หมวดข้อสอบ TOEIC

หมวดข้อสอบ TOEIC (ตอนที่ 500)

การประปาส่วนภูมิภาค  “มุ่ง-มั่น-เพื่อปวงชน”

 

Part V: Sentence Completion   (ส่วนที่ 5 :  การเติมประโยคให้สมบูรณ์)

Choose the best alternative to make a correct sentence.

(จงเลือกข้อที่ดีที่สุดเพื่อทำให้ประโยคมีความถูกต้อง)

 

1. _______ Jim arrived home, he went right into the kitchen, opened the refrigerator, and got something to eat.

( _________________ จิมมาถึงบ้าน,  เขาเดินตรงเข้าไปในครัว,  เปิดตู้เย็น  และหาของกิน)

(a) Before    (ก่อน)

(b) As soon as    (ในทันทีที่)

(c) How    (อย่างไร)

(d) Nevertheless    (อย่างไรก็ตาม)

ตอบ   –   ข้อ   (b)

 

2. The tour agent with _______ you talked this morning will come to our office today to present her touring program for this summer.

(ตัวแทนท่องเที่ยว _______ คุณคุยด้วยเมื่อเช้านี้  จะมาที่สำนักงานของเราในวันนี้  เพื่อนำเสนอโปรแกรมท่องเที่ยวของเธอสำหรับฤดูร้อนนี้)

(a) whom    (ผู้ซึ่ง)

(b) which

(c) who

(d) whose

ตอบ   –    ข้อ   (a)   หลัง  “Preposition”  (With)  ต้องใช้  “Whom”,  ถ้ากับสัตว์ หรือสิ่งของ  ใช้  “Which

 

3. Before every presidential election in the United States, the statisticians try to guess the proportion of the population that _______ for each candidate.

(ก่อนการเลือกตั้งประธานาธิบดีทุกครั้งในสหรัฐฯ,  นักสถิติพยายามที่จะคาดคะเนอัตราส่วนของประชากรที่ _______ ให้ผู้สมัครแต่ละคน)

(a) voting

(b) are voted

(c) will vote    (จะลงคะแนนเสียง)

(d) will be voted    (จะถูกลงคะแนนเสียง)

ตอบ   –   ข้อ   (c)   เนื่องจากเป็นเรื่องอนาคต  “Future tense”  {Subject + Will (Shall) + Verb 1}  และเป็น  “Active voice”  เพราะ  “ประชาชน”  เป็นผู้ลงคะ แนน

 

4. Pedestrians should look to the left and right ______________________________ the street.

(ผู้เดินถนนควรมองทางซ้ายและขวามือ __________________________________ ถนน)

(a) when they be crossing

(b) they cross

(c) when crossing    (เมื่อข้าม)

(d) when to cross

ตอบ   –   ข้อ   (c)   เนื่องจากลดรูปมาจากอนุประโยค  “When they are crossing”  ทั้งนี้  “When”  เมื่อตามด้วยรูป  “Present continuous”  {Subject + Is (am, are) + Verb + ing)  หรือ  “Past continuous”  {Subject + Was (Were) + Verb + ing}  จะใช้ได้เหมือนกับ  “While”  ทุกประการ

 

5. _________ big cities’ population, like those of Bangkok and Tokyo, will continue to increase.

(________ ประชากรของเมืองใหญ่ๆ,  เช่น ประชากรของ กรุงเทพฯ และโตเกียว,  จะยังคงเพิ่มต่อไป)

(a) Almost it is certain

(b) Almost certain it is that

(c) That is almost certain

(d) It is almost certain that    (มันเกือบจะแน่นอนที่ว่า

ตอบ   –   ข้อ   (d)   เนื่องจากมีรูปแบบการเรียงคำ คือ   “It + Is (Was) + Certain (Adjective) + That + Subject + Verb

 

6. Dams can be very beneficial to the areas _______________________________________.

(เขื่อนสามารถเป็นประโยชน์อย่างมากกับพื้นที่ _________________________________)

(a) which they are built

(b) where are they built

(c) in which they are built    (ซึ่งมันถูกสร้างขึ้น)

(d) in which they build.

ตอบ   –   ข้อ   (c)   เนื่องจาก   “In which  =  Where”  สำหรับข้อ  (b)  ก็ใช้ได้  แต่ต้องแก้เป็น   “Where they are built”,  ส่วนข้อ  (a)  ก็ใช้ได้เช่นกัน  แต่ต้องแก้เป็น  “Which they are built in”  แต่ก็ไม่นิยมใช้เหมือนข้อ  (c)  ที่เอา Preposition  “In”  มาวางไว้ข้างหน้า  “Which”,  ทั้งนี้ให้สังเกตว่าทั้งข้อ (a),  (b)  และ  (c)  ต่างก็อยู่ในรูป  “Passive voice”  เนื่องจากหมายถึง  “พื้นที่ซึ่งเขื่อนถูกสร้าง”  ส่วนข้อ  (d)  ใช้ไม่ได้  เนื่องจากอยู่ในรูป  “Active voice”  หมายถึง  “พื้นที่ซึ่งเขื่อนสร้าง”  ตัวอย่างอื่นๆ ในแบบเดียวกัน  เช่น

  • The house where I live is on Sukhumvit Road.

(บ้านซึ่งผมอาศัยอยู่  อยู่บนถนนสุขุมวิท)

  • The house in which I live is on Sukhumvit Road.
  • The house which I live in is on Sukhumvit Road.
  • The house that I live in is on Sukhumvit Road.
  • The house I live in is on Sukhumvit Road.

หมายเหตุ  –  ประโยคทั้ง    ประโยคข้างบน  มีความหมายเหมือนกันทุกประการ  แต่ทั้งนี้  ห้ามใช้ประโยค  ๒  ประโยคข้างล่าง

  • The house in that I live is on Sukhumvit Road. (ผิด – หลัง  “in”  ต้องตามด้วย  “which”  เสมอ)
  • The house where I live in is on Sukhumvit Road. (ผิด – เมื่อมี   “where”  แล้ว  ห้ามใช้  “in”)

 

7. Hardly had the race started when ________________________________ into the barriers.

(การแข่งขันยังไม่ทันได้เริ่มต้นขึ้น  เมื่อ ________________________ เข้าในในราวกั้นข้างทาง)

(a) the cars crashed one of

(b) crashed one of the cars

(c) of the cars crashed one

(d) one of the cars crashed    (รถยนต์คันหนึ่งชน)

ตอบ   –   ข้อ   (d)   เนื่องจากเป็นประธาน  (One of the cars)  และกริยา  (Crashed)  ของอนุประโยค  สำหรับโครงสร้างนี้มาจาก  “Hardly + Verb (พิเศษ) + Subject + Verb (แท้) + When + Subject + Verb”  ดูเพิ่มเติมโครงสร้างนี้จากประโยคข้างล่าง

                                                    ตัวอย่างที่ 

  • Hardly ___________________________________ speaking when the door opened.

(ยังไม่ทันที่ _______ การพูด  เมื่อประตูเปิดออก)  (หมายถึง  ผมพูดยังไม่ทันจบ  เมื่อประตูเปิดออก)

(a) I finished

(b) I had finished

(c) would I finish

(d) had I finished    (ผมได้เสร็จ)

ตอบ   -   ข้อ   (d)    ตามโครงสร้าง  “Hardly (Never, Scarcely) + Verb (พิเศษ) + Subject + Verb (แท้) + When + Subject + Verb”  ดูเพิ่มเติมโครงสร้างแบบนี้จากประโยคข้างล่าง

                                                     ตัวอย่างที่ 

  • Seldom _____________________________________________________________.

(______________________________ ไม่ใคร่จะ __________________________)

(a) he arrives on time

(b) arrives he on time

(c) does he arrive on time    (เขา  ........................(ไม่ใคร่จะ)......................  มาถึงตรงเวลา)

(d) arrive does he on time

ตอบ   -   ข้อ    (c)   เนื่องจากเป็นการใช้โครงสร้างแบบต้องการเน้นคำว่า  “Seldom”  (ไม่ใคร่จะ)  (โครงสร้างปกติ  คือ  “He seldom arrives on time.”)  จึงต้องเรียงประโยคดังนี้  คือ

  • Seldom + Verb (พิเศษ) + Subject + Verb (แท้) + ส่วนขยาย  
  • Seldom did I receive news from her.

(= I seldom received news from her.)

(ผมแทบจะไม่ได้รับข่าวจากเธอเลย)

  • Seldom does he talk to her.

(= He seldom talks to her.)

(เขาไม่ใคร่จะพูดคุยกับเธอ)

                                       ดูเพิ่มเติมการใช้โครงสร้างแบบนี้จากประโยคข้างล่าง

                                                        ตัวอย่างที่ 

  • My mother doesn’t drink coffee.  ___________________________ does she drink tea.

(แม่ของผมไม่ดื่มกาแฟ  และเธอก็ ____________________________ ดื่มชาด้วยเช่นกัน) 

(a) Not

(b) So

(c) Whether

(d) Neither    (ไม่ ..................................... เช่นกัน)

ตอบ   -   ข้อ   (d)  เป็นไปตามโครงสร้าง  “Neither (Nor) + Verb (พิเศษ) + Subject + Verb (แท้)

                                                     ตัวอย่างที่ 

  • Traveling by air is not cheap.  Neither ______________________________________.

(การเดินทางโดยทางอากาศมิได้ราคาถูก  ____________________________________

(a) it is enjoyable

(b) enjoyable it is

(c) is it enjoyable   (มันมิได้สนุกสนานเช่นเดียวกัน  -  Neither is it enjoyable.)  

(d) enjoyable is it

ตอบ   -   ข้อ  (c)   “Neither + Verb to be + Subject + Adjective”  หรือ  “Neither + Verb (พิเศษ) + Subject + Verb (แท้)

                                                      ตัวอย่างที่  

  • Never before in my life _________________________ with such a wonderful welcome.  

(ไม่เคยมาก่อนเลยในชีวิตของผมที่ _______________________ กับการต้อนรับที่วิเศษเช่นนั้น)

(a) I have met

(b) I meet

(c) have I met   (ผมได้พบ)

(d) I met

ตอบ   -   ข้อ   (c)

                                                       ตัวอย่างที่  

  • Not only _________________________________________, but he also took his wife.

(ไม่เพียงแต่  ____________ เท่านั้น  แต่เขายังพาภรรยาไปด้วย)  ( เขาไม่เพียงแต่ไปเท่านั้น  แต่เขายัง ....................................)

(a) he went

(b) did he go    (เขาไป)

(c) had he gone

(d) went he

ตอบ   -   ข้อ   (b)   เนื่องจากเป็นไปตามโครงสร้าง  “Not only + Verb (พิเศษ) + Subject + Verb (แท้)  เช่น  “Not only did she go…....................”  “Not only have they seen……............…”  “Not only will we play……............….”  สำหรับ  “Not only” (ไม่เพียงแต่.....................เท่านั้น)   และกลุ่มคำที่ทำหน้าที่เป็นกริยาวิเศษณ์  ที่โดยปกติวางไว้ข้างในประโยค   อาจจะเอามาวางไว้หน้าประโยค  เพื่อแสดงการเน้นคำนั้นๆ   คำเหล่านี้ส่วนใหญ่มีความหมายปฏิเสธ  เช่น  “Never (ไม่เคยเลย), Hardly  (แทบจะไม่, ไม่ใคร่จะ), Seldom  (แทบจะไม่,  ไม่ใคร่จะ),  Never before  (ไม่เคยมาก่อนเลย), Never in my life   (ไม่เคยเลยในชีวิต),  No sooner,  In vain   (ล้มเหลว, ไม่สำเร็จ),  Not often, Not only  (ไม่เพียงแต่),  Not even once  (ไม่แม้แต่ครั้งเดียว),  Not until   (ไม่จนกระทั่ง)  อย่างไรก็ตาม  จะต้องเรียงรูปประโยคใหม่  ดังนี้ คือ   {Not only (neither, never, no sooner (ในทันทีที่), hardly, never in my life, not until, etc.) + Helping verb  (กริยาพิเศษ  หรือ  กริยาช่วย)  เช่น  (has, have, had, is, are, was, were, will, would, shall, should, can, could, may, might must, etc.) + subject + Verb (แท้)}  เช่น

  • Never before has she seen such a beautiful place.

(ไม่เคยมาก่อนเลยที่เธอได้เคยเห็นสถานที่ที่สวยงามเช่นนั้น – เน้นตรงคำว่า  “ไม่เคยมาก่อนเลย”)

(= She has never before seen such a beautiful place.)

(= She has never seen such a beautiful place before.)

  • No sooner had he left than she arrived.

(ในทันทีที่เขาจากไป  เธอก็มาถึง  –  เน้นตรงคำว่า  “ในทันทีที่”)

(= He had no sooner left than she arrived.)

  • Hardly have I met my old college friends.

(ผมแทบจะไม่ได้เจอเพื่อนเก่าตอนเรียนมหาวิทยาลัยเลย  –  เน้นตรงคำว่า  “แทบจะไม่”)

(= I have hardly met my old college friends.)

                                            ทั้งนี้  สามารถสรุปโครงสร้างประโยคที่มีการเน้นแบบนี้  คือ

  • Never before (Never) + have + I + seen + such a beautiful place.  

(ไม่เคยมาก่อนเลย  ที่ผมได้เห็นสถานที่สวยงามเช่นนั้น)

  • Hardly (Seldom) + has + she + met + her old college friends.
  • Never + กริยาพิเศษ  + subject  + กริยาแท้  +ส่วนขยาย
  • Never has he seen his father since he divorced his mother.

(เขาไม่เคยได้พบพ่อเลย  ตั้งแต่ที่พ่อหย่าร้างกับแม่)

 

8. _______ they obtained the information from remained secret though the newspapers published theories for days afterwards.

(พวกเขาได้รับข้อมูล-ข่าวสารจาก _______ ยังคงเป็นความลับ  แม้ว่าหนังสือพิมพ์ได้ตีพิมพ์ทฤษฏี (ข้อสมมติฐาน) ต่างๆ เป็นเวลาหลายวันหลังจากนั้น)  (หลังจากพวกเขาได้รับข้อมูล)

(a) How    (อย่างไร)

(b) When    (เมื่อไร, เมื่อใด)

(c) Where    (ที่ใด, แห่งใด)

(d) How much    (มากเท่าใด)

ตอบ   -   ข้อ   (c)   เนื่องจากข้อความ  “Where they obtained the information from”  (พวกเขาได้รับข้อมูล-ข่าวสารจากที่ใด)  เป็น  “Noun clause”  ทำหน้าที่เป็นประธานฯ ของประโยค   โดยมีกริยา  คือ  “Remained”  (ยังคง),   สำหรับข้อนี้ต้องใช้    “Where”  เนื่องจากมี  “From”  (From where  =  จากที่ใด)  อยู่ด้วย,  อย่างไรก็ตาม  ถ้าตัด  “From”  ออกไป  อาจตอบ  ข้อ  (a), (b)  หรือ  (d)  ก็ได้   โดยจะมีความ หมายว่า  “พวกเขาได้รับข้อมูล-ข่าวสารอย่างไร  (เมื่อใด, มากเท่าใด)  ยังคงเป็นความลับ”  ตามลำดับ

 

9. Mount Kilimanjaro’s (in Tanzania, Africa) flora is unmatched in its _______ and the area is also home to many rare birds and animals of west Tanzania.

(พืชพันธุ์ชนิดต่างๆ ของภูเขาคิลิมานจาโร (ยอดเขาสูงสุดในประเทศแทนซาเนียและทวีปแอฟริกา) ไม่มีสิ่งใดทัดเทียมในด้าน _______ ของมัน  และพื้นที่นี้ยังเป็นที่อยู่อาศัยของนกและสัตว์หายากจำนวนมาก  ของแทนซาเนียตะวันตกด้วย)

(a) uniqueness and how it is diverse

(b) being unique and diversity

(c) uniqueness and diversity    (ความมีลักษณะเฉพาะ (พิเศษ) และความหลากหลาย)

(d) being unique with diversity

ตอบ   -   ข้อ   (c)   เนื่องจากหลังสรรพนามแสดงความเป็นเจ้าของ  (Possessive adjective – His, Her, My, Your, Our, Their, Its)  ต้องตามด้วยคำนาม  อย่างไรก็ตาม  อาจตอบ  “Its being unique and diverse”  (ความมีลักษณะเฉพาะ (พิเศษ) และความหลากหลายของมัน)   ก็ได้   แต่ไม่นิยมเหมือนใน  ข้อ  (c)  ดูเพิ่มเติมการใช้คำ หรือวลี  ให้คู่ขนานกัน  (Parallel)  จากตัวอย่างข้างล่าง

                                                      ตัวอย่างที่ 

  • The silence was broken by the clash of the garden gate, a tap at the door, and ___________.

(ความเงียบถูกทำให้หมดไป  โดยเสียงปะทะกันดังโครมของประตูสวน  เสียงเคาะเบาๆที่ประตู  และ _________)

(a) the door is opened    (ประตูถูกเปิด)

(b) is opened

(c) being opened

(d) its opening    {การเปิดออกของมัน  (ประตู)}

ตอบ   -   ข้อ   (d)   เป็นการใช้   “กรรม” (คำนาม  ซึ่งในที่นี้มีส่วนขยาย  เรียกว่า “วลี”)  ของ  “By”  ให้สมดุลกัน  (Balance  หรือ  Parallel)  ทั้ง  ๓  ตัว  คือ  “the clash (of the garden gate)”,  “a tap (at the door)”  และ   “its opening”   โดยกรรมทั้ง  ๓  ตัวนี้  ล้วนอยู่ในรูปของวลี

                                                      ตัวอย่างที่ 

  • The natural resources of Kentucky include rich soils and mineral deposits, ________, and plentiful plant and animal life.

(ทรัพยากรธรรมชาติของรัฐเคนตักกี (สหรัฐฯ) ประกอบด้วย  ดินและแหล่งแร่ธาตุที่อุดมสมบูรณ์, _______ , และชีวิตพืชและสัตว์มากมาย) 

(a) forests are thick

(b) thick forests    (ป่าทึบ)

(c) thickly forested

(d) are forested thickly    (ถูกทำให้กลายเป็นป่าอย่างทึบ-หนาแน่น)

ตอบ   -   ข้อ   (b)   ต้องใช้รูปคำนามเพื่อให้สมดุล  (Balance)  หรือ  คู่ขนาน (Parallel)  กับคำนามตัวอื่นๆ  (ดินและแหล่งแร่ธาตุที่อุดมสมบูรณ์, ป่าทึบ , และชีวิตพืชและสัตว์มากมาย)  ดูเพิ่มเติมจากประโยคข้างล่าง

                                                    ตัวอย่างที่ 

  • We turn to books in moments of ___________________________________________.

(เราหันไปหา (อ่าน) หนังสือ  ในช่วงเวลาของ __________________________________)

(a) sorrow, having boredom, or solitude is with us

(b) sorrow, boredom, or solitude    (ความเศร้าโศกเสียใจ  ความเบื่อหน่าย  หรือ ความโดดเดี่ยวอ้างว้าง)

(c) sorrow and solitude as well as boredom

(d) sorrow that attacks us

ตอบ   -   ข้อ   (b)   เป็นการใช้กรรม  ๓  ตัว  ซึ่งต้องเป็นคำนามเสมอ  หลัง  “Preposition” (Of)  เพื่อให้สมดุลกัน  คือ   Sorrow, Boredom, Solitude”  สำหรับ  ข้อ  (c)  ก็ใช้ได้เช่นกัน  แต่ต้องแก้เป็น  “sorrow, solitude as well as boredom

 

10. There are several books on this subject.  You can read some of them to improve your _______.

(มีหนังสือจำนวนมากในวิชา (หัวข้อ) นี้  คุณสามารถอ่านมันเพื่อปรับปรุง _____________ ของคุณ)

(a) knowledge    (ความรู้)

(b) knowledges    (รูปนี้ไม่มีใช้)

(c) knowledgeable    (มีความรู้)  (เป็นคำคุณศัพท์)

(d) many knowledges    (รูปนี้ไม่มีใช้)

ตอบ   -   ข้อ   (a)   เนื่องจาก  “Knowledge”  เป็นคำนามนับไม่ได้  (เป็นเอกพจน์เสมอ)  ดูเพิ่มเติมคำนามนับไม่ได้  (Uncountable noun) จากตัวอย่างข้างล่าง

                                                      ตัวอย่างที่  ๑

  • Is there _____________________________ sickness in Thailand in the rainy season?

(มีความเจ็บไข้ได้ป่วย _____________________________ ไหมในประเทศไทย  ในฤดูฝน)

(a) many

(b) none

(c) much    (มาก)

(d) few

ตอบ    -    ข้อ   (c)   เนื่องจาก  “Sickness”  เป็นคำนามนับไม่ได้  จึงต้องใช้กับ  “Much

                                                     ตัวอย่างที่  

  • Please give me some ____________________________________ about rice exports.

(โปรดให้ __________________________ บางประการกับผม  เกี่ยวกับสินค้าออกจำพวกข้าว)

(a) inform    (บอก, แจ้ง, รายงาน, ให้ความรู้, ฟ้องร้อง)

(b) informant    (ผู้บอก, ผู้แจ้ง, ผู้ให้ความรู้)

(c) information    (ข้อมูลข่าวสาร)

(d) informations    (เป็นนามนับไม่ได้  จึงไม่สามารถเติม“S”  ได้)

ตอบ   -   ข้อ  (C)   “Information”  เป็นคำนามนับไม่ได้   (เป็นเอกพจน์เสมอ)

                                                     ตัวอย่างที่  

  • That is ____________________________________________________________.

(นั่นเป็น ___________________________________________________________)

(a) a useful information

(b) a useful piece of informations

(c) useful informations

(d) a piece of useful information    (ข้อมูลที่มีประโยชน์    ชิ้น)

ตอบ   –   ข้อ   (d)   เนื่องจาก “Information”  เป็นคำนามนับไม่ได้  จึงไม่สามารถใช้   “A”  หรือ  “An”  นำหน้าได้  ดังในข้อ  (a)  และไม่สามารถเติม  “S”  เข้าข้างท้าย  ดังในข้อ  (b)  และ  (c)  ดังนั้น   เมื่อจะนับ  “ข่าวสาร”  จึงต้องนับเป็น  “ชิ้น”  ดังในข้อ  (d)  หรือนับเป็น  “หัวข้อ”  “Item” (An item of information)  หรือ  (an information item)   อย่างไรก็ตาม  สามารถตอบข้อ  (b)  ได้เช่นเดียวกัน  แต่ต้องแก้เป็น  “a useful piece of information”  สำหรับคำนามนับไม่ได้และเป็นเอกพจน์เสมอ   ที่ใช้ในลักษณะเดียวกับ  “Information”  ได้แก่  Paper  (กระดาษ), Equipment  (อุปกรณ์, เครื่องมือ), Furniture, Scenery  (ทิวทัศน์), Damage (ความเสียหาย), Advice  (คำแนะนำ), Traffic, Machinery  (เครื่องยนต์กลไก), Evidence  (หลักฐาน), Bread  (ขนมปัง), Clothing  (เสื้อผ้า), Work  (งาน), Luggage  (กระเป๋าเดินทาง), Baggage  (กระเป๋าเดินทาง), Knowledge  (ความรู้), Progress  (ความก้าวหน้า), Power  (อำนาจ), News, Fruit, Behavior (พฤติกรรม)   เป็นต้น   คำนามเหล่านี้   ถ้าจะนับเป็นหน่วย  จะต้องใช้ สมุหนาม (Collective noun)  คือนามที่แสดงความเป็นกลุ่มก้อน  ที่เหมาะสมกับคำนามนั้นๆ  เช่น

- a piece of paper   (กระดาษ ๑ แผ่น)

- a loaf of bread   (ขนมปัง ๑ ปอนด์ หรือก้อน)

- a branch (field) of knowledge   (ความรู้สาขาหนึ่ง)

- an item of news   (ข่าว ๑ หัวข้อ)

- a kilo of fruit   (ผลไม้ ๑ กิโล)

- a bunch of fruit  (ผลไม้ ๑ พวง)

- a piece of luggage  (baggage)  (กระเป๋าเดินทาง ๑ ใบ หรือ ชิ้น)

- a subject of knowledge   (ความรู้ ๑ เรื่อง หรือ วิชา)

 

11. Computers are not for everyone, and there is no doubt in my mind that I will be the last person to acknowledge a terminal as _________.

(คอมพิวเตอร์มิใช่มีไว้เพื่อคนทุกคน  และไม่มีข้อสงสัยในใจของผมว่า  ผมจะเป็นคนสุดท้ายที่ยอมรับคำว่า  “Terminal”  ในฐานะเป็น ________)  (คือ  จะเป็นคนสุดท้ายที่ยอมรับว่า  “Terminal”  มีความหมายอื่น  นอกเหนือไปจาก  “อาคารที่ผู้โดยสารรอขึ้น  หรือลงจากเครื่องบิน  ทั้งนี้  เพราะผู้พูดแทบไม่มีความรู้ด้านศัพท์แสงเกี่ยวกับคอมพิวเตอร์เลย  จึงปักใจว่า  “Terminal”  ต้องมีความหมายนี้เพียงอย่างเดียวเท่านั้น  เขาจึงบอกว่า  คอมพิวเตอร์มิใช่มีไว้เพื่อทุกคน  -  โดยเฉพาะกับตัวเขาที่ไม่ค่อยมีความรู้เกี่ยวกับมัน)

(a) where you catch an airplane more than anything

(b) anything more than where you catch an airplane    (สิ่งใดๆ มากไปกว่าสถานที่ที่คุณไปขึ้นเครื่องบิน)

(c) an airplane more than where you catch anything

(d) more than where you catch an airplane or anything

ตอบ    -    ข้อ   (b)   เนื่องจากเป็นข้อที่เรียงลำดับคำในประโยคได้ถูกต้อง  ส่วนความหมายของข้อนี้  คือ  ผู้พูดมีความรู้เกี่ยวกับคอมพิวเตอร์น้อยมาก  และไม่ค่อยมีความรู้เกี่ยวกับคำศัพท์เกี่ยวกับคอมพิวเตอร์เลย  ดังนั้น  ผู้พูดจะนึกถึงความหมายของ  “Terminal”  ว่าคือ  “Air terminal”  ซึ่งเป็นที่ๆ ผู้โดยสารไปรอขึ้น  หรือลงจากเครื่องบินก่อนออกเดินทาง  หรือหลังการเดินทาง  ทั้งๆ ที่ความหมายของ  “Terminal”  ในทางคอมพิวเตอร์   คือ  เครื่องปลายทาง  หรือ  อุปกรณ์ป้อนข้อมูลและแสดงผล  ทำหน้าที่รับส่งข้อมูลจากระบบคอมพิวเตอร์ที่ต่อเชื่อมโยงกันอยู่  เครื่องเมนเฟรมมักใช้  “Terminal”  เป็นอุปกรณ์เฉพาะในการป้อนและแสดงผลข้อมูล

 

12. We will need to think _________________ in order to find a good solution to this problem.

(เราจำเป็นจะต้องคิด __________________________ เพื่อจะหาทางแก้ปัญหาที่ดีต่อปัญหานี้)

(a)  creative    (ซึ่งสร้างสรรค์)

(b) creatively    (อย่างสร้างสรรค์)

(c) created    (สร้าง)

(d) creator    (ผู้สร้าง)

ตอบ   -    ข้อ   (b)   เนื่องจากขยายกริยา  Think”  จึงต้องเป็นกริยาวิเศษณ์  “Adverb”  (Creatively)

 

13. We ____________ each staff member to do his or her part to get this project completed on time.

(เรา ________ พนักงานแต่ละคนให้ทำงานในส่วนของเขาหรือเธอ  เพื่อให้โครงการนี้แล้วเสร็จทันเวลา)

(a) expect    (คาดหวัง)

(b) expel    (ขับไล่, ขับออก, ตัดออกจากการเป็นสมาชิก)

(c) expend    (ใช้หมด, ใช้เกลี้ยง, ใช้จ่าย, จ่ายเงิน)

(d) expedite    (เร่ง, กระตุ้น, ทำให้เร็วขึ้น, จัดการให้เสร็จอย่างรวดเร็ว, ส่งไป)

ตอบ   -   ข้อ   (a)   เพราะได้ใจความดีที่สุด  คือ  “คาดหวังให้ทำงานในส่วนที่ตนรับผิดชอบ

 

14. She dislikes staying alone in the apartment, and _____________________ do her friends.

(เธอไม่ชอบที่จะพักอยู่ตามลำพังในอพาร์ตเมนต์   และเพื่อนของเธอก็ __________________)

(a) too

(b) neither    (ไม่ชอบเช่นเดียวกัน)

(c) so    (ชอบเช่นเดียวกัน)

(d) even

ตอบ   –   ข้อ   (b)   “Dislike”  (ไม่ชอบ)  มีความหมายเป็นปฏิเสธ  (=  Does not like)   จึงถือว่าเป็นคำ  “Negative”,  จึงต้องใช้  “Neither”  เพื่อแสดงการคล้อยตามว่า  “เพื่อนของเธอก็ไม่ชอบเช่นกัน”  ส่วน  “So”  ใช้แสดงการคล้อยตามในแบบบอกเล่า  ดังในประโยคข้างล่าง

                                                  ตัวอย่างที่     จงหาข้อที่ผิดหลักไวยากรณ์  จาก ข้อ  (๑) – (๔)

  • As inevitably as (1) human culture has (2) changed with (3) the passing of time, so (4) does the environment.

(อย่างไม่อาจจะหลีกเลี่ยงได้เหมือนกับวัฒนธรรมของมนุษย์  ที่ได้เปลี่ยนแปลงไปพร้อมกับการผ่านไปของเวลา   สภาพแวดล้อมก็เช่นเดียวกัน  –  ที่จะต้องเปลี่ยนแปลงไป)

ตอบ   –   ข้อ   (4)   แก้เป็น  “Has”  เนื่องจากต้องใช้กริยาในรูป  “Present perfect tense”  {Subject + Has (Have) + Verb 3}  ให้เหมือนกับในประโยคข้างหน้า  และเพราะว่า  “Environment”  อยู่ในรูปเอกพจน์  จึงต้องใช้กริยา  “Has” (Changed)  ตัวอย่างอื่นๆ ในแบบเดียวกัน เช่น

  • He has studied hard, so have they.

(เขาขยันเรียน – พวกเขาก็เช่นกัน)

  • She had gone to the party, so had I.

(เธอได้ไปงานเลี้ยง – ผมก็เช่นกัน)

  • They are working hard, so are we.

(พวกเขากำลังทำงานหนัก – พวกเราก็เช่นเดียวกัน)

  • She is reading. So is he.

(เธอกำลังอ่านหนังสือ – เขาก็เช่นเดียวกัน

  • I will go to the movies tonight.  So will they.

(ผมจะไปดูหนังคืนนี้ – พวกเขาก็จะไปเช่นเดียวกัน)

  • He would travel by plane to Hong Kong, so would his parents.

(เขาจะเดินทางโดยเครื่องบินไปฮ่องกง – พ่อแม่ของเขาก็เช่นเดียวกัน)

  • We can swim well, so can our neighbors.

(พวกเราสามารถว่ายน้ำได้เก่ง – เพื่อนบ้านของเราก็สามารถเช่นเดียวกัน)

  • He could speak Japanese well.  So could his sister.

(เขาสามารถพูดภาษาญี่ปุ่นได้ดี – น้องสาวของเขาก็เช่นเดียวกัน)

หมายเหตุ   –   ในกรณีที่ประโยคข้างหน้าอยู่ในรูป  “Present simple tense”  หรือ  “Past simple tense”  กริยาในประโยคหลังจะต้องใช้   “Do”,  “Does”  หรือ  “did”  ทั้งนี้  แล้วแต่  “Tense”  ของประโยคข้างหน้า  และประธานของประโยคหลัง  (ว่าเป็นเอกพจน์  หรือพหูพจน์)  ยกเว้นเมื่อประโยคหน้าเป็น  “Past simple”  กริยาในประโยคหลังจะใช้  “Did”  กับประธานทุกตัว  ดังตัวอย่างต่อไปนี้

  • They speak French very fluently, so does he.

(พวกเขาพูดฝรั่งเศสคล่องมาก – เขาก็เช่นเดียวกัน)

  • She sings beautifully, so do her sisters.

(เธอร้องเพลงเพราะ – น้องสาวของเธอก็เช่นเดียวกัน)

  • We get up early in the morning.  So does she.

(พวกเราตื่นแต่เช้า – เธอก็เช่นเดียวกัน)

  • He goes for a walk in the afternoon.  So do his neighbors.

(เขาออกเดินในตอนบ่าย – เพื่อนบ้านของเขาก็เช่นเดียวกัน)

  • They used to play football when they were young, so did we.

(พวกเขาเคยเล่นฟุตบอลตอนเป็นเด็ก – พวกเราก็เช่นเดียวกัน)

  • She liked to play sports when she was in college.  So did her sister.

(เธอชอบเล่นกีฬาตอนเธอเรียนมหาวิทยาลัย – น้องสาวของเธอก็เช่นเดียวกัน)

 

15. We discussed ________________________________ extra help to get through the work.

(เราประชุมปรึกษาหารือเรื่อง ________________ ความช่วยเหลือพิเศษเพื่อจะได้ทำงานให้เสร็จ)

(a) to hire

(b) hire

(c) hired

(d) hiring    (การจ้าง)

ตอบ    –    ข้อ   (d)   Discuss + Verb + ing

 

16. The investigation required the cooperation of a __________________ of different sections.

(การสืบสวน-สอบสวนต้องการความร่วมมือของแผนกต่างๆ __________________________)

(a) several

(b) number    (จำนวนมาก)

(c) few

(d) groups

ตอบ   –   ข้อ   (b)   “A number of”  =  จำนวนมาก  และต้องตามด้วยคำนามนับได้  ที่เป็นพหูพจน์)

 

17. The artist _______ paintings are on the walls of the office building has won several awards for her work.

(ศิลปิน _______ ภาพเขียน (ของเธอ) อยู่บนฝาผนังของอาคารสำนักงาน  ได้ชนะรางวัลมากมายสำหรับงานของเธอ)

(a) who

(b) whose    (ผู้ซึ่ง ............................(ภาพเขียน)............................. ของเธอ)

(c) whom

(d) which

ตอบ    –    ข้อ   (b)   เนื่องจากแสดงความเป็นเจ้าของภาพ

 

18. The researchers wanted to ensure that experiment was carefully ___________________.

(นักวิจัยต้องการให้ความมั่นใจว่า  การทดลองได้รับการ _________________ อย่างระมัดระวัง)

(a) control

(b) controls

(c) controlling

(d) controlled    (ควบคุม)

ตอบ   –   ข้อ   (d)   เนื่องจากต้องอยู่ในรูป  “Passive voice”  (Subject + Verb to be + Verb 3)  (Experiment was ……........…...….controlled)  เพราะการทดลอง  “ได้รับการควบคุม”  หรือ  “ถูกควบคุม

 

19. Fog has always been _________________________ hazards to car driving during winter.

(หมอกได้เป็นอันตราย _______________ ต่อการขับรถยนต์โดยเสมอมา  ในระหว่างหน้าหนาว)

(a) the greatest ones

(b) ones greatest

(c) the greatest of ones

(d) one of the greatest    (มากที่สุดอย่างหนึ่ง)

ตอบ   –   ข้อ   (d)   เนื่องจากเป็นการเปรียบเทียบ  “ขั้นสุด”  (Superlative degree)  ในโครงสร้าง  “One of the + Adjective (ขั้นสูงสุด)  + Noun (พหูพจน์)”  (เช่น   “One of the best workers”  =  “หนึ่งในบรรดาคนงานที่ดีที่สุด”),  (“One of the most significant issues”  =  “หนึ่งในบรรดาประเด็นที่สำคัญที่สุด”)

 

20. It took five men to carry the tree, which was _______________ than a three-story building.

(มันใช้ผู้ชาย    คนเพื่อแบกต้นไม้นั้น ซึ่ง __________________________ อาคารสูง    ชั้น)

(a) more taller

(b) taller    (สูงกว่า)

(c) as tall

(d) the tallest

ตอบ   –   ข้อ   (b)   เนื่องจากเป็นการเปรียบเทียบ  “ขั้นกว่า”  (Comparative degree)

       

เรียน  ท่านผู้ติดตามอ่าน  เว็บไซต์  “everydayenglish.pwa.co.th

 

                  ถ้าท่านมีคำแนะนำให้ปรับปรุงเว็บไซต์นี้ประการใด  กรุณาส่ง   e-mail ไปที่  ดร. วัชรินทร์  ภูเขาทอง  อดีต  ผอ. สำนักวิทยาการ  การประปาส่วนภูมิภาค  ผู้จัดทำเว็บ-ไซต์นี้  ตาม   “Address” wpookaotong@yahoo.com   (โปรดระบุหัวเรื่องด้วย ว่า  “ปรับปรุงเว็บไซต์”)   เพื่อที่ผู้จัดทำฯ จะได้ปรับปรุงเนื้อหาได้ตรงตามความประสงค์ของผู้อ่านเว็บไซต์นี้ต่อไป

 

 

 

 

 

 

หมวดข้อสอบ TOEIC (ตอนที่ 499)

การประปาส่วนภูมิภาค  “มุ่ง-มั่น-เพื่อปวงชน”

 

Part V: Sentence Completion   (ส่วนที่ 5 :  การเติมประโยคให้สมบูรณ์)

Choose the best alternative to make a correct sentence.

(จงเลือกข้อที่ดีที่สุดเพื่อทำให้ประโยคมีความถูกต้อง)

 

1. He always has a morning walk ____________________________________ of the weather.

(เขาออกเดินในตอนเช้าเป็นประจำ __________________________________ สภาพอากาศ)

(a) despite    (ทั้งๆ ที่)

(b) regardless    (“Regardless of”  =  “โดยไม่คำนึงถึง”)

(c) unless    (ถ้า...................................ไม่)  (ตามด้วยประโยค)

(d) however    (อย่างไรก็ตาม)

ตอบ   -   ข้อ   (b)   หรืออาจตอบ  ข้อ   (a)  แต่ต้องแก้เป็น  {Despite (= In spite of) the bad weather  -  ทั้งๆ ที่อากาศเลว}

 

2. I wish you _________________________________________________________ longer.

(ผมปรารถนา (ว่า) คุณ ____________________________ (ที่นี่) นานยิ่งขึ้น)  (คือ  ไม่รีบกลับ)

(a) will stay

(b) can stay

(c) could stay    (สามารถพัก)

(d) stay

ตอบ   -   ข้อ   (c)   อนุประโยคที่ตามหลัง  “Wish”  ต้องอยู่ในรูปอดีต  (Past simple  หรือ  Past perfect)  เสมอ  เนื่องจากไม่ใช่เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นจริง  แต่เป็นเพียงความปรารถนาให้เป็นเช่นนั้นเท่านั้น  สำหรับข้อนี้เป็นการปรารถนาในปัจจุบัน  จึงใช้กริยาเป็น  “Past tense”  (Could stay)  เรียกโครงสร้างแบบนี้ว่า  “Past subjunctive”  ดูเพิ่มเติมจากประโยคข้างล่าง

                                                      ตัวอย่างที่ 

  • She went to the movies last night but she told me she wished she __________ to see it.

(เธอไปดูหนังเมื่อคืนวาน  แต่เธอบอกผมว่า  เธอปรารถนาว่าเธอ ________________ ดูมัน)

(a) hasn’t gone

(b) didn’t go

(c) hadn’t gone    (มิได้ไป)

(d) doesn’t go

ตอบ   -   ข้อ   (c)   เนื่องจากเป็นการปรารถนาในอดีต  กริยาของประโยคที่ตามหลัง  “Wish”  จึงต้องอยู่ในรูป  “Past perfect tense”  (Subject + Had + Verb 3)

                                                      ตัวอย่างที่ 

  • Why didn’t you keep your promise?  I wish you _____________________________ it.

(ทำไมคุณจึงไม่รักษาคำมั่นสัญญา  ผมปรารถนาว่าคุณ __________________________ มัน)

(a) kept

(b) would keep

(c) would have kept

(d) had kept    (ได้รักษาฯ)

ตอบ   -   ข้อ   (d)   เนื่องจากเป็นการปรารถนาให้เกิดเหตุการณ์  (รักษาคำมั่นสัญญา)  ในอดีต  จึงใช้รูป  “Subject + Wish + That + Subject + Had + Verb 3” 

                                                     ตัวอย่างที่  

  • I wish I __________________________________ her while she stayed in Bangkok.

(ฉันปรารถนาว่าฉัน __________________________ เธอ  ในขณะที่เธอพักในกรุงเทพฯ)

(a) meet

(b) met

(c) had met   (ได้พบ)

(d) would have met

ตอบ  -  ข้อ   (c)   เนื่องจากเป็นการปรารถนาในอดีต  และตรงข้ามกับความเป็นจริง  (คือ  มิได้พบกับเธอ  ในขณะที่เธอพักในกรุงเทพฯ)   จึงต้องใช้  “Past perfect tense” (Subject + Had + Verb 3)  และในกรณีที่เป็น  “Passive voice” ใช้  (Subject + Had + Been + Verb 3)  เรียกโครงสร้างแบบนี้ว่า  “Past subjunctive”  ดูคำอธิบายเพิ่มเติมการใช้  “Wish”  จากประโยคตัวอย่างข้างล่าง

                                                    ตัวอย่างที่  

  • I wish you __________________________________________ there at that moment.

(ผมปรารถนาว่าคุณ ________________________________________ ที่นั่นในขณะนั้น)

(a) are

(b) were

(c) had been    (อยู่)

(d) would have been

ตอบ  -  ข้อ  (c)   เนื่องจากเป็นการปรารถนาให้เกิดเหตุการณ์ขึ้นในอดีต   (ให้คุณอยู่ที่นั่นในตอนนั้น  ซึ่งเป็นอดีตที่ผ่านมาแล้ว)  (ความเป็นจริง  คือ  “คุณไม่ได้อยู่ที่นั่นในตอนนั้น”)

                                                     ตัวอย่างที่  

  • I wish I ______________________________________ German when I was at school.

(ผมปรารถนาว่าผม ____________________________ ภาษาเยอรมัน  ตอนที่ผมเป็นนักเรียน)

(a) was learning

(b) learnt

(c) had learnt    (ได้เรียนรู้)

(d) have learnt

ตอบ   -   ข้อ   (c)   เนื่องจากเป็นการปรารถนาเหตุการณ์ในอดีต  (สมัยเป็นเด็กนักเรียน)  แต่ในความเป็นจริงคือ  “มิได้เรียนภาษาเยอรมัน

                                                   ตัวอย่างที่  

  •   When I said that I wished I _______ Italian, she told me she would give me some lessons, if I liked.

(เมื่อผมพูดว่า  ผมปรารถนาว่า  ผม ___________ ภาษาอิตาเลียน  เธอบอกผมว่า  เธอจะสอนบทเรียน (ภาษาฯ) ให้ผมบ้าง ถ้าผมต้องการ)

(a) know

(b) knew

(c) would have known

(d) had known    (ได้เรียนรู้)

ตอบ  -  ข้อ   (d)   เนื่องจากเป็นการปรารถนาในอดีต  ซึ่งตรงกันข้ามกับความจริง  (Past subjunctive)  จึงต้องใช้โครงสร้าง  “Subject + Wish (ed) + (That) + Subject + Had + Verb 3 + ส่วนขยาย”   (ในข้อนี้  เป็นการปรารถนาว่าได้เรียนภาษาอิตาเลียนในอดีต  แต่จริงๆ แล้วไม่ได้เรียน)

                                                   ตัวอย่างที่  

  • I wish today __________________________________________________ a holiday.

(ผมปรารถนาว่าวันนี้ ______________________________________________ วันหยุด)

(a) is

(b) be

(c) being

(d) were     (เป็น)

ตอบ   –   ข้อ   (d)   เนื่องจากเมื่อใช้   “Wish”  แสดงความปรารถนาในสิ่งที่  “ตรงข้ามกับความเป็นจริง”  (คือ  เหตุการณ์มิได้เป็นจริงตามที่ปรารถนา  -  วันนี้มิได้เป็นวันหยุด)  จะต้องใช้รูป  “Subject + Wish + That + Subject + Verb” แต่   “That”  มักจะละไว้เสมอ  (ไม่เขียนลงในประโยค)   (เรียกการใช้โครงสร้างแบบนี้ว่า  “Past subjunctive”)   โดยมีหลัก  คือ

                                        ๑. ถ้าตรงข้ามกับความจริงในปัจจุบัน  (ปรารถนาเหตุการณ์ปัจจุบัน)  ให้ใช้  “Verb”  เป็น  “Past simple”  (Verb 2)  (สำหรับ  “Verb to be”  ใช้  “Were”  กับประธานทุกตัว)

  • I wish (that) she came to see me today.

(ผมปรารถนาว่าเธอมาเยี่ยมผมวันนี้)  (แต่จริงๆ แล้วเธอไม่ได้มา)

  • She wishes (that) today were her birthday.

(เธอปรารถนาว่า  วันนี้เป็นวันเกิดของเธอ)  (แต่จริงๆ แล้วไม่ใช่)

  • I wish (that) my uncle were here now.

(ผมปรารถนาว่า  ลุงของผมอยู่ที่นี่ในขณะนี้)  (แต่จริงๆ แล้วไม่ได้อยู่)

  • He wishes (that) his father were a millionaire (now).

(เขาปรารถนาว่า  พ่อของเขาเป็นเศรษฐี)  (แต่จริงๆ แล้วไม่ได้เป็น)

  • I often wish (that) I were really wealthy (now).

(ผมปรารถนาบ่อยๆ ว่า  ผมร่ำรวยอย่างแท้จริง)  (จริงๆ แล้วไม่รวย)

  • My sister occasionally wishes (that) she were a boy (now).

(น้องสาวของผมปรารถนาเป็นบางครั้งว่า  เธอเป็นเด็กผู้ชาย)  (จริงๆ แล้วเป็นหญิง)

  • I wish (that) I had a bigger house (now).

(ผมปรารถนาว่าผมมีบ้านหลังใหญ่กว่านี้)  (แต่จริงๆ แล้วมีบ้านหลังเล็ก)

  • They wish (that) they could speak Japanese (now).

(พวกเขาปรารถนาว่า สามารถพูดภาษาญี่ปุ่นได้)  (แต่จริงๆ แล้วพูดไม่ได้)

                                        ๒. ถ้าตรงข้ามกับความจริงในอดีต  (ปรารถนาเหตุการณ์ในอดีต)  ให้ใช้  “Verb”  เป็น  “Past perfect”  (Had + Verb 3)  เช่น

  • I wish (that) yesterday had been a holiday.

(ผมปรารถนาว่า  เมื่อวานนี้เป็นวันหยุด)  (แต่จริงๆ แล้วไม่ได้เป็น)

  • She wishes (that) her father had been a millionaire (last year).

(เธอปรารถนาว่า  พ่อของเธอเป็นเศรษฐี  (เมื่อปีที่แล้ว)  (แต่จริงๆ แล้วไม่ได้เป็น)

  • He wished (that) he had been a bird (a long time ago).

(เขาปรารถนาว่า  เขาเป็นนก (เมื่อนานมาแล้ว)  (แต่จริงๆ แล้วไม่ได้เป็น)

  • I wish (that) my uncle had been here yesterday.

(ผมปรารถนาว่า  ลุงของผมอยู่ที่นี่เมื่อวานนี้)  (แต่จริงๆ แล้วไม่ได้อยู่)

                                        ๓. ถ้า  “Wish”  ใช้กับอนาคต  (Future)  ให้ใช้  “Verb”  เป็น  “Would”, “Should”,  “Could”,  “Might”  ความหมาย  คือ  คงไม่เกิดเหตุการณ์ตามที่ปรารถนา  หรือมีโอกาสเกิดขึ้นได้ยาก  เช่น

  • I wish (that) my wife would be here tomorrow.

(ผมปรารถนาว่า  ภรรยาของผมอยู่ที่นี่ในวันพรุ่งนี้)  (แต่จริงๆ แล้วคงไม่ได้อยู่ หรือมีโอกาสเกิดขึ้นได้น้อยมาก)

  • She wishes (that) she could come to my party next week.

(เธอปรารถนาว่า  เธอสามารถมางานเลี้ยงของผมสัปดาห์หน้า)  (แต่จริงๆ แล้วคงไม่ได้มา  หรือมีโอกาสเกิดขึ้นน้อยมาก)

  • They wish (that) qwethey would graduate from the university next semester.

(พวกเขาปรารถนาว่า  จะเรียนจบจากมหาวิทยาลัยในเทอมหน้า)  (แต่คงจะไม่จบ  หรือมีโอกาสเกิดขึ้นน้อยมาก)

                                        ๔. เมื่อใช้  “Wish”  แสดงความปรารถนาในแบบปกติธรรมดา  จะมีโครง สร้าง  “Wish + To + Verb 1”  ซึ่งความปรารถนาดังกล่าวอาจจะเป็นจริง  หรือไม่เป็นจริงก็ได้  เช่น

  • They wish to meet their friends again next year.

(พวกเขาปรารถนาจะได้พบเพื่อนอีกในปีหน้า)

  • She wishes to leave now.

(เธอปรารถนาจะจากไปในตอนนี้)

  • He wishes to visit London next month.

(เขาปรารถนาจะไปเที่ยวลอนดอนเดือนหน้า)

  • They wished to pass the exam this term.

(พวกเขาปรารถนาจะสอบผ่านเทอมนี้)

  • They are in love and wish to marry.

(เขาทั้งสองคนรักกัน  และปรารถนาจะแต่งงานกัน)

                                       ๕. โครงสร้าง  “Wish + กรรม + Noun”  มีความหมาย  คือ  “ขออวยพรให้”  เช่น

  • She wished them a Merry Christmas and a Happy New Year

(เธออวยพรวันคริสมาสต์และปีใหม่ให้พวกเขา)

  • He wishes his parents a long and happy life.

(เขาอวยพรให้พ่อแม่มีชีวิตยืนยาวและมีความสุข)

  • I wish you success.

(ผมขออวยพรให้คุณประสบความสำเร็จ)

  • Before their exam they wished each other luck.

(ก่อนการสอบ  พวกเขาอวยพรโชคดีให้กันและกัน)

  • It is Mary’s birthday today.  Don’t forget to wish her many happy returns.

(วันนี้เป็นวันเกิดของแมรี่  อย่าลืมอวยพรให้เธอมีความสุข)

                                       ๖. โครงสร้าง  “Wish + For + Something”  (ปรารถนาอะไรบางอย่าง)  (มักแสดงความปรารถนาอย่างเงียบๆ กับตัวเอง)  เช่น

  • She blew out the candles on her birthday cake and wished for a new doll.

(เธอ€€เป่าให้เทียนบนเค้กวันเกิดดับลง  และปรารถนาจะได้ตุ๊กตาใหม่สักตัว)

                                       ๗. ใช้  “Wish”  แบบคำนาม  (Noun)  หมายถึง  “ความปรารถนา, ความประสงค์, ความต้องการ, คำอธิษฐาน, สิ่งที่ปรารถนา”  เช่น

  • She told me of her wish to quit her job.

(เธอบอกผมถึงความปรารถนาของเธอที่จะทิ้งงาน)  (ลาออกจากงาน)

  • He has a strong wish to see his ex-wife again.

(เขามีความปรารถนาแรงกล้าที่จะพบอดีตภรรยาอีกครั้ง)

  • Julius Cesar was an all-powerful king whose every wish was obeyed.

(จูเลียส ซีซาร์  เป็นกษัตริย์ที่มีอำนาจเต็มที่  ผู้ซึ่งความปรารถนาทุกอย่างของเขาได้รับการเชื่อฟัง)

  • We have no wish to repeat their mistakes.

(เราไม่ปรารถนาจะทำผิดซ้ำความผิดของพวกเขา)

  • A death wish is a conscious or unconscious desire to die or be killed.

(“ความปรารถนาความตาย”  เป็นความต้องการแบบรู้ตัว (ตั้งใจ) หรือ ไม่รู้ตัว (ไม่ตั้งใจ) ที่จะตาย  หรือ  ถูกฆ่าตาย)

  • The government should reflect the wishes of the majority in the country.

(รัฐบาลควรจะสะท้อนความต้องการ (สิ่งที่ต้องการ) ของคนส่วนใหญ่ในประเทศ)

  • My last wish is for you to leave this house and never return.

(ความปรารถนาสุดท้ายของผม  คือ  ให้คุณออกจากบ้านหลังนี้ไป  และอย่ากลับมาอีก)

  • Her parents send their best wishes for me on my birthday.

(พ่อแม่ของเธอส่งความปรารถนาดีมายังผม  สำหรับวันเกิดของผม)

  • Please accept this gift with my sincere good wishes for the future.

(โปรดรับของขวัญนี้ไว้ด้วยความปรารถนาดีอย่างจริงใจจากผม  สำหรับอนาคต)  (เพื่อความสุข-ความสำเร็จของคุณ)

  • Have you made your wish yet?

(คุณตั้งความปรารถนาไว้แล้วหรือยัง)  (ว่าอยากได้อะไรสักอย่าง)

  • The genie then granted Sinbad three wishes.

(ผู้วิเศษ (พ่อมด-แม่มด) ให้ซินแบดตั้งความปรารถนาได้    อย่าง)  (ขออะไรก็ได้    อย่าง)

 

3. They were too late.  The plane _____________________________ off ten minutes earlier.

(พวกเขามาถึง (สนามบิน) ช้าเกินไป  เครื่องบิน _____________________ สิบนาทีก่อนหน้านี้)

(a) took

(b) has taken

(c) had taken    (ได้ออกไป, ได้บินขึ้น)

(d) was taking

ตอบ   -   ข้อ   (c)   เนื่องจากเมื่อมีเหตุการณ์ในอดีตที่สัมพันธ์กัน   เหตุการณ์  เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นก่อน  (เครื่องบินออกไป)  ใช้  “Past perfect tense”  (Subject + Had + Verb 3)  ส่วนเหตุการณ์ที่เกิดทีหลัง  (พวกเขามาถึงสนามบิน)  ใช้  “Past simple tense”  (Subject + Verb 2)  ในที่นี้  คือ  “Were too late”  (มาถึงช้าเกินไป)

 

4. You’ve been out of work too long.  It’s time __________________________________ a job.

(คุณว่างงานนานเกินไปแล้ว  ถึงเวลา _____________________________________ งานทำ)

(a) you get

(b) you got    (คุณหา)

(c) that you get

(d) you to get

ตอบ   -   ข้อ   (b)   วลีต่อไปนี้  คือ  “It is time, It is high time, It is about time”  =  (ถึงเวลา, ถึงเวลาเหมาะสม, ถึงเวลาสมควร, ถึงเวลาอย่างยิ่งแล้ว)  ต้องตามด้วยรูป  “Past tense”  (Subject + Verb 2)  เสมอ  เช่น

  • It is time you went to bed. 

(= It is time for you to go to bed.)

(ถึงเวลาที่คุณควรเข้านอนแล้ว)

  • It is time she behaved herself well.  

(= It is time for her to behave herself well.)

(ถึงเวลาที่เธอควรประพฤติตัวดี – กลับเนื้อกลับตัวได้แล้ว)

  • It is time we visited a doctor.

(= It is time for us to visit a doctor.)

(ถึงเวลาที่เราควรไปหาหมอแล้ว)

                                           อย่างไรก็ตาม  ประโยคในข้อ    อาจใช้โครงสร้าง  “It is time for you to get a job.”  ก็ได้  ซึ่งมีความหมายเหมือนกับ  “It’s time you got a job.

 

5. When the boy _____________________________________ the car, he was badly injured.

(เมื่อเด็กชาย _________________________________ รถยนต์  เขาได้รับบาดเจ็บสาหัส)

(a) is hit by

(b) was hit by    (ถูกชนโดย)

(c) hit

(d) was hitting

ตอบ   -   ข้อ   (b)   เนื่องจากต้องอยู่ในรูป  “Passive voice”  (เด็กถูกรถชน)  และต้องเป็นอดีต  (Past tense)  เพื่อให้สอดคล้องกับกริยาในประโยคใหญ่  (Main clause)  ซึ่งเป็นอดีต  ในรูป  “Passive voice”  เช่นกัน  (Was badly injured)

 

6. This is the site ___________________________________________________________.

(นี่เป็นสถานที่ (ทำเลที่ตั้ง) ________________________________________________)

(a) which the university plans to build a new office

(b) where the university plans to build a new office    (ซึ่งมหาวิทยาลัยวางแผนที่จะสร้างสำนักงานแห่งใหม่)

(c) in that the university plans to build a new office

(d) the university plans to build a new office

ตอบ   –   ข้อ   (b)   เนื่องจากขยายสถานที่  (Site)  จึงต้องใช้  “Where”  หรือ  “In which the university plans to build a new office”   ส่วนข้อ   (c)  “in that”  ไม่มีการใช้รูปนี้

 

7. The results _____________________________ students’ test will be announced in a week.

(ผล ____________________________ การสอบของนักเรียน  จะถูกประกาศในอีก    สัปดาห์)

(a) from

(b) in

(c) of    (ของ)

(d) from

ตอบ   –   ข้อ   (c)   ดูเพิ่มเติมการใช้  “Result”  เมื่อเป็นคำกริยา  และคำนาม  จากตัวอย่างข้างล่าง

  • His success results from hard work.    (เป็นคำกริยา)

(ความสำเร็จของเขาเป็นผลมาจากการทำงานหนัก)

  • Hard work results in his success.    (เป็นคำกริยา)

(การทำงานอย่างหนักเป็นผลให้เกิดความสำเร็จของเขา)

  • His success is the result of hard work.    (เป็นคำนาม)

(ความสำเร็จของเขาเป็นผลลัพธ์ของการทำงานหนัก)

  • The flood resulted from heavy rain.    (เป็นคำกริยา)

(น้ำท่วมเป็นผลมาจากฝนตกหนัก)

  • Heavy rain resulted in the flood.    (เป็นคำกริยา)

(ฝนตกหนักส่งผลให้เกิดน้ำท่วม)

  • The flood was the result of heavy rain.    (เป็นคำนาม)

(น้ำท่วมเป็นผลลัพธ์ของฝนตกหนัก)

  • Her failure resulted from her poor health.    (เป็นคำกริยา)

(ความล้มเหลวของเธอเป็นผลมาจากสุขภาพไม่ดี)

  • Her poor health resulted in her failure.    (เป็นคำกริยา)

(สุขภาพไม่ดีของเธอส่งผลให้เกิดความล้มเหลว)

  • Her failure was the result of her poor health.    (เป็นคำนาม)

(ความล้มเหลวของเธอเป็นผลลัพธ์ของสุขภาพไม่ดี)

 

8. We invited them to come during Christmas, which was the only time ________ we would have some free time.

(เราเชิญพวกเขามาในช่วงคริสต์มาส, ซึ่งเป็นเพียงช่วงเวลาเดียวเท่านั้น ________ เราพอจะมีเวลาว่างอยู่บ้าง)

(a) that

(b) which

(c) in which    (ซึ่ง)

(d) of which

ตอบ   –   ข้อ   (c)   ต้องมี  “In”  อยู่ด้วย,  หรือ อาจตอบ  “When”  (= In which)  ก็ได้

 

9. Jazz music has been called _____________________ of the United States to world music.

(ดนตรีแจสได้ถูกเรียกว่าเป็น _______________________ ของสหรัฐฯ ที่มีต่อดนตรีของโลก)

(a) the major contribution which    (คุณูปการที่สำคัญซึ่ง)

(b) the major contribution that    (คุณูปการที่สำคัญซึ่ง)

(c) which is the major contribution    (ซึ่งเป็นคุณูปการที่สำคัญ)

(d) the major contribution    {คุณูปการ (สิ่งที่ช่วยเหลือเกื้อกูล) ที่สำคัญ}

ตอบ   –   ข้อ   (d)    เนื่องจากเป็นกรรมของกริยา  “Called”  โดยมี  “of  the ……..…………..….music”  เป็นส่วนขยายกริยา

 

10. It is said that the _______________ has improved a great deal in Thailand in recent years.

(มันกล่าวกันว่า _____ ได้กระเตื้องขึ้นอย่างมากในประเทศไทย  ในช่วงปีที่เพิ่งจะผ่านมาไม่นานนี้)

(a) finance    (การเงิน)

(b) money    (เงิน)

(c) economics    (วิชาเศรษฐศาสตร์)

(d) economy    (เศรษฐกิจ)

ตอบ   –   ข้อ   (d)   เนื่องจากได้ใจความดีที่สุด

 

11. Throughout the state of Maine ________ summer music camps, where young people and adults may study in beautiful rural settings.

(ทั่วทั้งรัฐเมน (ของสหรัฐฯ) ________ ค่ายดนตรีฤดูร้อน,  เป็นที่ซึ่งคนหนุ่มสาวและผู้ใหญ่  อาจจะมาศึกษา (ดนตรี) ในสภาพแวดล้อมในชนบทที่สวยงาม)

(a) there is

(b) there are    (มี)

(c) are found

(d) where there are

ตอบ   –   ข้อ   (b)   เนื่องจากเป็นประธานของประโยค  และต้องใช้  “There are”  เพราะ   “Music camps”  อยู่ในรูปพหูพจน์  ส่วน  “Throughout the state of Maine”  เป็นวลีที่บอกเกี่ยวกับสถานที่  (Adverb phrase of place)  เท่านั้น

 

12. To the expert investigator, even the most trivial piece of information may _______ significant.

(กับนักสืบสวนผู้เชี่ยวชาญ,  แม้แต่ชิ้นของข้อมูลที่ไม่สำคัญ (หรือเล็กน้อย-ขี้ปะติ๋ว) ที่สุด  ก็อาจจะ ________ มีความสำคัญ)

(a) prove    (ปรากฏความจริงว่า, แสดงว่า)

(b) proves

(c) proved

(d) have proven

ตอบ   –   ข้อ   (a)   เนื่องจากกริยาหลัง  “May, Might, Will, Would, Shall, Should, Can, Could, Must”  จะต้องอยู่ในรูป  “Infinitive without to”  (กริยาช่องที่   ไม่ต้องมี  “To”  นำหน้า)  เสมอ

 

13. Language policy has been a subject of ___________________ debate in multilingual nations.

(นโยบายด้านภาษา  ได้เป็นหัวเรื่องของการอภิปรายที่ ________ ในชาติที่ใช้ – หรือพูด - ภาษาหลายภาษา)

(a) sharp    (เผ็ดร้อน, รุนแรง, คม, คมกริบ, ชัด, ชัดเจน, แจ๋ว, ฉุน, แสบแก้วหู))

(b) sharper

(c) sharpest

(d) more sharp    (ไม่มีรูปนี้ใช้)

ตอบ   –   ข้อ   (a)   เนื่องจากมิได้มีการเปรียบเทียบแต่อย่างใด

 

14. _________________________________________ were sold before the end of the month.

(_________________________________________________ ถูกขายไปก่อนสิ้นเดือน)

(a) A large amount of products

(b) Much of the products

(c) Many of the products    (ผลิตภัณฑ์จำนวนมาก)

(d) A great deal of products

ตอบ   –   ข้อ   (c)   เนื่องจากต้องใช้   “Many”  กับคำนามนับได้  พหูพจน์  (Products)  ส่วน  “A large amount, Much, A great deal”  ล้วนแต่ใช้กับนามนับไม่ได้  (และเป็นเอกพจน์เสมอ)  หรือ  อาจใช้  “A number of, A large number of, A great number of, A good number of” products  (ผลิต ภัณฑ์จำนวนมาก)  ก็ได้

 

15. Most tourists find Australian Aboriginal art quite fascinating.  It is 50,000 years old, _______ it has remained unknown to the world, even to most Australian.

(นักท่องเที่ยวส่วนใหญ่พบว่า  ศิลปะของชนเผ่าอะบอริจิ้นของออสเตรเลียดึงดูดใจอย่างมาก  ศิลปะฯ อายุ  ๕๐,๐๐๐  ปี, _______ มันยังคงไม่เป็นที่รู้จักแก่โลก (ชาวโลก)  แม้กระทั่งแก่ชาวออสเตรเลียส่วนใหญ่)

(a) whereas    (แต่ทว่า, ในทางตรงกันข้าม)

(b) despite    (ทั้งๆ ที่)

(c) since    (ตั้งแต่, เพราะว่า)

(d) yet    (แม้กระนั้นก็ตาม, อย่างไรก็ตาม, อย่างไรก็ดี, แต่)

ตอบ   –   ข้อ   (d)   เนื่องจากข้อความข้างหน้า  และข้างหลังคำนี้  มีความขัดแย้งกัน  (ศิลปะฯ อายุ  ๕๐,๐๐๐  ปี  แต่ไม่เป็นที่รู้จักแก่โลก  หรือชาวโลก)  ทั้งนี้  อาจใช้  “Nonetheless, Nevertheless, However, But”  ก็ได้

 

16. A senior police officer was arrested for suspected links with a crime gang _______ a newsman.

(เจ้าหน้าที่ตำรวจระดับสูงคนหนึ่งถูกจับกุม  เนื่องจากต้องสงสัยว่ามีความเกี่ยวโยงกับแก๊งอาชญากรรม ________ นักข่าว)

(a) that attempted to kill    (ซึ่งพยายามฆ่า)

(b) whom he attempted to kill

(c) because of attempted killing

(d) when attempted killing

ตอบ   –   ข้อ   (a)   หรืออาจตอบ  “Which attempted to kill”  ก็ได้

 

17. ________ for an economy because it deters individuals from spending today rather than tomorrow.

(_________ ให้กับเศรษฐกิจ  เพราะมันขัดขวางปัจเจกบุคคลจากการใช้จ่ายเงินในวันนี้  แทนที่จะเป็นวันพรุ่งนี้) (คือ  ทำให้คนชะลอการใช้จ่ายเร็วขึ้นกว่าธรรมดาอีก    วัน  เนื่องจากไม่ค่อยมีเงิน)

(a) Deflation, considered damaging, is

(b) Deflation is considered damaging    (ภาวะเงินฝืดถูกถือว่าทำความเสียหาย)

(c) Deflation is damaging, which is considered

(d) Damaging deflation is considered

ตอบ   –   ข้อ   (b)   เนื่องจากเป็นประธาน  (Deflation)  กริยา  (Is considered)  และ  “Complement”  (Damaging)  (มาช่วยทำให้กริยามีความสมบูรณ์)  ของประโยค

 

18. __________ the Philippines and India, Thailand offers better pay packages for managers.

(___________ ฟิลิปปินส์และอินเดีย,  ประเทศไทยเสนอให้เงินค่าจ้างแก่ผู้จัดการ (ธุรกิจ) ดีกว่า)

(a) In comparing to

(b) Comparing it to

(c) When compared with    (เมื่อเปรียบเทียบกับ)

(d) As Thailand compared with

ตอบ   –   ข้อ   (c)   เนื่องจากลดรูปมาจากอนุประโยค  “When it is compared with the Philippines and India”  หรืออาจตอบ  “In comparison with”  (เมื่อเปรียบเทียบกับ)  ก็ได้  

 

19. Creativity is a requirement for anyone who wants to _______________ a career in the arts.

(ความคิดสร้างสรรค์  คือสิ่งจำเป็นสำหรับใครก็ตามที่ต้องการที่จะ _________ อาชีพในทางศิลปะ)

(a) enroll    (ลงทะเบียน)

(b) pursue    {ดำเนิน (ธุรกิจ), ประกอบ (อาชีพ), ติดตาม, ไล่ตาม, ตามจับ, ดำเนินต่อไปเจริญรอย}

(c) purchase    (ซื้อ)

(d) sign    (ลงนาม, ลงชื่อ)

ตอบ    –    ข้อ   (b)   เนื่องจากได้ความหมายดีที่สุด

 

20. The opinions expressed in the article do not necessarily __________ the views of the publishers.

(ความคิดเห็นที่ถูกแสดงไว้ในบทความ  ไม่จำเป็นต้อง ________ ทัศนะของผู้ตีพิมพ์)  (คือ  ผู้ตีพิมพ์อาจจะไม่เห็นด้วยกับผู้เขียนก็ได้)

(a) deflect    (หันเห, บ่ายเบน, ทำให้หันเห, ทำให้บ่ายเบน)

(b) distract    (ทำให้เขว-ว้าวุ่น-วอกแวก, กวนใจ, ทำให้รำคาญใจ)

(c) reflect    (สะท้อน, ส่องกลับ, สะท้อนภาพให้เห็น, คิด, ครุ่นคิด, ไตร่ตรอง)

(d) detract    (หันเห, เคลื่อนย้าย, เอาออก, เลิกล้ม, ทำลาย, ลดค่า)

ตอบ    –    ข้อ   (c)   เพราะได้ความหมายดีที่สุด

 

เรียน  ท่านผู้ติดตามอ่าน  เว็บไซต์  “everydayenglish.pwa.co.th

 

                  ถ้าท่านมีคำแนะนำให้ปรับปรุงเว็บไซต์นี้ประการใด  กรุณาส่ง   e-mail ไปที่  ดร. วัชรินทร์  ภูเขาทอง  อดีต  ผอ. สำนักวิทยาการ  การประปาส่วนภูมิภาค  ผู้จัดทำเว็บ-ไซต์นี้  ตาม   “Address” wpookaotong@yahoo.com   (โปรดระบุหัวเรื่องด้วย ว่า  “ปรับปรุงเว็บไซต์”)   เพื่อที่ผู้จัดทำฯ จะได้ปรับปรุงเนื้อหาได้ตรงตามความประสงค์ของผู้อ่านเว็บไซต์นี้ต่อไป

 

 

 

 

 

หมวดข้อสอบ TOEIC (ตอนที่ 498)

การประปาส่วนภูมิภาค  “มุ่ง-มั่น-เพื่อปวงชน”

 

Part V: Sentence Completion   (ส่วนที่ 5 :  การเติมประโยคให้สมบูรณ์)

Choose the best alternative to make a correct sentence.

(จงเลือกข้อที่ดีที่สุดเพื่อทำให้ประโยคมีความถูกต้อง)

 

1. Our house is very noisy because of the buses going ____________________ it all the time.

(บ้านของเรามีเสียงดังมาก  เนื่องจากมีรถประจำทางวิ่ง ___________________ มันตลอดเวลา)

(a) through    (โดยการ, ผ่านแบบทะลุเข้าไป)

(b) into

(c) beyond    (พ้น, ไกลจาก, มากกว่า, เหนือกว่า, เหนือ)

(d) pass    (ผ่าน)  (เป็นคำกริยา)

(e) past    (ผ่าน)  (เป็น  “Preposition”)

ตอบ   -   ข้อ   (e)   ต้องใช้   “Past”  (Walk past, Go past)   ซึ่งเป็น  “Preposition”  เนื่องจากไม่สามารถใช้  “Pass”  ได้  เพราะเป็นคำกริยาเช่นกัน  จึงไม่สามารถใช้ซ้อนกับกริยา  “Going”  ได้

 

2. This car has an engine _______________________________________ one in an airplane.

(รถยนต์คันนี้มีเครื่องยนต์ ________________________________ เครื่องยนต์ในเครื่องบิน)

(a) as    (ในฐานะ, เป็น-  เป็น  “Preposition”  ตามด้วยคำนามหรือวลี)  (เหมือน, เหมือนกับที่, ตามที่, ดังที่  -  เป็น “Conjunction”  ตามด้วยประโยค  “Subject + Verb”)

(b) the same    (เหมือนกัน, อย่างเดียวกัน)

(c) as like as    (โครงสร้างนี้ไม่มีใช้)

(d) like    (เหมือน, คล้าย)  (เป็น  “Preposition”)

ตอบ   -   ข้อ   (d)   เนื่องจาก  “Like  (เหมือน, คล้าย) +  คำนามหรือวลี  ส่วน  “As  (ตามที่, ดังที่) + ประโยค”  (As + Subject + Verb)  สำหรับอีกโครงสร้างหนึ่งที่สามารถใช้ได้สำหรับข้อที่   คือ  “This car has the same engine as one in an airplane.”  หรือ  “This car’s engine and one in an airplane are the same.  (หรือ  “are alike, are similar”)  ดูเพิ่มเติมการใช้   “Like, As, Alike”  จากประโยคตัวอย่างข้างล่าง

                                                      ตัวอย่างที่  

  • What is the climate ____________________________________ in your home town?

(อากาศ ________________________________ อย่างไร (เช่นไร) ในเมืองบ้านเกิดของคุณ)

(a) alike

(b) likely

(c) like    (เป็นเหมือน, เหมือน, คล้าย)

(d) (No word is needed.)

ตอบ   -   ข้อ   (c)   ในที่นี้  “Like”  เป็น  “Preposition”  หมายถึง  “เป็นเหมือน, เหมือน, คล้าย”  ใช้กับ  “Verb to be”  หรือ  “Look”  (มีลักษณะ, มีท่าทาง)  ต้องตามด้วยคำนาม

                                                    ตัวอย่างที่

  • The sky is cloudy and it looks like ________________________________________.

(ท้องฟ้ามีเมฆมาก  และมันดูเหมือน ________________________________________)

(a) rain    (ฝน)

(b) to rain

(c) rainy

(d) it will rain

ตอบ   –   ข้อ   (a)   เนื่องจาก  “Like”  ในที่นี้เป็น “Preposition”  หมายถึง  “เหมือน, คล้าย”  ต้องตามด้วยคำนาม  ซึ่งในที่นี้  คือ  “ฝน

                                                    ตัวอย่างที่

  • He became a doctor ____________________________________________ his father.

(เขาเป็นหมอ _________________________________________________ พ่อของเขา)

(a) same as

(b) like    (เหมือน)

(c) such as

(d) as

ตอบ   –   ข้อ   (b)   เนื่องจาก  “Like”  เมื่อหมายถึง   “เหมือน, คล้าย”  จะเป็น  “Preposition”  จึงต้องตามด้วยคำนาม  สำหรับข้อนี้อาจตอบได้อีกอย่าง  คือ  “the same as”  ส่วน   “As”  (เหมือนกับ)  ต้องตามด้วย  “Subject + Verb”  (ดูความแตกต่างการใช้  “Like”และ “As”  จากประโยคข้างล่าง)

  • Like the other nations of Eastern Europe, Poland was politically dominated by the Soviet Union during the Cold War.

(เหมือนกับประเทศอื่นๆ ในยุโรปตะวันออก,  โปแลนด์ถูกครอบงำทางการเมืองโดยสหภาพโซเวียต  ในระหว่างสงครามเย็น)

หมายเหตุ  -  ประโยคข้างบนใช้  “Like”  เนื่องจาก  “Like”  (หมายถึง  “เหมือน, คล้าย”)   ต้องตามด้วยคำนาม  หรือวลี   เช่น  “the other nations”  (ประเทศอื่นๆ), “his father”,  “most hard-working people” (คนทำงานหนักส่วนใหญ่)  ส่วน  “as”  (หมายถึง “เหมือนกับ”)   ต้องตามด้วยอนุประโยค  (As + Subject + Verb)  เช่น

  • He did as his father had told him to do.

(เขาทำเหมือนที่พ่อของเขาบอกให้ทำ)

  • She smiled as her mother did when she was young.

(เธอยิ้มเหมือนที่แม่ของเธอยิ้ม  เมื่อตอนที่ (แม่) เป็นเด็ก)

                                          สำหรับ  “As”  เมื่อเป็น  “Preposition”  มีความหมายว่า  “ในฐานะ หรือ เป็น”  จะต้องตามด้วยคำนามหรือวลี  เช่น

  • She works as a doctor.

(เธอทำงานเป็นหมอ)

  • He is known as a man who keeps his words.

(เขาเป็นที่รู้จักกันในฐานะคนที่รักษาคำพูด)

  • They have been recognized as the men who died for their country.

(พวกเขาได้รับการจดจำในฐานะคนที่ตายเพื่อชาติบ้านเมือง)

  • As a good citizen, everyone has to pay a proper amount of tax each year.

(ในฐานะพลเมืองดี  ทุกคนจำเป็นต้องจ่ายภาษีในจำนวนที่เหมาะสมทุกๆปี)

                                          สำหรับ  “Alike”  เป็นทั้งคำคุณศัพท์  และกริยาวิเศษณ์  หมายถึง  “เหมือนกัน, คล้ายกัน, อย่างเดียวกัน”  ดังประโยคข้างล่าง

  • These two things are alike.

(ของ สิ่งนี้เหมือนกันเลย)

  • Tom and his brother are both alike.

(ทอมและพี่ชายของเขาคล้ายกัน  -  รูปร่างหน้าตาหรือการกระทำ)

  • No two people think or behave alike.

(ไม่มีใคร คน คิดหรือประพฤติตัวเหมือนกัน)

  • The two sisters are remarkably alike in appearance.

(พี่สาวน้องสาว คนนั้นคล้ายกันเป็นพิเศษ (อย่างน่าสังเกต) ในด้านรูปร่างหน้าตา-ลักษณะท่าทาง)

  • They did everything alike.

(พวกเขาทำทุกอย่างเหมือนๆกัน)

  • The children are all treated alike.

(เด็กๆได้รับการปฏิบัติเหมือนๆกันทุกคน)

  • The strike is damaging to managers and workers alike.

(การนัดหยุดงานกำลังสร้างความเสียหายให้กับผู้จัดการและคนงานเหมือนๆกัน)

  • The snowstorm affected the southern and northern states alike.  

(พายุหิมะมีผลกระทบต่อรัฐทางตอนเหนือและใต้เหมือนๆกัน)

 

3. We were pleased _________________________________ that the work had been started.

(เรายินดี-พอใจ______________________________________ ว่า  งานได้ถูกเริ่มต้นแล้ว)

(a) we see

(b) seeing

(c) to see    (ที่ได้เห็น-พบ-ทราบ)

(d) when saw

ตอบ  -  ข้อ   (c)   เนื่องจากมาจากโครงสร้าง  “Subject + Is (am, are, was, were) + Adjective + To + Verb + ส่วนขยายเช่น

  • I am happy to see my old friends.

(ผมดีใจที่ได้พบเพื่อนเก่า)

  • They were glad to know that we would go to visit them next month.

(พวกเขาดีใจที่รู้ว่า  เราจะไปเยี่ยมพวกเขาเดือนหน้า)

  • She is interested to apply for a job as a model.

(เธอสนใจที่จะสมัครงานเป็นนางแบบ)

  • We are afraid to think that the third word war may take place soon.

(เราหวั่นกลัวที่จะคิดว่า  สงครามโลกครั้งที่ อาจจะเกิดขึ้นเร็วๆ นี้)

  • He was excited to meet a famous star he appreciated.

(เขาตื่นเต้นที่ได้พบดารามีชื่อเสียงที่เขาชื่นชอบ)

 

4. I can’t see any ________________________________________ between these two books.

(ผมไม่สามารถมองเห็น ________________________________ ใดๆ  ระหว่างหนังสือ เล่มนี้)

(a) different    (แตกต่าง)  (เป็นคำคุณศัพท์)

(b) differ    (แตกต่าง)  (เป็นคำกริยา)

(c) differently

(d) difference    (ความแตกต่าง)  (เป็นคำนาม)

ตอบ  -  ข้อ  (d)   ในที่นี้   “Any”  (เอ๊น-นี่)  เป็นคำคุณศัพท์  หมายถึง “ใดๆ, เลย”  จึงต้องตามด้วยคำนาม (ขยายหน้าคำนาม)

 

5. The food is ________________________________________________ that I can’t eat it.

(อาหาร ______________________________________ จนกระทั่งผมไม่สามารถกินมัน)

(a) very hot   (ร้อนมาก) 

(b) too hot    (ร้อนเกินไป)

(c) so hot   (ร้อนมาก)

(d) hot enough   (ร้อนพอ)

ตอบ   -   ข้อ   (c)   เนื่องจากต้องใช้ตามโครงสร้าง   “Subject + Is + So + Adjective + That + Subject +Verb”  จงเปรียบเทียบกับประโยคตัวอย่างข้างล่าง

                                                     ตัวอย่างที่ 

  • It was __________________________________________ that we decided to buy it.

(มันเป็น ________________________________________ จนกระทั่งเราตัดสินใจซื้อมัน)

(a) a such beautiful house

(b) such a beautiful house    (บ้านที่สวยงามมาก)

(c) so beautiful house

(d) so a beautiful house

ตอบ   –    ข้อ  (b)   เนื่องจากเป็นไปตามโครงสร้างข้างล่าง

  • It is (was) + such + a + adjective+ noun (เอกพจน์นับได้)  + that ……………... เช่น

(It is (was) such a small car that we can’t get into it.

(มันเป็นรถที่เล็กมาก จนกระทั่งเราไม่สามารถเข้าไปข้างในได้)

  • It is (was) + so + adjective + a + noun (เอกพจน์นับได้) + that……………….. เช่น

(It is (was) so small a car that we can’t get into it.)

  •  Noun (เอกพจน์นับได้)  + is (was) + so + adjective + that ….............…. เช่น

(The car is (was) so small that we can’t get into it.)

  •  They are (were) + such + adjective + noun (พหูพจน์) + that……. ……….. เช่น

(They are (were) such small cars that we can’t get into them.)

  •  Noun (พหูพจน์)  are (were) + so + adjective + that ……..........….… เช่น

(The cars are so small that we can’t get into them.)

         สรุป  -  ดังนั้น จึงสามารถใช้ได้หลายรูปแบบ  โดยมีความหมายเหมือนกัน  คือ

  • It was such a beautiful house that we decided to buy it.
  • It was so beautiful a house that we decided to buy it.
  • The house was so beautiful that we decided to buy it.

(บ้านหลังนั้นสวยงามมาก  จนกระทั่งเราตัดสินใจซื้อมัน)

  • It is such a small car that we can’t get into it.
  • It is so small a car that we can’t get into it.
  • The car is so small that we can’t get into it.

(รถคันนั้นเล็กมาก  จนกระทั่งเราไม่สามารถเข้าไปนั่งได้)

(ทั้ง ประโยคข้างบน หมายถึง  “มันเป็นรถที่เล็กมาก  จนกระทั่งเราไม่สามารถเข้าไปนั่งได้”)  แต่ในกรณีเป็นรูปพหูพจน์  จะสามารถใช้เพียง แบบเท่านั้น คือ

  • They are such small cars that we can’t get into them.
  • The cars are so small that we can’t get into them.

(ไม่สามารถใช้   They are so small cars that we can’t get into them.)

 

6. This train is not fast enough ____________________________________ an express train.

(รถไฟคันนี้ไม่เร็วพอ ____________________________________________ รถไฟด่วน)

(a) to be calling

(b) for calling

(c) to be called    (ที่จะถูกเรียกว่า)

(d) that can be called

ตอบ   -   ข้อ   (c)   เนื่องจากอยู่ในโครงสร้าง   “Subject + Is (Are) + (Not) + Adjective + Enough + To + Verb 1”  (ในกรณีที่ประธานประโยคเป็นผู้กระทำ – Active voice)  สำหรับในกรณีที่ประธานประโยคเป็นผู้ถูกกระทำ  (Passive voice)  จะต้องเปลี่ยนโครงสร้างเป็น  “……........……+ Enough + To + Be + Verb 3”  เช่น

  • He is kind enough to love all of his colleagues. (Active voice)

(เขาเมตตากรุณาพอที่จะรักเพื่อนร่วมงานทุกคน)  (เขาเป็นผู้รัก – คือ ผู้กระทำ)

  • He is kind enough to be loved by all of his colleagues. (Passive voice)

(เขาเมตตากรุณาพอที่จะได้รับความรัก (ถูกรัก) จากเพื่อนทุกคน)  (เขาเป็นผู้ถูกรัก – คือ ถูกกระทำ)

                                     ตัวอย่างอื่นๆ ในรูป  “Passive voice”  เช่น

  • She is clever enough to be awarded a scholarship.

(เธอฉลาดพอที่จะได้รับมอบทุนเล่าเรียน)

  • They were careless enough to be killed in an accident.

(พวกเขาประมาทพอที่จะตายในอุบัติเหตุ)

  • We worked hard enough to be appreciated by our boss.

(เราทำงานหนัก – หรือขยัน – พอที่จะได้รับการยกย่องชื่นชมจากหัวหน้าของเรา)

 

7. Of Japanese companies with more than 1,000 employees, 93 percent now give their workers some Saturdays off, _______ 83 percent in 1992.

(ในบรรดาบริษัทญี่ปุ่นที่มีพนักงานเกินกว่า  ๑,๐๐๐  คน, จำนวน  ๙๓  เปอร์เซ็นต์ในปัจจุบันให้คนงานของตนหยุดงานในวันเสาร์บางวัน, _______ จำนวน  ๘๓  เปอร์ เซ็นต์ในปี  ๑๙๙๒)

(a) comparatively to

(b) when comparing to

(c) compared to    (เมื่อเปรียบเทียบกับ)

(d) with comparison to

ตอบ   -   ข้อ   (c)   เนื่องจากลดรูปมาจากอนุประโยค  “……..........……off, when it is compared to 83 percent in 1992”  หรือ  อาจตอบ  “in comparison with”  (เมื่อเปรียบเทียบกับ)  ก็ได้

 

8. Michael Faraday argued that electricity in a wire _________________________________.

(ไมเคิล ฟาราเดย์  ให้เหตุผลว่า  ไฟฟ้าในเส้นลวด __________________________________)

(a) by magnetic effect

(b) produced a magnetic effect    (สร้างอำนาจแม่เหล็ก)  (คือ  สร้างแรงดึงดูด)

(c) a magnetic effect produced

(d) is produced by a magnetic effect    (ถูกสร้างโดยอำนาจแม่เหล็ก)

ตอบ   -   ข้อ   (b)   เนื่องจากได้ความหมายในทางฟิสิกส์

 

9. It was a hard job, but by working ____________________, we managed to finish it in time.

(มันเป็นงานหนัก  แต่โดยการทำงาน ____________________, เราสามารถทำมันเสร็จทันเวลา)

(a) hardly    (ไม่ใคร่จะ)  (เป็น  “Adverb of frequency”)

(b) hard    (อย่างหนัก, หนัก)  (เป็นทั้งคำกริยาวิเศษณ์ และคุณศัพท์)

(c) hardness    (ความแข็ง, ความหนัก)  (เป็นคำนาม)

(d) hardship    (ความยากลำบาก)  (เป็นคำนาม)

ตอบ   -   ข้อ   (b)   เนื่องจากเป็นคำกริยาวิเศษณ์  (Adverb)  เนื่องจากขยายกริยา  “Working”,  ดูเพิ่มเติมการใช้คำ  “Hard, Hardly”  จากตัวอย่างข้างล่าง

                                                    ตัวอย่างที่ 

  • He always tries to avoid ________________________________________________.

(เขาพยายามที่จะหลีกเลี่ยง ________________________________________ อยู่เสมอ)

(a) work hard

(b) hard works

(c) hard work    (งานหนัก)

(d) every hard work

ตอบ  -  ข้อ   (c)   เนื่องจาก  “Work”  (งาน)  เป็นคำนามนับไม่ได้  (เอกพจน์เสมอ)  จึงไม่สามารถเติม  “S”  ได้  (จึงตัดข้อ (b)  ทิ้ง)  และไม่สามารถนำหน้าด้วย  “Every  เพราะว่าใช้กับคำนามนับได้  เอกพจน์  (จึงตัดข้อ (d)  ทิ้ง),  สำหรับ ข้อ (a) สามารถใช้ได้  แต่ต้องแก้เป็น  “Working hard”  เนื่องจากหลัง  “Avoid”  ต้องใช้รูป  “Gerund” (Verb + ing)   ดูเพิ่มเติมการใช้  “Work hard”  (ทำงานหนัก)  และ  “Hardly work”  (ไม่ใคร่จะทำงาน)  จากตัวอย่างประโยคข้างล่าง  

                                                    ตัวอย่างที่ 

  • Those people are working very __________________________________________.

(ผู้คนเหล่านั้นกำลังทำงาน ___________________________________________ มาก)

(a) hardly

(b) hard    (หนัก)

(c) harder

(d) successful

ตอบ  –  ข้อ   (b)   เนื่องจาก  “Hard”  เป็นทั้งคำคุณศัพท์  (Adjective)  และกริยาวิเศษณ์  (Adverb)  ในคำเดียวกัน  โดยหมายถึง  “หนัก, อย่างหนัก”  ดังนั้น  เมื่อขยายกริยา  “Are working”  จึงไม่ต้องเปลี่ยนเป็น  “Hardly”  (หรือ  อาจตอบข้อ (d)  แต่ต้องแก้เป็น  “Successfully”  -  อย่างประสบความสำเร็จ)  สำหรับ  “Hardly”  เป็น  “Adverb of frequency”  (แสดงความ  “บ่อย” หรือ “ถี่”)  หมายถึง  “ไม่ใคร่จะ, แทบจะไม่”  โดยมีความหมายเหมือนกับ  “Seldom, Rarely, Scarcely”  ดังตัวอย่าง

  • He hardly works.

(เขาไม่ใคร่จะทำงาน หรือ เขาแทบจะไม่ทำงาน)

  • She is hardly patient.

(เธอไม่ใคร่จะอดทน)

  • They had hardly finished their work when it began to rain.

(พวกเขาทำงานยังไม่ใคร่จะเสร็จ  เมื่อฝนเริ่มตก)

                                             สำหรับการวางตำแหน่งของ “Adverb of frequency” (seldom, hardly, always, often, generally, usually, occasionally, rarely, never)  ในประโยค  มีดังนี้  คือ

                                    ๑. วางไว้หน้าคำกริยาทั่วไป  เช่น

  • They always come late.   (พวกเขามาสายเสมอ)
  • She usually goes shopping.   (เธอไปซื้อของเป็นประจำ)
  • He seldom drives to work.   (เขาแทบจะไม่ได้ขับรถไปทำงาน)

                                   ๒. วางไว้หลัง  “Verb to be”  เช่น

  • He is often late for class.  (เขาเข้าห้องเรียนสายบ่อยๆ)
  • They are always busy with their work.   (พวกเขามักยุ่งอยู่กับงานเสมอ)
  • She is never contented with her life.   (เธอไม่เคยพอใจในชีวิตเลย)

                                   ๓. ถ้ามีคำกริยา  ๒  ตัวในประโยค  ให้วางไว้ตรงกลางคำกริยานั้น  เช่น

  • They have always had lunch there.   (พวกเขากินอาหารกลางวันที่นั่นเสมอ)
  • She will never love him.   (เธอจะไม่มีวันรักเขา)
  • You should never come to class late.   (คุณไม่ควรจะมาเรียนสาย)
  • He is always asking me.   (เขาถามคำถามผมอยู่เสมอ)
  • We have never traveled to New York.   (เราไม่เคยเดินทางไปนิวยอร์ก)

                                    ๔. สำหรับ  “Never”  และกลุ่มคำที่ทำหน้าที่เป็นกริยาวิเศษณ์  ที่โดยปกติวางไว้ข้างในประโยค  อาจจะเอามาวางไว้หน้าประโยค เพื่อแสดงการเน้นคำนั้นๆ   คำเหล่านี้ส่วนใหญ่มีความหมายปฏิเสธ เช่น  “never,  hardly,  seldom, never before (ไม่เคยมาก่อนเลย),  never in my life (ไม่เคยเลยในชีวิต), no sooner,  in vain (ล้มเหลว, ไม่สำเร็จ),  not often,  not only (ไม่เพียงแต่),  not even once  (ไม่แม้แต่ครั้งเดียว),  not until (ไม่จนกระทั่ง)  อย่างไรก็ตาม  ต้องเรียงรูปประโยคใหม่ดังนี้  คือ {Never (no sooner, hardly, never in my life, not until, etc.) + Helping verb  (กริยาช่วย  หรือ กริยาพิเศษ)  เช่น  (has, have, had, is, are, was, were, will, would, shall, should, can, could, may, might, must, etc.)  + Subject + Verb  (แท้)}  เช่น

  • Never before has she seen such a beautiful place.

(ไม่เคยมาก่อนเลยที่เธอได้เคยเห็นสถานที่ที่สวยงามเช่นนั้น –  เน้นตรงคำว่า “ไม่เคยมาก่อนเลย”)

(= She has never before seen such a beautiful place.)

(= She has never seen such a beautiful place before.)

  • No sooner had he left than she arrived.

(ในทันทีที่เขาจากไป  เธอก็มาถึง  –  เน้นตรงคำว่า “ในทันทีที่”)

(= He had no sooner left than she arrived.)

  • Hardly have I met my old college friends.

(ผมแทบจะไม่ได้เจอเพื่อนเก่าตอนเรียนมหาวิทยาลัยเลย  –  เน้นตรงคำว่า “แทบจะไม่”)

(= I have hardly met my old college friends.)          

  • Never before (Never) + have + I + seen + such a beautiful place

(ไม่เคยมาก่อนเลย  ที่ผมได้เห็นสถานที่สวยงามเช่นนั้น)

  • Hardly (Seldom) + has + she + met + her old college friends.

(เธอแทบจะไม่ได้เจอเพื่อนเก่าตอนเรียนมหาวิทยาลัยเลย)

  • Never + กริยาพิเศษ  + Subject  + กริยาแท้  + ส่วนขยาย
  • Never has he seen his father since he divorced his mother.

(เขาไม่เคยได้พบพ่อเลย  ตั้งแต่ที่พ่อหย่าร้างกับแม่)

 

10. The whole show was really _________ and the singers and dancers showed a lot of enthusiasm.

(การแสดงทั้งหมด ________ อย่างแท้จริง  และนักร้องและนักเต้นรำแสดงความกระตือรือร้นอย่างมาก)

(a) entertain    (ทำให้เพลิดเพลิน, ทำให้สนุกสนาน, รับรองแขก)

(b) entertained    (รู้สึกเพลิดเพลิน, รู้สึกสนุกสนาน)

(c) entertaining    (ให้ความเพลิดเพลิน, ให้ความสนุกสนาน)

(d) entertainment    (การให้ความเพลิดเพลิน, สิ่งที่ให้ความเพลิดเพลิน, การต้อนรับแขก, การแสดง)

ตอบ  -  ข้อ   (c)   

 

11. I know we ________ our hotel rooms earlier, but I didn’t think there would be so much demand for this resort.

(ผมรู้ว่าเรา ________ ห้องพักในโรงแรมเร็วกว่านี้  แต่ผมไม่คิดว่า  จะมีความต้องการมากมายสำหรับที่พักตากอากาศแห่งนี้)

(a) should have booked    (ควรจะได้จอง)  (แต่ก็มิได้จอง  ทำให้ไม่มีห้องว่างเหลือ)

(b) have booked

(c) booked

(d) would book

ตอบ  -  ข้อ   (a)   เนื่องจากต้องการบอกว่า  ควรจะทำเช่นนั้นในอดีต  (จองห้องพักฯ)  แต่ก็มิได้จอง  ดูเพิ่มเติมโครงสร้าง  “Should + Have + Verb 3”  (ควรทำสิ่งนั้นในอดีต  -  แต่มิได้ทำ)  หรือ  “Should + Not + Have + Verb 3”  (ไม่ควรทำสิ่งนั้นในอดีต  -  แต่ก็ได้ทำไปแล้ว)  จากประโยคข้างล่าง

                                                    ตัวอย่างที่ 

A:  “You were late for your appointment.”

(คุณมาสายสำหรับการนัดหมาย)

B:  “I know.  I shouldn’t ______________________________________ so long at the library.

(ผมทราบ  ผมไม่ควรจะ___________________________________ นานมากที่ห้องสมุด)

(a) have been staying

(b) have stayed    (ได้อยู่, ได้หยุดอยู่)

(c) had stayed

(d) be staying

ตอบ   -   ข้อ   (b)   เนื่องจาก   “Shouldn’t have stayed” =  “ไม่ควรได้อยู่  หรือ ไม่ควรได้หยุดอยู่”  แต่ในความเป็นจริง  คือ  ได้อยู่  หรือ  ได้หยุดอยู่ที่ห้องสมุดเป็นเวลานาน  ทำให้มาสายในการนัดหมาย  สำหรับ  “Should (= Ought to) + Have + Verb 3”  =  “ควรได้ทำ....................... ในอดีต”  แต่ก็มิได้ทำ   ดูเพิ่มเติมโครงสร้างแบบนี้จากประโยคข้างล่าง

                                                   ตัวอย่างที่  

  • I’m very sorry.  I should ____________________ him a birthday present, but I did not.

(ผมเสียใจมาก  ผมควร _____________________________ ของขวัญวันเกิดไปให้เขา)

(a) send

(b) be sending

 (c) have sent    (ได้ส่งไปแล้ว)

(d) sent

ตอบข้อ   (c)   “Should (Ought to) + Verb 1” = “ควรทำ........................ในปัจจุบัน  หรืออนาคต”  ส่วน  “Should (Ought to) + Have + Verb 3” =  “ควรได้ทำ .........................ไปแล้วในอดีต”  (แต่ก็ไม่ได้ทำ)  สำหรับความหมายของประโยคข้างบน  คือ  “ผมเสียใจมาก  ผมควรจะได้ส่งของขวัญวันเกิดไปให้เขาแล้ว  แต่ผมก็ไม่ได้ส่ง”  ตัวอย่างอื่นๆ  เช่น

  • You should study harder next term.

(คุณควรขยันเรียนมากขึ้นเทอมหน้า)  (เป็นอนาคต)

  • He should propose to her now.

(เขาควรขอแต่งงานกับเธอในตอนนี้)  (เป็นปัจจุบัน)

  • The workers should not have made a strike last month.

(คนงานไม่ควรนัดหยุดงานเมื่อเดือนที่แล้ว)  (แต่ก็นัดหยุดงาน  และเกิดความเสียหายมากมาย)  (เป็นอดีต)

                                                    ตัวอย่างที่ 

  • You ought ______________________________________________ for her last night.

(คุณควรจะ ____________________________________________ เธอเมื่อคืนที่ผ่านมา)

(a) wait

(b) to wait

(c) to have waited    (ได้รอคอย)

(d) have waited

ตอบ  -  ข้อ   (c)   เนื่องจาก  “Ought + To + Verb 1”  (= Should + Verb 1)  (=  ควรที่จะมีความหมายเป็นปัจจุบันและอนาคต  ว่าควรทำเช่นนั้นเช่นนี้  แต่ถ้าต้องการบอกว่า   “ควรทำในอดีต”  (แต่ก็ไม่ได้ทำ)  เช่น  ประโยคข้างบน   มีความหมายว่า  “คุณควรที่จะได้รอคอยเธอเมื่อคืนนี้”  (แต่ในความเป็นจริง  คือ  “คุณมิได้รอเธอ”)  ซึ่งจะต้องใช้โครงสร้าง  “Ought to (= Should) + Have + Verb 3”  ดังตัวอย่างประโยคข้างล่าง

  • I ought to (should) have told you the truth last year.

(ผมควรที่จะได้บอกความจริงแก่คุณเมื่อปีที่แล้ว)  (แต่ก็ไม่ได้บอก)

  • She ought to (should) have applied for that highly paid job (last month).

(เธอควรที่จะได้สมัครงานเงินเดือนสูงนั้น)  (เมื่อเดือนที่แล้ว  –  แต่ก็ไม่ได้สมัคร)

  • They ought to (should) have visited their mother before she died.

(พวกเขาควรที่จะได้ไปเยี่ยมแม่ของตัวเองก่อนที่เธอตาย)  (แต่ก็มิได้ไปเยี่ยม)

                                          จงเปรียบเทียบกับ   “Must + Have + Verb 3”  (จะต้องได้ทำไปแล้วในอดีต)  โดยผู้พูดมั่นใจว่า  ประธานของประโยคจะต้องได้ทำกริยานั้นๆ ไปแล้วในอดีต  โดยพิจารณาจากสถานการณ์แวดล้อม  ดังประโยคตัวอย่างข้างล่าง

                                                    ตัวอย่างที่ 

  • What terrible coffee!  She __________________________________ it with cold water.

(กาแฟน่ากลัว (เฮงซวย) อะไรเช่นนี้  เธอ _______________________ มัน (กาแฟ) ด้วยน้ำเย็น)

(a) had to make   (จำเป็นต้องชง)  (เป็น “Past simple tense”)

(b) must make    (จะต้องชง)

(c) had had to make    (จำเป็นต้องชง)  (เป็น “Past perfect tense”)

(d) must have made    (จะต้องได้ชง)  (เสร็จไปแล้ว  ในอดีต)

ตอบ   -   ข้อ   (d)   เนื่องจาก   “Must + Verb 1”  =  “จะต้องทำในปัจจุบัน  หรืออนาคต”  ส่วน  “Must + Have + Verb 3”  =  “จะต้องได้ทำลงไปแล้วในอดีต”  (ผู้พูดมีความมั่นใจว่าต้องเป็นเช่นนั้น)  สำหรับประโยคข้างบน  เหตุการณ์ได้เกิดผ่านไปแล้ว  โดยสังเกตจากข้อความที่ผู้พูดบอกว่า  “กาแฟเฮงซวยฯ”  ดังนั้น  “คนชงฯ คงจะต้องใส่น้ำเย็นลงไปแล้ว”  เป็นการคาดการณ์  หรือเดาอย่างมั่นใจของผู้พูดประโยคนี้  โดยพิจารณาจากรสชาติของกาแฟว่าไม่ได้เรื่อง  จึงคาดการณ์อย่างมั่นใจว่า  คนชงกาแฟคงจะใส่น้ำเย็นลงไป  ดูเพิ่มเติมจากตัวอย่างข้างล่าง

  • He must work harder to pass the exam.

(เขาต้องขยันเรียนมากขึ้นเพื่อที่จะสอบผ่าน)  (เป็นเรื่องของปัจจุบัน หรืออนาคต  คือต้องขยันในตอนนี้  หรือในอนาคต)

  • He looks very excited.  He must have passed the exam.

(เขามีท่าทางตื่นเต้นมาก  เขาคงจะได้สอบผ่านแล้ว)  (คือ  เพิ่งมีการประกาศผลสอบ  และเห็นเขามีท่าทางตื่นเต้น  เดาว่าเขาคงจะสอบผ่านแล้ว)  (ผู้พูดมั่นใจ  โดยสังเกตจากอาการที่เขาแสดงออกมา)

  • She has bought a new house.  She must have won the first prize in lottery.

(เธอได้ซื้อบ้านหลังใหม่  เธอคงจะต้องถูกลอตเตอรี่รางวัลที่  ไปแล้ว)  (เป็นการคาดการณ์เหตุการณ์ในอดีต  ซึ่งผู้พูดเชื่อว่าจะต้องเป็นอย่างนั้นอย่างแน่นอน  โดยสังเกตจากสถานการณ์แวดล้อมที่ว่า  ปกติเธอมิได้ร่ำรวย  แต่เธอซื้อบ้านหลังใหม่)

 

12. A girl died after seeking shelter from a bush fire _________________ inside a burning house.

(เด็กหญิงคนหนึ่งเสียชีวิตหลังจากพยายามหาที่หลบภัยจากไฟไหม้ป่าละเมาะ _______ ข้างในบ้านที่ไฟไหม้)

(a) in spite of trapping    (ทั้งๆ ที่วางกับดัก)

(b) while trapping    (ขณะกำลังวางกับดัก)

(c) but was trapped    (แต่ว่าเข้าไปติดอยู่)

(d) though she was trapped    (แม้ว่าเธอเข้าไปติดอยู่)

ตอบ   -   ข้อ   (c)   ใช้  “But”  เนื่องจากข้อความแสดงความขัดแย้งกัน  กล่าวคือ  “.......................เสียชีวิตหลังจากพยายามหาที่หลบภัยจากไฟไหม้ป่าละเมาะ  แต่ว่าเข้าไปติดอยู่ข้างในบ้านที่ไฟไหม้  (ตายเพราะพยายามหาที่หลบภัย  แต่เข้าไปติดอยู่ในบ้านที่ไฟไหม้   

 

13. I ran ________________________________ money yesterday and had to go to the bank.

(ผม ________________________________ เงินเมื่อวานนี้  และจำเป็นต้องไปที่ธนาคาร)

(a) away with    (“Run away with”  =  “หนีไปพร้อมกับ”)

(b) out of    (“Run out of”  =  “หมด, ขาดแคลน”)

(c) away from    (“Run away from”  =  “หนีไปจาก”)

(d) out on

ตอบ   -   ข้อ   (b)  

 

14. We don’t sell foreign newspapers because there is no _____________________ for them.

(เรามิได้ขายหนังสือพิมพ์ภาษาต่างประเทศ  เพราะว่าไม่มี ___________________ สำหรับมัน)

(a) request    (การขอร้อง, การเรียกร้อง, การอ้อนวอน, คำขอร้อง, คำอ้อนวอน, ความต้องการ)

(b) claim    (การเรียกร้อง, การขอร้อง, การอ้างสิทธิ, สิ่งที่เรียกร้อง, เงินที่เรียกร้องให้จ่าย)

(c) requirement    (ข้อกำหนด, ความต้องการ, ความประสงค์, ความปรารถนา, การเรียกร้อง, สิ่งที่ต้องการ)

(d) demand    (ความต้องการ, ความต้องการซื้อ, อุปสงค์, การเรียกร้อง)

ตอบ   -   ข้อ   (d)  “Demand + For

                           สำหรับคำคุณศัพท์  (Adjective)  ที่ใช้กับ  “For”  ได้แก่  “Responsible”  (He is responsible for the job. = เขารับผิดชอบต่องาน),  “Ready”  (เตรียมพร้อมต่อ)  -  “Are you ready for your new job?”  (คุณเตรียมพร้อมสำหรับงานใหม่หรือเปล่า),  “Qualified”  (มีคุณสมบัติเหมาะสมกับ) – She was qualified for the job.  (เธอมีคุณสมบัติตรงกับงาน),  “Essential”  (จำเป็นอย่างยิ่ง),  “Good”  (เป็นประโยชน์ต่อ)  -  “It is good for you to get up early.”  (มันดีสำหรับคุณที่ตื่นนอนแต่เช้าตรู่), “Suitable”  (เหมาะสม),  “Famous”  (มีชื่อเสียง)  -  “Thailand is famous for the hospitality of its people.”  (เมืองไทยมีชื่อเสียงในเรื่องความเอื้อเฟื้อของผู้คน),  “Eager”  (กระตือรือ ร้น), “Sorry”  (เสียใจกับ)  -  “I’m sorry for any damage I may occur.”  (ผมเสียใจสำหรับความเสียหายใดๆ ที่ผมอาจทำให้เกิดขึ้น), “Sufficient”  (เพียงพอ), “Fit”  (เหมาะสม)  -  “These clothes are fit for me.”  (เสื้อผ้าพวกนี้เหมาะสำ หรับผม), “Unfit”,  “Perfect”  (สมบูรณ์แบบ), “Grateful”  (ขอบคุณต่อ) -  I am very grateful to you for your assistance.  (ผมขอบคุณคุณอย่างมาก  สำหรับความช่วยเหลือของคุณเป็นต้น

                            ส่วนคำกริยา  (Verb)  ที่ใช้กับ  “For”  เช่น  “Buy something for someone”  (ซื้ออะไรให้ใคร)  -  “I bought a present for her on her birthday.”  (ผมซื้อของขวัญให้เธอสำหรับวันเกิด),  “Wait”  (รอคอย)  -  They were waiting for their old friends at the airport.  (พวกเขากำลังรอคอยเพื่อนเก่าที่สนามบิน),  “Vote”  (ลงคะแนนให้)  -  “They will vote for the Republican only.”  (พวกเขาจะลงคะแนนให้เฉพาะกับพรรครีพับริกันเท่านั้น),  “Pay”  (จ่ายเงินค่า)  -  “I’ ll pay for the meal this time.”  (ผมจะจ่ายค่าอา หารให้มื้อนี้),  “Apply”  (สมัคร)  -  She will apply for a job in a foreign company.  (เธอจะสมัครงานในบริษัทต่างชาติ),  “Thank”  (ขอบคุณ)  -  “Thank you for your help.”  (ขอบคุณสำหรับความช่วยเหลือ),  “Search  (ค้นหา)  -  “I’ll search for the data in the library.”  (ผมจะค้นหาข้อมูลในห้องสมุด),  “Look”  (ค้นหา)  -  “She is looking for her lost watch.”  (เธอกำลังค้นหานาฬิกาที่หายไป),  “Struggle”  (ต่อสู้ดิ้นรนเพื่อ)  -  “They have to struggle for their survival.” (พวกเขาจำเป็นต้องต่อสู้ดิ้นรนเพื่อความอยู่รอด),  “Exchange”  (แลกเปลี่ยนเพื่อ),  “Beg”  (ขอร้อง)  -  “The criminals begged for the judge’s mercy.”  (เจ้าอาชญากรขอความเมตตาจากผู้พิพากษา),  “Ask”  (ขอร้อง),  “Call”  (เรียกร้องให้มี, จำเป็นต้องมี)  -  “The country called for peaceful co-existence.”  (ประเทศนั้นเรียกร้องให้อยู่ร่วมกันโดยสันติ),  “Apologize”  (ขอโทษ),  “Charge”  (คิดค่า),  “Provide”  (จัดให้มี, เตรียมไว้สำหรับ)  -  “The company provided for comprehensive training.”  (บริษัทจัดให้มีการฝึกอบรมอย่างกว้างขวาง),  “Substitute”  (เอามาแทน), “Hope”   (หวังจะได้-มี)  -  “We hope for better life in the future.”  (พวกเราหวังจะมีชีวิตที่ดีขึ้นในอนาคตเป็นต้น

                          สำหรับวลีอื่นๆ ที่ใช้กับ  “For”  ได้แก่   “For good”  (อย่างถาวร, ตลอดกาล, ตลอดไป)  -  The lost money was gone for good.  (เงินที่หายไปหาไม่เจออีกเลย  -  คือสาบสูญอย่างถาวร)  -  He hoped that the repairs would stop the leak for good.  (เขาหวังว่าการซ่อมจะทำให้ท่อหยุดรั่วไหลไปตลอดกาล),  “For all I Know  (เท่าที่ผมรู้มา, บางที, เป็นไปได้)  -  For all I know, they had eloped a month before the girl’s parents knew  (บางที หรือ เป็นไปได้ที่ว่า  หนุ่มสาวคู่นั้นได้หนีตามกันไป   เดือน ก่อนหน้าที่พ่อแม่ของฝ่ายหญิงจะรู้  -  คือ ผมบอกไม่ได้ว่า  เป็นอย่างนั้น จริงๆ  ๑๐๐ เปอร์เซ็นต์  หรือไม่  แต่คิดว่า บางที  อาจจะเป็นเช่นนั้น),  “For the time being”  (เดี๋ยวนี้, ในขณะนี้, ชั่วขณะ, ชั่วคราว)  -  I haven’t any note paper, but this envelop will do for the time being.  (ผมไม่มีกระดาษโน้ตเลย  แต่ว่าซองจดหมายนี้ก็ใช้แทนได้  สำหรับในขณะนี้)  -  She hasn’t found an apartment yet; she is staying with her aunt for the time being.  (เธอยังหาห้องเช่าไม่ได้เลย  เธอกำลังพักอยู่กับป้าชั่วคราว  จนกว่าจะห้องเช่าได้)“For instance (= For example)”  (ตัวอย่างเช่น),   “For sure (= For certain”  (อย่างแน่นอน, อย่างไม่ต้องสงสัยเลย, แน่นอนทีเดียว)  -  He didn’t know for sure ( for certain) which bus to take.  (เขาไม่รู้อย่างแน่ชัดว่าจะต้องขึ้นรถเมล์คันไหน  -  คือ ไม่แน่ใจ),  เป็นต้น

 

15. Many ________________________________________ of wild life are becoming extinct.

(____________________________________ ของพืชและสัตว์ป่าจำนวนมากกำลังสูญพันธุ์)

(a) specimens    (ตัวอย่าง, ตัวอย่างในการทดลอง, ผลิตภัณฑ์ตัวอย่าง, แบบอย่าง)

(b) makes    (แบบ, ลักษณะ, ยี่ห้อ, เครื่องหมายการค้า, กระบวนการ, กิริยามารยาท)

(c) species    (สพี้-ชี่ หรือ สพี้-ซี่)  (ชนิด, จำพวก, รูปแบบ)  (โดยเฉพาะของพืชและสัตว์)

(d) examples    (ตัวอย่าง, แบบอย่าง, แบบฉบับ, อุทาหรณ์)

 

16. Your flight, hotel and meals are all _______________________ in the price of this holiday.

(เที่ยวบิน,  โรงแรม  และอาหารของคุณ  ถูก _______ ทั้งหมดในราคาของการไปเที่ยววันหยุดพักผ่อนครั้งนี้)  (คือ  ราคานี้รวมทุกอย่างแล้ว)

(a) composed    (ประกอบด้วย)

(b) enclosed    (แนบมาด้วย, ล้อมรอบ, ปิดล้อม)

(c) included    (รวมเข้าไว้)

(d) collected    (รวบรวม, เก็บ, สะสม)

 

17. We will have to _____________________________ strictly to meet expenses this month.

(เราจำเป็นจะต้อง _________________ อย่างเข้มงวด  เพื่อให้เพียงพอกับค่าใช้จ่ายในเดือนนี้)

(a) economy    (เศรษฐกิจ, การประหยัด)  (เป็นคำนาม)

(b) economize    (ประหยัด, กระเหม็ดกระแหม่, ไม่ใช้จ่ายอย่างสุรุ่ยสุร่าย)  (เป็นคำกริยา)

(c) economical    (ซึ่งประหยัด, มัธยัสถ์, อดออม)  (เป็นคำคุณศัพท์)

(d) economist    (นักเศรษฐศาสตร์)

ตอบ   -   ข้อ   (b)   หลัง  “Have to”  (จำเป็นต้อง)  ต้องเป็นกริยาช่องที่  ๑,  ส่วนข้อ (a)  และ  (d) เป็นคำนาม,  สำหรับข้อ (c)  เป็นคำคุณศัพท์

 

18. The final report should be sent ________ the company’s main office before the end of the month.

(รายงานฉบับสุดท้ายควรถูกส่ง _____________________ สำนักงานใหญ่ของบริษัทก่อนสิ้นเดือน)

(a) in

(b) on

(c) to    (ไปยัง)

(d) at

ตอบ   -   ข้อ   (c)   เนื่องจาก  “ถูกส่งไปยัง”  ต้องใช้  “Sent to”,  สำหรับวลีที่ใช้กับ   “To” ดูจากพารากราฟข้างล่าง

                           สำหรับคำคุณศัพท์  (Adjective)  ที่ใช้กับ  “To”   ได้แก่   kind (กรุณา, ใจดี)  -  He is very kind to me.  (เขากรุณาต่อผมมาก),  “new”  (It is new to me.  –  มัน (เป็นเรื่อง) ใหม่สำหรับผม), close  (ใกล้ชิดกับ),  cruel  (โหด ร้ายกับ),  hostile  (มุ่งร้าย หรือเป็นปฏิปักษ์กับ),  obvious  (ชัดเจนแก่),  obedient  (เชื่อฟังต่อ),  peculiar  (แปลกประหลาดแก่, เฉพาะกับ),  equal  (เท่ากันกับ),  grateful  (ขอบคุณ, เป็นหนี้บุญคุณ)  -  I’m very grateful to your kind assistance.  (ผมขอบคุณอย่างมากต่อความช่วยเหลือของคุณ),  harmful  (เป็นอัน ตรายต่อ),  kind  (กรุณาต่อ),  dear  (เป็นที่รักแก่),  faithful  (ศรัทธาต่อ),  junior  (อาวุโสน้อยกว่า),  senior  (อาวุโสมากกว่า)  -  He is senior to me in the army.  (เขาอาวุโสกว่าผมในกองทัพ  -  คือมียศสูงกว่า),  inferior  (ด้อยกว่า, เลวกว่า, แย่กว่า),  superior  (ดีกว่า, เหนือกว่า),  polite  (สุภาพต่อ)  -  He is polite to everyone he meets.  (เขาสุภาพกับทุกคนที่เขาเจอะเจอ),  familiar  (คุ้นเคยกับ)  -  Most people at the party were familiar to me.  (คนส่วนใหญ่ที่งานเลี้ยงคุ้นเคยกับผม,  useful  (เป็นประโยชน์กับ),  similar  (คล้ายกับ),  rude  (หยาบคายกับ),  previous  (ก่อน),  used  (เคย),  accustomed  (คุ้นเคย, เคยชิน)  -  They are accustomed to hot weather.  (พวกเขาคุ้นเคยกับอากาศร้อน),  clear  (ชัดเจนกับ),  essential  (จำเป็นกับ),  necessary  (จำเป็นต่อ),  good  (ปฏิบัติดีต่อ),  identical  (เหมือนกับ)  -  The material is almost identical to limestone.  (วัตถุชิ้นนั้นเกือบจะเหมือนกันเป๊ะกับหินปูน),  satisfactory (เป็นที่พอใจของ),  important  (สำคัญต่อ),  significant  (สำคัญต่อ),  equivalent  (เท่ากับ, เสมือนกับ),  loyal  (จงรักภักดีต่อ)   เป็นต้น

                          สำหรับคำกริยา  (Verb)  ที่ใช้กับ  “To”  ได้แก่   “happen”  (เกิด ขึ้น)  -  The accident happened to his family a long time ago.  (อุบัติเหตุเกิดขึ้นกับครอบครัวของเขานานมาแล้ว),  occur  (เกิดขึ้น),  resort  (หันไปใช้)  -  You must never resort to violence.  (คุณจะต้องไม่หันไปใช้ความรุนแรง),  compare  (เปรียบเทียบว่าเหมือนกับ)-  Some people compare sleep to death.  (บางคนเปรียบเทียบการนอนหลับว่าเหมือนกับความตาย),  belong  (เป็นของ)  -  That car belongs to me.  (รถยนต์คันนั้นเป็นของผม),  attend  (เอาใจใส่)  -  You should attend to your teacher’s advice.  (คุณควรเอาใจใส่คำ แนะนำของอาจารย์),  see to it  (ดูแลในเรื่อง, จัดการในเรื่อง)  -  I will see to it that you get what you want.  (ผมจะดูแลให้ว่า  คุณได้ทุกอย่างที่คุณต้องการ),  consent  (ยินยอมต่อ)  -  He consented to postponement of the trip.  (เขายินยอมกับการเลื่อนการเดินทางออกไป),  attribute  (มีสาเหตุมาจาก)   -  He attributed the worsening situation to increased conflicts between the government and the people.  (เขาคิดว่าสถานการณ์ที่แย่ลง  มีสาเหตุมาจากความขัดแย้งระหว่างรัฐบาลและประชาชน),  apply  (สมัคร, ขอ),  reply  (ตอบ),  appeal  (อุทธรณ์, ชวนให้เกิดความสนใจ หรือ หลงใหล),  confine  (จำกัดอยู่ใน),  turn  (หันไปหา, หันไปใช้),  amount  (รวมเป็นจำนวน),  surrender  (ยอมจำนนต่อ),  listen  (ฟัง),  recommend  (แนะนำว่าดี),  devote  (อุทิศแก่),  accustom  (ทำให้คุ้นเคยกับ),  object  (คัดค้าน, ไม่เห็นด้วยกับ),  succumb  (พ่ายแพ้ต่อ, ยอมจำนนกับ)  -  He finally succumbed to injury.  (เขาในที่สุดพ่ายแพ้ต่อการบาด เจ็บ  -  คือตาย),  complain  (บ่น หรือ ร้องเรียนกับ)  They complained to me about the noise.  (เขาร้องเรียนกับผมเกี่ยวกับเรื่องเสียงดัง),  suggest  (แนะนำกับ)   -  I suggested to him that he should work harder.  (ผมแนะนำกับเขาว่า  เขาควรขยันมากขึ้น),  respond  (ตอบสนองต่อ)   - The government should quickly respond to its people’s demand.  (รัฐบาลควรตอบสนองต่อความต้องการของประชาชนอย่างรวดเร็ว),  look forward to  (ตั้งหน้าตั้งตารอคอย),  refer  (อ้างถึง, แนะนำให้ไปหา),  yield  (จำนน หรือพ่ายแพ้ต่อ),  introduce  (แนะนำให้รู้จักกับ),  reduce  (ลดลงจนต้อง),  be used to  (คุ้นเคยหรือเคยชินกับ),  get used to  (คุ้นเคยหรือเคยชินกับ),  be accustomed to  (คุ้นเคยหรือเคยชินกับ),  get accustomed to  (คุ้นเคยหรือเคยชินกับ),   เป็นต้น

 

19. This office is expensive, but it’s ______________________________ than our old office.

(สำนักงานนี้มีราคา (ค่าเช่า) แพง  แต่ว่ามัน ___________________ กว่าสำนักงานเก่าของเรา)

(a) space     (อวกาศ, ที่ว่าง, ที่ว่างเปล่าในท้องฟ้า, ช่องว่างระหว่างบรรทัด, ระยะห่าง, เว้นระยะ)

(b) spacious     (มีเนื้อที่มาก, กว้างขวาง)

(c) more spacious     (กว้างขวางมากกว่า)

(d) most spacious    (กว้างขวางที่สุด)

ตอบ   -   ข้อ   (c)   เนื่องจากเป็นการเปรียบเทียบ  “ขั้นกว่า”  (Comparative degree)  สังเกตได้จาก  “Than”, และเนื่องจาก  “Spacious”  เป็นคำพยางค์ยาว  จึงต้องใช้  “More”   นำหน้า

 

20. He will call you as soon as he ___________________________________________.

(เขาจะโทรฯหาคุณในทันทีที่เขา __________________________________________.

(a) arrive

(b) arrives    (มาถึง)

(c) arrived

(d) will arrive

ตอบ   -   ข้อ   (b)  เนื่องจากประโยคนี้มีประโยคใหญ่  (Main clause)   =   “He will call you”  เป็น  “Future tense”  ดังนั้น  ประโยคย่อย  (Subordinate clause)  คือ  “As soon as he arrives  จึงต้องอยู่ในรูป  “Present simple tense”,  นอกจากนั้น  หลังคำ  “As soon as”,  “Before”,  “After”,  “When”   ไม่นิยมใช้ประโยคเป็นรูป  “Future tense”   แต่ใช้เพียง  “Simple tense”  เท่านั้น  ส่วนจะเป็น  “Present simple”   หรือ  “Past simple”  ให้ดูที่กริยาในประโยคใหญ่เป็นหลัก  เช่น

  • He will call you as soon as he arrives.
  • He would call you as soon as he arrived.

(เขาจะโทรมาหาคุณ  ทันทีที่เขามาถึง)

  • I will take a walk before I go to work.
  • I would take a walk before I went to work.

(ผมจะเดินออกกำลัง  ก่อนไปทำงาน)

  • She will come to see me after she finishes her work.
  • She would come to see me after she finished her work.

(เธอจะมาเยี่ยมผม  หลังจากเธอทำงานเสร็จ)

  • They will go swimming when they have time.
  • They would go swimming when they had time.

(พวกเขาจะไปว่ายน้ำ  เมื่อพวกเขามีเวลา)

 

เรียน  ท่านผู้ติดตามอ่าน  เว็บไซต์  “everydayenglish.pwa.co.th

 

                  ถ้าท่านมีคำแนะนำให้ปรับปรุงเว็บไซต์นี้ประการใด  กรุณาส่ง   e-mail ไปที่  เว็บไซต์นี้  ตาม   “Address” wpookaotong@yahoo.com   (โปรดระบุหัวเรื่องด้วย ว่า  “ปรับปรุงเว็บไซต์”)   เพื่อที่ผู้จัดทำฯ จะได้ปรับปรุงเนื้อหาได้ตรงตามความประสงค์ของผู้อ่านเว็บไซต์นี้ต่อไป

 

 

 

 

 

หมวดข้อสอบ TOEIC (ตอนที่ 497)

การประปาส่วนภูมิภาค  “มุ่ง-มั่น-เพื่อปวงชน”

 

Part V: Sentence Completion   (ส่วนที่ 5 :  การเติมประโยคให้สมบูรณ์)

Choose the best alternative to make a correct sentence.

(จงเลือกข้อที่ดีที่สุดเพื่อทำให้ประโยคมีความถูกต้อง)

 

1. It is generally accepted that to educate huge populations _______________ a great problem.

(เป็นที่ยอมรับกันโดยทั่วไปว่า  การให้การศึกษาแก่ประชากรจำนวนมาก _______ ปัญหาที่ยิ่งใหญ่)

(a) are

(b) were

(c) is    (เป็น)  

(d) to be

 (e) being

ตอบ  -  ข้อ   (c)   เนื่องจากประธานของประโยคย่อย  (to educate huge……………………...problem)  คือ  “To educate (มี  huge populations  เป็นส่วนขยายประธาน)”   ซึ่งเป็น  “Infinitive with to” (To + verb 1)   และถือเป็นคำนามเอกพจน์เสมอ  เหมือนกับ  “Gerund” (Verb + ing)  ดังนั้น  จึงต้องใช้กับกริยา  “Is”  (Was)  ดูเพิ่มเติมการใช้  “Infinitive with to”  (To + verb 1)  และ  “Gerund”  (Verb + ing)  เป็นประธานของประโยค  และถือเสมือนเป็นคำนามเอกพจน์  จากประโยคตัวอย่างข้างล่าง

  • To swim is a good exercise.

(การว่ายน้ำเป็นการออกกำลังกายที่ดี)

(= Swimming is a good exercise.)

  • To learn Japanese is difficult.

(การเรียนภาษาญี่ปุ่นเป็นเรื่องยาก)

(= Learning Japanese is difficult.)

  • To escape from the prison seems impossible.

(การหลบหนีจากคุกดูเหมือนจะเป็นไปไม่ได้)

(= Escaping from the prison seems impossible.) 

 

2. I get tired of cleaning the house and ________________________ to the market every day.  

(ผมเบื่อการทำความสะอาดบ้านและ (เบื่อ) __________________________ ไปตลาดทุกวัน)

(a) ran

(b) run

(c) to run

(d) running    (การวิ่ง)

ตอบ   -   ข้อ  (d)   เนื่องจากต้องใช้ให้สมดุลกับ  “Cleaning”  โดยถือว่าตามหลัง   “Preposition” (Of)  เหมือนกันทั้ง  ๒  คำ  ดูเพิ่มเติมการใช้  “Gerund” (Verb + ing)  เมื่อตามหลัง  “Preposition”  {ทำหน้าที่เป็นกรรมของ  “Preposition”}  จากประโยคตัวอย่างข้างล่าง

  • He is interested in collecting stamps.

(เขาสนใจกับการสะสมแสตมป์)

  • She was surprised at finding her lost ring.

(เธอประหลาดใจกับการพบแหวนที่หาย)

  • They are fond of reading.

(พวกเขาชอบการอ่าน)

  • We came here by taking a taxi.

(เรามาที่นี่โดยการนั่งรถแท็กซี่)

  • This equipment is for gardening.

(อุปกรณ์นี้สำหรับการทำสวน)

 

3. She gave him the wrong telephone number ______________________________________.

(เธอให้เบอร์โทรศัพท์ผิดแก่เขา ____________________________________________)

(a) with mistake

(b) by mistake    (โดยการเข้าใจผิด)

(c) from mistake

(d) with a mistake

ตอบ  -  ข้อ  (b)  สำหรับวลีอื่นๆ ที่ใช้กับ  “By”  ได้แก่   “by virtue of”  (เพราะว่า, ด้วยเหตุผลที่ว่า)  -  Plastic bags are useful for holding many kinds of food, by virtue of their clearness, toughness, and low cost.  (ถุงพลาสติกมีประ โยชน์สำหรับใช้ใส่อาหารหลายชนิด, เพราะว่าความใส, เหนียว, และราคาถูก  ของมัน),  “by birth”  (โดยกำเนิด)  -  She is English by birth.  (เธอเป็นคนอัง กฤษโดยกำเนิด),  by my watch”  {(เวลา  ๑๐  โมง)  จากนาฬิกาของผม},  “He died by his own hands.  (เขาตายด้วยน้ำมือของตนเอง),  “by chance” (โดยบัง เอิญ)  -  I met my own friend at the party by chance.  (ผมเจอเพื่อนเก่าที่งานเลี้ยงโดยบังเอิญ), “by mistake”  (โดยการเข้าใจผิด)  -  He took my book by mistake.  (เขาเอาหนังสือของผมไปโดยเข้าใจผิด  คือ  คิดว่าเป็นของเขา), “by heart”  (โดยการท่องจำ)  -  I learn English vocabularies by heart.  (ผมเรียนรู้คำศัพท์ภาษา อังกฤษโดยการท่องจำ), “by car” (= in a car) (โดยรถยนต์),  “by bus” (= in a bus) (โดยรถประจำทาง),  “by train” (= in a train) (โดยรถไฟ)  “by plane” (= in a plane)(โดยเครื่องบิน)  “by air”  (โดยทางอากาศ) “by sea”  (โดยทางทะ เล)  “by telephone”  (โดยทางโทรศัพท์),  “by telegram” (โดยทางโทรเลข),  “by letter”  (โดยทางจดหมาย),  “by trade”  (โดยทางการค้า),  “by radio” (โดยทางวิทยุ),  “by force” (โดยใช้กำลัง),  “I know him (them) by name” (ผมรู้จักเขาแต่ชื่อ  -  ไม่เคยพบตัว),  “by himself/herself” (โดยตัวเขา/เธอเอง  ตามลำพัง หรือ ไม่มีใครช่วย)  -  He did all the work by himself.  (เขาทำงานทั้ง หมดด้วยตนเอง), “by machinery” (โดยเครื่องจักร), “The room is 20 feet by 10 feet.” (ห้องยาว ๒๐ ฟุต กว้าง ๑๐ ฟุต),  “Sugar is sold by the pound/ kilogram.” (= by weight) {น้ำตาลถูกขายเป็นปอนด์/กิโลกรัม = (ขาย) เป็นน้ำ หนัก},  “The road was widened by 5 meters.”  (ถนนถูกขยายออกไปอีก เมตร),  “She was brought up by her aunt.” (เธอได้รับการอบรม-เลี้ยงดูโดยป้าของเธอ),  “by and large” (= on the whole) (โดยทั่วๆ ไป, เมื่อพิจารณาทุกด้านแล้ว),  “by mistake”  (โดยการเข้าใจผิด),  “by accident”  (โดยอุบัติเหตุ, โดยมิได้ตั้งใจ),  “by degrees” (ทีละน้อย),  “by the way”  (อ้อ, เอ้อ, อนึ่ง – ใช้พูดเกริ่นนำ ก่อนจะเข้าเรื่อง),  “by all means”  (โดยแน่นอน),  “by no means” (ไม่โดยแน่นอน),  “By my watch”  {(เวลา  ๑๐  โมง)  จากนาฬิกาของผม},  “He died by his own hands.  (เขาตายด้วยน้ำมือของตนเอง), “by heart”  (โดยการท่องจำ)  -  I learn English vocabularies by heart.  (ผมเรียนรู้คำศัพท์ภาษาอังกฤษโดยการท่องจำ), “by car” (= in a car) (โดยรถยนต์),  “by bus” (= in a bus) (โดยรถประจำทาง),  “by train” (= in a train) (โดยรถไฟ),  “by plane” (= in a plane)  (โดยเครื่องบิน),  “by air”  (โดยทางอากาศ),  “by sea”  (โดยทางทะเล),  “by telephone”  (โดยทางโทร ศัพท์),  “by telegram” (โดยทางโทรเลข),  “by letter”  (โดยทางจดหมาย),  “by trade”  (โดยทางการค้า),  “by radio” (โดยทางวิทยุ),  “by force” (โดยใช้กำลัง),  “I know him (them) by name” (ผมรู้จักเขาแต่ชื่อ  -  ไม่เคยพบตัว),  “by himself/herself” (โดยตัวเขา/เธอเอง  ตามลำพัง หรือ ไม่มีใครช่วย)  -  He did all the work by himself.  (เขาทำงานทั้งหมดด้วยตนเอง), “by machinery” (โดยเครื่องจักร),  “by hand” (= with his hands) {(ทำ) ด้วยมือ}, “The room is 20 feet by 10 feet.”  (ห้องยาว ๒๐ ฟุต กว้าง ๑๐ ฟุต),  “Sugar is sold by the pound/ kilogram.” (= by weight) {น้ำตาลถูกขายเป็นปอนด์/กิโลกรัม = (ขาย) เป็นน้ำหนัก},  “The road was widened by 5 meters.”  (ถนนถูกขยายออกไปอีก ๕ เมตร),   “remarks by Mr. Schmidt”  (คำพูดโดยมิสเตอร์ชมิดท์),  “new legislation announced by the government” (กฎหมายใหม่ประกาศโดยรัฐ บาล),  “I was startled by his anger.”  (ผมสะดุ้งตกใจจากความโกรธของเขา),  “by and large” (= on the whole) (โดยทั่ว ๆไป, เมื่อพิจารณาทุกด้านแล้ว),  “by mistake”  (โดยการเข้าใจผิด),  “by accident”  (โดยอุบัติเหตุ, โดยมิได้ตั้งใจ), “by degrees” (ทีละน้อย),  “by the way”  (อ้อ, เอ้อ, อนึ่ง – ใช้พูดเกริ่นนำ ก่อนจะเข้าเรื่อง),  “by all means”  (โดยแน่นอน),  “by no means” (ไม่โดยแน่นอน),  “by-pass” (= short cut)  (ทางลัด)“passer-by” (ผู้ที่ผ่านไปมา),  “by-gone”  (สิ่งหรือเรื่องที่ผ่านไปแล้ว),  “by-product” (ผลพลอยได้),  “I will pay by cheque.” (ผมจะจ่ายเป็นเช็ค),  “read a book by candlelight”  (อ่านหนังสือโดยใช้แสงเทียน),  “by chance” (โดยบังเอิญ),  “She came in by the back door.”  (เธอเข้ามาทางประตูหลัง),  “I sat by her bed.” (ผมนั่งข้าง – หรือใกล้ – เตียงของเธอ),  “by 1960”  (ราวๆ ปี ๑๙๖๐),  “By the time I went to bed, I was absolutely exhausted.”  (ราวๆเวลาที่ผมเข้านอน  ผมเหน็ดเหนื่อยโดยสิ้นเชิง),  “He is rich by Chinese standards.”  (เขาร่ำรวย  โดยมาตรฐานของชาวจีน),  “She was standing by herself in a corner of the room.”  (เธอกำลังยืนอยู่ตามลำพัง – คนเดียว – ที่มุมห้องด้านหนึ่ง),  “I think I could manage by myself.”  (ผมคิดว่าผมสามารถทำสำเร็จด้วยตัวของผมเอง – โดยไม่ต้องมีคนคอยช่วยเหลือ),  “Twelve divided by three is four.”  (๑๒ หารด้วย เหลือ ),  “Multiply the amount by three.”  (จงคูณจำนวนนั้นด้วย ๓),  “Cars are now made by the million.” (รถยนต์ในปัจจุบันได้รับการผลิตเป็นล้านๆคัน),  “one by one” (ทีละคน),  “year by year”  (แต่ละปี),  “She took him by the hand.”  (เธอจับมือเขา),  “Hold it by the handle!”  (จงถือมันไว้ที่ด้าม หรือ มือจับ),  “Her salary went up by half.”  (เงินเดือนของเธอขึ้นไปครึ่งหนึ่ง),  “The economic growth increased by 10 %.” (เศรษฐกิจเติบโต ๑๐ เปอร์เซ็นต์),  “They are Buddhists by birth, not by practice.”  (พวกเขาเป็นชาวพุทธโดยกำเนิด  มิใช่โดยการปฏิบัติ – ศาสนกิจ),  “By night, a number of animals seek their preys, while by day, they tend to sleep.” (ระหว่างกลางคืน  สัตว์จำนวนมากเสาะหาเหยื่อ  ในขณะที่ตอนกลางวัน  พวกมันมักจะนอน),  “walk side by side”  (เดินเคียงข้างกัน),  “walk hand in hand”  (เดินจูงมือกัน),  “by-election”  (การเลือกตั้งซ่อม),  “by comparison (= in comparison)”  (โดยการเปรียบเทียบ)  -  He made me look, by comparison (= in comparison), a good, calm, reasonable person.  (เขาทำให้ผมดู (มีท่าทาง ), โดยเปรียบเทียบ, เป็นคนดี  เยือกเย็น  และมีเหตุผล)  (หมายถึง  เมื่อเปรียบเทียบผมกับเขา),   เป็นต้น

 

4. She understood the question after I _______________________________________ twice.

(เธอเข้าใจคำถาม  หลังจากผม _______________________________________ สองครั้ง)

(a) had explained her

(b) had explained her it

(c) had explained it to her    (ได้อธิบายมันให้เธอฟัง)

(d) had explained it her

ตอบ   -   ข้อ   (c)   เนื่องจากต้องใช้ตามโครงสร้าง  “To explain something to someone” (explain it to her)   หรือ   “To explain to someone about something”  (explain to her about it)  (ต้องจำโครงสร้าง  ๒  แบบข้างบน)

 

5. We will go out after I ______________________________________ typing this application.

(เราจะออกไปข้างนอกหลังจากผม ____________________________ การพิมพ์ใบสมัครนี้)

(a) shall finish

(b) have finished    (ได้ทำเสร็จสิ้นแล้ว)  

(c) had finished

(d) shall have finished

ตอบ   -   ข้อ   (b)  เนื่องจากเป็นกฎข้อหนึ่งของการใช้  “Present perfect tense{Subject + Has (Have) + Verb 3}  คือ  ใช้กับ  “เหตุการณ์ที่ได้ทำแล้ว  (เกิดขึ้นแล้ว)  หรือ  เหตุการณ์ที่ยังมิได้ทำ (ยังไม่เกิดขึ้น)  หรือ ใช้ถามคำถามว่า  “ทำแล้วหรือยัง”  (ดูจากประโยคตัวอย่างข้างล่าง)  แต่ในข้อ  ๕  ได้นำมาปนกับเหตุการณ์ในอนาคต  “Future tense” {Subject + Will (Shall) + Verb 1}   คือ  บอกว่า  “เราจะออกไปข้างนอก   ถ้าผมได้เสร็จสิ้นการพิมพ์ใบสมัครแล้ว

                                        อนึ่ง  “Present perfect tense”  ที่บอกข้อความว่า  “ทำแล้ว, ยังไม่ได้ทำ, ทำหรือยัง”  มักมีคำว่า  “Already”  (ใช้กับประโยคบอกเล่าและคำถาม)  และ  “Yet”  (ใช้กับประโยคปฏิเสธและคำถาม)  ทั้งนี้  อาจไม่ต้องมี  “Already”  และ  “Yet”  ก็ได้

  • I have (already) eaten my dinner. 

(ผมกินอาหารค่ำแล้ว)

  • She has not (yet) had her breakfast. (= She has not had her breakfast yet.)  

(เธอยังไม่ได้กินอาหารเช้าเลย)

  • Have you (already) done your homework?

(คุณทำการบ้านแล้วหรือยัง)

  • I’ve (already) answered that question.

(ผมได้ตอบคำถามนั้นแล้ว)

  • Have you (already) finished your report? (= Have you finished your report already?)   

(คุณทำรายงานเสร็จหรือยัง)

                                       ทั้งนี้  เมื่อเอาประโยคใน  “Present perfect tense”   มารวมกับ   “Future tense”  (เหตุการณ์อนาคต)   หรือ  “Present simple tense  (เหตุการณ์ปัจจุบัน)  จะได้ประโยคดังตัวอย่างข้างล่าง

  • He will go to work in Japan after (when) he has studied Japanese.

(เขาจะไปทำงานในญี่ปุ่น  หลังจาก (เมื่อ) เขาได้ศึกษาภาษาญี่ปุ่นแล้ว)

  • We will go out for dinner after (when) we have finished our work.

(เราจะออกไปกินอาหารค่ำข้างนอกบ้าน  หลังจาก (เมื่อ) เราได้ทำงานเสร็จแล้ว)

  • They will visit her in England after (when) they have received her letter.

(พวกเขาจะไปเยี่ยมเธอในอังกฤษ  หลังจาก (เมื่อ) พวกเขาได้รับจดหมายจากเธอ)

  • She arrives after (when) the train has left the station.

(เธอมาถึง  หลังจาก (เมื่อ) รถไฟได้ออกจากสถานีไปแล้ว)

  • He goes to sleep after (when) he has closed the window.

(เขาเข้านอน  หลังจาก (เมื่อ) เขาได้ปิดหน้าต่างแล้ว)

  • I go to the concert after (when) I have got a free ticket.

  (ผมไปดูคอนเซิร์ต  หลังจาก (เมื่อ)  ผมได้ตั๋วฟรีแล้ว)        

 

6. After their quarrel, not only did Angela ignore Peter, ______________________________.

(หลังจากการทะเลาะกัน, ไม่เพียงแต่แอนเจลาไม่สนใจปีเตอร์เท่านั้น, ____________________)

(a) but also did she avoid his friends

(b) but also avoided his friends

(c) but she also avoided his friends    (แต่เธอยังหลีกเลี่ยงเพื่อนของเขาด้วย)

(d) but she did avoid his friends also                   

ตอบ   -   ข้อ   (c)

 

7. ___________________________ heated to the proper temperature, it shrinks and hardens.

(___________________________ ให้ความร้อน ณ อุณหภูมิที่เหมาะสม, มันหดตัวและแข็งขึ้น)

(a) Is clay

(b) Clay

(c) Clay is

(d) If clay is    (ถ้าดินเหนียวถูก)

ตอบ   -   ข้อ   (d)   เนื่องจากเป็นประธาน  (Clay)  และกริยา  (Is)  ของอนุประโยค  (If clause)

 

8. In almost all countries, life expectancy is _________________ for women than it is for men.

(ในเกือบทุกประเทศ, ความคาดหวังการมีชีวิต _______ สำหรับผู้หญิง  เมื่อเทียบกับผู้ชาย)  (ผู้หญิงมีอายุยืนกว่าผู้ชาย)

(a) too high

(b) so high

(c) the highest

(d) higher    (สูงกว่า)

ตอบ   -   ข้อ   (d)   เนื่องจากเป็นการเปรียบเทียบ  “ขั้นกว่า”  (Comparative degree)

 

9. Anyone _____________ scholastic record is above average can apply for the scholarship.

(ใครก็ตาม ____________ ประวัติการศึกษา (ของตน) สูงกว่าค่าเฉลี่ย  สามารถสมัครรับทุนได้)

(a) of which

(b) has a

(c) whose    (ผู้ซึ่ง .........................(ประวัติการศึกษา)......................... ของตน)

(d) who has a

ตอบ   -   ข้อ   (c)   เนื่องจากแสดงความเป็นเจ้าของ  (ประวัติการศึกษาของตน)

 

10. _______ English for over ten years, Rudolf talks to foreigners around the world confidently.

(______ ภาษาอังกฤษเป็นเวลากว่า  ๑๐  ปี, รูดอล์ฟคุยกับชาวต่างประเทศรอบโลกด้วยความมั่นใจ)

(a) He studied

(b) Having studied    (เมื่อได้ศึกษา)

(c) Studied

(d) Having been studied

ตอบ   -   ข้อ   (b)   อยู่ในรูป  “Perfect participle”  (Having studied)  (แบบ “Active voice”)  เนื่องจากประธานของประโยค  (Rudolf)  เป็นผู้ทำกริยาในวลีซึ่งอยู่ข้างหน้าประโยค  (ศึกษาภาษาอังกฤษฯ)  ทั้งนี้  อาจตอบ  “Studying”  ก็ได้,  สำหรับ  ข้อ  (d)   ใช้ไม่ได้  เนื่องจากเป็น  “Passive voice”  ดูเพิ่มเติมโครงสร้างแบบนี้จากตัวอย่างข้างล่าง

                                                    ตัวอย่างที่         

  • Returning to my apartment, _____________________________________________.

(กลับไปยังอพาร์ตเมนต์ของผม, ____________________________________________)

(a) my watch was missing

(b) I found my watch disappeared

(c) I found my watch missing    (ผมพบว่านาฬิกาของผมหายไป)

(d) the watch was missed

ตอบ   -   ข้อ   (c)   เนื่องจากประโยคนี้ขึ้นต้นด้วยวลีซึ่งนำหน้าด้วย  “Present participle”  (Returning)  ดังนั้น  ประธานของประโยค  ซึ่งอยู่หลังเครื่องหมายคอมม่า  จะต้องสามารถทำกริยา  “Return”  ได้  ซึ่งมีสอง  “Choice”  คือ  (b)  และ  (c)   ทั้งนี้  ถ้าจะตอบ  ข้อ  (b)  ต้องแก้เป็น  “I found my watch disappear (หรือ  disappearing)”  (ผมพบว่านาฬิกาของผมหายไปดูเพิ่มเติมโครงสร้างแบบนี้จากประโยคข้างล่าง

                                                    ตัวอย่างที่ 

  • ___________________ a man of action, he found it difficult to sit still for long periods.

(________ คนที่ไม่อยู่นิ่ง (มีงานยุ่งเสมอ),  เขาพบว่ามันยากที่จะนั่งอยู่นิ่งๆ เป็นเวลานาน)  (คือ  ต้องหาอะไรทำอยู่เสมอ)

(a) Been

(b) Be

(c) Being    (เป็น)

(d) He is

ตอบ   -   ข้อ    (c)   เนื่องจากประธานของประโยค  คือ  “He”  กริยาซึ่งนำหน้าวลี  ที่อยู่ตอนหน้าสุดของประโยค  จึงต้องอยู่ในรูป  “Present participle”  (Verb + ing)  (คือ   “Being”)  ดูคำอธิบายเพิ่มเติมจากประโยคข้างล่าง

                                                     ตัวอย่างที่ 

  • Searching in the library, I came ____________________ an old forgotten manuscript.

(ค้นคว้าในห้องสมุด  ผม __________________________ ต้นฉบับเก่าแก่ที่ถูกลืมไปแล้ว)

(a) off

(b) without

(c) over

(d) across   (Come across  =  พบหรือเจอโดยบังเอิญ)

ตอบ   -   ข้อ   (d)   และดูโครงสร้างกริยา   “Verb + ing”  (Present participle)   ขึ้นต้นวลีและอยู่หน้าประโยค  โดยขยายประธานฯ ที่อยู่ในประโยค  (หลังเครื่องหมายคอมม่า)  เพื่อบอกว่า  ประธานฯเป็นผู้ทำกริยานั้นๆ  คือ  แสดงการเป็นผู้กระทำ  (Active voice)  จากประโยคข้างล่าง

                                                    ตัวอย่างที่  

  • While traveling through the Rocky Mountains, ______________________________.

(ในขณะเดินทางผ่านเทือกเขาร็อกกี้  ________________________________________)

(a) the breath-taking scenes attracted the travelers   (ทัศนียภาพที่น่ากลัวมาก  ทำให้นักเดินทางหลงเสน่ห์)

(b) the scenes attracted the travelers deeply   (ทัศนียภาพทำให้นักเดินทางหลงเสน่ห์อย่างลึกล้ำ)

(c) the travelers attracted the scenes   (นักเดินทางทำให้ทัศนียภาพหลงเสน่ห์)

(d) the travelers were awed by the breath-taking scenes   (นักเดินทางรู้สึกกลัว (เกรงขาม-หวาดเสียว) จากภาพภูมิประเทศ (ทัศนียภาพ)  ที่น่ากลัวมาก-น่าตื่นเต้นยินดีมาก)

ตอบ   -   ข้อ   (d)  การใช้วลี   “While traveling”  หรือ  “Traveling”  (Present participle)  ขึ้นต้นประโยค  โดยมีประธานฯ อยู่ข้างในประโยค  (หลังเครื่องหมายคอมม่า)   เพื่อต้องการแสดงว่า  ประธานฯ เป็นผู้ทำกริยาที่อยู่ข้างหน้าประโยคนั้น   ซึ่งในประโยคข้างบน  คือ  “Traveling” (เดินทาง)  ซึ่งประธานฯ จะต้องเป็นสิ่งมีชีวิต  (คนหรือสัตว์)  เท่านั้น  จึงจะทำกริยานี้ได้  ดังนั้น  จึงต้องตัด ข้อ  (a)  และ (b)  ทิ้งไป  เนื่องจากมีประธานฯ  คือ  “Scenes” (ทัศนียภาพ)  ซึ่งไม่สามารถทำกริยา  “เดินทาง”  ได้  สำหรับข้อ   (c)   ผิดความหมาย   เพราะกล่าวว่า  “นักเดินทางทำให้ทัศนียภาพหลงเสน่ห์”   ซึ่งความจริงกลับกัน  คือ  “นักเดินทางหลงเสน่ห์ในทัศนียภาพ”  (the travelers were attracted by the scenes)

                                                     ตัวอย่างที่  

  • ________ how the engine worked, Peter began to study books that told about the techniques used.

(_________ ว่าเครื่องจักรทำงานอย่างไร,  ปีเตอร์เริ่มศึกษาหนังสือ  ซึ่งบอกเกี่ยวกับเทคนิคต่างๆ ที่ถูกใช้  –  ในเครื่องจักร)

(a) Wonder

(b) Wondered

(c) To wonder

(d) Wondering    (รู้สึกประหลาดใจ-สงสัย)  

ตอบ   -   ข้อ   (d)   เนื่องจากประธานของประโยค  (Peter)  เป็นผู้ทำกริยา  “รู้สึกประหลาดใจ-สงสัย”  คำกริยาที่นำหน้าวลี  ขยายความ  “ปีเตอร์”  จึงต้องอยู่ในรูป  “Verb + ing” (Present participle)  แสดง  “Active voice”  ว่าปีเตอร์เป็นผู้ทำกริยา

                                        ทั้งนี้  เมื่อประธานซึ่งอยู่ข้างในประโยค   (หลังคอมม่า)   เป็นผู้กระทำกริยา  (Active voice)  จะต้องนำหน้าประโยคด้วย  “Verb + ing”  (Present participle)    ดังตัวอย่าง เช่น

  • Walking along the road, he met his old friend.

(เดินไปตามถนน  เขาพบเพื่อนเก่าของเขา)  (เขาเป็นผู้ทำกริยา  “เดิน”)

  • Seeing her teacher, Jane went to greet him.

(เห็นครูของเธอ  เจนเข้าไปทักทายเขา)  (เจนเป็นผู้ทำกริยา  “เห็น”)

  • Looking out of the window, we could see beautiful scenery.

(มองออกไปนอกหน้าต่าง  เราสามารถเห็นทัศนียภาพที่สวยงาม) (เราเป็นผู้ทำกริยา  “มอง”)

  • Hoping to be there in time, Kim started early in the morning.

(หวังว่าจะไปที่นั่นให้ทันเวลา  คิมเริ่มออกเดินทางแต่เช้าตรู่)  (คิมเป็นผู้ทำกริยา  “หวัง”)

                                        สำหรับ  “Present participle” (Verb + ing)  ถือเป็นคำคุณศัพท์ประเภทหนึ่ง  จึงสามารถใช้ขยายคำนามได้เหมือนกับคำคุณศัพท์ทั่วๆไป  (โดยอาจอยู่หน้าหรือหลังคำนามที่มันขยาย)   เพื่อที่จะบอกว่า  คำนามนั้นเป็นผู้ทำกริยานั้นๆ   (แสดง  “Active voice”)   เช่น

  • Working men are constructing a bridge.

(คนทำงานกำลังก่อสร้างสะพาน)

  • Drinking horses were seen near the bank of the river.

(ม้าที่ดื่มน้ำถูกมองเห็นใกล้ตลิ่งของแม่น้ำ)

  • The mother took good care of her sleeping baby.

(แม่ดูแลทารกที่นอนหลับเป็นอย่างดี)

  • The audience appreciated the good works of the producing team.

(ผู้ชมยกย่อง-ชื่นชมผลงานที่ดีของทีมผู้สร้าง – ภาพยนตร์)

  • The people working in the office are my colleagues.

(ผู้คนที่ทำงานในสำนักงาน  คือเพื่อนร่วมงานของผม)

  • The woman walking across the street is my sister.

(ผู้หญิงที่เดินข้ามถนนเป็นน้องสาวของผม)

  • The man living next door is a bank manager.

(ชายที่อาศัยอยู่บ้านหลังถัดไปเป็นผู้จัดการธนาคาร)

  • The children playing in the field are my neighbors’ kids.

(เด็กๆที่เล่นอยู่ในสนามเป็นลูกของเพื่อนบ้านของผม)

                                        สำหรับในกรณีที่ประธานที่อยู่ข้างในประโยค  เป็นผู้ถูกกระทำ  (Passive Voice)   กริยาที่นำหน้าวลี  และอยู่หน้าประโยค  (ทำหน้าที่ขยายประธาน)  จะต้องอยู่ในรูป  กริยาช่องที่ ๓   (Past Participle)  ดังประโยคตัวอย่างข้างล่าง

                                                     ตัวอย่างที่ 

  • ________________________________________________ by the tiger, he ran away.

(__________________________________________________ โดยเสือ   เขาวิ่งหนีไป)

(a) Seeing   (เห็น)

(b) To see

(c) Seen   (ถูกเห็น)

(d) Having seen

ตอบ   -    ข้อ   (c)   เนื่องจากประธานของประโยค   (He)  เป็นผู้ถูกเห็นโดยเสือ  กริยาข้างหน้าประโยคจึงต้องเป็นกริยาช่อง  ๓  (Past participle)  เพื่อแสดงการถูกกระทำ (Passive voice)

                                                      ตัวอย่างที่  

  • ______________ in wine, snails are a great luxury in various parts of the world. 

(_________________ ในไวน์  หอยทากเป็นอาหารราคาแพงอย่างมากในหลายๆส่วนของโลก)

(a) To cook

(b) Cooking    (ปรุง)

(c) Cooked    (ถูกปรุง)

(d) Cook

ตอบ   -    ข้อ   (c)   เนื่องจากประธานของประโยค คือ  “snails”  ซึ่งถูกปรุงในไวน์(Cooked)  หรือเป็นผู้   “ถูกกระทำ”   จึงต้องอยู่ในรูปกริยาช่องที่  ๓  (แสดง “Passive voice)

 

11. Personnel department deals mainly with human resources work ________ potential employees in an agency.

(ฝ่ายบุคคลส่วนใหญ่แล้วจัดการเกี่ยวกับงานทรัพยากรมนุษย์ ________ พนักงานที่มีศักยภาพ  ในองค์กร)

(a) and screening    (และการคัดเลือก)

(b) while screening

(c) as well as to screen

(d) which is to screen

ตอบ   -    ข้อ   (a)   เนื่องจากถือว่าอยู่หลัง  “Preposition”  (With)  จึงต้องอยู่ในรูป  “Verb + ing”  (Screening)  คือ  มาจาก  “……..........……deal mainly with HR work and (deal mainly with) screening………...........…..”

 

12. One of the first things a traveler arriving in the tropics notices is the quality of the air.  It is usually as hot and humid as steam ________.

(หนึ่งในบรรดาสิ่งแรกๆ ที่นักเดินทางผู้ซึ่งมาถึงในเขตร้อนสังเกตเห็น  คือ  คุณภาพของอากาศ  มัน (อากาศ) ปกติแล้วจะร้อนและชื้นพอๆ กับไอน้ำ _________)

(a) from a released boiling kettle

(b) from a boiling kettle which is released

(c) released from a boiling kettle    (ซึ่งถูกปล่อยออกมาจากกาต้มน้ำ)

(d) boiling and released from a kettle  

ตอบ   -    ข้อ   (c)   เนื่องจากลดรูปมาจากอนุประโยค  “……..........…….steam which is released from a boiling kettle

 

13. _________________ more visitors, the organizers would not have made such a huge loss.

(___________________________________ ผู้ชมมากขึ้น, ผู้จัดงานคงไม่ขาดทุนยับเยิน)

(a) If the exhibition has drawn

(b) Unless the exhibition drew

(c) Were the exhibition to draw

(d) Had the exhibition drawn    (ถ้างานนิทรรศการได้ดึงดูด)

ตอบ   -    ข้อ   (d)   เนื่องจากเป็น  “If clause”  แบบที่    โดยผกผัน  (Inversion)  มาจาก  “If the exhibition had drawn more visitors  (ถ้างานนิทรรศการได้ดึงดูดผู้ชมได้มากขึ้น)  ซึ่งเหตุการณ์เกิดตรงข้ามกับข้อความในประโยค  ซึ่งความจริงที่เกิดขึ้น  คือ  “งานนิทรรศการมิได้ดึงดูดผู้ชมได้มาก  ผู้จัดงานจึงขาดทุนยับเยิน”  ดูเพิ่มเติม  “If clause”  แบบที่    จากตัวอย่างข้างล่าง

                                                    ตัวอย่างที่  

  • ________________ about the tragedy, we would never have come without first calling.

(________ เกี่ยวกับเรื่องโศกเศร้า (หรือภัยพิบัติ, อุบัติเหตุ),  เราก็คงจะไม่มา (เยี่ยมเยือน หรือ พบปะพูดคุย  ฯลฯ)  โดยมิได้โทรศัพท์มาบอกคนเหล่านั้นก่อน)    (หมายถึง  คนที่ประสบกับความโศกเศร้า  หรือภัยพิบัติ)

(a) If we hear

(b) If we heard

(c) Did we hear

(d) Had we heard    (ถ้าเราได้ยิน  -  ได้ทราบ)

ตอบ   -   ข้อ   (d)   เนื่องจากเป็น  “If clause”   แบบที่  ๓  (Past unreal)  คือ ไม่เป็นจริงในอดีต  หรือ เหตุการณ์เกิดตรงข้ามกับข้อความในประโยค  ทั้งนี้  ประโยคข้างบนมีความหมาย  คือ  “เรา”  ไม่รู้มาก่อนว่าคนที่เราได้ไปเยี่ยม  พบกับเรื่องทุกข์โศก-อุบัติเหตุก่อนหน้านั้น   จึงเดินทางมาโดยมิได้โทรศัพท์มาบอกคนเหล่านั้นก่อน  เมื่อมารู้ทีหลัง  จึงเสียใจที่มิได้ทำเช่นนั้น  -  คือ โทรศัพท์มา  ก่อนจะเดินทางมาพบ)   นอกจากนั้น  ประโยคข้างบน   ยังมีโครงสร้างแบบ  “ผกผัน”  (Reverse  หรือ  Inversion)   คือมาจาก   “If we had heard = Had we heard)  ดูคำอธิบายเพิ่มเติมเรื่อง   “If clause”  แบบที่  ๓   และโครงสร้างแบบ  “ผกผัน” (Reverse  หรือ  Inversion)   จากประโยคข้างล่าง

                                                    ตัวอย่างที่  

  • Jack would have gone to Chicago ____________________ to get a plane reservation.

(แจ๊คคงจะได้ไปชิคาโกแล้ว ___________________________ จองที่นั่งบนเครื่องบินได้)

(a) was he able

(b) would he be able

(c) if he is able

(d) if he had been able    (ถ้าเขาสามารถ)

ตอบ   -   ข้อ   (d)   เนื่องจากเป็น  “If clause”  แบบที่  ๓  “Unreal past”  (ไม่เกิดขึ้นจริงในอดีต  หรือ  เกิดตรงกันข้ามกับข้อความในประโยค)  สำหรับประโยคข้างบน  เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นจริงๆ  คือ  “แจ๊คมิได้ไปชิคาโก  เนื่องจากไม่สามารถจองตั๋วเครื่องบินได้” 

                                                    ตัวอย่างที่  

  • If you had returned the library book on time, you _____________________________.

(ถ้าคุณได้นำหนังสือห้องสมุดไปคืนตรงเวลา  คุณ ______________________________)

(a) will not be fined

(b) would have not been fined

(c) would not be fined

(d) would not have been fined   (คงไม่ถูกปรับ, คงไม่ต้องเสียค่าปรับ)

ตอบ   -   ข้อ  (d)  เนื่องจากเป็นการสมมติ  “If clause”  ในแบบที่  ๓  (Past unreal)   คือ เหตุการณ์ไม่เกิดขึ้นจริงในอดีต  แต่เกิดตรงกันข้ามกับความเป็นจริง  หรือกับข้อความในประโยค  สำหรับประโยคข้างบน  เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นจริงๆ   คือ  “คุณนำหนังสือไปคืนห้องสมุดไม่ตรงเวลา  คุณเลยถูกปรับ – เสียค่าปรับ” 

                                                     ตัวอย่างที่ 

  • He helped me, otherwise I ______________________________________________.

(เขาช่วยเหลือผม  มิฉะนั้น  ผม _____________________________________________)

(a) would be arrested

(b) would have been arrested     (คงจะได้ถูกจับกุมไปแล้ว)

(c) shall be arrested

(d) shall have been arrested

ตอบ   -   ข้อ    (b)   เนื่องจากเป็นการพูดถึงเหตุการณ์ในอดีต  ในแบบ  “ถูกกระทำ”  (Passive voice)  (Subject + would + have + been + Verb 3  -  I would have been arrested)  =  “คงจะได้ถูกกระทำเช่นนั้นไปแล้ว”  ในที่นี้คือ  “ถูกจับกุม”  แต่ในความเป็นจริง  คือ  มิได้ถูกจับกุม  เพราะว่า  “เขามาช่วยผมไว้”  ความจริงประโยคข้างบนนี้แปลงมาจาก  “If clause”  แบบที่  ๓  (Past unreal)  คือ  เหตุการณ์ไม่เกิดขึ้นจริงในอดีต  คือ  มิได้ถูกจับกุม  ทั้งนี้   “If clause”   ดังกล่าว  คือ  “If he had not helped me, I would have been arrested.”  (ถ้าเขาไม่ได้ช่วยผม  ผมคงจะได้ถูกจับกุมไปแล้ว)  แต่ในความเป็นจริง  คือ  “เขาช่วยเหลือผม  ผมจึงไม่ถูกจับกุม)  ซึ่งมีความหมายเดียวกับ  ใจความของประโยคในข้อ  ๒  (เขาช่วยเหลือผม  มิฉะนั้น  ผมคงได้ถูกจับกุมไปแล้ว)  ดูเพิ่มเติม  “If clause”  แบบที่  ๓  จากประโยคข้างล่าง

                                                    ตัวอย่างที่  

  • If you had gone with us to the mountains, you _________________ very heavy clothing.

(ถ้าคุณได้ไปกับเราที่ภูเขา (เมื่อเดือนหรือปีที่แล้ว)  คุณ ________ เสื้อผ้าที่หนาอย่างมาก)  (เนื่องจากอากาศหนาวมาก)

(a) had to wear   (จำเป็นต้องสวม)

(b) would have to wear

(c) would have had to wear     (คงจำเป็นจะต้องสวม)

(d) had had to wear

ตอบ  -  ข้อ   (c)   เนื่องจากเป็น   “If clause”  แบบที่ ๓  “Past unreal”   (ไม่เป็นจริงในอดีต)   คือเหตุการณ์เกิดตรงข้ามกับความจริง  หรือข้อความในประโยค  ทั้งนี้  ประโยคข้างบนมีความหมาย คือ   “เพราะคุณไม่ได้ไปที่ภูเขากับเรา  คุณก็เลยไม่จำเป็นต้องสวมเสื้อผ้าที่หนา

                                                    ตัวอย่างที่  

  • Tom ______________________________ more photographs if he had had more film.

(ทอม__________________________________ รูปมากขึ้น   ถ้าเขามีฟิล์มมากกว่าที่เป็นอยู่)

(a) would take

(b) would have taken    (คงจะได้ถ่าย)

(c) would be taking

(d) will have taken

ตอบ  -  ข้อ   (b)   เนื่องจากเป็น  “If clause”  แบบที่ ๓   “Past unreal”  (ไม่เป็นจริงในอดีต)   ความหมายของประโยคข้างบน  คือ  “ทอมมิได้ถ่ายรูปเพิ่มขึ้น  เพราะเขามีฟิล์มอยู่นิดเดียว

                                                   ตัวอย่างที่  

  • Nancy __________________________________________ you if you had asked her.

(แนนซี่ __________________________________________ คุณ   ถ้าคุณได้ขอร้องเธอ)

(a) had helped

(b) would help

(c) might help

(d) would have helped    (คงจะได้ช่วยเหลือ)

ตอบ    –    ข้อ   (d)   เนื่องจากเป็น   “If clause” แบบที่ ๓  “Past unreal” (ไม่เป็นจริงในอดีต)  คือ  เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นจริงๆ  ตรงกันข้ามกับข้อความในประโยค  ซึ่งเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นจริงๆ ในประโยคข้างบน  คือ  “แนนซี่มิได้ช่วยเหลือคุณ  เพราะคุณไม่ได้ขอร้องเธอ

                                                    ตัวอย่างที่  

  • If we hadn’t left the house so late, we wouldn’t have missed the train.

(ถ้าเรามิได้ออกจากบ้านสายมาก  เราคงจะไม่พลาด (ตก) รถไฟ)

หมายเหตุ   –    ในความเป็นจริงคือ  “เราออกจากบ้านสาย  เราเลยตกรถไฟ”  ผู้พูดประโยคสมมติในอดีตแบบนี้  มักแสดงความเสียดายกับสิ่งที่เกิดขึ้น   เพราะเหตุการณ์ได้ผ่านไปแล้ว  แก้ไขไม่ได้แล้ว   จึงมาเสียใจในภายหลัง   การสมมติในอดีตแบบนี้  มีรูปประโยคดังนี้   คือ  อนุประโยค  “If + Subject + Had (Not) + V ช่อง 3”,  ส่วนในประโยคใหญ่  (Main clause)   จะมีโครงสร้าง  “Subject + Would (Should, Could, Might, Must) + (Not) + Have + Verb ช่อง 3”  หรือเอา  “If clause”  ซึ่งเป็นอนุประโยค  ไปไว้ข้างในประโยคก็ได้  แล้วเอาประโยคใหญ่  (Main clause)   มาไว้ข้างหน้าประโยค   ความหมายจะเหมือนกันทุกประการ  แต่ถ้าเอา  “Main clause”  มาไว้ข้างหน้าประโยค   เมื่อจบ  “Main clause” แล้ว  ให้ต่อด้วยประโยคย่อย  (If clause)  เลย   โดยไม่ต้องมีเครื่องหมายคอมม่าคั่น 

                                        สำหรับตัวอย่างอื่นๆ ของ   “If clause”   แบบที่ ๓   ได้แก่

  • If he had studied hard, he would have passed the exam.

(ถ้าเขาขยันเรียน (เมื่อปีที่แล้ว)  เขาก็คงจะสอบผ่านไปแล้ว)  (แต่จริงๆ คือ เขาไม่ขยันเรียน  เขาจึงสอบตก)

  • If you had asked me, I would have told you the truth.

(ถ้าคุณขอร้องผม (เมื่อวานนี้)  ผมคงเล่าความจริงให้คุณฟังแล้ว)  (แต่จริงๆ คือ คุณมิได้ขอร้องผม  ผมก็เลยไม่ได้เล่าความจริงให้คุณฟัง)

  • If they had not stopped smoking, they would have died of cancer.

(ถ้าพวกเขาไม่เลิกสูบบุหรี่ (เมื่อ ๕ ปีมาแล้ว)  เขาก็คงจะตายด้วยโรคมะเร็งไปแล้ว)  (แต่จริงๆ คือ  พวกเขาเลิกสูบบุหรี่  พวกเขาจึงยังไม่ตาย)

  • She would have gone to the market if she had had** something to buy.

(เธอคงจะได้ไปตลาด (เมื่อเช้านี้)  ถ้าเธอมีของที่จะต้องซื้อ)  (แต่จริงๆ คือ  เธอมิได้ไปตลาด  เพราะเธอไม่มีอะไรต้องซื้อ)

                                        จะเห็นว่าในประโยคข้างบน  “If clause”  มี  “Had”**  2 ตัว    ตัวหน้าแสดง  “Past perfect tense”  ส่วน  “Had”  ตัวหลังมาจาก  “Have”  ที่แปลว่า  “มี”  พอมาอยู่หลัง  “Had”  จึงต้องเปลี่ยนไปเป็น  Verb ช่องที่  3  ทำให้มีHad”  2 ตัว

  • I would not have bought a car if my office had not been very far from my home.  

(ผมคงจะไม่ได้ซื้อรถยนต์ (เมื่อปีที่แล้ว)  ถ้าที่ทำงานของผมมิได้อยู่ห่างไกลจากบ้านมากมาย)  (แต่จริงๆ คือ  ผมซื้อรถยนต์  เพราะที่ทำงานอยู่ห่างไกลจากบ้านมาก)

  • If he had bet on that horse, he would have lost all his money.

(ถ้าเขาเล่นพนัน (แทง) ที่ม้าตัวนั้น  เขาก็คงสูญเสียเงินไปทั้งหมดแล้ว)  (แต่ในความเป็นจริงคือ  “เขามิได้เล่นพนันที่ม้าตัวนั้น  เขาก็เลยไม่ได้เสียเงิน”)

  • If you had not come to my party, you would not have met your old friends at college.

(ถ้าคุณมิได้มาที่งานเลี้ยงของผม  คุณก็คงไม่ได้พบเพื่อนเก่าตอนเรียนมหาวิทยาลัยของคุณ)  (แต่ในความเป็นจริง  คือ  “คุณมางานเลี้ยง  คุณเลยได้พบเพื่อนเก่า”)

                                        นอกจากนั้น  ในส่วนของอนุประโยค  คือ  ในส่วนที่เป็น  “If clause”  ยังสามารถทำเป็นแบบ  “Reverse” (Inversion)  (ผกผัน)  คือ  เอา  “Had”  มานำหน้า  “Clause”  แล้วตัด  “If”   ทิ้งไป  โดยที่ความหมายยังคงเหมือนเดิมทุกประการ  (ทำได้เฉพาะใน  “If clause”   แบบที่  ๓  หรือ  แบบที่  ๒  ที่ใน  “If clause”  มีกริยา  “Were”)  ดูเปรียบเทียบประโยค  “ก่อน”  และ  “หลัง”  ทำ  “Reverse” (Inversion)   จากตัวอย่างข้างล่าง

  • If he had studied hard, he would have passed the exam.

(= Had he studied hard, he would……….............….exam.)

(ถ้าเขาขยันเรียน (เมื่อปีที่แล้ว)  เขาก็คงจะสอบผ่านไปแล้ว)  (แต่จริงๆ  คือ เขาไม่ขยันเรียน  เขาจึงสอบตก)

  • If you had asked me, I would have told you the truth.

(= Had you asked me, I……………..........…..truth.)

(ถ้าคุณขอร้องผม (เมื่อวานนี้)  ผมคงเล่าความจริงให้คุณฟังแล้ว)  (แต่จริงๆ  คือ คุณมิได้ขอร้องผม  ผมก็เลยไม่ได้เล่าความจริงให้คุณฟัง)

  • If they had not stopped smoking, they would have died of cancer.

(= Had they not stopped smoking, they……….............…..cancer.)

(ถ้าพวกเขาไม่เลิกสูบบุหรี่ (เมื่อ ๕ ปีมาแล้ว)  เขาก็คงจะตายด้วยโรคมะเร็งไปแล้ว)  (แต่จริงๆ  คือ  พวกเขาเลิกสูบบุหรี่  พวกเขาจึงยังไม่ตาย)

  • She would have gone to the market if she had had** something to buy.

(= She would have gone to the market had she had something to buy.)

(เธอคงจะได้ไปตลาด (เมื่อเช้านี้)  ถ้าเธอมีของที่จะต้องซื้อ)  (แต่จริงๆ  คือ  เธอมิได้ไปตลาด  เพราะเธอไม่มีอะไรต้องซื้อ)

              สรุป  -  ใน  “If clause”  (ประโยคย่อย)  จะเป็นรูป  “Past perfect tense{If + Subject + Had + (Not) + Verb 3}  เสมอ  ส่วนใน  “Main clause”  (ประโยคใหญ่)   จะเป็นรูป  “Past future perfect tense”  {Subject + Would (Should, Could, Might, Must) + (Not) + Have + Verb 3}  นอกจากนั้น  ยังสามารถทำรูป  “Reverse” (Inversion)  ในส่วนที่เป็น  “If clause”  ได้ด้วย

 

14. I _________________ of changing my job for some time, but I haven’t made up my mind.

(ผม ___________ ถึงการเปลี่ยนงานมาเป็นเวลาหนึ่งแล้ว  แต่ผมยังมิได้ตัดสินใจ)  (ที่จะเปลี่ยน)

(a) am thinking

(b) thought

(c) have been thinking    (ได้กำลังคิดถึง)

(d) think

ตอบ   -   ข้อ    (c)   เนื่องจากอยู่ในรูป   “Present perfect continuous tense”  {Subject + Has (Have) + Been + Verb + ingคือ  กล่าวถึงเหตุการณ์หนึ่งซึ่งเกิดในอดีต  และต่อเนื่องมาจนถึงปัจจุบัน  (คือ  คิดจะเปลี่ยนงานตั้งแต่ในอดีต  และปัจจุบัน  (ขณะที่พูดประโยคนี้)  ก็ยังคิดจะเปลี่ยนงานอยู่)  ดูเพิ่มเติม  “Tense”  นี้ จากประโยคข้างล่าง

                                                      ตัวอย่างที่ 

  • She _____________________________________________ in London for 20 years.

(เธอ ________________________________________ ในลอนดอนเป็นเวลา  ๒๐  ปีแล้ว)

(a) has come to live

(b) has been living    (ได้กำลังอาศัย)

(c) comes to live

(d) is living

ตอบ   -   ข้อ   (b)  ใช้รูป  “Present perfect continuous tense”  {Subject + has (have) + been + Verb + ing}  เพื่อแสดงความต่อเนื่องของเหตุการณ์หนึ่ง   (เธออาศัยอยู่ในลอนดอน)   ซึ่งเกิดขึ้นในอดีต  และดำเนินต่อเนื่องมาจนถึงปัจจุบัน  (ขณะที่พูดถึง)

                                                     ตัวอย่างที่ 

  • Although Mark ________________ for years, he ______________ has not graduated. 

(แม้ว่ามาร์ค _______________ เป็นเวลาหลายปี  เขา _______________ ไม่จบการศึกษา)

(a) has been studying ……..... already   (ได้กำลังศึกษา.................แล้ว)

(b) has been studied ……...…still

(c) has been studying …...…..still    (ได้กำลังศึกษา ....................... ยังคง)

(d) has been studied…….....….already

ตอบ    -    ข้อ   (c)   ใช้โครงสร้าง   “Present perfect continuous tense” (Subject + has (have) + been + Verb + ing)  ในแบบ  “Active voice”  (ข้อ  (b)  และ  (d)   เป็น  “Passive voice”)  เนื่องจาก มาร์คเป็นผู้กระทำ  (ศึกษา)  สำหรับข้อนี้หมายความว่า  “มาร์คเรียนหนังสือมาหลายปี  แต่ยังคงไม่จบการศึกษา”   

                                                     ตัวอย่างที่ 

  • Miss Kim _______________________________________ with us since last October.

(มิสคิม ____________________________________ กับเราตั้งแต่เดือนตุลาคม  ปีที่แล้ว)

(a) works

(b) worked

(c) has been working      (ได้กำลังทำงาน)

(d) is working

หมายเหตุ   –    ตอบข้อ   (c)   เนื่องจากเป็น  “Present perfect continuous tense”  (Subject + Have (Has) + Been + V. ing)   โดยสังเกตจาก  “since last October”  ทั้งนี้   “Present perfect continuous”  ใช้บอกเหตุการณ์ในอดีตที่ต่อเนื่องมาจนถึงปัจจุบัน   และเน้นความยาวของช่วงเวลา  ตั้งแต่อดีตจนถึงปัจจุบันด้วย   ซึ่งอาจจะเป็นหลายๆวัน   เดือน   ปี   หลายๆปี   หรือเพียง ๒ – ๓ ชั่วโมงก็ได้   ซึ่งประโยคข้างบนมีความหมายว่า    “มิสคิมทำงานกับเราตั้งแต่ตุลาฯ ปีที่แล้ว”  คือปัจจุบันก็ยังคงทำอยู่   และเน้นความต่อเนื่องของการทำงาน   ว่าทำมานานหลายเดือนแล้ว   อนึ่ง สามารถใช้รูป  “Present perfect” (Subject + Have (Has) + V. 3)   แทนก็ได้   โดย   “Present perfect”  ก็บอกถึงเหตุการณ์ที่เกิดในอดีตและต่อเนื่องมาจนถึงปัจจุบันเช่นกัน   แต่ไม่เน้นความต่อเนื่อง  หรือยาวนานเหมือนกับ  “Present perfect continuous”  นอกจากนั้น  “Present perfect” ยังบอกถึงเหตุการณ์ที่เพิ่งจะจบสิ้นลงไปแล้ว  หรือเหตุการณ์ที่เกิดในอดีต  แต่ไม่ระบุเวลาที่แน่ชัด  หรือใช้กับเหตุการณ์ที่เกิดซ้ำๆ ในอดีต

                                  รูปแบบของ  “Tense”  ทั้ง  ๒  ที่กล่าวมาข้างต้น   มักจะมีคำจำพวกนี้อยู่ในประโยค ได้แก่  since  (ตั้งแต่),  for  (เป็นเวลา),  recently  (หมู่นี้),  lately  (เมื่อเร็วๆนี้),  so far  (เท่าที่ผ่านมาหรือเป็นมา),  up to now  (จนกระทั่งถึงบัดนี้),  up till now  (จนถึงบัดนี้),  up to the present  (จนถึงปัจจุบัน),  already  (แล้ว),  yet  (ใช้ในประโยคคำถาม),  not yet  (ใช้ในประโยคปฏิเสธ),  ever  (เคย),  never  (ไม่เคย),  just  (เพิ่งจะ),  this is the first (second) time  (นี่เป็นครั้งแรก – ครั้งที่สอง),  หรือตามด้วยประโยคที่เป็น   “Past tense   เช่น   since we were born”  (ตั้งแต่เราเกิด),   “since they were at college”  (ตั้งแต่พวกเขาเรียนมหา วิทยาลัย)since I was young”  (ตั้งแต่ผมยังเป็นเด็ก),   since she left the country”  (ตั้งแต่ที่เธอจากประเทศไป)ตัวอย่างประโยค   เช่น

  • I have already eaten my breakfast.

(ผมกินอาหารเช้าแล้ว)  (เน้นว่ากินแล้ว และยังไม่นานนัก)

  • She has not eaten her dinner yet.

(เธอยังมิได้กินอาหารเย็นเลย) (เน้นว่ายังไม่ได้ทำ)

  • He has just gone out.

(เขาเพิ่งจะออกไป)  (เน้นว่าเพิ่งจะจบสิ้น)

  • I have seen her on TV several times.

(ผมได้เห็นเธอทางทีวีหลายครั้ง)  (เน้นว่าทำซ้ำๆ)

  • They have lived here for ten years.

(พวกเขาอยู่ที่นี่มา ๑๐ ปีแล้ว)  (เน้นว่าต่อเนื่องมาถึงปัจจุบัน)

  • We have not seen each other since 2010.

(เราไม่ได้เจอกันตั้งแต่ปี ๒๐๑๐)  (เน้นว่าต่อเนื่องมาถึงปัจจุบัน)

  • They have been playing since the morning.

(พวกเขาเล่นกันมาตั้งแต่เช้าแล้ว)  (เน้นว่าต่อเนื่องจนถึงปัจจุบัน  และความยาวของเวลาว่าหลายชั่วโมง)

  • They have been waiting here for two hours.

(พวกเขารอคอยอยู่ที่นี่มา ชั่วโมงแล้ว)  (เน้นความต่อเนื่องจนถึงปัจจุบันและความนานของเวลาคือ ชั่วโมง)

  • We have been living here since we were born.

(เราอาศัยอยู่ที่นี่ตั้งแต่เราเกิด)  (เน้นความต่อเนื่องจนถึงปัจจุบัน  และความยาวนานของการอาศัยที่นี่  คือหลายสิบปีแล้ว)

 

15. Do you have a ____________________________________________________ license?

(คุณมีใบอนุญาต _________________________________________________ หรือไม่)

(a) drive

(b) driver

(c) driving    (ขับรถ, ขับขี่)

(d) driven

ตอบ   -   ข้อ    (c)   “Driving”  (การขับขี่)  เป็น   “Gerund”  (Verb + ing)  ทำหน้าที่เป็นคำนาม  ขยายคำนาม  (License)  เพื่อบอกว่า  ใบอนุญาตมีไว้เพื่อทำสิ่งนั้น (มีไว้เพื่อการขับขี่  ตามกฎหมาย)  ในกรณีนี้  เป็นการใช้   “Gerund”  ประกอบหน้าคำนามคล้ายกับเป็นคำคุณศัพท์  แต่มักนิยมใช้  “hyphen” (-) มาคั่นไว้ระหว่างคำ  (อย่างไรก็ตาม  อาจไม่ต้องมี  “hyphen” (-) มาคั่นไว้ระหว่างคำก็ได้)   เช่น

              - a booking-office (ห้องจองตั๋ว) (แต่ถ้า  “a booking officer”  หมายถึง  “เจ้าหน้าที่ขายตั๋ว หรือจองตั๋ว”)  (ไม่ต้องมีเครื่องหมาย “hyphen” (-) คั่นกลาง)

              - a sleeping-room (ห้องนอน) (แต่ถ้า  “a sleeping dog”  หมายถึง  “หมาที่นอนอยู่”) (ไม่ต้องมีเครื่องหมาย “hyphen” (-) คั่นกลาง)

             - a dancing-hall (ห้องเต้นรำ) (แต่ถ้า  “a dancing girl”  หมายถึง  “เด็กผู้หญิงที่ (กำลัง) เต้นรำ”)

             - a dancing-teacher (ครูสอนเต้นรำ) (แต่ถ้า  “a dancing teacher”  ที่ไม่ต้องมีเครื่องหมาย (-)  หมายถึง  “ครูที่ (กำลัง) เต้นรำ”

              - a reading-room (ห้องอ่านหนังสือ) (แต่ถ้า  “a reading boy”  หมายถึง  “เด็กที่อ่านหนังสือ”)

              - a swimming-pool (สระว่ายน้ำ) (แต่ถ้า  “a swimming girl”  หมายถึง  “เด็กหญิงที่ว่ายน้ำ”)

              - a walking-stick (ไม้เท้า -ไม้สำหรับเดิน) (แต่ถ้า  “a walking boy"  หมายถึง  “เด็กที่ (กำลัง) เดิน”)

              - drinking-water (น้ำสำหรับดื่ม) (แต่ถ้า  “a drinking horse”  หมายถึง  “ม้าที่ดื่มน้ำ”)

              - a knitting-needle (เข็มถัก) (แต่ถ้า  “a knitting woman”  หมายถึง  “ผู้หญิงที่ (กำลัง) ถัก”)

              - a cooking-utensil (เครื่องมือสำหรับทำครัว) (แต่  “a cooking woman”  หมายถึง  “ผู้หญิงที่ปรุงอาหาร”)

              - a killing-field (ทุ่งสำหรับสังหาร) (แต่  “a killing man”  หมายถึง  “ผู้ฆ่า, มือสังหาร”)

              - looking-glasses (แว่นตา) (แต่ถ้า  “a looking boy”  หมายถึง  “เด็กที่  (กำลัง) มอง”)

หมายเหตุ   –    Verb + ing”  (Gerund)  ขยายหน้าคำนาม  มีความหมายว่า  คำนามนั้นมีไว้เพื่อทำกริยานั้นๆ  “a swimming-pool” (สระว่ายน้ำ)  แต่สำหรับ  “Verb + ing”   ในวงเล็บข้างหลัง  ที่ขยายหน้าคำนาม  มีความหมายว่า  คำนามนั้นเป็นผู้ทำกริยานั้นๆ  ในกรณีนี้  เราเรียก  “Verb + ing”   นั้นว่า  “Present participle”  เช่น  “a drinking horse”  (ม้าที่ดื่มน้ำ) (ไม่ต้องมีเครื่องหมาย (-)  คั่นกลาง)

 

16. You should concentrate ___________________________________________ your work.

(คุณควรมุ่งเอาใจใส่ __________________________________________ งานของคุณ)

(a) in

(b) on    (กับ)

(c) at

(d) about

ตอบ   -   ข้อ   (b)

                             สำหรับวลีที่ใช้  “On”   ได้แก่  “On page 5”  (ในหน้าที่  ๕)  Waste his time on”  (ใช้เวลา – ของเขา - อย่างสิ้นเปลือง-สุรุ่ยสุร่ายกับ), on business  (ด้วยเรื่องธุรกิจ), keep on  (ดำเนินต่อไป), rely on  (ไว้วางใจ, เชื่อใจ, พึ่งพาอาศัย), depend on (upon)  (พึ่งพาอาศัย, ขึ้นอยู่กับ, อยู่ที่), insist on  (ยืนกราน, ยืนหยัด, เรียกร้อง), on the floor  (บนพื้น), on a hill  (บนเนินเขา), on the top shelf  (บนชั้นบนของหิ้ง), bet money on  (พนันเงินกับ)  -  He bet a lot of money on that horse.  (เขาพนันเงินจำนวนมากกับม้าตัวนั้น),  on a sofa  (บนเก้าอี้โซฟา), to turn his back on his country  (หันหลังให้กับประเทศของตน  -  หมายถึงละทิ้งประเทศ  เช่น  หนีการเกณฑ์ทหาร  หรือไปเข้ากับฝ่ายศัตรู), on the contrary  (ในทางตรงกันข้าม), on the drawing board   (กำลังอยู่ในขั้นวางแผนหรือเตรียมการ  คือยังไม่ได้ลงมือทำ หรือนำมาใช้งานจริงๆ ),  on the dot (on the button)  (ตรงเวลาเผง, ตรงเวลาพอดี)  -  Susan arrived at the party at 3:00 p.m. on the dot.  (ซูซานมาถึงที่งานเลี้ยงเวลาบ่าย    โมงตรงพอดี)get (climb, jump) on the bandwagon  (ทำตามอย่างที่คนอื่นทำ  แม้จะไม่ใช่เรื่องที่จำเป็น, เข้าร่วมในกิจกรรมที่มีคนนิยมทำกันมาก  และล่าสุด  เช่น ถีบจักรยาน หรือ เล่นฟิตเนส,  โยคะ  -  แปลตรงๆ ตัว คือ ปีนหรือกระโดดขึ้นไปบนรถดนตรีในขบวนแห่)  -  When all Jim’s friends decided to vote for Bill, Jim climbed on the bandwagon too.  (เมื่อเพื่อนทุกคนของจิมตัดสินใจลงคะแนนให้บิล  จิมก็ตัดสินใจลงคะแนนให้บิลเช่นเดียวกัน  -  คือทำตามเพื่อนๆ แบบไม่ต้องมีเหตุผล), on the (an) average   (โดยเฉลี่ย),   a dog peeing (pissing) on a tree  (หมาเยี่ยวรดต้นไม้),  on condition that  (โดยมีเงื่อนไขว่า)  -  I will lend you the money on condition that  you pay it back in one month.  (ผมจะให้คุณยืมเงินโดยมีเงื่อนไขว่า  คุณต้องใช้คืนภายใน    เดือน),  on deck   (อยู่บนดาดฟ้าเรือ, เตรียมพร้อมที่จะทำอะไรบางอย่าง, มาปรากฏตัว หรือมาถึงที่นัดหมาย)  –  The passengers are relaxing on deck.  (ผู้โดยสารกำลังพักผ่อนหย่อนใจอยู่บนดาดฟ้าเรือ)   -  The scout leader told the boys to be on deck at 8:00 Saturday morning for the hike.  (ผู้นำลูกเสือบอกให้ลูกเสือมาถึงที่นัดหมายเวลา ๘.๐๐ น. เช้าวันเสาร์  เพื่อออกเดินทางไกล),  on deposit   (ในธนาคาร)  -  I have $ 500 on deposit in my account.  (ผมมีเงินอยู่  ๕๐๐ ดอลลาร์ในบัญชีธนาคาร),  on duty  (อยู่ปฏิบัติหน้าที่, ขณะปฏิบัติหน้าที่)   -  There is always one teacher on duty during study hour.  (มีครูอยู่ คนเสมอ  อยู่ปฏิบัติหน้าที่ในระหว่างชั่วโมงเรียน  -  คือคอยให้คำแนะนำปรึกษาแก่นักเรียน)on earth (= in the world(ใน หรือ บนโลกนี้, เกิดขึ้นได้ หรือเป็นไปได้อย่างไร  มักใช้แสดงการเน้นในประโยคคำถาม) - Where on earth did I put my wallet?  (ไม่รู้ว่าผมเอากระเป๋าสตางค์ไปวางไว้ตรงไหนในโลกนี้   -   คือบ่นคร่ำครวญเนื่องจากหากระเป๋าสตางค์ไม่เจอ)   -  The boys wondered how on earth the mouse got out of the cage.  (พวกเด็กๆสงสัยว่า เป็นไปได้อย่างไรที่หนูออกจากกรงไป  -  ทั้งๆที่ล็อคทางออกไว้อย่างแน่นหนา),  have, (keep, with) one eye on  (คอยเฝ้าดูหรือเอาใจใส่  -  บุคคลหรือสิ่งของ  -  ในขณะที่กำลังทำสิ่งอื่นไปด้วย)  -  Mother had one eye on baby as she ironed.  (แม่รีดผ้าและดูแลลูกน้อยไปด้วยในเวลาเดียวกัน)  -  Chris tried to study with one eye on the TV set.  (คริสพยายามอ่านหนังสือ  และดูทีวีไปด้วยในในเวลาเดียวกัน), on account of  (เนื่องมาจาก, เพราะว่า),  -  The picnic was held in the gym on account of the rain.  (ปิกนิกถูกจัดในโรงยิม  -  แทนในสนาม  -  เนื่องมาจากฝนตก),  on a shoestring  (ด้วยเงินจำนวนเล็กน้อยสำหรับใช้จ่าย, ด้วยงบประมาณที่น้อยมาก  -  แปลตรงๆตัว คือ ด้วยเชือกผูกรองเท้า)  -  The couple was seeing Europe on a shoestring.  (สามี-ภรรยาคู่นั้นกำลังเที่ยวยุโรป  ด้วยเงินจำนวนเพียงนิดเดียว  -  คือ  แบบประหยัดสุดๆ),  to walk on air  (รู้สึกมีความสุขและตื่นเต้น)  -  Kim has been walking on air since she won the prize.  (คิมมีความสุขและตื่นเต้นมาโดยตลอด  ตั้งแต่ที่เธอได้รับรางวัล),  to wait on (upon)  (รับใช้, ให้บริ การ)  -  The clerk in the store waits on all customers.  (เสมียนในร้านนั้นให้บริการ (รับใช้) ลูกค้าทุกคน),  (sitting) on top of the world  (ปลาบปลื้มยินดีและมีความสุข, รู้สึกประสบความสำเร็จ)  -  John was (sitting) on top of the world when he found out that he got into college.  (จอห์นดีใจและมีความ สุข  เมื่อเขาพบว่าเขาสอบเข้ามหาวิทยาลัยได้),  on behalf of  (ในนามของ),  on board  (บนเรือ)  -  A ship was leaving the harbor, and we saw the people on board waving.  (เรือลำหนึ่งกำลังออกจากท่า  และเราเห็นผู้คนบนเรือโบกไม้โบกมือ  -  เพื่ออำลาญาติพี่น้องที่มาส่ง),  off and on (= on and off)  (ไม่สม่ำเสมอ, เป็นครั้งคราว หรือบางโอกาส)  -  It rained off and on all day.  (ฝนตกๆหยุดๆตลอดทั้งวัน  -  คือ ตกแล้วหยุด  แล้วก็ตกแล้วหยุดอีก  สลับกันไปแบบนี้ตลอดทั้งวัน),  the posters on the walls   (โปสเตอร์บนกำแพง), a sticker on her car  (สติ๊กเกอร์ติดรถของเธอ), pictures on the screen  (รูปภาพบนจอ), on the ceiling  (บนเพดาน), on the roof  (บนหลังคา), on all fours  (คลาน เท้า), get on a bus  (ขึ้นรถเมล์), on a highway  (บนทางหลวง), on the plane  (บนเครื่องบิน), on foot  (โดยทางเท้าหรือเดินไป), to walk on tiptoe  (เดินบนปลายเท้าหรือเขย่งส้นเท้า), on horseback  (บนหลังม้า), on a bicycle  (โดยรถจักร ยาน), on Monday  (ในวันจันทร์), on a Sunday afternoon  (ตอนบ่ายวันอา ทิตย์), on an occasion like this  (ในโอกาสเช่นนี้), on April10th  (ในวันที่ ๑๐ เมษายน), on Thursday night   (ในคืนวันพฤหัสฯ), on the first day of term  (ในวันแรกของภาคการศึกษา), books on art and religion  (หนังสือเกี่ยวกับศิลปะและศาสนา), on the subject of rents  (ในเรื่องเกี่ยวกับค่าเช่า), ideas on how films should be made  (ความคิดเกี่ยวกับว่าควรจะสร้างหนังอย่างไร), to comment on the issue  (แสดงความคิดเห็นในประเด็นนั้น), a talk on agriculture  (การสนทนาเกี่ยวกับเกษตรกรรม), cars running on petrol (รถยนต์ที่วิ่งด้วยน้ำมัน), appear on TV  (ปรากฏตัวทางทีวี), to hear it on the radio  (ได้ยินมันทางวิทยุ), on stage  (บนเวที), on the phone  (ทางโทรศัพท์ หรือกำลังพูดโทรศัพท์), on and on  (ไม่รู้จักจบสิ้น, ไม่หยุดหย่อน, ไม่สิ้นสุด), on edge  (รุ่มร้อน, กระวนกระวาย, ตื่นเต้น, ประสาทเสีย, ปวดสมอง), on one’s own  (ด้วยตนเอง, เป็นอิสระ, หาเลี้ยงตนเอง), on purpose  (โดยเจตนา, โดยตั้งใจทำ), on the carpet  (ดุด่าว่ากล่าว, สวด), on the fence  (ยังไม่แน่ใจ, ยังไม่ตัดสินใจ-ตกลงใจ), on the hook  (อยู่ในฐานะลำบาก), on the spot  (ที่กำลังพูดถึง-เอ่ยถึง), to be on  (กำลังปรากฏ, กำลังฉายอยู่. กำลังแสดง), on the go  (มีธุระ ยุ่ง, เคลื่อนไหวทำโน่นทำนี่อยู่ตลอด)  –  I’m usually on the go all day long.  (ผมมักมีธุระยุ่งตลอดทั้งวัน), on the market  (มีขาย, เสนอขาย)– I had to put my car on the market.  (ผมจำเป็นต้องเอารถออกขาย) - This is the finest home computer on the market.  (นี่เป็นคอมพิวเตอร์ประจำบ้านที่ดีที่สุดที่วางขายในตลาด), on the mend  (สบายดี, หายป่วยไข้) – My cold was terrible, but I’m on the mend now.  (ไข้หวัดของผมย่ำแย่มากเลย  แต่ตอนนี้ผมหายไข้แล้ว) – What you need is some hot chicken soup.  Then you’ll really be on the mend.  (สิ่งที่คุณต้องการ คือ ซุปไก่ร้อนๆ  แล้วคุณจะหายป่วยจริงๆเลย), on the tip of one’s tongue  (ติดอยู่แค่ริมฝีปาก  คือ เกือบจะพูดออกมาแล้ว หรือ เกือบจะนึกออกแล้ว) – I have his name right on the tip of my tongue.  I’ll think of it in a second  (ผมมีชื่อของเขาติดอยู่ที่ริมฝีปาก  ผมจะนึกมันออกในอีกวินาทีเดียว) – John had the answer on the tip of his tongue, but Ann said it first  (จอห์นเกือบจะบอกคำตอบออกมาแล้ว  แต่แอนพูดออกมาเสียก่อน  -  คือชิงบอกคำตอบก่อน), on the wrong track  (ไปหรือเดินผิดลู่หรือราง, ทำตามสมมติฐานที่ผิด)  – You’ll never get the right answer.  You’re on the wrong track.  (คุณไม่มีวันจะได้คำตอบที่ถูกต้องหรอก คุณเดินผิดทางนี่ หรือ คุณตั้งสมมติฐานไว้ผิดนี่), be (skate) on thin ice  (อยู่ในสถานการณ์ที่เสี่ยงหรือมีอันตราย) – If you try that, you’ll really be on thin ice.  That’s too risky.  (ถ้าคุณลองทำสิ่งนั้น  คุณจะตกอยู่ในอันตรายอย่างแท้จริง  มันเสี่ยงเกินไป) – If you don’t want to find yourself (skating) on thin ice, you must be sure of your facts  (ถ้าคุณไม่ต้องการพบตัวเองตกอยู่ในอันตราย  คุณต้องมั่นใจในข้อเท็จจริง  - ไม่เช่นนั้นคุณอาจแพ้คดีและต้องจ่ายเงินมากมาย), on tiptoe  (เดินเขย่างเท้า), on vacation  (เดินทางไปเที่ยวในวันหยุดพักผ่อน)  – Where are you going on vacation this year?  (คุณจะเดินทางไปพักผ่อนที่ไหนในวันหยุดปีนี้) – I’ll be away on vacation for three weeks.  (ผมจะเดินทางไปพักผ่อนวันหยุดเป็นเวลา ๓ สัปดาห์),  เป็นต้น

 

17. The Roman Empire ______________________________________ for several centuries.

(อาณาจักรโรมัน ______________________________________ เป็นเวลาหลายศตวรรษ)

(a) exists

(b) was existed

(c) existed    (ดำรงอยู่)

(d) was existing

ตอบ   -   ข้อ    (c)   “Exist”  =  “ดำรงอยู่, มีอยู่”   สำหรับข้อนี้เป็นเหตุการณ์ในอดีต  เพราะผ่านไปแล้ว  และกริยาตัวนี้  ไม่ใช้ในรูป  “Passive voice”  ดังใน  ข้อ  (b)  และไม่ใช้ในรูป  “Continuous tense”  ดังใน ข้อ  (d)

 

18. _____________________________________________ did it take to build that pyramid?

(มันใช้เวลา __________________________________________ ในการสร้างปิรามิดนั้น)

(a) How many times    (กี่ครั้ง)

(b) How soon    (เร็วเท่าใด)

(c) How a long time

(d) How long    (นานเท่าใด)

ตอบ   -   ข้อ  (d)   หรืออาจใช้  “How much time

 

19. Who discovered the ______________________________________________ of gravity?

(ใครเป็นผู้ค้นพบ _____________________________________________ แรงโน้มถ่วง)

(a) principal    (สำคัญที่สุด, รายใหญ่, ตัวการ, อันดับแรก, อันดับหนึ่ง, หัวหน้า, เงิน ต้น, ต้นทุน, ครูใหญ่, ตัวการสำคัญ, ประธาน)

(b) principle    (หลัก, หลักการ, กฎ,หลักศีลธรรม, ลัทธิ)

(c) principality    (รัฐหรืออาณาเขตที่ปกครองโดยเจ้าชาย  ดยุก  หรือขุนนางสำคัญอื่นๆ, รัฐนคร)

(d) principles

ตอบ   -   ข้อ  (b)   เมื่อนำหน้าด้วย  “The”  แล้ว  “Principle”  ไม่จำเป็นต้องอยู่ในรูปพหูพจน์  เนื่องจากไม่ได้แสดงการเน้นหรือชี้เฉพาะ

 

20. A car won’t go unless it is supplied ______________________________________ petrol.

(รถยนต์จะไม่วิ่ง  ถ้ามันไม่ได้รับการเติม (จัดหา) ______________________________ น้ำมัน)

(a) with   (ด้วย)

(b) by

(c) in

(d) of

ตอบ  -  ข้อ  (a)   เนื่องจาก   “Be supplied with”  (ตามด้วย สิ่งของหรืออุปกรณ์)  ส่วน  “Be supplied by”  (ตามด้วยบุคคล)  สำหรับวลีที่ใช้   “With”  ดูจากพารากราฟข้างล่าง

                           คุณศัพท์  (Adjective)  ที่ใช้กับ  “With”  ได้แก่  “pleased”  (ยินดี, พอใจ)  -  “She is pleased with her new workplace.”  (เธอพอใจ-ยินดีกับที่ทำงานแห่งใหม่),  “popular”  (เป็นที่นิยม) – “Holiday camps are popular with married couples with young children.”  (ค่ายพักแรมวันหยุดเป็นที่นิ ยมสำหรับคู่สามีภรรยาที่มีลูกเล็กๆ),  “satisfied”  (พอใจ)  -  “The company is satisfied with its employees’ performance.”  (บริษัทพึงพอใจกับการทำงานของพนักงาน),  “angry”  (โกรธ),  “busy”  (มีงานยุ่ง)  -  “She is busy preparing for her exam.”  (เธอยุ่งอยู่กับการเตรียมตัวสอบ),  “familiar” (คุ้น เคย)  -  “He is not familiar with his new neighbors.”  (เขาไม่คุ้นเคยกับเพื่อนบ้านใหม่),  “patient”  (อดทน)  -  “His parents are very patient with him.”  (พ่อแม่ของเขามีความอดทนกับเขามาก),  “friendly”  (เป็นมิตร)  -  “She is friendly with everyone she meets.”  (เธอเป็นมิตรกับทุกคนที่เธอพบเจอ),  “careful”  (ระมัดระวัง),  “content”  (พอใจ),  “identical”  (เหมือนกัน),  “annoyed”  (ขุ่นเคือง  -  เหตุการณ์, การกระทำ) (ถ้าขุ่นเคืองคน  ใช้  “At”-  “I was annoyed with his statement.”  (ผมขุ่นเคือง (โกรธ) คำพูดของเขา),  เป็นต้น

                          กริยา  (Verb)  ที่ใช้กับ  “With”  ได้แก่   “charge”  (ฟ้องร้อง,  ดำ เนินคดี),  compare  (เปรียบเทียบ)  -  “Compare this car with that one.”  (จงเปรียบเทียบรถยนต์คันนี้กับคันนั้น),  compete  (แข่งขัน),  “agree”  (ตกลง, เห็นพ้อง)  -  “I agree with you on this point.”  (ผมเห็นด้วยกับคุณในประเด็นนี้),  “disagree”  (ไม่เห็นด้วย),  “acquaint”  (ทำให้คุ้นเคย หรือเคยชิน)  -  You should acquaint yourself with your new job.”  (คุณควรทำตัวเองให้คุ้นเคยกับงานใหม่ของคุณ),  “begin”  (เริ่มต้น)  -  “I will begin my reading with the first chapter.”  (ผมจะเริ่มต้นการอ่านด้วยบทแรก),  “interfere”  (แทรก แซง, เข้าไปยุ่งเกี่ยว)  -  “We should not interfere with other people’s business.”  (เราไม่ควรไปยุ่งเกี่ยวกับธุระของคนอื่น),  “quarrel”  (ทะเลาะ, วิวาท)  -  “Some people often quarrel with their neighbors.”  (คนบางคนทะเลาะกับเพื่อนบ้านบ่อยๆ),  “argue”  (โต้แย้ง, โต้เถียง),  “help”  (ช่วยเหลือ),  “supply”  (จัดหาให้),  “cooperate”  (ร่วมมือ)  -  “The suspect did not cooperate with the police.  (ผู้ต้องหาไม่ยอมร่วมมือกับตำรวจ),  “deal”  (เกี่ยวข้อง, รับมือ)  -  “I don’t want to deal with that man.”  (ผมไม่ต้องการติดต่อ-เกี่ยวข้องกับเจ้าหมอนั่น),  “contrast”  (ขัดแย้ง, ตรงข้าม, แตกต่างกันอย่างมาก)  -  “This type of machine contrasts sharply with that one.”  (เครื่องจักรชนิดนี้แตกต่างอย่างมากกับชนิดนั้น),  เป็นต้น

 

21. Though he ________________________ at last, he had won many victories in former days.  

(แม้ว่าเขา __________ ในที่สุด,  เขา (เคย) ได้รับชัยชนะหลายครั้งหลายหนในสมัย (ครั้ง) ก่อนๆ)

(a) defeated   (ชนะ, ทำให้พ่ายแพ้, รบชนะ, แข่งชนะ, ทำให้ล้มเหลว, ทำให้เสีย)

(b) was defeated   (พ่ายแพ้, ถูกเอาชนะ)

(c) is defeated

(d) was defeating

ตอบ  -  ข้อ   (b)   เนื่องจากต้องใช้ในรูป   “Passive voice”  เพราะหมายถึง  “พ่ายแพ้

 

เรียน  ท่านผู้ติดตามอ่าน  เว็บไซต์  “everydayenglish.pwa.co.th

 

                  ถ้าท่านมีคำแนะนำให้ปรับปรุงเว็บไซต์นี้ประการใด  กรุณาส่ง   e-mail ไปที่  เว็บไซต์นี้  ตาม   “Address” wpookaotong@yahoo.com   (โปรดระบุหัวเรื่องด้วย ว่า  “ปรับปรุงเว็บไซต์”)   เพื่อที่ผู้จัดทำฯ จะได้ปรับปรุงเนื้อหาได้ตรงตามความประสงค์ของผู้อ่านเว็บไซต์นี้ต่อไป

 

 

 

 

 

 

หมวดข้อสอบ TOEIC (ตอนที่ 496)

การประปาส่วนภูมิภาค  “มุ่ง-มั่น-เพื่อปวงชน”

 

Part V: Sentence Completion   (ส่วนที่ 5 :  การเติมประโยคให้สมบูรณ์)

Choose the best alternative to make a correct sentence.

(จงเลือกข้อที่ดีที่สุดเพื่อทำให้ประโยคมีความถูกต้อง)

 

1. She went to the movies last night but she told me she wished she _____________ to see it.

(เธอไปดูหนังเมื่อคืนวาน  แต่เธอบอกผมว่า  เธอปรารถนาว่าเธอ ___________________ ดูมัน)

(a) hasn’t gone

(b) didn’t go

(c) hadn’t gone    (มิได้ไป)

(d) doesn’t go

ตอบ   -   ข้อ   (c)   เนื่องจากเป็นการปรารถนาในอดีต  กริยาของประโยคที่ตามหลัง  “Wish”  จึงต้องอยู่ในรูป  “Past perfect tense”  (Subject + Had + Verb 3)  ดูเพิ่มเติมจากประโยคข้างล่าง

                                                   ตัวอย่างที่ 

  • Why didn’t you keep your promise?  I wish you _____________________________ it.

(ทำไมคุณจึงไม่รักษาคำมั่นสัญญา  ผมปรารถนาว่าคุณ __________________________ มัน)

(a) kept

(b) would keep

(c) would have kept

(d) had kept    (ได้รักษาฯ)

ตอบ   -   ข้อ   (d)   เนื่องจากเป็นการปรารถนาให้เกิดเหตุการณ์  (รักษาคำมั่นสัญญา) ในอดีต  จึงใช้รูป  “Subject + Wish + That + Subject + Had + Verb 3” 

                                                  ตัวอย่างที่  

  • I wish I _____________________________________________________ as he does.

(ผมปรารถนา (ว่า) ผม _______________________________________ เหมือนที่เขาเล่น)

(a) can play

(b) play

(c) could play    (สามารถเล่น)

(d) will play

ตอบ-   ข้อ   (c)   เนื่องจากอนุประโยค  (Subordinate clause)  ที่ตามหลัง  “Wish”  จะอยู่ในรูป   “Past subjunctive”   คือ  ต้องอยู่ในรูป  “Past simple”  (Could play)  เมื่อเป็นการปรารถนาในปัจจุบัน  หรือใช้รูป   “Past perfect tense”  (Had played  หรือ  Could have played)  เมื่อเป็นการปรารถนาในอดีต

                                                     ตัวอย่างที่ 

  • Smith said, “I don’t speak English.”  His friend said, “I wish you _________________.”

(สมิธพูดว่า  “ผมไม่พูดภาษาอังกฤษ”   (และ)  เพื่อนของเขาพูดว่า  “ผมปรารถนาว่า  คุณ ______)

(a) speak

(b) do

(c) did    (พูด)  (“Did”  แทน  “Speak”) 

(d) can

ตอบ   -   ข้อ   (c)   ต้องอยู่ในรูป  “Past tense” เนื่องจากเป็น  “Past subjunctive”  คือเป็นกริยาใน “Clause” ที่ตามหลัง “Wish” ที่แสดงความปรารถนาในปัจจุบัน  คือ  ให้สมิธพูดภาษาอังกฤษได้)

                                                    ตัวอย่างที่  

  • When I said that I wished I _______ Italian, she told me she would give me some lessons, if I liked.

(เมื่อผมพูดว่า  ผมปรารถนาว่า  ผม______ ภาษาอิตาเลียน  เธอบอกผมว่า  เธอจะสอนบทเรียน (ภาษาฯ) ให้ผมบ้าง ถ้าผมต้องการ)

(a) know

(b) knew

(c) would have known

(d) had known    (ได้เรียนรู้)

ตอบ  -  ข้อ   (d)   เนื่องจากเป็นการปรารถนาในอดีต  ซึ่งตรงกันข้ามกับความจริง  (Past subjunctive)  จึงต้องใช้โครงสร้าง  “Subject + Wish (ed) + (That) + Subject + Had + Verb 3 + ส่วนขยาย”   (ในข้อนี้  เป็นการปรารถนาว่าได้เรียนภาษาอิตาเลียนในอดีต   แต่จริงๆ แล้วไม่ได้เรียน)

                                                    ตัวอย่างที่  

  • I wish I ____________________________________ her while she stayed in Bangkok.

(ฉันปรารถนาว่าฉัน _______________________________ เธอ  ในขณะที่เธอพักในกรุงเทพฯ)

(a) meet

(b) met

(c) had met    (ได้พบ)

(d) would have met

ตอบ   -   ข้อ   (c)   เนื่องจากเป็นการปรารถนาในอดีต  และตรงข้ามกับความเป็นจริง  (คือ  ปรารถนาว่าได้พบกับเธอ  แต่ก็มิได้พบกับเธอ   ในขณะที่เธอพักในกรุงเทพฯ)  จึงต้องใช้   “Past perfect tense”  (Subject + Had + Verb 3  )  และในกรณีที่เป็น  “Passive voice”   ใช้  (Subject + Had + Been + Verb 3)  เช่น

  • He wishes he had been given more opportunity when he was young.

(เขาปรารถนาว่า  เขาได้รับโอกาสมากขึ้นตอนเขาเป็นหนุ่ม  -  คือในอดีต)  (แต่ในความเป็นจริง  คือ ไม่ได้รับ)

                                                     ตัวอย่างที่  ๖

  • I wish you ___________________________________________ there at that moment.

(ผมปรารถนาว่าคุณ ________________________________________ ที่นั่นในขณะนั้น)

(a) are

(b) were

(c) had been     (อยู่)

(d) would have been

ตอบ   -   ข้อ   (c)    เนื่องจากเป็นการปรารถนาให้เกิดเหตุการณ์ขึ้นในอดีต   (ให้คุณอยู่ที่นั่นในตอนนั้น  ซึ่งเป็นอดีตที่ผ่านมาแล้ว)  (ความเป็นจริง  คือ  “คุณไม่ได้อยู่ที่นั่นในตอนนั้น”)

                                                   ตัวอย่างที่  

  • I wish I _____________________________________ German when I was at school.

(ผมปรารถนาว่าผม ___________________________ ภาษาเยอรมัน  ตอนที่ผมเป็นนักเรียน)

(a) was learning

(b) learnt

(c) had learnt    (ได้เรียนรู้)

(d) have learnt

ตอบ   -    ข้อ   (c)   เนื่องจากเป็นการปรารถนาเหตุการณ์ในอดีต  (สมัยเป็นเด็กนักเรียน)แต่ในความเป็นจริงคือ   “มิได้เรียนภาษาเยอรมัน

                                                    ตัวอย่างที่  

  • I wish today ___________________________________________________ a holiday.

(ผมปรารถนาว่าวันนี้ ______________________________________________ วันหยุด)

(a) is

(b) be

(c) being

(d) were     (เป็น)

ตอบ    –    ข้อ   (d)   เนื่องจากเมื่อใช้  “Wish”  แสดงความปรารถนาในสิ่งที่   “ตรงข้ามกับความเป็นจริง”  (คือ  เหตุการณ์มิได้เป็นจริงตามที่ปรารถนา  -  วันนี้มิได้เป็นวันหยุด  ซึ่งเป็นการปรารถนาในปัจจุบัน)   จะต้องใช้รูป   “Subject + Wish + That + Subject + Verb 2”  แต่  “That”  มักจะละไว้เสมอ  (ไม่เขียนลงในประโยค)   (เรียกการใช้โครงสร้างแบบนี้ว่า   “Past subjunctive”)   โดยมีหลัก  คือ

                                        ๑. ถ้าตรงข้ามกับความจริงในปัจจุบัน  (ปรารถนาเหตุการณ์ปัจจุบัน)  ให้ใช้  “Verb”  เป็น  “Past simple” (Verb 2)  (สำหรับ  “Verb to be”  ใช้  “Were”  กับประธานทุกตัว)

  • I wish (that) she came to see me today.

(ผมปรารถนาว่าเธอมาเยี่ยมผมวันนี้)  (แต่จริงๆ แล้วเธอไม่ได้มา)

  • She wishes (that) today were her birthday.

(เธอปรารถนาว่า  วันนี้เป็นวันเกิดของเธอ)  (แต่จริงๆ แล้วไม่ใช่)

  • I wish (that) my uncle were here now.

(ผมปรารถนาว่า  ลุงของผมอยู่ที่นี่ในขณะนี้)  (แต่จริงๆ แล้วไม่ได้อยู่)

  • He wishes (that) his father were a millionaire (now).

(เขาปรารถนาว่า  พ่อของเขาเป็นเศรษฐี)  (แต่จริงๆ แล้วไม่ได้เป็น)

  • I often wish (that) I were really wealthy (now).

(ผมปรารถนาบ่อยๆ ว่า  ผมร่ำรวยอย่างแท้จริง)  (จริงๆ แล้วไม่รวย)

  • My sister occasionally wishes (that) she were a boy (now).

(น้องสาวของผมปรารถนาเป็นบางครั้งว่า  เธอเป็นเด็กผู้ชาย)  (จริงๆ แล้วเป็นหญิง)

  • I wish (that) I had a bigger house (now).

(ผมปรารถนาว่าผมมีบ้านหลังใหญ่กว่านี้)  (แต่จริงๆ แล้วมีบ้านหลังเล็ก)

  • They wish (that) they could speak Japanese (now).

(พวกเขาปรารถนาว่า สามารถพูดภาษาญี่ปุ่นได้)  (แต่จริงๆ แล้วพูดไม่ได้)

                                        ๒. ถ้าตรงข้ามกับความจริงในอดีต  (ปรารถนาเหตุการณ์ในอดีต)  ให้ใช้  “Verb”  เป็น “Past perfect” (Had + Verb 3)  เช่น

  • I wish (that) yesterday had been a holiday.

(ผมปรารถนาว่า  เมื่อวานนี้เป็นวันหยุด)  (แต่จริงๆ แล้วไม่ได้เป็น)

  • She wishes (that) her father had been a millionaire (last year).

(เธอปรารถนาว่า  พ่อของเธอเป็นเศรษฐี  (เมื่อปีที่แล้ว)  (แต่จริงๆ แล้วไม่ได้เป็น)

  • He wished (that) he had been a bird (a long time ago).

(เขาปรารถนาว่า  เขาเป็นนก (เมื่อนานมาแล้ว)  (แต่จริงๆ แล้วไม่ได้เป็น)

  • I wish (that) my uncle had been here yesterday.

(ผมปรารถนาว่า  ลุงของผมอยู่ที่นี่เมื่อวานนี้)  (แต่จริงๆ แล้วไม่ได้อยู่)

                                        ๓. ถ้า  “Wish”  ใช้กับอนาคต  (Future)  ให้ใช้  “Verb”  เป็น  “Would”, “Should”,  “Could”,  “Might”  ความหมาย  คือ  คงไม่เกิดเหตุการณ์ตามที่ปรารถนา  หรือมีโอกาสเกิดขึ้นได้ยาก  เช่น

  • I wish (that) my wife would be here tomorrow.

(ผมปรารถนาว่า  ภรรยาของผมอยู่ที่นี่ในวันพรุ่งนี้)  (แต่จริงๆ แล้วคงไม่ได้อยู่ หรือมีโอ กาสเกิดขึ้นได้น้อยมาก)

  • She wishes (that) she could come to my party next week.

(เธอปรารถนาว่า  เธอสามารถมางานเลี้ยงของผมสัปดาห์หน้า)  (แต่จริงๆ แล้วคงไม่ได้มา  หรือมีโอกาสเกิดขึ้นน้อยมาก)

  • They wish (that) qwethey would graduate from the university next semester.

(พวกเขาปรารถนาว่า  จะเรียนจบจากมหาวิทยาลัยในเทอมหน้า)  (แต่คงจะไม่จบ หรือมีโอกาสเกิดขึ้นน้อยมาก)

                                       ๔. เมื่อใช้  “Wish”  แสดงความปรารถนาในแบบปกติธรรมดา  จะมีโครง สร้าง  “Wish + To + Verb 1”  ซึ่งความปรารถนาดังกล่าวอาจจะเป็นจริง  หรือไม่เป็นจริงก็ได้  เช่น

  • They wish to meet their friends again next year.

(พวกเขาปรารถนาจะได้พบเพื่อนอีกในปีหน้า)

  • She wishes to leave now.

(เธอปรารถนาจะจากไปในตอนนี้)

  • He wishes to visit London next month.

(เขาปรารถนาจะไปเที่ยวลอนดอนเดือนหน้า)

  • They wished to pass the exam this term.

(พวกเขาปรารถนาจะสอบผ่านเทอมนี้)

  • They are in love and wish to marry.

(เขาทั้งสองคนรักกัน  และปรารถนาจะแต่งงานกัน)

                                       ๕. โครงสร้าง  “Wish + กรรม + Noun”  มีความหมาย  คือ  “ขออวยพรให้”  เช่น

  • She wished them a Merry Christmas and a Happy New Year

(เธออวยพรวันคริสมาสต์และปีใหม่ให้พวกเขา)

  • He wishes his parents a long and happy life.

(เขาอวยพรให้พ่อแม่มีชีวิตยืนยาวและมีความสุข)

  • I wish you success.

(ผมขออวยพรให้คุณประสบความสำเร็จ)

  • Before their exam they wished each other luck.

(ก่อนการสอบ  พวกเขาอวยพรโชคดีให้กันและกัน)

It is Mary’s birthday today.  Don’t forget to wish her many happy returns.

(วันนี้เป็นวันเกิดของแมรี่  อย่าลืมอวยพรให้เธอมีความสุข)

                                        ๖. โครงสร้าง  “Wish + For + Something”  (ปรารถนาอะไรบางอย่าง)  (มักแสดงความปรารถนาอย่างเงียบๆ กับตัวเอง)  เช่น

  • She blew out the candles on her birthday cake and wished for a new doll.

(เธอ€€เป่าให้เทียนบนเค้กวันเกิดดับลง  และปรารถนาจะได้ตุ๊กตาใหม่สักตัว)

                                       ๗. ใช้  “Wish”  แบบคำนาม  (Noun)  หมายถึง  “ความปรารถนา, ความประสงค์, ความต้องการ, คำอธิษฐาน, สิ่งที่ปรารถนา”  เช่น

  • She told me of her wish to quit her job.

(เธอบอกผมถึงความปรารถนาของเธอที่จะทิ้งงาน)  (ลาออกจากงาน)

  • He has a strong wish to see his ex-wife again.

(เขามีความปรารถนาแรงกล้าที่จะพบอดีตภรรยาอีกครั้ง)

  • Julius Cesar was an all-powerful king whose every wish was obeyed.

(จูเลียส ซีซาร์ เป็นกษัตริย์ที่มีอำนาจเต็มที่  ผู้ซึ่งความปรารถนาทุกอย่างของเขาได้รับการเชื่อฟัง)

  • We have no wish to repeat their mistakes.

(เราไม่ปรารถนาจะทำผิดซ้ำความผิดของพวกเขา)

  • A death wish is a conscious or unconscious desire to die or be killed.

(“ความปรารถนาความตาย”  เป็นความต้องการแบบรู้ตัว (ตั้งใจ) หรือ ไม่รู้ตัว (ไม่ตั้งใจ) ที่จะตาย  หรือ  ถูกฆ่าตาย)

  • The government should reflect the wishes of the majority in the country.

(รัฐบาลควรจะสะท้อนความต้องการ (สิ่งที่ต้องการ) ของคนส่วนใหญ่ในประเทศ)

  • My last wish is for you to leave this house and never return.

(ความปรารถนาสุดท้ายของผม  คือ  ให้คุณออกจากบ้านหลังนี้ไป  และอย่ากลับมาอีก)

  • Her parents send their best wishes for me on my birthday.

(พ่อแม่ของเธอส่งความปรารถนาดีมายังผม  สำหรับวันเกิดของผม)

  • Please accept this gift with my sincere good wishes for the future.

(โปรดรับของขวัญนี้ไว้ด้วยความปรารถนาดีอย่างจริงใจจากผม  สำหรับอนาคต)  (เพื่อความสุข-ความสำเร็จของคุณ)

  • Have you made your wish yet?

(คุณตั้งความปรารถนาไว้แล้วหรือยัง)  (ว่าอยากได้อะไรสักอย่าง)

  • The genie then granted Sinbad three wishes.

(ผู้วิเศษ (พ่อมด-แม่มด) ให้ซินแบดตั้งความปรารถนาได้    อย่าง)  (ขออะไรก็ได้    อย่าง)

 

2. They _____________________________________________________ for the program.

(พวกเขา ____________________________________________ ต่อโครงการ-รายการ)

(a) responsible    (รับผิดชอบ)  (เป็นคำคุณศัพท์)

(b) should be responsible    (ควรรับผิดชอบ)

(c) should responsible

(d) should response    (response –ริส-พ้อนซ – เป็นคำนาม หมายถึง “คำตอบ, การตอบ, การตอบสนอง, การโต้ตอบ, การขานรับ)

ตอบ   -   ข้อ  (c)   “Responsible”  เป็นคำคุณศัพท์  จึงต้องใช้กับ  “Verb to be”  ดังนั้น  จึงต้องใช้เป็น  “Should be, Shall be, Will be, Would be, Can be, Could be, Must be, May be”  ดังตัวอย่างข้างล่าง

  • I shall be there before noon.

(ผมจะอยู่ที่นั่นก่อนเที่ยง)

  • We should be careful when we cross the street.

(เราควรระมัดระวัง  เมื่อเราข้ามถนน)

  • She will be glad to get a new job.

(เธอจะดีใจที่ได้งานใหม่)

  • They can be helpful in time of need.

(พวกเขาสามารถให้ความช่วยเหลือได้  ในเวลาที่ต้องการ)

  • It could be dangerous to swim across that river.

(มันอาจมีอันตรายที่จะว่ายข้ามแม่น้ำนั้น)

  • We must not be late for the class.

(เราจะต้องไม่ไปเรียนสาย)

  • He may be too confident about the future of his company.

(เขาอาจจะมั่นใจมากเกินไป  เกี่ยวกับอนาคตของบริษัท)

  • She might be reluctant to accept your offer.

(เธออาจไม่เต็มใจที่จะรับข้อเสนอของคุณ)

 

3. What ___________________________________________________ when he saw you?

(_________________________________________________ อะไร  เมื่อเขาพบคุณ)

(a) does he say

(b) did he say    (เขาพูด)

(c) he said

(d) he had said

ตอบ   -   ข้อ   (b)   เนื่องจากเป็นการใช้  “Verb to do” (Do, Does, Did)  สร้างประโยคคำถามที่ขึ้นต้นด้วย  “Question word” (What, When, Where, Why, How)  จากกริยา  ในที่นี้  คือ  “Say”  ตัวอย่างอื่นๆ ได้แก่

  • Why do you look so tired?

(ทำไมคุณจึงมีท่าทางเหน็ดเหนื่อย)

  • When did you arrive at the meeting this morning?

(คุณมาถึงที่ประชุมเมื่อใดเช้านี้)

  • Where did she stay when she was in London?

(เธอพักที่ไหนเมื่อเธออยู่ในลอนดอน)

  • What does he do for a living?

(เขาทำงานอะไรเพื่อการดำรงชีพ)

  • How did they get back their lost dog?

(พวกเขาได้หมาที่หายไปคืนมาได้อย่างไร)

 

4. He doesn’t believe in spoken agreements.  He always insists on _____________________.

(เขาไม่เชื่อในข้อตกลง-สัญญาโดยทางวาจา  เขายืนกรานเสมอในเรื่อง __________________)

(a) have them written

(b) have them write

(c) having them in writing    (มีมัน (ข้อตกลง-สัญญา) เป็นลายลักษณ์อักษร)

(d) having them writing

ตอบ  -  ข้อ   (c)   “In writing”  หมายถึง  “เป็นลายลักษณ์อักษร, เป็นภาษาเขียน

                           สำหรับวลีที่ใช้   “In”  ได้แก่  “blind in one eye”  =  (ตาบอดข้างหนึ่ง)  -  She is blind in one eye.  (เธอตาบอดข้างหนึ่ง),  “in a hurry’  (เร่งรีบ, รีบร้อน)  -  Jim was in a hurry to go to his college.  (จิมกำลังรีบเร่งจะไปมหาวิทยาลัย),  “The girl in this photograph”  (เด็กผู้หญิงในภาพถ่ายใบนี้),  “in my opinion”  (ในความเห็นของผม),  “deep in water and mud”  (จมลึกอยู่ในน้ำและโคลน),  “arrive in”  (มาถึงในเมือง หรือ ประเทศ)  (แต่ถ้ามาถึง โรงเรียน, ธนาคาร, วัด, บ้าน ฯลฯ ใช้  “arrive at”),  “interested in”  (สนใจใน), “qualified in”  (มีคุณสมบัติในเรื่อง)  -  She is absolutely qualified in her new job.  (เธอมีคุณสมบัติอย่างเต็มที่ในงานใหม่ของเธอ), “weak in”  (อ่อนในเรื่อง), “deficient in  (ขาดหรือบกพร่องในเรื่อง), “proficient in”  (ชำนาญหรือคล่องแคล่วในเรื่อง), “successful in”  (ประสบความสำเร็จในเรื่อง), “disappointed in”  (ผิดหวังในเรื่อง), “in a box”  (ในกล่อง), “in a pocket”  (ในกระเป๋า), “sit in an armchair”  (นั่งในเก้าอี้ท้าวแขน), “in bed”  (ในเตียงหรือบนเตียง), “in the bath”  (ในอ่างน้ำ), “in her hand”  (ในมือของเธอ), “in each other’s arms” (ในอ้อมแขนของกันและกัน),  “in the area”  (ในพื้นที่), “in the garden” (ในสวน), “in the air”  (ในอากาศ), “in the middle of the room” (ที่กลางห้อง), “in the direction of”  (ในทิศทางของ), “in a restaurant”  (ในภัตตาคาร), “in the bathroom”  (ในห้องน้ำ), “in school”  (ในโรงเรียน), “in hospital”  (ในโรงพยาบาล), “in the kitchen”  (ในครัว),  “in the shop window”  (ในตู้โชว์กระจกของร้าน), “in a mirror”  (ในกระจก), “in a lake”  (ในทะเลสาบ), “in black suit”  (ในชุดดำ), “in the water”  (ในน้ำ), “write in ink”  (เขียนด้วยหมึก), “write in pencil” (เขียนด้วยดินสอ), “in the first chapter”  (ในบทที่ ), “in the film”  (ในภาพยนตร์), “wait in the queue”  (รออยู่ในแถว), “be in a play”  (ร่วมแสดงละคร), “in April”  (ในเดือนเมษายน), “in  2016”  (ในปี ๒๐๑๖), “in the morning (afternoon, evening)”  (ในตอนเช้า-บ่าย-เย็น), “in recent years”  (ในช่วงไม่กี่ปีมานี้), “in the winter (summer, spring)”  (ในหน้าหนาว-ร้อน-ใบไม้ผลิ), “in the meantime”  (ในระหว่างนั้น), “in two months”  (ภายใน ๒ เดือน), “in my absence”  (ตอนที่ผมไม่อยู่), “in the aftermath of the accident”  (ภายหลังจากอุบัติเหตุ), “in half an hour”  (ภายในครึ่งชั่วโมง), “in two minutes”  (ใน ๒ นาที), “in ancient society”  (ในสังคมสมัยโบราณ), “in nature”  (ในธรรม ชาติ), “in these circumstances”  (ในสภาพแวดล้อมเหล่านี้), “in this situation”  (ในสถานการณ์เช่นนี้), “in a state of near chaos”  (อยู่ในสภาวะใกล้จลาจล), “in a position to help others”  (อยู่ในฐานะที่ช่วยคนอื่นได้), “in the sun”  (ท่ามกลางแสงอาทิตย์)  “in the dark”  (ในหรือท่ามกลางความมืด), “in the dim light” (ท่ามกลางแสงสลัวๆ), “in her voice”  (ในน้ำเสียงของเธอ), “in love”  (ในความรัก-ตกหลุมรัก), “in a state of shock”  (อยู่ในสภาวะช้อค), “in low spirits”  (ในสภาพจิตใจหดหู่หรือตกต่ำ), “in a temper”  (ด้วยความโกรธหรือในอารมณ์โกรธ), “in favor of free speech”  (เห็นด้วยกับการพูดแบบมีเสรี), “cry out in pain”  (ร้องด้วยความเจ็บปวด), “look up in surprise”  (เงยหน้ามองด้วยความประหลาดใจ), “in an effort to”  (ในความพยายามที่จะ)  -  She studied very hard in an effort to pass the exam.  (เธอเรียนหนักมาก  ในความพยายามที่จะสอบให้ผ่าน), “in response to”  (เพื่อตอบสนองต่อ),  “in answer to”  (เพื่อเป็นการตอบ), “have confidence in”  (มีความเชื่อมั่นใน)  -  At present the people have no confidence in the government.  (ในปัจจุบัน  ประชาชนไม่มีความเชื่อมั่นในรัฐบาล), “take interest in”  (สนใจใน), “a course in Chinese”  (คอร์สภาษาจีน), “an expert in”  (ผู้เชี่ยวชาญในเรื่อง........................), “make money in business”  (หาเงินในธุรกิจ), “make his career in music”  (ประกอบอาชีพทางดนตรี), “in his old age”  (ในวัยชราของเขา),  “a woman in her twenties”  (ผู้หญิงในวัย ๒๐ – ๒๙), “in my opinion”  (ในความเห็นของผม),  “in her view”   (ในทัศนะของเธอ), “recruit workers in hundreds”  (รับคนงานเป็นร้อยๆคน), “in my experience”  (จากประสบการณ์ของผม), “in her own eyes”  (ในสายตาของเธอ), “speak in Italian”  (พูดภาษาอิตาเลียน), “speak in a calm voice” (พูดด้วยน้ำเสียงที่  สงบ), “his complaints in writing”  (การร้องเรียนของเขาเป็นลายลักษณ์อักษร),  “in financial difficulty”  (ในสภาวะยุ่งยากทางการเงิน), “$100,000 in cash”  (เป็นเงินสด  ๑๐๐,๐๐๐  เหรียญ), “dressed in black”  (ใส่ชุดสีดำ), “in real danger”  (ตกอยู่ในอันตรายอย่างแท้จริง), “in the planning stage”  (ในขั้นตอนการวาง แผน), “10 meters in length”  (ยาว ๑๐ เมตร), “cut it in two”  (ตัดมันออกเป็น ส่วน), “shrink in size”  (มีขนาดเล็กลง-หดลง), “join in”  (ร่วมวงด้วย), “a one in five chance of success”  (โอกาสสำเร็จ ใน ), “the pain in my feet”  (การเจ็บที่เท้าของผม), “the hole in his shirt”  (รู – รอยขาด – ในเสื้อเชิ้ตของเขา), “was shot in the leg”  (ถูกยิงที่ขา),  “in fashion”  (กำลังเป็นที่นิยม), “result in his death”  (ส่งผลให้เขาตาย), “believe in”  (เชื่อมั่น-ศรัท ธาใน), “in the first place”  (ในประการแรก)  (กล่าวเมื่อจะบอกเหตุผลหลายๆ ประ การ  เกี่ยวกับเรื่องใดเรื่องหนึ่ง  แล้วตามด้วยเหตุผลที่ต้องการจะบอก),  “in danger”  (ตกอยู่ในอันตราย),  “in use”  (ใช้งาน),  “in his name”  (โดยใช้ชื่อของเขา,  ในนามของเขา  -  เช่น  เช่ารถยนต์  หรือบริจาคเงิน)  -  The car was rented in his name.  (รถถูกเช่าในนามของเขา),  “in a hurry’  (เร่งรีบ, รีบร้อน, ใจร้อน)  -  He was in a hurry because he was late.  (เขารีบเร่งเพราะเขาสายแล้ว),  “in a jam”  (อยู่ในฐานะลำบาก),  “in a nutshell”  (กล่าวโดยย่อๆ, กล่าวโดยสรุป),  “in a way”  (บางครั้ง, บ้างเหมือนกัน),  “in any case”  (อย่างไรก็ดี, อย่างไรก็ตาม, ในทุกกรณี),  “in any event”  (อย่างไรก็ตาม, ทุกกรณี),  “in advance”  (ล่วงหน้า),  “in bad shape”  (เสื่อมโทรม, ทรุดโทรม, อยู่ในฐานะลำบาก),  “in charge of”  (รับผิดชอบ, ดูแล, จัดการ),  “in fact”  (แท้ที่จริงแล้ว, อันที่จริงแล้ว),  “in order”  (อย่างมีระเบียบ, เรียบร้อย),  “in time (ทันเวลา, ไม่สาย, พอดี, ตามจังหวะ, พอดีจัง หวะ),  “in the bag”  (แน่นอน, แหงแก๋, ของตาย, อยู่ในกำมือแล้ว, สำเร็จเรียบร้อย),  “in the long run (term)”  (ในระยะยาว),  “in the pink”  (สภาพดีเยี่ยม, สม บูรณ์, มีสุขภาพดี),  “in tune with”  (สอดคล้องกับ, ไปกันได้กับ),  “in vain”  (ไม่สำเร็จ, ไร้ประโยชน์, ปราศจากผล), “in each other’s arms” (ในอ้อมแขนของกันและกัน), “write in ink”  (เขียนด้วยหมึก),  “write in pencil”  (เขียนด้วยดิน สอ),  “in the first chapter”  (ในบทที่  ), “in the film”  (ในภาพยนตร์), “wait in the queue”  (รออยู่ในแถว),  “be in a play”  (ร่วมแสดงละคร), “in April”  (ในเดือนเมษายน),  “in  2016”  (ในปี  ๒๐๑๖), “in the morning (afternoon, evening)”  (ในตอนเช้า-บ่าย-เย็น),  “in recent years” (ในช่วงไม่กี่ปีมานี้), “in the winter (summer, spring)”  (ในหน้าหนาว-ร้อน-ใบไม้ผลิ), “in the meantime”  (ในระหว่างนั้น), “in two months”   (ภายใน    เดือน), “in my absence”  (ตอนที่ผมไม่อยู่),  “in the aftermath of the accident”  (ภายหลังจากอุบัติเหตุ),  “in half an hour” (ภายในครึ่งชั่วโมง),  “in two minutes”  (ใน นาที),  “in ancient society” (ในสังคมสมัยโบราณ), “in nature”  (ในธรรมชาติ), “in these circumstances”  (ในสภาพแวดล้อมเหล่านี้), “in this situation”  (ในสถานการณ์เช่นนี้),  “in a state of near chaos”  (อยู่ในสภาวะใกล้จลาจล),  “in a position to help others”  (อยู่ในฐานะที่ช่วยคนอื่นได้),  “in the sun”  (ท่ามกลางแสงอาทิตย์)“in the dark”  (ในหรือท่ามกลางความมืด), “in the dim light” (ท่ามกลางแสงสลัวๆ), “in her voice”  (ในน้ำ เสียงของเธอ),  “in love” (ในความรัก-ตกหลุมรัก), “in a state of shock”  (อยู่ในสภาวะช้อค),  “in low spirits”  (ในสภาพจิตใจหดหู่หรือตกต่ำ), “in a temper”  (ด้วยความโกรธหรือในอารมณ์โกรธ),  “in favor of free speech”  (เห็นด้วยกับการพูดแบบมีเสรี), “cry out in pain”  (ร้องด้วยความเจ็บปวด),  “look up in surprise”  (เงยหน้ามองด้วยความประหลาดใจ),  “in an effort to”  (ในความพยายามที่จะ),  “in response to”  (เพื่อตอบสนองต่อ), “in answer to”  (เพื่อเป็นการตอบ),   “have confidence in”  (มีความเชื่อมั่นใน), “take interest in”  (สนใจใน),  “an expert in”  (ผู้เชี่ยวชาญในเรื่อง..............................),  “make money in business”  (หาเงินในธุรกิจ),  “make his career in music”  (ประกอบอาชีพทางดนตรี), “in his old age”  (ในวัยชราของเขา), “a woman in her twenties”  (ผู้หญิงในวัย ๒๐ – ๒๙)“in my opinion”  (ในความเห็นของผม), “in her view”  (ในทัศนะของเธอ), “recruit workers in hundreds”  (รับคนงานเป็นร้อยๆคน), “in my experience”  (จากประสบการณ์ของผม),  “in her own eyes”  (ในสายตาของเธอ), “speak in a calm voice”  (พูดด้วยน้ำเสียงที่สงบ), “his complaints in writing”  (การร้องเรียนของเขาเป็นลายลักษณ์อักษร),  “in financial difficulty”  (ในสภาวะยุ่งยากทางการเงิน), “$100,000 in cash”  (เป็นเงินสด  ๑๐๐,๐๐๐  เหรียญ), “dressed in black”  (ใส่ชุดสีดำ), “in real danger”  (ตกอยู่ในอันตรายอย่างแท้จริง), “in the planning stage”  (ในขั้นตอนการวางแผน),  “10 meters in length”  (ยาว ๑๐ เมตร),  “cut it in two”  (ตัดมันออกเป็น ส่วน), “shrink in size”   (มีขนาดเล็กลง-หดลง), “join in”  (ร่วมวงด้วย),  “a one in five chance of success”  (โอกาสสำเร็จ ใน ),  “the pain in my feet”  (การเจ็บที่เท้าของผม),  “the hole in his shirt”  (รู – รอยขาด – ในเสื้อเชิ้ตของเขา),  “was shot in the leg”   (ถูกยิงที่ขา),  “in fashion”  (กำลังเป็นที่นิยม),  “result in his death”  (ส่งผลให้เขาตาย),  “believe in”  (เชื่อมั่น-ศรัทธาใน),   “in the first place”  (ในประการแรก)  (กล่าวเมื่อจะบอกเหตุผลหลายๆ ประการ   เกี่ยวกับเรื่องใดเรื่องหนึ่ง   โดยใช้วลีนี้  แล้วตามด้วยเหตุผลประการแรกที่ต้องการจะบอก),   เป็นต้น

 

5. Mary does not know _______________________________________________ for a living.

(แมรี่ไม่รู้ว่า______________________________________________ เพื่อการดำรงชีพ)

(a) what will she do

(b) how will she do

(c) what she will do    (เธอจะทำงานอะไร)

(d) that she will do

ตอบ  -  ข้อ   (c)   เนื่องจากเป็นการเปลี่ยนประโยค  “Direct speech”  (What will she do for a living?)  ให้เป็นประโยค  “Indirect speech”  (Mary does not know what she will do for a living.)  ดูเพิ่มเติมเรื่องนี้จากประโยคตัวอย่างข้างล่าง

                                                   ตัวอย่างที่ 

  • He asked me ______________________________________________ I was hungry.

(เขาถามผมว่าผมหิว __________________________________________________)

(a) that

(b) why

(c) how

(d) if    (หรือไม่)

(e) weather   (อากาศ)

ตอบ   -   ข้อ   (d)   เนื่องจากมาจากประโยค  “Direct speech”  คือ  “Are you hungry?”  เมื่อจะเปลี่ยนเป็นประโยค  “Indirect speech”  จะต้องเชื่อมด้วย  “If”  หรือ  “Whether”  (He asked me if (whether) I was hungry.)  ซึ่งทั้ง  ๒  คำมีความหมายเหมือนกัน  คือ  “หรือไม่, หรือเปล่า”  กล่าวโดยสรุป  คือ  ถ้าประโยค  “Direct speech”  ซึ่งเป็นประโยคคำถาม  ขึ้นต้นด้วยกริยาพิเศษ  (Verb to be, to have, to do)  หรือ  “Modal verb” (Will, Would, Shall, Should, Can, Could, May, Might, Must)  เมื่อเปลี่ยนเป็นประโยค  “Indirect speech”  จะ ต้องเชื่อมข้อความระหว่าง  “Reporting speech”  (He asked me)  และ  “Reported speech”  (I was hungry)  ด้วย  “If”  หรือ  “Whether”  เสมอ   ห้ามใช้  “That”  ดังตัวอย่างประโยคข้างล่าง

  • Are you a student? 

(คุณเป็นนักเรียนใช่ไหม)

(She wants to know if (whether) he is a student.)

(เธอต้องการรู้ว่าคุณเป็นนักเรียนหรือไม่)

  • Do you like to play tennis? 

(คุณชอบเล่นเทนนิสไหม)

(He asked me if (whether) I liked to play tennis.)

(เขาถามผมว่าผมชอบเล่นเทนนิสหรือไม่)

  • Will you go to my party?

(คุณจะไปงานเลี้ยงของผมไหม)

(I ask her if (whether) she will come to my party.)

(ผมถามเธอว่าจะไปงานเลี้ยงของผมหรือไม่)

  • Can you play the piano?

(คุณเล่นเปียโนเป็นไหม)

(They asked me if (whether) I could play the piano.

(พวกเขาถามผมว่าเล่นเปียโนเป็นหรือไม่)

                                         ในกรณีที่ประโยค  “Indirect speech”  เป็นประโยคบอกเล่า  ให้ใช้  “That”  เชื่อม  หรืออาจละไว้ก็ได้  (ไม่ต้องเขียนลงไป)  เช่น

  • I go for a walk every morning.

(ผมออกเดินทุกเช้า)

(I tell him (that) I go for a walk every morning.)

(ผมบอกเขาว่าผมออกเดินทุกเช้า)  หรือ  (ใช้  “Tense”  ในประโยคย่อยให้สอดคล้องกับ   “Tense”  ในประโยคใหญ่)

(I told him (that) I went for a walk every morning.)

  • I have been to London several times.

(ผมเคยไปลอนดอนหลายครั้ง)

(She said(that) she had been to London several times.)

(เธอพูดว่าเธอเคยไปลอนดอนหลายครั้ง)

                                         สำหรับในกรณีที่ประโยค  “Direct speech”  เป็นประโยคคำถามที่ขึ้นต้นด้วย  “Question word” (What, When, Where, Why, How, etc.)  เมื่อเปลี่ยนเป็นประโยค  “Indirect speech”  ให้เอา  “Question word”  นั้นๆ มาเป็นตัวเชื่อม  โดย  “ไม่ต้องใช้”  “That”  เช่น  ในประโยคข้างล่าง  “ห้ามใช้”“……..........…..….to find that where it is hiding”

                                                   ตัวอย่างที่        จงหาที่ผิดหลักไวยากรณ์จากข้อ () – ()

  • Are you waiting (1) for success (2) to arrive or are you going (3) to find where (4) is it hiding?

(คุณกำลังรอคอยให้ความสำเร็จมาหา  หรือคุณจะไปหาว่ามันกำลังหลบซ่อนอยู่ที่ไหน)  (ข้อนี้เหมือนเป็นคำสอนคน  อย่าให้มัวแต่รอคอยความสำเร็จ  แต่ให้ขยันทำงาน  เพื่อจะได้พบกับความสำเร็จ  คือ  สอนให้เป็นฝ่ายรุก มิใช่ตั้งรับ)

ตอบ   –    ข้อ   (4)   แก้เป็น  “it is”  เนื่องจากอยู่ในรูป   “Indirect speech”  หรือ  “Reported speech”  คือ  “คำพูดที่ถูกกล่าวรายงาน”   เป็นการเปลี่ยนจากประโยค  “Direct speech”  (Where is it hiding?)  มาเป็นประโยค  “Indirect speech”  ที่ขึ้นต้นด้วย   “Are you going to find …………….….”   จึงต้องเอาประธานมาไว้หน้าคำกริยา  “Where it is………........….…..”  ซึ่งเป็นการเรียงคำแบบประโยคบอกเล่า  มิใช่เอาคำกริยาไว้หน้าประธาน  (where is it)  เหมือนในประโยคคำถาม  ดังตัวอย่างข้างล่าง

  • How old are you? (Direct speech)

(คุณอายุเท่าใด)

 (I want to know how old you are.) 

  • Where do you live? (Direct speech)

(She asked me where I lived.)

  • Why do you arrive so late?  (Direct speech)

(He asked her why she arrived so late.)

 

6. His doctor has forbidden him ________________________________________________.

(หมอของเขาได้ห้ามเขา  _________________________________________________)

(a) not to drink   (ไม่ให้ดื่ม)   

(b) to drink   (ดื่ม)

(c) don’t drink

(d) to not drink

ตอบ  -  ข้อ   (b)   เนื่องจากมาจากโครงสร้าง  “Subject + Forbid + Someone + To + Verb + กรรม”  {ประธาน + ห้าม + ใคร + ทำกริยา (อะไรก็ได้) + (กรรม)}  ทั้งนี้  ในภาษาอังกฤษ  จะใช้ว่า  “ห้ามเขาดื่ม”  ไม่ใช้  “ห้ามไม่ให้เขาดื่ม”  เหมือนกับในภาษาไทย  ตัวอย่างอื่นๆ   เช่น

  • The teacher forbids his students to talk in class.

(ครูห้ามนักเรียนคุยกันในห้องเรียน)  (ไม่ใช้  “not to talk”)

  • The company forbade workers to come to work late.

(บริษัทห้ามคนงานมาทำงานสาย)  (ไม่ใช้  “not to come”)

  • Most agencies forbid their staff to have conflicts of interest.

(องค์กร –  หน่วยงาน  -  ส่วนใหญ่ห้ามพนักงานมีความขัดแย้งด้านผลประโยชน์)  (หรือผลประโยชน์ทับซ้อน)  (ไม่ใช้  “not to have”)

 

7. Do you mind if I ask ______________________________________________________?

(คุณจะรังเกียจไหม  ถ้าผมถาม ____________________________________________)

(a) a question to you

(b) a question from you

(c) for a question to you

(d) you a question   (ปัญหาคุณ)

ตอบ  -  ข้อ   (d)   จะต้องใช้ว่า  “Ask you a question”  หรือ  “Ask a question”  เสมอ  (ต้องจำโครงสร้างแบบนี้ !)  (ไม่มีโครงสร้างแบบข้อ  A, B, C)

 

8. ______________________ any questions, please contact the secretary office of the faculty.

(______________________________ คำถามใดๆ,  โปรดติดต่อสำนักงานเลขานุการของคณะ)

(a) Are you having

(b) Should you have    (ถ้าคุณบังเอิญมี)

(c) Supposed you to have

(d) Will you have

ตอบ  -  ข้อ   (b)   “Should you have”  =  “If you should have”  =  “ถ้าคุณบังเอิญมี”,  สำหรับ  ข้อ  (a)  และ  (d)  ใช้ไม่ได้  เนื่องจากเป็นประโยคคำถาม,  หรือ  อาจตอบ  ข้อ  (c)  แต่ต้องแก้เป็น  “Suppose (that) you have”  หรือ  “Supposing (that) you have”  หรือ  “Provided (that) you have”  ซึ่งทั้ง  ๓  วลี  มีความหมายว่า  “ถ้าคุณมี   

 

9. ________ concise, we left out some unimportant details in our summary of the progress report.

(________ สั้นกะทัดรัด, เราตัดทิ้งรายละเอียดที่ไม่สำคัญบางอย่าง  ในการสรุปรายงานความก้าวหน้า (ของโครงการ) ของเรา)

(a) By being

(b) Having been

(c) For us to be

(d) To be    (เพื่อที่จะ)

ตอบ  -  ข้อ   (d)   เนื่องจากเป็นการใช้  “Infinitive with to”  (To + Verb 1 + ส่วนขยาย)  ขึ้นต้นวลีที่นำหน้าประโยค  ซึ่งวลีนี้จะขยายประธานของประโยค (อยู่หลังเครื่องหมายคอมมา)  เพื่อบอกว่าประธานฯ ทำกริยาในประโยค  เพื่อวัตถุประสงค์ใด  ดูเพิ่มเติมจากประโยคข้างล่าง

                                                     ตัวอย่างที่ 

  • _______________________________________, you must fill in the application form.

(______________________________________________,  คุณจะต้องกรอกใบสมัคร) 

(a) To apply for this job    (เพื่อจะสมัครงานนี้)

(b) In order to get this job

(c) Making application for this job

(d) You want to apply for this job

ตอบ   -   ข้อ   (a)   เป็นการใช้  “To + Verb 1”  นำหน้าวลีที่ขึ้นต้นประโยค  เพื่อแสดงวัตถุประสงค์ของประธานฯ  (You)  (ว่ากรอกใบสมัคร  เพื่อวัตถุประสงค์ใด  ซึ่งก็คือ  เพื่อสมัครงานนี้)  ดูเพิ่มเติมจากตัวอย่างข้างล่าง

                                ตัวอย่างที่ 

  • __________________________________________ there in time, we must start now.

(_____________________________________ ที่นั่นให้ทันเวลา,  เราต้องเริ่มต้นเดี๋ยวนี้เลย)

(a) Be

(b) Being

(c) To be    (เพื่อจะไป)

(d) Is

ตอบ    -    ข้อ   (c)   ใช้  “To + Verb 1”  นำหน้าวลี  มีความหมายว่า  “เพื่อที่จะทำกริยานั้นๆ”   เป็นการแสดงวัตถุประสงค์ของประธานประโยค  (We)  ว่าทำกริยาในประโยค  (เริ่มต้นเดี๋ยวนี้)  เพื่อวัตถุประสงค์ใด  (เพื่อไปที่นั่นให้ทันเวลา)

                                                   ตัวอย่างที่ 

A: “Why did they go up the mountain?”

(ทำไมพวกเขาจึงขึ้นไปบนเขา)

B: “___________________________________________________ the eclipse of the moon.”

(_______________________________________________________ จันทรคราส)

(a) Watched

(b) Watching

(c) Had watched

(d) To watch    (เพื่อจะดู)

ตอบ   -   ข้อ  (d)   ใช้  “Infinitive with to”  (To + Verb 1) นำหน้าประโยค  (หรือ  ไว้ข้างในประโยคก็ได้)  เพื่อแสดงวัตถุประสงค์  ว่าทำกริยานั้นๆ เพื่ออะไร  ในกรณีของประโยคข้างบน  “ขึ้นไปบนเขา  เพื่อดูจันทรคราส” 

                                                     ตัวอย่างที่ 

  • ______________________________, you should make an appointment with him first.

(_________________________________________, คุณควรจะทำการนัดหมายกับเขาก่อน)

(a) To see the doctor    (เพื่อที่จะพบแพทย์)

(b) Seeing the doctor

(c) To have seen the doctor

(d) For you to see the doctor

ตอบ   -   ข้อ  (a)   เป็นการใช้  “To + Verb 1”  นำหน้าวลีที่ขึ้นต้นประโยค  เพื่อแสดงวัตถุประสงค์ของประธานฯ  (You)  ว่านัดหมายกับแพทย์ด้วยวัตถุประสงค์ใด  (เพื่อพบแพทย์)

 

10. A human rights group urged the Chinese government and governments of other countries ________ to terminate capital punishment on their citizens.

(กลุ่มสิทธิมนุษยชนกระตุ้นรัฐบาลจีนและรัฐบาลของประเทศอื่นๆ _______ ที่จะยุติการลงโทษประหารชีวิตพลเมืองของตน)

(a) to be urgently taking action

(b) for taking urgent action

(c) that they take urgent action    (ว่าพวกเขา (รัฐบาล) ควรดำเนินการโดยด่วน)

(d) that action is taken urgently

ตอบ   -   ข้อ  (c)   เนื่องจากเป็นโครงสร้างแบบ   “Present subjunctive”  โดยสังเกตจากกริยา  “Urged”  ในประโยคใหญ่  ทั้งนี้   กริยาในประโยคย่อยใช้เพียง  “Take”  (Infinitive without to)  เนื่องจากเสมือนกับมี   “Should”  นำหน้า  แต่ละเอาไว้  ไม่เขียนเติมลงไป  (เพื่อแนะนำว่ารัฐบาลฯ ควรดำเนินการโดยด่วน)  ดูเพิ่มเติมโครงสร้างนี้จากตัวอย่างข้างล่าง

                                                     ตัวอย่างที่ 

  • Bill’s uncle insists ____________________________________________ in this hotel.

(ลุงของบิลยืนกราน ___________________________________________ ในโรงแรมนี้)

(a) not staying

(b) not to stay

(c) that he not stay    {เขาไม่ (ควรจะ) พัก}

(d) staying not

ตอบ   -   ข้อ    (c)   เนื่องจากอยู่ในโครงสร้าง   “Present subjunctive”  โดยลดรูปมาจาก  “That he should not stay”  โดยพิจารณาจากกริยา  “Insist”  (ยืนกราน)  ดูเพิ่มเติมโครงสร้างนี้จากประโยคข้างล่าง

                                                     ตัวอย่างที่ 

  • Abraham Lincoln insisted that _____________ not just on mere opinion but on moral purpose.

(อับราฮัม  ลิงคอล์น  ยืนกรานว่า ________ ไม่เพียงแต่บนความคิดเห็น (ของประชาชน) เท่านั้น  แต่บนวัตถุประสงค์ด้านศีลธรรมด้วย)

(a) to base democracy

(b) for democracy to be based

(c) democracy be based    {ประชาธิปไตย (ควรจะ) มีพื้นฐาน}

(d) whenever democracy is based

ตอบ   -   ข้อ    (c)   เนื่องจากอยู่ในโครงสร้างแบบ   “Present subjunctive”  โดยพิจารณาจากกริยา  “Insist”  (ยืนกราน)

                                                    ตัวอย่างที่ 

  • She is about half an hour late already.  It is necessary that she ________ immediately.

(เธอล่าช้าไปประมาณครึ่งชั่วโมงแล้ว  มันจำเป็นที่ว่าเธอ ___________________ ในทันทีทันใด)

(a) went

(b) goes

(c) go    {(ควร) ไป}

(c) will go

ตอบ   -   ข้อ    (c)   เนื่องจากเป็นโครงสร้างแบบ  “Present subjunctive”  โดยพิจารณาจากวลี  “It is necessary that……............……..

                                                   ตัวอย่างที่ 

  • I’m in a hurry because the librarian said it was important that I ___________ this book.

(ผมกำลังรีบเร่ง (เอาหนังสือไปคืน) เพราะบรรณารักษ์กล่าวว่า  มันเป็นเรื่องสำคัญว่าผม _______ หนังสือเล่มนี้)

(a) returned

(b) was returning

(c) had returned

(d) return    {(ควร) นำไปคืน, ส่งคืน}

ตอบ   -   ข้อ    (d)   เนื่องจาก  “Clause”  ที่ตามหลัง  “It is (was) + Important  (Necessary, Essential, Imperative, etc.)”  กริยาต้องอยู่ในรูป  “Infinitive without to”  (Verb 1)   เนื่องจากเป็นโครงสร้างแบบ  “Present subjunctive”  คือ  เหมือนกับมี  “Should”  นำหน้าคำกริยานั้นๆ

                                                      ตัวอย่างที่ 

  • In 1978, the Soviets demanded that China _______________ its forces from Vietnam.

(ในปี  ๑๙๗๘  โซเวียตเรียกร้องให้จีน ________________ กองกำลังของตนออกจากเวียดนาม)

(a) withdrew

(b) withdraws

(c) withdraw    (ถอน)

(d) withdrawing

ตอบ   -   ข้อ    (c)   เนื่องจากกริยาใน  “Clause” (อนุประโยค)  ที่ตามหลัง  “Demand, Require, Suggest, Request, etc.”  ต้องอยู่ในรูป  “Infinitive without to”  (Verb 1)   เนื่องจากเป็นโครงสร้างแบบ  “Present subjunctive” 

                                                      ตัวอย่างที่ 

  • He suggested __________________________________________ to a holiday camp.

(เขาแนะนำ ____________________________________ ที่ค่ายพักแรมวันหยุดพักผ่อน)

(a) Mary that she should go

(b) to Mary that she should go    (แก่แมรี่ว่าเธอควรไป)

(c) for Mary that she go

(d) to Mary to go

ตอบ   -   ข้อ   (b)  หรืออาจตอบ  “…….......…to Mary that she go……........…”  ก็ได้  เนื่องจากเป็นโครงสร้างแบบ   “Present subjunctive

                                                     ตัวอย่างที่ 

  • It is essential that the needle __________________________________________ first.

(มันจำเป็นว่า  เข็ม _________________________________________ เป็นประการแรก)

(a) sterilize

(b) is sterilized

(c) be sterilized    (ถูกทำให้ปราศจากเชื้อโรค)

(d) sterilizes

ตอบ   -   ข้อ    (b)   เนื่องจากข้อความ  “It is essential that”  เป็นประโยคใหญ่  กริยาของอนุประโยคที่ตามหลังมัน  จะอยู่ในโครงสร้าง  “Present subjunctive”   คือ  อยู่ในรูป  “Infinitive without to”  (Verb 1)  เสมอ  ในกรณีเป็นกริยาในแบบ  “Passive voice”   จะต้องใช้กริยารูป  “Be + Verb 3”  เสมอ  และในกรณีของกริยา  “Verb to be”   ให้ใช้  “Be”  กับประธานฯ ทุกตัว  ทั้งนี้  ถือเสมือนว่า  กริยาในอนุประโยคเหล่านี้  มี  “Should”  มานำหน้า  (เพื่อแนะว่าประธานของอนุประโยคควรทำอย่างนั้นอย่างนี้)  เพียงแต่ละเอาไว้  คือ มิได้เขียนลงไป

                                                     ตัวอย่างที่ 

  • I suggest that the matter _____________________________________ reconsidered.

(ผมแนะนำว่า  เรื่องนี้ _______________________________ ได้รับการพิจารณาใหม่อีกครั้ง)

(a) is

(b) being

(c) be    (ควร)

(d) has

ตอบ   -   ข้อ   (c)   เนื่องจากอยู่ในโครงสร้างแบบ  “Present subjunctive”  โดยดูจากกริยา  “Suggest

                                                    ตัวอย่างที่ 

  • Prior to our conference, the executive director had requested that everyone _______ well prepared.

(ก่อนการประชุมของเรา  ผู้อำนวยการบริหารได้ขอร้องว่า  ทุกคน _______ เตรียมตัวเป็นอย่างดี)

(a) be    (ควร)

(b) is

(c) was

(d) will be

ตอบ   -   ข้อ    (a)   เนื่องจากเป็นการใช้โครงสร้างแบบ  “Present subjunctive”  สังเกตจากกริยา  “Requested

                                                      ตัวอย่างที่  ๑๐

  • The teacher suggested that _____________________________________________.

(ครูแนะนำว่า ________________________________________________________)

 (a) everybody studied harder

 (b) everybody studies harder

 (c) everybody study harder    {(นักเรียน) ทุกคนควรเรียนให้หนักยิ่งขึ้น}

 (d) everybody would study harder

ตอบ   –   ข้อ   (c)   เนื่องจากอยู่ในโครงสร้าง  “Present subjunctive”  กล่าวคือ  กริยา  “Study” เหมือนมีคำว่า  “Should”  อยู่ข้างหน้า  แต่ละเอาไว้ในฐานที่เข้าใจ

                                                    ตัวอย่างที่  ๑๑

  • The company states that it is necessary that an employee _________ his work on time.

(บริษัทกล่าวว่า  มันจำเป็นที่พนักงาน ______________________ งานของตนให้ทันเวลา)

(a) finishes

(b) finished

(c) finish    (ทำให้เสร็จ)  (คือ  ทำงานให้เสร็จทันเวลา)

(d) can finish

ตอบ   -   ข้อ   (c)   เนื่องจากโครงสร้าง  “It + Is (Was) + Necessary + (That) + Subject + Verb 1”  เป็น  “Present subjunctive

                                                    ตัวอย่างที่  ๑๒

  • He recommended that I ________________________________________ there early.

(เขาแนะนำว่าผม ________________________________ ที่นั่นแต่เช้าตรู่  -  หรือแต่เนิ่นๆ)

(a) be    {(ควร) ไป}

(b) am

(c) was

(d) would be

ตอบ   -   ข้อ    (a)   เนื่องจากอยู่ในรูป   “Present subjunctive”  คือ  คำกริยาในโครงสร้างนี้   ไม่ว่าจะใช้กับประธานตัวใด  หรืออยู่ใน  “Tense”  ใด  จะต้องเป็น  “Verb 1”  (Infinitive without to)  เสมอ  และในกรณีของกริยา  “Verb to be”  ก็ให้ใช้   “Be”  ทุกครั้งไป  คือ  เสมือนกับมี   “Should”  อยู่ข้างหน้ากริยานั้น  แต่ละเอาไว้ในฐานที่เข้าใจ  ไม่พูดหรือเขียนเติมลงไป  (หรืออาจจะใส่   “Should ลงไปข้างหน้าก็ได้)

                                                    ตัวอย่างที่  ๑๓

  • I suggested to her that her husband ______________________________ a long rest.

(ผมแนะนำเธอว่า  สามีของเธอ ___________________________ การพักผ่อนเป็นเวลานาน)

(a) has

(b) have    (มี)

(c) would have

(d) must have

ตอบ    -    ข้อ   (b)   เนื่องจากเป็นไปตามโครงสร้าง  “Subject + Suggest + (To someone) + That + Subject + Verb 1

                                                    ตัวอย่างที่  ๑๔

  • It was in 1934 that an official government report recommended that trade priority _______ to Southeast Asia.

(มันเป็นในปี  ๑๙๓๔  ที่รายงานของรัฐบาล (สหรัฐฯ) อย่างเป็นทางการ  แนะนำว่า  ความสำคัญด้านการค้า (ควร) ________ กับภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้)   (หมายถึง  รายงานฯ แนะนำว่า  สหรัฐฯ ควรให้ความสำคัญด้านการค้าแก่ภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้)

(a) is given

(b) was given

(c) were given

(d) be given    (ถูกให้)

ตอบ   -   ข้อ   (d)   เนื่องจากลดรูปมาจาก  “Should be given” (ละ  “Should”  ไว้ในฐานที่เข้าใจ)

                                                     ตัวอย่างที่  ๑๕

  • I will recommend that the student ____________________________ to the director.

(ผมจะแนะนำว่าเด็กนักเรียนคนนั้น _________________________ กับผู้อำนวยการโรงเรียน)

(a) speak    (พูดคุย)

(b) will speak

(c) had better speak

(d) would speak

ตอบ   -   ข้อ   (a)   เนื่องจากกริยาของอนุประโยค  (ในที่นี้  คือ  “Speak”)  ที่ตามหลังกริยา  “Recommend, Suggest, Demand, Ask, etc.”   จะต้องอยู่ในรูป  “Infinitive without to”  (Verb 1)  ซึ่งเรียกโครงสร้างแบบนี้ว่า  “Present Subjunctive

                                                    ตัวอย่างที่  ๑๖

  • Many customers have requested that we ___________________ them notice of our sales.

(ลูกค้าจำนวนมากได้ร้องขอว่า ให้เรา ________ โนติส (เอกสารแจ้งเหตุหรือข้อมูลล่วงหน้า)  แก่พวกเขาในเรื่องการลดราคาสินค้าของเรา)  (หมายความว่า  ถ้าจะมีการลดราคาสินค้าเมื่อใด  ให้แจ้งลูกค้าทราบล่วงหน้า)

(a) send    (ส่ง)

(b) sends

(c) sent

(d) sending

หมายเหตุ   –   ตอบข้อ   (a)   เนื่องจากเป็นการใช้   “Present subjunctive”  คือการใช้กริยาช่องที่    ที่ไม่มี  “To” นำหน้า  (Infinitive without to)  และไม่มีการเติม  “S  หรือ  “Ed”  เข้าข้างหลังคำกริยาที่อยู่ใน  “Noun clause”   ที่เป็นอนุประโยค   (ซึ่งมักมี  “That”  นำหน้า  “Clause”)  ที่ตามหลังกลุ่มคำกริยาประเภท  “Present subjunctive”  ไม่ว่าประธานของกริยาตัวนี้  จะเป็นเอกพจน์หรือพหูพจน์ก็ตาม  และไม่ว่ากริยาตัวข้างหน้า  (กริยาใน  “Main clause”  หรือประโยคใหญ่)  จะอยู่ใน  “Tense”  ใดก็ตาม  จะไม่มีการเติม  “S”  หรือ  “Ed”  หรือเปลี่ยนรูปที่กริยาตัวนี้   (เนื่องจากเสมือนมี   “Should”   นำหน้า  แต่ไม่เขียนลงไป  คือละไว้ในฐานที่เข้าใจ   เป็นการแนะนำว่า   “ควรทำเช่นนั้น เช่นนี้”)   สำหรับในกรณีที่เป็น  “Verb to be”    ให้ใช้  “Be”  ตลอดไป   (เพราะเสมือนว่า มี  “Should”  นำหน้า)  อนึ่ง เราใช้รูป   “Present subjunctive”  ใน  ๒  กรณี   คือ

                                           ๑. อยู่หลัง  “กริยา + That”   ซึ่งได้แก่คำกริยาต่อไปนี้

  • demand that   (เรียกร้อง-ต้องการว่า)
  • require that   (ขอร้อง-เรียกร้อง-ต้องการ-กำหนดว่า)
  • propose that   (เสนอว่า)
  • request that   (ขอร้องว่า)
  • recommend that   (แนะนำว่า)
  • ask that   (ขอร้องว่า)
  • order that   (สั่งว่า)
  • urge that   (เร่งเร้า-กระตุ้น-เสนอว่า)
  • suggest that   (แนะนำว่า)
  • advise that   (แนะนำว่า)
  • insist that   (ยืนกรานว่า)
  • prefer that   (เห็นสมควรว่า)

                                             ดังตัวอย่างประโยคต่อไปนี้

  • The doctor advised (that) I take a rest.

(หมอแนะนำว่าผมควรพักผ่อน)

  • He suggested (that) she not go there alone.

(เขาแนะนำว่าเธอไม่ควรไปที่นั่นตามลำพัง)

  • The father demands (that) Peter go to see a doctor at once.

(พ่อเรียกร้องให้ปีเตอร์ไปหาหมอในทันที)

  • I suggest (that) he come early.

(ผมแนะนำว่าเขาควรจะมาแต่เช้า)

  • The hostess urged (that) we all stay for dinner.

(เจ้าของบ้านรบเร้าให้อยู่กินอาหารเย็นก่อน)

  • The teacher recommended (that) every student buy a dictionary.

(ครูแนะนำให้นักเรียนทุกคนซื้อพจนานุกรม)

  • The doctor recommends (that) she take this medicine.

(หมอแนะนำว่าเธอควรกินยานี้)

  • She requested (that) he telephone her family.

(เธอขอร้องให้เขาโทรฯไปหาครอบครัวของเธอ)

  • The teacher advised (that) students not speak loudly in the class.

(ครูแนะนำว่านักเรียนไม่ควรพูดเสียงดังในชั้น)

  • I suggested (that) he be more careful.

(ผมแนะนำว่าเขาควรระวังให้มากขึ้น)

  • He suggested (that) she be punctual.

(เขาแนะนำว่าเธอควรตรงต่อเวลา)

  • Our mother suggests (that) we not be lazy.

(แม่ของเราแนะนำว่าเราไม่ควรขี้เกียจ)

  • They requested (that) the contract be signed.

(พวกเขาร้องขอว่าสัญญาควรได้รับการลงนาม)  (เป็น  Passive voice  =  สัญญาถูกลงนาม)

  • She asks (that) she be allowed to see her ailing mother.

(เธอขอร้องว่าเธอควรได้รับอนุญาตให้พบแม่ของเธอที่กำลังป่วย)  (เป็น  Passive voice  =  เธอได้รับอนุญาต)

หมายเหตุ   –   เหตุผลที่คำกริยาในอนุประโยค  ที่เป็น  “Noun clause”  อยู่ในรูป  “Present Subjunctive”  คือ  กริยาเหล่านี้เสมือนกับว่ามี   “Should”  นำหน้า แต่ละเอาไว้ในฐานที่เข้าใจ  ซึ่งจริงๆ แล้วอาจจะเขียนหรือพูดเติม  “Should”  ลงไปด้วยก็ได้  เช่น

  • I suggested (that) he (should) be more careful.
  • She asks (that) she (should) be allowed to go to the party.

 

                                           ๒. “Noun clause”  ที่ตามหลังคำคุณศัพท์ต่อไปนี้  (มักอยู่ในรูป  “It is + Adjective + That + Subject + Verb 1  ที่ไม่มี  “To” นำหน้า)  กริยาใน  “Noun clause”  นั้นจะต้องอยู่ในรูป  “Present subjunctive”  เช่นเดียวกัน  คุณศัพท์ดังกล่าว  คือ  “Important” (สำคัญ),  “Necessary” (จำเป็น), “Urgent(จำเป็นด่วน),  “Imperative”  (จำเป็น),  “Essential” (จำเป็น), “Advisable”  (ควร),   “Crucial”  (สำคัญยิ่ง)  ดังตัวอย่าง   เช่น

  • It is advisable that she study harder.

(เธอควรเรียนหรือขยันให้มากขึ้น)

  • It was essential that we buy food yesterday.

(เป็นสิ่งจำเป็นที่เราต้องซื้ออาหารเมื่อวานนี้)

  • It is advisable that he take exercise every morning.

(เป็นการสมควรที่เขาออกกำลังกายทุกเช้า)

  • It is necessary that she go home at once.

(เป็นเรื่องจำเป็นที่เธอจะต้องกลับบ้านในทันที)

  • It is imperative that Jim practice driving a car.

(เป็นเรื่องจำเป็นที่จิมจะต้องฝึกหัดขับรถ)

  • It is crucial that Tom find a new job.

(เป็นเรื่องจำเป็นยิ่งที่ทอมจะต้องหางานใหม่)

  • It is important that he be brave.

(เป็นสิ่งจำเป็นที่เขาจะต้องกล้าหาญ)

  • It is urgent that everyone be on time for work.

(เป็นเรื่องเร่งด่วนที่ทุกคนจะต้องมาทำงานให้ทันเวลา)

 

11. The United States is currently the major exports market for Thai frozen and canned tuna, ________.

(สหรัฐฯ ปัจจุบันเป็นตลาดสินค้าออกรายใหญ่สำหรับปลาทูนาแช่แข็งและบรรจุกระป๋องของไทย, ________)

(a) while Canada, Australia and Japan follow

(b) followed are Canada, Australia and Japan

(c) with Canada, Australia and Japan following

(d) followed by Canada, Australia and Japan    (ตามมาด้วยแคนาดา, ออสเตรเลีย และญี่ปุ่น)

ตอบ    -    ข้อ   (d)   เนื่องจากลดรูปมาจากอนุประโยค  “………......…..tuna, which are followed by Canada, Australia and Japan   

 

12. ____________ real estate investment, Lexus Company has two other business units: copper manufacturing and investment consultancy.

(_________ การลงทุนในอสังหาริมทรัพย์, บริษัทเล็กซัสมีธุรกิจอื่นอีก    ชนิด  คือ  การผลิตทองแดง  และการให้คำปรึกษาด้านการลงทุน)

(a) In terms of    (ในแง่ของ)

(b) With respect to    (เกี่ยวกับ, ในส่วนที่เกี่ยวกับ)

(c) Apart from    (นอกจาก, นอกเหนือจาก)  (ตามด้วยวลี หรือคำนาม)

(d) In addition    (นอกจากนั้น)  (ตามด้วยประโยค)

ตอบ    -    ข้อ   (c)   หรืออาจตอบ  ข้อ  (d)   แต่ต้องแก้เป็น  “In addition to”   (นอกจาก, นอกเหนือจาก)  หรือ  อาจตอบ  “Besides”  (นอกเหนือจาก)  ก็ได้,  ดูเพิ่มเติมการใช้   “In addition”  และ  “In addition to”    จากตัวอย่างข้างล่าง        

  • Last summer we made a trip to London.  In addition, we visited our old friends in Paris as well.

(ฤดูร้อนปีที่แล้ว  เราเดินทางไปลอนดอน  นอกจากนั้น  เราไปเยี่ยมเพื่อนเก่าในปารีสด้วย)

  • In addition, there were parallel meetings with trade unionists.

(นอกจากนั้น  มีการประชุมคู่ขนานกับสมาชิกสหภาพการค้า)  (หมายถึง  เราประชุมกับกลุ่มอื่นๆ  และประชุมกับสมาชิกสหภาพการค้าด้วย  ในแบบคู่ขนานกันไป)

  • Jane gave some clothes to the poor girl.  In addition, she bought her a ring.

(เจนให้เสื้อผ้าแก่เด็กหญิงผู้น่าสงสารคนนั้น  นอกจากนั้น  เจนซื้อแหวนให้เธอวงหนึ่ง)

  • Aunt Mary gave us sandwiches for our picnic and a bag of cookies in addition.

(ป้าแมรี่ให้แซนวิชแก่เราเมื่อเราไปเที่ยวปิกนิก  และ (ให้) ขนมคุกกี้ถุงหนึ่งเพิ่มเติม)

  • Jane gave some clothes to the poor girl in addition to a ring.

(เจนให้เสื้อผ้าแก่เด็กหญิงผู้น่าสงสารคนนั้น  นอกเหนือจากแหวนหนึ่งวง)

  • We saw a Mickey Mouse cartoon in addition to the cowboy movie.

(เราดูการ์ตูนมิกกี้เมาส์  นอกเหนือจากหนังเคาบอย)

  • He has two cars in addition to a motorboat.

(เขามีรถยนต์    คัน  นอกเหนือจากเรือยนต์    ลำ)

 

13. You haven’t made ________________________________ clear whether I must go or not.

(คุณยังมิได้ทำให้ _________________________________ ชัดเจนว่า  ผมจะต้องไปหรือไม่)

(a) yourself

(b) me

(c) enough

(d) it    (มัน)

ตอบ   -   ข้อ   (d)   {Make + กรรม (Peter, Jim, him, her, them, me, it, himself, herself  แล้วแต่ความหมาย)  + Adjective}  ดูคำอธิบายเพิ่มเติมโครงสร้างนี้จากประโยคตัวอย่างข้างล่าง

                                                    ตัวอย่างที่

She spoke slowly and emphatically in order to _____________________________________.

(เธอพูดอย่างช้าๆ และเน้นย้ำ  เพื่อที่จะ ______________________________________)

(a) make herself clearly

(b) making herself clear

(c) be made herself clear

(d) make herself clear    (ทำให้ตัวเธอเองเป็นที่เข้าใจอย่างชัดเจน)  (ไม่มีผู้ใดข้องใจหรือสงสัยในตัวเธอ)

ตอบ   -   ข้อ   (d)   เนื่องจากเป็นไปตามโครงสร้าง  “Make + กรรม + Adjective หรือ  “Make + กรรม + Verb 1

                                                     ตัวอย่างที่

  • News services make _________ for newspapers to give their readers news from around the world.

(การบริการข่าวสารทำให้ _________ สำหรับหนังสือ พิมพ์ที่จะให้ข่าวสารจากทั่วทุกมุมโลกแก่ผู้อ่านของตน)

(a) possible    (เป็นไปได้)

(b) it possible    (มันเป็นไปได้)

(c) it is possible

(d) possible that

ตอบ   -   ข้อ   (b)   เพราะเป็น  “Pattern”  ที่นิยมใช้กันแพร่หลาย  คือ  (Make + กรรม + Adjective)  เช่น  “Make it difficult”,  “Make it impossible”,  “Make it necessary”,  “Make it popular”,  “Make you skillful”,  “Make her happy”,  “Make them famous”,  ซึ่งมีความหมาย  คือ  “ทำให้ยาก-เป็นไปไม่ได้-จำเป็น-เป็นที่นิยม-มีทักษะ-มีความสุข-มีชื่อเสียง”  (ตามลำดับ)

 

14. You’re tired; you _________________________________________________ with them.

(คุณเหนื่อยแล้ว  คุณ ______________________________________________ กับเขา)

(a) not ought to go

(b) ought not go

(c) ought to not go

(d) ought not to go    (ไม่ควรไป)

ตอบ   -   ข้อ   (d)   เนื่องจาก   “Ought to + Verb 1 = Should + Verb 1”  แต่เมื่ออยู่ในรูปปฏิเสธ  ต้องใช้   “Ought not to + Verb 1”  หรือ  “Should not + Verb 1

 

15. After a _______________________________________ breakfast, he ran to the bus stop.

(หลังอาหารเช้าที่ _______________________________________ เขาวิ่งไปยังป้ายรถเมล์)

(a) hurry    (เร่งรีบ)  (เป็นทั้งคำกริยาและนาม)

(b) hurried    (เร่งรีบ)  (เป็นคำคุณศัพท์)

(c) hurrying

(d) hurry’s

ตอบ   -   ข้อ   (b)   เนื่องจากขยายหน้าคำนาม  “Breakfast”   จึงต้องอยู่ในรูปคำคุณศัพท์  (Adjective)

 

16. I ____________________________________________ here twenty years next summer.

(ผม ____________________________________ ที่นี่เป็นเวลา ๒๐ ปีแล้ว ในฤดูร้อนปีหน้า)

(a) shall live

(b) have lived

(c) am living

(d) shall have been living    (จะได้ (กำลัง) อาศัยอยู่)

ตอบ   -   ข้อ   (d)   เนื่องจากเป็นการเอาโครงสร้าง  “Future tense” {Will (shall) + Verb 1}  (บอกเหตุการณ์อนาคต)  รวมเข้ากับ  “Present perfect continuous tense” {Has (Have) + Been + Verb + ing}  (บอกเล่าเหตุการณ์ที่เกิดในอดีต  และต่อเนื่องมาจนถึงปัจจุบันขณะที่พูด  (และมีแนวโน้มจะต่อเนื่องไปถึงอนาคตด้วย)  เน้นตรงความต่อเนื่องที่ยาวนาน  (อาจเพียง ๒ – ๓ ชั่วโมง  หรือ  วัน  เดือน  ปี  ๑๐ ปี ก็ได้)  เมื่อรวม  “Tense” ทั้ง ๒ แล้ว  จะกลายเป็น  “เหตุการณ์ในอนาคตที่เกิดต่อเนื่องอย่างยาวนานมาตั้งแต่อดีต  และมีแนวโน้มจะเกิดต่อไปอีกเรื่อยๆ  จนถึงเวลาในอนาคตที่กล่าวถึง”  สำหรับประโยคในข้อ  ๑๖  บอกเหตุการณ์ที่เกิดในอดีต  และจะต่อเนื่องยาวไปถึงอนาคตด้วย  คือ  ฤดูร้อนในปีหน้า  หมายความว่า  เมื่อถึงเวลานั้น  “ผมจะได้อาศัยอยู่ที่นี่เป็นเวลา  ๒๐  ปี”  กล่าวคือ  ผมเริ่มอาศัยที่นี่เมื่อ  ๑๙  ปีที่แล้ว  ครั้นพอถึงปีหน้า (ตอนฤดูร้อน)  ผมก็จะอยู่ที่นี่ครบ  ๒๐  ปีพอดี  และมีแนวโน้มจะอยู่ที่นี่ต่อไปอีกเรื่อยๆ  เราเรียกโครงสร้างแบบนี้ว่า  “Present future perfect continuous tense” {Subject + Will (Shall) + Have + Been + Verb + ing}  อนึ่ง  เราสามารถใช้แทน  “Tense”  นี้ด้วย  “Present future perfect tense”  {Subject + Will (Shall) + Have + Verb 3}  ก็ได้  แต่จะไม่แสดงการเน้นความยาวนาน  หรือ ต่อเนื่องของเหตุการณ์  รวมทั้งการไม่มีแนวโน้มจะยาวนานต่อไปอีกเมื่อถึงเวลาในอนาคตที่กล่าวถึง  เหมือนกับ  “Present future perfect continuous tense”  ดูเพิ่มเติมจากประโยคตัวอย่างข้างล่าง

  • He will have been working in the company for 20 years next month.

(เขาจะได้ทำงานในบริษัทเป็นเวลา ๒๐ ปี ในเดือนหน้า)  (เน้นความต่อเนื่องยาวนาน ๒๐ ปี และมีแนวโน้มจะทำต่อไปอีกหลังจากเดือนหน้า)

(= He will have worked in the company for 20 years next month.) (ความหมายเหมือนประโยคข้างบน  แต่ไม่แสดงการต่อเนื่องยาวนานของเหตุการณ์ –ทำงานกับบริษัท – หรือแนวโน้มที่จะทำต่อไปในอนาคต หลังจากเดือนหน้า  เหมือนกับประโยคข้างบน)

  • She will have been studying in the library for 10 hours by 5 p.m.

(เธอจะได้อ่านหนังสือในห้องสมุดเป็นเวลา ๑๐ ชั่วโมง  เมื่อถึงเวลา ๕ โมงเย็น  - ขณะที่พูดอาจเป็นเวลาเที่ยงหรือบ่าย ๒ โมง)  (แสดงความต่อเนื่องยาวนาน  ๑๐ ชั่วโมง  และมีแนวโน้มจะอ่านต่อไปอีกหลัง ๕ โมงเย็น)

(= She will have studied in the library for 10 hours by 5 p.m.)

(ความหมายเหมือนประโยคข้างบน  แต่ไม่แสดงการต่อเนื่องของเหตุการณ์ว่ายาวนานเป็น ๑๐ ชั่วโมง  หรือ มีแนวโน้มจะยาวต่อไปจนถึง ๖ โมง หรือ ๒ ทุ่ม  เหมือนกับประโยคข้างบน)

 

17. His lifelong interest in astronomy perhaps came _________________ this night’s experience.   

(ความสนใจตลอดชีวิตของเขาในด้านดาราศาสตร์  มา _______ ประสบการณ์ของคืนนี้)  (ที่เขาได้ทำหรือเห็นอะไรบางอย่าง  ซึ่งทำให้เกิดความประทับใจในวิชานี้)

(a) to

(b) after

(c) in

(d) from    (จาก)

ตอบ  -  ข้อ   (d)   

                               สำหรับคำคุณศัพท์  (Adjective)   ที่ใช้กับ  “From”   ได้แก่“Different”  (แตกต่าง)  -  She is very different from her twin sister.  (เธอแตกต่างอย่างมากมาย  จากน้องสาวฝาแฝด),  “Far”  (ไกล)  -  My house is very far from the office.  (บ้านของผมอยู่ไกลจากที่ทำงานมาก), “Free”  (เป็นอิสระ),  “Safe”  (ปลอดภัย),  “Immune”  (ปลอดภัยจาก, ได้รับความคุ้มกันจาก),  “Absent”  (ไม่อยู่, ขาดหายไป)  -   Some students are frequently absent from school.  (นักเรียนบางคนขาดเรียนบ่อย),  “Away”  (อยู่ห่าง)  -  Most people don’t like to be away from home for a long time.  (คนส่วนใหญ่ไม่ชอบอยู่ห่างจากบ้านเป็นเวลานานๆ), “Evident”  (เห็นได้ชัดจาก),  เป็นต้น

                              สำหรับคำกริยา  (Verb)  ที่ใช้กับ  “From”  ได้แก่ “Differ”  (แตกต่าง),  “Borrow”  (ขอยืม),  “Abstain”  (ละเว้น),  “Prevent”  (ขัดขวาง),  “Suffer”  (ป่วยเป็น หรือ เดือดร้อนเพราะ),  “Refrain”  (ละเว้น, หลีกเลี่ยง),  “Stop”  (หยุด, ขัดขวาง),  “Separate”  (แยก, แยกออก, สกัด),  “Protect”  (ปกป้อง, คุ้มครอง),  “Prohibit”  (ห้ามไม่ให้),  “Hinder”  (ขัดขวางไม่ให้),  “Defend”  (ป้องกัน),  “Draw”  (ดึงหรือลากออกมา),  “Recover”  (ฟื้นจาก),เป็นต้น

                             ส่วนวลีอื่นๆ  ที่ใช้   “From”  ได้แก่  “From now on” = “นับจากนี้เป็นต้นไป”   “From time to time”  (เป็นครั้งคราว, เป็นบางโอกาส),  “Live from hand to mouth”  (ดำรงชีวิตแบบหาเช้ากินค่ำ),  “From the beginning”  (จากเริ่มต้น, จากเริ่มแรก),  “From place to place”  (จากที่หนึ่งไปยังอีกที่หนึ่ง),  “From one place to another place”  (จากที่หนึ่งไปยังอีกที่หนึ่ง),  “From the bottom of one’s heart”  (จากก้นบึ้งหัวใจของคนๆนั้น,  ด้วยความจริงใจ),  “From 2 to 4 p.m.”  (จาก  ๒  โมง  ถึง  ๔  โมงเย็น),  “From January to April”  (จากเดือนมกราคม ถึงเมษายน),  “Go from bad to worse”  (เลวร้ายหรือแย่ยิ่งกว่าเดิมที่แย่อยู่แล้ว)  - Jack’s conduct in school has gone from bad to worse.  (ความประพฤติของแจ๊คในโรงเรียนเลวหนักยิ่งกว่าเดิม  ซึ่งก็เลวอยู่แล้ว)  -  Dick’s typing went from bad to  worse when has was tired.  (การพิมพ์ของดิ๊กซึ่งห่วยแตกอยู่แล้ว  กลับห่วยมากขึ้นไปอีก   เมื่อตอนเขามีอาการเหนื่อยล้า),  “From hand to hand”  (จากคนหนึ่งไปสู่อีกคนหนึ่งและอีกคนหนึ่ง)  -  The box of candy was passed from hand to hand.  (กล่องลูกอมถูกส่งจากคนหนึ่งไปสู่อีกคนหนึ่ง  และอีกคนหนึ่งจนทั่วถึง),  “Fall from grace”  (กลับไปมีนิสัยเลวเหมือนเดิมอีก, ทำสิ่งเลวๆอีกครั้ง)  -  The boy fell from grace when he lied.   (เด็กคนนั้นทำในสิ่งที่ไม่ดี  เมื่อเขาโกหก),   “From pillar to post”  (จากที่หนึ่งไปยังอีกที่หนึ่ง  หลายๆครั้ง  แบบระเหเร่ร่อน  -  เปรียบเหมือนนกเกาะเสาต้นหนึ่ง  แล้วโผไปอีกต้นหนึ่ง)  -  Jim’s father changed jobs several times a year, and the family was moved from pillar to post  (พ่อของจิมเปลี่ยนงานหลายครั้งในแต่ละปี  และครอบครัวต้องย้ายบ้านหลายครั้งหลายหน),  “From scratch”  (จากศูนย์, จากไม่มีอะไรเลย, จากมือเปล่า)  -  Tom started his business from scratch.  (ทอมเริ่มต้นธุรกิจของเขาจากที่ไม่มีอะไรเลย  -  หรือจากศูนย์),  “From across the world”  (จากทั่วโลก),  “From door to door”  (จากบ้านหนึ่งไปยังอีกบ้านหนึ่ง)  -  She sells face cream from door to door.  (เธอขายครีมทาหน้าจากบ้านหลังหนึ่ง  สู่บ้านอีกหลังหนึ่ง  และอีกหลังหนึ่ง),  “From head to foot”  (จากหัวถึงเท้า,  อย่างพินิจพิเคราะห์, อย่างรอบคอบ)  -  The stranger looked the boy over from head to foot.  (คนแปลกหน้ามองเด็กคนนั้นอย่างรอบคอบ-ระมัดระวัง),  “From end to end”  (ทั่วทั้งบริเวณ)  -  The dog sniffed the yard from end to end in search of a bone  (หมาสูดดมสนามทั่วทั้งบริเวณ  เพื่อค้นหากระดูก),   “From top to bottom”  (จากบนถึงล่าง, ทั่วทั้ง หมด)  -  This new car has been redesigned from top to bottom.  (รถใหม่คันนี้ถูกเปลี่ยนแปลงตลอดทั้งคัน),   เป็นต้น

 

18. That new television program ___________________________________ me very much.

(รายการทีวีรายการใหม่ _____________ ผมเป็นอย่างมาก)  (คือ  ทำให้ผมสนใจเป็นอย่างมาก) 

(a) is interested   (รู้สึกสนใจ)

(b) is interesting   (น่าสนใจ)

(c) interest

(d) interests   (ทำให้ ...........................(ผม)............................ สนใจ)

 

19. She said she would come, and she __________________________________________.

(เธอพูดว่าเธอจะมา  และเธอ ______________________________________________)

(a) come

(b) did came

(c) did come   (มาจริงๆ)

(d) would

ตอบ  -  ข้อ   (c)   ดูคำอธิบายเพิ่มเติมจากประโยคตัวอย่างข้างล่าง

                                                   ตัวอย่างที่

  • I __________________________________________________ saw this log myself.

(ผมเลื่อยท่อนซุง – ท่อนไม้ – ด้วยตัวผมเอง __________________________________)

(a) did   (จริงๆ,  อย่างแท้จริง)

(b) have

(c) had

(d) (No word is needed.)

ตอบ  –  ข้อ   (a)   เนื่องจากเป็นการนำกริยาพิเศษ  (Do, Does, Did)  มานำหน้าคำกริยาทั่วไป  เพื่อ  “เน้นย้ำ”  กริยาตัวนั้น  ว่า  “ทำเช่นนั้นจริงๆ”  หรือ  “เป็นเช่นนั้นจริงๆ”  ซึ่งเป็นการใช้ในประโยคบอกเล่า  หรือประโยคขอร้องเชื้อเชิญ  ทั้งนี้  คำกริยาที่ตามหลัง  “Do, Does, Did” จะ ต้องอยู่ในรูป  “Infinitive without to”  (Verb 1)  เช่น

  • People do in fact make mistakes.

(ผู้คนทำผิดกันจริงๆ)  (คือ  ทำผิดกันเยอะเลย)

  • It does seem a bit cold in here.

(มันดูเหมือนว่าหนาวจริงๆ ในที่นี้)

  • I did have a map somewhere but I must have lost it.

(ผมมีแผนที่จริงๆ อยู่ที่ไหนสักแห่ง  แต่ว่าผมคงทำมันหายแล้วละ)

  • I do agree with him.

(ผมเห็นด้วยกับเขาจริงๆ)

  • They did get a bit worried about me.

(เขาวิตกกังวลนิดหน่อยจริงๆ เกี่ยวกับผม)

  • He does come every day.

(เขามาทุกวันจริงๆ)

  • He did come yesterday.

(เขามาเมื่อวานนี้จริงๆ)

  • You do play the piano well.

(คุณเล่นเปียโนได้ดีจริงๆ)

  • Do come in, please.

(เชิญเข้ามาข้างในเลยครับ)

 

20. They ________________________________ that the more one has the more one wants. 

(พวกเขา __________________________________ ว่า  คนเรายิ่งมีมาก  ก็ยิ่งต้องการมาก)

(a) tell

(b) ask

(c) inquire    (ถาม)

(d) say    (กล่าว, พูด)

ตอบ    -    ข้อ   (d)   ถ้าใช้   “Tell”   ต้องพูดว่า  “They tell me (him, her) that…………........…….…

 

เรียน  ท่านผู้ติดตามอ่าน  เว็บไซต์  “everydayenglish.pwa.co.th

 

                  ถ้าท่านมีคำแนะนำให้ปรับปรุงเว็บไซต์นี้ประการใด  กรุณาส่ง   e-mail ไปที่  เว็บไซต์นี้  ตาม   “Address” wpookaotong@yahoo.com   (โปรดระบุหัวเรื่องด้วย ว่า  “ปรับปรุงเว็บไซต์”)   เพื่อที่ผู้จัดทำฯ จะได้ปรับปรุงเนื้อหาได้ตรงตามความประสงค์ของผู้อ่านเว็บไซต์นี้ต่อไป

 

 

 

 

 

หมวดข้อสอบ TOEIC (ตอนที่ 495)

การประปาส่วนภูมิภาค  “มุ่ง-มั่น-เพื่อปวงชน”

 

Part V: Sentence Completion   (ส่วนที่ 5 :  การเติมประโยคให้สมบูรณ์)

Choose the best alternative to make a correct sentence.

(จงเลือกข้อที่ดีที่สุดเพื่อทำให้ประโยคมีความถูกต้อง)

 

1. If the rain did not stop all night, the rain did not let _________________________________.

(ถ้าฝนไม่หยุดตกตลอดทั้งคืน,  ฝนไม่ ________________________________________)

(a) out

(b) up    (“Let up”  =  หยุด หรือลดน้อยลง)

(c) of

(d) off

 

2. I told Jim I couldn’t concentrate on my work and asked him to turn _______ the volume of his TV.

(ผมบอกจิมว่า  ผมไม่สามารถมีสมาธิกับการทำงาน  และขอร้องให้เขา _______ เสียงของทีวีของเขา)

(a) off    (“Turn off”  =  ปิดไฟ-ทีวี-วิทยุ  ฯลฯ)

(b) up    (“Turn up”  =  เพิ่ม, ทำให้มากขึ้น)  (ปรับเสียงให้ดังขึ้น)

(c) on    (“Turn on”  =  เปิดไฟ-ทีวี-วิทยุ  ฯลฯ)   

(d) down    (Turn down”  =  เบา, หรี่, ทำให้ลดลง)  (หรี่เสียงให้เบาลง)

 

3. Professor Collins ________________________________________________ about him.

(อาจารย์คอลลินส์ __________________________________________ เกี่ยวกับตัวเขา)

(a) heard the students to talk

(b) heard the talk by the students

(c) heard the students’ talking

(d) heard the students talk    (ได้ยินนักเรียนพูดคุย)

ตอบ   -   ข้อ   (d)   ดูเพิ่มเติมการใช้คำกริยาประเภทเดียวกับ  “Hear”  จากประโยคข้างล่าง

                                                    ตัวอย่างที่ 

  • We begged him to let us ______________________________ through the telescope.

(เราขอร้องเขาให้อนุญาตให้เรา ___________ ผ่านกล้องโทรทัศน์ (กล้องส่องทางไกล) ตัวนั้น)

(a) look    (มอง, ดู)

(b) to look

(c) looking

(d) looked

ตอบ   -   ข้อ  (a)   เนื่องจาก  “Let + กรรม + Verb 1  ดูเพิ่มเติมกลุ่มคำกริยาที่ตามด้วยกรรม  และ  “Infinitive without to” (Verb 1)  จากประโยคตัวอย่างข้างล่าง

                                                     ตัวอย่างที่ 

  • What she saw made her _____________________________________________ pale.

(สิ่งที่เธอเห็นทำให้เธอ __________________________________________ หน้าซีดเผือด)

(a) turn    (กลายเป็น)

(b) turning

(c) to turn

(d) turned

ตอบ   -   ข้อ  (a)   เนื่องจาก “Make +กรรม + Verb 1

                                                       ตัวอย่างที่ 

  • Every morning he could hear the birds _____________________________________.

(ทุกเช้า  เขาสามารถได้ยินนก _____________________________________________)

(a) song

(b) sing    (ร้องเพลง)

(c) sang

(d) sung

ตอบ   -   ข้อ    (b)   ตามโครงสร้าง  “Subject + Hear + กรรม + Verb 1”  ดูเพิ่มเติมกริยาประเภทเดียวกับ  “Hear”  จากประโยคข้างล่าง

                                                        ตัวอย่างที่ 

  • It makes you ____________________________________ with delight to think of that.

(มันทำให้คุณ _______________________________ ด้วยความปลาบปลื้มเมื่อคิดถึงเรื่องนั้น)

(a) to laugh

(b) laughed

(c) laughing

(d) laugh    (หัวเราะ)

ตอบ   -   ข้อ   (d)   เนื่องจาก  “Subject + Make + กรรม + Verb 1”  ดูเพิ่มเติมกริยาประเภทเดียวกันจากประโยคข้างล่าง

                                                       ตัวอย่างที่ 

  • She made her guests __________________________________________________.

(เธอทำให้แขกของเธอ _____________________________________________________)

(a) laugh    (หัวเราะ)

(b) laughed

(c) laughing

(d) to laugh

ตอบ   –   ข้อ   (a)   เนื่องจากอยู่ในรูป  “Subject + Make + กรรม  + Infinitive without to (Verb 1)

                                                      ตัวอย่างที่ 

  • I felt the house ________________________________________________________.

(ผมรู้สึกว่าบ้าน ______________________________________________________)

(a) to move

(b) moving    (ไหว, สะเทือน)

(c) be moving

(d) to be moved

ตอบ   -   ข้อ   (b)   หรือ  “Move”  ก็ได้  สำหรับกริยาที่ต้องตามด้วย  “Infinitive without to”  (Verb 1)  ยกเว้นบางตัว  เช่น  “Feel, Watch, See, Hear”   อาจตามด้วย  “Present participle”  (Verb + ing)  ได้เช่นกัน  ดูจากประโยคข้างล่าง

                                                      ตัวอย่างที่ 

  • The manager let everyone _______________ the office early to attend the convention.

(ผู้จัดการปล่อย (ยอม) ให้ทุกคน ____________ สำนักงานแต่เนิ่นๆ เพื่อไปเข้าร่วมการประชุม)

(a) to leave

(b) leaves

 (c) left

(d) leave    (ออกจาก)

ตอบ   -   ข้อ   (d)   เนื่องจากหลังกรรมของ  “Make, Let, Have (ใช้), See, Watch, Hear, Feel”  ต้องอยู่ในรูป  “Infinitive without to”  คือ  กริยาช่องที่    ที่ไม่มี  “To”  นำหน้า  (Verb 1),  ยกเว้นกริยา  “See, Hear, Feel, Watch”  ที่อาจตามด้วย  “Present participle” (Verb + ing)  ก็ได้  โดยความหมายต่างกันเล็กน้อย  ดังตัวอย่างประโยค  เช่น

  • She lets them play in the field.

(เธอปล่อยให้พวกเขาเล่นในสนาม)

  • We made them laugh.

(เราทำให้พวกเขาหัวเราะ)

  • She had them clean her room.

(เธอให้พวกเขาทำความสะอาดห้อง)

                                            แต่กริยาต่อไปนี้  (See, Hear, Feel, Watch)  อาจตามด้วย  “Infinitive without to”  (Verb 1)  หรือ  “Present participle”  (Verb + ing)  โดยมีความหมายต่างกันเล็กน้อย  เช่น

  • I heard her sing.

(ผมได้ยินเธอร้องเพลง)

  • She heard him singing.

(เธอได้ยินเขากำลังร้องเพลง)

  • He saw her walk in the street.

(เขาเห็นเธอเดินในถนน)

  • I saw him reading in the library.

(ผมเห็นเขากำลังอ่านหนังสือในห้องสมุด)

  • We watched them play in the field.

(เราดูพวกเขาเล่นในสนาม)

  • I watched her walking along the road.

(ผมเฝ้าดูเธอกำลังเดินไปตามถนน)

  • She felt the wind blow.

(เธอรู้สึกว่าลมพัด)

  • We felt the train moving from the station.

(เรารู้สึกว่ารถไฟกำลังเคลื่อนออกจากสถานี)

 

4. I hope ________________________________________________________ home early.

(ผมหวังจะ _______________________________________ กลับบ้านแต่วัน  -  แต่เนิ่นๆ)

(a) to drive to

(b) to drive    (ขับรถ)

(c) drive to

(d) drive

ตอบ   -   ข้อ   (b)   “Hope + To + Verb 1”  ดูกลุ่มคำกริยาที่ใช้เหมือนกับ  “Hope”  จากประโยคข้างล่าง

                                                      ตัวอย่างที่ 

  • If you promise _________________________ angry with me, I’ll tell you what I broke.

(ถ้าคุณสัญญา _______________ โกรธผม  ผมจะบอกคุณว่า  ผมทำอะไรแตก (เสียหาย) บ้าง)

(a) not getting

(b) to not get

(c) not to get    (จะไม่)

(d) you not get

ตอบ   -   ข้อ   (c)   กริยา  “Promise + To + Verb 1”  หรือ  เมื่อเป็นปฏิเสธ  ใช้  “Promise + Not + To + Verb 1”  เช่นในประโยค

  • He promised to do better in the future.

(เขาสัญญาว่าจะทำให้ดีขึ้นในอนาคต)

  • They promise not to come to work late again.

(พวกเขาสัญญาว่าจะไม่มาทำงานสายอีก)

                                    สำหรับกลุ่มคำกริยาที่ต้องตามด้วย  “Infinitive with to” (To + Verb 1)  ได้แก่  “promise  (สัญญา), offer  (เสนอ), want  (ต้องการ), hope  (หวัง), plan  (วางแผน), hesitate  (รีรอ, ลังเลใจ), fail   (ล้มเหลว), learn (เรียนรู้), expect  (คาดหวัง), refuse  (ปฏิเสธ), need  (ต้องการ), dare  (กล้า), claim  (อ้าง), agree  (ตกลง), demand  (เรียกร้อง), wish  (ปรารถนา), intend (ตั้งใจ), seem  (ดูเหมือนว่า), resolve  (ตกลงใจ), determine (ตัดสินใจ), decide  (ตัดสินใจ), pretend  (แสร้งทำ), afford  (มีฐานะพอ, สามารถหามาได้), happen  (บังเอิญ), appear  (ดูเหมือนว่า), prove  (พิสูจน์ว่า), ask  (ขอร้อง), beg  (ขอร้อง), choose  (เลือก), manage  (ประสบความสำเร็จ), hurry  (เร่งรีบ), tend  (มักจะชอบ), arrange  (จัดแจง, เตรียมการ), care  (สนใจ), come  (มา)   ดังตัวอย่างประโยคข้างล่าง

  • They want to take a rest.

(พวกเขาต้องการพักผ่อน)

  • She expects to arrive there in time.

(เธอคาดหวังว่าจะไปถึงที่นั่นทันเวลา)

  • He pretended not to see me.

(เขาแสร้งทำเป็นไม่เห็นผม)

  • We decided to buy a new home.

(เราตัดสินใจซื้อบ้านใหม่)

  • They decided not to travel abroad this year.

(พวกเขาตัดสินใจไม่เดินทางไปต่างประเทศปีนี้)

  • He came to see me late at night.

(เขามาพบผมเวลากลางคืนตอนดึก)

  • We must learn to work hard and to save money.

(เราจะต้องเรียนรู้เรื่องการทำงานหนักและออมเงิน)

  • She refused to go out with him.

(เธอปฏิเสธที่จะออกไปข้างนอกกับเขา

  • She affords to buy an expensive car.

(เธอมีฐานะพอที่จะซื้อรถยนต์ราคาแพง)

  • They agreed to take a vacation this summer.

(พวกเขาตกลงที่จะเดินทางวันหยุดพักผ่อนหน้าร้อนนี้)

  • We wish to graduate in a few months and to get a job.

(เราปรารถนาที่จะเรียนจบในอีก ๒ – ๓ เดือนข้างหน้าและได้งานทำ)

  • He asked to play a role in the school play.

(เขาขอร้องที่จะแสดงในบทในละครของโรงเรียน)

  • She asked not to attend the meeting next week.

(เธอขอร้องที่จะไม่เข้าประชุมสัปดาห์หน้า)

  • They promised to come and they did come.

(พวกเขาสัญญาว่าจะมา และก็มาจริงๆ)

  • The team failed to win a place in the finals.

(ทีมนั้นไม่สามารถที่จะได้เข้ารอบสุดท้าย)

  • They hoped to meet their parents after separating with them for years.

(พวกเขาหวังจะได้พบกับพ่อแม่หลังจากแยกกับพ่อแม่เป็นเวลาหลายปี)

  • Did you manage to get anything to eat before you came?

(คุณประสบความสำเร็จ (สามารถ) หาอะไรกินก่อนมาที่นี่หรือเปล่า)

 

5.  It seems very difficult _____________________________________________________.

(มันดูเหมือนยากมาก ___________________________________________________)

(a) to stop the child to cry

(b) restraining the child to cry

(c) to keep the child from crying    (ที่จะป้องกันเด็กคนนั้นมิให้ร้องไห้)

(d) holding the child’s crying

ตอบ   -   ข้อ   (c)   ตามโครงสร้าง  “It is (was, seems, appears) + Adjective + (For someone) + To + Verb 1”  ดูเพิ่มเติมจากประโยคข้างล่าง

                                                    ตัวอย่างที่ 

  • _________________________________ to sign my name at the bottom of the page?

(___________________ ที่จะเซ็นชื่อของผมที่ด้านล่างของหน้า (กระดาษหรือเอกสาร) หรือไม่)

(a) Is it necessary for me    (มันจำเป็นสำหรับผม)

(b) Is it necessity for me    (“Necessity”  =  ความจำเป็น)

(c) Is it necessarily for me

(d) Am I necessary    (ไม่ใช้โครงสร้างนี้)

ตอบ   -   ข้อ   (a)   เนื่องจากมาจากโครงสร้างประโยคบอกเล่า  “It + is (was) + Adjective + (For someone) + To + Verb 1” 

                                                      ตัวอย่างที่ 

  • It is not a good thing ______________________ in front of a television set all evening.

(มันมิใช่สิ่งที่ดี ______________________________ หน้าเครื่องรับโทรทัศน์ตลอดทั้งคืน)

(a) for children sit

(b) for children to sit    (สำหรับเด็กๆที่จะนั่ง)

(c) for children will sit

(d) for children sitting

ตอบ   -   ข้อ   (b)   มีค่าเท่ากับ   “It is not good for children to sit…..…….......……”  ซึ่งเป็นไปตามโครงสร้าง  “It + Is (Was) + (Not) + Adjective + (For someone) + To + Verb 1”  (สำหรับข้อความในวงเล็บ  จะมีหรือไม่ก็ได้)   ดังประ โยคข้างล่าง

                                                     ตัวอย่างที่ 

  • Don’t do anything.  I believe _______________________ would be best to keep quiet.

(ไม่ต้องทำอะไร  ผมเชื่อ (ว่า) ___________________________ จะดีที่สุดที่จะนิ่งเงียบเสีย)

(a) you

(b) it    (มัน)

(c) we

(d) everything

ตอบ   -   ข้อ   (b)   เนื่องจากเป็นไปตามโครงสร้าง  “It + Is (was, will be, would be) + Adjective   (เช่น  “Important, Necessary, Possible, Normal, Good, Better, Best”) + (For Someone) + To + Verb 1

                                                     ตัวอย่างที่ 

  • It is usually necessary for the international business person ________ more than only his/her native language.

(มันเป็นสิ่งจำเป็นโดยปกติ  สำหรับนักธุรกิจระหว่างประเทศที่จะ _______ มากไปกว่าภาษาที่ใช้มาตั้งแต่เกิดของเขา/เธอ  แต่เพียงภาษาเดียว)  (หมายถึง  ควรรู้ภาษาอื่นด้วย  นอกเหนือจากภาษาที่ตนใช้อยู่เป็นประจำ)

(a) to understand    (เข้าใจ)

(b) to observe     (สังเกต)

(c) knowing     (รู้)

(d) speaking     (พูด)

ตอบ   –   ข้อ   (a)   เนื่องจากถูกต้องตามหลักไวยากรณ์  ตามโครงสร้าง {It is (was) + Adjective (necessary, important, possible, impossible, good, wise, foolish, etc.) + (For someone) + To + Verb 1 (กริยาอะไรก็ได้) + Something}  เช่น

  • It is necessary (for you) to work harder.

(มันจำเป็นสำหรับคุณที่ต้องขยันให้มากขึ้น)

  • It is important (for young people) to pay respect to the elderly.

(มันสำคัญสำหรับคนหนุ่มสาวที่จะต้องให้ความเคารพผู้สูงอายุ)

  • It was possible (for them) to arrive there before noon.

(มันเป็นไปได้สำหรับพวกเขาที่จะไปถึงที่นั่นก่อนเที่ยง)

  • It is impossible (for me) to lend you the sum you want.

(มันเป็นไปไม่ได้สำหรับผมที่จะให้คุณยืมเงินจำนวนที่ต้องการ)

  • It is good (for her) to marry him.

(มันดีสำหรับเธอที่แต่งงานกับเขา)

  • It was wise (for us) to cancel our trip to Europe.

(มันฉลาดสำหรับเราที่ยกเลิกการเดินทางไปยุโรป)

 

6. Unless you have something sensible to say, you ________________________ keep quiet.

(ถ้าคุณไม่มีอะไรที่ฉลาด (มีเหตุผล) ที่จะพูดคุย,  คุณ_______________________ เงียบไว้)

(a) have better

(b) had better    (ควรจะ)

(c) would better

(d) should better

ตอบ   -   ข้อ   (b)   ส่วน   “Would rather”  =  “อยากที่จะ, ใคร่ที่จะ

 

7. Who _________________________________________________________________?

(_____________________________________________________________ ใคร)

(a) is this pen belonged

(b) is owned by this pen

(c) is this pen belong to

(d) does this pen belong to    (ปากกานี้เป็นของ)

ตอบ    -    ข้อ   (d)  “Belong”   =   “เป็นของ”   ไม่มีการใช้ในรูป  “Passive voice”  และต้องใช้กับ  “To”  เสมอ   ข้อ  (a)  จึงผิด  (เพราะเป็น  “Passive voice”)  และเมื่อจะทำเป็นประโยคปฏิเสธ   หรือคำถาม  จะต้องใช้   “Verb to do”  (Do, Does, Did)  ช่วยเสมอ  ดังนั้น  ข้อ  (c)  จึงผิดสำหรับ   “Own”  =   “เป็นเจ้าของ”  จะ ต้องใช้ในโครงสร้าง  “Who owns this pen?”  (ใครเป็นเจ้าของปากกาด้ามนี้)

 

8. Do you know which part of the country ____________________________________ rain?

(คุณรู้ไหมว่าส่วนไหนของประเทศ _______________________________________ ฝน)

(a) is lacking of

(b) lacks of

(c) is in lack of    (ขาดแคลน)

(d) is lacked of

ตอบ   -   ข้อ   (c)   สำหรับโครงสร้างอื่นๆ ของ   “Lack”  ดูจากประโยคตัวอย่างข้างล่าง

                                                       ตัวอย่างที่ 

  • He made that mistake because he _______________________________ experience.

(เขาทำความผิดนั้น  เพราะว่าเขา ________________________________ ประสบการณ์)

(a) was lack of

(b) was in lacked of

(c) lacked of

(d) lacked    (ขาด, ขาดแคลน, ปราศจาก, ไม่มี, การขาดแคลน, ความไม่มี, ความไม่เพียงพอ)

ตอบ   -   ข้อ   (d)   หรืออาจใช้  “was in lack of”  ก็ได้  เนื่องจาก  “Lack”  เป็นทั้งคำกริยาและคำนาม,  เมื่อเป็นคำกริยา  ตามด้วยกรรมเลย   ไม่ต้องมี “Of”,  แต่เมื่อใช้เป็นคำนาม  ต้องตามด้วย  “Of”  และต่อด้วยกรรม  ดังประโยคตัวอย่าง

  • They lacked confidence to go on with the project.

(พวกเขาขาดความเชื่อมั่นที่จะดำเนินโครงการต่อไป)

  • The contract lacks a signature of both parties.

(สัญญาขาดลายเซ็นของทั้ง    ฝ่าย)

  • Many poor nations lack raw materials for the production of their goods. 

(ประเทศยากจนจำนวนมากขาดแคลนวัตถุดิบสำหรับการผลิตสินค้าของตน)

  • I hated the lack of privacy in the dormitory.

(ผมเกลียดการขาดความเป็นส่วนตัวในหอพัก)

  • He was not a stern man at all, in spite of his lack of humor.

(เขามิใช่คนที่เข้มงวด-เคร่งครัด หรือไม่ยอมผ่อนผัน  ทั้งๆที่ขาดอารมณ์ขัน)

  • Lack of proper funding is making our job more difficult.

(การขาดแคลนการอุดหนุนเงินที่เหมาะสม  กำลังทำให้งานของเรายากลำบากยิ่งขึ้น)

  • His department was shut down for lack of funds.

(แผนกของเขาถูกปิดลงเนื่องจากขาดแคลนเงินทุน)

 

9. ________________ everyone knows, Jennifer is one of the smartest students in the class.

(___________________ ทุกคนทราบ, เจนนิเฟอร์เป็นนักเรียนที่ฉลาดที่สุดคนหนึ่งในชั้น)

(a) As soon as    (ในทันทีที่)

(b) As well as    (เช่นเดียวกับ, และ)

(c) As far as    (เท่าที่, ในส่วนที่)

(d) As much as    (มากเท่ากับ)

ตอบ    -    ข้อ   (c)

 

10. According to the guide, it may take over 3 hours _________________ the ancient temple.

(ตามที่มัคคุเทศก์บอก,  มันอาจใช้เวลากว่า  ๓  ชั่วโมง _____________________ วัดโบราณ)

(a) to arrive in

(b) arriving in

(c) to arrive at    (ที่จะมาถึง)

(d) arriving at

ตอบ   -   ข้อ   (c)   ตามโครงสร้าง  “It + Take + (John, him, her, me) + Time + To + Verb 1”    และ  “Arrive at”  =  “มาถึงสถานที่เล็กๆ  เช่น  วัด, โรงเรียน, โรงพยาบาล, ธนาคาร  ฯลฯ”  ส่วน  “Arrive in”  =   “มาถึงเมือง, ประเทศ

                           สำหรับวลีที่ใช้กับ  “At”  ได้แก่  “at a high speed” =  ด้วยความ เร็วสูง)  -  “The car is moving at a high speed.”  (รถยนต์กำลังเคลื่อนที่ด้วยความ เร็วสูง),   “good at”  (เก่ง)  -  She is good at drawing map.  (เธอเก่งการวาดแผนที่),  “sit at a table”  (นั่งที่โต๊ะ),  “land at a small airport”  (ร่อนลงที่สนามบินเล็กๆ),  “at both ends”  (ที่ปลายทั้ง ๒ ข้าง),  “a knock at the door”  (การเคาะที่ประตู)  -  “We heard a knock at the door at late night.”  (เราได้ยินเสียงเคาะที่ประตูตอนดึกมากแล้ว),  “I don’t like this movie at all.”  (ผมไม่ชอบหนังเรื่องนี้สักนิดเดียว),  “at a beach club”  (ที่สโมสร ณ ชายหาด), “at a funeral”  (ที่งานศพ),  “at a press conference”  (ที่การให้สัมภาษณ์หนังสือพิมพ์),  “at a high school dance”  (ที่งานเต้นรำของโรงเรียน),  “at the office”  (ณ ที่ทำงาน),  “at breakfast”  (เมื่อเวลาอาหารเช้า),  “to stare at a garage roof”  (จ้องมองไปที่หลังคาโรงรถ),  “to wave down at him”  (โบกมือให้เขา),  “to throw petals at his car”  (โยน – โปรย – กลีบดอกไม้ที่รถของเขา),   “at a distance”  (ในระยะไกล),   “at a standstill”  (หยุดชะงัก, หยุดนิ่งอยู่กับที่),  “at 10:00 a.m.”  (ตอน ๑๐ โมงเช้า),  “at dawn”  (ตอนรุ่งอรุณ),  “at once”  (โดยทันทีทันใด),  “at his wit’s end”  (เขาหมดปัญญา, จนปัญญา, ไม่รู้จะทำอย่างไรดี),   “at loose ends”  (ไม่มีอะไรทำ, ไม่มีงานทำ, ไม่รู้จะทำอะไร ดี, ยังไม่แน่ใจว่าจะทำอะไรต่อไป, ยังไม่ตัดสินใจ),  “at a later stage”  (ในระยะหรือขั้น ตอนต่อไป),   “at a time of high unemployment”  (ณ ช่วงเวลาที่มีการว่างงานสูง),  “to start work at sixteen”  (เริ่มทำงานตอนอายุ ๑๖),  “to die at eighty-three”  (ตายเมื่ออายุ ๘๓),  “to grow at an astonishing rate”  (เติบโตในอัตราที่น่าพิศวง),  “to buy or sell it at $ 100”  (ซื้อหรือขายที่ราคา ๑๐๐ เหรียญ),  “at 100 miles per hour”  (ที่ ๑๐๐ ไมล์ต่อชั่วโมง),  “the radio playing at full volume”  (วิทยุเปิดสุดเสียง),  “to set a pass mark at 60 percent”  (ตั้งคะ แนนผ่านที่ ๖๐ เปอร์เซ็นต์),  “to work harder at his thesis”  (ขยันมากขึ้นกับวิทยานิพนธ์),  “to aim at bringing down the inflation rate”  (มีเป้าหมายเพื่อลดอัตราเงินเฟ้อ),  “to go at the invitation of his neighbors”  (ไปเพราะการเชื้อเชิญของเพื่อนบ้าน),  “to leave at the director’s command”  (จากไปเพราะคำสั่งของผู้อำนวยการ),  “at liberty”  (มีอิสรเสรีที่จะทำอะไร, มิได้ถูกขัดขวางหรือหยุดยั้ง),  “to be at war”  (ทำสงคราม),  “to put his life at risk”  (ทำให้เขาต้องเสี่ยงชีวิต),  “to read at random”  (อ่านแบบสุ่มๆ – คือไม่เฉพาะเจาะ จง),  “at gun point”  (โดยเอาปืนจี้หัว),  “to fly at their expense”  (บินไปโดยค่าใช้จ่ายของพวกเขา),  “to be at her best”  (อยู่ในช่วงที่ดีที่สุดของเธอ),  “at a guess”  (โดยการเดาหรือทาย),  “at a rough estimate”  (โดยประมาณการอย่างคร่าวๆ),  “good at swimming”  (ว่ายน้ำเก่ง),  “clever at mathematics”  (เก่งคณิตศาสตร์),  “bad at cooking”  (ปรุงอาหารไม่เก่ง),  “an expert at shooting”  (เป็นผู้เชี่ยวชาญด้านการยิงปืน),  “be delighted at the success” (ปลาบปลื้ม-ยินดี กับความสำเร็จ),  “feel sorry at his dismissal”  (รู้สึกเสียใจกับการถูกไล่ออกของเขา),  “feel glad at a new job”  (รู้สึกดีใจกับงานใหม่)“at first”  (ในตอนแรก),  “at last”  (ในที่สุด),  “at least”  (อย่างน้อยที่สุด),  “at leisure”  (มีเวลาว่าง, ไม่ได้ทำงาน, ไม่ได้มีงานยุ่ง),  “at length”  (อย่างละเอียด, อย่างเต็มที่, ในที่สุด),  “at most, at the most”  (อย่างมากที่สุด),  “at loggerheads”  (ทะเลาะกัน, ต่อสู้กัน, เป็นปฏิปักษ์ต่อกัน)“at present”  (ในปัจจุบัน),  “at the same address” (ณ ที่อยู่เดิม),  “at 33 Albert Street” (บ้านเลขที่  ๓๓  ถนนอัลเบิร์ต),  “at the hairdresser’s”  (ที่ร้านทำผม),  “at church”  (ที่โบสถ์ – ไปทำพิธี),  “at home”  (ที่บ้าน),  “to be at work”  (กำลังทำงานหรือยุ่งอยู่กับกิจกรรมอะไรบางอย่าง, สถานการณ์หรือกระบวนการที่กำลังมีผล กระทบหรืออิทธิพล),  “at school”  (ที่โรงเรียน),  “at college”  (ที่มหาวิทยาลัย),  “arrive at the airport”  (มาถึงที่สนามบิน),  “at night”  (ตอนกลางคืน),  “at Easter”  (ช่วงเทศกาลอีสเตอร์),  “at the weekend”  (ตอนสุดสัปดาห์),  “I don’t understand it at all.”  (ผมไม่เข้าใจมันเลย),  “I can hardly hear you at all.”  (ผมแทบจะไม่ได้ยินเสียงคุณเลย  –  เสียงคุณแผ่วเบามาก),  “It is not at all likely he will come.”  (แทบจะเป็นไปไม่ได้เลยที่เขาจะมา  -  คือมีโอกาสเกิดขึ้นน้อยมาก),  “Can it be done at all?”  (มันจะสามารถทำได้ไหมนี่),  “She will walk with a limp, if she walks at all.”  (เธอจะต้องเดินขากระเผลก-ขาเป๋  ถ้าเธอยังเดินได้  -  หมายถึงเธออาจจะเดินไม่ได้อีกเลย),  “at all costs”  (ไม่ว่าจะต้องเสียเงิน เวลา หรือความพยายามเพียงใด)  -  Carl is determined to succeed in his new job at all costs.”  (คาร์ลมุ่งมั่นที่จะประสบความสำเร็จในงานใหม่ของเขา  โดยไม่สน ใจว่าจะต้องทำงานหนักเพียงใด),  “Regardless of the results, Mr. Jackson intended to save his son’s eyesight at all costs.”  (โดยไม่คำนึงถึงผลลัพธ์  มิสเตอร์แจ๊คสันตั้งใจที่จะรักษาสายตาของลูกชายตน  ไม่ว่าจะต้องใช้เวลาหรือเงินมาก มายเพียงใด),  “at a loss”  (ในสภาพที่ไม่แน่นอน, ไม่รู้อะไรเลย, งุนงงสับสนไปหมดจนทำอะไรไม่ถูก, จนปัญญา),  “A good salesman is never at a loss for words.”  (นักขายที่ดีไม่เคยจนปัญญาที่จะพูดเพื่อขายสินค้า),  “When Don missed the last bus, he was at a loss to know what to do.”  (เมื่อดอนตกรถเมล์เที่ยวสุดท้าย  เขางุนงงสับสนจนไม่รู้ว่าจะทำอย่างไร  -  คือไม่รู้ว่าจะหาทางกลับบ้านอย่างไร)“at anchor”  (แอ๊ง-เคอะ  -  จอดลอยลำทอดสมออยู่),  “at any rate”  (อย่างไรก็ตาม, อย่างไรก็ดี),  “keep him at arms length”  (ไม่คบค้าสมา คมกับเขา, ไม่ทำตัวสนิทสนมกับเขา),  “at a snail’s pace”  (อย่างเชื่องช้าอืดอาด, คืบหน้าไปทีละหน่อยเหมือนหอยทาก),  “one at a time”  {(เข้ามาในห้อง, ขึ้นรถ เมล์) ทีละคน},  “run up the steps two at a time”  (ขึ้นบันไดทีละ ขั้น),  “at best, at the best”  (อย่างดีที่สุด),  “at ease”  (สบาย, ไม่มีความเจ็บปวดหรือสิ่งรบกวน),  “at every turn”  (ทุกครั้ง, ตลอดเวลา),  “at fault”  (ถูกตำหนิ, รับ ผิดชอบต่อความผิดพลาดหรือความล้มเหลว),  “at first glance, at first sight”  (เมื่อแรกเห็น, หลังจากมองครั้งแรกอย่างรวดเร็ว),  “at hand, at close hand”  (อยู่ใกล้ตัว, เอื้อมถึงได้ง่าย, กำลังจะมาถึงเร็วๆนี้),  “at large”  {(คนร้าย) ยังลอยนวล, ยังจับตัวไม่ได้}, เป็นต้น

 

11. During Christmas Frank didn’t go anywhere because he had planned to spend most of his time ________ his sick mother.

(ระหว่างช่วงคริสต์มาส  แฟรงค์มิได้ไปที่ไหน  เพราะว่าเขาได้วางแผนที่จะใช้เวลาส่วนใหญ่ของเขา ________ แม่ที่ป่วย)

(a) take good care of

(b) to take good care of

(c) taking good care with

(d) taking good care of    (ดูแลเป็นอย่างดี)   

ตอบ    -    ข้อ   (d)   เนื่องจาก   “Subject + Spend + Time + Verb + ing” =  “ประธานฯ ใช้เวลา............(๑ ชั่วโมง, ๒ วัน, ๓ เดือน) ...............ทำกริยานั้นๆ

 

12. John said that he didn’t do ________________________________________ paper work.

(จอห์นกล่าวว่าเขามิได้ทำงานเอกสาร (ทำรายงาน) _______________________________)

(a) many

(b) a great deals of

(c) a lots of

(d) much    (มาก)

ตอบ   -   ข้อ   (d)   “Paper work”  เป็นคำนามนับไม่ได้  จึงต้องใช้กับ  “Much”  นอกจากนั้น  ยังอาจตอบ  “A great deal of”  หรือ  “A good deal of”  (ทั้ง  ๒  คำ  ใช้กับนามนับไม่ได้เท่านั้น)  หรือ   “A lot of”  ก็ได้  แต่  “A lot of = Lots of”  สามารถใช้กับทั้งคำนามนับได้  และนับไม่ได้  (ส่วน  “A large number of = A great number of = A number of = Many”   ใช้กับนามนับได้  พหูพจน์  เท่านั้น)  ดังประโยคข้างล่าง

  • I need a lot of (= lots of = a great deal of = a good deal of) information from you.

(ผมต้องการข้อมูลมากมายจากคุณ)  (“Information”  เป็นนามนับไม่ได้)

  • She has a lot of (= lots of = a large number of = a great number of = a number of = many) books to read for her exam.

(เธอมีหนังสือต้องอ่านเยอะแยะสำหรับการสอบ)  (“Book”  เป็นนามนับได้)

  • They eat a great deal of (= a good deal of = a lot of = lots of) rice.

(พวกเขากินข้าวเยอะแยะ)  (“Rice”  เป็นนามนับไม่ได้)

  • We had a great deal of (= a good deal of = lots of = a lot of) time.

(เรามีเวลามากมาย)  (“Time”  เป็นนามนับไม่ได้)

  • They spent a great deal of (= a good deal of = lots of = a lot of) money when they travelled abroad.

(พวกเขาใช้เงินมากมายเมื่อเดินทางไปต่างประเทศ)  (“Money”  เป็นนามนับไม่ได้)

  • There are lots of (= a lot of = many = a large number of = a great number of = a number of) cars in the street.

(มีรถเยอะแยะบนถนน)  (“Car”  เป็นนามนับได้)

 

13. A lot of people invested in this kind of business because the cost of production is _________.

(ผู้คนมากมายลงทุนในธุรกิจชนิดนี้  เพราะว่าต้นทุนการผลิต ________________________)

(a) fewer

(b) a little

(c) very little    (น้อยมาก)

(d) very less

ตอบ   -   ข้อ   (c)

 

14. When the fire broke out, ___________________________________________________.

(เมื่อตอนไฟไหม้เกิดขึ้น ________________________________________________)

(a) the house became emptying

(b) the house had empties

(c) the house had emptied

(d) the house was made empty    (บ้านถูกทำให้ว่างเปล่า)  (คือ  ผู้อยู่อาศัยย้ายออกไปก่อนหน้านั้นแล้ว  หรือ  ของในบ้านถูกขนออกไปหมดแล้วตอนไฟไหม้ หรือก่อนไฟไหม้)

ตอบ   -   ข้อ   (d)   “Empty”  ในที่นี้เป็นคำคุณศัพท์  (Adjective)  อย่างไรก็ตาม  “Empty”  สามารถเป็นคำกริยาได้  หมายถึง  “ทำให้ว่างเปล่า”  และสามารถใช้ตอบในข้อนี้ได้  แต่ต้องแก้เป็น  “the house had been emptied”  (บ้านถูกทำให้ว่างเปล่าไปก่อนแล้ว)  ซึ่งอยู่ในรูป  “Passive voice”  (รูป  Past perfect tense) (ใช้บอกว่าเหตุการณ์เกิดขึ้นก่อนอีกเหตุการณ์หนึ่ง,  ซึ่งเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นทีหลัง  ใช้  “Past simple tense”)   เนื่องจากบ้านเป็นผู้ถูกกระทำ  คือ  “ถูกทำให้ว่างเปล่า

 

15. The patient was reassured by the __________ treatment he received at the health clinic.

(ผู้ป่วยได้รับความมั่นใจจาก (โดย) การรักษา ______________ ที่เขาได้รับที่คลินิกสุขภาพ)

(a) profession’s    (ของอาชีพ)

(b) professor’s    (ของศาสตราจารย์)

(c) professional    (ในแบบมืออาชีพ, ที่เชี่ยวชาญ-ชำนาญ, ที่ชำนาญเฉพาะทาง)

(d) professed    (ซึ่งถูกประกาศออกมา)

 

16. _________________________I am concerned, he can do whatever he likes with the money.

(________ เกี่ยวข้องกับผม  เขาสามารถทำอะไรก็ได้ที่เขาชอบ  กับเงินก้อนนั้น)  (หมายถึง  ในส่วนที่เกี่ยวกับตัวผมแล้ว  (มิได้รวมไปถึงผู้อื่น) เขาสามารถทำอะไรก็ได้กับเงินก้อนนั้น  แต่คนอื่นจะมีความเห็นอย่างไร  ผมไม่ทราบ)

(a) As much as

(b) So long as    (ตราบใดที่, ตราบเท่าที่)

(c) As far as    (ในส่วนที่, เท่าที่)

(d) Because that

 

17. The aardvark is considered the most extraordinary animal.  It’s a _______ animal, with the ears of a donkey and the tail of a kangaroo.

(ตัวอาร์ดวาร์คถูกถือว่าเป็นสัตว์พิเศษ (ผิดธรรมดา) มากที่สุด  มันเป็นสัตว์ที่ ________ โดยมีหูเหมือนหูของลา  และหางเหมือนของจิงโจ้)  (อาร์ดวาร์คเป็นสัตว์เลี้ยงลูกด้วยนม  มีหูยาว  ลิ้นยาว  กินมดและปลวกเป็นอาหาร  หากินเวลากลางคืน)

(a) look-strange

(b) looking-strange

(c) strange-looking    (มีลักษณะแปลก)

(d) strange-look

ตอบ   -   ข้อ   (c)   ดูเพิ่มเติมการใช้คำคุณศัพท์  แบบ   “Strange-looking”  ในประโยคข้างล่าง

                                                      ตัวอย่างที่ 

  • Most of the London policemen are tall and ______________________________ men.

(ตำรวจลอนดอนส่วนใหญ่  เป็นชายร่างสูงและ ________________________________

(a) well-looked

(b) well-looking

(c) good-looked

(d) good-looking    (หล่อ, มีหน้าตาดี, สวยงาม)

ตอบ   -   ข้อ   (d)   เนื่องจากมาจาก   “The men look good.” (ชายเหล่านั้นมีหน้าตา  หรือ ท่าทางดี)   โดย  “Good”  เป็นคำคุณศัพท์  ดังนั้น  เมื่อจะทำเป็นวลีขยายคำนาม  จึงต้องเอารูปเดิม  (Good)  มาใช้  และมีขีดคั่น (-) ตรงกลาง  เช่น   “Good-looking people  (คนหน้าตาดี  หรือสวย),  Sweet-smelling flowers  (ดอกไม้มีกลิ่นหอม), Happy-looking girls  (เด็กหญิงหน้าตา-ท่าทางมีความสุข),  Sour-tasting food  (อาหารมีรสเปรี้ยว),  etc.

                           ในกรณีที่มาจากกริยาวิเศษณ์  (Adverb)  ซึ่งขยายคำกริยา  เมื่อจะนำมาทำเป็นวลีคุณศัพท์  (Adjective phrase)  ขยายนาม  ก็จะต้องนำกริยาวิเศษณ์นั้นมาใช้  เช่น  “A well-written report”  (รายงานซึ่งเขียนประณีต)  มาจาก  “The report was well written.”  (รายงานถูกเขียนอย่างประณีต),  “A carefully-done job”  (งานที่ทำอย่างรอบคอบ)   มาจาก  “The job was carefully done.”  (งานถูกทำอย่างรอบคอบ),  “A well-known politician”  (นักการเมืองมีชื่อเสียง-รู้จักกันดี)   มาจาก  “The politician is well known.  (นักการเมืองเป็นที่รู้จักกันดี),   “A slowly-walking man”  (ชายที่เดินช้ามาจาก  “The man walks slowly.”  (ชายคนนั้นเดินช้า),  เป็นต้น

 

18. It is believed that ________________________ effort is required to master any language.

(มัน (ถูก) เชื่อว่า  ความพยายาม ___________ เป็นสิ่งจำเป็น  ที่จะกลายเป็นผู้เชี่ยวชาญภาษาใดๆ)

(a) many    (จำนวนมาก)  (ใช้กับนามนับได้  พหูพจน์)

(b) a large number of    (จำนวนมาก)  (ใช้กับนามนับได้  พหูพจน์)

(c) many a

(d) a great deal of    (มากมาย, จำนวนมาก)  (ใช้กับนามนับไม่ได้)

ตอบ   -   ข้อ   (d)   เนื่องจาก  “Effort”  เป็นนามนับไม่ได้  (เป็นเอกพจน์เสมอ)  ดูเพิ่มเติมเกี่ยวกับคำข้างบนใน  ข้อ  ๑๒  ของข้อสอบชุดนี้

 

19. Are you going to leave ____________________________________________________?

(คุณจะทิ้ง ____________________________________________________ ใช่ไหม)

(a) the open windows

(b) the windows opened

(c) open the windows

(d) the windows open    (หน้าต่างเปิดไว้)  (คือ  ไม่ปิด)

ตอบ   -   ข้อ   (d)   เนื่องจากมาจากโครงสร้าง   “Subject + Leave + กรรม + Adjective”  หรือ  “Subject + Leave + กรรม + Verb + ing”  เช่น

  • He left the room dirty when we came in.

(เขาทิ้งห้องให้สกปรกเมื่อเราเข้าไป)

  • She left her clothes lying on the floor.

(เธอทิ้งเสื้อผ้าวางกองอยู่บนพื้น)

  • They left the fire burning when they went out.

(พวกเขาทิ้งให้ (กอง) ไฟลุกไหม้อยู่  เมื่อออกไปข้างนอก)

 

20. I heard them say _________________________________ plenty of gold there in the hills.  

(ผมได้ยินพวกเขาพูดว่า ___________________________ ทองมากมายอยู่ที่นั่น  ตรงเนินเขา)

(a) it is

(b) it was

(c) there is   (มี)

(d) have

(e) has

ตอบ  -  ข้อ   (c)   แม้ว่ากริยาในประโยคใหญ่  (Main clause)  คือ  “Heard”  (Past simple tense)  คือ  เป็นการได้ยินมาในอดีต  แต่เนื่องจากกริยาในประโยคย่อย  (Subordinate clause)  เป็นเรื่องเกี่ยวกับข้อเท็จจริง  (Fact)  จึงสามารถใช้  “Is” (there is)  ได้  เพราะถือเป็นเรื่องปัจจุบัน  (มีทองที่เนินเขามากมาย)  หรือจะเปลี่ยนเป็น  “there was”  ก็ได้

 

เรียน  ท่านผู้ติดตามอ่าน  เว็บไซต์  “everydayenglish.pwa.co.th

 

                  ถ้าท่านมีคำแนะนำให้ปรับปรุงเว็บไซต์นี้ประการใด  กรุณาส่ง   e-mail ไปที่  เว็บไซต์นี้  ตาม   “Address” wpookaotong@yahoo.com   (โปรดระบุหัวเรื่องด้วย ว่า  “ปรับปรุงเว็บไซต์”)   เพื่อที่ผู้จัดทำฯ จะได้ปรับปรุงเนื้อหาได้ตรงตามความประสงค์ของผู้อ่านเว็บไซต์นี้ต่อไป

 

 

 

 

หมวดข้อสอบ TOEIC (ตอนที่ 494)

การประปาส่วนภูมิภาค  “มุ่ง-มั่น-เพื่อปวงชน”

 

Part V: Sentence Completion   (ส่วนที่ 5 :  การเติมประโยคให้สมบูรณ์)

Choose the best alternative to make a correct sentence.

(จงเลือกข้อที่ดีที่สุดเพื่อทำให้ประโยคมีความถูกต้อง)

 

1. The police arrested her on a charge _________________________ conspiracy to murder.

(ตำรวจจับเธอในข้อหา ______________________________ สมรู้ร่วมคิดในการฆาตกรรม)

(a) with

(b) of

(c) on

(d) in

ตอบ   -   ข้อ   (b)   “A charge of conspiracy”  =  “ข้อหาสมรู้ร่วมคิดกัน

 

2. A truck carrying a full load of toxic gas has just exploded, sending poisonous fumes ______ the whole community.

(รถบรรทุกขนกาซพิษเต็มคันเพิ่งจะระเบิด  (และ) ส่งควัน (ไอ) พิษ _____________ ทั้งชุมชน)

(a) among    (ในบรรดา, ในระหว่าง)

(b) throughout    (ไปทั่ว, ไปโดยตลอด)

(c) for

(d) in

 

3. Canada is located _________________________________ the north of the United States.

(แคนาดาตั้งอยู่ __________________________________ ทิศเหนือของประเทศสหรัฐฯ)

(a) in

(b) on

(c) to    (ทาง)

(d) at

ตอบ   -   ข้อ   (c)   จงเปรียบเทียบกับประโยคข้างล่าง

  • Montana is located in the north of the United States.

(รัฐมอนตานาตั้งอยู่ทางตอนเหนือของสหรัฐฯ)

 

4. A bomb explosion drove the people away from the village, and it has been deserted _________.

(การระเบิดของลูกระเบิดผลักดัน (ขับไล่) ผู้คนออกไปจากหมู่บ้าน  และมัน (หมู่บ้าน) ได้ถูกทิ้งร้าง _______)

(a) from then    (รูปนี้ไม่มีใช้)

(b) from now on    (จากนี้เป็นต้นไป)

(c) since then    (ตั้งแต่นั้นมา)  (จนถึงปัจจุบัน)

(d) by then    (ในตอนนั้น, ในเวลานั้น)

ตอบ   -   ข้อ   (c)   เนื่องจาก  “It has been deserted……............….”  เป็น  “Present perfect tense”  (ในรูป  Passive voice)  แสดงความต่อเนื่องของเหตุการณ์  คือ  เกิดขึ้นในอดีต  (หมู่บ้านถูกทิ้งร้างเมื่อมีการระเบิด)  และต่อเนื่อง (ถูกทิ้งร้าง)  มาจนปัจจุบัน  (ขณะที่พูดประโยคนี้)

 

5. The coffee shop you talked about is right ________________ the corner of Vermont Street.

(ร้านกาแฟที่คุณพูดถึงอยู่ _________________________ หัวมุมถนนเวอร์มอนต์พอดิบพอดี)

(a) on

(b) at    (ที่,  ตรง)

(c) in

(d) of

ตอบ   -   ข้อ   (b)

                          สำหรับวลีที่ใช้กับ  “At”  ได้แก่  “at a high speed” =  ด้วยความ เร็วสูง)  -  “The car is moving at a high speed.”  (รถยนต์กำลังเคลื่อนที่ด้วยความ เร็วสูง),   “good at”  (เก่ง)  -  She is good at drawing map.  (เธอเก่งการวาดแผนที่),  “sit at a table”  (นั่งที่โต๊ะ),  “land at a small airport”  (ร่อนลงที่สนามบินเล็กๆ),  “at both ends”  (ที่ปลายทั้ง ๒ ข้าง),  “a knock at the door”  (การเคาะที่ประตู)  -  “We heard a knock at the door at late night.”  (เราได้ยินเสียงเคาะที่ประตูตอนดึกมากแล้ว),  “I don’t like this movie at all.”  (ผมไม่ชอบหนังเรื่องนี้สักนิดเดียว),  “at a beach club”  (ที่สโมสร ณ ชายหาด), “at a funeral”  (ที่งานศพ),  “at a press conference”  (ที่การให้สัมภาษณ์หนังสือพิมพ์),  “at a high school dance”  (ที่งานเต้นรำของโรงเรียน),  “at the office”  (ณ ที่ทำงาน),  “at breakfast”  (เมื่อเวลาอาหารเช้า),  “to stare at a garage roof”  (จ้องมองไปที่หลังคาโรงรถ),  “to wave down at him”  (โบกมือให้เขา),  “to throw petals at his car”  (โยน – โปรย – กลีบดอกไม้ที่รถของเขา),   “at a distance”  (ในระยะไกล),   “at a standstill”  (หยุดชะงัก, หยุดนิ่งอยู่กับที่),  “at 10:00 a.m.”  (ตอน ๑๐ โมงเช้า),  “at dawn”  (ตอนรุ่งอรุณ),  “at once”  (โดยทันทีทันใด),  “at his wit’s end”  (เขาหมดปัญญา, จนปัญญา, ไม่รู้จะทำอย่างไรดี),   “at loose ends”  (ไม่มีอะไรทำ, ไม่มีงานทำ, ไม่รู้จะทำอะไร ดี, ยังไม่แน่ใจว่าจะทำอะไรต่อไป, ยังไม่ตัดสินใจ),  “at a later stage”  (ในระยะหรือขั้น ตอนต่อไป),   “at a time of high unemployment”  (ณ ช่วงเวลาที่มีการว่างงานสูง),  “to start work at sixteen”  (เริ่มทำงานตอนอายุ ๑๖),  “to die at eighty-three”  (ตายเมื่ออายุ ๘๓),  “to grow at an astonishing rate”  (เติบโตในอัตราที่น่าพิศวง),  “to buy or sell it at $ 100”  (ซื้อหรือขายที่ราคา ๑๐๐ เหรียญ),  “at 100 miles per hour”  (ที่ ๑๐๐ ไมล์ต่อชั่วโมง),  “the radio playing at full volume”  (วิทยุเปิดสุดเสียง),  “to set a pass mark at 60 percent”  (ตั้งคะ แนนผ่านที่ ๖๐ เปอร์เซ็นต์),  “to work harder at his thesis”  (ขยันมากขึ้นกับวิทยานิพนธ์),  “to aim at bringing down the inflation rate”  (มีเป้าหมายเพื่อลดอัตราเงินเฟ้อ),  “to go at the invitation of his neighbors”  (ไปเพราะการเชื้อเชิญของเพื่อนบ้าน),  “to leave at the director’s command”  (จากไปเพราะคำสั่งของผู้อำนวยการ),  “at liberty”  (มีอิสรเสรีที่จะทำอะไร, มิได้ถูกขัดขวางหรือหยุดยั้ง),  “to be at war”  (ทำสงคราม),  “to put his life at risk”  (ทำให้เขาต้องเสี่ยงชีวิต),  “to read at random”  (อ่านแบบสุ่มๆ – คือไม่เฉพาะเจาะ จง),  “at gun point”  (โดยเอาปืนจี้หัว),  “to fly at their expense”  (บินไปโดยค่าใช้จ่ายของพวกเขา),  “to be at her best”  (อยู่ในช่วงที่ดีที่สุดของเธอ),  “at a guess”  (โดยการเดาหรือทาย),  “at a rough estimate”  (โดยประมาณการอย่างคร่าวๆ),  “good at swimming”  (ว่ายน้ำเก่ง),  “clever at mathematics”  (เก่งคณิตศาสตร์),  “bad at cooking”  (ปรุงอาหารไม่เก่ง),  “an expert at shooting”  (เป็นผู้เชี่ยวชาญด้านการยิงปืน),  “be delighted at the success” (ปลาบปลื้ม-ยินดี กับความสำเร็จ),  “feel sorry at his dismissal”  (รู้สึกเสียใจกับการถูกไล่ออกของเขา),  “feel glad at a new job”  (รู้สึกดีใจกับงานใหม่)“at first”  (ในตอนแรก),  “at last”  (ในที่สุด),  “at least”  (อย่างน้อยที่สุด),  “at leisure”  (มีเวลาว่าง, ไม่ได้ทำงาน, ไม่ได้มีงานยุ่ง),  “at length”  (อย่างละเอียด, อย่างเต็มที่, ในที่สุด),  “at most, at the most”  (อย่างมากที่สุด),  “at loggerheads”  (ทะเลาะกัน, ต่อสู้กัน, เป็นปฏิปักษ์ต่อกัน)“at present”  (ในปัจจุบัน),  “at the same address” (ณ ที่อยู่เดิม),  “at 33 Albert Street” (บ้านเลขที่  ๓๓  ถนนอัลเบิร์ต),  “at the hairdresser’s”  (ที่ร้านทำผม),  “at church”  (ที่โบสถ์ – ไปทำพิธี),  “at home”  (ที่บ้าน),  “to be at work”  (กำลังทำงานหรือยุ่งอยู่กับกิจกรรมอะไรบางอย่าง, สถานการณ์หรือกระบวนการที่กำลังมีผล กระทบหรืออิทธิพล),  “at school”  (ที่โรงเรียน),  “at college”  (ที่มหาวิทยาลัย),  “arrive at the airport”  (มาถึงที่สนามบิน),  “at night”  (ตอนกลางคืน),  “at Easter”  (ช่วงเทศกาลอีสเตอร์),  “at the weekend”  (ตอนสุดสัปดาห์),  “I don’t understand it at all.”  (ผมไม่เข้าใจมันเลย),  “I can hardly hear you at all.”  (ผมแทบจะไม่ได้ยินเสียงคุณเลย  –  เสียงคุณแผ่วเบามาก),  “It is not at all likely he will come.”  (แทบจะเป็นไปไม่ได้เลยที่เขาจะมา  -  คือมีโอกาสเกิดขึ้นน้อยมาก),  “Can it be done at all?”  (มันจะสามารถทำได้ไหมนี่),  “She will walk with a limp, if she walks at all.”  (เธอจะต้องเดินขากระเผลก-ขาเป๋  ถ้าเธอยังเดินได้  -  หมายถึงเธออาจจะเดินไม่ได้อีกเลย),  “at all costs”  (ไม่ว่าจะต้องเสียเงิน เวลา หรือความพยายามเพียงใด)  -  Carl is determined to succeed in his new job at all costs.”  (คาร์ลมุ่งมั่นที่จะประสบความสำเร็จในงานใหม่ของเขา  โดยไม่สน ใจว่าจะต้องทำงานหนักเพียงใด),  “Regardless of the results, Mr. Jackson intended to save his son’s eyesight at all costs.”  (โดยไม่คำนึงถึงผลลัพธ์  มิสเตอร์แจ๊คสันตั้งใจที่จะรักษาสายตาของลูกชายตน  ไม่ว่าจะต้องใช้เวลาหรือเงินมาก มายเพียงใด),  “at a loss”  (ในสภาพที่ไม่แน่นอน, ไม่รู้อะไรเลย, งุนงงสับสนไปหมดจนทำอะไรไม่ถูก, จนปัญญา),  “A good salesman is never at a loss for words.”  (นักขายที่ดีไม่เคยจนปัญญาที่จะพูดเพื่อขายสินค้า),  “When Don missed the last bus, he was at a loss to know what to do.”  (เมื่อดอนตกรถเมล์เที่ยวสุดท้าย  เขางุนงงสับสนจนไม่รู้ว่าจะทำอย่างไร  -  คือไม่รู้ว่าจะหาทางกลับบ้านอย่างไร)“at anchor”  (แอ๊ง-เคอะ  -  จอดลอยลำทอดสมออยู่),  “at any rate”  (อย่างไรก็ตาม, อย่างไรก็ดี),  “keep him at arms length”  (ไม่คบค้าสมา คมกับเขา, ไม่ทำตัวสนิทสนมกับเขา),  “at a snail’s pace”  (อย่างเชื่องช้าอืดอาด, คืบหน้าไปทีละหน่อยเหมือนหอยทาก),  “one at a time”  {(เข้ามาในห้อง, ขึ้นรถ เมล์) ทีละคน},  “run up the steps two at a time”  (ขึ้นบันไดทีละ ขั้น),  “at best, at the best”  (อย่างดีที่สุด),  “at ease”  (สบาย, ไม่มีความเจ็บปวดหรือสิ่งรบกวน),  “at every turn”  (ทุกครั้ง, ตลอดเวลา),  “at fault”  (ถูกตำหนิ, รับ ผิดชอบต่อความผิดพลาดหรือความล้มเหลว),  “at first glance, at first sight”  (เมื่อแรกเห็น, หลังจากมองครั้งแรกอย่างรวดเร็ว),  “at hand, at close hand”  (อยู่ใกล้ตัว, เอื้อมถึงได้ง่าย, กำลังจะมาถึงเร็วๆนี้),  “at large”  {(คนร้าย) ยังลอยนวล, ยังจับตัวไม่ได้}, เป็นต้น

 

6. She asked me whether I had traveled much and I told her I had done __________ traveling.

(เธอถามผมว่าผมได้เดินทางมากมายหรือไม่  และผมบอกเธอไปว่า  ผมได้เดินทาง __________)

(a) few    (น้อยมาก จนแทบไม่มี)  (ใช้กับคำนามนับได้  พหูพจน์)

(b) little    (นิดหน่อย, เล็กน้อย)

(c) small

(d) less    (น้อยกว่า)

ตอบ   -   ข้อ   (b)   เนื่องจาก   “Traveling”  (Gerund)  ถือเป็นนามนับไม่ได้  จึงใช้กับ  “Little

 

7. I think my report is ________________________________________ informative than hers.

(ผมคิดว่ารายงานของผมให้ข้อมูลข่าวสาร-ความรู้ _____________________ รายงานของเธอ)

(a)  many more

(b) more much

(c) less much

(d) far more    (มากกว่า .........................(รายงานของเธอ)......................... มากมาย)

ตอบ   -   ข้อ   (d)   หรืออาจตอบ   “Much more”  ก็ได้,  แต่ถ้าต้องการบอกว่า  “น้อยกว่า.......................มากมาย”  ใช้  “Much less”  หรือ  “Far less”  ดูเพิ่มเติมโครงสร้างคล้ายๆ กันจากประโยคข้างล่าง

                                                     ตัวอย่างที่ 

  • Today people who do manual work often receive ____________________ than clerks.

(ปัจจุบัน  ผู้คนที่ทำงานโดยใช้มือทำ (ใช้แรงงาน)  มักจะได้รับ ________________ กว่าเสมียน)

(a) far a lot of money    (ไม่ใช้รูปนี้)

(b) far much money    (ไม่ใช้รูปนี้)

(c) far more money    (เงินมากกว่าอย่างมากมาย)  (คือ ได้เงินมากกว่าเสมียนมากมาย) 

(d) far a great deal of money    (ไม่ใช้รูปนี้)

ตอบ   -   ข้อ    (c)   หรืออาจตอบ  “Much more money”  (เงินมากกว่าอย่างมาก มาย)  ก็ได้  เนื่องจากเป็นการเปรียบเทียบ   “ขั้นกว่า”  (Comparative degree)   ดูเพิ่มเติมจากประโยคข้างล่าง

                                                      ตัวอย่างที่ 

  • It is __________________________ to keep down your head while they are shooting.  

(มัน _________________________ ที่จะก้มหัวของคุณให้ต่ำ   ในขณะที่พวกเขากำลังยิงกัน)

(a) much the better

(b) much more better

(c) much better    (ดีกว่ากันอย่างมาก)

(d) more better

ตอบ   -   ข้อ   (c)   หรืออาจตอบ  “Far better”  (ดีกว่ากันอย่างมาก)  ก็ได้   เนื่องจากเป็นการเปรียบเทียบ  “ขั้นกว่า”    (Comparative degree)

                                                   ตัวอย่างที่ 

  • Literature played __________ important part in the lives of the leisured class in England.

(วรรณคดี-วรรณกรรมมีส่วนสำคัญ ________ ในชีวิตของชนชั้นที่มีเวลาว่าง (ชนชั้นกลาง) ในประเทศอังกฤษ)  (เมื่อเปรียบเทียบกับชนชั้นอื่นๆ)  (หมายถึง  เมื่อคนมีเวลาว่างจากการทำงาน  ก็มีเวลามาสนใจอ่านหนังสือประเภทวรรณคดี-วรรณกรรม)

(a) much more

(b) far more

(c) a much more    (มากกว่ากันอย่างมากมาย)

(d) much

ตอบ   -   ข้อ   (c)   เนื่องจากเป็นการเปรียบเทียบ  “ขั้นกว่า”  (Comparative degree)  ระหว่างชนชั้นที่มีเวลาว่าง  คือ  ชนชั้นกลาง  กับชนชั้นอื่นๆ ในประเทศอังกฤษ  โดยละชนชั้นอื่นๆ ไว้ในฐานที่เข้าใจ  (ไม่ได้เขียนลงไป)  และเนื่องจาก  “Important”  เป็นคำพยางค์ยาว  จึงต้องใช้  “More”  ขยาย  (สำคัญมากกว่า)  และเมื่อต้องการบอกว่า  “สำคัญมากกว่าอย่างมากมาย”  จึงต้องใช้   “Much”  หรือ  “Far”  ขยายหน้า  “More   important”   นอกจากนั้น   “Part”  เป็นนามนับได้  เอกพจน์  จึงต้องนำหน้าด้วย   “A”  โดยใส่ไว้หน้า  “Much

                                                      ตัวอย่างที่ 

  • Last night’s homework was hard, but this is ___________________________ difficult.

(การบ้านของเมื่อคืนนี้ยาก  แต่ (การบ้าน) นี่  ยาก  _______________________________)

(a) much more    (กว่ามากมาย)

(b) too much more

(c) too

(d) more too

ตอบ   -   ข้อ   (a)   หรืออาจตอบ  “Far more”  (กว่ามากมาย) ก็ได้  

                                                    ตัวอย่างที่  

  • It’s so noisy to live near a busy street but it is worse, ________ worse to live near a railway station.

(มันเสียงดังมากที่จะอาศัยอยู่ใกล้ถนนที่มีรถสัญจรไปมา  แต่มันยิ่งแย่กว่า,  แย่กว่า _______ ที่จะอาศัยอยู่ใกล้กับสถานีรถไฟ)

(a) very

(b) so

(c) much    (มาก, มากมาย)  (หรืออาจใช้  “Far”  ก็ได้)

(d) more

ตอบ  -  ข้อ  (c)   หรืออาจตอบ  “Far worse”  (แย่กว่ามาก)  ก็ได้  เนื่องจากเป็นการเปรียบเทียบ  “ขั้นกว่า”  (Comparative degree)

                                    ในกรณีที่ต้องการบอกว่า  “ใหญ่กว่ามาก”,  “เล็กกว่ามาก”,  “ร้อนกว่ามาก”,   “สวยกว่ามาก”,  ให้ใช้  “Much”  หรือ  “Far”  ขยายหน้าคำคุณศัพท์  “ขั้นกว่า”  (ห้ามใช้ “Very”)

                                                   ตัวอย่างที่  

  • She looks much ____________________________________________ this morning.

(เธอมีท่าทาง ___________________________________________ อย่างมากเช้าวันนี้)

(a) happy  

(b) happily

(c) happier    (มีความสุขมากขึ้น)

(d) happiness    (ความสุข)

(e) happiest    (มีความสุขที่สุด)

ตอบ   -   ข้อ    (c)   เนื่องจากเป็นการเปรียบเทียบ  “ขั้นกว่า”  (Comparative degree)  เพียงแต่ไม่มี   “Than”   ปรากฏให้เห็น  แต่จริงๆ แล้วเป็นการเปรียบเทียบกับอดีต  เช่น  เมื่อวานนี้  หรือ  สัปดาห์ที่แล้ว  ข้อสังเกตอีกอย่าง  คือ  ถ้าไม่มีการเปรียบเทียบ จะต้องใช้   “Very”  แทน  “Much”  เพื่อขยาย  “Happy”,  ส่วนการจะบอกว่า  มีความสุขมากขึ้น  “อย่างมาก”   ให้ใช้  “Much”  หรือ   “Far”   เท่านั้น   (สำหรับความหมาย   “อย่างมาก”)  ห้ามใช้  “Very

                                                      ตัวอย่างที่  

  • The scenery looks ________________________________ in December than in April.

(ภูมิประเทศ – ทิวทัศน์ – มีลักษณะ __________________ ในเดือนธันวาคม กว่าเดือนเมษายน)

(a) far pleasant

(b) much more pleasant    (น่ารื่นรมย์มากกว่ากัน (อย่าง) มากมาย)

(c) very pleasant

(d) much more pleasantly

ตอบ    –     ข้อ   (b)   เนื่องจากการเปรียบเทียบ  “ขั้นกว่า”  (Comparative degree)  ถ้าต้องการบอกว่า   “มากกว่าอย่างมากมาย”   เช่น  “ใหญ่กว่ามาก”,  “เล็กกว่ามาก”,   “หนาวกว่ามาก”  ฯลฯ  สามารถใช้คำแทนคำว่า  “อย่างมากมาย”   ได้ คำ คือ “Much”  หรือ  “Far”   ห้ามใช้  “Very”  สำหรับในประโยคข้างบน  จะใช้  “Far more pleasant”   ก็ได้

                                       ตัวอย่างอื่นๆ  เช่น   “much  bigger” (ใหญ่กว่ามาก),  “much older”  (แก่กว่ามาก),  “far hotter” (ร้อนกว่ามาก),  “far colder” (หนาวกว่ามาก),  “much more important”  (สำคัญกว่ามาก),   “much more complicated”  (ยุ่งยาก หรือ สลับซับซ้อนกว่ามาก),  “far smaller”  (เล็กกว่ามาก), “far thinner”  (ผอมหรือบางกว่ามาก),  “far more beautiful”  (สวยกว่ามาก),  เป็นต้น

                                      ในกรณีที่ต้องการบอกว่า   “ใหญ่กว่าเล็กน้อย”,  “หนาวกว่านิดหน่อย”,   “หนักกว่าเล็กน้อย”,   “เบากว่าเล็กน้อย”,  “แพงกว่านิดหน่อย”,   “ยากกว่านิดหน่อย”,  ดูคำอธิบายจากประโยคข้างล่าง

                                                      ตัวอย่างที่  

  • I hope you will try ________________________________________ harder next time.

(ผมหวังว่าคุณจะพยายามมากขึ้น __________________________________ ในคราวหน้า)

(a) less

(b) more

(c) some

(d) a little   (เล็กน้อย, นิดหน่อย)

(e) very

ตอบ   -   ข้อ   (d)   เมื่อขยายการเปรียบเทียบ   “ขั้นกว่า”  (Comparative degree)  เช่น  “ ใหญ่กว่า, ร้อนกว่า, แพงกว่า”   และต้องการบอกว่าเพียง  “เล็กน้อย, นิดหน่อย”  ให้ใช้   “A little,  A bit  หรือ  A little bit”  ขยาย   เช่น  “A little bigger”  (ใหญ่กว่านิดหน่อย),  A little hotter”  (ร้อนกว่าเล็กน้อย),  “A bit colder”  (หนาวกว่านิดหน่อย),  “A little more expensive”  (แพงกว่าเล็กน้อย),  “A bit more interesting”  (น่าสนใจกว่านิดหน่อย),  “A little bit more important”  (สำคัญกว่าเล็กน้อย)   เป็นต้น

 

8. She was brought up to be _______________; therefore, she was very careful with her spending.

(เธอถูกอบรม-เลี้ยงดูให้ ________ ดังนั้น  เธอระมัดระวัง-รอบคอบอย่างมากกับการใช้จ่ายของตัวเอง)

(a) economic    (ทางเศรษฐกิจ, เกี่ยวกับเศรษฐกิจ)  (คำคุณศัพท์)

(b) economical    (ประหยัด, มัธยัสถ์, อดออม(คำคุณศัพท์)

(c) economy    (เศรษฐกิจ, การประหยัด)  (คำนาม)

(d) economics    (วิชาเศรษฐศาสตร์)  (คำนาม)

 

9. Though English is difficult to learn, it isn’t ________________________ learning Japanese.

(แม้ว่าภาษาอังกฤษเรียนยาก  มันไม่ ____________________________ การเรียนภาษาญี่ปุ่น)

(a) so difficult than

(b) so difficult as    (ยากเท่ากับ)

(c) as much difficult as

(d) the same difficult as

ตอบ   -   ข้อ   (b)   ดูเพิ่มเติมจากประโยคข้างล่าง

                                                   ตัวอย่างที่ 

  • The cost of living in the provinces is not quite _______________ high as in the capital. 

(ค่าครองชีพในต่างจังหวัดไม่สูง __________________________ เท่ากับในเมืองหลวง)

(a) very

(b) so    (มาก)

(c) so much

(d) so as

ตอบ   -   ข้อ   (b)   ทั้งนี้  อาจใช้   “As”  ก็ได้  เนื่องจากเป็นการเปรียบเทียบแบบปฏิเสธ

                                                     ตัวอย่างที่  

  • I don’t want to be ________________________________________________ you are.

(ผมไม่ต้องการที่จะ ______________________________________________ คุณอ้วน)

(a) fat as

(b) so fat that

(c) quite fat as

(d) so fat as    (อ้วนเหมือนกับที่, อ้วนเท่ากับที่)

ตอบ   -   ข้อ   (d)   อาจใช้   “as fat as”   ก็ได้

                                                    ตัวอย่างที่  

  • I want to be ___________________________________________________ you are.

(ผมต้องการ ___________________________________________________ ที่คุณสูง)

(a) quite so tall as

(b) so tall that

(c) so tall as    (ใช้ไม่ได้  เพราะประโยคข้างบนเป็นบอกเล่า)

(d) as tall as    (สูงเท่ากับ, สูงเท่ากันกับ)

ตอบ   –   ข้อ   (d)   เนื่องจาก   “As tall as”  (สูงเท่ากันกับ)  ใช้ได้ทั้งในประโยคบอกเล่า  และปฏิเสธ,  ส่วน “ (Not) So tall as”  (สูง (ไม่) เท่ากันกับ)   ใช้ในประโยคปฏิเสธเพียงอย่างเดียวเท่านั้น  (ห้ามใช้ในประโยคบอกเล่า)   เช่น

  • He is as clever as his brother.

(เขาฉลาดเท่าๆกับพี่ชาย)  (บอกเล่า)  (ต้องใช้  “As…………..........…as”  อย่างเดียวเท่านั้น)

  • She is not as beautiful as her sister.

(เธอไม่สวยเท่ากับน้องสาว)  (ปฏิเสธ)  (อาจใช้  “So……..….........…..as”  ก็ได้)

  • Jim was not as (so) hard-working as his colleagues.

(จิมไม่ขยันเท่าๆ กับเพื่อนร่วมงาน)  (ปฏิเสธ)  (ใช้  “As……..........…….as”  หรือ  “So……….......….…..as”  ก็ได้  ทั้ง    แบบ)

***** (ห้ามใช้)  We are so diligent as our neighbors. (บอกเล่า)

(เราเพียรพยายามเท่าๆ กับเพื่อนบ้านของเรา)  (ใช้  “So………...........…..as”  ไม่ได้  เนื่องจากเป็นประโยคบอกเล่า)

  ******   (ต้องใช้)   They are as economical as we are. (บอกเล่า)

 (พวกเขาประหยัดเท่าๆ กับพวกเรา)  (ต้องใช้   “As………..........……..as”  เพียงอย่างเดียว  เนื่องจากเป็นประโยคบอกเล่า)

 

10. Nobody will help me do this assignment, so ____________________________________.

(จะไม่มีใครช่วยผมทำงาน (ภารกิจ) นี้  ดังนั้น ______________________________________)

(a) I will do it lonely    (ผมจะทำมันอย่างว้าเหว่-เปล่าเปลี่ยว-หงอยเหงา)

(b) I lonely will do it

(c) I will do it alone    (ผมจะทำมันตามลำพัง)  (ทำเองคนเดียว)

(d) I will do alone it

ตอบ   -   ข้อ   (c)   เนื่องจากได้ความหมาย  และถูกหลักไวยากรณ์

 

11. I am _______________________________________________________ your temper.

(ผม ___________________________________________________ อารมณ์ของคุณ)

(a) fed up by

(b) fed up with    (สะอิดสะเอียนกับ, หมดความอดทนกับ, เบื่อหน่ายกับ, รังเกียจ-ขยะแขยง)

(c) fed up because of

(d) fed up to

ตอบ   -   ข้อ   (b)

 

12. After being out in the rain, Jack ________________________________________ a cold.

(หลังจากตากฝน,  แจ๊ค ____________________________________________ ไข้หวัด)

(a) came by

(b) came down with    (ป่วยด้วยโรค, ป่วยเป็น)

(c) came into

(d) came off with

ตอบ   -   ข้อ   (b)   สำหรับวลีที่ใช้   “With”  ดูจากพารากราฟข้างล่าง

                            คุณศัพท์  (Adjective)  ที่ใช้กับ  “With”  ได้แก่  “pleased”  (ยินดี, พอใจ)  -  “She is pleased with her new workplace.”  (เธอพอใจ-ยินดีกับที่ทำงานแห่งใหม่),  “popular”  (เป็นที่นิยม) – “Holiday camps are popular with married couples with young children.”  (ค่ายพักแรมวันหยุดเป็นที่นิยมสำหรับคู่สามีภรรยาที่มีลูกเล็กๆ),  “satisfied”  (พอใจ)  -  “The company is satisfied with its employees’ performance.”  (บริษัทพึงพอใจกับการทำงานของพนักงาน),  “angry”  (โกรธ),  “busy”  (มีงานยุ่ง)  -  “She is busy preparing for her exam.”  (เธอยุ่งอยู่กับการเตรียมตัวสอบ),  “familiar”  (คุ้นเคย)  -  “He is not familiar with his new neighbors.”  (เขาไม่คุ้นเคยกับเพื่อนบ้านใหม่),  “patient”  (อดทน)  -  “His parents are very patient with him.”  (พ่อแม่ของเขามีความอดทนกับเขามาก),  “friendly”  (เป็นมิตร)  -  “She is friendly with everyone she meets.”  (เธอเป็นมิตรกับทุกคนที่เธอพบเจอ),  “careful”  (ระมัดระวัง),  “content”  (พอใจ),  “identical”  (เหมือนกัน),  “annoyed”  (ขุ่นเคือง  -  เหตุการณ์, การกระทำ) (ถ้าขุ่นเคืองคน  ใช้  “At”-  “I was annoyed with his statement.”  (ผมขุ่นเคือง (โกรธ) คำพูดของเขา),  เป็นต้น

                           กริยา  (Verb)  ที่ใช้กับ  “With”  ได้แก่   “charge”  (ฟ้องร้อง,  ดำเนินคดี),  compare  (เปรียบเทียบ)  -  “Compare this car with that one.”  (จงเปรียบเทียบรถยนต์คันนี้กับคันนั้น),  compete  (แข่งขัน),  “agree”  (ตกลง, เห็นพ้อง)  -  “I agree with you on this point.”  (ผมเห็นด้วยกับคุณในประเด็นนี้),  “disagree”  (ไม่เห็นด้วย),  “acquaint”  (ทำให้คุ้นเคย หรือเคยชิน)  -  You should acquaint yourself with your new job.”  (คุณควรทำตัวเองให้คุ้นเคยกับงานใหม่ของคุณ),  “begin”  (เริ่มต้น)  -  “I will begin my reading with the first chapter.”  (ผมจะเริ่มต้นการอ่านด้วยบทแรก),  “interfere”  (แทรกแซง, เข้าไปยุ่งเกี่ยว)  -  “We should not interfere with other people’s business.”  (เราไม่ควรไปยุ่งเกี่ยวกับธุระของคนอื่น),  “quarrel”  (ทะเลาะ, วิวาท)  -  “Some people often quarrel with their neighbors.”  (คนบางคนทะเลาะกับเพื่อนบ้านบ่อยๆ),  “argue”  (โต้แย้ง, โต้เถียง),  “help”  (ช่วยเหลือ),  “supply”  (จัดหาให้),  “cooperate”  (ร่วมมือ)  -  “The suspect did not cooperate with the police.  (ผู้ต้องหาไม่ยอมร่วมมือกับตำรวจ),  “deal”  (เกี่ยวข้อง, รับมือ)  -  “I don’t want to deal with that man.”  (ผมไม่ต้องการติดต่อ-เกี่ยวข้องกับเจ้าหมอนั่น),  “contrast”  (ขัดแย้ง, ตรงข้าม, แตกต่างกันอย่างมาก)  -  “This type of machine contrasts sharply with that one.”  (เครื่องจักรชนิดนี้แตกต่างอย่างมากกับชนิดนั้น),  เป็นต้น

 

13. When you refuse an offer, you turn it _________________________________________.

(เมื่อคุณปฏิเสธข้อเสนอ  คุณ __________________________________________ มัน)

(a) away

(b) out

(c) down    (“Turn down”  =  ปฏิเสธ)

(d) off    (“Turn off”  =  ปิดไฟ, ทีวี, วิทยุ ฯลฯ)

 ตอบ   -   ข้อ   (c)

 

14. _______________________________________, an application form must be completed.

(_________________, (ผู้สมัคร) จะต้องกรอกใบสมัคร)  (ใบสมัครจะต้องได้รับการกรอกข้อมูล)

(a) To apply for this job    (เพื่อจะสมัครงานนี้)

(b) In order to get this job

(c) Making application for this job

(d) You want to apply for this job

ตอบ   -   ข้อ   (a)   เป็นการใช้  “To + Verb 1”  นำหน้าวลีที่ขึ้นต้นประโยค  เพื่อแสดงวัตถุประสงค์  (เพื่อที่จะ .............................)  ดูเพิ่มเติมจากตัวอย่างข้างล่าง

                                                      ตัวอย่างที่ 

  • _________________________________________ there in time, we must start now.

(___________________________________ ที่นั่นให้ทันเวลา,  เราต้องเริ่มต้นเดี๋ยวนี้เลย)

(a) Be

(b) Being

(c) To be    (เพื่อจะไป)

(d) Is

ตอบ    -    ข้อ   (c)   ใช้  “To + Verb 1”  นำหน้าวลี  มีความหมายว่า  “เพื่อที่จะทำกริยานั้นๆ”  เป็นการแสดงวัตถุประสงค์ของประธานประโยค  (อยู่หลังคอมม่า)  ว่าทำกริยาในประโยค  เพื่อวัตถุประสงค์ใด  (เริ่มต้นเดี๋ยวนี้  เพื่อไปที่นั่นให้ทันเวลา)

                                                       ตัวอย่างที่  

A: “Why did they go up the mountain?”

(ทำไมพวกเขาจึงขึ้นไปบนเขา)

B: “__________________________________________________ the eclipse of the moon.”

(_______________________________________________________ จันทรคราส)

(a) Watched

(b) Watching

(c) Had watched

(d) To watch    (เพื่อจะดู)

ตอบ   -   ข้อ  (d)   ใช้  “Infinitive with to”  (To + Verb 1)  นำหน้าประโยค  (หรือ  ไว้ข้างในประโยคก็ได้)  เพื่อแสดงวัตถุประสงค์  ว่าทำกริยานั้นๆ เพื่ออะไร  ในกรณีของประโยคข้างบน  “ขึ้นไปบนเขา  เพื่อดูจันทรคราส” 

 

15. I would gladly have attended your wedding if you ________________________________.

(ผมคงจะได้ไปร่วมงานแต่งงานของคุณด้วยความยินดี  ถ้าคุณ ________________________)

(a) would have invited me

(b) invited me

(c) could have invited me

(d) had invited me    (ได้เชิญผม)

ตอบ   -   ข้อ   (d)   เนื่องจากเป็น  “If clause”  แบบที่  ๓  หรือ  “Past unreal”  (ไม่เป็นจริงในอดีต)  คือ  เหตุการณ์เกิดขึ้นตรงข้ามกับข้อความในประโยค  ทั้งนี้  เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นจริง  คือ  “ผมไม่ได้ไปงานแต่งฯของคุณ  เพราะคุณมิได้เชิญผม”  ดูเพิ่มเติม  “If clause”  ประเภทนี้  จากประโยคข้างล่าง

                                                     ตัวอย่างที่  

  • Nancy __________________________________________ you if you had asked her.

(แนนซี่ _________________________________________ คุณ  ถ้าคุณได้ขอร้องเธอ)

(a) had helped

(b) would help

(c) might help

(d) would have helped    (คงได้ช่วยเหลือ)

ตอบ    –    ข้อ   (d)   เนื่องจากเป็น   “If clause”  แบบที่  “Past unreal” (ไม่เป็นจริงในอดีต)  คือ  เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นจริงๆ  ตรงกันข้ามกับข้อความในประโยค  ซึ่งเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นจริงๆ ในประโยคข้างบน  คือ  “แนนซี่มิได้ช่วยเหลือคุณ  เพราะคุณไม่ได้ขอร้องเธอ”  สำหรับตัวอย่างอื่นๆ ของ  If clause” แบบที่  ๓  ได้แก่

  • If we hadn’t left the house so late, we wouldn’t have missed the train.

(ถ้าเรามิได้ออกจากบ้านสายมาก  เราคงจะไม่พลาด (ตก) รถไฟ)

หมายเหตุ   –    ในความเป็นจริงคือ   “เราออกจากบ้านสาย  เราเลยตกรถไฟ”  ผู้พูดประโยคสมมติในอดีตแบบนี้  มักแสดงความเสียดายกับสิ่งที่เกิดขึ้น  เพราะเหตุการณ์ได้ผ่านไปแล้ว  แก้ไขไม่ได้แล้ว  จึงมาเสียใจในภายหลัง  การสมมติในอดีตแบบนี้  มีรูปประโยคดังนี้  คือ  อนุประโยค  “If + Subject + Had + (Not) + V ช่อง 3”,  ส่วนในประโยคใหญ่  (Main clause)  จะมีโครงสร้าง  “Subject + Would (Should, Could, Might, Must) + (Not) + Have + Verb ช่อง  3”  หรือเอา  “If clause”  ซึ่งเป็นอนุประโยค   ไปไว้ข้างในประโยคก็ได้   แล้วเอาประโยคใหญ่  (Main clause)   มาไว้ข้างหน้าประโยค   ความหมายจะเหมือนกันทุกประการ   แต่ถ้าเอา  “Main clause”  มาไว้ข้างหน้าประโยค  เมื่อจบ  “Main clause”  แล้ว  ให้ต่อด้วยประโยคย่อย  (If clause)  เลย  ไม่ต้องมีเครื่องหมายคอมม่าคั่น   ตัวอย่างประโยคสมมติในอดีต  เช่น

  • If he had studied hard, he would have passed the exam.

(ถ้าเขาขยันเรียน (เมื่อปีที่แล้ว)  เขาก็คงจะสอบผ่านไปแล้ว)  (แต่จริงๆ  คือ เขาไม่ขยันเรียน  เขาจึงสอบตก)

  • If you had asked me, I would have told you the truth.

(ถ้าคุณขอร้องผม (เมื่อวานนี้)  ผมคงเล่าความจริงให้คุณฟังแล้ว)  (แต่จริงๆ  คือ คุณมิได้ขอร้องผม  ผมก็เลยไม่ได้เล่าความจริงให้คุณฟัง)

  • If they had not stopped smoking, they would have died of cancer.

(ถ้าพวกเขาไม่เลิกสูบบุหรี่ (เมื่อ ๕ ปีมาแล้ว)  เขาก็คงจะตายด้วยโรคมะเร็งไปแล้ว)  (แต่จริงๆ  คือ  พวกเขาเลิกสูบบุหรี่  พวกเขาจึงยังไม่ตาย)

  • She would have gone to the market if she had had something to buy.

(เธอคงจะได้ไปตลาด (เมื่อเช้านี้)  ถ้าเธอมีของที่จะต้องซื้อ)  (แต่จริงๆ  คือ  เธอมิได้ไปตลาด  เพราะเธอไม่มีอะไรต้องซื้อ)

                                        จะเห็นว่า  “If clause”  ในประโยคข้างบน  มี  “Had”  2 ตัว,  ตัวหน้าแสดง  “Past perfect tense”  ส่วน  “Had”  ตัวหลังมาจาก  “Have”  ที่แปลว่า  “มี”  พอมาอยู่หลัง  “Had”  จึงต้องเปลี่ยนไปเป็น  Verb  ช่องที่  3  ทำให้มี  “Had”  2ตัว

  • I would not have bought a car if my office had not been very far from my home.

(ผมคงจะไม่ได้ซื้อรถยนต์ (เมื่อปีที่แล้ว)  ถ้าที่ทำงานของผมมิได้อยู่ห่างไกลจากบ้านมากมาย)  (แต่จริงๆ  คือ  ผมซื้อรถยนต์  เพราะที่ทำงานอยู่ห่างไกลจากบ้านมาก)

  • If he had bet on that horse, he would have lost all his money.

(ถ้าเขาเล่นพนัน (แทง) ที่ม้าตัวนั้น  เขาก็คงสูญเสียเงินไปทั้งหมดแล้ว)  (แต่ในความเป็นจริง  คือ  “เขามิได้เล่นพนันที่ม้าตัวนั้น  เขาก็เลยไม่ได้เสียเงิน”)

  • If you had not come to my party, you would not have met your old friends at college.

(ถ้าคุณมิได้มาที่งานเลี้ยงของผม  คุณก็คงไม่ได้พบเพื่อนเก่าตอนเรียนมหาวิทยาลัยของคุณ)  (แต่ในความเป็นจริง  คือ  “คุณมางานเลี้ยง  คุณเลยได้พบเพื่อนเก่า”)

สรุป   -   ใน  “If clause”  (ประโยคย่อย)   จะเป็นรูป  “Past perfect tense” {If + Subject + Had + (Not) + Verb 3}  เสมอ,  ส่วนใน  “Main clause”  (ประ โยคใหญ่)   จะเป็นรูป  “Past future perfect tense” {Subject + Would (Should, Could, Might) + (Not) + Have + Verb 3}

 

16. _______________________________ we get some rain, the dying crops will be ruined.

(_____________________________ เราได้รับฝน,  พืชที่กำลังจะตาย  จะเสียหายอย่างหนัก)

(a) Only

(b) Despite

(c) Unless    (ถ้า  .........................เรา..........................  ไม่)  (ได้รับฝน)

(d) Whenever

ตอบ   -   ข้อ    (c)   “Unless”  =  “ถ้า............................ไม่”  ดูเพิ่มเติมการใช้คำนี้จากประโยคข้างล่าง

                                                   ตัวอย่างที่ 

  • I don’t like to begin writing a letter, _______________________________________.

(ผมไม่ชอบที่จะเริ่มต้นเขียนจดหมาย ______________________________________)

(a) unless I don’t have time

(b) unless I have plenty of time    (ถ้าผมมีเวลาไม่มาก)

(c) If I have plenty of time

(d) unless I have no time

ตอบ   -  ข้อ   (b)

                                                    ตัวอย่างที่  

  • Don’t open a shop _______________________________ to smile.  (Chinese proverb)

(จงอย่าเปิดร้าน (ทำการค้า) _______________________________ ที่จะยิ้ม)  (สุภาษิตจีน)

(a) if you like

(b) as you don’t like

(c) not like

(d) unless you like    (ถ้าคุณไม่ชอบ)

ตอบ   -   ข้อ  (d)

                                                      ตัวอย่างที่  ๓

  • He won’t pass his examination ___________________________________________.

(เขาจะสอบไม่ผ่าน ___________________________________________________)

(a) if he is not enough diligent   (ต้องใช้  “diligent enough”)

(b) unless he is not diligent enough   (หลัง  “Unless”  ต้องเป็นรูปบอกเล่า)

(c) unless he is not enough diligent

(d) unless he is diligent enough    (ถ้าเขาไม่ขยันเพียงพอ)

ตอบ   –   ข้อ   (d)   เนื่องจาก  “Unless  =  If…………....…… not”  แต่ต้องอยู่ในโครงสร้าง  “Unless + Subject + Verb  (บอกเล่า)”  ทั้งนี้  “อนุประโยคที่ตามหลัง  “Unless”  จะต้องอยู่ในรูปบอกเล่าเสมอ”  เนื่องจาก  “Unless”  มี  “Not”  ซึ่งเป็นปฏิเสธรวมอยู่ในคำด้วยแล้ว   ตัวอย่าง  เช่น

  • He will not come unless he has time.

(เขาจะไม่มาถ้าเขาไม่มีเวลา)

  • I shall not help him unless he asks me.

(ผมจะไม่ช่วยเขา ถ้าเขาไม่ขอร้องผม)

  • You couldn’t get a grant unless you had five years’ teaching experience.

(คุณไม่สามารถได้รับเงินช่วยเหลือ  ถ้าคุณไม่มีประสบการณ์สอน ปี)

  • Unless you work hard, you won’t succeed.

(ถ้าคุณไม่ขยัน  คุณจะไม่ประสบความสำเร็จ)

  • She said nothing unless she was spoken to.

(เธอไม่พูดอะไร  ถ้าเธอไม่ถูกพูดด้วย)  (คือ  ถ้าไม่มีใครพูดกับเธอ)

  • Unless they respected us, we wouldn’t care for what they said.

(ถ้าพวกเขาไม่เคารพเรา  เราจะไม่ใส่ใจในสิ่งที่เขาพูด)

 

17. Everybody knows how determined he is.  He insisted _______ doing what he had planned.

(ทุกคนรู้ว่าเขามีความมุ่งมั่นเพียงไร  เขายืนกราน _____________ ทำในสิ่งที่เขาได้วางแผนไว้)

(a) of

(b) in

(c) on    (“Insist on”  =  ยืนกราน, คะยั้นคะยอ, พากเพียร)

(d) up

ตอบ   –   ข้อ   (c)

 

18. Don’t worry about Jane.  _____________ her present problems, she will probably do quite well.

(ไม่ต้องห่วงเจน ________ ปัญหาของเธอในปัจจุบัน (ทั้งๆ ที่เธอมีปัญหาในปัจจุบัน), เธอคงจะไปได้ดีทีเดียว)  (คือ  คงทำได้ดีทีเดียวในอนาคต  แม้ปัจจุบันจะมีปัญหา)

(a) Because of    (เนื่องมาจาก)

(b) Instead of    (แทนที่, แทนที่จะ)

(c) In case of    (ในกรณีของ, ในกรณีที่เกิด)

(d) In spite of    (ทั้งๆ ที่)

ตอบ   –   ข้อ   (d)

 

19. It may not be possible to increase much production.  ________ high oil price, we can increase only a little.

(มันอาจเป็นไปไม่ได้ที่จะเพิ่มการผลิตมากๆ, ________ ราคาน้ำมันที่สูง,  เราจะสามารถเพิ่ม (การผลิต) ได้เพียงเล็กน้อยเท่านั้น)

(a) Because    (เพราะว่า)  (ตามด้วยประโยค คือ  “Subject + Verb”)

(b) Due to    (เนื่องมาจาก)  (ตามด้วยคำนาม หรือวลี)

(c) Except for    (ยกเว้นแต่)

(d) Without    (ปราศจาก, ถ้าไม่มี)

ตอบ   –   ข้อ   (b)

 

20. If you asked me whose fault it was.  I would say once again that the accident clearly resulted ________ your carelessness.

(ถ้าคุณถามผมว่ามันเป็นความผิดของใคร  ผมขอพูดอีกครั้งหนึ่งว่า  อุบัติเหตุเป็นผล _______ ความสะเพร่า (ประมาท) ของคุณอย่างชัดเจน)

(a) in

(b) on

(c) from    (จาก)

(d) for

ตอบ   -   ข้อ   (c)   “Result from”  =  “เป็นผลมาจาก”  เปรียบเทียบประโยคข้างล่าง

  • His success resulted from years of hard work and difficulties.

(ความสำเร็จของเขาเป็นผลมาจากการทำงานหนัก  และความยากลำบากเป็นเวลาหลายปี)

  • Years of hard work and difficulties resulted in his success.

(การทำงานหนัก  และความยากลำบากเป็นเวลาหลายปี  ส่งผลในความสำเร็จของเขา)

  • Great devastation and loss of many lives were the result of the hurricane.

(ความเสียหายมากมายและการสูญเสียชีวิตจำนวนมาก  เป็นผลของพายุเฮอริเคน)

  • What is the result of your exam?

(ผลสอบของคุณเป็นอย่างไรบ้าง)

 

เรียน  ท่านผู้ติดตามอ่าน  เว็บไซต์  “everydayenglish.pwa.co.th

 

                  ถ้าท่านมีคำแนะนำให้ปรับปรุงเว็บไซต์นี้ประการใด  กรุณาส่ง   e-mail ไปที่  เว็บไซต์นี้  ตาม   “Address” wpookaotong@yahoo.com   (โปรดระบุหัวเรื่องด้วย ว่า  “ปรับปรุงเว็บไซต์”)   เพื่อที่ผู้จัดทำฯ จะได้ปรับปรุงเนื้อหาได้ตรงตามความประสงค์ของผู้อ่านเว็บไซต์นี้ต่อไป

 

 

หมวดข้อสอบ TOEIC (ตอนที่ 493)

การประปาส่วนภูมิภาค  “มุ่ง-มั่น-เพื่อปวงชน”

 

Part V: Sentence Completion   (ส่วนที่ 5 :  การเติมประโยคให้สมบูรณ์)

Choose the best alternative to make a correct sentence.

(จงเลือกข้อที่ดีที่สุดเพื่อทำให้ประโยคมีความถูกต้อง)

 

1. Take an umbrella if you go to London because it rains _________________________ there.

(นำร่มไปด้วยนะถ้าคุณไปลอนดอน  เพราะว่าฝนตก ___________________________ ที่นั่น)

(a) many times    (หลายครั้ง)

(b) frequently    (บ่อยๆ, เป็นประจำ, เป็นนิจศีล)

(c) over again

(d) with frequency    (รูปนี้ไม่มีใช้)

ตอบ   -   ข้อ   (b)   หรืออาจตอบ  “Over and over”  หรือ  “Over and over again”   (ทั้ง    วลี  หมายความว่า  “ซ้ำแล้วซ้ำอีก,  ซ้ำซาก,  บ่อยมาก”)  ก็ได้,  สำหรับ  ข้อ  (a)  ใจความไม่ดี  เนื่องจากไม่ระบุว่า  “หลายครั้ง”  ต่อวัน หรือ สัปดาห์

 

2. As a matter of fact, Saudi Arabia’s oil reserves _______________________ those of Kuwait. 

(อันที่จริงแล้ว  น้ำมันสำรองของซาอุดิอเรเบีย ____________________ น้ำมันสำรองของคูเวต)

(a) come second following

(b) come second with

(c) are only second to    (เป็นเพียงที่สองจาก)  (เรียงคำผิด)

(d) are second only to    (เป็นที่สองเพียงจาก ...........(น้ำมันสำรองของคูเวต)............ เท่านั้น)

ตอบ   -   ข้อ    (d)   คือ  เป็นที่สองรองจากคูเวตเท่านั้น

 

3. This kind of work is ___________________________________________________ me.

(งานชนิดนี้ ______________________________________________________ ผม)

(a) unfamiliar with

(b) unfamiliar by

(c) unfamiliar to    (ไม่คุ้นเคยกับ, ไม่เป็นที่คุ้นเคยกับ)

(d) not unfamiliar with

ตอบ   -   ข้อ    (c)   หรืออาจตอบ  “Not familiar to”  ก็ได้

 

4. ____________ advent of the First World War, the United States became the dominant force in the motion picture industry.

(_____________ การมาถึง (การปรากฏขึ้น) ของสงครามโลกครั้งที่  ,  สหรัฐฯ ได้กลายเป็นพลังที่มีบทบาทสำคัญ (หรือมีอิทธิพลครอบงำ) ในอุตสาหกรรมภาพยนตร์เคลื่อนไหวได้)  (คือ  มิใช่ภาพยนตร์นิ่ง-ไม่เคลื่อนไหว) 

(a) The

(b) With the    (ด้วย, พร้อมกับ)

(c) While the

(d) It was during the

ตอบ   -   ข้อ   (b)   หรืออาจตอบ   “It was during the First World War that the United States became………....………. industry.”  (มันเป็นในระหว่างสงครามโลกครั้งที่  ๑  ที่สหรัฐฯได้กลายเป็น..........................)  ก็ได้

 

5. I wish I ________________________________________ her while she stayed in Bangkok.

(ฉันปรารถนาว่าฉัน _______________________________ เธอ  ในขณะที่เธอพักในกรุงเทพฯ)

(a) meet

(b) met

(c) had met   (ได้พบ)

(d) would have met

ตอบ  -  ข้อ   (c)   เนื่องจากเป็นการปรารถนาในอดีต  และตรงข้ามกับความเป็นจริง  (คือ  มิได้พบกับเธอ  ในขณะที่เธอพักในกรุงเทพฯ)   จึงต้องใช้  “Past perfect tense” (Subject + Had + Verb 3)  และในกรณีที่เป็น  “Passive voice” ใช้  (Subject + Had + Been + Verb 3)  เรียกโครงสร้างแบบนี้ว่า  “Past subjunctive”  ดูคำ อธิบายเพิ่มเติมการใช้  “Wish”  จากประโยคตัวอย่างข้างล่าง

                                                    ตัวอย่างที่  

  • I wish you ___________________________________________ there at that moment.

(ผมปรารถนาว่าคุณ _________________________________________ ที่นั่นในขณะนั้น)

(a) are

(b) were

(c) had been    (อยู่)

(d) would have been

ตอบ  -  ข้อ  (c)   เนื่องจากเป็นการปรารถนาให้เกิดเหตุการณ์ขึ้นในอดีต   (ให้คุณอยู่ที่นั่นในตอนนั้น  ซึ่งเป็นอดีตที่ผ่านมาแล้ว)  (ความเป็นจริง  คือ  “คุณไม่ได้อยู่ที่นั่นในตอนนั้น”)

                                                   ตัวอย่างที่  

  • I wish I _____________________________________ German when I was at school.

(ผมปรารถนาว่าผม ___________________________ ภาษาเยอรมัน  ตอนที่ผมเป็นนักเรียน)

(a) was learning

(b) learnt

(c) had learnt    (ได้เรียนรู้)

(d) have learnt

ตอบ   -   ข้อ   (c)   เนื่องจากเป็นการปรารถนาเหตุการณ์ในอดีต  (สมัยเป็นเด็กนักเรียน)  แต่ในความเป็นจริงคือ  “มิได้เรียนภาษาเยอรมัน

                                                    ตัวอย่างที่  

  • I wish today __________________________________________________ a holiday.

(ผมปรารถนาว่าวันนี้ ______________________________________________ วันหยุด)

(a) is

(b) be

(c) being

(d) were     (เป็น)

ตอบ   –   ข้อ   (d)   เนื่องจากเมื่อใช้   “Wish”  แสดงความปรารถนาในสิ่งที่  “ตรงข้ามกับความเป็นจริง”  (คือ  เหตุการณ์มิได้เป็นจริงตามที่ปรารถนา  -  วันนี้มิได้เป็นวันหยุด)  จะต้องใช้รูป  “Subject + Wish + That + Subject + Verb”  แต่  “That”   มักจะละไว้เสมอ  (ไม่เขียนลงในประโยค)   (เรียกการใช้โครงสร้างแบบนี้ว่า   “Past subjunctive”)   โดยมีหลัก  คือ

                                    ๑. ถ้าตรงข้ามกับความจริงในปัจจุบัน  (ปรารถนาเหตุการณ์ปัจจุบัน)  ให้ใช้  “Verb”  เป็น  “Past simple” (Verb 2)  (สำหรับ  “Verb to be”  ใช้  “Were”  กับประธานทุกตัว)

  • I wish (that) she came to see me today.

(ผมปรารถนาว่าเธอมาเยี่ยมผมวันนี้)  (แต่จริงๆ แล้วเธอไม่ได้มา)

  • She wishes (that) today were her birthday.

(เธอปรารถนาว่า  วันนี้เป็นวันเกิดของเธอ)  (แต่จริงๆ แล้วไม่ใช่)

  • I wish (that) my uncle were here now.

(ผมปรารถนาว่า  ลุงของผมอยู่ที่นี่ในขณะนี้)  (แต่จริงๆ แล้วไม่ได้อยู่)

  • He wishes (that) his father were a millionaire (now).

(เขาปรารถนาว่า  พ่อของเขาเป็นเศรษฐี)  (แต่จริงๆ แล้วไม่ได้เป็น)

  • I often wish (that) I were really wealthy (now).

(ผมปรารถนาบ่อยๆ ว่า  ผมร่ำรวยอย่างแท้จริง)  (จริงๆ แล้วไม่รวย)

  • My sister occasionally wishes (that) she were a boy (now).

(น้องสาวของผมปรารถนาเป็นบางครั้งว่า  เธอเป็นเด็กผู้ชาย)  (จริงๆ แล้วเป็นหญิง)

  • I wish (that) I had a bigger house (now).

(ผมปรารถนาว่าผมมีบ้านหลังใหญ่กว่านี้)  (แต่จริงๆ แล้วมีบ้านหลังเล็ก)

  • They wish (that) they could speak Japanese (now).

(พวกเขาปรารถนาว่า สามารถพูดภาษาญี่ปุ่นได้)  (แต่จริงๆ แล้วพูดไม่ได้)

                                     ๒. ถ้าตรงข้ามกับความจริงในอดีต   (ปรารถนาเหตุการณ์ในอดีต)  ให้ใช้  “Verb”  เป็น “Past perfect” (Had + Verb 3)  เช่น

  • I wish (that) yesterday had been a holiday.

(ผมปรารถนาว่า  เมื่อวานนี้เป็นวันหยุด)  (แต่จริงๆ แล้วไม่ได้เป็น)

  • She wishes (that) her father had been a millionaire (last year).

(เธอปรารถนาว่า  พ่อของเธอเป็นเศรษฐี  (เมื่อปีที่แล้ว)  (แต่จริงๆ แล้วไม่ได้เป็น)

  • He wished (that) he had been a bird (a long time ago).

(เขาปรารถนาว่า  เขาเป็นนก (เมื่อนานมาแล้ว)  (แต่จริงๆ แล้วไม่ได้เป็น)

  • I wish (that) my uncle had been here yesterday.

(ผมปรารถนาว่า  ลุงของผมอยู่ที่นี่เมื่อวานนี้)  (แต่จริงๆ แล้วไม่ได้อยู่)

                                    ๓. ถ้า  “Wish”  ใช้กับอนาคต  (Future)  ให้ใช้  “Verb”  เป็น  “Would”, “Should”,  “Could”,  “Might”  ความหมาย  คือ  คงไม่เกิดเหตุการณ์ตามที่ปรารถนา  หรือมีโอกาสเกิดขึ้นได้ยาก  เช่น

  • I wish (that) my wife would be here tomorrow.

(ผมปรารถนาว่า  ภรรยาของผมอยู่ที่นี่ในวันพรุ่งนี้)  (แต่จริงๆ แล้วคงไม่ได้อยู่ หรือมีโอกาสเกิดขึ้นได้น้อยมาก)

  • She wishes (that) she could come to my party next week.

(เธอปรารถนาว่า  เธอสามารถมางานเลี้ยงของผมสัปดาห์หน้า)  (แต่จริงๆ แล้วคงไม่ได้มา  หรือมีโอกาสเกิดขึ้นน้อยมาก)

  • They wish (that) qwethey would graduate from the university next semester.

(พวกเขาปรารถนาว่า  จะเรียนจบจากมหาวิทยาลัยในเทอมหน้า)  (แต่คงจะไม่จบ หรือมีโอกาสเกิดขึ้นน้อยมาก)

                                    ๔. เมื่อใช้  “Wish”  แสดงความปรารถนาในแบบปกติธรรมดา  จะมีโครงสร้าง  “Wish + To + Verb 1”  ซึ่งความปรารถนาดังกล่าวอาจจะเป็นจริง  หรือไม่เป็นจริงก็ได้  เช่น

  • They wish to meet their friends again next year.

(พวกเขาปรารถนาจะได้พบเพื่อนอีกในปีหน้า)

  • She wishes to leave now.

(เธอปรารถนาจะจากไปในตอนนี้)

  • He wishes to visit London next month.

(เขาปรารถนาจะไปเที่ยวลอนดอนเดือนหน้า)

  • They wished to pass the exam this term.

(พวกเขาปรารถนาจะสอบผ่านเทอมนี้)

  • They are in love and wish to marry.

(เขาทั้งสองคนรักกัน  และปรารถนาจะแต่งงานกัน)

                                    ๕. โครงสร้าง  “Wish + กรรม + Noun”  มีความหมาย  คือ  “ขออวยพรให้”  เช่น

  • She wished them a Merry Christmas and a Happy New Year

(เธออวยพรวันคริสมาสต์และปีใหม่ให้พวกเขา)

  • He wishes his parents a long and happy life.

(เขาอวยพรให้พ่อแม่มีชีวิตยืนยาวและมีความสุข)

  • I wish you success.

(ผมขออวยพรให้คุณประสบความสำเร็จ)

  • Before their exam they wished each other luck.

(ก่อนการสอบ  พวกเขาอวยพรโชคดีให้กันและกัน)

  • It is Mary’s birthday today.  Don’t forget to wish her many happy returns.

(วันนี้เป็นวันเกิดของแมรี่  อย่าลืมอวยพรให้เธอมีความสุข)

                                     ๖. โครงสร้าง  “Wish + For + Something”  (ปรารถนาอะไรบางอย่าง)  (มักแสดงความปรารถนาอย่างเงียบๆ กับตัวเอง)  เช่น

  • She blew out the candles on her birthday cake and wished for a new doll.

(เธอเป่าให้เทียนบนเค้กวันเกิดดับลง  และปรารถนาจะได้ตุ๊กตาใหม่สักตัว)

                                    ๗. ใช้  “Wish”  แบบคำนาม  (Noun)  หมายถึง  “ความปรารถนา, ความประสงค์, ความต้องการ, คำอธิษฐาน, สิ่งที่ปรารถนา”  เช่น

  • She told me of her wish to quit her job.

(เธอบอกผมถึงความปรารถนาของเธอที่จะทิ้งงาน)  (ลาออกจากงาน)

  • He has a strong wish to see his ex-wife again.

(เขามีความปรารถนาแรงกล้าที่จะพบอดีตภรรยาอีกครั้ง)

  • Julius Cesar was an all-powerful king whose every wish was obeyed.

(จูเลียส ซีซาร์ เป็นกษัตริย์ที่มีอำนาจเต็มที่  ผู้ซึ่งความปรารถนาทุกอย่างของเขาได้รับการเชื่อฟัง)

  • We have no wish to repeat their mistakes.

(เราไม่ปรารถนาจะทำผิดซ้ำความผิดของพวกเขา)

  • A death wish is a conscious or unconscious desire to die or be killed.

(“ความปรารถนาความตาย”  เป็นความต้องการแบบรู้ตัว (ตั้งใจ) หรือ ไม่รู้ตัว (ไม่ตั้งใจ) ที่จะตาย  หรือ  ถูกฆ่าตาย)

  • The government should reflect the wishes of the majority in the country.

(รัฐบาลควรจะสะท้อนความต้องการ (สิ่งที่ต้องการ) ของคนส่วนใหญ่ในประเทศ)

  • My last wish is for you to leave this house and never return.

(ความปรารถนาสุดท้ายของผม  คือ  ให้คุณออกจากบ้านหลังนี้ไป  และอย่ากลับมาอีก)

  • Her parents send their best wishes for me on my birthday.

(พ่อแม่ของเธอส่งความปรารถนาดีมายังผม  สำหรับวันเกิดของผม)

  • Please accept this gift with my sincere good wishes for the future.

(โปรดรับของขวัญนี้ไว้ด้วยความปรารถนาดีอย่างจริงใจจากผม  สำหรับอนาคต)  (เพื่อความสุข-ความสำเร็จของคุณ)

  • Have you made your wish yet?

(คุณตั้งความปรารถนาไว้แล้วหรือยัง)  (ว่าอยากได้อะไรสักอย่าง)

  • The genie then granted Sinbad three wishes.

(ผู้วิเศษ (พ่อมด-แม่มด) ให้ซินแบดตั้งความปรารถนาได้    อย่าง)  (ขออะไรก็ได้    อย่าง)

 

6. In order to remind herself ______________ the appointment, she made a note in her diary.

(เพื่อที่จะเตือนตัวเธอเอง _______________ การนัดหมาย,  เธอจดโน้ตในสมุดไดอารี่ของเธอ)

(a) for

(b) in

(c) of    (ให้นึกถึงเกี่ยวกับ)

(d) to

ตอบ   -   ข้อ   (c)   เนื่องจากเป็นไปตามโครงสร้าง  “Remind + กรรม (Jim, John, him, her, himself, herself)  + Of + Something”  (เตือนใครให้นึกถึงเรื่องอะไร  หรือ  เกี่ยวกับเรื่องอะไร)  เช่น

  • She reminds me of her mother.

(เธอเตือนให้ผมนึกถึงแม่ของเธอ)  (ด้านรูปร่างหน้าตา หรือนิสัยใจคอ)

  • You need not remind people of their mistakes all the time.

(คุณไม่จำเป็นต้องเตือนผู้คนให้นึกถึงความผิดของตนเองอยู่ตลอดเวลา)  (เพราะเขาอาจจะรำคาญหรืออับอาย)

  • My secretary reminded me of two appointments.

(เลขาฯ ของผมเตือนผมให้นึกถึงการนัดหมาย เรื่อง)

                                     อย่างไรก็ตาม  “Remind”  สามารถใช้ในโครงสร้างอื่นๆ  ก็ได้  เช่น

  • She had to remind him that he had a wife.

(เธอจำเป็นต้องเตือนให้เขาระลึกว่า  เขามีภรรยาแล้ว)  (ดังนั้น  จึงไม่ควรมายุ่งเกี่ยวกับเธออีก)

  • Please remind me to speak to you about Henry.

(โปรดเตือนผมให้พูดคุยกับคุณเกี่ยวกับเฮนรี่ด้วยนะ)

  • Don’t forget to remind her about the party.

(อย่าลืมเตือนเธอเกี่ยวกับงานเลี้ยงด้วยนะ)

  • He reminded himself to thank Mary for the present.

(เขาเตือนตัวเองให้ขอบคุณแมรี่สำหรับของขวัญที่ได้รับ – จากเธอ)

 

7. The prisoner will be _________________________________________ tomorrow morning.

(นักโทษจะถูก _______________________________________________ เช้าวันพรุ่งนี้)

(a) hanging

(b) hung    (แขวน  - ไว้บนคาน หรือ ในตู้เสื้อผ้า)

(c) hunged    (รูปนี้ไม่มีใช้)

(d) hanged    (แขวนคอ)

ตอบ   -   ข้อ   (d)   เนื่องจาก  “Hang,  Hung,  Hung”  =   “แขวน  (เสื้อผ้า, สิ่งของ)”   ส่วน  “Hang,  Hanged,  Hanged”  =  “แขวนคอ

 

8. I go there every _____________________________________________________ days.

(ผมไปที่นั่นทุกๆ ____________________________________________________ วัน)

(a) few    (๒ – ๓, น้อยมากจนแทบไม่มีเลย)  (ใช้กับนามนับได้  พหูพจน์)

(b) a few    (พอมีอยู่บ้างนิดหน่อย)  (ใช้กับนามนับได้  พหูพจน์)  

(c) little    (น้อยมากจนแทบไม่มีเลย)  (ใช้กับนามนับไม่ได้)

(d) a little    (พอมีอยู่บ้างนิดหน่อย)  (ใช้กับนามนับไม่ได้) 

ตอบ   -   ข้อ   (a)   เนื่องจาก  “Every few days”  =  “ทุกๆ ๒ – ๓ วัน”,  ตัวอย่างอื่นๆ  เช่น 

  • She walked along the street and stopped to look at the shop window every few minutes.

(เธอเดินไปตามถนน  และหยุดเพื่อดูตู้โชว์สินค้าหน้าร้านทุกๆ ๒ – ๓ นาที)

  • He came back from England to Thailand to visit his parents every few months.

(เขากลับมาจากประเทศอังกฤษสู่ประเทศไทย  เพื่อเยี่ยมพ่อแม่ของเขาทุกๆ สองถึงสามเดือน)

 

9. You can enjoy yourself in a big city _________________________ you have much money.

(คุณสามารถสนุกสนานตัวเองในเมืองใหญ่ ___________________________ คุณมีเงินมาก)

(a) even when    (แม้กระทั่งเมื่อ)

(b) so far    (เท่าที่ผ่านมา)

(c) provided that    (ถ้า)

(d) thus    (ดังนั้น, เพราะฉะนั้น)

ตอบ   -   ข้อ   (c)   เนื่องจากเป็นประโยคเงื่อนไข  (= If)

 

10. John is going to join the football team although his mother doesn’t want him ___________.

(จอห์นจะเข้าร่วมกับทีมฟุตบอลนั้น  แม้ว่าแม่ของเขาไม่ต้องการให้เขา ___________________)

(a) to join    (เข้าร่วม)

(b) to    (เข้าร่วม)

(c) so    (เช่นนั้น, ดังนั้น)

(d) that    (สิ่งนั้น, เรื่องนั้น)

ตอบ   -   ข้อ   (b)   เนื่องจากไม่กล่าวซ้ำคำ  “Join”  อีกครั้ง   แต่ละไว้ในฐานที่เข้าใจ,  มีแต่เพียง  "To..................."  เท่านั้น  ซึ่งเป็น  “Pattern”  ที่นิยมใช้ในภาษาอังกฤษ

 

11. Although my father likes classical music and my mother light music, I like ____________.

(แม้ว่าพ่อของผมชอบเพลงคลาสสิก และแม่ (ชอบ) เพลงเริงรมย์, ผมชอบ ________________)

(a) folk songs

(b) folk’s song

(c) folks’ songs

(d) folk song    (เพลงลูกทุ่ง, เพลงพื้นบ้าน)

ตอบ   -   ข้อ   (d)   เนื่องจากเป็นศัพท์เฉพาะ   และเป็นนามขยายนาม หรือ นามประกอบ   (Compound noun)  ดูเพิ่มเติม  “นามประกอบ”  จากตัวอย่างข้างล่าง

                                                     ตัวอย่างที่ 

  • Wait a minute, I’ll look up Mary’s phone number in the ____________ and then call her.

(รอประเดี๋ยวนึงนะ  ผมจะค้นหาเบอร์โทรศัพท์ของแมรีใน _________ และ (ต่อจากนั้น) จะโทรฯไปที่เธอ)

(a) phone’s book

(b) phone book    (สมุดโทรศัพท์)

(c) phones book

(d) book of phone

ตอบ   -   ข้อ    (b)   เนื่องจากเป็นการใช้คำนามขยายคำนาม  ที่เรียกว่า  “นามประกอบ”    (Compound noun)

                                                 ตัวอย่างที่ 

  • I told my mom that I had bought this bulb for the ____________________________.

(ผมบอกแม่ว่า  ผมซื้อหลอดไฟดวงนี้เพื่อใช้กับ ________________________________)

(a) desk’s lamp

(b) lamp of the desk

(c) lamp on desk

(d) desk lamp    (โคมไฟตั้งโต๊ะ)

ตอบ   -   ข้อ    (d)   เนื่องจากเป็นการใช้คำนามขยายคำนาม  ที่เรียกว่า  “นามประกอบ”  (Compound noun) 

                                                     ตัวอย่างที่ 

  • To the best of my knowledge, all of them are efficient _________________________.

(เท่าที่ผมรู้มาอย่างดีที่สุด  พวกเขาทุกคนเป็น _______________________ ที่มีประสิทธิภาพ)

(a) language’s teachers

(b) languages teachers

(c) teaching languages

(d) language teachers    (ครูสอนภาษา)

ตอบ   -   ข้อ    (d)   เป็นการใช้นามขยายนาม  หรือ  “นามประกอบ”  (Compound noun)

                                                     ตัวอย่างที่ 

  • She broke a ____________________________________ while she was washing up.

(เธอทำ ____________________________________ แตก  ในขณะที่เธอกำลังล้างจาน)

(a) glass wine

(b) wine glass    (แก้วไวน์)

(c) glass for wine

(d) glass of wine

ตอบ   -   ข้อ   (b)   เนื่องจากเป็นการใช้คำนามขยายคำนาม  ซึ่งเรียกว่า  “นามประกอบ”  (Compound noun)  

                                                       ตัวอย่างที่ 

  • Jim bought his new shoes from the ___________________________ near his house.

(จิมซื้อรองเท้าใหม่จาก _______________________________________ ใกล้บ้านของเขา)

(a) shoes’ store

(b) shoes store

(c) shoes’s store

(d) shoe store    (ร้านรองเท้า)

ตอบ   -   ข้อ   (d)    เนื่องจากเป็นการใช้นามขยายนาม  หรือ  “นามประกอบ”  (Compound noun)  โดยนามตัวหน้ามักอยู่ในรูปเอกพจน์เสมอ  และถ้าต้องการใช้คำนามประกอบในรูปพหูพจน์  จะแสดงรูปพหูพจน์ที่คำนามตัวหลัง   ตัวอย่าง  เช่น

   -  service bus (es)  (รถบริการ – คือรถรับ-ส่งพนักงาน)

   -  bus service   (บริการรถประจำทาง)

   -  flower garden (s)  (สวนดอกไม้)

   -  color television (s)   (ทีวีสี)

   -  room number (s)   (หมายเลขห้อง)

   -  bookstore (s)   (ร้านขายหนังสือ)

   -  development plan (s)   (แผนการพัฒนา)

   -  population increase   (การเพิ่มประชากร)

   -  table lamp (s)   (ตะเกียง-โคมไฟตั้งโต๊ะ)

   -  war criminal (s)   (อาชญากรสงคราม)

   -  traffic jam   (รถติด)

   -  newspaper article   (บทความหนังสือพิมพ์)

   -  conference room   (ห้องประชุม)

   -  peace talk   (การเจรจาสันติภาพ)

   -  car key   (กุญแจรถ)

   -  car park   (ที่จอดรถ)

   -  railway station   (สถานีรถไฟ)

   -  art exhibition   (นิทรรศการศิลปะ)

   -  show room   (ห้องแสดงสินค้า หรือตัวอย่างสินค้า)

   -  show business   (ธุรกิจการแสดง)

   -  flood victim   (เหยื่ออุทกภัย)

   -  energy management   (การบริหารพลังงาน)

   -  drain pipe   (ท่อระบายน้ำ)

   -  wastewater disposal   (การกำจัดน้ำเสีย)

   -  energy conservation   (การอนุรักษ์พลังงาน)

   -  interest rate   (อัตราดอกเบี้ย)

   -  premium payment   (การจ่ายเบี้ยประกัน)

   -  office building   (อาคารสำนักงาน)

   -  rubbish bin   (ถังขยะ)

   -  community development   (การพัฒนาชุมชน)

   -  road safety rally   (การรณรงค์ความปลอดภัยบนถนน)

   -  flood relief center   (ศูนย์บรรเทาน้ำท่วม)

   -  production method   (วิธีการผลิต)

   -  goods outlet  (ตลาด-ช่องทางระบายสินค้า)

   -  distribution channel   (ช่องทางการจำหน่าย)

  -  contract period  (ระยะเวลาของสัญญา)

  -  loan amount limit   (การจำกัดปริมาณเงินกู้)

  -  debt payment   (การชำระหนี้)

  -  audit procedure   (กระบวนการตรวจสอบ)

  -  risk assessment   (การประเมินความเสี่ยง)

   -  reforestation activity   (กิจกรรมการปลูกป่า)

   -  government sector   (ภาครัฐบาล)

   -  tourism sector   (ภาคการท่องเที่ยว)

   -  border patrol police school   (โรงเรียนตำรวจตระเวนชายแดน)

   -  toilet construction   (การสร้างห้องน้ำ)

   -  implementation plan   (แผนการดำเนินงาน)

   -  duty performance   (การปฏิบัติหน้าที่)

   -  business partner   (คู่ค้า, หุ้นส่วนธุรกิจ)

   -  business competitor   (คู่แข่งทางธุรกิจ)

   -  business growth   (การเติบโตของธุรกิจ)

   -  emergency use   (การใช้กรณีฉุกเฉิน)

   -  donation reception   (การรับบริจาค)

   -   wood house (s)   (บ้านไม้)

   -  steel table (s)   (โต๊ะเหล็ก)

   -  government policy  (นโยบายรัฐบาล)

   -  personnel development   (การพัฒนาบุคลากร)

   -  insurance policy   (กรมธรรม์ประกันภัย)

   -  growth rate   (อัตราการเติบโต)

    -  oil price rise  (การขึ้นราคาน้ำมัน)

    -  birthday party   (งานเลี้ยงวันเกิด)

    -  dividend payment   (การจ่ายเงินปันผล)

    -  debt payment  (การชำระหนี้)

    -  income tax deduction   (การหักภาษีเงินได้)

    -  motor insurance   (การประกันภัยรถยนต์)

    -  fire insurance   (การประกันอัคคีภัย)

    -  capital market   (ตลาดทุน)

    -  exchange rate (s)   (อัตราการแลกเปลี่ยน)

    -  traffic problem (s)  (ปัญหาจราจร)

    -  greenhouse gas   (กาซเรือนกระจก)

    -  tourism sector   (ภาคการท่องเที่ยว)

    -  climate change   (การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ)

    -  terrorism risk (s)  (การเสี่ยงภัยการก่อการร้าย)

    -  commodity price (s)  (ราคาสินค้า)

    -  price competition   (การแข่งขันด้านราคา)

    -  household debt   (หนี้ครัวเรือน)

    -  car sale (s)   (การขายรถยนต์)

    -  distribution channel   (ช่องทางการจำหน่าย)

    -  accident occurrence   (การเกิดอุบัติเหตุ)

    -  branch office (s)   (สำนักงานสาขา)

    -  insurance company   (บริษัทประกันภัย)

    -  business partner (s)   (คู่ค้า)

    -  leather belt   (เข็มขัดหนัง)

    - business transaction (s)   (การดำเนินธุรกิจ)

    - business mind   (จิตใจคิดแต่เรื่องธุรกิจ)

    - heart disease treatment   (การรักษาโรคหัวใจ)

 

12. I’m surprised ________________________________________ making that silly mistake.

(ผมประหลาดใจ (กับ) การทำความผิดโง่ๆ ____________________________________)

(a) how

(b) at Paul’s    (กับ  .........................(การทำความผิดโง่ๆ) ..........................  ของพอล)

(c) of Paul

(d) that Paul

ตอบ   -   ข้อ   (b)   นอกจากนั้น   สรรพนามแสดงความเป็นเจ้าของ  (Possessive adjective  -  His, Her, My, Your, Our, Their, Its)  ก็สามารถใช้ขยายหน้า  Gerund (Verb + ing)  ได้เช่นกัน  ดังประโยคข้างล่าง

                                                     ตัวอย่างที่ 

  • Would you mind _____________________________________________ your class?

(คุณจะรังเกียจ ___________________________________ (ใน) ห้องเรียนของคุณหรือไม่) 

(a) me observing

(b) me to observe

(c) my observe

(d) my observing    (การสังเกตการณ์ของผม)  (คือ  มาดูคุณสอน  หรือ มาดูว่านักเรียนของคุณอยู่กันอย่างไร  เป็นต้น)

ตอบ   -   ข้อ   (d)   “Mind + Verb + ing”  หรือ คำนาม  และเนื่องจาก  “Verb + ing” (Gerund)  เป็นคำนามประเภทหนึ่ง  จึงสามารถนำหน้าด้วย  “Possessive adjective” (my, your, his, her, their, our, its)   ได้  เหมือนคำนามทั่วๆ ไป  ดังประโยคข้างล่าง

                                                      ตัวอย่างที่ 

  • Does Betty object to ______________________________________ for her every night?

(เบ็ตตี้คัดค้าน (ไม่เห็นด้วย) กับ ________ สำหรับเธอทุกๆ คืน  ใช่หรือไม่)   (หมายถึง  เบ็ตตี้ไม่ต้องการให้คุณมารอเธอทุกๆ คืน  ใช่หรือเปล่า)

(a) your waiting   (การรอคอยของคุณ)

(b) for waiting

(c) that you wait

(d) because you wait

ตอบ  -  ข้อ   (a)   เนื่องจาก  “To”  ใน  “Object to” (คัดค้าน, ไม่เห็นด้วย)  เป็น  “Preposition”  จึงต้องตามด้วยคำนาม หรือ  “Gerund” (Verb + ing)  ซึ่งก็ถือเป็นคำนามประเภทหนึ่งด้วย   ดังนั้น  จึงสามารถใช้  “Possessive adjective” (His, Her, My, Your, Our, Their, Its)  นำหน้ามันได้เหมือนคำนามทั่วไป  เช่น  “His walking”  “Her laughing”  “My singing”  “Their speaking”  เป็นต้น

                                       กล่าวโดยสรุป   คือ  “Gerund” (Verb + ing)  อาจมีคำแสดงความเป็นเจ้าของ  (Possessive adjective)  ประกอบข้างหน้าได้  เหมือนคำนามทั่วไป  เช่น

  • His walking quickly makes him tired.

(การเดินเร็วของเขาทำให้เขาเหนื่อย)

  • We appreciated on your coming.

(เราชื่นชม-ยกย่องกับการมาของคุณ)

  • Her being afraid of snakes is well-known.

(การกลัวงูของเธอเป็นที่รู้กันดี)

  • It was no use your telling him to stop smoking.

(ไม่มีประโยชน์กับการบอกเขาของคุณให้หยุดการสูบบุหรี่)

  • The audiences were informed of his being a great scientist.

(ผู้ชมได้รับการบอกเกี่ยวกับการเป็นนักวิทยาศาสตร์ที่ยิ่งใหญ่ของเขา)

  • I had to postpone my writing to him to a later date.

(ผมจำเป็นต้องเลื่อนการเขียน (จดหมาย) ถึงเขาของผมออกไปอีก)

  • You should not delay your sending of the application form.

(คุณไม่ควรเลื่อน (หรือ ถ่วงเวลา) การส่งใบสมัครของคุณ)

 

13. He has kept on working ______________________________________ being told to stop.

(เขายังคงทำงานต่อไป ______________________________________ ถูกบอกให้หยุด)

(a) sooner as

(b) regardless of    (โดยไม่คำนึงถึงว่า)

(c) no matter as

(d) in addition to    (นอกเหนือจาก)

ตอบ   -   ข้อ   (b)   ทั้งนี้  อาจตอบ  “Without regard to”  (โดยไม่คำนึงถึงว่า)  ก็ได้  ซึ่งวลีทั้ง  ๒  ต้องตามด้วยคำนาม  หรือ วลี  หรือ  “Gerund” (Verb + ing)  หรือ  “Noun clause”  ดูเพิ่มเติมจากประโยคข้างล่าง

  • If they are determined to strike, they will do so regardless of what the law says.

(ถ้าพวกเขามุ่งมั่นจะนัดหยุดงาน  พวกเขาก็จะทำเช่นว่า  โดยไม่คำนึงถึงว่ากฎหมายกล่าวไว้อย่างไร)

  • We will finally achieve our goal regardless of any difficulty.

(เราจะบรรลุเป้าหมายของเราในที่สุด  โดยไม่คำนึงถึงความยากลำบากใดๆ)

  • Regardless of the results, Mr. Jackson intended to save his son’s eyesight at all costs. 

(โดยไม่คำนึงถึงผลลัพธ์,  มิสเตอร์แจ๊คสันตั้งใจที่จะรักษาสายตาของลูกชายตน  ไม่ว่าจะต้องใช้เวลาหรือเงินมากมายเพียงใด) 

 

14. He could save a lot of money if he bought a television set here, where he could have the same kind ________ half the price.

(เขาสามารถประหยัดเงินได้เยอะแยะ  ถ้าเขาซื้อเครื่องรับโทรทัศน์ที่นี่  ที่ซึ่งเขาสามารถได้ทีวีชนิดเดียวกัน ________ ราคา (เพียง) ครึ่งเดียว)

(a) in

(b) at    (ใน,  ที่)

(c) for

(d) about

ตอบ   -   ข้อ   (b)

                           สำหรับวลีที่ใช้กับ  “At”  ได้แก่  “at a high speed” =  ด้วยความ เร็วสูง)  -  “The car is moving at a high speed.”  (รถยนต์กำลังเคลื่อนที่ด้วยความ เร็วสูง),   “good at”  (เก่ง)  -  She is good at drawing map.  (เธอเก่งการวาดแผนที่),  “sit at a table”  (นั่งที่โต๊ะ),  “land at a small airport”  (ร่อนลงที่สนามบินเล็กๆ),  “at both ends”  (ที่ปลายทั้ง ๒ ข้าง),  “a knock at the door”  (การเคาะที่ประตู)  -  “We heard a knock at the door at late night.”  (เราได้ยินเสียงเคาะที่ประตูตอนดึกมากแล้ว),  “I don’t like this movie at all.”  (ผมไม่ชอบหนังเรื่องนี้สักนิดเดียว),  “at a beach club”  (ที่สโมสร ณ ชายหาด), “at a funeral”  (ที่งานศพ),  “at a press conference”  (ที่การให้สัมภาษณ์หนังสือพิมพ์),  “at a high school dance”  (ที่งานเต้นรำของโรงเรียน),  “at the office”  (ณ ที่ทำงาน),  “at breakfast”  (เมื่อเวลาอาหารเช้า),  “to stare at a garage roof”  (จ้องมองไปที่หลังคาโรงรถ),  “to wave down at him”  (โบกมือให้เขา),  “to throw petals at his car”  (โยน – โปรย – กลีบดอกไม้ที่รถของเขา),   “at a distance”  (ในระยะไกล),   “at a standstill”  (หยุดชะงัก, หยุดนิ่งอยู่กับที่),  “at 10:00 a.m.”  (ตอน ๑๐ โมงเช้า),  “at dawn”  (ตอนรุ่งอรุณ),  “at once”  (โดยทันทีทันใด),  “at his wit’s end”  (เขาหมดปัญญา, จนปัญญา, ไม่รู้จะทำอย่างไรดี),   “at loose ends”  (ไม่มีอะไรทำ, ไม่มีงานทำ, ไม่รู้จะทำอะไร ดี, ยังไม่แน่ใจว่าจะทำอะไรต่อไป, ยังไม่ตัดสินใจ),  “at a later stage”  (ในระยะหรือขั้น ตอนต่อไป),   “at a time of high unemployment”  (ณ ช่วงเวลาที่มีการว่างงานสูง),  “to start work at sixteen”  (เริ่มทำงานตอนอายุ ๑๖),  “to die at eighty-three”  (ตายเมื่ออายุ ๘๓),  “to grow at an astonishing rate”  (เติบโตในอัตราที่น่าพิศวง),  “to buy or sell it at $ 100”  (ซื้อหรือขายที่ราคา ๑๐๐ เหรียญ),  “at 100 miles per hour”  (ที่ ๑๐๐ ไมล์ต่อชั่วโมง),  “the radio playing at full volume”  (วิทยุเปิดสุดเสียง),  “to set a pass mark at 60 percent”  (ตั้งคะ แนนผ่านที่ ๖๐ เปอร์เซ็นต์),  “to work harder at his thesis”  (ขยันมากขึ้นกับวิทยานิพนธ์),  “to aim at bringing down the inflation rate”  (มีเป้าหมายเพื่อลดอัตราเงินเฟ้อ),  “to go at the invitation of his neighbors”  (ไปเพราะการเชื้อเชิญของเพื่อนบ้าน),  “to leave at the director’s command”  (จากไปเพราะคำสั่งของผู้อำนวยการ),  “at liberty”  (มีอิสรเสรีที่จะทำอะไร, มิได้ถูกขัดขวางหรือหยุดยั้ง),  “to be at war”  (ทำสงคราม),  “to put his life at risk”  (ทำให้เขาต้องเสี่ยงชีวิต),  “to read at random”  (อ่านแบบสุ่มๆ – คือไม่เฉพาะเจาะ จง),  “at gun point”  (โดยเอาปืนจี้หัว),  “to fly at their expense”  (บินไปโดยค่าใช้จ่ายของพวกเขา),  “to be at her best”  (อยู่ในช่วงที่ดีที่สุดของเธอ),  “at a guess”  (โดยการเดาหรือทาย),  “at a rough estimate”  (โดยประมาณการอย่างคร่าวๆ),  “good at swimming”  (ว่ายน้ำเก่ง),  “clever at mathematics”  (เก่งคณิตศาสตร์),  “bad at cooking”  (ปรุงอาหารไม่เก่ง),  “an expert at shooting”  (เป็นผู้เชี่ยวชาญด้านการยิงปืน),  “be delighted at the success” (ปลาบปลื้ม-ยินดี กับความสำเร็จ),  “feel sorry at his dismissal”  (รู้สึกเสียใจกับการถูกไล่ออกของเขา),  “feel glad at a new job”  (รู้สึกดีใจกับงานใหม่)“at first”  (ในตอนแรก),  “at last”  (ในที่สุด),  “at least”  (อย่างน้อยที่สุด),  “at leisure”  (มีเวลาว่าง, ไม่ได้ทำงาน, ไม่ได้มีงานยุ่ง),  “at length”  (อย่างละเอียด, อย่างเต็มที่, ในที่สุด),  “at most, at the most”  (อย่างมากที่สุด),  “at loggerheads”  (ทะเลาะกัน, ต่อสู้กัน, เป็นปฏิปักษ์ต่อกัน)“at present”  (ในปัจจุบัน),  “at the same address” (ณ ที่อยู่เดิม),  “at 33 Albert Street” (บ้านเลขที่  ๓๓  ถนนอัลเบิร์ต),  “at the hairdresser’s”  (ที่ร้านทำผม),  “at church”  (ที่โบสถ์ – ไปทำพิธี),  “at home”  (ที่บ้าน),  “to be at work”  (กำลังทำงานหรือยุ่งอยู่กับกิจกรรมอะไรบางอย่าง, สถานการณ์หรือกระบวนการที่กำลังมีผล กระทบหรืออิทธิพล),  “at school”  (ที่โรงเรียน),  “at college”  (ที่มหาวิทยาลัย),  “arrive at the airport”  (มาถึงที่สนามบิน),  “at night”  (ตอนกลางคืน),  “at Easter”  (ช่วงเทศกาลอีสเตอร์),  “at the weekend”  (ตอนสุดสัปดาห์),  “I don’t understand it at all.”  (ผมไม่เข้าใจมันเลย),  “I can hardly hear you at all.”  (ผมแทบจะไม่ได้ยินเสียงคุณเลย  –  เสียงคุณแผ่วเบามาก),  “It is not at all likely he will come.”  (แทบจะเป็นไปไม่ได้เลยที่เขาจะมา  -  คือมีโอกาสเกิดขึ้นน้อยมาก),  “Can it be done at all?”  (มันจะสามารถทำได้ไหมนี่),  “She will walk with a limp, if she walks at all.”  (เธอจะต้องเดินขากระเผลก-ขาเป๋  ถ้าเธอยังเดินได้  -  หมายถึงเธออาจจะเดินไม่ได้อีกเลย),  “at all costs”  (ไม่ว่าจะต้องเสียเงิน เวลา หรือความพยายามเพียงใด)  -  Carl is determined to succeed in his new job at all costs.”  (คาร์ลมุ่งมั่นที่จะประสบความสำเร็จในงานใหม่ของเขา  โดยไม่สน ใจว่าจะต้องทำงานหนักเพียงใด),  “Regardless of the results, Mr. Jackson intended to save his son’s eyesight at all costs.”  (โดยไม่คำนึงถึงผลลัพธ์  มิสเตอร์แจ๊คสันตั้งใจที่จะรักษาสายตาของลูกชายตน  ไม่ว่าจะต้องใช้เวลาหรือเงินมาก มายเพียงใด),  “at a loss”  (ในสภาพที่ไม่แน่นอน, ไม่รู้อะไรเลย, งุนงงสับสนไปหมดจนทำอะไรไม่ถูก, จนปัญญา),  “A good salesman is never at a loss for words.”  (นักขายที่ดีไม่เคยจนปัญญาที่จะพูดเพื่อขายสินค้า),  “When Don missed the last bus, he was at a loss to know what to do.”  (เมื่อดอนตกรถเมล์เที่ยวสุดท้าย  เขางุนงงสับสนจนไม่รู้ว่าจะทำอย่างไร  -  คือไม่รู้ว่าจะหาทางกลับบ้านอย่างไร)“at anchor”  (แอ๊ง-เคอะ  -  จอดลอยลำทอดสมออยู่),  “at any rate”  (อย่างไรก็ตาม, อย่างไรก็ดี),  “keep him at arms length”  (ไม่คบค้าสมา คมกับเขา, ไม่ทำตัวสนิทสนมกับเขา),  “at a snail’s pace”  (อย่างเชื่องช้าอืดอาด, คืบหน้าไปทีละหน่อยเหมือนหอยทาก),  “one at a time”  {(เข้ามาในห้อง, ขึ้นรถ เมล์) ทีละคน},  “run up the steps two at a time”  (ขึ้นบันไดทีละ ขั้น),  “at best, at the best”  (อย่างดีที่สุด),  “at ease”  (สบาย, ไม่มีความเจ็บปวดหรือสิ่งรบกวน),  “at every turn”  (ทุกครั้ง, ตลอดเวลา),  “at fault”  (ถูกตำหนิ, รับ ผิดชอบต่อความผิดพลาดหรือความล้มเหลว),  “at first glance, at first sight”  (เมื่อแรกเห็น, หลังจากมองครั้งแรกอย่างรวดเร็ว),  “at hand, at close hand”  (อยู่ใกล้ตัว, เอื้อมถึงได้ง่าย, กำลังจะมาถึงเร็วๆนี้),  “at large”  {(คนร้าย) ยังลอยนวล, ยังจับตัวไม่ได้}, เป็นต้น

 

15. I’m very sorry.  I should _______________________ him a birthday present, but I did not.

(ผมเสียใจมาก  ผมควร ______________________________ ของขวัญวันเกิดไปให้เขา)  (ผมควรได้ส่งของขวัญไปให้เขาแล้ว)

(a) send

(b) be sending

 (c) have sent    (ส่งไปแล้ว)

(d) sent

ตอบ   -   ข้อ   (c)   “Should + Verb 1” =  “ควรทำ......................ในปัจจุบัน หรืออนาคต”  ส่วน  “Should + Have + Verb 3”  =  “ควรได้ทำ.........................ไปแล้วในอดีต”  (แต่ก็ไม่ได้ทำ)  สำหรับความหมายของประโยคข้างบน  คือ  “ผมเสียใจมาก  ผมควรจะได้ส่งของขวัญวันเกิดไปให้เขาแล้ว  แต่ผมก็ไม่ได้ส่ง”  ตัวอย่างอื่นๆ  เช่น

  • You should study harder next term.

(คุณควรขยันเรียนมากขึ้นเทอมหน้า)  (เป็นอนาคต)

  • He should propose to her now.       

(เขาควรขอแต่งงานกับเธอในตอนนี้)  (เป็นปัจจุบัน)

  • The workers should not have made a strike last month.

(คนงานไม่ควรนัดหยุดงานเมื่อเดือนที่แล้ว)  (แต่ก็นัดหยุดงาน  และเกิดความเสียหายมากมาย)    

                                    จงเปรียบเทียบกับ  “Must + Have + Verb 3” จากประโยคตัวอย่างข้างล่าง

                                                    ตัวอย่างที่  ๑

  • What terrible coffee!  She _________________________________ it with cold water.

(กาแฟน่ากลัว (เฮงซวย) อะไรเช่นนี้  เธอ ______________________ มัน (กาแฟ) ด้วยน้ำเย็น)

(a) had to make    (จำเป็นต้องชง)  (เป็น  “Past simple tense”)

(b) must make    (จะต้องชง)

(c) had had to make    (จำเป็นต้องชง)  (เป็น  “Past perfect tense”)

(d) must have made    (จะต้องได้ชง)

ตอบ   -   ข้อ  (d)   เนื่องจาก  “Must + Verb 1”  =  “จะต้องทำในปัจจุบันหรืออนาคต”   ส่วน “Must + Have + Verb 3”  =  “จะต้องได้ทำลงไปแล้วในอดีต”  สำหรับประโยคในตัวอย่างที่    เหตุการณ์ได้เกิดผ่านไปแล้ว  โดยสังเกตจากข้อความที่ผู้พูดบอกว่า  “กาแฟเฮงซวยฯ”  ดังนั้น  “คนชงฯ คงจะต้องใส่น้ำเย็นลงไป”  เป็นการคาดการณ์หรือเดา  ดังประโยคตัวอย่างข้างล่าง

  • He must work harder to pass the exam.

(เขาต้องขยันเรียนมากขึ้นเพื่อที่จะสอบผ่าน)  (เป็นเรื่องของปัจจุบัน หรืออนาคต  คือต้องขยันในตอนนี้  หรือในอนาคต)

  • He looks very excited.  He must have passed the exam.

(เขามีท่าทางตื่นเต้นมาก  เขาคงจะได้สอบผ่านแล้ว)  (คือ  เพิ่งมีการประกาศผลสอบ  และเห็นเขามีท่าทางตื่นเต้น  เดาว่าเขาคงจะสอบผ่านแล้ว)

  • She has bought a new house.  She must have won the first prize in lottery.  

(เธอได้ซื้อบ้านหลังใหม่  เธอคงจะต้องถูกลอตเตอรี่รางวัลที่ ไปแล้ว)  (เป็นการคาดการณ์เหตุการณ์ในอดีตด้วยความมั่นใจ  โดยการอนุมานจากเหตุการณ์แวดล้อม)

 

16. The longer you stay here, _________________________________________________.

(ยิ่งคุณพักอยู่ที่นี่นานยิ่งขึ้น  _____________________________________________)

(a) it will be better

(b) it will be the better

(c) the better will it be

(d) the better it will be   (มันก็ยิ่งดีมากขึ้น)

ตอบ  -  ข้อ  (d)  เนื่องจากเป็นไปตามโครงสร้าง  “The + Adjective (ขั้นกว่า)  + Subject + Verb, + the + Adjective  (ขั้นกว่า)  + Subject + Verb”  ดูคำอธิบายเพิ่มเติมจากประโยคตัวอย่างข้างล่าง

                                                        ตัวอย่างที่ ๑

  • The older he grows, _________________________________________ he becomes.

(ยิ่งเขาอายุมากขึ้น  เขาก็ ________________________________________________)

(a) more foolish

(b) foolish

(c) foolisher    (ไม่มีใช้รูปนี้)

(d) the more foolish   (ยิ่งโง่มากขึ้น)

ตอบ  -  ข้อ  (d)

                                                      ตัวอย่างที่      (จงเลือกข้อที่ผิดไวยากรณ์จากข้อ  ๑ – ๔)

  • Sometimes (1) the more we attempt to explain (2) our mistake, the (3) worst our story (4) sounds.  

(บางครั้ง  ยิ่งเราพยายามที่จะอธิบายความผิดของเรา (คือแก้ตัว)  เรื่อง (ที่พูดแก้ตัว) ของเรา  ก็ดูเหมือนว่ายิ่งเลวร้ายมากยิ่งขึ้น)

ตอบ  –  ข้อ   (3)   แก้เป็น   “Worse”  (มาจาก  “Bad,  Worse,  Worst” – แย่-เลวร้าย, แย่กว่า-เลวร้ายกว่า, แย่ที่สุด-เลวร้ายที่สุด)  เนื่องจากมาจากรูป  “ยิ่ง......................ก็ยิ่ง.......................”  โดยมีโครงสร้าง  คือ  (The + Adjective (ขั้นกว่า)  + Subject + Verb, + the + Adjective (ขั้นกว่า) + Subject + Verb)  เช่น

  • The more one has, the more one wants.

(คนเรายิ่งมีมาก  ก็ยิ่งต้องการมาก)

  • The sooner she arrives, the better it is.

(ยิ่งเธอมาถึงเร็ว  ก็ยิ่งดี)

  • The bigger the house is, the more expensive it is.

(ยิ่งบ้านยิ่งหลังใหญ่ขึ้น  ราคาก็ยิ่งแพงขึ้น)

  • The more he tried to explain, the less she understood him.

(ยิ่งเขาพยายามอธิบายมากยิ่งขึ้น  เธอก็ยิ่งเข้าใจเขาน้อยลง)

  • The more the people come to our party, the funnier it will be.

(ยิ่งคนมางานเลี้ยงของเรามากขึ้น  มันก็ยิ่งสนุกมากขึ้น)

  • The heavier the boxes are, the more difficult it is to carry them.

(ยิ่งกล่องยิ่งใหญ่ขึ้น  ก็ยิ่งแบกมันลำบากมากยิ่งขึ้น)

  • The more he loves her, the less she loves him.

(ยิ่งเขารักเธอมากขึ้น  เธอก็ยิ่งรักเขาน้อยลง)

  • The more money we gave them, the more (money) they wanted from us. 

(ยิ่งเราให้เงินเขามากขึ้น  เขาก็ยิ่งต้องการ (เงิน) จากเรามากขึ้น)

  • The more we read, the wiser we become.

(ยิ่งเราอ่านมากขึ้น  เราก็ยิ่งฉลาดมากขึ้น)

  • The more loan he takes, the deeper he is in debt.

(ยิ่งเขากู้เงินมากขึ้น  เขาก็ยิ่งเป็นหนี้มากขึ้น)

 

17. This __________________________________________________________ very good.

(___________________________ (นี้)___________________________ ดีมากเลย)

(a) school which we have just seen is

(b) school, which we have just seen is

(c) school which we have just seen, is

(d) school, which we have just seen, is   (โรงเรียน (นี้) ซึ่งเราเพิ่งจะได้เห็น)

ตอบ   -   ข้อ  (d)   เนื่องจากเป็น  “Non-defining Adjective Clause”  คือ  “อนุประโยคที่ขยายนามหรือสรรพนามแบบไม่เน้นหรือชี้เฉพาะลงไป  เนื่องจากคำนามหรือสรรพนามที่ถูกมันขยาย  มีความชัดเจนอยู่แล้ว  หรือรู้อยู่แล้วว่าเป็นใครหรืออะไร  ซึ่งมีอยู่คนเดียวหรือสิ่งเดียวเท่านั้น  และอาจเป็นชื่อเฉพาะที่มีอยู่แห่งเดียวในโลกก็ได้  เช่น เมือง,  ประเทศ  หรือบุคคลผู้นั้นผู้นี้  ดังนั้น  อนุประโยคที่มาขยายนามหรือสรรพนามนั้นๆ  จึงไม่ได้แยกมันออกจากนามหรือสรรพนามอื่นๆ  เพียงแต่มาบอกข้อมูลเพิ่มเติมเกี่ยวกับนามหรือสรรพนามนั้นเท่านั้น  ซึ่งถึงแม้ว่าจะไม่บอก (หรือมาขยายนาม-สรรพนามนั้น)  ผู้อ่าน-ผู้ฟัง ก็ยังคงเข้าใจอยู่ดีว่า  นามหรือสรรพนามนั้นหมายถึงใคร  สิ่งใด หรือเมืองใดประเทศใด  เราจึงเรียกอนุประโยค  เหล่านี้ว่า  “Non-defining Adjective Clause”  เพราะเพียงแต่มาช่วยบอกข้อมูลเพิ่มเติมเท่านั้น  ซึ่งจะมีหรือไม่มีก็ได้  เพราะผู้อ่าน-ผู้ฟังก็ยังสามารถเข้าใจได้ว่า  หมายถึงใคร, สิ่งใด, หรือเมือง-ประเทศใด  ซึ่งอนุประ โยคเหล่านี้จะต้องมีเครื่องหมาย  “คอมม่า” กั้นข้างหน้าและข้างหลังมัน  เหมือนกับเป็นวงเล็บ  ที่มีข้อความอยู่ระหว่างคอมม่าหรือในวงเล็บ  มาช่วยบอกข้อมูลเพิ่มเติมเท่านั้น  จะมีหรือไม่มีก็ได้  ไม่ได้มีความสำคัญแต่อย่างใด  ดังเช่นประโยคข้างบน  “โรง เรียน (นี้) – ซึ่งเราเพิ่งได้เห็น –  ดีมากเลย”  ซึ่งเราจะเห็นว่า  “โรงเรียนนี้”  มีความชัดเจนอยู่แล้วว่าเป็นโรงเรียนแห่งใด  ดังนั้น  ข้อความ  “ซึ่งเราเพิ่งได้เห็น”  จึงเพียงมาบอกข้อมูลเพิ่มเติมเกี่ยวกับโรงเรียนนี้เท่านั้น   มิได้แยกโรงเรียนนี้ออกจากโรงเรียนอื่นๆ  เหมือนกับใน “Defining Adjective Clause”  (ไม่ต้องมีเครื่องหมาย  “คอมม่า”  กั้นระหว่าง “Clause”)  อนุประโยคดังกล่าวข้างต้น   จึงมิได้มีความสำคัญอย่างใด   จึงต้องมีเครื่องหมาย  “คอมม่า”  กั้นระหว่างอนุประโยคเสมอ   ดังตัวอย่างข้างล่าง

                                                      ตัวอย่างที่  

  • She went to __________________________________________________________.

(เธอไป ___________________________________________________________)

(a) Paris where she stayed ten days

(b) Paris, where she stayed ten days     (ปารีส, ที่ซึ่งเธอพักอยู่  ๑๐  วัน)

(c) Paris in which she stayed ten days

(d) Paris which she stayed there ten days

ตอบ   -   ข้อ   (b)   “where she stayed ten days”  เป็น  “Non-defining clause”   คือ  เพียงแต่มาบอกข้อมูลเพิ่มเติมเท่านั้น   มิได้มีความสำคัญแต่อย่างใด  ข้อความนี้มิได้มาแยก  “ปารีส”  นี้ออกจาก  “ปารีส”  อื่น  เพราะมีเพียง  “ปารีส”  เดียวเท่านั้น  ดังนั้น  หลัง  “ปารีส”  จึงต้องมี  “คอมม่า”  ซึ่ง  “Clause”  ดังกล่าว  เปรียบเสมือนข้อความที่อยู่ในวงเล็บเท่านั้น  คือ  เพียงแค่มาบอกข้อมูลเพิ่มเติม  ดังได้กล่าวมาแล้ว  สำหรับข้อนี้  อาจตอบว่า  “Paris, in which she stayed ten days”   (Where = in which)  ก็ได้   ดูเพิ่มเติม   “Non-defining clause”  จากประโยคข้างล่าง

                                                    ตัวอย่างที่  

  • My _________________________________________________________ play golf.

(_________________________________________________________ เล่นกอล์ฟ)

(a) mother who is over sixty still

(b) mother, who is over sixty still

(c) mother who is over sixty, still

(d) mother, who is over sixty, still    (แม่ของผม, ผู้ซึ่งอายุกว่า  ๖๐,)

ตอบ   -   ข้อ   (d)   เนื่องจากเป็น    “Non-defining clause”  ดูเพิ่มเติมจากประโยคข้างล่าง

                                                       ตัวอย่างที่  

  • The ________________________________________________ a grateful animal.

(____________________________________________________ สัตว์ที่กตัญญูรู้คุณ)

(a) dog which is found all over the world is

(b) dog, which is found all over the world is

(c) dog which is found all over the world, is

(d) dog, which is found all over the world, is    (สุนัข,  ซึ่งถูกพบอยู่ทั่วโลก,  เป็น)

ตอบ   -   ข้อ   (d)   เนื่องจาก  “สุนัข”  ในประโยคนี้  หมายถึงสัตว์ชนิดหนึ่ง  ที่แตกต่างไปจากสัตว์ประเภทอื่น  และเป็นตัวแทนของสุนัขทั้งโลก  มิได้แยกแยะว่าเป็นสุนัขตัวใด ของใคร  หรือที่ไปทำอะไร  (คือมิได้แยกสุนัขตัวนี้   ออกจากสุนัขตัวอื่นๆ)  จึงถือว่า  “สุนัข”  ในประโยคนี้เป็นสัตว์ชนิดหนึ่งในโลก   ที่ต่างไปจากสัตว์ประเภทอื่นๆ  และมีความชี้เฉพาะอยู่ในตัวของมันเองแล้ว  ดังนั้น  อนุประโยคที่มาขยายมัน   จึงต้องเป็นประเภท  “Non-defining Adjective Clause”  (อนุประโยคที่ไม่ได้เน้นย้ำคำนามที่มันขยาย)   คือ  เพียงแต่มาบอกข้อมูลเพิ่มเติมเกี่ยวกับ  “สุนัข”  เท่านั้น  มิได้มีความสำคัญแต่อย่างใด  และข้อความในอนุประโยคดังกล่าว  จะต้องมีเครื่องหมายคอมม่า (Comma)  กั้นหัวและท้ายเสมอ  เปรียบเสมือนกับอยู่ในวงเล็บ  โดยจะไม่ต้องมีข้อความนี้ก็ได้  เพราะผู้อ่าน-ผู้ฟัง  ก็ยังคงเข้าใจอยู่ดีว่า  มันคือ  “สุนัข”  สัตว์ประเภทหนึ่งในโลกนั่นเอง   โดยขอให้เปรียบเทียบกับประโยคข้างล่าง  ที่ข้อความในอนุประโยคที่มาขยาย  “สุนัข”  ต้องเป็น   “Defining Adjective Clause”  เนื่องจากช่วยแยกสุนัขตัวที่มัน  (อนุประโยค) ขยาย   ออกจากสุนัขตัวอื่นๆ  ซึ่งมีอยู่มากมาย  ซึ่งในกรณีนี้  อนุประโยคดังกล่าว   ไม่ต้องมีเครื่องหมาย    “คอมม่า”  กั้นหน้าหลัง  เพราะข้อความของมันมีความสำคัญ  ที่จะบอกให้  ผู้อ่าน-ผู้ฟัง รู้ได้ว่า  เป็นสุนัขตัวใด  ของใคร  หรือไปทำอะไร

  • The dog which (that) was hit by a car yesterday belongs to my neighbor.

(สุนัขซึ่งถูกรถชนเมื่อวานนี้  เป็นของเพื่อนบ้านของผม) (ข้อความที่ขยาย  แยกสุนัขตัวนี้ออกจากสุนัขตัวอื่นๆ  ซึ่งถ้าไม่มีข้อความนี้  ผู้อ่าน-ผู้ฟัง จะไม่รู้เลยว่าสุนัขตัวใดเป็นของเพื่อนบ้าน)

  • The dog which (that) she bought from the market last month has been stolen.

(สุนัขซึ่งเธอซื้อมาจากตลาดเมื่อเดือนที่แล้ว  ได้ถูกขโมยไปแล้ว)  (ข้อความที่ขยาย  แยกสุนัขตัวนี้ออกจากสุนัขตัวอื่นๆ  ซึ่งถ้าไม่มีข้อความนี้  ผู้อ่าน-ผู้ฟัง  จะไม่รู้เลยว่า  สุนัขตัวใดถูกขโมย)

                                       ดูเพิ่มเติมคำอธิบาย  “Non-defining adjective clause”  และ  “Defining adjective clause”  จากประโยคตัวอย่างข้างล่าง

  • Donald Trump, who is currently the American president, is a business tycoon.

(โดนัลทรัมพ์  - ผู้ซึ่งปัจจุบันเป็นประธานาธิบดีอเมริกา – เป็นนักธุรกิจผู้ร่ำรวยและมีอิทธิพลมาก)  (โดนัล  ทรัมพ์  มีอยู่คนเดียวในโลกนี้  อนุประโยคที่มาขยาย  จึงเพียงบอกข้อมูลเพิ่มเติม  มิได้แยกตัวเขาออกจากบุคคลอื่น  จึงต้องเป็น  “Non-defining clause”  ต้องมีเครื่องหมายคอมม่ากั้นระหว่าง clause    ข้อความที่มาขยายมิได้มีความสำคัญแต่อย่างใด)

  • Bangkok, which is the capital of Thailand, is a crowded city.

(กรุงเทพฯ – ซึ่งเป็นเมืองหลวงของประเทศไทย – เป็นเมืองที่มีประชากรหนาแน่น)

  • Mr. Collin Woods, who lives next door, is coming to see me.

(คอลลินวูดส์– ผู้ซึ่งอาศัยอยู่บ้านหลังถัดไป – กำลังจะมาพบผม)

  • Rome, where the tourists can visit many historic places, is one of the most ancient cities.

(กรุงโรม – ที่ซึ่งนักท่องเที่ยวสามารถไปเยือนสถานที่สำคัญทางประวัติศาสตร์มากมาย – เป็นเมืองเก่าแก่มากที่สุดเมืองหนึ่ง)

  • Ramkhamhaeng University, which is an open university, enrolls thousands of students each year.

(ม. รามคำแหง – ซึ่งเป็นมหาวิทยาลัยเปิด – ลงทะเบียนนักเรียนหลายพันคนในแต่ละปี)

  • Charles Dickens, who was a very famous writer, was poor all through his life.   

(ชาร์ลส  ดิคเค่นส์  -  ผู้ซึ่งเป็นนักเขียนที่มีชื่อเสียง –  ยากจนตลอดชีวิตของเขา)

  • Ayuthaya, which we learnt about, was our former capital.

(อยุธยา – ซึ่งเราได้เรียนรู้เกี่ยวกับมัน – เป็นเมืองหลวงเก่าของเรา)

  • My house, of which the roof is made of brick, is going to be sold. 

(บ้านของผม – ซึ่งหลังคาทำด้วยอิฐ – กำลังจะถูกขายไป)

  • Dr. John Smith, whom I met in London, is an oculist.

(ด็อกเตอร์ จอห์น สมิธ  - ผู้ซึ่งผมพบในลอนดอน – เป็นจักษุแพทย์)

  • Our teacher of English, who has just returned from abroad, is getting married soon.

(ครูสอนภาษาอังกฤษของเรา – ผู้ซึ่งเพิ่งกลับมาจากต่างประเทศ – กำลังจะแต่งงานในไม่ช้า)

                                          จากประโยคตัวอย่างข้างต้นทั้งหมด  จะเห็นว่าทุกประโยคมี  “Non-defining Clause”  ขยายประธานของประโยค  และต้องมีเครื่องหมายคอมม่าคั่นอยู่ระหว่าง  “Clause”  ซึ่งไม่สู้จะมีความจำเป็นแก่ใจความในประโยคเท่าใดนัก  เนื่องจากประธานฯ เป็นที่ทราบกันดีอยู่แล้วว่า  เป็นใคร  เป็นอะไร  สิ่งไหน หรือ  ของใคร  ดังนั้น  “Clause”  ที่เพิ่มเข้ามาในประโยค  (ขยายประธานฯ)   จึงเพียงแต่บอกข้อมูลเพิ่มเติมจากสิ่งที่รู้กันดีอยู่แล้วเท่านั้น   แม้จะตัดข้อความที่เพิ่มเข้ามานี้ทิ้งไป  ก็จะไม่ทำให้ประโยคนั้นเสียใจความแต่อย่างใด   ทั้งนี้  จะต้องมีเครื่องหมายคอมม่าคั่นหน้า-หลัง “Clause”  เสมอ   (ในกรณีขยายประธานฯ ประโยค)  หรือคั่นเฉพาะข้างหน้า  “Clause”  (ในกรณีขยายคำนามที่อยู่กลางประโยค)

สรุป    -    เราสามารถสรุปลักษณะของ  “Non-defining Clause”  ได้ดังนี้

                                      ๑.  ไม่มีความจำเป็นแก่ใจความในประโยค  เพียงแต่มาบอกข้อมูลเพิ่มเติมให้ละเอียดมากขึ้นจากสิ่งที่รู้อยู่แล้วเท่านั้น

                                      ๒.  ต้องมีเครื่องหมายคอมม่า  คั่นหน้าและหลัง  “Clause”  เสมอ

                                      ๓.   ต้องใช้   “Relative Pronoun”  ซึ่งไม่มีลักษณะชี้เฉพาะเจาะจง  เช่น  “Who”,  “Whom”,  “Where”  หรือ  “Which”  เป็นต้น  จะใช้  “That”  ไม่ได้  และต้องให้สอดคล้องกับหน้าที่  (Function)  ของมันด้วย

                                                 สำหรับ  “Defining Adjective Clause”  ใช้ขยายนามหรือสรรพนามที่อยู่ข้างหน้า   เพื่อให้ได้ใจความสมบูรณ์และชัดเจนขึ้นว่า  เป็นคนไหน,  สิ่งไหน,  อะไร,  ของใคร,  เป็นต้น   ทั้งนี้  หากไม่มี  “Defining Adjective Clause”  มาขยายแล้ว  คำนามหรือสรรพนามที่กล่าวถึงนั้น  ก็จะไม่เจาะจง   จะเป็นเพียงการกล่าวลอยๆ   ยากที่ผู้ฟังจะเข้าใจได้ชัดเจนว่าเป็นใคร,  อะไร,  หรือของใคร  ทั้งนี้  เพราะขาด  “Defining Adjective Clause”  มาช่วยขยายความ  หรือชี้เฉพาะให้เห็นเด่นชัดนั่นเอง  กล่าวคือ  มาช่วยแยกนามหรือสรรพนามตัวที่ถูกมันขยาย  ออกจากนามหรือสรรพนามทั่วๆไป  เพื่อให้รู้ว่า  เป็นใคร,  อะไร,   สิ่งไหน,  ที่มีความชัดเจนมากยิ่งขึ้น   ดังประโยคตัวอย่างข้างล่าง

  • The robber was arrested.

(โจรถูกจับ)

  • The car belongs to my father.

(รถยนต์เป็นของพ่อของผม)

  • The house is near the railway station

(บ้านอยู่ใกล้สถานีรถไฟ)

  • The police questioned the woman.

(ตำรวจซักถามผู้หญิง)

  • The plan was finally turned down.

(แผนในที่สุดถูกปฏิเสธ)

  • The subject is English.

(วิชาคือภาษาอังกฤษ)

  • He will take us to the town.

(เขาจะพาเราเข้าเมือง)

  • Some of the boys didn’t come to my party.

(เด็กบางคนไม่มางานเลี้ยงของผม)

                                               จากทุกประโยคที่ยกมาข้างบน  ผู้ฟังจะไม่รู้เลยว่า  ขโมยคนไหนถูกจับ,  รถคันไหนเป็นของพ่อผม,  บ้านหลังไหนอยู่ใกล้สถานีรถไฟ,  ตำรวจซักถามผู้หญิงคนไหน,  แผนอะไรที่ถูกปฏิเสธ,  วิชาอะไรคือภาษาอังกฤษ,  เขาจะพาเราไปเมืองไหน,  เด็กคนไหนที่ไม่มางานเลี้ยง,  อย่างไรก็ตาม  เมื่อเราเพิ่ม   “Defining Adjective Clause”  เข้าข้างหลังคำนาม  (ประธานประโยค)   ใจความก็จะสมบูรณ์ยิ่งขึ้น  เช่น

  • The robber who plundered the bank yesterday was arrested.

(โจรซึ่งปล้นธนาคารเมื่อวานนี้ถูกจับ)

  • The car which I drive to the university belongs to my father.

(รถซึ่งผมขับไปมหาวิทยาลัยเป็นของพ่อของผม)

  • The house where I live is near the railway station.

(บ้านที่ผมอาศัยอยู่ใกล้สถานีรถไฟ)

  • The police questioned the woman whose car was stolen.

(ตำรวจซักถามผู้หญิงซึ่งรถของเธอถูกขโมย)

  • The plan which I proposed to the committee was finally turned down. 

(แผนซึ่งผมเสนอต่อคณะกรรมการได้รับการปฏิเสธในที่สุด)

  • The subject in which I am interested is English.

(วิชาซึ่งผมสนใจคือภาษาอังกฤษ)

  • He will take us to the town where we can see old temples.

(เขาจะพาเราไปที่เมือง  ซึ่งเราสามารถดูวัดเก่าแก่ได้)

  • Some of the boys (whom) I invited did not come to my party.

(เด็กบางคนซึ่งผมเชิญไม่มางานเลี้ยงของผม)

สรุป  -  จากประโยคข้างบนที่มี  “Defining Adjective Clause”  ขยายประธาน  หรือคำนามข้างในประโยค  เราสามารถสรุปลักษณะของ  “Defining Adjective Clause”  ได้ดังนี้

                                     ๑.  ทำหน้าที่ขยายนามที่อยู่ข้างหน้า  เพื่อให้ได้ใจความที่สมบูรณ์และชัดเจนยิ่งขึ้นว่า  หมายถึงใคร,  อะไร  (คือแยกนามนั้นออกจากนามตัวอื่นๆ)

                                     ๒.  ไม่มีเครื่องหมาย  “คอมม่า”  คั่นอยู่ระหว่างคำนาม  (ประธานประโยค  หรือคำนามที่อยู่กลางประโยค)  กับ  “Defining Adjective Clause

                                     ๓.  ใช้คำ  “Relative Pronoun”  ที่ขึ้นต้น  (นำหน้า)  “Defining Adjective Clause”  ให้เหมาะสมกับนามที่ถูกมันขยาย   และหน้าที่ของมันด้วย

 

18. _______________________ the headmistress, we shall pay a visit to London next month.

(_________________________ ครูใหญ่หญิงกล่าวไว้,  เราจะไปเยือนลอนดอนในเดือนหน้า)

(a) Owing to    (เนื่องมาจาก)

(b) According to    (สอดคล้องกับที่)

(c) In case of     (ในกรณีของ, ในกรณีที่เกิด.................)

(d) In spite of    (ทั้งๆที่)

ตอบ    -    ข้อ   (b)   ดูประโยคตัวอย่างของ  “Owing to (= Due to = Because of = On account of”  และ  “According to”  เช่น

  • Owing to (Due to) the heavy rain, we could not go out.

(เนื่องมาจากฝนตกหนัก  เราไม่สามารถออกไปข้างนอก)

  • Owing to (Because of) an accident, the train was delayed for 2 hours.  

(เนื่องมาจากอุบัติเหตุ  รถไฟถูกทำให้ล่าช้าไป ชั่วโมง)

  • He could not go university owing to (on account of ) his poverty.  

(เขาไม่สามารถเรียนมหาวิทยาลัย  เนื่องมาจากความยากจน) 

  • According to the weather forecast, there will be a lot of rain next week.  

(ตามที่พยากรณ์อากาศว่าไว้  จะมีฝนมากสัปดาห์หน้า)

  • According to the company’s manager, the staff will be allowed a long holiday next month. 

(ตามที่ผู้จัดการบริษัทบอกไว้  พนักงานจะได้รับอนุญาตให้หยุดยาวในเดือนหน้า) 

  • The family will move to a new place soon according to the father.  

(ครอบครัวจะย้ายไปอยู่ที่สถานที่แห่งใหม่ในเร็วๆ นี้  ตามที่พ่อบอกไว้)

                                         สำหรับ   “In spite of”  (= Despite = Notwithstanding = ทั้งๆ ที่)  ดูตัวอย่างจากประโยคข้างล่าง

  • He hasn’t been able to get a good job in spite of (= despite =  notwithstanding) his having had an expensive education.

(เขาไม่สามารถหางานดีๆ ทำได้  ทั้งๆ ที่มีการศึกษาที่แพง)  (ไม่สามารถหางานดีได้  ทั้งๆ มีการศึกษาราคาแพง)

  • In spite of (= Notwithstanding = Despite) the bad storm, John delivered his papers on time.  

(ทั้งๆ ที่มีพายุเลวร้าย  ทอมก็ยังไปส่งหนังสือพิมพ์ได้ตรงเวลา)

  • In spite of (= Notwithstanding = Despite) all their differences, Mary and Ann remain friends.

(ทั้งๆ ที่แตกต่างกันอย่างมากมายอย่างนั้น  แมรี่และแอนยังคงเป็นเพื่อนกันได้)

  • They went out in spite of (= notwithstanding = despite) the heavy rain.

(พวกเขาออกไปข้างนอกทั้งๆ ที่ฝนตกหนัก)

                                       สำหรับ   “In case of”  (ในกรณีของ, เผื่อว่ามี, ในกรณีที่เกิด…………..…..)  ดูตัวอย่างจากประโยคข้างล่าง   

  • There is a fire extinguisher on every floor in case of fire.

(มีเครื่องดับเพลิงอยู่ทุกชั้น (ของอพาร์ตเมนต์) ในกรณีที่เกิดไฟไหม้)  (คือ  มีเตรียมไว้เผื่อเกิดไฟไหม้)

  • In case of fire, take an emergency exit.

(ในกรณีที่เกิดไฟไหม้  ให้ใช้ทางออกฉุกเฉิน)

  • Take your umbrellas in case of rain.

(เอาร่มของคุณติดไปด้วยนะ  เผื่อฝนตก)

  • The wall was built along the river in case of floods.

(กำแพงถูกสร้างขึ้นตามฝั่งแม่น้ำเพื่อป้องกัน (หรือ  ในกรณีที่เกิด) น้ำท่วม)

 

19. Victor’s car was too badly damaged to be worth _________________________________.

(รถยนต์ของวิคเตอร์ได้รับความเสียหายมากจนเกินกว่าที่จะคุ้มค่า ______________________)

(a) repaired

(b) repair

(c) to repair

(d) repairing    การซ่อมแซม)

(e) to be repaired

ตอบ   -   ข้อ   (d)   เนื่องจาก  “To be worth  (คุ้มค่า, ควรค่า) + Verb + ing”  ทั้งนี้  มีคำคุณศัพท์    ตัว ที่ต้องตามด้วย  “Gerund” (Verb + ing)  คือ  “Worth”  (คุ้มค่า, ควรค่า)   และ  “Busy” (ยุ่งอยู่กับ)  ดังตัวอย่างประโยคข้างล่าง

  • She was busy reading in the library. 

(เธอยุ่งอยู่กับการอ่านหนังสือในห้องสมุด)

  • They are busy preparing for the party.

(พวกเขายุ่งอยู่กับการเตรียมงานเลี้ยง)

  • Lots of things in this shop are worth buying.

(หลายสิ่งในร้านนี้ควรค่า (คุ้มค่า) ต่อการซื้อ)

  • These newspapers are not worth reading.

(หนังสือพิมพ์เหล่านี้ไม่ควรค่าต่อการอ่าน)

 

20. ___________________________________________________ will win the first prize?

(____________________________________________________ จะชนะรางวัลที่ )

(a) Do you think who

(b) Whom do you think

(c) Who do you think    (ใครที่คุณคิดว่า  หรือ  คุณคิดว่าใคร)

(d) Who you think

ตอบ   -   ข้อ   (c)   ดูคำอธิบายจากประโยคตัวอย่างข้างล่าง

                                                     ตัวอย่างที่ 

  • ____________________________________________ is better, my drawing or Jim’s?

(________________________________________ ดีกว่ากัน,  ภาพวาดของผมหรือของจิม)

(a) Do you think which

(b) Which do you think    (อันไหนที่คุณคิดว่า)

(c) You think which

(d) Which you think

ตอบ   –   ข้อ   (b)   ต้องเอา  “Question words” (what, when, where, why, how, how much, how many, how often)  ขึ้นหน้า  “Verb to do” (do, does, did)  เสมอ  เมื่อทำเป็นประโยคคำถาม  เนื่องจาก  “Question words”  เหล่านั้น  ทำหน้าที่เป็นกรรมของประโยค  (ของกริยา)  (คือเป็น  “Object”)  หรือ  กรรมของ  “Preposition”  หรือเป็นส่วนขยายคำกริยา  คือเป็นกริยาวิเศษณ์  “Adverb”  (ในกรณีของประโยคข้างบน  “Which” เป็นกรรมของ  “think”)  เช่น

  • How often do you go shopping each month?

(คุณไปช้อปปิ้งบ่อยเพียงใดในแต่ละเดือน)  (“How often”  เป็นส่วนขยายของ  “Go shopping”  คือ  เป็นกริยาวิเศษณ์  “Adverb of frequency”)

  • How much does he get paid in a year?

(เขาได้รับค่าจ้างเท่าใดใน ปี)  (“How much”  เป็นกรรมของกริยา  “Get paid”)

  • Where do you live in Bangkok?

(คุณอาศัยอยู่ที่ไหนในกรุงเทพฯ)  (“Where”  เป็นส่วนขยายกริยา  “Live”  คือ  เป็น  “Adverb of place”)

  • Why did she come to class so late?

  (ทำไมเธอมาเข้าเรียนสายจังเลย)  (“Why”  เป็นส่วนขยายกริยา  “Come”  คือ  เป็น  “Adverb of reason”)

  • When did they finish their work last night?

(พวกเขาทำงานเสร็จเมื่อใดเมื่อคืนนี้)   (“When”  เป็นส่วนขยายกริยา  “Finish”  คือเป็น  “Adverb of time”)

  • Which do you prefer, this car or that car?

(คุณชอบคันไหน  รถคันนี้หรือคันนั้น)   (“Which”  เป็นกรรมของกริยา  “Prefer”)

                                        แต่ในกรณีที่  “Question words”  เป็นประธานของประโยคคำถาม  (คือ  เป็นประธานของกริยาในประโยค)   ไม่ต้องใช้   “Verb to do” (Do, Does, Did)  มาช่วยสร้างประโยค   ให้ต่อด้วยคำกริยาเลย   เช่น

  • Who contributed most to your success?

(ใครมีส่วนช่วยเหลือมากที่สุดในความสำเร็จของคุณ)

(Who”  เป็นประธานของประโยค  หรือของกริยา  “Contributed)

(อย่าใช้  “Who did contribute most to………….......…….…?”)

  • What made you feel so angry?

(อะไรทำให้คุณโมโหจัด)

(What”  เป็นประธานของประโยค  หรือของกริยา  “Made)

(อย่าใช้  “What did make you feel so angry?”)

  • Which impresses you more, London or New York?

(เมืองไหนทำให้คุณประทับใจมากกว่า, ลอนดอน หรือนิวยอร์ก)

(Which”  เป็นประธานของประโยค  หรือ  ของกริยา  “Impresses)

(อย่าใช้  “Which does impress you more, ………….........……?” )

แต่ใช้  “Which do you like more, London or New York?”

(คุณชอบเมืองไหนมากกว่ากัน – ลอนดอนหรือนิวยอร์ก)

(ต้องใช้   “Verb to do”   ช่วยสร้างประโยคคำถาม  เนื่องจาก  “Which”  เป็นกรรมของกริยา  “Like)

 

เรียน  ท่านผู้ติดตามอ่าน  เว็บไซต์  “everydayenglish.pwa.co.th

 

                  ถ้าท่านมีคำแนะนำให้ปรับปรุงเว็บไซต์นี้ประการใด  กรุณาส่ง   e-mail ไปที่  เว็บไซต์นี้  ตาม   “Address” wpookaotong@yahoo.com   (โปรดระบุหัวเรื่องด้วย ว่า  “ปรับปรุงเว็บไซต์”)   เพื่อที่ผู้จัดทำฯ จะได้ปรับปรุงเนื้อหาได้ตรงตามความประสงค์ของผู้อ่านเว็บไซต์นี้ต่อไป

 

 

 

หมวดข้อสอบ TOEIC (ตอนที่ 492)

การประปาส่วนภูมิภาค  “มุ่ง-มั่น-เพื่อปวงชน”

 

Part V: Sentence Completion   (ส่วนที่ 5 :  การเติมประโยคให้สมบูรณ์)

Choose the best alternative to make a correct sentence.

(จงเลือกข้อที่ดีที่สุดเพื่อทำให้ประโยคมีความถูกต้อง)

 

1. During a hurricane, _____________________________ to keep the air pressure equalized.

(ในระหว่างเกิดพายุเฮอริเคน ________ เพื่อรักษาความกดอากาศให้เท่ากัน)  (ระหว่างอากาศนอกบ้านและในบ้าน)

(a) partially opening some windows

(b) some windows should open partially

(c) it partially opens some windows

(d) there should be some windows partially opened    (ควรจะมีหน้าต่างบางบาน  ที่ (ถูก) เปิดเอาไว้บางส่วน)  (เพื่อให้อากาศนอกบ้านและในบ้านเท่าๆ กัน  เป็นการป้องกันบ้านระเบิดในระหว่างพายุ)

ตอบ   -   ข้อ   (d)    เนื่องจากเป็นประธาน  (There)  กริยา  (Should be)  และ  "Complement"  (Some windows partially opened....................."   ของประโยค   ทั้งนี้  ประโยคใน  ข้อ  (d)  ลดรูปมาจากอนุประโยค  “……..……… some windows which are partially opened”  (ต้องอยู่ในรูป  “Passive voice”  คือ  มีการถูกกระทำ  เนื่องจากหน้าต่างถูกเปิด)

 

2. I could not follow what he said very well.  His voice was ________ sometimes I did not catch his words.

(ผมไม่สามารถติดตาม (เข้าใจ) สิ่งที่เขาพูดได้ดีมากนัก,  เสียงของเขา ________ บางครั้งผมไม่สามารถจับใจความ (ตามทัน) คำพูดของเขา)

(a) very soft

(b) too soft that

(c) so soft that    (เบามากจนกระทั่ง)

(d) rather soft

ตอบ   -   ข้อ   (c)   เนื่องจากมาจากโครงสร้าง  “Subject + Is (Are) + So + Adjective + That + Subject + Verb”  (ประธานฯ ....................... มาก  จนกระทั่ง .........................)  ดูเปรียบเทียบกับโครงสร้างอื่นๆ ที่มีความหมายเหมือนกัน  จากประโยคข้างล่าง

                                                    ตัวอย่างที่ 

  • I am ________________________________________ weak to lift this heavy stone.

(ผมอ่อนกำลัง (อ่อนแอ) ________________________________ ที่จะยกหินหนักก้อนนี้)

(a) so

(b) very

(c) too    (เกินไป, มากเกินไป)

(d) quite

ตอบ   -   ข้อ   (c)  สำหรับโครงสร้างที่แตกต่างกัน  แต่มีความหมายเหมือนกันมีดังนี้  คือ

  • I am too weak to lift this heavy stone.
  • I am very (หรือ  so, quite) weak and I cannot lift this heavy stone.
  • I am not strong enough to lift this heavy stone.
  • I am so weak that I cannot lift this heavy stone.
  • I am such a weak person that I cannot lift this heavy stone.

                                      ตัวอย่างประโยคอื่นๆ ที่มีโครงสร้างต่างกัน  แต่ความหมายเหมือนกัน  เช่น

  • The car is too small for us to get into it.

(รถยนต์คันนั้นเล็กเกินไปสำหรับเราที่จะเข้าไปนั่งได้)

  • The car is very (หรือ so, quite) small and we cannot get into it.
  • The car is not big enough for us to get into it.
  • The car is so small that we cannot get into it.
  • It is so small a car that we cannot get into it.
  • It is such a small car that we cannot get into it.

หมายเหตุ   -   ประโยคทั้งหมดข้างบนมีความหมายเหมือนกัน

 

3. Geology is the science of the earth _______________________________________ whole.

(ธรณีวิทยาเป็นศาสตร์ของ (เกี่ยวกับ) โลก ____________________________________)

(a) a

(b) as a    (“As a whole”  =  โดยทั่วๆ ไป)

(c) is a

(d) it is a

ตอบ   -   ข้อ   (b)

 

4. He discussed the subject ___________________________________________________.

(เขาอภิปราย (ถก) เรื่องนั้น _______________________________________________)

(a) fullest

(b) complete

(c) deeply    (อย่างลึกซึ้ง)

(d) in depth    (ในรายละเอียด, ในเชิงลึก)

ตอบ   -   ข้อ   (d)  หรืออาจตอบ  “Completely”  (อย่างสมบูรณ์)  ก็ได้,  สำหรับ  ข้อ  (c)  ถูกหลักไวยากรณ์  แต่ความหมายสู้ข้อ  (d)  ไม่ได้

 

5. He was shot __________________________ during the gunfight with the police yesterday.

(เขาถูกยิง ______________________________ ในระหว่างการดวลปืนกับตำรวจเมื่อวานนี้)

(a) death    (ความตาย)  (เป็นคำนาม)

(b) dead    (ตาย)  (เป็นคำคุณศัพท์)

(c) deadly    (เป็นอันตรายถึงตายได้, เหมือนตาย, ซึ่งทำลายล้าง)  (เป็นคำคุณศัพท์)  (ถ้าเป็นกริยาวิเศษณ์  หมายถึง  ในลักษณะอาการที่คล้ายตาย, เหลือเกิน, อย่างยิ่ง)

(d) died    (ตาย)  (เป็นคำกริยา)

ตอบ   -   ข้อ   (b)

 

6. I want to buy something colorful and ________________________________ in your store.

(ผมต้องการซื้ออะไรสักอย่างที่มีสีสันและ ____________________________ ในร้านของคุณ)

(a) decoration    (การประดับประดา)  (เป็นคำนาม)

(b) decorator    (นักตกแต่ง-ประดับประดา)

(c) decorating

(d) decorative    (ที่เป็นการประดับประดา)  (เป็นคำคุณศัพท์)

ตอบ   -   ข้อ   (d)   เป็นการใช้คำให้คู่ขนาน  (Parallel)  กับคำคุณศัพท์   “Colorful”  ทั้งนี้  ข้อความในประโยคข้างบน  ลดรูปมาจากอนุประโยค  “…………........Something which is colorful and decorative    

 

7. If you _________ your reservations earlier, you would have gotten on the flight you wanted.

(ถ้าคุณ ___________ การจองตั๋วเร็วกว่านี้,  คุณก็คงจะได้ขึ้นเครื่องบินเที่ยวที่คุณต้องการแล้ว)

(a) have made

(b) had made    (ได้ทำ)  

(c) made

(d) would have made

ตอบ   -   ข้อ   (b)   เนื่องจากเป็น  “If clause”   แบบที่    คือ  เป็นการสมมติเหตุการณ์ในอดีต  ที่เหตุการณ์เกิดตรงกันข้ามกับข้อความในประโยค  กล่าวคือ  “ถ้าคุณได้ทำการจองตั๋วเร็วกว่านี้  คุณก็คงจะได้ขึ้นเครื่องบินเที่ยวที่คุณต้องการแล้ว”   แต่ในความเป็นจริงคือ  “คุณจองตั๋วช้า  คุณก็เลยไม่ได้เดินทางเที่ยวบินที่คุณต้องการ”“If clause”  แบบนี้   ใน  “If clause” (ประโยคย่อย)  ต้องใช้รูป  “Past perfect tense”  คือ “Subject + Had (Not) + Verb 3”  ส่วนใน  “Main clause”  (ประโยคใหญ่)  ต้องใช้รูป  “Past future perfect tense”  คือ  “Subject + Would (Should, Could, Might) + (Not) + Have + Verb 3”  เสมอ  เช่น

  • If he had bet on that horse, he would have lost all his money.

(ถ้าเขาเล่นพนัน (แทง) ที่ม้าตัวนั้น  เขาก็คงสูญเสียเงินไปทั้งหมดแล้ว)  (แต่ในความเป็นจริง  คือ  “เขามิได้เล่นพนันที่ม้าตัวนั้น  เขาก็เลยไม่ได้เสียเงิน”)

  • If you had not come to my party, you would not have met your old friends at college.

(ถ้าคุณมิได้มาที่งานเลี้ยงของผม  คุณก็คงไม่ได้พบเพื่อนเก่าตอนเรียนมหาวิทยาลัยของคุณ)  (แต่ในความเป็นจริง  คือ  “คุณมางานเลี้ยง  คุณเลยได้พบเพื่อนเก่า”)

 

8. If your passport is no longer ________, then you should use some other form of identification.

(ถ้าพาสปอร์ตของคุณไม่ ______ ต่อไปอีกแล้ว  คุณควรใช้รูปแบบอื่นๆ ของการระบุตัวตนของคุณ)

(a) valid    (ยังไม่หมดอายุ, สมบูรณ์, ใช้ได้, ฟังขึ้น, มีเหตุผล, มีหลักฐาน, มีมูล, ชอบด้วยกฎหมาย, แข็งแรง)  (เป็นคำคุณศัพท์)

(b) validate    (ทำให้มีเหตุผล-หลักฐาน, ทำให้ได้-เป็นกฎหมาย-มีผล-ฟังขึ้น-เป็นทางการ, ทำให้สมบูรณ์)

(c) validating

(d) validation    (การทำให้สมบูรณ์-มีเหตุผล-หลักฐาน-เป็นกฎหมาย-มีผล-ฟังขึ้น)

ตอบ   -   ข้อ   (a)   เนื่องจากต้องเป็นคำคุณศัพท์  (Adjective)  เพราะขยายกริยา  “Is”  เหมือนในประโยค  เช่น  “The car is expensive.”  (รถยนต์มีราคาแพง),  “The house is small.”  (บ้านหลังเล็ก)  หรือ  “The building is high.”  (อาคารสูง)  ส่วน  ข้อ  (b)  และ  (c)  เป็นคำกริยา,  ข้อ  (d)  เป็นคำนาม

 

9. ___________________ in today’s business world is difficult, and many new businesses fail.

(_________ ในโลกธุรกิจในปัจจุบันมีความยากลำบาก,  และธุรกิจใหม่ๆ จำนวนมากต้องพบกับความล้มเหลว)

(a) Compete    (แข่งขัน)

(b) Competing    (การแข่งขัน)

(c) To compete

(d) Having competed

ตอบ   -   ข้อ   (b)   เนื่องจากเป็นประธานของประโยค  โดยมีคำกริยา  คือ  “Is”  จึงต้องอยู่ในรูปของ  “Gerund”   คือ  “Verb + ing”  (ถือเป็นเอกพจน์เสมอ)  ซึ่งมีความหมาย  “การ ..........................”  ส่วน  “In today’s business world”   เป็นส่วนขยายประธาน  ทำหน้าที่เป็น  “Adjective phrase ”   บ่งบอกว่าเป็นการแข่งขันในด้านใด  สำหรับ  “To compete”  ก็สามารถใช้เป็นประธานของประโยคได้เช่นเดียวกัน  แต่ไม่เป็นที่นิยมเหมือนกับรูป  “Gerund” (Competing)  ตัวอย่างการใช้  “Gerund”  เป็นประธานของประโยค  ได้แก่

  • Swimming is a good exercise.

(การว่ายน้ำเป็นการออกกำลังกายที่ดี)

  • Learning Chinese is difficult.

(การเรียนภาษาจีนเป็นเรื่องยาก)

  • Sleeping is necessary to health.

(การนอนหลับเป็นสิ่งจำเป็นต่อสุขภาพ)

  • Living in a poor house makes him sad.

(การอาศัยอยู่ในบ้านที่ห่วยแตก  ทำให้เขาเศร้า)

  • Working too hard made her sick.

(การทำงานหนักเกินไปทำให้เธอป่วย)

 

10. The list of registered guests ________________________ sitting on the manager’s desk.

(รายชื่อของแขกผู้ลงทะเบียน __________________ ตั้ง (วาง) อยู่บนโต๊ะทำงานของผู้จัดการ)

(a) are

(b) were

(c) is    (กำลัง)

(d) have

ตอบ   -   ข้อ   (c)   เนื่องจากประโยคนี้อยู่ในรูป  “Present continuous tense”  (Is sitting)  (กำลังตั้ง หรือ วางอยู่)  และประธานของประโยค  คือ  The list”  ซึ่งเป็นเอกพจน์  ส่วนกริยา  คือ  “Is sitting”  (กำลังตั้งอยู่)  สำหรับ  “Of registered guests”  เป็นเพียงส่วนขยายประธานเท่านั้น,  กริยาของประโยค  จึงต้องใช้ตามประธาน (The list)  เป็นสำคัญ

 

11. The company will review your application _______ you have submitted all your paperwork.

(บริษัทจะทบทวนใบสมัครของคุณ ______________ คุณได้ส่งมอบงานเอกสารทั้งหมดของคุณ)

(a) soon    (ในไม่ช้า, โดยทันที)

(b) before    (ก่อน)

(c) as soon as    (ในทันทีที่)

(d) sooner than    (เร็วกว่า)

ตอบ   -   ข้อ   (c)   เนื่องจากได้ใจความดีที่สุด

 

12. The woman ______________________ rents this room uses it only a few days a month.

(ผู้หญิง ___________________________ เช่าห้องนี้  ใช้มันเพียงแค่ ๒ – ๓ วันในหนึ่งเดือน)

(a) who’s

(b) who    (ผู้ซึ่ง)  (ใช้เป็นประธานของอนุประโยค  หรือประโยคคำถาม)

(c) whom    (ผู้ซึ่ง)  (ใช้เป็นกรรมของอนุประโยค)

(d) whose    (ของเขา/เธอ)

ตอบ   -   ข้อ   (b)   เนื่องจาก  “Who”  เป็นประธานของประโยคย่อย  (อนุประโยค)  “Who rents this room

 

13. ______________ we were careful with expenses, we still went over our budget this year.

(___________________ เราระมัดระวังเรื่องค่าใช้จ่าย,  เรายังคงใช้เงินเกินงบประมาณในปีนี้)

(a) Since    (เพราะว่า, ตั้งแต่)

(b) Because    (เพราะว่า)

(c) Even though    (ถึงแม้ว่า)

(d) If    (ถ้า)

ตอบ   -   ข้อ    (c)   เนื่องจากข้อความในประโยคย่อย  “Even though we were careful with expenses”  ขัดแย้งกับข้อความในประโยคใหญ่  “We still went over our budget this year”  กล่าวคือ  “แม้ว่าเราจะระวังเรื่องค่าใช้จ่าย  (แต่)  ก็ยังใช้เงินเกินงบฯ”   จึงต้องใช้   “Even though, Though, Although, Even if”  (ทุกคำ  หมายถึง  “แม้ว่า”)  ดูเพิ่มเติมจากประโยคข้างล่าง

  • Even though he is poor, he is happy.

(ถึงแม้ว่าเขาจน  เขามีความสุข)

  • Though she is beautiful, nobody likes her.

(ถึงแม้ว่าเธอสวย  ไม่มีใครชอบเธอ)

  • They didn’t pass the exam even if they studied very hard.

(พวกเขาสอบตก  ถึงแม้ว่าเรียนอย่างหนัก)

 

14. After listening to his thorough ____________, I had no problems understanding how to use the software.

(หลังจากการฟัง ________ ที่ละเอียดลออของเขา,  ผมไม่มีปัญหาในการเข้าใจเรื่องว่าจะใช้ซอฟต์แวร์นี้อย่างไร)

(a) explained    (อธิบาย)  (คำกริยา)

(b) explains     (อธิบาย)  (คำกริยา)

(c) explanatory    (เกี่ยวกับการอธิบาย, ซึ่งเป็นการอธิบาย)  (คำคุณศัพท์)

(d) explanation    (คำอธิบาย, การอธิบาย)  (คำนาม)

ตอบ   -   ข้อ   (d)   เนื่องจากข้อความหลัง  “Listening to”  ต้องเป็นคำนาม (ในที่นี้  คือ  “Explanation”)  หรือ  คำสรรพนาม (Him, Her, Them, Us)  และสังเกตได้อีกอย่าง  คือ  “Thorough”  (เธ้อร์-โร)  (ละเอียดลออ)  เป็นคำคุณศัพท์  จึงต้องขยายอยู่หน้าคำนาม

 

15. It is said that the government may agree __________ a new open university for the next fiscal year.

(กล่าวกันว่ารัฐบาลอาจจะเห็นชอบด้วย __________ (การก่อตั้ง) มหาวิทยาลัยเปิดแห่งใหม่  สำหรับปีงบประมาณหน้า)

(a) at

(b) with

(c) to    (กับ)

(d) about

ตอบ   -   ข้อ   (c)   “Agree to”  =  “เห็นด้วยกับเรื่องต่างๆ”   ส่วน  “Agree with”  =   “เห็นด้วยกับบุคคล”  เช่น

  • I agree to your proposal.

(ผมเห็นด้วยกับข้อเสนอของคุณ)

  • We agreed with him on the issue.

(เราเห็นด้วยกับเขาในประเด็นนั้น)

                          สำหรับคำคุณศัพท์  (Adjective)  ที่ใช้กับ  “To”   ได้แก่   kind (กรุณา, ใจดี)  -  He is very kind to me.  (เขากรุณาต่อผมมาก),  “new”  (It is new to me.  –  มัน (เป็นเรื่อง) ใหม่สำหรับผม), close  (ใกล้ชิดกับ),  cruel  (โหด ร้ายกับ),  hostile  (มุ่งร้าย หรือเป็นปฏิปักษ์กับ),  obvious  (ชัดเจนแก่),  obedient  (เชื่อฟังต่อ),  peculiar  (แปลกประหลาดแก่, เฉพาะกับ),  equal  (เท่ากันกับ),  grateful  (ขอบคุณ, เป็นหนี้บุญคุณ)  -  I’m very grateful to your kind assistance.  (ผมขอบคุณอย่างมากต่อความช่วยเหลือของคุณ),  harmful  (เป็นอัน ตรายต่อ),  kind  (กรุณาต่อ),  dear  (เป็นที่รักแก่),  faithful  (ศรัทธาต่อ),  junior  (อาวุโสน้อยกว่า),  senior  (อาวุโสมากกว่า)  -  He is senior to me in the army.  (เขาอาวุโสกว่าผมในกองทัพ  -  คือมียศสูงกว่า),  inferior  (ด้อยกว่า, เลวกว่า, แย่กว่า),  superior  (ดีกว่า, เหนือกว่า),  polite  (สุภาพต่อ)  -  He is polite to everyone he meets.  (เขาสุภาพกับทุกคนที่เขาเจอะเจอ),  familiar  (คุ้นเคยกับ)  -  Most people at the party were familiar to me.  (คนส่วนใหญ่ที่งานเลี้ยงคุ้นเคยกับผม,  useful  (เป็นประโยชน์กับ),  similar  (คล้ายกับ),  rude  (หยาบคายกับ),  previous  (ก่อน),  used  (เคย),  accustomed  (คุ้นเคย, เคยชิน)  -  They are accustomed to hot weather.  (พวกเขาคุ้นเคยกับอากาศร้อน),  clear  (ชัดเจนกับ),  essential  (จำเป็นกับ),  necessary  (จำเป็นต่อ),  good  (ปฏิบัติดีต่อ),  identical  (เหมือนกับ)  -  The material is almost identical to limestone.  (วัตถุชิ้นนั้นเกือบจะเหมือนกันเป๊ะกับหินปูน),  satisfactory (เป็นที่พอใจของ),  important  (สำคัญต่อ),  significant  (สำคัญต่อ),  equivalent  (เท่ากับ, เสมือนกับ),  loyal  (จงรักภักดีต่อ)   เป็นต้น

                         สำหรับคำกริยา  (Verb)  ที่ใช้กับ  “To”  ได้แก่   “happen”  (เกิด ขึ้น)  -  The accident happened to his family a long time ago.  (อุบัติเหตุเกิดขึ้นกับครอบครัวของเขานานมาแล้ว),  occur  (เกิดขึ้น),  resort  (หันไปใช้)  -  You must never resort to violence.  (คุณจะต้องไม่หันไปใช้ความรุนแรง),  compare  (เปรียบเทียบว่าเหมือนกับ)-  Some people compare sleep to death.  (บางคนเปรียบเทียบการนอนหลับว่าเหมือนกับความตาย),  belong  (เป็นของ)  -  That car belongs to me.  (รถยนต์คันนั้นเป็นของผม),  attend  (เอาใจใส่)  -  You should attend to your teacher’s advice.  (คุณควรเอาใจใส่คำ แนะนำของอาจารย์),  see to it  (ดูแลในเรื่อง, จัดการในเรื่อง)  -  I will see to it that you get what you want.  (ผมจะดูแลให้ว่า  คุณได้ทุกอย่างที่คุณต้องการ),  consent  (ยินยอมต่อ)  -  He consented to postponement of the trip.  (เขายินยอมกับการเลื่อนการเดินทางออกไป),  attribute  (มีสาเหตุมาจาก)   -  He attributed the worsening situation to increased conflicts between the government and the people.  (เขาคิดว่าสถานการณ์ที่แย่ลง  มีสาเหตุมาจากความขัดแย้งระหว่างรัฐบาลและประชาชน),  apply  (สมัคร, ขอ),  reply  (ตอบ),  appeal  (อุทธรณ์, ชวนให้เกิดความสนใจ หรือ หลงใหล),  confine  (จำกัดอยู่ใน),  turn  (หันไปหา, หันไปใช้),  amount  (รวมเป็นจำนวน),  surrender  (ยอมจำนนต่อ),  listen  (ฟัง),  recommend  (แนะนำว่าดี),  devote  (อุทิศแก่),  accustom  (ทำให้คุ้นเคยกับ),  object  (คัดค้าน, ไม่เห็นด้วยกับ),  succumb  (พ่ายแพ้ต่อ, ยอมจำนนกับ)  -  He finally succumbed to injury.  (เขาในที่สุดพ่ายแพ้ต่อการบาด เจ็บ  -  คือตาย),  complain  (บ่น หรือ ร้องเรียนกับ)  They complained to me about the noise.  (เขาร้องเรียนกับผมเกี่ยวกับเรื่องเสียงดัง),  suggest  (แนะนำกับ)   -  I suggested to him that he should work harder.  (ผมแนะนำกับเขาว่า  เขาควรขยันมากขึ้น),  respond  (ตอบสนองต่อ)   - The government should quickly respond to its people’s demand.  (รัฐบาลควรตอบสนองต่อความต้องการของประชาชนอย่างรวดเร็ว),  look forward to  (ตั้งหน้าตั้งตารอคอย),  refer  (อ้างถึง, แนะนำให้ไปหา),  yield  (จำนน หรือพ่ายแพ้ต่อ),  introduce  (แนะนำให้รู้จักกับ),  reduce  (ลดลงจนต้อง),  be used to  (คุ้นเคยหรือเคยชินกับ),  get used to  (คุ้นเคยหรือเคยชินกับ),  be accustomed to  (คุ้นเคยหรือเคยชินกับ),  get accustomed to  (คุ้นเคยหรือเคยชินกับ),   เป็นต้น

 

16. He deliberately _______________ his own house so that he could collect the insurance.

(เขาเจตนา _____________ บ้านของตนเอง  เพื่อที่ว่าเขาจะสามารถเก็บ (รับ) เงินประกันภัย)

(a) set fire on

(b) set fire at

(c) set fire upon

(d) set fire to    (จุดไฟเผา)

 

17. He was arrested and charged ______________________________ a variety of offences.

(เขาถูกจับกุมและถูกกล่าวหา (ฟ้องร้อง) _________ (ข้อหา) การกระทำผิดกฎหมายมากมายหลายอย่าง)

(a) of

(b) at

(c) in

(d) with    (ด้วย)

ตอบ   -   ข้อ   (d)   สำหรับวลีที่ใช้กับ  “With”   ดูจากพารากราฟข้างล่าง

                           คุณศัพท์  (Adjective)  ที่ใช้กับ  “With”  ได้แก่  “pleased”  (ยินดี, พอใจ)  -  “She is pleased with her new workplace.”  (เธอพอใจ-ยินดีกับที่ทำงานแห่งใหม่),  “popular”  (เป็นที่นิยม) – “Holiday camps are popular with married couples with young children.”  (ค่ายพักแรมวันหยุดเป็นที่นิยมสำหรับคู่สามีภรรยาที่มีลูกเล็กๆ),  “satisfied”  (พอใจ)  -  “The company is satisfied with its employees’ performance.”  (บริษัทพึงพอใจกับการทำงานของพนักงาน),  “angry”  (โกรธ),  “busy”  (มีงานยุ่ง)  -  “She is busy preparing for her exam.”  (เธอยุ่งอยู่กับการเตรียมตัวสอบ),  “familiar”  (คุ้นเคย)  -  “He is not familiar with his new neighbors.”  (เขาไม่คุ้นเคยกับเพื่อนบ้านใหม่),  “patient”  (อดทน)  -  “His parents are very patient with him.”  (พ่อแม่ของเขามีความอดทนกับเขามาก),  “friendly”  (เป็นมิตร)  -  “She is friendly with everyone she meets.”  (เธอเป็นมิตรกับทุกคนที่เธอพบเจอ),  “careful”  (ระมัดระวัง),  “content”  (พอใจ),  “identical”  (เหมือนกัน),  “annoyed”  (ขุ่นเคือง  -  เหตุการณ์, การกระทำ) (ถ้าขุ่นเคืองคน  ใช้  “At”-  “I was annoyed with his statement.”  (ผมขุ่นเคือง (โกรธ) คำพูดของเขา),  เป็นต้น

                          กริยา  (Verb)  ที่ใช้กับ  “With”  ได้แก่   “charge”  (ฟ้องร้อง,  ดำเนินคดี),  compare  (เปรียบเทียบ)  -  “Compare this car with that one.”  (จงเปรียบเทียบรถยนต์คันนี้กับคันนั้น),  compete  (แข่งขัน),  “agree”  (ตกลง, เห็นพ้อง)  -  “I agree with you on this point.”  (ผมเห็นด้วยกับคุณในประเด็นนี้),  “disagree”  (ไม่เห็นด้วย),  “acquaint”  (ทำให้คุ้นเคย หรือเคยชิน)  -  You should acquaint yourself with your new job.”  (คุณควรทำตัวเองให้คุ้นเคยกับงานใหม่ของคุณ),  “begin”  (เริ่มต้น)  -  “I will begin my reading with the first chapter.”  (ผมจะเริ่มต้นการอ่านด้วยบทแรก),  “interfere”  (แทรก แซง, เข้าไปยุ่งเกี่ยว)  -  “We should not interfere with other people’s business.”  (เราไม่ควรไปยุ่งเกี่ยวกับธุระของคนอื่น),  “quarrel”  (ทะเลาะ, วิวาท)  -  “Some people often quarrel with their neighbors.”  (คนบางคนทะเลาะกับเพื่อนบ้านบ่อยๆ),  “argue”  (โต้แย้ง, โต้เถียง),  “help”  (ช่วยเหลือ),  “supply”  (จัดหาให้),  “cooperate”  (ร่วมมือ)  -  “The suspect did not cooperate with the police.  (ผู้ต้องหาไม่ยอมร่วมมือกับตำรวจ),  “deal”  (เกี่ยวข้อง, รับมือ)  -  “I don’t want to deal with that man.”  (ผมไม่ต้องการติดต่อ-เกี่ยวข้องกับเจ้าหมอนั่น),  “contrast”  (ขัดแย้ง, ตรงข้าม, แตกต่างกันอย่างมาก)  -  “This type of machine contrasts sharply with that one.”  (เครื่องจักรชนิดนี้แตกต่างอย่างมากกับชนิดนั้น),  เป็นต้น

 

18. I must apologize ________________________________________________________.

(ผมจำเป็นต้อง (จะต้อง) ขอโทษ ___________________________________________)

(a) for you to be late

(b) with you that I am late

(c) that I do not want to be late

(d) to you for being late    (ต่อคุณ  สำหรับการล่าช้าของผม)

ตอบ   -   ข้อ   (d)   ทั้งนี้  อาจใช้รูปแบบอื่นๆ  ดังตัวอย่างข้างล่าง

  • I apologize for my late arrival.

(ผมขอโทษสำหรับการมาสายของผม)

  • I must apologize to you for all the troubles my son might have incurred.

(ผมต้องขอโทษคุณ  สำหรับปัญหาทั้งปวงที่ลูกชายของผมอาจจะก่อขึ้น)

  • She apologized for her behavior.

(เธอขอโทษสำหรับความประพฤติ (ไม่ดี) ของเธอ)

 

19. You can borrow my car ___________________ condition that you bring it back on Friday.

(คุณจะยืมรถผมก็ได้นะ _____________________________ คุณนำมันมาคืนในวันศุกร์)

(a) on    (“On condition that”  =  โดยมีข้อแม้ว่า, โดยมีเงื่อนไขว่า, ถ้า)

(b) in

(c) by

(d) from

ตอบ   -   ข้อ   (a)

                          สำหรับวลีที่ใช้  “On”   ได้แก่  “On page 5”  (ในหน้าที่  ๕  Waste his time on”  (ใช้เวลา – ของเขา - อย่างสิ้นเปลือง-สุรุ่ยสุร่ายกับ), on business  (ด้วยเรื่องธุรกิจ), keep on  (ดำเนินต่อไป), rely on  (ไว้วางใจ, เชื่อใจ, พึ่งพาอาศัย), depend on (upon)  (พึ่งพาอาศัย, ขึ้นอยู่กับ, อยู่ที่), insist on  (ยืนกราน, ยืนหยัด, เรียกร้อง), on the floor  (บนพื้น), on a hill  (บนเนินเขา), on the top shelf  (บนชั้นบนของหิ้ง), bet money on  (พนันเงินกับ)  -  He bet a lot of money on that horse.  (เขาพนันเงินจำนวนมากกับม้าตัวนั้น),  on a sofa  (บนเก้าอี้โซฟา), to turn his back on his country  (หันหลังให้กับประเทศของตน  -  หมายถึงละทิ้งประเทศ  เช่น  หนีการเกณฑ์ทหาร  หรือไปเข้ากับฝ่ายศัตรู), on the contrary  (ในทางตรงกันข้าม), on the drawing board   (กำลังอยู่ในขั้นวางแผนหรือเตรียมการ  คือยังไม่ได้ลงมือทำ หรือนำมาใช้งานจริงๆ ),  on the dot (on the button)  (ตรงเวลาเผง, ตรงเวลาพอดี)  -  Susan arrived at the party at 3:00 p.m. on the dot.  (ซูซานมาถึงที่งานเลี้ยงเวลาบ่าย    โมงตรงพอดี)get (climb, jump) on the bandwagon  (ทำตามอย่างที่คนอื่นทำ  แม้จะไม่ใช่เรื่องที่จำเป็น, เข้าร่วมในกิจกรรมที่มีคนนิยมทำกันมาก  และล่าสุด  เช่น ถีบจักรยาน หรือ เล่นฟิตเนส,  โยคะ  -  แปลตรงๆ ตัว คือ ปีนหรือกระโดดขึ้นไปบนรถดนตรีในขบวนแห่)  -  When all Jim’s friends decided to vote for Bill, Jim climbed on the bandwagon too.  (เมื่อเพื่อนทุกคนของจิมตัดสินใจลงคะแนนให้บิล  จิมก็ตัดสินใจลงคะแนนให้บิลเช่นเดียวกัน  -  คือทำตามเพื่อนๆ แบบไม่ต้องมีเหตุผล), on the (an) average   (โดยเฉลี่ย),   a dog peeing (pissing) on a tree  (หมาเยี่ยวรดต้นไม้),  on condition that  (โดยมีเงื่อนไขว่า)  -  I will lend you the money on condition that  you pay it back in one month.  (ผมจะให้คุณยืมเงินโดยมีเงื่อนไขว่า  คุณต้องใช้คืนภายใน    เดือน),  on deck   (อยู่บนดาดฟ้าเรือ, เตรียมพร้อมที่จะทำอะไรบางอย่าง, มาปรากฏตัว หรือมาถึงที่นัดหมาย)  –  The passengers are relaxing on deck.  (ผู้โดยสารกำลังพักผ่อนหย่อนใจอยู่บนดาดฟ้าเรือ)   -  The scout leader told the boys to be on deck at 8:00 Saturday morning for the hike.  (ผู้นำลูกเสือบอกให้ลูกเสือมาถึงที่นัดหมายเวลา ๘.๐๐ น. เช้าวันเสาร์  เพื่อออกเดินทางไกล),  on deposit   (ในธนาคาร)  -  I have $ 500 on deposit in my account.  (ผมมีเงินอยู่  ๕๐๐ ดอลลาร์ในบัญชีธนาคาร),  on duty  (อยู่ปฏิบัติหน้าที่, ขณะปฏิบัติหน้าที่)   -  There is always one teacher on duty during study hour.  (มีครูอยู่ คนเสมอ  อยู่ปฏิบัติหน้าที่ในระหว่างชั่วโมงเรียน  -  คือคอยให้คำแนะนำปรึกษาแก่นักเรียน)on earth (= in the world(ใน หรือ บนโลกนี้, เกิดขึ้นได้ หรือเป็นไปได้อย่างไร  มักใช้แสดงการเน้นในประโยคคำถาม) - Where on earth did I put my wallet?  (ไม่รู้ว่าผมเอากระเป๋าสตางค์ไปวางไว้ตรงไหนในโลกนี้   -   คือบ่นคร่ำครวญเนื่องจากหากระเป๋าสตางค์ไม่เจอ)   -  The boys wondered how on earth the mouse got out of the cage.  (พวกเด็กๆสงสัยว่า เป็นไปได้อย่างไรที่หนูออกจากกรงไป  -  ทั้งๆที่ล็อคทางออกไว้อย่างแน่นหนา),  have, (keep, with) one eye on  (คอยเฝ้าดูหรือเอาใจใส่  -  บุคคลหรือสิ่งของ  -  ในขณะที่กำลังทำสิ่งอื่นไปด้วย)  -  Mother had one eye on baby as she ironed.  (แม่รีดผ้าและดูแลลูกน้อยไปด้วยในเวลาเดียวกัน)  -  Chris tried to study with one eye on the TV set.  (คริสพยายามอ่านหนังสือ  และดูทีวีไปด้วยในในเวลาเดียวกัน), on account of  (เนื่องมาจาก, เพราะว่า),  -  The picnic was held in the gym on account of the rain.  (ปิกนิกถูกจัดในโรงยิม  -  แทนในสนาม  -  เนื่องมาจากฝนตก),  on a shoestring  (ด้วยเงินจำนวนเล็กน้อยสำหรับใช้จ่าย, ด้วยงบประมาณที่น้อยมาก  -  แปลตรงๆตัว คือ ด้วยเชือกผูกรองเท้า)  -  The couple was seeing Europe on a shoestring.  (สามี-ภรรยาคู่นั้นกำลังเที่ยวยุโรป  ด้วยเงินจำนวนเพียงนิดเดียว  -  คือ  แบบประหยัดสุดๆ),  to walk on air  (รู้สึกมีความสุขและตื่นเต้น)  -  Kim has been walking on air since she won the prize.  (คิมมีความสุขและตื่นเต้นมาโดยตลอด  ตั้งแต่ที่เธอได้รับรางวัล),  to wait on (upon)  (รับใช้, ให้บริ การ)  -  The clerk in the store waits on all customers.  (เสมียนในร้านนั้นให้บริการ (รับใช้) ลูกค้าทุกคน),  (sitting) on top of the world  (ปลาบปลื้มยินดีและมีความสุข, รู้สึกประสบความสำเร็จ)  -  John was (sitting) on top of the world when he found out that he got into college.  (จอห์นดีใจและมีความ สุข  เมื่อเขาพบว่าเขาสอบเข้ามหาวิทยาลัยได้),  on behalf of  (ในนามของ),  on board  (บนเรือ)  -  A ship was leaving the harbor, and we saw the people on board waving.  (เรือลำหนึ่งกำลังออกจากท่า  และเราเห็นผู้คนบนเรือโบกไม้โบกมือ  -  เพื่ออำลาญาติพี่น้องที่มาส่ง),  off and on (= on and off)  (ไม่สม่ำเสมอ, เป็นครั้งคราว หรือบางโอกาส)  -  It rained off and on all day.  (ฝนตกๆหยุดๆตลอดทั้งวัน  -  คือ ตกแล้วหยุด  แล้วก็ตกแล้วหยุดอีก  สลับกันไปแบบนี้ตลอดทั้งวัน),  the posters on the walls   (โปสเตอร์บนกำแพง), a sticker on her car  (สติ๊กเกอร์ติดรถของเธอ), pictures on the screen  (รูปภาพบนจอ), on the ceiling  (บนเพดาน), on the roof  (บนหลังคา), on all fours  (คลาน เท้า), get on a bus  (ขึ้นรถเมล์), on a highway  (บนทางหลวง), on the plane  (บนเครื่องบิน), on foot  (โดยทางเท้าหรือเดินไป), to walk on tiptoe  (เดินบนปลายเท้าหรือเขย่งส้นเท้า), on horseback  (บนหลังม้า), on a bicycle  (โดยรถจักร ยาน), on Monday  (ในวันจันทร์), on a Sunday afternoon  (ตอนบ่ายวันอา ทิตย์), on an occasion like this  (ในโอกาสเช่นนี้), on April10th  (ในวันที่ ๑๐ เมษายน), on Thursday night   (ในคืนวันพฤหัสฯ), on the first day of term  (ในวันแรกของภาคการศึกษา), books on art and religion  (หนังสือเกี่ยวกับศิลปะและศาสนา), on the subject of rents  (ในเรื่องเกี่ยวกับค่าเช่า), ideas on how films should be made  (ความคิดเกี่ยวกับว่าควรจะสร้างหนังอย่างไร), to comment on the issue  (แสดงความคิดเห็นในประเด็นนั้น), a talk on agriculture  (การสนทนาเกี่ยวกับเกษตรกรรม), cars running on petrol (รถยนต์ที่วิ่งด้วยน้ำมัน), appear on TV  (ปรากฏตัวทางทีวี), to hear it on the radio  (ได้ยินมันทางวิทยุ), on stage  (บนเวที), on the phone  (ทางโทรศัพท์ หรือกำลังพูดโทรศัพท์), on and on  (ไม่รู้จักจบสิ้น, ไม่หยุดหย่อน, ไม่สิ้นสุด), on edge  (รุ่มร้อน, กระวนกระวาย, ตื่นเต้น, ประสาทเสีย, ปวดสมอง), on one’s own  (ด้วยตนเอง, เป็นอิสระ, หาเลี้ยงตนเอง), on purpose  (โดยเจตนา, โดยตั้งใจทำ), on the carpet  (ดุด่าว่ากล่าว, สวด), on the fence  (ยังไม่แน่ใจ, ยังไม่ตัดสินใจ-ตกลงใจ), on the hook  (อยู่ในฐานะลำบาก), on the spot  (ที่กำลังพูดถึง-เอ่ยถึง), to be on  (กำลังปรากฏ, กำลังฉายอยู่. กำลังแสดง), on the go  (มีธุระ ยุ่ง, เคลื่อนไหวทำโน่นทำนี่อยู่ตลอด)  –  I’m usually on the go all day long.  (ผมมักมีธุระยุ่งตลอดทั้งวัน), on the market  (มีขาย, เสนอขาย)– I had to put my car on the market.  (ผมจำเป็นต้องเอารถออกขาย) - This is the finest home computer on the market.  (นี่เป็นคอมพิวเตอร์ประจำบ้านที่ดีที่สุดที่วางขายในตลาด), on the mend  (สบายดี, หายป่วยไข้) – My cold was terrible, but I’m on the mend now.  (ไข้หวัดของผมย่ำแย่มากเลย  แต่ตอนนี้ผมหายไข้แล้ว) – What you need is some hot chicken soup.  Then you’ll really be on the mend.  (สิ่งที่คุณต้องการ คือ ซุปไก่ร้อนๆ  แล้วคุณจะหายป่วยจริงๆเลย), on the tip of one’s tongue  (ติดอยู่แค่ริมฝีปาก  คือ เกือบจะพูดออกมาแล้ว หรือ เกือบจะนึกออกแล้ว) – I have his name right on the tip of my tongue.  I’ll think of it in a second  (ผมมีชื่อของเขาติดอยู่ที่ริมฝีปาก  ผมจะนึกมันออกในอีกวินาทีเดียว) – John had the answer on the tip of his tongue, but Ann said it first  (จอห์นเกือบจะบอกคำตอบออกมาแล้ว  แต่แอนพูดออกมาเสียก่อน  -  คือชิงบอกคำตอบก่อน), on the wrong track  (ไปหรือเดินผิดลู่หรือราง, ทำตามสมมติฐานที่ผิด)  – You’ll never get the right answer.  You’re on the wrong track.  (คุณไม่มีวันจะได้คำตอบที่ถูกต้องหรอก คุณเดินผิดทางนี่ หรือ คุณตั้งสมมติฐานไว้ผิดนี่), be (skate) on thin ice  (อยู่ในสถานการณ์ที่เสี่ยงหรือมีอันตราย) – If you try that, you’ll really be on thin ice.  That’s too risky.  (ถ้าคุณลองทำสิ่งนั้น  คุณจะตกอยู่ในอันตรายอย่างแท้จริง  มันเสี่ยงเกินไป) – If you don’t want to find yourself (skating) on thin ice, you must be sure of your facts  (ถ้าคุณไม่ต้องการพบตัวเองตกอยู่ในอันตราย  คุณต้องมั่นใจในข้อเท็จจริง  - ไม่เช่นนั้นคุณอาจแพ้คดีและต้องจ่ายเงินมากมาย), on tiptoe  (เดินเขย่างเท้า), on vacation  (เดินทางไปเที่ยวในวันหยุดพักผ่อน)  – Where are you going on vacation this year?  (คุณจะเดินทางไปพักผ่อนที่ไหนในวันหยุดปีนี้) – I’ll be away on vacation for three weeks.  (ผมจะเดินทางไปพักผ่อนวันหยุดเป็นเวลา ๓ สัปดาห์),  เป็นต้น

 

20. We have lessons every day ______________________________ Saturday and Sunday.

(เราเรียนหนังสือทุกวัน ________________________________ วันเสาร์และวันอาทิตย์)

(a) except that    (ยกเว้นว่า)  (ตามด้วยประโยค)

(b) besides    (นอกเหนือจาก)

(c) but that

(d) except    (ยกเว้น)

ตอบ   -   ข้อ   (d)   ดูคำอธิบายเพิ่มเติมการใช้  “Except, Except that” จากประโยคข้างล่าง

                                                   ตัวอย่างที่ 

  • He is an excellent teacher ________________________________ he speaks too low.

(เขาเป็นครูที่ดีเยี่ยม __________________________________ เขาพูดเสียงค่อยเกินไป)

(a) except    (ยกเว้น)

(b) besides    (นอกเหนือไปจาก, ยิ่งไปกว่านั้น)

(c) except that    (ยกเว้นแต่ว่า)  (ตามด้วยประโยค)

(d) except for

ตอบ   -   ข้อ   (c)   “Except”  เป็น   “Preposition”  ต้องตามด้วย  “วลี, คำนาม, สรรพนาม หรือ กริยา” 

                                                   ตัวอย่างที่ 

  • Most of the students got high marks in the examination, ________ one or two getting full marks.

(นักเรียนส่วนใหญ่ได้คะแนนสูงในการสอบ ___________________ คนหรือสองคนได้คะแนนเต็ม)

(a) and

(b) by

(c) with    (โดย)

(d) except    (ยกเว้น)

ตอบ   -   ข้อ   (c)   ใช้   Preposition  “With”  เพราะตามด้วย   Verb + ing (Getting)  ส่วน  Preposition  “Except”  มักใช้กับ    ข้อความที่ขัดแย้งกัน  หรือ  แตกต่างกันอย่างชัดเจน  เช่น  “นักเรียนส่วนใหญ่ได้คะแนนต่ำ  ยกเว้น  คนหรือสองคนได้คะแนนเต็ม  ดูเพิ่มเติมจากประโยคข้างล่าง

  • We saw nothing along the way except flower gardens.

(พวกเราไม่เห็นอะไรเลยระหว่างทาง  ยกเว้นสวนดอกไม้)

  • Every room is empty now except the living room.

(ทุกห้องว่างเปล่าขณะนี้  ยกเว้นห้องรับแขก)

  • Nobody went there except me.

(ไม่มีใครไปที่นั่น  ยกเว้นผม)

  • She likes living here except in summer.

(เธอชอบอาศัยอยู่ที่นี่  ยกเว้นในหน้าร้อน)

  • The place seems clean except where he sleeps.

(สถานที่ดูเหมือนว่าสะอาด  ยกเว้นตรงที่ที่เขานอน)

  • All the boys except Billy started to cry.

(เด็กชายทุกคนยกเว้นบิลลี่  เริ่มร้องไห้)

  • He no longer went out, except when Jeanne forced him.

(เขาไม่ออกไปข้างนอกต่อไปอีกแล้ว  ยกเว้น  เมื่อจีนนี่บังคับเขา) 

  • There was little I could do except wait.

(มีเพียงนิดหน่อยที่ผมทำได้  ยกเว้นรอคอย)

  • I knew nothing about Judith except what I had heard at second hand.

(ผมไม่ทราบอะไรเลยเกี่ยวกับจูดิธ  ยกเว้นสิ่งที่ผมได้ยินได้ฟังมาจากคนอื่น)  

                                           ส่วน   Except that  หรือ   Except for the fact that  ตามด้วยประโยค  (Subject + Verb)  เช่น

  • The house I bought is very nice, except that the living room is too small.

(บ้านที่ผมซื้อดีมากเลย  ยกเว้นแต่ว่า  ห้องรับแขกเล็กเกินไป)

  • I can scarcely remember what we ate, except that it was plentiful and simple.

(ผมจำไม่ใคร่ได้ว่าเรากินอะไรบ้าง  ยกเว้นว่า  มันมากมายและง่ายๆ) 

                                         สำหรับ   “Except for”  เป็น  “Preposition”  มีความหมาย  “นอกจาก    ......................... (ที่ไม่มีส่วนเกี่ยวข้องกับข้อความข้างหน้า)”  เช่น

  • The living room is empty now except for the rug.

(ห้องรับแขกว่างเปล่าขณะนี้  นอกจากพรม)  (มีพรมในห้องเพียงสิ่งเดียว)

  • The room was very cold and, except for Peter, entirely empty.

(ห้องหนาวมากและ, นอกจากปีเตอร์, ว่างเปล่าโดยสิ้นเชิง)  (มีปีเตอร์นั่งในห้องเพียงคนเดียว)

  • Except for emergencies, I didn’t expect any help from my children.

(นอกจากสถานการณ์ฉุกเฉิน  ผมไม่ได้คาดหวังความช่วยเหลือใดๆจากลูกๆเลย)  (ไม่หวังให้ลูกช่วย  ยกเว้นมีสถานการณ์ฉุกเฉิน  เช่น ป่วยกะทันหัน)               

                                           ดูการใช้  “Besides”  จากตัวอย่างข้างล่าง

                                                     ตัวอย่างที่ 

  • The Joneses were too poor to go to the movies; ________, there was no one to stay with the children. 

(ครอบครัวโจนส์ยากจนเกินไปที่จะไปดูหนัง ____________________ ไม่มีใครอยู่บ้านกับลูกๆ)

(a) in addition to   (นอกเหนือจาก)

(b) in addition that

(c) beside   (ข้างเคียง, ใกล้เคียง)

(d) besides    (นอกจากนั้น,  ยิ่งไปกว่านั้น, นอกจาก)

ตอบ   -   ข้อ   (d)   “Besides”   สามารถตามด้วยทั้ง  คำนาม,  วลี,  “Gerund” (Verb + ing)   และประโยค  เช่น

  • Besides an expensive car, she owns a luxurious home.

(= She owns a luxurious home besides an expensive car.)

(นอกเหนือจากรถยนต์ราคาแพง  เธอยังเป็นเจ้าของบ้านหรู)

  • Besides visiting New York, he also traveled to London.

(นอกเหนือจากการไปเยือนนิวยอร์ก  เขายังเดินทางไปลอนดอนด้วย)

  • They robbed the house.  Besides, they burnt it down.

(พวกเขาปล้นบ้าน  ยิ่งไปกว่านั้น  ยังเผามันซะราบเลย)

 

เรียน  ท่านผู้ติดตามอ่าน  เว็บไซต์  “everydayenglish.pwa.co.th

 

                  ถ้าท่านมีคำแนะนำให้ปรับปรุงเว็บไซต์นี้ประการใด  กรุณาส่ง   e-mail ไปที่  ดร. วัชรินทร์  ภูเขาทอง  อดีต  ผอ. สำนักวิทยาการ  การประปาส่วนภูมิภาค  ผู้จัดทำเว็บ-ไซต์นี้  ตาม   “Address” wpookaotong@yahoo.com   (โปรดระบุหัวเรื่องด้วย ว่า  “ปรับปรุงเว็บไซต์”)   เพื่อที่ผู้จัดทำฯ จะได้ปรับปรุงเนื้อหาได้ตรงตามความประสงค์ของผู้อ่านเว็บไซต์นี้ต่อไป

 

 

 

 

 

 

หมวดข้อสอบ TOEIC (ตอนที่ 491)

การประปาส่วนภูมิภาค  “มุ่ง-มั่น-เพื่อปวงชน”

 

Part V: Sentence Completion   (ส่วนที่ 5 :  การเติมประโยคให้สมบูรณ์)

Choose the best alternative to make a correct sentence.

(จงเลือกข้อที่ดีที่สุดเพื่อทำให้ประโยคมีความถูกต้อง)

 

1. Let’s go to the library, ____________________________________________________?

(พวกเราไปห้องสมุดกันเถอะ, _____________________________________________)

(a) do we

(b) don’t we

(c) won’t we

(d) shall we    (เอาไหม)

ตอบ   -   ข้อ   (d)   เนื่องจากประโยคเชิญชวน  ที่ขึ้นต้นด้วย  “Let’s”  ในส่วนท้าย  (Tag) จะต้องใช้   “Shall we”  ดูเพิ่มเติมจากประโยคตัวอย่างข้างล่าง

   Let’s ……………....….., shall we?”  (พวกเรา.........................., เอาไหม)  เช่น

  • Let’s go for a picnic tomorrow, shall we?

(เราไปปิกนิกกันวันพรุ่งนี้ – เอาไหม)

  • Let’s go for a walk in the evening, shall we?

(เราไปเดินเล่นกันตอนเย็น – เอาไหม)

  • Let’s go swimming next week, shall we?

(เราไปว่ายน้ำกันสัปดาห์หน้า – เอาไหม)

  • Let’s not make a loud noise, shall we?

(เราอย่าส่งเสียงดังกันเลย – เอาไหม)

                                         แต่สำหรับประโยคที่ขึ้นต้นด้วย  “Let me”,  “Let him”,  “Let her”  ต้องถือว่าเป็นประโยคขอร้อง  (คือ  ขออนุญาตให้ผู้พูด  หรือผู้ที่ถูกกล่าวถึง  ได้กระทำอะไรบางอย่าง)   ดังนั้น  ในส่วน Tag  ต้องใช้   “Will you?”  เหมือนในประโยคขอร้องทั่วไป  เช่น

  • Let me tell you something, will you?

(ให้ผมบอกอะไรคุณหน่อยได้ไหม)

  • Let me leave the room now, will you?

(ให้ผมออกจากห้องตอนนี้ได้ไหม)

  • Let him do this for me, will you?

(ให้เขาทำสิ่งนี้แทนผมได้ไหม)

  • Let her do as she likes, will you?

(ให้เธอทำตามที่เธอชอบได้ไหม)

  • Let Kim come in first, will you?

(ให้คิมเข้ามาเป็นคนแรกได้ไหม)

                                               ดูเพิ่มเติมส่วนท้าย  (Tag)  ของประโยคขอร้อง  จากประโยคข้างล่าง

                                                    ตัวอย่างที่ 

  • Do it at once, ________________________________________________________?

(จงทำมันโดยทันที ___________________________________________________)

(a) don’t you

(b) shall we

(c) do you

(d) will you   (ได้ไหม)

ตอบ   -   ข้อ   (d)   เนื่องจาก  “Question tag”  ที่ตามหลังข้อความที่เป็นประโยคคำสั่ง, ขอร้อง, เชื้อเชิญ  ในส่วน  “Tag”  ให้ใช้“……….....………., will you ?”  เช่น

  • Help me carry this box, will you?

(ช่วยผมแบกกล่องใบนี้หน่อย – ได้ไหม)

  • Open the window, will you?

(เปิดหน้าต่างหน่อย – ได้ไหม)

  • Turn off the light, will you?

(ปิดไฟหน่อย – ได้ไหม)

  • Don’t smoke in the room, will you?

(อย่าสูบบุหรี่ในห้องนะ)

  • Come and see me tomorrow, will you?

(มาพบผมวันพรุ่งนี้ – ได้ไหม)

 

2. His favourite subject is _____________________________________________________.

(วิชาที่โปรดปรานของเขา  คือ _____________________________________________)

(a) mathematic

(b) physic

(c) arithmetic    (เลขคณิต)

(d) economic

ตอบ   -   ข้อ   (c)   เนื่องจากวิชาในข้อที่เหลือ  (A, B, D)   จะต้องลงท้ายด้วย   “S”  ดังประโยคตัวอย่างข้างล่าง

                                                  ตัวอย่างที่ 

  • Physics ________ taught in most American universities and said to be much more difficult than social science.

(วิชาฟิสิกส์ ________ สอนในมหาวิทยาลัยอเมริกันส่วนใหญ่  และถูกกล่าวว่ายากกว่าสังคมศาสตร์อย่างมาก)

(a) are

(b) have been

(c) is   (ถูก)

(d) will be

ตอบ   –   ข้อ   (c)   เนื่องจากชื่อวิชาที่แม้จะมีรูปพหูพจน์  แต่ต้องใช้กริยาเอกพจน์  เช่น  “economics (เศรษฐศาสตร์), phonetics (วิชาการออกเสียง), statics (สถิตศาสตร์), dynamics (พลศาสตร์), statistics (วิชาสถิติ), psychics  (จิตศาสตร์), aeronautics  (วิชาการบิน), astrophysics  (วิชาว่าด้วยส่วนประกอบของดวงดาว), aesthetics  (วิชาว่าด้วยหลักความงาม), mathematics (คณิตศาสตร์), politics  (การเมือง),  รวมทั้งคำอื่นๆ ที่เป็นเอกพจน์  เช่น  news (ข่าว), mumps  (โรคคางทูม), measles  (โรคหัด),  means  (วิธี), ashes  (เถ้าถ่านศพ), alms  (ทาน),  billiards  (กีฬาบิลเลียด), cross-roads  (จุดที่ถนน สายมาตัดกัน)  เช่น

  • A cross-roads is a place where two roads cross.

( แยก – หรือทางแยก  –  คือที่ซึ่งถนน สายมาตัดกัน)

  • Politics is the subject he is very interested in.

(การเมืองเป็นหัวเรื่องที่เขาสนใจเป็นอย่างมาก)

  • Mathematics is a required subject.

(คณิตศาสตร์เป็นวิชาที่จำเป็น)

  • Statistics is too difficult for me to understand.

(วิชาสถิติยากเกินไปสำหรับผมที่จะเข้าใจ)

 

3. These essays are the best that ________________________________ ever been written.

(เรียงความเหล่านี้ดีที่สุดที่ __________________________________ เคยถูกเขียนขึ้น)

(a) has

(b) have    (ได้)

(c) had

(d) having

ตอบ    -    ข้อ   (b)   เนื่องจาก  “That”  แทน  “These essays”   จึงต้องใช้กับ  “Have”  (ไม่ใช้  “Had”  เพราะเป็นเหตุการณ์ปัจจุบัน  โดยดูที่คำกริยาในประโยคใหญ่  (Main clause)  คือ  “Are”,  สำหรับกริยาในประโยคย่อย  (That have ever  been written  –  ซึ่งได้เคยถูกเขียนขึ้นมา)   อยู่ในรูป  “Present perfect tense”  (have ever been written  -  เคยถูกเขียน)  (ในแบบ  “Passive voice”)  {Subject + Has (Have) + Been + Verb 3ตามหลักไวยากรณ์ที่ว่า  “เคยทำ หรือ ไม่เคยทำ”  ดูเพิ่มเติมหลักการใช้   “Present perfect tense”  จากประโยคตัวอย่างข้างล่าง  (โดยเฉพาะกฎ  ข้อ  )

                                                   ตัวอย่างที่       

  • She ___________________________________________ a few pounds since then.

(เธอ __________________________________________ ๒ – ๓ ปอนด์  ตั้งแต่ตอนนั้น)

(a) had gained

(b) is gaining

(c) has gained   {ได้มา (ได้น้ำหนักเพิ่ม)}

(d) was gaining

ตอบ   -   ข้อ    (c)   เนื่องจากเป็นเหตุการณ์ที่เกิดตั้งแต่อดีต (ตอนนั้น)  และดำเนินมาถึงปัจจุบันขณะที่พูด  จึงต้องใช้รูป  “Present perfect tense” {Subject + Has (Have) + Verb 3}  ดูเพิ่มเติมกฎ  ข้อ 

                                                   ตัวอย่างที่

  • I ________________________________________________ to Japan several times.

(ผม ____________________________________________________ ญี่ปุ่นหลายครั้ง)

(a) have gone    (ได้ไปอยู่ที่)  (คือ ในตอนนี้ก็ยังอยู่ที่ญี่ปุ่น ยังไม่กลับมา)

(b) have been    (เคยไป)  (ในขณะนี้ไม่ได้อยู่ที่ญี่ปุ่นแล้ว)

(c) had gone

(d) had been

ตอบ    –    ข้อ   (b)  ดูหลักเกณฑ์การใช้   “Present perfect tense”  ดังต่อไปนี้  (โดยเฉพาะกฎ  ข้อ  )

                                            ๑.  ใช้กับการกระทำ  หรือเหตุการณ์ที่เพิ่งสิ้นสุด  หรือจบลงไปไม่นาน ณ ขณะที่พูดนั้น  สังเกตได้จาก  Just  =   เพิ่งจะ,  Recently  =  เมื่อเร็วๆนี้,  Lately  = หมู่นี้, เมื่อเร็วๆ นี้   เช่น

  • I have just finished my assignment.

(ผมเพิ่งจะทำการบ้าน – งานที่ได้รับมอบหมาย – เสร็จ)

  • My friend has recently got married.

(เพื่อนของผมแต่งงานเมื่อเร็วๆนี้)

  • I haven’t seen John lately.

(ผมไม่เห็นจอห์นเลยหมู่นี้)

                                         ๒.  ใช้บอกข้อความว่า  “ทำแล้ว, ยังไม่ได้ทำ, ทำหรือยัง”  มักมีคำว่า  “Already”  (ใช้กับประโยคบอกเล่าและคำถาม)  และ  “Yet” (ใช้กับประโยคปฏิเสธและคำถาม)   ทั้งนี้  อาจไม่ต้องมี  “Already”  และ  “Yet”  ก็ได้  เช่น

  • I have (already) eaten my dinner.

(ผมกินอาหารค่ำแล้ว)

  • She has not (yet) had her breakfast. (= She has not had her breakfast yet.)

(เธอยังไม่ได้กินอาหารเช้าเลย)

  • Have you (already) done your homework?

(คุณทำการบ้านแล้วหรือยัง)

  • I’ve (already) answered that question.

(ผมได้ตอบคำถามนั้นแล้ว)

  • Have you (already) finished your report? (= Have you finished your report already?)

(คุณทำรายงานเสร็จหรือยัง)

                                   ๓.  ใช้กับการกระทำที่เกิดขึ้นในอดีต  และยังคงดำเนินหรือมีผลต่อมาจนถึงปัจจุบัน  และคาดว่าเหตุการณ์นั้นยังจะปรากฏในอนาคตอีก  สังเกตจาก  For = เป็นเวลา  (For + ความยาวของเวลา), Since  =  ตั้งแต่  (Since + จุดเริ่มต้นของเวลา),  Up to now, up to the present time, up until now  =  จนถึงบัดนี้,  So far  =  เท่าที่ผ่านมา, หมู่นี้   ดังตัวอย่างประโยคข้างล่าง

  • She has lived here for10 years.

(เธออาศัยอยู่ที่นี่มา ๑๐ ปีแล้ว)  (ปัจจุบันก็ยังอยู่)

  • He has been in Chicago since last week. (= He has gone to Chicago since last week.)

(เขาอยู่ในชิคาโกตั้งแต่สัปดาห์ที่แล้ว)  (ปัจจุบันก็ยังอยู่)

  • We have lived in Bangkok since we were young.

(เราอาศัยอยู่ในกรุงเทพตั้งแต่เรายังเด็ก)  (ปัจจุบันก็ยังอยู่)

  • So far, you have not done your best. (You have not done your best so far.)

(เท่าที่ผ่านๆมา  คุณยังไม่ได้ทำดีที่สุดเลย)

  • I have sent him only one letter up to now.

(ผมส่งจดหมายให้เขาเพียงฉบับเดียว  จนถึงบัดนี้)

                                     ๔.  ใช้กับเหตุการณ์ที่เคยหรือไม่เคยทำในอดีต  แต่ไม่ได้กำหนดเวลาแน่นอน  สังเกตจาก  “Ever”  (Have ever,  Have ever been,  หรือ  Have been)และ  “Never”  เช่น

  • He is one of the best students I have ever talked to.

(เขาเป็นนักเรียนที่ดีที่สุดคนหนึ่งที่ผมเคยคุยด้วย)

  • It is one of the best movies we have ever seen in our life.

(มันเป็นหนังที่ดีที่สุดเรื่องหนึ่งที่พวกเราเคยดูมาในชีวิต)

  • Have you ever been to Japan?

(คุณเคยไปญี่ปุ่นไหม)

  • Has your father ever played football?

(พ่อของคุณเคยเล่นฟุตบอลไหม)

  • I have never seen him before.

(ผมไม่เคยเห็นเขามาก่อน)

                                       ๕.  ใช้กับการกระทำที่เกิดขึ้นซ้ำๆ  ในอดีต   และยังอาจเกิดขึ้นได้อีก  สังเกตจาก  “Adverb of frequency”  เช่น   “again and again”  =  ซ้ำแล้วซ้ำอีก,  “many times”, “several times”  =  หลายครั้ง,  “sometimes”  =  บางที,  “over and over”   =   over and over again  =  time and again  =  time and time again  =  ซ้ำแล้วซ้ำอีก, ซ้ำๆ ซากๆ“this is the first (second) time”  =   นี่เป็นครั้งแรก  (ครั้งที่ )  เช่น

  • He has made the same mistake again and again.

(เขาทำความผิดเดิมๆ ซ้ำแล้วซ้ำอีก)

  • I have been to New York several times.

(ผมไปนิวยอร์กมาหลายครั้งแล้ว)

  • She has told that story over and over again.

(เธอเล่าเรื่องนั้นซ้ำแล้วซ้ำอีก)

  • This is the first time I have tried to play golf.

(นี่เป็นครั้งแรกที่ผมได้พยายามเล่นกอล์ฟ)

                                        ๖.  ใช้กับการเปรียบเทียบ  “ขั้นสุด”  “Superlative degree”   เช่น

  • He is the best man I have found.

(เขาเป็นคนดีที่สุดที่ผมได้พบมา)

  • She is the most clever girl I have talked to.

(เธอเป็นเด็กหญิงที่ฉลาดที่สุดที่ผมได้คุยด้วย)

  • It is the most difficult problem she has solved.

(มันเป็นปัญหาที่ยากที่สุดที่เธอแก้)

  • They are the most diligent people I have ever seen in my life. 

(พวกเขาเป็นคนที่ขยันที่สุดที่ผมได้เคยเห็นมาในชีวิต)

                                       ๗.  ใช้บอกเหตุการณ์หรือการกระทำที่เกิดในระยะเวลาช่วงหนึ่ง  และจบสิ้นไปแล้ว  สังเกตได้จากวลี   “this morning,  this week,  this month,  this year”  เช่น

  • I have read three books this month.

(ผมได้อ่านหนังสือ เล่ม เดือนนี้)  (คือ อ่านจบแล้ว)

  • He has done a lot of work this week.

(เขาทำงานมากมายสัปดาห์นี้)  (คือ งานเสร็จแล้ว)

                                      แต่ถ้ายังทำไม่เสร็จ  ใช้รูป  “Continuous”  เช่น

  • He is working hard this year.

(เขากำลังทำงานหนักปีนี้)

  • They are studying hard this term.

(พวกเขากำลังขยันเรียนเทอมนี้)

                                       ๘.  ใช้กับเหตุการณ์  หรือการกระทำในอดีตที่สิ้นสุดลงแล้ว  ไม่บ่งเวลาที่แน่ชัด  แต่ยังแสดงผลให้เห็นอยู่จนถึงปัจจุบัน  เช่น

  • I have lost my key. 

(ผมทำกุญแจหาย)  (ตอนนี้ก็ยังไม่เจอ)

  • I have locked the door. 

(ผมล็อคประตูแล้ว)  (ประตูยังปิดอยู่)

  • John has read many books on astronomy.

(จอห์นได้อ่านหนังสือมากมายด้านดาราศาสตร์)  (คือ  อ่านจบไปแล้ว)

                                        แต่ถ้าบอกเวลาในอดีตที่แน่นอน  จะต้องใช้  “Past simple” (Verb 2)  เช่น

  • I lost my key last week.

(ผมทำกุญแจหายอาทิตย์ที่แล้ว)

  • She studied in the library this morning.

(เธออ่านหนังสือในห้องสมุดเมื่อเช้านี้)

  • I locked the door last night.

(ผมล็อคประตูเมื่อคืนนี้)

 

4. The history of nursing ________________________________________ the history of man.

(ประวัติศาสตร์ของการรักษา-พยาบาล ________________________ ประวัติศาสตร์ของมนุษย์)

(a) as old as

(b) is old, also old is

(c) that is as old as

(d) is as old as    (เก่าแก่เท่าๆ กันกับ)

 

5. ________ Vermont, threatened with invasion, declared itself an independent commonwealth.

(_________ รัฐเวอร์มอนต์ (ของสหรัฐฯ), ซึ่งถูกคุกคามด้วยการรุกราน (จากอังกฤษ), ประกาศตัวเองเป็นสหพันธรัฐอิสระ)

(a) In 1777 that it was

(b) It was in 1777 that    (มันเป็นในปี  ๑๗๗๗  ที่)

(c) Because in 1777

(d) That in 1777

ตอบ   -   ข้อ   (b)   เนื่องจากเป็นไปตามโครงสร้าง   “It + Is (Was) +วลี  {มักนำหน้าด้วย  “Preposition” (in, on, at, with)  หรือ  “Because” + ประโยค} + That + Subject + Verb”  ดูเพิ่มเติมจากประโยคข้างล่าง

                                                   ตัวอย่างที่  

  • It is because he is very rich __________________________________ she loves him.

(มันเป็นเพราะว่าเขารวยมาก _____________________________________ เธอรักเขา)

(a) so    (ดังนั้น, เพราะฉะนั้น)

(b) that    (ที่)

(c) why

(d) therefore    (ดังนั้น, เพราะฉะนั้น)

ตอบ    -    ข้อ   (b)   เนื่องจากเป็นไปตามโครงสร้าง  “It + Is (Was) +วลี {มักนำหน้าด้วย  “Preposition” (in, on, at, with)  หรือ  “Because” + ประโยค} + That + Subject + Verb

                                                   ตัวอย่างที่ 

  • _______________________________ on Saturday morning that we had our meeting.

(______________________________________ เช้าวันเสาร์  ที่พวกเรามีการประชุมกัน)

(a) There had

(b) It was    (มันเป็น)

(c) It is

(d) There was

ตอบ   -   ข้อ   (b)   ต้องใช้   “It was”  เพราะกริยาในอนุประโยค  คือ  “Had”  และยังเป็นไปตามโครงสร้าง  “It + Is (was) + วลี  (มักนำหน้าด้วย “Preposition”) + That + Subject + Verb”  เช่น

  • It is in this house that I was born.

(มันเป็นในบ้านหลังนี้แหละ  ที่ผมเกิด)

  • It is at night that we go to bed.

(มันเป็นเวลากลางคืนที่พวกเราเข้านอน)

  • It is on Sunday morning that people go to church.

(มันเป็นเช้าวันอาทิตย์ที่ผู้คนไปโบสถ์)

  • It is in the country that we like to stay.

(มันเป็นในชนบท  ที่พวกเราชอบพัก)

  • It was in January that we went to England.

(มันเป็นในเดือนมกราคม  ที่เราไปอังกฤษ)

  • It was by mistake that she took my book.

(มันเป็นการเข้าใจผิด  ที่เธอเอาหนังสือของผมไป)

  • It was in 1917 that the First World War took place.

(มันเป็นในปี  ๑๙๑๗  ที่สงครามโลกครั้งที่    เกิดขึ้น)

  • It was because he was lazy that he failed.

(มันเป็นเพราะว่าเขาเกียจคร้าน  ที่เขาล้มเหลว)

  • It was under that sea that the nuclear weapon had been tested.

(มันเป็นใต้ทะเล  ที่อาวุธนิวเคลียร์ถูกทดลอง)

 

6. Francis Preston Blair, _____________ born in Kentucky, lived and practiced law in Missouri.

(ฟรานซิส เพรสตัน แบลร์, ________ เกิดในรัฐเคนทักกี, อาศัยอยู่และประกอบอาชีพด้านกฎหมายในรัฐมิสซูรี) 

(a) was

(b) he was

(c) although    (แม้ว่า, ถึงแม้ว่า)

(d) who he was

ตอบ   -   ข้อ   (c)   เป็นการลดรูปมาจากอนุประโยค  “Although he was born in Kentucky

 

7. Not until an infant hedgehog opens its eyes __________ its nest to follow its mother about.

(ไม่จนกระทั่งเม่นแรกเกิดลืมตาของมัน ________ รังของมัน  เพื่อตามแม่ของมันไปไหนต่อไหน  -  ไปที่โน่นที่นี่)  (ความหมายคือ  เม่นแรกเกิดจะไม่ออกจากรังเพื่อตามแม่ของมันไปโน่นไปนี่  จนกระทั่งมันลืมตา)

(a) it leaves

(b) and leaves

(c) leaving

(d) does it leave    (มันจะออกจาก)   

ตอบ   -   ข้อ   (d)   เนื่องจากเป็นการเอาวลี  “Not until”  (ไม่จนกระทั่ง)  มาขึ้นหน้าประโยค  เพื่อต้องการเน้นที่วลีนี้  ทำให้การเรียงประโยคที่ตามหลังวลีมีการเปลี่ยนแปลงจากปกติ   ทั้งนี้  ประโยคข้างบนมีความหมายดังนี้

  • It does not leave its nest to follow its mother about until an infant hedgehog opens its eyes.

                                        ทั้งนี้  ประโยคข้างบนมาจากประโยคดังนี้  คือ   

  • An infant hedgehog does not leave its nest to follow its mother about until its open its eyes.

(เม่นแรกเกิดจะไม่ออกจากรังเพื่อตามแม่ของมันไปไหนต่อไหน  จนกระทั่งมันลืมตา)

                                       ดูคำอธิบายโครงสร้างแบบนี้  (เอาวลี  “Not until, Never, Never before, Hardly, Seldom, etc.”  มาขึ้นต้นประโยค)  จากประโยคข้างล่าง

                                                   ตัวอย่างที่ 

  • Hardly ______________________________________ when the football match began.

(_________________________________________ เมื่อการแข่งขันฟุตบอลเริ่มต้นขึ้น)

(a) we had reached the field

(b) had we reached the field    (เรายังมิใคร่ (hardly) จะไปถึงสนามเลย)

(c) we reached the field

(d) did we reached the field

ตอบ   -   ข้อ   (b)   เนื่องจากเป็นไปตามโครงสร้าง  “Hardly + Verb (พิเศษ) + Subject + Verb  (แท้)  ดูเพิ่มเติมจากประโยคข้างล่าง

                                                   ตัวอย่างที่  

  • Never before in my life ________________________ with such a wonderful welcome.  

(ไม่เคยมาก่อนเลยในชีวิตของผมที่ ______________________ กับการต้อนรับที่วิเศษเช่นนั้น)

(a) I have met

(b) I meet

(c) have I met    (ผมได้พบ)

(d) I met

ตอบ   -   ข้อ  (c)

                                                   ตัวอย่างที่ 

  • Not only _________________________________________, but he also took his wife.

(ไม่เพียงแต่  _____________ เท่านั้น  แต่เขายังพาภรรยาไปด้วย)  (=  เขาไม่เพียงแต่ไปเท่านั้น  แต่เขายัง......................................)

(a) he went

(b) did he go   (เขาไป)

(c) had he gone

(d) went he

ตอบ   -   ข้อ   (b)   เนื่องจากเป็นไปตามโครงสร้าง  “Not only + Verb (พิเศษ) + Subject + Verb (แท้)”  เช่น  “Not only did she go…….......…..…..”  “Not only have they seen………….........…”  “Not only will we play……..............…….”

                           สำหรับ  “Not only” (ไม่เพียงแต่.......................เท่านั้น)   และกลุ่มคำที่ทำหน้าที่เป็นกริยาวิเศษณ์  ที่โดยปกติวางไว้ข้างในประโยค   อาจจะเอามาวางไว้หน้าประโยค  เพื่อแสดงการเน้นคำนั้นๆ   คำเหล่านี้ส่วนใหญ่มีความหมายปฏิเสธ  เช่น  “Never (ไม่เคยเลย),  Hardly  (แทบจะไม่, ไม่ใคร่จะ),  Seldom  (แทบจะไม่, ไม่ใคร่จะ),  Never before  (ไม่เคยมาก่อนเลย),  Never in my life   (ไม่เคยเลยในชีวิต),  No sooner  (ยังไม่ทันที่.........................),  In vain   (ล้มเหลว, ไม่สำเร็จ),  Not often, Not only  (ไม่เพียงแต่…………..…..…เท่านั้น),  Not even once  (ไม่แม้แต่ครั้งเดียว),  Not until   (ไม่จนกระทั่ง)  อย่างไรก็ตาม  จะต้องเรียงรูปประโยคใหม่  ดังนี้ คือ  {Not only (never, no sooner (ในทันทีที่), hardly, never in my life, not until, etc.) + Helping verb  (กริยาช่วย หรือ  กริยาพิเศษ) เช่น  (has, have, had, is, are, was, were, will, would, shall, should, can, could, may, might must, etc.) + Subject + Verb (แท้)}  เช่น

  • “Not only + Verb (พิเศษ) + Subject + Verb (แท้)
  • “Not only did she go…………....…...”  “Not only have they seen………….....…..…”  “Not only will we play………...…..…….”    
  • Never before has she seen such a beautiful place.

(ไม่เคยมาก่อนเลยที่เธอได้เคยเห็นสถานที่ที่สวยงามเช่นนั้น – เน้นตรงคำว่า  “ไม่เคยมาก่อนเลย”)

(= She has never before seen such a beautiful place.)

(= She has never seen such a beautiful place before.)

  • No sooner had he left than she arrived.

(ในทันทีที่เขาจากไป  เธอก็มาถึง  –  เน้นตรงคำว่า   “ในทันทีที่”)

(= He had no sooner left than she arrived.)

  • Hardly have I met my old college friends.

(ผมแทบจะไม่ได้เจอเพื่อนเก่าตอนเรียนมหาวิทยาลัยเลย  –  เน้นตรงคำว่า  “แทบจะไม่”)

(= I have hardly met my old college friends.)

                                     ทั้งนี้  สามารถสรุปโครงสร้างประโยคที่มีการเน้นแบบนี้  คือ

  • Never before (Never) + have + I + seen + such a beautiful place.  

(ไม่เคยมาก่อนเลย  ที่ผมได้เห็นสถานที่สวยงามเช่นนั้น)

  • Hardly (Seldom) + has + she + met + her old college friends.

(เธอแทบจะไม่ได้เจอเพื่อนเก่าตอนเรียนมหาวิทยาลัยเลย

  • Never + กริยาพิเศษ  + Subject  + กริยาแท้  + ส่วนขยาย
  • Never has he seen his father since he divorced his mother.

(เขาไม่เคยได้พบพ่อเลย  ตั้งแต่ที่พ่อหย่าร้างกับแม่)

 

8. ____________________________________________________________ has arrived.

(_______________________________________________________ ได้มาถึงแล้ว)

(a) That you have been waiting for

(b) What you have been waiting for    (สิ่งที่คุณได้กำลังรอคอย)

(c) Which you have been waiting for

(d) That which you have been waiting for

ตอบ   -   ข้อ   (b)   เนื่องจากเป็น  “Noun clause”  ทำหน้าที่เป็นประธานของประโยค  โดยมี  “Has arrived”  เป็นกริยา  ดูเพิ่มเติมการใช้  “Noun clause”  จากประโยคข้างล่าง

                                                    ตัวอย่างที่ 

  • They sat around worrying about _____________________________ had gone wrong.

(พวกเขานั่งอยู่รอบๆ (หรือใกล้ๆ)  และวิตกกังวลเกี่ยวกับว่า _______ ได้ดำเนินไปอย่างผิดพลาด)

(a) whether    (หรือไม่)

(b) why

(c) what    (อะไร, สิ่งใด)

(d) that

ตอบ   -   ข้อ   (c)   “What had gone wrong”  เป็น  “Noun clause”  ทำหน้าที่เป็นกรรมของ  Preposition  “About”  ดูเพิ่มเติม   “Noun clause”  จากประโยคข้างล่าง

                                                    ตัวอย่างที่ 

  • My friend would not tell me _________________________________ for his new car.

(เพื่อนของผมจะไม่บอกผม (ว่า) _______________________ สำหรับรถยนต์คันใหม่ของเขา)

(a) how much did he pay

(b) how much he paid    (เขาได้จ่ายเงินไปมากเท่าใด)

(c) how he paid much

(d) how he would pay very much

ตอบ   -   ข้อ   (b)   “How much he paid”  เป็น  “Noun clause”  ทำหน้าที่เป็นกรรมตรงของกริยา  “Tell”  (กรรมรอง  คือ  “Me” )

                                                    ตัวอย่างที่  

  • I can’t do exactly ______________________________________________ you want.

(ผมไม่สามารถทำได้ตรงเป๊ะ หรือได้ตรงเผง ____________________________