หมวดข้อสอบ READING

หมวดข้อสอบ READING (ตอนที่ 31)

การประปาส่วนภูมิภาค  “มุ่ง-มั่น-เพื่อปวงชน”

 

DirectionRead the following passage and choose the best answer for each question.

(จงอ่านบทความต่อไปนี้  และเลือกคำตอบที่ดีที่สุดสำหรับแต่ละคำถาม)

 

 

How do plants and animals live in the desert?

           To begin with, there are many kinds of deserts.  Some are the familiar deserts of bare rock and shifting sand, upon which the hot sun beats down.  But some deserts, such as the Gobi, have bitterly cold winters.  So a desert is really a region where only special forms of life can exist.  And the form of life is the kind that has managed to adapt itself to the particular conditions of the particular desert.

          For example, cacti are well-known desert plants.  They have thick, fleshy stems without true leaves.  Desert shrubs that have leaves usually have small ones.  Little or no leaf surface prevents too much evaporation of water from the plant.

          Many desert plants have thorn, spines, or a disagreeable taste or smell.  This discourages animals that might eat them and so helps them survive.  Desert plants usually lie dormant during the dry or cool season, or drop seeds that can survive such a period.

          When the period for growth arrives, the seeds germinate and give rise to plants that rapidly flower and drop more seeds.  Within a few weeks or months, the plants are ready again for the long season of dormancy.

          When it comes to animals, they must be able to do without water for long periods or be able to reach water holes at great distances.  The camel, for example, is highly adapted to desert life.  It has padded feet to walk on sand, a water-storing stomach, humps of fat as a reserve supply of energy, and nostrils that can be closed to keep out sand during windstorms.

          Many of the smaller desert creatures need to drink no water at all.  They get what liquid they need from the sap of food plants and from night dew on leaves or stones. 

 

1. According to the passage, some deserts ________________________________________.

(ตามที่บทความกล่าว,  ทะเลทรายบางแห่ง ______________________________________)

    (a) have bitterly hot summers    (มีฤดูร้อนที่ร้อนอย่างสาหัส)

    (b) have no creatures living in them    (ไม่มีสัตว์อาศัยอยู่ในมัน)

    (c) have most forms of life    (มีรูปแบบส่วนใหญ่ของชีวิต)  (ประโยคที่ ๔ ของพารากราฟแรกกล่าวว่า  “ทะเล

          ทรายมีเฉพาะรูปแบบพิเศษของชีวิตเท่านั้น  ที่จะสามารถดำรงชีวิตอยู่ได้”)

    (d) have bitterly cold winters    (มีฤดูหนาวที่หนาวอย่างสาหัส)  (ประโยคที่ ๓ ของพารากราฟแรก 

          กล่าวว่า  “ทะเลทรายโกบี (ในจีน) มีฤดูหนาวที่หนาวอย่างสาหัส”)

2. In the first paragraph, “bare” refers to __________________________________________.

(ในพารากราฟแรก  “ไม่มีอะไรปกคลุม, เปลือย, เปล่า, ปราศจาก, ไร้สิ่งตกแต่ง, โกร๋น, น้อยมาก, นิด

เดียว, อย่างเปิดเผย, ไม่ปิดบัง”  หมายถึง ____________________)

    (a) hard    (แข็ง, หนัก, แน่น, ยาก, ลำบาก, ขยัน, รุนแรง, ดุเดือด,เลว, ทนทาน, แข็งกระด้าง, ไม่มีความเมตตา,

          เข้มงวด, ใจแข็ง, เข้มข้น, ที่ประกอบด้วยแอลกอฮอล์)

    (b) enormous    (มหึมา, ใหญ่โต, ร้ายกาจ, ชั่วร้าย)

    (c) heterogeneous    (ต่างชนิดกัน, ไม่เหมือนกัน, ไม่ลงรอยกัน, ซึ่งประกอบด้วยหลายชนิด, ไม่เป็นเนื้อ

          เดียวกัน)

    (d) precious    (มีค่า, ล้ำค่า, เป็นที่รัก, เต็มที่, พิถีพิถัน, ละเอียดถี่ถ้วน, สำคัญมาก)

    (e) malleable    (สามารถถูกตีออกเป็นแผ่นบางหรือรูปร่างต่างๆได้, ดัดแปลงได้, เปลี่ยนแปลงได้)

    (f) naked    (เน้-คิด)  (ไม่มีอะไรหุ้ม, ไม่มีต้นไม้, ไม่มีเครื่องตกแต่ง, เปลือย, เปลือยกาย, ไม่มี, ไม่นุ่ง

          ผ้า, เปล่า, ล่อนจ้อน, ไร้ใบ, ไร้ขน, ปราศจากความช่วยเหลือ)

    (g) brittle    (เปราะ, หักง่าย, แตกง่าย, งอไม่ได้)

3. Special forms of life existing in a desert _________________________________________.

(รูปแบบพิเศษของชีวิต – ทั้งพืชและสัตว์ - ที่มีอยู่ในทะเลทราย __________________________)

    (a) are able to live anywhere in it    (สามารถอาศัยอยู่ที่ใดก็ได้ในมัน)

    (b) are widely found there    (ถูกพบอย่างกว้างขวางที่นั่น)

    (c) are able to adapt themselves to the particular conditions there    (สามารถปรับตัวเองให้

          เข้ากับสภาวะพิเศษที่นั่น)  (๒ ประโยคสุดท้ายของพารากราฟแรกกล่าวว่า  “ทะเลทรายเป็นภูมิ

          ภาคที่เฉพาะรูปแบบพิเศษของชีวิตเท่านั้นสามารถดำรงอยู่ได้  และเป็นชนิดที่สามารถปรับตัว

          ของมันให้เข้ากับสภาวะพิเศษของทะเลทรายแต่ละแห่งได้”)

    (d) are eaten by animals there    (ถูกกินโดยสัตว์ที่นั่น)  (๒ ประโยคแรกของพารากราฟ ๓ กล่าวว่า  “พืช

          ทะเลทรายจำนวนมากมีหนาม  หรือรสชาติและกลิ่นที่ไม่ดี  ซึ่งขัดขวางมิให้สัตว์กินมัน  ซึ่งช่วยให้มันมี

          ชีวิตรอด”)

4. The word “exist” in paragraph 1 means _______________________________________.

(คำว่า  “ดำรงอยู่, มีอยู่, คงอยู่, มีชีวิตอยู่”  ในพารากราฟ ๑ หมายถึง ___________________)

    (a) flee    (หนี, หลบหนี)

    (b) challenge    (ท้าทาย)

    (c) drizzle    (ฝนตกพรำๆ, ฝนตกปรอยๆ)

    (d) sneeze    (จาม)

    (e) enlarge    (ขยายออก, ทำให้ใหญ่ขึ้น)

    (f) assist    (ช่วยเหลือ)

    (g) subsist    (มีอยู่, ยังอยู่, ยังชีพ, อยู่รอด, ดำรงชีพ, ประทังชีพ)

    (h) offer    (เสนอให้, หยิบยื่นให้)

5. The word “adapt” in paragraph 1 is closest in meaning to ____________________________.

(คำว่า  “ปรับตัว, ปรับให้เหมาะ, ดัดแปลง”  ในพารากราฟ ๑ ใกล้เคียงที่สุดในความหมายกับ ______

_____________)

    (a) advocate    (สนับสนุน)

    (b) distrust    (ไม่ไว้ใจ. ไม่เชื่อใจ)

    (c) protect    (ปกป้อง, คุ้มครอง, อารักขา, ป้องกัน)

    (d) arrange    (จัดแจง, เตรียมการ)

    (e) hinder    (ขัดขวาง, สกัดกั้น, เป็นอุปสรรค)

    (f) adjust    (ปรับ, ปรับตัว, จัด, ปรองดอง)

    (g) aggravate    (ทำให้แย่ลง, ทำให้เลวลง, แย่ลง, เลวลง)

6. Desert plant stems’ little or no leaf surface _____________________________________.

(ผิวหน้าที่มีใบนิดหน่อยหรือไม่มีใบเลย  ของลำต้นของพืชในทะเลทราย _________________)

    (a) allows water to easily evaporate from them    (ทำให้น้ำระเหยจากมันได้อย่างง่ายดาย)  (ความจริงคือ

          ป้องกันมิให้น้ำระเหยจากพืชมากเกินไป  ดูคำอธิบายจากข้อ  “D”)

    (b) helps some desert animals survive by eating it    (ช่วยสัตว์ทะเลทรายบางชนิดให้รอดชีวิตโดยการกิน

          มัน)  (๒ ประโยคแรกของพารากราฟ ๓ กล่าวว่า  “พืชทะเลทรายจำนวนมากมีหนาม  หรือรสชาติและกลิ่นที่

          ไม่ดี  ซึ่งขัดขวางมิให้สัตว์กินมัน   ซึ่งช่วยให้มัน (พืช) มีชีวิตรอด”)

    (c) has no use at all for the plants    (ไม่มีประโยชน์อะไรเลยสำหรับพืชนั้น)  (ไม่เป็นความจริง  เนื่องจาก

          ช่วยป้องกันมิให้น้ำระเหยจากพืชมากเกินไป  ดูคำอธิบายจากข้อ  “D”)

    (d) makes it difficult for water to evaporate from them    (ทำให้มันยากสำหรับน้ำที่จะระเหย

          จากมัน)  (ประโยคสุดท้ายของพารากราฟ ๒ กล่าวว่า  “ผิวด้านนอก (ของลำต้น) ที่มีใบนิด

           หน่อยหรือไม่มีเลย  ป้องกันการระเหยของน้ำจากพืช (ตะบองเพชร) ที่มากเกินไป”)

7. The word “shrubs” in paragraph 2 can best be replaced by _________________________.

(คำว่า  “ไม้พุ่ม, ต้นไม้ขนาดเล็ก, ต้นไม้เตี้ยๆ”  ในพารากราฟ ๒  สามารถแทนดีที่สุดโดย ________

___________)

    (a) insects    (แมลง)

    (b) ants    (มด)

    (c) poisonous snakes    (งูพิษ)

    (d) cottages    (กระท่อม, บ้านในชนบท)

    (e) bushes    (พุ่มไม้, ต้นไม้เตี้ย, สิ่งที่คล้ายพุ่มไม้, ป่าละเมาะ, ผมที่เป็นพุ่ม, หางหมาจิ้งจอก)

    (f) tribes    (เผ่า, หมู่ชน, ชาติวงศ์, จำพวก, วงศ์ตระกูล, ประเภท, กลุ่มพืชหรือสัตว์)

    (g) tribesmen    (ชนเผ่า, สมาชิกของเผ่า)

8. What does “evaporation” in paragraph 2 mean?

(“การระเหย, การทำให้เป็นไอ, การทำให้หายไป, สิ่งที่ถูกระเหยเอาน้ำออก”  ในพารากราฟ ๒ หมายถึงอะไร)

    (a) commotion    (ความไม่สงบ, ความชุลมุนวุ่นวาย, ความสับสนอลหม่าน, การจลาจล, ความอึกทึกครึกโครม,

          ความเกรียวกราว, ความวุ่นวายทางการเมืองหรือสังคม) 

    (b) abstention    {การงด (ออกเสียง), การละเว้น, การสละสิทธิ์} 

    (c) aspersion    (อัส-เพ้อ-ซั่น หรือ ชั่น)  (การใส่ร้ายป้ายสี, การป้ายร้าย, ข้อกล่าวหา) 

    (d) jeopardy    (เจ๊พ-เพอะ-ดี้)  (อันตราย, ภัย, การเสี่ยงอันตราย, การเสี่ยงต่อการถูกพบความผิด)

    (e) imitation    (ของปลอม, ของเทียม, การเลียนแบบ, การลอกเลียน, การเอาอย่าง, ของเลียนแบบ)

    (f) volatilization    (การระเหยเป็นไอ, การกลายเป็นไอ)

    (g) intimidation    (การทำให้กลัว, การขู่ขวัญ-ขู่-คุกคาม)

9. Many desert plants have spines or a bad taste or smell because _____________________.

(พืชทะเลทรายจำนวนมากมีหนาม  หรือรสชาติหรือกลิ่นไม่ดี  เพราะว่า _________________)

    (a) this discourages tourists to destroy them    (สิ่งนี้ขัดขวางมิให้นักท่องเที่ยวทำลายมัน)

    (b) the desert is bitterly cold during winters    (ทะเลทรายหนาวอย่างสาหัสในระหว่างหน้าหนาว)

    (c) this helps prevent animals from eating them    (สิ่งนี้ช่วยขัดขวางสัตว์มิให้กินมัน)  (๒ ประ

          โยคแรกของพารากราฟ ๓ กล่าวว่า  “พืชทะเลทรายจำนวนมากมีหนาม  หรือรสชาติและกลิ่น

          ที่ไม่ดี  ซึ่งขัดขวางมิให้สัตว์กินมัน  ซึ่งช่วยให้มันมีชีวิตรอด)

    (d) they cannot grow anywhere else on earth    (มันไม่สามารถเจริญเติบโตในที่อื่นใดอีกแล้วบนโลก)

10. The word “discourages” in paragraph 3 is closest in meaning to ___________________.

(คำว่า  “ขัดขวาง, ทำให้หมดกำลังใจ, ทำให้ท้อใจ, ไม่เห็นด้วย”  ในพารากราฟ ๓  ใกล้เคียงที่สุดในความหมายกับ ___________________)

      (a) forces    (บังคับ)

      (b) fascinates    (ทำให้หลงใหล, เป็นที่จับจิตจับใจแก่)

      (c) entices    (เอน-ไท้ซ)  (ชักจูง, ล่อใจ, ยั่วยวนใจ, หลอกลวงให้ชอบสิ่งใดสิ่งหนึ่ง)

      (d) inhibits    (อิน-ฮิ้บ-บิท)  (ขัดขวาง, ยับยั้ง, สกัดกั้น, ห้าม)

      (e) penalizes    (ลงโทษ)

      (f) oversees    (ตรวจตรา, ดูแล, กำกับดูแล)

      (g) tolerates    (อดทน, ทนทาน, อดกลั้น, ทนต่อ, ต้านฤทธิ์ยา)

      (h) overcomes    (เอาชนะ, พิชิต)

11. The word “dormant” in the third paragraph refers to ____________________________.

(คำว่า  “อยู่นิ่งๆ, ไม่เคลื่อนที่, อยู่เฉยๆ, หยุดเคลื่อนไหว (ชั่วคราว), สงบ, ไม่เปิดเผย, (ภูเขาไฟ) ยังไม่ระเบิด”  ในพารากราฟ ๓ หมายถึง ____________________)

      (a) dexterous    (เด๊กซ-ทรัส)  (ชำนาญ, แคล่วคล่อง)

      (b) tranquil    (แทร้ง-ควิ่ล) (สงบเงียบ, เงียบ, สงบ, สงบสุข, ราบรื่น, ไม่มีสิ่งใดรบกวน)

      (c) immense    (ใหญ่มาก, มหึมา, มโหฬาร, มากมาย, กว้างขวาง, ไม่มีขอบเขต)

      (d) affluent    (มั่งคั่ง, ร่ำรวย, มากมาย)

      (e) motionless    (ไม่เคลื่อนไหว, ไม่เคลื่อนที่)

      (f) obese    (โอ-บีส)  (อ้วนมาก)

      (g) dispirited    (ดิส-ปิ๊-ริ-ทิด)  (ท้อแท้, ไม่มีกะจิตกะใจ เพราะความผิดหวัง)

      (h) redundant    (ริ-ดั๊น-เดิ้นท)  (เยิ่นเย้อ, น้ำท่วมทุ่ง, ใช้คำมากเกินไป, เหลือเฟือ, มากเกินความจำเป็น)

12. What happens during the period for growth?

(อะไรเกิดขึ้นในระหว่างช่วงเวลาสำหรับการเจริญเติบโต – ของพืช)

      (a) The seeds yield flowers and fruits.    (เมล็ดให้ดอกและผล)

      (b) The plants lie dormant or drop seeds.    (พืชนอนนิ่ง – ไม่เคลื่อนไหว – หรือทำให้เมล็ดร่วงหล่น)

      (c) The plants’ seeds grow and produce plants which quickly give flowers and drop

             more seeds.    (เมล็ดของพืชเจริญเติบโตและให้กำเนิดพืชซึ่งให้ดอกอย่างรวดเร็ว  และ

             ทำให้เมล็ดจำนวนมากขึ้นหล่นลงสู่พื้นอย่างรวดเร็ว(ประโยคแรกของพารากราฟ ๔

             กล่าวว่า  “เมื่อช่วงเวลาสำหรับการเจริญเติบโตมาถึง  เมล็ด (ที่ร่วงหล่น) จะงอกและก่อ

             ให้เกิดพืชซึ่งออกดอกอย่างรวดเร็ว  และทำให้เมล็ดร่วงหล่นเพิ่มมากขึ้นอย่างรวดเร็ว”)

      (d) The animals flourish since they have lots of food to eat.    (สัตว์เจริญเติบโต  เพราะว่ามันมี

             อาหารกินมากมาย)

13. In the fourth paragraph, “germinate” refers to __________________________________.

(ในพารากราฟ ๔,  “งอก, แตกหน่อ, ออกหน่อ, เริ่มเจริญเติบโต, เริ่มเกิดขึ้น, เพาะตัว, ทำให้เกิดขึ้น, ผลิต, สร้าง”  หมายถึง ___________________)

      (a) terminate    (สิ้นสุดลง, ทำให้สิ้นสุด)

      (b) hesitate    (รีรอ, ลังเลใจ, ชักช้า)

      (c) survive    {รอดชีวิต (จากอุบัติเหตุ, แผ่นดินไหว, สงคราม), ยังคงมีชีวิตอยู่, อายุยืนกว่า, อยู่ได้นานกว่า}

      (d) dwindle      (ดวิ้น-เดิ้ล)  (ลดน้อยลง, หด, เล็กลง, ทรุดโทรม, ทำให้เล็กลงหรือหดลง)  

      (e) diminish    (ดิ-มิ้น-นิช)  (ลดน้อยลง, ค่อยๆเล็กลง, หด,  ทำให้ลดน้อยลง, ดูหมิ่น) 

      (f) sprout    (สเพราท(แตกหน่อ, ออกหน่อ, งอก, โผล่, ออกตุ่ม, ทำให้แตกหน่อ (ออกหน่อ, งอก,

           โผล่), เอาหน่อออก)

      (g) erupt    (ระเบิด, แตกออก, ปะทุ, พุ่งออกมา, ทำให้แตกออก-ระเบิดออก-ปะทุ)

      (h) expose    (อิคส-โปส)  (แสดง, เผย, เปิดเผยให้เห็น, เปิดโปง, นำออกผึ่งหรือตาก (แดด, ลม), เปลื้อง

            เครื่องปกปิดออก)

14. The word “give rise to” in paragraph 4 may be replaced by _____________________.

(คำว่า  “ก่อให้เกิด, ทำให้เกิด”  ในพารากราฟ ๔ อาจแทนโดย _____________________)

      (a) impede    (ขัดขวาง, เป็นอุปสรรค, สกัดกั้น, หน่วงเหนี่ยว)

      (b) recuperate    (ฟื้นคืน, พักฟื้น, กลับมีสภาพหรือกำลังเหมือนเดิม, ทำให้ฟื้นคืน (สุขภาพ, กำลัง, แรง,

            ฐานะทางเศรษฐกิจ ฯลฯ), กู้, เอาคืน)

      (c) compile    (คัม-ไพล่)  (รวบรวม, เรียบเรียง)

      (d) devise    (คิดขึ้นมา, ประดิษฐ์)

      (e) hasten    (เร่งรัด, ทำให้เร็วขึ้น, เร่งเร้า, รีบ, รีบทำ)

      (f) seize    (ยึด, ฉวย, จับ, จับกุม, จับตัว, ชิง, ยึดครอง, ครอบครอง)

      (g) yield    (ผลิต, ให้ผล, ให้เกิด, ยอม, ยอมให้, ยอมจำนน, อ่อนข้อให้)

15. What is a significant quality of desert animals?

(อะไรคือคุณสมบัติสำคัญประการหนึ่งของสัตว์ทะเลทราย)

      (a) They must be able to travel a long distance.    (มันจะต้องสามารถเดินทางเป็นระยะทางไกล)

      (b) They should have a lot of fat as a reserve supply of energy.    (มันควรมีไขมันมากในฐานะเป็น

             แหล่งสำรองพลังงาน)  (ประโยคสุดท้ายของพารากราฟ ๕ กล่าวว่า  “อูฐมี....................ท้องซึ่งเก็บน้ำ,

             โหนกของไขมันในฐานะแหล่งสำรองพลังงาน  และ...................”  ซึ่งไขมันนี้เกี่ยวกับอูฐเท่านั้น  มิได้

             หมายถึงสัตว์ทะเลทรายทั่วไป)

      (c) They must be able to live without water for a long period of time.    (มันจะต้องสามารถ

             มีชีวิตอยู่โดยปราศจากน้ำเป็นระยะเวลายาวนาน  -  เนื่องจากน้ำในทะเลทรายหายาก)  (ประ

             โยคแรกของพารากราฟ ๕ กล่าวว่า  “เมื่อพูดถึงสัตว์  พวกมันจะต้องสามารถอยู่ได้โดยไม่มี

             น้ำเป็นระยะเวลานาน  หรือไม่ก็ต้องสามารถ.....................”)

      (d) They must have padded feet to walk on sand.    (มันจะต้องมีเท้าซึ่งบุ (ด้วยหนังหรือเอ็น) สำหรับ

            เดินบนทราย)  (สิ่งนี้เป็นคุณสมบัติของอูฐเท่านั้น, ดูจากประโยคแรกของพารากราฟ ๕)

16. The word “creatures” in the final paragraph is closest in meaning to _________________.

(คำว่า  “สัตว์, คน, บุคคล, สรรพสิ่งที่สร้างขึ้น”  ในพารากราฟสุดท้าย  ใกล้เคียงที่สุดในความหมายกับ ___________________)

      (a) creators    (ผู้สร้าง, ผู้ให้กำเนิด, สิ่งที่ให้กำเนิด)

      (b) resources    (ทรัพยากรของประเทศ, กำลังเงิน, กำลังคน, กำลังวัตถุ)

      (c) animals    (สัตว์)

      (d) phenomena    (ปรากฏการณ์, ข้อเท็จจริง, สิ่งที่ประทับใจ, บุคคลที่ประทับใจ, คนที่ยอดเยี่ยม)

      (e) menaces    (เม้น-เนิส)  (ภัย, อันตราย, สิ่งที่คุกคาม, การคุกคาม)

      (f) hindrances    (อุปสรรค, สิ่งกีดขวาง, เครื่องกีดขวาง)

      (g) disadvantages    (ข้อเสียเปรียบ, ความเสียเปรียบ, ข้อเสียหาย, ความเสียหาย, ความเป็นเบี้ยล่าง)

      (h) disturbances    (การรบกวน, การทำให้ไม่สงบ, การทำให้ยุ่ง, การทำให้ลำบาก, สิ่งที่รบกวน, ความ

            ไม่สงบ)

 

(คำแปล)                          

พืชและสัตว์อาศัยอยู่ในทะเลทรายได้อย่างไร

 

              เริ่มต้นก็คือ  มีทะเลทราย (deserts) หลายประเภท  บางแห่งเป็นทะเลทรายที่คุ้นเคย (familiar)  ซึ่งมีหินที่ไม่มีอะไรปกคลุม (bare rock) และทรายที่เคลื่อนย้ายไปได้ (shifting sand) (โดยพายุ)  ซึ่งมีดวงอาทิตย์ที่ร้อนระอุแผดเผา (beats down)  แต่ทะเลทรายบางแห่ง  เช่นทะเลทรายโกบี (ในจีน) มีฤดูหนาวที่หนาวอย่างสาหัส (bitterly cold winters)  ดังนั้น  ทะเลทรายแท้ที่จริงแล้วเป็นบริเวณ (ภูมิภาค) (region) ซึ่งเฉพาะรูปแบบชีวิตพิเศษเท่านั้น (only special forms of life) (หมายถึง  ทั้งพืชและสัตว์) ที่สามารถดำรงอยู่ (มีอยู่, คงอยู่, มีชีวิตอยู่) (exist) ได้  และรูปแบบชีวิตนี้เป็นชนิดที่สา มารถปรับตัวเอง (managed to adapt itself) ให้เข้ากับสภาวะพิเศษ (particular conditions) ของทะเลทรายพิเศษนี้

              ตัวอย่าง เช่น ต้นตะบองเพชร (cacti)  เป็นพืชทะเลทราย (desert plants) ที่รู้จักกันดี  มันมีลำต้นหนา (thick stems) และมีเนื้อมาก (อ้วน) (fleshy) โดยปราศจากใบที่แท้จริง (without true leaves)  ส่วนไม้พุ่มในทะเลทราย (Desert shrubs) ซึ่งมีใบ  ก็มักจะมีใบเล็กๆ (small ones)  ทั้งนี้  ผิวด้านนอก (ของลำต้น) ที่มีใบนิดหน่อยหรือไม่มีเลย (Little or no leaf surface)  ป้องกัน (prevents) การระเหย (การทำให้เป็นไอ, การทำให้หายไป, สิ่งที่ถูกระเหยเอาน้ำออก) (evaporation) ของน้ำจากพืช (ตะบองเพชร) ที่มากเกินไป

             พืชทะเลทรายจำนวนมากมีหนาม (พืชมีหนาม, พืชไม้หนาม, หอกข้างแคร่, สิ่งที่ทำให้ยุ่งยากหรือโมโห) (thorns), (มี) สิ่งที่แหลม (หนาม, หนามกระดองสัตว์, กระดูกสันหลัง) (spines)  หรือมีรสหรือกลิ่นที่ไม่ดี (disagreeable taste or smell)  สิ่งนี้ขัดขวาง (ทำให้หมดกำลังใจ, ทำให้ท้อใจ, ไม่เห็นด้วย) (discourages) สัตว์ซึ่งอาจจะกินมัน  และดังนั้น  ช่วยให้พวกมันรอดชีวิต (help them survive),  พืชทะเลทรายโดยปกติแล้ว (usually) จะนอน (ตั้ง) อยู่นิ่งๆ (lie dormant) ในระหว่างฤดูที่แห้งแล้งหรือหนาว (dry or cool season)  หรือไม่ก็ทำให้เมล็ดตกหล่น (drop seeds) ซึ่งสามารถรอดชีวิตจากช่วงเวลาดังกล่าวได้ (หมายถึง เมล็ด)

          เมื่อช่วงเวลาสำหรับการเจริญเติบโต (period for growth) มาถึง  เมล็ด (ที่ร่วงหล่น) จะงอก (แตกหน่อ, ออกหน่อ, เริ่มเจริญเติบโต, เริ่มเกิดขึ้น, เพาะตัว, ทำให้เกิดขึ้น, ผลิต, สร้าง) (germinate)  และก่อให้เกิด (give rise to) พืชซึ่งออกดอก (flower) และทำให้เมล็ดร่วงหล่นเพิ่มมากขึ้น (drop more seeds) อย่างรวดเร็ว  โดยภายในเวลา  ๒ - ๓ สัปดาห์หรือเดือน  พืชก็จะพร้อมอีกครั้งหนึ่ง (ready again) สำหรับฤดูของการสงบนิ่งที่ยาวนาน (long season of dormancy) (หมายถึง  ฤดูที่แห้งแล้งหรือหนาว) 

           เมื่อพูดถึงสัตว์ (When it comes to animals)  พวกมันจะต้องสามารถอยู่ได้โดยไม่มีน้ำ (able to do without water) เป็นระยะเวลานาน (for long periods)  หรือไม่ก็ต้องสามารถไปถึงบ่อน้ำ (able to reach water holes) ที่อยู่ไกลออกไป (at great distances),  อูฐ (camel), เป็นตัวอย่าง, ปรับตัวได้ดีมากกับชีวิตทะเลทราย (highly adapted to desert life)  มันมีเท้าซึ่งบุ (ด้วยหนังหรือเอ็น) สำหรับเดินบนทราย (padded feet to walk on sand),  ท้องซึ่งเก็บน้ำ (water-storing stomach),  โหนกของไขมัน (humps of fat) ในฐานะเป็นแหล่งสำรองของพลังงาน (as a reserve supply of energy), และ (มี) รูจมูก (nostrils) ที่สามารถปิดได้  เพื่อมิให้ทรายเข้าไป (to keep out sand) ในระหว่างพายุลม (พายุทะเลทราย) (during windstorms)

         สัตว์ (คน, บุคคล, สรรพสิ่งที่สร้างขึ้น) (creatures) ทะเลทรายที่มีขนาดเล็กกว่า (อูฐ) จำนวนมาก ไม่จำเป็นต้องดื่มน้ำเลย (need to drink no water at all),  พวกมันได้ของเหลว (น้ำ) ที่ต้องการ (what liquid they need) จากน้ำหล่อเลี้ยงในเนื้อเยื่อ (sap) ของพืชที่เป็นอาหาร (food plants)  และจากน้ำค้างบนใบไม้หรือหินในเวลากลางคืน (night dew on leaves or stones)

 

เรียน   ท่านผู้ติดตามอ่านเว็บไซต์  “everydayenglish.pwa.co.th                  

 

                ถ้าท่านมีคำแนะนำให้ปรับปรุงเว็บไซต์นี้ประการใด  กรุณาส่ง e-mail ไปที่  ดร. วัชรินทร์  ภูเขาทอง  อดีต  ผอ. สำนักวิทยาการ  การประปาส่วนภูมิภาค  ผู้จัดทำเว็บไซต์นี้  ตาม  “Address”  (โปรดระบุหัวเรื่องด้วยว่า  “ปรับปรุงเว็บไซต์”)   เพื่อที่ผู้จัดทำฯ จะได้ปรับปรุงเนื้อหาได้ตรงตามความประสงค์ของผู้อ่านเว็บไซต์นี้ต่อไป

 

 

 

 

 

หมวดข้อสอบ READING (ตอนที่ 30)

การประปาส่วนภูมิภาค  “มุ่ง-มั่น-เพื่อปวงชน”

 

DirectionRead the following passage and choose the best answer for each question.

(จงอ่านบทความต่อไปนี้  และเลือกคำตอบที่ดีที่สุดสำหรับแต่ละคำถาม)

 

Boomerangs

 

             Deceptively simple in design, the Australian boomerang looks more like a toy than a lethal Aboriginal hunting weapon.  But this thin, curved piece of hardwood is more than a throwing stick; it is artfully shaped to exploit the aerodynamic lift on its arms as it whirls through the air toward a distant target.

             While boomerangs have been found worldwide, the earliest specimens date back 10,000 years to Australia, where the best and most elaborate boomerangs are still made.  Boomerangs have played an important role in Australian Aboriginal culture and have commonly appeared in Aboriginal myth and art.

             Boomerangs come in two types: the non-returning kind, which either strikes its prey or drops to the ground, and the returning kind, which circles back to the thrower and is primarily for sport and amusement.

             A game of skill, boomerang-throwing has developed into a competitive sport in Australia, and today national and state championships are held annually.

 

1. According to the passage, boomerangs are NOT ________________________________.

(ตามที่บทความกล่าว  บูมเมอแรงมิได้ ________________________________________)

    (a) native to Australia    (เป็นของพื้นเมืองของออสเตรเลีย)  (ประโยคแรกของพารากราฟ ๒ กล่าวว่าเป็นของ

          พื้นเมืองของออสเตรเลีย  คือ  ถูกพบย้อนหลังไปนับ ๑๐,๐๐๐ ปี)

    (b) simply made or simply designed    (ถูกสร้างอย่างง่ายๆ หรือถูกออกแบบอย่างง่ายๆ)  (ประโยค

          ที่ ๒ ของพารากราฟแรกกล่าวว่า  “แต่ชิ้นของไม้เนื้อแข็งที่ผอมบางและโค้งนี้ (หมายถึง  บูมเมอ

          แรง) เป็นอะไรที่มากไปกว่าไม้สำหรับขว้าง,  มันถูกทำให้เป็นรูปเป็นร่างด้วยความชำนิชำนาญ 

          เพื่อจะใช้ประโยชน์ (จาก) การลอยตัวแบบลู่ลมบนแขนของมัน (แอโรไดนามิค)  ในขณะที่มันเหิน

          ไปในอากาศไปสู่เป้าหมายที่ห่างไกลออกไป”  ซึ่งหมายถึงว่า  บูมเมอแรงมิได้ถูกสร้างหรือออก

          แบบมาอย่างง่ายๆ  แต่ว่าใช้หลักการของแอโรไดนามิค)

    (c) accurately designed to reach a distant target    (ถูกออกแบบอย่างถูกต้อง  เพื่อให้ไปถึงเป้าหมายที่

          อยู่ห่างไกล)

    (d) necessarily made of curved hardwood    (จำเป็นต้องถูกสร้างด้วยไม้เนื้อแข็ง (รูป) โค้ง)

2. In the first paragraph, “Deceptively” refers to ___________________________________.

(ในพารากราฟแรก  “อย่างหลอกตา, อย่างหลอกลวง”  หมายถึง _______________________)

    (a) clumsily    (อย่างงุ่มง่าม, อย่างไม่ทะมัดทะแมง, อย่างเก้งก้าง)

    (b) foolishly    (อย่างโง่เขลา)

    (c) recklessly    (อย่างสะเพร่า, อย่างไม่รอบคอบ)

    (d) forcefully    (อย่างมีพลัง, อย่างมีอำนาจ, อย่างเข้มแข็ง, อย่างเด็ดเดี่ยว)

    (e) fortunately    (อย่างโชคดี, อย่างเคราะห์ดี)

    (f) delusively    (อย่างลวงตา, อย่างตบตา, อย่างหลอกลวง, อย่างไม่จริง, ปลอม, อย่างลมๆ แล้งๆ)

    (g) hopefully    (อย่างเต็มไปด้วยความหวัง)

3. A boomerang can be lethal because it ________________________________________.

(บูมเมอแรงสามารถ  “มีอันตรายถึงตาย, ทำให้ตาย, ถึงตาย, ร้ายแรง”  เพราะว่ามัน ___________)

    (a) is carried by Aborigines    (ถูกถือ (พาไป) โดยชาวอะบอริจิน)

    (b) is a very popular Australian sport    (เป็นกีฬาของออสเตรเลียซึ่งเป็นที่นิยมชมชอบอย่างมาก)

    (c) can be used to kill animals    (สามารถถูกใช้ฆ่าสัตว์ได้)

    (d) plays an important role in Australian culture    (มีบทบาทสำคัญในวัฒนธรรมออสเตรเลีย)

4. The word “exploit” in paragraph 1 means _____________________________________.

(คำว่า  “ใช้ประโยชน์, ใช้เพื่อประโยชน์ส่วนตัว, ใช้อย่างเอารัดเอาเปรียบ, ส่งเสริมโดยการโฆษณาและประชาสัมพันธ์”  ในพารากราฟ ๑ หมายถึง ____________________)

    (a) increase    (ทำให้เพิ่มขึ้น, เพิ่มขึ้น)

    (b) instigate    (ปลุกปั่น, กระตุ้น, ยุยง)

    (c) stabilize    (ทำให้มั่นคงหรือมีเสถียรภาพ)

    (d) confiscate    (ริบ, ยึด)

    (e) establish    (สร้าง, จัดตั้ง, สถาปนา)

    (f) overcome    (เอาชนะ, พิชิต, มีชัยเหนือ)

    (g) take advantage of    (ใช้ประโยชน์, อาศัยประโยชน์จาก, เอารัดเอาเปรียบ)

5. The word “whirls” in paragraph 1 can be best replaced by _________________________.

(คำว่า  “เหิน, หมุนเวียน, หมุนรอบ, ปั่น, วน, เวียน, หมุนกลับอย่างฉับพลัน, รู้สึกวิงเวียนศีรษะ, ทำให้หมุนเวียน, ทำให้หมุนกลับอย่างรวดเร็ว”  ในพารากราฟ ๑ สามารถแทนดีที่สุดโดย ___________)

    (a) scrutinize    (พิจารณาอย่างละเอียดถี่ถ้วน)

    (b) rush    (เร่งรีบ, ทำอย่างเร่งรีบ, ทำอย่างฉุกละหุก, พรวดพราด, วิ่ง, วิ่งเข้าไป, ถลัน)

    (c) doze    (โดซ)  (ม่อยหลับ, งีบหลับ, สัปหงก, เคลิ้ม)

    (d) retreat    (ล่าถอย, ถอย, ถอนกลับ, หลบหนี)

    (e) gyrate (ไจ๊-เรท) or rotate    (หมุนเวียน, หมุนเป็นวงกลม, หมุนรอบ, โคจรรอบ)

    (f) minimize    (ลดขนาดลงให้มากที่สุด, ทำให้......................น้อยที่สุด, ทำให้มีค่าน้อยลง, ดูถูก)

    (g) grope    (โกรพ)  (คลำหา, ค้นหาอย่างไม่แน่ใจ)

6. According to the passage, _________________________________________________.

(ตามที่บทความกล่าว, __________________________________________________)

    (a) boomerangs look like aeroplanes    (บูมเมอแรงมีลักษณะคล้ายเครื่องบิน)

    (b) boomerangs are made only in Australia    (บูมเมอแรงถูกผลิตในออสเตรเลียเท่านั้น)  (ประโยคแรก

          ของพารากราฟ ๒ กล่าวว่า  “ในขณะที่บูมเมอแรงถูกพบทั่วโลก ........................ ”)

    (c) boomerangs were originally valuable art objects    (บูมเมอแรงแต่ดั้งเดิมเริ่มแรกเป็นวัตถุศิลปะที่มีค่า)

    (d) The non-returning boomerangs can be used for hunting    (บูมเมอแรงที่ไม่หมุนกลับมา

           สามารถถูกใช้สำหรับล่าสัตว์)  (พารากราฟ ๓ กล่าวว่า  “บูมเมอแรงปรากฏอยู่ ชนิด  คือ 

           ชนิดที่ไม่หมุนกลับมา,  ซึ่งหากไม่ปะทะ (ขว้างโดน) เหยื่อของมัน  ก็จะหล่นลงสู่พื้น (อย่าง

           ใดอย่างหนึ่ง)  และชนิดที่หมุนกลับมา.......................”  ซึ่งหมายความว่า  บูมเมอแรงชนิดที่

           ไม่หมุนกลับมา  ใช้สำหรับขว้างใส่สัตว์  หรือล่าสัตว์นั่นเอง  ซึ่งถ้าขว้างไม่โดนสัตว์  ก็จะหล่น

           ลงสู่พื้น)

7. The word “specimens” in the second paragraph refers to _________________________.

(คำว่า  “ตัวอย่าง, ตัวอย่างทางวิทยาศาสตร์ เช่น เลือด น้ำลาย อสุจิ, แบบอย่าง, ผลิตภัณฑ์ตัวอย่าง, ตัวอย่างในการทดลอง, ข้อมูลสำหรับตรวจสอบ, อุทาหรณ์, สิ่งประหลาด, คนประหลาด”  ในพารากราฟ ๒ หมายถึง ____________________)

    (a) grief    (ความโศกเศร้า, ความระทมทุกข์, ความคับข้องใจ, ความยุ่งยาก)        

    (b) terror    (ความน่าหวาดกลัว, ความสยองขวัญ, ความหวาดกลัว)

    (c) reprisal    (ริ-ไพร้-เซิ่ล)  (การโต้ตอบด้วยกำลัง, การแก้แค้น, การยึดทรัพย์สินเพื่อเป็นการโต้ตอบ)

    (d) precaution    (การระมัดระวังล่วงหน้า)

    (e) vandalism    (การทำลายทรัพย์สินของรัฐหรือเอกชนแบบคนมือบอน หรือเพื่อความสนุก, การทำลายศิลปะ 

         วัฒนธรรม หรือ วรรณคดีของชาติอื่น)

    (f) scandal    (เรื่องอัปยศ, เรื่องอื้อฉาว, เรื่องน่าอับอาย)  (เช่น  การทุจริต  การคบชู้สู่สาว  การลอบทำแท้ง)

    (g) sample    (ตัวอย่าง, ของตัวอย่าง, ตัวอย่างทดลอง, ของทดลอง, สินค้าตัวอย่าง, (สิ่งที่เป็น) ของ

          ลอง)

8. The word “elaborate” in paragraph 2 is closest in meaning to ______________________.

(คำว่า  “ประณีต, ซับซ้อน”  ในพารากราฟ ๒  ใกล้เคียงที่สุดในความหมายกับ _____________)

    (a) persuasive    (เพอร์-สเว้-ซิฟว)  (ซึ่งเชิญชวน, ซึ่งชักจูง, โน้มน้าวใจ, สามารถชักจูงได้)

    (b) fruitful    (ประสบความสำเร็จ, ได้ผล, มีผลดก)

    (c) systematic    (เป็นระบบ)

    (d) fine    (ประณีต, วิจิตร, งดงาม, ละเอียดอ่อน, หรูหรา, ดีเลิศ, เยี่ยม, วิเศษ, ชั้นสูง, น่าชม, น่าฟัง,

          น่าดู, บอบบาง, มีขนาดเล็ก, มีสุขภาพดี, บริสุทธิ์)

    (e) traditional    (แต่ดั้งเดิม, เกี่ยวกับจารีต, สืบทอดตามประเพณี)

    (f) commonplace    (ธรรมดาสามัญ, ปกติ, ทั่วไป)

    (g) widespread    (แพร่หลาย, กว้างขวาง)

9. The statement which is NOT true according to the passage is that ____________________.

(คำกล่าวซึ่งไม่ถูกต้องไม่เป็นความจริง – ตามที่กล่าวไว้ในบทความ  คือว่า ______________)

    (a) every boomerang will finally return to the thrower after being thrown    (บูมเมอ

          แรงทุกอัน  ในที่สุดแล้วจะกลับมายังผู้ขว้าง  ภายหลังจากถูกขว้าง)  (ไม่เป็นความจริง 

           เนื่องจากพารากราฟ ๓ กล่าวว่า  “บูมเมอแรงปรากฏอยู่ ชนิด  คือ  ชนิดที่ไม่หมุนกลับ

           มา,  ซึ่งหากไม่ปะทะ (ขว้างโดน) เหยื่อของมัน  ก็จะหล่นลงสู่พื้น (อย่างใดอย่างหนึ่ง) 

           และชนิดที่หมุนกลับมา.....................”  ซึ่งแสดงว่า  บูมเมอแรงชนิดที่ใช้ขว้างสัตว์  จะไม่

           หมุนกลับมายังผู้ขว้าง  คือ  หากขว้างไม่โดนสัตว์ที่ล่า  ก็จะตกลงสู่พื้น)

    (b) each type of boomerang is designed for a specific purpose    (บูมเมอแรงแต่ละชนิดถูกออกแบบ

          สำหรับวัตถุประสงค์โดยเฉพาะ)  (เป็นความจริง  เนื่องจากพารากราฟ ๓ กล่าวว่า  บูมเมอแรงมี ๒ ชนิด 

          คือ  ชนิดที่ใช้ล่าสัตว์  และชนิดที่ใช้สำหรับการกีฬาและความบันเทิง) 

    (c) every boomerang normally rotates in flight before hitting the target    (บูมเมอแรงทุกอัน  โดยปกติ

          แล้วหมุนเป็นวงกลมในการบิน (ในอากาศ) ก่อนที่จะปะทะ – โดน – เป้าหมาย)  (เป็นความจริง  เนื่องจาก

          ประโยคที่ ๒ ของพารากราฟแรกกล่าวว่า  “...................มัน (บูมเมอแรง) ถูกทำให้เป็นรูปเป็นร่างด้วยความ

          ชำนิชำนาญ  เพื่อใช้ประโยชน์ (จาก) การลอยตัวแบบลู่ลมบนแขนของมัน (บูมเมอแรง)  ในขณะที่มันเหิน

          (หมุนเป็นวงกลม) ไปในอากาศ  ไปสู่เป้าหมายที่ห่างไกลออกไป”)

    (d) each boomerang is shaped so that it can be more effectively carried through the air    (บูมเมอ

          แรงแต่ละอันถูกทำให้เป็นรูปร่าง (แบบบูมเมอแรง) เพื่อที่ว่ามันจะสามารถถูกผลักดัน (ปา) ไปในอากาศ

          อย่างมีประสิทธิผลมากยิ่งขึ้น)  (เป็นความจริง,  ดูคำอธิบายในข้อ  “C”)

10. What does the word “myth” in paragraph 2 mean?

(คำว่า  “นิทานปรัมปรา, นิยายโบราณ, เรื่องที่แต่งขึ้น”  ในพารากราฟ ๒ หมายถึงอะไร)

      (a) development    (การพัฒนา, พัฒนาการ)

      (b) innovation    (นวัตกรรม, สิ่งใหม่, วิธีการใหม่, การนำสิ่งใหม่หรือวิธีการใหม่เข้ามา)

      (c) approach    (วิธีการ)

      (d) dispute    (การเถียง, การโต้แย้ง, การทะเลาะวิวาท)  (เมื่อเป็นคำกริยา  หมายถึง  "โต้เถียง, โต้แย้ง,

            ทะเลาะวิวาท, ต่อสู้, แข่งขัน")

      (e) policy    (นโยบาย)

      (f) legend    (ตำนาน, เรื่องที่เล่าลือกันต่อๆ มา, คำสลัก, คำอธิบายภาพ, ประมวลเรื่องราวของยุค,

            คนที่น่าสนใจ, ผู้ที่เป็นตัวเอกของเรื่อง)

      (g) status    (ฐานะ, สภาพ, สภาพการณ์, ภาวะ, ตำแหน่ง, ยศ)  

11. The word “primarily” in the third paragraph could be replaced by _____________________.

(คำว่า  “เป็นสำคัญ, เป็นส่วนมาก, เป็นส่วนใหญ่, เป็นพื้นฐาน, แรกเริ่ม”  ในพารากราฟ ๓  สามารถแทนโดย ___________________)

      (a) apparently    (อย่างเห็นได้ชัดเจน)

      (b) generously    (อย่างเอื้อเฟื้อเผื่อแผ่, อย่างใจกว้าง)

      (c) tremendously    (อย่างมากมาย, อย่างมโหฬาร)

      (d) adversely    (อย่างเป็นผลร้าย, เป็นปฏิปักษ์, ในทางลบ, ในทางตรงกันข้าม)  

      (e) principally    (เป็นอันดับแรก, เป็นอันดับหนึ่ง, เป็นสำคัญ, อย่างสำคัญที่สุด, เป็นตัวการ,

            เป็นรายใหญ๋)

      (f) reliably   (อย่างไว้วางใจได้, อย่างเชื่อถือได้, อย่างน่าเชื่อถือ)

      (g) intimately    (อย่างคุ้นเคย, อย่างใกล้ชิด, อย่างสนิทสนม, อย่างลึกซึ้ง)

12. The passage informs the reader that _________________________________________.

(บทความนี้บอกผู้อ่านว่า ________________________________________________)

      (a) the best boomerang was made in Australia ten centuries ago    (บูมเมอแรงที่ดีที่สุดถูกสร้าง (ทำ)

            ในออสเตรเลียเมื่อ ๑๐ ศตวรรษ – คือ ๑,๐๐๐ ปี - ล่วงมาแล้ว)  (ประโยคแรกของพารากราฟ ๒ กล่าวว่า 

             “.................... เมื่อ ๑๐๐ ศตวรรษ  คือ  ๑๐,๐๐๐ ปี ล่วงมาแล้ว”)

      (b) modern scientific know-how cannot be detected in the making of boomerangs    (ความรู้ทางวิท

            ยาศาสตร์สมัยใหม่  ไม่สามารถถูกค้นพบ (หาได้) ในการสร้างบูมเมอแรง)  (ไม่เป็นความจริง  เนื่องจาก

            ประโยคที่ ๒ ของพารากราฟแรกกล่าวว่า  “....................มัน (บูมเมอแรง) ถูกทำให้เป็นรูปเป็นร่างด้วย

            ความชำนิชำนาญ  เพื่อใช้ประโยชน์ (จาก) การลอยตัวแบบลู่ลมบนแขนของมัน (บูมเมอแรง)  ในขณะ

            ที่มันเหิน (หมุนเป็นวงกลม) ไปในอากาศ  ไปสู่เป้าหมายที่ห่างไกลออกไป”  ซึ่งแสดงว่า  การสร้างบูม

            เมอแรงใช้ความรู้ทางวิทยาศาสตร์สมัยใหม่  คือ  ระบบแอโรไดนามิค)  

      (c) Australian Aborigines are the most skilled in throwing boomerangs    (ชาวอะบอริจินของออสเตร

            เลียมีทักษะ-ความชำนาญมากที่สุดในการขว้างบูมเมอแรง)  (บทความมิได้กล่าวถึงเรื่องนี้)

      (d) boomerang-throwing contests are considered a national event    (การแข่งขันขว้างบูม

             เมอแรงถูกถือว่าเป็นการแข่งขันระดับชาติ(พารากราฟสุดท้ายกล่าวว่า  “เป็นเกมของทักษะ

             (ความชำนาญ),  การขว้างบูมเมอแรงได้พัฒนาขึ้นเป็นกีฬาซึ่งแข่งขันกันในออสเตรเลีย,  และ

             ในปัจจุบัน  การแข่งขันชิงแชมป์ระดับชาติและระดับรัฐ  ได้ถูกจัดขึ้นเป็นประจำปี”)

13. The word “competitive” in the final paragraph is closest in meaning to ________________.

(คำว่า  “แข่งขันกัน, เกี่ยวกับการแข่งขัน, ซึ่งสามารถแข่งขันได้”  ในพารากราฟสุดท้าย  ใกล้เคียงที่สุดในความหมายกับ ____________________)

      (a) obsolete    (ล้าสมัย, เลิกใช้แล้ว)

      (b) controversial    (ซึ่งถกเถียงกัน-โต้แย้งกัน, ซึ่งมีปัญหา, ซึ่งยังเถียง-ทะเลาะกันอยู่)

      (c) hazardous    (มีอันตราย, เป็นภัย)

      (d) rival    (แข่งขันกัน, เป็นคู่ต่อสู้, เป็นคู่แข่งขัน, ชิงดี, ตีเสมอ)  (เมื่อเป็นคำนาม  หมายถึง  “คู่ต่อสู้,

            คู่แข่งขัน, คู่ปรับ, ผู้ที่มีความสามารถหรือคุณสมบัติพอจะทัดเทียมกันได้, สิ่งที่พอจะทัดเทียมกัน

            ได้”)

      (e) reckless    (สะเพร่า, ประมาท, ไม่เอาใจใส่)

      (f) superstitious    (เชื่อถือโชคลาง, เชื่อไสยศาสตร์, เชื่องมงาย, ถือผีถือสาง, กลัวอย่างไม่มีเหตุผล  -  โดย

            เฉพาะด้านศาสนา)

      (g) perpetual    (ถาวร, ตลอดฤดู, ตลอดปี, ตลอดไป, ตลอดกาล, ต่อเนื่อง)

 

(คำแปล)                                     

บูมเมอแรง

 

               แม้ว่าจะดูเรียบง่าย (ไม่ยุ่งยาก, ไม่สลับซับซ้อน, เข้าใจง่าย, ชัดแจ้ง, เซ่อๆ) (simple) อย่างหลอกตา (อย่างหลอกลวง) (Deceptively) ในด้านการออกแบบ (รูปแบบ),  บูมเมอแรงของออสเตรเลียมีลักษณะเหมือนของเล่น (toy) มากกว่าเป็นอาวุธสำหรับล่าสัตว์ (hunting weapon) ที่มีอันตรายถึงตาย (ทำให้ตาย, ถึงตาย, ร้ายแรง)  (lethal) ของชนเผ่าอะบอริจิน,  แต่ชิ้นของไม้เนื้อแข็ง (piece of hardwood) ที่ผอมบาง (thin) และโค้ง (curved) นี้ (หมายถึง  บูมเมอแรง) เป็นอะไรที่มากไปกว่าไม้สำหรับขว้าง (throwing stick),  มันถูกทำให้เป็นรูปเป็นร่างด้วยความชำนิชำนาญ (artfully shaped) เพื่อใช้ประโยชน์ (ใช้เพื่อประโยชน์ส่วนตัว) (exploit) (จาก) การลอยตัวแบบลู่ลม (aerodynamic lift) บนแขนของมัน (บูมเมอแรง) (on its arms)  ในขณะที่มันเหิน (หมุนเวียน, หมุนเป็นวงกลม, หมุนรอบ, ปั่น) (as it whirls) ไปในอากาศ (through the air) ไปสู่เป้าหมายที่ห่างไกลออกไป (toward a distant target)

            ในขณะที่บูมเมอแรงถูกพบทั่วโลก  ตัวอย่างยุคแรกสุด (earliest specimens) ย้อนเวลากลับไป (date back) ๑๐,๐๐๐  ปี ยังประเทศออสเตรเลีย  ที่ซึ่งบูมเมอแรงที่ดีที่สุดและประณีต (ซับซ้อน) (elaborate) ที่สุดยังคงถูกผลิตอยู่ (are still made) (ในปัจจุบัน),  โดยบูมเมอแรงได้มีบทบาทสำคัญ (played an important role) ในวัฒนธรรมของชาวอะบอริจินของออสเตรเลีย  และได้ปรากฏอยู่โดยทั่วไป (commonly appeared) ในนิทานปรัมปรา (นิยายโบราณ, เรื่องที่แต่งขึ้น) (myth) และศิลปะของชาวอะบอริจิน

            บูมเมอแรงปรากฏอยู่ ชนิด (come in two types)  คือ  ชนิดที่ไม่หมุนกลับมา (non-returning)  ซึ่งหากไม่ปะทะ (ขว้างโดน) เหยื่อของมัน (strikes its prey) ก็จะหล่นลงสู่พื้น (drops to the ground) (อย่างใดอย่างหนึ่ง),  และชนิดที่หมุนกลับมา (returning)  ซึ่งหมุนกลับมา (circles back) ยังผู้ขว้าง (thrower)  และมีไว้เพื่อกีฬาและความสนุกสนาน (amusement) เป็นสำคัญ (เป็นส่วนมาก, เป็นส่วนใหญ่, เป็นพื้นฐาน, แรกเริ่ม) (primarily)

       เป็นเกมของทักษะ (ความชำนาญ) (skill)การขว้างบูมเมอแรง (boomerang-throwing) ได้พัฒนาขึ้นเป็นกีฬาซึ่งแข่งขันกัน (เกี่ยวกับการแข่งขัน, ซึ่งสามารถแข่งขันได้) (competitive) ในออสเตรเลีย,  และในปัจจุบัน การแข่งขันชิงแชมป์ระดับชาติและระดับรัฐ (national and state championships) ได้ถูกจัดขึ้นเป็นประจำปี (held annually)

 

เรียน   ท่านผู้ติดตามอ่านเว็บไซต์  “everydayenglish.pwa.co.th                  

 

                ถ้าท่านมีคำแนะนำให้ปรับปรุงเว็บไซต์นี้ประการใด  กรุณาส่ง e-mail ไปที่  ดร. วัชรินทร์  ภูเขาทอง  อดีต  ผอ. สำนักวิทยาการ  การประปาส่วนภูมิภาค  ผู้จัดทำเว็บไซต์นี้  ตาม  “Address”  (โปรดระบุหัวเรื่องด้วยว่า  “ปรับปรุงเว็บไซต์”)   เพื่อที่ผู้จัดทำฯ จะได้ปรับปรุงเนื้อหาได้ตรงตามความประสงค์ของผู้อ่านเว็บไซต์นี้ต่อไป

 

 

 

หมวดข้อสอบ READING (ตอนที่ 29)

การประปาส่วนภูมิภาค  “มุ่ง-มั่น-เพื่อปวงชน”

 

DirectionRead the following passage and choose the best answer for each question.

(จงอ่านบทความต่อไปนี้  และเลือกคำตอบที่ดีที่สุดสำหรับแต่ละคำถาม)

 

Should Adolescents Take Healthy Food?

 

          Adolescence is a time of rapid growth; in fact, teens gain almost 50 percent of their adult weight during the adolescent years.  Yet they are less likely to eat a balanced diet than any other age group.

          Teens know it’s important to eat right - - but many don’t understand basic nutrition.  They skip breakfast and choose too many high-fat foods when snacking or eating at fast-food restaurants.  Perhaps the worst offenders are teenage girls who diet all the time, avoiding healthy foods they think are “too fattening.”

          Good eating habits begin in early childhood, and that’s when parents should start setting a good example.  During the teenage years, however, parents have to be more subtle about guiding food choices.  They can’t control what teens eat - - or don’t eat - - during the day.  But they can offer healthy choices at home.

          Teens are impulsive eaters, usually munching on what’s right at hand.  So stock the refrigerator with healthy snacks (juice, cheese, or fruit).  Serve a nutritious dinner (this may be the only time of day your teen is offered vegetables) and try to make mealtime enjoyable.  Also, be flexible about the time you eat dinner, taking into account a teenager’s often hectic schedule.

          If your teenager avoids healthy foods because she thinks they’re fattening, nagging won’t help.  Many experts believe this is the time for parents to step back, while continuing to offer healthy alternatives.  Calorie-conscious teens can be encouraged to eat fruits, cottage cheese and yogurt.  Skim milk and fruit juice (calcium-enriched for extra nutrients) are other good choices.

          Getting teens to eat right can be a tough task - - but don’t give up.  Now more than ever is the time to teach them: You are what you eat.

 

1. The main purpose of this passage is to _______________________________________.

(วัตถุประสงค์สำคัญของบทความนี้  คือ  _____________________________________)

    (a) compare parents’ and teens’ eating habits    (เปรียบเทียบนิสัยการกินของพ่อแม่และลูกวัยรุ่น)

    (b) advise parents about how to get their teens to eat well    (แนะนำพ่อแม่เกี่ยวกับว่าจะให้ลูก

          วัยรุ่นของตนกินดีได้อย่างไร  หรือวิธีการทำให้ลูกวัยรุ่นกินดี)  (บทความตั้งแต่พารากราฟ ๓ แนะ

          นำพ่อแม่ว่าควรทำอย่างไรเพื่อให้ลูกได้กินอาหารที่มีประโยชน์ต่อสุขภาพ)

    (c) illustrate that it is tough for teens to eat right    (อธิบาย – แสดงให้เห็น - ด้วยตัวอย่างว่า  มันยากลำ

          บากสำหรับเด็กวัยรุ่นที่จะกินอาหารอย่างเหมาะสม  หรือมีประโยชน์ต่อสุขภาพ)

    (d) explain why basic nutrition is important for teens’ growth    (อธิบายว่า  ทำไมโภชนาการพื้นฐานมี

          ความสำคัญสำหรับการเติบโตของเด็กวัยรุ่น)

2. In the first paragraph, “Adolescence” refers to _________________________________.

(ในพารากราฟแรก,  “วัยหนุ่มสาว”  หมายถึง _________________________________)

    (a) surveillance    (เซอร์-เว้-เลิ่นซ)  (การเฝ้ามองอย่างใกล้ชิด, การเฝ้ามองอย่างระมัดระวัง (โดยเฉพาะผู้ต้อง

          สงสัยว่าเป็นอาชญากร), การดูแล, การควบคุม, การตรวจตรา)

    (b) affluence    (แอฟ-ฟลู-เอิ้นซ)  (ความมั่งคั่ง, ความร่ำรวย, ความมากมาย, ความหลากหลาย) 

    (c) catastrophe    (คะ-แทส-โทร-ฟี)  (ความหายนะ, ภัยพิบัติ, เหตุการณ์ที่ร้ายกาจ, จุดจบ, ตอนจบของละคร) 

    (d) condolence    (คัน-โด๊ล-เลิ่นซ)  (การแสดงความเสียใจด้วย, การปลอบโยน, การปลอบขวัญ) 

    (e) aversion   (อะ-เว้อ-ชั่น)  (ความเกลียด, ความรังเกียจ, ความไม่ชอบ, ความไม่พอใจ) 

    (f) youth    (ยูธ)  (วัยหนุ่มวัยสาว, ความเป็นหนุ่มเป็นสาว, ยุวชน, เด็กหนุ่มสาว, ระยะแรกเริ่ม)

    (g) temperance    (การบังคับตัวเอง, การละเว้นสิ่งมึนเมา, การควบคุมอารมณ์, ความพอควร-พอประมาณ) 

3. Teens grow rapidly during the adolescent years _________________________________.

(เด็กวัยรุ่นเติบโตอย่างรวดเร็วในระหว่างปีที่อยู่ในวัยรุ่น ______________________________)

    (a) but they tend to eat more unbalanced diets    (แต่พวกเขามีแนวโน้มทีจะกินอาหารที่ไม่สมดุล

          (ขาดสารอาหาร) เพิ่มมากขึ้น)  (ประโยคที่ ๒ ของพารากราฟแรกกล่าวว่า  “แม้กระนั้นก็ตาม  วัย

          รุ่นมีแนวโน้ม (เป็นไปได้) ว่ากินอาหารที่สมดุล (มีสารอาหารครบถ้วน) น้อยกว่า (คนใน) กลุ่มอายุ

          อื่นใด)

    (b) and they love eating a lot of healthy snacks    (และพวกเขาชอบกินอาหารว่างที่มีประโยชน์ต่อสุข

          ภาพในปริมาณมาก)

    (c) because they gain nearly half of their adult weight    (เพราะว่าพวกเขาได้รับเกือบจะครึ่งหนึ่งของ

          น้ำหนักในวัยผู้ใหญ่ของตน)

    (d) since they eat more frequently than any other age group    (เพราะว่าพวกเขากินบ่อยครั้งกว่ากลุ่ม

          อายุอื่นใด)

4. The word “skip” in paragraph 2 means ______________________________________.

(คำว่า  “ข้าม (ข้ามไป, กระโดดข้าม, อ่านข้าม, ตกหล่น, หลบหนี, ไม่เข้าร่วม)”  ในพารากราฟ ๒ หมายถึง ____________________)

    (a) cook    (ปรุง, ปรุงอาหาร)

    (b) order    (สั่ง)

    (c) reject    (ปฏิเสธ)

    (d) commence    (เริ่ม, เริ่มต้น, ริเริ่ม, ได้รับปริญญา)

    (e) allocate    (แอ๊ล-โล-เคท)  (จัดสรร, แบ่งสรร)

    (f) obtain    (ได้รับ)

    (g) leap    (ข้าม, กระโดดข้าม, กระโดด, ผ่านข้าม, โจน, จู่โจม)

5. According to the passage, many teens ________________________________________.

(ตามที่บทความกล่าว  เด็กวัยรุ่นจำนวนมาก ___________________________________)

    (a) eat breakfast regularly    (กินอาหารเช้าอย่างสม่ำเสมอ)

    (b) have no idea about basic nutrition    (ไม่ทราบเกี่ยวกับโภชนาการพื้นฐาน)  (ประโยคแรกของ

          พารากราฟ ๒ กล่าวว่า  “เด็กวัยรุ่นรู้ว่ามันมีความสำคัญที่จะกินอย่างเหมาะสม - - แต่เด็กวัยรุ่นจำ

          นวนมาก ไม่เข้าใจโภชนาการพื้นฐาน)

    (c) love to eat many high-calorie foods    (ชอบกินอาหารที่มีแคลอรีสูงจำนวนมาก)

    (d) eat only healthy foods because they are not fattening    (กินเฉพาะอาหารที่มีประโยชน์ต่อสุขภาพ 

          เพราะว่ามันไม่ทำให้อ้วน)

6. The word “offenders” in paragraph 2 is closest in meaning to ________________________.

(คำว่า  “ผู้กระทำผิด, ผู้ละเมิด, ผู้รุกราน, ผู้ทำให้ขุ่นเคือง หรือไม่พอใจ”  ในพารากราฟ ๒  ใกล้เคียงที่สุดในความหมายกับ ___________________)

    (a) traitors    (เทร้-เท่อะ)  (ผู้ทรยศ, ผู้หักหลัง, ผู้ขายชาติ)

    (b) assassins    (อะ-แซ้ส-ซิ่น)  (ผู้ลอบฆ่าโดยเฉพาะการฆ่าคนมีชื่อเสียง, ผู้ทำลาย)

    (c) trafficker    (พ่อค้า, ผู้ค้าขาย, ผู้ทำธุรกิจการพาณิชย์) 

    (d) agnostic    (แอก-น้อส-ทิค)  (ผู้ที่ระแวงสงสัยในพระเจ้า  ไม่รู้ว่ามีจริงหรือไม่  เพราะเชื่อว่าไม่มีใครรู้จริง,

          ผู้ไม่เชื่อว่านรกสวรรค์มีจริง, ผู้ไม่นับถือพระเจ้า) 

    (e) culprits    (ผู้กระทำผิด, ผู้ร้าย, นักโทษ, จำเลยในคดีอาญา)

    (f) outcast    (เอ๊าท-แคสท)  (ผู้ถูกเนรเทศ, ผู้ถูกขับออกจากกลุ่ม, ผู้ถูก (สังคม) ทอดทิ้ง, คนจรจัด, คนเร่ร่อน

          ที่ไม่มีบ้านอยู่) 

    (g) courier    (เค้อ-เรียร์  หรือ  คู้-ริ-เอ้อ)  (คนเดินหนังสือ, ผู้ส่งข่าวสาร, ผู้ถูกว่าจ้างให้บริการทัศนาจรแก่นัก

          ท่องเที่ยว) 

    (h) martinet    (คนที่เคร่งครัดในระเบียบวินัย, คนเจ้าระเบียบ) 

    (i) surrogate    (เซ้อ-โร-เกท)  (ตัวแทน, ผู้รักษาการแทน)  (“Surrogate mother” =  “แม่อุ้มบุญ”) 

7. The word “subtle” in paragraph 3 can be replaced by _____________________________.

(คำว่า  “ฉลาด, เฉียบแหลม, มีเล่ห์เหลี่ยม, ชำนาญ, ละเอียด, บาง, บอบบาง, เข้าใจยาก, ลึกลับ, ลี้ลับ”  ในพารากราฟ ๓  สามารถแทนโดย __________________)

    (a) reluctant    (ไม่เต็มใจ)   

    (b) improvident     (อิม-พรอฟ-วิ-เดิ้นท)  (. เลินเล่อ, ไม่ระวัง, ไม่คิดถึงอนาคต, ไม่ได้ตระเตรียมมาก่อน,

          ๒. ไม่ประหยัด, สุรุ่ยสุร่าย) 

    (c) prodigal    (พร้อด-ดิ-เกิ้ล)  (ฟุ่มเฟือย, สุรุ่ยสุร่าย, ไม่มีความเสียดาย, ใจป้ำ, สิ้นเปลืองยิ่ง)  (เมื่อเป็นคำ

          นาม  หมายถึง  “คนใช้จ่ายฟุ่มเฟือย-สุรุ่ยสุร่าย”) 

    (d) outspoken    (พูดโผงผาง, พูดจาขวานผ่าซาก, พูดตรงไปตรงมา, พูดจาเปิดเผย)

    (e) ambiguous    (แอม-บี๊ก-กิว-อัส)  (คลุมเครือ, กำกวม, มีหลายความหมาย, ยากที่จะเข้าใจ) 

    (f) shrewd    (ชรูด)  (เฉลียวฉลาด, เฉียบแหลม, หลักแหลม, ว่องไว, ร้ายแรง, มุ่งร้าย)

    (g) laconic    (ละ-ค้อน-นิค)  (พูดสั้นๆ, ใช้คำน้อย, กะทัดรัด) 

8. Paragraph 4 tells us that teenagers tend to eat ___________________________________.

(พารากราฟ ๔ บอกเราว่า  เด็กวัยรุ่นมีแนวโน้มจะกิน _____________________________)

    (a) rapidly    (อย่างรวดเร็ว)

    (b) in a messy way    (ในแบบไม่เป็นระเบียบหรือยุ่งเหยิง)

    (c) carefully    (อย่างระมัดระวัง-รอบคอบ)

    (d) whatever they are given    (อะไรก็ตามที่พวกเขาได้มา)

    (e) without thinking    (โดยไม่คิด)  (ประโยคแรกของพารากราฟ ๔ กล่าวว่า  “เด็กวัยรุ่นเป็นนักกิน

          ที่หุนหันพลันแล่น (ใจเร็ว) (หมายถึง  กินโดยไม่ยั้งคิด) ซึ่งโดยปกติแล้วจะเคี้ยวอย่างเอร็ดอร่อย

          สิ่ง (ของกิน) ที่อยู่ใกล้มือ)

    (f) in a less amount than they should    (ในปริมาณที่น้อยกว่าที่พวกเขาควรจะกิน)

9. The word “impulsive” in paragraph 4 refers to __________________________________.

(คำว่า  “หุนหันพลันแล่น, ใจเร็ว, มีแรงกระตุ้น”  ในพารากราฟ ๔ หมายถึง __________________)

    (a) voluble    (ว้อล-ลิว-เบิ้ล)  (พูดจาคล่องแคล่ว, พูดมาก) 

    (b) berserk    (เบอ-เซ้อร์ค)  (บ้าบิ่น, บ้าระห่ำ)  (เมื่อเป็นคำนาม  หมายถึง  “ผู้ที่บ้าบิ่น, ผู้ที่บ้าระห่ำ")

    (c) majestic    (มีอำนาจ, สง่าผ่าเผย, น่าเกรงขามและน่าเคารพนับถือ, สูงส่ง, ตระหง่าน)

    (d) ceaseless    (ซีส-เลส)  (ไม่หยุดนิ่ง, ไม่สิ้นสุด, ไม่ขาดสาย, ไม่รู้จักจบ, ไม่หยุดหย่อน) 

    (e) rash    (หุนหันพลันแล่น, ไม่ยั้งคิด, ใจร้อน, ไม่รอบคอบ, สะเพร่า)   

    (f) furtive    (เฟ้อร์-ทิฟว)  (ลึกลับ, ลับๆล่อๆ, แอบแฝง, ซ่อนเร้น, มีนัย, มีเล่ห์กระเท่ห์) 

    (g) perspicacious    (เพอร์-สพิ-เค้-เชิส)  (ปัญญาเฉียบแหลม, สายตาแหลมคม) 

    (h) enterprising    (ซึ่งเต็มไปด้วยความริเริ่ม, กล้าได้กล้าเสีย, แคล่วคล่อง) 

10. What does “stock” in paragraph 4 means?

(คำว่า  “ใส่ไว้ใน, เก็บไว้ใน, จัดให้มีสินค้า, ใส่สินค้าในร้าน, สั่งสินค้า, จัดให้มีปศุสัตว์”  ในพารากราฟ ๔  หมายถึงอะไร)

      (a) purchase     (ซื้อ)

      (b) auction    (อ๊อค-ชั่น)  (ขายทอดตลาด)

      (c) extol    (สรรเสริญ, ยกย่อง)

      (d) supply    (บรรจุ, ให้, จัดหา, จัดส่ง, ส่งเสบียง, เสริม, ผนวก, ชดเชย, ชดใช้, แทนที่)

      (e) dabble    (ทำให้เป็นรอยแต้มรอยด่าง, กระเด็นเป็นรอยเปียก, ทำลวกๆ, ทำแบบจับๆจดๆ)

      (f) discriminate    (แบ่งแยก, เลือกที่รักมักที่ชัง, เลือกปฏิบัติ)

      (g) disperse    (กระจาย, ทำให้กระจัดกระจาย, สลาย, ทำให้แพร่หลาย, หายไป, ทำให้หายไป, ไล่ไป)

11. The phrase “taking into account” in the fourth paragraph can best be replaced by _________

_________.

(วลี  “พิจารณา, นำมาพิจารณา”  ในพารากราฟ ๔ สามารถแทนดีที่สุดโดย _________________)

      (a) controlling    (ควบคุม)

      (b) adjusting    (ปรับ, ปรับตัว, จัด, ปรองดอง)

      (c) accepting    (ยอมรับ, รับ, ตกลง, สนอง, เห็นด้วย)

      (d) pinpointing    (หาตำแหน่งแน่นอน, หาตำแหน่งอย่างแม่นยำ, เจาะจง, ทำให้แน่ชัด, เน้น)

      (e) considering    (พิจารณา, คิดคำนึงถึง, ครุ่นคิด, รำลึก, ถือว่า, เชื่อถือ, นับถือ)

      (f) liquidating    (ลิ้ค-ควิ-เดท-ทิง)  (กำจัดโดยการฆ่าทิ้ง, สะสาง, ชำระหนี้, ชำระบัญชี) 

      (g) persevering    (เพอร์-ซิ-เวี่ยร์-ริง)  (มุมานะ, อุตสาหะ, พยายาม, บากบั่น, พากเพียร) 

12. The word “hectic” in paragraph 4 is closest in meaning to __________________________.

(คำว่า  “วุ่นวาย, น่าตื่นเต้น, เร่าร้อนใจ, เป็นไข้”  ในพารากราฟ ๔  ใกล้เคียงที่สุดในความหมายกับ ___

_______________)

      (a) sedentary    (เซ้ด-ดัน-เทอ-รี่)  (ไม่เคลื่อนย้าย, อยู่ประจำที่, นั่ง, เป็นการนั่ง, ในลักษณะนั่ง, คุ้นเคยกับ

            การนั่ง)  

      (b) overt    (โอ-เวิ้ร์ท  หรือ  โอ๊-เวิทร์ท)  (เปิดเผย, ไม่ปิดบัง, ชัดเจน, แจ่มแจ้ง) 

      (c) illiterate    (อิ-ลิ้ท-เทอะ-เรท)  (ไม่รู้หนังสือ , ไม่สามารถอ่านออกเขียนได้, ไม่มีการศึกษา, ไม่มีความรู้

           ในสาขาหนึ่ง)

      (d) lethal    (ลี้-เธิ่ล)  (ถึงตาย, เป็นอันตรายถึงตาย, ร้ายแรง, ทำให้ตาย, เกี่ยวกับความตาย) 

      (e) stupendous    (สทู-เพ้น-ดัส)  (มหาศาล, ใหญ่โตอย่างน่าทึ่ง, ทำให้ประหลาดใจ, ทำให้มึนงง) 

      (f) viable   (ไว้-อะ-เบิ้ล)  {๑. สามารถเจริญเติบโตหรือพัฒนาได้, (ทารก เมล็ดพืช หรืออื่นๆ) ที่สามารถมีชีวิต

            และเจริญเติบโตได้, (ทารกในครรภ์) เจริญเติบโตพอที่จะมีชีวิตนอกมดลูกได้,  ๒. ปฏิบัติได้, ทำงานได้,

            มีประโยชน์, ให้ความหวัง} 

      (g) chaotic    (เค-อ๊อท-ทิค)  (วุ่นวาย, สับสน, อลหม่าน, ไร้ระเบียบ, คลุมเครือ)

13. Paragraph 5 says that part of a parent’s role is to _______________________________.

(พารากราฟ ๕ กล่าวว่า  ส่วนหนึ่งของบทบาทของพ่อแม่  คือการ ______________________)

      (a) provide healthy snacks for teens    (ห้อาหารว่างที่มีประโยชน์ต่อสุขภาพสำหรับ (ลูก) วัย

            รุ่น)  (ประโยคที่ ๒ ของพารากราฟ ๕ กล่าวว่า  “ผู้เชี่ยวชาญจำนวนมากเชื่อว่า  นี่เป็นเวลาสำ

            หรับพ่อแม่ที่จะก้าวถอยหลัง (หมายถึง  เลิกบ่นจู้จี้ หรือคอยจับผิดลูก)  ในขณะที่ยังคงเสนอ

            (ให้) ทางเลือก (หมายถึง  อาหาร) ที่มีประโยชน์ต่อสุขภาพต่อไป)

      (b) ignore teens’ eating habits    (ไม่สนใจนิสัยการกินของลูกวัยรุ่น)

      (c) complain about what teens eat    (ร้องเรียน – บ่นโวยวาย – เกี่ยวกับสิ่งที่ลูกวัยรุ่นกิน)

      (d) persuade teens to eat a lot of food    (ชักชวนลูกวัยรุ่นให้กินอาหารมากๆ)

14. The word “nagging” in paragraph 5 may be replaced by __________________________.

(คำว่า  “บ่นจู้จี้, หาเรื่องจับผิด, รบกวนอยู่เรื่อย, ถากถาง, ค่อนแคะ”  ในพารากราฟ ๕  อาจแทนโดย __

_________________)

      (a) bribing    (ไบรบ-บริง)  (ติดสินบน, ให้สินบน)  (เมื่อเป็นคำนาม (Bribe) หมายถึง  “สินบน,สิ่งล่อใจ”) 

      (b) modifying    (เปลี่ยนแปลง, แก้ไข, ดัดแปลง, แปร, ปรับปรุง)

      (c) discarding    (ละทิ้ง, ทิ้งขว้าง, ให้ออก, ปฏิเสธ, ทิ้งไพ่)

      (d) halting    (หยุด, ชะงัก, ทำให้หยุดชะงัก)

      (e) complaining continually in an irritating way    (บ่นอย่างต่อเนื่องในแบบที่น่ารำคาญ หรือ

            น่าโมโห)

      (f) rebuking    (ดุด่า, ต่อว่า, ประณาม, ตำหนิ, ว่ากล่าว)

      (g) predominating    (ครอบงำ, มีอิทธิพลเหนือ, มีอำนาจเหนือ, เหนือกว่า, มีมาก กว่า, ปกครอง)

15. The statement “You are what you eat.” in the final paragraph is closest in meaning to _______

____________.

(คำพูด  “คุณคือสิ่งที่คุณกิน” (หมายถึง  คุณจะมีสุขภาพอย่างไร  ขึ้นอยู่กับอาหารที่คุณกินเข้าไป)”  ในพารากราฟสุดท้าย  ใกล้เคียงที่สุดในความหมายกับ ____________________)

      (a) you are wealthy because you eat economically    (คุณร่ำรวยเพราะว่าคุณกินอย่างประหยัด)

      (b) you are healthy because you eat proper food    (คุณมีสุขภาพดี  เพราะว่าคุณกินอาหารที่

            เหมาะสม

      (c) you try all kinds of food because you enjoy eating    (คุณลอง (กิน) อาหารทุกชนิด  เพราะว่าคุณ

            สนุกสนานกับการกิน)

      (d) you eat good food because you want to have a good figure    (คุณกินอาหารดี  เพราะว่าคุณต้อง

            การมีรูปร่าง – ทรวดทรง – ดี)

16. The most suitable title for this passage is _____________________________________.

(ชื่อเรื่องที่เหมาะสมที่สุดสำหรับบทความนี้  คือ ________________________________)

      (a) Tips for Teens    (ข้อแนะนำ – ข้อคิดเห็นที่มีประโยชน์ – สำหรับวัยรุ่น)

      (b) Parents’ Diet Guide    (หนังสือแนะนำอาหารสำหรับพ่อแม่)

      (c) Good Eating Habits    (นิสัยการกินที่ดี)

      (d) Teens and Nutrition    (วัยรุ่นและโภชนาการ)  (ส่วนใหญ่ของบทความนี้พูดเกี่ยวกับวัยรุ่นและ

             อาหารที่พวกเขาชอบกิน  และแนะนำว่าพ่อแม่ของวัยรุ่นควรจัดหาอาหารที่มีประโยชน์ต่อสุข

             ภาพให้ลูกของตนกิน)

 

(คำแปล)

วัยรุ่นควรกินอาหารที่มีประโยชน์ต่อสุขภาพหรือไม่?

 

             วัยหนุ่มสาว (Adolescence) คือช่วงเวลาของการเติบโตอย่างรวดเร็ว (rapid growth),  ตามความเป็นจริงแล้ว (in fact)  คนหนุ่มสาว (เด็กวัยรุ่น, คนที่มีอายุในช่วง ๑๓ – ๑๙ ปี) (teens) ได้รับ (gain) เกือบจะ ๕๐ เปอร์เซ็นต์ของน้ำหนักในวัยผู้ใหญ่ (adult weight) ของตนในระหว่างปีที่เป็นวัยรุ่น (adolescent years)แม้กระนั้นก็ตาม (Yet)  วัยรุ่นมีแนวโน้ม (เป็นไปได้) (likely) ว่ากินอาหารที่สมดุล (มีสารอาหารครบถ้วน) (balanced diet) น้อยกว่า (คนใน) กลุ่มอายุ (age group) อื่นใด

         เด็กวัยรุ่นรู้ว่ามันมีความสำคัญที่จะกินอย่างเหมาะสม (eat right) - - แต่เด็กวัยรุ่นจำนวนมาก (many) ไม่เข้าใจโภชนาการ (การให้อาหาร, การบำรุงเลี้ยง, อาหาร) (nutrition) พื้นฐาน (basic),  พวกเขาข้าม (ไม่กิน) (ข้ามไป, กระโดดข้าม, อ่านข้าม, ตกหล่น, หลบหนี, ไม่เข้าร่วม) (skip) อาหารเช้า  และเลือก (กิน) อาหารที่มีไขมันสูง (high-fat foods) จำนวนมากเกินไป (too many) เมื่อกินอาหารว่าง (กินอาหารเบาๆ(snacking)  หรือกินอาหารที่ภัตตาคาร (ขาย) อาหารจานด่วน (fast-food),  บางที  ผู้กระทำผิด (ผู้ละเมิด, ผู้รุกราน, ผู้ทำให้ขุ่นเคือง หรือไม่พอใจ) (offenders) ที่เลวร้ายที่สุด (แย่ที่สุด, ชั่วที่สุด, ผิดพลาดที่สุด, รุนแรงที่สุด) (worst)  คือ  เด็กผู้หญิงในวัยรุ่น (วัยหนุ่มสาว) (teenage) (เป็นการเปรียบเทียบ) ผู้ซึ่งกินอาหารพิเศษ (กินอาหารเพื่อลดน้ำหนัก) (diet) ตลอดเวลา  โดยหลีกเลี่ยง (avoiding) อาหารที่มีประโยชน์ (healthy foods) ที่พวกตนคิดว่า “ทำให้อ้วน (ทำให้สม บูรณ์, เลี้ยงให้อ้วน, อ้วนขึ้น) มากเกินไป” (too fattening)

            นิสัยการกิน (eating habits) ที่ดีเริ่มต้นในวัยเด็กระยะแรก (early childhood)  และนั่นคือเวลาที่พ่อแม่ควรเริ่มต้นวาง (เตรียมการ, เตรียม, ตั้ง, จัดตั้ง, ตั้งตรง, จัด, จัดหามา, จัดการ, ทำให้เข้าที่, ปรับ, ตั้งนาฬิกา) (setting) ตัวอย่างที่ดี,  โดยในระหว่างปีในวัยรุ่น (teenage years), อย่างไรก็ตาม, พ่อแม่จะต้องฉลาด (เฉียบแหลม, มีเล่ห์เหลี่ยม, ชำนาญ, ละเอียด, บาง, บอบบาง, เข้าใจยาก, ลึกลับ, ลี้ลับ) (subtle) มากยิ่งขึ้น  เกี่ยวกับการชี้แนะ (แนะนำ, แนะแนว, นำทาง, ควบคุม) (guiding) การเลือกอาหาร (food choices),  ทั้งนี้  พ่อแม่ไม่สามารถควบคุมสิ่งที่วัยรุ่นกิน (what teens eat) - - หรือไม่กิน - - ในระหว่างวัน (during the day)  แต่พวกเขาสามารถเสนอ (ให้, ให้คำแนะนำ, มอบ, ถวาย, เสนอราคา, บอกราคา, บอกขาย, ขอแต่งงาน, บูชา) (offer) ทางเลือก (อาหาร) ที่มีประโยชน์ (healthy choices) ที่บ้านได้

             เด็กวัยรุ่นเป็นนักกิน (eaters) ที่หุนหันพลันแล่น (ใจเร็ว, มีแรงกระตุ้น) (impulsive) (หมายถึง  กินโดยไม่ยั้งคิด)  ซึ่งโดยปกติแล้วจะเคี้ยวอย่างเอร็ดอร่อย (เคี้ยวอย่างแรง) (munching) สิ่ง (ของกิน) ที่อยู่ใกล้มือ (what’s right at hand)  ดังนั้น  (จึงควร) ใส่ไว้ใน (เก็บไว้ใน, จัดให้มีสินค้า, ใส่สินค้าในร้าน, สั่งสินค้า, จัดให้มีปศุสัตว์) (stock) ตู้เย็น (refrigerator) ด้วยอาหารว่าง (snacks) (น้ำผลไม้, เนยแข็ง, หรือผลไม้) ที่มีประโยชน์ต่อสุขภาพ (healthy),  จงเสิร์ฟอาหารเย็น (dinner) ซึ่งบำรุงกำลัง (บำรุงร่างกาย, มีสารอาหาร, ให้สารอาหาร) (nutritious)  (นี่อาจจะเป็นเพียงเวลาเดียวของวันซึ่ง (ลูก) วัยรุ่นของคุณได้รับการเสนอ (ให้) (offered) (กิน) ผัก)  และ (จง) พยายาม (try) ทำให้เวลากินอาหาร (mealtime) สนุกสนาน (enjoyable),  เช่นเดียวกัน  จงยืดหยุ่น (flexible) เกี่ยวกับเวลาซึ่งคุณกินอาหารเย็น  โดยพิจารณา (taking into account) ตารางเวลา (schedule) ที่วุ่นวาย (น่าตื่นเต้น, เร่าร้อนใจ, เป็นไข้) (hectic) บ่อยๆ ของเด็กวัยรุ่น (teenager) ด้วย

       ถ้าเด็กวัยรุ่น (ลูก) ของคุณหลีกเลี่ยง (avoids) อาหารที่มีประโยชน์ต่อสุขภาพ (healthy foods)  เพราะว่าเธอ (ลูก) คิดว่ามันกำลังทำให้อ้วน (fattening),  การบ่นจู้จี้ (หาเรื่องจับผิด, รบกวนอยู่เรื่อย, ถากถาง, ค่อนแคะ) (nagging) จะไม่ช่วยอะไรได้ (won’t help),  โดยผู้เชี่ยวชาญ (experts) จำนวนมากเชื่อว่า  นี่เป็นเวลาสำหรับพ่อแม่ที่จะก้าวถอยหลัง (step back) (หมายถึง  เลิกบ่นจู้จี้ หรือคอยจับผิดลูก)  ในขณะที่ยังคงเสนอ (ให้) ทางเลือก (alternatives) (หมายถึง  อาหาร) ที่มีประโยชน์ต่อสุขภาพ (healthy) (แก่ลูก) ต่อไป,  ทั้งนี้  เด็กวัยรุ่น (teens) ที่กังวลเรื่องปริมาณแคลอรี (Calorie-conscious) (ในอาหารที่ตนกิน) สามารถถูกกระตุ้น (ส่งเสริม, ให้กำลังใจ) (encouraged) ให้กินผลไม้, เนยแข็งที่ทำตามบ้าน (cottage cheese) และโยเกิร์ต,  ส่วนนมที่ตักเอาไขมันที่ผิวหน้าทิ้งไป (Skim milk) (มีแคลอรีต่ำ) และน้ำผลไม้ (ได้รับการเติมแคลเซียม (calcium-enriched) เพื่อให้มีสารอา หารพิเศษ – extra nutrients) ก็เป็นทางเลือก (choices) ที่ดีอื่นๆ

            การทำให้เด็กวัยรุ่นกินอาหารที่เหมาะสม (eat right) เป็นงานที่ยากลำบาก (tough task) - - แต่อย่าหยุดทำ (เลิกทำ) (give up),  ในปัจจุบัน  มากกว่าครั้ง (เวลา) ใด (more than ever)  คือ  เวลาที่จะสอนพวกเขา (เด็กวัยรุ่น) ว่า “คุณคือสิ่งที่คุณกิน” (หมายถึง  คุณจะมีสุขภาพอย่างไร  ขึ้นอยู่กับอาหารที่คุณกินเข้าไป)

 

เรียน   ท่านผู้ติดตามอ่านเว็บไซต์  “everydayenglish.pwa.co.th                  

 

                ถ้าท่านมีคำแนะนำให้ปรับปรุงเว็บไซต์นี้ประการใด  กรุณาส่ง e-mail ไปที่  ดร. วัชรินทร์  ภูเขาทอง  อดีต  ผอ. สำนักวิทยาการ  การประปาส่วนภูมิภาค  ผู้จัดทำเว็บไซต์นี้  ตาม  “Address”  (โปรดระบุหัวเรื่องด้วยว่า  “ปรับปรุงเว็บไซต์”)   เพื่อที่ผู้จัดทำฯ จะได้ปรับปรุงเนื้อหาได้ตรงตามความประสงค์ของผู้อ่านเว็บไซต์นี้ต่อไป

 

 

 

หมวดข้อสอบ READING (ตอนที่ 28)

การประปาส่วนภูมิภาค  “มุ่ง-มั่น-เพื่อปวงชน”

 

DirectionRead the following passage and choose the best answer for each question.

(จงอ่านบทความต่อไปนี้  และเลือกคำตอบที่ดีที่สุดสำหรับแต่ละคำถาม)

 

Punishment as a Way to Stop Undesired Behavior

 

          Many people assume that punishment stops undesired behavior.  Is this always true?  Psychologists have learned that the effect of punishment depends greatly on its timing, consistency, and intensity.

          Punishment suppresses behavior best when it occurs as the response is being made, or immediately afterward (timing), and when it is given each time a response occurs (consistency).  Thus, a dog that has developed a habit of constantly barking can be effectively (and humanely) punished if water is sprayed on its nose each time it barks.  Ten to fifteen such treatments are usually enough to greatly reduce barking.  This would not be the case if punishment were applied occasionally or long after the barking stopped.  If you discover that your dog dug up your flower bed while you were gone, it will do little good to punish him hours later.  Likewise, the commonly heard childhood threat, “Wait till your father comes home, then you’ll be sorry,” does more to make father an ogre than it does to effectively punish an undesirable response.

          Severe punishment can be extremely effective in stopping behavior.  If a child sticks a finger in a light socket and gets a shock, that may be the last time the child ever tries it.  More often, however, punishment only temporarily suppresses a response.  If the response is still reinforced, punishment may be particularly ineffective.  Responses suppressed by mild punishment usually reappear later.  If a child sneaks a snack from the refrigerator before dinner and is punished for it, the child may pass up snacks for a short time.  But since snack sneaking was also rewarded by the sneaked snack, the child will probably try sneaky snacking again, sometime later.

 

1. The main idea of this passage is that _________________________________________.

(ใจความสำคัญของบทความนี้  คือว่า ________________________________________)

    (a) punishment temporarily stops undesired behavior    (การลงโทษหยุดพฤติกรรมที่ไม่พึงปรารถนาเป็น

           การชั่วคราว)

    (b) effective punishment depends on its immediacy, consistency and severity    (การลง

          โทษที่มีประสิทธิผล  ขึ้นอยู่กับการกระทำโดยทันที, ความสม่ำเสมอ  และความรุนแรง)  (ประ

          โยคสุดท้ายของพารากราฟแรกกล่าวว่า  “นักจิตวิทยา ได้เรียนรู้ (ศึกษา) ว่า  ผลกระทบ (อิทธิ

          พล) ของการลงโทษ  ขึ้นอยู่อย่างสำคัญกับการเลือกเวลาที่เหมาะสมที่สุด (จังหวะเวลา),

          ความสม่ำเสมอ  และความเข้มข้น (ความรุนแรง)”)

    (c) punishment can suppress a response if it is given each time it occurs    (การลงโทษสามารถหยุด

          ยั้งการตอบสนอง – พฤติกรรมไม่ดี – ได้  ถ้ามันถูกให้ (กระทำ) ในแต่ละครั้งที่พฤติกรรมไม่ดีเกิดขึ้น)

    (d) punishment is effective if it is given at the right time when desired behavior occurs    (การลง

          โทษมีประสิทธิผล  ถ้ามันถูกกระทำในเวลาที่เหมาะสม  เมื่อพฤติกรรมที่พึงปรารถนาเกิดขึ้น)

2. In the first paragraph, “consistency” refers to __________________________________.

(ในพารากราฟแรก,  “ความสม่ำเสมอ, ความคงเส้นคงวา, ความคงที่, ความเหนียวแน่น, ความยึดมั่น)”  หมายถึง ___________________)

    (a) intrusion    (การล่วงล้ำ, การบุกรุก, การก้าวก่าย, การผลักดัน)

    (b) dissemination    (การแพร่กระจาย, การเผยแพร่, การทำให้กระจัดกระจาย)

    (c) ) collaboration    (ความร่วมมือ) 

    (d) superstition    (การเชื่อโชคเชื่อลาง, การเชื่อเรื่องไสยศาสตร์, การเชื่อเรื่องงมงาย, การเชื่อผีถือสาง)   

    (e) integrity   (อิน-เท้ก-กริ-ที่)  (๑. ความซื่อสัตย์, การยึดถือหลักคุณธรรม,  ๒. ความสมบูรณ์, ความมั่นคง,

         ความเป็นอันหนึ่งอันเดียวกัน) 

    (f) inadvertence    (การขาดความสนใจ, ความไม่ตั้งใจ, ความเลินเล่อ, ความประมาท) 

    (g) congruity    (ความสอดคล้องกัน, ความลงรอยกัน, ความเหมาะสม, การทับกันสนิท)  (“ความสอด

          คล้องกัน”  หมายถึง  “ความสม่ำเสมอ, ความคงเส้นคงวา”  ซึ่งก็คือ  การลงโทษทุกครั้งเมื่อมี

          พฤติกรรมไม่ดีเกิดขึ้น)

3. If a dog develops a habit of constantly barking, the best treatment is to __________________.

(ถ้าสุนัขสร้างนิสัยของการเห่าตลอดเวลา (เป็นประจำ)  การปฏิบัติที่ดีที่สุด  คือการ _____________

_________)

    (a) spray water on its nose occasionally    (ฉีดน้ำที่จมูกของมันเป็นครั้งคราว)

    (b) punish it severely as soon as possible    (ลงโทษมันอย่างรุนแรง  เร็วที่สุดเท่าที่จะเป็นไปได้)

    (c) beat it ten to fifteen times to stop the barking    (ตีมัน ๑๐ – ๑๕ ครั้ง  เพื่อหยุดการเห่า)

    (d) spray water on its nose immediately and consistently    (ฉีดน้ำที่จมูกของมันในทันทีทันใด

           และอย่างสม่ำเสมอ)  (ประโยคที่ ๒ ของพารากราฟ ๒ กล่าวว่า  “ดังนั้น  สุนัขซึ่งสร้างนิสัยของ

          การเห่าตลอดเวลา (อย่างสม่ำเสมอ)  สามารถถูกลงโทษอย่างมีประสิทธิผล (อย่างได้ผล) และ

          อย่างมีมนุษยธรรม  ถ้าน้ำได้รับการฉีดที่จมูกของมันในแต่ละครั้งที่มันเห่า”)

4. The word “suppresses” in paragraph 2 means ________________________________.

(คำว่า  “หยุดยั้ง, ระงับ, ขจัด, เลิก, ปราบ, ปราบปราม, ห้าม, ขยี้, ทำลาย”  ในพารากราฟ ๒ หมายถึง _

__________________)

    (a) interrogates    (สอบถาม, ซักถาม) 

    (b) emulates    (เอ๊ม-มิว-เลท)  (เอาอย่าง, พยายามเลียนแบบ, พยายามจะทำให้เท่าเทียมหรือดีกว่า) 

    (c) contradicts    (คอน-ทระ-ดิ๊คท)  (.โต้แย้ง, กล่าวแย้ง, เถียง, ๒. ปฏิเสธ)  

    (d) impoverishes    (อิม-พ้อฟ-เวอะ-ริช)  (ทำให้ยากจน, ทำให้เสื่อม, ทำให้อ่อนกำลัง, ทำให้มีคุณภาพเลว) 

    (e) elaborates    (อิ-แล้บ-เบอะ-เรท)  (พูดหรือบรรยายอย่างละเอียด, สาธยาย, เพิ่มรายละเอียด, วางแผน

         อย่างละเอียด, ทำอย่างประณีต, ประดิษฐ์อย่างประณีต)  (เมื่อเป็นคำคุณศัพท์  หมายถึง  ประณีต,

         ซับซ้อน”) 

    (f) inhibits    (อิน-ฮิ้บ-บิท)  (ยับยั้ง, สกัดกั้น, ห้าม, ขัดขวาง)

    (g) torture    (ท้อร์-เช่อะ)  (ทรมาน, ทำให้เกิดความเจ็บกายหรือใจ, บิดหรืองอ)  (เมื่อเป็นคำนาม  หมายถึง  

          “การทรมาน, การทำให้เกิดความเจ็บปวด, ความเจ็บปวด, ความทุกข์ทรมานอย่างแสนสาหัส”) 

5. It is true that the childhood threat mentioned in the passage is _____________________.

(มันเป็นความจริงว่า  การขู่ (เด็ก) ในวัยเด็ก  ที่ถูกเอ่ยถึงในบทความ ____________________)

    (a) effective because fathers are ogres    (มีประสิทธิผล  เพราะว่าพ่อหลายคนเป็นยักษ์ในเทพนิยาย)

    (b) not effective because punishment is applied too late    (ไม่มีประสิทธิผล  เพราะว่าการลง

          โทษถูกใช้ (กระทำ) ช้าเกินไป)  (ประโยคสุดท้ายของพารากราฟ ๒ กล่าวว่า  “ในทำนองเดียว

          กัน (กับการลงโทษสุนัขช้าเกินไป – ในประโยคก่อนประโยคสุดท้าย) การขู่ (เด็ก) ในวัยเด็ก  ที่

          ได้ยินกันเป็นธรรมดาสามัญ (ทั่วไป) ว่า  “ให้รอจนพ่อของเธอกลับบ้านก่อน  แล้วเธอจะต้องเสีย

          ใจ” (หมายถึง  ขู่เด็กที่ประพฤติไม่ดีว่า  รอให้พ่อเด็กกลับมาบ้านก่อนเถอะ  แล้วเด็กจะโดนลง

          โทษ) จะทำให้พ่อ (ของเด็ก) เป็นยักษ์กินคนในเทพนิยาย (คือ  ดูเป็นคนใจคอโหดร้ายในสาย

          ตาของเด็ก)  มากกว่าที่จะเป็นการลงโทษอย่างมีประสิทธิผล (ได้ผล) แก่การตอบสนอง (หรือ 

          พฤติกรรมไม่ดี) ที่ไม่พึงปรารถนา”  ซึ่งเป็นการลงโทษเด็กที่ช้าเกินไป  เพราะต้องรอให้พ่อเด็ก

          กลับมาบ้านเสียก่อน)

    (c) not effective because punishment is applied too often    (ไม่มีประสิทธิผล  เพราะว่าการลงโทษถูก

          ใช้บ่อยเกินไป)

    (d) effective because children are afraid of their fathers    (มีประสิทธิผล  เพราะว่าเด็กๆ เกรงกลัวพ่อ

          ของตน)

6. The word “response” in the second paragraph is closest in meaning to ________________.

(คำว่า  “การตอบสนอง, การขานรับ, คำตอบ, การตอบ, การโต้ตอบ, ความรู้สึกตอบ”  ในพารากราฟ ๒ ใกล้เคียงที่สุดในความหมายกับ ___________________)

    (a) prognosis    (พรอก-โน้-ซิส)  (การทำนายอาการของโรค, การทำนาย, การคาดคะเน) 

    (b) condolence    (คัน-โด๊ล-เลิ่นซ)  (การแสดงความเสียใจด้วย, การปลอบโยน, การปลอบขวัญ) 

    (c) duress    (ดู-เรส)  (การบีบบังคับ, การข่มขู่, การทำให้สูญเสียอิสรภาพ, การกักกัน, การคุมขัง) 

    (d) fraud    (ฟร้อด)  (๑. การโกง, การหลอกลวง, การฉ้อฉล, การทุจริต, พฤฒิกรรมที่หลอกลวง, เล่ห์, ของ

          ปลอม,  ๒. ผู้หลอกลวง) 

    (e) reaction    (ปฏิกิริยา, การตอบสนอง, การโต้ตอบ, ปฏิกิริยาทางเคมี, พวกหัวเก่า)

    (f) commotion    (ความไม่สงบ, ความชุลมุนวุ่นวาย, ความสับสนอลหม่าน, การจลาจล, ความอึกทึกครึกโครม,

          ความเกรียวกราว, ความวุ่นวายทางการเมืองหรือสังคม) 

    (g) testimony    (คำให้การ, หลักฐาน, พยาน, การยืนยันโดยการสาบานตัว, การแถลงโดยเปิดเผย) 

7. The phrase “to make father an ogre” in paragraph 2 infers that the ________________.

(วลี  “ทำให้พ่อเป็นยักษ์กินคนในเทพนิยาย”  ในพารากราฟ ๒ สรุปว่า __________________)

    (a) father has power over the child    (พ่อมีอำนาจเหนือลูก)

    (b) father will certainly punish the child    (พ่อจะลงโทษลูกอย่างแน่นอน)

    (c) child will have a negative image of his father    (เด็กจะมีภาพลักษณ์ที่เป็นลบต่อพ่อของตน

          (เนื่องจากเด็กถูกขู่ว่า  “รอให้พ่อเธอกลับมาบ้านก่อน  แล้วเธอจะต้องเสียใจ”  หมายถึง  จะถูก

          พ่อลงโทษเพราะพฤติกรรมไม่ดีของเด็กเอง  ซึ่งอาจทำให้พ่อมีภาพลักษณ์เป็นยักษ์มารดุร้าย 

          ที่คอยแต่จะลงโทษลูกเมื่อทำผิด  -  ดูจากข้อความในประโยคที่มีวลีข้างต้น)

    (d) child will run away when his father comes toward him    (ลูกจะวิ่งหนีเมื่อพ่อของเขาเข้ามาหา)

8. The word “undesirable” in paragraph 2 can be best replaced by _____________________.

(คำว่า  “ไม่พึงปรารถนา, ไม่เป็นที่ต้องการ, ไม่ดี”  ในพารากราฟ ๒ สามารถแทนดีที่สุดโดย ________

__________)

    (a) incoherent    (อิน-โค-เฮี้ย-เริ่นท)  (ไม่ปะติดปะต่อ, ไม่ต่อเนื่อง, ไม่สัมพันธ์กัน, ไม่เข้ากัน, ไม่เกาะติดกัน) 

    (b) prestigious    (เพรส-ทิ้จ (หรือ ที้) -เจิส)  (มีชื่อเสียง, มีเกียรติ, เป็นที่เคารพนับถือ) 

    (c) innocuous    (อิน-น้อค-คิว-เอิส)  (ไม่มีอันตราย, ไม่เป็นภัย, ไม่เป็นพิษ, ไม่น่ากลัว, ซ้ำซาก, น่าเบื่อหน่าย,

          ไม่กระตุ้น, ขาดรสชาติ)

    (d) flamboyant    (แฟลม-บ๊อย-เอิ้นท)  (หรูหรา, สวยหรู, มีสีสัน, ฉูดฉาด, โอ่อ่า, ขี้โอ่) 

    (e) gratuitous    (กระ-ทู้-อิ-ทัส)  (ฟรี, ให้เปล่า, ไม่สำคัญ)

    (f) unwelcome    (ไม่พึงปรารถนา, ไม่อยากพบอยากเจอ, ไม่เป็นที่ต้อนรับ)

    (g) moribund    (ม้อ-ริ-บันด)  (ใกล้ตาย, จวนตาย, ร่อแร่, จวนจะสูญพันธุ์, จวนจะหมด, ไม่เจริญ, อยู่กับที่)

9. The word it in the third paragraph refers to __________________________________.

(คำว่า “มัน” ในพารากราฟ ๓ หมายถึง ______________________________________)

    (a) a finger    (นิ้วมือ)

    (b) a light socket    (รูเสียบของปลั๊กไฟตัวเมีย)

    (c) putting a finger in a light socket    (การแหย่นิ้วเข้าไปในรูเสียบของปลั๊กไฟตัวเมีย)  (ดูจากประ

          โยคที่ ๒ ของพารากราฟ ๓ ที่กล่าวว่า  “ถ้าเด็กคนหนึ่งแหย่นิ้วมือเข้าไปในรูปลั๊กไฟตัวเมีย และ

          ถูกไฟดูด  นั่นอาจจะเป็นครั้งสุดท้ายที่เด็กได้เคยทดลอง มัน (คือ การแหย่นิ้วมือฯ) (เพราะเข็ด

          หลาบจากการโดนไฟดูด))

    (d) getting a shock from a light socket    (ถูกไฟดูดจากรูเสียบของปลั๊กไฟตัวเมีย)

10. The word “reinforced” in paragraph 3 means ________________________________.

(คำว่า  “เพิ่มกำลังใหม่, เพิ่มความรุนแรง, เสริมกำลัง, สนับสนุน, ทำให้แข็งแรง, เพิ่ม, เสริม”  ในพารากราฟ ๓ หมายถึง __________________)

      (a) stopped    (ทำให้หยุด, หยุด)

      (b) suppressed    (หยุดยั้ง, ระงับ, ขจัด, เลิก, ปราบ, ปราบปราม, ห้าม, ขยี้, ทำลาย)

      (c) discovered    (ค้นพบ, พบ, เจอ)

      (d) inferred     (สรุป, ลงความเห็น, อนุมาน, ส่อให้เห็น, ชี้ให้เห็นว่า, แนะนำ)

      (e) belittled    (ทำให้ดูด้อยค่า, ทำให้ความสำคัญลดลง, ดูถูก, ดูแคลน, เหยียดหยาม)

      (f) supported    (สนับสนุน (หมายถึง  มีพฤติกรรมไม่ดีเกิดซ้ำขึ้นมาอีก), หนุน, อุดหนุน, ค้ำ,

           จุน, ยัน)

      (g) accelerated    (เร่งความเร็ว, ทำให้เร็วขึ้น, เร่งรัดให้เร็วขึ้น)

11. The word “sneaks” in paragraph 3 refers to ____________________________________.

(คำว่า  “ขโมย, ลัก, เดินลับๆ ล่อๆ, ทำลับๆ ล่อๆ, เดินหลบ, แอบ, ดอด”  ในพารากราฟ ๓ หมายถึง ____

_______________)

      (a) eats    (กิน)

      (b) tries    (พยายาม, ทดลอง)

      (c) refuses    (ปฏิเสธ)

      (d) nurtures    (เน้อร์-เชอะ)  (สนับสนุน, เลี้ยง, บำรุง, ถนอม, ทะนุถนอม, ฝึกฝน, ให้การศึกษา, อาหาร,

            เครื่องบำรุง, การบำรุง)

      (e) steals    (ขโมย, ลัก)

      (f) tortures    (ทรมาน, ทำให้เกิดความเจ็บปวดแก่กายและจิตใจ, บิดหรืองอ, การทรมาน, ความเจ็บปวด,

            ความทุกข์ทรมานอย่างแสนสาหัส)

      (g) facilitates    (ทำให้ง่ายหรือสะดวกขึ้น)    

12. According to the passage, undesired behavior can be prevented from continuing by means of __

_________________.

(ตามที่บทความนี้กล่าว,  พฤติกรรมที่ไม่พึงประสงค์สามารถได้รับการป้องกันมิให้ดำเนินต่อไป  โดยวิธี

__________________)

      (a) a threat    (การข่มขู่, การขู่เข็ญ, การคุกคาม, ภัยคุกคาม, อันตราย)

      (b) mild punishment    (การลงโทษแบบไม่รุนแรง)

      (c) severe punishment    (การลงโทษอย่างรุนแรง)  (ประโยคแรกของพารากราฟสุดท้ายกล่าวว่า 

            “การลงโทษอย่างรุนแรงสามารถมีประสิทธิผล (ได้ผล) อย่างยิ่ง  ในการหยุดพฤติกรรม (ไม่ดี))

      (d) occasional reinforcement    (การเสริมกำลังเป็นครั้งคราว)

13. The word “snack” in the final paragraph could be replaced by _______________________.

(คำว่า  “อาหารว่าง, อาหารเบาๆ, ขนมขบเคี้ยว”  ในพารากราฟสุดท้าย  สามารถแทนโดย ________

____________)

      (a) negotiation    (การเจรจา)

      (b) conflict    (การต่อสู้, การขัดแย้ง, การทะเลาะ, การสู้รบ, สงคราม, การเป็นปรปักษ์)

      (c) interaction    (ปฏิสัมพันธ์, การมีความสัมพันธ์หรือกิจกรรมร่วมกัน)

      (d) beverage    (เครื่องดื่ม)

      (e) knack    (ความชำนาญพิเศษ, ความสามารถพิเศษ, ความคล่องแคล่วพิเศษ, ฝีมือที่ยอดเยี่ยม)

      (f) conspiracy    (การสมคบคิดกันกระทำความผิด, การสมรู้ร่วมคิดกันทำความชั่ว)

      (g) collation    (โค-เล้-ชั่น)  (อาหารว่าง, อาหารว่างในระหว่างถือศีล, การตรวจเทียบ, การตรวจทาน,

            การอ่านเรื่องนักบุญให้ฟังกัน)

      

(คำแปล)

การลงโทษในฐานะวิธีการหยุดพฤติกรรมที่ไม่พึงปรารถนา

 

            ผู้คนจำนวนมากสันนิษฐาน (นึกเอา, สมมติ, เข้ารับตำแหน่ง) (assume) ว่า  การลงโทษหยุดพฤติกรรมที่ไม่พึงปรารถนา (undesired behavior),  สิ่งนี้เป็นความจริงเสมอไปหรือไม่นักจิตวิทยา (Psychologists) ได้เรียนรู้ (ศึกษา, รู้มาว่า, ได้ข่าวมาว่า) (learned) ว่า  ผลกระทบ (อิทธิพล, อำ นาจ, ประสิทธิภาพ, ทรัพย์สิน) (effect) ของการลงโทษขึ้นอยู่อย่างสำคัญ (depends greatly) กับการเลือกเวลาที่เหมาะสมที่สุด (จังหวะเวลา, การจับเวลา, การคำนวณเวลา, การควบคุมจังหวะ) (timing),  ความสม่ำเสมอ (ความคงเส้นคงวา, ความคงที่, ความเหนียวแน่น, ความยึดมั่น) (consistency)   และความเข้มข้น (การเอาจริงเอาจัง, ความรุนแรง, ความเร่าร้อน, ความหนาแน่น) (intensity)

            การลงโทษหยุดยั้ง (ระงับ, ขจัด, เลิก, ปราบ, ปราบปราม, ห้าม, ขยี้, ทำลาย)  (suppresses) พฤติกรรมได้ดีที่สุด  เมื่อ (๑) มัน (การลงโทษ) เกิดขึ้น (occurs) ในขณะที่ (as) การตอบสนอง (การขานรับ, คำตอบ, การตอบ, การโต้ตอบ, ความรู้สึกตอบ) (response) (หมายถึง  พฤติกรรมไม่ดี) กำลังเกิดขึ้น (is being made)  หรือในทันทีทันใดหลังจากนั้น (immediately afterward) (คือ  เรื่องของจังหวะเวลาหรือการเลือกเวลา – การลงโทษ) (timing)  และเมื่อ (๒) มัน (การลงโทษ) มีขึ้นในแต่ละครั้ง (each time) ที่การตอบสนอง (response) (หมายถึง  พฤติกรรมไม่ดี) เกิดขึ้น (คือ  ความสม่ำเสมอ –  ของการลงโทษ) (consistency)  ดังนั้น  สุนัขซึ่งสร้างนิสัย (developed a habit) ของการเห่า (barking) ตลอดเวลา (อย่างสม่ำเสมอ, เป็นประจำ(constantly)  สามารถถูกลงโทษอย่างมีประสิทธิผล (อย่างได้ผล) (effectively) และอย่างมีมนุษยธรรม (humanely)  ถ้าน้ำได้รับการฉีด (พ่น, พรม, โปรย) (sprayed) ที่จมูกของมัน ในแต่ละครั้งที่มันเห่า (barks),  โดยการปฏิบัติดังกล่าว (such treatments) (หมายถึง  ฉีดหรือพ่นน้ำที่จมูกหมา) จำนวน ๑๐ – ๑๕ ครั้ง  โดยปกติแล้ว  (usually) เพียงพอที่จะลดการเห่า (ของสุนัข) อย่างสำคัญ (greatly reduce barking)  (แต่) สิ่งนี้มิใช่ในกรณี (ตามที่กล่าวมา) (This would not be the case)  ถ้าการลงโทษถูกใช้ (ประยุกต์, ใช้เป็นประโยชน์, สมัคร) (applied) เป็นบางโอกาส (เป็นครั้งคราว) (occasionally) (คือ ไม่สม่ำเสมอ)  หรือภายหลังจากการเห่าหยุดไปแล้วเป็นเวลานาน (long after the barking stopped),  โดยถ้าคุณค้นพบ (พบ, มองออก, เปิดเผย) (discover) ว่าสุนัขของคุณขุดคุ้ย (dug up) แปลงดอกไม้ (flower bed) ของคุณในขณะคุณไม่อยู่บ้าน (while you were gone)  ทั้งนี้  มันจะได้ผล (มีประโยชน์) เพียงนิดหน่อย (it will do little good) ที่จะลงโทษมันอีกหลายชั่วโมงต่อมา (hours later),  ในทำนองเดียวกัน (Likewise) การขู่ (เด็ก) ในวัยเด็ก (childhood threat)  ที่ได้ยินกันเป็นธรรมดาสามัญ (ทั่วไป) (commonly heard) ว่า  “ให้รอจนพ่อของเธอกลับบ้านก่อน  แล้วเธอจะต้องเสียใจ” (หมายถึง  ขู่เด็กที่ประพฤติไม่ดีว่า  รอให้พ่อเด็กกลับมาบ้านก่อนเถอะ  แล้วเด็กจะโดนลงโทษ) จะทำให้พ่อ (ของเด็ก) เป็นยักษ์กินคนในเทพนิยาย (make father an ogre) (คือ  ดูเป็นคนดุร้ายในสายตาของเด็ก – เป็นการเปรียบเทียบ)  มากกว่าที่จะเป็นการลงโทษอย่างมีประสิทธิผล (ได้ผล) แก่การตอบสนอง (คือ พฤติกรรมไม่ดี) ที่ไม่พึงปรารถนา (undesirable response)

            การลงโทษอย่างรุนแรง (Severe punishment) สามารถมีประสิทธิผล (ได้ผล) อย่างยิ่ง (extremely effective) ในการหยุดพฤติกรรม (ไม่ดี),  โดยถ้าเด็กคนหนึ่งแหย่นิ้วมือ (sticks a finger) เข้าไปในรูปลั๊กไฟตัวเมีย (light socket) และถูกไฟดูด (gets a shock)  นั่นอาจจะเป็นครั้งสุดท้าย (last time) ที่เด็กได้เคยทดลอง (try) มัน (คือ การแหย่นิ้วมือฯ) (เพราะเข็ดหลาบจากการโดนไฟดูด),  บ่อยยิ่งกว่านั้น (More often), อย่างไรก็ตาม, การลงโทษหยุดยั้ง (suppresses) การตอบสนอง (response) (หมายถึง  พฤติกรรมไม่ดี) แต่เพียงชั่วคราวเท่านั้น (only temporarily),  โดยถ้าการตอบสนอง (คือ พฤติกรรมไม่ดี) ยังคงถูกเพิ่มกำลังใหม่ (เพิ่มความรุนแรง, ถูกทำซำ้, เสริมกำลัง, สนับสนุน, ทำให้แข็งแรง, เพิ่ม, เสริม) (reinforced)  การลงโทษก็อาจจะไม่มีประสิทธิผลเป็นพิเศษ (particularly ineffective),  ทั้งนี้  การตอบสนอง (พฤติกรรมไม่ดี)  ซึ่งถูกหยุดยั้ง (ระงับ) (suppressed) โดยการลง โทษที่ไม่รุนแรง (เบา, อ่อน, อ่อนโยน, ไม่มากเกินไป, ไม่ฉุน, ไม่เผ็ด) (mild)  ปกติแล้วจะปรากฏขึ้นอีก (ปรากฏซ้ำ) (reappear) ในเวลาต่อมา (later),  โดยถ้าเด็กคนหนึ่งขโมย (ลัก, เดินลับๆ ล่อๆ, ทำลับๆ ล่อๆ, เดินหลบ, แอบ, ดอด) (sneaks) อาหารว่าง (อาหารเบาๆ, ขนมขบเคี้ยว) (snack) จากตู้เย็น (refrigerator) ก่อน (กิน) อาหารเย็น  และถูกลงโทษในเรื่องนี้  เด็กอาจจะไม่กิน (ไม่แตะต้อง) (pass up) อาหารว่างเป็นเวลาสั้นๆ (ชั่วเวลาหนึ่ง) (a short time)  แต่เนื่องจากการขโมยอาหารว่าง (snack sneaking)  ได้รับผลตอบแทน (ได้รับรางวัล, ได้รับชดเชย) (was rewarded) ด้วยเช่นกันโดยอาหารว่างที่ถูกขโมยมา (sneaked snack) (หมายถึง  ได้ขนมที่ขโมยมาเป็นสิ่งตอบแทนหรือรางวัล)  เด็ก (ที่ขโมยขนม) อาจจะลอง (try) รับประทานอาหารว่าง (snacking) แบบลับๆ ล่อๆ (ไม่เปิดเผย, ซ่อนเร้นอยู่ในใจ, ขี้โกง, หลอกลวง) (sneaky) (หมายถึง  การขโมยกิน) อีกครั้งหนึ่งในเวลาต่อมา (sometime later) (หมายถึง  เด็กอาจขโมยขนมกินอีกครั้งเพราะติดใจ  เนื่องจากการลงโทษฐานขโมยไม่รุนแรง,  โดย ๒ ประโยคสุดท้ายของพารากราฟนี้เป็นการเล่นคำ ๒ คำ คือ “Sneak” และ “Snack”  เช่น  “Snack sneaking (การลัักขโมยอาหารว่าง),”  “Sneaked snack (อาหารว่างซึ่งถูกขโมย),”  และ  "Sneaky snacking (การกินอาหารว่างอย่่างลับๆ ล่อๆ  ซึ่งหมายถึงการขโมยกิน)”)

 

เรียน   ท่านผู้ติดตามอ่านเว็บไซต์  “everydayenglish.pwa.co.th                  

 

                ถ้าท่านมีคำแนะนำให้ปรับปรุงเว็บไซต์นี้ประการใด  กรุณาส่ง e-mail ไปที่  ดร. วัชรินทร์  ภูเขาทอง  อดีต  ผอ. สำนักวิทยาการ  การประปาส่วนภูมิภาค  ผู้จัดทำเว็บไซต์นี้  ตาม  “Address”  (โปรดระบุหัวเรื่องด้วยว่า  “ปรับปรุงเว็บไซต์”)   เพื่อที่ผู้จัดทำฯ จะได้ปรับปรุงเนื้อหาได้ตรงตามความประสงค์ของผู้อ่านเว็บไซต์นี้ต่อไป

 

 

 

 

 

หมวดข้อสอบ READING (ตอนที่ 27)

การประปาส่วนภูมิภาค  “มุ่ง-มั่น-เพื่อปวงชน”

 

DirectionRead the following passage and choose the best answer for each question.

(จงอ่านบทความต่อไปนี้  และเลือกคำตอบที่ดีที่สุดสำหรับแต่ละคำถาม)

 

Would It Be Better to Stop Giving Opinions?

 

          Many of us grow up believing that intelligent people should have an opinion about absolutely everything.  “This is good, this is bad, that is outrageous.”  Newspapers express opinions, politicians have opinions, current affairs shows have opinion, next door neighbors have opinions – “be concerned about this” and “be outraged about that.”

          You don’t always have to have an opinion.  Sometimes it is appropriate to have no opinion at all.  Why not just let people be?  When your neighbor says, “Don’t you think Frank should get a job?” you may like to say, “I think Frank should do what he wants.”  When she says, Isn’t it terrible that Frank’s wife is so overweight?” you say to yourself, “Perhaps she’s learning about being fat.”

          Sometimes, of course, it’s necessary to pass opinions or make an assessment of people – e.g.  “Does my secretary produce results?”  “Is my accountant doing his job?”  But there are many times when it’s unproductive to pass judgement.

          Try this experiment.  Spend a week not judging anything or anybody.  When next you meet someone who talks a lot, or spends a lot or complains a lot or doesn’t work, mentally say to yourself, “I give you the space to experience life as you choose.  It is not for me to judge you.”  Life becomes a lot more serene.

          A “non-judgemental” attitude does not mean that you have to “like” everybody or that you don’t have preferences – it means that you adopt an attitude where you are at peace with those around you.

          There will be times when you choose not to be in another’s company, but this can stem more from an attitude of what feels right for you rather than from condemnation of other people’s differences.

 

1. “Many of us grow up believing that intelligent people should have an opinion about absolutely everything” in the first paragraph means it is _________________.

(“พวกเราจำนวนมากเติบโตมาโดยเชื่อว่าคนเฉลียวฉลาดควรมีความคิดเห็นเกี่ยวกับทุกสิ่งทุกอย่างไปเสียทั้งหมด”  ในพารากราฟแรก  หมายความว่า  มัน ________________)

    (a) true that having opinions about everything is necessary for people    (เป็นความจริงว่า  การมีความ

          เห็นเกี่ยวกับทุกสิ่งเป็นเรื่องจำเป็นสำหรับผู้คน)

    (b) true that only intelligent people know how to give opinions about everything    (เป็นความจริงว่า 

          เฉพาะคนที่เฉลียวฉลาดเท่านั้นที่รู้ว่าจะให้ความคิดเห็นเกี่ยวกับทุกสิ่งอย่างไร)

    (c) thought that giving an opinion is one way to show a person’s intelligence    (ถูกคิดว่า

          การให้ความคิดเห็นเป็นวิธีหนึ่งที่จะแสดงความเฉลียวฉลาดของบุคคล)  (หมายถึง  คนฉลาด

          ต้องแสดงความคิดเห็น  ซึ่งตรงกับข้อความในข้อ)

    (d) believed that people will become intelligent after they give opinions about everything    (ถูกเชื่อว่า 

          ผู้คนจะเฉลียวฉลาด  ภายหลังที่พวกเขาให้ความเห็นเกี่ยวกับทุกสิ่ง)

2. In paragraph 1, “concerned about” refers to _________________________________.

(ในพารากราฟ ๑,  “วิตกกังวลเกี่ยวกับ”  หมายถึง ________________________________)

    (a) thought about    (นึกถึงเรื่อง)

    (b) frightened of    (ตกใจ, สะดุ้งตกใจกลัว)

    (c) complained about    (ร้องเรียนเกี่ยวกับ)

    (d) inferior to    (ด้อยกว่า, เลวกว่า, แย่กว่า)

    (e) loyal to    (จงรักภักดีต่อ, ซื่อสัตย์ต่อ)

    (f) responsible for    (รับผิดชอบในเรื่อง)

    (g) worried about    (วิตกกังวลเกี่ยวกับ)

3. The word “outraged” in paragraph 1 is closest in meaning to _______________________.

(คำว่า  “เจ็บแค้นใจ, โกรธเคือง”  ในพารากราฟ ๑ ใกล้เคียงที่สุดในความหมายกับ __________)

    (a) premature    (พรี-มะ-ทั่วร์)  (ก่อนถึงเวลาอันควร, ยังไม่ถึงเวลาอันควร, ก่อนถึงเวลากำหนด, ยังไม่ครบ,

          ยังไม่เจริญเติบโตเต็มที่)

    (b) affable    (เป็นมิตร, มีอัธยาศัยดี, คบง่าย)

    (c) pristine    (พริส-ทีน)  (แรกเริ่ม, บริสุทธิ์, เก่าแก่, ดึกดำบรรพ์)

    (d) obscure    (มืด, เข้าใจยาก, ไม่มีใครรู้จัก)

    (e) subordinate    (เป็นรอง, มีตำแหน่ง  ยศ  หรือความสำคัญน้อยกว่า หรือต่ำกว่า)

    (f) indignant    (เดือดดาล, ขุ่นเคือง, ไม่พอใจมาก)

    (g) steadfast    (แน่วแน่, แน่นอน, มั่นคง, ไม่เปลี่ยนแปลง, ยึดมั่น)

4. From paragraph 2, we learn that _____________________________________________.

(จากพารากราฟ ๒, เราเรียนรู้ว่า ___________________________________________)

    (a) it’s not always necessary to have opinions about others    (มันไม่จำเป็นเสมอไปที่จะมี

          ความคิดเห็นเกี่ยวกับคนอื่นๆ)  (ดูจาก ๒ ประโยคแรกของพารากราฟ ๒ ที่กล่าวว่า  “คุณไม่

          จำเป็นต้องมีความคิดเห็น (เกี่ยวกับเรื่องใดเรื่องหนึ่ง) เสมอไป,  บางครั้งมันเป็นการเหมาะสม

          (สมควร) ที่จะไม่ต้องมีความคิดเห็นใดๆ เลย)

    (b) there isn’t any reason to have opinions about your neighbors    (ไม่มีเหตุผลใดๆ ที่จะมีความคิดเห็น

          เกี่ยวกับเพื่อนบ้านของคุณ)

    (c) there are several ways to express opinions about other people    (มีหลายวิธีที่จะแสดงความคิดเห็น

          เกี่ยวกับคนอื่นๆ)

    (d) it’s very rude to give opinions about your neighbor’s personal affairs    (มันไม่สุภาพอย่างมากที่จะ

          ให้ความคิดเห็นเกี่ยวกับเรื่องส่วนตัวของเพื่อนบ้านของคุณ)

5. In paragraphs 3 - 4, the writer believes that your life will be better if you _______________.

(ในพารากราฟ ๓ - ๔,  ผู้เขียนเชื่อว่า  ชีวิตของคุณจะดีขึ้น  ถ้าคุณ _____________________)

    (a) ignore neighbors who talk a lot    (ไม่ใส่ใจเพื่อนบ้านผู้ซึ่งพูดมาก)

    (b) know how and when to pass opinions    (รู้ว่าจะแสดงความคิดเห็นอย่างไรและเมื่อไร)  (พารา

          กราฟ ๓ กล่าวว่า  “บางครั้งมันจำเป็นที่จะแสดงความคิดเห็นหรือประเมินผู้คน  แต่ก็มีหลายครั้งที่

          ไม่เกิดผลดีที่จะแสดงความคิดเห็น”  ส่วนพารากราฟ ๔  กล่าวว่า  “จงทดลองใช้เวลาสักสัปดาห์

          หนึ่งที่จะไม่แสดงความคิดเห็นเกี่ยวกับสิ่งใดหรือผู้ใด..............และบอกกับตัวคุณเองว่า  คุณจะ

          ให้ที่ว่างแก่เขาที่จะมีประสบการณ์ชีวิตตามที่เขาเลือก  และคุณจะไม่แสดงความเห็นกับเขา  ซึ่ง

          จะทำให้ชีวิตของคุณมีความสงบเงียบ (ราบเรียบ) มากขึ้นอย่างมาก  ซึ่งหมายความว่า  ชีวิตของ

          คุณจะดีขึ้น  ถ้าคุณรู้ว่าจะแสดงความคิดเห็นอย่างไรและเมื่อไร)

    (c) give your opinions to certain people    (ให้ความเห็นของคุณแก่คนบางคน)

    (d) give opinions only to people you work with    (ให้ความเห็นเฉพาะกับคนที่คุณทำงานด้วยเท่านั้น)

6. The phrase “make an assessment of people” in paragraph 3 might be replaced by “________

________ other people.”

(วลี  “ประเมินผู้คน”  ในพารากราฟ ๓  อาจจะแทนโดย  “_______________________ คนอื่น”)

    (a) advise    (แนะนำ)

    (b) affect    (มีผลกระทบกับ)

    (c) caution    (เตือน, ตักเตือน)

    (d) baffle    (ทำให้งุนงง)

    (e) evaluate    (ประเมินค่า, หาค่า, ตีราคา)

    (f) indoctrinate    (ปลูกฝังความเชื่อ, สอนให้ซึมซาบ, สั่งสอนทฤษฎี หลักการ ลัทธิ และอื่นๆ)

    (g) assault    (จู่โจม, โจมตี, ทำร้าย, ข่มขืน)

7. The word “unproductive” in the third paragraph means ____________________________.

(คำว่า  “ไม่ให้ผลดี, ไม่เกิดผล, ไม่อุดมสมบูรณ์, ไม่มีอำนาจผลิต”  ในพารากราฟ ๓ หมายถึง ______

____________)

    (a) obscure    (มืด, เข้าใจยาก, ไม่มีใครรู้จัก)

    (b) volatile    (ว้อล-ละ-ไทล)  (ระเหยเป็นไอได้รวดเร็ว, ปะทุง่าย, ระเบิดง่าย, เปลี่ยนแปลงได้ง่าย, ขึ้นๆลงๆ,

          ชั่วคราว)

    (c) transient    (ชั่วคราว, ไม่จีรังยั่งยืน, ไม่ได้ตั้งอยู่นาน)

    (d) stationary    (หยุดนิ่ง, ไม่เคลื่อนที่, คงที่, ประจำที่, ไม่เคลื่อนย้าย, อยู่ในสภาพเดิม)

    (e) lengthy    (ยืดเยื้อ, ยาวนาน, ใช้เวลามาก)

    (f) prolific    {โพร-ลิฟ-ฟิค)  (ออกลูกมาก, มีลูกมาก, มีผลดก, แพร่หลาย, อุดมสมบูรณ์, (นักเขียน-นักประพันธ์)

          มีผลงานมาก}

    (g) fruitless    (ไร้ผล, ไม่บังเกิดผล, ไม่มีประโยชน์, เป็นหมัน)

8. The phrase “this experiment” in the fourth paragraph refers to ___________________.

(วลี  “การทดลองนี้”  ในพารากราฟ ๔ หมายถึง __________________________________)

    (a) the technique of talking to yourself    (เทคนิคของการพูดคุยกับตัวคุณเอง)

    (b) the way of learning how to judge people    (วิธีการเรียนรู้ว่าจะตัดสิน – วินิจฉัย – ผู้คนอย่างไร)

    (c) the method of practicing how to be tolerant    (วิธีการฝึกฝนว่าจะอดทน-อดกลั้นได้อย่างไร

          (พารากราฟ ๔  กล่าวว่า  “จงทดลองใช้เวลาสักสัปดาห์หนึ่งที่จะไม่แสดงความคิดเห็นเกี่ยวกับสิ่ง

          ใดหรือผู้ใด,  เมื่อครั้งต่อไป  คุณพบใครบางคนผู้ซึ่งพูดมาก  หรือใช้จ่ายเงินมาก  หรือบ่น (ร้อง

          เรียน) มาก  หรือไม่ทำงาน  และบอกกับตัวคุณเองว่า  คุณจะให้ที่ว่างแก่เขาที่จะมีประสบการณ์

          ชีวิตตามที่เขาเลือก  และคุณจะไม่แสดงความเห็นกับเขา..................”  สิ่งเหล่านี้เป็นการฝึกอด

          ทน-อดกลั้นกับการกระทำของผู้อื่น)

    (d) the process of learning how to control your emotions    (กระบวนการเรียนรู้ว่าจะควบคุมอารมณ์ของ

          คุณอย่างไร)

9. The word “serene” in paragraph 4 can be replaced by ___________________________.

(คำว่า  “สงบเงียบ, สงบ, ราบรื่น, ราบเรียบ, เยือกเย็น, ไม่มีเมฆ, ปลอดโปร่ง”  ในพารากราฟ ๔ สามารถแทนโดย __________________)

    (a) meaningful    (มีความหมาย, สำคัญ)

    (b) satisfactory    (น่าพึงพอใจ)

    (c) peaceful    (สงบ, สงบสุข, สงบเงียบ, มีสันติภาพ, รักสันติ)

    (d) exciting    (น่าตื่นเต้น)

    (e) laborious    {ใช้แรงงานมาก, (งาน) หนัก, ยาก, ลำบาก, ต้องใช้ความพยายามมาก, อุตสาหะ}

    (f) tedious    (น่าเบื่อ, น่ารำคาญ)

    (g) covetous    (คัฟ-วิ-ทัส)  (โลภ, อยากได้มาก, ปรารถนามาก, กระหายที่จะครอบ ครอง)

10. The main idea of the last two paragraphs is that we should not ___________________.

(ความคิด (ใจความ) สำคัญของ ๒ พารากราฟสุดท้าย  คือว่า  เราไม่ควร _________________)

    (a) judge people if we feel that they are right    (ตัดสินผู้คน  ถ้าเรารู้สึกว่าพวกเขาเป็นฝ่ายถูก)

    (b) judge people if we are happy to live with them    (ตัดสินผู้คน  ถ้าเรามีความสุขที่จะมีชีวิตกับพวกเขา)

    (c) have preferences because we do not know everybody    (มีการเลือกที่จะชอบ  เพราะว่าเราไม่รู้จัก

          ทุกคน)

    (d) have a judgemental attitude about people we associate with    (มีทัศนคติแบบแสดงความ

          คิดเห็นเชิงวิพากษ์วิจารณ์  เกี่ยวกับผู้คนที่เราคบค้าสมาคมด้วย)  (พารากราฟที่ ๕ กล่าวว่า  “ทัศ

          นคติแบบ “ไม่แสดงความคิดเห็นเกี่ยวกับผู้อื่น” มิได้หมายความว่าคุณจะต้อง “ชอบ” ทุกคน 

          หรือว่าคุณไม่มีสิ่งที่ชอบมากกว่ากัน (การชอบสิ่งนี้มากกว่าสิ่งนั้น) - (แต่) มันหมายความว่า 

          คุณรับเอาทัศนคติ  ที่ซึ่งคุณมีสันติภาพกับ (ไม่ทะเลาะวิวาทกับ) บุคคลที่อยู่รอบตัวคุณ”  ซึ่งผู้

          เขียนต้องการบอกว่า  การไม่แสดงความเห็นเชิงวิพากษ์วิจารณ์คนอื่นมิใช่เรื่องแปลกแต่อย่าง

          ใด  เท่ากับแนะนำว่า  เราไม่ควรวิพากษ์วิจารณ์ผู้อื่นนั่นเอง)

11. The word “adopt” in paragraph 5 is closest in meaning to ________________________.

(คำว่า  “รับเอามา (ใช้), รับเอามาเป็นลูก”  ในพารากราฟ ๕ ใกล้เคียงที่สุดในความหมายกับ ______

_____________)

    (a) brag    (คุยโม้, คุยโว)

    (b) avoid    (หลีกเลี่ยง, หลบหลีก, ออกห่างจาก)

    (c) ponder    (ไตร่ตรอง, พิจารณา, ครุ่นคิด, คำนึง)

    (d) repudiate    (ปฏิเสธ, บอกปัด, ไม่ยอมรับ (ว่าเป็นของตน), ทอดทิ้ง)

    (e) utilize    (ใช้เป็นประโยชน์, ทำให้เป็นประโยชน์)

    (f) regret   (ริ-เกร้ท)  (เสียใจ, สลดใจ, ความเสียใจ, ความสลดใจ) 

    (g) despise    (ดูถูก, ดูหมิ่น, เหยียดหยาม)

12. The word “stem” in paragraph 6 can be replaced by ___________________________.

(คำว่า  “เกิด, กำเนิด”  ในพารากราฟ ๖ สามารถแทนโดย ___________________________)

    (a) derive    (ได้รับ)

    (b) take    (เอาไป)

    (c) admire    (ยกย่อง, ชื่นชม)

    (d) infer    (สรุป, ลงความเห็น, อนุมาน, ส่อให้เห็น, ชี้ให้เห็นว่า, แนะนำ)

    (e) arise    (เกิดขึ้น, เป็นผลจาก, ลุกขึ้น)

    (f) counterfeit    (เค้าน-เทอะ-ฟิต)  (ทำปลอม, ทำเทียม, ของปลอม-เทียม,  ซึ่งปลอมหรือไม่ใช่ของแท้)

    (g) amplify    (ขยายใหญ่ขึ้น, ขยายความ)   

13. The best title for this passage is “_________________________________________.”

(ชื่อเรื่องที่ดีที่สุดสำหรับบทความนี้คือ “_______________________________________)

      (a) Critical Opinions    (ความคิดเห็นเชิงวิพากษ์วิจารณ์)

      (b) Ways to Know Your Neighbors    (วิธีการที่จะรู้จักเพื่อนบ้านของคุณ)

      (c) A “Non-judgemental” Attitude    (ทัศนคติแบบไม่วิพากษ์วิจารณ์ผู้อื่น  หรือไม่แสดงความคิด

            เห็นเกี่ยวกับผู้อื่น)  (บทความนี้เน้นว่า  คนเราไม่ควรแสดงความคิดเห็นเกี่ยวกับผู้อื่น  หรือวิ

            พากษ์วิจารณ์ผู้อื่น  แต่ควรปล่อยให้คนเหล่านั้นทำในสิ่งที่ตนเองชอบ  ซึ่งจะทำให้ชีวิตของเรา

            มีความสงบสุขมากขึ้น  และสามารถอยู่ร่วมกับผู้อื่นได้โดยสันติสุข)

      (d) How People Become Intelligent    (ผู้คนฉลาดได้อย่างไร)

14. In the final paragraph, “condemnation” refers to ______________________________.

(ในพารากราฟสุดท้าย  “การประณาม, การตัดสินหรือประกาศว่ามีความผิด, ภาวะที่ถูกประณาม”  หมายถึง _____________________)

      (a) genocide    (การฆ่าทำลายล้างเผ่าพันธุ์)

      (b) discipline     (ดิส-ซิ-พลิน)  (วินัย, ระเบียบวินัย, ข้อบังคับ, การฝึกฝน, การลงโทษ, สาขาวิชา, วินัยทาง

            ศาสนา)

      (c) autopsy    (อ๊อ-ทอพ-ซี)  (การชันสูตรศพ, การผ่าศพ, ชันสูตรศพ, ผ่าศพ)

      (d) catastrophe    (คะ-แทส-โทร-ฟี่)  (ความหายนะ, ภัยพิบัติ, เหตุการณ์ที่ร้ายกาจ, ตอนจบของละคร,

            จุดจบ)

      (e) denouncement    (การประณาม, การติเตียน, การกล่าวโทษ, การปรักปรำ, การประกาศเลิก,

           การบอกเลิก

      (f) compunction    (คัม-พั้งค-ชั่น)  (ความเสียใจต่อการกระทำ, ความไม่สบายใจหรือวิตกกังวลต่อสิ่งที่ได้

            ทำไปแล้ว)

      (g) embezzlement    (การยักยอก, การฉ้อฉล)

 

(คำแปล)

มันจะดีกว่ากันไหมที่จะเลิกให้ความคิดเห็น?

 

            พวกเราจำนวนมากเติบโต (grow up) มาโดยเชื่อว่าคนเฉลียวฉลาด (intelligent) ควรมีความคิดเห็นเกี่ยวกับทุกสิ่งทุกอย่างไปเสียทั้งหมด (absolutely everything),  (เช่น)  “สิ่งนี้ดี,  สิ่งนี้ไม่ดี,  สิ่งนั้นทำให้เจ็บแค้นใจ (เหลือทน, เกะกะระราน) (outrageous),”  โดยหนังสือพิมพ์แสดงความคิดเห็น (express opinions),  นักการเมืองมีความคิดเห็น,  รายการแสดงเหตุการณ์ปัจจุบัน (ทางทีวี-วิทยุ) (current affairs shows) มีความคิดเห็น,  เพื่อนบ้านหลังถัดไป (next-door neighbors) ก็มีความคิดเห็น – “วิตกกังวล (concerned) เกี่ยวกับเรื่องนี้”  และ  “เจ็บแค้นใจ (โกรธเคือง) (outraged) เกี่ยวกับเรื่องนั้น”

            คุณไม่จำเป็นต้องมีความคิดเห็น (เกี่ยวกับเรื่องใดเรื่องหนึ่ง) เสมอไป  บางครั้งมันเป็นการเหมาะสม (สมควร) (appropriate) ที่จะไม่ต้องมีความคิดเห็นใดๆ เลย (have no opinion at all)ทำไมจึงไม่ปล่อยให้ผู้คนเป็นในสิ่งที่พวกเขาเป็น (Why not  just let people be?),  โดยเมื่อเพื่อนบ้านของคุณพูดว่า  “คุณไม่คิดหรือว่าแฟรงค์ควรหางานทำได้แล้ว (should get a job)”  คุณอาจจะอยากพูด (ตอบ) ว่า  “ผมคิดว่าแฟรงค์ควรทำในสิ่งที่เขาต้องการ”  (และ) เมื่อเธอ (เพื่อนบ้านคนเดิม) พูดว่า  “มันไม่น่ากลัว (น่าเกลียด, แย่, น่าเกรงขาม, ร้ายแรง, สยองขวัญ) (terrible) หรอกหรือ  ที่ภรรยาของแฟรงค์น้ำหนักมากเกินไป (overweight) อย่างมาก”  คุณก็อาจจะพูดกับตัวเองว่า  “บางทีนะ  เธอ (อาจจะ) กำลังเรียนรู้เกี่ยวกับการอ้วนก็เป็นได้ (learning about being fat)

            บางครั้ง (บางที, บางโอกาส) (Sometimes), แน่ละ (แน่นอน) (of course), มันจำเป็นที่จะพูดจา (เอ่ย) (pass) (แสดง) ความคิดเห็น (opinions) หรือประเมินผู้คน (make an assessment of people)  ตัวอย่างเช่น (e.g.) “เลขานุการของผมมีผลงาน (produce results) ไหม”  (หรือ)  “นักบัญชี (accountant) ของผมกำลังทำงานของเขาหรือเปล่า”  แต่ก็มีหลายครั้ง (โอกาส, เวลา, ช่วงเวลา, ยุค, สมัย, ครั้ง) (times)  เมื่อมันไม่ให้ผลดี (ไม่เกิดผล, ไม่อุดมสมบูรณ์, ไม่มีอำนาจผลิต) (unproductive) ที่จะแสดงความคิดเห็น (แสดงการพิจารณา, แสดงการวินิจฉัยชี้ขาด) (pass judgement)

            จงลอง (Try) การทดลอง (การทดสอบ) (experiment) นี้ดู,  ใช้เวลา ๑ สัปดาห์ (Spend a week) โดยไม่แสดงความเห็น (ลงความเห็น) (judging) เกี่ยวกับเรื่องใดๆ หรือคนใดๆ,  เมื่อครั้งต่อไป (When next) คุณพบใครบางคนผู้ซึ่งพูดมาก  หรือใช้จ่ายเงินมาก  หรือบ่น (ร้องเรียน) (complains) มาก  หรือไม่ทำงาน,  จงพูดกับตัวคุณเองโดยจิตใจ (อย่างมีปัญญา) (mentally) ว่า  “ผมให้ที่ว่าง (ระยะเวลา, อวกาศ, ช่องว่าง, ที่ว่างเปล่าในท้องฟ้า, ทางหนีทีไล่) (space) แก่คุณ  ที่จะมีประสบการณ์ชีวิต (experience life) ตามที่คุณเลือก (as you choose)มันมิใช่เรื่องของผม (It is not for me) ที่จะลงความเห็น (ตัดสิน, วินิจฉัย) (judge) คุณ,”  (เมื่อเป็นอย่างนี้)  ชีวิต (ของคุณ) ก็จะสงบเงียบ (สงบ, ราบรื่น, ราบเรียบ, เยือกเย็น, ไม่มีเมฆ, ปลอดโปร่ง) (serene) มากขึ้นเยอะเลย (a lot more)

            ทัศนคติ (attitude) แบบ “ไม่แสดงความคิดเห็นเกี่ยวกับผู้อื่น(non-judgemental)  มิได้หมายความว่าคุณจะต้อง “ชอบ” ทุกคน  หรือว่าคุณไม่มีสิ่งที่ชอบมากกว่ากัน (การชอบสิ่งนี้มากกว่าสิ่งนั้น) (preferences) - (แต่) มันหมายความว่า  คุณรับเอามา (รับมาเลี้ยงเป็นลูก) (adopt) ทัศนคติ  ที่ซึ่งคุณมีสันติภาพกับ (ไม่ทะเลาะวิวาทกับ) (at peace with) บุคคลที่อยู่รอบตัวคุณ (those around you)

            จะมีช่วงเวลา (โอกาส, ยุค, สมัย, ครั้ง) (times) เมื่อคุณเลือกที่จะไม่อยู่ในวงสมาคม (หมู่เพื่อนฝูง, การสังคม, การคบค้า, บริษัท, หมู่, คณะ, กองร้อย) (company) อีกกลุ่มหนึ่ง  แต่เรื่องนี้สามารถเกิด (กำเนิด) (stem) จากทัศนคติที่ว่าสิ่งใดรู้สึก (หรือมีความ) เหมาะสมสำหรับคุณ (what feels right for you) มากกว่า (ที่จะมา) จากการประณาม (การตัดสินหรือประกาศว่ามีความผิด, ภาวะที่ถูกประณาม) (condemnation) ความแตกต่างของผู้อื่น (หมายถึง  การที่คุณเลือกที่จะไม่สมาคมกับคนกลุ่มหนึ่ง  อาจเกิดจากทัศนคติของคุณว่า  คนกลุ่มนั้นไม่เหมาะสมกับคุณ  มากกว่าความคิดที่จะประณามว่าพวกเขามีความแตกต่างไปจากคุณ  เลยทำให้คุณไม่คบค้ากับพวกเขา) 

 

เรียน   ท่านผู้ติดตามอ่านเว็บไซต์  “everydayenglish.pwa.co.th                  

 

                ถ้าท่านมีคำแนะนำให้ปรับปรุงเว็บไซต์นี้ประการใด  กรุณาส่ง e-mail ไปที่  ดร. วัชรินทร์  ภูเขาทอง  อดีต  ผอ. สำนักวิทยาการ  การประปาส่วนภูมิภาค  ผู้จัดทำเว็บไซต์นี้  ตาม  “Address”  (โปรดระบุหัวเรื่องด้วยว่า  “ปรับปรุงเว็บไซต์”)   เพื่อที่ผู้จัดทำฯ จะได้ปรับปรุงเนื้อหาได้ตรงตามความประสงค์ของผู้อ่านเว็บไซต์นี้ต่อไป

 

 

 

 

 

หมวดข้อสอบ READING (ตอนที่ 26)

การประปาส่วนภูมิภาค  “มุ่ง-มั่น-เพื่อปวงชน”

 

DirectionRead the following passage and choose the best answer for each question.

(จงอ่านบทความต่อไปนี้  และเลือกคำตอบที่ดีที่สุดสำหรับแต่ละคำถาม)

 

The Degradation of Taj Mahal

 

         Built by the disconsolate Emperor Shah Jahan in memory of his wife, the Taj Mahal has enchanted lovers, poets and tourists for 366 years.  The mausoleum has survived the rise and fall of many empires, and it has attracted looters, too; over the years they carried away silver doors from its gates, precious stones from its marble walls and gold from its graves.  But those were small threats compared with that of modern pollution.  Emissions from the coal-fired steel foundries, thermal power stations, brick kilns, cars and an oil refinery in the industrial belt around Agra are corroding and yellowing the Taj Mahal’s white marble.  Then there’s the wear and tear.  Agra’s climate swings from very hot to very cold, cracking marble slabs.  The feet of more than 2.5 million visitors a year also cause damage.

          Last month the Indian Supreme Court ordered 212 industrial sites around Agra to shut down until they install emission-control devices.  Popular as it was with environmentalists and art lovers, the ruling has left nearly 20,000 workers without jobs.  “I see hunger and misery coming for my family.” says one, Ram Sharan.  “The order has taken away the only source of livelihood I had.”  The owners of the factories, meanwhile, complain that the ruling does not apply to many state-owned polluters in the region; they also want the government to help pay for the antipollution measures.  “We should not be singled out for punishment.” says the owner of a steel factory from the area.

 

1. According to the author, the Taj Mahal ________________________________________.

(ตามที่ผู้เขียนกล่าว  ทัชมาฮาล ____________________________________________)

    (a) was robbed more than 366 years ago    (ถูกปล้นมากกว่า ๓๖๖ ปีมาแล้ว)

    (b) has attracted both good and bad people    (ได้ดึงดูดทั้งคนดีและคนเลว)  (๒ ประโยคแรกของ

          พารากราฟแรกกล่าวว่า  “ถูกสร้างโดยจักรพรรดิ ชาร์ เจฮาน ผู้หดหู่ (โศกเศร้า) เพื่อเป็นอนุสรณ์

          แก่มเหสีของพระองค์,  ทัชมาฮาลได้ทำให้หลงเสน่ห์แก่คู่รัก, กวี และนักท่องเที่ยวมาเป็นเวลา ๓๖๖

          ปีแล้ว  อนุสาวรีย์บรรจุศพแห่งนี้ได้มีชีวิตยืนยาวกว่าการปรากฏขึ้นและการเสื่อมสลายของจักร

          วรรดิจำนวนมาก  และมันได้ดึงดูดใจนักปล้นสะดมด้วยเช่นกัน......................”  ซึ่งหมายถึง  มีทั้ง

          คนดีและโจร-หัวขโมย  มาเยือนทัชมาฮาล)

    (c) was built for lovers, poets and tourists    (ถูกสร้างสำหรับคู่รัก, กวี และนักท่องเที่ยว)  (ประโยคแรกของ

          พารากราฟแรกกล่าวว่า  “ทัชมาฮาลทำให้คู่รัก, กวี และนักท่องเที่ยวหลงเสน่ห์มาเป็นเวลา ๓๖๖ ปีแล้ว –

          จนถึงบัดนี้”)

    (d) has caused the rise and fall of many empires    (ได้ทำให้เกิดการปรากฏขึ้นและการล่มสลายของจักร

          วรรดิจำนวนมาก)  (ประโยคที่ ๒ ของพารากราฟแรกกล่าวว่า  "อนุสาวรีย์บรรจุศพแห่งนี้มีชีวิตยืนยาวกว่า

          การปรากฏขึ้นและการล่มสลายของอาณาจักรจำนวนมาก.....................")

2. In the first paragraph, “disconsolate” refers to _________________________________.

(ในพารากราฟแรก  “หดหู่, โศกเศร้า, กลัดกลุ้ม”  หมายถึง ___________________________)

    (a) notable    (โน้  หรือ  น้อท-ทะ-เบิ้ล)  (สำคัญ, มีชื่อเสียง, ดีเป็นพิเศษ)

    (b) judicious    (จู-ดิช-เชิส)  (ฉลาด, รอบคอบ, สุขุม, มีเหตุมีผล)

    (c) notorious    (โน-ท้อ-เรียส)  (มีชื่อเสียงในทางไม่ดี, ดังกระฉ่อน, รู้จักกันทั่วไป)

    (d) graceful    (สง่างาม, สวยงาม, งดงาม, นุ่มนวล, สุภาพ, มีมารยาท, เมตตา, กรุ ณา)

    (e) meticulous    (พิถีพิถัน, ละเอียดลออ, เอาใจใส่ประเด็นเล็กๆน้อยๆ, จู้จี้)

    (f) heartbroken    (หัวใจสลาย, เสียใจมาก, อกหัก)

    (g) gregarious    (กริ-แก๊-เรียส)  (ชอบเข้าสมาคม, ชอบสังคม, ชอบพบปะสังสรรค์, (สัตว์) ซึ่งอาศัยอยู่กันเป็น

          กลุ่ม, ที่จับกันเป็นกลุ่ม)

3. The Taj Mahal is in poor condition mainly because of ____________________________.

(ทัชมาฮาลอยู่ในสภาพที่ย่ำแย่ส่วนใหญ่เนื่องมาจาก _______________________________)

    (a) aging    (ความเก่าแก่, ความชรา, ความสุกงอม)

    (b) pollution    (มลภาวะ, มลพิษ, การปนเปื้อน, การทำให้สกปรก, การทำให้เปรอะเปื้อน, การทำให้

          เสียหาย)  (ประโยคที่ ๓ ของพารากราฟแรกกล่าวว่า  “แต่สิ่งเหล่านั้นเป็นภัยคุกคามเล็กน้อยเมื่อ

          เปรียบเทียบกับภัยคุกคามของมลภาวะสมัยใหม่)

    (c) climate    (ภูมิอากาศ)

    (d) visitors    (แขก, ผู้มาเยือน)

4. The word “mausoleum” in the first paragraph means _____________________________.

(คำว่า  “อนุสาวรีย์บรรจุศพ, อนุสาวรีย์ขนาดใหญ่, สุสานบรรจุศพหลายศพ”  ในพารากราฟแรก  หมายถึง ____________________)

    (a) coliseum    (โรงละครครึ่งวงกลมขนาดใหญ่, โรงละครขนาดใหญ่, ตึกขนาดใหญ่, สนามกีฬา)

    (b) museum    (พิพิธภัณฑ์)

    (c) chandelier    (โคมระย้า, โคมช่อแขวน, โคมกิ่ง)

    (d) chancellor    (เสนาบดี, อัครมหาเสนาบดี, นายกรัฐมนตรี, เอกอัครราชทูต, ตุลาการใหญ่)

    (e) tomb    (ทูม)  (สุสาน, หลุมฝังศพ, สิ่งก่อสร้างรำลึกถึงคนตาย, ฮวงซุ้ย

    (f) elite    (เอ-ลี้ท  หรือ  อิ-ลี้ท)  {(คำนาม) หมายถึง "คนหัวกะทิ, บุคคลที่ยอดเยี่ยม, ชนชั้นสูง, ผู้นำ, กลุ่ม

         อิทธิพล, สิ่งที่ได้เลือกสรรแล้ว", (คำคุณศัพท์) หมายถึง  "ชั้นยอด, หัวกะทิ, เป็นส่วนที่ดีที่สุด"}

5. The word “looters” in paragraph 1 is closest in meaning to _________________________.

(คำว่า  “นักปล้นสะดม, นักแย่งชิงของ, หัวขโมย”  ในพารากราฟ ๑ ใกล้เคียงที่สุดในความหมายกับ __

__________________)

    (a) pickpockets    (นักล้วงกระเป๋า, ขโมยล้วงกระเป๋า)

    (b) shoplifters    (คนขโมยของในห้างหรือร้าน, นักล้วงของหรือขโมยของในร้านค้า)

    (c) audiences    (ผู้ชม, ผู้ดู, ผู้ฟัง, ผู้อ่าน, การได้ยิน, การสัมภาษณ์อย่างเป็นทางการ, การเข้าพบเป็นทางการ,

          การเข้าเฝ้า)

    (d) beneficiaries    (ผู้ได้รับผลประโยชน์, ผู้รับเงินประกัน, ผู้รับเงินช่วยเหลือ, ผู้มีสิทธิพิเศษ)

    (e) benefactors    (ผู้มีอุปการคุณ, ผู้มีพระคุณ, ผู้ทำความดี, ผู้ทำกุศล, ผู้บริจาค)

    (f) robbers    (นักปล้น, นักชิงทรัพย์, ผู้แย่งชิง, ผู้ทำให้สูญเสีย)

    (g) sympathizers    (ผู้เห็นอกเห็นใจ, ผู้สนับสนุน, ผู้เข้าข้าง, ผู้เห็นด้วย, ผู้มีใจเหมือนกัน)

6. Because of the Indian Supreme Court’s decision, _________________________________.

(เนื่องมาจากคำตัดสินของศาลสูงสุด (ศาลฎีกา) ของอินเดีย, ___________________________)

    (a) cars must have emission control devices    (รถยนต์จะต้องมีอุปกรณ์ควบคุมสิ่งที่ปล่อยออกมา – หมาย

          ถึงไอเสีย)  (ประโยคแรกของพารากราฟ ๒ กล่าวว่า  “.................โรงงานอุตสาหกรรมจะต้องมีอุปกรณ์ควบ

          คุมสิ่งที่ปล่อยออกมา – หมายถึงควันหรือเขม่า)

    (b) nearly 20,000 workers have lost their jobs    (คนงานเกือบ ๒๐,๐๐๐ คนได้ตกงาน)  (ประ

          โยคที่ ๒ ของพารากราฟ ๒ กล่าวว่า  “แม้ว่ามันจะเป็นที่นิยมชมชอบ แก่นักสิ่งแวดล้อมและผู้รัก

          ศิลปะ,  คำตัดสินนี้ได้ปล่อยให้คนงานเกือบ ๒๐,๐๐๐ คนตกงาน (ไม่มีงานทำ)”)

    (c) hundreds of industrial sites have been permanently shut down    (แหล่งที่ตั้งทางอุตสาหกรรมหลาย

          ร้อยแห่งได้ถูกปิดอย่างถาวร)  (ประโยคแรกของพารากราฟ ๒ กล่าวว่า  “เมื่อเดือนที่ผ่านมา  ศาลฎีกาของ

          อินเดียสั่งแหล่งที่ตั้งทางอุตสาหกรรมจำนวน ๒๑๒ แห่งรอบๆ เมืองอัคราให้ปิดตัวลง (ชั่วคราว)  จนกระทั่ง

          พวกเขาติดตั้งอุปกรณ์ควบคุมสิ่งที่ปล่อยออกมา”)

    (d) the Supreme Court has become popular among the majority of Indians    (ศาลฎีกาเป็นที่นิยมชม

          ชอบในบรรดาชาวอินเดียส่วนใหญ่)  (ประโยคที่ ๒ ของพารากราฟ ๒ กล่าวว่า  “คำตัดสิน (คำสั่ง) ของศาล

          ฎีกา (ที่ให้ปิดโรงงานชั่วคราว) เป็นที่นิยมชมชอบของนักสิ่งแวดล้อมและผู้รักศิลปะ........................”)

7. The word “corroding” in paragraph 1 can be best replaced by _______________________.

(คำว่า  “ทำให้สึกกร่อน, กัดกร่อน, กัดเซาะ, ทำให้ค่อยๆ ผุพัง, ทำให้เสื่อม, ชะ”  ในพารากราฟที่ ๑  สามารถแทนดีที่สุดโดย )

    (a) demolishing    (ดิ-ม้อล-ลิช-ชิง)  (รื้อทิ้ง, ทำลาย, โค่น) 

    (b) infuriating    (ทำให้โกรธ, ทำให้เดือดดาล)

    (c) discarding    (ละทิ้ง, ทอดทิ้ง, ทิ้งไพ่)

    (d) rehabilitating    {พักฟื้น, ทำให้สุขภาพกลับคืนสู่ปกติ, กู้ชื่อเสียง, กู้ฐานะ, บูรณะ (ตึก, อาคาร)}

    (e) eroding    (กัดกร่อน, ทำให้สึกกร่อน, เซาะ, ชะ, สึกกร่อน)

    (f) tolerating    (ท้อล-เลอ-เรท-ทิง)  (อดทน, อดทนต่อความยากลำบาก, สามารถต้านฤทธิ์ยาได้)

    (g) overthrowing    (โค่น, ล้มล้าง, ล้มคว่ำ, ขว้างลูกได้ไกลกว่า)

8. The word one in paragraph 2 refers to a _____________________________________.

(คำว่า  “คนงานโรงงานคนหนึ่ง”  ในพารากราฟ ๒ หมายถึง ___________________________)

    (a) factory worker    (คนงานโรงงาน)  (ให้ดูจากประโยคที่อยู่หน้าประโยคซึ่งมี “one” ในพารากราฟ

          ๒ ที่กล่าวว่า  “แม้ว่ามันจะเป็นที่นิยมชมชอบแก่นักสิ่งแวดล้อมและผู้รักศิลปะ,  คำตัดสินนี้ได้ปล่อย

          ให้คนงานเกือบ ๒๐,๐๐๐ คนตกงาน (ไม่มีงานทำ)”  ทำให้  “one”  หมายถึง  “คนงานโรงงานอุต

          สาหกรรม”)

    (b) visitor    (แขก, ผู้มาเยือน)

    (c) factory owner    (เจ้าของโรงงาน)

    (d) family    (ครอบครัว)

9. What does “install” in the second paragraph mean?

(ติดตั้ง, ประกอบ, สถาปนา, แต่งตั้ง”  ในพารากราฟ ๒ หมายถึงอะไร)

    (a) annihilate    (อะ-ไน้-ฮิ-เลท)  (ทำลายล้างโดยสิ้นเชิง, บดขยี้, ชนะอย่างราบคาบ, ทำให้จบสิ้น)

    (b) fabricate    (แฟ้บ-ริ-เคท) – กุเรื่องขึ้นมา, ทำปลอม, ปลอมแปลง, สร้าง, ประ ดิษฐ์, คิดค้น, เสกสรร)

    (c) precipitate    (เร่งให้เกิดขึ้น, ทำให้ฝนตก, ทำให้ตกตะกอน, ผลัก, ส่ง, ทุ่ม, โยน)

    (d) equip    (ติดตั้ง, จัดให้มี, ให้มีเครื่องมือ, จัดหามาให้)

    (e) illuminate    (ส่องสว่าง, ให้ความสว่าง, ให้ความกระจ่างหรือความเข้าใจ)

    (f) incapacitate    (ทำให้ไร้ความสามารถ, ทำให้ขาดคุณสมบัติ)

    (g) contemplate    (ใคร่ครวญ, ไตร่ตรอง, ครุ่นคิด, พิจารณาอย่างระมัดระวัง)

10. According to the passage, the factory owners __________________________________.

(ตามที่บทความกล่าว  เจ้าของโรงงาน ________________________________________)

    (a) were happy with the court’s decision    (มีความสุขกับคำตัดสินของศาล)

    (b) complained that the court’s decision was unfair    (ร้องทุกข์ – ร้องเรียน – ว่า  คำตัดสิน

          ของศาลไม่ยุติธรรม)  (๒ ประโยคสุดท้ายของพารากราฟ ๒ กล่าวว่า  “เจ้าของโรงงาน, ใน

          ขณะเดียวกัน, ร้องทุกข์ (ร้องเรียน) ว่าคำตัดสิน (ของศาล) มิได้ใช้กับผู้ที่ทำให้เกิดมลภาวะ

          (หมายถึงโรงงาน)  ซึ่งเป็นเจ้าของโดยรัฐจำนวนมากมายหลายแห่งในภูมิภาค..................

          ...............”  และ  “เราไม่ควรจะถูกเลือกเฟ้น (คัดเลือก) จากกลุ่ม (ที่ทำให้เกิดมลภาวะ) สำ

           หรับการลงโทษ (ปิดโรงงาน)”  ซึ่งหมายถึง  คำตัดสินของศาลให้ปิดโรงงานชั่วคราวเป็น

           การเลือกปฏิบัติ  ไม่เป็นธรรมกับพวกตน)

    (c) expected the government to find new jobs for the workers    (คาดหวังให้รัฐบาลหางานใหม่ให้

          คนงาน)

    (d) wanted the government to pay for all anti-pollution measures    (ต้องการให้รัฐบาลจ่ายเงินสำหรับ

          มาตรการต่อต้านมลพิษทั้งหมด)  (ประโยคก่อนประโยคสุดท้ายของพารากราฟ ๒ กล่าวว่า  “..............

          ...........เจ้าของโรงงานต้องการให้รัฐบาลช่วยจ่ายเงินสำหรับมาตรการการต่อต้านมลภาวะ”  ซึ่งหมายถึง 

          ช่วยจ่ายเงินเพียงบางส่วน  มิใช่ทั้งหมด)

11. In the second paragraph, “misery” refers to ___________________________________.

(ในพารากราฟ ๒,  “ความทุกข์ยาก, ความยากเข็ญ, ความไร้สุขอย่างยิ่ง, ความเจ็บปวด”  หมายถึง ___

_________________)

      (a) anxiety    (ความกังวล, ความวิตก)

      (b) hatred    (เฮ้-ทริด)  (ความเกลียดชัง)

      (c) compassion    (ความสงสาร, ความเวทนา, ความเห็นอกเห็นใจ)

      (d) distress    (ความทุกข์ยาก, ความลำบาก, ความเศร้าโศก, ความเสียใจ, ภัยพิบัติ, ความเคราะห์

            ร้าย, การอายัดทรัพย์เพื่อบีบบังคับ)

      (e) casualty    (แค้ช-ชวล-ที่)  (คนที่ได้รับบาดเจ็บหรือตายในอุบัติเหตุ-สงคราม-การก่อการร้าย ฯลฯ,  คน

           หรือกลุ่มคนหรือสิ่งของที่ได้รับความเสียหายมากหรือถูกทำลายในอุบัติเหตุ-สงคราม, จำนวนคนตาย,

           อุบัติเหตุร้ายแรง  -  โดยเฉพาะที่มีคนตาย) 

      (f) indignity    (ความเสื่อมเสีย, ความเสียเกียรติ, การเหยียดหยาม, การสบประมาท, การดูถูก)  

      (g) abuse    (อะ-บิ๊วซ)  {(คำนาม.  การกล่าวร้าย, การด่าว่า, การประณาม,  ๒.  การทารุณ, การทำอัน

            ตราย,การใช้ในทางที่ผิด, การทำลายหรือทำให้เสียหาย, การใช้แบบเอาเปรียบ  (คำกริยา. กล่าว

            ร้าย, ด่าว่า, ประณาม  . ทารุณ, ทำอันตราย, ทำให้เสียหาย, ใช้ในทางที่ผิด, ใช้แบบเอาเปรียบ}

12. The word “they” in paragraph 2 refers to ___________________________________.

(คำว่า  “พวกเขา”  ในพารากราฟ ๒ หมายถึง ___________________________________)

      (a) environmentalists    (นักสิ่งแวดล้อม)

      (b) owners    (เจ้าของ – โรงงาน)  (ประโยคก่อนประโยคสุดท้ายของพารากราฟ ๒ กล่าวว่า  “เจ้า

            ของโรงงาน, ในขณะเดียวกัน, ร้องทุกข์ (ร้องเรียน) ว่าคำตัดสิน (ของศาล) มิได้ใช้กับผู้ที่ทำให้

            เกิดมลภาวะ (หมายถึง  โรงงาน) ซึ่งเป็นเจ้าของโดยรัฐจำนวนมากมายหลายแห่งในภูมิภาค, 

            โดยพวกเขา (เจ้าของโรงงาน) ต้องการให้รัฐบาลช่วยจ่ายเงินสำหรับมาตรการการต่อต้านมล

            ภาวะ”)

      (c) polluters    (ผู้ทำให้เกิดมลพิษ – หมายถึง  โรงงาน)

      (d) workers    (คนงาน)

13. The word “singled out” in the final paragraph refers to ___________________________.

(คำว่า  “เลือกเฟ้นจากกลุ่ม, เจาะจงเอาจากกลุ่ม, คัดเลือกจากกลุ่ม” (ที่ทำให้เกิดมลภาวะ)”  ในพารากราฟสุดท้าย  หมายถึง __________________)

      (a) deluded    (ดิ-ลู้ด-ดิด)  (หลอก, หลอกลวง, ลวงตา, ตบตา)

      (b) perpetuated    (เพอร์-เพ้ช-ชู-เอท-ทิด)  (ทำให้คงอยู่ตลอดไป, ทำให้ถาวร, ทำให้ไม่สูญไป, ทำให้เป็น

            อมตะ)  

      (c) tainted    (เท้นท-ทิด)  (ทำให้เสื่อมเสียชื่อเสียง, ทำให้เป็นรอยเปื้อน, ทำให้ด่างพร้อย) 

      (d) exasperated   (อิก-แซส-พะ-เรท-ทิด)  (ทำให้โกรธมาก, เพิ่มความรุนแรง)

      (e) established    (อิส-แท้บ-ลิช)  (สร้าง, สถาปนา, ก่อตั้ง, ทำให้เกิดขึ้น, ตั้งมั่น, กำหนด, บัญญัติ, พิสูจน์,

           ทำให้เป็นที่ยอมรับ)

      (f) selected    (เลือก, เลือกเฟ้น, คัด, คัดเลือก, เลือกสรร, สรรหา)

      (g) speculated    (เก็ง, เดา, คาดการณ์)

 

(คำแปล)

การสึกกร่อนของทัชมาฮาล

 

            ถูกสร้างโดยจักรพรรดิ (Emperor) ชาร์ เจฮาน ผู้หดหู่ (โศกเศร้า, กลัดกลุ้ม) (disconsolate) เพื่อเป็นอนุสรณ์แก่ (เพื่อเป็นการระลึกถึง) (in memory of) มเหสีของพระองค์,  ทัชมาฮาลได้ทำให้หลงเสน่ห์ (ทำให้หลงใหล, ทำให้ลุ่มหลง, ทำให้ปลื้มปิติ, ใช้เวทมนตร์) (enchanted) แก่คู่รัก (lovers), กวี (poets) และนักท่องเที่ยวมาเป็นเวลา ๓๖๖ ปีแล้ว (ทัชมาฮาลก่อสร้างเสร็จในปี ๑๖๕๓)  อนุสาวรีย์บรรจุศพ (อนุสาวรีย์ขนาดใหญ่, สุสานบรรจุศพหลายศพ)  (mausoleum) (มอ-ซะ-ลี้-เอิ้ม) แห่งนี้ได้มีชีวิตยืนยาวกว่า (รอดชีวิต, รอดตาย, ดำรงอยู่, เหลืออยู่, มีชีวิตอยู่ต่อไป) (survived) การปรากฏขึ้น (การเพิ่มขึ้น, การสูงขึ้น, การลุกขึ้น, การยืนขึ้น, การตื่นขึ้น) (rise) และการเสื่อมสลาย (การล่มจม, การตกลง, การหล่นลง, การลดลง) (fall) ของจักรวรรดิ (empires) จำนวนมาก  และมันได้ดึงดูดใจ (กระตุ้นความสนใจ, ล่อใจ, ทำให้หลงใหลแก่, ทำให้หลงเสน่ห์แก่) (attracted) นักปล้นสะดม (นักแย่งชิงของ, หัวขโมย) (looters) ด้วยเช่นกัน  ทั้งนี้  ในช่วงเวลาหลายปี (ที่ผ่านมา) (over the years)  คนเหล่านี้พาไป (ขโมย) ประตู (ทำด้วย) เงิน (carried away silver doors) จากประตูใหญ่ (ประตูทางเข้า) (gates) ของทัชมาฮาล, หินมีค่า (เพชรพลอย) (precious stones) จากกำแพงหินอ่อน (marble walls), และทองจากหลุมฝังศพ  (สุสาน, ป่าช้า, ความตาย) (graves) ของทัชมาฮาล,  แต่สิ่งเหล่านั้นเป็นภัยคุกคาม (อันตราย, การคุกคาม, การขู่เข็ญ, ลางร้าย, ลางเตือนภัย) (threats) เล็กน้อยเมื่อเปรียบเทียบกับภัยคุกคาม (that) ของมลภาวะสมัยใหม่ (modern pollution),  โดยสิ่งที่ถูกปล่อยออกมา (การปล่อยออกมา, การฉาย, การแพร่, สิ่งที่แพร่ออกมา) (Emissions) จากโรงหลอม (โรงหล่อ, กระบวนการหล่อ, สิ่งที่ได้จากการหล่อ) (foundries) เหล็กกล้า (steel) ซึ่งถูกเผาไหม้ด้วยถ่านหิน (coal-fired),  สถานีไฟฟ้าที่เกิดจากความร้อน (thermal power stations),  เตาเผาอิฐ (brick kilns), รถ ยนต์และโรงกลั่นน้ำมัน (oil refinery) ในบริเวณ (แนว, เทือก, เข็มขัด, สายคาดเอว, สายพาน) (belt) อุตสาหกรรม (industrial) รอบๆ เมืองอัครา  กำลังทำให้สึกกร่อน (กัดกร่อน, กัดเซาะ, ทำให้ค่อยๆ ผุพัง, ชะ, ทำให้เสื่อม) (corroding) และทำให้เป็นสีเหลือง (yellowing) แก่หินอ่อนสีขาวของทัชมาฮาล,  ต่อจากนั้น (Then) ก็มีการสึกหรอ (ความสึกกร่อน, ความสึก, ค่าสึกหรอ, ความเสื่อมเสีย, การลดคุณค่าลง) (wear and tear),  ส่วนภูมิอากาศของเมืองอัคราเปลี่ยนแปลง (แกว่ง, ไกว, แกว่งไกว, กวัดแกว่ง, ห้อย, แขวน, หันเห, ทำให้หมุน, ส่ายสะโพก) (swings) จากร้อนมากไปหนาวมาก  ซึ่งทำให้แผ่นหนาของหินอ่อน (ของทัชมาฮาล) แตกหัก (cracking marble slabs)  (นอกจากนั้น) เท้าของนักท่องเที่ยวกว่า ๒.๙ ล้านคนต่อปีก็ก่อให้เกิดความเสียหาย (cause damage) (แก่ทัชมาฮาล) ด้วยเช่นกัน  

            เมื่อเดือนที่ผ่านมา  ศาลฎีกา (Supreme Court) ของอินเดียสั่งแหล่งที่ตั้ง (ที่ตั้ง, สถานที่, จุด, ตำแหน่ง, แปลงที่ดิน, สถานที่เกิดเหตุ) (sites) ทางอุตสาหกรรมจำนวน ๒๑๒ แห่งรอบๆ เมืองอัคราให้ปิดตัวลง (shut down)  จนกระทั่งพวกเขาติดตั้ง (ประกอบ, สถาปนา, แต่งตั้ง) (install) อุปกรณ์ (เครื่องมือ, สิงประดิษฐ์, กลไก) (devices) ควบคุมสิ่งที่ปล่อยออกมา (emission-control) (จากแหล่งที่ตั้งฯ),  แม้ว่ามันจะเป็นที่นิยมชมชอบ (Popular as it was) แก่นักสิ่งแวดล้อม (environmentalists) และผู้รักศิลปะ (art lovers),  คำตัดสิน (การวินิจฉัย, การชี้ขาด, การลากเส้นด้วยไม้บรรทัด) (ruling) นี้ได้ปล่อยให้คนงานเกือบ ๒๐,๐๐๐ คนตกงาน (ไม่มีงานทำ) (without jobs),  “ผมเห็นความหิวโหย (hunger) และความทุกข์ยาก (ความยากเข็ญ, ความไร้สุขอย่างยิ่ง, ความเจ็บปวด) (misery) มาสู่ (coming for) ครอบครัวของผม”  (คนงาน) ผู้หนึ่ง (one) คือ  ราม ชารัน กล่าว  (และว่า) “คำสั่ง (ศาล) (order) ได้เอาไปเสีย (taken away) ซึ่งเพียงแหล่งเดียว (only source) ของวิธีการดำรงชีวิต (การดำรงชีวิต, ชีวิต) (livelihood) ที่ผมมี,”  ส่วนเจ้าของโรงงาน (factories), ในขณะเดียวกัน (meanwhile), ร้องทุกข์ (ร้องเรียน, บ่น, อุทธรณ์, กล่าวหา, ฟ้อง, แสดงความข้องใจ) (complain) ว่าคำตัดสิน (ruling) มิได้ใช้กับ (ประยุกต์ใช้, สมัครงาน, ใช้เป็นประโยชน์, ขอ, บอกกล่าว) (apply to) ผู้ที่ทำให้เกิดมลภาวะ (polluters) (หมายถึงโรงงาน) ซึ่งเป็นเจ้าของโดยรัฐ (state-owned) จำนวนมากมายหลายแห่งในภูมิภาค,  โดยพวกเขา (เจ้าของโรงงาน) ต้องการให้รัฐบาลช่วยจ่ายเงินสำหรับมาตรการ (หลักเกณฑ์, การวัด, ระบบการวัด, เครื่องมือ) (measures) การต่อต้านมลภาวะ (antipollution),  ทั้งนี้  เจ้าของโรงงานเหล็กกล้า (steel factory) จากพื้นที่กล่าวว่า  “เราไม่ควรจะถูกเลือกเฟ้น (เจาะจง, คัดเลือก) จากกลุ่ม (singled out) (ที่ทำให้เกิดมลภาวะ) สำหรับการลงโทษ (punishment) (ปิดโรง งาน)”

 

เรียน   ท่านผู้ติดตามอ่านเว็บไซต์  “everydayenglish.pwa.co.th                  

 

                ถ้าท่านมีคำแนะนำให้ปรับปรุงเว็บไซต์นี้ประการใด  กรุณาส่ง e-mail ไปที่  ดร. วัชรินทร์  ภูเขาทอง  อดีต  ผอ. สำนักวิทยาการ  การประปาส่วนภูมิภาค  ผู้จัดทำเว็บไซต์นี้  ตาม  “Address”  (โปรดระบุหัวเรื่องด้วยว่า  “ปรับปรุงเว็บไซต์”)   เพื่อที่ผู้จัดทำฯ จะได้ปรับปรุงเนื้อหาได้ตรงตามความประสงค์ของผู้อ่านเว็บไซต์นี้ต่อไป

 

 

 

 

หมวดข้อสอบ READING (ตอนที่ 25)

การประปาส่วนภูมิภาค  “มุ่ง-มั่น-เพื่อปวงชน”

 

DirectionRead the following passage and choose the best answer for each question.

(จงอ่านบทความต่อไปนี้  และเลือกคำตอบที่ดีที่สุดสำหรับแต่ละคำถาม)

 

What Airline Crews Do during Flights?

 

          It’s easy enough to calculate the number of air miles between Frankfurt and Los Angeles.  But how many miles does a flight attendant cover on that route?  Ten?  Perhaps even fifteen?  No one knows exactly.  But in the course of an eleven-hour nonstop flight, during which the cabin crew provides continual passenger service, the miles certainly mount up.

          Today, flights covering thousands of kilometers are daily routine.  And with the new, more powerful, long-haul aircraft, an increasing number of routes can be flown nonstop.  This puts an additional burden on the crew.

          Working conditions for cabin crews are regulated by collective agreements to ensure that they remain in top form and do not suffer from fatigue while on duty.  After all, the job of flight attendants is not only to make passengers feel comfortable on board, but also to ensure optimal safety at all times.  Official regulations stipulate that for every 50 seats on an aircraft there must be one flight attendant.

          When the cabin crew has finished serving the meal, the flight attendants finally have time to take a break.  But what about the pilots?  During take-off and the initial climb they are fully occupied with flying the aircraft, maintaining contact with air traffic control and monitoring the flight plan.  But once the aircraft has reached cruising altitude, a relatively quiet phase begins for the pilots.  Aviation authorities stipulate that pilots must take short rest periods on flights lasting more than twelve hours.  To enable them to do so, a third pilot, a Senior First officer with a special license, must be on board.  He replaces the captain and co-pilot, alternately.  This ensures that the cockpit is always manned by two well-rested pilots, who can then concentrate their attention on the descent and landing.

 

1. How long does it take to fly from Frankfurt to Los Angeles?

(มันใช้เวลานานเท่าใด  ที่จะบินจากแฟรงเฟิร์ตไปลอสแองเจลีส)

    (a) Ten hours.    (๑๐ ชั่วโมง)

    (b) Eleven hours.    (๑๑ ชั่วโมง)  (ประโยคสุดท้ายของพารากราฟแรกกล่าวว่า  “แต่ในเส้นทางของ

          การบินแบบไม่แวะจอด ๑๑ ชั่วโมง  ซึ่งเป็นช่วงเวลาที่ลูกเรือบนเครื่องให้บริการแก่ผู้โดยสารอย่าง

          ต่อเนื่อง.....................”  ซึ่งหมายถึง  ระยะเวลาบินระหว่าง ๒ เมืองดังกล่าว)

    (c) Twelve hours.    (๑๒ ชั่วโมง)

    (d) Fifteen hours.    (๑๕ ชั่วโมง)

2. In the first paragraph, “attendant” means ______________________________________.

(ในพารากราฟแรก  “ผู้ให้บริการ, ผู้รับใช้, ผู้ดูแล, ผู้ปรนนิบัติ, ผู้เข้าร่วมประชุม”  หมายถึง ________

___________)

    (a) participator    (ผู้ร่วมกระทำ, ผู้มีส่วนร่วม, ผู้เข้าร่วม, ผู้ร่วมมือ)

    (b) technician    (เจ้าหน้าที่เทคนิค, ช่าง, ผู้ชำนาญในวิชาหนึ่งเฉพาะ)

    (c) porter    (คนขนของ)

    (d) mechanic    (ช่างเครื่องยนต์)

    (e) passenger    (ผู้โดยสาร)

    (f) steward or stewardess    (เจ้าหน้าที่ชายหรือหญิงที่บริการในเครื่องบินโดยสาร เรือโดยสาร หรือ

         รถไฟ, เจ้าหน้าที่จัดการอาหารของโรงแรม โรงพยาบาล ฯลฯ, ผู้พิทักษ์ทรัพย์สินของผู้อื่น, มหาด

          เล็ก, พ่อบ้าน)

    (g) workman    (คนงาน)

3. What necessitates extra work for the crew?

(อะไรทำให้งานพิเศษเป็นสิ่งจำเป็น (หลีกเลี่ยงไม่ได้) สำหรับลูกเรือ – บนเครื่องบิน)

    (a) Increased flying distances.    (ระยะทางที่เพิ่มขึ้น)

    (b) Increased number of routes.    (จำนวนเส้นทางที่เพิ่มขึ้น)

    (c) Aviation regulations.    (กฎข้อบังคับการบิน)

    (d) Long nonstop flights.    (การบินแบบไม่แวะจอดที่ยาวนาน)  (ประโยคสุดท้ายของพารากราฟ

          แรกกล่าวว่า  “แต่ในเส้นทางของการบินแบบไม่แวะจอด ๑๑ ชั่วโมง  ซึ่งเป็นช่วงเวลาที่ลูกเรือ

          บนเครื่องให้บริการแก่ผู้โดยสารอย่างต่อเนื่อง.....................”  ซึ่งหมายถึง  ลูกเรือต้องทำงาน

          หนักขึ้นในการให้บริการผู้โดยสาร  ในเที่ยวบินที่บินยาวแบบไม่แวะจอดที่ใดนั่นเอง)

4. The word “crew” in paragraph 1 refers to _______________________________________.

(คำว่า  “ลูกเรือบนเครื่องบินหรือเรือโดยสาร, พวกลูกเรือ, กลุ่มคน, บรรดาเพื่อนร่วมงาน, หน่วยทหารติดอาวุธ”  ในพารากราฟแรก  หมายถึง _____________________)

    (a) remorse     (ความสำนึกผิด, ความเสียใจอย่างมากต่อความผิดที่ได้กระทำไป, ความเห็นอกเห็นใจ)

    (b) equanimity   (ความใจเย็น, ความสงบใจ, ความมีอารมณ์เย็น, ความสมดุลของใจ)

    (c) vendetta   (เวน-เด๊ท-ท่ะ)  (ความอาฆาตแค้นส่วนตัวหรือระหว่างตระกูล, ความพยาบาทอันยาวนาน)

    (d) massacre   (แมส-ซะ-เค่อะ)  (การสังหารหมู่)

    (e) a group of people working on and operating an aircraft    (กลุ่มคนที่ทำงานบน และควบคุม

         เครื่องบิน)

    (f) compliance   (การยินยอม, การทำตาม, การยอมให้, การอ่อนข้อให้, การร่วม มือ, การเชื่อฟัง)

5. The word “burden” in paragraph 2 is closest in meaning to _________________________.

(คำว่า  “ภาระ, ภาระหน้าที่, ความยากลำบาก, น้ำหนักที่แบก, ระวาง”  ในพารากราฟ ๒ ใกล้เคียงที่สุดในความหมายกับ ___________________)

    (a) compromise    (ค้อม-พระ-ไมซ)  (การประนีประนอม, การยอมรับ, การยอมอ่อนข้อแก่กัน, การตกลงกันได้,

          สิ่งที่อยู่ระหว่างกลาง, ประนีประนอม, ยอม, พัวพัน, อ่อนข้อให้อย่างเสียเกียรติ)

    (b) damage    (ความเสียหาย, ค่าเสียหาย, ทำให้เสียหาย)

    (c) prohibition    (การห้าม, ข้อห้าม, คำสั่งห้าม, ข้อละเว้น, การห้ามผลิตและขายสุรา)

    (d) obligation    (ภาระหน้าที่, หน้าที่, พันธะ, ข้อผูกพัน, ความจำเป็น, เกณฑ์, หนี้, การบังคับ, บุญ

          คุณ, ความรู้สึกเป็นหนี้บุญคุณ)

    (e) ultimatum    (คำขาด, คำสุดท้าย, ข้อสรุป)

    (f) severity    (ความรุนแรง, ความเข้มงวดกวดขัน,ความเคร่ง, การเอาจริงเอาจัง)

6. When can the pilots relax during the flight?

(นักบินสามารถผ่อนคลายพักผ่อนหย่อนใจในระหว่างการบิน เมื่อใด)

    (a) While taking off.    (ในขณะกำลังบินขึ้น)

    (b) While landing.    (ในขณะกำลังร่อนลงจอด)

    (c) While cruising.    (ในขณะกำลังบินอย่างสม่ำเสมอ  หรือบินด้วยความเร็วคงที่)  (ประโยคที่ ๔

          ของพารากราฟสุดท้ายกล่าวว่า  “แต่ในทันทีที่เครื่องบินได้ขึ้นสู่ความสูงซึ่ง (เครื่องบิน) บินอย่าง

          สม่ำเสมอ (บินด้วยความเร็วคงที่)  ช่วงเวลาที่ค่อนข้างเงียบสงบก็ได้เริ่มต้นขึ้นสำหรับนักบิน” 

          ซึ่งหมายถึง  นักบินจะเริ่มมีเวลาพักในช่วงที่เครื่องบินแล่นด้วยความเร็วคงที่ในอากาศ)

    (d) While climbing.    (ในขณะกำลังบินไต่เพดาน)

7. The word “regulated” in the third paragraph refers to _______________________________.

(คำว่า  “ควบคุม, กำหนด, บัญญัติ, วางระเบียบ, ดูแล, ปรับ, ทำให้เป็นระเบียบ”  ในพารากราฟ ๓ หมายถึง ___________________)

    (a) stabilized    (ทำให้มีเสถียรภาพ, ทำให้มั่นคง)

    (b) altered    (เปลี่ยนแปลง, ผันแปร, แก้ไข, ดัดแปลง)

    (c) ratified    (ให้สัตยาบัน, รับรอง)

    (d) approved    (อะ-พรูฟว)  (ให้สัตยาบัน, เห็นด้วย, ยืนยันด้วย, พอใจ)

    (e) determined    (กำหนด, ตกลงใจ, ตัดสินใจ, ตั้งใจ, ยุติ, ทำให้สิ้นสุด)

    (f) promulgated    (พร้อม-เมิล-เกท หรือ โพร-มั้ล-เกท)  (ประกาศใช้เป็นกฎหมาย, ประกาศอย่างเป็นทางการ,

         เผยแพร่, สอน)

8. In paragraph 3, “fatigue” can be best replaced by ________________________________.

(ในพารากราฟ ๓,  “ความเหน็ดเหนื่อย, ความเพลีย, ความเมื่อยล้า, งานหนัก, งานกรรมกร, งานที่ใช้แรง”  สามารถแทนดีที่สุดโดย ______________________)

    (a) reprimand    (การประณาม, การกล่าวหาอย่างรุนแรง, ประณาม, กล่าวหาอย่างรุนแรง)

    (b) ecstasy    (เอ๊ค-สทะ-ซี่)  (ความดีใจอย่างเหลือล้น, ความปิติยินดีอย่างเหลือล้น, ความปลาบปลื้ม-ปิติสุข,

          ความเคลิบเคลิ้ม)

    (c) atrocity    (อะ-ทรอส-ซิ-ที่)  (ความโหดร้าย, ความชั่วร้าย, ความน่ากลัว, ความดุร้าย, สิ่งชั่วร้าย, การกระทำ

          ที่ชั่วร้าย)

    (d) proliferation    (การแพร่หลาย, การเผยแพร่, การเพิ่มทวี. การขยาย, การงอก, การแพร่พันธุ์)

    (e) melancholy    (เม้ล-เลิน-คอล-ลี่)  (ภาวะจิตใจหดหู่, ใจคอเหี่ยวแห้ง, อาการครุ่นคิดมาก)  (เมื่อเป็นคำ

          คุณศัพท์  หมายถึง  “หดหู่, ซึมเศร้า, สลดใจ, ซึ่งทำให้สลดใจ”) 

    (f) exhaustion    (เอก-ซ้อส-ชั่น)  (ความเหน็ดเหนื่อยหรืออ่อนเพลียที่สุด, การหมดกำลัง, การใช้กำ

          ลังหมด, การทำให้หมด, การสูบหรือดูดออกหมด, ไอเสีย)

    (g) mortality    (การตาย)

9. What would be the best title for the passage?

(ชื่อเรื่องที่ดีที่สุดสำหรับบทความนี้คืออะไร)

    (a) A Nonstop Flight from Frankfurt to Los Angeles    (การบินแบบไม่แวะหยุดจากแฟรงเฟิร์ตถึงลอส

          แองเจลีส)

    (b) A Pilot’s Duties during Flights    (หน้าที่ของนักบินระหว่างการบิน)  (ส่วนใหญ่ของบทความ 

          คือ  ในพารากราฟสุดท้าย  กล่าวถึงหน้าที่ของนักบินที่ทำการบินในระยะไกลแบบไม่แวะหยุดระ

          หว่างทาง  ซึ่งเป็นชื่อเรื่องที่เหมาะสมกว่าคำตอบในอีก ๓ ข้อที่เหลือ)

    (c) Safety and Comfort for Airline Passengers    (ความปลอดภัยและความสะดวกสบายสำหรับผู้โดยสาร

          สายการบิน)

    (d) Rests for Airline Crews    (การพักผ่อนสำหรับลูกเรือสายการบิน)

10. What does “stipulate” in paragraph 3 mean?

(“กำหนด, ระบุ, วางเงื่อนไข, สัญญา, รับรอง”  ในพารากราฟ ๓ หมายถึงอะไร)

      (a) deplete    (ดิ-พลี้ท)  (ใช้หมดไป, ทำให้หมดสิ้นหรือน้อยลงมาก, ทำให้สูญเสีย, ทำให้ว่างเปล่า, ถ่ายทิ้ง,

            เททิ้ง)

      (b) inundate    (อิ๊น-อัน-เดท)  (ท่วม, ไหลบ่า, ทำให้เต็มไปด้วย) 

      (c) debilitate    (ดิ-บิ๊ล-ลิ-เทท)  (ทำให้อ่อนแอลง, ทำให้ทรุดโทรม, ทำให้อ่อนกำลัง, ทำให้อ่อนเพลีย)

      (d) flabbergast    (แฟล้บ-เบอะ-แกสท)  (ทำให้ประหลาดใจ, ทำให้ตกตะลึง) 

      (e) specify    (ระบุ, ระบุรายละเอียด, กำหนด, กำหนดรายละเอียด, ระบุชื่อ, อธิบายอย่างละเอียด)

      (f) deride    (ดิ-ไร้ด)  (หัวเราะเยาะ, ดูถูก, เยาะเย้ย, เหยียดหยาม, เย้ยหยัน) 

       (g) elaborate    (อิ-แล้บ-เบอะ-เรท)  (สาธยาย, บรรยายอย่างละเอียด, วางแผนอย่างละเอียด, ทำอย่างประ

             ณีต, เพิ่มรายละเอียด, ต่อเติมให้ละเอียด)

      (h) reiterate   (รี-อิ๊ท-เทอะ-เร้ท)  (กล่าวซ้ำ, ทำซ้ำ)

11. What does “This” in the fourth paragraph refer to?

(“สิ่งนี้”  ในพารากราฟ ๔ หมายถึงอะไร)

      (a) The duty of the three pilots.    (หน้าที่ของนักบินทั้ง ๓ คน)

      (b) The aircraft’s cruising altitude.    (ความสูงซึ่งบินอย่างสม่ำเสมอ (บินด้วยความเร็วคงที่) ของเครื่องบิน)

      (c) A short break for the pilots.    (การพักสั้นๆ สำหรับนักบิน)

      (d) The pilot’s replacement by a Senior First Officer.    (การทำหน้าที่แทนของนักบินโดย 

             Senior First Officer)  (ดูจาก ๒ ประโยคที่อยู่ข้างหน้า  “This”  ซึ่งกล่าวว่า  “เพื่อทำให้นักบิน

             สามารถทำเช่นนั้นได้  นักบินที่ ๓, ซึ่งเรียกว่า “Senior First officer” ที่มีใบอนุญาตพิเศษ, จะ

             ต้องอยู่บนเครื่องด้วย,  โดยเขาจะทำหน้าที่แทนนักบินที่ ๑ และนักบินผู้ช่วย  ในแบบสลับ

             กันไป)

12. In the fourth paragraph, “altitude” refers to _____________________________________.

(ในพารากราฟ ๔,  “ความสูง, ความสูงเหนือระดับน้ำทะเล, ยอด, ที่สูง, เส้นดิ่ง, เบื้องบน”  หมายถึง ___

________________)

      (a) mountain peak    (ยอดเขา)

     (b) high sky    (ท้องฟ้าสูง)

      (c) destination    (จุดหมายปลายทาง)

      (d) equanimity    (อี-ควะ-นิ้ม-มิ-ที่)  (ความใจเย็น, ความสงบใจ, ความมีอารมณ์เย็น, ความสมดุลของใจ) 

      (e) height    (ไฮ้ท)  (ความสูง)

      (f) vainglory    (เว้น-โกล-รี่)  (การทะนงตัว-เย่อหยิ่ง-จองหอง-ผยองเกียรติ, ความเห่อ, คนเย่อหยิ่ง, คน

           ผยอง)

13. The word “Aviation” in the final paragraph is closest in meaning to ___________________.

(คำว่า  “การบิน, การขับเครื่องบิน”  ในพารากราฟสุดท้าย  ใกล้เคียงที่สุดในความหมายกับ _______

__________)

      (a) commotion    (ความไม่สงบ, ความชุลมุนวุ่นวาย, ความสับสนอลหม่าน, การจลาจล, ความอึกทึกครึก

            โครม, ความเกรียวกราว, ความวุ่นวายทางการเมืองหรือสังคม) 

      (b) abstention    {การงด (ออกเสียง), การละเว้น, การสละสิทธิ์}

      (c) entreaty    (เอน-ทรี้-ที่)  (การอ้อนวอน, การวิงวอน, การขอร้อง, คำขอร้อง-วิงวอน-อ้อนวอน)

      (d) flight    (การบิน, เที่ยวบิน, สายการบิน, ลักษณะการบิน, ความสามารถในการบิน, ฝูงบิน, ตาราง

            การบิน, กองบินน้อย, การบินย้ายถิ่นของนก)

      (e) aspersion    (อัส-เพ้อ-ซั่น หรือ ชั่น)  (การใส่ร้ายป้ายสี, การป้ายร้าย, ข้อกล่าวหา) 

      (f) apathy    (แอ๊พ-พะ-ธี่)  (ความไม่สนใจ, ความไม่เป็นห่วงกังวล, การไร้อารมณ์)

      (g) jeopardy    (เจ๊พ-เพอะ-ดี้)  (อันตราย, ภัย, การเสี่ยงอันตราย, การเสี่ยงต่อการถูกพบความผิด) 

14. Which of the following is true?

(สิ่งใดต่อไปนี้เป็นความจริงถูกต้อง)

      (a) Airline crews like comfort and luxuries.    (ลูกเรือสายการบินชอบความสะดวกสบายและความหรูหรา

            ฟุ่มเฟือย)  (ไม่จริง  เนื่องจากบทความมิได้กล่าวถึง)

      (b) Three pilots are always at the controls.    (นักบิน ๓ คนจะควบคุมเครื่องบินอยู่เสมอ)  (ไม่จริง  เพราะ

            จะมีการผลัดเปลี่ยนกันทำหน้าที่)

      (c) Working conditions for airline crews are poor.    (สภาพการทำงานสำหรับลูกเรือสายการบินย่ำแย่-น่า

            สมเพช)  (ไม่จริง  เนื่องจากพารากราฟสุดท้ายกล่าวว่า  “ผู้มีอำนาจ (องค์กร) ด้านการบินกำหนดว่า  นัก

            บินจะต้องพักผ่อนช่วงเวลาสั้นๆ บนเที่ยวบินซึ่งกินเวลาเกินกว่า ๑๒ ชั่วโมง”)

      (d) Airline crews work so hard that they need some rest.    (ลูกเรือสายการบินทำงานหนัก

            มาก  จนกระทั่งพวกเขาต้องการการพักผ่อนบ้าง)  (สิ่งนี้เป็นความจริง  เนื่องจากลูกเรือบน

            เครื่องมีหน้าที่ต้องให้บริการแก่ผู้โดยสาร  ต้องทำให้ผู้โดยสารรู้สึกสะดวกสบายและมีความ

            ปลอดภัยสูงสุดตลอดเวลา  โดยเฉพาะในเที่ยวบินที่บินระยะไกลแบบไม่แวะพักกลางทาง 

            ทำให้ลูกเรือต้องทำงานหนักขึ้น)         

15. The word “descent” in paragraph 4 means ____________________________________.

(คำว่า  “การลดระดับลง, การเคลื่อนต่ำลง, การตกลงมา, ทางลง, ทางลาด, สายโลหิต, การสืบเชื้อสาย”  ในพารากราฟ ๔ หมายถึง ___________________)

      (a) ascent    (การขึ้น, การขึ้นสู่ที่สูงกว่า (ตำแหน่ง, ฐานะ, ปริญญา ฯลฯ), วิถีทางที่ขึ้น)

      (b) discourse    (การพูดหรือเขียนที่ติดต่อกัน) 

      (c) procrastination    (โพร-แครส-ทิ-เน้-ชั่น)  (การผัดวันประกันพรุ่ง, การเลื่อน, การหน่วงเหนี่ยว, การทำให้

            ชักช้า) 

      (d) dissemination    (การแพร่กระจาย, การเผยแพร่, การทำให้กระจัดกระจาย)

      (e) intrusion     (การล่วงล้ำ, การบุกรุก, การก้าวก่าย, การผลักดันของแกสอันตราย)   

      (f) drop    (การลดต่ำลง, การเคลื่อนลงข้างล่าง, การตกลงมา, การหย่อนลงมาจากอากาศ, สิ่งที่

            ร่อนลงมาโดยร่มชูชีพ, หยด, หยาด, จำนวนเล็กน้อย, หยดยา)

      (g) felony    (เฟ้ล-ละ-นี่)  (ความผิดอาญาร้ายแรง  เช่น  ฆาตกรรม, วางเพลิง, ข่มขืน) 

 

(คำแปล)

ลูกเรือสายการบินทำอะไรในระหว่างการบิน

 

            มันง่ายเพียงพอที่จะคำนวณจำนวน (the number) ของระยะทางไมล์อากาศ (ไมล์การบิน) (air miles) ระหว่างแฟรงก์เฟิร์ตและลอสแองเจลีส  แต่ว่าผู้ให้บริการ (ผู้รับใช้, ผู้ดูแล, ผู้ปรนนิบัติ, ผู้เข้าร่วมประชุม) (attendant) ของสายการบิน (การบิน, เที่ยวบิน, ระยะทางที่บิน, ฝูงบิน, การหนี) (flight) ครอบคลุม (cover) จำนวนกี่ไมล์ในเส้นทาง (route) นั้น,  ๑๐ ไมล์ใช่ไหม ?  บางทีแม้กระทั่ง ๑๕ ไมล์ใช่ไหม ไม่มีใครรู้อย่างแท้จริง (อย่างแน่นอน) (exactly)  แต่ในเส้นทาง (วิถีทาง, แนวทางเดิน, ลำน้ำ, หลักสูตร, กระบวนวิชา, (อาหาร) จานหนึ่ง, การไล่ล่า) (course) ของการบินแบบไม่แวะจอด (ไม่หยุดพัก) (nonstop flight) ๑๑ ชั่วโมง  ซึ่งเป็นช่วงเวลาที่ลูกเรือบนเครื่อง (cabin crew) ให้บริการแก่ผู้โดยสาร (passenger service) อย่างต่อเนื่อง (continual),  (จำนวนแอร์) ไมล์ก็เพิ่มมากขึ้น (สะสมเพิ่ม) (mount up) อย่างแน่นอน (certainly)

            ปัจจุบัน (Today)  การบินซึ่งครอบคลุมระยะทางหลายพันกิโลเมตรเป็นกิจวัตร (งานประจำ, หน้าที่ประจำ, วิธีการประจำ) (routine) ประจำวัน (daily),  และด้วยเครื่องบิน (aircraft) รุ่นใหม่ซึ่งมีกำลังมากขึ้น (more powerful) และบินระยะทางไกล (บินระยะเวลานาน) (long-haul)  จำนวนเส้นทางที่สามารถบินได้โดยไม่ต้องแวะจอดก็เพิ่มมากขึ้น (increasing),  สิ่งนี้ทำให้มีภาระ (ภาระหน้าที่, ความยากลำบาก, น้ำหนักที่แบก, ระวาง) (burden) เพิ่มเติม (เพิ่มมากขึ้น) (additional) แก่ลูกเรือ

            สภาพ (สภาวะ, เงื่อนไข, ฐานะ) (conditions) การทำงานสำหรับลูกเรือบนเครื่อง (cabin crews) ถูกควบคุม (กำหนด, บัญญัติ, วางระเบียบ, ดูแล, ปรับ, ทำให้เป็นระเบียบ) (regulated) โดยข้อตกลงร่วมกัน (collective agreements) (ระหว่างนักบินและองค์กรควบคุมการบิน)  เพื่อทำให้มั่นใจ (ทำ ให้ปลอดภัย, ทำให้มั่นคง, รับรอง, ประกัน) (ensure) ว่าพวกเขา (ลูกเรือ) ยังคงอยู่ในความสามารถ (สภาพ, ลักษณะ, ระดับ, ขั้น, รูปแบบ, รูปร่าง, แบบแผน, แบบฟอร์ม) (form) สูงสุด (ยอดเยี่ยม, ดีเลิศ, บน, ยอด, ชั้นนำ, หัวหน้า) (top) (หมายถึง  ลูกเรือต้องอยู่ในสภาพดีเยี่ยม)  และมิได้รับความเดือดร้อน (ได้รับความทุกข์, ได้รับ, ประสบ) (suffer) จากความเหน็ดเหนื่อย (ความเพลีย, ความเมื่อยล้า, งานหนัก, งานกรรมกร, งานที่ใช้แรง) (fatigue) (ฟะ-ทิ้ก) ในขณะปฏิบัติหน้าที่ (while on duty)เหตุผลก็คือ (After all)  งานของผู้ให้บริการของสายการบิน  มิใช่แต่เพียงการทำให้ผู้โดยสารรู้สึกสบาย (สุขกายสุขใจ, พอเพียง) (comfortable) บนเครื่อง (on board) เท่านั้น  แต่ยัง (ต้อง) ทำให้มั่นใจ (รับรอง, ประกัน) (ensure) ความปลอดภัยสูงสุด  (optimal safety) ตลอดเวลา (at all times) (ของผู้โดยสาร) อีกด้วย,  ทั้งนี้  กฎข้อบังคับ (กฎเกณฑ์, ระเบียบ, การควบคุม, การดูแล, การปรับ) (regulations) เป็นทางการ (official)  กำหนด (ระบุ, วางเงื่อนไข, สัญญา, รับรอง) (stipulate) ว่า  สำหรับทุกๆ ๕๐ ที่นั่ง (seats) บนเครื่องบิน  จะต้องมีผู้ให้บริการของสายการบิน ๑ คน 

            เมื่อลูกเรือบนเครื่องได้เสิร์ฟอาหารเสร็จแล้ว  ผู้ให้บริการของสายการบินในที่สุดก็มีเวลาที่จะพัก (take a break) (ในหลายๆ สายการบิน  “Cabin crews”  และ  “Flight attendants”  เป็นคนกลุ่มเดียวกัน)  แต่นักบิน (pilots) ล่ะเป็นอย่างไรบ้าง?,  ในระหว่างเครื่องบินขึ้น (take-off) และการบินไต่ระดับ (การปีน, การไต่) (climb) ขั้นเริ่มต้น (ตอนแรก, แรกเริ่ม, ดั้งเดิม, เบื้องแรก) (initial)  พวกเขา (นักบิน) จะหมกมุ่น (ยุ่งอยู่กับ, ใช้เวลากับ, ครอบครอง, ยึดครอง, ครอง, อาศัยอยู่) (occupied) อย่างเต็มที่กับการขับเครื่องบิน (flying the aircraft),  การดำรง (รักษา) (maintaining) การติดต่อ (contact) กับ (หอ) การควบคุม (การบังคับ) (control) การจราจรทางอากาศ  (air traffic) (หมายถึง  หอบังคับการบิน)  และการตรวจสอบ (ควบคุม, สังเกต) (monitoring) แผนการบิน (flight plan),  แต่ในทันทีที่ (once) เครื่องบินได้ขึ้นสู่ (มาถึง, ไปถึง, บรรลุ, ยื่น, เอื้อม, ไปจรดกับ, เป็นจำนวนถึง) (reached) ความสูง (altitude) ซึ่ง (เครื่องบิน) บินอย่างสม่ำเสมอ (บินด้วยความเร็วคงที่) (cruising)  ช่วงเวลา (ขั้นตอน, ระยะ, ระยะของโรค) (phase) ที่ค่อนข้างเงียบสงบ (relatively quiet) ก็ได้เริ่มต้นขึ้นสำหรับนักบิน (หมายถึง  นักบินจะเริ่มมีเวลาพักในช่วงที่เครื่องบินแล่นด้วยความเร็วคงที่ในอา กาศ),  ทั้งนี้  ผู้มีอำนาจ (องค์กร, เจ้าหน้าที่, ผู้เชี่ยวชาญ, อำนาจตามกฎหมาย, ความเชี่ยวชาญ) (authorities) ด้านการบิน (การขับเครื่องบิน) (Aviation) กำหนด (stipulate) ว่า  นักบินจะต้องพักผ่อนช่วงเวลาสั้นๆ (take short rest periods) บนเที่ยวบิน (on flights) ซึ่งกินเวลา (ทนทาน) (lasting) เกินกว่า ๑๒ ชั่วโมง,  และเพื่อทำให้นักบินสามารถทำเช่นนั้นได้ (To enable them to do so)  นักบินที่ ๓, ซึ่งเรียกว่า “Senior First officer” ที่มีใบอนุญาต (license) พิเศษ, จะต้องอยู่บนเครื่อง (be on board) ด้วย,  โดยเขาจะทำหน้าที่แทน (แทนที่, สวมตำแหน่ง, รับช่วง) (replaces) นักบินที่ ๑ (captain) และนักบินผู้ช่วย (นักบินที่ ๒, นักบินร่วม) (co-pilot) ในแบบสลับกันไป (alternately)สิ่งนี้ให้ความมั่นใจว่า  ห้องนักบิน (cockpit) ได้รับการควบคุม (จัดคนให้, ประจำที่) (manned) อยู่เสมอ โดยนักบินที่มีการพักผ่อนเป็นอย่างดี (well-rested) จำนวน ๒ คน,  ผู้ซึ่งสามารถรวม (เพ่งเล็ง, รวมศูนย์, รวมกำลัง, รวมเข้าจุดเดียวกัน, ตั้งอกตั้งใจ, สำรวมความคิด) (concentrate) ความเอาใจใส่ (ความสนใจ, การเอาอกเอาใจ, การดูแล, การพิจารณา, คำสั่งให้ยืนตรง) (attention) ของตน  กับการลดระดับลง (การเคลื่อนต่ำลง, การตกลงมา, ทางลง, ทางลาด, สายโลหิต, การสืบเชื้อสาย) (descent)  และการร่อนลงแตะรันเวย์ (การลงสู่พื้นดิน, การขึ้นบก) (landing) (ของเครื่องบิน)

 

เรียน   ท่านผู้ติดตามอ่านเว็บไซต์  “everydayenglish.pwa.co.th                  

 

                ถ้าท่านมีคำแนะนำให้ปรับปรุงเว็บไซต์นี้ประการใด  กรุณาส่ง e-mail ไปที่  ดร. วัชรินทร์  ภูเขาทอง  อดีต  ผอ. สำนักวิทยาการ  การประปาส่วนภูมิภาค  ผู้จัดทำเว็บไซต์นี้  ตาม  “Address”  (โปรดระบุหัวเรื่องด้วยว่า  “ปรับปรุงเว็บไซต์”)   เพื่อที่ผู้จัดทำฯ จะได้ปรับปรุงเนื้อหาได้ตรงตามความประสงค์ของผู้อ่านเว็บไซต์นี้ต่อไป

 

หมวดข้อสอบ READING (ตอนที่ 24)

การประปาส่วนภูมิภาค  “มุ่ง-มั่น-เพื่อปวงชน”

 

DirectionRead the following passage and choose the best answer for each question.

(จงอ่านบทความต่อไปนี้  และเลือกคำตอบที่ดีที่สุดสำหรับแต่ละคำถาม)

 

How to Cope with an Alzheimer Patient

 

          Difficulty in communicating with others is a common problem associated with Alzheimer’s disease.  It is usually one of the symptoms displayed during the early stages of the illness.  The affected person may not be able to make himself or herself understood or (not) be able to understand what others are trying to say.

          If the Alzheimer patient has been covering up problems with communication, he may become angry or defensive when he cannot find the words to respond to questions or comments.  Or he may appear uncooperative, when in fact he simply cannot understand what someone is trying to say.

          If you are having problems communicating with an Alzheimer patient, make sure that he is not suffering from a hearing impairment and keep the following in mind: the Alzheimer patient may forget within seconds even the information he understood: he may still be able to read but may not be able to understand what has been read: what may be understood if heard in person may be lost over the phone.

          Communication may be helped by combined use of signs, labels or written messages and oral instructions.  It is wise to be aware that the person may understand more than he is able to express.  Never talk about the patient as if he were not there.  Always treat the Alzheimer patient with dignity and respect.  Remember that he is an adult.  Avoid talking down.  Your sensitivity will be greatly appreciated.

 

1. What does “covering up” in the second paragraph mean?

(“ปกปิดเป็นความลับ, ปกปิดอย่างมิดชิด” ในพารากราฟ ๒ หมายความว่าอะไร)

    (a) creating    (สร้าง, สร้างสรรค์, ประดิษฐ์ขึ้น, ก่อให้เกิดขึ้น, ทำให้เกิดขึ้น, แต่งตั้ง)

    (b) spreading    (แพร่กระจาย, กาง, คลี่, ปู (ผ้า), ทา, ทำให้กระจาย, แยกออก, ยืดออก, ลาม, ซึม)

    (c) predicting    (ทำนาย, บอกล่วงหน้า, พยากรณ์)

    (d) notifying    (บอก, แจ้งให้ทราบ)

    (e) confronting    (เผชิญหน้ากับ, พบกับ, นำมาร่วมกันเพื่อตรวจสอบหรือเปรียบเทียบ)

    (f) hiding    (ซ่อนไว้, ปิดบัง, บัง, ปกคลุม, อำพราง, หลบซ่อน, หาที่หลบซ่อน)

2. How does an Alzheimer patient probably feel when he cannot respond to questions?

(คนป่วยโรคอัลไซเมอร์น่าจะ (เป็นไปได้ว่า) รู้สึกอย่างไร  เมื่อเขาไม่สามารถตอบคำถามได้)

    (a) regretful    (เสียใจ, สลดใจ, โทมนัส)

    (b) defeated    (พ่ายแพ้)

    (c) revengeful    (เจ็บแค้น, ต้องการแก้แค้น, ผูกพยาบาท)

    (d) frustrated    (คับข้องใจ, หงุดหงิดรำคาญ, ผิดหวัง, ท้อแท้ใจมาก)  (ประโยคแรกของพารา

          กราฟ ๒ กล่าวว่า  “ถ้าผู้ป่วยอัลไซเมอร์ได้กำลังปกปิดปัญหาการสื่อสาร – ไม่บอกว่าเขามี

          ปัญหาด้านนี้ - เขาอาจจะโกรธหรือเป็นฝ่ายตั้งรับ  เมื่อเขาไม่สามารถหาถ้อยคำเพื่อตอบคำ

          ถามหรือข้อคิดเห็น”)

    (e) guilty    (สำนึกผิด, รู้สึกผิด)

    (f) depressing    (หดหู่, เศร้าหมอง, ซึมเศร้า)

    (g) concerned    (วิตกกังวล, ห่วงใย)

3. In the first paragraph, “symptoms” means ____________________________________.

(ในพารากราฟแรก,  “อาการ, อาการของโรค, เครื่องแสดง, เครื่องหมาย, เครื่องชี้บอก”  หมายถึง ____

________________)

    (a) contracts    (สัญญา, ข้อตกลง, หนังสือสัญญา, นิติกรรมสัญญา, สัญญาสมรส-หมั้น, คำย่อ, รูปแบบย่อ)

    (b) charters    (กฎบัตร, กฎหมาย, สัญญาเช่า, สิทธิพิเศษ, สิทธิยกเว้น, เช่ามา, เหมา, ให้สิทธิพิเศษ)

    (c) emotions     (อารมณ์, ความสะเทือนใจ, ความรู้สึกโกรธ ดีใจ รัก เกลียด และอื่นๆ)

    (d) nominations    (การเสนอชื่อเข้ารับเลือกตั้ง, การแต่งตั้ง)

    (e) indications    (อาการของโรค, เครื่องหมายแสดง, สิ่งที่บอก, การชี้บอก, ระดับขีดแบ่งของ

         เครื่องมือ)

    (f) culprits    (ผู้กระทำผิด, นักโทษ, ผู้ร้าย, จำเลยในคดีอาญา)

4. The word “respond” in paragraph 2 refers to _____________________________________.

(คำว่า  “ตอบ, พูดตอบ, ตอบสนอง, โต้ตอบ, ขานรับ, รับ”  ในพารากราฟ ๒ หมายถึง ____________)

    (a) track    (ตามรอย, ติดตาม, คอยตาม)

    (b) instigate    (ปลุกปั่น, กระตุ้น, ยุยง)

    (c) edify    (สอนศีลธรรม, สั่งสอน, เทศนา)

    (d) sympathize    (เห็นอกเห็นใจ, เข้าข้าง, เห็นด้วย, มีใจเหมือนกัน, พอใจ, ถูกใจ)

    (e) sentence    (ตัดสินลงโทษ, พิพากษาโทษ)

    (f) reply    (ตอบ, ตอบได้, สนองตอบ, สะท้อน, ก้องกลับ, ตอบคำร้องของจำเลย)

5. Which way does the author imply is the best way to communicate with an Alzheimer patient?

(วิธีใดที่ผู้เขียนบอกเป็นนัยว่าเป็นวิธีดีที่สุด  ที่จะสื่อสารกับผู้ป่วยอัลไซเมอร์)

    (a) Talking on the phone.    (การสนทนาทางโทรศัพท์)

    (b) Talking face to face.    (การสนทนากันแบบเห็นหน้า – เผชิญหน้า)

    (c) Talking and gesturing.    (การสนทนาและออกท่าออกทาง – แสดงท่าทางชี้มือชี้ไม้)  (ประโยค

          แรกของพารากราฟสุดท้ายกล่าวว่า  “การสื่อสาร (ของผู้ป่วย) อาจจะได้รับการช่วยเหลือโดย

          การใช้แบบร่วมกัน (ปนกัน) ของ (ทั้ง) อากัปกิริยา (ภาษาท่าทาง), ฉลาก (ป้าย) หรือข้อความที่

          เป็นภาษาเขียน, และการชี้แนะ (การแนะนำ) ทางวาจา)

    (d) Talking clearly and loudly.    (การสนทนาอย่างชัดเจนและเสียงดัง)

6. The word “uncooperative” in the second paragraph is closest in meaning to ______________.

(คำว่า  “ไม่ให้ความร่วมมือ”  ในพารากราฟ ๒ ใกล้เคียงที่สุดในความหมายกับ ________________)

    (a) dreadful    (เดร๊ด-ฟูล)  (น่ากลัวมาก, น่าหวาดกลัว, เลวมาก, น่าเคารพยำเกรง)

    (b) prudent    (รอบคอบ, สุขุม, ระมัดระวัง, ฉลาด, ประหยัด, มัธยัสถ์, มองการณ์ไกล)

    (c) ingenuous    (อิน-เจ๊น-นู-อัส)  (เปิดเผย, ซื่อ, ตรงไปตรงมา, ไม่มีเล่ห์เหลี่ยม, ไร้เดียงสา)

    (d) unhelpful    (ไม่ให้ความช่วยเหลือ, ไม่มีประโยชน์)

    (e) engrossed    (หมกมุ่น, ค่ำเคร่ง)

    (f) precocious    (แก่แดด, แก่เกินวัย, โตเกินวัย, ฉลาดเกินวัย)

7. What does the author suggest you do if you have to communicate with an Alzheimer patient?

(ผู้เขียนแนะนำให้คุณทำอะไร  ถ้าคุณจำเป็นต้องสื่อสารกับผู้ป่วยอัลไซเมอร์)

    (a) Be caring and understanding.    (เอาใจใส่และให้ความเข้าใจ)  (๔ ประโยคสุดท้ายของพารา

          กราฟสุดท้ายกล่าวว่า  “จงปฏิบัติต่อผู้ป่วยอัลไซเมอร์ด้วยการให้เกียรติ (ความมีเกียรติ) และ

          ความเคารพอยู่เสมอ,  จงจำไว้ว่าเขาเป็นผู้ใหญ่,  จงหลีกเลี่ยงการพูดคุยกับบุคคล (ที่ป่วย) ใน

          แบบที่แสดงให้เขาเห็นว่าคุณเหนือกว่าเขา (การดูหมิ่นดูแคลน),  ความอ่อนไหว (ความรู้สึกไว)

          ของคุณ (ในการปฏิบัติต่อผู้ป่วย) จะได้รับการชื่นชมอย่างยิ่ง)

    (b) Be helpful and protective.    (ให้ความช่วยเหลือและปกป้องคุ้มครอง)

    (c) Be polite and speak softly.    (สุภาพและพูดเบาๆ)

    (d) Be cautious about what you say.    (ระมัดระวังเกี่ยวกับสิ่งที่คุณพูด)

8. The word “impairment” in paragraph 3 can be best replaced by _____________________.

(คำว่า  “ความบกพร่อง, ความเสื่อมลง, ความเลวลง, ความเสียหาย, ความอ่อนแอ”  ในพารากราฟ ๓ สามารถแทนดีที่สุดโดย ___________________)

    (a) embezzlement    (การยักยอก, การฉ้อฉล)

    (b) compunction    (คัม-พั้งค-ชั่น)  (ความเสียใจต่อการกระทำ, ความไม่สบายใจหรือวิตกกังวลต่อสิ่งที่ได้ทำ

          ไปแล้ว)

    (c) fury    (ความโกรธเป็นฟืนเป็นไฟ)

    (d) vitiation    (การทำให้เสื่อม, การเสื่อม, การทำให้เสีย, การทำให้เลวลง, การทำให้เสื่อมค่า, การ

          ทำให้สกปรก, การทำให้โมฆะ)

    (e) grief    (ความโศกเศร้า, ความระทมทุกข์, ความคับข้องใจ, ความยุ่งยาก)

    (f) discipline   (ดิส-ซิ-พลิน)  (วินัย, ระเบียบวินัย, ข้อบังคับ, การฝึกฝน, การลงโทษ, สาขาวิชา, วินัยทาง

         ศาสนา)

9. Which of the following is NOT true according to the passage?

(สิ่งใดต่อไปนี้ไม่เป็นความจริง – ไม่ถูกต้อง – ตามที่บทความกล่าว)

    (a) Alzheimer’s disease often affects the memory.    (โรคอัลไซเมอร์มีผลกระทบต่อความจำอยู่บ่อยๆ) 

          (เรื่องนี้เป็นความจริง)

    (b) Hearing problems always occur in an Alzheimer patient.    (ปัญหาการได้ยินเกิดขึ้นเสมอ

          ในผู้ป่วยอัลไซเมอร์)  (สิ่งนี้ไม่เป็นความจริง  เนื่องจากประโยคแรกของพารากราฟ ๓ กล่าวว่า 

          “ถ้าคุณกำลังมีปัญหาการสื่อสารกับผู้ป่วยอัลไซเมอร์  จงมั่นใจว่าเขามิได้กำลังประสบความ

          เดือดร้อนจากความบกพร่อง (ความเสื่อมลง) ของการได้ยิน  และ..................”  ซึ่งแสดงว่า

          ผู้ป่วยอัลไซเมอร์ไม่จำเป็นต้องมีความบกพร่อง (ความเสื่อม) ของการได้ยินเสมอไป)

    (c) A person with Alzheimer’s disease may lose his ability to express himself clearly.    (บุคคลที่เป็น

          โรคอัลไซเมอร์  อาจสูญเสียความสามารถที่จะแสดงตนเองอย่างชัดเจนด้วยคำพูด – คือ ไม่สามารถพูดให้

          คนฟังเข้าใจตนเอง)  (ประโยคสุดท้ายของพารากราฟแรกกล่าวว่า  “บุคคลที่ได้รับผลกระทบ (จากอัลไซ

          เมอร์) อาจจะไม่สามารถทำให้ตัวเขาเองหรือตัวเธอเองเป็นที่เข้าใจแก่ผู้อื่น – หมายถึง  ไม่สามารถพูดให้

          คนฟังเข้าใจตนเองได้ – หรือไม่สามารถเข้าใจ...................”  ดังนั้น  เรื่องนี้จึงเป็นความจริง)

    (d) Difficulty in communicating with others is not the only symptom of Alzheimer’s disease.   

           (ความยากลำบากในการสื่อสารกับผู้อื่นมิใช่อาการแต่เพียงอย่างเดียวของโรคอัลไซเมอร์)  (ข้อนี้เป็น

           ความจริง  เนืองจาก ๒ ประโยคแรกของพารากราฟแรกกล่าวว่า  “ความยากลำบากในการสื่อสารกับผู้

           อื่นเป็นปัญหาธรรมดาสามัญ  ซึ่งเกี่ยวเนื่อง (เกี่ยวพัน) กับโรคอัลไซเมอร์,  โดยปกติแล้ว  มันเป็นหนึ่ง

           ในอาการของโรค  ซึ่งถูกแสดงในระหว่างระยะแรกของความเจ็บป่วย (จากโรค)”  ซึ่งแสดงว่า  ความ

            ยากลำบากในการสื่อสารกับผู้อื่นมิใช่อาการแต่เพียงอย่างเดียวของโรคอัลไซเมอร์)

10. The word “dignity” in paragraph 4 means ____________________________________.

(คำว่า  “การให้เกียรติ, ความมีเกียรติ, ความสง่างาม, ความสูงศักดิ์, ตำแหน่งสูง, ฐานันดรศักดิ์”  ในพารากราฟ ๔ หมายถึง __________________)

      (a) precaution    (การระมัดระวังล่วงหน้า)

      (b) scandal    (เรื่องอัปยศ, เรื่องอื้อฉาว, เรื่องน่าอับอาย)  (เช่น  การทุจริต  การคบชู้สู่สาว  การลอบทำ

            แท้ง)

      (c) specimen    (ตัวอย่างทางวิทยาศาสตร์ เช่น  เลือด น้ำลาย อสุจิ, แบบอย่าง, ผลิตภัณฑ์ตัวอย่าง,

            ตัวอย่างในการทดลอง, ข้อมูลสำหรับตรวจสอบ)

      (d) honor    (เกียรติยศ, เกียรติศักดิ์, ศักดิ์ศรี, ชื่อเสียง, ความเคารพ, ความนับถือ, การกระทำเพื่อ

            เป็นการให้เกียรติ, เหรียญตรา)

      (e) genocide    (การฆ่าทำลายล้างเผ่าพันธุ์)

      (f) disciple    (ดิ-ไซ้-เพิ่ล)  (สาวก, ศิษย์, ผู้ติดตาม)

11. What is the author’s purpose in writing the passage?

(วัตถุประสงค์ของผู้เขียนในการเขียนบทความคืออะไร)

      (a) To explain what Alzheimer’s disease is.    (เพื่ออธิบายว่าโรคอัลไซเมอร์คืออะไร)

      (b) To describe the symptoms of Alzheimer’s disease.    (เพื่อพรรณนาอาการของโรคอัลไซเมอร์)

      (c) To suggest how to deal with an Alzheimer patient.    (เพื่อแนะนำว่าจะปฏิบัติต่อ – จัดการ

             กับ – ผู้ป่วยอัลไซเมอร์อย่างไร)  (ดูจาก ๔ ประโยคสุดท้ายของพารากราฟสุดท้ายที่กล่าวว่า 

             “จงปฏิบัติต่อผู้ป่วยอัลไซเมอร์ด้วยการให้เกียรติและความเคารพอยู่เสมอ,  จงจำไว้ว่าเขาเป็น

             ผู้ใหญ่,  จงหลีกเลี่ยงการพูดคุยกับบุคคล (ที่ป่วย) ในแบบที่แสดงให้เขาเห็นว่าคุณเหนือกว่า

             เขา,  ความอ่อนไหว (ความรู้สึกไว) ของคุณ (ในการปฏิบัติต่อผู้ป่วย) จะได้รับการชื่นชม

             อย่างยิ่ง)

      (d) To discuss the medical problems an Alzheimer patient may experience.    (เพื่ออภิปราย (พูด

             คุย) ปัญหาทางการแพทย์ซึ่งผู้ป่วยอัลไซเมอร์อาจประสบ)

12. The word “talking down” in the final paragraph refers to __________________________.

(คำว่า  “พูดคุยกับบุคคลในแบบที่แสดงให้เขาเห็นว่าคุณเหนือกว่าเขา, ดูหมิ่นดูแคลน”  ในพารากราฟสุดท้าย  หมายถึง ___________________)

      (a) Disfiguring    (ทำให้เสียโฉม, ทำให้ผิดรูปผิดร่าง)

      (b) Turning down    (ปฏิเสธ)

      (c) Setting aside    (กันเอาไว้ต่างหาก, แยกไว้ต่างหาก, จัดไว้ต่างหาก)

      (d) Giving high praise to    (ให้การสรรเสริญ-ยกย่องอย่างสูงแก่)

      (e) Encountering    (เผชิญหน้า, พบ, ประสบ, พบโดยบังเอิญ, ปะทะ, เผชิญหน้าศัตรู)

      (f) Talking to someone in a way to show that you are more important or cleverer than

            he, or looking down on    (พูดคุยกับใครบางคนในแบบที่แสดงว่า  ตัวคุณมีความสำคัญ

            มากกว่าหรือฉลาดกว่าเขา,  หรือดูถูกดูแคลน)

      

(คำแปล)

จะจัดการ (รับมือ) กับผู้ป่วยอัลไซเมอร์อย่างไร

 

            ความยากลำบาก (Difficulty) ในการสื่อสาร (communicating) กับผู้อื่นเป็นปัญหาธรรมดาสามัญ (ร่วมกัน, เหมือนกัน, สาธารณะ) (common) ซึ่งเกี่ยวเนื่อง (เกี่ยวพัน, เข้าร่วม, มีส่วนร่วม, คบค้าสมาคม) (associated) กับโรคอัลไซเมอร์,  โดยปกติแล้ว (usually) มันเป็นหนึ่งในอาการ (อาการของโรค, เครื่องแสดง, เครื่องหมาย, เครื่องชี้บอก) (symptoms)  ซึ่งถูกแสดง (displayed) ในระหว่างระยะแรก (early stages) ของความเจ็บป่วย (illness) (จากโรค),  บุคคลผู้ได้รับผลกระทบ (affected) อาจจะไม่สามารถทำให้ตัวเขาเองหรือตัวเธอเองได้รับความเข้าใจ (understood) (จากผู้อื่น)  หรือไม่สามารถเข้าใจสิ่งที่ผู้อื่นกำลังพยายาม (trying) พูด

            ถ้าผู้ป่วยอัลไซเมอร์ได้กำลังปกปิด (covering up) ปัญหาเกี่ยวกับการสื่อสาร (คือ ไม่ต้องการให้ผู้อื่นรู้ว่าตนสื่อสารไม่รู้เรื่อง)  เขาอาจจะโกรธ (ฉุนเฉียว) (angry) หรือเป็นฝ่ายตั้งรับ (defensive) เมื่อเขาไม่สามารถหา (find) คำพูด (ถ้อยคำ, คำ, คำศัพท์, ศัพท์, ภาษา, เนื้อเพลง) (words) ที่จะตอบ (พูดตอบ, ตอบสนอง, โต้ตอบ, ขานรับ, รับ) (respond) คำถามหรือข้อคิดเห็น (ความเห็น, ข้อสังเกต, คำอธิบาย, คำวิจารณ์) (comments),  หรือเขาอาจจะดูเหมือนว่า (ปรากฏ, แสดงตัว, เกิดขึ้น) (appear) ไม่ให้ความร่วมมือ (uncooperative)  เมื่อตามความเป็นจริงแล้ว (in fact) เขาเพียงแต่ (simply) ไม่สามารถเข้าใจสิ่งที่ใครบางคนกำลังพยายามพูด (what someone is trying to say)

            ถ้าคุณกำลังมีปัญหาการสื่อสารกับผู้ป่วยอัลไซเมอร์  จงมั่นใจ (make sure) ว่าเขามิได้กำลังประสบความเดือดร้อน (ประสบทุกข์, ประสบ, ได้รับ, อดทน) (suffering) จากความบกพร่อง (ความเสื่อมลง, ความเลวลง, ความเสียหาย, ความอ่อนแอ) (impairment) ของการได้ยิน (hearing)  และ (จง) จดจำสิ่งต่อไปนี้ (keep the following in mind)  คือ  (๑) ผู้ป่วยอัลไซเมอร์อาจจะลืม (จำไม่ได้, ลืมเลือน, ลืมเอ่ยถึง) (forget) ภายในไม่กี่วินาที  (within seconds) แม้กระทั่ง (even) ข้อมูลข่าวสาร (information) ที่เขาเข้าใจ,  (๒) เขาอาจจะยังคงสามารถอ่าน  แต่อาจจะไม่สามารถเข้าใจสิ่งที่ (ถูก) อ่าน (what has been read),  (๓) สิ่งที่ผู้ป่วยอาจจะเข้าใจถ้าได้ยินโดยการคุยกันแบบเห็นหน้า (if heard in person)  อาจจะสูญไป (เสียไป, สูญเสีย, ทำให้หายนะ, พลาด, เสียโอกาส)  (lost) (ถ้าคุยกัน) ทางโทรศัพท์ (over the phone)

            การสื่อสาร (ของผู้ป่วย) อาจจะได้รับการช่วยเหลือโดยการใช้แบบร่วมกัน (ปนกัน) (combined use) ของ (ทั้ง) อากัปกิริยา (ภาษาท่าทาง, สัญลักษณ์, เครื่องหมาย, เครื่องแสดง, อาการ) (signs),  ฉลาก (ป้าย, เครื่องหมาย, สัญลักษณ์) (labels) หรือข้อความที่เป็นภาษาเขียน (written messages),  และการชี้แนะ (การแนะนำ, การสั่งสอน, คำสั่ง, คำสอน) (instructions) ทางวาจา (oral),  โดยมันจะเป็นการฉลาดที่จะตระหนัก (รู้, ทราบ, รู้ตัว, รู้สึกตัว) (aware) ว่าบุคคล (ผู้ป่วย) (person) อาจจะเข้าใจมากกว่าที่เขาสามารถแสดงความคิด (ความรู้สึก) เป็นคำพูด (แสดงความคิดเห็น, ส่งด่วน) (express)  ทั้งนี้  จงอย่าพูดคุยเกี่ยวกับผู้ป่วยประหนึ่งว่า (ราวกับว่า) (as if) เขามิได้อยู่ที่ตรงนั้นด้วย (he were not there),  จงปฏิบัติต่อ (treat) ผู้ป่วยอัลไซเมอร์ด้วยการให้เกียรติ (ความมีเกียรติ, ความสง่างาม, ความสูงศักดิ์, ตำแหน่งสูง, ฐานันดรศักดิ์) (dignity) และความเคารพ  (respect) อยู่เสมอ,  จงจำไว้ว่า (Remember) เขา (ผู้ป่วย) เป็นผู้ใหญ่ (adult),  จงหลีกเลี่ยง (Avoid) การพูดคุยกับบุคคลในแบบที่แสดงให้เขาเห็นว่าคุณเหนือกว่าเขา (ดูหมิ่นดูแคลน) (talking down)ความอ่อนไหว (ความรู้สึกไว, ไหวพริบ, ประสาทไว, ความไวต่อสิ่งกระตุ้น) (sensitivity) ของคุณ (ในการปฏิบัติต่อผู้ป่วย) จะได้รับการชื่นชม (ชมเชย, ยกย่อง, เห็นคุณค่า, ตระหนัก, พอใจ, มีค่าสูงขึ้น) (appreciated) อย่างยิ่ง (greatly)         

 

เรียน   ท่านผู้ติดตามอ่านเว็บไซต์  “everydayenglish.pwa.co.th                  

 

                ถ้าท่านมีคำแนะนำให้ปรับปรุงเว็บไซต์นี้ประการใด  กรุณาส่ง e-mail ไปที่  ดร. วัชรินทร์  ภูเขาทอง  อดีต  ผอ. สำนักวิทยาการ  การประปาส่วนภูมิภาค  ผู้จัดทำเว็บไซต์นี้  ตาม  “Address”  (โปรดระบุหัวเรื่องด้วยว่า  “ปรับปรุงเว็บไซต์”)   เพื่อที่ผู้จัดทำฯ จะได้ปรับปรุงเนื้อหาได้ตรงตามความประสงค์ของผู้อ่านเว็บไซต์นี้ต่อไป

 

 

 

 

 

หมวดข้อสอบ READING (ตอนที่ 23)

การประปาส่วนภูมิภาค  “มุ่ง-มั่น-เพื่อปวงชน”

 

DirectionRead the following passage and choose the best answer for each question.

(จงอ่านบทความต่อไปนี้  และเลือกคำตอบที่ดีที่สุดสำหรับแต่ละคำถาม)

 

A Housing Project for Young Couples

 

          A country doctor in Oxfordshire has offered an interest-free loan to help young couples in the area to form a housing society.

          Dr. Gordon Scott, aged 66, who lives in a Cotswolds village has put up the money because young people are unable to afford the high price of local property.

          “Many of the small cottages around the village have been bought as weekend retreats by the wealthy and I think it is pathetic that the young should have to leave the village where they were born.  New houses are far beyond the pockets of young couples.”

          Originally Dr. Scott wanted to form a housing society which would buy cottages.  But as a result of a meeting which he called he said it now seemed best to form a society to buy land and build houses.    Members would build their own homes.

          Dr. Scott has lived in the village for nine years.  He has been a family doctor in the Cotswolds for 36 years.  He paid 5,500 pounds for his own house and more recently made “a nice profit” from selling off part of the land.

          “I don’t see why I should not share it around a bit.  I cannot take it with me when I go.”  His contribution will go towards initial costs of legal fees, fighting for planning permission and, hopefully, laying out a road system.

          Reaction from young people had been very good, said Dr. Scott, but he understood there was disapproval in some quarters about more building in the village.  “Ironically, it seems to be coming from the people who have moved into the village comparatively recently.”

 

1. How is Dr. Scott’s offer better that of other financial institutions?

(ข้อเสนอของหมอสกอตดีกว่าข้อเสนอของสถาบันการเงินอื่นๆ อย่างไร)

    (a) He does not want to make a profit.    (เขาไม่ต้องการหากำไร)  (ดูจากพารากราฟแรกที่

          กล่าวว่า  แพทย์ชนบทคนหนึ่งในมณฑลออกซ์ฟอร์ดเชียร์  ได้เสนอ เงินกู้ไม่มีดอกเบี้ย 

          เพื่อช่วยเหลือคู่สามีภรรยาหนุ่มสาวในพื้นที่  เพื่อสร้าง (ก่อตั้ง) ชุมชน (สมาคม) บ้านพัก)

    (b) His loan is large enough to cover all expenses.    (เงินกู้ของเขามากพอที่จะครอบคลุมค่าใช้

          จ่ายทั้งหมด)  (บทความมิได้บอก)

    (c) His criteria for granting the loan are less strict.    (หลักเกณฑ์ของเขาสำหรับการให้เงินกู้มีความ

          เข้มงวดน้อยกว่า – ของที่อื่นๆ)  (บทความมิได้บอก)

    (d) The money is enough for every young couple locally.    (เงินเพียงพอสำหรับคู่สามีภรรยาหนุ่ม

           สาวทุกคู่ในท้องถิ่น)  (บทความมิได้บอก)

2. Why do rich people buy small cottages in the Cotswolds?

(ทำไมคนรวยซื้อบ้านในชนบทหลังเล็กๆ ในเขตคอตส์วอลด์ส)

    (a) As an investment.    (ในฐานะการลงทุน)

    (b) As holiday homes.    (เป็นบ้านสำหรับวันหยุด-วันพักผ่อน)  (ประโยคแรกของพารากราฟ ๓ กล่าว

          ว่า  “บ้านในชนบท (กระท่อม) ขนาดเล็กจำนวนมากรอบๆ หมู่บ้านได้ถูกซื้อเป็นสถานที่เงียบๆ หรือ

          ส่วนตัวสำหรับพักผ่อนสุดสัปดาห์  โดยคนที่มั่งคั่งร่ำรวย..........................)

    (c) As rental property.    (เป็นทรัพย์สินเช่า) 

    (d) As permanent residences.    (เป็นที่พักอาศัยถาวร) 

3. In the second paragraph, “afford” means ______________________________________.

(ในพารากราฟ ๒,  “มีเงินพอ, สามารถมีได้, จัดให้มี”  หมายถึง ________________________)

    (a) facilitate    (ทำให้สะดวก, ทำให้ง่าย, ทำให้ราบรื่น)

    (b) fascinate    (ทำให้หลงใหล, เป็นที่จับจิตจับใจแก่)

    (c) recuperate    (ฟื้นคืน, พักฟื้น, กลับมีสภาพหรือกำลังเหมือนเดิม, ทำให้ฟื้นคืน (สุขภาพ, กำลัง, แรง,

          ฐานะทางเศรษฐกิจ ฯลฯ), กู้, เอาคืน)

    (d) mitigate    (เบาบางลง, ลดน้อยลง, อ่อนลง, ทำให้เบาบาง-ลดน้อยลง, บรรเทา, ทำให้อ่อนโยนขึ้น)

    (e) squander     (ใช้จ่ายอย่างสุรุ่ยสุร่าย, ใช้สิ้นเปลือง, ถลุง)

    (f) have enough money for, or able to possess    (มีเงินเพียงพอสำหรับ  หรือสามารถเป็น

         เจ้าของ)

4. According to the passage, how did Dr. Scott get a large sum of money?

(ตามที่บทความกล่าว  หมอสกอตได้เงินก้อนใหญ่อย่างไร)

    (a) By practising medicine.    (โดยการประกอบอาชีพแพทย์)

    (b) By dealing in real estate.    (โดยการขายอสังหาริมทรัพย์)

    (c) By selling his own house.    (โดยการขายบ้านของเขาเอง)

    (d) By selling a piece of land.    (โดยการขายที่ดินแปลงหนึ่ง)  (ประโยคสุดท้ายของพารากราฟ ๕

          กล่าวว่า  “เขา (หมอสกอต) จ่ายเงินจำนวน ๕,๕๐๐ ปอนด์สำหรับบ้านของเขาเอง  และเมื่อเร็วๆ นี้ 

          ทำ “กำไรงาม” จากการขายไปทั้งหมด  ส่วนที่เป็นที่ดิน - นอกเหนือจากที่เป็นบริเวณบ้าน)

5. The word “retreats” in paragraph 3 refers to ____________________________________.

(คำว่า  “สถานที่เงียบๆ หรือส่วนตัวสำหรับพักผ่อน, การล่าถอย, การปลดเกษียณ, การถอนตัวจากวงการ, ความสันโดษ”  ในพารากราฟ ๓ หมายถึง ___________________)

    (a) transports    (พาหนะขนส่ง, เครื่องบินโดยสาร, เครื่องบินขนส่ง, การขนส่ง, การลำเลียง, การขนย้าย,

          วิธีการขนส่ง)

    (b) assets    (ทรัพย์สิน, บุคคลหรือสิ่งของที่มีค่า, ประโยชน์)

    (c) imitations    (ของปลอม, ของเทียม, การเลียนแบบ, การลอกเลียน, การเอาอย่าง, ของเลียนแบบ)

    (d) disparities    (ความแตกต่างกัน, ความไม่เหมือนกัน)

    (e) havens    (เฮ้-เวิ่น)  (ที่พำนักอาศัย, ที่หลบภัย, ท่าเรือ)

    (f) excitements    (ความตื่นเต้น)

6. The word “pathetic” in the third paragraph is closest in meaning to ____________________.

(คำว่า  “น่าเวทนา, น่าสมเพช, น่าสงสาร, แร้นแค้น”  ในพารากราฟ ๓ ใกล้เคียงที่สุดในความหมายกับ ___________________)

    (a) uneventful    (ปราศจากเหตุการณ์, สงบ, ปกติ, เรื่อยๆ)

    (b) terrific    (เทอ-ริฟ-ฟิค)  (ดีมาก, แจ๋ว, ยอดเยี่ยม)

    (c) bizarre    (แปลก, ประหลาด, พิกล)

    (d) prominent    (พร้อม-มิ-เนิ่นท)  (เด่น, เด่นชัด, สะดุดตา, มีชื่อเสียง, โด่งดัง, ยื่นออก, โผล่ออก)

    (e) gratifying    (น่าพอใจ, น่าปลื้มปิติ)

    (f) pitiful or pitiable    (น่าสงสาร, น่าเวทนา, น่าดูถูก)

7. What does “I cannot take it with me when I go.” in paragraph 6 mean?

(“ผมไม่สามารถนำมันไปกับผมด้วย  เมื่อผมไป”  ในพารากราฟ ๖ หมายถึงอะไร)

    (a) I cannot continue my project after departure.    (ผมไม่สามารถดำเนินโครงการของผมต่อไป 

          ภายหลังการจากไป)

    (b) I cannot carry my money with me when I die.    (ผมไม่สามารถพาเงินของผมไปกับผม

          เมื่อผมตาย)

    (c) I cannot fulfil my current dream if I move somewhere else.    (ผมไม่สามารถทำให้ฝันในปัจจุบัน

          ของผมเป็นจริง  ถ้าผมย้ายไปอยู่ที่อื่น)

    (d) I cannot share my money with people outside this community.    (ผมไม่สามารถแบ่งปันเงินของ

          ผมกับผู้คนนอกชุมชนนี้)

8. The word “contribution” in paragraph 6 can be best replaced by ___________________.

(คำว่า  “เงินบริจาค, การบริจาค, การช่วยเหลือ, การสนับสนุน, คุณูปการ, การมีส่วนช่วยเหลือ, เรื่องเขียนที่ส่งไปตีพิมพ์”  ในพารากราฟ ๖ สามารถแทนดีที่สุดโดย ___________________)

    (a) paucity     (พ้อ-ซะ-ทิ่)  (ความแร้นแค้น, ความขัดสน, ความยากจน)

    (b) discovery    (การค้นพบ)

    (c) fatigue    (ฟะ-ทิ้ก)  (ความเหนื่อย, ความเพลีย, ความเมื่อยล้า)

    (d) illusion    (อิ-ลู้-ชั่น)  (มายา, สิ่งลวงตา, การหลอกลวง, ภาพลวงตา, ภาพหลอน)

    (e) donation    (เงินบริจาค, ของที่บริจาค, การบริจาค, การมอบให้, ของขวัญ)

    (f) embarrassment    (ความเคอะเขิน, ความกระดากอาย, ความตะขิดตะขวงใจ)

9. What is ironic for Dr. Scott about the reaction to the situation in the passage?

(อะไรเป็นการเยาะเย้ย (เย้ยหยัน, ประชด) สำหรับหมอสกอต  เกี่ยวกับปฏิกิริยาต่อสถานการณ์ในบทความ)

    (a) Local people have had to move away.    (ผู้คนในท้องที่จำเป็นต้องย้ายหนี)

    (b) Newcomers do not approve of the plan.    (ผู้มาใหม่ไม่เห็นด้วยกับแผนการนี้)  (พารากราฟ

          สุดท้ายกล่าวว่า  “...............มีการไม่เห็นด้วยในบางพื้นที่เกี่ยวกับการก่อสร้างเพิ่มมากขึ้นในหมู่

          บ้าน – จากโครงการสร้างชุมชนบ้านพักของคู่สามีภรรยาหนุ่มสาว – แต่เหมือนกับเป็นเรื่องเย้ย

          หยัน (เยาะเย้ย, ประชด)  ที่ผู้ไม่เห็นด้วยคือผู้ที่เพิ่งจะย้ายเข้ามาอาศัยในหมู่บ้านเมื่อเร็วๆ มานี้” 

          ซึ่งน่าจะเป็นคนมีฐานะ  ที่ไม่ต้องการให้โครงการของหมอสกอตเกิดขึ้น  ซึ่งอาจเนื่องมาจาก

          กลัวจะเกิดความแออัดในหมู่บ้าน  หรือมีคนหนาแน่นมากเกินไป)

    (c) Young people do not want to move.    (คนหนุ่มสาวไม่ต้องการย้าย)

    (d) Old people are enthusiastic about the project.    (คนแก่กระตือรือร้นเกี่ยวกับโครงการนี้)  (ข้อนี้ไม่จริง 

          เนื่องจากประโยคแรกของพารากราฟสุดท้ายกล่าวว่า  “หมอสกอตพูดว่า  ปฏิกิริยาจากคนหนุ่มสาวเป็นไป

          อย่างดีมาก  แต่......................”)

10. What does the word “disapproval” in paragraph 7 mean?

(คำว่า  “การไม่เห็นด้วย, การไม่ยินยอม, ความไม่พอใจ, การไม่อนุญาต”  ในพารากราฟ ๗ หมายถึง __

________________)

      (a) grudge    (กรัจ)  (ความขุ่นแค้น, ความเจ็บแค้นใจ, ความขัดข้องใจ, ความเสียใจ, ความอิจฉาริษยา)

      (b) impudence    (อิ๊ม-พิว-เดิ้นซ)  (ความทะลึ่ง, ความยโส, ความโอหัง, ความอวดดี, ภาษาหรือคำพูดที่

            ทะลึ่งหรือยโส)  

      (c) haughtiness    (ฮ้อท-ที-เนส)  (ความหยิ่งยโส, ความโอหัง, ความอวดดี, ความจองหอง)  

      (d) modesty    (ม้อด-ดิส-ที่)  (ความถ่อมตัว, ความไม่รุนแรง, ความพอประมาณ, ความไม่หรูหรา)

      (e) apathy    (แอ๊พ-พะ-ธี่)  (ความไม่สนใจ, ความไม่เป็นห่วง, ความไร้อารมณ์หรือความรู้สึก)

      (f) objection    (การคัดค้าน, การไม่เห็นด้วย, การไม่ชอบ, การโต้แย้ง, เหตุผลคัดค้าน)

11. What is probably Dr. Scott’s view of the Cotswolds housing situation?

(อะไรอาจจะเป็นความเห็น – ทัศนคติ – ของหมอสกอต  เกี่ยวกับสถานการณ์บ้านพักในเขตคอตส์วอลด์ส)

      (a) People earn enough to afford houses in the Cotswolds.    (ผู้คนมีรายได้เพียงพอที่จะมีบ้านในเขต

            คอตส์วอลด์ส)  (ไม่จริง  เพราะมีบ้านได้เฉพาะคนรวยเท่านั้น)

      (b) Rich people do not object to the housing project.    (คนรวยไม่คัดค้านโครงการบ้านพัก)  (พารา

            กราฟสุดท้ายกล่าวว่า  “หมอสกอตกล่าวว่า  คนที่เพิ่งย้ายเข้ามาอยู่ใหม่ในหมู่บ้าน – ซึ่งมักเป็นคนรวย –

            ไม่เห็นด้วยกับโครงการนี้)

      (c) The project would disturb the area’s peacefulness.    (โครงการจะรบกวนความสงบสุขของพื้นที่นี้) 

            (เรื่องนี้เป็นความคิดเห็นของผู้ที่เพิ่งย้ายเข้ามาอยู่ใหม่บางกลุ่ม  มิใช่ความคิดเห็นของหมอสกอต)

      (d) Young people should have a better chance of owning houses.    (คนหนุ่มสาวควรมีโอ

             กาสดีขึ้นในการเป็นเจ้าของบ้าน – มีบ้านเป็นของตนเอง)  (พารากราฟที่ ๑ และ ๒ กล่าวว่า 

             “แพทย์ชนบทคนหนึ่งในมณฑลออกซ์ฟอร์ดเชียร์  ได้เสนอเงินกู้ไม่มีดอกเบี้ย  เพื่อช่วยเหลือ

             คู่สามีภรรยาหนุ่มสาวในพื้นที่  เพื่อสร้าง (ก่อตั้ง) ชุมชน (สมาคม) บ้านพัก”  และ  “หมอกอร์

             ดอน สกอต, อายุ ๖๖ ปี, ผู้ซึ่งอาศัยอยู่ในหมู่บ้านแห่งหนึ่งในเขตคอตส์วอลด์ส  ได้จัดหา (ให้)

             เงิน (กู้) เพราะว่าคนหนุ่มสาวไม่สามารถมีเงินพอกับราคาที่สูงของที่ดินในท้องถิ่น”)

12. In the final paragraph, “quarters” means ______________________________________.

(ในพารากราฟสุดท้าย  “พื้นที่ของเมืองที่มีกลุ่มคนเฉพาะกลุ่มอาศัยอยู่, หนึ่งส่วนสี่, เหรียญ ๒๕ เซนต์,  ๑๕ นาที, ๓ เดือน, ภาคเรียน”  หมายถึง ____________________)

      (a) races    (เชื้อชาติ, ชนชาติ, มนุษยชาติ, เผ่าพันธุ์, วรรณะ, วงศ์ตระกูล, การแข่งขัน, การวิ่งแข่ง)

      (b) doctrines    (ลัทธิ, คำสั่งสอน, ศาสนา, หลัก, ทฤษฎี, นโยบายต่างประเทศ)

      (c) periods of 3 months    (ระยะเวลา ๓ เดือน)

      (d) sermons    (เซ้อร์-เมิ่น)  (การเทศนา, การสอน, การให้โอวาท)

      (e) areas in a city where a particular group of people live or work    (พื้นที่ในเมืองซึ่งคน

            เฉพาะกลุ่มอาศัยอยู่หรือทำงาน)

      (f) calamities    (คะ-แล้ม-มิ-ที่)   (ความหายนะ, ภัยพิบัติ, เคราะห์ร้าย)  

 

(คำแปล)

โครงการบ้านพักสำหรับคู่สามีภรรยาหนุ่มสาว

 

            แพทย์ชนบท (country doctor) คนหนึ่งในมณฑลออกซ์ฟอร์ดเชียร์ (อยู่ทางภาคตะวันออกเฉียงใต้ของอังกฤษ  มีประชากรประมาณ ๖๘๘,๐๐๐ คน  มีเมืองสำคัญคือ ออกซ์ฟอร์ด) ได้เสนอ (offered) เงินกู้ไม่มีดอกเบี้ย (interest-free loan)  เพื่อช่วยเหลือคู่สามีภรรยาหนุ่มสาว (young couples) ในพื้นที่  เพื่อสร้าง (ก่อตั้ง) (form) ชุมชน (สมาคม) บ้านพัก (housing society)

            หมอกอร์ดอน สกอต, อายุ ๖๖ ปี, ผู้ซึ่งอาศัยอยู่ในหมู่บ้านแห่งหนึ่งในเขตคอตส์วอลด์ส (เขตพื้นที่ทางภูมิศาสตร์มีขนาดใหญ่กว่าเมือง  ประกอบด้วยเนินเขาเตี้ยๆ ติดต่อกันเป็นจำนวนมาก  เป็นพื้นที่ที่มีความงดงามทางธรรมชาติที่โดดเด่น  เป็นที่นิยมของนักเดินและนักปั่นจักรยาน)  ได้จัดหา (ให้) (put up) เงิน (กู้)  เพราะว่าคนหนุ่มสาวไม่สามารถ (unable) มีเงินพอ (สามารถมีได้, จัดให้มี) (afford) กับราคาที่สู(high price) ของที่ดิน (ทรัพย์สิน, ทรัพย์สมบัติ) property) ในท้องถิ่น (local)

            บ้านในชนบท (กระท่อม) (cottages) ขนาดเล็กจำนวนมากรอบๆ หมู่บ้าน  ได้ถูกซื้อเป็นสถานที่เงียบๆ หรือส่วนตัวสำหรับพักผ่อน (การล่าถอย, การปลดเกษียณ, การถอนตัวจากวงการ, ความสันโดษ) (retreats) สุดสัปดาห์ (weekend) โดยคนที่มั่งคั่งร่ำรวย (the wealthy)  และผมคิดว่ามันน่าเวทนา (น่าสมเพช, น่าสงสาร, แร้นแค้น) (pathetic) ว่าคนหนุ่มสาว (the young) จำเป็นต้องออกจาก (ละทิ้ง) (leave) หมู่บ้านที่ซึ่งพวกเขาเกิด,  บ้านใหม่ๆ ก็ไกลเกินกว่า (สูงกว่า) (far beyond) จำนวนเงินที่มี (กระเป๋า) (pockets) ของคู่สามีภรรยาหนุ่มสาว

            แต่เดิมเริ่มแรก (Originally)  หมอสกอตต้องการก่อตั้ง (สร้าง) (form) ชุมชน(สมาคม) บ้านพัก (housing society) ซึ่งจะซื้อบ้านในชนบท  แต่จากผลลัพธ์ของการประชุม (as a result of a meeting) ซึ่งเขาเรียก (จัด) (called)  เขา (หมอฯ) กล่าวว่าปัจจุบัน  มันดูเหมือนจะดีที่สุด (seemed best) ที่จะก่อตั้งชุมชน (สมาคม) (society)  เพื่อที่จะซื้อที่ดินและสร้างบ้าน,  โดยสมาชิก (Members) จะสร้างบ้านของตัวเอง

            หมอสกอตได้อาศัยอยู่ในหมู่บ้านเป็นเวลา ๙ ปี  โดยเขาเป็นหมอครอบครัว (family doctor) ในเขตคอตส์วอลด์ส (คือ รักษาคนในครอบครัวของเขตคอตส์วอลด์ส) เป็นเวลา ๓๖ ปีแล้ว,  เขาจ่ายเงินจำนวน ๕,๕๐๐ ปอนด์สำหรับบ้านของเขาเอง  และเมื่อเร็วๆ นี้ (เมื่อไม่นานมานี้) (recently) ทำ “กำ ไรงาม(a nice profit) จากการขายไปทั้งหมด (selling off) ส่วนที่เป็นที่ดิน (นอกเหนือจากที่เป็นบริเวณบ้าน)

            “ผมไม่เข้าใจ (ทราบ, เห็น) (see) ว่าทำไมผมจึงไม่ควรแบ่งปันมัน (เงิน) ให้ทั่วๆ (share it around) สักนิดหน่อย (a bit) (ความหมายคือ  ผมควรแบ่งปันเงินจากการขายที่ดินให้คนอื่นๆ),  ผมไม่สามารถนำมันไปกับผมเมื่อผมไป (ตาย)” (เป็นคำกล่าวของหมอ),  ทั้งนี้  เงินบริจาค (การบริจาค, การช่วยเหลือ, การสนับสนุน, คุณูปการ, เรื่องเขียนที่ส่งไปตีพิมพ์) (contribution) ของเขา  จะนำไปใช้เป็น (go towards) ค่าใช้จ่ายเบื้องต้น (initial costs) ของค่าธรรมเนียมด้านกฎหมาย (legal fees), (ของ) การต่อสู้เพื่อใบอนุญาต (การอนุญาต) (permission) (สำหรับ) การออกแบบ (การวางโครงการ) (planning),  และ,  ด้วยความหวังอย่างยิ่ง (hopefully), (ของ) การวางแผน (การออกแบบ) (laying out) ระบบถนน (road system)

            ปฏิกิริยา (Reaction) จากคนหนุ่มสาวเป็นไปอย่างดีมาก  หมอสกอตกล่าว,  แต่เขาเข้าใจว่า  มีการไม่เห็นด้วย (การไม่ยินยอม, ความไม่พอใจ, การไม่อนุญาต) (disapproval) ในบางพื้นที่ของเมืองที่มีกลุ่มคนเฉพาะกลุ่มอาศัยอยู่ (quarters) เกี่ยวกับการก่อสร้าง (สิ่งก่อสร้าง) (building) ที่เพิ่มมากขึ้นในหมู่บ้าน,  “อย่างเป็นการเย้ยหยัน (อย่างเป็นการเยาะเย้ย, อย่างประชด, อย่างเหน็บแนม, อย่างถากถาง) (Ironically)  มัน (การไม่เห็นด้วยกับโครงการ) ดูเหมือนว่ากำลังมาจากผู้คนผู้ซึ่งได้ย้ายเข้ามาอยู่ใน (moved into) หมู่บ้านค่อนข้างจะ (โดยเปรียบเทียบ) (comparatively) เมื่อเร็วๆ มานี้ (recently) เอง  (หมอสกอตมองว่า  มันเหมือนกับเป็นการเย้ยหยัน - เยาะเย้ย - ที่คนทีีไม่เห็นด้วยกัับโครงการของเขา  เป็นผู้ที่เพิ่งย้ายเข้ามาอยู่่ในหมู่บ้านเมื่อเร็วๆ มานี้)

 

เรียน   ท่านผู้ติดตามอ่านเว็บไซต์  “everydayenglish.pwa.co.th                  

 

                ถ้าท่านมีคำแนะนำให้ปรับปรุงเว็บไซต์นี้ประการใด  กรุณาส่ง e-mail ไปที่  ดร. วัชรินทร์  ภูเขาทอง  อดีต  ผอ. สำนักวิทยาการ  การประปาส่วนภูมิภาค  ผู้จัดทำเว็บไซต์นี้  ตาม  “Address”  (โปรดระบุหัวเรื่องด้วยว่า  “ปรับปรุงเว็บไซต์”)   เพื่อที่ผู้จัดทำฯ จะได้ปรับปรุงเนื้อหาได้ตรงตามความประสงค์ของผู้อ่านเว็บไซต์นี้ต่อไป

 

 

 

 

หมวดข้อสอบ READING (ตอนที่ 22)

การประปาส่วนภูมิภาค  “มุ่ง-มั่น-เพื่อปวงชน”

 

DirectionRead the following passage and choose the best answer for each question.

(จงอ่านบทความต่อไปนี้  และเลือกคำตอบที่ดีที่สุดสำหรับแต่ละคำถาม)

 

Stop Committing Cruelty to Animals

 

          A circus trainer who says he had to discipline an elephant to prevent it from stampeding was arrested on an animal abuse charge in Portland, Oregon.  Sharon Harmon, the director of the Oregon Humane Society, says that police arrested trainer Bela Tabak on an accusation of misdemeanor on animal abuse.  Tabak was released on $500 bail.

          Tabak, 50, works for King Royal’s traveling circus.  While the show went on in Harrisburg, police and game officers investigated an incident that occurred during a performance in Portland.

          Tabak defended his actions involving a 15-month-old Asian elephant, Mickey.  He says the trouble began during the 4 p.m. show when the elephant refused to perform a trick and attempted to run. 

          Cathy Beemer, 41, shot videotape of the incident.  The videotape was broadcast on some Oregon television stations.

          “All the elephant did was turn around, and that guy started gouging him in the neck with this wooden tool that had an awful metal hook on the end,” she says.  “We definitely saw blood gushing out the front of his leg, where a puncture wound was.”

          “The control tool they used for elephant training was sharpened,” she says.  “It’s not supposed to be.”  Harmon says, “The tool is not intended to penetrate the skin, as this one did.”

 

1. What is the main focus of this news item?

(จุดมุ่งเน้นสำคัญของรายการข่าวนี้คืออะไร)

    (a) The actions of the police.    (การกระทำของตำรวจ)

    (b) The work of the Humane Society.    (งานของสมาคมเมตตาสัตว์)

    (c) The audience reaction to the event.    (ปฏิกิริยาของผู้ชมต่อเหตุการณ์)

    (d) The charge against an elephant trainer.    (การกล่าวหา – การฟ้อง ร้องดำเนินคดี - กับผู้ฝึก

           ช้าง)  (บทความกล่าวถึงการฟ้องร้องดำเนินคดีคนฝึกช้าง  ผู้ซึ่งทำทารุณกรรมกับมัน)

2. How does Cathy feel about the incident?

(เคธีรู้สึกอย่างไรเกี่ยวกับเหตุการณ์ – ทารุณช้าง)

    (a) sympathetic    (เห็นอกเห็นใจ)

    (b) upset    (ไม่สบายใจ, วิตกกังวล, ไม่มีความสุข, ว้าวุ่นใจ, สับสน)  (ดูจากพารากราฟที่ ๕ และ ๖ 

           ที่กล่าวเป็นนัยว่า  เคธีรู้สึกไม่สบายใจที่เห็นผู้ฝึกช้างทำทารุณกับช้าง)

    (c) indifferent    (ไม่แยแส, ไม่สนใจ, เฉยเมย, ไม่ใยดี, ไม่ลำเอียง, เป็นกลาง)

    (d) confused    (สับสน, งงงวย, ยุ่งเหยิง, ไม่ชัด)

    (e) panic    (ตกใจกลัว, อกสั่นขวัญหาย, สนุกสนาน)

    (f) embarrassed    (กระดากอาย, ขวยเขิน, กระอักกระอ่วน)

3. In the first paragraph, “abuse” means _________________________________________.

(ในพารากราฟแรก  คำว่า  “การกระทำทารุณ, การใช้ในทางที่ผิด, การข่มขืนกระทำชำเรา, การหลอกลวง”  หมายถึง __________________)

    (a) slaughter    (สล้อ-เท่อะ)  (การฆ่าสัตว์, การฆ่า, การฆ่าเป็นอาหาร, การสังหารหมู่อย่างไม่ละเว้น, การ

          พ่ายแพ้อย่างยับเยิน)

    (b) stealing    (การลักขโมย)

    (c) bullying    (การขู่, การขู่เข็ญ, การคุกคาม, การทำให้กลัว, การรังแก, การทำตัวเป็นอันธพาล)

    (d) smuggling    (การลักลอบนำเข้าหรือออกอย่างผิดกฎหมาย, การแอบถือไปด้วย)

    (e) heist    (ไฮ้ซท)  (การปล้น, การขโมย, การโจรกรรม)  (ถ้าเป็นคำกริยา  หมายถึง ปล้น, ขโมย) 

    (f) mistreatment    (การกระทำทารุณ, การกระทำไม่ดี, การใช้ในทางที่ผิด)

4. What does Harmon probably think?

(ฮาร์มอน – ผอ. สมาคมเมตตาสัตว์ - อาจจะคิดอย่างไร)

    (a) Tabak meant to hurt the elephant.    (ทาบั๊คมีเจตนา – ตั้งใจ – ที่จะทำอันตรายช้าง  หรือทำ

          ให้ช้างเจ็บปวด)  (ดูจากประโยคสุดท้ายของพารากราฟสุดท้ายที่ฮาร์มอนกล่าวว่า  “อุปกรณ์

          (ควบคุมสัตว์) (โดยปกติแล้ว) มิได้ถูกมุ่งหมายให้ทะลุ (เจาะทะลุ) ผิวหนัง (หนังสัตว์) เหมือนกับ

          ที่อุปกรณ์ (ควบคุมสัตว์) ชิ้นนี้ทำ”  ดังนั้น  การที่ทาบั๊คทำให้ช้างเลือดตกยางออก  จึงเป็นการ

          เจตนาทำ)

    (b) Mickey had not suffered any cruelty.    (ช้างมิกกี้มิได้รับความเดือดร้อนจากทารุณกรรมใดๆ)  (มิกกี้

          ถูกทารุณกรรมจนเลือดตกยางออก)

    (c) The elephant was still young and not well trained.    (ช้างยังคงอายุน้อย  และมิได้รับการฝึกมาอย่างดี) 

           (บทความมิได้กล่าวถึงเรื่องนี้)

    (d) The TV station should not have shown the incident.    (สถานีโทรทัศน์ไม่ควรจะได้ฉาย –ออกอากาศ

           – เหตุการณ์นี้)  (เป็นไปไม่ได้เนื่องจากฮาร์มอน ซึ่งเป็นผอ. สมาคมเมตตาสัตว์ (หรือมนุษยธรรม) ย่อมต้อง

           ต่อต้านการทารุณสัตว์)

5. The word “misdemeanor” in paragraph 1 refers to ________________________________.

(คำว่า  “ความผิดอาญาสถานเบา, การกระทำที่น่าตกใจหรือไม่เป็นที่ยอมรับ  แม้ว่าจะไม่เป็นอันตรายแก่ผู้ใด”  ในพารากราฟที่ ๑ หมายถึง _________________)

    (a) fistfight    (การชกต่อย) 

    (b) debris    (เด๊บ-บรี  หรือ  เด๊-บรี)   (ซากสลักหักพัง, เศษ, เศษอิฐ หิน ปูน ฯลฯ, ขยะ, การสะสมของเศษหิน

          ดิน ทราย ที่ถูกลมพัดพามา) 

    (c) magnanimity    (แมก-นะ-นิ้ม-มิ-ที่)  (ความมีใจกว้าง, ความมีใจเอื้อเฟื้อเผื่อแผ่, ความมีจิตใจสูงส่ง, ความ

          ไม่เห็นแก่ตัว, การกระทำที่มีใจสูงส่ง, ความสูงส่ง)  

    (d) sedition    (ซี-ดิ๊ช-ชั่น)  (การปลุกระดมให้เกลียดชังรัฐบาล, การปลุกปั่นให้เป็นกบฏหรือก่อจลาจล, การ

          แยกตัวออกเพื่อต่อต้านรัฐบาล หรือก่อความไม่สงบ)

    (e) offense    (การกระทำผิด, การกระทำผิดกฎหมาย, การรุก, การโจมตี, การทำให้ขุ่นเคือง, การ

          ก้าวร้าว, สิ่งที่ทำให้ขุ่นเคือง, สิ่งที่ละเมิด, ความรู้สึกขุ่นเคือง, ฝ่ายรุก, ฝ่ายโจมตี)

    (f) assaulting    (อะ-ซ้อล-ทิ่ง)  {การทำร้ายอย่างรุนแรง (ทางกาย, ทางวาจา), การจู่โจม, การโจมตี}

6. The word “investigated” in paragraph 2 is closest in meaning to ____________________.

(คำว่า  “สืบสวน, สอบสวน”  ในพารากราฟ ๒ ใกล้เคียงที่สุดในความหมายกับ _______________)

    (a) fomented    (กระตุ้น, ยั่วยุ, ปลุกปั่น, ปลุกระดม, ส่งเสริม, ชโลมด้วยน้ำอุ่น) 

    (b) disseminated    (ดิ-เซ้ม-มิ-เนท-ทิด)  (เผยแพร่, แพร่กระจาย, ทำให้กระจัดกระจาย) 

    (c) intervened    (อิน-เทอะ-วี่น)  (แทรกแซง, ก้าวก่าย, ยุ่ง, เกิดขึ้นโดยบังเอิญและขัดขวาง, เกิดขึ้นระหว่าง) 

    (d) inquired    (สืบสวน, สอบสวน, ถาม, สอบถาม, ถามหา, ไต่ถาม)

    (e) intruded    (อิน-ทรู้ด)  (บุกรุก, รุกล้ำ, ละเมิด, ก้าวก่าย, ก้าวร้าว)  

    (f) discerned    (มองเห็น, สังเกตเห็น, เข้าใจ, หยั่งรู้, มองเห็นความแตกต่าง, แยกความแตกต่างได้) 

7. What does the trainer say he used the control tool for during the show?

(ผู้ฝึก (สัตว์) กล่าวว่าเขาใช้อุปกรณ์ควบคุม (สัตว์) เพื่ออะไร  ในระหว่างการแสดง)

    (a) To make the elephant lower his head.    (เพื่อทำให้ช้างก้มหัวต่ำลงมา)

    (b) To punish the elephant when he turned round.    (เพื่อลงโทษช้างเมื่อมันหมุนตัวไปรอบๆ)

    (c) To prevent the elephant from rushing away wildly.    (เพื่อป้องกันมิให้ช้างวิ่งพรวดพราด

           ออกไปอย่างแตกตื่น – อย่างเตลิดเปิดเปิง – อย่างไม่มีการควบคุม)  (ประโยคแรกของพารา

           กราฟแรกกล่าวว่า  “ผู้ฝึกหัดละครสัตว์  ผู้ซึ่งกล่าวว่าเขาจำเป็นต้องทำให้ช้างอยู่ในวินัย

           (หรือลงโทษช้าง) เพื่อป้องกันมิให้มันแตกตื่นและหนี (วิ่งอลหม่าน)............................)

    (d) To train the elephant to follow his instructions properly.    (เพื่อฝึกหัดช้างให้ทำตามคำสั่งของตน

           อย่างเหมาะสม)

8. The word “trick” in paragraph 3 can be best replaced by ___________________________.

(คำว่า  “กล, กลเม็ด, กลอุบาย, อุบาย, เล่ห์เพทุบาย, เล่ห์เหลี่ยม”  ในพารากราฟ ๓ สามารถแทนดีที่สุดโดย __________________)

    (a) shrewdness    (ชรู้ด-นิส)  (ความเฉียบแหลม, ความหลักแหลม, ความเฉลียวฉลาด, ความว่องไว)

    (b) initiative    (การริเริ่ม, ความคิดริเริ่ม)

    (c) terror    (ความหวาดกลัว, ความน่ากลัว, ความสยองขวัญ)

    (d) amazement    (ความทึ่ง, ความประหลาดใจ)

    (e) ruse    (รูซ)  (อุบาย, กลอุบาย, เล่ห์, เล่ห์กล, เล่ห์เหลี่ยม)

    (f) recollection    (ความทรงจำ, การระลึกได้)

9. The word “incident” in the fourth paragraph refers to ______________________________.

(คำว่า  “เหตุการณ์, เรื่องราว, สิ่งที่เกิดขึ้น, ส่วนปลีกย่อย, บทแทรก”  ในพารากราฟ ๔ หมายถึง ____

_______________)

    (a) notion    (ความคิด)

    (b) ignorance    (ความโง่เขลา, ความไม่รู้, การละเลยไม่เอาใจใส่)

    (c) absenteeism    (การขาดงาน, การละเว้นการปฏิบัติหน้าที่)

    (d) occurrence    (เหตุการณ์, สิ่งที่เกิดขึ้น, กรณี, การบังเกิดขึ้น, การเกิดขึ้น, การปรากฏขึ้น)

    (e) vacation    (การเดินทางไปเที่ยววันหยุดพักผ่อน)

    (f) costume    (เครื่องแต่งกาย, เสื้อผ้าอาภรณ์, เครื่องแต่งกายของสตรี)

10. Which of the following is TRUE about Tabak?

(ข้อใดต่อไปนี้เป็นความจริงเกี่ยวกับทาบั๊ค)

      (a) He has not discussed the events.    (เขามิได้อภิปราย – พูดคุย – เหตุการณ์ต่างๆ)  (บทความมิได้

            กล่าวถึง)

      (b) He was set free after a guarantee was paid.    (เขาได้รับการปล่อยเป็นอิสระหลังจากจ่ายเงิน

            ประกัน)  (ประโยคสุดท้ายของพารากราฟแรกกล่าวว่า  “ทาบั๊คได้รับการปล่อยตัวด้วยเงินประกัน

            จำนวน ๕๐๐  ดอลลาร์)

      (c) He was held on a charge of training an elephant.    (เขาถูกควบคุมตัวในข้อหาฝึกช้าง)  (ความจริง

            คือ  เขาถูกควบคุมตัวในข้อหาทารุณกรรมช้าง)

      (d) He has worked for King Royal’s circus for 50 years.  (เขาได้ทำงานให้กับคณะละครสัตว์คิงรอยัล

            เป็นเวลา ๕๐ ปี)  (ไม่เป็นความจริง  บทความในพารากราฟ ๒ บอกว่าเขาอายุ ๕๐ ปี)

11. In paragraph 5, “gushing” means ____________________________________________.

(ในพารากราฟ ๕,  “พุ่ง, ทะลัก, ไหลบ่า, ปะทุ, พูดพล่าม, พูดมากเกินไป”  หมายถึง ____________)

      (a) adhering    (ติด, เกาะติด, ยึดมั่น, ถือเป็นภาคี, ถือทิฐิ)   

      (b) burgeoning    (เบ๊อร์-เจิน-นิ่ง)  (งอกงาม, เจริญเติบโต, ผลิ, ผลิหน่อ, เพิ่มขึ้น, เริ่มเจริญ, เจริญโดย

            ฉับพลัน) 

      (c) inundating    (อิ๊น-อัน-เดท-ทิง)  (ท่วม, ไหลบ่า, ทำให้เต็มไปด้วย) 

      (d) resenting    (ริ-เซ้น-ทิง)  (ไม่พอใจ, ขุ่นเคือง, แค้นใจ)

      (e) enervating    (เอ๊น-เนอร์-เวท-ทิง)  (บั่นทอนกำลังหรือพลังงาน, ทำให้หมดเรี่ยวหมดแรง, ทำให้อ่อนเปลี้ย)  

      (f) spouting    (พ่น, พุ่ง, ไหลพุ่ง, ปล่อยออก, พูดแบบน้ำไหลไฟดับ)

12. What is the writer’s purpose in this passage?

(วัตถุประสงค์ของผู้เขียนในบทความนี้คืออะไร)

      (a) To inform the public of the charge.    (เพื่อบอกให้สาธารณชนทราบถึงการฟ้องร้องดำเนิน

             คดี – การทารุณกรรมสัตว์)  (ส่วนใหญ่ของบทความกล่าวถึงการดำเนินคดีผู้ฝึกช้าง  ซึ่งลง

             โทษมันอย่างทารุณ)

      (b) To express his opinion on the trainer’s actions.    (เพื่อแสดงความเห็นของเขาที่มีต่อการกระทำของ

             ผู้ฝึกช้าง)  (บทความมิได้กล่าวถึงเรื่องนี้)

      (c) To persuade the readers to sympathize with Tabak.    (เพื่อเชิญชวนผู้อ่านให้เห็นอกเห็นใจทาบั๊ค) 

             (บทความมิได้กล่าวถึงเรื่องนี้)

      (d) To describe the elephant’s intelligence and performance.    (เพื่อพรรณนาความฉลาดและการแสดง

            ของช้าง)  (บทความนี้มิได้กล่าวถึงความฉลาดของช้าง)

13. The word “penetrate” in the final paragraph is closest in meaning to __________________.

(คำว่า  “ทะลุ, เจาะทะลุ, ผ่าน, แทง, ลอด, บุกเข้าไป, แทรกซึม, มองทะลุ, มองผ่าน”  ในพารากราฟสุดท้าย  ใกล้เคียงที่สุดในความหมายกับ ____________________)

      (a) manipulate    (มะ-นิ้พ-พิว-เลท)  (จัดการ, ใช้, ชักใย (อยู่เบื้องหลัง), บงการ, ยักย้าย, เปลี่ยนแปลงให้

            เหมาะสม)

      (b) proliferate    (แพร่หลาย, เพิ่มมากขึ้น)   

      (c) erode    (เซาะ, กัดกร่อน, สึกกร่อน, ทำให้กร่อน, ทำให้น้อยลง)   

      (d) amputate    (แอ๊ม-พิว-เทท)  (ตัดอวัยวะ  เช่น แขนหรือขา)  (มักใช้ในการแพทย์)

      (e) pierce    (เจาะ, ทะลุผ่าน, ทะลวง, ทิ่ม, แทง, ไช, มองทะลุ, ค้นคว้า, (เสียง) แทรกผ่าน)

      (f) enrich    (ทำให้ร่ำรวย-อุดมสมบูรณ์, ประดับ, ตกแต่ง, เพิ่มคุณค่า, เพิ่มความ สำคัญ, ทำให้คุณภาพดีขึ้น)

 

(คำแปล)

จงหยุดการกระทำทารุณกรรมต่อสัตว์

 

            ผู้ฝึกหัดละครสัตว์ (คณะละครสัตว์, การแสดงการบินผาดโผน, ถนนวงแหวน) (circus)  ผู้ซึ่งกล่าวว่าเขาจำเป็นต้องทำให้อยู่ในวินัย (ลงโทษ, ฝึกฝน, แก้ไข) (discipline) ช้าง (ทำให้ช้างอยู่ในวินัย หรือลงโทษช้าง)  เพื่อป้องกันมิให้มันแตกตื่นและหนี (วิ่งอลหม่าน, หลั่งไหล) (stampeding)  ถูกจับกุมในข้อหา (การกล่าวหา, การฟ้องร้อง, การดำเนินคดี, การโจมตีอย่างทันที, การบุกตะลุย, ค่าใช้จ่าย) (charge) การกระทำทารุณสัตว์ (animal abuse) ในเมืองพอร์ตแลนด์  รัฐออริกอน,  ชารอน ฮาร์มอน  ซึ่งเป็นผู้อำนวยการสมาคม (สังคม) (Society) มีเมตตากรุณา (มีมนุษยธรรม, เห็นอกเห็นใจ) (Humane) แห่งออริกอน  กล่าวว่า  ตำรวจจับกุมผู้ฝึก (สัตว์) ชื่อ เบล่า ทาบั๊ค ในข้อกล่าวหา (การกล่าวหา) (accusation) ในเรื่องความผิดอาญาสถานเบา (การกระทำที่น่าตกใจหรือไม่เป็นที่ยอมรับ  แม้ว่าจะไม่เป็นอันตรายแก่ผู้ใด) (misdemeanor) ของการทำทารุณกรรมสัตว์ (animal abuse),  ทาบั๊คได้รับการปล่อยตัว (released) ด้วยเงินประกัน (การประกันตัว, ผู้ประกันตัว) (bail) จำนวน ๕๐๐  ดอลลาร์

            ทาบั๊ค, อายุ ๕๐ ปี, ทำงานให้กับคณะละครสัตว์เร่ (traveling circus) (ชื่อ) คิงรอยัล,  ในขณะที่การแสดงดำเนินไป (went on) ในเมืองแฮริสเบิร์ก (รัฐเพนซิลเวเนีย)  ตำรวจและเจ้าหน้าที่ (officers) สัตว์ป่าสงวน (สัตว์ที่ถูกล่า) (game) ได้สืบสวน (สอบสวน) (investigated) เหตุการณ์ (เรื่องราว, สิ่งที่เกิดขึ้น) (incident) ซึ่งเกิดขึ้น  (occurred) ระหว่างการแสดง (performance) ในเมืองพอร์ตแลนด์ (คือ การทารุณกรรมช้าง)

            ทาบั๊คแก้ต่าง (ป้องกัน, ต้าน, เป็นทนายให้, แก้ตัวให้) (defended) การกระทำ (actions) ของเขาที่เกี่ยวข้องกับ (involving) ช้างเอเชียอายุ ๑๕ เดือน ชื่อมิคกี้,  เขากล่าวว่าปัญหา (trouble) เริ่มต้นระหว่างการแสดงรอบ ๔ โมงเย็น  เมื่อช้าง (มิคกี้) ปฏิเสธ (ไม่ยอม, ไม่ยอมรับ, บอกปัด) (refused) ที่จะแสดงกล (กลเม็ด, กลอุบาย, อุบาย, เล่ห์เพทุบาย, เล่ห์เหลี่ยม) (trick)  และพยายาม (attempted) จะวิ่ง 

            เคธี บีมเมอร์, อายุ ๔๑ ปี, ถ่ายวิดีโอเทป (shot videotape) ของเหตุการณ์ (เรื่องราว, สิ่งที่เกิดขึ้น, ส่วนปลีกย่อย, บทแทรก) (incident) นี้,  วิดีโอเทปได้ถูกเผยแพร่ (กระจายข่าว, กระจายเสียง, หว่านข้าว, หว่านพืช) (broadcast) ทางสถานีโทรทัศน์รัฐออริกอนบางสถานี

            “ทั้งหมดที่ช้างทำคือหมุนไปรอบๆ (turn around)  และเจ้าหมอนั่น (คนนั้นคนนี้) (guy) (หมายถึง ทาบั๊ค) เริ่มต้นแซะร่อง (ขุด) (gouging) ช้างที่คอ (neck) ด้วยอุปกรณ์ (เครื่องมือ, เครื่องกล) (tool) ทำด้วยไม้ (wooden) ชิ้นนี้  ซึ่งมีตะขอโลหะ (metal hook) ที่น่ากลัว (น่ายำเกรง, น่าเลื่อมใสศรัท ธา) (awful) อยู่ตรงปลาย (on the end) (ของอุปกรณ์)”  เธอ (เคธี) กล่าว “เราเห็นอย่างแน่นอน (อย่างเด็ดขาด) (definitely) ว่าเลือดพุ่ง (ทะลัก, ไหลบ่า, ปะทุ, พูดพล่าม, พูดมากเกินไป) (gushing) ออกจากขาหน้าของช้าง  ตรงที่ซึ่งมีแผลที่เป็นรู (puncture wound)

            อุปกรณ์บังคับ (control tool) ที่พวกเขาใช้สำหรับการฝึกช้างถูกทำให้คม (ฝนให้คม, เพิ่ม, ทำให้รุนแรงขึ้น) (sharpened)”  เคธีกล่าว  “มัน (อุปกรณ์) มิถูกคาดคาดคะเน (คาดการณ์, สมมติ, อนุมาน, นึกเอา, คิด) (supposed) ให้ถูกทำให้คม,”  ส่วนฮาร์มอน (ผอ. สมาคมฯ) กล่าวว่า  “อุปกรณ์ (ควบคุมสัตว์) มิได้ถูกมุ่งหมาย (ตั้งใจ, มีเจตนา, ปรารถนา, มีความมุ่งหมาย) (intended) ให้ทะลุ (เจาะทะลุ, ผ่าน, แทง, ลอด, บุกเข้าไป, แทรกซึม, มองทะลุ, มองผ่าน) (penetrate) ผิวหนัง (หนัง, หนังสัตว์, เปลือก, เปลือกนอก)  (skin) เหมือนกับที่อุปกรณ์ชิ้นนี้ทำ”  (หมายถึง  ทาบั๊คตั้งใจทำร้ายช้างจริงๆ  จนช้างเลือดตกยางออก)

 

เรียน   ท่านผู้ติดตามอ่านเว็บไซต์  “everydayenglish.pwa.co.th                  

 

                ถ้าท่านมีคำแนะนำให้ปรับปรุงเว็บไซต์นี้ประการใด  กรุณาส่ง e-mail ไปที่  ดร. วัชรินทร์  ภูเขาทอง  อดีต  ผอ. สำนักวิทยาการ  การประปาส่วนภูมิภาค  ผู้จัดทำเว็บไซต์นี้  ตาม  “Address”  (โปรดระบุหัวเรื่องด้วยว่า  “ปรับปรุงเว็บไซต์”)   เพื่อที่ผู้จัดทำฯ จะได้ปรับปรุงเนื้อหาได้ตรงตามความประสงค์ของผู้อ่านเว็บไซต์นี้ต่อไป

 

 

Pages

Subscribe to RSS - หมวดข้อสอบ READING