หมวดข้อสอบ READING

หมวดข้อสอบ READING (ตอนที่ 10)

การประปาส่วนภูมิภาค  “มุ่ง-มั่น-เพื่อปวงชน”

 

DirectionChoose the best alternative for the blank in each item.

(จงเลือกคำตอบที่ดีที่สุดเพื่อเติมลงในช่องว่างในแต่ละข้อ)

 

            The practice of headhunting was widespread among certain peoples of the Pacific area, Assam, Burma and North and much of South America until the twentieth century.  Taking the heads of enemies was usually the main objective of warfare but was considered to be more than collecting trophies of battle; it was generally part of a belief that strength and power were acquired from the head, which was also the home of the soul.

          The earliest record of headhunting is from the archaeological site of Choukoutien, China dated to about 250,000 years ago.  A number of skulls were found with the foramen magnum hollowed out, presumably so that the brain could be removed and eaten.  In the Pacific region, such as the Solomon Islands, Borneo and Indonesia, and among the Maoris of New Zealand, the usual practice was for whole heads to be collected, either as part of a young man’s initiation ceremony on as a ritual designed to gain the dead enemies’ strength.  As with human sacrifice and cannibalism, headhunting was engaged in primarily as part of ritual ceremonies and was very rarely used as a method of obtaining food.

            In New Guinea, headhunting among the Fly River people of the Gulf District took the form of removing the skin from the skull, drying and stuffing the skin and hanging it as a trophy.  In South America, the Jibaro tribe removed the bone and packed the skin with hot sand, causing it to shrink while still retaining the features.  Headhunting was also practiced by some North American tribes, although generally it took the form of removing and preserving the scalp of the victim.  In our society, headhunting is regarded as an abhorrent and primitive custom but the practice of keeping human heads as trophies is perhaps only slightly different from that of big game hunters displaying the skins and heads of wild beasts that they have killed.

 

1. The best title for the passage is ____________________________________.

(ชื่อเรื่องที่ดีที่สุดสำหรับบทความนี้ คือ _______________________________)

    (a) Headhunting Practices    (พิธีการการล่าหัวมนุษย์)  (เนื้อเรื่องส่วนใหญ่กล่าวถึงการล่าหัวมนุษย์

          (ศัตรู) ในส่วนต่างๆ ของโลก  ส่วนข้ออื่นๆ เป็นเพียงรายละเอียดปลีกย่อย)

    (b) Primitive Customs    (ประเพณีโบราณ)

    (c) Ritual Ceremonies    (พิธีกรรมทางศาสนา)

    (d) Trophies of Battle    (สัญลักษณ์แห่งชัยชนะ (ของที่ระลึก) ของการสู้รบ)

2. The main idea of this passage is that _______________________________.

(ความคิดสำคัญของบทความนี้คือว่า ________________________________)

    (a) headhunting was a form of hunting sport    (การล่าหัวมนุษย์เป็นรูปแบบหนึ่งของกีฬาการล่า)

    (b) primitive civilization is rather inhumane    (อารยธรรมโบราณค่อนข้างจะทารุณโหดร้าย-ขาดมนุษยธรรม)

    (c) human civilization is full of strange practices    (อารยธรรมมนุษย์เต็มไปด้วยการปฏิบัติ (พิธีการ) แปลกๆ)

    (d) headhunting was common in many societies    (การล่าหัวมนุษย์เป็นสิ่งธรรมดาสามัญใน

          สังคมจำนวนมาก)  (ทั้งบทความกล่าวถึงการล่าหัวมนุษย์ของชนเผ่าต่างๆ)

3. The main reason for headhunting was that _____________________________.

(เหตุผลสำคัญสำหรับการล่าหัวมนุษย์คือว่า ______________________________)

    (a) it was a method of obtaining food    (มันเป็นวิธีการของการได้อาหารมา)

    (b) people gain strength and power from the heads    (ผู้คนจะได้รับพลังและอำนาจจากหัว

          เหล่านั้น)  (ดูคำตอบจากประโยคที่ ๒ (สุดท้าย) ของพารากราฟแรก  ที่กล่าวว่า  “การล่าหัว

          ของศัตรู..................โดยทั่วไปแล้ว  มันเป็นส่วนหนึ่งของความเชื่อที่ว่า  ความแข็งแรงและ

          อำนาจถูกได้มาจากหัว  ซึ่งก็เป็นบ้าน (ที่อยู่อาศัย) ของวิญ ญาณด้วยเช่นกัน)

    (c) the number of skulls showed the winner’s strength and power    (จำนวนของกะโหลกศีรษะแสดง

          ถึงพลังและอำนาจของผู้ชนะ – สงคราม)

    (d) heads must be collected as if they were the home of the soul    (หัวจะต้องถูกเก็บรวบรวมราวกับ

         ว่า (ประหนึ่งว่า) มันเป็นบ้านของวิญญาณ)

4. The word “trophy” in paragraph 3 means _____________________________________.

(คำว่า “สัญลักษณ์แห่งชัยชนะ, ของที่ระลึก” ในพารากราฟที่ หมายถึง ________________)

    (a) pride and courage    (ความภาคภูมิใจและความกล้าหาญ)

    (b) strength and power    (พละกำลังและอำนาจ)

    (c) a soul from a dead man    (วิญญาณจากคนตาย)

    (d) a prize for the winner    (รางวัลสำหรับผู้ชนะ)

5. The word “it” in paragraph 3 refers to the ____________________________________.

(คำว่า “มัน” ในพารากราฟที่ ๓ กล่าวถึง ____________________________________)

    (a) head    (ศีรษะ)

    (b) sand    (ทราย)

    (c) skin    (หนัง)  (ประโยคที่ กล่าวว่า  “ในทวีปอเมริกาใต้  ชนเผ่า “จิบาโร” จะเลาะเอากระดูก

          ออกและยัดเข้าไปในหนัง (มนุษย์) ด้วยทรายร้อน  ซึ่งจะทำให้มัน (หนัง)หดตัว  ในขณะที่ยัง

          คงรักษาลักษณะ (รูปร่างเดิม) ของมันอยู่”)

    (d) skull    (กะโหลกศีรษะ)

6. Headhunting is similar to human sacrifice and cannibalism in that it is _________________.

(การล่าหัวมนุษย์คล้าย (เหมือน) กับการบูชายัญมนุษย์และการกินเนื้อมนุษย์  ตรงที่ว่ามันเป็น ______

___________)

    (a) a way to secure food    (วิธีหนึ่งที่จะให้ได้อาหารมา)  (ประโยคสุดท้ายของพารากราฟ ๒ กล่าวว่า 

          “การล่าหัวมนุษย์...............ถูกใช้น้อยครั้งมากเพื่อเป็นวิธีการของการได้รับอาหาร  (หมายถึง  การล่า

           หัวมนุษย์ส่วนใหญ่แล้วมิได้เพื่อนำมาเป็นอาหาร)”

    (b) part of the tribal rites    (ส่วนหนึ่งของพิธีกรรมของชนเผ่า)  (ดูคำตอบในพารากราฟ )

    (c) a mark of early civilization    (เครื่องหมายของอารยธรรมยุคแรกๆ)

    (d) part of a person’s cultural learning    (ส่วนหนึ่งของการเรียนรู้ทางด้านวัฒนธรรมของบุคคล)

7. The writer expresses _______________ concerning the display of the heads of wild animals by

present-day hunters.

(ผู้เขียนแสดง ______________ เกี่ยวกับการแสดงหัวของสัตว์ป่าโดยนายพราน (นักล่า) สมัยปัจจุบัน)

    (a) admiration    (การยกย่อง, การชื่นชม)

    (b) encouragement    (การให้กำลังใจ, การส่งเสริม, การสนับสนุน, การกระตุ้น)

    (c) disapproval    (การไม่เห็นด้วย, การไม่เห็นชอบ, การไม่อนุมัติ)  (ดูคำตอบจากประโยคสุดท้าย

          ของพารากราฟ ที่กล่าวว่า  “การล่าหัวมนุษย์เป็นประเพณีที่น่ารังเกียจ  แต่การเก็บหัวมนุษย์

          ไว้เป็นสัญลักษณ์แห่งชัยชนะก็แตกต่างกันเพียงเล็กน้อยเท่านั้น  กับการที่นายพรานสมัยปัจจุ

           บันตั้งโชว์หนังและหัวของสัตว์ป่าที่พวกเขาล่ามา”)

    (d) indifference    (การไม่แยแส, การไม่สนใจ, การเฉยเมย, ความเป็นกลาง, ความไม่ลำเอียง)

8. This passage is most likely found in a book on ______________________________.

(บทความนี้เป็นไปได้มากที่สุดที่จะถูกพบในหนังสือเกี่ยวกับ ______________________)

    (a) anthropology    (มานุษยวิทยา)

    (b) physiology    (สรีรวิทยา)

    (c) archeology    (โบราณคดี)

    (d) travel    (การเดินทาง, การท่องเที่ยว)

 

(คำแปล)                                              

            การปฏิบัติ (พิธีการ) (practice) การล่าหัวมนุษย์เป็นสิ่งที่แพร่หลาย (widespread) ในบรรดาผู้คนเชื้อชาติต่างๆ (peoples) บางกลุ่มของบริเวณแปซิฟิก, อัสสัม (รัฐหนึ่งของอินเดีย), และทางตอนเหนือและพื้นที่จำนวนมากของ (ทวีป) อเมริกาใต้จนกระทั่งศตวรรษที่ ๒๐ (จึงค่อยๆ หายไป),  การเอา (Taking) หัวของศัตรูไปโดยปกติแล้วเป็นวัตถุประสงค์ (objective) หลัก (main) ของการทำสงคราม (การสู้รบ) (warfare)  แต่ก็ได้ถูกถือ (considered) ว่าเป็นอะไรที่มากไปกว่าการสะสม (collecting) ของที่ระลึก (สัญลักษณ์แห่งชัยชนะ) (trophies) ของสงคราม (การรบ) (battle),  โดยทั่วไปแล้ว  มันเป็นส่วนหนึ่งของ (part of) ความเชื่อ (belief) ที่ว่า  ความแข็งแรง (strength) และอำนาจ (power) ถูกได้มา (acquired) จากหัว,  ซึ่งก็เป็นบ้าน (ที่อยู่อาศัย) (home) ของวิญญาณ (soul) ด้วยเช่นกัน

            บันทึก (ประวัติ) (record) ซึ่งเก่าแก่ที่สุด (earliest) ของการล่าหัวมนุษย์  มาจากสถานที่ทางโบราณคดี (archaeological site) ของเมืองจูเกาเทียน ประเทศจีน  ซึ่งระบุเวลา (dated) ประมาณ ๒๕๐,๐๐๐ ปีล่วงมาแล้ว  โดยกะโหลกศีรษะจำนวนมาก (A number of skulls) ถูกพบ (เจอ) (found) พร้อมกับ (with) ช่องรูปไข่ขนาดใหญ่ในกระดูกของกะโหลกตอนล่างของมนุษย์และสัตว์ (foramen magnum)  ซึ่งได้ถูกทำให้เป็นโพรง (เจาะเป็นรูใหญ่่) (hollowed out)  โดยสันนิษฐานว่า (presumably) เพื่อที่ว่า (so that) มันสมอง (brain) จะสามารถถูกเอาออกมา (removed) และกิน  ทั้งนี้  ในบริ เวณ (มหาสมุทร) แปซิฟิก  เช่น  หมู่เกาะโซโลมอน, บอร์เนียวและอินโดนีเซีย, และในบรรดาชนเผ่าเมารีของนิวซีแลนด์  การปฏิบัติโดยปกติ (usual practice) ก็คือให้หัว (ศีรษะ) (heads) ครบทุกชิ้นส่วน (whole) ถูกเก็บรวบรวม (collected)   ซึ่งหากไม่เป็น (either as) ส่วนของพิธีการนำเข้าเป็นสมาชิก (ของเผ่า) (initiation ceremony) ของชายหนุ่ม  ก็เป็น (or as) พิธีกรรม (ritual) ซึ่งถูกออกแบบ (designed) มาให้ ได้รับ (ได้มา) (gain) พละกำลัง (ความเข้มแข็ง) (strength) ของศัตรูที่ตาย  (ความหมายคือ  เก็บหัวมนุษย์มาเพื่อทำพิธีต้อนรับสมาชิกหนุ่มของเผ่า  หรือไม่ก็พิธีรับเอาพลังของเจ้าของหัวกะโหลกมาเป็นของพวกตน),  สำหรับในส่วนที่เกี่ยวกับการบูชายัญมนุษย์ (human sacrifice) และการกินเนื้อมนุษย์ (cannibalism)  การล่าหัวมนุษย์เกี่ยวข้อง (เชื่อมต่อ) (engaged) อย่างสำคัญ (primarily) ในฐานะส่วนหนึ่งของพิธีกรรมทางศาสนา (ritual ceremonies)  และถูกใช้น้อยครั้งมาก (very rarely used) เพื่อเป็นวิธีการ (method) ของการได้รับ (obtaining) อาหาร  (หมายถึง  การล่าหัวมนุษย์ส่วนใหญ่แล้วมิได้เพื่อนำมาเป็นอาหาร) 

            ในนิวกินี  การล่าหัวมนุษย์ในบรรดาชนเผ่า “ฟลายริเวอร์” ของย่านอ่าว (Gulf District) มีรูปแบบ (took the form) ของการถลก (removing) หนัง (skin) จากกะโหลกศีรษะ (skull)ตากแห้ง (drying) และสตัฟ (stuffing) หนังนั้น  และแขวน (hanging) มันไว้เป็นสัญลักษณ์แห่งชัยชนะ (ของที่ระลึก) (trophy)  ส่วนในทวีปอเมริกาใต้  ชนเผ่า “จิบาโร” จะเลาะออก (removed) กระดูก (bone) (เลาะเอากระดูกออก)  และยัดเข้าไป (packed) ในหนัง (มนุษย์) ด้วยทรายร้อน  ซึ่งจะทำให้ (causing) หนังนั้นหดตัว (shrink) ในขณะที่ยังคงรักษา  (retaining) ลักษณะ (รูปแบบเดิม) (features) ของมันอยู่,  นอกจากนั้น  การล่าหัวมนุษย์ยังได้รับการปฏิบัติ (กระทำ) (practiced) โดยชนเผ่า (อินเดียนแดง) (tribes) ในทวีปอเมริกาเหนือบางเผ่าด้วย  แม้ว่าโดยทั่วไปแล้วมันมีรูปแบบของการถลกและเก็บรักษา (preserving) หนังหัวคนที่รวมทั้งผม (scalp) ของเหยื่อ (victim),  ทั้งนี้  ในสังคมของเรา  การล่าหัวมนุษย์ถูกถือว่า (เห็นว่า) (regarded) เป็นประเพณี (custom) ที่น่ารังเกียจอย่างมาก (abhorrent) และดึกดำบรรพ์ (ป่าเถื่อน) (primitive)  แต่พิธีกรรม (การกระทำ) (practice) ของการเก็บ (keeping) หัวมนุษย์ไว้เป็นสัญลักษณ์แห่งชัยชนะ (ของที่ระลึก) (trophy)  บางทีแล้ว (perhaps) แตกต่างกัน (different) เพียงเล็กน้อยเท่านั้น (only slightly) จากการกระทำ (that) ของนายพราน (ในปัจจุบัน) ซึ่งล่าสัตว์สำหรับไว้ล่าขนาดใหญ่ (big game hunters)  ผู้ซึ่งแสดง (displaying) หนังและหัวของสัตว์ป่า (wild beasts) ที่พวกเขาได้สังหาร (ฆ่า) (killed)  (ผู้เขียนมองว่า  การล่าสัตว์ป่าของนายพรานในปัจจุบัน  และเอาหนังหรือหัวสัตว์ที่ถูกล่ามาตั้งโชว์ไว้  ก็ไม่ต่างกันมากนักกับการล่าหัวมนุษย์ในอดีต)

 

เรียน   ท่านผู้ติดตามอ่านเว็บไซต์  “everydayenglish.pwa.co.th                  

 

                ถ้าท่านมีคำแนะนำให้ปรับปรุงเว็บไซต์นี้ประการใด  กรุณาส่ง   e-mail ไปที่  ดร. วัชรินทร์  ภูเขาทอง  อดีต  ผอ. สำนักวิทยาการ  การประปาส่วนภูมิภาค  ผู้จัดทำเว็บ-ไซต์นี้  ตาม   “Address” wpookaotong@yahoo.com   (โปรดระบุหัวเรื่องด้วย ว่า  “ปรับปรุงเว็บไซต์”)   เพื่อที่ผู้จัดทำฯ จะได้ปรับปรุงเนื้อหาได้ตรงตามความประสงค์ของผู้อ่านเว็บไซต์นี้ต่อไป

 

 

 

 

หมวดข้อสอบ READING (ตอนที่ 9)

การประปาส่วนภูมิภาค  “มุ่ง-มั่น-เพื่อปวงชน”

 

DirectionChoose the best alternative for the blank in each item.

(จงเลือกคำตอบที่ดีที่สุดเพื่อเติมลงในช่องว่างในแต่ละข้อ)

 

A Sound Harbor

 

          Nations have always struggled for outlets to the sea from which they could ship and receive goods.  Over two hundred years ago England, Spain, Holland, Portugal, and France founded colonies all over the globe.  These nations became powerful because they were seafaring: they were seafaring because their coastlines contained good harbors from which their fleets could set sail.

          What makes a good harbor?  There are four important conditions.  First of all, a good harbor must be easy to enter, with wide, well-marked channels free from strong currents, heavy tides, rocks, or sand bars.

          Second, a good harbor must afford shelter from rough seas.  When there are high waves, a ship tied to a dock could be battered to pieces, and certainly no unloading could be done.

          The water level of a harbor changes considerably with the ebb and flow of the tides; so the third condition for a good harbor is that it has water deep enough for an ocean vessel, even at low tide.  Ships must be able to come and go without waiting and without being grounded. 

          Last of all, a good harbor should have a moderate climate and be free from ice and fog most of the year.

 

1. Good harbors made nations become __________________________________.

(ท่าเรือที่ดีทำให้ชาติต่างๆ _____________________________________________)

    (a) seafaring    (เดินทะเลเป็นประจำ)

    (b) greedy    (ตะกละ, โลภ, ละโมบ, อยากได้)

    (c) powerful    (มีอำนาจมาก, มีกำลังมาก)

    (d) both A and C    (ทั้งข้อ  A  และ  C)  (ดูคำตอบจากประโยคสุดท้ายของพารากราฟแรกที่กล่าวว่า 

         “ประเทศเหล่านี้มีอำนาจมาก  เพราะว่าพวกตนเดินทางๆ ทะเล (เดินทะเล) เป็นประจำ,  ประเทศ

          เหล่านี้เดินทะเลเป็นประจำเพราะว่าแนวชายฝั่งทะเลของตนมีท่าเรือ (ที่จอดเรือ) ที่ดี  ที่ซึ่งกอง

          เรือ (รบ) ของตนสามารถออกทะเลได้  -  หมายถึง  ออกจากท่าเรือเหล่านี้)

2. A good harbor depends upon __________________________________________.

(ท่าเรือที่ดีขึ้นอยู่กับ ____________________________________________________)

    (a) location only    (ทำเลที่ตั้งเท่านั้น)

    (b) fleets only    (กองเรือ (สินค้า, รบ) เท่านั้น)

    (c) several conditions    (เงื่อนไขหลายอย่าง)  (ดูคำตอบจากพารากราฟ ๒ – ๕ ที่กล่าวถึงเงื่อนไข

           ประการ)

    (d) rough seas    (ทะเลที่มีคลื่น)

3. A good harbor’s channels are __________________________________________.

(ร่องน้ำ (ทางเดินเรือ) ของท่าเรือที่ดี (จะต้อง) ________________________________)

    (a) wide and well-marked    (กว้างและสังเกตได้ง่าย – ทำเครื่องหมายไว้ดี)  (ดูคำตอบจากประโยค

          ที่ (สุดท้าย) ของพารากราฟ )

    (b) narrow and protected    (แคบและได้รับการปกป้อง – จากกระแสน้ำเชี่ยว)

    (c) sheltered by sand bars    (ถูกให้ที่กำบังหรือที่หลบภัยโดยสันดอนทราย)  (ประโยคสุดท้ายของพารา

          กราฟ ๒ กล่าวว่า  ท่าเรือที่ดีจะต้องมีร่องน้ำที่ปราศจากสันดอนทราย หรือสิ่งกีดขวางทางเดินเรือ)

    (d) rocky    (เต็มไปด้วยหิน, มีหินมาก, ประกอบด้วยหิน)  (ประโยคสุดท้ายของพารากราฟ ๒ กล่าวว่า  ท่าเรือ

          ที่ดีจะต้องมีร่องน้ำที่ปราศจากหิน)

4. Ships must be sheltered from rough water because __________________________.

(เรือจะต้องถูกให้ที่กำบังหรือที่หลบภัยจากน้ำที่มีคลื่นจัด  เพราะว่า _________________)

    (a) they may be damaged    (มันอาจจะถูกทำให้เสียหาย หรือได้รับอันตราย)

    (b) they may be grounded    (มันอาจจะเกยตื้น)

    (c) unloading is impossible in rough water    (การขนถ่ายสินค้าลงจากเรือเป็นไปไม่ได้ในน้ำซึ่งมีคลื่นจัด)

    (d) both A and C    (ทั้งข้อ  A  และ  C)  (ดูคำตอบจากพารากราฟที่ ที่กล่าวว่า  “ท่าเรือที่ดีจะต้องมี

          (ให้) ที่กำบัง (ที่หลบภัย) จากทะเลซึ่งคลื่นจัด  ทั้งนี้  เมื่อมีคลื่นสูง (แรง)  เรือซึ่งถูกผูกไว้ที่อู่เรือ

           สามารถถูกตีกระหน่ำ (ด้วยคลื่น) จนเป็นชิ้นๆ (ชิ้นเล็กชิ้นน้อย) และแน่นอนทีเดียว การถ่ายสิน

           ค้าลงจากเรือจะไม่สามารถทำได้)

5. The water level changes with the _______________________________________.

(ระดับน้ำเปลี่ยนไปพร้อมๆ กับ ____________________________________________)

    (a) coming and going of ships    (การมาและการไปของเรือต่างๆ)

    (b) ocean currents    (กระแสน้ำในมหาสมุทร)

    (c) ebb and flow of tides    (การไหลกลับของกระแสน้ำ (น้ำลด) และการไหลของน้ำขึ้นน้ำลง

          (ดูคำตอบจากประโยคแรกของพารากราฟ ที่กล่าวว่า  “ระดับน้ำของท่าเรือเปลี่ยนแปลงอย่าง

          มากมายพร้อมๆ กับการไหลกลับของกระแสน้ำ (น้ำลด) และการไหลของน้ำขึ้นน้ำลง)

    (d) shifting of sand bars    (การเปลี่ยนแปลงของสันดอนทราย หรือสิ่งกีดขวางทางเดินเรือ)

6. Harbor waters must be deep enough for a large ship _______________________.

(น้ำ (ทะเล) ของท่าเรือจะต้องลึกเพียงพอสำหรับเรือขนาดใหญ่ __________________)

    (a) to come and go even at low tide    (ที่จะมาและไปแม้กระทั่งเวลาที่น้ำลง)  (ดูคำตอบจากประ

         โยคแรกของพารากราฟ ๔ ที่กล่าวว่า  “ระดับน้ำของท่าเรือเปลี่ยนแปลงอย่างมากมายพร้อมๆ

          กับการไหลกลับของกระแสน้ำ (น้ำลด) และการไหลของน้ำขึ้นน้ำลง  ดังนั้น  เงื่อนไขประการที่

            ของท่าเรือที่ดีคือว่า  มันมีน้ำลึกเพียงพอสำหรับเรือเดินสมุทร  แม้กระทั่งเมื่อน้ำลง)

    (b) to unload    (ที่จะขนถ่ายสินค้าลงจากเรือ)  (พารากราฟที่ ๓ กล่าวว่า  “ท่าเรือที่ดีจะต้องมี (ให้) ที่กำบัง

          (ที่หลบภัย) จากทะเลซึ่งคลื่นจัด (คลื่นรุนแรง)  ทั้งนี้  เมื่อมีคลื่นสูง (แรง) เรือซึ่งถูกผูกไว้ที่อู่เรือสามารถ

          ถูกตีกระหน่ำ (ด้วยคลื่น) จนเป็นชิ้นๆ (ชิ้นเล็กชิ้นน้อย)  และแน่นอนทีเดียว  การขนถ่ายสินค้าลงจากเรือ

          จะไม่สามารถทำได้”)  (คือ  ท่าเรือที่ดีต้องมีที่กำบังจากคลื่นจัด  ซึ่งจะทำให้สามารถขนถ่ายสินค้าได้ 

          มิใช่ต้องมีน้ำลึกพอ)

    (c) to drop anchor    (ที่จะทอดสมอ)

    (d) to get grounded    (ที่จะเกยตื้น)

7. Harbors should be free from ____________________________________________.

(ท่าเรือควรที่จะปราศจาก _____________________________________________)

    (a) rain    (ฝน)

    (b) snow    (หิมะ)

    (c) all tides    (กระแสน้ำทั้งหมด)  (หมายถึง  น้ำขึ้นและน้ำลง)  (ไม่เลือกข้อนี้  เนื่องจากพารากราฟ ๔ กล่าว

          ว่า  ท่าเรือที่ดีต้องมีน้ำลึกเพียงพอ  แม้กระทั่งเมื่อน้ำลง)

    (d) ice and fog    (น้ำแข็งและหมอก)  (ดูคำตอบจากพารากราฟสุดท้ายที่กล่าวว่า  “ท่าเรือที่ดีควร

          มีภูมิอากาศซึ่งไม่รุนแรง (ไม่หนาวจัดหรือร้อนจัด)  และปราศจากน้ำแข็งและหมอกเกือบ

          ตลอดปี)

8. Implied but not stated:

(บอกเป็นนัย (เป็นที่เข้าใจ)  แต่มิได้กล่าวไว้)

    (a) Harbors have been important in history.    (ท่าเรือมีความสำคัญในประวัติศาสตร์ – จากอดีต

          จนถึงปัจจุบัน)  (สรุปจากข้อความในพารากราฟแรก)

    (b) England founded colonies 200 years ago.    (อังกฤษก่อตั้งอาณานิคมเมื่อ ๒๐๐ ปีล่วงมาแล้ว)

    (c) Good harbor channels must have strong currents.    (ร่องน้ำ (ทางเดินเรือ) ที่ดีของท่าเรือ  จะต้อง

          มีกระแสน้ำไหลเชี่ยว)  (ดูคำอธิบายจากประโยคสุดท้ายของพารากราฟ ๒ ที่กล่าวว่า  “..................ต้อง

          ปราศจากกระแสน้ำไหลเชี่ยว”)

    (d) High tide may cause traffic problems.    (กระแสน้ำขึ้นอาจก่อให้เกิดปัญหาการจราจร – ของเรือ) 

          (บทความมิได้กล่าวไว้)

 

(คำแปล)                                                 ท่าเรือที่ดี

 

            ประเทศต่างๆ ได้พยายาม (ต่อสู้ดิ้นรน) (struggled) เสมอมาเพื่อหาทางออก (outlets) สู่ทะเล  ซึ่งเป็นที่ที่ประเทศสามารถขนส่ง (ship) และรับสินค้า (receive goods) ได้,  โดยเมื่อกว่า ๒๐๐ ปีมาแล้ว  อังกฤษ, สเปน, ฮอลแลนด์, โปรตุเกส และฝรั่งเศสสร้าง (สถาปนา, ก่อตั้ง) (founded) อาณา นิคมทั่วโลก (all over the globe)  ประเทศเหล่านี้มีอำนาจมาก (มีกำลังมาก) (powerful)  เพราะว่าพวกตนเดินทางๆ ทะเล (เดินทะเล) เป็นประจำ (seafaring),  ประเทศเหล่านี้เดินทะเลเป็นประจำเพราะว่าแนวชายฝั่งทะเล (coastlines) ของตนมี (contained) ท่าเรือ (ที่จอดเรือ) (harbors) ที่ดี  ที่ซึ่งกองเรือ (กองเรือรบ) (fleets) ของตนสามารถออกทะเล (set sail) ได้ (หมายถึง  ออกจากท่าเรือเหล่านี้)  

            อะไรทำให้เกิดท่าเรือที่ดี,  มีเงื่อนไข (conditions) สำคัญ ประการ,  ประการแรก (First of all)  ท่าเรือที่ดีจะต้องง่าย (ง่ายดาย, ไม่ลำบาก, สะดวกสบาย) (easy) ที่จะเข้าไป (enter) (เข้าได้ง่ายหรือสะดวก)  และมีร่องน้ำ (ทางเดินเรือ) (channels) กว้าง (wide) และทำเครื่องหมายไว้ดี (สังเกตได้ง่าย) (well-marked)  และปราศจาก (free from) กระแสน้ำเชี่ยว (strong currents),  น้ำขึ้นน้ำลงแบบรุนแรง (heavy tides),  หิน หรือสันดอนทราย (สิ่งกีดขวางทางเดินเรือ) (sand bars)  

            ประการที่สอง  ท่าเรือที่ดีจะต้องมี (ให้) (afford) ที่กำบัง (ที่หลบภัย) (shelter) จากทะเลซึ่งคลื่นจัด (คลื่นรุนแรง) (rough)  ทั้งนี้  เมื่อมีคลื่นสูง (แรง) (high waves)  เรือซึ่งถูกผูก (tied) ไว้ที่อู่เรือ (dock) สามารถถูกตีกระหน่ำ (battered) (ด้วยคลื่น) จนเป็นชิ้นๆ (ชิ้นเล็กชิ้นน้อย) (pieces)  และแน่ นอนทีเดียว  การถ่ายสินค้า (ขนสินค้าลงจากเรือ) (unloading) จะไม่สามารถทำได้

            ระดับน้ำ (water level) ของท่าเรือเปลี่ยนแปลง (changes) อย่างมากมาย (considerably)  พร้อมๆ กับการไหลกลับของกระแสน้ำ (น้ำลด) (ebb) และการไหลของน้ำขึ้นน้ำลง (flow of the tides)  ดังนั้น  เงื่อนไขประการที่ ของท่าเรือที่ดีคือว่า  มันมีน้ำลึก (deep) เพียงพอสำหรับเรือเดินสมุทร (ocean vessel)  แม้กระทั่งเมื่อมีกระแสน้ำในระดับต่ำ (น้ำลง) (even at low tide) (หมายถึง  แม้ว่ากระแสน้ำจะลดลง (น้ำลง)  แต่ (ท่าเรือที่ดี) ต้องมีน้ำมากพอสำหรับเรือขนาดใหญ่)  โดยเรือจะต้องสามารถ (able) เข้าและออก (จากท่าเรือ) โดยไม่ต้องรอ และไม่ต้องเกยตื้น (grounded)

             ประการสุดท้าย (Last of all),  ท่าเรือที่ดีควรมีภูมิอากาศซึ่งไม่รุนแรง (ไม่หนาวจัดหรือร้อนจัด, ปานกลาง) (moderate)  และปราศจาก (ไม่มี) (free from) น้ำแข็งและหมอก (fog) เกือบตลอดปี (ส่วนใหญ่ของปี) (most of the year)

 

เรียน   ท่านผู้ติดตามอ่านเว็บไซต์  “everydayenglish.pwa.co.th                  

 

                ถ้าท่านมีคำแนะนำให้ปรับปรุงเว็บไซต์นี้ประการใด  กรุณาส่ง   e-mail ไปที่  ดร. วัชรินทร์  ภูเขาทอง  อดีต  ผอ. สำนักวิทยาการ  การประปาส่วนภูมิภาค  ผู้จัดทำเว็บ-ไซต์นี้  ตาม   “Address” wpookaotong@yahoo.com   (โปรดระบุหัวเรื่องด้วย ว่า  “ปรับปรุงเว็บไซต์”)   เพื่อที่ผู้จัดทำฯ จะได้ปรับปรุงเนื้อหาได้ตรงตามความประสงค์ของผู้อ่านเว็บไซต์นี้ต่อไป

 

 

 

 

หมวดข้อสอบ READING (ตอนที่ 8)

การประปาส่วนภูมิภาค  “มุ่ง-มั่น-เพื่อปวงชน”

 

DirectionChoose the best alternative for the blank in each item.

(จงเลือกคำตอบที่ดีที่สุดเพื่อเติมลงในช่องว่างในแต่ละข้อ)

 

Jenny: Our Poor Friend

 

          Jenny was a sixteen years old girl.  She was one of the best students in our class.  But she had been absent from school for several weeks and we were worried.  We decided to go to her village and find out what was wrong.

          When we arrived, Jenny’s mother told us that Jenny was sick with malaria.  We were shocked – we knew how serious malaria could be.  We asked how it had started.  Jenny’s mother explained, "One evening, Jenny was really hot and had terrible headaches.  She had no appetite.  This went on for a few days.  We thought that she had been in the sun too long.  My husband gave Jenny some herbal medicine, but it didn’t help.  Her condition began to get worse and she developed new symptoms.  The fever got higher and she started vomiting.  At this point, I was sure she had malaria, but I didn’t know what to do."

          Fortunately, we had learnt about malaria at school, and Jenny told her mother that she needed medicine quickly.  Her mother took Jenny to the hospital.  She didn’t want to lose another child.  Two years before, Jenny’s baby brother had fallen with malaria and died.

          At the hospital, the doctor had examined Jenny and diagnosed malaria.  He had given her an injection and prescribed some medicine.  And now she was getting better thanks to the treatment.

          We asked if we could see her.  We weren’t worried about catching the disease – we knew that malaria was not contagious.  At school we had learnt that you catch malaria at night, from female mosquitoes.  So we were upset to see that Jenny was sleeping without a mosquito net.

          We told our friend about a place where her parents could get free mosquito nets.  We told her we wanted her to come back to school soon.  We know that she was very lucky to recover from this disease that kills one baby every sixty seconds.

 

1. We decided to visit Jenny at her village because ________________________.

(เราตัดสินใจไปเยี่ยมเจนนี่ที่หมู่บ้านของเธอ  เพราะว่า ______________________)

    (a) she was one of the best students in our class    (เธอเป็นหนึ่งในบรรดานักเรียนที่ดีที่สุดในชั้นเรียนของเรา)

    (b) she was so young    (เธอยังเยาว์มาก)

    (c) we were worried about her    (เราเป็นห่วงเธอ)

    (d) we wanted to find out why she didn’t come to school for weeks    (เราต้องการค้นหาว่าทำ

          ไมเธอไม่มาโรงเรียนหลายสัปดาห์)  (จากประโยคสุดท้ายของพารากราฟแรก)

2. What was wrong with Jenny?

(มีอะไรผิดปกติกับเจนนี่)

    (a) she didn’t come to school for weeks    (เธอไม่มาโรงเรียนหลายสัปดาห์)

    (b) she made us shocked    (เธอทำให้เราตกใจ)

    (c) she was sick with malaria    (เธอป่วยด้วยไข้มาลาเรีย)  (จากพารากราฟ ประโยคที่ )

         (คำตอบดีกว่าข้อ  “A”)

    (d) she was too lazy to come to school    (เธอเกียจคร้านเกินกว่าที่จะมาโรงเรียน)

3. In her parents’ opinion at first, what was the cause of Jenny’s illness?

(ในความเห็นของพ่อแม่ของเธอในตอนแรก  อะไรคือสาเหตุความเจ็บป่วยของเจนนี่)

    (a) A lack of sleep.    (การขาดการนอน, การอดนอน)

    (b) She had terrible headaches.    (เธอปวดหัวอย่างรุนแรง)  (การปวดหัวเป็นการเจ็บป่วย  มิใช่สาเหตุ

          ของมัน)

    (c) She had no appetite.    (เธอไม่มีความอยากอาหารหรือเครื่องดื่ม)

    (d) She was in the sun too long.    (เธอตากแดดนานเกินไป)  (ดูคำตอบจากพารากราฟ

          ประโยคที่ )

4. What had happened to Jenny’s baby brother?

(อะไรเกิดขึ้นกับน้องชายทารก (หรืออายุน้อยที่สุดของครอบครัว) ของเจนนี่)

    (a) He contacted malaria at school.    (เขาติดเชื้อไข้มาลาเรียจากโรงเรียน)

    (b) He needed a medical treatment.    (เขาต้องการการรักษาทางการแพทย์)

    (c) He died of malaria two years before.    (เขาตายด้วยไข้มาลาเรีย ปีก่อนหน้านั้น)  (จากประ

          โยคสุดท้ายของพารากราฟ )

    (d) He was hospitalized.    (เขาถูกนำตัวส่งโรงพยาบาล)

5. What happened to Jenny at the hospital?

(อะไรเกิดขึ้นกับเจนนี่ที่โรงพยาบาล)

    (a) The doctor gave her an operation.    (หมอผ่าตัดให้เธอ)

    (b) The doctor gave her an injection and prescribed some medicine.    (หมอฉีดยาให้เธอ

           และสั่งยาบางอย่าง)  (จากประโยคที่ ๒ พารากราฟ ๔)

    (c) The doctor examined her and concluded that she had a cold.    (หมอตรวจเธอและสรุปว่าเธอ

          เป็นไข้หวัด)

    (d) The doctor diagnosed malaria and prescribed some herbal medicine.    (หมอวินิจฉัยว่าเป็นไข้

          มาลาเรียและสั่งยาสมุนไพร)  (พารากราฟ ๔ ประโยคที่ ๒ มิได้บอกว่าเป็นยาสมุนไพร)

6. Why did Jenny contact malaria?

(ทำไมเจนนี่จึงติดเชื้อไข้มาลาเรีย)

    (a) She got it from her friend at school.    (เธอติดมันมาจากเพื่อนที่โรงเรียน)  (พารากราฟที่ ๕ กล่าวว่า

          มาลาเรียมิได้เป็นโรคติดต่อ)

    (b) She stayed too long outside her home at night.    (เธออยู่นอกบ้านนานเกินไปตอนกลางคืน)

    (c) She was sleeping without a mosquito net.    (เธอนอนหลับโดยไม่มีมุ้งกาง)  (สาเหตุที่ติดเชื้อเพราะ

          โดนยุงกัด)

    (d) She was bitten by female mosquitoes.    (เธอถูกกัดโดยยุงตัวเมีย)  (จากประโยคที่ พารา

           กราฟ ๕)

7. We were upset because _______________________________________________.

(เราไม่สบายใจเพราะว่า _______________________________________________)

    (a) Jenny was bitten by female mosquitoes    (เจนนี่ถูกกัดโดยยุงตัวเมีย)

    (b) we knew that Jenny had slept without a mosquito net    (เรารู้ว่าเจนนี่นอนหลับโดยไม่

          กางมุ้ง)  (จากประโยคสุดท้ายของพารากราฟที่ ๕)

    (c) we were worried about catching malaria    (เราวิตกเกี่ยวกับว่า (เรา) จะติดเชื้อไข้มาลาเรีย)

    (d) we were not allowed to see Jenny for fear of bothering her    (เราไม่ได้รับอนุญาตให้พบเจนนี่ 

          โดยเกรงว่าจะรบกวนเธอ)

8. What did we tell Jenny?

(เราบอกอะไรกับเจนนี่)

    (a) Malaria kills one baby every sixty seconds.    (มาลาเรียฆ่าทารกหนึ่งคนทุกๆ ๖๐ วินาที)  (ประโยคสุด

          ท้ายของพารากราฟสุดท้ายกล่าวว่า  “เรารู้ว่าเจนนี่โชคดีมากที่หายจากโรคนี้ (มาลาเรีย)  ซึ่งฆ่าทารกหนึ่ง

          คนทุกๆ ๖๐ วินาที”)

    (b) We would take her to school soon.    (เราจะพาเธอไปโรงเรียนโดยเร็ว)  (ประโยคที่ ๒ ของพารากราฟ

          สุดท้ายกล่าวว่า  เราต้องการให้เธอกลับไปเรียนโดยเร็ว)

    (c) About a place to get free mosquito nets.    (เกี่ยวกับสถานที่ที่จะได้รับมุ้งฟรี)  (ดูคำตอบจาก

          ประโยคแรกของพารากราฟสุดท้าย)

    (d) A place where she could buy a mosquito net.    (สถานที่ที่เธอสามารถซื้อมุ้ง)

 

(คำแปล)                                                     เจนนี่ : เพื่อนที่น่าสงสารของเรา

            เจนนี่เป็นเด็กหญิงอายุ ๑๖ ปี  เธอเป็นหนึ่งในบรรดานักเรียนที่ดีที่สุดในชั้นเรียน (class) ของเรา  แต่เธอได้หายไป (ไม่อยู่, ขาด) (absent) จากโรงเรียน (ขาดเรียน) เป็นเวลาหลายสัปดาห์แล้ว  และเราวิตกกังวล (worried) เราตัดสินใจ (ตกลงใจ) (decided) ไปที่หมู่บ้านของเธอและค้นหา (find out) ว่ามีอะไรผิดปกติ (what was wrong)

          เมื่อเรามาถึง (หมู่บ้าน)  แม่ของเจนนี่บอกเราว่าเจนนี่ป่วย (ไม่สบาย, เป็นไข้) (sick) ด้วยไข้มาลาเรีย  เราตกใจ (shocked) - เรารู้ว่ามาลาเรียสามารถร้ายแรง (serious) ได้เพียงไร  เราถามว่ามันเริ่มต้น (started) อย่างไร  แม่ของเจนนี่อธิบาย (explained) ว่า  “คืนวันหนึ่ง  เจนนี่ตัวร้อนมาก (really hot) และปวดหัวอย่างร้ายแรง (terrible headache)  เธอไม่มีความอยากอาหารหรือเครื่องดื่ม (appetite),  สิ่งนี้ดำเนินต่อไป (went on) อีก ๒-๓ วัน  เราคิดว่าเธอตากแดดนานเกินไป (been in the sun too long)  สามีของฉันให้ยาสมุนไพร (herbal medicine) แก่เจนนี่  แต่มันก็ไม่ได้ช่วยอะไร (it didn’t help),  อาการ (สภาวะ, สภาพ) (condition) ของเธอเริ่มแย่ลง (get worse) และเธอได้ทำให้ปรากฏชัดขึ้นมา (developed) (ซึ่ง) อาการของโรค (symptoms) ใหม่ๆ  โดยไข้ (อุณหภูมิร่างกายที่สูงกว่าปกติ) (fever) ยิ่งสูงขึ้น (got higher)  และเธอเริ่มอาเจียน (vomiting)เมื่อถึงตอนนี้ (At this point) ฉันแน่ใจ (มั่นใจ, เชื่อมั่น) (sure) ว่าเธอเป็นไข้มาลาเรีย  แต่ฉันไม่รู้ว่าจะทำอย่างไร (what to do)"

           โชคดี (Fortunately)  เราได้เรียนรู้เกี่ยวกับไข้มาลาเรียที่โรงเรียน  และเจนนี่บอกแม่ของเธอว่าเธอต้องการ (needed) ยาอย่างฉับพลัน (quickly),  แม่ของเจนนี่พาเธอไปโรงพยาบาล (hospital)  เธอไม่ต้องการสูญเสีย (lose) ลูก (child) ไปอีกคนหนึ่ง,  สองปีก่อนหน้านั้น  น้องชาย (ซึ่งเป็น) เด็กทารก (หรือมีอายุน้อยที่สุดของครอบครัว) (baby brother) ของเจนนี่ป่วยเป็นไข้มาลาเรีย (fallen with malaria)  และเสียชีวิต (ตาย) (died)

              ที่โรงพยาบาล  หมอได้ตรวจ (ร่างกาย) (examined) เจนนี่และวินิจฉัย (ตรวจโรค) (diagnosed) ว่าเป็นมาลาเรีย  หมอได้ฉีดยาให้เธอ (given her an injection) และสั่งยา (prescribed) บางอย่าง  และขณะนี้เธอกำลังอาการดีขึ้น (getting better)  เนื่องมาจาก (เพราะว่า) (thanks to) การรักษา (การเยียวยา) (treatment) นี้    

            เราถามว่าเราสามารถพบ (see) เธอได้หรือไม่  เราไม่วิตกกังวลเกี่ยวกับการติดโรค (catching the disease) – เรารู้ว่าไข้มาลาเรียไม่สามารถติดต่อไปยังคนอื่นได้ (มีลักษณะของโรคติดต่อ, แพร่กระจายได้ง่าย) (contagious),  ที่โรงเรียน  เราได้เรียนรู้ว่าคุณเป็น (ติดโรค) (catch) ไข้มาลาเรียในตอนกลางคืน (at night) จากยุง (mosquitoes) ตัวเมีย (female)  ดังนั้น  เรารู้สึกไม่สบายใจ (ว้าวุ่นใจ) (upset) ที่รู้ (see) ว่าเจนนี่กำลังนอนหลับโดยไม่มีมุ้ง (mosquito net)

            เราบอกเพื่อนของเรา (เจนนี่) เกี่ยวกับสถานที่ (place)  ซึ่งพ่อแม่ของเธอสามารถได้รับมุ้งฟรี (ไม่ต้องเสียเงิน)  เราบอกเธอว่าเราต้องการให้เธอกลับมาโรงเรียนโดยเร็ว (soon)  เรารู้ว่าเธอโชคดีมากที่หายจากไข้ (หายเป็นปกติ, กลับคืนสู่สภาพเดิม) (recover) จากโรคนี้ (มาลาเรีย)  ซึ่งฆ่าทารกหนึ่งคนทุกๆ ๖๐ วินาที (every sixty seconds)

 

เรียน   ท่านผู้ติดตามอ่านเว็บไซต์  “everydayenglish.pwa.co.th                  

 

                ถ้าท่านมีคำแนะนำให้ปรับปรุงเว็บไซต์นี้ประการใด  กรุณาส่ง   e-mail ไปที่  ดร. วัชรินทร์  ภูเขาทอง  อดีต  ผอ. สำนักวิทยาการ  การประปาส่วนภูมิภาค  ผู้จัดทำเว็บ-ไซต์นี้  ตาม   “Address” wpookaotong@yahoo.com   (โปรดระบุหัวเรื่องด้วย ว่า  “ปรับปรุงเว็บไซต์”)   เพื่อที่ผู้จัดทำฯ จะได้ปรับปรุงเนื้อหาได้ตรงตามความประสงค์ของผู้อ่านเว็บไซต์นี้ต่อไป

 

 

 

 

 

หมวดข้อสอบ READING (ตอนที่ 7)

การประปาส่วนภูมิภาค  “มุ่ง-มั่น-เพื่อปวงชน

 

DirectionChoose the best alternative for the blank in each item.

(จงเลือกคำตอบที่ดีที่สุดเพื่อเติมลงในช่องว่างในแต่ละข้อ)

 

Primitive Man

 

            The body of primitive man, a faraway and primitive man called Homo sapiens, as far as we can reconstruct from the fragmentary evidence we have, was exactly like our own, and his brain was as big as that of modern man and quite as complicated in structure.  His intelligence and his ability to learn were probably as great as that of the average man today, but he had a very meager inheritance of knowledge.

          The use of tools and weapons of a primitive sort was probably passed on from the subhuman creatures, who had learned how to break stones and use the sharp-edged pieces for cutting and scraping, and how to use a short, heavy stick for a club and a long, pointed one for a spear.  The subhuman creatures knew how to make use of fire when they found it, but they did not know how to make it.

          They had probably also discovered the advantages of social living: that several families living together in a tribe could offer each other help and protection, and that hunters killed more game if they banded together and had a leader to direct the hunt.

          The discovery that social living increased the odds in favor of survival was, perhaps, primitive man’s greatest discovery – greater than either the discovery of fire or the invention of the wheel.

 

1. What we know of primitive man is based on ___________________________.

(สิ่งที่เรารู้เกี่ยวกับมนุษย์ดึกดำบรรพ์  มีพื้นฐานอยู่บน ______________________)

    (a) a great deal of evidence    (พยานหลักฐานมากมาย)

    (b) pieces of evidence    (พยานหลักฐานชิ้นต่างๆ)  (ดูคำตอบจากประโยคแรกของพารากราฟแรก 

          ที่กล่าวว่า  The body of primitive man, a faraway and primitive man called Homo

          sapiens, as far as we can reconstruct from the fragmentary evidence we have……..” 

           -  “ร่างกายของมนุษย์ดึกดำบรรพ์  หรือมนุษย์ที่อยู่ห่างไกลและแรกเริ่ม (ยังป่าเถื่อน) ที่เรียกว่าโฮ

           โมเซเปียนส์ (สัตว์ประเภทมนุษย์) เท่าที่เราสามารถจะปะติดปะต่อ (ประกอบขึ้นมาใหม่) จากพยาน

           หลักฐานที่ประกอบไปด้วยชิ้นส่วนที่ไม่ปะติดปะต่อกัน  ซึ่งเรามีอยู่…..………….  ซึ่งหมายถึง

           ความรู้เกี่ยวกับมนุษย์ดึกดำบรรพ์  (ดังมีรายละเอียดในพา รากราฟที่ ๑ – ๓) ได้มาจากการประ

           กอบขึ้นมาใหม่  ของพยานหลักฐานชิ้นต่างๆ ที่ไม่ปะติดปะต่อกัน)

    (c) no evidence    (ไม่มีพยานหลักฐาน)

    (d) pictures in caves    (รูปภาพต่างๆ ในถ้ำ)

2. The first real man ________________________________________________.

(มนุษย์ที่แท้จริง (จริงๆ) คนแรก ________________________________________)

    (a) was unintelligent    (ไม่ฉลาด)  (ประโยคสุดท้ายของพารากราฟแรกกล่าวว่า  “ความเฉลียวฉลาด (สติ

          ปัญญา) และความสามารถของเขา – มนุษย์ดึกดำบรรพ์ - ในการเรียนรู้  เป็นไปได้ว่าดีมาก (ยิ่งใหญ่) พอๆ

          กับความฉลาดและความสามารถของมนุษย์โดยเฉลี่ยในปัจจุบัน”)

    (b) was incapable of learning    (ไม่สามารถเรียนรู้)

    (c) received very little knowledge from his ancestors    (ได้รับความรู้น้อยมากจากบรรพบุรุษ

          ของตน)  (ดูคำตอบจากประโยคสุดท้ายของพารากราฟแรก  ที่กล่าวว่า  “……..but he had a

          very meager inheritance of knowledge”  -  “……..แต่เขา (มนุษย์ดึกดำบรรพ์) มีมรดกด้าน

           ความรู้ที่น้อยมาก”  คือ ได้รับมรดกความรู้จากบรรพบุรุษของตนน้อยมาก)

    (d) received a great store of knowledge from his ancestors    (ได้รับคลังความรู้อย่างมากจาก

          บรรพบุรุษของตน)

3. According to the author, man became a social being because _____________________.

(ตามที่ผู้เขียนกล่าว  มนุษย์เป็นผู้ที่ชอบอยู่รวมหมู่หรือเข้าสังคม  เพราะว่า ______________)

    (a) cooperation was necessary for survival    (ความร่วมมือเป็นสิ่งจำเป็นสำหรับการอยู่รอด

         (ดูคำตอบจากพารากราฟสุดท้าย  ที่กล่าวว่า  “การค้นพบที่ว่าการดำรงชีวิตอยู่เป็นหมู่  เพิ่มความ

         ได้เปรียบ (ความเป็นต่อ) ซึ่งช่วยสนับสนุนการอยู่รอด (การรอดชีวิต) บางที (อาจจะ) เป็นการ

          ค้นพบที่ยิ่งใหญ่ที่สุดของมนุษย์ดึกดำบรรพ์)

    (b) in prehistoric times only the strongest survived    (ในยุคก่อนประวัติศาสตร์  ผู้ที่แข็งแรงที่สุดเท่านั้น

          ที่สามารถอยู่รอด-รอดชีวิต)

    (c) by nature he is a social being    (โดยนิสัย (ธรรมชาติ) แล้ว  เขาชอบอยู่รวมเป็นหมู่ หรือเข้าสังคม)

    (d) none of these    (ไม่ใช่ทั้ง ๓ ข้อข้างบน)

4. A direct result of primitive man’s discovery of the advantages of social living was a _________.

(ผลลัพธ์โดยตรงของการค้นพบประโยชน์ – ความได้เปรียบ – ของการดำรงชีวิตอยู่เป็นหมู่  ของมนุษย์ดึกดำบรรพ์  คือ (ทำให้เกิด) _____________________)

    (a) family    (ครอบครัว)

    (b) city    (เมืองใหญ่)

    (c) nation    (ประเทศ)

    (d) tribe    (เผ่า)  (ดูคำตอบจากพารากราฟที่ )

5. The author believes that man’s discovery of the advantages of social living is ______________.

(ผู้เขียนเชื่อว่าการค้นพบประโยชน์ – ความได้เปรียบ – ของการดำรงชีวิตอยู่เป็นหมู่  ของมนุษย์ ___

___________________)

    (a) significant    (มีความสำคัญ)

    (b) of great significance    (มีความสำคัญอย่างมาก)  (ดูคำตอบในพารากราฟสุดท้าย)

    (c) insignificant    (ไม่มีความสำคัญ)

    (d) well-known    (เป็นที่ทราบกันดี)

 

(คำแปล)                                                                 มนุษย์ดึกดำบรรพ์

 

            ร่างกายของมนุษย์ดึกดำบรรพ์ (primitive man),  หรือมนุษย์ที่อยู่ห่างไกล (faraway) และแรกเริ่ม (ยังป่าเถื่อน) (primitive) ที่เรียกว่าโฮโมเซเปียนส์ (สัตว์ประเภทมนุษย์  เมื่อเปรียบเทียบกับสัตว์ประเภทอื่นๆ) (homo sapiens),  เท่าที่เรา (so far as) สามารถจะปะติดปะต่อ (ประกอบขึ้นมาใหม่) (reconstruct) จากพยานหลักฐาน (หลักฐาน) (evidence) ที่ประกอบไปด้วยชิ้นส่วนที่ไม่ปะติดปะต่อกัน (fragmentary) ซึ่งเรามีอยู่,  เหมือนกัน (คล้ายกัน) (like) ทุกประการ (exactly) กับร่างกายของเราเอง (our own),  และสมอง (brain) ของเขาก็ใหญ่เท่ากันกับสมอง (that) ของมนุษย์สมัยใหม่ (modern),  และสลับซับซ้อน (complicated) เหมือนกันทีเดียว (quite as) ในด้านโครงสร้าง (structure)  ส่วนความเฉลียวฉลาด (สติปัญญา) (intelligence) และความสามาร(ability) ของเขาในการเรียนรู้  เป็นไปได้ (ค่อนข้างแน่) (probably) ว่าดีมาก (ยิ่งใหญ่, เด่น, มีชื่อเสียง) (great) พอๆ กับความฉลาดและความสามารถ (that) ของมนุษย์โดยเฉลี่ย (average man) ในปัจจุบัน (today),  แต่เขา (มนุษย์ดึกดำบรรพ์) มีมรดกด้านความรู้ (inheritance of knowledge) ที่น้อย (ขาดแคลน) (meager) มาก

            การใช้เครื่องมือ (เครื่องมือเครื่องใช้, อุปกรณ์) (tools) และอาวุธ (weapons) ประเภท (sort) ดึกดำบรรพ์  เป็นไปได้  (probably) ว่าถูกส่งผ่าน (passed on) จากสัตว์ (creatures) ที่ต่ำกว่ามนุษย์ (เกือบจะเป็นมนุษย์) (subhuman)  ผู้ซึ่งได้เรียนรู้วิธีการ (learned how) ทำให้แตก (ทุบแตก, ทุบ, ตีแตก, ต่อยแตก, ต่อย, ทำลาย) (break) หิน (ทำให้หินแตก)  และใช้ชิ้นส่วน (หิน) (pieces) ที่ขอบ (สัน, เหลี่ยม, ริม, ข้าง) คม (sharp-edged) สำหรับการตัด (หั่น, ฟัน, แล่, ชำแหละ, เฉือน, เจียน, เชือด) (cutting) และขูด (ขูดออก) (scraping)  และวิธีการใช้ (how to use) ไม้สั้นและหนา (หนัก, ใหญ่มาก) (short, heavy stick) เพื่อเป็นกระบอง (for a club)  และ (ใช้) ไม้ยาวและแหลมคม (long, pointed one) เพื่อเป็น (for a) หอก (ทวน, หลาว, ฉมวก)  (spear)  โดยสัตว์ที่ต่ำกว่ามนุษย์ (เกือบจะเป็นมนุษย์) รู้วิธีใช้ประโยชน์ (how to make use of) ไฟ (fire) เมื่อพวกเขาพบมัน  แต่พวกเขาก็ไม่รู้วิธีทำ (make) มัน (ไฟ)

            พวกเขา (มนุษย์ดึกดำบรรพ์) เป็นไปได้ว่าค้นพบ (พบ) (discovered) ประโยชน์ (ความได้เปรียบ, ข้อดี, จุดเด่น) (advantages) ของการดำรงชีวิตอยู่เป็นหมู่ (social living):  ที่ว่าหลายๆ ครอบครัวดำรงชีวิตอยู่ด้วยกันในเผ่า (tribe) สามารถให้ (เสนอ) (offer) ความช่วยเหลือ (help) และความคุ้มครองป้องกัน (protection) ซึ่งกันและกัน (each other) ได้,  และ (ประโยชน์ของการอยู่รวมหมู่) ที่ว่านักล่า (นายพราน) (hunters) สังหารสัตว์ที่ล่า (game) ได้มากขึ้น (more)  ถ้าพวกเขารวมกลุ่ม (banded) เข้าด้วยกัน (together)  และมีผู้นำ (หัวหน้า) (leader) ที่จะชี้นำ (ชี้ทาง, นำทาง, ควบคุม, อำนวยการ, บัญชาการ) (direct) การล่า (hunt)

            การค้นพบ (discovery) ที่ว่าการดำรงชีวิตอยู่เป็นหมู่เพิ่ม (ทำให้มากขึ้น)  (increased) ความได้เปรียบ (ความเป็นต่อ) (odds) ซึ่งช่วยสนับสนุน (in favor of) การอยู่รอด (การรอดชีวิต) (survival)  บางที (อาจจะ) (perhaps) เป็นการค้นพบที่ยิ่งใหญ่ที่สุด (greatest) ของมนุษย์ดึกดำบรรพ์ – ยิ่งใหญ่กว่าการค้นพบไฟ  หรือไม่ก็ (ยิ่งใหญ่กว่า) การประดิษฐ์ (invention) ล้อ (wheel) (ติดไว้ใต้ลังหรือกล่อง  เพื่อบรรทุกของแล้วลากไป)

 

เรียน   ท่านผู้ติดตามอ่านเว็บไซต์  “everydayenglish.pwa.co.th                  

 

                ถ้าท่านมีคำแนะนำให้ปรับปรุงเว็บไซต์นี้ประการใด  กรุณาส่ง   e-mail ไปที่  ดร. วัชรินทร์  ภูเขาทอง  อดีต  ผอ. สำนักวิทยาการ  การประปาส่วนภูมิภาค  ผู้จัดทำเว็บ-ไซต์นี้  ตาม   “Address” wpookaotong@yahoo.com   (โปรดระบุหัวเรื่องด้วย ว่า  “ปรับปรุงเว็บไซต์”)   เพื่อที่ผู้จัดทำฯ จะได้ปรับปรุงเนื้อหาได้ตรงตามความประสงค์ของผู้อ่านเว็บไซต์นี้ต่อไป

 

 

 

 

 

หมวดข้อสอบ READING (ตอนที่ 6)

การประปาส่วนภูมิภาค  “มุ่ง-มั่น-เพื่อปวงชน”

 

DirectionChoose the best alternative for the blank in each item.

(จงเลือกคำตอบที่ดีที่สุดเพื่อเติมลงในช่องว่างในแต่ละข้อ)

 

Hunter fish

 

          Piranhas live in enormous packs, or shoals.  They spend most of their time hunting for food.  Rivers are their primary habitat although, as a result of massive flooding, they may occasionally find their way into lakes.  But it is thought that they are unable to breed outside of rivers.  Piranhas have voracious appetites, and they seek river locations that have plentiful fish supplies.  They are found in any well-stocked river within their natural habitat. 

          The piranha hunts with speed and by surprise.  The typical way in which the piranha attacks is by swimming directly into a shoal of fish.  The attacked shoal scatters in all directions, and the piranha quickly overpowers individual fish.  Small fish are swallowed whole.  Larger preys have chunks ripped out of them, which the piranha swallows instantly so it can immediately take another bite.  

 

1. It is common for piranhas to ____________________________________.

(มันเป็นเรื่องธรรมดาสำหรับปลาปิรันยาที่จะ _________________________)

    (a) hunt in small packs    (ล่า (เหยื่อ) เป็นกลุ่มเล็กๆ)

    (b) live in large groups    (อาศัยอยู่เป็นฝูงใหญ่)  (ดูคำตอบจากประโยคแรกที่กล่าวว่า  “Piranhas

          live in enormous packs, or shoals”  -  “ปลาปิรันยาอาศัยอยู่เป็นกลุ่มหรือฝูงใหญ่มาก (มหึมา”)

    (c) breed outside rivers    (แพร่พันธุ์นอกแม่น้ำ)  (ดูจากพารากราฟแรก  ประโยคที่ ๔ ที่กล่าวว่า  “But it is

          thought that they are unable to breed outside of rivers”  -  “แต่มันถูกคิดว่า  พวกมันไม่สามารถ

          แพร่พันธุ์นอกแม่น้ำได้”) 

    (d) search for food in lakes    (หาอาหารในทะเลสาบ)

2. The word “habitat” refers to ____________________________________.  

(คำว่า  “habitat”  หมายถึง _______________________________________)

    (a) a living place    (สถานที่อยู่อาศัย)

    (b) a hunting area    (พื้นที่สำหรับล่าสัตว์)

    (c) a habit one develops    (นิสัยซึ่งคนเราสร้างขึ้นมา)  

    (d) a strange environment    (สภาพแวดล้อมที่แปลก)

3. According to the article, piranhas can be found in lakes when _____________________.

(ตามที่บทความกล่าวไว้  ปลาปิรันยาสามารถถูกพบในทะเลสาบเมื่อ ___________________)

    (a) they cannot find enough food in the river    (มันไม่สามารถหาอาหารในแม่น้ำได้เพียงพอ)

    (b) the river overflows after a big flood    (แม่น้ำไหลท่วมท้นหลังจากน้ำท่วมใหญ่)  (ดูจากพารา

          กราฟแรก ประโยคที่ ที่กล่าวว่า  Rivers are their primary habitat although, as a result

          of massive flooding, they may occasionally find their way into lakes”  -  “แม่น้ำเป็นที่อยู่

          อาศัยที่สำคัญของมัน  แม้ว่า, โดยเป็นผลลัพธ์มาจากน้ำท่วมขนาดใหญ่, พวกมันอาจจะหาทาง

          ไปยังทะเลสาบเป็นครั้งคราว (บางโอกาส)

    (c) they are unable to breed in rivers    (มันไม่สามารถแพร่พันธุ์ในแม่น้ำ)

    (d) there are too many piranhas in the river    (มีปลาปิรันยามากเกินไปในแม่น้ำ)

4. The word “voracious” suggests that piranhas are __________________________.

(คำว่า “ตะกละ, ต้องการกินอาหารมาก, ละโมบ, โลภ, ไม่รู้จักอิ่ม, ไม่รู้จักพอ” บ่งชี้ว่าปลาปิรันยาเป็น

_____________________)

    (a) bad hunters    (นักล่าที่ไร้ความสามารถ)

    (b) strong fighters    (นักสู้ที่แข็งแรง)

    (c) active swimmers    (นักว่ายน้ำที่กระฉับกระเฉง) 

    (d) greedy eaters    (นักกินที่ตะกละตะกลาม)

5. The word “well-stocked” means ________________________________________.

(คำว่า “มีอาหารสะสมไว้มาก” หมายถึง ____________________________________)

    (a) the water flows strongly    (แม่น้ำไหลเชี่ยว)

    (b) it is a natural environment    (มันเป็นสภาพแวดล้อมตามธรรมชาติ)

    (c) there is a lot of food    (มีอาหารมาก

    (d) it is clean    (มันสะอาด)

6. Which statement is true about the way piranhas hunt?

(คำกล่าวใดเป็นความจริงเกี่ยวกับวิธีการที่ปลาปิรันยาล่าเหยื่อ?)

    (a) They hunt only small fish.    (มันล่าเฉพาะปลาเล็กเท่านั้น)  (พารากราฟที่ ๒ ประโยคที่ ๕ กล่าวว่า 

          “Larger preys have chunks ripped out of them”  -  “เหยื่อที่ใหญ่กว่านั้นจะถูกฉีกก้อนเนื้อออก

           จากตัวมัน”)

    (b) They wait for individual fish to come very close and attack.    (มันรอให้ปลาแต่ละตัวเข้ามาใกล้และ

           จู่โจม)  (พารากราฟที่ ๒ ประโยค ๒ กล่าวว่า  “The typical way in which the piranha attacks is by

           swimming directly into a shoal of fish”  -  “ทั้งนี้  วิธีการโดยทั่วไปที่ปลาปิรันยาจู่โจม (เหยื่อ)  คือ

           โดยการว่ายน้ำพุ่งตรงไปยังฝูงปลา”)

    (c) They chase individual fish for sport.    (มันไล่ปลาแต่ละตัวเป็นกีฬา)  (บทความมิได้กล่าวไว้)

    (d) They attack other fish very fast.    (มันจู่โจมปลาอื่นๆ อย่างรวดเร็วมาก)  (คำตอบอยู่ในพารา

          กราฟที่ ประโยคแรก ที่กล่าวว่า  “The piranha hunts with speed and by surprise” 

           -  “ปลาปิรันยาล่าเหยื่อด้วยความรวดเร็วและแบบไม่ให้ตั้งตัว (ทำให้เหยื่อประหลาดใจ)”)

7. The expression “by surprise” means _________________________________.

(คำพูด  แบบไม่ให้ตั้งตัว, ทำให้ประหลาดใจ”  หมายถึง _____________________)

    (a) without warning    (โดยปราศจากการเตือน)

    (b) hopefully    (ด้วยความหวัง, อย่างมีความหวัง)

    (c) accidentally    (โดยอุบัติเหตุ, โดยไม่มีเจตนา)   

    (d) on purpose    (โดยเจตนา, โดยตั้งใจทำ)

8. The word “them” refers to ____________________________________________.

(คำว่า  “them”  (ในประโยคสุดท้ายของพารากราฟที่ ) อ้างถึง __________________)

    (a) chunks    (ก้อนเนื้อ)

    (b) larger preys    (เหยื่อที่ใหญ่กว่า)  (ดูจากข้อความ  Larger preys have chunks ripped out

          of them”  -  “เหยื่อที่ใหญ่กว่านั้นจะถูกฉีกก้อนเนื้อออกจากตัวมัน )

    (c) small fish    (ปลาเล็ก)   

    (d) piranhas    (ปลาปิรันยา)

9. The second paragraph mainly discusses the piranha’s _______________________.

(พารากราฟที่ ส่วนใหญ่อภิปราย ____________________________ ของปลาปิรันยา)

    (a) home environment    (สภาพแวดล้อมที่อยู่อาศัย)

    (b) lack of speed    (การขาดความรวดเร็ว)

    (c) hunting habits    (นิสัยการล่าเหยื่อ)  (พารากราฟที่ กล่าวว่าปลาปิรันยาล่าเหยื่ออย่างรวด

          เร็วและแบบไม่ให้เหยื่อตั้งตัว  และประโยคต่อๆ มาก็พูดถึงวิธีการล่าเหยื่อของมัน  จึงสรุปได้

          ว่าเป็นนิสัยการล่าเหยื่อ)

    (d) favorite prey    (เหยื่อที่โปรดปราน)

10. The tone of this article is ___________________________________________.

(น้ำเสียงของบทความนี้ คือ ____________________________________________)

      (a) informative    (ให้ความรู้, ให้ข้อมูล, แจ้งให้ทราบ)

      (b) subjective    (ใช้ความคิดเห็นและทัศนคติส่วนตัวมากกว่าข้อเท็จจริง, อัตวิสัย)

      (c) humorous    (ตลก, ขบขัน, มีอารมณ์ขัน)  

      (d) shocking    (น่าตกใจ, เขย่าขวัญ, ทำให้สะดุ้งตกใจ)

 

(คำแปล)                                                                     ปลานักล่า

 

          ปลาปิรันยาอาศัยอยู่เป็นกลุ่ม (packs) หรือฝูง (shoals) ใหญ่มาก (มหึมา, ใหญ่โต) (enormous),  พวกมันใช้เวลาส่วนใหญ่ล่าเหยื่อ (ล่า) (hunting) เพื่อเป็นอาหาร  แม่น้ำเป็นที่อยู่อาศัย (ถิ่นที่อยู่ของสัตว์หรือพืช) (habitat) ที่สำคัญของมัน  แม้ว่า, โดยเป็นผลลัพธ์มาจากน้ำท่วมขนาดใหญ่ (massive), พวกมันอาจจะหาทางไปยังทะเลสาบเป็นครั้งคราว (บางโอกาส) (occasionally) (เนื่องจากหลุดไปกับน้ำท่วม)  แต่มันถูกคิดว่า  พวกมันไม่สามารถแพร่พันธุ์ (breed) นอกแม่น้ำได้  ปลาปิรันยามีความอยากอาหารแบบตะกละตะกราม (voracious appetites) และพวกมันเสาะหา (seek) ทำเลในแม่น้ำ (river locations) ที่มีปริมาณปลามากมาย (เยอะแยะ, อุดมสมบูรณ์)  (plentiful)  โดยพวกมันถูกพบ (ค้นพบ) (found) ในแม่น้ำที่มีอาหาร (ปลา) สะสมกันอยู่อย่างอุดมสมบูรณ์ (well-stocked river) สายใดๆ ที่อยู่ภายในถิ่นที่อยู่อาศัยตามธรรมชาติของมัน

          ปลาปิรันยาล่าเหยื่อด้วยความรวดเร็ว (ความเร็ว, ความว่องไว) (speed) และแบบไม่ให้ตั้งตัว (ทำให้เหยื่อประหลาดใจ) (by surprise)  ทั้งนี้  วิธีการโดยทั่วไปที่ปลาปิรันยาจู่โจม (โจมตี, เล่นงาน) (attacks) (เหยื่อ)  คือโดยการว่ายน้ำพุ่งตรงไปยังฝูงปลา,  โดยฝูงปลาที่ถูกจู่โจม (attacked shoal) จะกระจัดกระจาย (แตกกระเจิง) (scatters) ออกไปทุกทิศทาง  และปิรันยาก็จะเข้าพิชิตปลา (เหยื่อ) เป็นรายตัว (overpowers individual fish)  (ทั้งนี้) ปลาเล็กจะถูกกลืนกิน (กลืน, กลืนเข้าไปในท้อง, ขยอก) (swallowed) ทั้งตัว (whole)  ส่วนเหยื่อ (สัตว์ที่ล่าหรือจับกินเป็นอาหาร) (preys) ที่ใหญ่กว่านั้นจะถูกฉีกก้อนเนื้อออกจากตัวมัน (have chunks ripped out of them),  ซึ่งปิรันยาจะกลืนกินในทันทีทันใด (อย่างรีบด่วน) (instantly)  เพื่อที่ว่ามันจะสามารถกัดกิน (bite) (เหยื่อ) อย่างฉับพลัน (ทันที) (immediately) อีกครั้งหนึ่ง (ครั้งต่อไป)

 

เรียน   ท่านผู้ติดตามอ่านเว็บไซต์  “everydayenglish.pwa.co.th                  

 

                ถ้าท่านมีคำแนะนำให้ปรับปรุงเว็บไซต์นี้ประการใด  กรุณาส่ง   e-mail ไปที่  ดร. วัชรินทร์  ภูเขาทอง  อดีต  ผอ. สำนักวิทยาการ  การประปาส่วนภูมิภาค  ผู้จัดทำเว็บ-ไซต์นี้  ตาม   “Address” wpookaotong@yahoo.com   (โปรดระบุหัวเรื่องด้วย ว่า  “ปรับปรุงเว็บไซต์”)   เพื่อที่ผู้จัดทำฯ จะได้ปรับปรุงเนื้อหาได้ตรงตามความประสงค์ของผู้อ่านเว็บไซต์นี้ต่อไป

 

 

 

 

หมวดข้อสอบ READING (ตอนที่ 5)

การประปาส่วนภูมิภาค  “มุ่ง-มั่น-เพื่อปวงชน”

 

DirectionChoose the best alternative for the blank in each item.

(จงเลือกคำตอบที่ดีที่สุดเพื่อเติมลงในช่องว่างในแต่ละข้อ)

 

Unicorns

 

          Unicorns were thought to be so fast and so smart that it was nearly impossible to catch one alive.  But medieval manuscripts describe two ways to do it – both by deception

          The first method required a great deal of courage.  Hunters were advised to chase and annoy the unicorn until it was angry enough to attack.  Then the hunter had to stand boldly in front of a tree as the animal charged directly at him.  Just at the last minute, the hunter would leap aside.  The unicorn’s horn would go into the tree instead of the hunter, and the animal would be stuck fast on the spot.

          Although unicorns could be dangerously fierce, especially when hunted, they were believed to be very gentle with young girls.  So another way to catch the animal was to use a beautiful maiden as bait.  The maiden would sit in a clearing, and the hunters would hide nearby.  The unicorn would approach the maiden without fear and allow itself to be patted.  If nothing startled it, the animal would even lie down, put its head on the maiden’s lap, and go to sleep.  Then it was time to spring the trap and capture the unsuspecting creature. 

 

1. The main topic of the passage is ___________________________________.

(หัวเรื่องสำคัญของบทความนี้ คือ ____________________________________)

    (a) ancient writers    (นักเขียนโบราณ)

    (b) unicorn lovers    (ผู้รักยูนิคอร์น)

    (c) medieval animals    (สัตว์ในยุคกลาง)

    (d) catching unicorns    (การจับยูนิคอร์น) (ดูคำตอบจากประโยคแรกของพารากราฟแรก  ที่กล่าว

          ว่า  Unicorns were thought to be so fast and so smart that it was nearly impossible to

           catch one alive”  -  “ยูนิคอร์นถูกคิดว่ามีความรวดเร็วมากและฉลาดมาก จนกระทั่งมันเกือบจะ

           เป็นไปไม่ได้ที่จะจับตัวมันแบบเป็นๆ (มีชีวิต)”)

2. The first sentence describes unicorns’ ___________________________________.

(ประโยคแรกพรรณนา _______________________________________ ของยูนิคอร์น)

    (a) appearance    (ลักษณะท่าทาง, โฉมภายนอก, การปรากฏตัว)

    (b) activity    (กิจกรรม, การเคลื่อนไหว, ลักษณะการดำเนินการ, เรื่องราวที่ดำเนินการ, ระดับความมีชีวิตชีวา)

    (c) lifespan    (ช่วงเวลาของการมีชีวิต, ช่วงอายุ, ช่วงชีวิต)

    (d) character    (อุปนิสัย)  (ดูคำตอบจากข้อความ  “Unicorns were thought to be so fast and

          so smart”  -  “ยูนิคอร์นถูกคิดว่ามีความรวดเร็วมากและฉลาดมาก”  ซึ่งบอกเกี่ยวกับอุปนิสัย

          ของยูนิคอร์น)

3. Unicorns are _______________________________________________ by nature.

(ยูนิคอร์น _________________________________________________ โดยนิสัย)

    (a) lazy    (เกียจคร้าน)

    (b) intelligent    (เฉลียวฉลาด)  (ดูคำตอบจากประโยคแรกที่กล่าวว่า  “ยูนิคอร์นถูกคิดว่ามีความ

          รวดเร็วมากและฉลาดมาก  จนกระทั่งมันเกือบจะเป็นไปไม่ได้ที่จะจับตัวมันแบบเป็นๆ”)

    (c) violent    (รุนแรง)

    (d) sociable    (ชอบสังคม, ชอบวิสาสะ, ชอบอยู่เป็นหมู่, มีมิตรไมตรีจิต)

4. The phrase “to do it” means to ________________________________________.

(วลี   “to do it”  หมายถึงการ ____________________________________________)

    (a) train hunters    (ฝึกอบรมนายพราน)

    (b) write a manuscript    (เขียนหนังสือต้นฉบับ)

    (c) catch a live unicorn    (จับยูนิคอร์นตัวเป็นๆ)  (ดูคำตอบจากพารากราฟแรก  ที่บอกว่า  “มัน

          เกือบจะเป็นไปไม่ได้ที่จะจับตัวยูนิคอร์นแบบเป็นๆ  แต่หนังสือต้นฉบับยุคกลางพรรณนา วิธี

          ที่จะทำมัน”)

    (d) describe a unicorn    (พรรณนายูนิคอร์น)

5. The word “deception” can best be replaced by _____________________________.

(คำว่า  “การหลอกลวง, การตบตา, การปลอมแปลง, เล่ห์เพทุบาย”  สามารถถูกแทนดีที่สุดโดย ___

___________________)

    (a) hand    (มือ)

    (b) technique    (เทคนิค)

    (c) skill    (ทักษะ, ความเชี่ยวชาญ, ความชำนาญ)

    (d) trickery    (การหลอกลวง, การต้มตุ๋น, การใช้กลอุบาย, การใช้เล่ห์เพทุบาย, การใช้เล่ห์เหลี่ยม)

6. The word “startled” is closest in meaning to ____________________________________.

(คำว่า  “ทำให้สะดุ้งตกใจ, สะดุ้งตกใจ”  ใกล้เคียงที่สุดในความหมายกับ (คำว่า) ____________)

    (a) attracted    (ทำให้หลงเสน่ห์, ทำให้หลงใหล, ดึงดูด)

    (b) frightened    (ทำให้ตกใจกลัว, ทำให้สะดุ้งตกใจ, ขู่ขวัญ)

    (c) annoyed    (ทำให้รำคาญ, รบกวน, ทำให้ระคายเคือง)

    (d) destroyed    (ทำลาย)

7. The word “unsuspecting” could be best replaced by _________________________.

(คำว่า  “ไม่ระแวงสงสัย”  สามารถถูกแทนดีที่สุดโดย ____________________________)

    (a) fearful    (น่ากลัว, รู้สึกกลัว)

    (b) conscious    (มีสติ, รู้สึกตัว)

    (c) trusting    (ไว้วางใจ, เชื่อถือ, เป็นที่ไว้วางใจ, เป็นที่เชื่อถือ)

    (d) uninvited    (ไม่ได้รับเชิญ)

8. In the first method, the unicorn attacks because the hunter _____________________.

(ในวิธีแรก (ของการจับยูนิคอร์น) ยูนิคอร์นจู่โจม  เพราะว่านายพราน ________________)

    (a) has made it very angry    (ทำให้มันโกรธมาก)  (ดูคำตอบในพารากราฟ ที่กล่าวว่า 

          “Hunters were advised to chase and annoy the unicorn until it was angry

           enough to attack”  -  นายพรานได้รับการแนะนำให้ไล่ยูนิคอร์นและทำให้มัน

           รำคาญ  จนกระทั่งมันโกรธพอที่จะเข้าจู่โจม)

    (b) has charged directly at it    (พุ่งเข้าใส่มันโดยตรง)

    (c) is leaping back and forth    (กำลังกระโดดไปมา)

    (d) is standing in front of its favorite tree    (กำลังยืนอยู่ข้างหน้าต้นไม้ที่มันโปรดปราน)

9. Which of the following is true about the second method?

(ข้อไหนต่อไปนี้เป็นความจริงเกี่ยวกับวิธีที่ – ของการจับยูนิคอร์น)

    (a) It is more dangerous for the hunter.    (มันอันตรายมากกว่าสำหรับนายพราน)  (วิธีที่ ๒ ไม่เป็นอัน

          ตรายกับนายพราน)

    (b) It is a better method, according to the writer.    (มันเป็นวิธีที่ดีกว่า  ตามที่ผู้เขียนกล่าว)  (ผู้เขียนมิ

          ได้บอกว่าวิธีใดดีกว่ากัน)

    (c) It is more painful for the unicorn.    (มันเจ็บปวดมากกว่าสำหรับยูนิคอร์น)  (ยูนิคอร์นไม่เจ็บปวดกับ

         วิธีที่ ๒)

    (d) It is less violent than the first method.    (มันรุนแรงน้อยกว่าวิธีแรก)  (ดูคำตอบจากพารา

          กราฟสุดท้าย  วิธีที่ ๒ ใช้สาวสวยเป็นเหยื่อล่อ  ซึ่งไม่มีความรุนแรง)

 

(คำแปล)                                                                       ยูนิคอร์น

          ยูนิคอร์น (สัตว์ในเทพนิยาย  มีลักษณะเหมือนม้า  แต่มีเขาเดียวที่กลางหน้าผาก)  ถูกคิดว่ามีความรวดเร็วมากและฉลาดมาก (so smart)  จนกระทั่งมันเกือบจะเป็นไปไม่ได้ที่จะจับตัวมันแบบเป็นๆ (มีชีวิต) (catch one alive)  แต่หนังสือต้นฉบับยุคกลาง (medieval manuscripts) พรรณนา (describe) วิธีที่จะทำมัน (จับเป็นยูนิคอร์น)  -  ทั้งคู่ (๒ วิธี) โดยการหลอกลวง (deception)

          วิธีแรกต้องการ (required) ความกล้าหาญอย่างมาก (a great deal of courage)  นักล่า (นายพราน) (Hunters) ได้รับการแนะนำ (advised) ให้ไล่ (chase) ยูนิคอร์นและทำให้มันรำคาญ (annoy the unicorn)  จนกระทั่งมันโกรธพอที่จะเข้าจู่โจม (ทำร้าย) (angry enough to attack),  ต่อจากนั้นนักล่าจะต้องยืนอย่างกล้าหาญ (boldly) อยู่ข้างหน้าต้นไม้ในขณะที่ยูนิคอร์นพุ่งตรงไปที่ตัวเขา (charged directly at him)  และในนาทีสุดท้าย (เมื่อยูนิคอร์นใกล้ตัวนักล่าเข้ามา)  นักล่าจะกระโดดหลบไปข้างๆ (leap aside),  เขา (horn) ของยูนิคอร์นก็จะพุ่งเข้าเสียบต้นไม้ (go into the tree) แทน (ที่จะเสียบ) นักล่า  และเจ้าสัตว์ตัวนี้ก็จะติดแน่นอยู่ตรงนั้น (ต้นไม้) (would be stuck fast on the spot)

          แม้ว่ายูนิคอร์นสามารถดุร้ายอย่างมีอันตราย (dangerously fierce)  โดยเฉพาะเมื่อมันถูกล่า  มันกลับถูกเชื่อว่า (มีความ) อ่อนโยน (นิ่มนวล) (gentle) มากกับเด็กสาว  ดังนั้นอีกวิธีหนึ่งที่จะจับมัน  คือใช้หญิงสาวสวยเป็นเหยื่อล่อ (use a beautiful maiden as bait)  โดยหญิงสาวจะนั่งอยู่ในที่โล่ง (sit in a clearing)  และนักล่าก็จะซ่อนตัว (hide) อยู่ใกล้ๆ (nearby),  ยูนิคอร์นจะเข้าประชิดตัว (approach) หญิงสาวโดยไม่หวาดกลัว  และยอมให้ตัวมันถูก (หญิงสาว) ตบเบาๆ ด้วยฝ่ามือ (allow itself to be patted) (ทั้งนี้) ถ้าไม่มีอะไรทำให้มันสะดุ้งตกใจ (startled it)  เจ้าสัตว์ตัวนี้อาจจะถึงกับนอนลง (lie down), วางหัวของมันลงบนตัก (lap) ของหญิงสาว, และหลับไป ต่อจากนั้นก็ถึงเวลาทำให้กับดักกระเด้งขึ้นมา (spring the trap) และจับตัวยูนิคอร์น ซึ่งมิได้มีความระแวงสงสัยเลย (capture the unsuspecting creature) (เนื่องจากตายใจไม่คิดว่าจะถูกจับตัว)

 

เรียน   ท่านผู้ติดตามอ่านเว็บไซต์  “everydayenglish.pwa.co.th                  

 

                ถ้าท่านมีคำแนะนำให้ปรับปรุงเว็บไซต์นี้ประการใด  กรุณาส่ง   e-mail ไปที่  ดร. วัชรินทร์  ภูเขาทอง  อดีต  ผอ. สำนักวิทยาการ  การประปาส่วนภูมิภาค  ผู้จัดทำเว็บ-ไซต์นี้  ตาม   “Address” wpookaotong@yahoo.com   (โปรดระบุหัวเรื่องด้วย ว่า  “ปรับปรุงเว็บไซต์”)   เพื่อที่ผู้จัดทำฯ จะได้ปรับปรุงเนื้อหาได้ตรงตามความประสงค์ของผู้อ่านเว็บไซต์นี้ต่อไป

 

 

หมวดข้อสอบ READING (ตอนที่ 4)

การประปาส่วนภูมิภาค  “มุ่ง-มั่น-เพื่อปวงชน”

 

DirectionChoose the best alternative for the blank in each item.

(จงเลือกคำตอบที่ดีที่สุดเพื่อเติมลงในช่องว่างในแต่ละข้อ)

 

The Elusive Visitors

 

          The December night was chilly and damp, and the two middle-aged women turned up the car heater as they drove along the deserted Texas road.  It was soon after Christmas, 1980.  The women and the small boy with them had traveled to a town about fifteen miles from Houston for dinner; now, as they made their way home, the child noticed something strange in the sky.  A blazing light was gliding toward them over the pines.

          As it approached, the light resolved itself into a brilliant, diamond-shaped object.  Flames shot out from its underside.  In her fifty-one years, Betty Cash, the driver, had never seen anything like it.  Nor had Vickie Landrum, fifty-seven, who pulled her seven-year-old grandson, Colby, close to her as the object slowed and then hovered over the roadway as if preparing to land.

          Betty Cash stopped the car, and the three of them watched, dumbstruck.  The bizarre craft continued to hover about sixty-five yards away, emitting a beeping noise.  Curiosity overcoming their fear, they stepped out of the car for a better view, although the terrified boy soon persuaded his grandmother to return to the vehicle.  Intense heat pulsed from the object, forcing Betty Cash, as she came back to the car, to wrap her hand in her coat before grasping the searing metal of the door handle.

          Eventually, the craft began moving up and away.  As it did so, an even stranger thing happened.  A squadron of helicopters, more than twenty in all, many of them big, double-rotor machines like those used for carrying military cargo, appeared and attempted, in a welter of noise, to surround it.  When the object sped away, accompanied by the swarming helicopters, the three tried to follow in the car.  From a different angle, the phantom ship became cigar-shaped, a bright, oblong cylinder of light.  Then it vanished, along with the helicopters, into the distance.

          Betty Cash dropped her passengers off at their home and returned to hers.  By this time she was feeling ill.  Over the next few hours, all three witnessed developed sunburn-like blisters, nausea, and diarrhea.  Betty Cash’s symptoms were the worst, presumably because she had exposed herself the longest to the object’s radiant heat.  Sick and frightened, she sought medical treatment and was hospitalized for two weeks as a burn victim.  But several days passed before the doctors heard, from Colby, about the incidents that preceded the group’s injuries. 

 

1. The two women and the small boy were on their way home when ___________________.

(ผู้หญิง คนและเด็กชายเล็กๆ อยู่ระหว่างทางกลับบ้าน  เมื่อ ________________________)

    (a) the heater in their car broke down    (เครื่องทำความร้อนในรถยนต์ของพวกเขาเสีย)

    (b) the boy noticed that he had blisters    (เด็กชายสังเกตเห็นว่าเขามีตุ่มพุพองบนผิวหนัง)

    (c) they saw a bright light in the sky    (พวกเขาเห็นแสงสว่างจ้าบนท้องฟ้า) (ดูคำตอบจากประ

          โยคสุดท้ายของพารากราฟแรก  ที่บอกว่า  A blazing light was gliding toward them over

           the pines”  –  “แสงซึ่งสว่างช่วงโชติ (เจิดจ้า) กำลังเคลื่อนที่อย่างเร็วและแผ่วเบามายังพวก

           เขาเหนือต้นสน”)

    (d) more than twenty helicopters stopped them    (เฮลิคอปเตอร์กว่า ๒๐ ลำทำให้ (รถ) พวกเขาหยุด)

2. The diamond-shaped object ______________________________________.

(วัตถุมีรูปร่างคล้ายเพชร __________________________________________)

    (a) made a loud continuous noise    (ทำเสียงดังและต่อเนื่อง)

    (b) stayed near them for some time    (หยุดอยู่ใกล้พวกเขาเป็นเวลาหนึ่ง) (ดูคำตอบจากพารา

          กราฟ ๓  “The bizarre craft continued to hover about sixty-five yards away, emitting a

          beeping noise”  -  “ยานประหลาดยังคงบินฉวัดเฉวียนต่อไปประมาณ ๖๕ หลาห่างออกไป 

          โดยปล่อยเสียงบี๊บๆ ออกมา)

    (c) chased the car away at high speed    (ไล่รถยนต์ไปด้วยความเร็วสูง)

    (d) landed after stopping in mid-air    (ลงจอดหลังจากหยุดอยู่กลางอากาศ)

3. The three people _________________________________________________.

(คนทั้ง คน ________________________________________________________)

    (a) stayed calmly in the car to watch    (อยู่อย่างสงบในรถเพื่อเฝ้าดู)

    (b) ran for help from the neighbors    (วิ่งไปขอความช่วยเหลือจากเพื่อนบ้าน)

    (c) called in some military helicopters    (เรียกเฮลิคอปเตอร์ของทหารมา)

    (d) went to look at the craft more closely    (ไปดูยานประหลาดใกล้ชิดมากขึ้น) (ดูคำตอบจากพา

          รากราฟที่ ที่บอกว่า  “they stepped out of the car for a better view”  -  “พวกเขาก้าวเท้า

          ออกจากรถยนต์เพื่อให้มองเห็นได้ชัดยิ่งขึ้น)

4. The “phantom ship” in paragraph 4 is best described as ____________________________.

(เครื่องบิน (ยานฯ) ปีศาจในพารากราฟ ๔ ได้รับการอธิบายดีที่สุดว่าเป็น _______________)

    (a) a diamond-shaped tanker    (เรือบรรทุกน้ำมันที่มีรูปร่างเหมือนเพชร)

    (b) a double-rotor army helicopter    (เฮลิคอปเตอร์ของกองทัพที่มีปีกหมุน ๒ ปีก)

    (c) an unidentified flying object    (วัตถุบินซึ่งไม่สามารถระบุได้)  (จานบิน)

    (d) an aircraft taking off from the airport    (เครื่องบินซึ่งบินขึ้นจากสนามบิน)

5. A few hours after the incident, the three people _________________________________.

(สองสามชั่วโมงหลังจากเหตุการณ์  คนทั้ง คน _________________________________)

    (a) reported to the police what they had witnessed    (แจ้งความกับตำรวจในสิ่งที่พวกเขาได้เห็น)

    (b) were unable to recall the incident    (ไม่สามารถระลึกถึงเหตุการณ์ได้)

    (c) were still driving after the cigar-shaped craft    (ยังคงกำลังขับรถตามหลังยานที่มีรูปร่างบุหรี่ซิการ์)

    (d) found the strange objects had harmed them    (พบว่าวัตถุประหลาดได้ทำอันตรายพวกตน)

          (ดูคำตอบจากพารากราฟสุดท้าย  ที่กล่าวว่า  “Over the next few hours, all three witnessed

          developed sunburn-like blisters, nausea, and diarrhea”  -  “อีกไม่กี่ชั่วโมงถัดไป ทั้ง คน

          ได้เห็นตุ่มพุพองบนผิวหนัง คล้ายอาการผิวหนังอักเสบเพราะแพ้แดด, อาการคลื่นเหียน และ

           โรคท้องร่วง)

6. The word “Elusive” in the title means _________________________________________.

(คำว่า  “Elusive”  ในชื่อเรื่อง  หมายถึง ______________________________________)

    (a) difficult to catch    (จับตัวได้ยาก) (“Elusive”  หมายถึง  ซึ่งว่องไวเหมือนปรอท, ซึ่งหลบหลีก

          อย่างฉลาดหรือชำนาญ, เข้าใจยาก, ยากที่จะอธิบาย)

    (b) like a ghost    (คล้ายผี)

    (c) in the imagination    (ในจินตนาการ)

    (d) frightened away    (ทำให้ตกใจและหนีไป)

7. The word “deserted” in the first paragraph means __________________________________.

(คำว่า  “deserted”  ในพารากราฟแรก  หมายถึง _________________________________)

    (a) dark    (มืด)

    (b) sandy    (มีทรายมาก, ประกอบด้วยทราย, สีทราย, สีเหลืองอมน้ำตาล)

    (c) empty    (ว่างเปล่า, ไม่มีคนอยู่, ไม่มีอะไร, เปลี่ยว, เงียบ, ไม่มีความหมาย, ไร้สาระ)  (“Deserted”

         หมายถึง  “ถูกทิ้งร้าง, ถูกทอดทิ้ง, ไร้คนอยู่, โดดเดี่ยว”)

    (d) neglected    (ไม่สนใจ, ไม่เอาใจใส่, ละเลย, เพิกเฉย)

8. The word “swarming” in the fourth paragraph suggests ______________________________.

(คำว่า  “swarming”  ในพารากราฟที่ ๔  ชวนให้นึกถึง _____________________________)

    (a) heat    (ความร้อน)

    (b) bees    (ผึ้ง)  (“Swarming”  หมายถึง  จับกลุ่มกัน, ไปเป็นกลุ่มใหญ่”)

    (c) speed    (ความเร็ว)

    (d) cigars    (บุหรี่ซิการ์)

 

(คำแปล)                        ผู้มาเยือนซึ่งว่องไวเหมือนปรอท (ซึ่งหลบหลีกอย่างชำนาญ)

 

            คืนในเดือนธันวาคมเยือกเย็น (หนาวสั่น) (chilly) และชื้น (damp) และผู้หญิงวัยกลางคน (middle-aged women) คนปรับเพิ่มความแรงเครื่องทำความร้อนรถยนต์ (turned up the car heater)  ในขณะที่พวกเขาขับรถไปตามถนนซึ่งถูกทิ้งร้าง (ซึ่งถูกทอดทิ้ง, ไร้คนอยู่, โดดเดี่ยว) ของรัฐเทกซัส (deserted Texas road)  มันเพิ่งผ่านช่วงคริสต์มาส ปี ๑๙๘๐ ไปไม่นาน,  ผู้หญิงทั้ง คนและเด็กชายเล็กๆ คนหนึ่งซึ่งไปด้วยกับพวกเขา  ได้เดินทางไปยังเมืองหนึ่งห่างจากเมืองฮุสตันประมาณ ๑๕ ไมล์เพื่อกินอาหารค่ำ, ในตอนนี้, ขณะที่พวกเขาเดินทางกลับบ้าน (as they made their way home) เด็กได้สังเกตเห็นอะไรบางอย่างที่แปลกประหลาดอยู่บนท้องฟ้า, แสงซึ่งสว่างช่วงโชติ (เจิดจ้า) (blazing) กำลังเคลื่อนที่อย่างเร็วและแผ่วเบา (ร่อน) (gliding) มายังพวกเขา (toward them) เหนือต้นสน (pines)

          เมื่อมันใกล้เข้ามา (approached)  แสงนั้นแยกสลายตัวเองออกเป็นวัตถุรูปร่างเพชร (resolved itself into a diamond-shaped object) ที่สุกใส (โชติช่วง) (brilliant)  โดยมีเปลวไฟพุ่งออกมาจากข้างใต้ของมัน (Flames shot out from its underside),  ในช่วงอายุ ๕๑ ปีของเธอ  เบ็ตตี แคช, ผู้ที่ขับรถ, ไม่เคยเห็นสิ่งใดๆ เหมือนมัน (วัตถุประหลาด)  วิคกี้ แลนดรัม, อายุ ๕๗ ปี, ก็ไม่เคยเห็นเช่นกัน,  เธอดึง (pulled) หลานชายอายุ ขวบของเธอ ชื่อโคลบี้ เข้ามาใกล้ตัว (close to her) ในขณะที่วัตถุนั้นลดความเร็ว (slowed)  และต่อจากนั้นก็บินฉวัดเฉวียน (hovered) เหนือถนน  ประหนึ่งว่า (ราว กับว่า) (as if) เตรียมตัวที่จะลงจอด (land)

          เบ็ตตี้ แคช หยุดรถ  และทั้ง ๓ คน (ในรถ) เฝ้ามอง (watched) และตกตะลึงจนพูดไม่ออก (dumbstruck)ยานประหลาด (bizarre craft) ยังคงบินฉวัดเฉวียนต่อไปประมาณ ๖๕ หลาห่างออกไป  โดยปล่อยเสียงบี๊บๆ ออกมา (emitting a beeping noise),  เพราะความอยากรู้อยากเห็น (Curiosity) ชนะ (เหนือกว่า) (overcoming) ความกลัว  พวกเขาก้าวเท้าออก (stepped out) จากรถยนต์เพื่อให้มองเห็นได้ชัดยิ่งขึ้น (for a better view)  แม้ว่าเด็กชายที่หวาดกลั(terrified) ในไม่ช้าได้ชักชวน (persuaded) ย่าของตน (วิคกี้) ให้กลับมายังยานพาหนะ (รถยนต์) (vehicle)ความร้อนที่รุนแรง (เข้มข้น) (Intense heat) สั่นสะเทือน (เต้น) (pulsed) จากวัตถุ (ประหลาด)  และบังคับ (forcing) เบ็ตตี้ แคช, เมื่อเธอกลับมายังรถ, ให้ต้องห่อ (wrap) มือของเธอในเสื้อคลุม (coat) ของเธอ  ก่อนที่จะจับ (คว้า, กำแน่น) (grasping) โลหะที่ไหม้เกรียม (searing) ของมือจับประตูรถยนต์ (door handle) (เนื่อง จากโดนความร้อนจากยานประหลาด)

            ในที่สุด (Eventually) ยานลำนั้นเริ่มเคลื่อนขึ้นข้างบนและห่างออกไป (moving up and away),  ในขณะที่มันทำเช่นนั้น  สิ่งที่ประหลาดยิ่งกว่า (stranger thing) ได้เกิดขึ้น,  เฮลิคอปเตอร์ฝูงหนึ่ง (a squadron of helicopters), มีมากกว่า ๒๐ ลำ, ซึ่งหลายลำเป็นเครื่องบินขนาดใหญ่และมีปีกหมุน ปีก (big, double-rotor machines) เหมือนกับเครื่องบินที่ (ถูก) ใช้สำหรับลำเลียงสัมภาระทางทหาร (carrying military cargo), ได้ปรากฏขึ้นและพยายาม (appeared and attempted), ในความสับสนวุ่นวายของเสียง (in a welter of noise), ที่จะล้อมรอบ  (surround) มัน (ยานฯ),  เมื่อวัตถุ (ยาน) นั้นเร่งความเร็วห่างออกไป (sped away) และถูกติดตามไป (accompanied) โดยเฮลิคอปเตอร์ซึ่งจับกลุ่มกัน (ไปเป็นกลุ่มใหญ่) (swarming) (เป็นเฮลิคอปเตอร์ที่มากับยานฯ)  ทั้ง ๓ คนพยายามที่จะติดตามไป (tried to follow) ในรถยนต์ของตน,  และจากมุมที่ต่างออกไป (เมื่อมองอีกมุมหนึ่ง(different angle) เครื่องบิน (ยาน) ปีศาจ (ผี) (phantom ship) กลับมีรูปร่างเป็นบุหรี่ซิการ์ (cigar-shaped)  คือ  เป็นรูปทรงกระบอก (กระบอกสูบ) ของแสง (cylinder of light) ที่มีรูปสี่เหลี่ยมผืนผ้า (มีด้านยาวมากกว่าด้านกว้าง) (oblong) และสว่างจ้า  (bright)  ต่อจากนั้น  มันก็อันตรธาร (หายไป) (vanished) พร้อมกับเฮลิคอปเตอร์  เมื่ออยู่ไกลลิบออกไป (into the distance)    

            เบ็ตตี้ แคช ส่งผู้โดยสารลง (dropped her passengers off) ที่บ้านของพวกเขา (วิคกี้และหลานชาย)  และกลับไปที่บ้านของเธอ,  เมื่อถึงตอนนี้ (By this time) เธอรู้สึกไม่สบาย (feeling ill)  และอีกไม่กี่ชั่วโมงถัดไป (Over the next few hours) ทั้ง คน ได้เห็น (witnessed) ตุ่มพุพองบนผิว หนัง (blisters) คล้ายอาการผิวหนังอักเสบเพราะแพ้แดด (sunburnlike), อาการคลื่นเหียน (nausea), และโรคท้องร่วง  (diarrhea) (ได-อะ-เรีย) ซึ่งปรากฏชัดขึ้นมา (developed),  โดยอาการ (symptoms) ของเบ็ตตี้ แคช เลวร้ายที่สุด (worst)  ซึ่งสันนิษฐานว่า (presumably) เป็นเพราะว่าเธอได้ให้ตัวเองสัมผัสนานที่สุด (exposed herself the longest) กับความร้อน (heat) ซึ่งปล่อยแสงออกมา (radiant) ของวัตถุ (ยานฯ),  (เพราะว่า) ป่วยและตกใจ (Sick and frightened)  เธอ (เบ็ตตี้) เสาะหา (sought) การรักษาทางการแพทย์ (medical treatment)  และถูกนำเข้ารักษาในโรงพยาบาล (hospitalized) เป็นเวลา สัปดาห์ในฐานะ (as) เหยื่อ (ผู้เคราะห์ร้าย(victim) จากบาดแผลเนื่องจากการเผาไหม้ (a burn),  แต่หลายวันผ่านไป (passed) ก่อนที่หมอจะได้ยินจากโคลบี้ (หลานชาย) เกี่ยวกับเหตุการณ์ (incident) ซึ่งมาก่อน (preceded) บาดแผล (injuries) ของกลุ่ม (เบ็ตตี้, วิคกี้ และหลานชาย) 

 

เรียน   ท่านผู้ติดตามอ่านเว็บไซต์  “everydayenglish.pwa.co.th                  

 

                ถ้าท่านมีคำแนะนำให้ปรับปรุงเว็บไซต์นี้ประการใด  กรุณาส่ง   e-mail ไปที่  ดร. วัชรินทร์  ภูเขาทอง  อดีต  ผอ. สำนักวิทยาการ  การประปาส่วนภูมิภาค  ผู้จัดทำเว็บ-ไซต์นี้  ตาม   “Address” wpookaotong@yahoo.com   (โปรดระบุหัวเรื่องด้วย ว่า  “ปรับปรุงเว็บไซต์”)   เพื่อที่ผู้จัดทำฯ จะได้ปรับปรุงเนื้อหาได้ตรงตามความประสงค์ของผู้อ่านเว็บไซต์นี้ต่อไป

 

 

 

 

 

หมวดข้อสอบ READING (ตอนที่ 3)

การประปาส่วนภูมิภาค  “มุ่ง-มั่น-เพื่อปวงชน”

 

DirectionChoose the best alternative for the blank in each item.

(จงเลือกคำตอบที่ดีที่สุดเพื่อเติมลงในช่องว่างในแต่ละข้อ)

 

          The countries of West Asia and North Africa urgently need to reconsider their development policies in the dry areas in light of rapidly increasing environmental decline and a swiftly eroding natural resource base.  This was the conclusion reached by participants in a seminar co-sponsored by the World Bank’s Economic Development Institute, the Arab Organization for the Agricultural Development and the International Center for Agricultural Research in the Dry Areas (ICARDA) at ICARDA headquarters in Syria recently.

          Across the region, precious natural resources in the rain-fed areas, including water, forests, rangelands and fertile soil, are being wasted or destroyed for the sake of short-term economic development.  Planners have taken little account of the long-term national importance of these resources, and few governments have considered the costs of environmental degradation.  While few statistics exist for West Asia and North Africa, the example of nearby Ethiopia is sobering : according to the World Bank, the annual cost of deforestation there is between 6 and 9% of the gross national product.  Soil lost through erosion or salination,  forests cleared, and water tables depleted today cannot be restored without incurring expenses few countries – developed and developing – can afford.

 

1. From the second paragraph of the passage, it can be concluded that…....………....………

(จากพารากราฟที่ ของบทความ  มันสามารถสรุปว่า....................................................)

    (a) the areas of West Asia and North Africa are being destroyed by the environment    (พื้นที่ของ

          เอเชียตะวันตกและแอฟริกาเหนือกำลังถูกทำลายโดยสิ่งแวดล้อม)  (สภาพแวดล้อมเป็นผู้ถูกทำลาย)

    (b) there is more land and forest destruction in Ethiopia than in any other part of the world    (มีการ

          ทำลายที่ดินและป่าไม้ในเอธิโอเปียมากกว่าในส่วนอื่นใดของโลก)  (ในบทความมิได้กล่าวไว้  เพียงแต่

           บอกว่าเอธิโอเปียมีตัวเลข-สถิติด้านทรัพยากรของตนน้อยมาก)

    (c) the natural resources in the regions of West Asia and North Africa are being

          misused    (ทรัพยากรธรรมชาติในภูมิภาคเอเชียตะวันตกและแอฟริกาเหนือกำลังถูก

          ใช้ในทางที่ผิด(ดูจากพารากราฟ ประโยคแรก  ที่กล่าวว่าทรัพยากรของภูมิภาคนี้  กำลังถูก

           ทำให้เสียไปโดยเปล่าประโยชน์ หรือถูกทำลาย  โดยมีเป้าหมายเพื่อการพัฒนาเศรษฐกิจระยะสั้น)

    (d) the countries of West Asia and North Africa cannot be developed without the help of a few

          countries    (ประเทศต่างๆ ของเอเชียตะวันตกและแอฟริกาเหนือไม่สามารถได้รับการพัฒนาโดยปราศ

          จากความช่วยเหลือของบางประเทศ)  (บทความมิได้กล่าวถึง)

2. The passage shows the writer’s……………the actual development plans of the countries in the regions of West Asia and North Africa.

(บทความแสดง....................ของผู้เขียน (เกี่ยวกับ) แผนพัฒนาที่แท้จริงของประเทศต่างๆ ของเอเชียตะวันตกและแอฟริกาเหนือ)

    (a) indifference to    (ความไม่สนใจ-ไม่ใยดีต่อ)

    (b) curiosity about    (ความอยากรู้อยากเห็นเกี่ยวกับ)

    (c) worry about    (ความวิตกกังวล...........(ของผู้เขียน)...........เกี่ยวกับ)  (ในพารากราฟที่ ๒, 

          ๒ ประโยตแรกกล่าวว่า  ผู้เขียนรู้สึกกังวลใจกับแผนพัฒนาของภูมิภาคนี้  ว่าคำนึงแต่ผลประ

          โยชน์ทางเศรษฐกิจระยะสั้น  และนักวางแผนคำนึงถึงความสำคัญระยะยาวของทรัพยากร

           ธรรมชาติน้อยมาก)

    (d) suspicion of    (ความระแวงสงสัยในเรื่อง)

3. The expression “in light of” in the first paragraph means……………............................

(คำพูด  “in light of”  ในพารากราฟแรก  หมายถึง...........................................................)

    (a) without thinking of    (โดยไม่คิดถึง)

    (b) in consideration of    (เมื่อพิจารณาถึง)

    (c) without fear of    (โดยไม่กลัวในเรื่อง)

    (d) incompletion of    (ความไม่สมบูรณ์ของ)

4. The word “sobering” in the second paragraph means…………….............................................

(คำว่า  “sobering”  (จริงจังและน่าครุ่นคิดพิจารณา)  ในพารากราฟที่   หมายถึง..........................)

    (a) realistic    (เป็นจริง, เหมือนจริง, เป็นไปได้, เกี่ยวกับความจริง)

    (b) serious    (จริงจัง – หมายถึงมองเห็นได้ชัดในเรื่องการทำลายทรัพยากรและสิ่งแวดล้อม)

    (c) different    (แตกต่าง)

    (d) popular    (เป็นที่นิยม)

5. The main factor influencing the restoration of the natural resources in West Asia and North Africa is……………......................……

(ปัจจัยสำคัญที่มีอิทธิพลต่อการฟื้นฟูบูรณะ (ทำให้กลับคืนสู่สภาพเดิม) ของทรัพยากรธรรมชาติในเอเชียตะวันตกและแอฟริกาเหนือ คือ .........................................)

    (a) statistical records    (บันทึกทางสถิติหรือตัวเลข)

    (b) time limit    (ข้อจำกัดทางด้านเวลา)

    (c) adequate budget    (งบประมาณที่เพียงพอ)  (ดูจากประโยคสุดท้ายของพารากราฟที่ ที่กล่าว

          ว่า  ที่ดินที่สูญเสียไปโดยการกัดเซาะหรือถูกทำให้เค็ม, ป่าซึ่งถูกโค่น และแหล่งน้ำทั้งใต้ดินและ

           บนดินที่ถูกใช้หมดไป  ไม่สามารถทำให้กลับสู่สภาพเดิม  โดยไม่ใช้จ่ายเงินที่น้อยประเทศจะ

           สามารถจ่ายได้  ซึ่งแสดงว่าต้องใช้เงินจำนวนสูงมาก  คือประเทศต่างๆ ต้องมีงบประมาณเพียง

           พอนั่นเอง  จึงจะสามารถฟื้นฟูทรัพยากรที่ถูกทำลายไปได้)

    (d) geographical locations    (ทำเลที่ตั้งทางภูมิศาสตร์)

 

(คำแปล)

            ประเทศต่างๆ ของเอเชียตะวันตกและแอฟริกาเหนือจำเป็นอย่างเร่งด่วน (urgently need) ที่จะต้องพิจารณาใหม่ (reconsider) นโยบายการพัฒนาของตนในพื้นที่ซึ่งแห้งแล้ง (dry areas)  เนื่องจาก (เมื่อพิจารณาถึง) (in light of) ความเสื่อมโทรมด้านสิ่งแวดล้อม (environmental decline) ที่เพิ่มมากขึ้น (increasing)  และฐานด้านทรัพยากรธรรมชาติ (natural resource base) ที่กำลังสึกกร่อนอย่างรวดเร็ว (swiftly eroding),  สิ่งนี้เป็นการสรุป (conclusion) ซึ่งกระทำ (reached) โดยผู้เข้าร่วม (participants) การสัมมนา (seminar)  ซึ่งร่วมกันเป็นสปอนเซอร์ (co-sponsored) โดยสถาบันพัฒนาเศรษฐกิจของธนาคารโลก, องค์กรเพื่อการพัฒนาเกษตรกรรมแห่งอาหรับ  และศูนย์เพื่อการวิจัยเกษตรกรรมในพื้นที่แห้งแล้งระหว่างประเทศ (อิคาร์ดา) ของสำนักงานใหญ่ (headquarters) อิคาร์ดาในประเทศซีเรียเมื่อเร็วๆ นี้ (recently)

            ทั่วทั้งภูมิภาค (Across the region) (ของเอเชียตะวันตกและแอฟริกาเหนือ)  ทรัพยากรธรรมชาติที่มีค่า (precious) ในพื้นที่ซึ่งมีฝนหล่อเลี้ยง (rain-fed areas)  รวมทั้งน้ำ, ป่า, พื้นที่กว้างใหญ่ซึ่งให้สัตว์กินหญ้า (หรือทำปศุสัตว์) (rangelands), และพื้นดินที่อุดมสมบูรณ์ (fertile soil)  กำลังถูกทำให้เสียไปโดยเปล่าประโยชน์ (ไม่ได้ใช้ประโยชน์เต็มที่) (wasted)  หรือถูกทำลาย (destroyed) โดยมีเป้าหมายเพื่อ (เพื่อเห็นแก่ประโยชน์ของ) (for the sake of) การพัฒนาเศรษฐกิจระยะสั้น (short-term)  โดยนักวางแผน (Planners) ได้คำนึงถึงเพียงเล็กน้อย (taken little account) ในเรื่องความสำคัญระดับชาติระยะยาว (long-term national importance) ของทรัพยากรเหล่านี้  และมีรัฐบาลน้อยมาก (few governments) ที่ได้พิจารณา (คำนึงถึง) (considered) ต้นทุน (ค่าใช้จ่าย(costs) ของความเสื่อมโทรมด้านสิ่งแวดล้อม (environmental degradation) (หมายถึงค่าใช้จ่ายที่จะต้องลงทุนในการฟื้นฟูทรัพยากรและสิ่งแวดล้อมที่ถูกทำลายไป),  ในขณะที่สถิติ (ตัวเลข) น้อยมาก (few statistics) มีอยู่ (exist) สำหรับเอเชียตะวันตกและแอฟริกาเหนือ (คือ  ภูมิภาคเหล่านี้มีสถิติ-ตัวเลขด้านทรัพยากรและสิ่งแวดล้อมของตนน้อยมาก)  ตัวอย่างของประเทศเอธิโอเปียซึ่งอยู่ใกล้เคียง (nearby) (กับภูมิภาคทั้งสอง) (เป็นตัวอย่างที่) จริงจังและน่าครุ่นคิดพิจารณา (sobering) (คือแทบไม่มีสถิติ-ตัวเลขด้านทรัพยากรอยู่เลย)  ทั้งนี้  ตามที่ธนาคารโลกกล่าว (according to the World Bank)  ค่าใช้จ่ายรายปี (annual cost) ของการทำลายป่า (การโค่นป่า) (deforestation) ที่นั่น (เอธิโอเปีย) อยู่ระหว่าง ๖ – ๙ เปอร์เซ็นต์ของผลิตภัณฑ์มวลรวมแห่งชาติ (gross national product),  โดยดินที่สูญเสียไป (Soil lost) โดยการกัดเซาะ (erosion) หรือการทำให้ (ดิน) เค็ม (salination), ป่าซึ่งถูกโค่น (forests cleared), และชั้น (ราบทั้งใต้ดินและบนดินของ) น้ำ (water tables) ที่ถูกใช้หมดไป (depleted) ในปัจจุบัน  ไม่สามารถได้รับการฟื้นฟู (ทำให้กลับสู่สภาพเดิม) (restored) โดยไม่ก่อให้เกิด (incurring) ค่าใช้จ่าย (expenses) ซึ่งน้อยประเทศมาก (few countries) – ทั้งที่พัฒนาแล้วและกำลังพัฒนา – สามารถจ่ายได้ (มีเงินพอจ่าย(afford) (หมายถึง  ค่าใช้จ่ายในการฟื้นฟูทรัพยากรที่ถูกทำลายไป  จะสูงมาก  จนมีน้อยประเทศมากที่จะสามารถมีเงินพอจ่าย)

 

เรียน   ท่านผู้ติดตามอ่านเว็บไซต์  “everydayenglish.pwa.co.th                  

 

                ถ้าท่านมีคำแนะนำให้ปรับปรุงเว็บไซต์นี้ประการใด  กรุณาส่ง   e-mail ไปที่  ดร. วัชรินทร์  ภูเขาทอง  อดีต  ผอ. สำนักวิทยาการ  การประปาส่วนภูมิภาค  ผู้จัดทำเว็บ-ไซต์นี้  ตาม   “Address” wpookaotong@yahoo.com   (โปรดระบุหัวเรื่องด้วย ว่า  “ปรับปรุงเว็บไซต์”)   เพื่อที่ผู้จัดทำฯ จะได้ปรับปรุงเนื้อหาได้ตรงตามความประสงค์ของผู้อ่านเว็บไซต์นี้ต่อไป

 

 

 

 

 

 

 

หมวดข้อสอบ READING (ตอนที่ 2)

การประปาส่วนภูมิภาค  “มุ่ง-มั่น-เพื่อปวงชน”

 

DirectionChoose the best alternative for the blank in each item.

(จงเลือกคำตอบที่ดีที่สุดเพื่อเติมลงในช่องว่างในแต่ละข้อ)

 

Miracle Mud

 

          Some years ago, when my mother became partially paralyzed, I bought him a motorized wheelchair.  In nice weather he enjoyed riding it around the Hague, where he lived, but in the winter he stored it in my brother-in-law’s garage several miles away.

          One spring day I decided to drive the wheelchair to my father’s house.  So a friend took me to the garage on his motorcycle and waited to lead me home.  I practiced with the wheelchair for a few minutes, and, when I had the hang of it, we started down a road that had a canal on each side.  Things went well for the first half mile, but when I came off a bridge, I encountered an oncoming car and panicked.  I lost control of the wheelchair and plunged into the canal, where I ended up standing in waist-deep water beside the wheelchair, which was stuck in the mud.

          As I turned around, I saw my friend waving to me.  About 20 cars had stopped, and people were running my way.  They started to pull the wheelchair free, and, when I began to walk out of the water, I heard cries of, “Where’s the invalid?” and “It’s a miracle!”  We told my father that his wheelchair had nearly been famous for finding mud that heals.

 

1. Whether the narrator’s father would use a wheelchair depended on…............. ……….   

(พ่อของผู้เล่าเรื่องนี้จะใช้เก้าอี้รถเข็นสำหรับผู้ป่วย (รถคนพิการ) หรือไม่  ขึ้นอยู่กับว่า..................)

    (a) where he lived    (เขาอาศัยอยู่ที่ไหน)

    (b) how the weather was    (อากาศเป็นอย่างไร)  (ดูจากพารากราฟแรก ประโยคที่ ที่บอกว่า 

          พ่อสนุกกับการขี่รถคนพิการเมื่ออากาศดี)

    (c) who he stayed with    (เขาพักอยู่กับใคร)

    (d) how healthy he was    (เขามีสุขภาพสมบูรณ์เพียงใด)

2. The narrator ended up in the canal because he……………..…...........…..)

(ผู้เล่าเรื่องนี้จบลงในคลอง  เพราะว่าเขา.........................................................)

    (a) bumped into a car    (ชนเข้ากับรถคันหนึ่ง)

    (b) was knocked out    (ถูกชน-ชกจนหมดสติ)

    (c) became overexcited    (ตื่นเต้นมากเกินไป)  (ดูจากพารากราฟที่ ๒  ประโยคที่ ๔  ที่ผู้เล่าเรื่อง

          บอกว่า  เมื่อพบกับรถที่กำลังวิ่งสวนมา  เขาเกิดอาการอกสั่นขวัญหาย-ตื่นตระหนก  ทำให้สูญ

          เสียการควบคุมรถคนพิการที่เขาขับ  และรถหล่นลงไปในคลอง)

    (d) crossed over the bridge    (ข้ามสะพาน)

3. The passage was entitled “Miracle Mud” because…………….............……)

(บทความนี้ถูกตั้งชื่อว่า  “โคลนมหัศจรรย์”  เพราะว่า.........................................)

    (a) people thought the narrator was an invalid    (ผู้คนคิดว่าผู้เล่าเรื่องนี้เป็นคนพิการ)

    (b) the mud was thought to cure paralysis    (โคลน – ในคลอง – ถูกคิดว่าสามารถรักษาอาการ

           อัมพาตให้หายได้)  (ดูคำอธิบายในตอนท้ายของพารากราฟสุดท้าย)

    (c) the mud stirred up excitement in the onlookers    (โคลนก่อให้เกิดความตื่นเต้นแก่ผู้ดู – ผู้เห็น

          อุบัติเหตุ)

    (d) the motorized wheelchair got stuck there    (รถคนพิการมีเครื่องยนต์ติดอยู่ที่นั่น – ติดอยู่ในโคลน)

4. The tone of this story is ……………………………..........

(น้ำเสียงของเรื่องนี้ คือ.........................................................)

    (a) depressing    (น่าเศร้า, น่าหดหู่ใจ)

    (b) sarcastic    (เยาะเย้ย, ถากถาง, แดกดัน)

    (c) serious    (เอาจริงเอาจัง)

    (d) humorous    (ขบขัน, ตลก, เชิงตลก)  (เนื่องจากผู้เห็นอุบัติเหตุคิดว่าผู้เล่าเรื่องนี้เป็นคนพิการ

          (นั่งรถเข็นไฟฟ้า) แต่พอหล่นลงไปในคลอง  กลับลุกขึ้นและเดินได้  คิดว่าโคลนในคลองเป็นสิ่ง

          มหัศจรรย์สามารถรักษาอัมพาตได้)

5. After the accident, when the people saw the narrator walk out of the water, they …….......…...

(หลังจากอุบัติเหตุ  เมื่อผู้คนเห็นผู้เล่าเรื่องนี้เดินออกมาจากน้ำ  พวกเขา.......................................)

    (a) couldn’t believe their eyes    (ไม่เชื่อสายตาตนเอง)  (ดูจากใน ข้อ ๓ ที่ผู้คนที่เห็นอุบัติเหตุ

          แทบไม่เชื่อสายตาตนเอง  ที่นึกว่าผู้เล่าเรื่องนี้พิการเป็นอัมพาต  แต่กลับเดินได้หลังจากหล่น

          ลงไปในคลอง)

    (b) were frightened of the mud    (กลัวโคลน)

    (c) were sympathetic towards him    (เห็นอกเห็นใจผู้เล่าเรื่อง)

    (d) thought he was playing a joke    (คิดว่าเขากำลังเล่นตลก)

 

(คำแปล)                                                               โคลนมหัศจรรย์

 

            หลายปีมาแล้ว  เมื่อพ่อของผมเป็นอัมพาตบางส่วน (became partially paralyzed)  ผมซื้อเก้าอี้รถเข็นสำหรับผู้ป่วย (รถสำหรับคนพิการ) (wheelchair) ซึ่งใส่เครื่องยนต์ (motorized) (ผู้พิการเป็นคนขับเอง) ให้พ่อคัน (เครื่อง) หนึ่ง,  เมื่ออากาศดี (In nice weather) พ่อสนุกกับการขี่ (riding) มันไปรอบๆ กรุงเฮก (เมืองหลวงของเนเธอร์แลนด์) ที่ซึ่งแกอาศัยอยู่  แต่ในหน้าหนาว  พ่อเก็บ (stored) มันไว้ในที่จอดรถ (garage) ของพี่เขย (brother-in-law) ของผม  ซึ่งอยู่ห่างออกไปหลายไมล์

            วันหนึ่งในฤดูใบไม้ผลิ (One spring day)  ผมตัดสินใจที่จะขับรถของคนพิการคันนี้ไปที่บ้านของพ่อ  ดังนั้น  เพื่อนของผมคนหนึ่งเลยพาผมไปยังที่จอดรถ (ของพี่เขย) โดยรถมอเตอร์ไซด์ของเขา  และรอที่จะ (ขับรถของเขา) นำ (lead) ผมกลับบ้าน  ผมฝึกซ้อม (practiced) (ขับรถ) กับรถคนพิการนี้เป็นเวลาสองสามนาที  และ, เมื่อผมเริ่มเข้าใจวิธีใช้มัน (I had the hang of it)  เราก็ออกเดินทางไปตามถนน (started down a road) ที่มีคลองทั้ง ๒ ด้าน,  โดยสิ่งต่างๆ ไปได้ด้วยดี (went well) สำหรับครึ่งไมล์แรก  แต่เมื่อผมมาถึง (came off) สะพานแห่งหนึ่ง  ผมพบกับ (encountered) รถคันหนึ่งที่กำลังวิ่งสวนมา (an oncoming car)  และผมเกิดอาการอกสั่นขวัญหาย (ตื่นตระหนก, ตกใจกลัว) (panicked)  ผมเลยสูญเสียการควบคุมรถคนพิการ (ที่ผมขับ) (lost control of the wheelchair)  และ (รถ) ตก (กระโจน) ลงไปใน (plunged into) คลอง  ที่ซึ่งผมจบลง (ended up) ด้วยการยืนอยู่ในน้ำที่ลึกถึงสะเอว (waist-deep water) ข้าง (beside) รถคนพิการซึ่งติด (stuck) อยู่ในโคลน (mud)

            เมื่อผมหันไปรอบๆ (turned around)  ผมเห็นเพื่อนของผม (ที่ขับรถมอเตอร์ไซด์นำ) กำลังโบกมือ (waving) ให้ผม,  โดยรถยนต์ประมาณ ๒๐ คัน  ได้หยุด (ดูอุบัติเหตุ) และผู้คนกำลังวิ่งมาทางผม  พวกเขาเริ่มต้นลากรถคนพิการขึ้นมาจากคลอง (pull the wheelchair free)  และเมื่อผมเริ่มเดินออกมาจากน้ำ  ผมได้ยินเสียงร้อง (cries) ว่า “คนพิการ  (the invalid) อยู่ที่ไหน”  และ  “มันเป็นเรื่องมหัศจรรย์ (ความมหัศจรรย์) (miracle)”  เรา (ผมและเพื่อน) บอกพ่อของผมว่ารถคนพิการของแก  เกือบจะมีชื่อเสียง (โด่งดัง) (nearly been famous) ในเรื่องพบโคลนซึ่งทำให้หายจากโรคได้ (heals) (คือ หายจากอัมพาต  เพราะผู้คนเข้าใจผิด  คิดว่าผู้เล่าเรื่องนี้เป็นคนพิการ  แต่เมื่อตกลงไปในโคลนในคลอง  แล้วสามารถยืนและเดินได้  คิดว่าเป็นโคลนมหัศจรรย์)

 

เรียน   ท่านผู้ติดตามอ่านเว็บไซต์  “everydayenglish.pwa.co.th                  

 

                ถ้าท่านมีคำแนะนำให้ปรับปรุงเว็บไซต์นี้ประการใด  กรุณาส่ง   e-mail ไปที่  ดร. วัชรินทร์  ภูเขาทอง  อดีต  ผอ. สำนักวิทยาการ  การประปาส่วนภูมิภาค  ผู้จัดทำเว็บ-ไซต์นี้  ตาม   “Address” wpookaotong@yahoo.com   (โปรดระบุหัวเรื่องด้วย ว่า  “ปรับปรุงเว็บไซต์”)   เพื่อที่ผู้จัดทำฯ จะได้ปรับปรุงเนื้อหาได้ตรงตามความประสงค์ของผู้อ่านเว็บไซต์นี้ต่อไป

 

 

 

 

 

หมวดข้อสอบ READING (ตอนที่ 1)

การประปาส่วนภูมิภาค  “มุ่ง-มั่น-เพื่อปวงชน”

 

DirectionChoose the best alternative for the blank in each item.

(จงเลือกคำตอบที่ดีที่สุดเพื่อเติมลงในช่องว่างในแต่ละข้อ)

 

          The word hero can be confusing, for it has several meanings.  It is often applied to ordinary people who happen to perform an act of great courage – a fireman who saves someone from a burning house at the risk of his own life, for example.  Then, the principal character of a play, a novel, or a film is known as the hero of the story, even if he is not particularly brave.  But the heroes and heroines that we are going to consider now constitute a third group.  They are the giants, the out-of-the-ordinary figures whose superiority fills our hearts with admiration and awe; the men and women who give us a high example to follow, a purpose in life, or sometimes just a dream, because they represent the person that we would like to be. 

          Humanity has always had such heroes.  Some have been the saviors or the builders of their country, like George Washington, who gave generations of Americans their model of determination, selflessness, and honor.  Others have been religious leaders or gorgeous women; conquerors, athletes, or pioneers; characters in novels or revolutionaries; saints, sinners, likable robbers, or movie stars.  Whatever they did, they were all stars-shining, glorious, showing the way to their followers below.  The desire to be worthy of them could bring out the best in their admirers.

 

1. “……happen to perform an act of great courage” means “_______”.    (“.........บังเอิญกระทำในสิ่งที่กล้าหาญอย่างมาก”  หมายความว่า  “_______________” )

    (a) habitually do courageous things    (ทำสิ่งที่กล้าหาญเป็นนิสัย)

    (b) have a chance to show courage    (มีโอกาสแสดงความกล้าหาญ)

    (c) are born to be courageous    (เกิดมากล้าหาญ)

    (d) are usually not courageous    (ปกติไม่กล้าหาญ)

2. A hero must always ___________.    (พระเอกจะต้อง.........................เสมอ)

    (a) be brave    (กล้าหาญ)  (ไม่จำเป็น เช่น “gorgeous women” (ผู้หญิงสวยเก๋),  นักกีฬา, ดาราหนัง)

    (b) help others    (ช่วยเหลือคนอื่น)  (ไม่จำเป็น เช่น นักปล้น, คนบาป)

    (c) constitute a third group    (อยู่ในกลุ่มที่ ๓)  (ไม่เลือกข้อนี้ เนื่องจากยังมีกลุ่มที่ ๑ และ ๒)

    (d) cause some interest    (ก่อให้เกิดความสนใจบางอย่าง)  (เมื่อ ๓ ข้อแรกไม่ถูกต้อง  ข้อนี้จึง

         ดีที่สุด  โดยดูบทบาทของ “พระเอก, ผู้กล้าหาญ” จากคนทั้ง ๓ กลุ่มในบทความ)

3. Which one is the meaning of the word “hero” that the writer wants to emphasize in paragraph 1?   

(ข้อใดคือความหมายของคำว่า “พระเอก” ที่ผู้เขียนต้องการจะเน้นย้ำในพารากราฟที่ )

    (a) a brave fireman    (พนักงานดับเพลิงผู้กล้าหาญ)

    (b) the principal character of a play, a novel, or a film    (ตัวละครเอกของละคร, นิยาย, หรือภาพยนตร์)

    (c) the admirable and awesome giant    (ยักษ์ผู้น่าชมเชย (น่าเลื่อมใส) และน่ายำเกรง)

    (d) the extraordinary figure whose nobility and superiority we admire    (บุคคลพิเศษ-ไม่

          ธรรมดา  ผู้ซึ่งเราชื่นชมคุณธรรมและความเหนือกว่า-เก่งกว่าของเขา)  (คำตอบอยู่ใน ประ

          โยคสุดท้ายของพารากราฟ)

4. In the expression “a high example to follow”, the word “high” means ____________.   

(ในคำพูด  “ตัวอย่างสูงส่งให้ทำตาม”  คำว่า  “สูงส่ง”  หมายถึง...........................)

    (a) moral quality    (คุณสมบัติทางด้านศีลธรรม)  (คือ มีศีลธรรมสูง)

    (b) physical makeup    (การแต่งตัว-แต่งหน้าทางกายภาพ)

    (c) careful judgment    (การพิจารณา-การวินิจฉัยอย่างรอบคอบ)

    (d) difficult thought    (ความคิดที่ยากลำบาก)

5. The different types of heroes in paragraph 1 can be described as _________________.   

(ประเภทต่างๆ ของพระเอกในพารากราฟที่ สามารถอธิบายว่าคือ...........................)         

    (a) brave, unreal, special    (กล้าหาญ, ไม่มีตัวตนจริง, พิเศษ-ไม่ธรรมดา)  (ในพารากราฟนี้  ผู้เขียนกล่าวถึงลักษณะของพระเอก (ผู้กล้าหาญ) ไว้ ๓ กลุ่ม โดยกลุ่มแรกเป็นผู้แสดงความกล้าหาญอย่างมาก เช่น พนักงานดับเพลิง, กลุ่มที่ ๒ คือ พระเอกในละคร, นิยาย หรือภาพยนตร์ ซึ่งไม่มีตัวตนจริง (unreal)  ส่วนกลุ่มที่ ๓ คือ พวกที่มีอะไรพิเศษ-ไม่ธรรมดา  ซึ่งมีบุคคลหลายอาชีพ)

    (b) particular, confusing, accidental    (เฉพาะ, น่าสับสน, บังเอิญ)

    (c) first, second, third    (ที่ ๑, ที่ ๒, ที่๓)

    (d) admirable, awesome, purposeful    (น่าชื่นชม, น่าเกรงขาม, มีเป้าหมาย)

6. To build a country, it is necessary for one to have ____________________.

(เพื่อที่จะสร้างชาติ  มันจำเป็นสำหรับคนเราที่จะมี ..............................................)

    (a) courage, wisdom, and patience    (ความกล้าหาญ, ความฉลาด, และความอดทน)

    (b) selflessness, courage, and wisdom    (การไม่คำนึงถึงตัวเอง, ความกล้าหาญ, และความฉลาด)

    (c) selflessness, determination, and honor    (การไม่คำนึงถึงตัวเอง, ความมุ่งมั่น, และเกียรติ

         ยศ)  (คำตอบอยู่ในพารากราฟ ๒ ประโยคที่ ๒)

    (d) honor, courage, and patience    (เกียรติยศ, ความกล้าหาญ, และความอดทน)

7. In paragraph 2, the heroes are compared with stars because they ________________.   

(ในพารากราฟ   พระเอกถูกเปรียบเทียบกับดวงดาว  เพราะว่าพวกเขา..............................)   

    (a) have saved or built their country    (ได้รักษาหรือสร้างประเทศของตน)

    (b) have been religious leaders or gorgeous women    (เป็นผู้นำทางศาสนาหรือผู้หญิงที่สวยงาม-เก๋)

    (c) have been saints, sinners, likable robbers, or movie stars    (เป็นนักบุญ, คนบาป, นักปล้นที่น่า

         ชื่นชอบ (เช่น โรบินฮู้ด), หรือดาราภาพยนตร์)

    (d) have drawn out the best qualities of their admirers    (ได้ดึงคุณสมบัติที่ดีที่สุดของผู้ที่

         ชื่นชมตัวเขาออกมาได้) (คือ ทำให้ผู้ชื่นชมตัวเขาแสดงคุณสมบัติที่ยอดเยี่ยมของตนออกมา 

         เพื่อเอาอย่างพระเอก-นางเอกเหล่านั้น)  (คำตอบอยู่ใน ประโยคสุดท้ายของพารากราฟ)

8. According to paragraph 2, a person cannot be a hero if he……….....................…. .

(ตามที่กล่าวไว้ในพารากราฟ ๒  บุคคลไม่สามารถเป็นพระเอกได้  ถ้าเขา..........................)

    (a) tells a lie    (พูดโกหก)

    (b) makes a dream    (สร้างความฝัน)

    (c) is not brave    (ไม่กล้าหาญ)

   (d) is ordinary    (เป็นคนธรรมดา)  (คำตอบอยู่ใน ประโยคสุดท้ายของพารากราฟแรก  ที่บอกว่าพระเอก-นางเอกที่ผู้เขียนกำลังจะพูดถึง  อยู่ในกลุ่มที่ ๓ (กลุ่มแรกคือคนธรรมดาที่แสดงความกล้าหาญ เช่น พนักงานดับเพลิง, ส่วนกลุ่มที่ ๒ คือพระเอกในละคร, นิยาย หรือภาพยนตร์) ซึ่งคือ คนที่พิเศษ หรือไม่ธรรมดา (out-of-the-ordinary figures) ผู้ซึ่งความเหนือกว่า-เก่งกว่าของพวกเขา  ทำให้หัวใจของเราเต็มไปด้วยความชื่นชมและความน่าเกรงขาม  ซึ่งบุคคลเหล่านี้อยู่ในหลายสาขาอาชีพ)

 

(คำแปล)

            คำว่า “พระเอก, ผู้กล้าหาญ, วีรบุรุษ, คนเก่ง(hero) สามารถที่จะน่าสับสน (confusing) ได้  เพราะว่า (for) มันมีหลายความหมาย,  มันบ่อยครั้งถูกใช้ (applied) กับคนธรรมดาสามัญ (ทั่วไป) (ordinary) ผู้ซึ่งบังเอิญ (happen) กระทำสิ่งที่กล้าหาญอย่างยิ่ง (perform an act of great courage) เช่น พนักงานดับเพลิง (fireman) ซึ่งช่วยชีวิต (saves) ใครบางคนจากบ้านที่ไฟไหม้ (burning house) โดยเสี่ยงชีวิตของตัวเขาเอง (at the risk of his own life) เป็นตัวอย่าง (คือ พระเอกในกลุ่มที่ ),  ถ้างั้น (Then) ตัวละครสำคัญ (พระเอก) (principal character) ของละคร (play), นิยาย (novel), หรือภาพยนตร์ (film) ก็เป็นที่รู้จักกันว่าเป็นพระเอกของเรื่อง (story) แม้ว่าเขาจะมิได้กล้าหาญเป็นพิเศษ (particularly brave) (คือ พระเอกในกลุ่มที่ – ซึ่งอาจไม่มีตัวตนอยู่จริง)  แต่พระเอกและนางเอก (heroines) ที่เราจะพิจารณา (consider) ในขณะนี้  ประกอบขึ้นเป็นกลุ่มที่ ๓ (constitute a third group),  พวกเขาคือยักษ์ (สิ่งที่ใหญ่โตผิดปกติ) (giants) (หรือ) บุคคลซึ่งมิใช่ธรรมดาสามัญ (out-of-the-ordinary figures) ผู้ซึ่งความเหนือกว่า (ความเก่งกว่า) (superiority) ของพวกเขาเติมเต็มหัวใจของเรา (fills our hearts) ด้วยความชื่นชม (ความศรัทธา, ความเลื่อมใส) (admiration) และความน่าเกรงขาม (awe), (พวกเขาคือ) ผู้ชายและผู้หญิงผู้ซึ่งให้ตัวอย่างที่สูงส่งแก่เราเพื่อทำตาม (give us a high example to follow), (ให้) เป้าหมาย (purpose) ในชีวิต หรือบางครั้ง (ให้) เพียงแค่ความฝันเท่านั้น เพราะว่าพวกเขาเป็นตัวแทน (represent) บุคคลที่พวกเราอยากจะเป็น (คือ พระเอกในกลุ่มที่ )     

            มนุษย์ (มนุษยชาติ) (Humanity) มีพระเอกเช่นนั้นโดยเสมอมา (พระเอกในกลุ่มที่ )  โดยบางคนเป็นผู้ที่กอบกู้ (ผู้ช่วยไถ่บาป) (saviors) หรือผู้สร้าง (builders) ประเทศของตน เช่น จอร์ช วอชิงตัน  ผู้ให้แบบอย่าง (model) ของตนแก่ชาวอเมริกันหลายชั่วอายุคน (generations of Americans) ในด้านความมุ่งมั่น (determination), การไม่คำนึงถึงตนเอง (การไม่เห็นแก่ผลประโยชน์ส่วนตัว) (selflessness), และเกียรติยศ (honor),  ส่วน (พระเอก) คนอื่นๆ เป็นผู้นำทางศาสนา (religious leaders) หรือผู้หญิงที่สวยเก๋ (gorgeous women), (เป็น) ผู้พิชิต (conquerors) นักกีฬา (athletes) หรือนักบุกเบิก (pioneers), (เป็น) ตัวละคร (characters) ในนิยาย หรือนักปฏิวัติ (revolutionaries), (เป็น) นักบุญ (saints), คนบาป (sinners), นักปล้นซึ่งเป็นที่นิยมชมชอบ (likable robbers) (เช่น โรบินฮู้ด) หรือดาราภาพยนตร์  ทั้งนี้  ไม่ว่าพวกเขาทำอะไรก็ตาม (Whatever they did) พวกเขาล้วนเป็นดวง ดาว (they were all stars) ซึ่งฉายแสง (shining), รุ่งโรจน์ (มีชื่อเสียง) (glorious), และชี้ทางให้กับผู้ทำตาม (ผู้เลียนแบบ) พวกเขาที่อยู่เบื้องล่าง (showing the way to their followers below) (หมายถึง  ผู้ทำตามที่อยู่เบื้องล่าง),  โดยความปรารถนา (desire) (ของผู้ทำตาม) ที่จะคู่ควรกับพระเอกเหล่านี้ (worthy of them) สามารถดึงสิ่งที่ดีที่สุดในตัวของผู้ที่ชื่นชมตัวพวกเขา (พระเอก) ออกมาได้ (could bring out the best in their admirers) (โดยมีเป้าหมายที่จะทำให้ได้ดี  หรือทัดเทียมกับพระเอกเหล่านั้นบ้าง)

 

เรียน   ท่านผู้ติดตามอ่านเว็บไซต์  “everydayenglish.pwa.co.th                  

 

                ถ้าท่านมีคำแนะนำให้ปรับปรุงเว็บไซต์นี้ประการใด  กรุณาส่ง   e-mail ไปที่  ดร. วัชรินทร์  ภูเขาทอง  อดีต  ผอ. สำนักวิทยาการ  การประปาส่วนภูมิภาค  ผู้จัดทำเว็บ-ไซต์นี้  ตาม   “Address” wpookaotong@yahoo.com   (โปรดระบุหัวเรื่องด้วย ว่า  “ปรับปรุงเว็บไซต์”)   เพื่อที่ผู้จัดทำฯ จะได้ปรับปรุงเนื้อหาได้ตรงตามความประสงค์ของผู้อ่านเว็บไซต์นี้ต่อไป

 

 

 

 

 

 

 

 

Pages

Subscribe to RSS - หมวดข้อสอบ READING