หมวดข้อสอบ STRUCTURE

หมวดข้อสอบ STRUCTURE (ตอนที่ 35)

การประปาส่วนภูมิภาค  “มุ่ง-มั่น-เพื่อปวงชน”

 

Direction:  Choose the most appropriate answer.

(จงเลือกคำตอบที่เหมาะสมที่สุด)

 

1. In many areas the slope and topography of the land ______________ excess rainfall to run off into a natural outlet.

(ในหลายๆพื้นที่  ความลาดเอียงและลักษณะภูมิประเทศของพื้นแผ่นดิน ___________ ปริมาณน้ำฝนที่มากมาย  ไหลลงไปสู่ทางระบายน้ำ (ปากน้ำ) ตามธรรมชาติ)

(a) neither permit

(b) without permitting

(c) not permitting

(d) do not permit    (ไม่ยอมให้)

ตอบ   -   ข้อ   (d)   เนื่องจากเป็นกริยาของประโยคในรูปปฏิเสธ  (Do not permit)  ส่วนประธานของประโยค  คือ  “The slope and topography of the land”  (เป็นพหูพจน์)  โดยมี  “In many areas”  เป็น  “Adverb of place”  ในขณะที่  “Excess rainfall”  เป็นกรรมของกริยา  “Permit”  และ  “To run off into a natural outlet”  เป็นส่วนขยายกริยา  เพื่อบอกว่า  “ไม่ยอมให้ปริมาณน้ำฝนที่มากมาย  ทำอะไร”,  สำหรับข้อนี้  หมายความว่า  “ความลาดเอียงและลักษณะภูมิประเทศของแผ่นดิน  กีดขวางน้ำฝนที่ตกลงมาอย่างมาก มาย  มิให้ไหลลงสู่ทางระบายน้ำตามธรรมชาติ  ทำให้แม่น้ำมีน้ำน้อยกว่าที่ควรจะเป็น  ก่อให้เกิดความแห้งแล้งเป็นเวลานานในแต่ละปี” 

 

2. At thirteen _________ at a district school near her home, and when she was fifteen, she saw her first article in print.

(เมื่ออายุ  ๑๓  ปี _________ ที่โรงเรียนประจำตำบลใกล้บ้านของเธอ  และเมื่อเธออายุ  ๑๕  ปี  เธอได้เห็นบทความชิ้นแรกของเธอได้รับการตีพิมพ์)

(a) the first teaching position that Mary Jane Hawes had

(b) Mary Jane Hawes had her first teaching position    (แมรี เจน ฮาเวส  มีตำแหน่งสอนหนังสือครั้งแรกของเธอ)

(c) the teaching position was Mary Jane Hawes’s first

(d) when Mary Jane Hawes had her first teaching position  

ตอบ   -   ข้อ   (b)   เนื่องจาก  “Mary Jane Hawes”  เป็นประธานของประโยค  โดยมี  “Had”  เป็นกริยา  และ  “Her first teaching position”  เป็นกรรม (ของกริยา  “Had”  หรือ ของประโยค)  ส่วน  “At a district school near her home”  เป็น  “Adverb of place”  บอกว่า  “แมรี่มีตำแหน่งฯ ที่ไหน”  ในขณะที่  “At thirteen”  เป็น  “Adverb of time”  บอกว่า  “แมรี่มีตำแหน่งฯ เมื่อใ    

 

3. ____________ hydras and jellyfish, corals are not equipped with stinging cells in their tentacles.

(_____________ ตัวไฮดรา (สัตว์น้ำจืด) และแมงกะพรุน,  ตัวปะการังไม่มีเซลที่ทำให้เจ็บปวด (ระคายเคือง, แสบ, คัน) ในหนวด (ที่ใช้สัมผัส) ของมัน)

(a) Not alike

(b) Unlike    (ไม่เหมือนกับ)

(c) They are not like

(d) The unlikely

ตอบ   -   ข้อ   (b)

 

4. Who ruled ___________________________________________ your country at that time?

(ใคร ____________________________________________ ประเทศของคุณในเวลานั้น)

(a) above

(b) over    (“Rule over”  =  ปกครอง)

(c) for

(d) in

ตอบ   -   ข้อ   (b)

 

5. ________________________________________________ money, we cannot stay here. 

(___________________________________________ เงิน  เราไม่สามารถพักอยู่ที่นี่ได้)

(a) No

(b) With

(c) Without    (ปราศจาก)

(d) Because of

ตอบ   -   ข้อ   (c)

 

6. We’re lucky to live in a ______________________________________________ country.

(เราโชคดีที่อาศัยอยู่ในประเทศ ___________________________________________)

(a) democracy    (ระบอบประชาธิปไตย, การปกครองแบบประชาธิปไตย)  (เป็นคำนาม)

(b) democratic    (ที่เป็นประชาธิปไตย, ในระบอบประชาธิปไตย)  (เป็นคำคุณศัพท์)

(c) democrat    (ผู้นิยมระบอบประชาธิปไตย)  (เป็นคำนาม)

(d) democracies    (ประเทศที่ปกครองด้วยระบอบประชาธิปไตย)  (เป็นคำนาม  พหูพจน์)

ตอบ    –    ข้อ   (b)  เนื่องจากขยายหน้าคำนาม (Country)  จึงต้องใช้คำคุณศัพท์

 

7. I object _____________________________________________________ your proposal.

(ผมคัดค้าน (ไม่เห็นด้วย) ______________________________________ ข้อเสนอของคุณ)

(a) to    (กับ)

(b) against

(c) in

(d) at

(e) on

ตอบ   –   ข้อ   (a)   “Object to”  หมายถึง  “คัดค้าน, ไม่ชอบ, ไม่เห็นด้วย”  ต้องตาม ด้วย  “To + Verb + ing”  หรือคำนาม  เช่น 

  • We object to the selection of Tom as our team leader.

(พวกเราไม่เห็นด้วยกับการเลือกทอม  เป็นหัวหน้าทีมของพวกเรา)                   

                                        ดูเพิ่มเติมคำกริยาที่ต้องตามด้วย  “To + Verb + ing”  จากประโยคข้างล่าง

                                        ตัวอย่างที่ 

  • I object __________________________________________ my lunch because of him.

(ผมไม่เห็นด้วย ________________ อาหารกลางวันของผม  เพราะว่าเขา)  (หมายความว่า  ไม่เห็นด้วยกับการอดกินอาหารกลางวันเพราะเขา  เช่น  ต้องไปรับหรือพบเขา)

(a) to miss

(b) miss

(c) to missing    (กับการพลาด)

(d) missing

ตอบ   -   ข้อ    (c)   “Object”  (คัดค้าน, ไม่เห็นด้วย)  ต้องตามด้วย  “To + Verb + ing

                                         ตัวอย่างที่ 

  • He devoted himself to ___________________________________________ the poor.

(เขาอุทิศตนเองให้กับ _________________________________________ คนยากคนจน)

(a) help

(b) helping    (การช่วยเหลือ)

(c) being helped

(d) be helping

ตอบ   -   ข้อ   (b)   เนื่องจากในวลี  “Devote himself to”  “To”  เป็น  “Preposition”  จึงต้องตามด้วย  “Verb + ing”  ดูเพิ่มเติมวลีประเภทนี้จากประโยคข้างล่าง

                                         ตัวอย่างที่ 

  • I am looking forward to _________________________________________ your letter.

(ผมกำลังตั้งตารอคอย _______________________________________ จดหมายของคุณ)

(a) receive

(b) be received

(c) receiving    (การได้รับ)

(d) have received

ตอบ   -   ข้อ    (c)   เนื่องจาก  “Look forward to + Verb + ing

                                         ตัวอย่างที่ 

  • His daughter wrote to him that she was looking forward to ________________ home soon.

(ลูกสาวของเขาเขียนจดหมายถึงเขา  บอกว่าเธอกำลังตั้งหน้าตั้งตารอคอย __________ บ้านเร็วๆ นี้)

(a) come

(b) coming    (การกลับมา)

(c) be coming

(d) have come

ตอบ  -  ข้อ   (b)   เนื่องจาก  “Look  forward to + Verb + ing” 

                                         ตัวอย่างที่ 

  • I shall look forward _________________________________________ from you soon.

(ผมจะตั้งตารอ ____________________________________________ จากคุณโดยเร็ว)

(a) to hear

(b) for hear

(c) to hearing     (ที่จะได้ยินข่าว – คือได้รับจดหมายหรือการติดต่อด้วยวิธีอื่นๆ)

(d) for hearing

ตอบ  -  ข้อ   (c)

                                         ตัวอย่างที่  

  • I wish you and your wife many years of happiness together and look forward ________ you both.

(ผมขออวยพรให้คุณและภรรยามีความสุขด้วยกันตลอดไป  และหวังอย่างยิ่งกับ (หรือ “ตั้งตารอ”) _________ คุณทั้ง  ๒  คน)  (หมายถึงในวันข้างหน้า) 

(a) to see

(b) to seeing    (การได้พบ)

(c) for seeing

(d) to be seeing

ตอบ  -  ข้อ  (b)  เนื่องจาก  “To”  ที่ตามหลังคำกริยาต่อไปนี้  ถือเป็น  “Preposition”  จึงต้องตามด้วยคำนามหรือ  “Gerund” (Verb + ing)   ได้แก่  “Look forward to” (ตั้งตารอคอย, หวังอย่างยิ่ง),  “Be opposed to”  (คัดค้านหรือไม่เห็นด้วยอย่างยิ่ง), “Object to” (คัดค้าน, ไม่เห็นด้วย),  “Admit” (ยอมรับ),  “Devote….............to”  (อุทิศ..............ให้กับ), “Dedicate……....…to” (อุทิศ................ให้กับ), “Apply…........…to”  (ประยุกต์................เข้ากับ)    ดังประโยคตัวอย่าง

  • She looks forward to buying a new home next year.

(เธอตั้งตาคอยซื้อรถคันใหม่ปีหน้า)

  • He looks forward to his birthday party next week.

(เขาตั้งตารอคอยงานเลี้ยงวันเกิดของเขาในสัปดาห์หน้า)       

  • We object to going to bed late tonight as we will have to start our trip early tomorrow.

(เราไม่เห็นด้วยกับการนอนดึกคืนนี้  เพราะเราจะต้องออกเดินทางแต่เช้าวันพรุ่งนี้)

  • She objected to his plan to move to London after their marriage.

(เธอคัดค้านแผนการของเขาที่จะย้ายไปลอนดอนหลังการแต่งงาน)

  • He admitted to having an extramarital affair that ended in a pregnancy.

(เขายอมรับว่ามีความสัมพันธ์ทางเพศกับคนอื่นที่มิใช่ภรรยา  ซึ่งจบลงด้วยการตั้งครรภ์)

  • He devotes most of his time to studying in the library.

(เขาอุทิศเวลาส่วนใหญ่ให้กับการศึกษาในห้องสมุด)

  • We were opposed to paying a lot of money for luxurious goods.

(เราไม่เห็นด้วยอย่างยิ่งกับการจ่ายเงินจำนวนมากกับสินค้าฟุ่มเฟือย)

  • The President was opposed to the development of nuclear weapons.  (หรือ  “was opposed to developing nuclear weapons”)

(ท่านประธานาธิบดีไม่เห็นด้วยอย่างยิ่งกับการพัฒนาอาวุธนิวเคลียร์)        

  • They applied their knowledge gained from training overseas to performing their daily work. 

(พวกเขาประยุกต์ความรู้ที่ได้จากการอบรมในต่างประเทศ  เข้ากับการทำงานประจำวัน)

 

8. I will give you __________________________________________________ details later.

(ผมจะให้รายละเอียด ______________________________________ แก่คุณ  ในภายหลัง)

(a) farer    (คำนี้ไม่มีใช้)

(b) farther    (ไกลกว่า)

(c) further    (เพิ่มเติม, มากขึ้น, ขยายออกไปอีก)  (เป็นคำคุณศัพท์) (เมื่อเป็นกริยาวิเศษณ์  หมายถึง  “ต่อไป, ไกลออกไป, นานออกไป”)

(d) longer    (ยาวกว่า, นานกว่า)

ตอบ  -  ข้อ   (c)

 

9. “A corner shoe store” means “_______________________________________________”.

(“ร้านรองเท้าที่หัวมุมถนน”   หมายถึง ________________________________________)

(a) the shoe at the corner of a store    (รองเท้าที่มุมของร้าน)

(b) one corner of a shoe store    (มุมหนึ่งของร้านรองเท้า)

(c) a store selling shoes at the corner    (ร้านขายรองเท้าอยู่ที่หัวมุมถนน)

(d) the shoe at one corner of the store    (รองเท้าที่มุมหนึ่งของร้าน)

ตอบ    –    ข้อ   (c)  เนื่องจากการแปลความหมายของคำนามขยายคำนาม  หรือ “นามประกอบ” (Compound noun)  ต้องแปลจากข้างหลังย้อนขึ้นมาข้างหน้า (ทั้งนี้  มีข้อสังเกต  คือ  คำนามตัวหน้าจะไม่อยู่ในรูปพหูพจน์   คือไม่เติม “s”  แต่จะแสดงรูปพหูพจน์ที่คำนามตัวหลัง)  ดูเพิ่มเติม “นามประกอบ” จากคำต่อไปนี้

  • service bus (es)  (รถบริการ – คือรถรับ-ส่งพนักงาน)
  • bus service (s)   (บริการรถประจำทาง)
  • flower garden (s)  (สวนดอกไม้)
  • color television (s)   (ทีวีสี)
  • room number (s)   (หมายเลขห้อง)
  • bookstore (s)   (ร้านขายหนังสือ)
  • development plan (s)   (แผนการพัฒนา)
  • population increase   (การเพิ่มประชากร)
  • table lamp (s)   (ตะเกียง-โคมไฟตั้งโต๊ะ)
  • war criminal (s)   (อาชญากรสงคราม)
  • traffic jam   (รถติด)
  • newspaper article   (บทความหนังสือพิมพ์)
  • conference room   (ห้องประชุม)
  • peace talk   (การเจรจาสันติภาพ)
  • car key   (กุญแจรถ)
  • car park   (ที่จอดรถ)
  • railway station   (สถานีรถไฟ)
  • art exhibition   (นิทรรศการศิลปะ)
  • show room   (ห้องแสดงสินค้า หรือตัวอย่างสินค้า)
  • show business   (ธุรกิจการแสดง)
  • flood victim   (เหยื่ออุทกภัย)
  • energy management   (การบริหารพลังงาน)
  • drain pipe   (ท่อระบายน้ำ)
  • wastewater disposal   (การกำจัดน้ำเสีย)
  • energy conservation   (การอนุรักษ์พลังงาน)
  • interest rate   (อัตราดอกเบี้ย)
  • premium payment   (การจ่ายเบี้ยประกัน)
  • office building   (อาคารสำนักงาน)
  • rubbish bin   (ถังขยะ)
  • community development   (การพัฒนาชุมชน)
  • road safety rally   (การรณรงค์ความปลอดภัยบนถนน)
  • flood relief center   (ศูนย์บรรเทาน้ำท่วม)
  • production method   (วิธีการผลิต)
  • goods outlet  (ตลาด-ช่องทางระบายสินค้า)
  • distribution channel   (ช่องทางการจำหน่าย)
  • contract period  (ระยะเวลาของสัญญา)
  • loan amount limit   (การจำกัดปริมาณเงินกู้)
  • debt payment   (การชำระหนี้)
  • audit procedure   (กระบวนการตรวจสอบ)
  • risk assessment   (การประเมินความเสี่ยง)
  • reforestation activity   (กิจกรรมการปลูกป่า)
  • government sector   (ภาครัฐบาล)
  • tourism sector   (ภาคการท่องเที่ยว)
  • border patrol police school   (โรงเรียนตำรวจตระเวนชายแดน)
  • toilet construction   (การสร้างห้องน้ำ)
  • implementation plan   (แผนการดำเนินงาน)
  • duty performance   (การปฏิบัติหน้าที่)
  • business partner   (คู่ค้า, หุ้นส่วนธุรกิจ)
  • business competitor   (คู่แข่งทางธุรกิจ)
  • business growth   (การเติบโตของธุรกิจ)
  • emergency use   (การใช้กรณีฉุกเฉิน)
  • donation reception   (การรับบริจาค)
  • wood house (s)   (บ้านไม้)
  • steel table (s)   (โต๊ะเหล็ก)
  • government policy  (นโยบายรัฐบาล)
  • personnel development   (การพัฒนาบุคลากร)
  • insurance policy   (กรมธรรม์ประกันภัย)
  • growth rate   (อัตราการเติบโต)
  • oil price rise  (การขึ้นราคาน้ำมัน)
  • birthday party   (งานเลี้ยงวันเกิด)
  • dividend payment   (การจ่ายเงินปันผล)
  • debt payment  (การชำระหนี้)
  • income tax deduction   (การหักภาษีเงินได้)
  • motor insurance   (การประกันภัยรถยนต์)
  • fire insurance   (การประกันอัคคีภัย)
  • capital market   (ตลาดทุน)
  • exchange rate (s)   (อัตราการแลกเปลี่ยน)
  • traffic problem (s)  (ปัญหาจราจร)
  • greenhouse gas   (กาซเรือนกระจก)
  • tourism sector   (ภาคการท่องเที่ยว)
  • climate change   (การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ)
  • terrorism risk (s)  (การเสี่ยงภัยการก่อการร้าย)
  • commodity price (s)  (ราคาสินค้า)
  • price competition   (การแข่งขันด้านราคา)
  • household debt   (หนี้ครัวเรือน)
  • car sale (s)   (การขายรถยนต์)
  • distribution channel   (ช่องทางการจำหน่าย)
  • accident occurrence   (การเกิดอุบัติเหตุ)
  • branch office (s)   (สำนักงานสาขา)
  • insurance company   (บริษัทประกันภัย)
  • business partner (s)   (คู่ค้า)
  • leather belt   (เข็มขัดหนัง)
  • business transaction (s)   (การดำเนินธุรกิจ)
  • business mind   (จิตใจคิดแต่เรื่องธุรกิจ)
  • heart disease treatment   (การรักษาโรคหัวใจ)

 

10. That is _______________________________________________________________.

(นั่นเป็น ___________________________________________________________)

(a) a useful information

(b) a useful piece of informations

(c) useful informations

(d) a piece of useful information    (ข้อมูลที่มีประโยชน์    ชิ้น)

ตอบ    –    ข้อ   (d)   เนื่องจาก   “Information”  เป็นคำนามนับไม่ได้   จึงไม่สามารถใช้   “A”  หรือ   “An”  นำหน้าได้  ดังในข้อ  (a),  และไม่สามารถเติม  “S” เข้าข้างท้าย   ดังในข้อ  (b)  และ  (c),  ดังนั้น  เมื่อจะนับ  “ข่าวสาร”  จึงต้องนับเป็น “ชิ้น”  ดังในข้อ  (d)  หรือนับเป็น  “หัวข้อ (Item)  (An item of informationหรือ  an information item)   อย่างไรก็ตาม   สามารถตอบข้อ  (b)  ได้เช่นเดียวกัน   แต่ต้องแก้เป็น   “a useful piece of information

                      สำหรับคำนามนับไม่ได้และเป็นเอกพจน์เสมอ  ที่ใช้ในลักษณะเดียวกับ  “Information”  ได้แก่paper  (กระดาษ), equipment  (อุปกรณ์, เครื่องมือ), furniture, scenery (ทิวทัศน์), damage  (ความเสียหาย), advice  (คำแนะนำ), traffic, machinery  (เครื่องยนต์กลไก), evidence  (หลักฐาน), bread  (ขนมปัง), clothing  (เสื้อผ้า), work  (งาน), luggage  (กระเป๋าเดินทาง), baggage  (กระเป๋าเดินทาง), knowledge, progress, power, news, fruit, behavior  (พฤติกรรม) เป็นต้น  คำนามเหล่านี้  ถ้าจะนับเป็นหน่วย  จะต้องใช้  สมุหนาม (Collective noun)  คือ  นามที่แสดงความเป็น กลุ่มก้อน   ที่เหมาะสมกับคำนามนั้นๆ   เช่น

  • a piece of paper   (กระดาษ ๑ แผ่น)
  • a loaf of bread   (ขนมปัง ๑ ปอนด์ หรือก้อน)
  • a branch (field) of knowledge   (ความรู้สาขาหนึ่ง)
  • an item of news   (ข่าว ๑ หัวข้อ)
  • a kilo of fruit   (ผลไม้ ๑ กิโล)

 

11. This new law will not be popular with the man in the street.

(กฎหมายใหม่นี้จะไม่เป็นที่นิยมชมชอบแก่คนธรรมดาสามัญทั่วไป)  (คือ  ชาวบ้านทั่วไปจะไม่ชอบมัน)

(a) Poor men will not like the law.    (คนยากจนจะไม่ชอบกฎหมายนี้)

(b) Traders will not like the law.    (พ่อค้าจะไม่ชอบกฎหมายนี้)

(c) Pedestrians will not like the law.    (ผู้เดินเท้า (คนเดินถนน) จะไม่ชอบกฎหมายนี้)

(d) Ordinary men will not like the law.    (คนธรรมดาสามัญ-ชาวบ้านทั่วไป  จะไม่ชอบกฎหมายนี้)

ตอบ   -   ข้อ   (d)  “Man in the street”  =   “คนซึ่งเหมือนกับคนอื่นๆ ส่วนใหญ่, คนโดยเฉลี่ย, คนธรรมดา-สามัญ”  (แปลตรงๆ คือ  “คนใน หรือ บนถนน”)  ดูเพิ่มเติมจากประโยคข้างล่าง

  • The newspaper took a poll of the man in the street.

(หนังสือพิมพ์สอบถามผู้คนธรรมดาสามัญ (คนรากหญ้า) จำนวนมาก  ว่าพวกเขาคิดอย่างไรเกี่ยวกับปัญหาใดปัญหาหนึ่ง)

 

12. The sun ___________________________________________________ rises in the east.

(ดวงอาทิตย์ขึ้นทางทิศตะวันออก ___________________________________________)

(a) usually    (โดยปกติ)  (ความถี่  70 %)

(b) never    (ไม่เคย)

(c) always    (เสมอ, ตลอดไป, เป็นประจำ, ตลอดเวลา, ตายตัว, เด็ดขาด, โดยไม่มีการยกเว้น)  (ความถี่  ๑๐๐  %)

(d) sometimes    (บางที, บางโอกาส)  (ความถี่  40 %) 

ตอบ    –    ข้อ   (c)

 

13. ____________________________________ his vocabulary is limited, he speaks fluently.

(___________________________________ คำศัพท์ของเขาจำกัด  เขาพูดได้คล่องมาก)

(a) Even    แม้กระทั่ง)

(b) If    (ถ้า)

(c) Even if    (= Even though  =  Though  =  Although  =  ถึงแม้ว่า)

(d) As if    (= As though  =  ประหนึ่งว่า, ราวกับว่า)

ตอบ    –    ข้อ   (c)

 

14. I wish today _____________________________________________________ a holiday.

(ผมปรารถนาว่าวันนี้ ______________________________________________ วันหยุด)

(a) is

(b) be

(c) being

(d) were     (เป็น)

ตอบ    –    ข้อ  (d)  เนื่องจากเมื่อใช้   “Wish”  แสดงความปรารถนา  “ตรงข้ามกับความเป็นจริง”  จะต้องใช้รูป  “Subject + Wish + That + Subject + Verb)  แต่  That” มักจะละไว้เสมอ  (ไม่เขียนลงในประโยค)  (เรียกการใช้โครงสร้างแบบนี้ว่า  “Past subjunctive”)   โดยมีหลัก คือ

                                 ๑. ถ้าตรงข้ามกับความจริงในปัจจุบัน  ให้ใช้  “Verb  เป็น  “Past simple” (Verb 2)  (สำหรับ  “Verb to be”  ใช้ “Were”  กับประธานทุกตัว

  • She wishes today were her birthday.

(เธอปรารถนาว่า  วันนี้เป็นวันเกิดของเธอ)  (แต่จริงๆแล้วไม่ใช่)

  • I wish my uncle were here now.

(ผมปรารถนาว่า  ลุงของผมอยู่ที่นี่ในขณะนี้)  (แต่จริงๆแล้วไม่ได้อยู่)

  • He wishes his father were a millionaire (now).

(เขาปรารถนาว่า  พ่อของเขาเป็นเศรษฐี)  (แต่จริงๆแล้วไม่ได้เป็น)

  • I wish I had a bigger house (now).

(ผมปรารถนาว่าผมมีบ้านหลังใหญ่กว่านี้)  (แต่จริงๆแล้วมีบ้านหลังเล็ก)

  • They wish they could speak Japanese (now).

(พวกเขาปรารถนาว่า สามารถพูดภาษาญี่ปุ่นได้)  (แต่จริงๆแล้วพูดไม่ได้)

                                  ๒. ถ้าตรงข้ามกับความจริงในอดีต  ให้ใช้  “Verb”  เป็น  “Past perfect” (Had + Verb 3)  เช่น

  • I wish yesterday had been a holiday.

(ผมปรารถนาว่า  เมื่อวานนี้เป็นวันหยุด)  (แต่จริงๆ แล้วไม่ได้เป็น)

  • She wishes her father had been a millionaire (last year).

(เธอปรารถนาว่า  พ่อของเธอเป็นเศรษฐี  (เมื่อปีที่แล้ว) – แต่จริงๆ แล้วไม่ได้เป็น)

  • He wished he had been a bird (a long time ago).

(เขาปรารถนาว่า  เขาเป็นนก (เมื่อนานมาแล้ว) – แต่จริงๆ แล้วไม่ได้เป็น)

  •  I wish my uncle had been here yesterday.

(ผมปรารถนาว่า  ลุงของผมอยู่ที่นี่เมื่อวานนี้ – แต่จริงๆ แล้วไม่ได้อยู่)

                               ๓. ถ้า  “Wish”  ใช้กับอนาคต  (Future)  ให้ใช้  “Verb”  เป็น  “Would,  “Should,”  “Could,”  “Might”  ความหมาย  คือ  คงไม่เกิดเหตุการณ์ตามที่ปรารถนา  หรือมีโอกาสเกิดขึ้นได้ยาก  เช่น

  • I wish my wife would be here tomorrow.

(ผมปรารถนาว่า  ภรรยาของผมอยู่ที่นี่ในวันพรุ่งนี้– แต่จริงๆ แล้วคงไม่ได้อยู่ หรือมีโอกาสเกิดขึ้นได้น้อยมาก)

  • She wishes she could come to my party next week.

(เธอปรารถนาว่า  เธอสามารถมางานเลี้ยงของผมสัปดาห็หน้า – แต่จริงๆ แล้วคงไม่ได้มา  หรือมีโอกาสเกิดขึ้นน้อยมาก)

  • They wish they would graduate from the university next semester.

(พวกเขาปรารถนาว่า  จะเรียนจบจากมหาวิทยาลัยในเทอมหน้า – แต่คงจะไม่จบ หรือมีโอกาสเกิดขึ้นน้อยมาก)

                               ๔. อย่างไรก็ตาม  เมื่อใช้  “Wish”  แสดงความปรารถนาในแบบปกติธรรมดา  จะมีโครงสร้าง  “Wish + To + verb 1”  ซึ่งความปรารถนาดังกล่าวอาจจะเป็นจริงหรือไม่เป็นจริงก็ได้   เช่น

  • They wish to meet their friends again next year.

(พวกเขาปรารถนาจะได้พบเพื่อนอีกในปีหน้า)

  • She wishes to leave now.

(เธอปรารถนาจะจากไปในตอนนี้)

  • He wishes to visit London next month.

(เขาปรารถนาจะไปเที่ยวลอนดอนเดือนหน้า)

  • They wished to pass the exam this term.

(พวกเขาปรารถนาจะสอบผ่านเทอมนี้)

                                 ๕. สำหรับอีกโครงสร้างหนึ่ง  คือ  “Wish +กรรม+ Noun”  มีความหมาย  คือ  “ขออวยพรให้................”   เช่น

  • She wished them a Merry Christmas and a Happy New Year.

(เธออวยพรวันคริสมาสต์และปีใหม่ให้พวกเขา)

  • He wishes his parents a long and happy life.

(เขาอวยพรให้พ่อแม่มีชีวิตยืนยาวและมีความสุข)

  • I wish you success.

(ผมขออวยพรให้คุณประสบความสำเร็จ)

 

15. I ______________________________________________ a policeman for fifteen years.

(ผม __________________________________________ ตำรวจมาเป็นเวลา  ๑๕  ปีแล้ว)

(a) have became

(b) became

(c) have been    (ได้เป็น)

(d) am

ตอบ   -   ข้อ   (c)  ใช้   “Present perfect tense”  {Subject + Has (Have) + Verb 3  หรือ  Subject + Has (Have) + Been + Noun  หรือ  Adjective}   เนื่องจากเป็นการกระทำที่เกิดขึ้นในอดีต  และดำเนินมาถึงปัจจุบัน  (คือ  การเป็นตำรวจนาน  ๑๕  ปี)   สำหรับข้อนี้  จะตอบ ข้อ   (a) ก็ได้  แต่ต้องแก้เป็น   “Have become”  ดูเพิ่มเติม  “Tense”  นี้จากประโยคข้างล่าง

                                          ตัวอย่างที่  

  • ___________________________________________ a lot of changes since you left.

(__________________________________ ความเปลี่ยนแปลงมากมาย  ตั้งแต่คุณจากไป)

(a) There will be    (จะมี)

(b) There are    (มี)  (ปัจจุบัน)

(c) There were    (มี)  (อดีต)

(d) There have been    (ได้มี)

(e) There is(มี)    (ปัจจุบัน)

(f) There was(มี)    (อดีต)

ตอบ   -   ข้อ   (d)   ใช้รูป  “Present perfect tense”  {Subject + Has (Have) + Verb 3}  หรือ “There has been, There have been”  (กรณีนี้  ใช้   “There have been”  เพราะ  “Changes”  เป็นรูปพหูพจน์)  เนื่องจากเหตุการณ์ (มีความเปลี่ยนแปลง) เกิดขึ้นต่อเนื่อง   เริ่มจากในอดีต  (ตั้งแต่คุณจากไป)  จนถึงปัจจุบัน (ขณะที่พูดประโยคนี้)  (คือ  ปัจจุบัน  ความเปลี่ยนแปลงก็ยังคงเกิดขึ้นอยู่)

                                         ตัวอย่างที่  

  • As a mass production method, it ________________ great advances in the last few years.

(ในฐานะวิธีการผลิตสินค้าเป็นจำนวนมาก  มัน (วิธีการ) _________ ความก้าวหน้า อย่างยิ่ง  ในช่วง   ๒  ถึง  ๓  ปีที่ผ่านมา)

(a) makes

(b) is making

(c)made

(d) has made    (ได้ทำให้เกิด)

ตอบ   -   ข้อ   (dเนื่องจากข้อความ   “In the last few years”  (ในช่วง  ๒  ถึง  ๓   ปีที่ผ่านมา)   แสดงการเกิดขึ้นของเหตุการณ์  (การผลิตครั้งละมากๆ  ซึ่งก่อให้เกิดความก้าวหน้า) ในอดีต  และต่อเนื่องมาจนถึงปัจจุบัน  (ขณะที่พูด)   จึงใช้  “Present perfect tense”  {Subject + Has (Have) + Verb 3}

                                          ตัวอย่างที่  

  • __________ impressive increases in expenditure on the advertising of tobacco goods in recent years.

(___________ การเพิ่มขึ้นอย่างน่าประทับใจ  ในค่าใช้จ่ายด้านการโฆษณาสินค้ายาสูบ  ในช่วงไม่กี่ปีที่เพิ่งผ่านมานี้)

(a) There are

(b) There were

(c) There have been    (มี, ได้มี)

(d) There has been

ตอบ   -   ข้อ  (c)   ใช้รูป  “Present perfect tense”  {Subject +Has (Have) + Verb 3} (ต้องใช้  “Have been”  เนื่องจาก  “impressive increases”  อยู่ในรูปพหูพจน์)   เนื่องจากบอกการกระทำ  หรือเหตุการณ์  ที่เกิดขึ้นในอดีต  และยังคงดำเนินหรือมีผลต่อมาจนถึงปัจจุบัน  (ขณะที่พูดประโยคนี้)  และคาดว่าเหตุการณ์นั้นยังจะปรากฏในอนาคตอีก  สังเกตจาก   “For”  =  เป็นเวลา  (For + ความยาวของเวลา),  “Since”  =  ตั้งแต่,  (Since + จุดเริ่มต้นของเวลา),  “Up to now” (= Up to the present time = Up until now)  =   จนถึงบัดนี้,  “So far”  =  เท่าที่ผ่านมา, หมู่นี้),  “Lately” (= Recently)  =  หมู่นี้, เร็วๆ นี้,  “Over the past years”  = ในช่วงหลายปีที่ผ่านมา,  “In recent years”  =  ในช่วงไม่กี่ปีที่เพิ่งผ่านมา,  “Since the sun set”  =  ตั้งแต่พระอาทิตย์ตก,  “Since they were in college”  =  ตั้งแต่พวกเขาเรียนมหาวิทยาลัย,  “Since we were young”  =  ตั้งแต่เรายังเป็นเด็ก,  “Since she was born”  =  ตั้งแต่เธอเกิด,  ดังตัวอย่างประโยคข้างล่าง

  • She has lived here for10 years.

(เธออาศัยอยู่ที่นี่มา ๑๐ ปีแล้ว – ปัจจุบันก็ยังอยู่)

  • He has been in Chicago since last week. (= He has gone to Chicago since last week.)

(เขาอยู่ในชิคาโกตั้งแต่สัปดาห์ที่แล้ว – ปัจจุบันก็ยังอยู่)

  • We have lived in Bangkok since we were young.

(เราอาศัยอยู่ในกรุงเทพตั้งแต่เรายังเด็ก – ปัจจุบันก็ยังอยู่)

  • So far, you have not done your best. (= You have not done your best so far.)

(เท่าที่ผ่านๆมา  คุณยังไม่ได้ทำดีที่สุดเลย)

  • I have sent him only one letter up to now.

(ผมส่งจดหมายให้เขาเพียงฉบับเดียว  จนถึงบัดนี้)

  • The climate has changed a great deal over the past years.

(ภูมิอากาศได้เปลี่ยนแปลงอย่างมากมายในช่วงหลายปีที่ผ่านมา  -  จนถึงปัจจุบัน  ขณะที่พูด)

  • Crime has significantly increased in recent years.

(อาชญากรรมได้เพิ่มขึ้นอย่างมากในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา)

  • The gate has been closed since the sun set.

(ประตูได้ถูกปิดตั้งแต่พระอาทิตย์ตก)  (ขณะที่พูดประโยคนี้  ประตูก็ยังปิดอยู่)

  • I have known them since we were in college.

(ผมรู้จักกับพวกเขา  ตั้งแต่เราเรียนมหาวิทยาลัย)  (ปัจจุบันก็ยังรู้จักอยู่)

  • They have lived there since they were born.

(พวกเขาอาศัยอยู่ที่นี่ตั้งแต่เกิด)  (ปัจจุบันก็ยังอยู่)

 

16. I think he will join us, ____________________________________________________?

(ผมคิดว่า  เขาจะมาร่วมกับพวกเรา __________________________________________)

(a) don’t I

(b) doesn’t he

(c) won’t he    (ใช่ไหม)

(d) will he

ตอบ   -   ข้อ   (c)   ตามปกติ  กริยาในส่วน   “Tag”  จะใช้ตามกริยาในประโยคใหญ่  ซึ่งในที่นี้ คือ  “Think”  แต่มีข้อยกเว้นว่า   ถ้าประธานในประโยคใหญ่ขึ้นต้นด้วย  “I think, I believe, I hope, I expect, I feel, I am sure, etc.”  ให้ใช้กริยาในส่วน  “Tag”  ตามกริยาในประโยคย่อย  (ในที่นี้  คือ  “Will join”)  แทน  เพราะต้องเข้าใจว่า   ไม่มีใครย้อนถามตนเองว่า  “ผมคิด, เชื่อ, หวัง, คาดหวัง, รู้สึก, มั่นใจ, ฯลฯ  อย่างนั้น  (ในประโยคข้างบน  คือ เขาจะมาร่วมกับพวกเรา)  ใช่หรือไม่”  ซึ่งรูปแบบนี้  ถือเป็นกรณียกเว้น  จึงต้องจำ

 

17. ______________________________________________________ a childhood disease.

( _______________________________________________________ โรคในวัยเด็ก)

(a) Measle is

(b) Measles are

(c) Measles is    (โรคหัด – อีสุกอีใส – เป็น)

(d) Measle are

ตอบ   -   ข้อ   (c)   “Measles” (โรคหัด)  ต้องเติม  “S”  ข้างท้ายเสมอ  และถือเป็นคำนามเอกพจน์  จึงต้องใช้กับกริยาเอกพจน์ด้วย  (ในที่นี้  คือ  “Is”)  ดูเพิ่มเติมคำนามเอกพจน์ที่ลงท้ายด้วย  “s”  และต้องใช้กับกริยาเอกพจน์  จากประโยคข้างล่าง

                                         ตัวอย่างที่       จงหาข้อที่ผิดหลักไวยากรณ์ จากข้อ (๑) – (๔)

  • Basic knowledge of (2) mathematic and electronics was (3) used to develop the high-speed (d) electronic computer.

(ความรู้พื้นฐานของคณิตศาสตร์และอิเล็กทรอนิกส์  ถูกใช้เพื่อพัฒนาคอมพิวเตอร์อิเล็ก ทรอนิกส์ความเร็วสูง)

ตอบ  -  ข้อ    แก้เป็น  “mathematics”  เนื่องจาก  (คณิตศาสตร์)  ต้องเติม  “S”  เสมอ  แต่ถือเป็นเอกพจน์

                                         ตัวอย่างที่ 

  • Physics __________ taught in most American universities and said to be much more difficult than social science.

(วิชาฟิสิกส์ ___________ สอนในมหาวิทยาลัยอเมริกันส่วนใหญ่  และถูกกล่าวว่ายากกว่าสังคมศาสตร์อย่างมาก)

(a) are

(b) have been

(c) is    (ถูก)

(d) will be

ตอบ   –   ข้อ   (c)   เนื่องจากชื่อวิชา  ที่แม้จะมีรูปพหูพจน์  แต่ต้องใช้กริยาเอกพจน์  เช่น  “Economics (เศรษฐศาสตร์),  Phonetics (วิชาการออกเสียง),  Statics (สถิตศาสตร์),  Dynamics (พลศาสตร์),  Statistics (วิชาสถิติ),  Psychics (จิตศาสตร์),  Aeronautics (วิชาการบิน),  Astrophysics (วิชาว่าด้วยส่วนประกอบของดวงดาว),  Aesthetics (วิชาว่าด้วยหลักความงาม),  Mathematics (คณิตศาสตร์),  Politics (การเมือง),  รวมทั้ง  News (ข่าว),  Mumps (โรคคางทูม),  Measles (โรคหัด),  Means (วิธี),  Ashes (เถ้าถ่านศพ),  Alms (ทาน),  Billiards (กีฬาบิลเลียด),  Cross-roads (จุดที่ถนน สายมาตัดกัน)  เช่น

  • A cross-roads is a place where two roads cross.

( แยก – หรือทางแยก – คือที่ซึ่งถนน สายมาตัดกัน)

  • Politics is the subject he is very interested in.

(การเมืองเป็นหัวเรื่องที่เขาสนใจเป็นอย่างมาก)

  • Mathematics is a required subject.

(คณิตศาสตร์เป็นวิชาที่จำเป็น)

  • Statistics is too difficult for me to understand.

(วิชาสถิติยากเกินไปสำหรับผมที่จะเข้าใจ)

 

18. The criminal _______________________________________________ two weeks later.

(อาชญากร _____________________________________________ สองสัปดาห์ต่อมา)

(a) is hanged

(b) was hung    (ถูกแขวน  -  เช่น  เสื้อผ้า, หมวก)

(c) will be hung    (จะถูกแขวน)

(d) was hanged    (ถูกแขวนคอ)

ตอบ   -   ข้อ   (d)   เนื่องจาก  “Hang,  Hanged,  Hanged  =  “แขวนคอ”  (ในประโยคข้างบน  ต้องใช้รูป  “Passive voice”  เนื่องจากอาชญากร  “ถูกแขวนคอ”)  ส่วน  “Hang,  Hung,  Hung”  =  “แขวน”  เช่น  แขวนเสื้อผ้า, หมวก ฯลฯ

 

19. We were pleased ________________________________ that the work had been started.

(เรายินดี-พอใจ_____________________________________ ว่า  งานได้ถูกเริ่มต้นแล้ว)

(a) we see

(b) seeing

(c) to see    (ที่ได้เห็น-พบ-ทราบ)

(d) when saw

ตอบ   -    ข้อ   (c)   เนื่องจากมาจากโครงสร้าง  “Subject + Is (Am, Are, Was, Were) + Adjective + To + Verb 1 + ส่วนขยายเช่น

  • I am happy to see my old friends.

(ผมดีใจที่ได้พบเพื่อนเก่า)

  •  They were glad to know that we would go to visit them next month.

(พวกเขาดีใจที่รู้ว่า  เราจะไปเยี่ยมพวกเขาเดือนหน้า)

  • She is interested to apply for a job as a model.

(เธอสนใจที่จะสมัครงานเป็นนางแบบ)

  • We are afraid to think that the third word war may take place soon.

(เราหวั่นกลัวที่จะคิดว่า  สงครามโลกครั้งที่    อาจจะเกิดขึ้นเร็วๆนี้)

  • He was excited to meet a famous star he appreciated.

(เขาตื่นเต้นที่ได้พบดารามีชื่อเสียงที่เขาชื่นชอบ)

 

20. You have to pay an ________________________________________ amount of money.

(คุณจำเป็นต้องจ่ายเงินจำนวน ____________________________________________)

(a) extreme large

(b) extreme largeness

(c) extremely large    (มากมายอย่างยิ่ง)

(d) large extremely

ตอบ   -   ข้อ  (c)  เนื่องจากใช้คำคุณศัพท์  (Large)  ขยายหน้าคำนาม  (Amount)  และใช้กริยาวิเศษณ์  (Extremely)  ขยายหน้าคำคุณศัพท์  (Large)

 

เรียน   ท่านผู้ติดตามอ่านเว็บไซต์  “everydayenglish.pwa.co.th”                

 

               ถ้าท่านมีคำแนะนำให้ปรับปรุงเว็บไซต์นี้ประการใด  กรุณาส่ง   e-mail ไปที่  ดร. วัชรินทร์  ภูเขาทอง  อดีต  ผอ. สำนักวิทยาการ  การประปาส่วนภูมิภาค  ผู้จัดทำเว็บไซต์นี้  ตาม   “Address” wpookaotong@yahoo.com   (โปรดระบุหัวเรื่องด้วยว่า  “ปรับปรุงเว็บไซต์)   เพื่อที่ผู้จัดทำฯ จะได้ปรับปรุงเนื้อหาได้ตรงตามความประสงค์ของผู้อ่านเว็บไซต์นี้ต่อไป

 

 

หมวดข้อสอบ STRUCTURE (ตอนที่ 34)

การประปาส่วนภูมิภาค  “มุ่ง-มั่น-เพื่อปวงชน”

Direction:  Choose the most appropriate answer.

(จงเลือกคำตอบที่เหมาะสมที่สุด)

 

1. Of the two rooms offered to us in the hotel, we decided to choose __________ one because it had a balcony.

(จาก  ๒  ห้องที่ได้รับการเสนอให้เรา (เข้าพัก) ในโรงแรม  เราตัดสินใจเลือกห้องที่ _________ เพราะว่ามันมีระเบียง)

(a) the smallest    (เล็กที่สุด)  (ใช้เปรียบเทียบตั้งแต่  ๓  ห้องขึ้นไป)

(b) the small    (เล็ก)

(c) the small enough    (เล็กเพียงพอ)

(d) the smaller    (เล็กกว่า)

ตอบ   -   ข้อ   (d)   เนื่องจากเป็นการเปรียบเทียบ  “ขั้นกว่า”  (Comparative degree)  คือ  จาก  ๒  ห้องที่โรงแรมเสนอให้  เราเลือกห้องที่เล็กกว่า

 

2. As the train journey had taken so long, all the passengers were beginning _________ irritable and bored.

(เพราะว่าการเดินทางโดยรถไฟ (คราวนั้น) กินเวลานานมาก  ผู้โดยสารทั้งหมดกำลังเริ่ม _____ ฉุนเฉียว (โกรธ) และเบื่อหน่าย)

(a) to feeling

(b) to feel    (รู้สึก)

(c) having felt

(d) be feeling

ตอบ   -   ข้อ   (b)   เนื่องจากกริยา  “Begin” อาจตามด้วย  “To + Verb 1” หรือ  “Verb + ing”  ก็ได้  โดยมีความหมายเหมือนกัน  ดูเพิ่มเติมกริยาประเภทนี้จากประ โยคข้างล่าง

                                        ตัวอย่างที่ 

  • Everyone started to ________________________________________________ loudly.

(ทุกคนเริ่มที่จะ _________________________________________________ เสียงดัง)

(a) laugh at

(b) laughing

(c) laugh    (หัวเราะ)

(d) stare    (จ้องมอง)

ตอบ   -   ข้อ    (c)   หรืออาจตอบ  “Started laughing” เนื่องจาก  “Start + To + Verb 1”  หรือ  “Start + Verb + ing” จะมีความหมายเหมือนกันทุกประการ  สำหรับคำกริยาที่สามารถตามด้วย  “To + Verb 1”  หรือ  “Verb + ing”  แล้วมีความหมายเหมือนกัน  ดูจากประโยคข้างล่าง

                                        ตัวอย่างที่ 

  • She began _________________________________________ that she was in danger.

(เธอเริ่ม ___________________________________________ ว่า  เธอตกอยู่ในอันตราย)

(a) to realize    (ตระหนัก)

(b) to realizing

(c) and realized

(d) realized

ตอบ   -   ข้อ  (a)  เนื่องจาก  “Begin + To + Verb 1”  หรือ  “Begin + Verb + ing”  โดยที่ความหมายเหมือนกันทุกอย่าง

                                        ตัวอย่างที่ 

  • I prefer reading to _____________________________________________________.

(ผมชอบการอ่านมากกว่า ________________________________________________)

(a) write

(b) to write

(c) writing    (การเขียน)

(d) to writing

ตอบ   –   ข้อ   (c)   เนื่องจากต้องใช้ให้สมดุลกับ  “Reading”  ทั้งนี้  “Prefer”  สามารถตามด้วย  “Gerund” (Verb + ing)  หรือ  “Infinitive with to” (To + verb 1)  ก็ได้  โดยมีความหมายเหมือนกัน  ดังนั้น ประโยคข้างบนอาจใช้อีกอย่างหนึ่ง คือ

  • I prefer to read to to write.  

(อย่างไรก็ตาม  ไม่นิยมใช้โครงสร้างนี้  เนื่องจากมี  “To” ถึง  ๓  ตัว)

                                     กริยาต่อไปนี้  สามารถตามด้วย  “Infinitive with to” (To + Verb 1)  หรือ  “Gerund” (V. + ing)  แล้วความหมายเหมือนกัน  ได้แก่  “Begin, Start, Continue  (ทำต่อไป), Like,  Dislike  (ไม่ชอบ, เกลียด), Love, Hate  (เกลียด), Propose  (เสนอ), Prefer  (ชอบมากกว่า), Help, Intend  (ตั้งใจ), Hear, Attempt  (พยายาม), Bear  (ทน)”  เช่น

  • They started to play football.

(= They started playing football.)

(เขาเริ่มเล่นฟุตบอล)

  • She likes to dance.

(= She likes dancing.)

(เธอชอบการเต้นรำ)

  • We continued to study for our exam.

(= We continued studying for our exam.)

(เราเรียนต่อไปเพื่อการ (เตรียม) สอบ)

  • She hates to stay in a dirty place.

(= She hates staying in a dirty place.)

(เธอเกลียดการพักในสถานที่สกปรก)

 

3. We ________________ the tickets until we _______________ certain how many people are coming.

(เรา ___________ ตั๋ว  จนกระทั่งเรา ___________ แน่ใจว่ากี่คนกำลังมา)  (คือ  แน่ใจว่ามีกี่คนที่จะเดินทางไปด้วย)

(a) did not reserve _________ were

(b) would not reserve _________ were

(c) do not reserve _________ are

(d) will not reserve _________ are    (จะไม่จอง ............................ มีความ)

ตอบ   -   ข้อ   (d)   เนื่องจากเป็นเหตุการณ์ในอนาคต (เราจะไม่จองตั๋ว)  ผสมกับเหตุการณ์ปัจจุบัน (จนกระทั่งเราแน่ใจ)  โดยดูจาก  “How many people are coming

 

4. It’s rather late today.  Let’s go there ____________________________________________.

(มันค่อนข้างสายแล้ววันนี้  เราไปที่นั่น ___________________________________ กันเถอะ)

(a) some time ago    (บางเวลาในอดีต)

(b) some other times    (รูปนี้ไม่มีใช้)

(c) sometimes    (บางที, บางครั้ง, บางโอกาส)

(d) some other time    (เวลาอื่นในอนาคต)

ตอบ   -   ข้อ  (d)

 

5. My friend is flying, so the gift will have to be something light _____________________ weight.

(เพื่อนของผมจะเดินทางโดยเครื่องบิน  ดังนั้น  ของขวัญ (ที่จะให้เขา) จำเป็นจะต้องเป็นอะไรที่เบา _________ น้ำหนัก)  (................ อะไรที่มีน้ำหนักเบา)

(a) about

(b) in    (ใน)

(c) by

(d) for

ตอบ   -   ข้อ   (b)  “Light in weight”  =  “มีน้ำหนักเบา” 

                             สำหรับวลีที่ใช้กับ  “In”   ได้แก่   “in danger”  (ตกอยู่ในอันตราย), “in use”  (ใช้งาน),  “in his name”  (โดยใช้ชื่อของเขา,  ในนามของเขา  -  เช่น  เช่ารถยนต์  หรือบริจาคเงิน)  -  The car was rented in his name.  (รถถูกเช่าในนามของเขา), “in a hurry’  (เร่งรีบ, รีบร้อน, ใจร้อน)  -  He was in a hurry because he was late.  (เขารีบเร่งเพราะเขาสายแล้ว),  “in a jam”  (อยู่ในฐานะลำบาก),  “in a nutshell”  (กล่าวโดยย่อๆ, กล่าวโดยสรุป),  “in a way”  (บางครั้ง, บ้างเหมือนกัน),  “in any case”  (อย่างไรก็ดี, อย่างไรก็ตาม, ในทุกกรณี),  “in any event”  (อย่างไรก็ตาม, ทุกกรณี),  “in advance”  (ล่วงหน้า),  “in bad shape”  (เสื่อมโทรม, ทรุดโทรม, อยู่ในฐานะลำบาก),  “in charge of”  (รับผิดชอบ, ดูแล, จัดการ),  “in fact”  (แท้ที่จริงแล้ว, อันที่จริงแล้ว),  “in order”  (อย่างมีระเบียบ, เรียบร้อย),  “in time (ทันเวลา, ไม่สาย, พอดี, ตามจังหวะ, พอดีจังหวะ),  “in the bag”  (แน่นอน, แหงแก๋, ของตาย, อยู่ในกำมือแล้ว, สำเร็จเรียบร้อย),  “in the long run (term)”  (ในระยะยาว),  “in the pink”  (สภาพดีเยี่ยม, สมบูรณ์, มีสุขภาพดี),  “in tune with”  (สอดคล้องกับ, ไปกันได้กับ),  “in vain”  (ไม่สำเร็จ, ไร้ประโยชน์, ปราศจากผล), “in writing”  (เป็นลายลักษณ์อักษร, เป็นภาษาเขียน),  “deep in water and mud” (จมลึกอยู่ในน้ำและโคลน)  “arrive in”  (มาถึงในเมือง หรือ ประเทศ)  (แต่ถ้ามาถึง โรงเรียน, ธนาคาร, วัด, บ้าน ฯลฯ ใช้  “arrive at”),  “interested in”  (สนใจใน), “qualified in”  (มีคุณสมบัติในเรื่อง), “weak in”  (อ่อนในเรื่อง), “deficient in  (ขาดหรือบกพร่องในเรื่อง), “proficient in”  (ชำนาญหรือคล่องแคล่วในเรื่อง), “successful in”  (ประสบความสำเร็จในเรื่อง), “disappointed in”  (ผิดหวังในเรื่อง), “in a box”  (ในกล่อง), “in a pocket”  (ในกระเป๋า),  “sit in an armchair”  (นั่งในเก้าอี้ท้าวแขน), “in bed”  (ในเตียงหรือบนเตียง), “in the bath”(ในอ่างน้ำ), “in her hand”  (ในมือของเธอ), “in each other’s arms” (ในอ้อมแขนของกันและกัน),  “in the area”  (ในพื้นที่),  “in the garden”  (ในสวน), “in the air”  (ในอากาศ), “in the middle of the room” (ที่กลางห้อง), “in the direction of”  (ในทิศทางของ),  “in a restaurant”  (ในภัตตาคาร), “in the bathroom”  (ในห้อง น้ำ), “in school”  (ในโรงเรียน), “in hospital” (ในโรงพยาบาล),  “in the kitchen”  (ในครัว),  “in the shop window”  (ในตู้โชว์กระจกของร้าน), “in a mirror”  (ในกระจก), “in a lake”  (ในทะเลสาบ), “in black suit”  (ในชุดดำ), “in the water”  (ในน้ำ), “write in ink”  (เขียนด้วยหมึก), “write in pencil”  (เขียนด้วยดินสอ), “in the first chapter”  (ในบทที่ ๑), “in the film”  (ในภาพยนตร์), “wait in the queue”  (รออยู่ในแถว), “be in a play”  (ร่วมแสดงละคร), “in April”  (ในเดือนเมษายน), “in  2016”  (ในปี ๒๐๑๖), “in the morning (afternoon, evening)”  (ในตอนเช้า-บ่าย-เย็น), “in recent years” (ในช่วงไม่กี่ปีมานี้), “in the winter (summer, spring)”  (ในหน้าหนาว-ร้อน-ใบไม้ผลิ), “in the meantime”  (ในระหว่างนั้น), “in two months”  (ภายใน ๒ เดือน), “in my absence”  (ตอนที่ผมไม่อยู่), “in the aftermath of the accident”  (ภายหลังจากอุบัติเหตุ), “in half an hour” (ภายในครึ่งชั่วโมง), “in two minutes”  (ใน ๒ นาที)“in ancient society” (ในสังคมสมัยโบราณ), “in nature”(ในธรรมชาติ), “in these circumstances” (ในสภาพแวดล้อมเหล่านี้), “in this situation”  (ในสถานการณ์เช่นนี้),  “in a state of near chaos”  (อยู่ในสภาวะใกล้จลาจล), “in a position to help others”  (อยู่ในฐานะที่ช่วยคนอื่นได้), “in the sun”  (ท่ามกลางแสงอาทิตย์), “in the dark”  (ในหรือท่ามกลางความมืด), “in the dim light” (ท่ามกลางแสงสลัวๆ), “in her voice”  (ในน้ำเสียงของเธอ),  “in love”  (ในความรัก-ตกหลุมรัก), “in a state of shock”  (อยู่ในสภาวะช้อค), “in low spirits”  (ในสภาพจิตใจหดหู่หรือตกต่ำ), “in a temper”  (ด้วยความโกรธหรือในอารมณ์โกรธ),  “in favor of free speech”  (เห็นด้วยกับการพูดแบบมีเสรี), “cry out in pain”  (ร้องด้วยความเจ็บปวด), “look up in surprise”  (เงยหน้ามองด้วยความประหลาดใจ), “in an effort to”  (ในความพยายามที่จะ), “in response to”  (เพื่อตอบสนองต่อ), “in answer to”  (เพื่อเป็นการตอบ), “have confidence in”  (มีความเชื่อมั่นใน), “take interest in”  (สนใจใน), “a course in Chinese”  (คอร์สภาษาจีน), “an expert in”  (ผู้เชี่ยวชาญในเรื่อง.....),  “make money in business”  (หาเงินในธุรกิจ),  “make his career in music”  (ประกอบอาชีพทางดนตรี), “in his old age”  (ในวัยชราของเขา), “a woman in her twenties”  (ผู้หญิงในวัย ๒๐ – ๒๙), “in my opinion”  (ในความเห็นของผม), “in her view”  (ในทัศนะของเธอ), “recruit workers in hundreds”  (รับคนงานเป็นร้อยๆคน), “in my experience”  (จากประสบการณ์ของผม),  “in her own eyes”  (ในสายตาของเธอ), “speak in Italian”  (พูดภาษาอิตาเลียน), “speak in a calm voice”  (พูดด้วยน้ำเสียงที่สงบ), “his complaints in writing”  (การร้องเรียนของเขาเป็นลายลักษณ์อักษร), “in financial difficulty”  (ในสภาวะยุ่งยากทางการเงิน), “$100,000 in cash”  (เป็นเงินสด ๑๐๐,๐๐๐ เหรียญ), “dressed in black”  (ใส่ชุดสีดำ), “in real danger”  (ตกอยู่ในอันตรายอย่างแท้จริง), “in the planning stage”  (ในขั้นตอนการวางแผน), “10 meters in length”  (ยาว ๑๐ เมตร), “cut it in two”  (ตัดมันออกเป็น ๒ ส่วน), “shrink in size”  (มีขนาดเล็กลง-หดลง), “join in”  (ร่วมวงด้วย), “a one in five chance of success”  (โอกาสสำเร็จ ๑ ใน ๕), “the pain in my feet”  (การเจ็บที่เท้าของผม), “the hole in his shirt” (รู – รอยขาด – ในเสื้อเชิร์ตของเขา), “was shot in the leg”  (ถูกยิงที่ขา)“in fashion”  (กำลังเป็นที่นิยม)“result in his death”  (ส่งผลให้เขาตาย), “believe in”  (เชื่อมั่น-ศรัทธาใน), “in the first place”  (ในประการแรก)  (กล่าวเมื่อจะบอกเหตุผลหลายๆ ประการ  เกี่ยวกับเรื่องใดเรื่องหนึ่ง  แล้วตามด้วยเหตุผลที่ต้องการจะบอก)   เป็นต้น

 

6. He was dying of lung cancer caused ____________________ years of heavy cigarette smoking.

(เขากำลังจะตายด้วยโรคมะเร็งปอด  ซึ่งถูกทำให้เกิด ____________ การสูบบุหรี่จัดเป็นเวลาหลายปี)

(a) by    (โดย)

(b) with

(c) for

(d) in

(e) of

ตอบ   -   ข้อ  (a)  โดยลดรูปมาจากอนุประโยค  “……….cancer which was caused by years……….

                               สำหรับวลีที่ใช้  “By”  ได้แก่  “By birth”  (โดยกำเนิด)  -  “She is English by birth.”  (เธอเป็นคนอังกฤษโดยกำเนิด),  “By my watch”  (จากนาฬิกาของผม)  -  It is ten o’clock by my watch.”  (มันเป็นเวลา  ๑๐  โมง  จากนาฬิกาของผม),  “He died by his own hands.  (เขาตายด้วยน้ำมือของตนเอง),  “by chance” (โดยบังเอิญ)  -  I met my own friend at the party by chance.  (ผมเจอเพื่อนเก่าที่งานเลี้ยงโดยบังเอิญ), “by mistake”  (โดยการเข้าใจผิด)-  He took my book by mistake.  (เขาเอาหนังสือของผมไปโดยเข้าใจผิด  คือ คิดว่าเป็นของเขา), “by heart”  (โดยการท่องจำ)  -  I learn English vocabularies by heart.  (ผมเรียนรู้คำศัพท์ภาษาอังกฤษโดยการท่องจำ), “by car” (= in a car) (โดยรถยนต์)  -  He came here by car.”  (เขามาที่นี่โดยรถยนต์),    “by bus” (= in a bus) (โดยรถประจำทาง),  “by train” (= in a train) (โดยรถไฟ)  “by plane” (= in a plane)  (โดยเครื่องบิน)  “by air”  (โดยทางอากาศ), “by sea”  (โดยทางทะเล)  “by telephone”  (โดยทางโทรศัพท์) “by telegram” (โดยทางโทรเลข)  “by letter”  (โดยทางจดหมาย)  “by trade”  (โดยทางการค้า)  “by radio” (โดยทางวิทยุ)  “by force” (โดยใช้กำลัง)  “I know him (them) by name” (ผมรู้จักเขาแต่ชื่อ  -  ไม่เคยพบตัว)  “by himself/herself” (โดยตัวเขา/เธอเอง  ตามลำพัง หรือ ไม่มีใครช่วย)  -  He did all the work by himself.  (เขาทำงานทั้งหมดด้วยตนเอง), “by machinery” (โดยเครื่องจักร)  “by hand” (= with his hands) {(ทำ) ด้วยมือ} “The room is 20 feet by 10 feet.” (ห้องยาว ๒๐ ฟุต กว้าง ๑๐ ฟุต)  “Sugar is sold by the pound/kilogram.” (= by weight) {น้ำตาลถูกขายเป็นปอนด์/กิโลกรัม = (ขาย) เป็นน้ำหนัก}  “The road was widened by 5 meters.”  (ถนนถูกขยายออกไปอีก ๕ เมตร)  “remarks by Mr. Schmidt”  (คำพูดโดยมิสเตอร์ชมิดท์) “She was brought up by her aunt.” (เธอได้รับการอบรม-เลี้ยงดูโดยป้าของเธอ)  “new legislation announced by the government” (กฎหมายใหม่ประกาศโดยรัฐบาล)  “I was startled by his anger.”  (ผมสะดุ้งตกใจจากความโกรธของเขา)  “by and large” (= on the whole) (โดยทั่วๆไป, เมื่อพิจารณาทุกด้านแล้ว)  “by mistake”  (โดยการเข้าใจผิด)  “by accident”  (โดยอุบัติเหตุ, โดยมิได้ตั้งใจ)“by degrees” (ทีละน้อย)  “by the way”  (อ้อ, เอ้อ, อนึ่ง – ใช้พูดเกริ่นนำ ก่อนจะเข้าเรื่อง)  “by all means”  (โดยแน่นอน)  “by no means” (ไม่โดยแน่นอน)  “by-pass” (= short cut)  (ทางลัด)“passer-by” (ผู้ที่ผ่านไปมา)  “by-gone”  (สิ่งหรือเรื่องที่ผ่านไปแล้ว)  “by-product” (ผลพลอยได้)  “I will pay by cheque.” (ผมจะจ่ายเป็นเช็ค)  “read a book by candlelight”(อ่านหนังสือโดยใช้แสงเทียน)  “by chance” (โดยบังเอิญ)  “She came in by the back door.”  (เธอเข้ามาทางประตูหลัง)  “I sat by her bed.” (ผมนั่งข้าง – หรือใกล้ – เตียงของเธอ)  “by 1960”  (ราวๆ ปี ๑๙๖๐)  “By the time I went to bed, I was absolutely exhausted.”  (ราวๆเวลาที่ผมเข้านอน  ผมเหน็ดเหนื่อยโดยสิ้นเชิง)  “He is rich by Chinese standards.”  (เขาร่ำรวย  โดยมาตรฐานของชาวจีน)  “She was standing by herself in a corner of the room.(เธอกำลังยืนอยู่ตามลำพัง – คนเดียว – ที่มุมห้องด้านหนึ่ง)  “I think I could manage by myself.”  (ผมคิดว่าผมสามารถทำสำเร็จด้วยตัวของผมเอง – โดยไม่ต้องมีคนคอยช่วยเหลือ)  “Twelve divided by three is four.”  (๑๒ หารด้วย ๓ เหลือ ๔)  “Multiply the amount by three.”  (จงคูณจำนวนนั้นด้วย ๓)“Cars are now made by the million.” (รถยนต์ในปัจจุบันได้รับการผลิตเป็นล้านๆคัน)  “one by one” (ทีละคน)  “year by year”  (แต่ละปี) “She took him by the hand.”  (เธอจับมือเขา)  “Hold it by the handle!” (จงถือมันไว้ที่ด้าม หรือมือจับ)  “Her salary went up by half.” (เงินเดือนของเธอขึ้นไปครึ่งหนึ่ง)  “The economic growth increased by 10 %.” (เศรษฐกิจเติบโต ๑๐ เปอร์เซนต์)  “They are Buddhists by birth, not by practice.”  (พวกเขาเป็นชาวพุทธโดยกำเนิด  มิใช่โดยการปฏิบัติ – ศาสนกิจ)  “By night, a number of animals seek their preys, while by day, they tend to sleep.”  (ระหว่างกลางคืน   สัตว์จำนวนมากเสาะหาเหยื่อ  ในขณะที่ตอนกลางวัน  พวกมันมักจะนอน)  “walk side by side”  (เดินเคียงข้างกัน)  “walk hand in hand”  (เดินจูงมือกัน)  “by-election”  (การเลือกตั้งซ่อม)  “by comparison (= in comparison)”  (โดยการเปรียบเทียบ)  -  He made me look, by comparison (= in comparison), a good, calm, reasonable person.  (เขาทำให้ผมดู (มีท่าทาง ), โดยเปรียบเทียบ, เป็นคนดี  เยือกเย็น  และมีเหตุผล)  (หมายถึง  เมื่อเปรียบเทียบผมกับเขา),  เป็นต้น

 

7. No one knows ___________________________________________________________.

(ไม่มีใครรู้ (ว่า) ______________________________________________________)

(a) when pantomime began just

(b) began pantomime just when

(c) just when pantomime began    (ละครใบ้เริ่มต้นขึ้นเมื่อใด)

(d) pantomime when just began

ตอบ   -   ข้อ   (c)   เนื่องจาก  “When pantomime began” เป็น  “Noun clause” ทำหน้าที่เป็นกรรมของกริยา  “Knows”   ดูเพิ่มเติม  “Noun clause” จากประโยคข้างล่าง

                                         ตัวอย่างที่ 

  • If I had the money, I would pay _______________________________________ I owe.

(ถ้าผมมีเงิน  ผมจะจ่ายเงิน (คืน) _____________________________________ ผมเป็นหนี้)

(a) that

(b) which

(c) what    (ในสิ่ง)

(d) you

ตอบ   -   ข้อ   (c)  “What I owe” เป็น  “Noun clause”  ทำหน้าที่เป็น  “กรรม”  ของกริยา  “Pay”  นำหน้าด้วย  “Question word”  (What)   ดูเพิ่มเติม  “Noun clause” จากประโยคข้างล่าง

                                        ตัวอย่างที่ 

A: I can write and read German.

(ผมสามารถเขียนและอ่านภาษาเยอรมันได้)

B: I would like to ask you _______________________________________ to study German.

(ผมอยากจะถามคุณ (ว่า) __________________________________ ศึกษาภาษาเยอรมัน)

(a) when did you begin

(b) began

(c) when you began    (เมื่อใดคุณเริ่ม)   (= คุณเริ่ม  -  ศึกษาภาษาเยอรมัน  -  เมื่อใด)

(d) when you will begin

ตอบ   -   ข้อ   (c)    เนื่องจากข้อความ   When you began to study German”  เป็น  “Noun clause”   ทำหน้าที่เป็นกรรมตรงของกริยา  “Ask”   (กรรมรอง  คือ  “You”)   โดยต้องเรียงในแบบประโยคบอกเล่า  คือ  “When + Subject + Verb + ส่วนขยาย Verb”  ตัวอย่างอื่นๆของ  “Noun clause”   ได้แก่

                                        ตัวอย่างที่ 

  • My friend would not tell me __________________________________ for his new car.

(เพื่อนของผมจะไม่บอกผม (ว่า) ________________________ สำหรับรถยนต์คันใหม่ของเขา)

(a) how much did he pay

(b) how much he paid    (เขาได้จ่ายเงินไปมากเท่าใด)

(c) how he paid much

(d) how he would pay very much

ตอบ  -  ข้อ   (b)   “how much he paid”  เป็น  “Noun clause”  ทำหน้าที่เป็นกรรมตรงของกริยา  “Tell”  (กรรมรอง  คือ “Me” )

                                         ตัวอย่างที่ 

  • I can’t do exactly ______________________________________________ you want.

(ผมไม่สามารถทำได้ตรงเป๊ะ หรือได้ตรงเผง ____________________________ คุณต้องการ)

(a) like

(b) while

(c) what    (ในสิ่งที่)

(d) that

ตอบ   -   ข้อ   (c)   เนื่องจาก  “What you want”  (ในสิ่งที่คุณต้องการ)  เป็น  “Noun clause”  ทำหน้าที่เป็นกรรมของกริยา  “Do”  สำหรับประโยคข้างบน  อาจใช้   “As you want”  (ดังที่ หรือ ตามที่คุณต้องการ)  ก็ได้

                                         ตัวอย่างที่ 

  • Did you hear __________________________________________ he said to his wife?

(คุณได้ยิน _____________________________________ เขาพูดกับภรรยาของเขาหรือไม่)

(a) that

(b) what    (สิ่งที่, เรื่องที่)

(c) when

(d) (No word is needed.)  (ไม่ต้องการคำมาเติม)

ตอบ   -   ข้อ   (b)   เนื่องจาก  “What he said to his wife”  เป็น  “Noun clause”   ทำหน้าที่เป็น  “กรรม”  ของกริยา  “Hear

                                         ตัวอย่างที่ 

  • She was unable to tell us __________________ house she had gone into by mistake.

(เธอไม่สามารถบอกเรา (ว่า)  บ้านหลังใด ___________________ เธอเข้าไปโดยเข้าใจผิด)

(a) what    (อะไร)
(b) where    (ที่ไหน)

(c) that

(d) which    (ที่, ซึ่ง)

ตอบ   -   ข้อ   (d)   เพราะได้ใจความดีที่สุด  และไม่สามารถใช้ข้อ  (c) ได้  เนื่องจากข้อความ  “Which house she had gone into by mistake”  เป็น  “Noun clause” (ทำหน้าที่เป็น  “กรรมตรง” ของกริยา  “Tell”  โดยมี  “กรรมรอง”  คือ  “Us”)   จึงต้องขึ้นต้นด้วย   “Question word”(What, When, Where, Why, How, Which, etc.)

                                        ตัวอย่างที่ 

  • I don’t think I’ll buy this dress; it is not ___________________________ I really want. 

(ผมไม่คิดว่าผมจะซื้อเสื้อผ้าชุดนี้  มันไม่ใช่ _____________________ ผมต้องการอย่างแท้จริง)

(a) what    (สิ่งที่)

(b) whatever    (อะไรก็ตาม)

(c) that    (ที่, ซึ่ง)

(d) which    (ที่, ซึ่ง)

(e) whom    (ผู้ซึ่ง, ผู้ที่)  (ใช้เป็นกรรม)

ตอบ    -    ข้อ   (a)  เนื่องจาก  “What I really want” เป็น “Noun clause”  ทำหน้าที่เป็น   “Complement”  (สิ่งที่มาช่วยทำให้สมบูรณ์)  ของ “Verb to be” (Is)

                                         ตัวอย่างที่ 

  • Tell me ____________________________________________________________.

(บอกผมซิว่า ________________________________________________________)

(a) what do you want?

(b) you want what

(c) what you want    (คุณต้องการอะไร)

(d) that what you want

ตอบ    –    ข้อ   (c)   เนื่องจาก  “What you want”  เป็น  “Noun clause”  ทำหน้าที่เป็น  “กรรมตรง” ของกริยา  “Tell”  ทั้งนี้   “Noun clause”   มักขึ้นต้น  (นำหน้า)  ด้วย  “Question words” (what, when, where, why, how, how much, how many, how often, who, whom, that, whether, if – หรือไม่)  (โดยไม่ต้องมี  “That”  อยู่ข้างหน้าคำเหล่านี้)  ทั้งนี้ โครงสร้างของ  “Noun clause”  คือ  “Question word + Subject + Verb”  (และต้องเรียงคำแบบประโยคบอกเล่า)   สำหรับ  “Noun clause”  ทำหน้าที่ดังนี้  คือ

                                 ๑. เป็นประธานของ  “Verb” หรือประโยค  เช่น

  • What he wants is a new house.

(สิ่งที่เขาต้องการคือบ้านหลังใหม่)

  • How he did it surprised everyone.

(วิธีการที่เขาทำมัน – หรือ เขาทำมันอย่างไร – ทำให้ทุกคนประหลาดใจ)

  • Where he lives is not known.

(ที่ที่เขาอาศัยอยู่ – หรือ เขาอาศัยอยู่ที่ไหน – ไม่มีใครรู้)

  • Why he killed his wife is a mysterious thing.

(เหตุผลที่ว่าทำไมเขาฆ่าภรรยา  - หรือ ทำไมเขาฆ่าภรรยา – เป็นเรื่องลึกลับ)

  • That he is a smart person is certain.

(ที่ว่าเขาเป็นคนฉลาดเป็นเรื่องแน่นอน)

  • Whether she will come or not is not my business.

(ไม่ว่าเธอจะมาหรือไม่ก็ตาม  ไม่ใช่ธุระของผม)

                                 ๒. เป็นกรรมของ  “Verb”  หรือประโยค  เช่น

  • I don’t know when he left.

(ผมไม่ทราบว่าเขาจากไปเมื่อใด)

  • She asked me where I lived.

(เธอถามผมว่าผมอาศัยอยู่ที่ไหน)

  • They did what they had promised.

(พวกเขาทำในสิ่งที่ได้ให้สัญญาไว้)

  • We believe that he is innocent.

(เราเชื่อว่าเขาบริสุทธิ์)

  • She did not believe what he told her.

(เธอไม่เชื่อในสิ่งที่เขาบอกเธอ)

  • The police investigated how the bank was robbed.

(ตำรวจสืบสวนวิธีการที่ธนาคารถูกปล้น – หรือ ธนาคารถูกปล้นอย่างไร)

  • I don’t know whether (if) she is happy with her new workplace.

(ผมไม่รู้ว่าเธอมีความสุขกับสถานที่ทำงานแห่งใหม่ของเธอหรือไม่)

                                 ๓. เป็นกรรมของ  “Preposition” เช่น

  • She is interested in what he says.

(เธอสนใจในสิ่งที่เขาพูด)

  • They believed in what the minister preached.

(พวกเขาศรัทธาในสิ่งที่บาทหลวงเทศน์)

  • We are surprised at how he could do it.

(เราประหลาดใจว่าเขาสามารถทำมันได้อย่างไร)

  • They were satisfied with what she had provided to them.

(พวกเขาพอใจในสิ่งที่เธอได้จัดหาให้กับพวกเขา)

                                 ๔. เป็น  “Complement” (สิ่งที่มาช่วยเติมให้สมบูรณ์) ของ “Verb to be” เช่น

  • This is what I want.

(นี่คือสิ่งที่ผมต้องการ)

  • That was why he did it.

(นั่นเป็นเหตุผลที่ว่าทำไมเขาจึงทำมัน)

  • Ten o’clock was when we started our trip.

(๑๐ โมงเป็นเวลาที่เราเริ่มการเดินทางของเรา)

                                  ๕. วางไว้ข้างหลังคำคุณศัพท์ (Adjective)  ที่แสดงความรู้สึก (Sure, Confident,  Happy, Sorry, Grateful, Doubtful, Suspicious, Certain, Delighted,  Delightful,  Anxious,  Worried, etc.)  เช่น

  • I am sure that he will arrive here on time.

(ผมมั่นใจว่า  เขาจะมาถึงที่นี่ตรงเวลา)

  • He is sorry that he could not keep his words.

(เขาเสียใจว่า  เขาไม่สามารถรักษาคำพูดได้)

  • They are confident that they will get the job.

(พวกเขามั่นใจว่าพวกเขาจะได้งานทำ)

  • We are anxious that the plane will be delayed for a few hours.

(เราวิตกกังวลว่า  เครื่องบินจะล่าช้าไป ๒ - ๓ ชั่วโมง)

                                 ๖. ใช้แทนคำนาม  (Noun)  ที่มาข้างหน้ามัน  เช่น

  • The fact that he graduated with first-class honor is known to all.

(ข้อเท็จจริงที่ว่าเขาจบการศึกษาด้วยเกียรตินิยมอันดับ  ๑  เป็นที่ทราบกันโดยทุกคน)  (“The fact”  คือ “that he graduated with first-class honor”  ดังนั้น“that he graduated with first-class honor”  จึงเป็น  “Noun clause”) อย่างไรก็ตาม  ในประโยค  “The fact that (which) he told me is known to all.” (ข้อเท็จจริงซึ่งเขาบอกผมเป็นที่ทราบกันโดยทุกคน)  The fact”  ไม่ใช่ “that (หรือ which) he told me” แต่เป็นสิ่งอื่นต่างหาก  ดังนั้น  “that (which) he told me”   จึงเป็น  “Adjective clause” มาขยาย  “the fact

  • The belief that all men are born equal is not held by everyone.

(ความเชื่อที่ว่ามนุษย์ทุกคนเกิดมาเท่าเทียมกัน   มิได้ยึดถือ (ยอมรับ) กันโดยทุกคน)   (ข้อความที่ขีดเส้นใต้เป็น “Noun clause”  เนื่องจาก  “The belief” คือ  “that all men are born equal”  ซึ่งเป็นสิ่งเดียวกัน)

  • The notion that wealthy men are always happy is rejected by many people. 

(ความคิดที่ว่าคนที่ร่ำรวยมีความสุขเสมอ  ถูกปฏิเสธโดยคนจำนวนมาก)  (ข้อความที่ขีดเส้นใต้เป็น “Noun clause”  เนื่องจาก  “The notion”  คือสิ่งเดียวกับ   “that wealthy men are always happy”)

หมายเหตุ   –   จากตัวอย่างข้างบน  ถ้าเป็น  “Noun clause” จะใช้  “that”  (ที่ว่า) นำหน้าเพียงอย่างเดียวเท่านั้น  (ไม่ใช้ “which”)  และ  “that”  จะไม่ทำหน้าที่ประธาน หรือกรรม  แต่ถ้าเป็น   “Adjective clause”  จะใช้   “that”  หรือ “which”  ก็ได้  (และแปลว่า  “ที่”  หรือ  “ซึ่ง”)  และมันจะทำหน้าที่ประธาน หรือกรรมของอนุประโยค  (Adjective clause)  อย่างใดอย่างหนึ่ง  เช่น

  • The book which (that) is on the table is mine.

(หนังสือซึ่งอยู่บนโต๊ะเป็นของผม)  (ข้อความที่ขีดเส้นใต้เป็น   “Adjective clause”  ขยาย “The book” โดย “which (that)”  ทำหน้าที่เป็นประธานของ  Clause

  • The book which (that) you gave me is very interesting.

(หนังสือซึ่งคุณให้ผมน่าสนใจอย่างมาก)  (ข้อความที่ขีดเส้นใต้เป็น  “Adjective clause”  ขยาย   “The book”   โดย  “which (that)” ทำหน้าที่เป็นกรรมตรงของ “Clause”  ส่วน  “me” เป็นกรรมรอง)

 

8. _____________ in the southern and Midwestern United States, ragtime music reached its classic form in the 1890’s.

(___________ ในภาคใต้และตะวันตกกลางของสหรัฐฯ,  ดนตรีจังหวะระบำของคนผิวดำ (นิโกร) ขึ้นสู่รูปแบบคลาสสิกของมันในช่วงทศวรรษ  ๑๘๙๐)

(a) To originate

(b) To have originated

(c) It originated

(d) Originating    (กำเนิดจาก, เริ่มจาก)

ตอบ   -   ข้อ   (d) เนื่องจากประธานของประโยค  คือ  “Ragtime music” ซึ่งเป็นผู้ทำกริยา  “Originate”   จึงต้องใช้ในรูป  “Originating”  (Present participle) ดูเพิ่มเติมโครงสร้างแบบนี้จากประโยคตัวอย่างข้างล่าง

                                         ตัวอย่างที่ 

  • Returning to my apartment, _____________________________________________.

(กลับไปยังอพาร์ตเมนต์ของผม ____________________________________________)

(a) my watch was missing

(b) I found my watch disappeared

(c) I found my watch missing    (ผมพบว่านาฬิกาของผมหายไป)

(d) the watch was missed

ตอบ   -   ข้อ   (c)   เนื่องจากประโยคนี้ขึ้นต้นด้วยวลีซึ่งนำหน้าด้วย  “Present participle”  (Returning) ดังนั้น  ประธานของประโยค  ซึ่งอยู่หลังเครื่องหมายคอมม่า  จะต้องสามารถทำกริยา  “Return” ได้  ซึ่งมีสอง  “Choice” คือ  (b)  และ  (c)   ทั้งนี้  ถ้าจะตอบ  ข้อ  (b) ต้องแก้เป็น  “I found my watch disappear (หรือ  disappearing)”  (ผมพบว่านาฬิกาของผมหายไปดูเพิ่มเติมโครงสร้างแบบนี้จากประโยคข้างล่าง

                                         ตัวอย่างที่ 

  • ________________________ a man of action, he found it difficult to sit still for long periods.

(_____________ คนที่ไม่อยู่นิ่ง (มีงานยุ่งเสมอ)  เขาพบว่ามันยากที่จะนั่งอยู่นิ่งๆ เป็นเวลานาน)  (คือ  ต้องหาอะไรทำอยู่เสมอ)

(a) Been

(b) Be

(c) Being    (เป็น)

(d) He is

ตอบ   -   ข้อ   (c)   เนื่องจากประธานของประโยค  คือ  “He”  กริยาซึ่งนำหน้าวลี  ที่อยู่ตอนหน้าสุดของประโยค  จึงต้องอยู่ในรูป  “Present participle”  (Verb + ing)  (คือ  “Being”)  ดูคำอธิบายเพิ่มเติมจากประโยคข้างล่าง

                                         ตัวอย่างที่ 

  • Searching in the library, I came _______________________ an old forgotten manuscript.

(ค้นคว้าในห้องสมุด  ผม ______________________________ ต้นฉบับเก่าแก่ที่ถูกลืมไปแล้ว)

(a) off

(b) without

(c) over

(d) across    (Come across = พบหรือเจอโดยบังเอิญ)

ตอบ   -   ข้อ   (d)  และดูโครงสร้างกริยา   “Verb + ing”  (Present participle) ขึ้นต้นวลีและอยู่หน้าประโยค  โดยขยายประธานฯ ที่อยู่ในประโยค  (หลังเครื่องหมายคอมม่า)  เพื่อบอกว่า  ประธานฯเป็นผู้ทำกริยานั้นๆ  คือ  แสดงการเป็นผู้กระทำ  (Active voice)  จากประโยคข้างล่าง

                                           ตัวอย่างที่ 

  • While traveling through the Rocky Mountains, ________________________________.

(ในขณะเดินทางผ่านเทือกเขาร็อกกี้  _________________________________________)

(a) the breath-taking scenes attracted the travelers    (ทัศนียภาพที่น่ากลัวมาก  ทำให้นักเดินทางหลงเสน่ห์)

(b) the scenes attracted the travelers deeply    (ทัศนียภาพทำให้นักเดินทางหลงเสน่ห์อย่างลึกล้ำ)

(c) the travelers attracted the scenes    (นักเดินทางทำให้ทัศนียภาพหลงเสน่ห์)

(d) the travelers were awed by the breath-taking scenes    (นักเดินทางรู้สึกกลัว-เกรงขาม-หวาดเสียว  จากภาพภูมิประเทศ (ทัศนียภาพ)  ที่น่ากลัวมาก-น่าตื่นเต้นยินดีมาก)

ตอบ   -   ข้อ   (d)   การใช้วลี   “While traveling”  หรือ  “Traveling” (Present participle) ขึ้นต้นประโยค  โดยมีประธานฯ อยู่ข้างในประโยค (หลังเครื่องหมายคอม ม่า)   เพื่อต้องการแสดงว่า  ประธานฯ เป็นผู้ทำกริยาที่อยู่ข้างหน้าประโยคนั้น  ซึ่งในประ โยคข้างบน  คือ  “Traveling” (เดินทาง)  ซึ่งประธานฯ จะต้องเป็นสิ่งมีชีวิต  (คนหรือสัตว์)  เท่านั้น  จึงจะทำกริยานี้ได้  ดังนั้น  จึงต้องตัด ข้อ  (a) และ (b) ทิ้งไป  เนื่องจากมีประธานฯ  คือ  “Scenes” (ทัศนียภาพ) ซึ่งไม่สามารถทำกริยา  “เดินทาง”  ได้  สำหรับข้อ   (c)   ผิดความหมาย   เพราะกล่าวว่า  “นักเดินทางทำให้ทัศนียภาพหลงเสน่ห์”   ซึ่งความจริงกลับกัน  คือ  “นักเดินทางหลงเสน่ห์ในทัศนียภาพ”  (The travelers were attracted by the scenes)

                                         ตัวอย่างที่ 

  • __________ how the engine worked, Peter began to study books that told about the techniques used.

(____________ ว่าเครื่องจักรทำงานอย่างไร  ปีเตอร์เริ่มศึกษาหนังสือ  ซึ่งบอกเกี่ยวกับเทคนิคต่างๆ ที่ถูกใช้  –  ในเครื่องจักร)

(a) Wonder

(b) Wondered

(c) To wonder

(d) Wondering    (รู้สึกประหลาดใจ-สงสัย) 

ตอบ   -   ข้อ   (d)  เนื่องจากประธานของประโยค  (Peter)  เป็นผู้ทำกริยา  “รู้สึกประหลาดใจ-สงสัย”  คำกริยาที่นำหน้าวลี  ขยายความ  “ปีเตอร์”  จึงต้องอยู่ในรูป  “Verb + ing” (Present participle)  แสดง  “Active voice”  ว่าปีเตอร์เป็นผู้ทำกริยา

                                 ทั้งนี้  เมื่อประธานซึ่งอยู่ข้างในประโยค   (หลังคอมม่า)  เป็นผู้กระทำกริยา (Active voice)  จะต้องนำหน้าประโยคด้วย “Verb + ing” (Present participle)  ดังตัวอย่าง เช่น

  • Walking along the road, he met his old friend.

(เดินไปตามถนน  เขาพบเพื่อนเก่าของเขา)  (เขาเป็นผู้ทำกริยา  “เดิน”)

  • Seeing her teacher, Jane went to greet him.

(เห็นครูของเธอ  เจนเข้าไปทักทายเขา)  (เจนเป็นผู้ทำกริยา  “เห็น”)

  • Looking out of the window, we could see beautiful scenery.

(มองออกไปนอกหน้าต่าง  เราสามารถเห็นทัศนียภาพที่สวยงาม) (เราเป็นผู้ทำกริยา  “มอง”)

  • Hoping to be there in time, Kim started early in the morning.

(หวังว่าจะไปที่นั่นให้ทันเวลา  คิมเริ่มออกเดินทางแต่เช้าตรู่)  (คิมเป็นผู้ทำกริยา  “หวัง”)

                                  สำหรับ “Present participle” (Verb + ing)  ถือเป็นคำคุณศัพท์ประเภทหนึ่ง  จึงสามารถใช้ขยายคำนามได้เหมือนกับคำคุณศัพท์ทั่วๆไป  (โดยอาจอยู่หน้าหรือหลังคำนามที่มันขยาย)  เพื่อที่จะบอกว่า  คำนามนั้นเป็นผู้ทำกริยานั้นๆ   (แสดง “Active voice”)  เช่น

  • Working men are constructing a bridge.

(คนทำงานกำลังก่อสร้างสะพาน)

  • Drinking horses were seen near the bank of the river.

(ม้าที่ดื่มน้ำถูกมองเห็นใกล้ตลิ่งของแม่น้ำ)

  • The mother took good care of her sleeping baby.

(แม่ดูแลทารกที่นอนหลับเป็นอย่างดี)

  • The audience appreciated the good works of the producing team.

(ผู้ชมยกย่อง-ชื่นชมผลงานที่ดีของทีมผู้สร้าง – ภาพยนตร์)

  • The people working in the office are my colleagues.

(= The people who work (หรือ are working) in the office are my colleagues.)

(ผู้คนที่ทำงานในสำนักงาน  คือเพื่อนร่วมงานของผม)

  • The woman walking across the street is my sister.

(= The woman who walks (หรือ is walking) across the street is my sister.)

(ผู้หญิงที่เดินข้ามถนนเป็นน้องสาวของผม)

  • The man living next door is a bank manager.

(= The man who lives (หรือ is living) next door is a bank manager.)

(ชายที่อาศัยอยู่บ้านหลังถัดไปเป็นผู้จัดการธนาคาร)

  • The children playing in the field are my neighbors’ kids.

(= The children who play (หรือ are playing) in the field are my neighbors’ kids.)

(เด็กๆ ที่เล่นอยู่ในสนามเป็นลูกของเพื่อนบ้านของผม)

                                  สำหรับในกรณีที่ประธานที่อยู่ข้างในประโยค  เป็นผู้ถูกกระทำ (Passive Voice)  กริยาที่นำหน้าวลี  และอยู่หน้าประโยค  (ทำหน้าที่ขยายประธาน)  จะต้องอยู่ในรูป กริยาช่องที่ ๓   (Past Participle)  ดังประโยคตัวอย่างข้างล่าง

                                        ตัวอย่างที่ 

  • _______________________________________________ by the tiger, he ran away.

(__________________________________________________ โดยเสือ   เขาวิ่งหนีไป)

(a) Seeing    (เห็น)

(b) To see

(c) Seen    (ถูกเห็น)

(d) Having seen

ตอบ   -    ข้อ   (c)   เนื่องจากประธานของประโยค   (He) เป็นผู้ถูกเห็นโดยเสือ  กริยาข้างหน้าประโยคจึงต้องเป็นกริยาช่อง    (Past participle)  เพื่อแสดงการถูกกระทำ (Passive voice)

                                         ตัวอย่างที่ 

  • ___________________ in wine, snails are a great luxury in various parts of the world. 

(___________________ ในไวน์  หอยทากเป็นอาหารราคาแพงอย่างมากในหลายๆส่วนของโลก)

(a) To cook

(b) Cooking    (ปรุง)

(c) Cooked    (ถูกปรุง)

(d) Cook

ตอบ   -    ข้อ   (c)   เนื่องจากประธานของประโยค คือ  “snails”  ซึ่งถูกปรุงในไวน์ (Cooked)  หรือเป็นผู้   “ถูกกระทำ”  จึงต้องอยู่ในรูปกริยาช่องที่    (แสดง “Passive voice)

 

9. A gnat (แนท) lays its eggs on water, ___________ they float from one to several days before they hatch.

(ริ้น-ไร วางไข่บนผิวน้ำ _____________ พวกมันล่องลอยเป็นเวลาวันหนึ่งถึงหลายวัน  ก่อนฟักเป็นตัว)

(a) how

(b) why

(c) where    (ที่ซึ่ง)

(d) what

ตอบ   -   ข้อ   (c)  เนื่องจากขยายสถานที่  “บนผิวน้ำ”  (On water)

 

10. __________ our headmaster was pleased with the conditions or not couldn’t be understood from his face.

(_______________ ครูใหญ่ของเราพอใจกับสภาพต่างๆ _____________ ไม่สามารถเข้าใจได้จากใบหน้าของเขา)

(a) How

(b) What

(c) Whether    (ไม่ว่า ..........(ครูใหญ่ของ..........สภาพต่างๆ)........... หรือไม่ก็ตาม)

(d) That

ตอบ   -   ข้ อ    (c)   เนื่องจากเป็นการใช้  “คำคู่”  (Whether…………..or not)  (ไม่ว่า....................หรือไม่ก็ตาม)  โดยประโยคข้างบน  หมายความว่า  “เมื่อดูจากใบหน้าของครูใหญ่แล้ว  ไม่สามารถบอกได้ว่าเขาพอใจกับสภาพต่างๆ หรือไม่”  ดู เพิ่มเติมการใช้คำคู่จากตัวอย่างข้างล่าง

                                         ตัวอย่างที่ 

  • Please tell me the difference _____________________________ a habit and a custom.

(โปรดบอกผมความแตกต่าง _________ นิสัย  (หรือธรรมเนียมปฏิบัติ) และขนบธรรมเนียมประเพณี)

(a) of

(b) from

(c) between    (ระหว่าง)

(d) in

ตอบ    –    ข้อ    (c)   เนื่องจากเป็นการใช้   “คำคู่”  “Between” และ “And

                                         ตัวอย่างที่ 

  • Both breakfast ______________________ lunch are served in the company cafeteria.

(ทั้งอาหารเช้า __________________ อาหารกลางวันได้รับการเสิร์ฟในโรงอาหารของบริษัท)

(a) but    (แต่)

(b) or    (หรือ)

(c) either    (อย่างใดอย่างหนึ่ง)

(d) and    (และ)

ตอบ   -   ข้อ   (d)   เนื่องจากเป็นการใช้คำคู่   เช่น  “both……and…..” (ทั้ง.......และ.....)  “either……or…..” (....... หรือ....... คนใดคนหนึ่ง)  “neither……nor…..” (ไม่ทั้ง.......และ..........)  “not only…… but also……”  (ไม่เพียงแต่......... แต่...........ด้วย)   เช่น

  • Either John or his sister will come to my party.

(จอห์นหรือน้องสาวของเขา  คนใดคนหนึ่ง – ระหว่างเขากับน้องสาว –จะมางานเลี้ยงของผม)

  • Neither you nor I can achieve the goals.

(ไม่ทั้งคุณและผมสามารถบรรลุจุดหมาย  –  คือทั้งคุณและผมไม่สามารถบรรลุจุดหมาย)

  • Not only Peter but also Frank passes the test.

(ไม่เพียงแต่ปีเตอร์  แต่ยังแฟร้งค์อีกด้วย  ที่ผ่านการสอบ  –  คือสอบผ่านทั้ง ๒ คน)

  • Both Mary and her sister have divorced their husbands.

(ทั้งแมรี่และพี่สาวของเธอได้หย่าร้างกับสามี)

 

11. They went home and watched television.  _________________________ they went to bed.

(พวกเขากลับบ้านและดูทีวี __________________________________ พวกเขาก็เข้านอน)

(a) In addition    (นอกเหนือจากนั้น)

(b) However    (อย่างไรก็ตาม)

(c) Later    (ต่อมา)

(d) As a result    (ผลที่ตามมา คือ)

ตอบ    –    ข้อ   (c)   เนื่องจากเป็นการเรียงเหตุการณ์ตามลำดับเวลา  (กลับบ้าน-ดูทีวี-เข้านอน)

 

12. _____________________________________________________, but also German.

(_________________________________________ แต่ (ยังเรียน) ภาษาเยอรมันด้วย)

(a) Not only Jim learns English

(b) Jim not only learns English

(c) Jim learns not only English     (จิมเรียนรู้ไม่เฉพาะแต่ภาษาอังกฤษ)

(d) Jim doesn’t learn only English

ตอบ    –    ข้อ   (c)   เป็นการใช้   “คำคู่”   สังเกตจาก  “But also”  อยู่หน้า  "German”,  “Not only”  ก็ต้องอยู่หน้า “English” เพื่อให้สมดุลกัน  (ดูเพิ่มเติมการใช้คำคู่ในข้อ ๑๐ ของข้อสอบชุดนี้)  อย่างไรก็ตาม  เมื่อนำ “Not only”  ขึ้นมาไว้หน้าประโยค  จะต้องใช้โครงสร้าง  คือ {Not only + Verb (พิเศษ)  + Subject + Verb (แท้) + But + Subject + Also + Verb (แท้)}  {Not only does Jim learn English, but (he) also (learns) German.}   เพื่อต้องการจะเน้นย้ำว่า  “ไม่เพียงแต่จะทำอย่างนี้ (หรือเป็นแบบนี้)  แต่ยังทำอย่างนั้น (หรือเป็นแบบนั้น) ด้วย)”  ดูเพิ่มเติมการใช้โครงสร้างแบบนี้จากประโยคข้างล่าง

                                         ตัวอย่างที่ 

  • My mother doesn’t drink coffee.  ___________________________ does she drink tea.

(แม่ของผมไม่ดื่มกาแฟ  และเธอก็ ______________________________ ดื่มชาด้วยเช่นกัน) 

(a) Not

(b) So

(c) Whether

(d) Neither    (ไม่ ………………. เช่นกัน)

ตอบ   -   ข้อ   (d)  เป็นไปตามโครงสร้าง  “Neither (Nor) + Verb (พิเศษ) + Subject + Verb (แท้) ดูคำอธิบายเพิ่มเติมจากข้างล่าง

                                        ตัวอย่างที่ 

  • Traveling by air is not cheap.  Neither ______________________________________.

(การเดินทางโดยทางอากาศมิได้ราคาถูก  _____________________________________

(a) it is enjoyable

(b) enjoyable it is

(c) is it enjoyable   (มันมิได้สนุกสนานเช่นเดียวกัน)

(d) enjoyable is it

ตอบ   -   ข้อ  (c)  “Neither + Verb to be + Subject + Adjective”  หรือ “Neither + Verb (พิเศษ) + Subject + Verb (แท้)

                                         ตัวอย่างที่ 

  • Never before in my life ________________________ with such a wonderful welcome.  

(ไม่เคยมาก่อนเลยในชีวิตของผมที่ _____________________ กับการต้อนรับที่วิ เศษเช่นนั้น)

(a) I have met

(b) I meet

(c) have I met    (ผมได้พบ)

(d) I met

ตอบ   -   ข้อ   (c)

                                         ตัวอย่างที่ 

  • Not only ________________________________________, but he also took his wife.

(ไม่เพียงแต่  _____________________ เท่านั้น  แต่เขายังพาภรรยาไปด้วย)  (= เขาไม่เพียงแต่ไปเท่านั้น  แต่เขายัง......................................)

(a) he went

(b) did he go    (เขาไป)

(c) had he gone

(d) went he

ตอบ   -   ข้อ   (b)   เนื่องจากเป็นไปตามโครงสร้าง  “Not only + Verb (พิเศษ) + Subject + Verb (แท้)”  เช่น “Not only did she go…..”  “Not only have they seen………”  “Not only will we play……….”  สำหรับ  “Not only” (ไม่เพียงแต่ ................... เท่านั้น)   และกลุ่มคำที่ทำหน้าที่เป็นกริยาวิเศษณ์  ที่โดยปกติวางไว้ข้างในประโยค   อาจจะเอามาวางไว้หน้าประโยค  เพื่อแสดงการเน้นคำนั้นๆ   คำเหล่านี้ส่วนใหญ่มีความหมายปฏิเสธ  เช่น “Never (ไม่เคยเลย), Hardly  (แทบจะไม่, ไม่ใคร่จะ), Seldom  (แทบจะไม่,  ไม่ใคร่จะ),  Never before  (ไม่เคยมาก่อนเลย), Never in my life   (ไม่เคยเลยในชีวิต),  No sooner,  In vain   (ล้มเหลว, ไม่สำเร็จ),  Not often, Not only  (ไม่เพียงแต่),  Not even once  (ไม่แม้แต่ครั้งเดียว),  Not until   (ไม่จนกระทั่ง)  อย่างไรก็ตาม  จะต้องเรียงรูปประโยคใหม่  ดังนี้ คือ   {Not only (neither, never, no sooner (ในทันทีที่), hardly, never in my life, not until, etc.) + helping verb  (has, have, had, is, are, was, were, will, would, shall, should, can, could, may, might must, etc.) + subject + verb (แท้)เช่น

  • Never before has she seen such a beautiful place.

(ไม่เคยมาก่อนเลยที่เธอได้เคยเห็นสถานที่ที่สวยงามเช่นนั้น – เน้นตรงคำว่า  “ไม่เคยมาก่อนเลย”)

(= She has never before seen such a beautiful place.)

(= She has never seen such a beautiful place before.)

  • No sooner had he left than she arrived.

(ในทันทีที่เขาจากไป  เธอก็มาถึง  –  เน้นตรงคำว่า  “ในทันทีที่”)

(= He had no sooner left than she arrived.)

  • Hardly have I met my old college friends.

(ผมแทบจะไม่ได้เจอเพื่อนเก่าตอนเรียนมหาวิทยาลัยเลย  –  เน้นตรงคำว่า  “แทบจะไม่”)

(= I have hardly met my old college friends.)

  • Never before (Never) + have + I + seen + such a beautiful place.

(ไม่เคยมาก่อนเลย  ที่ผมได้เห็นสถานที่สวยงามเช่นนั้น)

  • Hardly (Seldom) + has + she + met + her old college friends.

  • Never + กริยาพิเศษ  + subject  + กริยาแท้  +ส่วนขยาย

  • Never has he seen his father since he divorced his mother.

(เขาไม่เคยได้พบพ่อเลย  ตั้งแต่ที่พ่อหย่าร้างกับแม่)

 

13. _____________________________________________ the second time, the snake died.

(___________________________________________________ เป็นครั้งที่ ๒,  งูตาย)

(a) Beat

(b) Beating    (ตี)

(c) Beaten    (ถูกตี)

(d) To beat

ตอบ    –    ข้อ   (c)   เนื่องจากประธานของประโยค (the snake)  เป็นผู้ถูกกระทำ  (ถูกตี)   จึงต้องใช้กริยาช่องที่  ๓  (Past participle)  ขึ้นต้นประโยค   ดูเพิ่มเติมการใช้ “Verb + ing” และ “Verb 3”  ขึ้นต้นประโยค  โดยขยายประธานที่อยู่ข้างในประโยค  (หลังเครื่องหมาย คอมม่า)   เพื่อแสดง “Active voice” และ “Passive voice” (ตามลำดับ)  จากประ โยคข้างล่าง

                                          ตัวอย่างที่     (จงหาข้อที่ผิดหลักไวยากรณ์ จาก ข้อ  ๑ – ๔)          

(1) Loving throughout the Western world, ballet is a (2) theatrical art that tells a story (3) through dance (4) accompanied by music.

(ได้รับความรักไปทั่วโลกตะวันตก  ระบำบัลเลต์เป็นศิลปะเกี่ยวกับละคร  ซึ่งเล่าเรื่องราวโดยผ่านทางการเต้นรำ  ที่ประกอบด้วยดนตรี)

ตอบ    –    ข้อ  (1)  แก้เป็น “Loved”   เนื่องจากประธานของประโยค  คือ  “Ballet”  เป็นสิ่งที่  “ถูกรัก” (ถูกกระทำ)  กริยา  “Loved”  จึงต้องอยู่ในรูปกริยาช่องที่ ๓  (Past participle)  สำหรับวลี   “Loved throughout the Western world”  เป็นข้อความที่ขยายประธาน  ทำหน้าที่เป็น “Adjective phrase”  ตัวอย่างอื่นๆในแบบนี้ (Passive voice) ได้แก่

  • Punished by his teacher, Jack tried hard to improve himself.

(ถูกลงโทษโดยครูของเขา  แจ๊คพยายามอย่างหนักที่จะปรับปรุงตัวเอง) (แจ๊คถูกลงโทษ)

  • Bitten by a snake, the dog died.

(ถูกกัดโดยงู  สุนัขตาย) (สุนัขถูกกัด)

  • Killed in the battlefield in the war, he was praised by fellow soldiers.

(ถูกฆ่าตายในสนามรบในสงคราม  เขาได้รับการสรรเสริญโดยเพื่อนทหาร) (เขาถูกฆ่าตาย)

  • Asked by her parents, she came home from abroad to help in the family business.

(ถูกขอร้องโดยพ่อแม่ของเธอ  เธอกลับมาบ้านจากต่างประเทศ  เพื่อช่วยเหลือในธุรกิจของครอบครัว) (เธอถูกขอร้อง)

                                อย่างไรก็ตาม  ถ้าประธานของประโยค  เป็นผู้ทำกริยาในวลี  กริยานั้นจะต้องเป็น “Present participle” (Verb + ing)   เช่น

  • Walking along the road, he met his old friend.

(เดินไปตามถนน  เขาพบเพื่อนเก่าของเขา) (เขาเป็นผู้ทำกริยา “เดิน”)

  • Seeing her teacher, Jane went to greet him.

(เห็นครูของเธอ  เจนเข้าไปทักทายเขา) (เจนเป็นผู้ทำกริยา “เห็น”)

  • Looking out of the window, we could see beautiful scenery.

(มองออกไปนอกหน้าต่าง  เราสามารถเห็นทัศนียภาพที่สวยงาม) (เราเป็นผู้ทำกริยา  “มอง”)

  • Hoping to be there in time, Kim started early in the morning.

(หวังว่าจะไปที่นั่นให้ทันเวลา  คิมเริ่มออกเดินทางแต่เช้าตรู่) (คิมเป็นผู้ทำกริยา “หวัง”)

หมายเหตุ  -  ดูเพิ่มเติมการใช้  “Past participle”  (Verb 3)  และ  “Present participle” (Verb + ing)  ในข้อ  ๘  ของข้อสอบชุดนี้

 

14. After driving for two hours along the unfamiliar road, we suddenly realized that we _________ a wrong turning.

(หลังจากขับรถเป็นเวลา    ชั่วโมง  ไปตามถนนที่ไม่คุ้นเคย  เราได้ตระหนักในทันทีทัน ใดว่า  เรา __________ ผิด)

(a) used to take    (เคยเลี้ยวรถ)

(b) should have taken    (ควรจะได้เลี้ยวรถ)

(c) could be taking    (สามารถกำลังเลี้ยวรถ)

(d) must have taken    (จะต้องได้เลี้ยวรถ)

ตอบ   -   ข้อ   (d)   “Must + Have + Verb 3” หมายถึง   “จะต้องได้ทำกริยานั้นๆไปแล้ว”  (ในอดีต)  คือ  ผู้พูดมีความมั่นใจว่า  ประธานประโยคจะต้องได้ทำสิ่งนั้นลงไปแล้วในอดีต  โดยอนุมานจากเหตุการณ์แวดล้อม  ดูเพิ่มเติมโครงสร้างนี้จากประโยคข้าง ล่าง

                                         ตัวอย่างที่  ๑

  • What terrible coffee!  She _________________________________ it with cold water.

(กาแฟน่ากลัว  (ห่วยแตก) อะไรเช่นนี้  เธอ _____________________ มัน (กาแฟ) ด้วยน้ำเย็น)

(a) had to make   (จำเป็นต้องชง)  (เป็น “Past simple tense”)

(b) must make    (จะต้องชง)

(c) had had to make    (จำเป็นต้องชง)  (เป็น “Past perfect tense”)

(d) must have made    (จะต้องได้ชง)

ตอบ   -   ข้อ   (d)   เนื่องจาก  “Must + Verb 1” =  “จะต้องทำในปัจจุบันหรืออนาคต”  ส่วน  “Must + Have + Verb 3”  =  “จะต้องได้ทำลงไปแล้วในอดีต”  สำหรับประโยคข้างบน   เหตุการณ์ได้เกิดผ่านไปแล้ว   โดยสังเกตจากข้อความที่ผู้พูดบอกว่า  “กาแฟเฮงซวยฯ”  ดังนั้น  “คนชงฯ คงจะต้องใส่น้ำเย็นลงไปแล้ว”  เป็นการคาดการณ์หรือเดา   ดังประโยคตัวอย่างข้างล่าง

  • He must work harder to pass the exam.

(เขาต้องขยันเรียนมากขึ้นเพื่อที่จะสอบผ่าน)  (เป็นเรื่องของปัจจุบัน หรืออนาคต  คือต้องขยันในตอนนี้ หรือในอนาคต)

  • He looks very excited.  He must have passed the exam.

(เขามีท่าทางตื่นเต้นมาก  เขาคงจะได้สอบผ่านแล้ว (เป็นอดีต)  (คือ เพิ่งมีการประกาศผลสอบ  และเห็นเขามีท่าทางตื่นเต้น  เดาว่าเขาคงจะสอบผ่านแล้ว)

  • She has bought a new house.  She must have won the first prize in lottery.

(เธอได้ซื้อบ้านหลังใหม่  เธอคงจะต้องถูกลอตเตอรี่รางวัลที่  ไปแล้ว (เป็นอดีต)  (เป็นการคาดการณ์เหตุการณ์ในอดีต  ว่าจะต้องเป็นอย่างนั้นอย่างแน่นอน  (ถูกลอตเตอรี่ฯ)  โดยดูจากเหตุการณ์แวดล้อม  หรือหลักฐานที่ผู้พูดนำมาสนับสนุนคำพูดของตน  ซึ่งในประโยคนี้  คือ  เธอได้ซื้อบ้านหลังใหม่แล้ว)

 

15. I don’t know _______________________________________________ to buy for dinner.

(ผมไม่รู้จะซื้อ _____________________________ สำหรับอาหารค่ำ – คือไม่รู้ว่าจะกินอะไรดี)

(a) when

(b) where

(c) how

(d) what    (อะไร)

ตอบ   -   ข้อ   (d)

 

16. He has _________________________________________________ more money than I.

(เขามีเงินมากกว่าผม ___________________________________________________)

(a) many

(b) very

(c) much    (มากมาย, เยอะแยะ)

(d) too

ตอบ   –    ข้อ   (c)   เนื่องจากสามารถใช้คำว่า   “มาก”   ขยายในการเปรียบเทียบ  “ขั้นกว่า” (Comparative degree) ได้  ๒  คำ  คือ “Much” และ “Far”(หมายถึง “มาก”  มิใช่  “ไกล”)  (ใช้ขยายคำคุณศัพท์  และคำนามนับไม่ได้  ซึ่งต้องเป็นเอกพจน์เสมอ)   แต่ถ้าขยายคำนามนับได้  และเป็นพหูพจน์   ให้ใช้   “Many”  เช่น

  • His house is much (far) bigger than mine.

(บ้านของเขาใหญ่กว่าบ้านของผมมากมาย)

  • This room has much (far) more furniture than that room.

(ห้องนี้มีเฟอร์นิเจอร์มากกว่าห้องนั้นเยอะแยะเลย)  (“Furniture” เป็นนามนับไม่ได้)

  • He has many more friends than his brother.

(เขามีเพื่อนมากกว่าพี่ชายเยอะเลย)  (“Friends” เป็นคำนามนับได้ พหูพจน์ )

  • There are many more people in Bangkok than in Vientiane.

(มีผู้คน – ประชาชน – ในกรุงเทพฯ มากกว่าในเวียงจันทร์)  (“People” เป็นคำนามนับได้ พหูพจน์ )

 

17. Nowadays Mrs. Smith travels more often than she did two years _____________________.

(ในปัจจุบัน  มิสซิสสมิธเดินทางบ่อยกว่าที่เธอเดินทางเมื่อ  ๒  ปี  _______________________)

(a) since

(b) ago    (มาแล้ว, ล่วงมาแล้ว)

(c) already

(d) before

ตอบ   -   ข้อ   (b)  ไม่ตอบ   “Before” เนื่องมาจาก  ไม่ได้เป็นประโยค  “Indirect speech”  (ประโยคเล่าซ้ำ)  ที่ขึ้นต้นด้วย  เช่น  “He told me that………..…”  “She asked him whether……..…..”  ดังตัวอย่างข้างล่าง

  • She told me that she had graduated two months before

(มาจากประโยค  Direct speech  “I graduated two months ago, she said to me.”)

 

18. It is no use __________________________________________________ on like this. 

(ไม่มีประโยชน์ที่จะ _________________________________ ต่อไปเช่นนี้  -  หรือ ในแบบนี้)

(a) to go

(b) go

(c) going    (ดำเนิน)

(d) if go

ตอบ   -   ข้อ    (c)   “No use” (ไม่มีประโยชน์)  +  Verb + ing   ดูเพิ่มเติมคำกริยาหรือวลีที่ต้อง + Verb + ing  จากประโยคข้างล่าง

                                          ตัวอย่างที่ 

 A: Is your brother going to camp?”

(พี่ชายคุณจะไปค่ายพักแรมหรือไม่)

 B: He signed up, but he’s considering __________________________________________.

(เขาลงชื่อแล้ว  แต่ว่าเขากำลังพิจารณา ______________________________________)

(a) not going    (จะไม่ไป, ไม่ไป)

(b) to not go

(c) not to go

(d) he doesn’t go

ตอบ   -   ข้อ  (a)   “Consider + Verb + ing” =   “พิจารณาทำ.................”  ส่วน  “Consider + not + Verb + ing” =    “พิจารณาไม่ทำ.................” เช่น   “She considered not applying for the job.” (เธอพิจารณาไม่สมัครงานนั้น)   สำหรับคำกริยาที่ต้องตามด้วยคำนาม  หรือ  “Gerund” (Verb + ing)   ดูจากประโยคข้างล่าง

                                          ตัวอย่างที่ 

  • I don’t mind _________________________ to bed early, but I don’t like to get up early.

(ผมไม่รังเกียจ ___________________________ นอนแต่หัวค่ำ  แต่ผมไม่ชอบตื่นแต่เช้าตรู่)

(a) go

(b) to go

(c) going    (ไป, เข้า)

(d) gone

ตอบ   -   ข้อ    (c)  “Mind + Verb + ing

                                         ตัวอย่างที่ 

  • He keeps _________________________________________ the most outrageous things.

(เขา ___________ ไม่หยุด (ต่อไปเรื่อยๆ) ในสิ่งต่างๆ ที่ทำให้เจ็บแค้นใจ (หรือ เกะกะระราน, รุนแรง) มากที่สุด)

(a) to say

(b) say

(c) saying   (พูด)

(d) having said

ตอบ   -   ข้อ  (c)   กริยา  “Keep” =  (.........ต่อไปเรื่อยๆ, ไม่ยอมหยุด)   ต้องตามด้วย  “Gerund” (Verb + ing)  เช่น (Keep walking  (เดินต่อไปเรื่อยๆ), Keep reading  (อ่านหนังสือไปเรื่อยๆ),  Keep talking  (คุยไปเรื่อย  ไม่ยอมหยุด)

                                        ตัวอย่างที่ 

  • Instead of playing as a small boy, he enjoyed nothing ______________ the farm machines.

(แทนที่จะเล่นเหมือนเด็กเล็กๆ  เขามิได้สนุกเพลิดเพลินกับอะไร __________ เครื่องจักรกลในไร่นา)

(a) more to fix

(b) more than fix

(c) more than fixing    (มากไปกว่าการซ่อมแซม)

(d) more than having fixed

ตอบ   -   ข้อ  (c)  เนื่องจาก   {Enjoy + (nothing more than) + Verb + ing  (Fixing)}

                                         ตัวอย่างที่ 

  • I can’t help ________________________________________ him in spite of his faults.

(ผมอดไม่ได้ที่จะ ____________________________________ เขา  ทั้งๆที่เขามีข้อผิดพลาด)

(a) admire

(b) admired

(c) admiring   (ยกย่อง, ชื่นชม)

(d) to admire

ตอบ   -   ข้อ  (c)  เนื่องจาก  “Can’t help + Verb + ing” สำหรับคำกริยาที่ต้องตามด้วย  “Gerund” (Verb + ing)  ได้แก่  “Feel like”  (อยาก, ต้องการ)“Avoid”  (หลีกเลี่ยง),  “Consider” (พิจารณา),  “Suggest”  (แนะนำ),  “Enjoy” (สนุกสนาน),  “Finish”  (ทำเสร็จ),  “Keep  หรือ  Keep on”  (ทำต่อไป),  “Go on”  (ทำต่อไป),  “Insist on”  (ยืนกราน),  “Object to”  (คัดค้าน, ไม่เห็นด้วย),  “Put off”  (เลื่อน, ผัดไป),  “Be opposed to”  (คัดค้าน)“  Appreciate”  (ยกย่อง, เห็นคุณค่า),  “Allow” (อนุญาต), “Permit” (อนุญาต), “Postpone”  (เลื่อนออกไป), Practice”  (ฝึกหัด, ฝึกซ้อม),  “Prohibit”  (ห้าม),   Mind”  (รังเกียจ), “Deny” (ปฏิเสธ),  “Resist”  (ยับยั้ง, ระงับ), “Recall”  (นึกได้, ระลึกได้)“Resent”  (ไม่ชอบ, ไม่พอใจ), “Cannot stand”  (ทนไม่ได้)“Admit” (ยอมรับ),  “Delay” (ประวิงเวลา), “Confess”  (สารภาพ)“Imagine” (นึกคิด, จินตนาการ)“Cannot help”  (อดไม่ได้, ช่วยไม่ได้),  “Excuse”  (ให้อภัย), “Forgive” (ให้อภัย), “Dislike”  (ไม่ชอบ),  “Miss”  (พลาดโอกาส)“Discuss”  (ประชุมปรึกษาหารือ, อภิปราย, สาธยาย)    ตัวอย่างประโยค   เช่น

  • She enjoys reading novels.    

(เธอสนุกสนานกับการอ่านนวนิยาย)

  • I cannot stand listening to his complaints any more.   

(ผมทนการฟังข้อร้องเรียนของเขาไม่ไหวต่อไปอีกแล้ว)

  • We could not avoid meeting him.    

(เราไม่สามารถหลีกเลี่ยงการพบกับเขา)

  • They enjoyed listening to music.   

(พวกเขาสนุกกับการฟังดนตรี)

  • She dislikes talking a lot.  

(เธอไม่ชอบการพูดมาก)

  • Jim finished writing a report last night.  

(จิมเสร็จสิ้นการเขียนรายงานเมื่อคืนที่ผ่านมา)

  • The man admitted taking the bicycle.  

(นายคนนั้นยอมรับว่าเอารถจักรยานไป)

  • She is sorry that she missed meeting you.   

(เธอเสียใจว่าเธอพลาดโอกาสการได้พบคุณ)

  • They practice speaking French every day.   

(พวกเขาฝึกซ้อมการพูดภาษาฝรั่งเศสทุกวัน)

  • We consider buying a new home.   

(เราพิจารณาจะซื้อบ้านหลังใหม่)

  • They allow smoking in this room.  

(เขาอนุญาตให้สูบบุหรี่ในห้องนี้ได้)

  • Do you mind opening the window?  

(คุณรังเกียจที่จะเปิดหน้าต่างไหมครับ)

  • The teacher suggested working harder.

(ครูแนะนำ (นักเรียน) ให้ขยันมากขึ้น)

                                 สำหรับคำคุณศัพท์และวลีที่ต้องตามด้วย  “Verb + ing”  ดูจากประโยคตัวอย่างข้างล่าง

                                          ตัวอย่างที่ 

  • Victor’s car was too badly damaged to be worth _____________________________.

(รถยนต์ของวิคเตอร์ได้รับความเสียหายมากจนเกินกว่าที่จะคุ้มค่า ____________________)

(a) repaired

(b) repair

(c) to repair

(d) repairing   (การซ่อมแซม)

(e) to be repaired

ตอบ   -   ข้อ  (d)  เนื่องจาก  “To be worth (คุ้มค่า, ควรค่า) + Verb + ing”  ทั้งนี้   มีคำคุณศัพท์  ๒  ตัว  ที่ต้องตามด้วย “Gerund” (Verb + ing)  คือ  “Worth”  (คุ้มค่า, ควรค่า)  และ “Busy” (ยุ่งอยู่กับ)  ดังประโยคข้างล่าง

  • She was busy reading in the library. 

(เธอยุ่งอยู่กับการอ่านหนังสือในห้องสมุด)

  • They are busy preparing for the party.

(พวกเขายุ่งอยู่กับการเตรียมงานเลี้ยง)

  • Lots of things in this shop are worth buying.

(หลายสิ่งในร้านนี้ควรค่า (คุ้มค่า) ต่อการซื้อ)

  • These newspapers are not worth reading.

(หนังสือพิมพ์เหล่านี้ไม่ควรค่าต่อการอ่าน)

                                   นอกจากนั้น  ยังมีอีก  ๒  วลี ที่ต้องตามด้วย  “Verb + ing”  คือ  “It is no good”  (ไม่ดีที่จะ)  และ  “It is no use”  (ไม่มีประโยชน์ที่จะ)   เช่น

  • It’s no good crying like a baby.

(ไม่ดีเลยที่จะร้องไห้เหมือนเด็ก)

  • It’s no use talking to him.

(ไม่มีประโยชน์ที่จะคุยกับเขา)

 

19. The customs of one country are often different from _________________________ of another.

(ขนบธรรมเนียมประเพณีของประเทศหนึ่ง  มักจะแตกต่างจาก ________ ของอีกประเทศหนึ่งอยู่บ่อยๆ)

(a) customs

(b) the custom

(c) those    (ขนบธรรมเนียมประเพณี)

(d) ones

ตอบ   -   ข้อ   (c)  ใช้   “Those” แทน   “Customs” (นามพหูพจน์)  เพื่อไม่ต้องกล่าวซ้ำคำนี้  ดูเพิ่มเติมจากตัวอย่างข้างล่าง

                                         ตัวอย่างที่ 

  • She is looking for a needle.  Will you give her _________________________________.

(เธอกำลังมองหาเข็มเย็บผ้าอยู่ คุณช่วยให้ ____________________________ แก่เธอได้ไหม)

(a) one needle

(b) a needle

(c) one    (เข็มเล่มหนึ่ง) 

(d) it

ตอบ   -   ข้อ   (c)  เนื่องจาก    “Needle” เป็นคำนามนับได้  เอกพจน์   เมื่อจะกล่าวซ้ำ  ให้ใช้   “One” แทน  แต่ถ้าเป็นนามพหูพจน์  ใช้   “Those” แทน   และถ้าเป็นนามนับไม่ได้  (เป็นเอกพจน์เสมอ)  ให้ใช้   “That”  แทน  ดังประโยคข้างล่าง

                                         ตัวอย่างที่ 

  • The houses here are a little less modern than _______________________ in the city. 

(บ้านที่นี่ทันสมัยน้อยกว่า _________________________________ ในเมืองอยู่เล็กน้อย)

(a) that

(b) those    (บ้าน)

(c) they

(d) ones

ตอบ   -   ข้อ   (b)  เนื่องจากแทน  “Houses”  ซึ่งเป็นคำนามนับได้พหูพจน์   แต่ถ้าเป็นคำนามนับได้เอกพจน์  (House, Car, Book, Pen, Dog) ให้แทนด้วย  “One”   และถ้าเป็นคำนามนับไม่ได้  (เอกพจน์เสมอ)  (Furniture, Advice, News, Information, Equipment, Evidence)   ให้แทนด้วย  “That

                                        ตัวอย่างที่ 

  • When the boy saw the kite I had made, he asked me to make ________________ for him. 

(เมื่อเด็กคนนั้นเห็นว่าวที่ผมทำ  เขาขอร้องผมให้ทำ __________________________ ให้แก่เขา)

(a) other

(b) it

(c) one    (ตัวหนึ่ง)

(d) the kite

ตอบ   -   ข้อ  (c)   เนื่องจาก  “Kite”  เป็นคำนามนับได้  เอกพจน์  เมื่อจะกล่าวถึงอีกครั้งหนึ่ง (กล่าวซ้ำ)   ต้องใช้   “One”  แทน

                                         ตัวอย่างที่ 

  • The air of the hills is cooler than __________________________________________.

(อากาศของเนินเขาเย็นกว่า ______________________________________________)

(a) one of the plains

(b) of the plains

(c) that of the plains     (อากาศของที่ราบ)

(d) the plains

ตอบ   –   ข้อ  (c)   เนื่องจาก  “Air”  เป็นคำนามนับไม่ได้   จึงต้องแทนด้วย  “That”,  และตามด้วย  “of the plains”   เพื่อให้สมดุลกัน,   ในกรณีเป็นนามนับได้   ให้ใช้ “One”  แทน  และถ้าเป็นนามพหูพจน์  ให้ใช้ “Those” แทน   (สำหรับเหตุผลที่ไม่เลือกข้อ  (d)   เนื่องจากจะเป็นการเปรียบเทียบระหว่าง  “อากาศ”  และ  “ที่ราบ”  มิใช่   “อากาศของเนินเขา”  และ  “อากาศของที่ราบ”   ซึ่งผิดความหมายที่ต้องการเปรียบ เทียบ)  ตัวอย่างอื่นๆ  เช่น

  • The book you gave me is more informative than the one I bought from a bookstore.

(หนังสือที่คุณให้ผมให้ข้อมูลข่าวสารมากกว่าเล่มที่ผมซื้อจากร้านหนังสือ)  (book  เป็นนามเอกพจน์นับได้ จึงต้องใช้  one  แทน เมื่อจะกล่าวซ้ำ)

  • The students in this class are more hard-working than those in that class.

(นักเรียนในห้องนี้ขยันมากกว่านักเรียนในห้องนั้น)  (students เป็นนามพหูพจน์  จึงต้องใช้   those แทน เมื่อจะกล่าวซ้ำ)

  • The knowledge one obtains from self-study is sometimes much higher than that one derives from class.

(ความรู้ที่คนเราได้รับจากการศึกษาด้วยตนเอง  บางทีมากกว่าความรู้ที่ได้รับจากห้อง เรียนมากมายทีเดียว)  (“knowledge”  เป็นนามนับไม่ได้ (เอกพจน์เสมอ) จึงต้องใช้  that แทน  เพื่อหลีกเลี่ยงการกล่าวคำนี้ซ้ำ)   

 

20. Because Andrew __________ his spelling before handling in his homework, the teacher said that the work __________ again.

(เพราะว่าแอนดรูว์ ____________________ การสะกดคำของเขาก่อนส่งการบ้าน  ครูจึงกล่าวว่า  งาน _____________ อีกครั้งหนึ่ง)

(a) didn’t check ________ had to be done    (มิได้ตรวจสอบ ............. จำเป็นต้องถูกทำ)  (คือ  จำเป็นต้องทำการบ้านใหม่อีกครั้ง  เพราะมิได้เช็คการสะกดคำก่อนส่งงาน)

(b) hadn’t checked ______ had to do

(c) isn’t checking ______ should be done

(d) won’t check ______ will be done

ตอบ   -   ข้อ   (a)   เนื่องจากจะต้องอยู่ในรูปอดีต  โดยสังเกตจากข้อความ  “The teacher said”  (จึงตัด  ข้อ  (c)  และ  (d)  ทิ้งไป  เพราะอยู่ในรูปปัจจุบัน และอนาคต  ตามลำดับ)  ส่วนช่องหลัง  ต้องอยู่ในรูป  “Passive voice” เนื่องจาก  “งานจำเป็น ต้องถูกทำ”  (Had to be done)  จึงตัด  ข้อ  (b)  ทิ้งไป  เพราะอยู่ในรูป  “Active voice” (Had to do)  (จำเป็นต้องทำ)  อย่างไรก็ตาม  ในช่องแรก  อาจตอบ  “Hadn’t checked”  (Past perfect tense) ก็ได้  เนื่องจากอยู่ในรูปอดีตเช่นกัน

 

เรียน   ท่านผู้ติดตามอ่านเว็บไซต์  “everydayenglish.pwa.co.th”                 

               ถ้าท่านมีคำแนะนำให้ปรับปรุงเว็บไซต์นี้ประการใด  กรุณาส่ง   e-mail ไปที่  ดร. วัชรินทร์  ภูเขาทอง  อดีต  ผอ. สำนักวิทยาการ  การประปาส่วนภูมิภาค  ผู้จัดทำเว็บไซต์นี้  ตาม   “Address” wpookaotong@yahoo.com   (โปรดระบุหัวเรื่องด้วยว่า  “ปรับปรุงเว็บไซต์)   เพื่อที่ผู้จัดทำฯ จะได้ปรับปรุงเนื้อหาได้ตรงตามความประสงค์ของผู้อ่านเว็บไซต์นี้ต่อไป

 

 

หมวดข้อสอบ STRUCTURE (ตอนที่ 33)

การประปาส่วนภูมิภาค  “มุ่ง-มั่น-เพื่อปวงชน”

 

Direction:  Choose the most appropriate answer.

(จงเลือกคำตอบที่เหมาะสมที่สุด)

 

1. After 1945, Australia became __________________________ in the Southeast Asian market.

(หลังปี  ๑๙๔๕  ออสเตรเลียเริ่ม _______________________ ในตลาดเอเชียตะวันออกเฉียงใต้)

(a) interesting    (น่าสนใจ)

(b) interested    (มีความสนใจ, รู้สึกสนใจ)

(c) interest    (ทำให้สนใจ)

(d) to interest

ตอบ   -   ข้อ   (b)   ดูเพิ่มเติมคำกริยาประเภทเดียวกับ  “Interest”  เช่น  “Excite, Surprise, Attract, Disappoint, etc.”  จากประโยคข้างล่าง

                                         ตัวอย่างที่

  • The lecturer used so many long and difficult words that I felt very ________________.

(ผู้บรรยายใช้คำที่ยืดยาวและยากจำนวนมาก  จนกระทั่งผมรู้สึก _______________ อย่างมาก)

(a) confuse    (ทำให้งุนงง-สับสน)

(b) confusing    (น่างุนงง-สับสน)

(c) confused    (งุนงง-สับสน)

(d) confusion    (ความงุนงง-สับสน)

ตอบ   -   ข้อ   (c)

                                          ตัวอย่างที่

  • The food was delicious.  That was a ______________________________________ meal.

(อาหารอร่อย  นั่นเป็นมื้ออาหารที่ ____________________________________________)

(a) satisfied    (รู้สึกพอใจ)

(b) satisfying    (น่าพึงพอใจ)

(c) satisfy    (ทำให้พอใจ)

(d) satisfaction    (ความพึงพอใจ)

ตอบ   -   ข้อ  (b)

                                          ตัวอย่างที่

  • Bill heard that he had won a scholarship.  The news ___________________________. 

(บิลได้ยินว่าเขาได้รับทุนการศึกษา  ข่าวนี้ _____________________________________)

(a) were excited

(b) was exciting    (น่าตื่นเต้น)

(c) was excited    (รู้สึกตื่นเต้น)

(d) were exciting

ตอบ   -   ข้อ   (b)   เนื่องจาก  “News”  เป็นคำนามนับไม่ได้   และถือเป็นเอกพจน์เสมอ   จึงต้องใช้กับ  “Was

                                        ตัวอย่างที่

  • My friend __________________________________ when his requests were refused.

(เพื่อนของผม _______________________________ เมื่อคำร้องขอของเขาได้รับการปฏิเสธ)

(a) upset

(b) was upset    (รู้สึกสับสน-ว้าวุ่น-ไม่สบายใจ)

(c) was upsetting

(d) had upset

ตอบ   -   ข้อ   (b)   เนื่องจาก  “To upset”  หมายถึง  “ทำให้สับสน-ว้าวุ่น-ไม่สบายใจ”  (กริยา  ๓  ช่อง  คือ  “Upset, Upset, Upset”)  ส่วน  “To be upset”  =  “รู้สึกสับสน-ว้าวุ่น-ไม่สบายใจ”  และ  “To be upsetting”  =   “น่าสับสน-ว้าวุ่น-ไม่สบายใจ”   ดูเพิ่มเติมคำกริยาประเภทเดียวกับ   “Upset”   จากประโยคข้างล่าง

                                         ตัวอย่างที่  

  • My letter is very long.  I hope you won’t find it ________________________________.

(จดหมายของผมยาวมาก  ผมหวังว่า  คุณคงจะไม่พบว่ามัน ___________________________)

(a) bore

(b) bored    (รู้สึกเบื่อหน่าย)

(c) boring    (น่าเบื่อหน่าย)

(d) to bore    (ทำให้เบื่อหน่าย)

ตอบ    -    ข้อ   (c)   ดูเพิ่มเติมกริยาประเภทเดียวกับ   “Bore”  จากประโยคข้างล่าง

                                         ตัวอย่างที่  

  • She was very ___________________________________________ to meet her friend.

(เธอ ____________________________________________ มากที่ได้พบเพื่อนของเธอ)

(a) delight    (ทำให้ยินดี-ปลาบปลื้ม-สุขใจ,  ความยินดี-ปลาบปลื้ม-สุขใจ)

(b) delighting    (น่ายินดี-ปลาบปลื้ม-สุขใจ)

(c) delighted    (รู้สึกยินดี-ปลาบปลื้ม-สุขใจ)

(d) delightful    (น่ายินดีมาก, น่าสุขใจมาก)

ตอบ   -   ข้อ  (c)

                                          ตัวอย่างที่  

  • I ______________________________________________ with the result of my exam.

(ผม__________________________________________________ กับผลสอบของผม)

(a) quite satisfy    (ทำให้พึงพอใจอย่างมาก)

(b) am quite satisfying    (น่าพึงพอใจอย่างมาก)

(c) am quite satisfied     (รู้สึกพึงพอใจอย่างมาก)

(d) am quite to satisfy

ตอบ   -   ข้อ   (c)

                                          ตัวอย่างที่  

  • I am ____________________________________________ in science, not in English.

(ผม _______________________________________ ในวิทยาศาสตร์  มิใช่ภาษาอังกฤษ)

(a) interest

(b) interesting    (น่าสนใจ)

(c) interested    (มีความสนใจ)

(d) to interest   (ทำให้สนใจ)

ตอบ   -   ข้อ   (c)

                                          ตัวอย่างที่  

  • He is ________________________________________________________ a house.

(เขา _________________________________________________________ บ้าน)

(a) interest at to rent

(b) interesting in rent

(c) interested at renting

(d) interested in renting     (มีความสนใจในการเช่า)

ตอบ   -   ข้อ   (d)

                                          ตัวอย่างที่  ๑๐

  • It will take me quite some time to get him ____________________ in buying your land. 

(ผมจะต้องใช้เวลานานทีเดียวที่จะทำให้เขา _____________________ ในการซื้อที่ดินของคุณ)

(a) to interest    (ทำให้สนใจ)

(b) being interesting

(c) interested     (มีความสนใจ, รู้สึกสนใจ)

(d) interesting    (น่าสนใจ)

ตอบ   -   ข้อ   (c)

                                         ตัวอย่างที่  ๑๑

  • The little girl was very _________________ when her father promised to buy her a doll.

(เด็กหญิงเล็กๆ คนนั้น __________________ มาก  เมื่อพ่อของเธอสัญญาว่าจะซื้อตุ๊กตาให้เธอ)

(a) exciting    (น่าตื่นเต้น)

(b) excited    (รู้สึกตื่นเต้น, มีความตื่นเต้น)

(c) excite    (ทำให้ตื่นเต้น)

(d) excitable    (สามารถตื่นเต้นได้)

ตอบ    –    ข้อ   (b)   ดูเปรียบเทียบกับประโยคข้างล่าง

  • The results of the traveler preference survey are surprising.

(ผลลัพธ์ของการสำรวจความนิยมของนักเดินทาง – ท่องเที่ยว – น่าประหลาดใจ )

หมายเหตุ   –    ประโยคข้างบนนี้ต้องใช้   “Surprising”  เนื่องจาก  “Surprise”  เป็นคำกริยาที่มีความหมายว่า  “ทำให้ประหลาดใจ”  แต่ถ้าใช้ในรูป  “is (are, was, were) surprising”  จะมีความหมายว่า  “น่าประหลาดใจ”  ส่วนเมื่อใช้ในรูป  “is (am, are, was, were) surprised”  จะมีความหมายว่า   “มีความรู้สึกประหลาดใจ”  ดังตัวอย่างประโยค  เช่น

  • The result of the exam surprised her.

(ผลสอบทำให้เธอประหลาดใจ)

  • She was surprised at the result of the exam.

(เธอมีความรู้สึกประหลาดใจกับผลสอบ)

  • The result of the exam was surprising.

(ผลสอบน่าประหลาดใจ)

                                          คำกริยาประเภทเดียวกับ  “Surprise”  ได้แก่

satisfy –ทำให้พอใจ

excite – ทำให้ตื่นเต้น

disappoint –ทำให้ผิดหวัง

attract –ทำให้หลงใหล, ดึงดูด

interest – ทำให้สนใจ

amuse –ทำให้สนุกหรือขบขัน

please –ทำให้ยินดี-พอใจ

annoy –ทำให้รำคาญ-ขุ่นเคือง

bore – ทำให้เบื่อ

tire – ทำให้เหน็ดเหนื่อยหรือเบื่อ

frighten – ทำให้ตกใจ

confuse –ทำให้สับสนหรืองุนงง

surprise –ทำให้ประหลาดใจ

amaze – ทำให้ทึ่ง, ทำให้ตะลึง

delight – ทำให้ยินดี

exhaust –ทำให้หมดแรง

fascinate – ทำให้หลงใหล, ทำให้หลงเสน่ห์

charm – ทำให้หลง

convince – ทำให้เชื่อ

tempt – ทำให้หลงใหล, ยั่วยวน-ล่อใจ

entertain – ทำให้เพลิดเพลิน

embarrass –ทำให้ขวยเขิน-กระดากอาย

puzzle –ทำให้งง

thrill – ทำให้ตื่นเต้น

upset – ทำให้รำคาญ-ไม่สบายใจ

irritate – ทำให้โมโห, ทำให้ระคายเคือง

exasperate –ทำให้โกรธ

astonish –ทำให้ประหลาดใจ, ทำให้ตกใจ

infuriate –ทำให้โกรธ, ทำให้เดือดดาล

horrify –ทำให้กลัว, ทำให้ขนพองสยองเกล้า

 

                                               กลุ่มคำกริยาข้างบนนี้มีหลักการใช้ คือ

                                        ๑. ถ้าใช้ในรูป  “Subject + Verb + Object”   จะมีความหมายว่า  “ทำให้”  คือตัวประธานเป็นผู้ทำให้เกิดอาการนั้นๆ ขึ้นแก่ผู้อื่น  เช่น

  • The accident frightened the passengers a great deal.  (past tense)

(อุบัติเหตุทำให้ผู้โดยสารตกใจอย่างมาก)

  • The exam result disappointed him so much.(past tense)

(ผลสอบทำให้เขาผิดหวังมากทีเดียว)

  • The chairman’s speech confused everyone.(past tense)

(คำพูดของท่านประธานทำให้ทุกคนสับสนงุนงง)

  • The new film interests all viewers.(present tense)

(หนังเรื่องใหม่ทำให้คนดูทั้งหมดสนใจ)

  • The professor’s lecture bores all the class.(present tense)

(การบรรยายของศาสตราจารย์คนนั้นทำให้นักเรียนทั้งชั้นเบื่อ)

                                     ๒. ถ้าใช้รูป  “Verb + ing” {Subject + is (am, are, was, were) + Verb +ing}  หรือ  (Verb +ing + Noun)  มีความหมายว่า “น่า................”  หรือ  “ซึ่งน่า................”  กริยาที่เติม  “ing”  พวกนี้  ถือเป็นคำคุณศัพท์  จะวางไว้หลัง  Verb to be”  หรือหน้าคำนามก็ได้   เช่น

  • His work is boring.  (present tense)

(งานของเขาน่าเบื่อหน่าย)

  • It is a very exciting football match.   (present tense)

(มันเป็นการแข่งขันฟุตบอลที่น่าตื่นเต้น)

  • The landscape was so fascinating.  (past tense)

(ภูมิประเทศ (ที่นี่) น่าหลงใหลมาก)

  • The employee’s work was disappointing.   (past tense)

(งานของลูกจ้างรายนั้นน่าผิดหวัง)

  • The children’s table manners were very embarrassing.  (past tense)

(กิริยามารยาทบนโต๊ะอาหารของพวกเด็กๆน่าอับอายมาก)

  • The book is interesting.  (present tense)

(หนังสือน่าสนใจ)

  • Her beauty is charming.  (present tense)

(ความงามของเธอน่าหลงใหล – มีเสน่ห์)

  • It is surprising to see him at his ex-wife’s wedding.   (present tense)

(มันน่าประหลาดใจที่เห็นเขาที่งานแต่งงานของอดีตภรรยา)

{มิได้หมายความว่า  “มันกำลังประหลาดใจ  เหมือนกับประโยค  “He is walking." (เขากำลังเดิน)  –  present continuous tense}

                           ๓. ถ้าเติม  “Ed”  ข้างหลังคำกริยากลุ่มนี้   แล้ววางตามหลัง  “Verb to be” (is, am, are, was, were)   จะมีลักษณะเป็น  “Passive voice” (Subject + is (am, are, was, were) + verb + ed)  จะมีความหมายว่า  ประธานเป็นผู้เกิดความรู้สึกนั้นๆขึ้นมา  ซึ่งถ้าแปลตรงๆก็คือ “.................ถูกทำ ให้รู้สึก............ตื่นเต้น, ตกใจ, ผิดหวัง, พอใจฯลฯ..................”   แต่ในภาษาไทยนิยมพูดว่า   “.................มีความรู้สึก...............ตื่นเต้น,  ตกใจ,  ผิดหวัง,  พอใจ..............”  เช่น

  • We are interested in German.   (present tense)

(เรามีความสนใจในภาษาเยอรมัน)

  • They are very pleased to see their old friends.   (present tense)

(พวกเขาดีใจมากที่ได้พบเพื่อนเก่า)

  • I was amazed to know of his death.   (past tense)

(ผมตะลึงที่ได้รู้ข่าวการตายของเขา)

  • He was very tired of hard work.   (past tense)

(ผมเหน็ดเหนื่อยมากกับงานหนัก)

  • She was interested in the ballet performance.   (past tense)

(เธอมีความสนใจในการแสดงบัลเล่ต์)

  • We were disappointed to lose the match.   (past tense)

(พวกเราผิดหวังที่แพ้การแข่งขัน)

  • Most people are frightened of the snakes.   (present tense)

(คนส่วนมากกลัวงู)

  • Jim is fascinated by astronomy.   (present tense)

(เขามีความหลงใหลในวิชาดาราศาสตร์)

 

2. Experienced drivers have _______________________________ accidents than beginners.

(นักขับรถที่มีประสบการณ์  ประสบอุบัติเหตุ _________________ ผู้เริ่มขับรถ หรือมือใหม่หัดขับ)

(a) lesser    (น้อยกว่า, เล็กน้อย)

(b) fewer    (น้อยกว่า)  (ขยายคำนามพหูพจน์)

(c) not many    (ไม่มาก)  (ขยายคำนามพหูพจน์)

(d) very few    (น้อยมาก)  (ขยายคำนามพหูพจน์)

ตอบ  -   ข้อ   (b)  เนื่องจากเป็นการเปรียบเทียบ  “ขั้นกว่า”  (Comparative degree)  และ  “Accidents”  เป็นคำนามพหูพจน์  จึงต้องใช้   “Fewer

 

3. In 34 years, Dickens wrote 15 books plus ___________ of ___________ and ___________, and every one became a best-seller.

(ในช่วงเวลา  ๓๔  ปี,  ดิ๊กเค่น  เขียนหนังสือ  ๑๕  เล่ม  กับ ___________ และ __________ จำนวน __________ เรื่อง  และทุกๆ เล่ม (เรื่อง) ได้กลายเป็นหนังสือที่ขายดีที่สุด)

(a) hundred _________ stories __________ article

(b) hundreds _________ stories __________articles   (นิยาย _________ บทความ _________ หลายร้อย)

(c) hundreds _________ stories __________ article

(d) hundred _________ story _________ articles

ตอบ   -   ข้อ   (b)   ต้องเติม  “S”  ข้างท้าย  “Hundred, Story, Article”  ทั้ง   คำ  เนื่องจากอยู่ในรูปพหูพจน์

 

4. His doctor has forbidden him _______________________________________________.

(หมอของเขาได้ห้ามเขา  _________________________________________________)

(a) not to drink    (ไม่ให้ดื่ม)   

(b) to drink    (ดื่ม)

(c) don’t drink

(d) to not drink

ตอบ  -  ข้อ   (b)   เนื่องจากมาจากโครงสร้าง  “Subject + Forbid + Someone + To + Verb + กรรม”  {ประธาน + ห้าม + ใคร + ทำกริยา (อะไรก็ได้) + (กรรม)}  ทั้งนี้  ในภาษาอังกฤษ   จะใช้ว่า  “ห้ามเขาดื่ม”   ไม่ใช้   “ห้ามไม่ให้เขาดื่ม”  เหมือนกับในภาษาไทย  ตัวอย่างอื่นๆ   เช่น

  • The teacher forbids his students to talk in class.

(ครูห้ามนักเรียนคุยกันในห้องเรียน)  (ไม่ใช้  “not to talk”)

  • The company forbade workers to come to work late.

(บริษัทห้ามคนงานมาทำงานสาย)  (ไม่ใช้  “not to come”)

  • Most agencies forbid their staff to have conflicts of interest.

(องค์กร –  หน่วยงาน  -  ส่วนใหญ่ห้ามพนักงานมีความขัดแย้งด้านผลประโยชน์)  (หรือผลประโยชน์ทับซ้อน)  (ไม่ใช้  “not to have”)

 

5. ______________________ any questions, please contact the secretary office of the faculty.

(______________________________ คำถามใดๆ,  โปรดติดต่อสำนักงานเลขานุการของคณะ)

(a) Are you having

(b) Should you have    (ถ้าคุณบังเอิญมี)

(c) Supposed you to have

(d) Will you have

ตอบ  -  ข้อ   (b)   “Should you have”  =  “If you happen to have”  =  “ถ้าคุณบังเอิญมี”,  สำหรับ  ข้อ  (a)  และ  (d)  ใช้ไม่ได้  เนื่องจากเป็นประโยคคำถาม,  หรือ  อาจตอบ  ข้อ  (c)  แต่ต้องแก้เป็น  “Suppose (that) you have”  หรือ  “Supposing (that) you have”  หรือ  “Provided (that) you have”  ซึ่งทั้ง  ๓  วลี  มีความหมายว่า  “ถ้าคุณมี

 

6. ___________ concise, we left out some unimportant details in our summary of the progress report.

(__________ สั้นกะทัดรัด,  เราตัดทิ้งรายละเอียดที่ไม่สำคัญบางอย่าง  ในการสรุปรายงานความก้าวหน้า (ของโครงการ) ของเรา)

(a) By being

(b) Having been

(c) For us to be

(d) To be    (เพื่อที่จะ)

ตอบ  -  ข้อ   (d)   เนื่องจากเป็นการใช้  “Infinitive with to”  (To + Verb 1 + ส่วนขยาย)  ขึ้นต้นวลีที่นำหน้าประโยค  ซึ่งวลีนี้จะขยายประธานของประโยค (อยู่หลังเครื่องหมายคอมมา)  เพื่อบอกว่าประธานฯ ทำกริยาในประโยค  เพื่อวัตถุประสงค์ใด  ดูเพิ่มเติมจากประโยคข้างล่าง

                                        ตัวอย่างที่ 

  • ________________________________________, you must fill in the application form.

(_______________________________________________,  คุณจะต้องกรอกใบสมัคร) 

(a) To apply for this job    (เพื่อจะสมัครงานนี้)

(b) In order to get this job

(c) Making application for this job

(d) You want to apply for this job

ตอบ   -   ข้อ   (a)   เป็นการใช้  “To + Verb 1”  นำหน้าวลีที่ขึ้นต้นประโยค  เพื่อแสดงวัตถุประสงค์ของประธานฯ  (You)  (ว่ากรอกใบสมัคร  เพื่อวัตถุประสงค์ใด  ซึ่งก็คือ  เพื่อสมัครงานนี้)  ดูเพิ่มเติมจากตัวอย่างข้างล่าง

                                         ตัวอย่างที่ 

  • ___________________________________________ there in time, we must start now.

(_____________________________________ ที่นั่นให้ทันเวลา,  เราต้องเริ่มต้นเดี๋ยวนี้เลย)

(a) Be

(b) Being

(c) To be    (เพื่อจะไป)

(d) Is

ตอบ    -    ข้อ   (c)   ใช้  “To + Verb 1”  นำหน้าวลี  มีความหมายว่า  “เพื่อที่จะทำกริยานั้นๆ”   เป็นการแสดงวัตถุประสงค์ของประธานประโยค  (We)  ว่าทำกริยาในประโยค  (เริ่มต้นเดี๋ยวนี้)  เพื่อวัตถุประสงค์ใด  (เพื่อไปที่นั่นให้ทันเวลา)

                                         ตัวอย่างที่ 

A: “Why did they go up the mountain?”

(ทำไมพวกเขาจึงขึ้นไปบนเขา)

B: “___________________________________________________ the eclipse of the moon.”

(________________________________________________________ จันทรคราส)

(a) Watched

(b) Watching

(c) Had watched

(d) To watch    (เพื่อจะดู)

ตอบ   -   ข้อ  (d)   ใช้  “Infinitive with to”  (To + Verb 1) นำหน้าประโยค (หรือ  ไว้ข้างในประโยคก็ได้)  เพื่อแสดงวัตถุประสงค์  ว่าทำกริยานั้นๆ เพื่ออะไร  ในกรณีของประโยคข้างบน  “ขึ้นไปบนเขา  เพื่อดูจันทรคราส” 

                                         ตัวอย่างที่ 

  • ______________________________, you should make an appointment with him first.

(__________________________________________, คุณควรจะทำการนัดหมายกับเขาก่อน)

(a) To see the doctor    (เพื่อที่จะพบแพทย์)

(b) Seeing the doctor

(c) To have seen the doctor

(d) For you to see the doctor

ตอบ   -   ข้อ  (a)   เป็นการใช้  “To + Verb 1”  นำหน้าวลีที่ขึ้นต้นประโยค  เพื่อแสดงวัตถุประสงค์ของประธานฯ  (You)  ว่านัดหมายกับแพทย์ด้วยวัตถุประสงค์ใด  (เพื่อพบแพทย์)

 

7. Another explosion occurred seconds after the first.

(การระเบิดอีกครั้งหนึ่งเกิดขึ้นไม่กี่วินาทีหลังจาก (การระเบิด) ครั้งแรก) 

(a) There were three explosions.    (มีการระเบิด  ๓  ครั้ง)

(b) The first explosion was louder than the second.    (การระเบิดครั้งแรกมีเสียงดังมากกว่าครั้งที่  ๒)

(c) Two explosions happened in rapid succession.    (การระเบิด    ครั้งเกิดขึ้นติดต่อกันไปอย่างรวดเร็ว)

(d) There was one explosion.    (มีการระเบิด  ๑  ครั้ง)

ตอบ   -   ข้อ  (c)  

 

8. Jim is leaving London for good.

(จิมจะจากลอนดอนไปอย่างถาวร  หรือตลอดกาล)

(a) Jim is leaving London permanently.    (จิมจะจากลอนดอนไปอย่างถาวร)

(b) Jim is leaving London for the good of his family.    (จิมจะจากลอนดอนไป  เพื่อประโยชน์ของครอบครัวของเขา)

(c) Jim is leaving London for a good reason.    (จิมจะจากลอนดอนไป  ด้วยเหตุผลที่ดี)

(d) Jim is leaving London for his own good.    (จิมจะจากลอนดอนไป  เพื่อประโยชน์ของตัวเขาเอง)

ตอบ   -   ข้อ   (a)  “For good”  =  “Forever”  =  “ตลอดไป, ตลอดกาล, อย่างถาวร, ชั่วนิรันดร, ต่อเนื่อง, ไม่สิ้นสุด

 

9. “I’m afraid that John’s firm is in the red again.”

(“ผมเกรงว่าบริษัทของจอห์นขาดทุนอีกแล้ว)  (คือ  ตัวเลขในบัญชีเป็นสีแดง)

(a) John’s company no longer exists.    (บริษัทของจอห์นไม่มีอยู่ต่อไปอีกแล้ว)  (คือ  ปิดกิจการไปแล้ว)

(b) John’s company has just started operation.    (บริษัทของจอห์นเพิ่งเริ่มดำเนินการ)

(c) John’s company is making a profit.    (บริษัทของจอห์นกำลังทำกำไร)

(d) John’s company is operating at a loss.    (บริษัทของจอห์นกำลังดำเนินการขาดทุน)

ตอบ   -   ข้อ   (d)  “In the red”  =  “ขาดทุน”  มีที่มาจากในอดีต  ที่พ่อค้าฝรั่งนิยมบันทึกรายการทางธุรกิจด้วยตัวเลขสีแดง  (ใช้หมึกแดง)  เพื่อบอกว่าธุรกิจขาดทุนไปเท่าใด  และจะบันทึกตัวเลขเป็นสีดำ  (In the black)  โดยใช้หมึกสีดำ  เพื่อบอกว่าธุรกิจทำเงินได้เท่าใด  (กำไรเท่าใด)  ตัวอย่างอื่นๆ  เช่น

  • A large number of American radio stations operate in the red.

(สถานีวิทยุอเมริกันจำนวนมาก  ดำเนินการในแบบขาดทุน)

  • In America a rich man who has a farm or ranch often runs it in the red, but makes his money with his factory or business.

(ในอเมริกา  ชายผู้ร่ำรวยที่มีฟาร์มหรือปศุสัตว์  มักบริหารมันในแบบขาดทุน  แต่หาเงิน (ทำกำไร)  จากโรงงานหรือธุรกิจของเขา)  (คือ  ทำฟาร์มหรือปศุสัตว์เพื่อความเพลิด เพลินเท่านั้น  จึงขาดทุน,  แต่ทำกำไรทดแทนจากโรงงานหรือธุรกิจอื่นของตน)

 

10. Unless you have something sensible to say, you ________________________ keep quiet.

(ถ้าคุณไม่มีอะไรที่ฉลาด (มีเหตุผล) ที่จะพูดคุย,  คุณ________________________ เงียบไว้)

(a) have better    (รูปนี้ไม่มีใช้)

(b) had better    (ควรจะ)

(c) would better    (รูปนี้ไม่มีใช้)

(d) should better    (รูปนี้ไม่มีใช้)

ตอบ   -   ข้อ   (b)   ส่วน   “Would rather”  =  “อยากที่จะ, ใคร่ที่จะ

 

11. Who ________________________________________________________________?

(_____________________________________________________________ ใคร)

(a) is this pen belonged

(b) is owned by this pen

(c) is this pen belong to

(d) does this pen belong to    (ปากกานี้เป็นของ)

ตอบ    -    ข้อ   (d)  “Belong”  =   “เป็นของ”  ไม่มีการใช้ในรูป  “Passive voice”  และต้องใช้กับ  “To”  เสมอ   ข้อ  (a)  จึงผิด  (เพราะเป็น  “Passive voice”)  และเมื่อจะทำเป็นประโยคปฏิเสธ   หรือคำถาม  จะต้องใช้   “Verb to do” (Do, Does, Did)  ช่วยเสมอ  ดังนั้น  ข้อ  (c)  จึงผิดสำหรับ   “Own”  =   “เป็นเจ้าของ”  จะ ต้องใช้ในโครงสร้าง  “Who owns this pen?”  (ใครเป็นเจ้าของปากกาด้ามนี้)

 

12. A: Do you have much work to do this week-end?

(A: คุณมีงานทำเยอะใช่ไหมปลายสัปดาห์นี้)

      B: Yes, I have to write a ____________________________________________ paper.

(B: ใช่แล้วครับ  ผมจำเป็นต้องเขียนรายงาน (ยาว) ______________________________)

(a) two-thousand-words

(b) two-thousand-word    (๒,๐๐๐ คำ)

(c) two-thousands-word

(d) two-thousands-words

ตอบ   -   ข้อ  (b)   เมื่อใช้เป็นคุณศัพท์  ขยายคำนาม  “Thousand”  และ  “Word”  ไม่ต้องเติม  “S”  ลงข้างท้าย,  แต่ต้องมีเครื่องหมาย  “Hyphen” (-) ขีดคั่นระหว่างคำคุณศัพท์เหล่านั้น  ดังตัวอย่างข้างล่าง

  • She gave me two hundred-dollar bills.

(เธอให้ธนบัตรใบละ  ๑๐๐  ดอลลาร์  แก่ผม    ใบ)

  • It is a fifty-mile journey.

(มันเป็นการเดินทางระยะ  ๕๐  ไมล์)

(สำหรับเรื่องระยะทาง  สามารถเขียนได้อีกแบบ  คือ   “It is a 50 miles’ journey.”  =  “การเดินทางของ  ๕๐  ไมล์”)

 

13. The mountain was a __________________________________________ from the village.

(ภูเขานั้นเป็น ________________________________________________ จากหมู่บ้าน)

(a) day’s journey    (การเดินทาง (ระยะ)    วัน)

(b) journey of a day

(c) journey for a day

(d) journey in a day

ตอบ   -   ข้อ  (a)   เป็นการใช้ในแบบ  “Apostrophe S”  คือ  แสดงความเป็นเจ้าของ  “การเดินทางของ    วัน”  หรือ  อาจเขียนได้อีกแบบ  คือ  “a one-day journey from….....……..”  ดูเพิ่มเติมจากตัวอย่างข้างล่าง

                                         ตัวอย่างที่       

  • I’m looking forward to ___________________________________________________.

(ผมกำลังตั้งตารอคอย  __________________________________________________)

(a) a vacation’s week

(b) a week’s vacation    (การไปเที่ยววันหยุด    สัปดาห์)

(c) a vacation of the week

(d) a week of the vacation

ตอบ   -   ข้อ   (b)

                                         ตัวอย่างที่ 

  • The bus station is ten _______________________________________ walk from here.

(สถานีรถประจำทาง  เดินสิบ __________________________ จากที่นี่)  (คือ  อยู่ห่างออกไปโดยเดิน  ๑๐  นาที)

(a) minutes

(b) minutes’    (นาที)

(c) minute

(d) minutes by

ตอบ   -   ข้อ   (b)

                                          ตัวอย่างที่ 

  • The landlord said that the tenant owed several _______________________________.

(เจ้าของบ้านกล่าวว่า  ผู้เช่าบ้านเป็นหนี้ ______________________________________)

(a) rent weeks

(b) weeks rent

(c) week rent

(d) weeks’ rent    (ค่าเช่าหลายสัปดาห์)

ตอบ   -   ข้อ   (d)

                                         ตัวอย่างที่ 

  • They understood the problem after half an _________________________ explanation.

(พวกเขาเข้าใจปัญหา  หลังจากการอธิบายครึ่ง _________________________________)

(a) hours

(b) day’s

(c) hour’s    (ชั่วโมง)

(d) our

ตอบ   -   ข้อ   (c)   ดูตัวอย่างเพิ่มเติมจากข้างล่าง

  • A moment’s pause (การหยุดชั่วครู่หนึ่ง)
  • A month’s rent (ค่าเช่า   เดือน)
  • A week’s holiday (วันหยุด    สัปดาห์)
  • Two months’ notice (การแจ้งให้ทราบล่วงหน้า    เดือน)
  • Three weeks’ journey (การเดินทางนาน    สัปดาห์)
  • Four years’ time (ระยะเวลา    ปี)

 

14. Do you know which part of the country ____________________________________ rain?

(คุณรู้ไหมว่าส่วนไหนของประเทศ ________________________________________ ฝน)

(a) is lacking of

(b) lacks of

(c) is in lack of    (ขาดแคลน)

(d) is lacked of

ตอบ   -   ข้อ   (c)   สำหรับโครงสร้างอื่นๆ ของ   “Lack”  ดูจากประโยคตัวอย่างข้างล่าง

                                         ตัวอย่างที่ 

  • He made that mistake because he _______________________________ experience.

(เขาทำความผิดนั้น  เพราะว่าเขา ________________________________ ประสบการณ์)

(a) was lack of

(b) was in lacked of

(c) lacked of

(d) lacked    (ขาด, ขาดแคลน, ปราศจาก, ไม่มี)  ("Lack"  เมื่อเป็นคำนาม  หมายถึง  "การขาดแคลน, ความไม่มี, ความไม่เพียงพอ")

ตอบ   -   ข้อ  (d)  หรืออาจใช้  “was in lack of”  ก็ได้  เนื่องจาก  “Lack”  เป็นทั้งคำกริยาและคำนาม,  เมื่อเป็นคำกริยา  ตามด้วยกรรมเลย   ไม่ต้องมี “Of”,  แต่เมื่อใช้เป็นคำนาม  ต้องตามด้วย  “Of”  และต่อด้วยกรรม  ดังประโยคตัวอย่าง

  • They lacked confidence to go on with the project.

(พวกเขาขาดความเชื่อมั่นที่จะดำเนินโครงการต่อไป)

  • The contract lacks a signature of both parties.

(สัญญาขาดลายเซ็นของทั้ง    ฝ่าย)

  • Many poor nations lack raw materials for the production of their goods. 

(ประเทศยากจนจำนวนมากขาดแคลนวัตถุดิบสำหรับการผลิตสินค้าของตน)

  • I hated the lack of privacy in the dormitory.

(ผมเกลียดการขาดความเป็นส่วนตัวในหอพัก)

  • He was not a stern man at all, in spite of his lack of humor.

(เขามิใช่คนที่เข้มงวด-เคร่งครัด หรือไม่ยอมผ่อนผัน  ทั้งๆที่ขาดอารมณ์ขัน)

  • Lack of proper funding is making our job more difficult.

(การขาดแคลนการอุดหนุนเงินที่เหมาะสม  กำลังทำให้งานของเรายากลำบากยิ่งขึ้น)

  • His department was shut down for lack of funds.

(แผนกของเขาถูกปิดลงเนื่องจากขาดแคลนเงินทุน)

 

15. ________________ everyone knows, Jennifer is one of the smartest students in the class.

(_____________________ ทุกคนทราบ, เจนนิเฟอร์เป็นนักเรียนที่ฉลาดที่สุดคนหนึ่งในชั้น)

(a) As soon as    (ในทันทีที่)

(b) As well as    (เช่นเดียวกับ, และ)

(c) As far as    (เท่าที่, ในส่วนที่)

(d) As much as    (มากเท่ากับ)

ตอบ    -    ข้อ   (c)

 

16. Some people feel homesick when they are away ___________________________ home.

(บางคนรู้สึกคิดถึงบ้าน  เมื่อพวกเขาอยู่ห่างไกล ____________________________ บ้าน)

(a) out of

(b) from    (จาก)

(c) with

(d) at

ตอบ   -   ข้อ   (b)  สำหรับวลีที่ใช้กับ  “From”  ดูจากพารากราฟข้างล่าง

                             สำหรับคำคุณศัพท์  (Adjective)   ที่ใช้กับ  “From”   ได้แก่  “Different”  (แตกต่าง)  -  She is very different from her twin sister.  (เธอแตกต่างอย่างมากมาย  จากน้องสาวฝาแฝด),  “Far”  (ไกล)  -  My house is very far from the office.  (บ้านของผมอยู่ไกลจากที่ทำงานมาก),  “Free”  (เป็นอิสระ),  “Safe”  (ปลอดภัย),  “Immune”  (ปลอดภัยจาก, ได้รับความคุ้มกันจาก),  “Absent”  (ไม่อยู่, ขาดหายไป)  -   Some students are frequently absent from school.  (นักเรียนบางคนขาดเรียนบ่อย),  “Away”  (อยู่ห่าง)  -  Most people don’t like to be away from home for a long time.  (คนส่วนใหญ่ไม่ชอบอยู่ห่างจากบ้านเป็นเวลานานๆ),  “Evident”  (เห็นได้ชัดจาก),  เป็นต้น

                          สำหรับคำกริยา  (Verb)  ที่ใช้กับ  “From”  ได้แก่  “Differ”  (แตกต่าง)  -  Modern cars differ from the early ones in many major ways.  (รถยนต์สมัยใหม่แตกต่างจากรถยุคแรกๆ  ในลักษณะสำคัญๆ หลายประการ),  “Borrow”  (ขอยืม)  -  She borrowed some money from her friend.  (เธอยืมเงินจากเพื่อน),  “Abstain”  (ละเว้น),  “Prevent”  (ขัดขวาง),  “Suffer”  (ป่วยเป็น หรือ เดือดร้อนเพราะ)  -  Seventy-five percent of its population suffers from malnutrition.  (๗๕  เปอร์เซ็นต์ของพลเมืองของมัน (หมู่บ้าน, ตำบล) ได้รับความเดือดร้อน-ทุกข์ยาก  จากการขาดสารอาหาร)  -  A lot of people suffer from cancer today.  (ผู้คนจำนวนมากป่วยเป็นมะเร็งในปัจจุบัน),  “Refrain”  (ละเว้น, หลีกเลี่ยง),  “Stop”  (หยุด, ขัดขวาง),  “Separate”  (แยก, แยกออก, สกัด)  -  Rosa had separated from us, asking for a room by herself.  (โรซ่าได้แยกตัวจากเรา, โดยขอห้องอยู่ตามลำพัง – ส่วนตัว),  “Protect”  (ปกป้อง, คุ้มครอง)  -  Her umbrella helped protect her from the rain.  (ร่มช่วยปกป้องเธอจากฝน),  “Prohibit”  (ห้ามไม่ให้)  -  The country has a law prohibiting employees from striking.  (ประเทศมีกฎหมายห้ามพนักงาน (ลูกจ้าง) มิให้นัดหยุดงาน),  “Hinder”  (ขัดขวางไม่ให้)  -  Floods and landslides hindered the enemy from invading the city.  (น้ำท่วมและแผ่นดินถล่มขัดขวางศัตรูมิให้รุกรานเมือง)  (ขัดขวางมิให้บุกเข้ามาในเมือง),  “Defend”  (ป้องกัน),  “Draw”  (ดึงหรือลากออกมา),  “Recover”  (ฟื้นจากไข้, หายจากประสบการณ์เลวร้าย)  -  It was weeks before she fully recovered from malaria.  (มันเป็นเวลาหลายสัปดาห์  ก่อนที่เธอจะหายขาดจากโรคไข้จับสั่น)  -  They took a long time to recover from this shock.  (พวกเขาใช้เวลานาน  ในการหายจากอาการตื่นตะลึง (ความสะดุ้งตกใจ) นี้)เป็นต้น

                          ส่วนวลีอื่นๆ  ที่ใช้   “From”  ได้แก่  “From now on” = “นับจากนี้เป็นต้นไป”  - You will have to study harder from now on.  (คุณจำ เป็นจะต้องขยันเรียนให้มากขึ้น  นับจากนี้เป็นต้นไป),  “From time to time”  (เป็นครั้งคราว, เป็นบางโอกาส)  (ความถี่ประมาณ  ๔๐  เปอร์เซ็นต์)  -  We go to the movies from time to time.  (เราไปดูหนังเป็นครั้งคราว),  “Live from hand to mouth”  (ดำรงชีวิตแบบหาเช้ากินค่ำ)  -  Johnny got very little pay, and the family lived from hand to mouth when he had no job.  (จอห์นนี่ได้ค่าจ้างน้อยมาก  และครอบครัวต้องดำรงชีวิตแบบหาเช้ากินค่ำ  เมื่อเขาตกงาน),  “From the beginning”  (จากเริ่มต้น, จากเริ่มแรก),  “From place to place”  (จากที่หนึ่งไปยังอีกที่หนึ่ง),  “From one place to another place”  (จากที่หนึ่งไปยังอีกที่หนึ่ง),  “From the bottom of one’s heart”  (จากก้นบึ้งหัวใจของคนๆนั้น,  ด้วยความจริงใจ),  “From 2 to 4 p.m.”  (จาก    โมง  ถึง    โมงเย็น),  “From January to April”  (จากเดือนมกราคม  ถึงเมษายน),  “Go from bad to worse”  (เลวร้ายหรือแย่ยิ่งกว่าเดิมที่แย่อยู่แล้ว)  - Jack’s conduct in school has gone from bad to worse.  (ความประพฤติของแจ๊คในโรงเรียนเลวหนักยิ่งกว่าเดิม  ซึ่งก็เลวอยู่แล้ว)  -  Dick’s typing went from bad to  worse when has was tired.  (การพิมพ์ของดิ๊กซึ่งแย่อยู่แล้ว  กลับแย่มากขึ้นไปอีก   เมื่อตอนเขามีอาการเหนื่อยล้า),  “From hand to hand”  (จากคนหนึ่งไปสู่อีกคนหนึ่งและอีกคนหนึ่ง)  -  The box of candy was passed from hand to hand.  (กล่องลูกอมถูกส่งจากคนหนึ่งไปสู่อีกคนหนึ่ง  และอีกคนหนึ่งจนทั่วถึง),  “Fall from grace”  (กลับไปมีนิสัยเลวเหมือนเดิมอีก, ทำสิ่งเลวๆอีกครั้ง)  -  The boy fell from grace when he lied.   (เด็กคนนั้นทำในสิ่งที่ไม่ดี  เมื่อเขาโกหก),   “From pillar to post”  (จากที่หนึ่งไปยังอีกที่หนึ่ง  หลายๆครั้ง  แบบระเหเร่ร่อน  -  เปรียบเหมือนนกเกาะเสาต้นหนึ่ง  แล้วโผไปอีกต้นหนึ่ง)  -  Jim’s father changed jobs several times a year, and the family was moved from pillar to post  (พ่อของจิมเปลี่ยนงานหลายครั้งในแต่ละปี  และครอบครัวต้องย้ายบ้านหลายครั้งหลายหน),  “From scratch”  (จากศูนย์, จากไม่มีอะไรเลย, จากมือเปล่า)  -  Tom started his business from scratch.  (ทอมเริ่มต้นธุรกิจของเขาจากที่ไม่มีอะไรเลย  -  หรือจากศูนย์),  “From across the world”  (จากทั่วโลก),  “From door to door”  (จากบ้านหนึ่งไปยังอีกบ้านหนึ่ง)  -  She sells face cream from door to door.  (เธอขายครีมทาหน้าจากบ้านหลังหนึ่ง  สู่บ้านอีกหลังหนึ่ง  และอีกหลังหนึ่ง),  “From head to foot”  (จากหัวถึงเท้า,  อย่างพินิจพิเคราะห์, อย่างรอบคอบ)  -  The stranger looked the boy over from head to foot.  (คนแปลกหน้ามองเด็กคนนั้นอย่างรอบคอบ-ระมัดระวัง),  “From end to end”  (ทั่วทั้งบริเวณ)  -  The dog sniffed the yard from end to end in search of a bone  (หมาสูดดมสนามทั่วทั้งบริเวณ  เพื่อค้นหากระดูก),   “From top to bottom”  (จากบนถึงล่าง, ทั่วทั้งหมด)  -  This new car has been redesigned from top to bottom.  (รถใหม่คันนี้ถูกเปลี่ยนแปลงตลอดทั้งคัน), เป็นต้น

 

17. According to the guide, it may take over 3 hours ____________________ the ancient temple.

(ตามที่มัคคุเทศก์บอก,  มันอาจใช้เวลากว่า  ๓  ชั่วโมง _______________________ วัดโบราณ)

(a) to arrive in

(b) arriving in

(c) to arrive at    (ที่จะมาถึง)

(d) arriving at

ตอบ    -    ข้อ   (c)   ตามโครงสร้าง  “It + Take + (John, him, her, me) +Time + To + Verb 1”   และ  “Arrive at”  =  “มาถึงสถานที่เล็กๆ  เช่น  วัด, โรงเรียน, โรงพยาบาล, ธนาคาร  ฯลฯ”  ส่วน  “Arrive in”  =   “มาถึงเมือง, ประเทศ

                           สำหรับวลีที่ใช้กับ  “At”  ได้แก่  “at a high speed”  =  ด้วยความ เร็วสูง)  -  “The car is moving at a high speed.”  (รถยนต์กำลังเคลื่อนที่ด้วยความ เร็วสูง),   “good at”  (เก่ง)  -  She is good at drawing map.  (เธอเก่งการวาดแผนที่),  “sit at a table”  (นั่งที่โต๊ะ),  “land at a small airport”  (ร่อนลงที่สนามบินเล็กๆ),  “at both ends”  (ที่ปลายทั้ง ๒ ข้าง),  “a knock at the door”  (การเคาะที่ประตู)  -  “We heard a knock at the door at late night.”  (เราได้ยินเสียงเคาะที่ประตูตอนดึกมากแล้ว),  “I don’t like this movie at all.”  (ผมไม่ชอบหนังเรื่องนี้สักนิดเดียว),  “at a beach club”  (ที่สโมสร ณ ชายหาด), “at a funeral”  (ที่งานศพ),  “at a press conference”  (ที่การให้สัมภาษณ์หนังสือพิมพ์),  “at a high school dance”  (ที่งานเต้นรำของโรงเรียน),  “at the office”  (ณ ที่ทำงาน),  “at breakfast”  (เมื่อเวลาอาหารเช้า),  “to stare at a garage roof”  (จ้องมองไปที่หลังคาโรงรถ),  “to wave down at him”  (โบกมือให้เขา),  “to throw petals at his car”  (โยน – โปรย – กลีบดอกไม้ที่รถของเขา),   “at a distance”  (ในระยะไกล),   “at a standstill”  (หยุดชะงัก, หยุดนิ่งอยู่กับที่),  “at 10:00 a.m.”  (ตอน ๑๐ โมงเช้า),  “at dawn”  (ตอนรุ่งอรุณ),  “at once”  (โดยทันทีทันใด),  “at his wit’s end”  (เขาหมดปัญญา, จนปัญญา, ไม่รู้จะทำอย่างไรดี),   “at loose ends”  (ไม่มีอะไรทำ, ไม่มีงานทำ, ไม่รู้จะทำอะไร ดี, ยังไม่แน่ใจว่าจะทำอะไรต่อไป, ยังไม่ตัดสินใจ),  “at a later stage”  (ในระยะหรือขั้น ตอนต่อไป),   “at a time of high unemployment”  (ณ ช่วงเวลาที่มีการว่างงานสูง),  “to start work at sixteen”  (เริ่มทำงานตอนอายุ ๑๖),  “to die at eighty-three”  (ตายเมื่ออายุ ๘๓),  “to grow at an astonishing rate”  (เติบโตในอัตราที่น่าพิศวง),  “to buy or sell it at $ 100”  (ซื้อหรือขายที่ราคา ๑๐๐ เหรียญ),  “at 100 miles per hour”  (ที่ ๑๐๐ ไมล์ต่อชั่วโมง),  “the radio playing at full volume”  (วิทยุเปิดสุดเสียง),  “to set a pass mark at 60 percent”  (ตั้งคะ แนนผ่านที่ ๖๐ เปอร์เซ็นต์),  “to work harder at his thesis”  (ขยันมากขึ้นกับวิทยานิพนธ์),  “to aim at bringing down the inflation rate”  (มีเป้าหมายเพื่อลดอัตราเงินเฟ้อ),  “to go at the invitation of his neighbors”  (ไปเพราะการเชื้อเชิญของเพื่อนบ้าน),  “to leave at the director’s command”  (จากไปเพราะคำสั่งของผู้อำนวยการ),  “at liberty”  (มีอิสรเสรีที่จะทำอะไร, มิได้ถูกขัดขวางหรือหยุดยั้ง),  “to be at war”  (ทำสงคราม),  “to put his life at risk”  (ทำให้เขาต้องเสี่ยงชีวิต),  “to read at random”  (อ่านแบบสุ่มๆ – คือไม่เฉพาะเจาะ จง),  “at gun point”  (โดยเอาปืนจี้หัว),  “to fly at their expense”  (บินไปโดยค่าใช้จ่ายของพวกเขา),  “to be at her best”  (อยู่ในช่วงที่ดีที่สุดของเธอ),  “at a guess”  (โดยการเดาหรือทาย),  “at a rough estimate”  (โดยประมาณการอย่างคร่าวๆ),  “good at swimming”  (ว่ายน้ำเก่ง),  “clever at mathematics”  (เก่งคณิตศาสตร์),  “bad at cooking”  (ปรุงอาหารไม่เก่ง),  “an expert at shooting”  (เป็นผู้เชี่ยวชาญด้านการยิงปืน),  “be delighted at the success” (ปลาบปลื้ม-ยินดี กับความสำเร็จ),  “feel sorry at his dismissal”  (รู้สึกเสียใจกับการถูกไล่ออกของเขา),  “feel glad at a new job”  (รู้สึกดีใจกับงานใหม่)“at first”  (ในตอนแรก),  “at last”  (ในที่สุด),  “at least”  (อย่างน้อยที่สุด),  “at leisure”  (มีเวลาว่าง, ไม่ได้ทำงาน, ไม่ได้มีงานยุ่ง),  “at length”  (อย่างละเอียด, อย่างเต็มที่, ในที่สุด),  “at most, at the most”  (อย่างมากที่สุด),  “at loggerheads”  (ทะเลาะกัน, ต่อสู้กัน, เป็นปฏิปักษ์ต่อกัน)“at present”  (ในปัจจุบัน),  “at the same address” (ณ ที่อยู่เดิม),  “at 33 Albert Street” (บ้านเลขที่  ๓๓  ถนนอัลเบิร์ต),  “at the hairdresser’s”  (ที่ร้านทำผม),  “at church”  (ที่โบสถ์ – ไปทำพิธี),  “at home”  (ที่บ้าน),  “to be at work”  (กำลังทำงานหรือยุ่งอยู่กับกิจกรรมอะไรบางอย่าง, สถานการณ์หรือกระบวนการที่กำลังมีผล กระทบหรืออิทธิพล),  “at school”  (ที่โรงเรียน),  “at college”  (ที่มหาวิทยาลัย),  “arrive at the airport”  (มาถึงที่สนามบิน),  “at night”  (ตอนกลางคืน),  “at Easter”  (ช่วงเทศกาลอีสเตอร์),  “at the weekend”  (ตอนสุดสัปดาห์),  “I don’t understand it at all.”  (ผมไม่เข้าใจมันเลย),  “I can hardly hear you at all.”  (ผมแทบจะไม่ได้ยินเสียงคุณเลย  –  เสียงคุณแผ่วเบามาก),  “It is not at all likely he will come.”  (แทบจะเป็นไปไม่ได้เลยที่เขาจะมา  -  คือมีโอกาสเกิดขึ้นน้อยมาก),  “Can it be done at all?”  (มันจะสามารถทำได้ไหมนี่),  “She will walk with a limp, if she walks at all.”  (เธอจะต้องเดินขากระเผลก-ขาเป๋  ถ้าเธอยังเดินได้  -  หมายถึงเธออาจจะเดินไม่ได้อีกเลย),  “at all costs”  (ไม่ว่าจะต้องเสียเงิน เวลา หรือความพยายามเพียงใด)  -  Carl is determined to succeed in his new job at all costs.”  (คาร์ลมุ่งมั่นที่จะประสบความสำเร็จในงานใหม่ของเขา  โดยไม่สน ใจว่าจะต้องทำงานหนักเพียงใด),  “Regardless of the results, Mr. Jackson intended to save his son’s eyesight at all costs.”  (โดยไม่คำนึงถึงผลลัพธ์  มิสเตอร์แจ๊คสันตั้งใจที่จะรักษาสายตาของลูกชายตน  ไม่ว่าจะต้องใช้เวลาหรือเงินมาก มายเพียงใด),  “at a loss”  (ในสภาพที่ไม่แน่นอน, ไม่รู้อะไรเลย, งุนงงสับสนไปหมดจนทำอะไรไม่ถูก, จนปัญญา),  “A good salesman is never at a loss for words.”  (นักขายที่ดีไม่เคยจนปัญญาที่จะพูดเพื่อขายสินค้า),  “When Don missed the last bus, he was at a loss to know what to do.”  (เมื่อดอนตกรถเมล์เที่ยวสุดท้าย  เขางุนงงสับสนจนไม่รู้ว่าจะทำอย่างไร  -  คือไม่รู้ว่าจะหาทางกลับบ้านอย่างไร)“at anchor”  (แอ๊ง-เคอะ  -  จอดลอยลำทอดสมออยู่),  “at any rate”  (อย่างไรก็ตาม, อย่างไรก็ดี),  “keep him at arms length”  (ไม่คบค้าสมาคมกับเขา, ไม่ทำตัวสนิทสนมกับเขา),  “at a snail’s pace”  (อย่างเชื่องช้าอืดอาด, คืบหน้าไปทีละหน่อยเหมือนหอยทาก),  “one at a time”  {(เข้ามาในห้อง, ขึ้นรถ เมล์) ทีละคน},  “run up the steps two at a time”  (ขึ้นบันไดทีละ ขั้น),  “at best, at the best”  (อย่างดีที่สุด),  “at ease”  (สบาย, ไม่มีความเจ็บปวดหรือสิ่งรบกวน),  “at every turn”  (ทุกครั้ง, ตลอดเวลา),  “at fault”  (ถูกตำหนิ, รับ ผิดชอบต่อความผิดพลาดหรือความล้มเหลว),  “at first glance, at first sight”  (เมื่อแรกเห็น, หลังจากมองครั้งแรกอย่างรวดเร็ว),  “at hand, at close hand”  (อยู่ใกล้ตัว, เอื้อมถึงได้ง่าย, กำลังจะมาถึงเร็วๆนี้),  “at large”  {(คนร้าย) ยังลอยนวล, ยังจับตัวไม่ได้}, เป็นต้น

 

18. During Christmas Frank didn’t go anywhere because he had planned to spend most of his time ___________ his sick mother.

(ระหว่างช่วงคริสต์มาส  แฟรงค์มิได้ไปที่ไหน  เพราะว่าเขาได้วางแผนที่จะใช้เวลาส่วนใหญ่ของเขา ___________ แม่ที่ป่วย)

(a) take good care of

(b) to take good care of

(c) taking good care with

(d) taking good care of    (ดูแลเป็นอย่างดี)   

ตอบ    -    ข้อ  (d)  เนื่องจาก  “Subject + Spend + Time + Verb + ing”  =  “ประธานฯ ใช้เวลา ....................(๑ ชั่วโมง, ๒ วัน, ๓ เดือน) ..................... ทำกริยานั้นๆ”  ดังตัวอย่างข้างล่าง

  • She spent most of her time studying in the library.

(เธอใช้เวลาส่วนใหญ่อ่านหนังสือในห้องสมุด)

  • He spends most nights watching TV.

(เขาใช้เวลากลางคืนส่วนมากดูทีวี)

  • I spent all day writing.

(ผมใช้เวลาทั้งวันเขียนหนังสือ)

                               สำหรับการใช้  “Spend”  ในโครงสร้างแบบอื่นๆ  ดูจากตัวอย่างข้างล่าง

  • We always spend a lot of money on parties.

(เราใช้จ่ายเงินมากมายเป็นประจำในเรื่องจัดงานเลี้ยง)

  • Whenever she goes to a shopping mall, she gets the urge to spend.

(เมื่อใดก็ตามที่เธอไปห้าง  เธอมีแรงกระตุ้นที่จะใช้เงิน)

  • The buildings need a lot of money spent on them.

(อาคารพวกนั้นต้องการเงินจำนวนมากเพื่อใช้จ่ายกับมัน)  (หมายถึง  ในการบำรุงรักษา-บูรณะซ่อมแซม)

  • He spent most of his time in the office.

(เขาใช้เวลาส่วนใหญ่ในที่ทำงาน)

  • She woke early, meaning to spend all day cleaning her home.

(เธอตื่นแต่เช้าตรู่  ตั้งใจจะใช้เวลาทั้งวันทำความสะอาดบ้าน)

  • What a way to spend a weekend!

(มันช่างเป็นวิธีการที่ยอดเยี่ยมในการใช้เวลาในวันสุดสัปดาห์)  (เป็นประโยคอุทาน  อาจใช้พูดหลังการวางแผนที่จะใช้เวลาในวันสุดสัปดาห์  หรือการไปพักผ่อนสุดสัปดาห์ได้ผ่านไปแล้ว)

  • We found a hotel where we could spend the night.

(เราพบโรงแรมที่ซึ่งเราสามารถพักค้างคืนได้)

  • I have spent all my life in this town.

(ผมได้ใช้เวลาตลอดชีวิตในเมืองนี้)

  • He spent a lot of effort organizing that trip.

(เขาได้ใช้ความพยายามมากมายในการจัดการเดินทางท่องเที่ยวคราวนั้น)

 

19. Have you a book about _____________________________________________ English?

(คุณมีหนังสือเกี่ยวกับภาษาอังกฤษ ___________________________________ หรือเปล่า)

(a) every day    (ทุกวัน)  (เป็นกริยาวิเศษณ์)

(b) everyday    (ประจำวัน, ทุกวัน)  (เป็นคำคุณศัพท์)

(c) everydays    (รูปนี้ไม่มีใช้)

(d) every days    (รูปนี้ไม่มีใช้)

ตอบ   -   ข้อ   (b)   เนื่องจากขยายหน้าคำนาม  “English”   หมายถึง  ภาษาอังกฤษที่ใช้พูดคุยประจำวัน  จึงต้องใช้คำคุณศัพท์,  สำหรับ  “Every day”  เป็น “Adverb of frequency”   ใช้ขยายคำกริยา  เช่น

  • They go to school every day.
  • We clean our rooms every day.

 

20. You must do according _______________________________________ you are ordered.

(คุณจะต้องทำตาม ________________________________________ คุณถูกสั่ง – ให้ทำ)

(a) to

(b) from

(c) as    (ที่)

(d) with

ตอบ    –    ข้อ   (c)   เนื่องจาก   “According as”  (ตามที่)  เป็น  “Conjunction”  จึงต้องตามด้วยประโยค  {Subject + Verb +   (ส่วนขยาย)}   ส่วน  “According to” (ตามที่)  เป็น  “Preposition”  ต้องตามด้วยคำนามหรือวลี  ดังตัวอย่าง

  • Everything went according as we have planned.

(= Everything went as we have planned.)

(ทุกสิ่งเป็นไปตามที่เราได้วางแผนไว้)

  • You must tell the story according as it really happened.

(= You must tell the story as it really happened.)

(คุณจะต้องเล่าเรื่องตามที่มันเกิดขึ้นจริงๆ)

  • I like the freedom to organize my day according as I want to.

(= I like the freedom to organize my day as I want to.)

(ผมชอบเสรีภาพ (หรือความไม่มีพิธีรีตอง) ที่จะจัดระเบียบ (หรือจัดตารางทำงาน) ในแต่ละวัน  ตามที่ผมต้องการจะจัด)  (คือ  ไม่ต้องการให้ใครมาสั่ง)

  • According to Dr. Allen, the cause of death was drowning.

(ตามที่คุณหมอแอลเลนบอก  สาเหตุการตายคือการจมน้ำ)

  • The road was some forty miles long according to my map.

(ถนนยาวประมาณ ๔๐ ไมล์  ตาม (ข้อมูล) แผนที่ของผม)

  • The employees were given tasks according to their skills.

(พนักงานได้รับมอบหมายงานสอดคล้องกับทักษะของพวกเขา)

  • There are 6 classes organized according to age.

(มี    ชั้นเรียน  ซึ่งถูกจัดตามอายุ)

  • Everything went according to plan.

(ทุกสิ่งเป็นไปตามแผน)

(= Everything went according as we have planned.)

  • According to the teacher, there will be an exam next week.

(ตามที่อาจารย์บอก  จะมีการสอบสัปดาห์หน้า)

  • According to the weather forecast, there will be a heavy storm this weekend.

(ตามการพยากรณ์อากาศ  จะมีพายุจัดปลายสัปดาห์นี้)

 

เรียน   ท่านผู้ติดตามอ่านเว็บไซต์  “everydayenglish.pwa.co.th”                

 

               ถ้าท่านมีคำแนะนำให้ปรับปรุงเว็บไซต์นี้ประการใด  กรุณาส่ง   e-mail ไปที่  ดร. วัชรินทร์  ภูเขาทอง  อดีต  ผอ. สำนักวิทยาการ  การประปาส่วนภูมิภาค  ผู้จัดทำเว็บไซต์นี้  ตาม   “Address” wpookaotong@yahoo.com   (โปรดระบุหัวเรื่องด้วยว่า  “ปรับปรุงเว็บไซต์)   เพื่อที่ผู้จัดทำฯ จะได้ปรับปรุงเนื้อหาได้ตรงตามความประสงค์ของผู้อ่านเว็บไซต์นี้ต่อไป

 

 

 

หมวดข้อสอบ STRUCTURE (ตอนที่ 32)

การประปาส่วนภูมิภาค  “มุ่ง-มั่น-เพื่อปวงชน”

 

Direction:  Choose the most appropriate answer.

(จงเลือกคำตอบที่เหมาะสมที่สุด)

 

1. Tom spends the weekend with friends at their house in the country.  When he leaves, he says to his host, “_____________”

(ทอมใช้เวลาในวันสุดสัปดาห์กับเพื่อนๆ ที่บ้านของพวกเขาในชนบท,  เมื่อเขาจะกลับ  เขาพูดกับเจ้าของบ้านว่า  “_____________”)

(1) Thank you for having me.    (ขอบคุณที่เชิญผมมา, ขอบคุณที่ให้ผมพักที่บ้าน)

(2) I admire your hostess.    (ผมชื่นชมเจ้าของบ้านหญิง, ผมชื่นชมภรรยาของคุณ)

(3) You are too kind to take me.    (คุณใจดีเกินไปที่รับผมไว้)

(4) You make me feel so good.    (คุณทำให้ผมรู้สึกสบายใจจัง)

 

2. At a wedding reception, the uncle of the bride stands up and says, “_________________”

(ที่งานเลี้ยงรับรองการแต่งงานแห่งหนึ่ง  ลุงของเจ้าสาวยืนขึ้นและกล่าวว่า  “_____________)

(1) I’d like to give a talk to the bride and groom.    (ผมใคร่จะบรรยายให้เจ้าสาวและเจ้าบ่าวฟัง)

(2) Please join me in wishing the newlyweds a happy life together.    (ขอให้ทุกท่านมาร่วมกับผมในการแสดงความปรารถนาดีแก่คู่บ่าวสาว  ให้มีความสุขด้วยกันตลอดไป)  (เป็นคำพูดที่นิยมใช้ในโอกาสนี้)

(3) Let’s join the bride and groom while they are having a drink.    (ขอให้พวกเรามาร่วมดื่มกับคู่บ่าวสาวกันเถอะ)

(4) Please stand and have some toast with them.    (โปรดยืนขึ้นและดื่มอวยพรพร้อมกับพวกเขา)

 

3. Jane is having trouble opening a classroom door, so her friend says, “___________________”

(เจนกำลังมีปัญหาเรื่องการเปิดประตูห้องเรียน (คือ  ไม่สามารถเปิดประตูห้องเรียนได้)  ดังนั้น  เพื่อนของเธอจึงกล่าวว่า  “______________”)

(1) Knock on it hard.    (เคาะประตูแรงๆ หน่อย)

(2) Leave it open.    (เปิดประตูทิ้งไว้)

(3) Put your hands on it.    (วางมือของเธอไว้บนประตู)

(4) Give it a good push.    (ผลักประตูแรงๆ)

หมายเหตุ –  Good”  ยังใช้ในการเน้นย้ำเกี่ยวกับ “ขนาด, จำนวน, ปริมาณ” ดังเช่นในคำตอบ ข้อ (๔)  และตัวอย่างข้างล่าง

  • She gave the door a good push and it finally opened.

(เธอผลักประตูอย่างแรง  และมันก็เปิดออกในที่สุด)

  • I waited for her for a good two hours.

(ผมรอเธอ ๒ ชั่วโมงเต็มๆ)

  • The police took a good look at the murder scene.

(ตำรวจจ้องมองสถานที่ฆาตกรรมอย่างเต็มตา)

  • One good shake of my head and it would fall off.

(ผมเขย่าหัวตัวเองอย่างแรง  แล้วมันก็ร่วงลงมา)

  • She left a good while ago.

(เธอจากไปเมื่อครู่ใหญ่ๆ นี้เอง)

  • He owes me a good hundred dollars by now.

(เขาเป็นหนี้ผม ๑๐๐ ดอลลาร์เต็มๆ ในขณะนี้)

  • It would be a good bit cheaper if you buy it now.

(มันจะราคาถูกกว่ากันนิดเดียว  ถ้าคุณซื้อมันในตอนนี้)

 

4. A customer in a fast food shop orders a hamburger and French fries.  The man behind the counter asks him, “______________”

(ลูกค้าในร้านอาหารจานด่วนแห่งหนึ่งสั่งแฮมเบอร์เกอร์และมันฝรั่งทอด,  ชายหลังเคาน์เตอร์ (พนักงานของร้าน) ถามเขาว่า  “________________

(1) Would you like anything to drink with that?    (คุณต้องการเครื่องดื่มอะไรบ้างไหมครับ)  (คุณต้องการเครื่องดื่มด้วยไหมครับ)

(2) Is that all you’re going to order?    (นั่นคือทั้งหมดที่คุณจะสั่งใช่ไหมครับ)

(3) Are you thinking of going out?    (คุณกำลังคิดจะออกไปข้างนอกหรือครับ)

(4) Would you like to suggest something else?    (คุณอยากจะแนะนำอย่างอื่นไหมครับ)

 

5. You’ve been invited to a party, but unfortunately you can’t go.  When you tell the host, he says, “______________”

(คุณได้รับเชิญไปงานเลี้ยงแห่งหนึ่ง  แต่โชคไม่ดีเลย  คุณไม่สามารถไปได้,  เมื่อคุณบอกเจ้าของงาน  เขาพูดว่า  _______________”)

(1) We’ll miss you.    (เราจะคิดถึงคุณ)  (หมายถึง  ตอนที่เราสนุกกันที่งานเลี้ยง  เราคงจะคิดถึงคุณที่ไม่สามารถมาร่วมสนุกกับเราได้)

(2) Fine with me.    (ยังไงก็ได้)

(3) See you later.    (แล้วพบกันใหม่นะ)

(4) Pity me.    (เห็นใจผมเถอะ)

 

6. You can’t hear the news on the radio, so you say to your American friend, “_____________”

(คุณไม่สามารถได้ยินข่าวจากวิทยุ  ดังนั้น  คุณจึงพูดกับเพื่อนชาวอเมริกันของคุณว่า  _______”)

(1) How about switching it on?    (ช่วยเปิดวิทยุหน่อยเป็นไง)

(2) Could you pick it up, please?    (โปรดเก็บมันขึ้นมาหน่อยได้ไหม)

(3) Would you mind turning it up?    (ช่วยเปิดเสียงให้ดังอีกหน่อยได้ไหม)

(4) Can you please put it on?    (โปรดสวมมันหน่อยได้ไหม)

หมายเหตุ  -   Turn up”  หมายถึง  “เปิดเสียง (วิทยุ, โทรทัศน์) ให้ดังขึ้น”  ส่วน  Turn down”  หมายถึง  “หรี่เสียง (วิทยุ, โทรทัศน์) ให้เบาลง,  ส่วน  Turn on” = “Switch on หมายถึง  “เปิด (วิทยุ, โทรทัศน์, ไฟฟ้า)”  ในขณะที่  Turn off”  = “Switch off หมายถึง  “ปิด (วิทยุ, โทรทัศน์, ไฟฟ้า)”

 

7. Sally is always complaining because her boyfriend doesn’t have enough money to buy a car.  One day he says to her angrily, “_______________”

(แซลลี่มักจะบ่นอยู่เสมอ  เพราะว่าแฟนของเธอมีเงินไม่พอซื้อรถยนต์,  วันหนึ่ง  เขาพูดกับเธออย่างโกรธเคืองว่า  “_______________)

(1) How am I supposed to think?    (ผมควรที่จะคิดอย่างไร)

(2) You’re driving me crazy.    (คุณกำลังทำให้ผมบ้าแล้วนะ)

(3) Don’t be so serious.    (อย่าจริงจังมากเกินไป)

(4) How can I do that to you?    (ผมจะทำอย่างนั้นกับคุณได้อย่างไร)

 

8. You ask to speak to your boss on the phone.  You say, “__________________________”

(คุณโทรศัพท์ไปเพื่อขอพูดกับเจ้านายของคุณ,  คุณพูดว่า  “______________________)

(1) I’d like Mr. Baxter to speak to me.    (ผมอยากให้คุณแบกซ์เตอร์มาพูดกับผมหน่อย)

(2) I intend to talk to Mr. Baxter.    (ผมตั้งใจจะพูดกับคุณแบกซ์เตอร์)

(3) Can you direct me to Mr. Baxter?    (คุณช่วยนำทางผมไปยังคุณแบกซ์เตอร์ได้ไหมครับ)

(4) Could you put me through to Mr. Baxter?    (ช่วยต่อสายไปที่คุณแบกซ์เตอร์หน่อยครับ)

 

9. You are in Bangkok, talking to your friend in Singapore.  You mention that you are flying down next weekend.  Your friend says, “_____________ at the airport.”

(คุณอยู่ในกรุงเทพฯ  คุยกับเพื่อนของคุณ (ทางโทรศัพท์) ในสิงคโปร์,  คุณกล่าวว่าคุณกำลังจะบินไปสิงคโปร์สัปดาห์หน้า,  เพื่อนของคุณพูดว่า  “_____________ ที่สนามบิน”)

(1) I’ll go and receive you    (ผมจะไปและต้อนรับคุณ)  (ไม่นิยมใช้สำนวนนี้)

(2) I’ll pick you up    (ผมจะไปรับคุณ)

(3) I’ll come after you    (ผมจะมาทีหลังคุณ)

(4) I’ll be there for you    (ผมจะอยู่ที่นั่นเพื่อคุณ)

 

10. As you are leaving a shop, the salesgirl says pleasantly, “_________________________”

(ในขณะที่คุณกำลังออกจากร้าน  พนักงานขายหญิงพูดอย่างมีมิตรไมตรีจิตว่า  “__________)

(1) Where are you going?    (คุณกำลังจะไปไหนคะ)

(2) Please come again.    (โปรดกลับมาใช้บริการของเราอีกนะคะ)

(3) Watch your purse.    (ระวังกระเป๋าสตางค์ของคุณด้วยค่ะ)

(4) Did you forget to pay?    (คุณลืมจ่ายเงินหรือเปล่าคะ)

 

11. As a woman is entering a restaurant with her poodle, the manager comes over to her and says, “_____________”

(ในขณะที่ผู้หญิงคนหนึ่งกำลังเข้าไปในภัตตาคารกับสุนัขพันธุ์พุดเดิลของเธอ  ผู้จัดการ (ร้าน) เดินเข้ามาหาเธอและพูดว่า  “_______________)

(1) Why don’t you put it away?    (ทำไมคุณไม่เอามันไปเก็บเสียล่ะ)

(2) It’s a good idea to leave it alone.    (เป็นความคิดที่ดีที่จะปล่อยมันไว้ตามลำพัง)

(3) We don’t allow pets in here.    (เราไม่อนุญาตให้นำสัตว์เลี้ยงเข้ามาในนี้ครับ)

(4) Our customers don’t like poodles.    (ลูกค้าของเราไม่ชอบหมาพุดเดิลครับ)

 

12. You are standing at a bus stop.  When a bus comes along, you ask the man next to you, “___

________ to Siam Square?”

(คุณกำลังยืนอยู่ที่ป้ายรถเมล์,  เมื่อรถเมล์คันหนึ่งวิ่งมา  คุณถามชายที่ยืนอยู่ข้างๆ คุณว่า  “___

_________ สยามสแควร์หรือเปล่า”)

(1) Is this the one we get on for the trip    (นี่คือรถที่เราจะขึ้นเพื่อการเดินทางไป)

(2) Does this bus go    (รถเมล์คันนี้ไป)

(3) Will this bus run    (รถเมล์คันนี้จะวิ่ง)

(4) Can I get this bus to take me    (ผมสามารถเอารถคันนี้เพื่อพาผมไป)

 

13. You are short of sugar, so you ring your neighbor’s bell and say, “_____________________”

(คุณมีน้ำตาล (เพื่อปรุงอาหาร) ไม่พอ  ดังนั้น  คุณจึงกดกระดิ่งที่ประตูของเพื่อนบ้านของคุณ  และพูดว่า  “______________)

(1) Can I use your sugar?    (ผมขอใช้น้ำตาลของคุณได้ไหมครับ)  (สำนวนนี้ไม่สุภาพ)

(2) Give me some sugar.    (เอาน้ำตาลให้ผมหน่อย)  (สำนวนนี้ไม่สุภาพ)

(3) May I borrow some sugar?    (ผมขอยืมน้ำตาลหน่อยได้ไหมครับ)

(4) I would like to take your sugar.    (ผมอยากจะเอาน้ำตาลของคุณไป)  (สำนวนนี้ไม่สุภาพ)

 

14. You are in the dentist’s chair and the dentist says to you, “________________________”   

(คุณนั่งอยู่บนเก้าอี้ของร้านทำฟัน  และหมอฟันพูดกับคุณว่า  “_____________________)

(1) Go ahead.    (เดินตรงไปข้างหน้าเลยครับ, เชิญทำไปเลยครับ, แซงขึ้นหน้า (ผม) ไปเลยครับ)  (ความหมายหลังนี้ใช้กับการเดินหรือขี่จักรยาน)

(2) Let’s have a look.    (มาดูกันหน่อยว่า (ฟันของคุณ) เป็นอย่างไร)

(3) Make yourself at home.    (ทำตัวตามสบายนะครับ)

(4) Wait and see.    (ต้องคอยดูกันต่อไป,  คอยก่อนแล้วจะได้เห็นกัน)

 

15. Your friend tells you that her father just lost his job.  You say, “_____________________”

(เพื่อนของคุณบอกคุณว่าพ่อของเธอเพิ่งจะตกงาน,  คุณจึงพูดว่า  “___________________)

(1) It’s all for the best.    (เป็นสิ่งที่ดีที่สุดแล้วครับ)

(2) All’s well that ends well.    (ใช้พูดภายหลังสถานการณ์ใดๆ ที่จบลงด้วยดี  หมายถึง  “ทุกอย่างจบลงด้วยดี”)

(3) Don’t mention it.    (ไม่เป็นไรครับ)  (ใช้ตอบคำขอบคุณ)

(4) I’m sorry to hear that.    (ผมเสียใจที่ได้ยิน (ทราบ) เรื่องนี้ครับ)  (สำนวนนี้ใช้เมื่อมีผู้บอกข่าวร้ายของเขาให้เราฟัง)

 

เรียน   ท่านผู้ติดตามอ่านเว็บไซต์  “everydayenglish.pwa.co.th”                

 

               ถ้าท่านมีคำแนะนำให้ปรับปรุงเว็บไซต์นี้ประการใด  กรุณาส่ง   e-mail ไปที่  ดร. วัชรินทร์  ภูเขาทอง  อดีต  ผอ. สำนักวิทยาการ  การประปาส่วนภูมิภาค  ผู้จัดทำเว็บไซต์นี้  ตาม   “Address” wpookaotong@yahoo.com   (โปรดระบุหัวเรื่องด้วยว่า  “ปรับปรุงเว็บไซต์)   เพื่อที่ผู้จัดทำฯ จะได้ปรับปรุงเนื้อหาได้ตรงตามความประสงค์ของผู้อ่านเว็บไซต์นี้ต่อไป

 

 

หมวดข้อสอบ STRUCTURE (ตอนที่ 31)

การประปาส่วนภูมิภาค  “มุ่ง-มั่น-เพื่อปวงชน”

 

Direction:  Choose the most appropriate answer.

(จงเลือกคำตอบที่เหมาะสมที่สุด)

 

1. A: “Jim was late for two classes this morning.” 

(จิมเข้าห้องเรียนสาย  ๒  วิชา  เมื่อเช้านี้)

    B: “He said that he forgot both of the ___________________________________________.”

(เขาพูดว่า  เขาลืม _________________________________________ ทั้ง    หมายเลข)

(a) rooms number

(b) room number

(c) room’s numbers

(d) room numbers    (หมายเลขห้องเรียน)

ตอบ   -   ข้อ   (d)   เนื่องจากเป็นนามประกอบ (นามขยายนาม)  (Compound noun)  มักแสดงรูปพหูพจน์ที่คำนามตัวหลัง  ดูเพิ่มเติม  “นามขยายนาม”  จากประโยคข้างล่าง

                                        ตัวอย่างที่  

  • My father is working on a _______________________ plan for Northeastern Thailand.  

(พ่อของผมกำลังทำงานในเรื่องแผน _____________ ภาคตะวันออกเฉียงเหนือของประเทศไทย)

(a) develop

(b) developed    (ที่พัฒนาแล้ว)

(c) developing    (กำลังพัฒนา)

(d) development    (การพัฒนา)

ตอบ   -   ข้อ   (d)   สำหรับข้อ  (b) และ  (c)  มักใช้ขยาย  “ประเทศ, เมือง, พื้นที่”  เช่น   “Developed countries”  (ประเทศที่พัฒนาแล้ว)   หรือ  “Developing countries”  (ประเทศที่กำลังพัฒนา)   ส่วน  “Development plan”  (แผนการพัฒนา)  เป็นการใช้คำนามขยายคำนาม  หรือ  “นามประกอบ”  (Compound noun)

                                         ตัวอย่างที่ 

  • Thailand’s population ____________________ is an average of 0.8 percent each year.

(______________________ ของประชากรประเทศไทย  คือ  โดยเฉลี่ย ๐.๘ เปอร์เซ็นต์ ทุกปี)

(a) increases

(b) increase    (การเพิ่มขึ้น)

(c) to increase

(d) increased

ตอบ   –   ข้อ   (b)   เนื่องจากเป็นการใช้คำนามขยายคำนาม  (Compound noun)  หรือ  “นามประกอบ” (Population increase  =  การเพิ่มขึ้นของประชากร

                                        ตัวอย่างที่      

  • That is a hat shop.  There are some hats in ___________________________________.

(นั่นเป็นร้านขายหมวก  มีหมวกอยู่ใน _________________________________________)

(a) the shop’s window

(b) the shop window    (ตู้โชว์กระจกหน้าร้าน)

(c) the window shop    (ร้านขายหน้าต่าง)

(d) the window’s shop

ตอบ   -   ข้อ   (b)   ใช้แบบนามขยายนาม  หรือ นามประกอบ  (Compound noun)

                                         ตัวอย่างที่ 

  • Wait a minute, I’ll look up Mary’s phone number in the ______________ and then call her.

(รอประเดี๋ยวนึงนะ  ผมจะค้นหาเบอร์โทรศัพท์ของแมรี่ใน _______ และ (ต่อจากนั้น) จะโทรฯไปที่เธอ)

(a) phone’s book

(b) phone book    (สมุดโทรศัพท์)

(c) phones book

(d) book of phone

ตอบ   -   ข้อ    (b)   เนื่องจากเป็นการใช้คำนามขยายคำนาม  ที่เรียกว่า  “นามประกอบ”    (Compound noun)  ดูเพิ่มเติมนามขยายนามจากประโยคข้างล่าง

                                        ตัวอย่างที่ 

  • I told my mom that I had bought this bulb for the ______________________________.

(ผมบอกแม่ว่า  ผมซื้อหลอดไฟดวงนี้เพื่อใช้กับ __________________________________)

(a) desk’s lamp

(b) lamp of the desk

(c) lamp on desk

(d) desk lamp    (โคมไฟตั้งโต๊ะ)

ตอบ   -   ข้อ   (d)  เนื่องจากเป็นการใช้คำนามขยายคำนาม  ที่เรียกว่า  “นามประกอบ”  (Compound noun)

                                        ตัวอย่างที่ 

  • To the best of my knowledge, all of them are efficient __________________________.

(เท่าที่ผมรู้มาอย่างดีที่สุด  พวกเขาทุกคนเป็น _______________________ ที่มีประสิทธิภาพ)

(a) language’s teachers

(b) languages teachers

(c) teaching languages

(d) language teachers    (ครูสอนภาษา)

ตอบ   -   ข้อ    (d)   เป็นการใช้นามขยายนาม  หรือ  “นามประกอบ”  (Compound noun)

                                        ตัวอย่างที่ 

  • She broke a _____________________________________ while she was washing up.

(เธอทำ ______________________________________ แตก  ในขณะที่เธอกำลังล้างจาน)

(a) glass wine

(b) wine glass    (แก้วไวน์)

(c) glass for wine

(d) glass of wine

ตอบ   -   ข้อ   (b)   เนื่องจากเป็นการใช้คำนามขยายคำนาม

                                         ตัวอย่างที่ 

  • Jim bought his new shoes from the ____________________________ near his house.

(จิมซื้อรองเท้าใหม่จาก ________________________________________ ใกล้บ้านของเขา)

(a) shoes’ store

(b) shoes store

(c) shoes’s store

(d) shoe store    (ร้านรองเท้า)

ตอบ   -   ข้อ   (d)   เนื่องจากเป็นการใช้นามขยายนาม  หรือ  “นามประกอบ”  (Compound noun)  โดยนามตัวหน้ามักอยู่ในรูปเอกพจน์เสมอ  และถ้าต้องการใช้คำนามประกอบในรูปพหูพจน์  จะแสดงรูปพหูพจน์ที่คำนามตัวหลัง  ตัวอย่าง  เช่น

  • service bus (es)  (รถบริการ – คือรถรับ-ส่งพนักงาน)
  • bus service (s)   (บริการรถประจำทาง)
  • flower garden (s)  (สวนดอกไม้)
  • color television (s)   (ทีวีสี)
  • room number (s)   (หมายเลขห้อง)
  • bookstore (s)   (ร้านขายหนังสือ)
  • development plan (s)   (แผนการพัฒนา)
  • population increase   (การเพิ่มประชากร)
  • table lamp (s)   (ตะเกียง-โคมไฟตั้งโต๊ะ)
  • war criminal (s)   (อาชญากรสงคราม)
  • traffic jam   (รถติด)
  • newspaper article   (บทความหนังสือพิมพ์)
  • conference room   (ห้องประชุม)
  • peace talk   (การเจรจาสันติภาพ)
  • car key   (กุญแจรถ)
  • car park   (ที่จอดรถ)
  • railway station   (สถานีรถไฟ)
  • art exhibition   (นิทรรศการศิลปะ)
  • show room   (ห้องแสดงสินค้า หรือตัวอย่างสินค้า)
  • show business   (ธุรกิจการแสดง)
  • flood victim   (เหยื่ออุทกภัย)
  • energy management   (การบริหารพลังงาน)
  • drain pipe   (ท่อระบายน้ำ)
  • wastewater disposal   (การกำจัดน้ำเสีย)
  • energy conservation   (การอนุรักษ์พลังงาน)
  • interest rate   (อัตราดอกเบี้ย)
  • premium payment   (การจ่ายเบี้ยประกัน)
  • office building   (อาคารสำนักงาน)
  • rubbish bin   (ถังขยะ)
  • community development   (การพัฒนาชุมชน)
  • road safety rally   (การรณรงค์ความปลอดภัยบนถนน)
  • flood relief center   (ศูนย์บรรเทาน้ำท่วม)
  • production method   (วิธีการผลิต)
  • goods outlet  (ตลาด-ช่องทางระบายสินค้า)
  • distribution channel   (ช่องทางการจำหน่าย)
  • contract period  (ระยะเวลาของสัญญา)
  • loan amount limit   (การจำกัดปริมาณเงินกู้)
  • debt payment   (การชำระหนี้)
  • audit procedure   (กระบวนการตรวจสอบ)
  • risk assessment   (การประเมินความเสี่ยง)
  • reforestation activity   (กิจกรรมการปลูกป่า)
  • government sector   (ภาครัฐบาล)
  • tourism sector   (ภาคการท่องเที่ยว)
  • border patrol police school   (โรงเรียนตำรวจตระเวนชายแดน)
  • toilet construction   (การสร้างห้องน้ำ)
  • implementation plan   (แผนการดำเนินงาน)
  • duty performance   (การปฏิบัติหน้าที่)
  • business partner   (คู่ค้า, หุ้นส่วนธุรกิจ)
  • business competitor   (คู่แข่งทางธุรกิจ)
  • business growth   (การเติบโตของธุรกิจ)
  • emergency use   (การใช้กรณีฉุกเฉิน)
  • donation reception   (การรับบริจาค)
  • wood house (s)   (บ้านไม้)
  • steel table (s)   (โต๊ะเหล็ก)
  • government policy  (นโยบายรัฐบาล)
  • personnel development   (การพัฒนาบุคลากร)
  • insurance policy   (กรมธรรม์ประกันภัย)
  • growth rate   (อัตราการเติบโต)
  • oil price rise  (การขึ้นราคาน้ำมัน)
  • birthday party   (งานเลี้ยงวันเกิด)
  • dividend payment   (การจ่ายเงินปันผล)
  • income tax deduction   (การหักภาษีเงินได้)
  • motor insurance   (การประกันภัยรถยนต์)
  • fire insurance   (การประกันอัคคีภัย)
  • capital market   (ตลาดทุน)
  • exchange rate (s)   (อัตราการแลกเปลี่ยน)
  • traffic problem (s)  (ปัญหาจราจร)
  • greenhouse gas   (กาซเรือนกระจก)
  • tourism sector   (ภาคการท่องเที่ยว)
  • climate change   (การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ)
  • terrorism risk (s)  (การเสี่ยงภัยการก่อการร้าย)
  • commodity price (s)  (ราคาสินค้า)
  • price competition   (การแข่งขันด้านราคา)
  • household debt   (หนี้ครัวเรือน)
  • car sale (s)   (การขายรถยนต์)
  • distribution channel   (ช่องทางการจำหน่าย)
  • accident occurrence   (การเกิดอุบัติเหตุ)
  • branch office (s)   (สำนักงานสาขา)
  • insurance company   (บริษัทประกันภัย)
  • business partner (s)   (คู่ค้า)
  • leather belt   (เข็มขัดหนัง)
  • business transaction (s)   (การดำเนินธุรกิจ)
  • business mind   (จิตใจคิดแต่เรื่องธุรกิจ)
  • heart disease treatment   (การรักษาโรคหัวใจ)

 

2. You should __________________ with your boss before committing yourself to  that project.

(คุณควร _______________________ กับเจ้านายของคุณก่อนการผูกมัดตัวเองกับโครงการนั้น)

(a) speak   (พูด)

(b) will speak

(c) speaking

(d) spoken

ตอบ   -   ข้อ  (a)   เพราะกริยาที่ตามหลังกริยาประเภท  Modal Verb   จะต้องอยู่ในรูป   Infinitive without to  คือ  Verb ช่องที่ 1  ที่ไม่มี  To   นำหน้าเสมอ,  กริยาประเภท  Modal Verb  เช่น  will,  would,  shall,  should,  can,  could,  may,  might,  must  เช่น  will hear (ได้ยิน),  would  see  (เห็น),  can  notice (สังเกตเห็น),  may observe (สังเกต),  must watch (ดู),  should  listen to (ฟัง),   smell (ได้กลิ่น),  let (ปล่อยให้, ยอมให้),  make  (ทำให้)   ตัวอย่างประโยค  เช่น

  • He will come to my party next week. 

(เขาจะมางานเลี้ยงของผมสัปดาห์หน้า)

  • They would not believe what you told them. 

(พวกเขาจะไม่เชื่อในสิ่งที่คุณบอกพวกเขา)

  • You should pay a visit to your dentist.

(คุณควรไปพบหมอฟันของคุณนะ)

  • The children may watch TV tonight.

(เด็กๆ อาจจะดูหรือได้รับอนุญาตให้ดูทีวีได้คืนนี้)

  • You must study harder to pass the exam.

(คุณจะต้องเรียนให้หนักยิ่งขึ้นเพื่อสอบผ่าน)

  • May I go into the room?

(ผมขออนุญาตเข้าไปในห้องได้ไหมครับ)

  • You can not smoke in this room.

(คุณไม่ได้รับอนุญาตให้สูบบุหรี่ในห้องนี้)

  • They may be late tomorrow.

(พวกเขาอาจจะมาสายวันพรุ่งนี้)

  • We saw him take the money.

(เราเห็นเขาเอาเงินไป)

  • I heard her play the piano.

(ผมได้ยินเธอเล่นเปียโน)

  • He makes me laugh all the time.

(เขาทำให้ผมหัวเราะตลอดเวลา)

  • She watched him go with another woman.

(เธอเห็นเขาไปกับผู้หญิงอีกคนหนึ่ง)

  • Their boss let them leave before the office hour was over.

(เจ้านายยอมให้พวกเขาออกไปก่อนเวลางานเลิก)

 

3. We will need to think ___________________ in order to find a good solution to this problem.

(เราจำเป็นจะต้องคิด ____________________________ เพื่อจะหาทางแก้ปัญหาที่ดีต่อปัญหานี้)

(a) creative    (ซึ่งสร้างสรรค์)

(b) creatively    (อย่างสร้างสรรค์)

(c) created    (สร้าง)

(d) creator    (ผู้สร้าง)

ตอบ   -   ข้อ   (b)   เนื่องจากขยายกริยา  “Think”  จึงต้องเป็นกริยาวิเศษณ์  “Adverb

 

4. Only recently _________ possible to separate the components of fragrant substances and to determine their chemical composition.

(เพิ่งเร็วๆ มานี้เองที่ _________ เป็นไปได้ที่จะแยกองค์ประกอบของสารที่หอม  และกำหนดส่วนประกอบทางเคมีของมัน)

(a) it becomes

(b) it has become

(c) has it become    (มันได้)

(d) which becomes

ตอบ   –   ข้อ   (c)   เนื่องจากเป็นไปตามโครงสร้าง  “Only recently + Verb (พิเศษ) + Subject + Verb (แท้) + ส่วนขยาย  ซึ่งโครงสร้างในประโยคข้างบน  ผกผันมาจากโครงสร้างธรรมดา  คือ  “It has only recently become possible to ……...…….”  แต่เมื่อนำ  “Only recently”  มาขึ้นต้นประ โยค  เพื่อต้องการเน้นย้ำว่า  “เพิ่งเร็วๆ มานี้เอง”   จึงต้องเปลี่ยนโครงสร้างเป็นดังข้างบน  ดูเพิ่มเติมการใช้โครงสร้างประโยคแบบนี้จากตัวอย่างข้างล่าง   

                                        ตัวอย่างที่

  •  _____________ was the Panama Canal an engineering triumph, it quickly proved a financial success as well.

(____________ คลองปานามาจะเป็นชัยชนะทางด้านวิศวกรรม  มันได้พิสูจน์อย่างรวดเร็วว่าเป็นความสำเร็จทางการเงินด้วยเช่นกัน)

(a) Only    (เพียง......................เท่านั้น)   

(b) Not only    (ไม่เพียงแต่ ............ (คลองปานามา.........วิศวกรรม) .............. เท่านั้น)

(c) It

(d) Neither    (ไม่ทั้ง  ๒  คนหรือสิ่ง)

ตอบ   -   ข้อ   (b)   ใช้โครงสร้างแบบนี้เนื่องจากต้องการเน้นย้ำคำว่า  “Not only”  (ไม่เพียงแต่....................เท่านั้น)  หรืออาจตอบ  “Not only was the……… triumph, but it also quickly proved a financial success”  โดยมาจากโครงสร้างปกติ  คือ  “The Panama Canal was not only an engineering triumph, but it also quickly proved a financial success.”  ก็ได้

                                         ตัวอย่างที่

  • Hardly ____________________________________ speaking when the door opened.

(ยังไม่ทันที่ _______ การพูด  เมื่อประตูเปิดออก)  (หมายถึง  ผมพูดยังไม่ทันจบ  เมื่อประตูเปิดออก)

(a) I finished

(b) I had finished

(c) would I finish

(d) had I finished    (ผมได้เสร็จ)

ตอบ   -   ข้อ  (d)  ตามโครงสร้าง  “Hardly (Never, Scarcely) + Verb (พิเศษ) + Subject + Verb (แท้)”  ดูเพิ่มเติมโครงสร้างแบบนี้จากประโยคข้างล่าง

                                         ตัวอย่างที่ 

  • Seldom _____________________________________________________________.

(_____________________________ ไม่ใคร่จะ ____________________________)

(a) he arrives on time

(b) arrives he on time

(c) does he arrive on time    (เขา  ................. (ไม่ใคร่จะ) ...................  มาถึงตรงเวลา)

(d) arrive does he on time

ตอบ   -   ข้อ   (c)   เนื่องจากเป็นการใช้โครงสร้างแบบต้องการเน้นคำว่า  “Seldom” (ไม่ใคร่จะ)  (โครงสร้างปกติ  คือ  “He seldom arrives on time.”)  จึงต้องเรียงประโยคดังนี้   คือ

  • Seldom + Verb (พิเศษ) + Subject + Verb (แท้) + ส่วนขยาย  
  • Seldom did I receive news from her.

(= I seldom received news from her.)

(ผมแทบจะไม่ได้รับข่าวจากเธอเลย)

  • Seldom does he talk to her.

(= He seldom talks to her.)

(เขาไม่ใคร่จะพูดคุยกับเธอ)

                                        ตัวอย่างที่ 

  • My mother doesn’t drink coffee.  ___________________________ does she drink tea.

(แม่ของผมไม่ดื่มกาแฟ  และเธอก็ _____________________________ ดื่มชาด้วยเช่นกัน) 

(a) Not

(b) So

(c) Whether

(d) Neither    (ไม่ ................................... เช่นกัน)

ตอบ   -   ข้อ   (d)   เป็นไปตามโครงสร้าง  “Neither (Nor) + Verb (พิเศษ) + Subject + Verb (แท้)

                                         ตัวอย่างที่ 

  • Traveling by air is not cheap.  Neither _____________________________________.

(การเดินทางโดยทางอากาศมิได้ราคาถูก  ____________________________________

(a) it is enjoyable

(b) enjoyable it is

(c) is it enjoyable   (มันมิได้สนุกสนานเช่นเดียวกัน  -  Neither is it enjoyable.)  

(d) enjoyable is it

ตอบ   -   ข้อ  (c)   “Neither + Verb to be + Subject + Adjective”  หรือ “Neither + Verb (พิเศษ) + Subject + Verb (แท้)

                                         ตัวอย่างที่  

  • Never before in my life ________________________ with such a wonderful welcome.  

(ไม่เคยมาก่อนเลยในชีวิตของผมที่ _____________________ กับการต้อนรับที่วิเศษเช่นนั้น)

(a) I have met

(b) I meet

(c) have I met   (ผมได้พบ)

(d) I met

ตอบ   -   ข้อ  (c)

                                         ตัวอย่างที่  

  • Not only _________________________________________, but he also took his wife.

(ไม่เพียงแต่  ____________________________ เท่านั้น  แต่เขายังพาภรรยาไปด้วย)  (= เขาไม่เพียงแต่ไปเท่านั้น  แต่เขายัง .......................)

(a) he went

(b) did he go    (เขาไป)

(c) had he gone

(d) went he

ตอบ   -   ข้อ   (b)   เนื่องจากเป็นไปตามโครงสร้าง  “Not only + Verb (พิเศษ) + Subject + Verb (แท้) เช่น “Not only did she go…..”  “Not only have they seen……...…”  “Not only will we play……….....”  สำหรับ  “Not only” (ไม่เพียงแต่.....................เท่านั้น)   และกลุ่มคำที่ทำหน้าที่เป็นกริยาวิเศษณ์  ที่โดยปกติวางไว้ข้างในประโยค   อาจจะเอามาวางไว้หน้าประโยค  เพื่อแสดงการเน้นคำนั้นๆ   คำเหล่านี้ส่วนใหญ่มีความหมายปฏิเสธ  เช่น  “Never (ไม่เคยเลย), Hardly  (แทบจะไม่, ไม่ใคร่จะ), Seldom  (แทบจะไม่,  ไม่ใคร่จะ),  Never before  (ไม่เคยมาก่อนเลย), Never in my life   (ไม่เคยเลยในชีวิต),  No sooner,  In vain   (ล้มเหลว, ไม่สำเร็จ),  Not often, Not only  (ไม่เพียงแต่),  Not even once  (ไม่แม้แต่ครั้งเดียว),  Not until   (ไม่จนกระทั่ง)  อย่างไรก็ตาม  จะต้องเรียงรูปประโยคใหม่  ดังนี้ คือ   {Not only (neither, never, no sooner (ในทันทีที่), hardly, never in my life, not until, etc.) + helping verb  (has, have, had, is, are, was, were, will, would, shall, should, can, could, may, might must, etc.) + subject + verb (แท้)}  เช่น

  • Never before has she seen such a beautiful place.

(ไม่เคยมาก่อนเลยที่เธอได้เคยเห็นสถานที่ที่สวยงามเช่นนั้น – เน้นตรงคำว่า  “ไม่เคยมาก่อนเลย”)

(= She has never before seen such a beautiful place.)

(= She has never seen such a beautiful place before.)

  • No sooner had he left than she arrived.

(ในทันทีที่เขาจากไป  เธอก็มาถึง  –  เน้นตรงคำว่า  “ในทันทีที่”)

(= He had no sooner left than she arrived.)

  • Hardly have I met my old college friends.

(ผมแทบจะไม่ได้เจอเพื่อนเก่าตอนเรียนมหาวิทยาลัยเลย  –  เน้นตรงคำว่า  “แทบจะไม่”)

(= I have hardly met my old college friends.)

                                    ทั้งนี้  สามารถสรุปโครงสร้างประโยคที่มีการเน้นแบบนี้  คือ

  • Never before (Never) + have + I + seen + such a beautiful place.  

(ไม่เคยมาก่อนเลย  ที่ผมได้เห็นสถานที่สวยงามเช่นนั้น)

  • Hardly (Seldom) + has + she + met + her old college friends.

(เธอแทบจะไม่ได้เจอเพื่อนเก่าตอนเรียนมหาวิทยาลัยเลย)

  • Never + กริยาพิเศษ  + Subject  + กริยาแท้  + ส่วนขยาย
  • Never has he seen his father since he divorced his mother.

(เขาไม่เคยได้พบพ่อเลย  ตั้งแต่ที่พ่อหย่าร้างกับแม่)

 

5. The workers were loading the truck when the boxes _______________________________.

(คนงานกำลังขนของขึ้นรถบรรทุกเมื่อกล่องต่างๆ ___________________________________)

(a) fall

(b) are falling

(c) have fallen

(d) fell    (หล่น, ตกลงมา)

ตอบ   -   ข้อ   (d)   เนื่องจากเป็นการใช้  “Past simple tense”  คือกริยาช่องที่   (Fell)  ในประโยคย่อย (อนุประโยค)  คู่กับ  “Past continuous tense” (Were loading)  ในประโยคใหญ่  กล่าวคือ  มีเหตุการณ์ในอดีต    เหตุการณ์  เหตุการณ์หนึ่งเกิดขึ้นก่อนและกำลังดำเนินอยู่ {ใช้ “Past continuous tense” (Subject + Was หรือ  Were + V. ing)}  แล้วมีอีกเหตุการณ์หนึ่งเกิดแทรกขึ้นมาในระหว่างที่เหตุการณ์แรกกำลังดำเนินอยู่  เหตุการณ์ที่เกิดแทรกนี้ใช้  “Past simple” (Subject + Verb 2)  เช่

  • We were watching TV when the light went out .

(เรากำลังดูทีวีอยู่เมื่อตอนไฟฟ้าดับ)

  • She was cooking when her husband arrived home.

(เธอกำลังปรุงอาหารอยู่เมื่อสามีมาถึงบ้าน)

 

6. Of all our tour buses, this one is our ___________________________________________.

(ในบรรดารถบัสท่องเที่ยวทั้งหมดของเรา  คันนี้เป็นคันที่ _________________________ ของเรา)

(a) big

(b) bigger    (ใหญ่กว่า)

(c) more bigger

(d) biggest    (ใหญ่ที่สุด)

ตอบ   -   ข้อ  (d)  เนื่องจากเป็นการเปรียบเทียบ  “ขั้นสุด”  (Superlative)  คือเปรียบเทียบคนหรือสิ่งของที่มีจำนวนมากกว่า ขึ้นไป  ซึ่งสังเกตได้จาก  “Of all our tour buses”  ส่วนการเปรียบเทียบรถ    คัน จะใช้  “Of our two tour buses”  สำหรับ ข้อ  (c)  ใช้ผิด  เนื่องจาก  “Big”  เป็นคำพยางค์สั้น จึงต้องใช้เป็น  “Bigger”  เพียงอย่างเดียว  ไม่ต้องใช้  “More”  นำหน้า,  เราจะใช้  “More”  นำหน้าคำคุณศัพท์พยางค์ยาวเท่านั้นในการเปรียบเทียบ  “ขั้นกว่า”  (Comparative degree)  เช่น

  • This issue is more important than that one.

(ประเด็นนี้สำคัญกว่าประเด็นนั้น)

  • The red car is more expensive than the black one.

(รถคันสีแดงแพงกว่ารถคันสีดำ)

  • She is more economical than her sister.

(เธอประหยัดมากกว่าน้องสาวของเธอ)

 

7. Don’t forget to sign the application form ______________________________ you submit it.

(อย่าลืมเซ็นชื่อในใบสมัคร ____________________________________________ คุณส่งมัน)

(a) while    (ในขณะที่)

(b) after    (ภายหลัง)

(c) before    (ก่อน)

(d) as soon as    (ในทันทีที่)

ตอบ   -   ข้อ   (c)   เพราะหมายถึง  “เซ็นชื่อในใบสมัครก่อนส่ง

 

8. If you need any help filling out the forms, ___________________ somebody at the front desk.

(ถ้าคุณต้องการความช่วยเหลือใดๆ ในการกรอกแบบฟอร์ม  ให้ _________ ผู้ที่ (นั่ง) อยู่ที่โต๊ะหน้าเคาเตอร์)

(a) to ask

(b) asking

(c) asks

(d) ask    (ถาม)

ตอบ   -   ข้อ  (d)  เนื่องจากในประโยคคำสั่งหรือขอร้อง  (ในที่นี้  คือ  “Ask somebody at the front desk”)  ให้ถือเสมือนว่ามีประธาน  “You”  อยู่หน้าประโยค  (แต่ละเอาไว้ในฐานที่เข้าใจ)  จึงต้องตามด้วยกริยาช่องที่    ที่ไม่มี  “To”  นำหน้า  (Infinitive without to)  ตัวอย่างอื่นๆ  เช่น

  • Buy me a newspaper.  (ซื้อหนังสือพิมพ์ให้ผมฉบับหนึ่งนะ)
  • Go out.  (ออกไปห่างๆ – ออกไปให้พ้น)
  • Open the window, please.  (กรุณาเปิดหน้าต่างหน่อยครับ)
  • (Please) come into the room.  (โปรดเข้ามาในห้อง)

                                    ในกรณีที่เป็นคำคุณศัพท์  (Adjective)   ให้ขึ้นต้นประโยคด้วย  “Be”  เสมอ  เช่น

  • Be careful(จงระวัง)
  • Be patient(อดทนหน่อยนะ)
  • Be thoughtful to other people.  (จงนึกถึงคนอื่นบ้าง)

                                  อนึ่ง  ถ้าเป็นประโยคที่สั่งหรือขอร้องไม่ให้ทำ  ก็ยังถือเสมือนว่ามี  “You”  เป็นประธานนำหน้าประโยค  ดังนั้น  จึงต้องขึ้นต้น  “ประโยคคำสั่ง-ขอร้องไม่ให้ทำ”  ด้วย  “Don’t”  เสมอ  เช่น

  • Don’t make a loud noise.  (จงอย่าทำเสียงดัง)
  • Don’t get up late.  (อย่าตื่นสายนะ)
  • Don’t bother me while I’m working.  (อย่ากวนผมในขณะที่ผมกำลังทำงาน)

                                 ในกรณีที่เป็นคำคุณศัพท์  (Adjective)  ให้ขึ้นต้นประโยคด้วย  “Don’t be” เสมอ  เช่น

  • Don’t be late for class. 

(อย่าเข้าห้องเรียนสายนะ)

  • Don’t be careless while walking across the street. 

(จงอย่าประมาทขณะเดินข้ามถนน)

  • Don’t be too serious with your work. 

(จงอย่าเอาจริงเอาจังกับงานมากเกินไป)

 

9. All marble is composed of crystals of the minerals calcite or dolomite, _________, are perfectly white.

(หินอ่อนทั้งหมดประกอบด้วยผลึกของแร่แคลไซต์  หรือโดโลไมท์, _________ , มีสีขาวอย่างสมบูรณ์ – ไร้มลทิน)

(a) when, which pure

(b) when, pure which

(c) which, pure when

(d) which, when pure    (ซึ่ง, เมื่อบริสุทธิ์)

ตอบ   -   ข้อ   (d)   โดยลดรูปมาจากอนุประโยค  “which, when they are pure”  

 

10. Plants react markedly to ___________________________________________________.

(พืชมีปฏิกิริยาอย่างเห็นได้ชัดต่อ _______________________________________________)

(a) illumination is changing

(b) changes that illumination

(c) changing illumination    (การส่องสว่าง (แสงสว่าง) ที่เปลี่ยนไป)

(d) illumination that changing

ตอบ   -   ข้อ   (c)   หรืออาจตอบ  “illumination that is changing”  (การส่องสว่างซึ่งกำลังเปลี่ยนแปลง)  ก็ได้,  “Changing”   ในที่นี้เป็น  “Present participle”  เนื่องจาก  “Illumination”  เป็นผู้ทำกริยา  “Changing”  (เปลี่ยนแปลง) ได้เอง,  ในกรณีที่คำนามซึ่งมี  “Verb + ing”  ขยาย  ไม่สามารถทำกริยานั้นๆ ได้  แต่มีไว้เพื่อทำกริยานั้นๆ  เราเรียกกริยานี้ว่า  “Gerund”  ดูเพิ่มเติมกริยาทั้ง ๒ แบบนี้  (Present participle  และ  Gerund) จากตัวอย่างข้างล่าง

                                        ตัวอย่างที่

  • The temperature went below the ________________________________ point last night.

(อุณหภูมิลดลงต่ำกว่าจุด ______________________________________ เมื่อคืนที่ผ่านมา)

(a) frozen    (กริยาช่องที่  ๓  ของ “Freeze”)   

(b) freezing    (เยือกแข็ง, เย็นจนเป็นน้ำแข็ง)

(c) froze    (กริยาช่องที่  ๒  ของ “Freeze”)

(d) freeze    (แข็งตัว, กลายเป็นน้ำแข็ง, เย็นจนแข็ง)

ตอบ   -   ข้อ   (b)   เป็น  “Gerund”  (Verb + ing)   ขยายคำนาม  “Point”  เพื่อบอกว่า  เป็นจุดที่ (สำหรับ) น้ำเย็นจนแข็ง หรือ จุดเยือกแข็ง  กล่าวคือ  หน้าที่อย่างหนึ่งของ   “Gerund”   คือใช้ประกอบหน้าคำนาม  คล้ายกับเป็นคำคุณศัพท์  เพื่อบอกว่าคำนามนั้นมีไว้สำหรับทำกริยานั้นๆ  (คือ กริยาที่อยู่หน้าคำนาม)  และมักนิยมใช้เครื่องหมาย “hyphen” (-) มาคั่นไว้ระหว่างคำ  แต่ก็ไม่จำเป็นเสมอไป  (ไม่ต้องมีเครื่อง หมาย (-) มาคั่นกลางก็ได้)   เช่น

  • a sleeping-room (ห้องนอน)  (แต่ถ้า “a sleeping dog” หมายถึง 

“หมาที่นอนอยู่”)  (ไม่ต้องมีเครื่องหมาย “hyphen” (-) คั่นกลาง)

  • a dancing-hall (ห้องเต้นรำ)  (แต่ถ้า “a dancing girl” หมายถึง

  “เด็กผู้หญิงที่ (กำลัง) เต้นรำ”)

  • a dancing-teacher (ครูสอนเต้นรำ)  (แต่ถ้า  “a dancing teacher”

  ที่ไม่ต้องมีเครื่องหมาย (-) หมายถึง  “ครูที่ (กำลัง) เต้นรำ”

  • a reading-room (ห้องอ่านหนังสือ)  (แต่ถ้า  “a reading boy”

  หมายถึง  “เด็กที่อ่านหนังสือ”)

  • a swimming-pool (สระว่ายน้ำ)  (แต่ถ้า  “a swimming girl”

  หมายถึง “เด็กหญิงที่ว่ายน้ำ”)

  • a walking-stick (ไม้เท้า -ไม้สำหรับเดิน)  (แต่ถ้า “a walking boy”

  หมายถึง  “เด็กที่ (กำลัง) เดิน”)

  • drinking-water (น้ำสำหรับดื่ม)  (แต่ถ้า  “a drinking horse”

  หมายถึง “ม้าที่ดื่มน้ำ”)

  • a knitting-needle (เข็มถัก)  (แต่ถ้า  “a knitting woman” หมายถึง

  “ผู้หญิงที่ (กำลัง) ถัก”)

  • a cooking-utensil (เครื่องมือสำหรับทำครัว)  ( แต่ “a cooking

  woman” หมายถึง  “ผู้หญิงที่ปรุงอาหาร”)

  • a killing-field (ทุ่งสำหรับสังหาร)  (แต่  “a killing man” หมายถึง 

 “ผู้ฆ่า, มือสังหาร”)

  • looking-glasses (แว่นตา)  (แต่ถ้า “a looking boy” หมายถึง  “เด็กที่

  (กำลัง) มอง”)

  • a sewing machine (จักรเย็บผ้า)  (แต่ถ้า “a sewing woman”

หมายถึง  “ผู้หญิงที่ (กำลัง) เย็บผ้า”)

  • freezing point (จุดเยือกแข็ง)   (“freezing water”  =  น้ำที่เย็นจนแข็ง)  (“frozen food”  =  อาหารแช่แข็ง  คือ อาหารที่ถูกทำให้เย็นจนแข็ง)

หมายเหตุ   –   Verb + ing” (Gerund)  ขยายหน้าคำนาม  มีความหมายว่า  คำนามนั้นมีไว้เพื่อทำกริยานั้นๆ  เช่น  “a swimming-pool” (สระว่ายน้ำ)  แต่สำหรับ  “Verb + ing”  ในวงเล็บข้างหลัง  ที่ขยายหน้าคำนาม  มีความหมายว่า  คำนามนั้นเป็นผู้ทำกริยานั้นๆ,   ในกรณีนี้  เราเรียก  “Verb + ing”   นั้นว่า   “Present participle”  เช่น  “a drinking horse”   (ม้าที่ดื่มน้ำ) (ไม่ต้องมีเครื่องหมาย (-)  คั่นกลาง)

 

11. Have you finished your homework ___________________________________________?

(คุณทำการบ้านเสร็จแล้ว ________________________________________________)

(a) still    (ยังคง)

(b) ready    (พร้อม, เตรียมพร้อม, เสร็จ, ฉับพลัน, ทันที)

(c) yet    (หรือยัง)  (ใช้กับประโยคคำถาม  และปฏิเสธ)

(d) all ready    (ทุกอย่างพร้อม-พร้อมแล้ว)

ตอบ   -   ข้อ   (c)  หรืออาจตอบ   “Already”  (แล้ว, เรียบร้อยแล้ว)  (ใช้กับประโยคบอกเล่า  และคำถาม)  ก็ได้

 

12. _____________________________, Thomas Paine aroused both admiration and hatred.

(_____________, โทมัส เพน  ปลุกเร้าทั้งการยกย่องชื่นชม  และความเกลียดชัง)  (ในตัวของเขา)

(โทมัส เพน  เป็นนักเคลื่อนไหวทางการเมือง, นักปรัชญา, และนักปฏิวัติชาวอเมริกัน  เชื้อสายอังกฤษในศตวรรษที่  ๑๘,  เขาเป็นหนึ่งในบรรดาผู้ก่อตั้งประเทศสหรัฐฯ  และผู้นำในการประกาศเอกราชจากอังกฤษ)

(a) The most widely read author being of his day

(b) Of his day was the most widely read author

(c) The most widely read author of his day    (เป็นนักเขียนซึ่งมีผู้อ่านมากที่สุดในยุคของเขา)

(d) He was the most widely read author of his day

ตอบ   -   ข้อ   (c)   เป็นการใช้วลีขึ้นต้นประโยค  เพื่อขยายประธานฯ ซึ่งอยู่หลังเครื่องหมายคอมม่า  (Thomas Paine)  ดูเพิ่มเติมจากประโยคข้างล่าง

  • The son of a carpenter, Jim worked very hard since he was young.

(เป็นลูกชายของช่างไม้, จิมทำงานหนักมากตั้งแต่ยังเป็นเด็ก)

  • A famous movie star, Peter hopes to win an Oscar Award in the future.

(เป็นดาราภาพยนตร์ที่มีชื่อเสียง, ปีเตอร์หวังว่าเขาจะได้รางวัลออสการ์ในอนาคต)

  • The best student in her class, Susan got a scholarship to study abroad.

(เป็นนักเรียนที่ดีที่สุดในชั้น, ซูซานได้รับทุนไปเรียนต่างประเทศ)

 

13. After 1945, Australia became ________________________ in the Southeast Asian market.

(หลังปี  ๑๙๔๕  ออสเตรเลียเริ่ม ______________________ ในตลาดเอเชียตะวันออกเฉียงใต้)

(a) interesting    (น่าสนใจ)

(b) interested    (มีความสนใจ, รู้สึกสนใจ)

(c) interest    (ทำให้สนใจ)

(d) to interest

ตอบ   -   ข้อ   (b)   ดูเพิ่มเติมคำกริยาประเภทเดียวกับ  “Interest”  เช่น  “Excite, Surprise, Attract, Disappoint, etc.”  จากประโยคข้างล่าง

                                        ตัวอย่างที่

  • The lecturer used so many long and difficult words that I felt very _______________.

(ผู้บรรยายใช้คำที่ยืดยาวและยากจำนวนมาก  จนกระทั่งผมรู้สึก ______________ อย่างมาก)

(a) confuse    (ทำให้งุนงง-สับสน)

(b) confusing    (น่างุนงง-สับสน)

(c) confused    (งุนงง-สับสน)

(d) confusion    (ความงุนงง-สับสน)

ตอบ   -   ข้อ   (c)

                                        ตัวอย่างที่

  • The food was delicious.  That was a ___________________________________ meal.

(อาหารอร่อย  นั่นเป็นมื้ออาหารที่ __________________________________________)

(a) satisfied    (รู้สึกพอใจ)

(b) satisfying    (น่าพึงพอใจ)

(c) satisfy    (ทำให้พอใจ)

(d) satisfaction    (ความพึงพอใจ)

ตอบ   -   ข้อ  (b)

                                         ตัวอย่างที่

  • Bill heard that he had won a scholarship.  The news __________________________. 

(บิลได้ยินว่าเขาได้รับทุนการศึกษา  ข่าวนี้ ___________________________________)

(a) were excited

(b) was exciting    (น่าตื่นเต้น)

(c) was excited    (รู้สึกตื่นเต้น)

(d) were exciting

ตอบ   -   ข้อ   (b)   เนื่องจาก  “News”  เป็นคำนามนับไม่ได้  และถือเป็นเอกพจน์เสมอ  จึงต้องใช้กับ  “Was

                                         ตัวอย่างที่

  • My friend __________________________________ when his requests were refused.

(เพื่อนของผม ______________________________ เมื่อคำร้องขอของเขาได้รับการปฏิเสธ)

(a) upset

(b) was upset    (รู้สึกสับสน-ว้าวุ่น-ไม่สบายใจ)

(c) was upsetting

(d) had upset

ตอบ   -   ข้อ   (b)   เนื่องจาก  “To upset”  หมายถึง  “ทำให้สับสน-ว้าวุ่น-ไม่สบายใจ”  (กริยา  ๓  ช่อง  คือ  “Upset, Upset, Upset”)  ส่วน  “To be upset”  =  “รู้สึกสับสน-ว้าวุ่น-ไม่สบายใจ”  และ  “To be upsetting”  =   “น่าสับสน-ว้าวุ่น-ไม่สบายใจ”   ดูเพิ่มเติมคำกริยาประเภทเดียวกับ   “Upset”   จากประโยคข้างล่าง

                                        ตัวอย่างที่  

  • My letter is very long.  I hope you won’t find it ________________________________.

(จดหมายของผมยาวมาก  ผมหวังว่า  คุณคงจะไม่พบว่ามัน __________________________)

(a) bore

(b) bored    (รู้สึกเบื่อหน่าย)

(c) boring    (น่าเบื่อหน่าย)

(d) to bore    (ทำให้เบื่อหน่าย)

ตอบ    -    ข้อ   (c)    ดูเพิ่มเติมกริยาประเภทเดียวกับ   “Bore”  จากประโยคข้างล่าง

                                         ตัวอย่างที่  

  • She was very __________________________________________ to meet her friend.

(เธอ ___________________________________________ มากที่ได้พบเพื่อนของเธอ)

(a) delight    (ทำให้ยินดี-ปลาบปลื้ม-สุขใจ,  ความยินดี-ปลาบปลื้ม-สุขใจ)

(b) delighting    (น่ายินดี-ปลาบปลื้ม-สุขใจ)

(c) delighted    (รู้สึกยินดี-ปลาบปลื้ม-สุขใจ)

(d) delightful    (น่ายินดีมาก, น่าสุขใจมาก)

ตอบ   -   ข้อ  (c)

                                        ตัวอย่างที่  

  • I ______________________________________________ with the result of my exam.

(ผม__________________________________________________ กับผลสอบของผม)

(a) quite satisfy    (ทำให้พึงพอใจอย่างมาก)

(b) am quite satisfying    (น่าพึงพอใจอย่างมาก)

(c) am quite satisfied     (รู้สึกพึงพอใจอย่างมาก)

(d) am quite to satisfy

ตอบ   -   ข้อ   (c)

                                         ตัวอย่างที่  

  • I am ____________________________________________ in science, not in English.

(ผม _______________________________________ ในวิทยาศาสตร์  มิใช่ภาษาอังกฤษ)

(a) interest

(b) interesting    (น่าสนใจ)

(c) interested    (มีความสนใจ)

(d) to interest   (ทำให้สนใจ)

ตอบ   -   ข้อ   (c)

                                        ตัวอย่างที่  

  • He is ________________________________________________________ a house.

(เขา _________________________________________________________ บ้าน)

(a) interest at to rent

(b) interesting in rent

(c) interested at renting

(d) interested in renting     (มีความสนใจในการเช่า)

ตอบ   -   ข้อ   (d)

                                        ตัวอย่างที่  ๑๐

  • It will take me quite some time to get him ___________________ in buying your land. 

(ผมจะต้องใช้เวลานานทีเดียวที่จะทำให้เขา ___________________ ในการซื้อที่ดินของคุณ)

(a) to interest    (ทำให้สนใจ)

(b) being interesting

(c) interested     (มีความสนใจ, รู้สึกสนใจ)

(d) interesting    (น่าสนใจ)

ตอบ   -   ข้อ   (c)

                                        ตัวอย่างที่  ๑๑

  • The little girl was very ________________ when her father promised to buy her a doll.

(เด็กหญิงเล็กๆคนนั้น ________________ มาก  เมื่อพ่อของเธอสัญญาว่าจะซื้อตุ๊กตาให้เธอ)

(a) exciting    (น่าตื่นเต้น)

(b) excited    (รู้สึกตื่นเต้น, มีความตื่นเต้น)

(c) excite    (ทำให้ตื่นเต้น)

(d) excitable    (สามารถตื่นเต้นได้)

ตอบ    –    ข้อ   (b)   ดูเปรียบเทียบกับประโยคข้างล่าง

  • The results of the traveler preference survey are surprising.

(ผลลัพธ์ของการสำรวจความนิยมของนักเดินทาง – ท่องเที่ยว – น่าประหลาดใจ )

หมายเหตุ   –    ประโยคข้างบนนี้ต้องใช้   “Surprising”  เนื่องจาก  “Surprise”  เป็นคำกริยาที่มีความหมายว่า  “ทำให้ประหลาดใจ”   แต่ถ้าใช้ในรูป  “is (are, was, were) surprising”  จะมีความหมายว่า   “น่าประหลาดใจ”,  ส่วนเมื่อใช้ในรูป  “is (am, are, was, were) surprised”  จะมีความหมายว่า   “มีความรู้สึกประหลาดใจ”  ดังตัวอย่างประโยค  เช่น

  • The result of the exam surprised her.

(ผลสอบทำให้เธอประหลาดใจ)

  • She was surprised at the result of the exam.

(เธอมีความรู้สึกประหลาดใจกับผลสอบ)

  • The result of the exam was surprising.

(ผลสอบน่าประหลาดใจ)

                                          คำกริยาประเภทเดียวกับ  “Surprise”  ได้แก่

satisfy –ทำให้พอใจ

excite – ทำให้ตื่นเต้น

disappoint –ทำให้ผิดหวัง

attract –ทำให้หลงใหล, ดึงดูด

interest – ทำให้สนใจ

amuse –ทำให้สนุกหรือขบขัน

please –ทำให้ยินดี-พอใจ

annoy –ทำให้รำคาญ-ขุ่นเคือง

bore – ทำให้เบื่อ

tire – ทำให้เหน็ดเหนื่อยหรือเบื่อ

frighten – ทำให้ตกใจ

confuse –ทำให้สับสนหรืองุนงง

surprise –ทำให้ประหลาดใจ

amaze – ทำให้ทึ่ง, ทำให้ตะลึง

delight – ทำให้ยินดี

exhaust –ทำให้หมดแรง

fascinate – ทำให้หลงใหล, ทำให้หลงเสน่ห์

charm – ทำให้หลง

convince – ทำให้เชื่อ

tempt – ทำให้หลงใหล, ยั่วยวน-ล่อใจ

entertain – ทำให้เพลิดเพลิน

embarrass –ทำให้ขวยเขิน-กระดากอาย

puzzle –ทำให้งง

thrill – ทำให้ตื่นเต้น

upset – ทำให้รำคาญ-ไม่สบายใจ

irritate – ทำให้โมโห, ทำให้ระคายเคือง

exasperate –ทำให้โกรธ

astonish –ทำให้ประหลาดใจ, ทำให้ตกใจ

infuriate –ทำให้โกรธ, ทำให้เดือดดาล

horrify –ทำให้กลัว, ทำให้ขนพองสยองเกล้า

 

                                               กลุ่มคำกริยาข้างบนนี้ มีหลักการใช้  คือ

                                ๑. ถ้าใช้ในรูป  “Subject + Verb + Object”   จะมีความหมายว่า  “ทำให้...................”  คือ  ตัวประธานเป็นผู้ทำให้เกิดอาการนั้นๆ ขึ้นแก่ผู้อื่น  เช่น

  • The accident frightened the passengers a great deal.  (past tense)

(อุบัติเหตุทำให้ผู้โดยสารตกใจอย่างมาก)

  • The exam result disappointed him so much.(past tense)

(ผลสอบทำให้เขาผิดหวังมากทีเดียว)

  • The chairman’s speech confused everyone.(past tense)

(คำพูดของท่านประธานทำให้ทุกคนสับสนงุนงง)

  • The new film interests all viewers.(present tense)

(หนังเรื่องใหม่ทำให้คนดูทั้งหมดสนใจ)

  • The professor’s lecture bores all the class.(present tense)

(การบรรยายของศาสตราจารย์คนนั้นทำให้นักเรียนทั้งชั้นเบื่อ)

                                     ๒. ถ้าใช้รูป  “Verb + ing” {Subject + is (am, are, was, were) + Verb +ing}  หรือ  (Verb +ing + Noun)  มีความหมายว่า  “น่า....................”  หรือ  “ซึ่งน่า...................”  กริยาที่เติม  “ing”  พวกนี้ถือเป็นคำคุณศัพท์  จะวางไว้หลัง  Verb to be”  หรือ  หน้าคำนามก็ได้   เช่น

  • His work is boring.  (present tense)

(งานของเขาน่าเบื่อหน่าย)

  • It is a very exciting football match.   (present tense)

(มันเป็นการแข่งขันฟุตบอลที่น่าตื่นเต้น)

  • The landscape was so fascinating.  (past tense)

(ภูมิประเทศ (ที่นี่) น่าหลงใหลมาก)

  • The employee’s work was disappointing.   (past tense)

(งานของลูกจ้างรายนั้นน่าผิดหวัง)

  • The children’s table manners were very embarrassing.  (past tense)

(กิริยามารยาทบนโต๊ะอาหารของพวกเด็กๆน่าอับอายมาก)

  • The book is interesting.  (present tense)

(หนังสือน่าสนใจ)

  • Her beauty is charming.  (present tense)

(ความงามของเธอน่าหลงใหล – มีเสน่ห์)

  • It is surprising to see him at his ex-wife’s wedding.   (present tense)

(มันน่าประหลาดใจที่เห็นเขาที่งานแต่งงานของอดีตภรรยา)

{มิได้หมายความว่า  “มันกำลังประหลาดใจ  เหมือนกับประโยค  “He is walking. (เขากำลังเดิน)  –  present continuous tense}

                             ๓. ถ้าเติม  “Ed”  ข้างหลังคำกริยากลุ่มนี้   แล้ววางตามหลัง  “Verb to be” (is, am, are, was, were)   จะมีลักษณะเป็น  “Passive voice” (Subject + is (am, are, was, were) + verb + ed)  จะมีความหมายว่า  ประธานเป็นผู้เกิดความรู้สึกนั้นๆขึ้นมา  ซึ่งถ้าแปลตรงๆ  ก็คือ “...................ถูกทำให้รู้สึก.................ตื่นเต้น, ตกใจ, ผิดหวัง, พอใจฯลฯ...................”   แต่ในภาษาไทยนิยมพูดว่า   “..................มีความรู้สึก..............ตื่นเต้น,  ตกใจ,  ผิดหวัง,  พอใจ...............”  เช่น

  • We are interested in German.   (present tense)

(เรามีความสนใจในภาษาเยอรมัน)

  • They are very pleased to see their old friends.   (present tense)

(พวกเขาดีใจมากที่ได้พบเพื่อนเก่า)

  • I was amazed to know of his death.   (past tense)

(ผมตะลึงที่ได้รู้ข่าวการตายของเขา)

  • He was very tired of hard work.   (past tense)

(ผมเหน็ดเหนื่อยมากกับงานหนัก)

  • She was interested in the ballet performance.   (past tense)

(เธอมีความสนใจในการแสดงบัลเล่ต์)

  • We were disappointed to lose the match.   (past tense)

(พวกเราผิดหวังที่แพ้การแข่งขัน)

  • Most people are frightened of the snakes.   (present tense)

(คนส่วนมากกลัวงู)

  • Jim is fascinated by astronomy.   (present tense)

(เขามีความหลงใหลในวิชาดาราศาสตร์)

 

14. The teacher is drinking ____________________________________________________.

(คุณครูกำลังดื่ม ______________________________________________________)

(a) a coffee    (ไม่ใช้รูปนี้)  (“Coffee”  เป็นนามนับไม่ได้)

(b) a cup of some coffee    (ไม่ใช้รูปนี้)

(c) a cup of coffee    (กาแฟ  ๑  ถ้วย)

(d) a coffee-cup    (ถ้วยกาแฟ)

ตอบ   -   ข้อ   (c)   หรืออาจตอบ  “Coffee”  (นามนับไม่ได้)  ก็ได้

 

15. I shall expect you every day; ________________________________________________.

(ผมจะรอคอยที่จะพบคุณทุกๆวัน; ___________________________________________)

(a) don’t disappoint

(b) do not be disappointing

(c) don’t disappoint me    (อย่าทำให้ผมผิดหวังนะ)

(d) disappoint not

ตอบ   -   ข้อ   (c)   ดูคำอธิบายกริยา  “Disappoint”  และกริยาในกลุ่มเดียวกัน  (Interest, Excite, Satisfy, Surprise, Frighten, etc.)   ในข้อ  ๑๓  ของข้อสอบชุดนี้

 

16. Searching in the library, I came _______________________ an old forgotten manuscript.

(ค้นคว้าในห้องสมุด  ผม ____________________________ ต้นฉบับเก่าแก่ที่ถูกลืมไปแล้ว)

(a) off

(b) without

(c) over

(d) across   (Come across  =  พบหรือเจอโดยบังเอิญ)

ตอบ   -   ข้อ   (d)   

 

17. When Mr. Woods gets here, we ____________________________________ the meeting.

(เมื่อมิสเตอร์วูดส์มาถึงที่นี่  เรา ________________________________________ การประชุม)

(a) start

(b) will start   (จะเริ่มต้น)

(c) have started    (ได้เริ่มต้นแล้ว)

(d) are starting    (กำลังเริ่มต้น)

ตอบ   -   ข้อ   (b)   เพราะเป็นเรื่องอนาคต  คือ  “เมื่อมิสเตอร์วูดส์มาถึง  พวกเราจึงจะเริ่มประชุม”  เป็นการใช้รูป  “Present simple tense” (When Mr. Woods gets here)  คู่กับ  “Future simple tense” (We will start the meeting)  ตัวอย่างประโยคแบบนี้  ได้แก่

  • When he has enough money, he will buy a new car.

(เมื่อเขามีเงินพอ  เขาจะซื้อรถคันใหม่)

  • When you finish your work, we will go out for dinner.

(เมื่อคุณทำงานเสร็จ  เราจะออกไปกินอาหารเย็นกัน)

  • She will leave the room before we finish the meeting.

(เธอจะออกจากห้อง  ก่อนเราประชุมเสร็จ)

  • We will start our work after we discuss with our boss.

(เราจะลงมือทำงานหลังจากเราปรึกษากับหัวหน้าของเรา)

 

18. He should try _________________________________ his best to make his family proud.

(เขาควรจะพยายาม _____________________________ ดีที่สุด  เพื่อให้ครอบครัวภาคภูมิใจ)

(a) to make

(b) to work

(c) to show

(d) to do    (ทำ)

ตอบ   –   ข้อ   (d)  “Do one’s best”  =  “ทำดีที่สุด” และหลังกริยา  “Try”  ต้องตามด้วย   “Infinitive with to” (To + Verb 1) สำหรับกลุ่มคำกริยาที่ต้องตามด้วย  “Infinitive with to” (To + Verb 1)   ได้แก่  promise (สัญญา), offer (เสนอ), want (ต้องการ), hope (หวัง), plan (วางแผน), hesitate (รีรอ, ลังเลใจ), fail (ล้มเหลว), learn (เรียนรู้), expect (คาดหวัง), refuse (ปฏิเสธ), need (ต้องการ), dare (กล้า), claim (อ้าง), agree (ตกลง), demand (เรียกร้อง), wish (ปรารถนา), intend (ตั้งใจ), seem (ดูเหมือนว่า), resolve (ตกลงใจ), determine (ตัดสินใจ), decide (ตัดสินใจ), pretend (แสร้งทำ), afford (มีฐานะพอ, สามารถหามาได้), happen (บังเอิญ), appear (ดูเหมือนว่า), prove (พิสูจน์ว่า), ask (ขอร้อง), beg (ขอร้อง), choose (เลือก), manage (ประสบความสำเร็จ), hurry (เร่งรีบ), tend (มักจะชอบ), arrange (จัดแจง, เตรียมการ), care (สนใจ), come (มา),  ดังตัวอย่างประโยคข้างล่าง

  • They want to take a rest.

(พวกเขาต้องการพักผ่อน)

  • She expects to arrive there in time.

(เธอคาดหวังว่าจะไปถึงที่นั่นทันเวลา)

  • He pretended not to see me.

(เขาแสร้งทำเป็นไม่เห็นผม)

  • We decided to buy a new home.

(เราตัดสินใจซื้อบ้านใหม่)

  • He came to see me late at night.

(เขามาพบผมเวลากลางคืนตอนดึก)

  • We must learn to work hard and to save money.

(เราจะต้องเรียนรู้เรื่องการทำงานหนักและออมเงิน)

  • She refused to go out with him.

(เธอปฏิเสธที่จะออกไปข้างนอกกับเขา)

  • She affords to buy an expensive car.

(เธอมีฐานะพอที่จะซื้อรถยนต์ราคาแพง)

  • They agreed to take a vacation this summer.

(พวกเขาตกลงที่จะเดินทางวันหยุดพักผ่อนหน้าร้อนนี้)

  • We wish to graduate in a few months and to get a job.

(เราปรารถนาที่จะเรียนจบในอีก ๒ – ๓ เดือนข้างหน้าและได้งานทำ)

  • He asked to play a role in the school play.

(เขาขอร้องที่จะแสดงในบทในละครของโรงเรียน)

  • They promised to come and they did come.

(พวกเขาสัญญาว่าจะมา และก็มาจริงๆ)

  • The team failed to win a place in the finals.

(ทีมนั้นไม่สามารถที่จะได้เข้ารอบสุดท้าย)

  • They hoped to meet their parents after separating with them for years.

(พวกเขาหวังจะได้พบกับพ่อแม่หลังจากแยกกับพ่อแม่เป็นเวลาหลายปี)

  • Did you manage to get anything to eat before you came?

(คุณประสบความสำเร็จ (สามารถ) หาอะไรกินก่อนมาที่นี่หรือเปล่า)

                                       สำหรับวลีที่ใช้   “Do”  และ  “Make”  ได้แก่

                                                           Do

  • do one’s best  (do his/her best)  (ทำดีที่สุด)
  • do one’s duty   (ทำหน้าที่ของตน)
  • do good   (ทำดี)
  • do bad   (ทำชั่ว)
  • do harm   (ทำอันตราย)
  • do someone a favor   (ช่วยเหลือคนอื่น)
  • do someone good   (ทำให้รู้สึกดีขึ้น, ทำประโยชน์ให้)
  • do the right   (wrong)  thing   (ทำในสิ่งที่ถูก-ผิด)
  • do duty   (ทำหน้าที่)
  • do work   (ทำงาน)
  • do things   (ทำสิ่งต่างๆ)
  • do a lot of reading   (อ่านหนังสือเยอะแยะ)
  • do your teeth   (แปรงฟันของคุณ)
  • do the flowers    (จัดดอกไม้)
  • do the cleaning    (ทำความสะอาด)
  • do the washing up    (ซักผ้า-ล้างจาน)
  • do the cooking    (ปรุงอาหาร)
  • do nothing   (ไม่ทำอะไร)
  • do something about a problem    (ลงมือทำเพื่อพยายามแก้ปัญหา)
  • do something about immigration    (แก้ปัญหาการอพยพ)
  • do all we can    (ทำทุกอย่างที่เราสามารถทำได้)
  • There’s nothing I can do about it.

(ไม่มีสิ่งใดที่ผมสามารถทำได้เกี่ยวกับมัน – คือช่วยอะไรไม่ได้)

  • That hat does nothing for you.  

(หมวกใบนั้นไม่เหมาะกับคุณ)

  • I wonder what his father does.   

(ผมสงสัยว่าพ่อเขาทำงานอะไร)

  • He didn’t do very well in his exam.

(เขาไม่ประสบความสำเร็จมากนักในการสอบ)

  • Do you do train bookings to London?

(คุณให้บริการจองตั๋วรถไฟไปลอนดอนหรือเปล่า)

  • PWA does tap water for the public.

(กปภ. ให้บริการน้ำประปาแก่ประชาชน)

  • do a subject

(ศึกษาวิชาที่โรงเรียนหรือมหาวิทยาลัย)

  • He can do 120 miles per hour in that car.  

(เขาสามารถทำเวลาได้ ๑๒๐ ไมล์ต่อชั่วโมงในรถคันนั้น)

  • This pen will do.  

(ปากกาด้ามนี้ก็ใช้ได้แล้ว – เพียงพอแล้ว)

  • Two thousand dollars will do me very well.

(เงิน ๒,๐๐๐ เหรียญพอเพียงกับความต้องการของผมเป็นอย่างดี)

  • What did you do with the keys?

(คุณเอากุญแจไปเก็บไว้ที่ไหน)

  • What did you do with that Baht 500 I gave you?

(คุณเอาเงิน ๕๐๐ บาทที่ผมให้ไปทำอะไร)

  • What can I do for you? 

(ผมจะช่วยอะไรคุณได้บ้าง)

  • How are you doing?

(คุณสบายดีหรือครับ)

  • How do you do” 

(ใช้พูดทักทายเมื่อตอนพบกัน  อีกฝ่ายหนึ่งก็จะตอบว่า“How do you do?”เช่นเดียวกัน)

  • This book has (หรือ is) to do with married life.

(หนังสือเล่มนี้เกี่ยวกับชีวิตการแต่งงาน)

  • Easier said than done.    (พูดง่ายกว่าทำ – เป็นสุภาษิต)
  • make do   (อยู่แบบถูไถ หรือ ใช้  –  เงิน, สิ่งของ  –  เท่าที่มีไปพลางๆก่อน หรือแก้ขัดไปก่อน)
  • I have only Baht 100.  It is not much but I have to make do with it.)

 (ผมมีเงินแค่ ๑๐๐ เดียว มันไม่มาก แต่ผมก็ต้องถูไถไปกับเงินจำนวนนี้)

  • He had no hammer to use with the nails but he could make do with this stone.)  

(เขาไม่มีค้อนที่จะใช้ตีตะปู   แต่เขาสามารถใช้หินก้อนนี้  (ตอก)  แทนค้อนแก้ขัดไปก่อน)

  • dos and don’ts    (สิ่งที่ต้องทำและห้ามทำ)
  • There are plenty of dos and don’ts in this contract.

(มีสิ่งที่ต้องทำและห้ามทำมากมายในสัญญานี้)

  • do homework (housework)   (ทำการบ้าน-งานบ้าน)
  • do crossword puzzles    (ทำปริศนาอักษรไขว้)
  • do the exercise   (ออกกำลัง)
  • do the bedroom    (จัดห้องนอน)
  • do away with    (กำจัด, ทำลาย)
  • do the shopping    (ไปซื้อของ-ช้อปปิ้ง)
  • do business    (ทำธุรกิจ)
  • have something to do with    (มีส่วนเกี่ยวข้องกับ)
  • have nothing to do with    (ไม่มีส่วนเกี่ยวข้องกับ)

                                     ส่วนวลีที่ใช้กับ  “Make”   ได้แก่

  • make a mistake   (ทำผิด)
  • make a noise   (ทำเสียงดัง)
  • make a speech    (กล่าวสุนทรพจน์)
  • make a hole   (เจาะรู)
  • make beds   (สร้างเตียง)
  • make the beds  (จัดเตียง, ปูเตียง)
  • be made of gold   (ทำด้วยทอง)  (สามารถเห็นทองในสภาพเดิม)
  • be made from wheat    (ทำมาจากข้าวสาลี)  (แปรสภาพมาแล้ว ดูไม่ออกว่ามาจากข้าวสาลี  เพราะกลายเป็นขนมปังแล้ว)
  • a car (which was) made in China    (รถผลิตในญี่ปุ่น)
  • a Japanese-made car   (รถผลิตในญี่ปุ่น)
  • make a choice    (เลือก)
  • make a discovery   (ค้นพบ)
  • make a statement   (พูด, กล่าว)
  • make a decision    (ตัดสินใจ)
  • make a suggestion   (แนะนำ)
  • make an announcement   (ประกาศ)
  • make up   (กุเรื่อง, แต่งหน้า)
  • make up for   (ชดเชย)
  • make out    (เข้าใจ)
  • make you a good secretary   (เป็นเลขาฯที่ดีของคุณ)
  • make a good doctor   (เป็นหมอที่ดี)
  • sixty minutes make an hour   (๖๐ นาทีเป็น ๑ ชั่วโมง)
  • two and two make four   (๒ บวก ๒ เป็น ๔)
  • make a fool of oneself   (หลอกตัวเอง, ทำให้ตัวเองดูเป็นไอ้โง่)

 

19. There are _____________________________________________________ on the desk.

(มี ______________________________________________________ บนโต๊ะเรียน)

(a) several sheets paper

(b) several sheet of paper

(c) several sheets of paper    (กระดาษหลายแผ่น)

(d) several sheets of papers

ตอบ   –   ข้อ   (c)   เนื่องจาก  “Paper” (กระดาษ)  เป็นนามนับไม่ได้  จึงไม่สามารถใช้ในรูปพหูพจน์  หรือ เติม  “S”  เข้าข้างท้ายได้  ดังนั้น  เวลาจะนับ  จึงต้องนับเป็น  “แผ่น”  (Sheet)  ซึ่งสามารถทำเป็นรูปพหูพจน์ได้   คือ “หลายแผ่น”  หรือ “แผ่นเดียว” (A sheet of paper)

 

20. Several important pieces of information were _______________________ from the report.

(ข่าวสารสำคัญหลายชิ้นได้ถูก _______________________________________ จากรายงาน)

(a) omitted    (เอาออก, ตัดทอน, ข้ามไป, ไม่พูดถึง, ละเว้น, ละเลย)

(b) omit

(c) omitting

(d) omission    (การละเว้น, การเอาออก, การตัดทอน)

ตอบ   -   ข้อ   (a)   เนื่องจากเป็น  “Passive voice”  คือ  ประธานของประโยค  (Pieces of information)   เป็นผู้ถูกกระทำ  หมายถึง  “ข่าวสารถูกเอาออกหรือตัดทอนจากรายงาน”  ทั้งนี้  ประธานประโยคจริงๆ  คือ  “Pieces”  ซึ่งเป็นพหูพจน์  ส่วน  “of information”   เป็นส่วนขยายประธาน  และเนื่องจากประโยคนี้เป็นอดีต  จึงต้องใช้ในรูป  {Subject (พหูพจน์) + Were + Verb 3}  หรือ  {subject (เอกพจน์)  + Was + Verb 3}  ตัวอย่างประโยค  “Passive voice”  ที่กล่าวถึงเหตุการณ์ในอดีต  เช่น

  • The birds were shot by the hunter.   (นกถูกยิงโดยนายพราน)
  • The dog was run over by a car.   (หมาถูกทับโดยรถ หรือ หมาถูกรถทับ)
  • They were punished by their parents.   (พวกเขาถูกลงโทษโดยพ่อแม่)
  • She was admitted to a hospital.   (เธอถูกรับเข้า – เป็นคนป่วย – ในโรง พยาบาล)

 

เรียน   ท่านผู้ติดตามอ่านเว็บไซต์  “everydayenglish.pwa.co.th”                

 

               ถ้าท่านมีคำแนะนำให้ปรับปรุงเว็บไซต์นี้ประการใด  กรุณาส่ง   e-mail ไปที่  ดร. วัชรินทร์  ภูเขาทอง  อดีต  ผอ. สำนักวิทยาการ  การประปาส่วนภูมิภาค  ผู้จัดทำเว็บไซต์นี้  ตาม   “Address” wpookaotong@yahoo.com   (โปรดระบุหัวเรื่องด้วยว่า  “ปรับปรุงเว็บไซต์)   เพื่อที่ผู้จัดทำฯ จะได้ปรับปรุงเนื้อหาได้ตรงตามความประสงค์ของผู้อ่านเว็บไซต์นี้ต่อไป

 

 

หมวดข้อสอบ STRUCTURE (ตอนที่ 30)

การประปาส่วนภูมิภาค  “มุ่ง-มั่น-เพื่อปวงชน”

 

Direction:  Choose the most appropriate answer.

(จงเลือกคำตอบที่เหมาะสมที่สุด)

 

1. All employees _______________________________ to attend next Monday’s staff meeting.

(ลูกจ้างทุกคน _____________________________ เข้าร่วมการประชุมพนักงานในวันจันทร์หน้า)

(a) encourage    (กระตุ้น, ส่งเสริม, ให้กำลังใจ)

(b) will encourage

(c) are encouraging

(d) are encouraged    (ได้รับการกระตุ้น)

ตอบ   -   ข้อ   (d)   เนื่องจากอยู่ในรูป  “Passive voice”  ประธานประโยคเป็นพหูพจน์และเป็นผู้ถูกกระทำ (ถูกกระตุ้น)  แต่ถ้าจะใช้เป็น  “Future tense”   จะต้องเป็น  “Will be encouraged” (จะได้รับการกระตุ้น)

 

2. People here do not _________________________________ as much as we do in Europe.

(ผู้คนที่นี่ไม่ ___________________________ มากเหมือนกับที่พวกเราทำ (จับมือ) ในยุโรป)

(a) shake hand

(b) shake hands    (จับมือ)  (เช่นเมื่อเวลาพบกัน)

(c) shake the hand

(d) shake the hands

ตอบ   –   ข้อ   (b)   “Shake hands”   ต้องเติม  “S”  ที่  “Hand”  เสมอ

 

3. Charles Lindbergh told reporters __________ never been deterred from attempting to cross the Atlantic alone even though others had failed.

(ชาร์ลส์ ลินเบิร์ก  บอกผู้สื่อข่าว ____________ ไม่เคยถูกสะกัดกั้นจากความพยายามที่จะบินข้ามมหาสมุทรแอตแลนติกตามลำพัง  แม้ว่าคนอื่นๆ ได้ล้มเหลวมาแล้ว)

(a) that he had it

(b) that he had    (ว่าเขา)

(c) had it

(d) his having

ตอบ   –   ข้อ   (b)   เนื่องจากเป็นประธาน  (He)  และกริยา  {Had (never) been deterred}  ของอนุประโยค  ซึ่งอยู่ในรูป  “Past perfect tense ที่เป็น  “Passive voice”  (Had + Been + Verb 3)  เนื่องจากประธานของอนุประโยคเป็นผู้ถูกกระทำ  กล่าวคือ  “เขา (ไม่เคย) ถูกสะกัดกั้น”  ทั้งนี้  “That”  จะมีหรือไม่ก็ได้

 

4. I told Jim I couldn’t concentrate on my work and asked him to turn _________ the volume of his TV.

(ผมบอกจิมว่า  ผมไม่สามารถมีสมาธิกับการทำงาน  และขอร้องให้เขา _______ เสียงของทีวีของเขา)

(a) off    (“Turn off”  =  ปิดไฟ-ทีวี-วิทยุ  ฯลฯ)

(b) up    (“Turn up”  =  เพิ่ม, ทำให้มากขึ้น)  (ปรับเสียงให้ดังขึ้น)

(c) on    (“Turn on”  =  เปิดไฟ-ทีวี-วิทยุ  ฯลฯ)   

(d) down    (Turn down”  =  เบา, หรี่, ทำให้ลดลง)  (หรี่เสียงให้เบาลง)

ตอบ   –   ข้อ   (d)

 

5.  It seems very difficult _____________________________________________________.

(มันดูเหมือนยากมาก __________________________________________________)

(a) to stop the child to cry

(b) restraining the child to cry

(c) to keep the child from crying    (ที่จะป้องกันเด็กคนนั้นมิให้ร้องไห้)

(d) holding the child’s crying

ตอบ   -   ข้อ   (c)   ตามโครงสร้าง  “It is (was, seems, appears) + Adjective + (For someone) + To + Verb 1”  ดูเพิ่มเติมจากประโยคข้างล่าง

                                        ตัวอย่างที่ 

  • _________________________________ to sign my name at the bottom of the page?

(____________________ ที่จะเซ็นชื่อของผมที่ด้านล่างของหน้า (กระดาษหรือเอกสาร) หรือไม่)

(a) Is it necessary for me    (มันจำเป็นสำหรับผม)

(b) Is it necessity for me    (“Necessity”  =  ความจำเป็น)

(c) Is it necessarily for me

(d) Am I necessary    (ไม่ใช้โครงสร้างนี้)

ตอบ   -   ข้อ   (a)   เนื่องจากมาจากโครงสร้างประโยคบอกเล่า  “It + is (was) + Adjective + (For someone) + To + Verb 1”  

                                         ตัวอย่างที่ 

  • It is not a good thing ______________________ in front of a television set all evening.

(มันมิใช่สิ่งที่ดี ______________________________ หน้าเครื่องรับโทรทัศน์ตลอดทั้งคืน)

(a) for children sit

(b) for children to sit    (สำหรับเด็กๆที่จะนั่ง)

(c) for children will sit

(d) for children sitting

ตอบ   -   ข้อ   (b)   มีค่าเท่ากับ   “It is not good for children to sit…..………”  ซึ่งเป็นไปตามโครงสร้าง  “It + Is (Was) + (Not) + Adjective + (For someone) + To + Verb 1”  (สำหรับข้อความในวงเล็บ  จะมีหรือไม่ก็ได้)   ดังประโยคข้างล่าง

                                        ตัวอย่างที่ 

  • Don’t do anything.  I believe _______________________ would be best to keep quiet.

(ไม่ต้องทำอะไร  ผมเชื่อ (ว่า) ___________________________ จะดีที่สุดที่จะนิ่งเงียบเสีย)

(a) you

(b) it    (มัน)

(c) we

(d) everything

ตอบ   -   ข้อ   (b)   เนื่องจากเป็นไปตามโครงสร้าง  “It + Is (was, will be, would be) + Adjective  (เช่น  “Important, Necessary, Possible, Normal, Good, Better, Best”) + (For Someone) + To + Verb 1

                                         ตัวอย่างที่ 

  • It is usually necessary for the international business person _________ more than only his/her native language.

(มันเป็นสิ่งจำเป็นโดยปกติ  สำหรับนักธุรกิจระหว่างประเทศที่จะ __________ มากไปกว่าภาษาที่ใช้มาตั้งแต่เกิดของเขา/เธอ   แต่เพียงภาษาเดียว)  (หมายถึง  ควรรู้ภาษาอื่นด้วย  นอกเหนือจากภาษาที่ตนใช้อยู่เป็นประจำ)

(a) to understand    (เข้าใจ)

(b) to observe     (สังเกต)

(c) knowing     (รู้)

(d) speaking     (พูด)

ตอบ   –   ข้อ   (a)   หรืออาจตอบ  “To know”  ก็ได้  เนื่องจากถูกต้องตามหลักไวยากรณ์  ตามโครงสร้าง  {It is (was) + Adjective (necessary, important, possible, impossible, good, wise, foolish, etc.) + (For someone) + To + Verb 1 (กริยาอะไรก็ได้) + Something}  เช่น

  • It is necessary (for you) to work harder.

(มันจำเป็นสำหรับคุณที่ต้องขยันให้มากขึ้น)

  • It is important (for young people) to pay respect to the elderly.

(มันสำคัญสำหรับคนหนุ่มสาวที่จะต้องให้ความเคารพผู้สูงอายุ)

  • It was possible (for them) to arrive there before noon.

(มันเป็นไปได้สำหรับพวกเขาที่จะไปถึงที่นั่นก่อนเที่ยง)

  • It is impossible (for me) to lend you the sum you want.

(มันเป็นไปไม่ได้สำหรับผมที่จะให้คุณยืมเงินจำนวนที่ต้องการ)

  • It is good (for her) to marry him.

(มันดีสำหรับเธอที่แต่งงานกับเขา)

  • It was wise (for us) to cancel our trip to Europe.

(มันฉลาดสำหรับเราที่ยกเลิกการเดินทางไปยุโรป)

 

6. She went to the movies last night but she told me she wished she _______________ to see it.

(เธอไปดูหนังเมื่อคืนวาน  แต่เธอบอกผมว่า  เธอปรารถนาว่าเธอ ___________________ ดูมัน)

(a) hasn’t gone

(b) didn’t go

(c) hadn’t gone    (มิได้ไป)

(d) doesn’t go

ตอบ   -   ข้อ   (c)   เนื่องจากเป็นการปรารถนาในอดีต  กริยาของประโยคที่ตามหลัง  “Wish”  จึงต้องอยู่ในรูป  “Past perfect tense”  (Subject + Had + Verb 3)  ดูเพิ่มเติมจากประโยคข้างล่าง

                                         ตัวอย่างที่ 

  • Why didn’t you keep your promise?  I wish you _____________________________ it.

(ทำไมคุณจึงไม่รักษาคำมั่นสัญญา  ผมปรารถนาว่าคุณ _________________________ มัน)

(a) kept

(b) would keep

(c) would have kept

(d) had kept    (ได้รักษาฯ)

ตอบ   -   ข้อ   (d)  เนื่องจากเป็นการปรารถนาให้เกิดเหตุการณ์  (รักษาคำมั่นสัญญา) ในอดีต  จึงใช้รูป  “Subject + Wish + That + Subject + Had + Verb 3” 

                                        ตัวอย่างที่  

  • I wish I _____________________________________________________ as he does.

(ผมปรารถนา (ว่า) ผม ________________________________________ เหมือนที่เขาเล่น)

(a) can play

(b) play

(c) could play    (สามารถเล่น)

(d) will play

ตอบ  -  ข้อ   (c)   เนื่องจากอนุประโยค  (Subordinate clause)  ที่ตามหลัง  “Wish”  จะอยู่ในรูป  “Past subjunctive”   คือ  ต้องอยู่ในรูป  “Past simple”  (Could play)  เมื่อเป็นการปรารถนาในปัจจุบัน  หรือใช้รูป   “Past perfect tense”  (Had played  หรือ  Could have played)  เมื่อเป็นการปรารถนาในอดีต

                                        ตัวอย่างที่ 

  • Smith said, “I don’t speak English.”  His friend said, “I wish you ____________________.”

(สมิธพูดว่า  “ผมไม่พูดภาษาอังกฤษ”   (และ)  เพื่อนของเขาพูดว่า  “ผมปรารถนาว่า  คุณ ________)

(a) speak

(b) do

(c) did    (พูด)  

(d) can

ตอบ   -   ข้อ   (c)   เนื่่องจาก  "Did"  แทน  "Speak"  และต้องอยู่ในรูป  "Past tense"  เพราะเป็น  "Past subjunctive"   คือเป็นกริยาใน  "Clause"  ที่ตามหลัง  "Wish"  ที่แสดงความปรารถนาในปัจจุบัน  คือ  ให้สมิธพูดภาษาอังกฤษได้

                                        ตัวอย่างที่  

  • When I said that I wished I _________ Italian, she told me she would give me some lessons, if I liked.

(เมื่อผมพูดว่า  ผมปรารถนาว่า  ผม ____________ ภาษาอิตาเลียน  เธอบอกผมว่า  เธอจะสอนบทเรียน (ภาษาฯ) ให้ผมบ้าง ถ้าผมต้องการ)

(a) know

(b) knew

(c) would have known

(d) had known    (ได้เรียนรู้)

ตอบ  -  ข้อ   (d)   เนื่องจากเป็นการปรารถนาในอดีต  ซึ่งตรงกันข้ามกับความจริง  (Past subjunctive)  จึงต้องใช้โครงสร้าง  “Subject + Wish (ed) + (That) + Subject + Had + Verb 3 + ส่วนขยาย”   (ในข้อนี้  เป็นการปรารถนาว่าได้เรียนภาษาอิตาเลียนในอดีต   แต่จริงๆ แล้วไม่ได้เรียน)

                                        ตัวอย่างที่  

  • I wish I ____________________________________ her while she stayed in Bangkok.

(ฉันปรารถนาว่าฉัน ______________________________ เธอ  ในขณะที่เธอพักในกรุงเทพฯ)

(a) meet

(b) met

(c) had met    (ได้พบ)

(d) would have met

ตอบ   -   ข้อ   (c)   เนื่องจากเป็นการปรารถนาในอดีต  และตรงข้ามกับความเป็นจริง  (คือ ปรารถนาว่าได้พบกับเธอ  แต่ก็มิได้พบกับเธอ   ในขณะที่เธอพักในกรุงเทพฯ)  จึงต้องใช้   “Past perfect tense”  (Subject + Had + Verb 3  )  และในกรณีที่เป็น  “Passive voice”   ใช้  (Subject + Had + Been + Verb 3)  เช่น

  • He wishes he had been given more opportunity when he was young.

(เขาปรารถนาว่า  เขาได้รับโอกาสมากขึ้นตอนเขาเป็นหนุ่ม  -  คือในอดีต)  (แต่ในความเป็นจริง  คือ ไม่ได้รับ)

                                         ตัวอย่างที่  ๖

  • I wish you __________________________________________ there at that moment.

(ผมปรารถนาว่าคุณ ________________________________________ ที่นั่นในขณะนั้น)

(a) are

(b) were

(c) had been     (อยู่)

(d) would have been

ตอบ   -   ข้อ   (c)    เนื่องจากเป็นการปรารถนาให้เกิดเหตุการณ์ขึ้นในอดีต  (ให้คุณอยู่ที่นั่นในตอนนั้น  ซึ่งเป็นอดีตที่ผ่านมาแล้ว)  (ความเป็นจริง  คือ  “คุณไม่ได้อยู่ที่นั่นในตอนนั้น”)

                                         ตัวอย่างที่  

  • I wish I _____________________________________ German when I was at school.

(ผมปรารถนาว่าผม ___________________________ ภาษาเยอรมัน  ตอนที่ผมเป็นนักเรียน)

(a) was learning

(b) learnt

(c) had learnt    (ได้เรียนรู้)

(d) have learnt

ตอบ   -    ข้อ   (c)   เนื่องจากเป็นการปรารถนาเหตุการณ์ในอดีต  (สมัยเป็นเด็กนักเรียน)  แต่ในความเป็นจริง คือ  “มิได้เรียนภาษาเยอรมัน

                                        ตัวอย่างที่  

  • I wish today ___________________________________________________ a holiday.

(ผมปรารถนาว่าวันนี้ ______________________________________________ วันหยุด)

(a) is

(b) be

(c) being

(d) were     (เป็น)

ตอบ    –    ข้อ   (d)   เนื่องจากเมื่อใช้  “Wish”  แสดงความปรารถนาในสิ่งที่   “ตรงข้ามกับความเป็นจริง”  (คือ  เหตุการณ์มิได้เป็นจริงตามที่ปรารถนา  -  วันนี้มิได้เป็นวันหยุด  ซึ่งเป็นการปรารถนาในปัจจุบัน)   จะต้องใช้รูป  “Subject + Wish + That + Subject + Verb 2”  แต่  “That”  มักจะละไว้เสมอ  (ไม่เขียนลงในประโยค)   (เรียกการใช้โครงสร้างแบบนี้ว่า   “Past subjunctive”)  โดยมีหลัก  คือ

                                    ๑. ถ้าตรงข้ามกับความจริงในปัจจุบัน  (ปรารถนาเหตุการณ์ปัจจุบัน)  ให้ใช้  “Verb”  เป็น  “Past simple” (Verb 2)  (สำหรับ  “Verb to be”  ใช้  “Were”  กับประธานทุกตัว)

  • I wish (that) she came to see me today.

(ผมปรารถนาว่าเธอมาเยี่ยมผมวันนี้)  (แต่จริงๆ แล้วเธอไม่ได้มา)

  • She wishes (that) today were her birthday.

(เธอปรารถนาว่า  วันนี้เป็นวันเกิดของเธอ)  (แต่จริงๆ แล้วไม่ใช่)

  • I wish (that) my uncle were here now.

(ผมปรารถนาว่า  ลุงของผมอยู่ที่นี่ในขณะนี้)  (แต่จริงๆ แล้วไม่ได้อยู่)

  • He wishes (that) his father were a millionaire (now).

(เขาปรารถนาว่า  พ่อของเขาเป็นเศรษฐี)  (แต่จริงๆ แล้วไม่ได้เป็น)

  • I often wish (that) I were really wealthy (now).

(ผมปรารถนาบ่อยๆ ว่า  ผมร่ำรวยอย่างแท้จริง)  (จริงๆ แล้วไม่รวย)

  • My sister occasionally wishes (that) she were a boy (now).

(น้องสาวของผมปรารถนาเป็นบางครั้งว่า  เธอเป็นเด็กผู้ชาย)  (จริงๆ แล้วเป็นหญิง)

  • I wish (that) I had a bigger house (now).

(ผมปรารถนาว่าผมมีบ้านหลังใหญ่กว่านี้)  (แต่จริงๆ แล้วมีบ้านหลังเล็ก)

  • They wish (that) they could speak Japanese (now).

(พวกเขาปรารถนาว่า สามารถพูดภาษาญี่ปุ่นได้)  (แต่จริงๆ แล้วพูดไม่ได้)

                                     ๒. ถ้าตรงข้ามกับความจริงในอดีต   (ปรารถนาเหตุการณ์ในอดีต)  ให้ใช้  “Verb”  เป็น “Past perfect” (Had + Verb 3)  เช่น

  • I wish (that) yesterday had been a holiday.

(ผมปรารถนาว่า  เมื่อวานนี้เป็นวันหยุด)  (แต่จริงๆ แล้วไม่ได้เป็น)

  • She wishes (that) her father had been a millionaire (last year).

(เธอปรารถนาว่า  พ่อของเธอเป็นเศรษฐี  (เมื่อปีที่แล้ว)  (แต่จริงๆ แล้วไม่ได้เป็น)

  • He wished (that) he had been a bird (a long time ago).

(เขาปรารถนาว่า  เขาเป็นนก (เมื่อนานมาแล้ว)  (แต่จริงๆ แล้วไม่ได้เป็น)

  • I wish (that) my uncle had been here yesterday.

(ผมปรารถนาว่า  ลุงของผมอยู่ที่นี่เมื่อวานนี้)  (แต่จริงๆ แล้วไม่ได้อยู่)

                                     ๓. ถ้า  “Wish”  ใช้กับอนาคต  (Future)  ให้ใช้  “Verb”  เป็น  “Would”, “Should”,  “Could”,  “Might”  ความหมาย  คือ  คงไม่เกิดเหตุการณ์ตามที่ปรารถนา  หรือมีโอกาสเกิดขึ้นได้ยาก  เช่น

  • I wish (that) my wife would be here tomorrow.

(ผมปรารถนาว่า  ภรรยาของผมอยู่ที่นี่ในวันพรุ่งนี้)  (แต่จริงๆ แล้วคงไม่ได้อยู่ หรือมีโอ กาสเกิดขึ้นได้น้อยมาก)

  • She wishes (that) she could come to my party next week.

(เธอปรารถนาว่า  เธอสามารถมางานเลี้ยงของผมสัปดาห์หน้า)  (แต่จริงๆ แล้วคงไม่ได้มา  หรือมีโอกาสเกิดขึ้นน้อยมาก)

  • They wish (that) they would graduate from the university next semester.

(พวกเขาปรารถนาว่า  จะเรียนจบจากมหาวิทยาลัยในเทอมหน้า)  (แต่คงจะไม่จบ หรือมีโอกาสเกิดขึ้นน้อยมาก)

                                     ๔. เมื่อใช้  “Wish”  แสดงความปรารถนาในแบบปกติธรรมดา  จะมีโครง สร้าง  “Wish + To + Verb 1”  ซึ่งความปรารถนาดังกล่าวอาจจะเป็นจริง  หรือไม่เป็นจริงก็ได้  เช่น

  • They wish to meet their friends again next year.

(พวกเขาปรารถนาจะได้พบเพื่อนอีกในปีหน้า)

  • She wishes to leave now.

(เธอปรารถนาจะจากไปในตอนนี้)

  • He wishes to visit London next month.

(เขาปรารถนาจะไปเที่ยวลอนดอนเดือนหน้า)

  • They wished to pass the exam this term.

(พวกเขาปรารถนาจะสอบผ่านเทอมนี้)

  • They are in love and wish to marry.

(เขาทั้งสองคนรักกัน  และปรารถนาจะแต่งงานกัน)

                                    ๕. โครงสร้าง  “Wish + กรรม + Noun”  มีความหมาย  คือ  “ขออวยพรให้”  เช่น

  • She wished them a Merry Christmas and a Happy New Year

(เธออวยพรวันคริสมาสต์และปีใหม่ให้พวกเขา)

  • He wishes his parents a long and happy life.

(เขาอวยพรให้พ่อแม่มีชีวิตยืนยาวและมีความสุข)

  • I wish you success.

(ผมขออวยพรให้คุณประสบความสำเร็จ)

  • Before their exam they wished each other luck.

(ก่อนการสอบ  พวกเขาอวยพรโชคดีให้กันและกัน)

It is Mary’s birthday today.  Don’t forget to wish her many happy returns.

(วันนี้เป็นวันเกิดของแมรี่  อย่าลืมอวยพรให้เธอมีความสุข)

                                     ๖. โครงสร้าง  “Wish + For + Something”  (ปรารถนาอะไรบางอย่าง)  (มักแสดงความปรารถนาอย่างเงียบๆ กับตัวเอง)  เช่น

  • She blew out the candles on her birthday cake and wished for a new doll.

(เธอเป่าให้เทียนบนเค้กวันเกิดดับลง  และปรารถนาจะได้ตุ๊กตาใหม่สักตัว)

                                     ๗. ใช้  “Wish”  แบบคำนาม  (Noun)  หมายถึง  “ความปรารถนา, ความประสงค์, ความต้องการ, คำอธิษฐาน, สิ่งที่ปรารถนา”  เช่น

  • She told me of her wish to quit her job.

(เธอบอกผมถึงความปรารถนาของเธอที่จะทิ้งงาน)  (ลาออกจากงาน)

  • He has a strong wish to see his ex-wife again.

(เขามีความปรารถนาแรงกล้าที่จะพบอดีตภรรยาอีกครั้ง)

  • Julius Cesar was an all-powerful king whose every wish was obeyed.

(จูเลียส ซีซาร์ เป็นกษัตริย์ที่มีอำนาจเต็มที่  ผู้ซึ่งความปรารถนาทุกอย่างของเขาได้รับการเชื่อฟัง)

  • We have no wish to repeat their mistakes.

(เราไม่ปรารถนาจะทำผิดซ้ำความผิดของพวกเขา)

  • A death wish is a conscious or unconscious desire to die or be killed.

(“ความปรารถนาความตาย”  เป็นความต้องการแบบรู้ตัว (ตั้งใจ) หรือ ไม่รู้ตัว (ไม่ตั้งใจ) ที่จะตาย  หรือ  ถูกฆ่าตาย)

  • The government should reflect the wishes of the majority in the country.

(รัฐบาลควรจะสะท้อนความต้องการ (สิ่งที่ต้องการ) ของคนส่วนใหญ่ในประเทศ)

  • My last wish is for you to leave this house and never return.

(ความปรารถนาสุดท้ายของผม  คือ  ให้คุณออกจากบ้านหลังนี้ไป  และอย่ากลับมาอีก)

  • Her parents send their best wishes for me on my birthday.

(พ่อแม่ของเธอส่งความปรารถนาดีมายังผม  สำหรับวันเกิดของผม)

  • Please accept this gift with my sincere good wishes for the future.

(โปรดรับของขวัญนี้ไว้ด้วยความปรารถนาดีอย่างจริงใจจากผม  สำหรับอนาคต)  (เพื่อความสุข-ความสำเร็จของคุณ)

  • Have you made your wish yet?

(คุณตั้งความปรารถนาไว้แล้วหรือยัง)  (ว่าอยากได้อะไรสักอย่าง)

  • The genie then granted Sinbad three wishes.

(ผู้วิเศษ (พ่อมด-แม่มด) ให้ซินแบดตั้งความปรารถนาได้    อย่าง)  (ขออะไรก็ได้    อย่าง)

 

7. Please continue ____________________________________________ for your final exam.

(โปรด _________________________________________ ต่อไป  เพื่อการสอบไล่ของคุณ)

(a) study

(b) studying    (ศึกษา, เล่าเรียน, ดูหนังสือ, พยายาม, มานะบากบั่น)

(c) to studying

(d) for studying

ตอบ    –    ข้อ   (b)   หรือ  “To study”  ทั้งนี้  กริยา  “Continue”  สามารถตามด้วย  “Gerund”  (Verb + ing)  หรือ  “Infinitive with to”  (To + Verb 1)   ก็ได้  โดยมีความหมายเหมือนกัน  ดูเพิ่มเติมคำกริยาประเภทเดียวกัน  จากตัวอย่างข้างล่าง

                                          ตัวอย่างที่ 

  • Everyone started to _______________________________________________ loudly.

(ทุกคนเริ่มที่จะ ________________________________________________ เสียงดัง)

(a) laugh at

(b) laughing

(c) laugh    (หัวเราะ)

(d) stare    (จ้องมอง)

ตอบ   -   ข้อ    (c)   หรืออาจตอบ  “Started laughing”  เนื่องจาก  “Start + To + Verb 1”  หรือ  “Start + Verb + ing”  จะมีความหมายเหมือนกันทุกประการ  สำหรับคำกริยาที่สามารถตามด้วย  “To + Verb 1”  หรือ  “Verb + ing”  แล้วมีความหมายเหมือนกัน  ดูจากประโยคข้างล่าง

                                         ตัวอย่างที่ 

  • She began _________________________________________ that she was in danger.

(เธอเริ่ม __________________________________________ ว่า  เธอตกอยู่ในอันตราย)

(a) to realize    (ตระหนัก)

(b) to realizing

(c) and realized

(d) realized

ตอบ   -   ข้อ   (a)   หรือ  “Realizing”  ก็ได้  เนื่องจาก  “Begin + To + Verb 1”  หรือ  “Begin + Verb + ing”  โดยที่ความหมายเหมือนกัน

                                        ตัวอย่างที่ 

  • I prefer reading to _____________________________________________________.

(ผมชอบการอ่านมากกว่า ________________________________________________)

(a) write

(b) to write

(c) writing    (การเขียน)

(d) to writing

ตอบ   –   ข้อ   (c)   เนื่องจากต้องใช้ให้สมดุลกับ  “Reading”  ทั้งนี้  “Prefer”  สามารถตามด้วย  “Gerund” (Verb + ing)  หรือ  “Infinitive with to” (To + verb 1)  ก็ได้  โดยมีความหมายเหมือนกัน  ดังนั้น  ประโยคข้างบนอาจใช้อีกอย่างหนึ่ง คือ

  • I prefer to read to to write.  

(อย่างไรก็ตาม  ไม่นิยมใช้โครงสร้างนี้  เนื่องจากมี  “To”  ถึง  ๓  ตัว)

                            กริยาต่อไปนี้  สามารถตามด้วย  “Infinitive with to” (To + Verb 1)  หรือ  “Gerund” (V. + ing)  แล้วความหมายเหมือนกัน  ได้แก่  “Begin, Start, Continue  (ทำต่อไป), Like,  Dislike  (ไม่ชอบ, เกลียด), Love, Hate  (เกลียด), Propose  (เสนอ), Prefer  (ชอบมากกว่า), Help, Intend  (ตั้งใจ), Attempt  (พยายาม), Bear  (ทน)”  เช่น

  • They started to play football. (= They started playing football.)

(เขาเริ่มเล่นฟุตบอล)

  • She likes to dance. (= She likes dancing.)

(เธอชอบการเต้นรำ)

  • We continued to study for our exam. (= We continued studying for our exam.)

(เราเรียนต่อไปเพื่อการ (เตรียม) สอบ)

  • She hates to stay in a dirty place. (= She hates staying in a dirty place.)

(เธอเกลียดการพักในสถานที่สกปรก)

 

8. Please explain ___________________________________________________________

(โปรดอธิบาย _______________________________________________________)

(a) me what it means.

(b) me what does it mean?

(c) to me what it means.    (ให้ผมฟังว่ามันหมายความว่าอย่างไร)

(d) to me what does it mean?

ตอบ   -   ข้อ   (c)  สำหรับกริยา  “Explain”  ต้องตามด้วย   “To” +  “กรรม”  (Explain to me)

 

9. A: When did he tell you the truth?

(เขาเล่าความจริงให้คุณฟังเมื่อใด)

    B: ____________________________________________________________.

(a) Just after he had died.    (หลังเขาตาย)

(b) Just before he had died.

(c) Just after he died.

(d) Just before he died.    (ก่อนเขาตาย)

ตอบ   -   ข้อ    (d)  “Clause”  ที่ตามหลัง  “Before”  จะอยู่ในรูป  “Past simple tense”  (Verb 2)  ในขณะที่  “Clause”  ที่ตามหลัง  “After”  จะอยู่ในรูป  “Past perfect tense”  (Had + Verb 3)  เช่น

  • I went to school after I had eaten my breakfast.

(ผมไปโรงเรียนหลังจากที่ได้กินข้าวเช้าแล้ว)  (กินข้าวก่อนไปโรงเรียน)

  • She had finished her work before she left the office.

(เธอทำงานแล้วเสร็จ  ก่อนที่เธอจะออกจากออฟฟิศ)  (ทำงานเสร็จก่อน  ออกจากออฟฟิศทีหลัง)

                                    ดูเพิ่มเติมการใช้  “Past perfect tense”  (Subject + Had + Verb 3)  และ   “Past simple tense”  (Subject + Verb 2)  ในข้อ  ๑๐  ของข้อสอบชุดนี้

 

10. After the ice _____________________________ for about three days, we could skate on it.

(หลังจากน้ำแข็ง ______________________ เป็นเวลา    วัน  เราจึงสามารถเล่นสเกตบนมันได้)

(a) was froze

(b) is froze

(c) had been froze

(d) had been frozen    (ถูกทำให้เย็นจัดจนกลายเป็นน้ำแข็ง)

ตอบ   -   ข้อ   (d)   เนื่องจากเหตุการณ์  “น้ำแข็งถูกทำให้เย็นจัดฯ”  เกิดขึ้นก่อนเหตุการณ์  “เราสามารถเล่นสเกตฯ”  จึงต้องใช้รูป  “Past perfect tense”  (Subject + Had + Verb 3)  และในกรณีนี้ต้องอยู่ในรูป  “Passive voice”  (Subject + Had + Been + Verb 3)  (ถูกทำให้เย็นจัดจนแข็ง)  ดูเพิ่มเติมการใช้  “Past perfect tense”  และ  “Past simple tense”  (Subject + Verb 2)  จากประโยคข้างล่าง

                                         ตัวอย่างที่  

  • In his evidence the policeman said that the accused ________________ dismissed from his employment three weeks before.

(จากพยานหลักฐาน  ตำรวจกล่าวว่า  ผู้ถูกกล่าวหา ___________ ไล่ออกจากงาน    สัปดาห์ก่อนหน้านั้น)  (คือ ก่อนหน้าที่จะเกิดอาชญากรรม)

(a) has been

(b) had been   (ได้ถูก)

(c) was being

(d) is

ตอบ   -   ข้อ   (b)   เป็นการใช้โครงสร้าง   “Past perfect tense”  (Subject + Had + Verb 3)  ในรูป  “Passive voice”  (Subject + Had + Been + Verb 3)  (สำหรับประโยคข้างบน  ผู้ถูกกล่าวหา  “ถูกกระทำ”  คือ  ถูกไล่ออกจากงาน)

                                         ตัวอย่างที่        (จงหาข้อที่ผิดหลักไวยากรณ์  จาก ข้อ (๑) – (๔)

  • The front porch was (1) a common feature of (2) wooden houses that (3) had built in the U.S. (4) around 1900.

(ระเบียงหน้าบ้านเป็นลักษณะธรรมดา-สามัญของบ้านไม้  ซึ่งถูกสร้างขึ้นในสหรัฐฯ  ราวๆ ปี  ๑๙๐๐)  (หมายถึงในยุคนั้น  บ้านไม้ในสหรัฐฯ ส่วนใหญ่จะมีระเบียงหน้าบ้าน)

ตอบ   -    ข้อ   ๓   แก้เป็น  “Had been built”  เนื่องจากต้องอยู่ในรูป  “Passive voice”  ของ  “Past perfect tense”  (Subject + Had + Verb 3)  ซึ่งเมื่ออยู่ในรูปของ  “Passive voice”  จะมีโครงสร้าง  “Subject + Had + Been + Verb 3)

                                         ตัวอย่างที่  

  • Cash awards were given to employees who __________ suggestions to improve quality and raise production.

(รางวัลเงินสดถูกมอบให้กับพนักงานผู้ซึ่ง ____________ คำแนะนำเพื่อปรับปรุงคุณภาพและยกระดับการผลิต)

(a) had offered    (ได้เสนอ)

(b) had been offered

(c) have offered

(d) are offering

ตอบ   -   ข้อ   (a)   เนื่องจากเป็นการใช้รูป  “Past perfect tense”  (Had offered)  ควบคู่กับ  “Past simple tense” (Were givenในที่นี้อยู่ในรูป  “Passive voice”)  กล่าวคือ  มีเหตุการณ์ในอดีตเกิดขึ้น    เหตุการณ์  (จบลงไปแล้วทั้งคู่)  เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นก่อนและจบลงก่อน  ใช้  “Past perfect” (Subject + Had + V. 3)   ส่วนเหตุการณ์ที่เกิดทีหลังและจบทีหลัง  ใช้  “Past simple” (Subject + V. 2)ทั้งนี้   ในประโยคข้างบน  ข้อความ  “รางวัลเงินสดถูกมอบให้กับพนักงาน”   เกิดขึ้นภายหลังข้อความ  “(พนักงาน) ผู้ซึ่งเสนอคำแนะนำเพื่อปรับปรุง ...........................”  กล่าวคือ  “เสนอคำแนะนำ”  เกิดขึ้นก่อน  จึงใช้  “Past perfect”  ส่วน  “มอบรางวัล หรือรางวัลถูกมอบ”  เกิดขึ้นทีหลัง  เพื่อเป็นการตอบแทน  จึงใช้  “Past simple”  (Verb 2)  ประโยคในลักษณะนี้  ส่วนใหญ่จะมีคำ  “Before”,  “After”  หรือ“When”  ปรากฏอยู่ด้วย  ตัวอย่างประโยคลักษณะนี้  ได้แก่

  • Dang had learnt English before he went to England.

(แดงได้เรียนภาษาอังกฤษก่อนแล้ว  ก่อนที่เขาจะไปอังกฤษ)

(การเรียนเกิดก่อน ใช้  “Past perfect” การไปอังกฤษเกิดทีหลัง ใช้  “Past simple”)

  • When I called on Jim, his sister told me that he had left home.

(เมื่อผมไปเยี่ยมจิม  น้องสาวของเขาบอกผมว่า  เขาได้ออกจากบ้านไปแล้ว)

(“ออกจากบ้าน”  เกิดก่อน  จึงใช้ “Past perfect”, “บอกผม”  เกิดทีหลัง ใช้  “Past simple”)

  • We went out for a walk after we had eaten dinner.

(เราออกไปเดินเล่น  หลังจากที่เราได้กินอาหารค่ำแล้ว)

(กินอาหารค่ำเกิดก่อน ใช้  “Past perfect”, ออกไปเดินเล่นเกิดทีหลัง ใช้  “Past simple”)

  • When we reached the theater, the movies had started.

(เมื่อเราไปถึงโรงหนัง  หนังได้เริ่มฉายไปแล้ว)

(ไปถึงโรงหนังเกิดทีหลัง ใช้  “Past simple”, หนังฉายเกิดขึ้นก่อน ใช้  “Past perfect”)

 

11. President Lincoln’s hometown is _____________________________________________.

(บ้านเกิดของประธานาธิบดีลิงคอล์นอยู่ _______________________________________)

(a) far from here three hundred miles

(b) three hundred miles from here    {(ห่างออกไป)  ๓๐๐  ไมล์จากที่นี่}

(c) far three hundred miles from here

(d) three hundred miles far from here.

ตอบ    –    ข้อ   (b)   มีการเรียงคำ  คือ   “จำนวนระยะทาง + from here   โดยไม่ต้องมีคำว่า   “Far

 

12. In the cities __________________________ live as hard a life as they were in the villages.  

(ในเมืองใหญ่ _________ ดำรงชีวิตที่ยากลำบาก  เท่าๆ กับตอนที่พวกเขาอาศัยอยู่ในหมู่บ้าน)  (คือย้ายมาอยู่ในเมือง  แล้วก็ยังลำบากเหมือนในอดีตตอนอยู่บ้านนอก)

(a) poor man

(b) a poor

(c) the poor    (คนจน)

(d) the poor men

ตอบ    -    ข้อ   (c)   “The poor”  หมายถึง  “คนจน”  ดูคำอธิบายเพิ่มเติมจากประโยคตัวอย่างข้างล่าง

                                        ตัวอย่างที่       {จงหาข้อที่ผิดหลักไวยากรณ์  จาก ข้อ (๑) – (๔)}

  • The American Red Cross is (1) one of the volunteer (2) organizations (3) which purpose is to help (4) the sick and the needy.

(กาชาดอเมริกันเป็นหนึ่งในบรรดาองค์กรอาสาสมัคร  ซึ่งวัตถุประสงค์ของมันคือ  ช่วยคนเจ็บป่วยและคนยากคนจน)

ตอบ    –    ข้อ     แก้เป็น  “Whose”  เนื่องจากแสดงความเป็นเจ้าของ (วัตถุประสงค์ของมัน)  และนำหน้าอนุประโยค    (whose purpose…………………..…..the needy)   สำหรับข้อ    (the sick and the needy)  ถูกต้องแล้ว  เพราะเราใช้  “The”   นำหน้าคำคุณศัพท์  (sick และ needy)   หมายถึงบุคคลประเภทนั้นๆ  (“คนป่วย” และ “คนยากคนจน”)    และถือเป็นคำพหูพจน์ด้วย    ซึ่งต้องใช้กับกริยา  “are, were, have”  (หรือ กริยาตัวอื่นๆ ที่อยู่ในรูปพหูพจน์  -  คือไม่ต้องเติม “s”)  เช่น The poor”  (คนจน),  “The rich”  (คนรวย),  “The wise”  (คนฉลาด, นักปราชญ์),  “The brave”   (คนกล้าหาญ),  “The elderly”  (คนสูงอายุ),  “The young”  (คนหนุ่มสาว),  “The old”  (คนแก่)  นอกจากนั้น  “Verb + ing” (Present participle)  และ กริยาช่องที่ ๓   (Past participle)  ซึ่งถือเป็นคำคุณศัพท์ประเภทหนึ่ง  แต่เมื่อนำหน้าด้วย   “The”  เช่น “The dying”  (คนที่กำลังจะตาย)  หรือ  “The wounded”  (คนเจ็บ),  “The injured”  (คนเจ็บ)   ก็ถือเป็นคำนามประเภทหนึ่งเช่นเดียวกัน   และถือเป็นคำพหูพจน์ด้วย   และใช้กับกริยา  “Are, Were, Have”  เช่นกัน  ดังตัวอย่างประโยค

  • The rich are not always happy.

(คนรวยมิใช่ว่าจะมีความสุขเสมอไป)

  • The poor have asked for help from the government

(คนจนได้ขอความช่วยเหลือจากรัฐบาลแล้ว)

  • In the old days, the elderly were highly respected by the young.

(ในสมัยก่อน  ผู้สูงอายุได้รับความเคารพอย่างสูงจากคนหนุ่มสาว)

  • The wounded were taken to hospital.

(คนเจ็บถูกนำส่งโรงพยาบาล)

  • The dying were being attended by the doctors.

(ผู้ที่กำลังจะตายกำลังได้รับการดูแลจากแพทย์)

  • The wise are cleverer (= more clever) than general people.

(คนฉลาดมีความฉลาดมากกว่าคนทั่วๆไป)

 

13. Neither I nor my sister ______________________________________ going to the dance.

(ไม่ทั้งผมและน้องสาว ___________________ ไปเต้นรำ – คือ ทั้งผมและน้องสาวจะไม่ไปเต้นรำ)

(a) is    (จะ)

(b) am

(c) are

(d) aren’t

ตอบ   –   ข้อ   (a)   เนื่องจาก ประธานประโยค    ตัว  เชื่อมด้วย   “Or, Either… ………...or, Neither………….nor, Not only………....but also,   ให้ใช้กริยาตามประธานตัวหลัง  เช่น

  • You or I am to blame for the error.

(ไม่คุณก็ผมที่ควรถูกตำหนิสำหรับความผิดพลาด)  (ใช้กริยาตามประธานตัวหลัง  คือ  “I”)

  • When I came in, neither the radio nor the television was on.

(เมื่อผมเข้ามา  ทั้งวิทยุและทีวีมิได้เปิดอยู่)  (ใช้กริยาตามประธานตัวหลัง  คือ  “the television”)

  • Neither you nor I was glad.

(ทั้งคุณและผมไม่ดีใจ)  (ใช้กริยาตามประธานตัวหลัง  คือ “I”)

  • Although we have been living in Thailand for 5 years, neither my husband nor I speak Thai fluently.

(แม้ว่าเราได้อยู่เมืองไทยมา    ปีแล้ว  ทั้งสามีและฉันพูดไทยไม่คล่อง)  (ใช้กริยาตาม  “I”)

  • Either excessive social obligation or just plain laziness has kept him from his work.

(ภาระทางสังคมที่มากเกินไป  หรือ เพียงแค่ความเกียจคร้านธรรมดา (อย่างใดอย่างหนึ่ง) ที่ทำให้เขาไม่ทำงาน)  (ขัดขวางเขาจากการทำงาน)  (ใช้กริยาตาม  “plain laziness”)

 

14. If I were you, I wouldn’t risk betting that money _________________________ this horse.

(ถ้าผมเป็นคุณ  ผมจะไม่เสี่ยงพนันเงินจำนวนนั้น _____________________________ ม้าตัวนี้)

(a) for

(b) on    (กับ, ลงไปที่)

(c) to

(d) in

ตอบ   -   ข้อ   (b)  “Bet money on something”  (พนันเงินไปกับอะไร)

                            สำหรับวลีที่ใช้  “On”   ได้แก่  “On page 5”  (ในหน้าที่  ๕),  Waste his time on”  (ใช้เวลา – ของเขา - อย่างสิ้นเปลือง-สุรุ่ยสุร่ายกับ), on business  (ด้วยเรื่องธุรกิจ), keep on  (ดำเนินต่อไป), rely on  (ไว้วางใจ, เชื่อใจ, พึ่งพาอาศัย), depend on (upon)  (พึ่งพาอาศัย, ขึ้นอยู่กับ, อยู่ที่), insist on  (ยืนกราน, ยืนหยัด, เรียกร้อง), on the floor  (บนพื้น), on a hill  (บนเนินเขา), on the top shelf  (บนชั้นบนของหิ้ง), on a sofa  (บนเก้าอี้โซฟา), to turn his back on his country  (หันหลังให้กับประเทศของตน  -  หมายถึงละทิ้งประเทศ  เช่น  หนีการเกณฑ์ทหาร  หรือไปเข้ากับฝ่ายศัตรู), on the contrary  (ในทางตรงกันข้าม), on the drawing board   (กำลังอยู่ในขั้นวางแผนหรือเตรียมการ  คือยังไม่ได้ลงมือทำ หรือนำมาใช้งานจริงๆ ),  on the dot (on the button)  (ตรงเวลาเผ็ง, ตรงเวลาพอดี)  -  Susan arrived at the party at 3:00 p.m. on the dot.  (ซูซานมาถึงที่งานเลี้ยงเวลาบ่าย    โมงตรงพอดี)get (climb, jump) on the bandwagon  (ทำตามอย่างที่คนอื่นทำ  แม้จะไม่ใช่เรื่องที่จำเป็น, เข้าร่วมในกิจกรรมที่มีคนนิยมทำกันมาก  และล่าสุด  เช่น ถีบจักรยาน หรือ เล่นฟิตเนส,  โยคะ  -  แปลตรงๆ ตัว คือ ปีนหรือกระโดดขึ้นไปบนรถดนตรีในขบวนแห่)  -  When all Jim’s friends decided to vote for Bill, Jim climbed on the bandwagon too.  (เมื่อเพื่อนทุกคนของจิมตัดสินใจลงคะแนนให้บิล  จิมก็ตัดสินใจลงคะแนนให้บิลเช่นเดียวกัน  -  คือทำตามเพื่อนๆ แบบไม่ต้องมีเหตุผล), on the (an) average   (โดยเฉลี่ย),   a dog peeing (pissing) on a tree  (หมาเยี่ยวรดต้นไม้),  on condition that  (โดยมีเงื่อนไขว่า)  -  I will lend you the money on condition that  you pay it back in one month.  (ผมจะให้คุณยืมเงินโดยมีเงื่อนไขว่า  คุณต้องใช้คืนภายใน    เดือน),  on deck   (อยู่บนดาดฟ้าเรือ, เตรียมพร้อมที่จะทำอะไรบางอย่าง, มาปรากฏตัว หรือมาถึงที่นัดหมาย)  –  The passengers are relaxing on deck.  (ผู้โดยสารกำลังพักผ่อนหย่อนใจอยู่บนดาดฟ้าเรือ)   -  The scout leader told the boys to be on deck at 8:00 Saturday morning for the hike.  (ผู้นำลูกเสือบอกให้ลูกเสือมาถึงที่นัดหมายเวลา ๘.๐๐ น. เช้าวันเสาร์  เพื่อออกเดินทางไกล),  on deposit   (ในธนาคาร)  -  I have $ 500 on deposit in my account.  (ผมมีเงินอยู่  ๕๐๐ ดอลลาร์ในบัญชีธนาคาร),  on duty  (อยู่ปฏิบัติหน้าที่, ขณะปฏิบัติหน้าที่)   -  There is always one teacher on duty during study hour.  (มีครูอยู่ คนเสมอ  อยู่ปฏิบัติหน้าที่ในระหว่างชั่วโมงเรียน  -  คือคอยให้คำแนะนำปรึกษาแก่นักเรียน)on earth (= in the world(ใน หรือ บนโลกนี้, เกิดขึ้นได้ หรือเป็นไปได้อย่างไร  มักใช้แสดงการเน้นในประโยคคำถาม) - Where on earth did I put my wallet?  (ไม่รู้ว่าผมเอากระเป๋าสตางค์ไปวางไว้ตรงไหนในโลกนี้   -   คือบ่นคร่ำครวญเนื่องจากหากระเป๋าสตางค์ไม่เจอ)   -  The boys wondered how on earth the mouse got out of the cage.  (พวกเด็กๆสงสัยว่า เป็นไปได้อย่างไรที่หนูออกจากกรงไป  -  ทั้งๆที่ล็อคทางออกไว้อย่างแน่นหนา),  have, (keep, with) one eye on  (คอยเฝ้าดูหรือเอาใจใส่  -  บุคคลหรือสิ่งของ  -  ในขณะที่กำลังทำสิ่งอื่นไปด้วย)  -  Mother had one eye on baby as she ironed.  (แม่รีดผ้าและดูแลลูกน้อยไปด้วยในเวลาเดียวกัน)  -  Chris tried to study with one eye on the TV set.  (คริสพยายามอ่านหนังสือ  และดูทีวีไปด้วยในในเวลาเดียวกัน), on account of  (เนื่องมาจาก, เพราะว่า),  -  The picnic was held in the gym on account of the rain.  (ปิกนิกถูกจัดในโรงยิม  -  แทนในสนาม  -  เนื่องมาจากฝนตก),  on a shoestring  (ด้วยเงินจำนวนเล็กน้อยสำหรับใช้จ่าย, ด้วยงบประมาณที่น้อยมาก  -  แปลตรงๆตัว คือ ด้วยเชือกผูกรองเท้า)  -  The couple was seeing Europe on a shoestring.  (สามี-ภรรยาคู่นั้นกำลังเที่ยวยุโรป  ด้วยเงินจำนวนเพียงนิดเดียว  -  คือ  แบบประหยัดสุดๆ),  to walk on air  (รู้สึกมีความสุขและตื่นเต้น)  -  Kim has been walking on air since she won the prize.  (คิมมีความสุขและตื่นเต้นมาโดยตลอด  ตั้งแต่ที่เธอได้รับรางวัล),  to wait on (upon)  (รับใช้, ให้บริการ)  -  The clerk in the store waits on all customers.  (เสมียนในร้านนั้นให้บริการ (รับใช้) ลูกค้าทุกคน),  (sitting) on top of the world  (ปลาบปลื้มยินดีและมีความสุข, รู้สึกประสบความสำเร็จ)  -  John was (sitting) on top of the world when he found out that he got into college.  (จอห์นดีใจและมีความสุข  เมื่อเขาพบว่าเขาสอบเข้ามหาวิทยาลัยได้),  on behalf of  (ในนามของ),  on board  (บนเรือ)  -  A ship was leaving the harbor, and we saw the people on board waving.  (เรือลำหนึ่งกำลังออกจากท่า  และเราเห็นผู้คนบนเรือโบกไม้โบกมือ  -  เพื่ออำลาญาติพี่น้องที่มาส่ง),  off and on (= on and off)  (ไม่สม่ำเสมอ, เป็นครั้งคราว หรือบางโอกาส)  -  It rained off and on all day.  (ฝนตกๆหยุดๆตลอดทั้งวัน  -  คือ ตกแล้วหยุด  แล้วก็ตกแล้วหยุดอีก  สลับกันไปแบบนี้ตลอดทั้งวัน),  the posters on the walls   (โปสเตอร์บนกำแพง), a sticker on her car  (สติ๊กเกอร์ติดรถของเธอ), pictures on the screen  (รูปภาพบนจอ), on the ceiling  (บนเพดาน), on the roof  (บนหลังคา), on all fours  (คลาน เท้า), get on a bus  (ขึ้นรถเมล์), on a highway  (บนทางหลวง), on the plane  (บนเครื่องบิน), on foot  (โดยทางเท้าหรือเดินไป), to walk on tiptoe  (เดินบนปลายเท้าหรือเขย่งส้นเท้า), on horseback  (บนหลังม้า), on a bicycle  (โดยรถจักรยาน), on Monday  (ในวันจันทร์), on a Sunday afternoon  (ตอนบ่ายวันอาทิตย์), on an occasion like this  (ในโอกาสเช่นนี้), on April10th  (ในวันที่ ๑๐ เมษายน), on Thursday night   (ในคืนวันพฤหัสฯ), on the first day of term  (ในวันแรกของภาคการศึกษา), books on art and religion  (หนังสือเกี่ยวกับศิลปะและศาสนา), on the subject of rents  (ในเรื่องเกี่ยวกับค่าเช่า), ideas on how films should be made  (ความคิดเกี่ยวกับว่าควรจะสร้างหนังอย่างไร), to comment on the issue  (แสดงความคิดเห็นในประเด็นนั้น), a talk on agriculture  (การสนทนาเกี่ยวกับเกษตรกรรม), cars running on petrol (รถยนต์ที่วิ่งด้วยน้ำมัน), appear on TV  (ปรากฏตัวทางทีวี), to hear it on the radio  (ได้ยินมันทางวิทยุ), on stage  (บนเวที), on the phone  (ทางโทรศัพท์ หรือกำลังพูดโทรศัพท์), on and on  (ไม่รู้จักจบสิ้น, ไม่หยุดหย่อน, ไม่สิ้นสุด), on edge  (รุ่มร้อน, กระวนกระวาย, ตื่นเต้น, ประสาทเสีย, ปวดสมอง), on one’s own  (ด้วยตนเอง, เป็นอิสระ, หาเลี้ยงตนเอง), on purpose  (โดยเจตนา, โดยตั้งใจทำ), on the carpet  (ดุด่าว่ากล่าว, สวด), on the fence  (ยังไม่แน่ใจ, ยังไม่ตัดสินใจ-ตกลงใจ), on the hook  (อยู่ในฐานะลำบาก), on the spot  (ที่กำลังพูดถึง-เอ่ยถึง), to be on  (กำลังปรากฏ, กำลังฉายอยู่. กำลังแสดง), on the go  (มีธุระ ยุ่ง, เคลื่อนไหวทำโน่นทำนี่อยู่ตลอด)  –  I’m usually on the go all day long.  (ผมมักมีธุระยุ่งตลอดทั้งวัน), on the market  (มีขาย, เสนอขาย)– I had to put my car on the market.  (ผมจำเป็นต้องเอารถออกขาย) - This is the finest home computer on the market.  (นี่เป็นคอมพิวเตอร์ประจำบ้านที่ดีที่สุดที่วางขายในตลาด), on the mend  (สบายดี, หายป่วยไข้) – My cold was terrible, but I’m on the mend now.  (ไข้หวัดของผมย่ำแย่มากเลย  แต่ตอนนี้ผมหายไข้แล้ว) – What you need is some hot chicken soup.  Then you’ll really be on the mend.  (สิ่งที่คุณต้องการ คือ ซุปไก่ร้อนๆ  แล้วคุณจะหายป่วยจริงๆเลย), on the tip of one’s tongue  (ติดอยู่แค่ริมฝีปาก  คือ เกือบจะพูดออกมาแล้ว หรือ เกือบจะนึกออกแล้ว) – I have his name right on the tip of my tongue.  I’ll think of it in a second  (ผมมีชื่อของเขาติดอยู่ที่ริมฝีปาก  ผมจะนึกมันออกในอีกวินาทีเดียว) – John had the answer on the tip of his tongue, but Ann said it first  (จอห์นเกือบจะบอกคำตอบออกมาแล้ว  แต่แอนพูดออกมาเสียก่อน  -  คือชิงบอกคำตอบก่อน), on the wrong track  (ไปหรือเดินผิดลู่หรือราง, ทำตามสมมติฐานที่ผิด)  – You’ll never get the right answer.  You’re on the wrong track.  (คุณไม่มีวันจะได้คำตอบที่ถูกต้องหรอก คุณเดินผิดทางนี่ หรือ คุณตั้งสมมติฐานไว้ผิดนี่), be (skate) on thin ice  (อยู่ในสถานการณ์ที่เสี่ยงหรือมีอันตราย) – If you try that, you’ll really be on thin ice.  That’s too risky.  (ถ้าคุณลองทำสิ่งนั้น  คุณจะตกอยู่ในอันตรายอย่างแท้จริง  มันเสี่ยงเกินไป) – If you don’t want to find yourself (skating) on thin ice, you must be sure of your facts  (ถ้าคุณไม่ต้องการพบตัวเองตกอยู่ในอันตราย  คุณต้องมั่นใจในข้อเท็จจริง  - ไม่เช่นนั้นคุณอาจแพ้คดีและต้องจ่ายเงินมากมาย), on tiptoe  (เดินเขย่างเท้า), on vacation  (เดินทางไปเที่ยวในวันหยุดพักผ่อน)  – Where are you going on vacation this year?  (คุณจะเดินทางไปพักผ่อนที่ไหนในวันหยุดปีนี้) – I’ll be away on vacation for three weeks.  (ผมจะเดินทางไปพักผ่อนวันหยุดเป็นเวลา ๓ สัปดาห์), เป็นต้น

 

15. Her husband is ________________________________________________________.

(สามีของเธอเป็น ____________________________________________________)

(a) English man

(b) an English

(c) an English man

(d) an Englishman    (คนอังกฤษ, ชาวอังกฤษ)

ตอบ   -   ข้อ   (d)

 

16. He said that he would not answer because he ___________________________ to his lawyer.  

(เขาพูดว่าเขาจะไม่ตอบ (คำถาม)  เพราะว่าเขา _________________________ ทนายของเขา)

(a) did not speak    (ไม่ได้พูด)

(b) would not speak    (จะไม่พูด)

(c) had not spoken    (ยังไม่ได้พูด)

(d) has not spoken    (ยังไม่ได้พูด)

ตอบ  -  ข้อ   (c)   เนื่องจากมาจาก  “Has not spoken” (Present perfect tense)  แต่ต้องเปลี่ยนเป็น  “Had not spoken”  เพื่อให้  “Tense”  สอดคล้องกับกริยาในประโยคใหญ่  “Said”  ทั้งนี้  “Present perfect tense”  มีกฎอยู่ข้อหนึ่งคือ  “ใช้กับเหตุการณ์ที่ทำแล้ว (เกิดขึ้นแล้ว) หรือยังไม่ได้ทำ (ยังมิได้เกิดขึ้น”  ซึ่งในกรณีของประโยคข้างบน  คือ  “ยังมิได้พูดกับทนาย”  อาจกล่าวได้ว่า  กฎหนึ่งของ  “Present perfect tense”  คือ  ใช้บอกข้อความว่า  “ทำแล้ว, ยังไม่ได้ทำ, ทำหรือยัง”  มักมีคำว่า  “Already”  (ใช้กับประโยคบอกเล่าและคำถาม)  และ  “Yet” ( ใช้กับประโยคปฏิเสธและคำถาม)   ทั้งนี้  อาจไม่ต้องมี  “Already” และ  “Yet”  ก็ได้  ดังประโยคตัวอย่างข้างล่าง

  • I have (already) eaten my dinner.

(ผมกินอาหารค่ำแล้ว)

  • She has not (yet) had her breakfast. (= She has not had her breakfast yet.)

(เธอยังไม่ได้กินอาหารเช้าเลย)

  • Have you (already) done your homework?

(คุณทำการบ้านแล้วหรือยัง)

  • I’ve (already) answered that question.

(ผมได้ตอบคำถามนั้นแล้ว)

  • Have you (already) finished your report?  (= Have you finished your report already?)

(คุณทำรายงานเสร็จหรือยัง)

 

17. What kind ________________________________________________________ is he?

(เขาเป็น ___________________________________________________ ประเภทใด)

(a) of a man

(b) of men

(c) of man    (ผู้ชาย, บุคคล)

(d) of the man

ตอบ   -   ข้อ   (c)   แต่ต้องใช้   “What kind of men are they?”

 

18. We may _____________________________________________________ go for a walk.

(เราอาจไปเดินเล่น ____________________________________________________)

(a) not well

(b) very well

(c) as well    (เช่นเดียวกัน, ด้วย)

(d) so well

ตอบ   -   ข้อ   (c)   หรืออาจใช้  “We may go for a walk as well.”  หรือ  “We may go for a walk too.”   ซึ่งทุกประโยคอาจหมายถึง  “นอกจากทำกิจกรรมอื่นๆแล้ว  เราอาจจะไปเดินเล่นด้วยเช่นเดียวกัน”   หรือ  “คนอื่นๆออกไปเดินเล่นกัน  เราก็อาจออกไปเดินเล่นเช่นกัน”  ดูเพิ่มเติมการใช้  “As well”  จากตัวอย่างข้างล่าง

  • New York’s Statue of Liberty was designed to be a beacon for ships and a monument as well.

(รูปปั้นเทพีเสรีภาพของรัฐนิวยอร์กถูกออกแบบให้เป็นประภาคาร (กระโจมไฟ-สัญญาณไฟ) สำหรับเรือ  และ (เป็น) อนุสาวรีย์ด้วยเช่นกัน)

  • He needs to develop his reading further, and his writing as well.

(เขาต้องการพัฒนาการอ่านของเขาต่อไป  และการเขียนด้วยเช่นกัน)

  • Now she raised the other hand as well.

(ขณะนี้  เธอยกมืออีกข้างหนึ่งขึ้นด้วยเช่นกัน)  (หลังจากยกมือขึ้นข้างหนึ่งก่อนหน้านั้น)

  • You’ve already been late for breakfast, and if you don’t eat fast, you’ll be late for school as well.

(คุณสายแล้วนะสำหรับอาหารเช้า  และถ้าคุณไม่กินให้เร็ว  คุณจะไปโรงเรียนสายด้วยเช่นเดียวกัน)

 

19. His doctor has forbidden him _______________________________________________.

(หมอของเขาได้ห้ามเขา  _________________________________________________)

(a) not to drink    (ไม่ให้ดื่ม)   

(b) to drink    (ดื่ม)

(c) don’t drink

(d) to not drink

ตอบ  -  ข้อ   (b)   เนื่องจากมาจากโครงสร้าง  “Subject + Forbid + Someone + To + Verb 1 + กรรม”  {ประธาน + ห้าม + ใคร + ทำกริยา (อะไรก็ได้) + (กรรม)}        

                                  ทั้งนี้  ในภาษาอังกฤษ  จะใช้ว่า  “ห้ามเขาดื่ม”  ไม่ใช้  “ห้ามไม่ให้เขาดื่ม”  เหมือนกับในภาษาไทย  ตัวอย่างอื่นๆ  เช่น

  • The teacher forbids his students to talk in class.

(ครูห้ามนักเรียนคุยกันในห้องเรียน)  (ไม่ใช้  “not to talk”)

  • The company forbade workers to come to work late.

(บริษัทห้ามคนงานมาทำงานสาย)  (ไม่ใช้  “not to come”)

  • Most agencies forbid their staff to have conflicts of interest.

(องค์กร –  หน่วยงาน  -  ส่วนใหญ่ห้ามพนักงานมีความขัดแย้งด้านผลประโยชน์  -  หรือผลประโยชน์ทับซ้อน)  (ไม่ใช้  “not to have”)

 

20. Do you mind if I ask _____________________________________________________?

(คุณจะรังเกียจไหมถ้าผมถาม _____________________________________________)

(a) a question to you

(b) a question from you

(c) for a question to you

(d) you a question    (ปัญหาคุณ)

ตอบ   -   ข้อ   (d)   จะต้องใช้ว่า  “Ask you a question”  หรือ  “Ask a question”  เสมอ  (ต้องจำโครงสร้างแบบนี้ !)  (ไม่มีโครงสร้างแบบข้อ  A, B, C)

 

เรียน   ท่านผู้ติดตามอ่านเว็บไซต์  “everydayenglish.pwa.co.th”                

 

               ถ้าท่านมีคำแนะนำให้ปรับปรุงเว็บไซต์นี้ประการใด  กรุณาส่ง   e-mail ไปที่  ดร. วัชรินทร์  ภูเขาทอง  อดีต  ผอ. สำนักวิทยาการ  การประปาส่วนภูมิภาค  ผู้จัดทำเว็บไซต์นี้  ตาม   “Address” wpookaotong@yahoo.com   (โปรดระบุหัวเรื่องด้วยว่า  “ปรับปรุงเว็บไซต์)   เพื่อที่ผู้จัดทำฯ จะได้ปรับปรุงเนื้อหาได้ตรงตามความประสงค์ของผู้อ่านเว็บไซต์นี้ต่อไป

 

 

 

หมวดข้อสอบ STRUCTURE (ตอนที่ 29)

การประปาส่วนภูมิภาค  “มุ่ง-มั่น-เพื่อปวงชน”

 

Direction:  Choose the most appropriate answer.

(จงเลือกคำตอบที่เหมาะสมที่สุด)

 

1. The final report should be sent __________ the company’s main office before the end of the month.

(รายงานฉบับสุดท้ายควรถูกส่ง _______________________ สำนักงานใหญ่ของบริษัทก่อนสิ้นเดือน)

(a) in

(b) on

(c) to    (ไปยัง, ไปที่)   

(d) at

ตอบ   -   ข้อ   (c)   เนื่องจาก  “ถูกส่งไปยัง  หรือ  ไปที่”  ต้องใช้  “sent to”  สำหรับวลีที่ใช้กับ   “To”  ดูจากพารากราฟข้างล่าง

                             สำหรับคำคุณศัพท์  (Adjective)  ที่ใช้กับ  “To”   ได้แก่   kind (กรุณา, ใจดี)  -  He is very kind to me.  (เขากรุณาต่อผมมาก),  “new”  (It is new to me.  –  มัน (เป็นเรื่อง) ใหม่สำหรับผม), close  (ใกล้ชิดกับ),  cruel  (โหด ร้ายกับ),  hostile  (มุ่งร้าย หรือเป็นปฏิปักษ์กับ),  obvious  (ชัดเจนแก่),  obedient  (เชื่อฟังต่อ),  peculiar  (แปลกประหลาดแก่, เฉพาะกับ),  equal  (เท่ากันกับ),  grateful  (ขอบคุณ, เป็นหนี้บุญคุณ)  -  I’m very grateful to your kind assistance.  (ผมขอบคุณอย่างมากต่อความช่วยเหลือของคุณ),  harmful  (เป็นอัน ตรายต่อ),  kind  (กรุณาต่อ),  dear  (เป็นที่รักแก่),  faithful  (ศรัทธาต่อ),  junior  (อาวุโสน้อยกว่า),  senior  (อาวุโสมากกว่า)  -  He is senior to me in the army.  (เขาอาวุโสกว่าผมในกองทัพ  -  คือมียศสูงกว่า),  inferior  (ด้อยกว่า, เลวกว่า, แย่กว่า),  superior  (ดีกว่า, เหนือกว่า),  polite  (สุภาพต่อ)  -  He is polite to everyone he meets.  (เขาสุภาพกับทุกคนที่เขาเจอะเจอ),  familiar  (คุ้นเคยกับ)  -  Most people at the party were familiar to me.  (คนส่วนใหญ่ที่งานเลี้ยงคุ้นเคยกับผม,  useful  (เป็นประโยชน์กับ),  similar  (คล้ายกับ),  rude  (หยาบคายกับ),  previous  (ก่อน),  used  (เคย),  accustomed  (คุ้นเคย, เคยชิน)  -  They are accustomed to hot weather.  (พวกเขาคุ้นเคยกับอากาศร้อน),  clear  (ชัดเจนกับ),  essential  (จำเป็นกับ),  necessary  (จำเป็นต่อ),  good  (ปฏิบัติดีต่อ),  identical  (เหมือนกับ)  -  The material is almost identical to limestone.  (วัตถุชิ้นนั้นเกือบจะเหมือนกันเป๊ะกับหินปูน),  satisfactory (เป็นที่พอใจของ),  important  (สำคัญต่อ),  significant  (สำคัญต่อ),  equivalent  (เท่ากับ, เสมือนกับ),  loyal  (จงรักภักดีต่อ)   เป็นต้น

                              สำหรับคำกริยา  (Verb)  ที่ใช้กับ  “To”  ได้แก่   “happen”  (เกิด ขึ้น)  -  The accident happened to his family a long time ago.  (อุบัติเหตุเกิดขึ้นกับครอบครัวของเขานานมาแล้ว),  occur  (เกิดขึ้น),  resort  (หันไปใช้)  -  You must never resort to violence.  (คุณจะต้องไม่หันไปใช้ความรุนแรง),  compare  (เปรียบเทียบว่าเหมือนกับ)-  Some people compare sleep to death.  (บางคนเปรียบเทียบการนอนหลับว่าเหมือนกับความตาย),  belong  (เป็นของ)  -  That car belongs to me.  (รถยนต์คันนั้นเป็นของผม),  attend  (เอาใจใส่)  -  You should attend to your teacher’s advice.  (คุณควรเอาใจใส่คำ แนะนำของอาจารย์),  see to it  (ดูแลในเรื่อง, จัดการในเรื่อง)  -  I will see to it that you get what you want.  (ผมจะดูแลให้ว่า  คุณได้ทุกอย่างที่คุณต้องการ),  consent  (ยินยอมต่อ)  -  He consented to postponement of the trip.  (เขายินยอมกับการเลื่อนการเดินทางออกไป),  attribute  (มีสาเหตุมาจาก)   -  He attributed the worsening situation to increased conflicts between the government and the people.  (เขาคิดว่าสถานการณ์ที่แย่ลง  มีสาเหตุมาจากความขัดแย้งระหว่างรัฐบาลและประชาชน),  apply  (สมัคร, ขอ),  reply  (ตอบ),  appeal  (อุทธรณ์, ชวนให้เกิดความสนใจ หรือ หลงใหล),  confine  (จำกัดอยู่ใน),  turn  (หันไปหา, หันไปใช้),  amount  (รวมเป็นจำนวน),  surrender  (ยอมจำนนต่อ),  listen  (ฟัง),  recommend  (แนะนำว่าดี),  devote  (อุทิศแก่),  accustom  (ทำให้คุ้นเคยกับ),  object  (คัดค้าน, ไม่เห็นด้วยกับ),  succumb  (พ่ายแพ้ต่อ, ยอมจำนนกับ)  -  He finally succumbed to injury.  (เขาในที่สุดพ่ายแพ้ต่อการบาด เจ็บ  -  คือตาย),  complain  (บ่น หรือ ร้องเรียนกับ)  They complained to me about the noise.  (เขาร้องเรียนกับผมเกี่ยวกับเรื่องเสียงดัง),  suggest  (แนะนำกับ)   -  I suggested to him that he should work harder.  (ผมแนะนำกับเขาว่า  เขาควรขยันมากขึ้น),  respond  (ตอบสนองต่อ)   - The government should quickly respond to its people’s demand.  (รัฐบาลควรตอบสนองต่อความต้องการของประชาชนอย่างรวดเร็ว),  look forward to  (ตั้งหน้าตั้งตารอคอย),  refer  (อ้างถึง, แนะนำให้ไปหา),  yield  (จำนน หรือพ่ายแพ้ต่อ),  introduce  (แนะนำให้รู้จักกับ),  reduce  (ลดลงจนต้อง),  be used to  (คุ้นเคยหรือเคยชินกับ),  get used to  (คุ้นเคยหรือเคยชินกับ),  be accustomed to  (คุ้นเคยหรือเคยชินกับ),  get accustomed to  (คุ้นเคยหรือเคยชินกับ), เป็นต้น

 

2. He will call you as soon as he ________________________________________________.

(เขาจะโทรฯหาคุณในทันทีที่เขา ____________________________________________)

(a) arrive

(b) arrives    (มาถึง)

(c) arrived

(d) will arrive

ตอบ   -   ข้อ  (b)  เนื่องจากประโยคนี้มีประโยคใหญ่  (Main clause)  คือ  “He will call you”)  เป็น  “Future tense”  ดังนั้น  ประโยคย่อย  (Subordinate clause)  “As soon as he arrives จึงต้องอยู่ในรูป  “Present simple tense”  นอกจากนั้น  หลังคำ  “as soon as”,  “before”,  “after”,  “when”   ไม่นิยมใช้ประ โยคเป็นรูป  “Future tense”  แต่ใช้เพียง  “Simple tense”  เท่านั้น  ส่วนจะเป็น “Present simple”   หรือ  “Past simple”  ให้ดูที่กริยาในประโยคใหญ่เป็นหลัก  เช่น

  • He will call you as soon as he arrives.
  • He would call you as soon as he arrived.

(เขาจะโทรมาหาคุณ  ทันทีที่เขามาถึง)

  • I will take a walk before I go to work.
  • I would take a walk before I went to work.

(ผมจะเดินออกกำลัง  ก่อนไปทำงาน)

  • She will come to see me after she finishes her work.
  • She would come to see me after she finished her work.

(เธอจะมาเยี่ยมผม  หลังจากเธอทำงานเสร็จ)

  • They will go swimming when they have time.
  • They would go swimming when they had time.

(พวกเขาจะไปว่ายน้ำ  เมื่อพวกเขามีเวลา)

 

3. ____________________ he graduated from the university, he got a job at a good company.

(____________________________ เขาเรียนจบจากมหาวิทยาลัย,  เขาได้งานทำในบริษัทที่ดี)

(a) Later    (ต่อมา)

(b) After    (ภายหลังจาก)

(c) Following    (ภายหลัง)

(d) Next    (ต่อมา, ถัดมา)

ตอบ   -   ข้อ   (b)  เพราะได้ใจความดีที่สุด  ทั้งนี้   “After” อาจตามด้วยประโยค  หรือวลีก็ได้ส่วน  “Following”  เป็น  “Preposition”  จึงต้องตามด้วยวลีเพียงอย่างเดียว  จะตามด้วยประโยค   (He graduated)  ไม่ได้  ตัวอย่างประโยค  เช่น

  • After a heavy rain (วลี), there was a big flood (ประโยค).

(หลังจากฝนตกหนัก,  มีน้ำท่วมใหญ่)

  • After the police’s investigation (วลี), the man was found guilty (ประโยค).

(หลังจากการสอบสวนของตำรวจ,  ชายคนนั้นถูกพบว่ามีความผิด)

  • After he had finished his work (ประโยคย่อย), he went back home (ประโยคใหญ่).

(หลังจากเขาทำงานเสร็จ,  เขากลับบ้าน)

  • Following a hard day’s work (วลี), we felt very tired (ประโยค).

(ภายหลังจากงานหนัก,  เรารู้สึกเหนื่อยอย่างมาก)

  • Following a long and severe winter (วลี), there was a pleasant and warm spring (ประโยค).

(หลังจากหน้าหนาวที่ยาวนานและ (หนาว) รุนแรง,  มีฤดูใบไม้ผลิที่น่ารื่นรมย์และอบอุ่น ตามมา) 

 

4. Mr. Brown is going to watch ________________________________________________.

(มิสเตอร์บราวน์จะดู ___________________________________________________)

(a) television    (โทรทัศน์)

(b) the television

(c) a television

(d) the televisions

ตอบ   –   ข้อ  (a)   “ดูทีวี”   ไม่ต้องใช้  “Article”  ใดๆ นำหน้า  “ทีวี

 

5. She always does her job neatly, ______________________________________________.

(เธอมักทำงานของเธออย่างประณีต ________________________________ เป็นประจำเสมอ)

(a) perfect and fastly

(b) perfectly and fast    (อย่างสมบูรณ์แบบ  และอย่างรวดเร็ว)

(c) perfectly and fastly

(d) perfect and fast

ตอบ   -   ข้อ    (b)  เนื่องจากขยายคำกริยา  “Does” (ทำงาน)  จึงต้องใช้รูปกริยาวิเศษณ์  (Perfectly and fast)  สำหรับ  “Fast”  เป็นทั้งคำคุณศัพท์และกริยาวิเศษณ์  ในคำเดียวกัน  ไม่มีการเติม  “Ly”  ข้างท้าย

 

6. He seems quite unhappy about his colleague’s remark.  It is quite natural for him to resent _____

_________.

(เขาดูเหมือนว่าไม่มีความสุขอย่างมากเกี่ยวกับคำพูดของเพื่อนร่วมงาน  มันเป็นธรรมดามากสำหรับเขาที่จะไม่พอใจ-ขุ่นเคือง ___________)

(a) insulting    (การดูหมิ่น-เหยียดหยาม)  (ผู้อื่น)

(b) to insult

(c) being insulted    (การถูกดูหมิ่น-เหยียดหยาม)  (ที่ผู้อื่นทำกับตน)

(d) to be insulted

ตอบ   -   ข้อ   (c)   เนื่องจากกริยา  “Resent”  (ไม่พอใจ-ขุ่นเคือง)  ต้องตามด้วย  “Verb + ing”  (Gerund)  แต่เพราะว่าต้องอยู่ในรูป  “Passive voice”  (Verb to be + Verb 3)  จึงต้องเป็น  “Being insulted”  เพราะหมายถึง  “ถูกดูหมิ่น-เหยียดหยาม”  (ถูกกระทำ)  ดูเพิ่มเติมกริยาที่ต้องตามด้วย  “Verb + ing”  จากประโยคข้างล่าง

                                        ตัวอย่างที่ 

  • Laura doesn’t appreciate being kept ___________, so make sure you get there on time.

(ลอร่าไม่ชื่นชมกับการถูกทำให้ _____________ ดังนั้น  จงมั่นใจว่าคุณจะไปถึงที่นั่นตรงเวลา)

(a) to wait

(b) to be waiting

(c) waiting    (รอคอย)

(d) having waited

ตอบ   -   ข้อ    (c)  “Keep” + Verb + ing  สำหรับคำกริยาที่ต้องตามด้วย  “Verb + ing”  ได้แก่

                                        ตัวอย่างที่ 

  • I know you don’t have time, but you should finish _________________ the letter by noon.

(ผมรู้ว่าคุณไม่มีเวลา  แต่คุณควรเสร็จสิ้น ________________________ จดหมายในตอนเที่ยง)

(a) to answer

(b) answering    (การตอบ)

(c) by answering

(d) answer

ตอบ   -   ข้อ    (b)   เนื่องจากกริยา  “Finish + Verb + ing  

                                        ตัวอย่างที่ 

  • Jack has already considered ____________________________________ his studies.

(แจ๊คได้พิจารณา _______________________ การศึกษาของเขาแล้ว)  (คือ  ได้พิจารณาที่จะศึกษาต่อ)  (เช่น  ระดับปริญญาโท-เอก)

(a) continue

(b) continuing    (การทำต่อไป)

(c) to continue

(d) continues

ตอบ   -   ข้อ    (b)   กริยา  “Consider + Verb + ing

                                        ตัวอย่างที่ 

  • They practiced _____________________________________________ at our school.

(พวกเขาฝึกหัด ___________________________________________ ที่โรงเรียนของเรา)

(a) teach

(b) to teach

(c) teaching    (การสอน)

(d) taught

ตอบ   -   ข้อ    (c)   กริยา   “Practice”  ต้องตามด้วย  “Gerund”  (Verb + ing)

                                        ตัวอย่างที่ 

  • I can’t stand ____________________________________ the same word many times.

(ผมทนไม่ได้ที่จะ __________________________________________ คำพูดเดิมหลายๆครั้ง)

(a) repeat

(b) to repeat

(c) repeating    (พูดซ้ำ, ทำซ้ำ)

(d) repeated

ตอบ   -   ข้อ   (c)   “Can’t stand + Verb + ing”  =   “ทนไม่ได้ที่จะ...................”

                                        ตัวอย่างที่ 

  • Don’t risk _________________________________________________ your car here.

(อย่าเสี่ยง ______________________ รถของคุณที่ตรงนี้)  (เพราะอาจโดนใบสั่ง หรือทุบกระจก)

(a) park

(b) to park

(c) parking    (จอด, จอดรถ)

(d) at parking

ตอบ   -   ข้อ    (c)  “Risk + Gerund (Verb + ing)” 

                                        ตัวอย่างที่ 

  • Do you mind ____________________________________________ for me this time?

(คุณรังเกียจที่จะ ______________________________________ สำหรับผมไหม คราวนี้)

(a) pay

(b) paying    (จ่ายเงิน, ออกเงิน, จ่ายค่าอาหาร)

(c) to pay

(d) to paying

ตอบ   –   ข้อ   (b)  เนื่องจากหลังกริยา  “Mind”  ต้องตามด้วย   “Gerund” (Verb + ing)   

                                        ตัวอย่างที่ 

A: Is your brother going to camp?”

(พี่ชายคุณจะไปค่ายพักแรมหรือไม่)

B: He signed up, but he’s considering ____________________________________________.

(เขาลงชื่อแล้ว  แต่ว่าเขากำลังพิจารณา _______________________________________)

(a) not going    (จะไม่ไป, ไม่ไป)

(b) to not go

(c) not to go

(d) he doesn’t go

ตอบ   -   ข้อ   (a)  “Consider + Verb + ing”  =   “พิจารณาทำ......................”  ส่วน  “Consider + Not + Verb + ing”  =   “พิจารณาไม่ทำ.....................”  เช่น   “She considered not applying for the job.”  (เธอพิจารณาไม่สมัครงานนั้น)

                                        ตัวอย่างที่  

  • I don’t mind _________________________ to bed early, but I don’t like to get up early.

(ผมไม่รังเกียจ ____________________________ นอนแต่หัวค่ำ  แต่ผมไม่ชอบตื่นแต่เช้าตรู่)

(a) go

(b) to go

(c) going    (ไป, เข้า)

(d) gone

ตอบ   -   ข้อ    (c)  “Mind + Verb + ing

                                        ตัวอย่างที่  ๑๐

  • He keeps ______________________________________ the most outrageous things.

(เขา _____________ ไม่หยุด (ต่อไปเรื่อยๆ) ในสิ่งต่างๆ ที่ทำให้เจ็บแค้นใจ (หรือ ที่เกะกะระราน, ที่รุนแรง) มากที่สุด)

(a) to say

(b) say

(c) saying    (พูด)

(d) having said

ตอบ   -   ข้อ   (c)  กริยา  “Keep”  =  (.....................ต่อไปเรื่อยๆ, ไม่ยอมหยุด)  ต้องตามด้วย  “Gerund” (Verb + ing)  เช่น  (Keep walking  (เดินต่อไปเรื่อยๆ), Keep reading  (อ่านหนังสือไปเรื่อยๆ),  Keep talking  (คุยไปเรื่อย  ไม่ยอมหยุด)

                                 ตัวอย่างที่  ๑๑

  • Instead of playing as a small boy, he enjoyed nothing _________ the farm machines.

(แทนที่จะเล่นเหมือนเด็กเล็กๆ  เขามิได้สนุกเพลิดเพลินกับอะไร ______ เครื่อง จักรกลในไร่นา)

(a) more to fix

(b) more than fix

(c) more than fixing    (มากไปกว่าการซ่อมแซม)

(d) more than having fixed

ตอบ   -   ข้อ   (c)   เนื่องจาก   {Enjoy + (nothing more than) + Verb + ing  (Fixing)}

                                        ตัวอย่างที่  ๑๒

  • I can’t help _______________________________________ him in spite of his faults.

(ผมอดไม่ได้ที่จะ _________________________________ เขา  ทั้งๆ ที่เขามีข้อผิดพลาด)

(a) admire

(b) admired

(c) admiring    (ยกย่อง, ชื่นชม)

(d) to admire

ตอบ   -   ข้อ   (c)   เนื่องจาก  “Can’t help + Verb + ing”  สำหรับคำกริยาที่ต้องตามด้วย  “Gerund” (Verb + ing)  ได้แก่  “Feel like”  (อยาก, ต้องการ)“Avoid”  (หลีกเลี่ยง),  “Consider” (พิจารณา),  “Suggest”  (แนะนำ),  “Enjoy” (สนุกสนาน),  “Finish”  (ทำเสร็จ),  “Keep  หรือ  Keep on”  (ทำต่อไป),  “Go on”  (ทำต่อไป),  “Insist on”  (ยืนกราน),  “Object to”  (คัดค้าน, ไม่เห็นด้วย),  “Look forward to”  (ตั้งตารอคอย),  “Put off”  (เลื่อน, ผัดไป),  “Be opposed to”  (คัดค้าน)“  Appreciate”  (ยกย่อง, เห็นคุณค่า),  “Allow” (อนุญาต), “Permit” (อนุญาต), “Postpone”  (เลื่อนออกไป), Practice”  (ฝึกหัด, ฝึกซ้อม),  “Prohibit”  (ห้าม),   Mind”  (รังเกียจ), “Deny” (ปฏิเสธ),  “Resist”  (ยับยั้ง, ระงับ), “Recall”  (นึกได้, ระลึกได้)“Resent”  (ไม่ชอบ, ไม่พอใจ),  “Cannot stand”  (ทนไม่ได้)“Admit” (ยอมรับ),  “Delay” (ประวิงเวลา), “Confess”  (สารภาพ)“Imagine”  (นึกคิด, จินตนาการ)“Cannot help”  (อดไม่ได้, ช่วยไม่ได้),  “Excuse”  (ให้อภัย), “Forgive” (ให้อภัย), “Dislike”  (ไม่ชอบ),  “Miss”  (พลาดโอกาส)“Discuss”  (ประชุมปรึกษาหารือ, อภิปราย, สาธยาย)  ตัวอย่างประโยค  เช่น

  • She enjoys reading novels.   

(เธอสนุกสนานกับการอ่านนิยาย)

  • I cannot stand listening to his complaints any more.   

(ผมทนการฟังข้อร้องเรียนของเขาไม่ไหวต่อไปอีกแล้ว)

  • We could not avoid meeting him.    

(เราไม่สามารถหลีกเลี่ยงการพบกับเขา)

  • They enjoyed listening to music.   

(พวกเขาสนุกกับการฟังดนตรี)

  • She dislikes talking a lot.  

(เธอไม่ชอบการพูดมาก)

  • Jim finished writing a report last night.  

(จิมเสร็จสิ้นการเขียนรายงานเมื่อคืนที่ผ่านมา)

  • The man admitted taking the bicycle.  

(นายคนนั้นยอมรับว่าเอารถจักรยานไป)

  • She is sorry that she missed meeting you.  

(เธอเสียใจว่าเธอพลาดโอกาสการได้พบคุณ)

  • They practice speaking French every day.   

(พวกเขาฝึกซ้อมการพูดภาษาฝรั่งเศสทุกวัน)

  • We consider buying a new home.  

(เราพิจารณาจะซื้อบ้านหลังใหม่)

  • They allow smoking in this room.  

(เขาอนุญาตให้สูบบุหรี่ในห้องนี้ได้)

  • Do you mind opening the window?  

(คุณรังเกียจที่จะเปิดหน้าต่างไหมครับ)

  • The teacher suggested working harder.

(ครูแนะนำ   (นักเรียน) ให้ขยันมากขึ้น)

  • They object to smoking.

(พวกเขาไม่เห็นด้วยกับการสูบบุหรี่)

  • We look forward to meeting you soon.

(เราตั้งตารอคอยที่จะพบคุณเร็วๆนี้)

                                      สำหรับคำคุณศัพท์และวลีที่ต้องตามด้วย  “Verb + ing”  ดูจากประโยคตัวอย่างข้างล่าง

                                     ตัวอย่างที่  ๑๓

  • Victor’s car was too badly damaged to be worth _____________________________.

(รถยนต์ของวิคเตอร์ได้รับความเสียหายมากจนเกินกว่าที่จะคุ้มค่า _____________________)

(a) repaired

(b) repair

(c) to repair

(d) repairing    (การซ่อมแซม)

(e) to be repaired

ตอบ   -   ข้อ   (d)   เนื่องจาก  “To be worth  (คุ้มค่า, ควรค่า) + Verb + ing”  ทั้งนี้   มีคำคุณศัพท์  ๒  ตัว  ที่ต้องตามด้วย  “Gerund” (Verb + ing)  คือ  “Worth”  (คุ้มค่า, ควรค่า)  และ “Busy”  (ยุ่งอยู่กับ)  ดังประโยคข้างล่าง

  • She was busy reading in the library. 

(เธอยุ่งอยู่กับการอ่านหนังสือในห้องสมุด)

  • They are busy preparing for the party.

(พวกเขายุ่งอยู่กับการเตรียมงานเลี้ยง)

  • Lots of things in this shop are worth buying.

(หลายสิ่งในร้านนี้ควรค่า (คุ้มค่า) ต่อการซื้อ)

  • These newspapers are not worth reading.

(หนังสือพิมพ์เหล่านี้ไม่ควรค่าต่อการอ่าน)

                                       นอกจากนั้น  ยังมีอีก  ๒  วลี    ที่ต้องตามด้วย  “Verb + ing”  คือ  “It is no good”  (ไม่ดีที่จะ)  และ  “It is no use”  (ไม่มีประโยชน์ที่จะ)   เช่น

  • It’s no good crying like a baby.

(ไม่ดีเลยที่จะร้องไห้เหมือนเด็ก)

  • It’s no use talking to him.

(ไม่มีประโยชน์ที่จะคุยกับเขา)

 

7. He doesn’t believe in spoken agreements.  He always insists on _______________________.

(เขาไม่เชื่อในข้อตกลง-สัญญาโดยทางวาจา  เขายืนกรานเสมอในเรื่อง __________________)

(a) have them written

(b) have them write

(c) having them in writing    (มีมัน (ข้อตกลง-สัญญา) เป็นลายลักษณ์อักษร)

(d) having them writing

ตอบ  -  ข้อ   (c)  “In writing”  หมายถึง  “เป็นลายลักษณ์อักษร, เป็นภาษาเขียน

                            สำหรับวลีที่ใช้   “In”  ได้แก่  “blind in one eye”  =  (ตาบอดข้างหนึ่ง)  -  She is blind in one eye.  (เธอตาบอดข้างหนึ่ง),  “in a hurry’  (เร่งรีบ, รีบร้อน)  -  Jim was in a hurry to go to his college.  (จิมกำลังรีบเร่งจะไปมหาวิทยาลัย),  “The girl in this photograph”  (เด็กผู้หญิงในภาพถ่ายใบนี้),  “in my opinion”  (ในความเห็นของผม),  “deep in water and mud”  (จมลึกอยู่ในน้ำและโคลน),  “arrive in”  (มาถึงในเมือง หรือ ประเทศ)  (แต่ถ้ามาถึง โรงเรียน, ธนาคาร, วัด, บ้าน ฯลฯ ใช้  “arrive at”),  “interested in”  (สนใจใน), “qualified in”  (มีคุณสมบัติในเรื่อง)  -  She is absolutely qualified in her new job.  (เธอมีคุณสมบัติอย่างเต็มที่ในงานใหม่ของเธอ), “weak in”  (อ่อนในเรื่อง), “deficient in  (ขาดหรือบกพร่องในเรื่อง), “proficient in”  (ชำนาญหรือคล่องแคล่วในเรื่อง), “successful in”  (ประสบความสำเร็จในเรื่อง), “disappointed in”  (ผิดหวังในเรื่อง), “in a box”  (ในกล่อง), “in a pocket”  (ในกระเป๋า), “sit in an armchair”  (นั่งในเก้าอี้ท้าวแขน), “in bed”  (ในเตียงหรือบนเตียง), “in the bath”  (ในอ่างน้ำ), “in her hand”  (ในมือของเธอ), “in each other’s arms” (ในอ้อมแขนของกันและกัน),  “in the area”  (ในพื้นที่), “in the garden” (ในสวน), “in the air”  (ในอากาศ), “in the middle of the room” (ที่กลางห้อง), “in the direction of”  (ในทิศทางของ), “in a restaurant”  (ในภัตตาคาร), “in the bathroom”  (ในห้องน้ำ), “in school”  (ในโรงเรียน), “in hospital”  (ในโรงพยาบาล), “in the kitchen”  (ในครัว),  “in the shop window”  (ในตู้โชว์กระจกของร้าน), “in a mirror”  (ในกระจก), “in a lake”  (ในทะเลสาบ), “in black suit”  (ในชุดดำ), “in the water”  (ในน้ำ), “write in ink”  (เขียนด้วยหมึก), “write in pencil” (เขียนด้วยดินสอ), “in the first chapter”  (ในบทที่ ), “in the film”  (ในภาพยนตร์), “wait in the queue”  (รออยู่ในแถว), “be in a play”  (ร่วมแสดงละคร), “in April”  (ในเดือนเมษายน), “in  2016”  (ในปี ๒๐๑๖), “in the morning (afternoon, evening)”  (ในตอนเช้า-บ่าย-เย็น), “in recent years”  (ในช่วงไม่กี่ปีมานี้), “in the winter (summer, spring)”  (ในหน้าหนาว-ร้อน-ใบไม้ผลิ), “in the meantime”  (ในระหว่างนั้น), “in two months”  (ภายใน ๒ เดือน), “in my absence”  (ตอนที่ผมไม่อยู่), “in the aftermath of the accident”  (ภายหลังจากอุบัติเหตุ), “in half an hour”  (ภายในครึ่งชั่วโมง), “in two minutes”  (ใน ๒ นาที), “in ancient society”  (ในสังคมสมัยโบราณ), “in nature”  (ในธรรม ชาติ), “in these circumstances”  (ในสภาพแวดล้อมเหล่านี้), “in this situation”  (ในสถานการณ์เช่นนี้), “in a state of near chaos”  (อยู่ในสภาวะใกล้จลาจล), “in a position to help others”  (อยู่ในฐานะที่ช่วยคนอื่นได้), “in the sun”  (ท่ามกลางแสงอาทิตย์)  “in the dark”  (ในหรือท่ามกลางความมืด), “in the dim light” (ท่ามกลางแสงสลัวๆ), “in her voice”  (ในน้ำเสียงของเธอ), “in love”  (ในความรัก-ตกหลุมรัก), “in a state of shock”  (อยู่ในสภาวะช้อค), “in low spirits”  (ในสภาพจิตใจหดหู่หรือตกต่ำ), “in a temper”  (ด้วยความโกรธหรือในอารมณ์โกรธ), “in favor of free speech”  (เห็นด้วยกับการพูดแบบมีเสรี), “cry out in pain”  (ร้องด้วยความเจ็บปวด), “look up in surprise”  (เงยหน้ามองด้วยความประหลาดใจ), “in an effort to”  (ในความพยายามที่จะ)  -  She studied very hard in an effort to pass the exam.  (เธอเรียนหนักมาก  ในความพยายามที่จะสอบให้ผ่าน), “in response to”  (เพื่อตอบสนองต่อ)“in answer to”  (เพื่อเป็นการตอบ), “have confidence in”  (มีความเชื่อมั่นใน)  -  At present the people have no confidence in the government.  (ในปัจจุบัน  ประชาชนไม่มีความเชื่อมั่นในรัฐบาล), “take interest in”  (สนใจใน), “a course in Chinese”  (คอร์สภาษาจีน), “an expert in”  (ผู้เชี่ยวชาญในเรื่อง........................), “make money in business”  (หาเงินในธุรกิจ), “make his career in music”  (ประกอบอาชีพทางดนตรี), “in his old age”  (ในวัยชราของเขา),  “a woman in her twenties”  (ผู้หญิงในวัย ๒๐ – ๒๙), “in my opinion”  (ในความเห็นของผม),  “in her view”   (ในทัศนะของเธอ), “recruit workers in hundreds”  (รับคนงานเป็นร้อยๆคน), “in my experience”  (จากประสบการณ์ของผม), “in her own eyes”  (ในสายตาของเธอ), “speak in Italian”  (พูดภาษาอิตาเลียน), “speak in a calm voice” (พูดด้วยน้ำเสียงที่  สงบ), “his complaints in writing”  (การร้องเรียนของเขาเป็นลายลักษณ์อักษร),  “in financial difficulty”  (ในสภาวะยุ่งยากทางการเงิน), “$100,000 in cash”  (เป็นเงินสด  ๑๐๐,๐๐๐  เหรียญ), “dressed in black”  (ใส่ชุดสีดำ), “in real danger”  (ตกอยู่ในอันตรายอย่างแท้จริง), “in the planning stage”  (ในขั้นตอนการวาง แผน), “10 meters in length”  (ยาว ๑๐ เมตร), “cut it in two”  (ตัดมันออกเป็น ส่วน), “shrink in size”  (มีขนาดเล็กลง-หดลง), “join in”  (ร่วมวงด้วย), “a one in five chance of success”  (โอกาสสำเร็จ ใน ), “the pain in my feet”  (การเจ็บที่เท้าของผม), “the hole in his shirt”  (รู – รอยขาด – ในเสื้อเชิ้ตของเขา), “was shot in the leg”  (ถูกยิงที่ขา),  “in fashion”  (กำลังเป็นที่นิยม), “result in his death”  (ส่งผลให้เขาตาย), “believe in”  (เชื่อมั่น-ศรัท ธาใน), “in the first place”  (ในประการแรก)  (กล่าวเมื่อจะบอกเหตุผลหลายๆ ประ การ  เกี่ยวกับเรื่องใดเรื่องหนึ่ง  แล้วตามด้วยเหตุผลที่ต้องการจะบอก),  “in danger”  (ตกอยู่ในอันตราย),  “in use”  (ใช้งาน),  “in his name”  (โดยใช้ชื่อของเขา,  ในนามของเขา  -  เช่น  เช่ารถยนต์  หรือบริจาคเงิน)  -  The car was rented in his name.  (รถถูกเช่าในนามของเขา),  “in a hurry’  (เร่งรีบ, รีบร้อน, ใจร้อน)  -  He was in a hurry because he was late.  (เขารีบเร่งเพราะเขาสายแล้ว),  “in a jam”  (อยู่ในฐานะลำบาก),  “in a nutshell”  (กล่าวโดยย่อๆ, กล่าวโดยสรุป),  “in a way”  (บางครั้ง, บ้างเหมือนกัน),  “in any case”  (อย่างไรก็ดี, อย่างไรก็ตาม, ในทุกกรณี),  “in any event”  (อย่างไรก็ตาม, ทุกกรณี),  “in advance”  (ล่วงหน้า),  “in bad shape”  (เสื่อมโทรม, ทรุดโทรม, อยู่ในฐานะลำบาก),  “in charge of”  (รับผิดชอบ, ดูแล, จัดการ),  “in fact”  (แท้ที่จริงแล้ว, อันที่จริงแล้ว),  “in order”  (อย่างมีระเบียบ, เรียบร้อย),  “in time (ทันเวลา, ไม่สาย, พอดี, ตามจังหวะ, พอดีจัง หวะ),  “in the bag”  (แน่นอน, แหงแก๋, ของตาย, อยู่ในกำมือแล้ว, สำเร็จเรียบร้อย),  “in the long run (term)”  (ในระยะยาว),  “in the pink”  (สภาพดีเยี่ยม, สม บูรณ์, มีสุขภาพดี),  “in tune with”  (สอดคล้องกับ, ไปกันได้กับ),  “in vain”  (ไม่สำเร็จ, ไร้ประโยชน์, ปราศจากผล), “in each other’s arms” (ในอ้อมแขนของกันและกัน), “write in ink”  (เขียนด้วยหมึก),  “write in pencil”  (เขียนด้วยดิน สอ),  “in the first chapter”  (ในบทที่  ), “in the film”  (ในภาพยนตร์), “wait in the queue”  (รออยู่ในแถว),  “be in a play”  (ร่วมแสดงละคร), “in April”  (ในเดือนเมษายน),  “in  2016”  (ในปี  ๒๐๑๖), “in the morning (afternoon, evening)”  (ในตอนเช้า-บ่าย-เย็น),  “in recent years” (ในช่วงไม่กี่ปีมานี้), “in the winter (summer, spring)”  (ในหน้าหนาว-ร้อน-ใบไม้ผลิ), “in the meantime”  (ในระหว่างนั้น), “in two months”   (ภายใน    เดือน), “in my absence”  (ตอนที่ผมไม่อยู่),  “in the aftermath of the accident”  (ภายหลังจากอุบัติเหตุ),  “in half an hour” (ภายในครึ่งชั่วโมง),  “in two minutes”  (ใน นาที),  “in ancient society” (ในสังคมสมัยโบราณ), “in nature”  (ในธรรมชาติ), “in these circumstances”  (ในสภาพแวดล้อมเหล่านี้), “in this situation”  (ในสถานการณ์เช่นนี้),  “in a state of near chaos”  (อยู่ในสภาวะใกล้จลาจล)“in a position to help others”  (อยู่ในฐานะที่ช่วยคนอื่นได้),  “in the sun”  (ท่ามกลางแสงอาทิตย์)“in the dark”  (ในหรือท่ามกลางความมืด), “in the dim light” (ท่ามกลางแสงสลัวๆ), “in her voice”  (ในน้ำ เสียงของเธอ),  “in love” (ในความรัก-ตกหลุมรัก), “in a state of shock”  (อยู่ในสภาวะช้อค),  “in low spirits”  (ในสภาพจิตใจหดหู่หรือตกต่ำ), “in a temper”  (ด้วยความโกรธหรือในอารมณ์โกรธ),  “in favor of free speech”  (เห็นด้วยกับการพูดแบบมีเสรี), “cry out in pain”  (ร้องด้วยความเจ็บปวด),  “look up in surprise”  (เงยหน้ามองด้วยความประหลาดใจ),  “in an effort to”  (ในความพยายามที่จะ),  “in response to”  (เพื่อตอบสนองต่อ), “in answer to”  (เพื่อเป็นการตอบ),   “have confidence in”  (มีความเชื่อมั่นใน), “take interest in”  (สนใจใน),  “an expert in”  (ผู้เชี่ยวชาญในเรื่อง..................),  “make money in business”  (หาเงินในธุรกิจ),  “make his career in music”  (ประกอบอาชีพทางดนตรี), “in his old age”  (ในวัยชราของเขา), “a woman in her twenties”  (ผู้หญิงในวัย ๒๐ – ๒๙)“in my opinion”  (ในความเห็นของผม), “in her view”  (ในทัศนะของเธอ), “recruit workers in hundreds”  (รับคนงานเป็นร้อยๆคน), “in my experience”  (จากประสบการณ์ของผม),  “in her own eyes”  (ในสายตาของเธอ), “speak in a calm voice”  (พูดด้วยน้ำเสียงที่สงบ), “his complaints in writing”  (การร้องเรียนของเขาเป็นลายลักษณ์อักษร),  “in financial difficulty”  (ในสภาวะยุ่งยากทางการเงิน), “$100,000 in cash”  (เป็นเงินสด  ๑๐๐,๐๐๐  เหรียญ), “dressed in black”  (ใส่ชุดสีดำ), “in real danger”  (ตกอยู่ในอันตรายอย่างแท้จริง), “in the planning stage”  (ในขั้นตอนการวางแผน)“10 meters in length”  (ยาว ๑๐ เมตร)“cut it in two”  (ตัดมันออกเป็น ส่วน), “shrink in size”   (มีขนาดเล็กลง-หดลง), “join in”  (ร่วมวงด้วย)“a one in five chance of success”  (โอกาสสำเร็จ ใน ),  “the pain in my feet”  (การเจ็บที่เท้าของผม),  “the hole in his shirt”  (รู – รอยขาด – ในเสื้อเชิ้ตของเขา)“was shot in the leg”   (ถูกยิงที่ขา),  “in fashion”  (กำลังเป็นที่นิยม),  “result in his death”  (ส่งผลให้เขาตาย)“believe in”  (เชื่อมั่น-ศรัทธาใน),   “in the first place”  (ในประการแรก)  (กล่าวเมื่อจะบอกเหตุผลหลายๆ ประการ   เกี่ยวกับเรื่องใดเรื่องหนึ่ง   โดยใช้วลีนี้  แล้วตามด้วยเหตุผลประการแรกที่ต้องการจะบอก),   เป็นต้น

 

8. During the eighteenth century, communication within and between cities __________ difficult at first. 

(ในระหว่างศตวรรษที่ ๑๘  การสื่อสาร-คมนาคมภายในและระหว่างเมืองต่างๆ _________ ยากลำบากในเบื้องต้น)

(a) were

(b) they were

(c) was

(d) which were

ตอบ   –   ข้อ   (c)   เนื่องจากเป็นกริยาของประโยค  โดยมีประธานฯ  คือ  “Communication”   ซึ่งเป็นคำนามเอกพจน์  สำหรับ  “Within and between cities”  เป็นส่วนขยายประธาน

 

9. She has written __________________________________________ books on this subject.

(เธอได้เขียนหนังสือ __________________________________________ เกี่ยวกับเรื่องนี้)

(a) dozens

(b) dozen

(c) a dozen    (๑๒  เล่ม,    โหล)

(d) a dozen of

ตอบ   -   ข้อ   (c)   “Dozen”  (  โหล)  มีหลักการใช้ดังนี้  คือ

                                      ๑. A dozen (Two dozen) + นามพหูพจน์

  • She bought a dozen eggs at the market yesterday.

(เธอซื้อไข่โหลหนึ่งที่ตลาดเมื่อวานนี้)

  • There are half a dozen cars in the garage.

(มีรถยนต์    คันในโรงซ่อม)

  • There were a few dozen dresses in the shop window.

(มีเสื้อผ้า-เครื่องแต่งกายอยู่  ๒ - ๓  โหล  ในตู้โชว์กระจกหน้าร้าน)

  • We bought three dozen apples this morning.

(เราซื้อแอปเปิล    โหล เมื่อเช้านี้)

  • These oranges are 100 baht a dozen.

(ส้มเหล่านี้โหลละ  ๑๐๐  บาท)

  • The company needed half a dozen trucks for the construction project.

(บริษัทต้องการรถบรรทุก    คัน  สำหรับโครงการก่อสร้าง)

                                       ๒. Dozens of  +  นามพหูพจน์  (หมายถึง  “จำนวนมาก)

  • I’ve told you a dozen times now!

(ผมบอกคุณไม่รู้กี่ครั้งกี่หนแล้วนะ  ตอนนี้)

  • There have been dozens of attempts at reform.

(มีความพยายามหลายครั้งหลายหนที่จะปฏิรูป)

  • Dozens of houses were damaged.

(บ้านหลายสิบหลังถูกทำลายไป)

                                       ๓. By the dozen  =  “เป็นโหล” 

  • Eggs are generally sold by the dozen.

(โดยทั่วไป  ไข่ขายกันเป็นโหล)

  • It is usually cheaper to buy things by the dozen.

(โดยปกติแล้ว  มันจะราคาถูกกว่ากันที่จะซื้อของเป็นโหล)  (เทียบกับเมื่อซื้อทีละชิ้น)

 

10. This information is urgently ________________________________________________.

(ข้อมูลข่าวสารนี้ _________________________________________________ อย่างเร่งด่วน)

(a) need

(b) needing

(c) unnecessary    (ไม่จำเป็น, ไม่สำคัญ)

(d) needed    (ได้รับความต้องการ, ถูกต้องการ)

ตอบ   -  ข้อ   (d)   เนื่องจากต้องอยู่ในรูป  “Passive voice”  (Verb to be + Verb 3)  (Is……….......….. needed)

 

11. San Diego ____________ the oldest permanent settlement for Europeans in the United States.

(เมืองซานดิเอโก (รัฐแคลิฟอร์เนีย) __________ นิคม (ที่ตั้งรกรากถิ่นฐาน) แบบถาวรที่เก่าแก่ที่สุด  สำหรับชาวยุโรปในสหรัฐฯ)

(a) being

(b) is    (เป็น)

(c) where

(d) being for

ตอบ   -  ข้อ   (b)   เนื่องจากเป็นกริยาแท้ของประโยค

 

12. He had an accident last month and broke his leg, so he _____________ walk since then.

(เขาประสบอุบัติเหตุเมื่อเดือนที่แล้วและขาหัก  ดังนั้น  เขา ______________ เดินตั้งแต่นั้นมา)

(a) couldn’t

(b) shouldn’t

(c) hasn’t been able to    (ไม่สามารถ)

(d) won’t be able to

ตอบ   –   ข้อ   (c)   เนื่องจากต้องใช้รูป  “Present perfect tense”  {Subject + Has (Have) + Verb 3  หรือ  Subject + Has (Have) + Been + Adjective}  เนื่องจากแสดงความต่อเนื่องของเหตุการณ์จากอดีตถึงปัจจุบัน  คือ  เดินไม่ได้ตั้งแต่เมื่อเดือนที่แล้ว (ตอนขาหักเพราะอุบัติเหตุ) จนกระทั่งบัดนี้)

 

13. ______________________________________________________ here this morning?

(________________________________________________________ ที่นี่เมื่อเช้านี้)

(a) Who did come

(b) Who did came

(c) Did who come

(d) Who came    (ใครมา)

ตอบ   –   ข้อ   (d)   เนื่องจาก   “Who”   เป็นประธานของประโยค  จึงตามด้วยคำกริยา  “Came”  ได้เลย   ไม่ต้องใช้  “Verb to do”  มาช่วยสร้างประโยคคำถาม  เหมือนในกรณีทั่วๆ ไป   หรือในประโยคที่ขึ้นต้นด้วย   “Question words” (What, When, Where, Why, How) อื่นๆ  เช่น

  • When did you arrive this morning?

     (คุณมาถึงเวลาใดเมื่อเช้านี้)

  • Where do you live in England?

      (คุณอาศัยอยู่ที่ไหนในประเทศอังกฤษ)

  • Why did she leave in a hurry?

      (ทำไมเธอจึงจากไปอย่างรีบเร่ง)

  • What did they tell Jim before he left?

       (พวกเขาบอกอะไรจิม  ก่อนที่เขา (จิม) จะจากไป)

  • How do you feel about today’s weather?

      (คุณรู้สึกอย่างไรกับอากาศวันนี้)

หมายเหตุ   -   ในกรณีของ  “What”  ถ้าเป็นประธานของประโยค  สามารถตามด้วยคำกริยาได้เลย  โดยไม่ต้องใช้   “Do, Does, Did”  ในการสร้างประโยค  เช่น

  • What made her laugh?

(อะไรทำให้เธอหัวเราะ)

  • What makes them so happy?

(อะไรทำให้พวกเขามีความสุขเหลือเกิน)

                                     แต่ถ้าเป็นกรรมของประโยค  (หรือของกริยา)  ต้องใช้  “Verb to do” (Do, Does, Did)  ในการสร้างคำถาม  (ในกรณีเหตุการณ์ปัจจุบัน  หรืออดีต)  เช่น

  • What did he say when he knew the truth?

(เขาพูดว่ากระไร  เมื่อเขารู้ความจริง)  (“What”  เป็นกรรมของกริยา  “Say”)

  • What do you like about the movie?

(คุณชอบอะไรบ้างเกี่ยวกับหนังเรื่องนั้น)  (“What”  เป็นกรรมของกริยา  “Like”)

  • What does she give you when you ask for her help?

(เธอให้อะไรคุณ  เมื่อคุณขอความช่วยเหลือจากเธอ)  (“What”  เป็นกรรมของกริยา  “Give”)

                                     แต่ในกรณีเป็นเหตุการณ์อนาคต  ใช้  “Will, Shall”   ในการสร้างประโยคคำถาม  เช่น

  • What will you do if you lose your job?

(คุณจะทำอย่างไร  ถ้าคุณตกงาน)

  • What will she buy when she goes shopping?

(เธอจะซื้ออะไร  เมื่อเธอไปจ่ายตลาด)

 

14. She did not have ______________________________________ money to buy a new car.

(เธอไม่มีเงิน _________________________________________ ที่จะซื้อรถยนต์คันใหม่)

(a) enough of

(b) enough    (เพียงพอ)

(c) an enough

(d) the enough

ตอบ   -   ข้อ   (b)   “Enough”  มีหลักการใช้ดังนี้  คือ

                                    ๑. เป็นคำคุณศัพท์  (Adjective)  ใช้ขยายหน้าคำนาม  เช่น

  • A number of poor people in developing countries don’t even have enough food to eat.    

(คนยากจนจำนวนมากในประเทศกำลังพัฒนา  ไม่มีแม้กระทั่งอาหารเพียงพอที่จะกิน)

  • He did not have enough information on that to speak confidently.

(เขาไม่มีข้อมูลเพียงพอในเรื่องนั้น  ที่จะพูดได้อย่างมั่นใจ)

  • Don’t ask me to help you.  I’ve got enough problems of my own.

(อย่าขอร้องให้ผมช่วยคุณเลย  ผมมีปัญหาของตัวเองมากมายพออยู่แล้ว)

  • I don’t think there is enough room for such lots of people.

(ผมไม่คิดว่าจะมีที่ว่างเพียงพอสำหรับผู้คนมากมายเช่นนั้น)

                                    ๒. เป็นคำกริยาวิเศษณ์  (Adverb)  ใช้ขยายข้างหลังคำคุณศัพท์ (Adjective)  และกริยาวิเศษณ์  (Adverb)  เช่น

  • This house is not big enough for our entire family.

(บ้านหลังนี้ไม่ใหญ่พอสำหรับคนในครอบครัวของเราทั้งหมด)

  • He is old enough to understand it.

(เขาโตพอที่จะเข้าใจมัน)

  • We were close enough to be able to see their faces.

(เราอยู่ใกล้พอที่จะสามารถเห็นหน้าพวกเขาได้)

  • These girls are not old enough to go out alone.

(เด็กหญิงพวกนี้ยังไม่โตพอ (อายุไม่มากพอ) ที่จะออกไปข้างนอกตามลำพัง)

  • Jim isn’t clever enough for Jenny.

(จิมมิได้ฉลาดพอสำหรับเจนนี่)   (ดังนั้น  จึงโดนเธอหลอก  หรือ  เจนนี่ไม่ควรแต่งงานกับจิม)

  • The assignment is easy enough for her to do without help.

(งานที่ได้รับมอบหมาย  ง่ายพอสำหรับเธอ  ที่จะทำโดยไม่ต้องมีใครช่วย)

  • We walked quickly enough to catch the bus.

(เราเดินเร็วพอที่จะทันขึ้นรถเมล์)

  • She wrote carefully enough to avoid making a mistake.

(เธอเขียนอย่างระมัดระวังพอที่จะหลีกเลี่ยงการทำ (เขียน) ผิด)

  • They ran slowly enough for us to catch up with.

(พวกเขาวิ่งช้าพอสำหรับเราที่จะตามได้ทัน)

  • Those students are not trying hard enough.

(นักเรียนพวกนั้นมิได้พยายามมากพอ)  (“Hard”  เป็นกริยาวิเศษณ์)

  • She sings well enough to make a living.

(เธอร้องเพลงได้ดีพอที่จะทำมาหากินได้)  (“Well”  เป็นกริยาวิเศษณ์)

 

15. I will talk to the children __________________________________________________.

(ผมจะคุยกับพวกเด็กๆ _________________________________________________)

(a) one and then the other

(b) first one then the next

(c) one by one    (ทีละคน)

(d) in singles

ตอบ   -   ข้อ   (c)   “One by one”  =  “ทีละคน, ทีละตัว, ทีละสิ่ง”  ตัวอย่าง  เช่น

  • One by one they stood up.

(พวกเขายืนขึ้นทีละคน)

  • She swallows the aspirin, sipping them down with water one by one.

(เธอกลืนยาแอสไพริน  โดยดื่มจิบน้ำกลืนมันลงไปทีละเม็ด)

                                    สำหรับ  “One after another”  =  (เหตุการณ์เกิดขึ้น  หรือถูกกระ ทำ)  อย่างต่อเนื่อง หรือซ้ำซาก  และมักเป็นเวลานาน  ดังประโยคข้างล่าง

  • She found one excuse after another to postpone submitting her term paper.

(เธอหาข้อแก้ตัวเรื่องแล้วเรื่องเล่า  ที่จะเลื่อนการส่งรายงานประจำเทอมของเธอออกไป)

  • He begins opening bottles, one after another.

(เขาเริ่มต้นเปิดขวด  ขวดแล้วขวดเล่า)

 

16. You must work harder _______________________________________________ now on.

(คุณจะต้องทำงานให้หนักขึ้น (ขยันทำงาน หรือ เรียนหนังสือให้มากขึ้น) __________ บัดนี้เป็นต้นไป)

(a) since

(b) until

(c) up to

(d) from    (ตั้งแต่, นับตั้งแต่)

ตอบ   -   ข้อ   (d)   “From now on”  =  “นับจากนี้เป็นต้นไป”   

                               สำหรับคำคุณศัพท์  (Adjective)   ที่ใช้กับ  “From”   ได้แก่  “Different” (แตกต่าง)  -  She is very different from her twin sister.  (เธอแตกต่างอย่างมากมาย  จากน้องสาวฝาแฝด),  “Far”  (ไกล)  -  My house is very far from the office.  (บ้านของผมอยู่ไกลจากที่ทำงานมาก),  “Free”  (เป็นอิสระ),  “Safe”  (ปลอดภัย),  “Immune”  (ปลอดภัยจาก, ได้รับความคุ้มกันจาก),  “Absent”  (ไม่อยู่, ขาดหายไป)  -   Some students are frequently absent from school.  (นักเรียนบางคนขาดเรียนบ่อย),  “Away”  (อยู่ห่าง)  -  Most people don’t like to be away from home for a long time.  (คนส่วนใหญ่ไม่ชอบอยู่ห่างจากบ้านเป็นเวลานานๆ),  “Evident”  (เห็นได้ชัดจาก),  เป็นต้น

                               สำหรับคำกริยา  (Verb)  ที่ใช้กับ  “From”  ได้แก่  “Differ”  (แตกต่าง)  -  Modern cars differ from the early ones in many major ways.  (รถยนต์สมัยใหม่แตกต่างจากรถยุคแรกๆ  ในลักษณะสำคัญๆ หลายประการ),  “Borrow”  (ขอยืม)  -  She borrowed some money from her friend.  (เธอยืมเงินจากเพื่อน),  “Abstain”  (ละเว้น),  “Prevent”  (ขัดขวาง),  “Suffer”  (ป่วยเป็น หรือ เดือดร้อนเพราะ)  -  Seventy-five percent of its population suffers from malnutrition.  (๗๕  เปอร์เซ็นต์ของพลเมืองของมัน (หมู่บ้าน, ตำบล) ได้รับความเดือดร้อน-ทุกข์ยาก  จากการขาดสารอาหาร)  -  A lot of people suffer from cancer today.  (ผู้คนจำนวนมากป่วยเป็นมะเร็งในปัจจุบัน),  “Refrain”  (ละเว้น, หลีกเลี่ยง),  “Stop”  (หยุด, ขัดขวาง),  “Separate”  (แยก, แยกออก, สกัด)  -  Rosa had separated from us, asking for a room by herself.  (โรซ่าได้แยกตัวจากเรา, โดยขอห้องอยู่ตามลำพัง – ส่วนตัว),  “Protect”  (ปกป้อง, คุ้มครอง)  -  Her umbrella helped protect her from the rain.  (ร่มช่วยปกป้องเธอจากฝน),  “Prohibit”  (ห้ามไม่ให้)  -  The country has a law prohibiting employees from striking.  (ประเทศมีกฎหมายห้ามพนักงาน (ลูกจ้าง) มิให้นัดหยุดงาน),  “Hinder”  (ขัดขวางไม่ให้)  -  Floods and landslides hindered the enemy from invading the city.  (น้ำท่วมและแผ่นดินถล่มขัดขวางศัตรูมิให้รุกรานเมือง)  (ขัดขวางมิให้บุกเข้ามาในเมือง),  “Defend”  (ป้องกัน),  “Draw”  (ดึงหรือลากออกมา),  “Recover”  (ฟื้นจากไข้, หายจากประสบการณ์เลวร้าย)  -  It was weeks before she fully recovered from malaria.  (มันเป็นเวลาหลายสัปดาห์  ก่อนที่เธอจะหายขาดจากโรคไข้จับสั่น)  -  They took a long time to recover from this shock.  (พวกเขาใช้เวลานาน  ในการหายจากอาการตื่นตะลึง (ความสะดุ้งตกใจ) นี้)เป็นต้น

                            ส่วนวลีอื่นๆ  ที่ใช้   “From”  ได้แก่  “From now on”  =  “นับจากนี้เป็นต้นไป”  - You will have to study harder from now on.  (คุณจำ เป็นจะต้องขยันเรียนให้มากขึ้น  นับจากนี้เป็นต้นไป),  “From time to time”  (เป็นครั้งคราว, เป็นบางโอกาส)  (ความถี่ประมาณ  ๔๐  เปอร์เซ็นต์)  -  We go to the movies from time to time.  (เราไปดูหนังเป็นครั้งคราว),  “Live from hand to mouth”  (ดำรงชีวิตแบบหาเช้ากินค่ำ)  -  Johnny got very little pay, and the family lived from hand to mouth when he had no job.  (จอห์นนี่ได้ค่าจ้างน้อยมาก  และครอบครัวต้องดำรงชีวิตแบบหาเช้ากินค่ำ  เมื่อเขาตกงาน),  “From the beginning”  (จากเริ่มต้น, จากเริ่มแรก),  “From place to place”  (จากที่หนึ่งไปยังอีกที่หนึ่ง),  “From one place to another place”  (จากที่หนึ่งไปยังอีกที่หนึ่ง),  “From the bottom of one’s heart”  (จากก้นบึ้งหัวใจของคนๆนั้น,  ด้วยความจริงใจ),  “From 2 to 4 p.m.”  (จาก    โมง  ถึง    โมงเย็น),  “From January to April”  (จากเดือนมกราคม  ถึงเมษายน),  “Go from bad to worse”  (เลวร้ายหรือแย่ยิ่งกว่าเดิมที่แย่อยู่แล้ว)  - Jack’s conduct in school has gone from bad to worse.  (ความประพฤติของแจ๊คในโรงเรียนเลวหนักยิ่งกว่าเดิม  ซึ่งก็เลวอยู่แล้ว)  -  Dick’s typing went from bad to  worse when has was tired.  (การพิมพ์ของดิ๊กซึ่งแย่อยู่แล้ว  กลับแย่มากขึ้นไปอีก   เมื่อตอนเขามีอาการเหนื่อยล้า),  “From hand to hand”  (จากคนหนึ่งไปสู่อีกคนหนึ่งและอีกคนหนึ่ง)  -  The box of candy was passed from hand to hand.  (กล่องลูกอมถูกส่งจากคนหนึ่งไปสู่อีกคนหนึ่ง  และอีกคนหนึ่งจนทั่วถึง),  “Fall from grace”  (กลับไปมีนิสัยเลวเหมือนเดิมอีก, ทำสิ่งเลวๆอีกครั้ง)  -  The boy fell from grace when he lied.   (เด็กคนนั้นทำในสิ่งที่ไม่ดี  เมื่อเขาโกหก),   “From pillar to post”  (จากที่หนึ่งไปยังอีกที่หนึ่ง  หลายๆครั้ง  แบบระเหเร่ร่อน  -  เปรียบเหมือนนกเกาะเสาต้นหนึ่ง  แล้วโผไปอีกต้นหนึ่ง)  -  Jim’s father changed jobs several times a year, and the family was moved from pillar to post  (พ่อของจิมเปลี่ยนงานหลายครั้งในแต่ละปี  และครอบครัวต้องย้ายบ้านหลายครั้งหลายหน),  “From scratch”  (จากศูนย์, จากไม่มีอะไรเลย, จากมือเปล่า)  -  Tom started his business from scratch.  (ทอมเริ่มต้นธุรกิจของเขาจากที่ไม่มีอะไรเลย  -  หรือจากศูนย์),  “From across the world”  (จากทั่วโลก),  “From door to door”  (จากบ้านหนึ่งไปยังอีกบ้านหนึ่ง)  -  She sells face cream from door to door.  (เธอขายครีมทาหน้าจากบ้านหลังหนึ่ง  สู่บ้านอีกหลังหนึ่ง  และอีกหลังหนึ่ง),  “From head to foot”  (จากหัวถึงเท้า,  อย่างพินิจพิเคราะห์, อย่างรอบคอบ)  -  The stranger looked the boy over from head to foot.  (คนแปลกหน้ามองเด็กคนนั้นอย่างรอบคอบ-ระมัดระวัง),  “From end to end”  (ทั่วทั้งบริเวณ)  -  The dog sniffed the yard from end to end in search of a bone  (หมาสูดดมสนามทั่วทั้งบริเวณ  เพื่อค้นหากระดูก),   “From top to bottom”  (จากบนถึงล่าง, ทั่วทั้งหมด)  -  This new car has been redesigned from top to bottom.  (รถใหม่คันนี้ถูกเปลี่ยนแปลงตลอดทั้งคัน),   เป็นต้น

 

17. The work of painters in the United States during the early twentieth century is noted for _______

as well as telling stories.

(งานของช่างเขียนภาพ (จิตรกร) ในสหรัฐฯ  ในระหว่างต้นศตวรรษที่  ๒๐  มีชื่อเสียงในด้าน ______ เช่นเดียวกับการเล่าเรื่องราวต่างๆ)

(a) it is representing of images

(b) which images representing

(c) the images representing

(d) representing images    {การเป็นตัวแทนภาพถ่าย (หรือจินตนาการ)}

ตอบ   –   ข้อ   (d)   เนื่องจากหลัง  “Preposition”  (For)  ต้องตามด้วย  “Gerund”  (Verb + ing)  ซึ่งจะมีรูปที่สมดุล  หรือ  คู่ขนาน  (Parallel)  กับ  "Telling stories"

 

18. We hope ___________________________________________ London during the winter.

(เราหวัง _________________________________________ ลอนดอนในระหว่างฤดูหนาว)

(a) visiting

(b) visit

(c) to visit    (จะได้ไปเยือน)

(d) to go visit

ตอบ   -   ข้อ   (c)   หรืออาจตอบ   “to go to”  ก็ได้   สำหรับ   “Hope”  (หวัง)  ใช้ในโครงสร้างดังนี้  คือ

                                    ๑. Hope + (That) + Clause

  • I hope (that) I can see the doctor tomorrow.

(ผมหวังว่าผมสามารถไปพบหมอวันพรุ่งนี้)

  • We hope (that) we have enough food and water during the dry season.

(เราหวังว่าเรามีอาหารและน้ำเพียงพอ  ในระหว่างฤดูแล้ง)

  • She hopes (that) she will be admitted to a university next year.

(เธอหวังว่าเธอจะได้รับเข้าเรียนในมหาวิทยาลัยในปีหน้า)

                                    ๒. Hope + To + Verb 1

  • They hope to go back home by the end of this year.

(พวกเขาหวังจะได้กลับบ้านตอนสิ้นปีนี้)

  • She hopes to buy a new home if she can afford it.

(เธอหวังจะซื้อบ้านใหม่  ถ้าเธอมีเงินพอ)

  • Most people hope to win the first prize in lottery.

(คนส่วนใหญ่หวังจะถูกลอตเตอรี่รางวัลที่  ๑)

                                    ๓. Hope + For + Noun

  • The war victims hoped for a peaceful life after the war had ended.

(เหยื่อสงครามหวังจะมีชีวิตสันติ  หลังจากสงครามได้จบลง)

  • We hope for better future next year.

(เราหวังจะมีอนาคตที่ดีขึ้นในปีหน้า)

  • The newly-wed couple hoped for a happy marriage.

(คู่สามีภรรยาที่เพิ่งแต่งงานใหม่  หวังว่าการแต่งงานจะมีความสุข)

  • The climbers hoped for better weather tomorrow.

(นักปีนเขาหวังว่าอากาศจะดีขึ้นในวันพรุ่งนี้)

 

19. A person with a good education is _________ happier than a person with a poor education.

(บุคคลที่มีการศึกษาดี __________________ มีความสุขมากกว่าบุคคลที่มีการศึกษาต่ำต้อย)

(a) likely to be more

(b) likely to be    (เป็นไปได้ว่า, น่าจะเป็นไปได้ว่า, เหมาะสม, สมควร)

(c) as likely as    (เป็นไปได้เท่าๆกัน, เหมาะสมพอๆกัน)

(d) as likely

ตอบ   –   ข้อ   (b)   เนื่องจาก   “Likely + To + Verb 1

 

20. Since the air in Bangkok is not always fresh, we like to go to the seaside ______________.

(เนื่องจากอากาศในกรุงเทพฯ  มิได้สดชื่นอยู่ตลอดไป  พวกเราจึงชอบไปชายทะเล _________)

(a) for the change of air

(b) for the change of the air

(c) for a change of the air

(d) for a change of air    (เพื่อเปลี่ยนอากาศ  -  ที่บริสุทธิ์มากขึ้น)

ตอบ    -    ข้อ   (d)   เนื่องจาก  “Air”  เป็นคำนามนับไม่ได้  และในข้อนี้  ใช้แบบทั่วๆ ไป  มิได้ชี้เฉพาะ  จึงไม่ต้องใช้  “The”  นำหน้า,  ส่วน “Change”  เป็นคำนามนับได้  และใช้แบบทั่วๆ ไป   มิได้ชี้เฉพาะเช่นเดียวกัน   จึงใช้   “A” นำหน้าแทน  “The” (คำนามนับได้เอกพจน์  จะอยู่ลอยๆ ไม่ได้  ต้องนำหน้าด้วย  “A”  หรือ  “An”  แต่ถ้าชี้เฉพาะเจาะจงลงไป  ต้องนำหน้าด้วย  “The)

                              สำหรับวลีที่ใช้กับ  “A”  และ  “An”  ได้แก่   “Take a seat”  (นั่ง),  “Take a break”  (พัก, หยุดพัก),  “Take a back seat”  (ยอมเป็นผู้ตาม, เป็นช้างเท้าหลัง),  “Take a good look”  (มองให้เต็มตา),  “Take a good picture”  (ถ่ายรูปสวย, ถ่ายรูปขึ้น),  “Take a bad picture”  (ถ่ายรูปไม่สวย, ถ่ายรูปไม่ขึ้น),  “Take a hand in”  (มีส่วนร่วม, ช่วยเหลือใน),  “Take a stand”  (ประกาศความสำคัญของตนเอง, ประกาศจุดยืน),  “Have a habit of”  (มีนิสัยชอบ), “It is a pity” (น่าสงสาร, น่าเสียดาย), “…..In a position to…..”  (อยู่ในฐานะที่จะ), “On an average”  (โดยเฉลี่ย), “Keep up a correspondence with…….”  (มีจดหมายโต้ตอบกับ), “Take a person at his word  (เชื่อคำพูดคนๆนั้น),  “Once in a while  (เป็นครั้งคราว, เป็นบางโอกาส),  “Once in a blue moon”  (นานทีปีหน, นานๆครั้ง),  “Once upon a time”  (กาลครั้งหนึ่งนานมาแล้ว),  “Have a walk”  (เดิน),  “Have a haircut”  (ตัดผม), “Have an idea”  (มีความคิด),  “Take (Have) a bath”  (อาบน้ำ),  “Take a shower”  (อาบน้ำ),  “Make (Give) a speech”  (กล่าวสุนทรพจน์),  “Give a bath”  (อาบน้ำให้),  “Make a change”  (เปลี่ยนแปลง),  “Make an exchange”  (แลกเปลี่ยน),  “Give (Express) an opinion”  (แสดงความคิดเห็น),  “Give an idea”  (ให้ความคิด),  “Give a kiss”  (จูบ),  “Take a pride”  (ภาคภูมิใจ),  “Take a rest”  (พักผ่อน),  “Do a favor”  (ช่วยเหลือ),  “Give an answer”  (ตอบ),  “Make a decision”  (ตัดสินใจ),  “Come to a decision”  (ตกลงใจ, ตัดสินใจ),  “Make a suggestion”  (แนะนำ),  “Make a statement”  (กล่าว, พูด),  “Make an announcement”  (ประกาศ),  “Make a discovery”  (ค้นพบ),  “Make a choice”  (เลือก),  “Make a good doctor”  (เป็นหมอที่ดี),  “Make you a good secretary”  (เป็นเลขานุการที่ดีของคุณ),  “Go for a walk”  (ไปเดินเล่น),  “Go for a drive”  (ไปขับรถ), “Have a headache”  (ปวดหัว),  “Have a cough”  (มีอาการไอ),  “Have a cold”  (เป็นหวัด),  “Have a toothache”  (ปวดฟัน), “Have an earache”  (เจ็บหู, ปวดหู),  “Have a sore throat”  (เจ็บคอ),  “Have a pain”  (มีความเจ็บปวด),  เป็นต้น  

                             นอกจากนั้น  ยังใช้  “A, An”  ในวลีต่อไปนี้   “All of a sudden”  (ทันใดนั้น), “Tell a lie”  (พูดปด, โกหก), “Take a look at”  (จ้องมองไปที่), “For a long time”  (เป็นเวลานาน), “Take a trip”  (เดินทาง), “Be at a loss”  (งุนงง, ทำอะไรไม่ถูก), “On a large scale”  (อย่างมากมาย, อย่างใหญ่โต), “At a premium”  (มีราคาสูง), “Make it a rule”  (ตั้งเป็นกฎ), “As a matter of fact”  (อันที่จริงแล้ว), “Have a good time”  (สนุก), “In a hurry”  (รีบเร่ง), “It is a shame.”  (น่าละอาย), “Make a mistake”  (ทำผิด), “Have an opportunity”  (มีโอกาส),  “At a discount” (ลดราคา), “May I borrow your pen for a minute?”  (ผมขอยืมปากกาคุณสักประเดี๋ยวได้ไหมครับ), เป็นต้น

 

เรียน   ท่านผู้ติดตามอ่านเว็บไซต์  “everydayenglish.pwa.co.th”                

 

                  ถ้าท่านมีคำแนะนำให้ปรับปรุงเว็บไซต์นี้ประการใด  กรุณาส่ง   e-mail ไปที่  ดร. วัชรินทร์  ภูเขาทอง  อดีต  ผอ. สำนักวิทยาการ  การประปาส่วนภูมิภาค  ผู้จัดทำเว็บไซต์นี้  ตาม   “Address” wpookaotong@yahoo.com   (โปรดระบุหัวเรื่องด้วยว่า  “ปรับปรุงเว็บไซต์)   เพื่อที่ผู้จัดทำฯ จะได้ปรับปรุงเนื้อหาได้ตรงตามความประสงค์ของผู้อ่านเว็บไซต์นี้ต่อไป

 

 

 

หมวดข้อสอบ STRUCTURE (ตอนที่ 28)

การประปาส่วนภูมิภาค  “มุ่ง-มั่น-เพื่อปวงชน”

 

Direction:  Choose the most appropriate answer.

(จงเลือกคำตอบที่เหมาะสมที่สุด)

 

1. An explosion at London subway last August killed a French journalist and injured 58 ________ people.

(การระเบิดบริเวณรถไฟใต้ดินในกรุงลอนดอนเมื่อเดือนสิงหาคมปีที่แล้ว  ทำให้นักข่าวชาวฝรั่งเศสเสียชีวิต    คน  และทำให้ผู้คน __________ อีก  ๕๘  คนได้รับบาดเจ็บ)

(a) other    (อื่นๆ)

(b) another

(c) others

(d) any other

ตอบ   –   ข้อ   (a)   

 

2. Deserts are often formed __________ they are cut off from rain-bearing winds by the surrounding mountain ranges.

 (ทะเลทรายได้รับการก่อตัวบ่อยๆ _________ มันถูกตัดขาดจากลมที่ก่อให้เกิดฝน  โดยเทือกเขาที่ล้อมรอบมัน)

(a) so    (ดังนั้น)

(b) due to    (เนื่องมาจาก)

(c) in spite of    (ทั้งๆที่)

(d) because    (เพราะว่า)

ตอบ   –   ข้อ   (d)   เนื่องจาก  “Because + Subject + Verb”    ส่วน  “Due to + วลีหรือคำนาม

 

3. I am very ___________________________________________________ to see you here.

(ผม _______________________________________________ อย่างมาก  ที่พบคุณที่นี่)

(a) please    (ทำให้ยินดี-พอใจ-เพลิดเพลิน)

(b) pleased    (มีความรู้สึกยินดี-พอใจ-เพลิดเพลิน)

(c) pleasing    (น่ายินดี, น่าพอใจ, น่าเพลิดเพลิน)

(d) pleasure    (เพล้ช-เช่อะ)  (ความยินดี-พอใจ-ถูกใจ, ความสบาย, ความสุข)

ตอบ   –   ข้อ   (b)   

 

4. I _________________________________________________ Mr. Smith for a long time.

(ผม ___________________________________________ มิสเตอร์สมิธมาเป็นเวลานาน)

(a) know

(b) knew

(c) have known    (ได้รู้จัก)

(d) had known

ตอบ   -   ข้อ   (c)   ใช้   “Present perfect tense”  (Have known)  เนื่องจากเป็นเหตุการณ์ที่เกิดในอดีต  (รู้จักมิสเตอร์สมิธ)  และต่อเนื่องมาจนถึงปัจจุบัน  (ก็ยังคงรู้จักอยู่)  ดูเพิ่มเติม  “Present perfect tense”  จากตัวอย่างข้างล่าง

                                         ตัวอย่างที่ 

  • It ____________________________________________ every day so far this week.

(ฝน ___________________________________ ทุกวันเท่าที่ผ่านมา (หมู่นี้) ในสัปดาห์นี้)

(a) has rained    (ได้ตก)

(b) rained

(c) is raining

(d) rains

ตอบ   -   ข้อ   (a)   ใช้  “Present perfect tense”  {Subject + Has (Have) + Verb 3}  กับ  “So far”  ดูเพิ่มเติมจากประโยคข้างล่าง

                                        ตัวอย่างที่ 

  • I ___________________________________________ a policeman for fifteen years.

(ผม _________________________________________ ตำรวจมาเป็นเวลา  ๑๕  ปีแล้ว)

(a) have became

(b) became

(c) have been    (ได้เป็น)

(d) am

ตอบ   -   ข้อ   (c)  ใช้   “Present perfect tense”  {Subject + Has (Have) + Verb 3  หรือ  Subject + Has (Have) + Been + Noun  หรือ  Adjective}   เนื่องจากเป็นการกระทำที่เกิดขึ้นในอดีต  และดำเนินมาถึงปัจจุบัน  (คือการเป็นตำรวจนาน  ๑๕  ปี)   สำหรับข้อนี้  จะตอบ ข้อ  (a) ก็ได้  แต่ต้องแก้เป็น  “Have become”  ดูเพิ่มเติม  “Tense”  นี้จากประโยคข้างล่าง

                                         ตัวอย่างที่  

  • ___________________________________________ a lot of changes since you left.

(__________________________________ ความเปลี่ยนแปลงมากมาย  ตั้งแต่คุณจากไป)

(a) There will be    (จะมี)

(b) There are    (มี)  (ปัจจุบัน)

(c) There were    (มี)  (อดีต)

(d) There have been    (ได้มี)

(e) There is    (มี)    (ปัจจุบัน)

(f) There was    (มี)    (อดีต)

ตอบ   -   ข้อ   (d)   ใช้รูป  “Present perfect tense”  {Subject + Has (Have) + Verb 3}  หรือ  “There has been, There have been”  (กรณีนี้  ใช้   “There have been”  เพราะ  “Changes”  เป็นรูปพหูพจน์)  เนื่องจากเหตุการณ์ (มีความเปลี่ยนแปลง) เกิดขึ้นต่อเนื่อง  เริ่มจากในอดีต  (ตั้งแต่คุณจากไป)  จนถึงปัจจุบัน  (ขณะที่พูดประโยคนี้)  (คือ  ปัจจุบัน  ความเปลี่ยนแปลงก็ยังคงเกิดขึ้นอยู่)

                                         ตัวอย่างที่  

  • As a mass production method, it _________________ great advances in the last few years.

(ในฐานะวิธีการผลิตสินค้าเป็นจำนวนมาก  มัน (วิธีการ) __________ ความก้าวหน้าอย่างยิ่ง   ในช่วง     ถึง    ปีที่ผ่านมา)

(a) makes

(b) is making

(c)made

(d) has made    (ได้ทำให้เกิด)

ตอบ   -   ข้อ   (d เนื่องจากข้อความ   “In the last few years”  (ในช่วง    ถึง     ปีที่ผ่านมา)   แสดงการเกิดขึ้นของเหตุการณ์  (การผลิตครั้งละมากๆ  ซึ่งก่อให้เกิดความก้าวหน้า)   ในอดีต  และต่อเนื่องมาจนถึงปัจจุบัน   (ขณะที่พูด)  จึงใช้  “Present perfect tense”  {Subject + Has (Have) + Verb 3}

                                        ตัวอย่างที่  

  • __________ impressive increases in expenditure on the advertising of tobacco goods in recent years.

(___________ การเพิ่มขึ้นอย่างน่าประทับใจ  ในค่าใช้จ่ายด้านการโฆษณาสินค้ายาสูบ  ในช่วงไม่กี่ปีที่เพิ่งผ่านมานี้)

(a) There are

(b) There were

(c) There have been    (มี, ได้มี)

(d) There has been

ตอบ   -   ข้อ  (c)    ใช้รูป  “Present perfect tense”  {Subject +Has (Have) + Verb 3}  (ต้องใช้  “Have been” เนื่องจาก  “Impressive increases” อยู่ในรูปพหูพจน์)   เนื่องจากบอกการกระทำ  หรือเหตุการณ์  ที่เกิดขึ้นในอดีต  และยังคงดำเนินหรือมีผลต่อมาจนถึงปัจจุบัน  (ขณะที่พูดประโยคนี้)  และคาดว่าเหตุการณ์นั้นยังจะปรากฏในอนาคตอีก   สังเกตจาก   “For”  =  (เป็นเวลา)  (For + ความยาวของเวลา),  “Since”  =  (ตั้งแต่),  (Since + จุดเริ่มต้นของเวลา),  “Up to now”  (= Up to the present time  =  Up until now) =  (จนถึงบัดนี้),  “So far”  =  ( เท่าที่ผ่านมา, หมู่นี้),  “Lately”  (= Recently) =   (หมู่นี้, เร็วๆ นี้),  “Over the past years”  (ในช่วงหลายปีที่ผ่านมา),  “In recent years”  (ในช่วงไม่กี่ปีที่เพิ่งผ่านมา),  Since the sun set  (ตั้งแต่พระอาทิตย์ตก),  Since they were in college  (ตั้งแต่พวกเขาเรียนมหาวิทยาลัย),  Since we were young  (ตั้งแต่เรายังเป็นเด็ก),  Since she was born  (ตั้งแต่เธอเกิด),  ดังตัวอย่างประโยคข้างล่าง

  • She has lived here for10 years.

(เธออาศัยอยู่ที่นี่มา ๑๐ ปีแล้ว)  (ปัจจุบันก็ยังอยู่)

  • He has been in Chicago since last week. (= He has gone to Chicago since last week.)

(เขาอยู่ในชิคาโกตั้งแต่สัปดาห์ที่แล้ว)  (ปัจจุบันก็ยังอยู่)

  • We have lived in Bangkok since we were young.

(เราอาศัยอยู่ในกรุงเทพตั้งแต่เรายังเด็ก)  (ปัจจุบันก็ยังอยู่)

  • So far, you have not done your best. (= You have not done your best so far.)

(เท่าที่ผ่านๆมา  คุณยังไม่ได้ทำดีที่สุดเลย)

  • I have sent him only one letter up to now.

(ผมส่งจดหมายให้เขาเพียงฉบับเดียว  จนถึงบัดนี้)

  • The climate has changed a great deal over the past years.

(ภูมิอากาศได้เปลี่ยนแปลงอย่างมากมายในช่วงหลายปีที่ผ่านมา)  (จนถึงปัจจุบัน  ขณะที่พูด)

  • Crime has significantly increased in recent years.

(อาชญากรรมได้เพิ่มขึ้นอย่างมากในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา)

  • The gate has been closed since the sun set.

(ประตูได้ถูกปิดตั้งแต่พระอาทิตย์ตก)  (ขณะที่พูดประโยคนี้  ประตูก็ยังปิดอยู่)

  • I have known them since we were in college.

(ผมรู้จักกับพวกเขา  ตั้งแต่เราเรียนมหาวิทยาลัย)  (ปัจจุบันก็ยังรู้จักอยู่)

  • They have lived there since they were born.

(พวกเขาอาศัยอยู่ที่นี่ตั้งแต่เกิด)  (ปัจจุบันก็ยังอยู่)

 

5. His daughter wrote to him that she was looking forward to _________________ home soon.

(ลูกสาวของเขาเขียนจดหมายถึงเขา  บอกว่าเธอกำลังตั้งหน้าตั้งตารอคอย ________ บ้านเร็วๆ นี้)

(a) come

(b) coming    (การกลับมา)

(c) be coming

(d) have come

ตอบ    -    ข้อ   (b)    เนื่องจาก  “Look  forward to + Verb + ing”  ดูคำอธิบายเพิ่มเติมจากประโยคตัวอย่างข้างล่าง

                                         ตัวอย่างที่  

  • I shall look forward ________________________________________ from you soon.

(ผมจะตั้งตารอ ____________________________________________ จากคุณโดยเร็ว)

(a) to hear

(b) for hear

(c) to hearing     (ที่จะได้ยินข่าว – คือได้รับจดหมายหรือการติดต่อด้วยวิธีอื่นๆ)

(d) for hearing

ตอบ    -    ข้อ   (c)

                                         ตัวอย่างที่  

  • I wish you and your wife many years of happiness together and look forward ________ you both.

(ผมขออวยพรให้คุณและภรรยามีความสุขด้วยกันตลอดไป  และหวังอย่างยิ่งกับ  (หรือ “ตั้งตารอ”) _________ คุณทั้ง    คน)  (หมายถึงในวันข้างหน้า) 

(a) to see

(b) to seeing    (การได้พบ)

(c) for seeing

(d) to be seeing

ตอบ    -    ข้อ  (b)   เนื่องจาก  “To”   ที่ตามหลังคำกริยาต่อไปนี้   ถือเป็น  “Preposition”   จึงต้องตามด้วยคำนามหรือ   “Gerund” (Verb + ing)   ได้แก่  “Look forward to” (ตั้งตารอคอย),  “Be opposed to”  (คัดค้านหรือไม่เห็นด้วยอย่างยิ่ง),  “Object to” (คัดค้าน, ไม่เห็นด้วย)“Admit”  (ยอมรับ),  “Devote… …….…...to”  (อุทิศ..................ให้กับ),  “Dedicate……….…to”  (อุทิศ..............ให้กับ),   “Apply…………to”  (ประยุกต์....................เข้ากับ)    ดังประโยคตัวอย่าง

  • She looks forward to buying a new home next year.

(เธอตั้งตาคอยซื้อรถคันใหม่ปีหน้า)

  • He looks forward to his  birthday party next week.

(เขาตั้งตารอคอยงานเลี้ยงวันเกิดของเขาในสัปดาห์หน้า)       

  • We object to going to bed late tonight as we will have to start our trip early tomorrow.

(เราไม่เห็นด้วยกับการนอนดึกคืนนี้  เพราะเราจะต้องออกเดินทางแต่เช้าวันพรุ่งนี้)

  • She objected to his plan to move to London after their marriage.

(เธอคัดค้านแผนการของเขาที่จะย้ายไปลอนดอนหลังการแต่งงาน)

  • He admitted to having an extramarital affair that ended in a pregnancy.

(เขายอมรับว่ามีความสัมพันธ์ทางเพศกับคนอื่นที่มิใช่ภรรยา  ซึ่งจบลงด้วยการตั้งครรภ์)

  • He devotes most of his time to studying in the library.

(เขาอุทิศเวลาส่วนใหญ่ให้กับการศึกษาในห้องสมุด)

  • We were opposed to paying a lot of money for luxurious goods.

(เราไม่เห็นด้วยอย่างยิ่งกับการจ่ายเงินจำนวนมากกับสินค้าฟุ่มเฟือย)

  • The President was opposed to the development of nuclear weapons.  (หรือwas opposed to developing nuclear weapons”)

(ท่านประธานาธิบดีไม่เห็นด้วยอย่างยิ่งกับการพัฒนาอาวุธนิวเคลียร์)        

  • They applied their knowledge gained from training overseas to performing their daily work. 

(พวกเขาประยุกต์ความรู้ที่ได้จากการอบรมในต่างประเทศ  เข้ากับการทำงานประจำวัน)

 

6. We keep tinned goods ____________________________________ every kind in our shop.

(เรามีสินค้าบรรจุกระป๋อง (อาหารกระป๋อง) ____________________________ ทุกชนิดในร้าน)

(a) in

(b) by

(c) with

(d) of    (เพื่อขาย)

(e) for

ตอบ  -  ข้อ   (d)   

                               สำหรับคำกริยา,  คุณศัพท์  หรือ  วลีที่ใช้กับ  “Of”  ได้แก  “source of”  (แหล่งของ)  -  Meat is an excellent source of vitamins.  (เนื้อเป็นแหล่งที่ดีเยี่ยมของวิตามิน),  “kind of”  (ค่อนข้างจะ)  -  She is kind of an envious woman.  (เธอเป็นผู้หญิงที่ค่อนข้างจะขี้หึง),  “keep out of”  (อย่ายุ่ง, อยู่ให้ไกล, ออกห่างจาก, ไม่เข้าไปเกี่ยวข้อง)  - Please keep out of my business.  (โปรดอย่าเข้ามายุ่งกับเรื่องของผม),  “in honor of”  (เพื่อเป็นเกียรติแก่)  -  The building was named in honor of the late President.”  (อาคารถูกตั้งชื่อเพื่อเป็นเกียรติแก่ท่านประธานาธิบดีผู้ล่วงลับไปแล้ว),  “in charge of” (= take charge of)  (ดูแล, รับผิดชอบ)  -  They are in charge of organizing the meeting.  (พวกเขารับผิดชอบการจัดประชุม), “inform someone of something”  (บอกใครเกี่ยว กับเรื่องอะไร)  -  Please inform me of your decision.  (โปรดบอกผมเกี่ยวกับการตัดสินใจของคุณ),   “of age”  (โตพอที่จะทำอะไรบางอย่าง, อายุมากพอที่จะลงคะแนนเลือกตั้ง  หรือซื้อเหล้า-เบียร์, ได้รับการพัฒนาอย่างเต็มที่)  -  Mary will be of driving age on her next birthday  (แมรี่จะถึงวัยที่ได้รับอนุญาตให้ขับรถได้  ในวันเกิดของเธอปีหน้า),  “of course”  (แน่นอน, ไม่ต้องสงสัยเลย, เป็นเรื่องธรรมดา, เหมือนที่คาดหวังไว้)  -  Of course you know that girl; she is in your class  (แน่นอน  คุณรู้จักเด็กผู้หญิงคนนั้น  เธอเป็นเด็กนักเรียนของคุณ  -  หรือ เธอเรียนอยู่ในชั้นเดียวกับคุณ  –  คือเป็นเพื่อนคุณ),  “remind someone of”  (เตือนใครให้นึกถึงเรื่อง.................)  -  She reminded me of her mother.  (เธอเตือนให้ผมนึกถึงแม่ของเธอ  -  ด้านรูปร่างหน้าตาหรือนิสัยใจคอ),  “approve”  (อนุมัติ, เห็นชอบ)  -  “The company doses not approve of women smoking.”  (บริษัทไม่เห็น ชอบให้ผู้หญิงสูบบุหรี่),  “boast”  (คุยโม้)  -  “He often boasts of his wealth.”  (เขามักคุยอวดความร่ำรวย), “think”  (คิดถึงเรื่อง)  -  “We are thinking of buying her a present.”  (พวกเรากำลังคิดถึงเรื่องซื้อของขวัญให้เธอ),  “warn”  (เตือน)  -  “She warned me of the danger.”  (เธอเตือนผมถึงอันตราย),   “accuse someone of”  (กล่าวหาใครในเรื่อง.....................)  -  They accused him of stealing their car.  (พวกเขากล่าวหาเขาว่าขโมยรถยนต์),  “suspect”  (สงสัย),  “consist”  (ประกอบด้วย),  “be composed of”  (ประ กอบด้วย)  -  Our team is composed of a number of experts in several fields.   (ทีมของเราประกอบ ด้วยผู้เชี่ยวชาญจำนวนมากจากหลายสาขา),  “dream”  (ฝัน)  -  She never dreams of traveling abroad.  (เธอไม่เคยฝันว่าจะเดินทางไปต่างประเทศ),  “hear”  (ได้ยิน)  -  “We have never heard of his plan.”  (เราไม่เคยรู้เกี่ยว กับแผนของเขาเลย)  -  “Have you heard of Lewis Baker?”  (คุณรู้จักลูอิส  เบเกอร์ ไหม),  “beware”  (ระวัง)  -  “Beware of dogs !”  (ระวังสุนัข !),  “complain”  (บ่น, ร้องทุกข์)  -  They never complain of their hardship.  (พวกเขาไม่เคยบ่นอุทธรณ์ความยากลำบากเลย),  “convince”  (ทำให้เชื่อ)  -  “These experiences served to convince me of the drug’s harmful effects.”  (ประสบการณ์เหล่านี้ทำให้ผมเชื่อในผลกระทบที่เป็นอันตรายของยา),  “disapprove”  (ไม่อนุมัติ, ไม่เห็นด้วย)  -  “The other members disapproved of his methods.”  (สมาชิกคนอื่นๆ ไม่เห็นด้วยกับวิธีของเขา),  “assure”  (รับรอง, ทำให้มั่นใจ-เชื่อมั่น-  “After he had been assured of his daughter’s safety, he was relaxed.”  (หลังจากที่เขาถูกทำให้เชื่อมั่นในความปลอดภัยของลูกสาว  เขารู้สึกผ่อนคลาย)  -  “Visitors can always be assured of the best in Manhattan Hotel.”  (ผู้มาเยือน (แขก) สามารถจะมั่นใจได้เสมอ  ถึงสิ่งที่ดีที่สุดในโรงแรมแมนฮัตตัน  -  ในด้านการให้บริการ),  “cure”  (รักษา  หรือทำให้หายจากโรคหรืออาการบาง อย่าง,  การรักษาโรค),  -  “I’m interested in the cure of cancer.”  (ผมสนใจในการรักษาโรคมะเร็ง)  -  “The shock of losing my purse cured me of all my former absent-mindedness.”  (ความตกใจจากการทำกระเป๋าสตางค์หาย  ทำให้ผมหายจากอาการใจลอยเมื่อก่อนนี้ทั้งหมดทั้งสิ้น),   “smell”  (กลิ่น, ได้กลิ่น)  -  “We had a smell of fresh bread when we entered the shop.”  (เราได้กลิ่นขนมปังสดเมื่อเราเข้าไปในร้าน)  -  “The room smelled of cigars.”  (ห้องมีกลิ่นซิการ์),  “full”  (เต็มไปด้วย)  - The street was full of water.   (ถนนเจิ่งนองไปด้วยน้ำ), “fond”  (ชอบ, หลงใหล)  -  She is fond of music.  (เธอชอบดนตรี), “careful”  (ระวัง, รอบคอบ)  -  “Be careful of the floor.  I’ve just polished it.”  (ระวังพื้นลื่นนะ  ผมเพิ่งจะขัดมัน),  “frightened”  (ตกใจกลัว)  -  She is frightened of the dark.  (เธอกลัวความมืด), “confident”  (มั่นใจ)  -  You should be confident of yourselves.  (พวกคุณควรมั่นใจในตนเอง), “short”  (ขาดแคลน)  -  They were short of food and water.  (พวกเขาขาดแคลนอาหารและน้ำ),  “tired”  (เบื่อ, เหนื่อย),  “sure”  (มั่นใจ),  “aware”  (ตระหนัก, รู้ดี),  “certain” (มั่นใจ, แน่ นอน),  “free”  (ยกเว้น),  “proud”  (ภูมิใจ),  “hopeful”  (มีความหวัง), “glad”  (ดีใจ),  “capable”  (สามารถ),  “ashamed”  (ละอายใจ), “suspicious”  (สงสัย, ระแว),  “tolerant”   (อดทนต่อ, ใจกว้างต่อ), “considerate”  (เกรงใจ),  “ignorant”  (ไม่รู้),  “convinced”  (เชื่อ), “ahead”  (ล่วงหน้า), “shy”  (อาย, ละอาย), “conscious”  (รู้สึกถึง), “jealous”  (อิจฉา, หึงหวง), “envious”  (อิจฉา, หึงหวง),  “a cup of tea”  (ชา ถ้วย),  “a sheet of paper”  (กระดาษ แผ่น),  “a number of dogs”  (หมาจำนวนมาก),  “the number of students”  (จำนวนนักเรียน),  “a pair of trousers”  (กางเกงขายาว ตัว), “millions of dollars”  (เงินหลายล้านดอลลาร์),  “two gallons of water”  (น้ำ แกลลอน),  “10% of the population”  (๑๐ เปอร์เซ็นต์ของประชากร),  “a town of 2,000 people”  (เมืองที่มีประชากร  ๒,๐๐๐ คน),  “Half of the boats sank.”  (เรือจำนวนครึ่งหนึ่งจมลง),  “Your letter of the 25th ”  (จดหมายของคุณซึ่งลงวันที่  ๒๕),  “a bag of gold”  (ทองถุงหนึ่ง),  “at a rate of 20 dollars a day”  (ในอัตรา ๒๐ เหรียญต่อวัน),  “a boy of sixteen”  (เด็กอายุ ๑๖ ปี),  “at the age of five”  (ตอนอายุ ขวบ),  “a baby of 6 months”  (ทารกอายุ ๖ เดือน),  “the first of a series of movies”  (ตอนแรกของภาพยนตร์ซีรี่ส์),  “one of the problems”  (หนึ่งในหลายปัญหา),  “two of the three”   ( ใน ),  “many of the students”  (นักเรียนหลายคน),  “a meeting of executives”  (การประชุมผู้บริหาร),  “a map of Sweden”  (แผนที่ประเทศสวีเดน),  “a picture of the refugees”  (ภาพของผู้อพยพ),  “an account of the event”  (เรื่องราวของเหตุการณ์),  “a collection of watches”  (การสะสมนาฬิกา),  “a big piece of cake”  (เค้กชิ้นใหญ่),  “Natural gas accounts for about 10% of our total energy consumption.”  (กาซธรรมชาติคิดเป็นประมาณ  ๑๐  เปอร์เซ็นต์  ของการบริโภคพลังงานทั้งหมดของเรา),  “the House of Representatives”  (สภาผู้แทนราษ ฎร),  “We must do it with the approval of the trade unions.”  (เราจะ ต้องทำมันด้วยความเห็นชอบของสหภาพการค้า),  “We need the permission of the judge.”  (เราต้องการการอนุญาตจากผู้พิพากษา),  “the religious beliefs of the ancient people”  (ความเชื่อทางศาสนาของคนโบราณ),  “the average age of participants is over 50”  (อายุเฉลี่ยของผู้เข้าร่วม  คือ  เกินกว่า  ๕๐  ปี),  “the traditional role of women”  (บทบาทดั้งเดิมของสตรี),  “That is a book of mine.”  (นั่นเป็นหนังสือของผม),  She would like to have a house of her own.”  (เธอต้องการจะมีบ้านเป็นของตัวเอง),  “A child of hers was run over by a car.”  (ลูกคนหนึ่งของเธอถูกรถทับ),  “He is a friend of Stephen’s.”  (เขาเป็นเพื่อนของสตีเฟน), เป็นต้น

 

7. Father left a message for ___________________________________________________.

(พ่อทิ้งข้อความไว้สำหรับ ________________________________________________)

(a) I and you

(b) you and I

(c) me and you

(d) you and me    (คุณและผม)

ตอบ    –    ข้อ   (d)   เนื่องจากในภาษาอังกฤษ   ให้กล่าวถึงตัวผู้พูดทีหลังสุด  เพราะแสดงถึงความสุภาพ  และเนื่องจากอยู่หลัง   Preposition   “For”    จึงต้องอยู่ในรูป  “กรรม”   คือ  “Me”,   สำหรับ   “You”  เป็นทั้ง  “ประธาน” และ “กรรม”   ในตัวเดียวกัน    ในที่นี้ถือว่าอยู่ในรูป   “กรรม”   เปรียบเทียบกับตัวอย่างข้างล่าง

  • Father left a message for her, him and me.

 

8. I am very sorry that you have _______________________________ good books to read.

(ผมเสียใจอย่างมากว่า  คุณ __________________________________ มีหนังสือดีๆอ่าน)

(a) some

(b) any

(c) no    (ไม่)

(d) a few    (พอมีอยู่บ้าง แม้ไม่มาก)

ตอบ   -   ข้อ   (c)   เนื่องจากดูจากข้อความ  “ผมเสียใจอย่างมาก”  จึงควรบอกว่า  “ไม่มีหนังสือดีๆ อ่าน”  ดูเพิ่มเติมการใช้  “No”  จากประโยคตัวอย่างข้างล่าง

                                         ตัวอย่างที่      จงเลือกข้อที่ผิดหลักไวยากรณ์ จากข้อ (๑) – (๔)

(1) Not woman held a presidential cabinet (2) position in the United States (3) until 1933 when Frances Perkins (4) became Secretary of Labor.  

{ไม่มีผู้หญิงดำรงตำแหน่งในคณะรัฐบาลของประธานาธิบดี (หมายถึง  ผู้ที่ได้รับการแต่ง ตั้งโดยประธานาธิบดี) ในสหรัฐฯ  จนกระทั่งปี ๑๙๓๓  เมื่อฟรานเซส  เพอร์คินส์  ได้เป็นรัฐมนตรีกระทรวงแรงงาน}

ตอบ   -   ข้อ    แก้เป็น  “No”  เนื่องจาก  “No”  ใช้นำหน้าคำนาม (Woman)  ส่วน  “Not”  มักใช้วางไว้ข้างหน้า  “A, A, The, Any”  ซึ่งขยายหน้าคำนามอีกทีหนึ่ง  ดังประโยคตัวอย่างข้างล่าง

  • No city in Laos is as big as Bangkok.

(ไม่มีเมืองใน สปป. ลาว  ใหญ่เท่ากับกรุงเทพฯ)

  • No other city in Thailand is as big as Bangkok.

(ไม่มีเมืองอื่นใดในประเทศไทยที่ใหญ่เท่ากับกรุงเทพฯ)

  • We saw no difference between them. 

(= We did not see any difference in them.)

(เราไม่เห็นความแตกต่างระหว่างพวกเขาเลย)

  • She has no book. (= She has no books.)

(เธอไม่มีหนังสือ)

  • He has not a book. (= He does not have a book.)

(เขาไม่มีหนังสือ)

  • They have not any books. (= They do not have any books.)

(พวกเขาไม่มีหนังสือเลย)

  • No one man can do it.

(ไม่มีใครสักคนเดียวสามารถทำมันได้)  ( ใช้  “No”  แสดงการเน้น  จะเป็นเพศหญิงหรือชายก็ได้  เพราะ  “Man”  ในที่นี้ หมายถึง “บุคคล”)

  • No two men think alike.

(ไม่มีใคร – บุคคล -  คน ที่คิดเหมือนกัน)  (แสดงการเน้นเหมือนประโยคข้างบน)

หมายเหตุ  -  “Not”  อาจจะใช้กับคำนามได้  โดยหมายถึง  “ไม่ใช่”  แต่  “No + Noun”  =  ไม่มี  ดังตัวอย่าง

  • You must go to the bank, not the post office.

(คุณต้องไปที่ธนาคารนะ  ไม่ใช่ที่ทำการไปรษณีย์)

  • No post office is close to my home.

(ไม่มีที่ทำการไปรษณีย์อยู่ใกล้บ้านผม)

                                        นอกจากนั้น  เรายังสามารถใช้  “Not”  กับ  “Infinitive with to” และ  “Gerund” (Verb + ing) ได้  ดังประโยคตัวอย่างข้างล่าง

  • He was careless in not crossing the street at a zebra crossing.

(เขาประมาทในการไม่ข้ามถนนตรงทางม้าลาย)

  • You were wrong in not coming to see me last week.

(คุณผิดนะ – หรือ คิดผิดนะ  -  ที่ไม่มาพบผมเมื่อสัปดาห์ที่แล้ว)

  • She promised not to do it again.

(เธอสัญญาที่จะไม่ทำแบบนั้นอีก)

  • They asked me not to blame them.

(พวกเขาขอร้องไม่ให้ผมตำหนิพวกเขา)

                                       ในกรณีเป็นการห้ามทำ  ต้องใช้รูป  “No + Verb + ing”  เช่น  “No Swimming” (ห้ามว่ายน้ำ),  “No Fishing” (ห้ามตกปลา),  “No Parking” (ห้ามจอดรถ),  “No Smoking(ห้ามสูบบุหรี่)

                                       สำหรับตัวอย่างของ  “No”  และ  “Not”   ในความหมายต่างๆ  ได้แก่

  • No matter what he says, she does not believe him.

(ไม่ว่าเขาจะพูดอย่างไรก็ตาม  เธอก็ไม่ยอมเชื่อเขา)

  • You can’t go in no matter who you are.

(คุณจะเข้ามาข้างในนี้ไม่ได้นะ  ไม่ว่าคุณจะเป็นใครก็ตาม)  (หมายถึง  จะใหญ่ขนาดไหนก็ตาม)

  • He has to get the car fixed no matter how much it costs.

(เขาจำเป็นต้องเอารถไปซ่อม  ไม่ว่าจะราคา (ค่าซ่อม) เท่าใดก็ตาม)

  • She no longer loves him.  (= She does not love him any longer.)

(เธอไม่รักเขาต่อไปอีกแล้ว)

  • The two men no longer talk to each other.

(ชาย    คนนั้นไม่พูดคุยกันอีกต่อไป)  (คือ  โกรธกัน)

  • The shore was no longer in sight.

{มองไม่เห็นชายฝั่งอีกต่อไปแล้ว (ไม่อยู่ในสายตา)}  (คือ  เรือออกมาไกลมากแล้ว)

  • He could no longer be trusted, and we had to let him go.

(เขาเชื่อถือไม่ได้อีกต่อไป  และเราจำเป็นต้องให้เขาไป)  (คือ  ไล่เขาออก)

  • There was no end to the letters pouring into the post office.

(มีจดหมายหลั่งไหลเข้ามาที่ทำการไปรษณีย์อย่างมากมาย)  (ไม่รู้จบรู้สิ้น)

  • Bob and Dick become close friends, and have no end of fun together.

(บ๊อบและดิ๊กกลายเป็นเพื่อนสนิทกัน  และสนุกด้วยกันอย่างมากมาย)  (ไม่รู้จบรู้สิ้น)

  • No doubt, Susan is the most intelligent girl in her class.

(ไม่ต้องสงสัยเลย  -  แน่นอนทีเดียว  -  ซูซานเป็นเด็กหญิงที่ฉลาดที่สุดในชั้นเรียนของเธอ)

  • Jim is no doubt one of the best staff in the company.

(จิมเป็นพนักงานที่ดีที่สุดคนหนึ่งของบริษัทอย่างไม่ต้องสงสัยเลย)  (อย่างแน่นอนเลย)

  • There is no saying what will happen.

(ไม่มีทางที่จะพูด (บอก) ได้หรอกว่า  อะไรจะเกิดขึ้น)

  • There is no denying that more difficulty will come.

(ไม่มีทางที่จะปฏิเสธได้ว่า  ความยากลำบากยิ่งขึ้นกำลังจะมาถึง)

  • It is no good (no use) complaining about the weather.

(ไม่มีประโยชน์ใดๆ  ที่จะบ่น-ร้องทุกข์  เกี่ยวกับดินฟ้าอากาศ)

  • There is not the book you want in the bookstore.

(ไม่มีหนังสือที่คุณต้องการในร้านขายหนังสือ)

  • There is not any car in the street right now.

(ไม่มีรถอยู่ในถนนเลยในขณะนี้)

  • There is not even a single man on the bus.

(ไม่มีแม้กระทั่งคนเดียวบนรถประจำทาง)

                                        สำหรับ  “Few” (มีน้อยมาก  -  ใช้ในทางลบ  คือ ไม่ดี)    และ  “A few”  (พอมีอยู่บ้าง  แม้ไม่มาก  -  ใช้ในทางบวก คือ ดี)  ทั้ง    คำนี้ต้องตามด้วยคำนามนับได้-พหูพจน์  ดังตัวอย่างประโยคข้างล่าง

  • She has few friends, so she is very lonely.

(เธอมีเพื่อนน้อยมาก  ดังนั้น  เธอเหงามาก)  (ความหมายในทางลบ)

  • She has a few friends, so she is happy.

(เธอพอมีเพื่อนอยู่บ้าง  ดังนั้น  เธอมีความสุข)  (ความหมายในทางบวก)

  • It was a rainy day, so few people came to see the football match.

(มันเป็นวันที่ฝนตก  ดังนั้น  มีคนน้อยมากมาดูการแข่งขันฟุตบอล)  (ความหมายในทางลบ)

  • It was a sunny day, so a few people came to see the football match.

(มันเป็นวันที่แดดจ้า  ดังนั้น  พอมีคนมาดูการแข่งขันฟุตบอลอยู่บ้าง)  (ความหมายในทางบวก)

 

9. Harvard, ___________ in 1636, is one of the most prestigious universities in the United States.

(ฮาร์วาร์ด, __________ ในปี  ๑๖๓๖,  เป็นหนึ่งในบรรดามหาวิทยาลัยที่มีชื่อเสียงมากที่สุดในสหรัฐ)

(a) founding

(b) it was founded

(c) founded    (ถูกก่อตั้ง, ถูกสร้าง)

(d) found    (ถูกค้นพบ, ถูกค้นหา, ถูกเจอ)

ตอบ   -   ข้อ   (c)   กริยา  “Found, Founded, Founded”  =  “ก่อตั้ง, สร้าง, สถาปนา, วางรากฐาน”   โดยลดรูปมาจากอนุประโยค  “………….., which was founded in 1636”  ส่วน  “Find, Found, Found”  =   “พบ, ค้น, ค้นพบ, ค้นหา, เจอ

 

10. I prefer reading to ______________________________________________________.

(ผมชอบการอ่านมากกว่า ________________________________________________)

(a) write

(b) to write

(c) writing    (การเขียน)

(d) to writing

ตอบ   –   ข้อ   (c)   เนื่องจากต้องใช้ให้สมดุลกับ  “Reading”   ทั้งนี้   “Prefer”  สามารถตามด้วย   “Gerund” (Verb + ing)   หรือ  “Infinitive with to” (To + verb 1)   ก็ได้   โดยมีความหมายเหมือนกัน   ดังนั้น  ประโยคข้างบน  อาจใช้อีกอย่างหนึ่ง   คือ

  • I prefer to read to to write.  

(อย่างไรก็ตาม  ไม่นิยมใช้โครงสร้างนี้  เนื่องจากมี  “To”  ถึง    ตัว)

                            กริยาต่อไปนี้ สามารถตามด้วย   “Infinitive with to” (To + Verb 1)  หรือ  “Gerund” (V. + ing)   แล้วความหมายเหมือนกัน  ได้แก่   “Begin,  Start,  Continue  (ทำต่อไป),  Like,  Dislike  (ไม่ชอบ, เกลียด),  Love,  Hate  (เกลียด),  Propose  (เสนอ),  Prefer  (ชอบมาก กว่า),  Help,  Intend  (ตั้งใจ),  Fear,  Attempt  (พยายาม),  Bear  (ทน)”   เช่น

  • They started to play football. (= They started playing football.)

(เขาเริ่มเล่นฟุตบอล)

  • She likes to dance. (= She likes dancing.)

(เธอชอบการเต้นรำ)

  • We continued to study for our exam. (= We continued studying for our exam.)

(เราเรียนต่อไปเพื่อการสอบ)

  • She hates to stay in a dirty place. (= She hates staying in a dirty place.)

(เธอเกลียดการพักในสถานที่สกปรก)

 

11. When a motor tyre (= tire) is fully inflated, it is ____________________ considerable pressure.

(เมื่อยางรถยนต์ถูกสูบลมเข้าไปจนเต็ม,  มันอยู่ __________ ความดัน  -  หรือแรงดัน  -  อย่างมากมาย)

(a) having

(b) with

(c) under   (ภายใต้)

(d) above

ตอบ   -   ข้อ   (c)  “Under pressure” =  “ภายใต้แรงดัน หรือความกดดัน” 

                                 สำหรับวลีที่ใช้กับ  “Under”  ได้แก่  “under his arm”  (หนีบอยู่ใต้รักแร้),  “in his hand”  (อยู่ในมือ),  “under age”  (อายุน้อยเกินไป, ยังไม่โตพอ, ยังไม่บรรลุนิติภา วะ), “under arrest” (ถูกจับกุมโดยตำรวจ),  “under cover” (ภายใต้กำบัง, อย่างซ่อนเร้น, อย่างปิดบังอำพราง), (The prisoners escaped under cover of darkness. – นักโทษหลบหนีไปภายใต้กำบังของความมืด หรือ โดยซ่อนเร้นไปกับความมืด)  “under fire” (ถูกยิงหรือถูกโจมตี, ถูกโจมตีด้วยอาวุธปืนหรือคำพูด),  “under one’s breath” (ในแบบกระซิบ, ด้วยเสียงที่แผ่วเบา),  (I told Jim the news under my breath, but Tom overheard me.  –  ผมบอกข่าวแก่จิมด้วยเสียงที่แผ่วเบาหรือแบบกระซิบ  แต่ทอมแอบได้ยินผมพูด), “under one’s nose  (= under the nose of)”   อยู่ในสายตา, เห็นอยู่ตำตา, ต่อหน้าต่อตา,  อยู่ในที่ที่สามารถมองเห็นหรือสังเกตเห็นได้ง่าย, (The thief walked out of the museum with the painting, right under the nose of the guards. – เจ้าขโมยเดินออกไปจากพิพิธภัณฑ์พร้อมกับภาพวาด  ต่อหน้าต่อตา รปภ. เลยทีเดียว  -   โดยที่ รปภ. ไม่เห็น),  “under one’s wing”  (ภายใต้การดูแลเอาใจใส่ หรือปกป้องคุ้มครองของ,  “under the circumstances  (= in the circumstances)”  (ในสถานการณ์ที่เป็นอยู่, ในสภาวะปัจจุบัน, ตามที่สิ่งต่างๆเป็นอยู่),  “under the sun”  (บนโลกนี้, ในโลกนี้  -  ใช้เพื่อแสดงการเน้น), (The President’s assassination shocked everyone under the sun.    การลอบสังหารท่านประธานาธิบดีทำให้ทั้งโลกตกตะลึง), (Where under the sun could I have put my purse?  –  ไม่รู้ว่าผมเอากระเป๋าสตางค์ไปวางไว้ที่ไหนบนโลกนี้), “under the counter”  (แอบซื้อหรือขายกันอย่างลับๆ  –  เปรียบเหมือนใต้เคาน์เตอร์), (The liquor dealer was arrested for selling beer under the counter to teenagers.  –  คนขายสุราถูกตำรวจจับเพราะขายเบียร์ให้เด็กวัยรุ่นอย่างผิดกฎหมาย   -   คือลักลอบขาย),  “under the table”  (ใต้โต๊ะ),  “under the bench”  (ใต้ม้านั่ง),  “under the blanket”  (ใต้ผ้าห่ม หรือห่มผ้าห่ม),  “under the earth (the ground)”  (ใต้ดิน),  “under the sea”  (ใต้ทะเล),   “under difficult circumstances”  (ภายใต้สถานการณ์ที่ยากลำบาก), “China under Chairman Mao”  (จีนภายใต้การปกครองของประ ธานเหมา), “Vietnam under communist rule”  (เวียดนามภายใต้การปกครองระบอบคอมมิวนิสต์),  “under capitalism”  (ภายใต้ระบอบทุนนิยม),  “under repair” (กำลังอยู่ระหว่างการซ่อมแซม),  “under investigation” (กำลังอยู่ระ หว่างการสืบสวน-สอบสวน),  “under construction”  (กำลังอยู่ระหว่างการก่อ สร้าง),  “under discussion”  (กำลังอยู่ระหว่างการปรึกษาหารือกัน), “under supervision”  (ภายใต้การกำกับดูแล)  “under cultivation” (กำลังอยู่ระหว่างการเพาะปลูก),  “under surveillance” (อยู่ภายใต้การสอดส่องดูแล-สำรวจตรวจตรา),  “under attack”  (ถูกโจมตี),  “under guard” (ได้รับความคุ้มครอง),  “under suspicion” (ถูกระแวงสงสัย),  “under his influence”  (ภายใต้อิทธิพลของเขา),  “under the impression” (มีความประทับใจ),  “under the assumption”  (มีหรือภายใต้ข้อสมมติฐาน),  “under pressure”  (อยู่ภายใต้ หรือได้รับความกดดัน),  “under stress” (อยู่ภายใต้ หรือได้รับความเครียด),  “under immediate threat”  (อยู่ภายใต้ หรือได้รับการคุกคาม-อันตรายโดยตรง),  “under treatment”  (ได้รับการเยียวยารักษา),  (He is under treatment for an ulcer.)  –   (เขากำลังได้รับการเยียวยารักษาแผลพุพอง-เน่าเปื่อย),  “under his real name”  (เขียนหนังสือ) โดยใช้ชื่อจริง  -  มิได้ใช้นามแฝงหรือชื่อคนอื่น),  “land under cash crops”  (ที่ดินที่กำลังใช้ปลูกพืชเศรษฐกิจ),  “He studied under Professor Thomas.”  (เขาเรียนภายใต้การสอนโดยอาจารย์โทมัส),  “John worked under his supervisor.” (จอห์นทำงานภายใต้การสอนหรือกำกับของผู้ควบคุมดูแลของเขา),  “I’ve got two clerks under me in my section.”  (ผมมีเสมียนเป็นลูกน้อง  ๒  คนในแผนก),  “children under 12”  (เด็กอายุต่ำกว่า  ๑๒),  “expenditure under $ 10 million”  (ค่าใช้จ่ายต่ำกว่า  ๑๐  ล้านเหรียญ),   “under retirement age”  (อายุต่ำกว่าวัยเกษียณ  คือ ต่ำกว่า  ๖๐  ปี)  เป็นต้น

 

12. I try to cut down the production cost, thereby ______________ to invest in another project.

(ผมพยายามที่จะตัดทอนต้นทุนการผลิต, (และ) ดังนั้น __________ ที่จะลงทุนในอีกโครงการหนึ่ง)

(a) to save a lot of money

(b) saving a lot of money    (ประหยัดเงินได้มากมาย)

(c) being saved a lot of money

(d) a lot of money saved

ตอบ   -   ข้อ   (b)   เนื่องจากลดรูปมาจากอนุประโยค  “……....….. cost, which thereby saved a lot of money ……...……” 

 

13. My teacher has _____________________________________ patience with the students.

(ครูของผมมีความอดทน _________________________________________ กับเด็กนักเรียน)

(a) very    (มาก)  (ใช้นำหน้าคำคุณศัพท์ และกริยาวิเศษณ์)  (very big, poor, rich, hot, cold, difficult, carefully, rapidly, powerfully)

(b) too    (มากเกินไป)  (ใช้นำหน้าคำคุณศัพท์ และกริยาวิเศษณ์)  (too bad, too small, too weak, too poor, too quickly, too slowly)

(c) a lot of    (มากมาย)  (ใช้ทั้งกับนามนับไม่ได้  และนามนับได้พหูพจน์)

(d) many    (มากมาย, หลาย)  (ใช้กับคำนามนับได้  พหูพจน์)

ตอบ   -   ข้อ   (c)   “Patience”  (ความอดทน)  เป็นนามนับไม่ได้  ต้องใช้กับ  “a lot of, lots of, much, a great (good) deal of, a large (great) amount of  ในกรณีหมายถึง  “มาก

 

14. The Queen always _________________________________ when she opens Parliament.

(พระราชินี _________________________________________ เสมอ เมื่อพระองค์เปิดรัฐสภา)

(a) does speech

(b) makes speech

(c) give a speech    (กล่าวสุนทรพจน์)

(d) makes a speech    (กล่าวสุนทรพจน์)

ตอบ   -   ข้อ   (d)   สุนทรพจน์ เป็นคำนามเอกพจน์ นับได้  จึงต้องมี  “A”  นำหน้า  สำหรับ  ข้อ  (c)  ก็ใช้ได้เช่นกัน  แต่ต้องแก้เป็น  “gives a speech”  เนื่องจากประธานของประโยค  (The Queen)  เป็นเอกพจน์  กริยาจึงต้องเติม  “S

                                    สำหรับวลีที่ต้องใช้  “A, An”  ได้แก่  “Take a seat”  (นั่ง),  “Take a break”  (พัก, หยุดพัก),  “Take a back seat”  (ยอมเป็นผู้ตาม, เป็นช้างเท้าหลัง), “Take a good look”  (มองให้เต็มตา),  “Take a good picture”  (ถ่ายรูปสวย, ถ่ายรูปขึ้น),  “Take a bad picture”  (ถ่ายรูปไม่สวย, ถ่ายรูปไม่ขึ้น),  “Take a hand in”  (มีส่วนร่วม, ช่วยเหลือใน),  “Take a stand”  (ประกาศความสำคัญของตนเอง, ประกาศจุดยืน),  “Take a person at his word  (เชื่อคำพูดคน ๆนั้น),  “Once in a while  (เป็นครั้งคราว, เป็นบางโอกาส),  “Once in a blue moon” (นานทีปีหน, นานๆ ครั้ง),  “Once upon a time”  (กาลครั้งหนึ่งนานมาแล้ว),  “Have a walk”  (เดิน),  “Have a haircut”  (ตัดผม),  “Have an idea”  (มีความคิด),  “Take (Have) a bath”  (อาบน้ำ),  “Take a shower”  (อาบน้ำ), “Make (Give) a speech”  (กล่าวสุนทรพจน์),  “Give a bath”  (อาบน้ำให้), “Make a change”  (เปลี่ยนแปลง),  “Make an exchange”  (แลกเปลี่ยน), “Give (Express) an opinion”  (แสดงความคิดเห็น),  “Give an idea”  (ให้ความคิด),  “Give a kiss”  (จูบ),  “Take a pride”  (ภาคภูมิใจ),  “Take a rest”  (พักผ่อน),  “Do a favor”  (ช่วยเหลือ),  “Give an answer”  (ตอบ), “Make a decision”  (ตัดสินใจ),  “Come to a decision”  (ตกลงใจ, ตัดสินใจ), “Make a suggestion”  (แนะนำ),  “Make a statement”  (กล่าว, พูด), “Make an announcement”  (ประกาศ),  “Make a discovery”  (ค้น พบ),  “Make a choice”  (เลือก),  “Make a good doctor”  (เป็นหมอที่ดี),  “Make you a good secretary”  (เป็นเลขานุการที่ดีของคุณ),  “Go for a walk”  (ไปเดินเล่น), “Go for a drive”  (ไปขับรถ),  “Have a headache”  (ปวดหัว),  “Have a cough”  (มีอาการไอ),  “Have a cold”  (เป็นหวัด),  “Have a toothache”  (ปวดฟัน),  “Have an earache”  (เจ็บหู, ปวดหู),  “Have a sore throat”  (เจ็บคอ), “Have a pain”  (มีความเจ็บปวด),  เป็นต้น

 

15. A number of people ______________________________________ in this year’s election.

(ประชาชนจำนวนมาก ____________________________________ ในการเลือกตั้งสำหรับปีนี้)

(a) is active

(b) are active    (กระตือรือร้น-สนใจ,  ตื่นตัว)

(c) is being active

(d) being active

ตอบ    -    ข้อ   (b)   ดูคำอธิบาย  “A number of”  (จำนวนมาก)   และ  “The number of”   (จำนวนของ.....................)  จากประโยคข้างล่าง

                                        ตัวอย่างที่

  • The number of _________________________ one has depends upon one’s kindness. 

(จำนวนของ ______________________ ที่คนเรามี  ขึ้นอยู่กับความเมตตากรุณา-ใจดีของเขา)

(a) friend

(b) friends   (เพื่อน)

(c) friendly   (เป็นมิตร)

(d) friendship   (มิตรภาพ)

ตอบ   -   ข้อ   (b)   เนื่องจาก   “The number of + Noun (นับได้ พหูพจน์)”  หมายถึง  “จำนวนของ.....................”  ถือเป็นเอกพจน์  (จำนวนรวมทั้งหมด)  และต้องใช้กับกริยาที่เป็นเอกพจน์ด้วย   (Is, Has, Depends)

                                         ตัวอย่างที่

  • The number of people who ask questions at the end of the lecture _________ always quite astonishing.

(จำนวนของผู้คนที่ถามคำถามเมื่อตอนเสร็จสิ้นการบรรยาย ____________ น่าประ หลาดใจทีเดียว)  (คือ  บางครั้งก็มีผู้ถามคำถามมากมาย  หรือแทบจะไม่มีคำถามเลย  จนน่าประหลาดใจ  หรือนึกไม่ถึง)

(a) be

(b) is

(c) are

(d) were

ตอบ   -   ข้อ   (b)   เนื่องจาก  “The number of”  แม้จะตามด้วยคำนามที่เป็นพหูพจน์  (Plural)  แต่ต้องใช้กับกริยาเอกพจน์  (Singular)  ซึ่งในที่นี้คือ  “Is”  เพราะหมายถึง  “จำนวน”  ดังตัวอย่างประโยค  เช่น

  • The number of boys is twenty. 

(จำนวนเด็กผู้ชายคือ ๒๐ คน)

  • The number of people who came to the motor show was quite impressive. 

(จำนวนคนที่มางานมอเตอร์โชว์น่าประทับใจมาก)  (คือ  มากันเยอะแยะ)

                                    สำหรับ  “A number of”  (จำนวนมาก)  ต้องตามด้วยคำนามพหูพจน์  และ ถือเป็นพหูพจน์  จึงต้องใช้กับกริยาพหูพจน์  ดังตัวอย่าง

  • A number of students are in the classroom.

(นักเรียนจำนวนมากอยู่ในห้องเรียน)

  • A number of tourists have visited Thailand over the past few years. 

(นักท่องเที่ยวจำนวนมากได้มาเยือนประเทศไทยในช่วง ปีที่ผ่านมา)

  • A number of women have become executives in both the government and the private sector.

(ผู้หญิงจำนวนมากได้เป็นผู้บริหารทั้งในภาครัฐและเอกชน)

 

16. I select the most difficult jobs for myself, because I find that the more a job challenges me, __________.

(ผมเลือกงานที่ยากที่สุดสำหรับตัวผม  เพราะว่าผมพบว่า   ยิ่งงานท้าทายผมมากขึ้น ________)

(a) I like it the most

(b) the more I am liking it

(c) I like it more

(d) the more I like it    (ผมก็ยิ่งชอบมันมากขึ้น)

ตอบ   -   ข้อ   (d)  ดูคำอธิบายเพิ่มเติมจากประโยคข้างล่าง

                                         ตัวอย่างที่  

  • On enough logical reasons, the fewer seeds, ________________________________.

(ตามเหตุผลที่เป็นไปตามหลักตรรกะอย่างเพียงพอ  ยิ่งเมล็ดน้อย _____________________)

(a) the less plants grow

(b) the fewer plants    (ก็ยิ่งต้นไม้ (หรือพืช) น้อย)  (ความหมาย คือ  ยิ่งหว่านเมล็ดลงไปน้อย  ก็ยิ่งได้ต้นไม้น้อย)

(c) the less plants

(d) the plants the fewer

ตอบ   -   ข้อ   (b)  “Fewer”  (น้อยกว่า)  มาจาก  “Few”  ต้องใช้กับคำนามนับได้  พหูพจน์  ส่วน  “Less”  (น้อยกว่า)  มาจาก  “Little”  ใช้กับคำนามนับไม่ได้  (เอกพจน์เสมอ)   ในประโยคข้างบน  “Seeds”  และ  “Plants”  เป็นนามนับได้  พหูพจน์  จึงต้องตัด  ข้อ  (a)  และ  (c)  ทิ้งไป  สำหรับการเรียงโครงสร้าง  “ยิ่ง..................ก็ยิ่ง.....................” ดูจากตัวอย่างข้างล่าง

                                        ตัวอย่างที่  

  • The longer you stay here, _______________________________________________.

(ยิ่งคุณพักอยู่ที่นี่นานยิ่งขึ้น  ______________________________________________)

(a) it will be better

(b) it will be the better

(c) the better will it be

(d) the better it will be    (มันก็ยิ่งดีมากขึ้น)

ตอบ  -  ข้อ  (d)  เนื่องจากเป็นไปตามโครงสร้าง  “The + Adjective  (ขั้นกว่า)  + Subject + Verb,  the + Adjective  (ขั้นกว่า)  + Subject + Verb”  หรือ  แบบย่อๆ  เช่น

  • The sooner, the better.   (ยิ่งเร็วก็ยิ่งดี)
  • The more, the merrier.   (ยิ่ง (คน) มาก  ก็ยิ่งสนุก)
  • The slower, the safer.   (ยิ่งช้า  ก็ยิ่งปลอดภัย)
  • The longer, the higher price.   (ยิ่งนานไป  ก็ยิ่งราคาสูงขึ้น)

                                         ตัวอย่างที่  

  • The older he grows, __________________________________________ he becomes.

(ยิ่งเขาอายุมากขึ้น  เขาก็ _______________________________________________)

(a) more foolish

(b) foolish

(c) foolisher    (ไม่มีใช้รูปนี้)

(d) the more foolish    (ยิ่งโง่มากขึ้น)

ตอบ  -  ข้อ   (d)

                                         ตัวอย่างที่     (จงเลือกข้อที่ผิดไวยากรณ์จากข้อ  ๑ – ๔)

  • Sometimes (1) the more we attempt to explain (2) our mistake, the (3) worst our story (4) sounds.  

(บางครั้ง  ยิ่งเราพยายามที่จะอธิบายความผิดของเรา (คือแก้ตัว)  เรื่อง (ที่พูดแก้ตัว) ของเรา  ก็ดูเหมือนว่ายิ่งเลวร้ายมากยิ่งขึ้น)

ตอบ   –   ข้อ   (3)   แก้เป็น  “Worse”  (มาจาก  “Bad,  Worse,  Worst” – แย่-เลวร้าย, แย่กว่า-เลวร้ายกว่า, แย่ที่สุด-เลวร้ายที่สุด)  เนื่องจากมาจากรูป  “ยิ่ง...............ก็ยิ่ง................”   โดยมีโครงสร้าง  คือ  (The + Adjective (ขั้นกว่า)  + Subject + Verb , the + Adjective (ขั้นกว่า) + Subject + Verb)   เช่น

  • The more one has, the more one wants.

(คนเรายิ่งมีมาก  ก็ยิ่งต้องการมาก)

  • The sooner she arrives, the better it is.

(ยิ่งเธอมาถึงเร็ว  ก็ยิ่งดี)

  • The bigger the house is, the more expensive it is.

(ยิ่งบ้านยิ่งหลังใหญ่ขึ้น  ราคาก็ยิ่งแพงขึ้น)

  • The more he tried to explain, the less she understood him.

(ยิ่งเขาพยายามอธิบายมากยิ่งขึ้น  เธอก็ยิ่งเข้าใจเขาน้อยลง)

  • The more the people come to our party, the funnier it will be.

(ยิ่งคนมางานเลี้ยงของเรามากขึ้น  มันก็ยิ่งสนุกมากขึ้น)

  • The heavier the boxes are, the more difficult it is to carry them.

(ยิ่งกล่องยิ่งใหญ่ขึ้น  ก็ยิ่งแบกมันลำบากมากยิ่งขึ้น)

  • The more he loves her, the less she loves him.

(ยิ่งเขารักเธอมากขึ้น  เธอก็ยิ่งรักเขาน้อยลง)

  • The more money we gave them, the more (money) they wanted from us. 

(ยิ่งเราให้เงินเขามากขึ้น  เขาก็ยิ่งต้องการ (เงิน) จากเรามากขึ้น)

  • The more we read, the wiser we become.

(ยิ่งเราอ่านมากขึ้น  เราก็ยิ่งฉลาดมากขึ้น)

  • The more loan he takes, the deeper he is in debt.

(ยิ่งเขากู้เงินมากขึ้น  เขาก็ยิ่งเป็นหนี้มากขึ้น)

 

17. This is the way ____________________________________________ it ought to be done.

(นี่เป็นวิธี _____________________________________________________ มันควรจะถูกทำ)

(a) of which

(b) in which   (ในแบบที่)

(c) of with

(d) in with

ตอบ   -   ข้อ   (b)   เนื่องจากนิยมใช้  “In”  กับ  “Way”  ดูเพิ่มเติมจากประโยคข้างล่าง

  • You can qualify for a pension in 2 ways.

(คุณสามารถมีคุณสมบัติครบถ้วนที่จะรับบำเหน็จบำนาญ  ใน  วิธีด้วยกัน)

  • There are many ways in which the present service can be improved.

(มีหลายวิธีที่จะสามารถปรับปรุงการบริการในปัจจุบันได้)

  • In what way can I help you?

(ผมจะสามารถช่วยคุณได้ในแบบใด)

  • He smiles in a superior way.

(เขายิ้มในแบบที่เหนือกว่าหรือเป็นต่อ)

  • She was brought up in the old ways.

(เธอได้รับการเลี้ยงดู-อบรมมาในแบบโบราณ)

  • Breast feeding is valuable in a number of ways.

(การให้ทารกกินนมจากเต้า  มีคุณค่าในหลายประการ)

  • The job was changing me in a way that I had not in the least expected.

(งานกำลังเปลี่ยนผม  ในแบบที่ว่าผมไม่ได้คาดคิดมาก่อนแม้แต่น้อย)

  • Do you remember the way in which the boat leaked?

(คุณจำได้ถึงวิธีที่เรือมันรั่วหรือเปล่า)  (เช่น เอียงไปทางซ้าย-ขวา, มีคนโดยสารมากเกินไป, หรือชนกับเรืออีกลำ ฯลฯ)

  • A large tree was in the way.

(มีต้นไม้ใหญ่ขวางหน้าเราอยู่นะ)  (เช่น  ขวางทางเดิน หรือทางรถวิ่ง)

 

18. According to his neighbors, old Mr. William __________ himself at the age of eighty-three to learn German.

(ตามที่เพื่อนบ้านของเขาบอก, มิสเตอร์วิลเลียมผู้ชรา __________ ด้วยตนเอง  เมื่ออายุ  ๘๓  ปี  ที่จะเรียนรู้ภาษาเยอรมัน)

(a) did an effort

(b) made an effort    (พยายาม, ทำความพยายาม)

(c) used an effort

(d) tried an effort

ตอบ   -   ข้อ   (b)   ดูเพิ่มเติมวลีที่ต้องใช้   “A”  หรือ  “An”  ในข้อ    ของข้อสอบชุดนี้

 

19. Those were the soldiers ____________________________________ to save the country.

(เหล่าโน้นคือทหาร ____________________________________ รักษา (ป้องกัน) ประเทศ)

(a) whose responsibility it was    (ผู้ซึ่งความรับผิดชอบของพวกเขา  คือ)

(b) whose was the responsibility

(c) from whom the responsibility came

(d) in whom there was a responsibility

ตอบ   -   ข้อ   (a)   ต้องใช้   “Whose”  เนื่องจากแสดงความเป็นเจ้าของ  (ความรับผิดชอบของพวกเขา)  และ  “Whose + Noun”   เช่นในประโยคข้างล่าง

  • The man whose house was burnt down is my teacher.

(ผู้ชายซึ่งบ้านของเขาถูกไฟไหม้  เป็นครูของผม)

  • The woman whose car was stolen reported it to the police.

(ผู้หญิงซึ่งรถของเธอถูกขโมย  แจ้งความกับตำรวจ)

  • The boy whose sister is sick is here.

(เด็กชายซึ่งพี่สาวของเขาป่วย  อยู่ที่นี่แล้ว)

  • The student whose family is rich will further his study abroad.

(นักเรียนซึ่งครอบครัวของเขาร่ำรวย  จะไปเรียนต่อต่างประเทศ)

 

20. Have you a book about ___________________________________________________?

(คุณมีหนังสือเกี่ยวกับ _______________________________________________ ไหม)

(a) to fish    (ตกปลา)

(b) fishing    (การตกปลา)

(c) the fishing

(d) the fishery   (การทำประมง)

ตอบ  -  ข้อ   (b)   หลัง  “About”  (เกี่ยวกับ)  ซึ่งเป็น  “Preposition”  ต้องเป็นคำนาม  สำหรับข้อ  (d)  เป็นคำนามเช่นเดียวกัน  แต่เนื่องจากข้อความมิได้เน้น  หรือชี้เฉพาะลงไปว่า  เป็นการประมงที่ใด-ของใคร  จึงไม่ต้องใช้  “The”  นำหน้า  ดูเพิ่มเติมจากประโยคข้างล่าง

                                         ตัวอย่างที่ 

  • Have you any books about _____________________________________________?

(คุณมีหนังสือเกี่ยวกับ ___________________________________________ บ้างไหม)

(a) die

(b) to die   (ตาย)  (เป็นคำกริยา)

(c) death   (เดธ)  (ความตาย)  (เป็นคำนาม)

(d) dead   (เดด)  (ตาย, ไม่มีชีวิต)  (เป็นคำคุณศัพท์)

ตอบ  -  ข้อ  (c)   เนื่องจากหลัง  “Preposition” (About  =  เกี่ยวกับ)  ต้องเป็นคำนาม  หรือ  “Gerund”  (Verb + ing)

                                        ตัวอย่างที่ 

  • Do you think that that party is capable of _________________________ the country?

(คุณคิดว่าพรรคการเมืองนั้น   สามารถ __________________________ ประเทศหรือเปล่า)

(a) government

(b) governed

(c) governing    (ปกครอง, บริหาร)

(d) govern

ตอบ   -   ข้อ   (c)   หลัง  “Preposition” (In, On, At, By, Of, Before, After, Without, etc.)  ต้องตามด้วยคำนาม  หรือ  “Gerund” (Verb + ing)  ดูเพิ่มเติมจากประโยคข้างล่าง

                                        ตัวอย่างที่  

  • She raced by in a car, with her hair _________________________________ behind.

(เธอขับรถผ่านมาด้วยความเร็ว  โดยผมของเธอ _________________________ ไปข้างหลัง)

(a) streamed

(b) streams

(c) streaming    (สะบัดพลิ้ว)

(d) stream

ตอบ  -  ข้อ   (c)   เนื่องจากอยู่หลัง  “Preposition” {“With” (her hair}  จึงต้องตามด้วย  “Gerund” (Verb + ing)

                                         ตัวอย่างที่  

  • I get tired of cleaning the house and ___________________ to the market every day.  

(ผมเบื่อการทำความสะอาดบ้านและ (เบื่อ) ________________________ ไปตลาดทุกวัน)

(a) ran

(b) run

(c) to run

(d) running    (การวิ่ง)

ตอบ  -   ข้อ   (d)   เนื่องจากต้องใช้ให้สมดุลกับ  “Cleaning”   โดยถือว่าตามหลัง  “Preposition” (Of)  เหมือนกันทั้ง คำ  ดูการใช้  “Gerund” (Verb + ing)  เมื่อตามหลัง  “Preposition” {ทำหน้าที่เป็นกรรมของ  “Preposition”}  จากประโยคตัวอย่างข้างล่าง

  • He is interested in collecting stamps.

(เขาสนใจกับการสะสมแสตมป์)

  • She was surprised at finding her lost ring.

(เธอประหลาดใจกับการพบแหวนที่หาย)

  • They are fond of reading.

(พวกเขาชอบการอ่าน)

  • We came here by taking a taxi.

(เรามาที่นี่โดยการนั่งรถแท็กซี่)

  • This equipment is for gardening.

(อุปกรณ์นี้สำหรับการทำสวน)

  • They kept on playing football till night came.

(พวกเขาเล่นฟุตบอลต่อไปจนกระทั่งราตรีมาเยือน)

  • They left without saying goodbye to us.

(พวกเขาจากไปโดยมิได้กล่าวคำอำลากับเรา)

  • She locked the door before going out.

(เธอล็อคประตูก่อนออกไป)

 

เรียน   ท่านผู้ติดตามอ่านเว็บไซต์  “everydayenglish.pwa.co.th”                

 

                  ถ้าท่านมีคำแนะนำให้ปรับปรุงเว็บไซต์นี้ประการใด  กรุณาส่ง   e-mail ไปที่  ดร. วัชรินทร์  ภูเขาทอง  อดีต  ผอ. สำนักวิทยาการ  การประปาส่วนภูมิภาค  ผู้จัดทำเว็บไซต์นี้  ตาม   “Address” wpookaotong@yahoo.com   (โปรดระบุหัวเรื่องด้วยว่า  “ปรับปรุงเว็บไซต์)   เพื่อที่ผู้จัดทำฯ จะได้ปรับปรุงเนื้อหาได้ตรงตามความประสงค์ของผู้อ่านเว็บไซต์นี้ต่อไป

 

 

 

 

หมวดข้อสอบ STRUCTURE (ตอนที่ 27)

การประปาส่วนภูมิภาค  “มุ่ง-มั่น-เพื่อปวงชน”

 

Direction:  Choose the most appropriate answer.

(จงเลือกคำตอบที่เหมาะสมที่สุด)

 

1. I wonder ___________________________________________ we can arrive there in time.

(ผมประหลาดใจว่า  เราสามารถไปถึงที่นั่นทันเวลา _________________________________)

(a) that

(b) why

(c) whether    (หรือไม่)

(d) when

ตอบ   -   ข้อ   (c)   เนื่องจากมาจากประโยค  “Direct speech” (ถามตรง) ที่ว่า  “Can we arrive there in time?”  และเมื่อขึ้นต้นประโยคคำถามด้วยกริยาพิเศษ (Is, Am, Are, Was, Were, Do, Does, Did, Has, Have, Had, Will, Would, Shall, Should, Can, Could, May, Might, Must)  เมื่อจะเปลี่ยนเป็นประโยค  “Indirect speech” (ถามอ้อม)  จะต้องใช้  “Whether” (หรือ ไม่)  หรือ  “If” (หรือไม่)  เชื่อมระหว่างประโยคใหญ่  (ประโยคกล่าวรายงาน)  (ในข้อนี้ คือ  “I wonder”)  และประโยคย่อย  (ประโยคถูกกล่าวรายงาน)  (ในข้อนี้  คือ  “We can arrive there in time.”)  เสมอ   ดูคำอธิบายเพิ่มเติมจากตัวอย่างข้างล่าง

                                         ตัวอย่างที่ 

  • Mary does not know ___________________________________________ for a living.

(แมรี่ไม่รู้ว่า_____________________________________________ เพื่อการดำรงชีพ)

(a) what will she do

(b) how will she do

(c) what she will do    (เธอจะทำงานอะไร)

(d) that she will do

ตอบ  -  ข้อ   (c)   เนื่องจากเป็นการเปลี่ยนประโยค  “Direct speech”  (What will she do for a living?)  ให้เป็นประโยค  “Indirect speech”  (Mary does not know what she will do for a living.)

                                          ตัวอย่างที่ 

  • He asked me _______________________________________________ I was hungry.

(เขาถามผมว่าผมหิว __________________________________________________)

(a) that

(b) why

(c) how

(d) if    (หรือไม่)

(e) weather   (อากาศ)

ตอบ  -  ข้อ   (d)   เนื่องจากมาจากประโยค  “Direct speech”  คือ  “Are you hungry?”  เมื่อจะเปลี่ยนเป็นประโยค  “Indirect speech”  จะต้องเชื่อมด้วย  “If”  หรือ  “Whether”  (He asked me if (whether) I was hungry.)  ซึ่งทั้ง ๒ คำมีความหมายเหมือนกัน  คือ  “หรือไม่, หรือเปล่า”  กล่าวโดยสรุป  คือ  ถ้าประโยค “Direct speech”  ซึ่งเป็นประโยคคำถาม  ขึ้นต้นด้วยกริยาพิเศษ  (Verb to be, to have, to do)  หรือ  “Modal verb” (Will, Would, Shall, Should, Can, Could, May, Might, Must)  เมื่อเปลี่ยนเป็นประโยค  “Indirect speech”  จะต้องเชื่อมข้อความระหว่าง  “Reporting speech” (He asked me)  และ  “Reported speech” (I was hungry)  ด้วย  “If”  หรือ  “Whether”  เสมอ  ห้ามใช้  “That”  ดังตัวอย่างประโยคข้างล่าง

  • Are you a student?  (คุณเป็นนักเรียนใช่ไหม)

(She wants to know if (whether) he is a student.)

(เธอต้องการรู้ว่าคุณเป็นนักเรียนหรือไม่)

  • Do you like to play tennis?  (คุณชอบเล่นเทนนิสไหม)

(He asked me if (whether) I liked to play tennis.)

(เขาถามผมว่าผมชอบเล่นเทนนิสหรือไม่)

  • Will you go to my party?(คุณจะไปงานเลี้ยงของผมไหม)

(I ask her if (whether) she will come to my party.)

(ผมถามเธอว่าจะไปงานเลี้ยงของผมหรือไม่)

  • Can you play the piano?(คุณเล่นเปียโนเป็นไหม)

(They asked me if (whether) I could play the piano.

(พวกเขาถามผมว่าเล่นเปียโนเป็นหรือไม่)

                                        ในกรณีที่ประโยค  “Indirect speech”  เป็นประโยคบอกเล่า  ให้ใช้  “That”  เชื่อม หรือ อาจละไว้ก็ได้  (ไม่ต้องเขียนลงไป)  เช่น

  • I go for a walk every morning.

(ผมออกเดินทุกเช้า)

(I tell him (that) I go for a walk every morning.)

(ผมบอกเขาว่าผมออกเดินทุกเช้า)  หรือ

(I told him (that) I went for a walk every morning.)

  • I have been to London several times.

(ผมเคยไปลอนดอนหลายครั้ง)

(She said(that) she had been to London several times.)

(เธอพูดว่าเธอเคยไปลอนดอนหลายครั้ง)

                                       สำหรับในกรณีที่  ประโยค  “Direct speech”  เป็นประโยคคำถามที่ขึ้นต้นด้วย  “Question word” (What, When, Where, Why, How, etc.)  เมื่อเปลี่ยนเป็นประโยค  “Indirect speech”  ให้เอา  “Question word”  นั้นๆ มาเป็นตัวเชื่อม  โดย  “ไม่ต้องใช้”  “That”  เช่น  ในประโยคข้างล่าง  “ห้ามใช้”…….to find that where it is hiding”

                                          ตัวอย่างที่          จงหาที่ผิดหลักไวยากรณ์จากข้อ (๑) – (๔)

  • Are you waiting (1) for success (2) to arrive or are you going (3) to find where (4) is it hiding?

(คุณกำลังรอคอยให้ความสำเร็จมาหา  หรือคุณจะไปหาว่ามันกำลังหลบซ่อนอยู่ที่ไหน)  (ข้อนี้เหมือนเป็นคำสอนคน  อย่าให้มัวแต่รอคอยความสำเร็จ  แต่ให้ขยันทำงาน  เพื่อจะได้พบกับความสำเร็จ  คือ  สอนให้เป็นฝ่ายรุก  มิใช่ตั้งรับ)

ตอบ   –   ข้อ   (4)   แก้เป็น  “it is”  เนื่องจากอยู่ในรูป  “Indirect speech”  หรือ  “Reported speech”  คือ  “คำพูดที่ถูกกล่าวรายงาน”  เป็นการเปลี่ยนจากประโยค  “Direct speech” (Where is it hiding?)  มาเป็นประโยค  “Indirect speech”  ที่ขึ้นต้นด้วย  “are you going to find ………......….”จึงต้องเอาประธานมาไว้หน้าคำกริยา  “where it is………....…..”  ซึ่งเป็นการเรียงคำแบบประโยคบอกเล่า  มิใช่เอาคำกริยาไว้หน้าประธาน (where is it)  เหมือนเช่นในประโยคคำถามตัวอย่างข้างล่าง

  • How old are you? (Direct speech)

(คุณอายุเท่าใด)

  • I want to know how old you are. (Indirect speech)

(ผมอยากทราบว่าคุณอายุเท่าใด)

  • Where is she going? (Direct speech)

(เธอกำลังจะไปที่ไหน)

  • He asks her where she is going. (Indirect speech)

(เขาถามเธอว่า  เธอกำลังจะไปที่ไหน)

  • When will you retire from your work? (Direct speech)

(คุณจะเกษียณจากงานเมื่อใด)

  • I asked him when he would retire from his work. (Indirect speech)

(ผมถามเขาว่าเขาจะเกษียณจากงานเมื่อใด)

 

2. Let us ______________________________________________________ for a moment.

(พวกเราจง _______________________________________________ สักชั่วครู่ชั่วยาม)

(a) keep quietly

(b) be quite

(c) keep quietness

(d) keep quiet    (ไม่ปริปาก, เงียบเข้าไว้)

ตอบ   -   ข้อ   (d)    เนื่องจาก   “Keep + Adjective”  ดูเพิ่มเติมคำกริยาประเภทเดียวกับ  “Keep”  ในประโยคข้างล่าง

                                         ตัวอย่างที่  

  • I ___________________________________________ about his ability to do the work.

(ผม _________________________________ เกี่ยวกับความสามารถของเขาในการทำงาน)

(a) feel doubt

(b) have doubtful

(c) am wondered

(d) feel doubtful    (รู้สึกไม่แน่ใจ-ไม่มั่นใจ-สงสัย)

ตอบ   -   ข้อ   (d)   เนื่องจาก  “Feel + Adjective”  สำหรับโครงสร้างอื่นๆ ที่สามารถใช้ได้เช่นกัน  ได้แก่   “I have (a) doubt about…….....……”  (ผมมีข้อสงสัย-กังขา เกี่ยวกับ...................) และ  “I wonder about…..….......……” (ผมรู้สึกกังขา-สงสัย เกี่ยวกับ.....................)  สำหรับกริยาตัวอื่นๆ ที่ใช้แบบเดียวกับ  “Feel”  ดูจากประ โยคข้างล่าง

                                         ตัวอย่างที่  

  • Everything looks ______________________________________________________.

(ทุกสิ่งทุกอย่างมีลักษณะ ________________________________________________)

(a) differently

(b) different    (แตกต่าง  -  ไปจากเดิม)  (เป็นคำคุณศัพท์)

(c) difference    (ความแตกต่าง)  (เป็นคำนาม)

(d) differ    (แตกต่าง)  (เป็นคำกริยา)

ตอบ   -   ข้อ   (b)   เนื่องจาก  “Look”  (ในที่นี้เป็น  “Linking Verb”  มีความ หมายว่า  “มีลักษณะ, มีท่าทาง”)  ต้องตามด้วยคำคุณศัพท์  (Adjective)  มิใช่กริยาวิเศษณ์ (Adverb)

                                         ตัวอย่างที่  

  • One who does good feels _______________________________________________.

(บุคคลผู้ซึ่งทำดี  รู้สึก _________________________________________________)

(a) happily    (อย่างมีความสุข)  (เป็นกริยาวิเศษณ์)

(b) happy    (มีความสุข)  (เป็นคำคุณศัพท์)

(c) happiness    (ความสุข)  (เป็นคำนาม)

(d) more happily

ตอบ  -   ข้อ   (b)   เนื่องจาก  “Feel + Adjective”  เช่น  Happy, Quick, Slow, Careful)   มิใช่  “Adverb”  เช่น  Happily, Quickly, Slowly, Carefully)

                                         ตัวอย่างที่  

  • The air in that spot smells ______________________________________________.

(อากาศตรงบริเวณนั้นมีกลิ่น _____________________________________________)

(a) sweetness    (ความสดชื่น, ความหวาน, ความไพเราะ, ฯลฯ)  (เป็นคำนาม)

(b) sweetly    (เป็นกริยาวิเศษณ์)

(c) sweet    (สดชื่น, หวาน, มีรสหวาน, มีรสดี, สด, ไพเราะ, มีกลิ่นดี, หอม, น่าพอใจ, งดงาม)  (เป็นคำคุณศัพท์)

(d) sweeten    (ทำให้หวาน-หอม-อ่อนนิ่ม-เป็นกรดน้อยลง, หวานขึ้น, หอมขึ้น, ไพเราะขึ้น, นิ่มนวลขึ้น, กลมกล่อมขึ้น)  (เป็นคำกริยา)

ตอบ  -   ข้อ   (c)   เนื่องจาก  “Smell + Adjective

                                        ตัวอย่างที่    {จงหาข้อที่ผิดหลักไวยากรณ์  จากข้อ  (๑) – (๔)}

  • (1) When compared with its (2) graceful manner in the water, a penguin’s progress (3) on land seems (4) awkwardness.

(เมื่อเปรียบเทียบกับกริยาท่าทางที่งามสง่าของมันในน้ำ  การก้าวเดินไปข้างหน้าของนกเพนกวินบนบก  ดูเหมือนว่าจะงุ่มง่าม-เชื่องช้า-เก้งก้าง)

ตอบ   -   ข้อ    แก้เป็น   “awkward”  เนื่องจาก  “Seem + Adjective

                                        ตัวอย่างที่  

  • I saw the coach on the field after the game, and he seemed _____________________.

(ผมเห็นผู้ฝึกสอนที่สนามหลังการแข่งขัน  และเขาดูเหมือนว่า ______________________)

(a) real angry

(b) angrily

(c) anger

(d) angry   (โกรธ)

ตอบ   –   ข้อ   (d)   เนื่องจาก  “Seem + Adjective”  (หรืออาจตอบ  “really angry”  (โกรธอย่างแท้จริง)   ก็ได้)   เนื่องจากหลังกลุ่มคำกริยาต่อไปนี้  (Look, Feel,  Become,  Grow,  Get,  Seem,  Appear, Taste,  Prove,  Sound, Remain,  Turn)   แม้จะไม่ต้องมีกรรมมารับโดยตรง  แต่ก็ต้องอาศัยคำหรือกลุ่มคำอื่นมาช่วยขยายตามหลังมัน  เพื่อให้ได้ใจความชัดเจนขึ้น  คำที่มาขยายคำกริยาเหล่านี้มิได้เป็นกรรม  (Object)  แต่มาช่วยทำให้กริยามีความหมายดีขึ้น  หรือทำให้ประธานของประโยคมีใจความสมบูรณ์  คำที่ตามหลังคำกริยาประเภทนี้  จะอยู่ในรูปคำคุณศัพท์  (Adjective) เท่านั้น    มิใช่คำกริยาวิเศษณ์ (Adverb)  ทั้งนี้  เราเรียกส่วนขยายคำกริยาพวกนี้ว่า  “Subjective Complement”   หมายถึง  “ตัวขยายอกรรมกริยา  เพื่อให้ประธานของประโยคมีใจความสมบูรณ์”  และเรียกกริยาประเภทนี้ว่า  “Linking Verb”  คือ  ช่วยเชื่อมระหว่างประธานของประโยค  และ ส่วนที่มาขยายคำกริยา  เพื่อทำให้ประโยคมีใจความสมบูรณ์  ดังตัวอย่างประโยคข้างล่าง

  • She felt good after a long sleep.

(เธอรู้สึกสบายดีหลังจากนอนหลับยาว)

  • He looked happy when his friends came to see him.

(เขาดูท่าทีมีความสุข  เมื่อเพื่อนมาเยี่ยม)

  • The milk in that glass tasted sour.

(นมในแก้วใบนั้นมีรสเปรี้ยว)

  • They seem tired after a hard day’s work.

(พวกเขาดูเหมือนเหนื่อย  หลังจากทำงานตรากตรำมาทั้งวัน)

สรุป  -   คำที่ตามหลังคำกริยาจำพวก  “Linking verb ได้แก่  Be (is, am, are, was, were)  (เป็น, อยู่, คือ),  Become,  Seem  (ดูเหมือนว่า),  Appear  (มีลักษณะท่าทาง),  Feel  (รู้สึก),  Get,  Grow,  Keep,  Look  (มีท่าทาง),  Smell  (มีกลิ่น),  Sound,  Taste  (มีรสชาติ),  turn  (กลายเป็น), จะต้องเป็นคำคุณศัพท์  (Adjective)  เสมอ  เช่น

  • Tom became rich.   (ทอมร่ำรวยขึ้นมา)
  • Ann seems happy.   (แอนดูเหมือนว่าจะมีความสุข)
  • Jim felt cold.   (จิมรู้สึกหนาว)
  • He got/grew impatient.   (เขารู้สึกกระวนกระวาย)
  • The idea sounds interesting.   (ความคิดนี้ดูน่าสนใจ)
  • She looked calm.   (เธอมีอาการสงบ)
  • He turned pale.    (เขาตัวซีด หรือหน้าซีด)
  • The soup tasted sweet.   (ซุปมีรสหวาน)
  • She kept calm and said nothing.   (เธอนิ่งเงียบและไม่พูดอะไร)

3. She speaks English ________________, and her pronunciation is very ________________.

(เธอพูดภาษาอังกฤษ ________________ และการออกเสียงของเธอ _______________ มาก)

(a) fluent ________________ good

(b) fluently ________________ well

(c) fluently _______________ good    (อย่างคล่องแคล่ว .......................... ดี)

(d) fluent ________________ well

ตอบ   -   ข้อ    (c)   ใช้กริยาวิเศษณ์  “Fluently”   เนื่องจากขยายกริยา  (Speaks)   และใช้คำคุณศัพท์  “Good”   เนื่องจากขยาย  “Verb to be” (Is)

 

4. ________________________________________________ is better, my drawing or Jim’s?

(________________________________________ ดีกว่ากัน,  ภาพวาดของผมหรือของจิม)

(a) Do you think which

(b) Which do you think    (อันไหนที่คุณคิดว่า)

(c) You think which

(d) Which you think

ตอบ    –     ข้อ    (b)   ต้องเอา   “Question words”   (What, When, Where, Why, How, How much, How many, How often)  ขึ้นหน้า  “Verb to do” (Do, Does, Did)   เสมอ   เมื่อทำเป็นประโยคคำถาม   เนื่องจาก  “Question words” เหล่านั้น  ทำหน้าที่เป็นกรรมของประโยค   (ของกริยา)  (คือเป็น “Object”)  หรือกรรมของ  “Preposition”  หรือเป็นส่วนขยายคำกริยา  คือ  เป็นกริยาวิเศษณ์  “Adverb”  (ในกรณีของประโยคข้างบน  “Which”  เป็นกรรมของ  “think”)  เช่น

  • How often do you go shopping each month?

(คุณไปช้อปปิ้งบ่อยเพียงใดในแต่ละเดือน)  (“How often”  เป็นส่วนขยายของ  “go shopping”   คือ เป็นกริยาวิเศษณ์   “Adverb of frequency”)

  • How much does he get paid in a year?

(เขาได้รับค่าจ้างเท่าใดใน ปี)  (“How much”  เป็นกรรมของกริยา  “get paid”)

  • Where do you live in Bangkok?

(คุณอาศัยอยู่ที่ไหนในกรุงเทพฯ)  (“Where”  เป็นส่วนขยายกริยา  “live”  คือ เป็น “Adverb of place”)

  • Why did she come to class so late?

 (ทำไมเธอมาเข้าเรียนสายจังเลย)  (“Why”  เป็นส่วนขยายกริยา  “come”  คือเป็น “Adverb of reason”)

  • When did they finish their work last night?

(พวกเขาทำงานเสร็จเมื่อใดเมื่อคืนนี้)  (“When”  เป็นส่วนขยายกริยา  “finish”  คือเป็น  “Adverb of time”)

  • Which do you prefer, this car or that car?

(คุณชอบคันไหน  รถคันนี้หรือคันนั้น)  (“Which”  เป็นกรรมของกริยา  “prefer”)

                                     แต่ในกรณีที่   “Question words”   เป็นประธานของประโยคคำถาม (คือ  เป็นประธานของกริยาในประโยค)   ไม่ต้องใช้   “Verb to do” (Do, Does, Did)   มาช่วยสร้างประโยค  แต่ให้ต่อด้วยคำกริยาเลย  เช่น

  • Who contributed most to your success?

(ใครมีส่วนช่วยเหลือมากที่สุดในความสำเร็จของคุณ)

(Who”   เป็นประธานของประโยค หรือของกริยา   “Contributed)

(อย่าใช้    “Who did contribute most to………………….…?”)

  • What made you feel so angry?

(อะไรทำให้คุณโมโหจัด)

(What”  เป็นประธานของประโยค หรือของกริยา  “made)

(อย่าใช้   “What did make you feel so angry?”)

  • Which impresses you more, London or New York?

(เมืองไหนทำให้คุณประทับใจมากกว่า, ลอนดอนหรือนิวยอร์ก)

(Which”  เป็นประธานของประโยค หรือของกริยา   “impresses)

(อย่าใช้   “Which does impress you more, …………………?” )

แต่ใช้   “Which do you like more, London or New York?

(คุณชอบเมืองไหนมากกว่ากัน – ลอนดอนหรือนิวยอร์ก)

(ต้องใช้   “Verb to do”   ช่วยสร้างประโยคคำถาม  เนื่องจาก  “Which”  เป็นกรรมของกริยา   “Like)

 

5. It is a pity we can’t see ourselves as others see __________________________________.

(มันน่าเสียดาย ที่เราไม่สามารถมองเห็นตัวของเราเอง  เหมือนที่คนอื่นมองเห็น ______________)

(a) us    (เรา)

(b) ourselves    (ตัวของเราเอง)

(c) themselves    (ตัวของพวกเขาเอง)

(d) ours    (ของเรา)

ตอบ   –   ข้อ   (a)   เนื่องจากต้องใช้   “Pronoun”  ในรูปกรรม  (เหมือนกับ  “me, you, them, him, her, it, us”)   เนื่องจากเป็นกรรมของกริยา  “See”  เพราะมิได้มีการสะท้อนเข้าหาตัวแต่อย่างใด  สำหรับรูป   “Reflexive pronoun” (myself, yourself, yourselves, themselves, himself, herself, itself, ourselves)  มีที่ใช้ดังนี้ คือ

                                   ๑. ประธานเป็นผู้ทำกริยาโดยลำพังตนเอง  มิมีผู้ใดช่วย  เช่น

  • He did it himself.

(เขาทำมันตามลำพัง – ไม่มีใครช่วย)

(= He himself did it. = He did it by himself.)

  • She tries to solve the problem herself.

(เธอพยายามแก้ปัญหาด้วยตัวเอง – ไม่มีใครช่วย)

(= She herself tries to solve the problem. = She tries to solve the problem by herself.)

                                    . ใช้เป็นกรรมของกริยา หรือ   “Preposition”  เพื่ออ้างถึงบุคคล  หรือสัตว์  หรือเป็นประธานของประโยคก็ได้  เพื่อให้รู้ว่าเป็นบุคคลคนเดียวกัน  หรือสัตว์ตัวเดียวกันกับที่ได้พูดไปก่อนหน้านั้นแล้ว   เช่น

  • Tom himself became the manager of the company.

(ทอมเองนั่นแหละเป็นผู้จัดการบริษัท)

  • I’ve just talked with David himself.

(ผมเพิ่งจะคุยกับตัวเดวิดเองเลย)

  • It was easy for a clever young man like himself (หรือhim) to make a good living.

(มันง่ายสำหรับคนหนุ่มที่ฉลาดเช่นเขา  ที่จะดำเนินชีวิตอย่างเหมาะสม  –  ดีงาม)

                                    ๓. ประธานของประโยคเป็นผู้ทำกริยาสะท้อนเข้าหาตนเอง  คือ  ทำกับตัวเอง  หรือทำให้กับตัวเอง   เช่น

  • He killed himself with a bullet in the head.

(เขาฆ่าตัวเองด้วยกระสุนปืน นัดในหัว)

  • She bought herself a gold watch.

(เธอซื้อนาฬิกาเรือนทองให้ตัวเอง)

  • James introduced himself to his new neighbor.

(เจมส์แนะนำตัวเองกับเพื่อนบ้านใหม่ของเขา)

  • He poured himself a whisky.

(เขารินวิสกี้ให้ตนเอง แก้ว)

  • He lacks confidence in himself.

(เขาขาดความเชื่อมั่นในตนเอง)

***** ห้ามใช้  “I bought herself a gift for her birthday.”  เนื่องจากมิได้สะท้อนเข้าหาตนเอง  แต่เป็นคนละคน   ต้องใช้เป็น  “I bought her a gift for her birthday.”  แต่ใช้   “I bought myself a gift for my birthday.”     (ผมซื้อของขวัญให้ตัวเอง .............................)

 

6. _____________________ are prepared from flour or meal derived from some form of grain.

(____________ ถูกเตรียมจากแป้ง  หรืออาหารที่ได้รับจากพืชประเภทข้าว (เมล็ดข้าว) บางอย่าง)

(a) With bakery products

(b) While bakery products

(c)  Bakery products    (ผลิตภัณฑ์ของร้านขนมปัง)

(d) They are bakery products

ตอบ   -   ข้อ    (c)   เนื่องจากเป็นประธานของประโยค

 

7. ___________ created the donkey and elephant that symbolize the Democratic and Republican parties.

(__________________ สร้างลาและช้าง  ซึ่งเป็นสัญลักษณ์ของพรรคเดโมแครต และรีพับลิกัน)

(a) Although Thomas Nast

(b) That Thomas Nast

(c) Thomas Nast, who

(d) It was Thomas Nast who    (มันคือโทมัส นาส์ท  ผู้ซึ่ง)

ตอบ   -   ข้อ   (d)   เนื่องจากมาจากโครงสร้างประโยคข้างล่าง  

  • It + Is (Was) + Subject + Who (That) + Verb

(มันคือประธานฯ ผู้ซึ่งทำกริยานั้นๆ)

  • It is I who am the leader, not you.

(มันคือผม  ผู้ซึ่งเป็นผู้นำ  มิใช่คุณ)

  • It was she who helped me out of this difficulty.

(มันคือเธอ  ผู้ซึ่งช่วยผมให้พ้นจากความยากลำบาก)

  • It was the manager who dismissed John from the company.

(มันคือผู้จัดการ  ผู้ซึ่งไล่จอห์นออกจากบริษัท)

  • It was the dog that (which) killed the cat.

(มันคือสุนัขซึ่งฆ่าแมว)

  • It is his parents who got him a job.

(มันคือพ่อแม่ของเขา  ผู้ซึ่งหางานให้เขาทำ)

  • It is Tom and Tim who will travel abroad next month.

(มันคือทอมและทิม  ผู้ซึ่งจะเดินทางไปต่างประเทศเดือนหน้า)

หมายเหตุ***    “It”  ในทุกประโยคข้างบนมิได้มีความหมายแต่อย่างใด  หรือแทนสิ่งใด  แต่ถูกสมมติขึ้นมาเพื่อทำหน้าที่เป็นประธานของประโยค  เหมือนกับประโยคข้างล่าง

  • It is very cold today

(อากาศหนาวมากวันนี้)

  • It was hot last summer.

(อากาศร้อนเมื่อหน้าร้อนที่แล้ว)

  • It is in winter that some animals hibernate.

(ในหน้าหนาว  สัตว์บางชนิดจำศีล)

  • It is nice to see you again.

(ดีจริงที่ได้พบคุณอีกครั้ง)

 

8. A: Is your brother going to camp?”

(พี่ชายคุณจะไปค่ายพักแรมหรือไม่)

    B: He signed up, but he’s considering _________________________________________.

(เขาลงชื่อแล้ว  แต่ว่าเขากำลังพิจารณา ______________________________________)

(a) not going    (จะไม่ไป, ไม่ไป)

(b) to not go

(c) not to go

(d) he doesn’t go

ตอบ   -   ข้อ  (a)   “Consider + Verb + ing”  =   “พิจารณาทำ.....................”  ส่วน  “Consider + Not + Verb + ing” =    “พิจารณาไม่ทำ......................” เช่น   “She considered not applying for the job.” (เธอพิจารณาไม่สมัครงานนั้น)   สำหรับคำกริยาที่ต้องตามด้วยคำนาม  หรือ  “Gerund” (Verb + ing)   ดูจากประโยคข้างล่าง

                                         ตัวอย่างที่  

  • I don’t mind _________________________ to bed early, but I don’t like to get up early.

(ผมไม่รังเกียจ _____________________________ นอนแต่หัวค่ำ  แต่ผมไม่ชอบตื่นแต่เช้าตรู่)

(a) go

(b) to go

(c) going    (ไป, เข้า)

(d) gone

ตอบ   -   ข้อ    (c)   “Mind + Verb + ing

                                         ตัวอย่างที่  

  • He keeps _____________________________________ the most outrageous things.

(เขา ___________ ไม่หยุด (ต่อไปเรื่อยๆ) ในสิ่งต่างๆ ที่ทำให้เจ็บแค้นใจ (หรือ เกะกะระราน, รุนแรง) มากที่สุด)

(a) to say

(b) say

(c) saying    (พูด)

(d) having said

ตอบ   -   ข้อ  (c)  กริยา  “Keep” =  (.................ต่อไปเรื่อยๆ, ไม่ยอมหยุด)  ต้องตามด้วย  “Gerund” (Verb + ing)  เช่น  (Keep walking  (เดินต่อไปเรื่อยๆ), Keep reading  (อ่านหนังสือไปเรื่อยๆ),  Keep talking  (คุยไปเรื่อย  ไม่ยอมหยุด)

                                        ตัวอย่างที่  

  • Instead of playing as a small boy, he enjoyed nothing _______________ the farm machines.

(แทนที่จะเล่นเหมือนเด็กเล็กๆ  เขามิได้สนุกเพลิดเพลินกับอะไร ___________ เครื่องจักรกลในไร่นา)

(a) more to fix

(b) more than fix

(c) more than fixing    (มากไปกว่าการซ่อมแซม)

(d) more than having fixed

ตอบ   -   ข้อ  (c)   เนื่องจาก   {Enjoy + (nothing more than) + Verb + ing  (Fixing)}

                                        ตัวอย่างที่  

  • I can’t help ________________________________________ him in spite of his faults.

(ผมอดไม่ได้ที่จะ ___________________________________ เขา  ทั้งๆที่เขามีข้อผิดพลาด)

(a) admire

(b) admired

(c) admiring    (ยกย่อง, ชื่นชม)

(d) to admire

ตอบ  -  ข้อ   (c)   เนื่องจาก  “Can’t help + Verb + ing”  สำหรับคำกริยาที่ต้องตามด้วย   “Gerund” (Verb + ing)  ได้แก่  “Feel like”  (อยาก, ต้องการ)“Avoid”  (หลีกเลี่ยง),  “Consider” (พิจารณา),  “Suggest”  (แนะนำ),  “Enjoy” (สนุกสนาน),  “Finish”  (ทำเสร็จ),  “Keep  หรือ  Keep on”  (ทำต่อไป),  “Go on”  (ทำต่อไป),  “Insist on”  (ยืนกราน),  “Object to”  (คัดค้าน, ไม่เห็นด้วย),  “Put off”  (เลื่อน, ผัดไป),  “Be opposed to”  (คัดค้าน)“  Appreciate”  (ยกย่อง, เห็นคุณค่า),  “Allow” (อนุญาต), “Permit” (อนุญาต), “Postpone”  (เลื่อนออกไป), Practice”  (ฝึกหัด, ฝึกซ้อม),  “Prohibit”  (ห้าม),   Mind”  (รังเกียจ), “Deny” (ปฏิเสธ),  “Resist”  (ยับยั้ง, ระงับ), “Recall”  (นึกได้, ระลึกได้)“Resent”  (ไม่ชอบ, ไม่พอใจ), “Cannot stand”  (ทนไม่ได้)“Admit” (ยอมรับ),  “Delay” (ประวิงเวลา), “Confess”  (สารภาพ)“Imagine”  (นึกคิด, จินตนาการ)“Cannot help”  (อดไม่ได้, ช่วยไม่ได้),  “Excuse”  (ให้อภัย), “Forgive” (ให้อภัย), “Dislike”  (ไม่ชอบ),  “Miss”  (พลาดโอกาส)“Discuss”  (ประชุมปรึกษาหารือ, อภิปราย, สาธยาย)    ตัวอย่างประโยค   เช่น

  • She enjoys reading novels.   

(เธอสนุกสนานกับการอ่านนวนิยาย)

  • I cannot stand listening to his complaints any more.   

(ผมทนการฟังข้อร้องเรียนของเขาไม่ไหวต่อไปอีกแล้ว)

  • We could not avoid meeting him.    

(เราไม่สามารถหลีกเลี่ยงการพบกับเขา)

  • They enjoyed listening to music.   

(พวกเขาสนุกกับการฟังดนตรี)

  • She dislikes talking a lot.  

(เธอไม่ชอบการพูดมาก)

  • Jim finished writing a report last night.  

(จิมเสร็จสิ้นการเขียนรายงานเมื่อคืนที่ผ่านมา)

  • The man admitted taking the bicycle.  

(นายคนนั้นยอมรับว่าเอารถจักรยานไป)

  • She is sorry that she missed meeting you.  

(เธอเสียใจว่าเธอพลาดโอกาสการได้พบคุณ)

  • They practice speaking French every day.   

(พวกเขาฝึกซ้อมการพูดภาษาฝรั่งเศสทุกวัน)

  • We consider buying a new home.  

(เราพิจารณาจะซื้อบ้านหลังใหม่)

  • They allow smoking in this room.  

(เขาอนุญาตให้สูบบุหรี่ในห้องนี้ได้)

  • Do you mind opening the window? 

(คุณรังเกียจที่จะเปิดหน้าต่างไหมครับ)

  • The teacher suggested working harder.

(ครูแนะนำ (นักเรียน) ให้ขยันมากขึ้น)

                                         สำหรับคำคุณศัพท์และวลีที่ต้องตามด้วย  “Verb + ing”  ดูจากประโยคตัวอย่างข้างล่าง

                                         ตัวอย่างที่ ๕

  • Victor’s car was too badly damaged to be worth ______________________________.

(รถยนต์ของวิคเตอร์ได้รับความเสียหายมากจนเกินกว่าที่จะคุ้มค่า ______________________)

(a) repaired

(b) repair

(c) to repair

(d) repairing    (การซ่อมแซม)

(e) to be repaired

ตอบ   -   ข้อ  (d)   เนื่องจาก  “To be worth  (คุ้มค่า, ควรค่า) + Verb + ing”  ทั้งนี้   มีคำคุณศัพท์  ๒  ตัว  ที่ต้องตามด้วย  “Gerund” (Verb + ing)  คือ  “Worth  (คุ้มค่า, ควรค่า)  และ “Busy” (ยุ่งอยู่กับ)  ดังประโยคข้างล่าง

  • She was busy reading in the library. 

(เธอยุ่งอยู่กับการอ่านหนังสือในห้องสมุด)

  • They are busy preparing for the party.

(พวกเขายุ่งอยู่กับการเตรียมงานเลี้ยง)

  • Lots of things in this shop are worth buying.

(หลายสิ่งในร้านนี้ควรค่า (คุ้มค่า) ต่อการซื้อ)

  • These newspapers are not worth reading.

(หนังสือพิมพ์เหล่านี้ไม่ควรค่าต่อการอ่าน)

                                        นอกจากนั้น  ยังมีอีก    วลี ที่ต้องตามด้วย  “Verb + ing”  คือ  “It is no good”  (ไม่ดีที่จะ)  และ  “It is no use”  (ไม่มีประโยชน์ที่จะ)   เช่น

  • It’s no good crying like a baby.

(ไม่ดีเลยที่จะร้องไห้เหมือนเด็ก)

  • It’s no use talking to him.

(ไม่มีประโยชน์ที่จะคุยกับเขา)

 

9. If they are qualified teachers, you should put their names ________________ the waiting list.

(ถ้าพวกเขาเป็นครูที่มีคุณวุฒิเหมาะสม  คุณควรใส่ชื่อของเขาไว้ ___________ รายชื่อการรอคอย  -  ของผู้ที่รอบรรจุเข้าทำงาน)

(a) in

(b) on    (ใน)

(c) at

(d) of

ตอบ   -   ข้อ  (b)   

                                 สำหรับวลีที่ใช้  “On”   ได้แก่  Waste his time on”  (ใช้เวลา – ของเขา - อย่างสิ้นเปลือง-สุรุ่ยสุร่ายกับ), put on weight  (น้ำหนักเพิ่มขึ้น),  on business  (ด้วยเรื่องธุรกิจ), keep on  (ดำเนินต่อไป), rely on  (ไว้วางใจ, เชื่อใจ, พึ่งพาอาศัย), depend on (upon)  (พึ่งพาอาศัย, ขึ้นอยู่กับ, อยู่ที่), insist on  (ยืนกราน, ยืนหยัด, เรียกร้อง), on the floor  (บนพื้น), on a hill  (บนเนินเขา), on the top shelf  (บนชั้นบนของหิ้ง), on a sofa  (บนเก้าอี้โซฟา), to turn his back on his country  (หันหลังให้กับประเทศของตน  -  หมายถึงละทิ้งประเทศ  เช่น  หนีการเกณฑ์ทหาร  หรือไปเข้ากับฝ่ายศัตรู), on the contrary  (ในทางตรงกันข้าม), on the drawing board   (กำลังอยู่ในขั้นวางแผนหรือเตรียมการ  คือยังไม่ได้ลงมือทำ หรือนำมาใช้งานจริงๆ ),  on the dot (on the button)  (ตรงเวลาเผ็ง, ตรงเวลาเป๊ะ)  -  Susan arrived at the party at 3:00 p.m. on the dot.  (ซูซานมาถึงที่งานเลี้ยงเวลาบ่าย ๓ โมงตรงเป๊ะ)get (climb, jump) on the bandwagon  (ทำตามอย่างที่คนอื่นทำ  แม้จะไม่ใช่เรื่องที่จำเป็น, เข้าร่วมในกิจกรรมที่มีคนนิยมทำกันมาก  และล่าสุด  เช่น ถีบจักรยาน หรือ เล่นฟิตเนส,  โยคะ  -  แปลตรงๆตัว คือ ปีนหรือกระโดดขึ้นไปบนรถดนตรีในขบวนแห่)  -  When all Jim’s friends decided to vote for Bill, Jim climbed on the bandwagon too.  (เมื่อเพื่อนทุกคนของจิมตัดสินใจลงคะแนนให้บิล  จิมก็ตัดสินใจลงคะแนนให้บิลเช่นเดียวกัน  -  คือทำตามเพื่อนๆ แบบไม่ต้องมีเหตุผล), on the (an) average   (โดยเฉลี่ย),   a dog peeing (pissing) on a tree  (หมาเยี่ยวรดต้นไม้),  on condition that  (โดยมีเงื่อนไขว่า)  -  I will lend you the money on condition that  you pay it back in one month.  (ผมจะให้คุณยืมเงินโดยมีเงื่อนไขว่า  คุณต้องใช้คืนภายใน ๑ เดือน),  on deck   (อยู่บนดาดฟ้าเรือ, เตรียมพร้อมที่จะทำอะไรบางอย่าง, มาปรากฏตัว หรือมาถึงที่นัดหมาย)  –  The passengers are relaxing on deck.  (ผู้โดยสารกำลังพักผ่อนหย่อนใจอยู่บนดาดฟ้าเรือ)   -  The scout leader told the boys to be on deck at 8:00 Saturday morning for the hike.  (ผู้นำลูกเสือบอกให้ลูกเสือมาถึงที่นัดหมายเวลา ๘.๐๐ น. เช้าวันเสาร์  เพื่อออกเดินทางไกล),  on deposit   (ในธนาคาร)  -  I have $ 500 on deposit in my account.  (ผมมีเงินอยู่  ๕๐๐ ดอลล่าร์ในบัญชีธนาคาร),  on duty  (อยู่ปฏิบัติหน้าที่, ขณะปฏิบัติหน้าที่)   -  There is always one teacher on duty during study hour.  (มีครูอยู่ ๑ คนเสมอ  อยู่ปฏิบัติหน้าที่ในระหว่างชั่วโมงเรียน  -  คือคอยให้คำแนะนำปรึกษาแก่นักเรียน)on earth (= in the world(ใน หรือ บนโลกนี้, เกิดขึ้นได้ หรือเป็นไปได้อย่างไร  มักใช้แสดงการเน้นในประโยคคำถาม) - Where on earth did I put my wallet?  (ไม่รู้ว่าผมเอากระเป๋าสตางค์ไปวางไว้ตรงไหนในโลกนี้   -   คือบ่นคร่ำครวญเนื่องจากหากระเป๋าสตางค์ไม่เจอ)   -  The boys wondered how on earth the mouse got out of the cage.  (พวกเด็กๆสงสัยว่า เป็นไปได้อย่างไรที่หนูออกจากกรงไป  -  ทั้งๆที่ล็อคทางออกไว้อย่างแน่นหนา),  have, (keep, with) one eye on  (คอยเฝ้าดูหรือเอาใจใส่  -  บุคคลหรือสิ่งของ  -  ในขณะที่กำลังทำสิ่งอื่นไปด้วย)  -  Mother had one eye on baby as she ironed.  (แม่รีดผ้าและดูแลลูกน้อยไปด้วยในเวลาเดียวกัน)  -  Chris tried to study with one eye on the TV set.  (คริสพยายามอ่านหนังสือ  และดูทีวีไปด้วยในในเวลาเดียวกัน), on account of  (เนื่องมาจาก, เพราะว่า),  -  The picnic was held in the gym on account of the rain.  (ปิ๊คนิกถูกจัดในโรงยิม  -  แทนในสนาม  -  เนื่องมาจากฝนตก),  on a shoestring  (ด้วยเงินจำนวนเล็กน้อยสำหรับใช้จ่าย, ด้วยงบประมาณที่น้อยมาก  -  แปลตรงๆตัว คือ ด้วยเชือกผูกรองเท้า)  -  The couple was seeing Europe on a shoestring.  (สามี-ภรรยาคู่นั้นกำลังเที่ยวยุโรป  ด้วยเงินจำนวนเพียงนิดเดียว  -  คือ  แบบประหยัดสุดๆ),  to walk on air  (รู้สึกมีความสุขและตื่นเต้น)  -  Kim has been walking on air since she won the prize.  (คิมมีความสุขและตื่นเต้นมาโดยตลอด  ตั้งแต่ที่เธอได้รับรางวัล),  to wait on (upon)  (รับใช้, ให้บริการ)  -  The clerk in the store waits on all customers.  (เสมียนในร้านนั้นให้บริการ (รับใช้) ลูกค้าทุกคน),  (sitting) on top of the world  (ปลาบปลื้มยินดีและมีความสุข, รู้สึกประสบความสำเร็จ)  -  John was (sitting) on top of the world when he found out that he got into college.  (จอห์นดีใจและมีความสุข  เมื่อเขาพบว่าเขาสอบเข้ามหาวิทยาลัยได้),  on behalf of  (ในนามของ),  on board  (บนเรือ)  -  A ship was leaving the harbor, and we saw the people on board waving.  (เรือลำหนึ่งกำลังออกจากท่า  และเราเห็นผู้คนบนเรือโบกไม้โบกมือ  -  เพื่ออำลาญาติพี่น้องที่มาส่ง),  off and on (= on and off)  (ไม่สม่ำเสมอ, เป็นครั้งคราว หรือบางโอกาส)  -  It rained off and on all day.  (ฝนตกๆหยุดๆตลอดทั้งวัน  -  คือ ตกแล้วหยุด  แล้วก็ตกแล้วหยุดอีก  สลับกันไปแบบนี้ตลอดทั้งวัน),  the posters on the walls   (โปสเตอร์บนกำแพง), a sticker on her car  (สติ๊กเกอร์ติดรถของเธอ), pictures on the screen  (รูปภาพบนจอ), on the ceiling  (บนเพดาน), on the roof  (บนหลังคา), on all fours  (คลาน ๔ เท้า), get on a bus  (ขึ้นรถเมล์), on a highway  (บนทางหลวง), on the plane  (บนเครื่องบิน), on foot  (โดยทางเท้าหรือเดินไป), to walk on tiptoe  (เดินบนปลายเท้าหรือเขย่งส้นเท้า), on horseback  (บนหลังม้า), on a bicycle  (โดยรถจักรยาน), on Monday  (ในวันจันทร์), on a Sunday afternoon  (ตอนบ่ายวันอาทิตย์), on an occasion like this  (ในโอกาสเช่นนี้), on April10th  (ในวันที่ ๑๐ เมษายน), on Thursday night   (ในคืนวันพฤหัสฯ), on the first day of term  (ในวันแรกของภาคการศึกษา), books on art and religion  (หนังสือเกี่ยวกับศิลปะและศาสนา), on the subject of rents  (ในเรื่องเกี่ยวกับค่าเช่า), ideas on how films should be made  (ความคิดเกี่ยวกับว่าควรจะสร้างหนังอย่างไร), to comment on the issue  (แสดงความคิดเห็นในประเด็นนั้น), a talk on agriculture  (การสนทนาเกี่ยวกับเกษตรกรรม), cars running on petrol (รถยนต์ที่วิ่งด้วยน้ำมัน), appear on TV  (ปรากฏตัวทางทีวี), to hear it on the radio  (ได้ยินมันทางวิทยุ), on stage  (บนเวที), on the phone  (ทางโทรศัพท์ หรือกำลังพูดโทรศัพท์), on and on  (ไม่รู้จักจบสิ้น, ไม่หยุดหย่อน, ไม่สิ้น สุด), on edge  (รุ่มร้อน, กระวนกระวาย, ตื่นเต้น, ประสาทเสีย, ปวดสมอง), on one’s own  (ด้วยตนเอง, เป็นอิสระ, หาเลี้ยงตนเอง), on purpose  (โดยเจตนา, โดยตั้งใจทำ), on the carpet  (ดุด่าว่ากล่าว, สวด), on the fence  (ยังไม่แน่ใจ, ยังไม่ตัดสินใจ-ตกลงใจ), on the hook  (อยู่ในฐานะลำบาก), on the spot  (ที่กำลังพูดถึง-เอ่ยถึง), to be on  (กำลังปรากฏ, กำลังฉายอยู่. กำลังแสดง),on the go  (มีธุระยุ่ง, เคลื่อนไหวทำโน่นทำนี่อยู่ตลอด)  –  I’m usually on the go all day long.  (ผมมักมีธุระยุ่งตลอดทั้งวัน), on the market  (มีขาย, เสนอขาย)– I had to put my car on the market.  (ผมจำเป็นต้องเอารถออกขาย) - This is the finest home computer on the market.  (นี่เป็นคอมพิวเตอร์ประจำบ้านที่ดีที่สุดที่วางขายในตลาด), on the mend  (สบายดี, หายป่วยไข้)– My cold was terrible, but I’m on the mend now.  (ไข้หวัดของผมย่ำแย่มากเลย  แต่ตอนนี้ผมหายไข้แล้ว) – What you need is some hot chicken soup.  Then you’ll really be on the mend.  (สิ่งที่คุณต้องการ คือ ซุปไก่ร้อนๆ  แล้วคุณจะหายป่วยจริงๆเลย), on the tip of one’s tongue  (ติดอยู่แค่ริมฝีปาก  คือ เกือบจะพูดออกมาแล้ว หรือ เกือบจะนึกออกแล้ว)– I have his name right on the tip of my tongue.  I’ll think of it in a second  (ผมมีชื่อของเขาติดอยู่ที่ริมฝีปาก  ผมจะนึกมันออกในอีกวินาทีเดียว) – John had the answer on the tip of his tongue, but Ann said it first  (จอห์นเกือบจะบอกคำตอบออกมาแล้ว  แต่แอนพูดออกมาเสียก่อน  -  คือชิงบอกคำตอบก่อน), on the wrong track  (ไปหรือเดินผิดลู่หรือราง, ทำตามสมมติฐานที่ผิด)  – You’ll never get the right answer.  You’re on the wrong track.  (คุณไม่มีวันจะได้คำตอบที่ถูกต้องหรอก คุณเดินผิดทางนี่ หรือ คุณตั้งสมมติฐานไว้ผิดนี่), be (skate) on thin ice  (อยู่ในสถานการณ์ที่เสี่ยงหรือมีอันตราย)– If you try that, you’ll really be on thin ice.  That’s too risky.  (ถ้าคุณลองทำสิ่งนั้น  คุณจะตกอยู่ในอันตรายอย่างแท้จริง  มันเสี่ยงเกินไป) – If you don’t want to find yourself (skating) on thin ice, you must be sure of your facts  (ถ้าคุณไม่ต้องการพบตัวเองตกอยู่ในอันตราย  คุณต้องมั่นใจในข้อเท็จจริง  - ไม่เช่นนั้นคุณอาจแพ้คดีและต้องจ่ายเงินมากมาย), on tiptoe  (เดินเขย่างเท้า), on vacation  (เดินทางไปเที่ยวในวันหยุดพักผ่อน)  – Where are you going on vacation this year?  (คุณจะเดินทางไปพักผ่อนที่ไหนในวันหยุดปีนี้) – I’ll be away on vacation for three weeks.  (ผมจะเดินทางไปพักผ่อนวันหยุดเป็นเวลา ๓ สัปดาห์),  เป็นต้น

 

10. Would you please ____________________________________________ sing so loudly?

(คุณจะกรุณา _______________________________________ ร้องเพลงเสียงดังได้ไหม)

(a) no

(b) to not

(c) not to

(d) not    (ไม่)

ตอบ   –   ข้อ   (d)    เนื่องจากหลัง   “Modal verb”  (Will, Would, Shall, Should, May, Might, Must)  ต้องตามด้วย   “Infinitive without to” (Verb 1)  และเมื่อเป็นปฏิเสธ  ให้เอา   “Not” วางไว้ข้างหน้า  “Verb

 

11. A man _____________________________________ came to see you while you were out.

(ผู้ชาย __________________________________ มาหาคุณในขณะที่คุณออกไปข้างนอก)

(a) has long legs

(b) with long legs who

(c) had long legs

(d) with long legs    (ที่มีขายาว)

ตอบ   –   ข้อ   (d)   อาจใช้รูปแบบอื่นๆ   คือ   “A man who has long legs came to see you……………….”   หรือลดรูปอนุประโยคเหลือเพียง   “A man having long legs came to …….....…....”ก็ได้

 

12. Thursday is _________________________________________________ day of the week.

(วันพฤหัสฯ เป็นวัน _____________________________________________ ของสัปดาห์)

(a) the five

(b) the fivth

(c) the fiveth

(d) the fifth    (ที่ห้า)

ตอบ   –   ข้อ   (d)   

 

13. I worked in Bangkok ________________________________________________ the war.

(ผมทำงานในกรุงเทพฯ ____________________________________________ สงคราม)

(a) between

(b) when

(c) among

(d) during    (ระหว่าง)  (เป็น  “Preposition”  ต้องตามด้วยคำนาม)

ตอบ   –   ข้อ   (d)   

 

14. You must all look after ___________________________________________ on your trip.

(พวกคุณทั้งหมดทุกคน  จะต้องดูแล-เอาใจใส่ _____________________ ในระหว่างการเดินทาง)

(a) you

(b) your

(c) yourself    (ตัวเอง)  (คนเดียว)

(d) yourselves    (ตัวเอง)  (หลายคน)

ตอบ   -   ข้อ   (d)   มีหลายคน  สังเกตจาก  “All”   (ทุกคน)

 

15. We must get someone ____________________________________ our radio set at once.

(เราจะต้องให้ใครสักคน ______________________________ เครื่องรับวิทยุของเราในทันที)

(a) repair

(b) to repair    (ซ่อม)

(c) repaired

(d) repairing

ตอบ   -   ข้อ   (b)  มาจากโครงสร้าง  “Get someone + To + Do + Something”   ส่วน  “Have someone + Do +  Something”   โดยทั้ง  ๒  ข้อความ  มีความหมายเหมือนกัน  เช่น

  • I get her to clean my room.

(ผมใช้ให้เธอทำความสะอาดห้องของผม)

  • She had me wash her clothes.

(เธอใช้ให้ผมซักเสื้อผ้าของเธอ)

 

16. I __________________________________________________ to Japan several times.

(ผม __________________________________________________ ญี่ปุ่นหลายครั้ง)

(a) have gone    (ได้ไปอยู่ที่ – คือในตอนนี้ก็ยังอยู่ที่ญี่ปุ่น ยังไม่กลับมา)

(b) have been    (เคยไป – ในขณะนี้ไม่ได้อยู่ที่ญี่ปุ่นแล้ว)

(c) had gone

(d) had been

ตอบ    –    ข้อ   (b)   ต้องใช้ในรูป   “Present perfect tense”  ดูหลักเกณฑ์การใช้   “Present perfect tense”  ดังต่อไปนี้  โดยเฉพาะ ข้อ  ๓  และ ข้อ  ๕

                                     ๑. ใช้กับการกระทำหรือเหตุการณ์ที่เพิ่งสิ้นสุด  หรือจบลงไปไม่นาน ณ ขณะที่พูดนั้น  สังเกตได้จาก  Just  =  เพิ่งจะ,  Recently  =  เมื่อเร็วๆนี้,  Lately  =  หมู่นี้, เมื่อเร็วๆนี้  เช่น

  • I have just finished my assignment.

(ผมเพิ่งจะทำการบ้าน – งานที่ได้รับมอบหมาย – เสร็จ)

  • My friend has recently got married.

(เพื่อนของผมแต่งงานเมื่อเร็วๆนี้)

  • I haven’t seen John lately.

(ผมไม่เห็นจอห์นเลยหมู่นี้)

                                    ๒. ใช้บอกข้อความว่า  “ทำแล้ว, ยังไม่ได้ทำ, ทำหรือยัง”  มักมีคำว่า  “Already” (ใช้กับประโยคบอกเล่าและคำถาม)  และ  “Yet”  (ใช้กับประโยคปฏิเสธและคำถาม)  ทั้งนี้  อาจไม่ต้องมี  “Already”  และ  “Yet”  ก็ได้  เช่น

  • I have (already) eaten my dinner.

(ผมกินอาหารค่ำแล้ว)

  • She has not (yet) had her breakfast. (= She has not had her breakfast yet.)

(เธอยังไม่ได้กินอาหารเช้าเลย)

  • Have you (already) done your homework?

(คุณทำการบ้านแล้วหรือยัง)

  • I’ve (already) answered that question.

(ผมได้ตอบคำถามนั้นแล้ว)

  • Have you (already) finished your report? (= Have you finished your report already?)

(คุณทำรายงานเสร็จหรือยัง)

                                    ๓. ใช้กับการกระทำที่เกิดขึ้นในอดีต  และยังคงดำเนินหรือมีผลต่อมาจนถึงปัจจุบัน  และคาดว่าเหตุการณ์นั้นยังจะปรากฏในอนาคตอีก  สังเกตจาก  For =  เป็นเวลา (For + ความยาวของเวลา),  Since  =  ตั้งแต่  (Since + จุดเริ่มต้นของเวลา),  Up to now, up to the present time, up until now  =  จนถึงบัดนี้,  So far =  เท่าที่ผ่านมา, หมู่นี้  ดังตัวอย่างประโยคข้างล่าง

  • She has lived here for10 years.

(เธออาศัยอยู่ที่นี่มา ๑๐ ปีแล้ว)  (ปัจจุบันก็ยังอยู่)

  • He has been in Chicago since last week. (= He has gone to Chicago since last week.)

(เขาอยู่ในชิคาโกตั้งแต่สัปดาห์ที่แล้ว)  (ปัจจุบันก็ยังอยู่)

  • We have lived in Bangkok since we were young.

(เราอาศัยอยู่ในกรุงเทพตั้งแต่เรายังเด็ก)  (ปัจจุบันก็ยังอยู่)

  • So far, you have not done your best. (You have not done your best so far.)

(เท่าที่ผ่านๆมา  คุณยังไม่ได้ทำดีที่สุดเลย)

  • I have sent him only one letter up to now.

(ผมส่งจดหมายให้เขาเพียงฉบับเดียว  จนถึงบัดนี้)

                                    ๔. ใช้กับเหตุการณ์ที่เคยหรือไม่เคยทำในอดีต  แต่ไม่ได้กำหนดเวลาแน่นอน  สังเกตจาก  Ever”  “Never”  เช่น

  • Have you ever been to Japan?

(คุณเคยไปญี่ปุ่นไหม)

  • Has your father ever played football?

(พ่อของคุณเคยเล่นฟุตบอลไหม)

  • I have never seen him before.

(ผมไม่เคยเห็นเขามาก่อน)

                                 ๕. ใช้กับการกระทำที่เกิดขึ้นซ้ำๆ  ในอดีต  และยังอาจเกิดขึ้นได้อีก  สังเกตจาก  “Adverb of frequency”  เหล่านี้   “Again and again”  =  ซ้ำแล้วซ้ำอีก,  “Many times”, “Several times”  =  หลายครั้ง,  “Sometimes”  =  บางที,  “Over and over”  (= Over and over again)  =  ซ้ำแล้วซ้ำอีก, “This is the first (second) time”  =  นี่เป็นครั้งแรก  (ครั้งที่ ๒)  เช่น

  • He has made the same mistake again and again.

(เขาทำความผิดเดิมๆ ซ้ำแล้วซ้ำอีก)

  • I have been to New York several times.

(ผมไปนิวยอร์กมาหลายครั้งแล้ว)

  • She has told that story over and over again.

(เธอเล่าเรื่องนั้นซ้ำแล้วซ้ำอีก)

  • This is the first time I have tried to play golf.

(นี่เป็นครั้งแรกที่ผมได้พยายามเล่นกอล์ฟ)

                                    ๖. ใช้กับการเปรียบเทียบ  “ขั้นสุด”  (Superlative degree)  เช่น

  • He is the best man I have found.

(เขาเป็นคนดีที่สุดที่ผมได้พบมา)

  • She is the most clever girl I have talked to.

(เธอเป็นเด็กหญิงที่ฉลาดที่สุดที่ผมได้คุยด้วย)

  • It is the most difficult problem she has solved.

(มันเป็นปัญหาที่ยากที่สุดที่เธอแก้)

  • They are the most diligent people I have ever seen in my life

(พวกเขาเป็นคนที่ขยันที่สุดที่ผมได้เคยเห็นมาในชีวิต)

                                    ๗. ใช้บอกเหตุการณ์หรือการกระทำที่เกิดในระยะเวลาช่วงหนึ่ง  และจบสิ้นไปแล้ว  สังเกตได้จากวลี  “this morning, this week, this month, this year”  เช่น

  • I have read three books this month.

(ผมได้อ่านหนังสือ เล่ม เดือนนี้)  (คือ  อ่านจบแล้ว)

  • He has done a lot of work this week.

(เขาทำงานมากมายสัปดาห์นี้)  (คือ  งานเสร็จแล้ว)

                                    แต่ถ้ายังทำไม่เสร็จ  ใช้รูป  “Continuous”  เช่น

  • He is working hard this year.

(เขากำลังทำงานหนักปีนี้)

  • They are studying hard this term.

(พวกเขากำลังขยันเรียนเทอมนี้)

                                    ๘. ใช้กับเหตุการณ์หรือการกระทำในอดีตที่สิ้นสุดลงแล้ว  ไม่บ่งเวลาที่แน่ชัด  แต่ยังแสดงผลให้เห็นอยู่จนถึงปัจจุบัน   เช่น

  • I have lost my key.  (ผมทำกุญแจหาย)  (ตอนนี้ก็ยังไม่เจอ)
  • I have locked the door.  (ผมล็อคประตูแล้ว)  (ประตูยังปิดอยู่)
  • John has read many books on astronomy.

(จอห์นได้อ่านหนังสือมากมายด้านดาราศาสตร์)  (คือ  อ่านจบไปแล้ว)

                                     แต่ถ้าบอกเวลาในอดีตที่แน่นอน  จะต้องใช้  “Past simple” (Verb 2)  เช่น

  • I lost my key last week.

(ผมทำกุญแจหายอาทิตย์ที่แล้ว)

  • She studied in the library this morning.

(เธออ่านหนังสือในห้องสมุดเมื่อเช้านี้)

  • I locked the door last night.

(ผมล็อคประตูเมื่อคืนนี้)

 

17. The man ___________________ when he noticed a large packing-case lying on the floor.

(ชายผู้นั้น ______________ เมื่อเขาสังเกตเห็นลังสำหรับบรรจุหีบห่อขนาดใหญ่วางอยู่บนพื้น)

(a) has about to leave

(b) is about to leave

(c) had about to leave

(d) was about to leave    (กำลังจะจากไป, จวนจะจากไป)

ตอบ   –   ข้อ   (d)   เนื่องจาก  “To be about to”   หมายถึง   “กำลังจะ  หรือ  จวนจะ หรือ   พร้อมที่จะ”   เช่น

  • His father is about to retire.

(พ่อของเขาจวนจะเกษียณอายุงานแล้ว)

  • She was just about to go on stage again.

(เธอพร้อมที่จะขึ้นแสดงบนเวทีอีกครั้ง)

  • It is about to rain very soon.

(ฝนจวนจะตกแล้วเร็วๆนี้)

  • We were about to leave when the snow began.

(เรากำลังจะจากไปเมื่อหิมะเริ่มตก)

  • I haven’t gone yet, but I’m about to.

(ผมยังไม่ได้ไปเลย  แต่ผมพร้อมจะไปแล้ว)

 

18. In this much-travelled world, there are still ______________ which are inaccessible to tourists.

(ในโลกแห่งการท่องเที่ยวมากมายนี้  ยังคงมี __________ ที่ยังไม่สามารถเข้าถึงได้โดยนักท่องเที่ยว)

(a) many thousands places

(b) thousands of places    (สถานที่หลายพันแห่ง)

(c) many thousands of place

(d) thousand of places

ตอบ   –   ข้อ    (b)   หรืออาจใช้   “many thousands of places”  (สถานที่หลายพันแห่ง)

 

19. We all suspected him but _____________________________________ he was innocent.

(พวกเราทั้งหมดสงสัยเขา  แต่ __________________________________ เขาเป็นผู้บริสุทธิ์)

(a) for that matter

(b) no matter

(c) as a matter of course

(d) as a matter of fact    (จริงๆ แล้ว, แท้ที่จริงแล้ว)

ตอบ   –   ข้อ    (d)

 

20. I am not used ___________________________________________ this type of machine.

(ผมไม่คุ้นเคย-เคยชิน _____________________________________ เครื่องจักรประเภทนี้)

a) to use

(b) to using    (กับการใช้)

(c) using

(d) to have used

ตอบ   -   ข้อ   (b)   “Be used to”  หรือ  “Get used to”  +  Verb + ing  =   “คุ้นเคย-เคยชินกับการ ..........................”  เช่น

  • Im used to eating Chinese food.

(ผมคุ้นเคยกับการกินอาหารจีน)  (ในปัจจุบัน)

  • She was used to playing badminton when she was young.

(เธอเคยชินกับการเล่นแบดมินตัน  เมื่อเธอเป็นเด็ก)  (เคยชินในอดีต)

  • They get used to getting up early.

(พวกเขาเคยชินกับการตื่นแต่เช้าตรู่)  (ในปัจจุบัน)

  • We got used to studying hard when we were in college.

(เราเคยชินกับการเรียนหนัก  เมื่อตอนเราเรียนมหาวิทยาลัย)  (เคยชินในอดีต)

 

21. According to a recent survey, __________________ doctors do not have a personal physician.

(สอดคล้องกับการสำรวจเมื่อเร็วๆมานี้   แพทย์ ____________ ไม่มีหมอประจำตัว)  (ต่างจากคนรวยบางคน  ที่มีหมอประจำตัว)

(a) a large amount of     (จำนวนมาก)

(b) large amount of

(c) a large number of    (จำนวนมาก)

(d) large number of

ตอบ    –    ข้อ   (c)   เนื่องจากขยายคำนามพหูพจน์  (doctors)  ส่วน   “A large amount of”   ใช้ขยายคำนามนับไม่ได้   (เอกพจน์เสมอ)   เช่น

  • A large amount of rain falls in the South of Thailand each year.

(ฝนปริมาณมากตกทางภาคใต้ของไทยในแต่ละปี)

  • A large amount of furniture has been exported to Malaysia recently.

(เฟอร์นิเจอร์จำนวนมาก  ได้ถูกส่งออกไปยังมาเลเซียเมื่อเร็วๆ นี้)

  • A large amount of water is needed if these trees are to survive.

(ต้องการน้ำในปริมาณมาก  ถ้าจะให้ต้นไม้เหล่านี้รอดตาย)

  • There is a large amount of equipment used for the construction of the building.

(มีอุปกรณ์จำนวนมากถูกใช้  เพื่อการก่อสร้างอาคารหลังนี้)

 

เรียน   ท่านผู้ติดตามอ่านเว็บไซต์  “everydayenglish.pwa.co.th”                

 

                  ถ้าท่านมีคำแนะนำให้ปรับปรุงเว็บไซต์นี้ประการใด  กรุณาส่ง   e-mail ไปที่  ดร. วัชรินทร์  ภูเขาทอง  อดีต  ผอ. สำนักวิทยาการ  การประปาส่วนภูมิภาค  ผู้จัดทำเว็บไซต์นี้  ตาม   “Address” wpookaotong@yahoo.com   (โปรดระบุหัวเรื่องด้วยว่า  “ปรับปรุงเว็บไซต์)   เพื่อที่ผู้จัดทำฯ จะได้ปรับปรุงเนื้อหาได้ตรงตามความประสงค์ของผู้อ่านเว็บไซต์นี้ต่อไป

 

 

 

 

 

 

หมวดข้อสอบ STRUCTURE (ตอนที่ 26)

การประปาส่วนภูมิภาค  “มุ่ง-มั่น-เพื่อปวงชน”

 

Direction:  Choose the most appropriate answer.

(จงเลือกคำตอบที่เหมาะสมที่สุด)

 

1. The tour agent with ____________ you talked this morning will come to our office today to present her touring program for this summer.

(ตัวแทนท่องเที่ยว ___________ คุณคุยด้วยเมื่อเช้านี้  จ