หมวดข้อสอบ STRUCTURE

หมวดข้อสอบ STRUCTURE (ตอนที่ 26)

การประปาส่วนภูมิภาค  “มุ่ง-มั่น-เพื่อปวงชน”

 

Direction:  Choose the most appropriate answer.

(จงเลือกคำตอบที่เหมาะสมที่สุด)

 

1. The tour agent with ____________ you talked this morning will come to our office today to present her touring program for this summer.

(ตัวแทนท่องเที่ยว ___________ คุณคุยด้วยเมื่อเช้านี้  จะมาที่สำนักงานของเราในวันนี้  เพื่อนำเสนอโปรแกรมท่องเที่ยวของเธอสำหรับฤดูร้อนนี้)

(a) whom    (ผู้ซึ่ง)

(b) which

(c) who

(d) whose

ตอบ   –    ข้อ   (a)   หลัง  “Preposition”  ต้องตามด้วย  “Whom”  ถ้าใช้กับบุคคล, ไม่ใช้  “Who

 

2. Pedestrians should look to the left and right _____________________________ the street.

(ผู้เดินถนนควรมองทางซ้ายและขวามือ __________________________________ ถนน)

(a) when they be crossing

(b) they cross

(c) when crossing    (เมื่อข้าม)

(d) when to cross

ตอบ   –   ข้อ  (c)  เนื่องจากลดรูปมาจาก  “when they are crossing”  หรือ  “when they cross”  ทั้งนี้  “When”  เมื่อตามด้วยรูป  “Present continuous” {Subject + is (am, are) + Verb + ing)  หรือ  “Past continuous” {Subject + was (were) + Verb + ing}  จะใช้ได้เหมือนกับ  “While”  ทุกประการ

 

3. We have received your order of our furniture and ________ it as soon as it becomes available.

(เราได้รับการสั่งซื้อเฟอร์นิเจอร์ของเราจากท่าน  และ __________ มัน  ในทันทีที่มัน (เฟอร์นิเจอร์) สามารถหามาได้)  (คือ  จะส่งให้เมื่อมีสินค้าตัวนี้)

(a) had shipped    (ได้ส่ง)

(b) would ship

(c) will be shipped    (จะถูกส่ง)

(d) will ship    (จะส่ง)

ตอบ   –   ข้อ   (d)   เพราะเป็นเรื่องของอนาคต  และต้องอยู่ในรูป  “Active voice”  เพราะ  “เรา”  เป็นผู้กระทำ (ส่ง)

 

4. Few people can keep healthy on _________________________________ food and sleep.

(น้อยคนจะสามารถรักษาสุขภาพให้ดีได้  ด้วย (การกิน) อาหารและการนอนหลับ _____________)

(a) few    (นิดหน่อย, น้อยมาก)  (แทบจะไม่มีเลย)

(b) a few    (เล็กน้อย, นิดหน่อย)  (แต่พอมีอยู่บ้าง)

(c) little    (นิดหน่อย, น้อยมาก)  (แทบจะไม่มีเลย)

(d) a little    (เล็กน้อย, นิดหน่อย)  (แต่พอมีอยู่บ้าง)

ตอบ   -   ข้อ    (c)   เนื่องจากใช้กับคำนามนับไม่ได้  (Food and sleep)  และมีความหมายว่า  “น้อยมาก”  ดูคำอธิบายเพิ่มเติมจากประโยคข้างล่าง

                                         ตัวอย่างที่ 

  • Though the question was difficult, _________________________ boys could answer it.

(แม้ว่าคำถามจะยาก __________________________________ เด็กชายสามารถตอบมัน)

(a) few    (มี –  เด็กชาย – น้อยมาก)  (ใช้ในความหมายเป็นลบ)

(b) little    (มี –  เด็กชาย – น้อยมาก)  (ใช้ในความหมายเป็นลบ)

(c) a few    (พอมี – เด็กชาย – อยู่บ้าง)  (คือ พอมีเด็กอยู่บ้างที่สามารถตอบคำถามได้)  (ใช้ในความหมายเป็นบวก)

(d) a little    (พอมี – เด็กชาย – อยู่บ้าง)  (คือ พอมีเด็กอยู่บ้างที่สามารถตอบคำถามได้)  (ใช้ในความหมายเป็นบวก)

ตอบ   -   ข้อ   (c)   “A few”   ใช้กับนามนับได้  พหูพจน์  (Boys)  และใจความมีความหมายทาง  “บวก”  คือ  “แม้คำถามจะยาก  แต่พอมีเด็กอยู่บ้างที่ตอบได้

                                         ตัวอย่างที่ 

  • Let’s go and have a bottle of beer.  I still have _______________________ money left.

(เราออกไปดื่มเบียร์กันสักขวดเอาไหม  ผมยังคงมีเงินเหลืออยู่ ________________________)

(a) few    (น้อยมากจนแทบไม่มีเลย)  (ความหมายเป็นลบ)    

(b) a few    (นิดหน่อย หรือเล็กน้อย  แต่พอมีอยู่บ้าง)  (ความหมายเป็นบวก)     

(c) little    (น้อยมากจนแทบไม่มีเลย)  (ความหมายเป็นลบ)    

(d) a little    (นิดหน่อย หรือเล็กน้อย  แต่พอมีอยู่บ้าง)  (ความหมายเป็นบวก) 

ตอบ   -   ข้อ   (d)  “Little,  A little”  ใช้กับคำนามนับไม่ได้  (ในที่นี้  คือ  “Money”)  ส่วน   “Few,  A few”  ใช้กับคำนามนับได้  และเป็นพหูพจน์  (ข้อนี้ความหมายเป็นบวก  คือ พอมีเงินอยู่บ้าง  จึงชวนเพื่อนไปดื่มเบียร์) 

                                        ตัวอย่างที่ 

  • I’m always so busy that I have ___________________________ time for amusements.

(ผมมีงานยุ่งมากเสมอ  จนกระทั่งผมมีเวลา ___________ สำหรับอารมณ์ขัน-กิจกรรมสันทนาการ)

(a) very few    (น้อยมาก)  (ใช้กับนามนับได้  พหูพจน์)

(b) very little    (น้อยมาก)  (ใช้กับนามนับไม่ได้)

(c) a few    (น้อย  แต่พอมีอยู่บ้าง)  (ใช้กับนามนับได้  พหูพจน์)

(d) a little    (น้อย  แต่พอมีอยู่บ้าง)  (ใช้กับนามนับไม่ได้)

ตอบ   -  ข้อ   (b)  เนื่องจาก  “Time”  เป็นนามนับไม่ได้  และต้องใช้ว่า  “น้อยมาก”  เพราะว่า  “มีงานยุ่งมากเสมอ”  (ความหมายเป็นลบ)   สำหรับข้อนี้  อาจตอบ  “Little”  ก็ได้   (ความหมายเป็นลบเช่นกัน)   เนื่องจากมีความหมายเหมือน  “Very little”  (น้อยมาก)

                                        ตัวอย่างที่  

  • Since the weather was bad, ___________________________________ people came.

(เพราะว่าอากาศเลว  ผู้คน ________________ มา  -  ดูการแข่งขัน, เที่ยวในงานแสดงสินค้า ฯลฯ)

(a) little    (น้อยมาก  จนแทบไม่มีเลย)  (ใช้กับนามนับไม่ได้)

(b) a little   (น้อย  แต่พอมีอยู่บ้าง)  (ใช้กับนามนับไม่ได้)

(c) few    (น้อยมาก  จนแทบไม่มีเลย)  (ใช้กับนามนับได้  พหูพจน์)

(d) a few   (น้อย  แต่พอมีอยู่บ้าง)  (ใช้กับนามนับได้  พหูพจน์)

ตอบ   -   ข้อ   (c)   เนื่องจากข้อความในประโยค  มีความหมายเป็น   “ลบ”  อากาศเลว  คนจึงมากันน้อยมาก

                                         ตัวอย่างที่ 

  • There are ____________________________ apples left.  Let’s have them for dessert.

(มีแอปเปิ้ลเหลืออยู่ ___________________________ พวกเรามากินมันเป็นของหวานกันเถอะ)

(a) little    (น้อย)  (จนแทบไม่มีเลย –  ความหมายเป็นไปในทางลบ)  (ใช้กับคำนามนับไม่ได้ – เอกพจน์เสมอ)

(b) a little   (น้อย)  (แต่พอมีอยู่บ้าง –  ความหมายเป็นไปในทางบวก)  (ใช้กับคำนามนับไม่ได้ – เอกพจน์เสมอ)

(c) few    (น้อย) (จนแทบไม่มีเลย  –  ความหมายเป็นไปในทางลบ)  (ใช้กับคำนามนับได้พหูพจน์)

(d) a few    (น้อย, เล็กน้อย)  (แต่พอมีอยู่บ้าง  –  ความหมายเป็นไปในทางบวก)  (ใช้กับคำนามนับได้พหูพจน์)

(e) the few    (น้อย  ใช้แสดงการเน้นจำนวนที่เหลือจากจำนวนทั้งหมดที่ได้กล่าวไปแล้ว)  (ใช้กับคำนามพหูพจน์)

(f) very few    (น้อยมากๆ)  (ใช้กับคำนามพหูพจน์)

ตอบ   -    ข้อ   (d)   เนื่องจากต้องการบอกว่า   “มีแอปเปิลเหลืออยู่บ้าง  จึงชวนกันกินเป็นของหวาน”  (ความหมายเป็นบวก)   ดังนั้น  การจะเลือกข้อใด  จึงต้องดูว่าใช้ขยายคำนามนับได้  (พหูพจน์)  (ใช้  “Few”  หรือ  “A few”)   หรือนับไม่ได้ (เอกพจน์เสมอ)  (ใช้  “Little”  หรือ  “A little”)   และดูด้วยว่า   “มีน้อยมาก”  (ความหมายเป็นลบ)   ใช้   “Few”  หรือ  “Little,”   หรือ  “พอมีอยู่บ้าง”  (ความหมายเป็นบวก)   ใช้  “A few”  หรือ  “A little”   ดังประโยคตัวอย่างข้างล่าง

  • She has a few friends at school, so she is not lonely.

(เธอมีเพื่อนอยู่บ้างที่โรงเรียน  ดังนั้น  เธอจึงไม่เหงา)

  • She has few friends at school, so she is very lonely.

(เธอมีเพื่อนน้อยมากที่โรงเรียน  ดังนั้น  เธอจึงเหงามาก)

  • I have a little money, so I’ll buy you some coffee.

(ผมพอมีเงินอยู่บ้าง  ดังนั้น  ผมจะเลี้ยงกาแฟคุณ)

  • I have little money, so I can’t lend you some.

(ผมมีเงินน้อยมาก  ดังนั้น  ผมไม่สามารถให้คุณยืมได้)

 

5. They _______________________________ over a hundred kilometers by noon tomorrow.

(พวกเขา ______________________________ กว่าหนึ่งร้อยกิโลเมตร  ในตอนเที่ยงวันพรุ่งนี้)

(a) will travel

(b) will be traveling

(c) will have been traveled

(d) will have traveled    (จะได้เดินทางไปแล้ว)

ตอบ   -   ข้อ    (d)   ดูคำอธิบายเพิ่มเติมจากประโยคข้างล่าง

                                        ตัวอย่างที่ 

  • By the year 2095 all of us ________________________________________________.

(ในปี –  หรือราวๆ ปี  -  ๒๐๙๕  พวกเราทุกคน ___________________________________)

(a) will die

(b) will have died    (จะได้ตายไปแล้ว)

(c) will be dying

(d) may have died

ตอบ   -   ข้อ   (b)   เนื่องจากอยู่ในโครงสร้าง   “Future perfect tense”  {Subject + Will (Shall) + Have + Verb 3}  ซึ่งใช้ใน  ๓  กรณี  คือ

                                      ๑. ใช้กับเหตุการณ์  ๒  เหตุการณ์ที่จะเกิดขึ้นไม่พร้อมกันในอนาคต  ซึ่งขณะที่พูดเป็นเพียงคาดการณ์ไว้ล่วงหน้าว่า  ถ้าถึงเวลานั้นแล้ว  เหตุการณ์อันหนึ่งจะได้เกิดขึ้น (เสร็จ) สมบูรณ์อยู่ก่อนแล้ว  จึงมีเหตุการณ์ที่  ๒  เกิดขึ้นตามมา  โดยมีโครงสร้างประโยค  ดังนี้

  • เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นก่อน  ใช้  “Future perfect tense

{Subject + Will (Shall) + Have + Verb 3}

  • เหตุการณ์ที่เกิดทีหลัง  ใช้  “Present simple tense

(Subject + Verb 1)

  • The match will have started before we reach the stadium.

(การแข่งขัน (คง) จะได้เริ่มต้นไปแล้ว  ก่อนที่เราจะไปถึงสนามกีฬา)  (เป็นการคาดการณ์เหตุการณ์ในอนาคต  เช่น เย็นวันนี้  หรือ เที่ยงวันพรุ่งนี้  ว่า  การแข่งขันคงจะได้เริ่มไปแล้ว  ก่อนที่เราไปถึงสนาม  เหตุการณ์แรก  (การแข่งขันเริ่มต้น)  เกิดก่อน  จึงใช้  “Future perfect tense”   ส่วน  “เราไปถึงสนาม”  เกิดทีหลัง  จึงใช้  “Present simple tense)

  • We will have left home when the party begins tomorrow.

  (เราคงจะได้ออกจากบ้านไปแล้ว  เมื่องานเลี้ยงเริ่มต้นวันพรุ่งนี้)  (ออกจากบ้าน  เกิดขึ้นก่อน  จึงใช้   “Future perfect tense”  ส่วน  “งานเลี้ยงเริ่มต้น”  เกิดทีหลัง  จึงใช้  “Present   simple tense)

                                    ๒. ใช้กับเหตุการณ์ที่จะเกิดขึ้นในอนาคต  ณ เวลาใดเวลาหนึ่งตามที่ระบุไว้อย่างชัดเจนในประโยค  โดยวลีที่บอกเวลาในอนาคตดังกล่าว  มักนำหน้าด้วย   “By”  เช่น   “By 2030” (ในปี  หรือ ราวๆปี  ๒๐๓๐),  By the year 2095,  By tomorrow (ในวันพรุ่งนี้ หรือ ราวๆ วันพรุ่งนี้),  By next week (month, year),  By the end of September,  By next winter,  By this time tomorrow (ราวๆเวลานี้ของวันพรุ่งนี้),  By the time I graduate next year  (ราวๆ เวลาที่ผมเรียนจบปีหน้า),  เช่น

  • We shall have graduated by the end of this year.

(เราคงจะได้เรียบจบไปแล้ว  ในตอนปลาย (หรือราวๆปลาย) ปีนี้)

  • I will have finished my work by this time tomorrow.

(ผมคงจะได้ทำงานเสร็จเรียบร้อยแล้ว  ในเวลานี้  (หรือราวๆเวลานี้) ของวันพรุ่งนี้)

  • They will have moved into a new house by next April.

(พวกเขาคงจะได้ย้ายเข้าไปอยู่บ้านหลังใหม่แล้ว  ในเดือน (หรือราวๆเดือน) เมษายนปีหน้า)

  • By the end of this month, we will have lived here for 10 years.

 (ในปลาย (หรือราวๆ ปลาย) เดือนนี้  เราจะได้อาศัยอยู่ที่นี่ (ครบ)  ๑๐ ปีแล้ว)

                                     ๓. ใช้พูดเพื่อแสดงความสงสัยว่า  “คงจะได้เกิดเหตุการณ์อย่างนั้นอย่างนี้ขึ้นแล้ว”  เช่น

  • I think you will have heard that she is going to divorce her husband next month.

(ผมคิดว่า  คุณคงจะได้ยินแล้วนะว่า  เธอจะหย่าร้างกับสามีในเดือนหน้า)

  • It is six o’clock.  They will have arrived home by now.

(ตอนนี้  ๖  โมงแล้ว  พวกเขาคงจะกลับถึงบ้านแล้วขณะนี้)

  • She will have slept now because she is very tired.

(เธอคงจะได้หลับไปแล้วขณะนี้  เพราะว่าเธอเหนื่อยมาก)

  • They will (must) have gone out as the door is locked.

(พวกเขาคงจะออกไปข้างนอกกันแล้ว  เพราะว่าประตูล๊อก)

 

6. They never dared to go out in the dark, ________________________________________?

(พวกเขาไม่กล้าออกไปข้างนอกท่ามกลางความมืด  ________________________________)

(a) dared they

(b) daren’t they

(c) did they    (ใช่ไหม)

(d) didn’t they

ตอบ   -   ข้อ    (c)   เนื่องจากเป็นเหตุการณ์ในอดีต  (Dared)  และประโยคข้างบนเป็นประโยคปฏิเสธ  (Never)  ในส่วน  “Tag”  จึงต้องใช้รูปบอกเล่า  (did they)

 

7. I am disgusted ___________________________________ the weather; it rains all the time.

(ผมรังเกียจ-ขยะแขยง-สะอิดสะเอียน ______________ อากาศ  (เพราะว่า) ฝนตกตลอดเวลาเลย)

(a) on

(b) for

(c) in

(d) with    (กับ)

ตอบ   -   ข้อ    (d)   สำหรับวลีที่ใช้   “With”  ดูจากพารากราฟข้างล่าง

                            คุณศัพท์  (Adjective)  ที่ใช้กับ  “With”  ได้แก่  “pleased”  (ยินดี, พอใจ)  -  “She is pleased with her new workplace.”  (เธอพอใจ-ยินดีกับที่ทำงานแห่งใหม่),  “popular”  (เป็นที่นิยม) – “Holiday camps are popular with married couples with young children.”  (ค่ายพักแรมวันหยุดเป็นที่นิยมสำหรับคู่สามีภรรยาที่มีลูกเล็กๆ),  “satisfied”  (พอใจ)  -  “The company is satisfied with its employees’ performance.”  (บริษัทพึงพอใจกับการทำงานของพนักงาน),  “angry”  (โกรธ),  “busy”  (มีงานยุ่ง)  -  “She is busy preparing for her exam.”  (เธอยุ่งอยู่กับการเตรียมตัวสอบ),  “familiar”  (คุ้นเคย)  -  “He is not familiar with his new neighbors.”  (เขาไม่คุ้นเคยกับเพื่อนบ้านใหม่),  “patient”  (อดทน)  -  “His parents are very patient with him.”  (พ่อแม่ของเขามีความอดทนกับเขามาก),  “friendly”  (เป็นมิตร)  -  “She is friendly with everyone she meets.”  (เธอเป็นมิตรกับทุกคนที่เธอพบเจอ),  “careful”  (ระมัดระวัง),  “content”  (พอใจ),  “identical”  (เหมือนกัน),  “annoyed”  (ขุ่นเคือง  -  เหตุการณ์, การกระทำ) (ถ้าขุ่นเคืองคน  ใช้  “At”-  “I was annoyed with his statement.”  (ผมขุ่นเคือง (โกรธ) คำพูดของเขา),  เป็นต้น

                           กริยา (Verb) ที่ใช้กับ  “With”  ได้แก่   “charge”  (ฟ้องร้อง, ดำ เนินคดี),  compare  (เปรียบเทียบ)  -  “Compare this car with that one.”  (จงเปรียบเทียบรถยนต์คันนี้กับคันนั้น),  compete  (แข่งขัน),  “agree”  (ตกลง, เห็นพ้อง)  -  “I agree with you on this point.”  (ผมเห็นด้วยกับคุณในประเด็นนี้),  “disagree”  (ไม่เห็นด้วย),  “acquaint”  (ทำให้คุ้นเคย หรือเคยชิน)  -  You should acquaint yourself with your new job.”  (คุณควรทำตัวเองให้คุ้นเคยกับงานใหม่ของคุณ),  “begin”  (เริ่มต้น)  -  “I will begin my reading with the first chapter.”  (ผมจะเริ่มต้นการอ่านด้วยบทแรก),  “interfere”  (แทรกแซง, เข้าไปยุ่งเกี่ยว)  -  “We should not interfere with other people’s business.”  (เราไม่ควรไปยุ่งเกี่ยวกับธุระของคนอื่น),  “quarrel”  (ทะเลาะ, วิวาท)  -  “Some people often quarrel with their neighbors.”  (คนบางคนทะเลาะกับเพื่อนบ้านบ่อยๆ),  “argue”  (โต้แย้ง, โต้เถียง),  “help”  (ช่วยเหลือ),  “supply”  (จัดหาให้),  “cooperate”  (ร่วมมือ)  -  “The suspect did not cooperate with the police.  (ผู้ต้องหาไม่ยอมร่วมมือกับตำรวจ),  “deal”  (เกี่ยวข้อง, รับมือ)  -  “I don’t want to deal with that man.”  (ผมไม่ต้องการติดต่อ-เกี่ยวข้องกับเจ้าหมอนั่น),  “contrast”  (ขัดแย้ง, ตรงข้าม, แตกต่างกันอย่างมาก)  -  “This type of machine contrasts sharply with that one.”  (เครื่องจักรชนิดนี้แตกต่างอย่างมากกับชนิดนั้น),  เป็นต้น

 

8. My brother is very ____________________________________________ in mathematics. 

(น้องชายของผม __________________________________________ คณิตศาสตร์มาก)

(a) good    (“Good at” =  เก่ง, ชำนาญ)

(b) bad    (“Bad at” = อ่อน, ไม่ชำนาญ)

(c) weak    (อ่อน)

(d) fond    (“Fond of” =  ชอบ, รัก)

ตอบ   -    ข้อ   (c)  “Weak in” =  “อ่อน, ไม่ชำนาญ

                                    สำหรับวลีที่ใช้   “In”  ได้แก่  “In writing”  (เป็นลายลักษณ์อักษร, เป็นภาษาเขียน),  “deep in water and mud”  (จมลึกอยู่ในน้ำและโคลน)  “arrive in”  (มาถึงในเมือง หรือ ประเทศ)  (แต่ถ้ามาถึง โรงเรียน, ธนาคาร, วัด, บ้าน ฯลฯ ใช้  “arrive at”)  “interested in”  (สนใจใน), “qualified in  (มีคุณสมบัติในเรื่อง), “weak in”  (อ่อนในเรื่อง), “deficient in  (ขาดหรือบกพร่องในเรื่อง), “proficient in”  (ชำนาญหรือคล่องแคล่วในเรื่อง), “successful in”  (ประสบความสำเร็จในเรื่อง), “disappointed in”  (ผิดหวังในเรื่อง), “in a box”  (ในกล่อง), “in a pocket”  (ในกระเป๋า), “sit in an armchair”  (นั่งในเก้าอี้ท้าวแขน), “in bed”  (ในเตียงหรือบนเตียง), “in the bath”(ในอ่างน้ำ), “in her hand”  (ในมือของเธอ), “in each other’s arms” (ในอ้อมแขนของกันและกัน),“in the area”  (ในพื้นที่), “in the garden” (ในสวน), “in the air”  (ในอากาศ), “in the middle of the room” (ที่กลางห้อง), “in the direction of”  (ในทิศทางของ), “in a restaurant”  (ในภัตตาคาร), “in the bathroom”  (ในห้อง น้ำ), “in school”  (ในโรงเรียน), “in hospital”  (ในโรงพยาบาล), “in the kitchen”  (ในครัว),“in the shop window”  (ในตู้โชว์กระจกของร้าน), “in a mirror”  (ในกระจก), “in a lake”  (ในทะเลสาบ), “in black suit”  (ในชุดดำ), “in the water”  (ในน้ำ), “write in ink”  (เขียนด้วยหมึก), “write in pencil” (เขียนด้วยดินสอ), “in the first chapter”  (ในบทที่ ๑), “in the film”  (ในภาพยนตร์), “wait in the queue”  (รออยู่ในแถว), “be in a play”  (ร่วมแสดงละคร), “in April”  (ในเดือนเมษายน), “in  2016”  (ในปี ๒๐๑๖), “in the morning (afternoon, evening)”  (ในตอนเช้า-บ่าย-เย็น), “in recent years”  (ในช่วงไม่กี่ปีมานี้), “in the winter (summer, spring)”  (ในหน้าหนาว-ร้อน-ใบไม้ผลิ), “in the meantime”  (ในระหว่างนั้น), “in two months”  (ภายใน ๒ เดือน), “in my absence”  (ตอนที่ผมไม่อยู่), “in the aftermath of the accident”  (ภายหลังจากอุบัติเหตุ), “in half an hour” (ภายในครึ่งชั่วโมง), “in two minutes”  (ใน ๒ นาที), “in ancient society” (ในสังคมสมัยโบราณ), “in nature”  (ในธรรมชาติ), “in these circumstances”  (ในสภาพแวดล้อมเหล่านี้), “in this situation”  (ในสถานการณ์เช่นนี้), “in a state of near chaos”  (อยู่ในสภาวะใกล้จลาจล), “in a position to help others”  (อยู่ในฐานะที่ช่วยคนอื่นได้), “in the sun”  (ท่ามกลางแสงอาทิตย์)  “in the dark”  (ในหรือท่ามกลางความมืด), “in the dim light” (ท่ามกลางแสงสลัวๆ), “in her voice”  (ในน้ำเสียงของเธอ), “in love”  (ในความรัก-ตกหลุมรัก), “in a state of shock”  (อยู่ในสภาวะช้อค), “in low spirits”  (ในสภาพจิตใจหดหู่หรือตกต่ำ), “in a temper”  (ด้วยความโกรธหรือในอารมณ์โกรธ), “in favor of free speech”  (เห็นด้วยกับการพูดแบบมีเสรี), “cry out in pain”  (ร้องด้วยความเจ็บปวด), “look up in surprise”  (เงยหน้ามองด้วยความประหลาดใจ), “in an effort to”  (ในความพยายามที่จะ), “in response to”  (เพื่อตอบสนองต่อ), “in answer to”  (เพื่อเป็นการตอบ), have confidence in”  (มีความเชื่อมั่นใน), “take interest in”  (สนใจใน), “a course in Chinese”  (คอร์สภาษาจีน), “an expert in”  (ผู้เชี่ยวชาญในเรื่อง.....), “make money in business”  (หาเงินในธุรกิจ), “make his career in music”  (ประกอบอาชีพทางดนตรี), “in his old age”  (ในวัยชราของเขา), “a woman in her twenties”  (ผู้หญิงในวัย ๒๐ – ๒๙), “in my opinion”  (ในความเห็นของผม), “in her view”   (ในทัศนะของเธอ), “recruit workers in hundreds”  (รับคนงานเป็นร้อยๆคน), “in my experience”  (จากประสบการณ์ของผม), “in her own eyes”  (ในสายตาของเธอ), “speak in Italian”  (พูดภาษาอิตาเลียน), “speak in a calm voice” (พูดด้วยน้ำเสียงที่สงบ), “his complaints in writing”  (การร้องเรียนของเขาเป็นลายลักษณ์อักษร), “in financial difficulty”  (ในสภาวะยุ่งยากทางการเงิน), “$100,000 in cash”  (เป็นเงินสด ๑๐๐,๐๐๐ เหรียญ), “dressed in black”  (ใส่ชุดสีดำ), “in real danger”  (ตกอยู่ในอันตรายอย่างแท้จริง), “in the planning stage”  (ในขั้นตอนการวางแผน), “10 meters in length”  (ยาว ๑๐ เมตร), “cut it in two”  (ตัดมันออกเป็น ๒ ส่วน), “shrink in size”  (มีขนาดเล็กลง-หดลง), “join in”  (ร่วมวงด้วย), “a one in five chance of success”  (โอกาสสำเร็จ ๑ ใน ๕), “the pain in my feet”  (การเจ็บที่เท้าของผม), “the hole in his shirt”  (รู – รอยขาด – ในเสื้อเชิร์ตของเขา), “was shot in the leg”  (ถูกยิงที่ขา),  “in fashion”  (กำลังเป็นที่นิยม), “result in his death”  (ส่งผลให้เขาตาย), “believe in”  (เชื่อมั่น-ศรัทธาใน), “in the first place”  (ในประการแรก)  (กล่าวเมื่อจะบอกเหตุผลหลายๆ ประการ  เกี่ยวกับเรื่องใดเรื่องหนึ่ง  แล้วตามด้วยเหตุผลที่ต้องการจะบอก)  เป็นต้น

 

9. My friend said she was very eager ____________________________ a real Hollywood star.

(เพื่อนของผมกล่าวว่า  เธอกระตือรือร้น-ใจจดใจจ่ออย่างมาก _________ ดาราฮอลลีวูดจริงๆ สักคน)

(a) to meet    (ที่จะพบ, ที่จะได้เจอ)

(b) in meeting

(c) for meeting

(d) that she can meet

ตอบ   -    ข้อ   (a)

 

10. I like ___________________________________________________________ flowers.

(ผมชอบดอกไม้ที่ ____________________________________________________)

(a) sweet-smelt

(b) sweetly-smelt

(c) sweet-smelling    (มีกลิ่นหอม)

(d) sweetly-smelling

ตอบ   -   ข้อ    (c)   ดูคำอธิบายเพิ่มเติมจากประโยคข้างล่าง

                                        ตัวอย่างที่ 

  • Most people think that Jennifer is a ______________________________________ girl.

(คนส่วนมากคิดว่าเจนนิเฟ่อร์เป็นเด็กหญิงที่ ____________________________________)

(a) good-look

(b) look-good

(c) good-looking    (สวยงาม, หน้าตาดี, หล่อ)

(d) well-looking

ตอบ   -   ข้อ   (c)   เนื่องจากมาจาก   “………………...Jennifer is a girl who looks good.” (....................เจนนิเฟ่อร์เป็นเด็กหญิงที่สวยงาม-หน้าตาดี)   โดย   “Good”  เป็นคำคุณศัพท์   ดังนั้น  เมื่อจะทำเป็นวลีขยายคำนามจึงต้องเอารูปเดิม  (Good) มาใช้  และมีขีดคั่น (-) ตรงกลาง  เช่น  “Good-looking people  (คนหน้าตาดี  หล่อหรือสวย),  Sweet-smelling flowers  (ดอกไม้มีกลิ่นหอม), Happy-looking girls  (เด็กหญิงหน้าตา-ท่าทางมีความสุข), Sour-tasting food  (อาหารมีรสเปรี้ยว), etc.

                                 ในกรณีที่มาจากกริยาวิเศษณ์  (Adverb) ซึ่งขยายคำกริยา  เมื่อจะนำมาทำเป็นวลีคุณศัพท์  (Adjective phrase)  ขยายนาม  ก็จะต้องนำกริยาวิเศษณ์นั้นมาใช้  เช่น  “A well-written report” (รายงานซึ่งเขียนประณีต มาจาก  “The report was well written.”  (รายงานถูกเขียนอย่างประณีต),  “A carefully-done job”  (งานที่ทำอย่างรอบคอบ)   มาจาก  “The job was carefully done.”  (งานถูกทำอย่างรอบคอบ),  “A well-known politician”  (นักการเมืองมีชื่อเสียง-รู้จักกันดี)   มาจาก  “The politician is well known.  (นักการเมืองเป็นที่รู้จักกันดี),  “A slowly-walking man”  (ชายที่เดินช้ามาจาก   “The man walks slowly.”  (ชายคนนั้นเดินช้า), เป็นต้น

 

11. Bill doesn’t need a car for his work; ___________________________, he is going to buy one.

(บิลไม่ต้องการรถยนต์เพื่อขับไปทำงาน ____________________________ เขาจะซื้อคันหนึ่ง)

(a) therefore    (ดังนั้น, เพราะฉะนั้น)

(b) otherwise    (มิฉะนั้น)

(c) in case    (ในกรณีที่)

(d) however    (อย่างไรก็ดี, อย่างไรก็ตาม, แต่)

ตอบ   -   ข้อ    (d)  เนื่องจากข้อความที่อยู่ข้างหน้าและข้างหลัง   (However, Nevertheless, Nonetheless, But)  จะขัดแย้งกัน  (ไม่ต้องการรถ  แต่ (อย่างไรก็ดี, อย่างไรก็ตาม)  จะซื้อคันหนึ่ง)

 

12. The number of cars ___________________________________________________ risen.

(จำนวนรถยนต์ __________________________________________________ เพิ่มขึ้น)

(a) is

(b) are

(c) have

(d) has    (ได้)

ตอบ   -   ข้อ   (d)   ดูคำอธิบายจากประโยคข้างล่าง

                                         ตัวอย่างที่  

  • The number of Europeans on the road, on the rails or in the air this summer _____________ a record of 120 million, triple the level of 15 years ago. 

(จำนวนของชาวยุโรปบนถนน  (ในรถยนต์)   บนราง (ในรถไฟ) หรือ ในอากาศ (ในเครื่องบิน)  (หมายถึงที่เดินทางท่องเที่ยว)  ในฤดูร้อนนี้ _____________ สถิติของ  ๑๒๐  ล้านคน  -  เป็น  ๓  เท่าของระดับเมื่อ   ๑๕  ปีมาแล้ว)

(a) have reached

(b) has reached     (ได้ถึง, ได้มาถึง, ได้เจาะทะลุ)

(c) were reaching

(d) had reach

ตอบ   -   ข้อ  (b)  เนื่องจาก   “The number of + Noun (Plural)  =  จำนวนของ”  ถือเป็นเอกพจน์  (จำนวนรวม)   จึงต้องใช้กับกริยาเอกพจน์  (Has, Is, etc.)  (จึงตัดข้อ  A  และ  C  ทิ้ง)  สำหรับ  “This summer” จะถือเป็นปัจจุบัน  หรือ อดีตก็ได้  (โดยถ้าเป็นอดีต  สามารถใช้  “Past simple” (Reached)   หรือ   “Past perfect” (Had reached)  ได้)  แต่ไม่อาจเลือกข้อ  D  ได้ เพราะผิด  (ต้องเป็น  “Had reached”)  จึงเหลือ   B  เพียงข้อเดียว  โดยในประโยคข้างบน  ถือว่า  “This summer”  เป็นเหตุการณ์ปัจจุบัน

                                    ส่วน   “A number of” (จำนวนมาก)   +  คำนามพหูพจน์  และใช้กับกริยาพหูพจน์  (Are, Were, Have, Walk, Come, etc.)  เช่น

  • A number of people have come to the football match.

(ผู้คนจำนวนมากได้มาดูการแข่งขันฟุตบอล)

  • A number of students are playing in the field.

(นักเรียนจำนวนมากกำลังเล่นในสนาม)

  • A number of cars are in the street.

(รถยนต์จำนวนมากอยู่บนถนน)

 

13. ____________________ by the author John Grisham are frequently on the best seller list.

( _________ ที่เขียนโดยนักเขียน จอห์น  กริสแฮม  มักจะอยู่ในรายชื่อหนังสือขายดีที่สุดอยู่บ่อยๆ)

(a) The novel

(b) Novels    (นวนิยาย, เรื่องแต่ง)

(c) A novel

(d) Some novel

ตอบ   –   ข้อ   (b)   เนื่องจากกริยา  คือ   “Are”   ประธานจึงต้องอยู่ในรูปพหูพจน์  สำหรับข้อ   (d)  ก็ใช้ได้  ถ้าแก้เป็น  “Some novels

 

14. This material is far superior _____________________________ the other you showed me.

(วัสดุชิ้นนี้เหนือกว่า ____________________________ ชิ้นที่คุณแสดงให้ผมดู  อย่างมากมาย)

(a) than

(b) over

(c) to    (Superior to  =  ดีกว่า, เหนือกว่า, เก่งกว่า) (ห้ามใช้  “Than”  หรือ  “Over” )

(d) with

ตอบ   –   ข้อ   (c)   สำหรับวลีที่ใช้กับ   “To” ดูจากพารากราฟข้างล่าง

                                    สำหรับคำคุณศัพท์  (Adjective)   ที่ใช้กับ “To”   ได้แก่   kind (กรุณา, ใจดี)  -  He is very kind to me.  (เขากรุณาต่อผมมาก),  “new”  (It is new to me.  –  มัน (เป็นเรื่อง) ใหม่สำหรับผม), close  (ใกล้ชิดกับ),  cruel  (โหดร้ายกับ),  hostile  (มุ่งร้าย หรือเป็นปฏิปักษ์กับ),  obvious  (ชัดเจนแก่),  obedient  (เชื่อฟังต่อ),  peculiar  (แปลกประหลาดแก่, เฉพาะกับ),  equal  (เท่ากันกับ),  grateful  (ขอบคุณ, เป็นหนี้บุญคุณ)  -  I’m very grateful to your kind assistance.  (ผมขอบคุณอย่างมากต่อความช่วยเหลือของคุณ),  harmful  (เป็นอันตรายต่อ),  kind  (กรุณาต่อ),  dear  (เป็นที่รักแก่),  faithful  (ศรัทธาต่อ),  junior  (อาวุโสน้อยกว่า),  senior  (อาวุโสมากกว่า)  -  He is senior to me in the army.  (เขาอาวุโสกว่าผมในกองทัพ  -  คือมียศสูงกว่า),  inferior  (ด้อยกว่า, เลวกว่า, แย่กว่า),  superior  (ดีกว่า, เหนือกว่า),  polite  (สุภาพต่อ)  -  He is polite to everyone he meets.  (เขาสุภาพกับทุกคนที่เขาเจอะเจอ),  familiar  (คุ้นเคยกับ)  -  Most people at the party were familiar to me.  (คนส่วนใหญ่ที่งานเลี้ยงคุ้นเคยกับผม,  useful  (เป็นประโยชน์กับ),  similar  (คล้ายกับ),  rude  (หยาบคายกับ),  previous  (ก่อน),  used  (เคย),  accustomed  (คุ้นเคย, เคยชิน)  -  They are accustomed to hot weather.  (พวกเขาคุ้นเคยกับอากาศร้อน),  clear  (ชัดเจนกับ),  essential  (จำเป็นกับ),  necessary  (จำเป็นต่อ),  good  (ปฏิบัติดีต่อ),  identical  (เหมือนกับ)  -  The material is almost identical to limestone.  (วัตถุชิ้นนั้นเกือบจะเหมือนกันเป๊ะกับหินปูน),  satisfactory (เป็นที่พอใจของ),  important  (สำคัญต่อ),  significant  (สำคัญต่อ),  equivalent  (เท่ากับ, เสมือนกับ),  loyal  (จงรักภักดีต่อ)   เป็นต้น

                                สำหรับคำกริยาที่ใช้กับ  “To”  ได้แก่  “keep to the right”  (ชิดด้านขวามือ)  In Germany, traffic keeps to the right.  (ในประเทศเยอรมัน  การจราจรชิดด้านขวามือของถนน),   “happen”  (เกิดขึ้น)  -  The accident happened to his family a long time ago.  (อุบัติเหตุเกิดขึ้นกับครอบครัวของเขานานมาแล้ว),  occur  (เกิดขึ้น)  -  A car accident occurred to his family last year.  (อุบัติเหตุทางรถยนต์เกิดขึ้นกับครอบครัวของเขาเมื่อปีที่แล้ว),  resort  (หันไปใช้)  -  You must never resort to violence.  (คุณจะต้องไม่หันไปใช้ความรุนแรง),  compare  (เปรียบเทียบว่าเหมือนกับ)  -  Some people compare sleep to death.  (บางคนเปรียบเทียบการนอนหลับว่าเหมือนกับความตาย),  belong  (เป็นของ)  -  That car belongs to me.  (รถยนต์คันนั้นเป็นของผม),  attend  (เอาใจใส่)  -  You should attend to your teacher’s advice.  (คุณควรเอาใจใส่คำแนะนำของอาจารย์),  see to it  (ดูแลในเรื่อง, จัดการในเรื่อง)  -  I will see to it that you get what you want.  (ผมจะดูแลให้ว่า  คุณได้ทุกอย่างที่คุณต้องการ),  consent  (ยินยอมต่อ)  -  He consented to postponement of the trip.  (เขายินยอมกับการเลื่อนการเดินทางออกไป),  attribute  (มีสาเหตุมาจาก)   -  He attributed the worsening situation to increased conflicts between the government and the people.  (เขาคิดว่าสถานการณ์ที่แย่ลง  มีสาเหตุมาจากความขัดแย้งระหว่างรัฐบาลและประชาชน),  apply  (สมัคร, ขอ),  reply  (ตอบ),  appeal  (อุทธรณ์, ชวนให้เกิดความสนใจ หรือ หลงใหล),  confine  (จำกัดอยู่ใน),  turn  (หันไปหา, หันไปใช้),  amount  (รวมเป็นจำนวน),  surrender  (ยอมจำนนต่อ),  listen  (ฟัง),  recommend  (แนะนำว่าดี),  devote  (อุทิศแก่),  accustom  (ทำให้คุ้นเคยกับ),  object  (คัดค้าน, ไม่เห็นด้วยกับ),  succumb  (พ่ายแพ้ต่อ, ยอมจำนนกับ)  -  He finally succumbed to injury.  (เขาในที่สุดพ่ายแพ้ต่อการบาดเจ็บ  -  คือตาย),  complain  (บ่น หรือ ร้องเรียนกับ)  They complained to me about the noise.  (เขาร้องเรียนกับผมเกี่ยวกับเรื่องเสียงดัง),  suggest  (แนะนำกับ)   -  I suggested to him that he should work harder.  (ผมแนะนำกับเขาว่า  เขาควรขยันมากขึ้น),  respond  (ตอบสนองต่อ)   - The government should quickly respond to its people’s demand.  (รัฐบาลควรตอบสนองต่อความต้องการของประชาชนอย่างรวดเร็ว),  look forward to  (ตั้งหน้าตั้งตารอคอย),  refer  (อ้างถึง, แนะนำให้ไปหา),  yield  (จำนน หรือพ่ายแพ้ต่อ),  introduce  (แนะนำให้รู้จักกับ),  reduce  (ลดลงจนต้อง),  be used to  (คุ้นเคยหรือเคยชินกับ),  get used to  (คุ้นเคยหรือเคยชินกับ),  be accustomed to  (คุ้นเคยหรือเคยชินกับ),  get accustomed to  (คุ้นเคยหรือเคยชินกับ)  -  They are (get) used (accustomed) to getting up early.  (พวกเขาคุ้นเคย-เคยชิน กับการตื่นนอนแต่เช้าตรู่),   เป็นต้น

 

15. He is an excellent teacher ___________________________________ he speaks too low.

(เขาเป็นครูที่ดีเยี่ยม __________________________________ เขาพูดเสียงค่อยเกินไป)

(a) except    (ยกเว้น)

(b) besides    (นอกเหนือไปจาก, ยิ่งไปกว่านั้น)

(c) except that    (ยกเว้นแต่ว่า)  (ตามด้วยประโยค)

(d) except for

ตอบ   -   ข้อ   (c)   “Except”  เป็น   “Preposition”  ต้องตามด้วย  “วลี, คำนาม, สรรพนาม หรือ กริยา”  เช่น

  • We saw nothing along the way except flower gardens.

(พวกเราไม่เห็นอะไรเลยระหว่างทาง  ยกเว้นสวนดอกไม้)

  • Every room  is empty now except the living room.

(ทุกห้องว่างเปล่าขณะนี้  ยกเว้นห้องรับแขก)

  • Nobody went there except me.

(ไม่มีใครไปที่นั่น  ยกเว้นผม)

  • She likes living here except in summer.

(เธอชอบอาศัยอยู่ที่นี่  ยกเว้นในหน้าร้อน)

  • The place seems clean except where he sleeps.

(สถานที่ดูเหมือนว่าสะอาด  ยกเว้นตรงที่ที่เขานอน)

  • All the boys except Billy started to cry.

(เด็กชายทุกคนยกเว้นบิลลี่  เริ่มร้องไห้)

  • He no longer went out, except when Jeanne forced him.

(เขาไม่ออกไปข้างนอกต่อไปอีกแล้ว  ยกเว้น  เมื่อจีนนี่บังคับเขา) 

  • There was little I could do except wait.

(มีเพียงนิดหน่อยที่ผมทำได้  ยกเว้นรอคอย)

  • I knew nothing about Judith except what I had heard at second hand.

(ผมไม่ทราบอะไรเลยเกี่ยวกับจูดิธ  ยกเว้นสิ่งที่ผมได้ยินได้ฟังมาจากคนอื่น)  

                                          ส่วน   Except that  หรือ   Except for the fact that  ตามด้วยประ โยค  (Subject + Verb)  เช่น

  • The house I bought is very nice, except that the living room is too small.

(บ้านที่ผมซื้อดีมากเลย  ยกเว้นแต่ว่า  ห้องรับแขกเล็กเกินไป)

  • I can scarcely remember what we ate, except that it was plentiful and simple.

(ผมจำไม่ใคร่ได้ว่าเรากินอะไรบ้าง  ยกเว้นว่า  มันมากมายและง่ายๆ) 

                                        สำหรับ   “Except for”  เป็น   “Preposition”  มีความหมาย  “นอกจาก......................(ที่ไม่มีส่วนเกี่ยวข้องกับข้อความข้างหน้า)”  เช่น

  • The living room is empty now except for the rug.

(ห้องรับแขกว่างเปล่าขณะนี้  นอกจากพรม)  (มีพรมในห้องเพียงสิ่งเดียว)

  • The room was very cold and, except for Peter, entirely empty.

(ห้องหนาวมากและ, นอกจากปีเตอร์, ว่างเปล่าโดยสิ้นเชิง)  (มีปีเตอร์นั่งในห้องเพียงคนเดียว)

  • Except for emergencies, I didn’t expect any help from my children.

(นอกจากสถานการณ์ฉุกเฉิน  ผมไม่ได้คาดหวังความช่วยเหลือใดๆจากลูกๆเลย)  (ไม่หวังให้ลูกช่วย  ยกเว้นมีสถานการณ์ฉุกเฉิน  เช่น ป่วยกะทันหัน)   

 

16. Don’t worry about her; she just feels like staying home ______________________ tonight.

(ไม่ต้องวิตกกังวลเกี่ยวกับเธอ  เธอเพียงแต่อยากที่จะพักอยู่กับบ้าน _______________ ค่ำคืนนี้)

(a) lone    (โดดเดี่ยว, คนเดียว, สันโดษ, โทน, ไร้เพื่อน, อ้างว้าง)

(b) alone    (ตามลำพัง)

(c) lonely    (เปล่าเปลี่ยว, หงอยเหงา, ว้าเหว่)

(d) lonelier

ตอบ   –   ข้อ   (b)

 

17. Travelling by air will ________________________________________ you a lot of money.

(การเดินทางโดยทางอากาศจะ ______________________________________ เงินจำนวนมาก)

(a) take

(b) give

(c) cost    (ทำให้ (คุณ) ต้องจ่าย)

(d) need

ตอบ   –   ข้อ   (c)

 

18. In those days few men and women lived ____________________________ the age of sixty.  

(ในครั้งกระโน้น (อดีตนานมาแล้ว)  ชายและหญิงน้อยคนที่จะมีชีวิตอยู่ ____________ อายุ  ๖๐  ปี)

(a) at

(b) until

(c) to    (จนถึง)    

(d) when

ตอบ   –   ข้อ   (c)   สำหรับวลีที่ใช้กับ   “To”  ดูจากพารากราฟข้างล่าง

                                    สำหรับคำคุณศัพท์  (Adjective)   ที่ใช้กับ  “To”   ได้แก่   kind (กรุณา, ใจดี)  -  He is very kind to me.  (เขากรุณาต่อผมมาก),  “new”  (It is new to me.  –  มัน (เป็นเรื่อง) ใหม่สำหรับผม), close  (ใกล้ชิดกับ),  cruel  (โหดร้ายกับ),  hostile  (มุ่งร้าย หรือเป็นปฏิปักษ์กับ),  obvious  (ชัดเจนแก่),  obedient  (เชื่อฟังต่อ),  peculiar  (แปลกประหลาดแก่, เฉพาะกับ),  equal  (เท่ากันกับ),  grateful  (ขอบคุณ, เป็นหนี้บุญคุณ)  -  I’m very grateful to your kind assistance.  (ผมขอบคุณอย่างมากต่อความช่วยเหลือของคุณ),  harmful  (เป็นอันตรายต่อ),  kind  (กรุณาต่อ),  dear  (เป็นที่รักแก่),  faithful  (ศรัทธาต่อ),  junior  (อาวุโสน้อยกว่า),  senior  (อาวุโสมากกว่า)  -  He is senior to me in the army.  (เขาอาวุโสกว่าผมในกองทัพ  -  คือมียศสูงกว่า),  inferior  (ด้อยกว่า, เลวกว่า, แย่กว่า),  superior  (ดีกว่า, เหนือกว่า),  polite  (สุภาพต่อ)  -  He is polite to everyone he meets.  (เขาสุภาพกับทุกคนที่เขาเจอะเจอ),  familiar  (คุ้นเคยกับ)  -  Most people at the party were familiar to me.  (คนส่วนใหญ่ที่งานเลี้ยงคุ้นเคยกับผม,  useful  (เป็นประโยชน์กับ),  similar  (คล้ายกับ),  rude  (หยาบคายกับ),  previous  (ก่อน),  used  (เคย),  accustomed  (คุ้นเคย, เคยชิน)  -  They are accustomed to hot weather.  (พวกเขาคุ้นเคยกับอากาศร้อน),  clear  (ชัดเจนกับ),  essential  (จำเป็นกับ),  necessary  (จำเป็นต่อ),  good  (ปฏิบัติดีต่อ),  identical  (เหมือนกับ)  -  The material is almost identical to limestone.  (วัตถุชิ้นนั้นเกือบจะเหมือนกันเป๊ะกับหินปูน),  satisfactory (เป็นที่พอใจของ),  important  (สำคัญต่อ),  significant  (สำคัญต่อ),  equivalent  (เท่ากับ, เสมือนกับ),  loyal  (จงรักภักดีต่อ)   เป็นต้น

                                สำหรับคำกริยาที่ใช้กับ  “To”  ได้แก่  “keep to the right”  (ชิดด้านขวามือ)  In Germany, traffic keeps to the right.  (ในประเทศเยอรมัน  การจราจรชิดด้านขวามือของถนน),   “happen”  (เกิดขึ้น)  -  The accident happened to his family a long time ago.  (อุบัติเหตุเกิดขึ้นกับครอบครัวของเขานานมาแล้ว),  occur  (เกิดขึ้น)  -  A car accident occurred to his family last year.  (อุบัติเหตุทางรถยนต์เกิดขึ้นกับครอบครัวของเขาเมื่อปีที่แล้ว),  resort  (หันไปใช้)  -  You must never resort to violence.  (คุณจะต้องไม่หันไปใช้ความรุนแรง),  compare  (เปรียบเทียบว่าเหมือนกับ)  -  Some people compare sleep to death.  (บางคนเปรียบเทียบการนอนหลับว่าเหมือนกับความตาย),  belong  (เป็นของ)  -  That car belongs to me.  (รถยนต์คันนั้นเป็นของผม),  attend  (เอาใจใส่)  -  You should attend to your teacher’s advice.  (คุณควรเอาใจใส่คำแนะนำของอาจารย์),  see to it  (ดูแลในเรื่อง, จัดการในเรื่อง)  -  I will see to it that you get what you want.  (ผมจะดูแลให้ว่า  คุณได้ทุกอย่างที่คุณต้องการ),  consent  (ยินยอมต่อ)  -  He consented to postponement of the trip.  (เขายินยอมกับการเลื่อนการเดินทางออกไป),  attribute  (มีสาเหตุมาจาก)   -  He attributed the worsening situation to increased conflicts between the government and the people.  (เขาคิดว่าสถานการณ์ที่แย่ลง  มีสาเหตุมาจากความขัดแย้งระหว่างรัฐบาลและประชาชน),  apply  (สมัคร, ขอ),  reply  (ตอบ),  appeal  (อุทธรณ์, ชวนให้เกิดความสนใจ หรือ หลงใหล),  confine  (จำกัดอยู่ใน),  turn  (หันไปหา, หันไปใช้),  amount  (รวมเป็นจำนวน),  surrender  (ยอมจำนนต่อ),  listen  (ฟัง),  recommend  (แนะนำว่าดี),  devote  (อุทิศแก่),  accustom  (ทำให้คุ้นเคยกับ),  object  (คัดค้าน, ไม่เห็นด้วยกับ),  succumb  (พ่ายแพ้ต่อ, ยอมจำนนกับ)  -  He finally succumbed to injury.  (เขาในที่สุดพ่ายแพ้ต่อการบาดเจ็บ  -  คือตาย),  complain  (บ่น หรือ ร้องเรียนกับ)  They complained to me about the noise.  (เขาร้องเรียนกับผมเกี่ยวกับเรื่องเสียงดัง),  suggest  (แนะนำกับ)   -  I suggested to him that he should work harder.  (ผมแนะนำกับเขาว่า  เขาควรขยันมากขึ้น),  respond  (ตอบสนองต่อ)   - The government should quickly respond to its people’s demand.  (รัฐบาลควรตอบสนองต่อความต้องการของประชาชนอย่างรวดเร็ว),  look forward to  (ตั้งหน้าตั้งตารอคอย),  refer  (อ้างถึง, แนะนำให้ไปหา),  yield  (จำนน หรือพ่ายแพ้ต่อ),  introduce  (แนะนำให้รู้จักกับ),  reduce  (ลดลงจนต้อง),  be used to  (คุ้นเคยหรือเคยชินกับ),  get used to  (คุ้นเคยหรือเคยชินกับ),  be accustomed to  (คุ้นเคยหรือเคยชินกับ),  get accustomed to  (คุ้นเคยหรือเคยชินกับ)  -  They are (get) used (accustomed) to getting up early.  (พวกเขาคุ้นเคย-เคยชิน กับการตื่นนอนแต่เช้าตรู่)เป็นต้น

 

19. He is a man ___________________________________________________ great fame. 

(เขาเป็นบุคคล _______________________________________________ ชื่อเสียงมาก)

(a) with

(b) in

(c) under

(d) of    (ที่มี)

ตอบ   –   ข้อ   (d)

                                  สำหรับคำกริยา,  คุณศัพท์  หรือ  วลีที่ใช้กับ  “Of”  ได้แก่   “source of”  (แหล่งของ)  -  Meat is an excellent source of vitamins.  (เนื้อเป็นแหล่งที่ดีเยี่ยมของวิตามิน),  “kind of”  (ค่อนข้างจะ)  -  She is kind of an envious woman.  (เธอเป็นผู้หญิงที่ค่อนข้างจะขี้หึง),  “keep out of”  (อย่ายุ่ง, อยู่ให้ไกล, ออกห่างจาก, ไม่เข้าไปเกี่ยวข้อง)  - Please keep out of my business.  (โปรดอย่าเข้ามายุ่งกับเรื่องของผม),  “in honor of”  (เพื่อเป็นเกียรติแก่)  -  The building was named in honor of the late President.”  (อาคารถูกตั้งชื่อเพื่อเป็นเกียรติแก่ท่านประธานาธิบดีผู้ล่วงลับไปแล้ว),  “in charge of” (= take charge of)  (ดูแล, รับผิดชอบ)  -  They are in charge of organizing the meeting.  (พวกเขารับผิดชอบการจัดประชุม), “inform someone of something”  (บอกใครเกี่ยวกับเรื่องอะไร)  -  Please inform me of your decision.  (โปรดบอกผมเกี่ยวกับการตัดสินใจของคุณ),   “of age”  (โตพอที่จะทำอะไรบางอย่าง, อายุมากพอที่จะลงคะแนนเลือกตั้งหรือซื้อเหล้า-เบียร์, ได้รับการพัฒนาอย่างเต็มที่)  -  Mary will be of driving age on her next birthday  (แมรี่จะถึงวัยที่ได้รับอนุญาตให้ขับรถได้  ในวันเกิดของเธอปีหน้า),  “of course”  (แน่นอน, ไม่ต้องสงสัยเลย, เป็นเรื่องธรรมดา, เหมือนที่คาดหวังไว้)  -  Of course you know that girl; she is in your class  (แน่นอน  คุณรู้จักเด็กผู้หญิงคนนั้น  เธอเป็นเด็กนักเรียนของคุณ  -  หรือ เธอเรียนอยู่ในชั้นเดียวกับคุณ  –  คือเป็นเพื่อนคุณ),  “remind someone of”  (เตือนใครให้นึกถึงเรื่อง.........)  -  She reminded me of her mother.  (เธอเตือนให้ผมนึกถึงแม่ของเธอ  -  ด้านรูปร่างหน้าตาหรือนิสัยใจคอ),  “approve”  (อนุมัติ, เห็นชอบ)  -  “The company doses not approve of women smoking.”  (บริษัทไม่เห็นชอบให้ผู้หญิงสูบบุหรี่),  “boast”  (คุยโม้)  -  “He often boasts of his wealth.”  (เขามักคุยอวดความร่ำรวย), “think”  (คิดถึงเรื่อง)  -  “We are thinking of buying her a present.”  (พวกเรากำลังคิดถึงเรื่องซื้อของขวัญให้เธอ),  “warn”  (เตือน)  -  “She warned me of the danger.”  (เธอเตือนผมถึงอันตราย),   “accuse someone of”  (กล่าวหาใครในเรื่อง..........)  -  They accused him of stealing their car.  (พวกเขากล่าวหาเขาว่าขโมยรถยนต์),  “suspect”  (สงสัย),  “consist”  (ประกอบด้วย),  “be composed of”  (ประกอบด้วย)  -  Our team is composed of a number of experts in several fields.   (ทีมของเราประกอบด้วยผู้เชี่ยวชาญจำนวนมากจากหลายสาขา),  “dream”  (ฝัน)  -  She never dreams of traveling abroad.  (เธอไม่เคยฝันว่าจะเดินทางไปต่างประเทศ),  “hear”  (ได้ยิน)  -  “We have never heard of his plan.”  (เราไม่เคยรู้เกี่ยวกับแผนของเขาเลย)  -  “Have you heard of Lewis Baker?”  (คุณรู้จักลูอิส  เบเกอร์ ไหม),  “beware”  (ระวัง)  -  “Beware of dogs !”  (ระวังสุนัข !),  “complain”  (บ่น, ร้องทุกข์)  -  They never complain of their hardship.  (พวกเขาไม่เคยบ่นอุทธรณ์ความยากลำบากเลย),  “convince”  (ทำให้เชื่อ)  -  “These experiences served to convince me of the drug’s harmful effects.”  (ประสบการณ์เหล่านี้ทำให้ผมเชื่อในผลกระทบที่เป็นอันตรายของยา),  “disapprove”  (ไม่อนุมัติ, ไม่เห็นด้วย)  -  “The other members disapproved of his methods.”  (สมาชิกคนอื่นๆ ไม่เห็นด้วยกับวิธีของเขา),  “assure”  (รับรอง, ทำให้มั่นใจ-เชื่อมั่น-  “After he had been assured of his daughter’s safety, he was relaxed.”  (หลังจากที่เขาถูกทำให้เชื่อมั่นในความปลอดภัยของลูกสาว  เขารู้สึกผ่อนคลาย)  -  “Visitors can always be assured of the best in Manhattan Hotel.”  (ผู้มาเยือน (แขก) สามารถจะมั่นใจได้เสมอ  ถึงสิ่งที่ดีที่สุดในโรงแรมแมนฮัตตัน  -  ในด้านการให้บริการ),  “cure”  (รักษา  หรือทำให้หายจากโรคหรืออาการบาง อย่าง,  การรักษาโรค),  -  “I’m interested in the cure of cancer.”  (ผมสนใจในการรักษาโรคมะเร็ง)  -  “The shock of losing my purse cured me of all my former absent-mindedness.”  (ความตกใจจากการทำกระเป๋าสตางค์หาย  ทำให้ผมหายจากอาการใจลอยเมื่อก่อนนี้ทั้งหมดทั้งสิ้น),   “smell”  (กลิ่น, ได้กลิ่น)  -  “We had a smell of fresh bread when we entered the shop.”  (เราได้กลิ่นขนมปังสดเมื่อเราเข้าไปในร้าน)  -  “The room smelled of cigars.”  (ห้องมีกลิ่นซิการ์),  “full”  (เต็มไปด้วย)  - The street was full of water.   (ถนนเจิ่งนองไปด้วยน้ำ), “fond”  (ชอบ, หลงใหล)  -  She is fond of music.  (เธอชอบดนตรี), “careful”  (ระวัง, รอบคอบ)  -  “Be careful of the floor.  I’ve just polished it.”  (ระวังพื้นลื่นนะ  ผมเพิ่งจะขัดมัน),  “frightened”  (ตกใจกลัว)  -  She is frightened of the dark.  (เธอกลัวความมืด), “confident”  (มั่นใจ)  -  You should be confident of yourselves.  (พวกคุณควรมั่นใจในตนเอง), “short”  (ขาดแคลน)  -  They were short of food and water.  (พวกเขาขาดแคลนอาหารและน้ำ),  “tired”  (เบื่อ, เหนื่อย),  “sure”  (มั่นใจ),  “aware”  (ตระหนัก, รู้ดี),  “certain” (มั่นใจ, แน่นอน),  “free”  (ยกเว้น),  “proud”  (ภูมิใจ),  “hopeful”  (มีความหวัง), “glad”  (ดีใจ),  “capable”  (สามารถ),  “ashamed”  (ละอายใจ), “suspicious”  (สงสัย, ระแว),  “tolerant”   (อดทนต่อ, ใจกว้างต่อ), “considerate”  (เกรงใจ),  “ignorant”  (ไม่รู้),  “convinced”  (เชื่อ), “ahead”  (ล่วงหน้า), “shy”  (อาย, ละอาย), “conscious”  (รู้สึกถึง), “jealous”  (อิจฉา, หึงหวง), “envious”  (อิจฉา, หึงหวง),  “a cup of tea”  (ชา ๑ ถ้วย),  “a sheet of paper”  (กระดาษ ๑ แผ่น),  “a number of dogs”  (หมาจำนวนมาก),  “the number of students”  (จำนวนนักเรียน),  “a pair of trousers”  (กางเกงขายาว ๑ ตัว), “millions of dollars”  (เงินหลายล้านดอลลาร์),  “two gallons of water”  (น้ำ ๒ แกลลอน),  “10% of the population”  (๑๐ เปอร์เซ็นต์ของประชากร),  “a town of 2,000 people”  (เมืองที่มีประชากร  ๒,๐๐๐ คน),  “Half of the boats sank.”  (เรือจำนวนครึ่งหนึ่งจมลง),  “Your letter of the 25th ”  (จดหมายของคุณซึ่งลงวันที่  ๒๕),  “a bag of gold”  (ทองถุงหนึ่ง),  “at a rate of 20 dollars a day”  (ในอัตรา ๒๐ เหรียญต่อวัน),  “a boy of sixteen”  (เด็กอายุ ๑๖ ปี),  “at the age of five”  (ตอนอายุ ๕ ขวบ),  “a baby of 6 months”  (ทารกอายุ ๖ เดือน),  “the first of a series of movies”  (ตอนแรกของภาพยนตร์ซีรี่ส์),  “one of the problems”  (หนึ่งในหลายปัญหา),  “two of the three”   ( ๒ ใน ๓),  “many of the students”  (นักเรียนหลายคน),  “a meeting of executives”  (การประชุมผู้บริหาร),  “a map of Sweden”  (แผนที่ประเทศสวีเดน),  “a picture of the refugees”  (ภาพของผู้อพยพ),  “an account of the event”  (เรื่องราวของเหตุการณ์),  “a collection of watches”  (การสะสมนาฬิกา),  “a big piece of cake”  (เค้กชิ้นใหญ่),  “Natural gas accounts for about 10% of our total energy consumption.”  (กาซธรรมชาติคิดเป็นประมาณ  ๑๐  เปอร์เซ็นต์  ของการบริโภคพลังงานทั้งหมดของเรา),  “the House of Representatives”  (สภาผู้แทน ราษฎร),  “We must do it with the approval of the trade unions.”  (เราจะต้องทำมันด้วยความเห็นชอบของสหภาพการค้า),  “We need the permission of the judge.”  (เราต้องการการอนุญาตจากผู้พิพากษา),  “the religious beliefs of the ancient people”  (ความเชื่อทางศาสนาของคนโบราณ),  “the average age of participants is over 50”  (อายุเฉลี่ยของผู้เข้าร่วม  คือ  เกินกว่า  ๕๐  ปี),  “the traditional role of women”  (บทบาทดั้งเดิมของสตรี),  “That is a book of mine.”  (นั่นเป็นหนังสือของผม),  She would like to have a house of her own.”  (เธอต้องการจะมีบ้านเป็นของตัวเอง),  “A child of hers was run over by a car.”  (ลูกคนหนึ่งของเธอถูกรถทับ),  “He is a friend of Stephen’s.”  (เขาเป็นเพื่อนของสตีเฟน), เป็นต้น

 

20. _____________________________________ men do not wear wedding-rings in Thailand. 

(ผู้ชายที่ ____________________________________ ไม่สวมแหวนแต่งงานในประเทศไทย)

(a) Marrying

(b) To marry

(c) Married    (แต่งงานแล้ว)

(d) Marry

ตอบ   –   ข้อ   (c)

 

เรียน   ท่านผู้ติดตามอ่านเว็บไซต์  “everydayenglish.pwa.co.th”                

 

                  ถ้าท่านมีคำแนะนำให้ปรับปรุงเว็บไซต์นี้ประการใด  กรุณาส่ง   e-mail ไปที่  ดร. วัชรินทร์  ภูเขาทอง  อดีต  ผอ. สำนักวิทยาการ  การประปาส่วนภูมิภาค  ผู้จัดทำเว็บไซต์นี้  ตาม   “Address” wpookaotong@yahoo.com   (โปรดระบุหัวเรื่องด้วยว่า  “ปรับปรุงเว็บไซต์)   เพื่อที่ผู้จัดทำฯ จะได้ปรับปรุงเนื้อหาได้ตรงตามความประสงค์ของผู้อ่านเว็บไซต์นี้ต่อไป

 

 

 

 

 

 

 

 

หมวดข้อสอบ STRUCTURE (ตอนที่ 25)

การประปาส่วนภูมิภาค  “มุ่ง-มั่น-เพื่อปวงชน”

 

Direction:  Choose the most appropriate answer.

(จงเลือกคำตอบที่เหมาะสมที่สุด)

 

1. Someone calls your office and asks to speak to your boss.  You say, “_________________”

(ใครบางคนโทรฯ มาที่ทำงานของคุณ  และขอพูดกับเจ้านายของคุณ  คุณพูดว่า  “________)

1. Who are you?    (คุณเป็นใคร)  (ไม่สุภาพ)

2. What do you want?    (คุณต้องการอะไร)  (ไม่สุภาพ)

3. Could I have your name, please?    (ขอทราบชื่อคุณด้วยครับ)  (เพื่อเรียนให้เจ้านายทราบ)

4. Would you please call me again?    (โปรดโทรฯ มาหาผมอีกได้ไหม)  (ไม่เข้ากับสถานการณ์)

ตอบ  -  ข้อ 

 

2. You are in class and need to go to the toilet.  You say to your teacher, “________________”

(คุณอยู่ในชั้นเรียนและต้องการไปห้องน้ำ  คุณพูดกับครูว่า  “______________________)

1. Must I go out now, please?    (ผมต้องออกไปตอนนี้ใช่ไหม)

2. I want to go away now.    (ผมต้องการไปตอนนี้)  (ไม่สุภาพ)

3. Just a moment, please.    (โปรดรอประเดี๋ยวนึงนะ)  (ไม่เข้ากับสถานการณ์)

4. May I leave the room?    (ผมขอออกไปนอกห้องได้ไหมครับ)

ตอบ  -  ข้อ 

 

3. The students are very noisy.  The teacher says, “_________________________________”

(นักเรียนส่งเสียงดังมาก  ครูพูดว่า  “________________________________________)

1. Keep quiet.    (เงียบๆ หน่อย)

2. Speak up.    (พูดดังๆ หน่อย)

3. Come down.    (ลงมาข้างล่างนี่)

4. Stay calm.    (ใจเย็นๆ, ไม่ต้องตื่นตระหนก)

ตอบ  -  ข้อ 

 

4. Your friend is about to cross the street and he doesn’t see a fast-approaching car.  You shout, “__

___________”

(เพื่อนของคุณกำลังจะข้ามถนน  และเขามองไม่เห็นรถยนต์ที่กำลังวิ่งใกล้เข้ามาอย่างเร็ว,  คุณตะโกนว่า  “____________”)

1. Hurry up!    (เร็วๆ เข้า)

2. Run fast!    (วิ่งเร็วๆ)

3. Watch out!    (ระวัง)

4. Look up!    (เงยหน้าขึ้น)  (“Look out”  =  ระวัง)

ตอบ  -  ข้อ 

 

5. You see two tourists standing on the street looking at a map and you think they are lost.  You say, “____________”

(คุณเห็นนักท่องเที่ยว ๒ คนยืนอยู่บนถนนและกำลังดูแผนที่  และคุณคิดว่าพวกเขาหลงทาง,  คุณพูดว่า  “________ ___)

1. How did you lose it?    (คุณทำมันหายได้ยังไง)

2. Do you need some help?    (คุณต้องการความช่วยเหลือไหมครับ)

3. Can’t you read a map?    (คุณอ่านแผนที่ไม่เป็นหรือ)  (ไม่สุภาพ)

4. What’s wrong with you?    (เกิดอะไรขึ้นกับคุณหรือครับ)  (มีปัญหาอะไรหรือครับ)  (ใจความสู้ข้อ ๒ ไม่ได้)

ตอบ  -  ข้อ 

 

6. You are in a shop and want to buy a watch but there is no price tag.  You say to the shopkeeper, “____________”

(คุณอยู่ในร้านแห่งหนึ่งและต้องการซื้อนาฬิกา  แต่ไม่มีป้ายบอกราคา,  คุณพูดกับเจ้าของร้านว่า  “____________)

1. What’s the expense?    (ค่าใช้จ่ายเท่าไรนะ)

2. How many do you want?    (คุณต้องการจำนวนเท่าใด)

3. What’s the worth of this watch?    (นาฬิกาเรือนนี้มีคุณค่าอะไร)

4. How much does this cost?    (นาฬิกาเรือนนี้ราคาเท่าไร)

ตอบ  -  ข้อ 

 

7. Your brother is annoying you.  You say, “______________________________________”

(น้องชายของคุณกำลังรบกวนคุณ,  คุณพูดว่า  “_____________________________”)

1. Get lost.    (ไปให้พ้น)

2. Go far.    (ไปไกล)  (ในภาษาอังกฤษต้องใช้ “Go away”  =  “ไปห่างๆ, ไปให้พ้น”)

3. Get back.    (กลับมาซิ)

4. Be gone.    (ไม่ใช้สำนวนพูดในภาษาอังกฤษ)

ตอบ  -  ข้อ 

 

8. You are in a shoe store trying on shoes.  The sales clerk asks you, “__________________”

(คุณอยู่ในร้านรองเท้า  กำลังลอง (สวม) รองเท้าอยู่,  พนักงานขายถามคุณว่า  “__________”)

1. Why are your feet so big?    (ทำไมเท้าของคุณใหญ่จัง)

2. How big are you?    (คุณใหญ่แค่ไหน)  (ใจความไม่ชัดเจน  ไม่รู้ว่าอะไรใหญ่  ถ้าต้องการบอกว่า “เท้าของคุณใหญ่จัง”  ต้องกล่าวเป็นประโยคอุทานว่า  “How big your feet are!”)

3. Are you comfortable?    (คุณรู้สึกสบายดีหรือ)

4. Do they fit?    (รองเท้าใส่พอดีไหมครับ)

ตอบ  -  ข้อ 

 

9. You would like to interrupt someone during a class discussion.  You raise your hand and say, “_____________”

(คุณอยากขัดจังหวะใครบางคนในระหว่างการถกปัญหาในชั้นเรียน  คุณยกมือขึ้นและพูดว่า  “___

__________”)

1. Stop talking and let me speak.    (หยุดพูดแล้วให้ผมพูดบ้าง)

2. Can I say something?    (ผมขอพูดอะไรบ้างได้ไหม)

3. Why don’t you let me talk?    (ทำไมคุณไม่ให้ผมพูดล่ะ)

4. It’s my time now.    (ถึงตา (คราว) ผม (พูด) บ้างแล้วตอนนี้)

ตอบ  -  ข้อ 

 

10. You want to borrow a book from the library.  You say, “___________________________”

(คุณต้องการยืมหนังสือจากห้องสมุด,  คุณพูดว่า  “____________________________”)

1. Please rent this book to me.    (โปรดให้ผมเช่าหนังสือเล่มนี้)

2. Is this book for rent?    (หนังสือเล่มนี้ให้เช่าใช่ไหม)

3. Can I take this book out?    (ผมขอยืมหนังสือเล่มนี้ได้ไหม)  (แปลตรงตัว คือ ผมนำหนังสือเล่มนี้ออกนอกห้องสมุดได้ไหม)

4. Please borrow this book for me.    (โปรดยืมหนังสือเล่มนี้ให้ผมหน่อย)

ตอบ  -  ข้อ 

 

11. You are visiting a friend in the hospital.  When you leave you say, “___________________”

(คุณกำลังเยี่ยมเพื่อนอยู่ในโรงพยาบาล,  เมื่อคุณออกจากโรงพยาบาล  คุณพูดว่า  “________”)

1. Get well soon.    (หายเร็วๆ นะ)

2. Recover better.    (ฟื้นตัวดีขึ้นนะ)  (ไม่ใช้สำนวนนี้  แต่สามารถใช้ว่า  “Recover soon”  หรือ  “หายเร็วๆ นะ”)

3. Get in shape.    (ดูแลรูปร่างนะ)

4. Speed up.    (เร่งมือหน่อย, เร็วๆ หน่อย)

ตอบ  -  ข้อ 

 

12. Your friends have come to see you off at the airport because you will be studying abroad.  Before you get on the plane, you say, “___________”

(เพื่อนๆ ของคุณได้มาส่งคุณที่สนามบิน  เพราะว่าคุณกำลังจะไปศึกษาต่างประเทศ,  ก่อนที่คุณจะขึ้นเครื่องบิน  คุณพูดว่า  “___________”)

1. Wish you were here.    (อยากให้คุณอยู่ที่นี่จัง)  (แต่ในความเป็นจริงคือไม่ได้อยู่)

2. Thank you for coming.    (ขอบคุณที่มาส่ง)

3. Long time to see.    (ไม่ได้เจอกันนานเลยนะ)

4. Have a good trip.    (ขอให้เดินทางโดยปลอดภัยนะ, ขอให้โชคดีนะ)  (ใช้อวยพรให้คนที่กำลังจะเดินทาง)

ตอบ  -  ข้อ 

 

13. You are in a meeting and it’s getting late.  You say, “__________________.  Let’s meet again tomorrow.”

(คุณกำลังประชุม  และตอนนี้ก็เริ่มค่ำมืดแล้ว,  คุณจึงพูดว่า  “_________ เราประชุมกันอีกครั้งวันพรุ่งนี้เอามั๊ย”)

1. Better late than never    (มาสายดีกว่าไม่มาเลย)

2. It’s a good day    (วันนี้อากาศดีนะ, วันนี้เป็นวันดีนะ)

3. It’s been a long day    (เราประชุมกันมาทั้งวันแล้วนะ)

4. Give me a break    (ขอผมพักหน่อยนะ)

ตอบ  -  ข้อ 

 

14. Someone asks you where the nearest post office is.  You say, “_____________________”

(ใครบางคนถามคุณว่า  ที่ทำการไปรษณ๊ย์ใกล้ที่สุดอยู่่ที่ไหน,  คุณพูดว่า  "____________")

1. It’s far from here two kilometers.    (มันไกลจากที่นี่ ๒ กม.)  (ไม่ใช้สำนวนนี้)

2. It’s two kilometers away.    (มันห่างจากที่นี่ ๒ กม.)  (เป็นสำนวนที่ถูกต้อง  หรืออาจตอบว่า  “It’s two kilometers from here.”  (มันห่างจากที่นี่ ๒ กม.)  โดยไม่ต้องมี  “Far”)

3. It’s two kilometers in distance.    (มันระยะทาง ๒ กม.)  (ไม่ใช้สำนวนนี้)

4. It’s near here two kilometers.    (มันใกล้ที่นี่ ๒ กม.)  (ไม่ใช้สำนวนนี้)

ตอบ  -  ข้อ 

 

15. You are taking a very difficult exam and you say to yourself, “_____________________”

(คุณกำลังทำข้อสอบที่ยากมาก  และคุณพูดกับตัวเองว่า  “_______________________”)

1. How hard this test is!    (ข้อสอบนี้ยากจังว่ะ)  (เป็นประโยคอุทาน)

2. How is this test difficult?    (ข้อสอบนี้ยากอย่างไร)

3. What difficulty this test is!    (ไม่ใช้สำนวนนี้  แต่ต้องใช้ว่า  “What a difficult test this is!”  หมายถึง  “มันช่างเป็นข้อสอบที่ยากเสียจริง”)

4. What is this test?    (ข้อสอบนี้คืออะไร)

ตอบ  -  ข้อ    ดูเพิ่มเติมโครงสร้างประโยคอุทานจากตัวอย่างข้างล่าง

  • How dirty the house is!

(บ้านช่างสกปรกอะไรเช่นนั้น!)

  • How strong he is!

(เขาช่างแข็งแรงเสียจริง)

  • What a long beard that man has!

(ชายคนนั้นช่างมีเครายาวเสียจริง)  (เป็นประโยคอุทาน  แสดงความประหลาดใจ)

  • What grand ideas you have! (= What a grand idea you have!)

(คุณช่างมีความคิดที่วิเศษอะไรเช่นนี้)

  • What a fool he is! (= What a foolish man he is!)

(เขาช่างเป็นคนโง่เสียจริง –โง่เสียนี่กระไร)

  • What a poor girl she is!

(เธอเป็นเด็กหญิงที่น่าสงสารเสียนี่กระไร)

  • What an amusing movie (s) it is!

(มันช่างเป็นหนังที่สนุกอะไรอย่างนี้)

  • What beautiful houses they are!

(มันเป็นบ้านที่สวยอะไรเช่นนั้น)

   What beautiful houses they have!

(พวกเขามีบ้านที่สวยอะไรเช่นนั้น)  

  • What stubborn boys those students are!

(เจ้าเด็กนักเรียนเหล่านั้นช่างดื้อเสียนี่กระไร)

  • How lovely that little girl is!

(เธอเป็นเด็กหญิงตัวน้อยๆที่น่ารักอะไรเช่นนั้น)

  • How clever they are!

(พวกเขาช่างฉลาดเสียจริง)

  • How heavy the storm was!

(พายุช่างจัด (รุนแรง) เสียจัง)

  • How smart our teacher is!

(ครูของเราฉลาดอะไรอย่างนี้)

  • How slowly they walked!

(พวกเขาช่างเดินช้ากันเสียจริง)

  • How efficiently his new secretary did her job!

(เลขาฯ คนใหม่ของเขาช่างทำงานมีประสิทธิภาพอะไรเช่นนั้น)

  • How beautifully she sings!

(เธอช่างร้องเพลงเพราะเสียจริง)

  • How gracefully those young people danced!

(พวกคนหนุ่มสาวเหล่านั้นช่างเต้นรำได้สง่างามเสียจริง)

 

เรียน   ท่านผู้ติดตามอ่านเว็บไซต์  “everydayenglish.pwa.co.th”                

 

                  ถ้าท่านมีคำแนะนำให้ปรับปรุงเว็บไซต์นี้ประการใด  กรุณาส่ง   e-mail ไปที่  ดร. วัชรินทร์  ภูเขาทอง  อดีต  ผอ. สำนักวิทยาการ  การประปาส่วนภูมิภาค  ผู้จัดทำเว็บไซต์นี้  ตาม   “Address” wpookaotong@yahoo.com   (โปรดระบุหัวเรื่องด้วยว่า  “ปรับปรุงเว็บไซต์)   เพื่อที่ผู้จัดทำฯ จะได้ปรับปรุงเนื้อหาได้ตรงตามความประสงค์ของผู้อ่านเว็บไซต์นี้ต่อไป

 

 

 

 

 

 

หมวดข้อสอบ STRUCTURE (ตอนที่ 24)

การประปาส่วนภูมิภาค  “มุ่ง-มั่น-เพื่อปวงชน”

 

Direction:  Choose the most appropriate answer.

(จงเลือกคำตอบที่เหมาะสมที่สุด)

 

1. Give me all the statistics ___________________________________________________.

(จงเอาสถิติ (ข้อมูลตัวเลข) ทั้งหมด ____________________________________ มาให้ผม)

(a) you have collected them

(b) you have collected    (ซึ่งคุณได้เก็บรวบรวมไว้)

(c) what you have collected

(d) that have collected by you

ตอบ   -   ข้อ  (b)  เนื่องจากมาจาก  “……….......…statistics which (that) you have collected”  แต่สามารถละ  “Which, That”  ได้  เพราะว่าเป็นกรรมของอนุประโยค  คือ  กรรมของกริยา  “Have collected”  ทั้งนี้  ไม่ต้องมี  “Them”  อีก  เนื่องจาก  “Which”  หรือ  “That”  แทน  “Them”  อยู่แล้ว  แม้จะละ (ไม่เขียน) คำทั้งสองลงไปก็ตาม

                                     อย่างไรก็ตาม  ข้อนี้  อาจตอบ ข้อ  (d)  ก็ได้  แต่ต้องแก้เป็น  “That have been collected by you”  (ซึ่งได้ถูกเก็บรวบรวมโดยคุณ)  ซึ่งอยู่ในรูป  “Passive voice”  ของ  ข้อ  (b)

 

2. One of the oldest large suspension bridges still _______________ today is the George Washington Bridge between New York City and Fort Lee, New Jersey.

(หนึ่งในบรรดาสะพานแขวนขนาดใหญ่และเก่าแก่ที่สุดที่ยังคง ___________ ในปัจจุบัน  คือ  สะพานยอร์ช วอชิงตัน  (เชื่อม) ระหว่างกรุงนิวยอร์กและป้อมปราการลี, รัฐนิวเจอซี่)

(a) uses

(b) is used

(c) the use of

(d) in use    (ใช้งานอยู่)

ตอบ   -   ข้อ   (d)   เนื่องจากลดรูปมาจากอนุประโยค  “………......…bridges which are still in use today……….....…”  สำหรับ  ข้อ  (b)   ไม่สามารถใช้ได้  เพราะว่า  “Is used”  เป็นกริยาแท้  เช่นเดียวกับกริยาแท้ (Is) ของประโยค   อย่างไรก็ตาม  อาจตอบ  “Used”  (Passive voice)  ซึ่งเป็นกริยาช่องที่    (กริยาไม่แท้)  ได้  เพราะลดรูปมาจากอนุประโยค  “……...……..bridges which are still used today ............…..…

 

3. Write a composition and then take it to your teacher _______________________________.

(จงเขียนเรียงความ  และต่อจากนั้นนำมันไปให้ครูของคุณ ____________________________)

(a) to be corrected    (เพื่อถูกตรวจ)  (หมายถึงเรียงความ)

(b) for correct

(c) to be correct

(d) to be correcting

ตอบ   -   ข้อ   (a)  หรืออาจตอบ   “For correction”  (เพื่อการตรวจแก้ไข)  ก็ได้

 

4. Have _____________________________ people anything to do with the progress of society?

(คน _____________________________ มีอะไรที่เกี่ยวข้องกับความก้าวหน้าของสังคมหรือไม่) 

(a) educating

(b) education

(c) educated    (ซึ่งมีการศึกษา, ซึ่งถูกให้การศึกษา)

(d) to educate

ตอบ   -   ข้อ   (c)   เนื่องจากเป็นกริยาช่องที่    แสดงการถูกกระทำ  (Passive voice)  คือ  “ถูกให้การศึกษา” (มีการศึกษา)  (“Educate”  =  ให้การศึกษา)

 

5. _______________________ has won consistent praise for her novels about Black children.

(_______________ ได้รับการสรรเสริญอย่างสม่ำเสมอสำหรับนิยายของเธอเกี่ยวกับเด็กๆ ผิวดำ)

(a) Virginia Hamilton who

(b) Because Virginia Hamilton

(c) Virginia Hamilton    (เวอร์จิเนีย แฮมิลตัน)

(d) The fact that Virginia Hamilton

ตอบ   -   ข้อ   (c)   เนื่องจากเป็นประธานของประโยค

 

6. Anesthetics (แอน-เนส-เธท-ทิค) are used ___________ insensitivity to pain during surgical operations.

(ยาสลบ (ยาชา) ถูกใช้ ________________ ความไม่รู้สึกต่อการเจ็บปวดในระหว่างการผ่าตัด)

(a) the cause

(b) causing

(c) to cause    (เพื่อทำให้เกิด)

(d) cause of

ตอบ   -   ข้อ   (c)   เนื่องจากหลังโครงสร้าง  “Passive voice”  (Are used)  ต้องตามด้วย  “Infinitive with to”  (To + Verb 1)  ดูเพิ่มเติมจากประโยคข้างล่าง

  • Tortoises are said to live long.

(เต่าถูกกล่าวว่ามีอายุยืน)

  • She is said to be the most beautiful woman in the country.

(เธอถูกเล่าขานว่าเป็นผู้หญิงที่สวยที่สุดในประเทศ)

  • They were believed to tell the truth.

(พวกเขาถูกเชื่อว่าพูดความจริง)

  • Customers are advised to arrive early.

(ลูกค้าได้รับการแนะนำให้มาถึงแต่เนิ่นๆ)

  • Job applicants were recommended to bring 3 copies of their resume.

(ผู้สมัครงานได้รับการแนะนำให้นำประวัติโดยย่อมา    ชุด)

 

7. Conifers first appeared on the Earth __________ the early Permian Period, some 270 million years ago.

{ต้นสนปรากฏขึ้นครั้งแรกบนโลก ___________ ยุคเปอร์เมียนตอนต้นๆ (ประมาณ  ๒๒๐-๒๗๐  ล้านปีก่อน  เป็นยุคที่เริ่มมีสัตว์เลื้อยคลาน),  เมื่อประมาณ  ๒๗๐  ล้านปีล่วงมาแล้ว}

(a) when    (เมื่อ)  (ต้องตามด้วย  “Subject + Verb)

(b) and

(c) or

(d) during    (ในระหว่าง, ระหว่างเวลา)

ตอบ   -   ข้อ   (d)

 

8. Vitamin C, discovered in 1932, ___________ first vitamin for which the molecular structure was established.

(วิตามินซี, ถูกค้นพบในปี  ๑๙๓๒, ____________ วิตามินตัวแรกซึ่งโครงสร้างโมเลกุลได้ถูกกำหนด (สร้าง) ขึ้นมา)

(a) the

(b) was the    (เป็น)

(c) as the

(d) being the

ตอบ   -   ข้อ   (b)   เนื่องจากเป็นกริยาของประโยค  (Was)  โดยมี  “Vitamin C”  เป็นประธาน

 

9. All gases and most liquids and solids expand ______________________________ heated.

(กาซทุกชนิด  และของเหลวและของแข็งส่วนใหญ่ขยายตัว _________________ ถูกทำให้ร้อน)

(a) in

(b) how

(c) when    (เมื่อ)

(d) where    (ที่ซึ่ง)

ตอบ   -   ข้อ   (c)   เนื่องจากลดรูปมาจากอนุประโยค  “………...........expand when they are heated”  (....................ขยายตัว  เมื่อมันถูกทำให้ร้อน)

 

10. Small parrots may lay as many as nine eggs each season, ___________ large parrots may lay only one.

(นกแก้วเล็กอาจวางไข่ได้มากถึง    ฟอง แต่ละฤดูกาล, _______________ นกแก้วใหญ่อาจวางไข่เพียงฟองเดียวเท่านั้น)

(a) lest    (ด้วยเกรงว่า)

(b) whereas    (แต่ทว่า, ในทางตรงกันข้าม)

(c) instead    (แทนที่)

(d) otherwise    (มิฉะนั้น)

ตอบ   -   ข้อ   (b)  ดูเพิ่มเติมการใช้  “Whereas”  จากตัวอย่างข้างล่าง

                                          ตัวอย่างที่

  • He is never tired, _____________________________________________ I always am.

(เขาไม่เคยเหน็ดเหนื่อยเลย _________________________________ ผมเหน็ดเหนื่อยเสมอ)

(a) provided that    (ถ้า)

(b) unless    (ถ้า...........................ไม่)

(c) whereas    (แต่ทว่า, ในทางตรงกันข้าม)

(d) since    (เพราะว่า, ตั้งแต่)

ตอบ   -   ข้อ   (c)

 

11. She is always ready to help the people around her, ___________ makes her very popular among them.

(เธอพร้อมอยู่เสมอที่จะช่วยเหลือผู้คนรอบๆ ตัวเธอ ___________ ทำให้เธอเป็นที่นิยมอย่างมากในหมู่พวกเขา)

(a) who

(b) whom

(c) that

(d) which    (ซึ่ง)

ตอบ   -   ข้อ   (d)   โดย   “Which”  แทนข้อความในประโยคใหญ่  (Main clause)  (She is always ready to help the people around her)  ทั้งประโยค

 

12. I’m looking forward to ____________________________________________________.

(ผมกำลังตั้งตารอคอย  __________________________________________________)

(a) a vacation’s week

(b) a week’s vacation    (การไปเที่ยววันหยุด    สัปดาห์)

(c) a vacation of the week

(d) a week of the vacation

ตอบ   -   ข้อ   (b)   ดูเพิ่มเติมโครงสร้างนี้จากประโยคข้างล่าง

                                         ตัวอย่างที่ 

  • The bus station is ten _______________________________________ walk from here.

(สถานีรถประจำทาง  เดินสิบ ________________ จากที่นี่)  (คือ  อยู่ห่างออกไปโดยเดิน  ๑๐  นาที)

(a) minutes

(b) minutes’    (นาที)

(c) minute

(d) minutes by

ตอบ   -   ข้อ   (b) 

                                         ตัวอย่างที่ 

  • The landlord said that the tenant owed several _______________________________.

(เจ้าของบ้านกล่าวว่า  ผู้เช่าบ้านเป็นหนี้ ______________________________________)

(a) rent weeks

(b) weeks rent

(c) week rent

(d) weeks’ rent    (ค่าเช่าหลายสัปดาห์)

ตอบ   -   ข้อ   (d)   ดูคำอธิบายจากประโยคข้างล่าง

                                        ตัวอย่างที่ 

  • They understood the problem after half an _________________________ explanation.

(พวกเขาเข้าใจปัญหา  หลังจากการอธิบายครึ่ง __________________________________)

(a) hours

(b) day’s

(c) hour’s    (ชั่วโมง)

(d) our

ตอบ   -   ข้อ   (c)

                                         ตัวอย่างที่ 

  • The mountain was a _______________________________________ from the village.

(ภูเขานั้นเป็น _____________ จากหมู่บ้าน)  (คือ  ภูเขาลูกนั้นใช้เวลาเดินทาง    วัน จากหมู่บ้าน)

(a) day’s journey   (การเดินทาง (ระยะ)    วัน)

(b) journey of a day

(c) journey for a day

(d) journey in a day

ตอบ   -   ข้อ   (a)   เป็นการใช้ในแบบ  “Apostrophe S”  คือ  แสดงความเป็นเจ้าของ  “การเดินทางของ    วัน”  หรือ อาจเขียนได้อีกแบบ  คือ  “a one-day journey from…..........…..”  ดูตัวอย่างเพิ่มเติมจากข้างล่าง

  • A moment’s pause    (การหยุดชั่วครู่หนึ่ง)
  • A month’s rent    (ค่าเช่า   เดือน)
  • A week’s holiday  (วันหยุด    สัปดาห์)
  • Two months’ notice  (การแจ้งให้ทราบล่วงหน้า    เดือน)
  • Three weeks’ journey  (การเดินทางนาน    สัปดาห์)
  • Four years’ time   (ระยะเวลา    ปี)

 

13. The water in the sea is made up of many elements, the chief ones __________ oxygen, hydrogen, and salt.

(น้ำในทะเลถูกสร้างขึ้นด้วยธาตุ (ส่วนประกอบสำคัญ) จำนวนมาก, (โดย) ธาตุสำคัญที่ สุด (ธาตุหลัก) __________ ออกซิเจน, ไฮโดรเจน, และเกลือ)

(a) being    (คือ)

(b) which are

(c) are

(d) to be

ตอบ   -   ข้อ   (a)   เนื่องจาก  “Being oxygen, hydrogen, and salt”  เป็น  “Absolute phrase”  (วลีเบ็ดเสร็จ)  ดูเพิ่มเติมจากประโยคข้างล่าง

                                         ตัวอย่างที่ 

  • The sun ____________________________________ set, the temperature fell rapidly.

(ดวงอาทิตย์ __________________ ตก _________________, อุณหภูมิลดลงอย่างรวดเร็ว)

(a) have

(b) had

(c) having    (ได้ ..................... (ตก) ........................ ไปแล้ว)

(d) been

ตอบ   -   ข้อ   (c)   เนื่องจากอยู่ในโครงสร้าง  “Absolute phrase”  (วลีเบ็ดเสร็จ หรืออิสระ)  ซึ่งเป็นวลีที่มีลักษณะคล้ายกับเป็นประโยค  แต่มิได้เป็นประโยค  เพราะไม่มีกริยาแท้  (Finite verb)  วลีพวกนี้มักมีคำนามหรือสรรพนามนำหน้า  ทำหน้าที่คล้ายกับเป็นประธานของวลี  และมีคำซึ่งทำหน้าที่คล้ายกับกริยาประกอบอยู่หลังคำนาม  โดยแบ่งออกเป็น  ๓  ประเภท  คือ

                                     . Absolute phrase  - ที่ใช้รูป  “Having + Verb 3” (Active voice)  หรือ  “Having + Been + Verb 3”  (Passive voice)  ประกอบหลังคำนามหรือสรรพนาม  เช่น

  • The sun having set, the farmers went home.

(= After the sun had set, the farmers went home.)

(หลังจากดวงอาทิตย์ตกดินแล้ว  พวกชาวนาก็กลับบ้าน)

  • The guests having arrived, the party began.

(= After the guests had arrived, the party began.)

(หลังจากแขกมาถึงแล้ว  งานเลี้ยงก็เริ่มขึ้น)

  • The house having been burnt, we had to live in our friend’s home.

(= Because the house had been burnt, we had to live in our friend’s home.)

(เพราะว่าบ้านถูกไฟไหม้  เราจำเป็นต้องอาศัยในบ้านของเพื่อน)

  • The car having been stolen, its owner reported to the police.

(= After the car had been stolen, its owner reported to the police.)

(หลังจากรถยนต์ถูกขโมย  เจ้าของแจ้งความกับตำรวจ)

หมายเหตุ   -   วลี   “The sun having set”, “The guests having arrived”,  “The house having been burnt”,  “The car having been stolen”  เป็น  “Absolute phrase”  ทำหน้าที่เป็นกริยาวิเศษณ์  (Adverb)  ขยายกริยา  “Went”, “Began”, “Live”, “Reported”  ตามลำดับ

                                     ๒. Absolute phrase  - ที่ใช้รูป  “Verb + ing”  (Active voice)  หรือ  “Verb 3”  (Passive voice)  ประกอบหลังคำนามหรือสรรพนาม  เช่น

  • The concert being over, everyone went away.

(= When the concert was over, everyone went away.)

(เมื่อการแสดงดนตรีจบลง  ทุกคนก็กลับ)

  • Nobody being there, I didn’t know who to talk to.

(= Because nobody was there, I didn’t know who to talk to.)

(เพราะว่าไม่มีใครอยู่ที่นั่น  ผมไม่รู้ว่าจะคุยกับใคร)

  • The train being late, they had to stay overnight at the station.

(= Because the train was late, they had to stay overnight at the station.)

(เพราะว่ารถไฟมาช้า  พวกเขาเลยจำต้องพักค้างคืนที่สถานีรถไฟ)

  • The daughter not coming home at regular hour, her parents became worried.

(= Because the daughter did not come home at regular hour, her parents became worried.)

(เพราะว่าลูกสาวไม่กลับบ้านตามเวลาปกติ  พ่อแม่เริ่มวิตกกังวล)

  • The houses (being) destroyed by the earthquake, the government helped repair them.

(= Because the houses were destroyed by the earthquake, the government helped repair them.)

(เพราะว่าบ้านถูกทำลายโดยแผ่นดินไหว  รัฐบาลจึงช่วยซ่อมแซมมัน)

  • The girl (being) murdered, the police made an investigation.

(= When the girl was murdered, the police made an investigation.)

(เมื่อเด็กหญิงถูกฆาตกรรม  ตำรวจจึงทำการสืบสวนสอบสวน)

หมายเหตุ   -   วลี   The concert being over”,  “Nobody being there”,  “The train being late”,  “The daughter not coming home at regular hour”,  “The houses (being) destroyed by the earthquake”,  “The girl (being) murdered”  เป็น  “Absolute phrase”  ทำหน้าที่เป็นกริยาวิเศษณ์  (Adverb)  ขยายกริยา  “Went”, “Didn’t know”, “Stay”, “Became worried”, “Helped repair”, “Made”   ตามลำดับ

                          . Absolute phrase  - ที่ไม่มีกริยาใดๆ อยู่ในวลีเลย  โดยเหมือนกับการสร้างประโยคธรรมดาทั่วไป  เพียงแต่ไม่ใส่กริยาเอาไว้  เหมือนกับละเอาไว้ในฐานที่เข้าใจ  เพื่อให้โครงสร้างประโยคผิดไปจากธรรมดา  ดูแล้วมีความหลากหลายมากยิ่งขึ้น  ซึ่งเป็นสไตล์การเขียนที่นิยมแบบหนึ่ง  เช่น

  • I looked at her from top to bottom, my hands behind my back.

(ผมมองเธอตั้งแต่หัวจรดเท้า  โดยมือของผมไพล่อยู่ข้างหลัง)

  • The old town was completely deserted, its homes and streets dusty and messy.

(เมืองเก่าถูกทิ้งร้างโดยสิ้นเชิง  โดยบ้านและถนนของเมืองเต็มไปด้วยฝุ่นและรกรุงรัง) 

หมายเหตุ   -   วลี  “My hands behind my back”  และ  “Its homes and streets dusty and messy”  เป็น  “Absolute phrase”  ทำหน้าที่ขยายประโยค  “I looked at her from top to bottom”  และ  The old town was completely deserted”  (ขยายทั้งประโยค)  ตามลำดับ

 

14. __________ in the great financial district of New York City, archaeologists have uncovered what they believe to be the remains of New York’s first city hall.

(__________ ในย่านการเงินที่สำคัญของกรุงนิวยอร์ก, นักโบราณคดีได้เปิดเผยสิ่งที่พวกเขาเชื่อว่าเป็นซากที่หลงเหลืออยู่ของศาลากลางหลังแรกของนิวยอร์ก)

(a) Dug    (ขณะที่นักโบราณคดีถูกขุด)

(b) Digging    (ขณะที่นักโบราณคดีขุด)

(c) To be dug

(d) Having been dug    (ขณะที่นักโบราณคดีได้ถูกขุดไปแล้ว)

ตอบ   -   ข้อ   (b)   เนื่องจากประธานของประโยค  “Archaeologists”  (นักโบราณ คดี)  เป็นผู้ทำกริยา  “ขุด”  ดูเพิ่มเติมโครงสร้างนี้จากตัวอย่างข้างล่าง

                                         ตัวอย่างที่ 

  • Roaming in immense herds that tore up the prairies, _________________________.

(ท่องเที่ยวไปเป็นฝูงขนาดใหญ่มากซึ่งทำให้ทุ่งหญ้าแหลกลาญ, ______________________)

(a) hunters could easily track buffaloes    (นักล่าสามารถตามรอยเหล่าควายได้อย่างง่ายดาย)

(b) hunters killed buffaloes for their food    (นักล่าฆ่าควายเพื่อเป็นอาหารของตน)

(c) tourists could see hunters prey on buffaloes    (นักท่องเที่ยวสามารถมองเห็นนักล่าจับควายกินเป็นอาหาร)

(d) buffaloes could be easily tracked by hunters    (เหล่าควายสามารถถูกตามรอย (ติดตาม) ได้อย่างง่ายดายโดยนักล่า)  (เช่น สิงโต หรือสัตว์กินเนื้ออื่นๆ)

ตอบ   -   ข้อ   (d)   เนื่องจาก  “ควาย”  เป็นผู้ทำกริยา  “ท่องเที่ยวไปเป็นฝูงขนาดใหญ่ฯ”  มิใช่  “นักล่า”  หรือ  “นักท่องเที่ยว”  ที่เป็นผู้ทำกริยานี้  ดูเพิ่มเติมโครงสร้างนี้จากประโยคข้างล่าง

                                          ตัวอย่างที่ 

  • Entering the room, ____________________________________________________.

(เข้ามาในห้อง, _______________________________________________________)

(a) Professor Collins was greeted with their smile

(b) a smile was given to the class

(c) what was greeting the students was Professor Collins’s smile.

(d) Professor Collins greeted his students with a smile    (อาจารย์คอลลินส์ทักทายนักเรียนด้วยการยิ้ม)

ตอบ   -   ข้อ   (d)   เนื่องจากวลีที่ขึ้นต้นประโยคอยู่ในรูป  “Verb + ing”  (Present participle)  ดังนั้น  ประธานของประโยคที่อยู่ข้างหลังเครื่องหมายคอมมาจึงต้องสามารถทำกริยา (Entering)  ตัวนั้นได้  จึงต้องตัด ข้อ  (b)  และ  (c)  ทิ้งไป  (เพราะทำกริยา  “เข้ามาฯ”  ไม่ได้)  จึงเหลือ ข้อ  (a)  และ  (d)  (อาจารย์คอลลินส์สามารถทำกริยา  “เข้ามาฯ ได้)  แต่เลือก  ข้อ  (d)  เพราะใจ ความดีกว่า  และชัดเจนกว่า  (บอกชัดเจนว่าอาจารย์ทักทายนักเรียนด้วยการยิ้ม)  ส่วน ข้อ  (a)  ใจความไม่ชัดเจนว่าเป็นการยิ้มของใคร  ดูเพิ่มเติมโครงสร้างนี้จากประโยคข้างล่าง

                                         ตัวอย่างที่ 

  • Walking along the road, _____________________________________ at the college.

(ขณะที่เดินไปตามถนน, _________________________________ สมัยเรียนมหาวิทยาลัย)

(a) my old friend was seen by me    (เพื่อนเก่าถูกเห็นโดยผม)

(b) I saw my old friend    (ผมพบเพื่อนเก่า)

(c) a taxi hit my old friend    (รถแท็กซี่ชนเพื่อนเก่าของผม)

(d) a dog bit me    (สุนัขกัดผม)

ตอบ   -   ข้อ   (b)   เนื่องจากประธานของประโยค  (I)  เป็นผู้ทำกริยา  “เดิน”  สำหรับ  ข้อ  (a)  ใช้ไม่ได้  เพราะแม้ว่า  “เพื่อนเก่า”  จะสามารถทำกริยา  “เดิน”  ได้ก็ตาม  แต่ข้อความในส่วนหลังผิดจากความเป็นจริง  เพราะบอกว่า  “เพื่อนเก่าถูกเห็นฯ สมัยเรียนมหาวิทยาลัย  หรือ ถูกเห็นที่มหาวิทยา ลัย”  ซึ่งมิใช่ความหมายที่ผู้พูดต้องการจะสื่อ  สำหรับ  ข้อ  (c)  และ  (d)  ใช้ไม่ได้เลย  เนื่องจากหมายความว่า  “รถแท็กซี่ หรือ สุนัข เดินไปตามถนน”  (รถฯ ทำกริยาเดินไม่ได้  และสุนัขก็ไม่สามารถทำทั้งกริยา “เดิน”  และ  “กัดผม”  ที่มหาวิทยาลัยในเวลาเดียวกันได้)  จงดูเปรียบเทียบประโยคที่ถูกและผิดจากข้างล่าง  (ประโยคที่ถูกต้อง  คือ  ประธานฯ ที่อยู่หลังเครื่องหมายคอมมา  ต้องสามารถทำกริยา  (Verb + ing)  ที่ขึ้นต้นประโยคได้)

ถูก  : Sitting in a chair, he saw a dog come to him.

(ขณะที่เขานั่งอยู่ในเก้าอี้  เขาเห็นสุนัขมาหาเขา)  (ประโยคนี้ถูก  เพราะผู้ทำกริยา  “Sitting”  คือ  “He)

ผิด  : Sitting in a chair, a dog came to him.

(ขณะที่สุนัขนั่งอยู่ในเก้าอี้  สุนัขมาหาเขา)  (ประโยคนี้ผิดหลักความเป็นจริง  เพราะสุนัขจะนั่งอยู่ในเก้าอี้  และมาหาเขาในเวลาเดียวกันไม่ได้)

ถูก  : Crossing the street, she was hit by a car.

(ขณะที่เธอข้ามถนน  เธอถูกชนโดยรถยนต์)  (ประโยคนี้ถูก  เพราะผู้ทำกริยา  “Crossing”  คือ  “She)

ผิด  : Crossing the street, a car hit her.

(ขณะที่รถยนต์ข้ามถนน  รถยนต์ชนเธอ)  (ประโยคนี้ผิดหลักความเป็นจริง  เพราะรถยนต์ไม่สามารถทำกริยา  “ข้ามถนน”  ได้)

(ที่ถูกต้องแก้เป็น  Going at full speed, a car hit her (รถวิ่งห้อมาเต็มเหยียด  รถชนเธอ)  (รถเป็นผู้ทำกริยา  “วิ่งห้อมาเต็มเหยียด”)

ถูก  : Going down the road, I saw many houses decorated with flags.

(ขณะที่ผมไปตามถนน  ผมเห็นบ้านเรือนมากมายประดับประดาไปด้วยธง)  (ประโยคนี้ถูก  เพราะผู้ทำกริยา  “Going”  คือ  “I”)

ผิด  : Going down the road, there were many houses decorated with flags.

(ขณะไปตามถนน  มีบ้านเรือนมากมายประดับประดาไปด้วยธง)  (ประโยคนี้ผิดหลักความเป็นจริง  เพราะ  “มี”  ไม่สามารถทำกริยา  “ไปตามถนน”  ได้)

ถูก  : Beating the second time, they killed the snake.

(ขณะที่พวกเขาตีงูเป็นครั้งที่  ๒  พวกเขาฆ่างู  -  ทำให้งูตาย)  (ประโยคนี้ถูก  เพราะผู้ทำกริยา  “Beating”  คือ  “They)

ผิด  : Beating the second time, the snake was killed by them.

(ขณะที่งูตีเป็นครั้งที่  ๒  งูถูกฆ่าโดยพวกเขา)  (ประโยคนี้ผิดหลักความเป็นจริง  เพราะ  “งู”  ไม่สามารถทำกริยา  “ตี”  ได้)

(ที่ถูกต้องแก้เป็น  Beaten the second time, the snake was killed by them.”  (ถูกตีเป็นครั้งที่  ๒  งูถูกฆ่าโดยพวกเขา)  (งูเป็นผู้ถูกตี)

                                        ดูเพิ่มเติมโครงสร้างข้างต้นจากประโยคข้างล่าง

                                        ตัวอย่างที่ 

  • Going at full speed, ___________________________________________________.

(วิ่งห้อเต็มเหยียด, ____________________________________________________)

(a) a little girl hit the car    (เด็กหญิงตัวเล็กๆชนรถ)

(b) a little girl was hit by the car    (เด็กหญิงตัวเล็กๆถูกรถชน)

(c) the car hit a little girl    (รถคันนั้นชนเด็กหญิงตัวเล็กๆคนหนึ่ง)

(d) the car was hit by a little girl    (รถคันนั้นถูกเด็กหญิงตัวเล็กๆชน)

ตอบ   -   ข้อ   (c)   ต้องดูว่าการ  “วิ่งห้อเต็มเหยียด”  เป็นกริยาของรถ  จึงตัด ข้อ  (a)  และ  (b)  ทิ้งไป  และเลือกข้อ  (c)  เพราะ  “รถชนเด็ก”  ไม่ใช่  ข้อ  (d)  “รถถูกเด็กชน”   ดูเพิ่มเติมโครงสร้างนี้จากประโยคข้างล่าง

                                        ตัวอย่างที่  

  • Searching in the library, I came ____________________ an old forgotten manuscript.

(ค้นคว้าในห้องสมุด  ผม ____________________________ ต้นฉบับเก่าแก่ที่ถูกลืมไปแล้ว)

(a) off

(b) without

(c) over

(d) across   (Come across = พบหรือเจอโดยบังเอิญ)

ตอบ   -   ข้อ   (d)  และดูโครงสร้างกริยา   “Verb + ing”  (Present participle)   ขึ้นต้นวลีและอยู่หน้าประโยค  โดยขยายประธานฯ ที่อยู่ในประโยค  (หลังเครื่องหมายคอมม่า)  เพื่อบอกว่า  ประธานฯเป็นผู้ทำกริยานั้นๆ  คือ  แสดงการเป็นผู้กระทำ  (Active voice)  จากประโยคข้างล่าง

                                         ตัวอย่างที่  

  • While traveling through the Rocky Mountains, _______________________________.

(ในขณะเดินทางผ่านเทือกเขาร็อกกี้  ________________________________________)

(a) the breath-taking scenes attracted the travelers    (ทัศนียภาพที่น่ากลัวมาก  ทำให้นักเดินทางหลงเสน่ห์)

(b) the scenes attracted the travelers deeply    (ทัศนียภาพทำให้นักเดินทางหลงเสน่ห์อย่างลึกล้ำ)

(c) the travelers attracted the scenes    (นักเดินทางทำให้ทัศนียภาพหลงเสน่ห์)

(d) the travelers were awed by the breath-taking scenes    (นักเดินทางรู้สึกกลัว-เกรงขาม-หวาดเสียว  จากภาพภูมิประเทศ (ทัศนียภาพ)  ที่น่ากลัวมาก-น่าตื่นเต้นยินดีมาก)

ตอบ   -   ข้อ   (d)  การใช้วลี   “While traveling” หรือ  “Traveling” (Present participle)  ขึ้นต้นประโยค  โดยมีประธานฯ อยู่ข้างในประโยค (หลังเครื่องหมายคอมม่า)   เพื่อต้องการแสดงว่า  ประธานฯ เป็นผู้ทำกริยาที่อยู่ข้างหน้าประโยคนั้น   ซึ่งในประโยคข้างบน  คือ  “Traveling” (เดินทาง)  ซึ่งประธานฯ จะต้องเป็นสิ่งมีชีวิต  (คนหรือสัตว์)  เท่านั้น  จึงจะทำกริยานี้ได้  ดังนั้น  จึงต้องตัด ข้อ (a) และ (b) ทิ้งไป  เนื่องจากมีประธานฯ  คือ  “Scenes” (ทัศนียภาพ)  ซึ่งไม่สามารถทำกริยา  “เดินทาง”  ได้  สำหรับข้อ   (c)  ผิดความหมาย   เพราะกล่าวว่า  “นักเดินทางทำให้ทัศนียภาพหลงเสน่ห์”  ซึ่งความจริงกลับกัน   คือ   “นักเดินทางหลงเสน่ห์ในทัศนียภาพ”  (the travelers were attracted by the scenes)

                                        ตัวอย่างที่  

  • ________________ how the engine worked, Peter began to study books that told about the techniques used.

(_____________ ว่าเครื่องจักรทำงานอย่างไร  ปีเตอร์เริ่มศึกษาหนังสือ  ซึ่งบอกเกี่ยวกับเทคนิคต่างๆ ที่ถูกใช้  –  ในเครื่องจักร)

(a) Wonder

(b) Wondered

(c) To wonder

(d) Wondering     (รู้สึกประหลาดใจ-สงสัย) 

ตอบ   -   ข้อ  (d)  เนื่องจากประธานของประโยค  (Peter)  เป็นผู้ทำกริยา  “รู้สึกประหลาดใจ-สงสัย”   คำกริยาที่นำหน้าวลี   ขยายความ  “ปีเตอร์”  จึงต้องอยู่ในรูป  “Verb + ing”  (Present participle)  แสดง  “Active voice”  ว่าปีเตอร์เป็นผู้ทำกริยา

                                       ทั้งนี้  เมื่อประธานซึ่งอยู่ข้างในประโยค   (หลังคอมม่า)   เป็นผู้กระทำกริยา (Active voice)  จะต้องนำหน้าประโยคด้วย “Verb + ing” (Present participle)  ดังตัวอย่าง  เช่น

  • Walking along the road, he met his old friend.

(เดินไปตามถนน  เขาพบเพื่อนเก่าของเขา) (เขาเป็นผู้ทำกริยา  “เดิน”)

  • Seeing her teacher, Jane went to greet him.

(เห็นครูของเธอ  เจนเข้าไปทักทายเขา) (เจนเป็นผู้ทำกริยา  “เห็น”)

  • Looking out of the window, we could see beautiful scenery.

(มองออกไปนอกหน้าต่าง  เราสามารถเห็นทัศนียภาพที่สวยงาม) (เราเป็นผู้ทำกริยา  “มอง”)

  • Hoping to be there in time, Kim started early in the morning.

(หวังว่าจะไปที่นั่นให้ทันเวลา  คิมเริ่มออกเดินทางแต่เช้าตรู่)  (คิมเป็นผู้ทำกริยา  “หวัง”)

                                        สำหรับ  “Present participle” (Verb + ing)  ถือเป็นคำคุณศัพท์ประเภทหนึ่ง  จึงสามารถใช้ขยายคำนามได้เหมือนกับคำคุณศัพท์ทั่วๆไป  (โดยอาจอยู่หน้าหรือหลังคำนามที่มันขยาย)   เพื่อที่จะบอกว่า  คำนามนั้นเป็นผู้ทำกริยานั้นๆ   (แสดง  “Active voice”)   เช่น

  • Working men are constructing a bridge.

(คนทำงานกำลังก่อสร้างสะพาน)

  • Drinking horses were seen near the bank of the river.

(ม้าที่ดื่มน้ำถูกมองเห็นใกล้ตลิ่งของแม่น้ำ)

  • The mother took good care of her sleeping baby.

(แม่ดูแลทารกที่นอนหลับเป็นอย่างดี)

  • The audience appreciated the good works of the producing team.

(ผู้ชมยกย่อง-ชื่นชมผลงานที่ดีของทีมผู้สร้าง – ภาพยนตร์)

  • The people working in the office are my colleagues.

(ผู้คนที่ทำงานในสำนักงาน  คือเพื่อนร่วมงานของผม)

  • The woman walking across the street is my sister.

(ผู้หญิงที่เดินข้ามถนนเป็นน้องสาวของผม)

  • The man living next door is a bank manager.

(ชายที่อาศัยอยู่บ้านหลังถัดไปเป็นผู้จัดการธนาคาร)

  • The children playing in the field are my neighbors’ kids.

(เด็กๆที่เล่นอยู่ในสนามเป็นลูกของเพื่อนบ้านของผม)

                                       สำหรับในกรณีที่ประธานของประโยค  (หลังเครื่องหมายคอมมา)  เป็นผู้ถูกกระทำ  (Passive voice)  กริยาที่นำหน้าวลีซึ่งขึ้นต้นประโยค  (ทำหน้าที่ขยายประธาน)  จะต้องอยู่ในรูปกริยาช่องที่    (Past participle)  ดังตัวอย่างข้างล่าง

                                       ตัวอย่างที่ 

  • ______________ in all parts of the state, pines are the most common trees in Georgia.

(_____________ ในทุกส่วนของรัฐ  ต้นสนเป็นต้นไม้ธรรมดา-สามัญที่สุดในรัฐจอร์เจีย  -  ของสหรัฐฯ)  (คือ  ต้นสนมีอยู่ในทุกส่วนของรัฐ)

(a) They are found

(b) Found    (ถูกพบ)

(c) Finding them

(d) To find them

ตอบ   -   ข้อ   (b)   เนื่องจากต้องอยู่ในรูปกริยาช่องที่    (Passive voice)  เพราะว่าประธานของประโยค  (ต้นสน)  เป็นผู้ถูกกระทำ  (ถูกพบ)  ดูคำอธิบายเพิ่มเติมจากข้าง ล่าง

                                         ตัวอย่างที่ 

  • ________________________________________________ by the tiger, he ran away.

(__________________________________________________ โดยเสือ   เขาวิ่งหนีไป)

(a) Seeing    (เห็น)

(b) To see

(c) Seen    (ถูกเห็น)

(d) Having seen

ตอบ   -    ข้อ   (c)   เนื่องจากประธานของประโยค   (He)  เป็นผู้ถูกเห็นโดยเสือ  กริยาข้างหน้าประโยคจึงต้องเป็นกริยาช่อง    (Past participle)  เพื่อแสดงการถูกกระทำ (Passive voice)

                                         ตัวอย่างที่  ๑๐

  • ___________________ in wine, snails are a great luxury in various parts of the world. 

(___________________ ในไวน์  หอยทากเป็นอาหารราคาแพงอย่างมากในหลายๆส่วนของโลก)

(a) To cook

(b) Cooking    (ปรุง)

(c) Cooked    (ถูกปรุง)

(d) Cook

ตอบ   -    ข้อ   (c)   เนื่องจากประธานของประโยค  คือ  “Snails”  ซึ่งถูกปรุงในไวน์  (Cooked)  หรือเป็นผู้   “ถูกกระทำ”   จึงต้องอยู่ในรูปกริยาช่องที่    (แสดง “Passive voice)

 

15. He worked ____________________________________________ 8.00 a.m. till 6.00 p.m.

(เขาทำงาน  _________________________________________ ๘  โมงเช้าถึง  ๖  โมงเย็น)

(a) about

(b) from    (จาก)  (หรือ  from 8.00 a.m. to 6.00 p.m.)

(c) at

(d) between     (between 8.00 a.m. and 6.00 p.m.)

ตอบ   -    ข้อ   (b)

 

16. John used to have lots of dogs, and Mary ___________________________________ too.

(จอห์นเคยมีหมาเยอะแยะ  และแมรี่ก็ __________________________________ ด้วยเช่นกัน)

(a) used

(b) had

(c) did    (เคยมีหมาเยอะแยะ)

(d) used to

ตอบ   -   ข้อ    (c)   “Used to”  =  “เคย......................”   เป็นอดีตเสมอ  เมื่อจะกล่าวซ้ำคำนี้อีกครั้งหนึ่ง  จึงต้องแทนด้วย  “Did”  ดูคำอธิบายเพิ่มเติมเรื่องนี้จากประโยคข้างล่าง

                                        ตัวอย่างที่  

     A: “Who went to London with you?”

(ใครไปลอนดอนกับคุณ)

     B: “__________________________________________________________.”

(a) My brother went

(b) My brother did    (น้องชายของผมไปครับ)

(c) No, my brother didn’t

(d) Yes, my brother went with me

ตอบ   -   ข้อ   (b)   เมื่อคำถามขึ้นต้นด้วย   “Question words”  (What, When, Where, Why, How, How much, How many, How long, How often, etc.)   ไม่ต้องตอบด้วย   “Yes” หรือ  “No”  แต่ต้องตอบให้ตรงคำถาม   และต้องใช้กริยาช่วย  (Do, Does, Did  -  ซึ่งแล้วแต่ประธานและ Tense)   แทนกริยาที่พูดไปแล้วก่อนหน้า  เพื่อหลีกเลี่ยงการใช้กริยาตัวนั้นซ้ำ   (ในที่นี้คือ  “Went” จึงต้องใช้  “Did” แทน)

 

17. Can you tell me ____________________________ or not this train stops at Bang-Pa-In?

(คุณสามารถบอกผมได้ไหมว่า  รถไฟขบวนนี้จอดที่บางปะอิน ________________________)

(a) if     (ไม่มีการใช้  “if or not”)

(b) whether    (หรือไม่)

(c) exactly    (อย่างแน่นอน, อย่างถ่องแท้)

(d) (No word is needed.) 

ตอบ   -   ข้อ   (b)  หรือ  อาจใช้ว่า  “Can you tell me whether (หรือ  “if”) this train stops at Bang-Pa-In or not?”  ก็ได้

 

18. Previously _______________ as Siam, Thailand is one of the most popular tourist spots in Asia.

(___________ เมื่อก่อนนี้ในฐานะประเทศสยาม  ประเทศไทยเป็นหนึ่งในสถานที่ท่องเที่ยวที่ได้รับความนิยมมากที่สุดในเอเชีย)

(a) to know

(b) knowing

(c) known    (เป็นที่รู้จัก)

(d) having known

ตอบ   -   ข้อ   (c)  เนื่องจากลดรูปมาจากประโยค  “It was previously known as Siam

 

19. Rome, ____________ the tourists can visit many historic places, is one of the most ancient cities.

(โรม  -  __________ นักท่องเที่ยวสามารถไปเยือนสถานที่ที่มีความสำคัญทางประวัติศาสตร์จำนวนมาก  -  เป็นหนึ่งในบรรดาเมืองที่เก่าแก่-โบราณมากที่สุด)

(a) which

(b) to which

(c) in where

(d) where    (ที่ซึ่ง)

ตอบ   -   ข้อ   (d)   เนื่องจากใช้ขยายสถานที่  (Rome)

 

20. It is a good idea to keep water in your car when you drive through the desert __________ your car breaks down and get you stranded.

(มันเป็นความคิดที่ดีที่จะเก็บน้ำไว้ในรถยนต์ของคุณเมื่อคุณขับรถผ่านไปในทะเลทราย __________ รถของคุณเสีย  และทำให้คุณอยู่ในฐานะที่ทำอะไรไม่ได้)

(a) instead of    (แทนที่, แทนที่จะ)

(b) in case    (ในกรณีที่)

(c) so that    (เพื่อที่ว่า)

(d) due to    (เนื่องจาก, เพราะว่า)  (ต้องตามด้วยคำนาม  หรือวลี)

ตอบ   -   ข้อ   (b)

 

เรียน   ท่านผู้ติดตามอ่านเว็บไซต์  “everydayenglish.pwa.co.th”                

 

                  ถ้าท่านมีคำแนะนำให้ปรับปรุงเว็บไซต์นี้ประการใด  กรุณาส่ง   e-mail ไปที่  ดร. วัชรินทร์  ภูเขาทอง  อดีต  ผอ. สำนักวิทยาการ  การประปาส่วนภูมิภาค  ผู้จัดทำเว็บไซต์นี้  ตาม   “Address” wpookaotong@yahoo.com   (โปรดระบุหัวเรื่องด้วยว่า  “ปรับปรุงเว็บไซต์)   เพื่อที่ผู้จัดทำฯ จะได้ปรับปรุงเนื้อหาได้ตรงตามความประสงค์ของผู้อ่านเว็บไซต์นี้ต่อไป

 

 

 

 

หมวดข้อสอบ STRUCTURE (ตอนที่ 23)

การประปาส่วนภูมิภาค  “มุ่ง-มั่น-เพื่อปวงชน”

 

Direction:  Choose the most appropriate answer.

(จงเลือกคำตอบที่เหมาะสมที่สุด)

 

1. You want to change the time you arranged to meet your friend, Bob.

    You phone him and say, “_______________________________”

(คุณต้องการเปลี่ยนเวลาซึ่งคุณได้เตรียมการที่จะพบกับเพื่อนของคุณ คือ บ๊อบ,  คุณโทรฯ ไปหาเขาและพูดว่า “___________________)

1. Sorry Bob, you’ve got to give me more time.    (เสียใจนะบ๊อบ  คุณจำเป็นต้องให้เวลาผมมากกว่านี้)

2. Bob, you stood me up.  What about tomorrow?    (บ๊อบ  คุณไม่มาตามนัดนี่นา  (งั้นเจอกัน) พรุ่งนี้เป็นไง)

3. Sorry Bob, I have to see you more often.    (เสียใจนะบ๊อบ  ผมจำเป็นต้องพบคุณบ่อยขึ้น)

4. Bob, I can’t make it at 2 o’clock.  Are you free at 4?    (บ๊อบ  ผมไม่สามารถไปพบคุณได้ตอนบ่าย ๒ โมง  คุณว่างมั๊ยตอน ๔ โมง)

ตอบ  –  ข้อ ๔

 

2. Your friend has changed her hair style.  You compliment her on her appearance by saying “______________”

(เพื่อนของคุณได้เปลี่ยนทรงผมของเธอ  คุณชมเชยเธอเกี่ยวกับลักษณะท่าทาง (รูปโฉมภายนอก) ของเธอ) โดยการพูดว่า _________________”)

1. It really looks at you.    (มันจ้องมองเธอจริงๆ นะ)

2. You look terrific.    (เธอดูแจ๋วจริงๆ-เธอดูดีมากเลย)

3. You look strange indeed!    (เธอดูแปลกประหลาดจริงๆ)

4. What have you done now?    (เธอทำอะไรอยู่ล่ะตอนนี้)

ตอบ  –  ข้อ ๒

 

3. A friend is walking with you along the pavement.  You see he is about to step in a puddle of water and say, “_________________”

(เพื่อนคนหนึ่งกำลังเดินกับคุณไปบนบาทวิถี  คุณเห็นว่าเขาจวนจะเหยียบไปบนแอ่ง (หลุม) น้ำเล็กๆ บนพื้น (ถนน หรือดิน)  และพูดว่า “________________)

1. Look up!    (ค้นหาคำศัพท์ – ในหนังสือ หรือพจนานุกรม)

2. Look out!    (ระวังนะ)

3. Step along!    (เหยียบไปเลย)

4. Step over!    (เหยียบ)

ตอบ  –  ข้อ ๒

 

4. John is talking to Mary when she sneezes.  He asks her, “__________________”

(จอห์นกำลังคุยกับแมรี่เมื่อเธอจามออกมา  เขาถามเธอว่า  “__________________”)

1. Are you likely to get better?    (คุณมีแนวโน้มว่าจะดีขึ้นไหม)

2. Are you getting cold?    (คุณกำลังหนาวหรือ)

3. Do you have a cold?    (คุณเป็นหวัดใช่ไหม)

4. Do you want a hand?    (คุณต้องการความช่วยเหลือหรือเปล่า)  หรืออาจถามว่า“May I give you a hand?”  (ให้ผมช่วยไหมครับ)

ตอบ  –  ข้อ ๓

 

5. When you check your bill at the restaurant, you find you have been overcharged.  You say to the waiter, “________________”

(เมื่อคุณตรวจดูใบเสร็จ (เรียกเก็บเงิน) ที่ภัตตาคาร  คุณพบว่าคุณถูกคิดเงินเกิน,  คุณพูดกับบริกร (เด็กเสิร์ฟ) ว่า  “__________________)

1. I think there has been a mistake.    (ผมคิดว่ามีความผิดพลาดนะ – ผมคิดว่าคุณคิดเงินผิดนะ)

2. I want another bill.    (ผมอยากได้ใบเสร็จอีกใบ)

3. There is too much to pay.    (ผมต้องจ่ายเงินมากบรรลัยเลย)

4. You are cheating me.    (คุณกำลังโกง-ต้มผมนะ)

ตอบ  –  ข้อ ๑

 

6. You hear your friend uses an English word that you don’t know, so you ask, “_________

________”

(คุณได้ยินเพื่อนของคุณใช้คำ (ศัพท์) ภาษาอังกฤษคำหนึ่งซึ่งคุณไม่รู้จัก,  ดังนั้น  คุณจึงถามว่า  “________________)

1. Can that be written?    (ช่วยเขียนคำนั้นได้ไหม)

2. How do you spell that?    (คุณสะกดคำนั้นยังไงนะ)

3. Can you say that again?    (คุณพูดคำนั้นอีกทีได้ไหม)

4. What does that mean?    (คำนั้นหมายความว่าอย่างไร)

ตอบ  –  ข้อ ๔

 

7. Your teacher asks your opinion about an outside reading book.  You found it boring but you want to be polite, so you say, “________________”

(อาจารย์ของคุณถามความเห็นของคุณเกี่ยวกับหนังสืออ่านนอกเวลาเรียน,  คุณพบว่ามันน่าเบื่อ  แต่คุณต้องการที่จะสุภาพ  ดังนั้น  คุณจึงพูดว่า  “_________________)

1. How could you assign such a boring book?    (อาจารย์มอบหมายให้ (เรา) อ่านหนังสือน่าเบื่อเช่นนั้นได้อย่างไรครับ)

2. The book I liked was certainly not this one.    (หนังสือที่ผมชอบย่อมไม่ใช่เล่มนี้แน่นอนครับ)

3. I prefer the book we read last term.    (ผมชอบหนังสือที่พวกเราอ่านเมื่อเทอมที่แล้วมากกว่า)

4. The book was unreadable, wasn’t it?    (หนังสือเล่มนั้นอ่านเข้าใจยากใช่ไหมครับ)

ตอบ  –  ข้อ ๓

 

8. A tourist is visiting Bangkok for the first time and wants to go to Wat Po.  He asks a policeman, “_________________”

(นักท่องเที่ยวคนหนึ่งกำลังเยือนกรุงเทพฯ เป็นครั้งแรก  และต้องการไปวัดโพธิ์  เขาถามตำรวจว่า  “_________________)

1. Give me the map of Wat Po, thanks.    (ขอแผนที่วัดโพธิ์ด้วย,  ขอบคุณนะ)

2. What is the best way to get to Wat Po?    (วิธีไหนที่จะไปวัดโพธิ์ได้ดีที่สุดนะ)

3. I am travelling to Wat Po.  Please tell me how.    (ผมกำลังเดินทางไปวัดโพธิ์  โปรดบอกผมด้วยว่าไปอย่างไร)

4. I want to go to Wat Po.  Please take me there.    (ผมต้องการไปวัดโพธิ์  โปรดพาผมไปที่นั่นด้วย)

ตอบ  –  ข้อ ๒

 

9. You are meeting a friend at Don Muang airport.  The first thing you say is, “_________________”

(คุณกำลังพบกับเพื่อนคนหนึ่งที่สนามบินดอนเมือง  สิ่งแรกที่คุณพูด  คือ  “_________________)

1. Good afternoon.  Did you fly?    (สวัสดี  คุณขึ้นเครื่องบินมาหรือ)

2. Let’s find a way to go to town.    (เรามาหาทางเข้าไปในเมืองกันเถอะ)

3. I’ve waited a long time to meet you.    (ผมรอมานานที่จะได้พบคุณ)

4. Hi!  Did you have a good flight?    (หวัดดี  คุณเดินทางราบรื่นดีมั้ย)

ตอบ  –  ข้อ ๔

 

10. Your friend did not get a scholarship to study abroad.  You try to cheer him up by saying, “_________________”

(เพื่อนของคุณไม่ได้รับทุนไปศึกษาต่างประเทศ  คุณพยายามให้กำลังใจเขาโดยการพูดว่า  “_________________)

1. You can’t teach an old dog new tricks.    (ไม้แก่ดัดยาก)  (หมายถึง  คนแก่มักไม่ยอมรับสิ่งใหม่ๆ)  (คุณไม่สามารถสอนกลเม็ดใหม่ๆ ให้หมาแก่ได้)

2. Birds of a feather flock together.    (คนประเภทเดียวกันมักจะอยู่ด้วยกัน)  (นกที่ขนเหมือนกันก็มักจะจับกลุ่มอยู่ด้วยกัน)

3. Every cloud has a silver lining.    (ฝนซาฟ้าส่าง)  (หมายถึง  เมื่อความทุกข์ยาก (เปรียบเหมือนเมฆ) ผ่านพ้นไป   ความสุข (เปรียบเหมือนขอบเมฆสีเงิน) ย่อมเข้ามาแทนที่  ดังนั้น  จงอย่าสิ้นหวัง  ซึ่งตรงกับอีกสุภาษิตหนึ่ง  คือ  “ชั่วเจ็ดที  ดีเจ็ดหน)  (เมฆ (ดำ) ทุกก้อน  มีขอบสีเงิน)

4. Strike while the iron is hot.    (ตีเหล็กเมื่อมันยังร้อนอยู่  หรือ น้ำขึ้นให้รีบตัก)  (หมายถึง  เมื่อพบโอกาส  จงรีบคว้าเอาไว้)

ตอบ  –  ข้อ ๓

 

11. You meet a friend who has just had her car stolen.  You say, “__________________”

(คุณพบเพื่อนคนหนึ่งผู้ซึ่งรถของเธอเพิ่งจะถูกขโมยไป,  คุณพูดว่า  “__________________”)

1. Very disappointed in you.    (ผิดหวังในตัวเธอมากๆ เลย)

2. Never more excited for you.    (ไม่เคยตื่นเต้นมากกว่านี้เลยสำหรับเธอ)

3. Really sorry to hear the news.    (เสียใจจริงๆ เลยที่ได้ยินข่าวนี้)  (ข่าวที่รถถูกขโมย)

4. Can’t stand such a loss.    (ผมทนไม่ได้กับการสูญเสียเช่นนั้น)

ตอบ  –  ข้อ ๓

 

12. Bill and Anne have been to a pop concert to listen to their favorite band.  On their way home, Anne says disappointedly, “__________________”

(บิลและแอนได้ไปฟังดนตรีป๊อบเพื่อฟังวงดนตรีที่ตนโปรดปราน,  โดยในระหว่างเดินทางกลับบ้าน  แอนกล่าวอย่างผิดหวังว่า  “__________________”)

1. They are not as good as they used to be.    (พวกเขาเล่นได้ไม่ดีเหมือนกับที่เคยเป็น)  (เล่นได้ไม่ดีเหมือนก่อน)

2. They are less good than they ever were.    (พวกเขาเล่นดีน้อยกว่าที่เคย)

3. They were much worse during the last month.    (พวกเขาเล่นแย่ลงมากในช่วงเดือนที่ผ่านมา)

4. They always play such brilliant music.    (พวกเขาเล่นดนตรีได้ยอดเยี่ยมเสมอ)

ตอบ  –  ข้อ ๑

 

13. Just after an important examination, Alan asks James, “____________________”

(หลังการสอบครั้งสำคัญ  อลันถามเจมส์ว่า  “______________________”)

1. What did you do?    (คุณทำงานอะไร)  (เมื่อในอดีต)

2. Can you find it OK?    (คุณหามันเจอไหม)

3. Did you do it?    (คุณเข้าสอบหรือเปล่า)

4. How did you do?    (คุณทำข้อสอบเป็นอย่างไรบ้าง)

ตอบ  –  ข้อ ๔

 

14. Betty has been unable to study because of the loud hammering coming from the room next to hers.  She phones the apartment manager and says, “_______________, but could you do something about the noise?”

(เบ็ตตี้ไม่สามารถอ่านหนังสือได้เนื่องมาจากการทุบด้วยค้อนเสียงดัง  ซึ่งมาจากห้องที่ถัดจากห้องของเธอ,  เธอโทรศัพท์ไปหาผู้จัดการอพาร์ตเมนต์  และพูดว่า  “________________,  แต่คุณช่วยทำอะไรสักอย่างกับเจ้าเสียงนั่นได้ไหม”)

1. I’m sorry to bother you    (ฉันเสียใจที่ต้องรบกวนคุณนะ)

2. There’s something going on    (มีบางอย่างเกิดขึ้น)

3. Excuse me for saying this    (ขอโทษนะที่ต้องพูดแบบนี้)

4. Please accept my apologies    (โปรดยอมรับคำขอโทษของฉันด้วย)

ตอบ  –  ข้อ ๑

 

15. In an examination room, a student’s mobile phone starts to ring.  The teacher says, “_____

__________”

(ในห้องสอบ  มือถือของเด็กนักเรียนคนหนึ่งดังขึ้นมา  อาจารย์พูดว่า  “________________”)

1. Turn that off.    (ปิดเครื่องเสียนะ)

2. Let it out.    (ปล่อยมันออกมา)

3. Who’s calling?    (ใครโทรฯ มาล่ะ)

4. What happens?    (เกิดอะไรขึ้น)

ตอบ  –  ข้อ ๑

 

เรียน   ท่านผู้ติดตามอ่านเว็บไซต์  “everydayenglish.pwa.co.th”                

 

                  ถ้าท่านมีคำแนะนำให้ปรับปรุงเว็บไซต์นี้ประการใด  กรุณาส่ง   e-mail ไปที่  ดร. วัชรินทร์  ภูเขาทอง  อดีต  ผอ. สำนักวิทยาการ  การประปาส่วนภูมิภาค  ผู้จัดทำเว็บไซต์นี้  ตาม   “Address” wpookaotong@yahoo.com   (โปรดระบุหัวเรื่องด้วยว่า  “ปรับปรุงเว็บไซต์)   เพื่อที่ผู้จัดทำฯ จะได้ปรับปรุงเนื้อหาได้ตรงตามความประสงค์ของผู้อ่านเว็บไซต์นี้ต่อไป

 

 

 

หมวดข้อสอบ STRUCTURE (ตอนที่ 22)

การประปาส่วนภูมิภาค  “มุ่ง-มั่น-เพื่อปวงชน”

 

Direction:  Choose the best alternative to make a correct sentence.

(จงเลือกข้อที่ดีที่สุดเพื่อทำให้ประโยคมีความถูกต้อง)

 

1. Yesterday there was a car accident on Belmont Street, and it took __________ nearly an hour to get the traffic on the move again.

(เมื่อวานนี้   มีอุบัติเหตุรถยนต์บนถนนเบลมอนต์  และมันทำให้ ___________ ใช้เวลาเกือบ  ๑  ชั่วโมง  ในการทำให้การจราจรเคลื่อนไหวต่อไปได้อีก)

(a) the police    (เจ้าหน้าที่ตำรวจ)

(b) a police

(c) police

(d) policeman

ตอบ   -   ข้อ    (a)   “Police”  มี  ๒  ความหมาย  คือ  ๑. สถาบันตำรวจ  ๒. เจ้าหน้าที่ตำรวจ  ถือเป็นคำนามพหูพจน์  และต้องใช้กับ  “The”   เสมอ  ทั้งนี้  อาจตอบว่า   “A policeman”  หรือ   “Policemen”  (ไม่ต้องใช้  “The”  เนื่องจากไม่ได้ชี้เฉพาะเจาะจงลงไปว่า  เป็นตำรวจกลุ่มใด)  ก็ได้

 

2. Frank: I think the radio is too loud.  It’s annoying.

(แฟรงค์:  ผมคิดว่าวิทยุเสียงดังเกินไป  มันน่ารำคาญนะ)

    Peter: Oh, sorry.  ______________________________________________________.

(ปีเตอร์:  โอ้  เสียใจครับ _______________________________________________)

(a) I shall turn it up a little bit    (ผมจะเปิดเสียงให้ดังเพิ่มขึ้นอีกหน่อย)

(b) You are so annoying, too    (คุณเองก็น่ารำคาญมากเช่นกันนะ)

(c) I will turn it off now    (ผมจะปิดมัน (วิทยุ) ตอนนี้เลยครับ)

(d) I think I will turn on the TV instead    (ผมคิดว่าผมจะเปิดทีวีแทน)

ตอบ   -   ข้อ    (c)

 

3. Jim: What will Tom do after the final examination?

(จิม:  ทอมจะทำอะไรหลังจากสอบไล่)

    Bill: _________________________________________________________________.

(บิล: ____________________________________________________________)

(a) He did not do well in the exam    (เขาทำสอบได้ไม่ดี)   

(b) I’m planning to read lots of books    (ผมกำลังวางแผนจะอ่านหนังสือเยอะแยะเลย)

(c) He will spend his time with us in England    (เขาจะใช้เวลากับพวกเราในอังกฤษ)  (คือ ไปเที่ยวกับเรา)

(d) Tom never prepares for his exam    (ทอมไม่เคยเตรียมตัวสำหรับการสอบเลย)

ตอบ   -   ข้อ    (c)

 

4. Tim: Do you mind if I turn on the air-conditioner?

(ทิม:  คุณจะรังเกียจไหม  ถ้าผมจะเปิดแอร์)

    Bob: ______________________________________________________ I’ve a fever now.

(บ๊อบ: ____________________________________________ ผมเป็นไข้อยู่ครับ  ขณะนี้)

(a) I’m afraid I can’t.    (ผมเกรงว่า  ผมทำไม่ได้ครับ)

(b) No, please do.    (ไม่รังเกียจครับ  เชิญได้เลย)

(c) Yes, I do.  Sorry,    (รังเกียจสิครับ  เสียใจด้วยนะ)

(d) No way! I’m sick of it.    (ไม่มีทาง  ผมเบื่อ (เอียน) มันจัง)

ตอบ   -   ข้อ    (c)

 

5. ___________________________________________ no rain here for the next few weeks.

(_____________________________________ ฝนตกที่นี่  สำหรับ ๒ – ๓ สัปดาห์ข้างหน้า)

(a) There was

(b) There has been

(c) There are

(d) There will be    (จะไม่มี)

ตอบ   -   ข้อ   (d)   เนื่องจากเป็นเรื่องของอนาคต  การทำนายดินฟ้าอากาศ

 

6. We were just about to go for a picnic, _____________________________ it started to rain.

(เราจวนจะออกไปปิกนิกอยู่พอดี ___________________________________ ฝนเริ่มตก)

(a) unless    (ถ้า..............................ไม่)

(b) as soon as    (ในทันทีที่)

(c) while    (ในขณะที่)

(d) when    (เมื่อ)

ตอบ   -   ข้อ    (d)

 

7. _____________________________________ you keep your mouth shut, you will be safe.

(_____________________________________ คุณหุบปากของคุณไว้  คุณก็จะปลอดภัย)

(a) Unless    (ถ้า..........................ไม่)

(b) So long as    (ตราบใดที่, ตราบเท่าที่)

(c) In case of    (ในกรณีของ)

(d) So far as    (เท่าที่.........................ผมรู้มา, เขาบอกผม, ฯลฯ)

ตอบ   -   ข้อ    (b)

 

8. _____________________________ faults Mr. Martin may have, dishonesty is not one of them.

(_________ ความผิด-ความบกพร่อง __________ ที่มิสเตอร์มาร์ตินอาจจะมี  ความไม่ซื่อสัตย์สุจริตมิใช่หนึ่งในบรรดาสิ่งเหล่านั้น)  (หมายถึง  แม้ว่ามาร์ตินจะมีความผิด-บกพร่องมากมาย  แต่เขาซื่อสัตย์สุจริตเสมอ)

(a) However    (อย่างไรก็ตาม, ไม่ว่า.......................อย่างไรก็ตาม)

(b) In spite of    (ทั้งๆ ที่)

(c) Whatever    (ไม่ว่า...........................อะไรก็ตาม, อะไรก็ตาม)

(d) Whenever    (เมื่อใดก็ตาม)

ตอบ   -   ข้อ   (c)   ดูเพิ่มเติมการใช้  “Whatever”  และ  “However”  จากประโยคข้างล่าง

                                         ตัวอย่างที่ 

  • ________________________________________ you may say, I still think I am right.

(__________________ คุณอาจจะพูด _________________ ผมยังคงคิดว่าผมเป็นฝ่ายถูก)

(a) However    (อย่างไรก็ตาม, อย่างไรก็ดี)

(b) Whatever    {ไม่ว่า (คุณอาจจะพูด) อะไรก็ตาม}

(c) Though    (ถึงแม้ว่า)

(d) As    (เพราะว่า, ในขณะที่)

ตอบ   -   ข้อ   (b)   ดูเพิ่มเติมการใช้  “Whatever”  และ  “However”  จากประโยคข้างล่าง

  • Whatever he may say, she doesn’t believe him.

(ไม่ว่าเขาจะพูดอะไรก็ตาม  เธอไม่เชื่อเขาเลย)

  • Whatever happens, keep calm.

(ไม่ว่าจะเกิดอะไรขึ้นก็ตาม  ให้นิ่งเข้าไว้  - หรือใจเย็นเข้าไว้)

  • He volunteered to do whatever he could.

(เขารับอาสาทำ  อะไรก็ตามที่เขาสามารถทำได้)

  • Bill had given up whatever hopes he may have had.

(บิลได้ยกเลิกความหวังอะไรก็ตาม  ที่เขาอาจจะเคยมี)

  • I have to bring my family back whatever happens.

(ผมจำเป็นต้องนำครอบครัวกลับมา  ไม่ว่าจะเกิดอะไรขึ้นก็ตาม)

  • Whatever you do, don’t take a trip to the Arctic.

(ไม่ว่าคุณจะทำอะไรก็ตาม  จงอย่าเดินทางไปอาร์คติก  - หรือขั้วโลกเหนือ)

  • He will never succeed however hard he may try.

(เขาจะไม่มีวันประสบความสำเร็จ  ไม่ว่าเขาจะพยายามอย่างหนักอย่างไรก็ตาม)

  • However quickly they walked, they could not catch the bus.

(ไม่ว่าพวกเขาจะเดินเร็วอย่างไรก็ตาม  พวกเขาไม่สามารถไปขึ้นรถได้ทัน)

  • However carefully she walked, she was hit by a car.

(ไม่ว่าเธอจะเดินอย่างระมัดระวังอย่างไรก็ตาม  เธอถูกรถชน)

  • He studied hard; however, he did not pass the exam.

(เขาขยันเรียน  อย่างไรก็ตาม (= แต่)  เขาสอบตก)

 

9. ________________________________ the air being so warm, he decided to sleep outside.

(______________________ มีอากาศที่อบอุ่นมาก  เขาตัดสินใจนอนข้างนอก)  (ห้อง หรือบ้าน)

(a) Since

(b) With    (ด้วย)

(c) As

(d) For

ตอบ   -   ข้อ    (b)   เนื่องจากข้อความที่ตามหลัง  “With”  ต้องอยู่ในรูปวลี  “The air being so warm

 

10. Monkeys sometimes act as if they _____________________________________ human.

(ลิงบางที (บางครั้ง) ทำตัวราวกับว่าพวกมัน _______________________________ มนุษย์)

(a) be

(b) are

(c) were    (เป็น)

(d) being

ตอบ   -   ข้อ    (c)   เนื่องจาก  “Clause”  ที่ตามหลัง  “As if, As though”  (ประหนึ่งว่า, ราวกับว่า  -  แต่มิได้เป็นเช่นนั้นจริงๆ)  กริยาต้องอยู่ในรูป  “Past simple tense”  (Verb 2)  ถ้าเป็นเหตุการณ์ปัจจุบัน,  และใช้รูป  “Past perfect tense”  (Had + Verb 3)    ถ้าเป็นเหตุการณ์ในอดีต  (เรียกโครงสร้างแบบนี้ว่า  “Past subjunctive”)  ดูเพิ่มเติมจากประโยคข้างล่าง

                                          ตัวอย่างที่ 

  • He acted as though he ________________________________________ a mad man.

(เขา ทำราวกับว่า  (ประหนึ่งว่า) เขา ____________________________________ คนบ้า)

(a) is

(b) was

(c) were    (เป็น)  (ใช้กับเหตุการณ์ปัจจุบัน)

(d) had been    (เป็น)  (ใช้กับเหตุการณ์ในอดีต)

(e) would have been

ตอบ   -   ข้อ   (d)   ดูคำอธิบาย   “As though, As if”   (ประหนึ่งว่า, ราวกับว่า)  จากประโยคตัวอย่างข้างล่าง

                                        ตัวอย่างที่      {จงเลือกข้อที่ผิดหลักไวยากรณ์  จาก ข้อ (๑) – (๔)}

(1) Despite its size, a whale can swim (2) as it (3) were (4) almost weightless

(ทั้งๆ ที่ขนาด (ใหญ่โต) ของมัน  ปลาวาฬสามารถว่ายน้ำได้ราวกับว่า (ประหนึ่งว่า)  มันเกือบจะไร้น้ำหนัก)

ตอบ   -    ข้อ      แก้เป็น  “as if หรือ  as though”เพราะมีความหมายว่า  “ประหนึ่งว่า, ราวกับว่า”  และต้องตามด้วย  “Past simple tense” (Verb 2)  (ถ้าใช้ในความ หมายปัจจุบัน  และต้องใช้  “Were”  กับประธานทุกตัวในกรณีของ “Verb to be”)   สำหรับในกรณีที่ใช้กับเหตุการณ์ในอดีต  ให้ใช้  “Past perfect tense” (Had + Verb 3)   อนึ่ง  ที่ต้องใช้รูป “Past simple” (Verb 2)  หรือ “Past perfect” (Had + Verb 3)  หลัง “As if, As though”  เนื่องจากเป็นเพียงการเปรียบเทียบว่า  “ราวกับว่าเป็นเช่นนั้น, ประหนึ่งว่าเป็นเช่นนี้”  ซึ่งมิใช่เรื่องที่เกิดขึ้นจริงๆ  หรือตรงข้ามกับความเป็นจริง  เหมือนกับการใช้  “Wish”  โดยเราเรียกการใช้โครงสร้างแบบนี้ว่า“Past subjunctive”  

                                         ตัวอย่างที่  

  • He spends his money ________________________ though he were a very rich man.

(เขาใช้จ่ายเงิน __________________ เขาเป็นคนที่ร่ำรวยมาก)  (แต่จริงๆแล้วมิได้เป็นคนรวย)

(a) so much

(b) as    (ประหนึ่งว่า, ราวกับว่า)

(c) very little

(d) (No word is needed.)

ตอบ   –   ข้อ   (b)   เนื่องจาก  “As though”  หรือ  “As if”  หมายถึง  “ประหนึ่งว่า, ราวกับว่า”  โดยในกรณีนี้เป็นเหตุการณ์ปัจจุบัน  (สังเกตจากกริยา “spends”)  จึงใช้  “were”  กับประธาน  “He”  ในประโยคย่อย  แต่ถ้าเป็นเหตุการณ์ในอดีต  ต้องเปลี่ยน เป็น  “Had been” (…….......…as though he had been a……....…..)  ตัวอย่างประโยคอื่นๆ  ได้แก่

  • He acts as if he were a millionaire.  (เป็นปัจจุบัน)

(เขาทำตัวราวกับว่าเขาเป็นเศรษฐี – ปัจจุบัน)  (แต่จริงๆ แล้วไม่ได้เป็น)

  • He acted as though he had been a millionaire.  (เป็นอดีต)

(เขาทำตัวราวกับว่าเป็นเศรษฐี – ในอดีต)  (แต่จริงๆแล้วไม่ได้เป็น)

  • The boy plays with his toy as if it were a living thing.  (เป็นปัจจุบัน)

(เด็กคนนั้นเล่นกับของเล่น  ราวกับว่ามันเป็นสิ่งมีชีวิต – ปัจจุบัน)  (แต่จริงๆแล้วไม่ได้เป็น)

  • He says as though he loved her.  (เป็นปัจจุบัน)

(เขาพูดราวกับว่าเขารักเธอ – ปัจจุบัน)  (แต่จริงๆแล้วไม่ได้รัก)

  • I saw it a long time ago, but I remember it as though I had seen it yesterday(เป็นอดีต)

(ผมเห็นมันเมื่อนานมาแล้ว  แต่ผมจำมันได้  ราวกับว่า  ผมเห็นมันเมื่อวานนี้ – เป็นอดีต)  (จริงๆ แล้ว  ไม่ได้เห็นเมื่อวานนี้)

 

11. She was thirsty; ______________________________, she refused to drink any soft drink.

(เธอกระหายน้ำ __________________ เธอปฏิเสธที่จะดื่มเครื่องดื่มเย็นๆที่ปราศจากแอลกอฮอล์)

(a) since    (เพราะว่า, ตั้งแต่)

(b) moreover    (ยิ่งไปกว่านั้น, นอกจากนั้น)

(c) so that    (เพื่อที่ว่า)

(d) nevertheless    (อย่างไรก็ตาม, อย่างไรก็ดี, แต่)

ตอบ   -   ข้อ   (d)   หรืออาจตอบ   “However, Nonetheless, But”   (อย่างไรก็ตาม, อย่างไรก็ดี, แต่) ก็ได้  เนื่องจากข้อความที่อยู่ข้างหน้า และหลังคำเหล่านี้จะมีความขัดแย้งกัน  (เธอกระหายน้ำ  แต่ไม่ดื่มเครื่องดื่มเย็นๆ)

 

12. The fire which broke ___________ in a theater last night caused tremendous loss of both lives and properties.

(ไฟไหม้ซึ่ง  _____________ ในโรงหนังเมื่อคืนวาน  ก่อให้เกิดความสูญเสียอย่างมโหฬารทั้งชีวิตและทรัพย์สิน)

(a) down    (“Break down”  =  (เครื่องจักร, เครื่องใช้ไฟฟ้า) ชำรุด, เสีย, ไม่ทำงาน)

(b) off    (“Break off”  =  ตัดความสัมพันธ์ทางการทูต)

(c) out    (“”Break out”  =  (ไฟ, สงคราม, โรคระบาด, การทะเลาะวิวาท) เกิดขึ้น)

(d) up    (“Break up”  =  (คู่รัก) ตัดความสัมพันธ์, เลิกคบ, เลิกรากันไป)

ตอบ   -   ข้อ   (c)

 

13. Jewish boys would begin to study __________________________________ the age of 3.

(เด็กชายชาวยิวจะเริ่มเรียนหนังสือ (เข้าโรงเรียน) _______________________ อายุ  ๓  ขวบ)

(a) early as

(b) so early as

(c) as early as    (โดยเร็วเท่ากับ, แต่เนิ่นๆ เท่ากับ)

(d) when early as

ตอบ   -   ข้อ   (c)  “Early” เป็นทั้งคำคุณศัพท์  (Adjective) และกริยาวิเศษณ์ (Adverb)  ในที่นี้ใช้เป็นกริยาวิเศษณ์  เนื่องจากขยายกริยา  “Study

 

14. His son was given a watch for his birthday, and his daughter a necklace for ______________.

(ลูกชายของเขาได้รับนาฬิกาสำหรับวันเกิดของตน  และลูกสาวได้สร้อยคอสำหรับ (วันเกิด) ______)

(a) him

(b) her

(c) hers    (ของเธอ)

(d) his

ตอบ    -    ข้อ   (c)   เนื่องจากต้องอยู่ในรูป  “Possessive pronoun”  (His, Hers, Its, mine, yours, ours, theirs)   จึงสามารถอยู่ลอยๆ คำเดียวได้   ไม่ต้องมีคำนามตามหลัง  ซึ่งมีค่าเท่ากับ  “Her birthday”  ตัวอย่างอื่นๆ  เช่น

  • My house is small but yours (= your house) is big.

(บ้านของผมหลังเล็ก  แต่ของคุณหลังใหญ่)

  • His dog is ferocious while hers (= her dog) is tame and lovely.

(หมาของเขาดุร้าย  ในขณะที่ของเธอเชื่องและน่ารัก)

 

15. Last night, in a radio address, the President urged us ________________ to the Red Cross.

(เมื่อคืนที่ผ่านมา  ในคำกล่าวทางวิทยุ  ท่านประธานาธิบดีกระตุ้นให้พวกเรา ______ ให้กับกาชาด)

(a) subscribe

(b) subscribing

(c) that we subscribe

(d) to subscribe    (บริจาค, ช่วยเหลือ, บอกรับเป็นสมาชิก)

ตอบ   -   ข้อ   (d)   เนื่องจาก  “Urge + กรรม + To + Verb 1”  ดูเพิ่มเติมคำกริยาประเภทเดียวกันจากประโยคข้างล่าง

                                         ตัวอย่างที่ 

  • I told my daughter _____________________ good care of herself while she was away.

(ผมบอกลูกสาวของผม (ให้) _____________ ตนเองเป็นอย่างดี  ในขณะที่เธอออกไปข้างนอก)

(a) taking

(b) to take    (“Take care”  =  ดูแล)

(c) she will take

(d) that she take

ตอบ   -   ข้อ    (b)   “Subject + Tell + กรรม + To + Verb 1”  (I told my daughter to take ……………)  ดูเพิ่มเติมกริยาประเภทเดียวกับ  “Tell”   ในประโยคข้างล่าง

                                         ตัวอย่างที่ 

  • The teacher permitted him ______________________________________ by himself.

(ครูอนุญาตให้เขา ___________________________ ด้วยตัวของเขาเอง)  (คือ  คิดตามลำพัง)

(a) to thinking

(b) to think    (คิด)

(c) think

(d) thinking

ตอบ   -   ข้อ    (b)   เนื่องจาก  “Subject + Permit + กรรม + To + Verb 1

                                        ตัวอย่างที่ 

  • The workers are all gone.  Because of the bad weather, the boss permitted them ________ early.

(คนงานไปกันหมดแล้ว  เนื่องจากอากาศเลว  เจ้านาย (หัวหน้า) อนุญาตให้พวกเขา ________ แต่เนิ่นๆ)

(a) leave

(b) to leaving

(c) to be going

(d) to leave    (ออกจากที่ทำงาน)

ตอบ   -   ข้อ   (d)   ตามโครงสร้าง   “Subject + Permit + กรรม + To + Verb 1

                                       ตัวอย่างที่ 

  • I want you ____________________________________ on an errand for me tomorrow.

(ผมต้องการให้คุณ ______________________________________ ทำธุระให้ผมวันพรุ่งนี้)

(a) go

(b) to do

(c) to go    (ไป)

(d) going

ตอบ   -   ข้อ   (c)  “Want + กรรม + To + Verb 1”  และ  “Go on an errand” =  ไปทำธุระ

                                         ตัวอย่างที่ 

  • We don’t allow anyone ________________________________________ in this pond.

(เราไม่อนุญาตให้ใครก็ตาม _______________________________________ ในสระน้ำนี้)

(a) swim

(b) swimming

(c) to swim   (ว่ายน้ำ)

(d) for swimming

ตอบ  -  ข้อ   (c)   เนื่องจาก  “Allow + กรรม + To + Verb 1

                                         ตัวอย่างที่  

  • He told one of the men __________________________ with his back against the wall. 

(เขาบอกชายคนหนึ่งให้ _________________________ โดยเอาหลังชิด (หรือพิง) กำแพง)

(a) turn and sit

(b) to turn and sit    (หันมาและนั่ง)

(c) turned and sat

(d) turning and sitting

ตอบ   -    ข้อ  (b)  เนื่องจาก  “Subject + Tell + กรรม  + To + Verb 1”  กล่าวคือ   กริยาที่อยู่หลังกรรมรอง  (บุคคลหรือสิ่งของ)  ของคำกริยาต่อไปนี้   จะต้องเป็นรูป  “Infinitive with to” (To + Verb 1)  เสมอ  ได้แก่  “Expect, Want, Cause,  Force,  Compel,  Invite,  Advise,  Instruct, Persuade,  Allow,  Permit,  Encourage,  Press,  Warn,  Order,  Request,  Tempt,  Teach,  Tell,  Oblige”   ตัวอย่างประโยค  เช่น

  • We ordered him to leave.

(เราสั่งให้เขาไปซะ)

  • She forced her servant to finish the work by noon.

(เธอบังคับให้สาวใช้ทำงานให้เสร็จในตอนบ่าย)

  • They invited her to go to their party.

(พวกเขาเชิญเธอไปร่วมงานเลี้ยง)

  • The teacher instructed him to study hard.

(ครูแนะนำเขาให้ขยันเรียน)

  • I told him to play outside.

(ผมบอกให้เขาไปเล่นข้างนอก)

  • he taught him (how) to cook.

(หล่อนสอนเขา (วิธี) ปรุงอาหาร)

  • We encouraged her to fight against cancer.

(พวกเราให้กำลังใจเธอต่อสู้กับมะเร็ง)

  • The flood caused the train to move slowly.

(น้ำท่วมเป็นเหตุให้รถไฟเคลื่อนไปอย่างช้าๆ)

  • She requested him to buy her a new dress.

(เธอขอร้องเขาให้ซื้อเสื้อผ้าชุดใหม่ให้เธอ)

  • The manager advised his staff to work harder.

(ผู้จัดการแนะให้สตาฟของเขาทำงานให้หนักขึ้น)

                                       ในกรณีเป็นประโยคปฏิเสธ  ให้ใส่  “Not”  ไว้หน้า  “To + Verb 1”  (Not + To + Verb 1)  เช่น

  • She asked me not to arrive late.

(เธอขอร้องผมมิให้มาสาย)

  • He told her not to go out at night.

(เขาบอกเธอมิให้ออกไปข้างนอกเวลากลางคืน)

  • We forced him not to resign from his work.

(เราบังคับเขามิให้ลาออกจากงาน)

  • She expects him not to fail again.

(เธอคาดหวังเขาว่าจะไม่ล้มเหลวอีกหน)

 

16. ______________________________________ most beginners, he worried about details.

(________________________ ผู้เริ่มต้น (มือใหม่) ส่วนใหญ่  เขาวิตกกังวลเกี่ยวกับรายละเอียด)

(a) As    (ตามที่, ดังที่, ในฐานะ)

(b) Just as    (ตามที่, ดังที่)

(c) Like    (เหมือนกับ, คล้ายกับ, เป็นลักษณะเฉพาะของ)

(d) Even though    (ถึงแม้ว่า)

ตอบ   -   ข้อ   (c)   “Like”  เมื่อเป็น   “Preposition”  หมายถึง  “เหมือนกับ, คล้ายกับ”  ต้องตามด้วยคำนาม หรือวลี   (ในข้อนี้  คือ “most beginners”)  ดูเพิ่มเติมการใช้   “Like, As, Just as”  จากประโยคข้างล่าง

                                        ตัวอย่างที่  

  • This car has an engine ___________________________________ one in an airplane.

(รถยนต์คันนี้มีเครื่องยนต์ _________________________________ เครื่องยนต์ในเครื่องบิน)

(a) as    (= ในฐานะ, เป็น  -  เมื่อเป็น  “Preposition”  ตามด้วยคำนามหรือวลี)  (=เหมือน, เหมือนกับที่, ตามที่, ดังที่  -  เมื่อเป็น “Conjunction”  = Just as  ตามด้วยประโยค  “Subject + Verb”)

(b) the same    (เหมือนกัน, อย่างเดียวกัน)

(c) as like as    (โครงสร้างนี้ไม่มีใช้)

(d) like    (เหมือน, คล้าย)  (เป็น  “Preposition”)

ตอบ   -   ข้อ   (d)   เนื่องจาก  “Like  (เหมือน, คล้าย) +  คำนามหรือวลี  ส่วน  “As (ตามที่, ดังที่) + ประโยค”  (As + Subject + Verb)  สำหรับอีกโครงสร้างหนึ่งที่สามารถใช้ได้สำหรับข้อที่  ๓  คือ  “This car has the same engine as one in an airplane.”  หรือ  “This car’s engine and one in an airplane are the same.  (หรือ  “are alike, are similar”)  ดูเพิ่มเติมการใช้  “Like, As, Alike”  จากประโยคตัวอย่างข้างล่าง

                                         ตัวอย่างที่  

  • What is the climate ____________________________________ in your home town?

(อากาศ ________________________________ อย่างไร (เช่นไร) ในเมืองบ้านเกิดของคุณ)

(a) alike

(b) likely

(c) like    (เป็นเหมือน, เหมือน, คล้าย)

(d) (No word is needed.)

ตอบ  -  ข้อ   (c)   ในที่นี้  “Like”  เป็น “Preposition”  หมายถึง  “เป็นเหมือน, เหมือน, คล้าย”   ใช้กับ  “Verb to be”  หรือ  “Look”  (มีลักษณะ, มีท่าทาง)  ต้องตามด้วยคำนาม

                                         ตัวอย่างที่  

  • The sky is cloudy and it looks like _________________________________________.

(ท้องฟ้ามีเมฆมาก  และมันดูเหมือน _________________________________________)

(a) rain    (ฝน)  (เป็นคำนาม)

(b) to rain   (ฝนตก)

(c) rainy   (ซึ่งมีฝนตก)

(d) it will rain

ตอบ   –    ข้อ  (a)  เนื่องจาก  “Like”   ในที่นี้เป็น  “Preposition”  หมายถึง  “เหมือน, คล้าย”  ต้องตามด้วยคำนาม  ซึ่งในที่นี้  คือ  “ฝน

                                         ตัวอย่างที่  

  • He became a doctor ___________________________________________ his father.

(เขาเป็นหมอ _______________________________________________ พ่อของเขา)

(a) same as

(b) like    (เหมือน)

(c) such as

(d) as

ตอบ    –    ข้อ   (b)   เนื่องจาก  “Like”  เมื่อหมายถึง  “เหมือน, คล้าย”  จะเป็น “Preposition”  จึงต้องตามด้วยคำนามหรือวลี   สำหรับข้อนี้อาจตอบได้อีกอย่าง  คือ  “the same as”  ส่วน   “As”  (เหมือนกับ)  ต้องตามด้วย  “Subject + Verb”  ดูความแตกต่างการใช้  “Like” และ  “As”  จากประโยคข้างล่าง

  • Like the other nations of Eastern Europe, Poland was politically dominated by the Soviet Union during the Cold War.

(เหมือนกับประเทศอื่นๆในยุโรปตะวันออก  โปแลนด์ถูกครอบงำทางการเมืองโดยสหภาพ โซเวียต  ในระหว่างสงครามเย็น)

หมายเหตุ  -  ประโยคข้างบนใช้  “Like”  เนื่องจาก  “Like” (หมายถึง “เหมือน, คล้าย”)   ต้องตามด้วยคำนามหรือวลี   เช่น  “the other nations” “his father”  “most hard-working people” (คนทำงานหนักส่วนใหญ่)  ส่วน  “as” (หมายถึง “เหมือนกับ”)   ต้องตามด้วยอนุประโยค  (As + Subject + Verb)  เช่น

  • He did as (just as) his father had told him to do.

(เขาทำเหมือนที่พ่อของเขาบอกให้ทำ)

  • She smiled as (just as) her mother did when she was young.

(เธอยิ้มเหมือนที่แม่ของเธอยิ้ม  เมื่อตอนที่ (แม่) เป็นเด็ก)

                                        สำหรับ  “As”  เมื่อเป็น  “Preposition”  มีความหมายว่า  “ในฐานะ หรือ เป็น”  จะต้องตามด้วยคำนามหรือวลี  เช่น

  • She works as a doctor.

(เธอทำงานเป็นหมอ)

  • He is known as a man who keeps his words.

(เขาเป็นที่รู้จักกันในฐานะคนที่รักษาคำพูด)

  • They have been recognized as the men who died for their country.

(พวกเขาได้รับการจดจำในฐานะคนที่ตายเพื่อชาติบ้านเมือง)

  • As a good citizen, everyone has to pay a proper amount of tax each year.

(ในฐานะพลเมืองดี  ทุกคนจำเป็นต้องจ่ายภาษีในจำนวนที่เหมาะสมทุกๆปี)

                                         สำหรับ  “Alike”  เป็นทั้งคำคุณศัพท์และกริยาวิเศษณ์  หมายถึง  เหมือนกัน, คล้ายกัน, อย่างเดียวกัน”  ดังประโยคข้างล่าง

  • These two things are alike.

(ของ ๒ สิ่งนี้เหมือนกันเลย)

  • Tom and his brother are both alike.

(ทอมและพี่ชายของเขาคล้ายกัน  -  รูปร่างหน้าตาหรือการกระทำ)

  • No two people think or behave alike.

(ไม่มีใคร ๒ คน คิดหรือประพฤติตัวเหมือนกัน)

  • The two sisters are remarkably alike in appearance.

(พี่สาวน้องสาว ๒ คนนั้นคล้ายกันเป็นพิเศษ (อย่างน่าสังเกต) ในด้านรูปร่างหน้าตา-ลักษณะท่าทาง)

  • They did everything alike.

(พวกเขาทำทุกอย่างเหมือนๆกัน)

  • The children are all treated alike.

(เด็กๆได้รับการปฏิบัติเหมือนๆกันทุกคน)

  • The strike is damaging to managers and workers alike.

(การนัดหยุดงานกำลังสร้างความเสียหายให้กับผู้จัดการและคนงานเหมือนๆกัน)

  • The snowstorm affected the southern and northern states alike

 (พายุหิมะมีผลกระทบต่อรัฐทางตอนเหนือและใต้  เหมือนๆกัน)

 

17. She is fond of people who think _______________________________________ she does.

(เธอชอบผู้คนซึ่งคิด _______________________________________________ เธอคิด)

(a) about    (เกี่ยวกับ)

(b) like    (เหมือน, คล้าย, เป็นเหมือน)  (เป็น  “Preposition” ตามด้วยคำนาม หรือวลี)

(c) just like    (ความหมายเหมือน  “Like”)

(d) as    (เหมือนกับที่, ดังที่, ตามที่)  (เป็น  “Conjunction”  ตามด้วยประโยค คือ  Subject + Verb)

ตอบ   -   ข้อ   (d)   ดูคำอธิบายเพิ่มเติมในข้อ  ๑๖  ของข้อสอบชุดนี้

 

18. You can learn _____________________________________ the word from the dictionary.

(คุณสามารถเรียนรู้ _______________________________________ คำจากพจนานุกรม)

(a) pronunciation    (การออกเสียง, วิธีการออกเสียง)

(b) pronouncing

(c) to pronounce    (ที่จะออกเสียง)

(d) pronounce

ตอบ  -  ข้อ   (c)   เนื่องจาก   “Learn + to + Verb 1” ดูคำอธิบายเพิ่มเติมจากตัวอย่างข้างล่าง

                                          ตัวอย่างที่

  • I’ll try ________________________________________________________ my best.

(ผมจะพยายาม __________________________________________________ ดีที่สุด)

(a) to make

(b) to work

(c) to show

(d) to do   (ทำ)

ตอบ    –    ข้อ   (d)  “Do one’s best” = “ทำดีที่สุด” และหลังกริยา  “Try”  ต้องตามด้วย  “Infinitive with to” (To + Verb 1)  สำหรับกลุ่มคำกริยาที่ต้องตามด้วย  “Infinitive with to” (To + Verb 1)  ได้แก่   “promise (สัญญา),  offer (เสนอ),   want (ต้องการ),   hope (หวัง),   plan (วางแผน),   hesitate (รีรอ, ลังเลใจ),   fail  (ล้มเหลว),   learn  (เรียนรู้),   expect  (คาดหวัง),   refuse (ปฏิเสธ), need  (ต้องการ),  dare  (กล้า),  claim  (อ้าง),   agree  (ตกลง),  demand  (เรียกร้อง),   wish  (ปรารถนา),   intend  (ตั้งใจ),  seem (ดูเหมือนว่า),  resolve  (ตกลงใจ),  determine  (ตัดสินใจ),  decide  (ตัดสินใจ),   pretend (แสร้งทำ),  afford  (มีฐานะพอ, สามารถหามาได้),  happen  (บังเอิญ),  appear (ดูเหมือนว่า),  prove  (พิสูจน์ว่า),   ask  (ขอร้อง),  beg  (ขอร้อง),   choose (เลือก),  manage  (ประสบความสำเร็จ),   hurry  (เร่งรีบ),   tend  (มักจะชอบ),   arrange  (จัดแจง, เตรียมการ),   care  (สนใจ),  come  (มา)   ดังตัวอย่างประโยคข้างล่าง

  • They want to take a rest.

(พวกเขาต้องการพักผ่อน)

  • She expects to arrive there in time.

(เธอคาดหวังว่าจะไปถึงที่นั่นทันเวลา)

  • He pretended not to see me.

(เขาแสร้งทำเป็นไม่เห็นผม)

  • We decided to buy a new home.

(เราตัดสินใจซื้อบ้านใหม่)

  • He came to see me late at night.

(เขามาพบผมเวลากลางคืนตอนดึก)

  • We must learn to work hard and to save money.

(เราจะต้องเรียนรู้เรื่องการทำงานหนักและออมเงิน)

  • She refused to go out with him.

(เธอปฏิเสธที่จะออกไปข้างนอกกับเขา

  • She affords to buy an expensive car.

(เธอมีฐานะพอที่จะซื้อรถยนต์ราคาแพง)

  • They agreed to take a vacation this summer.

(พวกเขาตกลงที่จะเดินทางวันหยุดพักผ่อนหน้าร้อนนี้)

  • We wish to graduate in a few months and to get a job.

(เราปรารถนาที่จะเรียนจบในอีก ๒ – ๓ เดือนข้างหน้าและได้งานทำ)

  • He asked to play a role in the school play.

(เขาขอร้องที่จะแสดงในบทในละครของโรงเรียน)

  • They promised to come and they did come.

(พวกเขาสัญญาว่าจะมา และก็มาจริงๆ)

  • The team failed to win a place in the finals.

(ทีมนั้นไม่สามารถที่จะได้เข้ารอบสุดท้าย)

  • They hoped to meet their parents after separating with them for years.

(พวกเขาหวังจะได้พบกับพ่อแม่หลังจากแยกกับพ่อแม่เป็นเวลาหลายปี)

  • Did you manage to get anything to eat before you came?

(คุณประสบความสำเร็จ (สามารถ) หาอะไรกินก่อนมาที่นี่หรือเปล่า)

 

19. How old must one ____________________________________________ in an election?

(คนเราจะต้องอายุเท่าใด ______________________________________ ในการเลือกตั้ง)

(a) to vote

(b) to be voted

(c) to be to vote

(d) be to vote    (ที่จะลงคะแนนเสียง)

ตอบ    -    ข้อ  (d)  เนื่องจากมาจากประโยคบอกเล่า   “One must be 20 years old to vote in an election.”  (คนเราจะต้องอายุ ๒๐ ปี  ถึงจะลงคะแนนในการเลือกตั้งได้)   และ  “Must”  ต้องตามด้วย  “Infinitive without to” (Verb 1)  ดังนั้น  จึงต้องใช้  “One must be 20 years……….....….” จะใช้ “Must is, Must are”  ไม่ได้   และเมื่อเป็นประโยคคำถาม   จึงต้องใช้ว่า  “How old must one be to vote………....…..?”   (คนเราจะต้องอายุเท่าใด  จึงจะลงคะแนน .......................)

 

20. A: Let’s go to the country tomorrow.

(A: พวกเราไปบ้านนอก (ชนบท) กันนะ  วันพรุ่งนี้)

      B: All right, if it _____________________________________________________ rain.

(B: ตกลง  ถ้าฝน  ____________________________________________________)

(a) won’t

(b) isn’t

(c) doesn’t    (ไม่ตก)

(d) isn’t being

ตอบ   -   ข้อ   (c)   ในประโยค   “If clause”   (แบบที่  )  ใช้  “Present simple tense

 

21. A: What do you think of the rain we’ve been having?

(คุณคิดอย่างไรกับฝนที่เรากำลังมี  -  กำลังตก  -  อยู่ในตอนนี้)

      B: I’ve never seen __________________________________________ terrible weather.

(ผมไม่เคยเห็นอากาศที่เลวร้าย ___________________________________________)

(a) such the

(b) such a

(c) such    (มากมายเช่นนั้น)

(d) so

ตอบ   -   ข้อ    (c)   {Such + A (An) + Adjective + Noun (เอกพจน์  นับได้)}  หรือ   {Such + Adjective + Noun (นับไม่ได้)}  ในที่นี้   “Weather”  เป็นนามนับไม่ได้  ดังตัวอย่างข้างล่าง

  • She is such a nice girl that everyone loves her.

(เธอเป็นเด็กดีมาก  จนกระทั่งทุกคนรักเธอ)

  • It was such dirty water that nobody could drink it.

(มันเป็นน้ำที่สกปรกมาก  จนกระทั่งไม่มีใครดื่มมัน)

 

เรียน   ท่านผู้ติดตามอ่านเว็บไซต์  “everydayenglish.pwa.co.th”                

 

                  ถ้าท่านมีคำแนะนำให้ปรับปรุงเว็บไซต์นี้ประการใด  กรุณาส่ง   e-mail ไปที่  ดร. วัชรินทร์  ภูเขาทอง  อดีต  ผอ. สำนักวิทยาการ  การประปาส่วนภูมิภาค  ผู้จัดทำเว็บไซต์นี้  ตาม   “Address” wpookaotong@yahoo.com   (โปรดระบุหัวเรื่องด้วยว่า  “ปรับปรุงเว็บไซต์)   เพื่อที่ผู้จัดทำฯ จะได้ปรับปรุงเนื้อหาได้ตรงตามความประสงค์ของผู้อ่านเว็บไซต์นี้ต่อไป

 

 

 

หมวดข้อสอบ STRUCTURE (ตอนที่ 21)

การประปาส่วนภูมิภาค  “มุ่ง-มั่น-เพื่อปวงชน”

 

Direction:  Choose the best alternative to make a correct sentence.

(จงเลือกข้อที่ดีที่สุดเพื่อทำให้ประโยคมีความถูกต้อง)

 

1. They are trying to ______________________________________ the advances of science.

(พวกเขากำลังพยายามที่จะ ________________________ ความก้าวหน้าทางด้านวิทยาศาสตร์)

(a) keep on with    (รูปนี้ไม่มีใช้)

(b) catch on with    (รูปนี้ไม่มีใช้)

(c) give up with    (รูปนี้ไม่มีใช้)

(d) keep up with    (ตามทัน, ไล่ทัน, แข่งขัน, ไม่ล้าหลัง)

ตอบ   -   ข้อ    (d)   หรืออาจตอบ  Catch up with” (ตามทัน, ไล่ทัน)  ก็ได้

 

2. Will you be _______________________________ kind as to help me with this heavy box?

(คุณจะกรุณา _______________________ ที่จะช่วยผมถือ (แบก) กล่องหนักใบนี้ได้ไหมครับ)

(a) as

(b) very

(c) so    (พอ)

(d) enough

ตอบ   -   ข้อ   (c)   ดูเพิ่มเติมจากประโยคข้างล่าง

                                        ตัวอย่างที่  

  • Be _________________________________ good as to tell me all the truth about him.

(โปรด ______________________ พอที่จะเล่าความจริงทั้งหมดเกี่ยวกับตัวเขาให้ผมฟังหน่อย)

(a) as

(b) so    (“So good as” = กรุณาพอ หรือ ดีพอ)

(c) very

(d) enough

ตอบ   -   ข้อ   (b)

                                         ตัวอย่างที่  

  • Would you be so kind ________________ to return these books to the library for me?

(คุณจะกรุณา ____________ ที่จะส่งคืนหนังสือเหล่านี้ให้ห้องสมุดแทน (เพื่อ) ผม  ได้ไหมครับ)

(a) enough

(b) of you

(c) as    (พอ)

(d) that you have

ตอบ   -   ข้อ   (c)   เนื่องจาก   “So …....……. as”  ปกติจะใช้กับประโยคปฏิเสธเท่านั้น  (ในขณะที่  “As …......…… as”  ใช้ได้ทั้งประโยคบอกเล่า,  ปฏิเสธ  และคำถาม)  แต่เมื่อตามด้วย   “Infinitive with to” (To + Verb 1)  ซึ่งตัวหน้าจะต้องใช้  “So” อย่างเดียว  (ไม่ใช้  “As” )  สามารถใช้ได้ทั้งกับประโยคบอกเล่า,  ปฏิเสธ หรือ คำถาม  ดังโครงสร้างข้างล่าง

  • So + Adjective + As + To + Verb 1 + Phrase”

(โดยมีความหมายว่า  “................... พอที่จะ ...................”  หรือ  “.................. จนถึงขนาดที่จะ ...................”)   เช่น

  • Please be so kind as to help me carry this box.

(โปรดกรุณาพอที่จะช่วยผมยกลังนี้ด้วยครับ)  (บอกเล่า)  

  • Be so good as to wait for her till evening.

(จงกรุณา-ใจดี พอที่จะรอพบเธอจนค่ำด้วยนะครับ)  (บอกเล่า)

  • Be so generous as to donate to the charity.

(โปรดเอื้อเฟื้อพอที่จะบริจาคให้การกุศลด้วยนะ)  (บอกเล่า)

  • Be so nice as to pick me up at the airport.

(โปรดกรุณาพอที่จะไปรับผมที่สนามบินด้วยครับ)  (บอกเล่า)

  • I am not so stupid as to believe such a story.

(ผมไม่โง่บัดซบพอ  -  หรือโง่บัดซบถึงขนาด  -  ที่จะเชื่อเรื่องแบบนั้น)  (ปฏิเสธ)

  • Would you be so kind as to help me carry this heavy box?

(คุณจะกรุณาพอที่จะช่วยผมแบกลังหนักใบนี้ได้ไหมครับ)  (คำถาม)

 

3. _________________________________________ in the world is as old as my grandfather.

(____________________________________________ ในโลกนี้ที่จะแก่เท่ากับปู่ของผม)

(a) No one    (ไม่มีใคร)

(b) Nobody    (ไม่มีใคร)

(c) No person    (ไม่มีบุคคลใด)

(d) Nobody else    (ไม่มีใครอื่นอีกแล้ว)

ตอบ   -   ข้อ   (d)   ต้องมี  “Else” (อื่นอีก)  เพราะต้องการบอกว่า  ไม่มีใครอื่นอีก  “นอกเหนือจากปู่ของผม”  ทั้งนี้  อาจตอบ  “No one else”  ก็ได้

 

4. Mother, please buy me _____________________________________________________.

(แม่ครับ  โปรดซื้อ _____________________________________________ ให้ผมด้วย)

(a) a scissor

(b) a scissors

(c) scissors

(d) a pair of scissors    (กรรไกรคู่  (เล่ม, ด้าม) หนึ่ง)

ตอบ   -   ข้อ   (d)   “Scissors”  ต้องอยู่ในรูปพหูพจน์เสมอ  และเมื่อจะระบุจำนวน  จะใช้กับ  “สมุหนาม”  (Collective noun)  “Pairs”  ดูเพิ่มเติม  “สมุหนาม” จากประโยคข้างล่าง

                                         ตัวอย่างที่  

  • Because my scissors are dull, I’m going to buy a new _________________________.

(เพราะว่ากรรไกรของผมทื่อ  ผมจะซื้อ (กรรไกร) ___________________________ ใหม่)

(a) one

(b) scissor

(c) pair    (ด้าม, เล่ม, คู่)

(d) ones

ตอบ   -   ข้อ    (c)   “Scissors”  (กรรไกร)  ใช้ในรูปพหูพจน์เสมอ  และเมื่อจะบอกจำนวน  ว่ากี่คู่  หรือ กี่ด้าม หรือ กี่เล่ม  ต้องเลือกใช้สมุหนาม  (Collective noun)  ที่เหมาะสม  ในที่นี้  คือ  “Pair

                                    สมุหนาม”  (Collective noun)  คือ  นามที่เป็นชื่อของหมู่คณะ, กลุ่ม, พวก, เหล่า, ฝูง  โดยปกติจะใช้รวมกับ  นามทั่วไป-ไม่ชี้เฉพาะ  (Common noun) เสมอ   โดยมี   “Of”  มาคั่น  เช่น

                                     Collective noun + Of + Common noun  (คำแปล)

  • A bunch of grapes    (องุ่นพวงหนึ่ง)
  • A gang of thieves    (ขโมยแก๊งหนึ่ง)
  • A clusters of stars    (ดาวกลุ่มหนึ่ง)
  • A group of students    (นักเรียนกลุ่มหนึ่ง)
  • A herd of cattle    (วัวควายฝูงหนึ่ง)
  • A bunch of flowers    (ดอกไม้ช่อหนึ่ง)
  • A tribe of citizens    (พลเมืองเผ่าหนึ่ง)
  • A flock of sheep    (แกะฝูงหนึ่ง)
  • A crowd of people    (คนกลุ่มหนึ่ง)
  • A flock of chickens    (ลูกไก่ฝูงหนึ่ง)
  • A school of porpoises    (ปลาโลมาฝูงหนึ่ง)
  • A loaf of bread    (ขนมปังปอนด์หนึ่ง)
  • A piece of cake    (ขนมเค้กชิ้นหนึ่ง)
  • An item of news    (ข่าวหัวข้อหนึ่ง)

                                     สำหรับคำนามนับไม่ได้  (Uncountable noun)  ก็ต้องเลือกใช้  “สมุหนาม”  ให้เหมาะสมเช่นกัน  เช่น

  • A kind of food   (อาหารชนิดหนึ่ง)
  • A piece of paper(กระดาษ ๑ แผ่น)
  • A loaf of bread    (ขนมปัง ๑ ปอนด์ หรือก้อน)
  • A branch (field) of knowledge    (ความรู้สาขาหนึ่ง)
  • An item of news    (ข่าว ๑ หัวข้อ)
  • A kilo of fruit    (ผลไม้ ๑ กิโล)
  • A bunch of fruit   (ผลไม้ ๑ พวง)
  • A piece of luggage (baggage)    (กระเป๋าเดินทาง ๑ ใบ หรือ ชิ้น)
  • A subject of knowledge    (ความรู้ ๑ เรื่อง หรือ วิชา)

 

5. Tea here is _____________________________________________________ than coffee.

(ชาที่นี่________________________________________________________ กาแฟ)

(a) very good, very better    (ตัวหน้าถูก, ตัวหลังผิด)

(b) much good, much better    (ตัวหน้าผิด, ตัวหลังถูก)

(c) much good, very better    (รูปนี้ไม่มีใช้)

(d) very good, much better    {ดีมาก, ดีกว่า (กาแฟ) มาก}

ตอบ   -   ข้อ   (d)   ต้องใช้   “Very good”  และ  “Much better”  ดูคำอธิบาย   “Much better”  จากประโยคข้างล่าง

                                         ตัวอย่างที่  

  • There is __________________________________________ demand for oil than rice.

(มีความต้องการน้ำมัน ______________________________________________ ข้าว)

(a) much

(b) much less    (น้อยกว่า........ (ข้าว)........... มาก)

(c) as much

(d) more or less the same

ตอบ   -   ข้อ   (b)   เป็นการเปรียบเทียบ  “ขั้นกว่า”  (Comparative degree)

                                        ตัวอย่างที่  

  • It is __________________________ to keep down your head while they are shooting.  

(มัน ________________________ ที่จะก้มหัวของคุณให้ต่ำ   ในขณะที่พวกเขากำลังยิงกัน)

(a) much the better

(b) much more better

(c) much better    (ดีกว่ากันอย่างมาก)

(d) more better

ตอบ   -   ข้อ   (c)   เป็นการเปรียบเทียบขั้นกว่า  (Comparative degree)

                                        ตัวอย่างที่  

  • Literature played _____________ important part in the lives of the leisured class in England.

(วรรณคดี-วรรณกรรมมีส่วนสำคัญ _______________ ในชีวิตของชนชั้นที่มีเวลาว่าง (ชนชั้นกลาง) ในประเทศอังกฤษ  -  เมื่อเปรียบเทียบกับชนชั้นอื่นๆ)  (หมายถึง  เมื่อคนมีเวลาว่างจากการทำงาน  ก็มีเวลามาสนใจอ่านหนังสือประเภทวรรณคดี-วรรณกรรม)

(a) much more

(b) far more

(c) a much more    (มากกว่ากันอย่างมากมาย)

(d) much

ตอบ   -   ข้อ   (c)   เนื่องจากเป็นการเปรียบเทียบ  “ขั้นกว่า”  (Comparative degree)  ระหว่างชนชั้นที่มีเวลาว่าง คือ ชนชั้นกลาง  กับชนชั้นอื่นๆ ในประเทศอังกฤษ  โดยละชนชั้นอื่นๆ ไว้ในฐานที่เข้าใจ  (ไม่ได้เขียนลงไป)  และเนื่องจาก “Important” เป็นคำพยางค์ยาว  จึงต้องใช้  “More”  ขยาย  (สำคัญมากกว่า)  และเมื่อต้องการบอกว่า  “สำคัญมากกว่าอย่างมากมาย”  จึงต้องใช้  “Much”  หรือ  “Far”  ขยายหน้า  “Important”  นอกจากนี้  ยังต้องมี  “A”  ด้วย  เนื่องจากขยาย  “Part”  ซึ่งเป็นคำนามนับได้  เอกพจน์

                                         ตัวอย่างที่ ๔

  • Last night’s homework was hard, but this is ____________________________ difficult.

(การบ้านของเมื่อคืนนี้ยาก  แต่ (การบ้าน) นี่  ยาก ________________________________)

(a) much more    (กว่ามากมาย)

(b) too much more

(c) too

(d) more too

ตอบ   -   ข้อ  (a)

                                         ตัวอย่างที่  

  • It’s so noisy to live near a busy street but it is worse, _________ worse to live near a railway station.

(มันเสียงดังมากที่จะอาศัยอยู่ใกล้ถนนที่มีรถสัญจรไปมา  แต่มันยิ่งแย่กว่า  แย่กว่า _________ ที่จะอาศัยอยู่ใกล้กับสถานีรถไฟ)

(a) very

(b) so

(c) much    (มาก, มากมาย)  (หรืออาจใช้  “Far”  ก็ได้)

(d) more

ตอบ   -   ข้อ   (c)   ในการเปรียบเทียบ  “ขั้นกว่า”  (Comparative degree)

                                           ในกรณีที่ต้องการบอกว่า  “ใหญ่กว่ามาก”  “เล็กกว่ามาก,”  “ร้อนกว่ามาก,”   “สวยกว่ามาก”  ให้ใช้  “Much” และ  “Far” ขยาย   (ห้ามใช้ “Very”)

                                       ตัวอย่างที่  

  • She looks much ____________________________________________ this morning.

(เธอมีท่าทาง ___________________________________________ อย่างมากเช้าวันนี้)

(a) happy

(b) happily

(c) happier    (มีความสุขมากขึ้น)

(d) happiness    (ความสุข)

(e) happiest    (มีความสุขที่สุด)

ตอบ   -   ข้อ   (c)   เนื่องจากเป็นการเปรียบเทียบ  “ขั้นกว่า”  (Comparative degree)  เพียงแต่ไม่มี  “Than”  ปรากฏให้เห็น  แต่จริงๆแล้ว  เป็นการเปรียบเทียบกับอดีต  เช่น  เมื่อวานนี้ หรือ สัปดาห์ที่แล้ว  ข้อสังเกตอีกอย่างคือ  ถ้าไม่มีการเปรียบเทียบ จะต้องใช้   “Very”  แทน  “Much”  เพื่อขยาย  “Happy”  ส่วนการจะบอกว่า  มีความสุขมากขึ้น  “อย่างมาก”  ให้ใช้  “Much”  และ  “Far”  เท่านั้น    (สำหรับความ หมาย   “อย่างมาก”)  ห้ามใช้  “Very

                                         ตัวอย่างที่  

  • The scenery looks ________________________________ in December than in April.

(ภูมิประเทศ – ทิวทัศน์ – มีลักษณะ __________________ ในเดือนธันวาคม กว่าเดือนเมษายน)

(a) far pleasant

(b) much more pleasant    (น่ารื่นรมย์มากกว่ากัน  (อย่าง) มากมาย)

(c) very pleasant

(d) much more pleasantly

ตอบ   –   ข้อ   (b)   เนื่องจากการเปรียบเทียบ  “ขั้นกว่า”  (Comparative degree)  ถ้าต้องการบอกว่า  “มากกว่าอย่างมากมาย”  เช่น  “ใหญ่กว่ามาก,”  “เล็กกว่ามาก,”  “หนาวกว่ามาก”  ฯลฯ  สามารถใช้คำแทนคำว่า “อย่างมากมาย”  ได้  ๒  คำ คือ  “Much”  และ  “Far”  ห้ามใช้  “Very”  สำหรับในประโยคข้างบน  จะใช้   “Far more pleasant”  ก็ได้

                                     ตัวอย่างอื่นๆ  เช่น  “Much bigger” (ใหญ่กว่ามาก)  “Much older” (แก่กว่ามาก)  “Far hotter” (ร้อนกว่ามาก)  “Far colder” (หนาวกว่ามาก)  “Much more important” (สำคัญกว่ามาก)  “Much more complicated” (ยุ่งยากหรือสลับซับซ้อนกว่ามาก)  “Far smaller” (เล็กกว่ามาก)  “Far thinner” (ผอมหรือบางกว่ามาก)  “Far more beautiful”  (สวยกว่ามาก)

                                     ในกรณีที่ต้องการบอกว่า   “ใหญ่กว่าเล็กน้อย,”   “หนาวกว่านิดหน่อย,”   “หนักกว่าเล็กน้อย,”   “เบากว่าเล็กน้อย,”   “แพงกว่านิดหน่อย,”   “ยากกว่านิดหน่อย”   ดูคำอธิบายจากประโยคข้างล่าง

                                        ตัวอย่างที่  

  • I hope you will try _______________________________________ harder next time.

(ผมหวังว่าคุณจะพยายามมากขึ้น ___________________________________ ในคราวหน้า)

(a) less

(b) more

(c) some

(d) a little    (เล็กน้อย, นิดหน่อย)

(e) very

ตอบ   -   ข้อ   (d)   เมื่อขยายการเปรียบเทียบ  “ขั้นกว่า”  (Comparative degree)  เช่น  “ ใหญ่กว่า, ร้อนกว่า, แพงกว่า”   และต้องการบอกว่าเพียง  “เล็กน้อย, นิดหน่อย”  ให้ใช้   “A little, A bit  หรือ  A little bit”  ขยาย  เช่น  “A little bigger”  (ใหญ่กว่านิดหน่อย),  A little hotter”  (ร้อนกว่าเล็กน้อย),  “A bit colder”  (หนาวกว่านิดหน่อย),  “A little more expensive”  (แพงกว่าเล็กน้อย),  “A bit more interesting”  (น่าสนใจกว่านิดหน่อย),  “A little bit more important” (สำคัญกว่าเล็กน้อย)   เป็นต้น

 

6. She went to ____________________________________________________________.

(เธอไป __________________________________________________________)

(a) Paris where she stayed ten days

(b) Paris, where she stayed ten days     (ปารีส,  ที่ซึ่งเธอพักอยู่  ๑๐  วัน)

(c) Paris in which she stayed ten days

(d) Paris which she stayed there ten days

ตอบ   -   ข้อ   (b)   “where she stayed ten days”  เป็น  “Non-defining clause”   คือ  เพียงแต่มาบอกข้อมูลเพิ่มเติมเท่านั้น   มิได้มีความสำคัญแต่อย่างใด  ข้อความนี้มิได้มาแยก  “ปารีส”  นี้ออกจา ก  “ปารีส”  อื่น  เพราะมีเพียง  “ปารีส”  เดียวเท่านั้น  ดังนั้น  หลัง  “ปารีส”  จึงต้องมี  “คอมม่า”  ซึ่ง  “Clause”  ดังกล่าว  เปรียบ เสมือนข้อความที่อยู่ในวงเล็บเท่านั้น  คือ  เพียงแค่มาบอกข้อมูลเพิ่มเติม  ดังได้กล่าวมาแล้ว  สำหรับข้อนี้  อาจตอบว่า  “Paris, in which she stayed ten days”  (where  = in which)  ก็ได้   ดูเพิ่มเติม  “Non-defining clause”  จากประโยคข้างล่าง

                                         ตัวอย่างที่  

  • My __________________________________________________________ play golf.

(_________________________________________________________ เล่นกอล์ฟ)

(a) mother who is over sixty still

(b) mother, who is over sixty still

(c) mother who is over sixty, still

(d) mother, who is over sixty, still    (แม่ของผม, ผู้ซึ่งอายุกว่า  ๖๐,  ยังคง)

ตอบ   -   ข้อ   (d)   เนื่องจากเป็น   “Non-defining clause”  ดูเพิ่มเติมจากประโยคข้างล่าง

                                          ตัวอย่างที่  

  • The __________________________________________________ a grateful animal.

(____________________________________________________ สัตว์ที่กตัญญูรู้คุณ)

(a) dog which is found all over the world is

(b) dog, which is found all over the world is

(c) dog which is found all over the world, is

(d) dog, which is found all over the world, is    (สุนัข,  ซึ่งถูกพบอยู่ทั่วโลก,  เป็น)

ตอบ   -   ข้อ   (d)   เนื่องจาก  “สุนัข”  ในประโยคนี้  หมายถึงสัตว์ชนิดหนึ่ง  ที่แตกต่างไปจากสัตว์ประเภทอื่น  และเป็นตัวแทนของสุนัขทั้งโลก  มิได้แยกแยะว่าเป็นสุนัขตัวใด ของใคร  หรือที่ไปทำอะไร  (คือมิได้แยกสุนัขตัวนี้   ออกจากสุนัขตัวอื่นๆ)  จึงถือว่า “สุนัข”  ในประโยคนี้เป็นสัตว์ชนิดหนึ่งในโลก   ที่ต่างไปจากสัตว์ประเภทอื่นๆ  และมีความชี้เฉพาะอยู่ในตัวของมันเองแล้ว  ดังนั้น  อนุประโยคที่มาขยายมัน   จึงต้องเป็นประ เภท  “Non-defining Adjective Clause”  (อนุประโยคที่ไม่ได้เน้นย้ำคำนามที่มันขยาย)   คือ เพียงแต่มาบอกข้อมูลเพิ่มเติมเกี่ยวกับ  “สุนัข”  เท่านั้น  มิได้มีความ สำคัญแต่อย่างใด  และข้อความในอนุประโยคดังกล่าว  จะต้องมีเครื่องหมายคอมม่า (Comma)  กั้นหัวและท้ายเสมอ  เปรียบเสมือนกับอยู่ในวงเล็บ  โดยจะไม่ต้องมีข้อ ความนี้ก็ได้  เพราะผู้อ่าน-ผู้ฟัง  ก็ยังคงเข้าใจอยู่ดีว่า  มันคือ  “สุนัข”  สัตว์ประเภทหนึ่งในโลกนั่นเอง   โดยขอให้เปรียบเทียบกับประโยคข้างล่าง  ที่ข้อความในอนุประโยคที่มาขยาย  “สุนัข”  ต้องเป็น   “Defining Adjective Clause”  เนื่องจากช่วยแยกสุนัขตัวที่มัน  (อนุประโยค) ขยาย   ออกจากสุนัขตัวอื่นๆ  ซึ่งมีอยู่มากมาย  ซึ่งในกรณีนี้  อนุประโยคดังกล่าว   ไม่ต้องมีเครื่องหมาย    “คอมม่า”  กั้นหน้าหลัง  เพราะข้อความของมันมีความสำคัญ  ที่จะบอกให้  ผู้อ่าน-ผู้ฟัง รู้ได้ว่าเป็นสุนัขตัวใด  ของใคร  หรือไปทำอะไร

  • The dog which (that) was hit by a car yesterday belongs to my neighbor.

(สุนัขซึ่งถูกรถชนเมื่อวานนี้  เป็นของเพื่อนบ้านของผม) (ข้อความที่ขยาย  แยกสุนัขตัวนี้ออกจากสุนัขตัวอื่นๆ  ซึ่งถ้าไม่มีข้อความนี้  ผู้อ่าน-ผู้ฟัง จะไม่รู้เลยว่าสุนัขตัวใดเป็นของเพื่อนบ้าน)

  • The dog which (that) she bought from the market last month has been stolen.

(สุนัขซึ่งเธอซื้อมาจากตลาดเมื่อเดือนที่แล้ว  ได้ถูกขโมยไปแล้ว)  (ข้อความที่ขยาย  แยกสุนัขตัวนี้ออกจากสุนัขตัวอื่นๆ  ซึ่งถ้าไม่มีข้อความนี้  ผู้อ่าน-ผู้ฟัง  จะไม่รู้เลยว่า  สุนัขตัวใดถูกขโมย)

                                             ดูเพิ่มเติมคำอธิบาย  “Non-defining adjective clause”  และ “Defining adjective clause”  จากประโยคตัวอย่างข้างล่าง

                                        ตัวอย่างที่  

  • This ______________________________________________________ very good.

(____________________________ (นี้)__________________________ ดีมากเลย)

(a) school which we have just seen is

(b) school, which we have just seen is

(c) school which we have just seen, is

(d) school, which we have just seen, is    (โรงเรียน (นี้) ซึ่งเราเพิ่งจะได้เห็น)

ตอบ  -  ข้อ   (d)   เนื่องจากเป็น  “Non-defining Adjective Clause”  คือ  “อนุประโยคที่ขยายนามหรือสรรพนามแบบไม่เน้นหรือชี้เฉพาะลงไป  เนื่องจากคำนามหรือสรรพนามที่ถูกมันขยาย   มีความชัดเจนอยู่แล้ว  หรือรู้อยู่แล้วว่าเป็นใครหรืออะไร  ซึ่งมีอยู่คนเดียวหรือสิ่งเดียวเท่านั้น  และอาจเป็นชื่อเฉพาะ  ที่มีอยู่แห่งเดียวในโลกก็ได้  เช่น เมือง  ประเทศ  หรือบุคคลผู้นั้นผู้นี้   ดังนั้น   อนุประโยคที่มาขยายนามหรือสรรพนามนั้นๆ   จึงไม่ได้แยกมันออกจากนามหรือสรรพนามอื่นๆ   เพียงแต่มาบอกข้อมูลเพิ่มเติมเกี่ยวกับนามหรือสรรพนามนั้นเท่านั้น   ซึ่งถึงแม้ว่าจะไม่บอก  (หรือมาขยายนาม-สรรพนามนั้น)  ผู้อ่าน-ผู้ฟัง ก็ยังคงเข้าใจอยู่ดีว่า  นามหรือสรรพนามนั้นหมายถึงใคร  สิ่งใด หรือเมืองใดประเทศใด  เราจึงเรียกอนุประโยค  เหล่านี้ว่า “Non-defining Adjective Clause”  เพราะเพียงแต่มาช่วยบอกข้อมูลเพิ่มเติมเท่านั้นซึ่งจะมีหรือไม่มีก็ได้  เพราะผู้อ่าน-ผู้ฟังก็ยังสามารถเข้าใจได้ว่า  หมายถึงใคร สิ่งใด หรือเมือง-ประเทศใด  ซึ่งอนุประโยคเหล่านี้จะต้องมีเครื่องหมาย  “คอมม่า”   กั้นข้างหน้าและข้างหลังมัน  เหมือนกับเป็นวงเล็บ  ที่มีข้อความระหว่างคอมม่าหรือวงเล็บ  มาช่วยบอกข้อมูลเพิ่มเติมเท่านั้น  จะมีหรือไม่มีก็ได้  ไม่ได้มีความสำคัญแต่อย่างใด  ดังเช่นประโยคข้างบน  “โรงเรียน (นี้) – ซึ่งเราเพิ่งได้เห็น –  ดีมากเลย”   ซึ่งเราจะเห็นว่า  “โรงเรียนนี้”   มีความชัดเจนอยู่แล้วว่าเป็นโรงเรียนแห่งใด    ดังนั้น  ข้อความ   “ซึ่งเราเพิ่งได้เห็น”   จึงเพียงมาบอกข้อมูลเพิ่มเติมเกี่ยวกับโรงเรียนนี้เท่านั้น   มิได้แยกโรงเรียนนี้ออกจากโรงเรียนอื่นๆ   เหมือนกับใน  “Defining Adjective Clause”  (ไม่ต้องมีเครื่องหมาย “คอมม่า” กั้นระหว่าง “Clause”) อนุประโยคดังกล่าวข้างต้น  จึงมิได้มีความสำคัญอย่างใด  จึงต้องมีเครื่องหมาย  “คอมม่า”  กั้นระหว่างอนุประโยคเสมอ  ดังตัวอย่างข้างล่าง

  • Donald Trump, who is currently the American president, is a business tycoon.

(โดนัล  ทรัมพ์  - ผู้ซึ่งปัจจุบันเป็นประธานาธิบดีอเมริกา – เป็นนักธุรกิจผู้ร่ำรวยและมีอิทธิพลมาก)  (โดนัลทรัมพ์ มีอยู่คนเดียวในโลกนี้  อนุประโยคที่มาขยายจึงเพียงบอกข้อมูลเพิ่มเติม  มิได้แยกตัวเขาออกจากบุคคลอื่น  จึงต้องเป็น “Non-defining clause”  ต้องมีเครื่องหมายคอมม่ากั้นระหว่าง clause    ข้อความที่มาขยายมิได้มีความสำคัญแต่อย่างใด)

  • Bangkok, which is the capital of Thailand, is a crowded city.

(กรุงเทพฯ – ซึ่งเป็นเมืองหลวงของประเทศไทย – เป็นเมืองที่มีประชากรหนาแน่น)

  • Mr. Collin Woods, who lives next door, is coming to see me.

(คอลลินวูดส์– ผู้ซึ่งอาศัยอยู่บ้านหลังถัดไป – กำลังจะมาพบผม)

  • Rome, where the tourists can visit many historic places, is one of the most ancient cities.

(กรุงโรม – ที่ซึ่งนักท่องเที่ยวสามารถไปเยือนสถานที่สำคัญทางประวัติศาสตร์มากมาย – เป็นเมืองเก่าแก่มากที่สุดเมืองหนึ่ง)

  • Ramkhamhaeng University, which is an open university, enrolls thousands of students each year.

(ม. รามคำแหง – ซึ่งเป็นมหาวิทยาลัยเปิด – ลงทะเบียนนักเรียนหลายพันคนในแต่ละปี)

  • Charles Dickens, who was a very famous writer, was poor all through his life.   

(ชาร์ลสดิคเค่นส์  -  ผู้ซึ่งเป็นนักเขียนที่มีชื่อเสียง –  ยากจนตลอดชีวิตของเขา)

  • Ayuthaya, which we learnt about, was our former capital.

(อยุธยา – ซึ่งเราได้เรียนรู้เกี่ยวกับมัน – เป็นเมืองหลวงเก่าของเรา)

  • My house, of which the roof is made of brick, is going to be sold. 

(บ้านของผม – ซึ่งหลังคาทำด้วยอิฐ – กำลังจะถูกขายไป)

  • Dr. John Smith, whom I met in London, is an oculist.

(ด็อกเตอร์ จอห์น สมิธ  - ผู้ซึ่งผมพบในลอนดอน – เป็นจักษุแพทย์)

  • Our teacher of English, who has just returned from abroad, is getting married soon.

(ครูสอนภาษาอังกฤษของเรา – ผู้ซึ่งเพิ่งกลับมาจากต่างประเทศ – กำลังจะแต่งงานในไม่ช้า)

                                    จากประโยคตัวอย่างข้างต้นทั้งหมด  จะเห็นว่าทุกประโยคมี  “Non-defining Clause”  ขยายประธานของประโยค  และต้องมีเครื่องหมายคอมม่าคั่นอยู่ระหว่าง  “Clause”  ซึ่งไม่สู้จะมีความจำเป็นแก่ใจความในประโยคเท่าใดนัก  เนื่องจากประธานฯ เป็นที่ทราบกันดีอยู่แล้วว่า  เป็นใคร  เป็นอะไร  สิ่งไหน หรือ  ของใคร  ดังนั้น  “Clause”  ที่เพิ่มเข้ามาในประโยค  (ขยายประธานฯ)   จึงเพียงแต่บอกข้อมูลเพิ่มเติมจากสิ่งที่รู้กันดีอยู่แล้วเท่านั้น   แม้จะตัดข้อความที่เพิ่มเข้ามานี้ทิ้งไป  ก็จะไม่ทำให้ประ โยคนั้นเสียใจความแต่อย่างใด   ทั้งนี้  จะต้องมีเครื่องหมายคอมม่าคั่นหน้า-หลัง “Clause” เสมอ   (ในกรณีขยายประธานฯ ประโยค)  หรือคั่นเฉพาะข้างหน้า “Clause”  (ในกรณีขยายคำนามที่อยู่กลางประโยค)

สรุป    -    เราสามารถสรุปลักษณะของ  “Non-defining Clause”  ได้ดังนี้

                             ๑. ไม่มีความจำเป็นแก่ใจความในประโยค  เพียงแต่มาบอกข้อมูลเพิ่มเติมให้ละเอียดมากขึ้นจากสิ่งที่รู้อยู่แล้วเท่านั้น

                            ๒. ต้องมีเครื่องหมายคอมม่า  คั่นหน้าและหลัง  “Clause” เสมอ

                    ๓. ต้องใช้  “Relative Pronoun”  ซึ่งไม่มีลักษณะชี้เฉพาะเจาะจง  เช่น “Who,”  “Whom,”  “Where”  หรือ  “Which”  เป็นต้น  จะใช้  “That”  ไม่ได้  และต้องให้สอดคล้องกับหน้าที่  (Function)  ของมันด้วย

                                   สำหรับ  “Defining Adjective Clause”  ใช้ขยายนามหรือสรรพนามที่อยู่ข้างหน้า   เพื่อให้ได้ใจความสมบูรณ์และชัดเจนขึ้นว่า  เป็นคนไหน,  สิ่งไหน,  อะไร,  ของใคร  เป็นต้น   ทั้งนี้  หากไม่มี  “Defining Adjective Clause”  มาขยายแล้ว  คำนามหรือสรรพนามที่กล่าวถึงนั้น  ก็จะไม่เจาะจง  จะเป็นเพียงการกล่าวลอยๆ   ยากที่ผู้ฟังจะเข้าใจได้ชัดเจนว่าเป็นใคร,  อะไร  หรือของใคร  ทั้งนี้  เพราะขาด  “Defining Adjective Clause”  มาช่วยขยายความหรือชี้เฉพาะให้เห็นเด่นชัดนั่นเอง  กล่าวคือ  มาช่วยแยกนามหรือสรรพนามตัวที่ถูกมันขยาย  ออกจากนามหรือสรรพนามทั่วๆไป  เพื่อให้รู้ว่า  เป็นใคร,  อะไร,   สิ่งไหน  ที่มีความชัดเจนมากยิ่งขึ้น  ดังประโยคตัวอย่างข้าง ล่าง

  • The robber was arrested.

(โจรถูกจับ)

  • The car belongs to my father.

(รถยนต์เป็นของพ่อของผม)

  • The house is near the railway station

(บ้านอยู่ใกล้สถานีรถไฟ)

  • The police questioned the woman.

(ตำรวจซักถามผู้หญิง)

  • The plan was finally turned down.

(แผนในที่สุดถูกปฏิเสธ)

  • The subject is English.

(วิชาคือภาษาอังกฤษ)

  • He will take us to the town.

(เขาจะพาเราเข้าเมือง)

  • Some of the boys didn’t come to my party.

(เด็กบางคนไม่มางานเลี้ยงของผม)

                                    จากทุกประโยคที่ยกมาข้างบน  ผู้ฟังจะไม่รู้เลยว่า ขโมยคนไหนถูกจับ,  รถคันไหนเป็นของพ่อผม,  บ้านหลังไหนอยู่ใกล้สถานีรถไฟ,  ตำรวจซักถามผู้หญิงคนไหน,  แผนอะไรที่ถูกปฏิเสธ,  วิชาอะไรคือภาษาอังกฤษ,  เขาจะพาเราไปเมืองไหน,  เด็กคนไหนที่ไม่มางานเลี้ยง,  อย่างไรก็ตาม  เมื่อเราเพิ่ม  “Defining Adjective Clause”  เข้าข้างหลังคำนาม  (ประธานประโยค)  ใจความก็จะสมบูรณ์ยิ่งขึ้น  เช่น

  • The robber who plundered the bank yesterday was arrested.

(โจรซึ่งปล้นธนาคารเมื่อวานนี้ถูกจับ)

  • The car which I drive to the university belongs to my father.

(รถซึ่งผมขับไปมหาวิทยาลัยเป็นของพ่อของผม)

  • The house where I live is near the railway station.

(บ้านที่ผมอาศัยอยู่ใกล้สถานีรถไฟ)

  • The police questioned the woman whose car was stolen.

(ตำรวจซักถามผู้หญิงซึ่งรถของเธอถูกขโมย)

  • The plan which I proposed to the committee was finally turned down. 

(แผนซึ่งผมเสนอต่อคณะกรรมการได้รับการปฏิเสธในที่สุด)

  • The subject in which I am interested is English.

(วิชาซึ่งผมสนใจคือภาษาอังกฤษ)

  • He will take us to the town where we can see old temples.

(เขาจะพาเราไปที่เมือง  ซึ่งเราสามารถดูวัดเก่าแก่ได้)

  • Some of the boys (whom) I invited did not come to my party.

(เด็กบางคนซึ่งผมเชิญไม่มางานเลี้ยงของผม)

สรุป  -  จากประโยคข้างบนที่มี  “Defining Adjective Clause”  ขยายประธาน  หรือคำนามข้างในประโยค  เราสามารถสรุปลักษณะของ  “Defining Adjective Clause”  ได้ดังนี้

                             ๑. ทำหน้าที่ขยายนามที่อยู่ข้างหน้า  เพื่อให้ได้ใจความที่สมบูรณ์และชัดเจนยิ่งขึ้นว่า  หมายถึงใคร,  อะไร  (คือแยกนามนั้นออกจากนามตัวอื่นๆ)

                             ๒. ไม่มีเครื่องหมาย  “คอมม่า”  คั่นอยู่ระหว่างคำนาม (ประธานประโยค  หรือคำนามที่อยู่กลางประโยค)  กับ  “Defining Adjective Clause

                             ๓. ใช้คำ  “Relative Pronoun”  ที่ขึ้นต้น (นำหน้า)  “Defining Adjective Clause”   ให้เหมาะสมกับนามที่ถูกมันขยาย  และหน้าที่ของมันด้วย

 

7. My friend _______________________________________ when his requests were refused.

(เพื่อนของผม _______________________________ เมื่อคำร้องขอของเขาได้รับการปฏิเสธ)

(a) upset

(b) was upset    (รู้สึกสับสน-ว้าวุ่น-ไม่สบายใจ)

(c) was upsetting

(d) had upset

ตอบ   -   ข้อ   (b)   เนื่องจาก  “To upset”  หมายถึง  “ทำให้สับสน-ว้าวุ่น-ไม่สบายใจ”  (กริยา  ๓  ช่อง  คือ  “Upset, Upset, Upset”)  ส่วน  “To be upset”  =  “รู้สึกสับสน-ว้าวุ่น-ไม่สบายใจ”  และ  “To be upsetting”  =   “น่าสับสน-ว้าวุ่น-ไม่สบายใจ”  ดูเพิ่มเติมคำกริยาประเภทเดียวกับ  “Upset”   จากประโยคข้างล่าง

                                        ตัวอย่างที่  

  • My letter is very long.  I hope you won’t find it ________________________________.

(จดหมายของผมยาวมาก  ผมหวังว่า  คุณคงจะไม่พบว่ามัน __________________________)

(a) bore

(b) bored    (รู้สึกเบื่อหน่าย)

(c) boring    (น่าเบื่อหน่าย)

(d) to bore    (ทำให้เบื่อหน่าย)

ตอบ    -    ข้อ   (c)    ดูเพิ่มเติมกริยาประเภทเดียวกับ   “Bore”  จากประโยคข้างล่าง

                                        ตัวอย่างที่  

  • The food was delicious.  That was a __________________________________ meal.

(อาหารอร่อย  นั่นเป็นมื้ออาหารที่ __________________________________________)

(a) satisfied    (รู้สึกพอใจ)

(b) satisfying    (น่าพึงพอใจ)

(c) satisfy    (ทำให้พอใจ)

(d) satisfaction    (ความพึงพอใจ)

ตอบ   -   ข้อ   (b)

                                         ตัวอย่างที่  

  • Bill heard that he had won a scholarship.  The news __________________________. 

(บิลได้ยินว่าเขาได้รับทุนการศึกษา  ข่าวนี้ ____________________________________)

(a) were excited

(b) was exciting    (น่าตื่นเต้น)

(c) was excited    (รู้สึกตื่นเต้น)

(d) were exciting

ตอบ  -  ข้อ   (b)   เนื่องจาก   “News”  เป็นคำนามนับไม่ได้   และถือเป็นเอกพจน์เสมอ  จึงต้องใช้กับ   “Was

                                        ตัวอย่างที่  

  • She was very __________________________________________ to meet her friend.

(เธอ ____________________________________________ มากที่ได้พบเพื่อนของเธอ)

(a) delight    (ทำให้ยินดี-ปลาบปลื้ม-สุขใจ,  ความยินดี-ปลาบปลื้ม-สุขใจ)

(b) delighting    (น่ายินดี-ปลาบปลื้ม-สุขใจ)

(c) delighted    (รู้สึกยินดี-ปลาบปลื้ม-สุขใจ)

(d) delightful    (น่ายินดีมาก, น่าสุขใจมาก)

ตอบ   -   ข้อ  (c)

                                         ตัวอย่างที่  

  • I ______________________________________________ with the result of my exam.

(ผม__________________________________________________ กับผลสอบของผม)

(a) quite satisfy    (ทำให้พึงพอใจอย่างมาก)

(b) am quite satisfying    (น่าพึงพอใจอย่างมาก)

(c) am quite satisfied     (รู้สึกพึงพอใจอย่างมาก)

(d) am quite to satisfy

ตอบ   -   ข้อ   (c)

                                        ตัวอย่างที่  

  • I am ___________________________________________ in science, not in English.

(ผม _______________________________________ ในวิทยาศาสตร์  มิใช่ภาษาอังกฤษ)

(a) interest

(b) interesting    (น่าสนใจ)

(c) interested    (มีความสนใจ)

(d) to interest   (ทำให้สนใจ)

ตอบ   -   ข้อ   (c)

                                         ตัวอย่างที่  

  • He is _________________________________________________________ a house.

(เขา __________________________________________________________ บ้าน)

(a) interest at to rent

(b) interesting in rent

(c) interested at renting

(d) interested in renting     (มีความสนใจในการเช่า)

ตอบ   -   ข้อ   (d)

                                         ตัวอย่างที่  

  • It will take me quite some time to get him ____________________ in buying your land. 

(ผมจะต้องใช้เวลานานทีเดียวที่จะทำให้เขา ____________________ ในการซื้อที่ดินของคุณ)

(a) to interest    (ทำให้สนใจ)

(b) being interesting

(c) interested     (มีความสนใจ, รู้สึกสนใจ)

(d) interesting    (น่าสนใจ)

ตอบ   -   ข้อ   (c)

                                         ตัวอย่างที่  

  • The little girl was very ________________ when her father promised to buy her a doll.

(เด็กหญิงเล็กๆคนนั้น _________________ มาก  เมื่อพ่อของเธอสัญญาว่าจะซื้อตุ๊กตาให้เธอ)

(a) exciting    (น่าตื่นเต้น)

(b) excited    (รู้สึกตื่นเต้น, มีความตื่นเต้น)

(c) excite    (ทำให้ตื่นเต้น)

(d) excitable    (สามารถตื่นเต้นได้)

ตอบ    –    ข้อ   (b)   ดูเปรียบเทียบกับประโยคข้างล่าง

  • The results of the traveler preference survey are surprising.

(ผลลัพธ์ของการสำรวจความนิยมของนักเดินทาง – ท่องเที่ยว – น่าประหลาดใจ )

หมายเหตุ   –    ประโยคข้างบนนี้ต้องใช้   “Surprising”  เนื่องจาก  “Surprise”  เป็นคำกริยาที่มีความหมายว่า  “ทำให้ประหลาดใจ”  แต่ถ้าใช้ในรูป  “is (are, was, were) surprising”  จะมีความหมายว่า  “น่าประหลาดใจ”  ส่วนเมื่อใช้ในรูป  “is (am, are, was, were) surprised”  จะมีความหมายว่า  “มีความรู้สึกประหลาดใจ”  ดังตัวอย่างประโยค  เช่น

  • The result of the exam surprised her.

(ผลสอบทำให้เธอประหลาดใจ)

  • She was surprised at the result of the exam.

(เธอมีความรู้สึกประหลาดใจกับผลสอบ)

  • The result of the exam was surprising.

(ผลสอบน่าประหลาดใจ)

                                      คำกริยาประเภทเดียวกับ  “Surprise”  ได้แก่

satisfy –ทำให้พอใจ

excite – ทำให้ตื่นเต้น

disappoint –ทำให้ผิดหวัง

attract –ทำให้หลงใหล, ดึงดูด

interest – ทำให้สนใจ

amuse –ทำให้สนุกหรือขบขัน

please –ทำให้ยินดี-พอใจ

annoy –ทำให้รำคาญ-ขุ่นเคือง

bore – ทำให้เบื่อ

tire – ทำให้เหน็ดเหนื่อยหรือเบื่อ

frighten – ทำให้ตกใจ

confuse –ทำให้สับสนหรืองุนงง

surprise –ทำให้ประหลาดใจ

amaze – ทำให้ทึ่ง, ทำให้ตะลึง

delight – ทำให้ยินดี

exhaust –ทำให้หมดแรง

fascinate – ทำให้หลงใหล, ทำให้หลงเสน่ห์

charm – ทำให้หลง

convince – ทำให้เชื่อ

tempt – ทำให้หลงใหล, ยั่วยวน-ล่อใจ

entertain – ทำให้เพลิดเพลิน

embarrass –ทำให้ขวยเขิน-กระดากอาย

puzzle –ทำให้งง

thrill – ทำให้ตื่นเต้น

upset – ทำให้รำคาญ-ไม่สบายใจ

irritate – ทำให้โมโห, ทำให้ระคายเคือง

exasperate –ทำให้โกรธ

astonish –ทำให้ประหลาดใจ, ทำให้ตกใจ

infuriate –ทำให้โกรธ, ทำให้เดือดดาล

horrify –ทำให้กลัว, ทำให้ขนพองสยองเกล้า

 

                                                 กลุ่มคำกริยาข้างบนนี้ มีหลักการใช้คือ

                                     ๑. ถ้าใช้ในรูป  “Subject + Verb + Object”   จะมีความหมายว่า  “ทำให้”  คือตัวประธานเป็นผู้ทำให้เกิดอาการนั้นๆ ขึ้นแก่ผู้อื่น  เช่น

  • The accident frightened the passengers a great deal.  (past tense)

(อุบัติเหตุทำให้ผู้โดยสารตกใจอย่างมาก)

  • The exam result disappointed him so much.(past tense)

(ผลสอบทำให้เขาผิดหวังมากทีเดียว)

  • The chairman’s speech confused everyone.(past tense)

(คำพูดของท่านประธานทำให้ทุกคนสับสนงุนงง)

  • The new film interests all viewers.(present tense)

(หนังเรื่องใหม่ทำให้คนดูทั้งหมดสนใจ)

  • The professor’s lecture bores all the class.(present tense)

(การบรรยายของศาสตราจารย์คนนั้นทำให้นักเรียนทั้งชั้นเบื่อ)

                                    ๒. ถ้าใช้รูป  “Verb + ing” {Subject + is (am, are, was, were) + Verb +ing}  หรือ  (Verb +ing + Noun)  มีความหมายว่า “น่า ..................”  หรือ  “ซึ่งน่า ..................”  กริยาที่เติม  “ing”  พวกนี้ถือเป็นคำคุณศัพท์  จะวางไว้หลัง  Verb to be”  หรือหน้าคำนามก็ได้  เช่น

  • His work is boring.  (present tense)

(งานของเขาน่าเบื่อหน่าย)

  • It is a very exciting football match.   (present tense)

(มันเป็นการแข่งขันฟุตบอลที่น่าตื่นเต้น)

  • The landscape was so fascinating.  (past tense)

(ภูมิประเทศ (ที่นี่) น่าหลงใหลมาก)

  • The employee’s work was disappointing.   (past tense)

(งานของลูกจ้างรายนั้นน่าผิดหวัง)

  • The children’s table manners were very embarrassing.  (past tense)

(กิริยามารยาทบนโต๊ะอาหารของพวกเด็กๆน่าอับอายมาก)

  • The book is interesting.  (present tense)

(หนังสือน่าสนใจ)

  • Her beauty is charming.  (present tense)

(ความงามของเธอน่าหลงใหล – มีเสน่ห์)

  • It is surprising to see him at his ex-wife’s wedding.  (present tense)

(มันน่าประหลาดใจที่เห็นเขาที่งานแต่งงานของอดีตภรรยา)

{มิได้หมายความว่า  “มันกำลังประหลาดใจ  เหมือนกับประโยค  “He is walking. (เขากำลังเดิน)  –  present continuous tense}

                              ๓. ถ้าเติม  “Ed”  ข้างหลังคำกริยากลุ่มนี้   แล้ววางตามหลัง  “Verb to be” (Is, Am, Are, Was, Were)  จะมีลักษณะเป็น   “Passive voice” (Subject + Is (Am, Are, Was, Were) + Verb + Ed)  จะมีความหมายว่า  ประธานเป็นผู้เกิดความรู้สึกนั้นๆขึ้นมา  ซึ่งถ้าแปลตรงๆก็คือ “.................... ถูกทำให้รู้สึก ……............ ตื่นเต้น, ตกใจ, ผิดหวัง, พอใจฯลฯ ................”   แต่ในภาษาไทยนิยมพูดว่า   “................. มีความรู้สึก ............... ตื่นเต้น,  ตกใจ,  ผิดหวัง,  พอใจ .................”  เช่น

  • We are interested in German.   (present tense)

(เรามีความสนใจในภาษาเยอรมัน)

  • They are very pleased to see their old friends.   (present tense)

(พวกเขาดีใจมากที่ได้พบเพื่อนเก่า)

  • I was amazed to know of his death.   (past tense)

(ผมตะลึงที่ได้รู้ข่าวการตายของเขา)

  • He was very tired of hard work.   (past tense)

(ผมเหน็ดเหนื่อยมากกับงานหนัก)

  • She was interested in the ballet performance.   (past tense)

(เธอมีความสนใจในการแสดงบัลเล่ต์)

  • We were disappointed to lose the match.   (past tense)

(พวกเราผิดหวังที่แพ้การแข่งขัน)

  • Most people are frightened of the snakes.   (present tense)

(คนส่วนมากกลัวงู)

  • Jim is fascinated by astronomy.   (present tense)

(เขามีความหลงใหลในวิชาดาราศาสตร์)

 

8. She managed to reach the telephone ___________________________ her terrible wound.

(เธอไปถึงโทรศัพท์ได้สำเร็จ _____________________ มีบาดแผล (หรือการบาดเจ็บ) ร้ายแรง)

(a) although    (ถึงแม้ว่า)  (ตามด้วยประโยค  “Subject + Verb”)

(b) notwithstanding    (ทั้งๆ ที่)  (ตามด้วยคำนาม หรือวลี)

(c) because of    (เนื่องมาจาก)  (ตามด้วยคำนาม หรือวลี)

(d) for fear of    (ด้วยเกรงว่า)  (ตามด้วยคำนาม หรือวลี)

ตอบ   -   ข้อ   (b)   ดูตัวอย่างการใช้วลีข้างบน  จากประโยคตัวอย่าง

  • Although he is wrong, everyone can’t help admiring him.

(แม้ว่าเขาจะเป็นฝ่ายผิด ทุกคนอดไม่ได้ที่จะยกย่องชมเชยเขา)

  • Although he was late, he stopped to buy a sandwich.

(แม้ว่าเขาจะสาย  เขาแวะซื้อแซนด์วิช)

  • Jane kept her coat on although it was warm in the room.

(เจนยังคงสวมเสื้อคลุม  แม้ว่าอากาศในห้องจะอุ่น)

  • Although I advise my children about money, I never actually pay their debts.

(แม้ว่าผมแนะนำลูกๆเกี่ยวกับเรื่องเงิน  ผมไม่เคยใช้หนี้แทนพวกเขาเลย)

  • He hasn’t been able to get a good job notwithstanding his having had an expensive education.

(เขาไม่สามารถหางานดีๆทำได้  ทั้งๆที่มีการศึกษาที่แพง)  (ไม่สามารถหางานดีได้  ทั้งๆมีการศึกษาราคาแพง)

  • Notwithstanding (= Despite = In spite of) the bad storm John delivered his papers on time.  

(ทั้งๆที่มีพายุเลวร้าย  ทอมก็ยังไปส่งหนังสือพิมพ์ได้ตรงเวลา)

  • Notwithstanding (= Despite = In spite of) all their differences, Mary and Ann remain friends.

(ทั้งๆ ที่แตกต่างกันอย่างมากมายอย่างนั้น  แมรี่และแอนยังคงเป็นเพื่อนกันได้)

  • They went out notwithstanding (= despite = in spite of) the heavy rain.

(พวกเขาออกไปข้างนอกทั้งๆที่ฝนตกหนัก)

  • Because of (= On account of = Owing to = Due to) the heavy rain, we could not go out.

(เนื่องมาจากฝนตกหนัก  เราไม่สามารถออกไปข้างนอก)

  • Because of (= On account of = Owing to = Due to) an accident, the train was delayed for 2 hours.  

(เนื่องมาจากอุบัติเหตุ  รถไฟถูกทำให้ล่าช้าไป ๒ ชั่วโมง)

  • He could not go to university because of (=owing to = on account of = due to) his poverty.  

(เขาไม่สามารถเรียนมหาวิทยาลัย  เนื่องมาจากความยากจน) 

  • He left an hour early for fear of missing his train.

(เขาออกไปก่อนเวลา ๑ ชั่วโมง  ด้วยเกรงว่าจะตกรถไฟ)

  • She worried for fear of the child’s being hurt.

(เธอวิตกกังวล  ด้วยเกรงว่าเด็กจะได้รับอันตราย)

 

9. We hire out bicycles _______________________________________________________.

(เราให้เช่ารถจักรยาน __________________________________________________)

(a) by hours

(b) by an hour

(c) by the hour    (เป็น (ราย) ชั่วโมง)

(d) for hours    (เป็นเวลาหลายชั่วโมง)

ตอบ   -   ข้อ    (c)   ดูคำอธิบายจากประโยคข้างล่าง

                                        ตัวอย่างที่  

  • Some workers are paid ____________________________________________ week.

(คนงานบางคนได้รับค่าจ้าง _____________________________________ (ราย) สัปดาห์)

(a) in a

(b) by the    (เป็น)

(c) by a

(d) in the

ตอบ   -   ข้อ   (b)  หลัง   “is (are) paid by”  (ได้รับค่าจ้างเป็น)  หรือหลัง  “is (are) sold by”  (ถูกขายเป็น)   มีหลัก  คือ  ถ้าคำนามที่ตามหลัง  “By”  เป็นนามนับได้  (Week, Dozen, Kilo, Pound, Meter, Yard, Foot, etc.)  หน้าคำนามนั้นต้องใช้   “The”  ขยาย   แต่ถ้าเป็นนามนับไม่ได้  (Weight, Length, etc.)  หน้าคำนามนั้น   ไม่ต้องมี  “Article”  (A, An, The)  ใดๆขยายเลย  เช่น

  • In England eggs are sold by the pound.

(ในอังกฤษ  ไข่ถูกขายเป็นปอนด์)  (“Pound”เป็นนามนับได้)

(= In England eggs are sold by weight.)

(ในอังกฤษ  ไข่ถูกขายเป็น (โดย) น้ำหนัก)  (“Weight”  เป็นนามนับไม่ได้)

  • Cloth is generally sold by the yard.

(ผ้าโดยทั่วๆ ไปถูกขายเป็นหลา)  (“Yard”เป็นนามนับได้)

(= Cloth is generally sold by length.)

(ผ้าโดยทั่วๆ ไปถูกขายเป็นความยาว  -  ของผ้า)  (“Length”  เป็นนามนับไม่ได้)

  • Sugar is sold by the kilogram.

(น้ำตาลถูกขายเป็นกิโลกรัม)  (“Kilogram”  เป็นนามนับได้)

(= Sugar is sold by weight.)

(น้ำตาลถูกขายเป็น (โดย) น้ำหนัก)  (“Weight”  เป็นนามนับไม่ได้)

  • Salaried people are usually paid by the month.

(มนุษย์เงินเดือนตามปกติได้รับค่าจ้างเป็นเดือน)  (“Month”  เป็นนามนับได้)

(= Salaried people are usually paid by time.)

(มนุษย์เงินเดือนตามปกติได้รับค่าจ้างเป็นเวลา  -   การทำงาน)  (“Time”  เป็นนามนับไม่ได้)

 

10. Jim seems to be putting ______________________________________________ weight.

(จิมดูเหมือนว่ากำลังน้ำหนัก __________________________________________ มากขึ้น)

(a) by

(b) over

(c) in

(d) on    (เพิ่ม)

ตอบ   -   ข้อ   (d)   “Put on weight”  =  “น้ำหนักเพิ่มขึ้น

 

11. ______________________________________________ your house painted last month?

(บ้านของคุณ _____________________________________ ทาสีเมื่อเดือนที่แล้วใช่หรือไม่)

(a) Did

(b) Was    (ถูก)

(c) Had

(d) Have

ตอบ   -    ข้อ   (b)   เป็นรูป  “Passive voice”  {Subject + Is (Am, Are, Was, Were) + Verb 3}   คือ  ประธานประโยคถูกกระทำ  คือ  “ถูกทาสี”  โดยมาจากประโยคบอกเล่า  คือ“Your house was painted last month.”

 

12. At the sales things can often be bought ________________________________ half price.

(ที่การขายลดราคา  สิ่งต่างๆมักสามารถซื้อได้ ____________________________ ครึ่งราคา)

(a) for

(b) at    (ที่)

(c) in

(d) with

ตอบ   -   ข้อ   (b)   “Price”  ใช้กับ  “At

                                   สำหรับวลีที่ใช้กับ  “At”  ได้แก่  “at a high speed” =  ด้วยความเร็วสูง)  -  “The car is moving at a high speed.”  (รถยนต์กำลังเคลื่อนที่ด้วยความ เร็วสูง),   “sit at a table”  (นั่งที่โต๊ะ)  “land at a small airport” (ร่อนลงที่สนามบินเล็กๆ)  “at both ends”  (ที่ปลายทั้ง ๒ ข้าง)  “a knock at the door”  (การเคาะที่ประตู)  -  “We heard a knock at the door at late night.”  (เราได้ยินเสียงเคาะที่ประตูตอนดึกมากแล้ว),  “at a beach club” (ที่สโมสร ณ ชายหาด) “at a funeral” (ที่งานศพ) “at a press conference” (ที่การให้สัมภาษณ์หนังสือ พิมพ์) “at a high school dance” (ที่งานเต้นรำของโรงเรียน) “at the office” (ณ ที่ทำงาน)  “at breakfast”  (เมื่อเวลาอาหารเช้า)  “to stare at a garage roof” (จ้องมองไปที่หลังคาโรงรถ)  “to wave down at him” (โบกมือให้เขา) “to throw petals at his car”  (โยน – โปรย – กลีบดอกไม้ที่รถของเขา)   “at a distance”  (ในระยะไกล)   “at a standstill”  (หยุดชะงัก, หยุดนิ่งอยู่กับที่)  “at 10:00 a.m.” (ตอน ๑๐ โมงเช้า)  “at dawn” (ตอนรุ่งอรุณ) “at once”  (โดยทันทีทันใด)  “at his wit’s end”  (เขาหมดปัญญา, จนปัญญา, ไม่รู้จะทำอย่างไรดี)  “at loose ends”  (ไม่มีอะไรทำ, ไม่มีงานทำ, ไม่รู้จะทำอะไร ดี, ยังไม่แน่ใจว่าจะทำอะไรต่อไป, ยังไม่ตัดสินใจ)  “at a later stage”  (ในระยะหรือขั้นตอนต่อไป)   “at a time of high unemployment”  (ณ ช่วงเวลาที่มีการว่างงานสูง)  “to start work at sixteen” (เริ่มทำงานตอนอายุ ๑๖)  “to die at eighty-three”  (ตายเมื่ออายุ ๘๓)  “to grow at an astonishing rate” (เติบโตในอัตราที่น่าพิศวง)  “to buy or sell it at $ 100”  (ซื้อหรือขายที่ราคา ๑๐๐ เหรียญ)  “at 100 miles per hour” (ที่ ๑๐๐ ไมล์ต่อชั่วโมง)  “the radio playing at full volume” (วิทยุเปิดสุดเสียง)  “to set a pass mark at 60 percent” (ตั้งคะแนนผ่านที่ ๖๐ เปอร์เซ็นต์) “to work harder at his thesis”  (ขยันมากขึ้นกับวิทยานิพนธ์)  “to aim at bringing down the inflation rate” (มีเป้าหมายเพื่อลดอัตราเงินเฟ้อ)  “to go at the invitation of his neighbors” (ไปเพราะการเชื้อเชิญของเพื่อนบ้าน) “to leave at the director’s command” (จากไปเพราะคำสั่งของผู้อำนวยการ) “at liberty” (มีอิสร เสรีที่จะทำอะไร, มิได้ถูกขัดขวางหรือหยุดยั้ง) “to be at war”(ทำสงคราม)  “to put his life at risk” (ทำให้เขาต้องเสี่ยงชีวิต)  “to read at random”  (อ่านแบบสุ่มๆ – คือไม่เฉพาะเจาะจง)  “at gun point” (โดยเอาปืนจี้หัว)  “to fly at their expense”  (บินไปโดยค่าใช้จ่ายของพวกเขา)  “to be at her best”  (อยู่ในช่วงที่ดีที่สุดของเธอ)  “at a guess”  (โดยการเดาหรือทาย)  “at a rough estimate” (โดยประมาณการอย่างคร่าวๆ)  “good at swimming”  (ว่ายน้ำเก่ง)  “clever at mathematics” (เก่งคณิตศาสตร์)  “bad at cooking”  (ปรุงอาหารไม่เก่ง)  “an expert at shooting”  (เป็นผู้เชี่ยวชาญด้านการยิงปืน)  “be delighted at the success” (ปลาบปลื้ม-ยินดี กับความสำเร็จ) “feel sorry at his dismissal” (รู้สึกเสียใจกับการถูกไล่ออกของเขา) “feel glad at a new job”  (รู้สึกดีใจกับงานใหม่)“at first”  (ในตอนแรก)  “at last”  (ในที่สุด)  “at least”  (อย่างน้อยที่สุด)  “at leisure”  (มีเวลาว่าง, ไม่ได้ทำงาน, ไม่ได้มีงานยุ่ง)  “at length”  (อย่างละเอียด, อย่างเต็มที่, ในที่สุด)  “at most, at the most”  (อย่างมากที่สุด)  “at loggerheads”  (ทะเลาะกัน, ต่อสู้กัน, เป็นปฏิปักษ์ต่อกัน)“at present”  (ในปัจจุบัน)  “at the same address” (ณ ที่อยู่เดิม)  “at 33 Albert Street” (บ้านเลขที่  ๓๓  ถนนอัลเบิร์ต)  “at the hairdresser’s”  (ที่ร้านทำผม)  “at church”  (ที่โบสถ์ – ไปทำพิธี)  “at home” (ที่บ้าน) “to be at work”  (กำลังทำงานหรือยุ่งอยู่กับกิจกรรมอะไรบางอย่าง, สถานการณ์หรือกระบวนการที่กำลังมีผลกระทบหรืออิทธิพล)  “at school” (ที่โรงเรียน) “at college”  (ที่มหาวิทยาลัย)  “arrive at the airport” (มาถึงที่สนามบิน) “at night”  (ตอนกลางคืน)  “at Easter” (ช่วงเทศกาลอีสเตอร์)  “at the weekend”  (ตอนสุดสัปดาห์)  “I don’t understand it at all.”  (ผมไม่เข้าใจมันเลย)  “I can hardly hear you at all.”  (ผมแทบจะไม่ได้ยินเสียงคุณเลย  –  เสียงคุณแผ่วเบามาก)  “It is not at all likely he will come.”  (แทบจะเป็นไปไม่ได้เลยที่เขาจะมา  -  คือมีโอกาสเกิดขึ้นน้อยมาก)  “Can it be done at all?”  (มันจะสามารถทำได้ไหมนี่)  “She will walk with a limp, if she walks at all.”  (เธอจะต้องเดินขากระเผลก-ขาเป๋  ถ้าเธอยังเดินได้  -  หมายถึงเธออาจจะเดินไม่ได้อีกเลย)  “at all costs”  (ไม่ว่าจะต้องเสียเงิน เวลา หรือความพยายามเพียงใด  Carl is determined to succeed in his new job at all costs.”  (คาร์ลมุ่งมั่นที่จะประสบความสำเร็จในงานใหม่ของเขา  โดยไม่สน ใจว่าจะต้องทำงานหนักเพียงใด)  “Regardless of the results, Mr. Jackson intended to save his son’s eyesight at all costs.”  (โดยไม่คำนึงถึงผลลัพธ์  มิสเตอร์แจ๊คสันตั้งใจที่จะรักษาสายตาของลูกชายตน  ไม่ว่าจะต้องใช้เวลาหรือเงินมาก มายเพียงใด)  “at a loss”  (ในสภาพที่ไม่แน่นอน, ไม่รู้อะไรเลย, งุนงงสับสนไปหมดจนทำอะไรไม่ถูก, จนปัญญา)  “A good salesman is never at a loss for words.”  (นักขายที่ดีไม่เคยจนปัญญาที่จะพูดเพื่อขายสินค้า)  “When Don missed the last bus, he was at a loss to know what to do.”  (เมื่อดอนตกรถเมล์เที่ยวสุดท้าย  เขางุนงงสับสนจนไม่รู้ว่าจะทำอย่างไร  -  คือไม่รู้ว่าจะหาทางกลับบ้านอย่างไร)  “at anchor”  (แอ๊ง-เคอะ  -  จอดลอยลำทอดสมออยู่)  “at any rate”  (อย่างไรก็ตาม, อย่างไรก็ดี)  “keep him at arms length”  (ไม่คบค้าสมาคมกับเขา, ไม่ทำตัวสนิทสนมกับเขา)  “at a snail’s pace”  (อย่างเชื่องช้าอืดอาด, คืบหน้าไปทีละหน่อยเหมือนหอยทาก)  “one at a time”  {(เข้ามาในห้อง, ขึ้นรถเมล์) ทีละคน}  “run up the steps two at a time”  (ขึ้นบันไดทีละ ๒ ขั้น)  “at best, at the best”  (อย่างดีที่สุด)  “at ease”  (สบาย, ไม่มีความเจ็บปวดหรือสิ่งรบกวน)  “at every turn”  (ทุกครั้ง, ตลอดเวลา)  “at fault”  (ถูกตำหนิ, รับผิดชอบต่อความผิดพลาดหรือความล้มเหลว)  “at first glance, at first sight”  (เมื่อแรกเห็น, หลังจากมองครั้งแรกอย่างรวดเร็ว)  “at hand, at close hand”  (อยู่ใกล้ตัว, เอื้อมถึงได้ง่าย, กำลังจะมาถึงเร็วๆนี้)  “at large”  {(คนร้าย) ยังลอยนวล, ยังจับตัวไม่ได้} เป็นต้น

 

13. We don’t allow ______________________________________________________ here.

(เราไม่อนุญาต ____________________________________________________ ที่นี่)

(a) swim

(b) to swim

(c) swimming    (การว่ายน้ำ)

(d) to swimming

ตอบ   -   ข้อ   (c)   “Subject + Allow + Verb + ing”  =  “อนุญาตการทำ ...................”   ส่วน  “Subject + Allow + Someone + To + Verb 1 + กรรม  “อนุญาตให้ใครทำ .................”  ดูเพิ่มเติมรูป  “Passive voice”  ของโครงสร้างทั้ง  ๒  จากประโยคข้างล่าง

                                        ตัวอย่างที่  

  • He said to his friend, “ _________________________________________________”

(เขากล่าวกับเพื่อนของเขาว่า “ ___________________________________________”)

(a) Are we allowed to smoking here?

(b) Is smoking allowed here?     (การสูบบุหรี่ได้รับอนุญาตที่นี่หรือเปล่า)  (หมายถึง  สูบบุหรี่ที่นี่ได้หรือไม่)

(c) Do they allow anyone smoking here?

(d) Are we allowed smoking here?

ตอบ   -   ข้อ   (b)  เนื่องจาก   “Allow”  มีการใช้  ๔  รูปแบบ  คือ

                                     ๑. Subject + Allow + Doing + Something  (Active voice)

  • They allow smoking here.

(พวกเขาอนุญาตการสูบบุหรี่ (ให้สูบบุหรี่ได้) ที่นี่)

  • They don’t allow swimming in this river.

(พวกเขาไม่อนุญาตให้ว่ายน้ำในแม่น้ำนี้)

                                     ๒. Verb + ing + Is + (Not) + Allowed  (Passive voice)

  • Smoking is allowed here.

(การสูบบุหรี่ได้รับอนุญาตที่นี่)

  • Swimming is not allowed in this river.

(การว่ายน้ำไม่ได้รับอนุญาตในแม่น้ำนี้)

                                     ๓.  Subject + Allow + Someone + To + Verb 1 + Something  (Active voice)

  • They allow me to smoke in this room.

(เขาอนุญาตให้ผมสูบบุหรี่ในห้องนี้)

  • Her parents allowed her to go to the party.

(พ่อแม่ของเธออนุญาตให้เธอไปงานเลี้ยง)

                                    ๔. Subject + Is (Was) + Allowed + To + Verb 1 + Something  (Passive voice)

  • I am allowed to smoke in this room.

(ผมได้รับอนุญาตให้สูบบุหรี่ในห้องนี้)

  • She was allowed to go to the party (by her parents).

(เธอได้รับอนุญาตให้ไปงานเลี้ยง  -  โดยพ่อแม่ของเธอ)

 

14. She is never __________________.  She always comes to work ___________________.

(เธอไม่เคย ____________________  เธอมาทำงาน _____________________ เสมอ)

(a) punctual ___________ lately

(b) punctually ___________ lately

(c) punctual ___________ late    (ตรงต่อเวลา ………....……… สาย)

(d) punctually ___________ late

ตอบ   -   ข้อ   (c)   เนื่องจาก  “Punctual”  เป็นคำคุณศัพท์  ใช้กับ  “Verb to be”  (Is)  ส่วน  “Late”  เป็นได้ทั้งคำคุณศัพท์และกริยาวิเศษณ์  ซึ่งในที่นี้ใช้เป็นกริยาวิเศษณ์  (Adverb of manner  หมายถึง “สาย”)  ส่วน  “Lately”  เป็น  “Adverb of time”  หมายถึง  “เมื่อเร็วๆ นี้, เมื่อไม่นานมานี้, หมู่นี้”  เช่น

  • I haven’t seen John lately.

(ผมไม่ได้เห็นจอห์นเลยหมู่นี้)

  • She has been worried lately.

(หมู่นี้  เธอวิตกกังวลเสียจริง)

  • I have lately received a number of letters about this.

(หมู่นี้  ฉันได้รับจดหมายเกี่ยวกับเรื่องนี้เยอะแยะเลย)

 

15. The company’s old business models are not _________ any more.  They need new, _________ employees to develop innovative strategies.

(โมเดลทางธุรกิจที่เก่าแก่ของบริษัทไม่ __________ ต่อไปอีกแล้ว  พวกเขาต้องการลูกจ้างใหม่ๆ และ __________ เพื่อที่จะพัฒนายุทธศาสตร์ที่ทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลง  -  หรือที่นำสิ่งใหม่ๆ เข้ามา)

(a) effective ___________ creatively

(b) effect ___________ creative

(c) effect ___________ creatively

(d) effective ___________ creative    (มีประสิทธิผล .................. มีความคิดสร้างสรรค์)

ตอบ   -   ข้อ   (d)  เนื่องจากเป็นคำคุณศัพท์ทั้ง  ๒  คำ  โดยคำแรกขยาย  “Verb to be” (Are)  ส่วนคำหลังขยายหน้าคำนาม  (Employees)

 

16. I shall come back _______________________________________________________.

(ผมจะกลับมา ______________________________________________________)

(a) long before    (ก่อนหน้า.................เป็นเวลานาน)

(b) before long    (ในไม่ช้า)

(c) longer

(d) not long

ตอบ    -    ข้อ   (b)   เนื่องจากมีความหมายเหมือน  “Soon”  หรือ  “In a little while”  สำหรับตัวอย่างการใช้   “Long before”  เช่น

  • I have known his parents long before I know him.

(ผมรู้จักพ่อแม่ของเขาก่อนหน้าที่ผมจะรู้จักเขา  เป็นเวลานานทีเดียว)  (คือรู้จักพ่อแม่ของทอมมา ๑๐ ปีแล้ว แต่เพิ่งรู้จักทอมได้เพียง ๒ ปี)

                                        สำหรับตัวอย่างอื่นๆ ของ “Before long”   (ในไม่ช้า)  เช่น

  • Class will be over before long.

(ชั้นเรียนจะเลิกเร็วๆนี้แล้ว  –  คือจะเลิกอีกในไม่ช้า)

  • We were tired of waiting and hoped the bus would come before long.

(เราเบื่อการรอคอยและหวังว่า   รถเมล์จะมาในไม่ช้า)

 

17. If I had the money, I would pay _________________________________________ I owe.

(ถ้าผมมีเงิน  ผมจะจ่ายเงิน (คืน) ____________________________________ ผมเป็นหนี้)

(a) that

(b) which

(c) what    (ในสิ่ง)

(d) you

ตอบ   -   ข้อ   (c)   “What I owe”  เป็น  “Noun clause”  ทำหน้าที่เป็น  “กรรม”  ของกริยา  “Pay”  นำหน้าด้วย  “Question word”  (What)   ดูเพิ่มเติม  “Noun clause”  จากประโยคข้างล่าง

                                        ตัวอย่างที่  

A: I can write and read German.

(ผมสามารถเขียนและอ่านภาษาเยอรมันได้)

B: I would like to ask you ________________________________________ to study German.

(ผมอยากจะถามคุณ (ว่า) ___________________________________ ศึกษาภาษาเยอรมัน)

(a) when did you begin

(b) began

(c) when you began    (เมื่อใดคุณเริ่ม)   (=  คุณเริ่ม  -  ศึกษาภาษาเยอรมัน  -  เมื่อใด)

(d) when you will begin

ตอบ   -   ข้อ   (c)    เนื่องจากข้อความ   “when you began to study German”  เป็น   “Noun clause”  ทำหน้าที่เป็นกรรมตรงของกริยา  “Ask”   (กรรมรอง  คือ  “You”)   โดยต้องเรียงในแบบประโยคบอกเล่า  คือ  “When + Subject + Verb + ส่วนขยาย Verb”  ตัวอย่างอื่นๆ ของ  “Noun clause”   ได้แก่

                                        ตัวอย่างที่  

  • My friend would not tell me __________________________________ for his new car.

(เพื่อนของผมจะไม่บอกผม (ว่า) ________________________ สำหรับรถยนต์คันใหม่ของเขา)

(a) how much did he pay

(b) how much he paid    (เขาได้จ่ายเงินไปมากเท่าใด)

(c) how he paid much

(d) how he would pay very much

ตอบ  -  ข้อ   (b)   “how much he paid”  เป็น  “Noun clause”  ทำหน้าที่เป็นกรรมตรงของกริยา   “Tell”  (กรรมรอง  คือ “Me” )

                                         ตัวอย่างที่  

  • I can’t do exactly _______________________________________________ you want.

(ผมไม่สามารถทำได้ตรงเป๊ะ หรือได้ตรงเผง _____________________________ คุณต้องการ)

(a) like

(b) while

(c) what    (ในสิ่งที่)

(d) that

ตอบ   -   ข้อ   (c)   เนื่องจาก  “What you want”  (ในสิ่งที่คุณต้องการ)  เป็น  “Noun clause”  ทำหน้าที่เป็นกรรมของกริยา  “Do”  สำหรับประโยคข้างบน  อาจใช้   “As you want”  (ดังที่ หรือ ตามที่คุณต้องการ)  ก็ได้

                                         ตัวอย่างที่  

  • Did you hear __________________________________________ he said to his wife?

(คุณได้ยิน ____________________________________ เขาพูดกับภรรยาของเขาหรือไม่)

(a) that

(b) what    (สิ่งที่, เรื่องที่)

(c) when

(d) (No word is needed.)  (ไม่ต้องการคำมาเติม)

ตอบ   -   ข้อ   (b)   เนื่องจาก  “What he said to his wife”  เป็น  “Noun clause”   ทำหน้าที่เป็น   “กรรม”   ของกริยา  “Hear

                                         ตัวอย่างที่  

  • She was unable to tell us _________________ house she had gone into by mistake.

(เธอไม่สามารถบอกเรา (ว่า)  บ้านหลังใด _________________ เธอเข้าไปโดยเข้าใจผิด)

(a) what    (อะไร)
(b) where    (ที่ไหน)

(c) that    (ที่, ซึ่ง)

(d) which    (ที่, ซึ่ง)

ตอบ   -   ข้อ   (d)   เพราะได้ใจความดีที่สุด  และไม่สามารถใช้ข้อ  (c)  ได้  เนื่องจากข้อความ  “Which house she had gone into by mistake”  เป็น  “Noun clause”  (ทำหน้าที่เป็น  “กรรมตรง” ของกริยา  “Tell”  โดยมี  “กรรมรอง”  คือ  “Us”)   จึงต้องขึ้นต้นด้วย   “Question word”(What, When, Where, Why, How, Which, etc.)

                                        ตัวอย่างที่  

  • I don’t think I’ll buy this dress; it is not ____________________________ I really want. 

(ผมไม่คิดว่าผมจะซื้อเสื้อผ้าชุดนี้  มันไม่ใช่ ____________________ ผมต้องการอย่างแท้จริง)

(a) what    (สิ่งที่)

(b) whatever    (อะไรก็ตาม)

(c) that    (ที่, ซึ่ง)

(d) which    (ที่, ซึ่ง)

(e) whom    (ผู้ซึ่ง, ผู้ที่)  (ใช้เป็นกรรม)

ตอบ    -    ข้อ   (a)   เนื่องจาก  “what I really want”  เป็น “Noun clause”  ทำหน้าที่เป็น   “Complement”  (สิ่งที่มาช่วยทำให้สมบูรณ์)  ของ “Verb to be” (Is)

                                        ตัวอย่างที่  

  • Tell me ____________________________________________________________.

(บอกผมซิว่า ________________________________________________________)

(a) what do you want?

(b) you want what

(c) what you want    (คุณต้องการอะไร)

(d) that what you want

ตอบ    –    ข้อ   (c)   เนื่องจากเป็น   “Noun clause”  ทำหน้าที่เป็น  “กรรมตรง” ของกริยา  “Tell”  ทั้งนี้   “Noun clause”  มักขึ้นต้น  (นำหน้า)  ด้วย  “Question words” (what, when, where, why, how, how much, how many, how often, who, whom, that, whether, if – หรือไม่)  (โดยไม่ต้องมี  “That”  อยู่ข้างหน้าคำเหล่านี้)  ทั้งนี้ โครงสร้างของ  “Noun clause”  คือ  “Question word + Subject + Verb”  (และต้องเรียงคำแบบประโยคบอกเล่า)   สำหรับ   “Noun clause”  ทำหน้าที่ดังนี้  คือ

                                     ๑. เป็นประธานของ  “Verb”  หรือประโยค  เช่น

  • What he wants is a new house.

(สิ่งที่เขาต้องการคือบ้านหลังใหม่)

  • How he did it surprised everyone.

(วิธีการที่เขาทำมัน – หรือ เขาทำมันอย่างไร – ทำให้ทุกคนประหลาดใจ)

  • Where he lives is not known.

(ที่ที่เขาอาศัยอยู่ – หรือ เขาอาศัยอยู่ที่ไหน – ไม่มีใครรู้)

  • Why he killed his wife is a mysterious thing.

(เหตุผลที่ว่าทำไมเขาฆ่าภรรยา  - หรือ ทำไมเขาฆ่าภรรยา – เป็นเรื่องลึกลับ)

  • That he is a smart person is certain.

(ที่ว่าเขาเป็นคนฉลาดเป็นเรื่องแน่นอน)

  • Whether she will come or not is not my business.

(ไม่ว่าเธอจะมาหรือไม่ก็ตาม  ไม่ใช่ธุระของผม)

                                     ๒. เป็นกรรมของ  “Verb”  หรือประโยค  เช่น

  • I don’t know when he left.

(ผมไม่ทราบว่าเขาจากไปเมื่อใด)

  • She asked me where I lived.

(เธอถามผมว่าผมอาศัยอยู่ที่ไหน)

  • They did what they had promised.

(พวกเขาทำในสิ่งที่ได้ให้สัญญาไว้)

  • We believe that he is innocent.

(เราเชื่อว่าเขาบริสุทธิ์)

  • She did not believe what he told her.

(เธอไม่เชื่อในสิ่งที่เขาบอกเธอ)

  • The police investigated how the bank was robbed.

(ตำรวจสืบสวนวิธีการที่ธนาคารถูกปล้น – หรือ ธนาคารถูกปล้นอย่างไร)

  • I don’t know whether (if) she is happy with her new workplace.

(ผมไม่รู้ว่าเธอมีความสุขกับสถานที่ทำงานแห่งใหม่ของเธอหรือไม่)

                                     ๓. เป็นกรรมของ  “Preposition”  เช่น

  • She is interested in what he says.

(เธอสนใจในสิ่งที่เขาพูด)

  • They believed in what the minister preached.

(พวกเขาศรัทธาในสิ่งที่บาทหลวงเทศน์)

  • We are surprised at how he could do it.

(เราประหลาดใจว่าเขาสามารถทำมันได้อย่างไร)

  • They were satisfied with what she had provided to them.

(พวกเขาพอใจในสิ่งที่เธอได้จัดหาให้กับพวกเขา)

                                     ๔. เป็น  “Complement”  (สิ่งที่มาช่วยเติมให้สมบูรณ์) ของ  “Verb to be”  เช่น

  • This is what I want.

(นี่คือสิ่งที่ผมต้องการ)

  • That was why he did it.

(นั่นเป็นเหตุผลที่ว่าทำไมเขาจึงทำมัน)

  • Ten o’clock was when we started our trip.

(๑๐ โมงเป็นเวลาที่เราเริ่มการเดินทางของเรา)

                                    ๕. วางไว้ข้างหลังคำคุณศัพท์  (Adjective)  ที่แสดงความ รู้สึก  (Sure, Confident,  Happy, Sorry, Grateful, Doubtful, Suspicious, Certain, Delighted,  Delightful,  Anxious,  Worried, etc.)  เช่น

  • I am sure that he will arrive here on time.

(ผมมั่นใจว่า  เขาจะมาถึงที่นี่ตรงเวลา)

  • He is sorry that he could not keep his words.

(เขาเสียใจว่า  เขาไม่สามารถรักษาคำพูดได้)

  • They are confident that they will get the job.

(พวกเขามั่นใจว่าพวกเขาจะได้งานทำ)

  • We are anxious that the plane will be delayed for a few hours.

(เราวิตกกังวลว่า  เครื่องบินจะล่าช้าไป ๒ - ๓ ชั่วโมง)

                                     ๖. ใช้แทนคำนาม  (Noun)  ที่มาข้างหน้ามัน  เช่น

  • The fact that he graduated with first-class honor is known to all.

 (ข้อเท็จจริงที่ว่าเขาจบการศึกษาด้วยเกียรตินิยมอันดับ  ๑  เป็นที่ทราบกันโดยทุกคน)  (“The fact”  คือ  “that he graduated with first-class honor”  ดังนั้น  “that he graduated with first-class honor”  จึงเป็น  “Noun clause”) อย่างไรก็ตาม  ในประโยค “The fact that (which) he told me is known to all.” (ข้อเท็จจริงซึ่งเขาบอกผมเป็นที่ทราบกันโดยทุกคน)  “The fact”  ไม่ใช่ “that (หรือ which) he told me”  แต่เป็นสิ่งอื่นต่างหาก  ดังนั้น  “that (which) he told me”   จึงเป็น  “Adjective clause”  มาขยาย    “the fact

  • The belief that all men are born equal is not held by everyone.

(ความเชื่อที่ว่ามนุษย์ทุกคนเกิดมาเท่าเทียมกัน   มิได้ยึดถือ (ยอมรับ) กันโดยทุกคน)   (ข้อความที่ขีดเส้นใต้เป็น  “Noun clause”  เนื่องจาก  “The belief”  คือ  “that all men are born equal”  ซึ่งเป็นสิ่งเดียวกัน)

  • The notion that wealthy men are always happy is rejected by many people. 

(ความคิดที่ว่าคนที่ร่ำรวยมีความสุขเสมอ  ถูกปฏิเสธโดยคนจำนวนมาก)  (ข้อความที่ขีดเส้นใต้เป็น  “Noun clause”  เนื่องจาก  “The notion”  คือสิ่งเดียวกับ   “that wealthy men are always happy)

หมายเหตุ   –   จากตัวอย่างข้างบน   ถ้าเป็น  “Noun clause”  จะใช้  “that”  (ที่ว่า) นำหน้าเพียงอย่างเดียวเท่านั้น  (ไม่ใช้ “which”)  และ  “that”  จะไม่ทำหน้าที่ประธาน หรือกรรม  แต่ถ้าเป็น  “Adjective clause”  จะใช้  “that” หรือ  “which” ก็ได้    (และแปลว่า  “ที่”  หรือ  “ซึ่ง”)  และมันจะทำหน้าที่ประธาน หรือกรรมของอนุประโยค  (Adjective clause)  อย่างใดอย่างหนึ่ง  เช่น

  • The book which (that) is on the table is mine.

(หนังสือซึ่งอยู่บนโต๊ะเป็นของผม)  (ข้อความที่ขีดเส้นใต้เป็น   “Adjective clause”  ขยาย  “The book”  โดย “which (that)”  ทำหน้าที่เป็นประธานของ  Clause)

  • The book which (that) you gave me is very interesting.

(หนังสือซึ่งคุณให้ผมน่าสนใจอย่างมาก)  (ข้อความที่ขีดเส้นใต้เป็น  “Adjective clause”  ขยาย   “The book”   โดย  “which (that)”  ทำหน้าที่เป็นกรรมตรงของ  “Clause”  ส่วน  “me”  เป็นกรรมรอง)

 

18. The difference between libel (ไล้-เบิล) and slander is that libel is printed while ______________.

(ความแตกต่างระหว่างการหมิ่นประมาท (กล่าวโทษใส่ร้าย) และการทำให้เสื่อมเสียชื่อ เสียง (การกล่าวร้าย) คือว่า  การหมิ่นประมาทถูกตีพิมพ์  ในขณะที่ ___________)

(a) spoken is slander

(b) is spoken slander

(c) slander is spoken    (การทำให้เสื่อมเสียชื่อเสียงถูกพูดออกมา)

(d) is slander spoken

ตอบ    -    ข้อ   (c)   เนื่องจากเป็นการเรียงข้อความที่ถูกต้อง

 

19. Everyone knows _______________________ she is.  She is very nice, gentle and helpful.

(ทุกคนรู้ว่าเธอเป็น ___________ คือ เธอเป็นคนที่ดี  นุ่มนวล และชอบช่วยเหลือคนเป็นอย่างมาก)

(a) what kind of a woman

(b) what kind of woman    (ผู้หญิงประเภทไหน)

(c) what a kind of woman

(d) what a woman’s kind

ตอบ   –   ข้อ   (b)   อีกรูปแบบที่ใช้ได้  คือ  “what kinds of women they are  (ต้องใช้กับผู้หญิงหลายคน)  โดยทั้ง    รูปแบบเป็น  “Noun clause”  ทำหน้าที่เป็นกรรมของกริยา  “Knows

 

20. A hundred dollars ________________________________ too expensive for this camera.

(เงิน  ๑๐๐  เหรียญ _________________________________ แพงเกินไปสำหรับกล้องตัวนี้)

(a)  are

(b)  were

(c)  have been

(d)  is    (มีราคา)

ตอบ   –   ข้อ   (d)   เนื่องจากคำนามที่เป็น  “จำนวนเงิน, ระยะทาง, เวลา, ชื่อหนังสือ”   ไม่ว่าจะมากอย่างไรก็ตาม  (คือ  มีรูปพหูพจน์)   จะถือเป็นเอกพจน์เสมอ  และต้องใช้กับกริยาเอกพจน์  เช่น

  • Ten kilometers is a long distance to walk in one hour.

(๑๐  กิโลเมตรเป็นระยะทางยาวที่จะเดินใน    ชั่วโมง)

  • Five hundred pounds is a large amount of money.

 (๕๐๐  ปอนด์เป็นเงินจำนวนมาก)

  • The Stories of Shakespeare’s Plays” is an interesting book.

(เรื่องบทละครของเช็คสเปียร์เป็นหนังสือที่น่าสนใจ)

  • Two months is too long time to wait.  

( เดือนเป็นเวลานานเกินไปที่จะรอคอย)

 

เรียน   ท่านผู้ติดตามอ่านเว็บไซต์  “everydayenglish.pwa.co.th”                

 

                  ถ้าท่านมีคำแนะนำให้ปรับปรุงเว็บไซต์นี้ประการใด  กรุณาส่ง   e-mail ไปที่  ดร. วัชรินทร์  ภูเขาทอง  อดีต  ผอ. สำนักวิทยาการ  การประปาส่วนภูมิภาค  ผู้จัดทำเว็บไซต์นี้  ตาม   “Address” wpookaotong@yahoo.com   (โปรดระบุหัวเรื่องด้วยว่า  “ปรับปรุงเว็บไซต์)   เพื่อที่ผู้จัดทำฯ จะได้ปรับปรุงเนื้อหาได้ตรงตามความประสงค์ของผู้อ่านเว็บไซต์นี้ต่อไป

 

 

 

หมวดข้อสอบ STRUCTURE (ตอนที่ 20)

การประปาส่วนภูมิภาค  “มุ่ง-มั่น-เพื่อปวงชน”

 

Direction:  Choose the best alternative to make a correct sentence.

(จงเลือกข้อที่ดีที่สุดเพื่อทำให้ประโยคมีความถูกต้อง)

 

1. Coral reefs owe their brilliant colors to algae _______________ in symbiosis with coral polyps.

(โขดหินปะการังเป็นหนี้สีที่สดใสของมันแก่สาหร่ายทะเล __________ ในแบบอยู่ร่วมกันแบบพึ่งพาอาศัยกัน  กับสัตว์จำพวกหินปะการัง)  (หมายถึง  สาหร่ายทะเลช่วยให้ปะการังมีสีสดใส)

(a) live

(b) to live

(c) that live    (ซึ่งดำรงชีวิต)

(d) do they live

ตอบ   -   ข้อ    (c)   เนื่องจากเป็นประธาน  (That)  และกริยา  (Live)  ของอนุประโยคคุณศัพท์  (Adjective clause)  คือ  “That live in symbiosis with coral polyps”  ซึ่งทำหน้าที่ขยายคำนาม  (Algae)

 

2. That restaurant offers ___________________________________________ and the elderly.

(ภัตตาคารแห่งนั้นเสนอ (มอบ) _____________________________________ และผู้สูงอายุ)

(a) inexpensive meals and special services for children    (อาหารราคาถูกและบริการพิเศษสำหรับเด็ก)

(b) meals and special services for children that are inexpensive

(c) children to inexpensive meals and special services

(d) inexpensive meals for children and special services for

ตอบ   -   ข้อ  (a)   เนื่องจากเป็นการใช้โครงสร้างในประโยคแบบสมดุล  คือ  (.............เสนอ............ “อาหารราคาถูกและบริการพิเศษ”  และ  “สำหรับเด็กและผู้สูงอายุ”)  หรืออาจตอบ  ข้อ  (d)  แต่ต้องแก้เป็น  “Inexpensive meals for children and special services for the elderly”  (อาหารราคาถูกสำหรับเด็ก  และบริการพิเศษสำหรับผู้สูงอายุ)  ดูเพิ่มเติมการใช้โครงสร้างในประโยคแบบสมดุล  จากตัวอย่างข้างล่าง

                                          ตัวอย่างที่ 

  • The two most important problems facing the country today are ___________________.

(ปัญหาสำคัญที่สุด    ประการที่เผชิญหน้ากับประเทศอยู่ในปัจจุบัน  คือ _________________)

(a) crime prevention and controlling pollution

(b) preventing crime and pollution control

(c) crime prevention and pollution control    (การป้องกันอาชญากรรมและการควบคุมมลภาวะ)

(d) preventing crime and the control of pollution

ตอบ   -   ข้อ    (c)   เนื่องจากเป็นการใช้โครงสร้างประโยคแบบสมดุล   คือ  “การป้องกันอาชญากรรม”  และ  “การควบคุมมลภาวะ”  ดูเพิ่มเติมการใช้โครงสร้างแบบสมดุลจากตัวอย่างข้างล่าง

                                         ตัวอย่างที่ 

  • The technique of recording, classifying, and _______________ is known as accounting.

(เทคนิคของการบันทึก, แยกประเภท, และ __________ เป็นที่รู้จักกันในฐานะวิชาการทำบัญชี)

(a) an enterprise’s transactions summary

(b) the summarizing of an enterprise’s transactions

(c) transactions of an enterprise are summarized

(d) summarizing the transactions of an enterprise    {สรุปธุรกิจการค้าของกิจการ (บริษัท) แห่งหนึ่ง}

ตอบ   -   ข้อ   (d)   เนื่องจากเป็นการทำรูปประโยคให้สมดุล  หรือมี  “Format”  เดียวกัน  โดยถือว่าตามหลัง  “Preposition” (Of)  ต้องอยู่ในรูป  “Verb + ing”  (Of recording, classifying, and summarizing …….........…..)

                                         ตัวอย่างที่ 

  • A lumberjack, or logger, is a worker who cuts down trees in a forest, saws them into logs, and ___________.

(ช่างตัดไม้, หรือคนทำ (ตัด) ไม้, คือคนงานผู้ซึ่งตัด (โค่น) ต้นไม้ในป่า, เลื่อยมันเป็นท่อน, และ __

________)

(a) he takes them to the mill

(b) takes them to the mill    (นำมันไปยังโรงสี)

(c) taking them to the mill

(d) to take them to the mill

ตอบ   -   ข้อ   (b)   เนื่องจากเป็นการใช้ข้อความในประโยคให้สมดุลกัน  คือ  ช่างตัดไม้ทำหน้าที่  (กริยา)    อย่าง  คือ  ๑. โค่นต้นไม้ในป่า,  ๒. เลื่อยมันเป็นท่อน, และ  ๓. นำมันไปยังโรงสี

                                        ตัวอย่างที่ 

  • Eddy’s classmates at the college still talk about him as an excellent writer ____________.

(เพื่อนร่วมชั้นของเอ็ดดี้ที่มหาวิทยาลัย  ยังคงพูดเกี่ยวกับตัวเขาว่าเป็นนักเขียนยอดเยี่ยม ______)

(a) and he taught at the college, too

(b) who also played football

(c) and a good football player    (และนักฟุตบอลที่เก่ง)

(d) good football player

ตอบ   -   ข้อ   (c)   เป็นการใช้คำในประโยคให้สมดุลกัน  คือ  “นักเขียนยอดเยี่ยม”  และ  “นักฟุตบอลที่เก่ง” 

                                          ตัวอย่างที่ 

  • Freezing preserves meat because ____________, slows down the rate of enzyme action, and lowers the speed of spoilage.

(การทำให้เย็นจนแข็งตัวรักษาเนื้อไว้ได้  เพราะว่า ___________, ทำให้อัตราการเอนไซม์ (การทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงทางเคมีในสารอื่น โดยตัวมันเองไม่เปลี่ยนแปลง) ช้าลง, และทำให้ความเร็วของการเน่าเสียลดลง)

(a) the growth of microorganisms is prevented    (การเจริญเติบโตของเชื้อจุลินทรีย์ถูกขัดขวาง)

(b) preventing microorganisms from growing    (ขัดขวางเชื้อจุลินทรีย์จากการเจริญเติบโต)

(c) microorganisms are prevented from growing    (เชื้อจุลินทรีย์ถูกขัดขวางจากการเจริญเติบโต)

(d) it prevents the growth of microorganisms    (มันขัดขวางการเจริญ เติบโตของเชื้อจุลินทรีย์)

ตอบ   -   ข้อ   (d)   เนื่องจากต้องทำโครงสร้างในอนุประโยค  (ขึ้นต้นด้วย  “Because”) ให้มีความสมดุลกัน  คือ  “มัน (การทำให้เย็นจนแข็ง)  ๑. ขัดขวางการเจริญเติบโตของเชื้อจุลินทรีย์,  ๒. ทำให้อัตราการเอนไซม์ช้าลง,  และ  ๓. ทำให้ความเร็วของการเน่าเสียลดลง

                                        ตัวอย่างที่ 

  • Idaho’s natural resources include fertile soil, rich mineral deposits, thick forests, and ___________.

(ทรัพยากรธรรมชาติของรัฐไอดาโฮประกอบด้วยดินดี, แหล่งแร่ธาตุอุดมสมบูรณ์, ป่าทึบ, และ ___________)

(a) water supplies are abundant

(b) abundant water supplies    (แหล่งน้ำอุดมสมบูรณ์)

(c) supplies of water are abundant

(d) supplies abundant water

ตอบ   -   ข้อ    (b)   เนื่องจากต้องใช้รูปคำนาม (วลี)  (แหล่งน้ำอุดมสมบูรณ์)  ซึ่งทำหน้าที่เป็นกรรมของกริยา  “Include”  เพื่อให้สมดุลกับคำนาม-วลี (ทำหน้าที่กรรม) อื่นๆ อีก  ๓  ตัว  คือ  ๑. ดินดี,  ๒. แหล่งแร่ธาตุอุดมสมบูรณ์,  และ  ๓. ป่าทึบ 

                                         ตัวอย่างที่ 

  • Before starting on a sea voyage, prudent navigators learn the sea charts, ____________ and memorize lighthouse locations to prepare themselves for any conditions they might encounter.

(ก่อนเริ่มต้นออกเดินทางทางทะเล  นักเดินเรือที่รอบคอบจะเรียนรู้แผนภูมิของทะเล, ___________ และจดจำสถานที่ตั้งของประภาคารไฟ  เพื่อเตรียมพร้อมตนเองสำหรับสภาวะใดๆ ที่พวกเขาอาจจะต้องเผชิญ)

(a) sailing directions are studied

(b) to study the sailing directions   

(c) study the sailing directions    (ศึกษาทิศทางการเดินเรือ)

(d) studies direct sailing

ตอบ   -   ข้อ   (c)   เนื่องจากต้องใช้รูปแบบของกริยาในประโยค  ซึ่งมี    ตัว ให้สมดุลกัน  คือ  “นักเดินเรือที่รอบคอบ (จะ) () เรียนรู้แผนภูมิของทะเล,  () ศึกษาทิศทางการเดินเรือ  และ  () จดจำสถานที่ตั้งของประภาคารไฟ

                                        ตัวอย่างที่ 

  • As a physiologist, Ida Hyde showed originality, breadth of interest, and ______________.

(ในฐานะนักสรีรวิทยา, ไอดา ไฮด์  ได้แสดงความคิดริเริ่ม (ความไม่ซ้ำแบบใคร), ความกว้างขวางของความสนใจ, และ ____________)

(a) scientific precision was admirable

(b) admirably scientifically precise

(c) admirable scientific precision    (ความแม่นยำทางวิทยาศาสตร์ที่น่าชมเชย)

(d) that precision was admirably scientific

ตอบ   -   ข้อ   (c)   เนื่องจากต้องใช้โครงสร้างคำนาม (วลี)  เนื่องจากเป็นกรรมของกริยา  “Showed”  โดยมีความสมดุลกับคำนามอื่นๆอีก  ๒  คำ ซึ่งเป็นกรรมของกริยา  “Showed”  เช่นเดียวกัน  คือ  ๑. ความคิดริเริ่ม,  ๒. ความกว้างของความสนใจ

                                       ตัวอย่างที่ 

  • We turn to books in moments of __________________________________________.

(เราหันไปหา (อ่าน) หนังสือ  ในช่วงเวลาของ ____________________________________)

(a) sorrow, having boredom, or solitude is with us

(b) sorrow, boredom, or solitude    (ความเศร้าโศกเสียใจ  ความเบื่อหน่าย  หรือ ความโดดเดี่ยวอ้างว้าง)

(c) sorrow and solitude as well as boredom

(d) sorrow that attacks us

ตอบ   -   ข้อ   (b)   เป็นการใช้กรรม    ตัว  หลัง   “Preposition” (Of)  ให้สมดุลกัน  คือ   Sorrow, Boredom, Solitude”  สำหรับ  ข้อ  (c)  ก็ใช้ได้เช่นกัน  แต่ต้องแก้เป็น   “sorrow, solitude as well as boredom

                                         ตัวอย่างที่  ๑๐

  • Nearly all trees have seeds that fall to the earth, take root, and eventually __________.

(ต้นไม้เกือบทั้งหมดมีเมล็ดซึ่งหล่นลงสู่พื้นดิน, งอกราก, และ __________________ ในที่สุด)

(a) generate new seeds    (สร้างเมล็ดใหม่)

(b) new seeds generated

(c) by generating new seeds

(d) new seeds generated there

ตอบ   -   ข้อ    (a)   เนื่องจากต้องใช้คำกริยา    ตัว ในอนุประโยค  (………..........that fall to earth, take root, and eventually generate new seeds)  ให้สมดุลกัน  (Balance)  คือ  “Fall to earth”,  “Take root”  และ  “Generate new seeds” 

                                         ตัวอย่างที่  ๑๑

  • Among the advantages which Mr. Barlow has given his children  are a good college education and ___________.

(ในบรรดาข้อได้เปรียบต่างๆ ซึ่งมิสเตอร์บาร์โลว์ได้ให้แก่ลูกๆ ของเขา  คือ  การศึกษาอย่างดีในมหาวิทยา ลัย  และ ___________)

(a) extensive travel abroad   (การเดินทางอย่างกว้างขวางมากในต่างประเทศ)

(b) to travel extensively abroad

(c) travel extensively abroad

(d) of extensive travelling abroad

ตอบ   -   ข้อ   (a)   ต้องใช้ในรูปคำนาม (วลี)   (“Travel”  ในที่นี้เป็นคำนาม)  ให้สมดุลกับคำนาม (วลี)   “A good college education”  ที่อยู่ข้างหน้า  “And

                                        ตัวอย่างที่  ๑๒

  • James likes reading, hiking, and ___________________________________________. 

(เจมส์ชอบการอ่านหนังสือ,  การเดินทางไกลด้วยเท้า,  และ ____________________________)

(a) he listens to music

(b) to listen to music

(c) listen to music

(d) listening to music    (การฟังดนตรี)

ตอบ   -   ข้อ    (d)   เนื่องจากต้องให้ข้อความสมดุลกัน   คือ  “Like + Gerund (Verb + ing)”   คือ  “Like reading, hiking and listening……..........….”  ทั้งนี้  กริยา  “Like”  อาจตามด้วย  “Infinitive with to” (To + Verb 1  ก็ได้  ดังนั้น  ข้อนี้จึงอาจตอบ  “Like to read, to hike, and to listen to music”  โดยต้องให้สมดุลกัน  คือ  เป็น  “Format”  เดียวกัน

 

3. ___________ a state to survive more than a fleeting historical moment, it must have the loyalty of its people.

(___________ รัฐหนึ่งที่จะมีอายุยืนยาวเกินกว่าช่วงเวลาในประวัติศาสตร์ที่ผ่านไปอย่างรวดเร็ว,  มันจะต้องมี (ได้รับ) ความจงรักภักดีของพลเมือง)  (หมายถึง  การที่รัฐจะมีอายุยืนยาวต่อไปในอนาคต  โดยเปรียบเทียบกับอดีต (ประวัติศาสตร์) ที่ผ่านมาของมัน)

(a) If

(b) When

(c) For    (สำหรับ)

(d) Of

ตอบ   -   ข้อ   (c)

                              สำหรับคำคุณศัพท์  (Adjective)  ที่ใช้กับ   “For”  ได้แก่  “Responsible” (รับผิดชอบ)  -  You have to be responsible for what you have done.  (คุณจำเป็นต้องรับผิดชอบในสิ่งที่คุณได้ทำลงไป),  “Famous”  (มีชื่อเสียง, โด่งดัง)  -  Denver, Colorado, is famous for its natural beauty.  (เมืองเดนเวอร์ รัฐโคโลราโด  มีชื่อเสียงในเรื่องความงดงามทางธรรมชาติ),  “Ready”  (เตรียมพร้อมต่อ)  -  Are you ready for your final exam?  (คุณเตรียมพร้อมสำหรับสอบไล่หรือเปล่า),  “Qualified”  (มีคุณสมบัติเหมาะสมกับ)  -  She is really qualified for her secretarial job.  (เธอช่างมีคุณสมบัติเหมาะสมกับงานเลขานุการจริงๆ),  “Essential”  (จำเป็นอย่างยิ่ง),  “Good”  (เป็นประโยชน์ต่อ)  -  It is good for you to start early.  (มันเป็นประโยชน์ (ดี) สำหรับคุณ  ที่จะเริ่มต้นแต่เนิ่นๆ), “Suitable”  (เหมาะสม),  “Famous”  (มีชื่อเสียง)  Chiang Mai is famous for the hospitality of its people.  (เชียงใหม่มีชื่อเสียงในด้านความโอบอ้อมอารีของคนที่นั่น),  “Eager”  (กระตือรือร้น), “Sorry”  (เสียใจกับ)  -  I’m sorry for the loss of your father.  (ผมเสียใจด้วยกับการสูญเสียคุณพ่อของคุณ), “Sufficient”  (เพียงพอ), “Fit”  (เหมาะสม)  -  They are not fit for the job, I think.  (ผมคิดว่าพวกเขาไม่เหมาะกับงานนะ), “Unfit”  (ไม่เหมาะ),  “Perfect”  (สมบูรณ์แบบ), “Grateful”  (ขอบคุณต่อ)  -  I’m deeply grateful for your kind assistance.  (ผมขอขอบคุณอย่างยิ่งกับความช่วยเหลือของคุณ)  เป็นต้น

                                ส่วนคำกริยา  (Verb)  ที่ใช้กับ  “For”  เช่น  “Wait”  (รอคอย)  -  They are waiting for a new opportunity.  (พวกเขากำลังรอโอกาสใหม่อีกหน),  “Vote”  (ลงคะแนนให้)  -  I won’t vote for Donald Trump in the next election.  (ผมจะไม่ลงคะแนนให้ทรัมพ์ในการเลือกตั้งคราวหน้า),  “Pay”  (จ่ายเงินค่า)  -  Let me pay for the meal this time.  (ผมขอออกค่าอาหารนะมื้อนี้),  “Thank”  (ขอบคุณสำหรับ)  -  Thank you for all the help you’ve given me.  (ขอบคุณสำหรับความช่วยเหลือทุกอย่างที่คุณให้ผม), “Search  (ค้นหา)  -  They are searching for the lost dog.  (พวกเขากำลังค้นหาหมาที่หายไป),  “Look”  (ค้นหา)  -  I’m looking for someone who can do this job.  (ผมกำลังมองหาใครสักคนที่ทำงานนี้ได้),  “Struggle”  (ต่อสู้ดิ้นรนเพื่อ),  “Exchange”  (แลกเปลี่ยนเพื่อ),  “Beg”  (ขอร้อง),  “Ask”  (ขอร้อง)  -  She usually asked her parents for more money.  (เธอขอเงินเพิ่มจากพ่อแม่เป็นประจำ),  “Call”  (เรียกร้องให้มี, จำเป็นต้องมี, ต้องการ)  -  Success in school calls for much hard study.  (ความสำเร็จในโรงเรียนต้องการการศึกษาอย่างหนัก)  -  The cake recipe calls for two cups of flour.  (ตำราทำเค้กกำหนดให้ใช้แป้ง    ถ้วย),  “Apologize”  (ขอโทษ)  -  I apologize for my bad temper yesterday.  (ผมขอโทษที่อารมณ์เสียเมื่อวานนี้),  “Charge”  (คิดค่า),  -  I won’t charge you for this small service.  (ผมไม่คิดเงินคุณสำหรับบริการเล็กๆน้อยๆครั้งนี้),  “Provide”  (จัดให้มี, เตรียมไว้สำหรับ, ให้ความช่วยเหลือเรื่องเงินทอง หรืออื่นๆ)  -  Parents are expected to provide for their children.  (พ่อแม่ได้รับการคาดหวังให้จัดหาสิ่งต่างๆ ให้แก่ลูกของตน)  -  Our nursery provides for all the needs of very young children.  (โรงเลี้ยงเด็กของเราจัดเตรียมสิ่งจำเป็นทุกอย่างของเด็กที่เล็กมากๆ),  “Substitute”  (เอามาแทน),  “Hope”  (หวังจะได้)  -  We all should hope for the better.  (เราทุกคนควรหวังในสิ่งที่ดีกว่า), “Bring”  (นำมา)  -  I’ve brought this for you.  (ผมได้นำสิ่งนี้มาให้คุณ),  “I’ve made a cake for tea.  (ผมได้ทำเค้กสำหรับกินกับน้ำชา),  Aim for the center of the target.  (จงเล็งไปที่ศูนย์กลางเป้า),  He is going to run for President.  (เขาจะสมัครชิงตำแหน่งประธานาธิบดี),  Speak for yourself.  The rest of us will make up our own minds.  (จงพูดแทนตัวเอง  - ในนามของตัวเอง  -  พวกเราที่เหลือจะตัดสินใจของเราเอง)  (โดยฟังเหตุผลจากที่คุณพูด),  He speaks for us all on this matter.  (เขาพูดในนามของเราในเรื่องนี้),  He works for the gas company.  (เขาทำงานให้กับบริษัทน้ำมัน),  She is a member of parliament (MP) for Bangkok.  (เธอเป็น ส.ส. กรุงเทพฯ),  Do it for my sake.  (โปรดทำเพื่อเห็นแก่ผมเถอะ),  How much did you pay for it?  (คุณจ่ายไปเท่าไรสำหรับมัน),  เป็นต้น

                                สำหรับวลีอื่นๆ ที่ใช้กับ  “For”  ได้แก่  “For good”  (อย่างถาวร, ตลอดกาล, ตลอดไป)  -  The lost money was gone for good.  (เงินที่หายไปหาไม่เจออีกเลย  -  คือสาบสูญอย่างถาวร)  -  He hoped that the repairs would stop the leak for good.  (เขาหวังว่าการซ่อมจะทำให้ท่อหยุดรั่วไหลไปตลอดกาล),  “For all I Know  (เท่าที่ผมรู้มา, บางที, เป็นไปได้)  -  For all I know, they had eloped a month before the girl’s parents knew  (บางที หรือ เป็นไปได้ที่ว่า  หนุ่มสาวคู่นั้นได้หนีตามกันไป    เดือน ก่อนหน้าที่พ่อแม่ของฝ่ายหญิงจะรู้  -  คือ ผมบอกไม่ได้ว่า  เป็นอย่างนั้น จริงๆ  ๑๐๐  เปอร์เซ็นต์  หรือไม่  แต่คิดว่า บางที  อาจจะเป็นเช่นนั้น),  “For the time being”  (เดี๋ยวนี้, ในขณะนี้, ชั่วขณะ, ชั่วคราว)  -  I haven’t any note paper, but this envelop will do for the time being.  (ผมไม่มีกระดาษโน้ตเลย  แต่ว่าซองจดหมายนี้ก็ใช้แทนได้  สำหรับในขณะนี้)  -  She hasn’t found an apartment yet; she is staying with her aunt for the time being.  (เธอยังหาห้องเช่าไม่ได้เลย  เธอกำลังพักอยู่กับป้าชั่วคราว  จนกว่าจะห้องเช่าได้)“For instance (= For example)”  (ตัวอย่างเช่น),  “For sure (= For certain”  (อย่างแน่นอน, อย่างไม่ต้องสงสัยเลย, แน่นอนทีเดียว)  -  He didn’t know for sure ( for certain) which bus to take.  (เขาไม่รู้อย่างแน่ชัดว่าจะต้องขึ้นรถเมล์คันไหน  -  คือ ไม่แน่ใจ),  “The train for London is leaving from Platform 2.”  (รถไฟไปลอนดอนกำลังจะออกจากชานชาลาที่  ),  “It is time I set out for the office.  (ถึงเวลาสมควรที่ผมจะออกเดินทางไปสำนักงานแล้ว),  “What is this for?”  (สิ่งนี้มีไว้ทำอะไรครับ),  “We’ve invented a process for making cheaper steel.”  (เราได้สร้างขบวนการสำหรับผลิตเหล็กกล้าราคาถูกลง),  “This case is too heavy for me to carry.”  (กระเป๋านี้หนักเกินไปสำหรับผมที่จะแบก),  “I’m all for the proposal.”  (ผมเห็นด้วยกับข้อเสนอนี้ทั้งหมด),  “Are you for me or against me?”  (คุณเห็นด้วยกับผม (อยู่ฝ่ายผม) หรือคัดค้านผม),  “I’m concerned for him.  I hope he knows what he is doing.”  (ผมวิตกกังวลเกี่ยวกับเขา  ผมหวังว่าเขารู้ว่าเขากำลังทำอะไรนะ),  “Take a holiday.  You’ll feel much better for it.”  (จงพักผ่อนซะ  คุณจะรู้สึกดีขึ้นมากเพราะมัน  -  เพราะการพักผ่อน),  “I’ve translated the letter, word for word.”  (ผมได้แปลจดหมายแล้ว, คำต่อคำเลย),  “She won a prize for English composition.”  (เธอได้รางวัลจาก (สำหรับ) เรียงความภาษาอังกฤษ),  “He was sentenced to prison for stealing.”  (เขาถูกตัดสินจำคุกจากการลักขโมย),  “It’s very warm for this time of year.”  {อากาศ (ต้องถือว่า) ร้อนมากสำหรับ (เมื่อพิจารณาถึง) ช่วงเวลานี้ของปี},  “He is very intelligent for his age.”  (เขาฉลาดมากเมื่อดูจากอายุ),  “I shall be away for a few days.”  (ผมจะไม่อยู่บ้านสักสองสามวัน),  “He has known her for several years.”  (เขารู้จักเธอมาหลายปีแล้ว),  “The wedding has been fixed for 20th of May.”  (การแต่งงานถูกกำหนดเป็นวันที่  ๒๐  พฤษภาคม),  “We drove for ten miles without passing another car on the road.”  (เราขับรถเป็นระยะทาง  ๑๐  ไมล์  โดยไม่ผ่าน (เจอ) รถคันอื่นบนถนนเลย),  “For miles and miles there was nothing but sand.”  (เป็นระยะทางหลายไมล์  ไม่มี (เห็น) อะไรเลยนอกจากทราย),  เป็นต้น

 

4. The sundial _______________________ the oldest scientific instrument that is still in use.

(นาฬิกาแดด ________________ เครื่องมือทางวิทยาศาสตร์ที่เก่าแก่ที่สุด  ซึ่งยังคงใช้งานอยู่)

(a) is to be said

(b) is said to be    (ถูกกล่าวว่าเป็น)

(c) to be is said

(d) said is to be

ตอบ   -   ข้อ   (b)   เนื่องจากเป็นกริยา  (Is said)  ในแบบ  “Passive voice”  ของประโยค   และหลังรูป  “Passive voice”  (Is said)   ต้องตามด้วย  “To + Verb 1”  (Infinitive with to)  ดูเพิ่มเติมโครงสร้างนี้จากตัวอย่างข้างล่าง

                                        ตัวอย่างที่ 

  • In 1905, the Canadian National Railway was built ___________ Edmonton with cities to the east.

(ในปี  ๑๙๐๕  เส้นทางรถไฟแห่งชาติแคนาดาได้ถูกสร้างขึ้นมา ___________ เมืองเอ็ดมันตัน (ในรัฐอัลเบอร์ตา) กับเมืองต่างๆทางภาคตะวันออก)

(a) to be linked

(b) to link    (เพื่อเชื่อมต่อ)

(c) linking

(d) linked

ตอบ   -   ข้อ   (b)   เนื่องจากหลังโครงสร้าง  “Passive voice”  (Was built)  ต้องตามด้วย  “Infinitive with to”  (To + Verb 1)  ดูเพิ่มเติมจากประโยคข้างล่าง

                                        ตัวอย่างที่ 

  • Anesthetics (แอน-เนส-เธท-ทิค) are used ___________ insensitivity to pain during surgical operations.

(ยาสลบ (ยาชา) ถูกใช้ __________________ ความไม่รู้สึกต่อการเจ็บปวดในระหว่างการผ่าตัด)

(a) the cause

(b) causing

(c) to cause    (เพื่อทำให้เกิด)

(d) cause of

ตอบ   -   ข้อ   (c)   เนื่องจากหลังโครงสร้าง  “Passive voice”  (Are used)  ต้องตามด้วย  “Infinitive with to”  (To + Verb 1)  ดูเพิ่มเติมจากประโยคข้างล่าง

  • Tortoises are said to live long.

(เต่าถูกกล่าวว่ามีอายุยืน)

  • She is said to be the most beautiful woman in the country.

(เธอถูกเล่าขานว่าเป็นผู้หญิงที่สวยที่สุดในประเทศ)

  • They were believed to tell the truth.

(พวกเขาถูกเชื่อว่าพูดความจริง)

  • Customers are advised to arrive early.

(ลูกค้าได้รับการแนะนำให้มาถึงแต่เนิ่นๆ)

  • Job applicants were recommended to bring 3 copies of their resume.

(ผู้สมัครงานได้รับการแนะนำให้นำประวัติโดยย่อมา    ชุด)

  • She was thought to leave with another man.

(เธอถูกคิดว่าจาก (หนี) ไปกับผู้ชายอีกคนหนึ่ง)

  • We were told to start early to catch the train.

(เราถูกบอกให้เริ่มต้นแต่เช้าตรู่เพื่อไปให้ทันรถไฟ)

  • They were supposed to arrive before the storm.

(พวกเขาถูกคาดการณ์ว่าจะมาถึงก่อนเกิดพายุ)

 

5. I met her coming away from the hospital, _________________ she had been visiting her sister.

(ผมพบเธอออกมาจากโรงพยาบาล _______________________ เธอได้ไปเยี่ยมพี่สาวของเธอ)

(a) which

(b) that

(c) where    (ที่ซึ่ง)

(d) while

ตอบ   -   ข้อ   (c)   เนื่องจากขยายสถานที่ (โรงพยาบาล)   หรือ อาจตอบ  “in which,  at which”  ก็ได้

 

6. Wouldn’t you like to have your shoes polished before you __________________________ ?

(คุณไม่อยากที่จะขัดรองเท้า (ให้คนอื่นขัดฯให้) ก่อนที่คุณจะ ___________________ ดอกหรือ)

(a) are putting them on

(b) put on them

(c) put them on    (สวมมัน)

(d) are putting on them

ตอบ   -   ข้อ   (c)   ไม่ใช้   “Put on them”  แต่ถ้าเป็นคำนาม  สามารถใช้ได้ทั้ง    แบบ  คือ  “Put on your shoes”  และ  “Put your shoes on

 

7. In the United States advertising revenue pays all the direct costs of television and radio broadcasting and ___________ less than seventy percent of the cost of newspaper publishing.

(ในสหรัฐฯ  รายได้จากการโฆษณาจ่ายเป็นค่าใช้จ่ายโดยตรงทั้งหมดของการกระจายเสียง (ออกอากาศ) ทางทีวีและวิทยุ  และ (จ่าย) ___________ น้อยกว่า  ๗๐  เปอร์เซ็นต์ของค่าใช้จ่ายของการตีพิมพ์หนังสือพิมพ์)  (หมายถึง  รายได้จากการโฆษณา  จ่ายเต็ม  ๑๐๐  เปอร์เซ็นต์ของการออกอากาศทางทีวีและวิทยุ  และจ่ายไม่ต่ำกว่า  ๗๐  เปอร์เซ็นต์ของการออกหนังสือพิมพ์)

(a) nor

(b) none

(c) neither

(d) no    (ไม่)

(e) not

ตอบ   -   ข้อ   (d)  ดูเพิ่มเติมการใช้  “No, Not, None”  จากตัวอย่างข้างล่าง

                                        ตัวอย่างที่ 

  • It’s _____________ surprise to me that he failed the test.  He hardly prepared for his exam.

(มัน __________ ความประหลาดใจ (สิ่งที่ทำให้ประหลาดใจ) สำหรับผม  ที่ว่าเขาสอบตก  เขาแทบจะไม่ได้เตรียมตัวสำหรับการสอบเลย)

(a) none

(b) no    (มิใช่)

(c) any

(d) not

ตอบ   -   ข้อ   (b)   ดูเพิ่มเติมการใช้  “No, Not, None”  จากประโยคข้างล่าง

                                         ตัวอย่างที่ 

  • Since Alaska attained statehood in 1959, ____________ single party has dominated politics there.

(ตั้งแต่รัฐอลาสก้าได้บรรลุถึงความเป็นรัฐในปี  ๑๙๕๙ ____________ พรรคการเมืองเดียวโดดๆ ได้ครอบงำการเมืองที่นั่น)  (หมายถึง  ไม่มีพรรคใดได้เสียงข้างมากที่รัฐนี้  หรืออาจผลัดกันครองเสียงข้างมาก)

(a) none

(b) no    (ไม่มี)

(c) not

(d) never

ตอบ   -   ข้อ   (b)

                                        ตัวอย่างที่ 

  • ____________ definite boundary exists between the Earth’s atmosphere and interplanetary space.

(_____________ มีขอบเขตที่แน่นอนระหว่างบรรยากาศของโลก  และห้วงอวกาศระหว่างดาวเคราะห์)  (คือ  เวิ้งว้างโดยไม่มีขอบเขต  ต่างจากน่านฟ้าหรือน่านน้ำของประเทศต่างๆ ในโลก  ที่มีการกำหนดขอบเขตที่แน่นอน)

(a) Not

(b) No    (ไม่)

(c) None

(d) There is no

ตอบ   -   ข้อ   (b)   หรืออาจใช้โครงสร้าง  “There is no definite boundary between the ……..........…”   ก็ได้

                                        ตัวอย่างที่ 

  • An invertebrate is an animal with _____________________________________ spine.

(สัตว์ไม่มีกระดูกสันหลัง  คือสัตว์ที่ ___________________________________ กระดูกสันหลัง)

(a) not

(b) no    (ไม่มี)

(c) none

(d) and no

ตอบ   -   ข้อ    (b)   ใช้   “No” นำหน้าคำนาม  (Spine)

                                         ตัวอย่างที่ 

  • Some people take _______________________________________ pride in their work.

(คนบางคน ________________________________________ มีความภูมิใจในงานของตน)

(a) none

(b) no    (ไม่)

(c) not

(d) nothing

ตอบ   -   ข้อ   (b)

                                        ตัวอย่างที่ 

  • I am very sorry that you have _____________________________ good books to read.

(ผมเสียใจอย่างมากว่า  คุณ ___________________________________ มีหนังสือดีๆอ่าน)

(a) some

(b) any

(c) no    (ไม่)

(d) a few    (พอมีอยู่บ้าง แม้ไม่มาก)

ตอบ   -   ข้อ   (c)   เนื่องจากดูจากข้อความ   “ผมเสียใจอย่างมาก”   จึงควรบอกว่า  “ไม่มีหนังสือดีๆ อ่าน

                                        ตัวอย่างที่            จงเลือกข้อที่ผิดหลักไวยากรณ์ จากข้อ (๑) – (๔)

  • (1) Not woman held a presidential cabinet (2) position in the United States (3) until 1933 when Frances Perkins (4) became Secretary of Labor.  

(ไม่มีผู้หญิงดำรงตำแหน่งในคณะรัฐบาลของประธานาธิบดี (หมายถึง  ผู้ที่ได้รับการแต่งตั้งโดยประธานาธิบดี) ในสหรัฐฯ  จนกระทั่งปี  ๑๙๓๓  เมื่อฟรานเซส  เพอร์คินส์  ได้เป็นรัฐมนตรีกระทรวงแรงงาน)

ตอบ   -   ข้อ      แก้เป็น  “No”  เนื่องจาก   “No”  ใช้นำหน้าคำนาม  (Woman)   ส่วน  “Not”  มักใช้วางไว้ข้างหน้า   “A, A, The, Any”  ซึ่งขยายหน้าคำนามอีกทีหนึ่ง   ดังประโยคตัวอย่างข้างล่าง

  • No city in Laos is as big as Bangkok.

(ไม่มีเมืองใน สปป. ลาว  ใหญ่เท่ากับกรุงเทพฯ)

  • No other city in Thailand is as big as Bangkok.

(ไม่มีเมืองอื่นใดในประเทศไทยที่ใหญ่เท่ากับกรุงเทพฯ)

  • We saw no difference between them.  (= We did not see any difference in them.)

(เราไม่เห็นความแตกต่างระหว่างพวกเขาเลย)

  • She has no book. (= She has no books.)

(เธอไม่มีหนังสือ)

  • He has not a book. (= He does not have a book.)

(เขาไม่มีหนังสือ)

  • They have not any books. (= They do not have any books.)

(พวกเขาไม่มีหนังสือเลย)

  • No one man can do it.

(ไม่มีใครสักคนเดียวสามารถทำมันได้)  (ใช้  “No”  แสดงการเน้น  จะเป็นเพศหญิงหรือชายก็ได้  เพราะ  “Man”  ในที่นี้ หมายถึง  “บุคคล”)

  • No two men think alike.

(ไม่มีใคร (บุคคล)  ๒  คน  ที่คิดเหมือนกัน)  (แสดงการเน้นเหมือนประโยคข้างบน)

หมายเหตุ  -  Not”  อาจจะใช้กับคำนามได้  โดยหมายถึง  “ไม่ใช่”  แต่  “No + Noun”  =  ไม่มี  ดังตัวอย่าง

  • You must go to the bank, not the post office.

(คุณต้องไปที่ธนาคารนะ  ไม่ใช่ที่ทำการไปรษณีย์)

  • No post office is close to my home.

(ไม่มีที่ทำการไปรษณีย์อยู่ใกล้บ้านผม)

                                             ในกรณี  “No”  เป็น  “Adverb”  มีการใช้ดังนี้   คือ

  • He is no better yet.

(เขาอาการยังไม่ดีขึ้นเลย)

  • There were no fewer than 50 people at the party.

(มีคนไม่น้อยกว่า  ๕๐  คนที่งานเลี้ยง)

  • She went no further than the station.

(เธอไปไม่ไกลกว่าสถานี)  (คือ  ไปแค่สถานี)

                                            นอกจากนั้น  เรายังสามารถใช้   “Not”  กับ  “Infinitive with to”  และ  “Gerund” (Verb + ing) ได้  ดังประโยคตัวอย่างข้างล่าง

  • He was careless in not crossing the street at a zebra crossing.

(เขาประมาทในการไม่ข้ามถนนตรงทางม้าลาย)

  • You were wrong in not coming to see me last week.

(คุณผิดนะ – หรือ คิดผิดนะ  -  ที่ไม่มาพบผมเมื่อสัปดาห์ที่แล้ว)

  • She promised not to do it again.

(เธอสัญญาที่จะไม่ทำแบบนั้นอีก)

  • They asked me not to blame them.

(พวกเขาขอร้องไม่ให้ผมตำหนิพวกเขา)

                                     ในกรณีเป็นการห้ามทำ  ต้องใช้รูป  “No + Verb + ing”  เช่น  “No Swimming” (ห้ามว่ายน้ำ)  “No Fishing” (ห้ามตกปลา)  “No Parking” (ห้ามจอดรถ)  “No Smoking” (ห้ามสูบบุหรี่)   “No entry”  (ห้ามเข้า)  เป็นต้น

                                           สำหรับตัวอย่างของ  “No” และ  “Not”   ในความหมายต่างๆ  ได้แก่

  • No matter what he says, she does not believe him.

(ไม่ว่าเขาจะพูดอย่างไรก็ตาม  เธอก็ไม่ยอมเชื่อเขา)

  • You can’t go in no matter who you are.

(คุณจะเข้ามาข้างในนี้ไม่ได้นะ  ไม่ว่าคุณจะเป็นใครก็ตาม)  (หมายถึง จะใหญ่ขนาดไหนก็ตาม  ก็เข้ามาไม่ได้)

  • He has to get the car fixed no matter how much it costs.

(เขาจำเป็นต้องเอารถไปซ่อม  ไม่ว่าจะราคา (ค่าซ่อม) เท่าใดก็ตาม)

  • She no longer loves him.  (= She does not love him any longer.)

(เธอไม่รักเขาต่อไปอีกแล้ว)

  • The two men no longer talk to each other.

(ชาย ๒ คนนั้นไม่พูดคุยกันอีกต่อไป  -  คือโกรธกัน)

  • The shore was no longer in sight.

(มองไม่เห็นชายฝั่งอีกต่อไปแล้ว (ไม่อยู่ในสายตา)  -  คือ เรือออกมาไกลมากแล้ว)

  • He could no longer be trusted, and we had to let him go.

(เขาเชื่อถือไม่ได้อีกต่อไป  และเราจำเป็นต้องให้เขาไป  -  คือไล่เขาออก)

  • There was no end to the letters pouring into the post office.

(มีจดหมายหลั่งไหลเข้ามาที่ทำการไปรษณีย์อย่างมากมาย  -  ไม่รู้จบรู้สิ้น)

  • Bob and Dick become close friends, and have no end of fun together.

(บ๊อบและดิ๊กกลายเป็นเพื่อนสนิทกัน  และสนุกด้วยกันอย่างมากมาย  -  ไม่รู้จบรู้สิ้น)

  • No doubt Susan is the smartest girl in her class.

(ไม่ต้องสงสัยเลย (แน่นอนทีเดียว) ซูซานเป็นเด็กหญิงที่ฉลาดที่สุดในชั้นเรียนของเธอ)

  • Jim is no doubt one of the best staff in the company.

(จิมเป็นพนักงานที่ดีที่สุดคนหนึ่งของบริษัทอย่างไม่ต้องสงสัยเลย  -  อย่างแน่นอนเลย)

  • There is no saying what will happen.

(ไม่มีทางที่จะพูด (บอก) ได้หรอกว่า  อะไรจะเกิดขึ้น)

  • There is no denying that more difficulty will come.

(ไม่มีทางที่จะปฏิเสธได้ว่า  ความยากลำบากยิ่งขึ้นกำลังจะมาถึง)

  • It is no good (no use) complaining about the weather.

(ไม่มีประโยชน์ใดๆ  ที่จะบ่น-ร้องทุกข์เกี่ยวกับดินฟ้าอากาศ)

  • There is not the book you want in the bookstore.

(ไม่มีหนังสือที่คุณต้องการในร้านขายหนังสือ)

  • There is not any car in the street right now.

(ไม่มีรถอยู่ในถนนเลยในขณะนี้)

  • There is not even a single man on the bus.

(ไม่มีแม้กระทั่งคนเดียวบนรถประจำทาง)

                                           สำหรับ  “None”  เป็น  “Pronoun”  (=  not one, not any)  =  “ไม่มีอะไรเลย”  หรือ  “ไม่มีใครเลย”  ดังตัวอย่าง

  • None of her students failed in the examination.

(ลูกศิษย์ของเธอไม่มีใครสอบตกเลย)

  • I want some more coffee but there is none left.

(ผมอยากได้กาแฟอีกหน่อย  แต่ไม่มีเหลือเลย)

  • “How many fish did you catch?”  “None.”

(คุณจับปลาได้กี่ตัว)  (ไม่ได้เลยครับ)

                                           สำหรับในตัวอย่างที่     “Few”  (มีน้อยมาก  -  ใช้ในทางลบ คือไม่ดี)    และ  “A few”  (พอมีอยู่บ้าง  แม้ไม่มาก  -  ใช้ในทางบวก  คือดี)  ทั้ง  ๒  คำนี้ต้องตามด้วยคำนามนับได้-พหูพจน์  ดังตัวอย่างประโยคข้างล่าง

  • She has few friends, so she is very lonely.

(เธอมีเพื่อนน้อยมาก  ดังนั้น  เธอเหงามาก)  (ความหมายในทางลบ)

  • She has a few friends, so she is happy.

(เธอพอมีเพื่อนอยู่บ้าง  ดังนั้น  เธอมีความสุข)  (ความหมายในทางบวก)

  • It was a rainy day, so few people came to see the football match.

(มันเป็นวันที่ฝนตก  ดังนั้น  มีคนน้อยมากมาดูการแข่งขันฟุตบอล)  (ความหมายในทางลบ)

  • It was a sunny day, so a few people came to see the football match.

(มันเป็นวันที่แดดจ้า  ดังนั้น  พอมีคนมาดูการแข่งขันฟุตบอลอยู่บ้าง)  (ความหมายในทางบวก)

 

8. I __________________________________________________________ a motor-car.

(ผม __________________________________________________ มีรถยนต์ใช้ได้)

(a) don’t afford

(b) can’t afford    (ไม่สามารถมี ............... (รถ) ........... ใช้ได้)  (หมายถึง ไม่มีเงินพอที่จะหาซื้อมา)

(c) don’t afford to buy

(d) can’t afford to buy

ตอบ   -   ข้อ  (b)  ดีกว่า ข้อ   (a)  และเมื่อใช้   “Afford”  ไม่จำเป็นต้องมี   “To buy”   เนื่องจากรวมเอาความหมาย  “(มีเงินพอ) ที่จะซื้อ”  ไว้ด้วยแล้ว

 

9. Can you smell something __________________________________________________?

(คุณสามารถได้กลิ่นบางสิ่ง ________________________________________ หรือเปล่า)

(a) burns

(b) burnt    (กริยาช่องที่  ๒  และ  ๓  ของ “Burn”)

(c) burning    (ไหม้, กำลังไหม้)

(d) to burn    (ไหม้, ลุกไหม้, ทำให้ไหม้)

ตอบ   -   ข้อ    (c)   หรืออาจตอบ  “Burn”  ก็ได้  ตามโครงสร้าง  “Subject + Smell + กรรม  + Verb + ing (Burning  ประธานฯ ได้กลิ่น  “กรรม”  กำลังไหม้)”  หรือ  “Subject + Smell + กรรม + Verb 1 (Burn)  ประธานฯ ได้กลิ่น “กรรม”  ไหม้  ทั้งนี้  มีกริยาอีก  ๔  ตัว  ที่ใช้แบบเดียวกับ  “Smell”  คือ  “Feel, Hear, See, Watch”  โดยโครงสร้างทั้ง    แบบมีความหมายต่างกันเล็กน้อย  ดูเพิ่มเติมจากตัวอย่างข้างล่าง

  • I heard her sing.

(ผมได้ยินเธอร้องเพลง)

  • She heard him singing.

(เธอได้ยินเขากำลังร้องเพลง)

  • He saw her walk in the street.

(เขาเห็นเธอเดินในถนน)

  • I saw him reading in the library.

(ผมเห็นเขากำลังอ่านหนังสือในห้องสมุด)

  • We watched them play in the field.

(เราดูพวกเขาเล่นในสนาม)

  • I watched her walking along the road.

(ผมเฝ้าดูเธอกำลังเดินไปตามถนน)

  • She felt the wind blow.

(เธอรู้สึกว่าลมพัด)

  • We felt the train moving from the station.

(เรารู้สึกว่ารถไฟกำลังเคลื่อนออกจากสถานี)

 

10. The enemy were at last forced to _____________________________________________.

(พวกศัตรู ในที่สุดก็ถูกบังคับให้ ____________________________________________)

(a) give up    (เลิก, ยุติ)

(b) give away

(c) give out    (แจกจ่าย, บริจาค)

(d) give in    (ยอมแพ้, ยอมจำนน)

ตอบ   -   ข้อ  (d)

 

11. He is a good student.  He does nothing but _____________________________________.

(เขาเป็นนักเรียนที่ดี  เขาไม่ทำอะไรเลย  นอกจาก ________________________________)

(a) to study

(b) study    (เรียนหนังสือ)

(c) studying

(d) studies

ตอบ   -   ข้อ   (b)   “But”  ในที่นี้เป็น  “Preposition”  หมายถึง  “นอกจาก, เว้นแต่”  ต้องตามด้วย  “Verb 1”  (Infinitive without to)  เสมอ   

 

12. I’m in a hurry because the librarian said it was important that I _________________ this book.

(ผมกำลังรีบเร่ง (เอาหนังสือไปคืน) เพราะบรรณารักษ์กล่าวว่า  มันเป็นเรื่องสำคัญว่าผม __________ หนังสือเล่มนี้)

(a) returned

(b) was returning

(c) had returned

(d) return    {(ควร) นำไปคืน, ส่งคืน}

ตอบ   -   ข้อ    (d)   เนื่องจาก  “Clause”  ที่ตามหลัง  “Important, Necessary, Essential, Imperative, etc.”  กริยาต้องอยู่ในรูป  “Infinitive without to”  (Verb 1)   เนื่องจากเป็นโครงสร้างแบบ  “Present subjunctive”  คือ  เหมือนกับมี “Should”  นำหน้าคำกริยานั้นๆ  ดูเพิ่มเติมจากประโยคข้างล่าง

                                        ตัวอย่างที่ 

  • In 1978, the Soviets demanded that China ________________ its forces from Vietnam.

(ในปี  ๑๙๗๘  โซเวียตเรียกร้องให้จีน ________________ กองกำลังของตนออกจากเวียดนาม)

(a) withdrew

(b) withdraws

(c) withdraw    (ถอน)

(d) withdrawing

ตอบ   -   ข้อ    (c)   เนื่องจากกริยาใน  “Clause” (อนุประโยค)  ที่ตามหลัง  “Demand, Require, Suggest, Request, etc.”  ต้องอยู่ในรูป  “Infinitive without to”  (Verb 1)  เนื่องจากเป็นโครงสร้างแบบ  “Present subjunctive”  ดูเพิ่มเติมโครงสร้างแบบนี้จากประโยคข้างล่าง

                                         ตัวอย่างที่ 

  • He suggested __________________________________________ to a holiday camp.

(เขาแนะนำ ______________________________________ ที่ค่ายพักแรมวันหยุดพักผ่อน)

(a) Mary that she should go

(b) to Mary that she should go    (แก่แมรี่ว่าเธอควรไป)

(c) for Mary that she go

(d) to Mary to go

ตอบ   -   ข้อ   (b)  หรืออาจตอบ  “……........…to Mary that she go……........…”  ก็ได้  เนื่องจากเป็นโครงสร้างแบบ   “Present subjunctive”  ดูเพิ่มเติมจากประโยคข้าง ล่าง

                                        ตัวอย่างที่ 

  • It is essential that the needle __________________________________________ first.

(มันจำเป็นว่า  เข็ม __________________________________________ เป็นประการแรก)

(a) sterilize

(b) is sterilized

(c) be sterilized    (ถูกทำให้ปราศจากเชื้อโรค)

(d) sterilizes

ตอบ   -   ข้อ   (b)   เนื่องจากข้อความ  “It is essential that”  เป็นประโยคใหญ่  กริยาของอนุประโยคที่ตามหลังมัน  จะอยู่ในโครงสร้าง  “Present subjunctive”  คือ อยู่ในรูป  “Infinitive without to” (Verb 1) เสมอ  ในกรณีเป็นกริยาในแบบ  “Passive voice”  จะต้องใช้กริยารูป  “Be + Verb 3”  เสมอ  และในกรณีของกริยา  “Verb to be”  ให้ใช้  “Be”  กับประธานฯ ทุกตัว  ทั้งนี้  ถือเสมือนว่า  กริยาในอนุประโยคเหล่านี้  มี  “Should”  มานำหน้า  (เพื่อแนะว่าประธานของอนุประโยคควรทำอย่างนั้นอย่างนี้)  เพียงแต่ละเอาไว้  คือ  มิได้เขียนลงไป

                                        ตัวอย่างที่ 

  • I suggest that the matter ______________________________________ reconsidered.

(ผมแนะนำว่า  เรื่องนี้ _______________________________ ได้รับการพิจารณาใหม่อีกครั้ง)

(a) is

(b) being

(c) be    (ควร)

(d) has

ตอบ   -   ข้อ   (c)   เนื่องจากอยู่ในโครงสร้างแบบ  “Present subjunctive”  โดยดูจากกริยา  “Suggest

                                        ตัวอย่างที่ 

  • Prior to our conference, the executive director had requested that everyone ___________ well prepared.

(ก่อนการประชุมของเรา  ผู้อำนวยการบริหารได้ขอร้องว่า  ทุกคน __________ เตรียมตัวเป็นอย่างดี)

(a) be    (ควร)

(b) is

(c) was

(d) will be

ตอบ   -   ข้อ   (a)   เนื่องจากเป็นการใช้โครงสร้างแบบ  “Present subjunctive” สังเกตจากกริยา  “Requested

                                         ตัวอย่างที่ 

  • The teacher suggested that _____________________________________________.

(ครูแนะนำว่า _______________________________________________________)

 (a) everybody studied harder

 (b) everybody studies harder

 (c) everybody study harder    {(นักเรียน) ทุกคนควรเรียนให้หนักยิ่งขึ้น}

 (d) everybody would study harder

ตอบ   –   ข้อ   (c)   เนื่องจากอยู่ในโครงสร้าง  “Present subjunctive”  กล่าวคือ กริยา  “Study” เหมือนมีคำว่า “Should” อยู่ข้างหน้า  แต่ละเอาไว้ในฐานที่เข้าใจ

                                        ตัวอย่างที่ 

  • The company states that it is necessary that an employee _________ his work on time.

(บริษัทกล่าวว่า  มันจำเป็นที่พนักงาน _______________________ งานของตนให้ทันเวลา)

(a) finishes

(b) finished

(c) finish    (ทำให้เสร็จ)  (คือ  ทำงานให้เสร็จทันเวลา)

(d) can finish

ตอบ   -   ข้อ   (c)  เนื่องจากโครงสร้าง  “It + Is (Was) + Necessary + (That) + Subject + Verb 1”  เป็น  “Present subjunctive

                                        ตัวอย่างที่ 

  • He recommended that I _________________________________________ there early.

(เขาแนะนำว่าผม __________________________________ ที่นั่นแต่เช้าตรู่  -  หรือแต่เนิ่นๆ)

(a) be    (ควรไป)

(b) am

(c) was

(d) would be

ตอบ   -   ข้อ   (a)   เนื่องจากอยู่ในรูป   “Present subjunctive”  คือ  คำกริยาในโครงสร้างนี้   ไม่ว่าจะใช้กับประธานตัวใด  หรืออยู่ใน   “Tense”  ใด  จะต้องเป็น  “Verb 1”  (Infinitive without to)  เสมอ  และในกรณีของกริยา  “Verb to be”  ก็ให้ใช้   “Be”  ทุกครั้งไป  คือ  เสมือนกับมี   “Should”  อยู่ข้างหน้ากริยานั้น  แต่ละเอาไว้ในฐานที่เข้าใจ  ไม่พูดหรือเขียนเติมลงไป  (หรืออาจจะใส่   “Should ลงไปข้างหน้าก็ได้)

                                        ตัวอย่างที่ 

  • I suggested to her that her husband _______________________________ a long rest.

(ผมแนะนำเธอว่า  สามีของเธอ ____________________________ การพักผ่อนเป็นเวลานาน)

(a) has

(b) have    (มี)

(c) would have

(d) must have

ตอบ    -    ข้อ   (b)   เนื่องจากเป็นไปตามโครงสร้าง  “Subject + Suggest + (To someone) + That + Subject + Verb 1

                                        ตัวอย่างที่  ๑๐

  • It was in 1934 that an official government report recommended that trade priority ___________ to Southeast Asia.

(มันเป็นในปี  ๑๙๓๔  ที่รายงานของรัฐบาล (สหรัฐฯ) อย่างเป็นทางการ  แนะนำว่า ความสำคัญด้านการค้า (ควร) __________ กับภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้)   (หมายถึง  รายงานฯ แนะนำว่า  สหรัฐฯ ควรให้ความสำคัญด้านการค้าแก่ภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้)

(a) is given

(b) was given

(c) were given

(d) be given    (ถูกให้)

ตอบ   -   ข้อ  (d)  เนื่องจากลดรูปมาจาก  “Should be given” (ละ  “Should”  ไว้ในฐานที่เข้าใจ)

                                        ตัวอย่างที่  ๑๑

  • I will recommend that the student ______________________________ to the director.

(ผมจะแนะนำว่าเด็กนักเรียนคนนั้น ___________________________ กับผู้อำนวยการโรงเรียน)

(a) speak    (พูดคุย)

(b) will speak

(c) had better speak

(d) would speak

ตอบ   -   ข้อ  (a)   เนื่องจากกริยาของอนุประโยค  (ในที่นี้ คือ  “Speak”)  ที่ตามหลังกริยา  “Recommend, Suggest, Demand, Ask, etc.”   จะต้องอยู่ในรูป  “Infinitive without to” (Verb 1) ซึ่งเรียกโครงสร้างแบบนี้ว่า  “Present Subjunctive

                                        ตัวอย่างที่  ๑๒

  • Many customers have requested that we ___________________ them notice of our sales.

(ลูกค้าจำนวนมากได้ร้องขอว่า  ให้เรา ___________ โนติส (เอกสารแจ้งเหตุหรือข้อมูลล่วงหน้า) แก่พวกเขาในเรื่องการลดราคาสินค้าของเรา)  (หมายความว่า  ถ้าจะมีการลดราคาสินค้าเมื่อใด  ให้แจ้งลูกค้าทราบล่วงหน้า)

(a) send    (ส่ง)

(b) sends

(c) sent

(d) sending

ตอบ  -  ข้อ   (a)  เนื่องจากเป็นการใช้   “Present subjunctive”  คือการใช้กริยาช่องที่    ที่ไม่มี  “To” นำหน้า  (Infinitive without to)  และไม่มีการเติม  “S  หรือ  “Ed”  เข้าข้างหลังคำกริยาที่อยู่ใน  “Noun clause”   ที่เป็นอนุประโยค   (ซึ่งมักมี  “That” นำหน้า  “Clause”)  ที่ตามหลังกลุ่มคำกริยาประเภท  “Present subjunctive”  ไม่ว่าประธานของกริยาตัวนี้  จะเป็นเอกพจน์หรือพหูพจน์ก็ตาม  และไม่ว่ากริยาตัวข้างหน้า  (กริยาใน  “Main clause” หรือประโยคใหญ่)  จะอยู่ใน  “Tense”  ใดก็ตาม  จะไม่มีการเติม  “S”  หรือ  “Ed” หรือเปลี่ยนรูปที่กริยาตัวนี้   (เนื่องจากเสมือนมี  “Should”   นำหน้า  แต่ไม่เขียนลงไป  คือละไว้ในฐานที่เข้าใจ  เป็นการแนะนำว่า  “ควรทำเช่นนั้น เช่นนี้”)   สำหรับในกรณีที่เป็น  “Verb to be”    ให้ใช้  “Be”  ตลอดไป   (เพราะเสมือนว่า มี  “Should”  นำหน้า)  อนึ่ง เราใช้รูป   “Present subjunctive”  ใน  ๒  กรณี   คือ

                                          ๑. อยู่หลัง  “กริยา + That”   ซึ่งได้แก่ คำกริยาต่อไปนี้

  • demand that   (เรียกร้อง-ต้องการว่า)
  • require that   (ขอร้อง-เรียกร้อง-ต้องการ-กำหนดว่า)
  • propose that   (เสนอว่า)
  • request that   (ขอร้องว่า)
  • recommend that   (แนะนำว่า)
  • ask that   (ขอร้องว่า)
  • order that   (สั่งว่า)
  • urge that   (เร่งเร้า-กระตุ้น-เสนอว่า)
  • suggest that   (แนะนำว่า)
  • advise that   (แนะนำว่า)
  • insist that   (ยืนกรานว่า)
  • prefer that   (เห็นสมควรว่า)

                                       ดังตัวอย่างประโยคต่อไปนี้

  • The doctor advised (that) I take a rest.

(หมอแนะนำว่าผมควรพักผ่อน)

  • He suggested (that) she not go there alone.

(เขาแนะนำว่าเธอไม่ควรไปที่นั่นตามลำพัง)

  • The father demands (that) Peter go to see a doctor at once.

(พ่อเรียกร้องให้ปีเตอร์ไปหาหมอในทันที)

  • I suggest (that) he come early.

(ผมแนะนำว่าเขาควรจะมาแต่เช้า)

  • The hostess urged (that) we all stay for dinner.

(เจ้าของบ้านรบเร้าให้อยู่กินอาหารเย็นก่อน)

  • The teacher recommended (that) every student buy a dictionary.

(ครูแนะนำให้นักเรียนทุกคนซื้อพจนานุกรม)

  • The doctor recommends (that) she take this medicine.

(หมอแนะนำว่าเธอควรกินยานี้)

  • She requested (that) he telephone her family.

(เธอขอร้องให้เขาโทรฯไปหาครอบครัวของเธอ)

  • The teacher advised (that) students not speak loudly in the class.

(ครูแนะนำว่านักเรียนไม่ควรพูดเสียงดังในชั้น)

  • I suggested (that) he be more careful.

(ผมแนะนำว่าเขาควรระวังให้มากขึ้น)

  • He suggested (that) she be punctual.

(เขาแนะนำว่าเธอควรตรงต่อเวลา)

  • Our mother suggests (that) we not be lazy.

(แม่ของเราแนะนำว่าเราไม่ควรขี้เกียจ)

  • They requested (that) the contract be signed.

(พวกเขาร้องขอว่าสัญญาควรได้รับการลงนาม)  (เป็น  Passive voice = สัญญาถูกลงนาม)

  • She asks (that) she be allowed to see her ailing mother.

(เธอขอร้องว่าเธอควรได้รับอนุญาตให้พบแม่ของเธอที่กำลังป่วย)  (เป็น  Passive voice = เธอได้รับอนุญาต)

หมายเหตุ   –   เหตุผลที่คำกริยาในอนุประโยค  ที่เป็น  “Noun clause”  อยู่ในรูป “Present Subjunctive”  คือ  กริยาเหล่านี้เสมือนกับว่ามี   “Should”  นำหน้า  แต่ละเอาไว้ในฐานที่เข้าใจ  ซึ่งจริงๆแล้วอาจจะเขียนหรือพูดเติม  “Should”  ลงไปด้วยก็ได้ เช่น

  • I suggested (that) he (should) be more careful.
  • She asks (that) she (should) be allowed to go to the party.

                               ๒. “Noun clause”  ที่ตามหลังคำคุณศัพท์ต่อไปนี้  (มักอยู่ในรูป  “It is + Adjective + that + Subject + Verb 1  ที่ไม่มี  “To” นำหน้า)  กริยาใน  “Noun clause”  นั้นจะต้องอยู่ในรูป  “Present subjunctive”  เช่นเดียวกัน  คุณศัพท์ดังกล่าวคือ  “Important” (สำคัญ),  “Necessary” (จำเป็น), “Urgent(จำเป็นด่วน),  “Imperative”  (จำเป็น),  “Essential” (จำเป็น), “Advisable”  (ควร),   “Crucial”  (สำคัญยิ่ง)  ดังตัวอย่าง   เช่น

  • It is advisable that she study harder.

(เธอควรเรียนหรือขยันให้มากขึ้น)

  • It was essential that we buy food yesterday.

(เป็นสิ่งจำเป็นที่เราต้องซื้ออาหารเมื่อวานนี้)

  • It is advisable that he take exercise every morning.

(เป็นการสมควรที่เขาออกกำลังกายทุกเช้า)

  • It is necessary that she go home at once.

(เป็นเรื่องจำเป็นที่เธอจะต้องกลับบ้านในทันที)

  • It is imperative that Jim practice driving a car.

(เป็นเรื่องจำเป็นที่จิมจะต้องฝึกหัดขับรถ)

  • It is crucial that Tom find a new job.

(เป็นเรื่องจำเป็นยิ่งที่ทอมจะต้องหางานใหม่)

  • It is important that he be brave.

(เป็นสิ่งจำเป็นที่เขาจะต้องกล้าหาญ)

  • It is urgent that everyone be on time for work.

(เป็นเรื่องเร่งด่วนที่ทุกคนจะต้องมาทำงานให้ทันเวลา)

 

13. Cindy is far more intelligent than ______________________________ student in the class.

(ซินดี้เฉลียวฉลาดกว่านักเรียน ____________ ในห้องเรียนอย่างมาก)  (คือ  เฉลียวฉลาดกว่ามาก)

(a) any other    (คนอื่นใด)

(b) any

(c) other    (อื่นๆ)

(d) another    (อีกคนหนึ่ง)

ตอบ   -   ข้อ  (a)   หรืออาจตอบ  “Other students” (นักเรียนคนอื่นๆก็ได้

 

14. Mary does not know ______________________________________________ for a living.

(แมรี่ไม่รู้ว่า______________________________________________ เพื่อการดำรงชีพ)

(a) what will she do

(b) how will she do

(c) what she will do    (เธอจะทำงานอะไร)

(d) that she will do

ตอบ   -   ข้อ   (c)   เนื่องจากเป็นการเปลี่ยนประโยค  “Direct speech” (What will she do for a living?)  ให้เป็นประโยค  “Indirect speech”  (Mary does not know what she will do for a living.)  ดูเพิ่มเติมเรื่องนี้จากประโยคตัวอย่างข้างล่าง

                                         ตัวอย่างที่ 

  • He asked me ______________________________________________ I was hungry.

(เขาถามผมว่าผมหิว ___________________________________________________)

(a) that

(b) why

(c) how

(d) if    (หรือไม่)

(e) weather   (อากาศ)

ตอบ   -   ข้อ   (d)   เนื่องจากมาจากประโยค  “Direct speech”  คือ  “Are you hungry?”  เมื่อจะเปลี่ยนเป็นประโยค  “Indirect speech”  จะต้องเชื่อมด้วย  “If”  หรือ  “Whether”  (He asked me if (whether) I was hungry.)  ซึ่งทั้ง  ๒  คำมีความหมายเหมือนกัน  คือ  “หรือไม่, หรือเปล่า”  กล่าวโดยสรุป คือ ถ้าประโยค “Direct speech”  ซึ่งเป็นประโยคคำถาม  ขึ้นต้นด้วยกริยาพิเศษ (Verb to be, to have, to do)  หรือ  “Modal verb” (Will, Would, Shall, Should, Can, Could, May, Might, Must)  เมื่อเปลี่ยนเป็นประโยค  “Indirect speech”จะต้องเชื่อมข้อความระหว่าง  “Reporting speech” (He asked me)  และ “Reported speech” (I was hungry)  ด้วย  “If”  หรือ  “Whether”  เสมอ ห้ามใช้  “That”  ดังตัวอย่างประโยคข้างล่าง

  • Are you a student? 

(คุณเป็นนักเรียนใช่ไหม)

(She wants to know if (whether) he is a student.)

(เธอต้องการรู้ว่าคุณเป็นนักเรียนหรือไม่)

  • Do you like to play tennis? 

(คุณชอบเล่นเทนนิสไหม)

(He asked me if (whether) I liked to play tennis.)

(เขาถามผมว่าผมชอบเล่นเทนนิสหรือไม่)

  • Will you go to my party? 

(คุณจะไปงานเลี้ยงของผมไหม)

(I ask her if (whether) she will come to my party.)

(ผมถามเธอว่าจะไปงานเลี้ยงของผมหรือไม่)

  • Can you play the piano? 

(คุณเล่นเปียโนเป็นไหม)

(They asked me if (whether) I could play the piano.

(พวกเขาถามผมว่าเล่นเปียโนเป็นหรือไม่)

                                     ในกรณีที่ประโยค  “Indirect speech”  เป็นประโยคบอกเล่า ให้ใช้ “That”  เชื่อม  หรืออาจละไว้ก็ได้ (ไม่ต้องเขียนลงไป)  เช่น

  • I go for a walk every morning.

(ผมออกเดินทุกเช้า)

(I tell him (that) I go for a walk every morning.)

(ผมบอกเขาว่าผมออกเดินทุกเช้า)  หรือ

(I told him (that) I went for a walk every morning.)

  • I have been to London several times.

(ผมเคยไปลอนดอนหลายครั้ง)

(She said(that) she had been to London several times.)

(เธอพูดว่าเธอเคยไปลอนดอนหลายครั้ง)

                                   สำหรับในกรณีที่ ประโยค  “Direct speech”  เป็นประโยคคำถามที่ขึ้นต้นด้วย  “Question word” (What, When, Where, Why, How, etc.)  เมื่อเปลี่ยนเป็นประโยค  “Indirect speech”  ให้เอา “Question word”  นั้นๆ มาเป็นตัวเชื่อม  โดย  “ไม่ต้องใช้”  “That”  เช่น  ในประโยคข้างล่าง  “ห้ามใช้”“…..........….to find that where it is hiding”

                           ตัวอย่างที่            จงหาที่ผิดหลักไวยากรณ์จากข้อ (๑) – (๔)

  • Are you waiting (1) for success (2) to arrive or are you going (3) to find where (4) is it hiding?

(คุณกำลังรอคอยให้ความสำเร็จมาหา  หรือคุณจะไปหาว่ามันกำลังหลบซ่อนอยู่ที่ไหน)  (ข้อนี้เหมือนเป็นคำสอนคน  อย่าให้มัวแต่รอคอยความสำเร็จ  แต่ให้ขยันทำงาน  เพื่อจะ ได้พบกับความสำเร็จ  คือ  สอนให้เป็นฝ่ายรุก มิใช่ตั้งรับ)

ตอบ   –   ข้อ   (4)   แก้เป็น  “it is”  เนื่องจากอยู่ในรูป  “Indirect speech” หรือ “Reported speech”  คือ  “คำพูดที่ถูกกล่าวรายงาน”  เป็นการเปลี่ยนจากประโยค “Direct speech” (Where is it hiding?) มาเป็นประโยค  “Indirect speech”ที่ขึ้นต้นด้วย  “are you going to find ……….”  จึงต้องเอาประธานมาไว้หน้าคำ กริยา  “where it is……..”  ซึ่งเป็นการเรียงคำแบบประโยคบอกเล่า  มิใช่เอาคำกริยาไว้หน้าประธาน  (where is it)  เหมือนในประโยคคำถาม   ดังตัวอย่างข้างล่าง

  • How old are you?  (Direct speech)

(คุณอายุเท่าใด)

  • I want to know how old you are.  (Indirect speech)

(ผมอยากทราบว่าคุณอายุเท่าใด)

  • Where is she going?  (Direct speech)

(เธอกำลังจะไปที่ไหน)

  • He asks her where she is going. (Indirect speech)

(เขาถามเธอว่า  เธอกำลังจะไปที่ไหน)

  • When will you retire from your work? (Direct speech)

(คุณจะเกษียณจากงานเมื่อใด)

  • I asked him when he would retire from his work. (Indirect speech)

(ผมถามเขาว่าเขาจะเกษียณจากงานเมื่อใด)

 

15. Last Christmas Peter spent a miserable day in bed, _____________________ he was missing.

(คริสต์มาสปีที่แล้ว  ปีเตอร์ใช้วันเวลา (ในวันคริสต์มาส) ที่ทุกข์ยากลำบาก (ไม่มีความสุข)  บนเตียงนอน __________ ที่เขากำลังพลาดโอกาส   -   คือไม่ได้เข้าร่วมฉลองในวันคริสต์มาส)

(a) having thought of all the fun

(b) thinking of all the fun    (คิดถึงความสนุกทั้งหลาย)

(c) being thought of all the fun

(d) thought of all the fun

ตอบ   -   ข้อ   (b)   มาจากโครงสร้าง   “Subject + Spend + Time + Verb + ing”  เช่น

  • She spent two hours reading in the library.

(เธอใช้เวลา    ชั่วโมง  อ่านหนังสือในห้องสมุด)

  • They spent the whole day looking around the city.

(พวกเขาใช้เวลาตลอดทั้งวัน  ชมเมือง)

 

16. I was very busy _____________ my lesson because I would have a final exam next week.

(ผมมีงานยุ่งมากกับ __________________ บทเรียนของผม  เพราะผมมีสอบไล่สัปดาห์หน้า)

(a) prepared

(b) to prepare

(c) preparing    (การเตรียม)

(d) on preparing

ตอบ   -   ข้อ    (c)   เนื่องจาก  “Busy + Verb + ing”  สำหรับคำคุณศัพท์อีกตัวที่ตามด้วย  “Verb + ing”  คือ  “Worth”  (ควรค่าต่อ, คุ้มค่ากับ)  ดังประโยคข้างล่าง

  • This book is worth reading.

(หนังสือเล่มนี้ควรค่าต่อการอ่าน)

  • Those people are worth talking to.

(คนพวกโน้นคุ้มค่ากับการพูดคุยด้วย)

 

17. We should try to avoid being rude to __________________________________________.

(เราควรพยายามหลีกเลี่ยงหยาบคายกับ  _______________________________________)

(a) other peoples

(b) other people    (คนอื่นๆ)

(c) others people

(d) another people

ตอบ   -   ข้อ   (b)  สำหรับ  “Peoples”  =   “คนเชื้อชาติต่างๆ”  ส่วน  “Another” (อีกคนหนึ่ง)  ต้องตามด้วยคำนามนับได้  เอกพจน์  (“People”  เป็นคำนามพหูพจน์)  อย่างไรก็ดี  ข้อนี้อาจตอบ  “Others”  (คนอื่นๆ)  ก็ได้

 

18. The mastoid is located at the side of the skull, __________________________________.

(แมสทอยด์ (ปุ่มกกหูของกระดูกขมับ – อยู่หลังใบหู) ตั้งอยู่ข้างกะโหลกศีรษะ, _____________)

(a) just the ear is behind

(b) just behind the ear    (หลังใบหูพอดี)

(c) the ear just behind

(d) is just behind the ear

ตอบ   -   ข้อ   (b)   โดยลดรูปมาจากอนุประโยค  “………….. skull, which is just behind the ear

 

19. I think he will join us, ____________________________________________________?

(ผมคิดว่า  เขาจะมาร่วมกับพวกเรา  _________________________________________)

(a) don’t I

(b) won’t he    (ใช่หรือไม่)

(c) doesn’t he

(d) will he

ตอบ   -   ข้อ    (b)   ตามปกติรูป  “Tag”  จะต้องใช้ตามประธาน-กริยาของประโยคใหญ่  คือ  “I think”  คือเป็น  “don’t I”  แต่ในกรณีที่ประโยคขึ้นต้นด้วย  “I”  จะถือเป็นข้อยกเว้น  ให้ไปใช้ตามประธาน-กริยาของประโยคย่อย  ซึงในที่นี้  คือ   “he will join”  โดยมีรูป   Tag”  (won’t he)  เนื่องจากพิจารณาตามข้อเท็จจริงที่ว่า  “ไม่มีผู้ใดถามตนเอง  ว่าเป็นอย่างนั้น-อย่างนี้  ใช่หรือไม่” 

 

20. Economists regard land as the natural wealth of the earth from which all goods ___________.

(นักเศรษฐศาสตร์ถือว่าที่ดินเป็นความอุดมสมบูรณ์ (ทรัพย์สิน) ตามธรรมชาติของโลก ซึ่งสินค้าทุกชนิด __________ จากมัน)  (หมายถึง  ที่ดิน)

(a) produced

(b) are produced    (ถูกผลิต)

(c) produce them

(d) they produce

ตอบ   -   ข้อ   (b)   เนื่องจากเป็นกริยาในรูป  “Passive voice”  ของอนุประโยค  (From which all goods are produced)

 

เรียน   ท่านผู้ติดตามอ่านเว็บไซต์  “everydayenglish.pwa.co.th”                

 

                  ถ้าท่านมีคำแนะนำให้ปรับปรุงเว็บไซต์นี้ประการใด  กรุณาส่ง   e-mail ไปที่  ดร. วัชรินทร์  ภูเขาทอง  อดีต  ผอ. สำนักวิทยาการ  การประปาส่วนภูมิภาค  ผู้จัดทำเว็บไซต์นี้  ตาม   “Address” wpookaotong@yahoo.com   (โปรดระบุหัวเรื่องด้วยว่า  “ปรับปรุงเว็บไซต์)   เพื่อที่ผู้จัดทำฯ จะได้ปรับปรุงเนื้อหาได้ตรงตามความประสงค์ของผู้อ่านเว็บไซต์นี้ต่อไป

 

 

หมวดข้อสอบ STRUCTURE (ตอนที่ 19)

การประปาส่วนภูมิภาค  “มุ่ง-มั่น-เพื่อปวงชน”

 

Direction:  Choose the best alternative to make a correct sentence.

(จงเลือกข้อที่ดีที่สุดเพื่อทำให้ประโยคมีความถูกต้อง)

 

1. I didn’t ________________________________________ work until almost eight o’clock.

(ผมมิได้ _______________________________________ งาน  จนกระทั่งเกือบ    ทุ่ม)

(a) get into

(b) get up

(c) get through    (ทำสำเร็จ,  ทำจนเสร็จสิ้น)  (หมายถึง ทำงานแล้วเสร็จ)

(d) get in

ตอบ   -   ข้อ   (c)   “Get through”  =  complete

 

2. Homemaking in preindustrial America required ____________________________ and skill.

(การสร้างบ้านในอเมริกาในยุคก่อนอุตสาหกรรม  ต้องการ ___________ และทักษะ-ความชำนาญ)  (หมายถึง  ของผู้สร้าง)

(a) and strength

(b) strength additional

(c) both strength    (ทั้งพละกำลัง)

(d) strength besides

ตอบ   -   ข้อ    (c)   หรืออาจตอบ  “Strength and skill”  (พละกำลังและทักษะ)  หรือ  “Strength besides skill”  (พละกำลังนอกจากทักษะ)  ก็ได้

 

3. ________ cubic mile of seawater contains about 12 billion pounds of dissolved magnesium.

(___________ ลูกบาศก์ไมล์ (กว้าง    ไมล์  ยาว    ไมล์  และสูง    ไมล์) ของน้ำทะเล  มีธาตุแมกนีเซียมที่ละลายน้ำอยู่ประมาณ  ๑๒  พันล้าน  (  หมื่น    พันล้าน) ปอนด์

(a) Whole

(b) In a

(c) For the

(d) Each    (แต่ละ)

ตอบ   -   ข้อ   (d)   หรืออาจตอบ  “A”  ก็ได้

 

4. My job is ________________________ different from ___________________________.

(งานของผมแตกต่าง _______________________ จาก ________________________)

(a) little _____________ her

(b) no _____________ herself

(c) much ____________ hers    (อย่างมาก _____________ งานของเธอ)

(d) so _____________ she

ตอบ   -   ข้อ   (c)   Possessive pronoun  “hers”  มาจาก  “her job”  สำหรับ  ข้อ   A, B   คำหน้า  (little, a little, no)  สามารถใช้ได้   แต่คำหลัง  ต้องแก้เป็น  “hers

 

5. He will come with his __________________________________________________ niece.

(เขาจะมากับหลานสาว _____________________________________________ ของเขา)

(a) seventeen years old

(b) seventeen-years-old

(c) seventeen year old

(d) seventeen-year-old    (อายุ  ๑๗  ปี)

ตอบ    –   ข้อ   (d)   เนื่องจากต้องใช้โครงสร้างแบบนี้

 

6. _____________________________________________________, Jim saw a car accident.

(______________________________________________, จิมเห็นอุบัติเหตุทางรถยนต์)

(a)  He was standing on the road

(b)  Stood on the road

(c)  Standing on the road    (ยืนอยู่บนถนน)

(d)  Stand on the road

ตอบ   –   ข้อ   (c)   เนื่องจาก  “Standing on the road”  เป็น   “Present participle phrase”   ที่ลดรูปมาจากอนุประโยค   “Adverb clause of time” (While he was standing on the road,)  ทำหน้าที่ขยายประธานของประโยค (Jim)  ดูเพิ่มเติมโครงสร้างนี้จากตัวอย่างข้างล่าง

                                        ตัวอย่างที่ 

  • Returning to my apartment, _____________________________________________.

(กลับไปยังอพาร์ตเมนต์ของผม ____________________________________________)

(a) my watch was missing

(b) I found my watch disappeared

(c) I found my watch missing    (ผมพบว่านาฬิกาของผมหายไป)

(d) the watch was missed

ตอบ   -   ข้อ   (c)   เนื่องจากประโยคนี้ขึ้นต้นด้วยวลีซึ่งนำหน้าด้วย  “Present participle”  (Returning)  ดังนั้น  ประธานของประโยค  ซึ่งอยู่หลังเครื่องหมายคอมม่า  จะต้องสามารถทำกริยา  “Return”  ได้  ซึ่งมีสอง  “Choice”  คือ  (b)  และ  (c)   ทั้งนี้  ถ้าจะตอบ  ข้อ  (b)  ต้องแก้เป็น  “I found my watch disappear (หรือ  disappearing)”  (ผมพบว่านาฬิกาของผมหายไปดูเพิ่มเติมโครงสร้างแบบนี้จากประโยคข้างล่าง

                                         ตัวอย่างที่ 

  • _____________________ a man of action, he found it difficult to sit still for long periods.

(____________ คนที่ไม่อยู่นิ่ง (มีงานยุ่งเสมอ)  เขาพบว่ามันยากที่จะนั่งอยู่นิ่งๆ เป็นเวลานาน)  (คือ  ต้องหาอะไรทำอยู่เสมอ)

(a) Been

(b) Be

(c) Being    (เป็น)

(d) He is

ตอบ   -   ข้อ    (c)   เนื่องจากประธานของประโยค  คือ  “He”  กริยาซึ่งนำหน้าวลี  ที่อยู่ตอนหน้าสุดของประโยค  จึงต้องอยู่ในรูป  “Present participle”  (Verb + ing)  (คือ   “Being”)  ดูคำอธิบายเพิ่มเติมจากประโยคข้างล่าง

                                         ตัวอย่างที่ 

  • Searching in the library, I came ____________________ an old forgotten manuscript.

(ค้นคว้าในห้องสมุด  ผม ____________________________ ต้นฉบับเก่าแก่ที่ถูกลืมไปแล้ว)

(a) off

(b) without

(c) over

(d) across   (Come across  =  พบหรือเจอโดยบังเอิญ)

ตอบ   -   ข้อ   (d)  และดูเพิ่มเติมโครงสร้างกริยา  “Verb + ing”  (Present participle)   ขึ้นต้นวลีและอยู่หน้าประโยค  โดยขยายประธานฯ ที่อยู่ในประโยค  (หลังเครื่องหมายคอมม่า)  เพื่อบอกว่า  ประธานฯ เป็นผู้ทำกริยานั้นๆ  คือ  แสดงการเป็นผู้กระทำ  (Active voice)  จากประโยคข้างล่าง

                                        ตัวอย่างที่  

  • While traveling through the Rocky Mountains, ________________________________.

(ในขณะเดินทางผ่านเทือกเขาร็อกกี้  ________________________________________)

(a) the breath-taking scenes attracted the travelers    (ทัศนียภาพที่น่ากลัวมาก  ทำให้นักเดินทางหลงเสน่ห์)

(b) the scenes attracted the travelers deeply    (ทัศนียภาพทำให้นักเดินทางหลงเสน่ห์อย่างลึกล้ำ)

(c) the travelers attracted the scenes    (นักเดินทางทำให้ทัศนียภาพหลงเสน่ห์)

(d) the travelers were awed by the breath-taking scenes    (นักเดิน ทางรู้สึกกลัว-เกรงขาม-หวาดเสียว  จากภาพภูมิประเทศ (ทัศนียภาพ)  ที่น่ากลัวมาก-น่าตื่นเต้นยินดีมาก)

ตอบ   -   ข้อ   (d)  การใช้วลี   “While traveling”  หรือ  “Traveling” (Present participle)  ขึ้นต้นประโยค  โดยมีประธานฯ อยู่ข้างในประโยค (หลังเครื่องหมายคอมม่า)   เพื่อต้องการแสดงว่า  ประธานฯ เป็นผู้ทำกริยาที่อยู่ข้างหน้าประโยคนั้น   ซึ่งในประ โยคข้างบน  คือ  “Traveling” (เดินทาง)  ซึ่งประธานฯ จะต้องเป็นสิ่งมีชีวิต  (คนหรือสัตว์)  เท่านั้น  จึงจะทำกริยานี้ได้  ดังนั้น  จึงต้องตัด ข้อ  (a)  และ (b) ทิ้งไป  เนื่องจากมีประธานฯ  คือ  “Scenes” (ทัศนียภาพ) ซึ่งไม่สามารถทำกริยา  “เดินทาง”  ได้  สำหรับข้อ   (c)   ผิดความหมาย   เพราะกล่าวว่า  “นักเดินทางทำให้ทัศนียภาพหลงเสน่ห์”   ซึ่งความจริงกลับกัน  คือ  “นักเดินทางหลงเสน่ห์ในทัศนียภาพ”  (The travelers were attracted by the scenes)

                                         ตัวอย่างที่  

  • ___________ how the engine worked, Peter began to study books that told about the techniques used.

(______________________ ว่าเครื่องจักรทำงานอย่างไร  ปีเตอร์เริ่มศึกษาหนังสือ  ซึ่งบอกเกี่ยวกับเทคนิคต่างๆ ที่ถูกใช้  –  ในเครื่องจักร)

(a) Wonder

(b) Wondered

(c) To wonder

(d) Wondering    (รู้สึกประหลาดใจ-สงสัย)  

ตอบ   -   ข้อ   (d)   เนื่องจากประธานของประโยค  (Peter)  เป็นผู้ทำกริยา  “รู้สึกประ หลาดใจ-สงสัย”  คำกริยาที่นำหน้าวลี  ขยายความ  “ปีเตอร์”  จึงต้องอยู่ในรูป  “Verb + ing” (Present participle)  แสดง  “Active voice”  ว่าปีเตอร์เป็นผู้ทำกริยา

                                          ทั้งนี้  เมื่อประธานซึ่งอยู่ข้างในประโยค  (หลังคอมม่า)   เป็นผู้กระทำกริยา (Active voice)  จะต้องนำหน้าประโยคด้วย “Verb + ing” (Present participle)    ดังตัวอย่าง  เช่น

  • Walking along the road, he met his old friend.

(เดินไปตามถนน  เขาพบเพื่อนเก่าของเขา)  (เขาเป็นผู้ทำกริยา  “เดิน”)

  • Seeing her teacher, Jane went to greet him.

(เห็นครูของเธอ  เจนเข้าไปทักทายเขา)  (เจนเป็นผู้ทำกริยา  “เห็น”)

  • Looking out of the window, we could see beautiful scenery.

(มองออกไปนอกหน้าต่าง  เราสามารถเห็นทัศนียภาพที่สวยงาม) (เราเป็นผู้ทำกริยา  “มอง”)

  • Hoping to be there in time, Kim started early in the morning.

(หวังว่าจะไปที่นั่นให้ทันเวลา  คิมเริ่มออกเดินทางแต่เช้าตรู่)  (คิมเป็นผู้ทำกริยา  “หวัง”

                                         สำหรับ  “Present participle” (Verb + ing)  ถือเป็นคำคุณศัพท์ประเภทหนึ่ง  จึงสามารถใช้ขยายคำนามได้เหมือนกับคำคุณศัพท์ทั่วๆไป  (โดยอาจอยู่หน้าหรือหลังคำนามที่มันขยาย)  เพื่อที่จะบอกว่า  คำนามนั้นเป็นผู้ทำกริยานั้นๆ  (แสดง  “Active voice”)   เช่น

  • Working men are constructing a bridge.

(คนทำงานกำลังก่อสร้างสะพาน)

  • Drinking horses were seen near the bank of the river.

(ม้าที่ดื่มน้ำถูกมองเห็นใกล้ตลิ่งของแม่น้ำ)

  • The mother took good care of her sleeping baby.

(แม่ดูแลทารกที่นอนหลับเป็นอย่างดี)

  • The audience appreciated the good works of the producing team.

(ผู้ชมยกย่อง-ชื่นชมผลงานที่ดีของทีมผู้สร้าง – ภาพยนตร์)

  • The people working in the office are my colleagues.

(ผู้คนที่ทำงานในสำนักงาน  คือเพื่อนร่วมงานของผม)

  • The woman walking across the street is my sister.

(ผู้หญิงที่เดินข้ามถนนเป็นน้องสาวของผม)

  • The man living next door is a bank manager.

(ชายที่อาศัยอยู่บ้านหลังถัดไปเป็นผู้จัดการธนาคาร)

  • The children playing in the field are my neighbors’ kids.

(เด็กๆที่เล่นอยู่ในสนามเป็นลูกของเพื่อนบ้านของผม)

                                          สำหรับในกรณีที่ประธานที่อยู่ข้างในประโยค  เป็นผู้ถูกกระทำ (Passive Voice)  กริยาที่นำหน้าวลี  และอยู่หน้าประโยค  (ทำหน้าที่ขยายประธาน)  จะต้องอยู่ในรูป กริยาช่องที่ ๓  (Past Participle)  ดังประโยคตัวอย่างข้างล่าง

                                      ตัวอย่างที่ 

  • ________________________________________________ by the tiger, he ran away.

(__________________________________________________ โดยเสือ   เขาวิ่งหนีไป)

(a) Seeing   (เห็น)

(b) To see

(c) Seen   (ถูกเห็น)

(d) Having seen

ตอบ   -    ข้อ   (c)   เนื่องจากประธานของประโยค  (He)  เป็นผู้ถูกเห็นโดยเสือ  กริยาข้างหน้าประโยคจึงต้องเป็นกริยาช่อง    (Past participle)  เพื่อแสดงการถูกกระทำ (Passive voice)

                                        ตัวอย่างที่  

  • ___________________ in wine, snails are a great luxury in various parts of the world. 

(__________________ ในไวน์  หอยทากเป็นอาหารราคาแพงอย่างมากในหลายๆส่วนของโลก)

(a) To cook

(b) Cooking    (ปรุง)

(c) Cooked    (ถูกปรุง)

(d) Cook

ตอบ   -    ข้อ   (c)   เนื่องจากประธานของประโยค คือ  Snails”  ซึ่งถูกปรุงในไวน์  (Cooked)  หรือเป็นผู้   “ถูกกระทำ”  จึงต้องอยู่ในรูปกริยาช่องที่  ๓  (แสดง “Passive voice)

 

7. Come back as __________________________________________________ as possible.

(จงกลับมาให้ ___________________________________________ เท่าที่จะเป็นไปได้)

(a) quick

(b) quickly    (อย่างเร็ว)  (หมายถึงเดินหรือวิ่ง)  (แต่ในประโยคข้างบน ต้องการบอกเพียงว่า  “กลับมาให้เร็วเท่าที่ทำได้”  ไม่เน้นว่าจะโดยวิธีใด)

(c) soon    (เร็ว)

(d) earlily    (คำนี้ไม่มีใช้  มีแต่  “Early”  ซึ่งเป็นทั้งคำคุณศัพท์ และกริยาวิเศษณ์)

ตอบ   -   ข้อ   (c)  หรืออาจตอบ  “Early”  (แต่เนิ่นๆ, เช้า, แต่เช้า)  ก็ได้

 

8. My brother doesn’t drink, and I don’t, __________________________________________.

(พี่ชายของผมไม่ดื่มเหล้า  และผมก็ไม่ (ดื่ม) _____________________________________)

(a) too  

(b) either    (เช่นเดียวกัน)

(c) also

(d) neither

ตอบ   -   ข้อ   (b)   ดูเพิ่มเติมการใช้   “Either,  Neither”  จากประโยคข้างล่าง

                                         ตัวอย่างที่  

  • Kimberly won’t have enough time and Betty _________________________________.

(คิมเบอร์ลี่คงจะไม่มีเวลาพอ   และเบ็ตตี้_______________________________________)

(a) won’t too.

(b) doesn’t either

(c) won’t either    (ก็จะไม่มีเวลาพอเช่นเดียวกัน)

(d) does neither

ตอบ  -  ข้อ   (c)   เนื่องจาก  “Either”  ที่ใช้ในประโยคข้างบน  ถือเป็นกริยาวิเศษณ์ (Adverb)  เมื่อใช้ในประโยคปฏิเสธ  ในความหมาย  “เช่นกัน, เช่น เดียวกัน”  ดังตัวอย่างข้างล่าง

  • She does not like dogs.  I don’t like dogs either. (= I don’t either.) 

                                          สำหรับในประโยคข้างบน  จะใช้   “Neither”  หรือ  “Nor”  ก็ได้  โดยวางไว้หน้าประโยค   และต้องใช้กับรูปกริยาบอกเล่าเท่านั้น  เนื่องจาก  “Neither” (Nor)   มีความหมายในทางปฏิเสธอยู่แล้ว   คือ  “ไม่เช่นเดียวกัน”   ทั้งนี้ต้องให้อยู่ใน  “Tense”  เดียวกันด้วย   และต้องให้สอดคล้องกับประธานของประโยคด้วย  ดังประโยคข้างล่าง

  • She does not like dogs.  Neither do I. (= Nor do I.)

                                         สำหรับตัวอย่างอื่นๆ  ได้แก่

  • They didn’t work hard.  We didn’t either. (= Neither did we. = Nor did we.)

(พวกเขามิได้ทำงานหนัก  เราก็ไม่ได้ทำงานหนักเช่นกัน)

  • She doesn’t like her new home.  Her sisters don’t either. (= Neither do her sisters. = Nor do her sisters)

(เธอไม่ชอบบ้านหลังใหม่  พี่สาวน้องสาวของเธอก็ไม่ชอบเช่นกัน)

                                         สำหรับการใช้   “Either”  (อี๊-เธอะ  หรือ ไอ๊-เธอะ)  ในความหมายอื่นๆ  เช่น  เมื่อเป็นคำคุณศัพท์  (Adjective)  หมายถึง   “แต่ละ, อันละ, ชิ้นละ, อันใดอัน หนึ่ง (ของ ๒ อัน), ด้านใดด้านหนึ่ง (ใน ด้าน), คนใดคนหนึ่งใน    คน”  แต่เมื่อเป็นคำสรรพนาม  (Pronoun)  หมาย ถึง   “หนึ่งในระหว่างสอง, อย่างใดอย่างหนึ่ง”  แต่ถ้าเป็นคำสันธานหรือคำเชื่อม   (Conjunction)  หมายถึง   “(ถ้า) ไม่..................ก็.................”  ส่วนเมื่อเป็นคำกริยาวิเศษณ์  (Adverb)  หมายถึง  “ด้วย, เหมือนกัน, เช่น เดียวกัน”   ดังตัวอย่างประโยค

  • There are shops on either side.  (เป็นคำคุณศัพท์)

(มีร้านค้าอยู่บนถนนแต่ละด้าน – คือมีทั้ง ด้าน)

  • Either train goes to London.  (เป็นคำคุณศัพท์)

(รถไฟขบวนใดขบวนหนึ่ง – ใน ขบวน – ไปลอนดอน)

  • You may take either seat.  (เป็นคำคุณศัพท์)

(คุณอาจจะนั่งเก้าอี้ตัวใดตัวหนึ่ง - ใน ตัว – ก็ได้)

  • On either side of the street is a pavement.  (เป็นคำคุณศัพท์)

(บนถนนแต่ละด้านมีทางเดินเท้า – คือมีทางเดินเท้าทั้ง ด้าน)

  • Either of the men is her father.  (เป็นคำสรรพนาม)

(ชายคนใดคนหนึ่ง – ใน คน – เป็นพ่อของเธอ)

  • Either the mother or her children have to come.  (เป็นคำสันธาน)

(ถ้าไม่แม่ก็ลูกๆของเธอ  จำเป็นจะต้องมา)

  • John can’t swim and Bob can’t either(เป็นคำกริยาวิเศษณ์)

(จอห์นว่ายน้ำไม่เป็น  และบ๊อบก็ว่ายฯไม่เป็นเช่นเดียวกัน)

 

9. Hawks serve an important purpose in the scheme of nature ____________ on destructive rodents, such as mice and rats.

(เหยี่ยวทำหน้าที่ตามวัตถุประสงค์สำคัญในระบบการจัดการของธรรมชาติ ___________ สัตว์ที่ใช้ฟันแทะซึ่งทำให้เกิดความเสียหาย, เช่น หนูและสัตว์ที่คล้ายหนู)

(a) that they prey

(b) than to prey

(c) by preying    (โดยการล่าเหยื่อหรือจับกินเป็นอาหาร)

(d) in order that preying

ตอบ  -  ข้อ   (c)

 

10. Elected to the United States House of Representatives in 1968, Shirley Chisholm quickly gained ___________ as an outspoken advocate of the interests of the poor.

{เมื่อได้รับเลือกตั้งเข้าสภาผู้แทนฯ ของสหรัฐฯ ในปี  ๑๙๖๘, เชอร์ลีย์  ชิสโฮล์ม  ได้รับ _______ อย่างรวดเร็ว  ในฐานะผู้สนับสนุนผลประโยชน์ของคนยากคนจน  ซึ่งพูดจาโผงผาง (ขวานผ่าซาก)  -  หมายถึงตัวเชอร์ลีย์}

(a) attention national

(b) national attention    (ความสนใจระดับชาติ)

(c) national as attention

(d) as national attention

ตอบ   -   ข้อ   (b)   หมายถึง  “คนทั่วสหรัฐฯ ให้ความสนใจเธอ

 

11. Everyone is responsible for ___________________________________ own composition.

(ทุกคนรับผิดชอบต่อเรียงความ ________________________________________ เอง)

(a) their

(b) nobody’s

(c) all their

(d) his    (ของตน)

ตอบ   -   ข้อ   (d)   “Everyone”  เป็นเอกพจน์  แทนด้วยสรรพนาม  “He”  และเมื่อแสดงความเป็นเจ้าของ  ใช้  “His

 

12. The teacher was delighted to tell us _________________________ passed the examination.

(ครูยินดี-พอใจที่บอกเราว่า ________________________________________ สอบผ่าน)

(a) we all having

(b) we had all    (พวกเราทุกคน)

(c) we all have

(d) all we have

ตอบ   -   ข้อ   (b)   หรืออาจตอบ  “We all had”  หรือ  “All of us had”  (ทั้ง    ข้อความมีความหมายว่า  “พวกเราทุกคน”)   ก็ได้

 

13. She explained _________________________________________________________.

(เธออธิบาย _________________________________________________________)

(a) him the idea    (ไม่ใช้รูปแบบนี้สำหรับกริยา  “Explain” )

(b) the idea him

(c) to him the idea

(d) the idea to him    (ความคิดให้เขาฟัง)

ตอบ   -   ข้อ   (d)

 

14. I’ve been working on my design every evening _________________________________.

(ผมได้กำลังทำงานด้านการออกแบบของผมทุกคืน ______________________________)

(a) during the last three months

(b) for the last three months    (สำหรับช่วงเวลา    เดือนที่ผ่านมา)  (ในขณะที่พูดนี้ก็ยังทำฯ อยู่)  (ต้องใช้  “For” )

(c) three months ago    (๓  เดือนผ่านมาแล้ว)  (เป็นอดีต)

(d) in the last three months

ตอบ   -   ข้อ    (b)   เนื่องจากใช้กับ   “Present perfect continuous tense”  {Subject + Has (Have) + Been + Verb + ing}  ดูเพิ่มเติม   “Tense”  นี้จากประโยคข้างล่าง

                                         ตัวอย่างที่  

  • She _____________________________________________ in London for 20 years.

(เธอ ________________________________________ ในลอนดอนเป็นเวลา  ๒๐  ปีแล้ว)

(a) has come to live

(b) has been living    (ได้กำลังอาศัย)

(c) comes to live

(d) is living

ตอบ   -   ข้อ   (b)   ใช้รูป   “Present perfect continuous tense”  {Subject + Has (Have) + Been + Verb + ing}  เพื่อแสดงความต่อเนื่องของเหตุการณ์หนึ่ง   (เธออาศัยอยู่ในลอนดอน)   ซึ่งเกิดขึ้นในอดีต  และดำเนินต่อเนื่องมาจนถึงปัจจุบัน  (ขณะ ที่พูดประโยคนี้)

                                        ตัวอย่างที่ 

  • Although Mark ______________ for years, he _______________ has not graduated. 

(แม้ว่ามาร์ค ______________ เป็นเวลาหลายปี  เขา ________________ ไม่จบการศึกษา)

(a) has been studying ……….. already   (ได้กำลังศึกษา ................. แล้ว)

(b) has been studied ……..…still

(c) has been studying ………..still   (ได้กำลังศึกษา ................. ยังคง)

(d) has been studied………….already

ตอบ    -    ข้อ   (c)   ใช้โครงสร้าง  “Present perfect continuous tense” {Subject + Has (Have) + Been + Verb + ing}   ในแบบ  “Active voice”  (ข้อ  (b)  และ  (d)   เป็น  “Passive voice”)  เนื่องจาก  มาร์คเป็นผู้กระทำ  (ศึกษา)  สำหรับข้อนี้หมายความว่า  “มาร์คเรียนหนังสือมาหลายปี  แต่ยังคงไม่จบการศึกษา”   ดูคำอธิบายเพิ่มเติมการใช้  “Present perfect continuous”  จากประโยคข้างล่าง

                                       ตัวอย่างที่  

  • Miss Kim _______________________________________ with us since last October.

(มิสคิม _____________________________________ กับเราตั้งแต่เดือนตุลาคม  ปีที่แล้ว)

(a) works

(b) worked

(c) has been working     (ได้กำลังทำงาน)

(d) is working

ตอบ  -  ข้อ  (c)  เนื่องจากเป็น  “Present perfect continuous tense”  {Subject + Have (Has) + Been + V. ing}  โดยสังเกตจาก  “Since last October”  ทั้งนี้   “Present perfect continuous”  ใช้บอกเหตุการณ์ในอดีตที่ต่อเนื่องมาจนถึงปัจจุบัน   และเน้นความยาวของช่วงเวลา  ตั้งแต่อดีตจนถึงปัจจุบันด้วย   ซึ่งอาจจะเป็นหลายๆ วัน,   เดือน,   ปี,   หลายๆ ปี,   หรือเพียง  ๒ – ๓  ชั่วโมงก็ได้   ซึ่งประโยคข้างบนมีความหมายว่า  “มิสคิมทำงานกับเราตั้งแต่ตุลาฯ ปีที่แล้ว”  และปัจจุบันก็ยังคงทำอยู่   และเน้นความต่อเนื่องของการทำงาน  ว่าทำมานานหลายเดือนแล้ว  อนึ่ง สามารถใช้รูป  “Present perfect” (Subject + Have (Has) + Verb 3)   แทนก็ได้   โดย   “Present perfect”  ก็บอกถึงเหตุการณ์ที่เกิดในอดีตและต่อเนื่องมาจนถึงปัจจุบันเช่นกัน   แต่ไม่เน้นความต่อเนื่อง  หรือยาวนานเหมือนกับ  “Present perfect continuous”  นอกจากนั้น  “Present perfect”  ยังบอกถึงเหตุการณ์ที่เพิ่งจะจบสิ้นลงไปแล้ว  หรือเหตุการณ์ที่เกิดในอดีต  แต่ไม่ระบุเวลาที่แน่ชัด  หรือใช้กับเหตุการณ์ที่เกิดซ้ำๆ ในอดีต

                                        รูปแบบของ  “Tense”  ทั้ง    ที่กล่าวมาข้างต้น   มักจะมีคำจำพวกนี้อยู่ในประโยค ได้แก่  since  (ตั้งแต่)  for  (เป็นเวลา)  recently  (หมู่นี้)  lately  (เมื่อเร็วๆนี้)  so far  (เท่าที่ผ่านมาหรือเป็นมา)  up to now  (จนกระทั่งถึงบัดนี้)  up till now  (จนถึงบัดนี้)  up to the present  (จนถึงปัจจุบัน)  already  (แล้ว)  yet  (ใช้ในประโยคคำถาม)  not yet  (ใช้ในประโยคปฏิเสธ)  ever  (เคย)  never  (ไม่เคย)  just  (เพิ่งจะ)  this is the first (second) time  (นี่เป็นครั้งแรก – ครั้งที่สอง)  หรือตามด้วยประโยคที่เป็น   “Past tense   เช่น   “since we were born”  (ตั้งแต่เราเกิด)   “since they were at college”  (ตั้งแต่พวกเขาเรียนมหา วิทยาลัย)   ตัวอย่างประโยค   เช่น

  • I have already eaten my breakfast.

(ผมกินอาหารเช้าแล้ว – เน้นว่ากินแล้ว และยังไม่นานนัก)

  • She has not eaten her dinner yet.

(เธอยังมิได้กินอาหารเย็นเลย – เน้นว่ายังไม่ได้ทำ)

  • He has just gone out.

(เขาเพิ่งจะออกไป – เน้นว่าเพิ่งจะจบสิ้น)

  • I have seen her on TV several times.

(ผมได้เห็นเธอทางทีวีหลายครั้ง – เน้นว่าทำซ้ำๆ)

  • They have lived here for ten years.

(พวกเขาอยู่ที่นี่มา ๑๐ ปีแล้ว – เน้นว่าต่อเนื่องมาถึงปัจจุบัน)

  • We have not seen each other since 2010.

(เราไม่ได้เจอกันตั้งแต่ปี  ๒๐๑๐ – เน้นว่าต่อเนื่องมาถึงปัจจุบัน)

  • They have been playing since the morning.

(พวกเขาเล่นกันมาตั้งแต่เช้าแล้ว – เน้นว่าต่อเนื่องจนถึงปัจจุบัน  และความยาวของเวลาว่าหลายชั่วโมง)

  • They have been waiting here for two hours.

(พวกเขารอคอยอยู่ที่นี่มา    ชั่วโมงแล้ว – เน้นความต่อเนื่องจนถึงปัจจุบันและความนานของเวลาคือ    ชั่วโมง)

  • We have been living here since we were born.

(เราอาศัยอยู่ที่นี่ตั้งแต่เราเกิด - เน้นความต่อเนื่องจนถึงปัจจุบัน  และความยาวนานของการอาศัยที่นี่  คือ  หลายสิบปีแล้ว)

 

15. _____________, Lois Weber either wrote or adapted all but seven of the hundreds of films she produced.

(____________, ลอยส์ เวเบอร์  หากไม่เขียนก็ดัดแปลงทั้งหมด,  ยกเว้น    เรื่อง,  ของภาพยนตร์จำนวนหลายร้อยเรื่องที่เธอสร้าง)  (หมายถึง  เธอเขียน หรือไม่ก็ดัดแปลงภาพยนตร์ทั้งหมดจำนวนหลายร้อยเรื่องที่เธอสร้าง  ยกเว้น    เรื่อง)

(a) A prolific writer that

(b) A prolific writer    (เป็นนักเขียนที่มีวัตถุดิบในการเขียนมากมาย)

(c) She was a prolific writer

(d) A writer as prolific as

ตอบ   -   ข้อ   (b)    เป็นการใช้วลี  (A prolific writer)  นำหน้าประโยค  เพื่อขยายประธาน  (Lois Weber)  ดูเพิ่มเติมจากประโยคข้างล่าง

  • The capital of Thailand, Bangkok is one of the crowded cities.

(เป็นเมืองหลวงของประเทศไทย, กรุงเทพฯ เป็นเมืองที่แออัดยัดเยียดเมืองหนึ่ง)

  • The son of a carpenter, Jimmy learned a lot from his father.

(เป็นลูกของช่างไม้, จิมมี่เรียนรู้มากมายจากพ่อของเขา)

  • A diplomat and statesman, Winston Churchill was born in a wealthy family.

(เป็นนักการทูตและรัฐบุรุษ, วินสตัน  เชอร์ชิลล์  เกิดในครอบครัวที่ร่ำรวย)

  • A schoolteacher and writer, Joan Silverton became Nebraska’s representative in 1956.

(เป็นครูโรงเรียนและนักเขียน, โจแอน  ซิลเวอร์ตัน  เป็น  ส.ส. ของรัฐเนบราสก้าในปี  ๑๙๕๖)

 

16. Through microscopes people can see objects ______________________ to the naked eye.

(มองผ่านกล้องจุลทรรศน์  ผู้คนสามารถมองเห็นวัตถุ ____________________ ด้วยตาเปล่า)

(a) which invisible

(b) the invisible

(c) that are invisible    (ซึ่งไม่สามารถมองเห็นได้)

(d) are the invisible

ตอบ   -   ข้อ   (c)   หรืออาจตอบ  “Which are invisible”  หรือ  “Invisible” (ลดรูป)  ก็ได้

 

17. Storks have no vocal cords, but ________________________________ by clacking their bills.

(นกกระสาไม่มีเส้นเสียง (ช่วยทำให้เกิดเสียงพูด-ร้อง), แต่ ___________ โดยทำให้จะงอยปากกระทบกันเกิดเสียงแกร๊กๆ)

(a) communicating

(b) which communicating

(c) communicate    (สื่อสาร)

(d) their communication

ตอบ   -   ข้อ   (c)   เนื่องจากเป็นกริยาตัวที่    ของประโยค  โดยกริยาตัวแรก  คือ  “Have

 

18. Great numbers of tiny shelled animals ___________________________ on the ocean floor.

(สัตว์ตัวเล็กจิ๋วซึ่งมีเปลือกจำนวนมากมาย __________________________ บนพื้นมหาสมุทร)

(a) living

(b) live    (อาศัยอยู่)

(c) they live

(d) to live

ตอบ   -   ข้อ    (b)   เนื่องจากเป็นกริยาแท้ของประโยค

 

19. The main sport at the college are ____________________________________, and baseball.

(กีฬาหลักที่มหาวิทยาลัยคือ _______________________________________ และเบสบอล)

(a) archery, to ride

(b) archery, ride

(c) archery and ride

(d) archery, riding    (การยิงธนู, การขี่จักรยาน)

ตอบ   –   ข้อ   (d)   เนื่องจากนิยมใช้   “Gerund” (Riding)  มากกว่า  “Infinitive with to”  (To ride)  (ใน ข้อ “a”)  และใช้  “and”  เชื่อมกิจกรรมคู่สุดท้าย  (riding, baseball)

 

20. Dams can be very beneficial to the areas ______________________________________.

(เขื่อนสามารถเป็นประโยชน์อย่างมากกับพื้นที่ ___________________________________)

(a) which they are built

(b) where are they built

(c) in which they are built     (ซึ่งมันถูกสร้างขึ้น)

(d) in which they build.

ตอบ   –   ข้อ   (c)   เนื่องจาก  “In which  =  Where”  สำหรับข้อ  (b)  ก็ใช้ได้  แต่ต้องแก้เป็น  “Where they are built”  ส่วนข้อ  (a)  ก็ใช้ได้เช่นกัน  แต่ต้องแก้เป็น  “Which they are built in”  แต่ก็ไม่นิยมใช้เหมือนข้อ (c)  ที่เอา  Preposition “In”  มาวางไว้ข้างหน้า  “Which”  ทั้งนี้ให้สังเกตว่า  ทั้งข้อ  (a),  (b)  และ  (c)  ต่างก็อยู่ในรูป  “Passive voice”  เนื่องจากหมายถึง  “พื้นที่ซึ่งเขื่อนถูกสร้าง”  ส่วนข้อ (d)  ใช้ไม่ได้  เนื่องจากอยู่ในรูป  “Active voice”  หมายถึง   “พื้นที่ซึ่งเขื่อนสร้าง”   ตัวอย่างอื่นๆ  ในแบบเดียวกัน  เช่น

  • The house where I live is on Sukhumvit Road.

(บ้านซึ่งผมอาศัยอยู่  อยู่บนถนนสุขุมวิท)

(= The house in which I live is on Sukhumvit Road.)

(= The house which I live in is on Sukhumvit Road.)

(= The house that I live in is on Sukhumvit Road.)

(= The house I live in is on Sukhumvit Road.)

หมายเหตุ   –  ประโยคทั้ง   ประโยคข้างบน  มีความหมายเหมือนกันทุกประการ   แต่ทั้งนี้   ห้ามใช้   ประโยค    ประโยคข้างล่าง

  • The house in that I live is on Sukhumvit Road. 

(ผิด  –  หลัง  “In”  ต้องตามด้วย  “Which”  เสมอ)

  • The house where I live in is on Sukhumvit Road.  

(ผิด  –  เมื่อมี   “Where”  แล้ว  ห้ามใช้   “In”)

 

เรียน   ท่านผู้ติดตามอ่านเว็บไซต์  “everydayenglish.pwa.co.th                  

 

                ถ้าท่านมีคำแนะนำให้ปรับปรุงเว็บไซต์นี้ประการใด  กรุณาส่ง e-mail ไปที่  ดร. วัชรินทร์  ภูเขาทอง  อดีต  ผอ. สำนักวิทยาการ  การประปาส่วนภูมิภาค  ผู้จัดทำเว็บไซต์นี้  ตาม  “Address”  (โปรดระบุหัวเรื่องด้วยว่า  “ปรับปรุงเว็บไซต์”)   เพื่อที่ผู้จัดทำฯ จะได้ปรับปรุงเนื้อหาได้ตรงตามความประสงค์ของผู้อ่านเว็บไซต์นี้ต่อไป

 

 

 

หมวดข้อสอบ STRUCTURE (ตอนที่ 18)

การประปาส่วนภูมิภาค  “มุ่ง-มั่น-เพื่อปวงชน”

 

Direction:  Choose the best alternative to make a correct sentence.

(จงเลือกข้อที่ดีที่สุดเพื่อทำให้ประโยคมีความถูกต้อง)

 

1. Stars and planets are important components ________________ the structures of a galaxy.

(ดาวและดาวเคราะห์เป็นองค์ประกอบสำคัญ __________________ โครงสร้างของกาแล็กซี)

(a) and

(b) among    (ในบรรดา)

(c) but

(d) that

ตอบ   -   ข้อ   (b)

 

2. Gold has been highly prized throughout the ages due mainly to ______________________.

(ทองได้ถูกตีราคา (ประเมินค่า) สูงตลอดทุกยุคทุกสมัย  โดยส่วนใหญ่เนื่องมาจาก __________)

(a) it is scarce

(b) so scarce it is

(c) its scarcity    (การหายาก (การมีน้อย) ของมัน)

(d) scarcity of it

ตอบ   -   ข้อ   (c)   เนื่องจาก  “Due to”  (เพราะว่า, เนื่องมาจาก)  ต้องตามด้วยคำนาม  หรือวลี

 

3. _______________ periods of economic stability, manufacturers may be able to estimate their production costs rather accurately.

(___________ ช่วงเวลาของความมั่นคงทางเศรษฐกิจ, ผู้ผลิตอาจจะสามารถประมาณการ (ประเมินค่า) ต้นทุนการผลิตได้อย่างค่อนข้างแม่นยำ)

(a) During    (ในระหว่าง)

(b) Even    (แม้กระทั่ง, แม้แต่)

(c) While    (ในขณะที่)

(d) Because    (เพราะว่า, เนื่องมาจาก)

ตอบ   -   ข้อ   (a)

 

4. Glass that has been tempered may be up to _____________________________________.

(แก้วซึ่งได้ผ่านการหลอมเหลว  อาจจะถึงขนาด  ________________________________)

(a) as hard as ordinary glass five times

(b) hard as ordinary glass times five

(c) five times as hard as ordinary glass    (แข็งเป็น    เท่าของแก้วธรรมดา)

(d) ordinary glass as hard as five times

ตอบ   -   ข้อ    (c)   ต้องเรียงโครงสร้างวลีในแบบดังกล่าว  ดูเพิ่มเติมจากตัวอย่างข้างล่าง

  • I have twice as much money as John (has).

(ผมมีเงินเป็น ๒ เท่าของจอห์น)

  • Her house is three times as big as her sister’s.

(บ้านของเธอใหญ่เป็น ๓ เท่าของบ้านของน้องสาว)

 

5. ____________ mirror the ideals and opinions of women in the United States in the latter part of the 1800’s.

(_____________ สะท้อนให้เห็นอุดมการณ์และความคิดเห็นของสตรีในสหรัฐฯ  ในช่วงครึ่งหลังของศตวรรษที่  ๑๘)

(a) Whether the novels of Mary Jane Holmes    (ไม่ว่านิยายของแมรี่ เจน โฮลเมส  สะท้อนให้เห็น............................ศตวรรษที่  ๑๘  หรือไม่ก็ตาม)

(b) The novels of Mary Jane Holmes    (นิยายของแมรี่ เจน โฮลเมส)

(c) Mary Jane Holmes wrote novels    (แมรี่ เจน โฮลเมส  เขียนนิยาย)

(d) Why Mary Jane Holmes wrote novels    (ทำไม แมรี่ เจน โฮลเมส  เขียนนิยาย)

ตอบ   -   ข้อ   (b)   เนื่องจาก  “The novels”  เป็นประธานของประโยค  โดยมี  “Of Mary Jane Holmes”  เป็นส่วนขยายประธาน  และมี  “Mirror”  (สะท้อนให้เห็น) เป็นกริยา  สำหรับข้อนี้  อาจตอบ  ข้อ  (c)  ก็ได้  แต่ต้องแก้เป็น  Mary Jane Holmes wrote novels which (that) …………..”  (แมรี่ เจน โฮลเมส  เขียนนิยายซึ่ง ……………โดยประโยคนี้  ประกอบด้วยประโยคใหญ่  (Mary Jane Holmes wrote novels)  และประโยคย่อย (อนุประโยค)  “Which (that) mirror the ideals and opinions of women in the United States in the latter part of the 1800’s” 

 

6. In the wild the gorilla has never been seen eating meat, nor _____________ to drink water.

(ในป่า  ลิงกอริลล่าไม่เคยถูกเห็นว่ากินเนื้อ, และ _____________________ มิได้ดื่มน้ำเช่นกัน)

(a) it seems

(b) with it seems

(c) does it seem    (มันดูเหมือนว่า)

(d) it does seem

ตอบ   -   ข้อ   (c)   ดูคำอธิบายโครงสร้างประโยคที่ใช้  “Nor, Neither”  จากตัวอย่างข้างล่าง

                                        ตัวอย่างที่ 

  • __________ Macbeth Steiner an excellent political speaker but she was also among the first members of the populist party.

(_____________ แมคเบธ  สไตเนอร์  เป็นนักพูดทางการเมืองที่ยอดเยี่ยม  แต่เธอยังอยู่ในบรรดาสมาชิกคนแรกๆ ของพรรคประชานิยมด้วย)

(a) Not only

(b) If only    (ถ้าเพียงแต่ว่า)

(c) Only was

(d) Not only was    (ไม่เพียงแต่)

ตอบ   -   ข้อ    (d)   ดูเพิ่มเติมการใช้โครงสร้างประโยค  เมื่อนำ  “Not only”  หรือคำอื่นๆ  เช่น  “Not until, Neither, Nor, Only when, Never, Never before, Rarely, Hardly, Scarcely, Seldom, etc.)   มาวางไว้ข้างหน้าประโยค  จากตัวอย่างข้างล่าง

                                        ตัวอย่างที่ 

  • No longer ____________________ given in countries where the disease is under control.

(ไม่ต่อไปอีกแล้วที่ __________ ถูก (ทำ) ให้ในประเทศที่ซึ่งโรคนี้อยู่ภายใต้การควบคุม)  (หมายถึง  ไม่มีการฉีดวัคซีนต่อไปอีกแล้ว  ในประเทศที่โรคฝีดาษ หรือไข้ทรพิษได้รับการควบคุม)

(a) smallpox vaccinations are

(b) than smallpox vaccinations are

(c) are smallpox vaccinations    (การฉีดวัคซีนโรคฝีดาษ หรือไข้ทรพิษ)

(d) than are smallpox vaccinations

ตอบ   -   ข้อ    (c)   ตามโครงสร้าง  “No longer + Verb (พิเศษ) + Subject + Verb (แท้) + ส่วนขยาย   ดูเพิ่มเติมโครงสร้างนี้จากประโยคข้างล่าง

                                         ตัวอย่างที่ 

  • ____________ was the Panama Canal an engineering triumph, it quickly proved a financial success as well.

(______________ คลองปานามาจะเป็นชัยชนะทางด้านวิศวกรรม,  มันได้พิสูจน์อย่างรวดเร็วว่าเป็นความสำเร็จทางการเงินด้วยเช่นกัน)

(a) Only    (เพียง..........................เท่านั้น)   

(b) Not only    (ไม่เพียงแต่ .......,,,,,,,,... (คลองปานามา .............. วิศวกรรม) ................... เท่านั้น)

(c) It

(d) Neither    (ไม่ทั้ง  ๒  คนหรือสิ่ง)

ตอบ   -   ข้อ   (b)   หรืออาจตอบ  “Not only was the …………… triumph, but it also quickly proved a financial success”  หรือ  “The Panama Canal was not only an engineering triumph, but it also quickly proved a financial success.”  ก็ได้

                                         ตัวอย่างที่ 

  • My mother doesn’t drink coffee.  __________________________ does she drink tea.

(แม่ของผมไม่ดื่มกาแฟ  และเธอก็ _________________ ดื่มชา ___________________) 

(a) Not

(b) So

(c) Whether

(d) Neither    (ไม่ ……….......... (ดื่มชา) ..……….....….. เช่นกัน)

ตอบ   -   ข้อ   (d)  เป็นไปตามโครงสร้าง  “Neither (Nor) + Verb (พิเศษ) + Subject + Verb (แท้)  ดูคำอธิบายเพิ่มเติมจากข้างล่าง

                                         ตัวอย่างที่  

  • Traveling by air is not cheap.  Neither ______________________________________.

(การเดินทางโดยทางอากาศมิได้ราคาถูก  _____________________________________

(a) it is enjoyable

(b) enjoyable it is

(c) is it enjoyable    (มันมิได้สนุกสนานเช่นเดียวกัน  -  Neither is it enjoyable.)  

(d) enjoyable is it

ตอบ   -   ข้อ  (c)   “Neither + Verb to be + Subject + Adjective”  หรือ  “Neither + Verb (พิเศษ) + Subject + Verb (แท้)

                                         ตัวอย่างที่  

  • Never before in my life ________________________ with such a wonderful welcome.  

(ไม่เคยมาก่อนเลยในชีวิตของผมที่ ______________________ กับการต้อนรับที่วิเศษเช่นนั้น)

(a) I have met

(b) I meet

(c) have I met    (ผมได้พบ)

(d) I met

ตอบ   -   ข้อ   (c)

                                        ตัวอย่างที่  

  • Not only _________________________________________, but he also took his wife.

(ไม่เพียงแต่  ____________ เท่านั้น  แต่เขายังพาภรรยาไปด้วย)  (= เขาไม่เพียงแต่ไปเท่านั้น  แต่เขายัง .....................)

(a) he went

(b) did he go   (เขาไป)

(c) had he gone

(d) went he

ตอบ   -   ข้อ   (b)   เนื่องจากเป็นไปตามโครงสร้าง  “Not only + Verb (พิเศษ) + Subject + Verb (แท้) เช่น “Not only did she go…….....…....”  “Not only have they seen………….…”  “Not only will we play…….....…….”  สำหรับ  “Not only” (ไม่เพียงแต่.....................เท่านั้น)   และกลุ่มคำที่ทำหน้าที่เป็นกริยาวิเศษณ์  ที่โดยปกติวางไว้ข้างในประโยค  อาจจะเอามาวางไว้หน้าประโยค  เพื่อแสดงการเน้นคำนั้นๆ,   คำเหล่านี้ส่วนใหญ่มีความหมายปฏิเสธ  เช่น  “No longer  (ไม่ต่อไปอีกแล้ว), Never (ไม่เคยเลย), Hardly  (แทบจะไม่, ไม่ใคร่จะ), Seldom  (แทบจะไม่,  ไม่ใคร่จะ),  Never before  (ไม่เคยมาก่อนเลย), Never in my life   (ไม่เคยเลยในชีวิต),  No sooner,  In vain   (ล้มเหลว, ไม่สำเร็จ),  Not often, Not only  (ไม่เพียงแต่),  Not even once  (ไม่แม้แต่ครั้งเดียว),  Not until   (ไม่จนกระทั่ง)  อย่างไรก็ตาม  จะต้องเรียงรูปประโยคใหม่  ดังนี้ คือ   {Not only (neither, never, no sooner (ในทันทีที่), hardly, never in my life, not until, etc.) + Verb (พิเศษ)  (has, have, had, is, are, was, were, will, would, shall, should, can, could, may, might must, etc.) + Subject + Verb (แท้)}  เช่น

  • No longer do we use street cars in our city.

(= We no longer use street cars in our city.)

(เราไม่ใช้รถรางต่อไปอีกแล้วในเมืองของเรา)

  • No longer are they friends after a serious conflict.

(= They are no longer friends after a serious conflict.)

(พวกเขาไม่เป็นเพื่อนกันต่อไปอีกแล้ว  หลังจากความขัดแย้งอย่างรุนแรง)

  • Never before has she seen such a beautiful place.

(ไม่เคยมาก่อนเลยที่เธอได้เคยเห็นสถานที่ที่สวยงามเช่นนั้น – เน้นตรงคำว่า  “ไม่เคยมาก่อนเลย”)

(= She has never before seen such a beautiful place.)

(= She has never seen such a beautiful place before.)

  • Not until 1988 was capital punishment terminated in Texas.

(การลงโทษประหารชีวิตมิได้ถูกยกเลิกในรัฐเทกซัส  จนกระทั่งปี  ๑๙๘๘)

  • Not until she had a secure job did she get married.

(เธอมิได้แต่งงาน  จนกระทั่งเธอมีงานที่มั่นคง)

  • No sooner had he left than she arrived.

(ในทันทีที่เขาจากไป  เธอก็มาถึง  –  เน้นตรงคำว่า  “ในทันทีที่”)

(= He had no sooner left than she arrived.)

  • Hardly have I met my old college friends.

(ผมแทบจะไม่ได้เจอเพื่อนเก่าตอนเรียนมหาวิทยาลัยเลย  –  เน้นตรงคำว่า  “แทบจะไม่”)

(= I have hardly met my old college friends.)

                                         ทั้งนี้  สามารถสรุปโครงสร้างประโยคที่มีการเน้นแบบนี้  คือ

  • Never before (Never) + have + I + seen + such a beautiful place.  

(ไม่เคยมาก่อนเลย  ที่ผมได้เห็นสถานที่สวยงามเช่นนั้น)

  • Hardly (Seldom) + has + she + met + her old college friends.

(เธอแทบจะไม่ได้เจอเพื่อนเก่าตอนเรียนมหาวิทยาลัยเลย) 

  • Never + กริยาพิเศษ  + Subject  + กริยาแท้  +ส่วนขยาย
  • Never has he seen his father since he divorced his mother.

(เขาไม่เคยได้พบพ่อเลย  ตั้งแต่ที่พ่อหย่าร้างกับแม่)

 

7. _______________________________________ 700,000 recognized species of insects.

{__________________________ ๗๐๐,๐๐๐ พันธุ์ของแมลงที่เป็นที่รู้จัก (หรือได้รับการยอมรับ)}

(a) About    (ประมาณ)

(b) For about    (สำหรับประมาณ, เพื่อประมาณ)

(c) About the

(d) There are about    (มีประมาณ)

ตอบ   -   ข้อ   (d)   เนื่องจากเป็นประธาน  (There)  และกริยา  (Are)  ของประโยค

 

8. A marsupial is an animal _________________ babies are raised in a pouch in the mother’s body.

(สัตว์จำพวกจิงโจ้เป็นสัตว์ __________ ลูกอ่อน _________ ถูกเลี้ยงในกระเป๋าหน้าท้อง (ที่อยู่) ในร่างกายของแม่)

(a) its

(b) who its

(c) that

(d) whose    {ซึ่ง ................... (ลูกอ่อน) ..................... ของมัน}

ตอบ   -   ข้อ  (d)  เนื่องจากแสดงความเป็นเจ้าของ (สัตว์ซึ่งลูกอ่อนของมัน)

 

9. The Yazoo Basin contains the finest agricultural land in Mississippi, but floods and poor drainage have ____________ this area.

(ลุ่มน้ำยาซูมีที่ดินทางด้านเกษตรกรรมที่ดีที่สุดในรัฐมิสซิสซิปี้, แต่น้ำท่วมและการระ บายน้ำที่ไม่มีคุณภาพได้ ____________ พื้นที่นี้)

(a) caused always problems in

(b) caused problems in always

(c) always caused problems in    (ทำให้เกิดปัญหาอยู่เสมอใน)

(d) always problems in caused

ตอบ   -   ข้อ   (c)   ดูเพิ่มเติมการวางตำแหน่ง  “Adverb of frequency”  (Always, Generally, Frequently, Often, Occasionally, Hardly, Seldom, Rarely, Never, etc.)  จากประโยคข้างล่าง

                                         ตัวอย่างที่ 

  • He always tries to avoid ________________________________________________.

(เขาพยายามที่จะหลีกเลี่ยง ________________________________________ อยู่เสมอ)

(a) work hard

(b) hard works

(c) hard work    (งานหนัก)

(d) every hard work

ตอบ  -  ข้อ   (c)   เนื่องจาก  “Work”  (งาน)  เป็นคำนามนับไม่ได้  (เอกพจน์เสมอ)  จึงไม่สามารถเติม  “S”  ได้  (ตัดข้อ (b)  ทิ้ง),  และไม่สามารถนำหน้าด้วย  “Every  เพราะว่าใช้กับคำนามนับได้เอกพจน์  (ตัดข้อ (d)  ทิ้ง),  สำหรับ ข้อ (a) สามารถใช้ได้  แต่ต้องแก้เป็น  “Working hard”  เนื่องจากหลัง  “Avoid”  ต้องใช้รูป  “Gerund” (Verb + ing)   ดูเพิ่มเติมการใช้  “Work hard” (ทำงานหนัก)  และ  “Hardly work”  (ไม่ใคร่จะทำงาน)  จากตัวอย่างประโยคข้างล่าง  

                                         ตัวอย่างที่ 

  • Those people are working very __________________________________________.

(ผู้คนเหล่านั้นกำลังทำงาน ____________________________________________ มาก)

(a) hardly

(b) hard    (หนัก)

(c) harder

(d) successful

ตอบ  –  ข้อ   (b)   เนื่องจาก  “Hard”  เป็นทั้งคำคุณศัพท์ (Adjective) และกริยาวิเศษณ์  (Adverb)  ในคำเดียวกัน  โดยหมายถึง “หนัก”  ดังนั้น  เมื่อขยายกริยา “are working”  จึงไม่ต้องเปลี่ยนเป็น  “hardly”  (หรือ อาจตอบข้อ (d) แต่ต้องแก้เป็น  “successfully”  -  อย่างประสบความสำเร็จ)  สำหรับ “Hardly”  เป็น  “Adverb of frequency” (แสดงความ “บ่อย” หรือ “ถี่”)  หมายถึง “ไม่ใคร่จะ, แทบจะไม่”  โดยมีความหมายเหมือนกับ  “Seldom, Rarely, Scarcely”  ดังตัวอย่าง

  • He hardly works.

(เขาไม่ใคร่จะทำงาน หรือ เขาแทบจะไม่ทำงาน)

  • She is hardly patient.

(เธอไม่ใคร่จะอดทน)

  • They had hardly finished their work when it began to rain.

(พวกเขาทำงานยังไม่ใคร่จะเสร็จ  เมื่อฝนเริ่มตก)

                                                  สำหรับการวางตำแหน่งของ “Adverb of frequency” (seldom, hardly, always, often, generally, usually, occasionally, rarely, never)  ในประโยค มีดังนี้ คือ

                                       ๑. วางไว้หน้าคำกริยาทั่วไป  เช่น

  • They always come late.  

(พวกเขามาสายเสมอ)

  • She usually goes shopping.  

(เธอไปซื้อของเป็นประจำ)

  • He seldom drives to work.  

(เขาแทบจะไม่ได้ขับรถไปทำงาน)

                                        ๒. วางไว้หลัง  “Verb to be”  เช่น

  • He is often late for class.

(เขาเข้าห้องเรียนสายบ่อยๆ)

  • They are always busy with their work.  

(พวกเขามักยุ่งอยู่กับงานเสมอ)

  • She is never contented with her life.  

(เธอไม่เคยพอใจในชีวิตเลย)

                                         ๓. ถ้ามีคำกริยา  ๒  ตัวในประโยค  ให้วางไว้ตรงกลางคำกริยานั้น  เช่น

  • They have always had lunch there.  

(พวกเขากินอาหารกลางวันที่นั่นเสมอ)

  • She will never love him.  

(เธอจะไม่มีวันรักเขา)

  • You should never come to class late.  

(คุณไม่ควรจะมาเรียนสาย)

  • He is always asking me.  

(เขาถามคำถามผมอยู่เสมอ)

  • We have never traveled to New York.  

(เราไม่เคยเดินทางไปนิวยอร์ก)

                                สำหรับ  “Never”  และกลุ่มคำที่ทำหน้าที่เป็นกริยาวิเศษณ์  ที่โดยปกติวางไว้ข้างในประโยค   อาจจะเอามาวางไว้หน้าประโยค เพื่อแสดงการเน้นคำนั้นๆ   คำเหล่านี้ส่วนใหญ่มีความหมายปฏิเสธ เช่น “never,  hardly,  seldom, never before (ไม่เคยมาก่อนเลย),  never in my life (ไม่เคยเลยในชีวิต), no sooner,  in vain (ล้มเหลว, ไม่สำเร็จ),  not often,  not only (ไม่เพียงแต่),  not even once  (ไม่แม้แต่ครั้งเดียว),  not until (ไม่จนกระทั่ง)  อย่างไรก็ตาม  ต้องเรียงรูปประโยคใหม่ดังนี้ คือ {Never (no sooner, hardly, never in my life, not until, etc.) + Verb (ช่วย)  (has, have, had, is, are, was, were, will, would, shall, should, can, could, may, might, must, etc.)  + Subject + Verb (แท้)}  เช่น

  • Never before has she seen such a beautiful place.

(ไม่เคยมาก่อนเลยที่เธอได้เคยเห็นสถานที่ที่สวยงามเช่นนั้น –  เน้นตรงคำว่า “ไม่เคยมาก่อนเลย”)

(= She has never before seen such a beautiful place.)

(= She has never seen such a beautiful place before.)

  • No sooner had he left than she arrived.

(ในทันทีที่เขาจากไป  เธอก็มาถึง  –  เน้นตรงคำว่า “ในทันทีที่”)

(= He had no sooner left than she arrived.)

  • Hardly have I met my old college friends.

(ผมแทบจะไม่ได้เจอเพื่อนเก่าตอนเรียนมหาวิทยาลัยเลย  –  เน้นตรงคำว่า “แทบจะไม่”)

(= I have hardly met my old college friends.)

                                        ทั้งนี้  สามารถสรุปโครงสร้างประโยคที่มีการเน้นแบบนี้  คือ

  • Never before (Never) + have + I + seen + such a beautiful place

(ไม่เคยมาก่อนเลย  ที่ผมได้เห็นสถานที่สวยงามเช่นนั้น)

  • Hardly (Seldom) + has + she + met + her old college friends.

(เธอแทบจะไม่ได้เจอเพื่อนเก่าตอนเรียนมหาวิทยาลัยเลย)

  • Never + กริยาพิเศษ  + Subject  + กริยาแท้  + ส่วนขยาย
  • Never has he seen his father since he divorced his mother.

(เขาไม่เคยได้พบพ่อเลย  ตั้งแต่ที่พ่อหย่าร้างกับแม่)

 

10. Animals get energy from carbohydrates and fats, ________________________________.

(สัตว์ได้รับพลังงานจากคาร์โบไฮเดรตและไขมัน, ________________________________)

(a) oxidized in the body by them

(b) the body oxidizes them

(c) which are oxidized in the body    (ซึ่งถูกรวมตัวกับออกซิเจนในร่างกาย)

(d) which they are oxidized in the body

ตอบ   -   ข้อ   (c)   เนื่องจากเป็นอนุประโยคแบบ  “Adjective clause”  ใช้ขยายหลังคำนาม  คือ   carbohydrates and fats”  หรืออาจตอบแบบลดรูป  คือ  “Oxidized in the body”  ก็ได้

 

11. Let’s not stay here any longer, ______________________________________________.

(พวกเราอย่าพักที่นี่กันต่อไปอีกเลย _________________________________________)

(a) shall we?

(b) will you?

(c) shan’t we?

(d) (No word is needed.)    (ไม่ต้องเติมคำใดเลย)

ตอบ   -   ข้อ   (d)   เมื่อชักชวนมิให้กระทำ  ไม่จำเป็นต้องมีส่วน  “Tag”  ต่อท้าย,  แต่ถ้าชักชวนให้กระทำ (สิ่งใดสิ่งหนึ่ง)  ในส่วน  “Tag”  ใช้  “Shall we ?”  หรือถ้าเป็นการสั่ง หรือขอร้องให้ทำ  ในส่วน   “Tag”  ใช้  “Will you ?”  ดังตัวอย่างประโยคข้างล่าง

  • Let’s not go to the concert tonight.

(พวกเราอย่าไปฟังคอนเสิร์ตเลย  คืนนี้)  (ไม่ต้องมี  “Tag”)

  • Let’s study harder for the exam next month, shall we?

(พวกเราขยันเรียนให้มากขึ้นสำหรับการสอบเดือนหน้า, เอาไหม)

  • Bring me some coffee, will you?

(ไปเอากาแฟให้ผมหน่อย, ได้ไหม)

 

12. Everybody ________________________________________________________ free.

(ทุกคน _________________________________________ มีอิสรเสรี)  (ไม่เป็นทาสใคร)

(a) is born    (เกิดมา, ถูกให้กำเนิด)

(b) was born

(c) has been born

(d) has born

ตอบ   -   ข้อ   (a)   ต้องใช้ในรูป  “Passive voice”  เนื่องจากคนเราถูกให้กำเนิด หรือถูกคลอด  (“Bear”  =   “ให้กำเนิด, คลอด”)  (Bear,  Bore,  Born)  และต้องใช้ในรูปปัจจุบัน (Present simple tense)  เนื่องจากเป็นข้อเท็จจริง  (Fact)  (จึงไม่เลือก ข้อ B)

 

13. The price of books may seem high, but their ___________ to a student who is educating himself may be great.

(ราคาของหนังสืออาจดูว่าสูง (แพง) แต่ ___________ ของมันที่มีต่อนักเรียน  ผู้ซึ่งกำลังให้การศึกษาแก่ตนเอง  อาจจะมากมาย)  (หมายถึง  ราคาหนังสืออาจแพง  แต่คุณค่าของหนังสืออาจมากมาย-ยิ่งใหญ่)

(a) price    (ราคาขาย)     

(b) cost    (ราคาทุน, ต้นทุน)

(c) worthy    (คุ้มค่า, มีค่าเพียงพอ, มีมูลค่า, มีราคา, คู่ควร)  (เป็นคำคุณศัพท์)     

(d) value    (คุณค่า, ค่า, มูลค่า)

ตอบ   -   ข้อ   (d)   หรือ อาจตอบ  “Worth”  (คุณค่า, ค่า, ประโยชน์, ความสำคัญ, ราคา, ทรัพย์สมบัติ)  ก็ได้

 

14. The modern businessman does not write his letters by hand.  He dictates them to a shorthand typist, usually ____________.

(นักธุรกิจสมัยใหม่ไม่เขียนจดหมายของเขาด้วยมือ  เขาบอกให้เขียนมัน (จดหมาย) แก่นักจดชวเลข  ซึ่งโดยปกติเป็น ___________)

(a) woman

(b) women

(c) a woman    (ผู้หญิง)

(d) the woman

ตอบ   -   ข้อ  (c)   โดยพิจารณาจาก  “……….......to a shorthand typist”  ซึ่งอยู่ในรูปเอกพจน์

 

15. Some parts of Arizona State have a limited water supply ____________________ little rainfall.

(บางส่วนของรัฐอริโซนา (ของสหรัฐฯ) มีการจัดหา (ทรัพยากร) น้ำที่จำกัด ___________ ปริมาณฝนตกเล็กน้อยมาก)

(a) because their

(b) is it because

(c) is because their

(d) because of their    (เนื่องมาจาก ................ (ปริมาณฝนตกเล็กน้อยมาก) .................. ของมัน)

 

16. He is always at the bottom of the _________________.  He can never remember dates !

(เขามักจะได้ที่โหล่ใน __________________ (เนื่องจาก) เขาไม่เคยจดจำวันที่ต่างๆ ได้เลย)

(a) history class    (ชั้นเรียนวิชาประวัติศาสตร์, ห้องเรียน (วิชา) ประวัติศาสตร์)

(b) class history

(c) historical class    (ห้องเรียนในประวัติศาสตร์, ห้องเรียนสมัยโบราณ)

(d) historic class    (ห้องเรียนที่มีความสำคัญทางประวัติศาสตร์)

ตอบ   -   ข้อ   (a)   เนื่องจากเป็นการใช้คำนามขยายคำนาม  หรือ  “นามประกอบ”  (Compound noun)  ดูเพิ่มเติมจากตัวอย่างข้างล่าง

                                          ตัวอย่างที่ 

  • Wait a minute, I’ll look up Mary’s phone number in the _______________ and then call her.

(รอประเดี๋ยวนึงนะ  ผมจะค้นหาเบอร์โทรศัพท์ของแมรีใน ______ และ (ต่อจากนั้น) จะโทรฯ ไปที่เธอ)

(a) phone’s book

(b) phone book    (สมุดโทรศัพท์)

(c) phones book

(d) book of phone

ตอบ   -   ข้อ    (b)   เนื่องจากเป็นการใช้คำนามขยายคำนาม  ที่เรียกว่า  “นามประกอบ”    (Compound noun)

                                        ตัวอย่างที่ 

  • I told my mom that I had bought this bulb for the _____________________________.

(ผมบอกแม่ว่า  ผมซื้อหลอดไฟดวงนี้เพื่อใช้กับ _________________________________)

(a) desk’s lamp

(b) lamp of the desk

(c) lamp on desk

(d) desk lamp    (โคมไฟตั้งโต๊ะ)

ตอบ   -   ข้อ    (d)   เนื่องจากเป็นการใช้คำนามขยายคำนาม  ที่เรียกว่า  “นามประกอบ”  (Compound noun)

                                         ตัวอย่างที่ 

  • To the best of my knowledge, all of them are efficient __________________________.

(เท่าที่ผมรู้มาอย่างดีที่สุด  พวกเขาทุกคนเป็น _______________________ ที่มีประสิทธิภาพ)

(a) language’s teachers

(b) languages teachers

(c) teaching languages

(d) language teachers    (ครูสอนภาษา)

ตอบ   -   ข้อ    (d)   เป็นการใช้นามขยายนาม  หรือ  “นามประกอบ”  (Compound noun)

                                         ตัวอย่างที่ 

  • She broke a ____________________________________ while she was washing up.

(เธอทำ ______________________________________ แตก  ในขณะที่เธอกำลังล้างจาน)

(a) glass wine

(b) wine glass    (แก้วไวน์)

(c) glass for wine

(d) glass of wine

ตอบ   -   ข้อ   (b)   เนื่องจากเป็นการใช้คำนามขยายคำนาม  ซึ่งเรียกว่า  “นามประกอบ”  (Compound noun)  

                                        ตัวอย่างที่ 

  • Jim bought his new shoes from the ____________________________ near his house.

(จิมซื้อรองเท้าใหม่จาก ________________________________________ ใกล้บ้านของเขา)

(a) shoes’ store

(b) shoes store

(c) shoes’s store

(d) shoe store    (ร้านรองเท้า)

ตอบ   -   ข้อ   (d)   เนื่องจากเป็นการใช้นามขยายนาม  หรือ  “นามประกอบ”  (Compound noun)  โดยนามตัวหน้ามักอยู่ในรูปเอกพจน์เสมอ  และถ้าต้องการใช้คำนามประกอบในรูปพหูพจน์  จะแสดงรูปพหูพจน์ที่คำนามตัวหลัง  ตัวอย่าง  เช่น

  • service bus (es)  (รถบริการ – คือรถรับ-ส่งพนักงาน)
  • bus service (s)   (บริการรถประจำทาง)
  • flower garden (s)  (สวนดอกไม้)
  • color television (s)   (ทีวีสี)
  • room number (s)   (หมายเลขห้อง)
  • bookstore (s)   (ร้านขายหนังสือ)
  • development plan (s)   (แผนการพัฒนา)
  • population increase   (การเพิ่มประชากร)
  • table lamp (s)   (ตะเกียง-โคมไฟตั้งโต๊ะ)
  • war criminal (s)   (อาชญากรสงคราม)
  • traffic jam   (รถติด)
  • newspaper article   (บทความหนังสือพิมพ์)
  • conference room   (ห้องประชุม)
  • peace talk   (การเจรจาสันติภาพ)
  • car key   (กุญแจรถ)
  • car park   (ที่จอดรถ)
  • railway station   (สถานีรถไฟ)
  • art exhibition   (นิทรรศการศิลปะ)
  • show room   (ห้องแสดงสินค้า หรือตัวอย่างสินค้า)
  • show business   (ธุรกิจการแสดง)
  • flood victim   (เหยื่ออุทกภัย)
  • energy management   (การบริหารพลังงาน)
  • drain pipe   (ท่อระบายน้ำ)
  • wastewater disposal   (การกำจัดน้ำเสีย)
  • energy conservation   (การอนุรักษ์พลังงาน)
  • interest rate   (อัตราดอกเบี้ย)
  • premium payment   (การจ่ายเบี้ยประกัน)
  • office building   (อาคารสำนักงาน)
  • rubbish bin   (ถังขยะ)
  • community development   (การพัฒนาชุมชน)
  • road safety rally   (การรณรงค์ความปลอดภัยบนถนน)
  • flood relief center   (ศูนย์บรรเทาน้ำท่วม)
  • production method   (วิธีการผลิต)
  • goods outlet  (ตลาด-ช่องทางระบายสินค้า)
  • distribution channel   (ช่องทางการจำหน่าย)
  • contract period  (ระยะเวลาของสัญญา)
  • loan amount limit   (การจำกัดปริมาณเงินกู้)
  • debt payment   (การชำระหนี้)
  • audit procedure   (กระบวนการตรวจสอบ)
  • risk assessment   (การประเมินความเสี่ยง)
  • reforestation activity   (กิจกรรมการปลูกป่า)
  • government sector   (ภาครัฐบาล)
  • tourism sector   (ภาคการท่องเที่ยว)
  • border patrol police school   (โรงเรียนตำรวจตระเวนชายแดน)
  • toilet construction   (การสร้างห้องน้ำ)
  • implementation plan   (แผนการดำเนินงาน)
  • duty performance   (การปฏิบัติหน้าที่)
  • business partner   (คู่ค้า, หุ้นส่วนธุรกิจ)
  • business competitor   (คู่แข่งทางธุรกิจ)
  • business growth   (การเติบโตของธุรกิจ)
  • emergency use   (การใช้กรณีฉุกเฉิน)
  • donation reception   (การรับบริจาค)
  • wood house (s)   (บ้านไม้)
  • steel table (s)   (โต๊ะเหล็ก)
  • government policy  (นโยบายรัฐบาล)
  • personnel development   (การพัฒนาบุคลากร)
  • insurance policy   (กรมธรรม์ประกันภัย)
  • growth rate   (อัตราการเติบโต)
  • oil price rise  (การขึ้นราคาน้ำมัน)
  • birthday party   (งานเลี้ยงวันเกิด)
  • dividend payment   (การจ่ายเงินปันผล)
  • debt payment  (การชำระหนี้)
  • income tax deduction   (การหักภาษีเงินได้)
  • motor insurance   (การประกันภัยรถยนต์)
  • fire insurance   (การประกันอัคคีภัย)
  • capital market   (ตลาดทุน)
  • exchange rate (s)   (อัตราการแลกเปลี่ยน)
  • traffic problem (s)  (ปัญหาจราจร)
  • greenhouse gas   (กาซเรือนกระจก)
  • tourism sector   (ภาคการท่องเที่ยว)
  • climate change   (การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ)
  • terrorism risk (s)  (การเสี่ยงภัยการก่อการร้าย)
  • commodity price (s)  (ราคาสินค้า)
  • price competition   (การแข่งขันด้านราคา)
  • household debt   (หนี้ครัวเรือน)
  • car sale (s)   (การขายรถยนต์)
  • distribution channel   (ช่องทางการจำหน่าย)
  • accident occurrence   (การเกิดอุบัติเหตุ)
  • branch office (s)   (สำนักงานสาขา)
  • insurance company   (บริษัทประกันภัย)
  • business partner (s)   (คู่ค้า)
  • leather belt   (เข็มขัดหนัง)
  • business transaction (s)   (การดำเนินธุรกิจ)
  • business mind   (จิตใจคิดแต่เรื่องธุรกิจ)
  • heart disease treatment   (การรักษาโรคหัวใจ)

 

17. The temperature went below the _________________________________ point last night.

(อุณหภูมิลดลงต่ำกว่าจุด _____________________________________ เมื่อคืนที่ผ่านมา)

(a) frozen    (กริยาช่องที่  ๓  ของ “Freeze”)   

(b) freezing    (เยือกแข็ง, เย็นจนเป็นน้ำแข็ง)

(c) froze    (กริยาช่องที่  ๒  ของ “Freeze”)

(d) freeze    (แข็งตัว, กลายเป็นน้ำแข็ง, เย็นจนแข็ง)

ตอบ   -   ข้อ    (b)   เป็น  “Gerund”  (Verb + ing)   ขยายคำนาม  “Point”  เพื่อบอกว่า  เป็นจุดที่ (สำหรับ) น้ำเย็นจนแข็ง หรือ จุดเยือกแข็ง  กล่าวคือ  หน้าที่อย่างหนึ่งของ   “Gerund”   คือใช้ประกอบหน้าคำนาม  คล้ายกับเป็นคำคุณศัพท์  เพื่อบอกว่าคำนามนั้นมีไว้สำหรับทำกริยานั้นๆ  (คือ กริยาที่อยู่หน้าคำนาม)  และมักนิยมใช้เครื่องหมาย “hyphen” (-) มาคั่นไว้ระหว่างคำ  แต่ก็ไม่จำเป็นเสมอไป  (ไม่ต้องมีเครื่อง หมาย (-) มาคั่นกลางก็ได้)   เช่น

  • a sleeping-room (ห้องนอน)  (แต่ถ้า “a sleeping dog” หมายถึง 

“หมาที่นอนอยู่”)  (ไม่ต้องมีเครื่องหมาย “hyphen” (-) คั่นกลาง)

  • a dancing-hall (ห้องเต้นรำ)  (แต่ถ้า “a dancing girl” หมายถึง

  “เด็กผู้หญิงที่ (กำลัง) เต้นรำ”)

  • a dancing-teacher (ครูสอนเต้นรำ)  (แต่ถ้า  “a dancing teacher”

  ที่ไม่ต้องมีเครื่องหมาย (-) หมายถึง  “ครูที่ (กำลัง) เต้นรำ”

  • a reading-room (ห้องอ่านหนังสือ)  (แต่ถ้า  “a reading boy”

  หมายถึง  “เด็กที่อ่านหนังสือ”)

  • a swimming-pool (สระว่ายน้ำ)  (แต่ถ้า  “a swimming girl”

  หมายถึง “เด็กหญิงที่ว่ายน้ำ”)

  • a walking-stick (ไม้เท้า -ไม้สำหรับเดิน)  (แต่ถ้า “a walking boy”

  หมายถึง  “เด็กที่ (กำลัง) เดิน”)

  • drinking-water (น้ำสำหรับดื่ม)  (แต่ถ้า  “a drinking horse”

  หมายถึง “ม้าที่ดื่มน้ำ”)

  • a knitting-needle (เข็มถัก)  (แต่ถ้า  “a knitting woman” หมายถึง

  “ผู้หญิงที่ (กำลัง) ถัก”)

  • a cooking-utensil (เครื่องมือสำหรับทำครัว)  ( แต่ “a cooking

  woman” หมายถึง  “ผู้หญิงที่ปรุงอาหาร”)

  • a killing-field (ทุ่งสำหรับสังหาร)  (แต่  “a killing man” หมายถึง 

 “ผู้ฆ่า, มือสังหาร”)

  • looking-glasses (แว่นตา)  (แต่ถ้า “a looking boy” หมายถึง  “เด็กที่

  (กำลัง) มอง”)

  • a sewing machine (จักรเย็บผ้า)  (แต่ถ้า “a sewing woman”

หมายถึง  “ผู้หญิงที่ (กำลัง) เย็บผ้า”)

  • freezing point (จุดเยือกแข็ง)   (“freezing water”  =  น้ำที่เย็นจนแข็ง)  (“frozen food”  =  อาหารแช่แข็ง  คือ อาหารที่ถูกทำให้เย็นจนแข็ง)

หมายเหตุ   –   Verb + ing” (Gerund)  ขยายหน้าคำนาม  มีความหมายว่า  คำนามนั้นมีไว้เพื่อทำกริยานั้นๆ  เช่น  “a swimming-pool” (สระว่ายน้ำ)  แต่สำหรับ “Verb + ing”  ในวงเล็บข้างหลัง  ที่ขยายหน้าคำนาม  มีความหมายว่า  คำนามนั้นเป็นผู้ทำกริยานั้นๆ,   ในกรณีนี้  เราเรียก  “V. + ing”   นั้นว่า   “Present participle”  เช่น  “a drinking horse”   (ม้าที่ดื่มน้ำ) (ไม่ต้องมีเครื่องหมาย (-)  คั่นกลาง)

 

18. He left Bangkok in 1985 and I haven’t seen him _________________________________.

(เขาจากกรุงเทพฯไปในปี  ๑๙๘๕  และผมก็ไม่ได้เห็นเขาอีก __________________________)

(a) then   (ต่อจากนั้น)

(b) since    (นับตั้งแต่นั้นมา,  ตั้งแต่นั้นมา)

(c) before

(d) meanwhile    (ในระหว่างนั้น,  ในขณะเดียวกัน)

ตอบ   -   ข้อ    (b)

 

19. Have you finished your homework __________________________________________?

(คุณทำการบ้านเสร็จแล้ว ________________________________________________)

(a) still    (ยังคง)

(b) ready    (พร้อม, เตรียมพร้อม, เสร็จ, ฉับพลัน, ทันที)

(c) yet    (หรือยัง)  (ใช้กับประโยคคำถาม  และปฏิเสธ)

(d) all ready    (ทุกอย่างพร้อม-พร้อมแล้ว)

ตอบ   -   ข้อ   (c)  หรืออาจตอบ   “Already”  (แล้ว, เรียบร้อยแล้ว)  (ใช้กับประโยคบอกเล่า  และคำถาม)  ก็ได้

 

20. The teacher is drinking ___________________________________________________.

(คุณครูกำลังดื่ม _____________________________________________________)

(a) a coffee    (ไม่ใช้รูปนี้)  (“Coffee”  เป็นนามนับไม่ได้)

(b) a cup of some coffee    (ไม่ใช้รูปนี้)

(c) a cup of coffee    (กาแฟ  ๑  ถ้วย)

(d) a coffee-cup    (ถ้วยกาแฟ)

ตอบ   -   ข้อ   (c)   หรืออาจตอบ  “Coffee”  (นามนับไม่ได้)  ก็ได้

 

เรียน   ท่านผู้ติดตามอ่านเว็บไซต์  “everydayenglish.pwa.co.th                  

 

                ถ้าท่านมีคำแนะนำให้ปรับปรุงเว็บไซต์นี้ประการใด  กรุณาส่ง e-mail ไปที่  ดร. วัชรินทร์  ภูเขาทอง  อดีต  ผอ. สำนักวิทยาการ  การประปาส่วนภูมิภาค  ผู้จัดทำเว็บไซต์นี้  ตาม  “Address”  (โปรดระบุหัวเรื่องด้วยว่า  “ปรับปรุงเว็บไซต์”)   เพื่อที่ผู้จัดทำฯ จะได้ปรับปรุงเนื้อหาได้ตรงตามความประสงค์ของผู้อ่านเว็บไซต์นี้ต่อไป

 

 

หมวดข้อสอบ STRUCTURE (ตอนที่ 17)

การประปาส่วนภูมิภาค  “มุ่ง-มั่น-เพื่อปวงชน”

 

Direction:  Choose the best alternative to make a correct sentence.

(จงเลือกข้อที่ดีที่สุดเพื่อทำให้ประโยคมีความถูกต้อง)

 

1. Look _____________________________________ ways before you walk across the road.

(จงมอง ________________________________ ทาง (ซ้ายและขวา) ก่อนคุณเดินข้ามถนน)

(a) two    (สอง)

(b) double    (สองเท่า)

(c) both    (ทั้งสอง)

(d) either    (อันใดอันหนึ่ง)

ตอบ   -   ข้อ   (c)

 

2. I think he will be late _________________________________________________ usual.

(ผมคิดว่าเขาจะมาสาย __________________________________________________)

(a) for

(b) as    (“As usual”  =  ตามเคย, เหมือนเดิม)

(c) in

(d) when 

ตอบ   -   ข้อ   (b)

 

3. I don’t believe that the problem _______________________________________________.

(ผมไม่เชื่อว่า  ปัญหา ___________________________________________________)

(a) to be solved

(b) is being solved    (กำลังถูกแก้ไข, กำลังได้รับการแก้ไข)

(c) being solved

(d) been solved

ตอบ   -   ข้อ  (b)  เนื่องจากเป็นกริยาแท้ของประโยคย่อย  (that the problem is being solved)  ซึ่งเป็น  “Noun clause”  ทำหน้าที่เป็นกรรมของกริยา  “Believe”  สำหรับ  “is being solved”  อยู่ในรูป  “Present simple tense”  ในแบบ  “Passive voice”  เนื่องจากประธานของประโยคย่อยคือ  “The problem”  ถูกกระทำกริยา  คือ  “กำลังถูกแก้ไข”  สำหรับโครงสร้างในแบบ  “Passive voice”  ของ  “Present continuous tense”  คือ  “Subject + Is (Am, Are) + Being + Verb 3

 

4. The food is ________________________________________________ that I can’t eat it.

(อาหาร _______________________________________ จนกระทั่งผมไม่สามารถกินมัน)

(a) very hot

(b) too hot    (ร้อนเกินไป)

(c) so hot    (ร้อนมาก)

(d) hot enough    (ร้อนพอ)

ตอบ   -   ข้อ   (c)   ดูโครงสร้างวลีในแต่ละข้อจากประโยคข้างล่าง

                                        ตัวอย่างที่

  • I am _________________________________________ weak to lift this heavy stone.

(ผมอ่อนกำลัง (อ่อนแอ) _________________________________ ที่จะยกหินหนักก้อนนี้)

(a) so

(b) very

(c) too    (เกินไป, มากเกินไป)

(d) quite

ตอบ  -  ข้อ  (c)  สำหรับโครงสร้างที่แตกต่างกัน  แต่มีความหมายเหมือนกันมีดังนี้  คือ

  • I am too weak to lift this heavy stone.
  • I am very (หรือ so, quite) weak and I cannot lift this heavy stone.
  • I am not strong enough to lift this heavy stone.
  • I am so weak that I cannot lift this heavy stone.
  • I am such a weak person that I cannot lift this heavy stone.

(ประโยคทั้ง  ๕  ประโยคข้างบนมีความหมายเหมือนกัน)

                                        ตัวอย่างประโยคอื่นๆ ที่มีโครงสร้างต่างกัน  แต่ความหมายเหมือนกัน  เช่น

  • The car is too small for us to get into it.

(รถยนต์คันนั้นเล็กเกินไปสำหรับเราที่จะเข้าไปนั่งได้)

  • The car is very (หรือ so, quite) small and we cannot get into it.
  • The car is not big enough for us to get into it.
  • The car is so small that we cannot get into it.
  • It is so small a car that we cannot get into it.
  • It is such a small car that we cannot get into it.

หมายเหตุ  -  ประโยคทั้งหมดข้างบนมีความหมายเหมือนกัน

 

5. Many of these costumes for the play are torn _____________________________________.

(เครื่องแต่งกายสำหรับละครเหล่านี้จำนวนมากฉีกขาด  ______________________________)

(a) and mending is required for them

(b) but need mending    (แต่จำเป็นต้องถูกซ่อมแซม  หรือได้รับการซ่อมแซม)

(c) and need to be mended    (จำเป็นต้องถูกซ่อมแซม  หรือ ได้รับการซ่อม แซม)

(d) but require to be mended

ตอบ   -   ข้อ   (c)  “Need”  (จำเป็น)  สามารถตามด้วยโครงสร้าง  ๒  แบบ คือ   “Need + Verb + ing”  และ  “Need + To be + Verb 3”   โดยมีความหมายเหมือนกัน  สำหรับประโยคข้างบน  อาจตอบข้อ  (b)  ก็ได้  แต่ต้องแก้เป็น  “and need mending”  ดูเพิ่มเติมจากประโยคข้างล่าง

                                       ตัวอย่างที่ ๑

  • That little child will need ________________________________________________.

(เด็กเล็กๆ คนนั้นจำเป็นต้องได้รับ___________________________________________)

(a) looking after    (การดูแล, การเอาใจใส่)

(b) to look after

(c) being looked after

(d) to be looking after

ตอบ   -   ข้อ  (a)  เนื่องจาก  “Need”  (จำเป็น)  สามารถตามด้วยโครงสร้าง ๒ แบบ  โดยมีความหมายเหมือนกัน  คือ  “Need + Verb + ing”  (Need + Looking after)  และ  “Need + To Be + Verb 3”  (Need + To Be + Looked after)  ดูจากประโยคข้างล่าง

  • These clothes need washing.

(= These clothes need to be washed.)

(เสื้อผ้าเหล่านี้จำเป็นต้องได้รับการซักล้าง)

  • The room needs cleaning.

(= The room needs to be cleaned.)

(ห้องจำเป็นต้องได้รับการทำความสะอาด)

  • His car needs repairing soon.

(= His car needs to be repaired soon.)

(รถยนต์ของเขาจำเป็นต้องได้รับการซ่อมแซมโดยเร็ว)

 

6. ______________________________________________ people were at Hua-Hin this year.

(ผู้คน (จำนวน) _____________________ ไป (เที่ยว) หัวหิน  ในปีนี้)  (เปรียบเทียบกับเมื่อปีที่แล้ว)

(a) Less    (น้อยลง, น้อยกว่า)  (ใช้กับนามนับไม่ได้  เช่น  “Information, Advice, Furniture, Equipment”)

(b) Fewer    (น้อยลง, น้อยกว่า)  (ใช้กับนามนับได้ พหูพจน์  เช่น  “Cars, Books, Houses, People, Children, Women, Participants” )

(c) Much    (มาก)  (ใช้กับนามนับไม่ได้)

(d) Little    (น้อยมาก)  (ใช้กับนามนับไม่ได้)

ตอบ   -   ข้อ  (b)

 

7. A: “How often do you go to the movies?”

(คุณไปดูหนังบ่อยเพียงใด)

    B: “___________________________________________________________.

(a) Hardly never    (ต้องใช้  “Hardly ever” (แทบจะไม่เคยเลย)  เพราะ “Hardly =  แทบจะไม่” เป็น “Negative” อยู่แล้ว  ไม่สามารถใช้กับ “Never” เพราะจะเป็นปฏิเสธซ้อนปฏิเสธ)

(b) Only once a month    (เพียงเดือนละครั้ง)

(c) Well enough    (ดีเพียงพอ)

(d) Once and for all    (ครั้งเดียวและตลอดไป)

ตอบ   -   ข้อ  (b)  สำหรับ  “Once an for all”  ใช้ดังนี้  คือ

                                        ๑. ครั้งเดียวและครั้งสุดท้าย  เช่น

  • Let me say, for once and for all, you must not go to the party on Sunday.

(ผมขอบอกนะ  ครั้งเดียวและครั้งสุดท้ายเลย  คุณต้องไม่ไปงานเลี้ยงวันอาทิตย์)

                                       ๒. อย่างแน่นอน, อย่างไม่ต้องสงสัยเลย  เช่น

  • For once and for all, I will not go swimming with you.

(แน่นอนเลย  ผมจะไม่ไปว่ายน้ำกับคุณ)

                                      ๓. อย่างถาวร  เช่น

  • The repair will end the leak once and for all.

(การซ่อมจะยุติการรั่วไหล – ของท่อประปา – อย่างถาวร)

  • The President decided that an air strike would destroy the enemy and terminate the war once and for all.

(ท่านประธานาธิบดีตัดสินใจว่า  การโจมตีทางอากาศจะทำลายข้าศึกและยุติสงครามอย่างถาวร)

 

8. The trees here are the largest and the flowers the most gigantic that I __________________.

(ต้นไม้ที่นี่ใหญ่ที่สุด  และดอกไม้ใหญ่ที่สุด ที่ผม ________________________________)

(a) had ever seen    (เคยเห็น)

(b) ever saw

(c) have ever seen    (เคยเห็นมา)

(d) had never seen    (ไม่เคยเห็น)

ตอบ   -   ข้อ  (c)  ใช้  “Present perfect tense”  {Subject + Has (Have) + Verb 3}  กับเหตุการณ์ที่เคย หรือไม่เคยทำในอดีต  แต่ไม่ได้กำหนดเวลาแน่นอน  สังเกตจาก  “Ever,”  “Never”  (แต่ในกรณีที่ประโยคใหญ่เป็น  “The trees here were the …….......…..”   ในประโยคย่อย  ต้องเป็น “……..….. that I had ever seen” )  เช่น

  • He is one of the best students I have ever talked to.

(เขาเป็นนักเรียนที่ดีที่สุดคนหนึ่งที่ผมเคยคุยด้วย)

(แต่ใช้  “He was one of the best students I had ever talked to.)

  • It is one of the best movies we have ever seen in our life.

(มันเป็นหนังที่ดีที่สุดเรื่องหนึ่งที่พวกเราเคยดูมาในชีวิต)

  • Have you ever been to Japan?

(คุณเคยไปญี่ปุ่นไหม)

  • Has your father ever played football?

(พ่อของคุณเคยเล่นฟุตบอลไหม)

  • I have never seen him before.

(ผมไม่เคยเห็นเขามาก่อน)

 

9. I would rather _______________________________________________ this town at once.

(ผมอยากจะ __________________________________________ เมืองนี้โดยทันทีทันใด)

(a) to leave

(b) leaving

(c) leave    (ออกจาก)

(d) left

ตอบ   -   ข้อ   (c)  “Would rather + Verb 1

 

10. A: Isn’t it easy?

(มันไม่ง่ายดอกหรือ)  (ผู้ถามรู้ว่ามันง่าย จึงถามออกไป)

      B: _______________________________________________________________.

(a) Yes, it’s very difficult    (ใช่ครับ  มันยากมากเลย)

(b) No, it isn’t very difficult    (ไม่ใช่ครับ  มันไม่ยากมากนักหรอก)  (หมายถึง ง่าย) 

(c) Yes, it’ s very easy    (ใช่ครับ  มันง่ายมากเลย)

(d) Yes, it isn’t very easy    (ใช่ครับ  มันได้ง่ายมากนักหรอก)  (หมายถึง ยาก)

ตอบ    -    ข้อ   (c)  การถามแบบฝรั่ง  เมื่อถามว่า  “มันไม่ง่ายดอกหรือ”  เวลาตอบ  “Yes”  หมายถึง  “ง่าย”   แต่ถ้าตอบ  “No”  หมายถึง  “ไม่ง่าย  หรือยาก”  จะไม่ตอบตรงกันข้ามแบบคนไทย  เช่น  ตอบว่า  “ใช่  มันยาก”  หรือ  “ไม่ใช่   มันง่าย”  ซึ่งเป็นการตอบที่ผิดทั้ง  ๒  อย่าง  ฝรั่งฟังแล้วงง  ดังนั้น  จึงต้องจำรูปแบบนี้  ซึ่งไม่เหมือนกับการตอบของคนไทย  ทั้งนี้  คำตอบในข้อ  (a)  และ  (d)  มีความหมายเหมือนกัน

 

11. Why will you buy grapes when they are much __________________________ mangoes?

(คุณจะซื้อองุ่นทำไม  ในเมื่อมัน ___________________________________ มะม่วงมาก)

(a) expensive more than

(b) more expensive than    (แพงกว่า)

(c) expensive than

(d) expensive over

ตอบ   -   ข้อ   (b)   “Expensive”  เป็นคำพยางค์ยาว  เมื่อเปรียบเทียบ  “ขั้นกว่า”  ต้องขยายด้วย  “More”  ทั้งนี้  ข้อนี้อาจใช้ว่า  “……..........… are far more expensive than ……..............”  (แพงกว่ามาก)  (Far  =  Much)  ก็ได้

 

12. Today almost the whole population of Great Britain makes use ___________ the National Health Service.

(ปัจจุบัน  ประชากรของสหราชอาณาจักรเกือบทั้งหมด  ใช้ประโยชน์ ________________ หน่วยงาน  “บริการสุขภาพแห่งชาติ”)

(a) from

(b) on

(c) of    (ของ)

(d) in

ตอบ   -   ข้อ   (c)   “Make use of”  =  “ใช้ประโยชน์,  ใช้ประโยชน์ของ

 

13. It is thought that Thai people have rapidly changed because Western influence and economic problems have made them ___________ their religion.

(คิดกันว่าคนไทยได้เปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว  เพราะว่าอิทธิพลตะวันตกและปัญหาเศรษฐกิจได้ทำให้พวกเขา ___________ ศาสนาของตน)

(a) neglected

(b) to neglect

(c) neglecting

(d) neglect   (ไม่สนใจ, ไม่เอาใจใส่, ละเลย, ทอดทิ้ง)

ตอบ   -   ข้อ   (d)   ตามโครงสร้าง  “Subject + Make + กรรม + Verb 1”  ดูเพิ่มเติมกริยาประเภทเดียวกันจากตัวอย่างข้างล่าง

                                         ตัวอย่างที่ 

  • It makes you ____________________________________ with delight to think of that.

(มันทำให้คุณ ______________________________ ด้วยความปลาบปลื้มเมื่อคิดถึงเรื่องนั้น)

(a) to laugh

(b) laughed

(c) laughing

(d) laugh    (หัวเราะ)

ตอบ   -   ข้อ   (d)  เนื่องจาก  “Subject + Make + กรรม + Verb 1” 

                                        ตัวอย่างที่ 

  • She made her guests __________________________________________________.

(เธอทำให้แขกของเธอ _____________________________________________________)

(a) laugh    (หัวเราะ)

(b) laughed

(c) laughing

(d) to laugh

ตอบ   –   ข้อ   (a)  เนื่องจากอยู่ในรูป  “Subject + Make + กรรม  + Infinitive without to (Verb 1)

                                        ตัวอย่างที่ 

  • Professor Collins ______________________________________________ about him.

(อาจารย์คอลลินส์ ___________________________________________ เกี่ยวกับตัวเขา)

(a) heard the students to talk

(b) heard the talk by the students

(c) heard the students’ talking

(d) heard the students talk    (ได้ยินนักเรียนพูดคุย)

ตอบ   -   ข้อ   (d)   ดูเพิ่มเติมการใช้คำกริยาประเภทเดียวกับ  “Hear”  จากประโยคข้างล่าง

                                         ตัวอย่างที่ 

  • We begged him to let us ______________________________ through the telescope.

(เราขอร้องเขาให้อนุญาตให้เรา ____________ ผ่านกล้องโทรทัศน์ (กล้องส่องทางไกล) ตัวนั้น)

(a) look    (มอง, ดู)

(b) to look

(c) looking

(d) looked

ตอบ   -   ข้อ   (a)   เนื่องจาก  “Let + กรรม + Verb 1  ดูเพิ่มเติมกลุ่มคำกริยาที่ตามด้วยกรรม  และ  “Infinitive without to” (Verb 1)  จากประโยคตัวอย่างข้างล่าง

                                        ตัวอย่างที่ 

  • What she saw made her ___________________________________________ pale.

(สิ่งที่เธอเห็นทำให้เธอ ________________________________________ หน้าซีดเผือด)

(a) turn    (กลายเป็น)

(b) turning

(c) to turn

(d) turned

ตอบ   -   ข้อ  (a)  เนื่องจาก “Make +กรรม + Verb 1

                                        ตัวอย่างที่ 

  • The manager let everyone _____________ the office early to attend the convention.

(ผู้จัดการปล่อย (ยอม) ให้ทุกคน __________ สำนักงานแต่เนิ่นๆเพื่อไปเข้าร่วมการประชุม)

(a) to leave

(b) leaves

 (c) left

(d) leave    (ออกจาก)

ตอบ   -   ข้อ   (d)  เนื่องจากหลังกรรมของ  “Make, Let, Have (ใช้), See, Hear, Feel”  ต้องอยู่ในรูป  “Infinitive without to”  คือ  กริยาช่องที่ ที่ไม่มี  “To” นำหน้า (Verb 1)  ดังตัวอย่างประโยค  เช่น

  • She lets them play in the field.

(เธอปล่อยให้พวกเขาเล่นในสนาม)

  • We made them laugh.

(เราทำให้พวกเขาหัวเราะ)

  • I heard her sing.

(ผมได้ยินเธอร้องเพลง)

  • He saw her walk in the street.

(เขาเห็นเธอเดินในถนน)

  • She had them clean her room.

(เธอให้พวกเขาทำความสะอาดห้อง)

 

14. The man always devotes his life to helping underprivileged people.  The work __________ by him seems incredible to most people.

(ชายคนนั้นอุทิศชีวิตของเขาเสมอ  เพื่อช่วยเหลือคนด้อยโอกาส  งาน ___________ โดยเขาดูเหมือนเหลือเชื่อสำหรับคนส่วนใหญ่)

(a) does

(b) did

(c) done    (ถูกทำ)

(d) doing

ตอบ   -   ข้อ   (c)   เนื่องจากลดรูปมาจาก  “The work which is (was) done by him……….......….

 

15. As usual, after you __________ by the customs officers, your luggage will be passed through an X-ray machine.

(ตามปกติ  หลังจากคุณ ____________ โดยเจ้าหน้าที่ศุลกากร  กระเป๋าเดินทางของคุณจะถูกส่งผ่านเครื่องเอกซเรย์)

(a) were being searched

(b) were searched

(c) had been searched

(d) have been searched    (ถูกค้นตัวแล้ว)

ตอบ   -   ข้อ   (d)   เนื่องจากประโยคนี้เป็นข้อเท็จจริง  (Fact)  จึงถือเป็นเหตุการณ์ปัจจุบัน  จึงใช้รูป  “Present perfect tense”  ในแบบ  “Passive voice”  (Have been searched)  เพื่อให้สอดคล้องกับกริยาในประโยคใหญ่  ที่อยู่ในรูป  “Future tense in passive voice”  คือ  “Will be passed”  อย่างไรก็ตาม  ข้อนี้อาจตอบ  “Are searched”  ก็ได้

 

16. They got accustomed ______________________________________________ overtime.

(พวกเขาคุ้นเคย-เคยชิน ___________________________________________ ล่วงเวลา)

(a) to work

(b) to working    (กับการทำงาน)

(c) in working

(d) at working

ตอบ   -   ข้อ   (b)  เนื่องจากหลัง  “Get (Be) accustomed to”  (คุ้นเคย, เคยชิน)  ต้องตามด้วยคำนาม หรือ  “Gerund”  (Verb + ing)  เช่น

  • We get (are) accustomed to getting up early.

(เราคุ้นเคย-เคยชินกับการตื่นแต่เช้าตรู่)  (ในปัจจุบัน)

  • They got (were) accustomed to studying late at night when they were young.

(พวกเขาคุ้นเคย-เคยชินกับการอ่านหนังสือจนดึก  เมื่อตอนพวกเขาเป็นเด็ก)  (ในอดีต)

  • Tourists get (are) used to hot weather in Thailand soon.

(นักท่องเที่ยวคุ้นเคย-เคยชินกับอากาศร้อนในประเทศไทยในไม่ช้า)  (ในปัจจุบัน)

  • Most Thai people get (are) used to eating spicy food.

(คนไทยส่วนใหญ่คุ้นเคย-เคยชินกับการกินอาหารรสจัด)  (ในปัจจุบัน)

  • She got (was) used to cooking her own meal when she was in college.

(เธอคุ้นเคย-เคยชินกับการปรุงอาหารกินเอง  เมื่อตอนเธอเรียนมหาวิทยาลัย)  (ในอดีต)

 

17. I have asked around but no one seems to know __________ the ferry leaves for Vancouver Island.

(ผมถามเขาไปทั่ว  แต่ดูเหมือนว่าไม่มีใครรู้ว่า ______________ (ที่) เรือข้ามฟากออกเดินทางไปเกาะแวนคูเวอร์)

(a) how long    (นานเท่าใด)

(b) how often    (บ่อยเท่าใด(คือ  วันละกี่เที่ยว)

(c) how far    (ไกลเท่าใด)

(d) how much    (มากเท่าใด)

ตอบ   -   ข้อ   (b)

 

18. I’m going to the hairdresser’s to _____________________________________________.

(ฉันจะไปที่ร้านทำผมเพื่อ ________________________________________________)

(a) have my hair cut    (ตัดผม)  (หมายถึง  ให้ช่างตัดให้)

(b) cut my hair

(c) have cut my hair

(d) cut me my hair

ตอบ   -   ข้อ  (a)  เนื่องจากอยู่ในรูป  “Causative use”  (ใครใช้ให้ใครทำอะไร  หรือ  ใครใช้ให้อะไรถูกทำโดยใคร)  ดูเพิ่มเติมโครงสร้างนี้จากประโยคข้างล่าง

                                          ตัวอย่างที่ 

  • He had his letter ____________________________________ before he left the office.

(เขาให้จดหมาย ______________ ก่อนที่เขาจะออกจากสำนักงาน)  (คือ  เขาสั่งให้ (เลขาฯ) พิมพ์จดหมาย  ก่อนออกจากสำนักงาน)

(a) typing

(b) to be typed

(c) typed    (ถูกพิมพ์)

(d) being typed

(e) to type

ตอบ   -   ข้อ   (c)   เนื่องจากเป็นการใช้โครงสร้าง  “Causative use”  {Subject + Have (Get) + กรรม + Verb 3}  ดูเพิ่มเติมจากประโยคข้างล่าง

                                        ตัวอย่างที่ 

  • Paul worked all night so that he could ________________________________ in time.

(พอลทำงานตลอดทั้งคืน  เพื่อที่ว่าเขาจะได้สามารถ __________________________ ทันเวลา)

(a) get the job done    (ทำงานได้เสร็จ)

(b) get the job to do

(c) got the job done

(d) got the job to do

ตอบ   -   ข้อ   (a)   เนื่องจากเป็นโครงสร้างแบบ  “Causative use”  คือ  “Subject + Get (Have) + Something + Done + (By someone)”  {ให้อะไรถูกทำ (โดยใคร)}  ดูเพิ่มเติมโครงสร้างแบบนี้จากประโยคข้างล่าง

                                        ตัวอย่างที่ 

  • After the car accident, Jenny decided to __________ by a famous plastic surgeon suggested to her by a close friend.

(หลังจากอุบัติเหตุทางรถยนต์  เจนนี่ตัดสินใจที่จะ __________ โดยศัลยแพทย์พลาสติกที่มีชื่อเสียง  ซึ่งได้รับการแนะนำกับเธอ  โดยเพื่อนที่ใกล้ชิดคนหนึ่ง)

(a) have her nose to reshape

(b) have her nose reshape

(c) have reshaped her nose

(d) have her nose reshaped    (แปลงโฉมจมูกของเธอ)  (โดยให้หมอทำให้)

ตอบ   -   ข้อ   (d)   เนื่องจากอยู่ในโครงสร้าง  “Causative use

                                        ตัวอย่างที่ 

  • What would you __________________________________________ me do for you?

(คุณจะ __________________________________________ ให้ผมทำอะไรให้คุณครับ)

(a) want

(b) hope

(c) wish

(d) have

ตอบ   -   ข้อ   (d)  เนื่องจากเป็น  “Causative use”  (ประธานฯ ใช้ให้ใครทำอะไร)  (Subject + Have + Someone + Do + Something)  สำหรับ  “Want”  และ  “Wish” จะต้องใช้โครงสร้างเป็น  “What would you want (wish) me to do?

                                         ตัวอย่างที่ 

  • Today if I finish my shopping early enough, I may go and _______________________.

(วันนี้  ถ้าผมไปช้อปปิ้งเสร็จแต่เนิ่นๆ พอ  ผมอาจจะไป (และ) ________________________)

(a) to have my hair done

(b) have my hair do

(c) have my hair done    (ทำผม)  (ให้ช่างทำผม)

(d) will have my hair done

ตอบ   -   ข้อ   (c)  ต้องใช้  “Have”  เพราะถือว่าอยู่หลัง  “May”  เหมือนกับ  “Go” และดูคำอธิบายการใช้   “I have my hair done.”  จากประโยคข้างล่าง

                                        ตัวอย่างที่ 

  • He had the cook ______________________________________________ some tea.

(เขาใช้ให้พ่อครัว ________________________________________________ น้ำชา)

(a) make     (ชง)

(b) making

(c) made

(d) did

ตอบ   -   ข้อ   (a)   เนื่องจากเป็นไปตามโครงสร้าง  “Subject + Have + Someone + Do + Something

                                        ตัวอย่างที่  

  • Please have the porter __________________________ these boxes up to my room.

(โปรดให้พนักงานแบกของ ______________________ ลังเหล่านี้ขึ้นไปบนห้องของผมด้วย)

(a) to carry

(b) carrying

(c) carried

(d) carry    (ยก, แบก, ถือ)

ตอบ   -   ข้อ  (d)  เนื่องจากอยู่ในโครงสร้าง  “Causative use” {Subject + Have (Has) + Someone + Do + Something}  คือ  {ประธานฯใช้ให้ใครทำอะไร}

                                        ตัวอย่างที่  

  • What would you have me ______________________________________________?

(คุณจะให้ผม __________________________________________________ อะไรครับ)

(a) mend    (ซ่อม)

(b) mending

(c) mended

(d) to mend

ตอบ   -    ข้อ   (a)  เนื่องจากเป็นการใช้โครงสร้างของ  “Causative use” {Subject + Has (Have) + Someone + Do (Verb 1) + Something} (ประธานใช้ให้ใครทำอะไรบางอย่าง)  โดยแบ่งออกเป็นโครงสร้างแบบ  “Active voice”  และ “Passive voice

                                             สำหรับการใช้โครงสร้าง  “Causative use”  ในแบบ  “Active voice”  คือ  “Subject + Have + Someone + Do  (กริยาอะไรก็ได้ช่องที่ ๑) + Something”  หรือ  (= Subject + Get +  Someone + To do  (กริยาอะไรก็ได้  แต่ต้องมี  “To” นำหน้า) + Something) (ประธานใช้ให้ใครทำอะไรบางอย่าง)  มีดังนี้ คือ

                                  ๑. Subject + have + someone + do + something  (กรรมของ  Verb “Do”)

                                  ๒. Subject + get + someone + to do + something  (กรรมของ Verb “Do”)

(ประธาน  +  ใช้ให้  +   ใครบางคน  +   ทำ (กริยาอะไรก็ได้)  +  บางสิ่งบาง อย่าง)

                                             ทั้ง  ๒  โครงสร้างข้างบน  ถือว่าอยู่ในรูปของ  “Active voice”  เนื่องจากประธานเป็นผู้ใช้ให้ใครบางคนไปทำอะไรบางอย่าง  ดังตัวอย่างประโยคข้างล่าง

  • He had the doctor examine his eyes.

(เขาให้หมอตรวจตา)

  • He got the doctor to examine his eyes.

(เขาให้หมอตรวจตา)

  • She has her maid wash her car every day.

(เธอให้สาวใช้ล้างรถทุกวัน)

  • She gets her maid to wash her car every day.

(เธอให้สาวใช้ล้างรถทุกวัน)

  • We had our neighbors clean our house last week.

(เราให้เพื่อนบ้านทำความสะอาดบ้านของเราสัปดาห์ที่แล้ว)

  • We got our neighbors to clean our house last week.

(เราให้เพื่อนบ้านทำความสะอาดบ้านของเราสัปดาห์ที่แล้ว)

                                         อย่างไรก็ตาม  ถ้าต้องการใช้ในรูป  “Passive voice”  คือ {Subject + Have (Get) + Something + Done + (By someone)} {(ประธาน  ใช้ให้บางสิ่ง  ถูกกระทำ  (กริยาอะไรก็ได้  อยู่ในรูปกริยาช่องที่ ๓)  +  (โดยบางคน)}  ในกรณีนี้   ทั้ง  “Have” และ  “Get”  ในโครงสร้างแบบนี้   จะใช้ในรูปประโยคที่เหมือนกันทุกประการ  ดังตัวอย่าง

  • He had his eyes examined (by the doctor).

(ถ้าแปลตรงๆ ตัว คือ  “เขาให้ตาถูกตรวจโดยหมอ”  แต่ในภาษาไทยไม่นิยมพูดแบบนี้  โดยนิยมพูดแต่เพียงว่า  “เขาไปตรวจตา”)

  • He got his eyes examined (by the doctor).

(เขาไปตรวจตา)

  • She has her car washed (by her maid) every day.

(เธอล้างรถทุกวัน)

  • She gets her car washed (by her maid) every day.

(เธอล้างรถทุกวัน)

  • We had our house cleaned (by our neighbors) last week.

(เราทำความสะอาดบ้านสัปดาห์ที่แล้ว)

  • We got our house cleaned (by our neighbors) last week.

(เราทำความสะอาดบ้านสัปดาห์ที่แล้ว)

  • He has his hair cut once a month.

(= He gets his hair cut one a month.)

(เขาตัดผมเดือนละ ๑ ครั้ง – คือไปให้ช่างตัดให้)

  • She has her room cleaned every day.

(= She gets her room cleaned every day.)

(เธอทำความสะอาดห้องทุกวัน – คือให้คนรับใช้ทำให้)

  • We had our car washed once a week last year.

(= We got our car washed once a week last year.)

(เราล้างรถอาทิตย์ละ ๑ ครั้ง เมื่อปีที่แล้ว – คือให้อู่ล้างให้)

 

19. In response to the rising problem of __________ to do with millions of tons of plastic waste, the government is looking for an effective approach to recycle plastics.  

(เพื่อตอบสนองกับปัญหาที่เพิ่มขึ้นของ (ว่า) จะทำ ___________ กับขยะพลาสติกหลายล้านตัน  รัฐบาลกำลังมองหาวิธีการที่มีประสิทธิผลที่จะรีไซเคิลพลาสติก)

(a) how     (ไม่ใช้รูป  “How to do”)

(b) when

(c) which

(d) what    (อย่างไร, อะไร)

ตอบ   -    ข้อ   (d)

 

20. I really can’t go now.  I’ll have to go with you ___________________________________.

(ผมไม่สามารถไปได้จริงๆขณะนี้  ผมจำเป็นจะต้องไปกับคุณ __________________________)

(a) the other day    (วันก่อน)  (เป็นอดีต)

(b) the next day    (วันถัดไป)  (ใช้กับประโยค  “Indirect speech”  แทน “Tomorrow”)  (เช่น “He said he would go the next day.”)

(c) some other day    (วันอื่นๆ ในอนาคต)

(d) any other day    (วันอื่นใดก็ตาม)

ตอบ   -    ข้อ   (c)

 

เรียน   ท่านผู้ติดตามอ่านเว็บไซต์  “everydayenglish.pwa.co.th                  

 

                ถ้าท่านมีคำแนะนำให้ปรับปรุงเว็บไซต์นี้ประการใด  กรุณาส่ง e-mail ไปที่  ดร. วัชรินทร์  ภูเขาทอง  อดีต  ผอ. สำนักวิทยาการ  การประปาส่วนภูมิภาค  ผู้จัดทำเว็บไซต์นี้  ตาม  “Address”  (โปรดระบุหัวเรื่องด้วยว่า  “ปรับปรุงเว็บไซต์”)   เพื่อที่ผู้จัดทำฯ จะได้ปรับปรุงเนื้อหาได้ตรงตามความประสงค์ของผู้อ่านเว็บไซต์นี้ต่อไป

 

Pages

Subscribe to RSS - หมวดข้อสอบ STRUCTURE