หมวดข้อสอบ READING

หมวดข้อสอบ READING (ตอนที่ 80)

การประปาส่วนภูมิภาค  “มุ่ง-มั่น-เพื่อปวงชน”


DirectionRead the following passage and choose the best answer for each question.

(จงอ่านบทความต่อไปนี้  และเลือกคำตอบที่ดีที่สุดสำหรับแต่ละคำถาม)


Horace Mann : the Father of Public Education of the U.S.


          Perhaps it was his own lack of adequate schooling that inspired Horace Mann to work so hard for the important reforms in education that he accomplished.  While he was still a boy, his father and older brother died, and he became responsible for supporting his family.  Like most of the children in his town, he attended school only two or three months a year.  Later, with the help of several teachers, he was able to study law and become a member of the Massachusetts bar, but he never forgot those early struggles.

          While serving in the Massachusetts legislature, he signed a historic education bill that set up a state board of education.  Without regret, he gave up his successful legal practice and political career to become the first secretary of the board.  There he exercised an enormous influence during the critical period of reconstruction that brought into existence the American graded elementary school as a substitute for the older district school system.  Under his leadership, the curriculum was restructured, the school year was increased to a minimum of six months, and mandatory schooling was extended to age sixteen.  Other important reforms included the establishment of state normal schools for teacher training, institutes for inservice teacher education, and lyceums for adult education.  He was also instrumental in improving salaries for teachers and creating school libraries.

          Mann’s ideas about school reform were developed and distributed in twelve annual reports to the state of Massachusetts that he wrote during his tenure as secretary of education.  Considered quite radical at the time, the Massachusetts reforms later served as a model for the nation.  Mann was recognized as the father of public education.

          During his lifetime, Horace Mann worked tirelessly to extend educational opportunities to agrarian families and the children of poor laborers.  In one of his last speeches he summed up his philosophy of education and life: Be ashamed to die until you have won some victory for humanity.”  Surely, his own life was an example of that philosophy.


1. Which of the following titles would best express the main topic of the passage?


    (a) The Father of American Public Education    (บิดาแห่งการศึกษาของประชาชน – ของรัฐ –

          ของอเมริกา)  (เนื่องจากกล่าวถึงใจความ – ความคิด – สำคัญของเนื้อเรื่องนี้)

    (b) Philosophy of Education    (ปรัชญาของการศึกษา)

    (c) The Massachusetts State Board of Education    (คณะกรรมการการศึกษาของรัฐแมสซาชูเซตส์)

    (d) Politics of Educational Institutions    (การเมืองของสถาบันการศึกษา)

2. Which of the following describes Horace Mann’s early life?

(ข้อใดต่อไปนี้พรรณนาถึงชีวิตช่วงต้นๆ ของโฮเรซ แมนน์)

    (a) He attended school six months a year.    (เขาไปโรงเรียน ๖ เดือนต่อปี)  (ไม่จริง  ประโยคที่ ๓

          ของพารากราฟแรกกล่าวว่า  เขาไปโรงเรียนเพียง ๒ – ๓ เดือนต่อปีเท่านั้น)

    (b) He supported his family after his father died.    (เขาจุนเจือครอบครัวของเขาหลังจาก

          บิดาตาย)  (ดูคำตอบจากประโยคที่ ๒ ของพารากราฟแรกที่กล่าวว่า  “ในขณะที่เขายังคง

          เป็นเด็ก  พ่อและพี่ชายของเขาตายลง  และเขาต้องรับผิดชอบในการค้ำจุน (จุนเจือ)


    (c) He was an only child.    (เขาเป็นลูกเพียงคนเดียว – ลูกโทน)  (ไม่จริง  เขามีพี่ชาย ๑ คน)

    (d) He had to study alone, without help.    (เขาจำต้องศึกษาตามลำพัง  โดยปราศจากความช่วยเหลือ) 

          (ไม่จริง  ครูหลายคนช่วยเหลือเขาในการศึกษา)

3. In the first paragraph, “inspired” refers to ______________________________________.

(ในพารากราฟแรก,  “ดลใจ, กระตุ้น, ผลักดัน, ดลบันดาล, เร้าใจ, ปลุกปั่น, หายใจเข้า”  หมายถึง ___


    (a) criticized    (วิพากษ์วิจารณ์)

    (b) extoled    (สรรเสริญ, ยกย่อง)

    (c) opposed    (เออะ-โพส)  (คัดค้าน, แย้ง, ไม่เห็นด้วย, เป็นคู่แข่งของ, เป็นปรปักษ์ต่อ)

    (d) heightened    (ทำให้รุนแรงขึ้น, ทำให้เข้มข้นขึ้น, ทำให้สำคัญหรือเด่นขึ้น, เพิ่มความสูง)

    (e) ruined    (ทำให้ย่อยยับ, ทำลายให้ล่มจม, ทำให้พินาศ, ทำให้ล้มละลาย, พินาศ, หายนะ, ย่อยยับ,

         ล้มละลาย, ล่มจม)

    (f) exploited    (อิกซ-สพล้อย-เทด)  (ใช้ให้เป็นประโยชน์, ใช้อย่างเห็นแก่ตัว หรืออย่างเอารัดเอาเปรียบ)

    (g) motivated    (ดลใจ, กระตุ้น)

    (h) assaulted    (อะ-ซ้อลท-ทิด)  (โจมตี, จู่โจม, ทำลาย, ข่มขืน)

4. “accomplished” in paragraph 1 means _________________________________________.

(“ทำได้สำเร็จ, บรรลุผล”  ในพารากราฟ ๑ หมายถึง ________________________________)

    (a) abhorred    (เกลียดชัง, รังเกียจ, ชิงชัง)

    (b) tolerated    (อดทน, ทนทาน, อดกลั้น, ทนต่อ, ต้านฤทธิ์ยา)

    (c) betrayed    (ทรยศ, หักหลัง, เอา (ความลับ) ไปเผย, เผย, แสดงออกซึ่ง)

    (d) comprehended    (เข้าใจ)

    (e) conformed    (ทำตาม, ทำให้สอดคล้องกับ, ปรับเข้ากับ, ทำให้เหมือนกับ, ทำให้เข้ากับ, เหมือน,


    (f) disapproved    (ไม่เห็นด้วย, ไม่เห็นชอบ, ไม่อนุมัติ, ไม่พอใจ, ไม่อนุญาต)

    (g) envied    (อิจฉา, ริษยา)

    (h) achieved    (บรรลุผล, ทำได้สำเร็จ, ได้รับ)

5. What does “struggles” in paragraph 1 mean?

(“การต่อสู้, การดิ้นรน, การแข่งขัน”  ในพารากราฟ ๑  หมายถึงอะไร)

    (a) valuable experiences    (ประสบการณ์ที่มีคุณค่า)

    (b) hoaxes    (โฮคซ)  (การหลอกลวง, สิ่งหลอกลวง, การต้มตุ๋น, การเล่นตลก)

    (c) happy situations    (สถานการณ์ที่มีความสุข)

    (d) complete failures    (ความล้มเหลวอย่างสิ้นเชิง)

    (e) influential people    (คนที่มีอิทธิพล)

    (f) enormous loses    (การสูญเสียอย่างมหาศาล)

    (g) difficult times    (ช่วงเวลาที่ยากลำบาก)

    (h) immense turnovers    (ผลตอบแทน-กำไรมหึมา)

6. The word “regret” in the second paragraph could best be replaced by which of the following?

(คำว่า  “ความเสียใจ, ความรู้สึกเสียใจ, ความโทมนัส, ความสลดใจ”  ในพารากราฟ ๒  สามารถแทนดีที่สุดโดยข้อใดต่อไปนี้)

    (a) finances    (การเงิน, การคลัง)

    (b) breakthrough    (การฝ่าฟันอุปสรรค, การทำได้สำเร็จ)

    (c) collaboration    (ความร่วมมือ) 

    (d) disappointment    (ความเสียใจ, ความท้อแท้, ความผิดหวัง, คนหรือสิ่งที่ทำให้ผิดหวัง)

    (e) consideration    (การพิจารณา, การครุ่นคิด, ความเห็นใจคนอื่น, ความนับถือ)

    (f) superstition    (การเชื่อโชคเชื่อลาง, การเชื่อเรื่องไสยศาสตร์, การเชื่อเรื่องงมงาย, การเชื่อผีถือสาง)

    (g) limitation    (ข้อจำกัด, ขีดจำกัด, วงจำกัด)

    (h) panic    (แพ้น-นิค)  (ความตกใจกลัว, ความอกสั่นขวัญหาย, ความวิตกมากจนทำอะไรไม่ถูก)

7. “gave up” in paragraph 2 is closest in meaning to _________________________________.

(“เลิก, ละทิ้ง, สละ”  ในพารากราฟ ๒  ใกล้เคียงที่สุดในความหมายกับ ____________________)

    (a) interrogated    (สอบถาม, ซักถาม) 

    (b) emulated    (เอ๊ม-มิว-เลท)  (เอาอย่าง, พยายามเลียนแบบ, พยายามจะทำให้เท่าเทียมหรือดีกว่า) 

    (c) contradicted    (คอน-ทระ-ดิ๊คท)  (โต้แย้ง, กล่าวแย้ง, เถียง, ปฏิเสธ)  

    (d) swindled    (โกง, หลอกลวง, หลอกต้ม, ฉ้อโกง)

    (e) proliferated    (แพร่หลาย, เพิ่มมากขึ้น)

    (f) relinquished    (ริ-ลิ้ง (ลิ้น)-ควิช)  (ยกเลิก, สละ, ปลดปล่อย, ถอน)

    (g) concealed    (ปิดบัง, ซ่อนเร้น)

    (h) mingled    (ผสม, รวมกัน, ปนกัน, ประสาน, เข้าร่วม, ทำให้เข้าร่วม)

8. Horace Mann’s influence on American education was ______________________________.

(อิทธิพลของโฮเรซ แมนน์ ที่มีต่อการศึกษาของอเมริกา _____________________________)

    (a) very great    (ยิ่งใหญ่มาก)  (ดูคำตอบจากประโยคสุดท้ายของพารากราฟ ๓ ที่กล่าวว่า 

          “แมนน์ได้รับการยอมรับในฐานะบิดาของการศึกษาของประชาชน (ของรัฐ) )

    (b) small, but important    (เล็กน้อย แต่สำคัญ)  (ไม่จริง  พารากราฟ ๒ กล่าวว่า  ในฐานะเลขานุการคน

          แรกของสภาการศึกษาของรัฐฯ  แมนน์ใช้อิทธิพลมากมายในระหว่าง....................)

    (c) misunderstood    (ถูกเข้าใจผิด)

    (d) not accepted    (ไม่ได้รับการยอมรับ)  (ไม่จริง  เนื่องจากอิทธิพลของเขาก่อให้เกิดการเปลี่ยนแปลงใน


9. The word “enormous” in paragraph 2 refers to ___________________________________.

(คำว่า  “มหาศาล, มากมาย, มหึมา, ร้ายกาจ, ชั่วร้าย”  ในพารากราฟ ๒  หมายถึง _____________)

    (a) distinct    (ชัดเจน, แจ่มแจ้ง, เป็นที่สังเกตได้ง่าย, แน่นอน, จำเพาะ, หายาก, แตกต่าง)

    (b) prodigal    (พร้อด-ดิ-เกิ้ล)  (ฟุ่มเฟือย, สุรุ่ยสุร่าย, ไม่มีความเสียดาย, ใจป้ำ, สิ้นเปลืองยิ่ง) 

          (เมื่อเป็นคำนาม  หมายถึง  “คนใช้จ่ายฟุ่มเฟือย-สุรุ่ยสุร่าย”) 

    (c) sinister    (มุ่งร้าย, ชั่วร้าย, ร้าย, ร้ายกาจ, ลางร้าย, ไม่เป็นมงคล, อุบาทว์, อัปรีย์)

    (d) outspoken    (พูดโผงผาง, พูดจาขวานผ่าซาก, พูดตรงไปตรงมา, พูดจาเปิดเผย)

    (e) tremendous    (มหึมา, มากมาย, ใหญ่โตมาก, อย่างยิ่ง, ดีเยี่ยม, ยอดเยี่ยม, น่ากลัว, น่าตกตะลึง)

    (f) unprecedented    (อัน-เพรส-ซิ-เดิน-ทิด)  (ไม่เคยมีมาก่อน, ไม่มีสิ่งใดหรือผู้ใดทัดเทียมได้,

          ไม่มีที่เปรียบหรือเสมอเหมือน,  คาดไม่ถึง, ไม่รู้มาก่อน) 

    (g) ceaseless    (ซีส-เลส)  (ไม่หยุดนิ่ง, ไม่สิ้นสุด, ไม่ขาดสาย, ไม่รู้จักจบ, ไม่หยุดหย่อน) 

    (h) majestic    (มีอำนาจ, สง่าผ่าเผย, น่าเกรงขามและน่าเคารพนับถือ, สูงส่ง, ตระหง่าน)

     (i) cryptic   (คริ้พ-ทิค)  (ลึกลับ, ซ่อนเร้น, ลับ, คลุมเครือ, เกี่ยวกับรหัส)

10. What does “substitute” in paragraph 2 mean?

(“สิ่งทดแทน, ตัวแทน, ผู้แทน, วัตถุแทน, คำแทน”  ในพารากราฟ ๒  หมายถึงอะไร)

      (a) repetition    (การทำซ้ำ, การพูดซ้ำ, เรื่องซ้ำ, สำเนา, สิ่งที่อัดใหม่, การท่อง, การบรรเลงซ้ำ)

      (b) invasion    (อิน-เว้-ชั่น)  {การรุกราน, การบุกรุก, การถลันเข้าไป, การแพร่ (ของกาซ, โรค)}

      (c) procrastination    (โพร-แครส-ทิ-เน้-ชั่น)  (การผัดวันประกันพรุ่ง, การเลื่อน, การหน่วงเหนี่ยว,


      (d) amusement    (ความสนุกขบขัน, มหรสพ, ความอภิรมย์, เครื่องหย่อนใจ)

      (e) competency    (ความสามารถ)

      (f) replacement    (สิ่งทดแทน, ของทดแทน, การแทนที่, การสวมตำแหน่ง, การทำหน้าที่แทน,

            การรับช่วง, การชดใช้คืน, บุคคลที่เข้าแทนคนอื่น)

      (g) terror    (ความหวาดกลัว, ความน่ากลัว, ความสยองขวัญ)

      (h) amazement    (ความทึ่ง, ความประหลาดใจ)

11. What did Horace Mann advocate?

(โฮเรซ แมนน์ สนับสนุนอะไร)

      (a) The state board school system    (ระบบโรงเรียนที่มีคณะกรรมการของรัฐ)  (เป็นองค์กรซึ่งแมนน์


      (b) The district school system    (ระบบโรงเรียนท้องถิ่น)  (เป็นระบบเก่าซึ่งถูกแทนที่โดยโรงเรียน


      (c) The substitute school system    (ระบบโรงเรียนทดแทน)  (ระบบโรงเรียนประถมซึ่งมีการแบ่ง

            ระดับชั้น  เป็นสิ่งทดแทนระบบท้องถิ่นแบบเก่า  แต่ก็มิได้เรียกว่า “ระบบทดแทน”)

      (d) The graded school system    (ระบบโรงเรียนซึ่งมีการแบ่งระดับชั้น)  (ดูคำตอบจากประ

            โยค ๓ ของพารากราฟ ๒ ที่กล่าวว่า  “ที่นั่น (คณะกรรมการการศึกษา)  เขาใช้อิทธิพลมหา

            ศาลในระหว่างช่วงเวลาวิกฤติของการสร้างใหม่ (การฟื้นฟู) ซึ่งทำให้เกิดขึ้นจริงโรงเรียน

            ประถม  ซึ่งมีการแบ่งเกรด (แบ่งออกเป็นระดับชั้น) ของอเมริกา (หมายถึง  ทำให้โรงเรียน

            ประถมซึ่งมีการแบ่งออกเป็นระดับชั้น  เกิดขึ้นจริงในอเมริกา) ในฐานะสิ่งทดแทนสำหรับ


12. The word “mandatory” in paragraph 2 is closest in meaning to ______________________,

(คำว่า  “จำเป็น, ซึ่งเป็นการบังคับ, เกี่ยวกับข้อบังคับ, เกี่ยวกับคำสั่ง, มีลักษณะเป็นคำสั่ง, ซึ่งได้รับคำสั่ง”  ในพารากราฟ ๒  ใกล้เคียงที่สุดในความหมายกับ _______________)

      (a) required    (ที่ถูกกำหนดให้ต้องทำ, ที่ถูกต้องการ, ที่ถูกเรียกร้อง)

      (b) decent    (ดี, เหมาะสม, สุภาพ) 

      (c) equal    (เท่ากัน)

      (d) obsolete    (ล้าสมัย, เลิกใช้แล้ว)

      (e) excellent    (ดีเลิศ, ดีเยี่ยม)

      (f) complicated    (ซับซ้อน, ยุ่งยาก, ยุ่งเหยิง, ยากที่จะเข้าใจหรืออธิบาย)

      (g) basic    (พื้นฐาน, เกี่ยวกับด่าง)

      (h) myriad    (มากมาย, จำนวนมาก)

       (i) lavish   (แล้ฟ-วิช)  (ฟุ่มเฟือย, สุรุ่ยสุร่าย, ใจป้ำ, มากเกินไป, เกินขอบเขต)      

13. “lyceums” (ไล-ซี้-เอิ้ม) in paragraph 2 could best be replaced by ____________________.

(“สถานศึกษา, สถานที่สอนหนังสือ, สถานที่บรรยาย”  ในพารากราฟ ๒  สามารถแทนดีที่สุดโดย ___


      (a) initiatives    (การริเริ่ม, ความคิดริเริ่ม)

      (b) investments    (การลงทุน)

      (c) movements    (การเคลื่อนไหว, ขบวนการ)

      (d) habitats    (ถิ่นที่อยู่อาศัยตามธรรมชาติของพืชหรือสัตว์)

      (e) anecdotes    (แอ๊น-นิ-โดทส)  (เกร็ดความรู้, เรื่องราวเล็กๆน้อยๆ)

      (f) educational institutions    (สถาบันการศึกษา, หน่วยงานการศึกษา)

      (g) adventures    (การผจญภัย, การเสี่ยงภัย, อันตราย)

      (h) welfares    (สวัสดิภาพ, ความสุขความสบาย, สวัสดิการ)

14. What does “instrumental” in paragraph 2 mean?

(“มีส่วนอย่างสำคัญ, เป็นเครื่องมือ, เป็นสื่อ, เป็นเครื่องช่วย, มีประโยชน์”  ในพารากราฟ ๒  หมายถึงอะไร)

      (a) lucrative    (ลู้-คระ-ทิฟว)  (มีกำไร, ทำเงินได้มาก)

      (b) redundant    (ริ-ดั๊น-เดิ้นท)  (เยิ่นเย้อ, น้ำท่วมทุ่ง, ใช้คำมากเกินไป, มากเกินความจำเป็น, เหลือเฟือ)

      (c) miserable    (มีความทุกข์มาก, น่าเวทนา, แย่มาก)

      (d) contributory    (ซึ่งมีส่วนร่วม, ซึ่งออกเงินช่วยเหลือ, ซึ่งต้องเสียภาษี)

      (e) urgent    (เร่งรีบ, รีบด่วน, ฉุกเฉิน, เร่าร้อน)

      (f) nefarious   (เน-แฟ้-เรียส)  (ชั่วช้ามาก, เลวทรามมาก)

      (g) magnificent    (แม็ก-นิฟ-ฟิ-เซิ่นท)  (ดีเลิศ, ดีมาก, น่าประทับใจมาก,โอ่อ่า, งดงาม, สง่า, สวยมาก)

      (h) audacious   (ออ-เด๊-เชิส)  (กล้ามาก, ไม่กลัว, กล้าได้กล้าเสีย)

      (i) altruistic    (ไม่เห็นแก่ตัว, ชอบช่วยเหลือเพื่อนมนุษย์)

15. How were Mann’s educational reforms distributed?


      (a) In twelve annual reports to the state of Massachusetts    (ในรายงานประจำปี ๑๒ ฉบับ

            ที่เสนอต่อรัฐแมสซาชูเซตส์)  (ดูคำตอบจากประโยคแรกของพารากราฟ ๓ ที่กล่าวว่า 

            “ความคิดของแมนน์เกี่ยวกับการปฏิรูปโรงเรียน  ได้รับการพัฒนาและแพร่ (กระจาย)

            ในรายงานประจำปี ๑๒ ฉบับ  ซึ่งเสนอต่อรัฐแมสซาชูเซตส์  ซึ่งเขาได้เขียน (รายงาน)

            ขึ้นมาระหว่างระยะเวลาการดำรงตำแหน่งในฐานะรัฐมนตรีกระทรวงศึกษา (ของรัฐฯ))

      (b) In reports that he wrote for national distribution    (ในรายงานที่เขาเขียนสำหรับการแพร่กระจาย-

            แจกจ่ายระดับชาติ)  (ไม่จริง  รายงานถูกนำเสนอในรัฐแมสซาชูเซตส์เท่านั้น)

      (c) In speeches that he made throughout the country    (ในสุนทรพจน์ที่เขากล่าวทั่วประเทศ) 


      (d) In books that could be found in school libraries    (ในหนังสือที่สามารถพบได้ในห้องสมุดโรงเรียน) 

            (เนื้อเรื่องเพียงแต่กล่าวว่า  แมนน์ทำให้ห้องสมุดโรงเรียนเกิดขึ้นมา)

16. “tenure” (เท้น-เนียว-เออะ) in the third paragraph is similar in meaning to ______________.

(“ระยะเวลาการดำรงตำแหน่ง, การครอบครอง, การครอบครองทรัพย์สิน, ระยะเวลาการครอบครอง”  ในพารากราฟ ๓  มีความหมายเหมือนกับ _______________)

      (a) tenet    (หลักการ, ความเชื่อ, ข้อคิดเห็น, ความเห็น, ทฤษฎี, ข้อบัญญัติ)

      (b) tenant    (ผู้เช่า, ผู้เช่าที่นา, ผู้เช่าที่หรือโรงเรียน, ผู้อยู่อาศัย, ผู้ครอบครอง)

      (c) threat    (ภัย, การคุกคาม, การขู่เข็ญ, ลางร้าย, ลางเตือนภัย, อาการน่ากลัว) 

      (d) sight    (ภาพ, ทิวทัศน์, การเห็น, สายตา, ขอบข่ายในการเห็น, สิ่งที่เห็น)

      (e) turbulence    (ความวุ่นวาย, ความสับสนอลหม่าน, ความโกลาหล, ความพล่าน, ความปั่นป่วนของ

           ลมฟ้าอากาศ หรือน้ำทะเล)

      (f) term of office    (ระยะเวลาการดำรงตำแหน่ง)

      (g) colleague    (ค้อล-ลีก)  (เพื่อนร่วมงาน, ผู้ร่วมงาน)

      (h) bully    (คนพาล, อันธพาล, นักเลง, คนขี้รังแก, คนลวง)

17. The word “radical” in paragraph 3 refers to _____________________________________.

(คำว่า “หัวรุนแรง, รุนแรง, สุดขีด, มูลฐาน, รากฐาน” ในพารากราฟ ๓  หมายถึง ______________)

      (a) terrible    (น่ากลัว, ร้ายแรง, สยองขวัญ, น่าเกรงขาม)

      (b) bloodthirsty   (กระหายเลือด, โหดร้าย, เป็นฆาตกรรม)  (ใช้กับคน)

      (c) relaxed   (ผ่อนคลาย, พักผ่อนหย่อนใจ, หย่อนอารมณ์)

      (d) moderate    (ม้อด-เดอ-ริท)  (ปานกลาง, พอสมควร, พอประมาณ, ไม่รุนแรง, ไม่มากเกินไป, เพลาๆ)

      (e) extremist    (ซึ่งมีหัวรุนแรง, เกี่ยวกับวิธีการรุนแรง)  (เมื่อเป็นคำนาม  หมายถึง  “พวกหัว

           รุนแรง, ผู้นิยมวิธีการที่รุนแรง”)

      (f) wasteful    (ใช้แบบถลุง, ใช้จ่ายอย่างฟุ่มเฟือย, สิ้นเปลือง, หมดเปลือง, สูญเปล่า, เปล่าประโยชน์,

            ทำลาย, ที่บ่อนทำลาย)

      (g) indolent    (เกียจคร้าน)

      (h) extensive    (กว้างขวางมาก, กว้าง, ครอบคลุม, แพร่หลาย, ถ้วนทั่ว, ซึ่งเพาะปลูกห่างๆ กัน)

      (i) magniloquent    (โอ้อวด, อวดอ้าง, คุยโว, ฟุ้งเฟ้อในถ้อยคำ)

18. What does “recognized” in paragraph 3 mean?

(“ยอมรับ, มองเห็นคุณค่า, แสดงความขอบคุณ, แสดงว่ารู้จัก, จำได้”  ในพารากราฟ ๓  หมายถึงอะไร)

      (a) hampered    (ขัดขวาง, ทำให้ชะงัก, หยุดยั้ง, สอดแทรก, ตัด)

      (b) reinforced    (เพิ่มกำลังทางทหาร, เสริมกำลังทหาร, ทำให้แข็งแกร่งขึ้น, เสริม, สนับสนุน)

      (c) scattered    (กระจาย, แผ่, ขยาย, แพร่, ระบาด, ทำให้กระจาย, โปรย, โรย, หว่าน)

      (d) safeguarded    (ป้องกัน, ปกป้อง, คุ้มครอง, คุ้มกัน, อารักขา)

      (e) regulated    (ควบคุม, ดูแล, กำหนด, บัญญัติ)

      (f) acknowledged    (ยอมรับ, รับรอง, เห็นคุณค่า, แจ้งว่าได้รับ)

      (g) penetrated    (ผ่านทะลุ, เจาะทะลุ, แทง, ลอด, บุกเข้าไป, แทรกซึม, มองทะลุ, มองผ่าน)

      (h) facilitated    (ทำให้สะดวก, ทำให้ง่ายขึ้น, สนับสนุน, ส่งเสริม, ก่อให้เกิด)

19. The reforms that Horace Mann achieved _______________________________________.

(การปฏิรูปซึ่งโฮเรซ แมนน์ ทำได้สำเร็จ _______________________________________)

      (a) were not very radical for the time    (ไม่รุนแรงมากนักสำหรับช่วงเวลานั้น)  (ไม่เป็นความจริง 

            ดูคำอธิบายใน ข้อ  C)

      (b) were used only by the state of Massachusetts    (ถูกใช้เฉพาะโดยรัฐแมสซาชูเซตส์เท่านั้น) 

            (ไม่เป็นความจริง  เนื่องจากการปฏิรูปดังกล่าวเป็นตัวอย่างของประเทศในเวลาต่อมา)

      (c) were later adopted by the nation as a model    (ถูกรับเอามาใช้ในเวลาต่อมาโดยประเทศ

            (สหรัฐฯ) ในฐานะเป็นตัวอย่าง-แม่แบบ)  (ดูคำตอบจากประโยคที่ ๒ ของพารากราฟ ๓ ที่กล่าว

            ว่า  “(แม้จะ) ถูกถือว่าหัวรุนแรงมากในช่วงเวลานั้น,  การปฏิรูป (การศึกษา) ของรัฐแมสซาชู

             เซตส์ในเวลาต่อมา  ทำหน้าที่เป็นตัวอย่าง (แบบ)  สำหรับประเทศ (สหรัฐฯ))

      (d) were enforced by the Massachusetts bar    (ได้รับการบังคับใช้โดยสำนักทนายความ (กฎหมาย)

            ของรัฐแมสซาชูเซตส์)  (เนื้อเรื่องมิได้กล่าวไว้)

20. In the fourth paragraph, “agrarian” means _____________________________________.

(ในพารากราฟ ๔,  “ทำเกษตรกรรม, เกี่ยวกับชาวนา, เกี่ยวกับชนบท, เกี่ยวกับไร่นาและที่ดิน”  หมายถึง ______________)

      (a) impoverished    (ยากจน, อ่อนกำลัง, (ดิน) เลว, เสื่อม)

      (b) relevant    (ตรงประเด็น, ตรงเรื่อง, ที่เกี่ยวข้อง)

      (c) ignorant    (ไม่รู้, ไม่รู้เรื่อง, ไม่รู้ข่าวคราว, ไม่ได้รับการศึกษา)

      (d) perilous    (มีอันตราย, เป็นอันตราย, เสี่ยง)

      (e) benevolent    (ใจบุญ, ชอบทำบุญ, เมตตา, กรุณา)

      (f) anonymous    (ไม่ระบุชื่อ, ปิดบังชื่อ)

      (g) agricultural    (เกี่ยวกับเกษตรกรรม, เกี่ยวกับกสิกรรม)

      (h) omnivorous    (กินทุกอย่าง, กินไม่เลือก, กินทั้งพืชและสัตว์, อ่านหนังสือทุกประเภท, รับทุกอย่าง)

      (i) industrious    (ขยันหมั่นเพียร)

21. “summed up” in the final paragraph is closest in meaning to ______________________.

(“สรุป, ย่อ”  ในพารากราฟสุดท้าย  ใกล้เคียงที่สุดในความหมายกับ ___________________)

      (a) alleviated    (บรรเทา, ทำให้ลดน้อยลง, ผ่อนคลาย)

      (b) convinced    (ทำให้มั่นใจ, ทำให้เชื่อมั่น, ชักชวน, ชักจูง, ทำให้รู้ว่ากระทำผิด)

      (c) speculated    (พิจารณา, คาดการณ์, เก็งกำไร, เดา, ครุ่นคิด, เสี่ยงโชค, ซื้อขายหากำไร, ค้าขาย)

      (d) vitalized    (ทำให้มีชีวิต, ทำให้มีชีวิตชีวา, ให้ชีวิตแก่, ให้พลัง, ให้กำลัง)

      (e) concluded    (สรุป, ลงมติ, ตัดสินใจ, ลงความเห็น, ลงเอย, สิ้นสุดลง)

      (f) triggered    (ทำให้เกิด, กระตุ้น, ลั่นไกปืน, เหนี่ยวไกปืน, ยิง)  (เมื่อเป็นคำนาม  “Trigger”  หมายถึง  

            “ไกปืน, สิ่งกระตุ้น, ตัวริเริ่ม”)

      (g) subscribed    (บอกรับเป็นสมาชิก, ลงนามเป็นสมาชิก, ออกค่าบำรุง, สั่งจอง, สั่งซื้อ, เซ็นชื่อเห็นด้วย)

      (h) economized    (ประหยัด)

22. Which of the following statements best represents Mann’s philosophy?

(คำพูดใดต่อไปนี้  แทนปรัชญาของแมนน์ได้ดีที่สุด)

      (a) Think in new ways.    (จงคิดวิธีการใหม่ๆ)

      (b) Help others.    (จงเชื่อเหลือผู้อื่น)  (ดูคำตอบจากประโยคที่ ๒ ของพารากราฟสุดท้ายที่

            กล่าวว่า  “หนึ่งในสุนทรพจน์ครั้งสุดท้ายของเขา  เขาสรุปปรัชญาของเขาในด้านการศึกษา

            และชีวิตว่า  “จงละอายใจที่จะตายไป  จนกว่าคุณจะได้รับชัยชนะบางประการเพื่อมนุษย์ชาติ”

            (หมายถึง  จงละอายใจที่จะตายไป  โดยมิได้ทำอะไรที่เป็นชัยชนะสำหรับมนุษย์ชาติ))

      (c) Study as much as possible.    (จงศึกษาให้มากที่สุดเท่าที่จะเป็นได้)

      (d) Work hard.    (จงขยันทำงาน)



โฮเรซ แมนน์ : บิดาแห่งการศึกษาเพื่อประชาชนของสหรัฐฯ


            บางที (Perhaps) มันเป็นการขาดแคลน (การขาด, ความไม่มี, ความไม่เพียงพอ, ความบกพร่อง) (lack) การเรียนในโรงเรียน (การศึกษาในโรงเรียน) (schooling) อย่างเพียงพอ (adequate) ของตัวเขาเอง  ที่ดลใจ (กระตุ้น, ผลักดัน, ดลบันดาล, เร้าใจ, ปลุกปั่น, หายใจเข้า) (inspired) โฮเรซ แมนน์ ให้ทำงานหนักมากเพื่อการปฏิรูป (การแก้ไขให้ดีขึ้น, การเปลี่ยนรูป, การกลับเนื้อกลับตัว) (reforms) ที่สำคัญในการศึกษา  ซึ่งเขาทำได้สำเร็จ (บรรลุผล) (accomplished),  โดยในขณะที่เขายังคงเป็นเด็ก  พ่อและพี่ชาย (older brother) ของเขาตายลง  และเขาต้องรับผิดชอบในการค้ำจุน (จุนเจือ, สนับสนุน) (supporting) ครอบครัวของตน,  เหมือนกับเด็กส่วนใหญ่ในเมืองของเขา  เขา (โฮเรซ แมนน์) ไปโรงเรียน (attended school) เพียง ๒ – ๓ เดือนต่อปีเท่านั้น,  ในเวลาต่อมา (Later)  ด้วยความช่วยเหลือของครูหลายคน  เขาสามารถศึกษากฎหมาย  และเป็นสมาชิกของสภาทนาย ความ (bar) ของรัฐแมสซาชูเซตส์  แต่เขาไม่เคยลืมการต่อสู้ (การดิ้นรน, การแข่งขัน) (struggles) ในระยะแรกๆ ของชีวิต (early)

            ในขณะที่กำลังรับหน้าที่ (รับใช้, บริการ, คอยรับใช้, ปรนนิบัติ, บริการอาหาร, ต้อนรับแขก, ให้ความช่วยเหลือ, ตอบแทน, สนองความต้องการ, ส่งหมายศาล, ตีลูก (เทนนิส), ยื่นหมายศาล) (serving) ในสภานิติบัญญัติ (หน่วยนิติกรของรัฐบาล) (legislature) ของรัฐแมสซาชูเซตส์  เขาลงนาม (signed) ในพระราชบัญญัติ (ตั๋วเงิน, พันธบัตร, ธนบัตร, ใบเสร็จ, ญัตติ, ร่างญัตติ, รายการ) (bill) การศึกษา  ซึ่งมีความสำคัญในประวัติศาสตร์ (มีชื่อในประวัติศาสตร์, เกี่ยวกับประวัติศาสตร์) (historic)  ซึ่งจัดตั้ง (set up) คณะกรรมการการศึกษาของรัฐ (state board of education),  (และ) โดยปราศจากความเสียใจ (ความรู้สึกเสียใจ, ความโทมนัส, ความสลดใจ) (regret)  เขา (โฮเรซ แมนน์) เลิก (ละทิ้ง, สละ) (gave up) การปฏิบัติหน้าที่ (การดำเนินการ, กิจวัตร, กิจการ, การฟ้องร้อง) (practice) ทางด้านกฎหมาย (legal) และอาชีพทางการเมือง (political career) ที่ประสบความสำเร็จ  เพื่อที่จะเป็นเลขานุการคนแรกของคณะกรรมการ (การศึกษา),  ที่นั่น  เขาใช้อิทธิพล (exercised…….....influence)  มหาศาล (มากมาย, มหึมา, ร้ายกาจ, ชั่วร้าย) (enormous) ในระหว่างช่วงเวลาวิกฤติ  (critical period) ของการสร้างใหม่ (การฟื้นฟู, การก่อสร้างใหม่, การประกอบใหม่, การประกอบเรื่องจากข้อมูล) (reconstruction)  ซึ่งทำให้เกิดขึ้นจริง (brought into existence) โรงเรียนประถม (elementary school)  ซึ่งมีการแบ่งเกรด (แบ่งออกเป็นระดับชั้น) (graded) ของอเมริกา (หมายถึง  ทำให้โรงเรียนประถมซึ่งมีการแบ่งออกเป็นระดับชั้นเกิดขึ้นจริงในอเมริกา) ในฐานะสิ่งทดแทน (ตัวแทน, ผู้แทน, วัตถุแทน, คำแทน) (substitute) สำหรับระบบโรงเรียนท้องถิ่นที่เก่าแก่กว่า (older district school system),  ภายใต้การนำ (ความเป็นผู้นำ, ตำแหน่งผู้นำ) (leadership) ของเขา (แมนน์)  หลักสูตร (curriculum) (การศึกษา) ได้รับการปรับโครงสร้าง (restructured)ระยะเวลาศึกษาในโรงเรียน (school year) ถูกเพิ่มเป็นต่ำสุด ๖ เดือน (minimum of six months),  และการเล่าเรียนภาคบังคับ  (การต้องศึกษาในโรงเรียน) (mandatory schooling) ถูกขยาย (extended) ออกไปเป็นอายุ ๑๖ ปี (age sixteen),  ส่วนการปฏิรูปที่สำคัญอื่นๆ รวมถึง (included) การจัดตั้ง (การก่อตั้ง, การสถาปนา, การทำให้เกิดขึ้น, สิ่งก่อสร้าง, สถาบัน, บ้านเรือน, ที่ทำการ) (establishment) โรงเรียนปกติของรัฐสำหรับการฝึกอบรมครู,  สถาบันสำหรับการศึกษาของครูเป็นการภายใน (institutes for inservice teacher education),  และสถานศึกษา (สถานที่สอนหนังสือ, สถานที่บรรยาย) (lyceums) (ไล-ซี้-เอิ้ม) สำหรับการศึกษาผู้ใหญ่ (adult education),  เขา (แมนน์) ยังมีส่วนอย่างสำคัญ (เป็นเครื่องมือ, เป็นสื่อ, เป็นเครื่องช่วย, มีประโยชน์) (instrumental) ในการปรับปรุง (ทำให้ดีขึ้น) (improving) เงินเดือนสำหรับครู  และสร้าง (creating) ห้องสมุดโรงเรียน (หมายถึง  ทำให้ห้องสมุดโรงเรียนเกิดขึ้นมา)

            ความคิดของแมนน์เกี่ยวกับการปฏิรูปโรงเรียน  ได้รับการพัฒนาและแพร่ (กระจาย, แจกจ่าย, แบ่งสันปันส่วน, แจก, จำแนก, จำหน่าย) (distributed) ในรายงานประจำปี ๑๒ ฉบับ  ซึ่งเสนอต่อรัฐแมสซาชูเซตส์  ซึ่งเขาได้เขียน (รายงาน) ขึ้นมาระหว่างระยะเวลาการดำรงตำแหน่ง (การครอบครอง, การครอบครองทรัพย์สิน, ระยะเวลาการครอบครอง) (tenure) (เท้น-เนียว-เออะ) ในฐานะรัฐมนตรีกระทรวงศึกษา (as secretary of education) (ของรัฐฯ),  (แม้จะ) ถูกถือว่าหัวรุนแรงมาก (Considered quite radical) ในช่วงเวลานั้น (at the time),  การปฏิรูป (การศึกษา) ของรัฐแมสซาชูเซตส์ในเวลาต่อมา  ทำหน้าที่เป็น (served as) ตัวอย่าง (แบบ, หุ่นจำลอง, บุคคลหรือสิ่งที่เป็นตัวอย่าง, แบบโครงสร้าง) (model) สำหรับประเทศ (สหรัฐฯ),  แมนน์ได้รับการยอมรับ (มองเห็นคุณค่า, แสดงความขอบคุณ, แสดงว่ารู้จัก, จำได้) (recognized) ในฐานะบิดาของการศึกษาของประชาชน (ของรัฐ) (public education)

            ในระหว่างช่วงเวลาของการดำรงชีวิต (ตลอดชีวิต, ชั่วชีวิต) (lifetime) ของเขา  โฮเรซ แมนน์ทำงานอย่างไม่รู้จักเหน็ดเหนื่อย (อย่างไม่เบื่อหน่าย, อย่างไม่เมื่อยล้า(tirelessly)  เพื่อที่จะขยาย (เพิ่ม, ขยายออก, ยืดออก, ทำให้กว้างออก, กางออก, แผ่ออก, ยืดแขนหรือขาออก, แสดงความเคา รพหรืออวยพรต่อ, เพิ่มขึ้น) (extend) โอกาสทางการศึกษา (educational opportunities) ไปยังครอบครัวซึ่งทำเกษตรกรรม (เกี่ยวกับชาวนา, เกี่ยวกับชนบท, เกี่ยวกับไร่นาและที่ดิน) (agrarian)  และลูกๆ (เด็กๆ)  (children) ของกรรมกรที่ยากจน (poor laborers),  โดยหนึ่งในสุนทรพจน์ครั้งสุดท้าย (last speeches) ของเขา  เขาสรุป (ย่อ) (summed up) ปรัชญา (philosophy) ของเขาในด้านการศึกษาและชีวิตว่า  “จงละอายใจ (ashamed) ที่จะตายไป  จนกว่า (จนกระทั่ง) (until) คุณจะได้รับชัยชนะบางประการ (won some victory) เพื่อมนุษย์ชาติ (humanity),” (หมายถึง  จงละอายใจที่จะตายไป  โดยมิได้ทำอะไรที่เป็นชัยชนะสำหรับมนุษย์ชาติ)  แน่นอน (Surely) ชีวิตของเขาเองเป็นตัวอย่างของปรัชญานั้น


เรียน   ท่านผู้ติดตามอ่านเว็บไซต์  “everydayenglish.pwa.co.th                  


                ถ้าท่านมีคำแนะนำให้ปรับปรุงเว็บไซต์นี้ประการใด  กรุณาส่ง e-mail ไปที่  ดร. วัชรินทร์  ภูเขาทอง  อดีต  ผอ. สำนักวิทยาการ  การประปาส่วนภูมิภาค  ผู้จัดทำเว็บไซต์นี้  ตาม  “Address”  (โปรดระบุหัวเรื่องด้วยว่า  “ปรับปรุงเว็บไซต์”)   เพื่อที่ผู้จัดทำฯ จะได้ปรับปรุงเนื้อหาได้ตรงตามความประสงค์ของผู้อ่านเว็บไซต์นี้ต่อไป







หมวดข้อสอบ READING (ตอนที่ 79)

การประปาส่วนภูมิภาค  “มุ่ง-มั่น-เพื่อปวงชน”


DirectionRead the following passage and choose the best answer for each question.

(จงอ่านบทความต่อไปนี้  และเลือกคำตอบที่ดีที่สุดสำหรับแต่ละคำถาม)


Charles Ives : the Great American Composer of Art Music


          Charles Ives, now acclaimed as the first great American composer of the twentieth century, had to wait many years for the recognition he deserved.  The son of a bandmaster, Ives entered Yale at twenty to study composition with Horatio Parker, but after graduation, he did not choose to pursue a career in music.  He suspected correctly that the public would not accept the music he wrote.  Even the few conductors and performers he tried to interest in his compositions felt that they were unplayable.  Instead, he became a successful insurance executive, building his company into the largest agency in the country in only two decades.  Even during that busy time, he still dedicated himself to composing music in the evenings, on weekends, and during vacations.  Although he occasionally hired musicians to play one of his works privately for him, he usually heard his music only in his imagination.

          After he recovered from a serious heart attack, he became reconciled to the fact that his ideas, especially the use of dissonance and special effects, were just too different for the musical mainstream.  Determined to share his music with the few people who might appreciate it, he published his work privately and distributed it free.

          In 1939, when Ives was sixty-five, American pianist John Kirkpatrick played Concord Sonata in Town Hall.  The reviews were laudatory.  One reviewer proclaimed it “the greatest music composed by an American.”  By 1947, Ives was famous.  His Second Symphony was presented to the public in a performance by the New York Philharmonic, fifty years after it had been written.  The same year, Ives received the Pulitzer prize.  He was seventy-three.


1. What does the passage mainly discuss?

(เนื้อเรื่อง – บทความ – กล่าวถึงอะไรเป็นส่วนใหญ่)

    (a) Modern musical composition    (การประพันธ์ดนตรีสมัยใหม่)

    (b) Charles Ives’ life    (ชีวิตของชาร์ลส อีฟส์)

    (c) The Pulitzer prize    (รางวัลพูลิตเซอร์)

    (d) Career choices    (การเลือกอาชีพ)

2. In the first paragraph, “acclaimed” refers to _____________________________________.

(ในพารากราฟแรก,  “โห่ร้องต้อนรับ, สนับสนุนด้วยการโห่ร้อง, เปล่งเสียงด้วยความยินดี”  หมายถึง ______________)

    (a) propelled    (ขับดัน, ขับเคลื่อนที่, ทำให้ไปข้างหน้า) 

    (b) steered    (นำทาง, มุ่งหน้า, คุมหางเสือ, ถือพวงมาลัย, คัดท้าย)

    (c) opposed    (เออะ-โพส)  (คัดค้าน, แย้ง, ไม่เห็นด้วย, เป็นคู่แข่งของ, เป็นปรปักษ์ต่อ)

    (d) restricted    (จำกัด, จำกัดวง, มีขอบเขต, คับแคบ, ถูกกำหนด)

    (e) exceeded    (เกิน, มากเกิน, เกินกว่าพอดี)

    (f) overcome   (เอาชนะ, พิชิต, มีชัยเหนือ)

    (g) endured    (อดทน, ทนทาน)

    (h) applauded    (อะ-พล้อด-ดิด)  (สรรเสริญ, ปรบมือให้, ปรบมือ)

3. “recognition” in paragraph 1 means __________________________________________.

(“การยอมรับ, การมองเห็นคุณค่า, การแสดงความขอบคุณ, การแสดงว่ารู้จัก, การจำได้”  ในพารากราฟ ๑  หมายถึง _______________)

    (a) apprehension    (ความกลัว, ความหวาดหวั่น, ความเข้าใจ, การหยั่งรู้, ความสงสัย, การจับกุม)   

    (b) credibility    (ความน่าเชื่อถือ)

    (c) disgrace    (ความอัปยศอดสู, ความอับอาย, ความขายหน้า, การทำให้เสียหน้า, ความเสื่อมเสีย)

    (d) excitement    (ความตื่นเต้น)

    (e) hesitation    (การรีรอ, การลังเลใจ, การชักช้า)

    (f) insight    (การเข้าใจอย่างถ่องแท้หรือลึกซึ้ง, การมองทะลุ)

    (g) acknowledgment    (การยอมรับ, การรับรอง, การเห็นคุณค่า, การแจ้งว่าได้รับ)

    (h) enthusiasm    (ความกระตือรือร้น, ความกระฉับกระเฉง)

4. The word “suspected” in paragraph 1 could best be replaced by _______________________.

(คำว่า  “คาดคะเน, คาดคิด, สงสัย, ข้องใจ, กังขา”  ในพารากราฟ ๑  สามารถแทนดีที่สุดโดย ______)

    (a) desired    (ปรารถนา, ต้องการ, อยากได้)

    (b) deteriorated    (เสื่อมลง, เลวลง, แย่ลง, ชำรุด, แตกสลาย, ทำให้เลวลง, ทำให้เสื่อมเสีย)

    (c) worried    (วิตกกังวล, ทำให้วิตก)

    (d) grumbled    (บ่น, ครวญ, แสดงความไม่พอใจ)

    (e) recalled    (ระลึกได้, รำลึก, หวนคิด, เรียกกลับ, นำกลับ, เพิกถอน, ยกเลิก)

    (f) wrinkled    (ย่น, ทำให้เป็นรอยย่น)

    (g) guessed    (คาดคะเน, เดา, ทาย, คิดว่า, เข้าใจว่า)

    (h) regretted    (เสียใจ, โทมนัส, สลดใจ)  

5. Why didn’t the public appreciate Ives’ music?

(ทำไมสาธารณชนไม่เห็นคุณค่า-ยกย่องชมเชย  ดนตรีของอีฟส์)

    (a) It was not performed for a long time.    (มันไม่ได้รับการแสดงมาเป็นเวลานาน)  (เป็นความจริง 


    (b) It was very different from the music of the time.    (มันแตกต่างจากดนตรีของยุคนั้น

          อย่างมาก)  (ดูคำตอบจากประโยคแรกของพารากราฟ ๒ ที่กล่าวว่า  “................ เขาเริ่ม

          ปรองดอง (ยอมรับ) (กับ) ข้อเท็จจริงที่ว่า  ความคิดของเขา,  โดยเฉพาะการใช้เสียงที่ไม่

          ประสานกัน  และการใช้เทคนิคพิเศษประกอบฉากหรือเสียง,  มีความแตกต่างกันอย่างมาก

          สำหรับแนวหลักด้านดนตรี (หมายถึง  แนวหลักของการแสดงดนตรีที่นิยมกันในยุคนั้น)

    (c) The performers did not play it well.    (นักแสดงมิได้แสดงมันได้ดี)  (บทความบอกแต่เพียงว่า 

          นักแสดงบางคนรู้สึกว่าดนตรีของอีฟส์ไม่สามารถแสดงได้  แต่มิได้กล่าวว่าพวกเขาแสดงมันได้ไม่ดี)

    (d) He did not write it down.    (เขาไม่ได้ประพันธ์มัน)  (จริงๆ แล้วเขาประพันธ์มัน  ดูจากประโยคที่ ๓


6. The word “they” in the first paragraph (fourth sentence) refers to _____________________.

(คำว่า  “พวกมัน”  ในพารากราฟแรก (ประโยคที่ ๔)  หมายถึง _________________________)

    (a) conductors    (ผู้ควบคุมวงดนตรี)

    (b) performers    (นักแสดง)

    (c) composers    (นักประพันธ์ดนตรี-เพลง)

    (d) compositions    (ดนตรี-เพลง)  (ดูคำตอบจากประโยคที่ ๔ ของพารากราฟแรกที่กล่าวว่า 

          “แม้กระทั่งผู้นำวงดนตรีและนักแสดงไม่กี่คนที่เขา (อีฟส์) พยายามที่จะทำให้สนใจในดน

          ตรี-เพลงของเขา  รู้สึกว่ามัน (ดนตรี) ไม่สามารถเล่นได้”)

7. The word “dedicated” in paragraph 1 may be replaced by __________________________.

(คำว่า  “อุทิศ, อุทิศตัว, ถวาย, ใช้ไปในทาง”  ในพารากราฟ ๑  อาจแทนโดย _______________)

    (a) denounced    (ประณาม, ติเตียน, กล่าวโทษ, ปรักปรำ, ประกาศเลิก, บอกเลิก)

    (b) implored    (อ้อนวอน, วิงวอน, ขอร้อง, เรียกร้อง)

    (c) rejoiced    (ดีใจ, ยินดี, ปลื้มปิติ, รื่นเริง, ทำให้ยินดี-ดีใจ-ปลื้มปิติ)

    (d) discriminated    (เห็นความแตกต่าง, บอกความแตกต่าง, เลือกปฏิบัติ, เลือกที่รักมักที่ชัง)

    (e) sneaked    (สนีค)  (เดินหลบ, เดินลับๆ ล่อๆ, ทำลับๆ ล่อๆ, แอบ, แอบทำ, ด้อม, ดอด, ลัก, ขโมย)

    (f) devoted    (อุทิศ, อุทิศตัว, สละ, อุทิศเวลา, ใส่ใจ, หมกมุ่นในทาง)

    (g) scrutinized    (สครู้-ทิ-ไนซ)  (พิจารณาอย่างละเอียดลออ, พิจารณาอย่างรอบคอบ, ตรวจสอบ


    (h) intervened    (อิน-เทอะ-วี่น)  (แทรกแซง, ก้าวก่าย, ยุ่ง, เกิดขึ้นโดยบังเอิญและขัดขวาง,


8. What does “hired” in paragraph 1 mean?

(“จ้าง, ว่าจ้าง, เช่า, ให้เช่า, ออกเที่ยวรับจ้าง, จ่ายเงินค่าจ้าง”  ในพารากราฟ ๑  หมายถึงอะไร)

    (a) stockpiled    (เก็บไว้ในคลังพัสดุ-คลังสินค้า-คลังแสง-คลังอาวุธยุทธภัณฑ์)  (เมื่อเป็นคำนาม

          “Stockpile”  หมายถึง  “คลังพัสดุ, คลังสินค้า, คลังแสง, คลังอาวุธยุทธภัณฑ์”)

    (b) intruded    (อิน-ทรู้ด)  (บุกรุก, รุกล้ำ, ก้าวก่าย, ก้าวร้าว)  

    (c) established    (สร้าง, สถาปนา, ก่อตั้ง)

    (d) demolished    (รื้อทิ้ง (ตึก, อาคาร), ทำลาย, โค่น)

    (e) employed    (จ้าง, ว่าจ้าง, ใช้, ใช้สอย, ใช้เวลา)

    (f) coerced   (โค-เอิ้ร์ซ)  (บังคับใครให้ทำ หรือ ไม่ทำอะไรบางอย่าง, บีบบังคับ, บังคับขู่เข็ญ)

    (g) abolished    (อะ-บ๊อล-ลิช)  (ยกเลิก, เลิกล้ม, ล้มล้าง, ทำลาย) 

    (h) eroded    (กัดกร่อน, ทำให้สึกกร่อน, เซาะ, ชะ, สึกกร่อน)

9. In the second paragraph, “recovered” refers to ___________________________________.

(ในพารากราฟ ๒,  “ฟื้นคืนสู่สภาพเดิม, กลับสู่สภาพเดิม, เอากลับคืนมา, กู้”  หมายถึง __________)

    (a) earned    (หาได้, หามาได้, ได้รับ, มีรายได้, ได้กำไร)

    (b) enervated    (ทำให้หมดแรง, ทำให้หมดกำลัง)

    (c) eliminated    (กำจัด, ทำลายหมดสิ้น, คัดออก)

    (d) recuperated    (ฟื้นคืน, กลับมีสภาพหรือกำลังเหมือนเดิม, พักฟื้น, ทำให้ฟื้นคืนสุขภาพ-กำ

          ลัง-แรง-ฐานะทางเศรษฐกิจ, กู้, เอาคืน)

    (e) inhibited    (อิน-ฮิ้บ-บิท)  (ยับยั้ง, หน่วงเหนี่ยว, ขัดขวาง, สกัดกั้น, ห้าม)

    (f) summoned    (เรียก, เรียกตัว, เรียกประชุม, ออกหมายเรียก, ปลุกเร้า, ปลุกให้ตื่น, กระตุ้น)

    (g) wandered    (ว้อน-เดอะ)  (ท่องเที่ยว, เดินเตร่, เตร็ดเตร่, ไปโดยไม่มีจุดหมายแน่นอน, ไปในแนว


    (h) harassed    (แฮ้-เริส)  (รบกวน, ก่อกวน, รังควาญ, ราวี, ทำให้เหนื่อยอ่อน, ทำให้กลัดกลุ้ม) 

10. The phrase “became reconciled to” in paragraph 2 is closest in meaning to _____________.

(วลี  “เริ่มปรองดอง-ประนีประนอมกับ”  ในพารากราฟ ๒  ใกล้เคียงที่สุดในความหมายกับ ________)

      (a) accepted    (ยอมรับ)

      (b) deserted    (ละทิ้ง, ทอดทิ้ง, ละทิ้งหน้าที่, หนีทัพ)

      (c) repeated    (ทำซ้ำ, พูดซ้ำ)

      (d) verified    (ยืนยัน, ตรวจสอบ, พิสูจน์, ค้นหาความจริง)   

      (e) disputed    (โต้แย้ง, โต้เถียง, ถกเถียง, ทะเลาะ, อภิปราย, ต่อสู้, แข่งขัน, ต่อต้าน)

      (f) enhanced    (ทำให้ดีขึ้น, เพิ่ม, ทำให้มากขึ้น)

      (g) neglected    (เพิกเฉย, ละเลย, ไม่เอาใจใส่, ทอดทิ้ง, ไม่สนใจ)

      (h) monitored    (ตรวจสอบ, ตรวจสอบความเหมาะสม, สังเกต, ควบคุม, เป็นเครื่องเตือน, เป็นเครื่องตรวจ)

11. How did Ives make a living for most of his life?

(อีฟส์หาเลี้ยงชีพอย่างไร  สำหรับชีวิตส่วนใหญ่ของเขา)

      (a) He conducted a band.    (เขาควบคุมวงดนตรี)  (เป็นอาชีพของบิดาของอีฟส์)

      (b) He taught musical composition.    (เขาสอนการประพันธ์ดนตรี)  (เป็นอาชีพของโฮราติโอ ปาร์คเกอร์ 


      (c) He owned an insurance company.    (เขาเป็นเจ้าของบริษัทประกันภัย)  (ดูคำตอบจาก

            ประโยคที่ ๕ ของพารากราฟแรกที่กล่าวว่า  “แทนที่จะเป็นนักประพันธ์ดนตรี  เขากลายเป็น

            ผู้บริหารประกันภัยซึ่งประสบความสำเร็จ  และสร้างบริษัทของเขาให้เป็นองค์กรที่ใหญ่ที่สุด

            ในประเทศ (สหรัฐฯ) ในเวลาเพียง ๒ ทศวรรษเท่านั้น)

      (d) He published music.    (เขาตีพิมพ์ดนตรี)  (เขาทำเช่นนี้จริง  แต่มิได้หาเลี้ยงชีพจากมัน)

12. How did Ives first share his music?


      (a) By publishing free copies    (โดยการตีพิมพ์ฉบับแจกฟรี)  (ดูคำตอบจากประโยคสุดท้าย

            ของพารากราฟ ๒ ที่กล่าวว่า  “ด้วยความมุ่งมั่นที่จะแบ่งปันดนตรีของเขากับคนไม่กี่คนผู้ซึ่ง

            จะชื่นชม (เห็นคุณค่า) มัน  เขาตีพิมพ์ผลงานของเขาเป็นการส่วนตัว  และแจกจ่ายมันโดย

            ไม่คิดมูลค่า (ฟรี))

      (b) By playing it himself    (โดยการแสดงมันด้วยตนเอง)  (บทความมิได้กล่าวถึง)

      (c) By hiring musicians to perform    (โดยการจ้างนักดนตรีให้แสดงมัน)  (เป็นการจ้างให้แสดงผลงาน

            ของอีฟส์เป็นการส่วนตัว  มิใช่การแสดงต่อสาธารณชน)

      (d) By teaching at Yale    (โดยการสอนที่มหาวิทยาลัยเยล)  (บทความมิได้กล่าวถึง)

13. What does “determined” in paragraph 2 mean?

(“มุ่งมั่น, ตัดสินใจแล้ว, แน่นอน”  ในพารากราฟ ๒  หมายถึงอะไร)

      (a) proficient    (เชี่ยวชาญ, ชำนิชำนาญ, คล่องแคล่ว)

      (b) eminent    (เด่น, มีชื่อเสียง)

      (c) noteworthy    (น่าสังเกต)

      (d) resolute    (เร้ซ-ซะ-ลูท)  (แน่วแน่, ตัดสินใจแล้ว, ยืนหยัด, เด็ดเดี่ยว)

      (e) prevalent    (เพรฟว-วะ-เลิ่นท)  (มีอยู่ทั่วไป, มีอยู่ดาษดื่น, แพร่หลาย, เป็นที่ยอมรับโดยทั่วไป)

      (f) temperamental    (เจ้าอารมณ์, อารมณ์แปรปรวน, อารมณ์เปลี่ยนแปลงง่าย)

      (g) imperative    (อิม-เพ้อ-ระ-ทิฟว)  (จำเป็น, ซึ่งบังคับ, ซึ่งเลี่ยงไม่ได้, ซึ่งกำหนดให้ต้องทำ)

      (h) peculiar    (พิ-คิ้ว-เลีย)  (ประหลาด, แปลกพิกล, เป็นพิเศษ, ไม่เคยปรากฏมาก่อน) 

      (i) immense    (ใหญ่มาก, มหึมา, มโหฬาร, มากมาย, กว้างขวาง, ไม่มีขอบเขต)

14. Where was Ives’ work first publicly performed?


      (a) New York    (นิวยอร์ก)  (เป็นที่ที่ดนตรี  “เซคคันด์ ซิมโฟนี”  ของอีฟส์ได้รับการแสดง  หลังจากการ

            แสดงครั้งแรกถึง ๘ ปี)

      (b) Europe    (ยุโรป)

      (c) Yale University    (มหาวิทยาลัยเยล)  (เป็นสถานศึกษาของอีฟส์)

      (d) Town Hall    (ศาลากลางของเมือง)  (ดูคำตอบจากประโยคแรกของพารากราฟ ๓ ที่กล่าวว่า 

             “ในปี ๑๙๓๙  เมื่ออีฟส์อายุ ๖๕ ปี  นักเปียโนชาวอเมริกัน ชื่อ จอห์น เคิร์กแพททริก  ได้แสดง

              ดนตรี “คองคอร์ด โซนาตา” (ของอีฟส์)  ในศาลากลางของเมือง)

15. “laudatory” in the third paragraph refers to _____________________________________.

(“แสดงการสรรเสริญ”  ในพารากราฟ ๓ หมายถึง _________________________________)

      (a) laudable    (ล้อ-ดะ-เบิล)  (น่าสรรเสริญ, น่ายกย่อง, น่าสดุดี)

      (b) authentic    (แท้, จริง)

      (c) remarkable    (ริ-ม้าร์ค-คะ-เบิ้ล)  (พิเศษ, น่าทึ่ง, ยอดเยี่ยม, น่าสังเกต)

      (d) gratuitous    (กระ-ทู้-อิ-ทัส)  (ฟรี, ให้เปล่า, ไม่คิดมูลค่า, ปราศจากสาเหตุ)

      (e) turbulent    (เท้อร์-บิว-เลิ่นท)  (วุ่นวาย, สับสน, อลหม่าน, โกลาหล, พล่าน, ซึ่งไหลทะลัก,

            ก้าวร้าว, รุกราน)

      (f) eulogizing    (สรรเสริญ, กล่าวคำสรรเสริญ, เขียนคำสรรเสริญ)

      (g) affluent    (มั่งคั่ง, ร่ำรวย, มากมาย)

      (h) crucial    (สำคัญมาก, เกี่ยวกับความเป็นความตาย, ถึงพริกถึงขิง, เด็ดขาด, ซึ่งชี้ขาด, รุนแรง)

      (i) influential    (มีอิทธิพล, มีอำนาจชักจูง, มีผลกระทบกระเทือน, มีผลสะท้อน)

16. How was the performance of Concord Sonata received?

(การแสดง “คองคอร์ดโซนาตา”  ได้รับการตอบรับอย่างไร)

      (a) There were no reviews.    (ไม่มีการรีวิวดนตรี)  (ประโยคที่ ๒ ของพารากราฟ ๓ กล่าวว่า 


      (b) The musicians felt it was unplayable.    (นักดนตรีรู้สึกว่า  มันไม่สามารถแสดงได้)  (เรื่องนี้เกิด

             ก่อนการแสดง “คองคอร์ดโซนาตา” )

      (c) The public would not accept it.    (สาธารณชนจะไม่ยอมรับมัน)  (เรื่องนี้เกิดก่อนการแสดง


      (d) It established Ives as an important composer.    (มันสถาปนาอีฟส์ให้เป็นนักประพันธ์

             ดนตรีคนสำคัญ)  (ประโยคที่ ๓ ของพารากราฟ ๓ กล่าวว่า  “นักรีวิวเพลงคนหนึ่งประกาศ

             สรรเสริญ (ประกาศ) ว่ามัน (ดนตรีของอีฟส์) เป็น “ดนตรีที่ยิ่งใหญ่ที่สุดซึ่งประพันธ์โดย


17. What does “proclaimed” in the final paragraph mean?

(“ประกาศสรรเสริญ, ประกาศ, ประกาศอย่างเปิดเผย, ป่าวประกาศ, แถลง, ป่าวร้อง, ประกาศสงคราม”  ในพารากราฟสุดท้าย  หมายถึงอะไร)

      (a) pacified    (แพส-ซะ-ไฟ)  (ทำให้สงบ, ปลอบขวัญ, ทำให้เงียบ, ทำให้สุขุม)

      (b) anticipated    (คาดการณ์ล่วงหน้า, มุ่งหวัง, ทำนาย, ลงมือกระทำการก่อน)

      (c) abrogated    (ยกเลิก (กฎหมาย), เพิกถอน)

      (d) speculated    (คาดการณ์, พิจารณา, เก็ง, เดา, ครุ่นคิด, เสี่ยงโชค, ซื้อขายหากำไร, ค้าขาย)

      (e) hypothesized    (ตั้งสมมติฐาน, สร้างสมมติฐาน)

      (f) affirmed    (ยืนยัน, เห็นพ้อง, รับรอง, อนุมัติ, พิสูจน์ว่าเป็นความจริง)

      (g) declared    (ประกาศ, แถลงการณ์, แจ้ง (การชำระภาษี), เรียกไพ่ ฯลฯ)

      (h) reimbursed    (ใช้เงินคืน, ชำระเงินคืน, ใช้เงินคืนที่ออกไปก่อน)

18. In what year did Ives receive the Pulitzer prize?


      (a) 1939    (เป็นปีที่ดนตรี  “คองคอร์ดโซนาตา”  ของอีฟส์ได้รับการแสดง)

      (b) 1947    (ในปี ๑๙๔๗)  (เป็นปีที่ดนตรี “เซคคันด์ซิมโฟนี” ของอีฟส์ได้รับการแสดงต่อสาธาณชน  และในปีเดียวกันนี่เอง  อีฟส์ได้รับรางวัลพูลิตเซอร์)

      (c) 1965

      (d) 1973    (อีฟส์ได้รับรางวัลพูลิตเซอร์เมื่อเขาอายุ ๗๓ ปี)



ชาร์ลส อีฟส์ : นักแต่งดนตรีศิลป์ชาวอเมริกันผู้ยิ่งใหญ่


            ชาร์ลส อีฟส์,  ผู้ซึ่งในปัจจุบันได้รับการโห่ร้องต้อนรับ (สนับสนุนด้วยการโห่ร้อง, เปล่งเสียงด้วยความยินดี) (acclaimed) ในฐานะนักประพันธ์ดนตรี (นักแต่งเพลง, ผู้แต่ง, ผู้ทำ) (composer) ชาวอเมริกันผู้ยิ่งใหญ่คนแรกแห่งศตวรรษที่ ๒๐,  จำเป็นต้องรอคอย (had to wait) เป็นเวลาหลายปีเพื่อการยอมรับ (การมองเห็นคุณค่า, การแสดงความขอบคุณ, การแสดงว่ารู้จัก, การจำได้) (recognition) ซึ่งเขาสมควรจะได้รับ (deserved),  เป็นลูกชายของนายวงดนตรี (ผู้นำจังหวะวงดนตรี) (bandmaster)  อีฟส์เข้าเรียนในมหาวิทยาลัยเยล (entered Yale) เมื่ออายุ ๒๐ ปี (at twenty)  เพื่อศึกษาการแต่งเพลง-ดนตรี (composition) กับโฮราติโอ ปาร์คเกอร์  แต่หลังจากสำเร็จการศึกษา (after graduation)  เขามิได้เลือกที่จะประกอบอาชีพ (pursue a career) ในด้านดนตรี,  ทั้งนี้  เขาคาดคะเน (คาดคิด, สงสัย, ข้องใจ, กังขา) (suspected) อย่างถูกต้องว่า  สาธารณชน (ประชาชน, ชุมชน) (public) จะไม่ยอมรับ (accept) ดนตรีที่เขาแต่ง,  แม้กระทั่ง (Even) ผู้นำวงดนตรี (สื่อนำไฟฟ้า, ตัวนำความร้อน เสียงหรืออื่นๆ, สายล่อฟ้า, คนขายตั๋วรถเมล์ รถราง) (conductors) และนักแสดง (performers) ไม่กี่คน (the few) ที่เขา (อีฟส์) พยายามที่จะทำให้สนใจ (interest) ในดนตรี-เพลง (compositions) ของเขา  รู้สึกว่ามัน (ดนตรี) ไม่สามารถเล่นได้ (unplayable),  แทนที่จะเป็นนักประพันธ์ดนตรี (Instead)  เขากลายเป็นผู้บริหารประกันภัย (insurance executive) ซึ่งประสบความสำเร็จ  และสร้างบริษัทของเขาให้เป็นองค์กร (หน่วยงาน, หน่วยงานราชการ, บริษัทตัวแทน, สำนักงานตัวแทน) (agency) ที่ใหญ่ที่สุดในประเทศ (สหรัฐฯ) ในเวลาเพียง ๒ ทศวรรษ (decades) เท่านั้น,  แม้กระทั่งในช่วงเวลาที่วุ่นวาย-มีงานยุ่ง (busy time) แบบนั้น  เขายังคงอุทิศตนเอง  (dedicated himself) ให้กับการประพันธ์ดนตรี (composing music) ในตอนกลางคืน (evenings),  ในช่วงสุดสัปดาห์ (weekends)  และในระหว่างการไปท่องเที่ยวพักผ่อน (vacations),  แม้ว่าเขาจ้าง (ว่าจ้าง, เช่า, ให้เช่า, ออกเที่ยวรับจ้าง, จ่ายเงินค่าจ้าง) (hired) นักดนตรีเป็นครั้งคราว (เป็นบางโอกาส) (occasionally) ให้เล่นผลงานของเขาชิ้นหนึ่ง (one of his works) เป็นการส่วนตัว (privately) สำหรับเขา  เขาโดยปกติแล้วจะได้ยินเสียงดนตรี (ดนตรี) (music) ของตัวเอง (ที่เขาแต่ง) เฉพาะในจินตนาการ (ความคิดคำนึง) (imagination) ของตนเองเท่านั้น (หมายถึง  ไม่เคยมีใครเอาดนตรีที่เขาประพันธ์ไปเล่น  เขาจึงได้ยินเสียงดนตรีของเขาแต่เพียงในจินตนาการเท่านั้น)

            หลังจากเขาฟื้นคืนสู่สภาพเดิม (กลับสู่สภาพเดิม, เอากลับคืนมา, กู้) (recovered) จากหัวใจวายอย่างรุนแรง (serious heart attack)  เขาเริ่มปรองดอง (ประนีประนอม, ไกล่เกลี่ย, ลงรอยกัน, คืนดีกัน) (reconciled) (กับ) ข้อเท็จจริงที่ว่า  ความคิดของเขา,  โดยเฉพาะการใช้เสียงที่ไม่ประสานกัน (ความไม่ ลงรอยกัน, ความไม่กลมกลืนกัน) (dissonance)  และการใช้เทคนิคพิเศษประกอบฉากหรือเสียง (special effects)มีความแตกต่างกันอย่างมาก (just too different) สำหรับแนวหลัก (ทางหลัก, ทางสำคัญ, แนวโน้มที่สำคัญ, แม่น้ำที่มีสาขา) (mainstream) ด้านดนตรี (หมายถึง  แนวหลักของการแสดงดนตรีที่นิยมกันในยุคนั้น),  (และ) ด้วยความมุ่งมั่น (ตัดสินใจแล้ว, แน่นอน) (Determined) ที่จะแบ่งปัน (แบ่งสรร, แบ่งส่วน, มีส่วนร่วม, ร่วมหุ้น, ร่วมกันทำ, ร่วมกันรับผิดชอบ) (share) ดนตรีของเขากับคนไม่กี่คนผู้ซึ่งจะชื่นชม (เห็นคุณค่า, ยกย่อง) (appreciate) มัน  เขาตีพิมพ์ (published) ผลงานของเขาเป็นการส่วนตัว  และแจกจ่าย (กระจาย, จำหน่าย) (distributed) มันโดยไม่คิดมูลค่า (ฟรี) (free)

            ในปี ๑๙๓๙  เมื่ออีฟส์อายุ ๖๕ ปี  นักเปียโนชาวอเมริกัน ชื่อ จอห์น เคิร์กแพททริก  ได้แสดงดนตรี  “คองคอร์ด โซนาตา” (ของอีฟส์) ในศาลากลางของเมือง (Town Hall)การรีวิวเพลง-ดนตรี (การทบทวนเพลง-ดนตรี, การทบทวน, การพิจารณาใหม่, การวิจารณ์, บทวิจารณ์, คำวิจารณ์) (reviews) ดังกล่าวแสดงการสรรเสริญ (อีฟส์) (laudatory),  ทั้งนี้  นักรีวิวเพลง-ดนตรี (reviewer) คนหนึ่งประกาศสรรเสริญ (ประกาศ, ประกาศอย่างเปิดเผย, ป่าวประกาศ, แถลง, ป่าวร้อง, ประกาศสงคราม) (proclaimed) ว่ามัน (ดนตรีของอีฟส์) เป็น “ดนตรีที่ยิ่งใหญ่ที่สุดซึ่งประพันธ์โดยชาวอเมริกัน,”  ในปี ๑๙๔๗  อีฟส์มีชื่อเสียงโด่งดัง (famous),  ดนตรี  “เซคคันด์ ซิมโฟนี”  ของเขาได้รับการแสดง (presented) ต่อสาธารณชน (public) ในการแสดง (performance) โดยวงดนตรีนิวยอร์กฟิลฮาร์โมนิค  ซึ่งเป็นเวลา ๕๐ ปีภายหลังจากที่มันถูกประพันธ์, (แต่ง, เขียน) (written) ขึ้นมา,  ในปีเดียวกัน  อีฟส์ได้รับรางวัลพูลิตเซอร์,  เขาอายุ ๗๓ ปี (ในขณะนั้น)

****หมายเหตุ – ชาร์ลส เอ็ดเวิร์ด อีฟส์ (๑๘๗๔ – ๑๙๕๔)  เป็นนักประพันธ์ดนตรีสมัยใหม่ชาวอเมริกัน  และเป็นหนึ่งในบรรดานักประพันธ์ดนตรีชาวอเมริกันรุ่นแรกๆ ที่มีชื่อเสียงในระดับสากล  ดนตรีส่วนใหญ่ของเขามิได้รับความสนใจในระหว่างชีวิตช่วงต้นๆ ของเขา  และผลงานจำนวนมากของเขามิได้รับการแสดงเป็นเวลาหลายปี  อีฟส์ได้รับการยกย่องว่าเป็นนักประพันธ์ดนตรีศิลป์ชั้นนำชาวอเมริกันแห่งศตวรรษที่ ๒๐  ผู้ซึ่งมีความคิดริเริ่ม  มีแบบฉบับทางดนตรีเป็นของตนเอง  และประพันธ์ดนตรีแบบแหวกแนวจากดนตรียุคเก่า  เขาเสียชีวิตด้วยโรคหลอดเลือดในสมองตีบในปี ๑๙๕๔  ขณะมีอายุ ๘๐ ปี


เรียน   ท่านผู้ติดตามอ่านเว็บไซต์  “everydayenglish.pwa.co.th                  


                ถ้าท่านมีคำแนะนำให้ปรับปรุงเว็บไซต์นี้ประการใด  กรุณาส่ง e-mail ไปที่  ดร. วัชรินทร์  ภูเขาทอง  อดีต  ผอ. สำนักวิทยาการ  การประปาส่วนภูมิภาค  ผู้จัดทำเว็บไซต์นี้  ตาม  “Address”  (โปรดระบุหัวเรื่องด้วยว่า  “ปรับปรุงเว็บไซต์”)   เพื่อที่ผู้จัดทำฯ จะได้ปรับปรุงเนื้อหาได้ตรงตามความประสงค์ของผู้อ่านเว็บไซต์นี้ต่อไป





หมวดข้อสอบ READING (ตอนที่ 78)

การประปาส่วนภูมิภาค  “มุ่ง-มั่น-เพื่อปวงชน”


DirectionRead the following passage and choose the best answer for each question.

(จงอ่านบทความต่อไปนี้  และเลือกคำตอบที่ดีที่สุดสำหรับแต่ละคำถาม)


How Well Do We Know about Bats?


          Bats are not the dirty, bloodthirsty monsters that they are portrayed to be in vampire films.  These animals groom themselves carefully like cats and very rarely carry rabies.  Of the hundreds of species of bats, only three rely on blood meals.  In fact, the majority eat fruit, insects, spiders, or small animals.  They consume an enormous number of pests, pollinate many varieties of plant life, and help reforest barren land by excreting millions of undigested seeds.

          Almost all bats use echolocation to navigate, especially at night.  As they fly, they emit a series of high-pitched squeaks at the rate of about fifty per minute.  As these signals bounce off objects in their path, an echo is detected by the bats’ sensitive ears which informs them of the direction and distance of obstacles so that they can undertake corrective or evasive action.  But bats are not blind as widely assumed.  In fact, all species of bats can see, probably about as well as human beings.

          It is also a little-known fact that bats are highly social creatures. Thousands or even millions of individual bats may belong to a colony, hanging upside down in caves or in trees.  Within their social systems, bats assume specialized roles.  Some may guard the entrance to their caves, others may scout for food, and still others may warn the colony of approaching danger.  A nursery colony may be part of a larger colony to provide mother bats with a safe, supportive environment in which to rear their young.


1. What is the author’s opinion of bats?


    (a) They are dirty and they carry rabies.    (พวกมันสกปรกและนำพาโรคกลัวน้ำ)

    (b) They are like the monsters in vampire films.    (พวกมันเหมือนกับสัตว์ที่น่าเกลียดน่ากลัวใน


    (c) They are clean, helpful members of the animal world.    (พวกมันเป็นสมาชิกที่สะอาดและ

           มีประโยชน์  ของโลกของสัตว์)  (พารากราฟแรกกล่าวว่า  “................... ค้างคาวแต่งตัวให้กับ

           ตัวเองอย่างประณีต ............... และมันกินสัตว์ที่รบกวนและทำลาย, ผสมเกสรให้พืชมากมาย

           หลายชนิด  และช่วยปลูกป่าให้พื้นดินที่แห้งแล้ง  โดยการถ่ายเมล็ดฯ ....................)

    (d) They are not very important in the animal world.    (พวกมันไม่มีความสำคัญมากนักในโลกของสัตว์)

2. According to the passage, how are bats like cats?

(ตามที่เนื้อเรื่อง – บทความ – กล่าว,  ค้างคาวเหมือนกับแมวอย่างไร)

    (a) They both carry rabies.    (พวกมันนำพาโรคกลัวน้ำทั้งคู่)

    (b) Cats groom themselves, and so do bats.    (แมวแต่งตัวให้กับตัวเอง  และค้างคาวก็ทำเช่น

          เดียวกัน)  (ดูคำตอบจากประโยคที่ ๒ ของพารากราฟแรกที่กล่าวว่า  “สัตว์เหล่านี้ (ค้างคาว)

          แต่งตัวให้ตัวเองอย่างประณีต  เหมือนกับแมว ......................)

    (c) Both cats and bats eat pests.    (ทั้งแมวและค้างคาวกินสัตว์ที่รบกวนและทำลาย  เช่น เห็บ, หมัด,


    (d) Bats use echolocation, and cats do, too.    (ค้างคาวใช้การหาตำแหน่งที่ตั้งโดยใช้เสียงสะท้อน 


3. In the first paragraph, “bloodthirsty” refers to ___________________________________.

(ในพารากราฟแรก,  “กระหายเลือด, โหดร้าย, เป็นฆาตกรรม”  หมายถึง ____________________)

    (a) taciturn    (แทส-ซิ-เทิร์น)  (ไม่ค่อยพูด, พูดน้อย, เงียบขรึม, สงบปากสงบคำ)

    (b) cautious    (ระมัดระวัง, รอบคอบ)

    (c) equivocal    (อิ-ควิฟ-โว-เคิ่ล)  (คลุมเครือ, กำกวม, มีสองนัย, มีความหมายมากกว่า ๑ อย่าง)

    (d) vulgar    (วั้ล-เกอะ)  (หยาบคาย, หยาบ, ต่ำช้า, ไพร่, สามหาว, สามานย์, สามัญ, ธรรมดาๆ)

    (e) trustworthy    (ทรัสท-เวิร์ธ-ทิ่)  (น่าไว้วางใจ, ไว้ใจได้, น่าเชื่อถือ, เชื่อถือได้)

    (f) frank    (เปิดเผย, ตรงไปตรงมา, ไม่แอบแฝง, ด้วยน้ำใสใจจริง, ไม่อ้อมค้อม)

    (g) eager to eat blood    (อยากกินเลือด)

    (h) impudent    (อิ๊ม-พิว-เด้นท)  (หมื่นทะลึ่ง, โอหัง, อวดดี, อวดวิเศษณ์, ยโส)

    (i) luxurious    (ฟุ่มเฟือย, หรูหรา, บำรุงความสุข)

4. “portrayed” in paragraph 1 means ____________________________________________.

(“วาดภาพ, แสดง, เขียนภาพ, ร่างภาพ, พรรณนาเป็นคำ”  ในพารากราฟ ๑  หมายถึง ___________)

    (a) fluctuated    (เปลี่ยนแปลง, ขึ้นๆลงๆ)

    (b) augmented    (เพิ่มขึ้น, ทำให้เพิ่ม)

    (c) proclaimed    (โพร-เคล่ม)  (ประกาศ, แถลงการณ์)

    (d) defamed    (ดิ-เฟ่ม)  (ทำลายชื่อเสียง, สบประมาท, ใส่ร้าย, ป้ายสี) 

    (e) fettered    (เฟ้ท-เท่อะ)  (ใส่โซ่ตรวน, บังคับ, ขัดขวาง, ยับยั้ง, เป็นอุปสรรคต่อ)  

    (f) depicted    (วาดให้เห็น, พรรณนา, อธิบาย)

    (g) curtailed    (เคอร์-เท่ล)  (ทำให้สั้น, ตัดให้สั้น, ตัดทอน, ย่อ, จำกัด, ลด) 

    (h) edified    (เอ๊ด-ดิ-ไฟ)  (สั่งสอน, อบรม, เทศนา, สอนศีลธรรม, กระตุ้นทางด้านจิตใจหรือคุณธรรม) 

5. What do most bats eat?


    (a) Blood meals    (อาหารที่เป็นเลือด)

    (b) Fruit and insects    (ผลไม้และแมลง)  (ดูคำตอบจากประโยคที่ ๔ ของพารากราฟแรกที่

          กล่าวว่า  “ตามความเป็นจริงแล้ว  ค้างคาวส่วนใหญ่กินผลไม้, แมลง, แมงมุม , หรือสัตว์เล็กๆ)

    (c) Leaves and trees    (ใบไม้และต้นไม้)

    (d) Large animals    (สัตว์ใหญ่)

6. The word “enormous” in paragraph 1 could best be replaced by _____________________.

(คำว่า “มหึมา, ใหญ่โต, มหาศาล, ร้ายกาจ, ชั่วร้าย”  ในพารากราฟ ๑  สามารถแทนดีที่สุดโดย ____


    (a) very heavy    (หนักมาก)

    (b) straightforward    (สเทรท-ฟ้อร์-เวิร์ด)  (ตรงไปตรงมา)

    (c) very regular    (สม่ำเสมอมาก, ธรรมดาสามัญมาก)

    (d) concise    (คัน-ไซ้ซ)  (สั้นกะทัดรัด, รัดกุม, รวบรัด)

    (e) very large    (ใหญ่มาก)

    (f) ambiguous    (แอม-บิ๊ก-กิว-อัส)  (คลุมเครือ, กำกวม, มีหลายความหมาย, ยากที่จะเข้าใจ)

    (g) very necessary    (จำเป็นมาก)

    (h) controversial    (ที่ยังโต้เถียงหรือขัดแย้งกันอยู่, เกี่ยวกับการโต้เถียง-ขัดแย้ง)

    (i) erudite    (เอ๊อร์-รู-ไดท)  (คงแก่เรียน, ซึ่งมีวิชาความรู้สูง)  

7. What does “barren” in paragraph 1 mean?

(“แห้งแล้ง, ปราศจากพืชผล, ไม่ได้ผล, ไม่มีบุตร, เป็นหมัน, ขาดแคลน, ไร้ความคิด, จืดชืด”  ในพารากราฟ ๑  หมายถึงอะไร _______________)

    (a) favorable    (เอื้ออำนวย, เห็นด้วย, เป็นที่โปรดปราน, เป็นที่นิยมชมชอบ, ซึ่งได้รับการสนับสนุน)

    (b) pious    (ไพ้-เอิส)  (เคร่งศาสนา, มีศรัทธา)

    (c) imperious    (อิม-พี้-เรียส)  (ซึ่งวางอำนาจ, แสดงอำนาจ, ซึ่งใช้อำนาจบังคับ, เย่อหยิ่ง, ยโส, วางภูมิ)

    (d) ignorant    (โง่, เขลา, ไม่รู้, ไม่ทราบ)

    (e) hideous    (ฮิ้ด-เดียส)  (น่ากลัว, น่าเกลียดมาก, สยดสยอง, เขย่าขวัญ, น่าขยะแขยง, น่าตกใจ)  

    (f) nomadic    (โน-แม้ด-ดิค)  (ร่อนเร่ไปในที่ต่างๆ, ท่องเที่ยว)

    (g) atrocious    (อะ-โทร้-เชิส)  (โหดร้าย, ทารุณ, ชั่วร้าย, น่ากลัว, ดุร้าย, เลวร้าย)  

    (h) arid    (แอ๊ร์-ริด)  (แล้ง, แห้งมาก, ไม่มีความชื้น, ไม่น่าสนใจ, ไม่มีรสชาติ, จืดชืด)

    (i) durable    (ดิ๊ว-ระ-เบิ้ล)  (ทนทาน, ใช้ทน, ยั่งยืน)  

8. Which of the following are NOT characteristic of most bats?

(ข้อใดต่อไปนี้มิใช่ลักษณะ-อุปนิสัย  ของค้างคาวส่วนใหญ่)

    (a) They pollinate plants.    (พวกมันผสมเกสร หรือนำละอองสู่เกสรตัวเมีย  ให้แก่พืช-ต้นไม้ต่างๆ) 


    (b) They have specialized roles in their colony.    (พวกมันมีบทบาทเป็นผู้เชี่ยวชาญ (เฉพาะด้าน)

           ในกลุ่ม (ฝูง) ของตัวเอง)  (ดูจากประโยคที่ ๓ ของพารากราฟ ๓)

    (c) They use echolocation.    (พวกมันใช้การหาตำแหน่งที่ตั้งโดยใช้เสียงสะท้อน)  (ดูจากประโยคแรก

           ของพารากราฟ ๒)

    (d) They eat blood.    (พวกมันกินเลือด)  (ไม่เป็นความจริง  ประโยคที่ ๓ และ ๔ ของพารากราฟ

           แรกกล่าวว่า  “ในบรรดาค้างคาวหลายร้อยพันธุ์ (ชนิด)  มีเพียง ๓ พันธุ์เท่านั้นที่พึ่งพาอาศัย

           อาหารที่เป็นเลือด,  ตามความเป็นจริงแล้ว  ค้างคาวส่วนใหญ่กินผลไม้, แมลง, แมงมุม, หรือ


9. The word “navigate” in the second paragraph is closest in meaning to _________________.

(คำว่า  “นำทาง, นำวิถี, เดินเรือ, ขับเครื่องบิน, ค้นหา, วางแผนและควบคุมเส้นทางการเดินเรือหรือการบิน”  ในพารากราฟ ๒  ใกล้เคียงที่สุดในความหมายกับ ________________)

    (a) aggravate    (แอ๊ก-กระ-เวท)  (ทำให้แย่ลง, ทำให้เลว (ร้าย) มากขึ้นหรือรุนแรงขึ้น, ทำให้ระคายเคือง


    (b) remedy    (เร้ม-เม-ดี้)  (รักษา, เยียวยา, บรรเทา, ฟื้นฟู, ทำให้ถูกต้อง, ขจัด, กำจัด)  (เมื่อเป็นคำนาม

          หมายถึง  “การรักษา, วิธีการรักษา,  สิ่งที่ใช้ในการรักษา, ยา, สิ่งที่ใช้ในการแก้ไข, วิธีการแก้ไข”)  

    (c) alert    (เตือนภัย)  (เมื่อเป็นคำคุณศัพท์  หมายถึง  “ระมัดระวัง, เตรียมพร้อม, ว่องไว”  และเมื่อ

          เป็นคำนาม  หมายถึง  “การเตรียมพร้อม”)  

    (d) vary    (เปลี่ยนแปลง, แตกต่าง)

    (e) pilot    (นำทาง, นำร่อง, ขับเครื่องบิน, เป็นมัคคุเทศก์)

    (f) jeopardize    (เสี่ยงอันตราย, เสี่ยงภัย, ทำให้เป็นอันตราย)

    (g) culminate    (คั้ล-มิ-เนท)  (ถึงจุดสูงสุด, ถึงจุดสุดท้าย, บรรลุถึงยอด, สิ้นสุด, ถึงขั้นสุดท้าย, สรุป,

          ทำให้ถึงที่สุด หรือจุดสุดยอด) 

    (h) regulate    (ควบคุม, ดูแล, ปรับ, ทำให้เป็นระเบียบ, วางระเบียบ, กำหนด, บัญญัติ)

10. The word “emit” in paragraph 2 is closest in meaning to ___________________________.

(คำว่า  “ส่ง, ปล่อยออกมา, เปล่งออกมา, แพร่กระจาย, ฉาย, ส่อง”  ในพารากราฟ ๒  ใกล้เคียงที่สุดในความหมายกับ ______________)

    (a) continue    (ทำต่อไป, ทำให้ต่อเนื่อง, ทำให้ยืดออกไป, ติดต่อ, ต่อเนื่อง, ยังคงทำไปเรื่อย)

    (b) divert    (หันเห, เบี่ยงเบน, ทำให้ออกนอกลู่นอกทาง)

    (c) filter    (กรอง)

    (d) send    (ส่ง, ส่งออก, ปล่อยออก, เปล่ง, นำส่ง, ขับ, ไล่, ส่งข่าว, ส่งสัญญาณ)

    (e) inflate   {(เงิน) เฟ้อ, โป่ง, บวม, พอง}

    (f) find    (หา, พบ, เจอ, พบว่า, ค้นพบ, สืบหา, สอบค้น, พบความลับ, เห็นว่า, ตัดสิน, ลงความเห็น)

    (g) postpone    (เลื่อน, เลื่อนเวลา, เลื่อนไป, ยืดเวลา, ถ่วงเวลา, จัดไว้ในตำแหน่งรอง)

    (h) stop    (หยุด, ทำให้หยุด)

11. “squeaks” in paragraph 2 refers to ___________________________________________.

(“เสียงจี๊ดๆ ของค้างคาวหรือหนู, เสียงเอี๊ยดๆ ของบานพับ, การหลบหนีจากภัยหรือความตาย”  ในพารา กราฟ ๒  หมายถึง _______________)

      (a) affections    (ความรักใคร่, ความชอบ, ความเมตตา)

      (b) brooks    (บรุ้ค)  (ลำธารเล็กๆ, ทางน้ำ)

      (c) compassions    (ความสงสาร, ความเวทนา, ความเห็นอกเห็นใจ)

      (d) havocs    (แฮ้ฟ-ว้อค)  (ความหายนะ, ความฉิบหาย, ความเสียหาย)

      (e) chirps    (เชิ้ร์พ)  (เสียงร้องของนกหรือแมลง เช่น จ๊อกๆ, จี๊ดๆ)

      (f) incursions    (อิน-เค้อร์-ชั่น)  (การบุกรุก, การโจมตี, การรุกล้ำ)  

      (g) dissonances    (ดิ๊ส-ซะ-เนิ่นซ)  (ความไม่ลงรอยกัน, ความไม่กลมกลืนกัน, ความไม่สามัคคีกัน,


      (h) libidos    (ลิ-บี๊-โด้)  (ตัณหา, ความใคร่, ราคะ)    

12. The word “obstacles” in paragraph 2 may be replaced by __________________________.

(คำว่า  “สิ่งกีดขวาง, อุปสรรค, สิ่งที่ขัดขวางความเจริญก้าวหน้า”  ในพารากราฟ ๒  อาจแทนโดย ___


      (a) calamities    (คะ-แล้ม-มิ-ที่)   (ความหายนะ, ภัยพิบัติ, เคราะห์ร้าย)  

      (b) vicissitudes    (วิ-ซิ้ส-ซิ-ทิ้วด)  (ความขึ้นๆลงๆ, การเปลี่ยนแปลง, การผันแปร, การหมุนเวียน,


      (c) restraints    (ริส-เทร้นท)  (๑. การยับยั้ง, การหยุดยั้ง,การขัดขวาง, การหักห้าม, ข้อจำกัด, การกักขัง

            หรือคุมขัง, การอดกลั้น, การกลั้น,  ๒. การควบคุม, การตรวจสอบ, การรั้ง, การหน่วงเหนี่ยว, ขอบเขต,

            ขอบเขตจำกัด,  ๓. การห้ามปราม, การเตือน,  ๔. การข่มใจตนเอง, การควบคุมตนเอง, ความพอประ

            มาณ, ความไม่เสพของมึนเมา)

      (d) enmities    (เอ๊น-มิ-ที่)  (ความเป็นปฏิปักษ์, ความเกลียด, ความมีใจเป็นศัตรู หรือมุ่งร้าย, ความรู้สึก


      (e) fractures    (การแตก, การหัก, รอยแตก)

      (f) obstructions    (สิ่งกีดขวาง, สิ่งขัดขวาง, อุปสรรค, การขัดขวาง, การกีดขวาง, สภาวะที่


      (g) sensations    (ความรู้สึก)

      (h) furies    (ฟิ้ว-รี่)  (ความโกรธ, ความโมโหร้าย, ความเดือดดาล, ความรุนแรง-ดุเดือด, คนที่โมโห


13. How do bats help reforest the land?


      (a) By eating pests    (โดยการกินสัตว์ที่รบกวนหรือทำลาย เช่น เห็บ-หมัด-ริ้น-ไร)

      (b) By hanging upside down in trees at night    (โดยการห้อยหัวลงอยู่บนต้นไม้ในเวลากลางคืน)

      (c) By excreting seeds    (โดยการถ่ายเมล็ดพืชออกมา)  (ดูคำตอบจากประโยคสุดท้ายของ

            พารากราฟแรกที่กล่าวว่า  “มัน (ค้างคาว) กินสัตว์ที่รบกวนหรือทำลาย เช่น เห็บ-หมัด-ริ้น-

            ไร ................. และช่วยปลูกป่าแทนป่าที่ถูกตัดหรือไฟไหม้แก่ที่ดิน (พื้นดิน) ซึ่งแห้งแล้ง 

            โดยการขับถ่ายออกเมล็ดพืชที่มิได้ถูกย่อย (ภายในท้องค้างคาว) จำนวนหลายล้านเมล็ด

            (หมายถึง  ขับถ่ายเมล็ดพืชที่ไม่ย่อยออกมาจำนวนมากมาย  ซึ่งช่วยขยายพันธุ์พืชเหล่า


      (d) By taking evasive action    (โดยกระทำการหลบหลีก – สิ่งกีดขวาง)

14. What does “evasive” in paragraph 2 mean?

(“ซึ่งหลบหลีก, ซึ่งหลบหนี, บอกปัด, คลุมเครือ, ยากที่จะเข้าใจหรือจับจุดได้”  ในพารากราฟ ๒  หมายถึงอะไร)

      (a) remote    (อยู่ห่างไกล, ไกลโพ้น, โดดเดี่ยว, ลึกลับ, ห่างๆ, ห่างเหิน, เมินเฉย)

      (b) handy    (เหมาะมือ, มีฝีมือหรือคล่องแคล่ว, สะดวกหรือหยิบฉวยใช้ประโยชน์ได้ง่าย)

      (c) harmonious    (เข้ากันได้, สามัคคี, กลมกลืนกัน, เสนาะหู, คล้องจองกัน, ประสานกัน)

      (d) ingenious    (อิน-จี๊-เนียส)  (เก่ง, ชาญฉลาด)

      (e) elusive    (ซึ่งหลบหลีกอย่างฉลาดหรือชำนาญ, ว่องไวเหมือนปรอท, เข้าใจยาก, ยากที่จะ


      (f) lasting    (ถาวร, ทน, ทนทาน, คงทน, ยืนหยัด)

      (g) eccentric    (อิค-เซ้น-ทริค)  (ประหลาดๆ, ไม่ปกติ)  (ใช้กับคนเท่านั้น)

      (h) isolated    (ที่แยกตัวออกไป, ที่แยกอยู่ต่างหาก, ที่แยกตัวโดดเดี่ยว)

      (i) violent     (รุนแรง, ดุเดือด, ใช้กำลัง, ล่วงละเมิด, ซึ่งทำให้บาดเจ็บ, ทำลาย)

15. According to the passage, how do bats navigate?

(ตามที่เนื้อเรื่อง – บทความ – กล่าว,  ค้างคาวนำทางอย่างไร)

      (a) By responding to the echoes of their signals bouncing off objects    (โดยการตอบ

            สนองต่อเสียงสะท้อนของสัญญาณ (เสียง) ของมัน  ซึ่งไปโดนวัตถุและสะท้อนกลับ)  (ดูคำ

            ตอบจากประโยคที่ ๓ ของพารากราฟ ๒ ที่กล่าวว่า  “เมื่อสัญญาณ (เสียง) เหล่านี้ไปโดน

            วัตถุและสะท้อนกลับในเส้นทางของมัน (ของสัญญาณ)  เสียงสะท้อนจะถูกจับได้โดยหูที่ไว

            ต่อความรู้สึกของค้าวคาว  ซึ่งบอกให้ค้างคาวรู้ถึงทิศทางและระยะทางของสิ่งกีดขวาง  

            เพื่อที่ว่า .......................)

      (b) By warning the colony of approaching danger with high squeaks    (โดยการเตือนกลุ่ม (ฝูง)

            ถึงอันตรายที่ใกล้เข้ามา  ด้วยเสียงจี๊ดๆ-เอี๊ยดๆ ที่แหลม)

      (c) By beating their wings fifty times per minute    (โดยการกระพือปีกของมัน ๕๐ ครั้งต่อนาที)

      (d) By using their sensitive ears to hear the noises in their environment    (โดยการใช้หูที่ไวต่อ

            ความรู้สึกของมัน  เพื่อได้ยินเสียงในสภาพแวดล้อมของมัน)

16. Where in the passage does the author refer to the visual range of bats?

(ที่ตรงไหนในเนื้อเรื่อง – บทความ – ที่ผู้เขียนอ้างถึงระยะการมองเห็นของค้างคาว)

      (a) Last sentence of the first paragraph    (ประโยคสุดท้ายของพารากราฟแรก)  (กล่าวว่า  “ค้างคาว

            กินสัตว์ที่รบกวนและทำลาย, ผสมเกสรให้พืชมากมายหลายชนิด  และช่วยปลูกป่าให้พื้นดินที่แห้ง

            แล้ง .....................”)

      (b) First sentence of the second paragraph    (ประโยคแรกของพารากราฟ ๒)  (กล่าวว่า  “ค้างคาว

            เกือบทั้งหมด (เกือบทุกชนิด) ใช้การหาตำแหน่งที่ตั้งโดยใช้เสียงสะท้อน  เพื่อที่จะนำทาง (นำวิถี) 


      (c) Third sentence of the second paragraph    (ประโยคที่ ๓ ของพารากราฟ ๒)  (กล่าวว่า  “เมื่อ

            สัญญาณ (เสียง) เหล่านี้ไปโดนวัตถุและสะท้อนกลับในเส้นทางของมัน (ของสัญญาณ)  เสียงสะ

            ท้อนจะถูกจับได้โดยหูที่ไวต่อความรู้สึกของค้าวคาว  ซึ่งบอกให้ค้างคาวรู้ ......................”)

      (d) Last sentence of the second paragraph    (ประโยคสุดท้ายของพารากราฟ ๒)  (ที่กล่าวว่า 

             “ในความเป็นจริงแล้ว  ค้างคาวทุกสายพันธุ์สามารถมองเห็นได้  ซึงบางทีแล้วประมาณว่าดี

             เท่าๆ กับมนุษย์ (มองเห็น))

17. The word “Some” in the third paragraph refers to ________________________________.

(คำว่า  “ค้างคาวบางตัว”  ในพารากราฟ ๓  หมายถึง _______________________________)

      (a) social systems    (ระบบสังคม)

      (b) specialized roles    (บทบาทเป็นผู้เชี่ยวชาญ – เฉพาะด้าน)

      (c) bats    (ค้างคาว)  (ดูคำตอบจากประโยคที่ ๓ และ ๔ ของพารากราฟ ๓ ที่กล่าวว่า  “ภายใน

            ระบบสังคมของพวกมัน  ค้างคาวแสดงบทบาทเป็นผู้เชี่ยวชาญ (เฉพาะด้าน),  ค้างคาวบางตัว

            (Some) อาจปกป้องทางเข้าถ้ำของมัน,  ส่วนตัวอื่นๆ อาจเสาะแสวงหาอาหาร ......................”)

      (d) colonies    (กลุ่ม, ฝูง)

18. The word “scout” in paragraph 3 may be replaced by _____________________________.

(คำว่า  “เสาะแสวงหา, ตรวจสอบ, สอดแนม, สังเกตการณ์”  ในพารากราฟ ๓  อาจแทนโดย _______)

      (a) flee    (หลบหนี)

      (b) recuperate    (ฟื้นคืน, กลับมีสภาพหรือกำลังเหมือนเดิม, พักฟื้น, ทำให้ฟื้นคืน (สุขภาพ, กำลัง,

            แรง, ฐานะทางเศรษฐกิจ), กู้, เอาคืน)

      (c) infect    (ทำให้ติดเชื้อ-ติดโรค, ทำให้เปื้อน-มัวหมอง, มีผลต่อความรู้สึกหรือการกระทำ)

      (d) exterminate    (กำจัดแบบสิ้นซากหรือถอนรากถอนโคน)

      (e) loot    (ปล้นสะดม, แย่งชิง)

      (f) search    (ค้น, หา, ตรวจสอบ, สอดส่อง, สอบถาม, สืบหา, สืบสวน, พินิจพิเคราะห์,


      (g) snatch    (ฉก, ฉวย, แย่งชิง, คว้าไป, ฉวยโอกาส)

      (h) desire    (ปรารถนา, ต้องการ, อยากได้)

19. What does “rear” in the final paragraph mean?

(“เลี้ยง, เลี้ยงดู, อบรมสั่งสอน, เพาะปลูก, ตั้ง, สร้าง, ชูเท้าหน้าขึ้น, ชูศีรษะ  ในพารากราฟสุดท้าย  หมายถึงอะไร)

      (a) endure    (ทน, ทนทาน, อดทน, อดกลั้น)

      (b) covet    (คัฟ-วิท)  (โลภ, อยากได้มาก, ปรารถนาอย่างไม่เหมาะสม)

      (c) admonish    (เตือน, ตักเตือน)

      (d) adore    (นิยม, เคารพ, รักแบบคลั่งไคล้)

      (e) enlarge    (ขยายออก, ทำให้ใหญ่ขึ้น)

      (f) convey    (คัน-เว่)  (นำ, พา, นำไป, ขนส่ง, ถ่ายทอด, ถ่ายเท, โอน)

      (g) foster    (เลี้ยงดู, สนับสนุน, ให้กำลังใจ, อุปถัมภ์)

      (h) tempt    (ล่อใจ, ยั่วใจ, ล่อ, ยั่วยวน, ล่อให้ทำชั่ว)



เรารู้เรื่องค้างคาวดีแค่ไหน ?


            ค้างคาวมิได้เป็นสัตว์ที่น่าเกลียดน่ากลัว (สัตว์ประหลาด, สัตว์ประหลาดในนิยาย, สัตว์ที่มีรูปร่างผิดธรรมชาติมาก, อสุรกาย, บุคคลที่ทารุณโหดร้ายเป็นที่น่ากลัว) (monsters)  ซึ่งสกปรกและกระหายเลือด (โหดร้าย, เป็นฆาตกรรม) (bloodthirsty) ตามที่มันถูกวาดภาพ (แสดง, เขียนภาพ, ร่างภาพ, พรรณนาเป็นคำ) (portrayed) ในภาพยนตร์ผีดูดเลือดมนุษย์ (ค้างคาวที่ดูดเลือดคนและสัตว์อื่นเป็นอาหาร, นักต้มตุ๋น, หญิงผู้ล่อลวงชายให้ประสบความหายนะ) (vampire),  สัตว์เหล่านี้แต่งตัว (ทำให้สะอาดหมดจด, ตกแต่ง, เตรียมการ, เตรียมตัว, ดูแลม้า) (groom) ให้ตัวเองอย่างประณีต (อย่างละเอียดถี่ถ้วน, อย่างระมัดระวัง, อย่างรอบคอบ) (carefully) เหมือนกับ (คล้ายกับ) (like) แมว  และเป็นพาหะนำเชื้อ (พาไป, นำไป, แบก, ถือ) (carry) โรคกลัวน้ำ (โรคพิษสุนัขบ้า) (rabies) น้อยครั้งมาก (very rarely),  ในบรรดาค้างคาวหลายร้อยพันธุ์ (ชนิด, จำพวก, รูปแบบ) (species)  มีเพียง ๓ พันธุ์เท่านั้นที่พึ่งพาอาศัย (อาศัย, ไว้วางใจ, วางใจ, เชื่อใจ, เชื่อมั่น) (rely on) อาหารที่เป็นเลือด (blood meals)ตามความเป็นจริงแล้ว (In fact)  ค้างคาวส่วนใหญ่ (majority) กินผลไม้, แมลง (insects), แมงมุม (spiders), หรือสัตว์เล็กๆ,  มันกิน (บริโภค, ใช้ประโยชน์) (consume) สัตว์ที่รบกวนหรือทำลาย เช่น เห็บ-หมัด-ริ้น-ไร (สิ่งที่รบกวนหรือทำลาย, โรคติดต่อที่ทำลาย โดยเฉพาะกาฬโรค) (pests) เป็นจำนวนมหึมา-มหาศาล (enormous number)ผสมเกสร (นำละอองสู่เกสรตัวเมีย) (pollinate) ให้กับชีวิตของพืชพันธุ์-ต้นไม้ (plant life) มากมายหลายชนิด (many varieties),  และช่วยปลูกป่าแทนป่าที่ถูกตัดหรือไฟไหม้ (ทำให้กลับเป็นป่าอีกครั้ง) (reforest) แก่ที่ดิน (พื้นดิน, แผ่นดิน, บก) (land) ซึ่งแห้งแล้ง (ปราศจากพืชผล, ไม่ได้ผล, ไม่มีบุตร, เป็นหมัน, ขาดแคลน, ไร้ความคิด, จืดชืด) (barren)  โดยการขับถ่ายออก (excreting) เมล็ดพืชที่มิได้ถูกย่อย (undigested seeds) (ภายในท้องค้างคาว) จำนวนหลายล้านเมล็ด (หมายถึง  ขับถ่ายเมล็ดพืชที่ไม่ย่อยออกมาจำนวนมากมาย  ซึ่งช่วยขยายพันธุ์พืชเหล่านี้ต่อไป) 

          ค้างคาวเกือบทั้งหมด (เกือบทุกชนิด)  ใช้การหาตำแหน่งที่ตั้งโดยใช้เสียงสะท้อน (echolocation) เพื่อที่จะนำทาง (นำวิถี, เดินเรือ, ขับเครื่องบิน, ค้นหา, วางแผนและควบคุมเส้นทางการเดินเรือหรือการบิน) (navigate)  โดยเฉพาะในเวลากลางคืน,  โดยในขณะที่ (As) มันบิน  มันจะส่ง (ปล่อยออกมา, เปล่งออกมา, แพร่กระจาย, ฉาย, ส่อง) (emit) เสียงจี๊ดๆ ของค้างคาวหรือหนู (เสียงเอี๊ยดๆ ของบานพับ, การหลบหนีจากภัยหรือความตาย) (squeaks)  ซึ่งมีเสียงสูง (มีเสียงแหลม, มีอารมณ์รุนแรง, ทะเยอทะยาน) (high-pitched) อย่างต่อเนื่อง (ติดต่อกัน) (a series)  ในอัตราประมาณ (rate of about) ๕๐ ครั้งต่อนาที (fifty per minute),  เมื่อสัญญาณ (เสียง) (signals) เหล่านี้ไปโดนวัตถุและสะท้อนกลับ (bounce off objects) ในเส้นทาง (path) ของมัน (ของสัญญาณ)  เสียงสะท้อน (เสียงก้อง, การหวนกลับ, การซ้ำ, การเลียนแบบ) (echo) จะถูกจับได้ (ค้นพบ, สืบค้น, ค้นหา) (detected) โดยหูที่ไวต่อความรู้สึก (sensitive ears) ของค้าวคาว  ซึ่งบอกให้ค้างคาวรู้ (informs them) ถึงทิศทาง (direction) และระยะทาง (distance) ของสิ่งกีดขวาง (อุปสรรค, สิ่งที่ขัดขวางความเจริญก้าวหน้า) (obstacles)  เพื่อที่ว่า (so that) มันจะได้สามารถดำเนินการ (กระทำการ) (undertake………..action) ที่เป็นการแก้ไข (corrective) หรือหลบหลีก (หลบหนี, บอกปัด, คลุมเครือ, ยากที่จะเข้าใจหรือจับจุดได้) (evasive) (สิ่งกีดขวางดังกล่าว),  แต่ค้างคาวก็มิได้ตาบอด (blind) ตามที่ถูกสันนิษฐาน (นึกเอา, สมมติ, เข้ารับตำแหน่ง, แสดง, เสแสร้ง) (assumed) อย่างแพร่หลาย (อย่างกว้างขวาง) (widely),  ในความเป็นจริงแล้ว (In fact)  ค้างคาวทุกสายพันธุ์ (all species of bats) สามารถมองเห็นได้  ซึงบางทีแล้ว (probably)  ประมาณว่า (about) ดีเท่าๆ กับมนุษย์  (as well as human beings) (มองเห็น)

            มันยังเป็นข้อเท็จจริงที่รู้กันน้อย (little-known fact) อีกด้วยว่า  ค้างคาวเป็นสัตว์ที่อยู่รวมกันเป็นหมู่อย่างสูง (highly social creatures),  โดยค้างคาวแต่ละตัว (individual bats) จำนวนหลายพันตัว  หรือแม้กระทั่งหลายล้านตัว  อาจอยู่ใน (เป็นส่วนหนึ่งของ, เป็นของ, สังกัด, ขึ้นอยู่กับ, พัก, มีภูมิลำเนาอยู่ที่) (belong) กลุ่ม (ฝูง, อาณานิคม, กลุ่มผู้คนในอาณานิคม, ประเทศหรือดินแดนที่เป็นอาณานิคม) (colony) หนึ่ง (ของค้างคาว)  โดยห้อยหัวลง (hanging upside down) ในถ้ำ (caves) หรือบนต้นไม้,  ทั้งนี้  ภายในระบบสังคมของพวกมัน  ค้างคาวแสดง (สันนิษฐาน, นึกเอา, สมมติ, เข้ารับตำแหน่ง, เสแสร้ง) (assume) บทบาทเป็นผู้เชี่ยวชาญ (specialized roles) (เฉพาะด้าน),  ค้างคาวบางตัว (Some) อาจปกป้อง (คุ้มครอง, ป้องกันรักษา, ป้องกัน, พิทักษ์, เฝ้า, ดูแล) (guard) ทางเข้า (entrance) ถ้ำของมัน,  ส่วนตัวอื่นๆ อาจเสาะแสวงหา (ตรวจสอบ, สอดแนม, สังเกตการณ์) (scout) อาหาร  และแม้กระนั้นก็ตาม  (still) ค้างคาวตัวอื่นๆ (others) อาจเตือน (warn) กลุ่ม (ฝูง) (colony) ของมันถึงอันตรายที่ใกล้เข้ามา (approaching danger),  ส่วนกลุ่ม (ฝูง) ที่ทำหน้าที่ดูแลตัวอ่อน  (nursery colony)  อาจเป็นส่วนหนึ่งของ (part of) กลุ่ม (ฝูง) ที่ใหญ่กว่า  ซึ่งจัดหาให้ค้างคาวตัวแม่ (provide mother bats) (ด้วย) สภาพแวดล้อมที่ปลอดภัยและช่วยสนับสนุน (safe, supportive environment)  ซึ่งเป็นที่เลี้ยง (เลี้ยงดู, อบรมสั่งสอน, เพาะปลูก, ตั้ง, สร้าง, ชูเท้าหน้าขึ้น, ชูศีรษะ) (rear) ลูกอ่อน (ตัวอ่อน, คนหนุ่มสาว, คนอายุน้อย, ผู้เยาว์, ลูก, เด็ก) ของมัน (their young)


เรียน   ท่านผู้ติดตามอ่านเว็บไซต์  “everydayenglish.pwa.co.th                  


                ถ้าท่านมีคำแนะนำให้ปรับปรุงเว็บไซต์นี้ประการใด  กรุณาส่ง e-mail ไปที่  ดร. วัชรินทร์  ภูเขาทอง  อดีต  ผอ. สำนักวิทยาการ  การประปาส่วนภูมิภาค  ผู้จัดทำเว็บไซต์นี้  ตาม  “Address”  (โปรดระบุหัวเรื่องด้วยว่า  “ปรับปรุงเว็บไซต์”)   เพื่อที่ผู้จัดทำฯ จะได้ปรับปรุงเนื้อหาได้ตรงตามความประสงค์ของผู้อ่านเว็บไซต์นี้ต่อไป




หมวดข้อสอบ READING (ตอนที่ 77)

การประปาส่วนภูมิภาค  “มุ่ง-มั่น-เพื่อปวงชน”


DirectionRead the following passage and choose the best answer for each question.

(จงอ่านบทความต่อไปนี้  และเลือกคำตอบที่ดีที่สุดสำหรับแต่ละคำถาม)


Population Centers in the U.S.


           The fact that most Americans live in urban areas does not mean that they reside in the center of large cities.  In fact, more Americans live in the suburbs of large metropolitan areas than in the cities themselves.

          The Bureau of Census regards any area with more than 2,500 people as an urban area, and does not consider boundaries of cities and suburbs.  According to the Bureau, the political boundaries are less significant than the social and economic relationships and the transportation and communication systems that integrate a locale.  The term used by the Bureau for an integrated metropolis is an MSA, which stands for Metropolitan Statistical Area.  In general, an MSA is any area that contains a city and its surrounding suburbs and has a total population of 50,000 or more.

          At the present time, the Bureau reports more than 280 MSAs, which together account for 75 percent of the U.S. population.  In addition, the Bureau recognizes eighteen megapolises, that is, continuous adjacent metropolitan areas.  One of the most obvious megapolises includes a chain of hundreds of cities and suburbs across ten states on the East Coast from Massachusetts to Virginia, including Boston, New York, and Washington, D.C.  In the Eastern Corridor, as it is called, a population of over 51 million inhabitants is concentrated.  Another megapolis that is growing rapidly is the California coast from San Francisco through Los Angeles to San Diego.


1. Which of the following would be the best title for the passage?

(ข้อใดต่อไปนี้จะเป็นชื่อเรื่องที่ดีที่สุดสำหรับเนื้อเรื่อง – บทความ – นี้)

    (a) Metropolitan Statistical Areas    (พื้นที่ทางสถิติของเมืองเอก)  (เป็นชื่อเรียกหนึ่งสำหรับศูนย์กลาง


    (b) Types of Population Centers    (ประเภทต่างๆ ของศูนย์กลางของประชากร)  (มีชื่อเรียก

          ตามข้อ  และ  D)

    (c) The Bureau of Census    (สำนักงานการสำรวจสำมะโนครัว)

    (d) Megapolises    (มหานคร, เมืองที่ใหญ่โตมาก)  (เป็นชื่อเรียกหนึ่งสำหรับศูนย์กลางของประชากร

         ในสหรัฐฯ  เช่นเดียวกับในข้อ A)

2. In the first paragraph, “reside” refers to ______________________________________.

(ในพารากราฟแรก,  “”อาศัยอยู่, พำนักอยู่อย่างถาวร, อยู่เป็นเวลานาน, อยู่ประจำ, อยู่กับ”  หมายถึง _______________)

    (a) believe    (เชื่อ, มั่นใจใน, ศรัทธา, เชื่อว่า, เข้าใจว่า)

    (b) criticize    (วิพากษ์วิจารณ์, จับผิด)

    (c) applaud     (ปรบมือให้, ปรบมือ, ยกย่องสรรเสริญ)

    (d) commend    (ยกย่องชมเชย)

    (e) embrace    (กอดรัด, ยินดีต้อนรับ, รับเอามาอย่างเต็มใจ)

    (f) ponder    (ไตร่ตรอง, ตรึกตรอง)

    (g) inhabit    (อาศัยอยู่ใน, อยู่ใน, มีอยู่ใน)

    (h) originate    (มีจุดกำเนิด, เริ่มต้น)

3. Where do most Americans live?


    (a) In the center of cities    (ในใจกลางของเมือง)

    (b) In the suburbs surrounding large cities    (ในชานเมืองซึ่งล้อมรอบเมืองใหญ่)  (ดูคำตอบ

          จากประโยคที่ ๒ ของพารากราฟแรกที่กล่าวว่า  “ตามความเป็นจริงแล้ว ชาวอเมริกันอาศัยอยู่

          ในชานเมือง (รอบนอกเมือง) ของพื้นที่ซึ่งเป็นเมืองเอกขนาดใหญ่  มากกว่า (อาศัยอยู่) ใน


    (c) In rural areas    (ในพื้นที่ชนบท)

    (d) In small towns    (ในเมืองเล็กๆ)

4. According to the Bureau of Census, what is an urban area?

(ตามที่สำนักงานการสำรวจสำมะโนครัวกล่าว,  พื้นที่เมืองคืออะไร)

    (a) An area with 2,500 people or more    (พื้นที่ซึ่งมีคน ๒,๕๐๐ คน หรือมากกว่า)  (ดูคำตอบ

          จากประโยคที่ ๑ ของพารากราฟ ๒ ที่กล่าวว่า  “สำนักงานการสำรวจสำมะโนครัว  ถือว่าพื้นที่

          ใดๆ ที่มีประชากรมากกว่า ๒,๕๐๐ คน  เป็นพื้นที่เมือง...................)

    (b) An area with at least 50,000 people    (พื้นที่ซึ่งมีคนอย่างน้อยที่สุด ๕๐,๐๐๐ คน)

    (c) The eighteen largest cities    (เมืองใหญ่ที่สุด ๑๘ เมือง)

    (d) A chain of adjacent cities    (กลุ่มเมืองที่อยู่ติดต่อกันเป็นจำนวนมาก)

5. In the second paragraph, “boundaries” means ___________________________________.

(ในพารากราฟ ๒,  “เขตแดน, เส้นแบ่งเขต”  หมายถึง ______________________________)

    (a) distances    (ระยะทาง, ระยะทางไกล, จุดหรือบริเวณที่อยู่ไกล, ทางไกล, ความห่างเหิน, ความแตกต่าง)

    (b) immensities    (ความใหญ่โต, ความมโหฬาร, ความกว้างขวาง, ความไม่มีขอบเขต, สิ่งที่มีขนาดมโหฬาร)

    (c) prosperities    (ความเจริญ, ความรุ่งเรือง, ความมั่งคั่ง, ความเฟื่องฟู, ความสำเร็จ)

    (d) degenerations    (การเสื่อมถอยลง, กระบวนการเสื่อม สภาวะของการเสื่อม, การเปลี่ยนแปลงของเนื้อเยื่อ)

    (e) achievements    (ความสำเร็จ)

    (f) frontiers    (ฟรัน-เที่ยร์)  (ขอบเขต, เขตแดน, ชายแดน, พรมแดน, ความคิดแนวใหม่,


    (g) talents    (สติปัญญา, ความสามารถ, ความฉลาดปราดเปรื่อง)

    (h) possessions    (การครอบครอง, ทรัพย์สมบัติ)

6. Which of the following are NOT considered important in defining an urban area?

(ข้อใดต่อไปนี้มิได้ถูกถือว่าสำคัญ  ในการกำหนดพื้นที่เมือง)

    (a) Political boundaries    (เส้นแบ่งเขตทางการเมือง)  (ดูคำตอบจากประโยคที่ ๒ ของพารา

           กราฟ ๒ ที่กล่าวว่า  “สอดคล้องกับสำนักงาน (สำมะโนครัว)  เส้นแบ่งเขตแดนทางการเมือง

           มีความสำคัญน้อยกว่าความสัมพันธ์ต่างๆ ทางสังคมและเศรษฐกิจ  และระบบการขนส่งและ

           คมนาคม  ซึ่งรวมเข้าด้วยกันสถานที่ต่างๆ (หมายถึง  รวมสถานที่ต่างๆ เข้าด้วยกัน – ทำให้


    (b) Transportation networks    (เครือข่ายการขนส่ง)

    (c) Social relationships    (ความสัมพันธ์ทางสังคม)

    (d) Economic systems    (ระบบเศรษฐกิจ)

7. The word “integrate” in paragraph 2 is closest in meaning to _________________________.

(คำว่า  “รวมเข้าด้วยกัน, ประสานกัน, บูรณาการ”  ในพารากราฟ ๒  ใกล้เคียงที่สุดในความหมายกับ ______________)

    (a) benefit    (ให้ประโยชน์กับ, เป็นประโยชน์กับ, ได้รับประโยชน์จาก)

    (b) convert    (เปลี่ยน)

    (c) define    (กำหนด, อธิบาย, ทำให้ชัดเจน, ให้คำจำกัดความ)

    (d) detect    (สืบหา, ค้นหา)

    (e) restrict    (จำกัด, จำกัดวง, ยับยั้ง, หักห้าม, ควบคุม)

    (f) relieve    (บรรเทา, ปลดเปลื้อง, ทำให้ลดลง)

    (g) unite    (รวม, รวมกัน, ร่วมกัน, สามัคคี, สมรสกัน, ปรองดองกัน, สอดคล้องกัน, ทำให้ยึดติดกัน,


    (h) stabilize    (ทำให้มั่นคง, ทำให้มีเสถียรภาพ)

8. What does “locale” (โล-แค่ล) in paragraph 2 mean?

(สถานที่ต่างๆ, สถานที่เกิดเหตุ, สถานที่ของเรื่องราว, ที่เกิดเหตุ”  ในพารากราฟ ๒  หมายถึงอะไร)

    (a) manufacturing    (การผลิต, การสร้าง-ทำ-ประดิษฐ์)

    (b) trade    (การค้าขาย, การพาณิชย์)

    (c) effort    (ความพยายาม, ความบากบั่น)

    (d) remainder    (ส่วนที่เหลือ, เศษ, เศษอาหารที่เหลืออยู่)

    (e) incentive    (สิ่งจูงใจ, เครื่องกระตุ้น, เครื่องส่งเสริม, สิ่งดลใจ)

    (f) locality    (สถานที่, ตำแหน่งที่, ตำแหน่งที่ตั้ง, ถิ่นที่อยู่, ลักษณะเฉพาะที่เฉพาะถิ่น)

    (g) subsistence    (การยังชีพ, การดำรงชีพ, การอยู่รอด, วิธีการยังชีพหรืออยู่รอด, การมีอยู่)

    (h) respite    (เรส-พิท)  (การพักผ่อน, การหยุดชั่วคราว, การทุเลา, การยืดเวลาออกไป, การเลื่อน


9. According to the Bureau of Census, what is an MSA?

(ตามที่สำนักงานการสำมะโนครัวกล่าว (หรือ สอดคล้องกับสำนักงานการสำมะโนครัว), เอ็มเอสเอ คืออะไร)

    (a) The center of a city with a population of 50,000 people to the boundaries of the surrounding

           suburbs    (ศูนย์กลางของเมืองใหญ่เมืองหนึ่ง  ซึ่งมีประชากร ๕๐,๐๐๐ คน  ไปจนถึงเส้นแบ่งเขตของ


    (b) A city and its suburbs with a total population of at least 50,000 people    (เมืองใหญ่

          เมืองหนึ่งและบริเวณรอบนอกเมือง (ชานเมือง) ของมัน  ซึ่งมีประชากรรวมทั้งสิ้น  อย่างน้อย

           ๕๐,๐๐๐ คน)  (ดูคำตอบจากประโยคสุดท้ายของพารากราฟ ๒ ที่กล่าวว่า  “โดยทั่วไปแล้ว

           เอ็มเอสเอ แห่งหนึ่ง  ก็คือพื้นที่ใดๆ ซึ่งมีเมืองใหญ่ ๑ เมือง และชานเมืองซึ่งล้อมรอบ  และ

           มีประชากรทั้งหมด  จำนวน ๕๐,๐๐๐ คนหรือมากกว่า)

    (c) The surrounding suburbs of a city with a total population of 50,000 people    (ชานเมือง

          ซึ่งล้อมรอบของเมืองใหญ่แห่งหนึ่ง  ซึ่งมีประชากรรวมทั้งสิ้น ๕๐,๐๐๐ คน)

    (d) Any area with a total population of 50,000 people    (พื้นที่ใดๆ  ซึ่งมีประชากรรวมทั้งสิ้น

          ๕๐,๐๐๐ คน)

10. In the third paragraph, “account for” may be replaced by __________________________.

(ในพารากราฟ ๓,  “ประกอบกันเป็น, อธิบาย, ชี้แจง, ให้เหตุผล”  อาจแทนโดย _______________)

      (a) unravel    (คลี่คลาย, แก้ (เชือก, ปม, ปัญหา), ปลด, ปล่อย)

      (b) disapprove    (ไม่เห็นด้วย, ไม่เห็นชอบ, ไม่อนุมัติ, ไม่พอใจ, ไม่อนุญาต)

      (c) conform    (ทำตาม, ทำให้สอดคล้องกับ, ปรับเข้ากับ, ทำให้เหมือนกับ, ทำให้เข้ากับ, เหมือน, ลงรอย)

      (d) oppose    (เออะ-โพส)  (คัดค้าน, แย้ง, ไม่เห็นด้วย, เป็นคู่แข่งของ, เป็นปรปักษ์ต่อ)

      (e) make up    (ประกอบกันเป็น, รวมกันเป็น, แต่งหน้า, เสริมสวย, ประดิษฐ์ขึ้น, กุเรื่อง, แต่งเรื่อง,

           จัดเตรียม, ปูเตียง, ชดเชย)

      (f) withstand    (ทน, อดทน, ต่อต้าน, สกัด)

      (g) intensify    (ทำให้เข้มข้นขึ้น, ทำให้รุนแรงขึ้น, ทำให้หนาแน่นขึ้น, กลายเป็นเข้มข้นขึ้นหรือรุนแรงขึ้น)

      (h) deplete    (ดิ-พลี้ท)  (ใช้หมดไป, ทำให้หมดสิ้นหรือน้อยลงมาก, ทำให้สูญเสีย, ทำให้ว่างเปล่า,

            ถ่ายทิ้ง, เททิ้ง)

11. How many MSAs are there in the United States?

(มี เอ็มเอสเอ จำนวนเท่าใดในสหรัฐฯ)

      (a) 10    (๑๐ แห่ง)

      (b) 18    (๑๘ แห่ง)

      (c) 280    (๒๘๐ แห่ง)  (ดูคำตอบจากประโยคแรกของพารากราฟ ๓ ที่กล่าวว่า  “ในปัจจุบัน 

            สำนักงานฯ รายงาน (ว่ามี) กว่า ๒๘๐ เอ็มเอสเอ  ซึ่งรวมกันแล้ว  ประกอบกันเป็น ๗๕


      (d) 2,500    (๒,๕๐๐ แห่ง)

12. “recognizes” in paragraph 3 is closest in meaning to _____________________________.

(“ยอมรับ, รับรอง, จำได้ (เมื่อเห็น), รู้จัก, จำแนกออก, ทักทาย, แสดงว่าเห็นคุณค่า, แสดงว่ารู้จัก, สำนึก”  ในพารากราฟ ๓  ใกล้เคียงที่สุดในความหมายกับ _______________)

      (a) fades    (จางลง, อ่อนลง, หายไป, ค่อยๆ ตาย, (สี) เลือน, (สี) ตก, (ภาพ) ค่อยๆ ปรากฏขึ้นหรือหายไป,

            ทำให้สีตก, ทำให้ค่อยๆ หายไป)

      (b) estimates    (ประมาณการ, ประเมินค่า, กะ, ตีราคา, คำนวณ, คิด, วินิจฉัย)

      (c) calculates    (คำนวณ)

      (d) predicts    (ทำนาย, พยากรณ์, บอกล่วงหน้า)

      (e) comprehends    (เข้าใจ)

      (f) acknowledges    (ยอมรับ, รับรอง, แจ้งว่าได้รับ, เห็นคุณค่า)

      (g) neglects    (ไม่สนใจ, ไม่เอาใจใส่, ละเลย, ทอดทิ้ง)

      (h) heightens    (ทำให้รุนแรงขึ้น, ทำให้เข้มข้นขึ้น, ทำให้สำคัญหรือเด่นขึ้น, เพิ่มความสูง)

13. Where in the passage does the author suggest that three quarters of the U.S. population now reside in MSAs?

(ตรงไหนในเนื้อเรื่อง – บทความ – ที่ผู้เขียนบอกเป็นนัยว่า  ๓ ใน ๔ ของประชากรของสหรัฐฯ ในปัจจุบัน  อาศัยอยู่ในเอ็มเอสเอ)

      (a) First sentence of the second paragraph    (ประโยคแรกของพารากราฟ ๒)  (กล่าวว่า  “สำนักงาน

            การสำรวจสำมะโนครัว  ถือว่าพื้นที่ใดๆ ที่มีประชากรมากกว่า ๒,๕๐๐ คน  เป็นพื้นที่เมือง................”)

      (b) Last sentence of the second paragraph    (ประโยคสุดท้ายของพารากราฟ ๒)  (ซึ่งกล่าวว่า  “โดย

            ทั่วไปแล้ว  เอ็มเอสเอ แห่งหนึ่ง  ก็คือพื้นที่ใดๆ ซึ่งมีเมืองใหญ่ ๑ เมือง และชานเมืองซึ่งล้อมรอบ  และ

            มีประชากรทั้งหมด  จำนวน ๕๐,๐๐๐ คนหรือมากกว่า”)

      (c) First sentence of the third paragraph    (ประโยคแรกของพารากราฟ ๓)  (ซึ่งกล่าวว่า 

            “ในปัจจุบัน  สำนักงานการสำรวจสำมะโนครัว  รายงาน (ว่ามี) กว่า ๒๘๐ เอ็มเอสเอ  ซึ่งรวม

             กันแล้วประกอบกันเป็น ๗๕ เปอร์เซ็นต์ของประชากรของสหรัฐฯ)

      (d) The sentence before last of the third paragraph    (ประโยคก่อนประโยคสุดท้ายของพารากราฟ ๓) 

            (ซึ่งกล่าวว่า  “ส่วนเขตตะวันออก, ตามที่เรียกกัน, ประชากรของผู้อยู่อาศัยจำนวนกว่า ๕๑ ล้านคนไปแอ

            อัดกันอยู่ – ที่บริเวณนั้น”)

14. What does “inhabitants” in the third paragraph mean?

(“ผู้อยู่อาศัย, ผู้อาศัย, พลเมือง, สัตว์ที่อยู่อาศัย”  ในพารากราฟ ๓  หมายถึงอะไร)

      (a) culprits    (ผู้กระทำผิด, นักโทษ, ผู้ร้าย, จำเลยในคดีอาญา)

      (b) rodents    (สัตว์ที่ใช้ฟันแทะ เช่น หนู กระรอก กระแต บีเวอร์ กระต่าย ฯลฯ)

      (c) accomplices    (ผู้ร่วมสมคบกระทำความผิด)

      (d) genocides    (การฆ่าทำลายล้างเผ่าพันธุ์)

      (e) contributors    (ผู้ช่วยเหลือ, ผู้สนับสนุน, ผู้อุดหนุน, ผู้ให้เงินช่วยเหลือ, ผู้ให้เงิน อาหาร หรืออื่นๆ,


      (f) interpreters    (ผู้แปล (ภาษาพูด), ล่าม, ผู้อธิบาย)

      (g) dwellers    (ผู้อาศัยอยู่, ผู้พักอยู่, ผู้รวบรวมความคิด)

      (h) habitats    (ถิ่นที่อยู่ของพืชหรือสัตว์, ที่อยู่อาศัย)

15. The word “rapidly” in the final paragraph may be replaced by _______________________.

(คำว่า  “อย่างรวดเร็ว, อย่างว่องไว, อย่างฉับพลัน, อย่างกะทันหัน”  ในพารากราฟสุดท้าย  อาจแทนโดย ______________)

      (a) extraordinarily    (อย่างพิเศษ, อย่างผิดธรรมดา, อย่างวิสามัญ)

      (b) mainly    (ส่วนใหญ่, ส่วนมาก, โดยทั่วไป)

      (c) regularly    (เป็นประจำ, อย่างสม่ำเสมอ, อย่างเป็นกิจวัตร, อย่างปกติ-ธรรมดา, อย่างมีระเบียบ-ตามระเบียบ)

      (d) partly    (เป็นบางส่วน)

      (e) gradually    (อย่างค่อยๆ เกิดขึ้น, ทีละนิดทีละหน่อย, ค่อยๆ ลาดลงทีละน้อย)

      (f) courteously    (เค้อ-เทียส-ลิ่)  (อย่างมีมารยาท, อย่างสุภาพ, อย่างมีความเอื้อเฟื้อ, อย่างมีอัธยาศัย)

      (g) spontaneously    (อย่างเป็นไปเองโดยอัตโนมัติ, อย่างเป็นไปเอง, โดยสัญชาตญาณ, เกิดขึ้นเอง


      (h) swiftly    (อย่างรวดเร็ว, อย่างว่องไว, อย่างฉับพลัน, อย่างทันที, อย่างทันควัน)

16. A megapolis is __________________________________________________________.

(มหานคร คือ ________________________________________________________)

      (a) one of the ten largest cities in the United States    (หนึ่งในบรรดาเมืองใหญ่ที่สุด ๑๐ เมือง


      (b) one of the eighteen largest cities in the United States    (หนึ่งในบรรดาเมืองใหญ่ที่สุด

            ๑๘ เมืองในสหรัฐฯ)

      (c) one of the one hundred cities between Boston and Washington    (หนึ่งในบรรดา ๑๐๐ เมือง 


      (d) any number of continuous adjacent cities and suburbs    (จำนวนเท่าใดก็ตามของเมือง

             และชานเมืองที่อยู่ติดกันและ (ตั้งอยู่) ต่อเนื่องกันไป)  (ดูคำตอบจากประโยคที่ ๒ ของพารา

             กราฟ ๓ ที่กล่าวว่า  “นอกจากนั้น  สำนักงานฯ ยังยอมรับ (รับรอง) มหานครซึ่งประกอบด้วย

             เมืองใหญ่หลายเมืองรวมกัน (megapolises) อีก ๑๘ เมือง  นั่นก็คือ  พื้นที่ต่างๆ ที่เป็นเมือง

             เอก (เมืองใหญ่) (หลายๆ เมือง) ที่อยู่ติดกันและต่อเนื่องกันไป (อาจเป็น ๑๐๐ กิโลเมตร


17. How many people live in the Eastern Corridor?

(ประชาชนจำนวนเท่าใดอาศัยอยู่ใน “เขตตะวันออก”)

      (a) 4 to 5 million    (๔ – ๕ ล้านคน)

      (b) 10 million    (๑๐ ล้านคน)

      (c) 51 million    (๕๑ ล้านคน)  (ดูคำตอบจากประโยคก่อนประโยคสุดท้ายของพารากราฟ ๓

            ซึ่งกล่าวว่า  “ส่วนเขตตะวันออก,  ตามที่เรียกกัน,  ประชากรของผู้อยู่อาศัยจำนวนกว่า ๕๑

             ล้านคนไปแออัดกันอยู่ – ที่บริเวณนั้น)

      (d) 75 million    (๗๕ ล้านคน)





           ข้อเท็จจริง (fact) ที่ว่าชาวอเมริกันส่วนใหญ่อาศัยอยู่ในพื้นที่เมือง (urban areas)  มิได้หมายความว่าพวกเขาอาศัย (reside) อยู่ในใจกลาง (ศูนย์กลาง) (centers) ของเมืองใหญ่,  ตามความเป็นจริงแล้ว (In fact)  ชาวอเมริกันอาศัยอยู่ในชานเมือง (รอบนอกเมือง, ส่วนที่อยู่รอบนอก) (suburbs) ของพื้นที่ซึ่งเป็นเมืองเอก (เมืองศูนย์กลางการค้าหรืออื่นๆ, เมืองหลวง, เมืองขนาดใหญ่) (metropolitan) ขนาดใหญ่  มากกว่า (อาศัยอยู่) ในเมืองใหญ่เอง (cities themselves) เสียอีก

           สำนักงานการสำรวจสำมะโนครัว (Bureau of Census)  ถือว่า (regards) พื้นที่ใดๆ (any area) ที่มีประชากรมากกว่า ๒,๕๐๐ คน  เป็นพื้นที่เมือง (urban area),  และมิได้พิจารณา (คำนึง) (consider) ถึงเส้นแบ่งเขต (เขตแดน) (boundaries) ของเมืองใหญ่ (cities) และชานเมือง (รอบนอกเมือง) (suburbs)สอดคล้องกับ (According to) สำนักงาน (สำมะโนครัว)  เส้นแบ่งเขตแดนทางการเมือง (political boundaries) มีความสำคัญน้อยกว่า (less significant) ความสัมพันธ์ต่างๆ ทางสังคมและเศรษฐกิจ (social and economic relationships) และระบบการขนส่งและคมนาคม (transportation and communication systems)  ซึ่งรวมเข้าด้วยกัน (ประสานกัน, บูรณาการ(integrate) สถานที่ต่างๆ (สถานที่เกิดเหตุ, สถานที่ของเรื่องราว, ที่เกิดเหตุ) (locale) (โล-แค่ล) (หมายถึง  รวมสถานที่ต่างๆ เข้าด้วยกัน – ทำให้เกิดเป็นเมืองขึ้นมา),  ทั้งนี้  คำศัพท์ (เวลาที่กำหนด, คราว, ครั้ง, ระยะเวลา, ภาคเรียน, สมัย, วาระ, ระยะเวลาการดำรงตำแหน่ง) (term) ที่สำนักงาน (สำมะโนครัว) ใช้สำหรับเมืองเอก (เมืองขนาดใหญ่, นครหลวง, เมืองที่เป็นศูนย์การค้าหรืออื่นๆ) (metropolis)  ซึ่งถูกบูรณาการ (รวมเข้าด้วยกัน) (integrated)  คือ  เอ็มเอสเอ  ซึ่งแทน (stands for) (คำว่า) พื้นที่ทางสถิติของเมืองเอก (Metropolitan Statistical Area),  โดยทั่วไปแล้ว (In general)  เอ็มเอสเอ แห่งหนึ่ง  ก็คือพื้นที่ใดๆ ซึ่งมี (บรรจุ, จุ, ยับยั้ง, จำกัด, จำกัดวง) (contains) เมืองใหญ่ ๑ เมือง และชานเมืองซึ่งล้อมรอบ (surrounding suburbs)  และมีประชากรทั้งหมด (total population) จำนวน ๕๐,๐๐๐ คนหรือมาก กว่า

            ในปัจจุบัน (At the present time)  สำนักงานฯ รายงาน (ว่ามี) กว่า ๒๘๐ เอ็มเอสเอ  ซึ่งรวมกัน (พร้อมกัน, ด้วยกัน, เข้าด้วยกัน) (together) แล้ว  ประกอบกันเป็น (อธิบาย, ชี้แจง, ให้เหตุผล) (account for) ๗๕ เปอร์เซ็นต์ของประชากรของสหรัฐฯ (U.S. population),  นอกจากนั้น (In addition)  สำนักงานฯ ยังยอมรับ (รับรอง, จำได้ (เมื่อเห็น), รู้จัก, จำแนกออก, ทักทาย, แสดงว่าเห็นคุณค่า, แสดงว่ารู้จัก, สำนึก) (recognizes) มหานครซึ่งประกอบด้วยเมืองใหญ่หลายเมืองรวมกัน (เมืองที่ใหญ่โตมาก) (megapolises) อีก ๑๘ เมือง  นั่นก็คือ  พื้นที่ต่างๆ ที่เป็นเมืองเอก (เมืองใหญ่(metropolitan areas) (หลายๆ เมือง) ที่อยู่ติดกันและต่อเนื่องกันไป (continuous adjacent) (อาจเป็น ๑๐๐ กิโลเมตร หรือมากกว่า),  โดยหนึ่งในบรรดามหานครฯ (megapolises) ที่เห็นได้ชัดเจนที่สุด (most obvious)  ประกอบด้วย (รวมถึง) (includes) สิ่ง (เมือง) ที่ต่อเนื่องกัน (สายโซ่, โซ่, ลานนาฬิ กาข้อมือ, ตรวน, โซ่ตรวน, เครื่องพันธนาการ, เครื่องผูกมัด, สายสร้อย, เทือกเขา, ทิว, แนว, บริษัทหลายบริษัทที่เป็นเครือเดียวกัน) (chain) ของเมืองใหญ่และชานเมืองหลายร้อยเมือง (hundreds of cities and suburbs) ทั่ว ๑๐ รัฐ (across ten states) ทางชายฝั่งทะเลตะวันออก (East Coast) (ที่อยู่ติดกับมหาสมุทรแอตแลนติก)  จากรัฐแมสซาชูเซตส์ถึงรัฐเวอร์จิเนีย  รวมทั้งเมืองบอสตัน, นิวยอร์ก และวอชิงตัน ดี.ซี.  ส่วนเขตตะวันออก (Eastern Corridor)ตามที่เรียกกัน (as it is called),  ประชากร (population) ของผู้อยู่อาศัย (ผู้อาศัย, พลเมือง, สัตว์ที่อยู่อาศัย) (inhabitants) จำนวนกว่า ๕๑ ล้านคนไปแออัดกันอยู่ (อัดกันแน่น, จับกลุ่มอยู่ด้วยกัน, ใจจดใจจ่อ, ตั้งอกตั้งใจ, เข้มข้น) (concentrated) (ที่บริเวณนั้น),  ส่วนมหานคร (megapolis)  อีกแห่งหนึ่งซึ่งกำลังเติบโตอย่างรวดเร็ว (อย่างว่องไว, อย่างฉับพลัน, อย่างกะทันหัน) (rapidly)  คือชายฝั่งของรัฐแคลิฟอร์เนีย  จากเมืองซานฟราน   ซิสโก  ตลอดไปจนถึงเมืองลอสแองเจลีส  ถึงเมืองซานดีเอโก    

****หมายเหตุ “เขตตะวันออก” (Eastern Corridor)  เป็นมหานคร (megapolis) ทางภาคตะวันออกเฉียงเหนือของสหรัฐฯ  เรียกชื่อเล่นว่า  “เขตบอสตัน-วอชิงตัน” หรือ “แอตแลนติกซีบอร์ด”  ประกอบด้วยเมืองใหญ่จำนวนมาก  ตั้งเรียงรายติดต่อกันไปตามแนวชายฝั่งมหาสมุทรแอตแลนติก  ตั้งแต่เมืองบอสตัน  รัฐแมสซาชูเชตส์  ไปจนถึงกรุงวอชิงตัน ดี.ซี.  มีเมืองใหญ่ๆ ระหว่างเส้นทาง เช่น นิวยอร์ก, ฟิลาเดลเฟีย, บัลติมอร์ ฯลฯ  สำหรับเขตตะวันออกนี้  ถือเป็นพื้นที่มหานคร (megapolis) ที่มีประชากรหนาแน่นที่สุดในสหรัฐฯ  คือ  รวมแล้วกว่า ๕๑ ล้านคน (๑๗ เปอร์เซ็นต์ของพลเมืองสหรัฐฯ)  และมีพื้นที่ที่เป็นเมืองหนาแน่นมากที่สุดในสหรัฐฯ  รวมทั้งมีผลิตผลทางเศรษฐกิจใหญ่ที่สุดในโลก  และมีชุมทางรถไฟที่หนาแน่นที่สุดในสหรัฐฯ รวมทั้งในโลกด้วย (ข้อมูลจาก  Wikipedia)   


เรียน   ท่านผู้ติดตามอ่านเว็บไซต์  “everydayenglish.pwa.co.th                  


                ถ้าท่านมีคำแนะนำให้ปรับปรุงเว็บไซต์นี้ประการใด  กรุณาส่ง e-mail ไปที่  ดร. วัชรินทร์  ภูเขาทอง  อดีต  ผอ. สำนักวิทยาการ  การประปาส่วนภูมิภาค  ผู้จัดทำเว็บไซต์นี้  ตาม  “Address”  (โปรดระบุหัวเรื่องด้วยว่า  “ปรับปรุงเว็บไซต์”)   เพื่อที่ผู้จัดทำฯ จะได้ปรับปรุงเนื้อหาได้ตรงตามความประสงค์ของผู้อ่านเว็บไซต์นี้ต่อไป





หมวดข้อสอบ READING (ตอนที่ 76)

การประปาส่วนภูมิภาค  “มุ่ง-มั่น-เพื่อปวงชน”


DirectionRead the following passage and choose the best answer for each question.

(จงอ่านบทความต่อไปนี้  และเลือกคำตอบที่ดีที่สุดสำหรับแต่ละคำถาม)


Type A People


            For well over 2000 years the world’s great religions have taught the virtues of a trusting heart.  Now there is another reason to heed the wisdom of the ages: scientific evidence indicates that those with trusting hearts will live longer, healthier lives.

          As a result of the work published in the 1970s by two pioneering cardiologists, Meyer Friedman and Ray H. Rosenman, nearly every American is aware that Type A people are impatient and easily moved to hostility and anger.  Many have come to believe that Type A people have a much higher risk of suffering a heart attack or dying of coronary disease than others.

          Just as the public was about to add Type A behavior to the list of cardiac risk factors - - such as smoking, high cholesterol levels, high blood pressure and lack of physical exercise - - reports began to appear suggesting that the Type A story was not so simple.

          New studies failed to find an increased risk of heart attack in all Type A people.  But recent research is clarifying and refining our understanding of the problem.  The good news is that not all aspects of Type A behavior are equally toxic.  Recent research shows that being in a hurry appears harmful only when it aggravates one’s hostility.

          Now for the bad news: hostility and anger can be fatalThey not only raise the odds that you will develop coronary heart disease but may also increase your risk of suffering other life-threatening illnesses.  If yours is a hostile heart, it is important that you learn to reduce your anger.


1. What is the main idea of the passage?

(ความคิดสำคัญของเนื้อเรื่อง – บทความ – นี้คืออะไร)

    (a) Religion suggests that one should lead a peaceful life in order to live longer.    (ศาสนาต่างๆ

          แนะนำว่า  บุคคลควรดำรงชีวิตอย่างสันติ  เพื่อที่จะมีชีวิตยืนยาวขึ้น)

    (b) Almost all Americans know that they had better be patient in order to live longer and

          healthier lives.    (คนอเมริกันเกือบทั้งหมดรู้ว่า  พวกเขาควรจะอดทน  เพื่อที่จะมีชีวิตยืนยาวขึ้น


    (c) Research indicates that Type A people will live longer if they learn how to deal with

          their emotions.    (การวิจัยบ่งชี้ว่า  คนประเภท เอ  จะมีชีวิตยืนยาวกว่า  ถ้าพวกเขาเรียนรู้วิธี

          จัดการกับอารมณ์ของตน)   (สรุปใจความจากพารากราฟ ๑, ๒ และสุดท้าย  ได้ความว่า  คน

          ประเภท เอ  ขาดความอดทนและถูกกระตุ้นง่ายให้มุ่งร้ายและโกรธคนอื่น  แต่ถ้าพวกเขาสา

          มารถจัดการกับ (ควบคุม) อารมณ์ของตน  คือ  ลดความโกรธหรือความมุ่งร้ายต่อผู้อื่นลง 

          พวกเขาก็จะลดความเจ็บป่วย  ซึ่งเป็นอันตรายต่อชีวิตของตนลงด้วย  และมีชีวิตยืนยาวขึ้น


    (d) Recent research disagrees with religion about the factors which bring about a long and

          healthy life.    (การวิจัยเมื่อเร็วๆ นี้  ไม่เห็นด้วยกับศาสนา  เกี่ยวกับปัจจัยต่างๆ ซึ่งก่อให้เกิดชีวิตที่


2. In the first paragraph, “virtues” refers to _______________________________________.

(ในพารากราฟแรก,  “คุณงามความดี, ศีลธรรม, ความถูกต้อง, คุณสมบัติที่ดีหรือน่าสรรเสริญ, ความบริสุทธิ์, พรหมจรรย์”  หมายถึง ________________)

    (a) restorations    (การปฏิสังขรณ์, การบูรณะ, การซ่อมแซม, การทำให้กลับคืนสู่สภาพเดิม)

    (b) extensions    (การขยายออก, การต่อเติม, ส่วนที่ต่อเติม)

    (c) necessities    (สิ่งจำเป็น, ความจำเป็น, ความหลีกเลี่ยงไม่พ้น, ความแน่แท้)

    (d) commodities    (สินค้า)

    (e) failures    (ความล้มเหลว, ความไร้ผล, ความไม่สำเร็จ, การสอบตก, สิ่งที่ล้มเหลว)

    (f) decrees    (คำสั่ง, คำบัญชา, กฤษฎีกา)

    (g) integrity    (อิน-เท้ก-กระ-ที่)  (การยึดถือหลักคุณธรรม, ความซื่อสัตย์, ความสมบูรณ์,

          ความมั่นคง, สภาพที่สมบูรณ์, ความเป็นอันหนึ่งอันเดียวกัน)

    (h) threats    (การขู่เข็ญ, การคุกคาม, ภัย, อันตราย)

3. What does “heed” in paragraph 1 mean?

(“เอาใจใส่, สนใจ”  ในพารากราฟ ๑  หมายถึงอะไร)

    (a) ignore    (ไม่สนใจ, ละเลย, ไม่ยอมรับรู้)

    (b) modify    (เปลี่ยนแปลง, แก้ไข)

    (c) foretell    (ทำนาย, พยากรณ์, บอกล่วงหน้า)

    (d) verify    (พิสูจน์ความจริง, ยืนยันความจริง, ตรวจสอบความจริง, ค้นหาความจริง)

    (e) proclaim    (ประกาศ, แถลง, ป่าวร้อง, ป่าวประกาศ)

    (f) listen to    (ฟัง)

    (g) resolve    (ตกลงใจ, ตัดสินใจ, มีมติ, แยกวิเคราะห์, แยกสลาย)

    (h) fabricate    (แฟ้บ-ริ-เคท)  (กุเรื่องขึ้นมา, ปลอม, ปลอมแปลง, ทอ, สร้าง, ประ ดิษฐ์, คิดค้น)

4. The word “indicates” in paragraph 1 may be replaced by ___________________________.

(คำว่า  “บ่งชี้, ชี้บอก, ชี้แนะ, แสดง, ทำให้รู้”  ในพารากราฟ ๑  อาจแทนโดย ________________)

    (a) disseminates    (เผยแพร่, กระจาย, ทำให้กระจัดกระจาย, แพร่)

    (b) conceals    (ปิดบัง, ซ่อนเร้น)

    (c) lures    (ดึงดูดใจ, ล่อใจ)

    (d) astounds    (ทำให้งงงวย, ทำให้ตกใจ – ด้วยความประหลาดใจ)

    (e) shelters    (ให้ที่พักที่กำบัง)  (เมื่อเป็นคำนาม  หมายถึง  “ที่พักที่กำบัง”)

    (f) earns    (หาได้, หามาได้, มีรายได้, ได้รับ, ได้กำไร)

    (g) pioneers    (นำทาง, บุกเบิก, ริเริ่ม, หักร้างถางพง)

    (h) points out    (บ่งชี้, ชี้ให้เห็น)

5. Who are Type A people?

(ใครคือคนประเภท เอ)

    (a) People who cure heart diseases.    (คนผู้ซึ่งรักษาโรคหัวใจ)

    (b) People with heart diseases.    (คนซึ่งเป็นโรคหัวใจ)

    (c) People with trusting hearts.    (คนผู้มีหัวใจที่เชื่อมั่น-มีความหวัง)

    (d) People who get angry easily.    (คนที่โกรธง่าย)  (ดูคำตอบจากประโยคแรกของพารา

          กราฟ ๒ ที่กล่าวว่า  “จากผลลัพธ์ของงานที่ได้รับการตีพิมพ์ในทศวรรษ ๑๙๗๐  โดยแพทย์

          โรคหัวใจ  ซึ่งเป็นนักบุกเบิก ๒ คน  คือ  มีเยอร์ ฟรีดแมน และ เรย์ เอช โรเซนแมน  (พบว่า)

          คนอเมริกันเกือบทุกคนตระหนักว่า  คนประเภท เอ  ขาดความอดทนและถูกกระตุ้นอย่างง่าย

          ดาย  ไปสู่ความมุ่งร้าย (การมีเจตนาร้าย) (ต่อผู้อื่น) และความโกรธเคือง (หมายถึง  คนประ

          เภท เอ  ถูกกระตุ้นโดยง่ายให้กลายเป็นคนมุ่งร้ายและโกรธผู้อื่น))

6. In the second paragraph, “hostility” is closest in meaning to _________________________.

(ในพารากราฟ ๒,  “ความมุ่งร้าย, การมีเจตนาร้าย, การเป็นศัตรู, ความเป็นปรปักษ์, การไม่เป็นมิตร, การต่อต้าน, การไม่รับแขก”  ใกล้เคียงที่สุดในความหมายกับ _______________)

    (a) catastrophe    (คะ-แท้ส-ทระ-ฟี)  (ความหายนะ, ภัยพิบัติ, เหตุการณ์ที่ร้ายกาจ, ตอนจบของละคร, จุดจบ)

    (b) jeopardy    (อันตราย)

    (c) treason    (ทรี้-เซิ่น)  (การกบฏ, การทรยศขายชาติ)

    (d) struggle    (การต่อสู้, การดิ้นรน, การแข่งขัน)  (เมื่อเป็นคำกริยา  หมายถึง  “ดิ้นรน, ต่อสู้, แข่งขัน”)

    (e) negotiation    (การเจรจา)

    (f) enmity    (ความมีเจตนาเป็นศัตรู, ความเป็นปฏิปักษ์, ความเกลียด, ความรู้สึกต่อต้าน)

    (g) interaction    (ปฏิสัมพันธ์, การมีความสัมพันธ์หรือกิจกรรมร่วมกัน)

    (h) conflict    (การต่อสู้, การขัดแย้ง, การทะเลาะ, การสู้รบ, สงคราม, การเป็นปรปักษ์)

7. Which is NOT mentioned as a cardiac risk factor?

(ข้อใดมิได้ถูกกล่าวว่าเป็นปัจจัยเสี่ยงเกี่ยวกับ (โรค) หัวใจ)

    (a) High blood pressure    (ความดันโลหิตสูง)

    (b) Using tobacco products    (การใช้ผลิตภัณฑ์ยาสูบ)

    (c) Too much exercise    (การออกกำลังกายมากเกินไป)  (ดูคำตอบจากพารากราฟ ๓ ที่กล่าวว่า 

          “.................พฤติกรรม (ของคน) ประเภท เอ  อยู่ในบัญชีรายชื่อของปัจจัยเสี่ยงเกี่ยวกับ (โรค)

          หัวใจ  เช่น  การสูบบุหรี่, ................... และการขาดการออกกำลังกาย...............”  ดังนั้น  การ

          ออกกำลังกายมากเกินไป  จึงมิใช่ปัจจัยเสี่ยงดังกล่าว)  (สำหรับ ข้อ A, B  และ D  เป็นปัจจัย

          เสี่ยงโรคหัวใจ  ตามที่กล่าวไว้ในพารากราฟ ๓)

    (d) High cholesterol levels    (ระดับคอเลสเตอรอลสูง)

8. Which is INCORRECT according to the new findings?

(ข้อใดไม่ถูกต้อง  ตามที่สิ่งที่ค้นพบ (การค้นพบ) ใหม่กล่าว)

    (a) The causes of Type A behavior have not yet been fully understood.    (สาเหตุของพฤติกรรม

           (ของคน) ประเภท เอ  ยังมิได้รับความเข้าใจอย่างเต็มที่)  (ถูกต้อง  ดูจากประโยคสุดท้ายของพารา

           กราฟ ๓ ที่กล่าวว่า  “..................รายงานเริ่มต้นปรากฏ  การแนะนำว่า  เรื่อง (ของคน) ประเภท เอ  


    (b) Type A people develop heart diseases more easily if they become angry.    (คนประเภท เอ 

           ทำให้เกิดโรคหัวใจได้ง่ายกว่า  ถ้าพวกเขาโกรธ)  (ถูกต้อง  ดูจากพารากราฟสุดท้ายที่กล่าวว่า 

           “ในปัจจุบัน  สำหรับข่าวร้าย : ความมุ่งร้ายและความโกรธสามารถร้ายแรงถึงตาย (เป็นอันตราย) ได้, 

           มัน (ความมุ่งร้ายและความโกรธ) ไม่เพียงแต่เพิ่มโอกาสที่จะเป็นไปได้มากกว่า  ที่ว่าคุณจะทำให้

           เกิดโรคหลอดเลือดหัวใจตีบ เท่านั้น  แต่ว่าอาจ .....................”)

    (c) Type A behavior can be divided into two types: the toxic and the non-toxic.    (พฤติกรรม

           (ของคน) ประเภท เอ  สามารถแบ่งได้เป็น ๒ ชนิด  คือ  เป็นพิษ  และไม่เป็นพิษ – หรือ มีอันตราย

           และไม่มีอันตราย)  (ถูกต้อง  ดูจากประโยคที่ ๓ ของพารากราฟ ๔ ที่กล่าวว่า  “ข่าวดีก็คือว่า  มิใช่

           ทุกแง่มุมของพฤติกรรม (ของคน) ประเภท เอ  มีพิษ (เป็นพิษ) อย่างเท่าเทียมกัน  ซึ่งหมายถึง  มีทั้ง

           ประเภทที่เป็นพิษ (มีอันตราย) และไม่เป็นพิษ - ไม่มีอันตราย)

    (d) The dangers of all kinds of Type A behavior are equally fatal.    (อันตรายของพฤติกรรม

           ทุกอย่าง (ของคน) ประเภท เอ  ร้ายแรงถึงตายเท่ากันหมด)  (ไม่ถูกต้อง,  ประโยคที่ ๓ ของ

           พารากราฟ ๔ กล่าวว่า  “ข่าวดีก็คือว่า  มิใช่ทุกแง่มุมของพฤติกรรม (ของคน) ประเภท เอ 

           มีพิษ (เป็นพิษ) อย่างเท่าเทียมกัน”  ซึ่งหมายถึง  มีอันตรายมาก-น้อยแตกต่างกันไป 


9. The word “cardiac” in paragraph 3 refers to _____________________________________.

(คำว่า  “เกี่ยวกับ (โรค) หัวใจ”  ในพารากราฟ ๓  หมายถึง ___________________________)

    (a) integral    (อิ๊น-ที-เกริ้ล)  (สำคัญ, สมบูรณ์, ทั้งหมด, ถ้วนทั่ว)

    (b) indolent    (อิ๊น-โด-เลิ่นท)  (เกียจคร้าน) 

    (c) indigent    (อิ๊น-ดิ-เจิ้นท)  (ยากจน, ขัดสน) 

    (d) garrulous    (พูดมาก, ชอบจ้อ)

    (e) degenerate    (ดิ-เจ๊น-เนอะ-เรท)  (ที่เสื่อม, ที่เสื่อมทราม) 

    (f) shoddy    (คุณภาพเลว, ทำอย่างลวกๆ, กำมะลอ, ซึ่งเอาของเลวมาทำให้คล้ายของดี, เลว, เลวทราม)

    (g) heart-related    (เกี่ยวกับหัวใจ)

    (h) sedentary    (เซ้ด-ดัน-เทอ-รี่)  (อยู่ประจำที่, ไม่เคลื่อนย้าย, คุ้นเคยกับการนั่ง, นั่ง, ในลักษณะนั่ง)

      (i) unscrupulous    (ไร้ธรรมะ, ไร้ยางอาย, ไม่มีหลักการ, ไม่ระมัดระวัง)

10. What does “lack” in the third paragraph mean?

(“การขาด, การขาดแคลน, ความไม่มี, ความไม่เพียงพอ, ความบกพร่อง”  ในพารากราฟ ๓  หมายถึงอะไร)

      (a) disaster    (ภัยพิบัติ, ความหายนะ)

      (b) reputation    (ชื่อเสียง, กิตติศัพท์, ความโด่งดัง, ความมีหน้ามีตา)

      (c) faith    (ความศรัทธาเลื่อมใส)

      (d) espionage    (การจารกรรม)

      (e) shortage    (ความขาดแคลน, ความไม่เพียงพอ, จำนวนที่ไม่เพียงพอ, จำนวนที่ขาด)

      (f) ecstasy    (เอ๊ค-สทะ-ซี่)  (ความดีใจอย่างเหลือล้น, ความปิติยินดีอย่างเหลือล้น, ความปลาบ

            ปลื้ม-ปิติสุข, ความเคลิบเคลิ้ม)

      (g) remark    (คำกล่าว, คำพูด, หมายเหตุ)

      (h) enthusiasm    (ความกระตือรือร้น, ความกระฉับกระเฉง)

11. “toxic” in the fourth paragraph refers to _______________________________________.

(“มีพิษ, เป็นพิษ”  ในพารากราฟ ๔  หมายถึง ____________________________________)

      (a) intransigent    (อิน-แทร้น-ซิ-เจิ้นท)  (ไม่ประนีประนอม, ไม่ยอม, ไม่ยอมอ่อนข้อ, ดื้อ, หัวแข็ง) 

      (b) indulgent    (อิน-ดั๊ล-เจิ้นท)  (ผ่อนปรน, ตามใจตัว, ที่ปล่อยตัว, หมกมุ่น, ที่หลงผิด, ที่ซ่องเสพ


      (c) blunt    (บลั๊นท)  (ห้วน, ขวานผ่าซาก, เถรตรงเกินไป, ไม่เฉียบแหลม, ทื่อ, ทู่ไม่คม, ไม่ว่องไว,


      (d) slovenly    (สกปรก, ไม่เป็นระเบียบ)

      (e) obscure    (ออบ หรือ เอิบ-สเคี่ยว)  (คลุมเครือ, ไม่ชัดแจ้ง, มืดมัว, มืดมน, เข้าใจยาก, ไม่มีชื่อเสียง)

      (f) poisonous    (มีพิษ, เป็นพิษ, เป็นภัย, มีอันตราย, ร้าย)

      (g) ostentatious    (โอ้อวด, เอาหน้า)

      (h) sensible     (ฉลาด, มีเหตุผล, มีสติสัมปชัญญะ, มีไหวพริบ, สามารถรู้สึกได้ไวต่อสิ่งกระตุ้น)

      (i) reticent    (เร้ท-ทิ-เซิ่นท) (เงียบขรึม, พูดน้อย, เงียบ, ไม่พูด,สงวนท่าที)

12. The word “aggravates” in paragraph 4 may be replaced by _________________________.

(คำว่า  “ทำให้รุนแรงขึ้น, ทำให้เลวร้ายมากขึ้น, รบกวน, ทำให้ระคายเคือง, ทำให้โมโห”  ในพารากราฟ ๔  อาจแทนโดย ______________)

      (a) prolongs    (ทำให้ยาวออก, ยืดออก, ขยายออก, ต่อ, หน่วงเหนี่ยว)

      (b) minimizes     (ทำให้เหลือน้อยที่สุด, ทำให้ลดเหลือต่ำสุด)

      (c) annihilates    (ทำลายล้าง, บดขยี้)

      (d) overcomes    (เอาชนะ, พิชิต, มีชัย)

      (e) irritates    (ทำให้ฉุนเฉียว, ทำให้ระคายเคือง, กวนประสาท, ทำให้อักเสบ)

      (f) surmises    (คาดการณ์, เดา, ทาย, คาดคะเน, นึก, คิด)

      (g) worsens    (ทำให้แย่ลง, ทำให้เลวลง, กลายเป็นแย่ลง, กลายเป็นเลวลง)

      (h) abolishes    (ยกเลิก, เลิกล้ม, ลบล้าง, ทำลาย)

13. Which of the following best paraphrases the sentence “they not only raise the odds………......….................other life-threatening illnesses” in the final paragraph?

(ข้อใดต่อไปนี้ถอดความ – แปลความหมาย – ได้ดีที่สุด  สำหรับประโยค  “มัน (ความมุ่งร้ายและความโกรธ) ไม่เพียงแต่เพิ่มโอกาสที่จะเป็นไปได้มากกว่า  ที่ว่าคุณจะทำให้เกิดโรคหลอดเลือดหัวใจตีบเท่านั้น  แต่ว่าอาจจะเพิ่มความเสี่ยงของคุณที่จะได้รับความเจ็บป่วยอื่นๆ ที่เป็นอันตรายต่อชีวิตอีกด้วย”  ในพารากราฟสุดท้าย)

      (a) The chances of developing serious heart diseases are increased by anger and hostility.   

             (โอกาสของการทำให้เกิดโรคหัวใจร้ายแรง  ถูกเพิ่มขึ้นโดยความโกรธและความมุ่งร้าย)

      (b) The chances of developing many illnesses are increased by anger and hostility.   

            (โอกาสของการทำให้เกิดความเจ็บป่วยมากมาย  ถูกเพิ่มขึ้นโดยความโกรธและความมุ่งร้าย)

      (c) Anger reduces the chances of developing heart diseases.    (ความโกรธลดโอกาสของการ


      (d) Hostility increases the chances of developing heart diseases.    (ความมุ่งร้ายเพิ่มโอกาสของ


14. What does “fatal” in the final paragraph mean?

(ร้ายแรงถึงตาย, เป็นอันตราย, ร้ายกาจ, เคราะห์ร้าย, ที่ทำให้เกิดความหายนะหรือล้มเหลวได้, เป็นเรื่องโชคชะตา”  ในพารากราฟสุดท้าย  หมายถึงอะไร)

      (a) rash    (แรช)  (หุนหันพลันแล่น, ใจร้อน, ไม่รอบคอบ, ไม่ยั้งคิด, สะเพร่า)

      (b) testy    (โกรธง่าย, ใจร้อน, หุนหันพลันแล่น, ขี้โมโห, ใจน้อย)

      (c) penitent    (สำนึกผิด, เสียใจในความผิดที่ได้กระทำไป, สำนึกบาป)    

      (d) ferocious    (ดุร้าย, ทารุณ, โหดร้าย, สุดขีด, รุนแรง)

      (e) isolated    (ที่แยกตัวออกไป, ที่แยกอยู่ต่างหาก, ที่แยกตัวโดดเดี่ยว)

      (f) nasty    (แนส-ที่)  (น่าชัง, น่ารังเกียจ, มีกลิ่นเหม็น, สกปรกอย่างน่าชัง, ลามก, หยาบคาย, สามหาว,

            ร้าย, ฉุนเฉียว, เลว)

      (g) lethal    (เป็นอันตรายถึงตาย, ทำให้ตาย, ถึงตาย, เกี่ยวกับความตาย, ร้ายแรง)

      (h) dormant    (อยู่เฉยๆ, ไม่เคลื่อนที่, สงบ, แฝง, ซึ่งซ่อนหรือนอนอยู่ภายใน, ไม่เปิดเผย,

           (ภูเขาไฟ) ยังไม่ระเบิด)

      (i) eccentric    (อิค-เซ้น-ทริค)  (ประหลาดๆ, ไม่ปกติ)  (ใช้กับคนเท่านั้น)

15. What will scientific research probably now concentrate on?

(การวิจัยทางวิทยาศาสตร์  อาจจะมุ่งเน้นในเรื่องอะไรในปัจจุบัน)

      (a) Studies of the causes of human longevity    (การศึกษาสาเหตุของการมีอายุยืนยาวของมนุษย์)

      (b) Further studies into links between religion and science    (การศึกษาเพิ่มเติมเรื่องความเชื่อมโยง


      (c) Further studies into Type A behavior    (การศึกษาเพิ่มเติมในเรื่องพฤติกรรม (ของคน)

             ประเภท เอ)  (ข้อนี้น่าจะเป็นตัวเลือกที่ดีที่สุด  เนื่องจากบทความนี้กล่าวเกี่ยวกับคนประเภท

            เอ  ซึ่งมีการศึกษาเพียงผิวเผินเท่านั้น)

      (d) Studies of emotions such as trust and patience    (การศึกษาเรื่องอารมณ์  เช่น  ความเชื่อ

            มั่น-ไว้วางใจ  และความอดทน)



คนประเภท เอ


            เป็นเวลากว่า ๒,๐๐๐ ปี  ศาสนาต่างๆ (religions) ที่ยิ่งใหญ่ของโลกได้สอนถึงคุณงามความดี (ศีลธรรม, ความถูกต้อง, คุณสมบัติที่ดีหรือน่าสรรเสริญ, ความบริสุทธิ์, พรหมจรรย์) (virtues) ของหัวใจที่เชื่อมั่น-มีความหวัง (trusting heart),  ในปัจจุบัน  มีเหตุผล (reason) อีกอย่างหนึ่งที่จะเอาใจใส่ (สนใจ) (heed) ความฉลาด (wisdom) ของยุคสมัยต่างๆ (ages) (หมายถึง  เอาใจใส่คำสอนทางศาสนาของยุคสมัยต่างๆ)  ทั้งนี้  หลักฐานทางวิทยาศาสตร์ (scientific evidence) บ่งชี้ (ชี้บอก, ชี้แนะ, แสดง, ทำให้รู้) (indicates) ว่า  บุคคลซึ่งมีหัวใจที่เชื่อมั่น-มีความหวัง (those with trusting hearts)  จะมีชีวิตยืนยาวมากขึ้นและสุขภาพดีขึ้น (live longer, healthier lives)

            จากผลลัพธ์ของงานที่ได้รับการตีพิมพ์ (published) ในทศวรรษ ๑๙๗๐  โดยแพทย์โรคหัวใจ (cardiologists) ซึ่งเป็นนักบุกเบิก (pioneering) ๒ คน  คือ  มีเยอร์ ฟรีดแมน และ เรย์ เอช โรเซนแมน  (พบว่า) คนอเมริกันเกือบทุกคนตระหนัก (รู้ดี, ทราบ(aware) ว่า  คนประเภท เอ (Type A people) ขาดความอดทน (ไม่อดทน, ใจร้อน, หุนหันพลันแล่น, กระสับกระส่าย) (impatient)  และถูกกระตุ้น (เร้าใจ, แหย่, เคลื่อนที่, เคลื่อนไหว, เดิน, ก้าวหน้า, เจริญ) (moved) อย่างง่ายดาย (easily) ไปสู่ความมุ่งร้าย (การมีเจตนาร้าย, การเป็นศัตรู, ความเป็นปรปักษ์, การไม่เป็นมิตร, การต่อต้าน, การไม่รับแขก) (hostility) (ต่อผู้อื่น)  และความโกรธเคือง (ความโมโห) (anger)  (หมายถึง  คนประเภท เอ  ถูกกระตุ้นโดยง่ายให้กลายเป็นคนมุ่งร้ายและโกรธ),  หลายคนมีความเชื่อ (Many have come to believe) ว่า  คนประเภท เอ  มีความเสี่ยงสูงกว่าคนอื่นๆ มาก (have a much higher risk…….than others) จากการเป็นโรคหัวใจวาย (suffering a heart attack)  หรือตายจากโรคหลอดเลือดหัวใจตีบ (dying of coronary disease)

            ในขณะ (Just as) ที่สาธารณชน (the public) กำลังจะ (จวนจะ, ใกล้ที่จะ(was about to) เพิ่ม (add) พฤติกรรม (ของคน) ประเภท เอ (Type A behavior) เข้าไปในรายชื่อ (รายการ, บัญชีรายชื่อ) (list) ของปัจจัยเสี่ยง (risk factors) เกี่ยวกับ (โรค) หัวใจ (cardiac)  เช่น  การสูบบุหรี่, ระดับคอเลสเตอรอลสูง, ความดันโลหิตสูง  และการขาด (การขาดแคลน, ความไม่มี, ความไม่เพียงพอ, ความบกพร่อง) (lack) การออกกำลังกาย (physical exercise),  โดยรายงานเริ่มต้นปรากฏ (appear) การแนะนำว่า  เรื่อง (ของคน) ประเภท เอ (Type A story) ไม่ง่ายนัก (not so simple) (คือ  มีความสลับซับซ้อน)

            การศึกษาใหม่ ๆ ไม่สามารถ (ล้มเหลว, สอบตก, ขาดแคลน, ล้ม, อ่อนกำลัง, อ่อนแอ, เสื่อมถอย, ไม่สามารถชำระหนี้ได้, ถังแตก, หยุด, ใช้การไม่ได้) (failed) ที่จะพบ (เจอ, ค้นพบ, หา, สืบหา, สอบค้น, พบความลับ, ตัดสิน, ลงความเห็น) (find) ความเสี่ยงที่เพิ่มขึ้น  (increased risk) ของหัวใจวายในคนประเภท เอ ทั้งหมด,  แต่การวิจัยเมื่อเร็วๆ นี้ (recent research) กำลังทำให้กระจ่าง (ทำให้ชัดเจน, ทำให้เข้าใจง่ายขึ้น, ทำให้ใสสะอาด) (clarifying) และขัดเกลา (ทำให้บริสุทธิ์, ซัก, ฟอก, กลั่น, สกัด) (refining) ความเข้าใจปัญหาของเรา,  ทั้งนี้  ข่าวดีก็คือว่า  มิใช่ทุกแง่มุม (ด้าน, ลักษณะ, รูปร่างหน้าตา, ทิศทาง) (aspects) ของพฤติกรรม (ของคน) ประเภท เอ  มีพิษ (เป็นพิษ) (toxic) อย่างเท่าเทียมกัน (equally),  โดยการวิจัยเมื่อเร็วๆ นี้แสดงว่า  การรีบร้อน (การเร่งรีบ) (being in a hurry)  ดูเหมือนว่า (appears) มีอันตราย (harmful) เฉพาะเมื่อ (only when) มันทำให้รุนแรงขึ้น (ทำให้เลวร้ายมากขึ้น, รบกวน, ทำให้ระคายเคือง, ทำให้โมโห) (aggravates) การมุ่งร้าย (การมีเจตนาร้าย) ของบุคคล (one’s hostility) (หมายถึง  ทำให้การมุ่งร้าย-มีเจตนาร้ายของบุคคลรุนแรงขึ้น) เท่านั้น

            ในปัจจุบัน  สำหรับข่าวร้าย : ความมุ่งร้ายและความโกรธสามารถร้ายแรงถึงตาย (เป็นอันตราย, ร้ายกาจ, เคราะห์ร้าย, ที่ทำให้เกิดความหายนะหรือล้มเหลวได้, เป็นเรื่องโชคชะตา) (fatal) ได้,  มัน (ความมุ่งร้ายและความโกรธ) ไม่เพียงแต่เพิ่ม (raise) โอกาสที่จะเป็นไปได้มากกว่า (ความเป็นต่อในการพนัน, ความได้เปรียบ, ปริมาณที่ดีกว่าหรือเหนือกว่า) (odds) ที่ว่าคุณจะทำให้เกิดโรคหลอดเลือดหัวใจตีบ (develop coronary heart disease) เท่านั้น  แต่ว่าอาจจะเพิ่มความเสี่ยงของคุณที่จะได้รับความเจ็บป่วยอื่นๆ (suffering other…………illnesses)  ที่เป็นอันตรายต่อชีวิต (life-threatening) อีกด้วย,  ทั้งนี้  ถ้า (หัวใจ) ของคุณเป็นหัวใจที่มุ่งร้าย-มีเจตนาร้าย (hostile heart)  มันสำคัญที่ว่าคุณ (ควรจะ) เรียนรู้ที่จะลด (learn to reduce) ความโกรธของคุณ             


เรียน   ท่านผู้ติดตามอ่านเว็บไซต์  “everydayenglish.pwa.co.th                  


                ถ้าท่านมีคำแนะนำให้ปรับปรุงเว็บไซต์นี้ประการใด  กรุณาส่ง e-mail ไปที่  ดร. วัชรินทร์  ภูเขาทอง  อดีต  ผอ. สำนักวิทยาการ  การประปาส่วนภูมิภาค  ผู้จัดทำเว็บไซต์นี้  ตาม  “Address”  (โปรดระบุหัวเรื่องด้วยว่า  “ปรับปรุงเว็บไซต์”)   เพื่อที่ผู้จัดทำฯ จะได้ปรับปรุงเนื้อหาได้ตรงตามความประสงค์ของผู้อ่านเว็บไซต์นี้ต่อไป







หมวดข้อสอบ READING (ตอนที่ 75)

การประปาส่วนภูมิภาค  “มุ่ง-มั่น-เพื่อปวงชน”


DirectionRead the following passage and choose the best answer for each question.

(จงอ่านบทความต่อไปนี้  และเลือกคำตอบที่ดีที่สุดสำหรับแต่ละคำถาม)


Something about Coronavirus Disease (COVID-19)



            Coronavirus disease (COVID-19) is an infectious disease caused by a newly discovered coronavirus.  Most people infected with the COVID-19 virus will experience mild to moderate respiratory illness and recover without requiring special treatment.  Older people and those with underlying medical problems like cardiovascular disease, diabetes, chronic respiratory disease, and cancer are more likely to develop serious illness.

          The best way to prevent and slow down transmission is to be well informed about the COVID-19 virus, the disease it causes and how it spreads.  Protect yourself and others from infection by washing your hands regularly with soap and water, rubbing your hands with an alcohol, avoiding touching your face, and avoiding close contact (1meter) with people who are unwell. 

          The COVID-19 virus spreads primarily through contact with infected persons when they cough or sneeze.  It also spreads when a person touches a surface or object that has the virus on it, then touches their eyes, nose or mouth.

          At this time, there are no specific vaccines or treatments for COVID-19.  However, there are many ongoing clinical traits evaluating potential treatments.  WHO will continue to provide updated information as soon as clinical findings become available.

          Currently, the number of confirmed cases of the coronavirus was 1,442,763 cases worldwide and it continues to grow at an alarming rate, affecting 209 countries across the world and claiming 82,808 lives, with 303,728 recoveries.  The United States now records more than any other country, or 400,763 confirmed coronavirus cases and 12,895 deaths, including China, where the virus originated but records only 3,335 deaths. Meanwhile, Spain and Italy now rank second and third of 141,942 and 135,586 confirmed cases, respectively but have higher death tolls of 14,045 and 17,127 deaths, respectively (Data as at April 8, 2020).

          Nevertheless, not all of these infections have presented themselves in the same way.  Coronavirus patients are showing a wide range of symptoms and the exact reason why is still a mystery – but we do have some clues as to what factors can influence the severity of the disease.

          While the most common symptoms are fever, cough and shortness of breath, there are numerous reports of coronavirus patients experiencing non-respiratory symptoms.  A study of 204 patients in Huabie, China, published in the American Journal of Gastroenterology found that just over half of patients experienced gastrointestinal symptoms such as loss of appetite, nausea, vomiting and diarrhea.  The New York Times reports that the coronavirus sometimes presents with neurological indications, including swelling of the brain and seizures.  Other cases have shown cardiac issues as well as muscle aches and extreme fatigue.

          And then there are patients who have tested positive for the virus but report mild symptoms or none at all.  It has been found that the coronavirus affects people in such different ways due to age and health status.  People of any age can get sick from coronavirus and die from it, but the coronavirus fatality rate is highest in older populations.  Similarly, people with heart or lung disorders, diabetes, or other health problems may get sicker from coronavirus because of those underlying health issues.


1. How do most people infected with the COVID-19 virus experience?

(ผู้คนส่วนใหญ่ซึ่งติดเชื้อไวรัสโควิด-๑๙  ประสบกับอะไร)

    (a) Serious sickness    (ความเจ็บป่วยอย่างรุนแรง)

    (b) A pain in the brain    (ความเจ็บปวดในสมอง)

    (c) Sleeplessness    (การนอนไม่หลับ)

    (d) Mild to moderate respiratory illness    (ความเจ็บป่วยเกี่ยวกับระบบทางเดินหายใจแบบ

          ไม่รุนแรง  จนถึงปานกลาง)  (ดูคำตอบจากประโยคที่ ๒ ของพารากราฟแรก)

2. In the first paragraph, “infectious” refers to _____________________________________.

(ในพารากราฟแรก,  “ติดต่อถึงผู้อื่น, ทำให้ติดเชื้อ, ทำให้ติดโรค, มีผลกระทบไปถึงผู้อื่น”  หมายถึง __


    (a) miserable    (มีความทุกข์มาก, แย่มาก, น่าเวทนา)

    (b) torpid    (เฉื่อยชา, เงื่องหงอย, ซึม, ไม่คล่องแคล่ว, เกียจคร้าน, ช้า, มึน, งง)

    (c) critical    (สำคัญ, วิกฤต, ชอบวิจารณ์, เกี่ยวกับการวิจารณ์)

    (d) solitary    (อยู่ตามลำพัง, โดดเดี่ยว, คนเดียว, สันโดษ, ไม่มีเพื่อน, อ้างว้าง, เงียบสงัด)

    (e) restless    (กระสับกระส่าย, กระวนกระวาย, ร้อนใจ, หงุดหงิด, ไม่อยู่กับที่, ไม่มีการพักผ่อน)

    (f) eminent    (เด่น, มีชื่อเสียง)

    (g) contagious    (ซึ่งสามารถติดต่อไปยังคนอื่นได้, แพร่กระจายได้ง่าย, มีลักษณะของโรคติดต่อ)

    (h) fanciful    (เพ้อฝัน, เต็มไปด้วยจินตนาการ, ซึ่งนึกฝัน, ไม่จริง)

3. The word “moderate” in paragraph 1 means ____________________________________.

(คำว่า  “ปานกลาง, พอสมควร, พอประมาณ, ไม่รุนแรง, ไม่มากเกินไป”  ในพารากราฟ ๑  หมายถึง __


    (a) widespread    (แพร่หลาย, กว้างขวาง, กระจาย, กางออก, ขยายออก)

    (b) imaginative    (ช่างคิดช่างฝัน, ช่างจินตนาการ, ซึ่งนึกเอาเอง, เป็นมโนภาพ, ไม่เป็นความจริง)

    (c) logical    (มีเหตุผล, สมเหตุสมผล, เกี่ยวกับตรรกวิทยา, เกี่ยวกับการตัดสินด้วยเหตุผล)

    (d) short-lived    (มีอายุสั้น, ไม่ถาวร)

    (e) awful    (อ๊อ-เฟิ่ล)  (น่ากลัว)

    (f) advantageous    (ได้ประโยชน์, มีประโยชน์, ได้กำไร)

    (g) contemporary    (ซึ่งเกิดขึ้นพร้อมกันหรือในยุคเดียวกัน, เกี่ยวกับสมัย-รุ่น-ยุคเดียวกัน,


    (h) temperate    (ปานกลาง, พอควร, ไม่เลยเถิด, เหมาะกับกาลเทศะ, ควบคุมอารมณ์,


4. What does “underlying” in paragraph 1 mean?

(“แฝงอยู่, อยู่ข้างใต้, เป็นรากฐาน, มีสิทธิก่อน”  ในพารากราฟ ๑  หมายถึงอะไร)

    (a) gleeful    (ยินดี, ดีใจ, ร่าเริง)

    (b) thoughtful    (ครุ่นคิด, ไตร่ตรอง, ใช้ความคิด, คิดหนัก)

    (c) desperate    (สิ้นหวัง, หมดหวัง, เข้าตาจน, ที่มีความต้องการอย่างมาก, ร้ายแรงมาก,  อย่างยิ่ง,


    (d) stern    (เคร่งขรึม, เอาจริงเอาจัง)

    (e) notorious    (มีชื่อเสียงไม่ดี, ดังกระฉ่อน, รู้จักกันไปทั่วในทางเลวร้าย)

    (f) latent    (แฝงอยู่, ซ่อนเร้น, แอบแฝง, ศักยะ)

    (g) furious    (โกรธจัด)

    (h) dexterous    (เด๊กซ-ทรัส)  (ชำนาญ, แคล่วคล่อง)

5. Who are more likely to develop serious coronavirus disease?

(ใครมีแนวโน้มมากกว่ากัน  ที่จะพัฒนาโรคเชื้อโคโรนาไวรัสแบบรุนแรง)

    (a) Younger people    (คนที่วัยอ่อนกว่า)

    (b) Older people    (คนที่แก่กว่า)

    (c) People with health problems    (คนที่มีปัญหาสุขภาพ)

    (d) Older people and those having health problems    (คนที่แก่กว่าและคนที่มีปัญหาสุขภาพ

          (ดูคำตอบจากประโยคสุดท้ายของพารากราฟแรกที่กล่าวว่า  “ผู้ที่มีอายุมากกว่า  และบุคคลที่

          มีปัญหาด้านการแพทย์ซึ่งแฝงอยู่  เช่น  โรคหลอดเลือดหัวใจ , โรคเบาหวาน, โรคระบบทาง

          เดินหายใจเรื้อรัง, และมะเร็ง  มีแนวโน้มมากยิ่งขึ้นที่จะพัฒนาความเจ็บป่วย (จากโควิด-๑๙)


6. “transmission” in the second paragraph may be replaced by ______________________.

(“การแพร่เชื้อ, การส่งผ่าน, การกระจาย, การกระจายเสียง, การถ่ายทอด, การส่งต่อ, สายพาน, การส่งสัญญาณ”  ในพารากราฟ ๒  อาจแทนโดย ________________)

    (a) location    (ตำแหน่งที่ตั้ง, สถานที่ตั้ง, ตำแหน่ง, การหาแหล่งที่ตั้ง)

    (b) composition    (การประกอบเป็นส่วนต่างๆทั้งหมด, ส่วนประกอบ, องค์ประกอบ, ของผสม,

          การประพันธ์, การแต่งเพลง)

    (c) foundation    (รากฐาน, มูลฐาน, มูลนิธิ)

    (d) malfunction    (การทำงานอย่างบกพร่อง, การไม่สามารถทำงานได้อย่างปกติ)

    (e) dispersion of germ    (การแพร่กระจายเชื้อโรค)

    (f) adventure    (การผจญภัย, การเสี่ยงภัย, อันตรายที่คาดไม่ถึง, อันตราย, ประสบการณ์ที่ตื่นเต้น)

    (g) expedition    (การเดินทางสำรวจ, คณะผู้เดินทางสำรวจ)

    (h) incarceration    (อิน-ค้าร์-เซอะ-เร-ชั่น)  (การจำคุก, การกักขัง, การคุมขัง)

7. How can you protect yourself and others from infection of the coronavirus disease?

(คุณสามารถปกป้องตัวคุณเองและคนอื่น  จากการติดเชื้อโรคโคโรนาไวรัสอย่างไร)

    (a) Regularly washing my clothes    (ซักเสื้อผ้าของฉันอย่างสม่ำเสมอ)

    (b) Regularly washing my hands with soap and water    (ล้างมือของฉันอย่างสม่ำเสมอด้วยสบู่และน้ำ)

    (c) Avoiding close contact with people who are unwell    (หลีกเลี่ยงการสัมผัสอย่างใกล้ชิดกับบุคคล


    (d) Both (B) and (C)    (ทั้งข้อ B และ C)  (ดูคำตอบจากประโยคที่ ๒ ของพารากราฟ ๒)

8. The coronavirus spreads primarily through contact with infected persons when they ________.

(เชื้อโคโรนาไวรัสแพร่กระจายส่วนใหญ่แล้วโดยการสัมผัสกับบุคคล  เมื่อพวกเขา ____________)

    (a) don’t take enough rest    (มิได้พักผ่อนอย่างเพียงพอ)

    (b) don’t eat healthy food    (มิได้กินอาหารที่มีประโยชน์ต่อสุขภาพ)

    (c) don’t go to see a doctor regularly    (มิได้ไปพบแพทย์อย่างสม่ำเสมอ)

    (d) cough or sneeze    (ไอหรือจาม)  (ดูคำตอบจากประโยคแรกของพารากราฟ ๓)

9. Are there specific vaccines or treatments for COVID-19 now?

(มีวัคซีนหรือการเยียวยารักษาแบบเฉพาะเจาะจงสำหรับโควิด-๑๙  หรือไม่ในปัจจุบัน)

    (a) Not sure    (ไม่แน่ใจ)

    (b) Yes    (มี)

    (c) No    (ไม่มี)  (ดูคำตอบจากประโยคแรกของพารากราฟ ๔)

    (d) Doctors are attempting to find a cure    (หมอกำลังพยายามที่จะหาวิธีรักษา)

10. “findings” in paragraph 4 is closest in meaning to ________________________________.

(“สิ่งที่ค้นพบ, ผลของการค้นคว้า, ผลของการค้นหา, การค้นหา, การตรวจสอบ, คำพิพากษา, คำวินิจ ฉัย)”  ในพารากราฟ ๔  ใกล้เคียงที่สุดในความหมายกับ _________________)

      (a) patterns    (รูปแบบ, ลวดลาย) 

      (b) remunerations    (ค่าตอบแทน, การจ่ายเงิน, การตอบแทน, การให้รางวัล, การชดเชย)

      (c) commitments    {การมอบหมาย (หน้าที่, ความไว้วางใจ), การให้คำมั่นสัญญา, การเกี่ยวข้อง,


      (d) ruins    (ซากปรักหักพัง, สถานที่ปรักหักพัง, ความพินาศ, ความหายนะ, ความย่อยยับ, ความล่มจม,

            การทำลาย, การล้มละลาย)

      (e) what has been found    (สิ่งที่ได้ถูกค้นพบ)

      (f) remnants    (ส่วนที่เหลือ, เศษ, เศษเล็กเศษน้อย, เศษผ้า, เดน)

      (g) foundations    (รากฐาน, มูลฐาน, มูลนิธิ)

      (h) gratifications    (แกรท-ทิ-ฟิ-เค้-ชั่น)  (ความปลื้มปิติ, ความพึงพอใจ, สิ่งที่ทำให้พอใจ, เรื่องที่ทำ

            ให้น่ายินดี, รางวัล)

11. According to the article, how many people worldwide have died from COVID-19?

(ตามที่บทความกล่าว,  ผู้คนทั่วโลกจำนวนเท่าใดได้เสียชีวิตไปเพราะโควิด-๑๙)

      (a) 1,442,763 people    (๑,๔๔๒, ๗๖๓ คน)  (คือ จำนวนผู้ติดเชื้อโควิด-๑๙ ทั่วโลก  ดูจาก

            ประโยคที่ ๑ ของพารากราฟ ๕)

      (b) 400,763 people    (๔๐๐,๗๖๓ คน)  (คือ จำนวนผู้ติดเชื้อโควิด-๑๙ ในสหรัฐฯ  ดูจาก

            ประโยคที่ ๒ ของพารากราฟ ๕)

      (c) 303,728 people    (๓๐๓,๗๒๘ คน)  (คือ จำนวนผู้รักษาหายจากโควิด-๑๙ ทั่วโลก  ดูจาก

            ประโยคที่ ๑ ของพารากราฟ ๕)

      (d) 82,808 people    (๘๒,๘๐๘ คน)  (ดูจากประโยคที่ ๑ ของพารากราฟ ๕)

12. Which country ranks first in terms of the number of death tolls caused by COVID-19?

(ประเทศใดอยู่อันดับแรก  ในแง่ของจำนวนผู้เสียชีวิตที่มีสาเหตุมาจากโควิด-๑๙)

      (a) The United States    (12,895 people)  (สหรัฐฯ ๑๒,๘๙๕ คน)  (ดูจากประโยคที่ ๒ ของ

            พารากราฟ ๕)

      (b) China    (3,335 people)  (จีน ๓,๓๓๕ คน)  (ดูจากประโยคที่ ๒ ของพารากราฟ ๕)

      (c) Spain    (14,045 people)  (สเปน ๑๔,๐๔๕ คน)  (ดูจากประโยคสุดท้ายของพารากราฟ ๕)

      (d) Italy    (17,127 people)  (อิตาลี ๑๗,๑๒๗ คน)  (ดูจากประโยคสุดท้ายของพารากราฟ ๕)

13. In the fifth paragraph, “alarming” refers to _____________________________________.

(ในพารากราฟ ๕,  “น่าตกใจกลัว”  หมายถึง  ____________________________________)

      (a) disgusting    (น่ารังเกียจ, น่าขยะแขยง, น่าชัง, น่าอาเจียน)

      (b) incredible    (ไม่น่าเชื่อ, เหลือเชื่อ)

      (c) embarrassing    (น่าอาย, น่าขวยเขิน, น่ากระอักกระอ่วน)

      (d) exaggerating    (พูดโม้, พูดเกินความจริง)

      (e) terrific    (เทอ-ริฟ-ฟิค)  (ที่ดีมาก, ที่แจ๋ว, ที่ยอดเยี่ยม)

      (f) startling    (น่าสะดุ้งตกใจ, รบกวน, ทำให้ตื่น); terrifying    (น่าหวาดกลัวมาก, น่าสยองขวัญ)

      (g) striking    (เด่นชัด, สะดุดตา, ยอดเยี่ยม, น่าตะลึง, น่าประทับใจ, ซึ่งตี-ต่อย-ชก-ทุบ-ปะทะ)

      (h) defunct    (ดิ-ฟั้งคท)  (ไม่มีผล, หมดอายุ, ตาย, เลิกใช้แล้ว, ไม่มีอยู่อีกต่อไป)

14. In paragraph 6, “symptoms” may be replaced by ________________________________.

(ในพารากราฟ ๖,  “อาการของโรค, ลักษณะอาการ, เครื่องแสดง, เครื่องหมาย, เครื่องชี้บอก”  อาจแทนโดย ______________)

      (a) absorptions    (การดูดซับ, การดูดซึม, การรับเอามา, การหมกมุ่น)

      (b) acumens    (ความเฉลียวฉลาด, ความปราดเปรื่อง, ความแหลมคม)

      (c) illustrations    (การแสดงด้วยภาพ, การแสดงด้วยตัวอย่าง)

      (d) blunders    (ความผิดพลาด)

      (e) objections    (การคัดค้าน, การไม่เห็นด้วย)

      (f) conditions    (อาการ, สภาพ, สภาวะ, ฐานะ, เงื่อนไข)    

      (g) efforts    (ความพยายาม)

      (h) obstacles    (อุปสรรค, สิ่งกีดขวาง)

15. “mystery” in paragraph 6 is closest in meaning to ________________________________.

(“เรื่องลึกลับ, สิ่งลี้ลับ, ความลี้ลับ, สิ่งที่ไม่สามารถอธิบายได้, ความลับ, นิยายที่เกี่ยวกับการสืบหาและจับกุมอาชญากร”  ในพารากราฟ ๖  ใกล้เคียงที่สุดในความหมายกับ _______________)

      (a) device    (อุปกรณ์, เครื่องมือ)

      (b) embarrassment    (ความกระดากอาย, ความขวยเขิน, ความลำบากใจ, ความอึดอัดใจ)

      (c) jeopardy    (เจ๊พ-เพอะ-ดิ)  (อันตราย, ภัย, การเสี่ยงอันตราย, การเสี่ยงต่อการถูกพบความผิด)

      (d) posterity    (ชนรุ่นหลัง, ทายาท)

      (e) riddle    (ปริศนา, สิ่งที่ทำให้ฉงน, คำปริศนา, บุคคลที่เป็นปริศนา, ปัญหา, คำถามที่ทำให้งง)

      (f) ancestor    (บรรพบุรุษ)

      (g) assumption    (ข้อสมมติฐาน)   

      (h) privilege    (พริฟ-วะ-ลิจ)  (สิทธิพิเศษ, อภิสิทธิ์, เอกสิทธิ์, ประโยชน์พิเศษ, ข้อได้เปรียบ)  

16. What does “clues” in the sixth paragraph mean?

(“ร่องรอย, เบาะแส, เงื่อนงำ, เงื่อนปม”  ในพารากราฟ ๖  หมายถึงอะไร)

      (a) creeds    (ความเชื่อ, ลัทธิ)

      (b) genders    (เพศ)

      (c) traces    (รอย, ร่องรอย, รอยเท้า, รอยทาง, ทางเล็ก, การลากเส้น, การวาดเล่น,


      (d) defects    (ข้อบกพร่อง, ข้อเสียหาย, สิ่งที่ขาดตกบกพร่อง, ปมด้อย)

      (e) legends    (ตำนาน, เรื่องโบราณ)

      (f) enterprises    (กิจการ, โครงการ, ธุรกิจ)

      (g) pamphlets    (แพ้ม-ฟลิท)  (จุลสาร, หนังสือขนาดเล็ก)

      (h) fortitudes    (ฟ้อร์-ทิ-ทิวด์ หรือ ทูด)  (ความกล้าหาญ, ความทรหดอดทน, ความแข็งแกร่ง)   

17. Which of the following is NOT a common symptom for coronavirus patients?


      (a) fever    (ไข้)

      (b) cough    (คอฟ)  (การไอ)

      (c) shortness of breath    (หายใจสั้นหรือถี่)

      (d) amnesia    (ภาวะสูญเสียความจำทั้งหมดหรือบางส่วน)  (สำหรับข้อ A, B  และ C กล่าวไว้

            ในประโยคแรกของพารากราฟ ๗)

18. Which of the following is NOT a gastrointestinal symptom?


      (a) Loss of appetite    (สูญเสียความอยากอาหาร)

      (b) Nausea    (อาการคลื่นเหียน)

      (c) Vomiting    (การอาเจียน)

      (d) Diarrhea    (โรคท้องร่วง)

      (e) Toothache    (อาการปวดฟัน)  (สำหรับข้อ A, B, C  และ D กล่าวไว้ในประโยคที่ ๒

            ของพารากราฟ ๗)

19. “fatigue” in paragraph 7 may be replaced by ____________________________________.

(“ความเหน็ดเหนื่อย, ความเพลีย, ความเมื่อยล้า, งานที่หนัก, งานที่ใช้แรง, งานกรรมกร”  ในพารากราฟ ๗  อาจแทนโดย _______________)

      (a) similarity    (ความคล้ายกัน, ความเหมือนกัน)

      (b) vigor    (วิ-เกอะ)  (กำลังวังชา, พละกำลัง, ความกระฉับกระเฉง, ความแข็งแรง)

      (c) homicide    (ฮ้อม-มิ-ไซด)  (การฆาตกรรม, การฆ่าคน, ฆาตกร)

      (d) bankruptcy    (การล้มละลาย)

      (e) felony    (เฟ้ล-โล-นี่)  (ความผิดอาญาร้ายแรง เช่น ฆาตกรรม  วางเพลิง  ข่มขืน)

      (f) exhaustion    (ความเหน็ดเหนื่อยหรืออ่อนเพลียที่สุด, การหมดกำลัง, การทำให้หมด,

            การสูบหรือดูดออกหมด, การใช้กำลังหมด, ไอเสีย)

      (g) fiasco    (ฟี-แอส-โค)  (การล้มเหลวอย่างสิ้นเชิง)  

      (h) coercion    (โค-เอ๊อ-เชิ่น)  (การบังคับ)

20. What does “fatality” in the final paragraph mean?

(“การตาย, คนตายโดยอุบัติเหตุ, ความหายนะถึงตาย, อุบัติเหตุถึงตาย, โชคชะตา, พรหมลิขิต, ความหายนะ”  ในพารากราฟสุดท้ายหมายถึงอะไร)

      (a) talent    (สติปัญญา, ความสามารถ, ความฉลาดปราดเปรื่อง)

      (b) possession    (การครอบครอง, ทรัพย์สมบัติ)

      (c) endurance    (ความทรหดอดทน, ความแข็งแกร่ง)

      (d) reprimand    (การประณาม, การกล่าวหาอย่างรุนแรง)  (เมื่อเป็นคำกริยา  หมายถึง  “ประณาม,


      (e) highlight    (เหตุการณ์ที่สำคัญ)

      (f) mortality    (ความตาย, การที่ต้องตาย, อัตราการตาย, มนุษย์ที่ต้องตาย, ความหายนะ,


      (g) shortcoming    (ข้อบกพร่อง, จุดอ่อน, ความล้มเหลว, ปมด้อย)   

      (h) struggle    (การดิ้นรน, การแข่งขัน, การต่อสู้)



บางสิ่งบางอย่างเกี่ยวกับโรคโคโรนาไวรัส (โควิด-๑๙)


            โรคเชื้อโคโรนาไวรัส (โควิด-๑๙) เป็นโรคซึ่งติดต่อถึงผู้อื่น (ทำให้ติดเชื้อ, ทำให้ติดโรค, มีผลกระทบไปถึงผู้อื่น) (infectious)  ที่ถูกทำให้เกิดขึ้น (caused) โดยเชื้อโคโรนาไวรัสซึ่งถูกค้นพบใหม่ (newly discovered),  ผู้คนส่วนใหญ่ซึ่งถูกทำให้ติดเชื้อ (ทำให้ติดโรค, ทำให้เปื้อน, ทำให้มัวหมอง) (infected) เชื้อไวรัสโควิด-๑๙  จะประสบ (พบ, มีประสบการณ์, รู้สึก) (experience) กับการเจ็บไข้ได้ป่วย (การไม่สบาย) (illness) เกี่ยวกับระบบทางเดินหายใจ (เกี่ยวกับการหายใจ) (respiratory) ที่ไม่รุนแรง (เบา, ไม่มากเกินไป, อ่อน, อ่อนโยน, ไม่ฉุน, ไม่เผ็ด, ไม่แรง) (mild) ถึงปานกลาง (พอสมควร, พอประมาณ, ไม่รุนแรง, ไม่มากเกินไป) (moderate)  และฟื้นไข้ (หายจากไข้, เอาคืนมา, กู้) (recover) โดยไม่ต้องการ (without requiring) การรักษาเป็นพิเศษ (special treatment)ผู้ที่มีอายุมากกว่า (Older people) และบุคคล (those) ที่มีปัญหาด้านการแพทย์ (medical problems) ซึ่งแฝงอยู่ (อยู่ข้างใต้, เป็นรากฐาน, มีสิทธิก่อน) (underlying)  เช่น  โรคหลอดเลือดหัวใจ (cardiovascular disease), โรคเบาหวาน (diabetes), โรคระบบทางเดินหายใจ (respiratory disease) เรื้อรัง (chronic), และมะเร็ง  มีแนวโน้มมากยิ่งขึ้น (more likely) ที่จะพัฒนา (ทำให้ปรากฏขึ้นมา, ทำให้เจริญ, ทำให้ก้าว หน้า) (develop) ความเจ็บป่วย (จากโควิด-๑๙) อย่างรุนแรง (serious illness)

            วิธีที่ดีที่สุดที่จะป้องกันและทำให้การแพร่เชื้อช้าลง (slow down transmission)  คือ  ได้รับข่าวสารเป็นอย่างดี (มีความรู้อย่างดี, สันทัดกรณีอย่างดี) (well informed) เกี่ยวกับเชื้อไวรัสโควิด-๑๙,  (และ) โรคที่มัน (โควิด-๑๙) ทำให้เกิดขึ้น  และมันแพร่กระจาย (spreads) ได้อย่างไร,  จงปกป้อง (Protect) ตัวคุณเองและคนอื่นๆ จากการติดเชื้อ (การติดโรค) (infection)  โดยการล้างมือของคุณเป็นประจำ (สม่ำเสมอ) (regularly) ด้วยสบู่และน้ำ,  ถู (rubbing) มือของคุณด้วยแอลกอฮอล์,  หลีกเลี่ยงการสัมผัส (แตะ) (touching) ใบหน้าของคุณ,  และหลีกเลี่ยงการติดต่ออย่างใกล้ชิด (close contact) (๑ เมตร) กับผู้คนซึ่งไม่สบาย (ป่วย, มีประจำเดือน) (unwell)

            เชื้อไวรัสโควิด-๑๙ แพร่กระจาย (spreads) ส่วนมาก (ส่วนใหญ่, อย่างสำคัญ, แรกเริ่ม) (primarily) ผ่านทางการสัมผัส (การติดต่อ) กับบุคคลซึ่งติดเชื้อ (infected persons)  เมื่อพวกเขาไอ (กระแอม) (cough) (คอฟ) หรือจาม (sneeze),  มัน (เชื้อไวรัสฯ) ยังแพร่กระจายเช่นกัน  เมื่อบุคคลสัม ผัส (แตะ) (touches) กับพื้นผิว (ผิวหน้า, ผิว, ผิวนอก, ผิวพื้น, โฉมหน้า, ด้านหน้า, การขนส่งทางพื้นดินหรือทางเรือ) (surface)  หรือวัตถุ (object) ซึ่งมีเชื้อไวรัสอยู่บนมัน  (และ) ต่อจากนั้นก็สัมผัสกับดวงตา, จมูก หรือปากของตน

            ในขณะนี้  ยังไม่มีวัคซีนหรือการเยียวยารักษา (treatments) เฉพาะเจาะจง  (specific) สำหรับโควิด-๑๙,  อย่างไรก็ตาม  มีลักษณะเฉพาะ (คุณสมบัติเฉพาะ, สันดาน, อุปนิสัย) (traits) ด้านเวชกรรม (clinical) (หรือ  การรักษาพยาบาลคนป่วย) ที่กำลังดำเนินต่อไป (ongoing) จำนวนมาก  ซึงประเมิน (evaluating) การรักษาพยาบาล (treatments) ที่เป็นไปได้ (มีความสามารถซ่อนเร้นอยู่) (potential)  ทั้งนี้  องค์การอนามัยโลกจะยังคงให้ข้อมูลข่าวสารที่ทันสมัย (ทันเหตุการณ์) (updated) ต่อไป  ในทันทีที่การค้นพบ (สิ่งที่ค้นพบ) (findings) ทางด้านเวชกรรม (การรักษาพยาบาลคนป่วย) (clinical) สามารถหามาได้ (available)

            ในปัจจุบัน  จำนวนของกรณี (โรค, คนไข้, เรื่อง) (cases) ที่ได้รับการยืนยัน (confirmed) แล้วของเชื้อโคโรนาไวรัส  จำนวน ๑,๔๔๒,๗๖๓ รายทั่วโลก  และมันยังคงเพิ่มขึ้นต่อไป (continues to grow) ในอัตราที่น่าตกใจ (alarming),  โดยมีผลกระทบกับ (affecting) ๒๐๙ ประเทศทั่วโลก (across the world)  และคร่า (เรียกร้อง, อ้างสิทธิ, อ้าง, เรียกค่าเสียหาย) (claiming) ชีวิต (lives) ผู้คนไปจำนวน ๘๒,๘๐๘ ราย  พร้อมกับมีการ (รักษา) หายจากโรค (recoveries) จำนวน๓๐๓,๗๒๘ ราย,  สหรัฐฯ ในปัจจุบันบันทึก (records) (ผู้ติดเชื้อ) มากกว่าประเทศอื่นใด  หรือ ๔๐๐,๗๖๓ รายของผู้ป่วยด้วยเชื้อโคโรนาไวรัสซึ่งได้รับการยืนยันแล้ว (confirmed coronavirus cases)  และมีผู้เสียชีวิต (deaths) จำนวน ๑๒,๘๙๕ ราย  รวมทั้ง (มากกว่า) ประเทศจีน  ที่ซึ่งเชื้อไวรัสกำเนิดขึ้นมา (originated)  แต่บันทึกผู้เสียชีวิตเพียง ๓,๓๓๕ ราย,  ในขณะเดียวกัน (Meanwhile)  สเปนและอิตาลีอยู่ในอันดับ (rank) ๒ และ ๓  ของผู้ป่วยที่ได้รับการยืนยัน (confirmed cases) จำนวน ๑๔๑,๙๔๒ ราย และ๑๓๕,๕๘๖ รายตามลำดับ (respectively)  แต่มีจำนวนผู้เสียชีวิต (death tolls) สูงกว่า  คือ  ๑๔,๐๔๕ ราย และ ๑๗,๑๒๗ รายตามลำดับ (ข้อมูล ณ วันที่ ๘ เมษายน ๒๕๖๓)

            อย่างไรก็ตาม  มิใช่การติดเชื้อ (infections) ทั้งหมดเหล่านี้ได้แสดงตัวเอง (presented themselves) ในแบบเดียวกัน,  ทั้งนี้  ผู้ป่วยเชื้อโคโรนาไวรัสกำลังแสดงให้เห็น (showing) ระดับต่างๆ ของอาการของโรค (a wide range of symptoms)  และเหตุผลที่แน่นอนว่าทำไม (exact reason why) (จึงเป็นเช่นนั้น) ยังคงเป็นเรื่องลึกลับ (สิ่งลี้ลับ, ความลี้ลับ, สิ่งที่ไม่สามารถอธิบายได้, ความลับ, นิยายที่เกี่ยวกับการสืบหาและจับกุมอาชญากร) (mystery)  แต่เราก็มีร่องรอย (เบาะแส, เงื่อนงำ, เงื่อนปม) (clues) เกี่ยวกับว่าปัจจัยอะไร (what factors)  สามารถมีผลกระทบกับ (มีอิทธิพลต่อ(influence) ความรุนแรง (severity) ของโรค (โควิด-๑๙)

            ในขณะที่อาการของโรคที่ธรรมดาสามัญ (ทั่วไป, พร้อมกัน, ร่วมกัน) (common) ที่สุด  คือ  ไข้ (โรคที่มีอาการไข้, อาการตื่นเต้นอย่างมาก) (fever)การไอ (cough) และการหายใจสั้นหรือถี่ (shortness of breath),  มีรายงานมากมาย (numerous reports) ของผู้ป่วยเชื้อโคโรนาไวรัส (coronavirus patients)  ซึ่งประสบกับอาการของโรคทีไม่เกี่ยวกับระบบทางเดินหายใจ (non-respiratory symptoms)  ทั้งนี้  การศึกษาผู้ป่วย (โควิด-๑๙) จำนวน ๒๐๔ รายในมณฑลหูเป่ย ประเทศจีน  ซึ่งได้รับการตีพิมพ์ (published) ในวารสารอเมริกันเกี่ยวกับโรคกระเพาะและลำไส้ (American Journal of Gastroenterology) พบว่า  มากกว่าครึ่งหนึ่งของผู้ป่วยประสบกับอาการเกี่ยวกับกระเพาะและลำไส้ (gastrointestinal)  เช่น  การสูญเสียความอยากอาหาร (loss of appetite), อาการคลื่นเหียน (ความสะอิดสะเอียน, ความเกลียดชัง) (nausea) (น้อ-เซีย), การอาเจียน (vomiting) และโรคท้องร่วง (diarrhea) (ได-อะ-เรีย),  โดยหนังสือพิมพ์นิวยอร์กไทม์รายงานว่า  เชื้อโคโรนาไวรัสบางทีก็แสดงตัว (presents) ด้วยอาการของโรค (การชี้บอก, สิ่งที่บอก, เครื่องหมายแสดง) (indications) ทางประสาท (neurological)  รวมทั้งการบวม (โรคบวม, การพอง, การโป่ง, การขยายตัว) (swelling) ของสมอง (brain)  และการเกิดอาการของโรคขึ้นอย่างกะทันหัน (อาการปัจจุบันของโรค, การเป็นลม, การจับ, การจับกุม, การยึด, การยึดถือ, การยึดครอง, การฉวย) (seizures),  ส่วนกรณี (ราย) (cases) อื่นๆ ได้แสดงผลที่เกิดขึ้น (ประเด็น, สิ่งที่ปล่อยออกมา, สิ่งตีพิมพ์, ฉบับ, ชุด, หัวข้อปัญหา) (issues) เกี่ยวกับหัวใจ (cardiac) (หมายถึง  โรคหัวใจ)  เช่นเดียวกับการเจ็บปวดกล้ามเนื้อ (muscle aches)  และความเหน็ดเหนื่อย (ความเพลีย, ความเมื่อยล้า, งานที่หนัก, งานที่ใช้แรง, งานกรรมกร) (fatigue) (ฟะ-ทิ้ก) อย่างสุดโต่ง (อย่างยิ่ง) (extreme)

            และก็ยังมีผู้ป่วยผู้ซึ่งได้ทดสอบแล้วว่าเป็นบวก (positive) สำหรับเชื้อไวรัส (คือ ติดเชื้อ)  แต่รายงานอาการไม่รุนแรง (report mild symptoms)  หรือไม่มีอาการเลย (none at all),  โดยมันได้ถูกพบว่า  เชื้อโคโรนาไวรัสมีผลกระทบต่อผู้คนในแบบแตกต่างกันดังกล่าว (in such different ways)  เนื่องมาจาก (due to) อายุ (age) และภาวะ (ฐานะ, สภาพ, สภาพการณ์, ตำแหน่ง, ยศ) (status) ด้านสุขภาพ (health),  ทั้งนี้  ผู้คนอายุใดก็ตาม (People of any age) สามารถเจ็บป่วย (get sick) ได้จากเชื้อโคโรนาไวรัสและเสียชีวิตเพราะมัน (die from it)  แต่อัตราการตาย (fatality rate) จากเชื้อโคโร นาไวรัสสูงสุดในประชากรที่อายุมากกว่า (older populations)ในทำนองเดียวกัน (Similarly)  ผู้คนที่มีความผิดปกติ (ความไม่เป็นระเบียบ, ความยุ่งเหยิง, ความสับสน) (disorders) ของหัวใจหรือปอด (lung), โรคเบาหวาน (diabetes), หรือปัญหาสุขภาพอื่นๆ  อาจจะเจ็บป่วยมากขึ้น (get sicker) จากเชื้อโคโรนาไวรัส  เนื่องมาจากผลที่เกิดขึ้น (ประเด็น) (issues) ด้านสุขภาพ (health) ที่แฝงอยู่ (อยู่ข้างใต้, เป็นรากฐาน, มีสิทธิก่อน) (underlying) เหล่านั้น


เรียน   ท่านผู้ติดตามอ่านเว็บไซต์  “everydayenglish.pwa.co.th                  


                ถ้าท่านมีคำแนะนำให้ปรับปรุงเว็บไซต์นี้ประการใด  กรุณาส่ง e-mail ไปที่  ดร. วัชรินทร์  ภูเขาทอง  อดีต  ผอ. สำนักวิทยาการ  การประปาส่วนภูมิภาค  ผู้จัดทำเว็บไซต์นี้  ตาม  “Address”  (โปรดระบุหัวเรื่องด้วยว่า  “ปรับปรุงเว็บไซต์”)   เพื่อที่ผู้จัดทำฯ จะได้ปรับปรุงเนื้อหาได้ตรงตามความประสงค์ของผู้อ่านเว็บไซต์นี้ต่อไป






หมวดข้อสอบ READING (ตอนที่ 74)

การประปาส่วนภูมิภาค  “มุ่ง-มั่น-เพื่อปวงชน”


DirectionRead the following passage and choose the best answer for each question.

(จงอ่านบทความต่อไปนี้  และเลือกคำตอบที่ดีที่สุดสำหรับแต่ละคำถาม)


A Lesson from a Gold Rush


          One of the most common causes of failure is the habit of quitting when one is faced by temporary defeat.  Every person is guilty of this mistake at one time or another.

          An uncle of Ray Darby was hit by “gold fever” in the gold rush days, and went west to dig and get rich.  He had never heard that more gold has been mined from the thoughts of men than has ever been taken from the earth.  He staked a claim and went to work with pick and shovel. 

          After weeks of labor, he was rewarded by the discovery of the shining ore.  He needed machinery to bring the ore to the surface.  He retraced his footsteps to his home in Maryland and told his relatives of the “strike.”  They got together money for the needed machinery and had it shipped.  The uncle and Darby went back to work the mine.

          The first car of ore was mined and shipped to a smelter.  The returns proved they had one of the richest mines in Colorado!

          Down went the drills!  Up went the hopes of Darby and his uncle!  Then something happened.  The vein of gold ore disappeared!  They drilled on, desperately trying to pick up the vein again - - all to no avail.  They decided to quit.

          They sold the machinery to a junk man for a few hundred dollars, and took the train back home.  The junk man called in a mining engineer to look at the mine and do a little calculation.  The engineer advised that the project had failed because the owners were not familiar with “fault lines.”  His calculations showed that the vein would be found just three feet from where the Darbys had stopped drilling!  The junk man took millions of dollars in ore from the mine because he knew enough to seek expert counsel before giving up.


1. The statement “……......….. more gold has been mined from the thoughts of men than has ever been taken from the earth” in the second paragraph means _______________.

(คำกล่าว  “.................. ทองได้ถูกขุดจากความคิดของมนุษย์  มากกว่าที่ได้เคยถูกนำขึ้นมาจาก (ใต้) ดิน”  ในพารากราฟที่ ๒  หมายถึง ________________)

    (a) One usually gets more gold than one expects.    (บุคคลโดยปกติแล้วได้รับทองมากกว่าที่เขา


    (b) One cannot dig up all the gold one finds.    (บุคคลไม่สามารถขุดทองทั้งหมดที่เขาพบขึ้นมาได้)

    (c) The amount of gold that one gets is less than one expects.    (ปริมาณของทองที่บุคคล

          ได้รับ  น้อยกว่าที่เขาคาดหวัง)  (คือ  ทองที่มนุษย์ (นักขุดทอง) ขุดได้จากใต้พื้นดิน  น้อยกว่า

          ทองที่เขาคาดหวัง  หรือคิดไตร่ตรองไว้ในสมองของตน)

    (d) The amount of gold that one expects is less than one gets.    (ปริมาณทองที่บุคคลคาดหวังไว้ 


2. In the first paragraph, “failure” refers to _______________________________________.

(ในพารากราฟแรก,  “ความล้มเหลว, การสอบตก”  หมายถึง ___________________________)

    (a) indication    (สิ่งที่บ่งชี้-ชี้บอก, การชี้บอก, เครื่องหมายแสดง)

    (b) proportion    (สัดส่วน, อัตราส่วน, ความสัมพันธ์ที่เหมาะสมหรือสำคัญ, ขนาดที่สัมพันธ์กัน)

    (c) inventory    (รายการสิ่งของ-ทรัพย์สิน-สินค้า, แค็ตตาล็อก, สิ่งของ ทรัพย์สินหรือสินค้าในรายการ

          ดังกล่าว, การทำรายการดังกล่าว)

    (d) motivation    (แรงกระตุ้น, สิ่งจูงใจ)

    (e) barrier    (ปัญหา, อุปสรรค, สิ่งกีดขวาง)

    (f) petition    (การร้องเรียน, การร้องทุกข์, การถวายฎีกา, การอ้อนวอน, หนังสือร้องเรียน, ฎีกา)

    (g) fiasco    (ฟิ-แอส-โค)  (การล้มเหลวอย่างสิ้นเชิง)

    (h) memorandum    (บันทึกความจำ, บันทึก, หนังสือบริคณห์สนธิ, ข้อความที่บันทึกไว้, เอกสารข้อสัญญา,


3. “quitting” in paragraph 1 means _____________________________________________.

(“เลิก, หยุด, ละทิ้ง, ยุติ, เพิกถอน, สลัด, ปลดเปลื้อง, ลบล้าง, ลาออก, ออกจาก”  ในพารากราฟ ๑  หมายถึง ______________)

    (a) commending    (ยกย่อง, สรรเสริญ)

    (b) reprimanding    (ประณาม, กล่าวหาอย่างรุนแรง)

    (c) opposing    (ต่อต้าน, คัดค้าน, ขัดขวาง, ขัดแย้ง, ไม่เห็นด้วย, อยู่ฝ่ายตรงกันข้าม)

    (d) scaring    (ทำให้ตกใจ, ทำให้กลัว)

    (e) eroding    (เซาะ, กัดกร่อน, สึกกร่อน, ทำให้กร่อน, ทำให้น้อยลง)   

    (f) impeding    (อิม-พี้ด-ดิง)  (ขัดขวาง, กีดขวาง, เป็นอุปสรรค, กันไม่ให้เกิด)

    (g) extoling    (สรรเสริญ, ยกย่อง)

    (h) stopping    (หยุด, เลิก, ยุติ, ห้าม, ยับยั้ง, จอด, ขัดขวาง, ป้องกัน, ขัดขวาง, ตัดขาด, หยุดชำระ)

4. The word “guilty” in paragraph 1 may be replaced by ______________________________.

(คำว่า  “มีความผิด, รู้สึกผิด, เกี่ยวกับความผิด”  ในพารากราฟ ๑  อาจแทนโดย ______________)

    (a) awkward    (งุ่มง่าม, เคอะเขิน, เก้งก้าง, ไม่รู้จะทำอย่างไรดี)

    (b) reckless    (สะเพร่า, ไม่รอบคอบ)

    (c) forceful    (มีพลัง, มีอำนาจ, เข้มแข็ง, เด็ดเดี่ยว)

    (d) inevitable    (ไม่อาจหลีกเลี่ยงได้)

    (e) arid    (แอ๊ร์-ริด)  (แห้งมาก, แล้ง, ไม่มีความชื้น, ไม่มีรสชาติ, จืดชืด)

    (f) erring    (เออร์-ริง)  (ทำผิด, ทำผิดพลาด, ทำไม่ถูกต้อง, ออกนอกทาง, ทำบาป, ทำชั่ว,


    (g) lethargic    (ลิ-ธ้าร์-จิค)  (เฉื่อยชา, เซื่องซึม, ง่วงเหงาหาวนอน)

    (h) lethal    (ลี้-เธิ่ล)  (ร้ายแรงถึงตาย, เป็นอันตรายถึงตาย, ทำให้ตาย, ถึงตาย, ร้ายแรง)

5. What happened to Ray Darby’s uncle before he started mining?

(อะไรเกิดขึ้นกับลุงของเรย์ ดาร์บี  ก่อนที่เขาจะเริ่มต้นขุดทอง)

    (a) He was hit by a piece of ore.    (เขาถูกตี-ทุบด้วยสินแร่ก้อนหนึ่ง)

    (b) He became ill as a result of gold fever.    (เขาป่วยเนื่องมาจากไข้ (ความคลั่งไคล้) ทอง)

    (c) He was overwhelmed by the thought of gold.    (เขาถูกครอบงำไปด้วยความคิดถึงทอง

          (ดูคำตอบจากประโยคแรกของพารากราฟ ๒ ที่กล่าวว่า  “ลุงคนหนึ่งของเรย์ ดาร์บี  ถูกโจมตี

          ด้วย “ความคลั่งไคล้ทอง” ในยุคสมัยของการตื่นทอง  และเดินทางไปทางภาคตะวันตกเพื่อ

          ขุด (ทอง) และร่ำรวย)

    (d) He staked a claim and began to dig.    (เขาเสี่ยง (ทำตาม) คำกล่าวอ้าง (ว่ามีทอง) และเริ่มต้นขุด)

6. What does “staked” in the second paragraph mean?

(“เสี่ยง, วางเดิมพัน, สนับสนุน, ค้ำจุน, ปักหลัก, ปักเสา, ลงเสาเข็ม, ลงหมุด, รังวัดปักเขต”  ในพารากราฟ ๒  หมายถึงอะไร)

    (a) displayed    (แสดง, เปิดเผย)  (เมื่อเป็นคำนาม  “Display”  หมายถึง  “การแสดง, นิทรรศการ”)

    (b) accustomed    (ทำให้คุ้นเคยหรือเคยชิน)

    (c) notified    (แจ้ง, แจ้งความ, ประกาศ, บอกให้ทราบ)

    (d) eulogized   (ยู้-ละ-ไจซ)  (สรรเสริญ, เขียนหรือกล่าวคำสรรเสริญ)

    (e) risked    (เสี่ยง, เสี่ยงภัย, เสี่ยงทำ, ลอง)

    (f) established    (สร้าง, สถาปนา, ก่อตั้ง, ทำให้เกิดขึ้น, ตั้งมั่น, กำหนด, บัญญัติ, พิสูจน์)

    (g) strengthened    (ทำให้แข็งแรงขึ้น, เพิ่มประสิทธิภาพ, ให้พลัง, แข็งแรงขึ้น, มีพลังมากขึ้น,


    (h) impaired    (ทำให้เลวลง, ทำให้เสียหาย, ทำให้ได้รับบาดเจ็บ, ทำให้อ่อนแอ, ลดคุณค่า)

7. Why couldn’t Ray Darby’s uncle bring the ore he found to the surface?  He couldn’t because he ________________.

(ทำไมลุงของเรย์ ดาร์บี  จึงไม่สามารถนำสินแร่ที่เขาพบขึ้นมาบนพื้นผิวดิน,  เขาไม่สามารถฯ  เพราะว่าเขา _____________)

    (a) didn’t work hard    (มิได้ขยัน)

    (b) had gold fever    (มีความคลั่งไคล้ทอง)

    (c) lacked mining skills    (ขาดทักษะการขุดแร่)

    (d) had only simple tools    (มีเพียงเครื่องมือง่ายๆ – เช่น พลั่ว, เสียม, อีเตอร์ – เท่านั้น)  (ดูคำ

          ตอบจากประโยคสุดท้ายของพารากราฟ ๒ ที่กล่าวว่า  “เขา (ลุง) เสี่ยง (ทำตาม) คำกล่าวอ้าง

          (ว่ามีทองในพื้นที่)  และลงมือทำงานด้วยอีเตอร์, จอบ  และพลั่ว, เสียม)

8. What does the “strike” in the third paragraph refer to?

(“การพบสายแร่ (ทอง), การเจาะพบน้ำมัน, การตี-ต่อย-ชก, การนัดหยุดงาน”  ในพารากราฟ ๓ หมายถึงอะไร)

    (a) The discovery of gold    (การค้นพบทองคำ)

    (b) The need for machinery    (ความต้องการเครื่องจักรกล)

    (c) The collection of money    (การเก็บรวบรวมเงิน)

    (d) The method of gold mining    (วิธีการขุดทอง)

9. What would be an accurate description of the Darbys during the first few days of their work?

(อะไรจะเป็นการพรรณนาอย่างถูกต้องเกี่ยวกับครอบครัวดาร์บี (เรย์ ดาร์บีและลุงของเขา) ในระหว่าง ๒ – ๓ วันแรกของงานของพวกเขา)

    (a) They were desperate.    (พวกเขาท้อแท้-สิ้นหวัง)

    (b) They had great hopes.    (เขามีความหวังอย่างยิ่ง – อย่างเต็มที่ – ว่าจะเจอทอง)

    (c) They thought about quitting.    (พวกเขาคิดว่าจะเลิก-ยุติ  การขุดทอง)

    (d) They no longer wanted to drill.    (พวกเขาไม่ต้องการขุด-เจาะต่อไปอีกแล้ว)

10. What does “returns” in the fourth paragraph mean?

(“ผลตอบแทน, ผลกำไร, ดอกผล, ผลลัพธ์, ผลการเลือกตั้ง, การกลับ, การกลับคืน, การกลับมา, การคืนสู่, การโต้ตอบ, การโต้แย้ง”  ในพารากราฟ ๔  หมายถึงอะไร)

      (a) investments    (การลงทุน)

      (b) inventories    (รายการสิ่งของ-ทรัพย์สิน-สินค้า, แค็ตตาล็อก, สิ่งของ ทรัพย์สินหรือสินค้าใน

            รายการดังกล่าว, การทำรายการดังกล่าว)

      (c) traditions    (จารีต, ประเพณี, จารีตนิยม, ธรรมเนียม, ประเพณีสืบทอด)

      (d) imitations    (การเลียนแบบ, การลอกเรียน)

      (e) depressions    (พายุโซนร้อน, ความซึมเศร้า, ความหดหู่)

      (f) habitats    (ถิ่นที่อยู่อาศัยของสัตว์ตามธรรมชาติ)

      (g) yields    (ยีลด์ส)  (ผลที่ได้, การให้ผล, สิ่งที่เป็นผลขึ้น, การผลิต, ผล, ผลผลิต,

            ผลิตภัณฑ์, ประโยชน์ที่ได้รับ)

      (h) hypotheses    (สมมุติฐาน)

11. Why did the Darbys quit their work?

(ทำไมครอบครัวดาร์บี – เรย์ ดาร์บีและลุง – จึงละทิ้งงาน (ขุดทอง) ของตน)

      (a) The gold they had disappeared.    (ทองที่พวกเขามี  หายไป)

      (b) The ore they got was not gold.    (สินแร่ที่พวกเขามี  ไม่ใช่ทอง)

      (c) They couldn’t find any more gold.    (พวกเขาไม่สามารถเจอทองมากขึ้น)  (ดูคำตอบ

           จากพารากราฟ ๕)

      (d) The drilling made the vein of gold disappear.    (การขุดเจาะทำให้สายแร่ทองหายไป)

12. The phrase “to no avail” in paragraph 5 refers to _______________________________.

(วลี  “ไม่สำเร็จ, ไม่มีประโยชน์”  ในพารากราฟ ๕  หมายถึง _________________________)

      (a) obsolete    (ล้าสมัย, เลิกใช้แล้ว)

      (b) dilapidated    (ดิ-แล้พ-พิ-เด-ทิด)  (ปรักหักพัง, ชำรุดทรุดโทรม, เน่าเปื่อย)

      (c) intimate    (คุ้นเคย, ใกล้ชิด, สนิทสนม, ลึกซึ้ง, ที่สนิทสนมในทางเพศ)  (เมื่อเป็นคำนาม

            หมายถึง  “เพื่อนสนิท”)

      (d) superb    (ดีเลิศ, ดีเยี่ยม, ยอดเยี่ยม, มากมาย, ใหญ่ยิ่ง, โอ่อ่า, สง่างาม)

      (e) fruitless    (ไม่บังเกิดผล, ไม่มีประโยชน์, ไร้ผล, เป็นหมัน)

      (f) controversial    (ซึ่งถกเถียงกัน-โต้แย้งกัน, ซึ่งมีปัญหา, ซึ่งยังเถียง-ทะเลาะกันอยู่)

      (g) robust    (แข็งแรง (ร่างกาย, การเงิน), เข้มแข็ง, มีกำลังมาก, กำยำ, ที่ใช้กำลังมาก,

            เอางานเอาการ, อุดมสมบูรณ์)

      (h) remarkable    (ริ-ม้าร์ค-คะ-เบิ้ล)  (พิเศษ, น่าทึ่ง, ยอดเยี่ยม, น่าสังเกต)

13. What did the junk man have that the Darbys lacked?

(อะไรที่คนขายของเก่ามี  ซึ่งครอบครัวดาร์บีไม่มี)

      (a) Mathematical skill    (ทักษะทางคณิตศาสตร์)

      (b) Modern machinery    (เครื่องจักรกลทันสมัย)

      (c) Wealthy friends    (เพื่อนที่มั่งคั่งร่ำรวย)

      (d) Expert counselling    (การให้คำแนะนำปรึกษาของผู้เชี่ยวชาญ)  (ดูคำตอบจากประโยค

            สุดท้ายของพารากราฟสุดท้ายที่กล่าวว่า  “คนขายของเก่าได้เงินไปหลายล้านดอลลาร์จาก

            สินแร่ (ทองคำ) จากเหมืองแห่งนี้  เพราะว่าเขารู้เพียงพอที่จะเสาะหาคำแนะนำ (คำปรึกษา)

            ของผู้เชี่ยวชาญ  ก่อนที่จะยอมแพ้ (เลิกทำ)”)

14. What does “junk man” in the final paragraph refer to?

(“คนขายของเก่า, คนขายของไม่ใช้แล้ว, คนขายของสัพเพเหระ”  ในพารากราฟสุดท้าย  หมายถึงอะไร)

      (a) garbage man    (คนเก็บขยะ)

      (b) porter    (คนขนของ)

      (c) traitor    (คนขายชาติ, คนทรยศ)

      (d) correspondent    (ผู้สื่อข่าว, ผู้โต้ตอบจดหมายในธุรกิจ)

      (e) person selling old and second-hand goods at a cheap price    (บุคคลที่ขายของเก่า


      (f) drunkard    (คนขี้เหล้าเมายา)

      (g) ex-millionaire    (คนเคยรวย, อดีตเศรษฐี)

      (h) jobseeker    (คนหางานทำ)

15. According to the story, what might Darby and his uncle have achieved?

(ตามที่เรื่อง – บทความ – กล่าว,  ดาร์บีและลุงของเขาอาจจะได้รับอะไร – ถ้าไม่ทิ้งงานเสียกลางคัน)

      (a) Fame    (ชื่อเสียง, เกียรติยศ, กิตติศัพท์)

      (b) Exhaustion    (การหมดกำลัง, ความเหน็ดเหนื่อยหรืออ่อนเพลียที่สุด, การทำให้หมด,

            การสูบหรือดูดออกหมด, การใช้กำลังหมด, ไอเสีย)

      (c) Prosperity    (ความมั่งคั่ง, ความสำเร็จ, ความเจริญรุ่งเรือง, ความเฟื่องฟู)  (เนื่องจาก


      (d) Bankruptcy    (การล้มละลาย, ภาวะสิ้นเนื้อประดาตัว, ความล้มเหลว)

16. What were the feelings of the Darbys”s relatives when they were asked for money to buy tools and when the two men quit their work?

(อะไรคือความรู้สึกของญาติๆ ของครอบครัวดาร์บี (ดาร์บีและลุง)  เมื่อพวกเขาถูกขอเงินซื้อเครื่องมือ  และเมื่อทั้ง ๒ คนทิ้งงาน (ขุดทอง) ของตน)

      (a) Annoyed and then eager    (ขุ่นเคืองและจากนั้นก็กระตือรือร้น-ทะเยอทะยาน)

      (b) Doubtful and then relieved    (สงสัย-กังขา  และจากนั้นก็โล่งอก)

      (c) Curious and then fulfilled    (อยากรู้อยากเห็น  และจากนั้นก็ (รู้สึก) ประสบผลสำเร็จ)

      (d) Enthusiastic and then disappointed    (กระตือรือร้น  และต่อจากนั้นก็ผิดหวัง)

            (ดูคำตอบจากพารากราฟ ๓ ที่กล่าวว่า  “................. พวกญาติๆ รวมเงินกันซื้อเครื่อง

            จักรตามที่ถูกร้องขอ  แสดงว่าพวกเขากระตือรือร้นที่จะช่วยเหลือ  เพราะเชื่อว่าดาร์บี

            และลุงจะเจอทองเมื่อใช้เครื่องจักรขุด  แต่ต่อมาเมื่อทั้ง ๒ คนยุติการขุดเมื่อไม่พบทอง 

            ญาติๆ ก็น่าจะรู้สึกผิดหวัง  ที่พวกตนออกเงินช่วยไปแล้ว  แต่ไม่ได้ผลอะไร”)

17. The word “seek” in the sixth paragraph may be replaced by ________________________.

(คำว่า  “เสาะหา, แสวงหา, สืบหา, พยายามได้มา, สำรวจ, ค้นหา, ค้นคว้า”  ในพารากราฟ ๖  อาจแทนโดย _______________)

      (a) encroach    (เอน-โคร้ช)  (ล่วงล้ำ, บุกรุก, ล่วงละเมิด, ล่วงเกิน)

      (b) exterminate    (ทำลาย, ทำลายอย่างสิ้นซาก)

      (c) evacuate    {อพยพ, ขนย้าย  (คนจากที่น้ำท่วมหรือไฟไหม้), ถอนตัวออกจาก}

      (d) emit    (ปล่อยหรือส่งออกมา เช่น ควัน, ก๊าซ ฯลฯ)

      (e) identify    (ระบุ, บอกชื่อ, จำแนกแยกแยะ, พิสูจน์หรือหาเอกลักษณ์, ชี้ตัว)

      (f) search for    (ค้น, หา, สืบหา, สืบสวน, สอดส่อง, สอบถาม, ตรวจสอบ, พินิจพิเคราะห์,


      (g) bicker    (ทะเลาะวิวาท, ทุ่มเถียง, โต้เถียง)

      (h) grumble    (บ่น, ครวญ, แสดงความไม่พอใจ, คำราม)

18. “giving up” in the last paragraph is closest in meaning to __________________________.

(“ยอมแพ้, ละทิ้ง, เลิกทำ”  ในพารากราฟสุดท้าย  ใกล้เคียงที่สุดในความหมายกับ ____________)

      (a) circulating    (หมุนเวียน)

      (b) trespassing    (บุกรุก, รุกล้ำ, ล่วงล้ำ, ละเมิด, ล่วงเกิน)

      (c) pondering    (ตรึกตรอง, ไตร่ตรอง)

      (d) specifying    (ระบุ, ระบุชื่อ, ระบุรายละเอียด, กำหนด, กำหนดรายละเอียด)

      (e) surrendering    (ยอม, ยอมแพ้, ยอมจำนน, ละทิ้ง, ทอดทิ้ง, ยกเลิก, ยอมตาม, สละ,

           ปล่อย, มอบตัว)

      (f) perspiring    (เหงื่อออก, ขับเหงื่อ, ซึมออกจากรู)

      (g) hibernating    (ไฮ้-เบอะ-เนท-ทิง)  (จำศีลในฤดูหนาว, เก็บตัวอยู่ในรัง (รู, ถ้ำ) ในฤดูหนาว,

            อยู่อย่างสันโดษ, หลับในฤดูหนาว, หลบหนาว)

      (h) reproaching    (ตำหนิ, ว่ากล่าว, ต่อว่า, ดุ, ประณาม, ทำให้ถูกตำหนิ, ทำให้ขายหน้า)

19. What does the story of the Darbys illustrate?

(เรื่องราวของครอบครัวดาร์บียกตัวอย่าง – แสดงให้เห็น – อะไร)

      (a) A bad habit can cause unexpected failure.    (นิสัยไม่ดีสามารถทำให้เกิดความล้มเหลว


      (b) A serious mistake can cause people to feel guilty.    (ความผิดร้ายแรงสามารถทำให้


      (c) A lack of experience often causes disaster.    (การขาดประสบการณ์บ่อยครั้งก่อให้เกิด


      (d) A minor setback often causes people to give up.    (ความล้มเหลว-ความพ่ายแพ้-การ

            หยุดความก้าวหน้า  เล็กน้อย  บ่อยครั้งเป็นสาเหตุให้ผู้คนยอมแพ้)  (กล่าวคือ  เมื่อเรย์ ดาร์บี

            และลุงขุดลงไปแล้วไม่พบทองก็เลิกกลางคัน  ส่วนคนขายของเก่าขอคำปรึกษาจากวิศวกร

            เหมืองแร่  แล้วลงมือขุดต่อไปอีกนิดเดียว  ก็พบทองจำนวนมาก)

20. Which is NOT true according to the passage?

(ข้อใดต่อไปนี้ไม่เป็นความจริง – ไม่ถูกต้อง – ตามที่เนื้อเรื่อง – บทความ – กล่าว)

      (a) Ray Darby’s uncle found gold after several weeks of hard work.    (ลุงของเรย์ ดาร์บี  พบ

            ทอง  หลังจากหลายสัปดาห์ของการทำงานหนัก)  (เป็นความจริง  ดูคำตอบจากประโยคแรกของ

            พารากราฟ ๓)

      (b) A great number of gold diggers went to the west during the gold rush days.    (นักขุดทอง

            จำนวนมากเดินทางไปทางภาคตะวันตก  ระหว่างยุคตื่นทอง)  (เป็นความจริง  ดูคำตอบจากประโยค

             แรกของพารากราฟ ๒)

      (c) The Darbys sold the mine to the junk man at a good price.    (ครอบครัวดาร์บี (ดาร์บี

             และลุง) ขายเหมืองให้กับคนขายของเก่าในราคางาม)  (ไม่เป็นความจริง  ทั้งคู่ขายเครื่อง

             จักรกลให้คนขายของเก่า  ในราคาเพียง ๒๐๐ – ๓๐๐ ดอลลาร์ – ดูคำตอบจากประโยคแรก


      (d) If the Darbys had drilled a little more, they would have found the gold vein again.    (ถ้าครอบ

            ครัวดาร์บีได้ขุดเจาะมากขึ้นอีกเล็กน้อย  พวกเขาก็คงจะได้พบสายแร่ทองคำอีกครั้ง)  (เป็นความจริง 

            ดูคำตอบจากประโยคก่อนประโยคสุดท้ายของพารากราฟสุดท้าย,  แต่ในความเป็นจริง  พวกเขาก็มิได้

            ขุดมากขึ้นอีก  จึงมิได้พบสายแร่ทอง)





            หนึ่งในบรรดาสาเหตุ (causes) ที่ธรรมดาสามัญ (ทั่วไป, ร่วมกัน, เหมือนกัน, พร้อมกัน, สาธารณะ) (common) ที่สุดของความล้มเหลว (การสอบตก) (failure)  คือนิสัย (ความเคยชิน, ธรรมเนียมปฏิบัติ, การติดยาเสพย์ติด) (habit) ของการเลิก (หยุด, ละทิ้ง, ยุติ, เพิกถอน, สลัด, ปลดเปลื้อง, ลบล้าง, ลาออก, ออกจาก) (quitting) (กลางคัน) เมื่อบุคคล (one) ถูกเผชิญหน้า (พบ, หันหน้าไปทาง)  (faced) ความพ่ายแพ้ (defeat) ชั่วคราว (temporary),  ทั้งนี้  บุคคลทุกคนมีความผิด (รู้สึกผิด, เกี่ยวกับความผิด) (guilty) ในความผิดแบบนี้ (คือ  ทิ้งเสียกลางคันเมื่อพบอุปสรรค) ไม่เวลาใดก็เวลาหนึ่ง (at one time or another)

            ลุงคนหนึ่งของเรย์ ดาร์บี  ถูกโจมตี (จู่โจม, ตี, ต่อย, ทุบ, ชก) (hit) ด้วย “ความคลั่งไคล้ทอง (gold fever)”  ในยุคสมัย (days) ของการตื่นทอง (gold rush)  และเดินทางไปทางภาคตะวันตก (went west) เพื่อขุด (dig) (ทอง) และร่ำรวย (get rich),  เขา (ลุง) ไม่เคยได้ยิน (คำกล่าว) ว่า  “ทองได้ถูกขุด (ขุดแร่, ขุดใต้ดิน, ทำทาง, โจมตี, วางทุ่นระเบิด) (mined) จากความคิด (thoughts) ของมนุษย์ (men) มากกว่าที่ได้เคยถูกนำขึ้นมาจาก (ใต้) ดิน (โลก, ปฐพี, พื้นพสุธา, ผงคลี, มวลมนุษย์, สรรพสิ่งทั้งหลายบนโลก) (earth)”  เขาเสี่ยง (วางเดิมพัน, สนับสนุน, ค้ำจุน, ปักหลัก, ปักเสา, ลงเสาเข็ม, ลงหมุด, รังวัดปักเขต) (staked) (ทำตาม) คำกล่าวอ้าง (การอ้างสิทธิ, สิทธิเรียกร้อง, การเรียกร้อง, การเรียกค่าเสียหาย, การขอร้อง, สิ่งที่เรียกร้อง, เงินชดเชยค่าเสียหาย) (a claim) (ว่ามีทองในพื้นที่) และลงมือทำงานด้วยอีเตอร์ (จอบ, เสียม, การขุด, การเจาะ, การเลือก, การคัดสรร) (pick) และพลั่ว (เสียม, เครื่องตัก, เครื่องเซาะ) (shovel)

            หลังจากหลายสัปดาห์ของการใช้แรงงาน (แรงงาน, งาน, อาชีพ, ความอุตสาหะ, ความเจ็บปวดและความพยายามในการคลอดลูก, ระยะเวลาในการคลอดลูกดังกล่าว, กรรมกร) (labor)  เขา (ลุง) ได้รับรางวัล (ได้รับผลตอบแทน) (rewarded) โดยการค้นพบ (discovery) สินแร่ (ore) ที่ส่องแสงระยิบระยับ (ส่องแสง, ส่องสว่าง, เปล่งปลั่ง, สุกใส, โชติช่วง) (shining) (หมายถึง ทองคำ),  เขาต้องการ (needed) เครื่องจักร (machinery) เพื่อที่จะนำสินแร่ขึ้นมาบนพื้นผิวดิน (ผิวหน้า, ผิวนอก, โฉมภายนอก, โฉมหน้า) (surface)  เขาย้อนรอย (retraced) รอยเท้า (ฝีเท้า, การก้าวเท้า, เสียงก้าวเท้า, ระยะห่างของก้าว, ขั้นบันได) (footsteps) ของตนกลับไปที่บ้านในรัฐแมรีแลนด์ (หมายถึง  เดินทางกลับบ้านด้วยเส้นทางเดิมที่เคยเดินทางมา)  และบอกญาติๆ (relatives) ของตนเกี่ยวกับ “การพบสายแร่ (ทอง) ( การเจาะพบน้ำมัน, การตี-ต่อย-ชก, การนัดหยุดงาน) (strike)  พวกญาติๆ รวมเงินกัน (They got together money) สำหรับเครื่องจักรที่ถูกต้องการ (needed) และขนส่ง (shipped) มัน (ไปให้ตามที่ได้รับการร้องขอ)  ลุงและดาร์บีจึงกลับไปทำงานที่เหมืองทอง (work the mine)

            กระเช้าเหล็ก (car) คันแรกที่บรรทุกสินแร่ (ทอง) ถูกขุด (mined) ขึ้นมา  และถูกขนส่งไปยังโรงถลุงแร่ (โรงหลอม, เตาหลอม, ผู้หลอม, ผู้ถลุงแร่, เครื่องหลอม)  (smelter)  ผลตอบแทน (ผลกำไร, ดอกผล, ผลลัพธ์, ผลการเลือกตั้ง, การกลับ, การกลับคืน, การกลับมา, การคืนสู่, การโต้ตอบ, การโต้แย้ง) (returns) พิสูจน์ (proved) ว่าพวกเขา (ประชาชนทั่วไป) มีเหมืองแร่ (ทองคำ) (mines) ที่อุดมสมบูรณ์ที่สุด (richest) แห่งหนึ่งในรัฐโคโลราโด

            เครื่องเจาะขุดลงไปใต้ดิน (Down went the drills)  ส่วนความหวังของดาร์บีและลุงของเขาเพิ่มสูงขึ้น (Up went the hopes of Darby and his uncle) ต่อจากนั้น  บางสิ่งบางอย่างก็เกิดขึ้น  สายแร่ (ทางแร่, เส้นเลือดดำ, ลำเหมือง, เส้นใบไม้, เส้นบนปีกแมลง, ลายเนื้อไม้หรือหิน) (vein) (เวน) ของสินแร่ทองคำ (gold ore) สาบสูญ (สูญหาย, ตาย) (disappeared) ไป,  พวกเขา (ลุงและดาร์บี) ขุดเจาะต่อไป  (drilled on) อย่างสิ้นหวัง (อย่างท้อแท้) (desperately)  โดยพยายาม (trying) ที่จะค้นหา (pick up) สายแร่ (vein) อีกครั้งหนึ่ง  แต่ทั้งหมดทั้งสิ้นก็ไม่สำเร็จ (ไม่มีประโยชน์) (to no avail)  พวกเขาจึงตัดสินใจยุติ (quit) (ขุดทอง)

            พวกเขา (ลุงและดาร์บี) ขายเครื่องจักรให้กับคนขายของเก่า (คนขายของไม่ใช้แล้ว, คนขายของสัพเพเหระ) (junk man) ไปแค่ ๒๐๐ – ๓๐๐ ดอลลาร์  และจับรถไฟกลับบ้าน,  คนขายของเก่าเรียกวิศวกรเหมืองแร่มาพบ (called in a mining engineer) เพื่อดู (look at) เหมือง (the mine) (ทอง)  และทำการคำนวณนิดหน่อย (do a little calculation),  วิศวกรแนะนำ (advised) ว่าโครงการ (ขุดทอง) ล้มเหลว (failed) เพราะว่าเจ้าของ (ลุงและดาร์บี) ไม่คุ้นเคย (familiar) กับ “แนวชั้นหินที่หักหรือเคลื่อนลง (fault lines)”  การคำนวณของเขาแสดงว่า  สายแร่ (vein) จะถูกพบในระยะเพียง ๓ ฟุตจากที่ซึ่งครอบครัวดาร์บี (the Darbys) (หมายถึง  ดาร์บีและลุง) ได้ยุติการขุดเจาะ (stopped drilling),  คนขายของเก่าได้เงินไปหลายล้านดอลลาร์จากสินแร่ (ore) (ทองคำ) จากเหมืองแห่งนี้  เพราะว่าเขารู้เพียงพอที่จะเสาะหา (แสวงหา, สืบหา, พยายามได้มา, สำรวจ, ค้นหา, ค้นคว้า) (seek) คำแนะนำ (คำปรึกษา, คำตักเตือน, ข้อคิดเห็น, ที่ปรึกษากฎหมาย) (counsel) ของผู้เชี่ยวชาญ (expert) ก่อนที่จะยอมแพ้ (ละทิ้ง, เลิกทำ) (giving up)

****หมายเหตุ การตื่นทองครั้งแรกในสหรัฐฯ เกิดขึ้นในรัฐนอร์ธคาโรไลนา ในปี ๑๗๙๙  และต่อมาในรัฐจอร์เจียในปี ๑๘๒๙  และต่อมาในรัฐแคลิฟอร์เนีย  ระหว่างปี ๑๘๔๘ – ๑๘๕๕


เรียน   ท่านผู้ติดตามอ่านเว็บไซต์  “everydayenglish.pwa.co.th                  


                ถ้าท่านมีคำแนะนำให้ปรับปรุงเว็บไซต์นี้ประการใด  กรุณาส่ง e-mail ไปที่  ดร. วัชรินทร์  ภูเขาทอง  อดีต  ผอ. สำนักวิทยาการ  การประปาส่วนภูมิภาค  ผู้จัดทำเว็บไซต์นี้  ตาม  “Address”  (โปรดระบุหัวเรื่องด้วยว่า  “ปรับปรุงเว็บไซต์”)   เพื่อที่ผู้จัดทำฯ จะได้ปรับปรุงเนื้อหาได้ตรงตามความประสงค์ของผู้อ่านเว็บไซต์นี้ต่อไป





หมวดข้อสอบ READING (ตอนที่ 73)

การประปาส่วนภูมิภาค  “มุ่ง-มั่น-เพื่อปวงชน”


DirectionRead the following passage and choose the best answer for each question.

(จงอ่านบทความต่อไปนี้  และเลือกคำตอบที่ดีที่สุดสำหรับแต่ละคำถาม)


Hurricane Andrew : Florida’s Worst Nightmare


          The trail of devastation was unprecedented for a natural disaster in the United States.  When Hurricane Andrew struck, moving from the Bahamas to Miami’s southern suburbs and on towards Louisiana, it caused damage estimated at between $20 billion and $25 billion, or about triple the loss inflicted on the Atlantic coast by Hurricane Hugo in 1989.  About 50,000 people have been left homeless, and 65 killed.  Some 60,000 more, heeding warning, escaped to the north.

          The towns of Homestead and Florida City, which lie in a mostly agricultural area about 40 miles south of Miami, now exist only as names.  Entire section, including the downtown shopping districts were flattened as if they had been hit by bombs.  The surrounding lime and avocado groves, which provide much of the area’s income, were largely destroyed by winds that snapped trees like toothpicks.  Row crops, such as strawberries and tomatoes, were wiped out by heavy rains.  The wind was strong enough to crack oak doors and force palm trees to horizontal.

          Yet the storm did not seriously damage many high-rise buildings; stringent building codes in Florida require that they sway with the wind, and that window-glass is extra thick.  And it delivered no more than a glancing blow to downtown Miami itself.  That was a relief.  The city has not suffered a riot for some time, and is just beginning to recover from years of being portrayed as Americans’ crime and drug capital.  But the local economy is stagnant, with unemployment at more than 10%.  Despite the damage, some observers even thought the hurricane might do some good, it will bring in plenty of construction jobs.

          President George Bush, laden with offers of federal help, came to Miami within 12 hours of the storm.  When Hurricane Hugo struck, it took him a week to get to Charleston; but the incentive to come to Miami was personal.  His son Jeb and three grandchildren live in the path of Hurricane Andrew.  Their house was damaged, slightly.


1. What does the writer discuss in the introduction to the story of Hurricane Andrew?

(ผู้เขียนพูดถึงอะไร  ในการกล่าวนำเรื่องราวของพายุเฮอร์ริเคนแอนดรูว์)

    (a) The general shock of the country    (อาการตื่นตะลึง – ความสะดุ้งตกใจ – ทั่วๆ ไปของประเทศ)

    (b) The long list of damaged cities    (รายชื่อเหยียดยาวของเมืองต่างๆ ที่ได้รับความเสียหาย)

    (c) The severity of destruction    (ความรุนแรงของการทำลายล้าง)  (ดูคำตอบจากพารากราฟ

           แรกที่กล่าวว่า  “ร่องรอยการทำลายล้างของพายุเฮอร์ริเคนแอนดรูว์ไม่เคยมีมาก่อน (คาดไม่

           ถึง) สำหรับภัยพิบัติทางธรรมชาติในสหรัฐฯ  ทั้งนี้  พายุทำให้เกิดความเสียหายระหว่าง

           ๒๐,๐๐๐ – ๒๕,๐๐๐ ล้านดอลลาร์  หรือประมาณ ๓ เท่าของความเสียหายที่เกิดขึ้นกับชาย

           ฝั่งมหาสมุทรแอตแลนติกโดยพายุเฮอร์ริเคนฮูโกในปี ๑๙๘๙”)

    (d) The origin and path of the storm    (จุดกำเนิดและเส้นทางของพายุ)

2. In the first paragraph, “devastation” refers to ____________________________________.

(ในพารากราฟแรก,  “การทำลายล้าง, การล้างผลาญ”  หมายถึง ________________________)

    (a) genocide    (การฆ่าทำลายล้างเผ่าพันธุ์)

    (b) fiction    (เรื่องอ่านเล่น, เรื่องที่แต่งขึ้น)

    (c) discipline     (ดิส-ซิ-พลิน)  (วินัย, ระเบียบวินัย, ข้อบังคับ, การฝึกฝน, การลงโทษ, สาขาวิชา,


    (d) assortment    (การแบ่งประเภท, การเลือกสรร, การคละกัน, ความหลากหลาย)

    (e) compunction    (คัม-พั้งค-ชั่น)  (ความเสียใจต่อการกระทำ, ความไม่สบายใจหรือวิตกกังวล


    (f) embezzlement    (การยักยอก, การฉ้อฉล)

    (g) annihilation    (การทำลายล้าง, ภาวะที่ถูกทำลายล้าง)

    (h) exaggeration    (อิก-แซ้จ-จะ-เร้-ชั่น)  (การพูดเกินความจริง, การโอ้อวด, การเพิ่มหรือขยาย


3. The word “unprecedented” in paragraph 1 means _________________________________.

(คำว่า  “ไม่เคยมีมาก่อน, คาดไม่ถึง , ไม่รู้มาก่อน”  ในพารากราฟ ๑  หมายถึง ________________)

    (a) invisible    (ไม่สามารถมองเห็นได้)

    (b) uneasy    (เป็นทุกข์, เป็นห่วง, วิตกกังวล, กระสับกระส่าย, ไม่สบายใจ)

    (c) placid    (แพลส-ซิด)  (เงียบสงบ, จิตสงบ)

    (d) genteel    (ซึ่งได้รับการอบรมอย่างดี, งดงาม, สละสลวย, สุภาพ, เกี่ยวกับสังคมผู้ดี)

    (e) gratuitous    (กระ-ทู้-อิ-ทัส)  (ฟรี, ให้เปล่า, ไม่สำคัญ)

    (f) defunct    (ดิ-ฟั้งคท)  (ไม่มีผล, หมดอายุ, ตาย, เลิกใช้แล้ว, ไม่มีอยู่อีกต่อไป)

    (g) productive    (ทำให้เกิดผล, อุดมสมบูรณ์, ให้ผลดีหรือมาก, มีอำนาจผลิต)

    (h) unexpected or never happen before    (ไม่ได้คาดคิดมาก่อน  หรือไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อน)

4. “disaster” in paragraph 1 may be replaced by ____________________________________.

(“ภัยพิบัติ, ความหายนะ, ความล่มจม”  ในพารากราฟ ๑  อาจแทนโดย ____________________)

    (a) vandal    (ผู้ทำลายทรัพย์สินสาธารณะ  -  ทั้งแบบที่ตั้งใจและมิได้ตั้งใจ)

    (b) wrath    (ร้อธ หรือ แร้ธ หรือ ร้าธ   แต่นิยมอ่าน  “ร้อธ”)  (ความโกรธเคือง, ความโมโห)

    (c) pinnacle    (ยอด, ยอดภูเขา-ตึก-เจดีย์ ฯลฯ, จุดสุดยอด, ขีดสุด, ส่วนที่เป็นยอดแหลม)

    (d) distress    (ความโศกเศร้าเสียใจ, ความทุกข์ยากลำบาก, ความเคราะห์ร้าย, ภัยพิบัติ)  

          (เมื่อเป็นคำกริยา  หมายถึง  “ทำให้เศร้าโศกหรือทุกข์ยาก”)  

    (e) endurance    (เอน-ดิ๊ว-เริ่นซ)  (ความทรหดอดทน, ความอดกลั้น, ความทนทาน, ความไม่ตาย)

    (f) calamity    (ภัยพิบัติ, ความหายนะ, เคราะห์ร้าย)

    (g) outcome    (ผลลัพธ์)

    (h) prejudice    (เพร้จ-จู-ดิส)  (อคติ, ความรู้สึกไม่ดีที่มีอยู่ก่อน, ความรู้สึกที่ไม่มีเหตุผล)  

5. Which of the following is NOT stated about Hurricane Andrew?


    (a) The damage was mostly on the Atlantic coast.    (ความเสียหายส่วนใหญ่อยู่ที่ชายฝั่งมหา

           สมุทรแอตแลนติก)  (ความเสียหายที่บริเวณนี้เกิดจากพายุเฮอร์ริเคนฮูโกในปี ๑๙๘๙,  ดูจาก


    (b) The storm moved in the direction of Louisiana.    (พายุเคลื่อนตัวไปในทิศทางของรัฐหลุยเซียนา) 

           (ถูกต้องแล้ว  ดูจากประโยคที่ ๒ ของพารากราฟแรก)

    (c) The loss was estimated at no more than $25 billion.    (ความเสียหายถูกประมาณการว่าไม่เกิน

           ๒.๕ หมื่นล้านดอลลาร์)  (ถูกต้องแล้ว  ประโยคที่ ๒ ของพารากราฟแรกกล่าวว่า  “พายุเฮอร์ริเคน

           แอนดรูว์ก่อให้เกิดความเสียหาย  ซึ่งประมาณค่าว่าอยู่ระหว่าง ๒ – ๒.๕ หมื่นล้านดอลลาร์)

    (d) The number of the homeless was larger than that of the dead.    (จำนวนผู้ไร้ที่อยู่อาศัยมากกว่า

           จำนวนของผู้เสียชีวิต)  (ถูกต้องแล้ว  ประโยคสุดท้ายของพารากราฟแรกกล่าวว่า  “ผู้คนประมาณ

           ๕๐,๐๐๐ คนไร้ที่อยู่อาศัย  และ ๖๕ คนเสียชีวิตจากพายุเฮอร์ริเคนแอนดรูว์”)

6. The word “inflicted” in paragraph 1 is closest in meaning to __________________________.

(คำว่า  “ทำให้เกิดขึ้น, ลงโทษ, ทำโทษ, ทำให้ได้รับความทุกข์”  ในพารากราฟ ๑  ใกล้เคียงที่สุดในความหมายกับ ________________)

    (a) concluded    (ทำให้สิ้นสุด, ยุติ, สรุป, ลงเอย, ลงมติ, ตัดสินใจ)

    (b) minimized    (ลดขนาดลงให้มากที่สุด, ทำให้...............น้อยที่สุด, ทำให้มีค่าน้อยลง, ดูถูก)

    (c) averted    (เบี่ยงบ่าย, บิดเบน, เบี่ยงเบน, หลีกเลี่ยง)

    (d) detained     (กักตัว, หน่วงเหนี่ยว, ทำให้ช้า, ยับยั้ง)

    (e) caused    (ก่อให้เกิด, ทำให้เกิดขึ้น, ทำให้)

    (f) relied    (ไว้ใจ, พึ่งพา, อาศัย)

    (g) pondered    (ไตร่ตรอง, พิจารณา, ครุ่นคิด, คำนึง)

    (h) demoralized    (ทำให้เสียขวัญ-เสียกำลังใจ, ทำให้ระส่ำระสาย)

7. What does “heeding” in paragraph 1 mean?

(“เอาใจใส่, สนใจ”  ในพารากราฟ ๑  หมายถึงอะไร)

    (a) cannibalizing    {(คน) กินเนื้อคน, (สัตว์) กินสัตว์จำพวกเดียวกัน, ใช้อะไหล่จากเครื่องหนึ่งไปใส่


    (b) regretting   (ริ-เกร้ท-ทิง)  (เสียใจ, สลดใจ)  (เมื่อเป็นคำนาม  “Regret”  หมายถึง  “ความเสียใจ,


    (c) repudiating    (ปฏิเสธ, บอกปัด, ไม่ยอมรับ (ว่าเป็นของตน), ทอดทิ้ง)

    (d) admiring    (ยกย่อง, ชื่นชม)

    (e) pay attention    (เอาใจใส่, ให้ความสนใจ)

    (f) despising    (ดูถูก, ดูหมิ่น, เหยียดหยาม)

    (g) safeguarding    (ปกป้อง, คุ้มครอง, เฝ้าระวัง)

    (h) conjecturing    (เดา, ทาย, คาดคะเน)  (เมื่อเป็นคำนาม  "Conjecture"  หมายถึง  "การเดา, การทาย,


8. What is the reason for the great number of people in Florida surviving?


    (a) They lived very far up north.    (พวกเขาอาศัยอยู่ไกลขึ้นไปมากทางทิศเหนือ)

    (b) They moved away before Hugo hit.    (พวกเขาย้ายออกไปก่อนที่พายุเฮอร์ริเคนฮูโกโจมตี)

    (c) They were aware of news reports.    (พวกเขาตระหนักดีถึงรายงานข่าว)  (ดูคำตอบจาก

           ประโยคสุดท้ายของพารากราฟแรกที่กล่าวว่า  “ผู้คนอีกประมาณกว่า ๖๐,๐๐๐ คน, ซึ่งเอา

           ใจใส่ (สนใจ) คำเตือน,  หลบหนีขึ้นไปทางเหนือ”)

    (d) They followed the given instructions.    (พวกเขาทำตามคำแนะนำที่ให้มา)  (บทความมิได้กล่าวไว้)

9. Which of the following was completely destroyed by Hurricane Andrew?


    (a) Miami    (เมืองไมอามี)  (พารากราฟ ๓ กล่าวว่า  “พายุฯ พัดเข้าย่านศูนย์การค้าของไมอามี  ไม่มาก

          ไปกว่าลมพัดเฉียดใบหน้า  คือไม่รุนแรง”)

    (b) Charleston    (เมืองชาร์เลสตัน)

    (c) Homestead    (เมืองโฮมสเทด)  (๒ ประโยคแรกของพารากราฟ ๒ กล่าวว่า  “เมืองโฮมสเทด –

          ภายหลังพายุฯ – เหลืออยู่เฉพาะแต่ชื่อเมืองเท่านั้น,  ทั้งเมือง  รวมทั้งย่านศูนย์การค้าถูกทำให้

          แบนราบ  ประหนึ่งว่าถูกโจมตีด้วยระเบิด”)

    (d) The Bahamas    (ประเทศบาฮามาส)

10. In the second paragraph, “wiped out” refers to _________________________________.

(ในพารากราฟ ๒,  “ทำลายสิ้น, ฆ่า”  หมายถึง ___________________________________)

      (a) forsaken    (มาจากกริยา ๓ ช่อง  คือ  “Forsake, Forsook, Forsaken”)  (ทอดทิ้ง, ละทิ้ง,

            ตัดขาด, เลิก)

      (b) comprehended    (เข้าใจ)

      (c) maligned   (มะ-ไลน)  (พูดให้ร้าย, กล่าวร้าย, ใส่ร้าย, กล่าวหา, ทำให้เสียชื่อเสียง)

      (d) inferred    (สรุป, ลงความเห็น, อนุมาน, ส่อให้เห็น, ชี้ให้เห็นว่า, แนะนำ)

      (e) meditated    (ไตร่ตรอง, ใคร่ครวญ, ทำสมาธิ)

      (f) exterminated    (ทำลายสิ้น, กำจัดให้สิ้น, ถอนราก, ขุดรากถอนโคน)

      (g) amplified    (ขยายใหญ่ขึ้น, ขยายความ)   

      (h) inhabited    (อาศัยอยู่ใน, อยู่ใน, มีอยู่ใน)

11. “stringent” in paragraph 3 may be replaced by ___________________________________.

(“เข้มงวด, กวดขัน, เคร่งระเบียบ, รุนแรง, รีบด่วน, ฉุกละหุก”  ในพารากราฟ ๓  อาจแทนโดย _______)

      (a) lunatic    (บ้า, วิกลจริต, วิปลาส)

      (b) patriotic    (รักชาติ)

      (c) intractable    (ไม่สามารถควบคุมได้, ดื้อดึง, ดื้อรั้น, ไม่เชื่อฟัง, ว่ายาก)

      (d) prominent    (พร้อม-มิ-เนิ่นท)  (เด่น, เด่นชัด, สะดุดตา, มีชื่อเสียง, โด่งดัง, ยื่นออก, โผล่ออก)

      (e) cautious    (ค้อ-ชัส)  (ระมัดระวัง, รอบคอบ, ละเอียด)

      (f) rigorous    (เข้มงวดมาก, กวดขันมาก, แข็งตัว, แข็งทื่อ, ถูกต้องที่สุด, แม่นยำ,

            (สภาพอากาศ) รุนแรง)

      (g) ostentatious    (โอ้อวด, เอาหน้า)

      (h) perpetual    (ตลอดไป, ตลอดกาล, ถาวร, ต่อเนื่อง, ตลอดฤดู, ตลอดปี)

12. What does “riot” in the third paragraph mean?

(“การจลาจล, การก่อความไม่สงบ, ความอลหม่าน, ความอึกทึกครึกโครม”  ในพารากราฟ ๓  หมายถึงอะไร)

      (a) catastrophe    (คะ-แทส-โทร-ฟี่)  (ความหายนะ, ภัยพิบัติ, เหตุการณ์ที่ร้ายกาจ, ตอนจบของละคร,


      (b) holocaust    (ฮ้อล-โล-คอสท)  (ความหายนะ, การทำลายจนหมดสิ้น, การเผาบูชาจนสิ้น) 

            (“Holocaust” หมายถึง การฆ่าล้างเผ่าพันธุ์ชาวยิวโดยนาซี ในสงครามโลกครั้งที่ ๒)

      (c) fury    (ความโกรธเป็นฟืนเป็นไฟ)   

      (d) verdict   {คำตัดสิน (ของศาล), คำชี้ขาด (ของกรรมการ, ผู้ตัดสิน)}

      (e) prodigy    (พร้อด-ดะ-จี้)  (เด็กอัจฉริยะ, อัจฉริยะบุคคล, ผู้มีความสามารถพิเศษ, สิ่งมหัศจรรย์,

            สิ่งแปลกประหลาด, สิ่งผิดปกติ, สิ่งที่ใหญ่โตมโหฬาร)

      (f) fright    (ไฟร้ท)  (ความกลัวอย่างมาก, ความสะดุ้งตกใจ, ความน่ากลัว-น่าขนลุก, บุคคลหรือ


      (g) uprising    (การจลาจล, การลุกขึ้นก่อความไม่สงบ, การปฏิวัติ, การกบฏ, การลอยขึ้น,

            การตื่นขึ้น, การตั้งขึ้น)

      (h) courage    (เค้อ-ริจ)  (ความกล้าหาญ, ความมีใจกล้า, กำลังใจ)

13. The word “recover” in paragraph 3 is closest in meaning to __________________________.

(คำว่า  ฟื้นคืนสู่สภาพเดิม, คืนสู่สภาพปกติ, เอากลับคืน, เอามาได้อีก, กู้, ทำให้คืนสภาพ, ทำให้กลับอย่างเดิม”  ในพารากราฟ ๓  ใกล้เคียงที่สุดในความหมายกับ ________________)

      (a) reside in    (อาศัยอยู่ใน)

      (b) matriculate    (มะ-ทริ้ค-คิว-เลท)  (สมัคร (ลงทะเบียน) เข้าเป็นนักศึกษา, สมัครเข้าเป็นสมาชิก)

      (c) snatch    (ฉก, ฉวย, แย่งชิง, คว้าไป, ฉวยโอกาส)

      (d) abominate    (อะ-บ๊อม-มิ-เนท)  (เกลียดชัง, ไม่ชอบ)

      (e) recuperate    (ฟื้นคืนสภาพเดิม, กลับมีสภาพหรือกำลังเหมือนเดิม, พักฟื้น, ทำให้ฟื้น

            คืน (สุขภาพ, กำลัง, แรง, ฐานะทางเศรษฐกิจ ฯลฯ), กู้, เอาคืน)

      (f) legalize    (ทำให้เป็นเรื่องถูกกฎหมาย)

      (g) overthrow    (โค่น, ล้มล้าง, ล้มคว่ำ, ขว้างลูกได้ไกลกว่า)

      (h) emerge    (โผล่ออกมา, ปรากฏขึ้น)

14. “stagnant” in paragraph 3 may be replaced by ___________________________________.

(“ซบเซา, เฉื่อยชา, ไม่เจริญ, หยุดนิ่ง, หยุดไหล, อยู่เฉยๆ”  ในพารากราฟ ๓  อาจแทนโดย ________)

      (a) harmonious    (เข้ากันได้, สามัคคี, กลมกลืนกัน, เสนาะหู, คล้องจองกัน, ประสานกัน)

      (b) ingenious    (อิน-จี๊-เนียส)  (เก่ง, ชาญฉลาด)

      (c) vehement    (วี้-อะ-เมิ่นท)  (รุนแรง, ดุเดือด)

      (d) quiescent    (ไคว หรือ ควี-เอส-เซิ่นท)  (เงื่องหงอย, เฉื่อยชา, นิ่ง, สงบ, เงียบ, เฉยเมย)

      (e) unreasonable    (ไร้เหตุผล, ขาดสติ, เขลา, ไม่เหมาะสม, เลยเถิด, ไม่ฟังเหตุผล)

      (f) hideous    (ฮิด-เดียส)  (น่าเกลียดมาก, น่ากลัว, น่าตกใจ, สยดสยอง, เขย่าขวัญ)

      (g) indispensable    (สำคัญยิ่ง, จะขาดเสียมิได้)

      (h) colossal    (มากมาย, (ปัญหา) ใหญ่, (อำนาจ) มหาศาล, (ตึก) ใหญ่โตมาก)

15. Which of the following is NOT compared to the strength of the storm?


      (a) Bombs    (ระเบิด)  (ประโยคที่ ๒ ของพารากราฟ ๒ กล่าวว่า  "บริเวณทั้งหมดของเมือง (โฮมสเทด

            และฟลอริดาซิตี้) รวมทั้งย่านศูนย์การค้าของเมือง  ถูกทำให้แบนราบ  ราวกับว่ามันถูกโจมตีด้วยระเบิด)

      (b) Groves    (สวนผลไม้)  (ประโยคที่ ๓ ของพารากราฟ ๒ เพียงแต่กล่าวว่า  “สวนผลไม้พวก

            มะนาวและอโวคาโดที่อยู่รอบๆ เมืองโฮมสเทดและเมืองฟลอริดาซิตี  ซึ่งให้รายได้แก่พื้นที่

            จำนวนมาก  ถูกทำลายเป็นส่วนใหญ่โดยลม  ซึ่งทำให้ต้นไม้หักเหมือนกับไม้จิ้มฟัน”)

      (c) Oak doors    (ประตูไม้โอ๊ค)  (ประโยคสุดท้ายของพารากราฟ ๒ กล่าวว่า  “ลมแรงถึงขนาดที่ทำให้

            ประตูไม้โอ๊กแตกร้าว  และบังคับให้ต้นปาล์มเอนราบอยู่ในแนวนอน” - หมายถึง  ล้มระเนระนาด”)

      (d) Toothpicks    (ไม้จิ้มฟัน)  (ดูการเปรียบเทียบจากในข้อ “B”)

16. What could Miami gain from Hurricane Andrew?


      (a) City order    (ความเป็นระเบียบเรียบร้อยของเมือง)

      (b) Building codes    (ประมวลกฎหมายอาคาร-สิ่งก่อสร้าง)

      (c) Employment increase    (การเพิ่มขึ้นของการจ้างงาน)  (ดูคำตอบจากประโยคสุดท้ายของ

            พารากราฟ ๓ ที่กล่าวว่า  “ทั้งๆ ที่มีความเสียหาย  นักสังเกตการณ์บางคนคิดว่าพายุเฮอร์ริเคน

            อาจทำให้เกิดผลดีบางอย่าง (นั่นคือ) มันจะนำงานก่อสร้างจำนวนมากมาให้”)

      (d) Window-glass industry    (อุตสาหกรรมกระจกหน้าต่าง)

17. What does “incentive” in the final paragraph mean?

(“เหตุจูงใจ, สิ่งจูงใจ, สิ่งดลใจ, สิ่งกระตุ้น, เครื่องกระตุ้น, เครื่องส่งเสริม”  ในพารากราฟสุดท้ายหมายถึงอะไร)

      (a) trace    (รอย, ร่องรอย, รอยเท้า, รอยทาง)

      (b) riddle    (ปริศนา, สิ่งที่ทำให้ฉงน, คำปริศนา, บุคคลที่เป็นปริศนา, ปัญหา, คำถามที่ทำให้งง)

      (c) generosity    (ความเอื้อเฟื้อ, ความใจกว้าง)

      (d) recklessness    (ความสะเพร่า, ความประมาท)

      (e) motive    (เหตุจูงใจ, สิ่งจูงใจ, สิ่งดลใจ, แรงดลใจ, วัตถุประสงค์, เป้าหมาย)

      (f) phobia    (โฟ้-เบีย)  (ความกลัว, โรคกลัว)

      (g) defect    (ข้อบกพร่อง, ข้อเสียหาย, สิ่งที่ขาดตกบกพร่อง, ปมด้อย)

      (h) remedy    (ยา, สิ่งที่ช่วยเยียวยาหรือแก้ไข)

18. How does the writer end the story?


      (a) Humorously    (อย่างมีอารมณ์ขัน)

      (b) Ironically    (อย่างประชดประชัน, อย่างเหน็บแนม, อย่างถากถาง, อย่างเย้ยหยัน)  (ในพารา

            กราฟสุดท้าย  ผู้เขียนกล่าวว่า  ประธานาธิบดีจอร์ช บุช (ในขณะนั้น)  เดินทางไปเยือนเมือง

            ชาร์เลสตัน รัฐเซาท์คาโรไลนา ๑ สัปดาห์ภายหลังจากที่โดนพายุเฮอร์ริเคนฮูโกถล่มเมือง

            (ปี ๑๙๘๙)  แต่เขาเดินทางไปเยือนไมอามีภายใน ๑๒ ชั่วโมง  ภายหลังจากเกิดพายุเฮอร์

            ริเคนแอนดรูว์ (๑๙๙๒)  ด้วยเหตุจูงใจส่วนตัว  กล่าวคือ  ลูกชายของเขา  คือ เจ๊บ บุช  และ

            หลานอีก ๓ คน  อาศัยอยู่ในเส้นทางที่พายุเฮอร์ริเคนแอนดรูว์พัดผ่าน  โดยบ้านของพวกเขา


      (c) Objectively    (ตามข้อเท็จจริง, ไม่เอาเรื่องส่วนตัวเข้ามาเกี่ยว, ไม่ลำเอียง, ไม่มีอคติ)

      (d) Pleasantly    (อย่างน่าพอใจ, อย่างพอใจ, อย่างสบายใจ, อย่างร่าเริง)



พายุเฮอร์ริเคนแอนดรูว์ : ฝันร้ายที่เลวร้ายที่สุดของรัฐฟลอริดา


            ร่องรอย (รอย, รอยทาง, รอยเท้า, รอยกลิ่น, ควัน, ฝุ่น, แสง, ผู้คนหรืออื่นๆ ที่ตามหลัง, สิ่งพ่วง) (trail) ของการทำลายล้าง (การล้างผลาญ) (devastation) ไม่เคยมีมาก่อน (คาดไม่ถึง , ไม่รู้มาก่อน) (unprecedented) สำหรับภัยพิบัติ (ความหายนะ, ความล่มจม) (disaster) ทางธรรมชาติในสหรัฐฯ,  เมื่อพายุเฮอร์ริเคนแอนดรูว์โจมตี (จู่โจม, ตี, ตอก, ทุบ, ต่อย, ชก, ปะทะ, พุ่ง, กด, อัด, เจาะพบ (น้ำมัน), แทง, ทิ่ม, ปัก, สอด, ค้นพบ, ประทับใจ) (struck)  โดยเคลื่อนจากประเทศบาฮามาส (อยู่ทางตอนเหนือของคิวบา  ประกอบด้วยเกาะเล็กเกาะน้อยเกือบ ๗๐๐ เกาะ  มีประชากรราว ๓๓๓,๐๐๐ คน) สู่ชานเมือง (รอบนอกเมือง, ส่วนที่อยู่รอบนอก) (suburbs) ทางตอนใต้ของเมืองไมอามี (รัฐฟลอริดา) และเคลื่อนที่ต่อไปสู่รัฐหลุยเซียนา  มันได้ก่อให้เกิดความเสียหายซึ่งถูกประมาณการ (estimated) ว่าอยู่ระหว่าง ๒๐ พันล้าน (billion) (๒ หมื่นล้าน) ดอลลาร์  และ ๒๕ พันล้าน (๒.๕ หมื่นล้าน) ดอลลาร์  หรือประมาณ ๓ เท่า (triple) ของความเสียหาย (ความสูญเสีย, การพ่ายแพ้, การขาดทุน) (loss)  ซึ่งถูกทำให้เกิดขึ้น (ลงโทษ, ทำโทษ, ทำให้ได้รับความทุกข์) (inflicted) กับชายฝั่งมหาสมุทรแอตแลนติก  โดยพายุเฮอร์ริเคนฮูโกในปี ๑๙๘๙,  ผู้คนประมาณ ๕๐,๐๐๐ คนถูกทิ้งให้ไร้ที่อยู่อาศัย (left homeless) และ ๖๕ คนเสียชีวิต (จากเฮอร์ริเคนแอนดรูว์),  ส่วนผู้คนอีกประมาณกว่า ๖๐,๐๐๐ คน (Some 60,000 more), ซึ่งเอาใจใส่ (สนใจ) (heeding) คำเตือน (การเตือน) (warning),  หลบหนีขึ้นไปทางเหนือ (พายุเฮอร์ริเคนแอนดรูว์สร้างความเสียหายให้แก่รัฐฟลอริดามากที่สุดในประวัติ ศาสตร์ของรัฐ)

            เมืองโฮมสเทดและเมืองฟลอริดาซิตี  ซึ่งตั้งอยู่ (วางอยู่, นอน) (lie) ในพื้นที่เกษตรกรรมเป็นส่วนใหญ่ (mostly agricultural area) ประมาณ ๔๐ ไมล์ทางใต้ของเมืองไมอามี  ในปัจจุบัน (หลังเกิดเฮอร์ริเคนแอนดรูว์ใหม่ๆ) มีอยู่เฉพาะแต่ชื่อเท่านั้น (exist only as names) (หมายถึง  ถูกทำลายเสียหายทั้งหมด  จนเหลือแต่ชื่อเมือง),  โดยบริเวณทั้งหมด (Entire section) รวมทั้งย่าน (บริเวณ, ตำบล) (districts) จับจ่ายสินค้า (shopping) ซึ่งตั้งอยู่ในย่านศูนย์การค้าของเมือง (downtown)  ถูกทำให้แบนราบ (กลายเป็นแบนหรือเรียบ) (flattened) ราวกับว่า (ประหนึ่งว่า) (as if) มันถูกโจมตี (ตี, ต่อย, ชก, ฟัน, แทง, ชน, ตำ) (hit) ด้วยระเบิด,  สวนผลไม้ (บริเวณป่าเล็กๆ) (groves) พวกมะนาว (lime) และอโวคาโดที่อยู่รอบๆ (surrounding)  ซึ่งให้รายได้  (income) แก่พื้นที่จำนวนมาก  ถูกทำลายเป็นส่วนใหญ่ (largely) โดยลมซึ่งทำให้ต้นไม้หัก (snapped trees) เหมือนกับไม้จิ้มฟัน (toothpicks),  ส่วนพืชที่ปลูกเป็นแถว (Row crops)  เช่น  สตรอว์เบอรรี่และมะเขือเทศ  ถูกทำลายสิ้น (ฆ่า) (wiped out) โดยฝนที่ตกหนัก,  ลมแรงถึงขนาด (wind was strong enough) ที่ทำให้ประตูไม้โอ๊กแตกร้าว (crack oak doors)  และบังคับ (force) ให้ต้นปาล์มเอนราบอยู่ในแนวนอน (ขนานกับแนวพื้นดิน) (horizontal) (หมายถึง  ล้มระเนระนาด)

            แม้กระนั้นก็ตาม (Yet)  พายุ (เฮอร์ริเคนแอนดรูว์) มิได้ทำความเสียหายรุนแรงแก่อาคารสูง (high-rise buildings) จำนวนมาก  (เนื่องจาก) ประมวลกฎหมาย (กฎเกณฑ์, หลักเกณฑ์, รหัส) (codes) อาคาร (สิ่งก่อสร้าง, การก่อสร้างอาคาร) (building) ที่เข้มงวด (กวดขัน, เคร่งระเบียบ, รุนแรง, รีบด่วน, ฉุกละหุก) (stringent)  กำหนด (ต้องการ) (require) ว่า  มัน (อาคาร-สิ่งก่อสร้าง) (จะต้อง) เอน (โอน, แกว่ง, ไกว, โยก, ไปๆ มาๆ, ไหว, ขึ้นๆ ลงๆ, ทำให้แกว่ง-ไกว-โยก-โอน) (sway) ไปกับลม (คือ  อาคารต้องสามารถลู่ตามลมได้)  และ (กำหนด) ว่ากระจกหน้าต่าง (window-glass) จะต้องหนาเป็นพิเศษ (extra thick),  และมัน (พายุ) ส่ง (ขว้าง, โยน, ตี, นำส่ง, ปล่อย, มอบ) (delivered) ไม่มากไปกว่า (no more than) ลมแรง (พายุ, การเป่าลม) (blow) เฉียดผิวหน้า (โฉบผ่านหน้า, ชำเลืองมอง, มองผ่านๆ, มองแวบเดียว) (glancing) ไปยังย่านศูนย์การค้าของเมือง (downtown) ของไมอามีเอง (หมายถึง  แม้พายุฯ จะทำความเสียหายให้กับเมืองไมอามี  แต่พายุเฮอร์ริเคนส่งไปเพียงพายุแบบเฉียดผิวหน้า  หรือขนาดเบาๆ แก่ย่านศูนย์การค้าของเมือง  คือใจกลางเมืองมิได้รับความเสียหาย),  สิ่งนั้นเป็นความโล่งอก (ความผ่อนคลาย, ความบรรเทา, การสงเคราะห์, การบรรเทาทุกข์) (relief),  เมือง (ไมอามี) มิได้รับความเดือดร้อนจาก (ได้รับความทุกข์, ได้รับ) (suffered) การจลาจล (การก่อความไม่สงบ, ความอลหม่าน, ความอึกทึกครึกโครม) (riot) มาเป็นระยะเวลาหนึ่งแล้ว (for some time)  และเพิ่งจะกำลังเริ่มฟื้นคืนสู่สภาพเดิม (คืนสู่สภาพปกติ, เอากลับคืน, เอามาได้อีก, กู้, ทำให้คืนสภาพ, ทำให้กลับอย่างเดิม) (recover)  จากช่วงเวลาหลายปีที่ถูกวาดภาพ (เขียนภาพ, ร่างภาพ, พรรณนาเป็นคำ, แสดง) (portrayed) เป็นเมืองหลวง (capital) ของอาชญากรรม (crime) และยาเสพย์ติด  (drug) ของคนอเมริกัน (ไมอามีเป็นเมืองใหญ่ชายฝั่งทะเล  อยู่ทางตอนใต้ของรัฐฟลอริดา  มีพื้นที่ประมาณ ๕๖ ตารางไมล์  ประชากรประมาณ ๔๖๐,๐๐๐ คนในปัจจุบัน  โดยมีนักท่องเที่ยวชาวอเมริกันและต่างประเทศเดินทางมาพักผ่อนตากอากาศเป็นจำนวนมากในแต่ละปี  จึงกลายเป็นแหล่งระบาดของอาชญากรรมและยาเสพย์ติด  และเป็นหนึ่งในบรรดาเมืองที่มีอาชญากรรมรุนแรงที่สุดในอเมริกา  แม้กระทั่งในปัจจุบัน,  แต่แหล่งอาชญากรรมดังกล่าวมักอยู่ห่างออกไปจากแหล่งท่องเที่ยว,  ในอดีต  ไมอามีมีการจลาจลเกิดขึ้นบ่อยครั้ง),  แต่เศรษฐกิจท้องถิ่น (local economy) (ของไมอามี) ซบเซา (เฉื่อยชา, ไม่เจริญ, หยุดนิ่ง, หยุดไหล, อยู่เฉยๆ) (stagnant)  โดยมีการว่างงาน (unemployment) มากกว่า ๑๐ เปอร์เซ็นต์,  ทั้งๆ ที่มีความเสียหาย  นักสังเกตการณ์  (observers) บางคนคิดว่า  พายุเฮอร์ริเคนอาจทำให้เกิดผลดีบางอย่าง (might do some good) (นั่นคือ)  มันจะนำงานก่อสร้าง (construction jobs) จำนวนมากมาให้  (เนื่องจากบ้านเรือนถูกพายุพัดเสียหายจำนวนมาก)

            ประธานาธิบดีจอร์ช บุช ซีเนียร์ (ประธานาธิบดีคนที่ ๔๑ ระหว่างปี ๑๙๘๙-๑๙๙๓)  ซึ่งมีภาระหนัก (บรรจุของไว้มาก) (laden) ด้วยข้อเสนอ (offers) ความช่วยเหลือจากรัฐบาลกลาง (federal help)  เดินทางมาไมอามีภายใน ๑๒ ชั่วโมงหลังเกิดพายุ,  (แต่) เมื่อคราวพายุเฮอร์ริเคน ฮูโก  โจมตี (struck) (ปี ๑๙๘๙)  เขาใช้เวลา ๑ สัปดาห์ในการเดินทางมายังเมืองชาร์เลสตัน (รัฐเซาธ์คาโรไลนา)  แต่สิ่งจูงใจ (เหตุจูงใจ, สิ่งดลใจ, สิ่งกระตุ้น, เครื่องกระตุ้น, เครื่องส่งเสริม) (incentive) ให้เดินทางมาไมอามีเป็นเรื่องส่วนตัว (personal) (ตามความเห็นของผู้เขียน),  กล่าวคือ  ลูกชายของเขา  คือ  เจ๊บ บุช  และหลาน ๓ คน  อาศัยอยู่ในเส้นทาง (path) ของพายุเฮอร์ริเคนแอนดรูว์,  โดยบ้านของพวกเขาได้รับความเสียหายเล็กน้อย (damaged slightly)     


เรียน   ท่านผู้ติดตามอ่านเว็บไซต์  “everydayenglish.pwa.co.th                  


                ถ้าท่านมีคำแนะนำให้ปรับปรุงเว็บไซต์นี้ประการใด  กรุณาส่ง e-mail ไปที่  ดร. วัชรินทร์  ภูเขาทอง  อดีต  ผอ. สำนักวิทยาการ  การประปาส่วนภูมิภาค  ผู้จัดทำเว็บไซต์นี้  ตาม  “Address”  (โปรดระบุหัวเรื่องด้วยว่า  “ปรับปรุงเว็บไซต์”)   เพื่อที่ผู้จัดทำฯ จะได้ปรับปรุงเนื้อหาได้ตรงตามความประสงค์ของผู้อ่านเว็บไซต์นี้ต่อไป




หมวดข้อสอบ READING (ตอนที่ 72)

การประปาส่วนภูมิภาค  “มุ่ง-มั่น-เพื่อปวงชน”


DirectionRead the following passage and choose the best answer for each question.

(จงอ่านบทความต่อไปนี้  และเลือกคำตอบที่ดีที่สุดสำหรับแต่ละคำถาม)


Technical Diving : A Sport of Challenge


          Welcome to the world of technical diving, where no wreck seems too deep, no cave too lengthy, no breathing mixture too esoteric and no piece of equipment too costly. 

          Technical diving differs from conventional scuba diving in the way an ascent of Mount Everest is not a stroll in the park.  The critical difference is that “there’s a top to the mountain, but there’s no real limit to how deep divers go.  People just keep going deeper and deeper.  As they do, the certainty that they will be seriously injured or die becomes greater.”

          Over the past five years the activity has managed to establish itself as a small industry in its own right, with a glossy magazine, and annual trade conference and even tour arrangers catering to its enthusiasts.  It has also been linked to a moderate increase in diving-related fatalities and serious injuries, as some try to dive beyond their training or experience, or extremely well-prepared veterans fail to complete complicated and sometimes unprecedented dives. 

          Although once enjoyed mainly by adventurous males not overly concerned with personal safety, recreational scuba diving has become no riskier than skiing.  The metamorphosis was achieved through decades of improvements in equipment and training.  Recreational divers were limited to breathing ordinary compressed air and to depth-and-time exposures that do not require decompression in stages on the way up.  These restrictions in turn led to a limit of 39 meters, a depth at which standard tables recommended that a diver spend no more than 10 minutes unless staged decompression is planned.

          For the vast majority of divers the 39-meter limit is not onerous.  Technical divers, however, use sophisticated methods and equipment, some adapted from commercial and military diving, to go deeper.  “It opens up places you can’t see any other way, such as deep shipwrecks and caves,” says Michael Menduno, editor of AquaCorps, a bimonthly magazine devoted to technical diving.  “It’s not easy, and there is some danger involved,” adds Billy Deans, a veteran technical diver who helped to establish the field.  “But it is now possible to go to about 90 meters with an acceptable degree of risk.”

          Acceptable, that is, to extremely experienced divers with some cash to burn.  The training alone can cost several thousand dollars.  And it is not uncommon for a technical diver to step into the water wearing $9,000 worth of equipment, including diapers (a dive to 80 meters, with its staged decompression, can occupy at least two and a half hours.)


1. What is the writer’s main purpose in this passage?

(อะไรคือวัตถุประสงค์สำคัญของผู้เขียนในเนื้อเรื่อง – บทความ – นี้)

    (a) To compare technical diving and scuba diving.    (เพื่อเปรียบเทียบการดำน้ำลึก  และการดำน้ำ


    (b) To describe the development of technical diving.    (เพื่อพรรณนาพัฒนาการของการ

          ดำน้ำ (ลึก) ที่ใช้หลักวิชาการ – คือ  มีการปรับความดันอากาศตามระดับความลึก)

    (c) To explain why technical diving has become popular.    (เพื่ออธิบายว่าทำไมการดำน้ำลึก


    (d) To point out the good and bad points of technical diving.    (เพื่อชี้ให้เห็นข้อดีข้อเสีย


2. In the first paragraph, “wreck” refers to ________________________________________.

(ในพารากราฟแรก,  “ซากเรือแตก, ซากปรักหักพัง, สิ่งที่อับปาง, ซากแห่งความหายนะ, สินค้าในเรืออับปาง, บุคคลที่มีสุขภาพเสื่อมโทรม”  หมายถึง _________________)

    (a) audience    (ผู้ฟัง, ผู้ชม, ผู้อ่าน, การได้ยิน, การสัมภาษณ์อย่างเป็นทางการ, การเข้าพบเป็นทางการ)  

    (b) congregation    (กลุ่มคน, การชุมนุม, การจับกลุ่มกัน, กลุ่มคนที่มาชุมนุมกัน)

    (c) deadlock    (ทางตัน, ภาวะชงักงัน)

    (d) prestige     (เพรส-ที้จ) (ชื่อเสียง, เกียรติคุณ, เกียรติศักดิ์, เกียรติภูมิ, ศักดิ์ศรี, บารมี)

    (e) appraisal    (อะ-เพร้-เซิ่ล) (การประเมิน, การตีราคา)

    (f) collapse   (การล้มลง, การทรุดลง, ภาวะทรุดโทรม, ล้มลง, ทรุดลง, พังลง, ล้มหมดสติ,

          (ราคา) ตกฮวบฮาบ)

    (g) dread    (เดรด)  (ความหวาดกลัว, ความเกรงขาม, ความเกรงกลัว, ความเคารพยำเกรง)

    (h) devastated ship    (เรือที่ถูกทำลาย)

3. “Lengthy” in paragraph 1 means _____________________________________________.

(“ยาว, ยาวมาก, (คำพูด) ยืดยาวเกินไป, น้ำท่วมทุ่ง”  ในพารากราฟ ๑  หมายถึง ______________)

    (a) gloomy    (มืด, มัว, หม่นหมอง, เศร้า, เซ็ง)

    (b) melodious    (ไพเราะ, หวานหู, นุ่มนวล)

    (c) indistinct    (ไม่ชัดเจน, สลัว, คลุมเครือ)

    (d) abject    (น่าสังเวชใจ, น่าสงสาร, ต่ำช้า, เลวทราม)

    (e) lucrative    (มีกำไรงาม, ให้ผลกำไร, ให้ผลตอบแทน)       

    (f) long    (ยาว, ไกล, นาน, ยาวนาน, ช้า, สูง, เสียงยาว)

    (g) abstruse    (แอบ-สทรู้ส)  (เข้าใจยาก, เร้นลับ, ซ่อนเร้น)

    (h) pale    (ซีด, ซีดขาว, ซีดเผือด, จาง, จืด, (สี) อ่อน, (ความเข้มข้น) ต่ำ, อ่อนกำลัง)

4. The word “esoteric” in paragraph 1 may be replaced by _____________________________.

(คำว่า  “เข้าใจได้เฉพาะในกลุ่มคนเพียงหยิบมือ, ซึ่งรู้ในวงจำกัด, ลึกลับ, ลับเฉพาะ”  ในพารากราฟ ๑  อาจแทนโดย ________________)

    (a) formidable    (น่ากลัว, ซึ่งเอาชนะได้ยาก, น่าเกรงขาม, ยาก, ลำบาก, มีอำนาจ-กำลังมาก)

    (b) bizarre    (บิ-ซาร์)  (แปลก, พิกล, พิลึก, ประหลาด)

    (c) premature    (ยังไม่เจริญเติบโตเต็มที่, ยังไม่ถึงเวลาอันควร, ก่อนถึงเวลากำหนด, ยังไม่ครบ)

    (d) latent    (ซึ่งซ่อนอยู่ภายใน, แฝงอยู่, ซ่อนเร้น, แอบแฝง)

    (e) initial    (แรกเริ่ม, ตอนแรก, เบื้องแรก, ดั้งเดิม)  (เมื่อเป็นคำนาม  หมายถึง  “อักษรตัวแรก, ชื่อแรก,

         คำย่อ, ชื่อย่อ”)

    (f) understood by only a small group of people    (เข้าใจได้เฉพาะคนกลุ่มเล็กๆ เท่านั้น)

    (g) diverse   (หลากหลาย, หลายชนิด, แตกต่างกัน)

    (h) obvious   (ชัดเจน, เห็นได้ชัด)

5. What does “ascent” in the second paragraph mean?

(“การขึ้น, การขึ้นสู่ที่สูงกว่า เช่น ตำแหน่ง-ฐานะ-ปริญญา ฯลฯ, วิถีทางที่ขึ้น”  ในพารากราฟ ๒  หมายถึงอะไร)

    (a) descent    (การเคลื่อนต่ำลง, การตกลงมา, การเอียงลาดลงมา, ทางลาด, ทางลง, สายโลหิต,

          การสืบเชื้อสาย, การถ่อมตัว, การลดเกียรติ)

    (b) potential    (ศักยภาพ, ความสามารถหรืออำนาจที่ซ่อนเร้นอยู่, ความเป็นไปได้)

    (c) escalation    (การขยายออกไป, การลุกลามออกไป)

    (d) impasse    (อิ๊ม-แพส)  (ทางตัน, สภาวะที่อับจน)

    (e) ascension    (การขึ้น)

    (f) disclosure    (การเปิดเผย)

    (g) hesitation    (การรีรอ, การลังเลใจ, การชักช้า)

    (h) disgrace    (ความอัปยศอดสู, ความอับอาย, ความขายหน้า)

6. How does the writer feel about technical diving?


    (a) depressed    (หดหู่, ซึมเศร้า)

    (b) indifferent    (เฉยเมย, ไม่สนใจ, ไม่แยแส)

    (c) concerned    (วิตกกังวล, ห่วงใย)  (ดูคำตอบจากพารากราฟแรก  ที่ผู้เขียนกล่าวว่า

          “ขอต้อนรับเข้าสู่โลกของการดำน้ำลึก  ซึ่งไม่มีซากเรือที่อยู่ลึกเกินไป, ไม่มีถ้ำ (ให้ดำน้ำ)

          ที่ยาวเกินไป, ไม่มีสารผสมที่ใช้ในการช่วยหายใจที่เข้าใจยากเกินไป, และไม่มีอุปกรณ์

          ดำน้ำที่ราคาแพงเกินไป  ซึ่งผู้เขียนต้องการบอกผู้อ่านว่า  ไม่ต้องวิตกกังวลเมื่อมาดำน้ำลึก)

    (d) impressed    (ประทับใจ)

    (e) infuriated    (โกรธ)

    (f) astonished    (ประหลาดใจ, ตกใจ)

    (g) perplexed    (งงงวย, ฉงนสนเท่ห์)

    (h) disappointed    (ผิดหวัง)

7. “stroll” in paragraph 2 is closest in meaning to ____________________________________.

(การเดินทอดน่อง, การเดินเล่น, การร่อนเร่, การพเนจร”  ในพารากราฟ ๒  ใกล้เคียงที่สุดในความหมายกับ _______________)

    (a) scarcity    (สแค้ร์-ซิ-ที่)  (การขาดแคลน, การหาได้ยาก, การมีน้อย, ความไม่เพียงพอ)

    (b) disparity    (ความแตกต่างกัน, ความไม่เหมือนกัน)

    (c) ritual    (พิธี, พิธีการ, พิธีศาสนา, พิธีบูชา, หนังสือพิธีศาสนา หรือพิธีกรรม)

    (d) attire    (เครื่องแต่งตัว, เสื้อผ้า, เขากวาง)

    (e) response    (การตอบสนอง, การโต้ตอบ, การขานรับ, คำตอบ, คำรับ)

    (f) haven    (เฮ้-เวิ่น)  (ที่หลบภัย, ที่พำนักอาศัย, ท่าเรือ) 

    (g) saunter    (การเดินทอดน่อง, การเดินเตร่, การใช้ชีวิตอย่างเฉื่อยๆ, กิริยาที่เฉื่อย)

          (เมื่อเป็นคำกริยา  หมายถึง  “เดินทอดน่อง, เดินเตร่, ใช้ชีวิตอย่างเฉื่อยๆ)

    (h) impunity    (อิม-พิ้ว-นิ-ที่)  (การได้รับการยกเว้นโทษ, การไม่ต้องได้รับโทษ, การได้รับนิรโทษกรรม) 

8. What does the writer mean when he says, “Recreational scuba diving has become no riskier than skiing.”?

(ผู้เขียนหมายความว่าอย่างไร  เมื่อเขากล่าวว่า  “การดำน้ำโดยใช้ถังออกซิเจนและท่อหายใจที่เป็นการพักผ่อนหย่อนใจ (เป็นการสันทนาการ) ไม่มีอันตราย-เสี่ยงภัย  มากไปกว่าการเล่นสกี)

    (a) Skiing is riskier.    (การเล่นสกีมีอันตรายกว่า)

    (b) Both are not risky.    (ทั้งคู่ไม่มีอันตราย)

    (c) It is as risky as skiing.    (มันมีอันตรายเท่าๆ กับการเล่นสกี)

    (d) It is not as risky as skiing.    (มันไม่มีอันตรายเท่ากับการเล่นสกี)

9. In the third paragraph, “fatalities” refers to _____________________________________.

(ในพารากราฟ ๓,  “อุบัติเหตุถึงตาย, ความหายนะถึงตาย, คนตายโดยอุบัติเหตุ, โชคชะตา, พรหมลิขิต, ความหายนะ”  หมายถึง ________________)

    (a) scrutiny    (สครู้-ทิ-นี่)  (การพิจารณาอย่างละเอียดและใกล้ชิด, การตรวจสอบอย่างละเอียด,


    (b) jeopardies   (เจ๊พ-เพอะ-ดี้)  (อันตราย, ภัย, การเสี่ยงอันตราย, การเสี่ยงต่อการถูกพบความผิด)   

    (c) oppressions    (ออพ-เพร้ซ-ชั่น)  (การกดขี่, การบีบบังคับ, ภาวะที่ถูกกดขี่, ความรู้สึกถูกกดขี่, เผด็จการ) 

    (d) allegations    (แอล-ลิ-เก๊-ชั่น)  (การกล่าวหา, การยืนยัน, การอ้าง, ข้อกล่าวหา, ข้ออ้าง, ข้อยืนยัน) 

    (e) faults    (ฟอลท)  (ข้อบกพร่อง, ความผิดพลาด, ความคลาดเคลื่อน, ชั้นหินที่หักหรือเคลื่อนลง,


    (f) enterprises    (กิจการ, โครงการ, ธุรกิจ)

    (g) casualties    (คนที่ได้รับบาดเจ็บหรือตายในอุบัติเหตุ, อุบัติเหตุร้ายแรงที่มีคนตาย, จำนวน

          คนตาย, คนหรือกลุ่มคนหรือสิ่งของที่ได้รับความเสียหายมาก  หรือถูกทำลายในอุบัติเหตุ)

    (h) pamphlets    (แพ้ม-ฟลิท)  (จุลสาร, หนังสือขนาดเล็ก)

10. “veterans” in paragraph 3 means ___________________________________________.

(“ผู้มีประสบการณ์, ผู้ได้ทำงานในอาชีพหนึ่งมานาน, ทหารผ่านศึก”  ในพารากราฟ ๓  หมายถึง ___


      (a) interpreters    (ผู้ตีความหมาย, ผู้แปลความหมาย, ผู้อธิบาย, ผู้ชี้แจง, ผู้แปล, ล่ามภาษาพูด)

      (b) veterinarians    (สัตว์แพทย์)

      (c) surgeons    (ศัลยแพทย์, หมอผ่าตัด)

      (d) obstetricians    (หมอทำคลอด)

      (e) experienced persons    (ผู้มีประสบการณ์)

      (f) misanthropists    (ผู้ที่เกลียดเพื่อนมนุษย์ด้วยกัน)

      (g) rookies    (คนมือใหม่, นักกีฬาหน้าใหม่, นักกีฬาอาชีพที่แข่งขันเป็นครั้งแรก)

      (h) inheritors    (ผู้รับมรดก, ทายาท)

11. What does “complicated” in paragraph 3 mean?

(ยุ่งยากซับซ้อน, ยุ่งเหยิง, ยากที่จะวิเคราะห์ เข้าใจ หรืออธิบาย”  ในพารากราฟ ๓  หมายถึงอะไร)

      (a) disfiguring    (ซึ่งทำให้เสียโฉม, ซึ่งทำให้ผิดรูปผิดร่าง)

      (b) commonplace    (ธรรมดาสามัญ, ปกติ, ทั่วไป)

      (c) vehement    (รุนแรง)

      (d) rudimentary   (เป็นพื้นฐาน, แรกเริ่ม, ขั้นปฐม, ยังไม่สมบูรณ์, ยังไม่เจริญเติบโตเต็มที่, เกี่ยวกับ

            มูลฐาน-ขั้นต้น, ต่ำ) 

      (e) intricate    (ซับซ้อน, ยากที่จะเข้าใจ, ยุ่ง)

      (f) caustic    (คอส-ทิค)  (๑. ที่ถากถางมาก, ที่เหน็บแนมมาก, ที่เสียดสีด้วยวาจา,  ๒. ที่กัดกร่อน-

            กัดเซาะ, ทำให้ไหม้, ซึ่งทำลาย) 

      (g) prominent    (พร้อม-มิ-เนิ่นท)  (เด่น, เด่นชัด, สะดุดตา, มีชื่อเสียง, โด่งดัง, ยื่นออก, โผล่ออก)

      (h) hapless    (โชคไม่ดี, ไร้โชค)

12. Why aren’t recreational scuba divers too worried about safety?

(ทำไมนักดำน้ำเพื่อสันทนาการที่ใช้เครื่องช่วยหายใจ  จึงมิได้วิตกกังวลมากเกินไปเกี่ยวกับความปลอดภัย)

      (a) Expensive equipment is available.    (สามารถหาอุปกรณ์ราคาแพงได้)

      (b) They have become more adventurous.    (พวกเขาชอบผจญภัย-เสี่ยงภัยมากขึ้น)

      (c) Training and equipment have been improved.    (การฝึกซ้อมและอุปกรณ์ได้รับการ

            ปรับปรุงให้ดีขึ้น)  (ดูคำตอบจาก ๒ ประโยคแรกของพารากราฟ ๔ ที่กล่าวว่า  “.............

             ....... การดำน้ำโดยใช้เครื่องช่วยหายใจไม่มีอันตราย-เสี่ยงภัย  มากไปกว่าการเล่นสกี

             ทั้งนี้  การเปลี่ยนแปลง (จากการดำน้ำซึ่งมีอันตราย  มาเป็นปลอดภัย) ได้รับความสำเร็จ

             โดยผ่านหลายทศวรรษของการปรับปรุงให้ดีขึ้น  ในด้านอุปกรณ์และการฝึกซ้อม)

      (d) The restrictions on depth-and-time exposures have become more flexible.    (การจำกัด

            เรื่องการสัมผัสความลึกและเวลา (อยู่ใต้น้ำ) มีความยืดหยุ่นมากขึ้น)

13. If divers spend more than 10 minutes at a depth of 39 meters, what do they need most for their safety on the way up?

(ถ้านักดำน้ำใช้เวลาเกินกว่า ๑๐ นาทีที่ความลึก ๓๙ เมตร,  พวกเขาต้องการอะไรมากที่สุดสำหรับความปลอดภัยของตน  ในขณะขึ้นสู่ผิวน้ำ)

      (a) compressed air    (อากาศซึ่งถูกอัด)

      (b) diving techniques    (เทคนิคการดำน้ำ)

      (c) diving experience    (ประสบการณ์ดำน้ำ)

      (d) staged decompression    (การปรับแรงดันอากาศเป็นระยะ)  (ดูคำตอบจากประโยคสุดท้าย

            ของพารากราฟ ๔ ที่กล่าวว่า  “ข้อจำกัดเหล่านี้  ในทางกลับกัน  นำไปสู่การจำกัด (ระยะ) ๓๙

            เมตร   ซึ่งเป็นความลึกที่ตารางมาตรฐานแนะนำว่า  นักดำน้ำไม่ควรใช้เวลาเกินกว่า ๑๐ นาที   

            ถ้าไม่มีการวางแผนการทำให้คืนสู่สภาพปกติเป็นระยะ (ตามระดับความลึก)  (หมายถึง  ณ 

            ระดับความลึกไม่เกิน ๓๙ เมตร  นักดำน้ำไม่ควรอยู่ใต้น้ำเกิน ๑๐ นาที  ถ้าไม่มีการวางแผน

            ปรับความดันอากาศขณะว่ายขึ้นสู่ผิวน้ำ  ไม่เช่นนั้น  อาจเกิดอันตรายได้)”)

14. In the fourth paragraph, “adventurous” refers to _________________________________.

(ในพารากราฟ ๔,  “ชอบผจญภัย, ชอบเสี่ยงภัย, ค่อนข้างเสี่ยง”  หมายถึง __________________)

      (a) zealous     (กระตือรือร้นอย่างมาก, ใจจดใจจ่อ, ขยันขันแข็ง, เร่าร้อน, ปรารถนาอย่างแรงกล้า)

      (b) contemporary    (ซึ่งเกิดขึ้นพร้อมกันหรือในยุคเดียวกัน, เกี่ยวกับสมัย-รุ่น-ยุคเดียวกัน,


      (c) intensive    (เข้มข้น, ละเอียด, รุนแรง, คร่ำเคร่ง, (การเพาะปลูก) หนาแน่น)

      (d) circumspect    (รอบคอบ, ระมัดระวัง, ละเอียดรอบคอบ)

      (e) genuine    (จริง, แท้, มิใช่ของปลอม)

      (f) venturous    (ชอบเสี่ยง, ชอบเสี่ยงภัย, ชอบผจญภัย, ใจกล้า, องอาจ, มีภัย, อันตราย)

      (g) proficient    (โพร-ฟิ้ช-เชี่ยนท)  (ชำนิชำนาญ, เชี่ยวชาญ, คล่องแคล่ว)

      (h) loquacious    (โล-เคว้-เชิส)  (พูดมาก, โว, ช่างพูด)

15. The word “metamorphosis” in paragraph 4 means ______________________________.

(คำว่า  “การเปลี่ยนแปลง, การเปลี่ยนแปลงรูปร่างหรือโครงสร้าง”  ในพารากราฟ ๔  หมายถึง ____


      (a) photosynthesis    (การสังเคราะห์แสงเพื่อสร้างอาหารของพืช)

      (b) metaphor    (คำอุปมา, การใช้คำอุปมา)

      (c) implementation    (การลงมือทำ, การลงมือปฏิบัติ, การทำให้สำเร็จหรือเกิดผล)

      (d) destination    (จุดหมายปลายทาง)

      (e) alteration    (การเปลี่ยนแปลง, การแก้ไข, การดัดแปลง)

      (f) desperation    (ความสิ้นหวัง, ภาวะที่ล่อแหลม, ภาวะที่ร้ายแรง)

      (g) masquerade    (การเต้นรำหรืองานรื่นเริงที่สวมหน้ากาก, หน้ากากที่สวมในงานดังกล่าว,

            การเสแสร้ง, การปิดบัง, การซ่อนเร้น, การปลอมตัว)

      (h) ornamentation    (การประดับประดา, การตกแต่ง, การเสริมแต่ง, สิ่งประดับ, การเชิดชูเครื่องประดับ)

16. What does “restrictions” in paragraph 4 mean?

(การจำกัด, การจำกัดวง, การกำหนด, การบังคับ”  ในพารากราฟ ๔  หมายถึงอะไร)

      (a) rituals    (พิธี, พิธีการ, พิธีศาสนา, พิธีบูชา, หนังสือพิธีศาสนา หรือพิธีกรรม)

      (b) impediments    (อุปสรรค, สิ่งกีดขวาง, การทำให้ล่าช้า)

      (c) inaugurations    (อิน-ออ-กิว-เร้-ชั่น)  (การเปิดทำการ, การเริ่มเป็นทางการ,  การเข้ารับตำแหน่ง

            เป็นทางการ, การเปิดฉาก)

      (d) limits    (การจำกัด, ข้อจำกัด)

      (e) compunctions    (คัม-พั้งค-ชั่น)  (ความเสียใจต่อการกระทำของตน, ความไม่สบายใจหรือวิตกกังวล


      (f) disseminations    (การแพร่กระจาย, การเผยแพร่, การทำให้กระจัดกระจาย)

      (g) candors    (แค้น-เดอะ)  (ความซื่อตรง, ความจริงใจ, ความตรงไปตรงมา, ความเปิดเผย)

      (h) calamities    (ภัยพิบัติ, ความหายนะ)

17. How do the vast majority of divers feel about the 39-meter limit?

(นักดำน้ำส่วนใหญ่รู้สึกอย่างไรเกี่ยวกับการจำกัด (ความลึก) ๓๙ เมตร)

      (a) excited    (ตื่นเต้น)

      (b) disappointed    (ผิดหวัง)

      (c) challenged    (ท้าทาย)

      (d) untroubled    (ไม่มีปัญหา, ไม่ยุ่งยาก, ไม่ถูกรบกวน, ไม่เป็นทุกข์)  (ดูคำตอบจากประโยคแรก

            ของพารากราฟ ๕ ที่กล่าวว่า  “สำหรับนักดำน้ำส่วนใหญ่  การจำกัด (ความลึก) ๓๙ เมตร  มิได้


      (e) terrified    (ตกใจ, หวาดกลัว)

      (f) delighted    (ยินดี, ปลื้มใจ)

      (g) flabbergasted    (ประหลาดใจ, ตกตะลึง)

      (h) embarrassed    (กระดากอาย, ขวยเขิน)

18. What is the attitude of Michael Menduno towards technical diving?

(อะไรคือทัศนคติของไมเคิล เมนดูโน  ที่มีต่อการดำน้ำลึก)

      (a) critical    (วิพากษ์วิจารณ์, วิกฤต, สำคัญ)

      (b) negative    (เป็นลบ)

      (c) neutral    (เป็นกลาง, ไม่เข้าข้างฝ่ายใด)

      (d) positive    (เป็นบวก)  (ดูคำตอบจากประโยคที่ ๓ ของพารากราฟ ๕ ที่เมนดูโนกล่าวว่า

            “มัน (การดำน้ำลึก) เปิดให้เห็นสถานที่ต่างๆ ที่คุณไม่สามารถเห็นด้วยวิธีอื่นใด  เช่น 

            ซากเรือแตกและถ้ำที่อยู่ลึก (ใต้น้ำ)”  ซึ่งแสดงว่าเขาเห็นประโยชน์ของการดำน้ำ)

      (e) fearful    (กลัว, น่ากลัว)

      (f) desperate    (สิ้นหวัง, ท้อแท้)

      (g) pessimistic    (มองโลกในแง่ร้าย)

      (h) predictive    (ทำนาย, พยากรณ์)

19. In the fifth paragraph, “onerous” means _______________________________________.

(ในพารากราฟ ๕,  “เป็นภาระ, ลำบาก, ยากยิ่ง, หนักอึ้ง, หนักหน่วง”  หมายถึง _______________)

      (a) contagious    (คัน-เท้-เจิส)  (ซึ่งสามารถติดต่อไปยังคนอื่นได้, ที่ติดต่อถึงกันได้, (คน) เป็น (มี) โรคซึ่ง

            แพร่ไปยังคนอื่นได้, (ความคิด, ทัศนคติ, ความรู้สึก) ที่แพร่ไปยังผู้อื่นอย่างรวดเร็ว)

      (b) interminable    (ไม่หยุดหย่อน, ไม่จบสิ้น, ไม่มีที่สิ้นสุด, น่าเบื่อ) 

      (c) avid    (แอฟ-วิด)  (๑. กระตือรือร้น, ใจจดใจจ่อ, สนใจอย่างมาก,   ๒. ละโมบ, ตะกละ, อยากได้,

            ปรารถนาอย่างมาก, อยากครอบครองหรือเป็นเจ้าของ, ที่หิวกระหาย) 

      (d) ostentatious    (โอ้อวด, เอาหน้า)

      (e) burdensome    (ยากลำบาก, ยุ่งยาก, เป็นภาระ)

      (f) wrathful    (ร้อธ-ฟูล  หรือ  ร้าธ-ฟูล)  (โกรธ, โกรธเคือง, โมโห)

      (g) moribund    (ม้อ-ริ-บันด)  (ใกล้ตาย, จวนตาย, ร่อแร่, จวนจะสูญพันธุ์, จวนจะหมด, ไม่เจริญ, อยู่กับที่)

      (h) urgent    (เร่งด่วน, รีบด่วน, เร่งรีบ, ฉุกเฉิน, เร่าร้อน)

20. What does “sophisticated” in paragraph 5 mean?

(“ทันสมัย, ซับซ้อน, ช่ำชองโลก, มีลักษณะของชาวกรุง, ตบตา, หลอกลวง”  ในพารากราฟ ๕  หมายถึงอะไร)

      (a) customary    (ซึ่งเป็นปกติวิสัย, ซึ่งทำกันมา, อย่างที่เคยปฏิบัติกัน, เหมือนอย่างที่เคยทำมา)

      (b) eternal    (ไม่มีที่สิ้นสุด, คงอยู่ตลอดกาล)

      (c) traditional    (แต่ดั้งเดิม, เกี่ยวกับจารีต, สืบทอดตามประเพณี)

      (d) modern    (ทันสมัย, ไม่ห่างไกล, ไม่โบราณ)

      (e) transparent    (โปร่งแสง, โปร่งใส, โปร่งตา, ใสเหมือนกระจก, ยอมให้แสงผ่านได้ตลอด, เปิดเผย,

           ตรงไปตรงมา, เห็นชัด, ชัดแจ้ง, เข้าใจง่าย)

      (f) appalling    (น่ากลัว, น่าใจหาย, น่าตกใจ)

      (g) deteriorating    (เลวลง, เสื่อมลง, ชำรุด, แตกสลาย, ทำให้เลวลง, ทำให้เสื่อมเสีย)

      (h) insurmountable    (อิน-เซ้อร์-เม้าน-ทะ-เบิ้ล)  (ซึ่งไม่สามารถเอาชนะได้, ไม่สามารถจะผ่านได้) 

21. What is Billy Deans’ concern about technical diving?

(อะไรคือความวิตกกังวลของบิลลี่ ดีนส์  เกี่ยวกับการดำน้ำลึก)

      (a) depth    (ความลึก)

      (b) safety    (ความปลอดภัย)  (ดูคำตอบจากตอนท้ายของพารากราฟ ๕  ที่บิลลี่ ดีนส์  กล่าวว่า 

            “มัน (การดำน้ำลึก) ไม่ง่าย  และมีอันตรายบางประการเข้ามาเกี่ยวพัน”  แสดงว่าเขาห่วงใย


      (c) time exposure    (การสัมผัสด้านเวลา)  (หมายถึง  ระยะเวลาอยู่ใต้น้ำ)

      (d) diving experience    (ประสบการณ์ดำน้ำ)

22. Which of the following shows that the writer is in agreement with Billy Deans?

(ข้อใดต่อไปนี้แสดงว่าผู้เขียนเห็นด้วยกับบิลลี่ ดีนส์)

      (a) It is risky to dive 90 meters.    (มันมีอันตรายที่จะดำน้ำลึก ๙๐ เมตร)  (ดูคำตอบจากประ

            โยคสุดท้ายของพารากราฟ ๕ ที่บิลลี่ ดีนส์ กล่าวว่า  “แต่ในปัจจุบัน  มันเป็นไปได้ที่จะดำน้ำ

            ลึกลงไปประมาณ ๙๐ เมตร  พร้อมกับระดับความเสี่ยงที่ยอมรับได้”  และจากประโยคแรก

            ของพารากราฟสุด ท้ายที่ผู้เขียนกล่าวว่า  “ยอมรับได้,  นั่นคือ,  กับนักดำน้ำที่มีประสบการณ์

            อย่างยิ่ง  พร้อมกับมีเงินสดที่จะเผาไหม้ (ที่จะจ่าย)”  นั่นคือ  ทั้ง ๒ คนเห็นพ้องกันว่า  การดำ

            น้ำลึก ๙๐ เมตร  เป็นความเสี่ยงที่ยอมรับได้  แต่ต้องสำหรับผู้ที่มีประสบการณ์อย่างมาก)

      (b) It costs a lot to have diving training.    (มันมีค่าใช้จ่ายมากมายที่จะมีการฝึกอบรมการดำน้ำ)

      (c) It takes two and a half hours to dive safely.    (มันใช้เวลา ๒ ชั่วโมงครึ่งที่จะดำน้ำอย่างปลอดภัย)

      (d) It is possible to dive with experience and money.    (มันเป็นไปได้ที่จะดำน้ำ  ถ้ามีประสบการณ์และเงิน)



การดำน้ำที่ใช้หลักวิชาการ : กีฬาแห่งการท้าทาย


           ขอต้อนรับเข้าสู่โลกของการดำน้ำโดยใช้หลักวิชาการ (การดำน้ำลึกโดยใช้เครื่องช่วยหายใจ) (technical diving) ที่ซึ่งไม่มีซากเรือแตก (ซากปรักหักพัง, สิ่งที่อับปาง, ซากแห่งความหายนะ, สินค้าในเรืออับปาง, บุคคลที่มีสุขภาพเสื่อมโทรม) (wreck) ที่ดูเหมือนว่าอยู่ลึกเกินไป,  ไม่มีถ้ำ (ใต้น้ำ) (cave) ที่ยาว (lengthy) เกินไป,  ไม่มีสารผสม (ส่วนผสม) ใน (เครื่องช่วย) การหายใจ (breathing mixture) ที่เข้าใจได้เฉพาะในกลุ่มคนเพียงหยิบมือ (ซึ่งรู้ในวงจำกัด, ลึกลับ, ลับเฉพาะ) (esoteric) เกินไป,  และไม่มีชิ้นของอุปกรณ์ที่ราคาแพง (costly) เกินไป (หมายถึง  การดำน้ำที่ใช้หลักวิชาการ  หรือดำน้ำลึก  จะไม่มีสิ่งที่กล่าวมาข้างต้น  ดังนั้น  จึงไม่ต้องวิตกกังวล)

            การดำน้ำลึกแตกต่างจากการดำน้ำโดยใช้ถังออกซิเจนและท่อหายใจ (scuba diving) แบบดั้งเดิม (แบบเก่า, ที่เป็นจารีต) (conventional)  ในแบบที่การขึ้น (การขึ้นสู่ที่สูงกว่า เช่น ตำแหน่ง-ฐานะ-ปริญญา ฯลฯ, วิถีทางที่ขึ้น) (ascent) เขาเอฟเวอเรสต์มิใช่การเดินทอดน่อง (การเดินเล่น, การร่อนเร่, การพเนจร) (stroll) ในสวนสาธารณะ,  โดยความแตกต่างที่สำคัญ (ติเตียน, วิจารณ์, วิเคราะห์, วิกฤติ, อันตราย, เกี่ยวกับความเป็นความตาย) (critical) คือว่า  “มียอด (top) บนภูเขา  แต่ไม่มีข้อจำกัด (ขีดจำกัด, เขต, ขอบเขต, จำนวนจำกัด) (limit) ที่แท้จริง (real) เกี่ยวกับว่านักดำน้ำดำลงไปลึกเพียงใด (how deep divers go),  ผู้คนเพียงแต่ดำลึกลงไปและลึกลงไป (keep going deeper and deeper),  (และ) ในขณะที่พวกเขาทำ (ดำลึกลงไป) (As they do)  ความแน่นอน (certainty) ที่ว่าพวกเขาจะได้รับบาดเจ็บสาหัส (seriously injured) หรือตาย  จะมากยิ่งขึ้น (greater)

            ในช่วง ๕ ปีที่ผ่านมา  กิจกรรมนี้ (การดำน้ำลึก) ได้ประสบความสำเร็จ (ทำให้เกิดขึ้น, มีอิทธิพลต่อ, จัดการ, บริหาร, ควบคุม, ดูแล) (managed) ในการสร้าง (สถาปนา, ก่อตั้ง, กำหนด, บัญญัติ) (establish) ตนเอง (กิจกรรมดำน้ำ) ในฐานะ (เป็น) อุตสาหกรรมขนาดเล็กโดยตัวของมันเอง (in its own right),  โดยมีแมกกาซีนที่ดูน่าสนใจ (แบบฉาบฉวย) (glossy) (เพื่อโฆษณาธุรกิจดำน้ำ)  และการประชุมด้านการค้า (trade conference) ประจำปี (เรื่องดำน้ำ)  และแม้กระทั่ง (even) ผู้จัดทัวร์ (tour arrangers)  ซึ่งเสนอรายการบันเทิง (จัดหาสิ่งที่ต้องการให้, จัดหาอาหารให้) (catering) (คือ การดำน้ำ) แก่ผู้ที่สนใจ (ผู้มีความกระตือรือร้น) (enthusiasts) ของตน (ทัวร์),  กิจกรรมดำน้ำลึกยังถูกโยง (linked) กับการเพิ่มขึ้น (increase) พอสมควร (พอประมาณ, ปานกลาง, ไม่รุนแรง, ไม่มากเกินไป) (moderate) ของอุบัติเหตุถึงตาย (ความหายนะถึงตาย, คนตายโดยอุบัติเหตุ, โชคชะตา, พรหมลิขิต, ความหายนะ) (fatalities) และการบาดเจ็บสาหัส (serious injuries) ที่เกี่ยวข้องกับการดำน้ำ (diving-related)เนื่องจากบางคน (as some) พยายามที่จะดำน้ำเลยเถิด (เกินเลย(beyond) ไปกว่าการฝึกซ้อม (การฝึกอบรม) (training) หรือประสบการณ์ของตน,  หรือไม่ก็ผู้มีประสบการณ์ (ผู้ได้ทำงานในอาชีพหนึ่งมานาน, ทหารผ่านศึก) (veterans) (ด้านการดำน้ำลึก) ซึ่งได้เตรียมตัวมาอย่างดี (well-prepared) มากๆ (สุดๆ) (extremely)  ไม่สามารถ (ล้มเหลวที่จะ, สอบตก, ล้ม, ไม่สามารถชำระหนี้ได้, ถังแตก, ใช้การไม่ได้) (fail) ดำน้ำที่ยุ่งยากซับซ้อน (complicated) และบางที (sometimes) คาดไม่ถึง (ไม่เคยมีมาก่อน, ไม่รู้มาก่อน) (unprecedented) ได้สำเร็จ (คือ  ไม่สามารถดำน้ำที่ซับซ้อนหรือคาดไม่ถึงได้สำเร็จ  ทำให้ต้องเสียชีวิตหรือบาดเจ็บสาหัส)

           แม้ว่าครั้งหนึ่ง (once) จะได้รับความสนุกสนาน (enjoyed) ส่วนใหญ่ (mainly) โดยเพศชาย (ผู้ชาย, ตัวผู้, ชาย, ผู้) (males) ซึ่งชอบผจญภัย (ชอบเสี่ยงภัย, ค่อนข้างเสี่ยง) (adventurous)  และมิได้วิตกกังวล (concerned) มากเกินไป (overly) กับความปลอดภัยส่วนตัว (personal safety)การดำน้ำโดยใช้ถังออกซิเจนและท่อหายใจ (scuba diving) ที่เป็นการพักผ่อนหย่อนใจ (เป็นการสันทนาการ) (recreational) ไม่มีอันตราย-เสี่ยงภัย มากไปกว่าการเล่นสกี (no riskier than skiing),  ทั้งนี้  การเปลี่ยนแปลง (metamorphosis) (จากการดำน้ำซึ่งมีอันตราย  มาเป็นปลอดภัย) ได้รับความสำเร็จ (achieved) โดยผ่านหลายทศวรรษ (decades) ของการปรับปรุงให้ดีขึ้น (improvements) ในด้านอุปกรณ์ (equipment) และการฝึกซ้อม,  โดยนักดำน้ำเพื่อสันทนาการ (พักผ่อน) จะถูกจำกัด (limited) ให้หายใจ (breathing) อากาศธรรมดา (ordinary air) ซึ่งถูกอัด (compressed)  และ (ถูกจำกัด) การสัมผัส (การผึ่ง, การเผย, การเปิด, การให้ถูกแสง) (exposures) ความลึกและเวลา (depth-and-time) (ใต้น้ำ)  ซึ่งไม่ต้องการ (กำหนด) (require) การทำให้คืนสู่สภาพปกติ (การทำให้พ้นจากความกดดัน, การคืนสู่สภาพปกติ, การผ่อนคลาย) (decompression) ในขั้นตอน (ระยะ) (stages) ต่างๆ (หมายถึง  ระดับความลึกต่างๆ) ในการขึ้นสู่ผิวน้ำ (on the way up)การจำกัด (การจำกัดวง, การกำหนด, การบังคับ) (restrictions) เหล่านี้  ในทางกลับกัน (in turn)  นำไปสู่ (led to) การจำกัด (ข้อจำกัด) (a limit) (ระยะ) ๓๙ เมตร   ซึ่งเป็นความลึก (depth) ที่ตารางมาตรฐาน (standard tables) แนะนำ (recommended) ว่า  นักดำน้ำไม่ควรใช้เวลาเกินกว่า ๑๐ นาที (diver spend no more than 10 minutes)  ถ้าไม่มีการวางแผนการทำให้คืนสู่สภาพปกติเป็นระยะ (unless staged decompression is planned) (ตามระดับความลึก)  (หมายถึง  ณ  ระดับความลึกไม่เกิน ๓๙ เมตร  นักดำน้ำไม่ควรอยู่ใต้น้ำเกิน ๑๐ นาที  ถ้าไม่มีการวางแผนปรับความดันอากาศขณะว่ายขึ้นสู่ผิวน้ำ  ไม่เช่นนั้น  อาจเกิดอันตรายได้)

            สำหรับนักดำน้ำส่วนใหญ่ (vast majority of divers)  การจำกัด (ความลึก) ๓๙ เมตร (39-meter limit) มิได้เป็นภาระ (ลำบาก, ยากยิ่ง, หนักอึ้ง, หนักหน่วง) (onerous)นักดำน้ำลึก (Technical divers), อย่างไรก็ตาม, ใช้วิธีการ (methods) และอุปกรณ์ (equipment) ทันสมัย (ซับซ้อน, ช่ำชองโลก, มีลักษณะของชาวกรุง, ตบตา, หลอกลวง) (sophisticated)  ซึ่งบางอย่าง (ของวิธีการและอุปกรณ์) ถูกดัดแปลง  (adapted) จากการดำน้ำด้านการพาณิชย์ (commercial) และด้านการทหาร (military) เพื่อที่จะดำน้ำลึกลงไป (to go deeper),  “มัน (การดำน้ำ) เปิดให้เห็น  (opens up) สถานที่ต่างๆ ที่คุณไม่สามารถเห็นด้วยวิธีอื่นใด  เช่น  ซากเรือแตก (อุบัติเหตุเรือแตก, อุบัติเหตุทางเรือ, การทำลายเรือ, การสูญเสียเรือ) (shipwrecks) และถ้ำ (caves) ที่อยู่ลึก (ใต้น้ำ)”  ไมเคิล เมนดูโน  กล่าว  เขาเป็นบรรณาธิการ (editor) ของ “อควาคอร์”  แมกกาซีนราย ๒ เดือน (bimonthly magazine)  ซึ่งอุทิศ (อุทิศเวลา, อุทิศตัว, สละ, ใส่ใจ, หมกมุ่น) (devoted) ให้กับการดำน้ำลึก,  “มันไม่ง่าย  และมีอันตรายบางประการเข้ามาเกี่ยวพัน (involved),”  บิลลี่ ดีนส์  นักดำน้ำลึกผู้มีประสบการณ์ (veteran) ผู้ช่วยเหลือก่อตั้ง (establish) แวดวงดำน้ำ (field) กล่าวเสริม (adds) (และยังกล่าวอีกว่า) “แต่ในปัจจุบัน  มันเป็นไปได้ที่จะดำน้ำลึกลงไปประมาณ ๙๐ เมตร  พร้อมกับระดับความเสี่ยงที่ยอมรับได้ (acceptable degree of risk)

            ยอมรับได้ (Acceptable),  นั่นคือ,  กับนักดำน้ำที่มีประสบการณ์อย่างยิ่ง (extremely experienced)  พร้อมกับมีเงินสดที่จะเผาไหม้ (ที่จะจ่าย) (with some cash to burn),  ทั้งนี้  การฝึกซ้อม (การฝึกอบรม) (training) เพียงอย่างเดียว (ตามลำพัง) (alone) สามารถมีค่าใช้จ่าย (cost) หลายพันดอลลาร์  และมันมิใช่เรื่องผิดปกติ (ผิดธรรมดา) (uncommon) สำหรับนักดำน้ำลึกที่จะก้าวลงไปใน (step into) น้ำ  โดยสวมชุดอุปกรณ์ที่มีราคา (worth) ๙,๐๐๐ ดอลลาร์  รวมทั้งผ้าอ้อม (ผ้าอ้อมเด็ก) (diaper) (เป็นคำเปรียบเทียบ  โดยเป็นอุปกรณ์ชิ้นหนึ่งที่นักดำน้ำลึกสวม) (การดำน้ำลึก ๘๐ เมตร, พร้อมกับมีการปรับความดันอากาศเป็นระยะ (staged decompression),  อาจต้อ(can) ใช้เวลา (ครอบครอง, ยึดครอง, อาศัยอยู่, ยุ่งอยู่) (occupy) (อยู่ในน้ำ) อย่างน้อยที่สุด (at least) ๒ ชั่วโมงครึ่ง)


เรียน   ท่านผู้ติดตามอ่านเว็บไซต์  “everydayenglish.pwa.co.th                  


                ถ้าท่านมีคำแนะนำให้ปรับปรุงเว็บไซต์นี้ประการใด  กรุณาส่ง e-mail ไปที่  ดร. วัชรินทร์  ภูเขาทอง  อดีต  ผอ. สำนักวิทยาการ  การประปาส่วนภูมิภาค  ผู้จัดทำเว็บไซต์นี้  ตาม  “Address”  (โปรดระบุหัวเรื่องด้วยว่า  “ปรับปรุงเว็บไซต์”)   เพื่อที่ผู้จัดทำฯ จะได้ปรับปรุงเนื้อหาได้ตรงตามความประสงค์ของผู้อ่านเว็บไซต์นี้ต่อไป



หมวดข้อสอบ READING (ตอนที่ 71)

การประปาส่วนภูมิภาค  “มุ่ง-มั่น-เพื่อปวงชน”


DirectionRead the following passage and choose the best answer for each question.

(จงอ่านบทความต่อไปนี้  และเลือกคำตอบที่ดีที่สุดสำหรับแต่ละคำถาม)


From Ordinary Virus to Coronavirus (COVID-19)


          The magnitude of the world’s problems has encouraged doubt and pessimism among some of its most creative thinkers.  Yet the majority of those charged with the responsibility of finding solutions to the problems – primarily politicians and civil servants – remain cautiously optimistic.  For solutions they have continued to turn, paradoxically, to those agencies responsible, in many cases, for the creation of the problems: science and technology.

          Scientists and technicians invented and perfected the internal combustion engine and the chemical DDT.  Now other scientists and technicians are seeking ways to combat their deleterious effects.  Scientific research has been responsible for the medical advances which have helped to produce worldwide population increases.  No one would argue, of course, that the research should not have taken place, or that the continuing battle against disease is not one of humanity’s most worthwhile engagements.  Most would agree, however, that science must move as quickly as possible to come up with a safe and simple method of birth control as it continues to fight to prolong life.

          The achievements of science in the field of health during the past fifty years have been truly remarkable.  One discovery in particular has enabled scientists to understand more clearly the ways in which the human body receives and transmits disease.  The discovery of viruses was the result of experimentation conducted chiefly by the American biochemist Wendell Stanley in the 1930s.  Viruses are microscopic organisms which show signs of life – including the ability to reproduce – only when existing inside living cells.  They are the cause of many human diseases, including measles, poliomyelitis (infantile paralysis), and rabies.   

          Over the past few months, coronavirus or COVID-19, which has been regarded by WHO as a global pandemic and the humanity’s most terrifying enemy, has been spreading rapidly across the world, affecting more than 175 countries and claiming more than 33,990 lives.  There are over 722,400 confirmed cases worldwide, with around 151,990 recoveries, with the US now recording more than any other country, or over 142,500 coronavirus cases and about 2,510 deaths (Data as at March 30, 2020), including China, where the virus originated.  Southern Europe has also seen a surge in cases.  Nevertheless, the true figure for the number of people with coronavirus is thought to be much higher as many of those with milder symptoms have not been tested and counted.  The virus emerged in China in December 2919 and around 3,303 people there have died from the infection – but both Italy and Spain now have higher death tolls, about 10,779 and 6,803 deaths, respectively (Data as at March 30, 2020).  The pandemic has wrecked havoc on international business, tourism, sport events, and schools and universities, with almost 300 million students sent home worldwide.

          The world is fighting against the deadliest coronavirus disease or COVID-19.  Not until the nature of the virus was well understood could scientists begin to develop means of treating and preventing the fatal virus-produced illnesses in human beings.


1. According to the passage, the world’s most important problems are ____________________.

(ตามที่เนื้อเรื่อง – บทความ – กล่าว,  ปัญหาสำคัญที่สุดของโลก คือ ____________________)

    (a) political    (ด้านการเมือง)

    (b) man-made    (สร้างขึ้นโดยมนุษย์)  (ดูคำตอบจากประโยคสุดท้ายของพารากราฟแรกที่

          กล่าวว่า  “สำหรับการแก้ปัญหา  พวกเขา (นักคิด  ซึ่งส่วนใหญ่เป็นนักการเมืองและข้าราช

          การพลเรือน) ได้ดำเนินต่อไปที่จะหันไปหา, ซึ่งดูเหมือนขัดแย้งกันแต่ทว่าเป็นความจริง,

          หน่วยงานต่างๆ เหล่านั้นที่รับผิดชอบ,  ซึ่งในหลายกรณี, ต่อการสร้างปัญหา คือ  วิทยา

          ศาสตร์และเทคโนโลยี  (หมายถึง  นักคิดแก้ปัญหาโดยหันไปพึ่งพาอาศัยหน่วยงานที่สร้าง

          ปัญหาขึ้นมา  ซึ่งมักเป็นปัญหาด้านวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี”  แสดงว่า  มนุษย์นั่นเอง

          ที่เป็นผู้สร้างปัญหาขึ้นมา  เช่น  ปัญหาที่เกิดจากเครื่องยนต์สันดาปภายใน  และสารเคมี


    (c) creative    (สร้างสรรค์)

    (d) natural    (ด้านธรรมชาติ)

    (e) racial    (ด้านเชื้อชาติ)

    (f) religious    (ด้านศาสนา)

    (g) territorial    (เกี่ยวกับดินแดน)

    (h) cultural    (ด้านวัฒนธรรม)

2. In the first paragraph, “magnitude” refers to _____________________________________.

(ในพารากราฟแรก,  “ขนาด, ความสำคัญ, ความใหญ่, ขนาดใหญ่, จำนวน, มิติ, ความสว่างของดวงดาวที่ดูด้วยตาเปล่าจากโลก”  หมายถึง ________________)

    (a) altitude    (ความสูง)

    (b) precipitation    (ฝน, หิมะ, ลูกเห็บ, น้ำค้าง)   

    (c) proliferation    (การแพร่พันธุ์, การเพิ่มทวี, การขยายตัว)

    (d) slaughter    (สล้อ-เท่อะ)  (การฆ่า, การฆ่าสัตว์, การฆ่าเป็นอาหาร, การสังหารหมู่อย่างไม่ละเว้น) 

          (เมื่อเป็นคำกริยา  หมายถึง  “ฆ่าสัตว์, ฆ่าเป็นอาหาร, ฆ่าอย่างทารุณ, สังหารหมู่”)

    (e) migration    (การอพยพ)

    (f) destruction    (การทำลาย, การฆ่า, ภาวะที่ถูกทำลาย)

    (g) extent    (ขนาด, ขอบเขต, ระดับการขยาย, คำสั่งอายัดหรือยึดทรัพย์สิน (กฎหมายอังกฤษ),


    (h) dispersal    (การไล่ไป, การทำให้หายไป, การทำให้กระจายไป)

3. The word “pessimism” in paragraph 1 means ___________________________________.

(คำว่า  “การมองโลกในแง่ร้าย, ลัทธิมองโลกในแง่ร้าย, การหมดอาลัยตายอยาก”  ในพารากราฟ ๑  หมายถึง ________________)

    (a) acumen    (อะ-คู้-เม่น)  (ไหวพริบและความเฉียบแหลม)

    (b) initiative    (การริเริ่ม, ความคิดริเริ่ม)

    (c) delight    (ดิ-ไล้ท)  (ความรื่นรมย์, ความพอใจ, ความบันเทิงใจ)  (ถ้าเป็นคำกริยา  หมายถึง  รื่นรมย์,

          พอใจ, บันเทิงใจ, ทำให้รื่นรมย์-พอใจ-บันเทิงใจ)

    (d) talisman    (แท้-ลิส-มั่น)  (เครื่องราง, ของขลัง, สิ่งที่นำโชค)

    (e) ) endurance    (เอน-ดิ๊ว-เริ่นซ)  (ความทรหดอดทน, ความอดกลั้น, ความทนทาน, ความไม่ตาย)

    (f) distress    (ความโศกเศร้าเสียใจ, ความทุกข์ยากลำบาก, ความเคราะห์ร้าย, ภัยพิบัติ)  (เมื่อเป็นคำกริยา

          หมายถึง  “ทำให้เศร้าโศกหรือทุกข์ยาก”)

    (g) conflict    (ความขัดแย้ง)

    (h) seeing the gloomy side of things    (การมองในด้านร้ายหรือหมดหวังของสิ่งต่างๆ)

4. According to the passage, _______________ are responsible for many of the world’s problems.

(ตามที่เนื้อเรื่อง – บทความ – กล่าว, _______________ รับผิดชอบต่อปัญหาชองโลกจำนวนมาก)

    (a) politicians and civil servants    (นักการเมืองและข้าราชการพลเรือน)

    (b) scientists and technicians    (นักวิทยาศาสตร์และเจ้าหน้าที่เทคนิค)  (ดูคำตอบจาก ๒ ประ

          โยคแรกของพารากราฟ ๒ ที่กล่าวว่า  “นักวิทยาศาสตร์และเจ้าหน้าที่เทคนิค  ประดิษฐ์และทำ

          ให้สมบูรณ์ (ปรับปรุง) เครื่องจักรกลสันดาปภายในและสารเคมี จำพวกดีดีที,  ในปัจจุบัน  นัก

          วิทยาศาสตร์และเจ้าหน้าที่เทคนิคคนอื่นๆ  กำลังเสาะหา (แสวงหา) วิธีการต่างๆที่จะต่อสู้กับผล

          กระทบที่มีอันตรายของมัน (คือ  ของเครื่องจักรฯและสารเคมีฯ)”  ซึ่งก็คือรับผิดชอบต่อปัญหา


    (c) pessimistic creative thinkers    (นักคิดสร้างสรรค์ซึ่งมองโลกในแง่ร้าย)

    (d) birth control agencies    (หน่วยงานคุมกำเนิด)

5. “optimistic” in paragraph 1 may be replaced by ___________________________________.

(มองโลกในแง่ดี, มองโลกในทางดี, เบิกบานใจ”  ในพารากราฟ ๑  อาจแทนโดย ______________)

    (a) furious    (โกรธจัด)

    (b) pessimistic    (มองโลกในแง่ร้าย)

    (c) depressed    (หดหู่, ซึมเศร้า)

    (d) lunatic    (บ้า, วิกลจริต, วิปลาส)

    (e) dexterous    (เด๊กซ-ทรัส)  (ชำนาญ, แคล่วคล่อง)

    (f) seeing the bright side of things; hopeful    (มองในด้านดีของสิ่งต่างๆ;  มีความหวัง)

    (g) patriotic    (รักชาติ)

    (h) wary    (แว้-รี่)  (ระมัดระวัง, ระวังตัว, คอยเฝ้าดู, รอบคอบ)

    (i) isolated    (ปลีกตัวโดดเดี่ยว)

6. In the second paragraph, “combustion” is closest in meaning to ______________________.

(ในพารากราฟ ๒,  “การสันดาป, การเผาไหม้, กระบวนการเผาไหม้” ใกล้เคียงที่สุดในความหมายกับ ______________)

    (a) prohibition    (โพร-ฮิ้บ-บิ-ชั่น)  (การห้าม, การป้องกัน, การขัดขวาง)

    (b) postponement    (การเลื่อนออกไป, การผัดเวลาออกไป)

    (c) cancellation    (การยกเลิก)

    (d) approval    (การเห็นด้วย, การเห็นชอบ, การอนุมัติ)

    (e) comprehension    (ความเข้าใจ, การหยั่งรู้, การครอบคลุม, การกินความกว้าง)

    (f) incineration    (การเผาไหม้, การเผาให้เป็นเถ้าถ่าน)

    (g) inference    (การสรุป, การลงความเห็น, การอนุมาน, การส่อให้เห็น, การชี้ให้เห็นว่า, การแนะนำ)

    (h) prejudice    (เพร้จ-จู-ดิส)  (อคติ, ความรู้สึกไม่ดีที่มีอยู่ก่อน, ความรู้สึกที่ไม่มีเหตุผล)

7. The word “deleterious” in paragraph 2 means ___________________________________.

(คำว่า  “มีอันตราย, เป็นอันตราย, เป็นอันตรายต่อสุขภาพ”  ในพารากราฟ ๒  หมายถึง ___________)

    (a) uncontrollable    (ไม่สามารถควบคุมได้)

    (b) tranquil    (แทร้ง-ควิ่ล) (สงบเงียบ, เงียบ, สงบ, สงบสุข, ราบรื่น, ไม่มีสิ่งใดรบกวน)

    (c) wasteful    (เปล่าประโยชน์, สูญเปล่า, สิ้นเปลือง, หมดเปลือง, ถลุงใช้, ทำลาย, ที่บ่อนทำลาย)

    (d) buoyant    (บ๊อย-เอิ้นท)  (ร่าเริง, เบิกบานใจ)

    (e) irresponsible    (ไม่รับผิดชอบ)

    (f) indispensable    (สำคัญยิ่ง, จะขาดเสียมิได้)

    (g) harmful    (เป็นอันตราย, ซึ่งทำให้เกิดอันตราย)

    (h) undisputed    (ไม่อาจโต้แย้งได้, แน่นอน)

    (i) stern    (เคร่งขรึม, เอาจริงเอาจัง)

8. “taken place” in paragraph 2 may be replaced by _________________________________.

(“เกิดขึ้น”  ในพารากราฟ ๒  อาจแทนโดย _____________________________________)

    (a) conquered    (ค้อง-เค่อะ)  (พิชิต, เอาชนะ)

    (b) acquired    (หามาได้, ได้มา)

    (c) inferred    (สรุป, ลงความเห็น, อนุมาน, ส่อให้เห็น, ชี้ให้เห็นว่า, แนะนำ)

    (d) occurred    (เกิดขึ้น)

    (e) assaulted    (อะ-ซ้อลท)  (โจมตี, จู่โจม, ทำลาย, ข่มขืน)  (เมื่อเป็นคำนาม  “Assault”  หมายถึง 

          “การโจมตีอย่างรุนแรง, การจู่โจม, การทำลาย (ชื่อเสียง), การข่มขืน”)

    (f) maligned    (มะ-ไลน)  (พูดให้ร้าย, กล่าวร้าย, ใส่ร้าย, กล่าวหา, ทำให้เสียชื่อเสียง)

    (g) preceded    (มาก่อน, นำหน้า, นำก่อน, เสริมหน้า)

    (h) counterfeited    (เค้าน-เทอะ-ฟิต-เทด)  (ทำปลอม, ทำเทียม)  (เมื่อเป็นคำนาม  “Counterfeit” 

          หมายถึง  “ของปลอม-เทียม”  และเมื่อเป็นคำคุณศัพท์  หมายถึง  “ซึ่งปลอมหรือไม่ใช่ของแท้”)

9. The word “worthwhile” in paragraph 2 is closest in meaning to ______________________.

(คำว่า  “คุ้มค่า, คุ้มกับเวลาที่เสียไป”  ในพารากราฟ ๒  ใกล้เคียงที่สุดในความหมายกับ _________)

    (a) bizarre    (แปลก, ประหลาด, พิกล)

    (b) intractable    (ไม่สามารถควบคุมได้, ดื้อดึง, ดื้อรั้น, ไม่เชื่อฟัง, ว่ายาก)

    (c) compulsory    (ซึ่งเป็นการบังคับ, ซึ่งจำเป็นต้องทำ, เป็นเชิงบังคับ, เป็นหน้าที่ที่ต้องทำ)

    (d) tiny    (เล็กมาก, จิ๋ว)

    (e) advantageous    (ได้ประโยชน์, มีประโยชน์, ได้กำไร)

    (f) awful    (อ๊อ-เฟิ่ล)  (น่ากลัว)

    (g) worthy    (คุ้มค่า, คู่ควร, มีค่าเพียงพอ, มีมูลค่า, มีราคา, น่ายกย่อง, น่าสรรเสริญ)

    (h) barren    (ปราศจากพืชผล, แห้งแล้ง) 

    (i) thoughtful    (คิดถึงคนอื่น, ครุ่นคิด, ไตร่ตรอง, ใช้ความคิด, คิดหนัก)

10. The writer feels that the world’s most serious problem is ___________________________.

(ผู้เขียนรู้สึกว่า  ปัญหาร้ายแรงที่สุดของโลก คือ __________________________________)

      (a) untreatable viruses    (เชื้อไวรัสที่ไม่สามารถรักษาได้)

      (b) the death rate    (อัตราการตาย)

      (c) infectious diseases    (โรคติดต่อถึงผู้อื่นๆ ได้)

      (d) the birth rate    (อัตราการเกิด)  (ดูคำตอบจากประโยคสุดท้ายของพารากราฟ ๒ ที่กล่าวว่า 

            “คนส่วนใหญ่จะเห็นพ้อง (เห็นด้วย), อย่างไรก็ตาม, ว่าวิทยาศาสตร์จะต้องก้าวหน้าอย่างเร็ว

             เท่าที่จะเป็นไปได้  ที่จะปรากฏออกมาพร้อมกับวิธีการคุมกำเนิดที่ปลอดภัยและง่ายๆ (เข้าใจ

             ง่าย)  ในขณะที่มัน (วิทยาศาสตร์) สู้ต่อไปเพื่อทำให้ชีวิตยืนยาว”)

11. In the second paragraph, “it” refers to _________________________________________.

(ในพารากราฟ ๒,  “มัน”  หมายถึง __________________________________________)

      (a) birth control    (การคุมกำเนิด)

      (b) disease    (โรค, การเจ็บไข้ได้ป่วย)

      (c) science    (วิทยาศาสตร์)  (ดูคำตอบจากประโยคสุดท้ายของพารากราฟ ๒ ที่กล่าวว่า 

            “คนส่วนใหญ่จะเห็นพ้อง, อย่างไรก็ตาม, ว่าวิทยาศาสตร์จะต้องก้าวหน้าอย่างเร็วเท่าที่

            จะเป็นไปได้  ที่จะปรากฏออกมาพร้อมกับวิธีการคุมกำเนิดที่ปลอดภัยและง่ายๆ (เข้าใจ

            ง่าย)  ในขณะที่มัน (วิทยาศาสตร์) สู้ต่อไปเพื่อทำให้ชีวิตยืนยาว”  “มัน”  จึงหมายถึง 


      (d) humanity    (มนุษย์ชาติ)

12. What does “prolong” in paragraph 2 mean?

(“ทำให้ยาวออก, ยืดออก, ต่อ, ขยายออก, หน่วงเหนี่ยว”  ในพารากราฟ ๒  หมายถึงอะไร)

      (a) amplify    (ขยายใหญ่ขึ้น, ขยายความ)   

      (b) meditate    (ไตร่ตรอง, ใคร่ครวญ, ทำสมาธิ)

      (c) erupt    (ระเบิด, แตกออก, ปะทุ, พุ่งออกมา, ทำให้แตกออก-ระเบิดออก-ปะทุ)

      (d) overthrow    (โค่น, ล้มล้าง, ล้มคว่ำ, ขว้างลูกได้ไกลกว่า)

      (e) lengthen    (ทำให้ยาวขึ้น, ยาวขึ้น)

      (f) tolerate    (อดทน, ทนทาน, อดกลั้น, ทนต่อ, ต้านฤทธิ์ยา)

      (g) evince    (แสดง, เผยให้เห็น)

      (h) retard    (ทำให้ช้าลง, ขัดขวาง, ถ่วง, หน่วงเหนี่ยว, ทำให้ลดความเร็ว, เป็นอุปสรรค)

13. In the third paragraph, the phrase “truly remarkable” means very __________________.

(ในพารากราฟ ๓,  วลี  “น่าทึ่ง-น่าสังเกตอย่างแท้จริง”  หมายถึง ___________________ มาก)

      (a) acceptable    (สามารถยอมรับได้)

      (b) adequate    (พอเพียง)

      (c) trustworthy    (น่าไว้วางใจ, เชื่อถือได้)

      (d) essential    (จำเป็นที่สุด, ซึ่งขาดเสียมิได้, เป็นส่วนประกอบที่สำคัญ, เป็นเนื้อแท้, เป็นปัจจัย, เป็นพื้นฐาน)

      (e) significant    (สำคัญ, มีความหมาย, มีลักษณะสำคัญ, มีผล)

      (f) peculiar    (แปลก, ประหลาด, พิกล)

      (g) rewarding    (ให้รางวัล, ให้ผลตอบแทน, คุ้มค่า, คุ้มค่าที่จะทำ)

      (h) gigantic    (ใหญ่โตผิดปกติ, มหึมา, มหาศาล, คล้ายยักษ์)

      (i) desperate    (สิ้นหวัง, หมดหวัง, เข้าตาจน, ที่มีความต้องการอย่างมาก, ร้ายแรงมาก, 

           อย่างยิ่ง, เหลือเกิน)

14. “transmits” in paragraph 3 refers to _________________________________________.

(“แพร่เชื้อ, กระจาย, ส่งผ่าน, ส่งต่อ, ถ่ายทอด, กระจายเสียง, ส่งสัญญาณ, ส่งคลื่น, ส่งโทรเลข, โอนสิทธิ, โอนหน้าที่”  ในพารากราฟ ๓  หมายถึง ________________)

      (a) defers    (เลื่อนออกไป, ผัดผ่อน, ยืดเวลา, หน่วงเหนี่ยว, ทำให้ล่าช้า, คล้อยตาม, เชื่อตาม, ทำตาม)

      (b) exposes    (อิคส-โปส)  (แสดง, เผย, เปิดเผยให้เห็น, เปิดโปง, นำออกผึ่งหรือตาก (แดด, ลม),


      (c) enraptures    (เอ็น-แร้พ-เช่อร์)  (ทำให้ปลื้มปิติ, ทำให้ปลื้มจนลืมตัว, ทำให้เคลิบเคลิ้ม)

      (d) passes on    (ส่งผ่าน, ส่งต่อ); communicates    (ติดต่อ, สื่อสาร)

      (e) belittles    (ทำให้ดูด้อยค่า, ทำให้ความสำคัญลดลง, ดูถูก, ดูแคลน, เหยียดหยาม)

      (f) aids    (ช่วย, ช่วยเหลือ)

      (g) encompasses    (ล้อมรอบ, เวียนรอบ, ตีวง, รวมทั้ง, ปิด, ผนึก)

      (h) engenders    (ทำให้เกิด, ก่อให้เกิด, บังเกิด)

15. The word “conducted” in paragraph 3 is closest in meaning to ______________________.

(คำว่า  “ดำเนินการ, กระทำ, ปฏิบัติ, ชี้นำ, นำ, ชักนำ”  ในพารากราฟ ๓  ใกล้เคียงที่สุดในความหมายกับ ______________)

      (a) facilitated    (ทำให้สะดวก-รวดเร็ว, อำนวยความสะดวก)

      (b) assisted    (ช่วยเหลือ)

      (c) ignored    (เพิกเฉย, ละเลย, ไม่เอาใจใส่, ไม่สนใจ)

      (d) commended    (ยกย่อง, สรรเสริญ)

      (e) carried out    (ดำเนินการ, ทำให้สำเร็จ)

      (f) devised    (คิดขึ้น, ประดิษฐ์ขึ้น)

      (g) detained    (กักขัง, คุมขัง, หน่วงเหนี่ยว)

      (h) compelled    (บังคับ, ผลักดัน, เกณฑ์, ใช้วิธีบังคับ, ต้อน, ได้มาโดยการบังคับ)

16. What does “microscopic” in paragraph 3 mean?

(“เล็กจนมองด้วยตาเปล่าไม่เห็น, เล็กมาก, จิ๋ว, เกี่ยวกับกล้องจุลทรรศน์”  ในพารากราฟ ๓  หมายถึงอะไร)

      (a) malevolent    (เป็นอันตราย, เป็นภัย, มุ่งร้าย, ประสงค์ร้าย, ชั่ว, เลว)

      (b) countless    (นับไม่ถ้วน, มากมาย)

      (c) intentional    (โดยตั้งใจ, มีเจตนา)

      (d) reluctant    (ไม่เต็มใจ, ไม่สมัครใจ, ฝืนใจ, ต่อต้าน)

      (e) impatient    (ไม่อดทน, กระวนกระวาย, ใจร้อน, หุนหันพลันแล่น, กระสับกระส่าย)

      (f) minuscule    (มิ-นัส-คิ-ยูล หรือ มิ้น-นิส-คิ-ยูล)  (เล็กมาก, จิ๋ว, เล็ก)

      (g) indulgent    (หมกมุ่น, ตามใจตัว, ที่ปล่อยตัว, ที่เสพสุขอย่างไม่ลืมตา, ที่หลงผิด)

      (h) hesitant    (ลังเลใจ, สองจิตสองใจ, รีรอ)

       (i) obsolete    (ล้าสมัย, พ้นสมัย, เลิกใช้แล้ว, เก่าคร่ำครึ)

17. The writer finds it strange that scientists _______________________________________.

(ผู้เขียนพบว่ามันแปลกที่ว่า  นักวิทยาศาสตร์ ____________________________________)

      (a) have not yet found a cure for polio    (ยังไม่พบวิธีการรักษาโรคโปลิโอให้หาย)  (ไม่เป็นความจริง)

      (b) have not supported population growth    (มิได้สนับสนุนการเพิ่มของประชากร)  (ไม่เป็นความจริง 

            เนื่องจากประโยคที่ ๓ ของพารากราฟ ๒ กล่าวว่า  “การวิจัยทางวิทยาศาสตร์รับผิดชอบต่อความก้าว

            หน้าด้านการแพทย์  ซึ่งได้ช่วยทำให้เกิดการเพิ่มขึ้นของประชากรทั่วโลก”)

      (c) are now trying to solve the problems they created    (ในปัจจุบันกำลังพยายามที่จะแก้

            ปัญหาที่พวกตนสร้างขึ้นมา)  (ดูคำตอบจาก ๒ ประโยคแรกของพารากราฟ ๒ ที่กล่าวว่า  

            “นักวิทยาศาสตร์และเจ้าหน้าที่เทคนิค  ประดิษฐ์และทำให้สมบูรณ์ (ปรับปรุง) เครื่องจักร

            กลสันดาปภายในและสารเคมีจำพวกดีดีที,  (แต่) ในปัจจุบัน  นักวิทยาศาสตร์และเจ้าหน้าที่

            เทคนิคคนอื่นๆ  กำลังเสาะหา (แสวงหา) วิธีการต่างๆ ที่จะต่อสู้กับผลกระทบที่มีอันตราย

            ของมัน (คือ  ของเครื่องจักรฯและสารเคมีฯ)

      (d) are now doubtful and pessimistic about the future    (ในปัจจุบันมีความสงสัย-ไม่แน่ใจ 

            และมองในแง่ร้ายเกี่ยวกับอนาคต)  (บทความมิได้กล่าวถึงเรื่องนี้)

18. In the fourth paragraph, “global pandemic” refers to _____________________________.

(ในพารากราฟ ๔,  “โรคที่ระบาดไปทั่วทั้งโลก”  หมายถึง _____________________________)

      (a) global catastrophe    (ภัยพิบัติ-ความหายนะทั่วโลก)

      (b) global economy    (เศรษฐกิจโลก)

      (c) global market    (ตลาดโลก)

      (d) global trade    (การค้าโลก)

      (e) global tourism    (การท่องเที่ยวของโลก)

      (f) global energy output    (ผลผลิตพลังงานของโลก)

      (g) an epidemic spreading across the world    (โรคระบาดที่แพร่กระจายไปทั่วโลก)   

      (h) crime worldwide    (อาชญากรรมทั่วโลก)

19. The word “terrifying” in paragraph 4 may be replaced by _________________________.

(คำว่า  “น่ากลัว, น่าสยองขวัญ”  ในพารากราฟ ๔  อาจแทนโดย ________________________)

      (a) confusing    (น่าสับสน, น่างง)

      (b) delighting    (น่ายินดี)

      (c) fascinating   (น่าหลงใหล, มีเสน่ห์)

      (d) convincing    (น่าเชื่อ)

      (e) horrifying    (น่ากลัว, น่าหวาดกลัว, น่าขนพองสยองเกล้า)

      (f) embarrassing    (น่าขวยเขิน, น่าอับอาย)

      (g) amusing    (น่าขบขัน, น่าเพลิดเพลิน)

      (h) amazing    (น่าทึ่ง, น่าประหลาดใจ, น่างงงวย)

      (i) boring    (น่าเบื่อ)  

20. Which country ranks first in terms of coronavirus cases?

(ประเทศใดอยู่ในอันดับแรก  ในแง่ของคนป่วยด้วยเชื้อโคโรนาไวรัส)

      (a) China    (จีน)  (๘๑,๔๗๐ คน)

      (b) Italy    (อิตาลี)  (๙๗,๖๘๙ คน)

      (c) The United States    (สหรัฐฯ)  (๑๔๒,๕๓๗ คน)

      (d) Spain    (สเปน)  (๘๐,๑๐๐ คน)

หมายเหตุ****ข้อมูล ณ วันที่ ๓๐ มีนาคม ๒๕๖๓

21. Where did coronavirus or COVID-19 first originate?

(เชื้อโคโรนาไวรัส หรือโควิด ๑๙ เกิดขึ้นครั้งแรกที่ใด)

      (a) Korea    (เกาหลี)

      (b) China    (จีน)  (ดูคำตอบจากประโยคก่อนประโยคสุดท้ายของพารากราฟ ๔)

      (c) Japan    (ญี่ปุ่น)

      (d) Hong Kong    (ฮ่องกง)

22. Which country has the highest death tolls incurred by coronavirus?

(ประเทศใดมีจำนวนผู้เสียชีวิตสูงสุด  ที่มีสาเหตุมาจากเชื้อโคโรนาไวรัส)

      (a) The United States    (สหรัฐฯ)  (๒,๕๑๐ ราย)

      (b) Spain    (สเปน)  (๖,๘๐๓ ราย)

      (c) China    (จีน)  (๓,๓๐๓ ราย)

      (d) Italy    (อิตาลี)  (๑๐,๗๗๙ ราย)  (ดูคำตอบจากประโยคก่อนประโยคสุดท้ายของ

            พารากราฟ ๔)

23. The word “recoveries” in paragraph 4 may be replaced by _________________________.

(คำว่า  “การ (รักษา) หายจากโรคแล้ว, การฟื้นคืนเหมือนเดิม, การคืนสู่สภาพเดิม, การเอากลับคืน, การกู้, สิ่งที่ได้คืนมา”  ในพารากราฟ ๔  อาจแทนโดย ________________)

      (a) discoveries    (การค้นพบ)

      (b) tendencies    (ความโน้มเอียง, แนวโน้ม)

      (c) hazards    (แฮ้ซ-เซิร์ด)  (อันตราย, การเสี่ยง, สิ่งที่เป็นอันตราย, สิ่งที่ทำให้เกิดความเสี่ยง,

            อุบัติเหตุ, ความไม่แน่นอน)

      (d) difficulties    (ความยากลำบาก)

      (e) resemblances    (ความเหมือนกัน, ความคล้ายกัน)

      (f) sequences    (ลำดับเหตุการณ์, ลำดับ, ขั้นตอน, การเรียงลำดับ, การต่อเนื่องกัน) 

      (g) recuperations    (การกลับมีสภาพหรือกำลังเหมือนเดิม, การฟื้นคืนสุขภาพ-กำลัง-แรง-ฐานะ

            ทางเศรษฐกิจ, การฟื้นคืน, การพักฟื้น, การกู้, การเอาคืน)

      (h) associations    (ความสัมพันธ์, การสังสรรค์, สมาคม, บริษัท, การเชื่อมติดต่อกัน)

24. “surge” in paragraph 4 refers to ____________________________________________

(“การเพิ่มขึ้นอย่างฉับพลัน, การกระเพื่อม, การแกว่งไปแกว่งมาอย่างรุนแรง, คลื่นแรง, คลื่นยักษ์, ลูกคลื่นแรง”  ในพารากราฟ ๔  หมายถึง ________________)

      (a) allocation    (การจัดสรร, การแบ่งสรร, การหาตำแหน่ง, การกำหนด, การบรรจุ)

      (b) determination    (การกำหนด, ความมุ่งมั่น)

      (c) jeopardy    (อันตราย, ภัย, การเสี่ยงอันตราย, การเสี่ยงต่อการถูกพบความผิด)

      (d) advent    {การมาถึงหรือการปรากฏขึ้น (ของไฟฟ้า, น้ำประปา, ทีวี-วิทยุ ฯลฯ)}

      (e) sanction    (แซ้ง-เชิ่น)  (คำอนุญาต, การลงโทษ)

      (f) sudden rise    (การเพิ่มขึ้นอย่างฉับพลันทันใด)

      (g) spouse    (สเพาซ)  (คู่ชีวิต, คู่สมรส, สามีหรือภรรยา)

      (h) occurrence    (การเกิดขึ้น, ปรากฏการณ์, สิ่งที่ปรากฏขึ้น, เหตุการณ์, กรณี)

25. What does “emerged” in paragraph 4 mean?

(“ปรากฏขึ้น, โผล่ออกมา, ออกมา, มีตัวตน”  ในพารากราฟ ๔  หมายถึงอะไร)

      (a) dismissed    (ไล่ออกจากงาน, เลิก, บอกให้เลิกแถว, ไม่รับฟ้อง, ยกฟ้อง)

      (b) nominated    (เสนอชื่อเพื่อให้เลือกตั้ง, แต่งตั้ง, ตั้งชื่อ, ระบุชื่อ)

      (c) reiterated    (กล่าวซ้ำ, กระทำซ้ำ)

      (d) arose    (เกิดขึ้น, ลุกขึ้น, เป็นผลจาก)  (กริยา ๓ ช่อง  คือ  “Arise, Arose, Arisen”)

      (e) scoffed    (พูดเยาะเย้ย, ล้อเลียน, เสียดสี)

      (f) razed    (ทำลายราบ-ทำลายโดยสิ้นเชิง)

      (g) buried    (เบ๊-ริด)  (ฝัง, ซ่อน, ปิด, กลบ, หมกมุ่น, หมก, ขจัด (ความคิด) ออก)

      (h) banished    (แบ๊น-นิช)  (เนรเทศ)

26. The best title for this passage would be _________________________________________.

(ชื่อเรื่องที่ดีที่สุดสำหรับบทความนี้  คือ ________________________________________)

      (a) Great Benefits Resulting from a Recent Discovery    (ประโยชน์ที่ยิ่งใหญ่ซึ่งเป็นผลมา

            จากการค้นพบเมื่อเร็วๆ นี้)  (ไม่ถูกต้อง  เนื่องจากเนื้อเรื่องกล่าวถึงข้อเสียของวิทยาศาสตร์


      (b) Achievements and Limitations of Science and Technology    (ความสำเร็จและข้อจำกัด

            ของวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี)  (เลือกข้อนี้เนื่องจากบทความกล่าวถึงทั้งข้อดีและข้อเสีย


      (c) American Scientists and the Mysteries of Viruses    (นักวิทยาศาสตร์อเมริกัน  และความลึกลับ

            ของเชื้อไวรัส)  (แคบเกินไป  บทความกล่าวถึงนักวิทยาศาสตร์อเมริกันเพียงคนเดียวเท่านั้น)

      (d) Inventions and Their Destructive Effects    (สิ่งประดิษฐ์และผลกระทบในทางทำลายล้างของมัน) 

            (แคบเกินไป  บทความกล่าวถึงสิ่งประดิษฐ์ เช่น เครื่องจักรกลสันดาปภายใน  ซึ่งมีประโยชน์ต่อการ

            ขนส่งและใช้ในโรงงานอุตสาหกรรม  แต่ในขณะเดียวกันก็ทำให้เกิดปัญหามลภาวะในอากาศ  เนื่อง


27. “havoc” in paragraph 4 may be replaced by ___________________________________.

("ภัยพิบัติ, ความหายนะ"  ในพารากราฟ ๔  อาจแทนโดย ___________________________)

      (a) exaggeration    (ก่ารโม้, การพูดเกินความจริง)

      (b) impediment    (อุปสรรค, การชัดขวาง, การหน่วงเหนี่ยว)

      (c) rebuttal    (การโต้แย้ง, การพิสูจน์หรือนำสืบหักล้าง)

      (d) critique    (คริ-ที๊ก)  (บทวิจารณ์, บทวิจารณ์สั้นๆ, วิธีการวิจารณ์)

      (e) catastrophe    (คะ-แทส-ทระ-ฟี)  (ภัยพิบัติ, ความหายนะ, ตอนจบของละคร, จุดจบ)

      (f) paradigm    (แพ้-ระ-ไดม)  (ตัวอย่าง, แบบ, การสาธิต)

      (g) aversion    (ตวามเกลียดอย่างรุนแรง, ความรังเกียจ, ความไม่ชอบ-ไม่พอใจ)

      (h) maverick    (แม้ฟ-เวอะ-ริค)  (กบฏ, ผู้ขัดขืน, ผู้ไม่่ยอมร่วมด้วย, ผู้เป็นอิสระและแยกตัวออกจาก

            เพื่อนฝูง, สัตว์ที่ไม่มีเจ้าของ)

28. What does “fatal” in the final paragraph mean?

("ร้ายแรงถึงตาย, เป็นอันตราย, ร้ายกาจ, เคราะห์ร้าย, ที่ทำให้เกิดความหายนะหรือล้้มเหลว"  ในพารากราฟสุดท้าย  หมายถึงอะไร)

      (a) subjective    (อัตวิสัย, เป็นเรื่องเฉพาะตัวของบุคคล, ส่วนตัว, แต่ละบุคคล)

      (b) provisional    (ชั่วคราว, เฉพาะกาล, เผื่อเหลือเผื่อขาด, มีเงื่อนไข)

      (c) cogent    (น่าเชื่อ, ซึ่งโน้มน้าวจิตใจ, ถูกจุด, ตรงประเด็น)

      (d) tentative    (เป็นการทดลอง, ลองดูก่อน, ยังไม่แน่นอน, ชั่วคราว)

      (e) lethal    (เป็นอันตรายถึงตาย, ทำให้ถึงตาย, ถึงตาย, ร้ายแรง, เกี่ยวกับความตาย)

      (f) compelling    (ซึ่งบีบบังคับ, ซึ่งมีผลมากจนต้านไม่อยู่, น่าเชื่อ, เร้าความสนใจ)

      (g) estranged    (เอส-เทร้นจ)  (ห่างเหิน, เป็นศัตรู)

      (h) mammoth    (ใหญ่โตมหึมา, มีปริมาณมาก)

      (i) lugubrious    (ลู-กิ๊ว-เบรียส)  (โศกเศร้า, สลด, เสียใจ, ละห้อย)



จากไวรัสธรรมดาถึงโคโรนาไวรัส (โควิด-๑๙)


            ขนาด (ความสำคัญ, ความใหญ่, ขนาดใหญ่, จำนวน, มิติ, ความสว่างของดวงดาวที่ดูด้วยตาเปล่าจากโลก) (magnitude) ของปัญหาของโลกได้กระตุ้น (ให้กำลังใจ, ยุ, สนับสนุน, บำรุงน้ำใจ) (encouraged) ความสงสัย (ความกังขา, ความฉงนสนเท่ห์, ความไม่แน่ใจ, ความไม่ไว้วางใจ, ความไม่แน่นอน, ความแปรปรวน) (doubt) และการมองโลกในแง่ร้าย (ลัทธิมองโลกในแง่ร้าย, การหมดอาลัยตายอยาก) (pessimism) ในบรรดานักคิดผู้มีความคิดสร้างสรรค์ (creative thinkers) มากที่สุดของมัน (โลก) บางคน,  แม้กระนั้นก็ตาม (Yet)  ส่วนใหญ่ของนักคิดเหล่านั้น (majority of those)  ซึ่งถูกมอบภาระ (ทำให้เต็มไปด้วย, อัดไฟ, กล่าวหา, ฟ้องร้อง, เรียกเก็บเงิน, โจมตี) (charged with) ความรับผิดชอบในการหาวิธีแก้ (การแก้ปัญหา, ทางออก, คำตอบ, วิธีการ, สารละลาย, การละลาย) (solutions) ปัญหา – ซึ่งส่วนใหญ่ (ส่วนมาก, อย่างสำคัญ, แรกเริ่ม) (primarily) คือ นักการเมือง (politicians) และข้าราชการพลเรือน (ในอเมริกา-ยุโรป เรียก ข้ารัฐการ) (civil servants) - ยังคงมองโลกในแง่ดี (optimistic) อย่างระมัดระวัง (อย่างรอบคอบ, อย่างละเอียด) (cautiously),  สำหรับการแก้ปัญหา  พวกเขา (นักคิด) ได้ดำเนินต่อไป (continued) ที่จะหันไปหา (turn to), ซึ่งดูเหมือนขัดแย้งกันแต่ทว่าเป็นความจริง (paradoxically), หน่วยงานต่างๆ (agencies) เหล่านั้นที่รับผิดชอบ,  ซึ่งในหลายกรณี (in many cases), ต่อการสร้างปัญหา (creation of the problems)  คือ  วิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี  (หมายถึง  นักคิดซึ่งส่วนใหญ่คือนักการเมืองและข้าราชการ  แก้ปัญหาโดยหันไปพึ่งพาอาศัยหน่วยงานที่สร้างปัญหาขึ้นมา  ซึ่งมักเป็นปัญหาด้านวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี)

            นักวิทยาศาสตร์และเจ้าหน้าที่เทคนิค (ช่าง) (technicians) ประดิษฐ์ (คิดค้น, สร้างสรรค์, เนรมิต, เสกสรร, กุเรื่อง) (invented) และทำให้สมบูรณ์ (ทำให้ดีขึ้น, ปรับปรุง) (perfected) เครื่องจักรกลสันดาปภายใน (internal combustion engine) และสารเคมี (chemical) จำพวกดีดีที,  ในปัจจุบัน  นักวิทยาศาสตร์และเจ้าหน้าที่เทคนิคคนอื่นๆ กำลังเสาะหา (แสวงหา) (seeking) วิธีการต่างๆ (ways) ที่จะต่อสู้กับ (รบกับ, ต่อสู้, ต่อต้าน) (combat) ผลกระทบ (effects) ที่มีอันตราย (เป็นอันตราย, เป็นอันตรายต่อสุขภาพ) (deleterious) ของมัน (คือ  ของเครื่องจักรสันดาปภายในและสารเคมีดีดีที),  โดยการวิจัยทางวิทยาศาสตร์ (Scientific research) รับผิดชอบต่อความก้าวหน้าด้านการแพทย์ (medical advances)  ซึ่งได้ช่วยทำให้เกิด (ก่อให้เกิด, ให้กำเนิด, ผลิต, สร้าง, ก่อ, จัดหา, แสดง, เสนอ) (produce) การเพิ่มขึ้นของประชากร (population increases) ทั่วโลก (worldwide), ทั้งนี้  ไม่มีใครจะโต้แย้ง (โต้เถียง, ถกเถียง, โต้คารม, อ้างเหตุผล, อภิปราย, พูดให้ยอม, แสดงให้เห็นว่า) (argue), แน่นอน (of course), ว่าการวิจัยมิควรจะได้เกิดขึ้น (taken place) (หมายถึง  เห็นด้วยว่าการวิจัยเป็นสิ่งที่สมควรทำ)  หรือ (โต้แย้ง) ว่าการต่อสู้กับโรค (battle against disease) ที่ดำเนินต่อไป (continuing) มิใช่หนึ่งในบรรดาการต่อสู้ (การผูกมัด, การพัวพัน, การหมั้น, ข้อตกลง, การนัดหมาย, การว่าจ้าง) (engagements) ที่คุ้มค่า (คุ้มกับเวลาที่เสียไป) (worthwhile) ทีสุดของมนุษยชาติ (humanity) (คือ  ไม่มีใครเถียงเกี่ยวกับเรื่องนี้)  คนส่วนใหญ่ (Most) จะเห็นพ้อง (เห็นด้วย, ตกลง, ยินยอม, ยอมรับ, สนับสนุน) (agree), อย่างไรก็ตาม, ว่าวิทยาศาสตร์จะต้องก้าวหน้า (เจริญ, เดิน, เคลื่อนที่, เคลื่อนไหว, ถ่ายท้อง, ดำเนินการ, เสนอ) (move) อย่างเร็วเท่าที่จะเป็นไปได้  ที่จะปรากฏออกมาพร้อมกับ (come up with) วิธีการคุมกำเนิด (method of birth control) ที่ปลอดภัยและง่ายๆ (เข้าใจง่าย, ไม่ยุ่งยาก, ไม่สลับซับซ้อน, ชัดแจ้ง, เรียบ, ถ่อมตัว, บริสุทธิ์, เซ่อๆ, ขาดประสบการณ์หรือความรู้) (simple)  ในขณะที่มัน (วิทยาศาสตร์) สู้ต่อไป (continues to fight) เพื่อทำให้ชีวิตยืนยาว (prolong life)

            ความสำเร็จ (achievements) ของวิทยาศาสตร์ในสาขา (อาณาจักร, สาขาวิชา, ขอบเขต, ทุ่งนา, สนามรบ, ทุ่งกว้าง, บริเวณที่มีแร่, สนาม, สนามกีฬา, พื้น, ลาน) (field) ของสุขภาพ (health) ในระหว่าง ๕๐ ปีที่ผ่านมา  น่าทึ่ง (น่าสังเกต, ยอดเยี่ยม, พิเศษ)  (remarkable) อย่างแท้จริง (truly)การค้นพบ (discovery) อย่างหนึ่งโดยเฉพาะ  (เป็นพิเศษ) (in particular)  ได้ทำให้นักวิทยาศาสตร์สามารถ (enabled scientists) เข้าใจอย่างชัดเจนมากยิ่งขึ้นถึงวิธีการต่างๆ (ways) ซึ่งร่างกายมนุษย์ (human body) ได้รับ (receives) และแพร่เชื้อ (กระจาย, ส่งผ่าน, ส่งต่อ, ถ่ายทอด, กระจายเสียง, ส่งสัญญาณ, ส่งคลื่น, ส่งโทรเลข, โอนสิทธิ, โอนหน้าที่) (transmits) โรค (การเจ็บไข้ได้ป่วย) (disease),  การค้นพบเชื้อไวรัสเป็นผลลัพธ์ (result) ของการทดลอง (การทดสอบ, วิธีการทดลอง, วิธีการทดสอบ) (experimentation)  ซึ่งถูกดำเนินการ (กระทำ, ปฏิบัติ, ชี้นำ, นำ, ชักนำ) (conducted) ส่วนใหญ่ (โดยเฉพาะอย่างยิ่ง) (chiefly) โดยนักชีวเคมี (biochemist) ชาวอเมริกัน ชื่อเวนเดล สแตนลีย์  ในช่วงทศวรรษ ๑๙๓๐ (in the 1930s),  เชื้อไวรัสเป็นสิ่งมีชีวิต (ร่างของสิ่งมีชีวิต, ระบบ, องค์การ, องค์กร) (organisms) เล็กจนมองด้วยตาเปล่าไม่เห็น (เล็กมาก, จิ๋ว, เกี่ยวกับกล้องจุลทรรศน์) (microscopic)  ซึ่งแสดงสัญลักษณ์ (signs) ของชีวิต – รวมทั้งความสามารถ (ability) ที่จะแพร่พันธุ์ (สืบพันธุ์, ทำสำเนา, อัดสำเนา, ถอดแบบ, จำลอง, ลอก, คัด, ทำให้ระลึกถึง) (reproduce) - เฉพาะเมื่อดำรงอยู่ (มีอยู่) (existing) ภายในเซลที่มีชีวิต (living cells),  มัน (เชื้อไวรัส) เป็นสาเหตุ (ต้นเหตุ, มูลเหตุ, เหตุชนวน, จุดประสงค์, เป้าหมาย, มูลฟ้อง) (cause) ของโรคจำนวนมากของมนุษย์ (many human diseases) รวมทั้งโรคหัด (measles), โรคโปลิโอ (โรคสารสีเทาของไขสันหลังอักเสบ) (poliomyelitis) หรือโรคอัมพาตในเด็กทารก (infantile paralysis) และโรคกลัวน้ำ (โรคพิษสุนัขบ้า) (rabies)

            ในช่าง ๒ – ๓ เดือนที่ผ่านมา  เชื้อโคโรนาไวรัสหรือโควิด ๑๙,  ซึ่งองค์การอนามัยโลกถือว่า (regarded) เป็นโรคที่ระบาดไปทั่วทั้งโลก (global pandemic) และเป็นศัตรูที่น่ากลัว (น่าสยองขวัญ) (terrifying) ที่สุดของมนุษยชาติ (มนุษย์, ความเป็นมนุษย์, มนุษย์ธรรม) (humanity), ได้แพร่กระจาย (spreading) อย่างรวดเร็ว (rapidly) ไปทั่วโลก (across the world)  ซึ่งมีผลกระทบกับ (affecting) มากกว่า ๑๗๕ ประเทศ  และคร่า (เรียกร้อง, เรียกค่าเสียหาย, อ้าง, อ้างสิทธิ, ยืนยัน) (claiming) ชีวิตไปกว่า ๓๓,๙๙๐ ราย (ทั่วโลก),  มีกรณี (โรค, คนไข้, เรื่อง) (cases) (โคโรนาไวรัส)  ที่ได้รับการยืนยัน (confirmed) มากกว่า ๗๒๒,๔๐๐ รายทั่วโลก (worldwide)  พร้อมกับมีการ (รักษา) หายจากโรคแล้ว (recoveries) ประมาณ (around) ๑๕๑,๙๙๐ ราย  โดยมีสหรัฐฯ ในปัจจุบัน (ขณะนี้) (now) บันทึก (ลงบันทึก) (recording) (ผู้ติดเชื้อไวรัส) มากกว่าประเทศอื่นใด  หรือมีกรณีของเชื้อโคโรนาไวรัสมากกว่า ๑๔๒,๕๐๐ ราย  และการเสียชีวิต (deaths) ประมาณ (about) ๒,๕๑๐ ราย (ข้อมูล ณ วันที่ ๓๐ มีนาคม ๒๕๖๓)  รวมทั้ง (มากกว่า) ประเทศจีน  ที่ซึ่งเชื้อไวรัส (โคโรนา) ถือกำเนิด (เริ่มต้น, ให้กำเนิด, ก่อให้เกิด, กำเนิดจาก, เริ่มจาก) (originated),  ส่วนยุโรปภาคใต้ก็ได้เห็นการเพิ่มขึ้นอย่างฉับพลัน (การกระเพื่อม, การแกว่งไปแกว่งมาอย่างรุนแรง, คลื่นแรง, คลื่นยักษ์, ลูกคลื่นแรง) (surge) ในกรณี (โรค, คนไข้) (cases) (จากเชื้อโคโรนาไวรัส)  อย่างไรก็ตาม  ตัวเลขที่แท้จริง (true figure) สำหรับจำนวนของผู้คนที่มีเชื้อโคโรนาไวรัส (people with coronavirus) ถูกคิดว่าสูงกว่า (ตัวเลขที่ปรากฏ) มาก (much higher)  เนื่องจาก (as) บุคคลจำนวนมาก (many of those) ที่มีอาการรุนแรงน้อยกว่า (milder symptoms) มิได้รับการตรวจสอบ (ตรวจพิสูจน์, สำรวจ, ทดสอบ, ทดลอง) (tested) และนับ (counted) (ว่าเป็นผู้ติดเชื้อไวรัส)  ทั้งนี้  เชื้อไวรัสปรากฏขึ้น (โผล่ออกมา, ออกมา, มีตัวตน) (emerged) ในประเทศจีนในเดือนธันวาคม ๒๕๖๒  และผู้คนประมาณ ๓,๓๐๓ รายที่นั่นได้เสียชีวิตจากการติดโรค (การติดเชื้อ, โรคติดต่อ, ภาวะติดเชื้อ, เชื้อโรค, การทำให้มัวหมอง) (infection) - แต่ทั้งอิตาลีและสเปนในขณะนี้มีจำนวนผู้เสียชีวิต (death tolls) สูงกว่า  กล่าวคือ  ประมาณ ๑๐,๗๗๙ รายและ ๖,๘๐๓ รายตามลำดับ (respectively) (ข้อมูล ณ วันที่ ๓๐ มีนาคม ๒๕๖๓)โรคที่ระบาดไปทั่วโลก (โรคระบาด) (pandemic) ชนิดนี้  ได้สร้างความหายนะ (ทำให้เสียหาย, ทำลาย, ทำให้อับปาง, พังพินาศ, อับปาง, ประสบความหายนะ) (wrecked) ความหายนะ (ความเสียหาย, ความฉิบหาย) (havoc) (wrecked havoc =  สร้างความหายนะ) แก่ธุรกิจระหว่างประเทศ, การท่องเที่ยว (tourism), การแข่งขันกีฬา (sport events), และโรงเรียนและมหาวิทยาลัย  โดยมีนักเรียนเกือบ ๓๐๐ ล้านคนถูกส่งตัวกลับบ้านทั่วโลก

            โลกกำลังต่อสู้กับโรคเชื้อโคโรนาไวรัสหรือโควิด ๑๙  ซึ่งเป็นอันตรายถึงตายได้ที่สุด (ทำลายล้างที่สุด) (deadliest) โดยนักวิทยาศาสตร์จะไม่สามารถเริ่มต้นพัฒนาวิธีการ (เครื่องมือ, ทรัพย์สินจำนวนมากมาย, จำนวนมากมาย) (means) ของการรักษาเยียวยา (treating) และการป้องกัน (preventing) ความเจ็บไข้ได้ป่วย (การไม่สบาย, อาการคลื่นเหียนอาเจียน, ความเลวร้าย) (illnesses) ที่เกิดจากเชื้อไวรัส (virus-produced) ซึ่งร้ายแรงถึงตาย (เป็นอันตราย, ร้ายกาจ, เคราะห์ร้าย, ที่ทำให้เกิดความหายนะหรือล้มเหลวได้, เป็นเรื่องโชคชะตา) (fatal) ในมนุษยชาติ (human beings) จนกว่า (จนกระทั่ง) (until) ลักษณะ (ธรรมชาติ) (nature) ของเชื้อไวรัสจะได้รับความเข้าใจเป็นอย่างดี


เรียน   ท่านผู้ติดตามอ่านเว็บไซต์  “everydayenglish.pwa.co.th                  


                ถ้าท่านมีคำแนะนำให้ปรับปรุงเว็บไซต์นี้ประการใด  กรุณาส่ง e-mail ไปที่  ดร. วัชรินทร์  ภูเขาทอง  อดีต  ผอ. สำนักวิทยาการ  การประปาส่วนภูมิภาค  ผู้จัดทำเว็บไซต์นี้  ตาม  “Address”  (โปรดระบุหัวเรื่องด้วยว่า  “ปรับปรุงเว็บไซต์”)   เพื่อที่ผู้จัดทำฯ จะได้ปรับปรุงเนื้อหาได้ตรงตามความประสงค์ของผู้อ่านเว็บไซต์นี้ต่อไป





Subscribe to RSS - หมวดข้อสอบ READING