หมวดข้อสอบ READING

หมวดข้อสอบ READING (ตอนที่ 21)

การประปาส่วนภูมิภาค  “มุ่ง-มั่น-เพื่อปวงชน”

 

DirectionRead the following passage and choose the best answer for each question.

(จงอ่านบทความต่อไปนี้  และเลือกคำตอบที่ดีที่สุดสำหรับแต่ละคำถาม)

 

Great People’s Secrets to Success

 

          I love reading biographies, studying the lives of great people to determine their secrets to happiness and success.  These days I’m spending most of my time on the road, sharing what I’ve learned with audiences.  In the persona of Ben Franklin I speak about The Magic of Talk and The Magic of Reading.  As Albert Einstein I speak about The Magic of Thought and Using Your Time Wisely.

          So, what do Franklin and Einstein have to tell us about success?

          Franklin talks plentifully about how to get ahead in life, but if you want to learn from him, it’s best to follow his example, not his advice.  Ben did not always live by the aphorisms he published in Poor Richard’s Almanac like “Eat to live, and not live to eat,” and “Good talkers, little doers.”  Franklin’s success in the field of business, science, civil service, and diplomacy were dependent on his drive to educate himself (Ben only had two years of formal schooling), and his skill communicating with others.

          Ben was a wonderful reader, writer and talker, and he used these skills daily to get things done.  The consummate propagandist, Ben could get his point across one-to-one, in groups, before groups, and to the public through the news media. 

          Albert Einstein achieved success almost through his sheer brainpower.  Whereas Ben Franklin labored for years in fairly conventional business pursuits, Albert achieved his success primarily in the world of thought.  A high school dropout who “went back to school” to enroll in a technical college, Albert graduated fourth in a class of five in 1900.  Then, after an extended period of unemployment, a friend finally helped him get a job as a patent office examiner, third class.

          Einstein attributed his success to the ability to focus on one thing at a time.  He called himself a monomaniac, and this clarity of focus propelled him to the top of the world of physics.  Einstein did not care what was going on around him, what other people thought, or what time of day is was.  He was a nature’s child who had to be told when to go to bed, when to get up, and when to eat.  Like idiot savants who are capable of putting all of their mental resources into mastering a skill, Einstein used his full brainpower to solve questions of physics.

          So, what can you learn from Franklin and Einstein?

        One, develop your personal communication skills.  Learn to relate to others in an exciting, dynamic way.  If you already do this, congratulation!  If you don’t, a little effort in this area may produce remarkable results.

          Two, develop your powers of concentration.  Learn to block out distractions and give a problem every bit of your attention.  Our brains are a tremendous resource most of us have hardly begun to use.

 

1. Which of the following is NOT true according to the author?

(ข้อใดต่อไปนี้ไม่ถูกต้อง – ไม่เป็นความจริง – ตามที่ผู้เขียนกล่าว)

    (a) Einstein had a good brain and used his time wisely.    (ไอสไตน์มีสมองดี  และใช้เวลาของเขาอย่าง

          ฉลาด)  (ข้อนี้จริง  เพราะในพารากราฟแรก  ผู้เขียนกล่าวว่า  “เกี่ยวกับไอสไตน์  ผู้เขียนจะพูดเกี่ยวกับเวท

          มนตร์ของความคิด  และการใช้เวลาของผู้ฟังอย่างฉลาด”  ซึ่งเป็นลักษณะของไอสไตน์  ที่มีสมองดีและใช้

          เวลาอย่่างฉลาด)

    (b) Franklin was good at speaking and reading.    (แฟรงคลินเก่งในเรื่องการพูดและการอ่าน)  (ข้อนี้จริง 

          เนื่องจากประโยคแรกของพารากราฟ ๓ กล่าวว่า  “เบ็นเป็นนักอ่าน, นักเขียน และนักสนทนาที่มหัศจรรย์

          (น่าพิศวง, ยอดเยี่ยม) และเขาใช้ทักษะเหล่านี้ในแต่ละวันเพื่อให้สิ่งต่างๆ ดำเนินไป”)

    (c) Both Einstein and Franklin did well in school.    (ทั้งไอสไตน์และแฟรงคลินทำได้ดี – เรียน

           ดี – ในโรงเรียน)  (ข้อนี้ไม่จริง  เนื่องจากพารากราฟ ๔ กล่าวว่า  “ไอสไตน์ออกจากโรงเรียน

           กลางคันสมัยเรียนชั้นมัธยม”  และพารากราฟ ๒ กล่าวว่า  “แฟรงคลินมีการเรียนในโรงเรียน

           แบบเป็นทางการเพียง ๒ ปีเท่านั้น”)

    (d) Franklin had the ability to communicate while Einstein had the ability to concentrate.    (แฟรง

          คลินมีความสามารถในการสื่อสาร  ในขณะที่ไอสไตน์มีความสามารถในการสำรวมใจ-มีสมาธิ  ในเรื่องใด

          เรื่องหนึ่งที่เขาทำ)  (ประโยคสุดท้ายของพารากราฟ ๒ กล่าวว่า  “ความสำเร็จของแฟรงคลิน...............ล้วน

          พึ่งพาอาศัยแรงกระตุ้นของเขาที่จะให้การศึกษาแก่ตนเอง  และ (พึ่งพาฯ) ทักษะของเขาในการสื่อสารกับ

          ผู้อื่น”  และประโยคแรกของพารากราฟ ๕ กล่าวว่า  “ไอสไตน์ให้เหตุผล (อ้างเหตุผล) ความสำเร็จของเขา

          จากความสามารถที่จะเพ่งความสนใจ (มุ่งเน้น) ทีละเรื่อง (ทีละสิ่ง)”  ซึ่งหมายถึง  ความสามารถในการสำ

          รวมใจหรือมีสมาธิในเรื่องที่ทำนั่นเอง)

2. The word “audiences” in the first paragraph means _____________________________.

(คำว่า  “ผู้ฟัง, ผู้ชม, ผู้อ่าน, การได้ยิน”  ในพารากราฟแรก  หมายถึง __________________)

    (a) colleagues    (เพื่อนร่วมงาน)

    (b) sympathizers    (ผู้สนับสนุน, ผู้เห็นอกเห็นใจ)

    (c) opponents    (ผู้ขัดขวาง, ผู้คัดค้าน, คู่ปรปักษ์, คู่แข่ง, ฝ่ายตรงกันข้าม)

    (d) demonstrators    (ผู้แสดง, ผู้สาธิต, ผู้เดินขบวน)

    (e) participants    (ผู้เข้าร่วม (ประชุม, งาน), ผู้มีส่วนร่วม)

    (f) listeners or spectators    (ผู้ฟังหรือผู้ดู)

3. Which statement best describes the main idea of the passage?

(คำกล่าวใดพรรณนาความคิดหลัก (ใจความสำคัญ) ของบทความได้ดีที่สุด)

    (a) Reading biographies is a valuable experience.    (การอ่านชีวประวัติเป็นประสบการณ์ที่มีค่า)  (ถูกต้อง 

          แต่มิใช่ใจความสำคัญของบทความ)

    (b) Franklin and Einstein have much to teach us.    (แฟรงคลินและไอสไตน์มีอะไรมากมายที่จะ

          สอนเรา)  (บทความนี้เกี่ยวกับชีวประวัติของบุคคลทั้งสองที่ผู้เขียนมองเห็น  ซึ่งเป็นจุดเด่นของ

          คนทั้งสองที่ผู้เขียนเอามาแนะนำให้ผู้ฟังหรืออ่านลองปฏิบัติตามเพื่อความสำเร็จ  ดังที่กล่าวไว้

          ในสองพารากราฟสุดท้าย)

    (c) Franklin’s and Einstein’s lives are less important than their work.    (ชีวิตของแฟรงคลินและไอ

          สไตน์มีความสำคัญน้อยกว่างานของเขา)  (ผู้เขียนมิได้เปรียบเทียบ ๒ สิ่งนี้)

    (d) The writer has learned from his experiences with Franklin and Einstein.    (ผู้เขียนได้เรียนรู้จาก

           ประสบการณ์ของตนกับแฟรงคลินและไอสไตน์)  (มิใช่ใจความสำคัญของบทความ)

4. What does the word “aphorisms” probably mean?

(คำว่า  “คติพจน์, คำพังเพย”  เป็นไปได้ว่าหมายถึงอะไร)

    (a) concise imperatives    (คำสั่ง – หรือข้อบังคับ, กฎเกณฑ์ – สั้นๆ)

    (b) undefined regulations    (กฎข้อบังคับ – หรือกฎเกณฑ์, ระเบียบ – ที่ยังมิได้กำหนดหรือทำให้ชัดเจน)

    (c) short technical statements    (คำพูดสั้นๆ ทางเทคนิค)

    (d) brief statements of a principle    (คำพูดสั้นๆ เกี่ยวกับหลักศีลธรรมหนึ่ง)  (คือ  คำกล่าวที่สอน

          คนหรือแนะนำให้คนปฏิบัติ  ดังในบทความ  คือ  “จงกินเพื่ออยู่  และอย่าอยู่เพื่อกิน”  และ  “พูด

          เก่ง ทำน้อย”  หมายถึง  คนที่ดีแต่พูด  มักไม่ค่อยได้ลงมือทำ  ดังนั้น  จึงควรพูดให้น้อย  แต่ทำ

          ให้มาก)

    (e) strict orders    (คำสั่งที่เข้มงวด)

    (f) strong languages    (ภาษาที่หยาบคาย)

5. The word “labored” in paragraph 4 is closest in meaning to ________________________.

(คำว่า  กระทำด้วยความยากลำบาก, เหน็ดเหนื่อย, พากเพียร, พยายาม, ทำงาน, กระทำอย่างละเอียด,

คลอดลูก”  ในพารากราฟ ๔ ใกล้เคียงที่สุดในความหมายกับ _____________________)

    (a) loitered    (เดินเตร่, เตร็ดเตร่, เดินเอ้อระเหย, เถลไถล, ปล่อยเวลาให้ผ่านไปโดยเปล่าประโยชน์)

    (b) sneaked    (สนีค)  (เดินหลบ, เดินลับๆล่อๆ, ทำลับๆล่อๆ, แอบ, แอบทำ, ด้อม, ดอด, ลัก, ขโมย)

    (c) emulated    (เอ๊ม-มิว-เล-ทิด)  (เอาอย่าง, พยายามเลียนแบบ, พยายามจะทำให้เท่าเทียมหรือดีกว่า) 

    (d) camouflaged    (แค้ม-มู-ฟลาจ)  (อำพราง, ซ่อน, ลวงตา)

    (e) toiled    (ทำงานหนัก, ตรากตรำ, ทำงานอาบเหงื่อต่างน้ำ, เดินทางด้วยความลำบากหรือเหน็ด

          เหนื่อย, ไปด้วยความลำบากหรือเจ็บปวด)

    (f) acquiesced    (แอ๊ค-ควิ-เอส)  (ยินยอม, ยอมรับ, ตกลง, ยอมรับในใจ)

6. Why did Einstein call himself a monomaniac?

(ทำไมไอสไตน์เรียกตัวเองว่า “ผู้ที่ครุ่นคิดแต่สิ่งเดียว, ผู้ที่สนใจอยู่ในเรื่องเดียว)

    (a) He was a nature’s child.    (เขาเป็นเด็กของธรรมชาติ)

    (b) He developed his powers of concentration.    {เขาพัฒนาพลัง (อำนาจ) ของการสำรวม

           ความคิด (สมาธิ, การมุ่งเน้นอยู่ในเรื่องใดเรื่องหนึ่ง)}  (ประโยคแรกของพารากราฟ ๕ กล่าว

           ว่า  ไอสไตน์ให้เหตุผล (อ้างเหตุผล) ความสำเร็จของเขาจากความสามารถที่จะเพ่งความสน

           ใจ (มุ่งเน้น) ทีละเรื่อง (ทีละสิ่ง),  โดยเขาเรียกตัวเองว่าเป็นผู้ที่ครุ่นคิดแต่สิ่งเดียว (ผู้ที่สนใจ

           อยู่ในเรื่องเดียว))

    (c) He improved his personal communication skills.    (เขาปรับปรุงทักษะการสื่อสารส่วนตัวของเขา

          ให้ดีขึ้น)

    (d) He used his full brainpower to solve questions of physics.    (เขาใช้พลังสมองอย่างเต็มที่ของ

          เขาเพื่อแก้ปัญหาด้านฟิสิกส์)

7. The word “propelled” in paragraph 6 can be best replaced by _______________________.

(คำว่า  “ผลักดัน, ขับเคลื่อน, ทำให้ไปข้างหน้า”  ในพารากราฟ ๖ สามารถแทนดีที่สุดโดย ______

_____________)

    (a) discriminated    (เห็นความแตกต่าง, บอกความแตกต่าง, เลือกปฏิบัติ, เลือกที่รัก   มักที่ชัง)

    (b) eroded   (อิ-โร้ด)  (สึกกร่อน, กัดกร่อน, เซาะ, ชะ, ทำให้สึกกร่อน) 

    (c) encircled    (ล้อมรอบ, เวียนรอบ, ตีวง)

    (d) reminded    (เตือน, เตือนให้ระลึกถึง)

    (e) revoked    (ยกเลิก, เพิกถอน, ลบล้าง)

    (f) impelled    (กระตุ้น, ผลักดัน, โน้มน้าว)

8. What does “the consummate propagandist” do?

(นักโฆษณาชวนเชื่อที่สมบูรณ์แบบ (ดีเลิศ) ทำอะไร)

    (a) He convinces people totally.    (เขาทำให้ผู้คนเชื่อมั่นโดยสิ้นเชิง)  (หมายถึงทำให้เชื่อในสิ่งที่

          เขาพูด  โดยประโยคที่ ๒ ของพารากราฟ ๓ กล่าวว่า  “(ในฐานะ) นักโฆษณาชวนเชื่อที่สมบูรณ์

          แบบ (ดีเลิศ)  เบ็นสามารถทำให้ประเด็น (จุดประสงค์) ของเขาเป็นที่เข้าใจ (แก่ผู้อื่น) แบบตัวต่อ

          ตัว, (แบบ) เป็นกลุ่ม, (แบบ) ต่อหน้ากลุ่มคน และแก่สาธารณชน โดยผ่านทางสื่อมวลชนที่เป็น

          ข่าว (หนังสือพิมพ์, วิทยุ, โทรทัศน์, ฯลฯ))

    (b) He controls the media absolutely.    (เขาควบคุมสื่อแบบเบ็ดเสร็จเด็ดขาด)

    (c) He spreads propaganda effectively.    (เขาแพร่กระจายการโฆษณาชวนเชื่ออย่างมีประสิทธิผล)

    (d) He gives biased information intentionally.    (เขาให้ข้อมูลข่าวสารที่มีอคติโดยตั้งใจ – โดยเจตนา)

9. The word “mastering” in paragraph 5 refers to __________________________________.

(คำว่า  “กลายเป็นผู้เชี่ยวชาญ, ทำตัวเป็นนาย, ปราบปราม, มีชัย”  ในพารากราฟ ๕ หมายถึง ______

_________________)

    (a) ignoring    (ไม่สนใจ, ไม่นำพาต่อ, ไม่พูดจาด้วยหรือไม่ทักทาย)

    (b) wailing    (ร่ำไห้, คร่ำครวญ, ร้องคร่ำครวญ, ร้องสะอึกสะอื้น, ร้องโหยหวน, (ลม) พัดเสียงดังโหยหวน)

    (c) waiving    (ละทิ้ง, สละสิทธิ, ละเว้น. ทิ้ง, ปัดออก)

    (d) opposing    (คัดค้าน, แย้ง, เป็นปฏิปักษ์ต่อ, เป็นคู่แข่งของ, ตรงกันข้ามกับ)

    (e) becoming an expert    (เป็นผู้เชี่ยวชาญ)

    (f) interrogating    (สอบถาม, ซักถาม) 

10. In the sixth paragraph, “dynamic” means _____________________________________.

(ในพารากราฟที่ ๖,  มีพลัง, ปราดเปรียว, เคลื่อนที่ได้, เกี่ยวกับพลังงาน-การเคลื่อนที่-แรง-อำนาจ” 

หมายถึง _______________________)

      (a) parsimonious    (พาร์-ซิ-โม้-เนียส)  (ประหยัดมากเกินไป, ขี้เหนียว, ตระหนี่, ใจแคบ) 

      (b) rustic    (บ้านนอก, เกี่ยวกับชิวิตชนบท, ธรรมดาๆ, เกี่ยวกับคนบ้านนอก, เงอะงะ)

      (c) fragile    (แฟร้จ-ไจล)  (เปราะ, หักง่าย, แตกง่าย. เสียหายง่าย, อ่อนแอ, บอบบาง)

      (d) conciliatory    (คัน-ซิ้ล-ลี-อะ-ทอ-รี่)  (เป็นการไกล่เกลี่ย, ซึ่งปรองดองกัน, ซึ่งประนีประนอม, ซึ่งผูกไมตรี) 

      (e) indignant    (โกรธเคือง, ขุ่นเคือง)

      (f) energetic    (มีพลัง, มีกำลังวังชา, กระฉับกระเฉง, ขะมักเขม้น, ชอบทำงาน)

11. The word “tremendous” in the final paragraph means _____________________________.

(คำว่า  “มหัศจรรย์, น่าพิศวง, วิเศษ, พิเศษ, ยอดเยี่ยม, มหาศาล, มหึมา, ใหญ่โตมาก, มากมาย, อย่างยิ่ง”  ในพารากราฟสุดท้ายหมายถึง _________________)

      (a) moribund    (ม้อร์-ริ-บันด)  (ใกล้ตาย, จวนตาย, ร่อแร่, จวนจะสูญพันธุ์, จวนจะหมด, ไม่เจริญ, อยู่กับที่) 

      (b) ubiquitous    (ยู-บิ๊ค-ควิ-ทัส)  (มีอยู่ทุกหนทุกแห่ง  -  โดยเฉพาะในเวลาเดียวกัน)

      (c) luscious    (ลัช-เชิส)  (หอมหวาน, หวานฉ่ำ, รสดี, กลิ่นดี, มีเสน่ห์, หวานมากเกินไป, กลิ่นมากเกินไป)

      (d) marvelous    (น่าพิศวง, น่าประหลาดใจ, เหลือเชื่อ, ดีเลิศ, ดีเด่น, ยิ่งใหญ่, ไม่น่าเป็นไปได้)

      (e) ingenious    (อิน-เจ๊น-เยิส)  (ฉลาด, รอบรู้, แก้ปัญหาได้รอบด้าน, เจ้าความคิด, คล่องแคล่ว, ปราดเปรียว,

            ช่างประดิษฐ์) 

      (f) traumatic    (ทร้อ-มะ-ทิค)  (ซึ่งทรมานใจ, ซึ่งทำให้ชอกช้ำใจ, ซึ่งทำให้บาดเจ็บ)

 

(คำแปล)

ความลับสู่ความสำเร็จของบุคคลผู้มีชื่อเสียง (ยิ่งใหญ่)

 

            ผมชอบอ่านชีวประวัติ (ประวัติบุคคล, วรรณกรรมประวัติบุคคล) (biographies)  และศึกษาชีวิตของบุคคลผู้มีชื่อเสียง (ยิ่งใหญ่, สำคัญ) (great)  เพื่อกำหนด (ค้นหา, ตกลงใจ, ตัดสินใจ) (determine) ความลับ (secrets) ของพวกเขาไปสู่ความสุขและความสำเร็จ,  ในปัจจุบัน (These days) ผมกำลังใช้เวลาส่วนใหญ่ของผมบนถนน (หมายถึง  เดินทางโดยรถยนต์) แบ่งปัน (sharing) สิ่งที่ผมได้เรียนรู้มา  กับผู้ฟัง (ผู้ชม, ผู้อ่าน, การได้ยิน) (audiences),  ในอุปนิสัยที่แสดงแก่ผู้อื่น (persona) ของเบ็น (จามิน) แฟรงคลิน  ผมจะพูด (บรรยาย) เกี่ยวกับ “เวทมนตร์คาถา (คาถาอาคม) (Magic) ของการสนทนา  และเวทมนตร์คาถาของการอ่าน” (หมายถึง  เคล็ดลับในการจูงใจคน  หรือสะกดผู้คนที่เราคุยด้วยให้เกิดความประทับใจ  และเคล็ดลับในการอ่านที่ทำให้เกิดสติปัญญา-ความรู้),  ในส่วนที่เกี่ยวกับอัลเบิร์ต ไอสไตน์  ผมจะพูดเกี่ยวกับ “เวทมนตร์คาถาของความคิด (Thought) และการใช้เว ลาของคุณอย่างฉลาด”  (หมายถึง  สติปัญญา และการใช้เวลาอย่างฉลาดของไอสไตน์)

            ดังนั้น  แฟรงคลินและไอสไตน์มีอะไร  ที่จะบอกเราเกี่ยวกับความสำเร็จ

            แฟรงคลินพูดคุยอย่างมากมาย (plentifully) เกี่ยวกับวิธีการก้าวไปข้างหน้า (how to get ahead) ในชีวิต  แต่ถ้าคุณต้องการที่จะเรียนรู้จากเขา  มันดีที่สุดที่จะทำตามตัวอย่างของเขา (follow his example) มิใช่ (ทำตาม) คำแนะนำ (advice) ของเขา,  ทั้งนี้  เบ็นมิได้ดำรงชีวิตตาม (live by) คติพจน์ (คำพังเพย) (aphorisms) (แอฟ-ฟะ-ริส-ซึม) ที่เขาตีพิมพ์ (published) ในปฏิทินบอกเหตุการณ์ต่างๆ ที่เกิดขึ้นในแต่ละปี (Almanac) ของพัว ริชาร์ด เสมอไป (คือ  มิได้ทำตามคติพจน์ของตนเสมอไป)  เช่น (คติพจน์) “จงกินเพื่ออยู่  และอย่าอยู่เพื่อกิน”  และ “พูดเก่ง  ทำน้อย(Good talkers, little doers)  ความสำเร็จของแฟรงคลินในสาขา (field) ของธุรกิจ, วิทยาศาสตร์, รัฐการพลเรือน (civil service) และการทูต (diplomacy)  ล้วนพึ่งพาอาศัย (ขึ้นอยู่กับ(dependent on) แรงผลักดัน (แรงกระตุ้น) (drive) ของเขาที่จะให้การศึกษาแก่  (educate) ตนเอง (เบ็นมีการเรียนในโรงเรียน (schooling) แบบเป็นทางการ (formal) เพียง ๒ ปีเท่านั้น)  และ (พึ่งพาอาศัย) ทักษะ (ความเชี่ยวชาญ, ความชำนาญ(skill) ของเขาในการสื่อสาร (communicating) กับผู้อื่น

            เบ็นเป็นนักอ่าน, นักเขียน และนักสนทนา (talker) ที่มหัศจรรย์ (น่าพิศวง, ยอดเยี่ยม, ดีเยี่ยม) (wonderful)  และเขาใช้ทักษะเหล่านี้ในแต่ละวัน (เป็นรายวัน, เป็นประจำวัน) (daily) เพื่อให้สิ่งต่างๆ ดำเนินไป (get things done),  (ในฐานะ) นักโฆษณาชวนเชื่อที่สมบูรณ์แบบ (ดีเลิศ) (consummate propagandist)  เบ็นสามารถทำให้ประเด็น (จุดประสงค์) ของเขาเป็นที่เข้าใจ (แก่ผู้อื่น) (get his point across) แบบตัวต่อตัว (one-to-one), (แบบ) เป็นกลุ่ม (in groups), (แบบ) ต่อหน้ากลุ่มคน (before groups) และแก่สาธารณชน (public) โดยผ่านทาง (through) สื่อมวลชนที่เป็นข่าว (หนังสือพิมพ์, วิทยุ, โทรทัศน์, ฯลฯ) (news media)

            อัลเบิร์ต  ไอสไตน์ ประสบความสำเร็จ (achieved success) เกือบจะโดยพลังสมอง (brainpower) ของเขาโดยแท้ (sheer),  ในขณะที่เบ็น  แฟรงคลิน กระทำด้วยความยากลำบาก (เหน็ดเหนื่อย, พากเพียร, พยายาม, ทำงาน) (labored) เป็นเวลาหลายปีในการดำเนินงาน (การงาน, อาชีพ) (pursuits) ด้านธุรกิจแบบค่อนข้างจะ (fairly) ธรรมดาสามัญ (ดั้งเดิม, ตามประเพณีนิยม) (conventional)  แต่อัลเบิร์ต  ไอสไตน์  ประสบความสำเร็จโดยสำคัญที่สุด (เป็นอันดับแรก, ในเบื้องต้น) (primarily) ในโลกของความคิด (world of thought),  (ในฐานะที่อัลเบิร์ตเป็น) ผู้ที่ออกจากโรงเรียนกลางคัน (dropout) ของโรงเรียนมัธยม (high school) แห่งหนึ่ง  ผู้ซึ่ง “กลับไปเรียนหนังสือ(went back to school) (หมายถึง  กลับเข้าเรียนในห้องเรียนอีกครั้ง) เพื่อลงทะเบียนเรียน (enroll) ในวิทยาลัยเทคนิค,  อัลเบิร์ตจบการศึกษาในลำดับที่ ๔ (graduated fourth) ในชั้นเรียนที่มีนักเรียน ๕ คน (a class of five) ในปี ๑๙๐๐,  ต่อจากนั้น  หลังจากช่วงเวลาที่ยืดยาวออกไป (extended period) ของการว่างงาน (unemployment)  เพื่อนคนหนึ่งในที่สุดช่วยให้เขาได้งานทำ (helped him get a job) เป็นผู้ตรวจสอบ (examiner) ของสำนักงานลิขสิทธิ์ (patent office) ชั้น ๓ (ผู้ตรวจสอบชั้น ๓)

            ไอสไตน์ให้เหตุผล (อ้างเหตุผล) (attributed) ความสำเร็จของเขาจากความสามารถ (ability) ที่จะเพ่งความสนใจ (มุ่งเน้น, เน้นย้ำ) (focus) ทีละเรื่อง (ทีละสิ่ง) (one thing at a time),  โดยเขาเรียกตัวเองว่าเป็นผู้ที่ครุ่นคิดแต่สิ่งเดียว (ผู้ที่สนใจอยู่ในเรื่องเดียว) (monomaniac),  และความแจ่มแจ้ง (ความชัดเจน) (clarity) ของการเพ่งความสนใจ (การมุ่งเน้น) (focus) นี้เอง  ได้ผลักดัน (ขับเคลื่อน, ทำให้ไปข้างหน้า) (propelled) ตัวเขาไปสู่จุดสุดยอด (top) ของโลกของฟิสิกส์ (world of physics),  ไอสไตน์ไม่สนใจ (เอาใจใส่, ระมัดระวัง, ดูแล, เป็นห่วง, ชอบ, รัก) (care) ว่าอะไรกำลังเกิดขึ้นรอบๆ ตัวเขา, คนอื่นจะคิดอะไร (อย่างไร)  หรือว่ามันเป็นเวลาอะไรของวัน,  เขาเป็นเด็กของธรรมชาติ (nature’s child)  ผู้ซึ่งจะต้องให้ (มีคน) บอกว่าจะเข้านอนเมื่อใด (when to go to bed), จะตื่นนอนเมื่อใด (when to get up), และจะรับประทานเมื่อใด (when to eat)เหมือนกับ (Like) ชายที่มีความรู้มากและลึกซึ้ง (นักปราชญ์, ผู้คงแก่เรียน) (savants) (เซ-ว้านท  หรือ  แซ้ฟ-เวินท) ผู้เป็นคนปัญญาอ่อน (คนโง่มาก) (idiot)  (หมายถึง  อัจฉริยะปัญญาอ่อน)  ผู้ซึ่งสามารถ (capable) ใส่ทรัพยากร (resources) ทางปัญญา (ทางสมอง, ด้านจิตใจ) (mental) ทั้งหมดของตนเข้าไปในการกลายเป็นผู้เชี่ยวชาญ (mastering) ในด้านทักษะ (ความชำนาญ) (skill) อย่างหนึ่ง,  โดยไอสไตน์ใช้พลังสมอง (brain power) อย่างเต็มที่ของเขาเพื่อแก้ปัญหา (solve questions) ด้านฟิสิกส์

            ดังนั้น  คุณสามารถเรียนรู้อะไรจากแฟรงคลินและไอสไตน์

            หนึ่ง  พัฒนาทักษะการสื่อสาร (communication) ส่วนตัวของคุณ,  เรียนรู้ที่จะบอก (เล่า, บรรยาย, เกี่ยวข้อง, เกี่ยวดอง, สัมพันธ์) (relate) ให้ผู้อื่นฟังในแบบ (way) ที่น่าตื่นเต้นและมีพลัง (ปราดเปรียว, เคลื่อนที่ได้) (dynamic),  ถ้าคุณทำสิ่งนี้อยู่แล้ว  ก็ขอแสดงความยินดีด้วย (congratulation) (แต่) ถ้าคุณยังไม่ได้ทำ  ความพยายามนิดหน่อย (a little effort) ในด้านนี้ (เรื่องนี้) (this area) อาจจะให้ (สร้าง, ผลิต) (produce) ผลลัพธ์ (results) ที่พิเศษ (ยอดเยี่ยม, น่าทึ่ง, น่าสังเกต) (remarkable)

            สอง  พัฒนาพลัง (อำนาจ) (powers) ของการสำรวมความคิด (สมาธิ, ความตั้งอกตั้งใจ, การมุ่งเน้นอยู่ในเรื่องใดเรื่องหนึ่ง) (concentration) ของคุณ,  เรียนรู้ที่จะสกัดกั้นออกไป (block out) สิ่งที่ทำให้ไขว้เขว (ภาวะใจวอกแวก, ภาวะจิตว้าวุ่น, สิ่งที่ทำให้รำคาญใจ) (distractions)  และให้ความเอาใจใส่ (ความสนใจ, การเอาอกเอาใจ, การดูแล) (attention) ของคุณทุกขณ(every bit) กับปัญหาใดปัญหาหนึ่ง (problem),  ทั้งนี้  สมองของเราเป็นทรัพยากร (resource) ที่มหัศจรรย์ (น่าพิศวง, วิเศษ, พิเศษ, ยอดเยี่ยม, มหาศาล, มหึมา, ใหญ่โตมาก, มากมาย, อย่างยิ่ง) (tremendous) ซึ่งเราส่วนใหญ่แทบจะไม่ (ไม่ใคร่จะ) (hardly) ได้เริ่มต้นใช้ (begun to use) เลย

 

เรียน   ท่านผู้ติดตามอ่านเว็บไซต์  “everydayenglish.pwa.co.th                  

 

                ถ้าท่านมีคำแนะนำให้ปรับปรุงเว็บไซต์นี้ประการใด  กรุณาส่ง e-mail ไปที่  ดร. วัชรินทร์  ภูเขาทอง  อดีต  ผอ. สำนักวิทยาการ  การประปาส่วนภูมิภาค  ผู้จัดทำเว็บไซต์นี้  ตาม  “Address”  (โปรดระบุหัวเรื่องด้วยว่า  “ปรับปรุงเว็บไซต์”)   เพื่อที่ผู้จัดทำฯ จะได้ปรับปรุงเนื้อหาได้ตรงตามความประสงค์ของผู้อ่านเว็บไซต์นี้ต่อไป

 

 

 

 

 

 

 

 

หมวดข้อสอบ READING (ตอนที่ 20)

การประปาส่วนภูมิภาค  “มุ่ง-มั่น-เพื่อปวงชน”

 

DirectionRead the following passage and choose the best answer for each question.

(จงอ่านบทความต่อไปนี้  และเลือกคำตอบที่ดีที่สุดสำหรับแต่ละคำถาม)

 

Wasps Fighting Harmful Insects

 

          Among the most damaging insects in the world are those that belong to the helioithis/helicoverpa group.  The corn earworm and several other harmful crop insects are part of the group.

          Each year, they cost American farmers about 2,000 million dollars.  That amount includes money spent on efforts to control them, and on lost crops.  At one time, chemicals were used to control these insects.  But chemicals cannot be aimed to control just harmful insects.  As a result, both harmful insects and helpful insects were affected.

          Today, many farmers are using insects to control insects.  The most popular are very small wasps.  Two kinds of wasps are used.  One is the microplitis cropeipes.  It attacks insects in the helioithis/helicoverpa group.  The second wasp is the cotesia marginiventris.  It is used against a number of insects, especially those of the noctuid family.  They include the fall armyworm, the beet armyworm and the cabbage looper.

          Several government and university scientists studied what happens when a harmful insect, such as a corn earworm, attacks a plant.  They found the plant release a chemical announcing the attack.  A wasp smells the chemical and flies to the plant in search of the insect.  The wasp attacks when it finds the corn earworm.  It drills a tiny hole in the worm with its tail and lays an egg.

          When the wasp larva leaves the egg, it begins eating the blood and fat of the corn earworm.  In a short period of time, the earworm dies.  The wasp lays only one egg in the worm.  If another worm attacks the plant, it will release another chemical signal.  The wasp may return to the plant if it smells the chemical.  But, having marked the first worm with its own special smell, the wasp will pass it by and look for the second worm.

          In studies, wasps have laid their eggs in from 80 to 100 percent of the corn earworms in an affected field.  Scientists now are looking for ways to produce large numbers of the wasps in the laboratory to be released on farms.  They say farmers need between 300 and 600 female wasps for each acre.  This number, they say, will provide a healthy population of wasps to control harmful insects.

 

1. What would be the best title for this passage?

(อะไรจะเป็นชื่อที่ดีที่สุดสำหรับบทความนี้)

    (a) Destructive Wasps    (ตัวต่อซึ่งทำลายล้าง)

    (b) Life Cycle of Wasps    (วงจรชีวิตของตัวต่อ)

    (c) Wasps : Friends of Plants    (ตัวต่อ : เพื่อนของพืช)  (บทความนี้กล่าวถึงการใช้ตัวต่อช่วยปราบ

          ศัตรูพืชแทนสารเคมี)

    (d) How Wasps Attack Insects    (ตัวต่อโจมตีแมลงอย่างไร)

2. What is the author’s purpose in writing this passage?

(วัตถุประสงค์ของผู้เขียนในการเขียนบทความนี้คืออะไร)

    (a) To describe how wasps control harmful insects.    (เพื่อพรรณนาว่าตัวต่อควบคุมแมลงซึ่ง

           เป็นอันตรายอย่างไร)  (ส่วนใหญ่ของบทความกล่าวถึงขั้นตอนต่างๆ ที่ตัวต่อทำลายแมลงที่เป็น

           ศัตรูพืช)

    (b) To improve ways of controlling harmful insects.    (เพื่อปรับปรุงวิธีการในการควบคุมแมลงที่เป็นอัน

           ตราย)  (บทความมิได้กล่าวถึงการปรับปรุงวิธีการดังกล่าว)

    (c) To persuade farmers to use wasps to control insects.    (เพื่อชักชวนชาวนาให้ใช้ตัวต่อควบคุมแมลง) 

           (บทความนี้กล่าวถึงการศึกษาวิจัยการใช้ตัวต่อควบคุมแมลง  มิได้ชักชวนชาวนาให้ทำเรื่องดังกล่าว)

    (d) To discuss the results of using insects to control insects.    (เพื่ออภิปรายผลลัพธ์ของการใช้แมลงควบ

           คุมแมลง)  (เป็นเพียงส่วนหนึ่งของวัตถุประสงค์เท่านั้น)

3. In paragraph 2, “efforts” means _____________________________________________.

(ในพารากราฟ ๒  คำว่า  “ความพยายาม, ความมานะ, ความอุตสาหะ, การทดลองที่ยากลำบาก, สิ่งที่เกิดจากความพยายาม, ผลของความพยายาม”  หมายถึง ____________________)

    (a) ambitions    (ความทะเยอทะยาน, ความปรารถนา, ความมักใหญ่ใฝ่สูง)

    (b) phenomena    (ปรากฏการณ์, ข้อเท็จจริง, สิ่งที่ประทับใจ, บุคคลที่ประทับใจ, คนที่ยอดเยี่ยม)

    (c) resources    (ทรัพยากรของประเทศ, กำลังเงิน, กำลังคน, กำลังวัตถุ)

    (d) specimens    (ตัวอย่างทางวิทยาศาสตร์  เช่น  เลือด น้ำลาย อสุจิ, แบบอย่าง, ผลิตภัณฑ์ตัวอย่าง,

          ตัวอย่างในการทดลอง, ข้อมูลสำหรับตรวจสอบ)

    (e) precautions    (การระมัดระวังล่วงหน้า)

    (f) endeavors    (ความพยายาม, ความบากบั่น)

4. Which of the following is NOT true?

(ข้อใดต่อไปนี้ไม่เป็นความจริงไม่ถูกต้อง)

    (a) The wasp uses the earworm as a host.    (ตัวต่อใช้หนอนเป็นเจ้าของบ้าน – ที่อยู่อาศัย)  (ประโยคสุด

          ท้ายของพารากราฟ ๔ และประโยคแรกของพารากราฟ ๕ กล่าวว่า  “มัน (ตัวต่อ) จะเจาะไชรูขนาดเล็กจิ๋ว

          ในหนอนตัวนั้นด้วยหางของมัน และวางไข่ (ในตัวหนอน..............และ.............เมื่อตัวอ่อน (ดักแด้) ของ

          ตัวต่อออกจากไข่  มันจะเริ่มต้นกินเลือดและไขมันของหนอนข้าวโพด”  ซึ่งแสดงว่า  ตัวต่อใช้หนอนเป็น

          เจ้าของบ้าน – ที่อยู่อาศัย)

    (b) The wasp’s egg feeds on the earworm.    (ไข่ของตัวต่อกินตัวหนอนเป็นอาหาร)  (ประโยคแรก

          ของพารากราฟที่ ๕ กล่าวว่า  “เมื่อตัวอ่อน (ดักแด้) ของตัวต่อออกจากไข่  มันจะเริ่มต้นกินเลือด

           และไขมันของหนอนข้าวโพด)

    (c) The wasp’s egg develops in the earworm.    (ไข่ของตัวต่อเจริญขึ้นในหนอน)  (ดูคำอธิบายในข้อ  “A”)

    (d) A chemical signal leads the wasp to the earworm.    (สัญลักษณ์ – เครื่องหมาย – สารเคมี  นำตัวต่อ

          ไปยังหนอน)  (ประโยคที่ ๔ และ ๕ ของพารากราฟ ๕ กล่าวว่า  “ถ้าหนอนอีกตัวหนึ่งโจมตีพืช (ต้นเดิม) 

           มัน (พืช) จะหลั่งเครื่องแสดง (เครื่องหมาย, สัญลักษณ์) สารเคมีอีกอย่าง (ชนิด) หนึ่งออกมา,  ตัวต่อ

           (ตัวเดิม) อาจจะกลับมายังพืชต้นนั้น  ถ้ามันได้กลิ่นสารเคมี,”  แสดงว่า สัญลักษณ์สารเคมี (อาจจะ) นำตัว

           ต่อไปยังหนอน)

5. The word “aimed” in the second paragraph refers to ____________________________.

(คำว่า  “มุ่งหมาย, เล็ง, เข้าหา”  ในพารากราฟ ๒ กล่าวถึง _________________________)

    (a) thrilled    (ทำให้ตื่นเต้น, ทำให้เร้าใจ, ทำให้เสียวซ่าน)

    (b) scared    (ทำให้ตกใจ, ทำให้อกสั่นขวัญหาย)

    (c) fabricated    (แฟ้บ-ริ-เคท)  (สร้าง, ประดิษฐ์, คิดค้น, เสกสรร, ทอ, ปลอม, ปลอมแปลง, กุเรื่องขึ้น)

    (d) championed    (สนับสนุน, ป้องกัน, กระทำเป็นแชมเปี้ยน)

    (e) intended    (มุ่งหมาย, ตั้งใจ, ปรารถนา, มีเจตนา, มีความหมาย)

    (f) revealed    (แสดง, แสดงให้เห็น, เผย, เปิดเผย, ทำให้ปรากฏ)

6. What happens if the plant is attacked again by another worm?

(อะไรเกิดขึ้น  ถ้าพืชถูกโจมตีอีกครั้งโดยหนอนอีกตัวหนึ่ง)

    (a) The wasp will ignore this plant after recognizing its own smell.    (ตัวต่อจะไม่สนใจ (ละ

           เลยต้นไม้ต้นนี้  หลังจากจำกลิ่นของมันเองได้)  (ตั้งแต่ประโยคที่ ๔ จนถึงประโยคสุดท้ายของ

           พารากราฟ ๕ กล่าวว่า  “ถ้าหนอนอีกตัวหนึ่งโจมตีพืช (ต้นเดิม)  มัน (พืช) จะหลั่งเครื่องแสดง

           (เครื่องหมาย, สัญลักษณ์) สารเคมีอีกอย่าง (ชนิด) หนึ่งออกมา,  ตัวต่อ (ตัวเดิม) อาจจะกลับมา

           ยังพืชต้นนั้น  ถ้ามันได้กลิ่นสารเคมี,  แต่ (หลังจาก) ได้ทำเครื่องหมายไว้แล้วที่หนอนตัวแรก

           ด้วยกลิ่นพิเศษของมัน (ตัวต่อ) เอง  ตัวต่อจะผ่านมัน (หนอนตัวแรก) ไป  และค้นหา (มองหา)

           หนอนตัวที่สอง”  แสดงว่าตัวต่อจะไม่สนใจต้นไม้ต้นนี้  เนื่องจากจำกลิ่นของมันเองที่ติดอยู่กับ

           หนอนตัวแรกที่ถูกมันฆ่าบนต้นไม้ (พืช) ต้นนี้ได้)

    (b) The wasp will send a signal to another wasp to attack the worm.    (ตัวต่อจะส่งสัญญาณไปที่ตัวต่อ

          อีกตัวหนึ่งเพื่อโจมตีหนอน)

    (c) The wasp will come back to eat the worm, but not to lay another egg.    (ตัวต่อจะกลับมากินหนอน 

          แต่ไม่ได้วางไข่อีกใบหนึ่ง)

    (d) The wasp will not detect the chemical smell because of its own smell.    (ตัวต่อจะไม่ตรวจพบ

         (สืบหา) กลิ่นสารเคมี  เนื่องมาจากกลิ่นของมันเอง)

7. What can be inferred from the passage about wasps?

(จะสามารถสรุปอะไรได้จากบทความ  เกี่ยวกับตัวต่อ)

    (a) Wasps can kill harmful insects instantly.    (ตัวต่อสามารถฆ่าแมลงที่เป็นอันตรายได้ในทันทีทันใด) 

          (ประโยคที่ ๒ ของพารากราฟ ๕ กล่าวว่า  “ในช่วงเวลาอันสั้น  หนอนจะตายไป”  เนื่องจากถูกตัวอ่อน

          ของตัวต่อกินเลือดและไขมันของมัน  ซึ่งมิใช่การฆ่าในทันทีทันใด)

    (b) Male wasps cannot be used to kill these harmful insects.    (ตัวต่อเพศผู้ไม่สามารถถูกใช้

         ให้ฆ่าแมลงที่มีอันตรายเหล่านี้ได้)  (๒ ประโยคสุดท้ายของพารากราฟสุดท้ายกล่าวว่า  “พวกเขา

         (นักวิทยาศาสตร์) กล่าวว่า  ชาวนาต้องการตัวต่อตัวเมีย ระหว่าง ๓๐๐ – ๖๐๐ ตัวสำหรับ (พื้นที่)

          แต่ละเอเคอร์ (ประมาณ ๒.๕ ไร่),  โดยจำนวนนี้, พวกเขากล่าว, จะให้ประชากรจำนวนมากของ

          ตัวต่อ  ที่จะควบคุมแมลงซึ่งเป็นอันตรายแก่พืช”  ซึ่งสรุปได้ว่า  ไม่สามารถใช้ตัวต่อตัวผู้ฆ่าแมลง

          อันตรายได้)

    (c) Wasps, used to attack other insects, must be laboratory-tested.    (ตัวต่อ, ซึ่งถูกใช้ให้โจมตีแมลง

          อื่นๆ, จะต้องได้รับการทดสอบในห้องทดลอง)  (ประโยคที่ ๒ ของพารากราฟสุดท้ายกล่าวแต่เพียงว่า 

          “นักวิทยาศาสตร์ในปัจจุบันกำลังมองหาวิธีการที่จะผลิต (สร้าง) ตัวต่อจำนวนมากในห้องทดลอง  เพื่อที่

          จะปล่อยพวกมันไปในท้องไร่ท้องนา”  ซึ่งเป็นเพียงการหาวิธีผลิตตัวต่อในปริมาณมากเท่านั้น)

    (d) One kind of wasp can attack only one specific kind of insect.    (ตัวต่อชนิดหนึ่งสามารถโจมตี

          แมลงที่มีลักษณะเฉพาะ (พิเศษ) ได้เพียงชนิดหนึ่งเท่านั้น) (บท ความมิได้กล่าวถึงเรื่องนี้)

8. The word “tiny” in paragraph 4 is closest in meaning to ___________________________.

(คำว่า  “เล็กมาก, จิ๋ว”  ในพารากราฟ ๔  ใกล้เคียงที่สุดในความหมายกับ ________________)

    (a) pernicious    (เพอร์-นิช-เชิส)  (เป็นอันตราย, เป็นภัย, ถึงตาย, ร้ายแรง, ร้ายกาจ)

    (b) sedulous    (เซ้จ-ดะ-เลิส)  (ขยัน, หมั่นเพียร, อุตสาหะ, มุมานะ, อดทน)

    (c) delicate    (ละเอียดอ่อน, บอบบาง, ประณีต, อ่อนช้อย, อ่อนแอ, แตกง่าย, ยากที่จะจัดการ)

    (d) indispensable    (จำเป็นอย่างยิ่ง, จะขาดเสียมิได้)

    (e) lucid    (แจ่มแจ้ง, ชัดเจน)

    (f) minute    (ไม-นิ้วท  หรือ  นู้ท)  (เล็กมาก, เล็กน้อยมาก, ไม่สำคัญ, เป็นเรื่องขี้ปะติ๋ว, เกี่ยวกับราย

         ละเอียดเล็กๆ น้อยๆ)

9. What does “It” in paragraph 5 refer to?

(คำว่า  “มัน”  ในพารากราฟ ๕ กล่าวถึงอะไร)

    (a) The plant.    (พืช, ต้นไม้)

    (b) The wasp.    (ตัวต่อ)

    (c) The worm.    (หนอน, ตัวหนอน, ไส้เดือน)

    (d) The egg.    (ไข่)

10. Which is the closest in meaning to “healthy” in “a healthy population” in the final paragraph”?

(ข้อใดต่อไปนี้ใกล้เคียงที่สุดในความหมายกับคำว่า  “จำนวนมาก, มีสุขภาพดี, แข็งแรง, สมบูรณ์, เป็นประโยชน์ต่อร่างกาย”  ในข้อความ  “ประชากรจำนวนมาก”  ในพารากราฟสุดท้าย)

      (a) fit    (เหมาะสม, สมควร, สอดคล้อง, ถูกต้อง, (สุขภาพ) ปกติหรือสมบูรณ์)

      (b) resistant    (ขัดขวาง, ต้านทาน, ต่อต้าน)

      (c) beneficial    (เป็นประโยชน์, มีประโยชน์)

      (d) plentiful    (มากมาย, เยอะแยะ, อุดมสมบูรณ์)

      (e) sparse    (เบาบาง, บางตา, หร็อมแหร็ม, ขาดแคลน, มีน้อย)

      (f) precocious    (แก่แดด, แก่เกินวัย, โตเกินวัย, ฉลาดเกินวัย)

11. What is the current problem in using wasps to control harmful insects?

(อะไรคือปัญหาปัจจุบันในการใช้ตัวต่อควบคุมแมลงที่มีอันตราย)

      (a) The number of wasps is not adequate to control the insects.    (จำนวนของตัวต่อไม่

             เพียงพอที่จะควบคุมแมลง)  (ประโยคที่ ๒ ของพารากราฟสุดท้ายกล่าวว่า  “นักวิทยาศาสตร์

             ในปัจจุบันกำลังมองหาวิธีการที่จะผลิต (สร้าง) ตัวต่อจำนวนมากในห้องทดลอง  เพื่อที่จะ

             ปล่อยพวกมันไปในท้องไร่ท้องนา”  ซึ่งแสดงว่า  ปัจจุบัน  จำนวนตัวต่อไม่เพียงพอจะใช้

             ควบคุมแมลง)

      (b) Scientists have to do more experiments to confirm the results.    (นักวิทยาศาสตร์จำเป็นต้อง

            ทำการทดลองมากขึ้นเพื่อยืนยันผลลัพธ์)  (บทความมิได้กล่าวถึงเรื่องนี้)

      (c) The researchers have found that it is difficult to make wasps active.    (นักวิจัยได้พบว่า  มันยาก

            ที่จะทำให้ตัวต่อกระฉับกระเฉง)  (บทความมิได้กล่าวถึงเรื่องนี้)

      (d) Farmers are not satisfied with the unpredictable results of this method.    (ชาวนาไม่พอใจกับ

            ผลลัพธ์ที่ไม่สามารถทำนายได้ของวิธีการนี้)  (บทความมิได้กล่าวถึงเรื่องนี้)

12. In paragraph 5, the word “marked” can be best replaced by ________________________.

(ในพารากราฟ ๕  คำว่า  “ทำเครื่องหมาย, ทำรอย, ทำให้เป็นแผลเป็น, เป็นมลทิน, ทำให้เป็นจุด, เพ่งเล็ง, มุ่งหมาย”  สามารถแทนดีที่สุดโดย _____________________)

      (a) toppled    {โค่นล้ม (รัฐบาล, ต้นไม้), ทำให้ล้มลง, ล้มลง, คว่ำลง, โอนเอนทำท่าจะล้ม, หกคะเมน}

      (b) wrecked    (ทำลาย, ทำให้เสียหายอย่างหนัก)

      (c) violated    (ละเมิด, ฝ่าฝืน)

      (d) approached    (เข้าใกล้, ประชิด, ใกล้เข้ามาทุกที, จวน)

      (e) labelled    (ทำเครื่องหมาย, ติดฉลาก, ติดป้าย, ตราหน้า, อธิบาย, แบ่งแยกชนิดหรือประเภท)

      (f) nourished     (เน้อ-ริช)  (บำรุงเลี้ยง, หล่อเลี้ยง, เสริมกำลัง, บำรุงกำลัง, บำรุงด้วยอาหาร, เลี้ยง)

13. According to the passage, what can be concluded about using wasps to control insects?

(ตามที่บทความกล่าวไว้  สามารถสรุปอะไรเกี่ยวกับการใช้ตัวต่อควบคุมแมลง)

      (a) It is inferior to using chemicals.    (มันด้อยกว่าการใช้สารเคมี)  (ประ โยคที่ ๒ ถึงสุดท้ายของพารา

            กราฟ ๒ กล่าวว่า  “ครั้งหนึ่งสารเคมีถูกใช้เพื่อควบคุมแมลง  แต่ไม่สามารถตั้งเป้าให้ทำลายเฉพาะ

            แมลงที่เป็นอันตรายแก่พืชเท่านั้น  มันเลยทำลายทั้งแมลงที่เป็นอันตรายและเป็นประโยชน์กับพืช” 

            ข้อนี้จึงไม่ถูกต้อง)

      (b) It does not damage useful insects.    (มันไม่เป็นอันตรายกับแมลงที่มีประโยชน์)  (ดูคำอธิ

            บายจากในข้อ  “A”  และพารากราฟที่ ๓ และ ๔ กล่าวว่า  “ชาวนาจำนวนมากกำลังใช้ตัวต่อ

            ควบคุมแมลง..............และ...........นักวิทยาศาสตร์พบว่าตัวต่อสามารถทำลายหนอน (แมลง)

            กินพืชได้)

      (c) It does not have a satisfactory success rate.    (มันมิได้มีอัตราความสำเร็จที่น่าพอใจ)  (บทความมิ

            ได้กล่าวถึงเรื่องนี้  เนื่องจากยังอยู่ในขั้นตอนการศึกษาทดลอง)

      (d) It is designed to affect only the noctuid family.    (มันได้รับการออกแบบมาให้มีผลกระทบเฉพาะกับ

            แมลงตระกูล “noctuid” เท่านั้น)  (พารากราฟ ๓ กล่าวว่า  “....................ตัวต่อสามารถโจมตี-ทำลาย

            แมลงได้หลายชนิด”)

 

(คำแปล)

ตัวต่อซึ่งสู้รบกับแมลงอันตราย

 

            ในบรรดาแมลง (insects) ซึ่งทำความเสียหาย (เป็นภัย, เป็นอันตราย) (damaging) ที่สุดในโลก  คือแมลงซึ่งอยู่ใน (สังกัด, เป็นของ, เป็นส่วนหนึ่งของ) (belong) กลุ่ม helioithis/helicoverpa  โดยตัวหนอน (แมลง) กินข้าวโพด (corn earworm) และแมลงกินพืช (crop insects) ซึ่งทำให้เกิดอันตราย (ซึ่งเป็นอันตราย) (harmful) (แก่พืช) ชนิดอื่นๆ อีกหลายชนิด  เป็นส่วนหนึ่งของ (part of) กลุ่มนี้

            แต่ละปี  มัน (แมลง) ทำให้ชาวนาอเมริกันต้องเสียเงิน (cost American farmers) ประมาณ ๒,๐๐๐ ล้านดอลลาร์  จำนวนนั้นรวมถึง (includes) เงินที่ถูกใช้จ่ายไป (spent) กับความพยายาม (efforts) ที่จะควบคุม (control) มัน  และกับพืชที่สูญเสียไป (lost crops),  ครั้งหนึ่ง (At one time) สารเคมี (chemicals) ถูกใช้ (were used) เพื่อควบคุมแมลงเหล่านี้  แต่สารเคมีไม่สามารถถูกมุ่งหมาย (เล็ง, เข้าหา)  (aimed) เพื่อควบคุม (กำจัด) แต่เพียงแมลงซึ่งทำให้เกิดอันตราย (แก่พืช) เท่านั้น  ผลที่ตามมาคือ (As a result)  ทั้งแมลงที่ทำให้เกิดอันตรายและแมลงที่มีประโยชน์ (ให้ความช่วยเหลือ) (helpful) ได้รับผลกระทบ (affected)

            ปัจจุบัน (Today)  ชาวนาจำนวนมากกำลังใช้แมลงควบคุมแมลงด้วยกัน,  เป็นที่นิยม (popular) มากที่สุด  คือ  ตัวต่อ (wasps) ขนาดเล็กมาก,  โดยตัวต่อ ๒ ชนิดถูกใช้  ชนิดแรก คือ microplitis cropeipes,  มันโจมตี (จู่โจม, ทำร้าย, เล่นงาน, เข้าตี) (attacks) แมลงในกลุ่ม helioithis/helicoverpa  ตัวต่อชนิดที่ ๒ คือ cotesia marginiventris  มันถูกใช้ให้สู้กับ (ต่อต้าน, ต้าน, ทวนน้ำ, ผิดกฎหมาย, ไม่เห็นด้วย) (against) แมลงจำนวนมาก (หลายชนิด) (a number of insects)  โดยเฉพาะ (especially) แมลงในตระกูล (family) noctuid,  พวกมันรวมถึงหนอน (แมลง) กองทัพฤดูใบไม้ร่วง (fall armyworm),  หนอนกองทัพหัวผักกาด (beet armyworm)  และหนอนรูปห่วงกินกะหล่ำปลี (ผักคะน้า) (cabbage looper)

            นักวิทยาศาสตร์จำนวนมากของรัฐบาลและมหาวิทยาลัย  ได้ศึกษาว่าอะไรเกิดขึ้นเมื่อแมลงที่เป็นอันตราย เช่น หนอนข้าวโพด (corn earworm) โจมตีพืช (ต้นไม้) (plant),  โดยพวกเขาพบว่าพืชหลั่ง (ปล่อย, ปลดปล่อย, ปลดเปลื้อง, แก้, คลาย) (releases) สารเคมี (chemical) แสดง (ทำให้รู้, ประกาศ, แจ้ง, แถลง) (announcing) การจู่โจม (หมายถึง  พืชหลั่งสารที่ทำให้ตัวต่อรู้ว่าถูกหนอนหรือแมลงโจมตี)  ตัวต่อจะได้กลิ่น  (smells) สารเคมี (ที่พืชหลั่งออกมา)  และบิน (flies) ไปยังพืชนั้นเพื่อค้นหา (in search of) แมลง,  ตัวต่อตัวนั้นจะโจมตีเมื่อมันพบหนอนข้าวโพด  โดยมันจะเจาะไช (เจาะรู, ยิงทะลุ, ฝึกฝน) (drills) รู (โพรง, ช่อง, ร่อง) (hole) ขนาดเล็กจิ๋ว (tiny) ในหนอนตัวนั้นด้วยหาง (tail) ของมัน (ตัวต่อ)  และวางไข่ (lays an egg) (ในตัวหนอน)

             เมื่อตัวอ่อน (ดักแด้) (larva) ของตัวต่อออกจาก (leaves) ไข่  มันจะเริ่มต้นกินเลือดและไขมันของหนอนข้าวโพด,  โดยในช่วงเวลาอันสั้น (In a short period of time)  หนอนจะตายไป  ทั้งนี้  ตัวต่อวางไข่เพียงใบเดียวในหนอน,  ถ้าหนอนอีกตัวหนึ่งโจมตีพืช (ต้นไม้) (ต้นเดิม)  มัน (พืช, ต้นไม้) จะหลั่งเครื่องแสดง (เครื่องหมาย, สัญลักษณ์, สัญญาณ) สารเคมี (chemical signal) อีกอย่าง (ชนิด) หนึ่งออกมา,  ตัวต่อ (ตัวเดิม) อาจจะกลับมา (return) ยังพืชต้นนั้น  ถ้ามันได้กลิ่นสารเคมี,  แต่ (หลังจาก) ได้ทำเครื่องหมาย (ทำรอย) (marked) ไว้แล้วที่หนอนตัวแรกด้วยกลิ่นพิเศษของมัน (ตัวต่อ) เอง  ตัวต่อจะผ่านมัน (หนอนตัวแรก) ไป (pass it by) (เนื่องจากจำได้ว่าเคยมาที่ต้นไม้นี้แล้ว)  และค้นหา (มองหา) (look for) หนอนตัวที่สอง 

            ในการศึกษาเรื่องนี้ (studies)  ตัวต่อได้วางไข่ของมัน จำนวนจาก ๘๐ – ๑๐๐ เปอร์เซ็นต์ของหนอนข้าวโพดในทุ่ง (พืชผัก, ต้นไม้) ที่ได้รับผลกระทบ (affected field),  นักวิทยาศาสตร์ในปัจจุบันกำลังมองหาวิธีการ (ways) ที่จะผลิต (สร้าง) (produce) ตัวต่อจำนวนมากในห้องทดลอง (laboratory)  เพื่อที่จะปล่อย (release) พวกมันไปในท้องไร่ท้องนา (farms),  พวกเขากล่าวว่า  ชาวนาต้องการ (need) ตัวต่อตัวเมีย (female) ระหว่าง ๓๐๐ – ๖๐๐ ตัวสำหรับ (พื้นที่) แต่ละเอเคอร์ (ประมาณ ๒.๕ ไร่),  โดยจำนวนนี้, พวกเขากล่าว, จะให้ประชากร (population) จำนวนมาก (มีสุขภาพดี, แข็งแรง, สมบูรณ์, เป็นประโยชน์ต่อร่างกาย) (healthy) ของตัวต่อ  ที่จะควบคุมแมลงซึ่งเป็นอันตราย (แก่พืช)

 

เรียน   ท่านผู้ติดตามอ่านเว็บไซต์  “everydayenglish.pwa.co.th                  

 

                ถ้าท่านมีคำแนะนำให้ปรับปรุงเว็บไซต์นี้ประการใด  กรุณาส่ง e-mail ไปที่  ดร. วัชรินทร์  ภูเขาทอง  อดีต  ผอ. สำนักวิทยาการ  การประปาส่วนภูมิภาค  ผู้จัดทำเว็บไซต์นี้  ตาม  “Address”  (โปรดระบุหัวเรื่องด้วยว่า  “ปรับปรุงเว็บไซต์”)   เพื่อที่ผู้จัดทำฯ จะได้ปรับปรุงเนื้อหาได้ตรงตามความประสงค์ของผู้อ่านเว็บไซต์นี้ต่อไป

 

 

 

 

 

 

หมวดข้อสอบ READING (ตอนที่ 19)

การประปาส่วนภูมิภาค  “มุ่ง-มั่น-เพื่อปวงชน”

 

DirectionChoose the best alternative for the blank in each item.

(จงเลือกคำตอบที่ดีที่สุดเพื่อเติมลงในช่องว่างในแต่ละข้อ)

 

Genetic Engineering to Improve the Quality of Fruits & Vegetables

 

          Salads could become more colorful -- and healthier -- thanks to unusually red tomatoes that could help to protect people against cancer and heart disease.  Peter Bramley and his colleagues at Royal Holloway College, London, have genetically engineered tomatoes so that they contain unusually large amounts of lycopene and B-carotene.  These compounds are among a group of chemicals called antioxidants that are thought to mop up highly reactive compounds called free radicals inside cells.  Left are large, free radicals can damage DNA, possibly leading to cancer-causing mutations.  Free radicals are also believed to play a role in the development of heart disease, triggering reactions that lead arteries to fur up with fatty deposits.

          Bramley’s tomatoes are so red because they contain twice as much lycopene, the pigment that makes tomatoes red, as normal.  “Normal tomatoes usually have paler portions inside, but these ones have even, red pigmentation throughout,” he says.

          They also contain abnormally high levels of B-carotene, the compound that makes carrots bright orange.  Both are carotenoids, a group of compounds found widely in fruits and vegetables.  “If we can establish that higher levels of carotenoids in the diet are beneficial, we are developing technology to modify common fruit and vegetables so that they produce more,” he says.

          Bramley produced the extra lycopene and B-carotene by inserting a gene into tomatoes that makes phytoene synthase, the compound in plants that triggers the synthesis of many carotenoids.

          Bramley and his colleagues have just begun to evaluate some 30 other types of carotenoid.  They are also studying which genes, or groups of genes, they may need to insert to raise the production of beneficial carotenoids.  If the work with tomatoes is successful, Bramley hopes to engineer other fruits and vegetables, including peppers and carrots.

 

1. How did Bramley and his colleagues make tomatoes redder?

(แบรมลีย์และเพื่อนร่วมงานของเขาทำให้มะเขือเทศแดงมากขึ้นอย่างไร)

    (a) By combining 30 types of carotenoids.    (โดยการรวมสารแคโรทีนอยด์ ๓๐ ชนิดเข้าด้วยกัน)

    (b) By injecting more carotenoids into them.    (โดยการฉีดสารแคโรทีนอยด์มากขึ้นเข้าไปในมัน)

    (c) By putting a gene that creates phytoene synthase into them.    (โดยการใส่ยีนซึ่งสร้าง

          สารไฟโทเน ซินทาเซเข้าไปในมัน)  (พารากราฟ ๔ กล่าวว่า  “แบรมลีย์ผลิตสารไลโคพีนและ

          สารแคโรทีน-บีชนิดพิเศษ  โดยการใส่ยีนเข้าไปในมะเขือเทศซึ่งสร้างสารไฟโทเน ซินทาเซ....

          ...................”)

    (d) By making them produce a gene that makes phytoene synthase.    (โดยการทำให้มันผลิตยีนซึ่ง

          สร้างสารไฟโทเน ซินทาเซ)  (ความจริงคือใส่ยีน................เข้าไปในมะเขือเทศ – ดูในพารากราฟ ๔)

2. How do antioxidants probably react with free radicals inside human cells?

(สารแอนไทออกซิแดนท์อาจจะมีปฏิกิริยากับอนุมูลอิสระภายในเซลล์ของมนุษย์อย่างไร)

    (a) They get rid of them.    (มันกำจัดอนุมูลอิสระ)  (ประโยคที่ ๓ ของพารากราฟแรกกล่าวว่า  “สาร

          ประกอบเหล่านี้อยู่ในบรรดากลุ่มของสารเคมีที่เรียกว่าแอนไทออกซิแดนท์  ซึ่งถูกคิดว่า (ช่วย)

          กำจัด (ทำลายล้าง) สารประกอบต่างๆ ที่มีปฏิกิริยาอย่างสูง  ซึ่งเรียกว่าอนุมูล (กลุ่มธาตุ) อิสระ

          ภายในเซลล์ – ของมนุษย์”)

    (b) They put up with them.    (มันอดทนกับอนุมูลอิสระ)

    (c) They make use of them.    (มันใช้ประโยชน์อนุมูลอิสระ)

    (d) They stay away from them.    (มันอยู่ห่างๆ จากอนุมูลอิสระ)

3. The word “engineered” in the first paragraph means _____________________________.

(คำว่า  “ควบคุม, จัดการ, สร้าง, วางแผน”  ในพารากราฟแรก หมายถึง __________________)

    (a) nurtured    (เลี้ยง, บำรุง, สนับสนุน, ถนอม, ทะนุถนอม, อุปถัมภ์, ฝึกฝน, ให้การศึกษา)

    (b) shielded    (ปกป้อง, ป้องกัน, คุ้มครอง)

    (c) discolored    (ทำให้เปลี่ยนสี, ทำให้สีซีด-สีตก)

    (d) aggravated    (ทำให้แย่ลง, ทำให้เลวลง)

    (e) ameliorated    (ทำให้ดีขึ้น, ปรับปรุง)

    (f) managed    (ควบคุม, จัดการ, ดูแล, บริหาร, จัด, ปกครอง, ทำให้เกิดขึ้น, ดำเนินการ,

         ประสบความสำเร็จ)

4. Which of the following is NOT an action of free radicals, according to the passage?

(สิ่งใดต่อไปนี้มิใช่การกระทำของอนุมูลอิสระ  ตามที่บทความกล่าว)

    (a) Harming the DNA.    (ทำอันตรายดีเอ็นเอ)  (จากประโยคที่ ๔ ของพารากราฟแรก)

    (b) Encouraging heart disease.    (กระตุ้น-ส่งเสริมโรคหัวใจ)  (จากประโยคสุดท้ายของพารากราฟแรก)

    (c) Leading to new types of cancer.    (นำไปสู่มะเร็งชนิดใหม่)  (ประโยคที่ ๔ ของพารากราฟแรก

          กล่าวว่า  “เมื่อถูกปล่อยให้ลอยนวล  อนุมูลอิสระสามารถทำความเสียหาย (ทำให้ได้รับอันตราย)

          แก่ดีเอนเอ  ซึ่งอาจจะนำไปสู่การเปลี่ยนแปลงที่ก่อให้เกิดมะเร็ง” – มิได้บอกว่าทำให้เกิดมะเร็ง

          ชนิดใหม่)

    (d) Causing fatty layers in the blood vessels.    (ก่อให้เกิดชั้นที่เป็นไขมันในหลอดเลือด)  (จากประโยค

          สุดท้ายของพารากราฟแรก)

5. The word “mop up” in paragraph 1 is closest in meaning to ______________________.

(คำว่า  “กำจัด, ทำลายล้าง, ทำเสร็จสิ้น”  ในพารากราฟแรก  ใกล้เคียงที่สุดในความหมายกับ ______

_______________)

    (a) hinder    (ขัดขวาง, สกัดกั้น, เป็นอุปสรรค)

    (b) devise     (ประดิษฐ์, คิดค้น, สร้างขึ้นมา)   

    (c) alleviate    (ทำให้บรรเทาลง, ทำให้ลดลง)

    (d) withstand    (ทนทาน, ต้านทาน, สกัดกั้น, ต่อต้าน, อดทน, อดกลั้น)

    (e) eliminate    (กำจัด, ขจัด, ทำลาย, คัดออก, ขับไล่, ลบทิ้ง, ขับออก)

    (f) dishearten    (ดิส-ฮ้าร์-เทิ่น)  (ทำให้หมดกำลังใจ, ทำให้ท้อใจ)

6. What does Bramley plan to do if he is successful with redder tomatoes?

(แบรมลีย์วางแผนจะทำอะไร  ถ้าเขาประสบความสำเร็จกับมะเขือเทศที่แดงมากขึ้น)

    (a) To aid people with DNA abnormalities.    (ช่วยเหลือผู้คนซึ่งมีความผิดปกติด้านดีเอ็นเอ)

    (b) To improve the quality of other fruits and vegetables.    (ปรับปรุง คุณภาพของผลไม้และ

           ผักอื่นๆ)  (ประโยคสุดท้ายของพารากราฟสุดท้ายกล่าวว่า  “ถ้างานกับมะเขือเทศประสบความ

           สำเร็จ  แบรมลีย์หวังที่จะควบคุม (จัดการ) ผลไม้และผักอื่นๆ  รวมถึงพริกไทย (พริกขี้หนู, พริก

           ชี้ฟ้า) และแครอต”  ซึ่งหมายถึงการปรับปรุงคุณภาพของสิ่งเหล่านี้)

    (c) To help farmers solve the problem of low productivity.    (ช่วยเหลือชาวนาแก้ปัญหาความสามารถ

          ในการผลิตต่ำ)

    (d) To prove that higher levels of carotenoids in food are beneficial.    (พิสูจน์ว่าระดับสูงขึ้นของแคโร

          ทีนอยด์ในอาหารเป็นสิ่งที่มีประโยชน์)  (ประโยคสุดท้ายของพารากราฟ ๓ กล่าวถึงเรื่องนี้  แต่มิใช่สิ่งที่

          แบรมลีย์วางแผนจะทำ  ถ้าเขาประสบความสำเร็จกับมะเขือเทศที่แดงมากขึ้น)

7. In paragraph 1, “mutations” means __________________________________________.

(ในพารากราฟแรก  “การเปลี่ยนแปลง, กระบวนการเปลี่ยนแปลง, การเปลี่ยนแปลงลักษณะของยีนการผ่าเหล่า”  หมายถึง ___________________)

    (a) concurrences    (การเห็นด้วย, การเห็นพ้อง, การสนับสนุน, การให้ความร่วมมือ)

    (b) objections     (การคัดค้าน, การไม่เห็นด้วย)

    (c) previews    (การชมก่อน, การดูก่อนการแสดง, การแสดงก่อน, การฉายหนังก่อน, การฉายหนังตัวอย่าง

          ก่อนหนังจริง)

    (d) summaries    (การสรุป, บทความย่อ, ใจความสำคัญ, สาระสำคัญ)

    (e) triumphs    (ไทร้-อั้มพ)  (ชัยชนะ, ความมีชัย, การฉลองชัยชนะ)

    (f) alterations    (การเปลี่ยนแปลง, การดัดแปลง, การแก้ไข)

8. What is the main purpose of the writer?

(วัตถุประสงค์สำคัญของผู้เขียนคืออะไร)

    (a) To report on a scientific development.    (เพื่อรายงานการพัฒนาทางวิทยาศาสตร์)

           (บทความนี้เกี่ยวกับการเปลี่ยนแปลงพันธุกรรมของมะเขือเทศโดยการใส่ยีนบางชนิด

            เข้าไป เพื่อปรับปรุงคุณภาพของมัน)

    (b) To promote a group of scientists’ work.    (เพื่อส่งเสริมผลงานของนักวิทยาศาสตร์กลุ่มหนึ่ง)

    (c) To argue against an old belief about some illnesses.    (เพื่อโต้แย้งในเรื่องความเชื่อเก่าๆ เกี่ยว

           กับความเจ็บไข้ได้ป่วยบางอย่าง)

    (d) To persuade people to eat more fruits and vegetables.    (เพื่อชักชวนผู้คนให้กินผลไม้และผัก

          มากขึ้น)

9. The word “modify” in paragraph 3 can be best replaced by ________________________.

(คำว่า  “ปรับปรุง, แก้ไข, เปลี่ยนแปลง, ดัดแปลง, แปร, ลดความรุนแรง”  ในพารากราฟ ๓ สามารถแทนดีที่สุดโดย)

    (a) enlarge    (ขยายออก, ทำให้ใหญ่ขึ้น)

    (b) design    (ออกแบบ)

    (c) assist    (ช่วยเหลือ)

    (d) change    (เปลี่ยน, เปลี่ยนแปลง, ปรับปรุง, แก้ไข, แลก, กลับใจ, ย้าย, เปลี่ยนรถ)

    (e) arrange    (จัดแจง, เตรียมการ)

    (f) demoralize     (ทำให้เสียกำลังใจ, ทำให้ขวัญเสีย)

10. Where would you most probably find this article?

(คุณเป็นไปได้ที่สุดที่จะพบบทความนี้ที่ใด)

      (a) An editorial.    (บทบรรณาธิการ – ของหนังสือพิมพ์)

      (b) A textbook.    (ตำรา, แบบเรียน, หนังสือเรียน)

      (c) A magazine.    (นิตยสาร, แมกกาซีน)  (เนื้อเรื่องในบทความยังอยู่ในขั้นทดลอง  จึงไม่ควรอยู่

            ในตำราเรียนหรือสารานุกรม  ส่วนบทบรรณาธิการมักเขียนวิเคราะห์-วิจารณ์เหตุการณ์ปัจจุบัน 

            มิได้อยู่ในลักษณะของการเล่าเรื่องราวดังในบทความนี้)

      (d) An encyclopedia.    (สารานุกรม)

11. The word “triggers” in the fourth paragraph refers to ____________________________.

(คำว่า  “เริ่มต้น, กระตุ้น, ลั่นไกปืน, เหนี่ยวไกยิง, ยิง”  ในพารากราฟ ๔ กล่าวถึง ____________

_________)

      (a) intimidates    (ข่มขู่, ข่มขวัญ, ทำให้หวาดกลัว, ขู่, คุกคาม)

      (b) persecutes    (จองล้างจองผลาญ, ประหาร, ข่มเหง, รบกวน, ก่อกวน, แกล้ง)

      (c) perplexes    (ทำให้ฉงนสนเท่ห์, ทำให้งงงวย)

      (d) revises    (แก้ไขใหม่, ปรับปรุงใหม่)

      (e) prompts    (กระตุ้น, ให้กำลังใจ, สนับสนุน, ถือหาง, บอกบท)

      (f) exposes    (แสดง, เปิดเผย, ผึ่งแดดหรือลม, นำมาสัมผัสกับ)

12. What would be the best title for this passage?

(อะไรจะเป็นชื่อเรื่องที่ดีที่สุดของบทความนี้)

      (a) No More Cancer.    (ไม่มีมะเร็งอีกต่อไป)  (บทความกล่าวถึงมะเร็งเฉพาะในพารากราฟแรก)

      (b) Brighter Future for Vegetables.    (อนาคตที่สดใสกว่าสำหรับผัก)  (ในบทความนี้  ผู้เขียน

            กล่าวถึงการปรับปรุงคุณภาพของผักเพื่อให้สามารถช่วยป้องกันโรคภัยไข้เจ็บเป็นส่วนใหญ่)

      (c) Good Dieting for Better Health.    (การควบคุม – หรือเลือก – อาหารที่ดีเพื่อสุขภาพที่ดีกว่า) 

            (บทความมิได้กล่าวถึงการควบคุมหรือเลือกอาหาร)

      (d) Technology for Higher Productivity.    (เทคโนโลยีเพื่อความสามารถในการผลิตที่สูงขึ้น)  (ในพารา

            กราฟ ๓ กล่าวถึงเทคโนโลยีที่จะปรับปรุงผักผลไม้ธรรมดา  ให้สามารถผลิตสารแคโรทีนอยด์ที่เป็นประ

            โยชน์ต่อร่างกายได้ในปริมาณที่มากขึ้น)

 

(คำแปล)

การควบคุมพันธุกรรมเพื่อปรับปรุงคุณภาพของผลไม้และผัก

 

                สลัดสามารถเต็มไปด้วยสีสัน (มีภาพสีสดใส) (colorful) มากขึ้น – และเป็นประโยชน์ต่อร่างกายมากยิ่งขึ้น (healthier)เนื่องมาจาก (thanks to) มะเขือเทศ (tomatoes) ที่มีสีแดงเป็นพิเศษ (ผิดปกติ) (unusually red)  ซึ่งสามารถช่วยปกป้อง (คุ้มครอง) (protect) ผู้คนจากมะเร็ง (เนื้อร้าย, สิ่งชั่วร้ายที่ทำลาย) (cancer) และโรคหัวใจ (heart disease),  ปีเตอร์ แบรมลีย์ และเพื่อนร่วมงาน (colleagues) ของเขา  ที่มหาวิทยาลัยโรยัลฮอลโลเว  กรุงลอนดอน  ได้ควบคุม (จัดการ, สร้าง, วางแผน) (engineered) ทางด้านพันธุกรรม (genetically) กับมะเขือเทศ  เพื่อที่ว่ามันจะได้มี (บรรจุ) (contain) สารไลโคพีน (lycopene) และสารแคโรทีนชนิดบี (สารไฮโดรคาร์บอนสีแดง  พบในพืชหลายชนิด  โดยเฉพาะในพวกหัวแครอต) (B-carotene) จำนวนมากเป็นพิเศษ (unusually large amounts),  สารประกอบ (ของผสม, บริเวณบ้าน) (compounds) เหล่านี้อยู่ในบรรดากลุ่มของสารเคมี (chemicals) ที่เรียกว่าแอนไทออกซิแดนท์ (antioxidants)  ซึ่งถูกคิดว่า (ช่วย) กำจัด (ทำลายล้าง, ทำเสร็จสิ้น) (mop up) สารประกอบต่างๆ ที่มีปฏิกิริยาอย่างสูง (highly reactive)  ซึ่งเรียกว่าอนุมูล (กลุ่มธาตุ, ผู้มีหัวรุนแรง) (radicals) อิสระภายในเซลล์,  ซึ่งเมื่อถูกปล่อยให้ลอยนวล (Left at large)  อนุมูลอิสระ (free radicals) สามารถทำความเสียหาย (ทำให้ได้รับอันตราย(damage) แก่ดีเอนเอ  ซึ่งอาจจะ (บางที, เป็นไปได้ว่า) (possibly) นำไปสู่ (leading to) การเปลี่ยนแปลง (กระบวนการเปลี่ยนแปลง, การเปลี่ยนแปลงลักษณะของยีน, การผ่าเหล่า) (mutations) ที่ก่อให้เกิดมะเร็ง (cancer-causing),  อนุมูลอิส ระยังถูกเชื่อด้วยว่ามีบทบาท (play a role) ในการพัฒนาการ (การเติบโต, การค่อยๆ ปรากฏชัดขึ้นมา(development) ของโรคหัวใจ  ซึ่งเริ่มต้น (กระตุ้น, ลั่นไกปืน, เหนี่ยวไกยิง, ยิง) (triggering) ปฏิกิริยาที่ทำให้เส้นเลือดแดง (lead artiries) ปกคลุมไปด้วย (ฟูขึ้นด้วย) (fur up) สิ่งที่สะสม (สิ่งที่ทับถม, การฝากเงิน, เงินที่ฝาก, เงินมัดจำ) (deposits) ซึ่งประกอบด้วยไขมัน (คล้ายไขมัน) (fatty)

            มะเขือเทศของแบรมลีย์มีสีแดงมากเพราะว่ามันมีสารไลโคพีนมากเป็น ๒ เท่า (twice as much)  ซึ่งเป็นสี (รงควัตถุ, สีย้อม) (pigment) ที่ทำให้มะเขือเทศมีสีแดง ตามปกติ (as normal),  ทั้งนี้  “มะเขือเทศปกติ โดยปกติแล้ว (usually) มีส่วนที่สีซีดกว่า (paler portions) อยู่ข้างใน (inside)  แต่มะเขือเทศเหล่านี้ (ซึ่งถูกเปลี่ยนแปลงพันธุกรรม) (these ones) มีรงควัตถุ (สี, การให้สี, การย้อมสี) (pigmentation) แดงที่สม่ำเสมอ (คงที่, ราบ, เรียบ) (even) ตลอดทั้งผล (throughout)”  เขา (แบรมลีย์) กล่าว

            มัน (มะเขือเทศปรับเปลี่ยนพันธุกรรม) ยังมีระดับสูงผิดปกติ (abnormally high levels) ของสารแคโรทีนชนิดบีอีกด้วย  ซึ่งเป็นสารประกอบที่ทำให้แครอตมีสีส้มสดใส (สว่างจ้า) (bright orange)  ทั้งคู่คือสารแคโรทีนอยด์ (carotenoids) ซึ่งเป็นกลุ่มของสารประกอบที่ถูกพบอย่างแพร่หลาย (found widely) ในผลไม้และผัก,  “ถ้าเราสามารถทำให้เป็นที่ยอมรับ (พิสูจน์, กำหนด, บัญญัติ, สร้าง, สถาปนา, ก่อตั้ง) (establish) ว่า  ระดับที่สูงขึ้นของแคโรทีนอยด์ในอาหาร (อาหารพิเศษ, อาหารลดน้ำหนัก) (diet) มีประโยชน์ (เป็นประโยชน์, เป็นผลดี, ซึ่งช่วยเหลือ) (beneficial)  เรา (เหมือนกับว่า) กำลังพัฒนาเทคโนโลยีเพื่อเปลี่ยนแปลง (แก้ไข, ดัดแปลง, ปรับปรุง, แปร, ลดความรุนแรง) (modify) ผลไม้และผักธรรมดาสามัญ (ทั่วไป, ร่วมกัน, พร้อมกัน, เหมือนกัน) (common)  เพื่อที่ว่ามัน (ผักผลไม้) จะได้ผลิต (ให้ผลผลิต, ให้กำเนิด, ก่อให้เกิด) (produce) มากขึ้น”  แบรมลีย์กล่าว 

            แบรมลีย์ผลิตสารไลโคพีนและสารแคโรทีน-บีชนิดพิเศษ (extra) โดยการใส่ (ใส่เข้าไป, สอด, แทรก, บรรจุ, ปลูก) (inserting) ยีน (gene) เข้าไปในมะเขือเทศซึ่งสร้างสารไฟโทเน ซินทาเซ (phytoene synthase)  ซึ่งเป็นสารประกอบในพืช (plants) ซึ่งเริ่มต้น (กระตุ้น, ลั่นไกปืน, เหนี่ยวไกยิง, ยิง) (triggers) การสังเคราะห์ (การประสม, การปะติดปะต่อ) (synthesis) ของแคโรทีนอยด์จำนวนมาก

             แบรมลีย์และเพื่อนร่วมงานของเขาเพิ่งจะเริ่มต้นประเมิน (evaluate) สารแคโรทีนอยด์ชนิดอื่นๆ อีกประมาณ ๓๐ ชนิด,  พวกเขากำลังศึกษาด้วยเช่นกันว่ายีน, หรือกลุ่มของยีน, ใด  ที่พวกเขาอาจจำเป็น (ต้องการ) (need) ต้องใส่เข้าไป (insert) (ในผักผลไม้) เพื่อเพิ่ม (raise) การผลิตสารแคโรทีนอยด์ที่มีประโยชน์,  โดยถ้างานกับมะเขือเทศประสบความสำเร็จ  แบรมลีย์หวังที่จะควบคุม (จัดการ, สร้าง, วางแผน) (engineer) ผลไม้และผักอื่นๆ  รวมถึงพริกไทย (พริกขี้หนู, พริกชี้ฟ้า) (peppers) และแครอต

 

เรียน   ท่านผู้ติดตามอ่านเว็บไซต์  “everydayenglish.pwa.co.th                  

 

                ถ้าท่านมีคำแนะนำให้ปรับปรุงเว็บไซต์นี้ประการใด  กรุณาส่ง e-mail ไปที่  ดร. วัชรินทร์  ภูเขาทอง  อดีต  ผอ. สำนักวิทยาการ  การประปาส่วนภูมิภาค  ผู้จัดทำเว็บไซต์นี้  ตาม  “Address”  (โปรดระบุหัวเรื่องด้วยว่า  “ปรับปรุงเว็บไซต์”)   เพื่อที่ผู้จัดทำฯ จะได้ปรับปรุงเนื้อหาได้ตรงตามความประสงค์ของผู้อ่านเว็บไซต์นี้ต่อไป

 

 

 

 

 

 

 

หมวดข้อสอบ READING (ตอนที่ 18)

How to Reduce People’s Smoking

 

          Since the early 1960s, medical research, public information campaigns and government assessments have exposed the dangers of tobacco smoke.  The result has been a substantial drop in the number of smokers in the U.S. – from a peak of 41 percent to its current level of about 25 percent.  Yet despite considerable scientific evidence and continuing exhortations from the medical community, the trend has now mostly ceased : the number of adult smokers has remained static since 1990.  Similarly, the proportion of adolescents who smoke has changed little in the past 10 years.  Perhaps even more disconcerting is that in global picture, cigarette production during the past two decades has increased an average 2.2 percent each year, outpacing the annual world population growth of 1.7 percent.  Because of growing cigarette consumption in developing nations, worldwide cigarette production is projected to escalate by 2.9 percent a year in the 1990s, with China leading the way with jumps near 11 percent a year.

          To understand the driving forces behind modern directions in tobacco consumption and to formulate strategies to combat its pervasiveness, the medical community has had to extend observations beyond the individual smoke and the addictive power of nicotine.  The focus of some recent work has been on the tobacco industry itself.  In this context, changes in smoking behavior depend in large part on cigarette pricing, advertising promotion and exportation.  Researchers in preventive medicine and public health agree that education campaigns must be supplemented.  The new strategies should aim to regulate the marketing of cigarettes, to raise taxes on tobacco and to rethink current trade practices.

 

1. What is the author’s main purpose in writing this article?

(อะไรคือวัตถุประสงค์สำคัญของผู้เขียนในการเขียนบทความนี้)

    (a) To inform smokers of the dangers involved.    (เพื่อบอกผู้สูบบุหรี่ถึงอันตรายที่เกี่ยวข้อง – กับการสูบบุหรี่)

    (b) To give statistical information on cigarette production.    (เพื่อให้ข้อมูลทางสถิติเกี่ยวกับการผลิตบุหรี่)

    (c) To explain trends and developments in smoking behavior.    (เพื่ออธิบายแนวโน้มและพัฒนาการใน

           พฤติกรรมการสูบบุหรี่)

    (d) To suggest a change of focus in fighting cigarette consumption.    (เพื่อแนะนำการเปลี่ยน

          แปลงจุดสนใจ (การมุ่งเน้น) ในการต่อสู้กับการบริโภคบุหรี่)  (ดูคำตอบจากสองประโยคแรกของ

          พารากราฟที่ ๒ ที่กล่าวว่า  “เพื่อที่จะเข้าใจแรงผลักดัน ซึ่งอยู่เบื้องหลังทิศทางในยุคที่ไม่ห่างไกล

          (ยุคปัจจุบัน) ในการบริโภคยาสูบ  และเพื่อสร้าง (กำหนด) ยุทธศาสตร์เพื่อที่จะต่อสู้กับความแพร่

          หลายของมัน (การใช้ยาสูบ)  ชุมชนทางการแพทย์ได้จำเป็นต้องขยายการสังเกตการณ์ (ข้อสัง

          เกต) นอกเหนือการสูบบุหรี่เป็นรายบุคคลและอำนาจซึ่งทำให้ติดยาได้ของสารนิโคตินในบุหรี่, 

          โดยจุดความสนใจ (จุดมุ่งเน้น) ของงาน (การสังเกต) เมื่อเร็วๆ นี้อยู่ที่ตัวของอุตสาหกรรมยาสูบ

          เอง”  ซึ่งตรงกับคำตอบใน ข้อ  “D”)

2. What has happened to the number of adult smokers in the US since 1990?

(อะไรเกิดขึ้นกับจำนวนของผู้สูบบุหรี่ที่เป็นผู้ใหญ่ในสหรัฐฯ ตั้งแต่ปี ๑๙๙๐)

    (a) It has stayed steady.    (มันได้หยุดอยู่กับที่-คงที่ หรือไม่เปลี่ยนแปลง)  (ประโยคที่ ๓ ของพารา

          กราฟแรกกล่าวว่า  “.................จำนวนของผู้สูบบุหรี่ที่เป็นผู้ใหญ่ (ในสหรัฐฯ) ยังคงอยู่กับที่ (คงที่,

          ไม่มีการเปลี่ยนแปลงหรือเปลี่ยนแปลงเล็กน้อย) ตั้งแต่ปี ๑๙๙๐)

    (b) It has dropped greatly.    (มันได้ลดลงอย่างมาก)

    (c) It has increased rapidly.    (มันได้เพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว)

    (d) It has changed regularly.    (มันได้เปลี่ยนแปลงอย่างสม่ำเสมอ)

3. The word “exhortations” in the first paragraph means ___________________________.

(คำว่า  “การให้คำแนะนำ, การตักเตือน, การเคี่ยวเข็ญ”  ในพารากราฟแรก  หมายถึง ____________

________)

    (a) anathemas   (แอน-แน้ธ-ธี-ม่ะ)  (๑. คำสาปแช่ง, การสาปแช่ง, การประณามอย่างรุนแรง,  . บุคคลหรือ

          สิ่งที่คนสาปแช่งหรือเกลียดชัง) 

    (b) havens    (เฮ้-เวิ่น)  (ที่พักอาศัย, ที่หลบภัย, ท่าเรือ) 

    (c) skyscrapers    (สไคส-เคร้พ-เพอะ)  (ตึกระฟ้า, ตึกที่สูงมาก) 

    (d) scapegoats    (สเค้พ-โกท)  (แพะรับบาป, ผู้รับเคราะห์แทนคนอื่น) 

    (e) advice or warnings    (การแนะนำ หรือการเตือน)

    (f) hindrances    (อุปสรรค, การขัดขวาง-กีดกัน-หยุดยั้ง-ป้องกัน, ภาวะที่ถูกขัด ขวาง)

4. What is the writer discussing when he uses the term “pervasiveness”?

(ผู้เขียนกำลังพูดถึงอะไรเมื่อเขาใช้คำว่า  “ความแพร่หลาย, การแผ่ซ่าน, การแผ่ไปทั่ว, การครอบคลุมไปทั่ว, การตลบ”)

    (a) The harmful effects of tobacco.    (ผลกระทบที่มีอันตรายของยาสูบ)

    (b) The acceptance of smokers by the public.    (การยอมรับผู้สูบบุหรี่โดยสาธารณชน)

    (c) Smoking being commonplace everywhere.    (การสูบบุหรี่เป็นเรื่องธรรมดาสามัญทุกหนทุก

          แห่ง)  (ดูจากประโยคแรกของพารากราฟ ๒ ที่กล่าวว่า  “เพื่อที่จะเข้าใจแรงผลักดันซึ่งอยู่เบื้อง

          หลังทิศทางในยุคที่ไม่ห่างไกล (ยุคปัจจุบัน) ในการบริโภคยาสูบ  และเพื่อสร้าง (กำหนด) ยุทธ

          ศาสตร์เพื่อที่จะต่อสู้กับความแพร่หลายของมัน (การใช้ยาสูบ) ..........................”)

    (d) Smoking becoming a phenomenon in developing nations.    (การสูบบุหรี่กลายเป็นปรากฏการณ์ใน

          ประเทศกำลังพัฒนา)

5. The word “disconcerting” in paragraph 1 refers to ____________________________.

(คำว่า  “น่าลำบากใจ, น่ายุ่งเหยิง, รบกวน”  ในพารากราฟที่ ๑ กล่าวถึง _______________)

    (a) appalling    (น่ากลัว, น่าใจหาย, น่าตกใจ)

    (b) disfiguring    (ซึ่งทำให้เสียโฉม, ซึ่งทำให้ผิดรูปผิดร่าง)

    (c) vehement    (รุนแรง)

    (d) bewildering    (น่าลำบากใจ, น่ายุ่งใจ, น่างง)

    (e) eccentric    (พิกล, พิลึกกึกกือ, วิตถาร)

    (f) monotonous    (มะ-น้อท-เทิน-เนิส)  (ซ้ำซาก, ซ้ำกัน, น่าเบื่อ, มีเสียงเดียว)

6. How will the medical community extend observations on tobacco consumption?

(ชุมชนทางการแพทย์จะขยายการสังเกต (ข้อสังเกต, ความคิดเห็น) ในเรื่องการบริโภคยาสูบอย่างไร)

    (a) By dealing only with individual smokers.    (โดยการเกี่ยวข้องกับผู้สูบบุหรี่เป็นรายบุคคลเท่านั้น) 

          (ประโยคแรกของพารากราฟ ๒ กล่าวว่า “เพื่อที่จะเข้าใจแรงผลักดันซึ่งอยู่เบื้องหลังทิศทางในยุคที่ไม่ห่าง

          ไกล (ยุคปัจจุบัน) ในการบริโภคยาสูบ  และเพื่อสร้าง (กำหนด) ยุทธศาสตร์เพื่อที่จะต่อสู้กับความแพร่

          หลายของมัน (การใช้ยาสูบ)  ชุมชนทางการแพทย์ได้จำเป็นต้องขยายการสังเกตการณ์ (ข้อสังเกต)

          นอกเหนือการสูบบุหรี่เป็นรายบุคคล  และอำนาจซึ่งทำให้ติดยาได้ของสารนิโคตินในบุหรี่”  หมายถึง 

          ขยายการสังเกตการณ์ให้ไกลไปกว่าการสูบบุหรี่เป็นรายบุคคล)

    (b) By including the tobacco industry in their research.    (โดยการรวมเอาอุตสาหกรรมยาสูบ

          เข้าไว้ในการวิจัยของพวกตนด้วย)  (สองประโยคแรกของพารากราฟที่ ๒ ที่กล่าวว่า  ...............

          ................ชุมชนทางการแพทย์ได้จำเป็นต้องขยายการสังเกตการณ์ (ข้อสังเกต) นอกเหนือการ

          สูบบุหรี่เป็นรายบุคคล  และอำนาจซึ่งทำให้ติดยาได้ของสารนิโคตินในบุหรี่,  โดยจุดความสนใจ

          (จุดมุ่งเน้น) ของงาน (การสังเกต) เมื่อเร็วๆ นี้อยู่ที่ตัวของอุตสาหกรรมยาสูบเอง”  คือ  มีการวิจัย

          อุตสาหกรรมยาสูบด้วย)

    (c) By pointing to new directions for the tobacco industry.    (โดยการชี้ไปยังทิศทางใหม่  สำหรับอุสาห

          กรรมยาสูบ)  (ไม่เลือกข้อนี้เพราะเหมือนกับสนับสนุนอุตสาหกรรมยาสูบ  ซึ่งไม่ใช่  เรื่องจริงๆ คือ ชุมชน

          การแพทย์จะขยายการสังเกตเรื่องการบริโภคยาสูบออกไปโดยการวิจัยอุตสาหกรรมยาสูบด้วย)

    (d) By researching further the addictive element in nicotine.    (โดยการวิจัยต่อไปเกี่ยวกับส่วนประกอบ

          สำคัญซึ่งทำให้ติดยาได้ในนิโคติน)  (ดูคำอธิบายในข้อ  “A”  ที่กล่าวว่าจะขยายการสังเกตในเรื่องการบริ

          โภคยาสูบ  นอกเหนือ (ให้ไกลไปกว่า) อำนาจซึ่งทำให้ติดยาได้ของสารนิโคตินในบุหรี่)

7. The word “escalate” in the first paragraph is closest in meaning to ______________________.

(คำว่า  “เพิ่มขึ้น, ขยาย, ทำให้มากขึ้น”  ในพารากราฟแรก  ใกล้เคียงที่สุดในความหมายกับ _______

______________)

    (a) prohibit    (โพร-ฮิ้บ-บิท)  (ห้าม, ขัดขวาง, ป้องกัน)

    (b) rummage    (รื้อค้นกระจุยกระจาย)

    (c) conspire    (สมคบคิดกัน (ทำผิด), ร่วมหัวกันวางอุบาย, ร่วมกันวางแผน)

    (d) panic    (แพ้น-นิค)  (ตกใจกลัว, อกสั่นขวัญหาย)

    (e) expand    (ขยาย, เพิ่ม, แผ่, ทำให้กว้างออก, คลี่ออก, ยืดออก, บาน)

    (f) commence    (เริ่มต้น)

8. What should NOT be included in education campaigns, according to the writer?

(อะไรไม่ควรถูกรวมเข้าไว้ในการรณรงค์การให้ความรู้ (การให้การศึกษา) ตามที่ผู้เขียนกล่าวไว้)

    (a) Raising cigarette prices.    (การเพิ่มราคาบุหรี่)  (ประโยคที่ ๓ ของพารากราฟ ๒ กล่าวว่า  “ในบริบทนี้ 

          การเปลี่ยนแปลงต่างๆ ในพฤติกรรมการสูบบุหรี่ขึ้นอยู่กับ, เป็นส่วนใหญ่, การกำหนดราคา, การส่งเสริม

          การโฆษณา........................”)

    (b) Limiting tobacco advertising.    (การจำกัดการโฆษณายาสูบ)  (ดูคำอธิบายในข้อ  “A”)

    (c) Controlling how cigarettes are sold.    (การควบคุมวิธีการขายบุหรี่ – เช่น ห้ามขายให้ใครบ้าง)  (ประ

          โยคสุดท้ายของพารากราฟ ๒ กล่าวว่า  “ยุทธศาสตร์ใหม่ๆ เหล่านี้ควรมีเป้าหมายที่จะควบคุม (ดูแล, กำ

          หนด) การตลาดของบุหรี่”  ซึ่งรวมถึงการควบคุมวิธีการขายบุหรี่ด้วย)

    (d) Reducing the addictive power of nicotine.    (การลดอำนาจการทำให้ติดยาของนิโคติน)

          (ผู้เขียนมิได้กล่าวถึงเรื่องนี้ในบทความ)

9. The word “supplemented” in paragraph 2 can be best replaced by ___________________.

(คำว่า  “เพิ่มเติม, เสริม, ผนวก, ทำให้สมบูรณ์”  ในพารากราฟ ๒ สามารถแทนดีที่สุดโดย ________

______________)

    (a) verified    (ยืนยัน, ตรวจสอบ, พิสูจน์, ค้นหาความจริง)

    (b) initiated    (อิ-นิช-ชี-เอ-ทิด)  (ริเริ่ม, เริ่มนำ, นำเข้ามา, นำไปให้รู้จัก)

    (c) ) banned    (ห้าม, ประกาศห้าม, สั่งห้าม, ประณาม, สาปแช่ง)

    (d) added    (เติม, เพิ่ม, เสริม, บวก, พูดเสริม)

    (e) instigated    (ปลุกเร้า, ปลุกระดม, ยั่วยุ, กระตุ้น)

    (f) intervened    (แทรกแซง, ก้าวก่าย, ยุ่ง, เกิดขึ้นโดยบังเอิญและขัดขวาง, เกิดขึ้นระหว่าง)

10. According to the passage, which of the following would be most important in a successful anti-smoking campaign?

(ตามที่บทความกล่าวไว้  สิ่งใดต่อไปนี้จะสำคัญที่สุดในการรณรงค์ต่อต้านการสูบบุหรี่ที่ประสบความสำเร็จ)

      (a) The tobacco industry.    (อุตสาหกรรมยาสูบ)

      (b) The medical community.    (ชุมชนทางการแพทย์)

      (c) The government sector.    (ภาครัฐบาล)  (ประโยคสุดท้ายของพารากราฟ ๒ กล่าวว่า “ยุทธ

             ศาสตร์ใหม่ๆ เหล่านี้ควรมีเป้าหมายที่จะควบคุม (ดูแล, กำหนด) การตลาดของบุหรี่, เพิ่มภาษี

             ยาสูบ  และพิจารณาใหม่ (คิดใหม่) ในเรื่องการปฏิบัติ (การดำเนินการ) ด้านการค้าในปัจจุบัน” 

             ซึ่งภาครัฐบาลเท่านั้นที่จะสามารถทำสิ่งเหล่านี้ได้)

      (d) The tobacco product user.    (ผู้ใช้ผลิตภัณฑ์ยาสูบ)

11. In the second paragraph, “regulate” means __________________________________.

(ในพารากราฟ ๒  คำว่า  “ควบคุม, ดูแล, กำหนด, วางระเบียบ, ทำให้เป็นระเบียบ, ปรับ”  หมายถึง ___

__________________)

      (a) detect    (พบ, ตรวจพบ, พบเห็น, สืบหา, สืบค้น)

      (b) withstand    (ทน, อดทน, ต่อต้าน, สกัด)

      (c) defraud    (โกง,หลอกลวง, ต้มตุ๋น)

      (d) proclaim    (ประกาศอย่างเป็นทางการ)

      (e) oversee    (ควบคุม, คุมงาน, ตรวจตรา, สำรวจ, มองลงสู่เบื้องล่าง)

      (f) exploit    (ใช้ประโยชน์, ใช้อย่างเอารัดเอาเปรียบ)

 

(คำแปล)

จะลดการสูบบุหรี่ของผู้คนได้อย่างไร

 

            ตั้งแต่ต้นทศวรรษ ๑๙๖๐  การวิจัยทางการแพทย์ (medical research),  การรณรงค์ (campaigns) ด้านข้อมูล-ข่าวสาร (การบอกข่าว) (information) สาธารณะ  (public)  และการประเมินของรัฐบาล (government assessments)  ได้เปิดเผย (เปิดโปง, นำออกแสดง) (exposed) อันตรายของการสูบบุหรี่ (ควัน, เขม่า) (smoke) ยาสูบ (ผลิตภัณฑ์ใบยาสูบ) (tobacco) (tobacco smoke = การสูบยาสูบ)  ผลลัพธ์ก็คือ  การลดลง (a drop) อย่างมากมาย (ยิ่งใหญ่, มีเนื้อหา, มีแก่นสาร) (substantial) ในด้านจำนวน (the number) ของผู้สูบบุหรี่ในสหรัฐฯ – จากจุดยอดสุด (ยอด, ยอดเขา) (peak) ๔๑ เปอร์เซ็นต์  ถึงระดับปัจจุบัน (current level) ของมันที่ประมาณ ๒๕ เปอร์เซ็นต์,  แม้กระนั้นก็ตาม (Yet)  ทั้งๆ ที่ (despite) มีพยานหลักฐานทางวิทยาศาสตร์ (scientific evidence) มากมาย (considerable)  และการให้คำแนะนำ (การตักเตือน, การเคี่ยวเข็ญ) (exhortations) (เอ็ก-ซอร์-เท้-ชั่น) จากชุมชนทางการแพทย์ (medical community) (หมายถึง  หมอ, พยาบาล, เจ้าหน้าที่สาธารณสุข, ฯลฯ)  แนวโน้ม (trend) (ของการลดลงของการสูบบุหรี่) ได้หยุด (ยุติ, สิ้นสุด, เลิก, ตาย) (ceased) แล้วเป็นส่วนใหญ่ในปัจจุบัน (หมายถึง  แนวโน้มลดการสูบฯ ได้สิ้นสุดแล้ว) (กล่าวคือ) จำนวนของผู้สูบบุหรี่ที่เป็นผู้ใหญ่ (adult smokers) ยังคง (remained) อยู่กับที่ (คงที่, ไม่มีการเปลี่ยนแปลงหรือเปลี่ยนแปลงเล็กน้อย, สถิต, ไม่กระฉับกระเฉง) (static) ตั้งแต่ปี ๑๙๙๐,  ทำนองเดียวกัน (Similarly)  อัตราส่วน (proportion) ของวัยรุ่น (คนหนุ่มสาว) (adolescents) ผู้ซึ่งสูบบุหรี่ได้เปลี่ยนไปเล็กน้อยในช่วง ๑๐ ปีที่ผ่านมา (in the past 10 years),  บางที (Perhaps) สิ่งที่น่าลำบากใจ (น่ายุ่งเหยิง, รบกวน) (disconcerting) มากขึ้นก็คือว่า  ในสถานการณ์ (ภาพ, รูปภาพ, ภาพวาด) (picture) ระดับโลก (global)  การผลิตบุหรี่ (cigarette production) ในระหว่าง ๒ ทศวรรษ  (decades) ที่ผ่านมา  ได้เพิ่มขึ้นโดยเฉลี่ย (an average) ๒.๒ เปอร์เซ็นต์ในแต่ละปี,  ซึ่งก้าวไกลกว่า (วิ่งนำ) (outpacing) การเพิ่มขึ้น (การเติบโต) (growth) ของประชากรโลก (world population)  ซึ่งเกิดขึ้นระหว่างปี (ทุกปี, ประจำปี) (annual) ที่มีจำนวน ๑.๗ เปอร์เซ็นต์,  และเนื่องจากการบริโภค (consumption) บุหรี่ที่เพิ่มมากขึ้น (growing) ในประเทศกำลังพัฒนา  การผลิตบุหรี่ (cigarette production) ทั่วโลก (worldwide) ถูกเสนอ (คาดการณ์, วางแผน, ออกแบบ, ส่อง, ฉาย) (projected) ว่าจะเพิ่มขึ้น (ขยาย, ทำให้มากขึ้น) (escalate) ราว ๒.๙ เปอร์เซ็นต์ต่อปีในทศวรรษ ๑๙๙๐ (ปี ๑๙๙๐-๑๙๙๙)  โดยมีประเทศจีนเป็นผู้นำทาง (leading the way) (การผลิตบุหรี่) แบบก้าวกระโดด (jumps) ใกล้เคียง (near) ๑๑ เปอร์เซ็นต์ต่อปี

            เพื่อที่จะเข้าใจแรงผลักดัน (driving forces) ซึ่งอยู่เบื้องหลังทิศทาง (directions) ในยุคที่ไม่ห่างไกล (ยุคปัจจุบัน) (modern) ในการบริโภคยาสูบ (tobacco consumption)  และเพื่อสร้าง (กำหนด) (formulate) ยุทธศาสตร์ (strategies) เพื่อที่จะต่อสู้ (combat) กับความแพร่หลาย (การแผ่ซ่าน, การแผ่ไปทั่ว(pervasiveness) ของมัน (การใช้ยาสูบ)  ชุมชนทางการแพทย์ได้จำเป็นต้องขยาย (extend) การสังเกตการณ์ (ข้อสังเกต, ความเห็น) (observations) นอกเหนือ (เกินไปกว่า) (beyond) การสูบบุหรี่เป็นรายบุคคล (individual smoke) และอำนาจซึ่งทำให้ติดยาได้ (addictive power) ของสารนิโคตินในบุหรี่,  โดยจุดความสนใจ (จุดมุ่งเน้น) (focus) ของงาน (work) (การสังเกต) เมื่อเร็วๆ นี้ (recent)  อยู่ที่ตัวของอุตสาหกรรมยาสูบ (tobacco industry) เอง,  ในบริบทนี้ (In this context)  การเปลี่ยนแปลงต่างๆ ในพฤติกรรมการสูบบุหรี่ (smoking behavior) ขึ้นอยู่กับ (depend on), เป็นส่วนใหญ่ (in large part), การกำหนดราคา (ตั้งราคา, สอบถามราคา) (pricing), การส่งเสริมการโฆษณา (advertising promotion) และการส่งออก (บุหรี่) (exportation)  ทั้งนี้  นักวิจัยในด้านเวชกรรม (อายุรกรรม, แพทยศาสตร์) (medicine) การป้องกันโรค (preventive) และ (ด้าน) สาธารณสุข (public health)  เห็นพ้อง (agree) ว่า  การรณรงค์ (campaigns) ด้านการให้ความรู้ (การให้การศึกษา(education) จะต้องได้รับการเพิ่มเติม (เสริม, ผนวก) (supplemented) เข้าไป,  โดยยุทธศาสตร์ใหม่ๆ เหล่านี้ควรมีเป้าหมาย (aim) ที่จะควบคุม (ดูแล, กำหนด, วางระเบียบ, ทำให้เป็นระเบียบ, ปรับ) (regulate) การตลาด (marketing) ของบุหรี่, เพิ่มภาษี  (raise taxes) ยาสูบ  และพิจารณาใหม่ (คิดใหม่) (rethink) ในเรื่องการปฏิบัติ (การดำเนินการ) (practices) ด้านการค้า (trade) ในปัจจุบัน (current)

 

เรียน   ท่านผู้ติดตามอ่านเว็บไซต์  “everydayenglish.pwa.co.th                  

 

                ถ้าท่านมีคำแนะนำให้ปรับปรุงเว็บไซต์นี้ประการใด  กรุณาส่ง e-mail ไปที่  ดร. วัชรินทร์  ภูเขาทอง  อดีต  ผอ. สำนักวิทยาการ  การประปาส่วนภูมิภาค  ผู้จัดทำเว็บไซต์นี้  ตาม  “Address”  (โปรดระบุหัวเรื่องด้วยว่า  “ปรับปรุงเว็บไซต์”)   เพื่อที่ผู้จัดทำฯ จะได้ปรับปรุงเนื้อหาได้ตรงตามความประสงค์ของผู้อ่านเว็บไซต์นี้ต่อไป

 

 

 

 

 

หมวดข้อสอบ READING (ตอนที่ 17)

การประปาส่วนภูมิภาค  “มุ่ง-มั่น-เพื่อปวงชน”

 

DirectionChoose the best alternative for the blank in each item.

(จงเลือกคำตอบที่ดีที่สุดเพื่อเติมลงในช่องว่างในแต่ละข้อ)

 

House Call Medical Service

 

          House Call Physicians revives the old-fashioned idea of personal patient care in the comfort of your hotel room.  Quite simply, we make “house calls” so that you do not have to drive in unfamiliar areas, sit in a waiting room, or fill out lengthy forms.

          Our experienced physicians provide convenient medical care for all common illnesses and minor injuries.  The doctor brings to your room diagnostic equipment and medication for most problems.  For more serious condition we have available Marina Hospital, one of the leading and most comprehensive hospitals in the western U.S.  We can refer you to hundreds of specialists.

          This personal care and convenience is surprisingly affordable.  Medical fees are about half the cost of an emergency room visit.  The service is fully reimbursable under most health insurance plans.

          House Call Physicians is a licensed medical practice, not a telephone referral service.  Our doctors are always available to personally discuss your problem and if necessary confirm a hotel appointment.  Please feel free to call if you have questions or need assistance.

 

1. What does a “comprehensive hospital” offer?

(“โรงพยาบาลซึ่งครอบคลุมกว้างขวาง” เสนออะไรให้บ้าง)

    (a) It has some services available free.    (มันมีบริการบางอย่างที่สามารถหาได้ฟรี)

    (b) It includes all or nearly all medical services.    (มันรวมถึงการบริการทางการแพทย์ทุกด้าน

          หรือเกือบทุกด้าน)

    (c) It will refer patients to hundreds of specialists.    (มันจะส่งต่อผู้ป่วยให้พบผู้เชี่ยวชาญหลายร้อยคน)

    (d) It gives personal care and convenience surprisingly cheaply.    (มันให้การดูแลส่วนตัวและความ

          สะดวกสบายราคาถูกอย่างน่าประหลาดใจ)

2. Which of the following is NOT true of House Call Physicians?

(ข้อใดต่อไปนี้ไม่เป็นความจริงเกี่ยวกับ “แพทย์เยี่ยมบ้าน”)

    (a) It guarantees 24-hour service.    (มันค้ำประกันการบริการ ๒๔ ชั่วโมง)  (ประโยคที่ ๒ ของพารากราฟสุด

          ท้ายกล่าวว่า  “หมอของเราหาตัวได้เสมอ......................”)

    (b) It is a licensed medical practice.    (มันเป็นการดำเนินการทางการแพทย์ที่มีใบอนุญาต)  (ประโยคแรก

          ของพารากราฟสุดท้ายกล่าวว่า “แพทย์เยี่ยมบ้าน” เป็นการดำเนินการทางการแพทย์ที่มีใบอนุญาต.........

          ................)

    (c) It offers a telephone referral service.    (มันให้ (เสนอ) การบริการส่งต่อคนไข้ทางโทรศัพท์

          (ดูคำตอบจากประโยคแรกของพารากราฟสุดท้ายที่กล่าวว่า “แพทย์เยี่ยมบ้าน” เป็นการดำเนิน

          การทางการแพทย์ที่มีใบอนุญาต,  ซึ่งมิใช่การบริการการส่งต่อ (คนไข้) ทางโทรศัพท์)

    (d) It provides an example of the old-fashioned idea of personal patient care.    (มันให้ตัวอย่างของ

          ความคิดสมัยเก่าของการดูแลผู้ป่วยเป็นการส่วนตัว) (ประโยคแรกของพารากราฟแรกกล่าวว่า  “แพทย์

          เยี่ยมบ้าน” ฟื้นฟู (ทำให้คืนชีพ, กระตุ้น) ความคิดสมัยเก่าของการดูแลผู้ป่วยเป็นการส่วนตัว  ในความอบ

          อุ่นใจของห้องพักในโรงแรมของคุณ  ซึ่งแสดงว่าให้ตัวอย่างของความคิดแบบเก่าดังกล่าว)

3. The word “comfort” in the first paragraph means _______________________________.

(คำว่า  “ความอบอุ่นใจ, การปลอบโยน, คำปลอบโยน, สิ่งปลอบใจ, ผู้ปลอบใจ”  ในพารากราฟแรก หมายถึง ____________________)

    (a) illusion    (มายา, สิ่งลวงตา, ภาพลวงตา, การหลอกลวง, ภาพหลอน)

    (b) asset    (ทรัพย์สิน, สมบัติ, สิ่งมีค่า)

    (c) implement    (เครื่องไม้เครื่องมือ, อุปกรณ์)

    (d) allegiance    (ความจงรักภักดี, ความสวามิภักดิ์)

    (e) coziness    (ความอบอุ่นและสบาย, ความสะดวก)

4. How much are you expected to pay for medical fees when using House Call Physicians services?

(คุณถูกคาดหวังให้จ่ายเงินเท่าใด  สำหรับค่าบริการทางการแพทย์  เมื่อใช้บริการ “แพทย์เยี่ยมบ้าน”)

    (a) As much as you can.    (มากเท่าที่คุณสามารถจ่ายได้)

    (b) A fully reimbursable fee.    (ค่าบริการ (ค่าธรรมเนียม) ที่สามารถเบิกคืนได้เต็มจำนวน)

    (c) The same as a hotel room.    (เท่ากับห้องพักของโรงแรม)

    (d) Less than the price of an emergency room visit.    (ต่ำกว่าราคาของการไปพักห้องฉุกเฉิน

          ของโรงพยาบาล)  (ประโยคที่ ๒ ของพารากราฟ ๓ กล่าวว่า  “ค่าบริการทางการแพทย์มีประ

          มาณครึ่งหนึ่งของค่าใช้จ่าย  ของการไปและพักที่ห้องฉุกเฉิน (ของโรงพยาบาล))

5. What does House Call Physicians provide in addition to medical care?

(“แพทย์เยี่ยมบ้าน” ให้อะไร  นอกเหนือจากการดูแลทางการแพทย์)

    (a) A hotel room.    (ห้องพักในโรงแรม)

    (b) An emergency room.    (ห้องฉุกเฉิน)

    (c) Personal care and convenience.    (การดูแล (เอาใจใส่) ส่วนตัวและความสะดวกสบาย)  (ดูคำ

          ตอบจากประโยคแรกของพารากราฟที่ ๑, ๒ และ๓)

    (d) Treatment for serious conditions.    (การรักษาสำหรับสภาวะที่ร้ายแรง – อาการหนัก)

6. What inference can be made from the passage?

(เราสามารถสรุปอะไรได้จากบทความ)

    (a) Personal patient care is possible for all now.    (การดูแลผู้ป่วยเป็นการส่วนตัว  เป็นไปได้สำหรับทุก

          คนในปัจจุบัน)

    (b) Convenient medical care for all can be provided.    (การดูแลทางการแพทย์ที่สะดวกสบายสำหรับ

          ทุกคน  สามารถถูกจัดหาให้ได้)

    (c) Readers are encouraged to use House Call Physicians medical plan.    (ผู้อ่านถูกกระตุ้นให้ใช้

          แผนทางการแพทย์ “แพทย์เยี่ยมบ้าน”)  (“แพทย์เยี่ยมบ้าน”  เป็นบริการทางการแพทย์   มิใช่แผนทาง

          การแพทย์ – หรือแผนประกันสุขภาพ – ดูจากประโยคสุดท้ายของพารากราฟ ๓ ที่ใช้คำว่า  “Service”)

    (d) Under some health insurance plans, one does not pay for House Call Physicians.   

          {ภายใต้แผนประกันสุขภาพบางอย่าง  คนเราไม่ต้องจ่ายเงินสำหรับ “แพทย์เยี่ยมบ้าน”)  (ประ

          โยคที่ ๓ ของพารากราฟที่ ๓ กล่าวว่า “การบริการนี้สามารถเบิกเงินคืนได้เต็มจำนวน  ภายใต้

          แผนประกันภัยสุขภาพส่วนใหญ่ (คือ  เบิกเงินคืนจากประกันภัยได้)}

7. The word “comprehensive” in paragraph 2 is closest in meaning to ________________.

(คำว่า  “ครอบคลุมกว้างขวาง, ครอบคลุมครบทุกด้าน, กินวงกว้าง, เข้าใจได้กว้าง, ซึ่งหยั่งรู้, ซึ่งประกันความเสียหายอย่างกว้างขวาง”  ในพารากราฟ ๒ ใกล้เคียงที่สุดในความหมายกับ _____________)

    (a) prevalent    (เพร้ฟว-วะ-เลิ่นท)  (มีอยู่ทั่วไป, ดาษดื่น, แพร่หลาย)

    (b) unpredictable    (ไม่สามารถทำนายได้)

    (c) doubtful    (สงสัย, ไม่แน่ใจ, ไม่มั่นใจ, ยังไม่ตัดสินใจ, ลังเล)

    (d) contemporary    (สมัยปัจจุบัน, ในยุคสมัยหรือรุ่นเดียวกัน)

    (e) inclusive    (ครอบคลุม, กินวงกว้าง, รวมทุกอย่าง, รวมด้วย, ทั้งหมด)

8. Which place is suggested by the statement “……........ so that you do not have to drive in unfamiliar areas, sit in a waiting room or fill out lengthy forms.”?

(สถานที่ใดถูกบอกเป็นนัยโดยคำพูด  “................. เพื่อที่ว่าคุณจะได้ไม่จำเป็นต้องขับรถในพื้นที่ที่ไม่คุ้นเคย (เพื่อไปโรงพยาบาล), นั่งในห้องสำหรับรอ, หรือกรอกแบบฟอร์มที่ยืดยาว - ของโรงพยาบาล)

    (a) A clinic    (ร้านหมอ)

    (b) A hospital    (โรงพยาบาล)  (บทความกล่าวว่า  บริการของ “แพทย์เยี่ยมบ้าน” ให้บริการถึงที่พัก

          (บ้าน) โดยไม่ต้องไปโรงพยาบาลเหมือนการรักษาทั่วไป)

    (c) Your house    (บ้านของคุณ)

    (d) A hotel room    (ห้องในโรงแรม)

9. The word “available” in the last paragraph can be best replaced by __________________.

(คำว่า  “หาตัวได้, หาง่าย, ใช้ประโยชน์ได้, เหมาะที่จะใช้, เท่าที่จะสามารถหาได้”  ในพารากราฟสุดท้าย  สามารถแทนดีที่สุดโดย ___________________)

    (a) witty    (มีสติปัญญา, เฉลียวฉลาด, มีไหวพริบ, มีความรู้, รอบรู้)

    (b) weary    (แว้ร์-รี่)  (เหน็ดเหนื่อย, เมื่อยล้า, อิดโรย)

    (c) sluggish    (เงื่องหงอย, ซบเซา, เฉื่อยชา, เกียจคร้าน)

    (d) snappish    (หุนหันพลันแล่น, ฉุนเฉียว, อารมณ์ร้อน)

    (e) in service    (พร้อมบริการ, ให้บริการ)  (ในพารากราฟสุดท้าย  "Available" หมายถึง  แพทย์หา

          ตัวได้, หาง่าย หรือพร้อมให้บริการอยู่เสมอ)

    (f) disposable    (ซึ่งใช้แล้วทิ้ง, ที่จัดการได้, สามารถกำจัดได้ – เช่น ขยะบางชนิด)

 

(คำแปล)

บริการทางการแพทย์เยี่ยมบ้าน

 

            “แพทย์เยี่ยมบ้าน” (House Call Physicians) (เป็นชื่อโครงการ) ฟื้นฟู (ทำให้คืนชีพ, ทำให้เกิดขึ้นอีก, กระตุ้น) (revives) ความคิดสมัยเก่า (รูปแบบเก่า) (old-fashioned) ของการดูแล (การเอาใจใส่) (care) ผู้ป่วยเป็นการส่วนตัว (personal) ในความอบอุ่นใจ (การปลอบโยน, สิ่งปลอบใจ) (comfort) ของห้องพักในโรงแรม (hotel room) ของคุณ,  อย่างง่ายๆ ทีเดียว (Quite simply)  เราสร้างขึ้น (ทำให้เกิดขึ้น) (make) (โครงการ) “การไปเยี่ยมบ้าน” เพื่อที่ว่าคุณจะได้ไม่จำเป็นต้อง (do not have to) ขับรถในพื้นที่ที่ไม่คุ้นเคย (drive in unfamiliar areas) (เพื่อไปโรงพยาบาล),  นั่งในห้องสำหรับรอ (waiting room),  หรือกรอก (fill out) แบบฟอร์มที่ยืดยาว (lengthy forms) (ของโรงพยาบาล)

            แพทย์ผู้มีประสบการณ์ (experienced) ของเราให้ (provide) การดูแล (การเอาใจใส่) (care) ทางการแพทย์ (medical) ที่สะดวกสบาย (convenient) สำหรับการเจ็บไข้ได้ป่วย (การไม่สบาย) (illnesses) ธรรมดาสามัญ (ทั่วๆ ไป) (common) และบาดแผล (injuries) ขนาดเล็ก (minor),  หมอจะนำมาที่ห้องของคุณ อุปกรณ์เกี่ยวกับการวินิจฉัยโรค (diagnostic equipment) และยา (สิ่งที่ใช้บำบัดโรค, การใช้ยา)  (medication) สำหรับปัญหาส่วนใหญ่ (ของคุณ),  สำหรับสภาวะซึ่งรุนแรง (ร้ายแรง) (serious condition) มากขึ้น (อาการหนักขึ้น)  เรามีโรงแรมมารินาซึ่งใช้ประโยชน์ได้ (เหมาะที่จะใช้, หาได้, หาง่าย) (available)  ซึ่งเป็นหนึ่งในบรรดาโรงพยาบาลชั้นนำ (ชั้นแนวหน้า(leading) และครอบคลุมกว้างขวาง (ครอบคลุมครบทุกด้าน) (comprehensive) ที่สุดในภาคตะวันตกของสหรัฐฯ (western U.S.),  เราสามารถส่งต่อ (เสนอแนะ, อ้างอิง, อ้างถึง) (refer) คุณไปยัง (ไปพบ) ผู้เชี่ยว ชาญ (ผู้ชำนาญเฉพาะทาง) (specialists) จำนวนหลายร้อยคน (ของเรา)

            การดูแล (การเอาใจใส่) ส่วนตัว (personal)  และความสะดวกสบาย (convenience) นี้  สามารถมีได้ (สามารถหาซื้อได้, สามารถจัดให้มี, สามารถให้ได้) (affordable) อย่างน่าประหลาดใจ (surprisingly)ค่าบริการ (fees) ทางการแพทย์มีประมาณ (about) ครึ่งหนึ่งของค่าใช้จ่าย (half the cost) ของการไปและพัก (การเยี่ยม, การเยือน, การอยู่เป็นแขก) (visit) ห้องฉุกเฉิน (emergency room) (ของโรงพยาบาล),  ส่วนการบริการนี้สามารถใช้เงินคืนที่ออกไปก่อนได้ (สามารถเบิกเงินคืนได้) (reimbursable) เต็มจำนวน (fully)  ภายใต้แผนประกันภัยสุขภาพ (health insurance plans) ส่วนใหญ่ (คือ เบิกเงินคืนจากประกันภัยได้)  

          “แพทย์เยี่ยมบ้าน” เป็นการปฏิบัติ (การดำเนินการ, กิจการ) (practice) ทางการแพทย์ที่มีใบอนุญาต (licensed)  ซึ่งมิใช่การบริการการส่งต่อ (การเสนอแนะ, การให้คำแนะนำ) (referral) (คนไข้) ทางโทรศัพท์,  หมอของเราหาได้ (หาง่าย, ใช้ประโยชน์ได้, เหมาะที่จะใช้, เท่าที่จะสามารถหาได้) (available) เสมอ  ที่จะปรึกษา (พูดคุย, สาธยาย, อภิปราย) (discuss) ปัญหาของคุณอย่างเป็นการส่วนตัว (personally)  และถ้าจำเป็น (ก็จะ) ยืนยัน (confirm) การนัดหมายที่โรงแรม (hotel appointment) (เพื่อตรวจรักษา  โดยไม่ต้องไปที่โรงพยาบาล),  โปรดสบายใจ (สะดวกใจ, เป็นกันเอง) (feel free) ที่จะโทรมา (call) (มาหาเรา) ถ้าคุณมีคำถาม หรือต้องการความช่วยเหลือ (need assistance)

 

เรียน   ท่านผู้ติดตามอ่านเว็บไซต์  “everydayenglish.pwa.co.th                  

 

                ถ้าท่านมีคำแนะนำให้ปรับปรุงเว็บไซต์นี้ประการใด  กรุณาส่ง e-mail ไปที่  ดร. วัชรินทร์  ภูเขาทอง  อดีต  ผอ. สำนักวิทยาการ  การประปาส่วนภูมิภาค  ผู้จัดทำเว็บ-ไซต์นี้  ตาม  “Address”  (โปรดระบุหัวเรื่องด้วยว่า  “ปรับปรุงเว็บไซต์”)   เพื่อที่ผู้จัดทำฯ จะได้ปรับปรุงเนื้อหาได้ตรงตามความประสงค์ของผู้อ่านเว็บไซต์นี้ต่อไป

 

หมวดข้อสอบ READING (ตอนที่ 16)

การประปาส่วนภูมิภาค  “มุ่ง-มั่น-เพื่อปวงชน”

 

DirectionChoose the best alternative for the blank in each item.

(จงเลือกคำตอบที่ดีที่สุดเพื่อเติมลงในช่องว่างในแต่ละข้อ)

 

How TV Viewing Impacts Teenagers’ Drinking Habit

 

          A Cornell University study, published in October in The Journal of Studies on Alcohol, set out to measure how pervasive alcohol use was in two weeks’ worth of prime time network programming.  The researchers found almost half of the shows awash in liquor: alcohol turned up on 41% of the shows, which averaged more than five drinks apiece.

          Researchers at Stanford University took a different tack in exploring the medium’s role in teenage drinking.  They quizzed ninth-graders in six high schools in San Jose, California about their drinking histories, then returned 18 months later to ask not only about alcohol, but also about how often the teenagers watched television, music videos and movies on videocassette.

          Among the 1,533 students who completed both surveys, one link stood out: non-drinkers who increased their viewing of music videos were the most likely to have started drinking.  The study, published November 2 in the online version of the journal Pediatrics, calculated that every additional hour per day devoted to music videos made a student almost a third more likely to take up drinking.

          Watching more movies on a video player, on the other hand, was linked to an 11% decrease in the risk of drinking.  Television viewing in general was tied to a 9% increase in risk for every additional hour per day.

 

1. The main idea of the article is that ____________________________________.

(ความคิด (ใจความ) สำคัญของบทความนี้ คือ _____________________________)

    (a) watching TV increases teenage drinking    (การดูทีวีเพิ่มการดื่มสุราในวัยรุ่น)  (ดูจากประโยค

          แรกของพารากราฟ ๓ กล่าวว่า  “ในบรรดานักเรียนจำนวน ๑,๕๓๓ คนผู้ซึ่งทำการสำรวจทั้ง ๒

          ครั้งเสร็จสิ้น (หมายถึง  ตอบคำถามของนักวิจัย)  ความเชื่อมโยงประการหนึ่งมีความเด่นชัด

          (ชัดเจน) กล่าวคือ (วัยรุ่น) ผู้ไม่ดื่มสุรา ผู้ซึ่งเพิ่มการดูมิวสิควิดีโอของตน  มีความเป็นไปได้มาก

          ที่สุดว่าได้เริ่มต้นการดื่มสุราแล้ว” )

    (b) alcohol is very popular among TV stars    (เครื่องดื่มผสมแอลกอฮอล์ (เครื่องดื่มมึนเมา) เป็นที่นิยม

          อย่างมากในบรรดาดาราทีวี)

    (c) universities show their social responsibility    (มหาวิทยาลัยแสดงความรับผิดชอบทางสังคมของตน)

    (d) alcohol should be banned    (เครื่องดื่มมึนเมาควรถูกห้าม)

2. The expression “awash in” in the first paragraph means _________________________.

(คำพูด  “เต็มไปด้วย, จมอยู่ใต้, ท่วมไปด้วย”  ในพารากราฟแรก หมายถึง ______________)

    (a) without any    (โดยปราศจาก.....................ใดๆ)

    (b) full of    (เต็มไปด้วย)

    (c) discussing    (อภิปราย, สาธยาย, ถกเถียง, โต้ตอบ)

    (d) reflecting    (ไตร่ตรอง, ครุ่นคิด, รำพึง, สะท้อนกลับ, สะท้อนภาพให้เห็น)

    (e) evincing    (แสดง, เผยให้เห็น)

3. In the Stanford University survey, teenagers were NOT asked about _________________.

(ในการสำรวจของมหาวิทยาลัยสแตนฟอร์ด  เด็กวัยรุ่นมิได้ถูกถามเกี่ยวกับ ______________)

    (a) how often they watch television    (พวกเขาดูทีวีบ่อยเพียงใด)  (ประโยคที่ ๒ ของพารากราฟ ๒ กล่าวว่า 

         “นักวิจัยซักถามเด็กนักเรียน (วัยรุ่น) เกี่ยวกับประวัติการดื่มสุราของพวกเขา  และอีก ๑๘ เดือนต่อมาก็ย้อน

          กลับมาถามนักเรียนว่า  พวกเขาดูทีวี .................. บ่อยเพียงใด”)

    (b) when they started drinking    (พวกเขาเริ่มต้นดื่มสุราเมื่อใด)  (ประโยคที่ ๒ ของพารากราฟ ๒ กล่าวว่า  

          “พวกเขา (นักวิจัย) ซักถามเด็กนักเรียนเกรดเก้าในโรงเรียนมัธยม ๖ แห่งในเมืองซานโฮเซ, รัฐแคลิฟอร์เนีย

          เกี่ยวกับประวัติการดื่มสุราของนักเรียนเหล่านั้น”  -  ดังนั้น “เวลาที่เริ่มดื่ม” ก็รวมอยู่ในประวัติการดื่มด้วย)

    (c) how much money they have    (พวกเขามีเงินเท่าไร)  (การสำรวจมิได้ถามคำถามนี้แก่นักเรียน)

    (d) what they drink    (พวกเขาดื่มอะไร)  (เครื่องดื่มที่ดื่มรวมอยู่ในประวัติการดื่มด้วย)

4. The word “tack” in paragraph 2 means _______________________________________.

(คำว่า  “วิถีทาง, แนวทาง, นโยบาย, ขั้นตอน”  ในพารากราฟ ๒ หมายถึง _________________)

    (a) mood    (อารมณ์, อารมณ์ขุ่นหมอง, ใจคอ)

    (b) source    (แหล่ง, แหล่งที่มา, แหล่งกำเนิด, ต้นตอ, บ่อเกิด, ต้นน้ำ, แหล่งข้อมูล, แหล่งข่าว, ผู้ให้ข่าว)

    (c) method    (วิธี, วิธีการ, วิธีดำเนินการ, ระเบียบ, แบบแผน, ระบบ)

    (d) schedule    (ตารางเวลา, หมายกำหนดการ, แผนการ, กำหนดการประจำวัน, รายการ, รายละเอียด)

    (e) hypothesis    (สมมุติฐาน)

5. The word “quizzed” in paragraph 2 is closest in meaning to _________________________.

(คำว่า  “ซักถาม, สอบถามอย่างใกล้ชิด, ซักไซ้, ทดสอบ, สอบ”  ในพารากราฟ ๒ ใกล้เคียงที่สุดในความหมายกับ (คำว่า) __________________)

    (a) detained     (กักตัว, หน่วงเหนี่ยว, ทำให้ช้า, ยับยั้ง)

    (b) demoralized     (ทำให้เสียขวัญ-เสียกำลังใจ, ทำให้ระส่ำระสาย)

    (c) despised    (ดูถูก, ดูหมิ่น, เหยียดหยาม)

    (d) admired    (ยกย่อง, ชื่นชม)

    (e) queried    (เควี้ย-รี่)  (ถาม, สอบถาม, ตั้งคำถาม)

6. If a teenager watches one more hour of music videos a day, the probability that he will start drinking will increase about ________________.

(ถ้าเด็กวัยรุ่นคนหนึ่งดูมิวสิควิดีโอมากขึ้นหนึ่งชั่วโมงต่อวัน  ความเป็นไปได้ที่่เขาจะเริ่มดื่ม  จะเพิ่มขึ้นประมาณ __________________)

    (a) 30%    (๓๐ เปอร์เซ็นต์)  (ประโยคสุดท้ายของพารากราฟ ๓ กล่าวว่า  “การศึกษาดังกล่าว, ซึ่ง

          ได้รับการตีพิมพ์ในวันที่ ๒ พฤศจิกายน ในเวอร์ชันออนไลน์ของวารสาร “กุมารเวชศาสตร์,

          ได้คำนวณว่าทุกชั่วโมงที่เพิ่มขึ้นต่อวัน  ที่ถูกอุทิศให้กับ (การดู) มิวสิควิดีโอ  ทำให้นักเรียน

          (จำนวน) เกือบจะ ๑ ใน ๓ เป็นไปได้ (มีแนวโน้ม) มากขึ้นที่จะสนใจและดื่มสุรา”  ดังนั้น 

          จำนวนเกือบจะ ๑ ใน ๓ จึงใกล้เคียงกับ  ๓๐% มากที่สุด)

    (b) 40%

    (c) 50%

    (d) 70%

7. _________________________ would be most concerned about these research findings.

(_______________________________ จะมีความกังวลที่สุดเกี่ยวกับผลการวิจัยเหล่านี้)

    (a) A salesman    (พนักงานขาย)

    (b) A news announcer    (ผู้ประกาศข่าว)

    (c) Doctors    (แพทย์)

    (d) Parents    (พ่อแม่)  (การวิจัยตามที่กล่าวในบทความ  เกี่ยวกับการดูทีวีและผลกระทบต่อนิสัยการ

           ดื่มของวัยรุ่น  โดยกล่าวว่าวัยรุ่นมีแนวโน้มจะเริ่มต้นดื่มมากขึ้นเมื่อดูรายการทีวีบางรายการ 

           ดังนั้น  ผู้ที่จะกังวลที่สุด คือ พ่อแม่)

8. The word “devoted” in paragraph 3 can be best replaced by __________________________.

(คำว่า  “อุทิศ, อุทิศเวลา, มีใจจดจ่อ, หมกมุ่นในทาง, อุทิศตัว, ใส่ใจ”  สามารถแทนดีที่สุดโดย ______

______________)

    (a) regretted   (ริ-เกร้ท-ทิด)  (เสียใจ, สลดใจ, ความเสียใจ, ความสลดใจ) 

    (b) conjectured    (เดา, ทาย, คาดคะเน, การเดา, การทาย, การคาดคะเน)

    (c) safeguarded    (ปกป้อง, คุ้มครอง, เฝ้าระวัง)

    (d) dedicated    (อุทิศ, ใช้ไปในทาง, อุทิศตัว, ถวาย)

    (e) inferred    (สรุป, ลงความเห็น, อนุมาน, ส่อให้เห็น, ชี้ให้เห็นว่า, แนะนำ)

9. The Stanford University study appeared in a __________________________________.

(การศึกษาวิจัยของมหาวิทยาลัยสแตนฟอร์ดปรากฏอยู่ใน _________________________)

    (a) music magazine    (นิตยสารดนตรี)

    (b) sports digest    (หนังสือประมวลใจความสำคัญด้านกีฬา)

    (c) medical publication    (สิ่งตีพิมพ์ทางการแพทย์)  (ประโยคที่ ๒ ของพารากราฟ ๓ กล่าวว่า

          “การศึกษาดังกล่าว, ซึ่งได้รับการตีพิมพ์ในวันที่ ๒ พฤศจิกายน ในเวอร์ชัน (แบบ) ออนไลน์

          ของวารสาร “กุมารเวชศาสตร์” ได้คำนวณว่า .........................”)

    (d) college newsletter    (จดหมายข่าวของมหาวิทยาลัย)

10. Each TV program shows people drinking an average of ______________________ times.

(รายการทีวีแต่ละรายการแสดงให้เห็นว่าผู้คนดื่มของมึนเมาโดยเฉลี่ย ________________ ครั้ง)

      (a) 2  (สอง)  (ประโยคสุดท้ายของพารากราฟแรกกล่าวว่า  “นักวิจัยพบว่าเกือบจะครึ่งหนึ่งของราย

            การทีวี  เต็มไปด้วยสุรา (กล่าวคือ) แอลกอฮอล์ (เครื่องดื่มมึนเมา) ปรากฏอยู่ในรายการทีวี ๔๑

            เปอร์เซ็นต์ (ของรายการที่สำรวจทั้งหมด)  ซึ่งเฉลี่ยแล้ว (มีการดื่ม) มากกว่า ๕ ครั้งต่อเรื่อง

            (รายการ) (หมายถึง  ในแต่ละเรื่อง (รายการ) ที่มีการดื่มของมึนเมา)”  ซึ่งแสดงว่า  ในรายการ

            ทีวี ๑๐๐ รายการ  จะมี ๔๑ รายการที่มีการดื่มฯ  โดยใน ๔๑ รายการนี้  จะมีการดื่ม ๕ ครั้งต่อ

            รายการ,  ดังนั้น  จากทั้งหมด ๑๐๐ รายการ  จึงมีการดื่มจำนวน  =  ๔๑ X ๕  ๒๐๕ ครั้ง 

            เมื่อหารด้วย  ๑๐๐  =  ๒.๐๕,  คำตอบที่ใกล้เคียงที่สุด  คือ  “๒”  ในข้อ  “A”)

      (b) 5   

      (c) 6

      (d) 11

11. A _______________________________ is LEAST likely to encourage teenage drinking.

(____________________________ เป็นไปได้น้อยที่สุดที่จะกระตุ้นการดื่มสุราของวัยรุ่น)

      (a) music video    (มิวสิควิดีโอ)  (ประโยคสุดท้ายของพารากราฟ ๓ กล่าวว่า  “การศึกษาดังกล่าว, ซึ่งได้รับ

            การตีพิมพ์ในวันที่ ๒ พฤศจิกายน ในเวอร์ชันออนไลน์ของวารสาร “กุมารเวชศาสตร์,” ได้คำนวณว่าทุกชั่ว

            โมงที่เพิ่มขึ้นต่อวัน  ที่ถูกอุทิศให้กับ (การดู) มิวสิควิดีโอ  ทำให้นักเรียน (จำนวน) เกือบจะ ๑ ใน ๓ เป็น

            ไปได้ (มีแนวโน้ม) มากขึ้นที่จะสนใจและดื่มสุรา”)

      (b) TV series    (ภาพยนตร์ที่เป็นตอนๆ)

      (c) video movie    (ภาพยนตร์จากวิดีโอ)  (ประโยคแรกของพารากราฟสุดท้ายกล่าวว่า  “การดู

            ภาพยนตร์มากขึ้นจากเครื่องเล่นวิดีโอ, ในอีกแง่มุมหนึ่ง, มีความเชื่อมโยงกับ (สัมพันธ์กับ)

            การลดความเสี่ยงของการดื่ม ถึง ๑๑ เปอร์เซ็นต์)

      (d) prime time show    (รายการช่วงหัวค่ำซึ่งเป็นเวลาที่มีผู้ดูทีวีมากที่สุด) 

12. The word “tied” in the last paragraph refers to _______________________________.

(คำว่า  “โยง, ผูก, มัด, รัด, ต่อ, จำกัด, ทำคะแนนเท่ากัน, ผูกพันเป็นสามีภรรยากัน”  ในพารากราฟสุดท้าย  กล่าวถึง ____________________)

      (a) meditated    (ไตร่ตรอง, ใคร่ครวญ, ทำสมาธิ)

      (b) amplified    (ขยายใหญ่ขึ้น, ขยายความ)   

      (c) recuperated    (ฟื้นคืน, พักฟื้น, กลับมีสภาพหรือกำลังเหมือนเดิม, ทำให้ฟื้นคืน (สุขภาพ, กำลัง, แรง,

            ฐานะทางเศรษฐกิจ ฯลฯ), กู้, เอาคืน)

      (d) matriculated    (มะ-ทริ้ค-คิว-เลท-ทิด)  (สมัคร (ลงทะเบียน) เข้าเป็นนักศึกษา, สมัครเข้าเป็นสมาชิก)

      (e) connected    (สัมพันธ์กับ, เกี่ยวข้อง, เชื่อมกับ, เกี่ยวดอง)

 

(คำแปล)

การดูทีวีมีผลกระทบต่อนิสัยการดื่มของวัยรุ่นอย่างไร

 

            การศึกษา (study) ของมหาวิทยาลัยคอร์เนล  ซึ่งถูกตีพิมพ์ (published) ในเดือนตุลาคมใน “วารสารการศึกษาเรื่องแอลกอฮอล์เริ่มต้นดำเนินการ (set out) วัด (measure) ว่าการใช้ (ดื่ม) แอลกอฮอล์ (alcohol use) แพร่หลาย (pervasive) เพียงใด  ในโปรแกรมเครือข่าย (ทีวี) (network programming) ช่วงหัวค่ำซึ่งเป็นเวลาที่มีผู้ดูทีวีมากที่สุด (prime time) ซึ่งมีมูลค่าเป็นเวลา ๒ สัปดาห์ (two weeks' worth),  โดยนักวิจัยพบว่าเกือบจะครึ่งหนึ่งของรายการทีวี (almost half of the shows) เต็มไปด้วย (จมอยู่ใต้, ท่วมไปด้วย) (awash in) สุรา (liquor) (กล่าวคือ)  แอลกอฮอล์ (เครื่องดื่มมึนเมา) (alcohol) ปรากฏอยู่ใน (turned up on) รายการทีวี ๔๑ เปอร์เซ็นต์ (ของรายการที่สำรวจทั้งหมด)  ซึ่งเฉลี่ย (averaged) แล้ว (มีการดื่ม) มากกว่า ๕ ครั้งต่อเรื่อง (รายการ) (more than five drinks apiece) (หมายถึง  ในแต่ละเรื่อง (รายการ) ที่มีการดื่มของมึนเมา)

            นักวิจัยที่มหาวิทยาลัยสแตนฟอร์ดใช้วิธีการที่แตกต่างกันออกไป (took a different tack) ในการสำรวจ (exploring) บทบาทของสื่อ (medium’s role) ในการดื่มของเด็กวัยรุ่น (teenage drinking),  โดยพวกเขา (นักวิจัย) ซักถาม (สอบถามอย่างใกล้ชิด) (quizzed) เด็กนักเรียนเกรดเก้า (ninth-graders) ในโรงเรียนมัธยม (high schools)  ๖ แห่งในเมืองซานโฮเซ, รัฐแคลิฟอร์เนีย  เกี่ยวกับประวัติการดื่ม (drinking histories) ของนักเรียนเหล่านั้น,  และต่อจากนั้น (then) (นักวิจัย) ก็หวนกลับมา (returned) อีก ๑๘ เดือนต่อมา (18 months later) เพื่อจะถาม (ask) ไม่เพียงแต่เกี่ยวกับแอลกอ ฮอล์ (เครื่องดื่มมึนเมา) เท่านั้น  แต่ยัง (ถาม) เกี่ยวกับว่าเด็กวัยรุ่นพวกนั้น (teenagers) ดูทีวี, มิวสิควิดีโอ และภาพยนตร์ในวิดีโอเทป บ่อยเพียงใด (how often) ด้วยเช่นกัน

            ในบรรดานักเรียนจำนวน ๑,๕๓๓ คนผู้ซึ่งทำการสำรวจ (surveys) ทั้ง ๒ ครั้งเสร็จสิ้น (หมายถึง  ตอบคำถามของนักวิจัย)  ความเชื่อมโยงประการหนึ่ง (one link) มีความเด่นชัด (ชัดเจน) (stood out)  กล่าวคือ  (วัยรุ่น) ผู้ไม่ดื่มสุรา (non-drinkers) ผู้ซึ่งเพิ่มการดู (viewing) มิวสิควิดีโอของตน  มีความเป็นไปได้มากที่สุด (most likely) ว่าได้เริ่มต้นการดื่มสุราแล้ว (have started drinking)  ทั้งนี้  การศึกษาดังกล่าว, ซึ่งได้รับการตีพิมพ์ในวันที่ ๒ พฤศจิกายน ในเวอร์ชัน (แบบ) ออนไลน์ (online version) ของวารสาร “กุมารเวชศาสตร์ (Pediatrics),”  ได้คำนวณ (calculated) ว่าทุกชั่วโมงที่เพิ่มขึ้นต่อวัน (every additional hour per day)  ที่ถูกอุทิศให้กับ (devoted to) (การดู) มิวสิควิดีโอ  ทำให้นักเรียน (จำนวน) เกือบจะ ๑ ใน ๓ (almost a third) เป็นไปได้ (มีแนวโน้ม) (likely) มากขึ้น  ที่จะสนใจและดื่มสุรา (take up drinking)

            การดูภาพยนตร์มากขึ้น (Watching more movies) จากเครื่องเล่นวิดีโอ, ในอีกแง่มุมหนึ่ง (on the other hand), มีความเชื่อมโยงกับ (สัมพันธ์กับ) (linked to) การลด (decrease) ความเสี่ยงของการดื่ม (risk of drinking) ถึง ๑๑ เปอร์เซ็นต์,  (อย่างไรก็ตาม) โดยทั่วไปแล้ว (in general) การดูทีวี (Television viewing) ถูกโยงกับ (tied to) การเพิ่ม (increase) ความเสี่ยง (ของการดื่ม) สำหรับทุกชั่วโมงที่เพิ่มขึ้นต่อวัน (ของการดูทีวี) ถึง ๙ เปอร์เซ็นต์  

 

เรียน   ท่านผู้ติดตามอ่านเว็บไซต์  “everydayenglish.pwa.co.th                  

 

                ถ้าท่านมีคำแนะนำให้ปรับปรุงเว็บไซต์นี้ประการใด  กรุณาส่ง e-mail ไปที่  ดร. วัชรินทร์  ภูเขาทอง  อดีต  ผอ. สำนักวิทยาการ  การประปาส่วนภูมิภาค  ผู้จัดทำเว็บ-ไซต์นี้  ตาม  “Address”  (โปรดระบุหัวเรื่องด้วยว่า  “ปรับปรุงเว็บไซต์”)   เพื่อที่ผู้จัดทำฯ จะได้ปรับปรุงเนื้อหาได้ตรงตามความประสงค์ของผู้อ่านเว็บไซต์นี้ต่อไป

 

 

 

 

หมวดข้อสอบ READING (ตอนที่ 15)

การประปาส่วนภูมิภาค  “มุ่ง-มั่น-เพื่อปวงชน”

 

DirectionChoose the best alternative for the blank in each item.

(จงเลือกคำตอบที่ดีที่สุดเพื่อเติมลงในช่องว่างในแต่ละข้อ)

 

Strange Fall of Lizards

 

          In places without fences, the western fence lizard, Sceloporus occidentalis, lives in trees.  It turns out that the five-inch-long lizard also falls out of trees – a lot.  A few years ago William Schlesinger, an environmental chemist from Duke University, began studying the circulation of essential nutrients between soil and trees in an oak-studded valley near Carmel, California.  He and his two colleagues placed 200 large plastic flowerpots under 40 oak trees to collect falling leaves and twigs.  They soon found they were collecting lizards as well.

          The researchers decided to keep track of the lizard-fall by marking the reptiles and recording their size and sex.  In two and a half years, Schlesinger’s team recorded 198 fence lizards falls, some of which were the same lizard’s second plunge into a pot.  Extending their findings to the ground not covered by flowerpots, the researchers estimate that around 5,000 lizard falls take place every year on an acre of Carmel woodland.  That’s about 10 falls per lizard on average.  But some lizards are clumsier that others; one particularly oafish reptile managed to fall into a flowerpot 5 times in less than a month.  “I don’t think anyone knew they fell out of trees at anywhere near this number,” says Schlesinger.  “It certainly makes the natural history of the species more interesting.”

 

1. The passage is mainly about __________________________________________.

(บทความนี้ส่วนใหญ่เกี่ยวกับ _________________________________________)

    (a) the study of why lizards fall    (การศึกษาว่าทำไมจิ้งจกจึงหล่น)

    (b) the peculiar falling nature of the western fence lizard    (ลักษณะการร่วงหล่นที่แปลกของ

          จิ้งจก (เกาะตาม) รั้วของซีกโลกตะวันตก – ภาคตะวันตก)  (ดูในพารากราฟแรกที่กล่าวถึงนักวิ

          จัยทำการศึกษาการหมุนเวียนของสารอาหารระหว่างดินและต้นไม้  โดยวางกระถางต้นไม้ ๒๐๐

          ใบไว้ใต้ต้นโอ๊กเพื่อเก็บตัวอย่างใบไม้และกิ่งไม้ที่ร่วงลงมา  แต่เขากลับพบว่ามีจิ้งจกตกลงมา

          ในกระถางด้วย  ส่วนพารากราฟต่อมาก็พูดถึงการเก็บตัวอย่างจิ้งจกและผลการศึกษาการหล่น

          จากต้นไม้ของจิ้งจก  ดังนั้น  บทความนี้ส่วนใหญ่จึงเกี่ยวกับการหล่นจากต้นไม้ของจิ้งจก)

    (c) how to catch fence lizards using flowerpots    (วิธีจับจิ้งจกรั้วโดยการใช้กระถางดอกไม้)

    (d) how essential nutrients circulate between soil and trees    (สารอาหารที่จำเป็น  หมุนเวียนระหว่างดิน

         และต้นไม้อย่างไร)

2. The focus of Schlesinger’s original study was _______________________________.

(จุดความสนใจของการศึกษาดั้งเดิม (แรกเริ่ม) ของชเลซินเจอร์ คือ _________________)

    (a) zoology    (สัตววิทยา)

    (b) natural history    (ประวัติศาสตร์ธรรมชาติ)

    (c) environmental chemistry    (วิชาคมีด้านสิ่งแวดล้อม)  (ดูจากประโยคที่ ๓ ของพารากราฟแรก)

    (d) botany    (พฤกษศาสตร์)

3. The phrase “keep track of” in paragraph 2 means ___________________________.

(วลี  “ติดตาม, ตามรอย, สะกดรอย”  ในพารากราฟ ๒ หมายถึง ___________________)

    (a) prevent    (ป้องกัน, ขัดขวาง, ยับยั้ง)

    (b) find    (พบ, หา, เจอ, พบความลับ, ค้น, สืบค้น)

    (c) watch    (ดู, เฝ้าดู, มอง)

    (d) count    (นับ)  (ดูจากประโยคที่ ๒ ของพารากราฟ ๒ ที่กล่าวว่า  “ในเวลา ๒ ปีครึ่ง  ทีมงานของ

          ชเลซินเจอร์  บันทึกการหล่น (ตก) ของจิ้งจกรั้ว ได้ ๑๙๘ ครั้ง.............   ดังนั้น  วลีข้างบนจึงควร

          จะหมายถึง “นับ”)

    (e) relinquish    (สละ, ละทิ้ง)

4. The word “which” in the second paragraph refers to the ________________________.

(คำว่า  “which”  ในพารากราฟที่ ๒ อ้างถึง _________________________________)

    (a) flowerpots    (กระถางดอกไม้)

    (b) falls    (การหล่น)  (ดูจากประโยคที่ ๒ ของพารากราฟ ๒ ที่กล่าวว่า  “ในเวลา ๒ ปีครึ่ง  ทีมงาน

          ของชเลซินเจอร์  บันทึกการหล่น (ตก) ของจิ้งจกรั้ว ได้ ๑๙๘ ครั้ง  โดย (การหล่น) บางครั้งใน

          จำนวนนี้เป็นการหล่นครั้งที่ ๒ ลงไปในกระถาง  ของจิ้งจกตัวเดียวกัน)  (“Which”  แทนคำนาม

          ข้างหน้ามัน  คือ  “Fence lizard falls”)

    (c) markings    (การทำเครื่องหมาย)

    (d) reptiles    (สัตว์เลื้อยคลาน)

5. What was recorded on the lizards used in Schlesinger’s experiment?

(อะไรได้รับการบันทึกเกี่ยวกับจิ้งจกซึ่งถูกใช้ในการทดลองของชเลซินเจอร์)

    (a) color and size    (สีและขนาด)

    (b) weight and size    (น้ำหนักและขนาด)

    (c) number and species    (จำนวนและพันธุ์)

    (d) size and sex    (ขนาดและเพศ)  (ดูคำตอบจากประโยคแรกของพารากราฟ ๒)

6. In paragraph 2, “findings” refers to _______________________________.

(ในพารากราฟ ๒  คำว่า  “ผลของการค้นพบ, ผลของการค้นคว้า, สิ่งที่ค้นพบ, การค้นพบ, การค้นหา, การตรวจสอบ, คำวินิจฉัย, คำพิพากษา”  กล่าวถึง __________________)

    (a) trees    (ต้นไม้)

    (b) fences    (รั้ว)

    (c) lizards    (จิ้งจก)

    (d) results    (ผลลัพธ์)

    (e) arguments    (การอ้างเหตุผล, ขบวนการให้เหตุผล, การโต้เถียง, การโต้คารม, ข้อโต้เถียง, เรื่อง, ข้อสรุป,

         หลักฐาน)

7. How many times do most lizards fall in a year?

(จิ้งจกส่วนใหญ่หล่น (จากต้นไม้) กี่ครั้งใน ๑ ปี)

    (a) 5 times    (๕ ครั้ง)

    (b) 10 times    (๑๐ ครั้ง)  (ประโยคที่ ๔ ของพารากราฟ ๒ กล่าวว่า “นั่นคือการหล่นประมาณ ๑๐ ครั้ง

           ต่อจิ้งจก ๑ ตัวโดยเฉลี่ย”)  (ประโยคก่อนหน้านี้บอกว่า  “................การหล่น............เกิดขึ้นทุกปี

           บนพื้นที่ ๑ เอเคอร์..............”)

    (c) 198 times    (๑๙๘ ครั้ง)

    (d) 5,000 times    (๕,๐๐๐ ครั้ง)

8. The word “oafish” in the second paragraph could best be replaced by ______________.

(คำว่า  “ซุ่มซ่าม”  ในพารากราฟ ๒ สามารถแทนดีที่สุดโดย _____________________)

    (a) clumsy    (งุ่มง่าม, ซุ่มซ่าม, เซ่อซ่า)

    (b) hungry    (หิว)

    (c) sleepy    (ง่วงนอน, ง่วง, อยากหลับ, เฉื่อยชา, ขี้เกียจ, ไม่กระฉับกระเฉง, ทำให้หลับ)

    (d) old    (แก่, เก่า)   

    (e) edible    (กินได้)

9. According to the passage, it can be inferred that _______________________________.

(ตามที่บทความกล่าว  มันสามารถสรุปได้ว่า _________________________________)

    (a) the researchers were able to identify the lizards    (ผู้วิจัยสามารถระบุ (จำแนกแยกแยะ

          พันธุ์ของ) จิ้งจก)  (ประโยคแรกของพารากราฟแรกกล่าวว่า  “ในสถานที่ซึ่งปราศจากรั้ว

          จิ้งจก (ที่เกาะอยู่ตาม) รั้วในซีกโลกตะวันตก (ภาคตะวันตก) ที่มีชื่อทางชีววิทยาว่า “เซล

          โลพอรัส ออกซิเดนทอลลิส” อาศัยอยู่บนต้นไม้”  แสดงว่าผู้วิจัยสามารถระบุพันธุ์ของ

          จิ้งจกได้)

    (b) the flowerpots were originally put under the trees to catch lizards    (กระถางดอกไม้ถูกวางไว้ใต้

          ต้นไม้ตั้งแต่เริ่มแรก  เพื่อจับจิ้งจก)  (ประโยคที่ ๔ ของพารากราฟแรกกล่าวว่า  “ผู้วิจัยวางกระถาง ๒๐๐

          ใบไว้ใต้ต้นโอ๊ก ๔๐ ต้น  เพื่อเก็บรวบรวมใบไม้และกิ่งไม้ที่ร่วงลงมา”)

    (c) western fence lizards prefer to live in trees    (จิ้งจกรั้วภาคตะวันตกชอบอาศัยอยู่บนต้นไม้มากกว่า) 

          (ประโยคแรกของพารากราฟแรกกล่าวว่า  “ในสถานที่ซึ่งปราศจากรั้ว  จิ้งจก (ที่เกาะอยู่ตาม) รั้วในซีกโลก

          ตะวันตก (ภาคตะวันตก) ............ อาศัยอยู่บนต้นไม้”  แสดงว่าตามปกติแล้ว  จิ้งจกพันธุ์นี้อาศัยอยู่บนรั้ว)

    (d) about 200 lizards fell in two and a half years in Carmel    (จิ้งจกประมาณ ๒๐๐ ตัว  หล่นลงมาใน ๒

          ปีครึ่งในเมืองคาร์เมล)  (ประโยคที่ ๔ ของพารากราฟแรกกล่าวว่า  “ผู้วิจัยวางกระถาง ๒๐๐ ใบไว้ใต้ต้น

          โอ๊ก ๔๐ ต้น....................”)

10. The researcher’s remark in the last sentence of the second paragraph suggests that lizards fall out of trees ____________________.

(คำกล่าวของผู้วิจัยในประโยคสุดท้ายของพารากราฟ ๒ บอกเป็นนัยว่า จิ้งจกหล่นจากต้นไม้ ______

___________________)

      (a) only occasionally    (เป็นบางโอกาส-เป็นครั้งคราว  เท่านั้น)

      (b) surprisingly often    (บ่อยอย่างน่าประหลาดใจ)  (ในประโยคดังกล่าว  ผู้วิจัยกล่าวว่า  “ผมไม่

            คิดว่าจะมีใครรู้ว่าพวกมันหล่นจากต้นไม้ ณ ที่ใดๆ ใกล้เคียงกับจำนวนนี้” (หมายถึง  ผู้วิจัยเชื่อ

            ว่าจิ้งจกหล่นที่บริเวณทำการวิจัย มากกว่าที่คนทั่วไปคิด)  แสดงว่าจิ้งจกหล่นบ่อยอย่างน่าประ

             หลาดใจ)

      (c) rather seldom    (ค่อนข้างไม่บ่อย, ค่อนข้างนานๆ ครั้ง)

      (d) quite rarely    (น้อยครั้งมาก)

 

(คำแปล)

การหล่นที่แปลกของจิ้งจก

 

            ในสถานที่ซึ่งปราศจากรั้ว (fences)  จิ้งจก (ที่เกาะอยู่ตาม) รั้ว (fence lizard) ในซีกโลกตะวันตก (ภาคตะวันตก) ที่มีชื่อทางชีววิทยาว่า “เซลโลพอรัส ออคซิเดนทอลลิส” อาศัยอยู่บนต้นไม้,  โดยมันปรากฏ (turns out) ว่าจิ้งจกความยาว ๕ นิ้วเหล่านี้ตก (หล่น) จาก  (falls out of) ต้นไม้ด้วยเช่นกัน – มากเสียด้วย  ทั้งนี้  เมื่อ ๒ – ๓ ปีล่วงมาแล้ว  วิลเลียม ชเลซินเจอร์, นักเคมีสิ่งแวดล้อม, จากมหาวิทยาลัยดิวค์  ได้เริ่มต้นศึกษาการหมุนเวียน (circulation) ของสารอาหาร (nutrients) ที่จำเป็น (essential) ระหว่างดิน (soil) และต้นไม้ในหุบเขา (หว่างเขา) (valley) ที่มีต้นโอ๊กอยู่เกลื่อนกลาด (กระจัดกระจาย(oak-studded)  ใกล้กับเมืองคาร์เมล  รัฐแคลิฟอร์เนีย  โดยเขา (วิลเลียม) และเพื่อนร่วมงาน (colleagues) ของเขา ๒ คน  วาง (placed) กระถางดอกไม้ (flowerpots) พลาสติกขนาดใหญ่ ๒๐๐ ใบไว้ใต้ต้นโอ๊ก จำนวน ๔๐ ต้น  เพื่อที่จะเก็บรวบรวม (สะสม) (collect) ใบไม้ (leaves) และกิ่งไม้ (twigs) ที่ร่วงลงมา (falling)ในไม่ช้า (soon) พวกเขาได้พบ (found) ว่าตนเองกำลังเก็บรวบรวม (สะสม) จิ้งจกด้วยเช่นกัน (as well)

            นักวิจัย (ทั้ง ๓ คน) ตัดสินใจที่จะติดตาม (ตามรอย, สะกดรอย) (keep track of) การหล่น (ร่วง) ของจิ้งจก (lizard-fall)  โดยการทำเครื่องหมาย (marking) สัตว์เลื้อยคลาน (จิ้งจก) (reptiles)  และบันทึก (recording) ขนาด (size) และเพศ (sex) ของมัน,  ในเวลา ๒ ปีครึ่ง  ทีมงานของชเลซินเจอร์  บันทึกการหล่น (ตก) ของจิ้งจกรั้ว (fence lizard falls) ได้ ๑๙๘ ครั้ง  โดย (การหล่น) บางครั้งในจำนวนนี้  เป็นการหล่นครั้งที่ ๒ (second plunge) ลงไปในกระถาง  ของจิ้งจกตัวเดียวกัน,  และเมื่อขยาย (Extending) ผลของการค้นพบ (ผลของการค้นคว้า) (findings) ของตนลงสู่พื้นดิน (ground) ที่มิได้ถูกปกคลุม (covered) โดยกระถางต้นไม้ (ไม่มีกระถางวางอยู่)  นักวิจัยประมาณการ (ประเมิน) (estimate) ว่าการหล่นของจิ้งจก (lizard falls) ประมาณ ๕,๐๐๐ ครั้ง  เกิดขึ้น (take place) ทุกปีในพื้นที่ ๑ เอเคอร์ของพื้นที่ป่า (woodland) เมืองคาร์เมล,  นั่นคือการหล่นประมาณ ๑๐ ครั้ง (about 10 falls) ต่อจิ้งจก ๑ ตัว (per lizard) โดยเฉลี่ย (on average),  แต่จิ้งจกบางตัวงุ่มง่ามกว่า (ซุ่มซ่ามกว่า, เซ่อซ่ากว่า) (clumsier) ตัวอื่นๆ,  โดยสัตว์เลื้อยคลาน (จิ้งจก) (reptile) ที่ซุ่มซ่ามเป็นพิเศษ (particularly oafish) หนึ่งตัว  สามารถหล่น (managed to fall) ลงไปในกระถางดอกไม้ ๕ ครั้ง (5 times) ในเวลาไม่ถึงเดือน (in less than a month),  “ผมไม่คิดว่าจะมีใครรู้ว่าพวกมันหล่น (ตก) จากต้นไม้ ณ ที่ใดๆ (at anywhere)  ใกล้เคียงกับจำนวนนี้ (near this number)” (หมายถึง เชื่อว่าหล่นที่บริเวณที่ทำการวิจัย  มากกว่าที่อื่นๆ)  ชเลซินเจอร์กล่าว (และ) “แน่นอนเลย  มันทำให้ประวัติศาสตร์ธรรมชาติของสัตว์พันธุ์นี้ (the species) น่าสนใจมากขึ้น”

 

เรียน   ท่านผู้ติดตามอ่านเว็บไซต์  “everydayenglish.pwa.co.th                  

 

                ถ้าท่านมีคำแนะนำให้ปรับปรุงเว็บไซต์นี้ประการใด  กรุณาส่ง   e-mail ไปที่  ดร. วัชรินทร์  ภูเขาทอง  อดีต  ผอ. สำนักวิทยาการ  การประปาส่วนภูมิภาค  ผู้จัดทำเว็บ-ไซต์นี้  ตาม   “Address” wpookaotong@yahoo.com   (โปรดระบุหัวเรื่องด้วย ว่า  “ปรับปรุงเว็บไซต์”)   เพื่อที่ผู้จัดทำฯ จะได้ปรับปรุงเนื้อหาได้ตรงตามความประสงค์ของผู้อ่านเว็บไซต์นี้ต่อไป

 

 

 

 

 

หมวดข้อสอบ READING (ตอนที่ 14)

การประปาส่วนภูมิภาค  “มุ่ง-มั่น-เพื่อปวงชน”

 

DirectionChoose the best alternative for the blank in each item.

(จงเลือกคำตอบที่ดีที่สุดเพื่อเติมลงในช่องว่างในแต่ละข้อ)

 

Terracotta Warriors of Xian

 

         Just outside the archaeological dig that made this ancient city famous sit two old farmers who share at least three things: the name Yang, a not-too-recently shaved head, and the claim to have unearthed China’s greatest historical find of the century.

          It is a spectacular site – an army of terracotta warriors built to guard the tomb of Quin Shihuang, the emperor who unified China in 220 B.C.  In March 1974, an unusually bad drought prompted the local commune leader to send several farmers to dig a well in Lintong, just outside Xian.   According to Yang Zhifa, it was about noon on the third day of digging when he and one other farmer were six feet deep in a hole and he hit something hard.  Digging it out, Yang Zhifa saw a torso-shaped piece of terracotta, carved in the shape of a warrior’s tunic.

          As it turned out, the site of the well was only inches inside the original front entrance of an underground vault, which was eventually discovered to contain 6,000 life-size figures.  The exact spot is marked in today’s excavated vault and was pointed out to Clinton, as it is to every visitor.  No written record of the terracotta vault existed, so archaeologists were stunned as they uncovered its full length, several hundred yards long – and then found three smaller vaults behind it.

          The excavation continues and will probably take decades longer.

 

1. The purpose of this passage is to __________________________________.

(วัตถุประสงค์ของบทความนี้ คือ เพื่อ __________________________________)

    (a) tell the story of the two farmers    (เล่าเรื่องของชาวนา ๒ คน)

    (b) honor Emperor Quin Shihuang    (ให้เกียรติจักรพรรดิจิ๋นซีฮวง)

    (c) report the historical discovery at Xian    (รายงานการค้นพบทางประวัติศาสตร์ที่เมืองซีอาน)

    (d) celebrate the unification of China    (เฉลิมฉลองการรวมประเทศจีน)

2. According to the passage, the event which happened first was __________________.

(ตามที่บทความกล่าว  เหตุการณ์ซึ่งเกิดขึ้นก่อน คือ ____________________________)

    (a) the visit of President Clinton to Xian    (การไปเยือนของประธานาธิบดีคลินตันที่เมืองซีอาน)

    (b) the unearthing of China’s greatest historical site    (การขุดค้นแหล่งที่ตั้งทางประวัติศาสตร์ที่ยิ่งใหญ่

          ที่สุดของจีน)

    (c) the water shortage in Lintong area    (การขาดแคลนน้ำในพื้นที่หลินตง)  (เกิดขึ้นก่อนเหตุ

          การณ์ในอีก ๓ ข้อ  คือทำให้มีการขุดหาแหล่งน้ำ  และพบตุ๊กตานักรบ)

    (d) two old farmers sitting outside the Xian archaeological site    (ชาวนาชรา ๒ คนนั่งอยู่ภายนอก

          แหล่งที่ตั้งทางโบราณคดีของเมืองซีอาน)

3. It is NOT stated in Paragraph 1 that the two farmers __________________________.

(มันมิได้ถูกกล่าวไว้ในพารากราฟ ๑ ว่า  ชาวนา ๒ คน ___________________________)

    (a) were involved in the discovery    (เกี่ยวพันกับการค้นพบ – ตุ๊กตานักรบ) 

    (b) have the same hairstyle    (มีทรงผมเหมือนกัน) 

    (c) got a reward from the government    (ได้รางวัลจากรัฐบาล)

    (d) have the same family name    (มีแซ่เดียวกัน)  (คือ หยาง)

4. The army of 6,000 terracotta warriors was built about ___________________ years ago.

(กองทัพของนักรบเครื่องปั้นดินเผา ๖,๐๐๐ ตัว  ถูกสร้างประมาณ ______________ ปีมาแล้ว)

    (a) 25

    (b) 220

    (c) 1,800

    (d) 2,200    (๒,๒๐๐)  (ดูจากประโยคแรกของพารากราฟ ๒ ที่กล่าวว่า  “............ตุ๊กตานักรบถูกสร้าง

          เพื่อเฝ้าสุสานของจักรพรรดิจิ๋นซีฮวง  ผู้ซึ่งรวมชาติจีนเมื่อ ๒๒๐ ปีก่อนคริสต์ศักราช)

5. The Xian archaeological site was discovered ______________________________.

(แหล่งที่ตั้งทางโบราณคดีเมืองซีอานถูกค้นพบ _______________________________)

    (a) by accident while digging a well    (โดยบังเอิญขณะกำลังขุดบ่อน้ำ)  (ดูในพารากราฟ ๒)

    (b) under orders from the central government    (ภายใต้คำสั่งจากรัฐบาลกลาง)

    (c) while searching for the tomb of Emperor Quin Shihuang    (ในขณะกำลงค้นหาหลุมฝังศพของจักร

          พรรดิจิ๋นซีฮวง)

    (d) because Xian was a famous historical city    (เพราะว่าเมืองซีอานเป็นเมืองประวัติศาสตร์ที่มีชื่อเสียง)

6. The word “find” in the first paragraph means __________________________________.

(คำว่า “การค้นพบ, การค้นหา, สิ่งที่ถูกค้นพบ” ในพารากราฟแรก  หมายถึง _______________)

    (a) battlefield    (สนามรบ)

    (b) discovery    (การค้นพบ)

    (c) accident    (อุบัติเหตุ)

    (d) location    (ตำแหน่งที่ตั้ง, ตำแหน่ง, สถานที่, การกำหนดที่ตั้ง, การหาแหล่งที่ตั้ง)

    (e) testimony    (คำให้การ)

7. The word “prompted” in paragraph 2 can be best replaced by ___________________.

(คำว่า “กระตุ้น, สนับสนุน, ถือหาง, ให้กำลังใจ, บอกบท” ในพารากราฟ ๒ สามารถแทนดีที่สุดโดย _________________)

    (a) frightened    (ทำให้ตกใจ, ทำให้กลัว)

    (b) supported    (สนับสนุน, ส่งเสริม, ให้กำลังใจ)

    (c) helped    (ช่วยเหลือ, สงเคราะห์)

    (d) motivated    (กระตุ้น, ดลใจ)

    (e) disheartened    (ทำให้หมดกำลังใจ, ทำให้ท้อใจ)

8. What occurred in Lintong in March 1974?

(อะไรเกิดขึ้นในเขตหลินตงในเดือนมีนาคม ปี ๑๙๗๔)

    (a) war    (สงคราม)

    (b) famine    (ความอดอยากขาดแคลน, ภาวะข้าวยากหมากแพง, ทุพภิกขภัย, ความหิวจัด, ความอดตาย)

    (c) extremely severe drought    (ความแห้งแล้งรุนแรงอย่างมาก)  (ดูจากประโยคที่ ๒ ของ

          พารากราฟ ๒)

    (d) epidemic    (โรคระบาด, การแพร่หลาย)

    (e) deluge    (น้ำท่วม, อุทกภัย)

9. The word “vault” in the third paragraph refers to a _______________________.

(คำว่า  “ห้องใต้ดิน, อุโมงค์, ห้องใต้ถุน, ห้องนิรภัยสำหรับเก็บเงินหรือของมีค่า, ห้องหรือทางเดินใต้หลังคาโค้ง, หลังคาโค้ง”  ในพารากราฟที่ ๓ กล่าวถึง (อ้างถึง) _________________)

    (a) palace    (วัง)

    (b) room    (ห้อง)

    (c) floor    (พื้นห้อง)

    (d) box    (กล่อง, ลัง, หีบ)

    (e) water source    (แหล่งน้ำ)

10. The army of 6,000 terracotta warriors was built _______________________________.

(กองทัพของนักรบเครื่องปั้นดินเผา ๖,๐๐๐ ตัว  ถูกสร้างขึ้น __________________________)

      (a) to represent those who loyally served the Emperor    (เพื่อเป็นตัวแทนบุคคลผู้ซึ่งรับใช้จักรพรรดิ

            อย่างจงรักภักดี)

      (b) to protect the tomb of the Emperor    (เพื่อพิทักษ์ (ปกป้อง) สุสานของจักรพรรดิ

            (ดูคำตอบจากประโยคแรกของพารากราฟ ๒)

      (c) in memory of the soldiers who died in war    (เพื่อรำลึกถึงทหารผู้ซึ่งตายในสงคราม)

      (d) for the Emperor’s art collection    (สำหรับการเก็บสะสมศิลปะของจักรพรรดิ)

11. The word “tunic” in paragraph 2 means ______________________________.

(คำว่า  “เสื้อชั้นนอกของทหาร-ตำรวจ, เสื้อคลุมรัดเอวของสตรีชาวกรีกหรือโรมันโบราณ, เสื้อกีฬาที่เป็นเสื้อเชิ้ตของสตรี, ส่วนหุ้ม, เยื่อหุ้ม, ถุงหุ้ม”  ในพารากราฟ ๒ หมายถึง ________________)

      (a) spear    (หอก, หลาว, แหลน, ทวน, ฉมวก)

      (b) sword    (ดาบ)

      (c) a kind of coat worn by soldiers    (เสื้อนอก (เสื้อคลุม) ซึ่งสวมโดยทหาร)

      (d) dagger    (กริช, ดาบสั้นสองคม)

      (e) body armor    (เสื้อเกราะ)

12. The terracotta warriors were ______________________________________________.

(นักรบเครื่องปั้นดินเผาเป็น __________________________________________________)

      (a) the preserved bodies of soldiers    (ศพของทหารที่ถูกดอง (เก็บรักษา) ไว้)

      (b) all in pieces    (ชิ้นเล็กชิ้นน้อยทั้งหมด)

      (c) statues as tall as men    (รูปปั้นสูงเท่ากับคน)  (ดูจากประโยคแรกของพารากราฟ ๓ ที่กล่าว

            ว่า  “.....................ว่ามีรูปหล่อ (รูปสลัก) ขนาดเท่าตัวคน ๖,๐๐๐ ตัว”)

      (d) only broken heads    (เพียงศีรษะที่แตกหักเท่านั้น)

13. Which pair of words is most similar in meaning?

(คำคู่ใดที่เหมือนกันที่สุดในด้านความหมาย)

      (a) recently : probably    (เมื่อเร็วๆ นี้ : บางที, เป็นไปได้)

      (b) ancient : spectacular    (โบราณ : น่าตื่นเต้น, น่าประทับใจ)

      (c) existed : stunned    (ดำรงอยู่, มีอยู่ : ทำให้งงงวย, ทำให้ประหลาดใจ)

      (d) dig : excavation    (การขุดค้น : การขุด, การเจาะ)

14. It can be inferred from the passage that the site of 6,000 terracotta warriors has become a _________________.

(มันสามารถถูกอ้างจากบทความว่า  แหล่งที่ตั้งของนักรบเครื่องปั้นดินเผา ๖,๐๐๐ ตัว  ได้กลายเป็น _________________)

      (a) memorial opened by President Bill Clinton    (อนุสรณ์ (สิิ่่่่งเตือนความจำ) ซึ่งเปิดโดยประธานาธิบดี

            บิล คลินตัน)

      (b) tourist attraction    (แหล่งดึงดูดนักท่องเที่ยว)  (ดูคำตอบจากประโยคที่ ๒ ของพารากราฟ ๓

            ที่กล่าวว่า  “จุด (สถานที่) ที่แน่นอน (ของบ่อ) ถูกทำเครื่องหมายไว้ในห้องซึ่งถูกขุด และถูกชี้

            ให้เห็น (ดู) แก่บิล  คลินตัน (ตอนไปเยือนจีน)  เหมือนกับที่มันถูกชี้ให้เห็น (ดู) แก่ผู้ไปเยือนทุก

            คน (ด้วยเครื่องหมายที่ทำไว้))  (หมายถึง  มีป้ายชี้บอกให้นักท่องเที่ยวดูว่าบ่อที่ถูกขุดหาน้ำ

            อยู่ ณ จุดใด  ก่อนที่จะขุดไปพบตุ๊กตานักรบ)

      (c) national burial ground    (สถานที่ (พื้นดิน) สำหรับฝังศพแห่งชาติ)

      (d) monument where heads of state pay respect    (อนุสาวรีย์  ที่ซึ่งประมุขของรัฐแสดงความคารวะ)

15. The word “stunned” in paragraph 3 is closest in meaning to ____________________.

(คำว่า  “ทำให้งงงวย, ทำให้ประหลาดใจ, ทำให้สลบ, ทำให้หูอื้อ”  ในพารากราฟ ๓ ใกล้เคียงที่สุดในความหมายกับ (คำว่า) ____________________)

      (a) compelled    (บังคับ)    

      (b) offended    (ทำให้ขุ่นเคือง-ไม่พอใจ, กระทำผิด, ละเมิด, รุก, รุกราน)

      (c) exasperated    (ทำให้โกรธเคืองมาก, เพิ่มความรุนแรง)

      (d) stupefied    (ทำให้ประหลาดใจที่สุด, ทำให้ตะลึงงัน, ทำให้มึนงง, ทำให้ไม่มีความรู้สึก, ทำให้

            กึ่งสลบ)

      (e) disparaged    (ดูถูก, ดูหมิ่น, ใส่ร้าย, ทำให้เสื่อมเสีย-เสียหาย)

16. When was a torso-shaped piece of terracotta found?

(ชิ้นส่วนของดินเหนียวเผาไฟ (เครื่องปั้นดินเผา) ซึ่งมีรูปร่างลำตัวคน  ถูกพบเมื่อใด)

      (a) On the third day of farmers’ digging    (วันที่ ๓ ของการขุดของชาวนา)  (ดูคำตอบในประ

            โยคที่ ๓ ของพารากราฟ ๒,  และให้ข้อมูลละเอียดดีกว่าคำตอบในข้อ  “B”)

      (b) At noon    (ตอนเที่ยง)

      (c) In 220 B.C.    (ในปี ๒๒๐ ก่อนคริสต์ศักราช)

      (d) Outside Xian    (นอกเมืองซีอาน)  (เป็นสถานที่ที่พบ  มิใช่เวลาที่พบ)

17. The archaeological dig at Xian ___________________________________________.

(การขุดค้นทางโบราณคดีที่เมืองซีอาน ________________________________________)

      (a) has yet to start    (ยังมิได้เริ่มต้น)

      (b) has been completed    (เสร็จสิ้นแล้ว)

      (c) will be finished very soon    (จะเสร็จสิ้นในอนาคตอันใกล้มาก)

      (d) is still going on    (ยังคงดำเนินต่อไป)  (ดูคำตอบจากพารากราฟสุดท้ายซึ่งมีประโยคเดียว)

 

(คำแปล)

นักรบเครื่องปั้นดินเผาแห่งเมืองซีอาน

 

            ภายนอก (บริเวณ) การขุดค้น (dig) ทางโบราณคดี (archaeological) ซึ่งทำให้เมืองโบราณ (ancient city) แห่งนี้มีชื่อเสียงโด่งดัง (famous)  มีชาวนาชรา ๒ คนนั่งอยู่  ผู้ซึ่งมีอะไรร่วมกัน (share) อย่างน้อยที่สุด (at least) ๓ อย่าง คือ (๑) แซ่หยาง, (๒) ศีรษะที่มิได้โกนเร็วๆ นี้ (มีผมค่อนข้างยาว) และ (๓) มีการกล่าวอ้าง (claim) ว่า (ตนเอง) ได้เปิดเผย (ขุด, ขุดดิน) (unearthed) สิ่งที่ถูกค้นพบ (การค้นพบ, การค้นหา) (find) ทางประวัติศาสตร์ (historical) ที่ยิ่งใหญ่ที่สุดแห่งศตวรรษของจีน

            มันเป็นสถานที่ (แหล่งที่ตั้ง) (site) ที่น่าตื่นเต้น (น่าชม, น่าประทับใจ) (spectacular) - (ของ) กองทัพของนักรบ (ทหาร) (warriors) เครื่องปั้นดินเผา (ดินเหนียวเผาไฟ) (terracotta)  ซึ่งถูกสร้างขึ้นเพื่อเฝ้า (พิทักษ์, ปกป้อง, ป้องกันรักษา, คุ้มครอง) (guard) หลุมฝังศพ (สุสาน, ฮวงซุ้ย) (tomb) ของจิ๋นซีฮวง  จักรพรรดิ (emperor) ผู้ซึ่งรวมประเทศจีนให้เป็นปึกแผ่น (unified China) ในปี ๒๒๐ ก่อน คริสต์ศักราช,  โดยในเดือนมีนาคม ปี ๑๙๗๔  ความแห้งแล้ง (drought) ที่เลวร้ายอย่างผิดปกติ (unusually bad) กระตุ้น (prompted) ผู้นำคอมมูนท้องถิ่น (local commune leader) ให้ส่งชาวนาหลายคนไปขุด (dig) บ่อน้ำ (a well) ในเขตหลินตง  ซึ่งอยู่นอกเมืองซีอาน,  ทั้งนี้  ตามที่หยางซีฝา (หนึ่งในสองชาวนาข้างต้น) กล่าว (According to Yang Zhifa)  มันเป็นเวลาประมาณเที่ยงวัน (noon) ของวันที่ ๓ ของการขุด (digging) (บ่อน้ำ)  เมื่อตัวเขาและชาวนาอีกคนหนึ่ง (แซ่หยางเช่นกัน) อยู่ลึกลงไป ๖ ฟุตในหลุม (hole)  และเขา (ขุด) ไปโดน (hit) อะไรบางอย่างที่แข็ง (something hard)เมื่อขุดมันออกมา (Digging it out)  หยางซีฝาเห็นชิ้นส่วน  (piece) ของเครื่องปั้นดินเผา (ดินเหนียวเผาไฟ) (terracotta) ซึ่งมีรูปร่างลำตัวคน (torso-shaped) ที่ถูกแกะสลัก (carved) อยู่ในรูปของ (in the shape of) เสื้อชั้นนอก (เสื้อคลุม) (tunic) ของนักรบ

            ตามที่มันปรากฏ (turned out)  แหล่งที่ตั้ง (site) ของบ่ออยู่ห่างเพียงไม่กี่นิ้วภายในทางเข้า (ประตู) ด้านหน้า (front entrance) ดั้งเดิม (original) ของห้อง (vault) ใต้ดิน (underground) ห้องหนึ่ง  ซึ่งถูกค้นพบ (discovered) ในที่สุด (eventually) ว่ามี (บรรจุ) (contain) รูปสลัก (รูปหล่อ, รูปร่าง) (figures) ขนาดเท่าตัวคน (life-size) ๖,๐๐๐ ตัว,  โดยจุด (สถานที่) (spot) ที่แน่นอน (exact) (ของบ่อ) ถูกทำเครื่องหมาย (marked) ไว้ในห้องซึ่งถูกขุด (ขุดคุ้ย) (excavated)  และถูกชี้ให้เห็น (ดู) (pointed out) แก่บิล  คลินตัน (ตอนไปเยือนจีน)  เหมือนกับที่มันถูกชี้ให้เห็น (ดู) แก่ผู้ไปเยือน (visitor) ทุกคน (ด้วยเครื่องหมายที่ทำไว้)  ทั้งนี้  บันทึกเป็นลายลักษณ์อักษร (written record) ของห้องเครื่องปั้นดินเผา (terracotta vault) ไม่มีอยู่ (No……...........existed) (คือ ไม่มีบันทึก ฯ ของห้องนี้)  ดังนั้น  นักโบราณคดี (archaeologists) ประหลาดใจ (งงงวย) (were stunned)  เมื่อพวกเขาค้นพบ (เปิดเผย, เปิดโปง, เปิดออก) (uncovered) ความยาว (length) เต็มที่ของมัน (ห้องรูปปั้นนักรบ)  ซึ่งยาวหลายร้อยหลา  และต่อมาได้พบห้องที่เล็กกว่ากัน ๓ ห้อง  อยู่ข้างหลังห้องใหญ่

            การขุดค้น (excavation) ดำเนินต่อไป  และบางที (probably) อาจใช้เวลาหลายทศวรรษ (สิบปี) (decades) ต่อไปอีก

 

เรียน   ท่านผู้ติดตามอ่านเว็บไซต์  “everydayenglish.pwa.co.th                  

 

                ถ้าท่านมีคำแนะนำให้ปรับปรุงเว็บไซต์นี้ประการใด  กรุณาส่ง   e-mail ไปที่  ดร. วัชรินทร์  ภูเขาทอง  อดีต  ผอ. สำนักวิทยาการ  การประปาส่วนภูมิภาค  ผู้จัดทำเว็บ-ไซต์นี้  ตาม   “Address” wpookaotong@yahoo.com   (โปรดระบุหัวเรื่องด้วย ว่า  “ปรับปรุงเว็บไซต์”)   เพื่อที่ผู้จัดทำฯ จะได้ปรับปรุงเนื้อหาได้ตรงตามความประสงค์ของผู้อ่านเว็บไซต์นี้ต่อไป

 

 

 

 

 

หมวดข้อสอบ READING (ตอนที่ 13)

การประปาส่วนภูมิภาค  “มุ่ง-มั่น-เพื่อปวงชน”

 

DirectionChoose the best alternative for the blank in each item.

(จงเลือกคำตอบที่ดีที่สุดเพื่อเติมลงในช่องว่างในแต่ละข้อ)

 

They Die, You Die

 

          Half of the Earth’s species thrive in the warmth and wetness of tropical rainforests.  Just ten square kilometers of Amazonian jungle contain some 2,200 species of plants (numbers of lower plants like lichen and fungi are incalculable, as is their value:  Cyclosporin, a product of two kinds of fungi, has helped revolutionize transplant surgery in the last decade).

          Man is destroying the rainforests.  Forty hectares a minute.  An area the size of Austria every year.

          Every day the bulldozing and polluting continues, countless lives are ruined, animal, bird, reptile, insect, not to mention human.  Every day, in the midst of this carnage, five plants silently become extinct.

          Chance alone kept such plants alive long enough for them to help us.

          Who knows what weapons against cancer, heart disease, AIDS or afflictions yet to come were lost forever in today’s batch of five?

          Join the WWF (World Wide Fund for Nature) and help reverse this process of destruction.

          For almost 30 years WWF has lobbied governments and institutions, battling and educating in the name of conservation.  What was once a worry about a few spectacular creatures is now a fight for man’s survival.

          Our latest battle plan covers 132 projects aimed at saving the earth’s biological diversity, the intricate interdependence of ecosystems of which plants are the basis.

          We need a further US $80 million to fund these projects through the next five years.  (Already we are supporting 100 projects dedicated to conserving rainforests, 50 to conserving wetlands and 82 devoted to the management of national parks.)

          Join our fight.  Help save the plants and organisms which ease the pain and save the lives of humans.  Help with your money, your work, your voice.  Start by writing to the WWF National Organization in your country or the Membership Secretary, WWF International, CH-1196 Gland, Switzerland, right now.  It’s do or die.

 

1. What is the main purpose of the writer of this article?

(วัตถุประสงค์สำคัญของผู้เขียนบทความนี้คืออะไร)

    (a) To describe the characteristics of the tropical rainforests    (เพื่อพรรณนาลักษณะของป่าฝนในเขตร้อน)

    (b) To persuade us to contribute to the World Wide Fund for Nature    (เพื่อชักชวนเราให้

          ช่วยเหลือ (สนับสนุน) WWF) (ดูคำตอบในพารากราฟสุดท้าย  โดย WWF  เชิญชวนให้คนมา

          ร่วมต่อสู้เพื่อรักษาชีวิตของพืชพันธุ์  โดยการร่วมบริจาคเงิน  หรือทำงานให้ WWF  หรือเป็น

          ปากเป็นเสียงให้)

    (c) To analyze the dangers of deforestation    (เพื่อวิเคราะห์อันตรายของการโค่นป่า)

    (d) To inform people of the benefit of forest products    (เพื่อแจ้งให้ผู้คนทราบถึงประโยชน์ของผลิต

          ภัณฑ์จากป่า)

2. The word “incalculable” in the first paragraph can be replaced by ____________________.

(คำว่า “ไม่สามารถคำนวณได้, เหลือคณานับ, นับไม่ไหว, ที่คาดการณ์ไม่ได้” ในพารากราฟแรก  สามารถแทนด้วย _________________)

    (a) affluent    (มั่งคั่ง, ร่ำรวย)

    (b) ambiguous    (กำกวม, คลุมเครือ, มีความหมายหลายอย่าง, เข้าใจยาก)

    (c) innumerable    (มากมาย, เหลือคณานับ)

    (d) superficial    (ผิวเผิน, ตื้นๆ, ไม่ลึกซึ้ง, ใกล้ผิวหน้า)   

    (e) scarce    (แทบจะไม่, ไม่ใคร่จะ)

3. How much is the area of rainforests devastated by man each year?

(พื้นที่ของป่าฝนซึ่งถูกทำลายโดยมนุษย์ในแต่ละปีมีเท่าใด)

    (a) Forty hectares    (๔๐ เฮคเตอร์)

    (b) An area the size of Amazonian jungle    (พื้นที่มีขนาดเท่ากับป่าอเมซอน)

    (c) An area the size of Austria    (พื้นที่มีขนาดเท่ากับประเทศออสเตรีย)  (ดูคำตอบใน

          พารากราฟ ๒)

    (d) About ten square kilometers    (ประมาณ ๑๐ ตารางกิโลเมตร)

4. What does “carnage” in paragraph 3 mean?

(คำว่า “ฆาตกรรมหมู่, การฆ่าหมู่, ซากศพเป็นหมู่” ในพารากราฟ ๓ หมายถึง ______________)

    (a) Transportation    (การขนส่ง, การนำส่ง, การลำเลียง, การขนย้าย, วิธีการขนส่ง, พาหนะขนส่ง)

    (b) Destruction    (การทำลาย, ภาวะที่ถูกทำลาย, สาเหตุของการทำลาย, วิธีการทำลาย)

    (c) Conservation    (การอนุรักษ์)

    (d) Limitation    (การจำกัด, ข้อจำกัด)

5. Which paragraph discuss the value of plants in the rainforests?

(พารากราฟใดอภิปรายคุณค่าของพืชพันธุ์ต่างๆ ในป่าฝน)

    (a) Paragraphs 3 and 4    (พารากราฟที่ ๓ และ ๔)

    (b) Paragraphs 3 and 5    (พารากราฟที่ ๓ และ ๕)

    (c) Paragraphs 1 and 2    (พารากราฟที่ ๑ และ ๒)

    (d) Paragraphs 1 and 5    (พารากราฟที่ ๑ และ ๕)  (ดูประโยคที่ ๒ ของพารากราฟแรก  และประ

          โยคเดียวของพารากราฟ ๕)

6. What does the word “weapons” in paragraph 5 refer to?

(คำว่า “อาวุธ” ในพารากราฟ ๕ อ้างถึง (กล่าวถึง) _______________________)

    (a) Humans    (มนุษย์)

    (b) Projects    (โครงการ)

    (c) Medicines    (ยารักษาโรค)

    (d) Institutions    (สถาบัน)

7. The word “reverse” in the sixth paragraph is closest in meaning to ___________________.

(คำว่า “เพิกถอน, ล้มเลิก, กลับ, กลับกัน, พลิกกลับ, หันกลับ, กลับหัวกลับหาง, ถอยหลัง, เปลี่ยนไปในทิศตรงกันข้าม, กลับคำพิพากษา” ในพารากราฟที่ ๖ ใกล้เคียงที่สุดในความหมายกับ (คำว่า) ___________________)

    (a) denounce     (ประณาม)

    (b) renew    (ต่ออายุ, เริ่มใหม่, ทำใหม่, เปลี่ยนใหม่, ซ่อมแซม, เสริม, เติม, ฟื้นฟู, สร้างใหม่)

    (c) accomplish    (ทำสำเร็จ, ประสบความสำเร็จ, บรรลุผล)

    (d) abolish    (ยกเลิก, เลิกล้ม, ลบล้าง, ทำลาย)

    (e) ignore    (เพิกเฉย, ละเลย, ไม่เอาใจใส่, มองข้าม)

8. What is the message of the sentence “What was once a worry about a few spectacular creatures is now a fight for man’s survival”?

(อะไรคือข่าวสารที่ต้องการจะฝากไปถึงผู้อื่น ของประโยค  “สิ่งที่ครั้งหนึ่งเป็นความกังวลเกี่ยวกับสัตว์ที่น่าประทับใจ (น่าตื่นเต้น) เพียงไม่กี่ชนิด  ปัจจุบันเป็นการต่อสู้เพื่อความอยู่รอดของมนุษย์”)

    (a) We should fight to the death for rare wild animals.    (เราควรสู้ตายเพื่อสัตว์ป่าหายาก)

    (b) Rainforest destruction directly affects humans.    (การทำลายป่าฝนมีผลกระทบโดยตรงกับ

          มนุษย์)  (ดูในคำแปลของพารากราฟ ๗)

    (c) Men should not be afraid of fighting against nature.    (มนุษย์ไม่ควรกลัวการต่อสู้กับธรรมชาติ)

    (d) The problem has changed from humans to animals.    (ปัญหาได้เปลี่ยนจากมนุษย์ไปสู่สัตว์)

9. The word “spectacular” in paragraph 7 can be best replaced by ___________________.

(คำว่า “น่าประทับใจ, น่าตื่นเต้น, เกี่ยวกับภาพที่น่าตื่นเต้น, เกี่ยวกับการแสดงต่อหน้าสาธารณชน” ในพารากราฟ ๗  สามารถแทนดีที่สุดโดย __________________)

    (a) curious    (อยากรู้อยากเห็น)

    (b) approximate    (ประมาณ, ใกล้เคียง)

    (c) marvelous    (น่าพิศวง, เหลือเชื่อ, ไม่น่าเป็นไปได้, น่าประหลาดใจ, ดีเลิศ, ดีเด่น, ยิ่งใหญ่) 

         (ความหมายใกล้เคียงกันมากที่สุด)

    (d) massive    (ปริมาณมาก, ใหญ่โต, เป็นกองใหญ่, เป็นก้อนใหญ่และหนัก)

    (e) vulgar    (วั้ล-เกอะ)  (หยาบ, หยาบคาย, ต่ำช้า, ไพร่, สามหาว, สามานย์, พื้นๆ, ธรรมดาสามัญ)

10. Which of these would NOT help the WWF?

(ข้อใดต่อไปนี้ไม่ได้ช่วยองค์การ WWF)

      (a) Spreading the facts about the dangers of destroying nature    (การแพร่กระจายข้อเท็จจริงต่างๆ

            เกี่ยวกับอันตรายของการทำลายธรรมชาติ)  (พารากราฟสุดท้าย WWF ขอให้ช่วยงานหรือเป็นปาก

            เสียงเกี่ยวกับการอนุรักษ์สิ่งแวดล้อม-ธรรมชาติ)

      (b) Writing to newspaper editors suggesting ways to conserve forestlands    (เขียนจดหมายไปยัง

            บรรณาธิการหนังสือพิมพ์  แนะนำวิธีต่างๆ ที่จะอนุรักษ์พื้นที่ป่า)  (ดูคำอธิบายในข้อ “A”)

      (c) Applying for membership of WWF International    (สมัครเป็นสมาชิกขององค์กร WWF ระหว่าง

            ประเทศ)  (พารากราฟสุดท้าย WWF เชิญชวนให้เขียนจดหมายสมัครเป็นสมาชิก)

      (d) Collecting leaves and flowers as souvenirs or as a hobby    (การเก็บใบไม้และดอกไม้

            เป็นของที่ระลึก หรือเป็นงานอดิเรก)

11. The word “ease” in the last paragraph means ________________________.

(คำว่า “บรรเทา, ลดหย่อน, ผ่อน, ปล่อย, พักผ่อน, ทำให้สบาย, ทำให้จิตสงบ, ทำให้ไร้กังวล, ทำให้สะดวก, เคลื่อนอย่างแคล่วคล่อง”  ในพารากราฟสุดท้าย  หมายถึง ____________________)

      (a) request     (ร้องขอ, เรียกร้อง, อ้อนวอน, ขอ, ถามหา)

      (b) stroll    (เดินทอดน่อง, เดินเล่น, เดินเตร่, ร่อนเร่, พเนจร)

      (c) alleviate    (บรรเทา, ทำให้น้อยลง)

      (d) disprove    (พิสูจน์หักล้าง, พิสูจน์แย้ง, พิสูจน์ว่าไม่จริง)

      (e) accompany    (ไปเป็นเพื่อน, มากับ, ไปกับ, ติดตาม, (เพลง) ประกอบ, คลอเสียง, เล่นดนตรีคลอเสียง)

 

(คำแปล)

พวกมันตาย, คุณก็ตาย

 

            ครึ่งหนึ่งของพันธุ์พืชต่างๆ (species) ของโลกเจริญเติบโต (งอกงาม, เฟื่องฟู) (thrive) ในความอบอุ่น (warmth) และความเปียกชื้น (wetness) ของป่าฝนในเขตร้อน (tropical rainforests),  โดยเพียง ๑๐ ตารางกิโลเมตรของป่าอเมซอน (Amazonian jungle) (ในทวีปอเมริกาใต้) มี (contain) พันธุ์ของพืชต่างๆ (species of plants) ประมาณ (some) ๒,๒๐๐ ชนิด {จำนวนของพืชชั้นต่ำกว่า (lower plants) เช่น พืชผสมระหว่างเชื้อราและสาหร่าย (lichen) และเชื้อรา (fungi) มีจำนวนมากมาย (ไม่สามารถคำนวณได้, เหลือคณานับ, นับไม่ไหว) (incalculable)  เช่นเดียวกับคุณค่า (value) ของมัน  เช่น “ไซโคลสโพริน” ซึ่งเป็นผลิตภัณฑ์ของเชื้อรา ๒ ชนิด  ได้ช่วยปฏิวัติ (helped revolutionize) การผ่าตัด (ศัลยกรรม) (surgery) การปลูกถ่ายอวัยวะ (transplant) ในทศวรรษ (decade) ที่ผ่านมา}

            มนุษย์กำลังทำลายป่าฝน (rainforests) (ป่าทึบมีต้นไม้สูง  พบในเขตร้อนที่มีฝนชุก) (ในอัตรา) ๔๐ เฮคเตอร์ ต่อนาที (๑ เฮคเตอร์  =  ๒.๔๗ เอเคอร์, ๑ เอเคอร์  ๒.๕ ไร่)  คิดเป็นพื้นที่ขนาดเท่าประเทศออสเตรีย ทุกๆ ปี (หมายถึง  ในแต่ละปี  พื้นที่ป่าฝนขนาดเท่าประเทศออสเตรียจะถูกทำลายไปโดยมนุษย์)

            ทุกๆ วัน  การใช้รถแทรกเตอร์ไถพื้นที่ให้เรียบ (การปรับระดับพื้นที่ด้วยรถแทรกเตอร์) (bulldozing) และการทำให้เกิดมลภาวะ (polluting) ดำเนินต่อไป (continues)  โดยที่ชีวิตนับไม่ถ้วน (เหลือคณานับ) (countless lives) ถูกทำให้ย่อยยับ (ทำให้พินาศ) (ruined) (มีทั้ง) สัตว์, นก, สัตว์เลื้อยคลาน (reptile), แมลง (insect)มิต้องกล่าวถึงมนุษย์ (not to mention human) (ซึ่งถูกทำลายเช่นกัน),  ทุกๆ วัน  ในท่างกลาง (in the midst of) การฆาตกรรมหมู่ (carnage) นี้  พืช ๕ ชนิดสูญพันธุ์  (extinct) ไปอย่างเงียบๆ (silently)

            โชค (ความบังเอิญ, โอกาส) (Chance) อย่างเดียว (โดยลำพัง) (alone) ที่ได้ทำให้พืชพวกนั้น (ที่ตายไปหรือกำลังจะตาย) มีชีวิตอยู่ (kept such plants alive) ยาวนานเพียงพอสำหรับพวกมันที่จะช่วยเหลือเรา (คือ เอามาใช้ประโยชน์ เช่น บริโภค, ทำยาสมุนไพร ฯลฯ)

            ใครจะรู้ว่าอาวุธ (weapons) อะไรที่ใช้ต่อต้าน (against) มะเร็ง (cancer), โรคหัวใจ, โรคเอดส์ หรือความทุกข์ทรมาน (ความเจ็บปวด) (afflictions) ที่ยังมิได้เกิดขึ้น (yet to come) ได้ถูกทำให้สูญเสียไปตลอดกาล (were lost forever) ในพืชจำนวน ๕ ชนิด (batch of five) (ที่จะถูกทำลายไปจนสูญพันธุ์ในแต่ละวัน) ในปัจจุบัน (คือ  ไม่มีใครรู้ได้ว่า  มีพืชอะไรบ้างที่ใช้แก้โรคต่างๆ  ได้ถูกทำลายจนสูญพันธุ์ จำนวน ๕ ชนิดในแต่ละวันในปัจจุบัน)

            (ขอเชิญ) มาร่วมกับ (Join) WWF (กองทุน (Fund) ทั่วโลกเพื่อธรรมชาติ)  และช่วยเพิกถอน (ล้มเลิก, เปลี่ยนไปในทิศตรงกันข้าม) (reverse) กระบวนการการทำลาย (ป่า) (process of destruction) นี้

            เป็นเวลาเกือบ ๓๐ ปี  WWF  ได้ล็อบบี้ (lobbied) รัฐบาลและสถาบันของประเทศต่างๆ  ซึ่งทำสงคราม (battling) และให้การศึกษา (educating) ในชื่อของ (in the name of) การอนุรักษ์ (conservation),  โดยสิ่งที่ครั้งหนึ่งเป็น (What was once) ความกังวล (a worry) เกี่ยวกับสัตว์ (creatures) ที่น่าประทับใจ (น่าตื่นเต้น(spectacular) เพียงไม่กี่ชนิด (a few)  ปัจจุบันเป็นการต่อสู้เพื่อความอยู่รอดของมนุษย์ (man’s survival)

            แผนการสู้รบล่าสุด (latest) ของเราครอบคลุม (covers) ๑๓๒ โครงการ  โดยมีเป้าหมายที่จะ (aimed at) รักษา (กอบกู้) (saving) ความหลากหลายทางชีววิทยา (biological diversity) ของโลก  ซึ่งเป็นการพึ่งพาอาศัยระหว่างกัน (interdependence) ที่สลับซับซ้อน (intricate) ของระบบนิเวศน์ (ความสัมพันธ์ระหว่างสิ่งมีชีวิตและสิ่งแวดล้อม) (ecosystems)  ซึ่งมีพืชต่างๆ เป็นพื้นฐาน (basis)

            เราต้องการเงินเพิ่มเติม (further) อีก ๘๐ ล้านดอลลาร์สหรัฐเพื่อสนับสนุนด้านการเงิน (fund) แก่โครงการเหล่านี้ตลอด (through) เวลา ๕ ปีข้างหน้า (ขณะนี้เรากำลังให้การสนับสนุนอยู่แล้ว ๑๐๐ โครงการ  ซึ่งอุทิศ (dedicated) ให้กับการอนุรักษ์ป่าฝน, ๕๐ โครงการ (อุทิศให้) กับการอนุรักษ์พื้นที่ชื้นแฉะ (ห้วย, หนอง, คลอง, บึง) (wetlands) และ ๘๒ โครงการอุทิศ (devoted) ให้กับการบริหารจัดการอุทยานแห่งชาติ (national parks)

            มาร่วมกับการต่อสู้ของเรา  มาช่วยรักษาชีวิตพืชพันธุ์และสิ่งมีชีวิต (organisms) ต่างๆ ซึ่งบรรเทา (ease) ความเจ็บปวด (pain) และรักษาชีวิตมนุษย์,  มาช่วยด้วยเงินของคุณ,  งานของคุณ (หรือ) เสียงของคุณ (เกี่ยวกับการอนุรักษ์สิ่งแวดล้อม-ธรรมชาติ),  เริ่มต้นโดยการเขียนจดหมาย (writing) ไปที่ “องค์กรแห่งชาติ WWF” ในประเทศของคุณ  หรือที่ “เลขานุการสมาชิกภาพ (Membership),”  องค์กร WWF ระหว่างประเทศ  เลขที่  ซีเอช-๑๑๙๖ แกลนด์, สวิสเซอร์แลนด์  ในตอนนี้เลย (right now),  มันเป็นเรื่องที่ต้องทำหรือไม่ก็ตาย (It’s do or die)

 

เรียน   ท่านผู้ติดตามอ่านเว็บไซต์  “everydayenglish.pwa.co.th                  

 

                ถ้าท่านมีคำแนะนำให้ปรับปรุงเว็บไซต์นี้ประการใด  กรุณาส่ง   e-mail ไปที่  ดร. วัชรินทร์  ภูเขาทอง  อดีต  ผอ. สำนักวิทยาการ  การประปาส่วนภูมิภาค  ผู้จัดทำเว็บ-ไซต์นี้  ตาม   “Address” wpookaotong@yahoo.com   (โปรดระบุหัวเรื่องด้วย ว่า  “ปรับปรุงเว็บไซต์”)   เพื่อที่ผู้จัดทำฯ จะได้ปรับปรุงเนื้อหาได้ตรงตามความประสงค์ของผู้อ่านเว็บไซต์นี้ต่อไป

 

 

หมวดข้อสอบ READING (ตอนที่ 12)

การประปาส่วนภูมิภาค  “มุ่ง-มั่น-เพื่อปวงชน”

 

DirectionChoose the best alternative for the blank in each item.

(จงเลือกคำตอบที่ดีที่สุดเพื่อเติมลงในช่องว่างในแต่ละข้อ)

 

          In the next few decades each generation of teachers and professors will be passed over and left behind.  Good teachers will undergo complete retraining at least three times in their careers.  That is, if they still have a career.  People will have relatively brief jobs as educators as they move from industry to academy to community and on to other interests.

          Educational technology and new forms of industrial organization will open up home education and self-education in ways never dreamt of.  The last decade of learning by computer will seem like a kindergarten compared with the capabilities of the future “edtech”.

          Holographic forms, remote real time access to interactive and intelligent computers, immediate feedback on performance – these are the future.

          Educationists will become facilitators, coordinators, adjuncts to artificial intelligence which will undertake all the mundane and routine educational tasks.  The educationists will concentrate on shaping human potential, not just keeping discipline among students.

          The classroom of the late 20th century was already a dinosaur and it will become a fossil in the history database of the next few decades.

          Like the dinosaur, education will evolve.  Just as the dinosaurs are widely believed to have changed into birds, so the lumbering giants which occupy a third of the state’s budget will learn to fly and leave their skeletons – school buildings and university campuses – far behind.

 

1. The most appropriate title for the passage is ___________________________.

(ชื่อเรื่องที่เหมาะสมที่สุดสำหรับบทความนี้ คือ ____________________________)

    (a) Teachers as Dinosaurs    (ครูในฐานะไดโนเสาร์)

    (b) Self-Education at Home    (การศึกษาด้วยตนเองที่บ้าน)

    (c) Education in the Future    (การศึกษาในอนาคต)  (ส่วนใหญ่ของบทความกล่าวถึงการศึกษา

          ในอนาคต)

    (d) Capabilities of Future Computers    (ความสามารถของคอมพิวเตอร์ในอนาคต)

2. In the next few decades, ______________ and new forms of industrial organization will make it possible for people to learn by themselves at home.

(ในอีก ๒ – ๓ ทศวรรษข้างหน้า, _____________ และรูปแบบใหม่ขององค์กรทางด้านอุตสาหกรรม  จะทำให้มันเป็นไปได้สำหรับผู้คนที่จะเรียนรู้ด้วยตนเองที่บ้าน)

    (a) academy    (สถาบันการศึกษา)

    (b) community    (ชุมชน)

    (c) future “edtech”    (เทคโนโลยีทางการศึกษา” ในอนาคต)  (ดูคำตอบจากพารากราฟที่ )

    (d) complete retraining    (การฝึกอบรมซ้ำอย่างสมบูรณ์)

3. According to the article, which of the following is NOT part of the education of tomorrow?

(ตามที่บทความกล่าว,  สิ่งใดต่อไปนี้มิใช่เป็นส่วนหนึ่งของการศึกษาในอนาคต)

    (a) Holographic forms    (รูปแบบของการผลิตภาพ ๓ มิติ)  (ดูในพารากราฟ ๓)

    (b) Immediate feedback on performance    (ปฏิกิริยาตอบสนองในทันทีทันใดกับผลงานที่ทำ)  (ดูในพา

          รากราฟ ๓)

    (c) Remote real time access to interactive computers    (การเข้าถึงตามเวลาจริง (ทันต่อเวลา) สู่คอม

          พิวเตอร์ที่สามารถโต้ตอบกับผู้ใช้งานได้)  (ดูในพารากราฟ ๓)

    (d) School buildings and university campuses    (อาคารเรียนของโรงเรียนและบริเวณในมหา

          วิทยาลัย)  (เพราะคนสามารถศึกษาเองได้ที่บ้าน)

4. In paragraph 4, the phrase “artificial intelligence” probably refers to _______________.

(ในพารากราฟ  วลี “ปัญญาประดิษฐ์” เป็นไปได้ว่าอ้างถึง (กล่าวถึง) _______________)

    (a) well-trained educationists    (ผู้เชี่ยวชาญเกี่ยวกับทฤษฎีและวิธีการของการศึกษาที่ได้รับการฝึกฝน

          มาอย่างดี)

    (b) good coordinators    (ผู้ประสานงานที่ดี)

    (c) advanced computers    (คอมพิวเตอร์ที่ทันสมัย)  (ดูจากพารากราฟ ๔)

    (d) capable facilitators    (ผู้อำนวยความสะดวกที่มีความสามารถ)

5. The main role of educationists in the next few decades will be ___________________.

(บทบาทสำคัญของนักการศึกษาใน ๒ – ๓ ทศวรรษหน้าจะเป็น ____________________)

    (a) to keep discipline among students    (การรักษาระเบียบวินัยกับนักเรียน)

    (b) to do all the mundane educational tasks    (การทำงานทั้งหลายทางการศึกษาที่เป็นเรื่องปกติ-ธรรมดา

          อย่างมาก)

    (c) to manage the state budget for schools and universities    (การบริหารจัดการงบประมาณของรัฐสำ

          หรับโรงเรียนและมหาวิทยาลัย)

    (d) to focus on the formation of human potential    (การมุ่งเน้นการสร้างศักยภาพของมนุษย์

         (ดูคำตอบจากประโยคสุดท้ายของพารากราฟ ๔)

6. In the writer’s opinion, our present-day classroom is already ____________________.

(ในความเห็นของผู้เขียน  ชั้นเรียนในสมัยปัจจุบันของเรา _____________________ แล้ว)

    (a) historic    (มีความสำคัญในประวัติศาสตร์, ที่มีชื่อในประวัติศาสตร์)

    (b) effective    (มีประสิทธิผล)

    (c) up-to-date    (ทันสมัย, ทันเหตุการณ์)

    (d) old-fashioned    (ล้าสมัย)  (ดูคำตอบในพารากราฟ ๕ ที่กล่าวว่า  “ชั้นเรียนของปลายศตวรรษที่

         ๒๐ เป็นไดโนเสาร์แล้ว และจะกลายเป็นฟอสซิลในฐานข้อมูลประวัติศาสตร์ของ ๒ – ๓ ทศวรรษ

         หน้า”  สำหรับปัจจุบันเป็นต้นศตวรรษที่ ๒๑ แล้ว จึงต้องถือว่าชั้นเรียนสมัยปัจจุบันยิ่งล้าสมัยมาก

         ขึ้นไปอีก)

7. In the last paragraph, “evolve” means _______________________________________.

(ในพารากราฟสุดท้าย  คำว่า “วิวัฒนาการ, ค่อยเป็นค่อยไป, ค่อยๆ ปรากฏขึ้น, เจริญ” หมายถึง ___________________)

    (a) remain permanently    (คงอยู่อย่างถาวร)

    (b) develop gradually    (ค่อยๆ ปรากฏขึ้น, พัฒนาไปอย่างช้าๆ)

    (c) progress awkwardly    (ก้าวหน้าไปอย่างงุ่มง่าม หรือเชื่องช้า)

    (d) change suddenly    (เปลี่ยนแปลงในทันทีทันใด)

8. The writer compares the educational systems of the next few decades to ________________.

(ผู้เขียนเปรียบเทียบระบบการศึกษาของ ๒ – ๓ ทศวรรษหน้า เป็น _______________________)

    (a) birds    (นก)  (ดูคำตอบจากพารากราฟสุดท้ายที่กล่าวว่า  “เหมือนกับไดโนเสาร์  การศึกษาจะ

          วิวัฒนาการไป,  เหมือนกับที่ไดโนเสาร์ถูกเชื่ออย่างแพร่หลายว่าเปลี่ยนไปเป็นนก  ดังนั้น  ยักษ์

          ที่เดินอุ้ยอ้าย (หมายถึงระบบการศึกษาในสหรัฐฯ) ซึ่งใช้งบประมาณของรัฐถึง ๑ ใน ๓ จะเรียน

          รู้วิธีบิน  และละทิ้งโครงกระดูกของพวกมัน คือ อาคารโรงเรียนและบริเวณในมหาวิทยาลัย 

          ไว้เบื้องหลังอย่างไกลลิบ)

    (b) dinosaurs    (ไดโนเสาร์)

    (c) skeletons    (โครงกระดูก)

    (d) lumbering giants    (ยักษ์ที่เคลื่อนที่อย่างอุ้ยอ้ายหรืองุ่มง่าม)

9. The writer implies that in the next few decades _________________________________.

(ผู้เขียนบอกเป็นนัยว่า  ใน ๒ – ๓ ทศวรรษหน้า ________________________________)

    (a) education will be like a dinosaur    (การศึกษาจะเหมือนกับไดโนเสาร์)  (หมายถึง การศึกษาใน

           ห้องเรียน)

    (b) there will probably be no career teachers    (อาจเป็นได้ว่าจะไม่มีครูอาชีพ)  (ดูคำตอบจาก

          พารากราฟแรก  ที่กล่าวว่า  “..............นั่นคือ  ถ้าครูยังคงมีอาชีพอยู่, (และ) ผู้คนจะมีงานที่ค่อน

          ข้างช่วงสั้นในฐานะนักการศึกษา  เมื่อพวกเขาย้ายจากอุตสาหกรรมไปสู่สถาบันการศึกษา, ไป

          สู่ชุมชน  และย้ายต่อไปสู่ความสนใจอื่นๆ)

    (c) it will be three times easier for teachers to find jobs    (มันจะง่ายกว่าเป็น ๓ เท่า สำหรับครูที่จะหา

          งานทำ)  (บทความมิได้บอก)

    (d) teachers will still play a leading role in the learning process    (ครูจะยังคงมีบทบาทนำในกระบวน

          การเรียนรู้)  (ประโยคที่ ๑ ของพารากราฟ ๔ กล่าวว่า  “(ใน ๒ – ๓ ทศวรรษหน้า) นักการศึกษา (ครู) จะ

          กลายเป็น (เพียง) ผู้อำนวยความสะดวก, ผู้ประสานงาน ซึ่งเป็นตัวประกอบ (ผู้ช่วย) ของปัญญาประดิษฐ์

          (คอมพิวเตอร์, หุ่นยนต์))  ผู้ซึ่งจะทำงานด้านการศึกษาที่ปกติธรรมดาและเป็นงานรูทีน”  ซึ่งสามารถสรุป

          ได้ว่า  ครูจะไม่มีบทบาทนำในกระบวนการเรียนรู้ในอนาคต)

10. The word “lumbering” in the last paragraph can be best replaced by _________________.

(คำว่า “เคลื่อนที่อย่างอุ้ยอ้ายหรืองุ่มง่าม, ขยับอย่างอุ้ยอ้าย” ในพารากราฟสุดท้าย  สามารถแทนได้ดีที่สุดโดย _________________)

      (a) boring    (น่าเบื่อหน่าย)

      (b) decisive    (เด็ดขาด, แน่วแน่, สามารถตัดสินใจอย่างรวดเร็ว)

      (c) awkward    (งุ่มง่าม, เชื่องช้า, เก้งก้าง, เคอะเขิน, อึดอัดใจ, ไม่รู้จะทำอย่างไรดี, ยากที่จะจัด

            การได้, ไม่สะดวก, ไม่เหมาะ)

      (d) brittle    (เปราะ, หักง่าย, แตกง่าย, งอไม่ได้)

      (e) exhausted    (หมดกำลัง, อ่อนเพลีย, ใช้หมดไป, ถูกดูดออกหมด)

 

(คำแปล)

            ใน ๒ – ๓ ทศวรรษหน้า  แต่ละรุ่น (generation) ของครูและศาสตราจารย์ (professors) (ในมหาวิทยาลัย) จะผ่านพ้นไป (passed over) และถูกทิ้งไว้ข้างหลัง (left behind)  ครูที่ดีจะได้รับ (undergo) การฝึกอบรมซ้ำ (retraining) อย่างสมบูรณ์อย่างน้อยที่สุด (at least) ๓ ครั้งในอาชีพ (careers) ของตน  นั่นก็คือว่า  ถ้าพวกเขายังคงมีอาชีพ (ครู) อยู่,  ทั้งนี้  ผู้คนจะมีงานค่อนข้างช่วงสั้น (relatively brief jobs) ในฐานะนักการศึกษา (educators)  เมื่อพวกเขาย้าย (move) จากอุตสาหกรรมสู่สถาบันการศึกษา (academy) สู่ชุมชน และ (ย้าย) ต่อไปสู่ความสนใจ (interests) อื่นๆ อีก

            เทคโนโลยีทางการศึกษาและรูปแบบใหม่ๆ ขององค์กร (หน่วยงาน) ด้านอุตสาหกรรมจะเปิด (open up) การศึกษาที่บ้าน (home education) และการศึกษาด้วยตนเอง (self-education) ในแบบที่ไม่เคยได้รับการนึกฝันถึง (dreamt of),  ทศวรรษ (decade) ที่ผ่านมาของการเรียนรู้โดยคอมพิว เตอร์จะดูเหมือนคล้ายกับ (seem like) โรงเรียนอนุบาล (kindergarten)  เมื่อเปรียบเทียบกับความสามารถ (capabilities) ของ “เทคโนโลยีทางการศึกษา (edtech)” ในอนาคต

            รูปแบบต่างๆ เกี่ยวกับกระบวนการหรือเทคนิคการผลิตภาพ ๓ มิติ (Holographic forms),  การเข้าถึงตามเวลาจริง (ทันเหตุการณ์) ในที่ห่างไกล (remote real time access) (สู่) คอมพิวเตอร์ทันสมัย (intelligent) และสามารถโต้ตอบกับผู้ใช้ได้ (interactive),  การตอบกลับ (ตอบสนอง) ในทันทีทันใด (immediate feedback) ต่อการทำงาน (performance) --- เหล่านี้คืออนาคต

            นักการศึกษา (ครู) (Educationists) จะกลายเป็น (เพียง) คนอำนวยความสะดวก (facilitators), คนประสานงาน (coordinators), ซึ่งเป็นผู้ช่วย (สิ่งเสริม, ส่วนประกอบ) (adjuncts) ของปัญญาประดิษฐ์ (คอมพิวเตอร์, หุ่นยนต์) (artificial intelligence)  ซึ่งจะรับทำ (undertake) งาน (tasks) ทั้ง หมดที่เป็นสิ่งปกติธรรมดา  (mundane) และกิจวัตร (งานรูทีน) (routine),  โดยนักการศึกษาจะมุ่งเน้น (concentrate) การหล่อหลอม (shaping) ศักยภาพของมนุษย์ (human potential),  มิใช่เพียงแต่การรักษาระเบียบวินัย (keeping discipline) ของนักเรียน

            ชั้นเรียนของปลาย (late) ศตวรรษที่ ๒๐ (๑๙๐๐- ๑๙๙๙) ได้เป็นไดโนเสาร์ไปแล้ว  และจะกลายเป็นฟอสซิล (fossil) ในฐานข้อมูลประวัติศาสตร์ (history database) ของ ๒ – ๓ ทศวรรษข้างหน้า

            เหมือนกับ (Like) ไดโนเสาร์  การศึกษาจะวิวัฒนาการ (ค่อยเป็นค่อยไป) (evolve)เหมือนกับที่ (Just as) ไดโนเสาร์ถูกเชื่ออย่างแพร่หลาย (widely) ว่าได้เปลี่ยนไปเป็นนก  ดังนั้น  ยักษ์ (giants) ซึ่งเคลื่อนที่อย่างอุ้ยอ้ายหรืองุ่มง่าม (lumbering) (หมายถึงระบบการศึกษาในสหรัฐฯ) ซึ่งครอบครอง (occupy) ๑ ใน ๓ (a third) ของงบประมาณของรัฐ (state’s budget)  จะเรียนรู้วิธีบิน (learn to fly) และละทิ้ง (leave) โครงกระดูก (skeletons) ของตน - คือ  อาคารของโรงเรียน (school buildings) และบริเวณของมหาวิทยาลัย (university campuses) – ไว้เบื้องหลังไกลลิบลับ (far behind) (หมายถึง  ในอนาคต  ผู้คนจะศึกษาด้วยตนเองอยู่ที่บ้าน  ทำให้ครู, โรงเรียน และมหาวิทยาลัย  ต้องลดบทบาทของตนลงไป

 

เรียน   ท่านผู้ติดตามอ่านเว็บไซต์  “everydayenglish.pwa.co.th                  

 

                ถ้าท่านมีคำแนะนำให้ปรับปรุงเว็บไซต์นี้ประการใด  กรุณาส่ง   e-mail ไปที่  ดร. วัชรินทร์  ภูเขาทอง  อดีต  ผอ. สำนักวิทยาการ  การประปาส่วนภูมิภาค  ผู้จัดทำเว็บ-ไซต์นี้  ตาม   “Address” wpookaotong@yahoo.com   (โปรดระบุหัวเรื่องด้วย ว่า  “ปรับปรุงเว็บไซต์”)   เพื่อที่ผู้จัดทำฯ จะได้ปรับปรุงเนื้อหาได้ตรงตามความประสงค์ของผู้อ่านเว็บไซต์นี้ต่อไป

 

Pages

Subscribe to RSS - หมวดข้อสอบ READING