเทียบกับประโยคตัวอย่างข้างล่าง

                                                     ตัวอย่างที่

  • It was __________________________________________ that we decided to buy it.

(มันเป็น ______________________________________ จนกระทั่งเราตัดสินใจซื้อมัน)

(a) a such beautiful house

(b) such a beautiful house   (บ้านที่สวยงามมาก)

(c) so beautiful house

(d) so a beautiful house

ตอบ   –    ข้อ   (b)   เนื่องจากเป็นไปตามโครงสร้างข้างล่าง

  • It is (was) + Such + A (An) + Adjective + Noun (นับได้  เอกพจน์+  Subject + Verb  เช่น
  • It is (was) such a small car that we can’t (couldn’t) get into it.

(มันเป็นรถที่เล็กมาก  จนกระทั่งเราไม่สามารถเข้าไปข้างในได้)

  • It is (was) such an expensive house that she can’t (couldn’t) buy it.

(มันเป็นบ้านที่แพงมาก  จนกระทั่งเธอไม่สามารถซื้อมัน)

  • It is (was) such a difficult question that we can’t (couldn’t) answer it.

(มันเป็นคำถามที่ยากมาก  จนกระทั่งเราไม่สามารถตอบมัน)

  • He is (was) such a strong man that he can (could) pull a truck.

(เขาเป็นชายที่แข็งแรงมาก  จนกระทั่งเขาสามารถลากรถบรรทุกได้)

                                           สำหรับอีกโครงสร้างหนึ่ง  คือ

  • It is (was) + So + Adjective + A (An) + Noun  (นับได้  เอกพจน์) + that…………......….. เช่น
  • It is (was) so small a car that we can’t (couldn’t) get into it.

(มันเป็นรถที่เล็กมาก  จนกระทั่งเราไม่สามารถเข้าไปข้างในได้)

  • It is (was) so big an elephant that they are (was) afraid of it.

(มันเป็นช้างที่ตัวใหญ่มาก  จนกระทั่งพวกเขากลัวมัน)

  • She is (was) so beautiful a girl that everyone can’t (couldn’t) help loving her.

(เธอเป็นเด็กสาวที่สวยมาก  จนกระทั่งทุกคนอดไม่ได้ที่จะรักเธอ)

                                        จงเปรียบเทียบกับประโยข้างล่าง

  • The car is (was) so small that we can’t get into it.)

(มันเป็นรถที่เล็กมาก  จนกระทั่งเราไม่สามารถเข้าไปข้างในได้)

                                     เมื่อประธานอยู่ในรูปพหูพจน์  จะมีโครงสร้างประโยคดังนี้

  • They are (were) + Such + Adjective + Noun (พหูพจน์) + That ........................ เช่น
  • They are (were) such small cars that we can’t get into them.

(มันเป็นรถที่เล็กมาก  จนกระทั่งเราไม่สามารถเข้าไปข้างในได้)

  • Subject (พหูพจน์) + are (were) + So + Adjective + That …..............…….
  • The cars are so small that we can’t get into them.

   สรุป  -  ดังนั้น  จึงสามารถใช้ได้หลายรูปแบบ  โดยมีความหมายเหมือนกัน  คือ

  • It was such a beautiful house that we decided to buy it.
  • It was so beautiful a house that we decided to buy it.
  • The house was so beautiful that we decided to buy it.

(บ้านหลังนั้นสวยงามมาก  จนกระทั่งเราตัดสินใจซื้อมัน)

  • It is such a small car that we can’t get into it.
  • It is so small a car that we can’t get into it.
  • The car is so small that we can’t get into it.

(รถคันนั้นเล็กมาก  จนกระทั่งเราไม่สามารถเข้าไปนั่งได้)

(ทั้ง   ประโยคข้างบน  หมายถึง  “มันเป็นรถที่เล็กมาก  จนกระทั่งเราไม่สามารถเข้าไปนั่งได้”)  แต่ในกรณีเป็นรูปพหูพจน์  จะสามารถใช้เพียง    แบบเท่านั้น  คือ

  • They are such small cars that we can’t get into them.
  • The cars are so small that we can’t get into them.

(ไม่สามารถใช้   They are so small cars that we can’t get into them.)

 

 9. Please, doctor, come and see my friend !  He is badly ____________________________.  

(ได้โปรดเถิด  คุณหมอ  ช่วยมาดูเพื่อนผมหน่อย,  เขาได้รับ ____________________ สาหัส)

(a) to hurt  (ทำให้บาดเจ็บ)

(b) hurting

(c) hurted

(d) hurt   (บาดเจ็บ)

ตอบ    -   ข้อ   (d)   เนื่องจากต้องอยู่ในรูป  “Passive voice”   เพราะว่า  “เขาถูกทำให้  (หรือ  ได้รับ) บาดเจ็บสาหัส”   สำหรับกริยา  ๓  ช่องของ  “Hurt”  คือ  “Hurt,  Hurt,  Hurt”  ส่วนข้อ  (c)  ไม่มีใช้

 

10. This train is not fast enough ___________________________________ an express train.

(รถไฟคันนี้ไม่เร็วพอ ___________________________________________ รถไฟด่วน)

(a) to be calling

(b) for calling

(c) to be called   (ที่จะถูกเรียกว่า)

(d) that can be called

ตอบ   -   ข้อ   (c)   เนื่องจากอยู่ในโครงสร้าง  “Subject + Is (Are) + (Not) + Adjective + Enough + To + Verb 1”  (ในกรณีที่ประธานประโยคเป็นผู้กระทำ – Active voice)  สำหรับในกรณีที่ประธานประโยคเป็นผู้ถูกกระทำ  (Passive voice)  จะต้องเปลี่ยนโครงสร้างเป็น  “….........………+ Enough + To + Be + Verb 3”  เช่น

  • He is kind enough to love all of his colleagues.  (Active voice)

(เขาเมตตากรุณาพอที่จะรักเพื่อนร่วมงานทุกคน)  (เขาเป็นผู้รัก – คือ  ผู้กระทำ)

  • He is kind enough to be loved by all of his colleagues.  (Passive voice)

(เขาเมตตากรุณาพอที่จะได้รับความรัก (ถูกรัก) จากเพื่อนทุกคน)  (เขาเป็นผู้ถูกรัก – คือ ถูกกระทำ)

                                             ตัวอย่างอื่นๆ ในรูป  “Passive voice”  เช่น

  • She is clever enough to be awarded a scholarship.

(เธอฉลาดพอที่จะได้รับมอบทุนเล่าเรียน)

  • They were careless enough to be killed in an accident.

(พวกเขาประมาทพอที่จะตายในอุบัติเหตุ)

  • We worked hard enough to be appreciated by our boss.

(เราทำงานหนัก – หรือขยัน – พอที่จะได้รับการยกย่องชื่นชมจากหัวหน้าของเรา)

 

11. I met my old friend at college _______________________ accident on the way to Phuket.

(ผมพบเพื่อนเก่าครั้งเรียนมหาวิทยาลัย ____________________ ในระหว่างเดินทางไปภูเก็ต)

(a) on

(b) in

(c) by    (“By accident  =  โดยบังเอิญ)

(d) from

ตอบ   -   ข้อ   (c)

                           สำหรับวลีที่ใช้กับ  “By”  ได้แก่  “by virtue of”  (เพราะว่า, ด้วยเหตุผลที่ว่า)  -  Plastic bags are useful for holding many kinds of food, by virtue of their clearness, toughness, and low cost.  (ถุงพลาสติกมีประ โยชน์สำหรับใช้ใส่อาหารหลายชนิด, เพราะว่าความใส, เหนียว, และราคาถูก  ของมัน),  “by birth”  (โดยกำเนิด)  -  She is English by birth.  (เธอเป็นคนอังกฤษโดยกำเนิด),  by my watch”  (จากนาฬิกาของผม)  -  It is ten o’clock by my watch.  (มันเป็นเวลา  ๑๐  โมงจากนาฬิกาของผม),  “He died by his own hands.  (เขาตายด้วยน้ำมือของตนเอง),  “by chance” (โดยบังเอิญ)  -  I met my own friend at the party by chance.  (ผมเจอเพื่อนเก่าที่งานเลี้ยงโดยบังเอิญ), “by mistake”  (โดยการเข้าใจผิด)  -  He took my book by mistake.  (เขาเอาหนังสือของผมไปโดยเข้าใจผิด  คือ  คิดว่าเป็นของเขา), “by heart”  (โดยการท่องจำ)  -  I learn English vocabularies by heart.  (ผมเรียนรู้คำศัพท์ภาษา อังกฤษโดยการท่องจำ), “by car” (= in a car) (โดยรถยนต์),  “by bus” (= in a bus) (โดยรถประจำทาง),  “by train” (= in a train) (โดยรถไฟ)  “by plane” (= in a plane)(โดยเครื่องบิน)  “by air”  (โดยทางอากาศ) “by sea”  (โดยทางทะ เล)  “by telephone”  (โดยทางโทรศัพท์),  “by telegram” (โดยทางโทรเลข),  “by letter”  (โดยทางจดหมาย),  “by trade”  (โดยทางการค้า),  “by radio” (โดยทางวิทยุ),  “by force” (โดยใช้กำลัง),  “I know him (them) by name” (ผมรู้จักเขาแต่ชื่อ  -  ไม่เคยพบตัว),  “by himself/herself” (โดยตัวเขา/เธอเอง  ตามลำพัง หรือ ไม่มีใครช่วย)  -  He did all the work by himself.  (เขาทำงานทั้ง หมดด้วยตนเอง), “by machinery” (โดยเครื่องจักร), “The room is 20 feet by 10 feet.” (ห้องยาว ๒๐ ฟุต กว้าง ๑๐ ฟุต),  “Sugar is sold by the pound/ kilogram.” (= by weight) {น้ำตาลถูกขายเป็นปอนด์/กิโลกรัม = (ขาย) เป็นน้ำ หนัก},  “The road was widened by 5 meters.”  (ถนนถูกขยายออกไปอีก เมตร),  “She was brought up by her aunt.” (เธอได้รับการอบรม-เลี้ยงดูโดยป้าของเธอ),  “by and large” (= on the whole) (โดยทั่วๆ ไป, เมื่อพิจารณาทุกด้านแล้ว),  “by mistake”  (โดยเข้าใจผิด)  -  She took my book by mistake.  (เธอเอาหนังสือของผมไปโดยเข้าใจผิด  -   คือ  คิดว่าเป็นของเธอ),  “by accident”  (โดยอุบัติเหตุ, โดยมิได้ตั้งใจ)  -  She broke the glass by mistake.  (เธอทำแก้วแตกโดยมิได้ตั้งใจ),  “by degrees” (ทีละน้อย),  “by the way”  (อ้อ, เอ้อ, อนึ่ง – ใช้พูดเกริ่นนำ ก่อนจะเข้าเรื่อง),  “by all means”  (โดยแน่นอน),  “by no means” (ไม่โดยแน่นอน),  “By my watch”  {(เวลา  ๑๐  โมง)  จากนาฬิกาของผม},  “He died by his own hands.  (เขาตายด้วยน้ำมือของตนเอง), “by heart”  (โดยการท่องจำ)  -  I learn English vocabularies by heart.  (ผมเรียนรู้คำศัพท์ภาษาอังกฤษโดยการท่องจำ), “by car” (= in a car) (โดยรถยนต์),  “by bus” (= in a bus) (โดยรถประจำทาง),  “by train” (= in a train) (โดยรถไฟ),  “by plane” (= in a plane)  (โดยเครื่องบิน),  “by air”  (โดยทางอากาศ),  “by sea”  (โดยทางทะเล),  “by telephone”  (โดยทางโทร ศัพท์),  “by telegram” (โดยทางโทรเลข),  “by letter”  (โดยทางจดหมาย),  “by trade”  (โดยทางการค้า),  “by radio” (โดยทางวิทยุ),  “by force” (โดยใช้กำลัง),  “I know him (them) by name” (ผมรู้จักเขาแต่ชื่อ  -  ไม่เคยพบตัว),  “by himself/herself” (โดยตัวเขา/เธอเอง  ตามลำพัง หรือ ไม่มีใครช่วย)  -  He did all the work by himself.  (เขาทำงานทั้งหมดด้วยตนเอง), “by machinery” (โดยเครื่องจักร),  “by hand” (= with his hands) {(ทำ) ด้วยมือ}, “The room is 20 feet by 10 feet.”  (ห้องยาว ๒๐ ฟุต กว้าง ๑๐ ฟุต),  “Sugar is sold by the pound/ kilogram.” (= by weight) {น้ำตาลถูกขายเป็นปอนด์/กิโลกรัม = (ขาย) เป็นน้ำหนัก},  “The road was widened by 5 meters.”  (ถนนถูกขยายออกไปอีก ๕ เมตร),   “remarks by Mr. Schmidt”  (คำพูดโดยมิสเตอร์ชมิดท์),  “new legislation announced by the government” (กฎหมายใหม่ประกาศโดยรัฐ บาล),  “I was startled by his anger.”  (ผมสะดุ้งตกใจจากความโกรธของเขา),  “by and large” (= on the whole) (โดยทั่ว ๆไป, เมื่อพิจารณาทุกด้านแล้ว),  “by mistake”  (โดยการเข้าใจผิด),  “by accident”  (โดยอุบัติเหตุ, โดยมิได้ตั้งใจ), “by degrees” (ทีละน้อย),  “by the way”  (อ้อ, เอ้อ, อนึ่ง – ใช้พูดเกริ่นนำ ก่อนจะเข้าเรื่อง),  “by all means”  (โดยแน่นอน),  “by no means” (ไม่โดยแน่นอน),  “by-pass” (= short cut)  (ทางลัด)“passer-by” (ผู้ที่ผ่านไปมา),  “by-gone”  (สิ่งหรือเรื่องที่ผ่านไปแล้ว),  “by-product” (ผลพลอยได้),  “I will pay by cheque.” (ผมจะจ่ายเป็นเช็ค),  “read a book by candlelight”  (อ่านหนังสือโดยใช้แสงเทียน),  “by chance” (โดยบังเอิญ),  “She came in by the back door.”  (เธอเข้ามาทางประตูหลัง),  “I sat by her bed.” (ผมนั่งข้าง – หรือใกล้ – เตียงของเธอ),  “by 1960”  (ราวๆ ปี ๑๙๖๐),  “By the time I went to bed, I was absolutely exhausted.”  (ราวๆเวลาที่ผมเข้านอน  ผมเหน็ดเหนื่อยโดยสิ้นเชิง),  “He is rich by Chinese standards.”  (เขาร่ำรวย  โดยมาตรฐานของชาวจีน),  “She was standing by herself in a corner of the room.”  (เธอกำลังยืนอยู่ตามลำพัง – คนเดียว – ที่มุมห้องด้านหนึ่ง),  “I think I could manage by myself.”  (ผมคิดว่าผมสามารถทำสำเร็จด้วยตัวของผมเอง – โดยไม่ต้องมีคนคอยช่วยเหลือ),  “Twelve divided by three is four.”  (๑๒ หารด้วย เหลือ ),  “Multiply the amount by three.”  (จงคูณจำนวนนั้นด้วย  ),  “Cars are now made by the million.” (รถยนต์ในปัจจุบันได้รับการผลิตเป็นล้านๆคัน),  “one by one” (ทีละคน),  “year by year”  (แต่ละปี),  “She took him by the hand.”  (เธอจับมือเขา),  “Hold it by the handle!”  (จงถือมันไว้ที่ด้าม หรือ มือจับ),  “Her salary went up by half.”  (เงินเดือนของเธอขึ้นไปครึ่งหนึ่ง),  “The economic growth increased by 10 %.” (เศรษฐกิจเติบโต ๑๐ เปอร์เซ็นต์),  “They are Buddhists by birth, not by practice.”  (พวกเขาเป็นชาวพุทธโดยกำเนิด  มิใช่โดยการปฏิบัติ – ศาสนกิจ),  “By night, a number of animals seek their preys, while by day, they tend to sleep.” (ระหว่างกลางคืน  สัตว์จำนวนมากเสาะหาเหยื่อ  ในขณะที่ตอนกลางวัน  พวกมันมักจะนอน),  “walk side by side”  (เดินเคียงข้างกัน),  “walk hand in hand”  (เดินจูงมือกัน),  “by-election”  (การเลือกตั้งซ่อม),  “by comparison (= in comparison)”  (โดยการเปรียบเทียบ)  -  He made me look, by comparison (= in comparison), a good, calm, reasonable person.  (เขาทำให้ผมดู (มีท่าทาง ), โดยเปรียบเทียบ, เป็นคนดี  เยือกเย็น  และมีเหตุผล)  (หมายถึง  เมื่อเปรียบเทียบผมกับเขา),   เป็นต้น

 

12. She bought her birthday cake _________________________________ 5 dollars a pound.

(เธอซื้อเค้กวันเกิด ____________________________________ ปอนด์ละ  ๕  ดอลลาร์)

(a) for

(b) by

(c) at    (ในราคา)

(d) with

ตอบ   -   ข้อ   (c) 

                          สำหรับวลีที่ใช้กับ  “At”  ได้แก่  “at a high speed” =  ด้วยความ เร็วสูง)  -  “The car is moving at a high speed.”  (รถยนต์กำลังเคลื่อนที่ด้วยความ เร็วสูง),   “good at”  (เก่ง)  -  She is good at drawing map.  (เธอเก่งการวาดแผนที่),  “sit at a table”  (นั่งที่โต๊ะ),  “land at a small airport”  (ร่อนลงที่สนามบินเล็กๆ),  “at both ends”  (ที่ปลายทั้ง ๒ ข้าง),  “a knock at the door”  (การเคาะที่ประตู)  -  “We heard a knock at the door at late night.”  (เราได้ยินเสียงเคาะที่ประตูตอนดึกมากแล้ว),  “I don’t like this movie at all.”  (ผมไม่ชอบหนังเรื่องนี้สักนิดเดียว),  “at a beach club”  (ที่สโมสร ณ ชายหาด), “at a funeral”  (ที่งานศพ),  “at a press conference”  (ที่การให้สัมภาษณ์หนังสือพิมพ์),  “at a high school dance”  (ที่งานเต้นรำของโรงเรียน),  “at the office”  (ณ ที่ทำงาน),  “at breakfast”  (เมื่อเวลาอาหารเช้า),  “to stare at a garage roof”  (จ้องมองไปที่หลังคาโรงรถ),  “to wave down at him”  (โบกมือให้เขา),  “to throw petals at his car”  (โยน – โปรย – กลีบดอกไม้ที่รถของเขา),   “at a distance”  (ในระยะไกล),   “at a standstill”  (หยุดชะงัก, หยุดนิ่งอยู่กับที่),  “at 10:00 a.m.”  (ตอน ๑๐ โมงเช้า),  “at dawn”  (ตอนรุ่งอรุณ),  “at once”  (โดยทันทีทันใด),  “at his wit’s end”  (เขาหมดปัญญา, จนปัญญา, ไม่รู้จะทำอย่างไรดี),   “at loose ends”  (ไม่มีอะไรทำ, ไม่มีงานทำ, ไม่รู้จะทำอะไร ดี, ยังไม่แน่ใจว่าจะทำอะไรต่อไป, ยังไม่ตัดสินใจ),  “at a later stage”  (ในระยะหรือขั้น ตอนต่อไป),   “at a time of high unemployment”  (ณ ช่วงเวลาที่มีการว่างงานสูง),  “to start work at sixteen”  (เริ่มทำงานตอนอายุ ๑๖),  “to die at eighty-three”  (ตายเมื่ออายุ ๘๓),  “to grow at an astonishing rate”  (เติบโตในอัตราที่น่าพิศ วง),  “to buy or sell it at $ 100”  (ซื้อหรือขายที่ราคา ๑๐๐ เหรียญ),  “at 100 miles per hour”  (ที่ ๑๐๐ ไมล์ต่อชั่วโมง),  “the radio playing at full volume”  (วิทยุเปิดสุดเสียง),  “to set a pass mark at 60 percent”  (ตั้งคะ แนนผ่านที่  ๖๐  เปอร์เซ็นต์),  “to work harder at his thesis”  (ขยันมากขึ้นกับวิทยานิพนธ์),  “to aim at bringing down the inflation rate”  (มีเป้าหมายเพื่อลดอัตราเงินเฟ้อ),  “to go at the invitation of his neighbors”  (ไปเพราะการเชื้อเชิญของเพื่อนบ้าน),  “to leave at the director’s command”  (จากไปเพราะคำสั่งของผู้อำนวยการ),  “at liberty”  (มีอิสรเสรีที่จะทำอะไร, มิได้ถูกขัดขวางหรือหยุดยั้ง),  “to be at war”  (ทำสงคราม),  “to put his life at risk”  (ทำให้เขาต้องเสี่ยงชีวิต),  “to read at random”  (อ่านแบบสุ่มๆ – คือไม่เฉพาะเจาะ จง),  “at gun point”  (โดยเอาปืนจี้หัว),  “to fly at their expense”  (บินไปโดยค่าใช้ จ่ายของพวกเขา),  “to be at her best”  (อยู่ในช่วงที่ดีที่สุดของเธอ),  “at a guess”  (โดยการเดาหรือทาย),  “at a rough estimate”  (โดยประมาณการอย่างคร่าวๆ),  “good at swimming”  (ว่ายน้ำเก่ง),  “clever at mathematics”  (เก่งคณิตศาสตร์),  “bad at cooking”  (ปรุงอาหารไม่เก่ง),  “an expert at shooting”  (เป็นผู้เชี่ยวชาญด้านการยิงปืน),  “be delighted at the success” (ปลาบปลื้ม-ยินดี กับความสำเร็จ),  “feel sorry at his dismissal”  (รู้สึกเสียใจกับการถูกไล่ออกของเขา),  “feel glad at a new job”  (รู้สึกดีใจกับงานใหม่)“at first”  (ในตอนแรก),  “at last”  (ในที่สุด),  “at least”  (อย่างน้อยที่สุด),  “at leisure”  (มีเวลาว่าง, ไม่ได้ทำงาน, ไม่ได้มีงานยุ่ง),  “at length”  (อย่างละเอียด, อย่างเต็มที่, ในที่สุด),  “at most, at the most”  (อย่างมากที่สุด),  “at loggerheads”  (ทะเลาะกัน, ต่อสู้กัน, เป็นปฏิปักษ์ต่อกัน)“at present”  (ในปัจจุบัน),  “at the same address” (ณ ที่อยู่เดิม),  “at 33 Albert Street” (บ้านเลขที่  ๓๓  ถนนอัลเบิร์ต),  “at the hairdresser’s”  (ที่ร้านทำผม),  “at church”  (ที่โบสถ์ – ไปทำพิธี),  “at home”  (ที่บ้าน),  “to be at work”  (กำลังทำงานหรือยุ่งอยู่กับกิจกรรมอะไรบางอย่าง, สถานการณ์หรือกระบวนการที่กำลังมีผล กระทบหรืออิทธิพล),  “at school”  (ที่โรงเรียน),  “at college”  (ที่มหาวิทยาลัย),  “arrive at the airport”  (มาถึงที่สนามบิน),  “at night”  (ตอนกลางคืน),  “at Easter”  (ช่วงเทศกาลอีสเตอร์),  “at the weekend”  (ตอนสุดสัปดาห์),  “I don’t understand it at all.”  (ผมไม่เข้าใจมันเลย),  “I can hardly hear you at all.”  (ผมแทบจะไม่ได้ยินเสียงคุณเลย  –  เสียงคุณแผ่วเบามาก),  “It is not at all likely he will come.”  (แทบจะเป็นไปไม่ได้เลยที่เขาจะมา  -  คือมีโอกาสเกิดขึ้นน้อยมาก),  “Can it be done at all?”  (มันจะสามารถทำได้ไหมนี่),  “She will walk with a limp, if she walks at all.”  (เธอจะต้องเดินขากระเผลก-ขาเป๋  ถ้าเธอยังเดินได้  -  หมายถึงเธออาจจะเดินไม่ได้อีกเลย),  “at all costs”  (ไม่ว่าจะต้องเสียเงิน เวลา หรือความพยายามเพียงใด)  -  Carl is determined to succeed in his new job at all costs.”  (คาร์ลมุ่งมั่นที่จะประสบความสำเร็จในงานใหม่ของเขา  โดยไม่สน ใจว่าจะต้องทำงานหนักเพียงใด),  “Regardless of the results, Mr. Jackson intended to save his son’s eyesight at all costs.”  (โดยไม่คำนึงถึงผลลัพธ์  มิสเตอร์แจ๊คสันตั้งใจที่จะรักษาสายตาของลูกชายตน  ไม่ว่าจะต้องใช้เวลาหรือเงินมาก มายเพียงใด),  “at a loss”  (ในสภาพที่ไม่แน่นอน, ไม่รู้อะไรเลย, งุนงงสับสนไปหมดจนทำอะไรไม่ถูก, จนปัญญา),  “A good salesman is never at a loss for words.”  (นักขายที่ดีไม่เคยจนปัญญาที่จะพูดเพื่อขายสินค้า),  “When Don missed the last bus, he was at a loss to know what to do.”  (เมื่อดอนตกรถเมล์เที่ยวสุดท้าย  เขางุนงงสับสนจนไม่รู้ว่าจะทำอย่างไร  -  คือไม่รู้ว่าจะหาทางกลับบ้านอย่างไร)“at anchor”  (แอ๊ง-เคอะ  -  จอดลอยลำทอดสมออยู่),  “at any rate”  (อย่างไรก็ตาม, อย่างไรก็ดี),  “keep him at arms length”  (ไม่คบค้าสมา คมกับเขา, ไม่ทำตัวสนิทสนมกับเขา),  “at a snail’s pace”  (อย่างเชื่องช้าอืดอาด, คืบหน้าไปทีละหน่อยเหมือนหอยทาก),  “one at a time”  {(เข้ามาในห้อง, ขึ้นรถ เมล์) ทีละคน},  “run up the steps two at a time”  (ขึ้นบันไดทีละ ขั้น),  “at best, at the best”  (อย่างดีที่สุด),  “at ease”  (สบาย, ไม่มีความเจ็บปวดหรือสิ่งรบกวน),  “at every turn”  (ทุกครั้ง, ตลอดเวลา),  “at fault”  (ถูกตำหนิ, รับ ผิดชอบต่อความผิดพลาดหรือความล้มเหลว),  “at first glance, at first sight”  (เมื่อแรกเห็น, หลังจากมองครั้งแรกอย่างรวดเร็ว),  “at hand, at close hand”  (อยู่ใกล้ตัว, เอื้อมถึงได้ง่าย, กำลังจะมาถึงเร็วๆนี้),  “at large”  {(คนร้าย) ยังลอยนวล, ยังจับตัวไม่ได้},  เป็นต้น

 

13. ______________________________ counting the books, he found that one was missing.

(____________________________ เมื่อ (เขา) นับหนังสือ  เขาพบว่ามันขาดไปเล่มหนึ่ง)

(a) In

(b) At

(c) On    (เมื่อ)

(d) With

ตอบ   -   ข้อ   (c)   “On counting the books”  =  “When he counted the books 

                               สำหรับวลีที่ใช้    “On”   ได้แก่  live on grass”  (ดำรงชีวิตอยู่ด้วย(การกิน) หญ้า)  -  A number of animals live on grass.  (สัตว์จำนวนมากดำรง ชีวิตอยู่ด้วยการกินหญ้า),  waste his time on”  (ใช้เวลา – ของเขา – อย่างสิ้น เปลือง-สุรุ่ยสุร่ายกับ), on business  (ด้วยเรื่องธุรกิจ), keep on  (ดำเนินต่อไป), rely on  (ไว้วางใจ, เชื่อใจ, พึ่งพาอาศัย), depend on (upon)  (พึ่งพาอาศัย, ขึ้นอยู่กับ, อยู่ที่), insist on  (ยืนกราน, ยืนหยัด, เรียกร้อง), on the floor  (บนพื้น), on a hill  (บนเนินเขา), on the top shelf  (บนชั้นบนของหิ้ง), bet money on  (พนันเงินกับ)  -  He bet a lot of money on that horse.  (เขาพนันเงินจำนวนมากกับม้าตัวนั้น),  on a sofa  (บนเก้าอี้โซฟา), to turn his back on his country  (หันหลังให้กับประเทศของตน  -  หมายถึงละทิ้งประเทศ  เช่น  หนีการเกณฑ์ทหาร  หรือไปเข้ากับฝ่ายศัตรู), on the contrary  (ในทางตรงกันข้าม), on the drawing board   (กำลังอยู่ในขั้นวางแผนหรือเตรียมการ  คือยังไม่ได้ลงมือทำ หรือนำมาใช้งานจริงๆ ),  on the dot (on the button)  (ตรงเวลาเผง, ตรงเวลาพอดี)  -  Susan arrived at the party at 3:00 p.m. on the dot.  (ซูซานมาถึงที่งานเลี้ยงเวลาบ่าย    โมงตรงพอดี)get (climb, jump) on the bandwagon  (ทำตามอย่างที่คนอื่นทำ  แม้จะไม่ใช่เรื่องที่จำเป็น, เข้าร่วมในกิจกรรมที่มีคนนิยมทำกันมาก  และล่าสุด  เช่น ถีบจักรยาน หรือ เล่นฟิตเนส,  โยคะ  -  แปลตรงๆ ตัว คือ ปีนหรือกระโดดขึ้นไปบนรถดนตรีในขบวนแห่)  -  When all Jim’s friends decided to vote for Bill, Jim climbed on the bandwagon too.  (เมื่อเพื่อนทุกคนของจิมตัดสินใจลงคะแนนให้บิล  จิมก็ตัดสินใจลงคะแนนให้บิลเช่นเดียวกัน  -  คือทำตามเพื่อนๆ แบบไม่ต้องมีเหตุผล), on the (an) average   (โดยเฉลี่ย),   a dog peeing (pissing) on a tree  (หมาเยี่ยวรดต้นไม้),  on condition that  (โดยมีเงื่อนไขว่า)  -  I will lend you the money on condition that  you pay it back in one month.  (ผมจะให้คุณยืมเงินโดยมีเงื่อนไขว่า  คุณต้องใช้คืนภายใน    เดือน),  on deck   (อยู่บนดาดฟ้าเรือ, เตรียมพร้อมที่จะทำอะไรบางอย่าง, มาปรากฏตัว หรือมาถึงที่นัดหมาย)  –  The passengers are relaxing on deck.  (ผู้โดยสารกำลังพักผ่อนหย่อนใจอยู่บนดาดฟ้าเรือ)   -  The scout leader told the boys to be on deck at 8:00 Saturday morning for the hike.  (ผู้นำลูกเสือบอกให้ลูกเสือมาถึงที่นัดหมายเวลา ๘.๐๐ น. เช้าวันเสาร์  เพื่อออกเดินทางไกล),  on deposit   (ในธนาคาร)  -  I have $ 500 on deposit in my account.  (ผมมีเงินอยู่  ๕๐๐ ดอลลาร์ในบัญชีธนาคาร),  on duty  (อยู่ปฏิบัติหน้าที่, ขณะปฏิบัติหน้าที่)   -  There is always one teacher on duty during study hour.  (มีครูอยู่ คนเสมอ  อยู่ปฏิบัติหน้าที่ในระหว่างชั่วโมงเรียน  -  คือคอยให้คำแนะนำปรึกษาแก่นักเรียน)on earth (= in the world(ใน หรือ บนโลกนี้, เกิดขึ้นได้ หรือเป็นไปได้อย่างไร  มักใช้แสดงการเน้นในประโยคคำถาม) - Where on earth did I put my wallet?  (ไม่รู้ว่าผมเอากระเป๋าสตางค์ไปวางไว้ตรงไหนในโลกนี้   -   คือบ่นคร่ำครวญเนื่องจากหากระเป๋าสตางค์ไม่เจอ)   -  The boys wondered how on earth the mouse got out of the cage.  (พวกเด็กๆสงสัยว่า เป็นไปได้อย่างไรที่หนูออกจากกรงไป  -  ทั้งๆที่ล็อคทางออกไว้อย่างแน่นหนา),  have, (keep, with) one eye on  (คอยเฝ้าดูหรือเอาใจใส่  -  บุคคลหรือสิ่งของ  -  ในขณะที่กำลังทำสิ่งอื่นไปด้วย)  -  Mother had one eye on baby as she ironed.  (แม่รีดผ้าและดูแลลูกน้อยไปด้วยในเวลาเดียวกัน)  -  Chris tried to study with one eye on the TV set.  (คริสพยายามอ่านหนังสือ  และดูทีวีไปด้วยในในเวลาเดียวกัน), on account of  (เนื่องมาจาก, เพราะว่า),  -  The picnic was held in the gym on account of the rain.  (ปิกนิกถูกจัดในโรงยิม  -  แทนในสนาม  -  เนื่องมาจากฝนตก),  on a shoestring  (ด้วยเงินจำนวนเล็กน้อยสำหรับใช้จ่าย, ด้วยงบประมาณที่น้อยมาก  -  แปลตรงๆตัว คือ ด้วยเชือกผูกรองเท้า)  -  The couple was seeing Europe on a shoestring.  (สามี-ภรรยาคู่นั้นกำลังเที่ยวยุโรป  ด้วยเงินจำนวนเพียงนิดเดียว  -  คือ  แบบประหยัดสุดๆ),  to walk on air  (รู้สึกมีความสุขและตื่นเต้น)  -  Kim has been walking on air since she won the prize.  (คิมมีความสุขและตื่นเต้นมาโดยตลอด  ตั้งแต่ที่เธอได้รับรางวัล),  to wait on (upon)  (รับใช้, ให้บริการ)  -  The clerk in the store waits on all customers.  (เสมียนในร้านนั้นให้บริการ (รับใช้) ลูกค้าทุกคน),  (sitting) on top of the world  (ปลาบปลื้มยินดีและมีความสุข, รู้สึกประสบความสำเร็จ)  -  John was (sitting) on top of the world when he found out that he got into college.  (จอห์นดีใจและมีความ สุข  เมื่อเขาพบว่าเขาสอบเข้ามหาวิทยาลัยได้),  on behalf of  (ในนามของ),  on board  (บนเรือ)  -  A ship was leaving the harbor, and we saw the people on board waving.  (เรือลำหนึ่งกำลังออกจากท่า  และเราเห็นผู้คนบนเรือโบกไม้โบกมือ  -  เพื่ออำลาญาติพี่น้องที่มาส่ง),  off and on (= on and off)  (ไม่สม่ำเสมอ, เป็นครั้งคราว หรือบางโอกาส)  -  It rained off and on all day.  (ฝนตกๆหยุดๆตลอดทั้งวัน  -  คือ ตกแล้วหยุด  แล้วก็ตกแล้วหยุดอีก  สลับกันไปแบบนี้ตลอดทั้งวัน),  the posters on the walls   (โปสเตอร์บนกำแพง), a sticker on her car  (สติ๊กเกอร์ติดรถของเธอ), pictures on the screen  (รูปภาพบนจอ), on the ceiling  (บนเพดาน), on the roof  (บนหลังคา), on all fours  (คลาน เท้า), get on a bus  (ขึ้นรถเมล์), on a highway  (บนทางหลวง), on the plane  (บนเครื่องบิน), on foot  (โดยทางเท้าหรือเดินไป), to walk on tiptoe  (เดินบนปลายเท้าหรือเขย่งส้นเท้า), on horseback  (บนหลังม้า), on a bicycle  (โดยรถจักร ยาน), on Monday  (ในวันจันทร์), on a Sunday afternoon  (ตอนบ่ายวันอาทิตย์), on an occasion like this  (ในโอกาสเช่นนี้), on April10th  (ในวันที่ ๑๐ เมษายน), on Thursday night   (ในคืนวันพฤหัสฯ), on the first day of term  (ในวันแรกของภาคการศึกษา), books on art and religion  (หนังสือเกี่ยวกับศิลปะและศาสนา), on the subject of rents  (ในเรื่องเกี่ยวกับค่าเช่า), ideas on how films should be made  (ความคิดเกี่ยวกับว่าควรจะสร้างหนังอย่างไร), to comment on the issue  (แสดงความคิดเห็นในประเด็นนั้น), a talk on agriculture  (การสนทนาเกี่ยวกับเกษตรกรรม), cars running on petrol (รถยนต์ที่วิ่งด้วยน้ำมัน), appear on TV  (ปรากฏตัวทางทีวี), to hear it on the radio  (ได้ยินมันทางวิทยุ), on stage  (บนเวที), on the phone  (ทางโทรศัพท์ หรือกำลังพูดโทรศัพท์), on and on  (ไม่รู้จักจบสิ้น, ไม่หยุดหย่อน, ไม่สิ้นสุด), on edge  (รุ่มร้อน, กระวนกระวาย, ตื่นเต้น, ประสาทเสีย, ปวดสมอง), on one’s own  (ด้วยตนเอง, เป็นอิสระ, หาเลี้ยงตนเอง), on purpose  (โดยเจตนา, โดยตั้งใจทำ), on the carpet  (ดุด่าว่ากล่าว, สวด), on the fence  (ยังไม่แน่ใจ, ยังไม่ตัดสินใจ-ตกลงใจ), on the hook  (อยู่ในฐานะลำบาก), on the spot  (ที่กำลังพูดถึง-เอ่ยถึง), to be on  (กำลังปรากฏ, กำลังฉายอยู่. กำลังแสดง), on the go  (มีธุระ ยุ่ง, เคลื่อนไหวทำโน่นทำนี่อยู่ตลอด)  –  I’m usually on the go all day long.  (ผมมักมีธุระยุ่งตลอดทั้งวัน), on the market  (มีขาย, เสนอขาย)– I had to put my car on the market.  (ผมจำเป็นต้องเอารถออกขาย) - This is the finest home computer on the market.  (นี่เป็นคอมพิวเตอร์ประจำบ้านที่ดีที่สุดที่วางขายในตลาด), on the mend  (สบายดี, หายป่วยไข้) – My cold was terrible, but I’m on the mend now.  (ไข้หวัดของผมย่ำแย่มากเลย  แต่ตอนนี้ผมหายไข้แล้ว) – What you need is some hot chicken soup.  Then you’ll really be on the mend.  (สิ่งที่คุณต้องการ คือ ซุปไก่ร้อนๆ  แล้วคุณจะหายป่วยจริงๆเลย), on the tip of one’s tongue  (ติดอยู่แค่ริมฝีปาก  คือ เกือบจะพูดออกมาแล้ว หรือ เกือบจะนึกออกแล้ว) – I have his name right on the tip of my tongue.  I’ll think of it in a second  (ผมมีชื่อของเขาติดอยู่ที่ริมฝีปาก  ผมจะนึกมันออกในอีกวินาทีเดียว) – John had the answer on the tip of his tongue, but Ann said it first  (จอห์นเกือบจะบอกคำตอบออกมาแล้ว  แต่แอนพูดออกมาเสียก่อน  -  คือชิงบอกคำตอบก่อน), on the wrong track  (ไปหรือเดินผิดลู่หรือราง, ทำตามสมมติฐานที่ผิด)  – You’ll never get the right answer.  You’re on the wrong track.  (คุณไม่มีวันจะได้คำตอบที่ถูกต้องหรอก คุณเดินผิดทางนี่ หรือ คุณตั้งสมมติฐานไว้ผิดนี่), be (skate) on thin ice  (อยู่ในสถานการณ์ที่เสี่ยงหรือมีอันตราย) – If you try that, you’ll really be on thin ice.  That’s too risky.  (ถ้าคุณลองทำสิ่งนั้น  คุณจะตกอยู่ในอันตรายอย่างแท้จริง  มันเสี่ยงเกินไป) – If you don’t want to find yourself (skating) on thin ice, you must be sure of your facts  (ถ้าคุณไม่ต้องการพบตัวเองตกอยู่ในอันตราย  คุณต้องมั่นใจในข้อเท็จจริง  - ไม่เช่นนั้นคุณอาจแพ้คดีและต้องจ่ายเงินมากมาย), on tiptoe  (เดินเขย่างเท้า), on vacation  (เดินทางไปเที่ยวในวันหยุดพักผ่อน)  – Where are you going on vacation this year?  (คุณจะเดินทางไปพักผ่อนที่ไหนในวันหยุดปีนี้) – I’ll be away on vacation for three weeks.  (ผมจะเดินทางไปพักผ่อนวันหยุดเป็นเวลา ๓ สัปดาห์),  เป็นต้น

 

14. The boss got them ____________ their work very soon since the deadline was approaching.

(หัวหน้าใช้ให้พวกเขา ________ งานของตนโดยเร็ว  เพราะว่าเส้นตายกำลังใกล้เข้ามา)  (หมายถึง  ทำงานของตนให้เสร็จโดยเร็ว)

(a) finish

(b) finishing

(c) finished

(d) to finish    (ทำให้เสร็จ)

ตอบ   -   ข้อ   (d)   ตามโครงสร้าง  “Subject + Get + Someone + To do + Something”  ดูเพิ่มเติมโครงสร้างนี้จากตัวอย่างข้างล่าง

                                                       ตัวอย่างที่

  • I haven’t told my secretary to make a reservation for a plane ticket to London as I want to get her ________ this letter for me first.

(ผมยังไม่ได้บอกเลขาฯของผมให้จองตั๋วเครื่องบินไปลอนดอน  เพราะว่าผมต้องการใช้ให้เธอ ________ จดหมายฉบับนี้ให้ผมก่อน)

(a) type

(b) to type    (พิมพ์)

(c) types

(d) typing

ตอบ   -   ข้อ   (d)   เนื่องจากอยู่ในโครงสร้าง  “Causative use” {Subject + Get + Someone + To do + Something}  คือ  {ประธานฯ ใช้ให้ใครทำอะไร} ดูเพิ่มเติมจากประโยคข้างล่าง

                                                     ตัวอย่างที่

  • What would you get me _______________________________________________?

(คุณจะให้ผม ________________________________________________ อะไรครับ)

(a) to mend    (ซ่อม)

(b) mending

(c) mended

(d) mend

ตอบ   -    ข้อ   (a)   เนื่องจากเป็นการใช้โครงสร้างของ  “Causative use” (Subject + Get + Someone + To do + Something)  (ประธานใช้ให้ใครทำอะไรบางอย่าง)  โดยแบ่งออกเป็นโครงสร้างแบบ  “Active voice”  และ  “Passive voice

                                          สำหรับการใช้โครงสร้าง   “Causative use”  ในแบบ  “Active voice”  คือ  “Subject + have + someone + do  (กริยาอะไรก็ได้ช่องที่ ) + something”  หรือ  (= Subject + get +  someone + to do  (กริยาอะไรก็ได้  แต่ต้องมี  “To” นำหน้า) + something) (ประธานใช้ให้ใครทำอะไรบางอย่าง)  มีดังนี้ คือ

                                     ๑.  Subject + have + someone + do + something  (กรรมของ  Verb “Do”)

                                     ๒.  Subject + get + someone + to do + something  (กรรมของ Verb “Do”)

(ประธาน  +  ใช้ให้  +   ใครบางคน  +   ทำ (กริยาอะไรก็ได้)  +  บางสิ่งบางอย่าง)

                                          ทั้ง    โครงสร้างข้างบน   ถือว่าอยู่ในรูปของ  “Active voice”  เนื่องจากประธานเป็นผู้ใช้ให้ใครบางคนไปทำอะไรบางอย่าง   ดังตัวอย่างประโยคข้างล่าง

  • He had the doctor examine his eyes.

(เขาให้หมอตรวจตา)

  • He got the doctor to examine his eyes.

(เขาให้หมอตรวจตา)

  • She has her maid wash her car every day.

(เธอให้สาวใช้ล้างรถทุกวัน)

  • She gets her maid to wash her car every day.

(เธอให้สาวใช้ล้างรถทุกวัน)

  • We had our neighbors clean our house last week.

(เราให้เพื่อนบ้านทำความสะอาดบ้านของเราสัปดาห์ที่แล้ว)

  • We got our neighbors to clean our house last week.

(เราให้เพื่อนบ้านทำความสะอาดบ้านของเราสัปดาห์ที่แล้ว)

                                            อย่างไรก็ตาม  ถ้าต้องการใช้ในรูป  “Passive voice”  คือ  {Subject + have (get) + something + done + (by someone)} {(ประธาน  ใช้ให้  + บางสิ่ง  + ถูกกระทำ  (กริยาอะไรก็ได้  อยู่ในช่องที่  ๓)  +  (โดยบางคน)}  ในกรณีนี้   ทั้ง  “Have”  และ  “Get”  ในโครงสร้างแบบนี้   จะใช้ในรูปประโยคที่เหมือนกันทุกประการ  ดังตัวอย่าง

  • He had his eyes examined (by the doctor).

(ถ้าแปลตรงๆ ตัว คือ  “เขาให้ตาถูกตรวจโดยหมอ” แต่ในภาษาไทยไม่นิยมพูดแบบนี้ โดยนิยมพูดแต่เพียงว่า  “เขาไปตรวจตา”)

  • He got his eyes examined (by the doctor).

(เขาไปตรวจตา)

  • She has her car washed (by her maid) every day.

(เธอล้างรถทุกวัน)

  • She gets her car washed (by her maid) every day.

(เธอล้างรถทุกวัน)

  • We had our house cleaned (by our neighbors) last week.

(เราทำความสะอาดบ้านสัปดาห์ที่แล้ว)

  • We got our house cleaned (by our neighbors) last week.

(เราทำความสะอาดบ้านสัปดาห์ที่แล้ว)

  • He has his hair cut once a month.

(= He gets his hair cut one a month.)

(เขาตัดผมเดือนละ ครั้ง – คือไปให้ช่างตัดให้)

  • She has her room cleaned every day.

(= She gets her room cleaned every day.)

(เธอทำความสะอาดห้องทุกวัน)  (คือ  ให้คนรับใช้ทำให้)

  • We had our car washed once a week last year.

(= We got our car washed once a week last year.)

(เราล้างรถอาทิตย์ละ ๑ ครั้ง เมื่อปีที่แล้ว)  (คือ  ให้อู่ล้างให้)

 

15. A: Why didn’t you go to the lecture?

(ทำไมคุณไม่ไปฟังการบรรยาย)  (เป็นอดีต)

     B: _____________________________________________________________.

(a) I was not interesting.    (ผมไม่น่าสนใจ)

(b) I didn’t interest in it.

(c) I was not interested in it.    (ผมไม่สนใจมัน)  (เป็นอดีต)

(d) I am not interested in it.    (ผมไม่สนใจมัน)  (เป็นปัจจุบัน)

ตอบ   -   ข้อ   (c)   ต้องตอบโดยใช้โครงสร้างเป็นอดีต  “Past tense”  เนื่องจากคำถามอยู่ในรูปอดีต  คือ   “Why didn’t you go…..............…..”  

 

16. There is ____________________________________ in my car for one more person only.

(มี ________________________ ในรถของผม  สำหรับคน (โดยสาร) อีกเพียง    คนเท่านั้น)

(a) a room    (ห้อง  ๑  ห้อง)

(b) room    (ที่ว่าง)

(c) no room    (ไม่มีห้อง หรือที่ว่าง)

(d) any room

ตอบ   -   ข้อ   (b)   “Room”  มีความหมายดังนี้  คือ

                                       ๑.  “ห้อง”   ใช้แบบนามนับได้  เช่น

  • There are many rooms in her house.

(มีห้องจำนวนมากในบ้านของเธอ)

  • I want a single room, please.

(ผมต้องการห้องเดี่ยวหนึ่งห้อง)

                                     ๒.  “ที่ว่าง”  (Space)  ใช้แบบนามนับไม่ได้  เช่น

  • There wasn’t enough room for everybody.

(ไม่มีที่ว่างเพียงพอสำหรับทุกๆคน)

  • There’s plenty of room in the hall.

(มีที่ว่างมากมายในห้องโถง)

  • He waited impatiently for the crowd to give him more room.

(เขารอคอยอย่างกระวนกระวาย  เพื่อให้ฝูงชนให้ที่ว่างเขามากขึ้น)

  • This furniture takes up too much room.

(เฟอร์นิเจอร์นี้กินที่ (ว่าง) มากเกินไป)

  • Move along and make room for me!

(ขยับไปหน่อยเพื่อให้ผมมีที่บ้าง)

                                        ๓.  โอกาส, ช่องทาง”  (Opportunity, Chance)  ใช้แบบนามนับไม่ได้  เช่น

  • They should retire to make room for younger men.

(พวกเขาควรเกษียณตัวเอง  เพื่อเปิดโอกาสให้คนหนุ่มสาว)

  • There is no room for new traders to make a profit in this business.

(ไม่มีโอกาสสำหรับพ่อค้าใหม่ๆ  ที่จะทำกำไรในธุรกิจนี้)

  • There is no room for improvement.

(ไม่มีช่องทางที่จะทำการปรับปรุงได้เลย)

 

17. Most people felt that the brave soldiers _________________________________ a medal.

(คนส่วนมากรู้สึกว่าทหารผู้กล้าหาญ _____________________________ เหรียญกล้าหาญ)

(a) reserved    (จอง, สงวน, รักษาไว้, สำรอง)

(b) earned    (มีรายได้, ได้รับ, หาได้, หามาได้, ได้กำไร, ปรารถนา, ต้องการ)

(c) deserved    (สมควรจะได้รับ)

(d) expected    (คาดหวัง, คาดหมาย, คาดว่า, หวังว่า, คาดคิด, ปรารถนาให้, ตั้งครรภ์)

 

18. ________________________________________________________ to the meetings?

(_________________________________________________ ที่การประชุม  ใช่หรือไม่)

(a) Doesn’t usually he come

(b) Doesn’t he come usually

(c) He doesn’t usually come

(d) Doesn’t he usually come    (เขามิได้มา (ประชุม) เป็นประจำ)

ตอบ   -   ข้อ   (d)   ต้องเรียงลำดับคำดังใน  ข้อ  (d)    

 

19. Mother could have more time for rest if the family _________________ a washing machine.

(แม่สามารถมีเวลาพักผ่อนมากขึ้น  ถ้าครอบครัว ________ เครื่องซักผ้า)  (หมายถึง  ในปัจจุบัน  หรืออนาคต)

(a) has

(b) had    (มี)

(c) has had

(d) would have

ตอบ   -   ข้อ   (b)   เนื่องจากเป็น  “If clause”  แบบที่    หรือ  “Present unreal”  (เหตุการณ์เกิดได้ยาก   หรือ  อาจไม่เป็นจริงได้เลยในปัจจุบัน  หรืออนาคต)  คือ  เป็นการกล่าวถึงเงื่อนไขของเหตุการณ์ในปัจจุบัน  ซึ่งเกิดขึ้นได้ยาก  หรือไม่เกิดขึ้นจริง  (เช่น  ถ้าเขาเป็นนก................., ถ้าเธอเป็นราชินี..................., ถ้าพวกเขาเป็นเศรษฐี.....................ซึ่งทั้งหมดไม่เกิดขึ้นจริง)  ในกรณีของประโยคข้างบน  เป็นเหตุการณ์ที่เกิดได้ยากในปัจจุบัน  {โอกาสที่จะเกิดขึ้นมีน้อย  แต่ถ้าเหตุการณ์ในประโยคย่อย  (If clause)  เกิดขึ้นจริง   เหตุการณ์ในประโยคใหญ่  (Main clause) ก็จะเกิดขึ้นตามไปด้วย}  เนื่องจากเหตุการณ์ที่เป็นจริงในขณะนี้   คือ  “แม่มีเวลาพักผ่อนน้อย  เพราะครอบครัวไม่มีเครื่องซักผ้า”  ทั้งนี้   โครงสร้างของประโยค  “If clause”  แบบที่    คือ  ในประโยคใหญ่  (Main clause)  ประกอบด้วย  “Subject + Would (Should, Could, Might) + Verb 1”  ส่วนในประโยคย่อย  (If clause)  ประกอบด้วย    “If + Subject + Verb 2”  จึงต้องตอบข้อ  (b) “Had”  ดูเพิ่มเติมตัวอย่างประโยคที่เกิดขึ้นได้ยาก  หรือไม่อาจเกิดขึ้นได้เลย  ในปัจจุบัน หรืออนาคต  จากข้างล่าง

  • If he had more money (now), he would buy a new car.

(ถ้าเขามีเงินมากขึ้น  เขาจะซื้อรถคันใหม่)

  • If she had more friends (now), she would be happier.

(ถ้าเธอมีเพื่อนมากขึ้น  เธอจะมีความสุขมากขึ้น)

  • If I lived near my office (now), I could go to work in time.

(ถ้าผมอยู่ใกล้ที่ทำงาน  ผมสามารถไปทำงานได้ทันเวลา)

                                       ประโยคข้างบนทั้ง  ๓  ประโยค  เกิดขึ้นได้ยากในปัจจุบัน  หรืออนาคต  ส่วนอีก  ๓  ประโยคข้างล่าง  ไม่อาจเกิดขึ้นได้จริงเลยในปัจจุบัน  หรืออนาคต

  • If I were a bird (now), I would fly to the moon.

(ถ้าผมเป็นนก  ผมจะบินไปดวงจันทร์)

  • If he were a millionaire (now), he would travel around the world.

(ถ้าเขาเป็นเศรษฐี  เขาจะเดินทางรอบโลก)

  • If she were a queen (now), she would marry a young prince.

(ถ้าเธอเป็นราชินี  เธอจะแต่งงานกับเจ้าชายหนุ่ม)

 

20. What time did you arrive __________________________________________ last night?

(คุณมาถึง ______________________________________________ เวลาใดเมื่อคืนนี้)

(a) at home

(b) to home

(c) into home

(d) home    (บ้าน)

ตอบ   -   ข้อ   (d)   เนื่องจากเราใช้   “Arrive home”  แต่ต้องใช้   “Arrive at my (his, her, your) home” 

 

เรียน  ท่านผู้ติดตามอ่าน  เว็บไซต์  “everydayenglish.pwa.co.th

 

                  ถ้าท่านมีคำแนะนำให้ปรับปรุงเว็บไซต์นี้ประการใด  กรุณาส่ง   e-mail ไปที่  ดร. วัชรินทร์  ภูเขาทอง  อดีต  ผอ. สำนักวิทยาการ  การประปาส่วนภูมิภาค  ผู้จัดทำเว็บ-ไซต์นี้  ตาม   “Address” wpookaotong@yahoo.com   (โปรดระบุหัวเรื่องด้วย ว่า  “ปรับปรุงเว็บไซต์”)   เพื่อที่ผู้จัดทำฯ จะได้ปรับปรุงเนื้อหาได้ตรงตามความประสงค์ของผู้อ่านเว็บไซต์นี้ต่อไป

 

 

 

 

หมวดข้อสอบ TOEIC (ตอนที่ 475)

การประปาส่วนภูมิภาค  “มุ่ง-มั่น-เพื่อปวงชน”

 

Part V: Sentence Completion   (ส่วนที่ 5 :  การเติมประโยคให้สมบูรณ์)

Choose the best alternative to make a correct sentence.

(จงเลือกข้อที่ดีที่สุดเพื่อทำให้ประโยคมีความถูกต้อง)

 

1. Birds that can be eaten are _________________________________________________.

(นกที่สามารถกินได้  คือ _______________________________________________)

(a) lobsters    (กุ้งก้ามกราม)

(b) rabbits    (กระต่าย)

(c) fowls    (เฟาล)  (สัตว์พวกเป็ดไก่, สัตว์ปีก, เนื้อของสัตว์ดังกล่าว, นก)

(d) pseudonym    (ซู้-ดะ-นิม)  (นามแฝง, นามปากกา, ชื่อปลอม)

 

2. If Jim accomplished his plan, he put it ________________________________________.

(ถ้าจิมบรรลุผลสำเร็จในแผนของเขา,  เขา ___________________________________)

(a) out

(b) over

(c) off

(d) through   

ตอบ   -   ข้อ   (d)   “Put something through”  =  ทำได้สำเร็จ, ทำได้แล้วเสร็จ  ส่่วน  "Put out" =  "ดับไฟ"  และ  "Put off"  =  "เลื่อนเวลาออกไป"

 

3. To walk leisurely  (ลี้-เชอ-ลี่) is to ______________________________________________.

(การเดินอย่างไม่รีบร้อน (อย่างสบายๆ)  คือ การ __________________________________)

(a) wade    (ลุย, เดินลุย, ตะลุย, ลุยน้ำ, เล่นน้ำ)

(b) stroll    (เดินทอดน่อง, เดินเล่น, เดินเตร่, ร่อนเร่, พเนจร)

(c) glance    (แกลนซ)  (ชำเลืองมอง, มองผ่านๆ, มองแวบเดียว, มองผาดๆ)

(d) rush    (วิ่ง, วิ่งเข้าไป, พรวดพราด, ถลัน, รีบเร่ง, กรูกันเข้าไป)

 

4. Do you think that that party is capable of ______________________________ the country?

(คุณคิดว่าพรรคการเมืองนั้น   สามารถ ____________________________ ประเทศหรือเปล่า)

(a) government

(b) governed

(c) governing    (ปกครอง, บริหาร)

(d) govern

ตอบ   -   ข้อ   (c)   หลัง  “Preposition” (In, On, At, By, Of, Before, After, Without, etc.)  ต้องตามด้วยคำนาม หรือ  “Gerund” (Verb + ing)    ดูเพิ่มเติมจากประโยคข้างล่าง

                                                      ตัวอย่างที่

  • She raced by in a car, with her hair __________________________________ behind.

(เธอขับรถผ่านมาด้วยความเร็ว  โดยผมของเธอ __________________________ ไปข้างหลัง)

(a) streamed

(b) streams

(c) streaming   (สะบัดพลิ้ว)

(d) stream

ตอบ  -  ข้อ   (c)   เนื่องจากอยู่หลัง  “Preposition” {“with” (her hair}  จึงต้องตามด้วย  “Gerund” (Verb + ing)

                                                      ตัวอย่างที่

  • I get tired of cleaning the house and __________________ to the market every day.  

(ผมเบื่อการทำความสะอาดบ้านและ (เบื่อ) ________________________ไปตลาดทุกวัน)

(a) ran

(b) run

(c) to run

(d) running    (การวิ่ง)

ตอบ  -   ข้อ   (d)   เนื่องจากต้องใช้ให้สมดุลกับ  “Cleaning”   โดยถือว่าตามหลัง   “Preposition” (Of)  เหมือนกันทั้ง คำ  ดูการใช้  “Gerund” (Verb + ing)  เมื่อตามหลัง  “Preposition” {ทำหน้าที่เป็นกรรมของ  “Preposition”}  จากประโยคตัวอย่างข้างล่าง

  • He is interested in collecting stamps.

(เขาสนใจกับการสะสมแสตมป์)

  • She was surprised at finding her lost ring.

(เธอประหลาดใจกับการพบแหวนที่หาย)

  • They are fond of reading.

(พวกเขาชอบการอ่าน)

  • We came here by taking a taxi.

(เรามาที่นี่โดยการนั่งรถแท็กซี่)

  • This equipment is for gardening.

(อุปกรณ์นี้สำหรับการทำสวน)

  • They kept on playing football till night came.

(พวกเขาเล่นฟุตบอลต่อไปจนกระทั่งราตรีมาเยือน)

  • They left without saying goodbye to us.

(พวกเขาจากไปโดยมิได้กล่าวคำอำลากับเรา)

  • She locked the door before going out.

(เธอล็อคประตูก่อนออกไป)

 

5. My boss asked me to answer the phone, to take all messages, and _________ some letters.

(เจ้านาย  -  หรือหัวหน้า  -  ของผม  ขอร้องให้ผมรับโทรศัพท์,  รับ (จด) ข้อความทั้งหมดไว้,  และ ________ จดหมาย)

(a) typing

(b) type

(c) to type    (พิมพ์)

(d) typewrite    (พิมพ์ด้วยเครื่องพิมพ์ดีด)

ตอบ   -   ข้อ   (c)   เนื่องจากต้องใช้ให้สมดุลกัน  จากโครงสร้าง  “Ask someone to do something”  (ขอร้องให้ใครทำอะไร)  (Asked me to answer…..........…., to take….......……, and to type…….......……)

 

6. A: “The doctor told him to stop taking drugs ____________ he should suffer brain damage.”

(หมอบอกเขาให้เลิกกินยาเสพย์ติด _________________ เขา (อาจ) ได้รับอันตรายทางสมอง)

    B: “I don’t think he’ll listen.”

(ผมไม่คิดว่าเขาจะฟัง (ที่หมอบอก) หรอก)

(a) unless    (ถ้า.....................................ไม่)

(b) nevertheless    (อย่างไรก็ตาม)

(c) in order that    (เพื่อที่ว่า)

(d) lest    (โดยเกรงว่า, เพื่อไม่ให้)

ตอบ   -   ข้อ   (d)   เนื่องจากได้ความหมายดีที่สุด  ดูเพิ่มเติมการใช้   “Lest”   จากประโยคข้างล่าง

  • We watched all night lest the bandits should return.

(เราเฝ้าดูตลอดทั้งคืน  โดยเกรงว่า (เพื่อไม่ให้) พวกโจรจะกลับมา)

  • I had to grab the iron rail at my side lest I slipped off.

(ผมจำเป็นต้องเกาะราวเหล็กข้างตัวเอาไว้  โดยเกรงว่า (เพื่อไม่ให้) ผมจะลื่นล้ม)

  • He was extra polite to his superiors lest something adverse might be written into his records.

(เขาสุภาพเป็นพิเศษกับผู้บังคับบัญชา  โดยเกรงว่า (เพื่อไม่ให้) บางสิ่งบางอย่างในทางลบ  อาจถูกเขียนลงไปในประวัติของเขา)

  • It’s so dark in here.  You’d better be careful, lest you should stumble.

(มันมืดมากเลยในที่นี้  คุณควรระมัดระวัง,  โดยเกรงว่า (เพื่อไม่ให้) คุณ (อาจ) เดินสะดุด-ก้าวพลาด)

 

7. They made a very _______________________________ offer, so we signed the contract.

(พวกเขาให้ข้อเสนอ ________________________ อย่างมาก, ดังนั้น  เราจึงลงนามในสัญญา)

(a) attractive    (ซึ่งมีเสน่ห์, ดึงดูดใจ)

(b) attract    (ดึงดูด, ทำให้หลงเสน่ห์)

(c) attracted 

(d) attraction    (เสน่ห์, แรงหรือสิ่งดึงดูดใจ)

ตอบ   -   ข้อ  (a)   เนื่องจากคำขยายหน้าคำนาม  “Offer”  จึงต้องเป็นคำคุณศัพท์  (Attractive) ส่วนข้อ  (b)  และ  (c)  เป็นคำกริยา  ส่วนข้อ  (d)  เป็นคำนาม

 

8. Once you start using the new software, you will be able to do your work much more ________.

(ในทันทีที่คุณได้เริ่มใช้ซ้อฟแวร์ตัวใหม่,  คุณจะสามารถทำงานของคุณได้ ________ มากขึ้นเป็นอย่างมาก)

(a) ease    (ความง่าย, ความสะดวก)

(b) easier    (ง่ายกว่า)

(c) easement    (ความง่าย-สบาย-ไร้กังวล, สิ่งอำนวยความสะดวก, สิทธิที่บุคคลพึงมี)

(d) easily    (อย่างง่ายดาย)

ตอบ   -   ข้อ  (d)   เนื่องจากคำที่ขยายคำกริยา  (Do)  ต้องเป็นคำกริยาวิเศษณ์  (Adverb)  คือ  “Easily

 

9. Mary worked very hard and put in a lot of overtime hours because she hoped for an ________ in her salary.

(แมรี่ทำงานหนักมาก  และทำงานในชั่วโมงนอกเวลางานอย่างมากมาย  เพราะว่าเธอหวังจะได้ _____ เงินเดือนของเธอ)

(a) inquest    (การสอบสวนคดี, การพิจารณาคดี)

(b) inquiry    (การสอบสวน, การตรวจสอบ)

(c) increase    (การขึ้น, การเพิ่ม)

(d) incursion    (การบุกรุก, การโจมตี, การรุกล้ำ)

ตอบ   -   ข้อ   (c)   “หวังจะได้เงินเดือนขึ้น   

 

10. By the time we got to the train station, the train __________________________________.

(ในตอนที่เราไปถึงสถานีรถไฟ,  รถไฟ ___________________________________________)

(a) has already left

(b) had already left    (ได้จากไปแล้ว)

(c) had already been left

(d) will have already left

ตอบ   -    ข้อ  (b)  เนื่องจากต้องเป็น  “Past perfect tense”  (Had + Verb 3  เพื่อแสดงว่า  "รถไฟได้ออกไปก่อนที่เราจะไปถึงสถานีรถไฟ (ซึ่งเกิดทีหลัง)"  เป็นการใช้  Past perfect tense  (เหตุการณ์ที่เกิดก่อน)  คู่กับ  Past simple tense  (เหตุการณ์ที่เกิดทีหลัง)  คือ  Verb 2 (got to)  ดูเพิ่มเติมจากตัวอย่างข้างล่าง

                                                     ตัวอย่างที่

  • After he ____________________________________ his meal, he drank some water.

(หลังจากเขา ___________________________________ อาหารของเขา,  เขาก็ดื่มน้ำ)

(a) had

(b) has had

(c) had had    (ได้รับประทาน)

(d) was having

ตอบ   -   ข้อ   (c)   เนื่องจากใช้  “Past perfect tense”  (Subject + Had + Verb 3)  กับเหตุการณ์ที่เกิดก่อน (และจบก่อน)  คือ  “กินอาหาร”  และใช้  “Past simple tense”  (Subject + Verb 2)  กับเหตุการณ์ที่เกิดทีหลัง  (ดื่มน้ำ)

                                                    ตัวอย่างที่

  • Margaret didn’t remember what I _________________________ her the day before.

(มาร์กาเร็ตจำไม่ได้ว่า  ผม ____________________________ อะไรแก่เธอเมื่อวันก่อน)

(a) would tell

(b) had told    (ได้บอก)

(c) had been told

(d) told

ตอบ   -   ข้อ    (b)    เนื่องจากเป็นการใช้   “Past perfect tense”  (Had + Verb 3)  (Had told)  ซึ่งเป็นเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นก่อน  (ผมได้บอกเธอฯ)  คู่กับ   “Past simple”  (Verb 2)  (Didn’t remember  -  จำไม่ได้)  ซึ่งเกิดขึ้นทีหลัง

                                                      ตัวอย่างที่

  • After the ice _________________________ for about three days, we could skate on it.

(หลังจากน้ำแข็ง ____________________ เป็นเวลา  ๓  วัน  เราจึงสามารถเล่น สเกตบนมันได้)

(a) was froze

(b) is froze

(c) had been froze

(d) had been frozen    (ถูกทำให้เย็นจัดจนกลายเป็นน้ำแข็ง)

ตอบ   -   ข้อ   (d)   เนื่องจากเหตุการณ์   “น้ำแข็งถูกทำให้เย็นจัดฯ”  เกิดขึ้นก่อนเหตุการณ์  “เราสามารถเล่นสเกตฯ”  จึงต้องใช้รูป  “Past perfect tense”  (Subject + Had + Verb 3)   และในกรณีนี้ต้องอยู่ในรูป  “Passive voice”  (Subject + Had + Been + Verb 3)  (ถูกทำให้เย็นจัดจนแข็ง)  ดูเพิ่มเติมการใช้   “Past perfect tense”  และ  “Past simple tense”  (Subject + Verb 2)  จากประโยคข้างล่าง

                                                    ตัวอย่างที่

  • In his evidence the policeman said that the accused ______________ dismissed from his employment three weeks before.

(จากพยานหลักฐาน  ตำรวจกล่าวว่า  ผู้ถูกกล่าวหา __________ ไล่ออกจากงาน  ๓  สัปดาห์ก่อนหน้านั้น)  (คือ  ก่อนหน้าที่เขาจะก่ออาชญากรรม)

(a) has been

(b) had been   (ได้ถูก)

(c) was being

(d) is

ตอบ   -   ข้อ   (b)   เป็นการใช้โครงสร้าง   “Past perfect tense”  (Subject + Had + Verb 3)   ในรูป  “Passive voice”  (Subject + Had + Been + Verb 3)   (สำหรับประโยคข้างบน  ผู้ถูกกล่าวหา “ถูกกระทำ”  คือ  ถูกไล่ออกจากงาน)

                                          ตัวอย่างที่      (จงหาข้อที่ผิดหลักไวยากรณ์  จาก ข้อ (๑) – (๔)

  • The front porch was (1) a common feature of (2) wooden houses that (3) had built in the U.S. (4) around 1900.

(ระเบียงหน้าบ้านเป็นลักษณะธรรมดาสามัญของบ้านไม้  ซึ่งถูกสร้างขึ้นในสหรัฐฯ  ราวๆ ปี ๑๙๐๐)  (หมายถึงในยุคนั้น  บ้านไม้ในสหรัฐฯ  ส่วนใหญ่จะมีระเบียงหน้าบ้าน)

ตอบ   -    ข้อ    แก้เป็น   “had been built”  เนื่องจากต้องอยู่ในรูป  “Passive voice”  ของ  “Past perfect tense”  (Subject + Had + Verb 3)   ซึ่งเมื่ออยู่ในรูปของ  “Passive voice”  จะมีโครงสร้าง  “Subject + Had + Been + Verb 3)

                                                        ตัวอย่างที่

  • Cash awards were given to employees who _________ suggestions to improve quality and raise production.

(รางวัลเงินสดถูกมอบให้กับพนักงาน   ผู้ซึ่ง_________ คำแนะนำเพื่อปรับปรุงคุณภาพและยกระดับการผลิต)

(a) had offered    (ได้เสนอ)

(b) had been offered

(c) have offered

(d) are offering

หมายเหตุ    –    ตอบข้อ    (a)   เนื่องจากเป็นการใช้รูป  “Past perfect tense”  (Had offered)  ควบคู่กับ  “Past simple tense”  (Were givenในที่นี้อยู่ในรูป  “Passive voice”)  กล่าวคือ   มีเหตุการณ์ในอดีตเกิดขึ้น    เหตุการณ์  (จบลงไปแล้วทั้งคู่)   เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นก่อน  และจบลงก่อน   ใช้   “Past perfect” (Subject + Had + V. 3)   ส่วนเหตุการณ์ที่เกิดทีหลัง  และจบทีหลัง   ใช้  “Past simple”  (Subject + V. 2)  ทั้งนี้   ในประโยคข้างบน  ข้อความ  “รางวัลเงินสดถูกมอบให้กับพนักงาน”   เกิดขึ้นภายหลังข้อความ  “(พนักงาน)  ผู้ซึ่งเสนอคำแนะนำเพื่อปรับปรุง .........................”  กล่าวคือ  “เสนอคำแนะนำ”   เกิดขึ้นก่อน   จึงใช้  “Past perfect”  ส่วน  “มอบรางวัล  หรือ  รางวัลถูกมอบ”  เกิดขึ้นทีหลัง  (เพื่อเป็นการตอบแทนพนักงานเหล่านั้น)   จึงใช้   “Past simple”  ประโยคในลักษณะนี้   ส่วนใหญ่จะมีคำ  “Before”, “After”  หรือ  “When”   ปรากฏอยู่ด้วย   ตัวอย่างประโยคลักษณะนี้   ได้แก่

  • Dang had learnt English before he went to England.

(แดงได้เรียนภาษาอังกฤษก่อนแล้ว  ก่อนที่เขาจะไปอังกฤษ)

(การเรียนเกิดก่อน  จึงใช้  “Past perfect”  การไปอังกฤษเกิดทีหลัง  ใช้  “Past simple”)

  • When I called on Jim, his sister told me that he had left home.

(เมื่อผมไปเยี่ยมจิม  น้องสาวของเขาบอกผมว่า  เขาได้ออกจากบ้านไปแล้ว)

(“ออกจากบ้าน”  เกิดก่อน  จึงใช้  “Past perfect”  ส่วน  “บอกผม”  เกิดทีหลัง  จึงใช้  “Past simple”)

  • We went out for a walk after we had eaten dinner.

(เราออกไปเดินเล่น  หลังจากที่เราได้กินอาหารค่ำแล้ว)

(กินอาหารค่ำเกิดก่อน  จึงใช้  “Past perfect”  ออกไปเดินเล่นเกิดทีหลัง  ใช้  “Past simple”)

  • When we reached the theater, the movies had started.

(เมื่อเราไปถึงโรงหนัง  หนังได้เริ่มฉายไปแล้ว)

(ไปถึงโรงหนังเกิดทีหลัง  ใช้  “Past simple”  หนังฉายเกิดขึ้นก่อน  ใช้  “Past perfect”)

 

11. You will find all the pencils you need ________________________________ that drawer.

(คุณจะพบดินสอทั้งหมดที่คุณต้องการ _________________________________ ลิ้นชักนั้น)

(a) in    (ใน)

(b) on    (บน)

(c) under    (ใต้)

(d) through    (ทะลุ, ฝ่า, ตลอด)

ตอบ    -    ข้อ  (a)

                            สำหรับวลีที่ใช้   “In”  ได้แก่   “blind in one eye”  =  (ตาบอดข้างหนึ่ง)  -  She is blind in one eye.  (เธอตาบอดข้างหนึ่ง),  “in a hurry’  (เร่งรีบ, รีบร้อน)  -  Jim was in a hurry to go to his college.  (จิมกำลังรีบเร่งจะไปมหาวิทยาลัย),  “The girl in this photograph”  (เด็กผู้หญิงในภาพถ่ายใบนี้),  “in my opinion”  (ในความเห็นของผม),  “deep in water and mud”  (จมลึกอยู่ในน้ำและโคลน),  “arrive in”  (มาถึงในเมือง หรือ ประเทศ)  (แต่ถ้ามาถึง โรงเรียน, ธนาคาร, วัด, บ้าน ฯลฯ ใช้  “arrive at”),  “interested in”  (สนใจใน), “qualified in”  (มีคุณสมบัติในเรื่อง)  -  She is absolutely qualified in her new job.  (เธอมีคุณสมบัติอย่างเต็มที่ในงานใหม่ของเธอ), “weak in”  (อ่อนในเรื่อง), “deficient in  (ขาดหรือบกพร่องในเรื่อง), “proficient in”  (ชำนาญหรือคล่องแคล่วในเรื่อง), “successful in”  (ประสบความสำเร็จในเรื่อง), “disappointed in”  (ผิดหวังในเรื่อง), “in a box”  (ในกล่อง), “in a pocket”  (ในกระเป๋า), “sit in an armchair”  (นั่งในเก้าอี้ท้าวแขน), “in bed”  (ในเตียงหรือบนเตียง), “in the bath”  (ในอ่างน้ำ), “in her hand”  (ในมือของเธอ), “in each other’s arms” (ในอ้อมแขนของกันและกัน),  “in the area”  (ในพื้นที่), “in the garden” (ในสวน), “in the air”  (ในอากาศ), “in the middle of the room” (ที่กลางห้อง), “in the direction of”  (ในทิศทางของ), “in a restaurant”  (ในภัตตาคาร), “in the bathroom”  (ในห้องน้ำ), “in school”  (ในโรงเรียน), “in hospital”  (ในโรงพยาบาล), “in the kitchen”  (ในครัว),  “in the shop window”  (ในตู้โชว์กระจกของร้าน), “in a mirror”  (ในกระจก), “in a lake”  (ในทะเลสาบ), “in black suit”  (ในชุดดำ), “in the water”  (ในน้ำ), “write in ink”  (เขียนด้วยหมึก), “write in pencil” (เขียนด้วยดินสอ), “in the first chapter”  (ในบทที่ ), “in the film”  (ในภาพยนตร์), “wait in the queue”  (รออยู่ในแถว), “be in a play”  (ร่วมแสดงละคร), “in April”  (ในเดือนเมษายน), “in  2016”  (ในปี ๒๐๑๖), “in the morning (afternoon, evening)”  (ในตอนเช้า-บ่าย-เย็น), “in recent years”  (ในช่วงไม่กี่ปีมานี้), “in the winter (summer, spring)”  (ในหน้าหนาว-ร้อน-ใบไม้ผลิ), “in the meantime”  (ในระหว่างนั้น), “in two months”  (ภายใน ๒ เดือน), “in my absence”  (ตอนที่ผมไม่อยู่), “in the aftermath of the accident”  (ภายหลังจากอุบัติเหตุ), “in half an hour”  (ภายในครึ่งชั่วโมง), “in two minutes”  (ใน ๒ นาที), “in ancient society”  (ในสังคมสมัยโบราณ), “in nature”  (ในธรรม ชาติ), “in these circumstances”  (ในสภาพแวดล้อมเหล่านี้), “in this situation”  (ในสถานการณ์เช่นนี้), “in a state of near chaos”  (อยู่ในสภาวะใกล้จลาจล), “in a position to help others”  (อยู่ในฐานะที่ช่วยคนอื่นได้), “in the sun”  (ท่ามกลางแสงอาทิตย์)  “in the dark”  (ในหรือท่ามกลางความมืด), “in the dim light” (ท่ามกลางแสงสลัวๆ), “in her voice”  (ในน้ำเสียงของเธอ), “in love”  (ในความรัก-ตกหลุมรัก), “in a state of shock”  (อยู่ในสภาวะช้อค), “in low spirits”  (ในสภาพจิตใจหดหู่หรือตกต่ำ), “in a temper”  (ด้วยความโกรธหรือในอารมณ์โกรธ), “in favor of free speech”  (เห็นด้วยกับการพูดแบบมีเสรี), “cry out in pain”  (ร้องด้วยความเจ็บปวด), “look up in surprise”  (เงยหน้ามองด้วยความประหลาดใจ), “in an effort to”  (ในความพยายามที่จะ)  -  She studied very hard in an effort to pass the exam.  (เธอเรียนหนักมาก  ในความพยายามที่จะสอบให้ผ่าน), “in response to”  (เพื่อตอบสนองต่อ),  “in answer to”  (เพื่อเป็นการตอบ), “have confidence in”  (มีความเชื่อมั่นใน)  -  At present the people have no confidence in the government.  (ในปัจจุบัน  ประชาชนไม่มีความเชื่อมั่นในรัฐบาล), “take interest in”  (สนใจใน), “a course in Chinese”  (คอร์สภาษาจีน), “an expert in”  (ผู้เชี่ยวชาญในเรื่อง............................), “make money in business”  (หาเงินในธุรกิจ), “make his career in music”  (ประกอบอาชีพทางดนตรี), “in his old age”  (ในวัยชราของเขา),  “a woman in her twenties”  (ผู้หญิงในวัย ๒๐ – ๒๙), “in my opinion”  (ในความเห็นของผม),  “in her view”   (ในทัศนะของเธอ), “recruit workers in hundreds”  (รับคนงานเป็นร้อยๆคน), “in my experience”  (จากประสบการณ์ของผม), “in her own eyes”  (ในสายตาของเธอ), “speak in Italian”  (พูดภาษาอิตาเลียน), “speak in a calm voice” (พูดด้วยน้ำเสียงที่  สงบ), “his complaints in writing”  (การร้องเรียนของเขาเป็นลายลักษณ์อักษร),  “in financial difficulty”  (ในสภาวะยุ่งยากทางการเงิน), “$100,000 in cash”  (เป็นเงินสด  ๑๐๐,๐๐๐  เหรียญ), “dressed in black”  (ใส่ชุดสีดำ), “in real danger”  (ตกอยู่ในอันตรายอย่างแท้จริง), “in the planning stage”  (ในขั้นตอนการวาง แผน), “10 meters in length”  (ยาว ๑๐ เมตร), “cut it in two”  (ตัดมันออกเป็น ส่วน), “shrink in size”  (มีขนาดเล็กลง-หดลง), “join in”  (ร่วมวงด้วย), “a one in five chance of success”  (โอกาสสำเร็จ ใน ), “the pain in my feet”  (การเจ็บที่เท้าของผม), “the hole in his shirt”  (รู – รอยขาด – ในเสื้อเชิ้ตของเขา), “was shot in the leg”  (ถูกยิงที่ขา),  “in fashion”  (กำลังเป็นที่นิยม), “result in his death”  (ส่งผลให้เขาตาย), “believe in”  (เชื่อมั่น-ศรัท ธาใน), “in the first place”  (ในประการแรก)  (กล่าวเมื่อจะบอกเหตุผลหลายๆ ประ การ  เกี่ยวกับเรื่องใดเรื่องหนึ่ง  แล้วตามด้วยเหตุผลที่ต้องการจะบอก),  “in danger”  (ตกอยู่ในอันตราย),  “in use”  (ใช้งาน),  “in his name”  (โดยใช้ชื่อของเขา,  ในนามของเขา  -  เช่น  เช่ารถยนต์  หรือบริจาคเงิน)  -  The car was rented in his name.  (รถถูกเช่าในนามของเขา),  “in a hurry’  (เร่งรีบ, รีบร้อน, ใจร้อน)  -  He was in a hurry because he was late.  (เขารีบเร่งเพราะเขาสายแล้ว),  “in a jam”  (อยู่ในฐานะลำบาก),  “in a nutshell”  (กล่าวโดยย่อๆ, กล่าวโดยสรุป),  “in a way”  (บางครั้ง, บ้างเหมือนกัน),  “in any case”  (อย่างไรก็ดี, อย่างไรก็ตาม, ในทุกกรณี),  “in any event”  (อย่างไรก็ตาม, ทุกกรณี),  “in advance”  (ล่วงหน้า),  “in bad shape”  (เสื่อมโทรม, ทรุดโทรม, อยู่ในฐานะลำบาก),  “in charge of”  (รับผิดชอบ, ดูแล, จัดการ),  “in fact”  (แท้ที่จริงแล้ว, อันที่จริงแล้ว),  “in order”  (อย่างมีระเบียบ, เรียบร้อย),  “in time (ทันเวลา, ไม่สาย, พอดี, ตามจังหวะ, พอดีจัง หวะ),  “in the bag”  (แน่นอน, แหงแก๋, ของตาย, อยู่ในกำมือแล้ว, สำเร็จเรียบร้อย),  “in the long run (term)”  (ในระยะยาว),  “in the pink”  (สภาพดีเยี่ยม, สม บูรณ์, มีสุขภาพดี),  “in tune with”  (สอดคล้องกับ, ไปกันได้กับ),  “in vain”  (ไม่สำเร็จ, ไร้ประโยชน์, ปราศจากผล), “in each other’s arms” (ในอ้อมแขนของกันและกัน), “write in ink”  (เขียนด้วยหมึก),  “write in pencil”  (เขียนด้วยดิน สอ),  “in the first chapter”  (ในบทที่  ), “in the film”  (ในภาพยนตร์), “wait in the queue”  (รออยู่ในแถว),  “be in a play”  (ร่วมแสดงละคร), “in April”  (ในเดือนเมษายน),  “in  2016”  (ในปี  ๒๐๑๖), “in the morning (afternoon, evening)”  (ในตอนเช้า-บ่าย-เย็น),  “in recent years” (ในช่วงไม่กี่ปีมานี้), “in the winter (summer, spring)”  (ในหน้าหนาว-ร้อน-ใบไม้ผลิ), “in the meantime”  (ในระหว่างนั้น), “in two months”   (ภายใน    เดือน), “in my absence”  (ตอนที่ผมไม่อยู่),  “in the aftermath of the accident”  (ภายหลังจากอุบัติเหตุ),  “in half an hour” (ภายในครึ่งชั่วโมง),  “in two minutes”  (ใน นาที),  “in ancient society” (ในสังคมสมัยโบราณ), “in nature”  (ในธรรมชาติ), “in these circumstances”  (ในสภาพแวดล้อมเหล่านี้), “in this situation”  (ในสถานการณ์เช่นนี้),  “in a state of near chaos”  (อยู่ในสภาวะใกล้จลาจล),  “in a position to help others”  (อยู่ในฐานะที่ช่วยคนอื่นได้),  “in the sun”  (ท่ามกลางแสงอาทิตย์)“in the dark”  (ในหรือท่ามกลางความมืด), “in the dim light” (ท่ามกลางแสงสลัวๆ), “in her voice”  (ในน้ำ เสียงของเธอ),  “in love” (ในความรัก-ตกหลุมรัก), “in a state of shock”  (อยู่ในสภาวะช้อค),  “in low spirits”  (ในสภาพจิตใจหดหู่หรือตกต่ำ), “in a temper”  (ด้วยความโกรธหรือในอารมณ์โกรธ),  “in favor of free speech”  (เห็นด้วยกับการพูดแบบมีเสรี), “cry out in pain”  (ร้องด้วยความเจ็บปวด),  “look up in surprise”  (เงยหน้ามองด้วยความประหลาดใจ),  “in an effort to”  (ในความพยายามที่จะ),  “in response to”  (เพื่อตอบสนองต่อ), “in answer to”  (เพื่อเป็นการตอบ),   “have confidence in”  (มีความเชื่อมั่นใน), “take interest in”  (สนใจใน),  “an expert in”  (ผู้เชี่ยวชาญในเรื่อง...........................),  “make money in business”  (หาเงินในธุรกิจ),  “make his career in music”  (ประกอบอาชีพทางดนตรี), “in his old age”  (ในวัยชราของเขา), “a woman in her twenties”  (ผู้หญิงในวัย ๒๐ – ๒๙)“in my opinion”  (ในความเห็นของผม), “in her view”  (ในทัศนะของเธอ), “recruit workers in hundreds”  (รับคนงานเป็นร้อยๆคน), “in my experience”  (จากประสบการณ์ของผม),  “in her own eyes”  (ในสายตาของเธอ), “speak in a calm voice”  (พูดด้วยน้ำเสียงที่สงบ), “his complaints in writing”  (การร้องเรียนของเขาเป็นลายลักษณ์อักษร),  “in financial difficulty”  (ในสภาวะยุ่งยากทางการเงิน), “$100,000 in cash”  (เป็นเงินสด  ๑๐๐,๐๐๐  เหรียญ), “dressed in black”  (ใส่ชุดสีดำ), “in real danger”  (ตกอยู่ในอันตรายอย่างแท้จริง), “in the planning stage”  (ในขั้นตอนการวางแผน),  “10 meters in length”  (ยาว ๑๐ เมตร),  “cut it in two”  (ตัดมันออกเป็น ส่วน), “shrink in size”   (มีขนาดเล็กลง-หดลง), “join in”  (ร่วมวงด้วย),  “a one in five chance of success”  (โอกาสสำเร็จ ใน ),  “the pain in my feet”  (การเจ็บที่เท้าของผม),  “the hole in his shirt”  (รู – รอยขาด – ในเสื้อเชิ้ตของเขา),  “was shot in the leg”   (ถูกยิงที่ขา),  “in fashion”  (กำลังเป็นที่นิยม),  “result in his death”  (ส่งผลให้เขาตาย),  “believe in”  (เชื่อมั่น-ศรัทธาใน),   “in the first place”  (ในประการแรก)  (กล่าวเมื่อจะบอกเหตุผลหลายๆ ประการ   เกี่ยวกับเรื่องใดเรื่องหนึ่ง   โดยใช้วลีนี้  แล้วตามด้วยเหตุผลประการแรกที่ต้องการจะบอก),   เป็นต้น

 

12. It is necessary to have at least one advanced degree in order to _________ in today’s job market.

(มันเป็นสิ่งจำเป็นที่จะต้องมีอย่างน้อยที่สุดปริญญา  ที่สูงกว่าระดับปริญญาตรีขึ้นไปหนึ่งใบ  เพื่อที่จะ _________ ในตลาดงานในปัจจุบัน)

(a) competent    (มีความสามารถ-ความชำนาญ, มีประสบการณ์)

(b) compete    (แข่งขัน)

(c) competitive    (ซึ่งแข่งขันกัน)

(d) competition    (การแข่งขัน)

ตอบ   -   ข้อ   (b)   เนื่องจากกริยาหลัง  “In order to”  ต้องเป็น  Verb 1  เสมอ  ส่วนข้อ  (a)  และ  ข้อ  (c)  เป็นคำคุณศัพท์  (Adjective)  ข้อ  (d)  เป็นคำนาม  (Noun)

 

13. A: “We’ve all worked well.”

(พวกเราทั้งหมดทำงานกันได้ดี)

     B: “_______________________________________________________________”

(a) Yes, we have.

(b) We have so.

(c) We have either.

(d) So have we.    (พวกเราก็  –  ทำงานได้ดี  –  เช่นเดียวกัน)

ตอบ   –   ข้อ  (d)   หรือ  อาจใช้อีกแบบ  คือ  “So we have”  ก็ได้เช่นกัน  ดูเพิ่มเติมโครงสร้าง  “So have I”,  “So do I”  ในประโยคข้างล่าง

                                             ตัวอย่างที่       จงหาข้อที่ผิดหลักไวยากรณ์  จาก ข้อ (๑) – (๔)

  • As inevitably as (1) human culture has (2) changed with (3) the passing of time, so (4) does the environment.

(อย่างไม่อาจจะหลีกเลี่ยงได้เหมือนกับวัฒนธรรมของมนุษย์  ที่ได้เปลี่ยนแปลงไปพร้อมกับการผ่านไปของเวลา,  สภาพแวดล้อมก็เช่นเดียวกัน)  (ที่จะต้องเปลี่ยนแปลงไป)

ตอบ   –   ข้อ   (4)   แก้เป็น  “Has”  เนื่องจากต้องใช้กริยาในรูป  “Present perfect tense” {Subject + Has (Have) + Verb 3}  ให้เหมือนกับในประโยคข้างหน้า  และเพราะว่า  “Environment”  อยู่ในรูปเอกพจน์  จึงต้องใช้กริยา  “Has” (changed)   ตัวอย่างอื่นๆ ในแบบเดียวกัน   เช่น

  • He has studied hard, so have they.

(เขาขยันเรียน – พวกเขาก็เช่นกัน)

  • She had gone to the party, so had I.

(เธอได้ไปงานเลี้ยง – ผมก็เช่นกัน)

  • They are working hard, so are we.

(พวกเขากำลังทำงานหนัก – พวกเราก็เช่นเดียวกัน)

  • She is reading. So is he.

(เธอกำลังอ่านหนังสือ – เขาก็เช่นเดียวกัน)

  • I will go to the movies tonight.  So will they.

(ผมจะไปดูหนังคืนนี้ – พวกเขาก็จะไปเช่นเดียวกัน)

  • He would travel by plane to Hong Kong, so would his parents.

(เขาจะเดินทางโดยเครื่องบินไปฮ่องกง – พ่อแม่ของเขาก็เช่นเดียวกัน)

  • We can swim well, so can our neighbors.

(พวกเราสามารถว่ายน้ำได้เก่ง – เพื่อนบ้านของเราก็สามารถเช่นเดียวกัน)

  • He could speak Japanese well.  So could his sister.

(เขาสามารถพูดภาษาญี่ปุ่นได้ดี – น้องสาวของเขาก็เช่นเดียวกัน)

หมายเหตุ   –   ในกรณีที่ประโยคข้างหน้าอยู่ในรูป   “Present simple tense”  หรือ  “Past simple tense”  กริยาในประโยคหลังจะต้องใช้  “Do”,  “Does”  หรือ  “Did”  ทั้งนี้   แล้วแต่  “Tense”  ของประโยคข้างหน้า  และประธานของประโยคหลัง  (ว่าเป็นเอกพจน์หรือพหูพจน์)   ยกเว้นเมื่อประโยคหน้าเป็น  “Past simple”   กริยาในประโยคหลังจะใช้   “Did”  กับประธานทุกตัว   ดังตัวอย่างต่อไปนี้

  • They speak French very fluently, so does he.

(พวกเขาพูดฝรั่งเศสคล่องมาก – เขาก็เช่นเดียวกัน)

  • She sings beautifully, so do her sisters.

(เธอร้องเพลงเพราะ – น้องสาวของเธอก็เช่นเดียวกัน)

  • We get up early in the morning.  So does she.

(พวกเราตื่นแต่เช้า – เธอก็เช่นเดียวกัน)

  • He goes for a walk in the afternoon.  So do his neighbors.

(เขาออกเดินในตอนบ่าย – เพื่อนบ้านของเขาก็เช่นเดียวกัน)

  • They used to play football when they were young, so did we.

(พวกเขาเคยเล่นฟุตบอลตอนเป็นเด็ก – พวกเราก็เช่นเดียวกัน)

  • She liked to play sports when she was in college.  So did her sister.

(เธอชอบเล่นกีฬาตอนเธอเรียนมหาวิทยาลัย – น้องสาวของเธอก็เช่นเดียวกัน)

 

14. I got married __________________________________________________________.

(ผมแต่งงาน _______________________________________________________)

(a) at the age of thirty years old

(b) at the age of thirty    (เมื่ออายุ ๓๐)

(c) at the age of thirty years

(d) at thirty years old

ตอบ   –    ข้อ   (b)   ทั้งนี้อาจใช้รูปแบบ  “at thirty”  และ  “when I was thirty years old  ก็ได้เช่นกัน  ส่วนแบบอื่นใช้ไม่ได้เลย

 

15. Jim was the last ________________________________________ at the party last night.

(จิมเป็นคนสุดท้ายที่ ____________________________________ ที่งานเลี้ยงเมื่อคืนนี้)

(a) came

(b) come

(c) to come    (มา)

(d) coming 

ตอบ    –    ข้อ   (c)    เนื่องจากอยู่ในโครงสร้าง {The first (second, third……........……....last) + To + Verb 1}  =  (เป็นคนแรก, คนที่สอง.......................คนสุดท้าย + ที่ (กริยาคำไหนก็ได้  เช่น  มาถึง, สอบผ่าน, บินเดี่ยวรอบโลก, คิดสร้างโปรแกรมคอมพิว เตอร์ ฯลฯ)  ดูรายละเอียดการใช้   “Infinitive with to” (To + Verb 1) จากประโยคข้างล่าง

                                                       ตัวอย่างที่

  • _________________________________, you must make an appointment with him.

(_______________________________________ , คุณจะต้องทำการนัดหมายกับเขา)

(a) Seeing the doctor at his office

(b) If you see the doctor at his office

(c) You see the doctor at his office

(d) To see the doctor at his office    (เพื่อที่จะพบแพทย์ที่สำนักงานของเขา)

ตอบ   –   ข้อ   (d)   เนื่องจากต้องใช้วลีที่ขึ้นต้นด้วย   “Infinitive with to” (To + Verb 1)  เพื่อแสดงวัตถุประสงค์  หมายถึง   “เพื่อที่จะ.............................”   หรืออาจใช้   “In order to”   หรือ  “So as to”  แทนก็ได้  นอกจากนั้น  ยังสามารถเอาวลีที่ขึ้นต้นด้วย “To + Verb 1”    ไปไว้ข้างท้ายประโยคก็ได้    โดยความหมายเหมือนเดิมทุกประการ  (แต่ควรมีการเปลี่ยนสรรพนามให้เหมาะสม)   ดังเช่นประโยคข้างบน  สามารถเขียนได้ใหม่เป็น

  • You must make an appointment with the doctor to see (so as to see  หรือ  in order to see) him at his office.

                                                     ตัวอย่างประโยคอื่นๆในแบบนี้  เช่น

  • To succeed in life, one must work hard.

(เพื่อจะประสบความสำเร็จในชีวิต  คนเราต้องทำงานหนัก)

(= One must work hard to succeed in life.)

(= In order to succeed in life, one must work hard.)

(= So as to succeed in life, one must work hard.)

(= One must work hard in order to (so as to) succeed in life.)

  • To speak good English, you must practice speaking it every day.

(เพื่อที่จะพูดภาษาอังกฤษได้ดี  คุณจะต้องฝึกพูดมันทุกวัน)

(= You must practice speaking it every day to speak good English.)

  • To be there in time, you must get up early.

(เพื่อที่จะไปที่นั่นให้ทันเวลา  คุณจะต้องตื่นแต่เช้า)

(= You must get up early to be there in time.)

  • To get a scholarship to study abroad, you must spend more time with your study.

(เพื่อให้ได้ทุนไปเรียนต่างประเทศ  คุณจะต้องใช้เวลามากขึ้นในการเรียนของคุณ)

(= You must spend more time with your study to get a scholarship to study abroad.)

                                             นอกจากนั้น  ยังใช้  “Infinitive with to” (To + Verb 1)  ในกรณีต่อไปนี้

                                            ๑. ใช้ขึ้นต้นเป็นประธานของประโยค  เหมือนกับ  “Gerund” (Verb + ing)   เช่น

  • To swim is a good exercise.

(การว่ายน้ำเป็นการออกกำลังกายที่ดี)

(= Swimming is a good exercise.)

  • To learn Japanese is difficult.

(การเรียนภาษาญี่ปุ่นเป็นเรื่องยาก)

(= Learning Japanese is difficult.)

  • To escape from the prison seems impossible.

(การหลบหนีจากคุกดูเหมือนจะเป็นไปไม่ได้)

(= Escaping from the prison seems impossible.)

                                           ๒. ใช้ขึ้นต้นประโยค โดยทำหน้าที่ขยายทั้งประโยคที่ตามมาข้างหลัง  ซึ่งในกรณีนี้ถือว่า  “Infinitive with to”  (To + Verb 1)  ทำหน้าที่อย่างอิสระ  (Absolute)  หรืออาจมีความหมายว่า   “ถ้า...............................”  (เป็นคนละกรณีกับแสดงวัตถุประสงค์ ใน  “To see the doctor at his office,”  -  ซึ่งจะต้องพิจารณาจากความหมายในบริบท)  เช่น

  • To hear him talk, you would think he was a millionaire.

(ถ้าคุณได้ยินเขาพูด  คุณจะต้องคิดว่าเขาเป็นเศรษฐี)

  • To tell you the truth, she has stolen all my money and left with another man.

(บอกคุณเรื่องจริงเลย  เธอขโมยเงินผมไปทั้งหมดและหนีไปกับผู้ชายอีกคนหนึ่ง)

  • To cut the long story short, she was murdered by her own husband.

(พูดกันอย่างรวบรัดนะ  เธอถูกฆาตกรรมโดยสามีของเธอเอง)

                                            ๓.  ใช้ทำหน้าที่เป็น  “กรรม”  ของกริยาในประโยค  (Object of verb)  เช่น

  • They expect to pass the exam next month.

(พวกเขาหวังจะสอบผ่านในเดือนหน้า)

  • She promised to come to my party.

(เธอสัญญาว่าจะมางานเลี้ยงของผม)

  • We want to take a rest.

(เราต้องการพักผ่อน)

  • They plan to marry next year.

(พวกเขาวางแผนจะแต่งงานกันปีหน้า)

  • He hoped to get a good job and save some money.

(เขาหวังจะได้งานที่ดีและเก็บเงินสักก้อนหนึ่ง)

                                           ๔. ​หลังรูป  “Passive voice”  ต้องตามด้วย  “Infinitive with to”  (To + verb 1)   เสมอ  เช่น

  • Tortoises are said to live long.

(เต่าถูกกล่าวว่ามีอายุยืน)

  • She is said to be the most beautiful woman in the country.

(เธอถูกเล่าขานว่าเป็นผู้หญิงที่สวยที่สุดในประเทศ)

  • They were believed to tell the truth.

(พวกเขาถูกเชื่อว่าพูดความจริง)

  • Customers are advised to arrive early.

(ลูกค้าได้รับการแนะนำให้มาถึงแต่เนิ่นๆ)

  • Job applicants were recommended to bring 3 copies of their resume.

(ผู้สมัครงานได้รับการแนะนำให้นำประวัติโดยย่อมา ชุด)

                                            ๕. ​ใช้ทำหน้าที่เป็นกรรมของบุรพบท  (Object of preposition)  ในประโยค  เช่น

  • He desired nothing except to pass his exam.

(เขาไม่ปรารถนาอะไรนอกจากสอบผ่าน)

  • She wants nothing but to marry a millionaire.

(เธอไม่ต้องการอะไรนอกจากแต่งงานกับเศรษฐี)

  • The sick man was about to die when we first met him.

(คนป่วยใกล้จะตายอยู่แล้วเมื่อเราพบเขาครั้งแรก)

                                            ๖. ใช้วางไว้ข้างหลัง  “Question words” (What, When, Where, Why, How, Who, Whom)  มีความหมายในเชิงอนาคตที่ว่า  “จะกระทำ”  และจะใช้ในรูป  “Active voice”  เท่านั้น  เช่น

  • Tell him when to leave.

(บอกเขาว่าเขาควรจะไปตอนไหน)

  • I don’t know what to do to solve the problem.

(ผมไม่ทราบว่าจะทำอย่างไรเพื่อที่จะแก้ปัญหานี้)

  • She did not know whom (who) to see at the bank.

(เธอไม่รู้ว่าจะต้องไปพบใครที่ธนาคาร)

  • They know how to cook.

(พวกเขารู้วิธีปรุงอาหาร)

  • We were told where to sleep during our trip.

(พวกเราถูกบอกว่าจะนอนที่ไหนในระหว่างการเดินทาง)

                                            ๗. ทำหน้าที่เป็นคุณศัพท์  (Adjective)  ขยายคำนามได้  และต้องวางไว้ข้างหลังคำนามที่มันขยายเสมอ  เช่น

  • I have no money to lend you.

(ผมไม่มีเงินให้คุณยืม)

  • He has no time to waste.

(เขาไม่มีเวลาที่จะเสียไปโดยเปล่าประโยชน์)

  • Get me a chair to sit on, please.

(ได้โปรดเอาเก้าอี้ให้ผมนั่งหน่อย)

  • She had lots of books to read.

(เธอมีหนังสือต้องอ่านมากมาย)

  • They had much work to do last week.

(พวกเขามีงานต้องทำเยอะอาทิตย์ที่แล้ว)

  • That is not the way to speak to your boss.

(นั่นไม่ใช่วิธีที่จะพูดกับเจ้านายของคุณนะ)

                                            ๘. กริยาต่อไปนี้  สามารถตามด้วย  “Infinitive with to”  (To + Verb 1)  หรือ  “Gerund” (V. + ing)  โดยมีความหมายเหมือนกัน  ได้แก่  “begin, start, continue, like, dislike, love, hate, propose (เสนอ), prefer (ชอบมากกว่า), help, intend (ตั้งใจ), fear, attempt, bear (ทน)”  เช่น

  • They started to play football. (= They started playing football.)

(เขาเริ่มเล่นฟุตบอล)

  • She likes to dance. (= She likes dancing.)

(เธอชอบการเต้นรำ)

  • We continued to study for our exam. (= We continued studying for our exam.)

(เราเรียนต่อไปเพื่อการสอบ)

                                            ๙. ใช้   “Infinitive with to”  (To + Verb 1)  และ  “Gerund” (V. + ing)  ตามหลังคำกริยา  “remember, forget, try stop”  มีความหมายต่างกัน  เช่น

  • I remembered to buy him a newspaper.

(ผมจำได้ที่จะซื้อ (ไม่ลืมซื้อ) หนังสือพิมพ์ให้เขา)

  • I remembered buying him a newspaper.

(ผมจำได้ถึงการซื้อหนังสือพิมพ์ให้เขา)  (คือ  ซื้อเมื่อเดือนที่แล้ว  และยังจำได้ว่าซื้อ)

  • She forgot meeting me in New York ten years ago.

(เธอลืมการได้พบกับผมในนิวยอร์กเมื่อ  ๑๐  ปีมาแล้ว)  (คือ  เคยพบกันเมื่อ ๑๐ ปีมาแล้ว  แต่เธอจำไม่ได้แล้วว่าเคยพบ)

  • She forgot to meet me at my office yesterday.

(เธอลืมที่จะมาพบผมที่สำนักงานเมื่อวานนี้)  (สรุปคือ  ไม่ได้มาพบเพราะลืม)

  • He tried to swim across the dangerous river.

(เขาพยายามว่ายข้ามแม่น้ำที่มีอันตราย)

  • He tried eating the food his girlfriend cooked for him.

(เขาทดลองกินอาหารที่แฟนปรุงให้เขากิน)

  • They stopped working and went to a restaurant.

(พวกเขาหยุดการทำงาน  และไปภัตตาคารเพื่อกินอาหาร)

  • They stopped to work until late at night.

(พวกเขาหยุด (กิน, เล่น, พูดคุย ฯลฯ) เพื่อที่จะทำงาน  จนกระทั่งดึกดื่น)

                                             ๑๐.  ใช้  “To + Verb 1”  โดยละ  “Verb”  นั้นไว้  ใช้แต่  “To”  คำเดียว  เพื่อแทนคำกริยาที่พูดไว้ครั้งหนึ่งแล้ว  เพื่อที่จะไม่ต้องกล่าวคำกริยาตัวนั้นซ้ำอีกครั้ง   เช่น

  • I am not going to read this book.  Would you like to (read)?

(ผมจะไม่อ่านหนังสือเล่มนี้นะ  คุณอยากจะอ่านไหมล่ะ)  (ไม่นิยมพูดหรือเขียน  “read”  ต่อท้าย  “to”)

  • She has not finished the work yet, but she has to (finish) very soon.

 (เธอยังทำงานไม่เสร็จเลย  แต่เธอจำเป็นต้องทำให้เสร็จโดยเร็ว)  (ไม่นิยมพูด  หรือเขียน  “finish”  ต่อท้าย  “to”)

                                            ๑๑. ใช้  “To + Verb 1”  ตามหลัง  “Adjective”  หรือ  “Adverb”  ทำหน้าที่เป็นกริยาวิเศษณ์  “Adverb”  ขยายคำที่อยู่ข้างหน้ามัน   เช่น

  • Some people think that the Chinese language is too difficult to understand.

(บางคนคิดว่าภาษาจีนยากเกินไปที่จะเข้าใจ)

  • She is well enough to go out again.

(เธอสบายดีพอที่จะออกไปข้างนอกอีกครั้งหนึ่ง)

  • The news is too good to believe.

(ข่าวนี้ดีเกินไปที่จะเชื่อได้ว่าเป็นจริง)

  • It is easy to say, not to do.

(มันง่ายที่จะพูด  ไม่ใช่ทำ)

  • He walked quickly to catch the bus.

(เขาเดินอย่างเร็วเพื่อให้ทันรถเมล์)

                                            ๑๒.  ใช้   “To + Verb 1”  ขยายหลังคำกริยา  ทำหน้าที่เป็นกริยาวิเศษณ์  (Adverb)  เพื่อบอกว่า  ทำกริยานั้นเพื่อวัตถุประสงค์อะไร   เช่น

  • All students come to school to learn.

(นักเรียนทุกคนมาโรงเรียนเพื่อจะเรียน)

  • People should eat to live, not live to eat.

(คนเราควรกินเพื่ออยู่มิใช่อยู่เพื่อกิน)

  • I went there to meet my old friends.

(ผมไปที่นั่นเพื่อพบเพื่อนเก่า)

  • She studied hard to get a scholarship.

(เขาเรียนหนักเพื่อให้ได้รับทุนการศึกษา)

  • We stopped at the restaurant to eat.

(เราแวะที่ภัตตาคารเพื่อกินอาหาร)

                                            ๑๓. ใช้  “To + Verb 1”  ในโครงสร้าง  {It is (was) + adjective + of + บุคคล  + To + Verb 1}  เช่น

  • It is very kind of you to invite me.

(เป็นความกรุณาของคุณที่เชิญผม)

  • It is stupid of him to do that.

(เป็นความโง่ของเขาที่ทำเช่นนั้น)

  • It is nice of her to help those poor people.

(เป็นความดีของเธอที่ช่วยคนจนพวกโน้น)

  • It was very wrong of you to criticize her.

(เป็นความผิดของคุณอย่างมากที่วิพากษ์วิจารณ์เธอ)

                                            ๑๔. ใช้  “To + Verb 1”  ในโครงสร้าง {It is (was) + Adjective + To + Verb 1}  เช่น

  • It is gullible to believe what he said

(มันถูกต้มได้ง่ายที่จะเชื่อในสิ่งที่เขาพูด)

  • It is hard to do that work alone.

(มันยากที่จะทำงานนั้นตามลำพัง)

  • It was appropriate to apologize for your mistake.

(มันเหมาะสมแล้วที่จะขอโทษสำหรับความผิดของคุณ)

  • It is necessary to take good care of your children.

(มันจำเป็นที่จะต้องดูแลลูกของคุณให้ดี)

  • It was impossible to work in that company if you did not have connection with someone there.

(มันเป็นไปไม่ได้ที่จะทำงานในบริษัทนั้น  ถ้าคุณไม่มีเส้นสาย (ความสัมพันธ์) กับใครบางคนที่นั่น)

                                            ๑๕. ใช้โครงสร้าง  “Question word + To + Verb 1”  แทน  “Noun clause”  ที่ขึ้นต้นด้วย   “What, When, Where, Why, How, Which”  เช่น

  • He asked me where I should stay.

(= He asked me where to stay.)

(เขาถามผมว่าพักที่ไหน)

  • I asked her how she could go there.

(= I asked her how to go there.)

(ผมถามเธอว่าไปที่นั่นได้อย่างไร)

  • She told me when she could come for dinner.

(= She told me when to come for dinner.)

(เธอบอกผมว่าจะมางานเลี้ยงได้เมื่อใด)

  • They don’t know what they should do.

(= They don’t know what to do.)

(พวกเขาไม่รู้ว่าจะทำอย่างไรดี)

                                            ๑๖. ใช้  “To + Verb 1”  ในโครงสร้าง {Subject + Verb + Too + Adjective (Adverb) + For + กรรม (บุคคล)  + To + Verb 1}  เช่น

  • The room is too hot for me to sleep in.

(ห้องนี้ร้อนเกินไปสำหรับผมที่จะนอนได้)

  • The girl is too short to reach the top shelf.

(เด็กหญิงคนนั้นเตี้ยเกินไปที่จะเอื้อมมือไปถึงหิ้งชั้นบน)

  • No one is too old to learn.

(ไม่มีใครแก่เกินไปที่จะเรียน)

  • The problem was not too difficult for you to solve.

(ปัญหาไม่ยากเกินไปสำหรับคุณที่จะแก้ได้)

  • She spoke too fast (quickly) for me to understand.

(เธอพูดเร็วเกินไปสำหรับผมที่จะเข้าใจได้)

  • They walked too slowly to catch the bus.

(พวกเขาเดินช้าเกินไปที่จะขึ้นรถเมล์ได้ทัน)

  • We were too excited to say anything.

(เราตื่นเต้นเกินไปที่จะพูดอะไรได้)

                                            ๑๗. ใช้  “To + Verb 1”  ในโครงสร้าง {Subject + Verb + Adjective (Adverb) + Enough + For + กรรม  (บุคคล)  + To + Verb 1}  เช่น

  • He is mature enough to decide by himself.

(เขามีวุฒิภาวะพอที่จะตัดสินใจได้ด้วยตนเอง)

  • She is not old enough to take part in the beauty contest.

(เธอยังไม่โตพอที่จะมีส่วนร่วมในการ  (เข้า) ประกวดนางงาม)

  • We drove fast enough to arrive there in time.

(เราขับรถเร็วพอที่จะมาถึงที่นั่นทันเวลา)

  • They were strong enough to lift that heavy box.

(พวกเขาแข็งแรงพอที่จะยกหีบหนักใบนั้นได้)

  • I did not walk quickly enough to catch up with them.

(ผมเดินไม่เร็วพอที่จะตามพวกเขาได้ทัน)

 

16. Mr. Simpson died last week.  He has left a _____________________ and seven children.

(มิสเตอร์ซิมสันตายเมื่อสัปดาห์ที่แล้ว  เขาได้ทิ้ง __________________ และลูกอีก    คนไว้)

(a) widower    (พ่อม่าย)

(b) bachelor    (ชายโสด)

(c) spinster    (หญิงโสด, หญิงทึนทึก, สาวแก่)

(d) widow    (หญิงม่าย, แม่ม่าย)

ตอบ   –    ข้อ   (d)   

 

17. It is getting quite late.  You ______________________________________ go home now.

(มันสายมากแล้ว  คุณ ______________________________________ กลับบ้านได้แล้ว)

(a) would better    (รูปนี้ไม่มีใช้)

(b) would rather    (อยากจะ)

(c) had better    (ควรจะ)

(d) should better    (รูปนี้ไม่มีใช้)

ตอบ   –   ข้อ   (c)   เพราะได้ความหมายดีที่สุด

 

18. When Mr. Woods gets here, we ___________________________________ the meeting.

(เมื่อมิสเตอร์วูดส์มาถึงที่นี่  เรา ___________________________________ การประชุม)

(a) start    (เริ่มต้น)

(b) will start    (จะเริ่มต้น)

(c) have started    (ได้เริ่มต้นแล้ว)

(d) are starting    (กำลังเริ่มต้น)

ตอบ   -   ข้อ   (b)   เพราะเป็นเรื่องอนาคต   คือ  “เมื่อมิสเตอร์วูดส์มาถึง  พวกเราจึงจะเริ่มประชุม”  เป็นการใช้รูป  “Present simple tense”  ในประโยคย่อย (อนุประโยค)  (When Mr. Woods gets here)  คู่กับประโยคใหญ่  ซึ่งอยู่ในรูป  “Future simple tense”  (We will start the meeting)   ตัวอย่างประโยคแบบนี้   ได้แก่

  • When he has enough money, he will buy a new car.

(เมื่อเขามีเงินพอ  เขาจะซื้อรถคันใหม่)

  • When you finish your work, we will go out for dinner.

(เมื่อคุณทำงานเสร็จ  เราจะออกไปกินอาหารเย็นกัน)

  • She will leave the room before we finish the meeting.

(เธอจะออกจากห้อง  ก่อนเราประชุมเสร็จ)

  • We will start our work after we discuss with our boss.

(เราจะลงมือทำงาน  หลังจากเราปรึกษากับหัวหน้าของเรา)

 

19. Requests for extra time off must _____________________ by the employee’s supervisor.

(การร้องขอเวลาหยุดพิเศษจะต้องได้รับ ________________ โดยผู้ควบคุม-ดูแลของพนักงาน)

(a) approve

(b) be approved    (อนุมัติ, เห็นชอบ, ยินยอม)

(c) be approving

(d) approval    (การอนุมัติ, การเห็นชอบ, การยินยอม)

ตอบ    -    ข้อ   (b)   เนื่องจากประธานของประโยคคือ   “Requests” (การร้องขอ)  ส่วน  “for extra time off”   เป็นส่วนขยายประธาน  ดังนั้น  กริยาของประโยค  คือ  “Must + Verb 1”  แต่เนื่องจากต้องอยู่ในรูป   “Passive voice   เพราะประธานฯ เป็นผู้ถูกกระทำ (การร้องขอจะต้องได้รับ (ถูก) อนุมัติ-เห็นชอบโดยผู้ควบคุม)  จึงต้องเปลี่ยนเป็น  “Must + Be + Verb 3”  ซึ่งในที่นี้คือ   “Must be approved

                                        เช่นเดียวกัน   รูป   “Passive voice”  ของกริยาที่ประกอบด้วย  “will, would, shall, should, can, could, may, might, must”  จะต้องอยู่ในรูป “will, would, shall, should……………….+ Be + Verb 3”  เสมอ  เช่น

  • The exam result will be announced next week.

(ผลสอบจะถูกประกาศสัปดาห์หน้า)

  • The work can be done by only 2 people.

(งานนี้สามารถถูกทำได้โดยคนเพียง ๒ คนเท่านั้น)

  • The speech should be completed in 5 minutes.

(สุนทรพจน์ควรจะถูกกล่าวจบใน ๕ นาที)

  • The car may be stolen if its doors are not properly locked.

(รถอาจจะถูกขโมย  ถ้าหากประตูมิได้ถูกล็อกอย่างเหมาะสม)

 

20. It is better for the economy to buy things that are produced _________ rather than bringing in products from far away.

(มันเป็นการดีกว่ากันสำหรับเศรษฐกิจ  ที่จะซื้อสิ่งต่างๆ ที่ถูกผลิต ___________ มากกว่าที่จะนำเข้าผลิตภัณฑ์จากที่ที่อยู่ห่างไกลออกไป)

(a) local    (ในท้องถิ่น, ของท้องถิ่น, ตามท้องถิ่น)  (เป็นคำคุณศัพท์)

(b) localize    (จำกัด, จำกัดวง, ทำให้เป็นเรื่องของท้องถิ่น, ทำให้อยู่เฉพาะส่วนเฉพาะที่)  (เป็นคำกริยา)

(c) locally    (ในท้องถิ่น, เฉพาะแห่ง, เฉพาะที่, เฉพาะส่วน)

(d) location    (สถานที่, ตำแหน่ง, ตำแหน่งที่ตั้ง, การหาตำแหน่งที่ตั้ง)  (เป็นคำนาม)

ตอบ    -     ข้อ   (c)   เนื่องจากขยายคำกริยา  “Produced”   จึงต้องเป็นคำกริยาวิเศษณ์   “locally

 

เรียน  ท่านผู้ติดตามอ่าน  เว็บไซต์  “everydayenglish.pwa.co.th

 

                  ถ้าท่านมีคำแนะนำให้ปรับปรุงเว็บไซต์นี้ประการใด  กรุณาส่ง   e-mail ไปที่  ดร. วัชรินทร์  ภูเขาทอง  อดีต  ผอ. สำนักวิทยาการ  การประปาส่วนภูมิภาค  ผู้จัดทำเว็บ-ไซต์นี้  ตาม   “Address” wpookaotong@yahoo.com   (โปรดระบุหัวเรื่องด้วย ว่า  “ปรับปรุงเว็บไซต์”)   เพื่อที่ผู้จัดทำฯ จะได้ปรับปรุงเนื้อหาได้ตรงตามความประสงค์ของผู้อ่านเว็บไซต์นี้ต่อไป

 

 

 

หมวดข้อสอบ TOEIC (ตอนที่ 474)

การประปาส่วนภูมิภาค  “มุ่ง-มั่น-เพื่อปวงชน”

 

Part V: Sentence Completion   (ส่วนที่ 5 :  การเติมประโยคให้สมบูรณ์)

Choose the best alternative to make a correct sentence.

(จงเลือกข้อที่ดีที่สุดเพื่อทำให้ประโยคมีความถูกต้อง)

 

1. A common synonym for expensive is _______________________________________.

(คำเหมือน (มีความหมายเหมือนกัน) ทั่วๆ ไปสำหรับ “แพง”  คือ _____________________)

(a) deficient    (ดิ-ฟิช-เชิ่นท)  (ขาดแคลน, ไม่เพียงพอ, บกพร่อง)

(b) neat    (ประณีต, เรียบร้อย, เป็นระเบียบ, เกลี้ยงเกลา, เหมาะเจาะ, ไม่มีการเจือปน)

(c) dear    (แพง, มีราคาสูง, ที่รัก, เป็นที่รัก, น่ารัก, สุดสวาท)

(d) chronic    (คร้อน-นิค)  (เรื้อรัง, ยาวนาน, เป็นประจำ, เป็นนิสัย)

 

2. Most countries have their _________________________________________ languages.

(ประเทศส่วนมากมีภาษาเป็น _____________________________________________)

(a) own    (โอน)  (ของตนเอง)

(b) owe    (โอ)  (เป็นหนี้, ติดเงิน, เป็นหนี้บุญคุณ, มีความรู้สึก-เจตนาต่อ)  (เป็นคำกริยา)

(c) owl    (เอาล)  (นกเค้าแมว, คนทำงานกลางคืน, คนโง่แกมหยิ่ง หรืออวดฉลาด)

(d) old    (เก่า, แก่, ชรา, มีอายุมาก, โบราณ)

ตอบ   -   ข้อ   (a)   “Own”  มีหลักการใช้  คือ

                                    . เป็น  “Adjective”  (ขยายคำนาม) และ  “Pronoun” (อยู่ลอยๆ)  =   “ของตนเอง”  ดังตัวอย่าง

  • Nobody had ever thought he would kill his own children.

(ไม่มีใครเคยคิดว่า  เขาจะฆ่าลูกๆ ของตัวเอง)

  • My own view is that there are no serious problems.

(ความคิดเห็นของผมเองก็คือว่า  ไม่มีปัญหาที่ร้ายแรง)

  • Each boy has his own room.

(เด็กแต่ละคนมีห้องของตัวเอง)

  • Each city has its own peculiarities.

(เมืองแต่ละเมืองมีลักษณะเฉพาะของตนเอง)

  • They usually do a good job in their own way.

(พวกเขามักทำงานได้ดีเป็นประจำในแบบของตัวเอง)

  • Make your own decision.

(ตัดสินใจเอาเองนะ)  (ไม่ต้องปรึกษาใคร  หรือให้ใครมาช่วยบอก)

  • She didn’t have a house of her own.  (Pronoun)

(เธอไม่มีบ้านเป็นของตนเอง)

  • His background is rather similar to my own.  (Pronoun)

(ภูมิหลังของเขาค่อนข้างคล้ายกับของผมเอง)

                                    ๒. เป็นคำกริยา  หมายถึง  “มี, เป็นเจ้าของ”  (Possess)  เช่น

  • He owns a huge old house.

(เขามีบ้านเก่าหลังใหญ่โต)

  • They owned a business that dealt in bulk orders.

(พวกเขาเป็นเจ้าของธุรกิจซึ่งเกี่ยวกับการสั่งซื้อสินค้าจำนวนมาก)

  • Who owns this piece of land?

(ใครเป็นเจ้าของที่ดินผืนนี้)

  • It is hard to own a house in a big city.

(มันยากที่จะมีบ้านในเมืองใหญ่)  (เพราะราคาแพงมาก)

                                    ๓. เป็นคำกริยา  หมายถึง  “ยอมรับ”  (Admit, Acknowledge)

  • He owned that he had made a mistake.

(เขายอมรับว่าเขาทำผิด)

  • The man won’t own that boy as his son.

(ไอ้หมอนั่นไม่ยอมรับว่าเด็กคนนั้นเป็นลูกชายของตน)

 

3. I sat _____________________________________________ the Chairman at the meeting.

(ผมนั่ง __________________________________________ ท่านประธานในการประชุม)

(a) besides    (นอกจาก, นอกเหนือจาก)

(b) beside    (ใกล้, ข้าง)

(c) next    (“Next to”  =  ถัดจาก, ต่อจาก)

(d) near to    (“Near”  = ใกล้  ไม่ต้องตามด้วย  “To”)

ตอบ   -   ข้อ   (b)   “Beside”  เป็น  “Preposition”  มีหลักการใช้ดังนี้  คือ

                                    ๑. ใกล้, ข้าง  (= Near, Next to, At the side of)

  • He sat down beside his wife.

(เขานั่งข้างภรรยา)

  • There right beside the road is a large grey house.

(มี  ตรงข้างถนนพอดี  บ้านสีเทาหลังใหญ่)

                                    ๒. ร่วมกันกับ, เคียงข้างกับ  (Cooperate; Work side by side)

  • America fought beside France against Germany during the Second  World War.

(อเมริการบเคียงข้างกับฝรั่งเศส  สู้กับเยอรมันในระหว่างสงครามโลกครั้งที่  )

  • He worked beside his colleague until late at night.

(เขาทำงานร่วมกับเพื่อนร่วมงาน  จนกระทั่งดึกดื่น)

                                    . เมื่อเทียบกับ  (Compared with)

  • My house seems small beside yours.

(บ้านของผมดูเหมือนว่าเล็กเมื่อเทียบกับของคุณ)

                                    ๔. Beside the point  =  “ไม่ตรงประเด็น, นอกเรื่อง”  (Having nothing to do with the subject)

  • His statement was beside the point.

(คำพูดของเขาไม่ตรงประเด็น)

 

4. Don’t do anything.  I believe _________________________ would be best to keep quiet.

(ไม่ต้องทำอะไร  ผมเชื่อ (ว่า) _________________________ จะดีที่สุดที่จะนิ่งเงียบเสีย)

(a) you

(b) it    (มัน)

(c) we

(d) everything

ตอบ   -   ข้อ  (b)   เนื่องจากเป็นไปตามโครงสร้าง  “It + Is (was, will be, would be) + Adjective  (เช่น “Good, Better, Best”) + (For Someone) + To + Verb 1”  ดูเพิ่มเติมโครงสร้างแบบนี้จากประโยคข้างล่าง

                                                  ตัวอย่างที่

  • It is usually necessary for the international business person _________ more than only his/her native language.

(มันเป็นสิ่งจำเป็นโดยปกติ  สำหรับนักธุรกิจระหว่างประเทศที่จะ _________ มากไปกว่าภาษาที่ใช้มาตั้งแต่เกิดของเขา/เธอ   แต่เพียงภาษาเดียว)  (หมายถึง  ควรรู้ภาษาอื่นด้วย  นอกเหนือจากภาษาที่ตนใช้อยู่เป็นประจำ)

(a) to understand    (เข้าใจ)

(b) to observe    (สังเกต)

(c) knowing    (รู้)

(d) speaking    (พูด)

ตอบ   –    ข้อ   (a)   เนื่องจากถูกต้องตามหลักไวยากรณ์   ตามโครงสร้าง {It is (was) + Adjective (necessary, important, possible, impossible, good, wise, foolish, etc.) + (For someone) + To do (กริยาอะไรก็ได้)  + Something}  เช่น

  • It is necessary (for you) to work harder.

(มันจำเป็นสำหรับคุณที่ต้องขยันให้มากขึ้น)

  • It is important (for young people) to pay respect to the elderly.

(มันสำคัญสำหรับคนหนุ่มสาวที่จะต้องให้ความเคารพผู้สูงอายุ)

  • It was possible (for them) to arrive there before noon.

(มันเป็นไปได้สำหรับพวกเขาที่จะไปถึงที่นั่นก่อนเที่ยง)

  • It is impossible (for me) to lend you the sum you want.

(มันเป็นไปไม่ได้สำหรับผมที่จะให้คุณยืมเงินจำนวนที่ต้องการ)

  • It is good (for her) to marry him.

(มันดีสำหรับเธอที่แต่งงานกับเขา)

  • It was wise (for us) to cancel our trip to Europe.

(มันฉลาดสำหรับเราที่ยกเลิกการเดินทางไปยุโรป)

 

5. Our neighbor’s house is on fire!  Go and help them _______________________________!

(บ้านของเพื่อนบ้านของเรากำลังไฟไหม้  ไปช่วยพวกเขา ___________________________)

(a) especially    (โดยเฉพาะ, เป็นพิเศษ)

(b) suddenly    (ในทันใดนั้น, อย่างคาดไม่ถึง, อย่างไม่ได้เตรียมมาก่อน)

(c) immediately    (อย่างทันทีทันใด, อย่างฉับพลัน, อย่างไม่ต้องรีรอ)

(d) solemnly    (อย่างเอาจริงเอาจัง, อย่างเคร่งขรึม, อย่างขึงขัง)

 

6. The board of directors agreed _______________ Mrs. Caroline’s contract for another year.

(คณะกรรมการบอร์ดตกลงที่จะ _____________ สัญญาของมิสซิสแคโรลีน  ออกไปอีกปีหนึ่ง)

(a) renew

(b) renewing

(c) to renew   (ต่ออายุ)

(d) will renew

ตอบ   -   ข้อ   (c)   เนื่องจาก  “Agree”  เมื่อตามด้วยคำกริยา จะต้องอยู่ในรูป  “Infinitive with to”   คือ  “Verb 1”  ที่มี  “To”  นำหน้า  กล่าวคือ  คำกริยาที่ตามหลังคำกริยาต่อไปนี้  จะต้องตามด้วย  “To + Verb ช่องที่  1”  ได้แก่  Expect (คาดหวัง),  Refuse (ปฏิเสธ),  Promise (สัญญา)Offer (เสนอ),  Hope (หวัง)  Want (ต้องการ),  Plan (วางแผน),  Dare (กล้า),  Need  (ต้องการ, จำเป็น),  Fail (ล้มเหลว, ไม่สามารถ),  Claim (อ้าง),  Hesitate (รีรอ, ลังเลใจ),  Demand  (เรียก ร้อง, ต้องการ)Wish (ปรารถนา),  Agree (ตกลง, เห็นพ้อง),  Determine (มุ่งมั่น, ตั้งใจ),  Intend (ตั้งใจ),  Decide (ตัดสินใจ),  Seem (ดุเหมือนว่า),  Resolve (ตัดสินใจ),  Pretend (แสร้งทำ),  Tend (มักจะชอบ),  Come (มา),  Happen (บังเอิญ),  Hurry (รีบเร่ง),  Prove (พิสูจน์),  Ask  (ร้องขอ)Care (เอาใจใส่, สนใจ),  Choose (เลือก),  Beg (ขอร้อง),  Manage (สามารถ, จัดการ),  Afford (มีฐานะพอ),  Appear (ปรากฏว่า),  Arrange (จัดแจง, เตรียมการ),  ตัวอย่างประ โยค  เช่น

  • She promised to come.

(เธอสัญญาว่าจะมา)

  • He asked to go to the party.

(เขาขอร้องจะไปงานเลี้ยง)

  • They failed to pass the exam.

(พวกเขาไม่สามารถสอบผ่าน)

  • We expected to finish our work on time.

(เราคาดหวังว่าจะทำงานเสร็จทันเวลา)

  • He hopes to win the contest.

(เขาหวังจะชนะการแข่งขัน)

  • She offered to take care of my children when I was away.

(เธอเสนอที่จะดูแลลูกๆของผมเมื่อผมไม่อยู่)

  • They pretended to sleep when I came in.

(พวกเขาแสร้งทำเป็นหลับเมื่อผมมาถึง)

  • He managed to pay the rent before the end of the month.

(เขาสามารถจ่ายค่าเช่าก่อนสิ้นเดือน)

  • She afforded to buy a luxurious car.

(เธอมีเงินพอจะซื้อรถคันหรู)

  • We decided to go skiing last winter.

(เราตัดสินใจไปเล่นสกีฤดูหนาวปีที่แล้ว)

  • If you happen to pass by, please call me.

(ถ้าคุณบังเอิญผ่านมา (ที่เมืองนี้) โปรดโทรฯมาหาผมด้วย)

  • He plans to study in the U.S.

(เขาวางแผนที่จะไปเรียนในอเมริกา)

  • She wanted to marry a wealthy man.

(เธอต้องการจะแต่งงานกับชายที่ร่ำรวย)

  • They refused to come to his party.

(พวกเขาปฏิเสธที่จะไปงานเลี้ยงของนายคนนั้น)

                           นอกจากนั้น  กริยาที่อยู่หลังกรรมรอง (บุคคล  หรือสิ่งของ) ของคำกริยาต่อไปนี้  จะต้องเป็นรูป  “infinitive  with to”  เสมอ  ได้แก่  cause,  force,  compel,  invite,  advise,  instruct,  persuade,  allow,  permit,  encourage,  press,  warn,  order,  request,  tempt,  teach,  tell,  oblige,  ตัวอย่างประโยค  เช่น

  • We ordered him to leave.

(เราสั่งให้เขาไปซะ)

  • She forced her servant to finish the work by noon.

(เธอบังคับให้สาวใช้ทำงานให้เสร็จในตอนบ่าย)

  • They invited her to go to their party.

(พวกเขาเชิญเธอไปร่วมงานเลี้ยง)

  • The teacher instructed him to study hard.

(ครูแนะนำเขาให้ขยันเรียน)

  • I told him to play outside.

(ผมบอกให้เขาไปเล่นข้างนอก)

  • She taught him (how) to cook.

(หล่อนสอนเขา (วิธี) ปรุงอาหาร)

  • We encouraged her to fight against cancer.

(พวกเราให้กำลังใจเธอต่อสู้กับมะเร็ง)

  • The flood caused the train to move slowly.

(น้ำท่วมเป็นเหตุให้รถไฟเคลื่อนไปอย่างช้าๆ)

  • She requested him to buy her a new dress.

(เธอขอร้องเขาให้ซื้อเสื้อผ้าชุดใหม่ให้เธอ)

  • The manager advised his staff to work harder.

(ผู้จัดการแนะให้สตาฟของเขาทำงานให้หนักขึ้น)

 

7. Both breakfast __________________________ lunch are served in the company cafeteria.

(ทั้งอาหารเช้า ____________________ อาหารกลางวันได้รับการเสิร์ฟในโรงอาหารของบริษัท)

(a) but    (แต่)

(b) or    (หรือ)

(c) either    (อย่างใดอย่างหนึ่ง)

(d) and    (และ)

ตอบ   -   ข้อ   (d)   เนื่องจากเป็นการใช้คำคู่   เช่น  “both….........…and…........…...” (ทั้ง..............และ................)  “either…..........…or………...” (.................. หรือ............. คนใดคนหนึ่ง)  “neither…..........…nor….....……..” (ไม่ทั้ง.................และ.................)  “not only….....… but also….......…”  (ไม่เพียงแต่................... แต่..................ด้วย)   เช่น

  • Either John or his sister will come to my party.

(จอห์นหรือน้องสาวของเขาคนใดคนหนึ่ง – ระหว่างเขากับน้องสาว – จะมางานเลี้ยงของผม)

  • Neither you nor I achieved the goal.

(ไม่ทั้งคุณและผมสามารถบรรลุจุดหมาย)  (คือ  ทั้งคุณและผมไม่สามารถบรรลุจุดหมาย)

  • Not only Peter but also Frank passes the test.

(ไม่เพียงแต่ปีเตอร์  แต่ยังแฟร้งค์อีกด้วยที่ผ่านการสอบ)  (คือสอบผ่านทั้ง    คน)

  • Both Mary and her sister have divorced their husbands.

(ทั้งแมรี่และพี่สาวของเธอได้หย่าร้างกับสามี)

 

8. The new company headquarters is _______________________________ Robson Street.

(สำนักงานใหญ่แห่งใหม่ของบริษัทอยู่ ________________________________ ถนนร็อบสัน)

(a) on    (บน)

(b) at

(c) in

(d) to

ตอบ   -   ข้อ   (a)   อยู่ที่ถนนอะไร  ให้ใช้  “on

                              สำหรับวลีที่ใช้    “On”   ได้แก่  Waste his time on”  (ใช้เวลา – ของเขา - อย่างสิ้นเปลือง-สุรุ่ยสุร่ายกับ), on business  (ด้วยเรื่องธุรกิจ), keep on  (ดำเนินต่อไป), rely on  (ไว้วางใจ, เชื่อใจ, พึ่งพาอาศัย), depend on (upon)  (พึ่งพาอาศัย, ขึ้นอยู่กับ, อยู่ที่), insist on  (ยืนกราน, ยืนหยัด, เรียกร้อง), on the floor  (บนพื้น), on a hill  (บนเนินเขา), on the top shelf  (บนชั้นบนของหิ้ง), bet money on  (พนันเงินกับ)  -  He bet a lot of money on that horse.  (เขาพนันเงินจำนวนมากกับม้าตัวนั้น),  on a sofa  (บนเก้าอี้โซฟา), to turn his back on his country  (หันหลังให้กับประเทศของตน  -  หมายถึงละทิ้งประเทศ  เช่น  หนีการเกณฑ์ทหาร  หรือไปเข้ากับฝ่ายศัตรู), on the contrary  (ในทางตรงกันข้าม), on the drawing board   (กำลังอยู่ในขั้นวางแผนหรือเตรียมการ  คือยังไม่ได้ลงมือทำ หรือนำมาใช้งานจริงๆ ),  on the dot (on the button)  (ตรงเวลาเผง, ตรงเวลาพอดี)  -  Susan arrived at the party at 3:00 p.m. on the dot.  (ซูซานมาถึงที่งานเลี้ยงเวลาบ่าย    โมงตรงพอดี)get (climb, jump) on the bandwagon  (ทำตามอย่างที่คนอื่นทำ  แม้จะไม่ใช่เรื่องที่จำเป็น, เข้าร่วมในกิจกรรมที่มีคนนิยมทำกันมาก  และล่าสุด  เช่น ถีบจักรยาน หรือ เล่นฟิตเนส,  โยคะ  -  แปลตรงๆ ตัว คือ ปีนหรือกระโดดขึ้นไปบนรถดนตรีในขบวนแห่)  -  When all Jim’s friends decided to vote for Bill, Jim climbed on the bandwagon too.  (เมื่อเพื่อนทุกคนของจิมตัดสินใจลงคะแนนให้บิล  จิมก็ตัดสินใจลงคะแนนให้บิลเช่นเดียวกัน  -  คือทำตามเพื่อนๆ แบบไม่ต้องมีเหตุผล), on the (an) average   (โดยเฉลี่ย),   a dog peeing (pissing) on a tree  (หมาเยี่ยวรดต้นไม้),  on condition that  (โดยมีเงื่อนไขว่า)  -  I will lend you the money on condition that  you pay it back in one month.  (ผมจะให้คุณยืมเงินโดยมีเงื่อนไขว่า  คุณต้องใช้คืนภายใน    เดือน),  on deck   (อยู่บนดาดฟ้าเรือ, เตรียมพร้อมที่จะทำอะไรบางอย่าง, มาปรากฏตัว หรือมาถึงที่นัดหมาย)  –  The passengers are relaxing on deck.  (ผู้โดยสารกำลังพักผ่อนหย่อนใจอยู่บนดาดฟ้าเรือ)   -  The scout leader told the boys to be on deck at 8:00 Saturday morning for the hike.  (ผู้นำลูกเสือบอกให้ลูกเสือมาถึงที่นัดหมายเวลา ๘.๐๐ น. เช้าวันเสาร์  เพื่อออกเดินทางไกล),  on deposit   (ในธนาคาร)  -  I have $ 500 on deposit in my account.  (ผมมีเงินอยู่  ๕๐๐ ดอลลาร์ในบัญชีธนาคาร),  on duty  (อยู่ปฏิบัติหน้าที่, ขณะปฏิบัติหน้าที่)   -  There is always one teacher on duty during study hour.  (มีครูอยู่ คนเสมอ  อยู่ปฏิบัติหน้าที่ในระหว่างชั่วโมงเรียน  -  คือคอยให้คำแนะนำปรึกษาแก่นักเรียน)on earth (= in the world(ใน หรือ บนโลกนี้, เกิดขึ้นได้ หรือเป็นไปได้อย่างไร  มักใช้แสดงการเน้นในประโยคคำถาม) - Where on earth did I put my wallet?  (ไม่รู้ว่าผมเอากระเป๋าสตางค์ไปวางไว้ตรงไหนในโลกนี้   -   คือบ่นคร่ำครวญเนื่องจากหากระเป๋าสตางค์ไม่เจอ)   -  The boys wondered how on earth the mouse got out of the cage.  (พวกเด็กๆสงสัยว่า เป็นไปได้อย่างไรที่หนูออกจากกรงไป  -  ทั้งๆที่ล็อคทางออกไว้อย่างแน่นหนา),  have, (keep, with) one eye on  (คอยเฝ้าดูหรือเอาใจใส่  -  บุคคลหรือสิ่งของ  -  ในขณะที่กำลังทำสิ่งอื่นไปด้วย)  -  Mother had one eye on baby as she ironed.  (แม่รีดผ้าและดูแลลูกน้อยไปด้วยในเวลาเดียวกัน)  -  Chris tried to study with one eye on the TV set.  (คริสพยายามอ่านหนังสือ  และดูทีวีไปด้วยในในเวลาเดียวกัน), on account of  (เนื่องมาจาก, เพราะว่า),  -  The picnic was held in the gym on account of the rain.  (ปิกนิกถูกจัดในโรงยิม  -  แทนในสนาม  -  เนื่องมาจากฝนตก),  on a shoestring  (ด้วยเงินจำนวนเล็กน้อยสำหรับใช้จ่าย, ด้วยงบประมาณที่น้อยมาก  -  แปลตรงๆตัว คือ ด้วยเชือกผูกรองเท้า)  -  The couple was seeing Europe on a shoestring.  (สามี-ภรรยาคู่นั้นกำลังเที่ยวยุโรป  ด้วยเงินจำนวนเพียงนิดเดียว  -  คือ  แบบประหยัดสุดๆ),  to walk on air  (รู้สึกมีความสุขและตื่นเต้น)  -  Kim has been walking on air since she won the prize.  (คิมมีความสุขและตื่นเต้นมาโดยตลอด  ตั้งแต่ที่เธอได้รับรางวัล),  to wait on (upon)  (รับใช้, ให้บริการ)  -  The clerk in the store waits on all customers.  (เสมียนในร้านนั้นให้บริการ (รับใช้) ลูกค้าทุกคน),  (sitting) on top of the world  (ปลาบปลื้มยินดีและมีความสุข, รู้สึกประสบความสำเร็จ)  -  John was (sitting) on top of the world when he found out that he got into college.  (จอห์นดีใจและมีความ สุข  เมื่อเขาพบว่าเขาสอบเข้ามหาวิทยาลัยได้),  on behalf of  (ในนามของ),  on board  (บนเรือ)  -  A ship was leaving the harbor, and we saw the people on board waving.  (เรือลำหนึ่งกำลังออกจากท่า  และเราเห็นผู้คนบนเรือโบกไม้โบกมือ  -  เพื่ออำลาญาติพี่น้องที่มาส่ง),  off and on (= on and off)  (ไม่สม่ำเสมอ, เป็นครั้งคราว หรือบางโอกาส)  -  It rained off and on all day.  (ฝนตกๆหยุดๆตลอดทั้งวัน  -  คือ ตกแล้วหยุด  แล้วก็ตกแล้วหยุดอีก  สลับกันไปแบบนี้ตลอดทั้งวัน),  the posters on the walls   (โปสเตอร์บนกำแพง), a sticker on her car  (สติ๊กเกอร์ติดรถของเธอ), pictures on the screen  (รูปภาพบนจอ), on the ceiling  (บนเพดาน), on the roof  (บนหลังคา), on all fours  (คลาน เท้า), get on a bus  (ขึ้นรถเมล์), on a highway  (บนทางหลวง), on the plane  (บนเครื่องบิน), on foot  (โดยทางเท้าหรือเดินไป), to walk on tiptoe  (เดินบนปลายเท้าหรือเขย่งส้นเท้า), on horseback  (บนหลังม้า), on a bicycle  (โดยรถจักร ยาน), on Monday  (ในวันจันทร์), on a Sunday afternoon  (ตอนบ่ายวันอาทิตย์), on an occasion like this  (ในโอกาสเช่นนี้), on April10th  (ในวันที่ ๑๐ เมษายน), on Thursday night   (ในคืนวันพฤหัสฯ), on the first day of term  (ในวันแรกของภาคการศึกษา), books on art and religion  (หนังสือเกี่ยวกับศิลปะและศาสนา), on the subject of rents  (ในเรื่องเกี่ยวกับค่าเช่า), ideas on how films should be made  (ความคิดเกี่ยวกับว่าควรจะสร้างหนังอย่างไร), to comment on the issue  (แสดงความคิดเห็นในประเด็นนั้น), a talk on agriculture  (การสนทนาเกี่ยวกับเกษตรกรรม), cars running on petrol (รถยนต์ที่วิ่งด้วยน้ำมัน), appear on TV  (ปรากฏตัวทางทีวี), to hear it on the radio  (ได้ยินมันทางวิทยุ), on stage  (บนเวที), on the phone  (ทางโทรศัพท์ หรือกำลังพูดโทรศัพท์), on and on  (ไม่รู้จักจบสิ้น, ไม่หยุดหย่อน, ไม่สิ้นสุด), on edge  (รุ่มร้อน, กระวนกระวาย, ตื่นเต้น, ประสาทเสีย, ปวดสมอง), on one’s own  (ด้วยตนเอง, เป็นอิสระ, หาเลี้ยงตนเอง), on purpose  (โดยเจตนา, โดยตั้งใจทำ), on the carpet  (ดุด่าว่ากล่าว, สวด), on the fence  (ยังไม่แน่ใจ, ยังไม่ตัดสินใจ-ตกลงใจ), on the hook  (อยู่ในฐานะลำบาก), on the spot  (ที่กำลังพูดถึง-เอ่ยถึง), to be on  (กำลังปรากฏ, กำลังฉายอยู่. กำลังแสดง), on the go  (มีธุระ ยุ่ง, เคลื่อนไหวทำโน่นทำนี่อยู่ตลอด)  –  I’m usually on the go all day long.  (ผมมักมีธุระยุ่งตลอดทั้งวัน), on the market  (มีขาย, เสนอขาย)– I had to put my car on the market.  (ผมจำเป็นต้องเอารถออกขาย) - This is the finest home computer on the market.  (นี่เป็นคอมพิวเตอร์ประจำบ้านที่ดีที่สุดที่วางขายในตลาด), on the mend  (สบายดี, หายป่วยไข้) – My cold was terrible, but I’m on the mend now.  (ไข้หวัดของผมย่ำแย่มากเลย  แต่ตอนนี้ผมหายไข้แล้ว) – What you need is some hot chicken soup.  Then you’ll really be on the mend.  (สิ่งที่คุณต้องการ คือ ซุปไก่ร้อนๆ  แล้วคุณจะหายป่วยจริงๆเลย), on the tip of one’s tongue  (ติดอยู่แค่ริมฝีปาก  คือ เกือบจะพูดออกมาแล้ว หรือ เกือบจะนึกออกแล้ว) – I have his name right on the tip of my tongue.  I’ll think of it in a second  (ผมมีชื่อของเขาติดอยู่ที่ริมฝีปาก  ผมจะนึกมันออกในอีกวินาทีเดียว) – John had the answer on the tip of his tongue, but Ann said it first  (จอห์นเกือบจะบอกคำตอบออกมาแล้ว  แต่แอนพูดออกมาเสียก่อน  -  คือชิงบอกคำตอบก่อน), on the wrong track  (ไปหรือเดินผิดลู่หรือราง, ทำตามสมมติฐานที่ผิด)  – You’ll never get the right answer.  You’re on the wrong track.  (คุณไม่มีวันจะได้คำตอบที่ถูกต้องหรอก คุณเดินผิดทางนี่ หรือ คุณตั้งสมมติฐานไว้ผิดนี่), be (skate) on thin ice  (อยู่ในสถานการณ์ที่เสี่ยงหรือมีอันตราย) – If you try that, you’ll really be on thin ice.  That’s too risky.  (ถ้าคุณลองทำสิ่งนั้น  คุณจะตกอยู่ในอันตรายอย่างแท้จริง  มันเสี่ยงเกินไป) – If you don’t want to find yourself (skating) on thin ice, you must be sure of your facts  (ถ้าคุณไม่ต้องการพบตัวเองตกอยู่ในอันตราย  คุณต้องมั่นใจในข้อเท็จจริง  - ไม่เช่นนั้นคุณอาจแพ้คดีและต้องจ่ายเงินมากมาย), on tiptoe  (เดินเขย่างเท้า), on vacation  (เดินทางไปเที่ยวในวันหยุดพักผ่อน)  – Where are you going on vacation this year?  (คุณจะเดินทางไปพักผ่อนที่ไหนในวันหยุดปีนี้) – I’ll be away on vacation for three weeks.  (ผมจะเดินทางไปพักผ่อนวันหยุดเป็นเวลา ๓ สัปดาห์),  เป็นต้น

 

9. Everybody employed by this office __________________________ a professional degree.

(ทุกคนที่ถูกจ้างโดยสำนักงานแห่งนี้ ___________ ปริญญาด้านอาชีพ)  (ที่ชำนาญเฉพาะทาง)

(a) has    (มี)

(b) have

(c) to have

(d) is having

ตอบ   -   ข้อ   (a)   เนื่องจากประธานของประโยคคือ  “Everybody”  เป็นเอกพจน์  กริยาจึงต้องใช้  “Has”  ส่วน  “Employed by this office”  เป็นส่วนขยายประธาน  โดยลดรูปมาจากอนุประโยค  “Who is employed by this office”,  สำหรับ  “A professional degree”  เป็นกรรมของกริยา  “Has

 

10. In order to be __________________ to the building, you must show proper identification.

(เพื่อให้ได้รับการ ________ สู่อาคาร  คุณจะต้องแสดงการระบุตัวตน (ของคุณ) ที่สมควร)  (คือ  แสดงบัตรประชาชนหรืออื่นๆ)

(a) submitted    (เสนอ, เสนอให้พิจารณา, ยอมจำนน, ยอมตาม, อ่อนน้อม)

(b) admitted    (รับเข้าไป – ในตัวอาคาร, โรงพยาบาล, โรงเรียนหรือมหาวิทยาลัย)

 (c) remitted    (ส่งเงิน, อภัยโทษ, ยกโทษ, ยกหนี้, ผ่อนคลาย, บรรเทา, ทำให้กลับสู่สภาพเดิม)

(d) emitted    (ปล่อยหรือเปล่งออกมา, ฉาย, ส่อง, แพร่กระจาย)

ตอบ   -   ข้อ   (b)  คือ  เพื่อที่จะได้รับ  Admit  ให้เข้าไปในตัวอาคาร  จะต้องแสดงบัตรหรือการระบุตัวตนของตนก่อน

 

11. He ________________ an employee of this company ever since he first started working.

(เขา _________________________ ลูกจ้างของบริษัทนี้  ตั้งแต่ที่เขาเริ่มต้นทำงานครั้งแรก)

(a) is

(b) was

(c) has been    (เป็น)

(d) will be

ตอบ   -   ข้อ   (c)   เพราะข้อนี้ต้องใช้รูป  Present perfect tense  คือ  Subject + Has  หรือ  Have + Verb 3  (ในที่นี้คือ  Has +  ช่องที่ 3  ของ  Verb to be  คือ  been)  เนื่องจากเป็นลูกจ้างบริษัทนี้  ตั้งแต่อดีตจนถึงปัจจุบันก็ยังเป็นอยู่  แสดงถึงการต่อเนื่องจากอดีตจนถึงปัจจุบัน,  ถ้าตอบ  ข้อ  (a)  หมายถึง  เป็นลูกจ้างในปัจจุบันเท่านั้น  มิได้ต่อเนื่องมาจากอดีต  สำหรับ  ข้อ  (b)  หมายถึงเป็นลูกจ้างในอดีต  ส่วนข้อ  (c)  จะเป็นลูกจ้างในอนาคต

 

12. If you wish to speak with the director, you should _______________ an appointment first.

(ถ้าคุณปรารถนาจะพูดกับผู้อำนวยการ  คุณควรจะ ____________________ นัดหมายก่อน)

(a) will make

(b) made

(c) making

(d) make    (ทำการ

ตอบ   -   ข้อ  (d)   เพราะกริยาที่ตามหลัง  “Should”  จะต้องเป็น  Verb ช่องที่ 1 และไม่มี  To นำหน้า  (Infinitive without to)  เสมอ

 

13. We ______________________ finish this work soon because the deadline is approaching.

(เรา _____________________ ทำงานนี้ให้เสร็จโดยเร็ว  เพราะว่าเส้นตายกำลังใกล้เข้ามาแล้ว)

(a) have

(b) will have

(c) had to    (จำเป็นต้อง)

(d) have to    (จำเป็นต้อง)

ตอบ   -   ข้อ  (d)   ใช้  Have to”   ในรูปปัจจุบัน  (Present simple tense)  เพราะ  Clause (อนุประโยค)  ที่ตามหลัง  Because   เป็น  Present continuous tense  (Is approaching)  จึงต้องใช้  Tense  ในประโยคใหญ่  (Main clause)  ให้สอดคล้องกัน  คือ  Present simple  กับ  Present continuous  (สำหรับข้อนี้  อาจตอบ “Will have to” –  จะจำเป็นต้อง  ก็ได้ส่วน  ข้อ  (c)  ผิด  เพราะเป็น  Past tense  (เหตุการณ์ในอดีต)  สำหรับ  ข้อ  (a)   และ  (b)  ผิดเพราะหลัง  verb have  ต้องตามด้วย  Verb  ช่องที่  3 (Have finished)  เสมอ

 

14. The _____________________________ businessperson always dresses appropriately.

(นักธุรกิจ ____________________________________ มักจะแต่งตัวอย่างเหมาะสมเสมอ) 

(a) succeed    (ประสบความสำเร็จ)

(b) success    (ความสำเร็จ)

(c) successful    (ซึ่งประสบความสำเร็จ)

(d) succession   (การต่อเนื่อง, ลำดับ, การสืบมรดก, การสืบทอดตำแหน่ง, การรับช่วง, สิทธิการรับช่วง, ผู้รับช่วงต่อ, ทายาท, ผู้สืบตระกูล)

ตอบ   -   ข้อ   (c)   เนื่องจากคำที่ขยายหน้าคำนาม  คือ  “Businessperson”  ต้องเป็นคำคุณศัพท์ (Adjective) ซึ่งก็คือ  “Successful

 

15. The building would not have burned to ashes if the firemen __________________ in time.

(อาคารหลังนั้นคงจะไม่ไหม้เป็นเถ้าถ่าน  ถ้าหากพนักงานดับเพลิง ______________ ทันเวลา)

(a) would come

(b) came

(c) had come    (ได้มา)

(d) would have come

ตอบ   -   ข้อ  (c)   เนื่องจากเป็น  “If clause”  แบบที่    กล่าวคือ  เป็นการสมมติเหตุการณ์ที่ไม่เกิดขึ้นจริง  หรือเกิดตรงข้ามกับข้อความในประโยค  สำหรับเหตุการณ์ที่เกิดจริงในประโยค  ข้อ  ๑๕  คือ  “อาคารหลังนั้นไฟไหม้เป็นเถ้าถ่าน  เนื่องจากพนักงานดับเพลิงมาไม่ทันเวลา”  ดูเพิ่มเติม  “If clause”  แบบที่   จากตัวอย่างข้างล่าง

                                                      ตัวอย่างที่

  • _____________________________________ you were ill, I would have visited you.

(_______________________________________ คุณไม่สบาย, ผมคงจะได้ไปเยี่ยมคุณแล้ว)

(a) If I knew

(b) If I would have known

(c) If I have known

(d) Had I known    (ถ้าผมได้รู้ว่า)

ตอบ   -   ข้อ    (d)   เนื่องจากเป็น  “If clause”  แบบที่    กล่าวคือ  เป็นการสมมติเหตุการณ์ที่ไม่เกิดขึ้นจริง  หรือเกิดตรงข้ามกับข้อความในประโยค  สำหรับเหตุการณ์ที่เกิดจริงในตัวอย่างที่  ๑  คือ  “เพราะผมไม่รู้ว่าคุณไม่สบาย  ผมเลยไม่ได้ไปเยี่ยมคุณ”  ทั้งนี้  ข้อความใน  ข้อ  (d)  “ผกผัน”  (Inversion)  มาจากอนุประโยค  “If I had known”  ดูเพิ่มเติม  “If clause”  แบบที่    จากตัวอย่างข้างล่าง  

                                                  ตัวอย่างที่

  • We ______________________________ in time if we had started half an hour earlier.

(เรา ________ ทันเวลา (รถไฟ, เครื่องบิน) ถ้าเราได้เริ่มต้น (ออกเดินทาง) ครึ่งชั่วโมงก่อนหน้า)  (คือ  ออกเดินทางเร็วขึ้นครึ่งชั่วโมง)

(a) were

(b) would be

(c) would have been    (คงจะไป)

(d) had been

ตอบ   -   ข้อ   (c)   เนื่องจากเป็น  “If clause”  แบบที่    กล่าวคือ  เป็นการสมมติเหตุการณ์ที่ไม่เกิดขึ้นจริง  หรือเกิดตรงข้ามกับข้อความในประโยค  สำหรับเหตุการณ์ที่เกิดจริง  คือ  “เราไปไม่ทันเวลา  เพราะเราออกเดินทางช้าไปครึ่งชั่วโมง”  ใน  “If clause”  แบบนี้  ในประโยคใหญ่  (Main clause)  ใช้  “Past future perfect tense”  {Subject + Would (Should, Could, Might, Must) + Have + Verb 3}  ส่วนในอนุประโยค  (If clause)  ใช้  “Past perfect tense”  (Subject + Had + Verb 3)  ดูเพิ่มเติม  “If clause”  แบบนี้ในประโยคข้างล่าง

                                                   ตัวอย่างที่ 

  • He helped me, otherwise I _______________________________________________.

(เขาช่วยเหลือผม  มิฉะนั้น  ผม ____________________________________________)

(a) would be arrested

(b) would have been arrested     (คงจะได้ถูกจับกุมไปแล้ว)

(c) shall be arrested

(d) shall have been arrested

ตอบ   -   ข้อ    (b)   เนื่องจากเป็นการพูดถึงเหตุการณ์ในอดีต  ในแบบ  “ถูกกระทำ”  (Passive voice)  (Subject + would + have + been + Verb 3  -  I would have been arrested)  =  “คงจะได้ถูกกระทำเช่นนั้นไปแล้ว”  ในที่นี้คือ  “ถูกจับกุม”  แต่ในความเป็นจริง  คือ  มิได้ถูกจับกุม  เพราะว่า  “เขามาช่วยผมไว้”  ความจริงประโยคข้างบนนี้แปลงมาจาก  “If clause”  แบบที่  ๓  (Past unreal)  คือ  เหตุการณ์ไม่เกิดขึ้นจริงในอดีต  คือ  มิได้ถูกจับกุม  ทั้งนี้   “If clause”   ดังกล่าว คือ  “If he had not helped me, I would have been arrested.”  (ถ้าเขาไม่ได้ช่วยผม  ผมคงจะได้ถูกจับกุมไปแล้ว)  แต่ในความเป็นจริง  คือ  “เขาช่วยเหลือผม  ผมจึงไม่ถูกจับกุม)  ซึ่งมีความหมายเดียวกับ  ใจความของประโยคในข้อ  ๒  (เขาช่วยเหลือผม  มิฉะนั้น  ผมคงได้ถูกจับกุมไปแล้ว)  ดูเพิ่มเติม  “If clause”  แบบที่  ๓  จากประโยคข้างล่าง

                                                     ตัวอย่างที่  

  • ________________ about the tragedy, we would never have come without first calling.

(_________ เกี่ยวกับเรื่องโศกเศร้า (หรือภัยพิบัติ, อุบัติเหตุ)  เราก็คงจะไม่มา (เยี่ยมเยือน หรือ พบปะพูดคุย  ฯลฯ)  โดยมิได้โทรศัพท์มาบอกคนเหล่านั้นก่อน)    (หมายถึง  คนที่ประสบกับความโศกเศร้า หรือภัยพิบัติ)

(a) If we hear

(b) If we heard

(c) Did we hear

(d) Had we heard    (ถ้าเราได้ยิน  -  ได้ทราบ)

ตอบ   -   ข้อ   (d)   เนื่องจากเป็น   “If clause”   แบบที่  ๓  (Past unreal)   คือ ไม่เป็นจริงในอดีต   หรือ เหตุการณ์เกิดตรงข้ามกับข้อความในประโยค  ทั้งนี้  ประโยคข้างบนมีความหมาย  คือ  “เรา”  ไม่รู้มาก่อนว่าคนที่เราได้ไปเยี่ยม  พบกับเรื่องทุกข์โศก-อุบัติเหตุก่อนหน้านั้น   จึงเดินทางมาโดยมิได้โทรศัพท์มาบอกคนเหล่านั้นก่อน  เมื่อมารู้ทีหลัง  จึงเสียใจที่มิได้ทำเช่นนั้น  -  คือ โทรศัพท์มา  ก่อนจะเดินทางมาพบ)

                                     นอกจากนั้นประโยคข้างบน   ยังมีโครงสร้างแบบ  “ผกผัน”  (Reverse  หรือ  Inversion)  คือมาจาก   “If we had heard = Had we heard)  ดูคำอธิบายเพิ่มเติมเรื่อง   “If clause”  แบบที่  ๓   และโครงสร้างแบบ  “ผกผัน” (Reverse  หรือInversion)   จากประโยคข้างล่าง

                                                   ตัวอย่างที่  

  • Jack would have gone to Chicago ___________________ to get a plane reservation.

(แจ๊คคงจะได้ไปชิคาโกแล้ว ___________________________ จองที่นั่งบนเครื่องบินได้)

(a) was he able

(b) would he be able

(c) if he is able

(d) if he had been able    (ถ้าเขาสามารถ)

ตอบ   -   ข้อ   (d)   เนื่องจากเป็น  “If clause”  แบบที่  ๓  “Unreal past”  (ไม่เกิดขึ้นจริงในอดีต  หรือ เกิดตรงกันข้ามกับข้อความในประโยค)  สำหรับประโยคข้างบน  เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นจริงๆ คือ   “แจ๊คมิได้ไปชิคาโก  เนื่องจากไม่สามารถจองตั๋วเครื่องบินได้” 

                                                  ตัวอย่างที่  

  • If you had returned the library book on time, you _____________________________.

(ถ้าคุณได้นำหนังสือห้องสมุดไปคืนตรงเวลา  คุณ _____________________________)

(a) will not be fined

(b) would have not been fined

(c) would not be fined

(d) would not have been fined     (คงไม่ถูกปรับ, คงไม่ต้องเสียค่าปรับ)

ตอบ   -   ข้อ  (d)   เนื่องจากเป็นการสมมติ  “If clause”  ในแบบที่  ๓  (Past unreal)   คือ เหตุการณ์ไม่เกิดขึ้นจริงในอดีต  แต่เกิดตรงกันข้ามกับความเป็นจริง  หรือกับข้อความในประโยค  สำหรับประโยคข้างบน  เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นจริงๆ คือ  “คุณนำหนังสือไปคืนห้องสมุดไม่ตรงเวลา  คุณเลยถูกปรับ – เสียค่าปรับ” 

                                                  ตัวอย่างที่  

  • If you had gone with us to the mountains, you ______________ very heavy clothing.

(ถ้าคุณได้ไปกับเราที่ภูเขา (เมื่อเดือนหรือปีที่แล้ว)  คุณ  _________ เสื้อผ้าที่หนาอย่างมาก)  (เนื่องจากอากาศหนาวมาก)

(a) had to wear   (จำเป็นต้องสวม)

(b) would have to wear

(c) would have had to wear     (คงจำเป็นจะต้องสวม)

(d) had had to wear

ตอบ  -  ข้อ   (c)   เนื่องจากเป็น   “If clause” แบบที่ ๓  “Past unreal”   (ไม่เป็นจริงในอดีต)   คือเหตุการณ์เกิดตรงข้ามกับความจริง  หรือข้อความในประโยค  ทั้งนี้  ประโยคข้างบนมีความหมาย คือ   “เพราะคุณไม่ได้ไปที่ภูเขากับเรา  คุณก็เลยไม่จำเป็นต้องสวมเสื้อผ้าที่หนา"

                                                     ตัวอย่างที่  

  • Tom ______________________________ more photographs if he had had more film.

(ทอม___________________________________ รูปมากขึ้น   ถ้าเขามีฟิล์มมากกว่าที่เป็นอยู่)

(a) would take

(b) would have taken    (คงจะได้ถ่าย)

(c) would be taking

(d) will have taken

ตอบ  -  ข้อ   (b)   เนื่องจากเป็น  “If clause”  แบบที่ ๓  “Past unreal”  (ไม่เป็นจริงในอดีต)   ความหมายของประโยคข้างบน  คือ   “ทอมมิได้ถ่ายรูปเพิ่มขึ้น  เพราะเขามีฟิล์มอยู่นิดเดียว

                                                    ตัวอย่างที่  

  • Nancy _________________________________________ you if you had asked her.

(แนนซี่ _______________________________________ คุณ   ถ้าคุณได้ขอร้องเธอ)

(a) had helped

(b) would help

(c) might help

(d) would have helped    (คงจะได้ช่วยเหลือ)

ตอบ    –    ข้อ   (d)   เนื่องจากเป็น   “If clause” แบบที่ ๓  “Past unreal” (ไม่เป็นจริงในอดีต)  คือ เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นจริงๆ ตรงกันข้ามกับข้อความในประโยค  ซึ่งเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นจริงๆในประโยคข้างบน  คือ  “แนนซี่มิได้ช่วยเหลือคุณ  เพราะคุณไม่ได้ขอร้องเธอ

                                                    ตัวอย่างที่  ๑๐

  • If we hadn’t left the house so late, we wouldn’t have missed the train.

(ถ้าเรามิได้ออกจากบ้านสายมาก  เราคงจะไม่พลาด (ตก) รถไฟ)

หมายเหตุ   –    ในความเป็นจริงคือ  “เราออกจากบ้านสาย  เราเลยตกรถไฟ”  ผู้พูดประโยคสมมติในอดีตแบบนี้  มักแสดงความเสียดายกับสิ่งที่เกิดขึ้น   เพราะเหตุการณ์ได้ผ่านไปแล้ว  แก้ไขไม่ได้แล้ว   จึงมาเสียใจในภายหลัง   การสมมติในอดีตแบบนี้  มีรูปประโยคดังนี้   คือ  อนุประโยค  “If + Subject + Had (Not) + V ช่อง 3”,  ส่วนในประโยคใหญ่  (Main clause)   จะมีโครงสร้าง  “Subject + Would (Should, Could, Might, Must) + (Not) + Have + Verb ช่อง 3”  หรือเอา  “If clause”  ซึ่งเป็นอนุประโยค  ไปไว้ข้างในประโยคก็ได้  แล้วเอาประโยคใหญ่  (Main clause)   มาไว้ข้างหน้าประโยค   ความหมายจะเหมือนกันทุกประการ  แต่ถ้าเอา  “Main clause”  มาไว้ข้างหน้าประโยค   เมื่อจบ  “Main clause” แล้ว  ให้ต่อด้วยประโยคย่อย  (If clause)  เลย   โดยไม่ต้องมีเครื่องหมายคอมม่าคั่น

                                           สำหรับตัวอย่างอื่นๆ ของ   “If clause”   แบบที่ ๓   ได้แก่

  • If he had studied hard, he would have passed the exam.

(ถ้าเขาขยันเรียน (เมื่อปีที่แล้ว)  เขาก็คงจะสอบผ่านไปแล้ว)  (แต่จริงๆ คือ เขาไม่ขยันเรียน  เขาจึงสอบตก)

  • If you had asked me, I would have told you the truth.

(ถ้าคุณขอร้องผม (เมื่อวานนี้)  ผมคงเล่าความจริงให้คุณฟังแล้ว)  (แต่จริงๆ คือ คุณมิได้ขอร้องผม  ผมก็เลยไม่ได้เล่าความจริงให้คุณฟัง)

  • If they had not stopped smoking, they would have died of cancer.

(ถ้าพวกเขาไม่เลิกสูบบุหรี่ (เมื่อ ๕ ปีมาแล้ว)  เขาก็คงจะตายด้วยโรคมะเร็งไปแล้ว)  (แต่จริงๆ คือ  พวกเขาเลิกสูบบุหรี่  พวกเขาจึงยังไม่ตาย)

  • She would have gone to the market if she had had** something to buy.

(เธอคงจะได้ไปตลาด (เมื่อเช้านี้)  ถ้าเธอมีของที่จะต้องซื้อ)  (แต่จริงๆ คือ  เธอมิได้ไปตลาด  เพราะเธอไม่มีอะไรต้องซื้อ)

                                            จะเห็นว่าในประโยคข้างบน  “If clause”  มี  “Had”**  2 ตัว  ตัวหน้าแสดง  “Past perfect tense”  ส่วน  “Had”  ตัวหลังมาจาก  “Have”  ที่แปลว่า  “มี”  พอมาอยู่หลัง  “Had”  จึงต้องเปลี่ยนไปเป็น  Verb ช่องที่  3  ทำให้มี  “Had”  2 ตัว

  • I would not have bought a car if my office had not been very far from my home.  

(ผมคงจะไม่ได้ซื้อรถยนต์ (เมื่อปีที่แล้ว)  ถ้าที่ทำงานของผมมิได้อยู่ห่างไกลจากบ้านมากมาย)  (แต่จริงๆ คือ  ผมซื้อรถยนต์  เพราะที่ทำงานอยู่ห่างไกลจากบ้านมาก)

  • If he had bet on that horse, he would have lost all his money.

(ถ้าเขาเล่นพนัน (แทง) ที่ม้าตัวนั้น  เขาก็คงสูญเสียเงินไปทั้งหมดแล้ว)  (แต่ในความเป็นจริงคือ  “เขามิได้เล่นพนันที่ม้าตัวนั้น  เขาก็เลยไม่ได้เสียเงิน”)

  • If you had not come to my party, you would not have met your old friends at college.

(ถ้าคุณมิได้มาที่งานเลี้ยงของผม  คุณก็คงไม่ได้พบเพื่อนเก่าตอนเรียนมหาวิทยาลัยของคุณ)  (แต่ในความเป็นจริง  คือ  “คุณมางานเลี้ยง  คุณเลยได้พบเพื่อนเก่า”)

                                            นอกจากนั้น  ในส่วนของอนุประโยค คือ  ในส่วนที่เป็น  “If clause”  ยังสามารถทำเป็นแบบ  “Reverse” (Inversion)  (ผกผัน)  คือ  เอา  “Had”  มานำหน้า  “Clause”  แล้วตัด  “If”   ทิ้งไป  โดยที่ความหมายยังคงเหมือนเดิมทุกประการ  (ทำได้เฉพาะใน  “If clause”   แบบที่  ๓  หรือ  แบบที่  ๒  ที่ใน  “If clause”  มีกริยา  “Were”)   ดูเปรียบเทียบประโยค  “ก่อน”  และ  “หลัง”  ทำ  “Reverse” (Inversion)   จากตัวอย่างข้างล่าง

  • If he had studied hard, he would have passed the exam.

(= Had he studied hard, he would……..…......…….exam.)

(ถ้าเขาขยันเรียน (เมื่อปีที่แล้ว)  เขาก็คงจะสอบผ่านไปแล้ว)  (แต่จริงๆ คือ เขาไม่ขยันเรียน  เขาจึงสอบตก)

  • If you had asked me, I would have told you the truth.

(= Had you asked me, I…………….........…..truth.)

(ถ้าคุณขอร้องผม (เมื่อวานนี้)  ผมคงเล่าความจริงให้คุณฟังแล้ว)  (แต่จริงๆ คือ คุณมิได้ขอร้องผม  ผมก็เลยไม่ได้เล่าความจริงให้คุณฟัง)

  • If they had not stopped smoking, they would have died of cancer.

(= Had they not stopped smoking, they………...........……..cancer.)

(ถ้าพวกเขาไม่เลิกสูบบุหรี่ (เมื่อ ๕ ปีมาแล้ว)  เขาก็คงจะตายด้วยโรคมะเร็งไปแล้ว)  (แต่จริงๆ คือ  พวกเขาเลิกสูบบุหรี่  พวกเขาจึงยังไม่ตาย)

  • She would have gone to the market if she had had** something to buy.

(= She would have gone to the market had she had something to buy.)

(เธอคงจะได้ไปตลาด (เมื่อเช้านี้)  ถ้าเธอมีของที่จะต้องซื้อ – แต่จริงๆ คือ  เธอมิได้ไปตลาด  เพราะเธอไม่มีอะไรต้องซื้อ)

              สรุป  -  ใน  “If clause” (ประโยคย่อย)  จะเป็นรูป  “Past perfect tense{If + Subject + Had + (Not) + Verb 3}  เสมอ  ส่วนใน  “Main clause”  (ประโยคใหญ่)   จะเป็นรูป  “Past future perfect tense”  {Subject + Would (Should, Could, Might, Must) + (Not) + Have + Verb 3}  นอกจากนั้น  ยังสามารถทำรูป  “Reverse” (Inversion)   ในส่วนที่เป็น  “If clause”  ได้ด้วย  (If I had known him = Had I known him)

 

16. The manager plans to ________ the office after the budget is approved by the company’s board of directors.

(ผู้จัดการวางแผนที่จะ _________ สำนักงาน  หลังจากงบประมาณได้รับอนุมัติโดยคณะกรรมการของบริษัท)  (หมายถึง  ทำให้สำนักงานทันสมัย)

(a) modern    (ทันสมัย)  (เป็นคำคุณศัพท์)

(b) modernity    (ความทันสมัย)  (เป็นคำนาม)

(c) modernize    (ทำให้ทันสมัย)  (เป็นคำกริยา)

(d) modernization    (การทำให้ทันสมัย)  (เป็นคำนาม)

 

17. Most employees never receive any formal computer training.  __________, their computer knowledge is inadequate.

(พนักงานส่วนใหญ่ไม่เคยได้รับการฝึกอบรมด้านคอมพิวเตอร์อย่างเป็นทางการ ________ ความรู้คอมพิวเตอร์ของพวกเขาจึงไม่เพียงพอ)

(a) Nevertheless    (อย่างไรก็ตาม, อย่างไรก็ดี)

(b) For instance    (ตัวอย่างเช่น)

(c) Otherwise    (มิฉะนั้น)

(d) Accordingly    (เพราะฉะนั้น, ดังนั้น)

ตอบ   -  ข้อ   (d)   เนื่องจากข้อความ (ประโยค) ที่อยู่หลัง  Accordingly, Consequently, Therefore, Thus, Hence, As a consequence, As a result”   (เพราะฉะนั้น, ดังนั้น, ผลที่ตามมา  คือ)  จะเป็น  “ผลลัพธ์”  ส่วนข้อความ (ประโยค) ที่อยู่ข้างหน้ามันเป็น “สาเหตุ”  (ลูกจ้างฯ ไม่ได้รับการฝึกอบรม  ดังนั้น  ความรู้ฯ ไม่เพียงพอ)  หรือ  (สาเหตุ ==>  ดังนั้น ==> ผลลัพธ์)

 

18. The reports must be turned ___________________________ before the end of the week.

(รายงานจะต้องถูก __________________________________________ ก่อนปลายสัปดาห์)

(a) on

(b) up

(c) off

(d) in

ตอบ   -   ข้อ  (d)   “Turn in”   มีความหมายว่า  “ส่ง หรือ มอบ”  ส่วน  “Turn up”  หมายถึง  “มาถึง, ปรากฏตัว, พบ, ปรับเสียงให้ดังขึ้น, เลาะปลายขากางเกงให้สูงขึ้นมา”  ส่วน  “Turn on”  หมายถึง  “เปิด (วิทยุ, ทีวี, ไฟ, น้ำก๊อก), ดึงดูดหรือทำให้หลงเสน่ห์, จู่โจมทำร้าย”  ส่วน  “Turn off”  หมายถึง  “ปิด (วิทยุ, ทีวี, ไฟ), เลิกตื่นเต้นหรือสนใจ

                           สำหรับวลีที่ใช้   “In”  ได้แก่  “blind in one eye”  =  (ตาบอดข้างหนึ่ง)  -  She is blind in one eye.  (เธอตาบอดข้างหนึ่ง),  “in a hurry’  (เร่งรีบ, รีบร้อน)  -  Jim was in a hurry to go to his college.  (จิมกำลังรีบเร่งจะไปมหาวิทยาลัย),  “The girl in this photograph”  (เด็กผู้หญิงในภาพถ่ายใบนี้),  “in my opinion”  (ในความเห็นของผม),  “deep in water and mud”  (จมลึกอยู่ในน้ำและโคลน),  “arrive in”  (มาถึงในเมือง หรือ ประเทศ)  (แต่ถ้ามาถึง โรงเรียน, ธนาคาร, วัด, บ้าน ฯลฯ ใช้  “arrive at”),  “interested in”  (สนใจใน), “qualified in”  (มีคุณสมบัติในเรื่อง)  -  She is absolutely qualified in her new job.  (เธอมีคุณสมบัติอย่างเต็มที่ในงานใหม่ของเธอ), “weak in”  (อ่อนในเรื่อง), “deficient in  (ขาดหรือบกพร่องในเรื่อง), “proficient in”  (ชำนาญหรือคล่องแคล่วในเรื่อง), “successful in”  (ประสบความสำเร็จในเรื่อง), “disappointed in”  (ผิดหวังในเรื่อง), “in a box”  (ในกล่อง), “in a pocket”  (ในกระเป๋า), “sit in an armchair”  (นั่งในเก้าอี้ท้าวแขน), “in bed”  (ในเตียงหรือบนเตียง), “in the bath”  (ในอ่างน้ำ), “in her hand”  (ในมือของเธอ), “in each other’s arms” (ในอ้อมแขนของกันและกัน),  “in the area”  (ในพื้นที่), “in the garden” (ในสวน), “in the air”  (ในอากาศ), “in the middle of the room” (ที่กลางห้อง), “in the direction of”  (ในทิศทางของ), “in a restaurant”  (ในภัตตาคาร), “in the bathroom”  (ในห้องน้ำ), “in school”  (ในโรงเรียน), “in hospital”  (ในโรงพยาบาล), “in the kitchen”  (ในครัว),  “in the shop window”  (ในตู้โชว์กระจกของร้าน), “in a mirror”  (ในกระจก), “in a lake”  (ในทะเลสาบ), “in black suit”  (ในชุดดำ), “in the water”  (ในน้ำ), “write in ink”  (เขียนด้วยหมึก), “write in pencil” (เขียนด้วยดินสอ), “in the first chapter”  (ในบทที่ ), “in the film”  (ในภาพยนตร์), “wait in the queue”  (รออยู่ในแถว), “be in a play”  (ร่วมแสดงละคร), “in April”  (ในเดือนเมษายน), “in  2016”  (ในปี ๒๐๑๖), “in the morning (afternoon, evening)”  (ในตอนเช้า-บ่าย-เย็น), “in recent years”  (ในช่วงไม่กี่ปีมานี้), “in the winter (summer, spring)”  (ในหน้าหนาว-ร้อน-ใบไม้ผลิ), “in the meantime”  (ในระหว่างนั้น), “in two months”  (ภายใน ๒ เดือน), “in my absence”  (ตอนที่ผมไม่อยู่), “in the aftermath of the accident”  (ภายหลังจากอุบัติเหตุ), “in half an hour”  (ภายในครึ่งชั่วโมง), “in two minutes”  (ใน ๒ นาที), “in ancient society”  (ในสังคมสมัยโบราณ), “in nature”  (ในธรรม ชาติ), “in these circumstances”  (ในสภาพแวดล้อมเหล่านี้), “in this situation”  (ในสถานการณ์เช่นนี้), “in a state of near chaos”  (อยู่ในสภาวะใกล้จลาจล), “in a position to help others”  (อยู่ในฐานะที่ช่วยคนอื่นได้), “in the sun”  (ท่ามกลางแสงอาทิตย์)  “in the dark”  (ในหรือท่ามกลางความมืด), “in the dim light” (ท่ามกลางแสงสลัวๆ), “in her voice”  (ในน้ำเสียงของเธอ), “in love”  (ในความรัก-ตกหลุมรัก), “in a state of shock”  (อยู่ในสภาวะช้อค), “in low spirits”  (ในสภาพจิตใจหดหู่หรือตกต่ำ), “in a temper”  (ด้วยความโกรธหรือในอารมณ์โกรธ), “in favor of free speech”  (เห็นด้วยกับการพูดแบบมีเสรี), “cry out in pain”  (ร้องด้วยความเจ็บปวด), “look up in surprise”  (เงยหน้ามองด้วยความประหลาดใจ), “in an effort to”  (ในความพยายามที่จะ)  -  She studied very hard in an effort to pass the exam.  (เธอเรียนหนักมาก  ในความพยายามที่จะสอบให้ผ่าน), “in response to”  (เพื่อตอบสนองต่อ),  “in answer to”  (เพื่อเป็นการตอบ), “have confidence in”  (มีความเชื่อมั่นใน)  -  At present the people have no confidence in the government.  (ในปัจจุบัน  ประชาชนไม่มีความเชื่อมั่นในรัฐบาล), “take interest in”  (สนใจใน), “a course in Chinese”  (คอร์สภาษาจีน), “an expert in”  (ผู้เชี่ยวชาญในเรื่อง........................), “make money in business”  (หาเงินในธุรกิจ), “make his career in music”  (ประกอบอาชีพทางดนตรี), “in his old age”  (ในวัยชราของเขา),  “a woman in her twenties”  (ผู้หญิงในวัย ๒๐ – ๒๙), “in my opinion”  (ในความเห็นของผม),  “in her view”   (ในทัศนะของเธอ), “recruit workers in hundreds”  (รับคนงานเป็นร้อยๆคน), “in my experience”  (จากประสบการณ์ของผม), “in her own eyes”  (ในสายตาของเธอ), “speak in Italian”  (พูดภาษาอิตาเลียน), “speak in a calm voice” (พูดด้วยน้ำเสียงที่  สงบ), “his complaints in writing”  (การร้องเรียนของเขาเป็นลายลักษณ์อักษร),  “in financial difficulty”  (ในสภาวะยุ่งยากทางการเงิน), “$100,000 in cash”  (เป็นเงินสด  ๑๐๐,๐๐๐  เหรียญ), “dressed in black”  (ใส่ชุดสีดำ), “in real danger”  (ตกอยู่ในอันตรายอย่างแท้จริง), “in the planning stage”  (ในขั้นตอนการวาง แผน), “10 meters in length”  (ยาว ๑๐ เมตร), “cut it in two”  (ตัดมันออกเป็น ส่วน), “shrink in size”  (มีขนาดเล็กลง-หดลง), “join in”  (ร่วมวงด้วย), “a one in five chance of success”  (โอกาสสำเร็จ ใน ), “the pain in my feet”  (การเจ็บที่เท้าของผม), “the hole in his shirt”  (รู – รอยขาด – ในเสื้อเชิ้ตของเขา), “was shot in the leg”  (ถูกยิงที่ขา),  “in fashion”  (กำลังเป็นที่นิยม), “result in his death”  (ส่งผลให้เขาตาย), “believe in”  (เชื่อมั่น-ศรัท ธาใน), “in the first place”  (ในประการแรก)  (กล่าวเมื่อจะบอกเหตุผลหลายๆ ประ การ  เกี่ยวกับเรื่องใดเรื่องหนึ่ง  แล้วตามด้วยเหตุผลที่ต้องการจะบอก),  “in danger”  (ตกอยู่ในอันตราย),  “in use”  (ใช้งาน),  “in his name”  (โดยใช้ชื่อของเขา,  ในนามของเขา  -  เช่น  เช่ารถยนต์  หรือบริจาคเงิน)  -  The car was rented in his name.  (รถถูกเช่าในนามของเขา),  “in a hurry’  (เร่งรีบ, รีบร้อน, ใจร้อน)  -  He was in a hurry because he was late.  (เขารีบเร่งเพราะเขาสายแล้ว),  “in a jam”  (อยู่ในฐานะลำบาก),  “in a nutshell”  (กล่าวโดยย่อๆ, กล่าวโดยสรุป),  “in a way”  (บางครั้ง, บ้างเหมือนกัน),  “in any case”  (อย่างไรก็ดี, อย่างไรก็ตาม, ในทุกกรณี),  “in any event”  (อย่างไรก็ตาม, ทุกกรณี),  “in advance”  (ล่วงหน้า),  “in bad shape”  (เสื่อมโทรม, ทรุดโทรม, อยู่ในฐานะลำบาก),  “in charge of”  (รับผิดชอบ, ดูแล, จัดการ),  “in fact”  (แท้ที่จริงแล้ว, อันที่จริงแล้ว),  “in order”  (อย่างมีระเบียบ, เรียบร้อย),  “in time (ทันเวลา, ไม่สาย, พอดี, ตามจังหวะ, พอดีจัง หวะ),  “in the bag”  (แน่นอน, แหงแก๋, ของตาย, อยู่ในกำมือแล้ว, สำเร็จเรียบร้อย),  “in the long run (term)”  (ในระยะยาว),  “in the pink”  (สภาพดีเยี่ยม, สม บูรณ์, มีสุขภาพดี),  “in tune with”  (สอดคล้องกับ, ไปกันได้กับ),  “in vain”  (ไม่สำเร็จ, ไร้ประโยชน์, ปราศจากผล), “in each other’s arms” (ในอ้อมแขนของกันและกัน), “write in ink”  (เขียนด้วยหมึก),  “write in pencil”  (เขียนด้วยดิน สอ),  “in the first chapter”  (ในบทที่  ), “in the film”  (ในภาพยนตร์), “wait in the queue”  (รออยู่ในแถว),  “be in a play”  (ร่วมแสดงละคร), “in April”  (ในเดือนเมษายน),  “in  2016”  (ในปี  ๒๐๑๖), “in the morning (afternoon, evening)”  (ในตอนเช้า-บ่าย-เย็น),  “in recent years” (ในช่วงไม่กี่ปีมานี้), “in the winter (summer, spring)”  (ในหน้าหนาว-ร้อน-ใบไม้ผลิ), “in the meantime”  (ในระหว่างนั้น), “in two months”   (ภายใน    เดือน), “in my absence”  (ตอนที่ผมไม่อยู่),  “in the aftermath of the accident”  (ภายหลังจากอุบัติเหตุ),  “in half an hour” (ภายในครึ่งชั่วโมง),  “in two minutes”  (ใน นาที),  “in ancient society” (ในสังคมสมัยโบราณ), “in nature”  (ในธรรมชาติ), “in these circumstances”  (ในสภาพแวดล้อมเหล่านี้), “in this situation”  (ในสถานการณ์เช่นนี้),  “in a state of near chaos”  (อยู่ในสภาวะใกล้จลาจล),  “in a position to help others”  (อยู่ในฐานะที่ช่วยคนอื่นได้),  “in the sun”  (ท่ามกลางแสงอาทิตย์)“in the dark”  (ในหรือท่ามกลางความมืด), “in the dim light” (ท่ามกลางแสงสลัวๆ), “in her voice”  (ในน้ำ เสียงของเธอ),  “in love” (ในความรัก-ตกหลุมรัก), “in a state of shock”  (อยู่ในสภาวะช้อค),  “in low spirits”  (ในสภาพจิตใจหดหู่หรือตกต่ำ), “in a temper”  (ด้วยความโกรธหรือในอารมณ์โกรธ),  “in favor of free speech”  (เห็นด้วยกับการพูดแบบมีเสรี), “cry out in pain”  (ร้องด้วยความเจ็บปวด),  “look up in surprise”  (เงยหน้ามองด้วยความประหลาดใจ),  “in an effort to”  (ในความพยายามที่จะ),  “in response to”  (เพื่อตอบสนองต่อ), “in answer to”  (เพื่อเป็นการตอบ),   “have confidence in”  (มีความเชื่อมั่นใน), “take interest in”  (สนใจใน),  “an expert in”  (ผู้เชี่ยวชาญในเรื่อง........................),  “make money in business”  (หาเงินในธุรกิจ),  “make his career in music”  (ประกอบอาชีพทางดนตรี), “in his old age”  (ในวัยชราของเขา), “a woman in her twenties”  (ผู้หญิงในวัย ๒๐ – ๒๙)“in my opinion”  (ในความเห็นของผม), “in her view”  (ในทัศนะของเธอ), “recruit workers in hundreds”  (รับคนงานเป็นร้อยๆคน), “in my experience”  (จากประสบการณ์ของผม),  “in her own eyes”  (ในสายตาของเธอ), “speak in a calm voice”  (พูดด้วยน้ำเสียงที่สงบ), “his complaints in writing”  (การร้องเรียนของเขาเป็นลายลักษณ์อักษร),  “in financial difficulty”  (ในสภาวะยุ่งยากทางการเงิน), “$100,000 in cash”  (เป็นเงินสด  ๑๐๐,๐๐๐  เหรียญ), “dressed in black”  (ใส่ชุดสีดำ), “in real danger”  (ตกอยู่ในอันตรายอย่างแท้จริง), “in the planning stage”  (ในขั้นตอนการวางแผน),  “10 meters in length”  (ยาว ๑๐ เมตร),  “cut it in two”  (ตัดมันออกเป็น ส่วน), “shrink in size”   (มีขนาดเล็กลง-หดลง), “join in”  (ร่วมวงด้วย),  “a one in five chance of success”  (โอกาสสำเร็จ ใน ),  “the pain in my feet”  (การเจ็บที่เท้าของผม),  “the hole in his shirt”  (รู – รอยขาด – ในเสื้อเชิ้ตของเขา),  “was shot in the leg”   (ถูกยิงที่ขา),  “in fashion”  (กำลังเป็นที่นิยม),  “result in his death”  (ส่งผลให้เขาตาย),  “believe in”  (เชื่อมั่น-ศรัทธาใน),   “in the first place”  (ในประการแรก)  (กล่าวเมื่อจะบอกเหตุผลหลายๆ ประการ   เกี่ยวกับเรื่องใดเรื่องหนึ่ง   โดยใช้วลีนี้  แล้วตามด้วยเหตุผลประการแรกที่ต้องการจะบอก),   เป็นต้น

 

19. Mr. Ford _________________ investing in that company, but he finally decided against it.

(มิสเตอร์ฟอร์ด ________________ การลงทุนในบริษัทนั้น  แต่ในที่สุด เขาก็ตัดสินใจไม่ลงทุน)

(a) considerate    (เกรงอกเกรงใจ, นึกถึงผู้อื่น)

(b) considerable    (มากมาย)

(c) considerably    (อย่างมากมาย)

(d) considered    (พิจารณา, ครุ่นคิด, คิด, คำนึงถึง)

ตอบ   -  ข้อ   (d)   เนื่องจากประโยคนี้ขาดคำกริยาแท้  โดยมีประธานคือ  “Mr. Ford”  ส่วน  “Investing”  เป็น  “Gerund”  ทำหน้าที่เป็นกรรมของกริยาแท้   “Considered”  สำหรับข้อ  (a)  และ  (b)  เป็นคำคุณศัพท์  (Adjective)  ส่วนข้อ  (c)  เป็นกริยาวิเศษณ์  (Adverb),  ดูเพิ่มเติมกลุ่มคำกริยา  ที่ต้องมีกรรมมารับหรือตามด้วยกรรม  ทั้งที่อยู่ในรูปคำนาม  หรือ  “Gerund” (Veb + ing)  จากตัวอย่างข้างล่าง

                                                  ตัวอย่างที่

  • If you don’t want to get stuck in a traffic jam, you should avoid _________ during rush hour.

(ถ้าคุณไม่ต้องการติดแหงกอยู่ในการจราจรที่ติดขัด  คุณควรหลีกเลี่ยง ______ ในช่วงเวลาเร่งด่วน)

(a) drive

(b) to drive

(c) driving    (การขับรถ)

(d) driven

ตอบ   -   ข้อ   (c)   เพราะหลังกริยา  Avoid  ต้องตามด้วยคำนาม หรือ  Gerund   (Verb + ing)  ซึ่งหมายถึง   “การ.........................”  ส่วนคำกริยาอื่นๆ ที่ต้องตามด้วยคำนาม  หรือ  Gerund (Verb + ing)  ได้แก่  deny (ปฏิเสธ),  admit (ยอมรับ)appreciate (ยกย่อง, เห็นคุณค่า),  consider (พิจาร ณา),  detest (เกลียดชัง, รังเกียจ),  enjoy (สนุกสนาน),  finish (ทำเสร็จสิ้น),  imagine (ตรึกตรอง, จินตนาการ),  keep (ทำต่อไป  เช่น keep walking =  เดินต่อไป),  mind (รังเกียจ),  practice (ฝึกหัด, ฝึกฝน),  quit (หยุด, เลิก),  resist (ยับยั้ง),  risk (เสี่ยง),  suggest (แนะนำ),  be (get) used to (คุ้นเคย, เคยชิน),  can’t help (อดไม่ได้),  can’t stand (ทนไม่ได้),  look forward to (ตั้งหน้าตั้งตาคอย),  ตัวอย่างประโยค   ได้แก่

  • Do you mind opening the window?

(คุณจะรังเกียจการเปิดหน้าต่างไหมครับ  หรือ  ช่วยเปิดหน้าต่างให้หน่อยได้ไหมครับ)

  • He quits smoking

(เขาเลิกการสูบบุหรี่)

  • They risked losing their lives when they decided to swim across that river.

(พวกเขาเสี่ยงการเสียชีวิตเมื่อตัดสินใจว่ายข้ามแม่น้ำนั้น)

  • They were (got) used to getting up early when they were in college.

(พวกเขาคุ้นเคยหรือเคยชินกับการตื่นนอนแต่เช้าเมื่อตอนที่พวกเขาเรียนมหาวิทยาลัย)

  • We look forward to seeing you next month.

(เราตั้งหน้าตั้งตารอที่จะได้พบคุณในเดือนหน้า)

  • I could not help laughing when I saw him in that dress.

(ผมอดหัวเราะไม่ได้เมื่อผมเห็นเขาในชุดนั้น)

  

20. ______________________, Jeff had an accident while he was riding his bicycle last week.

(_________________, เจฟประสบอุบัติเหตุ  ในขณะที่เขากำลังขี่รถจักรยานเมื่อสัปดาห์ที่แล้ว)

(a) Fortunate

(b) Fortunately    (โชคดี)

(c) Unfortunate

(d) Unfortunately   (โชคไม่ดี)

ตอบ   -   ข้อ   (d)   เนื่องจากขยายข้อความส่วนที่เหลือทั้งประโยค   

 

เรียน  ท่านผู้ติดตามอ่าน  เว็บไซต์  “everydayenglish.pwa.co.th

 

                  ถ้าท่านมีคำแนะนำให้ปรับปรุงเว็บไซต์นี้ประการใด  กรุณาส่ง   e-mail ไปที่  ดร. วัชรินทร์  ภูเขาทอง  อดีต  ผอ. สำนักวิทยาการ  การประปาส่วนภูมิภาค  ผู้จัดทำเว็บ-ไซต์นี้  ตาม   “Address” wpookaotong@yahoo.com   (โปรดระบุหัวเรื่องด้วย ว่า  “ปรับปรุงเว็บไซต์”)   เพื่อที่ผู้จัดทำฯ จะได้ปรับปรุงเนื้อหาได้ตรงตามความประสงค์ของผู้อ่านเว็บไซต์นี้ต่อไป

 

 

 

 

หมวดข้อสอบ TOEIC (ตอนที่ 473)

การประปาส่วนภูมิภาค  “มุ่ง-มั่น-เพื่อปวงชน”

 

Part V: Sentence Completion   (ส่วนที่ 5 :  การเติมประโยคให้สมบูรณ์)

Choose the best alternative to make a correct sentence.

(จงเลือกข้อที่ดีที่สุดเพื่อทำให้ประโยคมีความถูกต้อง)

 

1. If you don’t want to get stuck in a traffic jam, you should avoid _____________ during rush hour.

(ถ้าคุณไม่ต้องการติดแหงกอยู่ในการจราจรที่ติดขัด  คุณควรหลีกเลี่ยง ________ ในช่วงเวลาเร่งด่วน)

(a) drive

(b) to drive

(c) driving    (การขับรถ)

(d) driven

ตอบ   -   ข้อ   (c)   เพราะหลังกริยา  Avoid  ต้องตามด้วยคำนาม หรือ  Gerund   (Verb + ing)  ซึ่งหมายถึง   “การ.........................”  ส่วนคำกริยาอื่นๆ ที่ต้องตามด้วยคำนาม  หรือ  Gerund (Verb + ing)  ได้แก่  deny (ปฏิเสธ),  admit (ยอมรับ)appreciate (ยกย่อง, เห็นคุณค่า),  consider (พิจารณา),  detest (เกลียดชัง, รังเกียจ),  enjoy (สนุกสนาน),  finish (ทำเสร็จสิ้น),  imagine (ตรึกตรอง, จินตนาการ),  keep (ทำต่อไป  เช่น keep walking =  เดินต่อไป),  mind (รังเกียจ),  practice (ฝึกหัด, ฝึกฝน),  quit (หยุด, เลิก),  resist (ยับยั้ง),  risk (เสี่ยง),  suggest (แนะนำ),  be (get) used to (คุ้นเคย, เคยชิน),  can’t help (อดไม่ได้),  can’t stand (ทนไม่ได้),  look forward to (ตั้งหน้าตั้งตาคอย),  ตัวอย่างประโยค   ได้แก่

  • Do you mind opening the window?

(คุณจะรังเกียจการเปิดหน้าต่างไหมครับ  หรือ  ช่วยเปิดหน้าต่างให้หน่อยได้ไหมครับ)

  • He quits smoking

(เขาเลิกการสูบบุหรี่)

  • They risked losing their lives when they decided to swim across that river.

(พวกเขาเสี่ยงการเสียชีวิตเมื่อตัดสินใจว่ายข้ามแม่น้ำนั้น)

  • They were (got) used to getting up early when they were in college.

(พวกเขาคุ้นเคยหรือเคยชินกับการตื่นนอนแต่เช้าเมื่อตอนที่พวกเขาเรียนมหาวิทยาลัย)

  • We look forward to seeing you next month.

(เราตั้งหน้าตั้งตารอที่จะได้พบคุณในเดือนหน้า)

  • I could not help laughing when I saw him in that dress.

(ผมอดหัวเราะไม่ได้เมื่อผมเห็นเขาในชุดนั้น)

 

2. After his contract_______________________________, he will have to look for a new job.

(หลังจากสัญญาของเขา ______________________________ เขาจำเป็นจะต้องหางานใหม่)

(a) expands    (ขยายออกไป, ต่อเวลาออกไป)

(b) expires    (สิ้นสุดลง, หมดอายุ, ยุติ, ตาย, หายใจออก)

(c) expects    (คาดหวัง)

(d) exposes    (แสดง, เปิดเผย)

ตอบ   -   ข้อ   (b)   

 

3. You should ________________ with your boss before committing yourself to  that project.

(คุณควร ____________________ กับเจ้านายของคุณก่อนการผูกมัดตัวเองกับโครงการนั้น)

(a) speak   (พูด)

(b) will speak

(c) speaking

(d) spoken

ตอบ   -   ข้อ  (a)   เพราะกริยาที่ตามหลังกริยาประเภท  Modal Verb   จะต้องอยู่ในรูป   Infinitive without to  คือ  Verb ช่องที่ 1  ที่ไม่มี  To   นำหน้าเสมอ  กริยาประเภท  Modal Verb  เช่น  will,  would,  shall,  should,  can,  could,  may,  might,  must  เช่น  will hear (ได้ยิน),  would  see  (เห็น),  can  notice (สังเกตเห็น),  may observe (สังเกต),  must watch (ดู),  should  listen to (ฟัง),   smell (ได้กลิ่น),  let (ปล่อยให้, ยอมให้),  make  (ทำให้)   ตัวอย่างประโยค  เช่น

  • He will come to my party next week. 

(เขาจะมางานเลี้ยงของผมสัปดาห์หน้า)

  • They would not believe what you told them. 

(พวกเขาจะไม่เชื่อในสิ่งที่คุณบอกพวกเขา)

  • You should pay a visit to your dentist.

(คุณควรไปพบหมอฟันของคุณนะ)

  • The children may watch TV tonight.

(เด็กๆ อาจจะดูหรือได้รับอนุญาตให้ดูทีวีได้คืนนี้)

  • You must study harder to pass the exam.

(คุณจะต้องเรียนให้หนักยิ่งขึ้นเพื่อสอบผ่าน)

  • May I go into the room?

(ผมขออนุญาตเข้าไปในห้องได้ไหมครับ)

  • You can not smoke in this room.

(คุณไม่ได้รับอนุญาตให้สูบบุหรี่ในห้องนี้)

  • They may be late tomorrow.

(พวกเขาอาจจะมาสายวันพรุ่งนี้)

  • We saw him take the money.

(เราเห็นเขาเอาเงินไป)

  • I heard her play the piano.

(ผมได้ยินเธอเล่นเปียโน)

  • He makes me laugh all the time.

(เขาทำให้ผมหัวเราะตลอดเวลา)

  • She watched him go with another woman.

(เธอเห็นเขาไปกับผู้หญิงอีกคนหนึ่ง)

  • Their boss let them leave before the office hour was over.

(เจ้านายยอมให้พวกเขาออกไปก่อนเวลางานเลิก)

 

4. Mr. Jones finally ______________________ a promotion, and he was very happy to get it.

(ในที่สุด  มิสเตอร์โจนส์ ____________ การเลื่อนชั้นเลื่อนตำแหน่ง  และเขาก็ดีใจมากที่ได้มัน)

(a) received    (ได้รับ)

(b) conceived    (คิด, ตั้งครรภ์)

(c) perceived    (สังเกตเห็น, มองเห็น, มองออก, เข้าใจ)

(d) deceived    (โกง, ต้มตุ๋น, หลอกลวง)

ตอบ  -    ข้อ  (a)

 

5. All employees ______________________________ to attend next Monday’s staff meeting.

(ลูกจ้างทุกคน ____________________________ เข้าร่วมการประชุมพนักงานในวันจันทร์หน้า)

(a) encourage    (กระตุ้น, ส่งเสริม, ให้กำลังใจ)

(b) will encourage

(c) are encouraging

(d) are encouraged    (ได้รับการกระตุ้น)

ตอบ   -   ข้อ   (d)   เนื่องจากอยู่ในรูป  “Passive voice”  ประธานประโยคเป็นพหูพจน์และเป็นผู้ถูกกระทำ (ถูกกระตุ้น)  แต่ถ้าจะใช้เป็น  “Future tense”   จะต้องเป็น  “Will be encouraged”  (จะได้รับการกระตุ้น)

 

6. We will have to ______________________________ strictly to meet expenses this month.

(เราจำเป็นจะต้อง __________________ อย่างเข้มงวดเพื่อให้เพียงพอกับค่าใช้จ่ายในเดือนนี้)

(a) economy    (เศรษฐกิจ, การประหยัด)

(b) economize    (ประหยัด, กระเหม็ดกระแหม่, ไม่ใช้จ่ายอย่างสุรุ่ยสุร่าย)

(c) economical    (ซึ่งประหยัด)

(d) economist    (นักเศรษฐศาสตร์)

ตอบ   -   ข้อ   (b)   หลัง  “Have to”  (จำเป็นต้อง)  ต้องเป็นกริยาช่องที่    ส่วนข้อ (a)  และ  (d) เป็นคำนาม  สำหรับข้อ (c)  เป็นคำคุณศัพท์

 

7. We will need to think _________________ in order to find a good solution to this problem.

(เราจำเป็นจะต้องคิด _________________________ เพื่อจะหาทางแก้ปัญหาที่ดีต่อปัญหานี้)

(a) creative    (ซึ่งสร้างสรรค์)

(b) creatively    (อย่างสร้างสรรค์)

(c) created    (สร้าง)

(d) creator    (ผู้สร้าง)

ตอบ   -   ข้อ   (b)   เนื่องจากขยายกริยา  “Think”  จึงต้องเป็นกริยาวิเศษณ์  “Adverb

 

8. We ________ each staff member to do his or her part to get this project completed on time.

(เรา _____ พนักงานแต่ละคนให้ทำงานในส่วนของเขาหรือเธอ  เพื่อให้โครงการนี้แล้วเสร็จทันเวลา)

(a) expect    (คาดหวัง)

(b) expel    (ขับไล่, ขับออก, ตัดออกจากการเป็นสมาชิก)

(c) expend    (ใช้หมด, ใช้เกลี้ยง, ใช้จ่าย, จ่ายเงิน)

(d) expedite    (เร่ง, กระตุ้น, ทำให้เร็วขึ้น, จัดการให้เสร็จอย่างรวดเร็ว, ส่งไป)

ตอบ   -   ข้อ   (a)    เพราะได้ใจความดีที่สุด   คือ  “คาดหวังให้ทำงานในส่วนที่ตนรับผิดชอบ

 

9. The final report should be sent ______ the company’s main office before the end of the month.

(รายงานฉบับสุดท้ายควรถูกส่ง ___________________ สำนักงานใหญ่ของบริษัทก่อนสิ้นเดือน)

(a) in

(b) on

(c) to    (ไปยัง, ไปที่)   

(d) at

ตอบ   -   ข้อ   (c)   เนื่องจาก  “ถูกส่งไปยัง  หรือ  ไปที่”  ต้องใช้  “sent to”  สำหรับวลีที่ใช้กับ   “To”  ดูจากพารากราฟข้างล่าง

                         สำหรับคำคุณศัพท์  (Adjective)  ที่ใช้กับ  “To”   ได้แก่   kind (กรุณา, ใจดี)  -  He is very kind to me.  (เขากรุณาต่อผมมาก),  “new”  (It is new to me.  –  มัน (เป็นเรื่อง) ใหม่สำหรับผม), close  (ใกล้ชิดกับ),  cruel  (โหด ร้ายกับ),  hostile  (มุ่งร้าย หรือเป็นปฏิปักษ์กับ),  obvious  (ชัดเจนแก่),  obedient  (เชื่อฟังต่อ),  peculiar  (แปลกประหลาดแก่, เฉพาะกับ),  equal  (เท่ากันกับ),  grateful  (ขอบคุณ, เป็นหนี้บุญคุณ)  -  I’m very grateful to your kind assistance.  (ผมขอบคุณอย่างมากต่อความช่วยเหลือของคุณ),  harmful  (เป็นอัน ตรายต่อ),  kind  (กรุณาต่อ),  dear  (เป็นที่รักแก่),  faithful  (ศรัทธาต่อ),  junior  (อาวุโสน้อยกว่า),  senior  (อาวุโสมากกว่า)  -  He is senior to me in the army.  (เขาอาวุโสกว่าผมในกองทัพ  -  คือมียศสูงกว่า),  inferior  (ด้อยกว่า, เลวกว่า, แย่กว่า),  superior  (ดีกว่า, เหนือกว่า),  polite  (สุภาพต่อ)  -  He is polite to everyone he meets.  (เขาสุภาพกับทุกคนที่เขาเจอะเจอ),  familiar  (คุ้นเคยกับ)  -  Most people at the party were familiar to me.  (คนส่วนใหญ่ที่งานเลี้ยงคุ้นเคยกับผม,  useful  (เป็นประโยชน์กับ),  similar  (คล้ายกับ),  rude  (หยาบคายกับ),  previous  (ก่อน),  used  (เคย),  accustomed  (คุ้นเคย, เคยชิน)  -  They are accustomed to hot weather.  (พวกเขาคุ้นเคยกับอากาศร้อน),  clear  (ชัดเจนกับ),  essential  (จำเป็นกับ),  necessary  (จำเป็นต่อ),  good  (ปฏิบัติดีต่อ),  identical  (เหมือนกับ)  -  The material is almost identical to limestone.  (วัตถุชิ้นนั้นเกือบจะเหมือนกันเป๊ะกับหินปูน),  satisfactory (เป็นที่พอใจของ),  important  (สำคัญต่อ),  significant  (สำคัญต่อ),  equivalent  (เท่ากับ, เสมือนกับ),  loyal  (จงรักภักดีต่อ)   เป็นต้น

                        สำหรับคำกริยา  (Verb)  ที่ใช้กับ  “To”  ได้แก่   “happen”  (เกิด ขึ้น)  -  The accident happened to his family a long time ago.  (อุบัติเหตุเกิดขึ้นกับครอบครัวของเขานานมาแล้ว),  occur  (เกิดขึ้น),  resort  (หันไปใช้)  -  You must never resort to violence.  (คุณจะต้องไม่หันไปใช้ความรุนแรง),  compare  (เปรียบเทียบว่าเหมือนกับ)-  Some people compare sleep to death.  (บางคนเปรียบเทียบการนอนหลับว่าเหมือนกับความตาย),  belong  (เป็นของ)  -  That car belongs to me.  (รถยนต์คันนั้นเป็นของผม),  attend  (เอาใจใส่)  -  You should attend to your teacher’s advice.  (คุณควรเอาใจใส่คำ แนะนำของอาจารย์),  see to it  (ดูแลในเรื่อง, จัดการในเรื่อง)  -  I will see to it that you get what you want.  (ผมจะดูแลให้ว่า  คุณได้ทุกอย่างที่คุณต้องการ),  consent  (ยินยอมต่อ)  -  He consented to postponement of the trip.  (เขายินยอมกับการเลื่อนการเดินทางออกไป),  attribute  (มีสาเหตุมาจาก)   -  He attributed the worsening situation to increased conflicts between the government and the people.  (เขาคิดว่าสถานการณ์ที่แย่ลง  มีสาเหตุมาจากความขัดแย้งระหว่างรัฐบาลและประชาชน),  apply  (สมัคร, ขอ),  reply  (ตอบ),  appeal  (อุทธรณ์, ชวนให้เกิดความสนใจ หรือ หลงใหล),  confine  (จำกัดอยู่ใน),  turn  (หันไปหา, หันไปใช้),  amount  (รวมเป็นจำนวน),  surrender  (ยอมจำนนต่อ),  listen  (ฟัง),  recommend  (แนะนำว่าดี),  devote  (อุทิศแก่),  accustom  (ทำให้คุ้นเคยกับ),  object  (คัดค้าน, ไม่เห็นด้วยกับ),  succumb  (พ่ายแพ้ต่อ, ยอมจำนนกับ)  -  He finally succumbed to injury.  (เขาในที่สุดพ่ายแพ้ต่อการบาด เจ็บ  -  คือตาย),  complain  (บ่น หรือ ร้องเรียนกับ)  They complained to me about the noise.  (เขาร้องเรียนกับผมเกี่ยวกับเรื่องเสียงดัง),  suggest  (แนะนำกับ)   -  I suggested to him that he should work harder.  (ผมแนะนำกับเขาว่า  เขาควรขยันมากขึ้น),  respond  (ตอบสนองต่อ)   - The government should quickly respond to its people’s demand.  (รัฐบาลควรตอบสนองต่อความต้องการของประชาชนอย่างรวดเร็ว),  look forward to  (ตั้งหน้าตั้งตารอคอย),  refer  (อ้างถึง, แนะนำให้ไปหา),  yield  (จำนน หรือพ่ายแพ้ต่อ),  introduce  (แนะนำให้รู้จักกับ),  reduce  (ลดลงจนต้อง),  be used to  (คุ้นเคยหรือเคยชินกับ),  get used to  (คุ้นเคยหรือเคยชินกับ),  be accustomed to  (คุ้นเคยหรือเคยชินกับ),  get accustomed to  (คุ้นเคยหรือเคยชินกับ),   เป็นต้น

 

10. This office is expensive, but it’s ______________________________ than our old office.

(สำนักงานนี้มีราคา (ค่าเช่า) แพง  แต่ว่ามัน __________________ กว่าสำนักงานเก่าของเรา)

(a) space    (อวกาศ, ที่ว่าง, ที่ว่างเปล่าในท้องฟ้า, ช่องว่างระหว่างบรรทัด, ระยะห่าง, เว้นระยะ)

(b) spacious    (มีเนื้อที่มาก, กว้างขวาง)

(c) more spacious    (กว้างขวางมากกว่า)

(d) most spacious    (กว้างขวางที่สุด)

ตอบ   -   ข้อ   (c)   เนื่องจากเป็นการเปรียบเทียบ  “ขั้นกว่า” (Comparative degree)  สังเกตได้จาก   “Than”  และเนื่องจาก  “Spacious”  เป็นคำพยางค์ยาว  จึงต้องใช้  “More”  นำหน้า

 

11. He will call you as soon as he ______________________________________________.

(เขาจะโทรฯหาคุณในทันทีที่เขา ___________________________________________)

(a) arrive

(b) arrives    (มาถึง)

(c) arrived

(d) will arrive

ตอบ   -   ข้อ  (b)  เนื่องจากประโยคนี้มีประโยคใหญ่  (Main clause)  คือ  “He will call you”)  เป็น  “Future tense”  ดังนั้น  ประโยคย่อย  (Subordinate clause)  “As soon as he arrives จึงต้องอยู่ในรูป  “Present simple tense”  นอกจากนั้น  หลังคำ  “as soon as”,  “before”,  “after”,  “when”   ไม่นิยมใช้ประ โยคเป็นรูป  “Future tense”  แต่ใช้เพียง  “Simple tense”  เท่านั้น  ส่วนจะเป็น  “Present simple”   หรือ  “Past simple”  ให้ดูที่กริยาในประโยคใหญ่เป็นหลัก  เช่น

  • He will call you as soon as he arrives.
  • He would call you as soon as he arrived.

(เขาจะโทรมาหาคุณ  ทันทีที่เขามาถึง)

  • I will take a walk before I go to work.
  • I would take a walk before I went to work.

(ผมจะเดินออกกำลัง  ก่อนไปทำงาน)

  • She will come to see me after she finishes her work.
  • She would come to see me after she finished her work.

(เธอจะมาเยี่ยมผม  หลังจากเธอทำงานเสร็จ)

  • They will go swimming when they have time.
  • They would go swimming when they had time.

(พวกเขาจะไปว่ายน้ำ  เมื่อพวกเขามีเวลา)

 

12. They brought extra chairs into the room _________ they expected a large number of people to attend the meeting.

(พวกเขานำเก้าอี้เสริมเข้ามาในห้อง ____________ พวกเขาคาดหวังว่าจะมีผู้คนมากมายมาร่วมประชุม)

(a) however    (อย่างไรก็ตาม)

(b) moreover    (ยิ่งไปกว่านั้น)

(c) since    (เพราะว่า)

(d) although    (ถึงแม้ว่า)

ตอบ   -   ข้อ   (c)   เนื่องจากข้อความเป็นเหตุเป็นผลกัน  คือ  “นำเก้าอี้เสริมเข้ามา (เป็นผล),  เพราะว่าคาดว่าจะมีคนมาร่วมประชุมเยอะ (เป็นเหตุ)

 

13. __________________ he graduated from the university, he got a job at a good company.

(___________________________ เขาเรียนจบจากมหาวิทยาลัย,  เขาได้งานทำในบริษัทที่ดี)

(a) Later    (ต่อมา)

(b) After    (ภายหลังจาก)

(c) Following    (ภายหลัง)

(d) Next    (ต่อมา, ถัดมา)

ตอบ   -   ข้อ   (b)   เพราะได้ใจความดีที่สุด  ทั้งนี้   “After”  อาจตามด้วยประโยค  หรือวลี  (คำนาม)  ก็ได้  ส่วน  “Following”  เป็น  “Preposition”  จึงต้องตามด้วยคำนาม  หรือ  วลีเพียงอย่างเดียว  จะตามด้วยประโยค   (He graduated)  ไม่ได้  ตัวอย่างประโยค  เช่น

  • After a heavy rain (วลี), there was a big flood (ประโยค).

(หลังจากฝนตกหนัก,  มีน้ำท่วมใหญ่)

  • After the police’s investigation (วลี), the man was found guilty (ประโยค).

(หลังจากการสอบสวนของตำรวจ,  ชายคนนั้นถูกพบว่ามีความผิด)

  • After he had finished his work (ประโยคย่อย), he went back home (ประโยคใหญ่).

(หลังจากเขาทำงานเสร็จ,  เขากลับบ้าน)

  • Following a hard day’s work (วลี), we felt very tired (ประโยค).

(ภายหลังจากงานหนัก,  เรารู้สึกเหนื่อยอย่างมาก)

  • Following a long and severe winter (วลี), there was a pleasant and warm spring (ประโยค).

(หลังจากหน้าหนาวที่ยาวนานและ (หนาว) รุนแรง,  มีฤดูใบไม้ผลิที่น่ารื่นรมย์และอบอุ่น – ตามมา) 

 

14. Several important pieces of information were _______________________ from the report.

(ข่าวสารสำคัญหลายชิ้นได้ถูก ______________________________________ จากรายงาน)

(a) omitted    (เอาออก, ตัดทอน, ข้ามไป, ไม่พูดถึง, ละเว้น, ละเลย)

(b) omit

(c) omitting

(d) omission    (การละเว้น, การเอาออก, การตัดทอน)

ตอบ   -   ข้อ   (a)   เนื่องจากเป็น  “Passive voice”  คือ  ประธานของประโยค  (Pieces of information)   เป็นผู้ถูกกระทำ  หมายถึง  “ข่าวสารถูกเอาออกหรือตัดทอนจากรายงาน”  ทั้งนี้  ประธานประโยคจริงๆ คือ  “Pieces”  ซึ่งเป็นพหูพจน์  ส่วน  “of information”   เป็นส่วนขยายประธาน  และเนื่องจากประโยคนี้เป็นอดีต  จึงต้องใช้ในรูป  {Subject (พหูพจน์) + Were + Verb 3}  หรือ  {subject (เอกพจน์)  + Was + Verb 3}  ตัวอย่างประโยค  “Passive voice”  ที่กล่าวถึงเหตุการณ์ในอดีต  เช่น

  • The birds were shot by the hunter.   (นกถูกยิงโดยนายพราน)
  • The dog was run over by a car.   (หมาถูกทับโดยรถ หรือ หมาถูกรถทับ)
  • They were punished by their parents.   (พวกเขาถูกลงโทษโดยพ่อแม่)
  • She was admitted to a hospital.   (เธอถูกรับเข้า – เป็นคนป่วย – ในโรง พยาบาล)

 

15. The office was in excellent condition when we moved in because the former _________ was very tidy.

(สำนักงานอยู่ในสภาพที่ดีเยี่ยมเมื่อเราย้ายเข้ามา  เพราะว่า ________ คนก่อนมีระเบียบเรียบร้อย-สะอาดสะอ้านอย่างมาก)

(a) occupant    (ผู้ครอบครอง, ผู้เช่าอาศัย, ผู้พำนักอาศัย)

(b) occupy    (ครอบครอง, ครอง, อาศัยอยู่, ยึดครอง)

(c) occupied

(d) occupancy    (การครอบครอง, การพำนักอาศัย, การยึดครอง, ช่วงเวลาการครอบครองหรือยึดครอง)

ตอบ   -   ข้อ   (a)   เนื่องจากเหมาะสมที่สุด  คำที่จะเติมลงไปในข้อนี้จะต้องเป็นคำนาม  เนื่องจากมีคำคุณศัพท์  (Former)  ขยายอยู่ข้างหน้า  และต้องเป็นบุคคลด้วย  คือ  “ผู้ครอบครองคนก่อน”  ส่วนข้อ  (b)  และ  (c)  เป็นคำกริยา  สำหรับข้อ  (d)  เป็นคำนามก็จริง  แต่ไม่สามารถใช้ได้  เนื่องจากประโยคข้างบนเป็นการเปรียบเทียบระหว่างคนกับคน  คือ  ระหว่าง  “เรา”  กับ  “ผู้ครอบครองสำนักงานคนก่อน

 

16. The document that you requested ________________________________ on your desk.

(เอกสารที่คุณร้องขอ _____________________________________ บนโต๊ะทำงานของคุณ) 

(a) am

(b) is    (อยู่)

(c) are

(d) were

ตอบ   -   ข้อ   (b)   เนื่องจากประธานของประโยคใหญ่  คือ  “The document”   ซึ่งเป็นเอกพจน์  กริยาของประโยคใหญ่  จึงต้องเป็น  “Is”  ส่วนข้อ  (c)  และ  (d)  ใช้กับประธานพหูพจน์  สำหรับข้อความ  “That you requested”  เป็นอนุประโยค  หรือ  ประโยคย่อย  (Adjective clause)  ทำหน้าที่ขยายประธาน  (The document)

 

17. Dr. Simon is a well-respected expert and has ________________ experience in her field.

(ดอกเตอร์ไซม่อนเป็นผู้เชี่ยวชาญที่ได้รับความเคารพเป็นอย่างมาก  และมีประสบการณ์ _______ ในสาขาของเธอ)

(a) extend    (ขยายหรือต่อเวลาออกไป, ขยายออกไป, ทำให้กว้างออก, กางออก, แผ่ออก)

(b) extends

(c) extensive    (กว้างขวางมาก, กว้าง, ครอบคลุม, แพร่หลาย, ถ้วนทั่ว)

(d) extension    (การขยายหรือต่อออกไป, การทำให้กว้าง, การกางออก-แผ่ออก)

ตอบ   -   ข้อ   (c)   เนื่องจากคำที่จะเติมลงไปต้องเป็นคำคุณศัพท์  (Adjective)  เพราะขยายคำนาม  (Experience)  ส่วนข้อ  (a)  และ  (b)  เป็นคำกริยา,  สำหรับข้อ  (d)  เป็นคำนาม

 

18. Because I am broke, I wish to ask you for a ___________________________________.

(เพราะว่าผมถังแตก  ผมปรารถนาจะขอ ________________________________ จากคุณ)

(a) borrow    (ขอยืม)

(b) budget    (งบประมาณ)

(c) bonanza    (ขุมทรัพย์มหาศาล, โชคลาภที่ยิ่งใหญ่, ขุมแร่ใหญ่, ขุมแร่มีค่า)

(d) loan    (เงินกู้, สิ่งที่ให้ยืม, การให้กู้, การให้ยืม)

 

19. You must carry them very carefully because they are ____________________________.

(คุณต้องถือมันด้วยความระมัดระวังอย่างมาก  เพราะว่ามัน _________________________)

(a) flexible    (ยืดหยุ่น, ละมุนละไม, คล่อง, พลิกแพลงได้, งอได้, งอได้ง่าย, เปลี่ยนแปลงได้)

(b) fragile    (แฟร้จ-ไจล)  (เปราะ, หักง่าย, แตกง่าย, เสียหายง่าย, อ่อนแอ, บอบบาง)

(c) terrific    (เทอะ-ริฟ-ฟิค)  (ที่ยอดเยี่ยม, ที่แจ๋ว, ที่ดีมาก, ที่น่ากลัว, ที่รุนแรงมาก)

(d) miserable    (มิส-เซอะ-ระ-เบิ้ล)  (มีความทุกข์มาก, แย่มาก, น่าเวทนา)

 

20. Baseball teams from the United States make ______________________ tours of Japan.

(ทีมเบสบอลจากสหรัฐฯเดินทาง ____________________________________ ไปญี่ปุ่น)

(a) rapidly    (อย่างเร็ว)  (ใช้ขยายคำกริยา)

(b) often    (บ่อยๆ)  (เป็น  “Adverb of frequency”)  (ใช้ขยายคำกริยา)

(c) frequent    (บ่อยๆ)  (เป็นคำคุณศัพท์)

(d) modern    (ทันสมัย)

ตอบ   -   ข้อ    (c)   เป็นคำคุณศัพท์  (Adjective)  ขยายคำนาม  “Tours

 

เรียน  ท่านผู้ติดตามอ่าน  เว็บไซต์  “everydayenglish.pwa.co.th

 

                  ถ้าท่านมีคำแนะนำให้ปรับปรุงเว็บไซต์นี้ประการใด  กรุณาส่ง   e-mail ไปที่  ดร. วัชรินทร์  ภูเขาทอง  อดีต  ผอ. สำนักวิทยาการ  การประปาส่วนภูมิภาค  ผู้จัดทำเว็บ-ไซต์นี้  ตาม   “Address” wpookaotong@yahoo.com   (โปรดระบุหัวเรื่องด้วย ว่า  “ปรับปรุงเว็บไซต์”)   เพื่อที่ผู้จัดทำฯ จะได้ปรับปรุงเนื้อหาได้ตรงตามความประสงค์ของผู้อ่านเว็บไซต์นี้ต่อไป

 

 

 

หมวดข้อสอบ TOEIC (ตอนที่ 472)

การประปาส่วนภูมิภาค  “มุ่ง-มั่น-เพื่อปวงชน”

 

Part V: Sentence Completion   (ส่วนที่ 5 :  การเติมประโยคให้สมบูรณ์)

Choose the best alternative to make a correct sentence.

(จงเลือกข้อที่ดีที่สุดเพื่อทำให้ประโยคมีความถูกต้อง)

 

1. I’ll send these books to you ________________________________ you are interested.

(ผมจะส่งหนังสือเหล่านี้ให้คุณ _______________________________ คุณสนใจมัน)

(a) although    (แม้ว่า)

(b) as though    (ประหนึ่งว่า, ราวกับว่า)

(c) in case    (ในกรณีที่, เผื่อว่า)

(d) unless    (ถ้า.........................ไม่)

ตอบ   -   ข้อ  (c)   ดูเพิ่มเติมการใช้  “In case”  จากตัวอย่างข้างล่าง

                                            ตัวอย่างที่

  • It is a good idea to keep water in your car when you drive through the desert ________ your car breaks down and get you stranded.

(มันเป็นความคิดที่ดีที่จะเก็บน้ำไว้ในรถยนต์ของคุณเมื่อคุณขับรถผ่านไปในทะเลทราย  _______ รถของคุณเสีย  และทำให้คุณอยู่ในฐานะที่ทำอะไรไม่ได้)

(a) instead of    (แทนที่, แทนที่จะ)

(b) in case    (ในกรณีที่)

(c) so that    (เพื่อที่ว่า)

(d) due to    (เนื่องจาก, เพราะว่า)  (ต้องตามด้วยคำนาม  หรือวลี)

                                         ตัวอย่างที่

  • We should take plenty of money with us _____________ there are any emergencies.

(เราควรนำเงินติดตัวไปกับเราเยอะๆ _____________________ มีเหตุการณ์ฉุกเฉินใดๆ)

(a) in the long run    (ในที่สุด, ในบั้นปลาย)

(b) in due course    (ในเวลาที่เหมาะสม, ในเวลาสมควร, ในเวลาที่กำหนด)

(c) in case    (เผื่อว่า, ในกรณีที่)

(d) in the end    (ในตอนจบ)

ตอบ   -   ข้อ    (c)   ตัวอย่างอื่นๆ ของ  “In case”  ได้แก่

  • In case I forget please remind me about it.

(ในกรณีที่ผมลืม  โปรดเตือนผมเกี่ยวกับมันด้วย)

  • You should take a lot of clothes with you in case you need it.

(คุณควรนำเสื้อผ้าติดตัวไปเยอะๆ  เผื่อว่าคุณต้องการใช้มัน)

  • Wait for me till half past six in case I’m late.

(รอผมจนกระทั่งหกโมงครึ่ง  ในกรณีที่ผมมาช้า)

  • Take an umbrella in case it rains.

(เอาร่มติดไปด้วยนะ  เผื่อว่าฝนตก)

  • Set the alarm-clock in case you don’t wake up in time.

(ตั้งนาฬิกาปลุกไว้นะ  เผื่อว่าคุณตื่นไม่ทัน)

หมายเหตุ   -   ให้สังเกตว่า  กริยาของอนุประโยคที่ตามหลัง  “In case”  จะไม่อยู่ในรูปอนาคต  “Future Tense

                                             เมื่อ  “In case” อยู่ท้ายอนุประโยค  จะหมายถึง  “เผื่อไว้”  เช่น

  • The bus is usually on time, but start early, just in case.

(รถบัสมักจะออกตรงเวลา  แต่ไปแต่เนิ่นๆ นะ,  เผื่อเอาไว้)  (หมายความว่า  ถ้าคุณไปที่ขนส่งแต่เนิ่นๆ  แล้วรถบัสเกิดออกก่อนเวลา  คุณก็จะยังทันรถ)

  • It may rain, you’d better take an umbrella, just in case.

(ฝนอาจตก  คุณควรนำร่มไปด้วย,  เผื่อเอาไว้)  (คือ  ถ้าบังเอิญฝนตก  คุณจะได้ไม่เปียก)

                                        ส่วน  “In case of” + วลี  =  “ในกรณีที่มี,  ถ้าหากว่าเกิดมี”  เช่น

  • In case of fire, ring the alarm bell.

(ในกรณีที่เกิดไฟไหม้  ให้กดสัญญาณเตือนภัย)

  • In case of accident, call the police.

(ในกรณีที่มีอุบัติเหตุ  แจ้งตำรวจนะ)

 

2. _______________________________________ you were ill, I would have visited you.

(______________________________________ คุณไม่สบาย, ผมคงจะได้ไปเยี่ยมคุณแล้ว)

(a) If I knew

(b) If I would have known

(c) If I have known

(d) Had I known    (ถ้าผมได้รู้ว่า)

ตอบ   -   ข้อ    (d)   เนื่องจากเป็น  “If clause”  แบบที่    กล่าวคือ  เป็นการสมมติเหตุการณ์ที่ไม่เกิดขึ้นจริง  หรือเกิดตรงข้ามกับข้อความในประโยค  สำหรับเหตุการณ์ที่เกิดจริงใน  ข้อ    คือ  “เพราะผมไม่รู้ว่าคุณไม่สบาย  ผมเลยไม่ได้ไปเยี่ยมคุณ”  ทั้งนี้  ข้อความใน  ข้อ  (d)  “ผกผัน”  (Inversion)  มาจากอนุประโยค  “If I had known”  ดูเพิ่มเติม  “If clause”  แบบที่    จากตัวอย่างข้างล่าง  

                                              ตัวอย่างที่

  • We _____________________________ in time if we had started half an hour earlier.

(เรา ________ ทันเวลา (รถไฟ, เครื่องบิน) ถ้าเราได้เริ่มต้น (ออกเดินทาง) ครึ่งชั่วโมงก่อนหน้า)  (คือ  ออกเดินทางเร็วขึ้นครึ่งชั่วโมง)

(a) were

(b) would be

(c) would have been    (คงจะไป)

(d) had been

ตอบ   -   ข้อ   (c)   เนื่องจากเป็น  “If clause”  แบบที่    กล่าวคือ  เป็นการสมมติเหตุการณ์ที่ไม่เกิดขึ้นจริง  หรือเกิดตรงข้ามกับข้อความในประโยค  สำหรับเหตุการณ์ที่เกิดจริง  คือ  “เราไปไม่ทันเวลา  เพราะเราออกเดินทางช้าไปครึ่งชั่วโมง”  ใน  “If clause”  แบบนี้  ในประโยคใหญ่  (Main clause)  ใช้  “Past future perfect tense”  {Subject + Would (Should, Could, Might, Must) + Have + Verb 3}  ส่วนในอนุประโยค  (If clause)  ใช้  “Past perfect tense”  (Subject + Had + Verb 3)  ดูเพิ่มเติม  “If clause”  แบบนี้ในประโยคข้างล่าง

                                                  ตัวอย่างที่ 

  • He helped me, otherwise I _____________________________________________.

(เขาช่วยเหลือผม  มิฉะนั้น  ผม ___________________________________________)

(a) would be arrested

(b) would have been arrested     (คงจะได้ถูกจับกุมไปแล้ว)

(c) shall be arrested

(d) shall have been arrested

ตอบ   -   ข้อ   (b)   เนื่องจากเป็นการพูดถึงเหตุการณ์ในอดีต  ในแบบ  “ถูกกระทำ”  (Passive voice)  (Subject + would + have + been + Verb 3  -  I would have been arrested) =  “คงจะได้ถูกกระทำเช่นนั้นไปแล้ว”  ในที่นี้คือ  “ถูกจับกุม”  แต่ในความเป็นจริง คือ มิได้ถูกจับกุม  เพราะว่า  “เขามาช่วยผมไว้”  ความจริงประโยคข้างบนนี้แปลงมาจาก  “If clause”  แบบที่  ๓  (Past unreal)  คือ  เหตุการณ์ไม่เกิดขึ้นจริงในอดีต  คือ  มิได้ถูกจับกุม  ทั้งนี้   “If clause”   ดังกล่าว คือ  “If he had not helped me, I would have been arrested.”  (ถ้าเขาไม่ได้ช่วยผม  ผมคงจะได้ถูกจับกุมไปแล้ว)  แต่ในความเป็นจริง  คือ  “เขาช่วยเหลือผม  ผมจึงไม่ถูกจับกุม)  ซึ่งมีความหมายเดียวกับ  ใจความของประโยคในข้อ  ๒  (เขาช่วยเหลือผม  มิฉะนั้น  ผมคงได้ถูกจับกุมไปแล้ว)  ดูเพิ่มเติม  “If clause”  แบบที่  ๓  จากประโยคข้างล่าง

                                                  ตัวอย่างที่  

  • ______________ about the tragedy, we would never have come without first calling.

(__________ เกี่ยวกับเรื่องโศกเศร้า (หรือภัยพิบัติ, อุบัติเหตุ)  เราก็คงจะไม่มา (เยี่ยมเยือน หรือ พบปะพูดคุย  ฯลฯ)  โดยมิได้โทรศัพท์มาบอกคนเหล่านั้นก่อน)  (หมายถึง  คนที่ประสบกับความโศกเศร้า หรือภัยพิบัติ)

(a) If we hear

(b) If we heard

(c) Did we hear

(d) Had we heard    (ถ้าเราได้ยิน  -  ได้ทราบ)

ตอบ   -   ข้อ   (d)   เนื่องจากเป็น   “If clause”  แบบที่  ๓  (Past unreal)   คือ ไม่เป็นจริงในอดีต   หรือ เหตุการณ์เกิดตรงข้ามกับข้อความในประโยค  ทั้งนี้  ประโยคข้างบนมีความหมาย  คือ  “เรา”  ไม่รู้มาก่อนว่าคนที่เราได้ไปเยี่ยม  พบกับเรื่องทุกข์โศก-อุบัติเหตุก่อนหน้านั้น   จึงเดินทางมาโดยมิได้โทรศัพท์มาบอกคนเหล่านั้นก่อน  เมื่อมารู้ทีหลัง  จึงเสียใจที่มิได้ทำเช่นนั้น  -  คือ โทรศัพท์มา  ก่อนจะเดินทางมาพบ)

                                นอกจากนั้นประโยคข้างบน   ยังมีโครงสร้างแบบ  “ผกผัน”  (Reverse  หรือ  Inversion)  คือมาจาก   “If we had heard = Had we heard)  ดูคำอธิบายเพิ่มเติมเรื่อง   “If clause”  แบบที่  ๓   และโครงสร้างแบบ  “ผกผัน” (Reverse  หรือInversion)   จากประโยคข้างล่าง

                                             ตัวอย่างที่  

  • Jack would have gone to Chicago __________________ to get a plane reservation.

(แจ๊คคงจะได้ไปชิคาโกแล้ว ________________________ จองที่นั่งบนเครื่องบินได้)

(a) was he able

(b) would he be able

(c) if he is able

(d) if he had been able    (ถ้าเขาสามารถ)

ตอบ   -   ข้อ   (d)   เนื่องจากเป็น  “If clause”  แบบที่  ๓  “Unreal past”  (ไม่เกิดขึ้นจริงในอดีต  หรือ เกิดตรงกันข้ามกับข้อความในประโยค)  สำหรับประโยคข้างบน  เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นจริงๆ คือ   “แจ๊คมิได้ไปชิคาโก  เนื่องจากไม่สามารถจองตั๋วเครื่องบินได้” 

                                                ตัวอย่างที่  

  • If you had returned the library book on time, you ____________________________.

(ถ้าคุณได้นำหนังสือห้องสมุดไปคืนตรงเวลา  คุณ _______________________________)

(a) will not be fined

(b) would have not been fined

(c) would not be fined

(d) would not have been fined     (คงไม่ถูกปรับ, คงไม่ต้องเสียค่าปรับ)

ตอบ   -   ข้อ  (d)   เนื่องจากเป็นการสมมติ  “If clause”  ในแบบที่  ๓  (Past unreal)   คือ เหตุการณ์ไม่เกิดขึ้นจริงในอดีต  แต่เกิดตรงกันข้ามกับความเป็นจริง  หรือกับข้อความในประโยค  สำหรับประโยคข้างบน  เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นจริงๆ คือ  “คุณนำหนังสือไปคืนห้องสมุดไม่ตรงเวลา  คุณเลยถูกปรับ – เสียค่าปรับ” 

                                               ตัวอย่างที่  

  • If you had gone with us to the mountains, you _________________ very heavy clothing.

(ถ้าคุณได้ไปกับเราที่ภูเขา (เมื่อเดือนหรือปีที่แล้ว)  คุณ ________ เสื้อผ้าที่หนาอย่างมาก)  (เนื่องจากอากาศหนาวมาก)

(a) had to wear   (จำเป็นต้องสวม)

(b) would have to wear

(c) would have had to wear     (คงจำเป็นจะต้องสวม)

(d) had had to wear

ตอบ  -  ข้อ   (c)   เนื่องจากเป็น   “If clause” แบบที่ ๓  “Past unreal”   (ไม่เป็นจริงในอดีต)   คือเหตุการณ์เกิดตรงข้ามกับความจริงหรือข้อความในประโยค  ทั้งนี้  ประโยคข้างบนมีความหมาย คือ   “เพราะคุณไม่ได้ไปที่ภูเขากับเรา  คุณก็เลยไม่จำเป็นต้องสวมเสื้อผ้าที่หนา

                                                 ตัวอย่างที่  

  • Tom ____________________________ more photographs if he had had more film.

(ทอม_________________________________ รูปมากขึ้น   ถ้าเขามีฟิล์มมากกว่าที่เป็นอยู่)

(a) would take

(b) would have taken    (คงจะได้ถ่าย)

(c) would be taking

(d) will have taken

ตอบ  -  ข้อ   (b)   เนื่องจากเป็น  “If clause”  แบบที่ ๓  “Past unreal”  (ไม่เป็นจริงในอดีต)   ความหมายของประโยคข้างบน คือ   “ทอมมิได้ถ่ายรูปเพิ่มขึ้น  เพราะเขามีฟิล์มอยู่นิดเดียว

                                                   ตัวอย่างที่  

  • Nancy _________________________________________ you if you had asked her.

(แนนซี่ ________________________________________ คุณ   ถ้าคุณได้ขอร้องเธอ)

(a) had helped

(b) would help

(c) might help

(d) would have helped    (คงจะได้ช่วยเหลือ)

ตอบ    –    ข้อ   (d)   เนื่องจากเป็น   “If clause” แบบที่ ๓  “Past unreal” (ไม่เป็นจริงในอดีต)  คือ  เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นจริงๆ ตรงกันข้ามกับข้อความในประโยค  ซึ่งเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นจริงๆ ในประโยคข้างบน  คือ  “แนนซี่มิได้ช่วยเหลือคุณ  เพราะคุณไม่ได้ขอร้องเธอ

                                                   ตัวอย่างที่  

  • If we hadn’t left the house so late, we wouldn’t have missed the train.

(ถ้าเรามิได้ออกจากบ้านสายมาก  เราคงจะไม่พลาด (ตก) รถไฟ)

หมายเหตุ   –    ในความเป็นจริงคือ  “เราออกจากบ้านสาย  เราเลยตกรถไฟ”  ผู้พูดประโยคสมมติในอดีตแบบนี้  มักแสดงความเสียดายกับสิ่งที่เกิดขึ้น   เพราะเหตุการณ์ได้ผ่านไปแล้ว  แก้ไขไม่ได้แล้ว   จึงมาเสียใจในภายหลัง   การสมมติในอดีตแบบนี้   มีรูปประโยคดังนี้   คือ  อนุประโยค  คือ  “If + Subject + Had (Not) + V ช่อง 3”,  ส่วนในประโยคใหญ่  (Main clause)   จะมีโครงสร้าง  “Subject + Would (Should, Could, Might, Must) + (Not) + Have + Verb ช่อง 3”   หรือเอา  “If clause”  ซึ่งเป็นอนุประโยค  ไปไว้ข้างในประโยคก็ได้  แล้วเอาประโยคใหญ่  (Main clause)   มาไว้ข้างหน้าประโยค   ความหมายจะเหมือนกันทุกประการ  แต่ถ้าเอา  “Main clause”  มาไว้ข้างหน้าประโยค   เมื่อจบ  “Main clause” แล้ว  ให้ต่อด้วยประโยคย่อย  (If clause)  เลย   โดยไม่ต้องมีเครื่องหมายคอมม่าคั่น

                                        สำหรับตัวอย่างอื่นๆ ของ   “If clause”   แบบที่ ๓   ได้แก่

  • If he had studied hard, he would have passed the exam.

(ถ้าเขาขยันเรียน (เมื่อปีที่แล้ว)  เขาก็คงจะสอบผ่านไปแล้ว)  (แต่จริงๆ คือ เขาไม่ขยันเรียน  เขาจึงสอบตก)

  • If you had asked me, I would have told you the truth.

(ถ้าคุณขอร้องผม (เมื่อวานนี้)  ผมคงเล่าความจริงให้คุณฟังแล้ว)  (แต่จริงๆ คือ คุณมิได้ขอร้องผม  ผมก็เลยไม่ได้เล่าความจริงให้คุณฟัง)

  • If they had not stopped smoking, they would have died of cancer.

(ถ้าพวกเขาไม่เลิกสูบบุหรี่ (เมื่อ ๕ ปีมาแล้ว)  เขาก็คงจะตายด้วยโรคมะเร็งไปแล้ว)  (แต่จริงๆ คือ  พวกเขาเลิกสูบบุหรี่  พวกเขาจึงยังไม่ตาย)

  • She would have gone to the market if she had had** something to buy.

(เธอคงจะได้ไปตลาด (เมื่อเช้านี้)  ถ้าเธอมีของที่จะต้องซื้อ)  (แต่จริงๆ คือ  เธอมิได้ไปตลาด  เพราะเธอไม่มีอะไรต้องซื้อ)

                                        จะเห็นว่าในประโยคข้างบน  “If clause”  มี  “Had”**  2 ตัว    ตัวหน้าแสดง  “Past perfect tense”  ส่วน   “Had”  ตัวหลังมาจาก  “Have”  ที่แปลว่า  “มี”  พอมาอยู่หลัง  “Had”  จึงต้องเปลี่ยนไปเป็น  Verb ช่องที่  3  ทำให้มีHad”  2 ตัว

  • I would not have bought a car if my office had not been very far from my home.  

(ผมคงจะไม่ได้ซื้อรถยนต์ (เมื่อปีที่แล้ว)  ถ้าที่ทำงานของผมมิได้อยู่ห่างไกลจากบ้านมากมาย)  (แต่จริงๆ คือ  ผมซื้อรถยนต์  เพราะที่ทำงานอยู่ห่างไกลจากบ้านมาก)

  • If he had bet on that horse, he would have lost all his money.

(ถ้าเขาเล่นพนัน (แทง) ที่ม้าตัวนั้น  เขาก็คงสูญเสียเงินไปทั้งหมดแล้ว)  (แต่ในความเป็นจริงคือ  “เขามิได้เล่นพนันที่ม้าตัวนั้น  เขาก็เลยไม่ได้เสียเงิน”)

  • If you had not come to my party, you would not have met your old friends at college.

(ถ้าคุณมิได้มาที่งานเลี้ยงของผม  คุณก็คงไม่ได้พบเพื่อนเก่าตอนเรียนมหาวิทยาลัยของคุณ)  (แต่ในความเป็นจริง  คือ  “คุณมางานเลี้ยง  คุณเลยได้พบเพื่อนเก่า”)

                                        นอกจากนั้น  ในส่วนของอนุประโยค คือ  ในส่วนที่เป็น  “If clause”  ยังสามารถทำเป็นแบบ  “Reverse” (Inversion)  (ผกผัน)  คือ  เอา  “Had”  มานำหน้า  “Clause”  แล้วตัด  “If”  ทิ้งไป  โดยที่ความหมายยังคงเหมือนเดิมทุกประการ  (ทำได้เฉพาะใน  “If clause”   แบบที่  ๓  หรือ  แบบที่  ๒  ที่ใน  “If clause”  มีกริยา  “Were”)   ดูเปรียบเทียบประโยค  “ก่อน” และ  “หลัง”  ทำ  “Reverse” (Inversion)   จากตัวอย่างข้างล่าง

  • If he had studied hard, he would have passed the exam.

(= Had he studied hard, he would…….........……….exam.)

(ถ้าเขาขยันเรียน (เมื่อปีที่แล้ว)  เขาก็คงจะสอบผ่านไปแล้ว)  (แต่จริงๆ คือ เขาไม่ขยันเรียน  เขาจึงสอบตก)

  • If you had asked me, I would have told you the truth.

(= Had you asked me, I……….........………..truth.)

(ถ้าคุณขอร้องผม (เมื่อวานนี้)  ผมคงเล่าความจริงให้คุณฟังแล้ว)  (แต่จริงๆ คือ คุณมิได้ขอร้องผม  ผมก็เลยไม่ได้เล่าความจริงให้คุณฟัง)

  • If they had not stopped smoking, they would have died of cancer.

(= Had they not stopped smoking, they………...........……..cancer.)

(ถ้าพวกเขาไม่เลิกสูบบุหรี่ (เมื่อ ๕ ปีมาแล้ว)  เขาก็คงจะตายด้วยโรคมะเร็งไปแล้ว)  (แต่จริงๆ คือ  พวกเขาเลิกสูบบุหรี่  พวกเขาจึงยังไม่ตาย)

  • She would have gone to the market if she had had** something to buy.

(= She would have gone to the market had she had something to buy.)

(เธอคงจะได้ไปตลาด (เมื่อเช้านี้)  ถ้าเธอมีของที่จะต้องซื้อ – แต่จริงๆคือ  เธอมิได้ไปตลาด  เพราะเธอไม่มีอะไรต้องซื้อ)

                  สรุป  -  ใน  “If clause” (ประโยคย่อย)  จะเป็นรูป  “Past perfect tense{If + Subject + Had + (Not) + Verb 3}  เสมอ  ส่วนใน  “Main clause”  (ประโยคใหญ่)   จะเป็นรูป  “Past future perfect tense”  {Subject + Would (Should, Could, Might, Must) + (Not) + Have + Verb 3}  นอกจากนั้น  ยังสามารถทำรูป  “Reverse” (Inversion)   ในส่วนที่เป็น  “If clause”  ได้ด้วย  (If I had known him = Had I known him)

   

3. ____________________ millions of galaxies exist in the vast space outside the Milky Way.

(__________ กาแลกซี่หลายล้านกาแลกซี่  ดำรงอยู่ในอวกาศอันกว้างใหญ่ไพศาล  ภายนอกทางช้างเผือก)

(a) It will be estimated that

(b) It is estimated that    (มันถูกประมาณการว่า)

(c) That is estimated

(d) When it is estimated that

ตอบ  -  ข้อ   (b)   เนื่องจากเป็นไปตามโครงสร้าง  “It is (has been) + Verb 3 + That + Subject + Verb”  ดูเพิ่มเติมโครงสร้างนี้จากตัวอย่างข้างล่าง

                                               ตัวอย่างที่

  • __________ estimated that a forty-percent literacy rate is necessary for steady economic development.

(___________ ประมาณการว่า  อัตราการอ่านออกเขียนได้  ๔๐  เปอร์เซ็นต์ (ของประชากร) เป็นสิ่งจำเป็นสำหรับการพัฒนาเศรษฐกิจที่ต่อเนื่อง)

(a) Being

(b) Although

(c) There were

(d) It has been    (มันได้ถูก)

ตอบ   -   ข้อ    (d)   เนื่องจาก  “It has been estimated”  เป็นประธาน  (It)  และกริยา  (Has been estimated)  ของประโยค  ส่วน  “That a forty-percent literacy rate is necessary for steady economic development”  เป็น   “Noun clause”  ทำหน้าที่เป็นกรรมของกริยา  “Estimated”  คล้ายกับข้อความข้างล่าง

  • It is (has been) expected that + Subject + Verb

(มันถูกคาดหวังว่า......................................)

  • It is (has been) believed (เชื่อ) that + Subject + Verb
  • It is (has been) hoped that + Subject + Verb
  • It is (has been) thought (คิด) that + Subject + Verb
  • It is (has been) found (พบ) that + Subject + Verb
  • It is (has been) said (กล่าว) that + Subject + Verb
  • It is (has been) predicted (ทำนาย) that + Subject + Verb

 

4. Because the papaya grows easily from seed, ________ spread from its home in Central America and now grows throughout the tropics.

(เพราว่าผลมะละกอเติบโตได้ง่ายดายจากเมล็ด, ________ แพร่กระจายจากถิ่นเกิดของมันในอเมริกากลาง  และปัจจุบันเจริญเติบโตอยู่ทั่วไปในเขตร้อน)

(a) the

(b) they

(c) it    (มัน)

(d) its

ตอบ   -   ข้อ    (c)   เนื่องจากแทน  “The papaya”  ซึ่งเป็นคำนามนับได้  เอกพจน์

 

5. Some economists and historians think _________ is a close connection between war and economic depression.

(นักเศรษฐศาสตร์และนักประวัติศาสตร์คิด (ว่า) _________ ความเชื่อมโยงกันอย่างใกล้ชิด  ระหว่างสงครามและภาวะตกต่ำทางเศรษฐกิจ)

(a) that it

(b) what

(c) it

(d) there    (มี)

 

6. Under normal conditions, concrete grows stronger _______________________________.

(ภายใต้สภาวะปกติ,  คอนกรีตแข็งแรงเพิ่มขึ้น __________________________________)

(a) it grows as older

(b) as it grows older    (เมื่อมันอายุมากขึ้น)

(c) older as it grows

(d) it grows as old as

ตอบ   -   ข้อ    (d)   ตามโครงสร้าง  “As + Subject + Verb”  (As it grows older)

 

7. When a bacterium becomes too large, it splits in half and forms two new bacteria, _______ its own cell wall and protoplasm.

(เมื่อแบคทีเรียตัวหนึ่งเริ่มใหญ่เกินไป  มันจะแยกเป็น  ๒  ส่วนเท่าๆ กัน (แบ่งครึ่ง) และสร้างแบคทีเรียใหม่  ๒  ตัว, ________ ผนังเซลและโปรโตปลาสซึมของมันเอง)

(a) each has

(b) with each

(c) it has

(d) each with    (แต่ละตัวมี)

ตอบ   -   ข้อ    (d)   เนื่องจาก  “(each) with”  ต้องตามด้วยคำนามหรือวลี  (its own cell wall and protoplasm)  สำหรับ  ข้อ  (a)  ไม่สามารถใช้ได้  เนื่องจากเครื่องหมายคอมมาหลัง  “Bacteria”  ไม่สามารถใช้เชื่อมประโยค  (Each has its own cell wall and protoplasm)  ได้  ถ้าจะใช้ต้องแก้เป็น  “And each has its own cell wall and protoplasm

 

8. Most deserts have a limited water supply _____________________________ light rainfall.

(ทะเลทรายส่วนใหญ่มีแหล่งน้ำจำกัด _________________________ ปริมาณฝนตกเบาบาง)

(a) because their

(b) it is because

(c) because of their    (เนื่องมาจาก (ปริมาณฝนตกเบาบาง) ของมัน)  (ของทะเลทราย)

(d) because of there is

ตอบ   -   ข้อ   (c)   หรืออาจตอบ  ข้อ  (d)  แต่ต้องแก้เป็น  “Because there is”  (เพราะว่ามี)  ตามโครงสร้าง  “Because of + วลี หรือ คำนาม ส่วน  “Because + Subject + Verb   

 

9. Through microscopes people can see objects that ____________________ to the naked eyes.

(โดยผ่านทางกล้องจุลทรรศน์  ผู้คนสามารถมองเห็นวัตถุซึ่ง _________ ด้วยตาเปล่า)  (หมายถึง  ตาที่มิได้สวมแว่น)

(a) invisible

(b) is invisible

(c) are the invisible

(d) are invisible    (ไม่สามารถมองเห็นได้, มองไม่เห็น)

ตอบ   -   ข้อ    (d)    เนื่องจากเป็นกริยา  (Are)  และส่วนขยายกริยา  (Invisible)  ของอนุประโยค  (That are invisible to the naked eyes),  สำหรับประโยคใหญ่  (Main clause)   คือ  “People can see objects”  ส่วน  “Through microscopes”  เป็นวลีทำหน้าที่ขยายประธานของประโยคใหญ่  (People)

 

10. Annie Cannon was an astronomer who not only discovered five new stars _________ compiled a catalog classifying star spectra.

(แอนนี่  แคนนอน  เป็นนักดาราศาสตร์  ผู้ซึ่งไม่เพียงแต่ค้นพบดาวใหม่  ๕  ดวง _________ รวบรวมแค็ตตาลอกซึ่งแบ่งประเภทของแถบสี  ๗  สีของดาว)  (จากสีแดงถึงม่วง)

(a) additionally

(b) and

(c) but also    (แต่ยัง ..................(รวบรวม............ของดาว)................. อีกด้วย)

(d) as well as    ()

ตอบ   -   ข้อ    (c)   เนื่องจากเป็นการใช้   “คำคู่”  “Not only….....………but also”  (ไม่เพียงแต่..................แต่ยัง.................อีกด้วย

 

11. They have been playing tennis.  That’s why ____________________________________.

(พวกเขากำลังเล่นเทนนิสกันอยู่  (คือเริ่มเล่นมาพักหนึ่งแล้ว  ขณะนี้ก็ยังเล่นอยู่)  นั่นเป็นเหตุผลที่ว่า  ทำไม  ___________

(a) they have much heat    (พวกเขามีความร้อนมาก)

(b) the weather is very hot    (อากาศร้อนมาก)

(c) the heat is so high    (ความร้อนสูงมาก)

(d) they’re so hot    (พวกเขาจึงรู้สึกร้อนมากเลย)

ตอบ    -    ข้อ    (d)   เพราะได้ความหมายดีที่สุด  สำหรับ  ข้อ  (a)  ไม่ใช้    “Pattern”  แบบนี้

 

12. What prevented you _____________________________________________________?

(อะไรขัดขวางคุณ _____________________________________________________)

(a) to come late

(b) not to come earlier

(c) from coming earlier    (จากการมาแต่เนิ่นๆกว่านี้)

(d) that you couldn’t come earlier

ตอบ   -   ข้อ   (c)   เนื่องจากเป็นไปตามโครงสร้าง    “Subject + Prevent + Someone + From + Doing + Something” (Active voice)  (ประธานฯ ขัดขวางใครจากการทำอะไร)  หรือ  “Subject + Verb to be (is, am, are, was, were) + Prevented + From + Doing + Something” (Passive voice(ประธานฯ ถูกขัดขวางจากการทำอะไร)   ในกรณีของประโยคข้างบน  อยู่ในรูป  “Active voice”  (เนื่องจากประธานฯ  (What)  เป็นผู้ขัดขวาง  “คุณ”  จากการมาถึงแต่เนิ่นๆ กว่านี้)

                                              สำหรับการใช้ในรูป  “Passive voice” ดูจากประโยคข้างล่าง

                                             ตัวอย่างที่

  • I had meant to call on you, but was prevented ______________________________.

(ผมต้องการแวะมาเยี่ยมคุณ  แต่ถูกขัดขวาง ________________________________)

(a) to do so

(b) not to do so

(c) from doing so    (จากการกระทำดังกล่าว)

(d) in doing so

ตอบ     -     ข้อ   (c)   เนื่องจากเป็นไปตามโครงสร้าง  “Subject + Verb to be (is, am, are, was, were) + Prevented + From + Doing + Something”  (Passive voice(ประธานฯ ถูกขัดขวางจากการทำอะไร)  ในกรณีของประโยคข้างบน  ประธานฯ  (ผม)  ถูกขัดขวาง  (ด้วยเหตุผลบางประการ)   มิให้แวะมาเยี่ยมคุณได้)

 

13. There is a map __________________________________________________ page five.

(มีแผนที่ _____________________________________________________ หน้า  ๕)

(a) in

(b) on    (ใน, บน)

(c) at

(d) with

ตอบ   -   ข้อ    (b)   ต้องใช้   “On page 5

                           สำหรับวลีที่ใช้    “On”   ได้แก่  Waste his time on”  (ใช้เวลา – ของเขา - อย่างสิ้นเปลือง-สุรุ่ยสุร่ายกับ), on business  (ด้วยเรื่องธุรกิจ), keep on  (ดำเนินต่อไป), rely on  (ไว้วางใจ, เชื่อใจ, พึ่งพาอาศัย), depend on (upon)  (พึ่งพาอาศัย, ขึ้นอยู่กับ, อยู่ที่), insist on  (ยืนกราน, ยืนหยัด, เรียกร้อง), on the floor  (บนพื้น), on a hill  (บนเนินเขา), on the top shelf  (บนชั้นบนของหิ้ง), bet money on  (พนันเงินกับ)  -  He bet a lot of money on that horse.  (เขาพนันเงินจำนวนมากกับม้าตัวนั้น),  on a sofa  (บนเก้าอี้โซฟา), to turn his back on his country  (หันหลังให้กับประเทศของตน  -  หมายถึงละทิ้งประเทศ  เช่น  หนีการเกณฑ์ทหาร  หรือไปเข้ากับฝ่ายศัตรู), on the contrary  (ในทางตรงกันข้าม), on the drawing board   (กำลังอยู่ในขั้นวางแผนหรือเตรียมการ  คือยังไม่ได้ลงมือทำ หรือนำมาใช้งานจริงๆ ),  on the dot (on the button)  (ตรงเวลาเผง, ตรงเวลาพอดี)  -  Susan arrived at the party at 3:00 p.m. on the dot.  (ซูซานมาถึงที่งานเลี้ยงเวลาบ่าย    โมงตรงพอดี)get (climb, jump) on the bandwagon  (ทำตามอย่างที่คนอื่นทำ  แม้จะไม่ใช่เรื่องที่จำเป็น, เข้าร่วมในกิจกรรมที่มีคนนิยมทำกันมาก  และล่าสุด  เช่น ถีบจักรยาน หรือ เล่นฟิตเนส,  โยคะ  -  แปลตรงๆ ตัว คือ ปีนหรือกระโดดขึ้นไปบนรถดนตรีในขบวนแห่)  -  When all Jim’s friends decided to vote for Bill, Jim climbed on the bandwagon too.  (เมื่อเพื่อนทุกคนของจิมตัดสินใจลงคะแนนให้บิล  จิมก็ตัดสินใจลงคะแนนให้บิลเช่นเดียวกัน  -  คือทำตามเพื่อนๆ แบบไม่ต้องมีเหตุผล), on the (an) average   (โดยเฉลี่ย),   a dog peeing (pissing) on a tree  (หมาเยี่ยวรดต้นไม้),  on condition that  (โดยมีเงื่อนไขว่า)  -  I will lend you the money on condition that  you pay it back in one month.  (ผมจะให้คุณยืมเงินโดยมีเงื่อนไขว่า  คุณต้องใช้คืนภายใน    เดือน),  on deck   (อยู่บนดาดฟ้าเรือ, เตรียมพร้อมที่จะทำอะไรบางอย่าง, มาปรากฏตัว หรือมาถึงที่นัดหมาย)  –  The passengers are relaxing on deck.  (ผู้โดยสารกำลังพักผ่อนหย่อนใจอยู่บนดาดฟ้าเรือ)   -  The scout leader told the boys to be on deck at 8:00 Saturday morning for the hike.  (ผู้นำลูกเสือบอกให้ลูกเสือมาถึงที่นัดหมายเวลา ๘.๐๐