หมวดข้อสอบ READING

หมวดข้อสอบ READING (ตอนที่ 51)

การประปาส่วนภูมิภาค  “มุ่ง-มั่น-เพื่อปวงชน”

 

DirectionRead the following passage and choose the best answer for each question.

(จงอ่านบทความต่อไปนี้  และเลือกคำตอบที่ดีที่สุดสำหรับแต่ละคำถาม)

 

How to Do a Healthy Exercise?

 

          The researchers at Lawrence Berkeley National Laboratory in the U.S. studied 7,000 American men to see if exercise prevented the centimeters and kilograms from collecting around their middles.  It didn’t.  Even men who maintained a constant jogging schedule between the ages of 20 and 50 still gained an average of 1.5 kg and added almost 2 cm to their waistlines.  The only way to stay slim and trim, say researchers, is to continually increase the amount of exercise with age.  To keep his youthful figure, a man who ran 15 km. every Saturday in his twenties would have to run a weekly 80-km marathon in his fifties.

          Sound dispiriting?  Even if regular exercise does not keep the spare tire off, it does benefit the heart and lungs.  But be sure to take care of your joints - - especially knees.  Wear proper running shoes, run on soft ground when possible and see a doctor if aches and pains persist.

 

1. The researchers at Lawrence Berkeley National Laboratory in the U.S. studies the correlation between _______________.

(นักวิจัยที่ห้องปฏิบัติการแห่งชาติลอว์เรนซ์เบิร์กลีย์ในสหรัฐฯ  ศึกษาความสัมพันธ์ระหว่าง _________)

    (a) jogging and health    (การวิ่งเหยาะๆ และสุขภาพ)

    (b) types of exercise and height    (ชนิดของการออกกำลังกายและความสูง)

    (c) exercise and body weight    (การออกกำลังกายและน้ำหนักตัว)  (ดูคำตอบจากประโยคแรก

          ของพารากราฟแรกที่กล่าวว่า  “นักวิจัยได้ทำการศึกษาผู้ชายอเมริกัน ๗,๐๐๐ คน  ว่าการออก

          กำลังกายจะช่วยป้องกันมิให้พวกเขามีรอบเอวที่ใหญ่ขึ้นและน้ำหนักเพิ่มขึ้นหรือไม่  เมื่อเข้า

          สู่วัยกลางคน”)

    (d) exercise and diet    (การออกกำลังกายและอาหารพิเศษ – อาหารลดน้ำหนัก)

2. In the first paragraph, “constant” refers to ______________________________________.

(ในพารากราฟแรก,  “ต่อเนื่อง, มั่นคง, คงที่, แน่วแน่, ไม่เปลี่ยนแปลง”  หมายถึง ______________)

    (a) heterogeneous    (เฮท-เทอะ-โร-จี๊-เนียส)  (ต่างชนิดกัน, ไม่เหมือนกัน, ไม่เป็นเนื้อเดียวกัน,

          ซึ่งประกอบด้วยต่างชนิดกัน, ไม่ลงรอยกัน)

    (b) hazardous    (มีอันตราย, เป็นภัย)

    (c) circumspect    (รอบคอบ, ระมัดระวัง)

    (d) reckless    (สะเพร่า, ประมาท, ไม่เอาใจใส่)

    (e) indelible    (ที่ลบไม่ออก, ที่ถูไม่ออก, ที่ลบไม่ได้, ที่ขัดไม่ออก)

    (f) steady    (ต่อเนื่อง, สม่ำเสมอ, มั่นคง, แน่นอน, เป็นนิสัย, ไม่เปลี่ยนแปลง, ไม่ลดละ,

          หนักแน่น, เด็ดเดี่ยว)

    (g) controversial     (ซึ่งโต้เถียงกัน, ซึ่งขัดแย้งกัน, ซึ่งทะเลาะวิวาทกัน)

    (h) fundamental    (ที่เป็นรากฐาน, ซึ่งเป็นส่วนสำคัญ)

3. The word “gained” in paragraph 1 is closest in meaning to _________________________.

(คำว่า  “ได้มา, ได้รับ, ได้กำไร, ชนะ, บรรลุ, ได้เปรียบ, มีภาษีดีกว่า, ก้าวหน้า, คืบหน้า”  ในพารากราฟ ๑  ใกล้เคียงที่สุดในความหมายกับ _______________)

    (a) prompted    (กระตุ้น)

    (b) convicted    (ตัดสินว่าได้กระทำผิด, พิสูจน์แล้วว่ากระทำผิด)

    (c) hoarded    (ฮอร์ด-ดิด)  (เก็บสะสม, กักตุน)  (เมื่อเป็นคำนาม  หมายถึง  "การเก็บสะสม-กักตุน,

          สิ่งที่เก็บสะสม")

    (d) alleviated    (อะ-ลี้-วิ-เอ-ทิด)  (บรรเทา, ทำให้น้อยลง)

    (e) recalled    (ระลึก, รำลึก, หวนคิด, เรียกกลับ, นำกลับ, เพิกถอน)  (เมื่อเป็นคำนามหมายถึง 

          “การระลึก, การรำลึก, การเรียกกลับ, การนำกลับ, การเพิกถอน”)

    (f) clarified    (แคล้-ริ-ไฟ)  (ทำให้เข้าใจง่ายขึ้น, ทำให้ชัดเจน, ทำให้กระจ่าง, ทำให้บริสุทธิ์-ใสสะอาด)

    (g) acquired    (ได้มา, เข้าถือสิทธิ์, เข้ายึด, ได้เรียนรู้)

    (h) presided    (เป็นประธานในที่ประชุม)

4. It can be assumed from the passage that the older you are, the ______________________.

(มันสามารถสันนิษฐานจากเนื้อเรื่องว่า  ยิ่งคุณแก่ขึ้น ____________________________)

    (a) better food you need    (คุณก็ยิ่งต้องการอาหารดีขึ้น)

    (b) weaker you become    (คุณก็ยิ่งอ่อนแอมากขึ้น)

    (c) less exercise you need    (คุณก็ยิ่งต้องการการออกกำลังกายน้อยลง)

    (d) heavier you become    (คุณก็ยิ่งน้ำหนักมากขึ้น)  (ดูคำตอบจากประโยคที่ ๒ และ ๓ ของ

           พารากราฟแรกที่กล่าวว่า  “การออกกำลังกายมิได้ช่วยป้องกันไม่ให้รอบเอวและน้ำหนัก

           ของผู้ชายเพิ่มขึ้นเมื่อเข้าสู่วัยกลางคน,  แม้กระทั่งผู้ชายซึ่งดำรง (รักษา) ตารางเวลาการ

           วิ่งเหยาะๆ ที่ต่อเนื่อง  ระหว่างช่วงอายุ ๒๐ ปีและ ๕๐ ปี  ก็ยังคงได้มา (ได้รับ) น้ำหนักเฉลี่ย

           ๑.๕ กิโลกรัม  และเพิ่มเติมเกือบจะ ๒ เซนติเมตรเข้ากับรอบเอวของตน”  ซึ่งหมายความว่า 

           คนยิ่งแก่  ก็ยิ่งน้ำหนักมากขึ้น หรืออ้วนขึ้น)

5. The word “slim” in paragraph 1 may be replaced by ______________________________.

(คำว่า  “ผอมบาง, บอบบาง, ยาวเรียว, ไม่เต็มที่, เล็กน้อย”  ในพารากราฟ ๑  อาจแทนโดย _______

________)

    (a) unbearable    (ทนไม่ได้, ไม่สามารถอดกลั้นได้) 

    (b) uncanny    (อัน-แค้น-นี่)  (แปลก, พิกล, ไม่ปกติ, ไม่ธรรมดา, ประหลาด, อัศจรรย์, ลึกลับ) 

    (c) conspicuous    (คอน-สพิ้ค-คิว-อัส)  (เห็นได้ง่าย, เห็นเด่นชัด, เห็นโทนโท่, มองดูสะดุดตา) 

    (d) loquacious    (โล-เคว้-เชิส)  (พูดมาก, โว, ช่างพูด) 

    (e) untimely    (ก่อนถึงเวลา, ไม่เหมาะสมกับกาลเวลา, ไม่ได้เวลา, ไม่ถูกกาลเทศะ, ไม่สมควร,

         ไม่เหมาะสม)

    (f) durable    (ดิ๊ว-ระ-เบิ้ล)  (ทนทาน, ใช้ทน, (ความรัก) ยั่งยืน)  (เมื่อเป็นคำนาม  หมายถึง 

          สิ่งของที่ใช้ทน)

    (g) thin    (ผอม, บาง, น้อย, เล็ก, อ่อน, จาง, ซีด, ใส, ไม่มีสี)

    (h) corpulent    (อ้วน, อ้วนท้วน, พลุงพลุ้ย)   

6. In the second paragraph, “dispiriting” means ___________________________________.

(ในพารากราฟ ๒,  “น่าท้อใจ, น่าหมดกำลังใจ, ทำให้ท้อใจ, ทำให้หมดกำลังใจ, ทำให้ซึมเศร้า”  หมายถึง ______________)

    (a) lasting    (ทนทาน, ทน, คงทน, ยืนหยัด, ถาวร)  (เมื่อเป็นคำนาม  หมายถึง  สิ่งทอที่ทนทานแข็งแรง)  

    (b) tranquil    (แทร้ง-ควิล)  (สงบ, เงียบ, สงบเงียบ, สงบสุข, ราบรื่น, ปราศจากสิ่งรบกวน) 

    (c) profuse    (โพร-ฟิ้วส์)  (มากมาย, มากเกิน, ฟุ่มเฟือย, สุรุ่ยสุร่าย) 

    (d) improvident    (อิม-พรอฟ-วิ-เดิ้นท)  (. เลินเล่อ, ไม่ระวัง, ไม่คิดถึงอนาคต, ไม่ได้ตระเตรียมมาก่อน, 

          ๒. ไม่ประหยัด, สุรุ่ยสุร่าย) 

    (e) incipient    (อิน-ซิพ-เพี่ยน)  (แรกเริ่ม, เริ่มเกิดขึ้น) 

    (f) reluctant    (ไม่เต็มใจ, ไม่สมัครใจ, ฝืนใจ, ต่อต้าน, ฝืด)

    (g) unprecedented    (อัน-เพรส-ซิ-เดิน-ทิด)  (ไม่เคยมีมาก่อน, ไม่มีสิ่งใดหรือผู้ใดทัดเทียมได้, ไม่มีที่

          เปรียบหรือเสมอเหมือน,  คาดไม่ถึง, ไม่รู้มาก่อน) 

    (h) disheartening    (น่าท้อใจ, น่าหมดกำลังใจ, ทำให้ท้อใจ, ทำให้หมดกำลังใจ)

7. The phrase “spare tire” in paragraph 2 refers to _________________________________.

(วลี  “ยางอะไหล่”  ในพารากราฟ ๒  หมายถึง __________________________________)

    (a) time for exercise    (เวลาสำหรับการออกกำลังกาย)

    (b) increasing age    (อายุที่เพิ่มขึ้น)

    (c) part of a car    (ส่วนหนึ่งของรถยนต์)

    (d) excess body weight    (น้ำหนักร่างกายส่วนเกิน)  (พารากราฟแรกกล่าวถึงการวิจัยสำรวจ

          ชายอเมริกัน ๗,๐๐๐ คน  ซึ่งพบว่าคนเหล่านี้มีน้ำหนักเพิ่มขึ้นเมื่ออายุมากขึ้น  ซึ่งถึงแม้ว่าจะ

          ออกกำลังกายเป็นประจำ  ก็ไม่สามารถป้องกันมิให้น้ำหนักเพิ่มขึ้นได้  และในพารากราฟ ๒

          กล่าวว่า  ฟังดูแล้วน่าท้อใจ  แต่แม้ว่าการออกกำลังกายสม่ำเสมอจะมิได้ทำให้น้ำหนักส่วน

          เกินหมดไปหรือหายอ้วน (ทำให้ยางอะไหล่หรือไขมันส่วนเกินหมดไป)  มันก็มีประโยชน์

          อย่างแท้จริงกับหัวใจและปอดของคนเรา)

8. What does “proper” in paragraph 2 mean?

(เหมาะสม, เหมาะ, สมควร, ถูกต้อง, ถูกกาลเทศะ, ถูกมารยาท”  ในพารากราฟ ๒  หมายถึงอะไร)

    (a) identical    (เหมือนกัน, อันเดียวกัน)

    (b) frugal    (ฟรู้-เกิล)  (มัธยัสถ์, กระเหม็ดกระแหม่)

    (c) miserable    (มีความทุกข์มาก, แย่มาก, น่าเวทนา)

    (d) drastic    (รุนแรงมาก, เข้มงวดมาก, ดุเดือดมาก, อย่างสุดขีด)

    (e) appropriate    (เหมาะสม, ได้ฤกษ์)

    (f) eccentric    (พิกล, พิลึกกึกกือ, วิตถาร)

    (g) credible    (น่าเชื่อถือ)

    (h) qualified    (มีคุณสมบัติ, มีคุณวุฒิเพียงพอ)

9. It can be assumed from the second paragraph that ________________________________.

(มันสามารถสันนิษฐานจากพารากราฟ ๒ ได้ว่า __________________________________)

    (a) we should run only on sand    (เราควรวิ่งบนทราย – หาดทราย - เท่านั้น)  (ผู้เขียนแนะนำให้วิ่งบน

          พื้นที่อ่อนนุ่มถ้าเป็นไปได้)

    (b) jogging may cause injuries to your joints    (การวิ่งเหยาะๆ อาจก่อให้เกิดการบาดเจ็บ

          (อันตราย) แก่ข้อต่อต่างๆ ของคุณ)  (ดูคำตอบจากพารากราฟ ๒ ที่กล่าวว่า  ให้ระมัดระวัง

          ข้อต่อต่างๆ ของร่างกายเมื่อออกกำลังกาย  โดยเฉพาะหัวข้อเข่า  ทั้งนี้  ผู้เขียนแนะนำให้

          ใส่รองเท้าวิ่งที่เหมาะสม  และวิ่งบนพื้นที่อ่อนนุ่มถ้าเป็นไปได้  และให้ไปพบแพทย์เมื่อมีอา

          การเจ็บหรือปวดตามข้อแบบเรื้อรัง)

    (c) we should see a doctor after exercising    (เราควรพบแพทย์ภายหลังการออกกำลังกาย) 

          (ผู้เขียนแนะนำให้พบแพทย์เมื่อมีอาการเจ็บหรือปวดตามข้อแบบเรื้อรัง)

    (d) regular exercise is not good for the heart and lungs    (การออกกำลังกายอย่างสม่ำเสมอไม่ดี

          สำหรับหัวใจและปอด)  (ต้นพารากราฟ ๒ กล่าวว่า  การออกกำลังกายอย่างสม่ำเสมอเป็นประโยชน์

          อย่างแท้จริงสำหรับหัวใจและปอด)

10. The word “persist” in the final paragraph could best be replaced by __________________.

(คำว่า  “ไม่ยอมหายไป, ฝังแน่น, ทนทาน, ยืนหยัด, ยืนกราน, ดื้อรั้น, ดื้อ, เพียร”  ในพารากราฟสุดท้าย  สามารถแทนดีที่สุดโดย _______________)

      (a) surrender    (ยอมแพ้)  (เมื่อเป็นคำนาม  หมายถึง  "การยอมแพ้")

      (b) comply    (ทำตาม, ยินยอม, เชื่อฟัง)   

      (c) strengthen    (เสริม, ทำให้เข้มข้นขึ้น, เสริมกำลัง)

      (d) continue    (ต่อเนื่อง, ยังคงดำเนินไปเรื่อยๆ, ต่อ, ทำให้ต่อเนื่อง, ทำให้ยืดออกไป)

      (e) contaminate    (ทำให้สกปรก, ทำให้ปนเปื้อน, ทำให้มีเชื้อโรค)

      (f) impair    (ทำให้เสียหาย, ทำให้อ่อนแอ)

      (g) encounter    (พบปะ, เจอกัน (แบบมิได้คาดฝัน), เผชิญ, เผชิญหน้า)

      (h) desert    (ทอดทิ้ง, ละทิ้ง)  (เมื่อเป็นคำนาม  หมายถึง  “ทะเลทราย”)

11. The last paragraph suggests that the results of the study are _______________ for people who want to keep their youthful figures.

(พารากราฟสุดท้ายบอกเป็นนัยว่า  ผลลัพธ์ของการศึกษา __________________ สำหรับผู้คนซึ่งต้องการที่จะรักษารูปร่าง – ทรวดทรง – ที่เป็นหนุ่มสาวหรือเยาว์วัยของตน)

      (a) encouraging    (ให้กำลังใจ, ส่งเสริม, สนับสนุน)

      (b) damaging    (ทำให้เสียหาย, เป็นภัย, เป็นอันตราย)

      (c) exciting    (น่าตื่นเต้น)

      (d) depressing    (น่าหดหู่ใจ, น่าเศร้าโศก, น่าซึมเศร้า, (เศรษฐกิจ) ตกต่ำ, ซึ่งถูกกดขี่)  (ประ

            โยคสุดท้ายของพารากราฟแรกกล่าวว่า  “เพื่อที่จะรักษาทรวดทรง (รูปร่าง) ซึ่งหนุ่มสาว

            (เยาว์วัย) ของเขาไว้  ผู้ชายซึ่งวิ่ง ๑๕ กิโลเมตรทุกวันเสาร์ในวัย ๒๐ – ๒๙ ปี  จำเป็นจะ

            ต้องวิ่งมาราธอนระยะทาง ๘๐ กิโลเมตรต่อสัปดาห์ (สัปดาห์ละ ๑ ครั้ง) ในวัย ๕๐ – ๕๙ ปี

            ของเขา”  ส่วนประโยคแรกของพารากราฟ ๒ กล่าวว่า  “ข้อความในประโยคข้างต้นฟังดู

            แล้วน่าท้อใจใช่หรือไม่”  คำตอบจึงเป็น  “น่าหดหู่ใจ, น่าเศร้า”)

      (e) biased    (ซึ่งมีอคติ)

      (f) harsh    (แข็งกร้าว, รุนแรง)

      (g) indifferent    (ไม่สนใจ, เมินเฉย, ไม่ใยดี, ไม่ลำเอียง, เป็นกลาง)

      (h) ridiculous    (น่าขัน, น่าหัวเราะเยาะ)

 

(คำแปล)

จะออกกำลังกายที่เป็นประโยชน์ต่อสุขภาพอย่างไร?

 

            นักวิจัยที่ห้องปฏิบัติการ (ห้องวิจัย, ห้องทดลองค้นคว้า) (Laboratory) แห่งชาติลอว์เรนซ์เบิร์กลีย์ในสหรัฐฯ ได้ทำการศึกษาผู้ชายอเมริกัน ๗,๐๐๐ คน  เพื่อที่จะดู (เห็น, มอง, มองเห็น, นึกดู, ตรวจดู, ดูแล, หา, สังเกต, เยี่ยม, ชม, ค้นพบ, ทราบ, เข้าใจ) (see) ว่า  การออกกำลังกาย (สามารถ) ป้องกัน (prevented) จำนวนเซนติเมตร (เช่น รอบเอว) และกิโลกรัม (เช่น น้ำหนักตัว) จากการสะสม (พอกพูน, รวบรวม, รวมเป็นกลุ่ม, เก็บ (เงิน), คุมสติ, ไปรับ (จดหมาย), จับกลุ่ม) (collecting) ประมาณ (around) วัยกลางคน (middles) ของพวกเขาหรือไม่ (if),  มันไม่ (สามารถ) ป้องกัน (It didn’t)แม้กระทั่ง (แม้แต่) (Even) ผู้ชายซึ่งดำรง (ธำรงไว้, รักษาไว้, ดำเนินต่อไป, บำรุง, ค้ำ, อนุรักษ์, ยืนยัน, ออกค่าใช้จ่าย) (maintained) ตารางเวลา (schedule) การวิ่งเหยาะๆ (เดินเหยาะ, ย่าง, เดินเอื่อยๆ, ย่ำต๊อก, เดินเนิบๆ) (jogging) ที่ต่อเนื่อง (มั่นคง, คงที่, แน่วแน่, ไม่เปลี่ยนแปลง) (constant) ระหว่างช่วงอายุ (ages) ๒๐ ปีและ ๕๐ ปี  ก็ยังคงได้มา (ได้รับ, ได้กำไร, ชนะ, บรรลุ, ได้เปรียบ, มีภาษีดีกว่า, ก้าวหน้า, คืบหน้า) (gained) น้ำหนักเฉลี่ย ๑.๕ กิโลกรัม (average of 1.5 kg)  และเพิ่มเติม (บวก, เสริม, พูดเติม)  (added) เกือบจะ ๒ เซนติเมตรเข้ากับรอบเอว (ส่วนรอบเอว, เส้นรอบเอวของผู้หญิง)  (waistlines) ของตน,  วิธีเดียวเท่านั้น (The only way) ที่จะยังคง (stay) ผอมบาง (บอบบาง, ยาวเรียว, ไม่เต็มที่, เล็กน้อย) (slim) และเก๋ (เรียบร้อย, เป็นระเบียบ) (trim), นักวิจัยกล่าว, คือการเพิ่ม (increase) อย่างต่อเนื่อง (อย่างสม่ำเสมอ) (continually) ปริมาณของการออกกำลังกาย (amount of exercise) ไปพร้อมกับอายุ (with age) (หมายถึง  ยิ่งอายุมากขึ้น  ก็ควรออกกำลังกายให้มากขึ้นด้วย),  (และ) เพื่อที่จะรักษา (To keep) ทรวดทรง (รูปร่าง, รูปหล่อ, รูปสลัก, ภาพวาด, ตัวเลข, จำนวน, จำนวนเงิน, คนมีชื่อเสียง, อุปมาอุปไมย) (figure) ซึ่งหนุ่มสาว (เยาว์, อ่อนอายุ, อายุน้อย, เกี่ยวกับวัยหนุ่มสาว, มีพลังสดใส) (youthful) ของเขาไว้  ผู้ชายซึ่งวิ่ง ๑๕ กิโลเมตรทุกวันเสาร์ในวัย ๒๐ – ๒๙ ปี (in his twenties) จำเป็นจะต้องวิ่ง (would have to run) มาราธอนระยะทาง ๘๐ กิโลเมตร (80-km marathon) ต่อสัปดาห์ (สัปดาห์ละ ๑ ครั้ง, รายสัปดาห์, สุดสัปดาห์) (weekly) ในวัย ๕๐ – ๕๙ ปี (in his fifties) ของเขา

            ฟังดูแล้ว (ปรากฏว่า, มีเสียง, ทำให้เกิดเสียง, ปล่อยเสียง) (Sound) น่าท้อใจ (น่าหมดกำลังใจ, ทำให้ท้อใจ, ทำให้หมดกำลังใจ, ทำให้ซึมเศร้า) (dispiriting) ใช่หรือไม่?  ถึงแม้ว่า (Even if) การออกกำลังกายอย่างสม่ำเสมอ (regular exercise) จะมิได้ทำให้ยางอะไหล่ (ไขมันส่วนเกิน) หมดไป (keep the spare tire off) (เป็นการเปรียบเทียบ  หมายถึง  มิได้ทำให้น้ำหนัก (ไขมัน) ส่วนเกินหมดไป  หรือทำให้หายอ้วน) (แต่) มัน (การออกกำลัง) มีประโยชน์จริงๆ (does benefit) กับหัวใจและปอดทั้ง ๒ ข้าง (lungs),  แต่จงมั่นใจ (แน่ใจ) (be sure) ว่าคุณได้ดูแล (เอาใจใส่, ระมัดระวัง) (take care of) ข้อต่อต่างๆ (joints) ของคุณ - - โดยเฉพาะ (especially) หัวเข่า (knees),  (ควร) สวมรองเท้าสำหรับวิ่ง (running shoes) ที่เหมาะสม (เหมาะ, สมควร, ถูกต้อง, ถูกกาลเทศะ, ถูกมารยาท) (proper),  วิ่งบนพื้นที่อ่อนนุ่ม (soft ground) เมื่อเป็นไปได้ (when possible),  และไปพบแพทย์  (see a doctor)  ถ้าความปวด (aches) (เอค) และความเจ็บปวด (ความปวดร้าว, ความเจ็บปวดทางใจ, ความทนทุกข์ทรมาน, ความเป็นทุกข์) (pains) ไม่ยอมหายไป (ฝังแน่น, ทนทาน, ยืนหยัด, ยืนกราน, ดื้อรั้น, ดื้อ, เพียร) (persist)

 

เรียน   ท่านผู้ติดตามอ่านเว็บไซต์  “everydayenglish.pwa.co.th                  

 

                ถ้าท่านมีคำแนะนำให้ปรับปรุงเว็บไซต์นี้ประการใด  กรุณาส่ง e-mail ไปที่  ดร. วัชรินทร์  ภูเขาทอง  อดีต  ผอ. สำนักวิทยาการ  การประปาส่วนภูมิภาค  ผู้จัดทำเว็บไซต์นี้  ตาม  “Address”  (โปรดระบุหัวเรื่องด้วยว่า  “ปรับปรุงเว็บไซต์”)   เพื่อที่ผู้จัดทำฯ จะได้ปรับปรุงเนื้อหาได้ตรงตามความประสงค์ของผู้อ่านเว็บไซต์นี้ต่อไป

 

 

 

 

หมวดข้อสอบ READING (ตอนที่ 50)

การประปาส่วนภูมิภาค  “มุ่ง-มั่น-เพื่อปวงชน”

 

DirectionRead the following passage and choose the best answer for each question.

(จงอ่านบทความต่อไปนี้  และเลือกคำตอบที่ดีที่สุดสำหรับแต่ละคำถาม)

 

Biological Clocks

 

          The term biological clock is applied to the means by which living things adjust their activity patterns, without any obvious cue, to the time of day, or the month, or the year.  The biological clocks seem to be beautifully adapted to the needs of living things.  They are affected but little, if at all, by drugs, chemicals, or wide temperature differences – factors which may alter substantially the rates of all ordinary processes of the body.

          The nature of the biological clocks’ mechanism is still a mystery.  Two quite different theories have been advanced to account for them.  According to the first of these theories, each individual contains its own independent timing system.  This is believed to have evolved, aided by natural selection, as an adaptation to the rhythmic environment.  It has now become independent of the environment.  According to this view, the clocks are not perfect timers.  They require regular corrections by the natural light and tide cycles and the changing lengths of the day throughout the year. 

        The other theory holds that living things react continuously to their rhythmic physical environment.  The setting of their biological clocks, therefore, involves a constant adjustment to subtle environment forces.  If this view is correct, the basic living clocks are potentially perfect timers.

          Biological clocks appear to be everywhere in living things - - even in individual cells or parts of cells.  But the search for the specific timing system has been futile thus far.  Despite the careful study of many rhythmic phenomena and even of detailed chemical variations between cells, there is no evidence that any one of them is the clock-timer itself.  Not only has no independent timing system ever been discovered, but there has not yet been even a plausible guess as to its nature. 

 

1. The passage is mainly about ________________________________________________.

(บทความ – ข้อเขียน – นี้ส่วนใหญ่แล้วเกี่ยวกับ ___________________________________)

    (a) a comparison of two types of biological clocks    (การเปรียบเทียบนาฬิกาชีวภาพ ๒ ชนิด)  (ไม่ใช่ 

          แต่เป็นการเปรียบเทียบทฤษฎี ๒ ทฤษฎีที่อธิบายเกี่ยวกับนาฬิกาชีวภาพ)

    (b) theories of the mechanism of biological clocks    (ทฤษฎีของกลไกของนาฬิกาชีวภาพ

          (บทความนี้เกี่ยวกับทฤษฎี ๒ ทฤษฎีที่เกี่ยวกับกลไกของนาฬิกาชีวภาพ)

    (c) the origin of timing systems in individuals    (จุดกำเนิดของระบบจับเวลาในแต่ละบุคคล) 

          (บทความมิได้กล่าวถึง)

    (d) the study of rhythmic phenomena    (การศึกษาปรากฏการณ์ที่เป็นจังหวะ)  (บทความมิได้กล่าวถึง)

2. In the first paragraph, “they” refers to _________________________________________.

(ในพารากราฟแรก,  “มัน”  หมายถึง ________________________________________)

    (a) factors    (ปัจจัยต่างๆ)

    (b) needs    (ความต้องการ)

    (c) living things    (สิ่งมีชีวิต)

    (d) biological clocks    (นาฬิกาชีวภาพ)  (ดูคำตอบจากประโยคที่ ๒ ของพารากราฟแรกที่

          กล่าวว่า  “นาฬิกาชีวภาพดูเหมือนว่าได้รับการปรับ (ปรับตัว) อย่างสวยงามให้เข้ากับความ

          ต้องการของสิ่งมีชีวิต,  มัน (นาฬิกาชีวภาพ) ได้รับผลกระทบเพียงเล็กน้อย , ถ้าจะมีอยู่บ้าง,

          จาก .....................)

3. The word “cue” in paragraph 1 means __________________________________________.

(คำว่า  “สิ่งกระตุ้น, คำแนะนำ, คำบอกบท, บท, เจตนารมณ์”  ในพารากราฟ ๑ หมายถึง __________)

    (a) competitor    (ผู้เข้าแข่งขัน, ผู้แข่ง, คู่ต่อสู้)

    (b) effigy    (หุ่น)

    (c) device    (อุปกรณ์, เครื่องกลไก, แผนการ, อุบาย)

    (d) contract    (สัญญา)

    (e) equilibrium    (ความสมดุล, ดุลยภาพ, ความเสมอภาค, สภาพคงที่, ความสงบใจ)

    (f) stimulant    (ตัวกระตุ้น, อาหารกระตุ้น, เครื่องดื่มกระตุ้น, ยาบำรุง, ยากระตุ้นหัวใจ)

    (g) contrast    (ความแตกต่าง, ความตรงกันข้าม, ภาวะที่ผิดแผกกัน, สิ่งหรือบุคคลที่แตก

          ต่างกันอย่างชัดเจน)

    (h) indifference    (ความไม่แยแส, การขาดความสนใจ, ความเมินเฉย, ความไม่ลำเอียง,

          ความเป็นกลาง)

4. The word “substantially” in paragraph 1 is closest in meaning to ____________________.

(คำว่า  “อย่างมากมาย, อย่างยิ่งใหญ่, อย่างมีเนื้อหา, อย่างมีแก่นสาร, อย่างมีตัวตน, อย่างมั่งคั่ง, อย่างอุดมสมบูรณ์”  ในพารากราฟ ๑  ใกล้เคียงที่สุดในความหมายกับ _________________)

    (a) immeasurably    (ซึ่งไม่สามารถจะวัดได้, นับไม่ถ้วน, เหลือคณานับ, ไม่มีขอบเขต)

    (b) enthusiastically    (อย่างกระตือรือร้น, อย่างมีศรัทธาแรงกล้า, อย่างเร่าร้อน, อย่างมีใจจดจ่อ)

    (c) elegantly    (อย่างสวยงาม, อย่างสง่างาม, อย่างงดงาม, เก๋, สละสลวย, เรียบร้อย, อย่างดีเลิศ)

    (d) clandestinely    (อย่างลับๆ, อย่างลี้ลับ, อย่างเป็นความลับ, ส่วนตัว, ไม่เปิดเผย)

    (e) appropriately    (อย่างเหมาะสม)

    (f) adequately    (อย่างพอเพียง)

    (g) incessantly    (อย่างไม่หยุดหย่อน, อย่างต่อเนื่อง, อย่างติดต่อกัน)

    (h) tremendously    (อย่างมากมาย, อย่างใหญ่โต, อย่างมหึมา, อย่างยิ่ง, อย่างน่ากลัว,

          น่าตกตะลึง, อย่างดีเยี่ยม, อย่างยอดเยี่ยม)

5. The purpose of the writer is to ______________________________________________.

(วัตถุประสงค์ของผู้เขียน  คือ ____________________________________________)

    (a) classify    (แบ่งประเภท, แยกประเภท, จัดหมวดหมู่)

    (b) persuade    (ชักชวน, ชักจูง, จูงใจ, โอ้โลม, แนะนำ, ทำให้เชื่อ, กล่อม)

    (c) argue    (โต้แย้ง, โต้เถียง, ให้เหตุผล)

    (d) complain    (บ่น, ร้องทุกข์, ร้องเรียน, โวย)

    (e) illustrate    (แสดงให้เห็นด้วยภาพ, ยกตัวอย่าง, ทำให้เข้าใจ)

    (f) explain    (อธิบาย, บรรยาย, ชี้แจง, ชี้แจงเหตุผล)  (คือ  อธิบายเกี่ยวกับนาฬิกาชีวภาพ

          ให้ผู้อ่านทราบ)

    (g) inform    (แจ้ง, บอก, รายงานให้ความรู้, รายงาน, ให้ความรู้)

    (h) prohibit    (ห้าม, ขัดขวาง, ป้องกัน)

6. In the second paragraph, “mystery” means _____________________________________.

(ในพารากราฟ ๒,  “ความลี้ลับ, ความลึกลับ, สิ่งที่ไม่สามารถอธิบายได้, ความลับ, นิยายที่เกี่ยวกับการสืบหาและจับกุมอาชญากร”  หมายถึง ________________)

    (a) stamina    (ความแข็งแรง, ความแข็งแกร่ง, ความทรหดอดทน, สุขภาพ)

    (b) courage    (ความกล้าหาญ)

    (c) distinction    (ความแตกต่าง, การแบ่งแยก, การแยกแยะ, ลักษณะพิเศษ, ลักษณะที่เด่น,

          ความมีชื่อเสียง, เกียรติยศ)

    (d) similarity    (ความคล้ายคลึง, ความเหมือนกัน)

    (e) enigma    (อิ-นิก-ม่ะ)  (สิ่งที่น่าฉงนสนเท่ห์, คนลึกลับ, ปริศนา, คำพูดปริศนา)

    (f) tunnel    (อุโมงค์, อุโมงค์ใต้ดิน, ทางใต้ดิน, โพรงใต้ดิน, ทางเข้าเหมืองแร่, ปล่องระบายอากาศ,

          ท่อปล่องไฟ, โพรงที่สัตว์ขุดขึ้น)

    (g) destination    (จุดหมายปลายทาง)

    (h) allegiance    (ความจงรักภักดี, ความสวามิภักดิ์)

7. “account for” in paragraph 2 may be replaced by ________________________________.

(“อธิบาย (สิ่งที่เกิดขึ้น), ทำให้เกิดขึ้น”  ในพารากราฟ ๒  อาจแทนโดย ___________________)

    (a) revive    (ฟื้นฟู, ทำให้คืนชีพ, กระตุ้น, เร้าใจ, ทำให้เกิดขึ้นอีก)

    (b) seize    (ยึด, ฉวย, ชิง, ครอบครอง, จับ, จับกุม, จับตัว)

    (c) postpone    (เลื่อนเวลาออกไป, เลื่อน, ยืดเวลา, ถ่วงเวลา)

    (d) earn    (หาได้, หามาได้, ได้รับ, มีรายได้, ได้กำไร)

    (e) explain    (อธิบาย, บรรยาย, ชี้แจง, ชี้แจงเหตุผล

    (f) compel    (บังคับ)

    (g) provoke    (กระตุ้น, ก่อให้เกิด, ยุแหย่, ปลุกปั่น, ยั่ว, ก้าวร้าว)

    (h) ridicule    (เย้ยหยัน, เยาะเย้ย, หัวเราะเยาะ, ยั่วเย้า, หยอกล้อ)

8. What does “adaptation” in paragraph 2 mean?

(“การปรับตัว, การปรับให้เหมาะ, ภาวะที่เหมาะสม, สิ่งที่ได้จากการปรับให้เหมาะ, การปรับตัวให้เข้ากับสิ่งแวดล้อม, ฉบับแก้ไขปรับปรุง, สิ่งที่แก้ไขปรับปรุง”  ในพารากราฟ ๒  หมายถึงอะไร)

    (a) violence    (ความรุนแรง)

    (b) tension    (ความเครียด, ความตึงเครียด, ความตึง)

    (c) nutrition    (การบำรุงเลี้ยงร่างกาย, โภชนาการ)

    (d) expedition    (การเดินทาง (เพื่อสำรวจ, ทำสงคราม หรืออื่นๆ), คณะผู้เดินทางดังกล่าว,

          ความว่องไวหรือรวดเร็วในการกระทำบางอย่าง)   

    (e) attraction    (การดึงดูดใจ, แรงดึงดูด, เสน่ห์, บุคคลหรือสิ่งที่ดึงดูด)

    (f) adjustment    (การปรับตัว, การปรับ, การแก้ไข, การจัด, การปรองดอง)

    (g) objection    (การคัดค้าน, การไม่เห็นด้วย)

    (h) alteration    (การเปลี่ยนแปลง, การแก้ไข, การดัดแปลง, การผันแปร)

9. The best title for this passage would be _______________________________________.

(ชื่อเรื่องที่ดีที่สุดสำหรับบทความนี้  จะเป็น ____________________________________)

    (a) Biological Clocks and Natural Selection    (นาฬิกาชีวภาพและการเลือกสรรทางธรรมชาติ) 

    (b) The Future of Biological Clocks    (อนาคตของนาฬิกาชีวภาพ)

    (c) Timing Systems and Their Natures    (ระบบการจับ – กำหนด – เวลา  และธรรมชาติของมัน)

    (d) The Mystery of Biological Clocks    (ความลี้ลับของนาฬิกาชีวภาพ)  (ดูคำตอบจากประ

           โยคแรกของพารากราฟ ๒ ที่กล่าวว่า  “ธรรมชาติ (ลักษณะ) ของกลไก ของนาฬิกาชีวภาพ

            ยังคงเป็นความลี้ลับ)

10. The word “subtle” in paragraph 3 could best be replaced by ______________________.

(คำว่า  “เข้าใจยาก, ลึกลับ, ลี้ลับ, ละเอียด, บาง, บอบบาง”  ในพารากราฟ ๓  สามารถแทนดีที่สุดโดย ________________)

      (a) despondent    (หมดหวัง, หมดกำลังใจ, ท้อแท้ใจ, หดหู่ใจ)

      (b) sluggish    (เงื่องหงอย, ซบเซา, เฉื่อยชา, เกียจคร้าน)

      (c) sickly    (อ่อนแอ, ไม่แข็งแรง, ขี้โรค, อมโรค, เป็นโรคมาก, ชวนให้คลื่นไส้-สะอิดสะเอียน)

      (d) ignorant    (ไม่รู้, ไม่รู้เรื่อง, ไม่รู้ข่าวคราว, ไม่ได้รับการศึกษา, โง่เขลา)

      (e) diminutive    (เล็ก, จิ๋ว, กระจุ๋มกระจิ๋ม, แคระ)  (เมื่อเป็นคำนาม  หมายถึง  "คนรูปร่างเล็ก,

            คนแคระ, สิ่งที่เล็ก")

      (f) incomprehensible    (ไม่สามารถจะเข้าใจได้, ที่เข้าใจยาก, ที่ไม่มีขอบเขต)

      (g) available    (สามารถหาได้, มี, หาได้, หาง่าย, ใช้ประโยชน์ได้, เท่าที่จะหาได้, เหมาะที่ใช้, กำไร)

      (h) disposable    (ซึ่งใช้แล้วทิ้ง, ที่จัดการได้, สามารถกำจัดได้ – เช่น ขยะบางชนิด)

11. All of the following have little effect on biological clocks EXCEPT ____________________.

(ทั้งหมดต่อไปนี้มีผลกระทบเล็กน้อยต่อนาฬิกาชีวภาพ  ยกเว้น ________________________)

      (a) the sun and the moon    (ดวงอาทิตย์และดวงจันทร์)  (ดูคำตอบจากประโยคที่ ๓ ของ

            พารากราฟแรกที่กล่าวว่า  “มัน (นาฬิกาชีวภาพ) ได้รับผลกระทบเพียงเล็กน้อย, ถ้าจะมี

            อยู่บ้าง, จากยา (ข้อ “D”), สารเคมี (ข้อ “C”), หรือความแตกต่างของอุณหภูมิอย่างมาก

            (ข้อ “B”) ....................”  ดังนั้น  ดวงอาทิตย์และดวงจันทร์จึงไม่มีผลกระทบต่อนาฬิกา

            ชีวภาพ)

      (b) extreme heat or cold    (ความร้อนหรือความเย็นแบบสุดโต่ง)

      (c) nicotine and alcohol    (นิโคตินและแอลกอฮอล์)

      (d) aspirin and penicillin    (แอสไพรินและเพนนิซิลลิน) 

12. What is TRUE about biological clocks?

(อะไรเป็นความจริง – ถูกต้อง – เกี่ยวกับนาฬิกาชีวภาพ)

      (a) The timing system has been found only in animals.    (ระบบจับเวลาถูกพบเฉพาะในสัตว์เท่านั้น) 

             (ไม่จริง  ประโยคแรกของพารากราฟสุดท้ายกล่าวว่า  “นาฬิกาชีวภาพดูเหมือนว่าอยู่ทุกหนทุกแห่งใน

             สิ่งมีชีวิต .....................”)

      (b) The nature of biological clocks is explainable.    (ธรรมชาติ – ลักษณะ – ของนาฬิกาชีวภาพ 

            สามารถอธิบายได้)  (ไม่จริง  ประโยคแรกของพารากราฟ ๒ กล่าวว่า  “ธรรมชาติ (ลักษณะ) ของกล

            ไกของนาฬิกาชีวภาพยังคงเป็นความลี้ลับ (สิ่งที่ไม่สามารถอธิบายได้)”)

      (c) The actual clock-timer of living things has never been discovered.    (เครื่อง – ตัว- จับ

            เวลาจริงๆ ของสิ่งมีชีวิตยังไม่เคยถูกค้นพบ)  (ดูคำตอบจาก ๒ ประโยคสุดท้ายของพารากราฟ

            สุดท้ายที่กล่าวว่า  “....................ไม่มีพยานหลักฐานว่าเซลใดๆ เป็นเครื่อง (ตัว) จับเวลาโดย

            ตนเอง ........... ......... และ .................ไม่เพียงแต่ว่าระบบการจับ (หรือกำหนด) เวลาอิสระจะ

            ไม่เคยถูกค้นพบเท่านั้น  แต่ ....................”)

      (d) Chemical variations between cells determine the timing system of each individual.    (การ

            เปลี่ยนแปลงทางเคมีระหว่างเซล  กำหนดระบบการจับเวลาของแต่ละบุคคล)  (ไม่จริง  ประโยคที่ ๓

            ของพารากราฟสุดท้ายกล่าวว่า  “ทั้งๆ ที่มีการศึกษาอย่างรอบคอบในเรื่องปรากฏการณ์ที่เป็นจังหวะ

            จำนวนมาก  และแม้กระทั่ง (การศึกษา) ในเรื่องการเปลี่ยนแปลงทางเคมีที่มีรายละเอียดระหว่างเซล 

            ก็ไม่มีพยานหลักฐานว่าเซลใดๆเป็นเครื่องจับ (กำหนด) เวลาโดยตนเอง”  ซึ่งหมายถึง  ไม่มีหลักฐาน

            ทางด้านนี้)

13. In the final paragraph, “futile” means ________________________________________.

(ในพารากราฟสุดท้าย,  “ไร้ผล, ไม่สำเร็จ, ไม่มีประโยชน์”  หมายถึง _____________________)

      (a) useful    (มีประโยชน์)

      (b) affordable    (มีเงินพอจะซื้อหาได้)

      (c) fertile    (ซึ่งมีดินดี, อุดมสมบูรณ์, ให้ผลให้ลูกได้, ซึ่งให้กำเนิด)

      (d) reasonable    (สมเหตุสมผล, มีเหตุผล, ราคาไม่แพงเกิน)

      (e) extensive    (มากมาย, กว้าง, กว้างขวาง, ครอบคลุม, แพร่หลาย, ถ้วนทั่ว)

      (f) fruitless    (ไร้ผล, ไม่บังเกิดผล, ไม่สำเร็จ, ไม่มีประโยชน์, เป็นหมัน)

      (g) convincing    (น่าเชื่อ)

      (h) vulnerable    (อ่อนแอ, เปราะบาง, ถูกโจมตีได้ง่าย, ถูกตำหนิได้ง่าย, บาดเจ็บได้, ไม่มั่นคง)

14. All researchers agree that __________________________________________________.

(นักวิจัยทุกคนเห็นพ้องต้องกันว่า ____________________________________________)

      (a) all living things have internal timing mechanisms    (สิ่งมีชีวิตทั้งมวลมีกลไกการจับ –

            กำหนด – เวลา  ซึ่งอยู่ภายใน)  (ดูคำตอบจากประโยคแรกของพารากราฟสุดท้ายที่กล่าวว่า 

            “นาฬิกาชีวภาพดูเหมือนว่าอยู่ทุกหนทุกแห่งในสิ่งมีชีวิต - - แม้กระทั่งในเซลแต่ละเซล  หรือ

            ส่วนต่างๆ ของเซล”)

      (b) biological clocks keep perfect time    (นาฬิกาชีวภาพรักษาเวลาอย่างสมบูรณ์)  (ไม่จริง  เนื่อง

            จากประโยคที่ ๖ ของพารากราฟ ๒ กล่าวว่า  “สอดคล้องกับทรรศนะ (มุมมอง) นี้  นาฬิกา (ชีวภาพ)

            มิได้เป็นเครื่อง (ตัว) จับเวลาที่สมบูรณ์แบบ”)

      (c) the environment has no effect on the individual’s timing system    (สภาพแวดล้อมไม่มีผลกระ

            ทบต่อระบบจับ – กำหนด – เวลา  ของแต่ละบุคคล)  (ไม่จริง  เนื่องจากในพารากราฟ ๒,  ทฤษฎีแรก

            กล่าวว่า “ไม่มีผลกระทบ”  แต่ในพารากราฟ ๓, ทฤษฎีที่ ๒ กล่าวว่า  “สิ่งมีชีวิตมีปฏิกิริยาอย่างต่อ

            เนื่องกับสภาพแวดล้อมของตน”  ซึ่งหมายความว่า  สิ่งแวดล้อม  “มีผลกระทบ”  กับระบบการจับ –

            กำหนด – เวลา  ของแต่ละบุคคล  ดังนั้น  เรื่องนี้จึงมิใช่ความเห็นพ้องต้องกันของนักวิจัยทุกคน 

            คือ  บางคนเห็นว่าไม่มีผลกระทบ  แต่บางคนเห็นว่ามีผลกระทบ)

      (d) biological clocks require regular corrections    (นาฬิกาชีวภาพต้องการการแก้ไขให้ถูกต้อง

            อย่างสม่ำเสมอ)  (ไม่จริง  เพราะบทความมิได้บอกว่าเป็นความเห็นพ้องของนักวิจัยทุกคน)

 

(คำแปล)

นาฬิกาชีวภาพ

 

            คำศัพท์ (term) “นาฬิกาชีวภาพ” (biological clocks) ถูกใช้ (ใช้เป็นประโยชน์, ประยุกต์, สมัคร, ขอ, ร้องเรียน) (applied) กับวิธีการ (means) ซึ่งสิ่งมีชีวิต  (living things) ใช้ปรับ (ปรับตัว, จัด, ปรองดอง) (adjust) รูปแบบกิจกรรม (activity patterns) ของตน, โดยปราศจากสิ่งกระตุ้น (คำแนะ นำ, คำบอกบท, บท, เจตนารมณ์) (cue) ที่ชัดแจ้ง (ชัดเจน, เด่นชัด, เห็นได้ง่าย, เข้าใจได้ง่าย) (obvious) ใดๆ,  ให้เข้ากับเวลาของวัน หรือเดือน หรือปี,  โดยนาฬิกาชีวภาพดูเหมือนว่าได้รับการปรับ (ปรับตัว, ปรับให้เหมาะ, ดัดแปลง) (adapted) อย่างสวยงามให้เข้ากับความต้องการ  (needs) ของสิ่งมีชีวิต,  มัน (นาฬิกาชีวภาพ) ได้รับผลกระทบเพียงเล็กน้อย (affected but little), ถ้าจะมีอยู่บ้าง (if at all), จากยา (drugs), สารเคมี (chemicals), หรือความแตกต่างของอุณหภูมิอย่างมาก (wide temperature differences) - - อันเป็นปัจจัยซึ่งอาจจะเปลี่ยนแปลง (alter) อัตราของกระบวนการปกติธรรม ดา (ordinary processes) ทั้งหมดของร่างกายอย่างมากมาย (อย่างยิ่งใหญ่, อย่างมีเนื้อหา, อย่างมีแก่นสาร, อย่างมีตัวตน, อย่างมั่งคั่ง, อย่างอุดมสมบูรณ์) (substantially)

            ธรรมชาติ (ลักษณะ, นิสัย, สันดาน, กฎของธรรมชาติ, หลักธรรมชาติ) (nature) ของกลไก (ระบบเครื่องกลไก, วิธีการ, โครงสร้าง) (mechanism) ของนาฬิกาชีวภาพยังคงเป็นความลี้ลับ (ความลึกลับ, สิ่งที่ไม่สามารถอธิบายได้, ความลับ, นิยายที่เกี่ยวกับการสืบหาและจับกุมอาชญากร) (mystery),  ทั้งนี้  ทฤษฎีที่แตกต่างกันอย่างมาก ๒ ทฤษฎีได้รับการเสนอ (เสนอความเห็น, อ้าง,  ก้าวหน้า, นำหรือส่งไปข้างหน้า, เจริญ, เลื่อน (ตำแหน่ง), เพิ่ม (อัตรา), ล่วงหน้า) (advanced) เพื่ออธิบาย (account for) มัน (ว่าเป็นสาเหตุให้เกิดนาฬิกาชีวภาพในสิ่งมีชีวิต)ตามที่ (According to) ทฤษฎีแรกของ ๒ ทฤษฎีเหล่านี้กล่าว  นาฬิกาชีวภาพแต่ละเรือนมี (contains) ระบบจับ (หรือกำหนด) เวลาที่เป็นอิสระ (independent timing system) ของมันเอง,  สิ่งนี้ถูกเชื่อว่าได้วิวัฒนาการ (evolved), ซึ่งได้รับการช่วยเหลือ (aided) โดยการเลือกสรรของธรรมชาติ (natural selection), เป็นการปรับตัว (adaptation) ให้เข้ากับสภาพแวดล้อมที่เป็นจังหวะ (rhythmic environment),  โดยในปัจจุบัน  มันได้เป็นอิสระจากสภาพแวดล้อม (independent of the environment) แล้ว ,  สอดคล้องกับทรรศนะ (มุมมอง) นี้ (According to this view)  นาฬิกามิได้เป็นเครื่องจับเวลา (timers) ที่สมบูรณ์แบบ,  มัน (นาฬิกา) ต้องการ (require) การแก้ไขให้ถูกต้องอย่างสม่ำเสมอ (regular corrections) โดยแสงตามธรรมชาติ (natural light) และวงจรน้ำขึ้นน้ำลง (tide cycles),  และความยาวที่เปลี่ยนแปลง (changing lengths) ของวันตลอดทั้งปี (throughout the year)

          อีกทฤษฎีหนึ่งอ้าง (จับ, ถือ, กำ, คว้า, เกาะ, กุม, ยึดครอง, ครอบครอง, บรรจุ, ควบคุม, ขัง, หยุดชะงัก, ทำให้หยุด) (holds) ว่า  สิ่งมีชีวิตมีปฏิกิริยาอย่างต่อเนื่อง (react continuously) กับสภาพแวดล้อมทางกายภาพที่เป็นจังหวะ (rhythmic physical environment) ของตน,  การตั้ง (setting) นาฬิกาชีวภาพของสิ่งมีชีวิต  ดังนั้น  จึงเกี่ยวพัน (involves) กับการปรับอย่างสม่ำเสมอ (constant adjustment) ให้เข้ากับพลังของสภาพแวดล้อม (environment forces) ซึ่งเข้าใจยาก (ลึกลับ, ลี้ลับ, ละเอียด, บาง, บอบบาง) (subtle),  ถ้าทรรศนะ (ความเห็น, ภาพ, ทิวทัศน์, สายตา, การมอง, การสัง เกต, ข้อคิดเห็น, การสำรวจทั่วไป) (view) นี้ถูกต้อง  นาฬิกามีชีวิตพื้นฐาน (basic living clocks) พวกนี้  ก็เป็นเครื่องจับเวลาที่สมบูรณ์ในแบบมีความสามารถซ่อนเร้นอยู่ (potentially perfect timers)

            นาฬิกาชีวภาพดูเหมือนว่า (ปรากฏ) (appear) อยู่ทุกหนทุกแห่งในสิ่งมีชีวิต - - แม้กระทั่งในเซลแต่ละเซล (individual cells) หรือส่วนต่างๆ ของเซล,  แต่การค้นหา (search) ระบบการจับ (หรือกำหนด) เวลาเฉพาะด้าน (specific timing system) เป็นสิ่งไร้ผล (ไม่สำเร็จ, ไม่มีประโยชน์) (futile) เท่าที่ผ่านๆ มา (thus far),  ทั้งๆ ที่มีการศึกษาอย่างรอบคอบในเรื่องปรากฏการณ์ที่เป็นจังหวะ (rhythmic phenomena) จำนวนมาก  และแม้กระทั่ง (การศึกษา) ในเรื่องการเปลี่ยนแปลง (การผันแปร, การแปรปรวน, ความคลาดเคลื่อน) (variations) ทางเคมีที่มีรายละเอียด (detailed) ระหว่างเซล  ก็ไม่มีพยานหลักฐาน (evidence) ว่าเซลใดๆ (any one of them) เป็นเครื่องจับเวลา (clock-timer) โดยตนเอง,  ทั้งนี้  ไม่เพียงแต่ว่าระบบการจับ (หรือกำหนด) เวลาอิสระ (independent timing system) จะไม่เคยถูกค้นพบ (discovered) เท่านั้น  แต่ยังไม่มีแม้กระทั่งการคาดคะเน (การเดา, การทาย) (guess) ที่น่าเชื่อถือได้ (พอฟังได้, มีเหตุผล, เป็นไปได้, มีฝีปากดี) (plausible) เกี่ยวกับ (as to) ธรรมชาติ (ลักษณะ) (nature) ของมัน (ระบบฯ) อีกด้วย

****หมายเหตุ – บทความนี้เกี่ยวกับนาฬิกาชีวภาพ (biological clock) ที่มีอยู่ในสิ่งมีชีวิตทั้งหลาย  เพื่อใช้ปรับรูปแบบของกิจกรรมต่างๆ ที่สิ่งมีชีวิตเหล่านั้นปฏิบัติอยู่  โดยมิต้องพึ่งพา วัน, เดือน, ปี หรือสภาพแวดล้อมภายนอก

 

เรียน   ท่านผู้ติดตามอ่านเว็บไซต์  “everydayenglish.pwa.co.th                  

 

                ถ้าท่านมีคำแนะนำให้ปรับปรุงเว็บไซต์นี้ประการใด  กรุณาส่ง e-mail ไปที่  ดร. วัชรินทร์  ภูเขาทอง  อดีต  ผอ. สำนักวิทยาการ  การประปาส่วนภูมิภาค  ผู้จัดทำเว็บไซต์นี้  ตาม  “Address”  (โปรดระบุหัวเรื่องด้วยว่า  “ปรับปรุงเว็บไซต์”)   เพื่อที่ผู้จัดทำฯ จะได้ปรับปรุงเนื้อหาได้ตรงตามความประสงค์ของผู้อ่านเว็บไซต์นี้ต่อไป

 

 

 

หมวดข้อสอบ READING (ตอนที่ 49)

การประปาส่วนภูมิภาค  “มุ่ง-มั่น-เพื่อปวงชน”

 

DirectionRead the following passage and choose the best answer for each question.

(จงอ่านบทความต่อไปนี้  และเลือกคำตอบที่ดีที่สุดสำหรับแต่ละคำถาม)

 

Space Exploration: Possibility or a Dream?

 

          The idea that spaceship may someday trek from star to star makes great science fiction but bad science.  The laws of physics and the properties of matter limit the speed of spaceships, making it impossible to travel between stars in any reasonable time. 

          This is a surprisingly unpopular message.  Instead of being relieved that we can’t be invaded by hostile aliens, people are disturbed by the idea that our technology is approaching some theoretical limit so soon after it first started.  Only 160 years separate the first steam locomotives from manned space flight, a stupendous rate of progress.  Surely if technology could take us from 3 miles per hour to 25,000 miles per hour (7 miles per second) in only 160 years, someday speeds in excess of 186 miles per second should be possible.

          Unfortunately, technology doesn’t work this way.  Human experience shows us that new technologies reach their practical limits early in their development.  The Great Pyramid of Egypt was built about 2680 B.C. only a few hundred years after the Egyptians first learned to cut and move large blocks of stone.  They continued building pyramids for another 1,000 years, but never again one as big.

           Men landed on the moon only eight years after Yuri Gagarin’s first orbital flight.  The moon landing may be our Great Pyramid, an accomplishment never again to be equaled.  Although a manned mission to Mars may be technologically possible, it’s questionable whether it is justified in terms of its costs and risks.  Even if peace and democracy should reign throughout the world and $1 trillion a year in armament expense is no longer needed, there will be many other things to do with the money.

 

1. The main idea of the passage is that ___________________________________________.

(ใจความ – ความคิด – หลักของบทความนี้  คือว่า _________________________________)

    (a) people enjoy reading science fiction    (ผู้คนสนุกสนานกับการอ่านนิยายวิทยาศาสตร์)

    (b) interstellar travel is impractical    (การเดินทางระหว่างดวงดาวไม่สามารถปฏิบัติได้จริง

          (ดูคำตอบจากประโยคที่ ๓ ของพารากราฟสุดท้ายที่กล่าวว่า  “แม้ว่าภารกิจไปยังดาวอังคาร 

          ที่มีมนุษย์ควบคุม (ยานฯ)  อาจเป็นไปได้ในทางเทคโนโลยี  มันมีปัญหา (น่าสงสัย) ว่ามันได้

          รับการพิสูจน์ว่าถูกต้อง (สมเหตุสมผล) หรือไม่  ในแง่ของค่าใช้จ่ายและความเสี่ยงของภาร

          กิจดังกล่าว”  ซึ่งหมายความว่า  การเดินทางไปดาวอังคารอาจไม่สมเหตุสมผล  หรือไม่สา

          มารถปฏิบัติได้)

    (c) we owe a great debt to the Egyptians    (เราเป็นหนี้อย่างมากมายต่อชาวอียิปต์)

    (d) people will soon travel at the speed of light    (ผู้คนจะเดินทางด้วยความเร็วแสงในไม่ช้านี้) 

2. The writer clearly states that our knowledge of transportation technology is _____________.

(ผู้เขียนกล่าวอย่างชัดเจนว่า  ความรู้ของเราในด้านเทคโนโลยีการขนส่ง _________________)

    (a) based on Egyptian technology    (มีพื้นฐานอยู่บนเทคโนโลยีของอียิปต์)

    (b) advancing more rapidly    (กำลังก้าวหน้าไปอย่างรวดเร็วยิ่งขึ้น)

    (c) too costly to develop    (แพงเกินไปที่จะพัฒนาขึ้นมา)  (ดูคำตอบจากประโยคที่ ๓ ของพา

          รากราฟสุดท้ายที่กล่าวว่า  “แม้ว่าภารกิจไปยังดาวอังคาร  ที่มีมนุษย์ควบคุม (ยานฯ)  อาจเป็น

          ไปได้ในทางเทคโนโลยี  มันมีปัญหา (น่าสงสัย) ว่ามันได้รับการพิสูจน์ว่าถูกต้อง (สมเหตุสม

          ผล) หรือไม่  ในแง่ของค่าใช้จ่ายและความเสี่ยงของภารกิจดังกล่าว”  ซึ่งหมายความว่าเทค

          โนโลยีการขนส่งระหว่างดวงดาวมีค่าใช้จ่ายมหาศาล  และอาจไม่คุ้มค่าที่จะพัฒนาขึ้นมา)

    (d) almost complete    (เกือบจะสมบูรณ์)

3. In the first paragraph, “trek” refers to __________________________________________.

(ในพารากราฟแรก,  “เดินทาง, เดินทางหรืออพยพด้วยความลำบาก, (ในแอฟริกาใต้) เดินทางด้วยเกวียน”  หมายถึง _________________)

    (a) recede    (ถอย, ถอยหลัง, ถอยห่าง, ล่าถอย, ห่างออก, ลด, ตกต่ำ)

    (b) percolate    (ซึมผ่าน, ปล่อยให้ไหลผ่านสิ่งกรอง, กรอง, ทำให้ซึมผ่าน-ไหลผ่าน)

    (c) persevere    (อุตสาหะ, พากเพียร, บากบั่น, พยายาม, ยืนหยัด)

    (d) penetrate    (ทะลุเข้าไป, ฝ่าเข้าไป, เจาะทะลุ, ลอด, บุกเข้าไป, แทรกซึม, มองทะ ลุ, มองผ่าน,

          มีผลลึกซึ่งต่อ)

    (e) withdraw    (ถอน, ถอนตัว, ถอนคืน, เก็บคืน, ดึงกลับ, เอากลับ, ชักกลับ, หด, เลิก, เลิกใช้)

    (f) journey    (เดินทาง)  (เมื่อเป็นคำนาม  หมายถึง  “การเดินทาง, ระยะทางที่เดิน, ระยะเวลา

          ของการเดินทาง, การผ่านจากระยะหนึ่งไปยังอีกระยะหนึ่ง”)

    (g) inspect     (ตรวจสอบ หรือตรวจตราอย่างละเอียด)

    (h) flee    (หนี, หลบหนี)

4. The word “fiction” in paragraph 1 means ______________________________________.

(คำว่า  “นิยาย, นิทาน, เรื่องโกหก, เรื่องที่แต่งขึ้น, สิ่งที่เสกสรรขึ้น, ความเท็จ, การเสกสรรเรื่องขึ้น”  ในพารากราฟ ๑  หมายถึง ________________)

    (a) conflict    (ความขัดแย้ง, การต่อสู้, การเป็นปรปักษ์, การทะเลาะ, สงคราม, การสู้รบ)

    (b) friction    (การเสียดสีระหว่างวัตถุ, แรงต้านที่เกิดจากการเสียดสีหรือกระทบกันของวัตถุ,

          การกระทบกระเทือน, ความขัดแย้งทางความคิด)

    (c) acquisition    (การได้มา, การครอบครอง, สิ่งที่ได้มา)

    (d) fluctuation     (ความผันผวน, ความไม่แน่นอน, การขึ้นๆลงๆ)

    (e) artifact    (สิ่งที่มนุษย์ประดิษฐ์ขึ้น)

    (f) skeleton    (โครงกระดูก)

    (g) tale    (นิยาย, นิทาน, คำเล่าลือ, เรื่องเล่าลือ, เรื่องโกหก, คำนินทา, จำนวนทั้งหมด)

    (h) notion    (ความคิด, ความเห็น, ความเข้าใจ)

5. The writer believes that an invasion by unfriendly aliens is _________________________.

(ผู้เขียนเชื่อว่า  การรุกรานโดยมนุษย์ต่างดาวที่ไม่เป็นมิตร __________________________)

    (a) rather disturbing    (ค่อนข้างจะรบกวน – ทำให้ใจไม่สงบ)

    (b) a realistic threat    (เป็นภัยคุกคามอย่างสมจริงสมจัง  หรือซึ่งเป็นจริง)

    (c) most improbable    (ไม่น่าจะเป็นไปได้มากที่สุด)  (ดูคำตอบจากประโยคที่ ๒ ของพารา

          กราฟ ๒ ที่กล่าวว่า  “แทนที่จะโล่งอก (ผ่อนคลาย) ว่าเราไม่สามารถถูกรุกราน โดยมนุษย์

          ต่างดาวซึ่งมุ่งร้าย  ผู้คนกลับถูกรบกวนโดยความคิดที่ว่า .......................”)

    (d) a common theme    (เป็นเรื่องธรรมดาสามัญ, เป็นหัวข้อในการสนทนาทั่วๆ ไป)

6. The word “hostile” in paragraph 2 is closest in meaning to _________________________.

(คำว่า  “มุ่งร้าย, ปองร้าย, มีเจตนาร้าย, เป็นศัตรู, ไม่เป็นมิตร, ไม่รับแขก, ที่ต่อต้าน”  ในพารากราฟ ๒  ใกล้เคียงที่สุดในความหมายกับ _______________)

    (a) grotesque    (โกร-เทสค)  (ผิดปกติ, พิกล, พิลึก, วิตถาร, วิปลาส, บูดเบี้ยวผิด ปกติ)

    (b) chronic    (คร้อน-นิค)  (เรื้อรัง, ยาวนาน, เป็นประจำ, เป็นนิสัย)

    (c) controversial    (ซึ่งโต้เถียงกัน, ซึ่งขัดแย้งกัน, ซึ่งทะเลาะวิวาทกัน)

    (d) fundamental    (ที่เป็นรากฐาน, ซึ่งเป็นส่วนสำคัญ)

    (e) consistent    (สม่ำเสมอ, คงเส้นคงวา)

    (f) excessive    (มากเกิน, มากเกินพอดี)

    (g) abhorrent    (น่ารังเกียจ, น่าเกลียดชัง)

    (h) malevolent    (มุ่งร้าย, ประสงค์ร้าย, เป็นอันตราย, ชั่ว, เลว, เป็นภัย)

7. In paragraph 2, “disturbed” refers to __________________________________________.

(ในพารากราฟ ๒,  “รบกวน, กวน, ทำให้ไม่สงบ, ทำให้ยุ่ง, ทำให้ลำบาก”  หมายถึง _____________)

    (a) adjusted    (ปรับ, แก้ไข, ปรับตัว, จัด, ปรองดอง)

    (b) concealed    (ปิดบัง, ซ่อนเร้น, อำพราง)

    (c) elevated    (เอ๊ล-ละ-เวท)  (ยกระดับ, ทำให้สูงขึ้น)

    (d) estimated     (ประเมินค่า, ประมาณราคา)

    (e) bothered    (รบกวน, กวน, ก่อกวน, ทำให้งง, ทำให้ยุ่งใจ, ยุ่งกับ)

    (f) jeopardized    (เสี่ยงอันตราย, เสี่ยงภัย, ทำให้เป็นอันตราย)

    (g) retarded    (ทำให้ช้าลง, ทำให้ลดความเร็ว, ถ่วง, หน่วงเหนี่ยว, ขัดขวาง, เป็นอุปสรรคต่อ)

    (h) revered    (เคารพนับถือ, บูชา, ยำเกรง)

8. The vehicle which can travel at a speed of 7 miles per second is _______________________.

(ยวดยานซึ่งสามารถเดินทางด้วยความเร็ว ๗ ไมล์ต่อวินาที __________________________)

    (a) called a steamship    (ถูกเรียกว่า  เรือกลไฟ)

    (b) known as a spacecraft    (เป็นที่รู้จักกันว่า  ยานอวกาศ)

    (c) called a locomotive    (ถูกเรียกว่า  หัวรถจักร)

    (d) called a hot rod    (ถูกเรียกว่า  รถซิ่ง, รถความเร็วสูง เช่น รถแข่ง)   

    (e) known as fire engine    (เป็นที่รู้จักกันว่า  รถดับเพลิง)

    (f) called a convertible    (ถูกเรียกว่า  รถเปิดประทุน)

    (g) known as a station wagon    (เป็นที่รู้จักกันว่า  รถตรวจการณ์)

    (h) yet to be invented    (ยังมิได้ประดิษฐ์ขึ้น)

9. The word “stupendous” in paragraph 2 may be replaced by __________________________.

(คำว่า  “มหาศาล, มากมาย, ใหญ่โตอย่างน่าทึ่ง, ทำให้ประหลาดใจ, ทำให้มึนงง”  ในพารากราฟ ๒  อาจจะแทนโดย _______________)

    (a) hazardous    (มีอันตราย, เป็นภัย)

    (b) adverse    (ในทางลบ, เป็นปฏิปักษ์หรือในทางร้าย, ตรงกันข้าม)

    (c) spontaneous    (เกิดขึ้นเอง, เป็นไปเอง, เกิดขึ้นโดยธรรมชาติหรือโดยตัวของมันเอง, โดยสัญชาต

          ญาณ, จากภายใน)

    (d) incomprehensible    (ไม่อาจเข้าใจได้)

    (e) incontrovertible    (ที่ไม่อาจโต้แย้งได้, ที่เถียงไม่ได้, ที่ไม่มีทางโต้แย้ง, ที่ลบล้างไม่ได้)

    (f) prodigious    (มหาศาล, มากมาย, ใหญ่โตมโหฬาร, มหันต์, อย่างยิ่ง, มหัศจรรย์, แปลก

          ประหลาด, น่างงงวย)

    (g) outstanding    (๑.  เด่น, มีชื่อเสียง, สะดุดตา, ยื่นออกมา, นูนออกมา  ๒. (หนี้) ยังไม่ได้ชำระ,

          ยังไม่ยุติ, ยังไม่สำเร็จ, ยังคาราคาซังอยู่, ค้าง, ยังแก้ไม่ตก, ยังคงเป็นอยู่) 

    (h) generous    (ใจกว้าง, กรุณา, เอื้อเฟื้อเผื่อแผ่)

10. The writer mentions the Great Pyramid of Egypt to illustrate that ____________________.

(ผู้เขียนกล่าวถึงปิรามิดที่ยิ่งใหญ่แห่งอียิปต์  เพื่อแสดงให้เห็นด้วยภาพว่า ________________)

      (a) it does not take long to develop a technology to its fullest potential    (มันมิได้ใช้เวลา

            นานที่จะพัฒนาเทคโนโลยีไปสู่ศักยภาพเต็มที่ – สูงสุด – ของมัน)  (ดูคำตอบจากประโยคที่ ๒,

            ๓ และ ๔ ของพารากราฟ ๓ ที่กล่าวว่า  “ประสบการณ์ของมนุษย์แสดงว่า  เทคโนโลยีใหม่ๆ

            มาถึงข้อจำกัดในทางปฏิบัติของมันแต่เนิ่นๆ ในการพัฒนามัน (หมายถึง  เทคโนโลยีหนึ่งจะ

            พัฒนาถึงขีดสูงสุดของมันในเวลาไม่นาน  แล้วก็หยุดอยู่แค่นั้น)  โดยปิรามิดที่ยิ่งใหญ่ของ

            อียิปต์ (อยู่ที่เมืองกีซ่า  ถือเป็นปิรามิดที่ใหญ่ที่สุดในอียิปต์) ได้ถูกสร้างขึ้นประมาณ ๒,๖๘๐ ปี

            ก่อนคริสต์ศักราช  ซึ่งเป็นระยะเวลาเพียงสองสามร้อยปีเท่านั้นหลังจากที่ชาวอียิปต์ได้เรียนรู้

            เป็นครั้งแรกถึงวิธีตัด และเคลื่อนย้ายแท่งหินขนาดใหญ่พวกเขายังคงสร้างปิรามิดต่อไปอีก

            เป็นเวลา ๑,๐๐๐ ปี  แต่ก็ไม่เคยเป็นปิรามิดที่ใหญ่เท่าเดิมอีกเลย (คือ ไม่มีการสร้างปิรามิดที่

            ใหญ่เท่ากับที่เมืองกีซาอีกเลย)”)

      (b) men did not need modern technology to create huge constructions    (มนุษย์มิได้ต้องการ

            เทคโนโลยีสมัยใหม่เพื่อสร้างสิ่งก่อสร้างขนาดมหึมา)

      (c) ancient people were incredibly determined to undertake impossible tasks    (คนสมัยโบราณ

            มีความมุ่งมั่นอย่างไม่น่าเชื่อ  ที่จะรับทำงานที่เป็นไปไม่ได้)

      (d) progress in transportation technology is long and well-documented    (ความก้าวหน้าในเทค

            โนโลยีการขนส่ง  ยาวนานและมีการจดบันทึกไว้เป็นอย่างดี)

11. In the third paragraph, “one” refers to a ______________________________________.

(ในพารากราฟ ๓,  “one” หมายถึง ________________________________________)

      (a) technology    (เทคโนโลยี)

      (b) stone block    (แท่งหิน)

      (c) pyramid    (ปิรามิด)  (ดูคำตอบจากประโยคสุดท้ายของพารากราฟ ๓ ที่กล่าวว่า  “พวกเขา

            ยังคงสร้างปิรามิดต่อไปอีกเป็นเวลา ๑,๐๐๐ ปี  แต่ก็ไม่เคยเป็นปิรามิด (one) ที่ใหญ่เท่าเดิม

            อีกเลย (คือ ไม่มีการสร้างปิรามิดที่ใหญ่เท่ากับที่เมืองกีซาอีกเลย)”  ดังนั้น  “one”  จึงควร

            แทน “ปิรามิด”)

      (d) human experience    (ประสบการณ์ของมนุษย์)

12. The word “accomplishment” in paragraph 4 may be replaced by ___________________.

(คำว่า  “ความสำเร็จ, การบรรลุผล, การทำให้สำเร็จ, สิ่งที่บรรลุผล, ความเชี่ยวชาญ”  ในพารากราฟ ๔  อาจแทนโดย _________________)

      (a) testimony    (พยาน, หลักฐาน)

      (b) requirement    (ข้อกำหนด, ความต้องการ)

      (c) objection    (การคัดค้าน, การไม่เห็นด้วย)

      (d) deficiency    (ดิ-ฟิ้ช-เชิน-ซี่)  (ความขาดแคลน, ความไม่สมบูรณ์, ความไม่เพียงพอ, ภาวะที่ขาดแคลน)

      (e) achievement    (ความสำเร็จ, การบรรลุผล, ความสัมฤทธิ์, ผลสัมฤทธิ์)

      (f) triumph    (ไทร้-อั้มพ)  (ชัยชนะ, ความมีชัย, การฉลองชัยชนะ)

      (g) advantage    (ข้อได้เปรียบ, ประโยชน์)

      (h) rite    (พิธีการ, พิธี, พิธีกรรม, ประเพณี, ธรรมเนียมปฏิบัติ, พิธีศาสนา, พิธีบูชา)

13. In the fourth paragraph, “mission” refers to ____________________________________.

(ในพารากราฟ ๔,  “ภารกิจ, งานที่มอบหมาย, คณะผู้แทน, คณะทูต, การปฏิบัติงานทางทหาร”  หมายถึง _________________)

      (a) diminution    (การลดลง-น้อยลง, การทำให้ลดลง)

      (b) extinction    (การสูญพันธุ์, การสูญสิ้น, การหมดไป, การดับลง, การทำลายล้าง, การไม่มีเหลืออยู่,

            การยกเลิก)

      (c) cremation    (การเผาศพ, การปลงศพ, การเผา)

      (d) devastation    (การทำลาย, การล้างผลาญ) 

      (e) task    (ภาระหน้าที่, งาน, งานหนัก, เรื่องที่ยาก)

      (f) distortion    (การบิดเบือน)

      (g) stability    (ความมั่นคง, เสถียรภาพ)

      (h) compensation    (การชดเชย, การตอบแทน, การเยียวยา, เงินชดเชย, ค่าตอบแทน)

14. What does “questionable” in paragraph 4 mean?

(คำว่า  “มีปัญหา, น่าสงสัย, มีคำถาม, ไม่คงที่, ไม่แน่นอน, มีพิรุธ”  ในพารากราฟ ๔  หมายถึงอะไร)

      (a) monotonous    (มะ-น้อท-เทิน-เนิส)  (ซ้ำซาก, ซ้ำกัน, น่าเบื่อ, มีเสียงเดียว)

      (b) successive    (ต่อเนื่อง, ติดๆกัน, เป็นลำดับ, ตามลำดับ, ตามหลัง, รับช่วง)

      (c) fatal    (ถึงตาย, ร้ายแรงถึงตาย, อย่างร้ายกาจ, อย่างเป็นอันตราย, อย่างเคราะห์ร้าย, ทำให้เกิด

            ความหายนะหรือล้มเหลว)

      (d) cautious    (ระมัดระวัง, รอบคอบ)

      (e) obstinate    (ดื้อดึง, ดื้อรั้น, หัวแข็ง)

      (f) thorough    (เธ้อร์-โร)  (ละเอียด, ถี่ถ้วน, ทั่วไปหมด, โดยตลอด, ตลอดทั่วถึง, เต็มที่, เต็มตัว)

      (g) dubious    (น่าสงสัย, น่าแคลงใจ, คลุมเครือ, ไม่แน่นอน)

      (h) abrupt    (ฉับพลันทันใด, ทันทีทันใด)

15. The writer regards the moon landing in 1969 as perhaps __________________________.

(ผู้เขียนถือว่าการไปลงบนดวงจันทร์ในปี ๑๙๖๙ ว่าบางทีเป็น _______________________)

      (a) the first step toward a landing on Mars    (ก้าวแรกไปสู่การไปลงบนดาวอังคาร)

      (b) the ultimate success in space travel    (ความสำเร็จสุดยอดในการเดินทางในอวกาศ

            (ดูคำตอบจากประโยคที่ ๒ ของพารากราฟสุดท้ายที่กล่าวว่า  “การไปลงบนดวงจันทร์อาจ

            จะเป็น (เหมือนกับ) ปิรามิดที่ยิ่งใหญ่ของเรา (ที่เมืองกีซา)  ซึ่งเป็นความสำเร็จที่ไม่มีวันจะ

            ทำให้เท่ากัน (เหมือนกัน) ได้อีกแล้ว (หมายถึง  ไม่เคยมีการสร้างปิรามิดที่ใหญ่โตได้

            เหมือนกับที่เมืองกีซาอีกเลย)”  ดังนั้น  การไปลงบนดวงจันทร์ในปี ๑๙๖๙  จึงอาจเป็น

            ความสำเร็จสูงสุดของการเดินทางในอวกาศแล้ว)

      (c) a stepping stone toward space exploration    (หินสำหรับเหยียบไปสู่การสำรวจอวกาศ)

      (d) a minor achievement compared to the Great Pyramid of Egypt    (ความสำเร็จเล็กๆ

            เมื่อเปรียบเทียบกับปิรามิดที่ยิ่งใหญ่แห่งอียิปต์)

16. The word “justified” in the final paragraph is similar in meaning to __________________.

(คำว่า  “พิสูจน์ว่าถูกต้อง, สนับสนุนความถูกต้อง, สมเหตุสมผล, สนับสนุนความบริสุทธิ์, แสดงความบริสุทธิ์, แสดงเหตุผลอันสมควร”  ในพารากราฟสุดท้าย  มีความหมายเหมือนกับ _____________)

      (a) simplified    (ถูกทำให้ง่ายขึ้น, ทำให้เข้าใจง่าย, ทำให้ไม่ยุ่งเหยิง, ทำให้ชัดเจน)

      (b) frightened    (ตกใจกลัว)

      (c) defensible    (สามารถป้องกันได้ (ว่าถูกต้องหรือชอบธรรม), สามารถสนับสนุนได้

            (หมายถึง  สมเหตุสมผล  จึงสามารถยอมรับได้  หรือให้การสนับสนุนได้)

      (d) subsequent    (ต่อมา, ซึ่งตามมา)

      (e) manageable    (สามารถบริหารจัดการได้, ควบคุมได้)

      (f) satisfied    (รู้สึกพึงพอใจ)

      (g) diverse    (หลากหลาย, ต่างๆ กัน)

      (h) unscrupulous    (ไร้ธรรมะ, ไร้ยางอาย, ไม่มีหลักการ, ไม่ระมัดระวัง)

17. The writer states that about $1 trillion a year is currently spent on ____________________.

(ผู้เขียนกล่าวว่า  เงินประมาณ ๑ ล้านล้านดอลลาร์ต่อปี  ในปัจจุบันถูกใช้จ่ายไปในเรื่อง ________)

      (a) peace and democracy    (สันติภาพและประชาธิปไตย)

      (b) education    (การศึกษา)

      (c) space research    (การวิจัยอวกาศ)

      (d) defense    (การป้องกันประเทศ, การต่อต้านการรุกราน, วิธีการรบ, การพิทักษ์, การแก้ตัวให้,

             การเป็นทนายให้, การแก้ต่าง)  (ดูคำตอบจากประโยคสุดท้ายของพารากราฟสุดท้ายที่กล่าว

             ว่า  “แม้ว่าสันติภาพและประชาธิปไตยควรจะครอบงำทั่วโลก  และเงิน ๑ ล้านล้านดอลลาร์ต่อ

             ปีเป็นค่าใช้จ่ายด้านอาวุธยุทโธปกรณ์  ไม่เป็นที่ต้องการอีกต่อไป (หมายถึง  ไม่ต้องใช้เงิน

             จำนวนมากมายซื้ออาวุธอีกต่อไป) ก็จะมีสิ่งอื่นๆ ที่ต้องทำอีกมากมายด้วยเงินจำนวนนี้”)

18. The word “armament” in the final paragraph is tantamount in meaning to _______________.

(คำว่า  “อาวุธยุทโธปกรณ์, กำลังทหาร, กองทัพติดอาวุธ, รถหุ้มเกราะ, ยานเกราะ”  ในพารากราฟสุดท้าย  มีความหมายเท่ากับ ________________)

      (a) reputation    (ชื่อเสียง, กิตติศัพท์, ความโด่งดัง, ความมีหน้ามีตา)

      (b) capability    (ความสามารถ)

      (c) potential    (ศักยภาพ, ความสามารถหรืออำนาจที่ซ่อนเร้นอยู่, ความเป็นไปได้)

      (d) espionage    (การจารกรรม)

      (e) weaponry    (อาวุธ, อาวุธยุทธภัณฑ์, อาวุธยุทโธปกรณ์, สรรพาวุธ, การประดิษฐ์และผลิตอาวุธ)

      (f) embezzlement    (การยักยอก, การฉ้อฉล)

      (g) superstition    (การเชื่อโชคเชื่อลาง, ความเชื่อถือทางไสยศาสตร์, การถือผีถือสาง, ความเชื่อที่ผิด)

      (h) affection    (ความรัก, ความชอบ, ความเมตตา)

 

(คำแปล)

การสำรวจอวกาศ : ความเป็นไปได้หรือความฝัน ?

 

            ความคิดที่ว่ายานอวกาศ (spaceships) สักวันหนึ่ง (someday) อาจจะเดินทาง (เดินทางหรืออพยพด้วยความลำบาก, (ในแอฟริกาใต้) เดินทางด้วยเกวียน) (trek) จากดาวดวงหนึ่งไปยังอีกดวงหนึ่ง  ได้สร้างนิยายวิทยาศาสตร์ (science fiction) ที่ยิ่งใหญ่ (great)  แต่ (สร้าง) วิทยาศาสตร์ที่ไม่ดี (ผิดพลาด) (bad science),  โดยกฎของฟิสิกส์และคุณสมบัติของสสาร (properties of matter) จำกัดความเร็ว  (limit the speed) ของยานอวกาศ  ซึ่งทำให้มันเป็นไปไม่ได้ที่จะเดินทางระหว่างดวงดาวในเวลาที่สมเหตุสมผลใดๆ (in any reasonable time)

            นี่เป็นข่าวสาร (ข่าวคราว, สาร, จดหมายหรือคำพูดที่ฝากไปให้บุคคลอื่น) (message) ซึ่งไม่แพร่หลาย (ไม่นิยมกัน) (unpopular) อย่างน่าประหลาดใจ (surprisingly),  โดยแทนที่จะ (Instead of) โล่งอก (ผ่อนคลาย, บรรเทา, ลด, ปลดปล่อย, แบ่งเบา, ช่วยเหลือ, สงเคราะห์) (relieved) ว่าเราไม่สามารถถูกรุกราน (บุกรุก, ล่วงล้ำ, เหยียบย่ำ, เข้ามาแผ่ผลร้ายไปทั่ว) (invaded) โดยมนุษย์ต่างดาว (คนต่างด้าว, คนแปลกหน้า) (aliens) ซึ่งมุ่งร้าย (ปองร้าย, มีเจตนาร้าย, เป็นศัตรู, ไม่เป็นมิตร, ไม่รับแขก, ที่ต่อต้าน) (hostile)  ผู้คนกลับถูกรบกวน (กวน, ทำให้ไม่สงบ, ทำให้ยุ่ง, ทำให้ลำบาก) (disturbed) โดยความคิดที่ว่า  เทคโนโลยีของเรากำลังเข้าใกล้ (ใกล้เข้ามาทุกที, ประชิด, จวน) (approaching) ข้อจำกัดทางทฤษฎี (theoretical limit) อย่างรวดเร็วมาก (so soon) ภายหลังที่มันเริ่มต้นครั้งแรก,  ทั้งนี้เวลาเพียง ๑๖๐ ปีเท่านั้นได้แยก (separate) หัวรถจักรไอน้ำ (steam locomotive) คันแรกออกจากการท่องอวกาศ (space flight) ที่ถูกควบคุมโดยคน (manned)  ซึ่งเป็นอัตราความก้าวหน้า (rate of progress) ที่มหาศาล (มากมาย, ใหญ่โตอย่างน่าทึ่ง, ทำให้ประหลาดใจ, ทำให้มึนงง) (stupendous) (หมายถึง  ช่วงเวลาที่มีรถจักรไอน้ำคันแรก  จนถึงการท่องอวกาศครั้งแรก  ห่างกัน ๑๖๐ ปีเท่านั้น),  แน่นอน (ไม่ต้องสงสัย, อย่างมั่นใจ, ไม่ผิดพลาด, ไม่เปลี่ยนแปลง, มั่นคง) (Surely)  ถ้าเทคโนโลยีสามารถพาเราจาก ๓ ไมล์ต่อชั่วโมง  ไปสู่ ๒๕,๐๐๐ ไมล์ต่อชั่วโมง (๗ ไมล์ต่อวินาที) ในเวลาเพียง ๑๖๐ ปี  สักวันหนึ่ง  ความเร็วเกินกว่า (in excess of) ๑๘๖ ไมล์ต่อวินาทีก็ควรจะเป็นไปได้ (ในอนาคต)

            โชคไม่ดีเลย (Unfortunately)  เทคโนโลยีมิได้ทำงานแบบนี้  ทั้งนี้  ประสบการณ์ของมนุษย์ (Human experience) แสดงว่า  เทคโนโลยีใหม่ๆ มาถึง (ถึง, ไปถึง, บรรลุ, ยื่น, เอื้อม, ไปจรดกับ, เป็นจำนวนถึง) (reach) ข้อจำกัดในทางปฏิบัติ (practical limits) ของมันแต่เนิ่นๆ (early) ในการพัฒนามัน (หมายถึง  เทคโนโลยีหนึ่งจะพัฒนาถึงขีดสูงสุดของมันในเวลาไม่นาน  แล้วก็หยุดอยู่แค่นั้น),  โดยปิรามิดที่ยิ่งใหญ่ของอียิปต์ (อยู่ที่เมืองกีซ่า  ถือเป็นปิรามิดที่ใหญ่ที่สุดในอียิปต์) ได้ถูกสร้างขึ้นประมาณ ๒,๖๘๐ ปีก่อนคริสต์ศักราช  ซึ่งเป็นระยะเวลาเพียงสองสามร้อยปีเท่านั้นหลังจากที่ชาวอียิปต์ได้เรียนรู้เป็นครั้งแรกถึงวิธีตัด (cut) และเคลื่อนย้าย (move) แท่งหินขนาดใหญ่ (large blocks of stone),  พวกเขายังคงสร้างปิรามิดต่อไปอีกเป็นเวลา ๑,๐๐๐ ปี (for another 1,000 years)  แต่ก็ไม่เคยเป็นปิรามิด (one) ที่ใหญ่เท่าเดิม (as big) อีกเลย (คือ  แม้เวลาผ่านไปอีก ๑,๐๐๐ ปี  ก็ไม่มีการสร้างปิรามิดที่ใหญ่เท่ากับที่เมืองกีซาอีกเลย)

            มนุษย์แตะพื้น (ร่อนลงบน, ไปสู่, ขึ้นบก, ขึ้นฝั่ง, ตั้งรกราก, ยึด, จับ, จับจอง) (landed) ดวงจันทร์เพียง ๘ ปีเท่านั้นหลังจากการบินโคจรรอบโลกครั้งแรก (first orbital flight) (ในยานอวกาศ) ของยูริ กาการิน (นักบินอวกาศโซเวียต),  การไปลงบนดวงจันทร์ (moon landing) อาจจะเป็น (เหมือนกับ) ปิรามิดที่ยิ่งใหญ่ของเรา (ที่เมืองกีซา)  ซึ่งเป็นความสำเร็จ (การบรรลุผล, การทำให้สำเร็จ, สิ่งที่บรรลุผล, ความเชี่ยวชาญ) (accomplishment) ที่ไม่มีวันจะทำให้เท่ากัน (เหมือนกัน) ได้อีกแล้ว (never again to be equaled) (หมายถึง  ไม่เคยมีการสร้างปิรามิดที่ใหญ่โตได้เหมือนกับที่เมืองกีซาอีกเลย),  แม้ว่าภารกิจ (งานที่มอบหมาย, คณะผู้แทน, คณะทูต, การปฏิบัติงานทางทหาร) (mission) ไปยังดาวอังคาร (Mars) ที่มีมนุษย์ควบคุม (manned) อาจเป็นไปได้ในทางเทคโนโลยี (technologically possible)  มันมีปัญหา (น่าสงสัย, มีคำถาม, ไม่คงที่, ไม่แน่นอน, มีพิรุธ) (questionable) ว่ามันได้รับการพิสูจน์ว่าถูกต้อง (สนับสนุนความถูกต้อง, สมเหตุสมผล, สนับสนุนความบริสุทธิ์, แสดงความบริสุทธิ์, แสดงเหตุผลอันสมควร) (justified) หรือไม่ (whether) ในแง่ของ (in terms of) ค่าใช้จ่าย (ค่าตอบแทน, ค่าเสียหาย, ต้นทุน, ทุน, ค่าโสหุ้ย) (costs) และความเสี่ยง (risks) ของภารกิจดังกล่าว,  แม้ว่า (Even if) สันติภาพและประชาธิปไตยควรจะครอบงำ (มีอิทธิพลสูงสุด, ปกครองโดยกษัตริย์, มีอำนาจปกครองสูงสุด, มีอยู่ทั่วไป) (reign) (เรน) ทั่วโลก  และเงิน ๑ ล้านล้านดอลลาร์ ($1 trillion) ต่อปีเป็นค่าใช้จ่าย (expense) ด้านอาวุธยุทโธปกรณ์ (กำลังทหาร, กองทัพติดอาวุธ, รถหุ้มเกราะ, ยานเกราะ) (armament) ไม่เป็นที่ต้องการอีกต่อไป (no longer needed) (หมายถึง  ไม่ต้องใช้เงินจำนวนมากมายซื้ออาวุธอีกต่อไป)  ก็จะมีสิ่งอื่นๆ ที่ต้องทำอีกมากมายด้วยเงินจำนวนนี้  (หมายความว่า  แม้โลกจะมีสันติภาพและประชาธิปไตย  และไม่ต้องใช้เงินมหาศาลซื้ออาวุธ  โลกก็มีภารกิจอื่นอีกมาก มายที่จะต้องทำด้วยเงินจำนวนนี้  ดังนั้น  การจะลงทุนด้านสำรวจอวกาศ  ซึ่งต้องใช้เงินมหาศาลเช่นกันและมีความเสี่ยงมากด้วย  จะมีเหตุผลสนับสนุนเพียงพอหรือไม่) 

 

เรียน   ท่านผู้ติดตามอ่านเว็บไซต์  “everydayenglish.pwa.co.th                  

 

                ถ้าท่านมีคำแนะนำให้ปรับปรุงเว็บไซต์นี้ประการใด  กรุณาส่ง e-mail ไปที่  ดร. วัชรินทร์  ภูเขาทอง  อดีต  ผอ. สำนักวิทยาการ  การประปาส่วนภูมิภาค  ผู้จัดทำเว็บไซต์นี้  ตาม  “Address”  (โปรดระบุหัวเรื่องด้วยว่า  “ปรับปรุงเว็บไซต์”)   เพื่อที่ผู้จัดทำฯ จะได้ปรับปรุงเนื้อหาได้ตรงตามความประสงค์ของผู้อ่านเว็บไซต์นี้ต่อไป

 

 

 

 

 

หมวดข้อสอบ READING (ตอนที่ 48)

การประปาส่วนภูมิภาค  “มุ่ง-มั่น-เพื่อปวงชน”

 

DirectionRead the following passage and choose the best answer for each question.

(จงอ่านบทความต่อไปนี้  และเลือกคำตอบที่ดีที่สุดสำหรับแต่ละคำถาม)

 

Stop Wasting Refugee Lives

 

          In July 1982, in an attempt to stop the flow of Vietnamese boat people, the Hong Kong Government introduced the so-called “closed camp policy”.  The principle of the policy is that every new arrival who wants to stay in Hong Kong pending re-settlement in another country, is locked up in centers far away from everyday society.  These centers are built and run much like prisons.  Living in a closed camp means 24-hour surveillance by security staff and poor living conditions.

          The only chance of a break from these conditions is recreational or educational outings organized by volunteer agencies.  The government allows agencies, selected by the United Nations High Commissioner for Refugees (UNHCR), to run programs for the inhabitants of the camps.  These programs are funded by UNHCR and/or the implementing agencies.  The government’s responsibility, managed by the Correctional Services Department, includes the buildings and security staff.

          Currently, more than 7,000 refugees live in the three closed camps in Hong Kong.  The average stay is over two years and quite a few people have been in a closed camp for more than five years.  Since the introduction of the closed camp policy, Hong Kong has taken in more than 15,000 arrivals.  It is impossible to say to what extent this figure has been influenced by the policy, but one can safely say that it has not had the full effect anticipated at its introduction.

          Politically, the situation is extremely difficult.  The Hong Kong government, while faced with the problem, does not have the independence to work directly towards a solution.  For that matter, no real solution to this problem can come from Hong Kong or any of the re-settlement countries; it will have to come from Vietnam.  But, until the Hanoi government is willing even to discuss the matter, Hong Kong will continue to face well over 7,000 people behind fences.

          It is high time that the government realized and admitted that the policy has not worked and that at the very least a review is necessary.  Hong Kong is too civilized a place to allow the lives of so many innocent people to be wasted in prisons.

****Note:  This article was written in late 1983, after the Vietnam War (1955 – 1975).

 

1. The “closed camp policy” was introduced by the Hong Kong government to _______________.

(“นโยบายค่ายปิด  ได้รับการนำเข้ามาใช้โดยรัฐบาลฮ่องกงเพื่อที่จะ ____________________)

    (a) make Hong Kong safer for refugees to settle in    (ทำให้ฮ่องกงปลอดภัยมากขึ้นสำหรับผู้ลี้ภัย

          ในการตั้งถิ่นฐาน)

    (b) return refugees to Vietnam as soon as possible    (ส่งตัวผู้ลี้ภัยกลับไปเวียดนามเร็วที่สุดเท่า

          ที่จะทำได้)

    (c) improve the living conditions of the refugees    (ปรับปรุงสภาพการดำรงชีวิตของผู้ลี้ภัย)

    (d) dissuade Vietnamese refugees from coming to Hong Kong    (ยับยั้งผู้ลี้ภัยชาวเวียด

          นามมิให้เข้ามาในฮ่องกง)  (ดูคำตอบที่ประโยคแรกของพารากราฟแรกที่กล่าวว่า  “ในเดือน

          กรกฎาคม ๑๙๘๒,  ในความพยายามที่จะหยุดการหลั่งไหลของมนุษย์เรือชาวเวียดนาม, 

          รัฐบาลฮ่องกงได้นำเข้ามาใช้ “นโยบายค่ายปิด” (ค่ายกักกัน) ตามที่เรียกขานกัน”  เพื่อกัก

          กันผู้ลี้ภัยก่อนส่งตัวไปประเทศที่ ๓)

2. The word “pending” in the first paragraph can best be replaced by ______________________.

(คำว่า  “จนกระทั่ง, จนกว่า, อยู่ในระหว่าง”  ในพารากราฟแรก  สามารถแทนดีที่สุดโดย _________)

    (a) over    (เหนือ, มากกว่า)

    (b) without    (ไม่มี, ปราศจาก)

    (c) after    (ภายหลัง, หลังจาก)

    (d) until    (จนกระทั่ง, จนกว่า, เกือบจะ, จนถึง)

3. Refugees living in the closed camps __________________________________________.

(ผู้ลี้ภัยซึ่งอาศัยอยู่ในค่ายปิด (ค่ายกักกัน) ____________________________________)

    (a) must expect to leave them quickly    (จะต้องคาดหวังที่จะออกจากค่ายอย่างรวดเร็ว)

    (b) are more easily supervised    (ได้รับการควบคุมดูแลง่ายยิ่งขึ้น)  (ดูคำตอบจากประโยคสุด

          ท้ายของพารากราฟแรกที่กล่าวว่า  “การอาศัยอยู่ในค่ายปิด (ค่ายกักกัน)  หมายถึงการควบ

          คุม (การดูแล) ๒๔ ชั่วโมง  โดยเจ้าหน้าที่ด้านความมั่นคง (รักษาความปลอดภัย)  และสภาพ

          การดำรงชีวิตที่เลว (น่าสังเวช)”)

    (c) can never go outside    (ไม่สามารถออกไปข้างนอกได้)  (ไม่เป็นความจริง  เนื่องจากประโยคแรก

          ของพารากราฟ ๒ กล่าวว่า  “โอกาสเดียวเท่านั้นที่จะหนีจากสภาพเหล่านี้  คือการออกไปเที่ยวด้าน

          สันทนาการ (พักผ่อนหย่อนใจ) หรือการศึกษา  ซึ่งถูกจัดโดยองค์กร (หน่วยงาน) อาสาสมัคร (หมาย

          ถึง  องค์กรเหล่านี้พาผู้ลี้ภัยออกไปเที่ยวนอกค่ายกักกัน  เพื่อการหย่อนใจหรือการศึกษา)”)

    (d) feel more secure than in everyday society    (รู้สึกปลอดภัยมากกว่า – อาศัยอยู่ - ในสังคมรายวัน)

4. The word “surveillance” in the first paragraph refers to ___________________________.

(คำว่า  “การควบคุม, การดูแล, การตรวจตรา”  ในพารากราฟแรก  หมายถึง _______________)

    (a) perishability    (การเน่าเปื่อยได้ง่าย, การเหี่ยวแห้งได้ง่าย, การตายได้, การย่อยยับได้)

    (b) composition    (การประกอบเป็นส่วนต่างๆทั้งหมด, ส่วนประกอบ, องค์ประกอบ, ของผสม, การประ

          พันธ์, การแต่งเพลง)

    (c) sanction    (การเห็นด้วย, การยินยอม, การอนุญาต)

    (d) opposition    (การคัดค้าน, การต่อต้าน, การไม่เห็นด้วย)

    (e) resilience    (ความยืดหยุ่น, ความหดได้, ความสามารถในการกลับคืนสู่สภาพเดิม, ความสามารถใน

         การฟื้นคืนสู่ปกติ)

    (f) radiance    (ความสว่าง, การส่องสว่าง, การปล่อยแสง, แสงที่แผ่รัศมี, ความร่าเริงแจ่มใส)

    (g) supervision    (การควบคุม, การดูแล, การตรวจตรา, การจัดการ, การอำนวยการ, การควบ

          คุมการก่อสร้าง)

    (h) tournament    (การแข่งขัน, การแข่งขันชิงชนะเลิศ) (เทนนิส, หมากรุก, กอล์ฟ)

5. In the second paragraph, “recreational” is closest in meaning to ____________________.

(ในพารากราฟ ๒,  “เกี่ยวกับสันทนาการ, เกี่ยวกับการพักผ่อนหย่อนใจ, เกี่ยวกับความบันเทิงหรือความสำราญ”  ใกล้เคียงที่สุดในความหมายกับ _______________)

    (a) miserable    (มีความทุกข์มาก, แย่มาก, น่าเวทนา)

    (b) torpid    (เฉื่อยชา, เงื่องหงอย, ซึม, ไม่คล่องแคล่ว, เกียจคร้าน, ช้า, มึน, งง)

    (c) dramatic    (น่าตื่นเต้น, เกี่ยวกับละคร)

    (d) chronic    (คร้อน-นิค)  (เรื้อรัง, ยาวนาน, เป็นประจำ, เป็นนิสัย)

    (e) amicable    (เป็นมิตร, ฉันมิตร)

    (f) solitary    (อยู่ตามลำพัง, โดดเดี่ยว, คนเดียว, สันโดษ, ไม่มีเพื่อน, อ้างว้าง, เงียบสงัด)

    (g) restless    (กระสับกระส่าย, กระวนกระวาย, ร้อนใจ, หงุดหงิด, ไม่อยู่กับที่, ไม่มีการพักผ่อน)

    (h) relaxing    (ทำให้หย่อนใจ, ทำให้ผ่อนคลาย, ทำให้อ่อนกำลังลง, ทำให้หายกังวล,

          ผ่อนคลาย, พักผ่อน)

6. The word “outings” in paragraph 2 means _____________________________________.

(คำว่า  “การออกไปเที่ยว, การออกนอกบ้าน, กิจกรรมนอกบ้าน, การแข่งขันทางกีฬา”  ในพารากราฟ ๒  หมายถึง ________________)

    (a) costumes    (เครื่องแต่งกาย, เสื้อผ้าอาภรณ์, เครื่องแต่งกายของสตรี)

    (b) adventures    (การผจญภัย, การเสี่ยงภัย, อันตรายที่คาดไม่ถึง, อันตราย, ประสบการณ์ที่ตื่นเต้น)

    (c) discoveries    (การค้นพบ)

    (d) extravagances    (ความฟุ่มเฟือย, ความสุรุ่ยสุร่าย, ความมากเกินไป)

    (e) abundances    (ความอุดมสมบูรณ์, ภาวะล้นเหลือ)

    (f) tours    (การท่องเที่ยว, การทัศนาจร, การดูงาน, การเตร็ดเตร่, การตระเวน, การหมุนเวียน,

          กะของการทำงาน)

    (g) restorations    (การปฏิสังขรณ์, การบูรณะ, การซ่อมแซม, การทำให้กลับคืนสู่สภาพเดิม)

    (h) erections    (การก่อสร้าง, สิ่งก่อสร้าง, การตั้งตรง, การตั้งชัน, การลุก, การชู)

7. What does “inhabitants” in paragraph 2 mean?

(คำว่า  “ผู้อยู่อาศัย, ผู้อาศัย, พลเมือง, สัตว์ที่อยู่อาศัย”  ในพารากราฟ ๒  หมายถึงอะไร)

    (a) habitats    (ถิ่นที่อยู่ของพืชหรือสัตว์, สิ่งแวดล้อมของถิ่นที่อยู่ของพืชหรือสัตว์, ที่อยู่อาศัย)

    (b) inheritances    (มรดก, สิ่งที่รับช่วงมา, สิ่งที่สืบทอดมา, ลักษณะทางกรรมพันธุ์ที่สืบทอดกันมา,

          การรับช่วง, การสืบทอด, สิทธิในการรับมรดก, สิทธิในการรับช่วง)

    (c) compromise    (ค้อม-พระ-ไมซ)  (การประนีประนอม, การยอมรับ, การยอมอ่อนข้อแก่กัน, การตกลง

          กันได้, สิ่งที่อยู่ระหว่างกลาง)  (เมื่อเป็นคำกริยา  หมายถึง  “ประนีประนอม, ยอม, พัวพัน, อ่อนข้อ

          ให้อย่างเสียเกียรติ”)

    (d) subterfuges    (ซั้บ-เทอะ-ฟิวจ)  (คำอ้าง, ข้ออ้าง, วิธีการหลีกเลี่ยง, การบอกปัด, คำบอกปัด)

    (e) dwellers    (ผู้อาศัยอยู่, ผู้พักอยู่, ผู้รวบรวมความคิด)

    (f) collusions    (การสมรู้ร่วมคิด, การสมคบคิดกันกระทำความผิด)

    (g) accords    (ความสอดคล้อง, ความสามัคคี, ข้อตกลง, เสียงดนตรีที่ประสานกัน)

    (h) hindrances    (อุปสรรค, การขัดขวาง-กีดกัน-หยุดยั้ง-ป้องกัน, ภาวะที่ถูกขัดขวาง)

8. The text implies that the figure of 15,000 refugees ________________________________.

(เนื้อเรื่องบอกเป็นนัยว่า  ตัวเลขผู้ลี้ภัย ๑๕,๐๐๐ คน ________________________________)

    (a) depends on the programs of the UNHCR and agencies    (ขึ้นอยู่กับโครงการของ UNHCR

          และองค์กรต่างๆ)

    (b) is higher than the Hong Kong government expected    (สูงกว่าที่รัฐบาลฮ่องกงคาดหวังไว้

          (ดูคำตอบจากประโยคสุดท้ายของพารากราฟที่ ๓ ที่กล่าวว่า  “มันเป็นไปไม่ได้ที่จะกล่าวว่า 

          ขนาดใดที่ตัวเลขนี้ (ผู้ลี้ภัย ๑๕,๐๐๐ คน) ได้รับอิทธิพลจากนโยบายนี้ (ค่ายกักกัน)  แต่บุคคล

          (คนเรา) สามารถกล่าวได้อย่างปลอดภัยว่า  มัน (นโยบาย) มิได้มีผลกระทบอย่างเต็มที่ตามที่

          ได้รับการคาดหมาย (คาดหวัง) ไว้เมื่อตอนที่นำนโยบายเข้ามาใช้  (หมายความว่า  แม้จะมี

          นโยบายค่ายกักกัน  แต่ก็ไม่สามารถลดจำนวนผู้ลี้ภัยตามที่ได้คาดหวังไว้ตั้งแต่แรก)"  ซึ่ง

          หมายความว่า  ผู้ลี้ภัย ๑๕,๐๐๐ คน  มีจำนวนสูงกว่าที่รัฐบาลคาดหวังไว้ในตอนแรก  เมื่อ

          เริ่มต้นนโยบายค่ายกักกัน)

    (c) has been increased by the closed camp policy    (ได้ถูกทำให้เพิ่มขึ้นโดยนโยบายค่ายกักกัน) 

          (ผู้ลี้ภัยไม่ได้เพิ่มขึ้นเพราะนโยบายค่ายกักกัน  แต่เพิ่มมากกว่าที่คาดหวังไว้เมื่อตอนเอานโยบายมาใช้)

    (d) shows that most refugees stay less time than intended    (แสดงว่าผู้ลี้ภัยส่วนใหญ่พัก – อยู่ใน

          ค่ายกักกัน – โดยใช้เวลาน้อยกว่าที่ถูกคาดหมายไว้)  (ไม่เป็นความจริง  เนื่องจากประโยคที่ ๒ ของพา

          รากราฟ ๓ กล่าวว่า  “การพักโดยเฉลี่ย (ในค่าย) มากกว่า ๒ ปี  และคน (ผู้ลี้ภัย) จำนวนมากได้อยู่ใน

          ค่ายกักกันเกินกว่า ๕ ปีแล้ว”)

9. The phrase “quite a few” in the third paragraph refers to _________________________.

(วลี  “จำนวนมาก”   ในพารากราฟ ๓  หมายถึง ________________________________)

    (a) very few    (น้อยมาก)

    (b) most    (ส่วนใหญ่, ส่วนมาก)

    (c) adequate    (เพียงพอ, เหมาะสม, สามารถพอที่จะทำได้, สามารถถึงขีด)

    (d) many    (จำนวนมาก, มากมาย)

    (e) very quiet    (เงียบมาก)

10. The real solution to the problem of the refugees should come from the ________________.

(การแก้ปัญหาผู้ลี้ภัยอย่างแท้จริงควรมาจาก __________________________________)

      (a) United Nations    (สหประชาชาติ)

      (b) Hong Kong government    (รัฐบาลฮ่องกง)

      (c) Vietnamese government    (รัฐบาลเวียดนาม)  (ดูคำตอบจากประโยคที่ ๓ ของพารากราฟ ๔

            ที่กล่าวว่า  “เกี่ยวกับเรื่องนั้น (ด้วยเหตุผลนั้น) จึงไม่มีวิธีแก้ปัญหานี้อย่างแท้จริง  ที่จะสามารถ

            มาจาก (รัฐบาล) ฮ่องกง  หรือประเทศตั้งถิ่นฐานใหม่ (ประเทศที่ ๓) ใดๆได้,  โดยมันจำเป็นต้อง

            มาจากรัฐ บาลเวียดนาม (จึงจะสามารถแก้ปัญหาผู้ลี้ภัยได้))

      (d) re-settlement countries    (ประเทศตั้งถิ่นฐานใหม่)  (ประเทศที่ ๓ ที่ผู้ลี้ภัยจะไปตั้งถิ่นฐาน)

11. The word “influenced” in paragraph 3 may be replaced by _______________________.

(คำว่า  “มีอิทธิพลต่อ, มีอำนาจโน้มน้าว”  ในพารากราฟ ๓  อาจจะแทนโดย ______________)

      (a) confiscated    (ริบ, ยึด)

      (b) scrutinized    (พิจารณาอย่างละเอียดถี่ถ้วน)

      (c) revised    (แก้ไขหรือปรับปรุงใหม่, เปลี่ยนรูปแบบการพิมพ์)

      (d) conjectured    (เดา, ทาย, คาดคะเน, อนุมาน)

      (e) sentenced    (ตัดสิน, พิพากษาลงโทษ)

      (f) induced    (มีอิทธิพลต่อ, ชักจูง, ชักนำ, ชักชวน, เหนี่ยวนำ, ทำให้เกิดขึ้น, พิสูจน์,

            หาความจริงด้วยการสังเกตข้อเท็จจริง)

      (g) furnished    (จัดหา, ติดตั้งเครื่องเรือนให้, เตรียมพร้อม)  

      (h) assimilated    (ย่อย, ดูดซึม, ดูดซับ, ทำให้กลมกลืน)

12. In the fifth paragraph, “It is high time” means _________________________________.

(ในพารากราฟ ๕,  “มันถึงเวลาสมควรแล้ว”  หมายถึง ______________________________)

      (a) It is very early    (มันเป็นเวลาเช้าตรู่มาก)

      (b) The clock is on a high wall    (นาฬิกาอยู่บนฝาห้องที่สูง)

      (c) It is appropriate time    (มันเป็นเวลาที่เหมาะสม หรือสมควร  -  ที่จะทำอะไรบางอย่าง)

      (d) It is peak period    (มันเป็นเวลาที่มีลูกค้ามาก หรือมีแขกมาพักที่โรงแรมมาก หรือขายสินค้าได้มาก)

13. The word “civilized” in the final paragraph is similar in meaning to __________________.

(คำว่า  “มีอารยธรรม, เจริญรุ่งเรือง, พัฒนา, ได้รับการขัดเกลา”  ในพารากราฟสุดท้าย  มีความหมายเหมือนกับ _______________)

      (a) steadfast    (แน่วแน่, แน่นอน, มั่นคง, ไม่เปลี่ยนแปลง, ยึดมั่น)   

      (b) transient    (ชั่วคราว, ไม่จีรังยั่งยืน, ไม่ได้ตั้งอยู่นาน)

      (c) stationary    (หยุดนิ่ง, ไม่เคลื่อนที่, คงที่, ประจำที่, ไม่เคลื่อนย้าย, อยู่ในสภาพเดิม)

      (d) haughty    (ฮ้อ-ทิ่)  (เย่อหยิ่ง, หยิ่งผยอง)

      (e) weary    (เวี้ยร์-ริ)  (เหนื่อยอ่อน, เหน็ดเหนื่อย, เมื่อยล้า)

      (f) fabulous    (แฟ้บ-บิว-เลิส)  (น่าอัศจรรย์, ไม่น่าเชื่อ, เหลือเชื่อ)

      (g) cultivated    (มีวัฒนธรรม, มีการศึกษา, สุภาพเรียบร้อย, ซึ่งได้รับการสั่งสอน

            หรือฝึกฝนมาแล้ว, เกี่ยวกับการเพาะปลูก)

      (h) prevalent    (มีอยู่ทั่วไป, ดาษดื่น, แพร่หลาย, เป็นที่ยอมรับโดยทั่วไป)

14. The main theme of the passage is that the _____________________________________.

(เนื้อหาสำคัญของบทความนี้  คือว่า _________________________________________)

      (a) closed camp policy does not really work    (นโยบายค่ายกักกันไม่ได้ผลอย่างแท้จริง

             (ดูคำตอบจากประโยคแรกของพารากราฟสุดท้ายที่กล่าวว่า  “มันถึงเวลาสมควรแล้ว  ที่ว่า

             รัฐบาล (ฮ่องกง) ตระหนัก (เข้าใจ) และยอมรับว่านโยบาย (ค่ายกักกันผู้ลี้ภัย) ไม่ได้ผล 

             และ (ยอมรับ) ว่าอย่างน้อยที่สุด  การทบทวน (นโยบาย) มีความจำเป็น)

      (b) UNHCR gives too little help    (UNHCR ให้ความช่วยเหลือน้อยเกินไป)

      (c) Hong Kong government has ignored the problem    (รัฐบาลฮ่องกงไม่สนใจ – ไม่ยอมรับรู้ –

            ปัญหา)

      (d) refugees deserve the imprisonment they get    (ผู้ลี้ภัยสมควรได้รับการกักขังซึ่งพวกเขาได้รับอยู่)

 

(คำแปล)

จงหยุดทำให้ชีวิตของผู้ลี้ภัยเสียไปโดยเปล่าประโยชน์

 

            ในเดือนกรกฎาคม ๑๙๘๒,  ในความพยายาม (attempt) ที่จะหยุดการหลั่งไหล (flow) ของมนุษย์เรือชาวเวียดนาม (Vietnamese boat people),  รัฐบาลฮ่องกงได้นำเข้ามาใช้ (แนะนำให้รู้จัก) (introduced)นโยบายค่ายปิด (ค่ายกักกัน)” (closed camp policy) ตามที่เรียกขานกัน (so-called),  โดยหลักการ (principle) ของนโยบายนี้ก็คือว่า  ผู้ที่มาถึง (การมาถึง, สิ่งที่ปรากฏ, การได้บรรลุถึง) (arrival) ใหม่ทุกคน (หมายถึง  ผู้ลี้ภัย)  ผู้ซึ่งต้องการพักอยู่ในฮ่องกงจนกระทั่ง (จนกว่า, อยู่ในระหว่าง) (pending) การตั้งถิ่นฐานใหม่ (re-settlement) ในอีกประเทศหนึ่ง (ประเทศที่สาม)  จะถูกกักกัน (กักขัง) (locked up) ในศูนย์ (centers)  ซึ่งอยู่ห่างไกลจากสังคมประจำวัน (everyday society),  ศูนย์เหล่านี้ถูกสร้าง (built) และบริหาร (ดำเนินการ) (run) คล้ายกับเรือนจำอย่างมาก (much like prisons),  การอาศัยอยู่ในค่ายปิด (ค่ายกักกัน)  หมายถึงการควบคุม (การดูแล, การตรวจตรา) (surveillance) (เซอร์-เว้-เลิ่นซ) ๒๔ ชั่วโมง  โดยเจ้าหน้าที่ด้านความมั่นคง (รักษาความปลอดภัย) (security staff)  และสภาพการดำรงชีวิตที่เลว (น่าสังเวช) (poor living conditions)

            โอกาสเดียวเท่านั้น (The only chance) ที่จะหนี (ทำให้แตก, ตีแตก, ทำลาย, ทุบแตก, ทุบ, ต่อยแตก, ทำลายสถิติ, แหก (คุก), ฝ่าฝืน, (โรงเรียน) หยุด, หยุดพักทำงาน, ไฟไหม้, (สงคราม) เกิดขึ้น) (break) จากสภาพเหล่านี้  คือการออกไปเที่ยว (การออกนอกบ้าน, กิจกรรมนอกบ้าน, การแข่งขันทางกีฬา) (outings) ด้านสันทนาการ (recreational) หรือการศึกษา  ซึ่งถูกจัดโดยองค์กร (หน่วยงาน) (agencies) อาสาสมัคร (volunteer) (หมายถึง  องค์กรเหล่านี้พาผู้ลี้ภัยออกไปเที่ยวนอกค่ายกักกัน  เพื่อการหย่อนใจหรือการศึกษา),  ทั้งนี้  รัฐบาล (ฮ่องกง) อนุญาต (allows) ให้องค์กรต่างๆ  ซึ่งถูกคัดเลือก (selected) โดยสำนักงานข้าหลวงใหญ่ผู้ลี้ภัยแห่งสหประชาชาติ (UNHCR) ให้ดำเนิน (run) โครงการสำหรับผู้อยู่อาศัย (ผู้อาศัย, พลเมือง, สัตว์ที่อยู่อาศัย) (inhabitants) ของค่าย (กักกันผู้ลี้ภัย),  โครงการเหล่านี้ได้รับอุดหนุนด้านการเงิน (funded) โดย UNHCR  และ/หรือ องค์กรผู้ดำเนินงาน (implementing agencies),  ส่วนความรับผิดชอบของรัฐบาล (ฮ่องกง),  ซึ่งบริหารจัดการ (managed) โดยกรมบริการด้านราชทัณฑ์ (Correctional Services Department),  ประกอบด้วย (รวมถึง) (includes) อาคาร (กักกัน) (buildings) และเจ้าหน้าที่รักษาความปลอดภัย

            ในปัจจุบัน (Currently)  ผู้ลี้ภัยกว่า ๗,๐๐๐ คนอาศัยอยู่ในค่ายปิด ๓ แห่งในฮ่องกง  การพักโดยเฉลี่ย (ในค่าย) (average stay) มากกว่า ๒ ปี  และคน (ผู้ลี้ภัย) จำนวนมาก (quite a few) ได้อยู่ในค่ายปิดเกินกว่า ๕ ปีแล้ว,  โดยตั้งแต่การนำนโยบายค่ายปิดเข้ามาใช้ (Since the introduction of the closed camp policy)  ฮ่องกงได้รับผู้ลี้ภัยเข้ามามากกว่า ๑๕,๐๐๐ คน  ทั้งนี้  มันเป็นไปไม่ได้ที่จะกล่าวว่า  ขนาดใดที่ (to what extent) ตัวเลขนี้ (this figure) ได้รับอิทธิพล (ถูกมีอิทธิพล) (influenced) จากนโยบายนี้  แต่บุคคล (คนเรา) (one) สามารถกล่าวได้อย่างปลอดภัยว่า  มัน (นโยบาย) มิได้มีผลลัพธ์ (ผลกระทบ) อย่างเต็มที่ (full effect) ตามที่ได้รับการคาดหมาย (คาดหวัง, มุ่งหวัง) (anticipated) ไว้เมื่อตอนที่นำนโยบายเข้ามาใช้ (หมายความว่า  แม้จะมีนโยบายค่ายกักกัน  แต่ก็ไม่สามารถลดจำนวนผู้ลี้ภัยตามที่ได้คาดหวังไว้ตั้งแต่แรก)

          ในทางการเมือง (Politically)  สถานการณ์ (situation) ยากลำบากอย่างยิ่ง (extremely difficult),  รัฐบาลฮ่องกง,  ในขณะที่ถูกเผชิญหน้ากับ (faced) ปัญหา,  ไม่มีความเป็นอิสระ (อิสรภาพ, เอกราช, ความไม่ขึ้นอยู่กับการควบคุมหรือสนับสนุนของผู้อื่น, รายได้ที่พอเลี้ยงปากเลี้ยงท้อง) (independence) ที่จะทำงานเพื่อมุ่งไปสู่การแก้ปัญหาโดยตรง (work directly towards a solution),  (และ) เกี่ยวกับเรื่องนั้น (ด้วยเหตุผลนั้น) (For that matter)  จึงไม่มีวิธีแก้ (การแก้ปัญหา, ทางออก, การอธิบาย, คำตอบ, วิธีการ, สารละลาย, การละลาย) (solution) (ของ) ปัญหานี้อย่างแท้จริง  ที่จะสามารถมาจาก (รัฐบาล) ฮ่องกง  หรือประเทศตั้งถิ่นฐานใหม่ (ประเทศที่ ๓ ที่จะรองรับผู้ลี้ภัย) (re-settlement countries) ใดๆได้,  โดยมันจำเป็นต้องมาจากรัฐบาลเวียดนาม (จึงจะสามารถแก้ปัญหาผู้ลี้ภัยได้),  แต่, จนกว่า (จนกระทั่ง) (until) รัฐบาลฮานอย (เวียดนาม) เต็มใจ (willing) ที่จะพูดคุย (ปรึก ษาหารือ) (discuss) ในเรื่องนี้ (เรื่องผู้ลี้ภัย)  ฮ่องกงจะยังคงเผชิญกับ (continue to face) คนมากกว่า ๗,๐๐๐ คนซึ่งอยู่ข้างหลังรั้ว (คอกล้อม) (behind fences) (หมายถึง  อยู่ในค่ายกักกันผู้ลี้ภัย  ซึ่งขณะที่เขียนบทความนี้  มีมากกว่า ๗,๐๐๐ คน)

            มันถึงเวลาสมควรแล้ว (It is high time) ที่ว่ารัฐบาล (ฮ่องกง) ตระหนัก (เข้าใจ, สำนึก, ทำให้เป็นจริง, ทำให้สมปรารถนา, ทำให้บรรลุผล, เปลี่ยนเป็นเงินสดหรือเงิน, เปลี่ยนทรัพย์สินหรือสินค้าให้เป็นเงินสด) (realized)  และยอมรับว่านโยบาย (ค่ายผู้ลี้ภัย) ไม่ได้ผล (policy has not worked)  และ (ยอมรับ) ว่าอย่างน้อยที่สุด (at the very least) การทบทวน (นโยบาย) (a review) มีความจำเป็น (เป็นเรื่องสำคัญ, ไม่มีทางอื่น) (necessary),  ทั้งนี้  ฮ่องกงเป็นสถานที่ซึ่งมีอารยธรรม (เจริญรุ่งเรือง, พัฒนา, ได้รับการขัดเกลา) (civilized) เกินกว่าที่จะอนุญาตให้ (ยอมให้, จ่ายให้, ยกให้, ให้อภัย)  (allow) ชีวิตของประชาชน (ผู้ลี้ภัย) ผู้บริสุทธิ์ (ไร้เดียงสา, ไร้มลทิน, ซื่อ, ไม่เป็นภัย, ไร้มารยา) (innocent) จำนวนมากมาย  ต้องถูกทำให้สูญเสียไปโดยเปล่าประโยชน์ (ไม่ได้ใช้ประโยชน์เต็มที่, สูญเสีย, สิ้นเปลือง, หมดเปลือง, เปล่าประโยชน์, ทำลาย, ทำให้บาดเจ็บ, ฆ่า, สิ้นเปลือง, หมดเปลือง, เสียเวลา) (wasted) ในเรือนจำ (ค่ายกักกันผู้ลี้ภัย)

****หมายหตุ – บทความนี้ถูกเขียนขึ้นในปลายปี ๑๙๘๓  ภายหลังสงครามเวียดนาม (๑๙๕๕ – ๑๙๗๕)

 

เรียน   ท่านผู้ติดตามอ่านเว็บไซต์  “everydayenglish.pwa.co.th                  

 

                ถ้าท่านมีคำแนะนำให้ปรับปรุงเว็บไซต์นี้ประการใด  กรุณาส่ง e-mail ไปที่  ดร. วัชรินทร์  ภูเขาทอง  อดีต  ผอ. สำนักวิทยาการ  การประปาส่วนภูมิภาค  ผู้จัดทำเว็บไซต์นี้  ตาม  “Address”  (โปรดระบุหัวเรื่องด้วยว่า  “ปรับปรุงเว็บไซต์”)   เพื่อที่ผู้จัดทำฯ จะได้ปรับปรุงเนื้อหาได้ตรงตามความประสงค์ของผู้อ่านเว็บไซต์นี้ต่อไป

 

 

 

หมวดข้อสอบ READING (ตอนที่ 47)

การประปาส่วนภูมิภาค  “มุ่ง-มั่น-เพื่อปวงชน”

 

DirectionRead the following passage and choose the best answer for each question.

(จงอ่านบทความต่อไปนี้  และเลือกคำตอบที่ดีที่สุดสำหรับแต่ละคำถาม)

 

Ways to Kill a Cane Toad

 

          Brisbane is facing a devastating plague.  Disease?  Crime?  Corruption?  No, toads.  The huge, ugly and poisonous cane toad has caused great problems for Australia’s third largest city.  Female cane toads produce as many as 40,000 eggs at a time, and the amphibians have glands that produce bufotenine, a toxic substance that can kill dogs, cats, some say even human babies.  Next month thousands of Brisbanites will volunteer for an “eradication night” to try to get rid of the invaders.

          The problem began in 1932 when scientists recommended using cane toads to control beetles, which were attacking sugar crops.  Australia imported about 100 of them from Latin America.  Suddenly, the toads were all over Queensland and northern New South Wales.  “It was a monstrous mistake,” says Mark Lewis, producer of a humorous documentary on toads.

          Brisbane is planning the eradication campaign carefully.  To coach citizens in toad killing, a four-page, full-color brochure titled “101 Ways to Kill a Cane Toad” is being printed.  The method of choice, says Greg Stegman, an organizer of the Cane Toad Eradication Campaign, is to zap them with Dettol, a disinfectant.  But the least painful way is to pop them into the freezer.  “The cane toads think it’s an early winter, go to sleep and never wake up,” says Stegman.

 

1. We can infer that in the winter cane toads _______________________________________.

(เราสามารถสรุปว่า  ในฤดูหนาว  คางคกอ้อย ___________________________________)

    (a) are most dangerous    (มีอันตรายที่สุด)

    (b) go to sleep    (เข้านอน, ไปนอน)  (ดูคำตอบจาก ๒ ประโยคสุดท้ายของพารากราฟ ๓ ที่กล่าว

          ว่า  “แต่วิธีที่เจ็บปวด (ทุกข์ทรมาน) น้อยที่สุด  คือการใส่พวกมันไว้ในช่องแช่แข็ง (ตู้เย็นหรือ

          ช่องเย็น)” ...............  “คางคกอ้อยจะคิดว่ามันเป็นต้นฤดูหนาว, เข้านอน  และไม่ตื่นขึ้นมาอีก

          เลย” สเต็กแมน  กล่าว”)

    (c) mate and lay eggs    (ผสมพันธุ์และวางไข่)

    (d) produce more poison    (ผลิตพิษมากขึ้น)

2. In the first paragraph, “devastating” refers to ___________________________________.

(ในพารากราฟแรก,  “ทำลายล้าง, ล้างผลาญ, มีชัยท่วมท้น”  หมายถึง ____________________)

    (a) sensational    (เกรียวกราว, ซึ่งเป็นเรื่องอึกทึกครึกโครม, เกี่ยวกับความรู้สึกสัมผัสหรือตื่นเต้น, ดีเยี่ยม,

          ดีเลิศ, ยิ่งใหญ่)  

    (b) complicated    (ยุ่งยาก, ซับซ้อน, ยุ่งเหยิง, เข้าใจยาก)

    (c) shrewd    (ชรูด)  (ฉลาด, หลักแหลม, มีเชาวน์ไว, มีวิจารญาณและสามัญสำนึกดีมาก)

    (d) grave    (ร้ายแรง, รุนแรง, สำคัญ, เอาจริงเอาจัง, ขึงขัง, วิกฤติ, เศร้าซึม)

    (e) destructive    (ซึ่งทำลาย, เป็นการทำลาย, เป็นอันตราย, เป็นภัย)

    (f) renowned     (ริ-เนาน-ดึ)  (มีชื่อเสียง, มีกิตติศัพท์เลื่องลือ, มีเกียรติคุณ)

    (g) baleful    (เบ๊ล-ฟูล)  (มุ่งร้าย, ร้ายกาจ, ชั่วร้าย)

    (h) compelling    (รีบด่วน, เร่งด่วน, ซึ่งบีบบังคับ)

3. The word “poisonous” in paragraph 1 means ___________________________________.

(คำว่า  “มีพิษ, เป็นพิษ, มีอันตราย, เป็นภัย, ร้าย”  ในพารากราฟ ๑  หมายถึง ________________)

    (a) urgent    (เร่งด่วน, รีบด่วน, เร่งรีบ, ฉุกเฉิน, เร่าร้อน)

    (b) humble    (ถ่อมตัว, นอบน้อม, อ่อนน้อม, ต่ำต้อย)

    (c) tiny    (ไท้-นี่)  (เล็กมาก, จิ๋ว)

    (d) intense    (เข้มข้น, รุนแรง, เร่าร้อน, หนาแน่น, ลึกซึ้ง)

    (e) coarse    (คอร์ซ)  (หยาบ, หยาบคาย, มีคุณภาพเลว, ธรรมดาๆ, ขาดรสนิยม)

    (f) fraudulent    (ฟร้อ-จิว-เลิ่นท)  (ฉ้อโกง, ฉ้อโกงอย่างผิดกฎหมาย, ต้มตุ๋น-หลอกลวง)

    (g) venomous    (มีพิษ, เป็นพิษ, มุ่งร้าย, ชั่วร้าย)

    (h) proficient    (มีความสามารถ, มีทักษะหรือประสบการณ์)

4. The word “amphibians” in paragraph 1 refers to _______________________________.

(คำว่า  “สัตว์ครึ่งบกครึ่งน้ำ, พืชที่อยู่ได้ทั้งในน้ำและบนบก, เครื่องบินวิ่งบนน้ำและบนบกได้”  ในพารากราฟ ๑  หมายถึง ________________)

    (a) amphitheaters    (อาคารรูปครึ่งวงกลม, โรงละครหรือโรงมหรสพรูปครึ่งวงกลม, ห้องใหญ่ที่มีที่นั่งจัด

          เป็นรูปครึ่งวงกลม, อัฒจันทร์ที่มีเนินเขาล้อมรอบ, ที่ดินรูปเว้าโค้ง)

    (b) authorities    (เจ้าหน้าที่)

    (c) physicians    (แพทย์)

    (d) primates    (ไพร้-เมท)  (สัตว์เลี้ยงลูกด้วยนมที่ฉลาดที่สุดและพัฒนาไปอย่างมาก  ได้แก่  คน, ลิง และ

          ลิงเอพ  ซึ่งเชื่อว่าเป็นบรรพบุรุษของมนุษย์)

    (e) marvels    (สิ่งหรือบุคคลที่น่าพิศวง, สิ่งของหรือบุคคลที่ทำให้ประหลาดใจหรือชื่นชม, ความพิศวง)

    (f) animals that are able to live on land and in water    (สัตว์ซึ่งสามารถอาศัยอยู่บนบกและ

          ในน้ำ, สัตว์สะเทิ้นน้ำสะเทิ้นบก)

    (g) realms    (เรล์ม)  (อาณาจักร, แผ่นดิน, ขอบเขต, วงการ, แวดวง)

    (h) podiums    {แท่น (สำหรับยืนพูดหรือทำสิ่งอื่น), พลับพลาต่ำๆ}

5. The word “volunteer” in paragraph 1 is closest in meaning to ________________________.

(คำว่า  “อาสาสมัคร, บริจาค, บอกโดยใจสมัคร”  ในพารากราฟ ๑  ใกล้เคียงที่สุดในความหมายกับ __

______________)

    (a) proceed    (ดำเนินต่อไป)

    (b) circulate    (หมุนเวียน, แพร่กระจาย, ผ่านจากคนหนึ่งไปยังอีกคนหนึ่ง, ผ่านจากที่หนึ่งไปยังอีกที่หนึ่ง,

          ทำให้หมุนเวียน)

    (c) predominate    (ครอบงำ, มีอิทธิพลเหนือ, มีอำนาจเหนือ, เหนือกว่า, มีมากกว่า, ปกครอง)

    (d) advance    (ก้าวหน้า, คืบหน้า, ทันสมัย)

    (e) perceive    (สังเกตเห็น, มองเห็น, มองออก, เข้าใจ, สัมผัสรู้)

    (f) tolerate    (อดทน, ทนทาน, อดกลั้น, ทนต่อ, ต้านฤทธิ์ยา)

    (g) offer to do something without being forced to do it and without expecting any

          reward    (เสนอจะทำอะไรบางอย่างโดยมิได้ถูกบังคับให้ทำ  และมิได้คาดหวังรางวัลใดๆ)

    (h) publicize    (โฆษณา, ประกาศ, เผยแพร่)

6. What does “eradication” in the first paragraph mean?

(การกำจัด, การทำลาย, การถอนรากเหง้า, การถอนรากถอนโคน”  ในพารากราฟแรก  หมายถึงอะไร)

    (a) impediment    (อุปสรรค, สิ่งกีดขวาง)

    (b) occurrence    (การเกิดขึ้น, การปรากฏขึ้น)

    (c) phenomenon    (ปรากฏการณ์)

    (d) consideration    (การพิจารณา)

    (e) fracture    (การแตก, การหัก, รอยแตก)

    (f) manifestation    (การแสดง, การปรากฏ, การแห่แหน)

    (g) uprising    (การกบฏ, การจลาจล, การปฏิวัติ, การลุกขึ้น-ลอยขึ้น-ตื่นขึ้น-ตั้งขึ้น)

    (h) elimination    (การกำจัด, การทำลาย, การตัดออก, การขับออก, การขับไล่, การลบทิ้ง,

           ภาวะที่ถูกขจัดทิ้ง)

7. The word “invaders” in paragraph 1 could best be replaced by _____________________.

(คำว่า  “ผู้บุกรุก, ผู้รุกราน, ผู้ล่วงล้ำ, ผู้เหยียบย่ำ, ผู้เข้ามาแผ่ผลร้ายไปทั่ว”  ในพารากราฟ ๑  สามารถแทนดีที่สุดโดย _______________)

    (a) invalids    (คนป่วย)

    (b) invectives    (การประณามอย่างรุนแรง, การกล่าวดูหมิ่น, การด่าว่าอย่างรุนแรง, คำประณาม, คำด่าว่า)

    (c) opponents    (ผู้คัดค้าน, ผู้ขัดขวาง, คู่ปรปักษ์, คู่แข่ง, ฝ่ายตรงกันข้าม)

    (d) amazons    (ผู้หญิงเผ่านักรบในอเมริกาใต้, หญิงที่ร่างกายสูงใหญ่และดุร้าย)

    (e) sycophants    (ซิ้ค-คะ-เฟิ่นท)  (คนประจบสอพลอ, คนเลียแข้งเลียขา)

    (f) trespassers    (ผู้บุกรุก, ผู้รุกล้ำ, ผู้ล่วงล้ำ, ผู้ละเมิด, ผู้ล่วงเกิน, )

    (g) gourmets    (กู๊ร์-เม่)  (นักชิมอาหาร, นักกินและดื่ม)

    (h) philatelists    (นักสะสมแสตมป์)

8. The most important reason why cane toads were “suddenly all over Queensland and northern New South Wales” was that they _______________.

(เหตุผลสำคัญที่สุดที่ว่าทำไมคางคกอ้อยจึง  “มีอยู่ทั่วไปอย่างรวดเร็วในรัฐควีนส์แลนด์และภาคเหนือของรัฐนิวเซาท์เวลส์”  คือว่า  พวกมัน _______________)

    (a) are very dangerous to man    (มีอันตรายมากต่อมนุษย์)

    (b) multiply very quickly    (เพิ่มจำนวนขึ้นอย่างรวดเร็วมาก)  (ดูคำตอบจากประโยคที่ ๓ ของ

          พารากราฟแรกที่กล่าวว่า  “คางคกอ้อยตัวเมียผลิตไข่มากถึง ๔๐,๐๐๐ ฟองในแต่ละครั้ง ....

          .................)

    (c) have plenty of beetles to feed on    (มีแมลงปีกแข็งจำนวนมากไว้กิน)

    (d) can produce a toxic substance    (สามารถผลิตสารพิษ)

9. According to the text, it was a mistake to ______________________________________.

(ตามที่ข้อความกล่าว,  มันผิดพลาดที่ _______________________________________)

    (a) import cane toads from Latin America    (นำเข้าคางคกอ้อยจากลาตินอเมริกา)  (ดูคำตอบ

          จากประโยคสุดท้ายของพารากราฟ ๒ ที่กล่าวว่า  “มันเป็นความผิดอย่างมหันต์ (ที่นำคางคก

          อ้อยเข้ามาในรัฐควีนส์แลนด์,” .......................)

    (b) organize a campaign against toads    (จัดการรณรงค์กำจัดคางคก)

    (c) make a funny film on toads    (สร้างภาพยนตร์ตลกขบขันเกี่ยวกับคางคก)

    (d) attack cane toads with Dettol    (ทำร้ายคางคกอ้อยด้วยยาฆ่าเชื้อโรคเด็ททอล)

10. The “invaders” in the first paragraph are _____________________________________.

(“ผู้บุกรุก, ผู้รุกราน” ในพารากราฟแรก  คือ ___________________________________)

      (a) dogs    (สุนัข)

      (b) cats    (แมว)

      (c) babies    (เด็กทารก)

      (d) toads    (คางคก)  (ดูคำตอบจากประโยคสุดท้ายของพารากราฟแรก)

11. In the second paragraph, “monstrous” refers to _______________________________.

(ในพารากราฟ ๒,  “มหันต์, ใหญ่โต, มหึมา, ร้ายแรง, ร้ายแรง, ทารุณโหดร้าย, ผิดปกติ, ผิดธรรมชาติ, น่าเกลียดน่ากลัว, น่าขนลุก”  หมายถึง _______________)

      (a) violent    (รุนแรง, ดุเดือด, ใช้กำลัง, พลการ, ทำลาย, ล่วงละเมิด, ซึ่งทำให้บาดเจ็บ)

      (b) harmful    (มีอันตราย)

      (c) paramount    (แพ้-ระ-เมาท)  (สำคัญยิ่ง, ยิ่งยวด, ยอดเยี่ยม, สูงสุด, อันดับหนึ่ง)

      (d) arduous    (อ๊าร์-ดิว-เอิส)  (ยากลำบาก, ตรากตรำอย่างมาก, (งาน) หนัก)

      (e) anonymous    (อะ-น้อ-นิ-มัส)  (ที่ไม่เผยชื่อ, (จดหมาย) ที่ไม่ลงชื่อผู้เขียน, (การบริจาค) ที่ไม่

           ประสงค์จะออกนาม)

      (f) enormous    (มหึมา, ใหญ่โต, ร้ายกาจ, ชั่วร้าย)

      (g) ubiquitous    (ยู-บิ๊ค-ควิ-ทัส)  (มีอยู่ทุกหนทุกแห่ง – โดยเฉพาะในเวลาเดียวกัน) 

      (h) sinister    (ซิ้น-นิส-เทอะ)  (มุ่งร้าย, ร้าย, ร้ายกาจ, ชั่วร้าย, ไม่เป็นมงคล, อุบาทว์, อัปรีย์) 

12. The word “humorous” in paragraph 2 is similar in meaning to _______________________.

(คำว่า  “ตลกขบขัน, เชิงตลก, ซึ่งมีนิสัยเป็นคนตลก”  ในพารากราฟ ๒  มีความหมายเหมือนกับ ____

____________)

      (a) competent    (มีความสามารถ  หรือมีทักษะ)  

      (b) conscientious    (คอน-ชิ-เอ๊น-ชัส)  (มีสติรู้ผิดรู้ชอบ, มีเป้าหมายจริงจัง, รอบคอบ, ระมัดระวัง)

      (c) nefarious    (เน-แฟ้-เรียส)  (ชั่วช้ามาก, เลวทรามมาก) 

      (d) absurd    (แอบ-เซิ่ร์ด)  (บ้าๆบอๆ, เหลวไหลน่าหัวเราะ, แปลกๆ, งี่เง่าอย่างน่าหัวเราะ, โง่เง่าอย่างน่าขัน,

            ไร้สาระ)

      (e) feeble    (อ่อนกำลัง, อ่อนแอ, ด้อย, อ่อนปัญญา, อ่อนคุณธรรม, ไม่เต็มเต็ง)

      (f) harmonious    (เข้ากันได้, สามัคคี, กลมกลืนกัน, เสนาะหู, คล้องจองกัน, ประสานกัน)

      (g) funny    (ตลก, สนุก, น่าขบขัน, น่าหัวเราะ, แปลกประหลาด, พิลึก, น่าสงสัย, หลอกลวง)

      (h) compatible    (ซึ่งเข้ากันได้, อยู่ด้วยกันได้, ซึ่งไปด้วยกันได้)

13. The disinfectant is a recommended way to ____________________________ cane toads.

(ยาฆ่าเชื้อโรคเป็นวิธีการที่ได้รับการแนะนำให้ ___________________________ คางคกอ้อย)

      (a) cure    (รักษาให้หาย, บำบัดให้หาย, เยียวยา, แก้ให้หาย, บังเกิดผลในการบำบัดรักษา)

      (b) freeze    (แข็งตัว, กลายเป็นน้ำแข็ง, เย็นจนแข็ง, ตกตะลึง, สะดุ้ง, ถูกฆ่าด้วยความเย็น, ทำให้เป็นน้ำ

            แข็ง, ทำให้แข็งตัว, ฆ่าด้วยความเย็นจัด, ทำให้ตกตะลึง, แช่เย็น, ทำให้ชา, ทำให้หยุด, อายัดทรัพย์)

      (c) clean    (ทำความสะอาด, ทำให้สะอาด)

      (d) eliminate    (กำจัด, ขจัด, ทำลาย, คัดออก, ขับออก, ขับไล่, ลบทิ้ง)  (ดูคำตอบจากประโยคที่

            ๓ ของพารากราฟสุดท้ายที่กล่าวว่า  “วิธีการเลือก (ทางเลือก)  คือการฆ่า (ทำลาย) พวกมัน

            (คางคก) ด้วยเด็ททอล  ซึ่งเป็นยาฆ่าเชื้อโรค”)

      (e) breed    (ออกลูก, แพร่พันธุ์, ตั้งท้อง, ทำให้เกิด, เพาะ, ฟักไข่, เลี้ยง, อบรม)

      (f) capture    (จับได้, ยึดได้, เข้ายึดได้, ตีได้, ทำให้สนใจ, ทำให้หลงใหล)

      (g) utilize    (ใช้ประโยชน์)

      (h) stunt the growth of    (ทำให้หยุดชะงักการเจริญเติบโตของ)

14. The word “coach” in the third paragraph is closest in meaning to __________________.

(คำว่า  “ฝึกสอน, ฝึก, ทำหน้าที่เป็นครูฝึก, ขับรถ”  ในพารากราฟ ๓  ใกล้เคียงที่สุดในความหมายกับ

_______________)

      (a) admonish    (เตือน, ตักเตือน)

      (b) loot    (ปล้นสะดม, แย่งชิง)

      (c) detest    (เกลียดชัง, ไม่ชอบมาก)

      (d) legalize    (ทำให้เป็นเรื่องถูกกฎหมาย)

      (e) train    (ฝึกฝน, ฝึก, ฝึกหัด, อบรม, สั่งสอน, จัดการ, ควบคุม, เดินทางโดยรถไฟ)

      (f) illuminate    (ส่องสว่าง, ให้ความสว่าง, ให้ความกระจ่างหรือความเข้าใจ)

      (g) specify    (ระบุ, ระบุรายละเอียด, อธิบายอย่างละเอียด, ระบุชื่อ, กำหนด, กำหนดรายละเอียด)

      (h) contemplate    (ใคร่ครวญ, ไตร่ตรอง, ครุ่นคิด, พิจารณาอย่างระมัดระวัง)

15. Cane toads do NOT harm ________________________________________________.

(คางคกอ้อยไม่ทำอันตราย _______________________________________________)

      (a) pets    (สัตว์เลี้ยง)

      (b) humans    (มนุษย์)

      (c) insects    (แมลง)

      (d) crops    (พืชผล, ธัญพืช, ผลการเพาะปลูกที่เก็บได้, การเพาะปลูก, ทรงผมหัวเกรียน, การตัด

             ผมหัวเกรียน)  (ดูคำตอบจากประโยคที่ ๓ ของพารากราฟแรกที่กล่าวว่า  “คางคกอ้อยตัวเมีย

             ผลิตไข่มากถึง ๔๐,๐๐๐ ฟองในแต่ละครั้ง,  และสัตว์ครึ่งบกครึ่งน้ำเหล่านี้มีต่อมที่ผลิตสารบิว

             โฟเทนีน  ซึ่งเป็นสารมีพิษที่สามารถฆ่าสุนัข, แมว, บางคนกล่าวว่า (สามารถฆ่า) แม้กระทั่ง

             เด็กทารกของมนุษย์” ...................  และประโยคแรกของพารากราฟที่ ๒ ที่กล่าวว่า  “.........

             .........นักวิทยาศาสตร์แนะนำให้ใช้คางคกอ้อยควบคุมแมลงปีกแข็ง  ซึ่งกำลังจู่โจมพืชน้ำ

             ตาลหรืออ้อย”  ซึ่งหมายถึงคางคกอ้อยทำอันตรายแมลงด้วย)

16. The word “zap” in the third paragraph refers to __________________________________.

(คำว่า  “ฆ่า, ทำลาย, ยิง, โจมตี, ทำให้บาดเจ็บ, ทำให้เสียหาย”  ในพารากราฟ ๓  หมายถึง _______)

      (a) overthrow    (โค่น, ล้มล้าง, ล้มคว่ำ, ขว้างลูกได้ไกลกว่า)

      (b) adorn    (อะ-ดอร์น)  (ตกแต่ง, ประดับ, ทำให้สวยงาม)

      (c) confront    (คัน-ฟรั้นท)  (เผชิญหน้ากับ, พบกับ)

      (d) smash    (สแม้ช)  (ตีอย่างแรง, ตีจนแตกละเอียด, ชน-เหวี่ยง-ขว้าง-โยนอย่างแรงจนแตกหัก,

            ทำลายอย่างยับเยิน, ทำให้พ่ายแพ้อย่างยับเยิน, ตบลูกบอลหรือลูกขนไก่อย่างแรงข้ามเน็ต)

      (e) get rid of    (กำจัด, ขจัด, ทำให้หมดไป)

      (f) interrogate    (ซักถาม, ซักไซ้, ไต่สวน)

      (g) lure    (ลุ-เออะ)  (ล่อ, ดึงดูดใจ, ล่อใจ)

      (h) astound    (ทำให้งงงวย, ทำให้ตกใจ – ด้วยความประหลาดใจ)

17. The text implies that ______________________________________________________.

(เนื้อเรื่องบอกเป็นนัยว่า _________________________________________________)

      (a) some people do not want the toads to suffer    (คนบางคนไม่ต้องการให้คางคกได้รับ

            ความทุกข์ทรมาน – จากยาฆ่าเชื้อโรคเด็ททอล  แต่ให้จับมันใส่ตู้แช่แข็งแทน)  (ดูคำตอบ

            จาก ๒ ประโยคสุดท้ายของพารากราฟสุดท้ายที่กล่าวว่า  “แต่วิธีที่เจ็บปวด (ทุกข์ทรมาน)

            น้อยที่สุด  คือการใส่พวกมันไว้ในช่องแช่แข็ง (ตู้เย็นหรือช่องเย็น)”  และ  “คางคกอ้อยจะ

            คิดว่ามันเป็นต้นฤดูหนาว, เข้านอน  และไม่ตื่นขึ้นมาอีกเลย” สเต็กแมน  กล่าว)

      (b) there are few means of killing the toads    (มีสองสามวิธีในการฆ่าคางคก)

      (c) the toads are too quick to be caught    (คางคกว่องไว-ปราดเปรียวเกินไปที่จะจับมันได้)

      (d) few of the toads survive the winter season    (คางคกจำนวนน้อยรอดชีวิตในฤดูหนาว)

18. The word “disinfectant” in the final paragraph means ___________________________.

(คำว่า  “ยาฆ่าเชื้อโรค”  ในพารากราฟสุดท้าย  หมายถึง ____________________________)

      (a) affection    (ความรักใคร่, ความชอบ, ความเมตตา)

      (b) hatred    (เฮ้-ทริด)  (ความเกลียดชัง)

      (c) compassion    (ความสงสาร, ความเวทนา, ความเห็นอกเห็นใจ)

      (d) conflagration    (คอน-ฟละ-เก๊-ชั่น)  (เพลิงขนาดใหญ่, อัคคีภัย)

      (e) candor    (แค้น-เดอะ)  (๑. ความเปิดเผย, ความตรงไปตรงมา, ความจริงใจ,  ๒. ความยุติธรรม,

           ความซื่อสัตย์สุจริต) 

      (f) chicanery    (ชิ-เค้-เนอะ-รี่)  (เล่ห์, เล่ห์กล, การใช้เล่ห์หลอกลวง, การใช้เล่ห์เพทุบายต้มตุ๋น) 

      (g) sterilizer    (ยาฆ่าเชื้อโรค, ยาฆ่าเชื้อจุลินทรีย์, ยาที่ทำให้เป็นหมัน, สิ่งที่ทำให้ไร้ผล,

            สิ่งที่ทำให้แห้งแล้ง)

      (h) proliferation   (โพร-ลิฟ-เฟอ-เร้-ชั่น)  (การแพร่หลาย, การแผ่ขยาย, การเผยแพร่, การเพิ่มทวี,

            การแพร่พันธุ์, การงอก) 

19. Which statement about Brisbane is supported by the text?

(คำกล่าวอันไหนเกี่ยวกับเมืองบริสเบนได้รับการสนับสนุนโดยเนื้อเรื่อง)

      (a) It used to be Australia’s largest city.    (มันเคยเป็นเมืองใหญ่ที่สุดของออสเตรเลีย)  (ไม่ใช่ 

            เนื่องจากบริสเบนเป็นเมืองใหญ่เป็นอันดับ ๓ ของออสเตรเลียในปัจจุบัน)

      (b) It once imported a lot of sugar.    (ครั้งหนึ่ง  มันเคยนำเข้าน้ำตาลจำนวนมาก)  (บทความมิได้

            กล่าวถึงเรื่องนี้)

      (c) It is plagued by crime.    (มันถูกทำให้ระบาดไปด้วยอาชญากรรม)  (บทความมิได้กล่าวถึงเรื่องนี้)

      (d) It is in the State of Queensland.    (มันอยู่ในรัฐควีนส์แลนด์)  (ดูคำตอบจากพารากราฟ

            ที่ ๒ ที่กล่าวว่า  “...................ออสเตรเลียนำเข้าคางคกอ้อยประมาณ ๑๐๐ ตัวจากลาติน

            อเมริกา,  อย่างรวดเร็ว  คางคกกระจายไปทั่วรัฐควีนส์แลนด์.......................”  จะเห็นได้ว่า

            คางคกดังกล่าวถูกนำเข้ามาเพื่อใช้กำจัดแมลงปีกแข็งซึ่งกำลังทำลายอ้อยในเมืองบริสเบน 

            ซึ่งเป็นเมืองใหญ่เป็นอันดับ ๓ ของออสเตรเลีย  จึงสามารถสรุปได้ว่า  เมืองบริสเบนอยู่ใน

            รัฐควีนส์แลนด์)

 

(คำแปล)

วิธีทำลาย (ฆ่า) คางคก (กำจัดศัตรู) อ้อย

 

            บริสเบน (เมืองหลวงและอยู่ทางใต้ของรัฐควีนส์แลนด์  มีประชากรราว ๒.๓ ล้านคน) กำลังเผชิญ (facing) กับโรคระบาดที่ทำให้เกิดการตายมาก (กาฬโรค, โรคห่า, ภัยพิบัติ, สิ่งที่น่ารำคาญ) (plague) (เพลก)  ซึ่งทำลายล้าง (ล้างผลาญ, มีชัยท่วมท้น) (devastating),  โรค (การเจ็บไข้ได้ป่วย) (Disease) หรืออาชญากรรม (Crime) หรือการทุจริตคอรัปชั่น (Corruption) หรือ?,  ไม่ใช่ (แต่ว่าเป็น) คางคก (บุคคลน่ารังเกียจ, สิ่งที่น่าเกลียด) (toads)คางคก (กำจัดศัตรู) อ้อย (cane toad) ตัวใหญ่ (huge), น่าเกลียด (ugly) และมีพิษ (เป็นพิษ, มีอันตราย, เป็นภัย, ร้าย) (poisonous) ได้ก่อให้เกิด (caused) ปัญหาใหญ่ (great problems) สำหรับเมืองใหญ่ที่สุดเป็นอันดับสาม (third largest city) ของออสเตรเลีย (หมายถึง  บริสเบน),  โดยคางคกอ้อยตัวเมียผลิตไข่มากถึง ๔๐,๐๐๐ ฟอง (produce as many as 40,000 eggs) ในแต่ละครั้ง (at a time),  และสัตว์ครึ่งบกครึ่งน้ำ (พืชที่อยู่ได้ทั้งในน้ำและบนบก, เครื่องบินวิ่งบนน้ำและบนบกได้) (amphibians) เหล่านี้มีต่อม (glands) ที่ผลิตสารบิวโฟเทนีน  ซึ่งเป็นสาร (substance) มีพิษ (เป็นพิษ) (toxic) ที่สามารถฆ่าสุนัข, แมว, บางคนกล่าวว่า (สามารถฆ่า) แม้กระทั่ง (even) เด็กทารกของมนุษย์ (human babies),  ทั้งนี้  ในเดือนหน้า  ชาวบริสเบน (Brisbanites) จำนวนหลายพันคนจะอาสาสมัคร (บริจาค, บอกโดยใจสมัคร) (volunteer) สำหรับ “คืนแห่งการกำจัด-ทำลาย(eradication  night) (คางคกอ้อย)  เพื่อพยายาม (try) ที่จะกำจัด (ขจัด, ทำให้หมดไป) (get rid of) ผู้รุกราน (invaders) (หมายถึง  คางคกอ้อย)

            ปัญหาเริ่มต้นในปี ๑๙๓๒  เมื่อนักวิทยาศาสตร์แนะนำ (ชี้แนะ, เสนอแนะ, ฝากฝัง, มอบ, ทำให้เป็นที่ดึงดูดใจ) (recommended) การใช้คางคกอ้อยควบคุมแมลงปีกแข็ง (beetles)  ซึงกำลังจู่โจม (โจมตี, เล่นงาน, เข้าตี, ทำร้าย, เป็น (โรค). จับ (ไข้), ข่มขืน, พยายามข่มขืน) (attacking) พืชน้ำ ตาล (sugar crops) (หมายถึง อ้อย)  โดยออสเตรเลียนำเข้า (นำสินค้าเข้ามาในประเทศ) (imported) คางคกอ้อยประมาณ ๑๐๐ ตัว (about 100 of them) จากลาตินอเมริกาอย่างรวดเร็ว (ในทันทีทันใด, โดยฉับพลัน, โดยกะทันหัน, อย่างคาดไม่ถึง) (Suddenly)  คางคกอ้อยมีอยู่ทั่วไป (all over) (เนื่องจากขยายพันธุ์อย่างรวดเร็ว) ในรัฐควีนส์แลนด์และภาคเหนือของรัฐนิวเซาท์เวลส์ (อยู่ทางใต้ของรัฐควีนส์แลนด์),  “มันเป็นความผิดอย่างมหันต์ (ใหญ่โต, มหึมา, ร้ายแรง, ร้ายแรง, ทารุณโหดร้าย, ผิดปกติ, ผิดธรรมชาติ, น่าเกลียดน่ากลัว, น่าขนลุก) (monstrous),”  (ที่นำคางคกอ้อยเข้ามาในรัฐควีนส์แลนด์)  มาร์ค ลูอิส,  ผู้ผลิตฟิล์มสารคดี (documentary) ตลกขบขัน (เชิงตลก, ซึ่งมีนิสัยเป็นคนตลก) (humorous) เกี่ยวกับคางคก, กล่าว

            บริสเบนกำลังวางแผนการรณรงค์ (campaign) การกำจัด (eradication) (คางคกอ้อย) อย่างระมัดระวัง (อย่างรอบคอบ)  (และ) เพื่อที่จะฝึกสอน (ฝึก, ทำหน้าที่เป็นครูฝึก, ขับรถ) (coach) ประชาชน (พลเมือง, ชาวเมือง, ประชากร, พลเรือน) (citizens) ในการฆ่าคางคก,  โบรชัวร์ (ความยาว) ๔ หน้า (four-page) และมีสีสันเต็ม (full-color) ที่มีชื่อว่า (titled) “๑๐๑ วิธีในการฆ่าคางคกอ้อย” กำลังได้รับการตีพิมพ์ (printed),  ทั้งนี้  เกร็ก สเต็กแมน, ผู้จัด (organizer) การรณรงค์การกำจัดคางคกอ้อย, กล่าวว่า  วิธีการเลือก (ทางเลือก) (The method of choice) คือการฆ่า (ทำลาย, ยิง, โจมตี, ทำ ให้บาดเจ็บ, ทำให้เสียหาย) (zap) พวกมัน (คางคก) ด้วยเด็ททอล  ซึ่งเป็นยาฆ่าเชื้อโรค (disinfectant),  แต่วิธีที่เจ็บปวด (ทุกข์ทรมาน, ยาก, ลำบาก, ระมัดระวัง) (painful) น้อยที่สุด (least)  คือการใส่ (ทำให้เกิดเสียงป๊อปหรือดังปัง, ระเบิดดังด้วยเสียงเบาๆ, เคลื่อนไหวไปมาอย่างรวดเร็ว) (pop) พวกมันไว้ในช่องแช่แข็ง (ตู้เย็นหรือช่องเย็น, ตู้น้ำแข็ง, กระติกน้ำแข็ง, สิ่งที่ทำให้เยือกแข็ง) (freezer)  “คางคกอ้อยจะคิดว่ามันเป็นต้นฤดูหนาว (early winter),  เข้านอน (go to sleep)  และไม่ตื่นขึ้นมาอีกเลย (never wake up) ” สเต็กแมน  กล่าว

 

เรียน   ท่านผู้ติดตามอ่านเว็บไซต์  “everydayenglish.pwa.co.th                  

 

                ถ้าท่านมีคำแนะนำให้ปรับปรุงเว็บไซต์นี้ประการใด  กรุณาส่ง e-mail ไปที่  ดร. วัชรินทร์  ภูเขาทอง  อดีต  ผอ. สำนักวิทยาการ  การประปาส่วนภูมิภาค  ผู้จัดทำเว็บไซต์นี้  ตาม  “Address”  (โปรดระบุหัวเรื่องด้วยว่า  “ปรับปรุงเว็บไซต์”)   เพื่อที่ผู้จัดทำฯ จะได้ปรับปรุงเนื้อหาได้ตรงตามความประสงค์ของผู้อ่านเว็บไซต์นี้ต่อไป

 

 

 

หมวดข้อสอบ READING (ตอนที่ 46)

การประปาส่วนภูมิภาค  “มุ่ง-มั่น-เพื่อปวงชน”

 

DirectionRead the following passage and choose the best answer for each question.

(จงอ่านบทความต่อไปนี้  และเลือกคำตอบที่ดีที่สุดสำหรับแต่ละคำถาม)

 

Translation

 

          The personal pleasure derived from translation is the excitement of trying to solve a thousand small problems in the context of a large one.  Mystery, jigsaw, game, kaleidoscope, maze, puzzle, see-saw, juggling – these comparisons capture the “play” element of translation without its ………..  The chase after words and facts requires imagination.  There is an exceptional attraction in the hunt for the right word, just out of reach, the gap of meaning between two languages that one scours a dictionary to fill.  The relief of finding it, the smile after hitting on the right word when others are still struggling, is extremely rewarding, equal to the satisfaction of filling in the whole picture, but more concrete.

 

1. What does “one” in the passage refer to?

(“one”  ในบทความหมายถึงอะไร)

    (a) problem    (ปัญหา)

    (b) pleasure    (ความสุข, ความยินดี, ความสบาย, ความพอใจ, ความถูกใจ, ความปรารถนา)

    (c) translation    (การแปล, การถอดความ, การแปลความหมาย, ฉบับแปล, ข้อความที่แปล)

    (d) excitement    (ความตื่นเต้น)

2. What could best be added to the list of “Mystery, jigsaw, game, …...…., juggling” ?

(อะไรที่สามารถเติมลงไปได้ดีที่สุดในรายการของ  “นิยายที่เกี่ยวกับการสืบหาและจับกุมอาชญากร, จิ๊กซอร์, เกม, ......................, การเล่นกล”)

    (a) swimming    (การว่ายน้ำ)

    (b) chess    (การเล่นหมากรุก)  (เลือกข้อนี้เนื่องจากเป็นเกมที่ต้องใช้สมองเหมือนกับกลุ่มเกม

          ในรายการข้างบน)

    (c) skating    (การเล่นสเก็ต)

    (d) picnic    (การไปปิกนิก)

3. Which of the following words could best complete the space (……...…) in the first sentence?

(คำใดต่อไปนี้สามารถเติมลงในช่องว่าง (ไข่ปลา) ในประโยคแรกได้ดีที่สุด)

    (a) pleasure    (ความสุข, ความยินดี, ความสบาย, ความพอใจ, ความถูกใจ, ความปรารถนา)

    (b) accuracy    (ความถูกต้อง, ความแม่นยำ, ความเที่ยง, ความแน่นอน)

    (c) seriousness    (ความจริงจัง, การเอาจริงเอาจัง, ความเคร่งขรึม, ความขรึม, ความขึงขัง,

          ความไม่เหลาะแหละ, ความสำคัญ, ความร้ายแรง)  (ดูคำตอบจากตอนท้ายของประโยคที่ ๒

          ที่กล่าวว่า  “.................การเปรียบเทียบเหล่านี้ทำให้หลงใหล (ทำให้สนใจ) องค์ประกอบ

          “การเล่น” ของการแปล  โดยปราศจาก..................”  ซึ่งเป็นการเปรียบเทียบการแปล

          เหมือนกับการเล่นเกม  คือ  ปราศจากการเอาจริงเอาจัง)

    (d) pain    (ความเจ็บปวด, ความปวดร้าว, ความเจ็บปวดทางใจ, ความเป็นทุกข์, ความทนทุกข์ทรมาน)

4. The writer might describe the job of a translator as all of the following EXCEPT ………..……

(ผู้เขียนอาจจะพรรณนางานของนักแปลว่าเป็นสิ่งทั้งหมดต่อไปนี้  ยกเว้น ______________)

    (a) fun    (สนุกสนาน)

    (b) challenging    (ท้าทาย)

    (c) exciting    (น่าตื่นเต้น)

    (d) boring    (น่าเบื่อ)  (ผู้เขียนพูดถึงการแปลว่าเป็นงานที่เกี่ยวกับ “ความตื่นเต้น” (excitement),

          “การเล่น” (play), “จินตนาการ” (imagination), “รอยยิ้ม” (smile), และความโล่งอก” (relief)   

           ดังนั้น  จึงไม่ใช่สิ่งที่ “น่าเบื่อ”)

5. Based on the text, should a translator be imaginative?

(ตามเนื้อเรื่อง,  นักแปลควรจะมีจินตนาการ-ช่างคิดช่างฝัน  หรือไม่)

    (a) No, because the job of a translator is endless.    (ไม่ควร, เพราะว่างานของนักแปลไม่จบไม่สิ้น)

    (b) No, because he or she can look up unfamiliar words in dictionaries.    (ไม่ควร, เพราะว่าเขา

          หรือเธอสามารถค้นหาคำศัพท์ที่ไม่คุ้นเคยในพจนานุกรม)

    (c) Yes, because the search for the right word is impossible.    (ควร, เพราะว่าการค้นหาคำศัพท์

           ที่เหมาะสมเป็นไปไม่ได้)

    (d) Yes, because he or she has to find the right word for the context.    (ควร, เพราะว่าเขา

           หรือเธอจำเป็นต้องหาคำศัพท์ที่เหมาะสมสำหรับบริบท – ในเรื่องที่แปล)  (ดูคำตอบจากประ

           โยคที่ ๓ ที่กล่าวว่า  “การแสวงหาคำศัพท์และข้อเท็จจริงต่างๆ (ในขณะที่แปล) ต้องการจิน

           ตนาการ)

6. The passage answers the question : “……………………..….................................................…..”

(บทความตอบคำถาม  “.................................................................................................” )

    (a) Why do some people find translation appealing?    (ทำไมบางคนจึงพบว่าการแปลมีเสน่ห์-

          น่าหลงใหล)  (ดูคำตอบจากประโยคที่ ๔ ที่กล่าวว่า  “มีเสน่ห์ (แรงดึงดูด) พิเศษในการตามล่า

          หาคำศัพท์ที่เหมาะสม-ถูกต้อง  ที่เอื้อมไปไม่ถึง (หมายถึง  คำศัพท์เหมาะสมที่ยังหาไม่พบใน

          การแปล) ......................)

    (b) What is needed for doing translation work?    (ต้องใช้อะไรสำหรับการทำงานแปล)

    (c) What does it take to become a good translator?    (มันต้องใช้อะไรบ้าง – มีคุณสมบัติอย่างไรบ้าง –

          ในการเป็นนักแปลที่ดี)

    (d) How could translators improve their work?    (นักแปลจะสามารถปรับปรุงงานของตนอย่างไร)

7. The word “exceptional” refers to ____________________________________________.

(คำว่า  “พิเศษ, ซึ่งยกเว้น, ซึ่งคัดค้าน”  หมายถึง __________________________________)

    (a) ultimate    (สุดท้าย, สูงที่สุด, ไกลสุด, มากสุด, ที่สุด, พื้นฐาน, รากฐาน, ทั้งหมด)

    (b) efficacious    (เอฟ-ฟิ-เค้-เชิส)  (๑. มีประสิทธิภาพ, (ยา) ชงัด, ได้ผล, มีผล  ๒. เตะตา, เด่น,

          ทรงพลัง) 

    (c) jubilant    (จู๊-บิ-เลิ่นท)  (ดีอกดีใจ, ปลื้มปิติยินดีร่าเริง) 

    (d) disgraceful    (น่าอัปยศอดสู, น่าอับอายขายหน้า, เสียหน้า, เสื่อมเสีย) 

    (e) reprehensible    (เร-พริ-เฮ้น-ซิ-เบิ้ล)  (น่าตำหนิ, น่าประณาม, น่าถูกดุ, น่าถูกต่อว่า, น่าจับผิด) 

    (f) dubious    (ดู๊-เบียส)  (๑. น่าสงสัย, น่าแคลงใจ,  ๒. คลุมเครือ, ไม่แน่นอน)

    (g) supercilious    (ซู-เพอะ-ซิ้ล-เลียส)  (ทะนงตัว, วางมาด, อวดภูมิ, หยิ่ง, ยโส) 

    (h) remarkable    (พิเศษ, น่าทึ่ง, ยอดเยี่ยม, น่าสังเกต)

8. The word that can best replace “scours” is ____________________________________.

(คำซึ่งสามารถแทน  “ค้นคว้า, ค้นหา, วิ่งไปอย่างรวดเร็ว, ผ่านไปอย่างฉับพลัน”  ได้ดีที่สุด คือ ____

____________)

    (a) wants    (ต้องการ)

    (b) asks    (ถาม, ขอร้อง, ขอ)

    (c) purchases    (ซื้อ)

    (d) deludes    (ดิ-ลู้ด)  (หลอก, หลอกลวง, ลวงตา, ตบตา)

    (e) perpetuates    (เพอร์-เพ้ช-ชู-เอท)  (ทำให้คงอยู่ตลอดไป, ทำให้ถาวร, ทำให้ไม่สูญไป, ทำให้

          เป็นอมตะ)  

    (f) searches    (ค้นหา, ตรวจสอบ, สอดส่อง, สอบถาม, สืบหา, สืบสวน, พินิจพิเคราะห์)

    (g) neutralizes    (นิ้ว  หรือ  นู้-เทริล-ไลซ)  (ทำให้เป็นกลาง, ทำให้ไม่ได้ผล, ต่อต้าน, ลบล้าง,

          ถอนพิษ, ประกาศตัวเป็นกลาง) 

    (h) incapacitates    (อิน-คะ-แพ้ส-ซิ-เทท)  (ทำให้ไร้ความสามารถ, ทำให้ขาดคุณสมบัติ) 

9. The word “relief” could best be replaced by ____________________________________.

(คำว่า  “การโล่งอก, ความผ่อนคลาย, การบรรเทา, การช่วยเหลือ, การสงเคราะห์, การบรรเทาทุกข์”  สามารถแทนดีที่สุดโดย ________________)

    (a) belief    (ความเชื่อ, ความศรัทธา)

    (b) accomplice    (อะ-คล้อม-พลิซ)  (ผู้ร่วมสมคบกระทำผิด, ผู้สมรู้ร่วมคิด) 

    (c) interloper    (อิน-เทอะ-โล้พ-เพ่อะ)  (ผู้บุกรุก, ผู้รุกล้ำไปในบริเวณที่หวงห้ามโดยไม่มีใบอนุญาต,

          ผู้ดำเนินกิจการผิดกฎหมาย, ผู้ยุ่งเรื่องของคนอื่น, ผู้พูดสอดขึ้น) 

    (d) casualty    (แค้ช-ชวล-ที่)  (คนที่ได้รับบาดเจ็บหรือตายในอุบัติเหตุ-สงคราม-การก่อการร้าย ฯลฯ,  

          คนหรือกลุ่มคนหรือสิ่งของที่ได้รับความเสียหายมากหรือถูกทำลายในอุบัติเหตุ-สงคราม,  จำนวนคน

          ตาย,  อุบัติเหตุร้ายแรง  -  โดยเฉพาะที่มีคนตาย) 

    (e) elite    (เอ-ลี้ท  หรือ  อิ-ลี้ท)  (คนหัวกะทิ, บุคคลที่ยอดเยี่ยม, ชนชั้นสูง, ผู้นำ, กลุ่มอิทธิพล, สิ่งที่ได้

          เลือกสรรแล้ว)  (เมื่อเป็นคำคุณศัพท์  หมายถึง  “ชั้นยอด, หัวกะทิ, เป็นส่วนที่ดีที่สุด”)

    (f) relaxation    (การผ่อนคลาย, การผ่อนคลายอารมณ์, การลดหย่อน, การเพลามือ, การผ่อนผัน,

          การถ่ายท้อง)

    (g) indignity    (ความเสื่อมเสีย, ความเสียเกียรติ, การเหยียดหยาม, การสบประมาท, การดูถูก)  

    (h) insurgency    (= insurgence)  (การจลาจล, การกบฏ) 

10. The word “it” refers to a __________________________________________________.

(คำว่า  “มัน”  หมายถึง __________________________________________________)

    (a) word    (คำศัพท์, คำ)  (ดูคำตอบจากประโยคสุดท้ายของพารากราฟที่กล่าวว่า  “การโล่งอก

          (ความผ่อนคลาย) จากการค้นพบ (เจอ) มัน (คำศัพท์),  (หรือ) รอยยิ้มหลังจากค้นเจอ (พบ)

          คำศัพท์ที่เหมาะสม .....................)

    (b) smile    (รอยยิ้ม)

    (c) reward    (รางวัล)

    (d) dictionary    (พจนานุกรม)

11. The expression “hitting on” means _________________________________________.

(ข้อความ – คำพูด – “ค้นเจอ, พบ”  หมายถึง _________________________________)

    (a) showing off    (โอ้อวด)

    (b) typing    (พิมพ์)

    (c) looking for    (ค้นหา, มองหา)

    (d) repeating    (พูดซ้ำ, ทำซ้ำ)

    (e) beating    (ตี, เฆี่ยน, ชนะ)

    (f) writing    (เขียน)

    (g) discovering    (ค้นพบ, พบ, มองออก, เปิดเผย)

    (h) paraphrasing    (แปลความหมาย, ถอดความ, ถ่ายข้อความ)

12. The word “others” refers to other ___________________________________________.

(คำว่า  “คนอื่นๆ”  หมายถึง ____________________________________________ อื่นๆ)

      (a) translations    (การแปล, การแปลความหมาย)

      (b) translators    (นักแปล)  (ดูคำตอบจากประโยคสุดท้ายของพารากราฟที่กล่าวว่า  การโล่งอก

            (ความผ่อนคลาย) จากการค้นพบ (เจอ) มัน (คำศัพท์),  (หรือ) รอยยิ้มหลังจากค้นเจอ (พบ) คำ

            ศัพท์ที่เหมาะสม  ในขณะที่คนอื่นๆ (นักแปลอื่นๆ) ยังคงกำลังต่อสู้ดิ้นรน (หาคำที่เหมาะสมใน

            ขณะกำลังแปล),  ให้รางวัลอย่างสุดๆ ...................ซึ่งหมายถึงให้ความชื่นใจอย่างมากแก่

            นักแปล)

      (c) words    (คำศัพท์, คำ)

      (d) meanings    (ความหมาย)

13. What does “struggling” mean?

(ต่อสู้ดิ้นรน, แข่งขัน”  หมายถึงอะไร)

    (a) tainting    (เท้นท)  (ทำให้เสื่อมเสียชื่อเสียง, ทำให้เป็นรอยเปื้อน, ทำให้ด่างพร้อย) 

    (b) enunciating    (อิ-นั้น-ซิ-เอท-ทิ่ง)   (อ่านออกเสียง, ออกเสียง, กล่าวอย่างชัดแจ้ง, ประกาศ, แถลง) 

    (c) mitigating    (มิ้ท-ทะ-เกท-ทิ่ง)  (ทำให้เบาบาง, ทำให้ลดน้อยลง, ทำให้บรรเทาลง, แบ่งเบา, ทำให้

          อ่อนโยนขึ้น, อ่อนลง, ลดลง, บรรเทาลง)

    (d) striving    (ต่อสู้, ดิ้นรน, พยายามหนัก, มุ่งมั่น, ฝ่าฟัน, แข่งขัน)

    (e) pondering    (พ้อน-เดอะ)  (ครุ่นคิด, คำนึง, ไตร่ตรอง, พิจารณา) 

    (f) nurturing    (เน้อร์-เช่อะ-ริ่ง)  (๑. สนับสนุน, เลี้ยง, บำรุง, ถนอม, ทะนุถนอม, อุปถัมภ์,   ๒.  ฝึกฝน,

          ให้การศึกษา) 

    (g) infuriating    (ทำให้โกรธ, ทำให้เดือดดาล)

    (h) demolishing    (ดิ-ม้อล-ลิช-ชิ่ง)  (รื้อทิ้ง, ทำลาย, โค่น)  (คำนาม  คือ  “Demolition” (เดม-มะ-ลิ้ช-ชั่น)  

          –  การรื้อ, การทำลาย, การโค่น, ภาวะที่ถูกรื้อ)

14. The word “rewarding” is closest in meaning to ________________________________.

(คำว่า  “ให้รางวัล, ตอบแทน, ชดเชย, ทดแทน”  ใกล้เคียงที่สุดในความหมายกับ ____________)

    (a) exasperating    (อิก-แซส-พะ-เร-ทิ่ง)  (ทำให้โกรธมาก, เพิ่มความรุนแรง)

    (b) establishing    (อิส-แท้บ-ลิช-ชิ่ง)  (สร้าง, สถาปนา, ก่อตั้ง, ทำให้เกิดขึ้น, ตั้งมั่น, กำหนด, บัญญัติ,

          พิสูจน์, ทำให้เป็นที่ยอมรับ)

    (c) rehabilitating    {พักฟื้น, ทำให้สุขภาพกลับคืนสู่ปกติ, กู้ชื่อเสียง, กู้ฐานะ, บูรณะ (ตึก, อาคาร)}

    (d) gratifying    (ให้รางวัล, ทำให้ปลื้มปิดิ, ทำให้พอใจ)

    (e) devastating    (ทำลายล้าง, ล้างผลาญ, มีชัยท่วมท้น)

    (f) debilitating    (ทำให้อ่อนแอ-อ่อนเพลีย-หมดกำลัง-ทรุดโทรม)

    (g) tolerating    (ท้อล-เลอ-เรท-ทิ่ง)  (อดทน, อดทนต่อความยากลำบาก, สามารถต้านฤทธิ์ยาได้)

    (h) withering    (วิธ-เธอะ-ริ่ง)  (เหี่ยวแห้ง, เหี่ยวเฉา, หดเหี่ยว, หด, ย่น, ร่วงโรย, (สี) จางลง, เน่าเปื่อย,

          อับเฉา, ทำให้เหี่ยวแห้ง-ร่วงโรย-อับเฉา-หมดกำลัง-ตายไป)

15. The “whole picture” can be compared to the ________________________________.

(“ภาพทั้งภาพ, ภาพเต็ม”  สามารถเปรียบเทียบได้กับ _____________________________)

      (a) concrete satisfaction    (ความพึงพอใจที่เป็นรูปธรรม)

      (b) complete translation    (การแปลที่สมบูรณ์, การแปลที่แล้วเสร็จ)  (ผู้เขียนเปรียบเทียบการ

            แปลกับการต่อจิ๊กซอร์  ดังนั้น  การต่อจิ๊กซอร์ได้แล้วเสร็จทั้งภาพจึงคล้ายกับการแปลที่เสร็จ

            สมบูรณ์)

      (c) exceptional attraction    (เสน่ห์พิเศษ, แรงดึงดูดพิเศษ)

      (d) personal pleasure    (ความสุข-ความพอใจส่วนตัว)

16. The last sentence describes a process most similar to __________________________.

(ประโยคสุดท้ายพรรณนากระบวนการซึ่งคล้ายคลึงที่สุดกับ ______________________)

      (a) finding a word in a dictionary    (การหาคำศัพท์ในพจนานุกรม)

      (b) taking a photograph    (การถ่ายรูป)

      (c) putting in one piece of a jigsaw puzzle    (การใส่จิ๊กซอร์ชิ้นหนึ่งลงไปในภาพจิ๊กซอร์ปริศนา

            – จนได้ภาพจิ๊กซอร์เต็มทั้งภาพ)  (ประโยคสุดท้ายกล่าวว่า  “...............รอยยิ้มหลังการพบคำ

            ศัพท์ที่เหมาะสม (ในการแปล) ................ ให้รางวัล (ความปลื้มใจ) อย่างมาก  ซึ่งเท่ากับความ

            พึงพอใจจากการเติมเต็มรูปจิ๊กซอร์ได้สมบูรณ์ทั้งภาพ)

      (d) winning a difficult competition    (การชนะการแข่งขันที่ยากลำบาก)

 

(คำแปล)

การแปล

 

            ความสุข (ความยินดี, ความสบาย, ความพอใจ, ความถูกใจ, ความปรารถนา) (pleasure) ส่วนตัวที่ได้รับ (derived) จากการแปล (translation)  คือความตื่นเต้นของการพยายาม (trying) ที่จะแก้ปัญหาเล็กๆ ๑,๐๐๐ ปัญหาในบริบท (context) ของปัญหา (one) ใหญ่ปัญหาหนึ่ง (เดียว),  โดยนิยายที่เกี่ยวกับการสืบหาและจับกุมอาชญากร (ความลึกลับ, ความลี้ลับ, สิ่งที่ไม่สามารถอธิบายได้) (Mystery), การต่อจิ๊กซอร์ (jigsaw), เกม, คาไลโดสโคป (กล้องภาพลานตาที่เกิดจากการสะท้อนภาพของแผ่นกระจกหลายแผ่นประกบกันในกล้อง), เขาวงกต (maze), ปริศนาอักษรไขว้ (puzzle), การเล่นไม้กระดานหก (see-saw), การเล่นกล (juggling) - - การเปรียบเทียบ (comparisons) เหล่านี้ทำให้หลงใหล (ทำให้สนใจ, จับได้, ยึดได้) (capture) องค์ประกอบ (element) “การเล่น” ของการแปล  โดยปราศจาก (..........ความจริงจัง, การเอาจริงเอาจัง...........) (ข้อความในวงเล็บเป็นข้อความที่บทความทิ้งว่างเอาไว้) ของมัน (การแปล),  โดยการแสวงหา (การไล่กวด, การไล่ตาม, สิ่งที่ถูกไล่, สัตว์ที่ล่ามาได้) (chase after) คำศัพท์และข้อเท็จจริงต่างๆ (ในขณะที่แปล) ต้องการ (requires) จินตนาการ (การวาดมโนภาพ, การวาดภาพในใจ, การนึกเอาเอง) (imagination),  โดยมีเสน่ห์ (แรงดึงดูด, การดึงดูดความสนใจ)  (attraction) พิเศษ (ซึ่งยกเว้น, ซึ่งคัดค้าน) (exceptional) ในการตามล่า (hunt) หาคำศัพท์ที่เหมาะสม-ถูกต้อง (right word) ที่เอื้อมไปไม่ถึง (out of reach) (หมายถึง  คำศัพท์เหมาะสมที่ยังหาไม่พบ),  ซึ่งเป็นช่องว่าง (gap) ของความหมายระหว่าง ๒ ภาษา  ซึ่งบุคคล (one) ค้นคว้า (ค้นหา, วิ่งไปอย่างรวดเร็ว, ผ่านไปอย่างฉับพลัน) (scours) ในพจนานุกรมเพื่อเติมเต็ม (ช่องว่างดังกล่าว),  ทั้งนี้  การโล่งอก (ความผ่อนคลาย, การบรรเทา, การช่วยเหลือ, การสงเคราะห์, การบรรเทาทุกข์) (relief) จากการค้นพบ (เจอ) (finding) มัน (คำศัพท์ที่เหมาะสม),  (หรือ) รอยยิ้ม (smile) หลังจากค้นเจอ (พบ) (hitting on) คำศัพท์ที่เหมาะสมเมื่อ (ในขณะที่) (when) คนอื่นๆ (นักแปลอื่นๆ) ยังคงกำลังต่อสู้ดิ้นรน (แข่งขัน) (struggling) (หาคำที่เหมาะสมในขณะกำลังแปล),  ให้รางวัล (ตอบแทน, ชดเชย, ทดแทน) (rewarding) อย่างสุดๆ (อย่างยิ่งยวด, อย่างสุดโต่ง) (extremely) ซึ่งเท่ากับ (equal) ความพึงพอใจ (satisfaction) จากการเติมเต็ม (filling in) ภาพทั้งภาพ (ภาพเต็ม) (whole picture) (หมายถึง  การแปลที่สมบูรณ์หรือเสร็จสิ้นแล้ว)  แต่ทว่าเป็นรูปธรรม (concrete) มากกว่า (หมายถึง  การแปลงานเสร็จเป็นรูปธรรมมากกว่าความพึงพอใจของผู้แปล)

 

เรียน   ท่านผู้ติดตามอ่านเว็บไซต์  “everydayenglish.pwa.co.th                  

 

                ถ้าท่านมีคำแนะนำให้ปรับปรุงเว็บไซต์นี้ประการใด  กรุณาส่ง e-mail ไปที่  ดร. วัชรินทร์  ภูเขาทอง  อดีต  ผอ. สำนักวิทยาการ  การประปาส่วนภูมิภาค  ผู้จัดทำเว็บไซต์นี้  ตาม  “Address”  (โปรดระบุหัวเรื่องด้วยว่า  “ปรับปรุงเว็บไซต์”)   เพื่อที่ผู้จัดทำฯ จะได้ปรับปรุงเนื้อหาได้ตรงตามความประสงค์ของผู้อ่านเว็บไซต์นี้ต่อไป

 

 

 

หมวดข้อสอบ READING (ตอนที่ 45)

การประปาส่วนภูมิภาค  “มุ่ง-มั่น-เพื่อปวงชน”

 

DirectionRead the following passage and choose the best answer for each question.

(จงอ่านบทความต่อไปนี้  และเลือกคำตอบที่ดีที่สุดสำหรับแต่ละคำถาม)

 

Silence

 

          Most people throughout the world experience some form of silence.  However, people’s attitude toward silence is dramatically different in different cultural groups.  Northern European and North American societies, for example, view silence as dark, negative, and full of ‘nothing’ – all of which are considered socially undesirable.  In other cultures such as Japan, however, silence is often positively valued.  Here, breaking silence is a necessary evil; speaking is a negative act.

          According to Wayne’s study, the U.S. interpretations of silence are sorrow, criticism, obligation, regret, and embarrassment.  Australian interpretations proved to be similar to the U.S. ones.  However, the Japanese attitude toward silence is favorable.  Ishikawa’s survey on businessmen and businesswomen in Tokyo revealed that men need to be silent to be successful in life and that 65 percent of businesswomen would choose a silent man to marry.

        Not only in business, but in every aspect of social life, people in the United States like to ask questions and force others to talk to fill interpersonal silences.  So in U.S. society and in many European societies, one function of speech is to avoid silence.  Contrary to the U.S. practice, in Japanese society, silence is generally considered to be meaningful.

 

1. According to the article, what is true about ‘silence’?

(ตามที่บทความกล่าว,  อะไรเป็นความจริงถูกต้อง – เกี่ยวกับ “ความนิ่งเงียบ”)

    (a) Silence is always regarded as something negative.    (ความนิ่งเงียบถูกถืออยู่เสมอว่า  เป็นอะไร

          บางอย่างที่เป็นลบ)  (ไม่เป็นความจริง  เพราะชาวญี่ปุ่นมองว่าความนิ่งเงียบเป็นสิ่งดี  มีคุณค่า)

    (b) Most cultures view silence as undesirable.    (วัฒนธรรมส่วนใหญ่มองความนิ่งเงียบว่าไม่พึง

          ปรารถนา)  (ไม่เป็นความจริง  เพราะวัฒนธรรมอื่นๆ ที่ไม่ใช่วัฒนธรรมตะวันตก  มองว่าความนิ่งเงียบ

          เป็นสิ่งพึงปรารถนา)

    (c) People throughout the world have the same opinion of silence.    (ผู้คนทั่วโลกมีความคิดเห็น

          เหมือนกันเกี่ยวกับความนิ่งเงียบ)

    (d) People from different cultures interpret silence differently.    (ผู้คนจากวัฒนธรรมซึ่ง

           แตกต่างกัน  แปลความหมายความนิ่งเงียบแตกต่างกัน)  (ดูจากประโยคที่ ๒ ของพารา

           กราฟแรกที่กล่าวว่า  “อย่างไรก็ตาม  ทัศนคติของผู้คนที่มีต่อความนิ่งเงียบแตกต่างกัน

           อย่างมากมาย  ในกลุ่มวัฒนธรรมซึ่งแตกต่างกัน)

2. The word “dramatically” in the first paragraph means almost the same as _____________.

(คำว่า  “อย่างมากมาย, อย่างตื่นเต้นเร้าใจ, ในแบบละคร, ซึ่งเกิดขึ้นกะทันหัน”  ในพารากราฟแรก  มีความหมายเกือบจะเหมือนกับ ________________)

    (a) suddenly    (ในทันทีทันใด, ทันใดนั้น)

    (b) currently    (ในปัจจุบัน)

    (c) actively    (อย่างกระฉับกระเฉง)

    (d) continuously    (อย่างสม่ำเสมอ, อย่างต่อเนื่องกันไป)

    (e) comparatively    (โดยเปรียบเทียบ)

    (f) extremely    (อย่างมากมาย, อย่างสุดโต่ง, อย่างเกินไป, อย่างเกินขอบเขต, อย่างหนักที่สุด)

    (g) frequently    (บ่อยๆ)

    (h) sluggishly    (อย่างเงื่องหงอย, อย่างซบเซา, อย่างเฉื่อยชา, อย่างเกียจคร้าน)

3. In paragraph 1, “undesirable” refers to _______________________________________.

(ในพารากราฟ ๑,  “ไม่พึงปรารถนา, ไม่พึงประสงค์”  หมายถึง ________________________)

    (a) considerable    (มากมาย)

    (b) convincing    (น่าเชื่อ)

    (c) authoritative    (เผด็จการ, ซึ่งมีอำนาจ, เชื่อถือได้, มีหลักฐานพิสูจน์ได้)

    (d) extensive    (มากมาย, กว้าง, กว้างขวาง, ครอบคลุม, แพร่หลาย, ถ้วนทั่ว)

    (e) intermittent    (เป็นพักๆ, เดินๆหยุดๆ, ไม่ต่อเนื่อง, ไม่สม่ำเสมอ)

    (f) unwelcome    (ไม่ยินดีต้อนรับ, ไม่พึงประสงค์, ไม่น่ายินดี, ไม่อยากต้อนรับ, ไม่ได้รับอนุญาต)

    (g) prevalent    (มีอยู่ทั่วไป, ดาษดื่น, แพร่หลาย)

    (h) widespread    (แพร่หลาย, กว้างขวาง, กระจาย, กางออก, ขยายออก)

4. The word “valued” in paragraph 1 means nearly the same as ______________________.

(คำว่า  “ประเมินค่า, ประมาณค่า, คำนวณค่าเป็นเงิน, ให้ความสำคัญ, ให้เกียรติ, นับถืออย่างสูง”  ในพารากราฟ ๑  มีความหมายเกือบจะเหมือนกับ ________________)

    (a) practiced    (ปฏิบัติ, ฝึกหัด, ประกอบพิธี, ฟ้องร้อง)

    (b) alloted    (อะ-ล้อท-ทิด)  (แจก, แบ่งปัน, จัดแบ่ง, จัดสรร)

    (c) measured    (วัด)

    (d) banished    (แบ๊น-นิช)  (เนรเทศ)

    (e) maintained    (รักษาไว้, ดำรงไว้, ผดุงไว้, อนุรักษ์, บำรุง, ค้ำ, เกื้อกูล, ดำเนินต่อไป, ยืนยัน, ยึดมั่น,

          ออกค่าใช้จ่าย)

    (f) reprimanded    (ประณาม, กล่าวหาอย่างรุนแรง)

    (g) regarded    (ถือว่า, เห็นว่า, พิจารณา, จ้องมอง, เอาใจใส่, สนใจ, นับถือ, เคารพ)

    (h) opposed    (ต่อต้าน, คัดค้าน, ขัดขวาง, ขัดแย้ง, ไม่เห็นด้วย, อยู่ฝ่ายตรงกันข้าม)

5. The phrase “breaking silence” in paragraph 1 could best be replaced by ______________.

(วลี  “พูดออกมา, ทำลายความนิ่งเงียบ”  ในพารากราฟ ๑  สามารถแทนดีที่สุดโดย __________)

    (a) shouting loudly    (ตะโกนเสียงดัง)

    (b) overcoming    (เอาชนะ, พิชิต)

    (c) being quiet    (เงียบ)

    (d) commending    (ยกย่อง, สรรเสริญ)

    (e) shutting up    (หุบปาก, หยุดพูด)

    (f) striving    (พยายาม)

    (g) speaking out    (พูดออกมา)

    (h) mimicking    (มิ้ม-มิค-คิ่ง)  (ล้อเลียน, ล้อ, จำลอง)

6. Wayne’s study reports that the U.S. interprets silence as all of the following EXCEPT ________.

(การศึกษาของเวย์นรายงานว่า  สหรัฐฯ แปลความหมาย – ตีความ – การนิ่งเงียบว่าเป็นสิ่งทั้งหมดต่อไปนี้  ยกเว้น _______________)

    (a) blame    (การตำหนิติเตียน, การกล่าวโทษ, การประณาม, ความรับผิดชอบ, ภาระ)  (ประโยคแรกของ

          พารากราฟ ๒ กล่าวว่า  “สอดคล้องกับการศึกษาของเวย์น  การตีความ (การแปลความหมาย) ความนิ่ง

          เงียบ (การไม่พูด) ของสหรัฐฯ  คือ  ความเศร้าโศก , การวิพากษ์วิจารณ์ (การตำหนิ), ความจำเป็น,

          ความเสียใจ (ความสลดใจ), และความกระดากอาย (ความขวยเขิน)”)

    (b) shame    (ความละอายใจ, ความอับอาย, ความอดสู, ความอัปยศอดสู, ความขายหน้า, สิ่งที่ทำให้เสียใจ) 

          (ดูคำอธิบายในข้อ  “A”)

    (c) anger    (ความโกรธ)

    (d) sadness    (ความเศร้าโศก, ความเสียใจ, ความสลดใจ, ความเศร้าใจ, ความตรอมใจ, ความมืดมัว) 

          (ดูคำอธิบายในข้อ  “A”)

    (e) necessity    (ความจำเป็น)  (ดูคำอธิบายในข้อ  “A”)

7. In the second paragraph, “interpretations” means _______________________________.

(ในพารากราฟ ๒,  “การตีความ, การแปลความหมาย, การอธิบาย, การชี้แจง, การแปล”  หมายถึง __

______________)

    (a) distortions    (การบิดเบือน)

    (b) emancipations    (การปลดปล่อย, การปล่อยเป็นอิสระ, การปลดปล่อยหรือเลิกทาส)

    (c) compensations    (การชดเชย, การตอบแทน, การเยียวยา, เงินชดเชย, ค่าตอบแทน)

    (d) augmentations    (การเพิ่มขึ้น)

    (e) improvements    (การปรับปรุง, การทำให้ดีขึ้น)

    (f) disclosures    (การเปิดเผย)

    (g) ventilations    (การระบายลมหรืออากาศ, การทำให้มีอากาศเข้าได้, การเปิดเผย, การเปิดให้ตรวจสอบ,

           การแสดงออก, การแสดงข้อคิดเห็น)

    (h) paraphrases    (การแปลความหมาย, การถอดความ, การใช้สำนวนใหม่, การถ่ายข้อความ,

          ข้อความที่แปลความหมายข้อความอื่น)

8. What does “embarrassment” in paragraph 2 mean?

(“ความกระดากอาย, ความขวยเขิน, ความอึดอัดใจ, ความลำบากใจ”  ในพารากราฟ ๒ หมายถึงอะไร)

    (a) decoration    (การตกแต่ง, การประดับประดา)

    (b) equanimity    (อี-ควะ-นิ้ม-มิ-ที่)  (ความสงบใจ, ความใจเย็น, ความมีอารมณ์เย็น, ความสมดุลของใจ)

    (c) avarice    (แอฟ-วะ-ริส)  (ความโลภ, ความตะกละ, ความงก) 

    (d) ambivalence    (แอม-บิ-เว้-เลิ่นซ)  (ความรู้สึกสองจิตสองใจต่อบุคคลหรือสิ่งหนึ่ง,  ความรู้สึกทั้งบวก

          และลบต่อบุคคลคนหนึ่งหรือสิ่งหนึ่ง, ความไม่แน่ใจในการเลือกของ  ๒  สิ่งที่ตรงกันข้าม, ความรู้สึก

          ทั้งรักและชังต่อบุคคลเดียวกัน) 

    (e) abashment    (ความอาย, ความขวยเขิน, การทำให้อับอาย, การทำให้ขวยเขิน)

    (f) grievance    (การอุทธรณ์, การร้องทุกข์, ความไม่พอใจ, ข้อข้องใจ, ความข้องใจ)

    (g) paragon    (แพ้-ระ-กอน)  (ตัวอย่างอันยอดเยี่ยม, ตัวอย่างอันดีเลิศ) 

    (h) paradox    (แพ้-ระ-ดอคซ)  (คำพูดหรือข้อความที่ดูเหมือนไม่ถูกต้อง  แต่ความจริงอาจถูก, สิ่ง (บุคคล,

           เหตุการณ์, คำพูด) ที่ขัดแย้งกัน, ข้อสรุปที่ดูเหมือนขัดกัน, สิ่งที่ดูเหมือนแย้งกัน  แต่ทว่าเป็นจริง  เช่น 

           “ยิ่งรีบก็ยิ่งช้า”  หรือ  คำกล่าวที่ว่า  “เชื้อโรคซึ่งก่อให้เกิดโรคภัย  อาจถูกใช้ป้องกันโรคนั้นได้”  หรือ 

           “ใช้เซรุ่ม (ได้มาจากพิษงู) แก้พิษงู  -  ข้อความเหล่านี้ล้วนเป็น   “Paradox”)

9. The word “favorable” in paragraph 2 is closest in meaning to _______________________.

(คำว่า  “เห็นด้วย, สนับสนุน, เอื้ออำนวย, เป็นประโยชน์, เป็นที่โปรดปราน”  ในพารากราฟ ๒  ใกล้เคียงที่สุดในความหมายกับ ________________)

    (a) probable    (เป็นไปได้, น่าจะเป็นไปได้, อาจจะ, ค่อนข้างแน่, คง, น่าจะเกิดขึ้น)

    (b) fabulous    (วิเศษ, ยอดเยี่ยม, ไม่น่าเชื่อถือที่สุด, ไม่น่าเป็นไปได้, โกหก, เป็นเรื่องนิทาน)

    (c) approving    (เห็นด้วย, ยอมรับ, เห็นชอบ, ยืนยันด้วย, ให้สัตยาบัน, พอใจ)

    (d) frugal    (ฟรู้-เกิ้ล)  (ประหยัด, มัธยัสถ์, กระเหม็ดกระแหม่, ตระหนี่, มีค่าเล็กน้อย, ราคาถูก) 

    (e) reasonable    (สมเหตุสมผล, มีเหตุผล, พอสมควร, ไม่แพงเกินไป, ราคาพอสมควร, ไม่เกินไป)

    (f) eloquent    (เอ๊ล-โล-เควิ่นท)  (พูดคล่อง, มีคารมคมคาย, มีฝีปาก, ซึ่งโน้มน้าวจิตใจ) 

    (g) supernatural    (เหนือธรรมชาติเกี่ยวกับสิ่งปาฏิหาริย์, อภินิหาร, ศักดิ์สิทธิ์, ประหลาด, มหัศจรรย์,

          เกินปกติ, คาดไม่ถึง, เกี่ยวกับภูตผีปีศาจ) 

    (h) approximate    (อะ-พร้อค-ซิ-เมท)  (ประมาณ, ใกล้เคียง, มีจำนวนใกล้เคียง   (เมื่อเป็นคำกริยา

          หมายถึง  “คล้ายกันมาก, ใกล้เคียงกับ, เลียนแบบ”)

10. A Japanese woman would probably avoid marrying a ____________________________.

(ผู้หญิงญี่ปุ่นอาจจะหลีกเลี่ยงการแต่งงานกับ __________________________________)

      (a) good listener    (ผู้ฟังที่ดี)

      (b) talkative person    (บุคคลซึ่งพูดมาก – ช่างคุย)  (ดูคำตอบจากประโยคสุดท้ายของพารา

            กราฟ ๒ ที่กล่าวว่า  “.................และ (เปิดเผย) ว่า  ๖๕ เปอร์เซ็นต์ของนักธุรกิจหญิงจะเลือก

            ผู้ชายที่นิ่งเงียบ (ไม่ค่อยพูด) เพื่อที่จะแต่งงานด้วย)

      (c) man who hates arguing with women    (ผู้ชายผู้ซึ่งเกลียดการโต้เถียงกับผู้หญิง)

      (d) man who speaks only when necessary    (ผู้ชายซึ่งพูดเฉพาะเมื่อจำเป็นเท่านั้น)

11. To avoid silence, many Westerners _________________________________________.

(เพื่อหลีกเลี่ยงการนิ่งเงียบ,  ชาวตะวันตกจำนวนมาก ______________________________)

      (a) keep talking to themselves    (พูดกับตัวเองเรื่อยๆ)

      (b) never interrupt each other    (ไมเคยขัดจังหวะกันและกัน)

      (c) fill silences with activities    (เติมเต็มความนิ่งเงียบด้วยกิจกรรมต่างๆ)

      (d) carry on talking and get others to talk    (พูดคุยต่อไป  และทำให้ผู้อื่นพูด)  (ดูคำตอบจาก

            ประโยคแรกของพารากราฟ ๓ ที่กล่าวว่า  “ไม่เพียงแต่ในธุรกิจเท่านั้น  แต่ยังในทุกแง่มุม

            (ลักษณะ) ของชีวิตทางสังคมด้วย,  โดยผู้คนในสหรัฐฯ ชอบถามคำถาม  และบังคับคนอื่น

            ให้พูดคุย (สนทนา) เพื่อเติมเต็มความเงียบระหว่างบุคคล (คู่สนทนา))

12. The word “function” in paragraph 3 refers to __________________________________.

(คำว่า  “หน้าที่, ภารกิจ, การปฏิบัติงาน, งาน, พิธี, บทบาท”  ในพารากราฟ ๓ หมายถึง _________)

      (a) pittance    (จำนวนเล็กน้อย, รายได้หรือค่าจ้างเล็กๆ น้อยๆ, เงินค่าครองชีพเล็กๆน้อยๆ, การให้ทาน

            เล็กๆน้อยๆ, นิตยภัต)   

      (b) utopia    (ยู-โท้-เพีย)  (ดินแดนที่มีแต่ความสุข-สงบ, ดินแดนที่มีสภาพทางการเมืองและสังคมที่สม

           บูรณ์, ระบบการเมืองหรือสังคมที่สมบูรณ์) 

      (c) haven    (เฮ้-เวิ่น)  (ที่พักอาศัย, ที่หลบภัย, ท่าเรือ) 

      (d) profusion    (โพร-ฟิ้วส-ชั่น)   (ปริมาณที่มากมายเกินไป, ความฟุ่มเฟือย, ความสุรุ่ยสุร่าย)  

      (e) duty    (หน้าที่, ภาระหน้าที่, ภาษี, อากร, ความซื่อสัตย์ต่อหน้าที่, ประสิทธิภาพของเครื่อง)

      (f) utensil    (ยู-เท้น-เซิ่ล)  (เครื่องมือ, เครื่องใช้, ภาชนะ)  (ในบ้าน หรือในครัว)

      (g) scheme    (สคีม)  (. โครงการ, แผนการ, แผนผัง, แบบแผน, ระบบการจัดการ,  . แผนลับ, แผนร้าย,

            เพทุบาย, กลเม็ด) 

      (h) pinnacle    (พิ้น-นะ-เคิ่ล)  (ยอด, จุดสุดยอด, ขีดสุด, ยอดภูเขา เจดีย์ ตึก หอ หรืออื่นๆ, ส่วนที่เป็น

            ยอดแหลม) 

13. The passage suggests that Americans regard silence as _________________________.

(บทความบอกเป็นนัยว่า  ชาวอเมริกันถือว่าการนิ่งเงียบเป็น _______________________)

      (a) an unwillingness to communicate    (ความไม่เต็มใจที่จะติดต่อพูดคุย – แลกเปลี่ยนข้อ

            คิดเห็น)  (ดูคำตอบจากประโยคที่ ๒ ของพารากราฟแรกที่กล่าวว่า  “สังคมยุโรปภาคเหนือ

            และอเมริกาเหนือ, เป็นตัวอย่าง, มองความนิ่งเงียบว่าซ่อนเร้น (เร้นลับ), เป็นลบ, และเต็มไป

            ด้วย “ไม่มีอะไรเลย” – ซึ่งทั้งหมดถูกถือว่าไม่พึงปรารถนาทางสังคม”  หมายถึง  การนิ่งเงียบ

            เป็นสิ่งไม่ดีหรือเป็นลบในความคิดของคนอเมริกัน  ซึ่งสังคมไม่ต้องการแบบนั้น  เปรียบได้กับ

            ความไม่เต็มใจที่จะพูดคุย-สื่อสารกับผู้อื่น)

      (b) an effective means of communication    (วิธีการสื่อสารที่มีประสิทธิผล)

      (c) meaningful interaction    (ปฏิสัมพันธ์ที่สำคัญ – มีความหมาย)

      (d) admirable behavior    (พฤติกรรมที่น่าชมเชย)

14. The word “meaningful” in the final paragraph may be replaced by _________________.

(คำว่า  “สำคัญ, มีความหมาย”  ในพารากราฟสุดท้าย  อาจถูกแทนโดย _________________)

      (a) boisterous    (บ๊อย-สเทอ-เริส)  (หนวกหู, อึกทึก, เอะอะ, หยาบ, พล่าน)  

      (b) contentious    (คัน-เท้น-เชิส)  (ชอบทะเลาะ, ชอบต่อสู้, ชอบโต้เถียง) 

      (c) arbitrary    (อ๊าร์-บิ-ทระ-รี่)  (เผด็จการ, ตามอำเภอใจ, เอาแต่อารมณ์, ไร้เหตุผล, โดยพลการ) 

      (d) vindictive    (พยาบาท, อาฆาต, แค้น, มีเจตนาร้าย, แก้แค้น, แก้เผ็ด) 

      (e) volatile    (ว้อล-ละ-ไทล)  (เปลี่ยนแปลงได้ง่าย, ขึ้นๆลงๆ, ไม่คงที่, ปะทุง่าย, ระเบิดง่าย, ระเหยเป็น

           ไอได้รวดเร็ว) 

      (f) significant    (สำคัญ, มีความหมาย, มีลักษณะสำคัญ, มีผล)

      (g) tentative     (เท้น-ทะ-ทิฟว)  (๑. ยังไม่แน่นอน, ลองดูไปก่อน, เป็นแค่การทดลอง ยังไม่ใช้จริง,

            ชั่วคราว,  ๒. ลังเล, ไม่แน่ใจ, สงสัย, วิตก, เหนียมอาย, ขวยเขิน, ไม่มั่นคง)  

      (h) eminent    (เอ๊ม-มิ-เนิ่นท)  (เด่น, มีชื่อเสียง, สูงส่ง, สูง, เป็นปุ่มยื่นออกมา)

      (i) immeasurable     (ที่ไม่สามารถวัดได้, นับไม่ถ้วน, เหลือคณานับ, ไม่มีขอบเขต)  

15. This passage was most likely taken from a textbook on ___________________________.

(บทความนี้เป็นไปได้มากที่สุดว่า  นำมาจากตำราเรียนเกี่ยวกับ _______________________)

      (a) comparative religions    (ศาสนาเปรียบเทียบ)

      (b) physical science    (วิทยาศาสตร์กายภาพ)

      (c) cross-cultural communication    (การสื่อสารข้ามวัฒนธรรม)  (บทความนี้กล่าวถึงผู้คนใน

            วัฒนธรรมที่แตกต่างกัน  และแปลความหมายของการนิ่งเงียบ (ไม่พูด) แตกต่างกันอย่างมาก 

            ซึ่งเป็นเรื่องของการติดต่อสื่อสารข้ามวัฒนธรรม)

      (d) world geography    (ภูมิศาสตร์โลก)

 

(คำแปล)

ความนิ่งเงียบ (การไม่พูด)

 

            ผู้คนส่วนใหญ่ทั่วโลก (throughout the world) ประสบ (พบ, เจอ, รู้สึก) (experience) กับรูปแบบบางอย่างของความนิ่งเงียบ (การไม่พูด, ความเงียบ, การไม่มีเสียง, ความสงบ, การเก็บไว้ในใจ, การเก็บไว้เป็นความลับ, การไร้ข่าวคราว) (silence),  อย่างไรก็ตาม  ทัศนคติ (attitude) ของผู้คนที่มีต่อความนิ่งเงียบ (การไม่พูด) แตกต่างกันอย่างมากมาย (อย่างตื่นเต้นเร้าใจ, ในแบบละคร, ซึ่งเกิดขึ้นกะทันหัน) (dramatically) ในกลุ่มวัฒนธรรม (cultural groups) ซึ่งแตกต่างกัน,  โดยสังคมยุโรปภาคเหนือและอเมริกาเหนือ, เป็นตัวอย่าง, มอง (ดู, สังเกต, สำรวจ, ตรวจสอบ) (view) ความนิ่งเงียบ (การไม่พูด) ว่าซ่อนเร้น (เร้นลับ, คลุมเครือ, มืด, มืดมน, มัว, ดำคล้ำ, ชั่วช้า, อัปรีย์, ป่าเถื่อน) (dark),  เป็นลบ (negative),  และเต็มไปด้วย “ไม่มีอะไรเลย” – ซึ่งทั้งหมดถูกถือว่า (พิจารณาว่า) (considered) ไม่พึงปรารถนาทางสังคม (socially undesirable),  ส่วนในวัฒนธรรมอื่นๆ  เช่น  ญี่ปุ่น, อย่างไรก็ดี,  ความนิ่งเงียบได้รับการประเมินค่า (ประมาณค่า, คำนวณค่าเป็นเงิน, ให้ความสำคัญ, ให้เกียรติ, นับถืออย่างสูง) (valued) ในทางบวก (positively) อยู่บ่อยครั้ง,  ที่นี่ (ญี่ปุ่น) การพูดออกมา (ทำลายความนิ่งเงียบ) (breaking silence) เป็นความชั่วร้าย (ความเลว, สิ่งชั่ว, สิ่งที่เลวร้าย, ความอัปมงคล, อันตราย, ภัย, สิ่งที่เป็นภัย, โรค) (evil) ที่จำเป็น (necessary) (หมายถึง  แม้การพูดจะไม่ใช่สิ่งที่ดี  แต่ก็จำเป็นต้องทำ)  การพูดเป็นการกระทำในทางลบ (negative act)

            สอดคล้องกับ (According to) การศึกษาของเวย์น  การตีความ (การแปลความหมาย, การอธิบาย, การชี้แจง, การแปล) (interpretations) ความนิ่งเงียบ (การไม่พูด) ของสหรัฐฯ  คือ  ความเศร้าโศก (sorrow), การวิพากษ์วิจารณ์ (การตำหนิ) (criticism), ความจำเป็น (พันธะ, ภาระหน้าที่, หน้าที่, ข้อผูกพัน, หนี้, บุญคุณ, สัญญา, เงินชำระหนี้) (obligation), ความเสียใจ (ความโทมนัส, ความสลดใจ) (regret), และความกระดากอาย (ความขวยเขิน, ความอึดอัดใจ, ความลำบากใจ) (embarrassment),  ส่วนการตีความ (ความนิ่งเงียบ) ของออสเตรเลีย  ปรากฏความจริง (แสดงว่า, พิสูจน์, ทดสอบความถูกต้อง) (proved) ว่าเหมือน (คล้าย) (similar) กับการตีความของสหรัฐฯ (U.S. ones),  อย่างไรก็ตาม  ทัศนคติของชาวญี่ปุ่นต่อความนิ่งเงียบคือเห็นด้วย (สนับสนุน, เอื้ออำนวย, เป็นประโยชน์, เป็นที่โปรดปราน) (favorable) (หมายถึง  คนญี่ปุ่นเห็นด้วยกับ หรือสนับสนุนความนิ่งเงียบหรือการไม่พูด),  ทั้งนี้  การสำรวจ (survey) ของอิชิกาวาที่กระทำต่อนักธุรกิจชายและนักธุรกิจหญิงในโตเกียว  เปิดเผย (แสดง, แสดงให้เห็น, ทำให้ปรากฏ, แสดงให้เห็นความจริง) (revealed) ว่า  มนุษย์ (บุคคล, ผู้ชาย, สามี) (men) จำเป็น (need) ต้องนิ่งเงียบ (ไม่พูด) เพื่อที่จะประสบความสำเร็จในชีวิต  และ (เปิดเผย) ว่า  ๖๕ เปอร์เซ็นต์ของนักธุรกิจหญิงจะเลือกผู้ชายที่นิ่งเงียบ (ไม่ค่อยพูด, พูดน้อย, ไม่พูด, เงียบสงบ, (ภูเขาไฟ) สงบนิ่ง, ไม่ออกเสียง) (silent) เพื่อที่จะแต่งงานด้วย

            ไม่เพียงแต่ในธุรกิจเท่านั้น  แต่ยังในทุกแง่มุม (ลักษณะ, ด้าน (ปัญหา), รูปร่างหน้าตา, รูปการ, ทิศทาง) (aspect) ของชีวิตทางสังคม (social life) ด้วย,  โดยผู้คนในสหรัฐฯ ชอบถามคำถาม  และบังคับ (force) คนอื่นให้พูดคุย (สนทนา) (talk) เพื่อเติมเต็มความเงียบระหว่างบุคคล (คู่สนทนา) (fill interpersonal silence),  ดังนั้น  ในสังคมอเมริกันและในสังคมยุโรปจำนวนมาก  หน้าที่ประการหนึ่ง (one function) ของการพูด (คำพูด, วิธีการพูด, สุนทรพจน์, ภาษา) (speech)  คือการหลีกเลี่ยงความนิ่งเงียบ (การไม่พูด) (avoid silence)ตรงกันข้าม (ต่อต้าน, ขัดกัน) (Contrary) กับการปฏิบัติ (การกระทำ, กิจวัตร, กิจการ, พิธีการ) (practice) ในสหรัฐฯ,  ในสังคมญี่ปุ่น  การนิ่งเงียบโดยทั่วไปแล้วถูกถือว่า (พิจารณาว่า) (considered) สำคัญ (มีความหมาย) (meaningful)

 

เรียน   ท่านผู้ติดตามอ่านเว็บไซต์  “everydayenglish.pwa.co.th                  

 

                ถ้าท่านมีคำแนะนำให้ปรับปรุงเว็บไซต์นี้ประการใด  กรุณาส่ง e-mail ไปที่  ดร. วัชรินทร์  ภูเขาทอง  อดีต  ผอ. สำนักวิทยาการ  การประปาส่วนภูมิภาค  ผู้จัดทำเว็บไซต์นี้  ตาม  “Address”  (โปรดระบุหัวเรื่องด้วยว่า  “ปรับปรุงเว็บไซต์”)   เพื่อที่ผู้จัดทำฯ จะได้ปรับปรุงเนื้อหาได้ตรงตามความประสงค์ของผู้อ่านเว็บไซต์นี้ต่อไป

 

 

 

 

หมวดข้อสอบ READING (ตอนที่ 44)

การประปาส่วนภูมิภาค  “มุ่ง-มั่น-เพื่อปวงชน”

 

DirectionRead the following passage and choose the best answer for each question.

(จงอ่านบทความต่อไปนี้  และเลือกคำตอบที่ดีที่สุดสำหรับแต่ละคำถาม)

 

WHO’s Campaigns against Diseases

 

          Disease is killing nearly 50 million people each year, and over three quarters of the victims are in developing countries, the World Health Organization (WHO) reported yesterday.

       The report said there had been progress towards a healthier world, with childhood deaths dropping and overall life expectancy now at 65 and likely to increase by around four months each year over the next five years.

          But developing countries were still lagging far behind the developed world in health protection.  Ninety-five percent of all expenditure on health research was concentrated on solving the problems most common to industrialized states. 

          The report said 77 percent of the 46.5 million deaths directly attributable to disease occurred in the developing world, despite a 19 percent increase in the availability of health care there over the past five years.

          “But the tragedy is that there are at least 20 million deaths each year that could be prevented with improved health systems, access to essential drugs and vaccines, a healthier life-style and education,” it says.

          The report cited what it called “one chilling statistic” - - that 12.9 million children under five died each year in the developing world, or one- third of all deaths there in 1990.

          About 6,000 Third World children died each day because they had not been immunized, while 9,000 died from diarrheal diseases and nearly 10,000 from pneumonia.

          But the report said immunization against the major childhood diseases that could be prevented by vaccines had reached a world average of 80 percent while access to oral rehydration therapy, the best treatment for diarrheal disease, stood at 70 percent.   

          Campaigns, largely sponsored by the WHO, on both these fronts had helped to reduce child deaths by 125,000 a year over the past five years, while access to safe water supplies, drugs and sanitation had also increased dramatically.

 

1. According to the WHO’s health report _________________________________________.

(ตามที่รายงานด้านสุขภาพขององค์การอนามัยโลกกล่าว ____________________________)

    (a) people are expected to live to the age of 65 in five year’s time    (ผู้คนถูกคาดหวังว่าจะมีชีวิตอยู่

          จนถึงอายุ  ๖๕ ปี ในเวลา ๕ ปีข้างหน้า)

    (b) three out of four people in developing countries are losing their lives every year    (๓ ใน ๔

          ของผู้คนในประเทศกำลังพัฒนากำลังสูญเสียชีวิตของตนทุกๆ ปี)

    (c) fewer people die from diseases in developed countries than in Third World

          countries    (ผู้คนตายจากโรคภัยไข้เจ็บในประเทศพัฒนาแล้วมีจำนวนน้อยกว่าคนในประ

           เทศโลกที่ ๓)  (ดูจากข้อความในพารากราฟแรกที่กล่าวว่า  “โรค (การเจ็บไข้ได้ป่วย) กำลัง

           ฆ่าผู้คนเกือบ ๕๐ ล้านคนในแต่ละปี  และมากกว่า ๓ ใน ๔ ของเหยื่อ (ผู้เคราะห์ร้าย) อยู่ใน

           ประเทศกำลังพัฒนา,  องค์การอนามัยโลกรายงานเมื่อวานนี้”  ซึ่งหมายถึง  ผู้ป่วยด้วยโรค

           ในประเทศพัฒนาแล้ว  มีอัตราการตายน้อยกว่าผู้ป่วยในประเทศโลกที่ ๓)

    (d) the death rate all over the world has greatly increased    (อัตราการตายทั่วโลกได้เพิ่มขึ้น

          อย่างมากมาย)

2. Developed countries have better health protection because ___________________________.

(ประเทศพัฒนาแล้วมีการป้องกันสุขภาพดีกว่า  เพราะว่า _____________________________)

    (a) more money has been spent on health studies there    (มีการใช้จ่ายเงินในด้านการศึกษา

          วิจัยสุขภาพในประเทศพัฒนาแล้วมากกว่า – ในประเทศกำลังพัฒนา)  (ประโยคที่ ๒ ของพารา

          กราฟ ๓ กล่าวว่า  “๙๕ เปอร์เซ็นต์ของค่าใช้จ่ายทั้งหมดในการวิจัยสุขภาพ  ได้รับการมุ่งเน้น

          (มุ่งไปที่) การแก้ปัญหาซึ่งธรรมดาสามัญ (พบบ่อย, มีอยู่ทั่วไป) ที่สุดในประเทศอุตสาหกรรม –

          หรือประเทศพัฒนาแล้ว)

    (b) they have received more financial support from WHO    (พวกเขาได้รับการสนับสนุนทางการเงิน

          มากกว่า  จากองค์การอนามัยโลก)

    (c) WHO has provided them with better education    (องค์การอนามัยโลกได้ให้การศึกษาแก่พวกเขา

          ดีกว่า)

    (d) they are able to solve all their health-related problems    (พวกเขาสามารถแก้ปัญหาที่เกี่ยวข้อง

          กับสุขภาพของพวกเขาทั้งหมด)

3. In the first paragraph, “victims” refers to _____________________________________.

(ในพารากราฟแรก,  “เหยื่อ, ผู้เคราะห์ร้าย, ผู้ถูกโกง, ผู้ถูกหลอก, ผู้รับบาป, สิ่งมีชีวิตที่ถูกบูชายัญ”  หมายถึง _________________)

    (a) criminals    (อาชญากร)

    (b) culprits    (ผู้กระทำผิด, นักโทษ, ผู้ร้าย, จำเลยในคดีอาญา)

    (c) defendants    (จำเลย)

    (d) fugitives    (คนที่กำลังหนี, ผู้หลบหนี, ผู้ลี้ภัย)

    (e) refugees    (ผู้ลี้ภัย, ผู้หลบภัย, ผู้หนีภัย)

    (f) accomplices    (ผู้ร่วมสมคบกระทำผิด, ผู้ร่วมสมคบคิด)

    (g) sufferers    (ผู้ได้รับความทุกข์-ความเดือดร้อน, เหยื่อ, ผู้ประสบภัย, ผู้ได้รับความเจ็บปวด)

    (h) casualties    (คนที่ได้รับบาดเจ็บหรือตายในอุบัติเหตุ, คนหรือกลุ่มคนหรือสิ่งของที่ได้รับความเสียหาย

           มาก หรือถูกทำลายในอุบัติเหตุ, อุบัติเหตุร้ายแรง (โดยเฉพาะที่มีคนตาย), จำนวนคนตาย)

4. The word “dropping” in paragraph 2 means ___________________________________.

(คำว่า  “ลดลง, ตกต่ำลง, ตก, จมลง, เคลื่อนต่ำลง, หยดลง, หย่อนลง, สิ้นสุด, ยุติ, ถอน, ถอยหลัง, ส่งจดหมาย, ส่งข่าว, ลดเสียง, ทำให้หยดลง, ทำให้ตก, ทำให้จมลง”  ในพารากราฟ ๒  หมายถึง _________________)

    (a) combining    (ผสม, รวมกัน, ทำให้รวมกัน)

    (b) relating    (บอก, เล่า, บรรยาย, เชื่อมโยง, เกี่ยวข้อง, เกี่ยวดอง, สัมพันธ์, สอดคล้อง, เป็นญาติกัน)

    (c) revising    (ปรับปรุง, แก้ไข)

    (d) reviewing    (ทบทวน, ตรวจสอบอีก, พิจารณาใหม่, วิจารณ์)

    (e) eliminating    (กำจัด, ทำลายให้หมดไป)

    (f) declining    (ลดลง, เสื่อมลง, เอียง, ลาดลง, บ่ายลงไป, ใกล้จะสิ้นสุด, ปฏิเสธ, บอกปัด)

    (g) distributing    (แจกจ่าย, จำหน่าย, กระจาย)

    (h) duplicating    (ทำสำเนา, ถ่ายสำเนา, อัดสำเนา, จำลอง, ทำซ้ำ)

5. In paragraph 2, “expectancy” refers to _________________________________________.

(ในพารากราฟ ๒  “ความคาดหวัง, ความคาดหมาย, ความคาดคิด, สิ่งที่คาดหมาย, สิ่งที่คาดหวัง”  หมายถึง _________________)

    (a) expediency (expedience)    (ความสะดวก, ความเหมาะสม, ความได้เปรียบ, ความง่าย, แผนฉุกเฉิน,

          แผนเฉพาะกาล)

    (b) incentive    (สิ่งจูงใจ, สิ่งกระตุ้น, เครื่องกระตุ้น, เครื่องส่งเสริม)   

    (c) remuneration    (ค่าตอบแทน, การตอบแทน, การจ่ายเงิน, การให้รางวัล, การชดเชย)

    (d) encouragement    (การให้กำลังใจ, การส่งเสริม, การกระตุ้น)

    (e) panic    (การตกใจกลัว, ความหวาดกลัว, ความอกสั่นขวัญหาย)  (เมื่อเป็นคำกริยา หมายถึง  “ตกใจกลัว,

          อกสั่นขวัญหาย”)

    (f) trauma    (ทร้อ-ม่ะ)  (ความชอกช้ำทางจิตใจ, การบาดเจ็บ, แผลบาดเจ็บ, ภาวะที่ได้รับบาดเจ็บ)

    (g) surroundings    (สภาพแวดล้อม, สิ่งแวดล้อม)

    (h) expectation    (การคาดหมาย, การคาดหวัง, การคาดคิด, สิ่งที่คาดหมายไว้, ความหวัง)

6. In Third World countries, _______________________ is the major cause of child deaths.

(ในประเทศโลกที่ ๓ __________________________ เป็นสาเหตุสำคัญของการตายของเด็ก)

    (a) diarrhea    (โรคท้องร่วง)  (ในพารากราฟ ๗ กล่าวว่า  “เด็กๆ ในโลกที่ ๓  จำนวน ๙,๐๐๐ คน  ตายด้วย

          โรคท้องร่วงในแต่ละวัน)

    (b) pneumonia    (โรคปอดบวม)  (ในพารากราฟ ๗ กล่าวว่า  “เด็กๆ ในโลกที่ ๓  เกือบ ๑๐,๐๐๐ คน 

          ตายด้วยโรคปอดบวมในแต่ละวัน)

    (c) the lack of safe water supplies    (การขาดแคลนแหล่งน้ำที่ปลอดภัย)

    (d) the lack of immunization    (การขาดแคลนการสร้างภูมิคุ้มกัน)  (ในพารากราฟ ๗ กล่าวว่า  “เด็กๆ ใน

          โลกที่ ๓  ประมาณ ๖,๐๐๐ คน  ตายในแต่ละวัน  เพราะว่าพวกเขาไม่ได้รับภูมิคุ้มกัน)

7. The word “expenditure” in the third paragraph is closest in meaning to ______________.

(คำว่า  ค่าใช้จ่าย, การใช้จ่าย, งบประมาณ”  ในพารากราฟ ๓  ใกล้เคียงที่สุดในความหมายกับ ___

_____________)

    (a) expedition    (การเดินทางเพื่อสำรวจหรือเป้าหมายบางอย่าง, คณะผู้เดินทางดังกล่าว)

    (b) expansion    (การขยาย, ส่วนที่ขยายออก, สิ่งที่ถูกขยาย, ปริมาณหรือขนาดของการขยายออก)

    (c) subsidy    (เงินอุดหนุน, เงินสนับสนุน, เงินช่วยเหลือ)

    (d) pension    (บำเหน็จบำนาญ)

    (e) patent    (ลิขสิทธิ์)

    (f) expense    (ค่าใช้จ่าย, การใช้จ่าย, ค่าโสหุ้ย, ค่าเสียหาย, ความสิ้นเปลือง, การสละ)

    (g) bargain    (การต่อรองราคา)

    (h) potential    (ความเป็นไปได้, ศักยภาพ)   

8. What does “concentrated” in paragraph 3 mean?

(“มุ่งเน้น, มุ่งไปที่, รวม, เพ่งเล็ง, รวมศูนย์, รวมกำลัง, รวมเข้าจุดเดียวกัน, อัดแน่น, ตั้งอกตั้งใจ, สำรวมความคิด”  ในพารากราฟ ๓  หมายถึงอะไร)

    (a) pacified    (ปลอบขวัญ, ทำให้สงบ, ทำให้เงียบ, ทำให้สุขุม)

    (b) modified    (ม้อด-ดิ-ไฟ)  (เปลี่ยนแปลง, แก้ไข, ปรับปรุง, ดัดแปลง, ลดความรุนแรง, ลดหย่อน)

    (c) renewed    (ต่ออายุ, เริ่มใหม่, ทำใหม่, เปลี่ยนใหม่, ซ่อมแซม, เสริม, เติม, ฟื้นฟู, สร้างใหม่)

    (d) reminded    (เตือน, เตือนให้ระลึกถึง)

    (e) focused    (เพ่งความสนใจ, มุ่งเน้น, เน้นย้ำ, เพ่งความคิด, ทำให้รวมกันที่จุดหนึ่ง, ทำให้รวมแสง,

          รวมแสง, ปรับภาพให้ชัด)

    (f) discovered    (ค้นพบ)

    (g) calculated    (คำนวณ)

    (h) impoverished    (อิม-พ้อฟ-เวอะ-ริช)  (ทำให้ยากจน, ทำให้เสื่อม, ทำให้อ่อนกำลัง, ทำให้มีคุณภาพเลว) 

9. The word “attributable” in paragraph 4 may be replaced by ________________________.

(คำว่า  “มีสาเหตุมาจาก, ซึ่งให้เหตุผลว่า”  ในพารากราฟ ๔  อาจแทนโดย ________________)

    (a) improvident     (อิม-พรอฟ-วิ-เดิ้นท)  (. เลินเล่อ, ไม่ระวัง, ไม่คิดถึงอนาคต, ไม่ได้ตระเตรียมมาก่อน,

          ๒. ไม่ประหยัด, สุรุ่ยสุร่าย) 

    (b) prodigal    (พร้อด-ดิ-เกิ้ล)  (ฟุ่มเฟือย, สุรุ่ยสุร่าย, ไม่มีความเสียดาย, ใจป้ำ, สิ้นเปลืองยิ่ง)  (เมื่อเป็น

          คำนาม  หมายถึง  “คนใช้จ่ายฟุ่มเฟือย-สุรุ่ยสุร่าย”) 

    (c) incipient    (อิน-ซิพ-เพี่ยน)  (แรกเริ่ม, เริ่มเกิดขึ้น) 

    (d) ambiguous    (แอม-บี๊ก-กิว-อัส)  (คลุมเครือ, กำกวม, มีหลายความหมาย, ยากที่จะเข้าใจ) 

    (e) amorphous    (อะ-ม้อร์-ฟัส)  (ซึ่งไม่มีรูปร่างที่แน่นอน (เช่น ของเหลว-กาซ), อสัณฐาน, ไร้จุดหมาย

          หรือจุดประสงค์ที่แน่นอน) 

    (f) caused by    (มีสาเหตุมาจาก, ทำให้เกิดขึ้นโดย)

    (g) unprecedented    (อัน-เพรส-ซิ-เดิน-ทิด)  (ไม่เคยมีมาก่อน, ไม่มีสิ่งใดหรือผู้ใดทัดเทียมได้, ไม่มีที่

          เปรียบหรือเสมอเหมือน,  คาดไม่ถึง, ไม่รู้มาก่อน) 

    (h) volatile    (ว้อล-ละ-ไทล)  (ขึ้นๆลงๆ, เปลี่ยนแปลงได้ง่าย, ชั่วคราว, ปะทุง่าย, ระเบิดง่าย, ระเหยเป็น

          ไอได้รวดเร็ว) 

10. This passage stated that _________________________________________________.

(บทความนี้กล่าวว่า __________________________________________________)

      (a) every country should support WHO’s campaigns    (ทุกประเทศควรสนับสนุนการรณรงค์ขององค์

            การอนามัยโลก)

      (b) in developing countries, more children under five die each year than adults    (ในประเทศกำ

            ลังพัฒนา  เด็กๆ อายุต่ำกว่า ๕ ขวบ  ตายมากกว่าผู้ใหญ่ในแต่ละปี)  (บทความมิได้ระบุ)

      (c) in spite of better health care, people in developing countries still lack good health

            protection    (ทั้งๆ ที่มีการดูแลเอาใจใส่สุขภาพดีขึ้น  ผู้คนในประเทศกำลังพัฒนายังคงขาด

            แคลนการป้องกันสุขภาพที่ดี)  (ประโยคแรกของพารากราฟ ๓ กล่าวว่า  “แต่ประเทศกำลัง

            พัฒนายังคงกำลังล้าหลัง (อยู่ข้างหลัง) โลกที่พัฒนาแล้วไกลโข  ในด้านการป้องกันสุขภาพ)

      (d) health care in developing countries over the past five years has greatly reduced the death

            rate    (การดูแลเอาใจใส่สุขภาพในประเทศกำลังพัฒนาในช่วง ๕ ปีที่ผ่านมา  ได้ลดอัตราการตายลง

            อย่างมาก)  (บทความมิได้ระบุ)

11. “tragedy” in paragraph 5 refers to __________________________________________.

(“เรื่องเศร้า, ภัยพิบัติ, ละครโศก, ละครโศกนาฏกรรม, บทประพันธ์โศก”  ในพารากราฟ ๕  หมายถึง _

_________________)

      (a) intrusion    (การล่วงล้ำ, การบุกรุก, การก้าวก่าย, การผลักดัน)

      (b) procrastination    (โพร-แครส-ทิ-เน้-ชั่น)  (การผัดวันประกันพรุ่ง, การเลื่อน, การหน่วงเหนี่ยว, การทำ

            ให้ชักช้า) 

      (c) discount    (การลดราคา)

      (d) commotion    (ความไม่สงบ, ความชุลมุนวุ่นวาย, ความสับสนอลหม่าน, การจลาจล, ความอึกทึกครึก

            โครม, ความเกรียวกราว, ความวุ่นวายทางการเมืองหรือสังคม) 

      (e) testimony    (คำให้การ, หลักฐาน, พยาน, การยืนยันโดยการสาบานตัว, การแถลงโดยเปิดเผย)

      (f) taboo (= tabu)    (ทะ-บู้)  (ข้อห้าม, สิ่งห้าม, ศีลห้าม)  (เมื่อเป็นคำคุณศัพท์  หมายถึง  “ห้าม,

            ต้องห้าม, เป็นข้อห้าม”)  

      (g) grief    (ความเศร้าโศก, สิ่งที่ทำให้เสียใจมาก, ความระทมทุกข์, ความคับข้องใจ, ปัญหา,

            ความยุ่งยาก)

      (h) etiquette    (เอ๊ท-ทิ-เคท หรือ คิท)  (สมบัติผู้ดี, มารยาท, จรรยาบรรณ, ธรรมเนียมปฏิบัติ) 

12. The word “cited” in the sixth paragraph could best be replaced by _________________.

(คำว่า  “อ้าง, กล่าวอ้าง, อ้างอิง, กล่าวสนับสนุน, ออกหมายเรียกตัวมาศาล, สดุดี, ชมเชย, กระตุ้น, เรียกหา”  ในพารากราฟ ๖  สามารถแทนดีที่สุดโดย ________________)

      (a) reiterated    (กล่าวซ้ำ, กระทำซ้ำ)

      (b) nominated    (เสนอชื่อเพื่อให้เลือกตั้ง, แต่งตั้ง, ตั้งชื่อ, ระบุชื่อ)

      (c) quelled    (ระงับ, ทำให้บรรเทา, ทำให้ลดน้อยลง, ปราบ, ทำให้สงบ, ดับไฟ)

      (d) enhanced    (เพิ่มพูน, ทำให้มากขึ้น)

      (e) propagandized    (โฆษณาชวนเชื่อ)

      (f) convened    (ชุมนุมกัน, เรียกประชุม)

      (g) rushed    (รัชด)  (เร่งรีบ, ทำอย่างเร่งรีบ, พรวดพราด, ทำอย่างฉุกละหุก, วิ่ง, วิ่งเข้าไป, พุ่ง, ถลัน,

            กรูกันไป, กรูเข้ายึด, ยื้อแย่ง, แย่งซื้อ)

      (h) referred to    (อ้างอิง, อ้างถึง, กล่าวถึง, พาดพิง, เกี่ยวโยงไปถึง, ค้นหา (หลักฐาน, ตำรา),

            เสนอแนะ, ถาม, ตรวจดู, ค้นดู)

13. “One chilling statistic” in paragraph 6 means a statistic which is __________________.

(“สถิติซึ่งน่าตกใจชิ้นหนึ่งในพารากราฟ ๖  หมายถึงสถิติซึ่ง _______________________)

      (a) reliable    (น่าเชื่อถือ, เชื่อถือได้, ไว้วางใจได้)

      (b) enduring    (ที่อดทน, ทนทาน, ยืนนาน, อมตะ, ไม่ตาย, อยู่ชั่วกาลนาน)

      (c) freezing    (เยือกเย็น, เย็นจัด, มีอุณหภูมิถึงจุดเยือกแข็ง, เริ่มแข็งตัว)

      (d) luxurious    (หรูหรา, ฟุ่มเฟือย)

      (e) insignificant    (ไม่สำคัญ, ไม่มีความหมาย, เป็นเรื่องเล็กน้อยเกินไป)

      (f) prodigious    (มากมาย, มหาศาล, ใหญ่โตมโหฬาร, มหัศจรรย์)

      (g) frightening    (น่าตกใจ, น่าสะดุ้งตกใจ, น่ากลัว)

      (h) surreptitious    (เซอะ-เรพ-ทิ้ช-เชิส)  (ซ่อนเร้น, แอบๆ, แอบทำ, ลอบทำ, ลับๆล่อๆ, มีเลศนัย)  

14. The word “immunized” in paragraph 7 is closest in meaning to ______________________.

(คำว่า  “สร้างภูมิคุ้มกันโรค, ทำให้มีภูมิคุ้มกันโรค, ทำให้รอดพ้นจาก, ทำให้ยกเว้น”  ในพารากราฟ ๗  ใกล้เคียงที่สุดในความหมายกับ ________________)

      (a) overhauled    (ยกเครื่อง (รถยนต์, ระบบ), ปรับปรุงใหม่, ตรวจอย่างละเอียดเพื่อซ่อมแซม, ซ่อมแซม,

            ชำระ, สะสาง)

      (b) disproved    (พิสูจน์หักล้าง, พิสูจน์แย้ง, พิสูจน์ว่าไม่จริง)

      (c) expanded    (ขยาย, เพิ่ม, แผ่, ทำให้กว้างออก, ยืดออก, คลี่ออก, บาน, ขยายความ)

      (d) be made immune to a particular disease, often by being given an injection    (ถูกทำ

            ให้มีภูมิคุ้มกันโรคเฉพาะอย่าง  บ่อยครั้งโดยการฉีดยา)

      (e) accompanied    (ไปเป็นเพื่อน, มากับ, ไปกับ, ติดตาม, (เพลง) ประกอบ, คลอเสียง, เล่นดนตรี

           คลอเสียง)

      (f) postponed    (เลื่อนออกไป, เลื่อน, เลื่อนเวลา, ยืดเวลา)

      (g) evicted    (ขับไล่, ขับออก, ไล่ที่, เรียกคืน)

      (h) burgeoned    (เบ๊อร์-เจิ้น)  (งอกงาม, เจริญเติบโต, ผลิ, ผลิหน่อ, เพิ่มขึ้น, เริ่มเจริญ, เจริญโดยฉับพลัน) 

15. “therapy” in paragraph 8 is similar in meaning to _____________________________.

(การบำบัดโรค, อายุรเวท, วิทยาและศิลปะการรักษาโรค, คุณภาพหรือความสามารถในการรักษาโรค”  ในพารากราฟ ๘  เหมือนกันในความหมายกับ _________________)

      (a) injury    (อิ๊น-จัว-รี่)  (บาดแผล, อันตราย, ภัย, ความเสียหาย, คำสบประมาท, การล่วงละเมิด)

      (b) commitment    {การมอบหมาย (หน้าที่, ความไว้วางใจ), การให้คำมั่นสัญญา, การเกี่ยวข้อง, การพัวพัน,

            ความผูกพัน (กับงานหรือหน้าที่)}

      (c) trial    (ไทร้-เอิ้ล)  (การทดลอง, การทดสอบ, การสอบสวน, การซ้อม, การทรมาน, การไต่สวนคดี)

      (d) truce    (ทรูซ)  (การสงบศึก, การพักรบ, สัญญาสงบศึก, การพักผ่อน, การหยุดพักชั่วคราว)

      (e) treatment    (การรักษา, การเยียวยา, การปฏิบัติต่อ, การกระทำต่อ, การบำบัดโดยการใส่

           สารเคมี)

      (f) prosperity    (พรอส-เพ้อ-ริ-ที่)  (ความเจริญ, ความรุ่งเรือง, ความสำเร็จ, ความมั่งคั่ง, ความเฟื่องฟู) 

      (g) tribute    (ทริบ-บิ้วท)  (บรรณาการ, ของขวัญ, ของถวาย, เงินบรรณาการ, คำสรรเสริญ)

      (h) impasse    (อิ๊ม-แพส)  (ทางตัน, สภาพที่หยุดชะงักอยู่กับที่, สภาพที่เดินหน้าต่อไปไม่ได้, สภาวะ

           ที่อับจน)     

16. The word “Campaigns” in paragraph 9 refers to ______________________________.

(คำว่า  “การรณรงค์, การแข่งขันหาเสียงเลือกตั้ง, การปฏิบัติการทางทหาร, ยุทธการ”  ในพารากราฟ ๙  หมายถึง ________________)

      (a) barriers    (ปัญหา, อุปสรรค, สิ่งกีดขวาง)

      (b) inventories    (รายการสิ่งของ-ทรัพย์สิน-สินค้า, แคตตาล็อก, สิ่งของ ทรัพย์สินหรือสินค้าในรายการ

            ดังกล่าว, การทำรายการดังกล่าว)

      (c) incentives    (สิ่งจูงใจ, เครื่องกระตุ้น, เครื่องส่งเสริม, สิ่งดลใจ)

      (d) fluctuations    (การขึ้นๆลงๆ, การเปลี่ยนแปลง, การไม่มีเสถียรภาพ, การผันแปร, การแกว่งไปมา)

      (e) dilemmas    (ดิ-เล้ม-ม่ะ)  (สถานการณ์ที่ลำบาก, สภาวะที่กลืนไม่เข้าคายไม่ออก หรือ หนีเสือปะจรเข้,

            ปัญหาที่ลำบาก)

      (f) rallies    (การรณรงค์, การชุมนุม, การรวบรวม, การระดมพล, งานชุมนุม, การชุมนุมแข่งรถ

            ยนต์ทางไกล)

      (g) impediments    (อุปสรรค, สิ่งกีดขวาง, การทำให้ล่าช้า)

      (h) demolitions    (การรื้อ (ตึก) ทิ้ง, การทำลาย)

17. “both these fronts” in paragraph 9 refers to ________________________________.

(“ทั้งสองแนวรบเหล่านี้”  ในพารากราฟ ๙  หมายถึง _______________________________)

      (a) diarrheal diseases and pneumonia    (โรคท้องร่วงและโรคปอดบวม)

      (b) major childhood diseases and vaccines    (โรคในวัยเด็กที่สำคัญและวัคซีน)

      (c) WHO campaigns and children’s diseases    (การรณรงค์ขององค์การอนามัยโลก  และโรคของ

             เด็กๆ)

      (d) immunization and oral rehydration therapy    (การให้ภูมิคุ้มกันโรคและการบำบัดโรคโดย

            การนำน้ำเข้าสู่ทางปาก)  (ดูจากพารากราฟ ๘ ที่กล่าวว่า  “รายงานกล่าวว่า  การให้ภูมิคุ้มกัน

            โรคในโรคเด็กที่สำคัญ  ซึ่งสามารถป้องกันได้โดยวัคซีน  ได้มีจำนวนถึงค่าเฉลี่ยของโลก

            จำนวน ๘๐ เปอร์  เซ็นต์  ในขณะที่การเข้าถึงการบำบัดโรคโดยการนำน้ำเข้าสู่ทางปาก  ซึ่ง

            เป็นการรักษาที่ดีที่สุดสำหรับโรคท้องร่วง  อยู่ที่ ๗๐ เปอร์เซ็นต์”  ดังนั้น  “ทั้งสองแนวรบเหล่า

            นี้”  จึงหมายถึง  “การให้ภูมิคุ้มกันโรคโดยการฉีดวัคซีน  และการบำบัดโรคโดยการนำน้ำเข้า

            สู่ทางปาก”)

18. The word “sanitation” in the final paragraph may be replaced by ___________________.

(คำว่า  “การสุขาภิบาล, สุขอนามัย, การส่งเสริมสุขภาพ”  ในพารากราฟสุดท้าย  อาจแทนโดย ____

______________)

      (a) sanity    (การมีสุขภาพจิตที่ปกติ, จิตปกติ, การมีจิตมั่นคง, การมีเหตุผลพอควร)

      (b) sanitarian    (ผู้เชี่ยวชาญสาธารณสุขศาสตร์)

      (c) matrimony    (การแต่งงาน, พิธีแต่งงาน)

      (d) notoriety    (โน-ทอ-ไร้-อะ-ที่)  (ชื่อเสียงในทางไม่ดี, บุคคลที่มีชื่อเสียงในทางไม่ดี, ความรู้จักกันทั่วไป

            หรือมีชื่อเสียงดังกระฉ่อน) 

      (e) optimism    (การมองโลกในแง่ดี)

      (f) hygiene    (การรักษาความสะอาดเพื่อป้องกันความเจ็บไข้ได้ป่วย หรือการแพร่ขยายของโรค,

            ความสะอาด, สุขวิทยา)

      (g) ambush    (การซุ่มโจมตี, การคอยดักทำร้าย)

      (h) plagiarism    (เพล้-เจีย-ริ-ซึ่ม)  (การขโมยคัดลอกผลงานหรือบทประพันธ์, สิ่งที่ขโมยคัดลอกมา)

19. What does “dramatically” in the final paragraph refer to?

(“อย่างมาก, อย่างตื่นเต้นเร้าใจ, ในแบบละคร, ซึ่งเกิดขึ้นกะทันหัน”  ในพารากราฟสุดท้าย  หมายถึงอะไร)

      (a) detrimentally    (อย่างเป็นอันตราย, อย่างเป็นภัย) 

      (b) dishonestly    (อย่างไม่ซื่อสัตย์, อย่างไม่สุจริต, อย่างไม่ตรงไปตรงมา, อย่างไม่น่าไว้วางใจ)

      (c) reluctantly    (อย่างไม่เต็มใจ)

      (d) arrogantly    (อย่างหยิ่ง, อย่างยโส, อย่างจองหอง)

      (e) inquisitively    (อย่างอยากรู้อยากเห็น, อย่างชอบซักถาม, อย่างชอบสอบสวน)

      (f) diligently    (อย่างขยันหมั่นเพียร, อย่างบากบั่น, อย่างอุตสาหะ)

      (g) significantly    (อย่างมาก, อย่างสำคัญ, อย่างมีลักษณะสำคัญ, อย่างมีความหมาย, อย่าง

            มีผล)

      (h) anxiously    (อย่างวิตกกังวล, อย่างห่วงใย)

20. This report says that people in the world _____________________________________.

(รายงานนี้กล่าวว่า  ผู้คนในโลก ___________________________________________)

      (a) have a shorter life expectancy than before    (มีความคาดหวังในชีวิตสั้นกว่าแต่ก่อน)

      (b) are healthier than before    (มีสุขภาพอนามัยดีกว่าแต่ก่อน)  (ดูจากพารากราฟ ๒ ที่กล่าวว่า 

            “รายงานกล่าวว่า  มีความก้าวหน้าไปสู่โลกที่แข็งแรงมากขึ้น (มีสุขภาพอนามัยดีขึ้น)  โดยมี

            การตายในวัยเด็กลดลง  และความคาดหวังในชีวิต (ว่าจะยาวนานเพียงใด) ในภาพรวมในปัจ

            จุบันอยู่ที่ ๖๕ ปี  และมีแนวโน้มเพิ่มขึ้นประมาณ ๔ เดือนในแต่ละปี  ในช่วง ๕ ปีข้างหน้า)

      (c) are given the best treatment for diseases    (ได้รับการรักษาโรคดีที่สุด)

      (d) have no health care problems    (ไม่มีปัญหาการดูแลเอาใจใส่สุขภาพ)

21. Developing countries are still far behind developed countries with regard to health protection because ________________.

(ประเทศกำลังพัฒนายังคงล้าหลังประเทศพัฒนาแล้วอย่างห่างไกลในส่วนที่เกี่ยวกับการป้องกันสุขภาพ  เพราะว่า ________________)

      (a) most research concentrates on diseases common to developed countries    (การวิจัย

            ส่วนใหญ่มุ่งเน้นเรื่องโรคที่เกิดทั่วไป (พบบ่อย, เป็นธรรมดาสามัญ) ในประเทศพัฒนาแล้ว

            (ดูจากประโยคที่ ๒ ของพารากราฟ ๓ ที่กล่าวว่า  “๙๕ เปอร์เซ็นต์ของค่าใช้จ่ายทั้งหมดใน

            การวิจัยสุขภาพ  ได้รับการมุ่งเน้น (มุ่งไปที่) การแก้ปัญหาซึ่งธรรมดาสามัญ (พบบ่อย, มีอยู่

            ทั่วไป) ที่สุดในประเทศอุตสาหกรรม – หรือประเทศพัฒนาแล้ว)

      (b) they lack doctors and other medical personnel    (พวกเขาขาดแคลนแพทย์และบุคลากรทางการ

            แพทย์อื่นๆ)

      (c) the kinds of diseases common to developing countries are unpreventable    (ชนิดของโรคที่

            พบบ่อย (มีอยู่ทั่วไป) ในประเทศกำลังพัฒนา  ไม่สามารถป้องกันได้)

      (d) WHO’s campaigns in developed countries are more effective    (การรณรงค์ขององค์การอนา

            มัยโลกในประเทศพัฒนาแล้ว  มีประสิทธิผลดีกว่า)

 

(คำแปล)

การรณรงค์ต่อต้านโรคขององค์การอนามัยโลก

 

            โรค (การเจ็บไข้ได้ป่วย) (Disease) กำลังฆ่าผู้คนเกือบ ๕๐ ล้านคนในแต่ละปี  และมากกว่า ๓ ใน ๔ (over three quarters) ของเหยื่อ (ผู้เคราะห์ร้าย, ผู้ถูกโกง, ผู้ถูกหลอก, ผู้รับบาป, สิ่งมีชีวิตที่ถูกบูชายัญ) (victims) อยู่ในประเทศกำลังพัฒนา (developing countries),  องค์การอนามัยโลกรายงานเมื่อวานนี้

            รายงานกล่าวว่า  มีความก้าวหน้าไปสู่ (progress towards) โลกที่แข็งแรงมากขึ้น (มีสุขภาพอนามัยดีขึ้น) (healthier world)  โดยมีการตายในวัยเด็ก (childhood deaths) ลดลง (dropping)  และความคาดหวังในชีวิต (ว่าจะยาวนานเพียงใด) (life expectancy) ในภาพรวม (overall) ในปัจจุบันอยู่ที่ ๖๕ ปี  และมีแนวโน้มเพิ่มขึ้น (likely to increase) ประมาณ ๔ เดือนในแต่ละปี  ในช่วง ๕ ปีข้างหน้า

            แต่ประเทศกำลังพัฒนายังคงกำลังล้าหลัง (อยู่ข้างหลัง, เดินช้า, สูญเสียกำลัง, อ่อนลง) (lagging) โลกที่พัฒนาแล้ว (developed world) ไกลโข (far behind) ในด้านการป้องกันสุขภาพ (health protection),  โดย ๙๕ เปอร์เซ็นต์ของค่าใช้จ่าย (expenditure) ทั้งหมดในการวิจัยสุขภาพ (health research) ได้รับการมุ่งเน้น (มุ่งไปที่, รวม, เพ่งเล็ง, รวมศูนย์, รวมกำลัง, รวมเข้าจุดเดียวกัน, อัดแน่น, ตั้งอกตั้งใจ, สำรวมความคิด) (concentrated) การแก้ปัญหา (solving the problems) ซึ่งธรรมดาสามัญ (พบบ่อย, มีอยู่ทั่วไป) ที่สุด (most common) ในประเทศอุตสาหกรรม (industrialized states) (หรือ  หรือประเทศพัฒนาแล้ว)

            รายงานกล่าวว่า  ๗๗ เปอร์เซ็นต์ของการตาย (deaths) จำนวน ๔๖.๕ ล้านราย  ซึ่งมีสาเหตุมาจาก (attributable) โรคโดยตรง  เกิดขึ้น (occurred) ในโลกกำลังพัฒนา (developing world)  ทั้งๆ ที่มีการเพิ่มขึ้น (increase) ๑๙ เปอร์เซ็นต์ในการสามารถหามาได้ (การหาได้ง่าย, การใช้ประ โยชน์ได้) (availability) ของการดูแลสุขภาพ (health care) ที่นั่น  ในช่วงเวลา ๕ ปีที่ผ่านมา

            “แต่เรื่องเศร้า (ภัยพิบัติ, ละครโศก, ละครโศกนาฏกรรม, บทประพันธ์โศก) (tragedy) ก็คือว่ามีการตายอย่างน้อยที่สุด ๒๐ ล้านรายในแต่ละปี  ซึ่งสามารถได้รับการป้องกัน (prevented) ด้วยระบบสุขภาพที่ดีขึ้น (improved health systems), การเข้าถึง (access) ยารักษาโรคและวัคซีนที่จำเป็(essential), วิถีชีวิตที่ทำให้สุขภาพดีขึ้น (healthier life-style) และการศึกษา (education),” รายงานกล่าว

          รายงานอ้าง (กล่าวอ้าง, อ้างอิง, กล่าวสนับสนุน, ออกหมายเรียกตัวมาศาล, สดุดี, ชมเชย, กระตุ้น, เรียกหา) (cited) สิ่งที่มันเรียกว่า (what it called) สถิติ (ข้อมูล, ข้อเท็จจริงเป็นตัวเลข) (statistic) ซึ่งน่าตกใจ (น่าหวาดกลัว, น่าท้อใจ, ทำให้หนาวสั่น, สั่นสะท้านด้วยความหนาว) (chilling) ชิ้นหนึ่ง - - ที่ว่าเด็กๆ จำนวน ๑๒.๙ ล้านคนที่อายุต่ำกว่า ๕ ขวบ (under five) ต้องตายไปในแต่ละปีในโลกซึ่งกำลังพัฒนา  หรือ ๑ ใน ๓  (one-third) ของความตายทั้งหมดที่นั่น (โลกกำลังพัฒนา) ในปี ๑๙๙๐

        เด็กๆ ในโลกที่ ๓ ประมาณ ๖,๐๐๐ คนตายในแต่ละวัน  เพราะว่าพวกเขามิได้รับภูมิคุ้มกันโรค (immunized)  ในขณะที่เด็กจำนวน ๙,๐๐๐ คนตายด้วยโรคท้องร่วง  (diarrhoeal diseases)  และเกือบ ๑๐,๐๐๐ คนตายด้วยโรคปอดบวม (pneumonia)

            แต่รายงานกล่าวว่า  การให้ภูมิคุ้มกันโรค (การยกเว้นให้, การทำให้รอดพ้น) (immunization) ในโรคเด็กที่สำคัญ (against the major childhood diseases)  ซึ่งสามารถป้องกันได้โดยวัคซีน  ได้มีจำนวนถึง (ถึง, มาถึง, ไปถึง, บรรลุ, ยื่น, เอื้อม, ไปจรดกับ) (reached) ค่าเฉลี่ยของโลก (world average) จำนวน ๘๐ เปอร์เซ็นต์  ในขณะที่การเข้าถึง (access to) การบำบัดโรคโดยการนำน้ำเข้าสู่ทางปาก (oral rehydration therapy)  ซึ่งเป็นการรักษาที่ดีที่สุด (best treatment) สำหรับโรคท้องร่วง  อยู่ที่ (stood at) ๗๐ เปอร์เซ็นต์

          การรณรงค์ (การแข่งขันหาเสียงเลือกตั้ง, การปฏิบัติการทางทหาร, ยุทธการ) (Campaigns),  ซึ่งส่วนใหญ่เป็นสปอนเซอร์ (largely sponsored) โดยองค์การอนามัยโลก, ในทั้งสองแนวรบ (แนวหน้า, ด้านหน้า, ตอนหน้า, แถวหน้า, ส่วนหน้า, ส่วนที่สำคัญที่สุด, ใบหน้า, หน้าผาก, ที่ดินริมถนน, ที่ดินตามชายหาด) (fronts) เหล่านี้ (หมายถึง  การให้ภูมิคุ้มกัน  และการบำบัดโรคโดยการนำน้ำเข้าสู่ทางปาก)  ได้ช่วยลด (reduce) การตายของเด็ก (child deaths) จำนวน ๑๒๕,๐๐๐ รายต่อปีในช่วงเวลา ๕ ปีที่ผ่านมา  ในขณะที่การเข้าถึง (access to) แหล่งน้ำที่ปลอดภัย (safe water supplies), ยารักษาโรค (drugs) และการสุขาภิบาล (สุขอนามัย, การส่งเสริมสุขภาพ) (sanitation)  ได้เพิ่มขึ้น (increased) อย่างมาก (อย่างตื่นเต้นเร้าใจ, ในแบบละคร, ซึ่งเกิดขึ้นกะทันหัน) (dramatically) ด้วยเช่นกัน

 

เรียน   ท่านผู้ติดตามอ่านเว็บไซต์  “everydayenglish.pwa.co.th                  

 

                ถ้าท่านมีคำแนะนำให้ปรับปรุงเว็บไซต์นี้ประการใด  กรุณาส่ง e-mail ไปที่  ดร. วัชรินทร์  ภูเขาทอง  อดีต  ผอ. สำนักวิทยาการ  การประปาส่วนภูมิภาค  ผู้จัดทำเว็บไซต์นี้  ตาม  “Address”  (โปรดระบุหัวเรื่องด้วยว่า  “ปรับปรุงเว็บไซต์”)   เพื่อที่ผู้จัดทำฯ จะได้ปรับปรุงเนื้อหาได้ตรงตามความประสงค์ของผู้อ่านเว็บไซต์นี้ต่อไป

 

 

 

หมวดข้อสอบ READING (ตอนที่ 43)

การประปาส่วนภูมิภาค  “มุ่ง-มั่น-เพื่อปวงชน”

 

DirectionRead the following passage and choose the best answer for each question.

(จงอ่านบทความต่อไปนี้  และเลือกคำตอบที่ดีที่สุดสำหรับแต่ละคำถาม)

 

Wildflowers

 

          As far as naturalists are concerned, the great value of wildflowers is in perpetuating the species, in contributing their very presence to the environment in which they play an integral part, though their particular function may not be well understood, even by botanists.  Where certain habitats have been disturbed by the construction of dams or human habitations or by the cultivation of land for farms and forestry, some flowers have declined in numbers, occasionally becoming endangered species or even extinct altogether.  It is important, therefore, for amateur naturalists to leave such plants where they are, rather than to pick them or attempt to transplant them to their own gardens.  Some wildflowers make lovely garden plants and are easy to grow - - daisies, violets, asters, and buttercups are especially popular and are not all endangered in the wild - - and a pretty wildflower garden can turn any backyard into a showplace.  But it is always best to purchase the seeds from a commercial nursery or seed catalog company rather than try to collect flowers from nature.  It is not always easy to reproduce growing conditions in which the plant will feel at home, and it would be a shame to risk the loss of a wildflower in this experimental way.

          A popular pastime for flower lovers in the days before wildflowers were considered a natural treasure was to collect and press them.  Some enthusiasts would fill entire albums or create handsome dried collages or arrangements, and even today such objects are admired for their beauty.  But again, because of the rarity of some flowers and the simple fact that living flowers are always more beautiful than dead ones, collecting them is not recommended.  The best ways to bring wildflowers home are through your own photographs or by sketching or painting them on the spot and then displaying your artwork.

 

1. The word “integral” in the first paragraph can be replaced by _______________________.

(คำว่า  “สำคัญ, ทั้งหมด, สมบูรณ์, ถ้วนทั่ว, เกี่ยวกับจำนวนเต็ม”  ในพารากราฟแรก  สามารถแทนโดย _________________)

    (a) irrelevant    (ไม่ตรงประเด็น, ไม่เกี่ยวข้อง, ไม่ถูกจุด)

    (b) inadvertent    (อิน-แอด-เว้อร์-เทิ่น)  (๑.ไม่เอาใจใส่, ขาดความสนใจ,  ๒.ไม่ได้ตั้งใจ, ไม่เจตนา,

          ๓. เลินเล่อ, ประมาท) 

    (c) possible    (เป็นไปได้, อาจเป็นได้)

    (d) ominous    (อ๊อม-มิ-เนิส)  (เป็นลางร้าย, ไม่เป็นมงคล, เป็นลางสังหรณ์, เป็นลางบอกเหตุ) 

    (e) individual    (เป็นรายบุคคล, แต่ละบุคคล, ส่วนบุคคล, เฉพาะราย, ส่วนตัว, ตัวต่อตัว, โดยลำพัง,

          โดยตัวคนเดียว)

    (f) necessary    (สำคัญ, จำเป็น, ไม่มีทางอื่น)

    (g) zealous    (เซ้ล-ลัส)  (กระตือรือร้น, ตั้งใจอย่างแข็งขัน, อุตสาหะอย่างใจจดจ่อ) 

    (h) incontrovertible    (ที่โต้แย้งไม่ได้, ที่เถียงไม่ได้, ที่ไม่มีทางโต้แย้ง, ที่ลบล้างไม่ได้) 

2. According to the passage, one knows ______________ the specific role that wildflowers play in the environment.

(ตามที่บทความกล่าว, คนเรารู้ ______________ เกี่ยวกับบทบาทโดยเฉพาะ – เฉพาะด้าน – ซึ่งดอกไม้ป่ามี (แสดง) ในสภาพแวดล้อม)

    (a) thoroughly    (เธ้อร์-โร-ลิ่)  (อย่างละเอียดถี่ถ้วน, โดยตลอด, อย่างตลอดทั่วถึง, อย่างสมบูรณ์,

          อย่างเต็มที่, อย่างเต็มตัว)

    (b) immensely    (อย่างมหาศาล, อย่างมหึมา, อย่างมากมาย)

    (c) precisely    (อย่างถูกต้อง, อย่างเที่ยงธรรม, อย่างเที่ยงตรง, อย่างแม่นยำ, อย่างแน่นอน, อย่างละเอียด,

          อย่างพิถีพิถัน, อย่างชัดถ้อยชัดคำ)

    (d) vaguely    (อย่างคลุมเครือ, อย่างเคลือบคลุม, อย่างไม่ชัดแจ้ง, อย่างเลอะเลือน)  (ดูจากประ

          โยคแรกของพารากราฟแรกที่กล่าวว่า  “....................แม้ว่าหน้าที่โดยเฉพาะของมัน (ดอกไม้

          ป่า) อาจจะไม่ได้รับความเข้าใจดีนัก  แม้กระทั่งโดยนักพฤกษศาสตร์)

3. “perpetuating” in paragraph 1 refers to _______________________________________.

(ทำให้ไม่สูญไป, ทำให้เป็นอมตะ, ทำให้ถาวร”  ในพารากราฟ ๑  หมายถึง _________________)

    (a) galvanizing    (แก๊ล-วะ-ไนซ-ซิ่ง)  (กระตุ้น, กระตุ้นโดยกระแสไฟ) 

    (b) subverting    (ซับ-เวิ้ร์ท)   (๑.  บ่อนทำลาย, ทำลาย, โค่นล้ม, ล้มล้าง,  ๒. ทำให้เสื่อมเสีย,

          ทำให้มัวหมอง, ทำให้เสียหาย) 

    (c) offering    (เสนอ, อาสา, รับทำ, มอบ, ถวาย, ให้, กล่าวว่าจะยกให้, เสนอ, เสนอราคา, บอกราคา,

          บอกขาย, ขอแต่งงาน) 

    (d) fabricating    (แฟ้บ-ริ-เคท)  (๑.  สร้าง, ประดิษฐ์, คิดค้น, เสกสรร, ทอ,  ๒. ปลอม, ปลอมแปลง,

          กุเรื่อง-สร้างเรื่องขึ้นมา) 

    (e) eternalizing    (ทำให้คงอยู่ตลอดไป, ทำให้เป็นอมตะ, ทำให้ไม่รู้จักจบ)

    (f) reprimanding    (เร้พ-พริ-แมนด  หรือ  มานด)  (ประณาม, กล่าวหาอย่างรุนแรง)  (เมื่อเป็นคำนาม 

          “Reprimand”  หมายถึง  “การประณาม, การกล่าวหาอย่างรุนแรง”)

    (g) amplifying    (ขยายใหญ่ขึ้น, ขยายความ)   

    (h) counterfeiting    (เค้าน-เทอะ-ฟิต)  (ทำปลอม, ทำเทียม, ของปลอม-เทียม,  ซึ่งปลอมหรือไม่ใช่ของแท้)

4. “botanists” are students or scientists who study ________________________________.

(“นักพฤกษศาสตร์”  คือ  นักเรียนหรือนักวิทยาศาสตร์ผู้ซึ่งศึกษา _____________________)

    (a) animals    (สัตว์)

    (b) soil    (ดิน, พื้นดิน)

    (c) historical sites    (โบราณสถาน, สถานที่ทางประวัติศาสตร์)

    (d) celestial bodies    (ดวงดาวบนท้องฟ้า)

    (e) human minds    (จิตใจของมนุษย์)

    (f) plants    (ต้นไม้, พันธุ์ไม้, พืชพันธุ์)

    (g) landscapes    (สภาพภูมิประเทศ, สภาพทิวทัศน์, ทิวทัศน์, ลักษณะภูมิประเทศ)

    (h) nature    (ธรรมชาติ)

5. The word “habitats” in paragraph 1 refers to the ________________________ of wildflowers.

(คำว่า  “ถิ่นที่อยู่ของพืชหรือสัตว์, ที่อยู่อาศัย”  ในพารากราฟ ๑  หมายถึง ________________ ของดอกไม้ป่า)

    (a) roots    (ราก)

    (b) leaves    (ใบ)

    (c) species    (พันธุ์พืชหรือสัตว์, ชนิด, จำพวก, รูปแบบ)

    (d) nests    (รัง)

    (e) features    (ลักษณะ, รูป, แบบ, หน้าตา, ลักษณะโฉมหน้า, ภูมิประเทศ, ลักษณะเฉพาะ, ลักษณะ

          สำคัญหรือเด่น)

    (f) offspring    (ดอกผล, หน่ออ่อน, ผล, ผลิตผล, ลูกหลาน, ทายาท, บุตร, ผู้สืบเชื้อสาย, ลูกสัตว์)

    (g) homes    (บ้าน, ที่อยู่อาศัย, ที่พัก, ปิตุภูมิ, บ้านเกิดเมืองนอน, ประเทศของตน, ถิ่นกำเนิด,

          สถานสงเคราะห์, ฐาน, ศูนย์กลาง)

    (h) pollens    (ละอองเกสรดอกไม้, เรณู)

6. The word “declined” in paragraph 1 is closest in meaning to ________________________.

(คำว่า  “ลดลง, เสื่อมลง, ใกล้จะสิ้นสุด, ปฏิเสธ, บอกปัด, เอียง, ลาดลง, บ่ายลงไป”  ในพารากราฟ ๑  ใกล้เคียงที่สุดในความหมายกับ _________________)

    (a) demolished    (รื้อทิ้ง, ทำลาย, โค่น)   

    (b) established    (สร้าง, จัดตั้ง, สถาปนา)

    (c) modified    (ปรับปรุง, เปลี่ยนแปลง, แก้ไข, ดัดแปลง)

    (d) renovated    (เร้น-นะ-เวท)  (ทำใหม่, ปรับปรุงใหม่, ซ่อมแซม, ทำให้มีพลังใหม่, ทำให้มีชีวิตชีวาใหม่,

          ทำให้กลับสู่สภาพเดิม)

    (e) overlooked    (มองข้าม, ทำเป็นมองไม่เห็น, เมินเฉย, เพิกเฉย, ละเลย, ควบคุม, ดูแล)

    (f) vanished    (หายไป, อันตรธาน, สูญสิ้น, จากไป, ไม่มีอยู่, กลายเป็นศูนย์)

    (g) probed    (ตรวจสอบ, สืบสวน, แหย่หรือหยั่งด้วยเครื่องแหย่)

    (h) diminished    (ลดลง, ลดน้อยลง, ค่อยๆ เล็กลง, ทำให้ลดน้อยลง, ดูหมิ่น)

7. The word “endangered” in paragraph 1 may be replaced by _______________________.

(คำว่า  “ใกล้สูญพันธุ์, ทำให้เป็นอันตราย”  ในพารากราฟ ๑  อาจแทนโดย _______________)

    (a) vicious    (ชั่ว, ชั่วร้าย, เลวทราม, ร้ายกาจ, ดุร้าย, เสื่อมทราม)

    (b) gaunt    (ก๊อนท)  (ผอมแห้ง, มีแต่กระดูก, ซูบซีด)

    (c) prolific    (มีผลงานมาก, มีลูกดก, มีผลดก)

    (d) arid    (แอ๊ร์-ริด)  (แห้งมาก, แล้ง, ไม่มีความชื้น, ไม่มีรสชาติ, จืดชืด)

    (e) weary    (แว้ร์-รี่)  (เหน็ดเหนื่อย, เมื่อยล้า, อิดโรย)

    (f) despondent    (หมดหวัง, หมดกำลังใจ, ท้อแท้ใจ, หดหู่ใจ)

    (g) enthusiastic    (กระตือรือร้น)

    (h) almost becoming extinct    (เกือบจะสูญพันธุ์)

8. What one can conclude from the passage is that ________________________________.

(สิ่งที่คนเราสามารถสรุปจากบทความ  คือว่า __________________________________)

    (a) some wildflowers become endangered species or even extinct because of man    (ดอก

          ไม้ป่าบางชนิดกลายเป็นพันธุ์ไม้ใกล้สูญพันธุ์  หรือแม้กระทั่งสูญพันธุ์  เพราะว่ามนุษย์)  (บท

          ความกล่าวถึงการที่มนุษย์เข้าไปทำความเสียหายให้กับดอกไม้ป่า  เช่น  ทำลายแหล่งกำเนิด

          ของมันโดยการสร้างเขื่อนหรือที่อยู่อาศัยของมนุษย์  หรือเก็บดอกไม้ป่ามาทดลองปลูกในสวน

          ที่บ้านของตน  หรือนำมาตากแห้งและรีด – อัด – เก็บใส่ไว้ในอัลบั้ม  หรือสร้างภาพศิลปะหรือ

          ผลงานจากเศษของดอกไม้ป่า  ซึ่งทั้งหมดนี้ทำให้ดอกไม้ป่าบางชนิดใกล้สูญพันธุ์  หรือสูญ

          พันธุ์ไปแล้ว)

    (b) daisies are not an endangered species since they are also garden plants    (ดอกเดซี่มิได้เป็น

          พันธุ์ไม้ใกล้สูญพันธุ์  เพราะว่ามันเป็นพืชสวนด้วยเช่นกัน)  (มิอาจสรุปได้จากบทความ)

    (c) the presence of wildflowers in their environment help improve the wild    (การมีอยู่ของดอกไม้

          ป่าในสภาพแวดล้อมของมัน  ช่วยปรับปรุงให้ป่าดีขึ้น)  (บทความมิได้กล่าวถึงสิ่งนี้)

    (d) wildflowers seeds, as well as their flowers, can be purchased from a commercial nursery   

          (เมล็ดของดอกไม้ป่า, เช่นเดียวกับดอกของมัน, สามารถซื้อได้จากโรงเพาะต้นไม้เชิงพาณิชย์ – คือ

          เพาะต้นไม้เพื่อขาย)  (บทความบอกแต่เพียงว่ามีเมล็ดดอกไม้ป่าขาย  แต่มิได้มีดอกของดอกไม้ป่า

          ขาย  ที่โรงเพาะต้นไม้)

9. The word “showplace” in paragraph 1 means ___________________________________.

(คำว่า  “สถานที่สำหรับไว้อวดคนอื่น, สถานที่แสดง, สถานที่แสดงนิทรรศการ, สถานที่ตัวอย่าง”  ในพารากราฟ ๑  หมายถึง _________________)

    (a) a place where a show can be held    (สถานที่ซึ่งการแสดงสามารถถูกจัดขึ้น)

    (b) a beautiful place one is proud to show    (สถานที่สวยงามซึ่งบุคคลภูมิใจที่จะแสดงให้คนดู)

          (ประโยคที่ ๔ ของพารากราฟแรกกล่าวว่า  “ดอกไม้ป่าบางชนิดทำให้เกิดพืชสวนที่น่ารักและ

          ปลูกง่าย - - โดยดอกเดซี่, ดอกไวโอเลต, ดอกเบญจมาศ (หรือดอกเก๊กฮวย) , และดอกบัทเทอร์

          คัพ (เป็นรูปถ้วยมีสีเหลือง) เป็นที่นิยมชมชอบเป็นพิเศษ  และมิได้ใกล้สูญพันธุ์ไปเสียทั้งหมด

          ในป่า - - และสวนดอกไม้ป่าที่สวยงามสามารถเปลี่ยนลานหลังบ้าน (สนามหลังบ้าน) ใดๆ ให้

          กลายเป็นสถานที่สำหรับไว้อวดคนอื่น)

    (c) a place one shows to collect money    (สถานที่ที่บุคคลแสดงเพื่อเก็บเงิน)

    (d) a place where show people gather    (สถานที่ซึ่งนักแสดงมาชุมนุมกัน)

10. This passage is aimed largely at _____________________________________________.

(บทความนี้มีเป้าหมายส่วนใหญ่ที่ __________________________________________)

      (a) artists    (ศิลปิน, นักศิลปะ, จิตรกร, นักแสดง, ผู้เชี่ยวชาญ, ช่างฝีมือ)

      (b) botanists    (นักพฤกษศาสตร์)

      (c) homemakers    (คนดูแลบ้าน, แม่บ้าน)

      (d) flower lovers    (คนรักดอกไม้)  (บทความกล่าวเตือนผู้รักดอกไม้ป่าว่าไม่ควรจะไปทำลายมัน 

             แต่ควรปล่อยให้มันเติบโตอยู่ในธรรมชาติ  หรือถ้าอยากได้มันจริงๆ ก็ควรซื้อเมล็ดจากโรง

             เพาะต้นไม้มาเพาะที่บ้าน  ซึ่งก็ไม่แน่ว่าจะได้ผล  เพราะสภาพแวดล้อมของบ้านและป่ามีความ

             แตกต่างกัน)

11. The word “pastime” in paragraph 2 can be replaced by ____________________________.

(คำว่า  “งานอดิเรก, สิ่งทีให้ความเพลิดเพลิน, เครื่องหย่อนใจ, เครื่องฆ่าเวลา, การฆ่าเวลา”  ในพารากราฟ ๒  สามารถแทนโดย ________________)

      (a) record    (บันทึก, การบันทึก, สำนวน, สิ่งที่บันทึกไว้, ประวัติ, ประวัติอาชญากรรม, เอกสาร,

            หลักฐานที่บันทึกหรือเก็บไว้, จานเสียง, แผ่นเสียง, เทปบันทึก)

      (b) contest    (การแข่งขัน, การต่อสู้กัน, การโต้แย้ง, การโต้เถียง)

      (c) catastrophe    (คะ-แทส-โทร-ฟี)  (ความหายนะ, ภัยพิบัติ, เหตุการณ์ที่ร้ายกาจ, จุดจบ, ตอน

            จบของละคร) 

      (d) frenzy    (เฟร้น-ซี่)  (ความบ้าคลั่ง, ความบ้าระห่ำ, การมีอาการคุ้มคลั่ง, ความตื่นเต้นอย่างมาก) 

      (e) hobby    (งานอดิเรก)

      (f) fiasco    (ฟี-แอส-โค)  (การล้มเหลวอย่างสิ้นเชิง) 

      (g) memory    (ความจำ, ความทรงจำ, การจำ, การระลึกถึง, ความหลัง, สิ่งที่ผ่านพ้นไปแล้ว, ระยะ

            เวลาแห่งความหลัง, ชื่อเสียง, บุคคลหรือสิ่งที่จำไว้, อนุสรณ์)

      (h) prejudice    (เพร้จ-จู-ดิส)  (อคติ, ความรู้สึกไม่ดีที่มีอยู่ก่อน, ความรู้สึกที่ไม่มีเหตุผล)

12. “treasure” in the second paragraph means ____________________________________.

(ทรัพย์สมบัติ, ของมีค่า, สิ่งที่ล้ำค่า, ขุมทรัพย์, บุคคลที่มีคุณค่าสูง”  ในพารากราฟ ๒  หมายถึง ___

_______________)

      (a) affluence    (แอฟ-ฟลู-เอิ้นซ)  (ความมั่งคั่ง, ความร่ำรวย, ความมากมาย, ความหลากหลาย) 

      (b) falsehood    (ฟ้อลซ-ฮูด)  (ความไม่ซื่อ, ความทุจริต, ของปลอม, สิ่งที่ไม่แท้, การหลอกลวง,

            ความไม่จริง, ความผิดพลาด, การพูดโกหก, คำโกหก)

      (c) exaggeration    (อิก-แซ้จ-จะ-เร้-ชั่น)  (การพูดเกินความจริง, การโอ้อวด, การเพิ่มหรือขยาย

            เกินกว่าปกติ)

      (d) prodigy    (พร้อด-ดะ-จี้)  (เด็กอัจฉริยะ, อัจฉริยะบุคคล, ผู้มีความสามารถพิเศษ, สิ่งมหัศจรรย์,

            สิ่งแปลกประหลาด, สิ่งผิดปกติ, สิ่งที่ใหญ่โตมโหฬาร)

      (e) miracle    (มิ-ระ-เคิ่ล)  (เรื่องอัศจรรย์, ความอัศจรรย์) 

      (f) wealth    (ทรัพย์สิน, ทรัพย์สมบัติ, โภคทรัพย์, ผลิตผล, ความมั่งคั่ง, ความมั่งมี, ความ

            อุดมสมบูรณ์, ความมากมาย)

      (g) hazard    (แฮ้ซ-เซิร์ด)  (ภัย, อันตราย, การเสี่ยง, สิ่งที่เป็นอันตราย หรือทำให้เกิดความเสี่ยง,

            อุบัติเหตุ, เหตุบังเอิญ, ความไม่แน่นอน) 

      (h) collaboration    (ความร่วมมือ, การทำงานร่วมกับผู้อื่น, การช่วยเหลือ) 

13. What does “enthusiasts” in paragraph 2 mean?

(ผู้มีความกระตือรือร้น, ผู้คลั่งไคล้สนใจในอะไรบางอย่าง, ผู้คลั่งศาสนา”  ในพารากราฟ ๒  หมายถึงอะไร)

      (a) traitors    (เทร้-เท่อะ)  (ผู้ทรยศ, ผู้หักหลัง, ผู้ขายชาติ)

      (b) disciples    (สาวก, ศิษย์, สานุศิษย์, ผู้ติดตาม)

      (c) benefactors    (ผู้ทำกุศล, ผู้ทำความดี, ผู้มีพระคุณ, ผู้บริจาค)

      (d) assassins    (อะ-แซ้ส-ซิ่น)  (ผู้ลอบฆ่าโดยเฉพาะการฆ่าคนมีชื่อเสียง, ผู้ทำลาย)

      (e) zealots    (เซ้ล-เลิท)  (ผู้มีความกระตือรือร้นเกินไป, ผู้คลั่ง, ผู้มีความปรารถนาสูง, แฟน)

      (f) felons    (เฟ้ล-เลิ่น)  (อาชญากรที่ทำความผิดร้ายแรง เช่น ฆ่า ข่มขืน, คนชั่วช้า) 

      (g) traffickers    (พ่อค้า, ผู้ค้าขาย, ผู้ทำธุรกิจการพาณิชย์) 

      (h) rookies    (slang)  (รุ้ค-คี่)  (มือใหม่, ผู้ที่เริ่มต้นทำ, มือใหม่, นักกีฬาอาชีพที่ลงแข่งขันเป็นครั้งแรก) 

14. The word “collages” in paragraph 2 refers to _________________________________.

(คำว่า  “ภาพศิลปะหรือผลงานจากการปะติดปะต่อเศษชิ้นวัตถุต่างๆ  เช่น  เศษดอกไม้, เศษหนังสือพิมพ์  ให้กลายเป็นภาพศิลปะขึ้น, เทคนิคการทำสิ่งดังกล่าว”  ในพารากราฟ ๒  หมายถึง ____________)

      (a) colleagues    (ค้อล-ลีก)  (เพื่อนร่วมงาน, ผู้ร่วมงาน)

      (b) colleges    (ค้อล-ลิจ)  (วิทยาลัย, สถาบันการศึกษาชั้นสูง, ส่วนหนึ่งของมหาวิทยาลัย, โรงเรียนอาชีพ,

            โรงเรียนมัธยมเอกชนในอังกฤษ)

      (c) collapses    (การล้มลง, การทรุดลง, ภาวะทรุดโทรม)

      (d) pictures made by sticking together pieces of paper, cloth, photographs, etc.   

             (รูปภาพซึ่งสร้างโดยการปะติดปะต่อเศษชิ้นกระดาษ, ผ้า, รูปภาพ หรืออื่นๆ)

      (e) discourses    (การพูดหรือเขียนที่ติดต่อกัน) 

      (f) disseminations    (การแพร่กระจาย, การเผยแพร่, การทำให้กระจัดกระจาย)

      (g) superstitions    (การเชื่อโชคเชื่อลาง, การเชื่อเรื่องไสยศาสตร์, การเชื่อเรื่องงมงาย, การเชื่อผีถือสาง)

      (h) havocs    (แฮ้ฟ-วอค)  (ความหายนะ, ภัยพิบัติ, ความเสียหาย, ความฉิบหาย, ความสับสนวุ่นวาย)

            (เมื่อเป็นคำกริยา  หมายถึง  "ทำให้เสียหาย, ทำลาย") 

15. The word “their” in paragraph 2 refers to ____________________________________.

(คำว่า  “ของพวกเขา”  ในพารากราฟ ๒  หมายถึง ________________________________)

      (a) flower gardens    (สวนดอกไม้)

      (b) wildflower pictures    (รูปภาพดอกไม้ป่า)

      (c) wildflower collages    (ภาพศิลปะซึ่งสร้างโดยการปะติดปะต่อเศษชิ้นดอกไม้ป่า – ที่นำมา

            ตากแห้ง)  (“Their” แทนคำนามที่กล่าวมาก่อนหน้า  โดยดูจากประโยคที่ ๒ ของพารากราฟ ๒

            ที่กล่าวว่า  “ผู้มีความกระตือรือร้น (ผู้คลั่งไคล้สนใจในอะไรบางอย่าง) (ในที่นี้คือดอกไม้ป่า)

            บางคน  จะเติมเต็มทั้งอัลบั้ม (ด้วยดอกไม้ป่าแห้ง)  หรือไม่ก็สร้างภาพศิลปะหรือผลงานจาก

            การปะติดปะต่อเศษชิ้นวัตถุต่างๆ (ในที่นี้คือดอกไม้ป่าแห้ง) ให้กลายเป็นภาพศิลปะขึ้น  หรือ

            การจัดเรียง (ดอกไม้ป่า) ซึ่งถูกทำให้แห้งและสวยงาม,  และแม้กระทั่งปัจจุบัน  วัตถุดังกล่าว

            (ภาพศิลปะฯ) ได้รับการยกย่อง (ชื่นชม) สำหรับความสวยงามของมัน )

      (d) flower catalogs    (แคตตาล็อกรูปดอกไม้)

16. The word “rarity” in paragraph 2 is closest in meaning to _________________________.

(คำว่า  “ความหายาก, ความไม่ค่อยมี, ความเบาบาง (ของอากาศ-กาซ), สิ่งที่หายาก, ความประเสริฐ”  ในพารากราฟ ๒  ใกล้เคียงที่สุดในความหมายกับ __________________)

      (a) surveillance    (เซอร์-เว้-เลิ่นซ)  (การเฝ้ามองอย่างใกล้ชิด, การเฝ้ามองอย่างระมัดระวัง (โดยเฉพาะ

            ผู้ต้องสงสัยว่าเป็นอาชญากร), การควบคุม, การตรวจตรา, การดูแล)

      (b) fury    (ความโกรธแบบเป็นฟืนเป็นไฟ)

      (c) remuneration    (ริ-มิว-นะ-เร้-ชั่น)  (ค่าตอบแทน, เงินตอบแทน, สินน้ำใจ, การจ่ายเงิน, การให้รางวัล,

            การตอบแทน, การชดเชย) 

      (d) triumph    (ไทร้-อั้มฟ)  (ชัยชนะ, ความมีชัย, ความสำเร็จ, การฉลองชัยชนะ, ความยินดีที่มีชัย) 

            (เมื่อเป็นคำกริยา  หมายถึง  “ได้รับชัยชนะ, ฉลองชัยชนะ”)

      (e) artifact    (อ๊าร์-ทิ-แฟคท)  (สิ่งประดิษฐ์, สิ่งประดิษฐ์โดยฝีมือคน, สิ่งที่มนุษย์ทำขึ้น, ของเทียม) 

      (f) treaty    (สนธิสัญญา, ข้อตกลง)

      (g) scarcity    (การมีน้อย, การหายาก, ความขาดแคลน, ความไม่เพียงพอ)

      (h) association    (ความสัมพันธ์, การสังสรรค์, สมาคม, บริษัท, การเชื่อมติดต่อกัน)

17. The message the writer gives about wildflowers is ______________________________.

(ข่าวสารที่ผู้เขียนให้ (ฝาก หรือสื่อ) เกี่ยวกับดอกไม้ป่า  คือ _________________________)

      (a) grow them but don’t buy them    (ปลูกมันแต่อย่าซื้อมัน)

      (b) move them but don’t plant them    (ย้ายมันแต่อย่าปลูกมัน)

      (c) paint them but don’t pick them    (วาดภาพมันแต่อย่าเด็ดมัน)  (ประโยคสุดท้ายของพารา

            กราฟ ๒ กล่าวว่า  “วิธีที่ดีที่สุดที่จะนำดอกไม้ป่ากลับมาบ้าน  ก็คือโดยผ่านทางภาพถ่ายของ

            คุณเอง (ภาพถ่ายดอกไม้ป่าที่คุณถ่ายมา)  หรือไม่ก็โดยการสเก็ตภาพหรือวาดภาพมันที่ตรง

            จุดนั้น (หมายถึง  สถานที่ที่พบดอกไม้ป่า)  และต่อจากนั้นก็แสดงผลงานศิลปะของคุณ

            (หมายถึง  แสดงภาพถ่ายหรือภาพวาดดอกไม้ป่าของคุณ)”)

      (d) press them but don’t sketch them    (รีดหรืออัดมัน  แต่อย่าสเก็ตภาพมัน)

 

(คำแปล)

ดอกไม้ป่า

 

            ในส่วนที่เกี่ยวข้องกับนักธรรมชาติวิทยา (สำหรับนักธรรมชาติวิทยา) (As far as naturalists are concerned)  คุณค่าที่ยิ่งใหญ่ (great value) ของดอกไม้ป่า (wildflowers) อยู่ที่การทำให้พันธุ์ดอกไม้ป่าไม่สูญไป (ดำรงพันธุ์ดอกไม้ป่าต่อไป) (perpetuating the species),  (และ) อยู่ที่การมีคุณูปการในการมีอยู่ของมันต่อสภาพแวดล้อม (contributing their very presence to the environment) ซึ่งมัน (ดอกไม้ป่า) มีส่วนสำคัญ (they play an integral part) (ในสภาพแวดล้อมดังกล่าว)  แม้ว่าหน้าที่โดยเฉพาะ (particular function) ของมัน (ดอกไม้ป่า) อาจจะไม่ได้รับความเข้าใจดีนัก (may not be well understood) แม้กระทั่งโดยนักพฤกษศาสตร์ (even by botanists),  ทั้งนี้  ในที่ซึ่งถิ่นที่อยู่ของพืชหรือสัตว์บางแห่ง (Where certain habitats) ได้ถูกรบกวน (disturbed) โดยการก่อสร้างเขื่อน (construction of dams) หรือที่อยู่อาศัย (ชุมชน) ของมนุษย์ (human habitations)  หรือโดยการเพาะปลูกบนผืนดิน (ที่ดิน)  (cultivation of land) เพื่อ (สร้าง) ฟาร์ม (ไร่นา) (farms) และผืนป่า (การทำป่าไม้, ศาสตร์แห่งการปลูกและรักษาป่า) (forestry)  ดอกไม้บางชนิดได้มีจำนวนลดลง (declined in numbers)  โดยในบางโอกาส (บางครั้งบางคราว, เป็นครั้งคราว)  (occasionally) กลายเป็นพันธุ์ไม้ใกล้สูญพันธุ์ (becoming endangered species)  หรือแม้กระทั่ง (even) สูญพันธุ์ (extinct) โดยสิ้นเชิง (ทั้งหมด, ทั้งสิ้น, พร้อมกัน, ด้วยประการทั้งปวง) (altogether)ดังนั้น (เพราะฉะนั้น) (therefore) มันจึงเป็นเรื่องสำคัญ (important) สำหรับนักธรรมชาติวิทยาสมัครเล่น (amateur naturalists) ที่จะปล่อยให้พืชดังกล่าว (ดอกไม้ป่า) อยู่ตรงที่ที่มันอยู่ ((leave such plants where they are)  มากกว่า (rather than) ที่จะเด็ด (pick) มัน  หรือพยายาม (attempt) ที่จะย้าย (ย้ายปลูก, ย้ายถิ่น) (transplant) มันไปยังสวน (ที่บ้าน) ของตนเอง,  ดอกไม้ป่าบางชนิดทำให้เกิดพืชสวนที่น่ารัก (make lovely garden plants) และปลูกง่าย (easy to grow) - - โดยดอกเดซี่, ดอกไวโอเลต, ดอกเบญจมาศ (หรือดอกเก๊กฮวย) , และดอกบัทเทอร์คัพ (เป็นรูปถ้วยมีสีเหลือง) เป็นที่นิยมชมชอบเป็นพิเศษ (especially popular)  และมิได้ใกล้สูญพันธุ์ไปเสียทั้งหมดในป่า (not all endangered in the wild) - - และสวนดอกไม้ป่าที่สวยงาม (pretty wildflower garden) สามารถเปลี่ยน (turn) ลานหลังบ้าน (สนามหลังบ้าน) (backyard) ใดๆ  ให้กลายเป็นสถานที่สำหรับไว้อวดคนอื่น (สถานที่แสดง, สถานที่แสดงนิทรรศการ, สถานที่ตัวอย่าง) (showplace),  แต่มันจะเป็นการดีที่สุดเสมอ (it is always best) ที่จะซื้อ (purchase) เมล็ด (seeds) (ดอกไม้ป่า) จากโรงเพาะต้นไม้ (สถานที่ปลูกต้นไม้  โดยเฉพาะต้นอ่อน  เพื่อขาย, ห้องหรือสถานที่เลี้ยงเด็ก, โรงเรียนหรือโรงเลี้ยงเด็กในเวลากลางวัน) (nursery) เชิงพาณิชย์ (เกี่ยวกับการค้า, ซึ่งมุ่งหวังกำไร) (commercial)  หรือ (จาก) บริษัทที่มีแคตตาล็อกเมล็ด (seed catalog company) (ดอกไม้ป่า)  มากกว่าที่จะพยายามเก็บ (rather than try to collect) ดอกไม้จากธรรมชาติ (ป่า),  ทั้งนี้  มันไม่ง่ายเสมอไปที่จะจำลองแบบ (ถอดแบบ, ขยายพันธุ์, แพร่พันธุ์, สืบพันธุ์, ทำสำเนา, อัดสำเนา, ลอก, คัด) (reproduce) สภาวะการเจริญเติบโต (growing conditions) (หมายถึง  บรรยากาศของป่าที่ดอกไม้เติบโตขึ้นมา)  ซึ่งพืช (ดอกไม้ป่า) จะรู้สึกเป็นกันเอง (รู้สึกเหมือนอยู่ในป่าจริงๆ) (feel at home)  และมันจะน่าเสียดาย (it would be a shame) ที่จะเสี่ยงการสูญเสีย (risk the loss) ดอกไม้ป่าในวิธีการที่เป็นการทดลองแบบนี้ (in this experimental way)  (หมายถึง  การเอาดอกไม้ป่ามาลองปลูกที่บ้าน  ซึ่งดอกไม้อาจจะตายได้)

           งานอดิเรก (สิ่งทีให้ความเพลิดเพลิน, เครื่องหย่อนใจ, เครื่องฆ่าเวลา, การฆ่าเวลา) (pastime) ที่เป็นที่นิยม (popular) สำหรับคนรักดอกไม้ (flower lovers) ในยุค (สมัย, กลางวัน, วัน, วันทำงาน) (days) ก่อนที่ดอกไม้ป่าจะถูกถือว่าเป็น (considered) ทรัพย์สมบัติ (ของมีค่า, สิ่งที่ล้ำค่า, ขุมทรัพย์, บุคคลที่มีคุณค่าสูง) (treasure) ตามธรรมชาติ  คือการเก็บรวบรวม (สะสม) (collect) และรีด (บีบ, รัด, อัด, กด, ทับ) (press) มัน (ดอกไม้) (เพื่อเก็บไว้ในอัลบั้ม),  ผู้มีความกระตือรือร้น (ผู้คลั่งไคล้สนใจในอะไรบางอย่าง, ผู้คลั่งศาสนา) (enthusiasts) (ในดอกไม้ป่า) บางคน  จะเติมเต็มทั้งอัลบั้ม (fill entire albums) (ด้วยดอกไม้ป่าแห้ง) หรือไม่ก็สร้าง (create) ภาพศิลปะหรือผลงานจากการปะติดปะต่อเศษชิ้นวัตถุต่างๆ (เช่น เศษดอกไม้, เศษหนังสือพิมพ์) ให้กลายเป็นภาพศิลปะขึ้น (เทคนิคการทำสิ่งดังกล่าว) (collages) (คะ-เล้จ) หรือการจัดเรียง (การจัด, การจัดการ, การตระเตรียม) (arrangements) (ดอกไม้ป่า) ซึ่งถูกทำให้แห้ง (dried) และสวยงาม (หล่อ, มีสัดส่วนดี, ใจดี, สุภาพเรียบร้อย, ชำนาญ, แคล่วคล่อง) (handsome),  และแม้กระทั่งปัจจุบัน (even today)  วัตถุดังกล่าว (ภาพศิลปะฯ) (such objects) ได้รับการยกย่อง (ชื่นชม) (admired) สำหรับความสวยงาม (beauty) ของมัน,  แต่อีกครั้งหนึ่ง (But again)  เนื่องจากความหายาก (ความไม่ค่อยมี, ความเบาบาง (ของอากาศ-กาซ), สิ่งที่หายาก, ความประเสริฐ) (rarity) ของดอกไม้ (ป่า) บางชนิด  และข้อเท็จจริง (fact) ที่เข้าใจง่าย (ไม่สลับซับซ้อน, ง่ายๆ, ไม่ยุ่งยาก, ชัดแจ้ง, เรียบ, ถ่อมตัว, บริสุทธิ์, เซ่อๆ, ไม่เจือปน, มีองค์ประกอบเดียว) (simple) ที่ว่า  ดอกไม้ที่มีชีวิต (living flowers) สวยกว่าดอกไม้ที่ตายแล้ว (dead ones) เสมอ,  (ดังนั้น) การเก็บสะสม (collecting) มัน (ดอกไม้ป่า) จึงไม่ได้รับการแนะนำให้ทำ (recommended),  ทั้งนี้  วิธีที่ดีที่สุดที่จะนำดอกไม้ป่ากลับมาบ้าน (bring wildflowers home) ก็คือโดยผ่านทาง (through) ภาพถ่ายของคุณเอง (ภาพถ่ายดอกไม้ป่าที่คุณถ่ายมา) (your own photographs)  หรือไม่ก็โดยการสเก็ตภาพ (ร่างภาพอย่างหยาบๆ) (sketching) หรือวาดภาพ (ทาสี, ทาเครื่องสำอาง) (painting) มัน (ดอกไม้ป่า) ที่ตรงจุดนั้น (on the spot) (หมายถึง  สถานที่ที่พบดอกไม้ป่า)  และต่อจากนั้นก็แสดงผลงานศิลปะ (displaying your artwork) ของคุณ (หมายถึง  แสดงภาพถ่ายหรือภาพวาดดอกไม้ป่าของคุณ)

 

เรียน   ท่านผู้ติดตามอ่านเว็บไซต์  “everydayenglish.pwa.co.th                  

 

                ถ้าท่านมีคำแนะนำให้ปรับปรุงเว็บไซต์นี้ประการใด  กรุณาส่ง e-mail ไปที่  ดร. วัชรินทร์  ภูเขาทอง  อดีต  ผอ. สำนักวิทยาการ  การประปาส่วนภูมิภาค  ผู้จัดทำเว็บไซต์นี้  ตาม  “Address”  (โปรดระบุหัวเรื่องด้วยว่า  “ปรับปรุงเว็บไซต์”)   เพื่อที่ผู้จัดทำฯ จะได้ปรับปรุงเนื้อหาได้ตรงตามความประสงค์ของผู้อ่านเว็บไซต์นี้ต่อไป

 

 

 

 

 

หมวดข้อสอบ READING (ตอนที่ 42)

การประปาส่วนภูมิภาค  “มุ่ง-มั่น-เพื่อปวงชน”

 

DirectionRead the following passage and choose the best answer for each question.

(จงอ่านบทความต่อไปนี้  และเลือกคำตอบที่ดีที่สุดสำหรับแต่ละคำถาม)

 

Why Do People Want to Own Machines?

 

          People like to own machines the way they used to like to own animals, territories, and other people.  Often the purpose served by the machine is less important than the fact of ownership itself, that it represents upward mobility.  Every new machine that can be purchased is a sign that the owner is advancing financially.  Consider the 10 following machines or mechanical gadgets for their relative importance to our basic needs :

               washing machine                                 air conditioner

               home computer                                    videocassette recorder

               home and auto alarm systems           automobile telephone          

               telephone answering machine           vacuum cleaner

               Walkman headset

          Unquestionably some of these mechanical marvels perform tasks which were once laborious and time-consuming.  Who wants to go back to washing clothes in a nearby stream?  Who would give up air-conditioning if financial constraints did not require the sacrifice?  Writers often wonder how they ever got along without word processors, which greatly simplify the once-arduous task of editing a manuscript.     

            The need to own machines is one of the cornerstones of contemporary economic systems.  As “new and improved” models appear, those who rush to get them are surely providing jobs for many people.  Market research discloses that many who can barely afford minimum shelter and nutrition insist on having cable television even if this means doing without some basic necessities.  Nor must one shake a head at the “foolishness” of such a choice.  In a technologically oriented society, not having cable television can create a very real sense of privation, much greater than the desire for higher-quality foods.

 

1. The topic of this passage should be ________________________________________.

(หัวข้อเรื่องของบทความนี้ควรจะเป็น _____________________________________)

    (a) How Machines Control Us    (เครื่องจักรกลควบคุมเราอย่างไร)

    (b) Conflicts over Owning Machines    (ความขัดแย้งในเรื่องการเป็นเจ้าของเครื่องจักรกล)

    (c) The Importance of Owning Machines    (ความสำคัญของการเป็นเจ้าของเครื่องจักรกล

          (ส่วนใหญ่ของบทความนี้กล่าวถึงความต้องการของผู้คนที่จะเป็นเจ้าของเครื่องจักรกล  โดย

          บางครั้งมิได้คำนึงถึงฐานะทางเศรษฐกิจของตน  แต่อยากแสดงความร่ำรวยให้ผู้อื่นเห็นจาก

          เครื่องจักรกลที่ตนครอบครอง  นอกจากนั้น  ประโยคแรกของพารากราฟสุดท้ายยังกล่าวถึง

          ความจำเป็นที่จะเป็นเจ้าของเครื่องจักรกล,  หัวข้อเรื่องจึงควรจะเป็น  “ความสำคัญของการ

          เป็นเจ้าของเครื่องจักรกล”)

    (d) How People Can Afford Machines    (ผู้คนสามารถมีเครื่องจักรกลใช้ได้อย่างไร)

2. To the writer, the most important reason why people want to purchase machines is that _______

__________.

(สำหรับผู้เขียน  เหตุผลสำคัญที่สุดว่าทำไมผู้คนต้องการซื้อเครื่องจักรกล  คือว่า ____________)

    (a) machines make them financially secure    (เครื่องจักรกลทำให้พวกเขามีความมั่นคงทางการเงิน)

    (b) machines help them save time and energy    (เครื่องจักรกลช่วยให้พวกเขาประหยัดเวลาและ

          พลังงาน)

    (c) people want to show they are well-off    (ผู้คนต้องการแสดงว่าพวกเขามีฐานะดี)  (ประโยค

          ที่ ๒ และ ๓ ของพารากราฟแรกกล่าวว่า  “บ่อยครั้ง  วัตถุประสงค์ซึ่งสนองโดยเครื่องจักร  มี

          ความสำคัญน้อยกว่าข้อเท็จจริงของการเป็นเจ้าของ (เครื่องจักรกล) ในตัวของมันเอง (หมาย

          ถึง  การเป็นเจ้าของเครื่องจักรกลมีความสำคัญมากกว่าการใช้ประโยชน์มัน  เนื่องจากแสดง

          ถึงสถานภาพของผู้เป็นเจ้าของมัน)  ที่ว่ามันเป็นตัวแทนการเคลื่อนที่ขึ้นสู่ข้างบน (หมายถึง 

          การก้าวขึ้นสู่ความมั่งคั่ง  หรือมีฐานะทางเศรษฐกิจดี)”  และ  “เครื่องจักรกลใหม่ทุกชิ้นซึ่ง

          สามารถถูกซื้อได้  จะเป็นเครื่องหมาย (เครื่องแสดง) ว่าเจ้าของกำลังก้าวหน้าทางด้านการ

          เงิน (คือ  มีฐานะดีขึ้น))

    (d) people want to do without their basic needs    (ผู้คนต้องการดำรงชีวิตโดยปราศจากสิ่งจำเป็น

          พื้นฐานของตน)

3. In the first paragraph, “mobility” refers to ______________________________________.

(ในพารากราฟแรก,  “การเคลื่อนไหว, การเคลื่อนที่, การเปลี่ยนแปลงได้ง่าย, การเปลี่ยนแปลงอยู่เสมอ”  หมายถึง _________________)

    (a) proximity    (ความใกล้ชิด, ความใกล้เคียง)

    (b) acumen    (อะ-คู้-เม่น)  (ความมีไหวพริบเฉียบแหลม)

    (c) foundation    (รากฐาน, มูลฐาน, มูลนิธิ)

    (d) ruin    (ซากปรักหักพัง, สถานที่ปรักหักพัง, ความพินาศ, ความหายนะ, ความย่อยยับ, ความล่มจม,

          การทำลาย, การล้มละลาย)

    (e) fault    (ข้อบกพร่อง, ความผิดพลาด, ความคลาดเคลื่อน)

    (f) desperation    (ความสิ้นหวัง, ภาวะที่ล่อแหลม, ภาวะที่ร้ายแรง)

    (g) movement    (การเคลื่อนไหว, การเคลื่อนที่, กิริยาท่าทาง, กระบวนการ, ความพยายาม,

          คณะบุคคล, การดำเนินงาน)

    (h) failure    (เฟ้ล-เย่อร์)  (ความล้มเหลว, ความไร้ผล, ความไม่สำเร็จ, การสอบตก, สิ่งที่ล้มเหลว)

4. The word “gadgets” in paragraph 1 means _____________________________________.

(คำว่า  “เครื่องมือ, อุปกรณ์, สิ่งประดิษฐ์, เครื่องประดิษฐ์”  ในพารากราฟ ๑  หมายถึง __________)

    (a) remnants    (ส่วนที่เหลือ, สิ่งที่ทิ้งเอาไว้, เศษ, เศษเล็กเศษน้อย, เศษผ้า, เดน)

    (b) parts    (ส่วนต่างๆ, ชิ้นส่วน)

    (c) disappointments    (ความผิดหวัง)

    (d) gifts    (พรสวรรค์, ความสามารถพิเศษ, ของขวัญ, สิ่งที่ให้ด้วยความสมัครใจ)

    (e) resources    (ทรัพยากรของประเทศ, กำลังเงิน, กำลังคน, กำลังวัตถุ)

    (f) phenomena    (ปรากฏการณ์, ข้อเท็จจริง, สิ่งที่ประทับใจ, บุคคลที่ประทับใจ, คนที่ยอดเยี่ยม)

    (g) hindrances    (อุปสรรค, สิ่งกีดขวาง, เครื่องกีดขวาง)

    (h) devices    (อุปกรณ์, เครื่องประดิษฐ์, เครื่องกลไก, แผนการ, อุบาย, หลักในใจ, เครื่องหมาย)

5. “Who would give up air-conditioning if financial constraints did not require the sacrifice?” means _________________.

(ใครล่ะจะเลิก (ยุติ) การใช้เครื่องปรับอากาศ  ถ้าข้อจำกัดทางด้านการเงินมิได้เรียกร้องการเสียสละ(หรือ ถ้าไม่มีข้อจำกัดด้านการเงิน)  หมายถึง __________________)

    (a) people have to sacrifice something if they want to have air-conditioning    (ผู้คนจำเป็นต้องเสีย

          สละบางอย่าง  ถ้าพวกเขาต้องการมีเครื่องปรับอากาศ)

    (b) if people have enough money, they will surely manage to have air-conditioning   

          (ถ้าผู้คนมีเงินพอ  พวกเขาจะพยายามมีเครื่องปรับอากาศใช้อย่างแน่นอน)

    (c) even if people have a financial problem, they will not give up air-conditioning    (แม้ว่าผู้คนมีปัญ

          หาด้านการเงิน  พวกเขาจะไม่เลิกใช้เครื่องปรับอากาศ)

    (d) people have to give up comfort if they do not have air-conditioning    (ผู้คนจำเป็นต้องเลิก

          – สละ - ความสะดวกสบาย  ถ้าพวกเขาไม่มีเครื่องปรับอากาศ)

6. “Unquestionably” in the second paragraph refers to ____________________________.

(อย่างไม่ต้องสงสัยเลย, อย่างแน่นอน, อย่างไม่มีปัญหา”  ในพารากราฟ ๒  หมายถึง _________)

    (a) Promptly    (อย่างรวดเร็ว)

    (b) Reluctantly    (อย่างไม่เต็มใจ)

    (c) Circumspectly    (อย่างรอบคอบ, อย่างระมัดระวัง)

    (d) Properly    (อย่างเหมาะสม, อย่างสมควร, อย่างดี, อย่างถูกต้อง)

    (e) Willingly    (อย่างเต็มใจ)

    (f) Undoubtedly    (อย่างแน่นอน, อย่างไม่ต้องสงสัย, อย่างแท้จริง)

    (g) Thoroughly    (เธ้อร์-โร-ลิ่)  (อย่างละเอียด, อย่างถี่ถ้วน, อย่างสมบูรณ์, อย่างเต็มที่, ทั่วไปหมด,

          โดยตลอด, ตลอดทั่วถึง)

    (h) Lucidly    (อย่างแจ่มแจ้ง, อย่างชัดเจน)

7. The word “marvels” in paragraph 2 is closest in meaning to _______________________.

(คำว่า  “สิ่งมหัศจรรย์, สิ่งที่น่าพิศวง, สิ่งที่ทำให้ประหลาดใจ, บุคคลที่น่าพิศวง, ความประหลาดใจ, ความพิศวง”  ในพารากราฟ ๒  ใกล้เคียงที่สุดในความหมายกับ _________________)

    (a) disadvantages    (ข้อเสียเปรียบ, ความเสียเปรียบ, ข้อเสียหาย, ความเสียหาย, ความเป็นเบี้ยล่าง)

    (b) disturbances    (การรบกวน, การทำให้ไม่สงบ, การทำให้ยุ่ง, การทำให้ลำบาก, สิ่งที่รบกวน, ความ

          ไม่สงบ)

    (c) vicissitudes    (วิ-ซิ้ส-ซิ-ทิ้วด)  (ความขึ้นๆลงๆ, การเปลี่ยนแปลง, การผันแปร, การหมุนเวียน, การ

          สับเปลี่ยน)  

    (d) situations    (สถานการณ์)

    (e) wonders    (สิ่งที่ทำให้พิศวงหรือประหลาดใจ, ความประหลาดใจ, ความงงงวย, ความพิศวง,

          การกระทำหรือเหตุการณ์ที่ทำให้ประหลาดใจ)

    (f) specimens    (ตัวอย่างทางวิทยาศาสตร์ เช่น  เลือด น้ำลาย อสุจิ, แบบอย่าง, ผลิตภัณฑ์ตัวอย่าง,

          ตัวอย่างในการทดลอง, ข้อมูลสำหรับตรวจสอบ)

    (g) chores    (ชอร์)  (งานเล็กๆน้อยๆ, งานบ้าน, งานประจำที่น่าเบื่อ เช่น งานทำความสะอาดบ้าน 

          งานในไร่นา)

    (h) legends    (ตำนาน, เรื่องโบราณ)

8. What does “constraints” in the second paragraph mean?

(“ข้อจำกัด, การจำกัด, การคุมขัง, การควบคุมความรู้สึก, การบีบบังคับ, ภาวะที่ถูกบีบบังคับ”  ในพารากราฟ ๒  หมายถึงอะไร)

    (a) enterprises    (กิจการ, โครงการ, ธุรกิจ)

    (b) pamphlets    (แพ้ม-ฟลิท)  (จุลสาร, หนังสือขนาดเล็ก)

    (c) violations    (การฝ่าฝืน, การละเมิด)

    (d) devotions    (การอุทิศตัว, การเสียสละ)

    (e) limitations    (ข้อจำกัด, ขีดจำกัด, วงจำกัด, ข้อกำหนด, การกำหนด)

    (f) extraditions    (การส่งผู้ร้ายข้ามแดน)

    (g) pandemonium    (ความแตกตื่น, ความวุ่นวาย, ความโกลาหล)

    (h) collapses    (การล้มลงหรือทรุดลง, ภาวะทรุดโทรม)

9. “simplify” in paragraph 2 refers to ____________________________________________.

(“ทำให้ง่ายขึ้น, ทำให้เข้าใจง่าย, ทำให้ไม่ยุ่งเหยิง, ทำให้ชัดเจน ในพารากราฟ ๒  หมายถึง _______)

    (a) sympathize    (เห็นอกเห็นใจ)   

    (b) hamper    (เป็นอุปสรรค, ขัดขวาง, หยุดยั้ง, ทำให้ชะงัก, สอดแทรก, ตัด, กีดขวาง)

    (c) contaminate    (ทำให้ปนเปื้อน, ทำให้เกิดมลภาวะ)

    (d) make easier    (ทำให้ง่ายขึ้น)

    (e) conquer    (ค้อง-เค่อะ)  (ปราบ, เอาชนะ, พิชิต, ได้ชัยชนะ, ยึดได้)

    (f) starve     (อดอาหารตาย, อดอยาก, หิวโหย, หนาวตาย, กระหาย, ทำให้อดอาหารตาย-อดอยาก-

          กระหาย-หิวโหย-หนาวตาย)

    (g) shiver    (ชิฟว-เว่อะ)  (สั่น, ตัวสั่น, สั่นระริก, (ธง) ปลิวสะบัด, แตกออก, แตกออกเป็นชิ้นเล็กชิ้นน้อย)

    (h) cope    (รับมือ, จัดการ, ต่อกร)

10. The word “arduous” in the second paragraph can be replaced by __________________.

(คำว่า  “หนักอึ้ง, ตรากตรำอย่างมาก, ยากลำบาก”  ในพารากราฟ ๒  สามารถแทนโดย ________)

      (a) dangerous    (มีอันตราย, เป็นภัย)

      (b) drastic    (แดรส-ทิค)  (รุนแรงมาก, ดุเดือดมาก, เข้มงวดมาก, อย่างสุดขีด)

      (c) confusing    (น่างง, น่าสับสน)

      (d) challenging    (ซึ่งท้าทาย)

      (e) lenient    (ลี้-เนี่ยนท หรือ ลี้น-เยิ่นท)  (ผ่อนผัน, โอนอ่อน, กรุณา, ปรานี)

      (f) difficult    (ยาก, ลำบาก, ยุ่งยาก, มีอุปสรรค, ขัดสน, ซึ่งก่อความลำบากใจ, ดื้อรั้น)

      (g) magnificent    (ดีเยี่ยม, เลิศ, สง่างาม, วิเศษ)

      (h) resourceful    (รับมือกับปัญหาได้ทุกรูปแบบ, หัวใส, เจ้าความคิด)

11. According to the passage, many of those who want to have cable television ___________.

(ตามที่บทความกล่าว  คนจำนวนมากผู้ซึ่งต้องการมีเคเบิลทีวี _____________________)

      (a) still want to have better shelter and nutrition    (ยังคงต้องการมีที่พักอาศัยและอาหารที่ดีขึ้น)

      (b) do not know that they have made a foolish choice    (ไม่รู้ว่าพวกเขาได้เลือกอย่างโง่ๆ)

      (c) tend to rush to get the new, improved models    (มีแนวโน้มที่จะเร่งรีบที่จะได้มาซึ่งโมเดล

            (ของเครื่องจักรกล) ที่ใหม่และได้รับการปรับปรุงให้ดีขึ้น)

      (d) do not mind having to do without basic needs    (ไม่รังเกียจการดำรงชีวิตโดยปราศจาก

            สิ่งของจำเป็นพื้นฐาน)  (ประโยคที่ ๓ ของพารากราฟ ๓ กล่าวว่า  “การวิจัยตลาดเปิดเผยว่า

            คนจำนวนมาก  ผู้ซึ่งแทบจะไม่สามารถมีเงินพอสำหรับที่พักอาศัยและอาหารขั้นต่ำสุด (ระดับ

            ต่ำสุด) (ก็ยัง) ยืนกรานจะมีเคเบิลทีวี  ถึงแม้ว่าสิ่งนี้หมายความถึงการดำรงชีวิตโดยปราศจาก

            สิ่งของจำเป็นพื้นฐานบางอย่าง)

12. The word “shelter” in paragraph 3 is closest in meaning to ______________________.

(คำว่า  “ที่พักอาศัย, ที่กำบัง, ที่หลบภัย, ที่หลบซ่อน, ที่ลี้ภัย, ที่เป็นร่มไม้ชายคา, ความคุ้มครอง”  ในพารากราฟ ๓  ใกล้เคียงที่สุดในความหมายกับ __________________)

      (a) diet    (อาหาร, อาหารพิเศษ, อาหารลดน้ำหนัก, รัฐสภาญี่ปุ่น)

      (b) leisure    (ลี้-เชอะ หรือ เลช-เชอะ)  (เวลาว่าง, การว่างจากงาน, ความสบายที่ไม่รีบร้อน)

      (c) damage    (ความเสียหาย, การทำให้เสียหายหรือได้รับอันตราย)  (damages =   ค่าเสียหาย, เงินชด

            เชยค่าเสียหาย)

      (d) commotion    (ความไม่สงบ, ความชุลมุนวุ่นวาย, ความสับสนอลหม่าน, การจลาจล, ความอึกทึกครึก

            โครม, ความเกรียวกราว, ความวุ่นวายทางการเมืองหรือสังคม) 

      (e) residence    (ที่อยู่อาศัย, ถิ่นที่อยู่, ที่อยู่, การอยู่อาศัย, การมีถิ่นที่อยู่, ช่วงระยะเวลาการอยู่

            อาศัย)

      (f) debt    (เด๊ท)  (หนี้สิน)

      (g) dilemma    (ดิ-เล้ม-ม่ะ)  (สถานการณ์ที่ลำบาก, สภาวะที่กลืนไม่เข้าคายไม่ออก หรือ หนีเสือปะจระเข้,

            ปัญหาที่ลำบาก)

      (h) bankruptcy    (การล้มละลาย)

13. The expression “such a choice” in paragraph 3 refers to the choice of _______________.

(ข้อความ  “การเลือกดังกล่าว”  ในพารากราฟ ๓  หมายถึงการเลือก ___________________)

      (a) having cable television    (มีเคเบิลทีวี)  (ดูจากประโยคที่ ๓ ของพารากราฟสุดท้าย  ซึ่งอยู่

            หน้าประโยคที่มีข้อความ  “such a choice”  ที่กล่าวว่า  “การวิจัยตลาดเปิดเผยว่าคนจำนวน

            มาก  ผู้ซึ่งแทบจะไม่สามารถมีเงินพอสำหรับที่พักอาศัยและอาหารขั้นต่ำสุด (ระดับต่ำสุด)

            (ก็ยัง) ยืนกรานจะมีเคเบิลทีวี  ถึงแม้ว่าสิ่งนี้หมายความถึงการดำรงชีวิตโดยปราศจากสิ่งของ

            จำเป็นพื้นฐานบางอย่าง”  และประโยคต่อมาที่กล่าวว่า “..................ความโง่เขลาของการ

            เลือกดังกล่าว”  ซึ่งหมายถึง  การเลือกที่จะมีเคเบิลทีวี)

      (b) owning basic necessities    (เป็นเจ้าของสิ่งจำเป็นพื้นฐาน)

      (c) living in a modern society    (อาศัยอยู่ในสังคมสมัยใหม่)

      (d) being considered foolish    (ถูกถือว่าโง่เขลา)

14. The expression “a sense of privation” in the final paragraph means a feeling that one _____

___________.

(ข้อความ  “ความรู้สึกขาดแคลน”  ในพารากราฟสุดท้าย  หมายถึงความรู้สึกว่าคนเรา _________)

      (a) wants to be alone    (ต้องการอยู่ตามลำพัง)

      (b) lacks the necessities of life    (ขาดแคลนสิ่งจำเป็นของชีวิต)  (ดูจากประโยคสุดท้ายของ

            พารากราฟสุดท้ายที่กล่าวว่า  “ในสังคมที่มุ่งเน้นทางเทคโนโลยี  การไม่มีเคเบิลทีวีสามารถ

            ก่อให้เกิดความรู้สึกขาดแคลนจริงๆ อย่างมาก  ซึ่งมากกว่าความต้องการอาหารที่มีคุณภาพ

            สูงขึ้นอย่างมากมาย)

      (c) is inferior to others    (ด้อยกว่าผู้อื่น)

      (d) is neglected by others    (ไม่ได้รับการเอาใจใส่โดยผู้อื่น)  (ถูกเพิกเฉยละเลยโดยผู้อื่น)

 

(คำแปล)

ทำไมผู้คนจึงต้องการเป็นเจ้าของเครื่องจักร

 

            ผู้คนชอบเป็นเจ้าของเครื่องจักรกล (own machines) ในแบบเดียวกับที่พวกเขาเคยชอบเป็นเจ้าของสัตว์, ดินแดน (อาณาเขต, เขต, ดินแดนในอาณัติ, ขอบข่าย, อาณาจักร) (territories) และคนอื่นๆ (ทาส),  บ่อยครั้ง  วัตถุประสงค์ (purpose) ซึ่งสนอง (รับใช้, บริการ, ปรนนิบัติ, บริการอาหาร, ต้อนรับแขก) (served) โดยเครื่องจักร  มีความสำคัญน้อยกว่าข้อเท็จจริงของการเป็นเจ้าของ (ownership) (เครื่องจักรกล) ในตัวของมันเอง (หมายถึง  การเป็นเจ้าของเครื่องจักรกลมีความสำคัญมากกว่าการใช้ประโยชน์มัน  เนื่องจากแสดงถึงสถานภาพของผู้เป็นเจ้าของมัน)  ที่ว่ามันเป็นตัวแทน (represents) การเคลื่อนไหว (การเคลื่อนที่, การเปลี่ยนแปลงได้ง่าย, การเปลี่ยนแปลงอยู่เสมอ) (mobility) ขึ้นสู่ข้างบน (upward) (หมายถึง  การก้าวขึ้นสู่ความมั่งคั่ง  หรือมีฐานะทางเศรษฐกิจดี),  โดยเครื่องจักรกลใหม่ทุกชิ้นซึ่งสามารถถูกซื้อ (purchased) ได้  จะเป็นเครื่องหมาย (เครื่องแสดง, สัญลักษณ์, ลาง, นิมิต, การบอกใบ้, อาการ, ร่องรอย, รอยเท้า) (sign) ว่าเจ้าของกำลังก้าวหน้า (เจริญ, เลื่อนตำแหน่ง) (advancing) ทางด้านการเงิน (financially) (คือ  มีฐานะดีขึ้น),  ทั้งนี้  จงพิจารณา (Consider) เครื่องจักรกลหรือเครื่องมือ (อุปกรณ์, สิ่งประดิษฐ์, เครื่องประดิษฐ์) (gadgets) เกี่ยวกับเครื่องจักรกล (เกี่ยวกับกลไก) (mechanical) ๑๐ ชนิดต่อไปนี้  สำหรับ (ในด้าน) ความสำคัญ  ที่เกี่ยวข้องกัน (เกี่ยวดองกัน, สัมพันธ์กัน) (relative) ต่อความจำเป็นพื้นฐาน (basic needs) ของเรา

          เครื่องซักผ้า                                                           เครื่องปรับอากาศ

          คอมพิวเตอร์ที่ใช้ตามบ้าน                                     เครื่องบันทึกวิดีโอเทป

          ระบบสัญญาณเตือนภัยในบ้านและรถยนต์          โทรศัพท์ในรถยนต์

          เครื่องรับโทรศัพท์                                                   เครื่องดูดฝุ่น

          หูฟังวิทยุแบบเคลื่อนที่

           อย่างไม่ต้องสงสัยเลย (อย่างแน่นอน, อย่างไม่มีปัญหา) (Unquestionably)  สิ่งมหัศจรรย์ (สิ่งที่น่าพิศวง, สิ่งที่ทำให้ประหลาดใจ, บุคคลที่น่าพิศวง, ความประหลาดใจ, ความพิศวง) (marvels) ด้านเครื่องจักรกลเหล่านี้ทำงาน (perform tasks)  ซึ่งครั้งหนึ่ง (once) ใช้แรงงานมาก (ต้องใช้ความเพียรพยายามมาก, ลำบาก, ยาก, อุตสาหะ) (laborious) และกินเวลานานมาก (time-consuming),  ใครล่ะจะต้องการกลับไปซักผ้า (go back to washing) ในลำธาร (แม่น้ำเล็กๆ, สายน้ำ, กระแสน้ำ, ลำแสง, การไหลที่ต่อเนื่อง) (stream) ที่อยู่ใกล้เคียง (ในบริเวณใกล้เคียง, ถัดไป, ใกล้ชิด) (nearby),  ใครล่ะจะเลิก (ยุติ, หยุด) (give up) การใช้เครื่องปรับอากาศ (air-conditioning)  ถ้าข้อจำกัด (การจำกัด, การคุมขัง, การควบคุมความรู้สึก, การบีบบังคับ, ภาวะที่ถูกบีบบังคับ) (constraints) ทางด้านการเงินมิได้เรียกร้อง (ต้องการ, ประสงค์, ขอร้อง, ปรารถนา) (require) การเสียสละ (การสังเวย, การพลี, การบูชายัญ, การบวงสรวง, เครื่องบวงสรวง-สังเวย) (sacrifice) (หมายถึง  ถ้าไม่มีข้อจำกัดด้านการเงิน),  ทั้งนี้  นักเขียน (หนังสือ, คอลัมน์ ฯลฯ) รู้สึกประหลาดใจ (รู้สึกกังขา, รู้สึกสงสัย, รู้สึกงงงวย) (wonder) อยู่บ่อยๆ ว่า  ตนเองจะไปได้ (ทำงานได้(got along) อย่างไรโดยปราศจากโปรแกรมจัดคำ (word processors) (โปรแกรมเวิร์ดของคอมพิวเตอร์)  ซึ่งทำให้ง่ายขึ้น (ทำให้เข้าใจง่าย, ทำให้ไม่ยุ่งเหยิง, ทำให้ชัดเจน) (simplify) อย่างมาก (greatly) ในงาน (task) ที่แต่ก่อน (เมื่อก่อน) (once) หนักอึ้ง (ตรากตรำอย่างมาก, ยากลำบาก) (arduous) ของการแก้ไข (เรียบเรียง, ตัดตอน, ตัดย่อ, เป็นบรรณาธิการ) (editing) ต้นฉบับ (manuscript)  (หมายถึง  นักเขียนยุคปัจจุบันสงสัยว่าตนจะทำงานได้อย่างไรถ้าไม่มีโปรแกรมจัดคำ  ซึ่งช่วยทำให้ง่ายขึ้นอย่างมากในการแก้ไขต้นฉบับของตน  ซึ่งในสมัยก่อน (ที่ยังไม่มีโปรแกรมจัดคำ) เป็นงานที่ยากลำบากมาก

            ความจำเป็น (need) ที่จะเป็นเจ้าของเครื่องจักรกลเป็นหนึ่งในบรรดาพื้นฐาน (สิ่งที่สำคัญ, เสาหลัก, ศิลาฤกษ์, รากตึก, หินมุมตึก) (cornerstones) ของระบบเศรษฐกิจร่วมสมัย (สมัยปัจจุบัน, เกี่ยวกับยุคสมัยเดียวกัน, เกี่ยวกับรุ่นเดียวกัน) (contemporary),  เมื่อแบบ (ตัวอย่าง, บุคคลตัวอย่าง, หุ่นจำลอง, สิ่งที่เป็นตัวอย่าง, แบบโครงสร้าง) (models) ที่ “ใหม่และได้รับการปรับปรุงให้ดีขึ้น (improved)” (ของเครื่องจักร) ปรากฏขึ้น (appear)   บุคคล (those) ผู้ซึ่งรีบเร่ง (เร่งรีบ, วิ่ง, วิ่งเข้าไป, พรวดพราด, ถลัน, ทำอย่างเร่งรีบ, ทำอย่างฉุกละหุก) (rush) ที่จะได้มันมา (get them)  แน่นอนว่า (surely) กำลังให้งานกับคนจำนวนมาก  (หมายถึง  สร้างงานให้คนโดยการนำเครื่องจักรกลมาใช้),  โดยการวิจัยตลาด (Market research) เปิดเผย (เปิดโปง, ทำให้ปรากฏ) (discloses) ว่า  คนจำนวนมาก (many) ผู้ซึ่งแทบจะไม่สามารถ (can barely) มีเงินพอสำหรับ (มี.........ใช้) (afford) ที่พักอาศัย (shelter) และอาหาร (โภชนาการ, การบำรุงเลี้ยง, การให้อาหาร) (nutrition) ขั้นต่ำสุด (ระดับต่ำสุด) (minimum)  (ก็ยัง) ยืนกราน (insist on) จะมีเคเบิลทีวี  ถึงแม้ว่า (even if) สิ่งนี้หมายความถึงการดำรงชีวิตโดยปราศจาก (doing without) สิ่งของจำเป็นพื้นฐาน  (basic necessities) บางอย่าง,  และคนเรา (one) ก็จะต้องไม่สั่นหัว (shake a head) (คือ เห็นด้วย) กับ “ความโง่เขลา” (คือ คิดแบบโง่ๆ ที่ต้องการเคเบิลทีวีมากกว่าบ้านและอาหาร) ของการเลือกดังกล่าว (such a choice) เช่นกัน (คือ  เห็นด้วยกับการเลือกที่จะมีเคเบิลทีวี  มากกว่าที่จะมีสิ่งของจำเป็นพื้นฐานในชีวิต),  ทั้งนี้  ในสังคมที่มุ่งเน้นทางเทคโนโลยี (technologically oriented society)  การไม่มีเคเบิลทีวีสามารถก่อให้เกิด (create) ความรู้สึกขาดแคลน (sense of privation) จริงๆ อย่างมาก  ซึ่งมากกว่า (greater) ความต้องการ (desire) อาหารที่มีคุณภาพสูงขึ้น (higher-quality foods) อย่างมากมาย

 

เรียน   ท่านผู้ติดตามอ่านเว็บไซต์  “everydayenglish.pwa.co.th                  

 

                ถ้าท่านมีคำแนะนำให้ปรับปรุงเว็บไซต์นี้ประการใด  กรุณาส่ง e-mail ไปที่  ดร. วัชรินทร์  ภูเขาทอง  อดีต  ผอ. สำนักวิทยาการ  การประปาส่วนภูมิภาค  ผู้จัดทำเว็บไซต์นี้  ตาม  “Address”  (โปรดระบุหัวเรื่องด้วยว่า  “ปรับปรุงเว็บไซต์”)   เพื่อที่ผู้จัดทำฯ จะได้ปรับปรุงเนื้อหาได้ตรงตามความประสงค์ของผู้อ่านเว็บไซต์นี้ต่อไป

 

 

 

 

 

 

Pages

Subscribe to RSS - หมวดข้อสอบ READING