หมวดข้อสอบ STRUCTURE

หมวดข้อสอบ STRUCTURE (ตอนที่ 162)

การประปาส่วนภูมิภาค  “มุ่ง-มั่น-เพื่อปวงชน”

 

Direction:  Choose the most appropriate answer.

(จงเลือกคำตอบที่เหมาะสมที่สุด)

 

1. Since man is a gregarious animal, _____________________________________________.

(เพราะว่ามนุษย์เป็นสัตว์ที่ชอบสมาคม (พบปะสังสรรค์), _____________________________)

(a) other animals are unlike him    (สัตว์อื่นๆ จึงไม่เหมือนเขา)

(b) companionship of others is sought by him    {ความเป็นมิตร (มิตรภาพ) ของบุคคลอื่นๆ  จึงถูกแสวงหาโดยเขา}

(c) he enjoys the companionship of others    {เขาจึงสนุกกับ (ได้รับความเพลิดเพลินจาก) ความเป็นมิตร (มิตรภาพ) ของบุคคลอื่นๆ}

(d) solitude is shunned by him    {การอยู่โดดเดี่ยว (การตัดขาดจากโลกภายนอก) จึงถูกหลีกเลี่ยงโดยเขา}

ตอบ   -   ข้อ   (c)   เนื่องจากได้ใจความดีที่สุด  และมีโครงสร้างประโยคที่ดี  คือ  “เพราะ ว่ามนุษย์เป็นสัตว์สังคม  เขาจึงสนุกกับ..................

 

2. We have received your order of our furniture and ___________ it as soon as it becomes available.

(เราได้รับการสั่งซื้อเฟอร์นิเจอร์ของเราจากท่าน   และ ___________ มันในทัน ทีที่มัน (เฟอร์นิเจอร์) สามารถหามาได้)  (คือ  มีสินค้าตัวนี้)

(a) had shipped    (ได้ส่ง)

(b) would ship

(c) will be shipped    (จะถูกส่ง)

(d) will ship    (จะส่ง)

ตอบ   –   ข้อ   (d)   เพราะเป็นเรื่องของอนาคต  และต้องอยู่ในรูป  “Active voice”  เพราะ  “เรา”  เป็นผู้กระทำ (ส่ง)

 

3. Even without strong wings, the ostrich has survived because it _________ at high speeds to escape predators.

(แม้ว่าปราศจากปีกที่แข็งแรง  นกกระจอกเทศรอดชีวิตอยู่ได้  เพราะว่ามัน _________ ด้วยความเร็วสูง  เพื่อที่จะหนีผู้ล่า)  (หมายถึง  สัตว์ที่ล่าสัตว์อื่นกินเป็นอาหาร)

(a) to run

(b) can run    (สามารถวิ่ง)

(c) running

(d) run

ตอบ   –   ข้อ   (b)   เนื่องจากสามารถเป็นกริยาแท้ของอนุประโยค  (because it …………… predators)  ได้   (ต่างกับข้อ “a” และ “c”  ที่ไม่สามารถเป็นกริยาแท้ได้),  สำหรับข้อ  (d)  ก็สามารถใช้ได้  ถ้าแก้เป็น  “runs”  แต่ได้ใจความไม่ดีเหมือนข้อ (b)  (ถูกไวยากรณ์  แต่ใจความสู้ ข้อ  B”  ไม่ได้)

 

4. She sold all of her jewelry __________________________ she could pay for her son’s tuition.

(เธอขายเครื่องเพชรพลอยทั้งหมดของเธอ ______ เธอจะสามารถจ่ายค่าเล่าเรียนของลูกชายเธอได้)

(a) because    (เพราะว่า)

(b) unless    (ถ้า..........................ไม่)

(c) that

(d) so that    (เพื่อที่ว่า)

ตอบ   –   ข้อ   (d)   หรืออาจตอบ  “in order that”  (เพื่อที่ว่า)  ก็ได้

 

5. That story about the haunted house is __________________ long __________________ tell.

(เรื่องนั้นที่เกี่ยวกับบ้านผีสิง  ยาว __________ (ที่จะ) __________ เล่าให้ฟัง)  (คือ  เรื่องยาวเกินไปที่จะเล่าให้ฟัง)

(a) so ______________ to

(b) too ______________ for

(c) very ______________ for

(d) too ______________ to    (เกินไป ............................... ที่จะ

ตอบ   -   ข้อ   (d)   ดูตัวอย่างเพิ่มเติมจากประโยคข้างล่าง

                                          ตัวอย่างที่ 

  • I am too busy __________________________________________________ with you.

(ผมมีงานยุ่งมากเกินไป _____________________________________________ กับคุณ)

(a) go

(b) going

(c) to go    (ที่จะไป)

(d) that I can’t go

ตอบ   -   ข้อ   (c)   เป็นไปตามโครงสร้าง  “Subject + Is (Was) + Too + Adjective + To + Verb 1”  เช่น

  • He was too tired to go on with his work.

(เขาเหน็ดเหนื่อยเกินไปที่จะทำงานต่อไป)

  • She is too clever to believe such a story.

(เธอฉลาดเกินไปที่จะเชื่อเรื่องเช่นนั้น)

                           ทั้งนี้  อย่านำ  “Busy”  ในตัวอย่างที่    ไปปนกับ  “Busy” (มีธุระยุ่งอยู่กับ)  ในโครงสร้างข้างล่าง   (Busy + Verb + ing)  เช่น

  • She is busy doing her work.

(เธอยุ่งอยู่กับการทำงาน)

                          สังเกตความแตกต่างกับประโยคข้างล่าง

  • She is too busy to do her work.

(เธอมีธุระยุ่งเกินไป (กับการอ่านหนังสือ) ที่จะทำงาน)

  • They were busy preparing for their exam.

(พวกเขายุ่งอยู่กับการเตรียมตัวสอบ)

                     สังเกตความแตกต่างกับประโยคข้างล่าง

  • They were too busy to prepare for their exam.

(พวกเขายุ่งเกินไป (กับการทำงาน) ที่จะเตรียมตัวสอบ)

  • I am busy writing a letter to my parents.

(ผมยุ่งอยู่กับการเขียนจดหมายถึงพ่อแม่)

                     สังเกตความแตกต่างกับประโยคข้างล่าง

  • I am too busy to write a letter to my parents.

(ผมยุ่งเกินไป (กับการเตรียมตัวสอบ) ที่จะเขียนจดหมายถึงพ่อแม่)

 

6. He lives _________________________________________________ his father’s money.

(เขาดำรงชีวิต __________________________________________ เงินของพ่อของเขา)

(a) of

(b) with

(c) by

(d) on    (ด้วย)

ตอบ   -   ข้อ   (d)

                         สำหรับวลีที่ใช้  “On”   ได้แก่   On page 5”  (ในหน้าที่  ),  “Waste his time on”  (ใช้เวลา – ของเขา - อย่างสิ้นเปลือง-สุรุ่ยสุร่ายกับ), on business  (ด้วยเรื่องธุรกิจ), keep on  (ดำเนินต่อไป), rely on  (ไว้วางใจ, เชื่อใจ, พึ่งพาอาศัย), depend on (upon)  (พึ่งพาอาศัย, ขึ้นอยู่กับ, อยู่ที่), insist on  (ยืนกราน, ยืนหยัด, เรียกร้อง), on the floor  (บนพื้น), on a hill  (บนเนินเขา), on the top shelf  (บนชั้นบนของหิ้ง), on a sofa  (บนเก้าอี้โซฟา), to turn his back on his country  (หันหลังให้กับประเทศของตน  -  หมายถึงละทิ้งประเทศ  เช่น  หนีการเกณฑ์ทหาร  หรือไปเข้ากับฝ่ายศัตรู), on the contrary  (ในทางตรงกันข้าม), on the drawing board   (กำลังอยู่ในขั้นวางแผนหรือเตรียมการ  คือยังไม่ได้ลงมือทำ หรือนำมาใช้งานจริงๆ ),  on the dot (on the button)  (ตรงเวลาเผ็ง, ตรงเวลาเป๊ะ)  -  Susan arrived at the party at 3:00 p.m. on the dot.  (ซูซานมาถึงที่งานเลี้ยงเวลาบ่าย ๓ โมงตรงเป๊ะ)get (climb, jump) on the bandwagon  (ทำตามอย่างที่คนอื่นทำ  แม้จะไม่ใช่เรื่องที่จำเป็น, เข้าร่วมในกิจกรรมที่มีคนนิยมทำกันมาก  และล่าสุด  เช่น ถีบจักรยาน หรือ เล่นฟิตเนส,  โยคะ  -  แปลตรงๆตัว คือ ปีนหรือกระโดดขึ้นไปบนรถดนตรีในขบวนแห่)  -  When all Jim’s friends decided to vote for Bill, Jim climbed on the bandwagon too.  (เมื่อเพื่อนทุกคนของจิมตัดสินใจลงคะแนนให้บิล  จิมก็ตัดสินใจลงคะแนนให้บิลเช่นเดียวกัน  -  คือทำตามเพื่อนๆ แบบไม่ต้องมีเหตุผล), on the (an) average   (โดยเฉลี่ย),   a dog peeing (pissing) on a tree  (หมาเยี่ยวรดต้นไม้),  on condition that  (โดยมีเงื่อนไขว่า)  -  I will lend you the money on condition that  you pay it back in one month.  (ผมจะให้คุณยืมเงินโดยมีเงื่อนไขว่า  คุณต้องใช้คืนภายใน ๑ เดือน),  on deck   (อยู่บนดาดฟ้าเรือ, เตรียมพร้อมที่จะทำอะไรบางอย่าง, มาปรากฏตัว หรือมาถึงที่นัดหมาย)  –  The passengers are relaxing on deck.  (ผู้โดยสารกำลังพักผ่อนหย่อนใจอยู่บนดาดฟ้าเรือ)   -  The scout leader told the boys to be on deck at 8:00 Saturday morning for the hike.  (ผู้นำลูกเสือบอกให้ลูกเสือมาถึงที่นัดหมายเวลา ๘.๐๐ น. เช้าวันเสาร์  เพื่อออกเดินทางไกล),  on deposit   (ในธนาคาร)  -  I have $ 500 on deposit in my account.  (ผมมีเงินอยู่   ๕๐๐  ดอลลาร์ในบัญชีธนาคาร),  on duty  (อยู่ปฏิบัติหน้าที่, ขณะปฏิบัติหน้าที่)   -  There is always one teacher on duty during study hour.  (มีครูอยู่ ๑ คนเสมอ  อยู่ปฏิบัติหน้าที่ในระหว่างชั่วโมงเรียน  -  คือคอยให้คำแนะนำปรึกษาแก่นักเรียน)on earth (= in the world(ใน หรือ บนโลกนี้, เกิดขึ้นได้ หรือเป็นไปได้อย่างไร  มักใช้แสดงการเน้นในประโยคคำถาม) - Where on earth did I put my wallet?  (ไม่รู้ว่าผมเอากระเป๋าสตางค์ไปวางไว้ตรงไหนในโลกนี้   -   คือบ่นคร่ำครวญเนื่องจากหากระเป๋าสตางค์ไม่เจอ)   -  The boys wondered how on earth the mouse got out of the cage.  (พวกเด็กๆสงสัยว่า เป็นไปได้อย่างไรที่หนูออกจากกรงไป  -  ทั้งๆที่ล็อคทางออกไว้อย่างแน่นหนา),  have, (keep, with) one eye on  (คอยเฝ้าดูหรือเอาใจใส่  -  บุคคลหรือสิ่งของ  -  ในขณะที่กำลังทำสิ่งอื่นไปด้วย)  -  Mother had one eye on baby as she ironed.  (แม่รีดผ้าและดูแลลูกน้อยไปด้วยในเวลาเดียวกัน)  -  Chris tried to study with one eye on the TV set.  (คริสพยายามอ่านหนังสือ  และดูทีวีไปด้วยในในเวลาเดียวกัน), on account of  (เนื่องมาจาก, เพราะว่า),  -  The picnic was held in the gym on account of the rain.  (ปิ๊คนิกถูกจัดในโรงยิม  -  แทนในสนาม  -  เนื่องมาจากฝนตก),  on a shoestring  (ด้วยเงินจำนวนเล็กน้อยสำหรับใช้จ่าย, ด้วยงบประมาณที่น้อยมาก  -  แปลตรงๆตัว คือ ด้วยเชือกผูกรองเท้า)  -  The couple was seeing Europe on a shoestring.  (สามี-ภรรยาคู่นั้นกำลังเที่ยวยุโรป  ด้วยเงินจำนวนเพียงนิดเดียว  -  คือ  แบบประหยัดสุดๆ),  to walk on air  (รู้สึกมีความสุขและตื่นเต้น)  -  Kim has been walking on air since she won the prize.  (คิมมีความสุขและตื่นเต้นมาโดยตลอด  ตั้งแต่ที่เธอได้รับรางวัล),  to wait on (upon)  (รับใช้, ให้บริการ)  -  The clerk in the store waits on all customers.  (เสมียนในร้านนั้นให้บริการ (รับใช้) ลูกค้าทุกคน),  (sitting) on top of the world  (ปลาบปลื้มยินดีและมีความสุข, รู้สึกประสบความสำเร็จ)  -  John was (sitting) on top of the world when he found out that he got into college.  (จอห์นดีใจและมีความสุข  เมื่อเขาพบว่าเขาสอบเข้ามหาวิทยาลัยได้),  on behalf of  (ในนามของ),  on board  (บนเรือ)  -  A ship was leaving the harbor, and we saw the people on board waving.  (เรือลำหนึ่งกำลังออกจากท่า  และเราเห็นผู้คนบนเรือโบกไม้โบกมือ  -  เพื่ออำลาญาติพี่น้องที่มาส่ง),  off and on (= on and off)  (ไม่สม่ำเสมอ, เป็นครั้งคราว หรือบางโอกาส)  -  It rained off and on all day.  (ฝนตกๆหยุดๆตลอดทั้งวัน  -  คือ ตกแล้วหยุด  แล้วก็ตกแล้วหยุดอีก  สลับกันไปแบบนี้ตลอดทั้งวัน),  the posters on the walls   (โปสเตอร์บนกำแพง), a sticker on her car  (สติ๊กเกอร์ติดรถของเธอ), pictures on the screen  (รูปภาพบนจอ), on the ceiling  (บนเพดาน), on the roof  (บนหลังคา), on all fours  (คลาน ๔ เท้า), get on a bus  (ขึ้นรถเมล์), on a highway  (บนทางหลวง), on the plane  (บนเครื่องบิน), on foot  (โดยทางเท้าหรือเดินไป), to walk on tiptoe  (เดินบนปลายเท้าหรือเขย่งส้นเท้า), on horseback  (บนหลังม้า), on a bicycle  (โดยรถจักรยาน), on Monday  (ในวันจันทร์), on a Sunday afternoon  (ตอนบ่ายวันอาทิตย์), on an occasion like this  (ในโอกาสเช่นนี้), on April10th  (ในวันที่ ๑๐ เมษายน), on Thursday night   (ในคืนวันพฤหัสฯ), on the first day of term  (ในวันแรกของภาคการศึกษา), books on art and religion  (หนังสือเกี่ยวกับศิลปะและศาสนา), on the subject of rents  (ในเรื่องเกี่ยวกับค่าเช่า), ideas on how films should be made  (ความคิดเกี่ยวกับว่าควรจะสร้างหนังอย่างไร), to comment on the issue  (แสดงความคิดเห็นในประเด็นนั้น), a talk on agriculture  (การสนทนาเกี่ยวกับเกษตรกรรม), cars running on petrol (รถยนต์ที่วิ่งด้วยน้ำมัน), appear on TV  (ปรากฏตัวทางทีวี), to hear it on the radio  (ได้ยินมันทางวิทยุ), on stage  (บนเวที), on the phone  (ทางโทรศัพท์ หรือกำลังพูดโทรศัพท์), on and on  (ไม่รู้จักจบสิ้น, ไม่หยุดหย่อน, ไม่สิ้นสุด), on edge  (รุ่มร้อน, กระวนกระวาย, ตื่นเต้น, ประสาทเสีย, ปวดสมอง), on one’s own  (ด้วยตนเอง, เป็นอิสระ, หาเลี้ยงตนเอง), on purpose  (โดยเจตนา, โดยตั้งใจทำ), on the carpet  (ดุด่าว่ากล่าว, สวด), on the fence  (ยังไม่แน่ใจ, ยังไม่ตัดสินใจ-ตกลงใจ), on the hook  (อยู่ในฐานะลำบาก), on the spot  (ที่กำลังพูดถึง-เอ่ยถึง), to be on  (กำลังปรากฏ, กำลังฉายอยู่. กำลังแสดง),on the go  (มีธุระยุ่ง, เคลื่อนไหวทำโน่นทำนี่อยู่ตลอด)  –  I’m usually on the go all day long.  (ผมมักมีธุระยุ่งตลอดทั้งวัน), on the market  (มีขาย, เสนอขาย)– I had to put my car on the market.  (ผมจำเป็นต้องเอารถออกขาย) - This is the finest home computer on the market.  (นี่เป็นคอมพิวเตอร์ประจำบ้านที่ดีที่สุดที่วางขายในตลาด), on the mend  (สบายดี, หายป่วยไข้)– My cold was terrible, but I’m on the mend now.  (ไข้หวัดของผมย่ำแย่มากเลย  แต่ตอนนี้ผมหายไข้แล้ว) – What you need is some hot chicken soup.  Then you’ll really be on the mend.  (สิ่งที่คุณต้องการ คือ ซุปไก่ร้อนๆ  แล้วคุณจะหายป่วยจริงๆเลย), on the tip of one’s tongue  (ติดอยู่แค่ริมฝีปาก  คือ เกือบจะพูดออกมาแล้ว หรือ เกือบจะนึกออกแล้ว)– I have his name right on the tip of my tongue.  I’ll think of it in a second  (ผมมีชื่อของเขาติดอยู่ที่ริมฝีปาก  ผมจะนึกมันออกในอีกวินาทีเดียว) – John had the answer on the tip of his tongue, but Ann said it first  (จอห์นเกือบจะบอกคำตอบออกมาแล้ว  แต่แอนพูดออกมาเสียก่อน  -  คือชิงบอกคำตอบก่อน), on the wrong track  (ไปหรือเดินผิดลู่หรือราง, ทำตามสมมติฐานที่ผิด)  – You’ll never get the right answer.  You’re on the wrong track.  (คุณไม่มีวันจะได้คำตอบที่ถูกต้องหรอก คุณเดินผิดทางนี่ หรือ คุณตั้งสมมติฐานไว้ผิดนี่), be (skate) on thin ice  (อยู่ในสถานการณ์ที่เสี่ยงหรือมีอันตราย)– If you try that, you’ll really be on thin ice.  That’s too risky.  (ถ้าคุณลองทำสิ่งนั้น  คุณจะตกอยู่ในอันตรายอย่างแท้จริง  มันเสี่ยงเกินไป) – If you don’t want to find yourself (skating) on thin ice, you must be sure of your facts  (ถ้าคุณไม่ต้องการพบตัวเองตกอยู่ในอันตราย  คุณต้องมั่นใจในข้อเท็จจริง  - ไม่เช่นนั้นคุณอาจแพ้คดีและต้องจ่ายเงินมากมาย), on tiptoe  (เดินเขย่างเท้า), on vacation  (เดินทางไปเที่ยวในวันหยุดพักผ่อน)  – Where are you going on vacation this year?  (คุณจะเดินทางไปพักผ่อนที่ไหนในวันหยุดปีนี้) – I’ll be away on vacation for three weeks.  (ผมจะเดินทางไปพักผ่อนวันหยุดเป็นเวลา ๓ สัปดาห์),  เป็นต้น

 

7. If you will let me have your complaint in writing, I will go _____________________ the matter.

(ถ้าคุณให้ข้อร้องเรียนของคุณแก่ผมเป็นลายลักษณ์อักษร  ผมจะ _________________ เรื่องนี้ให้)

(a) at

(b) to

(c) into    (“Go into”  =  ดูแล, จัดการ, สอบสวน, พิจารณา)

(d) for

ตอบ   -   ข้อ   (c)

 

8. My friend said she was very eager _____________________________ a real Hollywood star.

(เพื่อนของผมกล่าวว่า  เธอกระตือรือร้น (ใจจดใจจ่ออย่างมาก)  _______ ดาราฮอลลีวูดจริงๆ สักคน)

(a) to meet    (ที่จะพบ, ที่จะได้เจอ)

(b) in meeting

(c) for meeting

(d) that she can meet

ตอบ   -   ข้อ   (a)   ตามโครงสร้าง  “Subject + Is (Was) + Adjective + To + Verb 1 + ส่วนขยาย  เช่น

  • I am happy to see you again.

(ผมมีความสุขที่ได้พบคุณอีกครั้ง)

  • She was sad to know about the death of your father.

(เธอเศร้าที่รู้เกี่ยวกับความตายของพ่อของคุณ)

  • We are glad to have passed our exam.

(เราดีใจที่ได้สอบผ่านแล้ว)

  • They were proud to save the girl’s life.

(พวกเขาภูมิใจที่ได้ช่วยชีวิตเด็กสาวคนนั้น)

 

9. He ___________________________ with the company since it was first established in 1990.

(เขา _____________________________ กับบริษัท  ตั้งแต่มันถูกก่อตั้งครั้งแรกในปี  ๑๙๙๐)

(a) is working

(b) was working

(c) had worked

(d) has been working    (ได้กำลังทำงาน)

ตอบ   –   ข้อ   (d)   ใช้โครงสร้าง  “Present perfect continuous tense”  {Subject + Has (Have) + Been + V. + ing}  เนื่องจากเน้นเหตุการณ์ (ทำงานกับบริษัท)  ที่เกิดต่อเนื่องจากอดีตมาจนถึงปัจจุบัน  (แสดงทั้งความต่อเนื่องและยาวนาน)  หรือไม่ก็อาจใช้  “Has worked”  (Present perfect tense)  แทนได้

 

10. A lot of ___________ were made about how to solve the problem, but only a few of them seemed reasonable to me.

(มีการให้ __________ จำนวนมากเกี่ยวกับวิธีการแก้ปัญหา  แต่มีเพียงไม่กี่คำแนะนำเท่านั้นที่ดูสมเหตุสมผลสำหรับผม)

(a) suggestion

(b) suggestions    (คำแนะนำ)

(c) advice    (คำแนะนำ)

(d) advices

ตอบ   –   ข้อ   (b)   เนื่องจากต้องอยู่ในรูปพหูพจน์  เพราะกริยาคือ  “Were”,  สำหรับ  “Advice”  เป็นคำนามนับไม่ได้  จึงต้องอยู่ในรูปเอกพจน์เสมอ  ไม่สามารถใช้กับกริยา “Are”  หรือ  “Were”  ได้

 

11. True hibernation takes place only among _________________________________ animals.

(การจำศีลหน้าหนาวของสัตว์อย่างแท้จริง  เกิดขึ้นเฉพาะในบรรดาสัตว์ ___________________)

(a) whose blood is warm    (ซึ่งเลือดของมันอุ่น)

(b) warm-blooded    (เลือดอุ่น)

(c) warm blood

(d) they have warm blood    (พวกมันมีเลือดอุ่น)

ตอบ   –   ข้อ   (b)   เนื่องจากมีโครงสร้างเป็น  (Compound adjective)  คือ คำ  ๒  คำ  ที่รวมกันเป็นคุณศัพท์  (Adjective)  คำเดียว  จะต้องมีขีด  ( - )  คั่นกลางเสมอ  และเป็นกรณีเดียวที่สามารถเติม  “Ed”  หลังคำนามได้  ตัวอย่าง  เช่น

  • a shame-faced look – ท่าทางเสียใจเพราะความละอาย
  • an absent-minded man – คนใจลอย
  • service-minded people – คนจิตอาสา
  • a short-sighted girl – เด็กหญิงสายตาสั้น หรือไม่มีวิสัยทัศน์
  • a black-haired boy – เด็กชายผมดำ
  • a big-eyed girl – เด็กหญิงตาโต
  • red-faced people – คนหน้าแดง
  • a baby-faced man – ผู้ชายหน้าทารก
  • a thick-skinned man  – คนที่ใจคอหนักแน่น  ไม่หวั่นไหวอะไรง่ายๆ
  • a right-handed man – ชายถนัดมือขวา
  • a left-handed woman – หญิงถนัดมือซ้าย
  • a light-fingered boy – เด็กมือเบา คือ มีนิสัยชอบล้วงกระเป๋าขโมยเงินคน
  • a light-headed man – คนที่วิงเวียนและเป็นลม  เนื่องจากป่วยหรือดื่มเหล้าจัด
  • a light-hearted girl – เด็กหญิงที่ร่าเริงและมีความสุข
  • a light-hearted remark – คำพูดที่ให้ความบันเทิงและสนุกขบขัน
  • a cold-blooded animal – สัตว์เลือดเย็น
  • a long-sighted woman – ผู้หญิงสายตายาว หรือมีวิสัยทัศน์
  • a long-legged man – ผู้ชายขายาว
  • a big-headed boy– เด็กหัวโต
  • a far-sighted person– คนสายตายาว หรือมีวิสัยทัศน์
  • a round-eared girl– เด็กผู้หญิงหูกลม

 

12. The victims in the road accident _____________ to the emergency room of the nearest hospital.

(ผู้เคราะห์ร้ายในอุบัติเหตุทางรถยนต์ ____________ ยังห้องฉุกเฉิน  ของโรง พยาบาลที่อยู่ใกล้ที่สุด)

(a) have taken

(b) had taken

(c) were taking

(d) were taken    (ถูกนำไป)

ตอบ   –   ข้อ   (d)   เนื่องจากต้องอยู่ในรูป  “Passive voice” {Subject + Is (am, are, was, were) + Verb 3}   เพราะ  “ผู้เคราะห์ร้าย................. ถูกนำไป”  สำหรับข้ออื่นๆ อยู่ในรูป  “Active voice”,  ทั้งนี้  อาจใช้  “Have been taken” (Present perfect tense  ในแบบ  Passive voice)  หมายถึง  “ได้ถูกนำไปแล้ว”  ก็ได้

 

13. Through microscopes people can see objects _________________________ to the naked eye.

(มองผ่านกล้องจุลทัศน์  ผู้คนสามารถมองเห็นวัตถุ _________________________ ด้วยตาเปล่า)

(a) which invisible

(b) the invisible

(c) that are invisible    (ซึ่งไม่สามารถมองเห็นได้)

(d) are the invisible

ตอบ   -   ข้อ   (c)   หรืออาจตอบ  “Which are invisible”  หรือ  “Invisible” (ลดรูป)  ก็ได้

 

14. Storks have no vocal cords, but _______________________________ by clacking their bills.

(นกกระสาไม่มีเส้นเสียง (ช่วยทำให้เกิดเสียงพูด-ร้อง), แต่ ___________ โดยทำให้จะงอยปากกระทบกันเกิดเสียงแกร๊กๆ)

(a) communicating

(b) which communicating

(c) communicate    (สื่อสาร)

(d) their communication

ตอบ   -   ข้อ   (c)   เนื่องจากเป็นกริยาตัวที่    ของประโยค  โดยกริยาตัวแรก  คือ  “Have

 

15. He ______________________________________________ go out every Saturday night.

(เขา __________________________________________ ออกไปข้างนอกทุกคืนวันเสาร์)

(a) was used to    (คุ้นเคย, เคยชิน)  (ในอดีต)

(b) uses to    (รูปนี้ไม่มีใช้  เพราะ  “เคย”  ต้องเป็นเรื่องของอดีตเท่านั้น)

(c) used to    (เคย)

(d) is used to    (คุ้นเคย, เคยชิน)  (ในปัจจุบัน) 

ตอบ   -   ข้อ   (c)   ดูเพิ่มเติมการใช้  “เคย”  และ  “เคยชิน-คุ้นเคย”  จากประโยคข้างล่าง

                                         ตัวอย่างที่  

  • My friend doesn’t like being without any servants because she has never been used ________

____ her meals.

(เพื่อนของผมไม่ชอบอยู่โดยไม่มีคนรับใช้   เพราะว่าเธอไม่เคยคุ้นเคย-เคยชินกับ _________ อาหารของเธอ)  (ไม่คุ้นกับการปรุงอาหารกินเอง)

(a) to cook

(b) to cooking    (การปรุงอาหาร)

(c) cooking

(d) cooked

ตอบ   -   ข้อ   (b)   “Be used to, Get used to”  =  “คุ้นเคย, เคยชิน”  ส่วน  “Used to”  =    “เคย” 

                                         ตัวอย่างที่  

  • He __________ living in Bangkok and so doesn’t mind the noise and the crowded conditions. 

(เขา ______________ อาศัยอยู่ในกรุงเทพฯ  และ ดังนั้น  จึงไม่รังเกียจเสียงดังและสภาพที่แออัด)

(a) was used to

(b) is used to    (คุ้นเคย หรือ เคยชินกับ)

(c) used to    (เคย)

(d) was using to

ตอบ   -   ข้อ   (b)   ต้องใช้ว่า  “คุ้นเคย หรือ เคยชิน”  โดยพิจารณาจาก  “ไม่รังเกียจเสียงดังและสภาพแออัด”  และใช้ในรูปปัจจุบัน  (Present simple tense)  คือ  “คุ้นเคยในปัจจุบัน”  เพื่อให้สอดรับกับ  “doesn’t mind”  (ไม่รังเกียจในปัจจุบัน)  สำหรับข้อ  (a)  หมายถึง  คุ้นเคย-เคยชิน  ในอดีต

                                          ตัวอย่างที่  

  • I used ____________________________________________ in the north of Thailand.

(ผมเคย _______________________________________ ทางภาคเหนือของประเทศไทย)

(a) lived

(b) to living

(c) living

(d) to live   (อาศัยอยู่)

ตอบ  -  ข้อ   (d)   เนื่องจาก  “Used to + Verb 1”  =  “เคย” (เป็นอดีตเสมอ)   ส่วน  “Be (Get) + Used + To + Verb + ing”  “คุ้นเคย, เคยชิน”  (อาจเป็นเรื่องอดีต   หรือปัจจุบันก็ได้)

                                         ตัวอย่างที่  

  • They will get __________________________________________ English newspapers.

(พวกเขาจะ ________________________________________ หนังสือพิมพ์ภาษาอังกฤษ)

(a) use to read

(b) used to read

(c) use to reading

(d) used to reading    (คุ้นเคยกับการอ่าน)

ตอบ  -  ข้อ  (d)   เนื่องจาก  “Get used to”  หรือ  “Be (is, am, are, was, were) used to”  =   “คุ้นเคย, เคยชิน”  (เป็นอดีต, ปัจจุบัน, หรืออนาคต ก็ได้)  ส่วน  “Used to” (เคย)  เป็นอดีตเสมอ

                                         ตัวอย่างที่  

  • My grandfather _________________________________ travel a lot when he was young.

(ปู่ของผม ____________________________________ เดินทางมาก  เมื่อตอนเขายังหนุ่ม)

(a) is used to    (คุ้นเคยหรือเคยชินกับ)  (ในปัจจุบัน)

(b) was used to    (คุ้นเคยหรือเคยชินกับ)  (ในอดีต)

(c) used to    (เคย)   (เป็นเรื่องในอดีตเสมอ)

(d) was using to

ตอบ  -  ข้อ   (c)   “Used to + Verb 1”  =  เคย

                                          ตัวอย่างที่  

  • He got used to ________________________________________________________.

(เขาคุ้นเคยหรือเคยชินกับ ____________________________________________)  (ในอดีต)

(a) live in an apartment

(b) have lived in an apartment

(c) living in an apartment     (การอาศัยอยู่ในอพาร์ตเมนต์)

(d) be living in an apartment

ตอบ  –  ข้อ   (c)   เนื่องจาก  “Get (got) used to”  (คุ้นเคย, เคยชิน)  ต้องตามด้วยคำนาม  หรือ  “Gerund” (Verb + ing)   เพราะในที่นี้   “To”  เป็น  “Preposition”,  สำหรับ  “Get used to”  หรือ  “Be used to(คุ้นเคย, เคยชิน)  จะใช้กับเหตุการณ์ในอดีต  หรือปัจจุบัน  หรืออนาคต  ก็ได้  ดังตัวอย่าง  เช่น

  • We got used to playing football when we were in college.

(เราเคยชินกับการเล่นฟุตบอล  เมื่อตอนเราเรียนมหาวิทยาลัย)  (ปัจจุบันไม่ได้เล่นแล้ว)

  • They get used to eating out because they are not good at cooking.

(พวกเขาคุ้นเคยกับการกินอาหารนอกบ้าน (ในปัจจุบัน) เพราะปรุงอาหารไม่เก่ง)

  • He is used to getting up late.

(เขาคุ้นเคยกับการตื่นสาย) (ปัจจุบัน)

  • She was used to watching TV late at night.

(เธอคุ้นเคยกับการดูทีวีจนดึกเวลากลางคืน)  (อดีต)

  • They are used to cold weather.

(พวกเขาคุ้นเคยกับอากาศเย็น) (ปัจจุบัน)

******  สำหรับ  “Used to”  หมายถึง  “เคยทำในอดีต”  ปัจจุบันเลิกทำเช่นนั้นแล้ว  (คือ  เป็นเรื่องของอดีตอย่างเดียวเท่านั้น)  ต้องตามด้วยกริยาช่องที่ ๑  (Used to + Verb 1)  ดังตัวอย่าง  เช่น

  • He used to go abroad often for his work, but he has changed jobs and now no longer travels.

(เขาเคยเดินทางไปต่างประเทศบ่อยในเรื่องงาน  แต่เขาได้เปลี่ยนงานมาหลายงาน  และในปัจจุบัน  มิได้เดินทางต่อไปอีกแล้ว)   (ปัจจุบัน  มิได้เดินทางไปต่างประเทศแล้ว)

  • She used to work in a bank a long time ago.

(เธอเคยทำงานในธนาคารเมื่อนานมาแล้ว)  (ปัจจุบันทำงานที่อื่น)

  • They will get (be) used to getting up early soon.

(พวกเขาจะคุ้นเคย-เคยชิน กับการตื่นแต่เช้าในไม่ช้านี้)  (เป็นอนาคต)

 

16. It is useless ________________________________________________________ her.

(มันไม่มีประโยชน์ _________________________________________________ เธอ)

(a) warn

(b) to warn    (ที่เตือน, ที่จะเตือน)

(c) warning

(d) warned

ตอบ   -   ข้อ   (b)   ดูเพิ่มเติมโครงสร้าง  “It is (was) + Adjective + (For someone) + To + Verb 1 + ส่วนขยาย  จากประโยคข้างล่าง

                                         ตัวอย่างที่  

  • __________________________________ to sign my name at the bottom of the page?

(_____________________ ที่จะเซ็นชื่อของผมที่ด้านล่างของหน้า (กระดาษหรือเอกสาร) หรือไม่)

(a) Is it necessary for me    (มันจำเป็นสำหรับผม)

(b) Is it necessity for me    (“Necessity”  =  ความจำเป็น)

(c) Is it necessarily for me

(d) Am I necessary    (ไม่ใช้โครงสร้างนี้)

ตอบ   -   ข้อ   (a)   เนื่องจากมาจากโครงสร้างประโยคบอกเล่า  “It + Is (Was) + Adjective + (For someone) + To + Verb 1” 

                                          ตัวอย่างที่  

  • It is not a good thing _________________________ in front of a television set all evening.

(มันมิใช่สิ่งที่ดี _________________________________ หน้าเครื่องรับโทรทัศน์ตลอดทั้งคืน)

(a) for children sit

(b) for children to sit    (สำหรับเด็กๆ ที่จะนั่ง)

(c) for children will sit

(d) for children sitting

ตอบ   -   ข้อ   (b)   มีค่าเท่ากับ   “It is not good for children to sit…....………”  ซึ่งเป็นไปตามโครงสร้าง  “It + Is (Was) + (Not) + Adjective + (For someone) + To + Verb 1”  (สำหรับข้อความในวงเล็บ  จะมีหรือไม่ก็ได้)  ดังประโยคข้างล่าง

                                         ตัวอย่างที่  

  • Don’t do anything.  I believe __________________________ would be best to keep quiet.

(ไม่ต้องทำอะไร  ผมเชื่อ (ว่า) _____________________________ จะดีที่สุดที่จะนิ่งเงียบเสีย)

(a) you

(b) it    (มัน)

(c) we

(d) everything

ตอบ   -   ข้อ   (b)   เนื่องจากเป็นไปตามโครงสร้าง  “It + Is (Was, Will be, Would be) + Adjective  (เช่น “Important, Necessary, Possible, Normal, Good, Better, Best”) + (For Someone) + To + Verb 1

                                         ตัวอย่างที่  

  • It is usually necessary for the international business person __________ more than only his/her native language.

(มันเป็นสิ่งจำเป็นโดยปกติ  สำหรับนักธุรกิจระหว่างประเทศที่จะ ___________ มากไปกว่าภาษา  ที่ใช้มาตั้งแต่เกิดของเขา/เธอ  แต่เพียงภาษาเดียว)  (หมายถึง  ควรรู้ภาษาอื่นด้วย  นอกเหนือจากภาษาที่ตนใช้อยู่เป็นประจำ)

(a) to understand    (เข้าใจ)

(b) to observe     (สังเกต)

(c) knowing     (รู้)

(d) speaking     (พูด)

ตอบ    –    ข้อ   (a)   เนื่องจากถูกต้องตามหลักไวยากรณ์   ตามโครงสร้าง It Is (Was) + Adjective (necessary, important, possible, impossible, good, wise, foolish, etc.) + (For someone) + To + Verb 1  (กริยาอะไรก็ได้) + Something”  เช่น

  • It is necessary (for you) to work harder.

(มันจำเป็นสำหรับคุณที่ต้องขยันให้มากขึ้น)

  • It is important (for young people) to pay respect to the elderly.

(มันสำคัญสำหรับคนหนุ่มสาวที่จะต้องให้ความเคารพผู้สูงอายุ)

  • It was possible (for them) to arrive there before noon.

(มันเป็นไปได้สำหรับพวกเขาที่จะไปถึงที่นั่นก่อนเที่ยง)

  • It is impossible (for me) to lend you the sum you want.

(มันเป็นไปไม่ได้สำหรับผมที่จะให้คุณยืมเงินจำนวนที่ต้องการ)

  • It is good (for her) to marry him.

(มันดีสำหรับเธอที่แต่งงานกับเขา)

  • It was wise (for us) to cancel our trip to Europe.

(มันฉลาดสำหรับเราที่ยกเลิกการเดินทางไปยุโรป)

 

17. The supervisors could have prevented this problem _____________________ it beforehand.

(ผู้ควบคุมงานคงสามารถที่จะป้องกันปัญหานี้ได้ ___________________ มัน (ปัญหา) ล่วงหน้า)

(a) if they knew

(b) had they known    (ถ้าพวกเขาได้ทราบ)

(c) if had they known

(d) whether

ตอบ   –   ข้อ  (b)   เนื่องจากเป็น  “If clause”  แบบที่    คือการสมมติในอดีตที่มิได้เกิดขึ้นจริง  หรือเกิดตรงข้ามกับข้อความในประโยค  ดังเช่นประโยคข้างต้น  ความหมายคือ  “ผู้คุมงานไม่สามารถป้องกันปัญหาได้  เนื่องจากไม่ทราบล่วงหน้า”  ทั้งนี้  เรื่องนี้เป็นเหตุการณ์ในอดีตที่ผ่านมาแล้ว  แต่มาสมมติย้อนหลัง,  สำหรับข้อความ  “Had they known”  ผันมาจาก  “If they had known”  เรียกว่าโครงสร้างแบบ  “Reverse”  หรือ  “Inversion”  ซึ่งโครงสร้างทั้ง    แบบนี้  สามารถใช้แทนกันได้  โดยมีความหมายเหมือนกันทุกประการ  และสามารถนำมาขึ้นต้นประโยคเหมือนกับ  “If clause”  ได้  เช่นเดียวกัน  ดังตัวอย่าง

  • Had they known it beforehand, the supervisors could have prevented this problem.

(ถ้าพวกเขารู้มันล่วงหน้า  ผู้คุมงานคงสามารถป้องกันปัญหานี้ได้)  (แต่เนื่องจากไม่รู้ล่วงหน้า  จึงไม่สามารถป้องกันได้)

(= If they had known it beforehand, the supervisors could have prevented this problem.)

  • If he had studied harder last semester, he would have passed the exam.

(ถ้าเขาได้ขยันเรียนมากขึ้นเมื่อเทอมที่แล้ว  เขาคงสอบผ่านไปแล้ว)  (แต่ความจริงคือ  เขามิได้ขยันเรียน  เขาเลยสอบตก)

(= Had he studied harder last semester, he would have passed the exam.)

  • She would have married him if he had proposed her.

(= She would have married him had he proposed her.)

(เธอคงจะได้แต่งงานกับเขาไปแล้ว  ถ้าเขาได้ขอแต่งงานกับเธอ)  (แต่ความจริงคือ  เธอมิได้แต่งงานกับเขา  เพราะว่าเขาไม่ได้ขอแต่งเธอ)

 

18. Hawks serve an important purpose in the scheme of nature _________________ on destructive rodents, such as mice and rats.

(เหยี่ยวทำหน้าที่ตามวัตถุประสงค์สำคัญในระบบการจัดการของธรรมชาติ __________ สัตว์ที่ใช้ฟันแทะ  ซึ่งทำให้เกิดความเสียหาย,  เช่น หนูและสัตว์ที่คล้ายหนู)

(a) that they prey

(b) than to prey

(c) by preying    (โดยการล่าเหยื่อหรือจับกินเป็นอาหาร)

(d) in order that preying

ตอบ   -   ข้อ   (c)   

 

19. Elected to the United States House of Representatives in 1968, Shirley Chisholm quickly gained __________ as an outspoken advocate of the interests of the poor.

{เมื่อได้รับเลือกตั้งเข้าสภาผู้แทนฯ ของสหรัฐฯ ในปี  ๑๙๖๘,  เชอร์ลีย์  ชิสโฮล์ม  ได้รับ  __________ อย่างรวดเร็ว  ในฐานะผู้สนับสนุนผลประโยชน์ของคนยากคนจน  ซึ่งพูดจาโผงผาง (ขวานผ่าซาก)  -  หมายถึงตัวเชอร์ลีย์}

(a) attention national

(b) national attention    (ความสนใจระดับชาติ)

(c) national as attention

(d) as national attention

ตอบ   -   ข้อ   (b)   หมายถึง  “คนทั่วสหรัฐฯ ให้ความสนใจเธอ

 

20. Economists regard land as the natural wealth of the earth from which all goods ____________.

(นักเศรษฐศาสตร์ถือว่าที่ดินเป็นความอุดมสมบูรณ์ (ทรัพย์สิน) ตามธรรมชาติของโลก  ซึ่งสินค้าทุกชนิด __________ จากมัน)  (หมายถึง  ที่ดิน)

(a) produced

(b) are produced    (ถูกผลิต)

(c) produce them

(d) they produce

ตอบ   -   ข้อ   (b)   เนื่องจากเป็นกริยาในรูป  “Passive voice”  ของอนุประโยค  (From which all goods are produced)

 

เรียน  ท่านผู้ติดตามอ่าน  เว็บไซต์  “everydayenglish.pwa.co.th

 

                ถ้าท่านมีคำแนะนำให้ปรับปรุงเว็บไซต์นี้ประการใด  กรุณาส่ง  e-mail ไปที่  ดร. วัชรินทร์  ภูเขาทอง  อดีต  ผอ. สำนักวิทยาการ  การประปาส่วนภูมิภาค  ผู้จัดทำเว็บไซต์นี้  ตาม “Address” wpookaotong@yahoo.com  (โปรดระบุหัวเรื่องด้วย ว่า  “ปรับปรุงเว็บไซต์”)  เพื่อที่ผู้จัดทำฯ จะได้ปรับปรุงเนื้อหาได้ตรงตามความประสงค์ของผู้อ่านเว็บไซต์นี้ต่อไป

 

 

 

 

หมวดข้อสอบ STRUCTURE (ตอนที่ 161)

การประปาส่วนภูมิภาค  “มุ่ง-มั่น-เพื่อปวงชน”

 

Direction:  Choose the most appropriate answer.

(จงเลือกคำตอบที่เหมาะสมที่สุด)

 

1. During the early period of ocean navigation, ___________ any need for sophisticated instruments and techniques.

(ในระหว่างช่วงแรกๆ ของการเดินเรือในมหาสมุทร, _________ ความต้องการใดๆ สำหรับอุปกรณ์และเทคนิคที่ทันสมัย)

(a) when there hardly was

(b) so that hardly

(c) hardly there was

(d) there was hardly    (แทบไม่มี, ไม่ใคร่จะมี)

ตอบ   -   ข้อ   (d)   เนื่องจากเป็นประธาน  (There),  กริยา  (Was),  และ  “Adverb of frequency” (Hardly)  ของประโยค

 

2. In order to solve the world’s problems, we need a greater understanding of the human mind and __________ it works.

(เพื่อที่จะแก้ปัญหาของโลก   เราต้องการความเข้าใจในจิตใจมนุษย์มากยิ่งขึ้น  และ (เข้าใจ) ว่ามัน (จิตใจมนุษย์) ทำงาน _________)

(a) when    (เมื่อไร)

(b) how    (อย่างไร)

(c) where    (ที่ไหน)

(d) why    (ทำไม)

ตอบ   -   ข้อ   (b)  

 

3. The color of a star depends on the heat and _____________________________________.

(สีของดวงดาวขึ้นอยู่กับความร้อนและ _______________________________________)

(a) how much energy produced

(b) producing energy

(c) production of the energy

(d) the energy it produces    (พลังงานที่มันสร้างขึ้นมา)

ตอบ   –   ข้อ   (d)   เนื่องจากต้องใช้คำให้สมดุล  (Balance)  กัน  คือ  “the heat” (ความร้อน)  และ  “the energy”  (พลังงาน),  ส่วน  “It produces”  มาจาก  “Which it (ดาว) produces”  โดยสามารถละ  “Which”  ได้  เนื่องจากแทน  “Energy”  ซึ่งเป็นกรรมของกริยา  “Produces”  (เมื่อเป็นกรรม  สามารถละได้)  แต่ถ้าเป็นประธานของอนุประโยค  หรือประธานของกริยา  ไม่สามารถละได้  เช่น

  • The amount of wages paid to the workers depends on the amount of work which is done each week.

(ปริมาณค่าจ้างที่จ่ายให้กับคนงาน  ขึ้นอยู่กับปริมาณงานที่ (ถูก) ทำแต่ละสัปดาห์

                       ประโยคข้างบน  ไม่สามารถละ  “Which”  ได้  เนื่องจากเป็นประธานของอนุประโยค (which is done each week)  แต่ถ้าต้องการลดรูปอนุประโยค  สามารถทำได้เป็น  “…….....….. the amount of work done each week

 

4. In cold weather, growers place wind machines ___________ the groves to keep the air circulating and to warm up the citrus crops.

(ในอากาศหนาว   ผู้เพาะปลูกจะวางเครื่องกำเนิดลม __________ สวนผลไม้  เพื่อให้อากาศถ่ายเทอยู่เสมอ  และให้ความอบอุ่นกับพืชจำพวกมะนาว  ส้ม  และอื่นๆ)

(a) near to

(b) near of

(c) next to    (ข้าง, อยู่ติดกับ, ต่อจาก)

(d) nearly    (เกือบจะ)

ตอบ   –   ข้อ   (c)   เนื่องจากได้ความหมาย  และถูกไวยากรณ์,  ส่วน  “near”  (ใกล้)  ก็ใช้ได้เช่นกัน  แต่ไม่ต้องมี   “to”   หรือ   “of” (….....……machines near the groves)

 

5. _____________________________ mammals, once weaned, do not routinely drink milk.

(________________________ สัตว์เลี้ยงลูกด้วยนม,  ในทันทีที่หย่านม   จะไม่ดื่มนมเป็นกิจวัตร)

(a) As a whole,    (โดยทั่วไป)

(b) As whole,

(c) Wholly,    (ทั้งหมด)

(d) On a whole,    (ต้องใช้  “On the whole”  = โดยทั่วไป)

ตอบ   –   ข้อ   (a)   เนื่องจากถูกหลักไวยากรณ์   และได้ความหมายดีที่สุด

 

6. The first witness’s version of the accident was quite _________ from the second witness’s version.

(คำให้การของพยานคนแรกในเรื่องอุบัติเหตุ  _______ มากทีเดียว  กับคำให้การของพยานคนที่สอง)

(a) differ    (แตกต่าง)  (คำกริยา)

(b) difference    (ความแตกต่าง)  (คำนาม)

(c) different    (แตกต่าง)  (คำคุณศัพท์)

(d) differently

ตอบ   –   ข้อ   (c)   เนื่องจากขยาย  “Verb to be” (Was)   จึงต้องอยู่ในรูปคำคุณ ศัพท์

 

7. The seating of musicians in an orchestra is arranged ___________ to produce the desired blend of sounds from the various musical sections.

(การจัดที่นั่งของนักดนตรีในวงออร์เคสตรา  ได้รับการจัดเตรียม __________ เพื่อสร้างเสียงผสมที่ต้องการ  จากส่วน (ประเภท) ต่างๆ ทางดนตรีที่หลากหลาย)

(a) the conductor of

(b) from the conductor

(c) by the conductor    (โดยผู้ควบคุมวงดนตรี)

(d) the conductor and

ตอบ   –   ข้อ   (c)

 

8. The Headmaster in our school speaks ___________________________ deliberate manner.

(ครูใหญ่ในโรงเรียนของเรา  พูดในอากัปกริยาที่ใคร่ครวญ-ระมัดระวัง ___________________)

(a) with a most

(b) in a most    (ที่สุด)

(c) by a most

(d) for a most

ตอบ   –   ข้อ   (b)

 

9. The mechanism by which brain cells store memories is _________________ clearly understood.

(กลไกซึ่งเซลสมองเก็บข้อมูลความทรงจำ __________ ได้รับความเข้าใจอย่างชัดเจน)  (คือ  ไม่เข้าใจอย่างชัดเจนว่า  กลไกดังกล่าวทำงานอย่างไร)

(a) none

(b) no

(c) nor

(d) not    (ไม่)

ตอบ   -   ข้อ   (d)   ดูเพิ่มเติมการใช้  “Not, No, None”  ในหมวดข้อสอบ  STRUCTURE  ตอนที่ ๑๕๙  ข้อ ๑๔

 

10. The University of Superado, ___________ after the first World War, was the first government-supported university in Spain.

(มหาวิทยาลัยซูเพอราโด, ซึ่ง ___________ หลังสงครามโลกครั้งที่  , เป็นมหาวิทยาลัยที่ได้รับการสนับสนุนโดยรัฐบาลแห่งแรกในสเปน)

(a) chartered    {ได้รับอนุญาตด้วยตราตั้ง (กฎบัตร)}

(b) was chartering

(c) chartered as it

(d) having chartered

ตอบ   -   ข้อ   (a)   โดยลดรูปมาจากอนุประโยค  “…………Superado, which was chartered after the first World War,”  หรืออาจตอบ  “Having been chartered................”  (Perfect participle phrase  ในแบบ  “Passive voice”)  {ได้รับอนุญาตด้วยตราตั้ง (กฎบัตร)} ก็ได้

 

11. We are ten minutes ________________ already, and we still have another two kilometers to go.

(พวกเรา ____________________ สิบนาทีแล้ว  และเรายังคงต้องเดินทางต่อไปอีก    กิโลเมตร)

(a) in time

(b) at a time

(c) behind time    (สาย, ช้าไป)

(d) before time

ตอบ   -   ข้อ   (c)   มีความหมายเหมือนกับ  “ten minutes late”  (สายหรือช้าไป ๑๐ นาที)

 

12. There is a good program of music _______________________ I want to listen to this evening.

(มีรายการดนตรีที่ดี _______________________________________ ผมต้องการฟังคืนนี้)

(a) that    (ที่, ซึ่ง)

(b) which    (ที่, ซึ่ง)

(c) if

(d) (No word is needed.)  (ไม่ต้องเติมคำใดเลย)

ตอบ   -   ข้อ   (d)   ทั้งนี้  อาจตอบ  “That”  หรือ  “Which”  ก็ได้  (ทำให้ไม่อาจเลือก    ข้อนี้ได้  เพราะให้เลือกตอบเพียงข้อเดียว)  แต่เนื่องจาก  “That”  หรือ  “Which” เป็นกรรมของ  “Preposition”  (To)  จึงสามารถละไว้ได้  คือ  ไม่ต้องเขียนลงไป  (สามารถเว้นว่างไว้ได้)  ดังนั้น  จึงต้องตอบ ข้อ  (d)

 

13. Let’s not go out ________________________________________________________.

(พวกเราอย่าออกไปข้างนอกกันเลย _________________________________________)

(a) now.    (ในตอนนี้, ขณะนี้)

(b) now, shall we?

(c) now, will you?

(d) now, shan’t we?

ตอบ   -   ข้อ   (a)   เนื่องจากเป็นการชักชวน  “ไม่ให้กระทำ”  จึงไม่ต้องมี  “Tag”  ต่อท้าย,  แต่ในกรณีชักชวนให้กระทำ  ซึ่งขึ้นต้นด้วย  “Let’s”  ในส่วน  “Tag”  ต้องใช้  “shall we”  เช่น

  • Let’s go to the concert this evening, shall we ?

(เราไปดูคอนเสิร์ตคืนนี้กันเถอะ  เอาไหม)

 

14. _______________________ New York City as the site of its permanent headquarters in 1946.

(____________________ กรุงนิวยอร์กเป็นสถานที่ตั้งของสำนักงานใหญ่ถาวรของตนในปี  ๑๙๔๖)

(a) The United Nations’ selecting of

(b) The United Nations’ selection of

(c) The United Nations selected    (สหประชาชาติเลือก)

(d) That the United Nations selected   

ตอบ   -   ข้อ  (c)  เนื่องจากเป็นประธาน  (The United Nations)  และกริยา  (Selected)  ของประโยค

 

15. _____________ Burmese breed of cat was developed in the United States during the 1930’s.

(____________ แมวพันธุ์ผสมของพม่าได้รับการพัฒนาขึ้นในสหรัฐฯ  ในระหว่างทศวรรษ  ๑๙๓๐)

(a) It was the

(b) That the

(c) The   

(d) There was the

ตอบ   -   ข้อ   (c)   เนื่องจาก  “The Burmese breed of cat”  เป็นประธานของประโยค  โดยมี  “The Burmese breed”  เป็นประธานฯ  และ  “of cat”  เป็นส่วนขยายประธาน

 

16. Remembering faces is a process that takes place in the cerebral cortex, ___________ area of the brain.

(การจดจำใบหน้าเป็นกระบวนการซึ่งเกิดขึ้นในเปลือกหุ้มสมอง,  พื้นที่ซึ่ง ____________ ของสมอง)

(a) the most evolved highly

(b) the most highly evolved    (ได้รับการวิวัฒนาการอย่างสูงที่สุด)

(c) of the highly evolved most

(d) highly evolved most of the

ตอบ   -   ข้อ   (b)   เนื่องจากลดรูปมาจากอนุประโยค  “………........ cortex, which is the most highly evolved area of the brain

 

17. A modem is a device that allows __________________ between computers over the telephone.

(อุปกรณ์สื่อสารข้อมูลโมเด็ม  ยอมให้มี ___________ ระหว่างเครื่องคอมพิวเตอร์  โดยทางโทรศัพท์)

(a) in contacting

(b) contact    (การติดต่อ)  (เป็นคำนาม)

(c) be contacted

(d) to contact

ตอบ   -   ข้อ   (b)   เนื่องจากเป็นกรรมของกริยา  “allows”   ในอนุประโยค  “that allows contact between computers over the telephone

 

18. Almost all economists agree _____________________________ by trading with one another.

(นักเศรษฐศาสตร์เกือบทุกคนเห็นพ้อง ______________________ โดยการค้าขายซึ่งกันและกัน)

(a) nations that are gained

(b) nations they gain

(c) gaining nations

(d) that nations gain    (ว่าชาติต่างๆ ได้ประโยชน์-ได้กำไร)

ตอบ   -   ข้อ   (d)   เนื่องจากเป็นคำเชื่อม  (That),  ประธาน  (Nations),  และกริยา   (Gain)  ของอนุประโยค  “That nations gain by trading with one another

 

19. _____________________________________ dates from the end of the eighteenth century.

(___________________________________ นับวัน (เริ่มต้น) จากตอนปลายศตวรรษที่  ๑๘)

(a) That the modern circus    (ที่ว่าละครสัตว์สมัยใหม่)

(b) While the modern circus    (ในขณะที่ละครสัตว์สมัยใหม่)

(c) The modern circus    (ละครสัตว์สมัยใหม่)

(d) The modern circus that    (ละครสัตว์สมัยใหม่ซึ่ง)

ตอบ   -   ข้อ   (c)   เนื่องจากเป็นประธานของประโยค  โดยมี  “dates” (นับวัน, เริ่มต้น) เป็นกริยา  และ  “from the end of the eighteenth century”  เป็นวลีกริยาวิเศษณ์บอกเวลา (Adverbial phrase of time)

 

20. Texas is the only state whose constitution permits it ___________________ into smaller states.

(รัฐเท็กซัสเป็นเพียงรัฐเดียว  ซึ่งรัฐธรรมนูญของตนอนุญาตให้รัฐฯ __________ ออกเป็นรัฐเล็กๆ หลายรัฐได้)

(a) to divide

(b) divided

(c) to be divided    (ถูกแบ่ง)

(d) dividing

ตอบ   -   ข้อ   (c)   ตามโครงสร้าง  “Subject + Permit (Allow) + กรรม + To + Verb 1 + ส่วนขยาย  (ในกรณีเป็น  Active voice)  หรือ  “Subject +Permit (Allow) + กรรม + To be + Verb 3 + ส่วนขยาย  (ในกรณีเป็น  Passive voice)  เช่น

  • We permitted him to leave early.

(เราอนุญาตให้เขาออกไป (จากไป) แต่เนิ่นๆ)  (เขาเป็นผู้ออกไป)  (เป็น  "Active voice"  โดย  "เขาเป็นผู้ออกไป)

  • They permitted her to be carried away to her room.

(พวกเขาอนุญาตให้เธอถูกอุ้มไปที่ห้องของเธอ)  (เธอเป็นผู้ถูกอุ้มไป)  (เป็น  "Passive voice"  โดย  "เธอเป็นผู้ถูกอุ้มไป)

 

เรียน  ท่านผู้ติดตามอ่าน  เว็บไซต์  “everydayenglish.pwa.co.th

 

                ถ้าท่านมีคำแนะนำให้ปรับปรุงเว็บไซต์นี้ประการใด  กรุณาส่ง  e-mail ไปที่  ดร. วัชรินทร์  ภูเขาทอง  อดีต  ผอ. สำนักวิทยาการ  การประปาส่วนภูมิภาค  ผู้จัดทำเว็บไซต์นี้  ตาม “Address” wpookaotong@yahoo.com  (โปรดระบุหัวเรื่องด้วย ว่า  “ปรับปรุงเว็บไซต์”)  เพื่อที่ผู้จัดทำฯ จะได้ปรับปรุงเนื้อหาได้ตรงตามความประสงค์ของผู้อ่านเว็บไซต์นี้ต่อไป

 

 

หมวดข้อสอบ STRUCTURE (ตอนที่ 160)

การประปาส่วนภูมิภาค  “มุ่ง-มั่น-เพื่อปวงชน”

 

Direction:  Choose the most appropriate answer.

(จงเลือกคำตอบที่เหมาะสมที่สุด)

 

1. _____________ Mark Twain’s autobiographical novel The Adventures of Tom Sawyer that one of America’s most memorable characters, Huckleberry Finn, first appeared.

(___________ นิยายอัตชีวประวัติของมาร์ค ทเวน  เรื่อง “การผจญภัยของทอม  ซอว์เยอร์”  ที่ตัวละครที่น่าจดจำที่สุดคนหนึ่งของอเมริกา, (คือ) ฮัคเคิลเบอร์รี่  ฟิน, ปรากฏโฉมเป็นครั้งแรก)

(a) It was in    (มันเป็นใน)

(b) There was in

(c) He was in

(d) In

ตอบ   -   ข้อ   (a)   เนื่องจากอยู่ในโครงสร้าง  {It + is (was) + วลี + That + Subject + Verb  “มันเป็น (วลี) ที่ประธาน..................”}  เช่น  “It is in this house that I was born.”  (มันเป็นในบ้านหลังนี้ที่ผมเกิด),   “It was in 1914 that the First World War took place.”  (มันเป็นในปี  ๑๙๑๔  ที่สง ครามโลกครั้งที่    เกิดขึ้น)  ดูเพิ่มเติมจากประโยคข้างล่าง

                                           ตัวอย่างที่ 

  • In bacteria and in other organisms, _____________ is the nucleic acid DNA that provides the genetic information.

(ในแบคทีเรียและในสิ่งมีชีวิตอื่นๆ _____________ เป็นดีเอ็นเอกรดนิวคลีอิค  ที่ให้ข้อมูลข่าวสารด้านพันธุกรรม)

(a) both

(b) which

(c) and

(d) it    (มัน)

ตอบ   -   ข้อ    (d)   เนื่องจากอยู่ในโครงสร้าง  {It + is (was) + วลี + That + Subject + Verb  “มันเป็น (วลี) ที่ประธาน.............”}                           

                                         ตัวอย่างที่ 

  • ________________________________ in May that the rainy season begins in Thailand.

(_______________________________ ในเดือนพฤษภาคม  ที่ฤดูฝนเริ่มต้นในประเทศไทย)

(a) There is

(b) It is    (มันเป็น)

(c) He said

(d) It was

ตอบ   -   ข้อ   (b)   ดูเพิ่มเติมโครงสร้าง  {It Is (Was) + วลี + That + Subject + Verb}  จากประโยคข้างล่าง

                                          ตัวอย่างที่ 

  • It is because he is very rich ______________________________________ she loves him.

(มันเป็นเพราะว่าเขารวยมาก ________________________________________ เธอรักเขา)

(a) so     (ดังนั้น, เพราะฉะนั้น)

(b) that     (ที่)

(c) why

(d) therefore     (ดังนั้น, เพราะฉะนั้น)

ตอบ   -   ข้อ   (b)  เนื่องจากเป็นไปตามโครงสร้าง  “It + Is (Was) + วลี {มักนำหน้าด้วย “Preposition” (in, on, at, with, during)  หรือ  “Because” + ประโยค} + That + Subject + Verb

                                         ตัวอย่างที่  

  • _________________________________ on Saturday morning that we had our meeting.

(_______________________________________ เช้าวันเสาร์  ที่พวกเรามีการประชุมกัน)

(a) There had

(b) It was    (มันเป็น)

(c) It is

(d) There was

ตอบ   -   ข้อ  (b)   ต้องใช้   “It was”  เพราะกริยาในอนุประโยค  คือ  “Had”  และยังเป็นไปตามโครงสร้าง  “It + Is (Was) + วลี  (มักนำหน้าด้วย  “Preposition”) + That + Subject + Verb”  เช่น

  • It is in this house that I was born.

(มันเป็นในบ้านหลังนี้แหละ  ที่ผมเกิด)

  • It is at night that we go to bed.

(มันเป็นเวลากลางคืนที่พวกเราเข้านอน)

  • It is on Sunday morning that people go to church.

(มันเป็นเช้าวันอาทิตย์ที่ผู้คนไปโบสถ์)

  • It is in the country that we like to stay.

(มันเป็นในชนบท  ที่พวกเราชอบพัก)

  • It was in January that we went to England.

(มันเป็นในเดือนมกราคม  ที่เราไปอังกฤษ)

  • It was by mistake that she took my book.

(มันเป็นการเข้าใจผิด  ที่เธอเอาหนังสือของผมไป)

  • It was in 1917 that the First World War took place.

(มันเป็นในปี  ๑๙๑๗  ที่สงครามโลกครั้งที่  ๑  เกิดขึ้น)

  • It was because he was lazy that he failed.

(มันเป็นเพราะว่าเขาเกียจคร้าน  ที่เขาล้มเหลว)

  • It was under that sea that the nuclear weapon had been tested.

(มันเป็นใต้ทะเล  ที่อาวุธนิวเคลียร์ถูกทดลอง)

 

2. I have at last got rid _______________________________________________ my enemy.

(ในที่สุด  ผมก็กำจัด __________________________________________ ศัตรูของผมได้)

(a) from

(b) with

(c) of    (get rid of  =  กำจัด)

(d) out of

ตอบ   –   ข้อ   (c)   

                          สำหรับคำกริยา,  คุณศัพท์  หรือ  วลีที่ใช้กับ  “Of”  ได้แก่  “source of”  (แหล่งของ)  -  Meat is an excellent source of vitamins.  (เนื้อเป็นแหล่งที่ดีเยี่ยมของวิตามิน),  “kind of”  (ค่อนข้างจะ)  -  She is kind of an envious woman.  (เธอเป็นผู้หญิงที่ค่อนข้างจะขี้หึง),  “keep out of”  (อย่ายุ่ง, อยู่ให้ไกล, ออกห่างจาก, ไม่เข้าไปเกี่ยวข้อง)  - Please keep out of my business.  (โปรดอย่าเข้ามายุ่งกับเรื่องของผม),  “in honor of”  (เพื่อเป็นเกียรติแก่)  -  The building was named in honor of the late President.”  (อาคารถูกตั้งชื่อเพื่อเป็นเกียรติแก่ท่านประธานาธิบดีผู้ล่วงลับไปแล้ว),  “in charge of” (= take charge of)  (ดู แล, รับผิดชอบ)  -  They are in charge of organizing the meeting.  (พวกเขารับผิดชอบการจัดประชุม), “inform someone of something”  (บอกใครเกี่ยว กับเรื่องอะไร)  -  Please inform me of your decision.  (โปรดบอกผมเกี่ยวกับการตัดสินใจของคุณ),   “of age”  (โตพอที่จะทำอะไรบางอย่าง, อายุมากพอที่จะลงคะ แนนเลือกตั้ง  หรือซื้อเหล้า-เบียร์, ได้รับการพัฒนาอย่างเต็มที่)  -  Mary will be of driving age on her next birthday  (แมรี่จะถึงวัยที่ได้รับอนุญาตให้ขับรถได้  ในวันเกิดของเธอปีหน้า),  “of course”  (แน่นอน, ไม่ต้องสงสัยเลย, เป็นเรื่องธรรมดา, เหมือนที่คาดหวังไว้)  -  Of course you know that girl; she is in your class  (แน่นอน  คุณรู้จักเด็กผู้หญิงคนนั้น  เธอเป็นเด็กนักเรียนของคุณ  -  หรือ เธอเรียนอยู่ในชั้นเดียวกับคุณ  –  คือเป็นเพื่อนคุณ),  “remind someone of”  (เตือนใครให้นึกถึงเรื่อง.................)  -  She reminded me of her mother.  (เธอเตือนให้ผมนึกถึงแม่ของเธอ  -  ด้านรูปร่างหน้าตาหรือนิสัยใจคอ),  “approve”  (อนุมัติ, เห็นชอบ)  -  “The company doses not approve of women smoking.”  (บริษัทไม่เห็น ชอบให้ผู้หญิงสูบบุหรี่),  “boast”  (คุยโม้)  -  “He often boasts of his wealth.”  (เขามักคุยอวดความร่ำรวย), “think”  (คิดถึงเรื่อง)  -  “We are thinking of buying her a present.”  (พวกเรากำลังคิดถึงเรื่องซื้อของขวัญให้เธอ),  “warn”  (เตือน)  -  “She warned me of the danger.”  (เธอเตือนผมถึงอันตราย),   “accuse someone of”  (กล่าวหาใครในเรื่อง.....................)  -  They accused him of stealing their car.  (พวกเขากล่าวหาเขาว่าขโมยรถยนต์),  “suspect”  (สงสัย),  “consist”  (ประกอบด้วย),  “be composed of”  (ประ กอบด้วย)  -  Our team is composed of a number of experts in several fields.   (ทีมของเราประกอบ ด้วยผู้เชี่ยวชาญจำนวนมากจากหลายสาขา),  “dream”  (ฝัน)  -  She never dreams of traveling abroad.  (เธอไม่เคยฝันว่าจะเดินทางไปต่างประเทศ),  “hear”  (ได้ยิน)  -  “We have never heard of his plan.”  (เราไม่เคยรู้เกี่ยว กับแผนของเขาเลย)  -  “Have you heard of Lewis Baker?”  (คุณรู้จักลูอิส  เบเกอร์ ไหม),  “beware”  (ระวัง)  -  “Beware of dogs !”  (ระวังสุนัข !),  “complain”  (บ่น, ร้องทุกข์)  -  They never complain of their hardship.  (พวกเขาไม่เคยบ่นอุทธรณ์ความยากลำบากเลย),  “convince”  (ทำให้เชื่อ)  -  “These experiences served to convince me of the drug’s harmful effects.”  (ประสบการณ์เหล่านี้ทำให้ผมเชื่อในผลกระทบที่เป็นอันตรายของยา),  “disapprove”  (ไม่อนุมัติ, ไม่เห็นด้วย)  -  “The other members disapproved of his methods.”  (สมาชิกคนอื่นๆ ไม่เห็นด้วยกับวิธีของเขา),  “assure”  (รับรอง, ทำให้มั่นใจ-เชื่อมั่น-  “After he had been assured of his daughter’s safety, he was relaxed.”  (หลังจากที่เขาถูกทำให้เชื่อมั่นในความปลอดภัยของลูกสาว  เขารู้สึกผ่อนคลาย)  -  “Visitors can always be assured of the best in Manhattan Hotel.”  (ผู้มาเยือน (แขก) สามารถจะมั่นใจได้เสมอ  ถึงสิ่งที่ดีที่สุดในโรงแรมแมนฮัตตัน  -  ในด้านการให้บริการ),  “cure”  (รักษา  หรือทำให้หายจากโรคหรืออาการบาง อย่าง,  การรักษาโรค),  -  “I’m interested in the cure of cancer.”  (ผมสนใจในการรักษาโรคมะเร็ง)  -  “The shock of losing my purse cured me of all my former absent-mindedness.”  (ความตกใจจากการทำกระเป๋าสตางค์หาย  ทำให้ผมหายจากอาการใจลอยเมื่อก่อนนี้ทั้งหมดทั้งสิ้น),   “smell”  (กลิ่น, ได้กลิ่น)  -  “We had a smell of fresh bread when we entered the shop.”  (เราได้กลิ่นขนมปังสดเมื่อเราเข้าไปในร้าน)  -  “The room smelled of cigars.”  (ห้องมีกลิ่นซิการ์),  “full”  (เต็มไปด้วย)  - The street was full of water.   (ถนนเจิ่งนองไปด้วยน้ำ), “fond”  (ชอบ, หลงใหล)  -  She is fond of music.  (เธอชอบดนตรี), “careful”  (ระวัง, รอบคอบ)  -  “Be careful of the floor.  I’ve just polished it.”  (ระวังพื้นลื่นนะ,  ผมเพิ่งจะขัดมัน),  “frightened”  (ตกใจกลัว)  -  She is frightened of the dark.  (เธอกลัวความมืด), “confident”  (มั่นใจ)  -  You should be confident of yourselves.  (พวกคุณควรมั่นใจในตนเอง), “short”  (ขาดแคลน)  -  They were short of food and water.  (พวกเขาขาดแคลนอาหารและน้ำ),  “tired”  (เบื่อ, เหนื่อย),  “sure”  (มั่นใจ),  “aware”  (ตระหนัก, รู้ดี),  “certain” (มั่นใจ, แน่ นอน),  “free”  (ยกเว้น),  “proud”  (ภูมิใจ),  “hopeful”  (มีความหวัง), “glad”  (ดีใจ),  “capable”  (สามารถ) – The government is capable of governing the country. (รัฐบาลมีความสามารถในการบริหารประเทศ),  “ashamed”  (ละอายใจ) – You should be ashamed of yourself.  (คุณควรละอายใจตัวเอง), “suspicious”  (สงสัย, ระแว) – The policeman became suspicious of the youth and asked him why he was standing there.  (ตำรวจเริ่มสงสัยในเด็กหนุ่มคนนั้น  และถามเขาว่าทำไมเขาจึงยืนอยู่ที่นั่น),  “tolerant”   (อดทนต่อ, ใจกว้างต่อ), “considerate”  (เกรงใจ),  “ignorant”  (ไม่รู้) – The masses were largely ignorant of the options open to them.  (มวลชนส่วนใหญ่ไม่ทราบถึงทางเลือกต่างๆ ที่เปิดกว้างให้พวกเขา),  “by reason of” (= because of = due to = as a result of = as a consequence of ) (เนื่องมาจาก, เพราะว่า, เป็นผลมาจาก) – The plane was delayed by reason of heavy snowstorm. (เครื่องบินล่าช้าเนื่องมาจากพายุหิมะที่ตกหนัก) – Many people don’t have access to education as a consequence of their poverty.  (คนจำนวนมากเข้าไม่ถึงการศึกษา  โดยเป็นผลมาจากความยากจน),  “convinced”  (เชื่อ), “ahead”  (ก้าวหน้า, อยู่ข้างหน้า, ล่วงหน้า) – They walked ahead of me.  (พวกเขาเดินอยู่ข้างหน้าผม), “shy”  (อาย, ละอาย), “conscious”  (รู้สึกถึง), “jealous”  (อิจฉา, หึงหวง) – Don’t be jealous of your friend’s success. (จงอย่าอิจฉาในความสำเร็จของเพื่อน), “envious”  (อิจฉา, หึงหวง),  “a cup of tea”  (ชา ถ้วย),  “a sheet of paper”  (กระดาษ แผ่น),  “a number of dogs”  (หมาจำนวนมาก),  “the number of students”  (จำนวนนักเรียน),  “a pair of trousers”  (กาง เกงขายาว ตัว), “millions of dollars”  (เงินหลายล้านดอลลาร์),  “two gallons of water”  (น้ำ แกลลอน),  “10% of the population”  (๑๐ เปอร์เซ็นต์ของประชากร),  “a town of 2,000 people”  (เมืองที่มีประชากร  ๒,๐๐๐ คน),  “Half of the boats sank.”  (เรือจำนวนครึ่งหนึ่งจมลง),  “Your letter of the 25th ”  (จดหมายของคุณซึ่งลงวันที่  ๒๕),  “a bag of gold”  (ทองถุงหนึ่ง),  “at a rate of 20 dollars a day”  (ในอัตรา ๒๐ เหรียญต่อวัน),  “a boy of sixteen”  (เด็กอายุ ๑๖ ปี),  “at the age of five”  (ตอนอายุ ขวบ),  “a baby of 6 months”  (ทารกอายุ ๖ เดือน),  “the first of a series of movies”  (ตอนแรกของภาพยนตร์ซีรี่ส์),  “one of the problems”  (หนึ่งในหลายปัญหา),  “two of the three”   ( ใน ),  “many of the students”  (นักเรียนหลายคน),  “a meeting of executives”  (การประชุมผู้บริหาร),  “a map of Sweden”  (แผนที่ประเทศสวีเดน),  “a picture of the refugees”  (ภาพของผู้อพยพ),  “an account of the event”  (เรื่องราวของเหตุการณ์),  “a collection of watches”  (การสะสมนาฬิกา),  “a big piece of cake”  (เค้กชิ้นใหญ่),  “Natural gas accounts for about 10% of our total energy consumption.”  (กาซธรรมชาติคิดเป็นประมาณ  ๑๐  เปอร์เซ็นต์  ของการบริโภคพลังงานทั้งหมดของเรา),  “the House of Representatives”  (สภาผู้แทนราษ ฎร),  “We must do it with the approval of the trade unions.”  (เราจะ ต้องทำมันด้วยความเห็นชอบของสหภาพการค้า),  “We need the permission of the judge.”  (เราต้องการการอนุญาตจากผู้พิพากษา),  “the religious beliefs of the ancient people”  (ความเชื่อทางศาสนาของคนโบราณ),  “the average age of participants is over 50”  (อายุเฉลี่ยของผู้เข้าร่วม  คือ  เกินกว่า  ๕๐  ปี),  “the traditional role of women”  (บทบาทดั้งเดิมของสตรี),  “That is a book of mine.”  (นั่นเป็นหนังสือของผม),  She would like to have a house of her own.”  (เธอต้อง การจะมีบ้านเป็นของตัวเอง),  “A child of hers was run over by a car.”  (ลูกคนหนึ่งของเธอถูกรถทับ),  “He is a friend of Stephen’s.”  (เขาเป็นเพื่อนของสตีเฟน),  เป็นต้น

 

3. My television set is _______________________________________________________.

(ทีวีของผม _________________________________________________________)

(a) out of order    (เสีย, ใช้การไม่ได้)

(b) out off order

(c) not in order    (ไม่เป็นระเบียบ)

(d) out from order

ตอบ   -   ข้อ   (a)   “Out of order”  =  “เสีย, ใช้การไม่ได้”  ใช้กับ  เครื่องยนต์, เครื่องจักร, เครื่องใช้ไฟฟ้า  ฯลฯ

                         สำหรับวลีที่ใช้   “Out of…….....….”  ได้แก่  “out of date” (ล้าสมัย, เลิกใช้ (งาน) แล้ว),  “out of hand”  (บานปลาย, ควบคุมไม่อยู่) – The protest was out of hand and the government had to bring in the riot police.  (การประท้วงบานปลาย  และรัฐบาลจำเป็นต้องนำตำรวจปราบจลาจลเข้ามา),  “get out of the car”  (ออกมาจากรถ),  “take the apple out of the bag”  (เอาแอปเปิ้ลออกมาจากถุง),  “go out of town”  (ออกไปนอกเมือง),  “out of the office”  (ออกไปนอกสำนักงาน, ไม่ได้อยู่ในสำนักงาน),  “go out of business”  (เลิกทำธุรกิจ, เจ๊ง),  “out of danger”  (ไม่มีอันตราย, ปลอดภัย),  “out of trouble”  (ไม่มีปัญหา, ไม่เจอปัญหา),  “out of sight”  (พ้นสายตา, ลับสายตา) – We waved our hands to the departing guests until the ship was out of sight.  (เราโบกมือให้แขกที่กำลังจากไป  จนกระทั่งเรือลับสายตาไป),  “can’t get anything out of him”  (ไม่ได้ข้อมูลหรือความรู้จากเขาเลย),  “get much knowledge out of the seminar”  (ได้ความรู้มากมายจากการสัมมนา),  “make a fortune out of toy business”  (หาเงินได้มากมายจากธุรกิจของเล่น),  “out of jealousy”  (เนื่องมาจากความหึงหวง  หรือ  อิจฉาริษยา)  - He killed his wife out of jealousy.  (เขาฆ่าภรรยาเนื่องมาจากความหึงหวง),  “out of fear of the dog”  (เนื่องมาจากความกลัวหมา),  “He is out of work.”  (เขาไม่มีงานทำ-ตกงาน),  “The store is out of coffee.”  (ร้านนี้กาแฟหมด-ไม่มีขาย),   “The house is built out of stone.”  (บ้านถูกสร้างจากหิน),  “Our team won eight out of ten games last season.”  (ทีมของเราชนะ ๘ จาก ๑๐ เกม ในฤดูกาลแข่งขันที่แล้ว),  เป็นต้น

 

4. Everyone in the surrounding villages __________ asked to take part in the search for the missing child.

(ทุกๆ คนในหมู่บ้านรอบๆ ____________________ ขอร้องให้มีส่วนร่วมในการค้นหาเด็กที่หายไป)

(a) was    (ถูก หรือ ได้รับการ)

(b) were

(c) been

(d) to be

ตอบ   –   ข้อ   (a)   เนื่องจากประธานของประโยคเป็นเอกพจน์  (Everyone)  และกริยาอยู่ในรูป  “Passive voice” {Subject + Was (Were) + Verb 3}  เพราะ “ถูกขอร้อง”,  ส่วนข้อ   (c)  และ   (d)  ไม่สามารถเป็นกริยาแท้ได้

 

5. Population growth ______________ the economic growth of a country as well as be affected by it.

(การเพิ่มขึ้นของประชากร __________ การเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจของประเทศ  เช่นเดียวกับ (สามารถ) ได้รับผลกระทบจากมัน)  (หมายถึง  จากการเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจ)  (คือ  ทั้ง    ประเด็นต่างมีผลกระทบซึ่งกันและกัน)

(a) affects    (มีผลกระทบกับ)

(b) can affect    (สามารถมีผลกระทบกับ)

(c) is affecting    (กำลังมีผลกระทบกับ)

(d) affecting

ตอบ   -   ข้อ   (b)   เนื่องจากกริยาตัวที่   ของประโยค  มาจากรูปเต็มว่า  “as well as can be affected………...........”  ทั้งนี้  อาจตอบ ข้อ (a)  ก็ได้  แต่ต้องเปลี่ยนกริยาตัวหลัง (ตัวที่  ๒)  ตามประโยคข้างล่าง

  • Population growth affects the economic growth of a country as well as is affected by it.

(การเพิ่มขึ้นของประชากร  มีผลกระทบกับการเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจของประเทศ  เช่นเดียวกับได้รับผลกระทบจากมัน)

 

6. Eastern meadowlarks abound in places _____________, but eat harmful insects rather than grain.

(นกร้องเพลงชนิดหนึ่ง  มีปากและหลังสีน้ำตาลอมดำและหน้าอกสีเหลือง  ทางภาคตะวันออก (ของสหรัฐฯ)  มีมากมายในสถานที่ __________,  แต่กินแมลงที่เป็นอันตราย (ต่อพืชผล) มากกว่า (กิน) เมล็ดข้าว-เมล็ดพืชที่กินเป็นอาหาร)

(a) where is cultivated land

(b) there is cultivated land

(c) land is cultivated there

(d) where land is cultivated    (ซึ่งที่ดินได้รับการเพาะปลูก)

ตอบ   -   ข้อ   (d)   หรืออาจตอบ ข้อ (a)  แต่ต้องแก้เป็น  “Where there is cultivated land”  (ซึ่งมีที่ดินที่ได้รับการเพาะปลูก)

 

7. Sylvia Paula Ruddick was an American social reformer __________ for the right of women to own property and to vote.

(ซิลเวีย พอล่า  รัดดิก  เป็นนักปฏิรูปสังคมอเมริกัน ___________ เพื่อสิทธิของสตรี  เพื่อให้ (สามารถ) เป็นเจ้าของทรัพย์สินและลงคะแนนเสียง (เลือกตั้ง) ได้)

(a) worked

(b) who worked    (ผู้ซึ่งทำงาน)

(c) whose work

(d) that works

ตอบ   -   ข้อ   (b)   เนื่องจากเป็นประธาน  (Who)  และกริยา  (Worked)  ของอนุประโยค  (Who worked for the right of women to own property and to vote)  หรืออาจตอบ  “That worked”  เพราะต้องใช้กริยาในรูป  “Past tense”  (Verb 2)  เพื่อให้สอดคล้องกับกริยาในประโยคใหญ่   คือ  “Was”  (สำหรับ  “That”  ใช้แทนได้ทั้งคน, สัตว์  และสิ่งของ)  หรืออาจตอบแบบลดรูปอนุประโยคให้เหลือเพียงวลี  คือ  ลดรูปจาก  “Who worked”  หรือ  “That worked”  เป็น  “Working”  ก็ได้  คือ  แสดง  “Active voice”  (……....…reformer working for……..…..)  เนื่องจาก  นักปฏิรูปฯ เป็นผู้ทำกริยา  “ทำงาน

 

8. I noticed that the children were ___________ to clean the garden after my offering them a cake for the job.

(ผมสังเกตว่าพวกเด็กๆ ได้รับการ ___________ ให้ทำความสะอาดสวน  หลังจากที่ผมเสนอเค้กให้กับพวกเขาสำหรับงานนั้น)  (คือ ถูกกระตุ้นให้ทำงานเพื่อแลกกับเค้ก)

(a) motivating    (ซึ่งกระตุ้น)

(b) motivated    (กระตุ้น)

(c) motivation    (การกระตุ้น, แรงกระตุ้น, แรงขับ)

(d) being motivated

ตอบ   –   ข้อ   (b)   เนื่องจากอยู่ในรูป  “Passive voice”   คือ  “เด็กๆ ถูกกระตุ้น”  สำหรับข้อ  (d)  ก็อยู่ในรูป  “Passive voice” เช่นกัน  แต่เน้นว่า  “กำลังถูกกระตุ้น”  ซึ่งไม่ควรใช้  เพราะเหตุการณ์นี้เกิดหลังจากที่มีผู้เสนอเค้กให้เป็นสิ่งตอบแทน  ไม่มีความจำเป็นต้องใช้ว่า  “กำลังถูกกระตุ้น”  แต่อย่างใด

 

9. Tell me the reason ___________________________________________ your coming here.

(จงบอกเหตุผล ___________________________________________ การมาที่นี่ของคุณ)

(a) of

(b) for    (ของ, สำหรับ)

(c) in

(d) why

ตอบ   -   ข้อ   (b)   หรืออาจตอบ   “………….….the reason why you come (came) here”  ก็ได้

                  สำหรับคำคุณศัพท์ (Adjective) ที่ใช้กับ  “For”  ได้แก่  “Responsible”  (He is responsible for the job. = เขารับผิดชอบต่องาน),  “Ready”  (เตรียม พร้อมต่อ)  -  “Are you ready for your new job?”  (คุณเตรียมพร้อมสำหรับงานใหม่หรือเปล่า),  “Qualified”  (มีคุณสมบัติเหมาะสมกับ) – She was qualified for the job.  (เธอมีคุณสมบัติตรงกับงาน),  “Essential”  (จำเป็นอย่างยิ่ง),  “Good”  (เป็นประโยชน์ต่อ)  -  “It is good for you to get up early.”  (มันดีสำหรับคุณที่ตื่นนอนแต่เช้าตรู่), “Suitable”  (เหมาะสม) – These flats are not really suitable for families with children.  (แฟลตเหล่านี้ไม่เหมาะสมอย่างยิ่งกับครอบครัวที่มีลูก),  “Famous”  (มีชื่อเสียง)  -  “Thailand is famous for the hospitality of its people.”  (เมืองไทยมีชื่อเสียงในเรื่องความเอื้อเฟื้อของผู้คน),  “Eager”  (กระตือรือร้น, อยากมาก) – People who are eager for a quick cure are likely to be disappointed.  (ผู้คนที่อยากจะหายเร็วๆ อาจจะผิดหวัง), “Sorry”  (เสียใจกับ)  -  “I’m sorry for any damage I may occur.”  (ผมเสียใจสำหรับความเสียหายใดๆ ที่ผมอาจทำให้เกิดขึ้น), “Sufficient”  (เพียงพอ) – Japan had a reserve of oil sufficient for its needs.  (ญี่ปุ่นมีการสำรองน้ำมันที่เพียงพอแก่ความต้องการของตน), “Fit”  (เหมาะสม)  -  “These clothes are fit for me.”  (เสื้อผ้าพวกนี้เหมาะสำหรับผม), “Unfit”,  “Perfect”  (สมบูรณ์แบบ), “Grateful”  (ขอบคุณต่อ) -  I am very grateful to you for your assistance.  (ผมขอบคุณคุณอย่างมาก  สำหรับความช่วยเหลือของคุณเป็นต้น

                        ส่วนคำกริยา (Verb) ที่ใช้กับ  “For”  เช่น  “Buy something for someone”  (ซื้ออะไรให้ใคร)  -  “I bought a present for her on her birthday.”  (ผมซื้อของขวัญให้เธอสำหรับวันเกิด),  “Wait”  (รอคอย)  -  They were waiting for their old friends at the airport.  (พวกเขากำลังรอคอยเพื่อนเก่าที่สนามบิน),  “Vote”  (ลงคะแนนให้)  -  “They will vote for the Republican only.”  (พวกเขาจะลงคะแนนให้เฉพาะกับพรรครีพับริกันเท่านั้น),  “Pay”  (จ่ายเงินค่า)  -  “I’ll pay for the meal this time.”  (ผมจะจ่ายค่าอา หารให้มื้อนี้),  “Thank”  (ขอบคุณ)  -  “Thank you for your help.”  (ขอบ คุณสำหรับความช่วยเหลือ), “Search  (ค้นหา)  -  “I’ll search for the data in the library.”  (ผมจะค้นหาข้อมูลในห้องสมุด),  “Look”  (ค้นหา)  -  “She is looking for her lost watch.”  (เธอกำลังค้นหานาฬิกาที่หายไป),  “Struggle”  (ต่อสู้ดิ้นรนเพื่อ)  -  “They have to struggle for their survival.” (พวกเขาจำเป็นต้องต่อสู้ดิ้นรนเพื่อความอยู่รอด),  “Exchange”  (แลกเปลี่ยนเพื่อ),  “Beg”  (ขอร้อง)  -  “The criminals begged for the judge’s mercy.”  (เจ้าอาชญากรขอความเมตตาจากผู้พิพากษา),  “Ask”  (ขอร้อง),  “Call”  (เรียกร้องให้มี, จำเป็น ต้องมี)  -  “The country called for peaceful co-existence.”  (ประเทศนั้นเรียกร้องให้อยู่ร่วมกันโดยสันติ),  “Apologize”  (ขอโทษ),  “Charge”  (คิดค่า),  “Provide”  (จัดให้มี, เตรียมไว้สำหรับ)  -  “The company provided for comprehensive training.”  (บริษัทจัดให้มีการฝึกอบรมอย่างกว้างขวาง),  “Substitute”  (เอามาแทน),  “Hope”  (หวังจะได้-มี)  -  “We hope for better life in the future.”  (พวกเราหวังจะมีชีวิตที่ดีขึ้นในอนาคต),  “Apply”  (สมัคร)  -  “She will apply for a job immediately after graduating.”  (เธอจะสมัครงานในทันทีที่เรียนจบ),  เป็นต้น

                       สำหรับวลี (Phrases) อื่นๆ ที่ใช้กับ  “For”  ได้แก่  “For good”  (อย่างถาวร, ตลอดกาล, ตลอดไป)  -  The lost money was gone for good.  (เงินที่หายไปหาไม่เจออีกเลย  -  คือสาบสูญอย่างถาวร)  -  He hoped that the repairs would stop the leak for good.  (เขาหวังว่าการซ่อมจะทำให้ท่อหยุดรั่วไหลไปตลอดกาล),  “For all I Know  (เท่าที่ผมรู้มา, บางที, เป็นไปได้)  -  For all I know, they had eloped a month before the girl’s parents knew  (บางที หรือ เป็นไปได้ที่ว่า  หนุ่มสาวคู่นั้นได้หนีตามกันไป  ๑ เดือน ก่อนหน้าที่พ่อแม่ของฝ่ายหญิงจะรู้  -  คือ ผมบอกไม่ได้ว่า  เป็นอย่างนั้น จริงๆ  ๑๐๐ เปอร์เซ็นต์  หรือไม่  แต่คิดว่า บางที  อาจจะเป็นเช่นนั้น),  “For the time being”  (เดี๋ยวนี้, ในขณะนี้, ชั่วขณะ, ชั่วคราว)  -  I haven’t any note paper, but this envelop will do for the time being.  (ผมไม่มีกระดาษโน้ตเลย  แต่ว่าซองจดหมายนี้ก็ใช้แทนได้  สำหรับใน ขณะนี้)  -  She hasn’t found an apartment yet; she is staying with her aunt for the time being.  (เธอยังหาห้องเช่าไม่ได้เลย  เธอกำลังพักอยู่กับป้าชั่ว คราว  จนกว่าจะห้องเช่าได้)“For instance (= For example)”  (ตัวอย่างเช่น),   “For sure (= For certain”  (อย่างแน่นอน, อย่างไม่ต้องสงสัยเลย, แน่นอนทีเดียว)  -  He didn’t know for sure ( for certain) which bus to take.  (เขาไม่รู้อย่างแน่ชัดว่าจะต้องขึ้นรถเมล์คันไหน  -  คือ  ไม่แน่ใจ),  “Demand”  (ความต้อง การ)  -  The demand for our goods is increasing.  (ความต้องการสินค้าของเรากำลังเพิ่มมากขึ้น),  เป็นต้น

 

10. The bank refused to cash your check because you _______________________________ it.

(ธนาคารปฏิเสธขึ้นเงินเช็คของคุณ  เพราะว่าคุณ ______________________________ มัน)

(a) don’t sign

(b) didn’t sign    (มิได้เซ็นชื่อ หรือลงนาม)

(c) are not signing    (มิได้กำลังเซ็นชื่อ)

(d) shall not sign    (จะไม่เซ็นชื่อ)

ตอบ   -   ข้อ   (b)   ใช้กริยาในประโยคย่อย  (ในรูปปฏิเสธ)  ให้สอดคล้องกับกริยาในประโยคใหญ่  (Refused)  ซึ่งเป็นอดีต

 

11. ___________ account of New York society in the book The age of Innocence, Edith Wharton won the Pulitzer Prize in 1921.

(____________ เรื่องราวของสังคมนิวยอร์กในหนังสือ “ยุคของความไร้เดียงสา”, เอดิธ  วอร์ตัน  ได้รับรางวัลพูลิตเซอร์ในปี ๑๙๒๑)

(a) Under her

(b) An

(c) To

(d) For her    (สำหรับ ...............(เรื่องราว............ความไร้เดียงสา)................ ของเธอ)

ตอบ   -   ข้อ   (d)

 

12. _______________________________, the flaw in the diamond appeared to be a dark spot.

(________________________________________, รอยตำหนิในเพชรปรากฏเป็นจุดดำ)

(a) Looking through a magnifying glass    (เมื่อมองผ่านแว่นขยาย)

(b) Billy looked through a magnifying glass    (บิลลี่มองผ่านแว่นขยาย)

(c) Through a magnifying glass    (ผ่านทางแว่นขยาย)

(d) It was clear that    (มันเห็นได้ชัดเจนว่า)

ตอบ   -   ข้อ   (c)   เนื่องจากเป็น  “Adverbial phrase of place”  (กริยาวิเศษณ์บอกสถานที่)  ทั้งนี้  อาจตอบ  “Looked through a magnifying glass”  (เมื่อถูกมองผ่านแว่นขยาย)  ก็ได้  เนื่องจากประธานของประโยค  คือ  “The flaw”  (รอยตำหนิ)  เป็นผู้ถูกกระทำ (ถูกมอง)  โดยมี  “In the diamond”  เป็นส่วนขยายประธาน  และมี  “Appeared”  เป็นกริยาของประโยค  ดูเพิ่มเติมโครงสร้างแบบนี้จากตัวอย่างข้างล่าง

                                          ตัวอย่างที่ 

  • ___________ over three hundred years ago, the Boston Latin School is the oldest public school in the United States.

(____________ เมื่อกว่า  ๓๐๐  ปีล่วงมาแล้ว,  โรงเรียนภาษาละตินแห่งเมืองบอสตัน  เป็นโรงเรียนรัฐบาลที่เก่าแก่ที่สุดในสหรัฐฯ)

(a) To be approved by law

(b) Approving by law

(c) Approved by law    (ได้รับการอนุมัติ (ยินยอม) โดยกฎหมาย)

(d) Having approved by law

ตอบ   -   ข้อ   (c)  เนื่องจากประธานของประโยค  คือ  โรงเรียนฯ  เป็นผู้ได้รับ (ถูก) อนุมัติ  (ถูกกระทำ)  กริยาข้างหน้าประโยค  (ทำหน้าที่ขยายประธานฯ)  จึงต้องเป็นกริยาช่องที่   เพื่อแสดงรูป  “Passive voice

                                          ตัวอย่างที่ 

  • ___________________________________________ the second time, the snake died.

(__________________________________________________ เป็นครั้งที่ ๒,  งูตาย)

(a) Beat

(b) Beating    (ตี)

(c) Beaten    (ถูกตี)

(d) To beat

ตอบ    –    ข้อ   (c)   เนื่องจากประธานของประโยค  (the snake)  เป็นผู้ถูกกระทำ  (ถูกตี)   จึงต้องใช้กริยาช่องที่   ขึ้นต้นประโยค  ดูเพิ่มเติมการใช้  “Verb + ing” และ  “Verb 3”  ขึ้นต้นประโยค  โดยขยายประธานที่อยู่ข้างในประโยค  (หลังเครื่องหมาย คอมม่า)  เพื่อแสดง  “Active voice”  และ  “Passive voice” (ตามลำดับ) จากประโยคข้างล่าง

                                         ตัวอย่างที่              (จงหาข้อที่ผิดหลักไวยากรณ์ จาก ข้อ  ๑ – ๔)           

  • (1) Loving throughout the Western world, ballet is a (2) theatrical art that tells a story (3) through dance (4) accompanied by music.

(ได้รับความรักไปทั่วโลกตะวันตก  ระบำบัลเลต์เป็นศิลปะเกี่ยวกับละคร  ซึ่งเล่าเรื่องราวโดยผ่านทางการเต้นรำ  ที่ประกอบด้วยดนตรี)

ตอบ    –    ข้อ   (1)   แก้เป็น  “Loved”   เนื่องจากประธานของประโยค  คือ  “Ballet”  เป็นสิ่งที่  “ถูกรัก” (ถูกกระทำ)  กริยา  “Loved”   จึงต้องอยู่ในรูปกริยาช่องที่ ๓  (Past participle),  สำหรับวลี   “Loved throughout the Western world”  เป็นข้อความที่ขยายประธาน  ทำหน้าที่เป็น  “Adjective phrase”  ตัวอย่างอื่นๆ ในแบบนี้  (Passive voice)  ได้แก่

  • Punished by his teacher, Jack tried hard to improve himself.

(ถูกลงโทษโดยครูของเขา  แจ๊คพยายามอย่างหนักที่จะปรับปรุงตัวเอง) (แจ๊คถูกลงโทษ)

  • Bitten by a snake, the dog died.

(ถูกกัดโดยงู  สุนัขตาย) (สุนัขถูกกัด)

  • Killed in the battlefield in the war, he was praised by fellow soldiers.

(ถูกฆ่าตายในสนามรบในสงคราม  เขาได้รับการสรรเสริญโดยเพื่อนทหาร) (เขาถูกฆ่าตาย)

  • Asked by her parents, she came home from abroad to help in the family business.

(ถูกขอร้องโดยพ่อแม่ของเธอ  เธอกลับมาบ้านจากต่างประเทศ  เพื่อช่วยเหลือในธุรกิจของครอบครัว) (เธอถูกขอร้อง)

                       สำหรับคำอธิบายโครงสร้างของประโยคข้างบน  ในกรณีที่ประธานที่อยู่ข้างในประโยค  (หลังเครื่องหมายคอมมา)  เป็นผู้ถูกกระทำ (Passive Voice)   กริยาที่นำหน้าวลี  และอยู่หน้าประโยค  (ทำหน้าที่ขยายประธาน)  จะต้องอยู่ในรูป  กริยาช่องที่  ๓  (Past Participle)  ดังประโยคตัวอย่างเพิ่มเติมข้างล่าง

                                         ตัวอย่างที่ 

  • ______________________________________ by the car, she was sent to the hospital.

(_______________________________________ โดยรถยนต์, เธอถูกส่งไปโรงพยาบาล)

(a) Hitting   (ชน)

(b) To hit

(c) Hit    (ถูกชน)  (เป็นกริยาช่องที่  )

(d) Having hit    (ได้ชน)

ตอบ   -    ข้อ   (c)   เนื่องจากประธานของประโยค (She)  เป็นผู้ถูกชนโดยรถยนต์  กริยาข้างหน้าประโยคจึงต้องเป็นกริยาช่อง    (Past participle)  เพื่อแสดงการถูกกระทำ (Passive voice)  ทั้งนี้  อาจตอบ  “Having been hit”  (ถูกชน)  ซึ่งเป็น  “Participle phrase”  ในแบบ  “Passive voice”  ก็ได้

                                         ตัวอย่างที่  

  • _____________________ in wine, snails are a great luxury in various parts of the world. 

(___________________ ในไวน์  หอยทากเป็นอาหารราคาแพงอย่างมากในหลายๆส่วนของโลก)

(a) To cook

(b) Cooking    (ปรุง)

(c) Cooked    (ถูกปรุง)

(d) Cook

ตอบ   -    ข้อ   (c)   เนื่องจากประธานของประโยค  คือ  “Snails”  ซึ่งถูกปรุงในไวน์ (Cooked)  หรือเป็นผู้  “ถูกกระทำ”  จึงต้องอยู่ในรูปกริยาช่องที่ ๓  (แสดง “Passive voice)

                                         ตัวอย่างที่  

  • _______________________________________________________, the snake died.

(__________________________________________________________, งูตาย)

(a) Beating by the boys   (เมื่อตีโดยเด็กๆ)

(b) Beaten by the boys    (เมื่อถูกตีโดยเด็กๆ)

(c) Having beaten by the boys    (เมื่อได้ตีโดยเด็กๆ)

(d) To beat by the boys    (เพื่อที่จะตีโดยเด็กๆ)

ตอบ   -    ข้อ   (b)   เนื่องจากประธานของประโยค  คือ  “The snake”  เป็นผู้ถูกตี  ทั้งนี้  อาจตอบ  “Having been beaten by the boys”  (เมื่อได้ถูกตีโดยเด็กๆ)  ซึ่งเป็น  “Participle phrase”  ในแบบ  “Passive voice”  ก็ได้

 

13. It is often cheaper to buy articles _____________________________ the dozen than singly.

(มันมักจะราคาถูก  ที่จะซื้อสินค้า-สิ่งของ ___________ โหล  มากกว่า (ซื้อ) อันเดียว-ชิ้นเดียว)  (คือ  ซื้อเป็นโหลราคาถูกกว่าซื้อทีละชิ้น)

(a) at

(b) for

(c) by    (เป็น)

(d) of

ตอบ   -   ข้อ   (c)

                       สำหรับวลีที่ใช้  “By”  ได้แก่  “By my watch”  {(เวลา  ๑๐  โมง)  จากนาฬิกาของผม},  “He died by his own hands.  (เขาตายด้วยน้ำมือของตน เอง),  “by chance” (โดยบังเอิญ)  -  I met my old friend at the party by chance.  (ผมเจอเพื่อนเก่าที่งานเลี้ยงโดยบังเอิญ),   “by birth”  (โดยกำเนิด)  -  She is English by birth.  (เธอเป็นคนอังกฤษโดยกำเนิด),  “by mistake”  (โดยการเข้าใจผิด) -  He took my book by mistake.  (เขาเอาหนังสือของผมไปโดยเข้าใจผิด  คือ คิดว่าเป็นของเขา), “by heart”  (โดยการท่องจำ)  -  I learn English vocabularies by heart.  (ผมเรียนรู้คำศัพท์ภาษาอังกฤษโดยการท่องจำ), “by car” (= in a car) (โดยรถยนต์),  “by bus” (= in a bus) (โดยรถประจำทาง),  “by train” (= in a train) (โดยรถไฟ),  “by plane” (= in a plane)  (โดยเครื่อง บิน),  “by air”  (โดยทางอากาศ),  “by sea”  (โดยทางทะเล),  “by telephone”  (โดยทางโทรศัพท์),  “by telegram” (โดยทางโทรเลข),  “by letter”  (โดยทางจด หมาย),  “by trade”  (โดยทางการค้า),  “by radio” (โดยทางวิทยุ),  “by force” (โดยใช้กำลัง)  “I know him (them) by name” (ผมรู้จักเขาแต่ชื่อ  -  ไม่เคยพบตัว),  “by himself/herself” (โดยตัวเขา/เธอเอง  ตามลำพัง หรือ ไม่มีใครช่วย)  -  He did all the work by himself.  (เขาทำงานทั้งหมดด้วยตนเอง), “by machinery” (โดยเครื่องจักร),  “by hand” (= with his hands) {(ทำ) ด้วยมือ}, “The room is 20 feet by 10 feet.” (ห้องยาว ๒๐ ฟุต กว้าง ๑๐ ฟุต),  “Sugar is sold by the pound/kilogram.” (= by weight) {น้ำตาลถูกขายเป็นปอนด์/กิโล กรัม = (ขาย) เป็นน้ำหนัก},  “The road was widened by 5 meters.”  (ถนนถูกขยายออกไปอีก ๕ เมตร),  “remarks by Mr. Schmidt”  (คำพูดโดยมิสเตอร์ชมิดท์),  “She was brought up by her aunt.” (เธอได้รับการอบรม-เลี้ยงดูโดยป้าของเธอ),  “new legislation announced by the government” (กฎหมายใหม่ประกาศโดยรัฐบาล),  “I was startled by his anger.”  (ผมสะดุ้งตกใจจากความโกรธของเขา),  “by and large” (= on the whole) (โดยทั่วๆ ไป, เมื่อพิจารณาทุกด้านแล้ว), “by mistake”  (โดยการเข้าใจผิด),  “by accident”  (โดยอุบัติเหตุ, โดยมิได้ตั้งใจ),“by degrees” (ทีละน้อย),  “by the way”  (อ้อ, เอ้อ, อนึ่ง – ใช้พูดเกริ่นนำ ก่อนจะเข้าเรื่อง),  “by all means”  (โดยแน่นอน),  “by no means” (ไม่โดยแน่นอน)  “by-pass” (= short cut)  (ทางลัด),  “passer-by” (ผู้ที่ผ่านไปมา),  “by-gone”  (สิ่งหรือเรื่องที่ผ่านไปแล้ว),  “by-product” (ผลพลอยได้),  “I will pay by cheque.” (ผมจะจ่ายเป็นเช็ค),  “read a book by candlelight”(อ่านหนังสือโดยใช้แสงเทียน),  “by chance” (โดยบังเอิญ),  “She came in by the back door.”  (เธอเข้ามาทางประตูหลัง),  “I sat by her bed.” (ผมนั่งข้าง – หรือใกล้ – เตียงของเธอ),  “by 1960”  (ราวๆ ปี ๑๙๖๐),  “By the time I went to bed, I was absolutely exhausted.”  (ราวๆเวลาที่ผมเข้านอน  ผมเหน็ดเหนื่อยโดยสิ้นเชิง),  “He is rich by Chinese standards.”  (เขาร่ำรวย  โดยมาตรฐานของชาวจีน),  “She was standing by herself in a corner of the room.(เธอกำลังยืนอยู่ตามลำพัง – คนเดียว – ที่มุมห้องด้านหนึ่ง),  “I think I could manage by myself.”  (ผมคิดว่าผมสามารถทำสำเร็จด้วยตัวของผมเอง – โดยไม่ต้องมีคนคอยช่วยเหลือ),  “Twelve divided by three is four.”  (๑๒ หารด้วย    เหลือ  ),  “Multiply the amount by three.”  (จงคูณจำนวนนั้นด้วย ๓),  “Cars are now made by the million.” (รถยนต์ในปัจจุบันได้รับการผลิตเป็นล้านๆคัน),  “one by one” (ทีละคน),  “year by year”  (แต่ละปี),  “She took him by the hand.”  (เธอจับมือเขา),  “Hold it by the handle!” (จงถือมันไว้ที่ด้าม หรือมือจับ),  “Her salary went up by half.”  (เงินเดือนของเธอขึ้นไปครึ่งหนึ่ง),  “The economic growth increased by 10 %.” (เศรษฐกิจเติบโต  ๑๐  เปอร์เซ็นต์),  “They are Buddhists by birth, not by practice.”  (พวกเขาเป็นชาวพุทธโดยกำเนิด  มิใช่โดยการปฏิบัติ – ศาสนกิจ),  “By night, a number of animals seek their preys, while by day, they tend to sleep.”  (ระหว่างกลางคืน   สัตว์จำ นวนมากเสาะหาเหยื่อ  ในขณะที่ตอนกลางวัน  พวกมันมักจะนอน),  “walk side by side”  (เดินเคียงข้างกัน),  “walk hand in hand”  (เดินจูงมือกัน),  “by-election”  (การเลือกตั้งซ่อม),  “by comparison (= in comparison)”  (โดยการเปรียบ เทียบ)  -  He made me look, by comparison (= in comparison), a good, calm, reasonable person.  (เขาทำให้ผมดู (มีท่าทาง ), โดยเปรียบเทียบ, เป็นคนดี  เยือกเย็น  และมีเหตุผล)  (หมายถึง  เมื่อเปรียบเทียบผมกับเขา)  (เขาไม่มีลักษณะดังกล่าว),   เป็นต้น

 

14. You should be very careful ___________________________________________ the road.

(คุณควรระมัดระวังมากๆ _____________________________________________ ถนน)

(a) to cross

(b) cross

(c) when crossing    (เมื่อข้าม)

(d) to have crossed

ตอบ   -   ข้อ   (c)   เนื่องจากลดรูปมาจากอนุประโยค   “When you cross”  หรือ  “When you are crossing

 

15. Fast-food restaurants have become popular because many working people want _____________.

(ภัตตาคารอาหารจานด่วนได้กลายเป็นที่นิยม   เพราะว่าคนทำงานเป็นจำนวนมากต้องการ _________)

(a) eat quickly and cheaply

(b) eating quickly and cheaply

(c) to eat quickly and cheaply    (กินอย่างรวดเร็วและราคาถูก)

(d) the eat quickly and cheaply

ตอบ   –   ข้อ   (c)   เนื่องจากกริยา  “Want”  ต้องตามด้วย  “Infinitive with to” (To + verb 1)

 

16. She is said by friends and colleagues __________________________________________.

(เธอถูกกล่าวขานโดยเพื่อนๆ และเพื่อนร่วมงาน __________________________________)

(a) a gentle and gracious woman.

(b) that he is a gentle and gracious woman.

(c) to be gentle and gracious    (ว่าสุภาพและมีเมตตากรุณา)

(d) to have gentleness and she is gracious

ตอบ   -   หลังรูป  “Passive voice”  (Is said)  ต้องใช้  “Infinitive with to”  (To + Verb 1)  ดังตัวอย่างข้างล่าง

  • Tortoises are said to live long.

(เต่าถูกกล่าวว่ามีอายุยืน)

  • She is said to be the most beautiful woman in the country.

(เธอถูกเล่าขานว่าเป็นผู้หญิงที่สวยที่สุดในประเทศ)

  • They were believed to tell the truth.

(พวกเขาถูกเชื่อว่าพูดความจริง)

  • Customers are advised to arrive early.

(ลูกค้าได้รับการแนะนำให้มาถึงแต่เนิ่นๆ)

  • Job applicants were recommended to bring 3 copies of their resume.

(ผู้สมัครงานได้รับการแนะนำให้นำประวัติโดยย่อมา ๓ ชุด)

 

17. ____________________ by the shop owner in the middle of the night, the burglar ran away.

(___________________________________ โดยเจ้าของร้านกลางดึก  หัวขโมยวิ่งหนีไป)

(a) To be seen

(b) Seeing    (เห็น)

(c) Seen    (ถูกเห็น)

(d) Having seen    (เห็น)

ตอบ   -   ข้อ   (c)   เนื่องจากประธานของประโยค  คือ  หัวขโมย  เป็นผูู้ถูกเห็น  (ถูกกระทำ)  กริยาข้างหน้าประโยค  (ทำหน้าที่ขยายประธานฯ)  จึงต้องเป็นกริยาช่องที่   เพื่อแสดงรูป  “Passive voice”,  หรืออาจตอบ  "Having been seen"  ซึ่งเป็น  "Perfect participle phrase"  ในรูป  "Passive voice"  หมายถึง  "ได้ถูกเห็น"  (เป็นเหตุุการณ์ที่เกิดก่อนเหตุการณ์หัวขโมยวิ่งหนีไป),  ดูเพิ่มเติมโครงสร้างแบบนี้จากประโยคข้างล่าง   

                                        ตัวอย่างที่  ๑             (จงหาข้อที่ผิดหลักไวยากรณ์ จาก ข้อ  ๑ – ๔)           

  • (1) Loving throughout the Western world, ballet is a (2) theatrical art that tells a story (3) through dance (4) accompanied by music.

(ได้รับความรักไปทั่วโลกตะวันตก  ระบำบัลเลต์เป็นศิลปะเกี่ยวกับละคร  ซึ่งเล่าเรื่องราวโดยผ่านทางการเต้นรำ  ที่ประกอบด้วยดนตรี)

ตอบ    –    ข้อ   (1)   แก้เป็น  “Loved”   เนื่องจากประธานของประโยค  คือ “Ballet”  เป็นสิ่งที่  “ถูกรัก” (ถูกกระทำ)  กริยา  “Loved”  จึงต้องอยู่ในรูปกริยาช่องที่ ๓  (Past participle),  สำหรับวลี  “Loved throughout the Western world”  เป็นข้อความที่ขยายประธาน  ทำหน้าที่เป็น  “Adjective phrase”  ตัวอย่างอื่นๆ ในแบบนี้ (Passive voice)  ได้แก่

  • Punished by his teacher, Jack tried hard to improve himself.

(ถูกลงโทษโดยครูของเขา  แจ๊คพยายามอย่างหนักที่จะปรับปรุงตัวเอง) (แจ๊คถูกลงโทษ)

  • Bitten by a snake, the dog died.

(ถูกกัดโดยงู  สุนัขตาย) (สุนัขถูกกัด)

  • Killed in the battlefield in the war, he was praised by fellow soldiers.

(ถูกฆ่าตายในสนามรบในสงคราม  เขาได้รับการสรรเสริญโดยเพื่อนทหาร) (เขาถูกฆ่าตาย)

  • Asked by her parents, she came home from abroad to help in the family business.

(ถูกขอร้องโดยพ่อแม่ของเธอ  เธอกลับมาบ้านจากต่างประเทศ  เพื่อช่วยเหลือในธุรกิจของครอบครัว) (เธอถูกขอร้อง)

                           อย่างไรก็ตาม  ถ้าประธานของประโยค  เป็นผู้ทำกริยาในวลี,  กริยานั้นจะต้องเป็น  “Present participle” (Verb + ing)  แสดงรูป  “Active voice”   เช่น

  • Walking along the road, he met his old friend.

(เดินไปตามถนน  เขาพบเพื่อนเก่าของเขา)  (เขาเป็นผู้ทำกริยา  “เดิน”)

  • Seeing her teacher, Jane went to greet him.

(เห็นครูของเธอ  เจนเข้าไปทักทายเขา)  (เจนเป็นผู้ทำกริยา  “เห็น”)

  • Looking out of the window, we could see beautiful scenery.

(มองออกไปนอกหน้าต่าง  เราสามารถเห็นทัศนียภาพที่สวยงาม)  (เราเป็นผู้ทำกริยา  “มอง”)

  • Hoping to be there in time, Kim started early in the morning.

(หวังว่าจะไปที่นั่นให้ทันเวลา  คิมเริ่มออกเดินทางแต่เช้าตรู่)  (คิมเป็นผู้ทำกริยา  “หวัง”)

 

18. It was careless ____________________________________ us to forget to lock the door.

(มันเป็นความสะเพร่า ____________________________________ เรา  ที่ลืมล๊อคประตู)

(a) for

(b) with

(c) of    (ของ)

(d) in

ตอบ   -   ข้อ   (c)   ดูเพิ่มเติมจากประโยคข้างล่าง

                                         ตัวอย่างที่  

  • It was very careless of ______________________________ to leave her baby in the taxi.

(มันเป็นความสะเพร่าอย่างยิ่งของ _______________________ ที่ทิ้งทารกน้อยไว้ในรถแท็กซี่)

(a) she

(b) her    (เธอ)

(c) hers

(d) herself

ตอบ   -   ข้อ   (b)   เนื่องจากมาจากโครงสร้าง  “Adjective + Of +  กรรม”  =   “กรรมนั้นช่าง.....................เหลือเกิน  ที่.........................”  เช่น

  • It is very kind of you to help me.

(คุณช่างกรุณามากเหลือเกินที่ช่วยเหลือผม)

  • It was very nice of her to donate a lot of money to charity.

(เธอช่างกรุณาเสียเหลือเกินที่บริจาคเงินมากมายให้กับการกุศล)

  • It was good of your father to come.

(คุณพ่อของคุณช่างกรุณาเหลือเกินที่อุตส่าห์มา)

  • How kind of them to help those poor children.

(พวกเขาช่างกรุณาเหลือเกินที่ช่วยเหลือเด็กที่น่าสงสารเหล่านั้น)

 

19. We have not seen each other ____________________________________ our schooldays.

(เราไม่ได้พบกัน __________ สมัยที่เราเป็นเด็กนักเรียน)  (คือ  พอเรียนจบจากโรงเรียนแล้ว  ก็ไม่ได้เจอกันอีกเลย)

(a) before

(b) after

(c) when

(d) since    (ตั้งแต่)

ตอบ   -   ข้อ   (d)   “Since”  +  วลี  เช่น  (the morning, yesterday, 10 o’clock, Friday, Last week (month, year), 1990, noon, midnight, our schooldays, etc.)  หรือ  “Since” + ประโยค  เช่น  (I was young, we were at college, she was born, his mother died, they were married, you arrived, he was ten years old, etc.)

  • They have read in the library since 10 o’clock.

(พวกเขาอ่านหนังสือในห้องสมุดตั้งแต่สิบโมงเช้า)  (ขณะนี้ก็ยังอ่านอยู่)

  • He has worked to support his family since he was ten years old.

(เขาทำงานเลี้ยงครอบครัวตั้งแต่เขาอายุ ๑๐ ขวบ)  (ปัจจุบันก็ยังทำฯ อยู่)

 

20. We hadn’t enough money to pay the taxi fare, and _____________________ we had to walk.

(เราไม่มีเงินพอจะจ่ายค่ารถแท็กซี่  และ _________________________ เราจำเป็นต้องเดินไป)

(a) really

(b) in consequence    (ผลที่ตามมา คือ,  ผลลัพธ์ คือ)  

(c) result

(d) that is

ตอบ   -   ข้อ   (b)   หรืออาจตอบ  “as a consequence”  หรือ  “as a result”  (ทั้ง ๒ วลี  หมายถึง  “ผลที่ตามมา คือ,  ผลลัพธ์ คือ”)  ก็ได้

 

เรียน  ท่านผู้ติดตามอ่าน  เว็บไซต์  “everydayenglish.pwa.co.th

 

                ถ้าท่านมีคำแนะนำให้ปรับปรุงเว็บไซต์นี้ประการใด  กรุณาส่ง  e-mail ไปที่  ดร. วัชรินทร์  ภูเขาทอง  อดีต  ผอ. สำนักวิทยาการ  การประปาส่วนภูมิภาค  ผู้จัดทำเว็บไซต์นี้  ตาม “Address” wpookaotong@yahoo.com  (โปรดระบุหัวเรื่องด้วย ว่า  “ปรับปรุงเว็บไซต์”)  เพื่อที่ผู้จัดทำฯ จะได้ปรับปรุงเนื้อหาได้ตรงตามความประสงค์ของผู้อ่านเว็บไซต์นี้ต่อไป

 

 

 

หมวดข้อสอบ STRUCTURE (ตอนที่ 159)

การประปาส่วนภูมิภาค  “มุ่ง-มั่น-เพื่อปวงชน”

 

Direction:  Choose the most appropriate answer.

(จงเลือกคำตอบที่เหมาะสมที่สุด)

 

1. Frederick Jones invented a refrigeration unit that ____________ the transportation of frozen foods by truck.

(เฟร็ดเดอริก  โจนส์  ประดิษฐ์คิดค้นหน่วยงานแช่เย็น (ทำให้เย็น) ซึ่ง __________ การขนส่งอาหารแช่แข็งโดยรถบรรทุก)

(a) possibly made

(b) made it possible

(c) it possibly made

(d) made possible    (ทำให้เป็นไปได้)

ตอบ   -   ข้  อ   (d)   เนื่องจาก  “Made”  เป็นกริยาของอนุประโยค  (That made possible the transportation of frozen foods by truck)  ทั้งนี้  สามารถเขียนโครงสร้างประโยคได้อีกแบบหนึ่ง  โดยมีความหมายเหมือนกัน  คือ

  • Frederick Jones invented a refrigeration unit that made the transportation of frozen foods by truck possible.

 

2. Sandy William, _____________________, has run her own record company for half a century.

(แซนดี้  วิลเลียม, ____________ , ได้บริหาร (ดำเนินการ) บริษัทแผ่นเสียงของเธอเอง  เป็นเวลาครึ่งศตวรรษ)  (จนถึงปัจจุบัน)

(a) is the great contemporary singer

(b) one of the great contemporary singers    (หนึ่งในบรรดานักร้องร่วมสมัย (สมัยปัจจุบัน) ผู้ยิ่งใหญ่)

(c) that the great contemporary singers

(d) the contemporary singers were great

ตอบ   -   ข้อ  (b)  โดยลดรูปมาจากอนุประโยค  “Who is one of the great contemporary singers”  ทั้งนี้  อาจตอบ  “A great contemporary singer”  (นักร้องร่วมสมัยผู้ยิ่งใหญ่คนหนึ่ง) ก็ได้

 

3. Roger said he worked __________________________________________ at a gas station.

(โรเจอร์กล่าวว่า  เขาทำงานที่ปั๊มน้ำมัน _______________________________________)

(a) eight hours a day    (วันละ ๘ ชั่วโมง)

(b) eight hours on a day

(c) eight hours in a day

(d) eight hours for a day

ตอบ   –   ข้อ   (a)   ดูเพิ่มเติมการเรียงคำในเรื่อง  “ราคา, น้ำหนัก, เวลา, ความเร็ว, อัตราส่วน”  จากประโยคข้างล่าง

                                         ตัวอย่างที่            {จงหาที่ผิดหลักไวยากรณ์  ข้อ  (๑)  -  (๔)}

  • (1) All the blood in the body (2) passes through the heart (3) at least twice (4) the minute.

(เลือดทั้งหมดในร่างกายไหลผ่านหัวใจ  อย่างน้อยที่สุด   ครั้ง ต่อ    นาที)

ตอบ   –   ข้อ   (4)   แก้เป็น   “a minute”  เนื่องจากต้องใช้   “a” และ “an”  นำหน้าคำนามเอกพจน์ที่บอกถึง  “ราคา”,  “อัตราส่วน”,  “น้ำหนัก”,  “ความเร็ว”,  และ  “เวลา”  เช่น  

  • a pound a dozen  (โหลละ ๑ ปอนด์)  
  • ten dollars a pair  (คู่ละ ๑๐ เหรียญ)
  • 50 baht a kilo  (๕๐ บาทต่อ ๑ กิโล)
  • 100 baht a yard  (๑๐๐ บาทต่อ ๑ หลา)
  • once a month  (เดือนละ ๑ ครั้ง)
  • twice a year  (ปีละ ๒ ครั้ง)
  • three times a year  (ปีละ ๓ ครั้ง)
  • ninety miles an hour  (๙๐ ไมล์ต่อชั่วโมง)

 

4. There are ________________________________________________ than in your class.

(มี ______________________________________________ กว่าในชั้นเรียนของคุณ)

(a) students in my class more

(b) students more in my class

(c) more students in my class    (นักเรียนในชั้นเรียนของผมมาก)

(d) in my class students more

ตอบ   –   ข้อ   (c)   ต้องใช้การเรียงคำแบบดังกล่าว

 

5. The museum is visited mainly by those _____________ are interested in the historical objects excavated from archaeological sites in South Africa.

(พิพิธภัณฑ์ได้รับการไปเยือน  ส่วนใหญ่โดยบุคคล __________ มีความสนใจในวัตถุโบราณ (ทางประวัติศาสตร์)  ที่ถูกขุดค้นมาจากแหล่งโบราณคดีในแอฟริกาใต้)

(a) whom

(b) which

(c) who    (ผู้ซึ่ง)

(d) whose

ตอบ   –    ข้อ   (c)   เนื่องจากเป็นประธานของอนุประโยค   “Who are ……....…….South Africa

 

6. Pan American University owns ____________________ telescope and observatory in Texas.

(มหาวิทยาลัยแพนอเมริกันเป็นเจ้าของกล้องโทรทัศน์และหอดูดาว ____________ ในรัฐเท็กซัส)

(a) the second is the largest of

(b) the second-largest is the

(c) the second-largest    (ใหญ่ที่สุดเป็นอันดับสอง)

(d) second-largest of the

ตอบ   -   ข้อ   (c)   ต้องเรียงโครงสร้างในแบบดังกล่าว  เช่น

  • Thammasat University is the second-oldest university in Thailand.

(มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์  เป็นมหาวิทยาลัยที่เก่าแก่ที่สุดเป็นอันดับสองของไทย)

              แต่ถ้าต้องการจะบอกว่าอาคารใหญ่ที่สุดใช้  “The largest building”  หรือ วัดเก่าแก่ที่สุดใช้  “The oldest temple

 

7. Meat can be purchased not only fresh _____________________________ canned and frozen.

(เนื้อสามารถถูกซื้อไม่เพียงแต่ (แบบ) สด _________ (แบบ) บรรจุกระป๋องและแช่แข็ง ________)

(a) also

(b) not also

(c) and also

(d) but also    (แต่ยัง ...............(บรรจุกระป๋องและแช่แข็ง)................ อีกด้วย)

ตอบ   -   ข้อ   (d)   เป็นการใช้  “คำคู่”   คือ  “Not only”  และ  “But also”  ดูเพิ่มเติมการใช้  “คำคู่”  จากตัวอย่างข้างล่าง

                                          ตัวอย่างที่         

  • Please tell me the difference ________________________________ a habit and a custom.

(โปรดบอกผมความแตกต่าง __________ นิสัย  (หรือธรรมเนียมปฏิบัติ) และขนบธรรมเนียมประเพณี)

(a) of

(b) from

(c) between    (ระหว่าง)

(d) in

ตอบ    –    ข้อ    (c)   เนื่องจากเป็นการใช้   “คำคู่”  “Between”  และ “And                                            

                                          ตัวอย่างที่  

  • Both breakfast _________________________ lunch are served in the company cafeteria.

(ทั้งอาหารเช้า ____________________ อาหารกลางวันได้รับการเสิร์ฟในโรงอาหารของบริษัท)

(a) but    (แต่)

(b) or    (หรือ)

(c) either    (อย่างใดอย่างหนึ่ง)

(d) and    (และ)

ตอบ   -   ข้อ   (d)   เนื่องจากเป็นการใช้คำคู่  เช่น  “both…....…and…........” (ทั้ง............และ.............),  “either…....…or…........” (............ หรือ........... คนใดคนหนึ่ง),  “neither….....…nor….........” (ไม่ทั้ง............และ.............),  “not only…....… but also…....…”  (ไม่เพียงแต่............ แต่................ ด้วย)   เช่น

  • Either John or his sister will come to my party.

(จอห์นหรือน้องสาวของเขา  คนใดคนหนึ่ง – ระหว่างเขากับน้องสาว –จะมางานเลี้ยงของผม)

  • Neither you nor I can achieve the goals.

(ไม่ทั้งคุณและผมสามารถบรรลุจุดหมาย  –  คือทั้งคุณและผมไม่สามารถบรรลุจุดหมาย)

  • Not only Peter but also Frank passes the test.

(ไม่เพียงแต่ปีเตอร์  แต่ยังแฟร้งค์อีกด้วย  ที่ผ่านการสอบ  –  คือสอบผ่านทั้ง ๒ คน)

  • Both Mary and her sister have divorced their husbands.

(ทั้งแมรี่และพี่สาวของเธอได้หย่าร้างกับสามี)

 

8. In physics, the greater __________________ object’s mass, the harder it is to put it into motion.

(ในวิชาฟิสิกส์,  ยิ่งมวลสารของวัตถุ __________ ยิ่งมาก (ยิ่งใหญ่) ขึ้น,  มันก็ยิ่งยากขึ้นที่จะทำให้มันเคลื่อนไหว)  (หมายถึง  ยิ่งวัตถุมีขนาดใหญ่ขึ้น  ก็ยิ่งยากมากขึ้นที่จะทำให้มันเคลื่อนไหว)

(a) is an

(b) it is an

(c) an    (ชิ้นหนึ่ง, อย่างหนึ่ง)

(d) which is an

ตอบ   -   ข้อ   (c)   เนื่องจากอยู่ในโครงสร้าง  “ยิ่ง.................ก็ยิ่ง....................”  ดูเพิ่มเติมโครงสร้างนี้จากตัวอย่างข้างล่าง

                                         ตัวอย่างที่ 

  • The harder the shrub is to grow, ___________________________________________.

(ยิ่งต้นไม้เล็กๆ (พันธุ์เตี้ยๆ) โตยาก  _________________________________________)

(a) the higher the price it is

(b) the higher is the price

(c) the higher the price    (ราคาก็ยิ่งแพงขึ้น)  (ตอบแบบไม่มีกริยา)

(d) the higher is the price become

ตอบ   -   ข้อ   (c)   หรืออาจตอบ   “The higher the price is”  (ตอบแบบมีกริยา)  หรือ  “The higher the price becomes”  (แบบมีกริยา)  ก็ได้  ดูเพิ่มเติมโครงสร้างแบบนี้จากประโยคข้างล่าง

                                          ตัวอย่างที่ 

  • The more he tried to help her, _________________________ she seemed to appreciate it.

(ยิ่งเขาพยายามช่วยเหลือเธอมากขึ้น  เธอก็ยิ่งดูเหมือนว่าชื่นชม-เห็นคุณค่ามัน ___________)  (ยิ่งเขาช่วยเธอมากขึ้น  เธอก็ยิ่งชื่นชมมันน้อยลง)

(a) less

(b) lesser    (น้อยกว่า, เล็กน้อย)

(c) the less    (น้อยลง)

(d) the lesser

ตอบ   -   ข้อ   (c)   ดูเพิ่มเติมการใช้โครงสร้าง  “ยิ่ง................ก็ยิ่ง.................”  ในประโยคข้างล่าง

                                         ตัวอย่างที่ 

  • The more money we earn, __________________________ percentage we pay in taxes.

(ยิ่งเราหาเงินได้มากขึ้น  เปอร์เซ็นต์ที่เราจะต้องเสียภาษี  __________________________)

(a) the high the

(b) higher an

(c) a high

(d) the higher the    (ก็ยิ่งสูงขึ้น)   

ตอบ   -   ข้อ  (d)

                                         ตัวอย่างที่ 

  • The higher the standard of living and the greater the national wealth, the _____________.

(ยิ่งมาตรฐานการครองชีพสูงขึ้น  และความมั่งคั่งของชาติเพิ่มมากขึ้น, _________________)

(a) greater is the amount of paper is used

(b) greater amount of paper is used

(c) amount of paper is used is greater

(d) greater the amount of paper used    (ปริมาณกระดาษที่ใช้ก็ยิ่งเพิ่มมากขึ้น)

ตอบ   -   ข้อ  (d)

                                         ตัวอย่างที่ 

  • On enough logical reasons, the fewer seeds, ________________________________.

(ตามเหตุผลที่เป็นไปตามหลักตรรกะอย่างเพียงพอ  ยิ่ง (หว่าน) เมล็ดน้อย  ______________)

(a) the less plants grow

(b) the fewer plants    (ก็ยิ่ง (ได้) ต้นไม้ (หรือพืช) น้อย)  (ความหมาย คือ  ยิ่งหว่านเมล็ดลงไปน้อย  ก็ยิ่งได้ต้นไม้น้อย)

(c) the less plants

(d) the plants the fewer

ตอบ   -   ข้อ   (b)   “Fewer”  (น้อยกว่า)  มาจาก  “Few”  ต้องใช้กับคำนามนับได้ พหูพจน์,  ส่วน  “Less”  (น้อยกว่า)  มาจาก  “Little”  ใช้กับคำนามนับไม่ได้  (เอกพจน์เสมอ),  ในประโยคข้างบน  “Seeds”  และ  “Plants”   เป็นนามนับได้ พหูพจน์  จึงต้องตัด  ข้อ   (a)  และ  (c)  ทิ้งไป,  สำหรับการเรียงโครงสร้าง  “ยิ่ง...................ก็ยิ่ง.................”  ดูคำอธิบายจากประโยคข้างล่าง

                                         ตัวอย่างที่  

  • The longer you stay here, _______________________________________________.

(ยิ่งคุณพักอยู่ที่นี่นานยิ่งขึ้น  ______________________________________________)

(a) it will be better

(b) it will be the better

(c) the better will it be

(d) the better it will be    (มันก็ยิ่งดีมากขึ้น)

ตอบ   -   ข้อ   (d)   เนื่องจากเป็นไปตามโครงสร้าง  “The + Adjective (ขั้นกว่า)  + Subject + Verb,  the + Adjective (ขั้นกว่า) + Subject + Verb”  หรือ  แบบย่อๆ  เช่น

  • The sooner, the better.   (ยิ่งเร็วก็ยิ่งดี)
  • The more, the merrier.   (ยิ่ง (คน) มาก  ก็ยิ่งสนุก)
  • The slower, the safer.   (ยิ่งช้า  ก็ยิ่งปลอดภัย)
  • The longer, the higher price.   (ยิ่งนานไป  ก็ยิ่งราคาสูงขึ้น)

                                          ตัวอย่างที่  

  • The older he grows, _________________________________________ he becomes.

(ยิ่งเขาอายุมากขึ้น  เขาก็ ______________________________________________)

(a) more foolish

(b) foolish

(c) foolisher    (ไม่มีใช้รูปนี้)

(d) the more foolish    (ยิ่งโง่มากขึ้น)

ตอบ  -  ข้อ  (d)

                                         ตัวอย่างที่               (จงเลือกข้อที่ผิดไวยากรณ์จากข้อ  ๑ – ๔)

  • Sometimes (1) the more we attempt to explain (2) our mistake, the (3) worst our story (4) sounds.  

(บางครั้ง  ยิ่งเราพยายามที่จะอธิบายความผิดของเรา (คือแก้ตัว)  เรื่อง (ที่พูดแก้ตัว) ของเรา  ก็ดูเหมือนว่ายิ่งเลวร้ายมากยิ่งขึ้น)

ตอบ   –   ข้อ   (3)   แก้เป็น  “Worse”  (มาจาก  “Bad,  Worse,  Worst”  –  แย่-เลวร้าย, แย่กว่า-เลวร้ายกว่า, แย่ที่สุด-เลวร้ายที่สุด)   เนื่องจากมาจากรูป   “ยิ่ง...............ก็ยิ่ง................”  โดยมีโครงสร้าง  คือ  (The + Adjective (ขั้นกว่า) + Subject + Verb,  the + Adjective (ขั้นกว่า) + Subject + Verb)  เช่น

  • The more one has, the more one wants.

(คนเรายิ่งมีมาก  ก็ยิ่งต้องการมาก)  (ยิ่งมีมาก  ยิ่งโลภมาก)

  • The sooner she arrives, the better it is.

(ยิ่งเธอมาถึงเร็ว  ก็ยิ่งดี)

  • The bigger the house is, the more expensive it is.

(ยิ่งบ้านยิ่งหลังใหญ่ขึ้น  ราคาก็ยิ่งแพงขึ้น)

  • The more he tried to explain, the less she understood him.

(ยิ่งเขาพยายามอธิบายมากยิ่งขึ้น  เธอก็ยิ่งเข้าใจเขาน้อยลง)

  • The more the people come to our party, the funnier it will be.

(ยิ่งคนมางานเลี้ยงของเรามากขึ้น  มันก็ยิ่งสนุกมากขึ้น)

  • The heavier the boxes are, the more difficult it is to carry them.

(ยิ่งกล่องยิ่งใหญ่ขึ้น  ก็ยิ่งแบกมันลำบากมากยิ่งขึ้น)

  • The more he loves her, the less she loves him.

(ยิ่งเขารักเธอมากขึ้น  เธอก็ยิ่งรักเขาน้อยลง)

  • The more money we gave them, the more (money) they wanted from us. 

(ยิ่งเราให้เงินเขามากขึ้น  เขาก็ยิ่งต้องการ (เงิน) จากเรามากขึ้น)

  • The more we read, the wiser we become.

(ยิ่งเราอ่านมากขึ้น  เราก็ยิ่งฉลาดมากขึ้น)

  • The more loan he takes, the deeper he is in debt.

(ยิ่งเขากู้เงินมากขึ้น  เขาก็ยิ่งเป็นหนี้มากขึ้น)

 

9. ____________________________________________ map dates back to about 3000 B.C.

(แผนที่ _____________________ นับเวลาย้อนหลังไปจนประมาณ  ๓,๐๐๐  ปีก่อนคริสตศักราช)

(a) Known to be the oldest

(b) The oldest known    (เก่าแก่ที่สุดซึ่งเป็นที่รู้จักกัน)

(c) It was the oldest known

(d) Known as the oldest

ตอบ   -   ข้อ   (b)   เนื่องจากเป็นส่วนที่ขยายประธานของประโยค  (Map)  ส่วนกริยา  คือ  “Dates back”  (นับเวลาย้อนหลัง)  หรืออาจตอบ  ข้อ  (c)  แต่ต้องแก้เป็น  “It was the oldest known map which dates back to………..….”  (มันเป็นแผนที่เก่าแก่ที่สุดซึ่งเป็นที่รู้จักกัน  ซึ่งนับเวลาย้อนหลังไป ...................)  หรือตอบแบบลดรูปอนุประโยค  ของประโยคข้างต้น  คือ  “It was the oldest known map dating back to……...........

 

10. On Sundays, many children spend their time ____________________________________.

(ในวันอาทิตย์  เด็กๆ จำนวนมากใช้เวลาของตน __________________________________)

(a) to watch a television

(b) to watch the television

(c) watching television    (ดูโทรทัศน์)

(d) to watch television

ตอบ   -   ข้อ   (c)  “Spend + Time + Verb + ing”  เช่น

  • She spent three hours buying her clothes.

(เธอใช้เวลา ๓ ชั่วโมงซื้อเสื้อผ้า)

                    สังเกตความแตกต่างจากตัวอย่างข้างล่าง

  • She spent a lot of money on clothes.

(เธอใช้จ่ายเงินมากมายไปกับเสื้อผ้า)     

 

11. A young man is accepted in the Royal Thai Air Force ______________________ trained to fly.

(ชายหนุ่มคนหนึ่งได้รับ (เข้าทำงาน) ในกองทัพอากาศ _______ ฝึกฝนให้บิน)  (คือ ฝึกขับเครื่องบิน)

(a) in spite of being    (ทั้งๆ ที่เป็น)

(b) in case of being    (ในกรณีที่เป็น)

(c) in order that    (เพื่อที่ว่า)  (ต้องตามด้วยประโยค คือ  “Subject + Verb”  เช่น  “…………in order that he will be trained to fly”)

(d) in order to be    (เพื่อที่จะถูก)

ตอบ   -   ข้อ  (d)   ต้องใช้   “………….….to be trained”  (Passive voice)  เนื่องจาก  “ถูกกระทำ”  คือ  “ถูกฝึก”  หรืออาจใช้  “So as to be”  (เพื่อที่จะถูก)  ก็ได้

 

12. Along the rocky shores of New England ______________________________ and tidal marsh.

(ตามฝั่งทะเลที่เต็มไปด้วยหินของภาคนิวอิงแลนด์ (รัฐต่างๆ ทางตะวันออกเฉียงเหนือของสหรัฐฯ ที่ติดกับมหาสมุทรแอตแลนติก) __________  และที่ดินต่ำและชื้นและมักมีน้ำท่วม  ซึ่งขึ้นอยู่กับกระแสน้ำขึ้นหรือลง)

(a) are where stretches of sandy beach

(b) stretches of sandy beach are there

(c) are stretches of sandy beach    (คือ  พื้นที่เหยียดยาวของชายหาดทราย)

(d) stretches of sandy beach are

ตอบ   -   ข้อ   (c)   เนื่องจากเป็นกริยา  (Are)  และประธานตัวแรกของประโยค (Stretches of sandy beach)  สำหรับประธานฯ ตัวที่  ๒  คือ  “Tidal marsh”  ส่วน  “Along the rocky shores of New England”  เป็นกริยาวิเศษณ์บอกสถานที่  (Adverb of place)  ทั้งนี้   ประโยคข้างบนอาจเขียนได้อีกรูปแบบหนึ่ง  โดยเรียงโครงสร้าง  “ประธานฯ + กริยา + กริยาวิเศษณ์บอกสถานที่”  ดังนี้  คือ

  • Stretches of sandy beach and tidal marsh are along the rocky shores of New England.

(พื้นที่เหยียดยาวของชายหาดทราย  และที่ดินต่ำและชื้นและมักมีน้ำท่วม  ซึ่งขึ้นอยู่กับกระแสน้ำขึ้นหรือลง  อยู่ตามฝั่งทะเลที่เต็มไปด้วยหินของภาคนิวอิงแลนด์)

                             สำหรับตัวอย่างโครงสร้างประโยคแบบเดียวกับ  ข้อ     เช่น

  • Among the advantages which Mr. Barlow has given his children  are a good college education and extensive travel abroad.

(ในบรรดาข้อได้เปรียบต่างๆ ซึ่งมิสเตอร์บาร์โลว์ได้ให้แก่ลูกๆ ของเขา  คือ  การศึกษาอย่างดีในมหาวิทยาลัย  และการเดินทางอย่างกว้างขวางมากในต่างประเทศ)

                            ทั้งนี้  สามารถเขียนได้อีกแบบหนึ่ง  คือ

  • A good college education and extensive travel abroad are among the advantages which Mr. Barlow has given his children 

(การศึกษาอย่างดีในมหาวิทยาลัย  และการเดินทางอย่างกว้างขวางมากในต่างประเทศ  อยู่ในบรรดาข้อได้เปรียบต่างๆ ซึ่งมิสเตอร์บาร์โลว์ได้ให้แก่ลูกๆ ของเขา)

 

13. ___________, Caroline Hazard was elected as the fifth president of Wellesley College, despite her lack of a college education and administrative experience.

(___________, แคโรลีน  แฮซซาร์ด  ได้รับเลือกตั้งให้เป็นประธานคนที่  ๕  ของมหาวิทยาลัยเวลส์เล่ย์, ทั้งๆ ที่เธอไม่มีการศึกษาระดับมหาวิทยาลัย  และประสบการณ์ด้านการบริหาร)  (เวลส์เล่ย์เป็นมหาวิทยาลัยหญิงล้วน  อยู่ในรัฐแมสซาชูเซตต์ของสหรัฐฯ  ปัจจุบันอยู่ในสังกัดของ  MIT  และมหาวิทยาลัยฮาร์วาร์ด,  นางฮิลลารี่  คลิน ตัน  ก็เรียนจบกฎหมายที่ ม. เวลส์เล่ย์)

(a) Forty-three years

(b) She was forty-three

(c) Forty-three years old

(d) At forty-three    (เมื่ออายุ  ๔๓  ปี)

ตอบ   -   ข้อ   (d)  เนื่องจากเป็น  “Adverbial phrase of time”  (วลีกริยาวิเศษณ์บอกเวลา)  ทั้งนี้  อาจตอบ  “At forty-three years old”  หรือ  {When she was forty (years old)}  หรือ  “Forty-three-year-old Caroline Hazard was……..………”  ก็ได้,  สำหรับประธานของประโยคนี้  คือ  “Caroline Hazard”  ส่วนกริยา  คือ  “Was elected

 

14. Some elephants have two tusks, but others have _________________________________.

(ช้างบางตัวมีงา  ๒  ข้าง (กิ่ง), แต่บางตัว (ตัวอื่นๆ) ______________________________ มี)

(a) no

(b) never one

(c) not some

(d) none    (ไม่)

ตอบ   -   ข้อ   (d)   ดูเพิ่มเติมการใช้  “No, Not, None, Never”  จากตัวอย่างข้างล่าง

                                          ตัวอย่างที่ 

  • Pantomime refers to a short drama in which __________________ words are spoken.

(ละครใบ้เกี่ยวโยงไปถึง (หมายถึง) ละครสั้นซึ่ง ____________ คำพูดถูกพูดออกมา)  (แต่ใช้อากัปกิริยาท่าทางของนักแสดงแทนคำพูด)

(a) never

(b) not

(c) no    (ไม่มี)

(d) none

ตอบ   -   ข้อ   (c)  ดูเพิ่มเติมการใช้  “No, Not, None”  จากประโยคข้างล่าง

                                         ตัวอย่างที่ 

  • It was unnecessary for you to have told Lucy anything.  It was ___________ of her business.

(มันไม่จำเป็นเลยสำหรับคุณที่ได้บอกลูซี่ไปแล้วในเรื่องใดๆ  (เพราะ) มัน __________ เรื่องของเธอเลย)  (มันไม่เกี่ยวกับเธอเลย)

(a) all

(b) no

(c) not

(d) none    (มิใช่)

ตอบ   -   ข้อ    (d)   ดูเพิ่มเติมการใช้  “No, Not, None, All”  จากประโยคข้างล่าง

                                          ตัวอย่างที่ 

  • It’s ______________ surprise to me that he failed the test.  He hardly prepared for his exam.

(มัน __________ ความประหลาดใจ (สิ่งที่ทำให้ประหลาดใจ) สำหรับผม  ที่ว่าเขาสอบตก,  เขาแทบจะไม่ได้เตรียมตัวสำหรับการสอบเลย)

(a) none

(b) no    (มิใช่)

(c) any

(d) not

ตอบ   -   ข้อ   (b)

                                         ตัวอย่างที่ 

  • Since Alaska attained statehood in 1959, _____________ single party has dominated politics there.

(ตั้งแต่รัฐอลาสก้าได้บรรลุถึงความเป็นรัฐในปี  ๑๙๕๙, ___________ พรรคการเมืองเดียวโดดๆ ได้ครอบงำการเมืองที่นั่น)  (หมายถึง  ไม่มีพรรคใดได้เสียงข้างมากที่รัฐนี้  หรืออาจผลัดกันครองเสียงข้างมาก)

(a) none

(b) no    (ไม่มี)

(c) not

(d) never

ตอบ   -   ข้อ   (b)

                                         ตัวอย่างที่ 

  • __________ definite boundary exists between the Earth’s atmosphere and interplanetary space.

(___________ ขอบเขตที่แน่นอนระหว่างบรรยากาศของโลก  และห้วงอวกาศระหว่างดาวเคราะห์)  (คือ  เวิ้งว้างโดยไม่มีขอบเขต  ต่างจากน่านฟ้าหรือน่านน้ำของประเทศต่างๆ ในโลก  ที่มีการกำหนดขอบเขตที่แน่นอน)

(a) Not

(b) No    (ไม่มี)

(c) None

(d) There is no

ตอบ   -   ข้อ   (b)   หรืออาจใช้โครงสร้าง  “There is no definite boundary between the ………………”   ก็ได้

                                          ตัวอย่างที่ 

  • An invertebrate is an animal with _______________________________________ spine.

(สัตว์ไม่มีกระดูกสันหลัง  คือสัตว์ที่ ____________________________________ กระดูกสันหลัง)

(a) not

(b) no    (ไม่มี)

(c) none

(d) and no

ตอบ   -   ข้อ   (b)   ใช้   “No”  นำหน้าคำนาม (Spine)

                                          ตัวอย่างที่ 

  • Some people take _______________________________________ pride in their work.

(คนบางคน ________________________________________ ความภูมิใจในงานของตน)

(a) none

(b) no    (ไม่มี)

(c) not

(d) nothing

ตอบ   -   ข้อ   (b)

                                         ตัวอย่างที่ 

  • I am very sorry that you have ______________________________ good books to read.

(ผมเสียใจอย่างมากว่า  คุณ __________________________________ มีหนังสือดีๆ อ่าน)

(a) some

(b) any

(c) no    (ไม่)

(d) a few    (พอมีอยู่บ้าง แม้ไม่มาก)

ตอบ   -   ข้อ   (c)   เนื่องจากดูจากข้อความ   “ผมเสียใจอย่างมาก”  จึงควรบอกว่า  “ไม่มีหนังสือดีๆ อ่าน” 

                                         ตัวอย่างที่             จงเลือกข้อที่ผิดหลักไวยากรณ์ จากข้อ (๑) – (๔)

  • (1) Not woman held a presidential cabinet (2) position in the United States (3) until 1933 when Frances Perkins (4) became Secretary of Labor.  

(ไม่มีผู้หญิงดำรงตำแหน่งในคณะรัฐบาลของประธานาธิบดี (หมายถึง  ผู้ที่ได้รับการแต่งตั้งโดยประธานาธิบดี) ในสหรัฐฯ  จนกระทั่งปี  ๑๙๓๓  เมื่อฟรานเซส  เพอร์คินส์  ได้เป็นรัฐมนตรีกระทรวงแรงงาน)

ตอบ   -   ข้อ      แก้เป็น  “No”  เนื่องจาก   “No”  ใช้นำหน้าคำนาม  (Woman)   ส่วน  “Not”  มักใช้วางไว้ข้างหน้า  “A, A, The, Any”  ซึ่งขยายหน้าคำนามอีกทีหนึ่ง  ดังประโยคตัวอย่างข้างล่าง

  • No city in Laos is as big as Bangkok.

(ไม่มีเมืองใน สปป. ลาว  ใหญ่เท่ากับกรุงเทพฯ)

  • No other city in Thailand is as big as Bangkok.

(ไม่มีเมืองอื่นใดในประเทศไทยที่ใหญ่เท่ากับกรุงเทพฯ)

  • We saw no difference between them. 

(= We did not see any difference in them.)

(เราไม่เห็นความแตกต่างระหว่างพวกเขาเลย)

  • She has no book.

(= She does not have a bookหรือ  She has not any books.)

(เธอไม่มีหนังสือ)

  • He has not a book.

(= He does not have a book.  หรือ  He has no book.)

(เขาไม่มีหนังสือ)

  • They have not any books.

(= They do not have any books.  หรือ  They have no books.)

(พวกเขาไม่มีหนังสือเลย)

  • No one man can do it.

(ไม่มีใครสักคนเดียวสามารถทำมันได้)  (ใช้  “No” แสดงการเน้น  จะเป็นเพศหญิงหรือชายก็ได้  เพราะ  “Man”  ในที่นี้ หมายถึง  “บุคคล”)

  • No two men think alike.

(ไม่มีใคร (บุคคล)   คน  ที่คิดเหมือนกัน)  (แสดงการเน้นเหมือนประโยคข้างบน)

หมายเหตุ  -  Not”  อาจจะใช้กับคำนามได้  โดยหมายถึง  “ไม่ใช่”  แต่  “No + Noun”  =  ไม่มี  ดังตัวอย่าง

  • You must go to the bank, not the post office.

(คุณต้องไปที่ธนาคารนะ  ไม่ใช่ที่ทำการไปรษณีย์)

  • No post office is close to my home.

(ไม่มีที่ทำการไปรษณีย์อยู่ใกล้บ้านผม)

                               ในกรณี  “No”  เป็น  “Adverb”  มีการใช้ดังนี้  คือ

  • He is no better yet.

(เขาอาการยังไม่ดีขึ้นเลย)

  • There were no fewer than 50 people at the party.

(มีคนไม่น้อยกว่า  ๕๐  คนที่งานเลี้ยง)

  • She went no further than the station.

(เธอไปไม่ไกลกว่าสถานี)  (คือ  ไปแค่สถานี)

                               นอกจากนั้น  เรายังสามารถใช้   “Not”  กับ  “Infinitive with to”  และ  “Gerund” (Verb + ing) ได้  ดังประโยคตัวอย่างข้างล่าง

  • He was careless in not crossing the street at a zebra crossing.

(เขาประมาทในการไม่ข้ามถนนตรงทางม้าลาย)

  • You were wrong in not coming to see me last week.

(คุณผิดนะ – หรือ คิดผิดนะ  -  ที่ไม่มาพบผมเมื่อสัปดาห์ที่แล้ว)

  • She promised not to do it again.

(เธอสัญญาที่จะไม่ทำแบบนั้นอีก)

  • They asked me not to blame them.

(พวกเขาขอร้องไม่ให้ผมตำหนิพวกเขา)

                              ในกรณีเป็นการห้ามทำ  ต้องใช้รูป  “No + Verb + ing”  เช่น  “No Swimming” (ห้ามว่ายน้ำ)  “No Fishing” (ห้ามตกปลา)  “No Parking” (ห้ามจอดรถ)  “No Smoking” (ห้ามสูบบุหรี่)   “No entry”  (ห้ามเข้า)  เป็นต้น

                              สำหรับตัวอย่างของ  “No”  และ  “Not”  ในความหมายต่างๆ  ได้แก่

  • No matter what he says, she does not believe him.

(ไม่ว่าเขาจะพูดอย่างไรก็ตาม  เธอก็ไม่ยอมเชื่อเขา)

  • You can’t go in no matter who you are.

(คุณจะเข้ามาข้างในนี้ไม่ได้นะ  ไม่ว่าคุณจะเป็นใครก็ตาม)  (หมายถึง จะใหญ่ขนาดไหนก็ตาม  ก็เข้ามาไม่ได้)

  • He has to get the car fixed no matter how much it costs.

(เขาจำเป็นต้องเอารถไปซ่อม  ไม่ว่าจะราคา (ค่าซ่อม) เท่าใดก็ตาม)

  • She no longer loves him. 

(= She does not love him any longer.)

(เธอไม่รักเขาต่อไปอีกแล้ว)

  • The two men no longer talk to each other.

(ชาย ๒ คนนั้นไม่พูดคุยกันอีกต่อไป  -  คือโกรธกัน)

  • The shore was no longer in sight.

(มองไม่เห็นชายฝั่งอีกต่อไปแล้ว (ไม่อยู่ในสายตา)  -  คือ เรือออกมาไกลมากแล้ว)

  • He could no longer be trusted, and we had to let him go.

(เขาเชื่อถือไม่ได้อีกต่อไป  และเราจำเป็นต้องให้เขาไป  -  คือไล่เขาออก)

  • There was no end to the letters pouring into the post office.

(มีจดหมายหลั่งไหลเข้ามาที่ทำการไปรษณีย์อย่างมากมาย  -  ไม่รู้จบรู้สิ้น)

  • Bob and Dick become close friends, and have no end of fun together.

(บ๊อบและดิ๊กกลายเป็นเพื่อนสนิทกัน  และสนุกด้วยกันอย่างมากมาย  -  ไม่รู้จบรู้สิ้น)

  • No doubt Susan is the smartest girl in her class.

(ไม่ต้องสงสัยเลย (แน่นอนทีเดียว)  ซูซานเป็นเด็กหญิงที่ฉลาดที่สุดในชั้นเรียนของเธอ)

  • Jim is no doubt one of the best staff in the company.

(จิมเป็นพนักงานที่ดีที่สุดคนหนึ่งของบริษัทอย่างไม่ต้องสงสัยเลย)  (อย่างแน่นอนเลย)

  • There is no saying what will happen.

(ไม่มีทางที่จะพูด (บอก) ได้หรอกว่า  อะไรจะเกิดขึ้น)

  • There is no denying that more difficulty will come.

(ไม่มีทางที่จะปฏิเสธได้ว่า  ความยากลำบากยิ่งขึ้นกำลังจะมาถึง)

  • It is no good (no use) complaining about the weather.

(ไม่มีประโยชน์ใดๆ  ที่จะบ่น-ร้องทุกข์เกี่ยวกับดินฟ้าอากาศ)

  • There is not the book you want in the bookstore.

(ไม่มีหนังสือที่คุณต้องการในร้านขายหนังสือ)

  • There is not any car in the street right now.

(ไม่มีรถอยู่ในถนนเลยในขณะนี้)

  • There is not even a single man on the bus.

(ไม่มีแม้กระทั่งคนเดียวบนรถประจำทาง)

                              สำหรับ  “None”  เป็น  “Pronoun”  (= Not one, Not any)  =  “ไม่มีอะไรเลย”  หรือ  “ไม่มีใครเลย”  ดังตัวอย่าง

  • None of her students failed in the examination.

(ลูกศิษย์ของเธอไม่มีใครสอบตกเลย)

  • None of us understood the play.

(ไม่มีพวกเราสักคนที่เข้าใจละครเรื่องนั้น)

  • I want some more coffee but there is none left.

(ผมอยากได้กาแฟอีกหน่อย  แต่ไม่มีเหลือเลย)

  • This created a class of large landowners where none had existed before.

(สิ่งนี้ได้ก่อให้เกิดชนชั้นเจ้าของที่ดินจำนวนมากมาย  ซึ่งไม่เคยมีมาก่อนเลย)

  • I have answered every single question.  My opponent has answered none.

(ผมได้ตอบคำถามแล้วทุกคำถาม  (แต่)  ฝ่ายตรงข้ามผมไม่ตอบเลย)

  • She showed none of the belligerence and arrogance I had expected.

(เธอมิได้แสดงความมุ่งร้ายและความยโสโอหังใดๆ  ที่ผมได้คาดหวังเอาไว้)

  • None could afford the books or food.

(ไม่มีใครเลยที่มีเงินพอจะซื้อหนังสือ หรืออาหาร)

  • Most people are kind.  Lots of them very kind.  But none so kind as Stephen.

(คนส่วนใหญ่ใจดี  (โดย)  หลายคนใจดีมาก  แต่ไม่มีใครใจดีเหมือนสตีเฟน)  (เขาใจดีมากกว่าคนอื่นๆ)

  • Go away.  This is none of your business.

(ไปให้พ้น  นี่ไม่ใช่ธุระของคุณเลย)  (คุณไม่ต้องมายุ่ง)

  • It was none other than Jimmy, who took my bike.

(ไม่มีคนอื่น  นอกจากจิมมี่  ผู้ซึ่งเอารถจักรยานของผมไป)

  • As a doctor he is second to none.

(ในฐานะแพทย์  เขาไม่เป็นสองรองใคร)  (เขาเก่งกว่าคนอื่นๆ)

  • Half a loaf is better than none (หรือ  no bread).

(ขนมปังครึ่งปอนด์ยังดีกว่าไม่มีขนมปังเลย)  (หมายถึง  การได้อะไรมา  หรือทำอะไรแม้จะเพียงส่วนเดียว  ยังดีกว่าไม่ได้เลย  หรือมิได้ทำอะไรเลย)

  • “How many fish did you catch?”  “None (at all).”

(คุณจับปลาได้กี่ตัว)  (ไม่ได้เลยครับ)

                              สำหรับในตัวอย่างที่     “Few”  (มีน้อยมาก  -  ใช้ในทางลบ  คือไม่ดี)   และ  “A few”  (พอมีอยู่บ้าง  แม้ไม่มาก  -  ใช้ในทางบวก  คือดี)  ทั้ง    คำนี้ต้องตามด้วยคำนามนับได้-พหูพจน์  ดังตัวอย่างประโยคข้างล่าง

  • She has few friends, so she is very lonely.

(เธอมีเพื่อนน้อยมาก  ดังนั้น  เธอเหงามาก)  (ความหมายในทางลบ)

  • She has a few friends, so she is happy.

(เธอพอมีเพื่อนอยู่บ้าง  ดังนั้น  เธอมีความสุข)  (ความหมายในทางบวก)

  • It was a rainy day, so few people came to see the football match.

(มันเป็นวันที่ฝนตก  ดังนั้น  มีคนน้อยมากมาดูการแข่งขันฟุตบอล)  (ความหมายในทางลบ)

  • It was a sunny day, so a few people came to see the football match.

(มันเป็นวันที่แดดจ้า  ดังนั้น  พอมีคนมาดูการแข่งขันฟุตบอลอยู่บ้าง)  (ความหมายในทางบวก)

                              สำหรับ  การวางตำแหน่งของ  “Never”  (ไม่เคย)  มีดังนี้  คือ

                              ๑. วางไว้หลัง  “Verb to be”  เช่น

  • She is never late for class.

(เธอไม่เคยเข้าเรียนสาย)

  • Those poor people are never happy in life.

(คนจนพวกนั้นไม่เคยมีความสุขในชีวิต)

                               ๒. วางไว้หน้าคำกริยาทั่วๆ ไป  เช่น

  • He never arrives in time at the office.

(เขาไม่เคยมาที่ทำงานทันเวลา)

  • She never talks to him in her life

(เธอไม่เคยคุยกับเขาเลยในชีวิตของเธอ)

  • They never succeed in whatever they do.

(พวกเขาไม่เคยประสบความสำเร็จในสิ่งที่ทำ)

                              ๓. ถ้ามีกริยาในประโยค  ๒  ตัว  ให้วางไว้ตรงกลาง (ระหว่าง) กริยานั้น

  • I have never seen such movies before.

(ผมไม่เคยดูหนังเรื่องนั้นมาก่อน)

  • She has never been to London.

(เธอไม่เคยไปลอนดอน)

  • We have never applied for a job in a foreign company.

(เราไม่เคยสมัครงานกับบริษัทต่างประเทศ)

                              ๔. นำ  “Never”  มาขึ้นต้นประโยค  เพื่อต้องการเน้นย้ำคำนี้ว่า  “ไม่เคยเลย”  โดยต้องมีการเรียงโครงสร้างประโยคดังตัวอย่างข้างล่าง

  • Never + Verb (พิเศษ) + Subject + Verb (แท้) + ส่วนขยาย   เช่น
  • Never have I seen such a terrible accident before.

(ผมไม่เคยเห็นอุบัติเหตุร้ายแรงแบบนั้นมาก่อน)

  • Never does she come to class in time.

(เธอไม่เคยเข้าชั้นเรียนทันเวลา)

  • Never has she cooked her own meal.

(เธอไม่เคยปรุงอาหารกินเอง)

                               สำหรับ   “All”  ใช้ได้ทั้งกับคำนามนับไม่ได้  และนามนับได้  พหูพจน์  ดังตัวอย่างข้างล่าง

  • All (the) news has been good news.

(ข่าวทั้งหมดเป็นข่าวดี)

  • All the food is eaten.

(อาหารทั้งหมดถูกกิน)

  • They put all the stuff into the hall.

(พวกเขาเอาของทั้งหมดใส่ไว้ในห้องโถง)

  • Judy had cried all night.

(จูดี้ร้องไห้ตลอดทั้งคืน)

  • He waited for her all the afternoon.

(เขารอคอยเธอตลอดบ่าย)

  • All was quiet in the jail.

(ทั้งหมด (สถานการณ์ทั่วไป) เงียบสงบในคุก)

  • All seemed to be going happily.

(ทั้งหมด (ชีวิตทั่วๆ ไป) ดูเหมือนว่ากำลังดำเนินไปอย่างมีความสุข)

  • All (of) the girls think it is great.

(เด็กหญิงทุกคนคิดว่ามันวิเศษมาก)

  • Some people stay in one place all their lives.

(คนบางคนพักอาศัยอยู่ในที่เดียวตลอดชีวิต)

  • All (of the) defendants were proved guilty.

(จำเลยทุกคนได้รับการพิสูจน์ว่ามีความผิด)

  • All children should complete the primary course.

(เด็กๆ ทุกคนควรเรียนให้จบหลักสูตรพื้นฐาน)

  • They all live together in the same house.

(พวกเขาทั้งหมดอาศัยอยู่ในบ้านหลังเดียวกัน)

  • We enjoyed it all.

(เราสนุกกับมันทุกอย่าง)

  • We would all be disappointed if you cancelled permission now.

(เราจะผิดหวังกันทุกคน (ทั้งหมด)  ถ้าคุณยกเลิกการอนุญาตขณะนี้)

  • These are all problems that he is concerned with.

(เหล่านี้คือปัญหาทั้งหมดที่เขาเกี่ยวข้องด้วย)

 

15. This road is dangerous __________________________________________ pedestrians.

(ถนนสายนี้เป็นอันตราย _________________________________ คนเดินเท้า-คนเดินถนน)

(a) for

(b) to    (ต่อ, แก่)

(c) about

(d) of

ตอบ   -   ข้อ   (b)

                          สำหรับคำคุณศัพท์  (Adjective)   ที่ใช้กับ “To”  ได้แก่   kind (กรุณา, ใจดี)  -  He is very kind to me.  (เขากรุณาต่อผมมาก),  “new”  (It is new to me.  –  มัน (เป็นเรื่อง) ใหม่สำหรับผม), close  (ใกล้ชิดกับ),  cruel  (โหดร้ายกับ)  -  He was cruel to his family.  (เขาโหดร้ายกับครอบครัวของเขา),  hostile  (มุ่งร้าย หรือเป็นปฏิปักษ์กับ),  obvious  (ชัดเจนแก่)  -  It is obvious to her that he does not love her at all.  (มันชัดเจนแก่เธอว่า  เขามิได้รักเธอเลย),  obedient  (เชื่อฟังต่อ)  -  The children are obedient to their parents.  (ลูกๆ เชื่อฟังพ่อแม่ของเขา),  peculiar  (แปลกประหลาดแก่, เฉพาะกับ),  equal  (เท่ากันกับ),  -  This circle is equal to the other one.  (วงกลมนี้ (มีพื้นที่) เท่ากับวงกลมนั้น),  grateful  (ขอบคุณ, เป็นหนี้บุญคุณ)  -  I’m very grateful to your kind assistance.  (ผมขอบคุณอย่างมากต่อความช่วยเหลือของคุณ),  harmful  (เป็นอันตรายต่อ),  kind  (กรุณาต่อ),  dear  (เป็นที่รักแก่),  faithful  (ศรัทธาต่อ),  junior  (อาวุโสน้อยกว่า),  senior  (อาวุโสมากกว่า)  -  He is senior to me in the army.  (เขาอาวุโสกว่าผมในกองทัพ  -  คือมียศสูงกว่า),  inferior  (ด้อยกว่า, เลวกว่า, แย่กว่า),  superior  (ดีกว่า, เหนือกว่า),  polite  (สุภาพต่อ)  -  He is polite to everyone he meets.  (เขาสุภาพกับทุกคนที่เขาเจอะเจอ),  familiar  (คุ้นเคยกับ)  -  Most people at the party were familiar to me.  (คนส่วนใหญ่ที่งานเลี้ยงคุ้นเคยกับผม,  useful  (เป็นประโยชน์กับ),  similar  (คล้ายกับ),  rude  (หยาบคายกับ),  previous  (ก่อน),  used  (เคย),  accustomed  (คุ้นเคย, เคยชิน)  -  They are accustomed to hot weather.  (พวกเขาคุ้นเคยกับอากาศร้อน),  clear  (ชัดเจนกับ),  essential  (จำเป็นกับ),  necessary  (จำเป็นต่อ),  good  (ปฏิบัติดีต่อ),  identical  (เหมือนกับ)  -  The material is almost identical to limestone.  (วัตถุชิ้นนั้นเกือบจะเหมือนกันเป๊ะกับหินปูน),  satisfactory (เป็นที่พอใจของ),  important  (สำคัญต่อ),  significant  (สำคัญต่อ),  equivalent  (เท่ากับ, เสมือนกับ),  loyal  (จงรักภักดีต่อ)   เป็นต้น

                          สำหรับคำกริยา  (Verb)  ที่ใช้กับ  “To”  ได้แก่   “happen”  (เกิดขึ้น)  -  The accident happened to his family a long time ago.  (อุบัติเหตุเกิดขึ้นกับครอบครัวของเขานานมาแล้ว),  occur  (เกิดขึ้น),  resort  (หันไปใช้)  -  You must never resort to violence.  (คุณจะต้องไม่หันไปใช้ความรุนแรง),  keep to  (ชิด, ขับชิด)  -  In Germany, traffic keeps to the right.  (ในประเทศเยอรมัน  รถยนต์ขับชิดขวามือของถนน),  compare  (เปรียบเทียบว่าเหมือนกับ)-  Some people compare sleep to death.  (บางคนเปรียบเทียบการนอนหลับว่าเหมือนกับความตาย),  belong  (เป็นของ)  -  That car belongs to me.  (รถยนต์คันนั้นเป็นของผม),  attend  (เอาใจใส่)  -  You should attend to your teacher’s advice.  (คุณควรเอาใจใส่คำแนะนำของอาจารย์),  see to it  (ดูแลในเรื่อง, จัดการในเรื่อง)  -  I will see to it that you get what you want.  (ผมจะดูแลให้ว่า  คุณได้ทุกอย่างที่คุณต้องการ),  consent  (ยินยอมต่อ)  -  He consented to postponement of the trip.  (เขายินยอมกับการเลื่อนการเดินทางออกไป),  attribute  (มีสาเหตุมาจาก)   -  He attributed the worsening situation to increased conflicts between the government and the people.  (เขาคิดว่าสถานการณ์ที่แย่ลง  มีสาเหตุมาจากความขัดแย้งระหว่างรัฐบาลและประชาชน),  apply  (สมัคร, ขอ),  reply  (ตอบ),  appeal  (อุทธรณ์, ชวนให้เกิดความสนใจ หรือ หลงใหล),  confine  (จำกัดอยู่ใน),  turn  (หันไปหา, หันไปใช้),  amount  (รวมเป็นจำนวน),  surrender  (ยอมจำนนต่อ),  listen  (ฟัง),  recommend  (แนะนำว่าดี),  devote  (อุทิศแก่),  accustom  (ทำให้คุ้นเคยกับ),  object  (คัดค้าน, ไม่เห็นด้วยกับ),  succumb  (พ่ายแพ้ต่อ, ยอมจำนนกับ)  -  He finally succumbed to injury.  (เขาในที่สุดพ่ายแพ้ต่อการบาดเจ็บ  -  คือตาย),  complain  (บ่น หรือ ร้องเรียนกับ)  They complained to me about the noise.  (เขาร้องเรียนกับผมเกี่ยวกับเรื่องเสียงดัง),  suggest  (แนะนำกับ)   -  I suggested to him that he should work harder.  (ผมแนะนำกับเขาว่า  เขาควรขยันมากขึ้น),  respond  (ตอบสนองต่อ)   - The government should quickly respond to its people’s demand.  (รัฐบาลควรตอบสนองต่อความต้องการของประชาชนอย่างรวดเร็ว),  look forward to  (ตั้งหน้าตั้งตารอคอย),  refer  (อ้างถึง, แนะนำให้ไปหา),  yield  (จำนน หรือพ่ายแพ้ต่อ),  introduce  (แนะนำให้รู้จักกับ),  reduce  (ลดลงจนต้อง),  be used to  (คุ้นเคยหรือเคยชินกับ),  get used to  (คุ้นเคยหรือเคยชินกับ),  be accustomed to  (คุ้นเคยหรือเคยชินกับ),  get accustomed to  (คุ้นเคยหรือเคยชินกับ),  เป็นต้น

 

16. He walked slowly for fear that he ______________________________________ stumble.

(เขาเดินอย่างช้าๆ  ด้วยเกรงว่าเขา __________________________________ สะดุดหกล้ม)

(a) should    (จะ)

(b) may

(c) be

(d) would not

ตอบ   -   ข้อ   (a)   กริยาในอนุประโยคที่ตามหลัง  “For fear that”  (ด้วยเกรงว่า)  นิยมใช้  “Should  หรือ  Would + Verb 1”  ในกรณีเป็นเหตุการณ์ในอดีต,  และใช้  “Shall  หรือ  Will + Verb 1”  ในกรณีเป็นเหตุการณ์ปัจจุบัน

 

17. Everyone knows __________________________ she is.  She is very nice, gentle and helpful.

(ทุกคนรู้ว่าเธอเป็น _____________ คือ เธอเป็นคนที่ดี  นุ่มนวล และชอบช่วยเหลือคนเป็นอย่างมาก)

(a) what kind of a woman

(b) what kind of woman    (ผู้หญิงประเภทไหน)

(c) what a kind of woman

(d) what a woman’s kind

ตอบ   –   ข้อ   (b)   อีกรูปแบบที่ใช้ได้  คือ  “what kinds of women they are  (ต้องใช้กับผู้หญิงหลายคน)  โดยทั้ง    รูปแบบเป็น  “Noun clause”  ทำหน้าที่เป็นกรรมของกริยา  “Knows

 

18. He is always at the bottom of the _____________________.  He can never remember dates!

(เขามักจะได้ที่โหล่ใน _____________________ (เนื่องจาก) เขาไม่เคยจดจำวันที่ต่างๆ ได้เลย)

(a) history class    (ชั้นเรียนวิชาประวัติศาสตร์, ห้องเรียน (วิชา) ประวัติศาสตร์)

(b) class history

(c) historical class    (ห้องเรียนในประวัติศาสตร์, ห้องเรียนสมัยโบราณ)

(d) historic class    (ห้องเรียนที่มีความสำคัญทางประวัติศาสตร์)

ตอบ   -   ข้อ   (a)   เนื่องจากเป็นการใช้คำนามขยายคำนาม  หรือ  “นามประกอบ”  (Compound noun)  ดูเพิ่มเติมจากตัวอย่างข้างล่าง

                                         ตัวอย่างที่ 

  • Wait a minute, I’ll look up Mary’s phone number in the ________________ and then call her.

(รอประเดี๋ยวนึงนะ  ผมจะค้นหาเบอร์โทรศัพท์ของแมรีใน ___________ และ (ต่อจากนั้น) จะโทรฯ ไปที่เธอ)

(a) phone’s book

(b) phone book    (สมุดโทรศัพท์)

(c) phones book

(d) book of phone

ตอบ   -   ข้อ   (b)   เนื่องจากเป็นการใช้คำนามขยายคำนาม  ที่เรียกว่า  “นามประกอบ”  (Compound noun)

                                         ตัวอย่างที่ 

  • I told my mom that I had bought this bulb for the _______________________________.

(ผมบอกแม่ว่า  ผมซื้อหลอดไฟดวงนี้เพื่อใช้กับ __________________________________)

(a) desk’s lamp

(b) lamp of the desk

(c) lamp on desk

(d) desk lamp    (โคมไฟตั้งโต๊ะ)

ตอบ   -   ข้อ   (d)   เนื่องจากเป็นการใช้คำนามขยายคำนาม  ที่เรียกว่า  “นามประกอบ”  (Compound noun)

                                          ตัวอย่างที่ 

  • To the best of my knowledge, all of them are efficient ____________________________.

(เท่าที่ผมรู้มาอย่างดีที่สุด  พวกเขาทุกคนเป็น ________________________ ที่มีประสิทธิภาพ)

(a) language’s teachers

(b) languages teachers

(c) teaching languages

(d) language teachers    (ครูสอนภาษา)

ตอบ   -   ข้อ    (d)   เป็นการใช้นามขยายนาม  หรือ  “นามประกอบ”  (Compound noun)

                                         ตัวอย่างที่ 

  • She broke a ______________________________________ while she was washing up.

(เธอทำ _____________________________________ แตก  ในขณะที่เธอกำลังล้างจาน)

(a) glass wine

(b) wine glass    (แก้วไวน์)

(c) glass for wine

(d) glass of wine

ตอบ   -   ข้อ   (b)   เนื่องจากเป็นการใช้คำนามขยายคำนาม  ซึ่งเรียกว่า  “นามประกอบ”  (Compound noun)  

                                         ตัวอย่างที่ 

  • Jim bought his new shoes from the ____________________________ near his house.

(จิมซื้อรองเท้าใหม่จาก _______________________________________ ใกล้บ้านของเขา)

(a) shoes’ store

(b) shoes store

(c) shoes’s store

(d) shoe store    (ร้านรองเท้า)

ตอบ   -   ข้อ   (d)   เนื่องจากเป็นการใช้นามขยายนาม  หรือ  “นามประกอบ”  (Compound noun)  โดยนามตัวหน้ามักอยู่ในรูปเอกพจน์เสมอ  และถ้าต้องการใช้คำนามประกอบในรูปพหูพจน์  จะแสดงรูปพหูพจน์ที่คำนามตัวหลัง  ตัวอย่าง  เช่น

  • service bus (es)  (รถบริการ – คือรถรับ-ส่งพนักงาน)
  • bus service (s)   (บริการรถประจำทาง)
  • flower garden (s)  (สวนดอกไม้)
  • color television (s)   (ทีวีสี)
  • room number (s)   (หมายเลขห้อง)
  • bookstore (s)   (ร้านขายหนังสือ)
  • development plan (s)   (แผนการพัฒนา)
  • population increase   (การเพิ่มประชากร)
  • table lamp (s)   (ตะเกียง-โคมไฟตั้งโต๊ะ)
  • war criminal (s)   (อาชญากรสงคราม)
  • traffic jam   (รถติด)
  • newspaper article   (บทความหนังสือพิมพ์)
  • conference room   (ห้องประชุม)
  • peace talk   (การเจรจาสันติภาพ)
  • car key   (กุญแจรถ)
  • car park   (ที่จอดรถ)
  • railway station   (สถานีรถไฟ)
  • art exhibition   (นิทรรศการศิลปะ)
  • show room   (ห้องแสดงสินค้า หรือตัวอย่างสินค้า)
  • show business   (ธุรกิจการแสดง)
  • flood victim   (เหยื่ออุทกภัย)
  • energy management   (การบริหารพลังงาน)
  • drain pipe   (ท่อระบายน้ำ)
  • wastewater disposal   (การกำจัดน้ำเสีย)
  • energy conservation   (การอนุรักษ์พลังงาน)
  • interest rate   (อัตราดอกเบี้ย)
  • premium payment   (การจ่ายเบี้ยประกัน)
  • office building   (อาคารสำนักงาน)
  • rubbish bin   (ถังขยะ)
  • community development   (การพัฒนาชุมชน)
  • road safety rally   (การรณรงค์ความปลอดภัยบนถนน)
  • flood relief center   (ศูนย์บรรเทาน้ำท่วม)
  • production method   (วิธีการผลิต)
  • goods outlet  (ตลาด-ช่องทางระบายสินค้า)
  • distribution channel   (ช่องทางการจำหน่าย)
  • contract period  (ระยะเวลาของสัญญา)
  • loan amount limit   (การจำกัดปริมาณเงินกู้)
  • debt payment   (การชำระหนี้)
  • audit procedure   (กระบวนการตรวจสอบ)
  • risk assessment   (การประเมินความเสี่ยง)
  • reforestation activity   (กิจกรรมการปลูกป่า)
  • government sector   (ภาครัฐบาล)
  • tourism sector   (ภาคการท่องเที่ยว)
  • border patrol police school   (โรงเรียนตำรวจตระเวนชายแดน)
  • toilet construction   (การสร้างห้องน้ำ)
  • implementation plan   (แผนการดำเนินงาน)
  • duty performance   (การปฏิบัติหน้าที่)
  • business partner   (คู่ค้า, หุ้นส่วนธุรกิจ)
  • business competitor   (คู่แข่งทางธุรกิจ)
  • business growth   (การเติบโตของธุรกิจ)
  • emergency use   (การใช้กรณีฉุกเฉิน)
  • donation reception   (การรับบริจาค)
  • wood house (s)   (บ้านไม้)
  • steel table (s)   (โต๊ะเหล็ก)
  • government policy  (นโยบายรัฐบาล)
  • personnel development   (การพัฒนาบุคลากร)
  • insurance policy   (กรมธรรม์ประกันภัย)
  • growth rate   (อัตราการเติบโต)
  • oil price rise  (การขึ้นราคาน้ำมัน)
  • birthday party   (งานเลี้ยงวันเกิด)
  • dividend payment   (การจ่ายเงินปันผล)
  • debt payment  (การชำระหนี้)
  • income tax deduction   (การหักภาษีเงินได้)
  • motor insurance   (การประกันภัยรถยนต์)
  • fire insurance   (การประกันอัคคีภัย)
  • capital market   (ตลาดทุน)
  • exchange rate (s)   (อัตราการแลกเปลี่ยน)
  • traffic problem (s)  (ปัญหาจราจร)
  • greenhouse gas   (กาซเรือนกระจก)
  • tourism sector   (ภาคการท่องเที่ยว)
  • climate change   (การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ)
  • terrorism risk (s)  (การเสี่ยงภัยการก่อการร้าย)
  • commodity price (s)  (ราคาสินค้า)
  • price competition   (การแข่งขันด้านราคา)
  • household debt   (หนี้ครัวเรือน)
  • car sale (s)   (การขายรถยนต์)
  • distribution channel   (ช่องทางการจำหน่าย)
  • accident occurrence   (การเกิดอุบัติเหตุ)
  • branch office (s)   (สำนักงานสาขา)
  • insurance company   (บริษัทประกันภัย)
  • business partner (s)   (คู่ค้า)
  • leather belt   (เข็มขัดหนัง)
  • business transaction (s)   (การดำเนินธุรกิจ)
  • business mind   (จิตใจคิดแต่เรื่องธุรกิจ)
  • heart disease treatment   (การรักษาโรคหัวใจ)

 

19. Let’s go out for dinner tonight after work, ______________________________________?

(พวกเราออกไปข้างนอกเพื่อกินอาหารเย็นกันนะคืนนี้  หลังงานเลิก, _____________________)

(a)  don’t we

(b)  don’t you

(c)  shan’t we

(d)  shall we     (เอาไหม)

ตอบ   -   ข้อ   (d)   เนื่องจากในประโยคชักชวนที่ขึ้นต้นด้วย  “Let’s”   ในส่วนต่อท้าย  (Tag)  จะต้องใช้   “Shall we”  เสมอ,  ส่วนถ้าเป็นประโยคคำสั่งหรือขอร้อง  ในส่วน “Tag”  จะต้องใช้   “Will you”  เช่น

  • Please come and see me at home tomorrow, will you?

(กรุณามาและพบผมที่บ้านวันพรุ่งนี้,   ได้ไหม)

  • Stop smoking in the bus, will you?

(หยุดสูบบุหรี่บนรถประจำทาง,  ได้ไหม)

                           ในกรณีเป็นการชักชวน  “มิให้กระทำ”  ไม่จำเป็นต้องมีส่วน  “Tag” ต่อท้ายประโยค  เช่น

  • Let’s not go to the concert tonight.

(เราอย่าไปฟังคอนเสิร์ตกันเลยคืนนี้)

  • Let’s not get up late tomorrow morning.

(เราอย่าตื่นสายกันเลยเช้าพรุ่งนี้)

(ทั้ง    ประโยคข้างบนไม่ต้องมีส่วน  “Tag”  ห้อยท้าย)

 

20. He is a well-known author and during the past few years __________________ many books.

(เขาเป็นนักเขียนที่มีชื่อเสียง  และในระหว่าง  -   ปีที่ผ่านมา ____________ หนังสือจำนวนมาก)

(a) writes

(b) had written

(c) is writing    (กำลังเขียน)

(d) has written    (ได้เขียน)

ตอบ   -   ข้อ   (d)   ใช้  “Has written” (Present perfect tense)  กับเหตุการณ์ที่เกิดในอดีต  ๒ - ๓  ปีที่ผ่านมา (เขียนหนังสือ)  และต่อเนื่องมาจนถึงปัจจุบันขณะที่พูดประโยคนี้  ก็ยังเขียนหนังสืออยู่

 

เรียน  ท่านผู้ติดตามอ่าน  เว็บไซต์  “everydayenglish.pwa.co.th

 

                ถ้าท่านมีคำแนะนำให้ปรับปรุงเว็บไซต์นี้ประการใด  กรุณาส่ง  e-mail ไปที่  ดร. วัชรินทร์  ภูเขาทอง  อดีต  ผอ. สำนักวิทยาการ  การประปาส่วนภูมิภาค  ผู้จัดทำเว็บไซต์นี้  ตาม “Address” wpookaotong@yahoo.com  (โปรดระบุหัวเรื่องด้วย ว่า  “ปรับปรุงเว็บไซต์”)  เพื่อที่ผู้จัดทำฯ จะได้ปรับปรุงเนื้อหาได้ตรงตามความประสงค์ของผู้อ่านเว็บไซต์นี้ต่อไป

 

 

หมวดข้อสอบ STRUCTURE (ตอนที่ 158)

การประปาส่วนภูมิภาค  “มุ่ง-มั่น-เพื่อปวงชน”

 

Direction:  Choose the best alternative for each blank space in the dialog.

(จงเลือกคำตอบที่ดีที่สุดสำหรับแต่ละช่องว่างในบทสนทนา)

 

Products Exhibition

 

Situation  :  Jim goes to a products exhibition at a hotel.  He stops at a large booth

                        displaying cooking utensils.  The following is a conversation between Jim

                        and Mr. Smith, the booth’s salesperson.

 

Jim      :  You’ve lots of interesting products, I think.

Smith  Thank you.  We import them from several different countries.

Jim      What about this one ?  What’s it used for ?

Smith  It’s             1          , and it’s used for drying lettuce.

Jim      Are there any metal parts in it ?

Smith  No, it’s             2          .

Jim      Where does it come from ?

Smith  It was made in Japan.

Jim      What about this ?               3            ?

Smith  It’s used for making pasta – you know, spaghetti, macaroni, noodles and things like that.

Jim      And it             4          , I suppose.

Smith  Yes, it was.

Jim      Do these kitchen gadgets sell well ?

Smith  Yes, they do.  There’s a lot of interest in cooking now.  Our products              5           

                 department stores and by a lot of kitchen equipment stores too.

Jim      Don’t the gadgets              6            pretty fast ?

Smith  Some of them do,             7            food processors have become standard items.

Jim      Do you carry a line of food processors too ?

Smith  Yes, we do.               8           .  It’s made in Japan.

Jim      I’m interested in this kind of stuff because              9           , and I’ve been thinking of adding

                 a line of kitchen equipment.

Smith  Here, take one of our brochures.  All of our equipment              10            

  

1. (a) selling like hot cakes    (ขายดีเป็นเทน้ำเทท่า)

    (b) sold out    (ถูกขายจนหมดเกลี้ยง)

    (c) sold in the market    (ถูกขายในตลาด)

    (d) called a salad spinner    (ถูกเรียกว่าเครื่องปั่นสลัด)

    (e) used by most housewives    (ถูกใช้โดยแม่บ้านส่วนใหญ่)

2. (a) quite strongly made    (ถูกทำอย่างแข็งแรงทีเดียว)

    (b) the latest model    (รุ่นล่าสุด)

    (c) produced by well-known foreign companies    (ถูกผลิตโดยบริษัทต่างประเทศที่มีชื่อเสียง)

    (d) a genuine metal part    (ชิ้นส่วนโลหะแท้)

    (e) all made of plastic    (ถูกทำด้วยพลาสติกทั้งหมด)

3. (a) Was it made in the country    (มันทำในประเทศหรือเปล่าครับ)

    (b) How much does it cost    (มันราคาเท่าไรครับ)

    (c) Why is it so big    (ทำไมมันใหญ่จังเลย)

    (d) What is this one used for    (อันนี้ใช้ทำอะไรครับ)

    (e) Where can I buy it if I need one    (ผมจะซื้อมันได้ที่ไหนถ้าผมต้องการสักอันหนึ่ง)

4. (a) is very expensive    (ราคาแพงมาก)

    (b) was made in Italy    (ทำในอิตาลี)

    (c) was sold in the local market only    (ขายในตลาดภายในประเทศเท่านั้น)

    (d) was imported illegally    (ถูกนำเข้ามาขายอย่างผิดกฎหมาย)

    (e) was used for drilling as well    (ถูกใช้สำหรับเจาะด้วยเช่นกัน)

5. (a) are sold in    (มีขายใน)

    (b) have arrived at    (ได้มาถึงที่)

    (c) are advertised in    (ถูกโฆษณาใน – ต้องใช้  “ในหนังสือพิมพ์, ทีวี ฯลฯ”  มิใช่  “ในห้างสรรพสินค้า”) 

           (ต้องใช้  “are advertised by”  =  “ถูกโฆษณาโดย”  ห้างสรรพสินค้า)

    (d) are manufactured by    (ถูกผลิตโดย)

    (e) are exempt from tax in    (ได้รับยกเว้นภาษีใน)

6. (a) break down    (เสีย, ชำรุด)

    (b) remind the customers    (เตือนให้ลูกค้ารำลึกถึง)

    (c) go in and out of fashion    (นำสมัยและล้าสมัย)  (หมายถึง  เข้าสู่และออกจากตลาด – ได้รับ

           ความนิยมและหมดความนิยม)

    (d) are displayed in museums    (ถูกแสดงในพิพิธภัณฑ์)

    (e) are stolen by burglars    (ถูกขโมยโดยนักงัดแงะ-ย่องเบา)

7. (a) but refrigerators and TVs, not    (แต่ตู้เย็นและทีวี, มิใช่)

    (b) such as those    (เช่น............เครื่องประกอบอาหาร...........เหล่านั้น)

    (c) also I have got    (เช่นเดียวกัน  ผมมี)

    (d) but things like    (แต่สิ่งต่างๆ เช่น)  (เลือกข้อนี้  เนื่องจาก “things like food processors”

           เป็นประธานของประโยค  โดยมี “things”  เป็นประธาน  และ  “like food processors”

           เป็นส่วนขยาย)

    (e) when you buy    (เมื่อคุณซื้อ)

8. (a) Here’s a sample    (นี่คือตัวอย่างหนึ่ง)

    (b) Nothing is of poor quality    (ไม่มีอะไรมีคุณภาพเลว)

    (c) Your clothes look very nice    (เสื้อผ้าของคุณดูดีมากเลย)

    (d) We’ve a lot of instruments    (เรามีอุปกรณ์-เครื่องมือจำนวนมาก)  (ถ้าเลือกข้อนี้  ประโยคต่อไปต้อง

           เป็น “They’re made……....…..”)

    (e) We sell them from 9 a.m. to 5 p.m.    (เราขายตั้งแต่ ๙ โมงเช้าถึง ๕ โมงเย็น)

9. (a) it isn’t fragile    (มันไม่เปราะบาง-แตกได้ง่าย)

    (b) it costs very little    (มันราคาต่ำมาก)

    (c) I hope to borrow it from my neighbor    (ผมหวังจะยืมมันจากเพื่อนบ้าน)

    (d) I own a second-hand car store    (ผมเป็นเจ้าของร้านรถยนต์มือสอง)

    (e) I own a food store    (ผมเป็นเจ้าของร้านอาหาร)

10. (a) is more expensive than that in other shops    (ราคาแพงกว่าอุปกรณ์ในร้านอื่นๆ)

      (b) will be delivered directly to you by air    (จะถูกส่งตรงไปยังคุณโดยทางอากาศ)

      (c) will be fixed for customers free of charge    (จะได้รับการซ่อมให้ลูกค้าโดยไม่คิดมูลค่า)

      (d) is described in it    (ได้รับการพรรณนาไว้ในโบรชัวร์)

      (e) is brand-new and sold to housewives only    (ใหม่ถอดด้ามและขายให้กับแม่บ้านเท่านั้น)

 

(คำแปล)

 

การแสดงนิทรรศการผลิตภัณฑ์

 

สถานการณ์  :  จิมไปที่การแสดงนิทรรศการผลิตภัณฑ์ ณ โรงแรมแห่งหนึ่ง  เขาแวะที่บูธขนาดใหญ่

                            ซึ่งแสดงอุปกรณ์ทำครัว  ต่อไปนี้เป็นบทสนทนาระหว่างจิมและสมิธ  ซึ่งเป็นพนัก

                            งานขายของบูธนั้น

 

จิม     :  ผมคิดว่าคุณมีผลิตภัณฑ์ที่น่าสนใจมากมายเลยนะ

สมิธ   :  ขอบคุณครับ  เรานำเข้าพวกมันจากประเทศต่างๆ หลายประเทศ

จิม     :  อันนี้เป็นไงบ้าง (What about this one ?)  มันใช้ทำอะไรครับ

สมิธ   :  มัน               ๑              และมันใช้สำหรับทำให้ผักกาดหอมสะเด็ดน้ำ (it’s used for drying

              lettuce)

จิม     :  มีส่วนที่เป็นโลหะในอุปกรณ์นี้บ้างไหมครับ (Are there any metal parts in it ?)

สมิธ   :  ไม่มีครับ  มัน (เป็น)               ๒            

จิม     :  มันมาจากประเทศไหนครับ

สมิธ   :  มันทำในญี่ปุ่นครับ

จิม     :  แล้วอุปกรณ์ (อัน) นี้ล่ะ (What about this ?)                 ๓             

สมิธ   :  มันใช้ทำพาสต้า (อาหารแป้งผสมไข่และน้ำ) คุณรู้ไหม,  เช่น สปาเก็ตตี, มักกะโรนี, เส้นก๋วย

              เตี๋ยว  และสิ่งต่างๆ จำพวกนั้น

จิม     :  และมัน               ๔            ,  ผมคิด (นึกเอา, ทึกทักเอา, จินตนาการ, คาดคะเน, สมมติ,

              (suppose) นะ

สมิธ   :  ใช่แล้วครับ

จิม     :  อุปกรณ์ (เครื่องมือ, สิ่งประดิษฐ์) (gadgets) ในครัวเหล่านี้ขายดีไหมครับ

สมิธ   :  ขายดีครับ,  มีความสนใจกันมากมายในเรื่องการปรุงอาหาร (ทำอาหาร, ทำกับข้าว, หุงต้ม)

              (cooking) ในปัจจุบัน,  ผลิตภัณฑ์ของเรา                ๕             ห้างสรรพสินค้า  (department

              stores) และโดยร้านขายอุปกรณ์ครัวจำนวนมากด้วย

จิม      :  อุปกรณ์พวกนี้มิได้               ๖             ค่อนข้างรวดเร็ว (pretty fast) ใช่ไหมครับ   

สมิธ   :  บางประเภทเป็นแบบนั้นครับ (Some of them do.) (คือ  เข้าออกตลาดอย่างรวดเร็ว),  

                              ๗             เครื่องประกอบอาหาร (food processors)  ได้กลายเป็นสินค้ามาตรฐาน

             (standard items) (หมายถึง  เป็นที่นิยมหรือทันสมัยอยู่เสมอ)

จิม    :  คุณมีจำหน่ายในร้าน (แบก, ถือ, หาม, แบก, ลำเลียง, บรรทุก, นำติดตัว, แพร่กระจาย) (carry)

              ชุดเครื่องประกอบอาหาร (a line of food processors) ด้วยเช่นกันหรือครับ

สมิธ  :  ครับเรามี,                 ๘              มันทำในญี่ปุ่นครับ

จิม     :  ผมสนใจในสิ่งของ (วัตถุดิบ, ปัจจัย, ไส้ขนม, เนื้อแท้, แก่นแท้, สัพเพเหระ) (stuff) ประเภทนี้ 

              เพราะว่า                ๙              และผมกำลังคิดที่จะเพิ่มเติม (adding) ชุดอุปกรณ์ครัวเข้าไป

              (ในร้าน)

สมิธ  :  นี่ไง  เอาโบรชัวร์ของเราไปสักเล่มสิครับ  อุปกรณ์ (สินค้า) ทั้งหมดของเรา                ๑๐             

 

เรียน  ท่านผู้ติดตามอ่าน  เว็บไซต์  “everydayenglish.pwa.co.th

 

                ถ้าท่านมีคำแนะนำให้ปรับปรุงเว็บไซต์นี้ประการใด  กรุณาส่ง  e-mail ไปที่  ดร. วัชรินทร์  ภูเขาทอง  อดีต  ผอ. สำนักวิทยาการ  การประปาส่วนภูมิภาค  ผู้จัดทำเว็บไซต์นี้  ตาม “Address” wpookaotong@yahoo.com  (โปรดระบุหัวเรื่องด้วย ว่า  “ปรับปรุงเว็บไซต์”)  เพื่อที่ผู้จัดทำฯ จะได้ปรับปรุงเนื้อหาได้ตรงตามความประสงค์ของผู้อ่านเว็บไซต์นี้ต่อไป

 

 

หมวดข้อสอบ STRUCTURE (ตอนที่ 157)

การประปาส่วนภูมิภาค  “มุ่ง-มั่น-เพื่อปวงชน”

 

Direction:  Choose the best alternative for each blank space in the dialog.

(จงเลือกคำตอบที่ดีที่สุดสำหรับแต่ละช่องว่างในบทสนทนา)

 

In Charlie’s Office

 

Situation  :  Mr. Woods wants to invest in the hotel business.  He’s has decided to be a

                        partner of an old, famous hotel in California.  Below is the conversation

                        between Mr. Woods and Charlie, the hotel manager, when the latter shows

                        the former around.

 

Charlie  :  More coffee, Mr. Woods ?

Woods   No, thank you.

Charlie  Well, in that case, you should see the hotel now.

Woods   Fine.

Charlie  :              1           , please ?  (Mr. Woods follows Charlie to the hotel’s corridor.)  I think I’ll

                   tell you something about the history of the hotel.

Woods   Please do.  It seems to me             2          .   

Charlie  Well, the hotel was founded on the third of February 2008, when this part was opened.

Woods   Oh,             3           .

Charlie  :  Yes, and quite a lot of            4           have been made since then.  A new restaurant

                   was added in 2010, and an entire new air-conditioning system was installed in 2012,

                   and has been extended since then.  Four years ago, the interior of the lobby was

                   redesigned because the number of guests had increased.  In fact,            5           since

                   then, and consequently many new staff have been recruited and trained.

Woods   You’ve done a great deal since the hotel was opened, Charlie.  By the way,            6           ?

Charlie  Well, I started work here as an assistant manager in 2011, and              7            two years

                    ago.

Woods   Has the hotel made a profit every year since it was opened ?

Charlie  Well …………… yes.  Every year except in 2013,             8          , we’ve made

                    consistently good profits. Anyway, this is a typical guest room………..…..

 

1. (a) Have you had your breakfast    (คุณทานอาหารเช้าหรือยังครับ)

    (b) Could you stand up    (คุณยืนขึ้นได้ไหมครับ)

    (c) Would you follow me    (คุณจะ (กรุณา) ตามผมมาได้ไหมครับ)

    (d) Would you drink some coffee    (คุณจะดื่มกาแฟไหมครับ)

    (e) Did you come in a car or taxi    (คุณมาโดยรถยนต์หรือแท็กซี่ครับ)

2. (a) you’re quite eager    (คุณกระตือรือร้นจริงนะ)

    (b) that would be very interesting    (เรื่องนั้นจะน่าสนใจอย่างมาก)

    (c) the hotel has very few clients    (โรงแรมมีลูกค้าน้อยมาก)

    (d) it will take a long time    (มันจะใช้เวลานาน)

    (e) this place is haunted    (สถานที่นี้มีผีสิง)

3. (a) this is a masterpiece    (นี่เป็นงานชิ้นเอก-งานชิ้นดีที่สุด)

    (b) its seems so uncared for    (มันดูเหมือนไม่ได้รับการเอาใจใส่แม้แต่น้อย)

    (c) the wallpaper is peeling off    (กระดาษบุผนังห้องกำลังลอกออก)

    (d) it’s quite modern then    (มันทันสมัยมากทีเดียว  ถ้างั้น)

    (e) it’s so obsolete then    (มันล้าสมัยมาก  ถ้างั้น)

4. (a) applications for hotel jobs    (การสมัครงานโรงแรม)

    (b) hotels and restaurants    (โรงแรมและภัตตาคาร)

    (c) discoveries of oil under hotel ground    (การค้นพบน้ำมันใต้พื้นดินโรงแรม)

    (d) complaints and apologies    (การร้องทุกข์และการขอโทษ)

    (e) additions and improvements    (การต่อเติมและการปรับปรุง)

5. (a) we’ve run our business in the red    (เราได้ทำธุรกิจขาดทุน)  (“In the red”  เป็นสำนวน  หมายถึง 

           “ขาดทุน”)

    (b) we’ve doubled the number of rooms    (เราได้เพิ่มจำนวนห้องพักเป็น ๒ เท่า)

    (c) most of the original staff have returned    (พนักงานดั้งเดิมส่วนใหญ่ได้กลับมา)

    (d) we’ve tried to sell our business    (เราได้พยายามขายธุรกิจของเรา)

    (e) some of our staff have seen ghosts walk on the balcony    (พนักงานของเราบางคนได้เห็นผีเดิน

           บนระเบียง)

6. (a) how long have you been manager here    (คุณเป็นผู้จัดการที่นี่มานานเท่าไรแล้ว)

    (b) when will you quit the job    (คุณจะออกจากงานเมื่อไร)

    (c) where will you work after leaving this hotel    (คุณจะทำงานที่ไหนหลังออกจากโรงแรมนี้)

    (d) why are you hiding it    (ทำไมคุณกำลังซ่อนมันล่ะ)

    (e) what do most guests say about the hotel    (แขกส่วนใหญ่พูดอะไรเกี่ยวกับโรงแรม)

7. (a) I resigned from the hotel    (ผมลาออกจากโรงแรม)

    (b) I planned to run the hotel business of my own    (ผมวางแผนจะทำธุรกิจโรงแรมของผมเอง) 

           (ไม่เป็นลูกจ้างคนอื่น)

    (c) I married at this hotel    (ผมแต่งงานที่โรงแรมนี้)

    (d) I was made manager    (ผมได้รับแต่งตั้งเป็นผู้จัดการ)

    (e) I encouraged my staff to work harder    (ผมกระตุ้นให้พนักงานของผมทำงานหนักขึ้น)

8. (a) when I first met my wife in the hotel    (เมื่อผมพบภรรยาเป็นครั้งแรกในโรงแรม)

    (b) when I had a one-month holiday with my family abroad    (เมื่อผมไปเที่ยววันหยุดเป็นเวลา ๑ เดือน

           กับครอบครัวในต่างประเทศ)

    (c) which was a bad year for everybody    (ซึ่งเป็นปีที่เลวร้าย (ย่ำแย่) สำหรับทุกคน)

    (d) when we celebrated our Christmas outside the hotel    (เมื่อเราฉลองคริสต์มาสข้างนอกโรงแรม)

    (e) which was the year of presidential election for our country    (ซึ่งเป็นปีของการเลือกตั้งประธานา

           ธิบดีสำหรับประเทศของเรา)

 

(คำแปล)

 

ในห้องทำงานของชาลี

 

สถานการณ์  :  มิสเตอร์วูดส์ต้องการลงทุนในธุรกิจโรงแรม  เขาได้ตัดสินใจที่จะเป็นหุ้นส่วนของโรง

                           แรมเก่าแก่ที่มีชื่อเสียงแห่งหนึ่งในแคลิฟอร์เนีย,  ข้างล่างนี้เป็นการสนทนาระหว่าง

                           มิสเตอร์วูดส์และชาลี, ผู้จัดการโรงแรม, เมื่อชาลีพาเขาไปเดินชมโรงแรม

 

ชาลี  :  รับกาแฟเพิ่มไหมครับ  คุณวูดส์

วูดส์  :  ไม่ครับ  ขอบคุณ

ชาลี  :  ถ้างั้น  คุณควรไปชมโรงแรมตอนนี้เลยนะครับ

วูดส์  :  ดีครับ

ชาลี  :                ๑              {มิสเตอร์วูดส์เดินตาม (follows) ชาลีไปยังระเบียง (corridor) ของโรงแรม} 

              ผมคิดว่าผมจะเล่าอะไรบางอย่างเกี่ยวกับประวัติ (history) ของโรงแรมให้คุณฟัง

วูดส์  :  เชิญเล่าเลยครับ (Please do),  มันดูเหมือนว่า               ๒            สำหรับผม

ชาลี  :  เอ้อ  โรงแรมได้รับการก่อตั้ง (สร้าง, สถาปนา) (founded) ในวันที่ ๓ กุมภาพันธ์ ปี ๒๐๐๘ 

             เมื่อส่วนนี้ (จุดที่ยืนคุยกัน) เปิด (ทำการ) ขึ้นมา 

วูดส์  : โอ้                ๓            

ชาลี  :  ใช่ครับ  และ              ๔            มากมายได้ถูกทำขึ้นตั้งแต่นั้นมา (since then),  (เช่น) ภัตตา

              คารใหม่ได้ถูกเพิ่มเข้าไปในปี ๒๐๑๐  และระบบการปรับอากาศใหม่ทั้งหมด  (entire new

              air-conditioning system) ได้ถูกติดตั้ง (installed) ในปี ๒๐๑๒,  และได้รับการเพิ่มเติม

              (เพิ่มขึ้น, ขยายออก, ยืดออก, กางออก, แผ่ออก) (extended) ตั้งแต่นั้นมา,  และเมื่อ ๔ ปีล่วง

              มาแล้ว  ด้านในของห้องรับแขก (interior of the lobby) ได้ถูกออกแบบใหม่  เพราะว่าจำนวน

              แขกโรงแรม (the number of guests) ได้เพิ่มขึ้นตามความเป็นจริง (In fact)               ๕            

              ตั้งแต่นั้นมา  และดังนั้น (เพราะฉะนั้น, ผลที่ตามมา) (consequently)  พนักงานใหม่ๆ จำนวน

              มากได้รับการคัดเลือก (เกณฑ์, เกณฑ์ทหาร) (recruited) และฝึกอบรมครับ

วูดส์  :  คุณได้ทำอะไรมากมายสินะตั้งแต่โรงแรมเปิด  ชาลี,  เอ้อ (อ้อ) (By the way)               ๖            

ชาลี  :  อ๋อ  ผมเริ่มต้นทำงานที่นี่โดยเป็นผู้ช่วยผู้จัดการในปี ๒๐๑๑  และ                ๗              เมื่อสอง

              ปีมาแล้วครับ

วูดส์  :  โรงแรมนี้มีกำไร (made a profit) ทุกปีตั้งแต่เปิดใช่หรือเปล่าครับ

ชาลี  :  อ๋อ.................ใช่ครับ,  ได้กำไรทุกปียกเว้นในปี ๒๐๑๓,                 ๘            เราทำกำไรงาม

              อย่างสม่ำเสมอ (We’ve made consistently good profits.)  อย่างไรก็ตาม (Anyway)  นี่เป็น

              ห้องพักของ (แขก) โรงแรมโดยทั่วไป (typical guest room) ................... (ชาลีชี้ให้วูดส์ดู

              ห้องพักห้องหนึ่ง)

 

เรียน  ท่านผู้ติดตามอ่าน  เว็บไซต์  “everydayenglish.pwa.co.th

 

                ถ้าท่านมีคำแนะนำให้ปรับปรุงเว็บไซต์นี้ประการใด  กรุณาส่ง  e-mail ไปที่  ดร. วัชรินทร์  ภูเขาทอง  อดีต  ผอ. สำนักวิทยาการ  การประปาส่วนภูมิภาค  ผู้จัดทำเว็บไซต์นี้  ตาม “Address” wpookaotong@yahoo.com  (โปรดระบุหัวเรื่องด้วย ว่า  “ปรับปรุงเว็บไซต์”)  เพื่อที่ผู้จัดทำฯ จะได้ปรับปรุงเนื้อหาได้ตรงตามความประสงค์ของผู้อ่านเว็บไซต์นี้ต่อไป

 

 

 

หมวดข้อสอบ STRUCTURE (ตอนที่ 156)

การประปาส่วนภูมิภาค  “มุ่ง-มั่น-เพื่อปวงชน”

 

Direction:  Choose the most appropriate answer.

(จงเลือกคำตอบที่เหมาะสมที่สุด)

 

1. Are you going ______________________________________________ again this summer?

(คุณจะไป _______________________________________ อีกครั้งในฤดูร้อนนี้  ใช่หรือไม่)

(a) to camp

(b) to be camped

(c) being camped

(d) camping    (พักแรม)

ตอบ   -   ข้อ   (d)   ดูคำอธิบายจากประโยคข้างล่าง

                                          ตัวอย่างที่  

  • In the afternoon we went _______________________________________________.

(ในตอนบ่าย  เราไป ___________________________________________________)

(a) to window-shop

(b) to window-shopping

(c) window-shop

(d) window-shopping    (เดินดูสินค้าที่ตั้งโชว์ไว้ในตู้กระจกหน้าร้าน)

ตอบ   -   ข้อ   (d)  “Window-shop”  เป็นคำกริยา  หมายถึง  “เดินดูสินค้าที่ตั้งแสดงไว้ในตู้กระจกหน้าร้าน  โดยไม่ได้ซื้อ

                                         ตัวอย่างที่  

  • Her job is __________________________________________________________.

(งานของเธอคือ ______________________________________________________)

(a) go shopping every morning.

(b) to go shopping every morning.   (การไปจ่ายตลาดทุกๆเช้า)

(c) to go to shop every morning

(d) going to shop every morning

ตอบ   –   ข้อ   (b)   เนื่องจากหลังกริยา  “Verb to be”  (Is)  ของประโยค  ต้องการส่วนที่มาเติมให้สมบูรณ์  (Complement)  ซึ่งอาจเป็น  “Infinitive with to” (To + Verb 1)  หรือ  “Gerund” (V. + ing)   ก็ได้  ซึ่งในที่นี้อาจใช้  “To go shopping”  หรือ  “Going shopping”  ได้ทั้งคู่

                   อย่างไรก็ตาม  เมื่อกริยา  “Go”  หมายถึง  “การออกกำลังกายเพื่อพักผ่อนและความเพลิดเพลิน”  กริยาที่ตามหลัง  “Go”  จะต้องอยู่ในรูป  “V. + ing”  เสมอ  เช่น   “go shopping,  go swimming,  go hunting,  go fishing,  go shooting,  go skating,  go skiing,  go climbing,  go diving, etc.”  (แต่ใช้  “do our shopping”– ไปซื้อของ, ไปจ่ายตลาด)   ดังนั้น  ในประโยคข้างบน  จึงต้องตอบข้อ  (b)  หรือไม่ก็ใช้  “going shopping every morning

 

2. I had ________________________________________________ idea it was so expensive.

(ผม _________________________________________________ ทราบว่ามันแพงมาก)

(a) no any

(b) good

(c) no

(d) not an

ตอบ   -   ข้อ  (c)   “Have no idea”  =   “ไม่รู้, ไม่ทราบ

 

3. Seeing the teacher, __________________________________________________ at once.

(เห็นครู ______________________________________________________ ในทันที)

(a) the game was stopped    (เกมถูกหยุด)

(b) they stopped playing the game    (พวกเขาหยุดการเล่นเกม)

(c) the game stopped    (เกมหยุด)

(d) they stopped to play the game    (พวกเขาหยุดเพื่อจะเล่นเกม)

ตอบ   -   ข้อ  (b)  เนื่องจากประธานของประโยค  ที่อยู่หลังเครื่องหมายคอมม่า (หลังคำ  “teacher”)  เป็นผู้ทำกริยาที่ขึ้นต้นประโยค (Seeing)  คือ  “เห็น”,  ดังนั้น  จึงต้องเป็นสิ่งมีชีวิต  ซึ่งในที่นี้  คือ  “They”  จึงตัดข้อ  (a, c)  ทิ้งไป  และต้องเลือกข้อ  (b)  เนื่องจากต้องใช้  “Stop playing”  (นักเรียนหยุดการเล่นเกม)  มิใช่ข้อ  (d)  “นักเรียนหยุดเพื่อจะเล่นเกม”  ดูเพิ่มเติมกริยาประเภทเดียวกับ  “Stop”  จากประโยคข้างล่าง

                                          ตัวอย่างที่  

  • Try __________________________________________________ water to your drink.

(ทดลอง _________________________________________ น้ำเข้ากับเครื่องดื่มของคุณ)

(a) to add

(b) adding    (ผสม)

(c) added

(d) addition    (การผสม-เติม-เพิ่ม-บวก)

ตอบ   -   ข้อ   (b)   “Try”  ในประโยคนี้หมายถึง  “ทดลอง”  จึงต้องตามด้วย  “Gerund” (Verb + ing)  แต่ถ้าหมายถึง  “พยายาม”  ต้องตามด้วย  “Infinitive with to” (To + Verb 1)  (การผสมน้ำเข้ากับเครื่องดื่ม  ไม่ต้องใช้ความพยายามแต่อย่างใด)  ดูเพิ่มเติมกริยาที่มี    ความหมาย  และต้องตามด้วยโครงสร้างที่ต่างกัน  จากประโยคข้างล่าง

                                         ตัวอย่างที่  

  • Don’t forget __________________________________________________ my letter !

(จงอย่าลืม _______________________________________________ จดหมายของผม)

(a) post

(b) posting    (การส่ง)

(c) to post   (ที่จะส่ง)

(d) posted

ตอบ  -  ข้อ   (c)   เนื่องจากต้องการบอกว่า  “อย่าลืมส่ง”  (คือ  ขณะที่พูดยังมิได้ส่ง)  มิใช่  “ลืมการส่ง”  (คือส่งไปแล้ว  และนานมากแล้ว จนลืมว่าเคยทำเช่นนั้น)  ซึ่งในกรณีหลังนี้  ต้องใช้  “Posting

                                        ตัวอย่างที่  

  • Have you ever tried _______________________________________ this kind of food?

(คุณเคยลอง ____________________________________________ อาหารชนิดนี้ไหม)

(a) to eat

(b) eating    (กิน)

(c) of

(d) with

ตอบ  -   ข้อ   (b)   เมื่อ  “Try”  หมายถึง  “ลอง, ลองทำดู”   ในที่นี้  คือ  “ลองกิน”  ต้องตามด้วย  “Gerund” (Verb + ing)  ส่วนอีกความหมาย  คือ  “พยายาม”  ต้องตามด้วย  “To + Verb 1)  (ในประโยคข้างบน  การกินอาหารไม่ต้องใช้ความพยายาม  “Try”  จึงควรมีความหมายว่า  “ทดลอง, ลองทำดู”)

                                         ตัวอย่างที่  

  • Please don’t forget ________________________________________ me your address.

(โปรดอย่าลืม ________________________________________ ที่อยู่ของคุณให้ผมด้วย)

(a) send

(b) to send    (ส่ง)

(c) sending

(d) sent

ตอบ  -  ข้อ   (b)   เนื่องจาก  “Forget + To + Verb 1”  =  “ลืมที่จะ...................”  คือ  ไม่ได้ทำ  เพราะลืม,  ส่วน  “Forget + Verb + ing”  =  “ลืมการ......................” หมายถึง  ได้กระทำสิ่งหนึ่งลงไปแล้ว  แต่ลืมว่าได้กระทำสิ่งนั้น  ด้วยเหตุผลใดเหตุผลหนึ่ง

                                         ตัวอย่างที่  

  • As soon as it stops ________________________________________, I shall go home.

(ในทันทีที่หยุด ____________________________________________ ผมจะกลับบ้าน)

(a) rain

(b) the rain

(c) to rain

(d) raining    (ฝนตก)

ตอบ  -  ข้อ   (d)   เนื่องจาก  “It stops raining.”  หมายถึง  “ฝนหยุดการตก”  กล่าวคือ  “Stop + Verb + ing”  =  “หยุดการกระทำสิ่งนั้น”  ส่วน  “Stop + To + Verb 1”  =  “หยุดเพื่อที่จะทำสิ่งนั้น” 

                                        ตัวอย่างที่  

  • While we were walking in the park, she often stopped __________________ at the flowers.

(ขณะที่เรากำลังเดินไปในสวนสาธารณะ  เธอมักจะหยุด _________________ ที่ดอกไม้อยู่บ่อยๆ)

(a) to look    (เพื่อที่จะมองดู)

(b) looking    (การมองดู)

(c) looked

(d) for looking

ตอบ   -   ข้อ   (a)   เนื่องจาก  (Stop + To + Verb 1 =  “หยุดเพื่อที่จะทำสิ่งนั้นๆ”)  (Stop + Verb + ing  =  “หยุดการกระทำสิ่งนั้นๆ”)

                                         ตัวอย่างที่  

  • I remember that restaurant; we stopped there ________________ on our way to Hua-Hin. 

(ผมจำภัตตาคารนั้นได้  เราหยุด (แวะ) ที่นั่น_____________________ ในระหว่างทางไปหัวหิน)

(a) eating    (การกินอาหาร)

(b) ate

(c) to eat    (เพื่อกินอาหาร)

(d) eaten

ตอบ  -  ข้อ   (c)   เนื่องจาก  “หยุดหรือแวะเพื่อที่จะกินอาหาร  (Stop to eat)

                                         ตัวอย่างที่  

  • How did the cat get into the house?  I remember ____________________ it out last night.

(แมวเข้ามาในบ้านได้อย่างไร  ผมจำได้ถึง _______________ มันไปไว้ข้างนอกเมื่อคืนที่ผ่านมา)

(a) put

(b) to put

(c) putting    (การจับ)

(d) putting away

ตอบ  -  ข้อ  (c)  (Remember + Verb + ing  =  “จำได้ถึงการกระทำสิ่งนั้นๆ”  คือ  ทำไปแล้วในอดีต  และยังจำได้ว่าทำ)  ส่วน   “Remember + To + Verb 1”  =  “จำได้ (ไม่ลืม) ที่จะทำสิ่งนั้นๆ

สรุป  -  มีหลักไวยากรณ์ดังนี้  คือ  เราใช้  “Infinitive with to” (To + Verb 1)  และ  “Gerund” (Verb + ing)  ตามหลังคำกริยา  “Remember, Forget, Try Stop”  แต่มีความหมายต่างกัน  เช่น

  • I remembered to buy him a newspaper.

(ผมจำได้ที่จะซื้อ (ไม่ลืมซื้อ) หนังสือพิมพ์ให้เขา)

  • I remembered buying him a newspaper.

(ผมจำได้ถึงการซื้อหนังสือพิมพ์ให้เขา)  (คือ  ซื้อเมื่อเดือนที่แล้ว  และยังจำได้ว่าซื้อ)

  • She forgot meeting me in New York ten years ago.

(เธอลืมการได้พบกับผมในนิวยอร์กเมื่อ ๑๐ ปีมาแล้ว)  (คือ  เคยพบกันเมื่อ ๑๐ ปีมาแล้ว  แต่เธอจำไม่ได้แล้วว่าเคยพบ)

  • She forgot to meet me at my office yesterday.

(เธอลืมที่จะมาพบผมที่สำนักงานเมื่อวานนี้)  (สรุปคือ  ไม่ได้มาพบเพราะลืม)

  • He tried to swim across the dangerous river.

(เขาพยายามว่ายข้ามแม่น้ำที่มีอันตราย)

  • He tried eating the food his girlfriend cooked for him.

(เขาทดลองกินอาหารที่แฟนปรุงให้เขากิน)

  • They stopped working and went to a restaurant.

(พวกเขาหยุดการทำงาน  และไปภัตตาคารเพื่อกินอาหาร)

  • They stopped to work until late at night.

(พวกเขาหยุด (กิน, เล่น, พูดคุย, ฯลฯ) เพื่อที่จะทำงาน  จนกระทั่งดึกดื่น)

 

4. There was a great shortage _______________________ food during the Second World War.

(มีการขาดแคลนอย่างรุนแรง __________________ อาหาร  ในระหว่างสงครามโลกครั้งที่  )

(a) with

(b) in

(c) of    (ด้าน, เรื่อง, ของ)

(d) for

ตอบ   –   ข้อ   (c)   

                        สำหรับคำกริยา,  คุณศัพท์  หรือ  วลีที่ใช้กับ  “Of”  ได้แก่  “source of”  (แหล่งของ)  -  Meat is an excellent source of vitamins.  (เนื้อเป็นแหล่งที่ดีเยี่ยมของวิตามิน),  “kind of”  (ค่อนข้างจะ)  -  She is kind of an envious woman.  (เธอเป็นผู้หญิงที่ค่อนข้างจะขี้หึง),  “keep out of”  (อย่ายุ่ง, อยู่ให้ไกล, ออกห่างจาก, ไม่เข้าไปเกี่ยวข้อง)  - Please keep out of my business.  (โปรดอย่าเข้ามายุ่งกับเรื่องของผม),  “in honor of”  (เพื่อเป็นเกียรติแก่)  -  The building was named in honor of the late President.”  (อาคารถูกตั้งชื่อเพื่อเป็นเกียรติแก่ท่านประธานาธิบดีผู้ล่วงลับไปแล้ว),  “in charge of” (= take charge of)  (ดู แล, รับผิดชอบ)  -  They are in charge of organizing the meeting.  (พวกเขารับผิดชอบการจัดประชุม), “inform someone of something”  (บอกใครเกี่ยว กับเรื่องอะไร)  -  Please inform me of your decision.  (โปรดบอกผมเกี่ยวกับการตัดสินใจของคุณ),   “of age”  (โตพอที่จะทำอะไรบางอย่าง, อายุมากพอที่จะลงคะ แนนเลือกตั้ง  หรือซื้อเหล้า-เบียร์, ได้รับการพัฒนาอย่างเต็มที่)  -  Mary will be of driving age on her next birthday  (แมรี่จะถึงวัยที่ได้รับอนุญาตให้ขับรถได้  ในวันเกิดของเธอปีหน้า),  “of course”  (แน่นอน, ไม่ต้องสงสัยเลย, เป็นเรื่องธรรมดา, เหมือนที่คาดหวังไว้)  -  Of course you know that girl; she is in your class  (แน่นอน  คุณรู้จักเด็กผู้หญิงคนนั้น  เธอเป็นเด็กนักเรียนของคุณ  -  หรือ เธอเรียนอยู่ในชั้นเดียวกับคุณ  –  คือเป็นเพื่อนคุณ),  “remind someone of”  (เตือนใครให้นึกถึงเรื่อง.................)  -  She reminded me of her mother.  (เธอเตือนให้ผมนึกถึงแม่ของเธอ  -  ด้านรูปร่างหน้าตาหรือนิสัยใจคอ),  “approve”  (อนุมัติ, เห็นชอบ)  -  “The company doses not approve of women smoking.”  (บริษัทไม่เห็น ชอบให้ผู้หญิงสูบบุหรี่),  “boast”  (คุยโม้)  -  “He often boasts of his wealth.”  (เขามักคุยอวดความร่ำรวย), “think”  (คิดถึงเรื่อง)  -  “We are thinking of buying her a present.”  (พวกเรากำลังคิดถึงเรื่องซื้อของขวัญให้เธอ),  “warn”  (เตือน)  -  “She warned me of the danger.”  (เธอเตือนผมถึงอันตราย),   “accuse someone of”  (กล่าวหาใครในเรื่อง.....................)  -  They accused him of stealing their car.  (พวกเขากล่าวหาเขาว่าขโมยรถยนต์),  “suspect”  (สงสัย),  “consist”  (ประกอบด้วย),  “be composed of”  (ประ กอบด้วย)  -  Our team is composed of a number of experts in several fields.   (ทีมของเราประกอบ ด้วยผู้เชี่ยวชาญจำนวนมากจากหลายสาขา),  “dream”  (ฝัน)  -  She never dreams of traveling abroad.  (เธอไม่เคยฝันว่าจะเดินทางไปต่างประเทศ),  “hear”  (ได้ยิน)  -  “We have never heard of his plan.”  (เราไม่เคยรู้เกี่ยว กับแผนของเขาเลย)  -  “Have you heard of Lewis Baker?”  (คุณรู้จักลูอิส  เบเกอร์ ไหม),  “beware”  (ระวัง)  -  “Beware of dogs !”  (ระวังสุนัข !),  “complain”  (บ่น, ร้องทุกข์)  -  They never complain of their hardship.  (พวกเขาไม่เคยบ่นอุทธรณ์ความยากลำบากเลย),  “convince”  (ทำให้เชื่อ)  -  “These experiences served to convince me of the drug’s harmful effects.”  (ประสบการณ์เหล่านี้ทำให้ผมเชื่อในผลกระทบที่เป็นอันตรายของยา),  “disapprove”  (ไม่อนุมัติ, ไม่เห็นด้วย)  -  “The other members disapproved of his methods.”  (สมาชิกคนอื่นๆ ไม่เห็นด้วยกับวิธีของเขา),  “assure”  (รับรอง, ทำให้มั่นใจ-เชื่อมั่น-  “After he had been assured of his daughter’s safety, he was relaxed.”  (หลังจากที่เขาถูกทำให้เชื่อมั่นในความปลอดภัยของลูกสาว  เขารู้สึกผ่อนคลาย)  -  “Visitors can always be assured of the best in Manhattan Hotel.”  (ผู้มาเยือน (แขก) สามารถจะมั่นใจได้เสมอ  ถึงสิ่งที่ดีที่สุดในโรงแรมแมนฮัตตัน  -  ในด้านการให้บริการ),  “cure”  (รักษา  หรือทำให้หายจากโรคหรืออาการบาง อย่าง,  การรักษาโรค),  -  “I’m interested in the cure of cancer.”  (ผมสนใจในการรักษาโรคมะเร็ง)  -  “The shock of losing my purse cured me of all my former absent-mindedness.”  (ความตกใจจากการทำกระเป๋าสตางค์หาย  ทำให้ผมหายจากอาการใจลอยเมื่อก่อนนี้ทั้งหมดทั้งสิ้น),   “smell”  (กลิ่น, ได้กลิ่น)  -  “We had a smell of fresh bread when we entered the shop.”  (เราได้กลิ่นขนมปังสดเมื่อเราเข้าไปในร้าน)  -  “The room smelled of cigars.”  (ห้องมีกลิ่นซิการ์),  “full”  (เต็มไปด้วย)  - The street was full of water.   (ถนนเจิ่งนองไปด้วยน้ำ), “fond”  (ชอบ, หลงใหล)  -  She is fond of music.  (เธอชอบดนตรี), “careful”  (ระวัง, รอบคอบ)  -  “Be careful of the floor.  I’ve just polished it.”  (ระวังพื้นลื่นนะ,  ผมเพิ่งจะขัดมัน),  “frightened”  (ตกใจกลัว)  -  She is frightened of the dark.  (เธอกลัวความมืด), “confident”  (มั่นใจ)  -  You should be confident of yourselves.  (พวกคุณควรมั่นใจในตนเอง), “short”  (ขาดแคลน)  -  They were short of food and water.  (พวกเขาขาดแคลนอาหารและน้ำ),  “tired”  (เบื่อ, เหนื่อย),  “sure”  (มั่นใจ),  “aware”  (ตระหนัก, รู้ดี),  “certain” (มั่นใจ, แน่ นอน),  “free”  (ยกเว้น),  “proud”  (ภูมิใจ),  “hopeful”  (มีความหวัง), “glad”  (ดีใจ),  “capable”  (สามารถ) – The government is capable of governing the country. (รัฐบาลมีความสามารถในการบริหารประเทศ),  “ashamed”  (ละอายใจ) – You should be ashamed of yourself.  (คุณควรละอายใจตัวเอง), “suspicious”  (สงสัย, ระแว) – The policeman became suspicious of the youth and asked him why he was standing there.  (ตำรวจเริ่มสงสัยในเด็กหนุ่มคนนั้น  และถามเขาว่าทำไมเขาจึงยืนอยู่ที่นั่น),  “tolerant”   (อดทนต่อ, ใจกว้างต่อ), “considerate”  (เกรงใจ),  “ignorant”  (ไม่รู้) – The masses were largely ignorant of the options open to them.  (มวลชนส่วนใหญ่ไม่ทราบถึงทางเลือกต่างๆ ที่เปิดกว้างให้พวกเขา),  “by reason of” (= because of = due to = as a result of = as a consequence of ) (เนื่องมาจาก, เพราะว่า, เป็นผลมาจาก) – The plane was delayed by reason of heavy snowstorm. (เครื่องบินล่าช้าเนื่องมาจากพายุหิมะที่ตกหนัก) – Many people don’t have access to education as a consequence of their poverty.  (คนจำนวนมากเข้าไม่ถึงการศึกษา  โดยเป็นผลมาจากความยากจน),  “convinced”  (เชื่อ), “ahead”  (ก้าวหน้า, อยู่ข้างหน้า, ล่วงหน้า) – They walked ahead of me.  (พวกเขาเดินอยู่ข้างหน้าผม), “shy”  (อาย, ละอาย), “conscious”  (รู้สึกถึง), “jealous”  (อิจฉา, หึงหวง) – Don’t be jealous of your friend’s success. (จงอย่าอิจฉาในความสำเร็จของเพื่อน), “envious”  (อิจฉา, หึงหวง),  “a cup of tea”  (ชา ถ้วย),  “a sheet of paper”  (กระดาษ แผ่น),  “a number of dogs”  (หมาจำนวนมาก),  “the number of students”  (จำนวนนักเรียน),  “a pair of trousers”  (กาง เกงขายาว ตัว), “millions of dollars”  (เงินหลายล้านดอลลาร์),  “two gallons of water”  (น้ำ แกลลอน),  “10% of the population”  (๑๐ เปอร์เซ็นต์ของประชากร),  “a town of 2,000 people”  (เมืองที่มีประชากร  ๒,๐๐๐ คน),  “Half of the boats sank.”  (เรือจำนวนครึ่งหนึ่งจมลง),  “Your letter of the 25th ”  (จดหมายของคุณซึ่งลงวันที่  ๒๕),  “a bag of gold”  (ทองถุงหนึ่ง),  “at a rate of 20 dollars a day”  (ในอัตรา ๒๐ เหรียญต่อวัน),  “a boy of sixteen”  (เด็กอายุ ๑๖ ปี),  “at the age of five”  (ตอนอายุ ขวบ),  “a baby of 6 months”  (ทารกอายุ ๖ เดือน),  “the first of a series of movies”  (ตอนแรกของภาพยนตร์ซีรี่ส์),  “one of the problems”  (หนึ่งในหลายปัญหา),  “two of the three”   ( ใน ),  “many of the students”  (นักเรียนหลายคน),  “a meeting of executives”  (การประชุมผู้บริหาร),  “a map of Sweden”  (แผนที่ประเทศสวีเดน),  “a picture of the refugees”  (ภาพของผู้อพยพ),  “an account of the event”  (เรื่องราวของเหตุการณ์),  “a collection of watches”  (การสะสมนาฬิกา),  “a big piece of cake”  (เค้กชิ้นใหญ่),  “Natural gas accounts for about 10% of our total energy consumption.”  (กาซธรรมชาติคิดเป็นประมาณ  ๑๐  เปอร์เซ็นต์  ของการบริโภคพลังงานทั้งหมดของเรา),  “the House of Representatives”  (สภาผู้แทนราษ ฎร),  “We must do it with the approval of the trade unions.”  (เราจะ ต้องทำมันด้วยความเห็นชอบของสหภาพการค้า),  “We need the permission of the judge.”  (เราต้องการการอนุญาตจากผู้พิพากษา),  “the religious beliefs of the ancient people”  (ความเชื่อทางศาสนาของคนโบราณ),  “the average age of participants is over 50”  (อายุเฉลี่ยของผู้เข้าร่วม  คือ  เกินกว่า  ๕๐  ปี),  “the traditional role of women”  (บทบาทดั้งเดิมของสตรี),  “That is a book of mine.”  (นั่นเป็นหนังสือของผม),  She would like to have a house of her own.”  (เธอต้อง การจะมีบ้านเป็นของตัวเอง),  “A child of hers was run over by a car.”  (ลูกคนหนึ่งของเธอถูกรถทับ),  “He is a friend of Stephen’s.”  (เขาเป็นเพื่อนของสตีเฟน),  เป็นต้น

 

5. Jack will buy ______________________________________________ his girlfriend wants.

(แจ๊คจะซื้อ _________________________________________ (ที่) แฟนของเขาต้องการ)

(a) when    (เมื่อ)

(b) whenever    (เมื่อใดก็ตาม)

(c) whatever    (อะไรก็ตาม)

(d) as soon as    (ในทันทีที่)

ตอบ   -   ข้อ   (c)   “Whatever his girlfriend wants”  เป็น  “Noun clause”   ทำหน้าที่เป็นกรรมของกริยา  “Buy

 

6. The man who was arrested by the police had nothing _____________________________.

(ชายที่ถูกจับกุมโดยตำรวจ  ไม่มีอะไรที่จะ ____________________________________)

(a) for saying

(b) to say    (พูด)

(c) to be said

(d) said

ตอบ   -   ข้อ   (b)   เนื่องจากเป็นไปตามโครงสร้าง  “Subject + Has (Have) + Nothing (Something) + To + Verb 1”  {ประธานฯ  + ไม่มีอะไร (มีบางสิ่ง)  + ที่จะ...................ทำ (พูด, บอก, เล่า, เสนอ  ฯลฯ)}  เช่น

  • The manager had something to say to his staff.

(ผู้จัดการมีอะไรที่จะบอกลูกน้องของเขา)

  • I have so many things to do this weekend.

(ผมมีอะไรต้องทำเยอะแยะปลายสัปดาห์นี้)

  • She has a lot to tell you.

(เธอมีอะไรมากมายที่จะเล่าให้คุณฟัง)

  • We have nothing to give you except this ring.

(เราไม่มีอะไรจะให้คุณ  นอกจากแหวนวงนี้)

  • They even had no money to buy food.

(พวกเขาไม่มีแม้กระทั่งเงินจะซื้ออาหาร)

  • He has no time to waste if he wants to succeed.

(เขาไม่มีเวลาจะใช้อย่างเปล่าประโยชน์  ถ้าเขาต้องการประสบความสำเร็จ)

 

7. _________________________ is my favourite sport.  I often fish for hours whenever I’m free.

(__________ คือกีฬาที่โปรดปรานของผม,  ผมไปตกปลาบ่อยๆ เป็นเวลาหลายชั่วโมง  เมื่อใดก็ตามที่ผมว่าง)

(a) The fish    (ปลา)

(b) The fishing

(c) Fishing    (การตกปลา)

(d) Fishery    (การทำประมง)

ตอบ   -   ข้อ   (c)   “Fishing”  (การตกปลา)  ไม่ต้องมี  “A, An, The”  นำหน้า

 

8. Not ______________________________________________ furniture is sold in that shop.

(เฟอร์นิเจอร์ไม่ ______________________________________ ถูกขายออกไปในร้านนั้น)

(a) many    (มากมาย)  (ใช้กับคำนามนับได้  พหูพจน์)

(b) much    (มากมาย)  (ใช้กับคำนามนับไม่ได้)

(c) a lot

(d) every kind    (ทุกชนิด)

ตอบ   -   ข้อ   (b)   “Furniture”  เป็นนามนับไม่ได้  ต้องใช้กับ  “Much”  หรืออาจใช้กับ  “A lot of  =  Lots of”, A great deal of, A good deal of, A large amount of  (มากมาย)  หรือ  “Every kind of” (ทุกชนิด)  ก็ได้

                       สำหรับคำนามนับไม่ได้  (Uncountable noun)  อื่นๆ  ได้แก่   Information  (ข้อ มูล, ข่าวสาร), Paper  (กระดาษ), Equipment  (อุปกรณ์, เครื่องมือ), Furniture  (เครื่องเรือน), Scenery  (ทิวทัศน์), Damage  (ความเสียหาย), Advice  (คำแนะ นำ), Traffic  (การจราจร, ยวดยาน), Machinery  (เครื่องยนต์กลไก), Evidence  (หลักฐาน), Bread  (ขนมปัง), Clothing  (เสื้อผ้า), Work  (งาน), Luggage  (กระเป๋าเดินทาง), Baggage  (กระเป๋าเดินทาง), Knowledge  (ความรู้), Progress  (ความก้าวหน้า), Power  (อำนาจ), News, Fruit, Behavior  (พฤติกรรม)   เป็นต้น

 

9. Paul received no answer _____________________________________________ his letter.

(พอลไม่ได้รับคำตอบ _______________________________________ จดหมายของเขา)

(a) for

(b) of

(c) to    (แก่, ต่อ, สำหรับ)

(d) about

ตอบ   -   ข้อ   (c)   

                        สำหรับคำคุณศัพท์  (Adjective)  ที่ใช้กับ  “To”  ได้แก่  kind (กรุณา, ใจดี)  -  He is very kind to me.  (เขากรุณาต่อผมมาก),  “new”  (It is new to me.  –  มัน (เป็นเรื่อง) ใหม่สำหรับผม), close  (ใกล้ชิดกับ),  cruel  (โหด ร้ายกับ),  hostile  (มุ่งร้าย หรือเป็นปฏิปักษ์กับ),  obvious  (ชัดเจนแก่),  obedient  (เชื่อฟังต่อ),  peculiar  (แปลกประหลาดแก่, เฉพาะกับ),  equal  (เท่ากันกับ),  grateful  (ขอบคุณ, เป็นหนี้บุญคุณ)  -  I’m very grateful to your kind assistance.  (ผมขอบคุณอย่างมากต่อความช่วยเหลือของคุณ),  harmful  (เป็นอัน ตรายต่อ),  kind  (กรุณาต่อ),  dear  (เป็นที่รักแก่),  faithful  (ศรัทธาต่อ),  junior  (อาวุโสน้อยกว่า),  senior  (อาวุโสมากกว่า)  -  He is senior to me in the army.  (เขาอาวุโสกว่าผมในกองทัพ  -  คือมียศสูงกว่า),  inferior  (ด้อยกว่า, เลวกว่า, แย่กว่า),  superior  (ดีกว่า, เหนือกว่า),  polite  (สุภาพต่อ)  -  He is polite to everyone he meets.  (เขาสุภาพกับทุกคนที่เขาเจอะเจอ),  familiar  (คุ้นเคยกับ)  -  Most people at the party were familiar to me.  (คนส่วนใหญ่ที่งานเลี้ยงคุ้นเคยกับผม,  useful  (เป็นประโยชน์กับ),  similar  (คล้ายกับ),  rude  (หยาบคายกับ),  previous  (ก่อน),  used  (เคย),  accustomed  (คุ้นเคย, เคยชิน)  -  They are accustomed to hot weather.  (พวกเขาคุ้นเคยกับอากาศร้อน),  clear  (ชัดเจนกับ),  essential  (จำเป็นกับ),  necessary  (จำเป็นต่อ),  good  (ปฏิบัติดีต่อ),  identical  (เหมือนกับ)  -  The material is almost identical to limestone.  (วัตถุชิ้นนั้นเกือบจะเหมือนกันเป๊ะกับหินปูน),  satisfactory (เป็นที่พอใจของ),  important  (สำคัญต่อ),  significant  (สำคัญต่อ),  equivalent  (เท่ากับ, เสมือนกับ),  loyal  (จงรักภักดีต่อ)  เป็นต้น

                        สำหรับคำกริยา  (Verb)  ที่ใช้กับ  “To”  ได้แก่  “happen”  (เกิด ขึ้น)  -  The accident happened to his family a long time ago.  (อุบัติเหตุเกิดขึ้นกับครอบครัวของเขานานมาแล้ว),  occur  (เกิดขึ้น),  resort  (หันไปใช้)  -  You must never resort to violence.  (คุณจะต้องไม่หันไปใช้ความรุนแรง),  compare  (เปรียบเทียบว่าเหมือนกับ)-  Some people compare sleep to death.  (บางคนเปรียบเทียบการนอนหลับว่าเหมือนกับความตาย),  belong  (เป็นของ)  -  That car belongs to me.  (รถยนต์คันนั้นเป็นของผม),  attend  (เอาใจใส่)  -  You should attend to your teacher’s advice.  (คุณควรเอาใจใส่คำ แนะนำของอาจารย์),  see to it  (ดูแลในเรื่อง, จัดการในเรื่อง)  -  I will see to it that you get what you want.  (ผมจะดูแลให้ว่า  คุณได้ทุกอย่างที่คุณต้องการ),  consent  (ยินยอมต่อ)  -  He consented to postponement of the trip.  (เขายินยอมกับการเลื่อนการเดินทางออกไป),  attribute  (มีสาเหตุมาจาก)   -  He attributed the worsening situation to increased conflicts between the government and the people.  (เขาคิดว่าสถานการณ์ที่แย่ลง  มีสาเหตุมาจากความขัดแย้งระหว่างรัฐบาลและประชาชน),  apply  (สมัคร, ขอ),  reply  (ตอบ),  appeal  (อุทธรณ์, ชวนให้เกิดความสนใจ หรือ หลงใหล),  confine  (จำกัดอยู่ใน),  turn  (หันไปหา, หันไปใช้),  amount  (รวมเป็นจำนวน),  surrender  (ยอมจำนนต่อ),  listen  (ฟัง),  recommend  (แนะนำว่าดี),  devote  (อุทิศแก่),  accustom  (ทำให้คุ้นเคยกับ),  object  (คัดค้าน, ไม่เห็นด้วยกับ),  succumb  (พ่ายแพ้ต่อ, ยอมจำนนกับ)  -  He finally succumbed to injury.  (เขาในที่สุดพ่ายแพ้ต่อการบาด เจ็บ  -  คือตาย),  complain  (บ่น หรือ ร้องเรียนกับ)  They complained to me about the noise.  (เขาร้องเรียนกับผมเกี่ยวกับเรื่องเสียงดัง),  suggest  (แนะนำกับ)   -  I suggested to him that he should work harder.  (ผมแนะนำกับเขาว่า  เขาควรขยันมากขึ้น),  respond  (ตอบสนองต่อ)   - The government should quickly respond to its people’s demand.  (รัฐบาลควรตอบสนองต่อความต้องการของประชาชนอย่างรวดเร็ว),  look forward to  (ตั้งหน้าตั้งตารอคอย),  refer  (อ้างถึง, แนะนำให้ไปหา),  yield  (จำนน หรือพ่ายแพ้ต่อ),  introduce  (แนะนำให้รู้จักกับ),  reduce  (ลดลงจนต้อง),  be used to  (คุ้นเคยหรือเคยชินกับ),  get used to  (คุ้นเคยหรือเคยชินกับ),  be accustomed to  (คุ้นเคยหรือเคยชินกับ),  get accustomed to  (คุ้นเคยหรือเคยชินกับ),  เป็นต้น

 

10. We had a lot of _________________________________________ at the party last night.

(เราได้รับ __________________________________ มากมายที่งานเลี้ยงเมื่อคืนที่ผ่านมา)

(a) funs

(b) funny    (น่าขบขัน, น่าหัวเราะ, สนุก, ตลก)

(c) funnies

(d) fun    (ความสนุกสนาน, ความขบขัน, เรื่องน่าขัน, การหยอกล้อ, การเย้าแหย่)

ตอบ   -   ข้อ  (d)  เนื่องจากเป็นคำนามนับไม่ได้

 

11. He applied for the job and was hired __________________________________________.

(เขาสมัครงาน  และได้รับการว่าจ้าง _________________________________________)

(a) at the spot

(b) on the spot    (ตรงจุดนั้นเลย)  (ตรงที่ๆ สมัครงาน  และในทันที)

(c) within a spot

(d) in a spot

ตอบ   -   ข้อ   (b)

                         สำหรับวลีที่ใช้  “On”  ได้แก่  “On page 5”  (ในหน้าที่  Waste his time on”  (ใช้เวลา – ของเขา - อย่างสิ้นเปลือง-สุรุ่ยสุร่ายกับ), on business  (ด้วยเรื่องธุรกิจ)He went to Canada on business.  (เขาไปแคนาดาด้วยเรื่องธุรกิจ), keep on  (ดำเนินต่อไป) – They kept on reading.  (พวกเขาอ่านหนังสือต่อไป), rely on  (ไว้วางใจ, เชื่อใจ, พึ่งพาอาศัย) – I can rely on my close friend. (ผมสามารถไว้ใจเพื่อนสนิท), depend on (upon)  (พึ่งพาอาศัย, ขึ้นอยู่กับ, อยู่ที่) – Most children have to depend on (upon) their parents.  (เด็กๆ ส่วนใหญ่จำเป็นต้องพึ่งพาพ่อแม่ของตน), insist on  (ยืนกราน, ยืนหยัด, เรียกร้อง) – She insisted on going out with her boyfriend.  (เธอยืนกรานจะออกไปข้างนอกกับแฟนของเธอ), on the floor  (บนพื้น), on a hill  (บนเนินเขา), on the top shelf  (บนชั้นบนของหิ้ง), bet money on  (พนันเงินกับ)  -  He bet a lot of money on that horse.  (เขาพนันเงินจำนวนมากกับม้าตัวนั้น), on a sofa  (บนเก้าอี้โซฟา), to turn his back on his country  (หันหลังให้กับประเทศของตน  -  หมายถึงละทิ้งประเทศ  เช่น  หนีการเกณฑ์ทหาร  หรือไปเข้ากับฝ่ายศัตรู), on the contrary  (ในทางตรงกันข้าม), on the drawing board   (กำลังอยู่ในขั้นวางแผนหรือเตรียมการ  คือยังไม่ได้ลงมือทำ หรือนำมาใช้งานจริงๆ ),  on the dot (on the button)  (ตรงเวลาเผง, ตรงเวลาพอดี)  -  Susan arrived at the party at 3:00 p.m. on the dot.  (ซูซานมาถึงที่งานเลี้ยงเวลาบ่าย    โมงตรงพอดี)get (climb, jump) on the bandwagon  (ทำตามอย่างที่คนอื่นทำ  แม้จะไม่ใช่เรื่องที่จำเป็น, เข้าร่วมในกิจกรรมที่มีคนนิยมทำกันมาก  และล่าสุด  เช่น ถีบจักรยาน หรือ เล่นฟิตเนส,  โยคะ  -  แปลตรงๆ ตัว คือ ปีนหรือกระโดดขึ้นไปบนรถดนตรีในขบวนแห่)  -  When all Jim’s friends decided to vote for Bill, Jim climbed on the bandwagon too.  (เมื่อเพื่อนทุกคนของจิมตัดสินใจลงคะแนนให้บิล  จิมก็ตัดสินใจลงคะแนนให้บิลเช่นเดียวกัน  -  คือทำตามเพื่อนๆ แบบไม่ต้องมีเหตุผล), on the (an) average   (โดยเฉลี่ย),   a dog peeing (pissing) on a tree  (หมาเยี่ยวรดต้นไม้),  on condition that  (โดยมีเงื่อนไขว่า)  -  I will lend you the money on condition that  you pay it back in one month.  (ผมจะให้คุณยืมเงินโดยมีเงื่อนไขว่า  คุณต้องใช้คืนภายใน    เดือน),  on deck   (อยู่บนดาดฟ้าเรือ, เตรียมพร้อมที่จะทำอะไรบางอย่าง, มาปรากฏตัว หรือมาถึงที่นัดหมาย)  –  The passengers are relaxing on deck.  (ผู้โดยสารกำลังพักผ่อนหย่อนใจอยู่บนดาดฟ้าเรือ)   -  The scout leader told the boys to be on deck at 8:00 Saturday morning for the hike.  (ผู้นำลูกเสือบอกให้ลูกเสือมาถึงที่นัดหมายเวลา ๘.๐๐ น. เช้าวันเสาร์  เพื่อออกเดินทางไกล),  on deposit   (ในธนาคาร)  -  I have $ 500 on deposit in my account.  (ผมมีเงินอยู่  ๕๐๐ ดอลลาร์ในบัญชีธนาคาร),  on duty  (อยู่ปฏิบัติหน้าที่, ขณะปฏิบัติหน้าที่)   -  There is always one teacher on duty during study hour.  (มีครูอยู่ คนเสมอ  อยู่ปฏิบัติหน้าที่ในระหว่างชั่วโมงเรียน  -  คือคอยให้คำแนะนำปรึกษาแก่นักเรียน)on earth (= in the world(ใน หรือ บนโลกนี้, เกิดขึ้นได้ หรือเป็นไปได้อย่างไร  มักใช้แสดงการเน้นในประโยคคำถาม) - Where on earth did I put my wallet?  (ไม่รู้ว่าผมเอากระเป๋าสตางค์ไปวางไว้ตรงไหนในโลกนี้   -   คือบ่นคร่ำครวญเนื่องจากหากระเป๋าสตางค์ไม่เจอ)   -  The boys wondered how on earth the mouse got out of the cage.  (พวกเด็กๆสงสัยว่า เป็นไปได้อย่างไรที่หนูออกจากกรงไป  -  ทั้งๆที่ล็อคทางออกไว้อย่างแน่นหนา),  have, (keep, with) one eye on  (คอยเฝ้าดูหรือเอาใจใส่  -  บุคคลหรือสิ่งของ  -  ในขณะที่กำลังทำสิ่งอื่นไปด้วย)  -  Mother had one eye on baby as she ironed.  (แม่รีดผ้าและดูแลลูกน้อยไปด้วยในเวลาเดียวกัน)  -  Chris tried to study with one eye on the TV set.  (คริสพยายามอ่านหนังสือ  และดูทีวีไปด้วยในในเวลาเดียวกัน), on account of  (เนื่องมาจาก, เพราะว่า),  -  The picnic was held in the gym on account of the rain.  (ปิกนิกถูกจัดในโรงยิม  -  แทนในสนาม  -  เนื่องมาจากฝนตก),  on a shoestring  (ด้วยเงินจำนวนเล็กน้อยสำหรับใช้จ่าย, ด้วยงบประมาณที่น้อยมาก  -  แปลตรงๆตัว คือ ด้วยเชือกผูกรองเท้า)  -  The couple was seeing Europe on a shoestring.  (สามี-ภรรยาคู่นั้นกำลังเที่ยวยุโรป  ด้วยเงินจำนวนเพียงนิดเดียว  -  คือ  แบบประหยัดสุดๆ),  to walk on air  (รู้สึกมีความสุขและตื่นเต้น)  -  Kim has been walking on air since she won the prize.  (คิมมีความสุขและตื่นเต้นมาโดยตลอด  ตั้งแต่ที่เธอได้รับรางวัล),  to wait on (upon)  (รับใช้, ให้บริ การ)  -  The clerk in the store waits on all customers.  (เสมียนในร้านนั้นให้บริการ (รับใช้) ลูกค้าทุกคน),  (sitting) on top of the world  (ปลาบปลื้มยินดีและมีความสุข, รู้สึกประสบความสำเร็จ)  -  John was (sitting) on top of the world when he found out that he got into college.  (จอห์นดีใจและมีความ สุข  เมื่อเขาพบว่าเขาสอบเข้ามหาวิทยาลัยได้),  on behalf of  (ในนามของ),  on board  (บนเรือ)  -  A ship was leaving the harbor, and we saw the people on board waving.  (เรือลำหนึ่งกำลังออกจากท่า  และเราเห็นผู้คนบนเรือโบกไม้โบกมือ  -  เพื่ออำลาญาติพี่น้องที่มาส่ง),  off and on (= on and off)  (ไม่สม่ำเสมอ, เป็นครั้งคราว หรือบางโอกาส)  -  It rained off and on all day.  (ฝนตกๆหยุดๆตลอดทั้งวัน  -  คือ ตกแล้วหยุด  แล้วก็ตกแล้วหยุดอีก  สลับกันไปแบบนี้ตลอดทั้งวัน),  the posters on the walls   (โปสเตอร์บนกำแพง), a sticker on her car  (สติ๊กเกอร์ติดรถของเธอ), pictures on the screen  (รูปภาพบนจอ), on the ceiling  (บนเพดาน), on the roof  (บนหลังคา), on all fours  (คลาน เท้า), get on a bus  (ขึ้นรถเมล์), on a highway  (บนทางหลวง), on the plane  (บนเครื่องบิน), on foot  (โดยทางเท้าหรือเดินไป), to walk on tiptoe  (เดินบนปลายเท้าหรือเขย่งส้นเท้า), on horseback  (บนหลังม้า), on a bicycle  (โดยรถจักร ยาน), on Monday  (ในวันจันทร์), on a Sunday afternoon  (ตอนบ่ายวันอา ทิตย์), on an occasion like this  (ในโอกาสเช่นนี้), on April10th  (ในวันที่ ๑๐ เมษายน), on Thursday night   (ในคืนวันพฤหัสฯ), on the first day of term  (ในวันแรกของภาคการศึกษา), books on art and religion  (หนังสือเกี่ยวกับศิลปะและศาสนา), on the subject of rents  (ในเรื่องเกี่ยวกับค่าเช่า), ideas on how films should be made  (ความคิดเกี่ยวกับว่าควรจะสร้างหนังอย่างไร), to comment on the issue  (แสดงความคิดเห็นในประเด็นนั้น), a talk on agriculture  (การสนทนาเกี่ยวกับเกษตรกรรม), cars running on petrol (รถยนต์ที่วิ่งด้วยน้ำมัน), appear on TV  (ปรากฏตัวทางทีวี), to hear it on the radio  (ได้ยินมันทางวิทยุ), on stage  (บนเวที), on the phone  (ทางโทรศัพท์ หรือกำลังพูดโทรศัพท์), on and on  (ไม่รู้จักจบสิ้น, ไม่หยุดหย่อน, ไม่สิ้นสุด), on edge  (รุ่มร้อน, กระวนกระวาย, ตื่นเต้น, ประสาทเสีย, ปวดสมอง), on one’s own  (ด้วยตนเอง, เป็นอิสระ, หาเลี้ยงตนเอง), on purpose  (โดยเจตนา, โดยตั้งใจทำ), on the carpet  (ดุด่าว่ากล่าว, สวด), on the fence  (ยังไม่แน่ใจ, ยังไม่ตัดสินใจ-ตกลงใจ), on the hook  (อยู่ในฐานะลำบาก), on the spot  (ที่กำลังพูดถึง-เอ่ยถึง), to be on  (กำลังปรากฏ, กำลังฉายอยู่. กำลังแสดง), on the go  (มีธุระ ยุ่ง, เคลื่อนไหวทำโน่นทำนี่อยู่ตลอด)  –  I’m usually on the go all day long.  (ผมมักมีธุระยุ่งตลอดทั้งวัน), on the market  (มีขาย, เสนอขาย)– I had to put my car on the market.  (ผมจำเป็นต้องเอารถออกขาย) - This is the finest home computer on the market.  (นี่เป็นคอมพิวเตอร์ประจำบ้านที่ดีที่สุดที่วางขายในตลาด), on the mend  (สบายดี, หายป่วยไข้) – My cold was terrible, but I’m on the mend now.  (ไข้หวัดของผมย่ำแย่มากเลย  แต่ตอนนี้ผมหายไข้แล้ว) – What you need is some hot chicken soup.  Then you’ll really be on the mend.  (สิ่งที่คุณต้องการ คือ ซุปไก่ร้อนๆ  แล้วคุณจะหายป่วยจริงๆเลย), on the tip of one’s tongue  (ติดอยู่แค่ริมฝีปาก  คือ เกือบจะพูดออกมาแล้ว หรือ เกือบจะนึกออกแล้ว) – I have his name right on the tip of my tongue.  I’ll think of it in a second  (ผมมีชื่อของเขาติดอยู่ที่ริมฝีปาก  ผมจะนึกมันออกในอีกวินาทีเดียว) – John had the answer on the tip of his tongue, but Ann said it first  (จอห์นเกือบจะบอกคำตอบออกมาแล้ว  แต่แอนพูดออกมาเสียก่อน  -  คือชิงบอกคำตอบก่อน), on the wrong track  (ไปหรือเดินผิดลู่หรือราง, ทำตามสมมติฐานที่ผิด)  – You’ll never get the right answer.  You’re on the wrong track.  (คุณไม่มีวันจะได้คำตอบที่ถูกต้องหรอก คุณเดินผิดทางนี่ หรือ คุณตั้งสมมติฐานไว้ผิดนี่), be (skate) on thin ice  (อยู่ในสถานการณ์ที่เสี่ยงหรือมีอันตราย) – If you try that, you’ll really be on thin ice.  That’s too risky.  (ถ้าคุณลองทำสิ่งนั้น  คุณจะตกอยู่ในอันตรายอย่างแท้จริง  มันเสี่ยงเกินไป) – If you don’t want to find yourself (skating) on thin ice, you must be sure of your facts  (ถ้าคุณไม่ต้องการพบตัวเองตกอยู่ในอันตราย  คุณต้องมั่นใจในข้อเท็จจริง  - ไม่เช่นนั้นคุณอาจแพ้คดีและต้องจ่ายเงินมากมาย), on tiptoe  (เดินเขย่างเท้า), on vacation  (เดินทางไปเที่ยวในวันหยุดพักผ่อน)  – Where are you going on vacation this year?  (คุณจะเดินทางไปพักผ่อนที่ไหนในวันหยุดปีนี้) – I’ll be away on vacation for three weeks.  (ผมจะเดินทางไปพักผ่อนวันหยุดเป็นเวลา ๓ สัปดาห์),  เป็นต้น

 

12. There is always an exception _________________________________________ the rule.

(มีข้อยกเว้นเสมอ _____________________________________________ กฎ-ระเบียบ)

(a) for

(b) to    (กับ, ให้กับ)

(c) of

(d) about

ตอบ   -   ข้อ  (b)

 

13. Walking down the street the other day, _______________________________________.

(เดินไปตามถนนเมื่อวันก่อน ______________________________________________)

(a) I saw unusual something happen

(b) a terrible accident occurred    (อุบัติเหตุน่ากลัวเกิดขึ้น)

(c) something unusual was seen by me    (บางสิ่งที่ผิดปกติถูกเห็นโดยผม)

(d) I witnessed a terrible accident    (ผมเห็นอุบัติเหตุน่ากลัว)

ตอบ   -   ข้อ   (d)   เนื่องจากประโยคขึ้นต้นด้วย  “Walking”  (Present participle)  แสดงว่าประธานของประโยค  ซึ่งอยู่หลังเครื่องหมายคอมม่า  (ในที่นี้  คือ “I” )  จะต้องเป็นผู้ทำกริยา  “เดิน”  ดังนั้น  จึงตัดข้อ  B, C  ทิ้งไป,  สำหรับ ข้อ  (a)  ก็ใช้ได้เช่นกัน  แต่ต้องแก้เป็น   “I saw something unusual happen.”  (ผมเห็นบางสิ่งผิดปกติเกิดขึ้น)  เนื่องจาก  “Something”  เป็นคำสรรพนาม  (Pronoun)  ไม่สามารถใช้คำคุณศัพท์  (Unusual)  ขยายข้างหน้าได้  ต้องเอามาขยายข้างหลังแทน  ดูเพิ่มเติมโครงสร้างนี้จากตัวอย่างข้างล่าง

                                         ตัวอย่างที่ 

  • Seeing the teacher, _____________________________________________ at once.

(เห็นครู _____________________________________________________ ในทันที)

(a) the game was stopped    (เกมถูกหยุด)

(b) they stopped playing the game    (พวกเขาหยุดการเล่นเกม)

(c) the game stopped    (เกมหยุด)

(d) they stopped to play the game    (พวกเขาหยุดเพื่อจะเล่นเกม)

ตอบ   -   ข้อ   (b)   เนื่องจากประธานของประโยค  ที่อยู่หลังเครื่องหมายคอมม่า (หลังคำ  “teacher”)  เป็นผู้ทำกริยาที่ขึ้นต้นประโยค (Seeing)  คือ  “เห็น”  ดังนั้น  จึงต้องเป็นสิ่งมีชีวิต  ซึ่งในที่นี้  คือ  “They”  จึงตัดข้อ  (a, c)  ทิ้งไป  และต้องเลือกข้อ  (b)  เนื่องจากต้องใช้  “Stop playing”  (นักเรียนหยุดการเล่นเกม)  มิใช่ข้อ  (d)  “นักเรียนหยุดเพื่อจะเล่นเกม” 

            กล่าวโดยสรุป  คือ  ในกรณีที่ประธานเป็นผู้กระทำกริยา  (Active voice)  จะต้องนำหน้าประโยคด้วยวลีที่ขึ้นต้นด้วย  “Verb + ing” (Present participle)  ดังตัวอย่าง  เช่น

  • Walking along the road, he met his old friend.

(เดินไปตามถนน  เขาพบเพื่อนเก่าของเขา)  (เขาเป็นผู้ทำกริยา  “เดิน”)

  • Seeing her teacher, Jane went to greet him.

(เห็นครูของเธอ  เจนเข้าไปทักทายเขา)  (เจนเป็นผู้ทำกริยา  “เห็น”)

  • Looking out of the window, we could see beautiful scenery.

(มองออกไปนอกหน้าต่าง  เราสามารถเห็นทัศนียภาพที่สวยงาม)  (เราเป็นผู้ทำกริยา  “มอง”)

  • Hoping to be there in time, Kim started early in the morning.

(หวังว่าจะไปที่นั่นให้ทันเวลา  คิมเริ่มออกเดินทางแต่เช้าตรู่)  (คิมเป็นผู้ทำกริยา  “หวัง”)

                            สำหรับ  “Present participle” (Verb + ing)  ถือเป็นคำคุณศัพท์ประเภทหนึ่ง  จึงสามารถใช้ขยายคำนามได้เหมือนกับคำคุณศัพท์ทั่วๆ ไป  (โดยอาจอยู่หน้าหรือหลังคำนามที่มันขยาย)  เพื่อที่จะบอกว่า  คำนามนั้นเป็นผู้ทำกริยานั้นๆ  (แสดง “Active voice”)   เช่น

  • Working men are constructing a bridge.

(คนทำงานกำลังก่อสร้างสะพาน)

  • Drinking horses were seen near the bank of the river.

(ม้าที่ดื่มน้ำถูกมองเห็นใกล้ตลิ่งของแม่น้ำ)

  • The mother took good care of her sleeping baby.

(แม่ดูแลทารกที่นอนหลับเป็นอย่างดี)

  • The audience appreciated the good works of the producing team.

(ผู้ชมยกย่อง-ชื่นชมผลงานที่ดีของทีมผู้สร้าง – ภาพยนตร์)

  • The people working in the office are my colleagues.

(ผู้คนที่ทำงานในสำนักงานคือเพื่อนร่วมงานของผม)

  • The woman walking across the street is my sister.

(ผู้หญิงที่เดินข้ามถนนเป็นน้องสาวของผม)

  • The man living next door is a bank manager.

(ชายที่อาศัยอยู่บ้านหลังถัดไปเป็นผู้จัดการธนาคาร)

  • The children playing in the field are my neighbors’ kids.

(เด็กๆ ที่เล่นอยู่ในสนามเป็นลูกของเพื่อนบ้านของผม)

 

14. The shopkeeper was angry with us ____________________________ not buying anything.

(เจ้าของร้านโกรธพวกเรา _____________________________________ ไม่ซื้ออะไรเลย)

(a) since

(b) for    (ที่, สำหรับการ)

(c) because

(d) as we did

ตอบ   -   ข้อ  (b)  หรือตอบ ข้อ  (d)  แต่ต้องแก้ท้ายประโยคเป็น  “……….......as we did not buy anything”  (เพราะว่าเราไม่ซื้ออะไรเลย)  (“As”  ในที่นี้  ความหมายเหมือน  “Because,  Since”  =  “เพราะว่า”)

                           สำหรับคำคุณศัพท์  (Adjective)  ที่ใช้กับ  “For”  ได้แก่  “Responsible”  (He is responsible for the job. = เขารับผิดชอบต่องาน),  “Ready”  (เตรียมพร้อมต่อ)  -  “Are you ready for your new job?”  (คุณเตรียมพร้อมสำหรับงานใหม่หรือเปล่า),  “Qualified”  (มีคุณสมบัติเหมาะสมกับ) – She was qualified for the job.  (เธอมีคุณสมบัติตรงกับงาน),  “Essential”  (จำเป็นอย่างยิ่ง),  “Good”  (เป็นประโยชน์ต่อ)  -  “It is good for you to get up early.”  (มันดีสำหรับคุณที่ตื่นนอนแต่เช้าตรู่), “Suitable”  (เหมาะสม),  “Famous”  (มีชื่อเสียง)  -  “Thailand is famous for the hospitality of its people.”  (เมืองไทยมีชื่อเสียงในเรื่องความเอื้อเฟื้อของผู้คน),  “Eager”  (กระตือรือ ร้น), “Sorry”  (เสียใจกับ)  -  “I’m sorry for any damage I may occur.”  (ผมเสียใจสำหรับความเสียหายใดๆ ที่ผมอาจทำให้เกิดขึ้น), “Sufficient”  (เพียงพอ), “Fit”  (เหมาะสม)  -  “These clothes are fit for me.”  (เสื้อผ้าพวกนี้เหมาะสำหรับผม), “Unfit”,  “Perfect”  (สมบูรณ์แบบ), “Grateful”  (ขอบคุณต่อ) -  I am very grateful to you for your assistance.  (ผมขอบคุณคุณอย่างมาก  สำหรับความช่วยเหลือของคุณเป็นต้น

                         ส่วนคำกริยา  (Verb)  ที่ใช้กับ  “For”  เช่น  “Buy something for someone”  (ซื้ออะไรให้ใคร)  -  “I bought a present for her on her birthday.”  (ผมซื้อของขวัญให้เธอสำหรับวันเกิด),  “Wait”  (รอคอย)  -  They were waiting for their old friends at the airport.  (พวกเขากำลังรอคอยเพื่อนเก่าที่สนามบิน),  “Vote”  (ลงคะแนนให้)  -  “They will vote for the Republican only.”  (พวกเขาจะลงคะแนนให้เฉพาะกับพรรครีพับริกันเท่านั้น),  “Pay”  (จ่ายเงินค่า)  -  “I’ ll pay for the meal this time.”  (ผมจะจ่ายค่าอา หารให้มื้อนี้),  “Apply”  (สมัคร)  -  She will apply for a job in a foreign company.  (เธอจะสมัครงานในบริษัทต่างชาติ),  “Thank”  (ขอบคุณ)  -  “Thank you for your help.”  (ขอบคุณสำหรับความช่วยเหลือ),  “Search  (ค้นหา)  -  “I’ll search for the data in the library.”  (ผมจะค้นหาข้อมูลในห้องสมุด),  “Look”  (ค้นหา)  -  “She is looking for her lost watch.”  (เธอกำลังค้นหานาฬิกาที่หายไป),  “Struggle”  (ต่อสู้ดิ้นรนเพื่อ)  -  “They have to struggle for their survival.” (พวกเขาจำเป็นต้องต่อสู้ดิ้นรนเพื่อความอยู่รอด),  “Exchange”  (แลกเปลี่ยนเพื่อ),  “Beg”  (ขอร้อง)  -  “The criminals begged for the judge’s mercy.”  (เจ้าอาชญากรขอความเมตตาจากผู้พิพากษา),  “Ask”  (ขอร้อง),  “Call”  (เรียกร้องให้มี, จำเป็นต้องมี)  -  “The country called for peaceful co-existence.”  (ประเทศนั้นเรียกร้องให้อยู่ร่วมกันโดยสันติ),  “Apologize”  (ขอโทษ),  “Charge”  (คิดค่า),  “Provide”  (จัดให้มี, เตรียมไว้สำหรับ)  -  “The company provided for comprehensive training.”  (บริษัทจัดให้มีการฝึกอบรมอย่างกว้างขวาง),  “Substitute”  (เอามาแทน),  “Hope”  (หวังจะได้-มี)  -  “We hope for better life in the future.”  (พวกเราหวังจะมีชีวิตที่ดีขึ้นในอนาคตเป็นต้น

                           สำหรับวลีอื่นๆ ที่ใช้กับ  “For”  ได้แก่  “For good”  (อย่างถาวร, ตลอดกาล, ตลอดไป)  -  The lost money was gone for good.  (เงินที่หายไปหาไม่เจออีกเลย  -  คือสาบสูญอย่างถาวร)  -  He hoped that the repairs would stop the leak for good.  (เขาหวังว่าการซ่อมจะทำให้ท่อหยุดรั่วไหลไปตลอดกาล),  “For all I Know  (เท่าที่ผมรู้มา, บางที, เป็นไปได้)  -  For all I know, they had eloped a month before the girl’s parents knew  (บางที หรือ เป็นไปได้ที่ว่า  หนุ่มสาวคู่นั้นได้หนีตามกันไป   เดือน ก่อนหน้าที่พ่อแม่ของฝ่ายหญิงจะรู้  -  คือ ผมบอกไม่ได้ว่า  เป็นอย่างนั้น จริงๆ  ๑๐๐ เปอร์เซ็นต์  หรือไม่  แต่คิดว่า บางที  อาจจะเป็นเช่นนั้น),  “For the time being”  (เดี๋ยวนี้, ในขณะนี้, ชั่วขณะ, ชั่วคราว)  -  I haven’t any note paper, but this envelop will do for the time being.  (ผมไม่มีกระดาษโน้ตเลย  แต่ว่าซองจดหมายนี้ก็ใช้แทนได้  สำหรับในขณะนี้)  -  She hasn’t found an apartment yet; she is staying with her aunt for the time being.  (เธอยังหาห้องเช่าไม่ได้เลย  เธอกำลังพักอยู่กับป้าชั่วคราว  จนกว่าจะห้องเช่าได้)“For instance (= For example)”  (ตัวอย่างเช่น),   “For sure (= For certain”  (อย่างแน่นอน, อย่างไม่ต้องสงสัยเลย, แน่นอนทีเดียว)  -  He didn’t know for sure ( for certain) which bus to take.  (เขาไม่รู้อย่างแน่ชัดว่าจะต้องขึ้นรถเมล์คันไหน  -  คือ ไม่แน่ใจ),  เป็นต้น

 

15. ____________________________________________________ is better than no bread.

(__________________________________________________ ดีกว่าไม่มีขนมปังเลย)

(a) A half loaf

(b) Half a loaf    (ขนมปังครึ่งปอนด์)

(c) One half loaf

(d) Half a bread    (ขนมปังครึ่งหนึ่ง)

ตอบ   -   ข้อ   (b)   เป็นสุภาษิต  เหมือนกับสุภาษิต  “สิบเบี้ยใกล้มือ”  (A bird in the hand is better than two in the bush.  =  นก    ตัวในมือ  ดีกว่านก    ตัวในพุ่มไม้ซึ่งหมายความว่า  “การมีอะไรอยู่บ้าง  แม้จะเพียงเล็กน้อย  ก็ยังดีเสียกว่าไม่มีอะไรเลย  ดังนั้น  จงพยายามรักษาสิ่งที่มีค่าน้อยอันนั้นไว้  เพราะถ้าต้องสูญเสียมันไป  แล้วเราถึงจะรู้ค่าของมัน  และอาจต้องมาเสียใจในภายหลัง”  ทั้งนี้  “Half”  มีที่ใช้  คือ

  • Half an hour   (ครึ่งชั่วโมง)
  • Half a day   (ครึ่งวัน)
  • Half a book   (หนังสือครึ่งเล่ม)
  • Half a kilo   (ครึ่งกิโล)
  • Half a trip   (ครึ่งหนึ่งของการเดินทาง)

 

16. She will arrive late ________________________________________________, I think.

(เธอจะมาสาย _________________________________________________ ผมคิดนะ)

(a) usually

(b) like usual

(c) as usual    (ตามเคย, เป็นปกติ)

(d) alike usual

ตอบ   -   ข้อ   (c)   “As usual”  เป็นสำนวน  หมายถึง  “ตามเคย, เป็นปกติ” 

 

17. Our neighbor’s house is on fire!  Go and help them ______________________________!

(บ้านของเพื่อนบ้านของเรากำลังไฟไหม้  ไปช่วยพวกเขา __________________________)

(a) especially   (โดยเฉพาะ, เป็นพิเศษ)

(b) suddenly   (ในทันใดนั้น, อย่างคาดไม่ถึง, อย่างไม่ได้เตรียมมาก่อน)

(c) immediately   (อย่างทันทีทันใด, อย่างฉับพลัน, อย่างไม่ต้องรีรอ)

(d) solemnly   (อย่างเอาจริงเอาจัง, อย่างเคร่งขรึม, อย่างขึงขัง)

ตอบ   -   ข้อ   (c)

 

18. Last night’s homework was hard, but this is ______________________________ difficult.

(การบ้านของเมื่อคืนนี้ยาก  แต่ (การบ้าน) นี่ยาก  _______________________________)

(a) much more    (กว่ามากมาย)

(b) too much more

(c) too

(d) more too

ตอบ   -   ข้อ   (a)   ดูเพิ่มเติมการเปรียบเทียบ  “ขั้นกว่า” (Comparative degree) จากประโยคข้างล่าง

                                        ตัวอย่างที่ 

  • It’s so noisy to live near a busy street but it is worse, ___________ worse to live near a railway station.

(มันเสียงดังมากที่จะอาศัยอยู่ใกล้ถนนที่มีรถสัญจรไปมา  แต่มันยิ่งแย่กว่า,  แย่กว่า ___________ ที่จะอาศัยอยู่ใกล้กับสถานีรถไฟ)

(a) very

(b) so

(c) much    (มาก, มากมาย)  (หรืออาจใช้  “Far”  ก็ได้)

(d) more

ตอบ  -  ข้อ  (c)   ในการเปรียบเทียบ  “ขั้นกว่า”  (Comparative degree)  ในกรณีที่ต้องการบอกว่า  “ใหญ่กว่ามาก”,  “เล็กกว่ามาก”,  “ร้อนกว่ามาก”,  “สวยกว่ามาก”,   ให้ใช้  “Much”  และ  “Far”  ขยาย  (ห้ามใช้  “Very”)  ดังประโยคตัวอย่างข้างล่าง

                                         ตัวอย่างที่  

  • She looks much ____________________________________________ this morning.

(เธอมีท่าทาง ___________________________________________ อย่างมากเช้าวันนี้)

(a) happy

(b) happily

(c) happier    (มีความสุขมากขึ้น)

(d) happiness    (ความสุข)

(e) happiest    (มีความสุขที่สุด)

ตอบ   -   ข้อ   (c)   เนื่องจากเป็นการเปรียบเทียบ  “ขั้นกว่า” (Comparative degree)  เพียงแต่ไม่มี  “Than”  ปรากฏให้เห็น  แต่จริงๆ แล้วเป็นการเปรียบเทียบกับอดีต  เช่น  เมื่อวานนี้  หรือ  สัปดาห์ที่แล้ว  ข้อสังเกตอีกอย่าง  คือ  ถ้าไม่มีการเปรียบเทียบ จะต้องใช้   “Very”  แทน  “Much”  เพื่อขยาย  “Happy”,  ส่วนการจะบอกว่า  มีความสุขมากขึ้น  “อย่างมาก”   ให้ใช้   “Much”  และ  “Far” เท่านั้น  (สำหรับความ หมาย  “อย่างมาก”)  ห้ามใช้  “Very

                                         ตัวอย่างที่  

  • The scenery looks __________________________________ in December than in April.

(ภูมิประเทศ – ทิวทัศน์ – มีลักษณะ __________________ ในเดือนธันวาคม  กว่าเดือนเมษายน)

(a) far pleasant

(b) much more pleasant    (น่ารื่นรมย์มากกว่ากัน (อย่าง) มากมาย)

(c) very pleasant

(d) much more pleasantly

ตอบ   –   ข้อ   (b)   เนื่องจากการเปรียบเทียบ  “ขั้นกว่า”  (Comparative degree) ถ้าต้องการบอกว่า  “มากกว่าอย่างมากมาย”  เช่น  “ใหญ่กว่ามาก”,  “เล็กกว่ามาก”, “หนาวกว่ามาก” ฯลฯ สามารถใช้คำแทนคำว่า  “อย่างมากมาย”  ได้    คำ  คือ  “Much”  และ  “Far”  ห้ามใช้  “Very”,   สำหรับในประโยคข้างบน  จะใช้  “Far more pleasant”  ก็ได้

                        ตัวอย่างอื่นๆ  เช่น   “much bigger” (ใหญ่กว่ามาก),  “much older” (แก่กว่ามาก),  “far hotter” (ร้อนกว่ามาก),  “far colder” (หนาวกว่ามาก),  “much more important” (สำคัญกว่ามาก),  “much more complicated” (ยุ่งยากหรือสลับซับซ้อนกว่ามาก),  “far smaller” (เล็กกว่ามาก),  “far thinner”  (ผอมหรือบางกว่ามาก),  “far more beautiful”  (สวยกว่ามาก)เป็นต้น

                           ในกรณีที่ต้องการบอกว่า  “ใหญ่กว่าเล็กน้อย”,  “หนาวกว่านิดหน่อย”,  “หนักกว่าเล็กน้อย”,  “เบากว่าเล็กน้อย”,  “แพงกว่านิดหน่อย”,   “ยากกว่านิดหน่อย”,  ดูคำอธิบายจากประโยคข้างล่าง

                                          ตัวอย่างที่  

  • I hope you will try ________________________________________ harder next time.

(ผมหวังว่าคุณจะพยายามมากขึ้น __________________________________ ในคราวหน้า)

(a) less

(b) more

(c) some

(d) a little    (เล็กน้อย, นิดหน่อย)

(e) very

ตอบ   -   ข้อ   (d)   เมื่อขยายการเปรียบเทียบ  “ขั้นกว่า”  (Comparative degree)  เช่น  “ ใหญ่กว่า, ร้อนกว่า, แพงกว่า”   และต้องการบอกว่า  “เล็กน้อย, นิดหน่อย”  ให้ใช้  “A little, A bit  หรือ  A little bit”  ขยาย  เช่น  “A little bigger” (ใหญ่กว่านิดหน่อย),  A little hotter”  (ร้อนกว่าเล็กน้อย),  “A bit colder”  (หนาวกว่านิดหน่อย),  “A little more expensive”  (แพงกว่าเล็กน้อย),  “A bit more interesting”  (น่าสนใจกว่านิดหน่อย),  “A little bit more important”  (สำคัญกว่าเล็กน้อย)   เป็นต้น

 

19. My boss asked me to answer the phone, to take all messages, and _____________ some letters.

(เจ้านาย (หรือหัวหน้า) ของผม  ขอร้องให้ผมรับโทรศัพท์, รับ (จด) ข้อความทั้งหมดไว้,   และ ______

_____ จดหมาย)

(a) typing

(b) type

(c) to type   (พิมพ์)

(d) typewrite   (พิมพ์ด้วยเครื่องพิมพ์ดีด)

ตอบ   -   ข้อ   (c)   เนื่องจากต้องใช้ให้สมดุลกัน  จากโครงสร้าง  “Ask someone to do something”  (ขอร้องให้ใครทำอะไร)  (Asked me to answer………,.…., to take……..….…, and to type………..……)  ดูเพิ่มเติมการใช้โครงสร้างสมดุลจากตัวอย่างข้างล่าง

                                         ตัวอย่างที่ 

  • The silence was broken by the clash of the garden gate, a tap at the door, and ___________.

(ความเงียบถูกทำให้หมดไปโดยเสียงปะทะกันดังโครมของประตูสวน,  เสียงเคาะเบาๆที่ประตู,  และ __

________)

(a) the door is opened    (ประตูถูกเปิด)

(b) is opened

(c) being opened

(d) its opening    {การเปิดออกของมัน (ประตู)}

ตอบ   -   ข้อ  (d)   เป็นการใช้  “กรรม”  (คำนาม  ซึ่งในที่นี้มีส่วนขยาย  เรียกว่า “วลี”) ของ  “By”  ให้สมดุลกันทั้ง    ตัว  คือ  “The clash (of the garden gate)”,  “A tap (at the door)”  และ  “Its opening”  โดยกรรมทั้ง  ๓  ตัวนี้  ล้วนอยู่ในรูปของวลี  ดูเพิ่มเติมการใช้โครงสร้างในประโยคให้สมดุลกัน  จากตัวอย่างข้างล่าง

                                        ตัวอย่างที่ 

  • Manufacturing industries are usually located in regions that have abundant natural resources, good transportation systems, __________, and large populations.

(อุตสาหกรรมการผลิต  ตามปกติแล้วตั้งอยู่ในบริเวณซึ่งมีทรัพยากรธรรมชาติอุดมสมบูรณ์, ระบบการขนส่งที่ดี, __________ , และประชากรมาก)

(a) the climates are mild

(b) mild climates    (ภูมิอากาศไม่ร้อนหรือหนาวเกินไป)

(c) mild and climates

(d) the climates, when mild

ตอบ   -   ข้อ   (b)   เนื่องจากเป็นการใช้โครงสร้างในประโยคแบบสมดุล  คือ  เป็นวลี  (คำนาม)  เนื่องจากเป็นกรรมตัวที่    ของกริยา  “Have”  (มี)   คือ  “....................ในบริเวณซึ่งมี  ๑.  ทรัพยากรธรรมชาติอุดมสมบูรณ์,  ๒. ระบบการขนส่งที่ดี,  ๓.  ภูมิอากาศไม่ร้อนหรือหนาวเกินไป,  และ  ๔. ประชากรมาก   ดูเพิ่มเติมการใช้โครงสร้างแบบสมดุลจากตัวอย่างข้างล่าง

                                          ตัวอย่างที่ 

  • The Cabinet consists of secretaries of departments who report to the president, give him advice, and ___________ decisions.

(คณะรัฐบาล (ของสหรัฐฯ)  ประกอบด้วย  รัฐมนตรีของกระทรวงต่างๆ  ผู้ซึ่งรายงาน (ขึ้นตรง)  ต่อประธา

นาธิบดี,   ให้คำแนะนำกับเขา,  และ ___________  ตัดสินใจ)

(a) helping him making

(b) helping him make

(c) help him making

(d) help him make    (ช่วยเขาทำการ)

ตอบ   –   ข้อ   (d)   เนื่องจากเป็นการใช้คำให้สมดุล  (Balance)  คือ  “Report” (รายงาน),  “Give” (ให้)  และ “Help” (ช่วย)  อย่างไรก็ตาม  สามารถใช้ได้อีกแบบหนึ่ง  คือ  “Help him to make”  ก็ได้

                                         ตัวอย่างที่ 

  • He is a man of great intelligence and ______________________________________.

(เขาเป็นบุคคลซึ่งมีความเฉลียวฉลาดและ _____________________________ อย่างมาก)

(a) skillful    (เชี่ยวชาญ, ชำนาญ, มีฝีมือ, ช่ำชอง, มีความสามารถ, คล่องแคล่ว)

(b) who is skillful

(c) with skill

(d) skill    (ทักษะ-ความชำนาญ)

ตอบ   -   ข้อ   (d)   เป็นการใช้โครงสร้างในประโยคแบบสมดุล  คือ  หลัง  “Preposition”  (Of)  ตามด้วยคำนามทั้ง    คำ  คือ  “Intelligence”  และ  “Skill

                                        ตัวอย่างที่ 

  • My parents always stressed the importance of honesty, fairness, and __________________.

(พ่อแม่ของผมเน้นย้ำอยู่เสมอถึงความสำคัญของความซื่อสัตย์,  ความยุติธรรม,  และ ___________)

(a) to be punctual

(b) punctually

(c) punctuality    (การตรงต่อเวลา)  (เป็นคำนาม)

(d) punctual    (ตรงต่อเวลา)  (เป็นคำคุณศัพท์)

ตอบ   -   ข้อ   (c)  เนื่องจากต้องใช้คำในประโยคให้สมดุลกัน  คือ  หลัง   “Of”  เป็นกรรม  ซึ่งต้องเป็นคำนาม  (ความซื่อสัตย์,  ความยุติธรรม,  การตรงต่อเวลา)

                                        ตัวอย่างที่ 

  • Tanya Holm is a dancer, choreographer, and __________________________________.

(ทานย่า  โฮล์ม  เป็นนักเต้นรำ, นักออกแบบท่าเต้นรำ, และ ___________________________)

(a) dance teacher    (ครูสอนเต้นรำ)

(b) teach dancing

(c) she teaches dancing

(d) teacher for dance

ตอบ   -   ข้อ  (a)  เนื่องจากเป็นการใช้โครงสร้างในประโยคให้สมดุลกัน  คือ  ๑. นักเต้นรำ,  ๒. นักออกแบบท่าเต้นรำ,  และ  ๓. ครูสอนเต้นรำ

                                         ตัวอย่างที่ 

  • That restaurant offers ________________________________________ and the elderly.

(ภัตตาคารแห่งนั้นเสนอ (มอบ) ____________________________________ และผู้สูงอายุ)

(a) inexpensive meals and special services for children    (อาหารราคาถูกและบริการพิเศษสำหรับเด็ก)

(b) meals and special services for children that are inexpensive

(c) children to inexpensive meals and special services

(d) inexpensive meals for children and special services for

ตอบ   -   ข้อ    (a)   เนื่องจากเป็นการใช้โครงสร้างในประโยคแบบสมดุล  (กรรมของ  “Offers”)  คือ  (....................เสนอ...................” อาหารราคาถูกและบริการพิเศษ”  และ  “สำหรับเด็กและผู้สูงอายุ”)   หรืออาจตอบ  ข้อ  (d)  แต่ต้องแก้เป็น  “Inexpensive meals for children and special services for the elderly”  (อาหารราคาถูกสำหรับเด็ก  และบริการพิเศษสำหรับผู้สูงอายุ)  ซึ่งเป็นโครงสร้างแบบสมดุลเช่นเดียวกัน

                                         ตัวอย่างที่ 

  • The two most important problems facing the country today are _____________________.

(ปัญหาสำคัญที่สุด    ประการที่เผชิญหน้ากับประเทศอยู่ในปัจจุบัน  คือ __________________)

(a) crime prevention and controlling pollution

(b) preventing crime and pollution control

(c) crime prevention and pollution control    (การป้องกันอาชญากรรมและการควบคุมมลภาวะ)

(d) preventing crime and the control of pollution

ตอบ   -   ข้อ    (c)   เนื่องจากเป็นการใช้โครงสร้างประโยคแบบสมดุล   คือ  “การป้องกันอาชญากรรม”  และ  “การควบคุมมลภาวะ” 

                                          ตัวอย่างที่ 

  • The technique of recording, classifying, and __________________ is known as accounting.

(เทคนิคของการบันทึก, แยกประเภท, และ _____________ เป็นที่รู้จักกันในฐานะวิชาการทำบัญชี)

(a) an enterprise’s transactions summary

(b) the summarizing of an enterprise’s transactions

(c) transactions of an enterprise are summarized

(d) summarizing the transactions of an enterprise    {สรุปธุรกิจการค้าของกิจการ (บริษัท) แห่งหนึ่ง}

ตอบ   -   ข้อ   (d)   เนื่องจากเป็นการทำรูปประโยคให้สมดุล  หรือมี  “Format”  เดียวกัน  โดยถือว่าตามหลัง  “Preposition”  (Of)  ต้องอยู่ในรูป  “Verb + ing”  (Of recording, classifying, and summarizing……….....…..)

                                        ตัวอย่างที่  ๑๐

  • A lumberjack, or logger, is a worker who cuts down trees in a forest, saws them into logs, and ___________.

(ช่างตัดไม้, หรือคนทำ (ตัด) ไม้, คือคนงานผู้ซึ่งตัด (โค่น) ต้นไม้ในป่า, เลื่อยมันเป็นท่อน, และ _____

________)

(a) he takes them to the mill

(b) takes them to the mill    (นำมันไปยังโรงสี)

(c) taking them to the mill

(d) to take them to the mill

ตอบ   -   ข้อ   (b)   เนื่องจากเป็นการใช้ข้อความในประโยคให้สมดุลกัน  คือ  ช่างตัดไม้ทำหน้าที่  (กริยา)    อย่าง  คือ  ๑. โค่นต้นไม้ในป่า,  ๒. เลื่อยมันเป็นท่อน, และ  ๓. นำมันไปยังโรงสี

                                          ตัวอย่างที่  ๑๑

  • Eddy’s classmates at the college still talk about him as an excellent writer ______________.

(เพื่อนร่วมชั้นของเอ็ดดี้ที่มหาวิทยาลัย  ยังคงพูดเกี่ยวกับตัวเขาว่าเป็นนักเขียนยอดเยี่ยม ________)

(a) and he taught at the college, too

(b) who also played football

(c) and a good football player    (และนักฟุตบอลที่เก่ง)

(d) good football player

ตอบ   -   ข้อ   (c)   เป็นการใช้คำในประโยคให้สมดุลกัน  คือ  “นักเขียนยอดเยี่ยม”  และ  “นักฟุตบอลที่เก่ง

                                         ตัวอย่างที่  ๑๒

  • Freezing preserves meat because ____________, slows down the rate of enzyme action, and lowers the speed of spoilage.

(การทำให้เย็นจนแข็งตัวรักษาเนื้อไว้ได้  เพราะว่า ___________, ทำให้อัตราการเอนไซม์ (การทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงทางเคมีในสารอื่น โดยตัวมันเองไม่เปลี่ยนแปลง) ช้าลง, และทำให้ความเร็วของการเน่าเสียลดลง)

(a) the growth of microorganisms is prevented    (การเจริญเติบโตของเชื้อจุลิน ทรีย์ถูกขัดขวาง)

(b) preventing microorganisms from growing    (ขัดขวางเชื้อจุลินทรีย์จากการเจริญเติบโต)

(c) microorganisms are prevented from growing    (เชื้อจุลินทรีย์ถูกขัดขวางจากการเจริญเติบโต)

(d) it prevents the growth of microorganisms    (มันขัดขวางการเจริญเติบโตของเชื้อจุลินทรีย์)

ตอบ   -   ข้อ   (d)   เนื่องจากต้องทำโครงสร้างในอนุประโยค  (ขึ้นต้นด้วย  “Because”)   ให้มีความสมดุลกัน  คือ  “มัน (การทำให้เย็นจนแข็ง)  ๑. ขัดขวางการเจริญเติบโตของเชื้อจุลินทรีย์,  ๒. ทำให้อัตราการเอนไซม์ช้าลง,  และ  ๓. ทำให้ความเร็วของการเน่าเสียลดลง

                                          ตัวอย่างที่  ๑๓

  • Idaho’s natural resources include fertile soil, rich mineral deposits, thick forests, and _____

_______.

(ทรัพยากรธรรมชาติของรัฐไอดาโฮประกอบด้วยดินดี, แหล่งแร่ธาตุอุดมสมบูรณ์, ป่าทึบ, และ _____

_______)

(a) water supplies are abundant

(b) abundant water supplies    (แหล่งน้ำอุดมสมบูรณ์)

(c) supplies of water are abundant

(d) supplies abundant water

ตอบ   -   ข้อ   (b)   เนื่องจากต้องใช้รูปคำนาม (วลี)  (แหล่งน้ำอุดมสมบูรณ์)  ซึ่งทำหน้าที่เป็นกรรมของกริยา  “Include”  เพื่อให้สมดุลกับคำนาม-วลี (ทำหน้าที่กรรม) อื่นๆ อีก  ๓  ตัว  คือ  ๑. ดินดี,  ๒. แหล่งแร่ธาตุอุดมสมบูรณ์,  และ  ๓. ป่าทึบ

                                        ตัวอย่างที่  ๑๔

  • Before starting on a sea voyage, prudent navigators learn the sea charts, ____________ and memorize lighthouse locations to prepare themselves for any conditions they might encounter.

(ก่อนเริ่มต้นออกเดินทางทางทะเล  นักเดินเรือที่รอบคอบจะเรียนรู้แผนภูมิของทะเล, ___________ และจดจำสถานที่ตั้งของประภาคารไฟ  เพื่อเตรียมพร้อมตนเองสำหรับสภาวะใดๆ ที่พวกเขาอาจจะต้องเผชิญ)

(a) sailing directions are studied

(b) to study the sailing directions   

(c) study the sailing directions    (ศึกษาทิศทางการเดินเรือ)

(d) studies direct sailing

ตอบ   -   ข้อ   (c)   เนื่องจากต้องใช้รูปแบบของกริยาในประโยค  ซึ่งมี    ตัว ให้สมดุลกัน  คือ  “นักเดินเรือที่รอบคอบ (จะ) () เรียนรู้แผนภูมิของทะเล,  () ศึกษาทิศทางการเดินเรือ  และ  () จดจำสถานที่ตั้งของประภาคารไฟ

                                         ตัวอย่างที่  ๑๕

  • As a physiologist, Ida Hyde showed originality, breadth of interest, and ______________.

(ในฐานะนักสรีรวิทยา, ไอดา ไฮด์  ได้แสดงความคิดริเริ่ม (ความไม่ซ้ำแบบใคร), ความกว้างขวางของความสนใจ, และ __________)

(a) scientific precision was admirable

(b) admirably scientifically precise

(c) admirable scientific precision    (ความแม่นยำทางวิทยาศาสตร์ที่น่าชมเชย)

(d) that precision was admirably scientific

ตอบ   -   ข้อ   (c)   เนื่องจากต้องใช้โครงสร้างคำนาม (วลี)  เนื่องจากเป็นกรรมของกริยา  “Showed”  โดยมีความสมดุลกับคำนามอื่นๆ อีก    คำ ซึ่งเป็นกรรมของกริยา  “Showed”  เช่นเดียวกัน  คือ  ๑. ความคิดริเริ่ม,  ๒. ความกว้างของความสนใจ

                                          ตัวอย่างที่  ๑๖

  • We turn to books in moments of __________________________________________.

(เราหันไปหา (อ่าน) หนังสือ  ในช่วงเวลาของ __________________________________)

(a) sorrow, having boredom, or solitude is with us

(b) sorrow, boredom, or solitude    (ความเศร้าโศกเสียใจ  ความเบื่อหน่าย  หรือ ความโดดเดี่ยวอ้างว้าง)

(c) sorrow and solitude as well as boredom

(d) sorrow that attacks us

ตอบ   -   ข้อ   (b)   เป็นการใช้กรรม    ตัว  หลัง  “Preposition” (Of)  ให้สมดุลกัน  คือ  Sorrow, Boredom, Solitude”  สำหรับ  ข้อ  (c)  ก็ใช้ได้เช่นกัน  แต่ต้องแก้เป็น  “sorrow, solitude as well as boredom

                                          ตัวอย่างที่  ๑๗

  • Nearly all trees have seeds that fall to the earth, take root, and eventually ______________.

(ต้นไม้เกือบทั้งหมดมีเมล็ดซึ่งหล่นลงสู่พื้นดิน, งอกราก, และ ____________________ ในที่สุด)

(a) generate new seeds    (สร้างเมล็ดใหม่)

(b) new seeds generated

(c) by generating new seeds

(d) new seeds generated there

ตอบ   -   ข้อ   (a)   เนื่องจากต้องใช้คำกริยา    ตัว ในอนุประโยค  (……….....that fall to earth, take root, and eventually generate new seeds)  ให้สมดุลกัน  (Balance)  คือ  “Fall to earth”,  “Take root”  และ  “Generate new seeds” 

                                         ตัวอย่างที่  ๑๘

  • Among the advantages which Mr. Barlow has given his children  are a good college education and ___________.

(ในบรรดาข้อได้เปรียบต่างๆ ซึ่งมิสเตอร์บาร์โลว์ได้ให้แก่ลูกๆ ของเขา  คือ  การศึกษาอย่างดีในมหาวิทยา

ลัย  และ ___________)

(a) extensive travel abroad   (การเดินทางอย่างกว้างขวางมากในต่างประเทศ)

(b) to travel extensively abroad

(c) travel extensively abroad

(d) of extensive travelling abroad

ตอบ   -   ข้อ   (a)   ต้องใช้ในรูปคำนาม (วลี)   (“Travel”  ในที่นี้เป็นคำนาม)  ให้สมดุลกับคำนาม (วลี)   “A good college education”  ที่อยู่ข้างหน้า  “And

                                         ตัวอย่างที่  ๑๙

  • James likes reading, hiking, and ___________________________________________. 

(เจมส์ชอบการอ่านหนังสือ,  การเดินทางไกลด้วยเท้า,  และ __________________________)

(a) he listens to music

(b) to listen to music

(c) listen to music

(d) listening to music    (การฟังดนตรี)

ตอบ   -   ข้อ   (d)   เนื่องจากต้องให้ข้อความสมดุลกัน  คือ  “Like + Gerund (Verb + ing)”  คือ  “Like reading, hiking and listening…….....….”   ทั้งนี้   กริยา  “Like”  อาจตามด้วย  “Infinitive with to” (To + Verb 1 ก็ได้   ดังนั้น  ข้อนี้จึงอาจตอบ  “Like to read, to hike, and to listen to music”  โดยต้องให้สมดุลกัน  คือ  เป็น  “Format”  เดียวกัน

 

20. _______________________ the door, he suddenly realized that he had left his wallet inside.

(________________________ ประตู  เขาตระหนักในทันใดว่า  ได้ทิ้งกระเป๋าสตางค์ไว้ข้างใน)

(a) He was locking

(b) Was he locking

(c) As he was locking    (ในขณะที่เขากำลังใส่กุญแจ)

(d) He was locking as

ตอบ   -   ข้อ   (c)   เนื่องจาก  “As he was locking the door”  เป็นอนุประโยค  (Subordinate clause)  ส่วนข้อความที่เหลือทั้งหมดเป็นประโยคใหญ่  (Main clause)

 

เรียน  ท่านผู้ติดตามอ่าน  เว็บไซต์  “everydayenglish.pwa.co.th

 

                ถ้าท่านมีคำแนะนำให้ปรับปรุงเว็บไซต์นี้ประการใด  กรุณาส่ง  e-mail ไปที่  ดร. วัชรินทร์  ภูเขาทอง  อดีต  ผอ. สำนักวิทยาการ  การประปาส่วนภูมิภาค  ผู้จัดทำเว็บไซต์นี้  ตาม “Address” wpookaotong@yahoo.com  (โปรดระบุหัวเรื่องด้วย ว่า  “ปรับปรุงเว็บไซต์”)  เพื่อที่ผู้จัดทำฯ จะได้ปรับปรุงเนื้อหาได้ตรงตามความประสงค์ของผู้อ่านเว็บไซต์นี้ต่อไป

 

 

 

หมวดข้อสอบ STRUCTURE (ตอนที่ 155)

การประปาส่วนภูมิภาค  “มุ่ง-มั่น-เพื่อปวงชน”

 

Direction:  Choose the most appropriate answer.

(จงเลือกคำตอบที่เหมาะสมที่สุด)

 

1. A : May I help you with some shoes, sir ?

(ให้ผมช่วยดูรองเท้าให้ไหมครับ)  (พนักงานขายพูดกับลูกค้า)

    B : _________________________________________________________________.

(a) No, it’s a little bit too tight    (ไม่ต้อง  มันคับเกินไปนิดหน่อย)

(b) No, I’m used to doing things by myself    (ไม่ต้อง  ผมคุ้นเคย (เคยชิน) กับการทำสิ่งต่างๆ ด้วยตัวเอง)

(c) Yes, I’d like to try on the brown ones    (ได้สิ  ผมอยากลองใส่รองเท้าสีน้ำตาลคู่นั้นดู)

(d) Yes, I like the black pair better    (ได้สิ  ผมชอบคู่สีดำมากกว่า)

(e) No, I’ve my own shoes and so I don’t need yours    (ไม่ต้อง  ผมมีรองเท้าของผมเอง  และดังนั้นผมไม่ต้องการรองเท้าของคุณ)

 

2. A : I’ve got to quit eating so much !

(ฉันจำเป็นต้องเลิกทานอาหารมากๆ ซะแล้ว)

    B :  What’s the matter ?  Are you gaining weight ?

(เป็นอะไรหรือ  คุณกำลังน้ำหนักเพิ่มใช่ไหม)

      A : _________________________________________________________________.

(a) I like to eat Italian food.  It’s so wonderful    (ฉันชอบทานอาหารอิตาเลียน  มันยอดเยี่ยมมากเลย)

(b) My husband has been complaining    (สามีของฉันบ่นอยู่ตลอด)

(c) Don’t go on a diet until next week    (ไม่ต้องลดอาหารจนกระทั่งสัปดาห์หน้า)

(d) I’ll say.  Almost two kilos in two weeks    (พูดก็พูดเถอะ  (เพิ่ม) เกือบ ๒ กิโลกรัมในสองสัปดาห์เลย)

(e) I’m going to buy some new dresses    (ฉันจะซื้อเสื้อผ้าชุดใหม่)

 

3. A : __________________________________________________________________ ?

    B : It rained a lot.

(ฝนตกเยอะแยะเลย)

(a) What was the climate like in Bangkok last week    (ภูมิอากาศในกรุงเทพฯ เป็นอย่างไรบ้างเมื่อสัปดาห์ที่แล้ว)  (ไม่เลือกข้อนี้เนื่องจาก  “Climate”  ใช้กับอากาศในช่วงเวลายาวนานเป็นปี หรือหลายๆ ปี)

(b) How did it rain in Bangkok last week    (ฝนตกอย่างไรในกรุงเทพฯ เมื่อสัปดาห์ที่แล้ว)  (ต้องใช้   “How much did it rain……..……” เนื่องจากการใช้ “How”  เฉยๆ  คำตอบจะเป็นไปในแบบ  “ช้า, เร็ว, ยาก, ง่าย, ระมัดระวัง, สะเพร่า ฯลฯ”)

(c) How was the air in Bangkok last week    (อากาศ (รายวัน) ในกรุงเทพฯ เป็นอย่างไรบ้างเมื่อสัปดาห์ที่แล้ว)  (ต้องตอบว่า  “It was hot, cold, dusty, foggy, sultry, etc.”  =  “มันร้อน, หนาว, มีฝุ่นละออง, มีหมอกลง, อบอ้าว, ฯลฯ”)

(d) How often did it rain in Bangkok last week    (ฝนตกบ่อยเพียงไรในกรุงเทพฯ เมื่อสัปดาห์ที่แล้ว)  (คำตอบจะเป็นไปในแบบ  “ทุกวัน, วันเว้นวัน, สองครั้ง, สามครั้ง”)

(e) What was the weather like in Bangkok last week    (อากาศในกรุงเทพฯ เป็นอย่างไรบ้างเมื่อสัปดาห์ที่แล้ว)

 

4. A : How do you like this warm weather ?       

(คุณชอบอากาศอบอุ่นแบบนี้อย่างไรบ้างครับ)     

    B : __________________________________________________________________                                                                                                                                                                                                  (a) Yes, it is as if Spring    (ต้องใช้  “Yes, it is as if it were Spring”  =  “ใช่แล้ว  มันเป็นราวกับว่าฤดูใบไม้ผลิ”)

(b) Very much, I feel as Spring    (ต้องใช้  “Very much, I feel like Spring  หรือ  I feel as if it were Spring”  =  “ชอบมากเลย  ผมรู้สึกราวกับว่ามันเป็นฤดูใบไม้ผลิ”)

(c) Yes, it likes Spring    (ใช่แล้ว  มันชอบฤดูใบไม้ผลิ)

(d) Just fine, it feels like Spring    (ดีทีเดียว  มันรู้สึกเหมือนกับเป็นฤดูใบไม้ผลิ)

(e) I don’t like it.  I prefer winter clothes    (ผมไม่ชอบมัน  ผมชอบเสื้อหนาวมากกว่า)

****หมายเหตุ – ดูเพิ่มเติมเรื่อง  “As if,  As though” (ประหนึ่งว่า, ราวกับว่า, เหมือนกับว่า)  ในหมวดข้อสอบ  TOEIC ตอนที่ ๓๔๙,  ข้อ ๑๘

 

5. A : Would you mind if I opened the window ?

(คุณจะรังเกียจไหมถ้าผมเปิดหน้าต่าง)

    B : ___________________________________________________________________.

(a) Yes, go ahead    (รังเกียจครับ  เปิดเลย)  (ไม่เลือกข้อนี้  เนื่องจากข้อความแย้งกัน)

(b) Yes, I wouldn’t mind    (รังเกียจครับ  ผมไม่รังเกียจหรอก)  (ไม่เลือกข้อนี้  เนื่องจากข้อความแย้งกัน)  (Yes, I would.  =  ครับ  ผมรังเกียจ)

(c) No, please do    (ไม่หรอกครับ  เชิญเลย)

(d) No, I would    (ต้องใช้  “No, I wouldn’t”  =  “ไม่รังเกียจครับ”) 

(e) No, it is very cold outside    (ไม่รังเกียจครับ  มันหนาวมากเลย  ข้างนอกน่ะ)  (ไม่เลือกข้อนี้  เนื่องจากข้อความแย้งกัน  คือ  ให้เปิดหน้าต่างได้  แต่บอกอากาศข้างนอกหนาวมาก)

 

6. A : Would you like to try these chocolates ?  I got them as a birthday present from my friend.

(คุณอยากลองทานช็อกโกแลตพวกนี้ไหม  ผมได้มันเป็นของขวัญวันเกิดจากเพื่อนของผม)

    B : No, thanks.  I can’t take sweet food. _______________________________________.

(ไม่ค่ะ  ขอบคุณ  ฉันไม่สามารถทานอาหารหวานได้ _____________________________)

(a) Chocolates are not healthy food, I think    (ฉันคิดว่าช็อกโกแลตมิใช่อาหารที่เป็นประโยชน์ต่อร่างกาย)

(b) Chocolates are too sweet for me    (ช็อกโกแลตหวานเกินไปสำหรับฉัน)

(c) I’m on a diet    (ฉันกำลังลดอาหาร)

(d) I prefer cakes and puddings    (ฉันชอบขนมเค้กและขนมพุดดิ้งมากกว่า)  (ไม่เลือกข้อนี้  เนื่องจากเป็นของหวานเช่นกัน)

(e) You should let other people try them    (คุณควรให้คนอื่นลองทานมัน)

 

7. A : Is there a good restaurant near here ?

(มีภัตตาคารดีๆ อยู่ใกล้ที่นี่ไหม)

    B : ___________________________________________________________________.

(a) It’s very crowded, particularly during the lunch time    (มันคนแน่นมากเลย  โดยเฉพาะระหว่างเวลาอาหารกลางวัน)

(b) Of course.  There’s one at the corner two blocks from here    (มีสิ  มีอยู่แห่งหนึ่งที่มุมถนน  ห่างออกไปจากที่นี่สองช่วงตึก)

(c) Certainly.  There’s no good restaurant in the vicinity of our neighborhood    (มีแน่,  ไม่มีภัตตาคารดีๆ ในบริเวณละแวกบ้านของเรา)  (ไม่เลือกข้อนี้  เนื่องจากข้อความแย้งกัน)

(d) I prefer to eat at home.  I’ve to save my money to pay for the room rent    (ผมชอบทานที่บ้านมากกว่า  ผมต้องออมเงินไว้จ่ายค่าเช่าห้อง)

(e) You can walk there.  It’s only ten minutes’ walk from here     (คุณสามารถเดินไปที่นั่นได้  มันอยู่ห่างจากที่นี่แค่เดิน ๑๐ นาทีเท่านั้น)

 

8. A : What do you think about your final exam ?

(คุณคิดอย่างไรเกี่ยวกับการสอบไล่ของคุณ)

    B : _________________________________.  All of my friends passed it without difficulty

(__________________________________  เพื่อนของผมทุกคนสอบผ่านโดยไม่ยากเลย)

(a) It was a piece of cake.    (ง่ายมาก, ของกล้วยๆ, หวานหมู)

(b) It was very tough    (มันยากมาก)

(c) I spent a whole week getting through it    (ผมใช้เวลาตั้ง ๑ สัปดาห์กว่าจะสอบเสร็จ)

(d) It started early this month.  I wished it had begun two months later    (มันเริ่มต้นเมื่อต้นเดือนนี้  (แต่) ฉันอยากให้มันเริ่มต้น ๒ เดือนถัดมา)

(e) I don’t like it.  I had to make the effort to read all the texts assigned to me    (ผมไม่ชอบมันเลย  ผมต้องใช้ความพยายามอย่างมากในการอ่านตำราทุกเล่มที่อาจารย์มอบหมาย)

 

9. A : ___________________________________________________________ ?

    B : Ten to nothing.  We’re losing terribly.

(๑๐ ต่อ ๐,  เรากำลังแพ้หลุดลุ่ยนะสิ)

(a) How’s the game going    (การแข่งขันเป็นอย่างไรบ้าง)  (สนุกไหม, ใครแพ้ชนะ)

(b) What teams are playing    (ทีมอะไรกำลังเล่นอยู่)

(c) What’s the score now    (คะแนนเป็นอย่างไรบ้างตอนนี้)

(d) What do you think of the game    (คุณคิดอย่างไรกับการแข่งขัน)

(e) Do you think we’ve a high chance of winning the match    (คุณคิดว่าเรามีโอกาสสูงที่จะชนะการแข่งขันหรือเปล่า)

 

10. A : __________________________________________________________ ?

      B : I’ll have fried rice with chicken

(ผมขอข้าวผัดไก่นะ)

(a) Have you eaten anything yet    (คุณได้ทานอะไรหรือยังครับ)

(b) Are you ready to order now, sir    (คุณพร้อมที่จะสั่งอาหารตอนนี้เลยไหมครับ)

(c) Do you want to have anything in this restaurant    (คุณต้องการทานอะไรในภัตตาคารนี้ไหมครับ)  (ต้องถาม  “Do you want to order (have) something, sir ?”  =  “คุณต้องการสั่ง (ทาน) อาหารอะไรไหมครับ”)

(d) Would you like to try fried rice with chicken, sir    (คุณอยากจะลองทานข้าวผัดไก่ไหมครับ)  (ต้องตอบ  "Yes"  หรือ  "No")

(e) I think you’re very weak.  Are you hungry, sir    (ผมคิดว่าคุณอ่อนแอ (ไม่มีแรง) มากเลยครับ  คุณหิวหรือเปล่าครับ)

 

11. A : Do you think Dave lives happily with his wife ?

(คุณคิดว่าเดฟอยู่กับภรรยาอย่างมีความสุขหรือเปล่า)

      B : No, Dave has a violent temper. __________________________________________.

(ไม่หรอก  เดฟมีอารมณ์ฉุนเฉียวมาก _______________________________________)

(a) I don’t know how his wife puts up with him    (ผมไม่ทราบว่าภรรยาของเขาทนเขาได้อย่างไร)  (“Put up with”  =  “ยอมรับด้วยความอดทน, ทน”)

(b) He likes to make fun of his wife    (เขาชอบล้อเลียนภรรยาของเขา)

(c) He prefers to cook his own food rather than buy it from the market    (เขาชอบปรุงอาหารทานเองมากกว่าซื้อมันจากตลาด)

(d) He never gets angry when his wife break glasses    (เขาไม่เคยโกรธเมื่อภรรยาทำแก้วแตก)

(e) He and his wife frequently go to the movies    (เขาและภรรยาไปดูหนังบ่อยๆ)

 

12. A : We’ll sign the contract with a construction company next week.

(เราจะเซ็นสัญญากับบริษัทก่อสร้างในสัปดาห์หน้านี้แล้ว)

      B : I’ll be interested in hearing about the new contract, ___________________________.

(ผมสนใจที่จะได้ทราบข่าวเกี่ยวกับสัญญาใหม่นี้ _______________________________)

(a) so you’ve to pay lots of money to hire them    (ดังนั้น  คุณต้องจ่ายเงินมากมายเพื่อจ้างพวกเขา)

(b) so we’ll have a new building by the end of the year    (ดังนั้น  เราจะมีอาคารหลังใหม่ตอนสิ้นปี)

(c) so we don’t have to construct a new building by ourselves    (ดังนั้น  เราไม่จำเป็นต้องสร้างอาคารหลังใหม่ด้วยตัวเอง)

(d) so keep me posted    (ดังนั้น  บอกข่าวให้ผมทราบด้วยนะ)  (“Keep someone posted”  =  “บอกข่าวให้ผู้นั้นรู้”)

(e) if you allow me to do so    (ถ้าคุณอนุญาตให้ผมทำเช่นนั้น)

 

13. A : Why are you shouting so loudly ?

(ทำไมคุณตะโกนเสียงดังนักล่ะ)

      B :  So that you can _________________________________________ what I’m saying.

(เพื่อว่าคุณจะได้สามารถ ________________________________ เรื่องที่ผมกำลังพูดน่ะสิ)

(a) make up    (กุเรื่อง, ประกอบขึ้นเป็น, คืนดีกัน, ชดเชย, เสริมสวย, แต่งหน้า)

(b) make out    (เข้าใจ)

(c) make do with    (ใช้..............แบบเลวๆ แทนไปก่อน, ใช้...............ในแบบถูไถ)

(d) make allowance for    (พิจารณา............ร่วมด้วย)

(e) make for    (มุ่งหน้าไปยัง)

 

14. A : I was robbed of my purse on the bus this morning.

(ฉันถูกขโมยกระเป๋าสตางค์บนรถประจำทางเมื่อเช้านี้)

      B : __________________________________________________.  How did it happen ?

(_______________________________________________  มันเกิดขึ้นได้อย่างไรล่ะ)

(a) It served you right for not taking my advice to watch out for thieves    (สมน้ำหน้าคุณที่ไม่ฟังคำแนะนำของผมให้เฝ้าระวังหัวขโมย)

(b) I can’t believe what you say; don’t lie to me    (ผมไม่เชื่อเรื่องที่คุณพูดหรอก  อย่ามาโกหกผมเลย)

(c) You’re kidding.  I saw you drive a car this morning    (คุณพูดเล่นน่ะ  ผมเห็นคุณขับรถเมื่อเช้านี้)

(d) I’ll keep my fingers crossed when you get on the bus next time    (ผมจะขอให้คุณโชคดีเมื่อคุณขึ้นรถประจำทางคราวหน้า)  (“Keep one’s fingers crossed =  “Crossed one’s fingers” (ไขว้นิ้วบนมือเดียวกัน)  =  “ปรารถนาให้โชคดี”)

  • Keep your fingers crossed while I take the test.

(ไขว้นิ้วมือของคุณนะเมื่อผมเข้าสอบ)  (ปรารถนาให้ผมโชคดีนะ  คือสอบผ่าน)

  • Mary crossed her fingers during the race so that Tom would win.

(แมรี่ไขว้นิ้วมือของเธอระหว่างการแข่งขัน  เพื่อว่าทอมจะได้ชนะ)  (แมรี่ขอให้ทอมโชคดีและชนะการแข่งขัน)

(e) I’m sorry to hear that    (ผมเสียใจด้วยครับที่ได้ยินเรื่องนี้)

 

15. A : How do you know that tomorrow is a holiday ?

(คุณรู้ได้อย่างไรว่าพรุ่งนี้เป็นวันหยุด)

      B : __________________________________________________________________.

(a) We’ve studied very hard all the time    (เราเรียนหนักมากตลอดเวลาเลยครับ)

(b) We’ve decided to go for a picnic at Hua-Hin    (เราได้ตัดสินใจที่จะไปปิกนิกที่หัวหินครับ)

(c) I know because I don’t have to go to school    (ผมรู้เพราะว่าผมไม่ต้องไปโรงเรียนครับ)

(d) It was announced at the meeting    (มันถูกประกาศในที่ประชุมครับ)

(e) We’ve just finished our exam and relaxed    (เราเพิ่งจะสอบเสร็จและผ่อนคลายครับ)

 

เรียน  ท่านผู้ติดตามอ่าน  เว็บไซต์  “everydayenglish.pwa.co.th

 

                ถ้าท่านมีคำแนะนำให้ปรับปรุงเว็บไซต์นี้ประการใด  กรุณาส่ง  e-mail ไปที่  ดร. วัชรินทร์  ภูเขาทอง  อดีต  ผอ. สำนักวิทยาการ  การประปาส่วนภูมิภาค  ผู้จัดทำเว็บไซต์นี้  ตาม “Address” wpookaotong@yahoo.com  (โปรดระบุหัวเรื่องด้วย ว่า  “ปรับปรุงเว็บไซต์”)  เพื่อที่ผู้จัดทำฯ จะได้ปรับปรุงเนื้อหาได้ตรงตามความประสงค์ของผู้อ่านเว็บไซต์นี้ต่อไป

 

 

 

หมวดข้อสอบ STRUCTURE (ตอนที่ 154)

การประปาส่วนภูมิภาค  “มุ่ง-มั่น-เพื่อปวงชน”

 

Direction:  Choose the most appropriate answer.

(จงเลือกคำตอบที่เหมาะสมที่สุด)

 

1.  A : Is there a good sandy beach at Sri-Raja ?

(มีหาดทรายดีๆ (สวยๆ) ที่ศรีราชาบ้างไหม)

    B : ________________________________________________________________.

(a) It’s a quiet place away from the crowds    (มันเป็นสถานที่สงบเงียบ  ห่างไกลจากฝูงชนครับ) 

(b) No, it’s really comfortable    (ไม่ใช่  มันสุขสบายจริงๆ ครับ)

(c) I’m afraid not.  The beach is rocky there    (ผมเกรงว่าไม่มีครับ  ชายหาดเต็มไปด้วยหินเลยที่นั่นน่ะ)

(d) Well, we can possibly go swimming    (เอ้อ  เราสามารถไปว่ายน้ำได้นะ)

(e) You should go to Pattaya.  You’ll certainly enjoy night life there    (คุณควรไปพัทยานะ  คุณจะต้องสนุกกับชีวิตกลางคืนที่นั่นอย่างแน่นอน)

 

2. A : You have a nice office here.

(คุณมีสำนักงานสวยนะที่นี่)

    B : __________________________________________________________________.

(a) Yes, I’ve been here for ten years    (ใช่ครับ  ผมอยู่ที่นี่มา ๑๐ ปีแล้ว)

(b) Yes, it pays well    (ใช่ครับ  มันให้ค่าจ้างงามทีเดียว)

(c) Yes, it’s nice, isn’t it ?    (ใช่ครับ  มันสวยใช่ไหมล่ะครับ)

(d) Yes, it’s close to my house    (ใช่ครับ  มันอยู่ใกล้บ้านของผม)

(e) Yes, it’s only half-an-hour drive from my home    (ใช่ครับ  มันอยู่ห่างแค่ขับรถครึ่งชั่วโมงเท่านั้นเองจากบ้านของผม)

 

3. A : I’m sorry, I broke your glasses.

(ผมขอโทษครับ  ผมทำแว่นตาของคุณแตก)

    B : __________________________________________________________________.

(a) They don’t mind    (พวกเขาไม่รังเกียจหรอก)  

(b) It doesn’t matter    (ไม่เป็นไรหรอก)  (อาจใช้  “Never mind”  ก็ได้)

(c) I’ll borrow yours if you have ones    (ผมจะขอยืมของคุณ  ถ้าคุณมีแว่นตา)   

(d) It has no matter    (ไม่ใช้สำนวนนี้) 

(e) I’ll buy better ones next time    (ผมจะซื้อแว่นตาดีกว่านี้คราวหน้า)

 

4. A : Why didn’t you come to the party last night ?

(ทำไมคุณไม่มางานเลี้ยงคืนที่ผ่านมาล่ะ)

    B : I wanted to, but _____________________________________.  I had to take care of her.

(ผมอยากมาหรอก  แต่ว่า ____________________________________ ผมจำเป็นต้องดูแลเธอ)

(a) I had an appointment to see the doctor    (ผมมีนัดไปพบแพทย์ครับ)

(b) I had an assignment to do    (ผมมีการบ้าน (งานที่ได้รับมอบหมาย) ต้องทำครับ)

(c) I didn’t receive an invitation card    (ผมไม่ได้รับการ์ดเชิญครับ)

(d) my daughter was sick    (ลูกสาวของผมป่วยครับ)

(e) I had a serious car accident    (ผมประสบอุบัติเหตุรถยนต์ร้ายแรงครับ)

 

5. A : Do you think this exam was too difficult?

(คุณคิดว่าการสอบคราวนี้ยากเกินไปหรือเปล่า)

    B : __________________________________________________________________.

(a) Yes, some friends told me it was    (ใช่ครับ  เพื่อนของผมบางคนบอกผมว่ามันยากเกินไป)

(b) Yes, I could pass it easily    (ใช่ครับ  ผมสามารถสอบผ่านได้อย่างง่ายดาย)

(c) Yes, I shouldn’t have taken it    (ใช่ครับ  ผมไม่ควรเข้าสอบเลย)  (แต่ก็เข้าสอบไปแล้ว)

(d) No, very few students could pass it    (ไม่หรอกครับ  มีนักเรียนน้อยคนมากที่สามารถสอบผ่าน)

(e) No, I think the next exam will be less difficult    (ไม่หรอกครับ  ผมคิดว่าการสอบครั้งหน้าจะยากน้อยลง)

 

6. A : I’m afraid the radio is too loud.

(ผมเกรงว่าวิทยุเสียงดังเกินไปครับ)

    B : ____________________________________________________________

(a) All right.  I’ll turn it over.    (เอาละ  ผมจะพลิก (คว่ำ) มันให้)

(b) O.K.  I’ll turn it out.    (ตกลง  ผมจะปิดมัน)  (“Turn out” = “Turn off” = “Switch off”  =  ปิด – ไฟ, วิทยุ, ทีวี)  (ไม่เลือกข้อนี้  เนื่องจาก  A  ไม่ได้บอกให้ปิด)

(c) Certainly, do you want me to turn it off ?    (แน่นอน  คุณต้องการให้ผมปิดมันหรือเปล่า)  (ไม่เลือกข้อนี้  เนื่องจากข้อความไม่เหมาะ  สู้ข้อ  “D”  ไม่ได้)

(d) I’m sorry.  I’ll turn it down.    (ขอโทษครับ  ผมจะหรี่เสียงลงนะครับ)

(e) I bought it at an electric appliance shop last month.    Do you need one ?    (ผมซื้อมันที่ร้านขายอุปกรณ์ไฟฟ้าเมื่อเดือนก่อน  คุณต้องการสักเครื่องไหมล่ะ)

 

7. A : Jane has been very busy lately.  She’s been sitting in front of the computer monitor for hours.  What happens ?

(เจนมีงานยุ่งมากหมู่นี้  เธอได้นั่งอยู่หน้าจอคอมพิวเตอร์มาหลายชั่วโมงแล้ว  เกิดอะไรขึ้นหรือ)

    B : Sure.  ____________________________________.  She has to finish it by tomorrow.

(ใช่ละสิ __________________________________ เธอจำเป็นต้องทำมันให้เสร็จในวันพรุ่งนี้)

(a) She normally writes her report by herself    (ปกติแล้วเธอเขียนรายงานด้วยตนเอง)

(b) She’s bought a new computer at a cheap price    (เธอได้ซื้อคอมพิวเตอร์เครื่องใหม่ในราคาถูก)

(c) She is snowed under with her assignment    (เธอท่วมท้นไปด้วยงานที่ได้รับมอบหมาย)

(d) She should take a rest every now and then    (เธอควรพักผ่อนเป็นครั้งคราว – เป็นบางโอกาส)

(e) She’s enjoyed playing games online since she bought a new computer    (เธอเพลิดเพลินกับการเล่นเกมส์ออนไลน์  ตั้งแต่เธอซื้อคอมพิวเตอร์เครื่องใหม่)

 

8. A : Why didn’t you visit your parents in Chiang Mai last summer ?

(ทำไมเธอไม่ไปเยี่ยมพ่อแม่ของเธอที่เชียงใหม่เมื่อหน้าร้อนปีที่แล้วล่ะ)

    B : I was very busy.  ______________________________________________________

(ฉันมีงานยุ่งมาก _____________________________________________________)

(a) I wanted to go to Florida to visit my old friend.    (ฉันต้องการไปฟลอริด้าเพื่อเยี่ยมเยียนเพื่อนเก่า)

(b) My parents will come to see me next week.    (พ่อแม่จะมาหาฉันสัปดาห์หน้า)

(c) Why didn’t you help me with my work ?    (ทำไมเธอไม่ช่วยฉันทำงานล่ะ)

(d) Do you think I had been able to go ?    (เธอคิดว่าฉันสามารถไปได้หรือ)

(e) But I know I ought to have.    (แต่ฉันรู้นะว่าฉันควรจะไป)

 

9. A : What do you do for a living now, Kimberly ?

(คุณทำงานอะไร (หาเลี้ยงชีพอย่างไร) ขณะนี้  คิมเบอร์ลี)

    B : ____________________________________________________________.

(a) I’ve been working very hard for years    (ฉันได้ทำงานหนักมาหลายปีแล้วจ้ะ)

(b) I’ll graduate next semester and I’ll look for a job then    (ฉันจะเรียนจบเทอมหน้า  และจะหางานทำหลังจากนั้น)

(c) I would like to work as a doctor    (ฉันอยากทำงานเป็นหมอจ้ะ)

(d) I’m still unemployed    (ฉันยังคงว่างงานอยู่จ้ะ)

(e) I’m living with my aunt and help her do the housework    (ฉันกำลังอาศัยอยู่กับป้า  และช่วยป้าทำงานบ้าน)

 

10. A : I must be leaving now.  Thank you very much for the lovely dinner.

(ผมต้องไปแล้วละตอนนี้  ขอบคุณมากครับสำหรับอาหารค่ำที่แสนดี)

      B : _____________________________________________________________

(a) All right.  Never mind.    (เอาละ  ไม่เป็นไรค่ะ)  (ใช้พูดเมื่อมีผู้กล่าวคำขอโทษเรา)

(b) No, thanks.  Drop in anytime.    (ไม่หรอกค่ะ  ขอบคุณ  แล้วแวะมานะเมื่อไรก็ได้)

(c) It is my pleasure.      (มันเป็นความยินดีของฉันค่ะ)  (ที่ได้เลี้ยงอาหารคุณ)

(d) I’ll miss you.    (ฉันจะคิดถึงคุณค่ะ)

(e) Did you come by bus or taxi ?    (คุณมารถประจำทางหรือรถแท็กซี่คะ)

 

11. A : Could you possibly take me home ?

(คุณพาฉันไปส่งบ้านหน่อยได้ไหมคะ)

      B : ____________________________________________________________.

(a) I think that’s impossible    (ผมคิดว่านั่นเป็นไปไม่ได้นะ)

(b) Yes, I’ll buy a new car next month    (ได้ครับ  ผมจะซื้อรถคันใหม่เดือนหน้า)

(c) Of course.  Your home is out of town and it’s too far away for me    (ได้สิครับ  บ้านคุณอยู่นอกเมือง  และมันอยู่ไกลเกินไปสำหรับผม)

(d)  Certainly, I’ve to drive to the airport to see my parents off tonight    (ได้แน่นอนครับ  ผมต้องขับรถไปสนามบินเพื่อส่งพ่อแม่คืนนี้)

(e) No problem.  Just get in    (ไม่มีปัญหา  เข้ามาในรถได้เลยครับ)

 

12. A : This restaurant has many fine dishes.  Have you anything special in mind that you’d like to eat ?

(ภัตตาคารนี้มีอาหารดีเลิศ (อร่อย) หลายอย่าง  คุณมีอาหารพิเศษในใจบ้างไหมที่คุณอยากทาน)

      B : ____________________________________________________________.

(a) Yes.  I do have something special to eat    (มีค่ะ  ฉันมีอะไรพิเศษบางอย่างที่จะทานจริงๆ เลย)

(b) Yes.  I think roast duck would be nice    (มีค่ะ  ฉันคิดว่าเป็ดย่างก็ดีนะคะ)

(c) No.  The food need not be especially good    (ไม่มีค่ะ  อาหารไม่จำเป็นต้องดีเป็นพิเศษ)  (ไม่เลือกข้อนี้เนื่องจากภัตตาคารนี้มีอาหารดีเลิศ)

(d) No.  I’m not on any special diet    (ไม่มีค่ะ  ฉันไม่ได้ทานอาหารพิเศษใดๆ เลย)  (ตอบไม่ตรงคำถาม)

(e) Yes.  I think we should go to the other restaurant since the food there is cheaper    (มีค่ะ  ฉันคิดว่าเราควรไปภัตตาคารอีกแห่ง  เพราะว่าอาหารที่นั่นราคาถูกกว่า)

 

13. A : How do you find your new job ?

(คุณพบว่างานใหม่ของคุณเป็นอย่างไรบ้าง)

      B : ____________________________________________________________.

(a) I find it in the newspaper    (ผมพบมันในหนังสือพิมพ์ครับ)  (ถ้าจะถามว่าหางานใหม่ได้อย่างไร  ต้องพูดว่า  “How could you get (find) your new job ?”)

(b) My workplace is close to my home and I can walk there in fifteen minutes    (ที่ทำงานของผมอยู่ใกล้บ้าน  และผมสามารถเดินไปที่นั่นใน ๑๕ นาที)

(c) My friend told me about it    (เพื่อนของผมบอกผมเกี่ยวกับมันครับ)

(d) I heard it on the radio    (ผมได้ยินมันทางวิทยุครับ)

(e) It’s very interesting, and I really like it    (มันน่าสนใจมาก  และผมชอบมันจริงๆ เลยครับ)

 

14. A : How much effort do you put into your work ?

(คุณใช้ความพยายามมากเท่าไรในการทำงานของคุณ)

      B : ____________________________________________________________.

(a) I hardly work    (ผมไม่ค่อยได้ทำงานครับ)  (ผมไม่ค่อยขยันครับ)

(b) I enjoy it    (ผมสนุกกับมันครับ)

(c) I work during the daytime    (ผมทำงานตอนกลางวันครับ)

(d) I prefer my holiday to my work    (ผมชอบวันหยุดมากกว่าทำงานครับ)

(e) I have a great deal of experience in my work    (ผมมีประสบการณ์มากมายในงานของผมครับ)

 

15. A : Would you like to order now ?

(คุณอยากสั่งอาหารตอนนี้เลยไหมครับ)

      B : _____________________________________________________________

(a) I am not hungry.  I just had my lunch half an hour ago.    (ผมไม่หิวหรอก  ผมเพิ่งทานข้าวกลางวันครึ่งชั่วโมงที่ผ่านมานี่เอง)

(b) No, I’ve been told that your restaurant sells more expensive food than others.    (ไม่ครับ  มีคนบอกผมว่าภัตตาคารของคุณขายอาหารแพงกว่าร้านอื่นๆ)

(c) When does this restaurant open ?    (ภัตตาคารนี้เปิดกี่โมงนะ)

(d) I’ll wait until tomorrow.    (ผมจะรอจนถึงพรุ่งนี้)

(e) I think I’m going to wait for my friend for a little while.    (ผมคิดว่าผมจะรอเพื่อนสักครู่หนึ่งนะ)

 

เรียน  ท่านผู้ติดตามอ่าน  เว็บไซต์  “everydayenglish.pwa.co.th

 

                ถ้าท่านมีคำแนะนำให้ปรับปรุงเว็บไซต์นี้ประการใด  กรุณาส่ง  e-mail ไปที่  ดร. วัชรินทร์  ภูเขาทอง  อดีต  ผอ. สำนักวิทยาการ  การประปาส่วนภูมิภาค  ผู้จัดทำเว็บไซต์นี้  ตาม “Address” wpookaotong@yahoo.com  (โปรดระบุหัวเรื่องด้วย ว่า  “ปรับปรุงเว็บไซต์”)  เพื่อที่ผู้จัดทำฯ จะได้ปรับปรุงเนื้อหาได้ตรงตามความประสงค์ของผู้อ่านเว็บไซต์นี้ต่อไป

 

 

 

หมวดข้อสอบ STRUCTURE (ตอนที่ 153)

การประปาส่วนภูมิภาค  “มุ่ง-มั่น-เพื่อปวงชน”

 

Direction:  Choose the best answer for each blank.

(จงเลือกคำตอบที่ดีที่สุดสำหรับแต่ละช่องว่าง)

 

What to Do Tonight ?

 

Situation  :  Jack and Jim are talking about how to spend the night.

 

Jack  :             1           ?  

Jim   I’m staying home.  There’s a good horror movie on TV.

Jack  :             2           ?  

Jim   The Revival of Frankenstein.

Jack  Oh, I’ve seen it.  It’s really frightening. 

Jim   :             3          .

Jack  Amusing ?  Horror movies ?

Jim   Yes.  I went with Anne to see Dracula II last week.             4          .

Jack  What about Anne ?

Jim   Oh, she was terrified.             5          .

Jack  I don’t think she would watch horror movies again.

Jim   Sure, and she said she wouldn’t go to the movies with me again.

Jack              6          .

 

1. (a) Do you like to stay home tonight, Jim    (คุณอยากจะอยู่กับบ้านหรือเปล่าคืนนี้  จิม)  (ต้องตอบด้วย

           “Yes”  หรือ  “No”)

    (b) How are you today, Jim    (คุณเป็นอย่างไรบ้างวันนี้  จิม)  (เป็นคำถามเกี่ยวกับสุขภาพ)

    (c) Would you like to have dinner with me tonight, Jim    (คุณอยากจะมาทานอาหารค่ำกับผมคืนนี้

           ไหมล่ะ  จิม)

    (d) What are you doing tonight, Jim    (คุณจะทำอะไรคืนนี้  จิม)

2. (a) Do you like horror movies    (คุณชอบหนังสยองขวัญหรือเปล่า)

    (b) What is it    (หนังเรื่องอะไรล่ะ)

    (c) Don’t you prefer romance movies    (คุณมิได้ชอบหนังรักๆ ใคร่ๆ มากกว่าหรือ)

    (d) Why don’t we go to the concert together    (ทำไมเราไม่ไปดูคอนเสิร์ทด้วยกันล่ะ)

3. (a) I agree with you, but I like to see it    (ผมเห็นด้วยกับคุณ  แต่ผมชอบดูมันนะ)

    (b) Not really, it seems like documentary film, I think    (ก็ไม่เชิง  ผมคิดว่ามันดูเหมือนหนังสารคดีนะ)

    (c) Frightening ?  I think horror movies are amusing    (น่ากลัวเหรอ,  ผมคิดว่าหนังสยอง

           ขวัญน่าสนุก-ขบขันนะ)

    (d) I’ve some DVDs about horror movies.  I’ll lend them to you if you want    (ผมมีดีวีดีเกี่ยวกับ

           หนังสยองขวัญ  ผมจะให้คุณยืมมันถ้าคุณต้องการ)

4. (a) I was very amused.  I laughed from the beginning to end    (ผมสนุก-ขำมากเลย  ผมหัว

           เราะตั้งแต่ต้นจนจบเรื่องเลยละ)

    (b) I was terrified.  I couldn’t wait until the movies finished    (ผมกลัวน่ะสิ  ผมไม่สามารถรอจนกระ

           ทั่งหนังจบ)  (หมายถึง  ออกไปจากโรงหนังเสียก่อน)

    (c) Anne didn’t want to go at first, but I tried to persuade her    (แอนไม่ต้องการไปหรอกตอนแรกน่ะ 

           แต่ผมพยายามเกลี้ยกล่อมเธอ)

    (d) It was so sad that some audience cried to the end    (หนังเศร้ามากจนกระทั่งผู้ชมบางคนร้องไห้

           จนจบเรื่องเลย)

5. (a) She wanted some cold water to drink    (เธอต้องการดื่มน้ำเย็น)

    (b) She slept till the end of the movies    (เธอหลับจนกระทั่งหนังจบ)

    (c) She was under the seat    (เธอลงไป (หลบ) อยู่ใต้ที่นั่งเลย)

    (d) She couldn’t help laughing till I asked her to stop    (เธออดหัวเราะไม่ได้  จนกระทั่งผมต้องขอร้อง

           ให้เธอหยุด)

6. (a) It served you right for taking her out without her parents’ permission    (สมน้ำหน้าคุณแล้วที่พา

           เธอออกไปโดยมิได้ขออนุญาตพ่อแม่ของเธอ)

    (b) No problem.  She can go with me anytime if she likes    (ไม่มีปัญหาเลย  เธอไปกับผมตอนไหน

           ก็ได้ถ้าเธอชอบ)

    (c) No worry.  I can go with you if you promise to pay for me    (ไม่ต้องวิตกหรอก  ผมไปกับคุณก็ได้

           ถ้าคุณสัญญาจะออกค่าใช้จ่ายให้ผม)

    (d) That’s too bad.  I hope she will    (แย่จังเลย,  ผมหวังว่าเธอจะไป – กับคุณอีก - นะ)

 

(คำแปล)

 

จะทำอะไรดีคืนนี้

 

สถานการณ์  :  แจ๊คและจิมกำลังสนทนากันเกี่ยวกับว่าจะทำอะไรดีคืนนี้

 

แจ๊ค  :                ๑            

จิม     :  ผมจะพักอยู่ที่บ้าน  มีหนังสยองขวัญดีๆ ทางทีวีนะ

แจ๊ค  :                ๒            

จิม     :  การฟื้นคืนชีพของแฟรงเคนสไตน์

แจ๊ค  :  โอ  ผมเคยดูแล้ว  มันน่ากลัวจริงๆ เลย

จิม     :                 ๓            

แจ๊ค  :  น่าขบขัน ?  หนังสยองขวัญน่ะหรือ

จิม     :  ใช่แล้ว  ผมไปดู “แดรกคูล่า ภาค ๒” กับแอนเมื่ออาทิตย์ก่อน,                ๔           

แจ๊ค  :  แล้วแอนล่ะ (What about Anne ?)

จิม     :  โอ้  เธอกลัว (terrified) นะสิ,               ๕           

แจ๊ค  :  ผมไม่คิดว่าเธอจะดูหนังสยองขวัญอีกเลยนะ

จิม     :  แน่นอน  และเธอก็พูดด้วยว่า  เธอจะไม่ไปดูหนังกับผมอีกแล้ว

แจ๊ค  :                ๖            

 

เรียน  ท่านผู้ติดตามอ่าน  เว็บไซต์  “everydayenglish.pwa.co.th

 

                ถ้าท่านมีคำแนะนำให้ปรับปรุงเว็บไซต์นี้ประการใด  กรุณาส่ง  e-mail ไปที่  ดร. วัชรินทร์  ภูเขาทอง  อดีต  ผอ. สำนักวิทยาการ  การประปาส่วนภูมิภาค  ผู้จัดทำเว็บไซต์นี้  ตาม “Address” wpookaotong@yahoo.com  (โปรดระบุหัวเรื่องด้วย ว่า  “ปรับปรุงเว็บไซต์”)  เพื่อที่ผู้จัดทำฯ จะได้ปรับปรุงเนื้อหาได้ตรงตามความประสงค์ของผู้อ่านเว็บไซต์นี้ต่อไป

 

 

 

 

Pages

Subscribe to RSS - หมวดข้อสอบ STRUCTURE