หมวดข้อสอบ READING

หมวดข้อสอบ READING (ตอนที่ 60)

การประปาส่วนภูมิภาค  “มุ่ง-มั่น-เพื่อปวงชน”

 

DirectionRead the following passage and choose the best answer for each question.

(จงอ่านบทความต่อไปนี้  และเลือกคำตอบที่ดีที่สุดสำหรับแต่ละคำถาม)

 

Looking for Your First Job

 

          If you are just leaving school or college and are looking for your first job, you must make sure that any previous work experience does not go unnoticed.  Mention any part-time jobs you have had together with work experience placements or special projects you undertook.  Mention any responsibilities that you were given in these jobs (or at school) which show transferable skills that can be built upon in other jobs; for example, you may have taken the role of social secretary or fundraiser for charity projects at school, etc.  These show aptitudes for other posts; many of the skills you have learned through these activities may be transferable.  You may be used to booking meetings, working out budgets, etc.  These can all be useful to your potential employer.  You don’t need to mention very short-term jobs which are not relevant to your chosen career. 

          Mentioning work experience is useful as you can then convince an employer that you are aware of the demands of working, which are rather different to being in full-time education.  The interviewer will want to be sure that you will turn up on time and can work throughout the working day.  If you have not yet worked and are indignantly thinking that you spent far longer than the average working day writing your thesis, etc.,  remember that in those circumstances you could plan your own time.  If you want to start work at lunch-time and continue until midnight, nobody would stop you.  In full-time work, you will need to fit in with the timescales of the organization.

          You may be competing with other individuals who do have full-time work experience (although they may not have your qualifications) so think of the advantages there are to the company of taking you on instead, and mention these without being rude to the others.

          How you will fit in will be judged on your academic and home life as the prospective employer has nothing else to go on.  Some interviewers still ask questions regarding your parents’ occupations to get an idea of your background.

 

1. The main purpose of this article is to ___________________________________________.

(วัตถุประสงค์สำคัญของบทความนี้  คือ การ _____________________________________)

    (a) give advice to those applying for a job    (ให้คำแนะนำกับบุคคลผู้ซึ่งสมัครงาน

          (บทความนี้ให้คำแนะนำแก่ผู้ซึ่งเพิ่งจบการศึกษา  หรือกำลังหางานทำเป็นครั้งแรก  ว่าควร

          เล่าให้ผู้สัมภาษณ์ฟังเกี่ยวกับประสบการณ์ทำงานของตน  โดยเล่าถึงความรับผิดชอบ 

          ไม่ว่าจะเป็นในงานพาร์ต์ไทม์หรือโครงการพิเศษที่ตนทำ  ซึ่งอาจจะเป็นงานในโรงเรียน

          ก็ได้  เพื่อทำให้นายจ้างมีความมั่นใจในตัวผู้สมัครว่าเคยมีประสบการณ์ทำงานมาก่อน 

          และรู้ว่าการทำงานคืออะไร  นอกจากนี้  บทความยังเสนอแนะให้ผู้สมัครงานกล่าวถึงประ

          โยชน์ที่บริษัทจะได้รับถ้าเลือกผู้สมัครเข้าทำงาน  ดังนั้น  บทความนี้จึงมีวัตถุประสงค์หลัก 

          คือ  ให้คำแนะนำแก่ผู้สมัครงาน)

    (b) explain the qualifications of job applicants    (อธิบายคุณสมบัติของผู้สมัครงาน)

    (c) discuss job application procedures    (อภิปรายถึงกระบวนการในการสมัครงาน)

    (d) remind employers of the importance of work experience    (เตือนนายจ้างให้นึกถึงความสำคัญ

          ของประสบการณ์ทำงาน)

2. In the first paragraph, “undertook” refers to _____________________________________.

(ในพารากราฟแรก,  “รับทำ, เข้าทำ, รับผิดชอบ, รับหน้าที่, ดำเนินการ, อาสา, รับรอง, ประกัน”  หมายถึง ________________)

    (a) conjectured    (เดา, ทาย, คาดคะเน, อนุมาน)  (เมื่อเป็นคำนาม  หมายถึง “การเดา, การทาย,

          การคาดคะเน, การอนุมาน”)

    (b) implored    (อ้อนวอน, วิงวอน, ขอร้อง, เรียกร้อง)

    (c) complied   (ทำตาม, ปฏิบัติตาม, ยอมตาม)

    (d) invented    (ประดิษฐ์, สร้างสรรค์, คิดค้นเอง, เสกสรร, กุเรื่อง)

    (e) modified    (เปลี่ยนแปลงแก้ไข)

    (f) verified    (พิสูจน์ความจริง, ตรวจสอบความจริง, ยืนยันความจริง, ค้นหาความจริง)

    (g) took on    (รับทำ, ยอมรับ)

    (h) earned    (หาได้, หามาได้, ได้รับ, มีรายได้, ได้กำไร)

3. The word “transferable” in paragraph 1 means ________________________________.

(คำว่า  “สามารถถ่ายทอดได้, สามารถโยกย้ายได้, สามารถเคลื่อนย้ายได้, สามารถโอนได้, สามารถเปลี่ยนได้”  ในพารากราฟ ๑  หมายถึง _________________)

    (a) flamboyant    (แฟลม-บ๊อย-เอิ้นท)  (หรูหรา, สวยหรู, มีสีสัน, โอ่อ่า, ขี้โอ่) 

    (b) incorrigible    (อิน-ค้อ-ริ-จิ-บึ้ล)  (ที่แก้ไขไม่ได้, ไม่เปลี่ยนแปลงได้ง่าย, ที่แก้ไม่ไหว, ที่ติดแน่น)

    (c) repentant    (สำนึกผิดหรือบาป, เสียใจในความผิดที่ได้กระทำไป)

    (d) compulsory    (แบบบังคับ, ซึ่งเป็นการบังคับ, ซึ่งจำเป็นต้องทำ)

    (e) rebellious    (ริ-เบ๊ล-เยิส)  (เป็นกบฏ, ซึ่งก่อการกบฏหรือจลาจล, ขัดขืน, ไม่เชื่อฟัง, พยศ, ทรยศ) 

    (f) complicated    (ซับซ้อน, ยุ่งยาก, ยุ่งเหยิง, ยากที่จะเข้าใจหรืออธิบาย)

    (g) sociable    (ชอบสมาคม, ชอบวิสาสะ, ชอบอยู่เป็นหมู่, มีมิตรไมตรีจิต)

    (h) transmittable    (สามารถถ่ายทอดได้, สามารถส่งต่อได้, สามารถส่งผ่านได้, สามารถแพร่

          เชื้อได้, สามารถกระจายได้, สามารถโอนสิทธิหรือหน้าที่ได้)

4. “charity” in paragraph 1 may be replaced by _____________________________________.

(“การกุศล, การทำทาน, ความใจบุญ, ความมีใจเอื้อเฟื้อเผื่อแผ่, เงินทำทาน, งานสงเคราะห์, มูลนิธิหรือสถาบันสงเคราะห์”  ในพารากราฟ ๑  อาจแทนโดย _______________)

    (a) livelihood    (การดำรงชีวิต)

    (b) emotion    (อารมณ์, ความรู้สึกโกรธ เกลียด รัก ดีใจ เสียใจ, ความสะเทือนใจ)

    (c) perk    (สิ่งพิเศษ, สวัสดิการพิเศษ)   

    (d) trauma    (ทร้อ-ม่ะ)  (ความชอกช้ำทางจิตใจ, การบาดเจ็บ, แผลบาดเจ็บ, ภาวะที่ได้รับบาดเจ็บ)

    (e) forgiveness     (การให้อภัย, การยกโทษให้)

    (f) a kind and sympathetic attitude shown towards other people by being tolerant,

          helpful, or generous to them    (ทัศนคติที่กรุณาและเห็นอกเห็นใจที่ (ถูก) แสดงแก่

          ผู้อื่น  โดยการอดทนอดกลั้น, ช่วยเหลือ หรือเอื้อเฟื้อเผื่อแผ่ต่อคนเหล่านั้น)

    (g) fault    (ฟอลท)  (ข้อบกพร่อง, ความผิดพลาด, ความคลาดเคลื่อน, ชั้นหินที่หักหรือเคลื่อนลง,

          การเสิร์ฟลูกออกหรือติดเนต)

    (h) deficiency    (ดิ-ฟิช-เชิน-ซี่)  (ความขาดแคลน, ภาวะที่ขาดแคลน, ความไม่เพียงพอ, ความ

          ไม่สมบูรณ์)

5. What does “aptitudes” in paragraph 1 mean?

(คำว่า  “ความสามารถ, สมรรถภาพ, ความถนัด”  ในพารากราฟ ๑  หมายถึงอะไร)

    (a) attitudes    (ทัศนคติ)

    (b) reputations    (ชื่อเสียง, กิตติศัพท์, ความโด่งดัง, ความมีหน้ามีตา)

    (c) implementations    (การลงมือทำ, การลงมือปฏิบัติ, การทำให้สำเร็จหรือเกิดผล)

    (d) embezzlements    (การยักยอก, การฉ้อฉล)

    (e) capabilities    (ความสามารถ, ประสิทธิภาพ, สมรรถภาพ, สมรรถนะ, ปริมาณบรรจุ)

    (f) espionages    (การจารกรรม)

    (g) commencements    (การเริ่ม, การเริ่มต้น)

    (h) initiations    (การริเริ่ม, การเริ่มนำ, การนำเข้า, การนำไปให้รู้จัก)

6. According to the article, it is true that ___________________________________________.

(ตามที่บทความกล่าว,  มันเป็นความจริง – ถูกต้อง - ที่ว่า _____________________________)

    (a) job applicants should refer to all their previous jobs    (ผู้สมัครงานควรกล่าวถึงงานในอดีต

          ทั้งหมดของพวกเขา)  (ไม่ถูกต้อง  เนื่องจากประโยคสุดท้ายของพารากราฟแรกกล่าวว่า  “คุณ

          ไม่จำเป็นต้องเอ่ยถึงงานระยะสั้นมากๆ  ที่ไม่สัมพันธ์กัน (ไม่ตรงประเด็น) กับอาชีพที่คุณเลือก”)

    (b) employers do not take applicants’ social activities into consideration    (นายจ้างมิได้พิ

          จารณาถึงกิจกรรมทางสังคมของผู้สมัคร)  (ไม่เป็นความจริง  เนื่องจากประโยคที่ ๓ และ ๔

          ของพารากราฟแรกกล่าวว่า  “จงกล่าวถึงความรับผิดชอบใดๆ ที่คุณได้รับมอบหมายในงานเหล่า

          นี้ (หรือที่โรงเรียน)  ซึ่งแสดงทักษะที่สามารถถ่ายทอดได้  ซึ่งสามารถนำไปต่อยอดในงานอื่นๆ 

          เช่น  คุณอาจจะรับบทบาทของเลขานุการด้านสังคมหรือผู้จัดหาทุนสำหรับโครงการการกุศลที่

          โรงเรียน เป็นต้น  สิ่งเหล่านี้แสดงให้เห็นถึงความสามารถ (สมรรถภาพ) สำหรับตำแหน่งอื่นๆ 

          (กล่าวคือ) ทักษะหลายอย่างซึ่งคุณได้เรียนรู้ผ่านกิจกรรมเหล่านี้  อาจจะสามารถถ่ายทอดได้

          (ไปสู่งานอื่นที่คุณกำลังจะทำหรือสมัครเข้าทำ)”)

    (c) full-time workers have to follow the work schedule of the company    (คนงาน

          ที่ทำงานเต็มเวลา  จำเป็นต้องทำตามตารางเวลาทำงานของบริษัท)  (ถูกต้องแล้ว

          ดูคำตอบจากประโยคสุดท้ายของพารากราฟ ๒ ที่กล่าวว่า  “ในงานแบบทำเต็มเวลา

          คุณจำเป็นจะต้องปรับให้สอดคล้องกับตา รางเวลาขององค์กร”)

    (d) employers will transfer part-time workers to a full-time position if available    (นายจ้าง

          จะโอนย้ายคนงานพาร์ตไทม์ไปสู่ตำแหน่งงานเต็มเวลา  ถ้าสามารถหาคนงานเหล่านั้นได้) 

          (ไม่เป็นความจริง  เนื่องจากบทความมิได้กล่าวถึงเรื่องนี้)

7. The word “relevant” in paragraph 1 may be replaced by ___________________________.

(คำว่า  “สัมพันธ์กัน, ตรงประเด็น, เข้าเรื่องกัน”  ในพารากราฟ ๑  อาจแทนโดย ______________)

    (a) superb    (ดีเยี่ยม, ยอดเยี่ยม, ดีเลิศ, ใหญ่ยิ่ง, โอ่อ่า, สง่างาม)

    (b) veteran    (มีประสบการณ์, เคยงาน, ผ่านศึกมาแล้ว)

    (c) nocturnal    (ออกหากินในเวลากลางคืน, เปิดในเวลากลางคืน, เกี่ยวกับกลางคืน)

    (d) fragile    (เปราะบาง, แตกหักได้ง่าย, (สภาพแวดล้อม) เสียหายหรือทำลายได้ง่าย)

    (e) practical    (ใช้ได้, ได้ผล, เหมาะสม, มีประโยชน์, ตามความเป็นจริง, เกี่ยวกับการปฏิบัติ,

         เน้นในทางปฏิบัติ)

    (f) wholesome    (ส่งเสริมสุขภาพ, เป็นประโยชน์ต่อสุขภาพ)

    (g) conspicuous    (เด่นชัด, ชัดแจ้ง, เตะตา, เป็นที่สนใจ)

    (h) pertinent    (เกี่ยวข้อง, เข้าเรื่อง, ตรงประเด็น, ตรงกับปัญหา)

8. In the second paragraph, “convince” means _____________________________________.

(ในพารากราฟ ๒,  “ทำให้เชื่อมั่น, ทำให้มั่นใจ, ทำให้รู้ว่ากระทำผิด”  หมายถึง ________________)

    (a) amuse    (ทำให้ขบขันหรือสนุกสนาน)

    (b) confront    (เผชิญหน้ากับ, พบกับ)

    (c) intimidate    (ข่มขวัญ, ข่มขู่, ทำให้หวั่นกลัว)

    (d) kindle    (กระตุ้น, ปลุก, เร้าอารมณ์, จุดไฟ, ก่อไฟ, ทำให้ลุกเป็นไฟ, เริ่มลุกไหม้)

    (e) hamper    (ขัดขวาง, ทำให้ชะงัก, หยุดยั้ง, สอดแทรก)

    (f) devise    (ประดิษฐ์, ออกแบบ, คิด, วางแผน, คาดคะเน)

    (g) formulate    (คิดวิธีหรือระบบ, คิดสูตร, กำหนดสูตร, คิดตำรับยา)

    (h) assure    (ทำให้มั่นใจ, ทำให้แน่นอน, รับรอง, ประกัน, ยืนยัน, ให้กำลังใจ)

9. The word “indignantly” in paragraph 2 is closest in meaning to _______________________.

(คำว่า  “อย่างโกรธเคือง, อย่างมีโทสะ”  ในพารากราฟ ๒  ใกล้เคียงที่สุดในความหมายกับ ________)

    (a) precariously    (พรี-แค้-เรียส-ลิ่)  (อย่างล่อแหลม, อย่างอันตราย, ไม่ปลอดภัย, เสี่ยง, อย่างไม่แน่

          นอน, อย่างไม่มั่นคง, ไม่เพียงพอ, ไม่แน่ชัด)

    (b) incomprehensibly    (อย่างไม่สามารถจะเข้าใจได้, อย่างเข้าใจยาก, อย่างไม่มีขอบเขต)

    (c) ambidextrously    (แอม-บิ-เด๊คซ-ทรัส-ลิ่)  (อย่างถนัดทั้ง ๒ มือ, อย่างคล่องแคล่ว, อย่างชำนาญมาก,

          ตี ๒ หน้า, หลอกลวง)

    (d) prematurely    (พรี-มะ-ทั่วร์-ลิ่)  (ก่อนถึงเวลาอันควร, ยังไม่ถึงเวลาอันควร, ก่อนถึงเวลากำหนด,

          ยังไม่ครบ, ยังไม่เจริญเติบโตเต็มที่)

    (e) furiously    (อย่างเต็มไปด้วยความโกรธ, อย่างมีอารมณ์รุนแรง, อย่างรุนแรงมาก, อย่างบ้า

          ระห่ำ, อย่างอลหม่าน)

    (f) preciously    (เพร้ช-เชิส)  (อย่างมีค่า)

    (g) banally    (บะ-แน่ล-ลิ่)  (อย่างซ้ำๆซากๆ, อย่างน่าเบื่อหน่าย, อย่างไม่น่าสนใจ, เก่าแก่, ไร้ความสดชื่น)

    (h) affably    (อย่างเป็นมิตร, อย่างมีอัธยาศัยดี, อย่างคบง่าย)

10. The word “advantages” in paragraph 3 could best be replaced by ____________________.

(คำว่า  “ผลประโยชน์, ข้อได้เปรียบ, จุดดี, จุดเด่น, คุณ, โอกาส”  ในพารากราฟ ๓  สามารถแทนดีที่สุดโดย _______________)

      (a) events    (เหตุการณ์, เหตุการณ์สำคัญ, กรณี, การแข่งขัน, ผลที่ตามมา, ผลที่เกิดขึ้น)

      (b) shortcomings    (จุดอ่อน, ข้อด้อย, ข้อบกพร่อง, ความล้มเหลว, ปมด้อย)

      (c) devotions    (ดิ-โว้-เชิ่น)  (การอุทิศตน, ความรัก, การบูชา)

      (d) restorations    (การปฏิสังขรณ์, การบูรณะ, การซ่อมแซม, การทำให้กลับคืนสู่สภาพเดิม)

      (e) benefits    (ผลประโยชน์, ส่วนดี, เงินช่วยเหลือ, เงินสงเคราะห์, เงินเพิ่ม, สิทธิพิเศษ,

            การแสดงการกุศล)

      (f) enterprises    (โครงการ, กิจการ, แผนการ, บริษัท, อุตสาหกิจ, วิสาหกิจ, การเข้าร่วมกิจการดังกล่าว)

      (g) altitudes    (ความสูง)

      (h) extensions    (การขยายออก, การต่อเติม, ส่วนที่ต่อเติม)

11. “These” in the third paragraph refers to ________________________________________.

(“สิ่งเหล่านี้ในพารากราฟ ๓ หมายถึง ________________________________________)

      (a) experiences    (ประสบการณ์)

      (b) aptitudes    (ความสามารถ, สมรรถภาพ)

      (c) individuals    (ปัจเจกบุคคล, ปัจเจกชน, บุคคล, ตัวบุคคล, คนคนเดียว, สิ่งมีชีวิตเดียว)

      (d) applicants    (ผู้สมัครเข้าทำงาน)

      (e) qualifications    (คุณสมบัติ, คุณวุฒิ)

      (f) competitors    (ผู้เข้าแข่งขัน)

      (g) advantages    (ผลประโยชน์, ข้อได้เปรียบ, จุดดี, จุดเด่น, คุณ, โอกาส)  (เนื่องจาก  

            “These”  แทนคำที่มาข้างหน้ามัน  คือ  ผลประโยชน์ต่างๆ ที่บริษัทจะได้รับ  ถ้าบริษัท

            รับคุณเข้าทำงานแทนที่จะเลือกผู้สมัครรายอื่น)

      (h) wages    (ค่าจ้าง)

12. What does “rude” in paragraph 3 mean?

(คำว่า  “หยาบคาย, ไม่สุภาพ, หยาบ, ไม่ประณีต, ไม่ละเอียด, ไม่ไพเราะ, ขรุขระ, สาก, เจ้าอารมณ์”  ในพารากราฟ ๓  หมายถึงอะไร)

      (a) remarkable    (ริ-ม้าร์ค-คะ-เบิ้ล)  (พิเศษ, น่าทึ่ง, ยอดเยี่ยม, น่าสังเกต)

      (b) gluttonous    (กลั๊ท-เทิน-เนิส)  (ตะกละ, ไม่รู้จักอิ่ม, ไม่รู้จักพอ, ที่กินอย่างมูมมาม) 

      (c) recalcitrant    (ริ-แค้ล-ซิ-เทริ่นท)  (ดื้อรั้น, ดื้อดึง, พยศ, ไม่เชื่อฟัง, ไม่อ่อนน้อม, หัวแข็ง, หัวรั้น)

      (d) irrefutable    (อิ-เร้ฟ-ฟิว-ทะ-เบิ้ล)  (ที่ไม่อาจปฏิเสธได้, ที่ไม่อาจโต้แย้งได้, ที่หักล้างไม่ได้)

      (e) remorseful    (ริ-ม้อร์ส-เฟิ่ล)  (สำนึกผิด, เสียใจมากต่อความผิดที่ได้กระทำไป)

      (f) discourteous    (ไม่สุภาพ, หยาบคาย, ไม่มีมารยาท)

      (g) peculiar    (พี-คิ้ว-เลีย)  (ประหลาด, แปลกพิกล, ไม่เคยปรากฏมาก่อน, เป็นพิเศษ)

      (h) officious   (อะ-ฟิ้ช-เชิส)  (เสือก, ชอบยุ่งเรื่องของคนอื่น, ซึ่งเอาอกเอาใจเกินไป)

13. The word “prospective” in paragraph 4 means __________________________________.

(คำว่า  “ซึ่งมีความคาดหวัง, ซึ่งคาดคะเนไว้, ซึ่งหวังไว้”  ในพารากราฟ ๔  หมายถึง ____________)

      (a) practical    (ใช้ได้, ได้ผล, เหมาะสม, มีประโยชน์, ตามความเป็นจริง, เกี่ยวกับการปฏิบัติ,

            เน้นในทางปฏิบัติ)

      (b) substantial    (ซับ-สแท้น-เชิ่ล)  (สำคัญ, ยิ่งใหญ่, มากมาย, มีเนื้อหา, มีแก่นสาร, มีตัวตน,

            มีอิทธิพล, เป็นเนื้อเป็นหนัง)

      (c) supportive    (สนับสนุน, ค้ำจุน, ยัน)

      (d) noteworthy   (น่าสังเกต)

      (e) demanding    (ที่เรียกร้องมากเกินควร)

      (f) inexorable   (อิน-เอ๊ค-เซอะ-ระ-เบิ้ล)  (ไม่ยอมแพ้, ไม่ย่อท้อ, ไม่หยุดยั้ง, ไม่ผ่อนปรน,

            ไม่เปลี่ยนแปลง, ยืนหยัด, เหนียวแน่น)

      (g) possible    (อาจเป็นได้, เป็นไปได้)  (หมายถึง  อาจจะเป็นนายจ้าง – ของผู้สมัคร -

            ในอนาคต)

      (h) prevalent    (เพร็ฟว-วะ-เลิ่นท)  (มีอยู่ทั่วไป, มีอยู่ดาษดื่น, แพร่หลาย, เป็นที่ยอมรับโดยทั่วไป)

14. In the final paragraph, “occupations” may be replaced by ________________________.

(ในพารากราฟสุดท้าย,  “อาชีพ, การงาน, การครอบครอง, การยึดครอง, ช่วงระยะเวลาการครอบครองหรือยึดครอง”  อาจแทนโดย ________________)

      (a) advents    (การมาถึง, การปรากฏขึ้น, การกำเนิด)

      (b) adventures    (การผจญภัย, การเสี่ยงภัย, อันตรายที่คาดไม่ถึง, ความตื่นเต้น, ประสบการณ์

            ที่ตื่นเต้น)

      (c) turmoils    (ความปั่นป่วน, ความวุ่นวาย, ความโกลาหล, ความไม่สงบ, การจลาจล)

      (d) compendiums    (บทย่อ, บทสรุป, หนังสือย่อเรื่อง)

      (e) professions    (อาชีพ, วิชาชีพ, บรรดาผู้มีอาชีพเดียวกัน, การยอมรับ, การแสดงตัว,

            การปฏิญาณตัว, การนับถือศาสนา, การประกาศนับถือศาสนา)

      (f) collusions    (การสมคบคิดกันทำความผิด, การร่วมมือกันอย่างลับๆเพื่อก่ออาชญากรรม)

      (g) luxuries    (ลั้ค-ชู-รี่ส)  (ความหรูหรา, ความฟุ่มเฟือย, การเพลิดเพลินหาความสุขสบาย,

            ความโอ่อ่า, สิ่งอำนวยความสุขสบายอย่างฟุ่มเฟือย)

      (h) proliferations    (การแพร่หลาย, การเผยแพร่, การเพิ่มทวี. การขยาย, การงอก, การแพร่พันธุ์)

15. It can be concluded from the article that ________________________________________.

(มันสามารถสรุปได้จากบทความว่า __________________________________________)

      (a) most employers give priority to the applicants’ family life    (นายจ้างส่วนใหญ่ให้ความสำคัญ

            กับชีวิตครอบครัวชองผู้สมัคร)  (บทความมิได้กล่าวถึงเรื่องนี้)

      (b) employers prefer to hire those with experience in thesis writing    (นายจ้างชอบมากกว่ากัน

            ที่จะจ้างบุคคลที่มีประสบการณ์ในการเขียนวิทยานิพนธ์)  (บทความมิได้กล่าวถึงเรื่องนี้)

      (c) those with work experience tend to succeed in their job search    (บุคคลที่มีประสบ

            การณ์ทำงาน  มีแนวโน้มที่จะประสบความสำเร็จในการหางานของตน)  (บทความแนะนำ

            ให้ผู้สมัครงานกล่าวถึงประสบการณ์ทำงาน หรือกิจกรรมต่างๆ ทางสังคมสมัยที่ยังเรียน

            หนังสือ  เพื่อให้ความมั่นใจกับนายจ้างว่า  จะได้ตัวบุคคลที่มีความสามารถมาทำงานกับ

            บริษัทของตน)

      (d) applicants are encouraged to look for a highly competitive job    (ผู้สมัครถูกกระตุ้นให้มอง

            หางานที่มีการแข่งขันสูง)  (บทความมิได้กล่าวถึงเรื่องนี้)

 

(คำแปล)                                                  การมองหางานชิ้นแรกของคุณ          

             ถ้าคุณกำลังจะออกจาก (leaving) โรงเรียนหรือมหาวิทยาลัย (เมื่อเรียนจบ)  และกำลังมองหา (looking for) งานชิ้นแรก  คุณจะต้องมั่นใจ (make sure) ว่าประสบการณ์งานใดๆ ก่อนหน้านี้  มิได้ผ่านไปโดยไม่มีผู้สังเกตเห็น (go unnoticed) (คือ  ต้องให้คนรู้ว่าคุณมีประสบการณ์ทำงาน)  จงกล่าวถึง (Mention) งานพาร์ตไทม์ใดๆ ที่คุณมี  พร้อมทั้งการวินิจฉัย (placements) ประสบการณ์ทำงาน (ของผู้อื่น  ซึ่งคุณได้รับมอบหมายให้ทำ)  หรือโครงการพิเศษที่คุณได้รับทำ (เข้าทำ, รับผิดชอบ, รับหน้าที่, ดำเนินการ, อาสา, รับรอง, ประกัน) (undertook)  (และ) จงกล่าวถึงความรับผิดชอบใดๆ ที่คุณได้รับมอบหมายในงานเหล่านี้ (หรือที่โรงเรียน)  ซึ่งแสดงทักษะที่สามารถถ่ายทอดได้ (transferable skills)  ซึ่งสามารถนำไปต่อยอด (built upon) ในงานอื่นๆ  เช่น  คุณอาจจะรับบทบาท (taken the role) ของเลขานุการด้านสังคม (social secretary)  หรือผู้จัดหาทุน (fundraiser) สำหรับโครง การการกุศล (charity projects) ที่โรงเรียน เป็นต้น  สิ่งเหล่านี้แสดงให้เห็นถึงความสามารถ (สมรรถภาพ, ความถนัด) (aptitudes) สำหรับตำแหน่ง (posts) อื่นๆ  (กล่าวคือ) ทักษะหลายอย่างซึ่งคุณได้เรียนรู้ผ่านกิจกรรมเหล่านี้  อาจจะสามารถถ่ายทอดได้ (สามารถโยกย้ายได้, สามารถเคลื่อนย้ายได้, สามารถโอนได้, สามารถเปลี่ยนได้) (transferable) (ไปสู่งานอื่นที่คุณกำลังจะทำหรือสมัครเข้าทำ)  โดยคุณอาจจะคุ้นเคย (be used to) กับการจองการประชุม (จองห้องประชุมในโรงแรม) (booking meetings)  หรือจัดทำงบประมาณ (working out budgets) เป็นต้น  สิ่งต่างๆ เหล่านี้สามารถเป็นประ โยชน์ทั้งหมดกับผู้ที่จะเป็นนายจ้าง (potential employer) ของคุณ (ในอนาคต)  ทั้งนี้  คุณไม่จำเป็นต้องเอ่ยถึงงานระยะสั้น (short-term jobs) มากๆ  ที่ไม่สัมพันธ์กัน (ตรงประเด็น, เข้าเรื่องกัน) (relevant) กับอาชีพที่คุณเลือก (chosen career)

            การกล่าวถึงประสบการณ์ทำงานมีประโยชน์  เพราะคุณสามารถทำให้ (นายจ้าง) เชื่อมั่น (ทำให้มั่นใจ, ทำให้รู้ว่ากระทำผิด) (convince) ได้ว่า  คุณตระหนัก (รู้ดี, สำนึก) (aware) ถึงความต้องการการทำงาน (จากฝ่ายนายจ้าง)  ซึ่งค่อนข้างจะแตกต่างกับการอยู่ในการศึกษาแบบเต็มเวลา (full-time education) (หมายถึง  การทำงานและการเรียนในห้องเรียนมีความแตกต่างกัน),  ผู้สัมภาษณ์ (interviewer) จะต้องการมั่นใจว่าคุณจะปรากฏตัวตรงเวลา (turn up on time) (เมื่อได้เข้าทำงานแล้ว)  และสามารถทำงานได้ตลอดทั้ง (throughout) วันทำงาน (working day) (จันทร์ – ศุกร์)  ทั้งนี้  ถ้าคุณยังมิได้ทำงานและกำลังคิดอย่างโมโห (indignantly thinking) ว่า  คุณใช้เวลา (spent) นานกว่า (วันทำงานโดยเฉลี่ย) มากมาย (far longer) ในการเขียนวิทยานิพนธ์ (thesis) ของคุณ  หรืออื่นๆ,  จงจำไว้ (remember) ว่า  ในสถานการณ์ (circumstances) เหล่านั้น  คุณสามารถวางแผนเวลาของคุณเองได้  (และ) ถ้าคุณต้องการเริ่มงานตอนเวลาอาหารกลางวัน (lunch-time)  และทำต่อไปจนกระทั่งเที่ยงคืน  ก็ไม่มีใครหยุดยั้งคุณได้ (nobody would stop you) (หมายถึง  ถ้าเป็นงานพาร์ตไทม์),  (แต่) ในงานแบบทำเต็มเวลา (full-time work)  คุณจำเป็นจะต้องปรับให้สอดคล้องกับ (fit in with) ตารางเวลา (timescales) ขององค์กร          

             คุณอาจจะกำลังแข่งขัน (competing) อยู่กับบุคคลอื่นๆ  ซึ่งมีประสบการณ์ทำงานแบบเต็มเวลา (full-time work experience) อย่างแท้จริง (แม้ว่าพวกเขาอาจจะไม่มีคุณสมบัติ – คุณวุฒิ (qualifications) เหมือนกับคุณ)  ดังนั้น  ให้คิดถึงผลประโยชน์ (ข้อได้เปรียบ, จุดดี, จุดเด่น, คุณ, โอกาส) (advantages) ที่จะพึงมีกับบริษัทในการรับคุณเข้าทำงานแทนที่จะรับคนอื่น (taking you on instead),  และจงกล่าวถึงสิ่งเหล่านี้โดยมิได้หยาบคาย (ไม่สุภาพ, หยาบ, ไม่ประณีต, ไม่ละเอียด, ไม่ไพเราะ, ขรุขระ, สาก, เจ้าอารมณ์) (rude) กับผู้อื่น (หมายถึง  ไม่กล่าวถึงผู้สมัครคนอื่นในทางร้าย  หรือในแบบดูหมิ่นดูแคลน)

          ส่วนคุณจะมีความเหมาะสม (fit in) อย่างไรนั้น  จะได้รับการพิจารณา (ตัดสิน)  (judged) จาก (ประวัติ) การศึกษ(academic) และชีวิตที่บ้าน (home life) ของคุณ  เนื่องจากนายจ้างซึ่งมีความคาดหวัง (prospective) (ในการจ้างคนเข้าทำงาน)  ไม่มีอะไรอีกแล้วที่จะใช้พิจารณา (has nothing else to go on),  ทั้งนี้  ผู้สัมภาษณ์บางคนยังคงถามคำถามเกี่ยวกับ (regarding) อาชีพ (การงาน, การครอบครอง, การยึดครอง) (occupations) ของพ่อแม่ของคุณ  เพื่อให้ได้ข้อคิดเห็น (ความเข้าใจ) (idea) เกี่ยวกับภูมิหลัง (background) ของคุณ                        

 

เรียน   ท่านผู้ติดตามอ่านเว็บไซต์  “everydayenglish.pwa.co.th                  

 

                ถ้าท่านมีคำแนะนำให้ปรับปรุงเว็บไซต์นี้ประการใด  กรุณาส่ง e-mail ไปที่  ดร. วัชรินทร์  ภูเขาทอง  อดีต  ผอ. สำนักวิทยาการ  การประปาส่วนภูมิภาค  ผู้จัดทำเว็บไซต์นี้  ตาม  “Address”  (โปรดระบุหัวเรื่องด้วยว่า  “ปรับปรุงเว็บไซต์”)   เพื่อที่ผู้จัดทำฯ จะได้ปรับปรุงเนื้อหาได้ตรงตามความประสงค์ของผู้อ่านเว็บไซต์นี้ต่อไป

 

 

 

 

 

หมวดข้อสอบ READING (ตอนที่ 59)

การประปาส่วนภูมิภาค  “มุ่ง-มั่น-เพื่อปวงชน”

 

DirectionRead the following passage and choose the best answer for each question.

(จงอ่านบทความต่อไปนี้  และเลือกคำตอบที่ดีที่สุดสำหรับแต่ละคำถาม)

 

Japanese People’s Collective Sense of Responsibility

 

          Perhaps the most difficult aspect of the Japanese for Westerners to comprehend is the strong belief in collective values, particularly a collective sense of responsibility.  Let me illustrate with an anecdote about a visit to a new factory in Japan owned and operated by an American electronics company.

          In the final assembly area of the company’s factory, long lines of young Japanese women wired together electronic products on a piece-rate system : the more you wired, the more you got paid.  About two months after opening, the head foreladies approached the factory manager.  “Honorable manager,” they said humbly as they bowed, “we are embarrassed to be so forward, but we must speak to you because all of the girls have threatened to quit work this Friday.”  To have this happen, of course, would be a great disaster for all concerned.  “Why,” they wanted to know, “can’t our factory have the same payment system as other Japanese companies?  When you hire a new girl, her starting wage should be fixed by her age.  An eighteen-year-old should be paid more than a sixteen-year-old.  Every year on her birthday, she should receive an automatic increase in pay.  The idea that any of us can be more productive than another must be wrong, because none of us in final assembly could make a thing unless all of the other people in the factory had done their jobs right first.  To single one person out as being more productive is wrong and is also personally humiliating to us.”  The company changed its payment system to the Japanese model.

 

1. The passage is mainly about _________________________________________________.

(เนื้อเรื่องส่วนใหญ่เกี่ยวกับ _______________________________________________)

    (a) why the Japanese women had a cultural conflict with the American people    (ทำไมสตรีญี่ปุ่น

          จึงมีความขัดแย้งทางวัฒนธรรมกับคนอเมริกัน)

    (b) why the Westerners wanted to adopt the attitudes of the Japanese people    (ทำไมชาวตะวัน

          ตกจึงต้องการรับเอาทัศนคติของคนญี่ปุ่นมา)

    (c) how strongly the Japanese people value a shared sense of contribution    (คนญี่ปุ่นให้

          คุณค่า – ให้ความสำคัญ – กับความรู้สึกร่วมกันของการมีส่วนช่วยเหลือ (ให้งานประสบความ

          สำเร็จ) อย่างเข้มข้นเพียงใด)  (ดูคำตอบจากประโยคแรกของพารากราฟแรกที่กล่าวว่า 

          “บางทีแง่มุม (ลักษณะ) ที่ยากที่สุดของคนญี่ปุ่นสำหรับชาวตะวันตกที่จะเข้าใจ  คือความ

          เชื่อที่มั่นคง (เด็ดเดี่ยว) ในค่านิยม (การทำงาน) ร่วมกัน โดยเฉพาะความรู้สึกของความรับ

          ผิดชอบร่วมกัน)

    (d) how worried the American company was about a conflict with the Japanese women   

          (บริษัทอเมริกันมีความวิตกกังวลอย่างไร  เกี่ยวกับความขัดแย้งกับสตรีญี่ปุ่น)

2. In the first paragraph, “comprehend” refers to ___________________________________.

(ในพารากราฟแรก,  “เข้าใจ, หยั่งรู้, รวมทั้ง, กินความกว้าง, ครอบคลุม”  หมายถึง _____________)

    (a) confiscate    (ริบ, ยึด)

    (b) recover    (ได้กลับคืนมา, เอากลับคืน, เอามาได้อีก, กู้, ค้นพบใหม่, พบอีก, คืนสภาพ, ทำให้คืนสภาพ

          หรือกลับอย่างเดิม, คืนสภาพเดิม, หายเป็นปกติ, ชนะคดี)

    (c) participate    (เข้าร่วมใน, มีส่วนร่วมใน)

    (d) squander    (สคว้อน-เดอะ)  (ใช้จ่ายอย่างสุรุ่ยสุร่าย, ใช้สิ้นเปลือง, ถลุง)

    (e) compile    (คัม-ไพล่)  (รวบรวม, เรียบเรียง)

    (f) resolve    (ตกลงใจ, ตัดสินใจ, แก้ปัญหา)

    (g) understand    (เข้าใจ)

    (h) consent    (ยินยอม, เห็นชอบ, อนุญาต)

3. The word “illustrate” in paragraph 1 means ____________________________________.

(คำว่า  “อธิบายด้วยตัวอย่าง, แสดงให้เห็นด้วยตัวอย่าง, ยกตัวอย่าง, อธิบาย, แสดงให้เห็นด้วยภาพ, ทำให้เข้าใจ”  ในพารากราฟ ๑  หมายถึง ________________)

    (a) proclaim    (ประกาศ, แถลง, ป่าวร้อง, ป่าวประกาศ, ประกาศสงคราม, ประกาศอย่างเปิดเผย,

          ประกาศสรรเสริญ)

    (b) camouflage    (แค้ม-มะ-ฟลาจ)  (อำพราง, ซ่อน, ลวงตา)

    (c) disperse    (ทำให้กระจายไป, ทำให้แพร่หลาย, ทำให้หายไป, ไล่ไป, กระจาย, หายไป)    

    (d) reproach    (ริ-โพร้ช)  (ต่อว่า, ดุ, ตำหนิ, ประณาม, ทำให้ถูกตำหนิ, ทำให้ขายหน้า)

    (e) coincide    (โค-อิน-ไซ้ด)  (สอดคล้องต้องกัน, ตรงกัน, ลงรอยกัน, เข้ากันสนิท, ทับกันสนิท,

          เกิดขึ้นพร้อมกัน)

    (f) verify    (พิสูจน์ความจริง, ตรวจสอบความจริง, ยืนยันความจริง, ค้นหาความจริง)

    (g) withstand    (ทนต่อ, ต่อต้าน, สกัด, กลั้น, อดกลั้น, อดทน)

    (h) explain through an example    (อธิบายด้วยตัวอย่าง)

4. What does “anecdote” in paragraph 1 mean?

(คำว่า  “เกร็ดความรู้, ประวัติหรือเรื่องราวเล็กๆ น้อยๆ”  ในพารากราฟ ๑  หมายถึงอะไร)

    (a) accumulation    (การสะสม, การเพิ่มพูน)

    (b) texture    (เนื้อผ้า, เนื้อหนัง, สิ่งทอ, วัตถุทำสิ่งทอ, แก่นสาร, องค์ประกอบ)

    (c) acumen    (ความฉลาดปราดเปรื่อง, ความแหลมคม)

    (d) pursuit    (เพอร์-ซิ่วท หรือ ซูท)  (การตามจับ, การติดตาม, การไล่ตาม, การดำเนินต่อไป,

          การดำเนินตาม, อาชีพ, การงาน, การเจริญรอ)

    (e) discipline    (ระเบียบวินัย, สาขาวิชา)

    (f) narrative    (เรื่องเล่า, เรื่องบรรยาย, การเล่าเรื่อง, การบรรยาย, เรื่องเขียนที่ประกอบ

          ด้วยเรื่องเล่า, การบรรยายเรื่องเล่า)

    (g) scandal    (เรื่องอัปยศอดสู, เรื่องอื้อฉาว, เรื่องฉาวโฉ่, เรื่องน่าอาย, การนินทาป้ายร้าย)

    (h) disclosure    (การเปิดเผย, การเปิดโปง, สิ่งที่ถูกเปิดเผย)  

5. In the second paragraph, “assembly” may be replaced by ___________________________.

(ในพารากราฟ ๒,  “การประกอบชิ้นส่วนต่างๆ, การชุมนุม, การมั่วสุม, กลุ่มคนที่ชุมนุม, ที่ประชุมสภา, สมัชชา”  อาจแทนโดย ________________)

    (a) deluge    (เด๊ล-ลูจ)  (การท่วมท้น, การไหลทะลัก, น้ำท่วม, อุทกภัย, ฝนที่ตกลงมาพักใหญ่)

    (b) distortion    (การบิดเบือน)

    (c) drought    (ความแห้งแล้ง, ฤดูแล้ง, การขาดแคลนน้ำที่ยาวนาน, ความกระหายน้ำ)

    (d) emancipation    (การปลดปล่อย, การปล่อยเป็นอิสระ, การปลดปล่อยหรือเลิกทาส)

    (e) a process of fitting parts of something such as a machine together    (กระบวนการ

          ของการประกอบชิ้นส่วนต่างๆ ของบางสิ่ง เช่น เครื่องจักรกล  เข้าด้วยกัน)

    (f) compensation    (การชดเชย, การตอบแทน, การเยียวยา, เงินชดเชย, ค่าตอบแทน)

    (g) augmentation    (การเพิ่มขึ้น)

    (h) tasks    (ทาสค)  (งาน, ภาระหน้าที่, งานหนัก, เรื่องที่ยาก)

6. In the sentence “To have this happen ………....….” in the second paragraph, “this” refers to the _____________.

(ในประโยค  “การปล่อยให้สิ่งนี้เกิดขึ้น ........................”  ในพารากราฟ ๒,  “สิ่งนี้”  หมายถึง  ____

__________)

    (a) head foreladies approaching the factory manager    (หัวหน้าพนักงานหญิงเข้าไปหาผู้จัดการ

          โรงงาน)

    (b) factory women leaving the electronics company    (ผู้หญิงโรงงาน – พนักงานหญิง –

          ละทิ้ง (ลาออกจาก) บริษัทเครื่องไฟฟ้า(“สิ่งนี้”  ใช้แทนข้อความที่กล่าวมาแล้วในประโยค

          ที่มาข้างหน้ามัน  ในที่นี้คือ  พนักงานสาวทั้งหมดในโรงงานจะลาออกจากงานในวันศุกร์)

    (c) workers having the same payment system    (คนงานมีระบบการจ่ายค่าจ้างที่เหมือนกัน)

    (d) electronics company being threatened by the Japanese women    (บริษัทเครื่องไฟฟ้าถูกขู่

         โดยสตรีชาวญี่ปุ่น)

7. The word “embarrassed” in paragraph 2 is closest in meaning to _____________________.

(คำว่า  “อึดอัดใจ, ลำบากใจ, กระดากอาย, ขวยเขิน”  ในพารากราฟ ๒  ใกล้เคียงที่สุดในความหมายกับ _______________)

    (a) unbiased    (อัน-ไบ๊-เอิสท)  (ไม่ลำเอียง, ไม่มีอคติ, ไม่เข้าข้าง, ตรงไปตรงมา)

    (b) sympathetic    (เห็นอกเห็นใจ)

    (c) demoralized    (เสียกำลังใจ, ขวัญเสีย)

    (d) disconcerted    (ลำบากใจ, ถูกรบกวน, ถูกทำให้ยุ่งเหยิง)

    (e) perplexed    (ฉงนสนเท่ห์, งงงวย)

    (f) intimidated    (ถูกข่มขู่, ถูกข่มขวัญ, ถูกทำให้หวาดกลัว, ถูกขู่, ถูกคุกคาม)

    (g) persecuted    (ถูกจองล้างจองผลาญ, ถูกประหาร, ถูกข่มเหง, ถูกรบกวน, ถูกก่อกวน, ถูกแกล้ง)

    (h) delighted    (ยินดี, ปลาบปลื้ม, พอใจ)

8. “threatened” in paragraph 2 could best be replaced by _____________________________.

(“ขู่, ขู่เข็ญ, คุกคาม, เตือนภัย, เป็นลางร้าย”  ในพารากราฟ ๒  สามารถแทนดีที่สุดโดย __________)

    (a) devised    (ประดิษฐ์, คิดค้น, สร้างขึ้นมา) 

    (b) diagnosed    (วินิจฉัย, ตรวจโรค, วิเคราะห์)

    (c) offered    (เสนอให้, หยิบยื่นให้)

    (d) alleviated    (ทำให้บรรเทาลง, ทำให้ลดลง)

    (e) resisted    (ทนต่อ,ต่อต้าน,ต้านทาน,สกัดกั้น,ขัดขืน, ขัดขวาง)

    (f) intimidated    (ขู่, ข่มขู่, ข่มขวัญ, ทำให้หวาดกลัว, คุกคาม)

    (g) irritated    (ทำให้ฉุนเฉียว, ทำให้โมโห, กวนประสาท, ทำให้ระคายเคือง)

    (h) comforted    (ปลอบโยน, ปลอบใจ, ช่วยเหลือ)

9. The Japanese women who worked at the American electronics company wanted to quit because they were ______________.

(สตรีชาวญี่ปุ่นผู้ซึ่งทำงานที่บริษัทเครื่องไฟฟ้าอเมริกัน  ต้องการลาออกเพราะว่าพวกตน _________)

    (a) insulted by the reward system offered by the American company    (ถูกดูหมิ่น-เหยียด

          หยามโดยระบบรางวัล (ค่าจ้างตอบแทน) ซึ่งถูกเสนอให้โดยบริษัทอเมริกัน)  (คือ  บริษัทอเม

          ริกันแห่งนี้จ่ายค่าจ้างให้คนงานหญิงญี่ปุ่นในแบบ  ใครทำงานมากก็ได้ค่าจ้างมาก  ซึ่งในพา

          รากราฟ ๒  หัวหน้าคนงานหญิงได้เข้ามาขอร้องผู้จัดการโรงงานให้ใช้ระบบการจ่ายค่าจ้าง

          ให้เหมือนกับบริษัทญี่ปุ่นอื่นๆ  ซึ่งเมื่อเริ่มจ้างคนงานที่เข้าทำงานใหม่  ก็จะจ่ายค่าจ้างตามอา

          ยุของคนคนนั้น  โดยคนที่อายุมากกว่าจะได้รับค่าจ้างสูงกว่าคนที่อายุน้อยกว่า  และทุกปีจะ

          มีการขึ้นเงินเดือนในวันเกิดของพนักงาน  ทั้งนี้เพราะคนญี่ปุ่นมีความคิดว่า  ทุกคนต่างก็มี

          ส่วนร่วมในความสำเร็จของงานเท่าๆ กัน  ไม่มีใครทำได้ดีหรือมากกว่าใคร  และการที่จะกล่าว

          ว่า  คนๆ หนึ่งทำงานได้มากกว่าคนอื่นๆ  ก็เสมือนกับเป็นการดูถูกคนอื่นนั่นเอง)

    (b) not allowed to have any decision in the payment policy    (มิได้รับอนุญาตให้มีการตัดสินใจใดๆ

          ในนโยบายการจ่ายค่าจ้าง)

    (c) disappointed that the factory manager did not pay them on a piece-rate system    (ผิดหวังว่า

          ผู้จัดการโรงงานมิได้จ่ายค่าจ้างให้พวกตนโดยใช้ระบบอัตราค่าจ้างต่อชิ้นงาน)  (ไม่จริง  เนื่องจากพนัก

          งานได้รับค่าจ้างโดยใช้ระบบดังกล่าว)

    (d) embarrassed by the visit of the factory manager two months after the opening    (รู้สึกลำบาก

          ใจจากการมาเยือนของผู้จัดการโรงงาน ๒ เดือนหลังจากการเปิดโรงงาน)  (ไม่จริง  เนื่องจากประโยค

          ที่ ๓ ของพารากราฟ ๒ กล่าวว่า  หัวหน้าคนงานหญิง  รู้สึกลำบากใจที่ต้องเข้ามาร้องขอให้ผู้จัดการ

          เปลี่ยนระบบการจ่ายค่าจ้างให้เหมือนกับบริษัทญี่ปุ่นอื่นๆ)

10. The word “single out” in paragraph 2 refers to _________________________________.

(คำว่า  “คัดเลือก, เลือกเฟ้น, เจาะจง”  ในพารากราฟ ๒  หมายถึง ______________________)

      (a) dishearten    (ดิส-ฮ้าร์-เทิ่น)  (ทำให้หมดกำลังใจ, ทำให้ท้อใจ)

      (b) thrill    (ทำให้ตื่นเต้น-เร้าใจ, ทำให้เสียวซ่าน)

      (c) domesticate    (ทำให้เชื่อง, ทำให้เคยชิน, ทำให้สนใจงานบ้าน, ทำให้ชอบอยู่ในบ้าน,

            ทำให้เป็นขนบธรรมเนียม)

      (d) whip    (หวด, ตี, เฆี่ยน, โบย, ลงแส้, รวบรวม, ชุมนุม)

      (e) interrupt    (ตัดบท, ขัดจังหวะ, ทำให้หยุด, ยับยั้ง, พูดสอด, ขัดขวาง)

      (f) assemble    (รวมตัวกัน, ชุมนุม, ประชุม, รวบรวม, รวมเข้า)

      (g) select    (เลือก, เลือกเฟ้น, คัด, คัดเลือก, เลือกสรร, สรรหา)

      (h) eliminate    (กำจัด, ทำลาย, คัดออก, ขับไล่, ขจัด, ลบทิ้ง, ขับออก)

11. After the manager’s visit to the factory in Japan, the American electronics company’s payment system was ________________.

(หลังจากการไปเยือนโรงงานในญี่ปุ่นของผู้จัดการ,  ระบบการจ่ายค่าจ้างของบริษัทเครื่องไฟฟ้าอเมริกันถูก ________________)

      (a) kept the same to please the head foreladies    (รักษาไว้เหมือนเดิมเพื่อเอาใจหัวหน้า

            คนงานหญิง)

      (b) fixed by the age of the factory women    (ทำให้คงที่ตามอายุของสาวโรงงาน)

            (ดูคำตอบจากประโยคสุดท้ายของพารากราฟ ๒ ที่กล่าวว่า  “บริษัทได้เปลี่ยนแปลง

            ระบบการจ่ายค่าจ้างของบริษัทไปสู่แบบญี่ปุ่น”  คือ  จ่ายค่าจ้างคงที่ตามอายุพนักงาน)

      (c) adjusted to fit the manager’s ideas of efficiency    (ปรับให้เหมาะกับความคิดของผู้จัดการ

            ในเรื่องประสิทธิภาพ)

      (d) maintained to suit the Japanese working environment    (ดำรงไว้เพื่อให้เหมาะกับสภาพ

            แวดล้อมการทำงานแบบญี่ปุ่น)

12. According to the passage, a “collective sense of responsibility” in the first paragraph refers to ________________.

(ตามที่เนื้อเรื่องกล่าว,  “ความรู้สึกของความรับผิดชอบร่วมกัน”  ในพารากราฟแรก  หมายถึง _____

___________)

      (a) the idea that all Japanese workers are competing with one another    (ความคิดที่ว่า  คนงาน

            ชาวญี่ปุ่นทุกคนกำลังแข่งขันซึ่งกันและกัน)

      (b) the thought that an increase in productivity depends on those doing their jobs right first   

            (ความคิดที่ว่า  การเพิ่มความสามารถในการผลิตขึ้นอยู่กับพนักงานซึ่งทำงานของตนอย่างถูกต้อง

            ตั้งแต่แรก)

      (c) the payment system in which priority is given to the most senior forelady in the company   

            (ระบบการจ่ายค่าจ้างซึ่งให้ความสำคัญกับหัวหน้าคนงานหญิงที่อาวุโสสูงสุดในบริษัท)

      (d) the Japanese belief that success depends on the cooperation of all members   

            (ความเชื่อของชาวญี่ปุ่นที่ว่า  ความสำเร็จขึ้นอยู่กับความร่วมมือของสมาชิกทุกคน

            (ดูจากเนื้อเรื่องในพารากราฟ ๒ ที่หัวหน้าพนักงานหญิงบอกผู้จัดการโรงงานว่า  พนัก

            งานทุกแผนกในโรงงานมีส่วนร่วมในความสำเร็จของงานเท่าๆ กัน  โดยพนักงานใน

            แผนกประกอบชิ้นส่วนครั้งสุดท้ายจะไม่สามารถทำงานได้สำเร็จ  ถ้าพนักงานในแผนก

            อื่นๆ (ซึ่งประกอบชิ้นส่วนบนสายพานเช่นกัน) มิได้ทำงานชิ้นเดียวกันนั้นอย่างถูกต้อง

            มาตั้งแต่ต้น  ซึ่งหมายถึง  ความสำเร็จของงานเกิดจากความร่วมมือของทุกคนหรือ

            แผนกในโรงงาน)

13. What does “humiliating” in the final paragraph mean?

(คำว่า  “น่าอับอาย, น่าขายหน้า, เสียเกียรติ”  ในพารากราฟสุดท้ายหมายถึงอะไร)

      (a) deficient    (ดิ-ฟิช-เชิ่นท)  (ขาดแคลน, ไม่เพียงพอ, บกพร่อง)

      (b) explicit    (ชัดเจน, ชัดแจ้ง, แน่นอน, เปิดเผย)

      (c) harsh    (หยาบ, สาก, ฝาด, บาด (ตา), แสบ (แก้วหู), ห้าว, ไม่น่าดู)

      (d) exorbitant    {(ราคา) แพงลิ่ว, สูงลิ่ว}

      (e) invariable    (ไม่เปลี่ยนแปลง, คงที่)

      (f) ferocious    (ดุร้าย, โหดร้าย, ทารุณ)

      (g) disgraceful    (น่าอับอายขายหน้า, น่าอัปยศอดสู, เสียหน้า, เสื่อมเสีย)

      (h) enormous    (ใหญ่โต, มหึมา, ร้ายกาจ, ชั่วร้าย)

 

(คำแปล)

ความรู้สึกของความรับผิดชอบร่วมกันของคนญี่ปุ่น

 

            บางทีแง่มุม (ลักษณะ, รูปร่างหน้าตา, ด้าน (ของปัญหา), ทิศทาง, ที่ตั้ง) (aspect) ที่ยากที่สุดของคนญี่ปุ่นสำหรับชาวตะวันตก (Westerners) ที่จะเข้าใจ (หยั่งรู้, รวมทั้ง, กินความกว้าง, ครอบคลุม) (comprehend)  คือ  ความเชื่อ (belief) ที่มั่นคง (เด็ดเดี่ยว, แน่วแน่, หนักแน่น, เข้มแข็ง, แข็งแรง, แข็งแกร่ง) (strong) ในค่านิยม (การทำงาน) ร่วมกัน (collective values)  โดยเฉพาะความรู้สึกของความรับผิดชอบร่วมกัน (a collective sense of responsibility),  ขอให้ผม (ผู้เขียน) อธิบายด้วยตัวอย่าง (แสดงให้เห็นด้วยตัวอย่าง, ยกตัวอย่าง, อธิบาย, แสดงให้เห็นด้วยภาพ, ทำให้เข้าใจ) (illustrate) ของเกร็ดความรู้ (ประวัติหรือเรื่องราวเล็กๆ น้อยๆ) (anecdote)  เกี่ยวกับการไปเยือนโรงงาน (factory) ใหม่แห่งหนึ่งในญี่ปุ่นที่ถูกเป็นเจ้าของ (owned) และดำเนินการ (operated) โดยบริษัทอิเลกทรอนิกส์ (เครื่องไฟฟ้า) อเมริกัน

            ในพื้นที่การประกอบชิ้นส่วนต่างๆ (การชุมนุม, การมั่วสุม, กลุ่มคนที่ชุมนุม, ที่ประชุมสภา, สมัชชา) (assembly) รอบสุดท้าย (final) ของโรงงานของบริษัท,  แถวเหยียดยาว (long lines) ของสตรีญี่ปุ่นวัยสาวพันด้วยเส้นลวด (wired) ผลิตภัณฑ์อิเลกทรอนิกส์ (เครื่องไฟฟ้า) เข้าด้วยกัน (คือ  พันผลิตภัณฑ์ฯ เข้าด้วยกันด้วยเส้นลวด)  โดยใช้ระบบ (จ่าย) อัตราค่าจ้างต่อชิ้นงาน (piece-rate)  กล่าวคือ  คุณยิ่งพันเส้นลวดได้มาก  คุณก็ยิ่งได้รับค่าจ้างมาก (the more you wired, the more you got paid),  โดยประมาณ ๒ เดือนหลังจากการเปิด (opening) โรงงาน  หัวหน้าคนงานหญิง (head foreladies) จำนวนหนึ่ง  ได้เข้าไปหา (เข้าไปใกล้, ทาบทาม) (approached) ผู้จัดการโรงงาน  (และกล่าวว่า) “ท่านผู้จัดการที่เคารพ (Honorable manager),”  พวกเธอกล่าวอย่างอ่อนน้อม (อย่างนอบน้อม, อย่างถ่อมตัว, อย่างต่ำต้อย) (humbly)  ในขณะที่พวกเธอโค้งคำนับ (bowed),  “เรารู้สึกอึดอัดใจ (ลำบากใจ, กระดากอาย, ขวยเขิน) (embarrassed) ที่ต้องรุกคืบ (กล้า, กระตือรือร้น, ไปข้างหน้า, ก้าวหน้า, ล่วงหน้า) อย่างมาก (so forward),  แต่เราจะต้องพูดกับคุณ  เพราะว่าเด็กสาวทั้งหมด (ในโรงงาน) ได้ขู่ (ขู่เข็ญ, คุกคาม, เตือนภัย, เป็นลางร้าย) (threatened) ที่จะลาออก (ละทิ้ง, หยุด, ยุติ, เลิก, ละทิ้ง, เพิกถอน, สลัด, ปลดเปลื้อง) (quit) จากงานในวันศุกร์นี้”  การปล่อยให้สิ่งนี้เกิดขึ้น (To have this happen), แน่ละ, จะเป็นความหายนะ (ภัยพิบัติ, ความล่มจม) (disaster) อย่างมหันต์ (great) สำหรับทุกคนที่เกี่ยวข้อง (for all concerned),  “ทำไม”  พวกเธอ (หัวหน้าคนงานหญิง) ต้องการทราบ,  “โรงงานของเราจึงไม่สามารถมีระบบการจ่ายค่าจ้าง (payment system) เหมือนกันกับบริษัทญี่ปุ่นอื่นๆ,  เมื่อคุณจ้าง (hire) เด็กสาวใหม่คนหนึ่ง  ค่าจ้างเริ่มต้น (starting wage) ของเธอควรจะคงที่ (fixed) ตามอายุของเธอ (by her age)  (และ) เด็กสาวอายุ ๑๘ ปีควรจะได้รับค่าจ้าง (be paid) มากกว่าเด็กอายุ ๑๖ ปี,  โดยทุกๆ ปี  ในวันเกิดของเธอ  เธอควรได้รับการเพิ่มค่าจ้าง (increase in pay) โดยอัตโนมัติ (automatic),  ความคิดที่ว่าคนใดๆ ในพวกเรา (any of us) สามารถสร้างผลผลิต (มีผลผลิต) (productive) ได้มากกว่า (พนักงาน) อีกคนหนึ่ง (another)  จะต้องเป็นสิ่งผิดพลาด (wrong)  เพราะว่าไม่มีพวกเราคนใด (none of us) ใน (แผนก) การประกอบชิ้นส่วนรอบสุดท้าย  จะสามารถสร้างสิ่งใด (make a thing) ได้  ถ้าคน (พนักงาน) อื่นๆ ทุกคนในโรงงานมิได้ทำงานของตนอย่างถูกต้อง (เหมาะสม) (right) ในตอนแรก (มาตั้งแต่ต้น) (first),  (ดังนั้น) การคัดเลือก (เลือกเฟ้น, เจาะจง(single out) บุคคลหนึ่งออกมา  ว่าสร้างผลผลิตมากกว่า (พนักงานคนอื่นๆ) จึงเป็นสิ่งผิด  และยังน่าอับอาย (น่าขายหน้า, เสียเกียรติ) (humiliating) เป็นการส่วนตัว (personally) กับพวกเราอีกด้วย”  (ในเวลาต่อมา) บริษัทได้เปลี่ยนแปลงระบบการจ่ายค่าจ้างของบริษัทไปสู่แบบ (model) ญี่ปุ่น (ตามที่หัวหน้าคนงานหญิงเสนอต่อผู้จัดการโรงงาน)

 

เรียน   ท่านผู้ติดตามอ่านเว็บไซต์  “everydayenglish.pwa.co.th                  

 

                ถ้าท่านมีคำแนะนำให้ปรับปรุงเว็บไซต์นี้ประการใด  กรุณาส่ง e-mail ไปที่  ดร. วัชรินทร์  ภูเขาทอง  อดีต  ผอ. สำนักวิทยาการ  การประปาส่วนภูมิภาค  ผู้จัดทำเว็บไซต์นี้  ตาม  “Address”  (โปรดระบุหัวเรื่องด้วยว่า  “ปรับปรุงเว็บไซต์”)   เพื่อที่ผู้จัดทำฯ จะได้ปรับปรุงเนื้อหาได้ตรงตามความประสงค์ของผู้อ่านเว็บไซต์นี้ต่อไป

 

 

 

หมวดข้อสอบ READING (ตอนที่ 58)

การประปาส่วนภูมิภาค  “มุ่ง-มั่น-เพื่อปวงชน”

 

DirectionRead the following passage and choose the best answer for each question.

(จงอ่านบทความต่อไปนี้  และเลือกคำตอบที่ดีที่สุดสำหรับแต่ละคำถาม)

 

Money or Family : What Will You Choose?

 

          Living well is a challenge.  Brian Palmer, a successful businessman, lives in New York and works as a top-level manager in a large corporation.  He is proud of his rapid rise in the corporation.  However, he is even prouder of the change he has made recently in his ideas about success.  “My value system,” he says, “has changed a little bit as the result of a divorce.  Now I think differently about what is important in life.  Two years ago, with the same work load I have right now, I would stay in the office and work until midnight, come home, go to bed, and get up at six and work again until midnight.  Now, my family is more important to me than work and the work will just have to wait.”  A new marriage and a house full of children have become the center of Brian’s life.  But such new values were realized only after the pain of the first divorce.

          Whether or not Brian’s life was satisfying, he was deeply committed to succeeding in his career and his family responsibilities.  He held two full-time jobs to support his family, even though the long hours prevented him from spending time with his family.  Brian describes his reasons for working so hard after he married quite simply.  “It seemed like the best thing to do at that time.  I didn’t like not having enough money and with my wife unable to contribute to the family income, it seemed like the best thing to do.”  Now, he knows better.  “Now, I realize that my time and love are as important as money for the family.  I’m just glad I learned this before it was too late.”

 

1. Brian seems to be most happy with his __________________________________________.

(ไบรอันดูเหมือนมีความสุขที่สุดกับ _____________________________________ ของเขา)

    (a) hard work    (งานหนัก)

    (b) rapid rise in his career    (ความก้าวหน้าอย่างรวดเร็วในอาชีพของเขา)

    (c) new values about success    (ค่านิยมใหม่เกี่ยวกับความสำเร็จ)  (ดูคำตอบจาก ๓ ประโยค

          สุดท้ายของพารากราฟแรกที่กล่าวว่า  “ในปัจจุบัน  ครอบครัวของผมมีความสำคัญสำหรับผม

          มากกว่างาน  และงานจะต้องรอก่อน (หมายถึง  ครอบครัวต้องมาก่อน  ส่วนงานมาทีหลัง)” 

          ทั้งนี้  การแต่งงานใหม่และบ้านที่เต็มไปด้วยลูกๆ  ได้กลายเป็นศูนย์กลางของชีวิตของไบรอัน, 

          แต่ค่านิยมใหม่ดังกล่าวได้รับการตระหนักถึง (สำนึก) ก็เพียงภายหลังจากความเจ็บปวดของ

          การหย่าร้างครั้งแรก”  ซึ่งหมายถึง  ไบรอันเปลี่ยนค่านิยมใหม่  จากเดิมที่ทำงานหาเงินอย่าง

          เดียวโดยไม่มีเวลาให้ครอบครัว  จนต้องหย่าร้างกับภรรยาคนแรก  โดยเขาได้เปลี่ยนค่านิยม

          ใหม่  ซึ่งให้ความสำคัญกับครอบครัวมากกว่างาน  เมื่อแต่งงานครั้งใหม่)

    (d) success prior to the divorce    (ความสำเร็จก่อนการหย่าร้าง)

2. In the first paragraph, “rapid” refers to ________________________________________.

(ในพารากราฟแรก,  “รวดเร็ว, เร็ว, ว่องไว, ฉับพลัน, กะทันหัน”  หมายถึง __________________)

    (a) contentious    (คัน-เท้น-เชิส)  (ชอบทะเลาะ, ชอบต่อสู้, ชอบโต้เถียง) 

    (b) decrepit    (ดิ-เคร้พ-พิท)  (อ่อนกำลังด้วยวัยชรา, ชรา, แก่ตัว, เก่าแก่, เสื่อมเพราะการใช้มาก)

    (c) docile    (โด๊-ไซล  หรือ  เซิล)  (อ่อนน้อม, ว่านอนสอนง่าย, (สัตว์) เชื่อง)

    (d) outstanding    (๑. เด่น, มีชื่อเสียง, สะดุดตา, ยื่นออกมา, นูนออกมา  ๒. (หนี้) ยังไม่ได้ชำระ, ยังไม่ยุติ,

          ยังไม่สำเร็จ, ยังคาราคาซังอยู่, ค้าง, ยังแก้ไม่ตก, ยังคงเป็นอยู่) 

    (e) obscure    (ออบ-สเคี่ยว)  (๑. คลุมเครือ, ไม่ชัดแจ้ง, ลึกลับ, ลี้ลับ,  ๒. มืดมัว, มืดมน, มัว,  ๓. ห่างไกล,

         ไกลลิบลับ, ซ่อนเร้น) 

    (f) hostile    (ฮอส-ไทล หรือ ฮอส-เทิ่ล)  (มุ่งร้าย, มีเจตนาร้าย, เป็นศัตรู, ไม่เป็นมิตร, เป็นปรปักษ์, ที่ต่อ

          ต้าน, ไม่รับแขก) 

    (g) swift    (เร็ว, รวดเร็ว, ว่องไว, ฉับพลัน, ฉับไว, ทันที, ทันควัน)

    (h) assiduous    (อะ-ซิด-ดิว-อัส)  (ขยัน, พยายาม, บากบั่น, พากเพียร, ยืนหยัด) 

3. The word “divorce” in paragraph 1 means ______________________________________.

(คำว่า  “การหย่าร้าง, การแตกแยก, การแตกความสามัคคี”  ในพารากราฟ ๑  หมายถึง _________)

    (a) pittance    (จำนวนเล็กน้อย, รายได้หรือค่าจ้างเล็กๆน้อยๆ, เงินค่าครองชีพเล็กๆน้อยๆ, การให้

          ทานเล็กๆน้อยๆ, นิตยภัต)

    (b) magnitude    (แม้ก-นิ-ทูด  หรือ  ทิวด)  (ขนาด, ปริมาณ, ความใหญ่, ความสำคัญ, ขนาดใหญ่,

          จำนวน, มิติ, ความสว่างของดวงดาว)

    (c) triumph    (ไทร้-อั้มฟ)  (ชัยชนะ, ความมีชัย, ความสำเร็จ, การฉลองชัยชนะ, ความยินดีที่มีชัย) 

          (เมื่อเป็นคำกริยา  หมายถึง  “ได้รับชัยชนะ, ฉลองชัยชนะ”)

    (d) artifact    (อ๊าร์-ทิ-แฟคท)  (สิ่งประดิษฐ์, สิ่งประดิษฐ์โดยฝีมือคน, สิ่งที่มนุษย์ทำขึ้น, ของเทียม) 

    (e) excursion    (เอคส-เค้อร์-ชั่น)  (การเดินทางระยะสั้น, การเดินทางเพื่อจุดประสงค์พิเศษบางอย่าง,

         การเดินทางในราคาพิเศษ, การเที่ยว, การเบี่ยงเบน, การออกนอกลู่นอกทาง) 

    (f) appraisal    (อะ-เพร้-เซิ่ล)  (การประเมิน, การตีราคา) 

    (g) characteristic    (แค-แรค-เตอร์-ริส-ติค)  (ลักษณะเฉพาะ, ลักษณะพิเศษเฉพาะ)(เมื่อเป็นคำ

          คุณศัพท์  หมายถึง  “เป็นลักษณะเฉพาะหรือพิเศษ, เป็นนิสัยประจำ”) 

    (h) marital separation    (การแยกออกทางการสมรส, การหย่าร้าง)

4. The cause of his divorce was that he ___________________________________________.

(สาเหตุของการหย่าร้างของเขา  คือว่าเขา _____________________________________)

    (a) didn’t earn enough money for his family    (หาเงินได้ไม่เพียงพอสำหรับครอบครัวของเขา)

    (b) changed his value system    (เปลี่ยนระบบค่านิยมของเขา)

    (c) failed to spend enough time with his family    (ล้มเหลวที่จะใช้เวลาอย่างเพียงพอกับ

          ครอบครัวของเขา)  (ดูคำตอบจากพารากราฟแรกที่กล่าวว่า  ไบรอันทำงานจนถึงเที่ยงคืน

          ทุกวัน  และจากประโยคที่ ๒ ของพารากราฟ ๒ ที่กล่าวว่า  “(ก่อนหย่าร้าง)  ไบรอันมีงาน

          เต็มเวลา ๒ งานที่จะจุนเจือครอบครัวของเขา  ถึงแม้ว่าชั่วโมง (การทำงาน) ที่ยาวนานจะ

          ขัดขวาง (เป็นอุปสรรค) มิให้เขาใช้เวลากับครอบครัวของเขา”)

    (d) realized too soon about his failure    (เขาตระหนักรู้เร็วเกินไปเกี่ยวกับความล้มเหลวของเขา)

5. The word “marriage” in paragraph 1 is closest in meaning to _________________________.

(คำว่า  “การแต่งงาน, การสมรส, ภาวะที่แต่งงานกัน, พิธีสมรส, ความสัมพันธ์กันอย่างใกล้ชิด, การรวมกันอย่างสนิท”  ในพารากราฟ ๑  ใกล้เคียงที่สุดในความหมายกับ _______________)

    (a) collusion    (คะ-ลู้-ชั่น)  (การสมรู้ร่วมคิด, การรวมหัวกันคิดอุบาย)

    (b) aversion    (อะ-เว้อ-ชั่น)  (ความรังเกียจ, ความเกลียดชัง, ความไม่ชอบ, ความไม่พอใจ)

    (c) compunction    (คัม-พั้ง-ชั่น)  (ความเสียใจต่อการกระทำ, ความไม่สบายใจหรือวิตกกังวลต่อสิ่ง

          ที่ได้กระทำไป) 

    (d) skirmish    (สเค้อร์-มิช)  (การต่อสู้กันประปราย, การต่อสู้ระหว่างกองทหาร หรือกลุ่มเล็กๆ) 

          (เมื่อเป็นคำกริยา  หมายถึง  “สู้รบกันประปราย  หรือระหว่างกลุ่มเล็กๆ”) 

    (e) adversity    (แอด-เว้อ-ซิ-ที่)  (ความเคราะห์ร้าย, ภัยพิบัติ, ความทุกข์ยากลำบาก) 

    (f) matrimony    (การสมรส, พิธีสมรส, การมีเหย้าเรือน)

    (g) candor    (ความซื่อตรง, ความจริงใจ, ความตรงไปตรงมา, ความเปิดเผย)

    (h) allegation    (แอล-ลิ-เก๊-ชั่น)  (การกล่าวหา, การยืนยัน, การอ้าง, ข้อกล่าวหา, ข้ออ้าง, ข้อยืนยัน)  

6. Before the divorce ________________________________________________________.

(ก่อนการหย่าร้าง _____________________________________________________)

    (a) Brian’s wife worked hard to support the family    (ภรรยาของไบรอันทำงานหนักเพื่อจุนเจือครอบ

          ครัว)  (ไม่จริง  เนื่องจากภรรยาของไบรอันมิได้ทำงาน – ดูจากประโยคที่ ๕ ของพารากราฟ ๒)

    (b) a house full of children became the center of Brian’s life    (บ้านที่เต็มไปด้วยลูกๆ  กลายเป็น

          ศูนย์กลางของชีวิตของไบรอัน)  (ไม่จริง  เนื่องจากเรื่องนี้เกิดขึ้นหลังการหย่าร้างและแต่งงานใหม่

          ของไบรอัน – ดูจากประโยคก่อนสุดท้ายของพารากราฟแรก)

    (c) Brian struggled to earn money    (ไบรอันต่อสู้ดิ้นรนเพื่อหาเงินมา)  (ดูคำตอบจากประโยค

          ที่ ๒ ของพารากราฟ ๒ ที่กล่าวว่า  “(ก่อนหย่าร้าง)  ไบรอันมีงานเต็มเวลา ๒ งานที่จะจุนเจือ

          ครอบครัวของเขา  ถึงแม้ว่าชั่วโมง (การทำงาน) ที่ยาวนานจะขัดขวาง (เป็นอุปสรรค) มิให้เขา

          ใช้เวลากับครอบ ครัวของเขา)

    (d) Brian realized the value of hard work    (ไบรอันตระหนักถึงคุณค่าของงานหนัก)  (หลังการหย่าร้าง

          และแต่งงานใหม่  เขาก็ตระหนักถึงเรื่องนี้เช่นกัน  แต่เขาเปลี่ยนมาให้ความสำคัญกับครอบครัวมากกว่า)

7. What does “values” in paragraph 1 mean?

(ค่านิยม, คุณค่า, มูลค่า, ราคา, ค่าเป็นเงิน”  ในพารากราฟ ๑  หมายถึงอะไร)

    (a) valor    (แว้ล-เล่อะ)  (ความกล้าหาญ, ความอาจหาญ, ความองอาจ) 

    (b) oppressions    (ออพ-เพร้ซ-ชั่น)  (การกดขี่, การบีบบังคับ, ภาวะที่ถูกกดขี่, ความรู้สึกถูกกดขี่, เผด็จการ)  

    (c) furies    (ฟิ้ว-รี่)  (๑. ความโกรธจัด, ความโมโหร้าย, ความเดือดดาล,   ๒. ความดุเดือด, ความรุนแรง)

    (d) valuables    (ของมีค่า, ของที่มีค่าเป็นเงินมาก)

    (e) moral principles and beliefs that people think are important in life and that they

         tend to live their lives by    (หลักและความเชื่อด้านศีลธรรมจรรยา  ซึ่งผู้คนคิดว่ามีความ

         สำคัญในชีวิต  และซึ่งพวกเขามีความโน้มเอียงที่จะดำรงชีวิตตามนั้น)

    (f) scrutiny    (สครู้-ที-นี่)  (การพินิจพิเคราะห์อย่างละเอียด, การพิจารณาอย่างละเอียด, การตรวจสอบ

          อย่างละเอียด) 

    (g) scuffles    (สคั้ฟ-เฟิ่ล)  (การตะลุมบอน, การชุลมุนต่อสู้, การต่อสู้พัลวัน, การเดินลากขา)  (เมื่อเป็น

          คำกริยา  หมายถึง  “ต่อสู้พัลวัน”)

    (h) mockeries   (ม้อค-เคอ-รี่)  (๑. การเยาะเย้ย, การเย้ยหยัน, การหัวเราะเยาะ,  ๒. บุคคลหรือสิ่งที่ถูก

          เย้ยหยัน หรือเป็นตัวตลก,  ๓. การเลียนแบบ หรือเอาอย่าง)   

8. Brian said that his reason for working hard was that he _____________________________.

(ไบรอันกล่าวว่าเหตุผลสำหรับการทำงานหนัก  คือว่าเขา ____________________________)

    (a) was indifferent to his wife’s feelings    (ไม่แยแสต่อความรู้สึกของภรรยาของเขา)

    (b) preferred to work late at night    (เขาชอบที่จะทำงานจนดึกดื่นมากกว่า)

    (c) cared most about success in his career    (เอาใจใส่ – เป็นห่วง – มากที่สุดเกี่ยวกับความสำเร็จ

          ในอาชีพของเขา)

    (d) was concerned about his family’s finances    (วิตกกังวลเกี่ยวกับการเงินของครอบครัว

          ของเขา)  (ดูคำตอบจากประโยคที่ ๔ และ ๕ ของพารากราฟ ๒ ที่กล่าวว่า  “มันดูเหมือนว่า

          เป็นสิ่งดีที่สุดที่จะทำได้ในขณะนั้น (เมื่อแต่งงานครั้งแรก)  ผมไม่ชอบการไม่มีเงินเพียงพอ

          และกับ (การมี) ภรรยาที่ไม่สามารถมีส่วนช่วยเหลือในรายได้ของครอบครัว (หมายถึง 

          ภรรยาคนแรกของไบรอันไม่ได้ทำงาน)  มันดูเหมือนเป็นสิ่งดีที่สุดที่ผมทำ (ในตอนนั้น))

9. In the second paragraph, “contribute” may be replaced by __________________________.

(ในพารากราฟ ๒,  “มีส่วนช่วยเหลือ, ช่วยเหลือ, สนับสนุน, ให้เงินช่วยเหลือ, อุดหนุน, ให้ (เงิน, อาหารหรืออื่นๆ), ส่งเรื่องที่เขียนไปตีพิมพ์”  อาจแทนโดย ________________)

    (a) pursue    (เพอร์-ซู่  หรือ  ซิ่ว)  (ติดตาม, ไล่ตาม, ตามจับ, เจริญรอย, ดำเนินตาม, ปฏิบัติตาม,

          ดำเนินการต่อไป)

    (b) threaten    (เธร้ท-เทิ่น)  (ข่มขวัญ, ขู่เข็ญ, คุกคาม, เตือนภัย, เป็นลางร้าย)

    (c) bring up    (เลี้ยงดู, อบรม, ให้การศึกษา) 

    (d) divert    (เบี่ยงเบน, หันเห, ทำให้ออกนอกลู่นอกทาง)

    (e) supply    (ให้, จัดหา, เสริม, จัดส่ง, ส่งเสบียง, ผนวก, ชดเชย, ชดใช้, แทนที่)

    (f) disseminate    (ดิส-เซ้-มะ-เนท)  (กระจาย (ข่าว, ความรู้, ความคิด ฯลฯ), เผยแพร่)

    (g) alter    (เปลี่ยนแปลง, แก้ไข, ดัดแปลง, ปรับปรุง)

    (h) accumulate    (สะสม, เพิ่มพูน)

10. The word “income” in the final paragraph refers to ________________________________.

(คำว่า  “รายได้, เงินได้, รายรับ, สิ่งที่เพิ่มเข้ามา, การเข้ามา”  ในพารากราฟสุดท้าย  หมายถึง _______)

      (a) retaliation    (การโต้ตอบ, การแก้เผ็ด, การล้างแค้น)

      (b) effort    (ความพยายาม)

      (c) progress    (ความก้าวหน้า)

      (d) performance    (การดำเนินการ, การกระทำ, การปฏิบัติ, การแสดง, การบรรเลง)

      (e) disgrace    (ความอัปยศอดสู, ความอับอาย, ความขายหน้า)

      (f) misery    (มิส-เซอะ-รี่)  (ความทุกข์ยาก, ความลำบาก)

      (g) revenue    (รายได้, รายได้ของรัฐจากภาษีอากรและอื่นๆ, ภาษีอากร, แผนภาษีอากรของรัฐ)

      (h) impunity    (อิม-พิ้ว-นิ-ที่)  (การได้รับการยกเว้นโทษ, การไม่ต้องได้รับโทษ, การได้รับนิรโทษกรรม) 

11. The best title for the passage is ______________________________________________.

(ชื่อเรื่องที่ดีที่สุดสำหรับเนื้อเรื่อง – บทความ – นี้  คือ _______________________________)

      (a) An Invaluable Lesson from Pain    (บทเรียนซึ่งหาค่ามิได้จากความเจ็บปวด)

      (b) Hard Work as a Key to Success    (งานหนักในฐานะกุญแจไปสู่ความสำเร็จ)

      (c) A Realization that Leads to Success in a Career    (การตระหนักรู้ที่นำไปสู่ความสำเร็จในอาชีพ)

      (d) A Commitment to Family Responsibilities    (ความผูกมัดกับความรับผิดชอบต่อครอบ

            ครัว)  (เนื้อเรื่องส่วนใหญ่พูดเกี่ยวกับความรับผิดชอบต่อครอบครัวของไบรอัน  ตั้งแต่ก่อน

            ที่เขาจะหย่าร้างกับภรรยาคนแรก  รวมทั้งความรับผิดชอบและการอุทิศตัวให้กับครอบครัว

            มากยิ่งขึ้น  เมื่อเขาแต่งงานใหม่)

 

(คำแปล)

เงินหรือครอบครัว : คุณจะเลือกอะไร ?

 

            การอยู่ดีมีสุข (Living well) เป็นเรื่องท้าทาย (challenge),  ไบรอัน พาล์มเมอร์  ซึ่งเป็นนักธุรกิจที่ประสบความสำเร็จ  อาศัยอยู่ในนิวยอร์กและทำงานเป็นผู้จัดการระดับบน (top-level manager) ในบริษัท (corporation) ขนาดใหญ่แห่งหนึ่ง  เขามีความภูมิใจ (proud) ในความก้าวหน้า (การเติบ โต, การเพิ่มขึ้น, การลุกขึ้น, การยืนขึ้น, การตื่นขึ้น) (rise) อย่างรวดเร็ว (rapid) ของเขาในบริษัท  อย่างไรก็ตาม  เขากลับภูมิใจมากกว่าเสียอีก (even prouder) กับความเปลี่ยนแปลงที่เขาได้ทำขึ้นเมื่อเร็วๆ นี้ (made recently) ในความคิดของเขาเกี่ยวกับความสำเร็จ,  “ระบบค่านิยม (การให้คุณค่า) (value) ของผม,”  เขากล่าว, “ได้เปลี่ยนแปลงไปนิดหน่อย (เล็กน้อย) (a little bit)  ซึ่งเป็นผลมาจาก (as the result of) การหย่าร้าง (divorce),   ในปัจจุบัน  ผมคิดแตกต่างออกไปเกี่ยวกับว่าอะไรมีความสำคัญในชีวิต (what is important in life),  โดยเมื่อ ๒ ปีล่วงมาแล้ว,  ด้วยปริมาณงานเท่าเดิม (with the same work load) กับที่ผมมีในปัจจุบัน (I have right now)  ผมจะอยู่ในที่ทำงาน (สำนักงาน) (office)  และทำงานจนกระทั่งเที่ยงคืน (midnight), กลับบ้าน, เข้านอน (go to bed), และตื่นนอนตอน ๖ โมงเช้า  และทำงานอีกครั้งจนกระทั่งเที่ยงคืน,  ในปัจจุบัน  ครอบครัวของผมมีความสำคัญสำหรับผมมากกว่างาน  และงานจะต้องรอก่อน (will just have to wait) (หมายถึง  ครอบครัวต้องมาก่อน  ส่วนงานมาทีหลัง)”  ทั้งนี้  การแต่งงานใหม่ (new marriage)  และบ้านที่เต็มไปด้วยลูกๆ (house full of children)  ได้กลายเป็นศูนย์กลางของชีวิตของไบรอัน,  แต่ค่านิยม (values) ใหม่ดังกล่าวได้รับการตระหนักถึง (เข้าใจ, สำนึก, ทำให้เป็นจริง, ทำให้สมปรารถนา, ทำให้บรรลุผล, เปลี่ยนเป็นเงินสดหรือเงิน) (realized)  ก็เพียงภายหลังจากความเจ็บปวด (pain) ของการหย่าร้างครั้งแรก

             ไม่ว่าชีวิตของไบรอันจะน่าพอใจ (สนองความพอใจ) (satisfying) หรือไม่ก็ตาม  เขามีความผูกมัดอย่างลึกซึ้ง (deeply committed) กับความสำเร็จในอาชีพ (career) ของเขา  และความรับผิดชอบต่อครอบครัว (family responsibilities) ของเขา,  (ในอดีต) เขามี (ทำ) งานเต็มเวลา ๒ งาน (two full-time jobs) ที่จะจุนเจือ (ค้ำจุน, อุดหนุน, พยุง, ช่วยเหลือ, สนับสนุน, เป็นตัวประกอบ, เป็นตัวรอง) (support) ครอบครัวของเขา  ถึงแม้ว่า (even though) ชั่วโมง (การทำงาน) ที่ยาวนานจะขัดขวาง (เป็นอุปสรรค, ป้องกัน) (prevented) มิให้เขาใช้เวลา (spending time) กับครอบครัวของเขา,  โดยไบรอันพรรณนา (อธิบาย, บรรยาย, บอก, แถลง, ระบุ) (describes) เหตุผลของเขาสำหรับการทำงานหนักมาก (working so hard) ภายหลังการแต่งงาน  อย่างง่ายๆ (ตรงไปตรงมา, ชัดเจน, เรียบๆ, โดยจริงใจ, อย่างไม่มีเล่ห์เหลี่ยม, เท่านั้น) (simply) (หมายถึง  บอกเหตุผลอย่างง่ายๆ-ตรงไปตรงมา)  คือ  “มันดูเหมือนว่าเป็นสิ่งดีที่สุดที่จะทำได้ในขณะนั้น (เมื่อแต่งงานครั้งแรก),  ผมไม่ชอบการไม่มีเงินเพียงพอ  และกับ (การมี) ภรรยาที่ไม่สามารถมีส่วนช่วยเหลือในรายได้ของครอบครัว (contribute to the family income) (หมายถึง  ภรรยาคนแรกของไบรอันไม่ได้ทำงาน)  มันดูเหมือนเป็นสิ่งดีที่สุดที่ผมทำ (ในตอนนั้น)”  โดยในปัจจุบัน  ไบรอันรู้ดีกว่าเดิม (knows better),  “ในปัจจุบัน  ผมตระหนัก (สำนึก)  (realize) ว่า  เวลาและความรักของผมมีความสำคัญเท่าๆ กับเงินสำหรับครอบครัว  ผมดีใจที่ผมได้เรียนรู้ (learned) สิ่งนี้  ก่อนที่มันจะสายเกินไป”

 

เรียน   ท่านผู้ติดตามอ่านเว็บไซต์  “everydayenglish.pwa.co.th                  

 

                ถ้าท่านมีคำแนะนำให้ปรับปรุงเว็บไซต์นี้ประการใด  กรุณาส่ง e-mail ไปที่  ดร. วัชรินทร์  ภูเขาทอง  อดีต  ผอ. สำนักวิทยาการ  การประปาส่วนภูมิภาค  ผู้จัดทำเว็บไซต์นี้  ตาม  “Address”  (โปรดระบุหัวเรื่องด้วยว่า  “ปรับปรุงเว็บไซต์”)   เพื่อที่ผู้จัดทำฯ จะได้ปรับปรุงเนื้อหาได้ตรงตามความประสงค์ของผู้อ่านเว็บไซต์นี้ต่อไป

 

 

 

หมวดข้อสอบ READING (ตอนที่ 57)

การประปาส่วนภูมิภาค  “มุ่ง-มั่น-เพื่อปวงชน”

 

DirectionRead the following passage and choose the best answer for each question.

(จงอ่านบทความต่อไปนี้  และเลือกคำตอบที่ดีที่สุดสำหรับแต่ละคำถาม)

 

The Weekend Car for Singaporeans

 

          Owning a car in Singapore is expensive.  Surcharges levied on buyers to discourage peak-hour congestion cost more than the car itself.  They include a 45% import duty and a 150% “additional registration fee.”  Annual road tax is also steep: $390 for a 1,000-cc car.  Add on a $565 registration fee and a few thousands for a certificate under the republic’s quota scheme – and by the time a buyer gets behind the wheel of a $10,000 vehicle, he will have paid much more than $30,000.

          As of this month, however, Singaporeans have a cheaper alternative: the weekend car.  “We prefer to refer to it as the off-peak car,” says Gerard Fe of the Automobile Association of Singapore.  “It’s not just a weekend car.  You can use it on weekdays from 7 p.m. to 7 a.m.”  The quid pro quo for restricted use is a rebate of up to $8,500 on the purchase surcharges and a 70% reduction on road tax.  And vehicles already in use can be converted to weekend cars, in which case the road tax is cut 95%.

The off-peak vehicle can be used on public holidays as well.

          The scheme is expected to appeal to leisure drivers who can’t afford a peak-hour vehicle and to the well-heeled who want a second, perhaps more expensive, car for recreation.  The weekend car could be useful in an emergency as well.  Each year it may be driven during peak hours on five days of the owner’s choosing.  Permits for additional days can be bought for $11.30 a day.  The penalty for venturing out in peak hours without a permit: half the full annual road tax for first-time offenders.  Weekend cars are distinguished by their red and white number plates.  Tampering with the sealed plate invites a fine of twice the annual road tax.

 

1. The weekend car owner cannot use the car ______________________________________.

(เจ้าของรถยนต์สุดสัปดาห์ไม่สามารถใช้รถยนต์ _________________________________)

    (a) on public holidays    (ในวันหยุดของประเทศ – หรือวันหยุดราชการ)

    (b) even in an emergency    (แม้กระทั่งในกรณีฉุกเฉิน)

    (c) from 7 p.m. to 7 a.m. on weekdays    (จาก ๑ ทุ่มถึง ๗ โมงเช้าในวันทำงาน  หรือวันธรรมดา

          ที่มิใช่วันหยุด)

    (d) during rush hours without a permit    (ในระหว่างชั่วโมงเร่งด่วน  โดยไม่มีใบอนุญาต

          (ดูคำตอบจากประโยคที่ ๕ ของพารากราฟสุดท้ายที่กล่าวว่า  “การลงโทษ (ค่าปรับ) ในการ

          เสี่่่ยงเอารถออกมาวิ่งในชั่วโมงเร่งด่วนโดยไม่มีใบอนุญาต  ก็คือ  (ถูกปรับเป็นเงิน) ครึ่งหนึ่ง

          ของภาษีการใช้ถนนประจำปีจำนวนเต็ม (มิได้ระบุจำนวนที่แน่นอน) สำหรับผู้กระทำความ

          ผิดครั้งแรก)

2. In the first paragraph, “levied” refers to _______________________________________.

(ในพารากราฟแรก,  “จัดเก็บ, จัดเก็บภาษี, หักเงินส่วนแบ่ง, ชักส่วน, เกณฑ์, เรียกระดม, ยึดทรัพย์สิน, อายัดทรัพย์สิน”  หมายถึง _________________)

    (a) postponed    (เลื่อนออกไป, ผัดเวลาออกไป)

    (b) perceived    (สังเกตเห็น, มองเห็น, มองออก, เข้าใจ, สัมผัสรู้)

    (c) admitted    (ยอมรับ, ยอมให้, รับสารภาพ, ให้เข้า, รับเข้า, ให้สิทธิเข้าได้)

    (d) relieved    (ทำให้บรรเทา, ทำให้ลดลง)

    (e) intimidated    (ข่มขวัญ, ทำให้ตกใจกลัว)

    (f) settled    (ทำให้มั่นคง, ทำให้แน่นแฟ้น, ตั้งรกราก, ตั้งหลักแหล่ง, อพยพเข้า, จ่ายเงิน, ชำระ,

          ปิดบัญชี, (ฝุ่น) ค่อยๆสงบลง)

    (g) collected    (เก็บ, สะสม, รวบรวม, รวมเป็นกลุ่ม, ไปรับ (จดหมาย), คุมสติ, สำรวม)

    (h) proliferated    (แพร่หลาย, เพิ่มมากขึ้น)

3. The word “congestion” in paragraph 1 means ____________________________________.

(คำว่า  “ความแออัด, ความคับคั่ง”  ในพารากราฟ ๑  หมายถึง __________________________)

    (a) anticipation    (การคาดหวัง, การทำนาย)

    (b) ambition    (ความทะเยอทะยาน, ความปรารถนาอันแรงกล้า, ความมักใหญ่ใฝ่สูง)

    (c) abhorrence    (ความเกลียดชัง, ความรังเกียจ)

    (d) nervousness    (ความประหม่า, ความวิตกกังวล)

    (e) sleepiness    (ความง่วงนอน)

    (f) ramification    (แรม-มิ-ฟิ-เค้-ชั่น)   (การขยาย, การเพิ่ม, การแตกกิ่งก้านสาขา, กิ่งก้าน, สาขา,

          ผลลัพธ์, ลักษณะหรือปัญหาที่เกี่ยวข้อง) 

    (g) incursion    (อิน-เค้อร์-ชั่น)  (การบุกรุก, การโจมตี, การรุกล้ำ)

    (h) jam    (การจราจรติดขัด, การแออัด, การอัดแน่น, การติดขัด, การอุดตัน, การยัด, การเบียด,

          อุปสรรค, การขลุกขลัก, สถานการณ์ที่ลำบาก)

4. The word “scheme” in paragraph 1 may be replaced by ____________________________.

(คำว่า  “โครงการ, แผนการ, แผนผัง, แบบแผน, แผนลับ, กลเม็ด, เพทุบาย, แผนร้าย”  ในพารากราฟ ๑  อาจแทนโดย ________________)

    (a) calamity    (คะ-แล้ม-มิ-ที่)  (ความหายนะ, ภัยพิบัติ, เคราะห์ร้าย)  

    (b) aptitude    (แอ๊พ-ทิ-ทิ้วด)  (ความสามารถ, สมรรถภาพ, ความถนัด, ความฉลาด, การเรียนเก่ง)  

    (c) preamble    (พรี-แอ๊ม-เบิ้ล)   (อารัมภกถา, บทนำ, บทความเบื้องต้น, คำบอก เกริ่น, พระราชปรารภ)  

    (d) apex    (ยอด, ปลาย, สุดยอด)

    (e) vicinity    (บริเวณใกล้เคียง, ความใกล้เคียง, จำนวนใกล้เคียง)

    (f) suburb    (ซับ-เบิร์บ)  (ชานเมือง, รอบนอกเมือง, ส่วนที่อยู่รอบนอก)

    (g) pandemonium    (ความโกลาหล, ความเอะอะโกลาหล, ความสับสนวุ่นวาย, สถานที่ที่มี

          ความเอะอะโกลาหล, นรก, อเวจี)

    (h) project    (โครงการ, แผนการ, โครงการวิจัย, โครงการค้นคว้า, โครงการเคหะ)

5. What does “vehicle” in paragraph 1 mean?

(รถยนต์, ยวดยาน, พาหนะ, ยานพาหนะ, ล้อเลื่อน, เครื่องมือลำเลียง”  ในพารากราฟ ๑  หมายถึงอะไร)

    (a) uproar    (อั๊พ-รอร์)  (ความเอะอะ, ความสับสนวุ่นวาย, ความโกลาหล, ความอึกทึกครึกโครม)

    (b) skirmish    (การต่อสู้กันประปราย, การต่อสู้ระหว่างกองทหาร หรือกลุ่มเล็กๆ)

    (c) massacre    (แมส-ซะ-เค่อะ)  (การสังหารหมู่, การฆ่าคนจำนวนมากอย่างไม่จำเป็น)

    (d) creed    (ความเชื่อ, ลัทธิ)

    (e) blunder    (ความผิดพลาด)

    (f) conveyance    (ยานพาหนะ, เครื่องมือขนส่ง, การขนส่ง, การนำ, การพา, การโอนทรัพย์สิน,

          การโอนกรรมสิทธิ์)

    (g) desperation    (ความสิ้นหวัง, ภาวะที่ล่อแหลม, ภาวะที่ร้ายแรง)

    (h) catastrophe    (คะ-แทส-ทระ-ฟี่)  (ภัยพิบัติ, ความหายนะ, เหตุการณ์ที่ร้ายกาจ, ตอนจบของละคร,

          จุดจบ)

6. One advantage that a weekend car owner gets is _________________________________.

(ประโยชน์ – ข้อดี - อย่างหนึ่งที่เจ้าของรถยนต์สุดสัปดาห์ได้รับ คือ _____________________)

    (a) a reduction on the registration fee    (การลดค่าธรรมเนียมการจดทะเบียน)

    (b) a refund on purchase surcharges    (ส่วนลด – หรือเงินคืน - จากค่าใช้จ่ายพิเศษในการ

          ซื้อรถ)  (ดูคำตอบจากประโยคที่ ๔ ของพารากราฟ ๒ ที่กล่าวว่า  “การยื่นหมูยื่นแมว (สิ่งทด

          แทน) สำหรับการใช้ (รถยนต์สุดสัปดาห์) แบบจำกัด (วันเวลา) คือเงินคืน (ส่วนลด) สูงถึง

          ๘,๕๐๐ ดอลลาร์จากค่าใช้จ่ายพิเศษในการซื้อรถ  และการลดภาษีการใช้ถนนจำนวน ๗๐%)

    (c) a permit to use the car during peak hours    (ใบอนุญาตใช้รถยนต์ในระหว่างชั่วโมงเร่งด่วน)

    (d) the privilege of buying a second car    (สิทธิพิเศษในการซื้อรถยนต์คันที่สอง)

7. In the second paragraph, “quid pro quo” could best be replaced by _____________________.

(ในพารากราฟ ๒,  “การยื่นหมูยื่นแมว, หมูไปไก่มา, สิ่งทดแทน, สิ่งชดเชย, สิ่งตอบแทน”  สามารถแทนดีที่สุดโดย ________________)

    (a) cost    (ต้นทุน, ราคาทุน, ทุนที่ซื้อมา, ค่าโสหุ้ย, ค่าใช้จ่าย, ค่าเสียหาย, ค่าธรรมเนียมฟ้องร้อง)

    (b) accomplishment    (ความสำเร็จ, การบรรลุผล)

    (c) profit    (กำไร, ผลกำไร, ผลประโยชน์, ผลตอบแทน, ข้อได้เปรียบ)

    (d) asset    (ทรัพย์สิน, บุคคลหรือสิ่งของที่มีค่า, ประโยชน์)

    (e) excuse    (ข้อแก้ตัว, ข้ออ้าง, คำแก้ตัว, คำขอโทษ, การให้อภัย, การปลดเปลื้อง)

    (f) compensation    (การชดเชย, การทดแทน, การตอบแทน, สิ่งที่ชดเชย)

    (g) anxiety    (ความวิตก, ความกังวล)

    (h) failure    (เฟ้ล-เย่อร์)  (ความล้มเหลว, ความไม่สำเร็จ, ความไร้ผล, การสอบตก, สิ่งที่ล้มเหลว)

8. The word “restricted” in paragraph 2 is closest in meaning to ________________________.

(คำว่า  “ถูกจำกัด, ถูกจำกัดวง, มีขอบเขต, ถูกกำหนด, คับแคบ”  ในพารากราฟ ๒  ใกล้เคียงที่สุดในความหมายกับ ________________)

    (a) remarked    (พูด, กล่าว, เอ่ย, สังเกตเห็น, ให้ข้อคิดเห็น)

    (b) signified    (บ่งบอก, ชี้บอก, มีความหมาย, บอกใบ้, เป็นลาง, เป็นนิมิต, บอกให้รู้ล่วงหน้า,

          มีความสำคัญ)

    (c) subsided    (ลดลง, บรรเทาลง, ถอยลง, จมลง, ทรุด, ตกตะกอน, นอนก้น)

    (d) auctioned    (อ๊อค-ชั่น)  (ขายทอดตลาด)

    (e) limited    (จำกัด, ถูกจำกัด, มีขอบเขต, แคบ)

    (f) redeemed    (ไถ่ถอน, ไถ่, เอากลับคืนมา, ใช้คืน, ได้คืนมา, ปลดเปลื้องหนี้, ชำระหนี้, ชดเชย,

          ชดใช้, ปฏิบัติตามสัญญา, ไถ่บาป)

    (g) feigned    (เฟน)  (แสร้งทำ)

    (h) extoled    (สรรเสริญ, ยกย่อง)

9. What does “converted” in paragraph 2 mean?

(คำว่า  “เปลี่ยนแปลง, เปลี่ยนกลับ, ทำให้เปลี่ยนศาสนา (ตำแหน่ง), เปลี่ยนศาสนา”  ในพารากราฟ ๒  หมายถึงอะไร)

    (a) provided    (ให้, จัดหาให้, เตรียมการ, จัดหาหนทางเลี้ยงชีพ)

    (b) displayed    (แสดง, เปิดเผย)  (เมื่อเป็นคำนาม  “Display”  หมายถึง  “การแสดง, นิทรรศการ”)

    (c) interfered    (แทรกแซง, ยุ่ง, ก้าวก่าย, สอดแทรก, ขัดขา, รบกวน)

    (d) transformed    (เปลี่ยนแปลง, เปลี่ยนสภาพ, แปลงสภาพ, เปลี่ยนรูป, แปรรูป, แปลงตัว,

           ปฏิรูป)

    (e) conserved    (สงวนไว้, อนุรักษ์ไว้)

    (f) shielded    (ปกป้อง, ป้องกัน, คุ้มครอง)

    (g) neglected   (เพิกเฉย, ละเลย, ไม่เอาใจใส่, ไม่สนใจ)

    (h) misused   (ใช้ในทางที่ผิด, ใช้ในทางที่ไม่ควร)

10. In the third paragraph, “appeal” means ______________________________________.

(ในพารากราฟ ๓,  “ดึงดูดใจ, ทำให้หลงใหล, ทำให้หลงเสน่ห์, อุทธรณ์, ร้องขอ, อ้อนวอน, เรียกร้อง”  หมายถึง ________________)

      (a) infuriate    (ทำให้โกรธ, ทำให้เดือดดาล)

      (b) disappoint    (ทำให้ผิดหวัง, ทำให้เสียแผน)

      (c) satisfy    (ทำให้พอใจ, สนองความพอใจ, สนองความต้องการ, ทำให้จุใจ, ทำให้แน่ใจ)

      (d) denounce    (ประณาม)

      (e) accompany    (ไปเป็นเพื่อน, มากับ, ไปกับ, ติดตาม, (เพลง) ประกอบ, คลอเสียง,

            เล่นดนตรีคลอเสียง)

      (f) fascinate    (กระตุ้นความสนใจ, ทำให้หลงเสน่ห์, ตรึงใจ, ทำให้หลงรัก, ทำให้

            ตะลึงงัน, จับใจ)

      (g) inhibit    (อิน-ฮิ้บ-บิท)  (ขัดขวาง, ยับยั้ง, สกัดกั้น, ห้าม)

      (h) precede    (มาก่อน, นำหน้า, นำหน้า, เสริมหน้า)

11. The phrase “the well-heeled” in paragraph 3 refers to people who are _______________.

(วลี  “มั่งมี, มีเงิน, ร่ำรวย”  ในพารากราฟ ๓  หมายถึงผู้คนซึ่ง ________________________)

      (a) penurious    (พี-นิ้ว-เรียส)  (ยากจนที่สุด, ขาดแคลนยิ่ง, ขี้ตระหนี่มากที่สุด, ขี้เหนียวที่สุด)

      (b) economical    (ประหยัด, มัธยัสถ์, กระเหม็ดกระแหม่)

      (c) fun-loving    (รักสนุก, ชอบสนุก)

      (d) affluent    (มั่งคั่ง, ร่ำรวย, มากมาย)

      (e) benevolent    (ใจบุญ, ชอบทำบุญ, เมตตา, กรุณา)

      (f) fashionable    (ตามแฟชั่น, ทันสมัย, ตามสมัยนิยม)

      (g) valiant    (กล้าหาญ, องอาจ, อาจหาญ, เป็นวีรบุรุษ, มีคุณค่า, ดีเลิศ)

      (h) arrogant    (หยิ่ง, ยโส, จองหอง)

12. The word “recreation” in paragraph 3 may be replaced by _________________________.

(คำว่า  “การพักผ่อนหย่อนใจ, การหาความบันเทิง, การหาความสำราญ, นันทนาการ”  ในพารากราฟ ๓  อาจแทนโดย ________________)

      (a) execution    (การดำเนินการ, การบริหาร, การประหารชีวิต)

      (b) tension    (ความเครียด, ความตึงเครียด, ความตึง)

      (c) equilibrium    (ความสมดุล, ดุลยภาพ, สภาพคงที่)

      (d) pandemonium    (ความแตกตื่น, ความวุ่นวาย, ความโกลาหล)

      (e) relaxation    (การผ่อนคลายอารมณ์, การพักผ่อนหย่อนใจ, การผ่อนคลาย, การลดหย่อน,

           การผ่อนผัน)

      (f) exploitation    (การใช้หาประโยชน์, การใช้เพื่อประโยชน์ส่วนตัว, การใช้เพื่อหากำ ไร, การส่งเสริม

           โดยการโฆษณาและประชาสัมพันธ์)

      (g) evacuation    (การอพยพ, การโยกย้าย, การถอนออก, การถอนทหาร, การขับออก)

      (h) collaboration    (ความร่วมมือ)

13. What does “offenders” in paragraph 3 mean?

(“ผู้กระทำความผิด, ผู้ละเมิด (กฎหมาย, ระเบียบ), ผู้รุกราน, ผู้ทำให้ขุ่นเคือง, ผู้ทำให้ไม่พอใจ”  ในพารากราฟ ๓  หมายถึงอะไร)

      (a) fugitives    (ฟิ้ว-จิ-ทิฟว)  (ผู้หลบหนี, คนที่กำลังหนี, ผู้ลี้ภัย)

      (b) enthusiasts    (ผู้มีความกระตือรือร้น, ผู้คลั่งศาสนา)

      (c) entourages   (อาน-ทู-ร้าช)  (คณะผู้ติดตาม, ผู้ติดสอยห้อยตาม, บริวาร, สิ่งแวดล้อม) 

      (d) rebels    (เร้บ-เบิล)  (กบฏ, ผู้ก่อการกบฏ, ผู้ขัดขืน, ผู้พยศ, ผู้ก่อการจลาจล)

      (e) arbitrators    (ผู้ไกล่เกลี่ย, ผู้ตัดสินในอนุญาโตตุลาการ, ผู้เสนอให้ตัดสินโดยมีการชี้ขาด)

      (f) masterminds   (ผู้วางแผน, ผู้ริเริ่มความคิด, ผู้ชำนาญ)  (เมื่อเป็นคำกริยา  หมายถึง  “วางแผน

            อย่างชำนาญ, ควบคุมอย่างชำนาญ”)

      (g) perpetrators    (ผู้กระทำผิดกฎหมาย, ผู้ทำชั่ว, ผู้ก่อกรรมทำเข็ญ, ผู้เล่นตลก)

      (h) assassins    (อะ-แซ้ส-ซิ่น)  (ผู้ลอบฆ่าโดยเฉพาะการฆ่าคนมีชื่อเสียง, ผู้ทำลาย)

      (i) traffickers    (พ่อค้า, ผู้ค้าขาย, ผู้ทำธุรกิจการพาณิชย์) 

14. “distinguished” in the final paragraph is closest in meaning to _______________________.

(“ทำให้แตกต่าง, แบ่งแยก, จำแนก, รู้ถึงข้อแตกต่าง, ทำให้เด่น”  ในพารากราฟสุดท้าย  ใกล้เคียงที่สุดในความหมายกับ _______________)

      (a) extinguished    (ดับ (ไฟ, ความกระหาย), ทำให้สิ้น, ยกเลิก, ยุติ, ชำระหนี้)

      (b) relinquished    (ริ-ลิ้ง-ควิช)  (ยกเลิก, สละ, ปลดปล่อย, ถอน)

      (c) interrogated    (สอบถาม, ซักถาม) 

      (d) emulated   (เอ๊ม-มิว-เลท)  (เอาอย่าง, พยายามเลียนแบบ, พยายามจะทำให้เท่าเทียมหรือดีกว่า) 

      (e) eroded    (อิ-โร้ด)  (สึกกร่อน, กัดกร่อน, เซาะ, ชะ, ทำให้สึกกร่อน)

      (f) impoverished    (อิม-พ้อฟ-เวอะ-ริช)  (ทำให้ยากจน, ทำให้เสื่อม, ทำให้อ่อนกำลัง, ทำให้มี

            คุณภาพเลว) 

      (g) apportioned    (อะ-พ้อร์-ชั่น)  (แบ่งปัน, แบ่งสรร) 

      (h) differentiated    (ทำให้แตกต่างกัน, แยก, แบ่งแยก, จำแนก, เปลี่ยน, กลายเป็นไม่

             เหมือนกัน)

15. An example of “tampering with the sealed plate” in the final paragraph is _________ the plate.

(ตัวอย่างของ  “การเข้าไปยุ่งกับแผ่นป้ายทะเบียนที่ถูกลงตรา - ประทับตรา” (หมายถึง  การเข้าไปเปลี่ยนแปลงแก้ไขแผ่นป้ายทะเบียน) ในพารากราฟสุดท้าย  คือการ _______________ แผ่นป้ายทะเบียน)

      (a) renewing    (ต่ออายุ, ต่อสัญญา, เริ่มใหม่, ทำใหม่, เปลี่ยนใหม่, ซ่อมแซม, เสริม, เติม, ฟื้นฟู,

            สร้างใหม่, ทำให้กลับสู่สภาพเดิม)

      (b) counterfeiting    (เค้าน-เทอะ-ฟิท-ทิ่ง)  (ปลอม, ปลอมแปลง, เลียนแบบ, ทำให้เหมือน,

            เสแสร้ง, แกล้ง)

      (c) stealing    (ขโมย)

      (d) framing    (ใส่กรอบ, ใส่วงกบ, ประกอบ, ก่อ, สร้าง, ติดตั้ง, คิด, วางแผน, ใส่ความ, ใส่ร้าย)

      (e) changing    (เปลี่ยน, เปลี่ยนแปลง)

      (f) augmenting    (ออก-เมิ่นท-ทิง)  (เพิ่ม, ขยาย, เสริม, เพิ่มทวี) 

      (g) confronting    (คัน-ฟรั้น-ทิง)  (เผชิญหน้ากับ, พบกับ, ต้านทาน, ต่อต้าน, ท้าทาย)

      (h) eliminating    (กำจัด, ทำลายสิ้น, ขับไล่, ขับออก, ลบทิ้ง, คัดออก)

16. Which of the following is NOT true?

(ข้อใดต่อไปนี้ไม่เป็นความจริง – ไม่ถูกต้อง)

      (a) Off-peak car owners pay higher purchase surcharges.    (เจ้าของรถยนต์ที่มิได้วิ่งใน

            ชั่วโมงเร่งด่วน  จ่ายเงินเพิ่มพิเศษการซื้อรถสูงกว่า)  (ม่เป็นความจริง  ดูคำตอบจากประ

            โยคที่ ๔ ในพารากราฟ ๒ ที่กล่าวว่า  “การยื่นหมูยื่นแมว (สิ่งทดแทน) สำหรับการใช้ (รถ

            ยนต์สุดสัปดาห์) แบบจำกัด (วันเวลา) (หรือรถยนต์ที่มิได้วิ่งในชั่วโมงเร่งด่วน)  คือเงินคืน

            (ส่วนลด) สูงถึง ๘,๕๐๐ ดอลลาร์จากค่าใช้จ่ายพิเศษ (เงินที่เรียกเก็บเพิ่ม) ในการซื้อรถ 

            และการลดภาษีการใช้ถนนจำนวน ๗๐%”  ซึ่งหมายถึง  เจ้าของรถประเภทนี้จ่ายเงินต่ำ

            กว่า (รถที่วิ่งในชั่วโมงเร่งด่วน)  มิใช่สูงกว่า)

      (b) Weekend car owners can use the car during the rush hours for five days without any

             charge.    (เจ้าของรถยนต์สุดสัปดาห์สามารถใช้รถระหว่างชั่วโมงเร่งด่วนได้เป็นเวลา ๕ วัน – ใน

             ๑ ปี – โดยไม่มีค่าใช้จ่ายใดๆ – คือไม่ถูกเรียกเก็บเงินเพิ่ม)  (เป็นความจริง  ดูคำตอบจากประโยค

             ที่ ๓ ของพารากราฟสุดท้ายที่กล่าวว่า  “ในแต่ละปี  มัน (รถยนต์สุดสัปดาห์) อาจจะใช้ขับขี่ในชั่วโมง

             เร่งด่วนเป็นเวลาห้าวัน (วันใดก็ได้ในแต่ละปี  แต่ไม่เกิน ๕ วัน) แล้วแต่เจ้าของรถจะเลือกวัน”)

      (c) The extra charges that a car buyer has to pay are about two times higher than the cost

             of the car.    (ค่าใช้จ่ายพิเศษที่ผู้ซื้อรถจำเป็นต้องจ่าย  สูงกว่าราคาทุนของรถยนต์ประมาณ ๒ เท่า) 

             (เป็นความจริง  ดูคำตอบจากประโยคสุดท้ายของพารากราฟแรกที่กล่าวว่า  “......................และเมื่อ

             ผู้ซื้ออยู่หลังพวงมา ลัยของรถยนต์ (หมายถึง  ได้เป็นเจ้าของรถ) ราคา ๑๐,๐๐๐ ดอลลาร์  เขาก็คง

             จะได้จ่ายเงิน (ค่าซื้อรถ) ไปแล้วเกินกว่า ๓๐,๐๐๐ ดอลลาร์มากมายทีเดียว – คือเมื่อรวมกับเงินที่ต้อง

             จ่ายเพิ่มพิเศษเมื่อซื้อรถ  และภาษีประเภทต่างๆ”  ซึ่งแสดงว่าต้องจ่ายสูงกว่าราคาต้นทุนของรถประ

             มาณ ๒ เท่า)

      (d) The owner of a car already in use can apply to convert his car to a weekend car.    (เจ้าของ

             รถยนต์ที่ใช้งานอยู่แล้ว  สามารถขอ (ร้องเรียน) ที่จะเปลี่ยนแปลงรถยนต์ของตนเป็นรถสุดสัปดาห์ได้) 

             (เป็นความจริง  ดูคำตอบจากประโยคก่อนสุดท้ายของพารากราฟ ๒ ที่กล่าวว่า  “และยานพาหนะ

             (รถยนต์) ซึ่งใช้งานอยู่แล้ว  สามารถ (ถูก) เปลี่ยนแปลงให้เป็นรถยนต์สุดสัปดาห์ได้  ซึ่งเป็นกรณีที่

             ภาษีการใช้ถนนถูกตัด (ลดลง) ๙๕%” – เพื่อจูงใจเจ้าของรถ)

17. It can be inferred that the off-peak car project will _________________________________.

(มันสามารถสรุปได้ว่า  โครงการรถยนต์ที่มิได้วิ่งในชั่วโมงเร่งด่วน  จะ _____________________)

      (a) make the traffic even more congested    (ทำให้การจราจรติดขัดมากขึ้นไปอีก)  (ไม่เป็นความจริง

            เนื่องจากรถในโครงการนี้ห้ามวิ่งในชั่วโมงเร่งด่วน  ถ้าจะนำมาวิ่งต้องจ่ายเงินเพิ่ม)

      (b) succeed as many people want a second car    (ประสบความสำเร็จ  เพราะผู้คนจำนวนมากต้อง

            การรถยนต์คันที่สอง)  (ไม่เป็นความจริง  เนื่องจากเฉพาะคนมีฐานะเท่านั้นที่ต้องการมีรถคันที่สอง)

      (c) discourage Singaporeans from buying a car    (ขัดขวางชาวสิงคโปร์มิให้ซื้อรถยนต์)  (ไม่เป็น

            ความจริง  เนื่องจากโครงการนี้ทำให้ชาวสิงคโปร์มีโอกาสเป็นเจ้าของรถมากขึ้น  โดยสามารถซื้อรถ

            ในราคาต่ำกว่าปกติ  แต่ต้องจำกัดเวลาวิ่ง)

      (d) give more Singaporeans the chance to own a car    (ให้โอกาสชาวสิงคโปร์จำนวนมาก

            ขึ้นในการเป็นเจ้าของรถยนต์)  (ดูคำตอบจากประโยคแรกของพารากราฟ ๓ ที่กล่าวว่า 

            “โครงการนี้ได้รับการคาดหวังว่าจะดึงดูดใจคนขับรถ (ผู้ขับรถ) ในเวลาว่าง (เวลาว่างจาก

            งาน) (leisure) (หมายถึง  ผู้ขับรถเฉพาะตอนมีเวลาว่าง)  ผู้ซึ่งไม่สามารถมี (มีเงินพอซื้อ)

            ยานพาหนะ (รถยนต์) ที่วิ่งในชั่วโมงเร่งด่วน  และ (ดึงดูด) ผู้ที่มีเงิน  ผู้ซึ่งต้องการรถยนต์

            คันที่สอง, หรือบางที (รถยนต์) ที่มีราคาแพงขึ้น, เพื่อการพักผ่อนหย่อนใจ (การหาความ

            บันเทิง)”  ซึ่งหมายถึง  โครงการนี้ให้โอกาสคนสิงคโปร์จำ  นวนมากขึ้นได้มีรถยนต์ใช้ใน

            ราคาที่ต่ำกว่ารถทั่วไป  แต่ต้องจำกัดเวลาวิ่ง  ทั้งนี้เพื่อป้องกันการจราจรแออัดในชั่วโมง

            เร่งด่วน)

18. The passage is __________________________________________________________.

(บทความ – เนื้อเรื่อง – นี้ ________________________________________________)

      (a) persuasive    (ชักชวน, เชิญชวน, จูงใจ, โน้มน้าวใจ)

      (b) critical    (วิพากษ์วิจารณ์, ติเตียน, วิกฤติ, อันตราย)

      (c) suggestive    (ชี้แนะ, แนะนำ, เสนอแนะ, บอกเป็นนัย)

      (d) opposing    (คัดค้าน, ต่อต้าน, ไม่เห็นด้วย)

      (e) directive    (สั่งการ, ชี้ทาง)

      (f) informative    (ให้ข้อมูล-ให้ความรู้  แก่ผู้อ่าน)

      (g) supportive    (สนับสนุน, ค้ำจุน, ยัน)

      (h) complaining    (ร้องทุกข์, กล่าวหา, ฟ้อง, บ่น, คร่ำครวญ, แสดงความข้องใจ)

19. The best title for the passage would be _________________________________________.

(ชื่อเรื่องที่ดีที่สุดสำหรับบทความ – เนื้อเรื่อง – คือ _________________________________)

      (a) Peak vs Off-peak Traffic    (การจราจรในชั่วโมงเร่งด่วนกับมิใช่ชั่วโมงเร่งด่วน)

      (b) Second Car Project at Work    (โครงการรถยนต์คันที่สองซึ่งกำลังดำเนินการ)

      (c) A Cheaper Alternative : The Weekend Car    (ทางเลือกซึ่งราคาถูกกว่า : รถยนต์สุด

             สัปดาห์)  (เนื้อเรื่องส่วนใหญ่กล่าวถึงรถยนต์สุดสัปดาห์  หรือรถยนต์ที่มิได้วิ่งในชั่วโมง

             เร่งด่วน  ซึ่งเป็นทางเลือกที่มีราคาถูกกว่า  เนื่องจากได้ส่วนลดหลายอย่างเมื่อเทียบกับ

             รถปกติ  แต่ถูกจำกัดเวลาวิ่ง  เพื่อแก้ไขปัญหาการจราจรติดขัดในชั่วโมงเร่งด่วนใน

             สิงคโปร์)

      (d) Weekend Car : An Alternative for a Better Life    (รถยนต์สุดสัปดาห์ : ทางเลือกสำหรับชีวิต

            ที่ดีกว่า)  (เนื้อเรื่องมิได้เน้นว่าเป็นทางเลือกสำหรับชีวิตที่ดีกว่า)

 

(คำแปล)

รถยนต์สุดสัปดาห์สำหรับชาวสิงคโปร์

 

            การเป็นเจ้าของรถยนต์ในสิงคโปร์มีราคาแพง  โดยค่าใช้จ่ายพิเศษ (เงินเพิ่ม, ราคาเพิ่ม, ภาษีเพิ่ม, เงินหรือภาษีที่เก็บเพิ่ม, การเก็บเงินหรือภาษีเพิ่ม) (Surcharges)  ซึ่งถูกจัดเก็บ (จัดเก็บภาษี, หักเงินส่วนแบ่ง, ชักส่วน, เกณฑ์, เรียกระดม, ยึดทรัพย์สิน, อายัดทรัพย์สิน) (levied) จากผู้ซื้อเพื่อขัดขวาง (ยับยั้ง, ทำให้ท้อใจ, ทำให้หมดกำลังใจ) (discourage) ความแออัด (ความคับคั่ง) (congestion) ในชั่วโมงเร่งด่วน (peak-hour) (ของการจราจร)  มีราคามากกว่าตัวรถยนต์เอง (cost more than the car itself) เสียอีก  ทั้งนี้  ค่าใช้จ่ายพิเศษ (ราคาเพิ่ม) นี้รวมถึงภาษีนำเข้า (รถยนต์) (import duty) ๔๕%  และ “ค่าธรรมเนียมเพิ่มเติมการจดทะเบียน” (additional registration fee) ๑๕๐%,  นอกจากนั้น  ภาษีการใช้ถนนประจำปี (Annual road tax) ก็สูง (สูงลิ่ว, ราคาสูงเกินไป, เกินไป, ชัน, สูงชัน) (steep) ด้วยเช่นกัน  กล่าวคือ  ๓๙๐ ดอลลาร์สำหรับรถยนต์ขนาด ๑,๐๐๐ ซีซี,  และเมื่อเพิ่มเข้ากับ (Add on) ค่าธรรมเนียมการจดทะเบียน (registration fee) จำนวน ๕๖๕ ดอลลาร์  และอีก ๒,๐๐๐ – ๓,๐๐๐ ดอลลาร์สำหรับใบประกาศนียบัตร (หนังสือรับรอง, หนังสือหลักฐาน, ใบรับรอง, เอกสารสำคัญ, ใบสุทธิ, ข้อพิสูจน์) (การเป็นเจ้าของรถ) (certificate)  ภายใต้โครงการ (แผนการ, แผนผัง, แบบ แผน, แผนลับ, กลเม็ด, เพทุบาย, แผนร้าย) (scheme) โควตา (รถยนต์) (quota) ของสาธารณรัฐ (สิงคโปร์) (republic’s)  -- และเมื่อ (by the time) ผู้ซื้ออยู่หลังพวงมาลัย (gets behind the wheel) ของรถยนต์ (ยวดยาน, พาหนะ, ยานพาหนะ, ล้อเลื่อน, เครื่องมือลำเลียง) (vehicle) (หมายถึง  ได้เป็นเจ้าของรถ) ราคา ๑๐,๐๐๐ ดอลลาร์  เขาก็คงจะได้จ่ายเงิน (ค่าซื้อรถ) ไปแล้วเกินกว่า ๓๐,๐๐๐ ดอลลาร์มากมายทีเดียว (เนื่องจากรวมกับค่าใช้จ่ายพิเศษจำนวนดังกล่าวข้างต้น)

            ถึง ณ เดือนนี้ (As of this month), อย่างไรก็ตาม, ชาวสิงคโปร์ (Singaporeans) มีทางเลือกซึ่งราคาถูกกว่า (cheaper alternative) นั่นคือ  รถยนต์สุดสัปดาห์ (weekend car),  “เราชอบมากกว่ากัน (prefer) ที่จะกล่าวถึง (อ้างอิง) (refer) มันว่าเป็นรถยนต์ที่มิได้วิ่งในชั่วโมงเร่งด่วน (off-peak car),” เจอร์ราด เฟ  แห่งสมาคมรถยนต์แห่งสิงคโปร์กล่าว  (และกล่าวอีกว่า)  “มันไม่เพียงแต่เป็นรถยนต์สุดสัปดาห์  คุณสามารถใช้มันในวันธรรมดาที่มิใช่วันหยุด (weekdays) จาก ๑ ทุ่มถึง ๗ โมงเช้า”  ส่วนการยื่นหมูยื่นแมว (หมูไปไก่มา, สิ่งทดแทน, สิ่งชดเชย, สิ่งตอบแทน(quid pro quo) สำหรับการใช้ (use) (รถยนต์สุดสัปดาห์) ซึ่งถูกจำกัด (ถูกจำกัดวง, มีขอบเขต, ถูกกำหนด, คับแคบ) (วันเวลา) (restricted)  คือเงินคืน (ส่วนลด, เงินลด, ส่วนหัก, เงินภาษีที่ต้องหักคืนให้) (a rebate) สูงถึง ๘,๕๐๐ ดอลลาร์จากค่าใช้จ่ายพิเศษในการซื้อรถ (purchase surcharges)  และการลดภาษีการใช้ถนน (reduction on road tax) จำนวน ๗๐%,  และยานพาหนะ (รถยนต์) (vehicles) ซึ่งใช้งานอยู่แล้ว (already in use)  สามารถ (ถูก) เปลี่ยนแปลงให้เป็น (converted to) รถยนต์สุดสัปดาห์ได้  ซึ่งเป็นกรณีที่ภาษีการใช้ถนนถูกตัด (ลดลง) ๙๕% (เป็นการจูงใจให้ใช้รถยนต์เก่าซึ่งมีการใช้งานอยู่แล้วทั้งนี้  ยานพาหนะที่มิได้วิ่งในชั่วโมงเร่งด่วน (off-peak vehicle)  สามารถ (ถูก) ใช้ในวันหยุดของประเทศ (วันหยุดราชการ) (public holidays) ได้ด้วยเช่นกัน (as well)

            โครงการ (แผนการ) (scheme) นี้ได้รับการคาดหวังว่าจะดึงดูดใจ (ทำให้หลงใหล, ทำให้หลงเสน่ห์, อุทธรณ์, ร้องขอ, อ้อนวอน, เรียกร้อง) (appeal to) คนขับรถ (ผู้ขับรถ) (drivers) ในเวลาว่าง (เวลาว่างจากงาน, ความสบายที่ไม่รีบร้อน) (leisure) (ลี้-เช่อะ หรือ เล้ช-เช่อะ) (หมายถึง  ผู้ขับรถเฉพาะตอนมีเวลาว่าง)  ผู้ซึ่งไม่สามารถมี (มีเงินพอซื้อ, จัดให้มี, สามารถมีได้) (afford) ยานพาหนะ (รถยนต์) ที่วิ่งในชั่วโมงเร่งด่วน (peak-hour vehicle)  และ (ดึงดูด) ผู้ที่มีเงิน (ผู้ที่มั่งมี, คนมีฐานะ) (the well-heeled) ผู้ซึ่งต้องการรถยนต์คันที่สอง,  หรือบางที (รถยนต์) ที่มีราคาแพงขึ้น (more expensive), เพื่อการพักผ่อนหย่อนใจ (การหาความบันเทิง, การหาความสำราญ, นันทนาการ) (recreation),  ทั้งนี้  รถยนต์สุดสัปดาห์  สามารถเป็นประโยชน์ (มีประโยชน์) (useful) ในกรณีฉุกเฉิน (ภาวะฉุกเฉิน, ภาวะปัจจุบันทันด่วน) (emergency) ได้อีกด้วย,  โดยในแต่ละปี  มัน (รถยนต์สุดสัปดาห์) อาจจะใช้ขับขี่ (driven) ในชั่วโมงเร่งด่วน (peak hours) เป็นเวลาห้าวัน (วันใดก็ได้ในแต่ละปี  แต่ไม่เกิน ๕ วัน) แล้วแต่เจ้าของรถจะเลือกวัน (of the owner’s choosing),  ส่วนใบอนุญาต (ใบอนุมัติ, ใบยินยอม, การอนุญาต) (Permits) สำหรับวัน (ที่ต้องการใช้รถ) เพิ่มเติม (additional days) (คือ  จันทร์ – ศุกร์  นอกเหนือจากเวลาที่กำหนดไว้  ถ้าต้องการเอารถสุดสัปดาห์มาวิ่ง – ซึ่งปกติจะวิ่งได้เฉพาะวันหยุด  หรือวันจันทร์ – ศุกร์  ระหว่าง ๑ ทุ่มถึง ๗ โมงเช้าเท่านั้น  ซึ่งมิใช่ชั่วโมงเร่งด่วน -  จะต้องจ่ายค่าธรรมเนียมการใช้รถเพิ่มเติม)  สามารถซื้อ (ใบอนุญาต) ได้ในราคา ๑๑.๓๐ ดอลลาร์ต่อ (การใช้รถหนึ่ง) วัน,  สำหรับการลงโทษ (ค่าปรับ, การลงโทษทางอาญา, ค่าสินไหมทดแทน, ข้อเสียเปรียบ, อุปสรรค, ผลร้าย) (penalty) ในการเสี่ยงเอารถออกมาวิ่ง (venturing out) ในชั่วโมงเร่งด่วน (หรือนอกเวลาที่กำหนด) โดยไม่มีใบอนุญาต (without a permit)  ก็คือ  (ถูกปรับเป็นเงิน) ครึ่งหนึ่งของภาษีการใช้ถนนประจำปีจำนวนเต็ม (half the full annual road tax) (มิได้ระบุจำนวนที่แน่นอน) สำหรับผู้กระทำความผิดครั้งแรก (first-time offenders),  โดยรถยนต์สุดสัปดาห์ได้รับการทำให้แตกต่าง (แบ่งแยก, จำแนก, รู้ถึงข้อแตกต่าง, ทำให้เด่น) (distinguished) (จากรถทั่วไป) โดยแผ่นป้ายทะเบียนตัวเลข (number plates) ของรถ  ที่มีสีแดงและขาว,  ทั้งนี้  การเข้าไปยุ่ง (ชักจูง, โน้มน้าว, ให้สินบน) (Tampering) กับแผ่นป้ายทะเบียนที่ถูกลงตรา (ประทับตรา) (sealed plate) (หมายถึง  การเข้าไปเปลี่ยนแปลงแก้ไขแผ่นป้ายทะเบียน)  จะนำมาซึ่ง (ก่อให้เกิด, เชื้อเชิญ, เชิญ, ขอร้อง, ร้องขอ) (invites) ค่าปรับ (a fine) จำนวน ๒ เท่าของภาษีการใช้ถนนประจำปี (twice the annual road tax)

 

เรียน   ท่านผู้ติดตามอ่านเว็บไซต์  “everydayenglish.pwa.co.th                  

 

                ถ้าท่านมีคำแนะนำให้ปรับปรุงเว็บไซต์นี้ประการใด  กรุณาส่ง e-mail ไปที่  ดร. วัชรินทร์  ภูเขาทอง  อดีต  ผอ. สำนักวิทยาการ  การประปาส่วนภูมิภาค  ผู้จัดทำเว็บไซต์นี้  ตาม  “Address”  (โปรดระบุหัวเรื่องด้วยว่า  “ปรับปรุงเว็บไซต์”)   เพื่อที่ผู้จัดทำฯ จะได้ปรับปรุงเนื้อหาได้ตรงตามความประสงค์ของผู้อ่านเว็บไซต์นี้ต่อไป

 

 

 

 

หมวดข้อสอบ READING (ตอนที่ 56)

การประปาส่วนภูมิภาค  “มุ่ง-มั่น-เพื่อปวงชน”

 

DirectionRead the following passage and choose the best answer for each question.

(จงอ่านบทความต่อไปนี้  และเลือกคำตอบที่ดีที่สุดสำหรับแต่ละคำถาม)

 

How Viruses Invade Human Bodies

 

          “Nature abounds with little round things,” observed biologist Lewis Thomas.  Bacteria, protozoa, fungi and viruses – they stalk us in countless forms, swarming in legions over our skin and membranes, seeking and gaining entry to our bodies.  The invaders are too tiny to be seen; indeed, some are so small that more than 200 million would fit on the period at the end of this sentence.  Yet their tactics can vanquish the much larger, healthy cells they fall upon.

          Usually we are oblivious to the incessant wars within us, because our corps of defender cells silently routs the enemy.  But sometimes these sentries are caught unprepared, and we develop a cold, the flu or worse.  Occasionally our own cells begin the mutinous proliferation known as cancer and evade the surveillance of our defensive forces.  But for every successful penetration of our defenses, thousands of attempts are repelled.

          Of all the body’s enemies, the simplest and most devious are the viruses.  Generally speaking, a virus is not only alive; it is also a protein-coated bundle of genes containing instructions for making copies of itself.  When a virus slips inside one of our cells, it issues instructions causing the cell to produce hundreds, if not thousands, of new, identical viruses within the course of a day. Eventually they rupture the cell, killing it.  Then they fan out to invade nearby cells.  “At first,” says immunologist Steven B. Mizel of Wake Forest University, “the odds are always on the side of the invader.”

 

1. According to biologists, _____________________________________________________.

(ตามที่นักชีววิทยากล่าว, _________________________________________________)

    (a) there are more than 200 million bacteria, protozoa, fungi and viruses trying to get into our

          bodies    (มีแบคทีเรีย, โปรโตซัว, เชื้อรา และไวรัสมากกว่า ๒๐๐ ล้านตัว  พยายามเข้าสู่ร่างกายของเรา)

    (b) the cells in our bodies can easily overcome these bacteria and viruses because they are

          larger and healthier    (เซลล์ในร่างกายของเราสามารถเอาชนะแบคทีเรียและไวรัสเหล่านี้ได้อย่าง

          ง่ายดาย  เพราะว่ามัน (เซลล์) ใหญ่กว่าและแข็งแรงกว่า)

    (c) these bacteria and viruses are so tiny that over 200 million of them would be the site

          of a punctuation mark    (แบคทีเรียและไวรัสเหล่านี้เล็กมากจนกระทั่งพวกมันจำนวนกว่า

          ๒๐๐ ล้านตัว  จะเป็นที่ตั้งของเครื่องหมายวรรคตอน – คือ รวมกันแล้วเท่ากับจุดฟูลสตอปใน

          ภาษาอังกฤษ)  (ดูคำตอบจากประโยคที่ ๓ ของพารากราฟแรกที่กล่าวว่า  “ผู้รุกราน (หมายถึง 

          แบคทีเรียและไวรัส) ดังกล่าวมีขนาดเล็กจิ๋วเกินไปที่จะมองเห็นได้,  จริงๆ แล้ว  บางตัว (ชนิด)

          มีขนาดเล็กมากจนกระทั่ง (พวกมัน) จำนวนมากกว่า ๒๐๐ ล้านตัวจะพอดีกับเครื่องหมายพี

          เรียด (หรือฟูลสตอปในภาษาอังกฤษ) ที่อยู่ตอนท้ายของประโยคนี้)

    (d) there are more than 200 million defender cells in our bodies    (มีเซลล์ป้องกัน (ไวรัส) มากกว่า

          ๒๐๐ ล้านตัวในร่างกายของเรา)

2. In the first paragraph, “abounds” refers to ______________________________________.

(ในพารากราฟแรก,  “อุดมสมบูรณ์, มีมาก, ดาษดื่น”  หมายถึง _________________________)

    (a) aborts    (ล้มเหลว, แท้ง, คลอดก่อนกำหนด, เจริญไม่สมบูรณ์, ต้านการแพร่พันธุ์ของโรค)

    (b) abolishes    {ยกเลิก (ทาส, กฎหมาย), เลิกล้ม, ลบล้าง, ทำลาย}

    (c) fertilizes    (ทำให้เจริญพันธุ์, ผสมพันธุ์,  เพิ่มความอุดมสมบูรณ์, ทำให้ที่ดินอุดมสมบูรณ์, ทำให้มีลูก,

          ทำให้เกิดผล)

    (d) emits    (ปล่อยออกมา, เปล่งออกมา, แพร่กระจาย, ฉาย, ส่อง)

    (e) scatters   (กระจัดกระจาย, แตกกระเจิง, ทำให้กระจัดกระจาย, ทำให้แตกกระเจิง, สาด, โปรย, หว่าน) 

          (เมื่อเป็นคำนาม  “Scatter”  หมายถึง  “การทำให้กระจัดกระจาย-แตกกระเจิง, การสาด-โปรย-หว่าน”)

    (f) recovers    (ฟื้นจากไข้, กลับคืนสู่สภาพปกติ, คืนสภาพเดิม, หายเป็นปกติ, เอากลับคืน, กู้, ค้นพบใหม่,

          ได้ค่าสินไหมชดเชย)

    (g) fabricates    (แฟ้บ-ริ-เคท)  (สร้าง, ประดิษฐ์, คิดค้น, เสกสรร, ปั้นเรื่อง, ปลอม, ปลอมแปลง, ทอ)

    (h) be replete with    (เต็มไปด้วย, อุดมสมบูรณ์ไปด้วย, เต็มเปี่ยม, เต็มที่, เต็มตัว)

3. “stalk” in paragraph 1 means _______________________________________________.

(“ไล่ตาม, ย่องเข้าใกล้, ไล่ตามสัตว์, เดินเขย่งเท้าเข้าใกล้, ย่างสามขุม”  ในพารากราฟ ๑  หมายถึง __

_______________)

    (a) engross    (ดึงดูดความสนใจ, ทำให้หมกมุ่น, ทำให้คร่ำเคร่ง)

    (b) jeopardize    (ทำให้เป็นอันตราย, ทำอันตราย, เป็นภัยต่อ, ทำร้าย)

    (c) exonerate    (ทำให้พ้นจากความผิดหรือข้อกล่าวหา, ปลดเปลื้องภาระ, ปลดเปลื้องจากความรับ

          ผิดชอบหรือหน้าที่)

    (d) compel    (บังคับ, ผลักดัน, เกณฑ์, ต้อน) 

    (e) ridicule    (ริ้ด-ดิ-คิวล)  (หัวเราะเยาะ, เยาะเย้ย, ยั่วเย้า, หยอกล้อ)  (เมื่อเป็นคำนาม  หมายถึง 

         “การหัวเราะเยาะ-เยาะเย้ย-ยั่วเย้า-หยอกล้อ”)

    (f) halt    (ทำให้หยุด, หยุด, ชะงัก)

   (g) pursue    (เพอร์-ซู่ หรือ ซิ่ว)  (ไล่ตาม, ตามจับ, ติดตาม, ดำเนินตาม, ปฏิบัติตาม,

         ดำเนินการต่อไป, เจริญรอย)

   (h) indoctrinate    (ปลูกฝังความเชื่อ, สอนให้ซึมซาบ, สั่งสอนทฤษฎี หลักการ ลัทธิ และอื่นๆ)

4. The word “swarming” in paragraph 1 may be replaced by __________________________.

(คำว่า  “จับกลุ่ม, ไปเป็นกลุ่มใหญ่, (ผึ้ง) อพยพออกจากรัง, มีมากเกินไป, เต็มไปด้วย”  ในพารากราฟ ๑  อาจแทนโดย _______________)

    (a) promulgating    (พร้อม-เมิล-เกท หรือ โพร-มั้ล-เกท)  (ประกาศใช้เป็นกฎหมาย, ประกาศอย่างเป็น

          ทางการ, เผยแพร่, สอน)

    (b) quenching    (เคว้นช)  (ระงับ, ดับ, ทำให้หมด, ปราบ, เอาชนะ)

    (c) soothing    (ปลอบโยน, ปลอบขวัญ, ประโลมใจ)

    (d) interrupting    (ทำให้หยุด, ยับยั้ง, ตัดบท, พูดสอด, ขัดจังหวะ, ขัดขวาง)

    (e) resuming    (ดำเนินต่อไป)

    (f) thronging    (จับกลุ่ม, รวมกลุ่ม, ชุมนุม, ออกัน, แออัด, กลุ้มรุม)  (เมื่อเป็นคำนาม  “Throng”  

          หมายถึง  “ฝูงชน, กลุ่มคน, กลุ่ม, การชุมนุม, จำนวนมากมาย, เรื่องราวคับขัน”)

    (g) complying    (ทำตาม, ยินยอม, เชื่อฟัง)

    (h) compensating    (ชดเชย, ทดแทน, ตอบแทน, พอกับ, เท่ากับ)

5. The word “vanquish” (แว้น-ควิช) in paragraph 1 is closest in meaning to _______________.

(คำว่า  “ปราบ, ปราบปราม, กำจัด, พิชิต, มีชัยชนะ, รบชนะ”  ในพารากราฟ ๑  ใกล้เคียงที่สุดในความหมายกับ ________________)

    (a) surrender    (ยอมแพ้, การยอมแพ้)

    (b) terrify    (ทำให้หวาดกลัว, ทำให้หวาดผวา)

    (c) identify    (ระบุ, ดูรู้, บอกได้ว่าเป็นใครหรืออะไร, เห็นว่าเป็นอย่างเดียวกัน)

    (d) eradicate    (กำจัดให้หมดไป, ขจัด)

    (e) conquer    (ค้อง-เค่อะ)  (ปราบ, พิชิต, มีชัยชนะ, เอาชนะด้วยกำลัง, ได้มาโดยกำลัง, ยึดได้)

    (f) contaminate    (ทำให้สกปรก, ทำให้ปนเปื้อน, ทำให้มีเชื้อโรค)

    (g) strengthen    (เสริม, ทำให้เข้มข้นขึ้น, เสริมกำลัง)

    (h) impair    (ทำให้เสียหาย, ทำให้อ่อนแอ)

6. The wars mentioned here refer to the wars ______________________________________.

(สงครามที่ถูกกล่าวถึงที่นี่ – ในบทความ – หมายถึงสงคราม ___________________________)

    (a) between ourselves and the enemies    (ระหว่างตัวเราเองและศัตรู)

    (b) between bacteria, protozoa, fungi, viruses and the defender cells    (ระหว่างแบคทีเรีย,

          โปรโตซัว, เชื้อรา, ไวรัส และเซลล์ป้องกันเชื้อโรคเหล่านี้ – เซลล์ต้านไวรัส)  (หมายถึง  สง

          ครามระหว่างเชื้อโรค ๔ ชนิดแรก  และเซลล์ต้านไวรัส)  (ดูคำตอบจาก ๒ ประโยคแรกของ

          พารากราฟ ๒ ที่กล่าวว่า  “โดยปกติแล้ว  เรามักไม่รู้ถึงสงครามที่ไม่หยุดหย่อนภายในตัวเรา

          (หมายถึง  สงครามระหว่างเชื้อโรคหรือไวรัสที่รุกเข้ามาในร่างกาย  และเซลล์ป้องกันหรือ

          ต้านไวรัส)  เพราะว่ากลุ่มของเซลล์ผู้ป้องกัน (หมายถึง  เซลล์ต้านไวรัส) ทำให้ศัตรูแตกพ่าย

          หนีอย่างเงียบๆ,  แต่บางครั้ง  ทหารยาม (ทหารคุ้มกัน) เหล่านี้ (หมายถึง  เซลล์ต้านไวรัส)

          ถูกจับ (ตะครุบ) แบบไม่ได้เตรียมตัวหรือระวัง (โดยไวรัส)  และเราก็พัฒนา (เกิด) ไข้หวัด,

          ไข้หวัดใหญ่ หรือ (โรคที่) แย่กว่านั้นขึ้นมา)

    (c) among bacteria, protozoa, fungi and viruses of various forms    (ระหว่างแบคทีเรีย, โปรโตซัว,

          เชื้อรา และไวรัสชนิดต่างๆ)  (หมายถึง  เชื้อโรค ๔ ชนิดเหล่านี้ทำสงครามกันเอง)

    (d) between diseases and medicines    (ระหว่างโรคภัยไข้เจ็บต่างๆ และยา)

7. In the second paragraph, “incessant” means ____________________________________.

(ในพารากราฟ ๒,  “ไม่หยุดหย่อน, ไม่หยุดยั้ง, ต่อเนื่อง, ติดต่อกัน”  หมายถึง ________________)

    (a) brutal    (โหดร้าย, โหดเหี้ยม, ทารุณ, คล้ายสัตว์, หยาบคาย, หยาบ, ไร้เหตุผล)

    (b) multilateral    (หลายด้าน, หลายฝ่าย, ซึ่งร่วมโดยหลายรัฐ)

    (c) bilateral    (สองด้าน, สองฝ่าย, สองข้าง, ข้างซ้ายและขวา, ผูกมัดทั้งสองฝ่ายเท่าๆ กัน)

    (d) successive    (ต่อเนื่อง, ติดๆกัน, เป็นลำดับ, ตามลำดับ, ตามหลัง, รับช่วง)

    (e) ceaseless    (ไม่หยุดหย่อน, ไม่รู้จักจบ, ไม่หยุดนิ่ง, ไม่สิ้นสุด, ไม่ขาดสาย)  (ข้อ “E” ดีกว่า

          ข้อ “D”  เนื่องจากหมายถึง  “ไม่หยุดนิ่ง, ไม่จบสิ้น”)

    (f) obdurate    (อ๊อบ-ดุ-ริท)  (ใจแข็ง, ดื้อรั้น, ดื้อดึง, ไม่ยอม)

    (g) explicit    (ชัดเจน, ชัดแจ้ง, แน่นอน, เปิดเผย)

    (h) controversial    (ซึ่งโต้แย้งหรือถกเถียงกัน)

8. The word “routs” (เร้าท) in paragraph 2 is similar in meaning to _______________________.

(คำว่า  “ทำให้แตกพ่ายหนี, ทำให้พ่ายแพ้กระเซอะกระเซิง”  ในพารากราฟ ๒  มีความหมายเหมือนกับ _________________)

    (a) exterminates    (ทำลายสิ้น, กำจัดให้สิ้น, ถอนราก, ขุดรากถอนโคน)

    (b) deceives    (หลอกลวง, ต้มตุ๋น)

    (c) challenges    (ท้าทาย)

    (d) subjugates    (เอาชนะ, พิชิต, ปราบปราม, ทำให้เป็นข้ารับใช้, ทำให้เชื่อฟัง)

    (e) reinforces    (เสริม, เพิ่ม, เพิ่มกำลังใหม่, เสริมกำลัง, สนับสนุน, ทำให้แข็งแรง, ทำให้ได้ผลยิ่งขึ้น)

    (f) encounters    (เผชิญหน้า, พบ, ประสบ, ปะทะ, พบโดยบังเอิญ)

    (g) deserts    (ทอดทิ้ง, ละทิ้ง)  (เมื่อเป็นคำนาม  “Desert”  หมายถึง  “ทะเลทราย”)

    (h) anticipates    (คาดหวัง, มุ่งหวัง, ทำนาย, ลงมือกระทำการก่อน)

9. The word “sentries” in paragraph 2 could best be replaced by _________________________.

(คำว่า  “ทหารยาม, ทหารคุ้มกัน, ทหารรักษาการณ์, ทหารองครักษ์, ยาม”  ในพารากราฟ ๒  สามารถแทนดีที่สุดโดย ________________)

    (a) sentiments    (ความรู้สึก, ความรู้สึก (ต่อบางสิ่งบางอย่าง), ความรู้สึกรำลึกถึง, ความคิดเห็น,

          ข้อคิดเห็น, อารมณ์)

    (b) adversaries    (ศัตรู, คู่ปรปักษ์)

    (c) ailments    (ความเจ็บป่วย, ความไม่สบายกาย)

    (d) categories    (ประเภท, ชนิด)

    (e) phobias    (ความกลัว, โรคกลัว)

    (f) sentinels    (ทหารยาม, ทหารองครักษ์, ยาม, คนเฝ้ายาม)

    (g) coincidences    (ภาวะบังเอิญ, การเกิดขึ้นพร้อมกัน, ภาวะประจวบกัน, เหตุบังเอิญ,

          การสอดคล้องต้องกัน)

    (h) obstacles    (อุปสรรค)

10. We develop a cold because our defender cells __________________________________.

(เราทำให้ไข้หวัดเกิดขึ้นมา  เพราะว่าเซลล์ป้องกัน – ต้านไวรัส – ของเรา _________________)

      (a) refuse to fight the enemy    (ปฏิเสธที่จะต่อสู้กับศัตรู)

      (b) fight the enemy too silently    (ต่อสู้กับศัตรูอย่างเงียบเชียบมากเกินไป)

      (c) are attacked unprepared    (ถูกโจมตีโดยมิได้เตรียมตัวหรือระวังตัว)  (ดูคำตอบจากประ

            โยคที่ ๒ ของพารากราฟ ๒ ที่กล่าวว่า  “แต่บางครั้ง  ทหารยามเหล่านี้ (หมายถึง  เซลล์

            ต้านไวรัส) ถูกจับ (ตะครุบ) แบบไม่ได้เตรียมตัวหรือระวัง (โดยไวรัส)  และเราก็ทำให้เกิด

            ไข้หวัด, ไข้หวัดใหญ่ หรือ (โรคที่) แย่กว่านั้นขึ้นมา)

      (d) are outnumbered by the viruses    (ถูกมีจำนวนมากกว่าโดยไวรัส)  (=  มีจำนวนน้อยกว่าไวรัส)

11. The word “proliferation” in paragraph 2 means _________________________________.

(คำว่า  “การแพร่พันธุ์, การเพิ่มทวี, การงอก, การขยาย, การแพร่หลาย, การเผยแพร่”  ในพารากราฟ ๒  หมายถึง ________________)

      (a) prolificacy    (การออกลูกมาก, การมีลูกดก, การมีผลมาก, การแพร่หลาย, ความอุดมสมบูรณ์)

      (b) incidence    (เหตุการณ์, การบังเกิดขึ้น)

      (c) ecstasy    (เอ๊ค-สทะ-ซี่)  (ความดีใจอย่างเหลือล้น, ความปิติยินดีอย่างเหลือล้น, ความปลาบ

            ปลื้ม-ปิติสุข, ความเคลิบเคลิ้ม)

      (d) equanimity   (ความใจเย็น, ความสงบใจ, ความมีอารมณ์เย็น, ความสมดุลของใจ)

      (e) hesitation    (การรีรอ, การลังเลใจ, การชักช้า)

      (f) multiplication    (การเพิ่มทวีคูณ, การทับทวี, การคูณ, ภาวะที่ถูกคูณ)

      (g) apprehension    (ความกลัว, ความหวาดหวั่น, ความสงสัย, ความเข้าใจ, การหยั่งรู้, การจับกุม)

      (h) contribution    (คุณูปการ, การมีส่วนช่วยเหลือ, การบริจาคเงินหรือสิ่งของ)

12. What does “surveillance” in paragraph 2 mean?

(“การตรวจตรา, การดูแล, การควบคุม”  ในพารากราฟ ๒  หมายถึงอะไร)

      (a) devastation    (การทำลายล้าง, การล้างผลาญ, การมีชัยท่วมท้น)

      (b) synopsis    (การสรุปย่อ, สรุปความ, ข้อสรุป, บทสรุป, ใจความสำคัญ, สาระสำคัญ)

      (c) preview    (การชมก่อน, การดูก่อนการแสดง, การแสดงก่อน, การฉายหนังก่อน, การฉายหนัง

            ตัวอย่างก่อนหนังจริง)

      (d) welfare    (สวัสดิภาพ, ความสุขความสบาย, สวัสดิการ)

      (e) vigil   (วิจ-เจิล)  (การเฝ้า, การเฝ้ายาม, ช่วงระยะเวลาที่เฝ้า, ความระมัดระวัง)

      (f) maturity    (ความเป็นผู้ใหญ่, ความมีวุฒิภาวะ, การบรรลุนิติภาวะ)

      (g) maintenance    (การบำรุงรักษา, การรักษาไว้, การผดุงไว้, การดำเนินต่อไป, การดำเนินชีวิต)

      (h) determination    (ความมุ่งมั่น, เจตจำนง, การกำหนด)

13. The word “repelled” in paragraph 2 refers to ____________________________________.

(คำว่า  “ขับไล่, ผลักออก, ตีกลับ, ต้านทาน, โต้กลับ, ยับยั้ง, ต้านการซึมผ่าน, กำจัด, ปฏิเสธ”  ในพารา

กราฟ ๒  หมายถึง _________________)

      (a) corroded    (คะ-โร้ด)  (กัดกร่อน, สึกหรอ, ทำให้กัดกร่อนหรือสึกหรอ, เซาะ, ชะ, ทำให้ผุพัง,

            ทำให้เสื่อม)

      (b) decayed    (เน่าเปื่อย, ผุพัง, เสื่อมลง (สุขภาพ, ความเจริญ), ทำให้เน่าเปื่อย-ผุพัง-เสื่อมลง)

      (c) skyrocketed    (เพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว)

      (d) tailored    (ดัดแปลง, ปรับ, ตัดต่อ, ตัดเสื้อ)

      (e) funded    (อุดหนุนเงิน, สนับสนุนเงิน)

      (f) aggravated    (ทำให้แย่ลง, ทำให้เลวลง)

      (g) opposed    (ต่อต้าน, ขัดขวาง, คัดค้าน, ขัดแย้ง, ไม่เห็นด้วย, เป็นปรปักษ์)

      (h) devised    (ประดิษฐ์, คิดค้น, สร้างขึ้นมา)

14. The viruses are most devious because of their __________________________________.

(ไวรัสมีเล่ห์เหลี่ยมที่สุด  เพราะว่า _____________________________________ ของมัน)

      (a) far-reaching negative effect    (ผลกระทบในทางลบที่แผ่ไปไกล)

      (b) simple way to invade the cell    (วิธีการง่ายๆ ที่จะรุกรานเซลล์)

      (c) ability to multiply themselves    (ความสามารถที่จะเพิ่มจำนวนตัวเองแบบทวีคูณ)  (ดูคำ

            ตอบจากประโยคที่ ๒ และ ๓ ของพารากราฟสุดท้ายที่กล่าวว่า  “กล่าวโดยทั่วไป  ไวรัสไม่

            เพียงแต่มีชีวิตเท่านั้น  มันยังเป็นกลุ่มของยีนที่เคลือบโปรตีน  ซึ่งมีคำสั่งให้ทำ (สร้าง) ซ้ำ

            ตัวมันเองหลายๆ ครั้ง (คือ สร้างตัวไวรัสซ้ำหลายครั้ง),  เมื่อไวรัสตัวหนึ่งหลบเข้าไปข้างใน

            เซลล์ตัวหนึ่งของ (ร่างกาย) เรา  มันจะออกคำสั่งซึ่งเป็นเหตุให้เซลล์ผลิตไวรัสใหม่ๆ ที่

            เหมือนกันทุกอย่าง (อย่างเดียวกัน) (กับไวรัสผู้ออกคำสั่ง) จำนวนหลายร้อยตัว, ถ้ามิใช่

            หลายพันตัว, ภายในเวลา ๑ วัน)

      (d) ability to rupture the cell rapidly    (ความสามารถที่จะทำให้เซลล์แตกแยกอย่างรวดเร็ว)

15. Cancer is caused by ______________________________________________________.

(มะเร็งมีสาเหตุมาจาก __________________________________________________)

      (a) invader viruses    (ไวรัสผู้รุกราน)

      (b) defender cells that fail to function    (เซลล์ผู้ป้องกัน – เซลล์ต้านไวรัส – ซึ่งไม่สามารถ

            ทำหน้าที่ได้)

      (c) a protein-coated bundle of genes    (กลุ่มของยีนซึ่งเคลือบโปรตีน)

      (d) mutinous cells that multiply themselves rapidly    (เซลล์กบฏที่เพิ่มจำนวนตัวเองแบบ

            ทวีคูณอย่างรวดเร็ว)  (ดูคำตอบจากประโยคที่ ๓ และ ๔ ของพารากราฟสุดท้ายที่กล่าวว่า 

            “เมื่อไวรัสตัวหนึ่งหลบเข้าไปข้างในเซลล์ตัวหนึ่งของ (ร่างกาย) เรา  มันจะออกคำสั่งซึ่งเป็น

            เหตุให้เซลล์ผลิตไวรัสใหม่ๆ ที่เหมือนกันทุกอย่าง (อย่างเดียวกันกับไวรัสผู้ออกคำสั่ง) จำ

            นวนหลายร้อยตัว, ถ้ามิใช่หลายพันตัว, ภายในเวลา ๑ วัน”  ซึ่งหมายถึง  เมื่อไวรัสเข้าไปใน

            เซลล์ภายในร่างกาย  มันจะออกคำสั่งให้เซลล์นั้นผลิตไวรัสที่เหมือนกับตัวมันจำนวนมาก

            มายใน ๑ วัน (เซลล์ตัวนี้จึงเปรียบเสมือนเป็นเซลล์กบฏซึ่งทำตามคำสั่งไวรัส)  และต่อมาก็

            ทำให้เซลล์นั้นแตกออกและสังหารเซลล์  ซึ่งทำให้เกิดเซลล์มะเร็งขึ้นมา)

16. The word “sentries” in paragraph 2 refers to ____________________________________.

(คำว่า  “ทหารยาม, ทหารคุ้มกัน, ทหารรักษาการณ์, ทหารองครักษ์, ยาม”  ในพารากราฟ ๒  หมายถึง _________________)

      (a) the soldiers stationed to keep watch    (ทหารซึ่งตั้งประจำอยู่เพื่อคอยเฝ้าดู)

      (b) the cold-causing viruses    (ไวรัสซึ่งก่อให้เกิดไข้หวัด)

      (c) the body’s defender cells    (เซลล์ป้องกันไวรัสของร่างกาย)  (ดูคำตอบจาก ๒ ประโยค

            แรกของพารากราฟ ๒ ที่กล่าวว่า  “โดยปกติแล้ว  เรามักไม่รู้ถึงสงครามที่ไม่หยุดหย่อนภาย

            ในตัวเรา (หมายถึง  สงครามระหว่างเชื้อโรคหรือไวรัสที่รุกเข้ามาในร่างกายและเซลล์ต้าน

            ไวรัส)  เพราะว่ากลุ่มของเซลล์ผู้ป้องกัน (หมายถึง  เซลล์ต้านไวรัสภายในร่างกาย) ทำให้

            ศัตรูแตกพ่ายหนีอย่างเงียบๆ,  แต่บางครั้ง  ทหารยาม (ทหารคุ้มกัน) เหล่านี้ถูกจับ (ตะครุบ)

            แบบไม่ได้เตรียมตัวหรือระวัง (โดยไวรัส)  และเราก็พัฒนา (ทำให้เกิด) ไข้หวัด, ไข้หวัดใหญ่

            หรือ (โรคที่) แย่กว่านั้นขึ้นมา”  ดังนั้น  “ทหารยาม” จึงหมายถึงเซลล์ป้องกันหรือต้านไวรัส

            ของร่างกาย)

      (d) the bacteria, protozoa, fungi and viruses    (แบคทีเรีย, โปรโตซัว, เชื้อรา และไวรัส)

17. In the third paragraph, “devious” refers to ______________________________________.

(ในพารากราฟ ๓,  “มีเล่ห์เหลี่ยม, เจ้าเล่ห์, ไร้ทิศทางที่แน่นอน, ไม่ไปทางตรง, คดเคี้ยว”  หมายถึง ___

_____________)

      (a) uneasy    (เป็นทุกข์, เป็นห่วง, วิตกกังวล, กระสับกระส่าย, ไม่สบายใจ)

      (b) placid    (แพลส-ซิด)  (เงียบสงบ, จิตสงบ)

      (c) genteel    (ซึ่งได้รับการอบรมอย่างดี, งดงาม, สละสลวย, สุภาพ, เกี่ยวกับสังคมผู้ดี)

      (d) vulnerable    (ถูกโจมตีได้ง่าย, บาดเจ็บได้, อ่อนแอ, เปราะบาง, ไม่มั่นคง, ถูกตำหนิได้ง่าย)

      (e) sly    (สไล)  (มีเล่ห์กระเท่ห์, เต็มไปด้วยเล่ห์เหลี่ยม, ปลิ้นปล้อน, กลับกลอก, มีนัย, เหน็บแนม,

           เสียดสี, แคล่วคล่อง)

      (f) gregarious    (กริ-แก๊-เรียส)  (ชอบอยู่รวมกันเป็นฝูง, ที่จับกันเป็นกลุ่ม, ชอบสังคม, ชอบพบปะสังสรรค์)

      (g) stationary    (ไม่เปลี่ยนแปลง, อยู่ในสภาพเดิม, หยุดนิ่ง, หยุดอยู่กับที่, ไม่เคลื่อนที่)

      (h) questionable    (น่าสงสัย, มีปัญหา, มีพิรุธ, ไม่แน่นอน, ไม่คงที่)

18. The word “identical” in paragraph 3 means ____________________________________.

(คำว่า  “เหมือนกันทุกอย่าง, อย่างเดียวกัน”  ในพารากราฟ ๓  หมายถึง ___________________)

      (a) monotonous    (มะ-น้อท-เทิน-เนิส)  (ซ้ำซาก, ซ้ำกัน, น่าเบื่อ, มีเสียงเดียว)

      (b) inadequate    (ไม่พอเพียง)

      (c) adorable    (น่าเคารพ, น่านิยม, น่ารักใคร่หลงใหล)

      (d) excessive    (มากเกินไป)

      (e) conventional    (ดั้งเดิม, ซึ่งเป็นธรรมเนียมปฏิบัติหรือประเพณีนิยม, ธรรมดา, สามัญ, เกี่ยวกับ

           ข้อตกลงหรือสัญญา)

      (f) outlandish    (พิกล, ประหลาด, พิลึกพิลั่น, บ้านนอก, เทศ, ต่างชาติ, ที่ลับตา)

      (g) sensible    (ฉลาด, มีเหตุผล, มีสติสัมปชัญญะ, มีไหวพริบ, สามารถรู้สึกได้ไวต่อสิ่งกระตุ้น)

      (h) uniform    (เหมือนกัน, ไม่แตกต่างกัน, เป็นแบบเดียว, ตรงกัน, สอดคล้องกัน, ไม่ผันแปร,

            สม่ำเสมอ)  (เมื่อเป็นคำนาม  หมายถึง  “เครื่องแบบ, ชุดเครื่องแบบ)

19. The viruses’ activity in the body is a process of ___________________________________.

(กิจกรรมในร่างกาย (มนุษย์) ของไวรัส  คือกระบวนการของ _________________________)

      (a) spreading and then penetrating    (การแพร่กระจายตัว  และจากนั้นก็ฝ่าทะลุเข้าไป)

      (b) penetrating and then spreading    (การฝ่าทะลุเข้าไป (ในเซลล์) และจากนั้นก็แพร่

            กระจายตัว)  (ดูคำตอบจากพารากราฟสุดท้ายที่กล่าวว่า  “.................เมื่อไวรัสตัวหนึ่ง

            หลบเข้าไปข้างในเซลล์ตัวหนึ่งของ (ร่างกาย) เรา  มันจะออกคำสั่งซึ่งเป็นเหตุให้เซลล์

            ผลิตไวรัสใหม่ๆ ที่เหมือนกันทุกอย่าง (กับไวรัสผู้ออกคำสั่ง) จำนวนหลายร้อยตัว, ถ้ามิ

            ใช่หลายพันตัว, ภายในเวลา ๑ วัน,  ในที่สุด  พวกมัน (ไวรัส) จะทำให้เซลล์แตกออก

            และสังหารเซลล์นั้น,  ต่อจากนั้น  พวกมันก็จะเคลื่อนไปข้างหน้าในทุกทิศทุกทางเพื่อ

            รุกรานเซลล์ใกล้เคียง ..................)

      (c) penetrating and then focusing    (การฝ่าทะลุเข้าไป  และจากนั้นก็รวมกันที่จุดหนึ่ง)

      (d) spreading and then rupturing    (การแพร่กระจายตัว  และจากนั้นก็ทำให้ (เซลล์) แตกออก)

20. The word “rupture” in paragraph 3 may be replaced by ___________________________.

(คำว่า  “ทำให้แตกออก, ทำให้แตกแยก, ทำให้แตกความสามัคคี, แตกออก, แยกออก, แตกร้าว”  ในพารากราฟ ๓  อาจแทนโดย ________________)

      (a) annihilate    (ทำลายล้าง, บดขยี้)

      (b) instigate    (ปลุกเร้า, ปลุกระดม, ยั่วยุ, กระตุ้น)

      (c) exasperate    (ทำให้โกรธเคืองมาก, เพิ่มความรุนแรง)

      (d) interrupt    (ขัดขวาง, ยับยั้ง, ทำให้หยุด, พูดสอด, ตัดบท, ขัดจังหวะ)

      (e) fracture    (ทำให้แตก, ทำให้ร้าว, แตกร้าว, ร้าว)

      (f) cripple    (ทำให้พิการ, ทำให้เป็นง่อย, ทำให้หยุดชะงัก, เดินขาเป๋)  (เมื่อเป็นคำนาม  หมายถึง 

            "คนหรือสัตว์ที่พิการ, คนขาเป๋, คนง่อย")

      (g) supersede    (แทนที่)

      (h) assault    (อะ-ซ้อลท)  (โจมตี, จู่โจม, ทำลาย, ข่มขืน)  (เมื่อเป็นคำนาม  หมายถึง  “การโจมตี

            อย่างรุนแรง, การจู่โจม, การทำลาย (ชื่อเสียง), การข่มขืน”)

21. The clause “the odds are always on the side of the invader” in the final paragraph means __

______________.

(อนุประโยค  “ความได้เปรียบ – ความเป็นต่อ – มักจะอยู่กับฝ่ายผู้รุกรานเสมอ”  ในพารากราฟสุดท้าย  หมายถึง ________________)

      (a) viruses always defeat defender cells    (ไวรัสมักจะเอาชนะเซลล์ต่อต้านไวรัสเสมอ

            (ผู้รุกรานคือไวรัส  ซึ่งมีความได้เปรียบหรือชนะเซลล์ต้านไวรัสเสมอ)

      (b) viruses are always defeated by defender cells    (ไวรัสมักพ่ายแพ้เซลล์ต้านไวรัสเสมอ)

      (c) strangers are always with the invader    (คนแปลกหน้ามักอยู่กับผู้รุกรานเสมอ)

      (d) the invader always loses the war    (ผู้รุกรานแพ้สงครามเสมอ)

22. What does “fan out” in the final paragraph mean?

(“เคลื่อนไปข้างหน้าในทุกทิศทุกทาง”  ในพารากราฟสุดท้ายหมายถึงอะไร)

      (a) commence    (เริ่มต้น)

      (b) endeavor    (พยายาม)

      (c) panic    (ตกใจกลัว)

      (d) aspire    (ปรารถนา, ต้องการ, อยาก)

      (e) hesitate    (รีรอ, ลังเลใจ)

      (f) move forward away from a particular point in different directions    (เคลื่อนที่ไป

            ข้างหน้าจากจุดหนึ่งในทิศทางต่างๆ กัน)

      (g) pretend    (แสร้งทำ, เสแสร้ง, หลอกลวง, อวดอ้าง, อ้างสิทธิ)

      (h) detest    (เกลียด, เกลียดชัง, ไม่ชอบมาก)

23. When the diseases can vanquish the much larger, healthy cells they fall upon, the human body will become _______________.

(เมื่อโรคสามารถพิชิตเซลล์ที่แข็งแรงและใหญ่กว่ามากที่พวกมัน (โรค) หล่นใส่ (โจมตี)  ร่างกายมนุษย์จะ _______________)

      (a) unchanged    (ไม่เปลี่ยนแปลง)

      (b) stronger    (แข็งแรงมากขึ้น)

      (c) unwell    (ไม่สบาย, ป่วย)  (เนื่องจากถูกไวรัสจู่โจม)

      (d) full of membranes    (เต็มไปด้วยเยื่อหุ้มเซลล์)

      (e) depressed    (ซึมเศร้า, หดหู่)

      (f) robust    (แข็งแรง, เข้มแข็ง, มีกำลังมาก, กำยำ, ที่ใช้กำลังมาก, เอางานเอาการ, (เศรษฐกิจ) ดี,

            อุดมสมบูรณ์)

      (g) enthusiastic    (กระตือรือร้น)

      (h) sluggish    (เกียจคร้าน, ขี้เกียจ, เงื่องหงอย, ซบเซา, เฉื่อยชา, ฝืดเคือง)

24. The word “odds” in the final paragraph is closest in meaning to _____________________.

(คำว่า  “ความได้เปรียบ, ความเป็นต่อ, ความเป็นต่อในการพนัน, โอกาสที่จะเป็นไปได้มากกว่า”  ในพารากราฟสุดท้าย  ใกล้เคียงที่สุดในความหมายกับ _________________)

      (a) solutions    (การแก้ปัญหา, วิธีการแก้ปัญหา, สารละลาย)

      (b) crimes    (อาชญากรรม)

      (c) violations    (การฝ่าฝืน, การละเมิด)

      (d) ambushes    (การซุ่มโจมตี, การคอยดักทำร้าย, สถานที่ซุ่มโจมตีหรือคอยดักทำร้าย, ผู้ซุ่มโจมตี

            หรือทำร้าย)  (เมื่อเป็นคำกริยา  หมายถึง  “ซุ่มโจมตีหรือทำร้าย”)

      (e) scapegoats    (แพะรับบาป)

      (f) advantages    (ความได้เปรียบ, ผลประโยชน์, คุณ, โอกาส, จุดดี, จุดเด่น)

      (g) murders    (การฆาตกรรม, สิ่งที่ยากมากหรืออันตรายมาก)  (เมื่อเป็นคำกริยา  หมายถึง  “ฆ่า,

            ฆ่าอย่างป่าเถื่อน, ทำลาย, ทำให้เสียหรือเสื่อม”)

      (h) felonies    (เฟ้ล-โล-นี่)  (ความผิดอาญาร้ายแรง เช่น ฆาตกรรม  วางเพลิง  ข่มขืน)

25. The mutinous cells that evade the surveillance of our defensive forces will be able to ________

_______.

(เซลล์กบฏซึ่งหลบหลีกการตรวจตรา-ดูแลของกองกำลังป้องกัน (เซลล์ต้านไวรัส) ของเรา  จะสามารถ  ________________)

      (a) fight the wars    (สู้รบในสงคราม)

      (b) get well quickly    (หายป่วยอย่างรวดเร็ว)

      (c) harm the body    (ทำอันตรายแก่ร่างกาย)  (ดูคำตอบจากประโยคที่ ๓ ของพารากราฟ ๒

            ที่กล่าวว่า “ในบางโอกาส  เซลล์ของเราเองเริ่มต้นการแพร่พันธุ์ที่เป็นกบฏ ซึ่งเป็นที่รู้จักกัน

            ในฐานะมะเร็ง  และหลบหลีกการตรวจตรา (การดูแล) ของกองกำลังฝ่ายป้องกันของเรา

            (คือ  เซลล์ต่อต้านไวรัส)”  ซึ่งหมายถึง  ทำให้เกิดมะเร็งในเวลาต่อมา)

      (d) defend themselves    (ป้องกันตนเอง)

 

(คำแปล)

ไวรัสรุกรานร่างกายมนุษย์อย่างไร

 

            “ธรรมชาติอุดมสมบูรณ์ (มีมาก, ดาษดื่น) (abounds) ไปด้วยสิ่งกลมๆ เล็กๆ,”  นักชีววิทยา ลูอิส โทมัส สังเกตเห็น (สังเกตการณ์, มองดู, คอยดู, เชื่อฟัง, ปฏิบัติตาม, ปฏิบัติหน้าที่, รักษาวินัย, รักษากฎหมาย) (observed),  โดยแบคทีเรีย, โปรโตซัว, เชื้อรา  (fungi) และไวรัส – พวกมันไล่ตาม (ย่องเข้าใกล้, ไล่ตามสัตว์, เดินเขย่งเท้าเข้าใกล้, ย่างสามขุม) (stalk) เราในรูปแบบ (forms) ต่างๆ นับไม่ถ้วน (เหลือคณานับ, สุดที่จะนับได้) (countless)  และจับกลุ่ม (ไปเป็นกลุ่มใหญ่, (ผึ้ง) อพยพออกจากรัง, มีมากเกินไป, เต็มไปด้วย) (swarming) เป็นจำนวนมากมาย (กองสิ่งของขนาดใหญ่, กลุ่มคนขนาดใหญ่, กองทหารขนาดใหญ่) (legions) บนผิวหนัง (skin) และเยื่อหุ้มเซลล์ (membranes) ของเรา  โดยพยายาม (แสวงหา, เสาะหา) (seeking) และได้ (ได้มา, ได้รับ, ได้กำไร, ชนะ, บรรลุ, ก้าวหน้า, คืบหน้า) (gaining) (การ) เข้าไปข้างใน (entry to) ร่างกายของเรา,  ผู้รุกราน (ผู้บุกรุก, ผู้ล่วงล้ำ, ผู้เหยียบย่ำ) (invaders) ดังกล่าวมีขนาดเล็กจิ๋ว (tiny) เกินไปที่จะมองเห็นได้จริงๆ แล้ว (indeed)  บางตัว (ชนิด) มีขนาดเล็กมากจนกระทั่ง (พวกมัน) มากกว่า ๒๐๐ ล้านตัวจะพอดีกับ (เหมาะสมกับ, คู่ควรกับ, สอดคล้องกับ) (fit on) เครื่องหมายพีเรียด (period) (หรือฟูลสตอป) ที่อยู่ตอนท้าย  (the end) ของประโยคนี้ (หมายถึง  แบคทีเรีย-ไวรัสกว่า ๒๐๐ ล้านตัวมารวมกันแล้ว  มีขนาดเพียงเครื่องหมายฟูลสตอปหรือจุดเล็กๆ เท่านั้น)  แม้กระนั้นก็ตาม (Yet)  กลยุทธ์ (tactics) ของพวกมันสามารถปราบ (ปราบปราม, กำจัด, พิชิต, มีชัยชนะ, รบชนะ(vanquish) เซลล์ที่แข็งแรง (มีสุขภาพดี, สม บูรณ์, เป็นประโยชน์ต่อร่างกาย) (healthy) และมีขนาดใหญ่กว่า (larger)  ซึ่งพวกมัน (ไวรัส) หล่นใส่ (fall upon) (หมายถึง  โจมตี) 

            โดยปกติแล้ว  เรามักไม่รู้ถึง (ไม่คำนึงถึง, ลืม, ซึ่งทำให้ลืม) (oblivious) สงครามที่ไม่หยุดหย่อน (ไม่หยุดยั้ง, ต่อเนื่อง, ติดต่อกัน) (incessant) ภายในตัวเรา (หมายถึง  สงครามระหว่างเชื้อโรคหรือไวรัสที่รุกเข้ามาในร่างกาย  และเซลล์ต้านไวรัส)  เพราะว่ากลุ่ม (หน่วยทหาร, กองพลน้อย, หมู่, เหล่า, คณะ) (corps) (คอร์) ของเซลล์ผู้ป้องกัน-ต่อต้าน  (defender cells) (หมายถึง  เซลล์ต้านไวรัสภายในร่างกาย) ทำให้ศัตรูแตกพ่ายหนี (routs the enemy) อย่างเงียบๆ (silently),  แต่บางครั้ง  ทหารยาม (ทหารคุ้มกัน, ทหารรักษาการณ์, ทหารองครักษ์, ยาม) (sentries) เหล่านี้ (หมายถึง  เซลล์ต้านไวรัส) ถูกจับ (ตะครุบ) แบบไม่ได้เตรียมตัวหรือระวัง (caught unprepared) (โดยไวรัส)  และเราก็ทำให้เกิด (พัฒนา) (develop) ไข้หวัด (a cold), ไข้หวัดใหญ่ (flu) หรือ (โรคที่) แย่กว่านั้น  (worse) ขึ้นมา,  ในบางโอกาส (เป็นครั้งคราว, บางครั้งบางคราว) (Occasionally)  เซลล์ของเราเองเริ่มต้นการแพร่พันธุ์ (การเพิ่มทวี, การงอก, การขยาย, การแพร่หลาย, การเผยแพร่) (proliferation) ที่เป็นกบฏ (ก่อการจลาจล, ขัดขืน, ควบคุมยาก) (mutinous)  ซึ่งเป็นที่รู้จักกันในฐานะ (known as) มะเร็ง (cancer)  และหลบหลีก (เลี่ยง, หนี) (evade) การตรวจตรา (การดูแล, การควบคุม) (surveillance) ของกองกำลังฝ่ายป้องกัน (defensive forces) ของเรา (หมายถึง  เซลล์ต่อต้านไวรัส),  แต่สำหรับการฝ่าทะลุ (การผ่านทะลุ, การแทรกซึม, การซึมผ่าน, ความเฉียบแหลม) (penetration) การป้องกัน (การต้านการรุกราน, การพิทักษ์, วิธีการรบ, การแก้ต่าง, การเป็นทนายให้) (defenses) ของเรา (หมายถึง  การป้องกันไวรัสในร่างกาย) ที่ประสบความสำเร็จทุกๆ ครั้ง  ความพยายาม (attempts) (แทรกซึมของไวรัส) จำนวนหลายพันครั้งได้รับการขับไล่ (ผลักออก, ตีกลับ, ต้านทาน, โต้กลับ, ยับยั้ง, ต้านการซึมผ่าน, กำจัด, ปฏิเสธ) (repelled) (โดยเซลล์ต้านไวรัสในร่างกาย) (หมายถึง  ในการผ่านทะลุเซลล์ป้องกันในร่างกายของไวรัสที่ประสบความสำเร็จแต่ละครั้ง  ความพยายามในการโจมตีของไวรัสตัวอื่นๆ หลายพันครั้ง  ได้ถูกต้านทานไว้ได้โดยเซลล์ต้านไวรัสในร่างกาย)

            ในบรรดาศัตรูทั้งหมดของร่างกาย  ศัตรูที่ธรรมดาที่สุด (simplest) และมีเล่ห์เหลี่ยม (เจ้าเล่ห์, ไร้ทิศทางที่แน่นอน, ไม่ไปทางตรง, คดเคี้ยว) (devious) มากที่สุดคือไวรัส,  กล่าวโดยทั่วไป (Generally speaking)  ไวรัสไม่เพียงแต่มีชีวิต (alive) เท่านั้น  มันยังเป็นกลุ่มของยีน (bundle of genes) ที่เคลือบโปรตีน (protein-coated)  ซึ่งมี (containing) คำสั่ง (คำแนะนำ, การชี้แนะ, การสั่งสอน, การแนะนำ, คำสอน) (instructions) ให้ทำ (สร้าง) ซ้ำตัวมันเองหลายๆ ครั้ง (making copies of itself) (คือ สร้างตัวไวรัสซ้ำหลายครั้ง),  เมื่อไวรัสตัวหนึ่งหลบเข้าไปข้างใน (slips inside) เซลล์ตัวหนึ่งของ (ร่างกาย) เรา  มันจะออกคำสั่ง (คำแนะนำ) (issues instructions)  ซึ่งเป็นเหตุให้เซลล์ผลิต (causing the cell to produce) ไวรัสใหม่ๆ ที่เหมือนกันทุกอย่าง (อย่างเดียวกัน) (identical) (กับไวรัสผู้ออกคำสั่ง) จำนวนหลายร้อยตัว, ถ้ามิใช่หลายพันตัว, ภายในเวลา ๑ วัน (within the course of a day)ในที่สุด (Eventually)  พวกมัน (ไวรัส) จะทำให้เซลล์แตกออก (rupture the cell) และสังหารเซลล์นั้น,  ต่อจากนั้น  พวกมันก็จะเคลื่อนไปข้างหน้าในทุกทิศทุกทาง (fan out) เพื่อรุกรานเซลล์ใกล้เคียง (invade nearby cells),  “ในตอนแรก (At first),”  สตีเวน บี มิเซล  นักภูมิคุ้มกันวิทยา (immunologist) แห่งมหาวิทยาลัยเวคฟอเรสต์กล่าว,  “ความได้เปรียบ (ความเป็นต่อ, ความเป็นต่อในการพนัน, โอกาสที่จะเป็นไปได้มากกว่า) (odds) มักจะอยู่กับฝ่าย (on the side) ผู้รุกรานเสมอ” (หมายถึง  ในตอนแรก  ไวรัสมักชนะเสมอ)      

 

เรียน   ท่านผู้ติดตามอ่านเว็บไซต์  “everydayenglish.pwa.co.th                  

 

                ถ้าท่านมีคำแนะนำให้ปรับปรุงเว็บไซต์นี้ประการใด  กรุณาส่ง e-mail ไปที่  ดร. วัชรินทร์  ภูเขาทอง  อดีต  ผอ. สำนักวิทยาการ  การประปาส่วนภูมิภาค  ผู้จัดทำเว็บไซต์นี้  ตาม  “Address”  (โปรดระบุหัวเรื่องด้วยว่า  “ปรับปรุงเว็บไซต์”)   เพื่อที่ผู้จัดทำฯ จะได้ปรับปรุงเนื้อหาได้ตรงตามความประสงค์ของผู้อ่านเว็บไซต์นี้ต่อไป

 

 

 

 

 

 

 

หมวดข้อสอบ READING (ตอนที่ 55)

การประปาส่วนภูมิภาค  “มุ่ง-มั่น-เพื่อปวงชน”

 

DirectionRead the following passage and choose the best answer for each question.

(จงอ่านบทความต่อไปนี้  และเลือกคำตอบที่ดีที่สุดสำหรับแต่ละคำถาม)

 

Religion and Health

 

          Contrary to the widely held notion that religion is nothing more than a bunch of myths and fairy tales that weak people turn to for comfort, some doctors are now saying a belief in God can be good for your health.

          Over the past decade, medical researchers have reported a statistically significant association between health and religion: People who pray, meditate, and go to church are not only more resistant to disease but live longer and recover from operations more quickly.  Adolescents who have strong religious ties experience 40-60 percent fewer problems with drugs and premarital sex.

          David Larson, M.D., president of the National Institute for Health-care Research, and researchers Mary Milano and Constance Barry have analyzed scientific data on the effects of religion in a number of areas, including substance abuse, heart disease, surgery, marital relations, and suicide.  Encouraging religious commitment, they say, could offer a multifaceted way of reducing expenditures for treatment of addictions and mental disorders, leading to shortened hospitalizations through faster recovery rates and decreased need for expensive prescription drugs.

          Larson and associates suggest that spirituality should play a greater part in the care and prevention of physical and mental disorders.  Yet, the beneficial health effects of religious commitment have been virtually ignored by most in the medical community.

 

1. David Larson and associates would probably agree most with which  statement.

(หมอลาร์สันและพวกอาจจะเห็นด้วยมากที่สุดกับคำกล่าวในข้อใด)

    (a) Religion is most beneficial to weak people.    (ศาสนามีประโยชน์ที่สุดกับผู้ที่อ่อนแอ)

    (b) The medical community should pay more attention to religion.    (วงการแพทย์ควรให้

           ความเอาใจใส่ – ความสนใจ – มากขึ้นในศาสนา)  (ดูคำตอบจากพารากราฟสุดท้ายที่กล่าวว่า 

           “ลาร์สันและพวกแนะนำ (บอกเป็นนัย) ว่าเรื่องจิตวิญญาณ (เรื่องจิตใจ) ควรมีส่วน (บทบาท)

           มากยิ่งขึ้นในการเอาใจใส่ดูแล  และการป้องกันความผิดปกติทางกายและทางใจ  แต่ใน

           ความเป็นจริงแล้ว  คนส่วนใหญ่ในวงการแพทย์มิได้ให้ความสนใจผลกระทบที่เป็นประโยชน์

           ต่อสุขภาพของการยึดมั่นในศาสนาของผู้คน)

    (c) The poor and the weak require more medical attention.    (คนจนและคนอ่อนแอต้องการความ

          เอาใจใส่ทางด้านการแพทย์เพิ่มมากขึ้น)

    (d) Prevention is better than cure.    (กันไว้ดีกว่าแก้)  (เป็นสุภาษิต  ในที่นี้หมายถึง  การป้องกันไม่ให้

         โรคเกิดขึ้น  ดีกว่าปล่อยให้เป็นโรคแล้วค่อยมารักษาภายหลัง)

2. In the first paragraph, “Contrary” refers to _____________________________________.

(ในพารากราฟแรก,  “ตรงกันข้าม, ต่อต้าน, ขัดกัน, ดื้อรั้น, เป็นมุมฉาก”  หมายถึง ____________)

    (a) similar    (เหมือนกัน, คล้ายกัน)

    (b) peculiar    (แปลกประหลาด, แปลกพิกล, เป็นพิเศษ, ไม่เคยปรากฏมาก่อน, เฉพาะกับ)

    (c) grateful    (ขอบคุณ, เป็นหนี้บุญคุณ) 

    (d) necessary    (จำเป็น, สำคัญ, ไม่มีทางอื่น)

    (e) loyal    (จงรักภักดี, ซื่อสัตย์)  

    (f) accustomed    (คุ้นเคย, เคยชิน) 

    (g) opposite    (ตรงกันข้าม, ตรงข้าม, สวนกัน, ซึ่งตั้งอยู่คนละข้าง)

    (h) satisfactory    (เป็นที่พอใจ, น่าพึงพอใจ, หนำใจ, จุใจ, สาแก่ใจ)

3. The word “myths” in paragraph 1 means _______________________________________.

(คำว่า  “นิทานปรัมปรา, นิยายโบราณ, นิยายหรือตำนานที่เล่าต่อๆ กันมา, เรื่องที่แต่งขึ้น”  ในพารากราฟ ๑  หมายถึง ________________)

    (a) attractions    (การดึงดูดใจ, แรงดึงดูด, เสน่ห์, บุคคลหรือสิ่งที่ดึงดูด)

    (b) distinctions    (ความแตกต่าง, การแบ่งแยก, การแยกแยะ, ลักษณะพิเศษ,ลักษณะที่เด่น,

          ความมีชื่อเสียง, เกียรติยศ)

    (c) relations    (ความสัมพันธ์, ความเกี่ยวข้อง)

    (d) objections    (การคัดค้าน, การไม่เห็นด้วย)

    (e) spouses    (สเพาซ)  (คู่ชีวิต, คู่สมรส, สามีหรือภรรยา)

    (f) attires    (อะ-ไท้-เออะ)  (เครื่องแต่งตัว, เสื้อผ้า, เขากวาง)

    (g) faults    (ข้อบกพร่อง, ความผิดพลาด, ความคลาดเคลื่อน)

    (h) legends    (ตำนาน, เรื่องที่เล่าลือกันต่อๆ มา, คำสลักบนโล่หรืออนุสาวรีย์, คำอธิบายภาพ,

          คนที่น่าสนใจ, ผู้เป็นตัวเอกของเรื่อง)

4. What does “comfort” in paragraph 1 mean?

(การปลอบโยน, การปลอบใจ, คำปลอบโยน, สิ่งปลอบใจ, ผู้ปลอบใจ, ความอบอุ่นใจ”  ในพารากราฟ ๑  หมายถึงอะไร)

    (a) complaint    (การอุทธรณ์-ร้องทุกข์, การบ่น)

    (b) advantage    (ข้อได้เปรียบ, ประโยชน์)

    (c) comment    (ข้อคิดเห็น, ความเห็น, ข้อสังเกต, คำอธิบาย, คำวิจารณ์)

    (d) commitment    {การมอบหมาย (หน้าที่, ความไว้วางใจ), การให้คำมั่นสัญญา, การเกี่ยวข้อง,

          การพัวพัน, ความผูกพัน (กับงานหรือหน้าที่)}

    (e) blunder    (ความผิดพลาด)

    (f) solace    (ซ้อล-ลิส)  (การปลอบใจ, การปลอบขวัญ, การปลอบ, สิ่งปลอบใจ, สิ่งปลอบ

          ขวัญ, การหย่อนใจ, สิ่งหย่อนใจ, สิ่งบรรเทาทุกข์)

    (g) costume    (คอส-ทูม)  (เครื่องแต่งกาย, เสื้อผ้าอาภรณ์)

    (h) commodity    (สินค้า, ของใช้ประจำ, ปริมาณหรือจำนวนหนึ่งของสินค้า, ผลิตภัณฑ์เกษตร

          หรือเหมืองแร่, ของที่มีประโยชน์, ผลประโยชน์ส่วนตัว)

5. According to paragraph 1, most people seem to share the idea that ____________________.

(ตามที่กล่าวไว้ในพารากราฟ ๑,  ผู้คนส่วนใหญ่ดูเหมือนจะมีความคิดเหมือนกันว่า ___________)

    (a) doctors are gods    (แพทย์คือพระเจ้า)

    (b) religion is a myth    (ศาสนาคือนิทานปรัมปรา-นิยายโบราณ-นิยายหรือตำนานที่เล่าต่อๆ

          กันมา)  (ดูคำตอบจากประโยคแรกของพารากราฟแรกที่กล่าวว่า  “ตรงกันข้ามกับความคิด

          เห็น (ความเชื่อ) ที่ยึดถือกันอย่างแพร่หลาย (กว้างขวาง) ว่าศาสนามิได้เป็นอะไรมากไป

          กว่ากลุ่มของนิทานปรัม ปรา (นิยายโบราณ) และเทพนิยาย  ซึ่งผู้คนที่อ่อนแอหันไปหา

          เพื่อการปลอบใจ (การปลอบโยน),  แพทย์บางคน .......................”  ซึ่งหมายถึง  คนส่วน

          ใหญ่มีความเห็นเหมือนกันว่า  ศาสนาคือนิทานปรัมปรา)

    (c) religion provides comfort to all people    (ศาสนาให้การปลอบใจกับทุกคน)

    (d) faith is necessary for good health    (ความเชื่อในศาสนา – ความเลื่อมใสศรัทธา – เป็นสิ่งจำ

          เป็นสำหรับสุขภาพที่ดี)

6. “association” in the second paragraph could best be replaced by _____________________.

(“ความสัมพันธ์, สมาคม, บริษัท, การร่วมกัน, สหภาพ, การสังสรรค์, การเชื่อมติดกัน”  ในพารากราฟ ๒  สามารถแทนดีที่สุดโดย __________________)

    (a) extravagance    (ความฟุ่มเฟือย, ความสุรุ่ยสุร่าย, ความมากเกินไป)

    (b) abundance    (ความอุดมสมบูรณ์, ภาวะล้นเหลือ)

    (c) duplicity    (ดิว-พลิส-ซิ-ที่)  (การตีสองหน้า, การหลอกลวง, ความไม่ซื่อตรง)

    (d) deference    (เด๊ฟ-เฟอะ-เริ่นซ)  (การเคารพนับถือ, การยอมตาม, การคล้อยตาม, การอนุโลม,

          การเชื่อฟัง) 

    (e) relationship    (ความสัมพันธ์, ความเกี่ยวพัน, ความเกี่ยวดอง, ความเกี่ยวข้องกัน,

         ความเป็นญาติกัน)

    (f) restoration    (การปฏิสังขรณ์, การบูรณะ, การซ่อมแซม, การทำให้กลับคืนสู่สภาพเดิม)

    (g) erection    (การก่อสร้าง, สิ่งก่อสร้าง, การตั้งตรง, การตั้งชัน, การลุก, การชู)

    (h) extension    (การขยายออก, การต่อเติม, ส่วนที่ต่อเติม)

7. The word “operations” in paragraph 2 is closest in meaning to _______________________.

(คำว่า  “การผ่าตัด, ศัลยกรรม, การกระทำ, การทำงาน, ปฏิบัติการ, การเดินเครื่อง, การหมุนเครื่อง, การสู้รบ, กิจการ, กิจการทางธุรกิจ, ปฏิบัติการทางทหาร, ยุทธการ”  ในพารากราฟ ๒  ใกล้เคียงที่สุดในความหมายกับ _________________)

    (a) operators    (ผู้คุมเครื่อง, ช่างคนงาน, ผู้ปฏิบัติการ, พนักงานโทรศัพท์, พนักงานต่อโทรศัพท์,

          พนักงานขับรถ, ผู้ทำศัลยกรรม, ผู้ดำเนินกิจการทางอุตสาหกรรม)

    (b) constructions    (การก่อสร้าง, วิธีการก่อสร้าง, สิ่งปลูกสร้าง)

    (c) confirmations    (การยืนยัน, การรับรอง)

    (d) verifications    (การพิสูจน์ความจริง, การตรวจสอบความจริง, การยืนยันความจริง, การค้นหาความจริง)

    (e) surgeries    (การผ่าตัด, ศัลยกรรม, ศัลยศาสตร์, ห้องศัลยกรรม, ห้องผ่าตัด, ห้องแพทย์,

          ห้องตรวจโรคและจ่ายยา)

    (f) resolutions    (การตกลงใจ, การตัดสินใจ, มติ, การลงมติ, การแยกวิเคราะห์, การแยกสลาย)

    (g) disclosures    (การเปิดเผย)

    (h) erosions    (การกัดกร่อน, การทำให้สึกกร่อน)

8. The word “Adolescents” in paragraph 2 refers to ________________________________.

(คำว่า  “วัยรุ่น, หนุ่มสาว”  ในพารากราฟ ๒  หมายถึง _______________________________)

    (a) violations    (การฝ่าฝืน, การละเมิด)

    (b) injunctions    (คำสั่ง, คำสั่งศาล, คำตักเตือน)

    (c) remedies    (เร้ม-เม-ดี้)  (การรักษา, วิธีการรักษา, วิธีการแก้ไข, ยา, สิ่งที่ใช้ในการรักษาหรือแก้ไข)

    (d) tendencies    (แนวโน้ม, ความโน้มเอียง)

    (e) oppositions    (การต่อต้าน, การคัดค้าน, การขัดขวาง, การขัดแย้ง, การไม่เห็นด้วย, การเป็นปรปักษ์)

    (f) youths    (ยูธ)  (คนหนุ่มคนสาว, เด็กหนุ่มสาว, ยุวชน, วัยหนุ่มวัยสาว, ความเป็นหนุ่มเป็นสาว,

          พลังหนุ่มพลังสาว, ระยะแรกเริ่ม)

    (g) remunerations    (ค่าตอบแทน, การตอบแทน, การจ่ายเงิน, การให้รางวัล, การชดเชย)

    (h) collaborations    (ความร่วมมือ) 

9. The second paragraph mainly discusses ________________________________________.

(พารากราฟ ๒  ส่วนใหญ่พูดเกี่ยวกับ ________________________________________)

    (a) various religious activities    (กิจกรรมทางศาสนาที่หลากหลาย)

    (b) the benefits of religion on health    (ประโยชน์ของศาสนาที่มีต่อสุขภาพ)  (ดูคำตอบจาก

          ประโยคแรกของพารากราฟ ๒ ที่กล่าวว่า  “ในช่วงทศวรรษที่ผ่านมา  นักวิจัยด้านการแพทย์

          ได้รายงานความสัมพันธ์ซึ่งมีนัยสำคัญทางสถิติ  ระหว่างสุขภาพและศาสนา ....................” 

          ส่วนข้อความต่อๆ มาจนจบพารากราฟเป็นการยกตัวอย่างประกอบ)

    (c) the different practices among teenagers and adults    (การปฏิบัติที่แตกต่างกันระหว่างเด็กวัยรุ่น

          และผู้ใหญ่)

    (d) an overview of medical research during the last ten years    (การสำรวจอย่างกว้างๆ ด้านการ

          วิจัยทางการแพทย์  ในช่วง ๑๐ ปีที่ผ่านมา)

10. In the third paragraph, “abuse” means ________________________________________.

(ในพารากราฟ ๓,  “การใช้ในทางที่ผิด, การใช้แบบเป็นโทษ, การข่มขืนกระทำชำเรา”  หมายถึง ___

______________)

      (a) cure    (คิ้ว-เออะ)  (การรักษาให้หาย, วิธีการรักษาให้หาย, การรักษาที่ได้ผล)  (เมื่อเป็นคำกริยา

            หมายถึง  “รักษาให้หาย, บำบัดให้หาย, แก้ให้หาย, เยียวยา, บังเกิดผลในการบำบัดรักษา”)

      (b) hindrance    (อุปสรรค, สิ่งกีดขวาง)

      (c) panic    (การตกใจกลัว, ความหวาดกลัว, ความอกสั่นขวัญหาย, ตกใจกลัว, อกสั่นขวัญหาย)

      (d) invasion     (อิน-เว้-ชั่น)  {การรุกราน, การบุกรุก, การถลันเข้าไป, การแพร่ (ของกาซ, โรค)}

      (e) peril    (อันตราย, ภัย)

      (f) misuse    (การใช้ในทางที่ผิดหรือไม่สมควร)

      (g) riddle    (ปริศนา, สิ่งที่ทำให้ฉงน, คำปริศนา, บุคคลที่เป็นปริศนา, ปัญหา, คำถามที่ทำให้งง)

      (h) acumen    (อะ-คู้-เม่น)  (ไหวพริบและความเฉียบแหลม)

11. The word “suicide” in paragraph 3 may be replaced by ____________________________.

(คำว่า  “การฆ่าตัวตาย, อัตวินิบาตกรรม, การฆ่าตัวเอง, การทำลายตัวเอง, การทำลายผลประโยชน์หรืออนาคตของตัวเอง”  ในพารากราฟ ๓  อาจแทนโดย ________________)

      (a) adversary    (ศัตรู, ปรปักษ์)

      (b) conflict    (ความขัดแย้ง)

      (c) talisman    (แท้-ลิส-มั่น)  (เครื่องราง, ของขลัง, สิ่งที่นำโชค)

      (d) delight    (ดิ-ไล้ท)  (ความรื่นรมย์, ความพอใจ, ความบันเทิงใจ)  (ถ้าเป็นคำกริยา  หมายถึง  “

            รื่นรมย์, พอใจ, บันเทิงใจ, ทำให้รื่นรมย์-พอใจ-บันเทิงใจ”)

      (e) comrade    (ค้อม-เรด หรือ ค้อม-ริด)  (สหาย, มิตร, เพื่อนสนิท, เพื่อนสมาชิก, สมาชิกพรรค

           คอมมิวนิสต์)

      (f) defect    (ข้อบกพร่อง, ข้อไม่ดี, ข้อเสีย)

      (g) self-murder or self-destruction    (การฆ่าตัวเองหรือการทำลายตัวเอง)

      (h) paucity    (พ้อ-ซะ-ที่)  (ความขาดแคลน, ความขัดสน, ความยากจน, ความแร้นแค้น, จำนวนเล็กน้อย)

12. “multifaceted” in paragraph 3 is closest in meaning to __________________________.

(“หลายด้าน, หลายแง่มุม”  ในพารากราฟ ๓  ใกล้เคียงที่สุดในความหมายกับ _____________)

      (a) multipurpose    (อเนกประสงค์)

      (b) convincing    (น่าเชื่อถือ, จูงใจให้เชื่อ)

      (c) affluent    (มั่งคั่ง, ร่ำรวย, มากมาย)

      (d) influential    (มีอิทธิพล, มีอำนาจชักจูง, มีผลกระทบกระเทือน, มีผลสะท้อน)

      (e) immense    (ใหญ่มาก, มหึมา, มโหฬาร, มากมาย, กว้างขวาง, ไม่มีขอบเขต)

      (f) multifarious    (หลาย, หลากหลาย, ต่างๆ นาๆ, ซึ่งมีหลายส่วนหรือรูปแบบต่างๆ กัน)

      (g) crucial    (สำคัญมาก, เกี่ยวกับความเป็นความตาย, ถึงพริกถึงขิง, เด็ดขาด, ซึ่งชี้ขาด, รุนแรง)

      (h) economical    (ประหยัด, มัธยัสถ์, กระเหม็ดกระแหม่)

13. The word “expenditures” in paragraph 3 is similar in meaning to _____________________.

(คำว่า  “ค่าใช้จ่าย, การใช้จ่าย, การใช้, งบประมาณ”  ในพารากราฟ ๓  มีความหมายเหมือนกับ ____

___________)

      (a) cutbacks    (การตัดทอน, การลดลง)

      (b) improvements    (การปรับปรุง, การทำให้ดีขึ้น)

      (c) tasks    (ทาสค)  (งาน, งานหนัก, เรื่องที่ยาก, ภาระหน้าที่)

      (d) debts    (เด็ทส)  (หนี้สิน)

      (e) expenses    (ค่าใช้จ่าย, การใช้จ่าย, ค่าโสหุ้ย, ค่าเสียหาย, ความสิ้นเปลือง, การสละ)

      (f) junctures    (ช่วงเวลา, จุดเชื่อมต่อ, จุดประสาน, ชุมทาง, ที่บรรจบ, สิ่งเชื่อมต่อ, หัวต่อ, วิกฤตการณ์)

      (g) vacations    (การเดินทางไปเที่ยววันหยุดพักผ่อน)

      (h) vocations    (อาชีพ, ความต้องการอย่างมากในการประกอบอาชีพ, หน้าที่ของบุคคลหนึ่งที่ได้รับ

            มอบหมายจากพระเจ้า)

14. What does “hospitalizations” in paragraph 3 mean?

(คำว่า  “การรักษาตัวในโรงพยาบาล, การนำเข้ารักษาในโรงพยาบาล”  ในพารากราฟ ๓  หมายถึงอะไร)

      (a) hospitalities    (ความเอื้อเฟื้อเผื่อแผ่, ความมีมิตรไมตรีจิต, ความมีใจเมตตากรุณา, ความมีใจต้อน

            รับขับสู้แขกของเจ้าบ้าน)

      (b) impudence    (อิ๊ม-พิว-เดิ้นซ)  (ความทะลึ่ง, ความยโส, ความโอหัง, ความอวดดี, ภาษาหรือคำพูด

            ที่ทะลึ่งหรือยโส)  

      (c) seclusions    (ซี-คลู้-ชั่น)  (การแยกตัว, การเก็บตัว, การตัดขาดจากโลกภายนอก, การแยกตัวมาอยู่

            อย่างสันโดษ, ความสันโดษ, สถานที่สันโดษ) 

      (d) treatments in a hospital    (การรักษาตัวในโรงพยาบาล)

      (e) humilities    (ฮิว-มิ้ล-ลิ-ที่)  (ความนอบน้อม, ความถ่อมตัว) 

      (f) pinnacles    (พิ้น-นะ-เคิ่ล)  (ยอด, จุดสุดยอด, ขีดสุด, ยอดภูเขา เจดีย์ ตึก หอ หรืออื่นๆ,

            ส่วนที่เป็นยอดแหลม) 

      (g) maledictions    (แมล-ละ-ดิ๊ค-ชั่น)  (การด่า, การแช่งด่า, การสาปแช่ง)  

      (h) havocs    (แฮ้ฟ-วอค)  (ความหายนะ, ความฉิบหาย, ความเสียหาย) 

15. “associates” in paragraph 4 refers to _________________________________________.

(“พวก, เพื่อน, สมัครพรรคพวก, ผู้ร่วมงาน, มิตรสหาย, ภาคี, ภาคีสมาชิก, ผู้ช่วย, รอง, ผู้เป็นรอง”  ในพารากราฟ ๔  หมายถึง ________________)

      (a) enigmas    (อิ-นิ้ก-ม่ะ)  (ปริศนา, คำพูดปริศนา, คนลึกลับ, สิ่งที่น่าฉงนสนเท่ห์) 

      (b) labyrinths    (แล้บ-บิ-รินธ)  (ทางวกวน, เขาวงกต, สิ่งที่วกเวียน, ความยุ่งยากสับสน, ห้องหูชั้นใน) 

      (c) sermons    (เซ้อร์-เมิ่น)  (การเทศนา, การสอน, การให้โอวาท)

      (d) accolades    (แอ๊ค-โค-เลด)  (รางวัล, เกียรติยศ) 

      (e) colleagues    (ค้อล-ลีก)  (ผู้ร่วมงาน, เพื่อนร่วมงาน)

      (f) aphorisms    (แอ๊ฟ-โฟ-ริส-ซึ่ม)  (คติพจน์, คำพังเพย, สุภาษิต) 

      (g) effigies    (เอ๊ฟ-ฟิ-จี้)  (หุ่นหรือรูปจำลองเพื่อล้อเลียน เสียดสี หรือประณาม)

      (h) vicissitudes    (วิ-ซิ้ส-ซิ-ทิ้วด)  (ความขึ้นๆลงๆ, การเปลี่ยนแปลง, การผันแปร, การหมุนเวียน,

            การสับเปลี่ยน)

16. The word “beneficial” in paragraph 4 may be replaced by __________________________.

(คำว่า  “มีประโยชน์, เป็นประโยชน์, เป็นผลดี”  ในพารากราฟ ๔  อาจแทนโดย ______________)

      (a) competent    (มีความสามารถ ความชำนาญ ประสบการณ์ และคุณสมบัติที่เหมาะสมอื่นๆ)

      (b) brilliant    (บริ๊ล-เยิ่นท)  (ฉลาดมาก, หลักแหลมมาก, สุกใส, โชติช่วง, แวววาว) 

      (c) lethal    (ลี้-เธิ่ล)  (ถึงตาย, เป็นอันตรายถึงตาย, ร้ายแรง, ทำให้ตาย, เกี่ยวกับความตาย) 

      (d) advantageous    (มีประโยชน์, เป็นประโยชน์, ได้ประโยชน์, ได้กำไร)

      (e) negligible    (เล็กน้อย, ไม่สำคัญ, ขี้ปะติ๋ว, ไม่ต้องเอาใจใส่) 

      (f) insipid    (อิน-ซิ้พ-พิด)  (ไม่มีรสชาติ, (อาหาร) จืดชืด, ไม่น่าสนใจ, ไม่มีชีวิตชีวา, อ่อนแรง) 

      (g) bankrupt    (ล้มละลาย, สิ้นเนื้อประดาตัว, หมดสิ้น, (ศีลธรรม) เสื่อมเสีย)

      (h) impartial    (อิม-พ้าร์-เชิ่ล)  (ยุติธรรม, ไม่เอนเอียง, มีใจเป็นธรรม, ไม่เข้าข้างใคร, ไม่มีอคติ)

17. In the final paragraph, “virtually” can best be replaced by _________________________.

(ในพารากราฟสุดท้าย,  “โดยแท้จริง, โดยแก่นแท้, ในทางปฏิบัติ”  สามารถแทนดีที่สุดโดย ______

_________)

      (a) kindly    (อย่างกรุณา, อย่างอ่อนโยน, อย่างเป็นมิตร, อย่างจริงใจ, อย่างเห็นด้วย, โปรด, กรุณา)

      (b) initially    (อิ-นิช-เชิ่ล-ลิ่)  (ในตอนแรกเริ่ม, ในตอนแรก, ในตอนเริ่มต้น, ในเบื้องแรก, แต่ดั้งเดิม)

      (c) productively    (อย่างให้ผลดีหรือมาก, อย่างทำให้เกิดผล, มีอำนาจผลิต, อย่างอุดมสมบูรณ์)

      (d) stupendously    (สทู-เพ้น-ดัส-ลิ่)  (อย่างมหาศาล, อย่างใหญ่โตอย่างน่าทึ่ง, อย่างทำให้ประ

            หลาดใจ, อย่างทำให้มึนงง) 

      (e) unintentionally    (ไม่ได้ตั้งใจ, ไม่ได้เจตนา)

      (f) practically    (ในทางปฏิบัติ, ได้ผล, อย่างทำได้)

      (g) deliberately    (อย่างจงใจหรือเจตนาทำ)

      (h) atrociously    (อะ-โทร้-เชิส-ลิ่)  (อย่างโหดร้าย, อย่างทารุณ, อย่างชั่วร้าย, อย่างน่ากลัว,

            อย่างดุร้าย, อย่างเลวร้าย)  

18. What does “ignored” in the final paragraph mean?

(“ละเลย, ไม่สนใจ, ไม่เอาใจใส่, ไม่ยอมรับรู้”  ในพารากราฟสุดท้ายหมายถึงอะไร)

      (a) relinquished    (ริ-ลิ้ง-ควิช)  (สละ, ยกเลิก, ถอน, ปลดปล่อย) 

      (b) surpassed   (เซอ-พาส)  (เหนือกว่า, ดีกว่า, แซง, ขึ้นหน้า, ล้ำ,  เลย, เกิน, เลยเถิด, ข้าม) 

      (c) tempted   (ยั่วยวน, ล่อใจ, ล่อ, ยั่วใจ, หยั่งเชิง, ทดสอบ, ล่อให้ทำชั่ว) 

      (d) disregarded    (ไม่เอาใจใส่, ไม่สนใจ, ไม่นำพา, มองข้าม)

      (e) altered    (อ๊อล-เท่อะ)  (เปลี่ยนแปลง, แก้ไข, ดัดแปลง, ผันแปร) 

      (f) clarified    (แคล้-ริ-ไฟ)  (ทำให้กระจ่าง, ทำให้ชัดเจน, ทำให้เข้าใจง่ายขึ้น, ทำให้ใสสะอาด,

            ทำให้บริสุทธิ์) 

      (g) elaborated    (อิ-แล้บ-เบอะ-เร-ทิด)  (บรรยายอย่างละเอียด, สาธยาย, วางแผนอย่างละเอียด,

            ทำอย่างประณีต, เพิ่มรายละเอียด, ต่อเติมให้ละเอียด)  

      (h) litigated    (ลิ้ท-ทิ-เกท)  (ฟ้องร้อง, ดำเนินคดี, โต้แย้ง) 

19. According to Dr. Larson and associates, strengthening people’s religious belief can lead to ___

____________.

(ตามที่หมอลาร์สันและพวกกล่าว,  การทำให้ความเชื่อด้านศาสนาของผู้คนเข้มแข็งขึ้น  สามารถนำไปสู่ _________________)

      (a) more medical research    (การวิจัยทางการแพทย์เพิ่มมากขึ้น)

      (b) more communal co-operation    (ความร่วมมือในชุมชนเพิ่มมากขึ้น)

      (c) lower side-effects of addictive drugs    (ผลกระทบข้างเคียงของยาเสพย์ติดลดลง)

      (d) lower health-care costs    (ค่าใช้จ่ายเพื่อการดูแลสุขภาพลดลง)  (ดูคำตอบจากประโยค

            ที่ ๒ ของพารากราฟ ๓ ที่กล่าวว่า  “พวกเขา (หมอเดวิดและพวก) กล่าวว่า  การกระตุ้น

            (ส่งเสริม) (ให้มี) การผูกมัดด้านศาสนา (หมายถึง  การผูกมัดตนเองกับศาสนา)  สามารถ

            ให้วิธีการหลายด้าน (หลายแง่มุม) ในการลดค่าใช้จ่ายสำหรับการรักษา (การเยียวยา) การ

            ติดยาเสพย์ติด  และความผิดปกติทางจิต  ซึ่งนำไปสู่การรักษาตัวในโรงพยาบาลที่สั้นลง .....

            ....................)

 

(คำแปล)

ศาสนาและสุขภาพ

 

            ตรงกันข้าม (ต่อต้าน, ขัดกัน, ดื้อรั้น, เป็นมุมฉาก) (Contrary) กับความคิดเห็น (ความเชื่อ, ความนึกคิด, ความคิดโง่ๆ, ความคิดชั่วขณะหนึ่ง) (notion)  ที่ยึดถือกันอย่างแพร่หลาย (กว้างขวาง) (widely held) ว่าศาสนามิได้เป็นอะไรมากไปกว่า (religion is nothing more than) กลุ่ม (ช่อ, พวง, เครือ, พวก, ก้อน) (bunch) ของนิทานปรัมปรา (นิยายโบราณ, นิยายหรือตำนานที่เล่าต่อๆ กันมา, เรื่องที่แต่งขึ้น) (myths) และเทพนิยาย (fairy tales)  ซึ่งผู้คนที่อ่อนแอ (weak) หันไปหา (turn to) เพื่อการปลอบใจ (การปลอบโยน, คำปลอบโยน, สิ่งปลอบใจ, ผู้ปลอบใจ, ความอบอุ่นใจ) (comfort),  แพทย์บางคนกำลังกล่าวในปัจจุบันว่า  ความศรัทธาในพระเจ้า (belief in God) อาจจะดีต่อสุขภาพของคุณ (good for your health)

            ในช่วงทศวรรษ (decade) ที่ผ่านมา  นักวิจัยด้านการแพทย์ได้รายงานความสัมพันธ์ (สมาคม, บริษัท, การร่วมกัน, สหภาพ, การสังสรรค์, การเชื่อมติดกัน) (association)  ซึ่งมีนัยสำคัญทางสถิติ (statistically significant)  ระหว่างสุขภาพและศาสนา  กล่าวคือ  ผู้คนซึ่งสวดอ้อนวอน (สวดมนต์, อธิษฐาน, ภาวนา, ขอร้อง, วิงวอน) (pray),  ทำสมาธิ (ไตร่ตรอง, เพ่งพิจารณาดู, คิดคำนึง, วางแผน) (meditate)),  และไปโบสถ์ (go to church)  ไม่เพียงแต่มีความต้านทาน (resistant) ต่อโรค (disease) ได้ดีกว่าเท่านั้น  แต่ยังมีชีวิตยืนยาวกว่า (live longer)  และฟื้นจากการผ่าตัด (recover from operations) ได้รวดเร็วกว่าอีกด้วย,  ส่วนวัยรุ่น (หนุ่มสาว) (Adolescents) ซึ่งมีความสัมพันธ์ (ความเชื่อมโยง) ทางศาสนา (religious ties) ที่มั่นคง (แข็งแรง, เข้มแข็ง, แข็งแกร่ง, กล้าหาญ, เด็ดเดี่ยว) (strong)  จะประสบ (มีประสบการณ์, พบ, รู้สึก)  (experience) ปัญหาน้อยกว่า ๔๐ – ๖๐ เปอร์เซ็นต์ในเรื่องยาเสพย์ติด (drugs)  และการมีเพศสัมพันธ์ก่อนแต่งงาน (premarital sex) (หมายถึง  มีปัญหาในเรื่องทั้ง ๒ น้อยกว่าวัยรุ่นที่ไม่สนใจศาสนา  ราว ๔๐ – ๖๐ เปอร์เซ็นต์)

            นายแพทย์เดวิด ลาร์สัน,  ประธานสถาบันวิจัยการดูแลเอาใจใส่สุขภาพแห่งชาติ  และ ๒ นักวิจัย  คือ  แมรี่ มิลาโน และ คอนสแตนซ แบรี่  ได้วิเคราะห์ (analyzed) ข้อมูลทางวิทยาศาสตร์เกี่ยวกับผลกระทบ (effects) ของศาสนาในหลายๆ ด้าน (in a number of areas)  รวมทั้งการใช้สารเสพย์ติด (substance abuse),  โรคหัวใจ (heart disease),  การผ่าตัด (ศัลยกรรม, ศัลยศาสตร์, ห้องศัลยกรรม, ห้องผ่าตัด, ห้องแพทย์, ห้องตรวจโรคและจ่ายยา) (surgery),  ความสัมพันธ์ด้านการสมรส (marital relations),  และการฆ่าตัวตาย (suicide),  ทั้งนี้  พวกเขา (หมอเดวิดและพวก) กล่าวว่า  การกระตุ้น (ส่งเสริม, สนับสนุน, ให้กำลังใจ, ยุ) (Encouraging) (ให้มี) การผูกมัด (การเกี่ยวข้อง, การพัวพัน, การเข้าสู่สงคราม, การให้คำมั่นสัญญา, การกระทำความผิด) (commitment) ด้านศาสนา (หมายถึง  การผูกมัดตนเองกับศาสนา)  สามารถให้ (offer) วิธีการ (way) หลายด้าน (หลายแง่มุม) (multifaceted) ในการลด (reducing) ค่าใช้จ่าย (การใช้จ่าย, การใช้, งบประมาณ) (expenditures) สำหรับการรักษา (การเยียวยา, การปฏิบัติต่อ, การกระทำต่อ) (treatment) การติดยาเสพย์ติด (ภาวะติดยาเสพย์ติด) (addictions)  และความผิดปกติทางจิต (mental disorders) ได้  ซึ่งนำไปสู่ (leading to) การรักษาตัวในโรงพยาบาล (การนำเข้ารักษาในโรงพยาบาล) (hospitalizations) ที่สั้นลง (shortened)  ผ่านทาง (through) อัตราการหายป่วยที่เร็วยิ่งขึ้น (faster recovery rates)  และความต้องการซึ่งลดลง (decreased need) สำหรับยาตามใบสั่งแพทย์ (prescription drugs) ที่มีราคาแพง

            ลาร์สันและพวก (เพื่อน, สมัครพรรคพวก, ผู้ร่วมงาน, มิตรสหาย, ภาคี, ภาคีสมาชิก, ผู้ช่วย, รอง, ผู้เป็นรอง) (associates) แนะนำ (บอกเป็นนัย) (suggest) ว่า  เรื่องจิตวิญญาณ (เรื่องจิตใจ, เรื่องวิญญาณ, เรื่องภูตผีปีศาจ, เรื่องความรู้สึกนึกคิด) (spirituality) ควรมีส่วน (บทบาท) มากยิ่งขึ้น (play a greater part) ในการเอาใจใส่ดูแล (care) และการป้องกัน (prevention) ความผิดปกติ (ความไม่เป็นระเบียบ, ความยุ่งเหยิง, ความสับสน) (disorders) ทางกาย (ทางกายภาพ) (physical) และทางใจ (ทางจิต) (mental),  อย่างไรก็ตาม (Yet)  ผลกระทบด้านสุขภาพ (health effects) ที่มีประโยชน์ (เป็นประโยชน์, เป็นผลดี) (beneficial) ของการผูกมัด (การเกี่ยวพัน) ด้านศาสนา (religious commitment) (หมายถึง  การนับถือศาสนา)  โดยแท้จริง (โดยแก่นแท้, ในทางปฏิบัติ) (virtually) แล้ว  ได้ถูกละเลย (ไม่สนใจ, ไม่ยอมรับรู้) (ignored) โดยคนส่วนใหญ่ (most) ในวงการแพทย์ (medical community)

 

เรียน   ท่านผู้ติดตามอ่านเว็บไซต์  “everydayenglish.pwa.co.th                  

 

                ถ้าท่านมีคำแนะนำให้ปรับปรุงเว็บไซต์นี้ประการใด  กรุณาส่ง e-mail ไปที่  ดร. วัชรินทร์  ภูเขาทอง  อดีต  ผอ. สำนักวิทยาการ  การประปาส่วนภูมิภาค  ผู้จัดทำเว็บไซต์นี้  ตาม  “Address”  (โปรดระบุหัวเรื่องด้วยว่า  “ปรับปรุงเว็บไซต์”)   เพื่อที่ผู้จัดทำฯ จะได้ปรับปรุงเนื้อหาได้ตรงตามความประสงค์ของผู้อ่านเว็บไซต์นี้ต่อไป

 

 

 

 

หมวดข้อสอบ READING (ตอนที่ 54)

การประปาส่วนภูมิภาค  “มุ่ง-มั่น-เพื่อปวงชน”

 

DirectionRead the following passage and choose the best answer for each question.

(จงอ่านบทความต่อไปนี้  และเลือกคำตอบที่ดีที่สุดสำหรับแต่ละคำถาม)

 

A Calamity Incurred by Garbage

 

          A major ecological disaster is threatening a rugged stretch of Spain’s northwestern coastline, and the people of La Coruna and the neighboring communities have no one to blame but themselves.  A million-ton mountain of garbage, the area’s accumulated household trash of more than two decades, is collapsing in a landslide that some locals say they had predicted for years.  On September 10, the advancing trash swamped one of the villages from which it emanated, killing a resident.  Now it threatens to pollute the sea that provides the livelihood of many people in the area.

          The avalanche began when deep fissures appeared in the Bens municipal dump.  Heavy rains or perhaps a seismic disturbance are being blamed for the instability.  However, the top has always leaked streams of foul-smelling liquid --- evidence, some say, that it had poor drainage --- and began to collapse on its own liquefying innards.

          What officials now fear is that the rest of the mountain may come crashing down, burying everything in its path and stopping only when it reaches the Atlantic.

          Last week, despite efforts to build dikes and remove surface garbage, the fissures continued to expand at an unrelenting rate of 0.5 cm per hour.  With the crisis showing no sign of abatement, the mayor petitioned the Spanish government to declare his city a national disaster area.

 

1. Responsibility for the disaster lies with __________________________________________.

(ความรับผิดชอบสำหรับความหายนะ – ภูเขาขยะถล่มทับหมู่บ้าน – ตกอยู่กับ ________________)

    (a) all the people of Spain    (ชาวสเปนทั้งหมด)

    (b) the people of La Coruna    (ประชาชนของเขตคอรุนญา)

    (c) the people of Spain and the neighboring countries    (ชาวสเปนและประเทศเพื่อนบ้าน)

    (d) the people of La Coruna and the nearby areas    (ประชาชนของเมืองคอรุนญาและพื้นที่

          ใกล้เคียง)  (ดูคำตอบจากประโยคแรกของพารากราฟแรกที่กล่าวว่า  “ความหายนะด้านนิเวศ

          วิทยา (ด้านระบบนิเวศน์) ที่สำคัญ  กำลังคุกคามพื้นที่เหยียดยาวที่มีผิวขรุขระ (มีก้อนหินมาก)

          ของแนวชายฝั่งทะเลทางตะวันตกเฉียงเหนือของสเปน,  และผู้คน (ประชาชน) ของเขต

          (บริเวณ) คอรุนญาและชุมชนใกล้เคียงไม่อาจตำหนิใครได้นอกจากตนเอง)

2. In the first paragraph, “disaster” refers to ___________________________________.

(ในพารากราฟแรก,  “ความหายนะ, ภัยพิบัติ, ความล่มจม”  หมายถึง ___________________)

    (a) swamp    (บึง, หนอง, หนองน้ำ, ที่ลุ่มหนอง, ปลัก, ตม)

    (b) insight    (การเข้าใจอย่างถ่องแท้หรือลึกซึ้ง, การมองทะลุ)

    (c) anecdote    (แอ๊น-นิ-โดท)  (เกร็ดความรู้, เรื่องราวเล็กๆน้อยๆ)

    (d) alternative    (ทางเลือก)

    (e) scheme    (สคีม)  (แผนการร้าย, แผนการ, โครงการ, แผนลับ, เพทุบาย, กลเม็ด, ระบบการจัดการ,

         แผนผัง, แบบแผน, แผนภาพอธิบาย)

    (f) massacre    (การสังหารหมู่)

    (g) maturity    (ความเป็นผู้ใหญ่, ความมีวุฒิภาวะ, การบรรลุนิติภาวะ)

    (h) catastrophe    (คะ-แทส-ทระ-ฟี่)  (ความหายนะ, ภัยพิบัติ, เหตุการณ์ที่ร้ายกาจ,

           ตอนจบของละคร, จุดจบ)

3. The word “rugged” in paragraph 1 means ______________________________________.

(คำว่า  “มีผิวขรุขระ, มีก้อนหินมาก, ตะปุ่มตะป่ำ, สาก, มีรอยย่น, แสบแก้วหู, ไม่สุภาพ, หยาบคาย”  ในพารากราฟ ๑  หมายถึง ________________)

    (a) prodigious    (มากมาย, มหาศาล, ใหญ่โตมโหฬาร, มหัศจรรย์)

    (b) moderate    (ปานกลาง, พอประมาณ, พอสมควร)

    (c) lucid    (ชัดเจน, แจ่มแจ้ง, เข้าใจได้ง่าย, สว่าง, โปร่งใส, ฉลาด, หลักแหลม, มีเหตุผล, มีจิตที่ปกติ)

    (d) innumerable    (มากมาย, เหลือคณานับ, นับไม่ถ้วน)

    (e) priceless    (ราคาสูงจนหาค่ามิได้)

    (f) durable    (ทนทาน, คงทน, ใช้ได้นาน)

    (g) rough    (ขรุขระ, ไม่เรียบ, สาก, หยาบ, กระด้าง, ไม่สวย, มีขนรุงรัง, ไม่ได้ตกแต่ง, ไม่ได้

          เสริมแต่ง, คร่าวๆ, เอะอะ, โวยวาย, ตึงตัง, หยาบคาย, เกเร, (พายุ) รุนแรง, ไม่เป็นระเบียบ,

          จลาจล, ยากลำบาก, แสบแก้วหู)

    (h) perishable    (เน่าเสียได้ง่าย, เน่าเปื่อยได้ง่าย, ตายได้, ย่อยยับได้)

4. The word “trash” in paragraph 1 is closest in meaning to __________________________.

(คำว่า  “ขยะ, ของเสีย, เรื่องเหลวไหล, กากอ้อย, ของสวะ, หนังสือไร้สาระ, คำพูด-ข้อคิดเห็น-ข้อเขียนที่เหลวไหล, คนเหลวไหล, คนสวะ, คนที่ถูกมองว่าไร้ค่า”  ในพารากราฟ ๑  ใกล้เคียงที่สุดในความหมายกับ _________________)

    (a) doubt    (ความสงสัย, ข้อกังขา, ความไม่แน่ใจ, ความสนเท่ห์)

    (b) plot    (แผนการ, แผนการลับ, ที่ดินแปลงเล็ก, แผนที่หรือแผนผัง)

    (c) welfare    (สวัสดิภาพ, ความสุขความสบาย, สวัสดิการ)

    (d) advancement    (ความก้าวหน้า, ความทันสมัย)

    (e) chaos    (เค-ออส)  (การจลาจล, ความสับสนอลหม่าน, ความโกลาหล)

    (f) refuse    (ร้ฟ-ฟิวซ)  (ขยะ, ของเสีย, กาก, เดน, สิ่งของที่ทิ้งแล้ว, เศษที่ใช้แล้ว)  (เมื่อเป็น

          คำกริยา  อ่านว่า “ริ-ฟิ้วซ”  หมายถึง  “ปฏิเสธ, ไม่ยอมรับ, ไม่ยอม, บอกปัด, ไม่ยอมให้”)

    (g) epidemic    (โรคระบาด)

    (h) famine    (ทุพภิกขภัย, ความอดอยาก, ภาวะข้าวยากหมากแพง, ความขาดแคลนอย่างรุนแรง,

          การอดตาย, ความหิวจัด)

5. On September 10, ______________________________________________________.

(ในวันที่ ๑๐ กันยายน, _________________________________________________)

    (a) a natural landslide polluted the sea    (แผ่นดินถล่มตามธรรมชาติทำให้ทะเลเกิดมลภาวะ)

    (b) an earthquake caused flooding    (แผ่นดินไหวก่อให้เกิดน้ำท่วม)

    (c) a village along the coastline was covered with garbage    (หมู่บ้านแห่งหนึ่งตามแนว

          ชายฝั่งทะเลถูกปกคลุม - กลบ - ไปด้วยขยะ)  (ดูคำตอบจากประโยคที่ ๓ ของพารากราฟ

          แรกที่กล่าวว่า  “ในวันที่ ๑๐ กันยายน  ขยะซึ่งรุกคืบหน้า (หมายถึง  ค่อยๆ ไหลไป) ได้ท่วม

          ท้นหมู่บ้านแห่งหนึ่งซึ่งมัน (ขยะ) เกิดขึ้น  และทำให้ชาวบ้าน (ผู้อาศัยในหมู่บ้าน) เสีย

          ชีวิตไป ๑ คน)

    (d) a village along the coastline became a swamp    (หมู่บ้านแห่งหนึ่งตามแนวชายฝั่งทะเล

          กลายเป็นบึง-หนองน้ำ)

6. What does “swamped” in the first paragraph mean?

(ท่วมท้น, ทำให้ท่วม, จุ่ม, ทำให้อยู่ในหนองน้ำ, ทำให้หมดหนทาง, เอาต้นไม้ออก”  ในพารากราฟแรกหมายถึงอะไร)

    (a) resumed    (ทำต่อไป, ดำเนินต่อไป)

    (b) forestalled    (ป้องกัน, ขัดขวาง, ยับยั้ง, ชิงทำก่อน, ดักหน้า, ป้องกันการขายโดยวิธีต่างๆ  เช่น 

          กว้านซื้อทำให้ราคาสูงขึ้น)

    (c) compiled    (รวบรวม)

    (d) scrutinized    (พิจารณาอย่างละเอียด)

    (e) deleted    (ลบออก, เอาออก, ตัดออก)

    (f) flooded    (ท่วม, ไหลบ่า, เต็มไปด้วย, น้ำขึ้น, ส่องแสงจ้า)

    (g) tailored    (ดัดแปลง, ปรับ, ตัดต่อ, ตัดเสื้อ)

    (h) aggravated    (ทำให้แย่ลง, ทำให้เลวลง)

7. In paragraph 1, the word “emanated” can best be replaced by ______________________.

(ในพารากราฟ ๑,  คำว่า  “เกิดขึ้น, ปรากฏ, ไหลออก, กระจาย, ฟุ้ง, ระเหย”  สามารถแทนดีที่สุดโดย _________________)

    (a) stopped    (หยุด, ทำให้หยุด)

    (b) formed    (ก่อตัวขึ้นมา, เป็นรูปเป็นร่างขึ้น, กลายเป็น, ก่อรูปแบบ, สร้างเป็นรูปร่าง, ผลิต, ประกอบ,

          ทำ, จัด, เรียง)

    (c) passed    (ผ่าน, เดินผ่าน, ผ่านไป, ข้าม, แซง, ล้ำหน้า, อนุมัติ, ทำให้ผ่าน, สอบไล่ได้, ส่งผ่าน)

    (d) hampered    (ขัดขวาง, สกัดกั้น, เป็นอุปสรรค)

    (e) originated    (เกิดขึ้น, กำเนิด, เกิดจาก, เริ่มจาก, ริเริ่ม, ให้กำเนิด, ก่อให้เกิด)

    (f) doomed    (กำหนด, พิพากษา, ชี้ชะตากรรม, ประณาม)

    (g) modified    (ปรับปรุง, เปลี่ยนแปลง, แก้ไข, ดัดแปลง)

    (h) established    (สร้าง, จัดตั้ง, สถาปนา)

8. In the second paragraph, “the avalanche” refers to _______________________________.

(ในพารากราฟ ๒,  “สิ่งที่พังทลายลงมา (ก้อนหิมะ-น้ำแข็ง-ดิน-หินที่พังทลายลงมา)”  หมายถึง ____

_____________)

    (a) a volcanic eruption    (การปะทุของภูเขาไฟ)

    (b) a flood-tide    (ช่วงเวลาน้ำท่วม)

    (c) the sliding garbage    (ขยะที่เลื่อนไถล หรือไหลลงมา)

    (d) the mountain of trash    (ภูเขาขยะ)

    (e) a seismic disturbance    (ความปั่นป่วนที่เกิดจากแผ่นดินไหว)

    (f) earthquake    (แผ่นดินไหว)

    (g) a forest fire    (ไฟป่า)

    (h) a blizzard    (พายุหิมะ)

9. The word “fissures” in paragraph 2 may be replaced by ___________________________.

(คำว่า  “รอยแยก, ร่อง, ช่อง, รอยประสาน, การแยกออก”  ในพารากราฟ ๒  อาจแทนโดย _______

_________)

    (a) blunders    (ความผิดพลาด)

    (b) injuries    (อิ๊น-จัว-รี่)  (บาดแผล, อันตราย, ภัย, ความเสียหาย, คำสบประมาท, การล่วงละเมิด)

    (c) ruins    (ซากปรักหักพัง, สถานที่ปรักหักพัง, ความพินาศ, ความหายนะ, ความย่อยยับ, ความล่มจม,

          การทำลาย, การล้มละลาย)

    (d) foundations    (รากฐาน, มูลฐาน, มูลนิธิ)

    (e) crevices    (เคร้ฟ-วิซ)  (รอยแยก, รอยร้าว)

    (f) remnants    (ส่วนที่เหลือ, เศษ, เศษเล็กเศษน้อย, เศษผ้า, เดน)

    (g) parts    (ส่วนต่างๆ, ชิ้นส่วน)

    (h) malfunctions    (การทำงานอย่างบกพร่อง, การไม่สามารถทำงานได้อย่างปกติ)

10. The word “dump” in paragraph 2 refers to _____________________________________.

(คำว่า  “บริเวณสำหรับทิ้งขยะ, กองขยะ, การทิ้ง, การเท, สถานที่โกโรโกโส)”  ในพารากราฟ ๒  หมายถึง ________________)

      (a) hall    (ห้องโถง, ห้องประชุม, ห้องทานอาหาร, ศาล, หอ, ห้องนันทนาการ, คฤหาสน์, ทางเดินจาก

            ประตูหน้าไปยังห้องโถงหรือคฤหาสน์)

      (b) headquarters    (สำนักงานใหญ่, กองบัญชาการ)

      (c) malfeasance    (การทุจริตต่อหน้าที่, การละเลยต่อหน้าที่, ความประพฤติที่ไม่เหมาะสมหรือผิดกฎ

            หมายของข้าราชการหรือพนักงาน)

      (d) regulation    (กฎ, กฎข้อบังคับ, กฎเกณฑ์, ระเบียบ, การควบคุม, การดูแล, การปรับ, การทำให้

            เป็นระเบียบ)

      (e) drought    (ความแห้งแล้ง, การขาดแคลนที่ยาวนาน, ฤดูแล้ง)

      (f) junkyard    (ลานทิ้งขยะ, สถานที่เก็บของเก่า, สถานที่เก็บของโกโรโกโส)

      (g) bravery    (ความกล้าหาญ)

      (h) tournament    (การแข่งขัน, การแข่งขันชิงชนะเลิศ) (เทนนิส, หมากรุก, กอล์ฟ)

11. What does “drainage” in paragraph 2 mean?

(การระบายน้ำ, ระบบการระบายน้ำ, การถ่ายของเหลวออก, สิ่งที่ถูกระบายออก”  ในพารากราฟ ๒  หมายถึงอะไร)

      (a) depression    (พายุโซนร้อน, ความซึมเศร้า, ความหดหู่)

      (b) absorption    (การดูดซับ, การดูดซึม, การรับเอามา, การหมกมุ่น)

      (c) valor    (ความกล้าหาญ, ความองอาจ, ความอาจหาญ)

      (d) illustration    (การแสดงด้วยภาพ)

      (e) accomplishment    (ความสำเร็จ, การบรรลุผล)

      (f) deadlock    (ทางตัน, ภาวะชะงักงัน)

      (g) pumping out    (การสูบน้ำออก)

      (h) operation    (การปฏิบัติงาน, การดำเนินงาน, การควบคุมเครื่องจักร, การผ่าตัด)

12. “collapse” in the second paragraph could best be replaced by ________________________.

(“ทรุดตัวลง, ล้มครืน, ล้มลง, ยุบลง, พังลง, ทรุดลง, พับเก็บได้, ล้มเหลว, ล้มหมดสติ, (ราคา) ตกฮวบฮาบ, ทำให้ล้มลง, ทำให้พัง”  ในพารากราฟ ๒  สามารถแทนดีที่สุดโดย ________________)

      (a) overlook    (มองข้าม, ทำเป็นมองไม่เห็น, เมินเฉย, เพิกเฉย, ละเลย, ควบคุม, ดูแล)

      (b) molest    (รุกรานทางเพศ, ทำอนาจาร, รบกวน, เข้ายุ่ง)

      (c) demonstrate    (แสดง, สาธิต, อธิบาย, เดินขบวน)

      (d) conceal    (ปิดบัง, ซ่อนเร้น, อำพราง)

      (e) tumble    (ล้ม, ล้มลง, พังลง, หกคะเมน, ตกลงข้างล่าง, ตีลังกา, ถลา, กลิ้งไปมา, พลิกไปมา,

           ทำให้ยุ่งเหยิง, ทำให้ล้ม, ทำให้กลิ้ง, ทำให้ตกลงมา)

      (f) rush   (เร่งรีบ, ทำอย่างเร่งรีบ, ทำอย่างฉุกละหุก, พรวดพราด, วิ่ง, วิ่งเข้าไป, ถลัน)

      (g) detail    (บอกรายละเอียด, ให้รายละเอียด)

      (h) sentence    (ตัดสิน, พิพากษาลงโทษ)

13. __________________________________ is NOT mentioned as a cause of the fissures.

(_____________________ มิได้ถูกกล่าวถึงว่าเป็นสาเหตุของรอยแยก – ที่บริเวณทิ้งขยะของเทศบาล)

      (a) Poor drainage    (การระบายน้ำที่ไม่ดี)  (เป็นสาเหตุฯ  ที่กล่าวไว้ในประโยคที่ ๓ ของพารากราฟ ๒)

      (b) A heavy rain    (ฝนที่ตกหนัก)  (เป็นสาเหตุฯ  ที่กล่าวไว้ในประโยคที่ ๒ ของพารากราฟ ๒)

      (c) Government neglect    (ความไม่สนใจ – ความเมินเฉย – ของรัฐบาล)

      (d) An earthquake    (แผ่นดินไหว)  (เป็นสาเหตุฯ  ที่กล่าวไว้ในประโยคที่ ๒ ของพารากราฟ ๒  เกี่ยว

           กับความปั่นป่วนที่เกิดจากแผ่นดินไหว)

14. ___________________________ was NOT mentioned as one of the effects of the disaster.

(____________________ มิได้ถูกกล่าวถึงว่าเป็นผลกระทบอย่างหนึ่งของความหายนะหรือภัยพิบัติ – คือการที่ภูเขาขยะถล่ม)

      (a) The death of a villager    (การตายของชาวบ้านคนหนึ่ง)  (เป็นผลกระทบฯ  ที่ถูกกล่าวไว้ใน

            ประโยคที่ ๓ ของพารากราฟแรก)

      (b) A threat to marine life    (ภัยคุกคามต่อชีวิตสัตว์ทะเล)  (เป็นผลกระทบฯ  ที่ถูกกล่าวไว้ในประ

            โยคสุดท้ายของพารากราฟแรก)

      (c) Accumulation of waste    (การพอกพูนของขยะ)  (มิได้ถูกกล่าวถึงว่าเป็นผลกระทบ

            ของภูเขาขยะถล่ม)

      (d) Trash covering a village    (ขยะปกคลุม (กลบ) หมู่บ้านแห่งหนึ่ง)  (เป็นผลกระทบฯ  ที่ถูก

            กล่าวไว้ในประโยคที่ ๓ ของพารากราฟแรก)

15. In paragraph 4, “unrelenting” means _________________________________________.

(ในพารากราฟ ๔,  “ไม่ยอมผ่อนปรน, ไม่อ่อนข้อ, ไม่ยอม, ยึดมั่น”  หมายถึง _________________)

      (a) unprecedented    (ไม่เคยมีมาก่อน, ไม่รู้มาก่อน, คาดไม่ถึง)

      (b) crude    (หยาบ, สกปรก, เป็นธรรมชาติ, ยังไม่สุก, ยังไม่ผ่านกรรมวิธี, น้ำมันดิบ)

      (c) temporary    (ชั่วคราว)

      (d) lustrous    (แวววาว, เป็นมันเงา, เป็นมันระยับ, รุ่งโรจน์, ดีเลิศ, วิเศษ)

      (e) accelerating    (เพิ่มความเร็ว, เร่ง)

      (f) continuous    (ต่อเนื่อง, ไม่ขาดสาย, ซึ่งเกี่ยวพันอย่างใกล้ชิด)

      (g) imperfect    (บกพร่อง, ไม่สมบูรณ์, ไม่บริบูรณ์, มีปมด้อย, หดแคบ)

      (h) knowledgeable    (มีความรู้, เฉลียวฉลาด)

      (i) credible    (น่าเชื่อถือ, ซึ่งเชื่อถือได้, น่าไว้วางใจ)

16. The word “petitioned” in the final paragraph is closest in meaning to _________________.

(คำว่า  “อ้อนวอน, ร้องเรียน, ร้องทุกข์”  ในพารากราฟสุดท้าย  ใกล้เคียงที่สุดในความหมายกับ ___

______________)

      (a) outlined    (ร่างเค้าโครง, ร่างภาพคร่าวๆ, สรุปความ)

      (b) scrutinized    (พิจารณาอย่างละเอียดถี่ถ้วน)

      (c) verified    (ยืนยัน, ตรวจสอบ, พิสูจน์, ค้นหาความจริง)

      (d) initiated    (อิ-นิช-ชี-เอ-ทิด)  (ริเริ่ม, เริ่มนำ, นำเข้ามา, นำไปให้รู้จัก)

      (e) resisted    (ต้านทาน, ต่อต้าน, แข็งข้อ)

      (f) encountered    (เผชิญกับ, เผชิญหน้า, พบ, เจอ)

      (g) entreated    (ขอร้อง, วิงวอน, อ้อนวอน)

      (h) exaggerated    (พูดโม้, พูดเกินความจริง)

      (i) prompted    (กระตุ้น, ให้กำลังใจ, สนับสนุน, ถือหาง, บอกบท)  (เมื่อเป็นคำคุณศัพท์  “Prompt”  

           หมายถึง  “รวดเร็ว, ฉับพลัน, ทันทีทันใด”)

 

(คำแปล)

ความหายนะซึ่งเกิดมาจากขยะ

 

            ความหายนะ (ภัยพิบัติ, ความล่มจม) (disaster) ด้านนิเวศวิทยา (ด้านระบบนิเวศน์) (ecological) ที่สำคัญ (ใหญ่, ส่วนใหญ่, เกี่ยวกับวิชาเอก, บรรลุนิติภาวะ) (major)  กำลังคุกคาม (ขู่เข็ญ, เตือนภัย, เป็นลางร้าย) (threatening) พื้นที่เหยียดยาว (stretch) ที่มีผิวขรุขระ (มีก้อนหินมาก, ตะปุ่มตะ ป่ำ, สาก, มีรอยย่น, แสบแก้วหู, ไม่สุภาพ, หยาบคาย) (rugged) ของแนวชายฝั่งทะเล (coastline) ทางตะวันตกเฉียงเหนือของสเปน,  และผู้คน (ประชาชน, ประชากร) (people) ของเขต (บริเวณ) คอรุนญาและชุมชนใกล้เคียง (neighboring communities) ไม่อาจตำหนิใครได้ (have no one to blame) นอกจากตนเอง (but themselves),  โดยภูเขาขยะ (mountain of garbage) นับล้านตัน,  ซึ่งเป็นขยะของครัวเรือน (household trash) ที่ได้รับการสะสม (เพิ่มพูน, พอกพูน, กอง) (accumulated) มากว่า ๒ ทศวรรษ (decades) ในพื้นที่ดังกล่าว,  กำลังล้มครืน (ล้มลง, ยุบลง, พังลง, ทรุดลง, พับเก็บได้, ล้มเหลว, ล้มหมดสติ, (ราคา) ตกฮวบฮาบ, ทำให้ล้มลง, ทำให้พัง) (collapsing) จากแผ่นดินถล่ม (แผ่นดินทลาย, การได้รับคะแนนเสียงอย่างท่วมท้น) (landslide)  ซึ่งชาวบ้าน (คนในท้องถิ่น(locals) บางคนกล่าวว่า   พวกตนได้ทำนาย (predicted) มาหลายปีแล้ว,  โดยในวันที่ ๑๐ กันยายน  ขยะ (ของเสีย, เรื่องเหลวไหล, กากอ้อย, ของสวะ) (trash) ซึ่งรุกคืบหน้า (เคลื่อนไปข้างหน้า, ก้าวหน้า, เจริญ, เลื่อนตำแหน่ง, เร่ง) (advancing) (หมายถึง  ค่อยๆ ไหลไป) ได้ท่วมท้น (swamped) หมู่บ้านแห่งหนึ่งซึ่งมัน (ขยะ) เกิดขึ้น (ปรากฏ, ไหลออก, กระจาย, ฟุ้ง, ระเหย) (emanated)  และทำให้ชาวบ้าน (ผู้อาศัยในหมู่บ้าน) (resident) เสียชีวิตไป ๑ คน,  ในปัจจุบัน  มัน (ขยะ) คุกคาม (threatens) ที่จะทำให้เกิดมลภาวะ (ทำให้สกปรก, ทำให้เปรอะเปื้อน, ทำให้เสียหาย) (pollute) กับทะเล  ซึ่งให้ (provides) การดำรงชีวิต (วิธีการดำเนินชีวิต, ชีวิต) (livelihood) ของผู้คนจำนวนมากในพื้นที่

            สิ่ง (ขยะ) ที่พังทลายลงมา (ก้อนหิมะ-น้ำแข็ง-ดิน-หินที่พังทลายลงมา) (avalanche) เริ่มต้นขึ้นเมื่อรอยแยก (ร่อง, ช่อง, รอยประสาน, การแยกออก) (fissures) ลึกปรากฏขึ้น (appeared) ในบริเวณสำหรับทิ้งขยะ (กองขยะ, การทิ้ง, การเท, สถานที่โกโรโกโส) (dump) ของเทศบาล (municipal) เบนส์ (Bens),  ทั้งนี้  ฝนที่ตกหนัก  หรือบางที (อาจเป็น) ความปั่นป่วน (ความวุ่นวาย, ความไม่สงบ, การเปลี่ยนแปลงของลมจากภาวะปกติ, การทำให้ไม่สงบ, การทำให้ยุ่งหรือลำบาก) (disturbance) ซึ่งเกิดจากแผ่นดินไหว (เกี่ยวกับแผ่นดินไหว) (seismic) กำลังถูกกล่าวโทษ (โยนความผิดให้, ตำหนิ, กล่าวร้าย, ประณาม, นินทา) (blamed) สำหรับความไม่มั่นคง (ความไม่คงที่, ความไม่แน่นอน) (instability) นี้ (หมายถึง  การที่ที่ทิ้งขยะมีรอยแยกลึก)  อย่างไรก็ตาม  ยอดบน (ยอดสุด) (top) (ของภูเขาขยะ) มักทำให้สายน้ำ (ลำธาร, แม่น้ำเล็กๆ, กระแส, กระแสน้ำ, ลำแสง, การไหลที่ต่อเนื่อง) (streams) ของของเหลวที่มีกลิ่นเหม็น (foul-smelling liquid) รั่วไหล (leaked) ออกมาอยู่เสมอ  -- ซึ่งเป็นพยานหลักฐาน (evidence) ที่บางคนกล่าวว่า  มัน (เทศบาล) มีการระบายน้ำที่แย่ (poor drainage) -- และเริ่มทรุดตัวลง (collapse) บนอวัยวะภายในร่างกาย (innards) ที่กลายเป็นของเหลว (liquefying) ของตัวมันเอง (เป็นการเปรียบเทียบ  หมายถึงยอดบนสุดของภูเขาขยะถูกน้ำฝนชะ  และไหลออกมาจากโพรงที่อยู่บนยอดฯ  ทำให้เกิดการทรุดตัวบนกองขยะเหลว  ที่เปรียบเป็นอวัยวะภายในของภูเขาขยะที่มีสภาพเป็นของเหลว)

            สิ่งที่เจ้าหน้าที่ในปัจจุบันกลัว (What officials now fear) ก็คือว่า  ส่วนที่เหลือ (the rest) ของภูเขาขยะอาจจะพังครืนลงมา (come crashing down)  และฝังกลบ (burying) ทุกสิ่งทุกอย่างในเส้นทาง (path) ของมัน  และจะหยุดก็เฉพาะเมื่อมัน (ไหล) ไปถึง (reaches) มหาสมุทรแอตแลนติกเท่านั้น

            เมื่อสัปดาห์ที่ผ่านมา  ทั้งๆ (despite) ที่มีความพยายาม (efforts) ที่จะสร้างเขื่อน (กำแพงกั้นน้ำ, สิ่งกีดขวาง, อุปสรรค) (dikes) และกำจัด (remove) ขยะบนผิวหน้า (surface garbage) (ของภูเขาขยะ)  รอยแยกก็ยังคงขยายตัว (แผ่, ทำให้กว้างออก, เพิ่ม, คลี่ออก, ยืดออก, บาน, ขยายออก, ขยายความ) (expand) ต่อไปในอัตรา (ความเร็ว) ที่ไม่ยอมผ่อนปรน (ไม่อ่อนข้อ, ไม่ยอม, ยึดมั่น) (unrelenting) (หมายถึง  ไม่่ยอมลดลง) ที่ ๐.๕ เซนติเมตรต่อชั่วโมง (หมายถึง  ภูเขาขยะยังคงเคลื่อนที่ไปเรื่อยๆ  ด้วยความเร็ว ๐.๕ ซม. ต่อชั่วโมง),  และด้วยวิกฤติกาล (เหตุการณ์ฉุกเฉิน, ขั้นที่ฉุกเฉิน, ขั้นที่เป็นตายเท่ากัน, ช่วงเวลาชี้ขาด, ขั้นหัวเลี้ยวหัวต่อ) (crisis) ซึ่งไม่แสดงสัญญาณ (showing no sign) ของการลดน้อยลง (การบรรเทา, การเลิกล้ม, การเลิก, การระงับ) (abatement) (หมายถึง  ของการไหลของภูเขาขยะ)  นายกเทศมนตรี (mayor) (ของคอรุนญา) ได้อ้อนวอน (ร้องเรียน, ร้องทุกข์) (petitioned) รัฐบาลสเปนให้ประกาศ (declare) ให้เมืองของเขาเป็นพื้นที่ภัยพิบัติระดับชาติ (national disaster area)

 

เรียน   ท่านผู้ติดตามอ่านเว็บไซต์  “everydayenglish.pwa.co.th                  

 

                ถ้าท่านมีคำแนะนำให้ปรับปรุงเว็บไซต์นี้ประการใด  กรุณาส่ง e-mail ไปที่  ดร. วัชรินทร์  ภูเขาทอง  อดีต  ผอ. สำนักวิทยาการ  การประปาส่วนภูมิภาค  ผู้จัดทำเว็บไซต์นี้  ตาม  “Address”  (โปรดระบุหัวเรื่องด้วยว่า  “ปรับปรุงเว็บไซต์”)   เพื่อที่ผู้จัดทำฯ จะได้ปรับปรุงเนื้อหาได้ตรงตามความประสงค์ของผู้อ่านเว็บไซต์นี้ต่อไป

 

 

 

 

หมวดข้อสอบ READING (ตอนที่ 53)

การประปาส่วนภูมิภาค  “มุ่ง-มั่น-เพื่อปวงชน”

 

DirectionRead the following passage and choose the best answer for each question.

(จงอ่านบทความต่อไปนี้  และเลือกคำตอบที่ดีที่สุดสำหรับแต่ละคำถาม)

 

Sharks: the Most Feared Fish of All Time

 

          Humans have little to fear from sharks.  The reverse, however, isn’t close to being true.  Fish of all kinds are being hauled from the sea faster than they can reproduce, but until quite recently sharks were exempt from this reckless harvest.  This is no longer the case.  Each year between 30 million and 100 million sharks are caught for their meat (boneless and mild-tasting), their fins (a great delicacy in Asia), their hides (source of an exotic, high-quality leather), and their internal body parts (made into everything from lubricants to cosmetics to “health” products of questionable value).

          Beyond that, sharks have immense practical value.  While shark cartilage does not prevent cancer, it has been used to make artificial skin for burn victims.  Shark corneas have been used experimentally for human transplants.  Shark blood contains anticlotting agents.  Shark liver oil seems to aid white-blood-cell production, it is also an active ingredient in hemorrhoid treatments.

          Sharks were the first creatures to develop an immune system.  Biomedical researchers believe that if we can figure out how theirs works, we’ll gain valuable insights into our own.

          Sharks play a crucial role in keeping aquatic wildlife in balance.  Scientists now understand that each component of the ocean ecosystem has a vital function.  For sharks, that function is to serve as what biologists call an apex predator.  Not only do they keep prey populations in check, but they also tend to eat the slowest, weakest and least clever individuals.  In so doing, they improve the target species’ gene pool, leaving the smarter, stronger individuals to reproduce.

          When an apex predator is removed from the food chain, this carefully balanced machine tends to go haywire.  Experts believe that overfishing of sharks off Australia years ago led to an explosion in the octopus population and a decline of the spiny-lobster fishery.  “It’s impossible to predict the implications of removing sharks from the food chain, but it could be disastrous,” says shark specialist Sonja Fordham of the Center for Marine Conservation in Washington.

 

1. The writer points out that sharks are __________________________________________.

(ผู้เขียนชี้ให้เห็นว่าปลาฉลาม _____________________________________________)

    (a) destroying the ocean ecosystem    (กำลังทำลายระบบนิเวศน์มหาสมุทร)  (ไม่จริง  เนื่องจากฉลาม

          ช่วยรักษาระบบนิเวศน์โดยการทำหน้าที่เป็นนักล่าสุดยอด  ดูจากประโยคที่ ๓ ของพารากราฟ ๔)

    (b) failing to keep prey population in check    (ไม่สามารถควบคุมประชากรปลาที่เป็นเหยื่อและป้องกัน

          มิให้มีจำนวนเพิ่มขึ้น)  (ไม่จริง  เนื่องจากฉลามสามารถควบคุมได้  ดูจากประโยคที่ ๔ ของพารากราฟ ๔)

    (c) useful mainly for the benefit of man    (มีประโยชน์ส่วนใหญ่สำหรับผลประโยชน์ของมนุษย์)  (เป็น

          ความจริงเพียงส่วนเดียวเท่านั้น  แต่จริงๆ แล้วฉลามช่วยรักษาสมดุลระบบนิเวศน์มหาสมุทร  แต่กำลัง

          ถูกมนุษย์ล่าเป็นจำนวนมากในแต่ละปี  ทำให้สมดุลนี้โดนทำลาย  เนื่องจากฉลามถูกกำจัดออกไปจาก

          ห่วงโซ่อาหารในมหาสมุทร)

    (d) being removed from the food chain    (กำลังถูกกำจัดจากห่วงโซ่อาหาร)  (บทความนี้กล่าว

          ถึงปลาฉลามซึ่งกำลังถูกมนุษย์ล่าปีละ ๓๐ – ๑๐๐ ล้านตัว  เนื่องจากสามารถนำอวัยวะเกือบทุก

          ส่วนของมันมาผลิตเป็นสินค้า  รวมทั้งอาหารอันโอชะของเอเชียและหนังเทียมสำหรับเหยื่อที่

          โดนไฟไหม้  สิ่งนี้กำลังทำลายความสมดุลของสัตว์น้ำ  ซึ่งปลาฉลามมีบทบาทสำคัญในการรัก

          ษาสมดุลดังกล่าว  โดยเมื่อฉลามลดจำนวนลง  สัตว์น้ำบางประเภทจะมีจำนวนเพิ่มขึ้นมาก 

          ในขณะที่บางประเภทลดจำนวนลง)

2. In the first paragraph, “reverse” refers to _______________________________________.

(ในพารากราฟแรก,  “ด้านกลับกัน, ด้านตรงกันข้าม, การถอยหลัง, ด้านกลับ, ด้านหลัง, เกียร์ถอยหลัง, ความปราชัย, ความล้มเหลวสิ้นเชิง”  หมายถึง ________________)

    (a) diversity    (ความหลากหลาย, ความแตกต่างกัน, การมีหลายชนิดหลายแบบ, ความเห็นไม่ตรงกัน)

    (b) catastrophe    (ความหายนะ, ภัยพิบัติ, เหตุการณ์ที่ร้ายกาจ, ตอนจบของละคร, จุดจบ)

    (c) jeopardy    (อันตราย)

    (d) prestige    (เพรส-ที้จ) (ชื่อเสียง, เกียรติคุณ, เกียรติศักดิ์, เกียรติภูมิ, ศักดิ์ศรี, บารมี)

    (e) dread    (เดรด) (ความหวาดกลัว, ความเกรงขาม, ความเกรงกลัว, ความเคารพยำเกรง)

    (f) struggle    (การต่อสู้, การดิ้นรน, การแข่งขัน)  (เมื่อเป็นคำกริยา  หมายถึง  “ดิ้นรน, ต่อสู้, แข่งขัน”)

    (g) opposite    (สิ่งที่อยู่ตรงกันข้าม, ฝ่ายตรงกันข้าม, ผู้อยู่คนละข้าง, ผู้อยู่ตรงกันข้าม,

          คำที่มีความหมายตรงกันข้าม, ผู้ต่อต้าน, ผู้คัดค้าน)

    (h) conflict    (การต่อสู้, การขัดแย้ง, การทะเลาะ, การสู้รบ, สงคราม, การเป็นปรปักษ์)

3. The word “hauled” in paragraph 1 means ______________________________________.

(คำว่า  “ลาก, ดึง, ฉุด, สาว, ชัก, เคลื่อนย้ายด้วยรถบรรทุก, เปลี่ยนทิศทาง”  ในพารากราฟ ๑  หมายถึง ________________)

    (a) identified    (ระบุ, บ่งชี้)

    (b) overcome    (เอาชนะ, พิชิต, มีชัย)

    (c) surmised    (คาดการณ์, เดา, ทาย, คาดคะเน, นึก, คิด)

    (d) erupted    {ปะทุขึ้น, ระเบิด, แตกออก, พุ่งออกมา, ทำให้ปะทุ (แตกออก-ระเบิดออก-พุ่งออก)}

    (e) conduced    (มีส่วนทำให้เกิด, ก่อให้เกิด)

    (f) reassured    (ทำให้มั่นใจอีกครั้ง, รับรองซ้ำ, ประกันซ้ำ)

    (g) endangered    (ทำให้เป็นอันตราย)

    (h) dragged    (ลาก, ดึง, กวาด, คราด, เลื่อน, ขุดลอก, เอ้อระเหย, เฉื่อยชา, เลื่อนบนพื้นดิน,

          เคลื่อนอย่างอืดอาด, ล้าหลัง)

4. The word “reckless” in paragraph 1 is closest in meaning to ________________________.

(คำว่า  “สะเพร่า, ไม่ยั้งคิด, ไม่ไตร่ตรอง, ไม่ระวัง, บุ่มบ่าม, ใจร้อน”  ในพารากราฟ ๑  ใกล้เคียงที่สุดในความหมายกับ _______________)

    (a) ferocious    (ดุร้าย, ทารุณ, โหดร้าย, สุดขีด, รุนแรง)

    (b) playful    (ขี้เล่น)

    (c) diverse    (หลากหลาย, แตกต่างกัน, หลายชนิด)

    (d) regular    (สม่ำเสมอ, เป็นประจำ, ตามปกติ)

    (e) unaggressive    (ไม่ก้าวร้าว. ไม่รุกราน)

    (f) thoughtless    (สะเพร่า, เลินเล่อ, ไม่ระมัดระวัง, ไม่เอาใจใส่, ประมาท, ไม่คิดถึงคนอื่น,

          ไม่มีความคิด)

    (g) huge    (ใหญ่มาก, ใหญ่โต, มหึมา, มหาศาล)

    (h) hostile    (ฮอส-ไทล)  (มุ่งร้าย, ไม่เป็นมิตร, มีเจตนาร้าย, เป็นศัตรู, เป็นปรปักษ์)

5. What does “delicacy” in paragraph 1 mean?

(อาหารอันโอชะ, ความละเอียดอ่อน, ความประณีต, ความอ่อนช้อย, คุณสมบัติที่แตกง่าย, สิ่งบอบบางที่ต้องใช้ความระมัดระวัง, ความอ่อนแอ, ความคล่องแคล่ว”  ในพารากราฟ ๑  หมายถึงอะไร)

    (a) delegation    (คณะผู้แทน, กลุ่มตัวแทน, การแต่งตั้งหรือส่งตัวแทน, ภาวะที่เป็นตัวแทน)

    (b) deletion    (ดิ-ลี้-ชั่น)  (การลบออก, การเอาออก, การตัดออก, ภาวะที่ถูกลบออก, คำหรือวลีหรือ

          ประโยคที่ถูกลบออก)

    (c) influence    (อิทธิพล, ผลกระทบ)

    (d) dearth    (เดิร์ธ)  (ความขาดแคลน, ความไม่เพียงพอ, ความอดอยาก, ภาวะข้าวยากหมากแพง)

    (e) delicious food    (อาหารอร่อย)

    (f) custody    (การดูแล, การอารักขา, การปกครอง, การควบคุม, การคุมขัง, การเก็บรักษา)

    (g) avalanche    (แอฟ-วะ-ลานซ)  (ภาษาฝรั่งเศส)  (หิมะ  ดิน หรือหินถล่ม, สิ่งที่พังทลายลงมา)

    (h) allegiance    (อะ-ลี้-เจิ้นซ)  (ความจงรักภักดี, ความสวามิภักดิ์, การอุทิศต่อ)

6. People use a shark’s ____________________________ for ________________________.

(ผู้คนใช้ ______________________ ของปลาฉลามสำหรับ ______________________)

    (a) hide _______ making artificial skin for burn victims    (หนัง _______ ทำหนังเทียมสำหรับเหยื่อ

          ที่มีบาดแผลเนื่องมาจากถูกไฟไหม้)

    (b) liver oil ______ increasing white blood cells    (น้ำมันตับ _______ เพิ่มเซลเม็ดเลือด

          ขาว)  (ดูคำตอบจากประโยคสุดท้ายของพารากราฟ ๒ ที่กล่าวว่า  “น้ำมันตับปลาฉลามดู

          เหมือนว่าช่วยการสร้างเซลเม็ดเลือดขาว ............................”)

    (c) cartilage ______ preparing exotic Asian food    (กระดูกอ่อน _______ เตรียมอาหารเอเชียที่

          แปลกหรือไม่ธรรมดา)

    (d) blood ______ preventing hemorrhoids    (เลือด ________ ป้องกันริดสีดวงทวาร)

7. The word “exotic” in paragraph 1 may be replaced by _____________________________.

(คำว่า  “มาจากต่างประเทศหรือไม่ธรรมดา, เกี่ยวกับต่างประเทศ, ไม่ใช่ของพื้นเมือง, ประหลาด”  ในพารากราฟ ๑  อาจแทนโดย _______________)

    (a) dense    (หนาแน่น, ทึบ)

    (b) ) lucid    (แจ่มแจ้ง, ชัดเจน)

    (c) sparse    (เบาบาง, บางตา, หร็อมแหร็ม, มีน้อย, ขาดแคลน)

    (d) thorough    (เธ้อร์-โร่)  (ละเอียด, ถี่ถ้วน, ทั่วไปหมด, โดยตลอด, ตลอดทั่วถึง, สมบูรณ์, เต็มที่, เต็มตัว)

    (e) alien    (ต่างประเทศ, ต่างด้าว, แตกต่างกับตัวเอง)

    (f) fatigued    (ฟะ-ทิกด)  (เหนื่อย, เหน็ดเหนื่อย)

    (g) extreme    (สุดโต่ง, สุดขีด, อย่างยิ่ง, สุดๆ)

    (h) lethal    (ลี้-เธิ่ล)  (ถึงตาย, เป็นอันตรายถึงตาย, ร้ายแรง, ทำให้ตาย, เกี่ยวกับความตาย) 

8. In the second paragraph, “artificial” refers to ___________________________________.

(ในพารากราฟ ๒  “เทียม, ปลอม, ไม่แท้, ประดิษฐ์ขึ้นเอง, ทำขึ้นเอง, ไม่เป็นไปตามธรรมชาติ”  หมายถึง ________________)

    (a) illicit    (อิ-ลิส-ซิท)  (ผิดกฎหมาย, ไม่ชอบด้วยกฎหมาย, เถื่อน, ไม่ได้รับอนุญาต)

    (b) illegible    (อ่านไม่ออก – เนื่องจากเขียนลายมือหวัด)

    (c) illiterate    (อ่านไม่ออกเขียนไม่ได้  -  เพราะไม่รู้หนังสือ)

    (d) counterfeit    (เค้าน-เทอะ-ฟิท)  (ปลอม, เก๊, ปลอมแปลง, เลียนแบบ, แกล้ง)

    (e) relentless    (ไม่หยุดหย่อน, ไม่ผ่อนผัน, ไม่ยอมผ่อนปรน, ไม่ไว้หน้า, ทรหด, บึกบึน)

    (f) earnest    (เอิ๊น-นิสท)  (เอาจริงเอาจัง, กระตือรือร้น, เคร่ง)

    (g) eccentric    (พิกล, พิลึกกึกกือ, วิตถาร)

    (h) dreadful    (เดร๊ด-ฟุล)  (น่ากลัว)

9. The word “transplants” in paragraph 2 could best be replaced by ____________________.

(คำว่า  “การปลูกถ่ายอวัยวะ, การย้ายปลูก, สิ่งที่ถูกย้ายปลูก”  ในพารากราฟ ๒  สามารถแทนดีที่สุดโดย ________________)

    (a) injections    (การฉีดยา, การฉีดความคิดสู่บุคคล)

    (b) chores    (ชอร์)  (งานเล็กๆน้อยๆ, งานบ้าน, งานประจำที่น่าเบื่อ เช่น งานทำความสะอาดบ้าน  งานในไร่นา)

    (c) destinations    (จุดหมายปลายทาง)

    (d) cargoes    (สินค้า, สินค้าบรรทุกบนเรือ-เครื่องบิน-รถไฟ)

    (e) authorities    (อำนาจตามกฎหมาย, เจ้าหน้าที่, ผู้เชี่ยวชาญ, องค์กร)

    (f) transfers    (การย้าย, การเคลื่อนย้าย, การโยกย้าย, การเปลี่ยน, บุคคลที่เคลื่อนย้าย)

    (g) prosperities    (ความเจริญรุ่งเรือง)

    (h) miscommunications    (การสื่อสารที่ผิดพลาด)

10. What does “figure out” in the third paragraph mean?

(“เข้าใจ, แก้ปัญหา, คำนวณ, คิดคำนวณ”  ในพารากราฟที่ ๓  หมายถึงอะไร)

      (a) speed up    (เร่งรัด, ทำให้เร็วขึ้น)

      (b) edify   (เอ๊ด-ดิ-ไฟ)  (สั่งสอน, อบรม, เทศนา, สอนศีลธรรม, กระตุ้นทางด้านจิตใจหรือคุณธรรม) 

      (c) absorb    (ดูดซับ, ดูดซึม, รับเอา (ความคิด, วิธีคิด) มา)

      (d) disperse    (กระจาย, ทำให้กระจัดกระจาย, สลาย, ทำให้แพร่หลาย, หายไป, ทำให้หายไป, ไล่ไป)

      (e) curtail    (เคอร์-เท่ล)  (ทำให้สั้น, ตัดให้สั้น, ตัดทอน, ย่อ, จำกัด, ลด) 

      (f) detect    (พบ, ตรวจพบ, พบเห็น, สืบหา, สืบค้น)

      (g) comprehend    (เข้าใจ, หยั่งรู้, ครอบคลุม, กินความกว้าง, รวมทั้ง)

      (h) withstand    (ทน, อดทน, ต่อต้าน, สกัด)

11. In paragraph 3, the word “theirs” refers to the ___________________________________.

(ในพารากราฟ ๓,  คำว่า  “.............ของพวกเขา”  หมายถึง ___________________________)

      (a) shark’s crucial roles    (บทบาทสำคัญของปลาฉลาม)

      (b) researchers’ biomedical studies    (การศึกษาด้านชีวะแพทย์ของนักวิจัย)

      (c) humans’ evolutionary history    (ประวัติศาสตร์ด้านวิวัฒนาการของมนุษย์)

      (d) sharks’ immune system    (ระบบภูมิคุ้มกันโรคของปลาฉลาม)  (ประโยคแรกของพารา

            กราฟ ๓ กล่าวว่า  “ปลาฉลามเป็นสัตว์ชนิดแรกที่พัฒนาระบบภูมิคุ้มกันโรคขึ้นมา”  และ

            ประโยคต่อมากล่าวว่า  “................. ถ้าเราสามารถเข้าใจว่าระบบภูมิคุ้มกันโรคของปลา

            ฉลามทำงานอย่างไร  เราก็จะได้รับความเข้าใจอย่างลึกซึ้งที่มีคุณค่าในระบบภูมิคุ้มกัน

            ของเราเอง”)

12. The main function of “an apex predator” in paragraph 4 is to _______________________.

(หน้าที่สำคัญของ  “นักล่าเหยื่อสุดยอด”  ในพารากราฟ ๔  คือ __________________________)

      (a) upset the balance of aquatic wildlife    (ทำให้สมดุลของสัตว์น้ำปั่นป่วน)

      (b) ensure that only the strongest of the various species survive    (ทำให้มั่นใจว่า  เฉพาะ

            ตัวที่แข็งแรงที่สุดของปลาพันธุ์ต่างๆ เท่านั้นมีชีวิตอยู่)  (ดูคำตอบจากประโยคที่ ๔ และ ๕

            ของพารากราฟ ๔ ที่กล่าวว่า  “ฉลามจะควบคุมปลาที่เป็นเหยื่อของมันไม่ให้มีจำนวนมาก

            เกินไป  โดยกินเหยื่อที่เชื่องช้า อ่อนแอ และไม่ฉลาด .............. และ .............. ในการทำเช่นนี้ 

            จะทำให้ปลาที่เป็นเหยื่อของมันซึ่งรอดชีวิต  มียีนที่ได้รับการปรับปรุงให้ดีขึ้น  คือเป็นปลาที่

            ฉลาดและแข็งแรงมากขึ้น  ซึ่งจะทำการแพร่พันธุ์ต่อไป”)

      (c) eliminate its natural enemies to protect its own population    (กำจัดศัตรูธรรมชาติของมัน 

            เพื่อปกป้องประชากรของฉลามเอง)

      (d) remove certain species from the food chain    (กำจัดปลาบางชนิดจากห่วงโซ่อาหาร)

13. Each year, millions of sharks are killed because _________________________________.

(แต่ละปี  ฉลามหลายล้านตัวถูกฆ่า  เพราะว่า ___________________________________)

      (a) people wish to remove them from the food chain    (ผู้คนปรารถนาที่จะกำจัดมันจาก

            ห่วงโซ่อาหาร)

      (b) biomedical researchers have found them useful    (นักวิจัยด้านชีวะแพทย์ได้พบว่า

            พวกมันมีประโยชน์)

      (c) scientists would like weaker sea animals to survive    (นักวิทยาศาสตร์อยากให้สัตว์

            ทะเลที่อ่อนแอกว่าได้รอดชีวิต)

      (d) their various body parts are highly prized    (ส่วนต่างๆ ของลำตัวของมันได้รับ

            การตีราคาสูง)  (ดูคำตอบจากประโยคสุดท้ายของพารากราฟแรกที่กล่าวว่า  “ในแต่

            ละปี  ปลาฉลามจำนวนระหว่าง ๓๐ – ๑๐๐ ล้านตัวถูกจับเพื่อเอาเนื้อของมัน  ซึ่งไม่มี

            กระดูกและรสชาติอ่อนนุ่ม,  (เอา) ครีบของมันที่เป็นอาหารอันโอชะอย่างยิ่งในเอเชีย

            (เอา) หนังของมันซึ่งเป็นแหล่งของหนังฟอกคุณภาพสูง  และมาจากต่างประเทศหรือ

            ไม่ธรรมดา  และ (เอา) ส่วนต่างๆ ภายในลำตัวของมัน  ซึ่งถูกนำมาผลิตเป็นทุกสิ่งทุก

            อย่าง  นับตั้งแต่น้ำมันหล่อลื่นจนถึงเครื่องสำอาง  ไปจนถึงผลิตภัณฑ์เกี่ยวกับสุขภาพ

            ที่มีคุณค่า)

14. In the fifth paragraph, the expression “to go haywire” means to become ______________.

(ในพารากราฟ ๕,  คำพูด  “ยุ่งเหยิง, ไม่เป็นระเบียบ, สับสน”  หมายถึง ____________________)

      (a) carefully balanced    (ถูกทำให้สมดุลอย่างรอบคอบ)

      (b) excessively violent    (รุนแรงมากเกินไป)

      (c) completely disordered    (ไร้ระเบียบอย่างสิ้นเชิง)

      (d) greatly over-populated    (มีประชากรล้นอย่างยิ่ง)

15. The word “implications” in the fifth paragraph may be replaced by __________________.

(คำว่า  “ผลกระทบ, สิ่งที่เกี่ยวข้อง, สิ่งที่พัวพัน, การทำให้เกี่ยวข้อง, ความหมายโดยนัย”  ในพารากราฟ ๕  อาจแทนโดย ________________)

      (a) tensions    (ความเครียด, ความตึงเครียด, ความตึง)

      (b) ramifications    (แรม-มิ-ฟิ-เค้-ชั่น)   (การขยาย, การเพิ่ม, การแตกกิ่งก้านสาขา, กิ่งก้าน, สาขา,

            ผลลัพธ์, ลักษณะหรือปัญหาที่เกี่ยวข้อง) 

      (c) collapses    (การล้มลงหรือทรุดลง, ภาวะทรุดโทรม)

      (d) rebirths    (การเกิดใหม่, การเกิดอีกครั้ง)

      (e) failures    (เฟ้ล-เย่อร์)  (ความเสื่อมถอย, ภาวะล้มละลาย, ความล้มเหลว-ไม่สำเร็จ, ความไร้ผล,

            การสอบตก, บุคคลหรือสิ่งที่ล้มเหลว)  

      (f) fluctuations    (การขึ้นๆลงๆ, การเปลี่ยนแปลง, การไม่มีเสถียรภาพ, การผันแปร, การแกว่งไปมา)

      (g) impacts    (ผลกระทบ, อิทธิพล, การกระทบ, การปะทะ, แรงกระทบ, แรงปะทะ)

      (h) disciplines    (ระเบียบวินัย, สาขาวิชา)

16. The example in the final paragraph is used to show ______________________________.

(ตัวอย่างในพารากราฟสุดท้ายถูกใช้เพื่อแสดงว่า _______________________________)

      (a) how dangerous it is to raise large populations of octopuses    (มันเป็นอันตรายเพียงไร 

            ที่จะเพาะเลี้ยงประชากรหมึกยักษ์จำนวนมาก)

      (b) why a species like the spiny-lobster became extinct    (ทำไมพันธุ์สัตว์เช่นกุ้งก้ามกราม

            เปลือกเป็นหนามได้สูญพันธุ์ไป)

      (c) what happens when sharks are removed from the food chain    (อะไรเกิดขึ้น

            เมื่อฉลามถูกกำจัดออกไปจากห่วงโซ่อาหาร)  (พารากราฟสุดท้ายกล่าวว่า  “เมื่อ

            ฉลามถูกกำจัด  ห่วงโซ่อาหารจะไม่เป็นระเบียบหรือยุ่งเหยิง  ส่วนการจับปลาฉลาม

            มากเกินไปในทวีปออสเตรเลียเมื่อหลายปีก่อนทำให้ประชากรปลาหมึกยักษ์เพิ่ม

            ขึ้นอย่างมากมาย  ในขณะที่การทำประมงกุ้งก้ามกรามกลับลดลง”  ซึ่งตัวอย่าง

            เหล่านี้แสดงว่า  อะไรเกิดขึ้นเมื่อฉลามถูกกำจัดออกไปจากห่วงโซ่อาหาร)

      (d) how the overfishing of sharks helped to protect the spiny-lobster    (การจับฉลาม

            มากเกินไปช่วยปกป้องกุ้งก้ามกรามเปลือกเป็นหนามได้อย่างไร)

17. The word “disastrous” in the final paragraph is closest in meaning to ________________.

(คำว่า  “ทำให้เกิดความหายนะ, ทำให้เกิดภัยพิบัติ, เกี่ยวกับความหายนะ, ที่เสียหายอย่างมาก, ที่น่ากลัวมาก”  ในพารากราฟสุดท้าย  ใกล้เคียงที่สุดในความหมายกับ ________________)

      (a) renowned    (มีชื่อเสียง, มีกิตติศัพท์เลื่องลือ, มีเกียรติคุณ)

      (b) notorious    (มีชื่อเสียงในทางเลวร้าย, ดังกระฉ่อน, รู้จักกันไปทั่ว)

      (c) viable    (สามารถทำได้, ทำงานได้, (ทารก, เมล็ดพืช) ที่สามารถมีชีวิตและเจริญเติบโตต่อไปได้,

            สามารถเจริญเติบโตหรือพัฒนาได้)

      (d) controversial    (ซึ่งขัดแย้งกัน, เกี่ยวกับการขัดแย้ง, ซึ่งเป็นที่โต้เถียงกัน, เกี่ยวกับการโต้เถียง)

      (e) superb    (ดีเยี่ยม, เยี่ยมยอด)

      (f) feasible    (สามารถทำได้)

      (g) crucial    (จำเป็นอย่างยิ่ง, สำคัญ, เด็ดขาด, ซึ่งชี้ขาด, รุนแรง, ถึงพริกถึงขิง, เกี่ยวกับความเป็น

             ความตาย)

      (h) catastrophic    (ทำให้เกิดความหายนะ, ทำให้เกิดภัยพิบัติ, ซึ่งเป็นเหตุการณ์ที่ร้ายกาจ,

            ซึ่งเป็นตอนจบ)

18. Which of the following sentences best expresses the main idea of the passage as a whole?

(ประโยคใดต่อไปนี้แสดงใจความ – ความคิด – สำคัญของบทความโดยทั่วไปได้ดีที่สุด)

      (a) Humans have little to fear from sharks.    (มนุษย์มีอะไรต้องกลัวฉลามเพียงนิดหน่อย)

      (b) Sharks were the first creatures to develop an immune system.    (ฉลามเป็นสัตว์ชนิดแรกที่

            พัฒนาระบบคุ้มกันโรคขึ้นมา)

      (c) Sharks play a crucial role in keeping aquatic wildlife in balance.    (ปลาฉลามมีบท

            บาทสำคัญในการรักษาสมดุลของสัตว์น้ำ)  (ประโยคแรกของพารากราฟ ๔ กล่าวเช่นนี้ 

            ส่วนประโยคต่อๆ มาจนจบบทความ  พูดถึงบทบาทของฉลามในฐานะห่วงโซ่อาหาร  ว่า

            สามารถรักษาสมดุลของระบบนิเวศน์ในมหาสมุทรได้อย่างไร)

      (d) Sharks are more valuable dead than alive.    (ฉลามมีคุณค่าตอนตายมากกว่าตอนมีชีวิต)

 

ฉลาม :  ปลาที่คนกลัวมากที่สุดตลอดกาล

 

            มนุษย์มีอะไรที่ต้องกลัวปลาฉลามนิดหน่อย,  ด้านกลับกัน (ด้านตรงกันข้าม, การถอยหลัง, ด้านกลับ, ด้านหลัง, เกียร์ถอยหลัง, ความปราชัย, ความล้มเหลวสิ้นเชิง) (The reverse), อย่างไรก็ตาม, ไม่ใกล้เคียงกับความเป็นจริงเลย (หมายถึง  จริงๆ แล้วปลาฉลามน่ากลัวอย่างมาก)  ทั้งนี้  ปลาทุกชนิดกำลังถูกลาก (ดึง, ฉุด, สาว, ชัก, เคลื่อนย้ายด้วยรถบรรทุก, เปลี่ยนทิศทาง) (hauled) (ขึ้นมา) จากทะเลเร็วกว่าที่พวกมันจะสามารถแพร่พันธุ์ (ขยายพันธุ์, สืบพันธุ์, ทำพันธุ์, ทำสำเนา, อัดสำเนา, ถอดแบบ, จำลอง) (reproduce) ได้  แต่จนกระทั่งเมื่อเร็วๆ มานี้อย่างมาก (quite recently)  ปลาฉลามได้รับยกเว้น (พ้น) (exempt) จากการเก็บเกี่ยว (ฤดูเก็บเกี่ยว, ผลที่เก็บเกี่ยวได้) (harvest) (ในที่นี้เป็นการเปรียบเทียบ  หมายถึง  การจับปลา) ที่สะเพร่า (ไม่ยั้งคิด, ไม่ไตร่ตรอง, ไม่ระวัง, บุ่มบ่าม, ใจร้อน) (reckless) นี้ (หมายถึง  ในอดีตปลาฉลามมิได้ถูกจับอย่างไม่ยั้งคิดว่ามันอาจจะสูญพันธุ์ได้  เหมือนที่ปลาชนิดอื่นๆ ถูกจับ  จนกระทั่งเมื่อเร็วๆ นี้  ที่ปลาฉลามถูกล่าอย่างมากมาย),  สิ่งนี้มิใช่กรณีอีกต่อไป (no longer the case) (หมายถึง  กรณีของการไม่ล่าปลาฉลามอย่างไม่ยั้งคิดได้หมดไปแล้ว)  โดยในแต่ละปี  ปลาฉลามจำนวนระหว่าง ๓๐ – ๑๐๐ ล้านตัวถูกจับเพื่อเอาเนื้อของมัน (caught for their meat)  ซึ่งไม่มีกระดูกและรสชาติอ่อนนุ่ม (boneless and mild-tasting),  (เอา) ครีบ (fins) ของมัน ที่เป็นอาหารอันโอชะอย่างยิ่งในเอเชีย (a great delicacy in Asia),  (เอา) หนัง (hides) ของมัน  ซึ่งเป็นแหล่งของหนังฟอกคุณภาพสูง (high-quality leather) และมาจากต่างประเทศหรือไม่ธรรมดา (exotic)  และ (เอา) ส่วนต่างๆ ภายในลำตัว (internal body parts) ของมัน  ซึ่งถูกนำมาผลิตเป็นทุกสิ่งทุกอย่าง (made into everything)  นับตั้งแต่น้ำมันหล่อลื่น (lubricants) จนถึงเครื่องสำอาง (cosmetics)  ไปจนถึงผลิตภัณฑ์เกี่ยวกับสุขภาพ (health products) ที่มีคุณค่า (value) ซึ่งน่าสงสัย (มีปัญหา, มีพิรุธ, ไม่แน่นอน, ไม่คงที่) (questionable) (หมายถึง  ยังน่าสงสัยว่าผลิตภัณฑ์เกี่ยวกับสุขภาพ  ที่ทำมาจากส่วนต่างๆ ภายในตัวปลาฉลาม  จะมีคุณค่าจริงหรือไม่)

            เหนือกว่านั้น (Beyond that),  ปลาฉลามมีคุณค่าที่ใช้งานได้จริง (practical value) อย่างมหาศาล (มากมาย, มโหฬาร, มหึมา, ใหญ่โต, กว้างขวาง, ไม่มีขอบเขต, เหลือคณานับ) (immense),  ในขณะที่กระดูกอ่อน (cartilage) ของปลาฉลามมิได้ป้องกันมะเร็ง  มันได้ถูกใช้ (used) ทำหนังเทียม (make artificial skin) สำหรับเหยื่อที่มีบาดแผลเนื่องมาจากโดนไฟไหม้ (burn victims),  ส่วนกระจกตา (แก้วตา(corneas) ของปลาฉลามได้ถูกใช้อย่างเป็นการทดลอง (used experimentally) สำหรับการปลูกถ่ายอวัยวะมนุษย์ (human transplants),  และเลือดปลาฉลามมี (contains) สาร (agents) ซึ่งต้านการจับตัวเป็นก้อน (anticlotting) (ของเลือด)  ส่วนน้ำมันตับปลาฉลาม (Shark liver oil) ดูเหมือนว่า (seems) ช่วย (aid) การสร้างเซลเม็ดเลือดขาว (white-blood-cell production)  และมัน (น้ำมันฯ) ยังเป็นส่วนประกอบที่มีประสิทธิภาพ (active ingredient) ในการรักษาริดสีดวงทวาร (hemorrhoid treatments) อีกด้วย

            ปลาฉลามเป็นสัตว์ชนิดแรก (first creatures) ที่พัฒนาระบบภูมิคุ้มกันโรค (immune system) ขึ้นมา,  โดยนักวิจัยด้านชีวะแพทย์ (Biomedical researchers) เชื่อว่า  ถ้าเราสามารถเข้าใจ (แก้ปัญหา, คำนวณ, คิดคำนวณ) (figure out) ว่าระบบภูมิคุ้มกันโรคของมัน (theirs) ทำงานอย่างไร  เราก็จะได้รับ (ได้มา, ได้กำไร, ชนะ, บรรลุ, ก้าวหน้า, คืบหน้า) (gain) ความเข้าใจอย่างลึกซึ้ง (ความเข้าใจอย่างถ่องแท้, การมองทะลุ) (insights) ซึ่งมีค่า (มีคุณค่า, มีประโยชน์มาก, มีราคา, มีความสำคัญมาก) (valuable) เข้าไปในระบบภูมิคุ้มกันของเราเอง (into our own) (คือ  สามารถเข้าใจระบบภูมิคุ้ม กันโรคของมนุษย์ได้)

            ปลาฉลามมีบทบาทสำคัญ (play a crucial role) ในการรักษาสมดุลของสัตว์น้ำ (keeping aquatic wildlife in balance),  โดยนักวิทยาศาสตร์ในปัจจุบันเข้าใจว่า  องค์ประกอบ (ส่วนประกอบ, ส่วนเสริม) (component) แต่ละอย่างของระบบนิเวศน์มหาสมุทร (ocean ecosystem) มีหน้าที่ (function) สำคัญ (จะขาดเสียมิได้, จำเป็นสำหรับชีวิต, จำเป็น, กระฉับกระเฉง, มีพลังงาน, มีชีวิตชีวา, มีกำลัง, เกี่ยวกับชีวิต, เกี่ยวกับความเป็นความตาย) (vital),  สำหรับปลาฉลาม  หน้าที่นั้นคือการรับหน้าที่ (สนองความต้องการ, รับใช้, บริการ, คอยรับใช้, ปรนนิบัติ, บริการอาหาร, ต้อนรับแขก, ตีลูก) (serve) เป็นสิ่งที่นักชีววิทยาเรียกว่า (as what biologists call) นักล่าเหยื่อ (สัตว์ที่จับสัตว์อื่นเป็นอาหาร, นักปล้นสะดม, ผู้เบียดเบียน, สิ่งเบียดเบียน) (predator) สุดยอด (ปลาย, ยอด) (apex),   โดยปลาฉลามไม่เพียงแต่ควบคุมประชากรปลาที่เป็นเหยื่อของมันและป้องกันมิให้มีปริมาณเพิ่มขึ้น (keep prey populations in check) เท่านั้น  แต่มันยังมีแนวโน้ม (tend) ที่จะกินเหยื่อแต่ละตัว (เหยื่อแต่ละชนิด) (individuals) ซึ่งเชื่องช้าที่สุด (slowest), อ่อนแอที่สุด (weakest) และฉลาดน้อยที่สุด (least clever) อีกด้วย,  และในการทำเช่นนั้น (In so doing)  ปลาฉลามทำให้จำนวนรวมของยีนของพันธ์ปลาที่เป็นเป้าหมาย (เหยื่อของมัน) ดีขึ้น (improve the target species' gene pool)  และปล่อยให้ (leaving) เหยื่อแต่ละตัว (individuals) (ที่ไม่ถูกล่า) ซึ่งฉลาดขึ้น (smarter), และแข็งแรงมากขึ้น (stronger) ได้ขยายพันธ์ (reproduce) ต่อไป (หมายถึง  ฉลามเลือกกินเหยื่อตัวที่เชื่องช้า, อ่อนแอและโง่  ซึ่งช่วยทำให้ยีนของเหยื่อตัวที่ไม่ถูกกิน (รอดตาย) ปรับปรุงดีขึ้น  และขยายพันธุ์ต่อไป)

            เมื่อนักล่าสุดยอด (ปลาฉลาม) ตัวหนึ่งถูกขจัด (กำจัด, ปลด, ปลดเปลื้อง, ไล่ออก, ย้าย, โยกย้าย, ขนของ, ฆ่า) (removed) จากห่วงโซ่อาหาร (food chain)  เครื่องจักรที่ถูกทำให้สมดุลอย่างรอบคอบ (carefully balanced machine) นี้ (หมายถึง  ห่วงโซ่อาหาร) ก็มีแนวโน้มที่จะยุ่งเหยิง (ไม่เป็นระเบียบ, สับสน) (go haywire),  โดยผู้เชี่ยวชาญเชื่อว่า  การจับปลาฉลามจำนวนมากเกินไปในทวีปออสเตรเลีย (overfishing of sharks off Australia) เมื่อหลายปีมาแล้ว  ได้นำไปสู่ (led to) การเกิดขึ้นอย่างมากมาย (การเกิดขึ้นในทันทีทันใด, การระเบิด, การปะทุ, เสียงระเบิด, การหัวเราะ-โกรธ-ร้องไห้อย่างกะทันหัน) (explosion) ของประชากรปลาหมึกยักษ์ (octopus population)  และการลดลง (a decline) ของการทำประมง (การจับปลาหรือสัตว์น้ำอื่นๆ, ธุรกิจในการจับปลา, สถานที่จับปลา) (fishery) กุ้งก้ามกรามที่มีเปลือกเป็นเดือยแหลมหรือหนาม (spiny-lobster),  “มันเป็นไปไม่ได้ที่จะทำนาย (predict) ผลกระทบ (สิ่งที่เกี่ยวข้อง, สิ่งที่พัวพัน, การทำให้เกี่ยวข้อง, ความหมายโดยนัย) (implications) ต่างๆ ของการกำจัด (removing) ปลาฉลามออกไปจากห่วงโซ่อาหาร  แต่มันสามารถทำให้เกิดความหายนะ (ทำให้เกิดภัยพิบัติ, เกี่ยวกับความหายนะ, ที่เสียหายอย่างมาก, ที่น่ากลัวมาก) (disastrous) ได้,”  ซอนจา ฟอร์ดแฮม  ผู้เชี่ยวชาญด้านปลาฉลาม (shark specialist) ของศูนย์อนุรักษ์ทางทะเล (Center for Marine Conservation) ในกรุงวอชิงตันกล่าว

 

เรียน   ท่านผู้ติดตามอ่านเว็บไซต์  “everydayenglish.pwa.co.th                  

 

                ถ้าท่านมีคำแนะนำให้ปรับปรุงเว็บไซต์นี้ประการใด  กรุณาส่ง e-mail ไปที่  ดร. วัชรินทร์  ภูเขาทอง  อดีต  ผอ. สำนักวิทยาการ  การประปาส่วนภูมิภาค  ผู้จัดทำเว็บไซต์นี้  ตาม  “Address”  (โปรดระบุหัวเรื่องด้วยว่า  “ปรับปรุงเว็บไซต์”)   เพื่อที่ผู้จัดทำฯ จะได้ปรับปรุงเนื้อหาได้ตรงตามความประสงค์ของผู้อ่านเว็บไซต์นี้ต่อไป

 

 

หมวดข้อสอบ READING (ตอนที่ 52)

การประปาส่วนภูมิภาค  “มุ่ง-มั่น-เพื่อปวงชน”

 

DirectionRead the following passage and choose the best answer for each question.

(จงอ่านบทความต่อไปนี้  และเลือกคำตอบที่ดีที่สุดสำหรับแต่ละคำถาม)

 

Terminating Unfair Education in Korea

 

          Are Korean parents overly preoccupied with getting the best possible education for their children?  In a Confucian culture that values learning, the question seems ridiculous.  Yet the Seoul government has taken some unusual steps to control parents who it feels are spending too much on improving their offspring’s prospects.  Starting next year, it will be illegal for Koreans to hire private teachers, or kwawoe, in subjects other than arts and music for all students below university level.  Seoul says it wants to cut excessive spending on tutors and reduce a growing, mostly untaxed, service industry dominated by foreigners.  It also seeks to promote egalitarianism among students by disallowing parents a chance to buy their children a superior education.

          The authorities’ move is not entirely without justification. Last year, Koreans spent $25 billion - - or fully 150% of the government’s education budget - - on kwawoe.  The cost to individual families is exorbitant.  A household typically spends $1,950 a year on tutoring for a single secondary school student and $1,500 on a child in primary school.  Many families are said to spend up to half their income on private teachers.  Moreover, while there are no official statistics on the number of overstayers or illegal migrants teaching English in Korea, the government says 30,000 were either deported or asked to leave last year. 

          Koreans themselves are increasingly opposed to kwawoe.  A recent opinion poll found support among nearly half of respondents for a complete ban on the practice.

 

1. The passage mainly discusses ________________________________________________.

(เนื้อเรื่องส่วนใหญ่พูดถึง _________________________________________________)

    (a) a ban on private tutoring    (การห้ามการสอนพิเศษเป็นการส่วนตัว)

    (b) educational advancements in Korea    (ความก้าวหน้าด้านการศึกษาในเกาหลี)

    (c) how much Korean parents spend on their children’s education    (พ่อแม่ชาวเกาหลีใช้

          จ่ายเงินมากเท่าใดในด้านการศึกษาของลูกๆ ของตน)  (ดูคำตอบจากประโยคที่ ๒ – ๕ ของ

          พารากราฟ ๒ ที่กล่าวว่า  “เมื่อปีที่แล้ว  ชาวเกาหลีใช้จ่ายเงิน ๒๕ พันล้านดอลลาร์  หรือ

          ๑๕๐ % ของงบด้านการศึกษาของรัฐบาล  ในการว่าจ้างครูสอนพิเศษ  โดยค่าใช้จ่ายในด้าน

          นี้ต่อรายครอบครัวสูงมาก  ทั้งนี้  แต่ละครัวเรือนใช้จ่ายเงิน ๑,๙๕๐ ดอลลาร์ต่อปีในการจ้าง

          ครูสอนพิเศษสำหรับเด็กนักเรียนโรงเรียนมัธยม ๑ คน  และใช้เงิน ๑,๕๐๐ ดอลลาร์สำหรับ

          นักเรียนโรงเรียนระดับประถม ๑ คน  ทั้งนี้  ครอบครัวจำนวนมากถูกกล่าวขานว่า  ใช้จ่าย

          เงินสูงถึงครึ่งหนึ่งของรายได้ของตนไปกับครูส่วนตัว หรือครูสอนพิเศษ”)

    (d) the steps the Seoul government will take to improve private tutoring    (ขั้นตอนต่างๆ ที่รัฐบาล

          เกาหลีจะใช้เพื่อปรับปรุงการสอนพิเศษส่วนตัวให้ดีขึ้น)

2. In the first paragraph, “preoccupied” refers to __________________________________.

(ในพารากราฟแรก,  “ครอบงำ, ทำให้ติดอกติดใจ, ครอบครองก่อน”  หมายถึง _______________)

    (a) enlightened    (ให้ความรู้, บอกแจ้ง, สอน, ให้ความสว่าง, ให้ความสำเร็จ)

    (b) acknowledged    (ยอมรับ, รับรอง, เห็นคุณค่า, แจ้งว่าได้รับ)

    (c) invalidated    (อิน-แว้ล-ลิ-เดท)  (ทำให้เป็นโมฆะ, ทำให้ไร้ผล, ทำให้ใช้การไม่ได้)

    (d) retaliated    (ริ-แท้ล-ลี-เอท-ทิด)  (ตอบโต้, แก้แค้น, แก้เผ็ด, แก้ลำ, ตอบแทน)

    (e) renounced    (สละ, ละทิ้ง, ประกาศสละ, ประกาศเลิก, สละกรรมสิทธิ์, สละบุตร)

    (f) precipitated    (เร่งรัดให้เกิดขึ้น)

    (g) obsessed    (ครอบงำ, ฝังแน่นในดวงจิต, สิง, ทำให้ทุกข์ใจ, ทำให้ลำบาก, หลอกหลอน)

    (h) narrated    (แน-เร้ท-ทิด)  (เล่าเรื่อง, บรรยาย, เล่าเหตุการณ์หรือประสบการณ์)

3. The word “ridiculous” in paragraph 1 means ____________________________________.

(คำว่า  “น่าหัวเราะ, น่าขัน, ตลกขบขัน, ไร้สาระ”  ในพารากราฟ ๑  หมายถึง ________________)

    (a) magnificent    (แม็ก-นิฟ-ฟิ-เซิ่นท)  (ดีเลิศ, ดีมาก, น่าประทับใจมาก, โอ่อ่า, งดงาม, สง่า, สวยมาก)

    (b) altruistic    (ไม่เห็นแก่ตัว, ชอบช่วยเหลือเพื่อนมนุษย์)

    (c) sedentary    {(งาน) ที่นั่งทำอยู่กับโต๊ะ, นั่งติดอยู่กับที่, (ชีวิต) ที่ไม่กระฉับกระเฉง}

    (d) cryptic    (คริ้พ-ทิค)  (ลึกลับ, ซ่อนเร้น, ลับ, คลุมเครือ, เกี่ยวกับรหัส)

    (e) spectacular    (น่าตื่นเต้น, น่าประทับใจ, เกี่ยวกับการแสดงต่อหน้าสาธารณชน, เกี่ยวกับภาพ

         ที่น่าตื่นเต้น)

    (f) miraculous    (อัศจรรย์, ปาฏิหาริย์, อภินิหาร, อาเพศ)

    (g) luxurious    (ลัค-ชุ้-เริส)  (ฟุ่มเฟือย, หรูหรา, โอ่อ่า, บำรุงความสุข)

    (h) ludicrous    (น่าหัวเราะ, น่าเย้ยหยัน, ไร้สาระจนน่าหัวเราะ)

4. What does “prospects” in paragraph 1 mean?

(ความคาดหวัง, ความหวัง, ความหวังข้างหน้า, โอกาส, ผู้ที่อาจเป็นลูกค้าได้, ผู้อาจเป็นผู้สมัคร”  ในพารากราฟ ๑  หมายถึงอะไร)

    (a) comments    (ความเห็น, คำวิจารณ์)

    (b) reputations    (ชื่อเสียง, กิตติศัพท์, ความโด่งดัง, ความมีหน้ามีตา)

    (c) exoduses    (การจากไปหรืออพยพออกไปของคนจำนวนมาก, การไหลเทออก)

    (d) disclosures    (ดิส-โคล้-เช่อะ)  (การเปิดเผย, การเปิดโปง, สิ่งที่ถูกเปิดเผย)

    (e) resolutions    (ปณิธาน, ความตั้งใจ, มติ)

    (f) expectations    (ความหวัง, ความคาดหวัง, การคาดหมาย, การคาดคิด, สิ่งที่คาดหมายไว้)

    (g) precautions    (การระมัดระวังล่วงหน้า)

    (h) specimens    (ตัวอย่างทางวิทยาศาสตร์ เช่น  เลือด น้ำลาย อสุจิ, แบบอย่าง, ผลิตภัณฑ์ตัวอย่าง,

          ตัวอย่างในการทดลอง, ข้อมูลสำหรับตรวจสอบ)

5. Next year, it will be illegal to hire a private ______________________________________.

(ปีหน้า  มันจะเป็นสิ่งผิดกฎหมายที่จะว่าจ้าง.................................ส่วนตัว..................................)

    (a) music teacher for students below university level    (ครูสอนดนตรีส่วนตัว  สำหรับนักเรียนที่เรียน

          ต่ำกว่าระดับมหาวิทยาลัย)  (ไม่ผิดกฎหมายเพราะสอนดนตรี – ดูคำตอบจากข้อ “C”)

    (b) art teacher for primary school students    (ครูสอนศิลปะส่วนตัว  สำหรับนักเรียนโรงเรียนระดับ

          ประถม)  (ไม่ผิดกฎหมายเพราะสอนศิลปะ – ดูคำตอบจากข้อ “C”)

    (c) English teacher for secondary school students    (ครูสอนภาษาอังกฤษส่วนตัว  สำหรับ

          นักเรียนโรงเรียนมัธยม)  (ผิดกฎหมายเพราะสอนภาษาอังกฤษนักเรียนที่ตำ่กว่่าระดับมหา

          วิทยาลัย  ดูคำตอบจากประโยคที่ ๔ ของพารากราฟแรกที่กล่าวว่า  “โดยจะเริ่มต้นในปีหน้า 

           มันจะเป็นสิ่งผิดกฎหมายสำหรับชาวเกาหลีที่จะจ้างครูส่วนตัวหรือ “ควาโว” ในวิชาต่างๆ 

           นอกเหนือไปจาก (ยกเว้น) (วิชา) ศิลปะและดนตรี  สำหรับนักเรียนทุกคนซึ่งเรียนต่ำกว่า

           ระดับมหาวิทยาลัย)

    (d) mathematics teacher for university students    (ครูสอนคณิตศาสตร์ส่วนตัว  สำหรับนักเรียน

          มหาวิทยาลัย)  (ไม่ผิดกฎหมายเพราะสอนระดับมหาวิทยาลัย – ดูคำตอบจากข้อ “C”)

6. The word “kwawoe” in the first paragraph means a ____________________________.

(คำว่า “ควาโว” ในพารากราฟแรก  หมายถึง ________________________________)

    (a) foreigner    (ชาวต่างประเทศ)

    (b) Korean    (ชาวเกาหลี)

    (c) tutor    (ครูสอนพิเศษ, ครูรับจ้างสอนพิเศษ, ครูสอน, ผู้พิทักษ์, ผู้อนุบาล)  (ดูคำตอบจากประ

          โยคที่ ๔ ของพารากราฟแรกที่กล่าวว่า  “...................ว่าจ้างครูส่วนตัว หรือ “ควาโว”...........

          ..........”  ซึ่งหมายถึง ครูสอนพิเศษนั่นเอง)

    (d) parent    (พ่อแม่)

    (e) subject    (วิชา)

    (f) industry    (อุตสาหกรรม)

7. The word “excessive” in paragraph 1 may be replaced by _________________________.

(คำว่า  “มากเกินจำเป็น, มากเกินปกติ”  ในพารากราฟ ๑  อาจแทนโดย _________________)

    (a) introspective    (พิจารณาตนเอง, มองตนเอง)

    (b) modest    (ม้อด-ดิสท)  (ถ่อมตัว, ไม่รุนแรง, พอประมาณ, เรียบๆ, สุภาพ, สงบเสงี่ยม)

    (c) imperative    (จำเป็น, เชิงบังคับ, เลี่ยงไม่ได้)  (เมื่อเป็นคำนาม  หมายถึง  “คำสั่ง, ความจำเป็น,

          ข้อบังคับ, กฎเกณฑ์”)

    (d) unwonted    (อัน-ว้อน-ทิด)  (ผิดปกติ, ผิดธรรมดา, ไม่เคยมาก่อน)

    (e) intransigent    (อิน-แทร้น-ซิ-เจิ้นท)  (ดื้อ, หัวแข็ง, ไม่ยอม, ไม่ยอมอ่อนข้อ, ไม่ประนีประนอม)

    (f) irreparable    (อิ-เร้พ-เพอะ-ระ-เบิ้ล)  (ที่ซ่อมแซมไม่ได้, ที่แก้ไขไม่ได้, ที่ทำให้ดีขึ้นไม่ได้)

    (g) inordinate    (มากเกินไป, เกินควร, เลยเถิด, ไม่มีการบังคับตัวเอง, ไม่เป็นระเบียบ)

    (h) remarkable    (ริ-ม้าร์ค-คะ-เบิ้ล)  (พิเศษ, น่าทึ่ง, ยอดเยี่ยม, น่าสังเกต)

8. The Seoul government will restrict private tutoring in order to _______________________.

(รัฐบาลโซล – เกาหลีใต้ – จะจำกัดการสอนพิเศษส่วนตัว  เพื่อที่จะ _____________________)

    (a) provide more job opportunities for Korean teachers    (ให้โอกาสงานมากขึ้นสำหรับครูชาวเกาหลี)

    (b) reduce the influence of parents on children    (ลดอิทธิพลของพ่อแม่ที่มีต่อลูกๆ)

    (c) cut the government’s education budget    (ตัดงบประมาณด้านการศึกษาของรัฐบาล)

    (d) eliminate inequality of opportunity among students    (กำจัดความไม่เท่าเทียมกันของ

          โอกาสในบรรดาเด็กนักเรียน)  (ดูคำตอบจากประโยคสุดท้ายของพารากราฟแรกที่กล่าวว่า 

          “รัฐบาลยังพยายามด้วยเช่นกัน  ที่จะส่งเสริมลัทธิความเสมอภาคของมนุษย์ทุกคนในบรรดา

          เด็กนักเรียน  โดยการไม่อนุญาตให้พ่อแม่มีโอกาสที่จะซื้อการศึกษาที่ดีกว่า (เหนือกว่า) ให้

          กับลูกๆ ของตน”  -  หมายถึงการจ้างครูส่วนตัวมาสอนลูกๆ ของตน)

9. The word “dominated” in paragraph 1 is closest in meaning to _____________________.

(คำว่า  “ครอบงำ, มีอำนาจเหนือ, มีอิทธิพลเหนือ, อยู่เหนือ, ปกครอง”  ในพารากราฟ ๑  ใกล้เคียงที่สุดในความหมายกับ ________________)

    (a) retaliated    (ริ-แท้ล-ลี-เอท)  (ตอบโต้, แก้แค้น, แก้เผ็ด, แก้ลำ, ตอบแทน)

    (b) alerted    (อะ-เลิ้ร์ท)  (เตือนภัย, เตือนให้ระวัง, การเตรียมพร้อม

    (c) groped    (โกรพ)  (คลำหา, ค้นหาอย่างไม่แน่ใจ)

    (d) flourished    (เจริญ, งอกงาม, รุ่งเรือง, เฟื่องฟู, มั่งคั่ง, แกว่ง, โบก, โอ้อวด, ประดับหรูหรา)

    (e) predominated    (ครอบงำ, ปกครอง, มีอำนาจเหนือ, มีอิทธิพลเหนือ, เหนือกว่า, มีมากกว่า)

    (f) impelled    (กระตุ้น, ผลักดัน, โน้มน้าว)

    (g) revoked    (ยกเลิก, เพิกถอน, ลบล้าง)

    (h) renewed    (ต่ออายุ, เริ่มใหม่, ทำใหม่, เปลี่ยนใหม่, ซ่อมแซม, เสริม, เติม, ฟื้นฟู, สร้างใหม่)

10. To the writer, the steps that the government will take to control private tutoring are unusual because they _____________ Confucian beliefs.

(สำหรับผู้เขียน  ขั้นตอนต่างๆ ที่รัฐบาลจะใช้เพื่อควบคุมการสอนพิเศษส่วนตัวเป็นเรื่องผิดปกติ  เพราะว่ามัน (ขั้นตอน) ____________ ความเชื่อแบบขงจื๊อ))

      (a) fulfill    (ทำได้สำเร็จ, บรรลุผล, ทำให้พอใจ)

      (b) support    (สนับสนุน)

      (c) revise    (แก้ไขใหม่, ปรับปรุงใหม่)

      (d) remind    (เตือน, เตือนให้ระลึกถึง)

     (e) contradict    (ขัดแย้งกับ, ปฏิเสธ, กล่าวแย้ง, โต้แย้ง, เถียง)  (ดูคำตอบจากประโยคที่ ๒

          และ ๓ ของพารากราฟแรกที่กล่าวว่า  “ในวัฒนธรรมขงจื๊อ  ซึ่งให้ความสำคัญกับการเรียนรู้

          คำถามข้างต้นดูเหมือนว่าน่าหัวเราะ (น่าขัน) (เพราะว่าในวัฒนธรรมขงจื๊อ  การที่พ่อแม่หมก

          มุ่นกับการศึกษาของลูกเป็นสิ่งที่ถูกต้องแล้ว),  อย่างไรก็ตาม  รัฐบาลโซล (เกาหลีใต้) ได้

          เริ่มต้นเตรียมการที่ผิดธรรมดาบางอย่าง  ที่จะควบคุมพ่อแม่ผู้ซึ่งรัฐบาลรู้สึกว่ากำลังใช้จ่าย

          เงินมากเกินไปในการทำให้ความคาดหวังสำหรับอนาคตของลูกๆของตนดีขึ้น (หมายถึง 

          การจ้างครูมาสอนพิเศษลูกๆ เพื่อให้มีความรู้มากกว่าคนอื่น)”)

    (f) reconfirm    (ยืนยันซ้ำ)

    (g) review    (ทบทวน, ตรวจสอบอีก, พิจารณาใหม่, วิจารณ์, สังเกตการณ์)

    (h) outline    (ร่างเค้าโครง, ร่างภาพคร่าวๆ, สรุปความ)

11. In the second paragraph, “justification” could best be replaced by ____________________.

(ในพารากราฟ ๒,  “ความชอบธรรม, การมีเหตุผลอันสมควร, การแสดงความบริสุทธิ์”  สามารถแทนดีที่สุดโดย _________________)

      (a) extravagance    (ความฟุ่มเฟือย, ความสุรุ่ยสุร่าย, ความมากเกินไป)

      (b) defect    (ข้อบกพร่อง, ข้อไม่ดี, ข้อเสีย)

      (c) duplicity    (ดิว-พลิส-ซิ-ที่)  (การตีสองหน้า, การหลอกลวง, ความไม่ซื่อตรง)

      (d) treason    (ทรี้-เซิ่น)  (การกบฏ, การทรยศขายชาติ)

      (e) sound reason    (เหตุผลที่ดี)

      (f) deference    (เด๊ฟ-เฟอะ-เริ่นซ)  (การเคารพนับถือ, การยอมตาม, การคล้อยตาม, การอนุโลม,

            การเชื่อฟัง) 

      (g) erection    (การก่อสร้าง, สิ่งก่อสร้าง, การตั้งตรง, การตั้งชัน, การลุก, การชู)

      (h) restoration    (การปฏิสังขรณ์, การบูรณะ, การซ่อมแซม, การทำให้กลับคืนสู่สภาพเดิม)

12. The writer seems to think that the government’s measures are ______________________.

(ผู้เขียนดูเหมือนจะคิดว่า  มาตรการของรัฐบาล ________________________________)

      (a) reliable    (น่าเชื่อถือ, เชื่อถือได้, ไว้วางใจได้)

      (b) preeminent    (เหนือกว่า, ดีกว่า, เด่นกว่า, มีอำนาจหรืออิทธิพลมากกว่า, ดีเลิศ, เด่นชัด)

      (c) impractical    (ที่ทำไม่ได้, ที่ปฏิบัติไม่ได้, ที่จัดการไม่ได้, ที่เพ้อฝัน)

      (d) indomitable    (ไม่สามารถเอาชนะได้, ทรหด, ไม่ย่อท้อ)

      (e) reasonable    (สมเหตุสมผล, มีเหตุผล, พอสมควร, เหมาะสม, ไม่แพงไป, ราคาพอสมควร)

           (ดูคำตอบจากประโยคแรกของพารากราฟ ๒ ที่กล่าวว่า  “การกระทำของเจ้าหน้าที่ (คือ  การ

           ห้ามพ่อแม่จ้างครูพิเศษมาสอนลูกๆ ทีเรียนอยู่ต่ำกว่าระดับมหาวิทยาลัย  ยกเว้นในวิชาศิลปะ

           และดนตรี)  มิได้ปราศจากความชอบธรรม (การมีเหตุผลอันสมควร) โดยสิ้นเชิง”  ซึ่งแสดง

           ว่าผู้เขียนเห็นว่ามาตรการของรัฐบาลสมเหตุสมผล  หรือมีเหตุผลพอสมควร)

      (f) inappropriate    (ไม่เหมาะสม)

      (g) penitent    (สำนึกผิด, เสียใจในความผิดที่ได้กระทำไป, สำนึกบาป)    

      (h) impartial    (ยุติธรรม, ไม่เอนเอียง, ไม่เข้าข้างใคร, มีใจเป็นธรรม, ไม่มีอคติ)

13. In paragraph 2, “exorbitant” can be replaced by ________________________________.

(ในพารากราฟ ๒,  “สูงเกินไป, มากเกินไป, แพงเกินไป”  สามารถแทนโดย _________________)

      (a) stable    (มั่นคง, มีเสถียรภาพ, ไม่เปลี่ยนแปลง, ไม่ขึ้นไม่ลง, สม่ำเสมอ, แน่วแน่, เด็ดเดี่ยว, ทรหดอดทน)

      (b) flamboyant    (แฟลม-บ๊อย-เอิ้นท)  (หรูหรา, สวยหรู, มีสีสัน, โอ่อ่า, ขี้โอ่) 

      (c) decreasing    (ลดลง, ทำให้ลดลง)

      (d) quite low    (ต่ำมาก)

      (e) very high    (สูงมาก)

      (f) sensible     (ฉลาด, มีเหตุผล, มีสติสัมปชัญญะ, มีไหวพริบ, สามารถรู้สึกได้ไวต่อสิ่งกระตุ้น)

      (g) impotent    (ไร้อำนาจ, ไร้หรืออ่อนกำลัง, ไร้สมรรถภาพ, ไร้หรือหย่อนสมรรถภาพ)

      (h) despondent    (ดิส-พ้อน-เดิ้นท)  (หดหู่ใจ, ท้อแท้ใจ, หมดกำลังใจ, หมดหวัง)  

14. What does “deported” in paragraph 2 mean?

( เนรเทศ, วางท่าทาง, ประพฤติตัว”  ในพารากราฟ ๒  หมายถึงอะไร)

      (a) intruded    (บุกรุก, ล่วงล้ำ, รุกล้ำ, ก้าวก่าย)

      (b) implored    (อ้อนวอน, วิงวอน, ขอร้อง, เรียกร้อง)

      (c) modified    (เปลี่ยนแปลงแก้ไข)

      (d) criticized    (วิพากษ์วิจารณ์, ตำหนิ)

      (e) verified    (พิสูจน์ความจริง, ตรวจสอบความจริง, ยืนยันความจริง, ค้นหาความจริง

      (f) proclaimed    (ประกาศ, แถลง, ป่าวร้อง, ป่าวประกาศ)

      (g) exiled    (เนรเทศ, ไล่ออกนอกประเทศ)  (เมื่อเป็นคำนาม  หมายถึง  “การเนรเทศ,

            การขับไล่ออกจากประเทศของตน, ผู้ถูกเนรเทศ, ภาวะที่ถูกเนรเทศ”)

      (h) eroded    (กัดกร่อน, ทำให้สึกกร่อน)

15. “opposed” in the third paragraph refers to _____________________________________.

(“ต่อต้าน, คัดค้าน, ไม่เห็นด้วยกับ, ขัดขวาง, ขัดแย้ง, อยู่ฝ่ายตรงกันข้าม”  ในพารากราฟ ๓  หมายถึง _______________)

      (a) stabilized    (ทำให้มั่นคงหรือมีเสถียรภาพ)

      (b) aggravated    (แอ๊ก-กระ-เวท)  (ทำให้แย่ลง, ทำให้เลว (ร้าย) มากขึ้นหรือรุนแรงขึ้น, ทำให้ระคาย

            เคืองหรือโมโห)

      (c) alerted    (เตือนภัย)  (เมื่อเป็นคำคุณศัพท์  หมายถึง  “ระมัดระวัง, เตรียมพร้อม, ว่องไว”  และเมื่อ

            เป็นคำนาม  หมายถึง  “การเตรียมพร้อม”) 

      (d) resisted    (ต่อต้าน, ต้าน, ต้านทาน, สกัดกั้น, ทนต่อ, ขัดขืน, ขัดขวาง, อดกลั้น, อดทน, ทน)

      (e) fluctuated    (เปลี่ยนแปลง, ขึ้นๆลงๆ)

      (f) jeopardized    (เจ๊พ-เพอะ-ไดซ))  (เสี่ยงอันตราย, เสี่ยงภัย, ทำให้เป็นอันตราย)

      (g) proclaimed    (โพร-เคล่ม)  (ประกาศ, แถลงการณ์)

      (h) defamed    (ดิ-เฟ่ม)  (ทำลายชื่อเสียง, สบประมาท, ใส่ร้าย, ป้ายสี) 

16. The word “respondents” in paragraph 3 is similar in meaning to ____________________.

(คำว่า  “ผู้ตอบ (คำถาม, แบบสอบถาม), ผู้โต้ตอบ, ผู้ตอบสนอง, ผู้แก้คำถาม”  ในพารากราฟ ๓  มีความหมายเหมือนกับ ________________)

      (a) correspondents    (ผู้ติดต่อกันทางจดหมาย, พนักงานตอบจดหมายของบริษัท, ผู้ส่งจดหมาย,

            นักข่าว, สิ่งที่เป็นคู่กัน, สิ่งที่ตรงกัน, บุคคลหรือบริษัทที่ติดต่อกัน, ลูกค้า)

      (b) residents    (ผู้อยู่อาศัยประจำ, ผู้อยู่อาศัย, แพทย์ที่กำลังฝึกหัดความชำนาญสาขาใดสาขาหนึ่ง

            ในโรงพยาบาล, นกที่ไม่อพยพย้ายถิ่น)

      (c) philatelists    (ฟิ-เล้ท-ทิ-ลิสท)  (นักสะสมแสตมป์)

      (d) numismatists    (นู-มิส-เม-ทิสท)  (นักสะสมเหรียญกษาปณ์  หรือเหรียญหายาก)

      (e) sycophants    (ซิ้ค-คะ-เฟิ่นท)  (คนประจบสอพลอ, คนเลียแข้งเลียขา)

      (f) persons answering questions or questionnaires    (บุคคลซึ่งตอบคำถามหรือแบบ

            สอบถาม)

      (g) viragoes    (หญิงดุร้าย, หญิงที่ปากจัดและมีอารมณ์ร้าย, หญิงที่มีกำลังวังชาเหมือนชาย)

      (h) philologists    (นักนิรุกติศาสตร์, นักภาษาศาสตร์, ผู้ศึกษาด้านภาษา)

      (i) futilitarians    (ผู้ที่เชื่อว่าชีวิตเป็นสิ่งไม่มีประโยชน์และไร้ค่า)

17. In the final paragraph, “the practice” refers to ________________________________.

(ในพารากราฟสุดท้าย  “การกระทำ, การปฏิบัติ, การดำเนินการ, กิจวัตร, กิจการ, พิธีการ”  หมายถึง ________________)

      (a) opposing kwawoe    (การต่อต้านครูสอนส่วนตัวหรือสอนพิเศษ)

      (b) teaching English in Korea    (การสอนภาษาอังกฤษในเกาหลี)

      (c) hiring private teachers    (การจ้างครูสอนส่วนตัวหรือสอนพิเศษ)  (ดูคำตอบจากพารา

            กราฟสุดท้ายที่กล่าวว่า  “ชาวเกาหลีเองก็ต่อต้านครูส่วนตัว – สอนพิเศษ – เพิ่มมากขึ้น 

            โดยการสำรวจเมื่อเร็วๆ นี้พบว่า  เกือบจะครึ่งหนึ่งของผู้ตอบแบบสอบถามสนับสนุนการ

            ห้ามการกระทำการปฏิบัติ – นี้โดยสิ้นเชิง”  ซึ่งหมายถึง  ห้ามการจ้างครูสอนส่วนตัว

            หรือสอนพิเศษ)

      (d) deporting illegal immigrants    (การเนรเทศผู้อพยพที่ผิดกฎหมาย)

18. The last paragraph suggests that there is growing ________________________ this ban.

(พารากราฟสุดท้ายบอกเป็นนัยว่า  มี ________________________ การห้ามนี้เพิ่มมากขึ้น)

      (a) resistance to    (การต่อต้าน)

      (b) acceptance of    (การยอมรับ)  (ดูคำตอบในข้อ  “C”  ของข้อ ๑๗)

      (c) concern about    (ความวิตกกังวลเกี่ยวกับ)

      (d) dissatisfaction with    (ความไม่พึงพอใจกับ)

19. Which is NOT given as a reason for banning private tutoring?

(ข้อไหนมิได้ถูกให้เพื่อเป็นเหคุผลสำหรับการห้ามการสอนพิเศษส่วนตัว)

      (a) The government is often unable to collect taxes on this business.    (รัฐบาลมีบ่อยครั้งที่ไม่

            สามารถเก็บภาษีจากธุรกิจนี้)  (เป็นเหตุผลหนึ่งที่รัฐบาลห้ามการสอนพิเศษ – ดูจากประโยคที่ ๕

            ของพารากราฟแรก)

      (b) Parents spend too much money on their children’s education.    (พ่อแม่ใช้จ่ายเงินมากเกิน

            ไปกับการศึกษาของลูกๆ ของตน)  (เป็นเหตุผลหนึ่งที่รัฐบาลห้ามการสอนพิเศษ – ดูจากประโยคที่ ๓

            ของพารากราฟแรก)

      (c) Korean students have no time to pursue other interests.    (นักเรียนชาวเกาหลีไม่มี

            เวลาทำเรื่องอื่นๆ ที่ตนสนใจ)  (มิได้เป็นเหตุผลที่รัฐบาลห้ามการสอนพิเศษ)

      (d) Many of the tutors are foreigners without work permits.    (ครูสอนพิเศษจำนวนมากเป็นชาว

            ต่างประเทศที่ไม่มีใบอนุญาตทำงาน)  (เป็นเหตุผลหนึ่งที่รัฐบาลห้ามการสอนพิเศษ – ดูจากประ

            โยคที่ ๕ ของพารากราฟแรก  และประโยคสุดท้ายของพารากราฟ ๒)

 

(คำแปล)

การยุติการศึกษาที่ไม่เป็นธรรมในเกาหลี

 

            พ่อแม่ชาวเกาหลีถูกครอบงำ (ทำให้ติดอกติดใจ, ครอบครองก่อน) (preoccupied) มากเกินไป (เกินไป, เหลือเกิน) (overly) กับการศึกษาซึ่งเป็นไปได้  ที่ดีที่สุดสำหรับลูกๆ (เด็กๆ) (children) ของตนหรือไม่ในวัฒนธรรมขงจื๊อ (Confucian culture) ซึ่งให้ความสำคัญกับ (ให้เกียรติ, นับถืออย่างสูง, ประเมินค่า, ประมาณค่า, คำนวณค่าเป็นเงิน) (values) การเรียนรู้ (learning)  คำถาม (ประโยคคำถาม, ปัญหา, การถาม, การสอบถาม, กระทู้, เรื่องที่อภิปราย) (question) ข้างต้นดูเหมือนว่าน่าหัวเราะ (น่าขัน, ตลกขบขัน, ไร้สาระ) (ridiculous) (เพราะว่าในวัฒนธรรมขงจื๊อ  การที่พ่อแม่หมก มุ่นกับการศึกษาของลูกเป็นสิ่งที่ถูกต้องแล้ว),  อย่างไรก็ตาม (Yet)  รัฐบาลโซล (เกาหลีใต้) ได้เริ่มต้นเตรียมการที่ผิดธรรมดาบางอย่าง (taken some unusual steps) ที่จะควบคุมพ่อแม่ผู้ซึ่งรัฐบาลรู้สึกว่ากำลังใช้จ่ายเงินมากเกินไปในการทำให้ดีขึ้น (ปรับปรุง, แก้ไข, ดีขึ้น, มีค่ามากขึ้น) (improving) ความคาดหวัง (ความหวัง, ความหวังข้างหน้า, โอกาส, ผู้ที่อาจเป็นลูกค้าได้, ผู้อาจเป็นผู้สมัคร) (prospects) ของลูกๆ (ลูกหลาน, บุตร, ทายาท, ผู้สืบเชื้อสาย, ผู้สืบสันดาน, ผลิตผล, ดอกผล, ลูกสัตว์, หน่ออ่อน) (offspring) ของตน (หมายถึง  ทำให้ความคาดหวัง หรือโอกาสของลูกๆ – ที่จะมีชีวิตที่ดีเนื่องจากได้รับการศึกษาดี - ดีขึ้น),  โดยจะเริ่มต้นในปีหน้า  มันจะเป็นสิ่งผิดกฎหมาย (illegal) สำหรับชาวเกาหลีที่จะจ้าง (ว่าจ้าง, เช่า, ให้เช่า) (hire) ครูส่วนตัว (เฉพาะตัว, เอกชน, สันโดษ, ไม่ปล่อยให้คนอื่นรู้, เป็นความลับ, เกี่ยวกับพลทหาร) (private) หรือ “ควาโว(kwawoe) ในวิชาต่างๆ นอกเหนือไปจาก (ยกเว้น) (other than) (วิชา) ศิลปะและดนตรี  สำหรับนักเรียนทุกคนซึ่งเรียนต่ำกว่าระดับมหาวิทยาลัย (below university level) (หมายถึง  สำหรับนักเรียนระดับประถมหรือมัธยม  การจ้างครูมาสอนพิเศษเป็นสิ่งผิดกฎหมาย  ยกเว้นวิชาศิลปะและดนตรี),  ทั้งนี้  (รัฐบาล) โซล (Seoul) กล่าวว่า  ตนต้องการตัดการใช้จ่าย (spending) สำหรับครูสอนพิเศษ (ครูรับจ้างสอนพิเศษ, ครูสอน, ผู้พิทักษ์, ผู้อนุบาล) (tutors) ที่มากเกินจำเป็น (มากเกินปกติ) (excessive)  และ (ต้องการ) ลด (reduce) อุตสาหกรรมบริการ (service industry) ซึ่งส่วนใหญ่มิได้ถูกเก็บภาษี (mostly untaxed) ที่กำลังเติบโต (เจริญงอกงาม, ขยายตัว, ก้าวหน้า, ทำให้เจริญ) (growing)  ซึ่งถูกครอบงำ (มีอำนาจเหนือ, มีอิทธิพลเหนือ, อยู่เหนือ, ปกครอง) (dominated) โดยชาวต่างชาติ (foreigners) (หมายถึง  มีชาวต่างชาติเป็นเจ้าของ),  โดยรัฐบาลยังพยายาม (แสวงหา, เสาะหา, ค้นหา, ค้นคว้า, สำรวจ) (seeks) ด้วยเช่นกัน  ที่จะส่งเสริมลัทธิความเสมอภาคของมนุษย์ทุกคน (egalitarianism) ในบรรดาเด็กนักเรียน  โดยการไม่อนุญาต (disallowing) ให้พ่อแม่มีโอกาส (chance) ที่จะซื้อการศึกษาที่ดีกว่า (เหนือกว่า) (superior education) ให้กับลูกๆ ของตน (หมายถึง  การห้ามจ้างครูสอนพิเศษมาสอนลูกที่กำลังเรียนระดับประถมหรือมัธยม  ยกเว้นวิชาศิลปะและดนตรี)

            การกระทำ (การเคลื่อนที่, การเคลื่อนไหว, การเปลี่ยนถิ่นที่อยู่, การเดินหมากรุก) (move) ของเจ้าหน้าที่ (authorities) มิได้ปราศจากความชอบธรรม (การมีเหตุผลอันสมควร, การแสดงความบริสุทธิ์) (justification) โดยสิ้นเชิง (ตลอดทั้งหมด) (entirely),  โดยเมื่อปีที่ผ่านมา  ชาวเกาหลีใช้จ่ายเงิน ๒๕ พันล้าน (billion) ดอลลาร์ - - หรือ ๑๕๐ % เต็มๆ ของงบประมาณด้านการศึกษา (education budget) ของรัฐบาลไปในเรื่อง (การว่าจ้าง) ครูส่วนตัว (ครูสอนพิเศษ) หรือ “ควาโว”  ทั้งนี้  ค่าใช้จ่าย (ต้นทุน, ทุน, ทุนที่ซื้อมา, ค่าโสหุ้ย, ค่าตอบแทน, ค่าเสียหาย) (cost) ต่อครอบครัวแต่ละราย (individual families) สูงเกินไป (มากเกินไป, แพงเกินไป) (exorbitant),  โดยครัวเรือนหนึ่ง (A household) โดยทั่วไปแล้ว (typically) ใช้จ่ายเงิน ๑,๙๕๐ ดอลลาร์ต่อปีในเรื่องการสอนพิเศษ (การสอน, การอบรม, การทำหน้าที่เป็นผู้ปกครอง) (tutoring) สำหรับนักเรียนโรงเรียนมัธยม (secondary school) หนึ่งคน (คนเดียว, อย่างเดียว, อันเดียว, โดดเดี่ยว, เดียวดาย, รายตัว, ไปเที่ยวเดียว) (single)  และ (ใช้จ่าย) ๑,๕๐๐ ดอลลาร์กับเด็ก ๑ คนในโรงเรียนระดับประถม (primary school),  ทั้งนี้  ครอบครัวจำนวนมากถูกกล่าวขานว่าใช้จ่ายเงินสูงถึง (up to) ครึ่งหนึ่งของรายได้ของตน (half their income) ไปกับครูส่วนตัว (ครูสอนพิเศษ) (private teachers),  ยิ่งกว่านั้น  ในขณะที่ไม่มีข้อมูล (ตัวเลข, สถิติ) (statistics) เป็นทางการ (official) ในด้านจำนวน (number) ของผู้ที่พักอาศัย (ในประเทศ) เกินเวลา (overstayers) หรือผู้อพยพที่ผิดกฎหมาย (illegal migrants) ซึ่งสอนภาษาอังกฤษในเกาหลี  รัฐบาลกล่าวว่า (คนเหล่านี้) จำนวน ๓๐,๐๐๐ คน  หากไม่ถูกเนรเทศออกไป (deported) ก็ถูกขอร้องให้ออกจากประเทศ (asked to leave) ในปีที่ผ่านมา

            ชาวเกาหลีเองก็ต่อต้าน (คัดค้าน, ไม่เห็นด้วยกับ, ขัดขวาง, ขัดแย้ง, อยู่ฝ่ายตรงกันข้าม) (opposed) “ควาโว” (ครูสอนพิเศษ) เพิ่มมากขึ้น (increasingly),  โดยการสำรวจความคิดเห็น (opinion poll) เมื่อเร็วๆ นี้ (recent) ได้พบการสนับสนุน (การต่อต้านครูสอนพิเศษ) ในบรรดาเกือบจะครึ่งหนึ่ง (nearly half) ของผู้ตอบแบบสอบถาม (respondents)  สำหรับการห้ามโดยสิ้นเชิง (a complete ban) ในการกระทำ (การปฏิบัติ, การดำเนินการ, กิจวัตร, กิจการ, พิธีการ) (the practice) ดังกล่าว  (หมายถึง  การจ้างครูสอนส่วนตัวหรือสอนพิเศษ)

 

เรียน   ท่านผู้ติดตามอ่านเว็บไซต์  “everydayenglish.pwa.co.th                  

 

                ถ้าท่านมีคำแนะนำให้ปรับปรุงเว็บไซต์นี้ประการใด  กรุณาส่ง e-mail ไปที่  ดร. วัชรินทร์  ภูเขาทอง  อดีต  ผอ. สำนักวิทยาการ  การประปาส่วนภูมิภาค  ผู้จัดทำเว็บไซต์นี้  ตาม  “Address”  (โปรดระบุหัวเรื่องด้วยว่า  “ปรับปรุงเว็บไซต์”)   เพื่อที่ผู้จัดทำฯ จะได้ปรับปรุงเนื้อหาได้ตรงตามความประสงค์ของผู้อ่านเว็บไซต์นี้ต่อไป

 

หมวดข้อสอบ READING (ตอนที่ 51)

การประปาส่วนภูมิภาค  “มุ่ง-มั่น-เพื่อปวงชน”

 

DirectionRead the following passage and choose the best answer for each question.

(จงอ่านบทความต่อไปนี้  และเลือกคำตอบที่ดีที่สุดสำหรับแต่ละคำถาม)

 

How to Do a Healthy Exercise?

 

          The researchers at Lawrence Berkeley National Laboratory in the U.S. studied 7,000 American men to see if exercise prevented the centimeters and kilograms from collecting around their middles.  It didn’t.  Even men who maintained a constant jogging schedule between the ages of 20 and 50 still gained an average of 1.5 kg and added almost 2 cm to their waistlines.  The only way to stay slim and trim, say researchers, is to continually increase the amount of exercise with age.  To keep his youthful figure, a man who ran 15 km. every Saturday in his twenties would have to run a weekly 80-km marathon in his fifties.

          Sound dispiriting?  Even if regular exercise does not keep the spare tire off, it does benefit the heart and lungs.  But be sure to take care of your joints - - especially knees.  Wear proper running shoes, run on soft ground when possible and see a doctor if aches and pains persist.

 

1. The researchers at Lawrence Berkeley National Laboratory in the U.S. studies the correlation between _______________.

(นักวิจัยที่ห้องปฏิบัติการแห่งชาติลอว์เรนซ์เบิร์กลีย์ในสหรัฐฯ  ศึกษาความสัมพันธ์ระหว่าง _________)

    (a) jogging and health    (การวิ่งเหยาะๆ และสุขภาพ)

    (b) types of exercise and height    (ชนิดของการออกกำลังกายและความสูง)

    (c) exercise and body weight    (การออกกำลังกายและน้ำหนักตัว)  (ดูคำตอบจากประโยคแรก

          ของพารากราฟแรกที่กล่าวว่า  “นักวิจัยได้ทำการศึกษาผู้ชายอเมริกัน ๗,๐๐๐ คน  ว่าการออก

          กำลังกายจะช่วยป้องกันมิให้พวกเขามีรอบเอวที่ใหญ่ขึ้นและน้ำหนักเพิ่มขึ้นหรือไม่  เมื่อเข้า

          สู่วัยกลางคน”)

    (d) exercise and diet    (การออกกำลังกายและอาหารพิเศษ – อาหารลดน้ำหนัก)

2. In the first paragraph, “constant” refers to ______________________________________.

(ในพารากราฟแรก,  “ต่อเนื่อง, มั่นคง, คงที่, แน่วแน่, ไม่เปลี่ยนแปลง”  หมายถึง ______________)

    (a) heterogeneous    (เฮท-เทอะ-โร-จี๊-เนียส)  (ต่างชนิดกัน, ไม่เหมือนกัน, ไม่เป็นเนื้อเดียวกัน,

          ซึ่งประกอบด้วยต่างชนิดกัน, ไม่ลงรอยกัน)

    (b) hazardous    (มีอันตราย, เป็นภัย)

    (c) circumspect    (รอบคอบ, ระมัดระวัง)

    (d) reckless    (สะเพร่า, ประมาท, ไม่เอาใจใส่)

    (e) indelible    (ที่ลบไม่ออก, ที่ถูไม่ออก, ที่ลบไม่ได้, ที่ขัดไม่ออก)

    (f) steady    (ต่อเนื่อง, สม่ำเสมอ, มั่นคง, แน่นอน, เป็นนิสัย, ไม่เปลี่ยนแปลง, ไม่ลดละ,

          หนักแน่น, เด็ดเดี่ยว)

    (g) controversial     (ซึ่งโต้เถียงกัน, ซึ่งขัดแย้งกัน, ซึ่งทะเลาะวิวาทกัน)

    (h) fundamental    (ที่เป็นรากฐาน, ซึ่งเป็นส่วนสำคัญ)

3. The word “gained” in paragraph 1 is closest in meaning to _________________________.

(คำว่า  “ได้มา, ได้รับ, ได้กำไร, ชนะ, บรรลุ, ได้เปรียบ, มีภาษีดีกว่า, ก้าวหน้า, คืบหน้า”  ในพารากราฟ ๑  ใกล้เคียงที่สุดในความหมายกับ _______________)

    (a) prompted    (กระตุ้น)

    (b) convicted    (ตัดสินว่าได้กระทำผิด, พิสูจน์แล้วว่ากระทำผิด)

    (c) hoarded    (ฮอร์ด-ดิด)  (เก็บสะสม, กักตุน)  (เมื่อเป็นคำนาม  หมายถึง  "การเก็บสะสม-กักตุน,

          สิ่งที่เก็บสะสม")

    (d) alleviated    (อะ-ลี้-วิ-เอ-ทิด)  (บรรเทา, ทำให้น้อยลง)

    (e) recalled    (ระลึก, รำลึก, หวนคิด, เรียกกลับ, นำกลับ, เพิกถอน)  (เมื่อเป็นคำนามหมายถึง 

          “การระลึก, การรำลึก, การเรียกกลับ, การนำกลับ, การเพิกถอน”)

    (f) clarified    (แคล้-ริ-ไฟ)  (ทำให้เข้าใจง่ายขึ้น, ทำให้ชัดเจน, ทำให้กระจ่าง, ทำให้บริสุทธิ์-ใสสะอาด)

    (g) acquired    (ได้มา, เข้าถือสิทธิ์, เข้ายึด, ได้เรียนรู้)

    (h) presided    (เป็นประธานในที่ประชุม)

4. It can be assumed from the passage that the older you are, the ______________________.

(มันสามารถสันนิษฐานจากเนื้อเรื่องว่า  ยิ่งคุณแก่ขึ้น ____________________________)

    (a) better food you need    (คุณก็ยิ่งต้องการอาหารดีขึ้น)

    (b) weaker you become    (คุณก็ยิ่งอ่อนแอมากขึ้น)

    (c) less exercise you need    (คุณก็ยิ่งต้องการการออกกำลังกายน้อยลง)

    (d) heavier you become    (คุณก็ยิ่งน้ำหนักมากขึ้น)  (ดูคำตอบจากประโยคที่ ๒ และ ๓ ของ

           พารากราฟแรกที่กล่าวว่า  “การออกกำลังกายมิได้ช่วยป้องกันไม่ให้รอบเอวและน้ำหนัก

           ของผู้ชายเพิ่มขึ้นเมื่อเข้าสู่วัยกลางคน,  แม้กระทั่งผู้ชายซึ่งดำรง (รักษา) ตารางเวลาการ

           วิ่งเหยาะๆ ที่ต่อเนื่อง  ระหว่างช่วงอายุ ๒๐ ปีและ ๕๐ ปี  ก็ยังคงได้มา (ได้รับ) น้ำหนักเฉลี่ย

           ๑.๕ กิโลกรัม  และเพิ่มเติมเกือบจะ ๒ เซนติเมตรเข้ากับรอบเอวของตน”  ซึ่งหมายความว่า 

           คนยิ่งแก่  ก็ยิ่งน้ำหนักมากขึ้น หรืออ้วนขึ้น)

5. The word “slim” in paragraph 1 may be replaced by ______________________________.

(คำว่า  “ผอมบาง, บอบบาง, ยาวเรียว, ไม่เต็มที่, เล็กน้อย”  ในพารากราฟ ๑  อาจแทนโดย _______

________)

    (a) unbearable    (ทนไม่ได้, ไม่สามารถอดกลั้นได้) 

    (b) uncanny    (อัน-แค้น-นี่)  (แปลก, พิกล, ไม่ปกติ, ไม่ธรรมดา, ประหลาด, อัศจรรย์, ลึกลับ) 

    (c) conspicuous    (คอน-สพิ้ค-คิว-อัส)  (เห็นได้ง่าย, เห็นเด่นชัด, เห็นโทนโท่, มองดูสะดุดตา) 

    (d) loquacious    (โล-เคว้-เชิส)  (พูดมาก, โว, ช่างพูด) 

    (e) untimely    (ก่อนถึงเวลา, ไม่เหมาะสมกับกาลเวลา, ไม่ได้เวลา, ไม่ถูกกาลเทศะ, ไม่สมควร,

         ไม่เหมาะสม)

    (f) durable    (ดิ๊ว-ระ-เบิ้ล)  (ทนทาน, ใช้ทน, (ความรัก) ยั่งยืน)  (เมื่อเป็นคำนาม  หมายถึง 

          สิ่งของที่ใช้ทน)

    (g) thin    (ผอม, บาง, น้อย, เล็ก, อ่อน, จาง, ซีด, ใส, ไม่มีสี)

    (h) corpulent    (อ้วน, อ้วนท้วน, พลุงพลุ้ย)   

6. In the second paragraph, “dispiriting” means ___________________________________.

(ในพารากราฟ ๒,  “น่าท้อใจ, น่าหมดกำลังใจ, ทำให้ท้อใจ, ทำให้หมดกำลังใจ, ทำให้ซึมเศร้า”  หมายถึง ______________)

    (a) lasting    (ทนทาน, ทน, คงทน, ยืนหยัด, ถาวร)  (เมื่อเป็นคำนาม  หมายถึง  สิ่งทอที่ทนทานแข็งแรง)  

    (b) tranquil    (แทร้ง-ควิล)  (สงบ, เงียบ, สงบเงียบ, สงบสุข, ราบรื่น, ปราศจากสิ่งรบกวน) 

    (c) profuse    (โพร-ฟิ้วส์)  (มากมาย, มากเกิน, ฟุ่มเฟือย, สุรุ่ยสุร่าย) 

    (d) improvident    (อิม-พรอฟ-วิ-เดิ้นท)  (. เลินเล่อ, ไม่ระวัง, ไม่คิดถึงอนาคต, ไม่ได้ตระเตรียมมาก่อน, 

          ๒. ไม่ประหยัด, สุรุ่ยสุร่าย) 

    (e) incipient    (อิน-ซิพ-เพี่ยน)  (แรกเริ่ม, เริ่มเกิดขึ้น) 

    (f) reluctant    (ไม่เต็มใจ, ไม่สมัครใจ, ฝืนใจ, ต่อต้าน, ฝืด)

    (g) unprecedented    (อัน-เพรส-ซิ-เดิน-ทิด)  (ไม่เคยมีมาก่อน, ไม่มีสิ่งใดหรือผู้ใดทัดเทียมได้, ไม่มีที่

          เปรียบหรือเสมอเหมือน,  คาดไม่ถึง, ไม่รู้มาก่อน) 

    (h) disheartening    (น่าท้อใจ, น่าหมดกำลังใจ, ทำให้ท้อใจ, ทำให้หมดกำลังใจ)

7. The phrase “spare tire” in paragraph 2 refers to _________________________________.

(วลี  “ยางอะไหล่”  ในพารากราฟ ๒  หมายถึง __________________________________)

    (a) time for exercise    (เวลาสำหรับการออกกำลังกาย)

    (b) increasing age    (อายุที่เพิ่มขึ้น)

    (c) part of a car    (ส่วนหนึ่งของรถยนต์)

    (d) excess body weight    (น้ำหนักร่างกายส่วนเกิน)  (พารากราฟแรกกล่าวถึงการวิจัยสำรวจ

          ชายอเมริกัน ๗,๐๐๐ คน  ซึ่งพบว่าคนเหล่านี้มีน้ำหนักเพิ่มขึ้นเมื่ออายุมากขึ้น  ซึ่งถึงแม้ว่าจะ

          ออกกำลังกายเป็นประจำ  ก็ไม่สามารถป้องกันมิให้น้ำหนักเพิ่มขึ้นได้  และในพารากราฟ ๒

          กล่าวว่า  ฟังดูแล้วน่าท้อใจ  แต่แม้ว่าการออกกำลังกายสม่ำเสมอจะมิได้ทำให้น้ำหนักส่วน

          เกินหมดไปหรือหายอ้วน (ทำให้ยางอะไหล่หรือไขมันส่วนเกินหมดไป)  มันก็มีประโยชน์

          อย่างแท้จริงกับหัวใจและปอดของคนเรา)

8. What does “proper” in paragraph 2 mean?

(เหมาะสม, เหมาะ, สมควร, ถูกต้อง, ถูกกาลเทศะ, ถูกมารยาท”  ในพารากราฟ ๒  หมายถึงอะไร)

    (a) identical    (เหมือนกัน, อันเดียวกัน)

    (b) frugal    (ฟรู้-เกิล)  (มัธยัสถ์, กระเหม็ดกระแหม่)

    (c) miserable    (มีความทุกข์มาก, แย่มาก, น่าเวทนา)

    (d) drastic    (รุนแรงมาก, เข้มงวดมาก, ดุเดือดมาก, อย่างสุดขีด)

    (e) appropriate    (เหมาะสม, ได้ฤกษ์)

    (f) eccentric    (พิกล, พิลึกกึกกือ, วิตถาร)

    (g) credible    (น่าเชื่อถือ)

    (h) qualified    (มีคุณสมบัติ, มีคุณวุฒิเพียงพอ)

9. It can be assumed from the second paragraph that ________________________________.

(มันสามารถสันนิษฐานจากพารากราฟ ๒ ได้ว่า __________________________________)

    (a) we should run only on sand    (เราควรวิ่งบนทราย – หาดทราย - เท่านั้น)  (ผู้เขียนแนะนำให้วิ่งบน

          พื้นที่อ่อนนุ่มถ้าเป็นไปได้)

    (b) jogging may cause injuries to your joints    (การวิ่งเหยาะๆ อาจก่อให้เกิดการบาดเจ็บ

          (อันตราย) แก่ข้อต่อต่างๆ ของคุณ)  (ดูคำตอบจากพารากราฟ ๒ ที่กล่าวว่า  ให้ระมัดระวัง

          ข้อต่อต่างๆ ของร่างกายเมื่อออกกำลังกาย  โดยเฉพาะหัวข้อเข่า  ทั้งนี้  ผู้เขียนแนะนำให้

          ใส่รองเท้าวิ่งที่เหมาะสม  และวิ่งบนพื้นที่อ่อนนุ่มถ้าเป็นไปได้  และให้ไปพบแพทย์เมื่อมีอา

          การเจ็บหรือปวดตามข้อแบบเรื้อรัง)

    (c) we should see a doctor after exercising    (เราควรพบแพทย์ภายหลังการออกกำลังกาย) 

          (ผู้เขียนแนะนำให้พบแพทย์เมื่อมีอาการเจ็บหรือปวดตามข้อแบบเรื้อรัง)

    (d) regular exercise is not good for the heart and lungs    (การออกกำลังกายอย่างสม่ำเสมอไม่ดี

          สำหรับหัวใจและปอด)  (ต้นพารากราฟ ๒ กล่าวว่า  การออกกำลังกายอย่างสม่ำเสมอเป็นประโยชน์

          อย่างแท้จริงสำหรับหัวใจและปอด)

10. The word “persist” in the final paragraph could best be replaced by __________________.

(คำว่า  “ไม่ยอมหายไป, ฝังแน่น, ทนทาน, ยืนหยัด, ยืนกราน, ดื้อรั้น, ดื้อ, เพียร”  ในพารากราฟสุดท้าย  สามารถแทนดีที่สุดโดย _______________)

      (a) surrender    (ยอมแพ้)  (เมื่อเป็นคำนาม  หมายถึง  "การยอมแพ้")

      (b) comply    (ทำตาม, ยินยอม, เชื่อฟัง)   

      (c) strengthen    (เสริม, ทำให้เข้มข้นขึ้น, เสริมกำลัง)

      (d) continue    (ต่อเนื่อง, ยังคงดำเนินไปเรื่อยๆ, ต่อ, ทำให้ต่อเนื่อง, ทำให้ยืดออกไป)

      (e) contaminate    (ทำให้สกปรก, ทำให้ปนเปื้อน, ทำให้มีเชื้อโรค)

      (f) impair    (ทำให้เสียหาย, ทำให้อ่อนแอ)

      (g) encounter    (พบปะ, เจอกัน (แบบมิได้คาดฝัน), เผชิญ, เผชิญหน้า)

      (h) desert    (ทอดทิ้ง, ละทิ้ง)  (เมื่อเป็นคำนาม  หมายถึง  “ทะเลทราย”)

11. The last paragraph suggests that the results of the study are _______________ for people who want to keep their youthful figures.

(พารากราฟสุดท้ายบอกเป็นนัยว่า  ผลลัพธ์ของการศึกษา __________________ สำหรับผู้คนซึ่งต้องการที่จะรักษารูปร่าง – ทรวดทรง – ที่เป็นหนุ่มสาวหรือเยาว์วัยของตน)

      (a) encouraging    (ให้กำลังใจ, ส่งเสริม, สนับสนุน)

      (b) damaging    (ทำให้เสียหาย, เป็นภัย, เป็นอันตราย)

      (c) exciting    (น่าตื่นเต้น)

      (d) depressing    (น่าหดหู่ใจ, น่าเศร้าโศก, น่าซึมเศร้า, (เศรษฐกิจ) ตกต่ำ, ซึ่งถูกกดขี่)  (ประ

            โยคสุดท้ายของพารากราฟแรกกล่าวว่า  “เพื่อที่จะรักษาทรวดทรง (รูปร่าง) ซึ่งหนุ่มสาว

            (เยาว์วัย) ของเขาไว้  ผู้ชายซึ่งวิ่ง ๑๕ กิโลเมตรทุกวันเสาร์ในวัย ๒๐ – ๒๙ ปี  จำเป็นจะ

            ต้องวิ่งมาราธอนระยะทาง ๘๐ กิโลเมตรต่อสัปดาห์ (สัปดาห์ละ ๑ ครั้ง) ในวัย ๕๐ – ๕๙ ปี

            ของเขา”  ส่วนประโยคแรกของพารากราฟ ๒ กล่าวว่า  “ข้อความในประโยคข้างต้นฟังดู

            แล้วน่าท้อใจใช่หรือไม่”  คำตอบจึงเป็น  “น่าหดหู่ใจ, น่าเศร้า”)

      (e) biased    (ซึ่งมีอคติ)

      (f) harsh    (แข็งกร้าว, รุนแรง)

      (g) indifferent    (ไม่สนใจ, เมินเฉย, ไม่ใยดี, ไม่ลำเอียง, เป็นกลาง)

      (h) ridiculous    (น่าขัน, น่าหัวเราะเยาะ)

 

(คำแปล)

จะออกกำลังกายที่เป็นประโยชน์ต่อสุขภาพอย่างไร?

 

            นักวิจัยที่ห้องปฏิบัติการ (ห้องวิจัย, ห้องทดลองค้นคว้า) (Laboratory) แห่งชาติลอว์เรนซ์เบิร์กลีย์ในสหรัฐฯ ได้ทำการศึกษาผู้ชายอเมริกัน ๗,๐๐๐ คน  เพื่อที่จะดู (เห็น, มอง, มองเห็น, นึกดู, ตรวจดู, ดูแล, หา, สังเกต, เยี่ยม, ชม, ค้นพบ, ทราบ, เข้าใจ) (see) ว่า  การออกกำลังกาย (สามารถ) ป้องกัน (prevented) จำนวนเซนติเมตร (เช่น รอบเอว) และกิโลกรัม (เช่น น้ำหนักตัว) จากการสะสม (พอกพูน, รวบรวม, รวมเป็นกลุ่ม, เก็บ (เงิน), คุมสติ, ไปรับ (จดหมาย), จับกลุ่ม) (collecting) ประมาณ (around) วัยกลางคน (middles) ของพวกเขาหรือไม่ (if),  มันไม่ (สามารถ) ป้องกัน (It didn’t)แม้กระทั่ง (แม้แต่) (Even) ผู้ชายซึ่งดำรง (ธำรงไว้, รักษาไว้, ดำเนินต่อไป, บำรุง, ค้ำ, อนุรักษ์, ยืนยัน, ออกค่าใช้จ่าย) (maintained) ตารางเวลา (schedule) การวิ่งเหยาะๆ (เดินเหยาะ, ย่าง, เดินเอื่อยๆ, ย่ำต๊อก, เดินเนิบๆ) (jogging) ที่ต่อเนื่อง (มั่นคง, คงที่, แน่วแน่, ไม่เปลี่ยนแปลง) (constant) ระหว่างช่วงอายุ (ages) ๒๐ ปีและ ๕๐ ปี  ก็ยังคงได้มา (ได้รับ, ได้กำไร, ชนะ, บรรลุ, ได้เปรียบ, มีภาษีดีกว่า, ก้าวหน้า, คืบหน้า) (gained) น้ำหนักเฉลี่ย ๑.๕ กิโลกรัม (average of 1.5 kg)  และเพิ่มเติม (บวก, เสริม, พูดเติม)  (added) เกือบจะ ๒ เซนติเมตรเข้ากับรอบเอว (ส่วนรอบเอว, เส้นรอบเอวของผู้หญิง)  (waistlines) ของตน,  วิธีเดียวเท่านั้น (The only way) ที่จะยังคง (stay) ผอมบาง (บอบบาง, ยาวเรียว, ไม่เต็มที่, เล็กน้อย) (slim) และเก๋ (เรียบร้อย, เป็นระเบียบ) (trim), นักวิจัยกล่าว, คือการเพิ่ม (increase) อย่างต่อเนื่อง (อย่างสม่ำเสมอ) (continually) ปริมาณของการออกกำลังกาย (amount of exercise) ไปพร้อมกับอายุ (with age) (หมายถึง  ยิ่งอายุมากขึ้น  ก็ควรออกกำลังกายให้มากขึ้นด้วย),  (และ) เพื่อที่จะรักษา (To keep) ทรวดทรง (รูปร่าง, รูปหล่อ, รูปสลัก, ภาพวาด, ตัวเลข, จำนวน, จำนวนเงิน, คนมีชื่อเสียง, อุปมาอุปไมย) (figure) ซึ่งหนุ่มสาว (เยาว์, อ่อนอายุ, อายุน้อย, เกี่ยวกับวัยหนุ่มสาว, มีพลังสดใส) (youthful) ของเขาไว้  ผู้ชายซึ่งวิ่ง ๑๕ กิโลเมตรทุกวันเสาร์ในวัย ๒๐ – ๒๙ ปี (in his twenties) จำเป็นจะต้องวิ่ง (would have to run) มาราธอนระยะทาง ๘๐ กิโลเมตร (80-km marathon) ต่อสัปดาห์ (สัปดาห์ละ ๑ ครั้ง, รายสัปดาห์, สุดสัปดาห์) (weekly) ในวัย ๕๐ – ๕๙ ปี (in his fifties) ของเขา

            ฟังดูแล้ว (ปรากฏว่า, มีเสียง, ทำให้เกิดเสียง, ปล่อยเสียง) (Sound) น่าท้อใจ (น่าหมดกำลังใจ, ทำให้ท้อใจ, ทำให้หมดกำลังใจ, ทำให้ซึมเศร้า) (dispiriting) ใช่หรือไม่?  ถึงแม้ว่า (Even if) การออกกำลังกายอย่างสม่ำเสมอ (regular exercise) จะมิได้ทำให้ยางอะไหล่ (ไขมันส่วนเกิน) หมดไป (keep the spare tire off) (เป็นการเปรียบเทียบ  หมายถึง  มิได้ทำให้น้ำหนัก (ไขมัน) ส่วนเกินหมดไป  หรือทำให้หายอ้วน) (แต่) มัน (การออกกำลัง) มีประโยชน์จริงๆ (does benefit) กับหัวใจและปอดทั้ง ๒ ข้าง (lungs),  แต่จงมั่นใจ (แน่ใจ) (be sure) ว่าคุณได้ดูแล (เอาใจใส่, ระมัดระวัง) (take care of) ข้อต่อต่างๆ (joints) ของคุณ - - โดยเฉพาะ (especially) หัวเข่า (knees),  (ควร) สวมรองเท้าสำหรับวิ่ง (running shoes) ที่เหมาะสม (เหมาะ, สมควร, ถูกต้อง, ถูกกาลเทศะ, ถูกมารยาท) (proper),  วิ่งบนพื้นที่อ่อนนุ่ม (soft ground) เมื่อเป็นไปได้ (when possible),  และไปพบแพทย์  (see a doctor)  ถ้าความปวด (aches) (เอค) และความเจ็บปวด (ความปวดร้าว, ความเจ็บปวดทางใจ, ความทนทุกข์ทรมาน, ความเป็นทุกข์) (pains) ไม่ยอมหายไป (ฝังแน่น, ทนทาน, ยืนหยัด, ยืนกราน, ดื้อรั้น, ดื้อ, เพียร) (persist)

 

เรียน   ท่านผู้ติดตามอ่านเว็บไซต์  “everydayenglish.pwa.co.th                  

 

                ถ้าท่านมีคำแนะนำให้ปรับปรุงเว็บไซต์นี้ประการใด  กรุณาส่ง e-mail ไปที่  ดร. วัชรินทร์  ภูเขาทอง  อดีต  ผอ. สำนักวิทยาการ  การประปาส่วนภูมิภาค  ผู้จัดทำเว็บไซต์นี้  ตาม  “Address”  (โปรดระบุหัวเรื่องด้วยว่า  “ปรับปรุงเว็บไซต์”)   เพื่อที่ผู้จัดทำฯ จะได้ปรับปรุงเนื้อหาได้ตรงตามความประสงค์ของผู้อ่านเว็บไซต์นี้ต่อไป

 

 

 

 

Pages

Subscribe to RSS - หมวดข้อสอบ READING