หมวดข้อสอบ READING

หมวดข้อสอบ READING (ตอนที่ 100)

การประปาส่วนภูมิภาค  “มุ่ง-มั่น-เพื่อปวงชน”

 

DirectionRead the following passage and choose the best answer for each question.

(จงอ่านบทความต่อไปนี้  และเลือกคำตอบที่ดีที่สุดสำหรับแต่ละคำถาม)

 

Which to Choose : Forgiveness or Violence ?

 

             I do believe that, where there is only a choice between cowardice and violence, I would advise violence.  Thus when my eldest son asked me what he should have done, had he been present when I was almost fatally assaulted in 1908, whether he should have run away and seen me killed or whether he should have used his physical force which he could and wanted to use, and defend me, I told him that it was his duty to defend me even by using violence.  Hence it was that I took part in the Boer War, the so-called Zulu Rebellion and the late War.  Hence also do I advocate training in arms for those who believe in the method of violence.  I would rather have India resort to arms in order to defend her honor than that she would, in a cowardly manner, become or remain a helpless witness to her dishonor.

          But I believe that non-violence is infinitely superior to violence.  Forgiveness is more manly than punishment.  Forgiveness adorns a soldier.  But abstinence is forgiveness only when there is the power to punish; it is meaningless when it pretends to proceed from a helpless creature.  A mouse hardly forgives a cat when it allows itself to be torn to pieces by her.  But I do not believe India to be helpless.  I do not believe myself to be a helpless creature.  Only I want to use India’s and my strength for a better purpose.

 

1. The phrase “I do believe” in the first paragraph means ____________________________.

(วลี  “ผมเชื่อจริงๆ”  ในพารากราฟแรก  หมายถึง _________________________________)

    (a) I slightly believe    (ผมเชื่อนิดหน่อย)

    (b) I sensibly believe    (ผมเชื่ออย่างมีเหตุผล)

    (c) I strongly believe    (ผมเชื่ออย่างมั่นคง-ไม่เปลี่ยนแปลง)

    (d) I scarcely believe    (ผมไม่ใคร่จะเชื่อ)

2. “cowardice” in paragraph 1 could best be replaced by ____________________________.

(“ความขี้ขลาด, การไร้ความกล้าที่จะเผชิญกับอันตราย, ความลำบาก, การต่อต้านหรืออื่นๆ”  ในพารา

กราฟ ๑  สามารถแทนดีที่สุดโดย ____________)

    (a) adventure    (การผจญภัย, การเสี่ยงภัย, ประสบการณ์ที่ตื่นเต้น, อันตรายที่คาดไม่ถึง, ความตื่นเต้น)

    (b) penalty    (การลงโทษ, การลงโทษทางอาญา, ค่าปรับ, ค่าสินไหมทดแทน)

    (c) stamina    (ความแข็งแกร่ง, ความทรหดอดทน)

    (d) intelligence    (สติปัญญา, ความเฉลียวฉลาด, ข่าวกรอง, การสืบราชการลับ)

    (e) suffering    (ความลำบาก, ความทนทุกข์ทรมาน)

    (f) catastrophe    (ความหายนะ, ภัยพิบัติ)

    (g) jeopardy    (อันตราย, ภัย)

    (h) timidity    (ความขี้ขลาด, ความตาขาว, ความเหนียมอาย, ความขวยเขิน, ความขี้ตื่น)

    (i) diagnosis    (การวินิจฉัยโรค)

    (j) compliance    (การยอมทำตาม, การปฏิบัติตาม, การยอมให้, การยินยอม, การเชื่อฟัง)

    (k) disparity    (ความแตกต่างกัน, ความไม่เหมือนกัน)

3. The word “violence” in paragraph 1 is closest in meaning to _________________________.

(คำว่า  การใช้กำลัง, ความรุนแรง, ความดุเดือด, ความพลการ, การทำลาย, การล่วงละเมิด, การทำให้บาดเจ็บ”  ในพารากราฟ ๑  มีความหมายใกล้เคียงที่สุดกับ _____________)

    (a) disadvantage    (ข้อเสียเปรียบ, ความเสียเปรียบ, ข้อเสียหาย)

    (b) abhorrence    (ความเกลียดชัง, ความรังเกียจ)

    (c) obstacle    (อุปสรรค, สิ่งกีดขวาง)

    (d) mystery    (ความลึกลับ, ความลี้ลับ, ความลับ, สิ่งที่ไม่สามารถอธิบายได้)

    (e) hazard    (อันตราย, ภัย)

    (f) extension    (การขยายออก, การต่อเติม, ส่วนที่ต่อเติม)

    (g) use of force; severity    (การใช้กำลัง; ความรุนแรง-การลงโทษอย่างรุนแรง)

    (h) restoration    (การปฏิสังขรณ์, การบูรณะ, การซ่อมแซม, การทำให้กลับคืนสู่สภาพเดิม)

    (i) altitude    (ความสูง)

    (j) slaughter    (สล้อ-เทอะ)  (การฆ่าสัตว์, การฆ่า, การฆ่าเป็นอาหาร, การสังหารหมู่อย่างไม่ละเว้น,

          การพ่ายแพ้อย่างยับเยิน)  (เมื่อเป็นคำกริยา  หมายถึง  “ฆ่าสัตว์, ฆ่าเป็นอาหาร, ฆ่าอย่างทารุณ

          หรือรุนแรง, สังหารหมู่”)

4. The phrase “had he been present” in paragraph 1 can be rewritten as _______________.

(วลี  “ถ้าเขาได้อยู่” – ตรงที่เกิดเหตุ  ในพารากราฟ ๑  สามารถเขียนใหม่ได้เป็น ___________)

    (a) he had been present    (เขาได้อยู่ที่นั่น)

    (b) if he had been present    (ถ้าเขาได้อยู่ ..................)  (วลีนี้เป็น  “If clause”  แบบที่ ๓  คือ

           เป็นการสมมติเหตุการณ์ในอดีตที่มิได้เกิดขึ้นจริง  คือ  สมมติว่า “ถ้าเขาอยู่ที่นั่น ............. ใน

           ตอนนั้น”  ซึ่งในความเป็นจริงคือ  เขาไม่ได้อยู่ที่นั่น,  ดูรายละเอียดเพิ่มเติมเกี่ยวกับ  “If clause”  

           แบบที่ ๓ ในหมวดข้อสอบ  TOEIC  ตอนที่  ๓๒๘  ข้อ  ๔)

    (c) as he had been present    (ในขณะที่เขาได้อยู่ที่นั่น)

    (d) not only had he been present    (ไม่เพียงแต่เขาได้อยู่ที่นั่น)

5. In reference to item No. 4 we know that the author’s son ____________________________.

(อ้างถึง ข้อ  ๔,  เรารู้ว่าลูกชายของผู้เขียน _____________________________________)

    (a) was with him in 1908    (อยู่กับเขาในปี  ๑๙๐๘)

    (b) ran away in terror    (วิ่งหนีไปด้วยความหวาดกลัว)

    (c) saved him from danger    (ช่วยชีวิตเขาไว้จากอันตราย)

    (d) was not there at that moment    (ไม่ได้อยู่ที่นั่นในขณะนั้น)  (ดูคำอธิบายใน ข้อ ๔  ของ

           ข้อสอบชุดนี้)

6. What does “assaulted” in paragraph 1 mean?

(“ทำร้าย, โจมตี, จู่โจม, ทำลาย, ข่มขืน”  ในพารากราฟ ๑  หมายถึงอะไร)

    (a) shifted    (เปลี่ยน, สับเปลี่ยน, เลื่อน, เคลื่อน, ย้าย, เคลื่อนย้าย, หมุนเวียน, แกว่ง, บ่ายเบี่ยง, ผลัด,

           เปลี่ยนเวร, เปลี่ยนเกียร์)

    (b) enriched    (ทำให้ร่ำรวย-อุดมสมบูรณ์, เพิ่มความสำคัญ, เพิ่มคุณค่า, ทำให้คุณภาพดีขึ้น)

    (c) traced    (สะกดรอย, สืบหา)

    (d) criticized    (วิพากษ์วิจารณ์, ตำหนิ)

    (e) verified    (พิสูจน์ความจริง, ตรวจสอบความจริง, ยืนยันความจริง, ค้นหาความจริง

    (f) resolved    (ตกลงใจ, ตัดสินใจ, มีมติ, แยกวิเคราะห์, แยกสลาย)

    (g) overwhelmed    (ครอบงำ, ปกคลุม, มีชัยท่วมท้น, ทำให้ตกตะลึงมาก, ล้มล้าง, ทำลาย)

    (h) annihilated    (อะ-ไน้-ฮิ-เลท)  (ทำลายล้าง, บดขยี้)

    (i) attacked    (ทำร้าย, โจมตี, เข้าตี, เล่นงาน, ลงมือทำ, เป็น (โรค), จับ (ไข้), เริ่มต้น, ข่มขืน)

    (j) humiliated    (ทำให้ขายหน้า, ทำให้เสียเกียรติ)

7. To “advocate” something (in paragraph 1) is _____________________________________.

(“สนับสนุน, เป็นทนาย, โฆษณาชวนเชื่อ”  บางสิ่ง (ในพารากราฟ ๑)  คือ ___________________)

    (a) to dislike it    (ไม่ชอบมัน)

    (b) to embarrass it    (ทำให้มันกระดากอายหรือขวยเขิน)

    (c) to discourage it    (ทำให้มันท้อใจหรือหมดกำลังใจ)

    (d) to favor it    (สนับสนุนหรือเข้าข้างมัน)

    (e) to please it    (ทำให้มันยินดีหรือพอใจ)

    (f) to ignore it    (ไม่สนใจมัน)

    (g) to bother it    (รบกวนมัน หรือทำให้มันรำคาญ)

    (h) to advertise it    (โฆษณามัน)

    (i) to cure it    (เยียวยาหรือรักษามัน)

    (j) to eliminate it    (กำจัดหรือทำลายมัน)

8. “witness” in paragraph 1 means ____________________________________________.

(“ประจักษ์พยาน, ผู้เห็น, ผู้เซ็นชื่อรวมเป็นพยาน, หลักฐาน, คำให้การเป็นพยาน”  ในพารากราฟ ๑  หมายถึง ____________)

    (a) expert    (ผู้เชี่ยวชาญ)

    (b) patron    (ผู้อุปการะ, ผู้สนับสนุน, ผู้อุปถัมภ์, ผู้อุดหนุน, ลูกค้า)

    (c) philanthropist    (คนใจบุญ, ผู้มีใจบุญ, ผู้มีใจรักเพื่อนมนุษย์ด้วยกัน)

    (d) broad-minded person    (คนใจกว้าง)

    (e) crook    (คนโกง)

    (f) testifier    (ผู้เป็นพยาน, ผู้พิสูจน์, ผู้สาบานตัว, ผู้แถลง, ผู้ยืนยัน)

    (g) patriot    (ผู้รักชาติ, ผู้รักและป้องกันชาติและผลประโยชน์ของชาติ)

    (h) liar    (ไล้-อาร์)  (คนโกหก)

    (i) casualty    (ผู้บาดเจ็บล้มตาย)

    (j) aviator    (นักบิน)

9. If someone is “fatally assaulted” (in paragraph 1), he is faced with __________________.

(ถ้าใครบางคนถูก  “จู่โจม-ทำร้ายถึงตาย”  (ในพารากราฟ ๑),  เขาเผชิญกับ ______________)

    (a) a deadly attack    (การจู่โจม-ทำร้ายที่เป็นอันตรายถึงตาย)

    (b) an unpredictable destiny    (ชะตากรรมที่ไม่สามารถทำนายได้)

    (c) an unexpected incident    (เหตุการณ์ที่ไม่คาดฝัน)

    (d) an awful disaster    (ภัยพิบัติ-ความหายนะที่น่ากลัว)

10. The clause “I would rather have India resort to arms” in paragraph 1 means I prefer to have Indians ___________.

(อนุประโยค  “ผมอยากที่จะให้อินเดียหันไปใช้อาวุธ”  ในพารากราฟ ๑  หมายถึง  ผมชอบมากกว่ากัน  ที่จะให้ชาวอินเดีย ___________)

      (a) work more with their arms    (ทำงานมากยิ่งขึ้นด้วยแขนของตน)

      (b) fall back on violence    (หันไปใช้กำลังหรือความรุนแรงเมื่อถึงคราวจำเป็น)

      (c) put down their weapons    (วางอาวุธของตน)

      (d) live through rebellions    (ดำรงชีวิตตลอดการกบฏ)

11. The clause “forgiveness is more manly than punishment” in the second paragraph is similar to the idea: ____________.

(อนุประโยค  “การให้อภัยเข้มแข็งกว่าการลงโทษ”  ในพารากราฟ ๒  มีความหมายเหมือนกับความคิดที่ว่า ____________)

      (a) To err is human, to forgive is divine    (การผิดพลาดเป็นเรื่องของมนุษย์  ส่วนการให้อภัยเป็น

             เรื่องของพระเจ้า)

      (b) He who practices forgiveness is truly honorable    (เขาผู้ซึ่งให้อภัยอยู่เสมอ  มีเกียรติ

             อย่างแท้จริง)  (คือ  มีอำนาจที่จะลงโทษศัตรูได้  แต่ก็ให้อภัย  ซึ่งแสดงถึงความมีนำ้ใจงาม)

      (c) Let bygones be bygones    (อะไรที่ผ่านไปแล้วก็ให้มันผ่านไป)

      (d) Let’s forget the past, start anew    (เรามาลืมอดีต  และเริ่มต้นใหม่กันเถอะ)

12. When one has to make a choice between cowardice and violence, the author _______________.

(เมื่อบุคคลจำเป็นต้องเลือกระหว่างความขี้ขลาดและการใช้กำลัง (ความรุนแรง),  ผู้เขียน _________)

      (a) recommends cowardice    (แนะนำความขลาด)

      (b) cannot make a decision    (ไม่สามารถตัดสินใจได้)

      (c) supports violence    (สนับสนุนการใช้กำลัง)  (ดูคำตอบจากประโยคแรกของพารากราฟ

             แรกที่กล่าวว่า  “ผมเชื่ออย่างแท้จริงว่า  เมื่อมีทางเลือกเพียงอย่างเดียวระหว่างความขี้ขลาด

             และการใช้กำลัง (ความรุนแรง)  ผมขอแนะนำการใช้กำลัง (หรือความรุนแรง)”)

      (d) will choose neither    (จะไม่เลือกทั้ง ๒ อย่าง)

13. “adorns” in paragraph 2 means ____________________________________________.

(“ประดับ, ตกแต่ง, ทำให้น่าสนใจหรือสวยขึ้น”  ในพารากราฟ ๒  หมายถึง _________________)

      (a) alters    (เปลี่ยนแปลง)

      (b) enlarges    (ขยายออก, ทำให้ใหญ่ขึ้น)

      (c) demoralizes    (ทำให้เสียกำลังใจ, ทำให้ขวัญเสีย)

      (d) embellishes    (ประดับ, ตกแต่ง, เสริมแต่ง, เพิ่มข้อปลีกย่อย)

      (e) intimidates    (ข่มขู่, ข่มขวัญ, ทำให้หวาดกลัว, ขู่, คุกคาม)

      (f) distrusts    (ไม่ไว้ใจ. ไม่เชื่อใจ)

      (g) ameliorates    (ทำให้ดีขึ้น, ปรับปรุง)

      (h) withstands    (ทนทาน, ต้านทาน, สกัดกั้น, ต่อต้าน, อดทน, อดกลั้น)

      (i) adapts    (ปรับ, ดัดแปลง)

      (j) aggravates    (ทำให้แย่ลง, ทำให้เลวลง)

14. What does “abstinence” in paragraph 2 mean?

(“การบังคับใจตัวเอง, การรู้จักพอประมาณ, ความพอเหมาะพอดี”  ในพารากราฟ ๒  หมายถึงอะไร)

      (a) massacre    (การสังหารหมู่)

      (b) departure    (การจากไป, การออกเดินทาง)

      (c) origin    (จุดกำเนิด, จุดเริ่มต้น, แหล่งกำเนิด, ที่มา, ต้นตอ, บ่อเกิด, มูลเหตุ)

      (d) ailment    (โรค, ความเจ็บป่วย, ความไม่สบายกาย)

      (e) adoration    (ความคลั่งรัก, ความนิยม, ความเคารพ-บูชา)

      (f) occurrence     (การเกิดขึ้น, ปรากฏการณ์)

      (g) continence    (การควบคุมใจตัวเอง, การบังคับใจตัวเอง, การรู้จักละเว้น)  (หมายถึง  การควบ

             คุมใจตัวเอง  โดยการให้อภัยผู้อื่น  ถึงแม้ตนมีอำนาจที่จะลงโทษผู้นั้นได้)

      (h) jeopardy    (อันตราย)

      (i) illustration    (การแสดงภาพประกอบ, การเขียนภาพประกอบ, การอธิบาย-ชี้แจง, การแสดงให้เห็น,

            การให้ความกระจ่าง)

      (j) advent    (การมาถึง, การปรากฏขึ้น, การกำเนิด)

      (k) impediment    (อุปสรรค, การขัดขวาง, การหน่วงเหนี่ยว, การต้านทาน, การพูดติดอ่าง, ความบก

            พร่องในการพูด)

15. The word “India’s” in the second paragraph refers to India’s _______________________.

(คำว่า  “ของอินเดีย”  ในพารากราฟ ๒  หมายถึง ________________________ ของอินเดีย)

      (a) purpose    (วัตถุประสงค์, เป้าหมาย, ความมุ่งหมาย, ผลประโยชน์, เจตนา)

      (b) strength    (พลัง, กำลัง, ความแข็งแรง, แรง, ความกล้าหาญ, ความหนักแน่น, กำลังทหาร,

             กำลังกองทัพ)  (ดูคำตอบจากประโยคสุดท้ายของพารากราฟ ๒ ที่กล่าวว่า  “ผมเพียงแต่

             ต้องการใช้พลัง (กำลัง, ความแข็งแรง) ของอินเดียและของผม  เพื่อวัตถุประสงค์ที่ดีขึ้น

             เท่านั้น”)

      (c) creature    (สัตว์, คน, บุคคล)

      (d) violence    (การใช้กำลัง, ความรุนแรง, ความดุเดือด, ความพลการ, การทำลาย, การล่วงละเมิด,

             การทำให้บาดเจ็บ)

16. The reason behind the author’s participation in wars and riots is that to him _____________.

(เหตุผลเบื้องหลังการเข้าร่วมในสงครามและการจลาจลของผู้เขียนก็คือว่า  สำหรับเขาแล้ว _______)

      (a) violence is extremely valuable    (การใช้กำลังหรือความรุนแรงมีค่าอย่างยิ่ง)

      (b) violence is necessary if other means fail    (การใช้ความรุนแรงมีความจำเป็น  ถ้าวิธีการ

              อื่นๆ ล้มเหลว)  (ดูคำตอบจากประโยคสุดท้ายของพารากราฟแรก  และ ๒ ประโยคแรกของ

              พารากราฟ ๒ ที่กล่าวว่า  “ผมอยากที่จะให้อินเดียหันไปใช้อาวุธเพื่อที่จะป้องกันเกียรติยศ

              ของตนเอง  มากกว่าที่เธอ (อินเดีย), ในลักษณะท่าทางที่ขี้ขลาด , จะเป็นหรือยังคงเป็นประ

              จักษ์พยานซึ่งช่วยตัวเองไม่ได้ (ไร้อำนาจ) ต่อความเสื่อมเสียเกียรติของอินเดียเอง (หมาย

              ถึง  การที่อินเดียมองเห็นตนเองอ่อนแอ  และไม่กล้าลุกขึ้นมาต่อสู้กับอังกฤษผู้ปกครอง 

              เพื่อเรียกร้องเอกราชของตน) ................. แต่ผมเชื่อว่าการไม่ใช้ความรุนแรง (การไม่ใช้

              กำลัง) ดีกว่าการใช้กำลัง (ความรุนแรง) อย่างเหลือคณานับ,  การให้อภัยเข้มแข็งกว่า

              การลงโทษ”  ซึ่งหมายถึง  การใช้ความรุนแรงมีความจำเป็น  ถ้าวิธีอื่นๆ ล้มเหลวแล้ว

              เท่านั้น)

      (c) non-violence is considered cowardly    (การไม่ใช้ความรุนแรงถูกถือว่าขี้ขลาด)

      (d) honor can be saved only by violence    (เกียรติยศสามารถถูกรักษาไว้ได้โดยการใช้กำลังหรือ

             ความรุนแรงเท่านั้น)

17. It is regarded cowardly if India _______________________________________________.

(มันถูกถือว่าขี้ขลาด  ถ้าอินเดีย _____________________________________________)

      (a) decides to take the road to peace instead    (ตัดสินใจใช้ถนนไปสู่สันติภาพแทน – การใช้ความ

             รุนแรง)

      (b) becomes insensibly aggressive and defensive    (รุกรานและตั้งรับอย่างไร้เหตุผล)

      (c) makes no attempt to maintain her honor    (ไม่ใช้ความพยายามที่จะรักษาเกียรติยศ

             ของตน)  (ดูคำอธิบายใน  Choice “B”  ของข้อ  ๑๖)

      (d) displays her honor through non-violence    (แสดงเกียรติยศของตนโดยการไม่ใช้ความรุนแรง)

18. From the passage we know that ____________________________________________.

(จากเนื้อเรื่อง – บทความ – เรารู้ว่า __________________________________________)

      (a) forgiveness is effective only with the power to punish    (การให้อภัยจะมีประสิทธิผล

              เฉพาะเมื่อมีอำนาจที่จะลงโทษ (ผู้ได้รับการให้อภัย) เท่านั้น)  (ดูคำตอบจากประโยคที่ ๔

             ของพารากราฟ ๒ ที่กล่าวว่า  “แต่ว่าการบังคับใจตัวเอง (หมายถึง  การไม่ลงโทษศัตรู)

             จะเป็นการให้อภัยก็ต่อเมื่อมีอำนาจที่จะลงโทษเท่านั้น (คือ  มีศักยภาพที่จะลงโทษศัตรูได้ 

             แต่ไม่ลงโทษ  ถึงจะเรียกว่าการให้อภัย  ดังเช่นในกรณีของอินเดีย  ที่มีศักยภาพพอที่จะ

             ลงโทษอังกฤษได้)  ทั้งนี้  มันไร้ความหมายเมื่อมันเสแสร้งว่าดำเนินการ (ให้อภัย) จากสัตว์

             (หรือคน) ซึ่งช่วยตัวเองไม่ได้  หรือไร้อำนาจหรือกำลัง))

      (b) physical and mental strength are basic requirements for forgiveness    (ความเข้มแข็งทาง

             ร่างกายและจิตใจเป็นข้อกำหนด (ความต้องการ) พื้นฐานสำหรับการให้อภัย)

      (c) forgiveness is always workable defending a helpless soul    (การให้อภัยใช้ได้ผลเสมอ 

             เมื่อป้องกันบุคคลที่ช่วยตัวเองไม่ได้ หรือไร้กำลัง-อำนาจ)

      (d) even a powerless creature like a mouse can exercise forgiveness    (แม้กระทั่งสัตว์ที่ไม่มี

             อำนาจหรือกำลังเช่นหนู  ก็สามารถให้อภัยได้)

19. The passage suggests the author’s ___________________________________________.

(เนื้อเรื่องเสนอแนะ _____________________________________________ ของผู้เขียน)

      (a) desperate despair    (ความสิ้นหวังอย่างยิ่ง)

      (b) unobtainable goals    (เป้าหมายที่ไม่ประสบความสำเร็จ)

      (c) great hopes    (ความหวังอันยิ่งใหญ่)  (ดูคำตอบจาก ๓ ประโยคสุดท้ายของพารากราฟ ๒

             ที่กล่าวว่า  “แต่ผมไม่เชื่อว่าอินเดียไร้กำลัง (ไร้อำนาจ)  และผมก็ไม่เชื่อว่าตัวผมเองเป็นบุค

             คลที่ไร้กำลัง (ไร้อำนาจ)  ผมเพียงแต่ต้องการใช้พลังของอินเดียและของผม  เพื่อวัตถุประ

             สงค์ที่ดีขึ้นเท่านั้น”  โดยผู้เขียนมีความหวังอย่างยิ่งว่า  อินเดียจะลุกขึ้นมาต่อสู้กับอังกฤษ 

             ซึ่งเป็นเจ้าอาณานิคมในขณะนั้น  เพื่อเรียกร้องเอกราชของตนจากอังกฤษ)

      (d) insufficient strength    (ความเข้มแข็ง-พละกำลังที่ไม่เพียงพอ)

20. A good title for this passage would be ________________________________________.

(ชื่อเรื่องที่ดีสำหรับเนื้อเรื่อง – บทความ – นี้  คือ _________________________________)

      (a) India and Her Independence    (อินเดียและเอกราชของเธอ)

      (b) The Life Story of Gandhi    (เรื่องราวชีวิตของคานธี)

      (c) Power and Forgiveness    (อำนาจและการให้อภัย)

      (d) Violence and Non-Violence    (ความรุนแรงและการไม่ใช้ความรุนแรง)  (ในพารากราฟแรก 

             ผู้เขียนบอกลูกชายของตนว่า  ถ้าลูกชายอยู่ด้วยกับเขาในตอนที่เขาถูกทำร้ายจนเกือบเสีย

             ชีวิตในปี ๑๙๐๘  เขาจะแนะนำให้ลูกชายใช้ความรุนแรงกับผู้ที่ทำร้ายเขา  เพื่อปกป้องชีวิต

             ของผู้เขียนซึ่งเป็นบิดา  และในตอนท้ายของพารากราฟแรก  ผู้เขียนอยากให้อินเดียใช้อาวุธ

             (ต่อสู้กับอังกฤษ) เพื่อปกป้องเกียรติยศ-ศักดิ์ศรีของอินเดีย  แต่ในพารากราฟ ๒  ผู้เขียน

             กล่าวว่า  การไม่ใช้ความรุนแรงดีกว่าการใช้ความรุนแรง  โดยการให้อภัยย่อมเข้มแข็ง –

             มีความเป็นชาย – มากกว่าการลงโทษ  แต่ทั้งนี้  ผู้ให้อภัยจะต้องมีอำนาจที่จะลงโทษผู้ที่ตน

             เองให้อภัยด้วย  แต่ก็ไม่ลงโทษ  เนื่องจากสามารถยับยั้งหักห้ามใจตนเองได้  ซึ่งแสดงถึงจิต

             ใจที่สูงส่งของผู้ให้อภัย  แต่ในตอนท้ายของเนื้อเรื่อง  ผู้เขียนแนะนำให้อินเดียใช้พลัง-ความ

             เข้มแข็งของตนเพื่อปกป้องศักดิ์ศรีของตนเองโดยวิธีอื่น  คือ อหิงสา หรือการไม่ใช้ความ

             รุนแรง  ทั้งๆ ที่อินเดียมีศักยภาพเพียงพอที่จะใช้กำลังอาวุธสู้รบกับอังกฤษได้  ซึ่งถึงแม้

             จะมิได้กล่าวไว้ในเนื้อเรื่อง  แต่ก็พออนุมานได้ว่า  ผู้เขียนไม่ต้องการให้อินเดียใช้กำลัง

             อาวุธสู้รบกับอังกฤษ  ที่เข้ามาปกครองอินเดียอยู่ในขณะนั้น  เพื่อเรียกร้องเอกราชจาก

             อังกฤษ  ซึ่งถือเป็นการให้อภัย (อังกฤษ) อย่างแท้จริง  สันนิษฐานว่า  ผู้เขียนเรื่องนี้ คือ

             มหาตมะคานธี  ผู้กู้เอกราชของอินเดีย  ที่ต้องการให้ใช้ศักยภาพของอินเดียและของตัว

             เขาเองโดยใช้วิธีอหิงสาในการเรียกร้องเอกราชจากอังกฤษ  แทนการใช้อาวุธ  ซึ่งในเวลา

             ต่อมาอินเดียก็ประสบความสำเร็จ)

 

(คำแปล)

จะเลือกอะไรดี : การให้อภัยหรือการใช้กำลัง ?

 

            ผมเชื่ออย่างแท้จริง (I do believe) ว่า  เมื่อมีทางเลือก (การเลือก, สิ่งที่ถูกเลือก, คนที่ถูกเลือก, ส่วนที่ดีที่สุด, ประเภทหรือสิ่งที่ให้เลือก) (choice) เพียงอย่างเดียว  ระหว่างความขี้ขลาด (การไร้ความกล้าที่จะเผชิญกับอันตราย, ความลำบาก, การต่อต้านหรืออื่นๆ) (cowardice) (ค้าว-วัด-ดิซ) และการใช้กำลัง (ความรุนแรง, ความดุเดือด, ความพลการ, การทำลาย, การล่วงละเมิด, การทำให้บาดเจ็บ) (violence)  ผมขอแนะนำการใช้กำลัง (หรือความรุนแรง)  ดังนั้น  เมื่อลูกชายคนหัวปี (eldest son) ของผม  ถามผมว่า  เขาควรจะได้ทำอย่างไร (what he should have done)  ถ้าเขาอยู่ที่นั่น (had he been present) ตอนที่ผมถูกทำร้าย (โจมตี, จู่โจม, ทำลาย, ข่มขืน) (assaulted) จนเกือบตาย (almost fatally) ในปี ๑๙๐๘,  (โดยถามผมว่า) เขาควรจะได้วิ่งหนีไป (run away) และเห็นผมถูกฆ่าตาย (seen me killed)  หรือว่า (whether) เขาควรได้ใช้กำลังกาย  (physical force) ของเขา  ซึ่งเขาสามารถใช้ได้และต้องการที่จะใช้  และป้องกัน (ชีวิต)  (defend) ผม,  ผมได้บอกเขาไปว่า  มันเป็นหน้าที่ของเขาที่จะป้องกันผม  แม้กระทั่ง  (even) โดยการใช้ความรุนแรง (violence)ดังนั้น (เพราะฉะนั้น, ตั้งแต่นี้ต่อไป, ขณะนี้) (Hence)  มันก็คือว่าผมได้เข้าร่วมใน (took part in) สงครามบัวร์  หรือที่เรียกกันว่า (so-called) การกบฏของซูลู (Zulu Rebellion) และสงครามภายหลัง (late War),  ผมยังสนับสนุน (เป็นทนาย, โฆษณาชวนเชื่อ) (advocate) การฝึกซ้อมในเรื่องอาวุธ (arms) อีกด้วยสำหรับบุคคล (those) ผู้ซึ่งเชื่อมั่น (ศรัทธา) (believe in) ในวิธีการของการใช้กำลัง (ความรุนแรง) (method of violence),   ผมอยากที่จะให้อินเดียหันไปใช้อาวุธ (I would rather have India resort to arms)  เพื่อที่จะป้องกันเกียรติยศของตนเอง  มากกว่าที่เธอ (อินเดีย),  ในลักษณะท่าทางที่ขี้ขลาด (in a cowardly manner),  จะเป็นหรือยังคงเป็นประจักษ์พยาน (ผู้เห็น, ผู้เซ็นชื่อรวมเป็นพยาน, หลักฐาน, คำให้การเป็นพยาน) (witness) ซึ่งช่วยตัวเองไม่ได้ (ไร้อำนาจ, ไร้กำลัง, งงงัน, ทำอะไรไม่ถูก) (helpless) ต่อความเสื่อมเสียเกียรติ (ความอัปยศอดสู, ความอับอายขายหน้า, การขาดความน่าเชื่อถือ) (dishonor) ของอินเดียเอง (หมายถึง  การที่อินเดียมองเห็นตนเองอ่อนแอ  และไม่กล้าลุกขึ้นมาต่อสู้กับอังกฤษผู้ปกครอง  เพื่อเรียกร้องเอกราชของตน)

            แต่ผมเชื่อว่าการไม่ใช้ความรุนแรง (การไม่ใช้กำลัง) (non-violence) ดีกว่า (เหนือกว่า, สูงกว่า, มากกว่า) (superior to) การใช้กำลัง (ความรุนแรง) อย่างเหลือคณานับ (อย่างไม่มีขอบเขต, อย่างไม่มีที่สิ้นสุด, อย่างไม่หมดสิ้น) (infinitely)การให้อภัย (การยกโทษให้, การยกหนี้) (Forgiveness) เข้มแข็ง (มีความเป็นลูกผู้ชาย, เกี่ยวกับหรือเหมาะสำหรับคน) (manly) กว่าการลงโทษ ,  การให้อภัย (ช่วย) ประดับ (ตกแต่ง, ทำให้น่าสนใจหรือสวยขึ้น) (adorns) ทหาร (หมายถึง  ทำให้ทหารมีคุณค่าหรือสง่างามมากขึ้น  เมื่อเปรียบเทียบกับการเข่นฆ่าทำลายศัตรู)  แต่ว่าการบังคับใจตัวเอง (การรู้จักพอประมาณ, ความพอเหมาะพอดี) (abstinence) (หมายถึง  การไม่ลงโทษศัตรู) จะเป็นการให้อภัยก็ต่อเมื่อมีอำนาจที่จะลงโทษเท่านั้น (คือ  มีศักยภาพพอที่จะลงโทษศัตรู  แต่ไม่ลงโทษ  ถึงจะเรียกว่าการให้อภัย  ดังเช่นในกรณีของอินเดีย  ที่มีศักยภาพเพียงพอที่จะสู้รบกับอังกฤษได้  แต่ก็ไม่เลือกใช้วิธีนี้  แต่หันไปใช้วิธีอหิงสา  คือการแข็งข้อกับอังกฤษอย่างสงบ  จนในที่สุด  อังกฤษต้องยอมมอบเอกราชให้อินเดีย)  ทั้งนี้  มันไร้ความหมาย (ไร้จุดประสงค์, ไม่มีค่า, ไม่สำคัญ) (meaningless)  เมื่อมันเสแสร้ง (แสร้งทำ, หลอกลวง, อวดอ้าง, อ้างสิทธิ) (pretends) ว่าดำเนินการ (เริ่มต้น) (proceed) (ให้อภัย) จากสัตว์ (คน, บุคคล, สรรพสิ่งที่สร้างขึ้น, เครื่องมือ, ทาส) (creature) ซึ่งช่วยตัวเองไม่ได้ (ไร้อำนาจ, ไร้กำลัง) (helpless),  (ตัวอย่าง  เช่น)  หนู (mouse) ไม่ใคร่จะ (แทบจะไม่) (hardly) ยกโทษให้แมว  เมื่อมันปล่อยให้ตัวมันเอง (it allows itself) ถูกฉีก (ร่าง) ออกเป็นชิ้นๆ (torn to pieces) โดยแมว,  แต่ผมไม่เชื่อว่าอินเดียไร้กำลัง (ไร้อำนาจ, ช่วยตัวเองไม่ได้)  และผมก็ไม่เชื่อว่าตัวผมเองเป็นบุคคลที่ไร้กำลัง (ไร้อำนาจ(helpless creature)  ผมเพียงแต่ต้องการใช้พลัง (กำลัง, ความแข็งแรง, แรง, ความกล้าหาญ, ความหนักแน่น, กำลังทหาร, กำลังกองทัพ) (strength) ของอินเดียและของผม  เพื่อวัตถุประสงค์ที่ดีขึ้นเท่านั้น  (คือ  ใช้พละกำลังของอินเดียและของผู้เขียนในการเรียกร้องเอกราชจากอังกฤษโดยสันติวิธี  แทนการใช้อาวุธ) 

__________________________________

****หมายเหตุ – สงครามบัวร์ (ค.ศ. ๑๘๙๙ – ๑๙๐๒)  เป็นสงครามระหว่างประเทศในเครือจักรภพอังกฤษ  ซึ่งมีอังกฤษเป็นผู้นำ  กับสาธารณรัฐแอฟริกาใต้  ซึ่งมีประชากรส่วนน้อยเป็นชาวบัวร์  ที่เป็นคนผิวขาวเชื้อสายดัชท์ (เนเธอร์แลนด์)  ซึ่งเป็นชาวนาและพูดภาษาแอฟริกัน  สาเหตุของสงครามเกิดจากการที่อังกฤษเรียกร้องสิทธิทางการเมืองให้กับคนในปกครองของตนในสาธารณรัฐแอฟริกาใต้  และยังต้องการแคว้นทรานสวาล  ซึ่งอุดมไปด้วยเพชรและทอง  แต่ชาวบัวร์ที่นั่นไม่ยินยอมและต่อต้านจนเกิดสงคราม

 

เรียน   ท่านผู้ติดตามอ่านเว็บไซต์  “everydayenglish.pwa.co.th                  

 

                ถ้าท่านมีคำแนะนำให้ปรับปรุงเว็บไซต์นี้ประการใด  กรุณาส่ง e-mail ไปที่  ดร. วัชรินทร์  ภูเขาทอง  อดีต  ผอ. สำนักวิทยาการ  การประปาส่วนภูมิภาค  ผู้จัดทำเว็บไซต์นี้  ตาม  “Address”  (โปรดระบุหัวเรื่องด้วยว่า  “ปรับปรุงเว็บไซต์”)   เพื่อที่ผู้จัดทำฯ จะได้ปรับปรุงเนื้อหาได้ตรงตามความประสงค์ของผู้อ่านเว็บไซต์นี้ต่อไป

 

 

 

หมวดข้อสอบ READING (ตอนที่ 99)

การประปาส่วนภูมิภาค  “มุ่ง-มั่น-เพื่อปวงชน”

 

DirectionRead the following passage and choose the best answer for each question.

(จงอ่านบทความต่อไปนี้  และเลือกคำตอบที่ดีที่สุดสำหรับแต่ละคำถาม)

 

Maharaja’s Blood-Stained Diamond

 

          Hindu legend has it that long ago there lived a maharaja who had everything a man could desire: power, riches, a beautiful wife.  For her birthday he gave her a large diamond, an heirloom, which enraged his brother, who had always wanted the gem.  One night he stole into the maharani’s quarters and tried to unfasten the gem from the gold chain around her neck.  When she awoke, he stabbed her in the throat to stop her screaming and fled with the diamond.

          When he looked at the stone, it was stained with the dead woman’s blood and the color would not wash off.  A priest to whom he confessed his crime advised him to wash the stone in the source of the sacred Ganges, high in the Himalayas.  Near the icy cave where the Ganges rises, he prayed and immersed the stone in the stream.  But it remained red and the defeated prince lay down in a snow bank to die.  The next day the temple priests took from his stiffened hand the great diamond which, now stained with the princess’ blood, had become a ruby and put it in the empty eye socket of the statue of the God Siva, the destroyer, where it still gleams today.  The earliest rubies used as gems were found in India, where they were picked up in the bed of dry or rushing rivers.  Indian royalty considered large, blood-red stones more precious than diamonds; the Sanskrit word for ruby was “ratanaraj,” king of precious stones.  The finest gems of darkest red were considered male, the lighter ones were female.  Rubies were also thought to have caste (the deepest colors, the highest caste), and at times could lose caste by coming in contact with paler stones of lower caste.

 

1. A “legend” (เล้จ-เจินท) in the first paragraph is __________________________________.

(“ตำนาน, เรื่องที่เล่าลือกันต่อๆ มา, คำสลัก, คำอธิบายภาพ, ประมวลเรื่องราวของยุค, คนที่น่าสนใจ, ผู้เป็นตัวเอกของเรื่อง”  ในพารากราฟแรก  คือ ____________)

    (a) a faith in one’s religion    (ความศรัทธาในศาสนาของบุคคล)

    (b) a written history of a certain event    (ประวัติศาสตร์ที่ถูกเขียนขึ้นของเหตุการณ์บางเรื่อง)

    (c) a story from olden times    (เรื่องราวจากสมัยโบราณ)

    (d) a made-up story to teach a lesson    (เรื่องที่ถูกแต่งขึ้นเพื่อสอนบทเรียน)

2. What does “desire” in paragraph 1 mean?

(“ปรารถนา, ต้องการ, ประสงค์, อยาก”  ในพารากราฟ ๑  หมายถึงอะไร)

    (a) approve   (เห็นชอบ, เห็นด้วย, อนุมัติ)

    (b) neglect   (เพิกเฉย, ละเลย, ไม่เอาใจใส่, ไม่สนใจ)

    (c) conserve   (สงวนไว้, อนุรักษ์ไว้)

    (d) annihilate   (ทำลายอย่างสิ้นซาก)

    (e) misuse   (ใช้ในทางที่ผิด, ใช้ในทางที่ไม่ควร)

    (f) consolidate   (ทำให้เป็นปึกแผ่น, ทำให้แข็งแรง-มั่นคง, รวบรวมกำลัง, รวบรวมเข้าด้วยกัน)

    (g) crave    (ต้องการ, ปรารถนา, อยากได้มาก, กระหาย, อ้อนวอน)

    (h) tempt   (ยั่วยวน, ล่อใจ)

    (i) shield    (ปกป้อง, ป้องกัน, คุ้มครอง)

    (j) relieve   (บรรเทา, ปลดเปลื้อง, ทำให้ลดน้อยลง)

3. “heirloom” in paragraph 1 means ____________________________________________.

(“มรดกตกทอด”  ในพารากราฟ ๑  หมายถึง ____________________________________)

    (a) collection    (การเก็บรวบรวม, การสะสม)   

    (b) proposal   (ข้อเสนอ)

    (c) complaint   (การอุทธรณ์, การร้องทุกข์, การบ่น)

    (d) manifestation    (การแสดง, การปรากฏ, การแห่แหน)

    (e) influence   (อิทธิพล)

    (f) elimination    (การกำจัด, การทำลาย, การขับออก, การขับไล่, การลบทิ้ง)

    (g) concurrence    (การเห็นด้วย, การเห็นพ้อง, การสนับสนุน, การให้ความร่วมมือ)

    (h) inheritance    (มรดก, สิ่งที่รับช่วงมา, สิ่งที่สืบทอดมา, ลักษณะทางกรรมพันธุ์ที่สืบทอดกันมา,

          การรับช่วง, การสืบทอด, สิทธิในการรับมรดก, สิทธิในการรับช่วง)

    (i) apex   (ยอด, ปลาย, สุดยอด)

    (j) heart    (ใจกลาง, ศูนย์กลาง, หัวใจ)

4. The word “which” in paragraph 1 refers to the fact that ____________________________.

(คำว่า  “ซึ่ง”  ในพารากราฟ ๑  หมายถึงข้อเท็จจริงที่ว่า ____________________________)

    (a) the maharaja had a beautiful wife    (มหาราชามีมเหสีสวย)

    (b) the prince’s brother wanted to steal the diamond    (พี่ชายของเจ้าชาย (มหาราชา) ต้องการ

           ขโมยเพชร)

    (c) the maharaja had given the diamond to his wife    (มหาราชาได้ให้เพชรแก่มเหสีของเขา

           (ดูคำตอบจากประโยคที่ ๒ ของพารากราฟแรกที่กล่าวว่า  “สำหรับวันเกิดของเธอ (มเหสี)  เขา

           (มหาราชา) ได้ให้เพชรเม็ดใหญ่เม็ดหนึ่งแก่เธอ  ซึ่งเป็นมรดกตกทอด  ซึ่งทำให้พี่ชายของเขา

           (ของมหาราชา) โกรธแค้น (เพราะว่า) พี่ชายของเขาต้องการเพชรเม็ดนี้โดยเสมอมา)

    (d) the prince’s brother had never liked his sister-in-law    (พี่ชายของเจ้าชาย (มหาราชา) ไม่เคย

           ชอบน้องสะใภ้ของเขา)  (หมายถึง  ไม่ชอบมเหสีของมหาราชา)

5. The word “enraged” in paragraph 1 could best be replaced by _____________________.

(คำว่า  “ทำให้โกรธแค้น, ทำให้เดือดดาล, ทำให้เคืองแค้น”  ในพารากราฟ ๑  สามารถแทนดีที่สุดโดย ___________)

    (a) revered    (เคารพนับถือ, บูชา, ยำเกรง)   

    (b) aggravated   (ทำให้แย่ลง, ทำให้เลวลง)

    (c) obliterated   (ทำลายสิ้นเชิง, กำจัด, ขจัด, ตัดทิ้ง, ขัดออก, ลบออก, ถูออก)

    (d) detested   (เกลียดชัง, เกลียด, ไม่ชอบอย่างมาก)

    (e) overcame   (เอาชนะ, พิชิต, มีชัยเหนือ)

    (f) infuriated    (ทำให้โกรธ, ทำให้เดือดดาล)

    (g) distrusted   (ไม่ไว้ใจ. ไม่เชื่อใจ)

    (h) assisted   (ช่วยเหลือ)

    (i) hampered    (ขัดขวาง, สกัดกั้น, เป็นอุปสรรค)

    (j) doomed   (กำหนด, พิพากษา, ชี้ชะตากรรม, ประณาม)

6. “quarters” in paragraph 1 is closest in meaning to _______________________________.

(“ที่พักอาศัย, แหล่งประจำการ”  ในพารากราฟ ๑  มีความหมายใกล้เคียงที่สุดกับ ____________)

    (a) objections   (การคัดค้าน, การไม่เห็นด้วย)

    (b) scholarships   (ทุนการศึกษา)

    (c) functions    (หน้าที่)

    (d) grievances    (การอุทธรณ์, การร้องทุกข์, ความไม่พอใจ, ความข้องใจ, ข้อข้องใจ)

    (e) distributions    (การจำหน่าย, การแจกจ่าย)

    (f) appetites    (ความอยากอาหาร)

    (g) extensions    (การขยายออก, การต่อเติม, ส่วนที่ต่อเติม)

    (h) restorations    (การปฏิสังขรณ์, การบูรณะ, การซ่อมแซม, การทำให้กลับคืนสู่สภาพเดิม)

    (i) residences    (ที่อยู่อาศัย, ที่อยู่, ถิ่นที่อยู่, การอยู่อาศัย, การมีถิ่นที่อยู่, ช่วงระยะเวลาการอยู่

          อาศัย)

    (j) precipitations    (ปริมาณการรวมตัวกันของไอน้ำในอากาศ  เช่น ฝน-หิมะ-ลูกเห็บ-น้ำค้าง)

7. The word “gem” in paragraph 1 refers to the ____________________________________.

(คำว่า  “เพชร, พลอย, เพชรนิลจินดา, ของมีค่า, บุคคลที่ได้รับความเคารพหรือนิยมชมชอบอย่างมาก, ขนมอบทาเนย”  ในพารากราฟ ๑  หมายถึง ____________)

    (a) riches    (ความมั่งคั่งร่ำรวย)

    (b) gold chain    (สายสร้อยทองคำ)

    (c) ruby    (ทับทิม)

    (d) diamond    (เพชร)  (ดูคำตอบจากประโยคที่ ๒ ของพารากราฟแรกที่กล่าวว่า  “สำหรับวันเกิด

           ของเธอ (มเหสี)  เขา (มหาราชา) ได้ให้เพชรเม็ดใหญ่เม็ดหนึ่งแก่เธอ  ซึ่งเป็นมรดกตกทอด  

           ซึ่งทำให้พี่ชายของเขา (ของมหาราชา) โกรธแค้น (เพราะว่า) พี่ชายของเขาต้องการเพชรเม็ด

           นี้โดยเสมอมา)

8. The clause “one night he stole into the maharani’s quarters” (in the first paragraph) means that he ______________.

(อนุประโยค  “คืนวันหนึ่ง  เขา (พี่ชายของมหาราชา) แอบเข้าไป (ลักลอบเข้าไป) ในที่พักอาศัยของมหารานี”  (ในพารากราฟแรก)  หมายความว่าเขา ___________)

    (a) walked into that room to steal    (เดินเข้าไปในห้องนั้นเพื่อขโมย)

    (b) forced the door open and walked into that room    (พังประตูและเดินเข้าไปในห้องนั้น)

    (c) crept quietly and secretly into that room    (ย่อง – เล็ดลอด – อย่างเงียบๆ และลับๆ เข้าไป

           ในห้องนั้น)

    (d) marched heavily into that room    (เดินแถวอย่างเข้มแข็งเข้าไปในห้องนั้น)

9. What does “stabbed” in paragraph 1 mean?

(“แทง, ทิ่ม, จิ้ม, เสียดแทง”  ในพารากราฟ ๑  หมายถึงอะไร)

    (a) hindered   (ขัดขวาง, สกัดกั้น, เป็นอุปสรรค)

    (b) endured   (อดทน, ทนทาน)

    (c) shunned    (หลีกเลี่ยง)

    (d) soothed    (ปลอบโยน, ปลอบขวัญ, ประโลมใจ)

    (e) pierced    (เพียช)  (แทง, ทิ่ม, เจาะ, ไช, มองทะลุ, ทะลุผ่าน, ทะลวง, ค้นคว้า, (เสียง) แทรกผ่าน)

    (f) praised    (สรรเสริญ, ยกย่อง)

    (g) anticipated    (คาดหวัง, คาดหมาย, ทำนาย)

    (h) wrinkled    (ทำให้เป็นรอยย่น, ย่น, รอยย่น)

    (i) hugged   (กอด)

    (j) whipped   (หวด, ตี, เฆี่ยน, โบย, ลงแส้, รวบรวม, ชุมนุม)

10. “stained” in the second paragraph means _____________________________________,

(“ทำให้เปรอะเปื้อน, ทำให้สกปรก, ทำให้เป็นรอยด่าง, แต้มสี, ทำให้ด่างพร้อย, ทำให้มัวหมอง, ทำให้มีมลทิน”  ในพารากราฟ ๒  หมายถึง ____________)

      (a) shifted    (เปลี่ยน, เคลื่อนย้าย, เคลื่อน, ย้าย, เลื่อน, สับเปลี่ยน, หมุนเวียน, เปลี่ยนเวร, เปลี่ยนเกียร์)

      (b) disseminated    (แพร่กระจาย, ทำให้กระจัดกระจาย, เผยแพร่)

      (c) crushed    (บด, ทำให้แตก, ขยี้, บี้, คั้น, เหยียบ, กำจัด, ทำลาย)

      (d) ingested    (นำเข้าไปในร่างกายโดยทางปาก)

      (e) tarnished    (ทำให้เปรอะเปื้อน, ทำให้มัวหมอง, ทำให้เศร้าหมอง, ทำให้คล้ำ, ทำให้เสื่อมเสีย,

            กลายเป็นมัวหมอง-เศร้าหมอง-คล้ำ)

      (f) recovered   (ฟื้นจากไข้, กลับคืนสู่สภาพเดิม, นำกลับคืนมา)

      (g) humiliated    (ทำให้ขายหน้า, ทำให้เสียเกียรติ, ทำให้อับอาย)

      (h) discouraged    (ทำให้ท้อใจ, ทำให้หมดกำลังใจ)

      (i) pleased    (ทำให้ยินดี, ทำให้พอใจ)

      (j) flourished    (ฟล้อร์-ริช)  (เจริญ, รุ่งเรือง, เฟื่องฟู, มั่งคั่ง, งอกงาม)

11. “sacred” in paragraph 2 could best be replaced by ________________________________.

(“ศักดิ์สิทธิ์, เกี่ยวกับการบูชาในทางศาสนา, เกี่ยวกับศาสนา, เป็นที่สักการบูชา, ล่วงละเมิดไม่ได้, ล่วงเกินไม่ได้”  ในพารากราฟ ๒  สามารถแทนดีที่สุดโดย ____________)

      (a) severe    (รุนแรง, เข้มงวด, กวดขัน, เอาจริงเอาจัง, เคร่ง, เคร่งครัด, เคร่งขรึม)

      (b) vulnerable    (เปราะบาง, อ่อนแอ, ล่อแหลม)   

      (c) perilous   (มีอันตราย, เป็นภัย)

      (d) lucid    (ชัดเจน, แจ่มแจ้ง, เข้าใจได้ง่าย)

      (e) futile    (ฟิ้ว-ไทล)  (ไร้ผล, ไม่มีประโยชน์, ไม่สำคัญ, ไม่เอาจริงเอาจัง)

      (f) feasible   (ที่สามารถทำได้, ที่เป็นไปได้, ที่ดำเนินการได้, เหมาะสม)

      (g) vague    (เว้ก)  (คลุมเครือ, เคลือบคลุม, ไม่ชัดแจ้ง, เลือน, เลอะเลือน)

      (h) complicated    (ซับซ้อน, ยุ่งยาก, ยากที่จะเข้าใจหรืออธิบาย)

      (i) routine    (เป็นกิจวัตรประจำวัน, ตามปกติ, ประจำวัน, เกี่ยวกับงานประจำวัน)   (เมื่อเป็นคำนาม  หมายถึง 

            “กิจวัตรประจำวัน, งานประจำ”)

      (j) holy    (ศักดิ์สิทธิ์, ควรเคารพ, ควรสักการบูชา, เป็นที่เคารพบูชา, เคร่งศาสนา, ใจบุญอย่างยิ่ง)

12. We may conclude from the story that the defeated prince decided to die because ____________.

(เราอาจสรุปจากเรื่องว่า  เจ้าชายผู้พ่ายแพ้ (พี่ชายของมหาราชา) ตัดสินใจที่จะตาย  เพราะว่า ______)

      (a) he had stained the diamond with sin and could not wash it off    (เขาได้ทำให้เพชร

             เปรอะเปื้อนไปด้วยบาป  และไม่สามารถชำระล้างมันให้หมดไปได้)  (ดูคำตอบจากประโยค

             ที่ ๒ – ๔ ของพารากราฟ ๒ ที่กล่าวว่า  “พระองค์หนึ่งที่เขาสารภาพบาปด้วย  ได้แนะนำให้

             เขาไปล้างเพชรในแหล่งกำเนิด (ต้นน้ำ) ของแม่น้ำคงคาอันศักดิ์สิทธิ์ในเทือกเขาหิมาลัย, 

             ทั้งนี้  ใกล้กับถ้ำที่เต็มไปด้วยน้ำแข็ง ที่ซึ่งแม่น้ำคงคากำเนิดขึ้น  เขา (พี่ชายของมหาราชา)

             ได้สวดมนต์และจุ่มเพชร (เปื้อนเลือด) ลงไปในลำธาร  แต่มันก็ยังคงมีสีแดงอยู่  และเจ้าชาย

             ผู้พ่ายแพ้ (พี่ชายของมหาราชา) นอนลงบนฝั่ง (ตลิ่ง) ที่เป็นหิมะเพื่อที่จะตาย)

      (b) the priest would not forgive him for his sin    (พระจะไม่ยกโทษให้สำหรับบาปของเขา)

      (c) he did not know where to hide himself and the diamond    (เขาไม่รู้ว่าจะซ่อนตัวเองและเพชร

             ไว้ที่ไหน)

      (d) it was too cold up at the source of the Ganges    (มันหนาวเย็นเกินไปบนต้นน้ำของแม่น้ำคงคา)

13. The word “immersed” in paragraph 2 is closest in meaning to _____________________.

(คำว่า  “จุ่ม, แช่, จิ้ม, ฝัง, หมกมุ่น, ใส่ใจ, รดน้ำมนต์”  ในพารากราฟ ๒  มีความหมายใกล้เคียงที่สุดกับ ___________)

      (a) eluded    (หลบหลีก, หลบหนี, หลีก, เลี่ยง) 

      (b) debilitated    (ทำให้อ่อนเพลีย, ทำให้อ่อนแอ, ทำให้ทรุดโทรม)

      (c) persevered    (เพอร์-ซิ-เวี่ยร์)  (มุมานะ, อุตสาหะ, พยายาม, บากบั่น, พากเพียร) 

      (d) liquidated    (ลิ้ค-ควิ-เดท)  (กำจัดโดยการฆ่าทิ้ง, สะสาง, ชำระหนี้, ชำระบัญชี) 

      (e) bribed    (ไบรบ)  (ติดสินบน, ให้สินบน)  (เมื่อเป็นคำนาม  Bribe”  หมายถึง  “สินบน, สิ่งล่อใจ”) 

      (f) allotted    (อะ-ล้อท)  (แจก, แบ่งปัน, จัดแบ่ง, จัดสรร)

      (g) submerged (= submersed)   (จุ่ม, แช่, จมลงใต้น้ำ, ดำน้ำ)

      (h) banished    (แบ๊น-นิช)  (เนรเทศ)

      (i) commended    (ยกย่อง, สรรเสริญ)

      (j) opposed    (ต่อต้าน, คัดค้าน, ขัดขวาง, ขัดแย้ง, ไม่เห็นด้วย, อยู่ฝ่ายตรงกันข้าม)

       (k) deserted    (ละทิ้ง, ทอดทิ้ง, ละทิ้งหน้าที่, หนีทัพ)

14. What does “gleams” in the second paragraph mean?

(“ส่องแสงวาบ, ปรากฏขึ้นแวบเดียว”  ในพารากราฟ ๒  หมายถึงอะไร)

      (a) reprimands    (ประณาม, กล่าวหาอย่างรุนแรง)

      (b) toils    (ทำงานหนัก, ตรากตรำ, เดินทางด้วยความลำบากหรือเหน็ดเหนื่อย)

      (c) refutes    (ริ-ฟิ้วท)  (พิสูจน์ว่าไม่จริง, โต้แย้ง, หักล้าง, ลบล้าง, ปฏิเสธ)

      (d) hauls    (ฮอล)  (ดึง, ลาก, ฉุด, สาว, ชัก, เคลื่อนย้ายด้วยรถบรรทุก, เปลี่ยนทิศทาง)

      (e) maims    (เมม)  (ทำให้พิการ)

      (f) mimics    (มิ้ม-มิค)  (ล้อเลียน, ล้อ, จำลอง)

      (g) flashes    (เป็นแสงวาบขึ้นมา, เป็นเพลิงวาบขึ้นมา, ปะทุขึ้นมาอย่างกะทันหัน, เกิดขึ้นอย่าง

             กะทันหัน, ปรากฏขึ้นอย่างกะทันหัน, ทำให้เป็นแสงหรือเพลิงวาบขึ้นมา, เพิ่มกำลังไหลของ

             กระแสน้ำ, โอ้อวด)

      (h) strives    (พยายาม)

      (i) blunders    (ทำผิดพลาด, แพร่งพรายออกมา, พูดออกมาอย่างโง่, เดินเซ่อ, งุ่มง่าม, ซุ่มซ่าม)  (เมื่อ

            เป็นคำนาม  หมายถึง  “ความผิดพลาด”)

      (j) swindles    (โกง, ฉ้อโกง, หลอกต้ม, หลอกลวง)

      (k) blends    (ผสม, คลุก, กลมกลืน, คลุกเคล้าให้เข้ากัน, ทำให้เหมาะกับ)

15. According to the passage, the ancient Indians thought of a ruby as if it were a ______________.

(ตามที่เนื้อเรื่อง – บทความ – กล่าว, ชาวอินเดียโบราณคิดเกี่ยวกับทับทิม  ราวกับว่ามันเป็น _______)

      (a) sacred thing    (สิ่งศักดิ์สิทธิ์)

      (b) human being    (มนุษย์)  (ดูคำตอบจาก ๒ ประโยคสุดท้ายของพารากราฟ ๒ ที่กล่าวว่า 

             “ทับทิมที่วิจิตรงดงามที่สุด  ซึ่งมีสีแดงเข้มที่สุด  ถูกถือว่าเป็นเพศชาย  ส่วนทับทิมที่ (สี)

             จางกว่า  เป็นเพศหญิง,  ทับทิมยังถูกคิดด้วยว่ามีวรรณะ  (กล่าวคือ  สีเข้มมากที่สุดมีวรรณะ

             สูงสุด)  และเป็นบางครั้ง (ในบางโอกาส) (ทับทิม) สามารถสูญเสียวรรณะโดยการสัมผัสกับ

             หิน (เพชรพลอย)  ซึ่งสีอ่อนกว่าของวรรณะต่ำกว่า)

      (c) symbol of nobility    (สัญลักษณ์ของขุนนาง-คนชั้นสูง)

      (d) cause of destruction    (ต้นเหตุของการทำลายหรือความหายนะ) 

16. For the Indians, a fine ruby must have, first of all, a ______________________________.

(สำหรับชาวอินเดีย  ทับทิมซึ่งวิจิตรงดงาม, ในประการแรก, จะต้องมี ____________________)

      (a) great size    (ขนาดใหญ่)

      (b) fine cut    (การตัดที่วิจิตรงดงาม)

      (c) dark, red color    (สีแดงเข้ม)  (ดูคำตอบจาก ๒ ประโยคสุดท้ายของพารากราฟ ๒ ที่กล่าวว่า 

             “ทับทิมที่วิจิตรงดงามที่สุด  ซึ่งมีสีแดงเข้มที่สุด  ถูกถือว่าเป็นเพศชาย  ส่วนทับทิมที่ (สี) จาง

             กว่า  เป็นเพศหญิง,  ทับทิมยังถูกคิดด้วยว่ามีวรรณะ  (กล่าวคือ  สีเข้มมากที่สุดมีวรรณะสูงสุด) 

             และเป็นบางครั้ง ...................)

      (d) considerable weight    (น้ำหนักมาก)

17. “precious” in paragraph 2 means ___________________________________________.

(“มีค่า, ล้ำค่า, เป็นที่รัก, อย่างยิ่ง, เต็มที่, สำคัญมาก”  ในพารากราฟ ๒  หมายถึง ______________)

      (a) convincing    (น่าเชื่อ)

      (b) sporadic    (เป็นพักๆ, เป็นระยะ, เป็นครั้งเป็นคราว)

      (c) prevalent    (มีอยู่ทั่วไป, ดาษดื่น, แพร่หลาย)   

      (d) valuable    (มีค่า, มีราคา, มีคุณค่า, มีค่าเป็นเงินมาก, มีประโยชน์มาก, มีความสำคัญมาก)

      (e) contemporary    (สมัยปัจจุบัน, ในยุคสมัยหรือรุ่นเดียวกัน)

      (f) chilly    (เย็นเยือก)

      (g) realistic    (เป็นจริง, เกิดได้จริง, สมจริงสมจัง)

      (h) sickly    (อ่อนแอ, ไม่แข็งแรง, ขี้โรค, อมโรค, เป็นโรคมาก, ชวนให้คลื่นไส้-สะอิดสะเอียน)

      (i) lethargic    (ลิ-ธาร์-จิค)  (เฉื่อยชา, เซื่องซึม, ซึม, ง่วง)

      (j) witty    (มีสติปัญญา, เฉลียวฉลาด, มีไหวพริบ, มีความรู้, รอบรู้)

      (k) snappish    (หุนหันพลันแล่น, ฉุนเฉียว, อารมณ์ร้อน)     

18. The word “caste” in the final paragraph means _______________________________.

(คำว่า  “วรรณะ, ชั้น, ฐานะในสังคม, วงศ์ตระกูล, เพื่อนฝูงในสังคม, กลุ่มของสังคม”  ในพารากราฟสุดท้าย  หมายถึง ___________)

      (a) social class    (ชั้นทางสังคม)

      (b) fine cut    (การตัด-วิธีการตัดอย่างวิจิตรงดงาม)

      (c) high price    (ราคาสูง)

      (d) special power    (อำนาจพิเศษ)

19. According to the ancient Indians, a ruby could lose caste if it _________________________.

(ตามที่ชาวอินเดียโบราณกล่าว,  ทับทิมสามารถสูญเสียวรรณะ  ถ้ามัน ____________________)

      (a) was tainted with blood    (ถูกทำให้เปรอะเปื้อนด้วยเลือด)

      (b) was put into water    (ถูกใส่ลงไปในน้ำ)

      (c) became paler in color    (มีสีอ่อนหรือจางยิ่งขึ้น)

      (d) touched one of a lighter color    (สัมผัสกับทับทิมที่มีสีจางกว่า)  (ดูคำตอบจากประโยคสุด

             ท้ายของพารากราฟ ๒ ที่กล่าวว่า  “ทับทิมยังถูกคิดด้วยว่ามีวรรณะ  (กล่าวคือ  สีเข้มมากที่สุด

             มีวรรณะสูงสุด)  และเป็นบางครั้ง (ในบางโอกาส) (ทับทิม) สามารถสูญเสียวรรณะโดยการสัม

             ผัสกับหิน (เพชรพลอย)  ซึ่งสีอ่อนกว่าของวรรณะต่ำกว่า)

20. A suitable title for this passage would be _______________________________________.

(ชื่อเรื่องที่เหมาะสมของเนื้อเรื่อง – บทความ - นี้  คือ ______________________________)

      (a) Crime Does Not Pay    (บาปมิให้ผล)

      (b) The Prince Who Died on the Ganges    (เจ้าชายผู้ซึ่งตายบนฝั่งแม่น้ำคงคา)

      (c) The Ruby in Ancient India    (ทับทิมในประเทศอินเดียโบราณ)

      (d) Ruby, the Gem of the Maharaja    (ทับทิม, เพชรของมหาราชา)  (เนื้อเรื่องกล่าวถึงเพชร

             ของมหาราชา  ซึ่งถูกพี่ชายของพระองค์ขโมยไปในขณะเปื้อนเลือดของมเหสีของพระองค์ 

             และต่อมาได้กลายเป็นทับทิม)

 

(คำแปล)

เพชรเปื้อนเลือดของมหาราชา

 

            ตำนานของฮินดูมีอยู่ว่า (Hindu legend has it that)  นานมาแล้วมีมหาราชาพระองค์หนึ่ง  ผู้ซึ่งมีทุกอย่างที่ผู้ชายคนหนึ่งจะสามารถปรารถนา (ต้องการ, ประสงค์, อยาก) (desire) ได้  เช่น  อำนาจ (power), ความมั่งคั่งร่ำรวย (riches), ภรรยาที่สวย,  สำหรับวันเกิดของเธอ (มเหสี)  พระองค์ได้ให้เพชรเม็ดใหญ่เม็ดหนึ่งแก่เธอ  ซึ่งเป็นมรดกตกทอด (heirloom)  ซึ่งทำให้พี่ชายของพระองค์ (ของมหาราชา) โกรธแค้น (enraged his brother) (เพราะว่า) พี่ชายของพระองค์ต้องการเพชร (พลอย, เพชรนิลจินดา, ของมีค่า, บุคคลที่ได้รับความเคารพหรือนิยมชมชอบอย่างมาก, ขนมอบทาเนย) (gem) เม็ดนี้โดยเสมอมา,  คืนวันหนึ่ง  พี่ชายของมหาราชาแอบเข้าไป (ลักลอบเข้าไป, เข้าไปอย่างลับๆ) (stole into) ในที่พักอาศัย (แหล่งประจำการ) (quarters) ของมหารานี (มเหสีของมหาราชา)  และพยายาม (tried) ที่จะปลดออก (ถอด, ปล่อย) (unfasten) เพชรดังกล่าวจากสายสร้อย (โซ่, ลูกโซ่, สายโซ่, ห่วง, ตรวน, โซ่ตรวน, เครื่องพันธนาการ, เครื่องผูกมัด, เทือกเขา, ทิว, แนว, บริษัทหลายบริษัทที่เป็นเครือเดียวกัน)  (chain) ทองคำรอบคอของเธอ,  เมื่อเธอตื่นขึ้น (awoke)  เขาแทง (ทิ่ม, จิ้ม, เสียดแทง) (stabbed) เธอที่คอ (ลำคอ, ส่วนที่คล้ายคอ, ส่วนหน้าของคอ, เสียงที่เปล่งจากคอ) (throat) เพื่อที่จะหยุดเสียงกรีดร้อง (การร้องกรีด, เสียงแหลมและดัง) (screaming) ของเธอ  และหนีไป (fled) พร้อมกับเพชร

            เมื่อเขา (พี่ชายของมหาราชา) จ้องมองไปที่เพชร (เพชรพลอย, หินพลอย, หิน, ก้อนหิน, หินลับมีด, กรวด, หน่วยน้ำหนัก ๑๔ ปอนด์, นิ่ว, โรคนิ่ว, ศิลาจารึกหน้าหลุมฝังศพ, ป้ายหินบอกระยะทาง, อนุสาวรีย์, ลูกเห็บ, ลูกอัณฑะ) (stone) (ที่ขโมยมา)  มันถูกทำให้เปรอะเปื้อน, ทำให้สกปรก, ทำให้เป็นรอยด่าง, แต้มสี, ทำให้ด่างพร้อย, ทำให้มัวหมอง, ทำให้มีมลทิน) (stained) ไปด้วยเลือดของหญิงที่เสียชีวิต (มเหสี)  และสี (เลือด) นั้นก็จะไม่จางหายไป (wash off),  โดยพระองค์หนึ่งที่เขาสารภาพ (confessed) บาป (อาชญากรรม, ความผิดทางอาญา, ความผิดร้ายแรง, การกระทำที่น่าอับอาย) (crime) ด้วย  ได้แนะนำ (advised) ให้เขาไปล้างเพชรในแหล่งกำเนิด (ต้นน้ำ, แหล่ง, แหล่งที่มา, ต้นตอ, มูล, ราก, บ่อเกิด, แหล่งข้อมูล, แหล่งข่าว, ผู้ให้ข่าว) (source) ของแม่น้ำคงคา (Ganges) อันศักดิ์สิทธิ์ (เกี่ยวกับการบูชาในทางศาสนา, เกี่ยวกับศาสนา, เป็นที่สักการบูชา, ล่วงละเมิดไม่ได้, ล่วงเกินไม่ได้) (sacred) ในเทือกเขาหิมาลัย (Himalayas),  ทั้งนี้  ใกล้กับถ้ำที่เต็มไปด้วยน้ำแข็ง (icy cave)  ที่ซึ่งแม่น้ำคงคากำเนิดขึ้น (ผุดขึ้น, ปรากฏขึ้น, ลอยขึ้น, ลุกขึ้น, ยืนขึ้น, ตื่นขึ้น, ยืนตรง, ลุกขึ้นต่อสู้, ฟูขึ้น, เพิ่มขึ้น, สูงขึ้น, นูนขึ้น, ก่อการกบฏ, กระตุ้น, ราคาสูงขึ้น) (rises)  เขา (พี่ชายของมหารา ชา) ได้สวดมนต์ (ภาวนา, อธิษฐาน, ขอร้อง, วิงวอน) (prayed)  และจุ่ม (แช่, จิ้ม, ฝัง, หมกมุ่น, ใส่ใจ, รดน้ำมนต์) (immersed) เพชร (เปื้อนเลือด) ลงไปในลำธาร (สายน้ำ, แม่น้ำเล็กๆ, กระแส, กระแสน้ำ, ลำแสง, การไหลที่ต่อเนื่อง) (stream)  แต่มันก็ยังคงมีสีแดงอยู่  และเจ้าชายผู้พ่ายแพ้ (พี่ชายของมหาราชา) (defeated prince) ก็นอนลงบนฝั่ง (ตลิ่ง) ที่เป็นหิมะ (snow bank) เพื่อที่จะตาย,  วันรุ่งขึ้น  พระของวัด  (temple priests) ได้นำเพชรเม็ดใหญ่ (great diamond) (ที่ถูกขโมยมา) ซึ่ง,  ในขณะนี้ถูกทำให้เปื้อนไปด้วยเลือดของเจ้าหญิง (มเหสี),  ไปจากมือที่ถูกทำให้แข็งทื่อ (ทำให้แข็ง, ทำให้ตรง, ทำให้แน่น, ทำให้เหนียวหนืด, กลายเป็นแข็งทื่อ, ดื้อรั้น) (stiffened) ของเขา,  (เพชร) ได้กลายเป็นทับทิม (พลอยสีแดง, สิ่งที่ทำด้วยทับทิม, สิ่งที่ประดับด้วยทับทิม) (ruby)  และ (พระ) ได้ใส่มันไว้ในเบ้าตาที่ว่างเปล่า (empty eye socket) ของรูปปั้น (รูปสลัก, รูปแกะสลัก, รูปหล่อ) (statue) ของพระศิวะ (God Siva), (เทพ) ผู้ทำลาย (destroyer),  ที่ซึ่งมัน (เพชร) ยังคงส่องแสงวาบ (ปรากฏขึ้นแวบเดียว) (gleams) อยู่ในปัจจุบัน,  โดยทับทิมยุคแรกสุด (earliest rubies)  ซึ่งถูกใช้ในฐานะเพชรพลอย (ของมีค่า) (gems) ถูกพบในอินเดีย  ที่ซึ่งมันถูกเก็บขึ้นมา (picked up) (จาก) ในก้นแม่น้ำ (ท้องแม่น้ำ, พื้นล่าง, ชั้นหิน, แปลง, ร่อง, เตียง, ที่นอน, ฐาน, แท่น) (bed) ของแม่น้ำซึ่งแห้ง (dry) หรือไหลอย่างรวดเร็ว (rushing),  ทั้งนี้  ราชตระกูล (บุคคลในราชวงศ์, พระบรมวงศานุวงศ์, ตำแหน่งกษัตริย์, อำนาจกษัตริย์, ความสูงส่ง, ค่าลิขสิทธิ์, ค่าธรรมเนียม, ค่าภาคหลวง) (royalty) ของอินเดียถือว่า (พิจารณา) (considered) ทับทิมสีแดงเลือด (blood-red stones) เม็ดใหญ่  มีค่า (ล้ำค่า, เป็นที่รัก, อย่างยิ่ง, เต็มที่, สำคัญมาก) (precious) มากกว่าเพชร   โดยคำสันสกฤตสำหรับทับทิม  คือ  “รัตนราช”  หรือราชาของหินมีค่า,  โดยทับทิมที่วิจิตรงดงามที่สุด (finest gems)  ซึ่งมีสีแดงเข้มที่สุด (of darkest red)  ถูกถือว่าเป็นเพศชาย  ส่วนทับทิมที่ (สี) จางกว่า (lighter ones) เป็นเพศหญิง,  ทับทิมยังถูกคิดด้วยว่ามีวรรณะ (ชั้น, ฐานะในสังคม, วงศ์ตระกูล, เพื่อนฝูงในสังคม, กลุ่มของสังคม) (caste) (กล่าวคือ  สีเข้มมากที่สุดมีวรรณะสูงสุด)  และเป็นบางครั้ง (ในบางโอกาส, ไม่บ่อยนัก, ไม่ได้เกิดเป็นประจำ) (at times)  (ทับทิม) สามารถสูญเสีย (เสีย, สูญ, ทำหาย, พ่ายแพ้, ขาดทุน, ทำให้หายนะ, พลาด, เสียโอกาส, เล่นเสีย, (นาฬิกา) เดินช้า) (lose) วรรณะโดยการสัมผัสกับ (coming in contact with) หิน (เพชรพลอย) ซึ่งสีอ่อนกว่าของวรรณะต่ำกว่า (paler stones of lower caste)

 

เรียน   ท่านผู้ติดตามอ่านเว็บไซต์  “everydayenglish.pwa.co.th                  

 

                ถ้าท่านมีคำแนะนำให้ปรับปรุงเว็บไซต์นี้ประการใด  กรุณาส่ง e-mail ไปที่  ดร. วัชรินทร์  ภูเขาทอง  อดีต  ผอ. สำนักวิทยาการ  การประปาส่วนภูมิภาค  ผู้จัดทำเว็บไซต์นี้  ตาม  “Address”  (โปรดระบุหัวเรื่องด้วยว่า  “ปรับปรุงเว็บไซต์”)   เพื่อที่ผู้จัดทำฯ จะได้ปรับปรุงเนื้อหาได้ตรงตามความประสงค์ของผู้อ่านเว็บไซต์นี้ต่อไป

 

 

 

 

หมวดข้อสอบ READING (ตอนที่ 98)

การประปาส่วนภูมิภาค  “มุ่ง-มั่น-เพื่อปวงชน”

 

DirectionRead the following passage and choose the best answer for each question.

(จงอ่านบทความต่อไปนี้  และเลือกคำตอบที่ดีที่สุดสำหรับแต่ละคำถาม)

 

Are Gypsies Nomadic People ?

 

          Gypsies today probably number several million but no accurate count has been made.  They are scattered throughout the Middle East, North Africa, Europe, the United States and Latin America.  Many still follow the old wandering ways but an increasing number yield to settlement.

          European gypsies are heavily clustered in belt from Poland and Hungary south through the Balkans.  Communist regimes stubbornly insist on regulating them and they as stubbornly resist

       In France and England gypsies enjoy comparative freedom, although subject to many harassments.  Local bylaws in England often forbid them to obtain water from a brook, or to camp within 300 yards of a house.  Similar French restrictions have caused gypsies to add a modern touch to their code; they have adopted an official “no parking” symbol (bar and circle) to warn of unfriendly authorities.

         Spanish gypsies have clung most successfully to tribal life, sometimes combining it with fixed residence of a picturesque type.  For more than a century a colony has lived in the famed Granada caverns of Andalusia; the slopes of Sacro Monte are pitted with hundreds of caves which provide primitive shelters and elaborate underground apartments.

           Legend is that gypsies served King Ferdinand by forging the cannonballs fired against the Moors at the siege of Granada.  Today the Granada caverns are centers for flamenco music and dancing in a colorful style which combines gypsy and Spanish traditions.

 

1. The clause “Many still follow the old wandering ways” (paragraph 1) means __________.

(อนุประโยค  “ชาวยิปซีจำนวนมากยังคงดำเนินตามวิถีทางเร่ร่อนแต่ก่อน”  ในพารากราฟ ๑  หมายถึง ______________)

    (a) there are still many ways that gypsies can go    (ยังคงมีเส้นทางจำนวนมากที่ชาวยิปซีสามารถไปได้)

    (b) there are several million gypsies all over the world    (มีชาวยิปซีหลายล้านคนทั่วโลก)

    (c) many gypsies still move about without a fixed course    (ชาวยิปซีจำนวนมากยังคงโยก

           ย้ายไปมาโดยปราศจากเส้นทางที่แน่นอน)

    (d) many gypsies still follow their old leaders everywhere    (ชาวยิปซีจำนวนมากยังคงติดตาม

           ผู้นำคนเก่าของพวกเขาไปทุกหนทุกแห่ง)

2. “scattered” in the first paragraph refers to _____________________________________.

(“ทำให้กระจัดกระจาย, กระจัดกระจาย, ทำให้กระเจิง, สาด, โปรย, หว่าน, แตกกระเจิง”  ในพารากราฟแรก  หมายถึง _____________)

    (a) hoarded    (ฮอร์ด)  (เก็บสะสม, กักตุน)  (เมื่อเป็นคำนาม  "Hoard"  หมายถึง  "การเก็บสะสม-กักตุน,

           สิ่งที่เก็บสะสม")

    (b) throbbed    (ธรอบ)  {(หัวใจ) เต้นตุ้บๆ, สั่น, กระเพื่อม, ตัวสั่น, ตื่นเต้น, การเต้น-สั่น-สะเทือน)}

    (c) affronted    (อะ-เฟริ้นท)  (สบประมาท, ทำให้โกรธ, เผชิญหน้า)  (เมื่อเป็นคำนาม  “Affront” หมายถึง 

           “การดูถูก, การสบประมาท”)

    (d) pandered    (แพ้น-เดอะ)  (แสวงหาประโยชน์จากความโลภ, ตะกละ, หรือการกระทำผิดของผู้อื่น,

           ฉวยโอกาสจากสัญชาติญาณที่ต่ำของผู้อื่น)

    (e) alleviated    (อะ-ลี้-วิ-เอท)  (บรรเทา, ทำให้น้อยลง)

    (f) remedied    (ทำให้ถูกต้อง, แก้ไข, รักษา, เยียวยา, ขจัด, กำจัด, บรรเทา, ฟื้นฟู)  (เมื่อเป็นคำนาม

           “Remedy”  หมายถึง  “การรักษา, วิธีการรักษาหรือแก้ไข, ยา, สิ่งที่ใช้ในการรักษาหรือแก้ไข”)

    (g) dispersed    (ทำให้กระจายไป, กระจาย, ทำให้แพร่หลาย, ทำให้หายไป, ไล่ไป, หายไป)

    (h) incapacitated    (อิน-คะ-แพส-ซิ-เทท)  (ทำให้ไร้ความสามารถ, ทำให้ขาดคุณสมบัติ)

    (i) aggravated    (แอ๊ก-กระ-เวท)  (ทำให้เลวขึ้นหรือรุนแรงขึ้น, รบกวน, ทำให้ระคายเคือง, ทำให้โมโห)

    (j) amended    (อะ-เมนด)  (แก้ไข, ปรับปรุง, ทำให้ถูกต้อง, แปรหรือแก้ญัตติ)

3. “wandering” in paragraph 1 means ___________________________________________.

(“เร่ร่อน, พเนจร, ไปโดยไม่มีจุดหมายแน่นอน, ไม่มีถิ่นที่อยู่แน่นอน, เตร็ดเตร่, เถลไถลไป, ท่องเที่ยว”  ในพารากราฟ ๑  หมายถึง _____________)

    (a) immense    (มหึมา, ไร้ขอบเขต, ใหญ่มาก, มโหฬาร, กว้างขวาง, เหลือคณานับ, ดีมาก, ยอดเยี่ยม)

    (b) unsettled     (ไม่มีผู้ตั้งรกรากถิ่นฐาน, ยังตกลงกันไม่ได้)

    (c) adjacent    (ใกล้, ติด, ถัดไปจาก)

    (d) indisputable    (ที่โต้แย้งไม่ได้, ที่ปฏิเสธไม่ได้, ที่ไม่อาจเถียงได้)

    (e) amiable    (มีไมตรีจิต, ด้วยไมตรีจิต, น่ารัก, สุภาพ, อ่อนโยน)

    (f) invalid    (ไม่สมบูรณ์, ใช้การไม่ได้, ไม่มีผลบังคับ, โมฆะ, อ่อนแอ, ไร้กำลัง)

    (g) fraudulent    (ฟร้อ-ดู-เลิ่นท)  (หลอกลวง, ฉ้อโกง, ฉ้อฉล)

    (h) nomadic    (โน-แม้ด-ดิค)  (ร่อนเร่ไปในที่ต่างๆ, ท่องเที่ยว, เกี่ยวกับชนชาวเผ่าที่ร่อนเร่

          ไปในที่ต่างๆ)

    (i) outstanding    (เด่น, มีชื่อเสียง, สำคัญ, ยังไม่ยุติ, ยังไม่สำเร็จ, ค้าง, ยังไม่ได้ชำระ, ยังคาราคาซังอยู่)

    (j) gullible    (ซึ่งถูกโกงหรือหลอกลวงได้ง่าย)

4. What does “yield” in paragraph 1 mean?

(“ยอม, เลิกต่อต้าน, ยอมแพ้, ยอมจำนน, ยอมให้, อ่อนข้อให้, ให้ผล, ผลิต”  ในพารากราฟ ๑  หมายถึงอะไร)

    (a) thrive    (เจริญเติบโต, งอกงาม, เฟื่องฟู, ก้าวหน้า, รุ่งเรือง)

    (b) categorize    (จำแนกประเภท, จัดเข้ากลุ่ม, แบ่งออกเป็นหมวดหมู่)

    (c) annihilate    (ทำลายอย่างสิ้นซาก)

    (d) utilize    (ใช้ประโยชน์)

    (e) clarify    (ทำให้กระจ่าง-ชัดเจน, ทำให้เข้าใจง่ายขึ้น)

    (f) identify    (ระบุ, บอกชื่อ, ชี้ตัว, หาเอกลักษณ์, พิสูจน์เอกลักษณ์)

    (g) compile    (รวบรวม)

    (h) consent    (ยินยอม, เห็นชอบ, อนุญาต)  (เมื่อเป็นคำนาม  หมายถึง  “การยินยอม, การอนุญาต,

           ความเห็นชอบ)

    (i) imbibe    (อิม-ไบ๊บ)  (ดื่ม, ดื่มเหล้า, ดูดซึม, สูบเข้า, รับและซึมซับเข้าในใจ)

    (j) quarantine    (กักตัวไว้อย่างเข้มงวดเพื่อป้องกันการแพร่ของเชื้อโรค)

5. The most primitive thing about the Spanish gypsies is their _________________________.

(สิ่งแรกเริ่ม-ดั้งเดิมที่สุดเกี่ยวกับชาวยิปซีในสเปน  คือ _____________________ ของพวกเขา)

    (a) colorful traditions    (จารีตประเพณีที่มีสีสัน)

    (b) services to the king    (การรับใช้กษัตริย์)

    (c) language and history    (ภาษาและประวัติศาสตร์)

    (d) type of housing    (ประเภทของบ้านพัก หรือการจัดบ้านพัก)  (ดูคำตอบจากประโยคที่ ๒ ของ

           พารากราฟ ๔ ที่กล่าวว่า  “เป็นเวลามากกว่า ๑ ศตวรรษ  กลุ่มคนเหล่านี้ (ชาวยิปซีในสเปน)

           ได้อาศัยอยู่ในถ้ำขนาดใหญ่และอยู่ใต้ดินส่วนใหญ่   ซึ่งมีชื่อเสียงของเมืองเกรนาดา  ในแคว้น

            แอนดาลูเซีย (ทางภาคใต้ของสเปน)  ส่วนไหล่เขาของภูเขาซาโครมอนเต  ถูกทำให้เป็นหลุม

            เป็นบ่อด้วยถ้ำ (โพรง, อุโมงค์ใต้ดิน) จำนวนหลายร้อยแห่ง  ซึ่งให้ที่พักอาศัยสมัยแรก (แรกเริ่ม,

            ดั้งเดิม) และห้องใต้ดินที่ประณีต – แก่คนเหล่านี้”)

6. According to the passage, we can predict that _____________________________________.

(ตามที่เนื้อเรื่อง – บทความ – กล่าว,  เราสามารถทำนายว่า ____________________________)

    (a) sooner or later gypsies will move out of Europe    (ไม่ช้าก็เร็ว  ชาวยิปซีจะอพยพออกจากยุโรป) 

           (บทความมิได้กล่าวไว้)

    (b) more and more gypsies will stop wandering    (ชาวยิปซีจำนวนมากขึ้นเรื่อยๆ จะหยุดการ

           เร่่ร่อน)  (ดูคำตอบจากประโยคที่ ๓ ของพารากราฟแรกที่กล่าวว่า  "ชาวยิปซีจำนวนมากยังคง

           ดำเนินตามวิธีเร่ร่อนแบบแต่ก่อน  แต่จำนวนมากขึ้นยอมต่อ (หรือเลิกต่อต้าน) การตั้งรกราก

           ถิ่นฐาน"

    (c) gypsies will live happily in the communist countries    (ชาวยิปซีจะดำรงชีวิตอย่างมีความสุขใน

           ประเทศคอมมิวนิสต์)  (ไม่เป็นความจริง  เนื่องจากในพารากราฟ ๒ กล่าวว่า  ระบอบคอมมิวนิสต์ควบ

           คุมชาวยิปซีอย่างเข้มงวด)

    (d) the gypsies and the French will share the same code    (ชาวยิปซีและชาวฝรั่งเศสจะใช้รหัส

          (กฎเกณฑ์) เดียวกันร่วมกัน)

7. “clustered” in the second paragraph means ___________________________________.

(“รวมกลุ่ม, จับกันเป็นกลุ่มก้อน, เป็นกลุ่มก้อน”  ในพารากราฟ ๒  หมายถึง ________________)

    (a) proliferated    (ขยาย, เพิ่มทวี, ผุดขึ้น, งอก, แพร่หลาย, แพร่พันธุ์, เผยแพร่)

    (b) conquered    (ค้อง-เค่อะ)  (ปราบ, เอาชนะ, พิชิต, ได้ชัยชนะ, ยึดได้)

    (c) perished    (เพ้อ-ริช)  (ตาย, แตกดับ, สาบสูญ, ย่อยยับ, เหี่ยวแห้ง, เน่าเปื่อย)

    (d) deteriorated    (แย่ลง, เลวลง, เสื่อมลง, ชำรุด, ทำให้เสื่อมเสีย, ทำให้เลวลง)

    (e) thronged    (จับกลุ่ม, รวมกลุ่ม, ชุมนุม, แออัด, ออกัน, กลุ้มรุม)

    (f) vanished    (อันตรธานหายไป)

    (g) emigrated    (อพยพ, อพยพออกนอกประเทศ)  

    (h) remunerated    (ริ-มิ้ว-เนอะ-เรท-ทิด)  (จ่ายให้, ชดใช้, ตอบแทน, ให้รางวัล)

    (i) transgressed    (ละเมิด, ฝ่าฝืน, ลุกล้ำ, ล้ำเขต, กระทำผิด)

    (j) humiliated    (ฮิว-มิ้ล-ลี-เอท)  (ทำให้ขายหน้า, ทำให้เสียเกียรติ)

8. The word “stubbornly” in paragraph 2 could best be replaced by ______________________.

(คำว่า  “อย่างดื้อดึง, อย่างดื้อรั้น, อย่างหัวรั้น, อย่างแข็งกระด้าง, อย่างแน่วแน่, อย่างควบคุมยาก, อย่างว่ายาก”  ในพารากราฟ ๒  สามารถแทนดีที่สุดโดย _____________)

    (a) concisely    (อย่างสั้นๆ)

    (b) nefariously    (เน-แฟ้-เรียส-ลิ่)  (อย่างชั่วช้ามาก, อย่างเลวทรามมาก)

    (c) audaciously    (ออ-เด๊-เชิส-ลิ่)  (อย่างกล้ามาก, อย่างไม่กลัว, อย่างกล้าได้กล้าเสีย)

    (d) profoundly    (อย่างลึกซึ้ง, อย่างลึกล้ำ, อย่างสุดซึ้ง, อย่างแน่นแฟ้น, อย่างถ้วนทั่ว)

    (e) superficially    (อย่างผิวเผิน, อย่างตื้นๆ, อย่างไม่ลึกซึ้ง, อย่างไม่สำคัญ, อย่างใกล้ผิวหน้า-อยู่ผิวนอก)

    (f) inflexibly    (อย่างดื้อรั้น, อย่างไม่ยืดหยุ่น, อย่างแน่วแน่, อย่างไม่ปรับตัว, อย่างไม่ยอม,

           งอไม่ได้, อย่างมั่นคง, อย่างไม่เปลี่ยนแปลง)

    (g) horrendously    (ฮอ-เร้น-เดิส-ลิ่)  (อย่างน่ากลัว, อย่างน่าสยดสยอง, อย่าง (ราคา) แพงมากเสียจน

           น่ากลัว-น่าตกใจ)

    (h) freely    (อย่างอิสระ, อย่างเสรี)

    (i) amply    (อย่างมากมาย)   (มาจาก  “ample” = มากมาย, อุดมสมบูรณ์)

    (j) blatantly    (เบล้-เทิ่นท-ลิ)  (อย่างครึกโครม, อย่างห้าว, อย่างบาดตา, อย่างโอ้ อวด, อย่างชัดเจน)

9. What does “resist” in paragraph 2 mean?

(ต่อต้าน, ต้าน, ต้านทาน, ขัดขืน, ขัดขวาง, สกัดกั้น, อดกลั้น, อดทน”  ในพารากราฟ ๒  หมายถึงอะไร)

    (a) multiply    (เพิ่มขึ้นมาก, เพิ่มขึ้นหลายเท่าตัว, คูณ)

    (b) vandalize    (แว้น-เดิล-ไลซ)  (ทำลายทรัพย์สินของรัฐหรือเอกชน, ทำลายวัฒนธรรมและศิลปวรรณคดี)

    (c) surrender    (ยอมแพ้, ยอม, ยอมจำนน, ยอมตาม, ตามใจ, สละ, ละทิ้ง, คืน, ยกเลิก, มอบตัว)  (เมื่อ

           เป็นคำนาม  หมายถึง  “การยอมแพ้, การยอมจำนน, การยอมตาม, การมอบตัว, การสละ, การละทิ้ง”)

    (d) withstand    (ต่อต้าน, สกัด, กลั้น, อดกลั้น, อดทน, ทนต่อ)

    (e) emerge    (อิ-เมิ้ร์จ)  (ปรากฏออกมา, โผล่ออกมา, ออกมา, มีตัวตน)

    (f) anticipate    (คาดหมาย, มุ่งหวัง, คาดการณ์ล่วงหน้า, ทำนาย)

    (g) contravene    {ขัดแย้ง, ต่อต้าน, ละเมิด (กฎหมาย)}

    (h) galvanize    (กระตุ้น, กระตุ้นโดยกระแสไฟฟ้า)

    (i) denounce    (ประณาม, ปรักปรำ, กล่าวโทษ, ติเตียน, ประกาศเลิก, บอกเลิก)  

    (j) ostracize    (เนรเทศ, ขับออก, ขจัดออก, เอาออกไปจากสังคม, เอาออก, ตัดสิทธิ์, ลิดรอนสิทธิ์)

10. The writer of this article probably intended to ___________________________________.

(ผู้เขียนบทความนี้บางทีตั้งใจที่จะ __________________________________________)

      (a) inform us about modern gypsies    (บอกให้เรารู้เกี่ยวกับยิปซีสมัยใหม่)  (ทุกพารากราฟ

             กล่าวถึงสภาพความเป็นอยู่ของชาวยิปซียุคปัจจุบัน)

      (b) exaggerate the stubbornness of gypsies    (พูดเกินความจริงในเรื่องความดื้อรั้นของชาวยิปซี)

      (c) emphasize the idea that gypsies are friendly    (เน้นย้ำความคิดที่ว่า  ชาวยิปซีเป็นมิตร)

      (d) praise the freedom and wisdom of the gypsies    (สรรเสริญเสรีภาพและความฉลาดของชาวยิปซี)

11. “harassments” in the  third paragraph means ______________________________.

(“การรังควาญ, การก่อกวน, การรบกวน, การราวี, การทำให้เหนื่อยอ่อน, การทำให้กลัดกลุ้ม”  ในพารากราฟ ๓  หมายถึง ____________)

      (a) terminations    (การสิ้นสุด, การยุติ, การจบลง, การทำให้สิ้นสุด-ยุติ)

      (b) allegiances    (อะ-ลี้-เจิ้นซ)  (ความจงรักภักดี, ความสวามิภักดิ์, การอุทิศต่อ....................)

      (c) compromises    (ค้อม-พระ-ไมซ)  (การประนีประนอม, การยอมรับ, การยอมอ่อนข้อแก่กัน, การตกลง

             กันได้, สิ่งที่อยู่ระหว่างกลาง)  (เมื่อเป็นคำกริยา  หมายถึง “ประนีประนอม, ยอม, พัวพัน, อ่อนข้อให้

             อย่างเสียเกียรติ”)

      (d) pinnacles    (ยอด, จุดสุดยอด, ขีดสุด, ยอดเจดีย์ ภูเขา ตึก หอ และอื่นๆ, ส่วนที่เป็นยอดแหลม)

      (e) expertise    (เอ๊ค-สเพอ-ไท้ซ)  (ความชำนาญ, ความรู้ความชำนาญ)

      (f) disturbances    (การรบกวน, การทำให้ไม่สงบ, การทำให้ลำบาก, การทำให้ยุ่ง, สิ่งที่รบกวน,

             ความไม่สงบ, อารมณ์ที่ถูกรบกวน, การเปลี่ยนแปลงของลมจากสภาวะปกติ)

      (g) outsets    (การเริ่มต้น)

      (h) rebellions    (ริ-เบ๊ล-เยิ่น)  (การกบฏ, การก่อการกบฏ, การจลาจล, การก่อการจลาจล)

      (i) declines    (การเสื่อมถอย, การลดลง, การล่มสลาย, การปฏิเสธ)

      (j) perseverance    (ความอุตสาหพยายาม, ความบากบั่นมุมานะ)

12. “brook” in paragraph 3 is closest in meaning to _________________________________.

(“ลำธาร, ห้วย”  ในพารากราฟ ๓  มีความหมายใกล้เคียงที่สุดกับ _______________________)

      (a) furniture    (เครื่องเรือน)  

      (b) luxury    (ลั้ค-ชู-รี่)  (ความหรูหรา, ความฟุ่มเฟือย, การเพลิดเพลินหาความสุขสบาย, ความโอ่อ่า,

             สิ่งอำนวยความสุขสบายอย่างฟุ่มเฟือย)

      (c) fraud    (ฟร้อด)  (การโกง, การหลอกลวง, การฉ้อฉล, เล่ห์ พฤติการณ์ที่หลอกลวง, ของปลอม,

             ผู้หลอกลวง)

      (d) gulf    (กัลฟ)  (อ่าว, เหวลึก, หลุมลึก, ความแตกต่างทางความคิด, การอยู่ห่างจากกันมาก, สิ่งที่

             กลืนกิน, สิ่งที่เขมือบ)

      (e) valley    (หุบเขา, ห้วงเขา, หว่างเขา, แอ่งลึก)

      (f) creek    (ลำธาร, ห้วย, ลำคลอง, อ่าวเล็กๆ, ทางแคบระหว่างช่องเขา)

      (g) synopsis    (การสรุปย่อ, สรุปความ, ข้อสรุป, บทสรุป, ใจความสำคัญ, สาระสำคัญ)

      (h) preview    (การชมก่อน, การดูก่อนการแสดง, การแสดงก่อน, การฉายหนังก่อน, การฉายหนังตัวอย่าง

            ก่อนหนังจริง)

      (i) throng    (กลุ่ม, กลุ่มคน, ฝูงชน, จำนวนมากมาย)

      (J) triumph    (ไทร้-อั้มพ)  (ชัยชนะ, ความมีชัย, การฉลองชัยชนะ)

13. What does “restrictions” in paragraph 3 mean?

(“ข้อจำกัด, การจำกัด, การจำกัดวง, การบังคับ”  ในพารากราฟ ๓  หมายถึงอะไร)

      (a) discussions    (การประชุมปรึกษาหารือ)

      (b) detestations    (ความเกลียดชัง, ความเกลียด, การไม่ชอบอย่างมาก)

      (c) assistances    (ความช่วยเหลือ)

      (d) implements    (เครื่องไม้เครื่องมือ, อุปกรณ์)

      (e) limitations    (ข้อจำกัด, ขีดจำกัด, วงจำกัด, เขตจำกัด, จำนวนจำกัด, ข้อกำหนด)

      (f) remnants    (ส่วนที่หลงเหลือ, เศษซาก, เศษ, เศษเล็กเศษน้อย, เศษผ้า, เดน)

      (g) symptoms    (อาการ, อาการโรค, ลักษณะอาการ, เครื่องแสดง, เครื่องหมาย, เครื่องชี้บอก)

      (h) defeats    (ความพ่ายแพ้)

      (i) habitats    (ที่อยู่ตามธรรมชาติของพืชหรือสัตว์, ที่อยู่อาศัย, สิ่งแวดล้อมของถิ่นที่อยู่ของพืชหรือสัตว์)

      (j) burrows    (โพรง, รูบนพื้นดินที่มีสัตว์หลบอยู่, ที่พำนักอาศัย, บ้านสกปรกและคับแคบ)

14. We can say that the Spanish gypsies are _______________________________________.

(เราสามารถกล่าวได้ว่า  ชาวยิปซีในสเปน ______________________________________)

      (a) artistic because they love music and dances    (ชอบหรือรักในศิลปะ  เพราะว่าพวกเขา

             รักดนตรีและการเต้นรำ)  (ดูคำตอบจากประโยคสุดท้ายของพารากราฟสุดท้ายที่กล่าวว่า 

             “ในปัจจุบัน  ถ้ำขนาดใหญ่ของเกรนาดาเป็นศูนย์กลางของดนตรีฟลาเมนโค (ดนตรีของ

             ชาวพื้นเมืองในแคว้นแอนดาลูเซียของสเปน)  และการเต้นรำในสไตล์ที่เต็มไปด้วยสีสัน  

             ซึ่งรวมจารีตประเพณีของชาวยิปซีและชาวสเปนเข้าด้วยกัน)

      (b) unrealistic because they follow Spanish traditions    (มิได้มองโลกตามความเป็นจริง  เพราะว่า

             พวกเขาทำตามจารีตประเพณีของสเปน)

      (c) unambitious because they live in underground apartments    (ไม่ทะเยอทะยาน  เพราะว่าพวก

             เขาอาศัยอยู่ในห้องใต้ดิน)

      (d) materialistic because they are attached to their property    (เป็นพวกวัตถุนิยม  เพระว่าพวกเขา

             ยึดติดอยู่กับทรัพย์สินของตน)

15. The phrase “unfriendly authorities” in paragraph 3 refers to _____________________.

(วลี  “เจ้าหน้าที่ซึ่งไม่เป็นมิตร”  ในพารากราฟ ๓  หมายถึง __________________________)

      (a) bar and circle    (เครื่องหมายสิ่งกีดขวางภายในวงกลม)  (ป้ายห้ามจอดรถยนต์)

      (b) gypsies’ modern code    (รหัส - กฎเกณฑ์ - สมัยใหม่ของชาวยิปซี)

      (c) gypsies in France    (ชาวยิปซีในฝรั่งเศส)

      (d) the French officials    (เจ้าหน้าที่ชาวฝรั่งเศส)  (ดูคำตอบจากประโยคสุดท้ายของพารา

             กราฟ ๓  ที่กล่าวว่า  “ข้อจำกัด (การจำกัด) ในประเทศฝรั่งเศสที่คล้ายๆ กัน (กับในอังกฤษ)

             ได้เป็นสาเหตุให้ชาวยิปซีต้องเพิ่มความรู้สึกสัมผัสสมัยใหม่เข้าไปในรหัส (กฎเกณฑ์) ของ

             พวกตน  เช่น  ชาวยิปซีได้รับเอามาใช้สัญลักษณ์ “ห้ามจอดรถ” ของทางราชการ (เครื่อง

             หมายสิ่งกีดขวางภายในวงกลม) เพื่อเตือน (ชาวยิปซีให้ระวัง) เจ้าหน้าที่ (ชาวฝรั่งเศส)

             ซึ่งไม่เป็นมิตร)

16. “picturesque” in the fourth paragraph means __________________________________.

(“สวยงาม, งดงาม, น่าดู, เหมือนภาพวาด”  ในพารากราฟที่ ๔  หมายถึง ___________________)

      (a) periodic    (เป็นระยะๆ, เป็นช่วงเวลา, เป็นช่วงๆ, เป็นครั้งเป็นคราว, เป็นเวลา, ซึ่งตีพิมพ์ตามกำ

             หนดเวลา)

      (b) elaborate    (สลับซับซ้อน, ประณีต)

      (c) minute    (ไม-นิ้วท)  (เล็กมาก, ละเอียดยิบ)

      (d) superb    (ดีเยี่ยม, ยอดเยี่ยม)

      (e) adorable    (น่าเคารพ, น่านิยม, น่ารักใคร่หลงใหล)

      (f) fundamental    (เป็นรากฐาน, เป็นพื้นฐาน, เป็นส่วนสำคัญ, เป็นแหล่งแรกเริ่ม)

      (g) stationary    (ไม่เปลี่ยนแปลง, อยู่ในสภาพเดิม, หยุดนิ่ง, หยุดอยู่กับที่, ไม่เคลื่อนที่)

      (h) charming    (มีเสน่ห์, ดึงดูดใจ, จับใจ, น่าหลงใหล, น่ารัก, ใช้อำนาจเวทมนตร์)

      (i) lucid    (ชัดเจน, แจ่มแจ้ง, สว่าง, โปร่งใส, เข้าใจได้ง่าย, มีเหตุผล)

      (j) sluggish    (เงื่องหงอย, ซบเซา, เฉื่อยชา, เกียจคร้าน)

17. The word “caverns” in paragraph 4 could best be replaced by _______________________.

(คำว่า  “ถ้ำขนาดใหญ่และอยู่ใต้ดินส่วนใหญ่”  ในพารากราฟ ๔  สามารถแทนดีที่สุดโดย ________)

      (a) taverns    (โรงขายเหล้า, โรงเตี๊ยม, โรงแรมเล็กๆ, โรงขายอาหาร)

      (b) carnivores    (สัตว์เลี้ยงลูกด้วยนมที่กินเนื้อเป็นอาหาร, พืชกินแมลง)

      (c) brigands    (บริ๊ก-เกิ้นด)  (โจร, ผู้ร้าย) 

      (d) large underground caves    (ถ้ำใต้ดินขนาดใหญ่)

      (e) melees    (เม้-เล่)  (การต่อสู้เป็นมวยหมู่อย่างชุลมุน)  

      (f) dungeons    (ดั๊น-เจิ้นท)  (คุกใต้ดิน, คุกที่แข็งแรงและมิดชิด, หอคอยป้อมปราการ 

      (g) catacombs    (แค้ท-ทะ-โคม)  {สุสานใต้ดิน (โดยเฉพาะที่มีอุโมงค์และช่องต่างๆ), ห้องสุสานใต้ดิน,

             อุโมงค์เก็บเหล้า} 

      (h) verandas (= verandahs)    (วะ-แร้น-ดะ)  (ระเบียง, เฉลียง, ดาดฟ้า)

      (i) grimaces    (กริ๊ม-เมส)  (หน้าตาบูดบึ้ง, หน้าตาที่แสดงความเจ็บปวด)  (เมื่อเป็นคำกริยา  “Grimace” 

            หมายถึง  “ทำหน้าตาบูดบึ้งหรือแสดงความเจ็บปวด”)     

18. “shelters” in paragraph 4 is closest in meaning to _______________________________.

(“ที่พักอาศัย, ที่กำบัง, ที่หลบภัย, ที่หลบซ่อน, ที่ลี้ภัย, ที่เป็นร่มไม้ชายคา, การป้องกันหรือหลบภัยจากสถานที่ดังกล่าว, การคุ้มครอง”  ในพารากราฟ ๔  มีความหมายใกล้เคียงที่สุดกับ _____________)

      (a) rhetorics    (เร้ท-เทอ-ริค)  (ศิลปะการใช้ถ้อยคำ, ศิลปะการพูด, วาทศิลป์, ศิลปะในการพูดชักจูงใจคน,

             การพูดเชิงคุยโวโอ้อวด) 

      (b) characteristics    (แค-แรค-เตอร์-ริส-ติค)  (ลักษณะเฉพาะ, ลักษณะพิเศษเฉพาะ)  (ถ้าเป็นคำคุณ

             ศัพท์  หมายถึง  “เป็นลักษณะเฉพาะหรือพิเศษ, เป็นนิสัยประจำ”) 

      (c) astronomers    (แอส-ทร้อน-โน-เม่อะ)  (นักดาราศาสตร์)

      (d) enterprises    (โครงการ, กิจการ, แผนการ, บริษัท, อุตสาหกิจ, วิสาหกิจ, การเข้าร่วมกิจการดังกล่าว)

      (e) dwellings    (ที่อาศัย, ที่อยู่, ที่พำนัก)

      (f) standings    (สถานะ, ฐานะ, ตำแหน่ง, ชื่อเสียง, จุดยืน)

      (g) malfunctions    (การทำงานอย่างบกพร่อง, การไม่สามารถทำงานได้อย่างปกติ)

      (h) maledictions    (การด่า, การแช่งด่า, การสาปแช่ง)

      (i) truces    (ทรูซ)  (การพักรบ, การสงบศึก, สัญญาสงบศึก, สัญญาพักรบ, การพัก  ผ่อน, การหยุดพัก

            ชั่วคราว)

      (j) artifacts    (สิ่งหรือเครื่องมือที่มนุษย์ประดิษฐ์ขึ้น)

19. The phrase “of a picturesque type” in paragraph 4 describes ____________________.

(วลี  “ประเภทสวยสดงดงาม”  ในพารากราฟ ๔  พรรณนาถึง _______________________)

      (a) Spanish style of houses    (บ้านทรงสเปน)

      (b) a group of gypsies in Spain    (กลุ่มชาวยิปซีในสเปน)

      (c) the place where gypsies live    (สถานที่ซึ่งชาวยิปซีอาศัยอยู่)  (ดูคำตอบในประโยคแรก

             ของพารากราฟ ๔ ที่กล่าวว่า  “ชาวยิปซีในสเปนได้ยืนหยัดอย่างประสบความสำเร็จมากที่สุด

             กับชีวิตแบบชนเผ่า (แบบอยู่รวมกันเป็นหมู่)  โดยบางครั้งเชื่อมโยง (รวม) มัน (ชีวิตแบบอยู่

             รวมกันเป็นหมู่) เข้ากับที่อยู่อาศัยซึ่งได้ทำให้มั่นคงหรือถาวรในแบบ (ประเภท) สวยงาม

             (หมายถึง  การมีถิ่นที่อยู่อาศัยประเภทสวยงาม))

      (d) gypsies’ ways of living    (วิถีชีวิตของชาวยิปซี)

20. The passage does not say that gypsies ________________________________________.

(เนื้อเรื่อง – บทความ – มิได้กล่าวว่ายิปซี ______________________________________)

      (a) live an independent life    (ดำรงชีวิตแบบอิสระ)  (กล่าวไว้ในประโยคสุดท้ายของพารากราฟแรกว่า 

             “ชาวยิปซีจำนวนมากยังคงดำเนินตามวิถีทางเร่ร่อนแต่ก่อน  แต่จำนวนเพิ่มมากขึ้นยอม (เลิกต่อต้าน)

             (ต่อ) การตั้งรกราก (การตั้งถิ่นฐาน) (หมายถึง  ชาวยิปซีจำนวนมากขึ้นหันมาตั้งถิ่นฐาน  แทนการอพ

             ยพเร่ร่อน)”)

      (b) have their own laws    (มีกฎ – กฎข้อบังคับ - ของตนเอง)  (มีกล่าวไว้ในประโยคสุดท้ายของพารา

             กราฟ ๓ ที่กล่าวว่า  “ข้อจำกัด (การจำกัด) ในประเทศฝรั่งเศสที่คล้ายๆ กัน (กับในอังกฤษ) ได้เป็นสา

             เหตุให้ชาวยิปซีต้องเพิ่มความรู้สึกสัมผัสสมัยใหม่เข้าไปในรหัส (กฎเกณฑ์) ของพวกตน  เช่น  ชาว

             ยิปซีได้รับเอามาใช้สัญลักษณ์  “ห้ามจอดรถ”  ของทางราชการ (เครื่องหมายสิ่งกีดขวางภายในวง

             กลม)  เพื่อเตือน (ชาวยิปซีให้ระวัง) เจ้าหน้าที่ (ชาวฝรั่งเศส) ซึ่งไม่เป็นมิตร”)

      (c) believe in any religions    (เลื่อมใสศรัทธาในศาสนาใดๆ)  (เนื้อเรื่องมิได้กล่าวถึงศาสนา

             ของชาวยิปซี)

      (d) follow their own traditions    (ทำตามจารีตประเพณีของตนเอง)  (ดูคำตอบจาก ๒ ประโยคแรกของ

             พารากราฟ ๔ ที่กล่าวว่า  “ชาวยิปซีในสเปนได้ยืนหยัดอย่างประสบความสำเร็จมากที่สุดกับชีวิตแบบ

             ชนเผ่า (แบบอยู่รวมกันเป็นหมู่)  โดยบางครั้งเชื่อมโยง (รวม) มัน (ชีวิตแบบอยู่รวมกันเป็นหมู่) เข้า

             กับที่อยู่อาศัยซึ่งได้ทำ ให้มั่นคงหรือถาวรในแบบ (ประเภท) สวยงาม (หมายถึง  การมีถิ่นที่อยู่อาศัย

             ประเภทสวยงาม)  ทั้งนี้  เป็นเวลามากกว่า ๑ ศตวรรษ  กลุ่มคนเหล่านี้ได้อาศัยอยู่ในถ้ำขนาดใหญ่

             และอยู่ใต้ดินส่วนใหญ่  ซึ่งมีชื่อเสียง (โด่งดัง) ของเมืองเกรนาดาในแคว้นแอนดาลูเซีย (ทางภาค

             ใต้ของสเปน)”)

21. The word “Legend” in the fifth paragraph means _______________________________.

(คำว่า  “ตำนาน, เรื่องที่เล่าลือกันต่อๆ มา, คำสลัก, คำอธิบายภาพ, คนที่น่าสนใจ, ผู้เป็นตัวเอกของเรื่อง”  ในพารากราฟ ๕  หมายถึง ____________)

      (a) a universal truth    (ความจริงที่เป็นสากล)

      (b) a historical fact    (ข้อเท็จจริงทางประวัติศาสตร์)

      (c) an official announcement    (การประกาศของทางราชการ)

      (d) a piece of unproven information    (ข่าวสาร-ข้อมูลที่ยังไม่ได้รับการพิสูจน์ชิ้นหนึ่ง)

22. “forging” in paragraph 5 could best be replaced by _______________________________.

(“ประดิษฐ์, หล่อโลหะ, หลอมโลหะ, ตีโลหะ, ปลอมแปลง, ปลอมลายมือ”  ในพารากราฟ ๕  สามารถแทนดีที่สุดโดย ____________)

      (a) halting    (ฮ้อลท-ทิ่ง)  (หยุด, ทำให้หยุด)

      (b) perceiving    (มองเห็น, สังเกตเห็น)

      (c) abolishing    (ยกเลิก, เลิกล้ม, ลบล้าง)

      (d) overseeing    (ตรวจตรา, ดูแล, กำกับดูแล)

      (e) penetrating    (ผ่านทะลุ, เจาะทะลุ, แทง, ลอด, บุกเข้าไป, แทรกซึม, มองทะลุ, มองผ่าน)

      (f) metal casting    (การหล่อโลหะ)

      (g) scattering    (กระจาย, แผ่, ขยาย, แพร่, ระบาด, ทำให้กระจาย, โปรย, โรย, หว่าน)

      (h) reinforcing    (เพิ่มกำลังทางทหาร, เสริมกำลังทหาร, ทำให้แข็งแกร่งขึ้น, เสริม, สนับสนุน)

      (i) impeding    (อิม-พี้ด-ดิ้ง)  (ขัดขวาง, หน่วงเหนี่ยว, ต้าน, ต้านทาน)

      (j) eliminating    (กำจัด, ขจัด, ทำลาย, ขับไล่, ขับออก, คัดออก, ลบทิ้ง)

23. What does “siege” (ซีจ) in the final paragraph mean?

(“การโอบล้อมโจมตี, การโอบล้อม, การล้อม, การกลุ้มรุม, ความพยายามเอาชนะการต่อต้าน, การเจ็บป่วยหรือความยากลำบากที่ต่อเนื่องกัน”  ในพารากราฟสุดท้าย  หมายถึงอะไร)

      (a) phobia    (ความกลัว)

      (b) colleague    (ค้อล-ลีก)  (เพื่อนร่วมงาน, ผู้ร่วมงาน)

      (c) remedy    (เร้ม-เม-ดี้)  (การรักษา, วิธีการรักษา, วิธีการแก้ไข, ยา, สิ่งที่ใช้ในการรักษาหรือแก้ไข)

      (d) bully    (คนพาล, อันธพาล, นักเลง, คนขี้รังแก, คนลวง)

      (e) tendency    (แนวโน้ม, ความโน้มเอียง)

      (f) candidate    (ผู้สมัครเข้าแข่งขัน, ผู้สมัครรับเลือกตั้ง, ผู้ได้รับการเลือกให้เข้าแข่งขัน)

      (g) attack    (การโจมตี, การลงมือทำ, การเริ่มต้น)

      (h) portion    (ส่วน, ส่วนหนึ่ง, ส่วนแบ่ง, ตอน)

      (i) foe    (ศัตรู, ปรปักษ์, ผู้ที่อยู่ฝ่ายศัตรู, คู่ต่อสู้, ผู้ต่อต้าน)

      (j) rogue    (โรก)  (คนพาล, อันธพาล, คนโกง, คนทุจริต, คนจรจัด, คนเกเร, ช้างหรือสัตว์อื่นที่ดุร้ายและ

            แยกตัวออกจากกลุ่ม)

24. In England and France, gypsies _____________________________________________.

(ในประเทศอังกฤษและฝรั่งเศส  ชาวยิปซี _____________________________________)

      (a) are warmly welcomed    (ได้รับการต้อนรับอย่างอบอุ่น)

      (b) enjoy city life    (สนุกกับชีวิตเมือง)

      (c) are rather free    (ค่อนข้างอิสระเสรี)  (ดูคำตอบจากประโยคแรกของพารากราฟ ๓ ที่กล่าวว่า 

             “ในประเทศฝรั่งเศสและอังกฤษ  ชาวยิปซีได้รับความพอใจจากเสรีภาพ (อิสรภาพ) โดยเปรียบ

             เทียบ (หมายถึง  เมื่อเทียบกับในประเทศอื่นๆ)  ถึงแม้ว่าจะอยู่ภายใต้การรังควาญมากมาย

             หลายประ การ)

      (d) have complete freedom    (มีอิสระเสรีภาพโดยสมบูรณ์)

 

(คำแปล)

ชาวยิปซีเป็นคนเร่ร่อนหรือไม่ ?

 

            ชาวยิปซี**ในปัจจุบันบางทีมีจำนวน (number) หลายล้านคน  แต่ไม่เคยมีการนับจำนวนที่ถูกต้อง (no accurate count has been made),  พวกเขาถูกทำให้กระจัดกระจาย (ทำให้กระเจิง, สาด, โปรย, หว่าน, กระจัดกระจาย, แตกกระเจิง) (scattered) ไปทั่ว (throughout) ตะวันออกกลาง, แอฟ ริกาเหนือ, ยุโรป, สหรัฐฯ และละตินอเมริกา  โดยชาวยิปซีจำนวนมากยังคงดำเนินตามวิถีทางเร่ร่อนแต่ก่อน (follow the old wandering ways)  แต่จำนวนเพิ่มมากขึ้น (increasing number) ยอม (เลิกต่อต้าน, ยอมแพ้, ยอมจำนน, ยอมให้, อ่อนข้อให้, ให้ผล, ผลิต) (yield to) (ต่อ) การตั้งรกราก (การตั้งถิ่นฐาน, การตั้งหลักปักฐาน, การตั้งกิจการ, นิคม,อาณานิคม, ชุมชน, การจัดการ, การแก้ปัญหา, การชำระหนี้, การชำระบัญชี, การมอบทรัพย์สิน) (settlement) (หมายถึง  ชาวยิปซีจำนวนมากขึ้นหันมาตั้งถิ่นฐาน  แทนการอพยพเร่ร่อน)

            ชาวยิปซีในยุโรปถูกรวมกลุ่ม (จับกันเป็นกลุ่มก้อน, เป็นกลุ่มก้อน) (clustered) อย่างแน่นหนา (อย่างหนัก, อย่างรุนแรง, อย่างมาก, อย่างเข้มแข็ง, งุ่มง่าม) (heavily) เป็นแนว (เทือก, เข็มขัด, สายรัดเอว, สาย, สายพาน, ทางโค้ง, ทางรถไฟฟ้า, การดื่มอึกใหญ่, การโจมตี) (belt)  จากโปแลนด์และฮังการีลงไปทางใต้ผ่านคาบสมุทรบอลข่าน (south through the Balkans),  ทั้งนี้  ระบบการปกครอง (ระบบสังคม, กฎเกณฑ์ที่เคร่งครัดเกี่ยวกับการกิน การออกกำลังกาย หรือกิจกรรมอื่นๆ) (regimes) คอมมิวนิสต์ (ในประเทศต่างๆ ที่เป็นคอมมิวนิสต์) ยืนกราน (ยืนหยัด, ยืนยัน, เรียกร้อง) (insist) อย่างดื้อดึง (อย่างดื้อรั้น, อย่างหัวรั้น, อย่างแข็งกระด้าง, อย่างแน่วแน่, อย่างควบคุมยาก, อย่างว่ายาก) (stubbornly) ที่จะควบคุม (ดูแล, ทำให้เป็นระเบียบ, วางระเบียบ, ปรับ, กำหนด, บัญญัติ) (regulating) ชาวยิปซี  และพวกเขา (ชาวยิปซี) ก็ต่อต้าน (ต้าน, ต้านทาน, ขัดขืน, ขัดขวาง, สกัดกั้น, อดกลั้น, อดทน) (resist) อย่างดื้อดึงพอๆ กัน (as stubbornly)

            ในประเทศฝรั่งเศสและอังกฤษ  ชาวยิปซีได้รับความพอใจจาก (ได้รับความเพลิดเพลินจาก, ได้รับสิทธิ, มีสิทธิ, สนุก) (enjoy) เสรีภาพ (อิสรภาพ, ความเป็นไทย, ความเป็นตัวของตัวเอง, ความไม่มีกฎเกณฑ์, ความเป็นกันเอง, การได้รับยกเว้นจาก, สิทธิทั้งหลายของพลเมือง) (freedom) โดยเปรียบเทียบ (comparative) (หมายถึง  เมื่อเทียบกับในประเทศอื่นๆ)  ถึงแม้ว่าจะอยู่ภายใต้ (อยู่ในสังกัด, อยู่ในความควบคุม, จำเป็น, จำต้อง, โน้มเอียง) (subject to) การรังควาญ (การก่อกวน, การรบกวน, การราวี, การทำให้เหนื่อยอ่อน, การทำให้กลัดกลุ้ม) (harassments) มากมายหลายประการ (จากประชาชนและเจ้าหน้าที่ของประเทศฝรั่งเศสและอังกฤษ)  ทั้งนี้  กฎหมายท้องถิ่น (กฎหมายเทศบาล, กฎหมายประกอบ, ข้อปลีกย่อย) (bylaws) (ของท้องถิ่น) บ่อยครั้งห้าม (forbid) ชาวยิปซีมิให้ได้รับ (obtain) น้ำจากลำธาร (ห้วย) (brook)  หรือ (มิให้) ตั้งค่ายพักแรม (camp) ภายในระยะ ๓๐๐ หลาจากบ้านเรือน (ของชาวบ้าน)  (นอกจากนั้น) ข้อจำกัด (การจำกัด, การจำกัดวง, การบังคับ) (restrictions) ในประเทศฝรั่งเศสที่คล้ายๆ กัน (เหมือนกัน) (Similar) (กับในอังกฤษ)  ได้เป็นสาเหตุให้ (ทำให้เกิด) (caused) ชาวยิปซีต้องเพิ่ม (เติม, บวก, เสริม, พูดเติม) (add) ความรู้สึกสัมผัส (การสัมผัส, ประสาทสัมผัส, การแตะ, การจับ, การติดต่อ, จำนวนเล็กน้อย, ความฉลาด, เงินกู้, ของขวัญ) (a touch) สมัยใหม่เข้าไปในรหัส (กฎเกณฑ์, ประมวลกฎหมาย, หลักเกณฑ์, เครื่องหมาย) (code) ของพวกตน  เช่น  ชาวยิปซีได้รับเอามาใช้ (รับมาเลี้ยงเป็นลูก) (adopted) สัญลักษณ์ (symbol) “ห้ามจอดรถ” ของทางราชการ (เครื่องหมายสิ่งกีดขวางภายในวงกลม)  เพื่อเตือน (warn) (ชาวยิปซีให้ระวัง) เจ้าหน้าที่ (ผู้เชี่ยวชาญ, อำนาจตามกฎหมาย, องค์กรของรัฐ) (authorities) (ชาวฝรั่งเศส) ซึ่งไม่เป็นมิตร (มุ่งร้าย, มีอคติ, ไม่เป็นผลดี, ไม่ราบรื่น) (unfriendly)

            ชาวยิปซีในสเปนได้ยืนหยัด (ยึดมั่น, ติดกับ, เกาะกับ, แนบ, กอด, ถือทิฐิใน, จงรักภักดี) (clung) อย่างประสบความสำเร็จมากที่สุดกับชีวิตแบบชนเผ่า (แบบอยู่รวมกันเป็นหมู่) (tribal)  โดยบางครั้งเชื่อมโยง (รวม, รวมกัน, ทำให้รวมกัน, ประกอบกัน) (combining) มัน (ชีวิตแบบอยู่รวมกันเป็นหมู่) เข้ากับที่อยู่อาศัย (ที่อยู่, ถิ่นที่อยู่, การอยู่อาศัย, การมีถิ่นที่อยู่, ช่วงระยะเวลาการอยู่อาศัย) (residence) ซึ่งได้ทำให้มั่นคงหรือถาวร (ถาวร, มั่นคง, แน่นอน, ไม่ผันแปร, เป็นระเบียบ, ติดแน่น, ซึ่งได้กำหนดไว้) (fixed) ในแบบ (ประเภท, ชนิด) (type) สวยงาม (งดงาม, น่าดู, เหมือนภาพวาด) (picturesque) (หมายถึง  การมีถิ่นที่อยู่อาศัยประเภทสวยงาม),  ทั้งนี้  เป็นเวลามากกว่า ๑ ศตวรรษ  กลุ่มคน (อาณานิคม, ผู้คนในอาณานิคม, ประเทศหรือดินแดนที่เป็นอาณานิคม) (colony) เหล่านี้ได้อาศัยอยู่ในถ้ำขนาดใหญ่และอยู่ใต้ดินส่วนใหญ่ (caverns)  ซึ่งมีชื่อเสียง (โด่งดัง) (famed) ของเมืองเกรนาดา***ในแคว้นแอนดาลูเซีย (ทางภาคใต้ของสเปน)  ส่วนไหล่เขา (พื้นเอียงลาด, ส่วนที่เอียงลาด, การเอียง, การลาด, การทแยง) (slopes) ของภูเขาซาโครมอนเต  ถูกทำให้เป็นหลุมเป็นบ่อ (ฝังไว้ในหลุม, เก็บไว้ในหลุม, ขุดหลุม, ทำให้เป็นรอยโบ๋หรือแอ่งแผลเป็น, ปล่อยไก่ให้ชนกัน, ทำให้ต่อสู้กัน) (pitted) ด้วยถ้ำ (โพรง, อุโมงค์ใต้ดิน, ห้องใต้ดินสำหรับเก็บเหล้า) (caves) จำนวนหลายร้อยแห่ง  ซึ่งให้ที่พักอาศัย (ที่กำบัง, ที่หลบภัย, ที่หลบซ่อน, ที่ลี้ภัย, ที่เป็นร่มไม้ชายคา, การป้องกันหรือหลบภัยจากสถานที่ดังกล่าว, การคุ้มครอง) (shelters) สมัยแรก (แรกเริ่ม, ดั้งเดิม, บรรพกาล, ดึกดำ บรรพ์, ยังป่าเถื่อน, เบื้องต้น, ง่ายๆ, หยาบ, พื้นฐาน) (primitive)  และห้อง (ห้องเช่า, ห้องชุดในโรงแรม) (apartments) ใต้ดินที่ประณีต (ซับซ้อน) (elaborate)

            ตำนาน (เรื่องที่เล่าลือกันต่อๆ มา, คำสลัก, คำอธิบายภาพ, คนที่น่าสนใจ, ผู้เป็นตัวเอกของเรื่อง) (Legend) ก็คือว่า  ชาวยิปซีได้รับใช้ (บริการ, คอยรับใช้, ปรนนิบัติ, บริการอาหาร, ต้อนรับแขก, อำนวย, ส่งเสริม, ตีลูก, สนองความต้องการ, ส่งหมายศาล, ยื่นหมายศาล) (served) กษัตริย์เฟอร์ดินานด์ (ของสเปน)  โดยการประดิษฐ์ (หล่อโลหะ, หลอมโลหะ, ตีโลหะ, ปลอมแปลง, ปลอมลายมือ) (forging) ลูกปืนใหญ่ (cannonballs)  ซึ่งถูก (ใช้) ยิงสู้กับ (fired against) ชาวมัวร์ (มุสลิมซึ่งอยู่ทางตะวันตกเฉียงเหนือของแอฟริกา)  ในขณะที่โอบล้อมโจมตี (at the siege of) เมืองเกรนาดาในปัจจุบัน (Today)  ถ้ำขนาดใหญ่ของเกรนาดาเป็นศูนย์กลางของดนตรีฟลาเมนโค (ดนตรีของชาวพื้นเมืองในแคว้นแอนดาลูเซียของสเปน)  และการเต้นรำในสไตล์ที่เต็มไปด้วยสีสัน (colorful style)  ซึ่งรวม (combines) จารีตประเพณี (traditions) ของชาวยิปซีและชาวสเปนเข้าด้วยกัน

_______________________________

****หมายเหตุ - **ชาวยิปซีหรือโรมานี (Romani) เป็นกลุ่มชาติพันธุ์อินเดีย-อารยัน  มีแหล่งกำเนิดในแคว้นปันจาบ  ซึ่งอยู่ทางตอนเหนือของอินเดียในปัจจุบัน  คนเหล่านี้เป็นพวกเร่ร่อน  ไม่มีที่อยู่อาศัยเป็นหลักแหล่ง  ได้เดินทางเข้าสู่ทวีปยุโรประหว่างศตวรรษที่ ๘ และ ๑๐  และต่อมาได้เดินทางเข้าสู่สหรัฐฯ เป็นจำนวนนับล้านคน  คนพวกนี้ถูกเรียกว่า “ยิปซี”  เพราะชาวยุโรปเชื่ออย่างเข้าใจผิดว่าพวกเขาเดินทางมาจากอียิปต์

            ปัจจุบัน  ยิปซีหมายถึงกลุ่มคนที่ถูกพบอยู่ทั่วโลก  และไม่มีที่อยู่อย่างถาวร  หรือมีวิถีชีวิตแบบเร่ร่อน  คนพวกนี้มักเดินทางพร้อมกับเทศกาลการเล่นสนุกสนาน  ยิปซีส่วนใหญ่ดำรงชีวิตด้วยเงินค่าจ้าง  อย่างไรก็ตาม  พบว่ามากกว่า ๙๐ เปอร์เซ็นต์ของชาวยิปซีในปัจจุบันตั้งรกรากถิ่นฐานโดยการเช่าบ้านอยู่และทำงานรับจ้างทั่วไป  มีส่วนน้อยที่มีกิจการเป็นของตนเอง  เช่น  เป็นช่างไม้, ช่างทาสี, เจ้าของกิจการรีไซเคิล, เจ้าของกิจการรถมือสอง  และงานฝีมืออื่นๆ (ข้อมูลจากวิกิพีเดีย)

            ***เมืองเกรนาดาเป็นเมืองในแคว้นแอนดาลูเซียทางภาคใต้ของสเปน  ตั้งอยู่ที่ตีนเขาของภูเขาเซียราเนวาดา  เป็นเมืองที่มีชื่อเสียงโด่งดังด้วยสถาปัตยกรรมสมัยกลางย้อนไปจนถึงยุคการยึดครองเมืองของชนเผ่ามัวร์จากภาคตะวันตกเฉียงเหนือของแอฟริกา  สถาปัตยกรรมและสิ่งก่อสร้างของเกรนาดามีความสวยสดงดงามและเต็มไปด้วยสีสัน

 

เรียน   ท่านผู้ติดตามอ่านเว็บไซต์  “everydayenglish.pwa.co.th                  

 

                ถ้าท่านมีคำแนะนำให้ปรับปรุงเว็บไซต์นี้ประการใด  กรุณาส่ง e-mail ไปที่  ดร. วัชรินทร์  ภูเขาทอง  อดีต  ผอ. สำนักวิทยาการ  การประปาส่วนภูมิภาค  ผู้จัดทำเว็บไซต์นี้  ตาม  “Address”  (โปรดระบุหัวเรื่องด้วยว่า  “ปรับปรุงเว็บไซต์”)   เพื่อที่ผู้จัดทำฯ จะได้ปรับปรุงเนื้อหาได้ตรงตามความประสงค์ของผู้อ่านเว็บไซต์นี้ต่อไป

 

 

 

 

 

หมวดข้อสอบ READING (ตอนที่ 97)

การประปาส่วนภูมิภาค  “มุ่ง-มั่น-เพื่อปวงชน”

 

DirectionRead the following passage and choose the best answer for each question.

(จงอ่านบทความต่อไปนี้  และเลือกคำตอบที่ดีที่สุดสำหรับแต่ละคำถาม)

 

Geography’s Influence on People

 

          Geography often determines the character of peoples.  Coastal, plains, and mountain people all have different characteristics traceable to their environment.  One can better understand Paracelsus’ mystic thought and misty language if one remembers that his youth was spent amid the shivering pines and the fog shrouds of Switzerland, and one can better comprehend Avicenna’s mental jumps from objective science to sheer fantasy if one recalls the sharp changes from cold to hot in the desert where he lived.

          Having a wide vision of the world has given many a humanist – from Luis Vives to Henry Sigerist – the universality of his thought.  But when life denies a man who craves universality the opportunity to fulfill his craving “horizontally,” by traveling through space, he then seeks fulfillment “vertically,” withdrawing into his own spiritual self and drinking from his own inner fountain.

          All physicians should travel as much as possible, and always with curious, loving, wonder-filled eyes.  For to know the environment and geography of the world we live in is the best way not only to understand health and sickness in man but also to explore the mysterious geography of our own souls.

 

1. The author gives us the idea that coastal, plains, and mountain peoples are ________________.

(ผู้เขียนให้ความคิดกับเราว่า  ผู้คนของประเทศต่างๆ ตามแนวชายฝั่ง, ที่ราบ และภูเขา __________)

    (a) divided by their thoughts    (ถูกแบ่งโดยความคิดของพวกเขา)

    (b) differentiated by their languages    (ถูกทำให้แตกต่างกันโดยภาษาของพวกเขา)

    (c) determined by their characters    (ถูกกำหนดโดยอุปนิสัยของพวกเขา)

    (d) influenced by their surroundings    (ถูกมีอิทธิพลโดย (ได้รับอิทธิพลจาก) สภาพแวดล้อม

           ของตน)  (ดูคำตอบจาก ๒ ประโยคแรกของพารากราฟแรกที่กล่าวว่า  “ภูมิศาสตร์บ่อยครั้ง

           กำหนดอุปนิสัยของผู้คนของประเทศต่างๆ  ทั้งนี้  ผู้คนที่อยู่ตามแนวชายฝั่ง, ที่ราบ, และภูเขา 

           ล้วนแต่มีลักษณะเฉพาะที่แตกต่างกันไป  ซึ่งสามารถสืบหาร่องรอยได้จากสภาพแวดล้อม

           ของพวกเขา)

2. “determines” in the first paragraph refers to _____________________________________.

(“กำหนด, ตัดสินใจ, ตกลงใจ, ตั้งใจ, ยุติ, ทำให้สิ้นสุด”  ในพารากราฟแรก  หมายถึง ____________)

    (a) approves    (เห็นชอบ, เห็นด้วย, อนุมัติ)

    (b) promises    (สัญญา)

    (c) pinpoints    (หาตำแหน่งแน่นอน, หาตำแหน่งอย่างแม่นยำ, เจาะจง, ทำให้แน่ชัด, เน้น)

    (d) defies     (ท้า, ท้าทาย, เป็นปฏิปักษ์, ต่อต้าน, ขัดขวาง) 

    (e) halts     (หยุด, ชะงัก, ทำให้หยุด) 

    (f) prohibits    (โพร-ฮิ-บิท)  (ห้าม, ไม่อนุญาต, ขัดขวาง, ยับยั้ง)

    (g) affects    (มีผลต่อ, ส่งผลต่อ, กระทบกระเทือน, ทำให้เสียใจ, ทำให้สงสาร, ชอบ,

           โน้มเอียงไปทาง)

    (h) emerges   (โผล่ออกมา, ปรากฏออกมา)

3. “traceable” in paragraph 1 means ___________________________________________.

(“สามารถสืบหาร่องรอยได้”  ในพารากราฟ ๑  หมายถึง _____________________________)

    (a) tentative     (เท้น-ทะ-ทิฟว)  (๑. ยังไม่แน่นอน, ลองดูไปก่อน, เป็นแค่การทดลอง ยังไม่ใช้จริง, ชั่วคราว, 

           ๒. ลังเล, ไม่แน่ใจ, สงสัย, วิตก, เหนียมอาย, ขวยเขิน, ไม่มั่นคง)  

    (b) potable    (ซึ่งสามารถดื่มได้)  (เพราะสะอาดพอ)

    (c) edible    (ซึ่งสามารถกินได้)

    (d) audible    (พอได้ยิน, ฟังได้ยิน, ดังพอที่จะได้ยิน, สามารถได้ยิน)

    (e) profitable     (ที่มีกำไร) 

    (f) utilizable    (ซึ่งสามารถใช้การได้, ใช้การได้)

    (g) measurable    (วัดได้, ประมาณได้, กะได้)   

    (h) that can be tracked    (ซึ่งสามารถตามรอยได้)

4. The word “mystic” in paragraph 1 could best be replaced by ________________________.

(คำว่า  ลึกลับ, เกี่ยวกับอาคมขลัง, เป็นสัญลักษณ์แห่งผีสางเวทมนตร์, เกี่ยวกับผู้เข้าฌานหรือผู้วิเศษ”  ในพารากราฟ ๑  สามารถแทนดีที่สุดโดย ___________)

    (a) subversive    (ซับ-เว้อร์-ซิฟว)   (เป็นการโค่นล้มหรือล้มล้าง, ซึ่งบ่อนทำลาย, มีแนวโน้มที่จะโค่นล้ม

           หรือบ่อนทำลาย)  

    (b) incalculable    (ไม่สามารถคำนวณได้, ที่นับไม่ไหว, ที่มากมายมหาศาล)

    (c) loquacious    (โล-เคว้-เชิส)  (พูดมาก, โว, ช่างพูด)

    (d) inevitable    (ไม่อาจหลีกเลี่ยงได้)

    (e) succinct    (ซัค-ซิ้งคท)  (สั้น, รวบรัด, กะทัดรัด, สรุป, ย่อ, ไม่เยิ่นเย้อ, รัดรูป)  

    (f) occult    (อะ-คั้ลท)  (ลึกลับ, ลี้ลับ, เข้าใจยาก, ไม่เปิดเผย, ซ่อนเร้น, แอบแฝง, เกี่ยวกับ

           เวทมนตร์คาถา)

    (g) invincible     (ที่ไม่สามารถเอาชนะได้, ที่ทำลายไม่ได้) 

    (h) eminent    (เอ๊ม-มิ-เนิ่นท)  (เด่น, มีชื่อเสียง, สูงส่ง, สูง, เป็นปุ่มยื่นออกมา)

    (i) unwholesome    (อัน-โฮ้ล-เซิ่ม)  (เป็นอันตรายต่อกายหรือใจ, มีสุขภาพไม่ดี, เสื่อมเสียศีลธรรม)

    (j) irreparable    (ที่ไม่อาจซ่อมแซมหรือเยียวยาได้, ที่แก้ไขไม่ได้, ที่ทำให้ดีขึ้นไม่ได้) 

5. The phrase amid the shivering pines in paragraph 1 is used in this passage to describe an influence on ____________.

(วลี  “ท่ามกลางต้นสนที่ปลิวสะบัด”  ในพารากราฟ ๑  ถูกใช้ในเนื้อเรื่องนี้เพื่อพรรณนาอิทธิพลที่มีต่อ ___________)

    (a) Paracelsus’ mystic thought    (ความคิดที่ลึกลับ – เข้าใจยาก – ของพาราเซลซัส)  (ดูคำตอบ

           จากประโยคที่ ๓ ของพารากราฟแรกที่กล่าวว่า  “บุคคล (คนเรา) จะสามารถเข้าใจความคิดที่

           ลึกลับ  และภาษาซึ่งคลุมเครือของพาราเซลซัสได้ดียิ่งขึ้น  ถ้าคนคนนั้นจำได้ว่าวัยหนุ่มของเขา

           (พาราเซลซัส) ถูกใช้ไปท่ามกลางต้นสนที่ปลิวสะบัด (หมายถึง  มีลมแรงจัด)  และการปกคลุม

           ของหมอกของประเทศสวิสเซอร์แลนด์ (หมายถึง  อยู่ท่ามกลางความหนาวเหน็บ) ................”)

    (b) Paracelsus’ early life    (ชีวิตช่วงต้นๆ ของพาราเซลซัส)

    (c) Avicenna’s sheer fantasy    (ความคิดเพ้อฝันล้วนๆ ของอวิเซนนา)

    (d) Avicenna’s strong character    (อุปนิสัยที่เข้มแข็งของอวิเซนนา)

6. An expression that shows clear contrast is _______________________________________.

(ข้อความซึ่งแสดงความแตกต่าง (ความตรงกันข้าม) อย่างชัดเจน  คือ ____________________)

    (a) Paracelsus’ mystic thought and misty language    (ความคิดที่ลึกลับ – เข้าใจยาก – และภาษาที่

            คลุมเครื่อของพาราเซลซัส)

    (b) Avicenna’s mental jumps from objective science to sheer fantasy    (การก้าวกระโดด

           ทางปัญญาของอวิเซนนา  จากวิทยาศาสตร์ที่ใช้ข้อเท็จจริงเป็นหลัก  ไปสู่ความคิดเพ้อฝัน (จิน

           ตนาการ) เต็มที่ (ล้วนๆ)  (ดูคำตอบจากประโยคที่ ๓ ของพารากราฟแรก)

    (c) the writer’s examples from Luis Vives to Henry Sigerist    (ตัวอย่างของผู้เขียน  จากลูอิส วิเวส

           ไปจนถึงเฮนรี ซิเจอริสท์)

    (d) a man’s spiritual self and his own feeling    (ตัวตนทางจิตวิญญาณของมนุษย์  และความรู้สึก

           ของเขาเอง)

7. “comprehend” in paragraph 1 is closest in meaning to ____________________________.

(“เข้าใจ, หยั่งรู้, รวมทั้ง, กินความกว้าง, ครอบคลุม”  ในพารากราฟ ๑  มีความหมายใกล้ เคียงที่สุดกับ ___________)

    (a) devastate    (ทำลาย, ล้างผลาญ)

    (b) reject    (ปฏิเสธ)

    (c) shift    (เปลี่ยนแปลง)

    (d) exasperate    (ทำให้โกรธเคืองมาก, เพิ่มความรุนแรง)

    (e) understand    (เข้าใจ, รู้, รู้จัก, เข้าใจความหมาย, เรียนรู้, เชื่อ, รู้ใจ, เห็นอกเห็นใจ)

    (f) applaud    (อะ-พล้อด)  (ปรบมือแสดงความนิยมชมชอบ, แซ่ซ้องสรรเสริญ)

    (g) elude    (หลบหลีก, หลบหนี, หลีก, เลี่ยง) 

    (h) diminish    (ลดลง, ทำให้ลดลง)

8. If you are a humanist, you must have ___________________________________________.

(ถ้าคุณเป็นผู้ที่ศึกษาเกี่ยวกับมนุษย์  คุณจะต้องมี _________________________________)

    (a) a good life and fine character    (ชีวิตที่ดีและอุปนิสัยละเอียดอ่อน-ดีเลิศ)

    (b) mystic thought and misty language    (ความคิดลึกลับ-เข้าใจยาก  และภาษาที่คลุมเครือ)

    (c) a broad understanding of the world    (ความเข้าใจอย่างกว้างขวางในเรื่องโลก)  (ดูคำตอบ

           จากประโยคแรกของพารากราฟ ๒ ที่กล่าวว่า  “การมีวิสัยทัศน์ที่กว้างไกลในเรื่องโลก  ได้ให้

           การมีความรู้กว้างขวางในเรื่องความคิดอ่านของตนแก่ผู้ศึกษาเกี่ยวกับมนุษย์จำนวนมาก – นับ

           จากลูอิส วิเวส  ไปจนถึงเฮนรี ซิเจอริสท์)

    (d) a good knowledge of human health    (ความรู้ดีในเรื่องสุขภาพมนุษย์)

9. “craves” in the second paragraph means _______________________________________.

(“ปรารถนา, ต้องการ, อยากได้มาก, กระหาย, อ้อนวอน”  ในพารากราฟ ๒  หมายถึง ___________)

    (a) baffles    (ทำให้งงหรือสับสน)

    (b) embarrasses    (ทำให้กระดากอาย, ทำให้ขวยเขิน, ทำให้เสียหน้า)

    (c) resists    (ต้าน, ต่อต้าน, ต้านทาน, สกัดกั้น, ขัดขืน, ขัดขวาง, อดกลั้น, อดทน)

    (d) yearns for    (ปรารถนาอย่างแรงกล้า, ต้องการมาก, อยาก, คิดถึงอย่างรักใคร่, ใฝ่ฝัน)

    (e) deletes    (ลบ, ขีดฆ่า, ตัดออก)

    (f) reminds    (เตือนความจำ, เตือนให้ระลึกถึง, ทำให้จำได้)

    (g) summons    (เรียก, เรียกตัว, เรียกประชุม, ออกหมายเรียก, ปลุกเร้า, ปลุกให้ตื่น, กระตุ้น)

    (h) circulates    (เซ้อ-คิว-เลท)  (หมุนเวียน)

    (i) wrinkles    (ทำให้เป็นรอยย่น, ย่น, รอยย่น)

    (j) discolors    (ทำให้เปลี่ยนสี, ทำให้สีซีด-สีตก)

10. The word “fulfill” in paragraph 2 is similar in meaning to __________________________.

(คำว่า  ทำสำเร็จ, ทำให้บรรลุผล, ทำให้พอใจ, ทำให้สมบูรณ์  ในพารากราฟ   มีความหมายเหมือนกับ ___________)

      (a) roam    (โรม)  (ท่องเที่ยว, ท่องเที่ยวไปเรื่อย, เดินเตร่) 

      (b) desert    (ละทิ้ง, ทอดทิ้ง, ละทิ้งหน้าที่, หนีทัพ)

      (c) surpass    (เหนือกว่า, ดีกว่า, เลย, ล้ำ, เกิน, ข้าม)

      (d) discriminate    (แบ่งแยก, เลือกที่รักมักที่ชัง, เลือกปฏิบัติ)

      (e) aggregate    (แอ๊ก-กริ-เกท)  (รวมตัว, รวบรวม, สรุป, ไหลไปรวมกัน)

      (f) accomplish    (อะ-ค้อม-พลิช)  (ทำสำเร็จ, บรรลุผล)

      (g) abbreviate    (ย่อให้สั้น, ย่อความ)   

      (h) absorb    {ดูดซับ, ดูดซึม, รับเอา (ความคิด, วิธีคิด) มา}

      (i) disperse    (กระจาย, ทำให้กระจัดกระจาย, สลาย, ทำให้แพร่หลาย, หายไป, ทำให้หายไป, ไล่ไป)

       (j) resume    (ทำต่อไป, ดำเนินต่อไป)

11. What does “fountain” in paragraph 2 mean?

(“น้ำพุ, น้ำพุเทียม, น้ำพุที่ใช้ดื่ม, แหล่งกำเนิด, สายน้ำพุ, เครื่องปล่อยน้ำออกมาเป็นสาย”  ในพารากราฟ ๒  หมายถึงอะไร)

      (a) fault    (ข้อบกพร่อง, ความผิดพลาด, ความคลาดเคลื่อน)

      (b) swamp    (บึง, หนอง)

      (c) dearth    (เดิร์ธ)  (ความขาดแคลน, ความไม่เพียงพอ, ความอดอยาก, ภาวะข้าวยากหมากแพง)

      (d) perjury    (การให้การเท็จ, การเบิกความเท็จ, การสาบานเท็จ)

      (e) spring    (น้ำพุ, ฤดูใบไม้ผลิ, การกระโดด, สปริง, ลวดสปริง, ลาน, ความยืดหยุ่น, แหล่งกำเนิด,

             บ่อเกิด, ระยะแรกเริ่ม, รุ่งอรุณ)

      (f) episode    {ตอน (หนึ่งของเรื่อง), ฉาก, บท, กรณี, คราว, ครั้ง}

      (g) distress    (ความเศร้าโศก, ความเสียใจ, ความทุกข์ยาก, ความลำบาก, ภัยพิบัติ, ความเคราะห์ร้าย)

      (h) custody    (การดูแล, การอารักขา, การปกครอง, การควบคุม, การคุมขัง, การเก็บรักษา)

      (i) chore    (ชอร์)  (งานเล็กๆน้อยๆ, งานบ้าน, งานประจำที่น่าเบื่อ เช่น งานทำความสะอาดบ้าน  งานใน

            ไร่นา)

      (j) avalanche    (แอฟ-วะ-ลานซ)  (ภาษาฝรั่งเศส)  (หิมะ  ดิน หรือหินถล่ม, สิ่งที่พังทลายลงมา)

12. The second paragraph suggests that _________________________________________.

(พารากราฟ ๒ เสนอแนะว่า ______________________________________________)

      (a) there are two different kinds of people    (มีคนที่แตกต่างกันอยู่ ๒ ประเภท)

      (b) there are two different ways to explore life    (มี ๒ วิธีการที่แตกต่างกันที่จะสำรวจชีวิต

             (วิธีแรกคือการเดินทางท่องเที่ยวไปในพื้นที่ต่างๆ ทางภูมิศาสตร์  ส่วนวิธีที่ ๒ คือการสำรวจ

             ภายในจิตวิญญาณของมนุษย์เอง  และหาความรู้จากที่นี่)

      (c) humanists have two different reasons to enjoy life    (ผู้ที่ศึกษาเกี่ยวกับมนุษย์มีเหตุผลที่แตกต่าง

             กันอยู่ ๒ อย่างที่จะสนุกกับชีวิต)

      (d) humanists can do two different things at the same time    (ผู้ที่ศึกษาเกี่ยวกับมนุษย์สามารถทำ

             ๒ สิ่งที่แตกต่างกันในเวลาเดียวกัน)

13. According to the passage, a man withdraws into his own spiritual self when he cannot ______

_______.

(ตามที่เนื้อเรื่องกล่าว, คนเราถดถอยเข้าสู่ตัวตนทางจิตวิญญาณของตนเอง  เมื่อเขาไม่สามารถ ____

_________)

      (a) think deeply about life    (คิดอย่างลึกซึ้งเกี่ยวกับชีวิต)

      (b) understand his own desires    (เข้าใจความปรารถนาของเขาเอง)

      (c) go wherever he wants to go    (ไปที่ใดก็ตามที่เขาต้องการจะไป)  (ดูคำตอบจากตอนท้ายๆ

             ของพารากราฟ ๒)

      (d) get along with his environment    (เข้ากันได้ดีกับสภาพแวดล้อมของเขา)

14. “physicians” in the third paragraph refers to ____________________________________.

(“แพทย์, หมอ, อายุรแพทย์, แพทย์อายุรเวช”  ในพารากราฟ ๓  หมายถึง ___________________)

      (a) physicists    (นักฟิสิกส์)

      (b) activists    (นักกิจกรรม, นักเคลื่อนไหว)

      (c) composers    (นักแต่งเพลง)

      (d) orators    (นักพูด)

      (e) medical doctors    (แพทย์, หมอ)

      (f) aviators    (นักบิน)

      (g) astronauts    (แอส-โทร-นอท)  (นักบินอวกาศ)

      (h) sharpshooters    (นักแม่นปืน)

15. The word “curious” in paragraph 3 could best be replaced by _________________________.

(คำว่า  “อยากรู้อยากเห็น, หายาก, แปลก, ผิดธรรมดา, น่าสนใจ, ประณีต”  ในพารากราฟ ๓  สามารถแทนดีที่สุดโดย _____________)

      (a) reckless    (ไม่รอบคอบ, สะเพร่า, ประมาทเลินเล่อ)

      (b) circumspect    (รอบคอบ, ระมัดระวัง)

      (c) prodigal    (พร้อด-ดิ-เกิ้ล)  (ฟุ่มเฟือย, สุรุ่ยสุร่าย, ไม่มีความเสียดาย, ใจป้ำ, สิ้นเปลืองยิ่ง) 

             (เมื่อเป็นคำนาม หมายถึง  “คนใช้จ่ายฟุ่มเฟือย-สุรุ่ยสุร่าย”) 

      (d) unsupervised    (ไม่ได้กำกับดูแล, ไม่ได้ควบคุม)

      (e) extraordinary    (พิเศษ, ผิดธรรมดา, วิสามัญ)

      (f) inquisitive    (อยากรู้อยากเห็น, ชอบสอบถาม, ชอบสอบสวน)

      (g) robust    (แข็งแกร่ง, แข็งแรง, เข้มแข็ง, มีกำลังมาก, กำยำ)

      (h) outspoken    (พูดโผงผาง, พูดจาขวานผ่าซาก, พูดตรงไปตรงมา, พูดจาเปิดเผย)

      (i) intricate     (สลับซับซ้อน, เข้าใจยาก, ยุ่งยาก)

      (j) malfunctioning    (ซึ่งทำงานผิดพลาด)     

16. The passage implies that geography can _______________________________________.

(เนื้อเรื่องบอกเป็นนัยว่า  ภูมิศาสตร์สามารถ _____________________________________)

      (a) fulfill humanists’ dreams    (ทำให้ความฝันของผู้ศึกษาเกี่ยวกับมนุษย์บรรลุผล)

      (b) improve the character of people    (ทำให้อุปนิสัยของผู้คนดีขึ้น)

      (c) help us in the study of history    (ช่วยเหลือเราในการศึกษาประวัติศาสตร์)

      (d) help doctors in their careers    (ช่วยเหลือแพทย์ในอาชีพของพวกเขา)  (ดูคำตอบจาก

             พารากราฟสุดท้าย)

17. What does “mysterious” in the final paragraph mean?

(“ลึกลับ, ลี้ลับ, ไม่สามารถอธิบายได้, ลับๆ ล่อๆ, เป็นที่สงสัย”  ในพารากราฟสุดท้าย  หมายถึงอะไร)

      (a) sturdy    (สเท้อ-ดิ)  (แข็งแรง, แข็งแกร่ง, มั่นคง, ทนทาน, เหนียว, ถาวร, หนักแน่น, กล้าหาญ,

             เด็ดเดี่ยว)

      (b) superficial    (ผิวเผิน, ตื้นๆ, ไม่ลึกซึ้ง, ใกล้ผิวหน้า)   

      (c) peculiar    (พิ-คิ้ว-เลีย)  (ประหลาด, แปลกพิกล, เป็นพิเศษ, ไม่เคยปรากฏมาก่อน) 

      (d) durable    (ทนทาน, ใช้ทน, ยั่งยืน)

      (e) fragrant    (มีกลิ่นหอม)

      (f) notable    (โน้  หรือ  น้อท-ทะ-เบิ้ล)   (น่าสังเกต, เด่น, สะดุดตา, มีชื่อเสียง, น่าจดจำ, มีความสามารถ)

      (g) arcane    (อ๊าร์-เคน)  (ลึกลับ, ลี้ลับ)

      (h) eminent    (เด่น, มีชื่อเสียง)

      (i) proficient    (เชี่ยวชาญ, ชำนิชำนาญ, คล่องแคล่ว)

      (j) temperamental    (เจ้าอารมณ์, อารมณ์แปรปรวน, อารมณ์เปลี่ยนแปลงง่าย)

18. We can say that this passage is philosophical because it __________________________.

(เราสามารถพูดได้ว่า  เนื้อเรื่องนี้เกี่ยวกับปรัชญา  เพราะว่ามัน _______________________)

      (a) is based on the classification of facts    (มีพื้นฐานอยู่บนการจัดหมวดหมู่ของข้อเท็จจริง)

      (b) contains deep thoughts and fine descriptions    (มีความคิดต่างๆ ที่ลึกซึ้งและการพรรณนา

             อย่างละเอียด)

      (c) was written especially for students of science    (ถูกเขียนโดยเฉพาะสำหรับนักเรียนสาย

             วิทยาศาสตร์)

      (d) is a broad study of fundamental beliefs    (เป็นการศึกษาอย่างกว้างๆ ในเรื่องความเชื่อ

             พื้นฐาน – หรือความเชื่อที่สำคัญ)  (ดูคำตอบจากในพารากราฟที่ ๑ และ ๒)

19. One “seeks fulfillment” (in the second paragraph) primarily in order to _______________.

(บุคคล  “แสวงหาความสำเร็จ”  (ในพารากราฟ ๒) โดยสำคัญ หรือส่วนใหญ่แล้วเพื่อที่จะ ________)

      (a) satisfy oneself    (ทำความพึงพอใจให้กับตนเอง)  (เนื่องจากไม่สามารถหาความรู้โดยการ

             เดินทางท่องเที่ยวไปในที่ต่างๆ ได้  คนเราจึงสร้างความพึงพอใจให้ตนเอง  โดยการถดถอย

             เข้าสู่ตัวตนทางจิตวิญญาณของเขาเอง  และหาความสุขจากตรงนั้น  โดยการพยายามเข้า

             ใจความรู้สึกของตนเอง)

      (b) improve one’s character    (ปรับปรุงอุปนิสัยของตนเอง)

      (c) develop one’s ideas    (พัฒนาความคิดของตนเอง)

      (d) increase one’s knowledge    (เพิ่มความรู้ของตนเอง)

20. The phrase “To explore the mysterious geography of our own souls” (in the final paragraph) is ___________.

(วลี  “สำรวจภูมิศาสตร์ซึ่งลึกลับ (ไม่สามารถอธิบายได้) ของจิตวิญญาณของเราเอง”  (ในพารากราฟสุดท้าย) คือ ____________)

      (a) to try to understand our own feelings    (การพยายามที่จะเข้าใจความรู้สึกของเราเอง

             (ดูคำตอบจากประโยคที่ ๒ ของพารากราฟสุดท้าย)

      (b) to travel around the mysterious world    (การเดินทางรอบโลกที่ลี้ลับ)

      (c) to stop thinking about ourselves    (การหยุดคิดเกี่ยวกับตัวเราเอง)

      (d) to solve a difficult problem in geography    (การแก้ปัญหาที่ยากในด้านภูมิศาสตร์)

 

(คำแปล)

อิทธิพลของภูมิศาสตร์ที่มีต่อผู้คน

 

            ภูมิศาสตร์ (Geography) บ่อยครั้งกำหนด (ตัดสินใจ, ตกลงใจ, ตั้งใจ, ยุติ, ทำให้สิ้นสุด) (determines) อุปนิสัย (ลักษณะ, ลักษณะพิเศษ, คุณสมบัติ, ตัวอักษร, อักขระ, หลักความประพฤติ, ตัวละครในเรื่อง, บทบาทในละครหรือภาพยนตร์, ชื่อเสียงที่ดี, เกียรติคุณ) (character) ของผู้คนของประ เทศต่างๆ (peoples)  ทั้งนี้  ผู้คน (คน, คนเรา, มนุษย์, ประชาชน, ประชากร, พสกนิกร, พลเมือง, ราษฎร, อาณาประชาราษฎร์, วงศ์ตระกูล, บุคคล) (people) ที่อยู่ตามแนวชายฝั่ง (coastal), ที่ราบ (plains), และภูเขา  ล้วนแต่มีลักษณะเฉพาะ (ลักษณะพิเศษเฉพาะ) (characteristics) ที่แตกต่างกันไป  ซึ่งสามารถสืบหาร่องรอยได้ (traceable) จากสภาพแวดล้อมของพวกเขา,  บุคคล (คนเรา) (One) จะสามารถเข้าใจความคิด (thought) ที่ลึกลับ (เกี่ยวกับอาคมขลัง, เป็นสัญลักษณ์แห่งผีสางเวทมนตร์, เกี่ยวกับผู้เข้าฌานหรือผู้วิเศษ) (mystic) และภาษาซึ่งคลุมเครือ (ไม่ชัด, พร่ามัว, มีหมอกคลุม) (misty) ของพาราเซลซัสได้ดียิ่งขึ้น  ถ้าคนคนนั้นจำได้ว่าวัยหนุ่ม (วัยสาว, ความเป็นหนุ่มเป็นสาว, ยุวชน, เด็กหนุ่มสาว, คนหนุ่มคนสาว, ระยะแรกเริ่ม) (youth) (ยูธ) ของเขา (พาราเซลซัส)  ถูกใช้ไปท่ามกลาง (amid) ต้นสน (pines) ที่ปลิวสะบัด (สั่นระริก, สั่น, ตัวสั่น) (shivering) (หมายถึง  มีลมแรงจัด) และการปกคลุม (สิ่งที่ใช้คลุม, สิ่งที่ใช้ห่อหุ้ม, ที่ครอบ, ฝาครอบ, ผ้าห่อศพ, ผ้าตราสัง, ปลอกสวม) (shrouds) (ชเราด) ของหมอก (fog) ของประเทศสวิสเซอร์แลนด์ (หมายถึง  อยู่ท่ามกลางความหนาวเหน็บ)  และคนเราก็จะสามารถเข้าใจ (หยั่งรู้, รวมทั้ง, กินความกว้าง, ครอบคลุม) (comprehend) ได้ดียิ่งขึ้นถึงการก้าวกระโดด (การกระโดด, การกระโดดร่ม, การเพิ่มพรวดอย่างกะทันหัน (เช่น ราคา), การเปลี่ยนอย่างกะทันหัน) (jumps) ทางปัญญา (เกี่ยวกับสมอง) (mental) ของอวิเซนนา  จากวิทยาศาสตร์ที่ใช้ข้อเท็จจริงเป็นหลัก (objective science) ไปสู่ความคิดเพ้อฝัน (จินตนาการ, ความคิดฟุ้งซ่าน, เรื่องเพ้อฝัน, ผลิตผลของจินตนาการ) (fantasy) เต็มที่ (แท้ๆ, ล้วนๆ, ที่สุด, บางใส, ไม่ได้เจือปน, สูงชัน, ตรงดิ่ง) (sheer)  ถ้าคนคนนั้น (one) ระลึกถึง (รำลึกถึง, หวนคิดถึง, เรียกกลับ, นำกลับ, เพิกถอน, ยกเลิก, ฟื้นฟู) (recalls) การเปลี่ยนแปลงอย่างรุนแรง (sharp change)  จากความหนาวเย็น (cold) ไปสู่ความร้อน (hot) ในทะเลทรา(desert) ที่ซึ่งเขา (อวิเซนนา) อาศัยอยู่

            การมีวิสัยทัศน์ที่กว้างไกล (wide vision) ในเรื่องโลก  ได้ให้การมีความรู้กว้างขวาง (การมีความสนใจทั่วไป, ลักษณะแพร่หลาย, ลักษณะที่มีอยู่ทั่วไป, การใช้ได้ทั่วไป) (universality) ในเรื่องความคิดอ่านของตนแก่ผู้ศึกษาเกี่ยวกับมนุษย์ (ผู้มีใจเมตตากรุณามนุษย์, นักลัทธิมนุษยธรรม, ผู้ศึกษาอักษรศาสตร์ของกรีกและละติน) (humanist) จำนวนมาก – นับจากลูอิส วิเวส  ไปจนถึงเฮนรี ซิเจอริสท์,  แต่ว่าเมื่อชีวิตปฏิเสธ (denies) บุคคลผู้ซึ่งปรารถนา (ต้องการ, อยากได้มาก, กระหาย, อ้อนวอน) (craves) การมีความรู้กว้างขวาง (universality)  โดยมิให้โอกาส (แก่เขา) ที่จะทำให้ความปรารถ นาของเขาบรรลุผล (fulfill his craving)ในแนวราบ(horizontally)  โดยการเดินทางท่องเที่ยวผ่านไปตามพื้นที่ต่างๆ (traveling through space),  เขาก็จะแสวงหาความสำเร็จ (seeks fulfillment)ในแนวดิ่ง(vertically)  และถอนตัว (ถดถอย, ถอน, ถอนคืน, เก็บคืน, ดึงกลับ, เอากลับ, ชักกลับ, เลิก, เลิกใช้) (withdrawing) เข้าสู่ตัวตนทางจิตวิญญาณของเขาเอง (his own spiritual self)  และดื่มจากน้ำพุข้างในตัวของเขาเอง (his own inner fountain)

            แพทย์ (หมอ) (physicians) ทุกคนควรเดินทางท่องเที่ยวให้มากที่สุดเท่าที่จะเป็นไปได้  และ (ควรเดินทางฯ) ด้วยดวงตาที่อยากรู้อยากเห็น (หายาก, แปลก, ผิดธรรมดา, น่าสนใจ, ประณีต) (curious)  มีความรัก (loving)  และเต็มไปด้วยความประหลาดใจ (wonder-filled) ตลอดเวลา,  เพราะว่า (For) การรู้จักสภาพแวดล้อมและภูมิศาสตร์ของโลกที่เราอาศัยอยู่  เป็นวิธีที่ดีที่สุดที่ไม่เพียงแต่จะเข้าใจสุขภาพและความเจ็บป่วยในมนุษย์ (man) เท่านั้น  แต่ยังจะสำรวจ (สำรวจตรวจค้น, วินิจฉัย, ตรวจ, ค้น) (explore) ภูมิศาสตร์ซึ่งลึกลับ (ลี้ลับ, ไม่สามารถอธิบายได้, ลับๆ ล่อๆ, เป็นที่สงสัย) (mysterious) ของจิตวิญญาณของเราเอง (our own souls) อีกด้วย

______________________________________________

****หมายเหตุพาราเซลซัส (ค.ศ. ๑๔๙๓ – ๑๕๔๑) เป็นทั้งแพทย์, นักเล่นแร่แปรธาตุ, นักเทววิทยา และนักปรัชญาชาวสวิส  เขาเป็นนักบุกเบิกในหลายๆ ด้านของ “การปฏิวัติทางการแพทย์” ในยุคเรเนซอง  โดยเขาเน้นย้ำคุณค่าของการสังเกตสิ่งต่างๆ ร่วมกับสติปัญญาที่ได้รับมา

****อวิเซนนา (ค.ศ. ๙๘๐ – ๑๐๓๗) เป็นนักคณิตศาสตร์ชาวเปอร์เซียน  เขาได้รับการยกย่องว่าเป็นทั้งแพทย์, นักดาราศาสตร์, นักคิด และนักเขียนที่สำคัญที่สุดคนหนึ่งของยุคทองของอิสลาม  และเป็นบิดาแห่งการแพทย์สมัยใหม่ยุคแรกๆ

****ลูอิส วิเวส (ค.ศ. ๑๔๙๓ – ๑๕๔๐) เป็นปัญญาชนชาวสเปนและเป็นผู้ศึกษาเกี่ยวกับมนุษย์ในยุคเรเนซอง  เขาใช้ชีวิตส่วนใหญ่ตอนเป็นผู้ใหญ่แล้วทางภาคใต้ของเนเธอร์แลนด์  เขาได้รับยกย่องว่าเป็น “บิดาแห่งจิตวิทยาสมัยใหม่”

****เฮนรี ซิเจอริสท์ (ค.ศ. ๑๘๙๑ – ๑๙๕๗)  เป็นนักประวัติศาสตร์ด้านการแพทย์ชาวสวิส  เขาเป็นผู้สนับสนุนให้มีการประกันภัยสุขภาพภาคบังคับ 

****เนื้อเรื่องนี้เกี่ยวกับด้านภูมิศาสตร์  ผู้เขียนจึงมีความเห็นว่า  ถ้าคนเราไม่สามารถเดินทางท่องเที่ยวเพื่อแสวงหาความรู้จากภายนอกได้  เขาก็จะหันเข้าศึกษาภายในจิตใจของตนเองแทน  เนื้อเรื่องนี้เป็นเชิงปรัชญา  จึงอาจเข้าใจยากอยู่บ้างสำหรับผู้อ่านทั่วๆ ไป

 

เรียน   ท่านผู้ติดตามอ่านเว็บไซต์  “everydayenglish.pwa.co.th                  

 

                ถ้าท่านมีคำแนะนำให้ปรับปรุงเว็บไซต์นี้ประการใด  กรุณาส่ง e-mail ไปที่  ดร. วัชรินทร์  ภูเขาทอง  อดีต  ผอ. สำนักวิทยาการ  การประปาส่วนภูมิภาค  ผู้จัดทำเว็บไซต์นี้  ตาม  “Address”  (โปรดระบุหัวเรื่องด้วยว่า  “ปรับปรุงเว็บไซต์”)   เพื่อที่ผู้จัดทำฯ จะได้ปรับปรุงเนื้อหาได้ตรงตามความประสงค์ของผู้อ่านเว็บไซต์นี้ต่อไป

 

 

 

หมวดข้อสอบ READING (ตอนที่ 96)

การประปาส่วนภูมิภาค  “มุ่ง-มั่น-เพื่อปวงชน”

 

DirectionRead the following passage and choose the best answer for each question.

(จงอ่านบทความต่อไปนี้  และเลือกคำตอบที่ดีที่สุดสำหรับแต่ละคำถาม)

 

America’s Buffalo Hunting

 

          The country before us was now thronged with buffaloes, and a sketch of the manner of hunting them will not be out of place.  There are two methods commonly practiced, “running” and “approaching.”  The chase on horseback which goes by the name of “running,” is the more violent and dashing mode of the two, that is to say, when the buffaloes are in one of their wild moods; for otherwise it is tame enough.  A practiced and skilful hunter, well mounted, will sometimes kill five or six cows in a single chase, loading his gun again and again as his horse rushes through the tumult.  In attacking a small band of buffaloes, or in separating a single animal from the herd and assailing it apart from the rest, there is less excitement and less danger.  In fact, the animals are at times so stupid and lethargic that there is little sport in killing them.  With a bold and well-trained horse the hunter may ride so close to the buffalo that as they gallop side by side, he may touch him with his hand; nor is there much danger in this as long as the buffalo’s strength and breath continue unabated; but when he becomes tired and can no longer run with ease, when his tongue rolls out and the foam flies from his jaws, then the hunter had better keep a more respectful distance; the distressed brute may turn upon him at any instant; and especially the moment when he fires his gun.  The horse then leaps aside, and the hunter has need of a tenacious seat in the saddle, for if he is thrown to the ground there is no hope for him.  When he sees his attack defeated, the buffalo resumes his flight, but if the shot is well directed he soon stops; for a few moments he stands still, then totters and falls heavily upon the prairie.   

 

1. The writer believes ________________________________________________________.

(ผู้เขียนเชื่อ ________________________________________________________)

    (a) that the readers will understand buffalo hunting better if a picture illustration is given    (ว่าผู้

           อ่านจะเข้าใจการล่าควายป่า  ถ้าการแสดงด้วยภาพถูกหยิบยื่นให้)

    (b) that it will be helpful to the readers to describe the way men hunt buffalo    (ว่ามันจะมี

           ประโยชน์กับผู้อ่าน  ที่จะพรรณนาวิธีการซึ่งคนล่าควายป่า)  (ดูคำตอบจากประโยคแรกของ

           พารากราฟที่กล่าวว่า  “ภูมิประเทศเบื้องหน้าเรา ในขณะนี้ถูกจับกลุ่มไปด้วยควายป่า  และ

           ภาพที่วาดอย่างหยาบๆ ของอากัปกิริยา (กิริยาท่าทาง) ของการล่าพวกมันจะมิใช่สิ่งที่ผิดปกติ

           (ผิดกาลเทศะ)  (หมายถึง  การอธิบายวิธีล่าควายป่าโดยสังเขป  มิใช่เรื่องผิดกาลเทศะ)” 

           โดยเป็นการเปรียบเทียบ  มิใช่เล่าเรื่องโดยใช้ภาพจริงๆ  ซึ่งไม่สามารถทำได้อย่างละเอียด)

    (c) that a rough drawing of the buffalo hunting should be illustrated    (ว่าภาพวาดอย่างหยาบๆ ของ

           การล่าควายป่าควรถูกนำมาแสดง)

    (d) that the picture illustrating the manner of buffalo hunting is necessary    (ว่าภาพซึ่งแสดงกิริยา

           ท่าทางของการล่าควายป่าเป็นสิ่งจำเป็น)

2. “thronged” means _______________________________________________________.

(“จับกลุ่ม, รวมกลุ่ม, ชุมนุม, แออัด, ออกัน, กลุ้มรุม”  หมายถึง __________________________)

    (a) surmounted    (เอาชนะ, พิชิต, ปีน, ป่าย, ขึ้น, อยู่เหนือ, อยู่ข้างบน, ข้าม)

    (b) compiled    (คัม-ไพล่)  (รวบรวม, เรียบเรียง)

    (c) intruded    (บุกรุก, ล่วงล้ำ)

    (d) disbursed    (จ่ายเงิน)

    (e) offended    (ทำให้ขุ่นเคือง-ไม่พอใจ, กระทำผิด, ละเมิด, รุก, รุกราน)

    (f) confused    (ทำให้งง-สับสน, ทำให้ยุ่ง, ทำให้ไม่ชัด)

    (g) flocked    (รวมกลุ่ม, จับกลุ่ม, ออ)

    (h) superseded    (แทนที่)

     (i) disparaged    (ดูถูก, ดูหมิ่น, ใส่ร้าย, ทำให้เสื่อมเสีย-เสียหาย)   

3. The word “violent” could best be replaced by _____________________________________.

(คำว่า  “รุนแรง, ดุเดือด, ใช้กำลัง, พลการ, ทำลาย, ล่วงละเมิด, ซึ่งทำให้บาดเจ็บ”  สามารถแทนดีที่สุดโดย ___________)

    (a) spontaneous    (เป็นไปเองโดยอัตโนมัติ, เป็นไปเอง, โดยสัญชาตญาณ, เกิดขึ้นเองโดยธรรมชาติ)

    (b) obsolete    (ล้าสมัย, เลิกใช้แล้ว)

    (c) lackluster    (ไม่มีชีวิตชีวา, ไม่สดใส, ไม่สง่าผ่าเผย, มัว, ไม่วาว)

    (d) dilapidated    (ดิ-แล้พ-พิ-เด-ทิด)  (ปรักหักพัง, ชำรุดทรุดโทรม, เน่าเปื่อย)

    (e) reliable   (ไว้วางใจได้, เชื่อถือได้, น่าเชื่อถือ)

    (f) controversial    (ซึ่งถกเถียงกัน-โต้แย้งกัน, ซึ่งมีปัญหา, ซึ่งยังเถียง-ทะเลาะกันอยู่)

    (g) malignant    (มะ-ลิก-เนิ่นท)    (มีเจตนาร้าย, ร้าย, มีภัย, อันตรายมาก, ถึงตาย, มักทำให้ตายได้)

    (h) quarrelsome    (คว้อ  หรือ  คว้า-เริล-เซิ่ม)  (ชอบทะเลาะวิวาท, ชอบหาเรื่อง, ขี้ทะเลาะ, พาล)

    (i) eternal    (ไม่มีที่สิ้นสุด, คงอยู่ตลอดกาล)

    (j) severe    (รุนแรง, ดุเดือด, สาหัส, ร้ายแรง, หนาวจัด, ยากลำบาก, เข้มงวด, กวดขัน, เคร่ง,

          เคร่งขรึม, เคร่งครัด,  เอาจริงเอาจัง, เหน็บแนม, เสียดสี)

4. According to the article, to kill five or six buffaloes __________________________________.

(ตามที่บทความกล่าว  การฆ่าควายป่า ๕ หรือ ๖ ตัว ________________________________)

    (a) in one occasion is possible if the hunter is experienced and on a good horse    (ในโอ

           กาส (คราว) เดียวเป็นไปได้  ถ้านักล่ามีประสบการณ์และนั่งอยู่บนม้าที่เก่ง)  (ดูคำตอบจากประ

           โยคที่ ๔ ของพารากราฟที่กล่าวว่า  “นายพราน (นักล่า) ที่ถูกฝึกมาดีและมีทักษะ (มีความชำ

           นาญ) รวมทั้งขี่ม้าเก่ง  บางครั้งจะสังหารแม่วัว (ในที่นี้หมายถึงควายป่า) ได้ ๕ หรือ ๖ ตัวในการ

           ไล่กวด (ควายป่า) ครั้งเดียว  โดยการบรรจุกระสุนปืนของตนซ้ำแล้วซ้ำอีก  ในขณะที่ม้าของเขา

           วิ่งเข้าไป (วิ่ง) ฝ่าความสับสนอลหม่าน (ของฝูงควายป่า))

    (b) single-handedly is quite possible if the hunter is a skillful rider    (โดยใช้มือเดียวเป็นไปได้

           อย่างมาก  ถ้านักล่าเป็นนักขี่ม้าที่ชำนาญ)

    (c) is possible for a very well-trained hunter who dares to make a chase individually    (เป็นไปได้

           สำหรับนักล่าที่ถูกฝึกฝนมาอย่างดีมาก  ผู้ซึ่งกล้าที่จะไล่กวด (ควายป่า) โดยตัวคนเดียว)

    (d) is not impossible if a hunter is skillful and also provided with the best saddle    (มิใช่จะเป็นไป

           ไม่ได้  ถ้านักล่ามีความชำนาญ  และยังได้รับอานม้าที่ดีที่สุดด้วย)

5. What does “dashing” mean?

(“มีชีวิตชีวา, ห้าว, หลักแหลม, หรูหรา”  หมายถึงอะไร)

    (a) intimate    (คุ้นเคย, ใกล้ชิด, สนิทสนม, ลึกซึ้ง, ที่สนิทสนมในทางเพศ)  (เมื่อเป็นคำนาม  หมายถึง 

           “เพื่อนสนิท”)

    (b) mediocre    (มี-ดิ-โอ๊-เค่อะ  หรือ  มี้-ดิ-โอ-เค่อะ)  (มีคุณภาพปานกลาง, ไม่ดีไม่เลว, สามัญ)

    (c) reprehensible    (น่าตำหนิ, น่าประณาม, น่าถูกต่อว่า, น่าจับผิด, น่าดุ)

    (d) superficial    (ผิวเผิน, ตื้นๆ, ไม่ลึกซึ้ง, ไม่สำคัญ, ใกล้ผิวหน้า-อยู่ผิวนอก)

    (e) profound    (ลึกซึ้ง, ลึกล้ำ, สุดซึ้ง, แน่นแฟ้น, ถ้วนทั่ว)

    (f) formidable    (ฟ้อร์-มิ-ดะ-เบิ้ล)  (น่ากลัว, น่าสะพรึงกลัว, น่าเกรงขาม, ซึ่งเอาชนะยาก, เหนือกว่ามาก,

           มีอำนาจหรือกำลังมาก, ยากลำบาก)

    (g) lively    (ไล้ฟว-ลี่)  (มีชีวิตชีวา, เร้าอารมณ์, มีพลัง, มีชีวิตจิตใจ, ร่าเริง, ฮึกเหิม, ชัดเจน, แข็ง

           แรง, สดใส, เป็นฟอง, กระฉับกระเฉง, คล่องแคล่ว, ว่องไว)

    (h) monotonous    (มะ-น้อท-เทิน-เนิส)  (ซ้ำซาก, ซ้ำกัน, น่าเบื่อ, มีเสียงเดียว)

    (i) maladroit    (แมล-ละ-ดร๊อยท)  (ไม่ชำนาญ, ไม่คล่องแคล่ว, อุ้ยอ้าย)

    (j) prominent    (มีชื่อเสียง, สำคัญ)

6. “tumult” is closest in meaning to _____________________________________________.

(“ความสับสนอลหม่าน, ความวุ่นวาย, ความอึกทึกครึกโครม, ความว้าวุ่น, อารมณ์ว้าวุ่น”  มีความหมายใกล้เคียงที่สุดกับ ____________)

    (a) anxiety    (ความวิตกกังวล, ความกังวลใจ)

    (b) depression    (พายุโซนร้อน, ความซึมเศร้า, ความหดหู่)

    (c) integrity    (อิน-เท้ก-กริ-ที่)  (ความซื่อสัตย์, การยึดถือหลักคุณธรรม, ความสมบูรณ์, สภาพที่สมบูรณ์,

           ความเป็นอันหนึ่งอันเดียวกัน, ความมั่นคง)   

    (d) adversity    (แอด-เว้อ-ซิ-ที่)  (เคราะห์ร้าย. ภัยพิบัติ, ความทุกข์ยากลำบาก)

    (e) pandemonium    (ความโกลาหล, ความสับสนวุ่นวาย, ความเอะอะโกลาหล, สถานที่ที่มีความ

          เอะอะโกลาหล, นรก, อเวจี)

    (f) habitat    (ถิ่นที่อยู่อาศัยของสัตว์ตามธรรมชาติ)

    (g) absorption    (การดูดซับ, การดูดซึม, การรับเอามา, การหมกมุ่น)

    (h) gratification    (แกรท-ทิ-ฟิ-เค้-ชั่น)  (ความปลื้มปิติ, ความพึงพอใจ, สิ่งที่ทำให้พอใจ, เรื่องที่ทำให้น่า

          ยินดี, รางวัล)

    (i) publicity    (พับ-ลิซ-ซิ-ที่)  (การโฆษณา, การเผยแพร่, การประชาสัมพันธ์, ชื่อเสียง)

    (j) mockery    (การเยาะเย้ย, การเย้ยหยัน)

7. “assailing” refers to ______________________________________________________.

(“โจมตี, ป้ายร้าย, รุกราน, กล่าวหา, ทำร้าย”  หมายถึง ______________________________)

    (a) exasperating    (ทำให้โกรธเคืองมาก, เพิ่มความรุนแรง)

    (b) delighting    (ทำให้ยินดี, ทำให้พอใจ, ทำให้ปลาบปลื้ม)

    (c) incorporating    (รวมเข้าด้วยกัน, ทำให้รวมกัน, รวมเข้าเป็นรูปบริษัท, ซึ่งรวมเข้าด้วยกัน)

    (d) assaulting    (อะ-ซ้อล-ทิ่ง)  (โจมตี, จู่โจม, ทำลาย, ข่มขืน)

    (e) deliberating    (คิดอย่างไตร่ตรอง, ปรึกษาเพื่อหาคำตอบ)

    (f) altering    (เปลี่ยนแปลง, แก้ไข, ดัดแปลง, ผันแปร)

    (g) extinguishing    (อิคส-ทิ้ง-กวิช-ชิ่ง)  (ดับ, ทำให้สิ้น, ยุติ, ยกเลิก, ชำระหนี้)

    (h) utilizing    (ใช้ประโยชน์, ทำให้เป็นประโยชน์)

    (i) construing    (อธิบาย, ชี้แจง, ตีความ, แปล, วิเคราะห์, ผูกประโยค, วิเคราะห์รูปประโยค)

    (j) incarcerating    (อิน-ค้าร์-เซอะ-เรท-ทิ่ง)  (จำคุก, กักขัง, คุมขัง)  

8. “lethargic” animals are ___________________________________________________.

(สัตว์ซึ่ง  “เฉื่อยชา, เซื่องซึม, ซึม, ง่วง, ง่วงเหงาหาวนอน, เมินเฉย, เฉยเมย” _________________)

    (a) usually found in tropical countries    (โดยปกติแล้วถูกพบในประเทศในเขตร้อน)  (ไม่จำเป็น 

           ในประเทศหนาวก็มี)

    (b) usually with horns    (โดยปกติแล้วมีเขา)  (ไม่แน่เสมอไป)

    (c) usually big and clumsy    (โดยปกติแล้วตัวใหญ่และงุ่มง่าม-อุ้ยอ้าย)  (ไม่เสมอไป)

    (d) usually not very wild    (โดยปกติแล้วไม่ดุร้ายมากนัก)

9. “this” refers to __________________________________________________________.

(“เรื่องนี้”  (ในตอนกลางของพารากราฟ)  หมายถึง ________________________________)

    (a) the horse and the buffalo’s galloping side by side    (การวิ่งควบ – วิ่งห้อ – เคียงข้างกันไปของม้า

           (ของนักล่า) และควายป่า)

    (b) the hunter’s riding so close to the buffalo    (การขี่ม้าเข้าใกล้กับควายป่ามากของนักล่า)

    (c) the hunter and the horse’s galloping    (การวิ่งควบของนักล่าและม้า)

    (d) the hunter’s touching the buffalo    (การสัมผัสควายป่าของนักล่า)  (ดูข้อความจากประโยค 

           “ด้วยม้าที่ห้าวหาญและได้รับการฝึกมาเป็นอย่างดี  นายพราน (นักล่า) อาจขี่ม้าใกล้ชิดกับควาย

           ป่ามากจนกระทั่งว่า  ในขณะที่ม้าและควายป่าวิ่งควบเคียงข้างกันไปนั้น  นักล่าอาจจะแตะต้อง

           (สัมผัส) ควายป่าด้วยมือของเขา,  ทั้งนี้  ไม่มีอันตรายมากนักในเรื่องนี้  ตราบใดที่พละกำลังและ

           ลมหายใจของควายป่ายังคงไม่ลดน้อยลง)

10. The word “unabated” means ______________________________________________.

(คำว่า  “ไม่ลดน้อยลง, ไม่บรรเทา”  หมายถึง ____________________________________)

      (a) untamed    (ไม่เชื่อง)

      (b) ample    (มากมาย, อุดมสมบูรณ์)

      (c) uncontrollable    (ไม่สามารถควบคุมได้, ไม่สามารถจัดการได้)

      (d) pusillanimous    (พิว-ซิ-แล้น-นิ-เมิส)  (ขี้ขลาด, ตาขาว, ใจอ่อนแอ, ใจปลาซิว, ใจไม่เข้มแข็ง)

      (e) undiminished    (ไม่ลดน้อยลง)   

      (f) vindictive    (อาฆาต, พยาบาท)

      (g) unequaled    (ไม่เท่ากัน, ไม่เท่าเทียมกัน)  

      (h) taciturn    (แท้ซ-ซิ-เทิร์น)  (เงียบ, ขรึม, ไม่พูด, พูดน้อย, ถามคำตอบคำ)

      (i) cautious    (ค้อ-ชัส)  (ระมัดระวัง, รอบคอบ, ละเอียด)       

      (j) irrelevant    (อิ-เร้ล-ลิ-เวิ่นท)  (ไม่ตรงประเด็น, นอกประเด็น)

11. According to the article, buffalo hunting is most dangerous when the buffaloes are _________.

(ตามที่บทความกล่าว  การล่าควายป่ามีอันตรายที่สุดเมื่อควายป่า ______________________)

      (a) running in herds    (กำลังวิ่งอยู่ในฝูง)

      (b) strong and wild    (แข็งแรงและดุร้าย)

      (c) exhausted    (หมดแรง, หมดกำลัง, อ่อนเพลีย)  (ดูคำตอบจากตอนท้ายๆ ของพารากราฟที่

             กล่าวว่า  “แต่เมื่อมัน (ควายป่า) เริ่มเหนื่อยและไม่สามารถวิ่งต่อไปได้ด้วยความสะดวก (และ)

             เมื่อลิ้นของมันแผ่ออกและฟองน้ำลายปลิวจากขากรรไกรของมัน  เมื่อนั้น  นักล่าควรจะรักษา

             ระยะห่างซึ่งมีความยำเกรงมากยิ่งขึ้น (หมายถึง  รักษาระยะห่างจากควายป่าด้วยความระมัด

             ระวังมากขึ้น)  (เพราะว่า) เจ้าสัตว์ป่า (หมายถึง  ควายป่า) ซึ่งเคราะห์ร้าย (เข้าตาจน) อาจจะ

            จู่โจมเขาในเวลาใดก็ได้)

      (d) frightened    (ตกใจกลัว)

12. What does “distressed” mean?

(“เคราะห์ร้าย, ทุกข์ยาก, เข้าตาจน, ลำบาก, ถูกบังคับ, เศร้าโศก”  หมายความว่าอะไร)

      (a) expert    (เชี่ยวชาญ, ชำนาญ, เก่ง)  (ถ้าเป็นคำนาม  หมายถึง  “ผู้เชี่ยวชาญ”)

      (b) customary    (ซึ่งเป็นปกติวิสัย, ซึ่งทำกันมา, อย่างที่เคยปฏิบัติกัน, เหมือนอย่างที่เคยทำมา)

      (c) qualified    (มีคุณสมบัติหรือคุณวุฒิตามที่ต้องการ, เหมาะสม)

      (d) tremendous    (มหาศาล, มากมาย, มหึมา, ใหญ่โตมาก, อย่างยิ่ง, ดีเยี่ยม, ยอดเยี่ยม, น่ากลัว,

             น่าตกตะลึง)

      (e) hapless    (เคราะห์ร้าย, โชคไม่ดี, ไร้โชค)

      (f) traumatic    (ทร้อ-มะ-ทิค)  (เจ็บปวด, ทรมาน, ชอกช้ำ, ชอกช้ำทางใจ)

      (g) fertile    (เฟ้อร์-ไทล)  (อุดมสมบูรณ์, ซึ่งมีดินดี, ให้ผลให้ลูกได้, ซึ่งให้กำเนิด)

      (h) magniloquent    (แมก-นิ้ล-โล-เควิ่นท)  (โอ้อวด, อวดอ้าง, คุยโว, ฟุ้งเฟ้อในถ้อยคำ) 

      (i) painstaking    (. อุตสาหะ, บากบั่น, พากเพียร, พยายาม, ๒. ระมัดระวัง, รอบคอบ) 

      (j) vigilant    (วิ้จ-จิ-เลิ่นท)  (ระมัดระวัง, รอบคอบ, ตื่นตัว, เฝ้าระวังคอยสังเกต, ไหวตัว) 

13. If the hunter is thrown to the ground, __________________________________________.

(ถ้านักล่าถูกเหวี่ยงลงไปที่พื้น ______________________________________________)

      (a) he will not be able to fire his gun    (เขาจะไม่สามารถยิงปืนของเขาได้)

      (b) he will spare the buffalo’s life    (เขาจะไว้ชีวิตของควายป่า)

      (c) he will not be successful    (เขาจะไม่ประสบความสำเร็จ)

      (d) he will not be saved    (เขาจะไม่รอดชีวิต)  (ดูคำตอบจากตอนท้ายของพารากราฟที่กล่าว

            ว่า  “...............เพราะว่าถ้าเขาถูกเหวี่ยงลงสู่พื้น  ก็จะไม่มีความหวัง (ที่จะรอดตาย) สำหรับ

            เขาเลย (คือ  ถูกควายป่าขวิดตาย))

14. “….....…. the hunter has need of a tenacious seat in the saddle,….......…” means that __________.

(................. นักล่ามีความต้องการที่นั่งซึ่งยึดแน่นบนอานม้า ................  หมายความว่า ________)

      (a) the hunter must need a sudden change of the saddle    (นักล่าจะต้องต้องการเปลี่ยนแปลงอาน

             ม้าในทันทีทันใด)

      (b) the hunter must hang on tightly in the saddle    (นักล่าจะต้องยึด (เกาะ) อย่างเหนียวแน่น

             อยู่บนอานม้า)

      (c) the hunter must dash off swiftly without a saddle    (นักล่าจะต้องพุ่งเข้าใส่ (ควายป่า) อย่างรวดเร็ว

             โดยปราศจากอานม้า)

      (d) the hunter must make a fast adjustment to the saddle    (นักล่าจะต้องทำการปรับอานม้าอย่าง

             รวดเร็ว)

15. “resumes” could best be replaced by ________________________________________.

(“ทำต่อไป, ดำเนินต่อไปใหม่, เริ่มต้นใหม่, กลับคืนใหม่, คืนสู่สภาพเดิม, เข้าครอบครองใหม่”  สามารถแทนดีที่สุดโดย ___________)

      (a) derides    (ดิ-ไร้ซ)  (หัวเราะเยาะ, ดูถูก, เย้ยหยัน)

      (b) compiles    (คัม-ไพล)  (รวบรวม, เรียบเรียง) 

       (c) articulates    (อาร์-ทิ้ค-คิว-เลท)  (พูดอย่างชัดเจน, ออกเสียงชัดเจน, ต่อกัน, ประกบ)

      (d) mitigates    (มิ้ท-ทิ-เกท)  (ทำให้ลดน้อยลง, ทำให้บรรเทาลง, ทำให้เบาบาง, อ่อนลง, ลดลง, บรรเทาลง)

      (e) proceeds    (กระทำต่อไป, กระทำการ, ดำเนินการ, ปฏิบัติ, ลงมือ, เริ่ม, เกิดจาก, ออกจาก)

      (f) intimidates    (อิน-ทิ้ม-มิ-เดท)  (ทำให้กลัว, ข่มขวัญ, ขู่เข็ญ, ขู่, คุกคาม) 

      (g) corrodes    (คอ-โร้ด)  (กัดกร่อน, กัด, ทำให้ค่อยๆผุพัง, ชะ, ทำให้เสื่อม) 

      (h) aspires    (อัส-ไพ้ร์-เออะส)  (ปรารถนา, ต้องการ, อยากได้, ทะเยอทะยาน) 

      (i) contends    (คัน-เทนด)  (๑. แข่งขัน, ต่อสู้,  ๒.  ยืนยัน, โต้เถียง) 

      (j) acquiesces    (แอ๊ค-ควิ-เอส)  (ยินยอม, ยอมตาม, ยอมรับในใจ, นิ่งเฉย) 

16. The word “totters” is closest in meaning to _____________________________________.

(คำว่า  “เดินโซเซ, เดินเตาะแตะ”  มีความหมายใกล้เคียงที่สุดกับ ________________________)

      (a) incites    (อิน-ไซ้ท)  (กระตุ้น, ยุยง, ปลุกปั่น) 

      (b) stuns   (สทัน)  (ทำให้งงงวย, ทำให้ประหลาดใจ, ทำให้สลบ, ทำให้หูอื้อ)   (“Stun” เมื่อเป็นคำนาม 

             หมายถึง  “การทำให้งงงวย-ประหลาดใจ-สลบ-หูอื้อ, การถูกทำให้สลบ, ความงงงวย, ความรู้สึกประ

             หลาดใจ, เหตุการณ์ที่ทำให้งงงวย) 

      (c) alerts    (เตือนภัย)  (เมื่อเป็นคำคุณศัพท์  หมายถึง  “ระมัดระวัง, เตรียมพร้อม,   ว่องไว”)  (เมื่อเป็น

             คำนาม  หมายถึง  “การเตรียมพร้อม”) 

      (d) remodels    (รี-ม้อด-เดิ้ล)  (สร้างใหม่, ปรับปรุง, เปลี่ยนแปลง, ชดเชย, ชดใช้) 

      (e) encompasses    (ล้อมรอบ, เวียนรอบ, ตีวง, รวมทั้ง, ปิด, ผนึก)

      (f) confines    (คัน-ไฟน์)  (คุมขัง, กักตัว, เก็บตัว, จำกัด, ขีดคั่น, ตีวง)

      (g) toddles    (เดินโซเซ, เดินเตาะแตะ)

      (h) repels    (ริ-เพ่ล)  (๑.  ขับไล่, ผลักออก, ยับยั้ง, ตีกลับ, ต้านทาน, โต้กลับ, ปฏิเสธ  ๒. รังเกียจ,

            สะอิดสะเอียน, ไม่สบาย) 

      (i) nurtures    (เน้อร์-เช่อะ)  (๑. เลี้ยง, หล่อเลี้ยง, บำรุง, ถนอม, อุปถัมภ์, ทะนุถนอม, ๒. สนับสนุน,

            ให้การศึกษา, อบรม, สั่งสอน) 

      (j) aggravates    (แอ๊ก-กระ-เวท)  (ทำให้แย่ลง, ทำให้เลว (ร้าย) มากขึ้นหรือรุนแรงขึ้น, ทำให้ระคายเคือง

           หรือโมโห)

17. What statement is not mentioned in the passage?

(คำกล่าวอะไรมิได้ถูกกล่าวถึงในเนื้อเรื่อง)

      (a) There are two ways of hunting buffalo – “running” and “approaching.”  (มี ๒ วิธีการในการล่า

             ควายป่า – “การต้อนสัตว์” และ “การเข้าประชิด”)  (กล่าวไว้ในประโยคที่ ๒ ของพารากราฟ)

      (b) “Approaching” is a method of hunting buffalo by separating a single buffalo from

              the herd.    (“การเข้าประชิด”  เป็นวิธีการหนึ่งของการล่าควายป่า  โดยการแยกควายตัว

              เดียวออกจากฝูง)  (มิได้กล่าวไว้โดยตรง  แต่กล่าวเฉพาะวิธีแรก  คือ  “การต้อนสัตว์”  แต่

              ให้คำอธิบายวิธี  “การเข้าประชิด”  โดยกล่าวว่า  “ในการจู่โจม (ไล่ล่า) ควายป่าฝูงเล็กๆ  

              หรือในการแยกควายป่าตัวเดียวออกจากฝูง  และโจมตีมันแยกจากส่วนที่เหลือ (ของฝูง) 

              จะมีความตื่นเต้นน้อยกว่า และอันตรายน้อยกว่า”  และข้อความต่อจากนี้  ก็กล่าวถึงวิธีการนี้)

      (c) Being shot, the buffalo can keep standing for a while.    (เมื่อถูกยิง  ควายป่าสามารถยืนอยู่ได้

             ต่อไปชั่วครู่หนึ่ง)  (กล่าวไว้ในประโยคสุดท้ายของพารากราฟว่า  “............... แต่ถ้าการยิงถูกเล็ง

             เป็นอย่างดี  ควายป่าก็จะหยุดวิ่ง (หนี) ในไม่ช้า,  และเป็นเวลาชั่วครู่หนึ่ง  มันจะยืนนิ่ง  จากนั้นก็

             เดินโซเซและล้มลงอย่างแรงบนทุ่งหญ้าแพรรี่”)

      (d) Sometimes the hunter does not have much fun in hunting buffaloes.    (บางครั้ง  นักล่ามิได้มี

             ความสนุกสนานมากนักในการล่าควายป่า)  (กล่าวไว้ตอนกลางพารากราฟว่า  “ตามความเป็นจริง  สัตว์

             (ควายป่า) บางครั้งเชื่องช้า (หงอยซึม) และเฉื่อยชามากเสียจนกระทั่งมีความสนุกสนานนิดหน่อย

             (เท่านั้น) ในการสังหาร (ล่า) พวกมัน”)

 

(คำแปล)

การล่าควายป่าของอเมริกา

 

            ภูมิประเทศ (ประเทศ, แผ่นดินของประเทศ, รัฐ, รัฐหรือชาติ, ถิ่นบ้านนอก, ชนบท, ภูมลำเนา, ถิ่นที่อยู่) (country) เบื้องหน้าเรา (before us) ในขณะนี้  ถูกจับกลุ่ม (รวมกลุ่ม, ชุมนุม, แออัด, ออกัน, กลุ้มรุม) (thronged) ไปด้วยควายป่า (ควาย) (buffaloes)  และภาพที่วาดอย่างหยาบๆ (ภาพร่าง, ภาพวาดอย่างหวัดๆ, ต้นร่าง, เรื่องสั้นๆ, ปกิณกะ) (a sketch) ของอากัปกิริยา (กิริยาท่าทาง, ลักษณะท่าทาง, วิธีการกระทำ, มารยาท, ลักษณะ) (manner) ของการล่าพวกมันจะมิใช่สิ่งที่ผิดปกติ (ผิดกาลเทศะ, นอกประเด็น) (out of place) (หมายถึง  การอธิบายวิธีล่าควายป่าโดยสังเขป  มิใช่เรื่องผิดกาลเทศะ),  ทั้งนี้  มี ๒ วิธีที่ได้รับการปฏิบัติอย่างเป็นธรรมดาสามัญหรือทั่วๆ ไป (commonly practiced)  คือ  “การต้อนสัตว์” (running) และการเข้าประชิด (การเข้าใกล้, การใกล้เข้าไปทุกที) (approaching)การไล่กวด (การไล่ตาม, การแสวงหา, สัตว์ที่ถูกไล่, สัตว์ที่ล่ามาได้, ผู้ตามล่า, สถานที่ล่าสัตว์) (chase) (ควายป่า) บนหลังม้า (on horseback)  ซึ่งมีชื่อว่า (goes by the name of)  “การต้อนสัตว์”  เป็นวิธีการ (แบบ, แบบนิยม, แฟชั่น, สมัยนิยม) (mode) ที่รุนแรง (ดุเดือด, ใช้กำลัง, พลการ, ทำลาย, ล่วงละเมิด, ซึ่งทำให้บาดเจ็บ) (violent) และมีชีวิตชีวา (ห้าว, หลักแหลม, หรูหรา) (dashing) มากกว่าในบรรดา ๒ วิธีดังกล่าว,  นั่นก็คือว่า (that is to say)  เมื่อควายป่าอยู่ในอารมณ์ (moods) ซึ่งดุร้าย (ไม่เชื่อง, รุนแรง, ป่าเถื่อนไม่มีอารยธรรม, (สัตว์) ป่า, ไม่เป็นระเบียบ, ยุ่งเหยิง, ไม่มีการควบคุม, คลั่ง, เตลิดเปิดเปิง, เอะอะ) (wild) แบบใดแบบหนึ่งของมัน,  เพราะว่าหาไม่แล้ว (for otherwise) มันก็เชื่องเพียงพอ (tame enough) (หมายถึง  ไม่ดุร้าย),  นายพราน (นักล่า) (hunter) ที่ถูกฝึกมาดี (practiced) และมีทักษะ (มีความชำนาญ) (skilful)  รวมทั้งขี่ม้าเก่ง (well mounted)  บางครั้งจะสังหารแม่วัว (cows) (ในที่นี้หมายถึงควายป่า) ได้ ๕ หรือ ๖ ตัวในการไล่กวด (ควายป่า) ครั้งเดียว (single chase)  โดยการบรรจุกระสุนปืนของตน (loading his gun) ซ้ำแล้วซ้ำอีก (again and again)  ในขณะที่ม้าของเขาวิ่งเข้าไป (วิ่ง, พุ่ง, พรวดพราด, ถลัน, เร่ง, รีบเร่ง, ปรากฏขึ้นฉับพลัน, กระทำอย่างเร่งรีบ, กระทำอย่างฉุกละหุก, กรูกันไป, กรูเข้ายึด, ยื้อแย่ง) (rushes) ฝ่า (through) ความสับสนอลหม่าน (ความวุ่นวาย, ความอึกทึกครึกโครม, ความว้าวุ่น, อารมณ์ว้าวุ่น) (tumult) (ของฝูงควายป่า),  ในการจู่โจม (โจมตี, เข้าตี, ทำร้าย, เล่นงาน, เป็น (โรค), จับ (ไข้), ลงมือทำ, ข่มขืน) (attacking) (ไล่ล่า) ควายป่าฝูงเล็กๆ (small band of buffaloes)  หรือในการแยก (separating) ควายป่าตัวเดียว (single animal) จากฝูง (ฝูงสัตว์, ฝูงคน, กลุ่มคน) (herd)  และโจมตี (ป้ายร้าย, รุกราน, กล่าวหา, ทำร้าย) (assailing) มันแยกจาก (นอกเหนือจาก) (apart from) ส่วนที่เหลือ (the rest) (ของฝูง)  จะมีความตื่นเต้นน้อยกว่าและอันตรายน้อยกว่า,  ตามความเป็นจริง (In fact)  สัตว์ (ควายป่า) บางครั้ง (at times) เชื่องช้า (หงอยซึม, น่าเบื่อหน่าย, โง่, เง่า, เซ่อ, ทึ่ม, โฉดเขลา, ไม่มีรสชาติ, ไม่น่าสนใจ, มึนงง, งงงวย)  (stupid) และเฉื่อยชา (เซื่องซึม, ซึม, ง่วง, ง่วงเหงาหาวนอน, เมินเฉย, เฉยเมย) (lethargic) มากเสียจนกระทั่ง  มีความสนุกสนาน (การหยอกล้อ, การล้อเล่น, เครื่องสนุก, เครื่องเล่น, กีฬา, กรีฑา, การเล่น, การพักผ่อนหย่อนใจ, นันทนาการ, นักกีฬา, นักพนัน, นักเลง, ผู้ที่กล้าได้กล้าเสีย) (sport) นิดหน่อย (เท่านั้น) ในการสังหาร (ล่า) พวกมัน,  (และ) ด้วยม้าที่ห้าวหาญ (กล้าหาญ, ใจกล้า, กล้า, หน้าด้าน, เด่น, ชัดเจน) (bold)  และได้รับการฝึกมาเป็นอย่างดี (well-trained)  นายพราน (นักล่า) อาจขี่ม้าเข้าใกล้ชิดกับ (close to) ควายป่ามากจนกระทั่งว่า  ในขณะที่ม้าและควายป่า (they) วิ่งควบ (วิ่งห้อ, ควบม้า, วิ่งกระโดดอย่างรวดเร็วเหมือนม้า, ทำให้ม้าวิ่งควบ) (gallop) เคียงข้างกันไป (side by side)  นักล่าอาจจะแตะต้อง (สัมผัส, แตะ, ถูก, จับ, จับชีพจร) (touch) ควายป่าด้วยมือของเขา,  ทั้งนี้  ไม่มีอันตรายมากนักในเรื่องนี้  ตราบใดที่ (ตราบเท่าที่(as long as) พละกำลัง (ความแข็งแรง) (strength) และลมหายใจ (breath) ของควายป่ายังคง (continue) ไม่ลดน้อยลง (ไม่บรรเทา) (unabated),  แต่เมื่อมัน (ควายป่า) เริ่มเหนื่อย (becomes tired) และไม่สามารถวิ่งต่อไปได้ด้วยความสะดวก (can no longer run with ease)  (และ) เมื่อลิ้น (tongue) ของมันแผ่ออก (rolls out) และฟองน้ำลาย (ฟอง, ฟองเหงื่อ, ฟองน้ำ) (foam) ปลิว (ลอยในอากาศ, เหาะ, บิน, ขับ (เครื่องบิน), หนี, หลบหนี, ผ่านไปอย่างรวดเร็ว) (flies) จากขากรรไกร (jaws) ของมัน  เมื่อนั้น (then) นักล่าควรจะรักษา (had better keep) ระยะห่าง (ระยะทาง, ระยะทางไกล, ช่วงเวลา, ทางไกล, ความแตกต่าง, ความห่างเหิน) (distance) ซึ่งมีความยำเกรง (มีความเคารพนับถือ, สุภาพเรียบร้อย) (respectful) มากยิ่งขึ้น (หมายถึง  รักษาระยะห่างจากควายป่าด้วยความระมัดระวังมากขึ้น)  (เพราะว่า) เจ้าสัตว์ป่า (สัตว์เดรัจฉาน, คนที่มีใจโหดเหี้ยมอย่างสัตว์, ลักษณะของสัตว์) (brute) (บรุท) (หมายถึง  ควายป่า) ซึ่งเคราะห์ร้าย (ทุกข์ยาก, เข้าตาจน, ลำบาก, ถูกบังคับ, เศร้าโศก) (distressed)  อาจจะจู่โจม (โจมตี, พูดอย่างโกรธเคือง) (turn upon) เขาในเวลาใดก็ได้ (at any instant)  และโดยเฉพาะ (especially) ขณะ (ขณะนั้น, ชั่วขณะ, ชั่วครู่, ชั่วประเดี๋ยว, โอกาส, ความสำคัญ) (moment) เมื่อเขายิงปืน (fires his gun) (ยิงควายป่า),  จากนั้นม้า (ที่ใช้ขี่ล่า) ก็จะกระโดดไปด้านข้าง (leaps aside)  และนักล่าก็จะมีความต้องการ (has need of) ที่นั่ง(seat) ซึ่งยึดแน่น (ยืนหยัด, เหนียว, เหนียวเหนอะ, ดื้อดึง, ดื้อรั้น, ถือทิฐิ, หวงแหน, ยากที่จะแยกออกจากกัน) (tenacious) บนอานม้า (อาน, อานรถ, สันเขา, สันหนังสือ, ส่วนหลังของเป็ดไก่) (saddle) (หมายถึง  อานที่ยึดแน่นกับตัวม้า  ซึ่งช่วยป้องกันมิให้นักล่าตกจากหลังม้าเมื่อมันกระโดด)  เพราะว่า (for)  ถ้าเขาถูกเหวี่ยงลงสู่พื้น (is thrown to the ground)  ก็จะไม่มีความหวัง (ที่จะรอดตาย) สำหรับเขาเลย (there is no hope for him) (คือ  ถูกควายป่าขวิดตาย),  ทั้งนี้  เมื่อควายป่าเห็นการจู่โจมตัวมัน (โดยนักล่า) ถูกทำให้พ่ายแพ้ (defeated)  มันก็จะหนีต่อไป (resumes his flight),  แต่ถ้าการยิง (the shot) ถูกเล็งเป็นอย่างดี (well directed)  ควายป่าก็จะหยุดวิ่ง (หนี) ในไม่ช้า,  และเป็นเวลาชั่วครู่หนึ่ง (for a few moments)  มันจะยืนนิ่ง (stands still)  จากนั้นก็เดินโซเซ (เดินเตาะแตะ) (totters) และล้มลงอย่างแรง (อย่างรุนแรง, อย่างหนัก, อย่างเข้มแข็ง, มากมาย, งุ่มง่าม) (heavily) บนทุ่งหญ้าแพรรี่ (ทุ่งหญ้าในเขตหนาว)

 

เรียน   ท่านผู้ติดตามอ่านเว็บไซต์  “everydayenglish.pwa.co.th                  

 

                ถ้าท่านมีคำแนะนำให้ปรับปรุงเว็บไซต์นี้ประการใด  กรุณาส่ง e-mail ไปที่  ดร. วัชรินทร์  ภูเขาทอง  อดีต  ผอ. สำนักวิทยาการ  การประปาส่วนภูมิภาค  ผู้จัดทำเว็บไซต์นี้  ตาม  “Address”  (โปรดระบุหัวเรื่องด้วยว่า  “ปรับปรุงเว็บไซต์”)   เพื่อที่ผู้จัดทำฯ จะได้ปรับปรุงเนื้อหาได้ตรงตามความประสงค์ของผู้อ่านเว็บไซต์นี้ต่อไป

 

 

 

 

หมวดข้อสอบ READING (ตอนที่ 95)

การประปาส่วนภูมิภาค  “มุ่ง-มั่น-เพื่อปวงชน”

 

DirectionRead the following passage and choose the best answer for each question.

(จงอ่านบทความต่อไปนี้  และเลือกคำตอบที่ดีที่สุดสำหรับแต่ละคำถาม)

 

Space Race : A Pursuit of Knowledge or a Waste of Time

 

          The space race is not simply the objective search for knowledge it is often made out to be.  It is just an extension of the race for power on earth.  Only the wealthiest nations can compete and they do so in the name of pure scientific research.  But in reality, all they are interested in is power and prestige.  They want to impress us, their spectators, with a magnificent show of strength.  Man has played the power game ever since he appeared on earth.  Now he is playing it as it has never been played before.  The space race is just another aspect of the age-old argument that “Might is right”.

          We are often told that technological know-how, acquired in attempting to get us into the orbit, will be utilized to make life better on earth.  But what has the space race done to relieve the suffering of the earth’s starving millions?  In what way has it raised the standard of living of any one of us?  As far as the layman is concerned, the practical results of all this expenditure of money and effort are negligible.  Thanks to space research, we can now see television pictures transmitted live half-way across the globe and the housewife can use non-stick frying-pans in the kitchen.  The whole thing becomes utterly absurd when you think that no matter what problems man overcomes, it is unlikely that he will ever be able to travel even to the nearest star. 

         Poverty, hunger, disease and war are man’s greatest enemies and the world would be an infinitely better place if the powerful nations devoted half as much money and effort to these problems as they do to the space race.  For the first time in his history, man has the overwhelming technological resources to combat human suffering, yet he wastes them on meaningless pursuits.

 

1. According to the writer, the object of space race should be ___________________________.

(ตามที่ผู้เขียนกล่าว  วัตถุประสงค์ของการแข่งขันด้านอวกาศ  ควรจะเป็น _________________)

    (a) the competition for power    (การแข่งขันเพื่ออำนาจ)

    (b) the search for objects in space    (การค้นหาวัตถุต่างๆ ในอวกาศ)

    (c) the search for scientific knowledge    (การค้นหาความรู้ทางวิทยาศาสตร์)

    (d) the extension of a powerful race    (การแผ่ขยาย – เพิ่ม – การแข่งขันที่ทรงพลัง)

2. “extension” in the first paragraph refers to _____________________________________.

(“การขยายออก, การเพิ่ม, การยืดออก, การแผ่ออก, การทำให้กว้างออก, การยื่นเวลาออกไป, สิ่งที่ขยายออก, โทรศัพท์พ่วง, การยืดเวลาการชำระหนี้, การแสดงความเคารพหรืออวยพรต่อ”  ในพารากราฟแรก  หมายถึง ______________)

    (a) reputation    (ชื่อเสียง, กิตติศัพท์, ความโด่งดัง, ความมีหน้ามีตา)

    (b) investigation    (การสืบสวน, การสอบสวน)

    (c) potential    (ศักยภาพ, ความสามารถหรืออำนาจที่ซ่อนเร้นอยู่, ความเป็นไปได้)

    (d) exploitation    (การใช้อย่างเอารัดเอาเปรียบ, การใช้เพื่อประโยชน์ส่วนตัว, การใช้ประโยชน์)

    (e) persuasion    (การชักชวน, การชักจูง, การจูงใจ, การโอ้โลม, การทำให้เชื่อ, การกล่อม, การแนะนำ)

    (f) implementation    (การลงมือทำ, การลงมือปฏิบัติ, การทำให้สำเร็จหรือเกิดผล)

    (g) expansion    (การขยาย, การเพิ่ม, การแผ่ออก, การทำให้กว้างออก, ส่วนที่ขยายออก, สิ่งที่

           ถูกขยาย, ปริมาณหรือขนาดของการขยายออก)

    (h) capability    (ความสามารถ)

3. This passage says that wealthiest nations join the space race in order to __________________.

(เนื้อเรื่อง – บทความ – กล่าวว่า  ชาติที่มั่งคั่งที่สุดเข้าร่วมในการแข่งขันด้านอวกาศเพื่อที่จะ ______)

    (a) compete in the power game    (แข่งขันในเกมแห่งอำนาจ)  (ดูคำตอบจากประโยคที่ ๔ และ ๕

           ของพารากราฟแรกที่กล่าวว่า  “แต่ในความเป็นจริง  ทั้งหมดที่พวกเขา (ชาติที่มั่งคั่งที่สุด) สนใจ 

           ก็คืออำนาจและชื่อเสียง,  พวกเขาต้องการทำให้ประทับใจกับพวกเรา,  ผู้ซึ่งเป็นผู้ดูของพวกเขา, 

           ด้วยการแสดงที่ภาคภูมิในเรื่องกำลังทหาร)

    (b) impress us with their knowledge    (ทำให้เราประทับใจในความรู้ของพวกเขา)

    (c) make the world a better place    (ทำให้โลกเป็นสถานที่ที่ดีขึ้น)

    (d) express their interest in scientific research    (แสดงความสนใจของพวกเขาในการวิจัยทาง

           วิทยาศาสตร์)

4. “compete” in paragraph 1 means ____________________________________________.

(“แข่งขัน, แข่ง, ชิงกัน, ชิงชัย”  ในพารากราฟ ๑  หมายถึง ___________________________)

    (a) peruse    (อ่านตรวจ, อ่าน, พินิจพิจารณา, มองหรือสำรวจอย่างละเอียด)

    (b) adapt    (ดัดแปลง, ปรับตัว, ปรับให้เหมาะ)

    (c) persuade    (ชักชวน, ชักจูง, จูงใจ, โอ้โลม, ทำให้เชื่อ, กล่อม, แนะนำ)

    (d) deceive    (โกง, หลอกลวง, ต้มตุ๋น, ฉ้อโกง)

    (e) relinquish    (ริ-ลิ้ง-ควิช)  (สละ, ละทิ้ง)

    (f) strengthen    (ทำให้แข็งแรง, ทำให้เข้มแข็ง, ทำให้แน่นแฟ้น)

    (g) molest    (รุกรานทางเพศ, รบกวน, เข้าไปยุ่ง)

    (h) contest    (แข่งขัน, ต่อสู้, ดิ้นรน, โต้เถียง, โต้แย้ง)

    (i) contaminate    (ทำให้ปนเปื้อน, ทำให้ไม่บริสุทธิ์, เจือปน)

5. The word “prestige” in paragraph 1 could best be replaced by _______________________.

(คำว่า  “ชื่อเสียง, เกียรติคุณ, เกียรติศักดิ์, เกียรติภูมิ, ศักดิ์ศรี, บารมี”  ในพารากราฟ ๑  สามารถแทนดีที่สุดโดย ____________)

    (a) dread    (เดรด)  (ความหวาดกลัว, ความเกรงขาม, ความเกรงกลัว, ความเคารพยำเกรง)  (เมื่อเป็น

           คำกริยา  หมายถึง  “หวาดกลัว, กลัวมาก, ลังเลที่จะทำ”)

    (b) candor    (ความจริงใจ, ความตรงไปตรงมา)

    (c) sufficiency   (ซะ-ฟิ้ช-ชัน-ซี่)  (ความพอ, ความพอเพียง, ความพอใจ, ความเต็มที่)

    (d) congregation    (กลุ่มคน, การชุมนุม, การจับกลุ่มกัน, กลุ่มคนที่มาชุมนุมกัน)

    (e) impasse     (อิ๊ม-แพส)  (ทางตัน, สภาวะที่อับจน)

    (f) renown    (ริ-เนาน)  (ชื่อเสียง, กิตติศัพท์, เกียรติคุณ)

    (g) escalation    (การขยายออกไป, การลุกลามออกไป)

    (h) destination    (จุดหมายปลายทาง)

    (i) desperation    (ความสิ้นหวัง, ภาวะที่ล่อแหลม, ภาวะที่ร้ายแรง)        

6. “spectators” in paragraph 1 is closest in meaning to _______________________________.

(“ผู้ดู, ผู้ชม, ผู้สังเกต, ผู้ดูเหตุการณ์”  ในพารากราฟ ๑  มีความหมายใกล้เคียงที่สุดกับ __________)

    (a) listeners    (ผู้ฟัง)

    (b) executives    (ผู้บริหาร)

    (c) employees    (พนักงาน, ลูกจ้าง)

    (d) inspectors    (นายตรวจ, ผู้ตรวจสอบ, จเร, ผู้สังเกตการณ์)

    (e) onlookers    (ผู้ดู, ผู้ชม)

    (f) investigators    (นักสืบ, ผู้สอบสวน, ผู้สำรวจ)

    (g) clients    (ลูกค้า, ลูกความ, คนไข้, คนซื้อของ, ผู้พึ่งพาคนอื่น)

    (h) benefactors    (ผู้ทำความดี, ผู้ทำกุศล, ผู้มีพระคุณ, ผู้บริจาค)

7. What does “magnificent” in paragraph 1 mean?

(“ภาคภูมิ, สง่า, โอ่อ่า, งดงาม, ดีเลิศ, ผึ่งผาย, สูงส่ง”  ในพารากราฟ ๑  หมายถึงอะไร)

    (a) conspicuous    (เด่นชัด, ชัดแจ้ง, เตะตา, เป็นที่สนใจ)

    (b) contemporary    (ซึ่งเกิดขึ้นพร้อมกันหรือในยุคเดียวกัน, เกี่ยวกับสมัย-รุ่น-ยุคเดียวกัน, เกี่ยวกับสมัย

           ปัจจุบัน)

    (c) comprehensive    (กว้างขวาง, ครอบคลุม, เข้าใจได้กว้าง, ซึ่งหยั่งรู้, ซึ่งประกันความเสียหายอย่าง

           กว้างขวาง)

    (d) zealous     (กระตือรือร้นอย่างมาก, ใจจดใจจ่อ, ขยันขันแข็ง, เร่าร้อน, ปรารถนาอย่างแรงกล้า)

    (e) grandiose    (แกร๊น-ดิ-โอส(ยิ่งใหญ่, หรูหรา, สง่างาม, โอ้อวด)

    (f) circumspect    (รอบคอบ, ระมัดระวัง, ละเอียดรอบคอบ)

    (g) impromptu    (มิได้ตระเตรียมมาก่อน, กะทันหัน)

    (h) intensive    (เข้มข้น, ละเอียด, รุนแรง, คร่ำเคร่ง, (การเพาะปลูก) หนาแน่น)

    (i) improper    (ไม่เหมาะสม, ไม่สมควร)

     (j) tedious    (น่าเบื่อ, น่ารำคาญ)

8. “Might is right” in paragraph 1 means ________________________________________.

(“อำนาจคือความชอบธรรม”  ในพารากราฟ ๑  หมายถึง _________)  (คำกล่าวนี้หมายความว่า  “ใครมีอำนาจย่อมจะทำอะไรก็ได้  ไม่ถือเป็นสิ่งผิด  เพราะใครๆ ย่อมเกรงกลัว  ไม่กล้าขัดขวางหรือคัดค้าน  แม้ว่าการกระทำนั้นจะผิดกฎหมายหรือศีลธรรมก็ตาม)

    (a) it is correct to use power    (มันถูกต้องที่จะใช้อำนาจ)

    (b) power can bring practical results    (อำนาจสามารถนำมาซึ่งผลลัพธ์ที่เป็นประโยชน์)

           (หมายถึง  ผู้มีอำนาจย่อมทำในสิ่งที่เป็นผลประโยชน์ของตน  ไม่ว่าสิ่งนั้นจะถูกหรือผิดก็ตาม 

           คือใช้อำนาจบังคับเอานั่นเอง)

    (c) the most powerful is the most correct    (ผู้ที่มีอำนาจมากที่สุดคือผู้ที่ถูกต้องที่สุด)

    (d) the space race might be the correct solution    (การแข่งขันทางด้านอวกาศอาจจะเป็นวิธีแก้ปัญหา

           ที่ถูกต้อง)

9. We may conclude that other countries do not participate in the space race because _______.

(เราอาจสรุปว่า  ประเทศอื่นๆ ไม่เข้าร่วมในการแข่งขันด้านอวกาศ  เพราะว่า _____________)

    (a) the are afraid to lose the power game    (พวกเขาเกรงกลัวที่จะพ่ายแพ้เกมแห่งอำนาจ)

    (b) they lack the necessary resources and man power    (พวกเขาขาดแคลนทรัพยากรที่จำเป็น

           และกำลังคน)

    (c) they are not interested in power and prestige    (พวกเขาไม่สนใจในอำนาจและชื่อเสียง)

    (d) they do not receive any benefit from the space race    (พวกเขามิได้รับประโยชน์ใดๆ จาก

           การแข่งขันด้านอวกาศ)  (ดูคำตอบจากประโยคที่ ๔ ของพารากราฟ ๒ ที่กล่าวว่า  “ในส่วนที่คน

           ธรรมดา (มิใช่ผู้เชี่ยวชาญ) เข้าไปเกี่ยวข้องด้วย  ผลลัพธ์ในทางปฏิบัติ (หรือที่เป็นประโยชน์)

           ของการใช้จ่ายเงินและความพยายาม (ในการแข่งขันด้านอวกาศ) เป็นเรื่องเล็กน้อย (ขี้ปะติ๋ว)” 

           ซึ่งหมายถึง  คนทั่วไปแทบจะไม่ได้ประโยชน์อะไรจากมันเลย)

10. “acquired” in the second paragraph means ____________________________________.

(“ได้มา, ได้เรียนรู้, เข้ายึด, เข้าถือสิทธิ์”  ในพารากราฟ ๒  หมายถึง _____________________)

      (a) instigated     (ปลุกปั่น, กระตุ้น, ยุยง)

      (b) verified    (ยืนยัน, ตรวจสอบ, พิสูจน์, ค้นหาความจริง)

      (c) discarded    (ละทิ้ง, ทิ้ง, ปฏิเสธ)  

      (d) gained    (ได้มา, ได้รับ, ได้กำไร, ชนะ, บรรลุ, ได้เปรียบ, มีภาษีดีกว่า, ก้าวหน้า, คืบหน้า)

      (e) impaired    (ทำให้เสียหาย, ทำให้ได้รับบาดเจ็บ, ทำให้เลวลง, ทำให้อ่อนแอ, ลดคุณค่า)

      (f) concealed    (ปิดบัง, ซ่อนเร้น, อำพราง)

      (g) exasperated    (ทำให้โกรธเคืองมาก, เพิ่มความรุนแรง)

      (h) evacuated    (อพยพ, โยกย้าย, ถอนออก, ถอย, ระบายออก, ขับออก, ขจัด)

11. “utilized” in paragraph 2 is similar in meaning to _________________________________.

(“ใช้ให้เป็นประโยชน์, ทำให้เป็นประโยชน์”  ในพารากราฟ ๒  มีความหมายเหมือนกับ ___________)

      (a) aided    (ช่วยเหลือ)

      (b) bickered    (ทะเลาะวิวาท, โต้เถียง, เคลื่อนที่อย่างรวดเร็ว)  (“Bicker”  เมื่อเป็นคำนาม  หมายถึง 

            “การทะเลาะวิวาท, การถกเถียงอย่างโกรธเคือง, เสียงทะเลาะวิวาท”)

      (c) removed    (ย้าย, โยกย้าย, เอาออก, ถอด, ขนของ, ลบ, ขจัด, กำจัด, ปลดเปลื้อง, ไล่ออก, ฆ่า,

             ลอบฆ่า)  (“Remove”  เมื่อเป็นคำนาม  หมายถึง  “การเอาออก, การย้าย, การโยกย้าย”)

      (d) mustered    (รวบรวม, ชุมนุม, รวมแถว)  (“Muster”  เมื่อเป็นคำนาม  หมายถึง  “การชุมนุม,

             การรวมพล, การรวบรวม, การรวมแถว, กลุ่มคนดังกล่าว”)

      (e) comforted   (ปลอบโยน, ปลอบใจ, ช่วยเหลือ)

      (f) used    (ใช้, ใช้ประโยชน์, ใช้สอย, ประยุกต์, ใช้จ่าย, คุ้นเคย, เคยชิน)

      (g) exceeded    (เกินกว่า, มากกว่า, เหนือกว่า, ดีกว่า, ละเมิด, ออกนอกลู่นอกทาง)

      (h) maximized    (ทำให้มีจำนวนมากที่สุด, ทำให้เกิดประโยชน์สูงสุด)

12. It has often been said that what has been learned from space research will be used ________.

(มันถูกกล่าวบ่อยๆ ว่า  สิ่งที่ได้ถูกเรียนรู้จากการวิจัยด้านอวกาศจะถูกใช้ __________________)

      (a) to get us into orbit    (เพื่อนำเราเข้าสู่วงโคจร)  (หมายถึง  ออกสู่อวกาศนอกโลก)

      (b) to enable us to live in another world    (เพื่อทำให้เราสามารถอาศัย – มีชีวิต - อยู่ในอีกโลกหนึ่งได้)

      (c) to make our world a better place to live in    (เพื่อทำให้โลกของเราเป็นสถานที่ที่ดีขึ้นที่จะ

             อยู่อาศัย)  (ดูคำตอบจากประโยคแรกของพารากราฟ ๒ ที่กล่าวว่า  “เราได้รับการบอกเล่า

             บ่อยๆ ว่า  ความชำนาญ (ความรู้ว่าจะทำอย่างไร) ทางด้านเทคโนโลยี  ซึ่งได้มาในการพยา

             ยามที่จะนำเราเข้าสู่วงโคจร (หมายถึง  เข้าสู่อวกาศนอกโลก)  จะถูกใช้ให้เป็นประโยชน์  

             เพื่อทำให้ชีวิต (มนุษย์) ดีขึ้นบนโลก)

      (d) to improve television and non-stick frying-pans    (เพื่อปรับปรุงโทรทัศน์และกระทะทอดแบบ

             (อาหาร) ไม่ติดก้นกระทะ)

13. The word “relieve” in paragraph 2 means ______________________________________.

(คำว่า  “บรรเทา, ลด, แบ่งเบา, ผ่อนคลาย, ปลดปล่อย, ช่วยเหลือ, สงเคราะห์”  ในพารากราฟ ๒  หมายถึง __________)

      (a) balance    (ทำให้สมดุล, น้ำหนักเท่ากัน, มีค่าเท่ากัน)

      (b) inhibit    (ยับยั้ง, สกัดกั้น, ขัดขวาง, ห้าม)

      (c) influence    (มีอิทธิพล, มีผลกระทบ)

      (d) commence    (เริ่มต้น)

      (e) imitate    (เลียนแบบ, เอาอย่าง)

      (f) squander    (ผลาญ, ใช้จ่ายอย่างสุรุ่ยสุร่าย)

      (g) mitigate    (มิท-ทิ-เกท)  (ทำให้บรรเทาลง, ทำให้ลดน้อยลง, ทำให้เบาบาง, แบ่งเบา,

             ทำให้อ่อนโยนขึ้น, อ่อนลง, ลดลง, บรรเทาลง)

      (h) discover    (ค้นพบ)

       (i) recall    (ระลึกได้, รำลึก, หวนคิด)

14. “suffering” in paragraph 2 could best be replaced by ___________________________.

(“ความทุกข์ยาก, ความเจ็บปวด, ความหายนะ, โรค, ความอดทน, ความอดกลั้น”  ในพารากราฟ ๒  สามารถแทนดีที่สุดโดย ____________)

      (a) fluctuation    (ความผันผวน, ความไม่แน่นอน, การขึ้นๆลงๆ)

      (b) trend   (แนวโน้ม)

      (c) collapse   (การล้มลง, การทรุดลง, ภาวะทรุดโทรม)  (เมื่อเป็นคำกริยา  หมายถึง  “ล้มลง, ทรุดลง,

             พังลง, ล้มหมดสติ, (ราคา) ตกฮวบฮาบ”)

      (d) scarcity    (สแค้ร์-ซิ-ที่)  (การขาดแคลน, การหาได้ยาก, การมีน้อย, ความไม่เพียงพอ)

      (e) misery    (มิส-เซอะ-รี)  (ความทุกข์ยาก, ความยากเข็ญ, ความไม่มีความสุขอย่างมาก,

            ความเจ็บปวด)

      (f) disparity    (ความแตกต่างกัน, ความไม่เหมือนกัน)

      (g) evidence    (หลักฐาน, พยานหลักฐาน, พยานบุคคล, วัตถุพยาน)

      (h) ritual    (พิธี, พิธีการ, พิธีศาสนา, พิธีบูชา, หนังสือพิธีศาสนา หรือพิธีกรรม)

      (i) attire    (เครื่องแต่งตัว, เสื้อผ้า, เขากวาง)

15. What does “layman” in paragraph 2 mean?

(“คนธรรมดา (มิใช่ผู้เชี่ยวชาญ), ฆราวาส มิใช่พระ”  ในพารากราฟ ๒  หมายถึงอะไร)

      (a) expert    (ผู้เชี่ยวชาญ, ผู้ชำนาญ, ผู้มีประสบการณ์, มือปืนชั้นเยี่ยมยอด)

      (b) pioneer    (ผู้บุกเบิก, ผู้นำทาง, ผู้ริเริ่ม, กองหน้า, ผู้หักร้างถางพง, ชื่อยานอวกาศสำรวจดวงจันทร์

             ของสหรัฐฯ)

      (c) nobleman    (คนชั้นสูง, คนสูงศักดิ์, ขุนนาง, คนตระกูลสูง)

      (d) nonprofessional or amateur    (ผู้ที่มิใช่มืออาชีพ หรือมือสมัครเล่น)

      (e) pacifist    (ผู้รักสงบ, ผู้รักสันติภาพ)

      (f) beneficiary    (ผู้ได้รับผลประโยชน์, ผู้รับเงินประกัน, ผู้รับเงินช่วยเหลือ, ผู้มีสิทธิพิเศษ)

      (g) widower    (พ่อหม้าย)

      (h) foreman    (หัวหน้าคนงาน, หัวหน้าคณะลูกขุน)

16. The writer thinks that money and effort should be used for _________________________.

(ผู้เขียนคิดว่าเงินและความพยายามควรถูกใช้เพื่อ ______________________________)

      (a) travelling to the nearest star    (การเดินทางไปยังดวงดาวที่ใกล้ที่สุด)

      (b) changing the standard of living    (การเปลี่ยนแปลงมาตรฐานการดำรงชีวิต)

      (c) gaining more technological knowledge    (การได้รับความรู้ทางด้านเทคโนโลยีมากยิ่งขึ้น)

      (d) preventing poverty, hunger and disease    (การป้องกันความยากจน, ความหิวโหย และ

             โรคภัยไข้เจ็บ)  (ดูคำตอบจากประโยคแรกของพารากราฟสุดท้ายที่กล่าวว่า  “ความยากจน,

             ความหิวโหย, โรคภัยไข้เจ็บ และสงคราม  เป็นศัตรูที่สำคัญที่สุดของมนุษย์  และโลกจะเป็น

             สถานที่ซึ่งดีขึ้นอย่างเหลือคณานับ  ถ้าประเทศต่างๆ ซึ่งมีอำนาจมากอุทิศเงินและความพยา

             ยามมากถึงครึ่งหนึ่ง (ของประเทศตน) ให้กับปัญหาเหล่านี้ (หมายถึง  ความยากจน, ความหิว

             โหย ฯ)  เหมือนกับที่พวกเขากระทำกับการแข่งขันด้านอวกาศ)

17. “expenditure” in the second paragraph refers to ________________________________.

(“การใช้จ่าย, ค่าใช้จ่าย, งบประมาณ”  ในพารากราฟ ๒  หมายถึง ______________________)

      (a) expedition    (การเดินทาง, การเดินทางเพื่อจุดประสงค์บางอย่าง เช่น สำรวจ, ทำสงคราม หรืออื่นๆ,

             คณะผู้เดินทางดังกล่าว, ความว่องไวหรือรวดเร็วในการกระทำบางอย่าง)

      (b) aversion    (ความเกลียด, ความไม่ชอบอย่างแรง)

      (c) proximity     (ความใกล้ชิด, ความใกล้เคียง)

      (d) vicissitudes    (วิ-ซิ้ส-ซิ-ทิ้วด)  (ความขึ้นๆลงๆ, การเปลี่ยนแปลง, การผันแปร, การหมุนเวียน,

             การสับเปลี่ยน)  

      (e) hesitation    (การรีรอ, การลังเลใจ)

      (f) spending    (การใช้จ่าย, การใช้เงิน, การใช้เวลา, การใช้ชีวิต, การถลุง)

      (g) panic    (แพ้น-นิค)  (ความตกใจ, ความกลัว)

      (h) execution    (การดำเนินการ, การบริหาร, การประหารชีวิต)

      (i) magnanimity    (แมก-นะ-นิ้ม-มิ-ที่)  (ความมีใจกว้าง, ความมีใจเอื้อเฟื้อเผื่อแผ่, ความมีจิตใจสูงส่ง,

            ความไม่เห็นแก่ตัว, การกระทำที่มีใจสูงส่ง, ความสูงส่ง)  

18. “negligible” in paragraph 2 is closest in meaning to ______________________________.

(“เล็กน้อย, ขี้ปะติ๋ว”  ในพารากราฟ ๒  มีความหมายใกล้เคียงที่สุดกับ ____________________)

      (a) ample    (อุดมสมบูรณ์, พอเพียงและยังมีเหลือ, กว้างขวาง)

      (b) detrimental    (เป็นอันตราย, เป็นภัย)

      (c) fake    (ปลอม, เก๊, เท็จ, ไม่จริง)

      (d) prolific    (มีผลงานมาก, มีลูกดก, มีผลดก)

      (e) atrocious    (อะ-โทร้-เชิส)  (โหดร้าย, ทารุณ, ชั่วร้าย, น่ากลัว, ดุร้าย, เลวร้าย)  

      (f) trifling    (ไทร้-ฟลิ่ง)  (เล็กน้อย, มีค่าเล็กน้อย, ขี้ปะติ๋ว, ไม่สำคัญ, กระจอก, เหลาะแหละ,

             เสียเวลา)

      (g) resolute    (เร้ซ-ซะ-ลู้ท)  (เด็ดเดี่ยว, แน่วแน่, ยืนหยัด, ตัดสินใจแล้ว)  

      (h) reluctant    (ไม่เต็มใจ)

      (i) pernicious    (เพ้อร์-นิช-เชิส)  (เป็นอันตราย, เป็นภัย, ร้ายแรง, ร้ายกาจ, ถึงตาย)

       (j) valiant    (แว้ล-เยิ่นท)  (กล้าหาญ, องอาจ, อาจหาญ, มีคุณค่า, ดีเลิศ)

19. What does “absurd” in paragraph 2 mean?

(“เหลวไหล, ไร้สาระ, โง่เขลา, น่าหัวเราะ”  ในพารากราฟ ๒  หมายถึงอะไร)

      (a) energetic    (กระฉับกระเฉง, ขะมักเขม้น, มีพลัง, มีกำลังวังชา, ชอบทำงาน)

      (b) cautious    (ระมัดระวัง, รอบคอบ)

      (c) graceful    (สง่างาม, สวยงาม, งดงาม)

      (d) ludicrous    (ลู้-ดิ-เคริส)  (น่าหัวเราะ, น่าเย้ยหยัน, ไร้สาระจนน่าหัวเราะ)

      (e) apathetic    (แอพ-พะ-เธ้ท-ทิค)  (เฉยเมย, ไม่สนใจอะไร, ไม่ห่วงใยอะไร, มีหรือแสดงอารมณ์เล็กน้อย,

            ไม่มีอารมณ์)

      (f) intolerant    (ไม่อดทน, ไม่อดกลั้น, ไม่ยอม, ถือทิฐิ)

      (g) depressed    (เศร้าซึม, หดหู่, โศกเศร้า)

      (h) fervent    (กระตือรือร้น, มีศรัทธาสูง, ร้อนรน, เร่าร้อน, อบอุ่นมาก)

      (i) indomitable    (อิน-ด๊อม-มิ-ทะ-เบิ้ล)  (ไม่สามารถเอาชนะได้, ทรหด, ไม่ย่อท้อ) 

      (j) fastidious     (แฟส-ทิ้ด-เดียส)  (จู้จี้พิถีพิถัน, เอาใจยาก) 

20. The word “overcomes” in paragraph 2 is similar in meaning to ______________________.

(คำว่า  “พิชิต, เอาชนะ, มีชัย, ครอบงำ, ปกคลุม”  ในพารากราฟ ๒  มีความหมายเหมือนกับ _______)

      (a) thrives    (เจริญ, เติบโต, งอกงาม, ก้าวหน้า, รุ่งเรือง, เฟื่องฟู)

      (b) yields    (ให้ผล, ผลิต, ให้, เกิด, ยอม, ยอมให้, ยอมจำนน, อ่อนข้อให้)

      (c) incapacitates    (ทำให้ไร้ความสามารถ, ทำให้ขาดคุณสมบัติ)

      (d) threatens    (เป็นภัย, คุกคาม, ข่มขู่, ขู่เข็ญ, เตือนภัย, เป็นลางร้าย)

      (e) irritates    (ทำให้ฉุนเฉียว, กวนประสาท, ทำให้ระคายเคือง, ทำให้อักเสบ)

      (f) conquers    (ค้อง-เค่อะ)  (พิชิต, ชนะ, ปราบ, เอาชนะด้วยกำลัง, ได้มาโดยกำลัง, ยึดได้,

             ได้ชัยชนะ)

      (g) alters    (เปลี่ยนแปลง, แก้ไข, ดัดแปลง, ผันแปร)

      (h) accommodates    (ให้ที่พัก, จัดหาให้, สงเคราะห์, ปรับให้เหมาะ)

      (i) extinguishes    {ดับ (ไฟ, ความกระหาย), ทำลาย}

      (j) squanders    (ใช้จ่ายมันอย่างฟุ่มเฟือย, ใช้จ่ายสุรุ่ยสุร่ายสิ้นเปลือง, ถลุง)

21. “meaningless pursuits” in the third paragraph refers to __________________________.

(“การตามหา (ความรู้) ที่ไร้ความหมาย-ไร้จุดประสงค์”  ในพารากราฟ ๓  หมายถึง ____________)

      (a) space research    (การวิจัยด้านอวกาศ)

      (b) powerful nations    (ประเทศซึ่งมีอำนาจมาก)

      (c) technological resources    (ทรัพยากรด้านเทคโนโลยี)

      (d) man’s greatest enemies    (ศัตรูที่สำคัญที่สุดของมนุษย์)

22. “pursuits” in the final paragraph means _____________________________________.

(“การตามหา, การติดตาม, การไล่ตาม, การตามจับ, การดำเนินต่อไป, อาชีพการงาน, การเจริญรอยตาม”  ในพารากราฟสุดท้าย  หมายถึง _____________)

      (a) magnitudes    {แม้ก-นิ-ทูด (ทิวด)} (ขนาด, ปริมาณ, ความใหญ่, ความสำคัญ, ขนาดใหญ่, จำนวน,

             มิติ, ความสว่างของดวงดาว)

      (b) characteristics    (แค-แรค-เตอร์-ริส-ติค)  (ลักษณะเฉพาะ, ลักษณะพิเศษเฉพาะ)  (ถ้าเป็นคำคุณ

             ศัพท์  หมายถึง  “เป็นลักษณะเฉพาะหรือพิเศษ, เป็นนิสัยประจำ”) 

      (c) grimaces    (กริ๊ม-เมส)  (หน้าตาบูดบึ้ง, หน้าตาที่แสดงความเจ็บปวด, ทำหน้าตาบูดบึ้งหรือแสดง

             ความเจ็บปวด) 

      (d) compositions    (การประกอบเป็นส่วนต่างๆทั้งหมด, ส่วนประกอบ, องค์ประกอบ, ของผสม,

             การประพันธ์, การแต่งเพลง)

      (e) quests    (การสืบหา, การแสวงหา, การสืบเสาะ, การค้นคว้า, คณะชันสูตรศพ)

      (f) ruffians   (รั้ฟ-เฟี่ยน)  (คนพาล, อันธพาล, นักเลงโต, คนโหดเหี้ยมที่ชอบรังแกคนอื่น)  (“Ruffian”  

             เมื่อเป็นคำคุณศัพท์  หมายถึง  “พาล, โหดเหี้ยม, ไม่เคารพกฎหมาย”) 

      (g) novelties    (น้อฟ-เวิล-ที่)  (ความใหม่, ความแปลก, เหตุการณ์ใหม่, ประสบการณ์ใหม่, เรื่องหรือ

             สิ่งใหม่, สินค้าใหม่ที่แปลกและมักอยู่ในตลาดได้ชั่วคราวเท่านั้น) 

      (h) pinnacles    (พิ้น-นะ-เคิ่ล)  (ยอด, จุดสุดยอด, ขีดสุด, ยอดภูเขา เจดีย์ ตึก หอ หรืออื่นๆ,

             ส่วนที่เป็นยอดแหลม) 

23. The main idea of the third paragraph is _________________________________________.

(ใจความสำคัญของพารากราฟ ๓ คือ _________________________________________)

      (a) space race is a waste of time and money    (การแข่งขันด้านอวกาศเป็นการสิ้นเปลืองเวลา

             และเงิน)  (ดูคำตอบจากประโยคสุดท้ายของพารากราฟสุดท้ายที่กล่าวว่า  “เป็นครั้งแรกในประ

             วัติศาสตร์ของตน  มนุษย์มีทรัพยากรด้านเทคโนโลยีมากมายที่จะต่อสู้กับความทุกข์ยากของ

             มนุษย์,  อย่างไรก็ตาม  เขาใช้มัน (ทรัพยากร) อย่างเปล่าประโยชน์กับการตามหาที่ไร้ความ

             หมาย (ไร้จุดประสงค์) (หมายถึง  การตามหาความรู้ด้านอวกาศ)”)

      (b) great nations should help to relieve human suffering    (ประเทศที่ยิ่งใหญ่ควรช่วยบรรเทาความ

             ทุกข์ยากของมนุษย์)

      (c) poverty, hunger, disease and war are our greatest enemies    (ความยากจน, ความหิวโหย,

             โรคภัยไข้เจ็บ และสงคราม  คือศัตรูที่สำคัญที่สุดของเรา)

      (d) powerful nations should devote half their money to the space race    (ประเทศที่มีอำนาจมาก

             ควรอุทิศเงินครึ่งหนึ่งของตนให้กับการแข่งขันด้านอวกาศ)

24. This passage suggests that _________________________________________________.

(เนื้อเรื่อง – บทความ – นี้เสนอแนะว่า  _________________________________________)

      (a) the writer is primarily concerned with human suffering    (ผู้เขียนมีความเกี่ยวข้องอย่างสำคัญกับ

             ความทุกข์ยากของมนุษย์)  (เนื้อเรื่องมิได้กล่าวไว้)

      (b) man can extend his power into another world    (มนุษย์สามารถแผ่ขยายอำนาจของตนเข้าไปยัง

             อีกโลกหนึ่ง)

      (c) the space race enables man to start his power game    (การแข่งขันด้านอวกาศทำให้มนุษย์

             สามารถเริ่มต้นเกมแห่งอำนาจของตน)

      (d) the space race has brought few practical results to people    (การแข่งขันด้านอวกาศได้

             นำมาซึ่งผลลัพธ์ซึ่งเป็นประโยชน์แต่เพียงเล็กน้อยให้กับผู้คน)  (ดูคำตอบจากประโยคที่ ๒ – ๔

             ของพารากราฟ ๒ ที่กล่าวว่า  “แต่ว่าการแข่งขันด้านอวกาศได้ทำอะไรบ้างเพื่อบรรเทาความ

             ทุกข์ยากของผู้คนหลายล้านคนที่กำลังอดอยากบนโลก,  ในวิธีการใดล่ะที่มัน (การแข่งขันด้าน

             อวกาศ) ได้ยก (เพิ่ม) มาตรฐานการดำรงชีวิตให้กับพวกเรา ,  ทั้งนี้  ในส่วนที่คนธรรมดา (มิใช่

             ผู้เชี่ยวชาญ) เข้าไปเกี่ยวข้องด้วย  ผลลัพธ์ในทางปฏิบัติ (หรือที่เป็นประโยชน์) ของการใช้

             จ่ายเงินและความพยายาม (ในการแข่งขันด้านอวกาศ) เป็นเรื่องเล็กน้อย (ขี้ปะติ๋ว) (หมายถึง 

             คนทั่วไปแทบไม่ได้ประโยชน์จากสิ่งนี้เลย))

25. We might say that the writer’s view towards space race is __________________________.

(เราอาจจะกล่าวว่า  ความเห็นของผู้เขียนที่มีต่อการแข่งขันด้านอวกาศ __________________)

      (a) fair    (ยุติธรรม, สุภาพ, ถูกต้อง, ซื่อสัตย์, มาก, ปานกลาง, ดีพอใช้, สะอาด, ชัดเจน, มีผิวพรรณดี,

             มีเสน่ห์, สวยงามไม่มีจุดด่างพร้อย)

      (b) disinterested    (ไม่สนใจ, เมินเฉย, ไม่เกี่ยวข้อง, เป็นกลาง, ไม่มีผลประโยชน์ส่วนตัว, ไม่มีส่วนได้

             ส่วนเสีย)

      (c) critical    (วิพากษ์วิจารณ์, ติเตียน, วิกฤต, วิเคราะห์, เกี่ยวกับความเป็นความตาย, อันตราย,

             เกี่ยวกับจุดเปลี่ยนแปลง)  (ผู้เขียนวิจารณ์-ติเตียน  การทุ่มเทเงินและความพยายามของชาติ

             มหาอำนาจให้กับการแข่งขันด้านอวกาศ  เพื่อแสดงความยิ่งใหญ่ของตน  โดยที่ประชากร

             ส่วนใหญ่ของโลกแทบจะไม่ได้อะไรจากสิ่งนี้เลย)

      (d) optimistic    (มองโลกในแง่ดี)

      (e) satisfied    (พึงพอใจ)

      (f) furious    (โกรธจัด, มีอารมณ์รุนแรง, รุนแรงมาก, บ้าระห่ำ, อลหม่าน)

      (g) negligent    (ละเลย, ไม่สนใจ, ทอดทิ้ง)

      (h) elated    (ปิติยินดี, อิ่มอกอิ่มใจมาก, มีความสุขมาก, ภูมิใจมาก)

      (i) uncommitted    (ไม่ได้ผูกมัด, อิสระ, ไม่ได้มีพันธะกรณี)

      (j) discouraged    (ท้อถอย, หมดกำลังใจ)

 

(คำแปล)

การแข่งขันด้านอวกาศ : การตามหาความรู้ หรือการเสียเวลาเปล่า

 

            การแข่งขันด้านอวกาศ (spacer race) มิใช่เป็นการค้นหาที่เป็นรูปธรรม (objective search) ธรรมดาๆ (simply) เพื่อความรู้เท่านั้น  ซึ่งบ่อยครั้งมันถูกเข้าใจว่าเป็นเช่นนั้น,  มันเพียงแต่ (just) เป็นการขยายออก (การเพิ่ม, การยืดออก, การแผ่ออก, การทำให้กว้างออก, การยื่นเวลาออกไป, สิ่งที่ขยายออก, โทรศัพท์พ่วง, การยืดเวลาการชำระหนี้, การแสดงความเคารพหรืออวยพรต่อ) (extension) ของการแข่งขัน (การแข่งขันความเร็ว, การวิ่งแข่ง, ความเชี่ยว, การไหลเชี่ยว, น้ำที่ไหลเชี่ยว, เชื้อชาติ, ชนชาติ, มนุษยชาติ, เผ่าพันธุ์) (race) เพื่ออำนาจบนโลก,  โดยชาติที่มั่งคั่งที่สุด (wealthiest nations) เท่านั้น  ที่สามารถแข่งขัน  และพวกเขาทำเช่นนั้นในนามของ (in the name of) การวิจัยทางวิทยาศาสตร์ล้วนๆ (บริสุทธิ์) (pure),  แต่ในความเป็นจริง (in reality)  ทั้งหมดที่พวกเขา (ชาติที่มั่งคั่งที่สุด) สนใจ  ก็คืออำนาจและชื่อเสียง (เกียรติคุณ, เกียรติศักดิ์, เกียรติภูมิ, ศักดิ์ศรี, บารมี) (prestige) (เพรส-ที้จ),  พวกเขาต้องการทำให้ประทับใจ (impress) กับพวกเรา,  ผู้ซึ่งเป็นผู้ดู (ผู้ชม, ผู้สังเกต, ผู้ดูเหตุการณ์)  (spectators) ของพวกเขา,  ด้วยการแสดงที่ภาคภูมิ (สง่า, โอ่อ่า, งดงาม, ดีเลิศ, ผึ่งผาย, สูงส่ง) (magnificent) ในเรื่องกำลังทหาร (กำลังกองทัพ, พลัง, กำลัง, แรง, ความแข็งแรง, ความกล้าหาญ, ความหนักแน่น) (strength)  ทั้งนี้  มนุษย์ (Man) ได้เล่นเกมแห่งอำนาจ (power game) ตั้งแต่ที่ (ever since) เขาปรากฏขึ้นบนโลก (appeared on earth),  ในปัจจุบัน  เขากำลังเล่นมันเพราะว่ามันไม่เคยถูกเล่นมาก่อน,  การแข่งขันด้านอวกาศเป็นเพียงอีกแง่มุม (ลักษณะ, ด้าน (ของปัญหา), รูปร่างหน้าตา, หลักเกณฑ์, ทิศทาง, ที่ตั้ง) (aspect) หนึ่งเท่านั้นของการอ้างเหตุผล (การโต้เถียง, การโต้คารม, ข้อโต้เถียง, เรื่อง, ข้อสรุป, หลักฐาน, ข้อพิสูจน์) (argument) เก่าแก่ (โบราณ) (age-old) ที่ว่า “อำนาจคือความชอบธรรม(Might is right)

            เราได้รับการบอกเล่าบ่อยๆ ว่า  ความชำนาญ (ความรู้ว่าจะทำอย่างไร) (know-how) ทางด้านเทคโนโลยี  ซึ่งได้มา (ได้เรียนรู้, เข้ายึด, เข้าถือสิทธิ์) (acquired) ในการพยายาม (attempting) ที่จะนำเราเข้าสู่วงโคจร (วิถีโคจร, วิถีทาง, วิธีการดำเนินชีวิต, เขตอิทธิพล, เบ้าตา, ขอบตา) (orbit) (หมายถึง  เข้าสู่อวกาศนอกโลก)  จะถูกใช้ให้เป็นประโยชน์ (ทำให้เป็นประโยชน์) (utilized) เพื่อทำให้ชีวิต (มนุษย์) ดีขึ้นบนโลก,  แต่ว่าการแข่งขันด้านอวกาศได้ทำอะไรบ้างเพื่อบรรเทา (ลด, แบ่งเบา, ผ่อนคลาย, ปลดปล่อย, ช่วยเหลือ, สงเคราะห์) (relieve) ความทุกข์ยาก (ความเจ็บปวด, ความหายนะ, โรค, ความอดทน, ความอดกลั้น) (suffering) ของผู้คนหลายล้านคน (millions) ที่กำลังอดอยาก (อดอาหารตาย, หิวโหย, กระหาย, หนาวตาย, ทำให้อดอยาก-หิวโหย, ทำให้อดอาหารตาย) (starving) บนโลก,  ในวิธีการ (รูปแบบ, ทาง, ระยะทาง, หนทาง, เส้นทาง)  (way) ใดล่ะที่มัน (การแข่งขันด้านอวกาศ)  ได้ยก (เพิ่ม, ยกขึ้น, ชูขึ้น, ทำให้สูงขึ้น, สร้าง, ตั้งเสา, ส่งเสริม, สนับสนุน) (raised) มาตรฐานการดำรงชีวิต (standard of living) ให้กับพวกเรา (any one of us),  ทั้งนี้  ในส่วนที่คนธรรมดา (มิใช่ผู้เชี่ยวชาญ), ฆราวาส มิใช่พระ) (layman) เข้าไปเกี่ยวข้องด้วย (concerned)  ผลลัพธ์ในทางปฏิบัติ (หรือที่เป็นประโยชน์) (practical results) ของการใช้จ่าย (ค่าใช้จ่าย, งบประมาณ) (expenditure) เงินและความพยายาม (effort) (ในการแข่งขันด้านอวกาศ) เป็นเรื่องเล็กน้อย (ขี้ปะติ๋ว) (negligible) (หมายถึง  คนทั่วไปแทบไม่ได้ประโยชน์จากสิ่งนี้เลย),  เนื่องมาจาก (Thanks to) การวิจัยด้านอวกาศ (space research)  พวกเราในปัจจุบันสามารถดูภาพจากโทรทัศน์ซึ่งถูกถ่ายทอด (ส่งสัญญาณ, ส่งคลื่น, ส่งโทรเลข, กระจาย, กระจายเสียง, แพร่เชื้อ) (transmitted) สด (live) ครึ่งทางข้ามโลก (half-way across the globe) (หมายถึง  เป็นระยะทางไกลถึงครึ่งโลก)  และแม่บ้าน (housewife) สามารถใช้กระทะสำหรับทอด (frying-pans) แบบ (อาหาร) ไม่ติด (non-stick) (ก้นกระทะ) ในครัว (เป็นผลมาจากการวิจัยด้านอวกาศ),  โดยสิ่งทั้งหมดกลายเป็นเรื่องเหลวไหล (ไร้สาระ, โง่เขลา, น่าหัวเราะ) (absurd) อย่างสิ้นเชิง (อย่างสมบูรณ์, อย่างเต็มที่, อย่างสุดขีด, อย่างยิ่งยวด, อย่างเด็ดขาด) (utterly)  เมื่อคุณคิดว่า  ไม่ว่ามนุษย์จะสามารถพิชิต (เอาชนะ, มีชัย, ครอบงำ, ปกคลุม) (overcomes) ปัญหาใดก็ตาม  มันไม่น่าเป็นไปได้ (ไม่น่าจะเกิดขึ้น, ไม่แน่, เชื่อไม่ได้) (unlikely) ว่า  เขาจะสามารถเดินทางแม้แต่ (even) ไปถึงดวงดาวที่อยู่ใกล้ที่สุด (หมายถึง  ยังไงเสียมนุษย์ก็คงไม่สามารถเดินทางไปลงดาวอังคารได้)

            ความยากจน (Poverty), ความหิวโหย (hunger), โรคภัยไข้เจ็บ (disease) และสงคราม  เป็นศัตรูที่สำคัญที่สุด (greatest) ของมนุษย์  และโลกจะเป็นสถานที่ซึ่งดีขึ้นอย่างเหลือคณานับ (อย่างไม่มีที่สิ้นสุด, อย่างไม่มีขอบเขต, อย่างไม่หมดสิ้น) (infinitely)  ถ้าประเทศต่างๆ ซึ่งมีอำนาจมาก (มีกำ ลังมาก, มีแรงมาก, แข็งแรง, มีสมรรถภาพสูง) (powerful) อุทิศ (devoted) เงินและความพยายามมากถึงครึ่งหนึ่ง (half as much money and effort) (ของประเทศตน) ให้กับปัญหาเหล่านี้ (หมายถึง  ความยากจน, ความหิวโหย ฯ)  เหมือนกับที่พวกเขากระทำ (do) กับการแข่งขันด้านอวกาศ,  เป็นครั้งแรกในประวัติศาสตร์ของตน  มนุษย์มีทรัพยากรด้านเทคโนโลยีมากมาย (ท่วมท้น, น่าประหลาดใจ, น่าตะลึงงัน, ครอบงำ, ปกคลุม) (overwhelming) ที่จะต่อสู้ (สู้รบ, ทำสงคราม) (combat) กับความทุกข์ยากของมนุษย์ (human suffering)อย่างไรก็ตาม (yet)  เขาใช้มัน (ทรัพยากร) อย่างเปล่าประ โยชน์ (wastes them) กับการตามหา (การติดตาม, การไล่ตาม, การตามจับ, การดำเนินต่อไป, อาชีพการงาน, การเจริญรอย) (pursuits) ที่ไร้ความหมาย (ไร้จุดประสงค์, ไม่มีค่า, ไม่สำคัญ) (meaningless) (หมายถึง  การตามหาความรู้ด้านอวกาศ)

       

เรียน   ท่านผู้ติดตามอ่านเว็บไซต์  “everydayenglish.pwa.co.th                  

 

                ถ้าท่านมีคำแนะนำให้ปรับปรุงเว็บไซต์นี้ประการใด  กรุณาส่ง e-mail ไปที่  ดร. วัชรินทร์  ภูเขาทอง  อดีต  ผอ. สำนักวิทยาการ  การประปาส่วนภูมิภาค  ผู้จัดทำเว็บไซต์นี้  ตาม  “Address”  (โปรดระบุหัวเรื่องด้วยว่า  “ปรับปรุงเว็บไซต์”)   เพื่อที่ผู้จัดทำฯ จะได้ปรับปรุงเนื้อหาได้ตรงตามความประสงค์ของผู้อ่านเว็บไซต์นี้ต่อไป

 

 

 

 

หมวดข้อสอบ READING (ตอนที่ 94)

การประปาส่วนภูมิภาค  “มุ่ง-มั่น-เพื่อปวงชน”

 

DirectionRead the following passage and choose the best answer for each question.

(จงอ่านบทความต่อไปนี้  และเลือกคำตอบที่ดีที่สุดสำหรับแต่ละคำถาม)

 

A Dream Comes True

 

          Jay Guben about 30, seems average enough (average height, average weight and an average face) but he did something that the average person does not do.  He spent close to four months in a hospital bed recovering from an automobile accident.  It gave him time to think - about his plans to go to California to start working toward his doctoral degree in psychology, about the accident that has messed up his schedule, and about another dream, perhaps his real dream, the one he’d thought about for years. 

          “Lying on my back in that bed,” Guben says, “I decided to open a restaurant.”

          Philadelphia is an eat-out town, a city of small restaurants with, it seems, always room for one more.  Guben and his partner, a cook recruited from a top local restaurant, called theirs Les Amis.  It wasn’t very elaborate at first.  They used colored tape to decorate the walls and Guben’s father, a retired pharmacist, acted as wine steward.  Working from nine in the morning until two the next morning most days, they made Les Amis one of Philadelphia’s outstanding restaurants: perfect atmosphere, expensive, superb menu.  And then, as the business began to return on the investment, Guben sold his share to his partner and went right out and started another restaurant. 

 

1. The most important effect of the automobile accident was that ________________________.

(ผลลัพธ์ที่สำคัญที่สุดของอุบัติเหตุทางรถยนต์ก็คือว่า ______________________________)

    (a) it gave him time to think    (มันให้เวลาเขาได้คิด)  (ดูคำตอบจากประโยคสุดท้ายของพารา

           กราฟแรกที่กล่าวว่า  “มันให้เวลาเขาคิด – เกี่ยวกับแผนการของเขาที่จะไปแคลิฟอร์เนียเพื่อ

           เริ่มต้นศึกษาระดับปริญญาเอกทางด้านจิตวิทยาของเขา - (ให้เวลาเขาคิด) เกี่ยวกับอุบัติเหตุ

           ซึ่งทำให้เสียแผน การ (หมายถึง  ทำให้แผนการต่างๆ ต้องเสียไป)  และ (ให้เวลาเขาคิด)

           เกี่ยวกับความฝันอีกเรื่องหนึ่ง,  บางทีเป็นความฝันที่แท้จริงของเขา, ความฝันที่เขาได้คิดถึง

           มาเป็นเวลาหลายปี)

    (b) it spoiled his plans to go to California    (ทำให้แผนของเขาที่จะไปแคลิฟอร์เนียต้องเสียไป)

    (c) it made him stay in the hospital for almost four months    (มันทำให้เขาต้องพักในโรงพยาบาลเป็น

           เวลาเกือบ ๔ เดือน)  (เป็นความจริง  แต่มิใช่ผลลัพธ์ที่สำคัญที่สุด)

    (d) it made him miss the chance to study for a Ph.D. in psychology    (มันทำให้เขาพลาดโอกาส

           ที่จะเรียนปริญญาเอกทางด้านจิตวิทยา)

2. “recovering” in the first paragraph refers to ____________________________________.

(“พักฟื้น, คืนสภาพเดิม, หายเป็นปกติ, เอากลับคืน, เอามาได้อีก, กู้กลับคืนมา, กลับอย่างเดิม, ทำให้คืนสภาพ, ได้ค่าชดเชย, ชนะคดี”  ในพารากราฟแรก  หมายถึง ____________)

    (a) restraining    (ยับยั้ง, หยุดยั้ง, ห้ามปราม, หน่วงเหนี่ยว, จำกัด, คุม, ควบคุม, รั้ง)

    (b) foreseeing    (ฟอร์-ซี-อิง)  (รู้ล่วงหน้า, มองเห็นล่วงหน้า)

    (c) roaming    (โรม-มิ่ง)  (ท่องเที่ยว, ท่องเที่ยวไปเรื่อย, เดินเตร่)

    (d) deserting    (ละทิ้ง, ทอดทิ้ง, ละทิ้งหน้าที่, หนีทัพ)

    (e) harassing    (แฮ้-เริส-ซิง)  (รบกวน, ก่อกวน, รังควาญ, ราวี, ทำให้เหนื่อยอ่อน, ทำให้กลัดกลุ้ม) 

    (f) verifying    (ยืนยัน, ตรวจสอบ, พิสูจน์, ค้นหาความจริง)

    (g) recuperating    (พักฟื้น, กลับมีสภาพหรือกำลังเหมือนเดิม, ฟื้นคืน, ทำให้ฟื้นคืน (สุขภาพ

           กำลัง แรง ฐานะทางเศรษฐกิจ ฯลฯ), กู้, เอาคืน)

    (h) enhancing    (ทำให้ดีขึ้น, เพิ่ม, ทำให้มากขึ้น)

3. What does “messed up” in paragraph 1 mean?

(“ทำให้เสีย, ทำให้ยุ่งเหยิงไม่เป็นระเบียบ, ทำให้สกปรก”  ในพารากราฟ ๑  หมายถึงอะไร)

    (a) cancelled    (ยกเลิก)

    (b) confirmed    (ยืนยัน, รับรอง, ทำให้แข็งแรงหรือแน่นแฟ้นขึ้น)

    (c) initiated    (อิ-นิช-ชี-เอ-ทิด)  (ริเริ่ม, เริ่มนำ, นำเข้ามา, นำไปให้รู้จัก)

    (d) neglected    (ไม่สนใจ, ไม่เอาใจใส่, ละเลย, ทอดทิ้ง)

    (e) anticipated    (คาดการณ์ล่วงหน้า, มุ่งหวัง, ทำนาย, ลงมือกระทำการก่อน)

    (f) monitored    (ตรวจสอบ, ตรวจสอบความเหมาะสม, สังเกต, ควบคุม, เป็นเครื่อง เตือน, เป็นเครื่องตรวจ)

    (g) postponed    (เลื่อน, เลื่อนไป, เลื่อนเวลา, ยืดเวลา, ถ่วงเวลา, จัดไว้ในตำแหน่งรอง)

    (h) spoiled    (ทำให้เสีย, ทำให้เสื่อมเสีย, ทำให้แย่, ทำอันตราย, โอ๋จนเสียคน, ปล้น, แย่ง, เสีย,

           เสื่อมเสีย, แย่ลง)

4. Jay Guben started to think of having a restaurant of his own _________________________.

(เจย์ กูเบน เริ่มคิดถึงการมีภัตตาคารของเขาเอง __________________________________)

    (a) while he was in the hospital    (ขณะที่เขาอยู่ในโรงพยาบาล)  (ดูคำตอบจากพารากราฟ ๒

           ที่กล่าวว่า  “นอนหงายอยู่บนเตียงนั้น,”  กูเบนกล่าว  “ผมตัดสินใจที่จะเปิดภัตตาคาร)

    (b) just before he left the hospital    (ก่อนที่เขาจะออกจากโรงพยาบาลพอดี)

    (c) after he made his plan to work for a doctoral degree    (หลังจากที่เขาวางแผนที่จะศึกษาระดับ

           ปริญญาเอก)

    (d) before he made his plan to work for a doctoral degree    (ก่อนที่เขาวางแผนที่จะศึกษาระดับ

           ปริญญาเอก)

5. “recruited” in the third paragraph means _____________________________________.

(“เกณฑ์, จ้างคนใหม่, รับคนใหม่, เกณฑ์ทหาร, ฟื้นฟูสภาพ, จัดหาเสบียงใหม่หรือเพิ่มเติม”  ในพารา

กราฟ ๓  หมายถึง ___________)

    (a) abrogated    {ยกเลิก (กฎหมาย), เพิกถอน}

    (b) speculated    (คาดการณ์, พิจารณา, เก็ง, เดา, ครุ่นคิด, เสี่ยงโชค, ซื้อขายหากำไร, ค้าขาย)

    (c) determined    (กำหนด, ตั้งใจ, มุ่งมั่น)

    (d) hypothesized    (ตั้งสมมติฐาน, สร้างสมมติฐาน)

    (e) revealed    (เปิดเผย, แสดง)

    (f) drafted    (คัดเลือก, เกณฑ์ (คน), เกณฑ์ทหาร, ร่าง, ยกร่าง, ลาก, ดึง)

    (g) affirmed    (ยืนยัน, เห็นพ้อง, รับรอง, อนุมัติ, พิสูจน์ว่าเป็นความจริง)

    (h) resumed    (ทำต่อไป, ดำเนินต่อไป)

6. At the end Guben sold his share to his partner because ____________________________.

(ในตอนจบ  กูเบนขายหุ้นของเขาให้กับหุ้นส่วนของเขา  เพราะว่า ______________________)

    (a) the business began to be good    (ธุรกิจเริ่มมั่นคง)

    (b) the business was not good enough    (ธุรกิจไม่มั่นคง – ดี – เพียงพอ)

    (c) he wanted to leave the restaurant business    (เขาต้องการออกจากธุรกิจภัตตาคาร)

    (d) he wanted to try setting up a new restaurant    (เขาต้องการลองตั้งภัตตาคารแห่งใหม่)  (ดู

           คำตอบจากประโยคสุดท้ายของพารากราฟ ๓ ที่กล่าวว่า  “และต่อจากนั้น  ในขณะที่ธุรกิจเริ่ม

           ต้นที่จะให้ผลกำไรจากการลงทุน  กูเบนก็ขายหุ้นของเขาให้กับหุ้นส่วนของเขา  และออกมา

           โดยทันที  และเริ่มต้นภัตตาคารอีกแห่งหนึ่ง)

7. “elaborate” in paragraph 3 could best be replaced by _____________________________.

(“ประณีต, ซับซ้อน”  ในพารากราฟ ๓  สามารถแทนดีที่สุดโดย ________________________)

    (a) proficient    (เชี่ยวชาญ, ชำนิชำนาญ, คล่องแคล่ว)

    (b) temperamental    (เจ้าอารมณ์, อารมณ์แปรปรวน, อารมณ์เปลี่ยนแปลงง่าย)

    (c) peculiar    (พิ-คิ้ว-เลีย)  (ประหลาด, แปลกพิกล, เป็นพิเศษ, ไม่เคยปรากฏมาก่อน) 

    (d) prevalent    (เพรฟว-วะ-เลิ่นท)  (มีอยู่ทั่วไป, มีอยู่ดาษดื่น, แพร่หลาย, เป็นที่ยอมรับโดยทั่วไป)

    (e) ornate    (หรูหรา, ซึ่งประดับประดาไว้อย่างหรูหราหรือมากเกินไป, ฉูดฉาด, ฟุ่มเฟือย)

    (f) noteworthy    (น่าสังเกต)

    (g) acceptable    (สามารถยอมรับได้)

    (h) imperative    (อิม-เพ้อ-ระ-ทิฟว)  (จำเป็น, ซึ่งบังคับ, ซึ่งเลี่ยงไม่ได้, ซึ่งกำหนดให้ต้องทำ)

    (i) costly    (มีราคาแพง)

    (j) authentic    (แท้, จริง)

8. The word “outstanding” in paragraph 3 is closest in meaning to _____________________.

(คำว่า  “โดดเด่น, มีชื่อเสียง, สำคัญ, โผล่ออก, นูนออก, ยังไม่ได้ชำระ, ค้างชำระ, ยังไม่ยุติ, ยังไม่สำเร็จ, ยังคาราคาซังอยู่, ยังแก้ไม่ตก”  ในพารากราฟ ๓  มีความหมายใกล้เคียงที่สุดกับ _____________)

    (a) successful    (ประสบความสำเร็จ)

    (b) fake    (ปลอม, เทียม)  (“Fake”  เมื่อเป็นคำนาม  หมายถึง  “ของปลอม, ของเทียม”  และเมื่อเป็นคำ

           กริยา  หมายถึง  “ทำปลอม, ปลอมแปลง, ทำเทียม, กุขึ้น, เสแสร้ง, แกล้ง”)

    (c) inexpensive    (ไม่แพง)

    (d) irksome    (เอิ๊ร์ค-เซิ่ม)  (น่าเบื่อ, เซ็ง, น่ารำคาญ)

    (e) eminent    (เด่น, มีชื่อเสียง)

    (f) ecstatic    (เอค-สแต๊ท-ทิค)  (ซึ่งดีใจ-ปลาบปลื้มอย่างเหลือล้น)

    (g) flaccid    (แฟล้ค-ซิด)  (อ่อน, อ่อนแอ, ปวกเปียก, หย่อนยาน, ไม่แข็ง, ไม่แน่น)

    (h) turbulent    (เท้อร์-บิว-เลิ่นท)  (วุ่นวาย, สับสน, อลหม่าน, โกลาหล, พล่าน, ซึ่งไหลทะลัก, ก้าวร้าว,

          รุกราน)

    (i) wealthy    (มั่งคั่ง, ร่ำรวย, มั่งมี, มากมาย, อุดมสมบูรณ์)

    (j) crucial    (สำคัญมาก, เกี่ยวกับความเป็นความตาย, ถึงพริกถึงขิง, เด็ดขาด, ซึ่งชี้ขาด, รุนแรง)

    (k) immense    (ใหญ่มาก, มหึมา, มโหฬาร, มากมาย, กว้างขวาง, ไม่มีขอบเขต)

9. When Guben sold his share in Les Amis, this restaurant ____________________________.

(เมื่อกูเบนขายหุ้นของเขาใน “เลอ เอมี”  ภัตตาคารแห่งนี้ ___________________________)

    (a) was not an outstanding restaurant in Philadelphia    (มิได้เป็นภัตตาคารที่มีชื่อเสียงในฟิลาเดลเฟีย)

    (b) was not the only outstanding restaurant in Philadelphia    (มิได้เป็นภัตตาคารที่มีชื่อเสียง

           เพียงแห่งเดียวในฟิลาเดลเฟีย)  (ดูคำตอบจากประโยคที่ ๕ ของพารากราฟสุดท้ายที่กล่าวว่า 

           “จากการทำงานตั้งแต่ ๙ โมงเช้าจนกระทั่งตี ๒ ของเช้าวันถัดไปของเกือบทุกวัน  พวกเขาทำ

           ให้ภัตตา คาร “เลอ เอมี” เป็นภัตตาคารที่โดดเด่น (มีชื่อเสียง) แห่งหนึ่งในเมืองฟิลาเดลเฟีย” 

           ซึ่งหมายความว่า  ในขณะนั้น  ฟิลาเดลเฟียมีภัตตาคารที่มีชื่อเสียงหลายแห่ง)

    (c) was the only outstanding restaurant in Philadelphia    (เป็นภัตตาคารที่มีชื่อเสียงเพียงแห่งเดียว

           ในฟิลาเดลเฟีย)

    (d) was the most outstanding restaurant in Philadelphia    (เป็นภัตตาคารที่มีชื่อเสียงที่สุดใน

           ฟิลาเดลเฟีย)

10. “An eat-out town” in the third paragraph means _________________________________.

(“เมืองที่ผู้คนชอบออกไปกินอาหารนอกบ้าน”  ในพารากราฟ ๓  หมายถึง ___________________)

      (a) people like to eat at restaurants in another town    (ผู้คนชอบกินที่ภัตตาคารในอีกเมืองหนึ่ง)

      (b) people who live here have their meals in open air    (ผู้คนซึ่งอาศัยอยู่ที่นี่กินอาหารของตน

             ในที่โล่งแจ้ง)

      (c) people do not like to have their meals in this town    (ผู้คนไม่ชอบกินอาหารของตนในเมืองนี้)

      (d) people like to have their meals at restaurants in their town    (ผู้คนชอบกินอาหารที่

             ภัตตาคารในเมืองของตน)

11. What does “superb” in the final paragraph mean?

(“ดีเลิศ, ดีเยี่ยม, ยอดเยี่ยม, รวย, มากมาย, ใหญ่ยิ่ง, โอ่อ่า, สง่างาม”  ในพารากราฟสุดท้าย  หมายถึงอะไร)

      (a) atrocious    (อะ-โทร้-เชิส)  (โหดร้าย, ทารุณ, ชั่วร้าย, น่ากลัว, ดุร้าย, เลวร้าย)

      (b) massive    (มากมาย, ใหญ่โต)

      (c) comprehensive    (กว้างขวาง, ครอบคลุม, กินวงกว้าง)

      (d) perspicacious    (เพอร์-สพิ-เค้-เชิส)  (ปัญญาเฉียบแหลม, สายตาแหลมคม)

      (e) substantive    (สำคัญ, มีแก่นสาร, มีตัวตน, มีเนื้อหา, แท้จริง, มากมาย, ยิ่งใหญ่)

      (f) enterprising    (ซึ่งเต็มไปด้วยความริเริ่ม, กล้าได้กล้าเสีย, แคล่วคล่อง) 

      (g) exquisite    (เอ๊คส-ควิ-ซิท)  (ยอดเยี่ยม, งดงาม, วิจิตร, ละเอียด, ประณีต)

      (h) contemporary    (สมัยปัจจุบัน, ในยุคสมัยหรือรุ่นเดียวกัน)

      (i) witty    (มีสติปัญญา, เฉลียวฉลาด, มีไหวพริบ, มีความรู้, รอบรู้)

      (j) beneficial    (เบน-นิ-ฟิ้-เชิ่ล)  (ให้ประโยชน์, ให้คุณ)  

12. The phrase “always room for one more” in paragraph 3 means ____________________.

(วลี  “(มี) โอกาสเสมอสำหรับภัตตาคารที่จะเพิ่มขึ้นมาอีกแห่งหนึ่ง”  ในพารากราฟ ๓  หมายถึง _____)

      (a) there is always room for an additional person    (มีที่ว่างเสมอสำหรับคนที่จะเพิ่มเข้ามาอีกคนหนึ่ง)

      (b) there is always enough opportunity for a new restaurant    (มีโอกาสเพียงพอเสมอสำ

             หรับภัตตาคารใหม่อีกแห่งหนึ่ง)

      (c) there is always land available for a new restaurant    (มีที่ดินที่สามารถหาได้เสมอ  สำหรับภัตตา

             คารใหม่อีกแห่งหนึ่ง)

      (d) there is always enough space for one more room    (มีที่ว่างเพียงพอเสมอ  สำหรับห้องที่เพิ่มขึ้น

            อีกห้องหนึ่ง)

 

(คำแปล)

ฝันที่เป็นจริง

 

            เจย์ กูเบน  อายุประมาณ ๓๐ ปี (about 30)  ดูเหมือนว่ามีอะไรเฉลี่ยอย่างพอเพียง  (seems average enough) (หมายถึง  มีอะไรเท่าๆ กับคนอื่น) (ความสูงเฉลี่ย, น้ำหนักเฉลี่ย และใบหน้าเฉลี่ย) (หมายถึง  ไม่หล่อหรือขี้เหล่เท่าๆ กับคนอื่น)  แต่เขาทำบางสิ่งที่ผู้คนโดยเฉลี่ยมิได้ทำ  เขาใช้เวลาเกือบ ๔ เดือนในเตียงโรงพยาบาลแห่งหนึ่งพักฟื้น (คืนสภาพเดิม, หายเป็นปกติ, เอากลับคืน, เอามาได้อีก, กู้กลับคืนมา, กลับอย่างเดิม, ทำให้คืนสภาพ, ได้ค่าชดเชย, ชนะคดี) (recovering) จากอุบัติเหตุทางรถยนต์ (automobile accident),  มันให้เวลาเขาคิด – เกี่ยวกับแผนการของเขาที่จะไปแคลิ  ฟอร์เนียเพื่อเริ่มต้นศึกษา (start working) ระดับปริญญาเอก (doctoral degree) ทางด้านจิตวิทยา  (psychology) ของเขา - (ให้เวลาเขาคิด) เกี่ยวกับอุบัติเหตุซึ่งทำให้เสีย (ทำให้ยุ่งเหยิงไม่เป็นระเบียบ, ทำให้สกปรก) (messed up) แผนการ (ตารางเวลา, ตาราง, หมายกำหนดการ, กำหนดการประจำวัน, รายละเอียด) (schedule) (หมายถึง  ทำให้แผนการต่างๆ ต้องเสียไป)  และ (ให้เวลาเขาคิด) เกี่ยวกับความฝันอีกเรื่องหนึ่ง,  บางทีเป็นความฝันที่แท้จริงของเขา, ความฝัน (the one) ที่เขาได้คิดถึงมาเป็นเวลาหลายปี

            “นอนหงายอยู่บนเตียงนั้น,” (Lying on my back in that bed)  กูเบนกล่าว  “ผมตัดสินใจที่จะเปิดภัตตาคาร”           

            ฟิลาเดลเฟีย (รัฐเพนซิลเวเนีย) เป็นเมืองที่ผู้คนชอบออกไปกินอาหารนอกบ้าน (eat-out town) (และ) เป็นเมืองที่มีภัตตาคารเล็กๆ (city of small restaurants) ซึ่ง,  ดูเหมือนว่า,  มีโอกาส (ที่ว่าง, ช่องว่าง, ห้อง, ห้องพัก, เนื้อที่) (room) เสมอสำหรับภัตตาคารที่จะเพิ่มขึ้นมาอีกแห่งหนึ่ง (for one more),  กูเบนและหุ้นส่วน (partner) ของเขา  ซึ่งเป็นพ่อครัว (cook) ที่ถูกเกณฑ์ (จ้างคนใหม่, รับคนใหม่, เกณฑ์ทหาร, ฟื้นฟูสภาพ, จัดหาเสบียงใหม่หรือเพิ่มเติม) (recruited) มาจากภัตตาคารในท้องถิ่น (local restaurant) ชั้นนำ (ดีเลิศ, บน, ยอด, สูงสุดยอดเยี่ยม, หัวหน้า) (top)  เรียกภัตตาคารของตน (called theirs) ว่า “เลอ เอมี”  มันมิได้ประณีต (ซับซ้อน) (elaborate) มากนักในตอนแรก (at first) (หมายถึง  ในตอนภัตตาคารเริ่มเปิด)  พวกเขาใช้สายเทปสี  (colored tape) เพื่อประดับประดา (ตกแต่ง) (decorate) ฝาผนังร้าน  และพ่อของกูเบน  ซึ่งเป็นเภสัชกรที่เกษียณแล้ว (retired pharmacist) ทำหน้าที่เป็น (acted as) ผู้ให้บริการ (ผู้เสิร์ฟ, เจ้าหน้าที่บริการในเครื่องบิน หรือเรือโดยสารหรือรถไฟ, เจ้าหน้าที่จัดการอาหารของโรงแรม โรงพยาบาล) (steward) เหล้าไวน์ (เหล้าองุ่น, น้ำองุ่น) (wine),  จากการทำงานตั้งแต่ ๙ โมงเช้าจนกระทั่งตี ๒ ของเช้าวันถัดไปของเกือบทุกวัน  (most days)  พวกเขาทำให้ภัตตาคาร “เลอ เอมี” เป็นภัตตาคารที่โดดเด่น (มีชื่อเสียง, สำคัญ, โผล่ออก, นูนออก, ยังไม่ได้ชำระ, ค้างชำระ, ยังไม่ยุติ, ยังไม่สำเร็จ, ยังคาราคาซังอยู่, ยังแก้ไม่ตก) (outstanding) แห่งหนึ่งในเมืองฟิลาเดลเฟีย  คือ  (มี) บรรยากาศที่สมบูรณ์แบบ, ราคาแพง, รายการอา หาร (menu) ซึ่งดีเลิศ (ดีเยี่ยม, ยอดเยี่ยม, รวย, มากมาย, ใหญ่ยิ่ง, โอ่อ่า, สง่างาม) (superb)  และต่อจากนั้น  ในขณะที่ธุรกิจเริ่มต้นที่จะให้ผลกำไรจากการลงทุน (return on the investment)  กูเบนก็ขายหุ้นของเขา (sold his share) ให้กับหุ้นส่วนของเขา  และออกมาโดยทันที (went right out)  และเริ่มต้นภัตตาคารอีกแห่งหนึ่ง (เปิดภัตตาคารใหม่)

 

เรียน   ท่านผู้ติดตามอ่านเว็บไซต์  “everydayenglish.pwa.co.th                  

 

                ถ้าท่านมีคำแนะนำให้ปรับปรุงเว็บไซต์นี้ประการใด  กรุณาส่ง e-mail ไปที่  ดร. วัชรินทร์  ภูเขาทอง  อดีต  ผอ. สำนักวิทยาการ  การประปาส่วนภูมิภาค  ผู้จัดทำเว็บไซต์นี้  ตาม  “Address”  (โปรดระบุหัวเรื่องด้วยว่า  “ปรับปรุงเว็บไซต์”)   เพื่อที่ผู้จัดทำฯ จะได้ปรับปรุงเนื้อหาได้ตรงตามความประสงค์ของผู้อ่านเว็บไซต์นี้ต่อไป

 

 

 

หมวดข้อสอบ READING (ตอนที่ 93)

การประปาส่วนภูมิภาค  “มุ่ง-มั่น-เพื่อปวงชน”

 

DirectionRead the following passage and choose the best answer for each question.

(จงอ่านบทความต่อไปนี้  และเลือกคำตอบที่ดีที่สุดสำหรับแต่ละคำถาม)

 

Man’s Ignorance of Wild Plants and Animals

 

          Though the ecologists’ battle to prevent the extinction of many species of wild animals has been widely publicized, it is only recently that the experts have come to realize that much of the world’s rare plants life is also in danger, and usually from the same enemy – man.  According to the International Union for the Conservation of Nature and Natural Resources, as many as 30,000 exotic plants and flowers are already on the brink of extinction around the world.  A study suggests that perhaps 10 per cent of the 20,000 plants native to the U.S. are also in danger of disappearing for good.

          Botanists who specialize in these studies say that perhaps the most severe losses are those caused by plant collectors, both commercial and amateur.  Cacti like the magenta-flowered beavertail are being ripped wholesale from deserts in the U.S. for shipment to Europe and Japan – despite the fact that they rarely survive for more than a year after uprooting.  Wild stocks of unusual or exceptionally beautiful plants, including the Venus flytrap and certain species of orchids, are also being destroyed by overkeen nature lovers.

          There is also another kind of plant collector – the drug pushers.  They are scooping up thousands of plants that contain mind-altering chemicals, such as peyote.  Five or six years ago there were thousands of acres in the lower Rio Grande Valley where peyote grew in profusion.  Today, visits to one after another of these previously flourishing locations show them barren of even a surviving specimen.

          The value of plants extends beyond their edibility and medical properties.  Many rare species protect the soil from erosion in areas like sand dunes, mountaintops and shore lines.  Others help to indicate the locations of important minerals, including copper and lead.

 

1. From the passage we learn that an ecologist is an expert who is concerned with _____________.

(จากเนื้อเรื่อง – บทความ – เรารู้ว่า  นักนิเวศวิทยาคือผู้เชี่ยวชาญผู้ซึ่งเกี่ยวข้องกับ ____________)

    (a) saving the lives of wild animals    (รักษาชีวิตของสัตว์ป่า)

    (b) preserving wild animals and plants    (อนุรักษ์สัตว์และพืชป่า)  (ดูคำตอบจากประโยคแรก

           ของพารากราฟแรกที่กล่าวว่า  “แม้ว่าการรบของนักนิเวศวิทยาที่จะป้องกันการสูญพันธุ์ของ

           สัตว์ป่าหลายชนิดได้ถูกประกาศอย่างกว้างขวาง  มันเพิ่งจะเร็วๆ มานี้เองเท่านั้น  ที่ผู้เชี่ยวชาญ

           (หมายถึง  นักนิเวศวิทยา) ได้เริ่มต้นตระหนักว่าชีวิตพืชหายากจำนวนมากของโลกก็ได้ตกอยู่

           ในอันตรายด้วยเช่นกัน  และโดยปกติแล้วจากศัตรูคนเดียวกัน – คือมนุษย์)

    (c) preventing dangers to rare plants    (ป้องกันอันตรายให้กับพืชหายาก)

    (d) improving the poor condition of resources    (ปรับปรุงสภาพที่ไม่ดีของทรัพยากร)

2. “extinction” in the first paragraph refers to ______________________________________.

(“การสูญพันธุ์, การสูญสิ้น, การหมดไป, การดับลง, การไม่มีเหลืออยู่, การทำลายล้าง, การยกเลิก”  ในพารากราฟแรก  หมายถึง _____________)

    (a) sedition    (ซี-ดิ๊ช-ชั่น)  (การปลุกระดมมวลชน (ให้ต่อต้านรัฐบาล), การปลุกปั่นให้ก่อความไม่สงบหรือ

           การกบฏ, การต่อต้านรัฐบาล, การจลาจล)

    (b) inadvertence   (การขาดความสนใจ, ความไม่ตั้งใจ, ความเลินเล่อ, ความประมาท) 

    (c) proximity    (ความใกล้ชิด, ความใกล้เคียง)

    (d) ambition    (ความทะเยอทะยาน, ความปรารถนา, ความมักใหญ่ใฝ่สูง)

    (e) dissatisfaction    (ความไม่พอใจ)

    (f) embezzlement    (การยักยอก, การฉ้อฉล)

    (g) vanishing    (การสูญสิ้น, การไม่มีอยู่, การจากไป, การหายไป, การอันตรธาน, การกลาย

           เป็นศูนย์)

    (h) impairment    (ความเสียหาย, การบาดเจ็บ, การทำให้เลวลง, การลดคุณค่า, การทำให้อ่อนแอ)

3. The word “publicized” in paragraph 1 could best be replaced by _____________________.

(คำว่า  “ประกาศ, เผยแพร่, โฆษณา”  ในพารากราฟ ๑  สามารถแทนดีที่สุดโดย _____________)

    (a) compromised    (ประนีประนอม, ยอม)

    (b) gratified    (ทำให้พอใจ, ทำให้ปลื้มปิติ)   

    (c) challenged    (ท้าทาย)

    (d) overhauled    (ยกเครื่อง (รถยนต์, ระบบ), ปรับปรุงใหม่, ตรวจอย่างละเอียดเพื่อซ่อมแซม, ซ่อมแซม,

           ชำระ, สะสาง)

    (e) retaliated    (ตอบโต้, แก้แค้น, ตอบแทน, แก้เผ็ด, แก้ลำ

    (f) terminated    (ทำให้สิ้นสุด, ทำให้ยุติ, สิ้นสุด, ยุติ, จบลง)

    (g) accustomed    (ทำให้คุ้นเคยหรือเคยชิน)

    (h) disseminated    (เผยแพร่, แพร่กระจาย, ทำให้กระจัดกระจาย)

4. It is reported that a great number of rare plants all over the world ______________________.

(มันได้ถูกรายงานว่า  พืชหายากจำนวนมากทั่วโลก ________________________________)

    (a) have been publicized    (ได้ถูกประกาศหรือเผยแพร่)

    (b) have in fact died out    (ตามความเป็นจริงแล้วค่อยๆ ลดน้อยลงและหายไปในที่สุด)

    (c) will not survive for long    (จะไม่เหลือรอดชีวิตอยู่ในเวลาอีกไม่นาน)  (ดูคำตอบจากประโยค

           ที่ ๒ ของพารากราฟแรกที่กล่าวว่า  “ตามที่สหภาพระหว่างประเทศเพื่อการอนุรักษ์ธรรมชาติ

           และทรัพยากรธรรมชาติกล่าว  พืชและดอกไม้ที่มิใช่ของพื้นเมืองจำนวนมากถึง ๓๐,๐๐๐ ชนิด

           ใกล้จะ (จวนจะ) สูญพันธุ์แล้วทั่วโลก)

    (d) are being studied carefully by botanists    (กำลังได้รับการศึกษาวิจัยอย่างรอบคอบโดยนัก

           พฤกษศาสตร์)

5. The phrase “on the brink of” in paragraph 1 is closest in meaning to ___________________.

(วลี  “ใกล้จะ, จวนจะ, อยู่ในเส้นทางที่จะ”  ในพารากราฟ ๑  มีความหมายใกล้เคียงที่สุดกับ _______)

    (a) unable to avoid    (ไม่สามารถที่จะหลีกเลี่ยง)

    (b) expected to experience    (ถูกคาดหวังว่าจะประสบกับ)

    (c) on guard against    (คอยระวังป้องกัน)

    (d) impossible to encounter    (เป็นไปไม่ได้ที่จะเผชิญกับ)

    (e) suffering    (ได้รับความเดือดร้อนจาก)

    (f) on the go    (กระฉับกระเฉงและมีงานยุ่ง)

    (g) on the way to or close to   (อยู่ในเส้นทางที่จะ หรือจวนจะ, ใกล้จะ)

    (h) on the market    (วางตลาดเพื่อขาย, ประกาศขาย)

6. “native” in paragraph 1 means ______________________________________________.

(“เป็นพืชพื้นเมือง, เป็นของพื้นเมือง, ของท้องถิ่น, แต่กำเนิด, โดยกำเนิด, เกี่ยวกับคนพื้นเมือง, เกี่ยวกับถิ่นกำเนิด”  ในพารากราฟ ๑ หมายถึง ____________)

    (a) relative to    (เกี่ยวข้องกันกับ, สัมพันธ์กันกับ)

    (b) close to    (ใกล้เคียงกับ, อยู่ติดกับ, สนิทสนมกับ)

    (c) belonging to    (เป็นของ, อยู่ใน, มีภูมิลำเนาอยู่ที่)

    (d) sold in    (ถูกขายใน)

    (e) born in    (เกิดใน)

    (f) smuggled into    (ถูกลักลอบนำเข้าไปใน)

    (g) cultivated in    (ถูกเพาะปลูกใน)

    (h) taken from    (ถูกนำมาจาก)

7. What does “for good” in paragraph 1 mean?

(“ชั่วนิรันดร, ตลอดกาล, ตลอดไป, ชั่วกาลนาน”  ในพารากราฟ ๑  หมายถึงอะไร)

    (a) for a short time    (เป็นเวลาสั้นๆ)

    (b) deliberately    (โดยเจตนา, โดยตั้งใจ)

    (c) meticulously    (อย่างพิถีพิถันมาก, อย่างเข้มงวดมากในเรื่องเล็กๆน้อยๆ, อย่างจู้จี้)

    (d) instantly    (ในทันทีทันใด)

    (e) promptly    (อย่างรวดเร็ว)

    (f) eternally    (ชั่วนิรันดร, ชั่วกัลปาวสาน, ตลอดไป, ไม่สิ้นสุด, ไม่มีการเปลี่ยนแปลง)

    (g) circumspectly    (อย่างรอบคอบ, อย่างระมัดระวัง)

    (h) reluctantly    (อย่างไม่เต็มใจ)

    (i) properly    (อย่างเหมาะสม, อย่างสมควร, อย่างดี, อย่างถูกต้อง)

8. Some rare kinds of plants are on the decrease because they are gathered for _____________.

(พืชหายากบางชนิดกำลังลดลง  เพราะว่ามันถูกเก็บรวบรวม – สะสม – เพื่อ _______________)

    (a) medical use    (การใช้ทางการแพทย์)

    (b) food    (เป็นอาหาร)

    (c) money or pleasure    (เงินหรือความเพลิดเพลิน)  (ดูคำตอบจากประโยคแรกของพารากราฟ ๒

           ที่กล่าวว่า  “นักพฤกษศาสตร์ผู้ซึ่งเป็นผู้เชี่ยวชาญในการศึกษาวิจัย (เรื่อง) เหล่านี้กล่าวว่า  บาง

           ทีความเสียหายที่รุนแรงที่สุด  ก็คือความเสียหายที่มีสาเหตุมาจากนักเก็บสะสมพืช  ทั้งแบบเป็น

           การพา ณิชย์ (เป็นการค้า) และสมัครเล่น”  ซึ่งหมายถึงเก็บสะสมพืชเพื่อการค้าและความ

           เพลิดเพลิน)

    (d) drug    (เป็นยา)

9. “ripped” in the second paragraph means _______________________________________.

(“ตัด, ผ่า, ฉีก, ชำแหละ, กรีดขาด, คว้าน, เลื่อย”  ในพารากราฟ ๒  หมายถึง ________________)

    (a) notified    (แจ้ง, แจ้งความ, ประกาศ, บอกให้ทราบ)

    (b) eulogized   (ยู้-ละ-ไจซ)  (สรรเสริญ, เขียนหรือกล่าวคำสรรเสริญ)

    (c) dazzled    (ทำให้ตาพร่า, ทำให้ลานตา, หลงใหล, เคลิบเคลิ้ม)

    (d) drizzled    (ฝนตกพรำๆ, ฝนตกปรอยๆ)

    (e) cut apart   (ตัดออกเป็นชิ้นๆ)

    (f) perturbed    (ก่อกวน, ทำให้ยุ่งยากใจ, ทำให้ไม่สบายใจ)

    (g) reprimanded    (ประณาม, กล่าวหาอย่างรุนแรง)

    (h) complied    (เชื่อฟัง, ทำตาม, ยินยอม)

    (i) commenced    (เริ่มต้น)

10. The word “stocks” in paragraph 2 is similar in meaning to _________________________.

(คำว่า  “พันธุ์พืช, เชื้อสาย, เทือกเถาเหล่ากอ, ตระกูล, คลังสินค้า, พัสดุ, สินค้าในร้าน, ของสะสม, จำนวนที่สะสมไว้, ก้าน, โคนต้น, ลำต้น, ตอไม้, เขียงไม้, ปศุสัตว์, หลักทรัพย์”  ในพารากราฟ ๒  มีความหมายเหมือนกับ _____________)

      (a) talents    (พรสวรรค์, ความสามารถพิเศษ, บุคคลที่มีความสามารถพิเศษ, กลุ่มคนที่มีความสามารถ)

      (b) resources    (ทรัพยากรของประเทศ, กำลังเงิน, กำลังคน, กำลังวัตถุ)

      (c) phenomena    (ปรากฏการณ์, ข้อเท็จจริง, สิ่งที่ประทับใจ, บุคคลที่ประทับใจ, คนที่ยอดเยี่ยม)

      (d) traditions    (จารีต, ประเพณี, จารีตนิยม, ธรรมเนียม, ประเพณีสืบทอด)

      (e) species    (พันธุ์พืช, พันธุ์สัตว์, ชนิด, จำพวก, รูปแบบ)

      (f) imitations    (การเลียนแบบ, การลอกเรียน)

      (g) outfits    (เครื่องแต่งกาย, เสื้อผ้าทั้งชุด, เครื่องมือทั้งชุด, เครื่องประกอบทั้งชุด)

      (h) gourmets   (กู๊ร์-เม่)  (นักชิมอาหาร, นักกินและดื่ม)

11. In this passage, the author wants to emphasize __________________________________.

(ในเรื่องนี้  ผู้เขียนต้องการเน้นย้ำ __________________________________________)

      (a) the dangers to rare plant life    (อันตรายที่มีต่อชีวิตพืชหายาก)  (เนื้อเรื่องส่วนใหญ่กล่าวถึง

             พืชหายาก  ซึ่งกำลังถูกมนุษย์ทำลายในแบบไม่รู้ตัว  เช่น  ผู้รักธรรมชาติที่เก็บพืชป่าหายาก

             มาสะสมหรือเพื่อการค้า  รวมทั้งผู้ค้ายาเสพย์ติด  ที่ทำลายพืชป่าหายากเพื่อเอาสารเคมีในพืช

             ที่มีฤทธิ์ยาหลอนประสาทมาผลิตยาเสพย์ติดเพื่อจำหน่าย  ดังนั้น  ในเรื่องนี้ผู้เขียนจึงต้องการ

             เน้นย้ำอันตรายที่มีต่อชีวิตพืชหายาก)

      (b) the studies of the present condition of rare plants    (การศึกษาสภาวะปัจจุบันของพืชหายาก)

      (c) man’s ignorance of natural resources    (ความไม่รู้ (ไม่สนใจ) ของมนุษย์ในเรื่องทรัพยากรธรรมชาติ) 

      (d) the plant species that have disappeared    (พันธุ์พืชซึ่งได้สาบสูญไปแล้ว)

12. What does “overkeen” in paragraph 2 mean?

(“มีความกระตือรือร้นสนใจมากเกิน”  ในพารากราฟ ๒  หมายถึงอะไร)

      (a) cautious    (ค้อ-ชัส)  (ระมัดระวัง, รอบคอบ, ละเอียด)

      (b) contagious    (คัน-เท้-เจิส)  (สามารถติดต่อไปยังคนอื่นได้, แพร่กระจายได้ง่าย, มีลักษณะของโรค

             ติดต่อ)

      (c) frugal    (ฟรู้-เกิ้ล)  (ประหยัด, ตระหนี่, มัธยัสถ์, กระเหม็ดกระแหม่, มีค่าเล็กน้อย, ราคาถูก)

      (d) too much enthusiastic    (กระตือรือร้นสนใจมากเกินไป)

      (e) vigorous    (วิก-เกอะ-เริส)  (แข็งแรง, แรง, มีพลัง, กระฉับกระเฉง, มีอำนาจ, เจริญเติบโตได้ดี)

      (f) discreet    (พิจารณารอบคอบ, สุขุม, ไตร่ตรองอย่างรอบคอบ, ระมัดระวัง)

      (g) stagnant    (หยุดนิ่ง, หยุดอยู่กับที่, หยุดไหล, อยู่เฉยๆ, ซบเซา, เฉื่อยชา, ไม่เจริญ)     

      (h) fragile    (แฟร้จ-ไจล)  (เปราะ, หักง่ายl, แตกง่าย, เสียหายง่าย, อ่อนแอ, บอบบาง)

      (i) uneasy    (อัน-อี๊-ซี่)  (เป็นห่วง, ไม่สบายใจ, เป็นทุกข์, กระสับกระส่าย, ไม่สบาย)

13. The passage states that __________________________________________________.

(เนื้อเรื่องกล่าวว่า _____________________________________________________)

      (a) we have known of the dangers to animals but we have only recently become aware

             of those to plants    (เราได้รู้ถึงอันตรายต่างๆ ที่มีต่อสัตว์  แต่เราเพิ่งจะตระหนักถึงอัน

             ตรายที่มีต่อพืชเมื่อเร็วๆ มานี้เท่านั้น)  (ดูคำตอบจากประโยคแรกของพารากราฟแรกที่กล่าว

             ว่า  “แม้ว่าการรบของนักนิเวศวิทยาที่จะป้องกันการสูญพันธุ์ของสัตว์ป่าหลายชนิดได้ถูกประ

             กาศอย่างกว้างขวาง  มันเพิ่งจะเร็วๆ มานี้เองเท่านั้น  ที่ผู้เชี่ยวชาญ (หมายถึง  นักนิเวศวิท

             ยา) ได้เริ่มต้นตระหนักว่าชีวิตพืชหายากจำนวนมากของโลกก็ได้ตกอยู่ในอันตรายด้วยเช่น

             กัน .................”)

      (b) man causes destruction to animals more rapidly than to plants    (มนุษย์ก่อให้เกิดการทำลาย

             สัตว์อย่างรวดเร็วกว่า (ทำลาย) พืช)  (บทความมิได้กล่าว)

      (c) botanists have long been informed of the poor condition of rare plants    (นักพฤกษศาสตร์ได้

             รับรายงานถึงสภาพที่ย่ำแย่ของพืชหายากมานานแล้ว)  (บทความมิได้กล่าว)

      (d) scientists have just begun to take action to protect rare plants    (นักวิทยาศาสตร์เพิ่งจะเริ่มต้น

             ดำเนินการที่จะปกป้องพืชหายาก)  (บทความมิได้กล่าว)

14. “profusion” in the third paragraph refers to ____________________________________.

(“ปริมาณที่มากมายจนล้น, ความฟุ่มเฟือย, ความสุรุ่ยสุร่าย”  ในพารากราฟ ๓  หมายถึง _________)

      (a) trouble    (ความยุ่งยาก, ความยากลำบาก, ความลำบาก, การรบกวน, สิ่งรบกวน, อุปสรรค, ความเป็น

             ทุกข์, ความเจ็บปวด)

      (b) treason    (ทรี้-เซิ่น)  (การกบฏ, การทรยศขายชาติ)

      (c) deference    (เด๊ฟ-เฟอะ-เริ่นซ)  (การเคารพนับถือ, การยอมตาม, การคล้อยตาม, การอนุโลม, การ

             เชื่อฟัง) 

      (d) perjury    (เพ้อร์-จู-รี่)  (การเบิกความเท็จ, การให้การเป็นพยานเท็จ, การสาบานเท็จ)

      (e) cacophony    (คะ-ค้อฟ-ฟะ-นี่)  (เสียงดังขรม, เสียงแหบ, เสียงห้าวๆ, เสียงผิดปกติ, เสียงที่ไม่ประสาน

            กัน, ท่วงทำนองเสียงที่ไม่ประสานกัน) 

      (f) overabundance    (การมากเกินไป, การมากจนล้น, การล้นเหลือ)

      (g) disdain    (การดูถูกดูหมิ่น, ความรู้สึกรังเกียจ)

      (h) fidelity    (ฟิ-เด๊ล-ลิ-ที่)  (ความซื่อสัตย์, ความจงรักภักดี, ความเที่ยงตรง, ความแม่นยำ, ความถูกต้อง)

15. The word “flourishing” in paragraph 3 means ___________________________________.

(คำว่า  “เจริญงอกงาม, รุ่งเรือง, เฟื่องฟู, มั่งคั่ง, โอ้อวด, แกว่ง, โบก”  ในพารากราฟ ๓  หมายถึง _____)

      (a) insolent    (อิ๊น-โซ-เลิ่นท)  (ทะลึ่ง, อวดดี, ไร้มารยาท) 

      (b) despondent    (ดิส-พ้อน-เดิ้นท)  (หดหู่ใจ, ท้อแท้ใจ, หมดกำลังใจ, หมดหวัง)

      (c) interminable    (อิน-เท้อร์-มิ-นะ-เบิ้ล)  (ไม่มีที่สิ้นสุด, ไม่รู้จักจบ, น่าเบื่อ)

      (d) thriving    (เจริญ, เติบโต, งอกงาม, รุ่งเรือง, เฟื่องฟู, ก้าวหน้า)

      (e) rebellious    (ริ-เบ๊ล-เยิส)  (เป็นกบฏ, ซึ่งก่อการกบฏหรือจลาจล, ขัดขืน, ไม่เชื่อฟัง, พยศ, ทรยศ) 

      (f) augmenting    (เพิ่ม, ขยาย, เสริม, เพิ่มทวี)

      (g) proclaiming    (ประกาศ, แถลง, ป่าวร้อง, ป่าวประกาศ, ประกาศสงคราม, ประกาศอย่างเปิดเผย,

             ประกาศสรรเสริญ)

      (h) diffident    (ดิ๊ฟ-ฟิ-เดิ้นท)  (ประหม่า, ขี้อาย, ไม่มั่นใจในตัวเอง, ลังเล)

      (i) integral    (อิ๊น-ที-เกริ้ล)  (สำคัญ, สมบูรณ์, ทั้งหมด, ถ้วนทั่ว)

16. Some plants have completely disappeared because of their ________________________.

(พืชบางชนิดได้สาบสูญไปอย่างสิ้นเชิงเนื่องมาจาก _____________________ ของพวกมัน)

      (a) ability to protect soil erosion    (ความสามารถที่จะปกป้องการกัดเซาะดิน)

      (b) special chemicals needed in producing medicine    (สารเคมีพิเศษซึ่งถูกต้องการในการผลิตยา)

      (c) properties as drugs    (คุณสมบัติต่างๆ ในฐานะยาเสพย์ติด)  (ดูคำตอบใน ๒ ประโยคแรก

             ของพารากราฟ ๓ ที่กล่าวว่า  “ยังมีนักเก็บสะสมพืชอีกประเภทหนึ่งด้วยเช่นกัน  คือ  ผู้ขายยา

             เสพย์ติด,  พวกเขากำลังตัดพันธุ์ไม้หลายพันชนิดซึ่งมีสารเคมีที่เปลี่ยนแปลงจิตใจ (หมายถึง 

             กระตุ้นจิตใจหรือหลอนประสาทมนุษย์)  เช่น  พืชตะบองเพชรซึ่งมีสารที่มีฤทธิ์หลอนประสาท)

      (d) specific values regarding natural resources    (คุณค่าเฉพาะด้านเกี่ยวกับทรัพยากรธรรมชาติ)

17. The Rio Grande Valley incident is important because it shows how __________________.

(เหตุการณ์ของหุบเขาริโอกรานเดมีความสำคัญ  เพราะว่ามันแสดงว่า ___________ ได้อย่างไร)

      (a) plant lovers can preserve certain plants    (คนรักพืชสามารถอนุรักษ์พืชบางชนิด)

      (b) thousands of acres can produce vast amounts of mind-altering medicinal plants    (พื้นที่หลาย

             พันเอเคอร์สามารถผลิตพืชปริมาณมากมาย  ซึ่งมีคุณสมบัติของยาที่เปลี่ยนจิตใจคน – หมายถึงมีฤทธิ์

             หลอนประสาท)

      (c) plant collection for private benefit can put an end to species of plant    (การเก็บสะสม

             พืชเพื่อประโยชน์ส่วนตัวสามารถทำลายพันธุ์พืชต่างๆ)  (ดูคำตอบจากประโยคที่ ๓ และ ๔

             ของพารากราฟ ๓ ที่กล่าวว่า  “เมื่อ ๕ หรือ ๖ ปีล่วงมาแล้ว  มีพื้นที่หลายพันเอเคอร์ในหุบเขา

             ริโอกรานเดทางตอนใต้  ที่ซึ่งตะบองเพชรชนิดนี้เจริญเติบโตในปริมาณที่มากมายจนล้น, 

             ปัจจุบัน  การไปเยือนแห่งแล้วแห่งเล่าของสถานที่ซึ่ง (ตะบองเพชร) เจริญงอกงามเมื่อก่อนนี้

             เหล่านี้  แสดงให้เห็นว่ามัน (สถานที่) ปราศจากแม้กระทั่งตัวอย่างที่รอดชีวิต (มีชีวิต) สักต้น

             เดียว (ของตะบองเพชรพันธุ์นี้) (หมายถึง  ไม่มีตะบองเพชรที่รอดชีวิตเหลืออยู่เลยแม้แต่เพียง

             ต้นเดียว))

      (d) fertile land can become barren in a short time    (พื้นดินอุดมสมบูรณ์สามารถกลายเป็นแห้งแล้ง –

             ปราศจากพืชผล – ในเวลาอันสั้น)

18. “barren” in paragraph 3 could best be replaced by _______________________________.

(“ปราศจาก, ขาดแคลน, เป็นหมัน, ไม่มีบุตร, แห้งแล้ง, ปราศจากพืชผล, ไม่ได้ผล, ไม่น่าสนใจ, ไร้ความคิด, จืดชืด”  ในพารากราฟ ๓  สามารถแทนดีที่สุดโดย ____________)

      (a) soft    (อ่อนนุ่ม, อ่อน, นิ่ม, นิ่มนวล, ละมุนละไม, อารี, อ่อนโยน, สบาย, อบอุ่นใจ, (เครื่องดื่ม) ที่ไม่มี

             แอลกอฮอล์)

      (b) brittle    (เปราะ, หักง่าย, แตกง่าย, งอไม่ได้)

      (c) exhausted    (หมดกำลัง, อ่อนเพลีย, ใช้หมดไป, ถูกดูดออกหมด)

      (d) illicit    (อิ-ลิส-ซิท)  (ผิดกฎหมาย, ไม่ชอบด้วยกฎหมาย, เถื่อน, ไม่ได้รับอนุญาต)

      (e) illiterate    (อ่านไม่ออกเขียนไม่ได้  -  เพราะไม่รู้หนังสือ)

      (f) void    (วอยด)  (ขาดแคลน, ว่างเปล่า, ว่าง, โมฆะ, ไม่มีผลทางกฎหมาย, ไม่มีประโยชน์,

            ไม่ได้ผล)

      (g) arduous    (อ๊าร์-ดิว-เอิส)  (ยากลำบาก, ตรากตรำอย่างมาก)

      (h) odious    (น่ารังเกียจ. น่าเกลียด, น่าขยะแขยง. น่าเกลียดชัง, อัปลักษณ์)

       (i) assiduous    (อะ-ซิด-ดิว-อัส)  (ขยัน, พากเพียร, พยายาม)

      (j) affluent    (มั่งคั่ง, ร่ำรวย, มากมาย)

19. What does “specimen” in paragraph 3 mean?

(“ตัวอย่าง, แบบอย่าง, ผลิตภัณฑ์ตัวอย่าง, ตัวอย่างในการทดลอง, คนประหลาด, สิ่งประหลาด”  ในพารากราฟ ๓  หมายถึงอะไร)

      (a) accolade    (ของขวัญ, รางวัล)

      (b) trial    (ไทร้-เอิ้ล)  (การทดลอง, การทดสอบ, การสอบสวน, การซ้อม, การทรมาน, การไต่สวนคดี)

      (c) truce    (ทรูซ)  (การสงบศึก, การพักรบ, สัญญาสงบศึก, การพักผ่อน, การหยุดพักชั่วคราว)

      (d) acumen    (อะ-คู้-เม่น)  (ความมีไหวพริบเฉียบแหลม)

      (e) leisure    (ลี้-เชอะ หรือ เลช-เชอะ)  (เวลาว่าง, การว่างจากงาน, ความสบายที่ไม่รีบร้อน)

      (f) melody    (เสียงดนตรีที่ไพเราะ, ทำนองเพลง, บทกวีสำหรับร้องเป็นเพลง)

      (g) sample    (ตัวอย่าง, ของตัวอย่าง, ตัวอย่างทดลอง, ของทดลอง, สินค้าตัวอย่าง, ของลอง)

      (h) gift    (พรสวรรค์, ความสามารถพิเศษ, ของขวัญ, สิ่งที่ให้ด้วยความสมัครใจ)

20. “erosion” in the fourth paragraph means ______________________________________.

(“การทำให้สึกกร่อน, การกัดกร่อน, การเซาะ, การชะ, กระบวนการที่พื้นผิวโลกถูกชะด้วยน้ำ ลมและอื่นๆ”  ในพารากราฟ ๔  หมายถึง ___________)

      (a) hindrance    (อุปสรรค, สิ่งกีดขวาง, เครื่องกีดขวาง)

      (b) grievance    (กรี๊-เวิ่นซ)  (ความไม่พอใจ, ความข้องใจ, ข้อข้องใจ)

      (c) imitation    (การเลียนแบบ, การลอกเรียน)

      (d) disadvantage    (ข้อเสียเปรียบ, ความเสียเปรียบ, ข้อเสียหาย, ความเสียหาย, ความเป็นเบี้ยล่าง)

      (e) costume    (คอส-ทูม)  (เครื่องแต่งกาย, เสื้อผ้าอาภรณ์)

      (f) corrosion    (การกัดกร่อน, การกัดเซาะ, การชะ, กระบวนการกัดกร่อน, ภาวะที่ถูกกัดกร่อน,

             ผลิตผลจากการกัดกร่อน เช่น สนิม)

      (g) reproduction    (การขยายพันธุ์)

      (h) incubation    (การฟักตัว, การเพาะให้เป็นตัว, การเกิดเป็นตัว, การกกไข่, การเก็บตัวอ่อนในตู้อบ)

      (i) adaptation    (การปรับให้เหมาะสม)

      (j) diversity    (ความหลากหลาย, ความแตกต่าง)

21. “others” in paragraph 4 refers to ___________________________________________.

(“อื่นๆ”  ในพารากราฟ ๔  หมายถึง __________________________________________)

      (a) species    (พันธุ์พืช, พันธุ์สัตว์, จำพวก, ชนิด)

      (b) plant collectors    (นักเก็บสะสมพืช)

      (c) properties    (คุณสมบัติ, ทรัพย์สิน, ทรัพย์สมบัติ, สมบัติ, ที่ดิน, สิทธิครอบครอง, กรรมสิทธิ์)

      (d) drug pushers    (ผู้ขายยาเสพย์ติด)

      (e) areas    (พื้นที่, เนื้อที่, อาณาบริเวณ, สาขาวิชา)

      (f) chemicals    (สารเคมี)

      (g) plants    (พืชพันธุ์, ต้นไม้, พฤกษา, พืชลำต้นอ่อน, โรงงาน, อุปกรณ์ติดตั้งทั้งหมด, เครื่อง

             จักรโรงงาน)  (ดูคำตอบจากพารากราฟสุดท้ายที่กล่าวว่า  “คุณค่าของพืชแผ่ขยายเกินไป

              กว่าความสามารถกินได้และคุณสมบัติทางการรักษาโรค,  โดยพันธุ์พืชหายากจำนวนมาก

              ปกป้อง (คุ้มครอง) ดินจากการทำให้สึกกร่อน (การกัดกร่อน) ในพื้นที่ต่างๆ  เช่น  เนินทราย, 

              ยอดเขา และแนวชายฝั่ง,  ส่วน (พืชพันธุ์) ชนิดอื่นๆ ช่วยบ่งชี้ ตำแหน่งที่ตั้ง (สถานที่) ของ

              แร่ธาตุที่สำคัญ  รวมทั้งทองแดงและตะกั่ว”  ดังนั้น  “อื่นๆ” จึงหมายถึง “พืชพันธุ์”)

      (h) locations    (ตำแหน่งแห่งที่, สถานที่ตั้ง, ทำเล)

22. What does “indicate” in the final paragraph mean?

(“บ่งชี้, ชี้บอก, แสดง, ชี้แนะ, ทำให้รู้”  ในพารากราฟสุดท้าย  หมายถึงอะไร)

      (a) desert    (ละทิ้ง, ทอดทิ้ง, ละทิ้งหน้าที่, หนีทัพ)

      (b) abbreviate    (ย่อให้สั้น, ย่อความ)   

      (c) surpass    (เหนือกว่า, ดีกว่า, เลย, ล้ำ, เกิน, ข้าม)

      (d) speed up    (เร่งรัด, ทำให้เร็วขึ้น)

      (e) absorb    {ดูดซับ, ดูดซึม, รับเอา (ความคิด, วิธีคิด) มา}

      (f) disperse    (กระจาย, ทำให้กระจัดกระจาย, สลาย, ทำให้แพร่หลาย, หายไป, ทำให้หายไป, ไล่ไป)

      (g) point out    (ชี้ให้เห็น, แสดงให้เห็น)

      (h) get rid of   (กำจัด, ทำให้หมดไป)

      (i) postpone    (เลื่อนออกไป, เลื่อน, เลื่อนเวลา, ยืดเวลา)

 

(คำแปล)

ความไม่รู้ของมนุษย์ในเรื่องพืชและสัตว์ป่า

            แม้ว่าการรบ (สงคราม, ยุทธการ, การประจัญบาน, การโต้ความ, การแข่งขัน, ความสำเร็จ, ชัยชนะ) (battle) ของนักนิเวศวิทยา (ecologists) ที่จะป้องกันการสูญพันธุ์ (การสูญสิ้น, การหมดไป, การดับลง, การไม่มีเหลืออยู่, การทำลายล้าง, การยกเลิก)  (extinction) ของสัตว์ป่า (wild animals) หลายชนิด (many species) ได้ถูกประกาศ (เผยแพร่, โฆษณา) (publicized) อย่างกว้างขวาง (อย่างแพร่หลาย, อย่างไพศาล) (widely) มันเพิ่งจะเร็วๆ มานี้เอง (recently) เท่านั้นที่ผู้เชี่ยวชาญ (experts) (หมายถึง  นักนิเวศวิทยา) ได้เริ่มต้นตระหนัก (come to realize) ว่าชีวิตพืชหายาก (rare plant life) จำนวนมากของโลก (much of the world’s) ก็ได้ตกอยู่ในอันตราย (in danger) ด้วยเช่นกัน  และโดยปกติแล้ว (usually) จากศัตรูคนเดียวกัน – คือมนุษย์ (man),  ตามที่สหภาพระหว่างประเทศเพื่อการอนุรักษ์ธรรมชาติและทรัพยากรธรรมชาติ (International Union for the Conservation of Nature and Natural Resources) กล่าว  พืชและดอกไม้ที่มิใช่ของพื้นเมือง (มาจากต่างประเทศ, เกี่ยวกับต่างประเทศ, ประหลาด, ผิดธรรมดา) (exotic) จำนวนมากถึง ๓๐,๐๐๐ ชนิดใกล้จะ (จวนจะ, อยู่ในเส้นทางที่จะ(on the brink of) สูญพันธุ์แล้วทั่วโลก (around the world)การศึกษา (การวิจัย, การเรียน, การค้นคว้า, การดูหนังสือ, การพิเคราะห์พิจารณา, สิ่งที่ศึกษา, สิ่งที่ค้นคว้า)  (A study) เสนอ (เสนอแนะ, แนะนำ, ชักชวน, บอกเป็นนัย, แย้ม, กระตุ้น, ชวนให้นึกถึง) (suggests) ว่า  บางที ๑๐ เปอร์เซ็นต์ของพืช ๒๐,๐๐๐ ชนิดซึ่งเป็นพืชพื้นเมือง (เป็นของพื้นเมือง, ของท้องถิ่น, แต่กำเนิด, โดยกำเนิด, เกี่ยวกับคนพื้นเมือง, เกี่ยวกับถิ่นกำเนิด)  (native) ในสหรัฐฯ ก็ตกอยู่ในอันตราย (in danger) ของการสาบสูญ (สูญหาย, ตาย) (disappearing) ไปชั่วนิรันดร (ตลอดกาล, ตลอดไป, ชั่วกาลนาน) (for good) ด้วยเช่นกัน

            นักพฤกษศาสตร์ (Botanists) ผู้ซึ่งเป็นผู้เชี่ยวชาญ (เป็นผู้ชำนาญ, ศึกษาเป็นพิเศษ, ศึกษาเฉพาะสาขา) (specialize) ในการศึกษาวิจัย (เรื่อง) เหล่านี้กล่าวว่า  บางทีความเสียหาย (การสูญเสีย ความหายนะ, การขาดทุน, การเสีย, การแพ้, การหาย, การสูญเสียทหาร, จำนวนทหารที่สูญเสียไป, ภาวะที่งงงวย) (losses) ที่รุนแรง (ร้ายแรง, สาหัส, ดุเดือด, เข้มงวด, กวดขัน, เคร่ง, เคร่งขรึม, เคร่งครัด, เอาจริงเอาจัง, หนาวจัด)  (severe) ที่สุด  ก็คือความเสียหาย (those) ที่มีสาเหตุมาจาก (caused by) นักเก็บสะสมพืช (plant collectors)  ทั้งแบบเป็นการพาณิชย์ (เป็นการค้า, เกี่ยวกับการค้า)  (commercial) และสมัครเล่น (ไม่จริงจัง) (amateur)  ทั้งนี้  ต้นตะบองเพชร (Cacti) เช่น  พันธุ์หางบีเวอร์ (beavertail) ซึ่งมีดอกสีแดงม่วง (magenta-flowered) กำลังถูกตัด (ผ่า, ฉีก, ชำแหละ, กรีดขาด, คว้าน, เลื่อย) (ripped) เป็นจำนวนมาก (ไม่มีการเลือก, กว้างขวาง, เกี่ยวกับการขายส่ง, แบบขายส่ง) (wholesale) จากทะเลทราย (deserts) ต่างๆ ในสหรัฐฯ เพื่อการขนส่งทางเรือ (การลำเลียงทางเรือ, การขนส่ง, การลำเลียง, น้ำหนักบรรทุก, ปริมาณสินค้าที่ขนส่งในครั้งหนึ่งๆ, ของที่ลำเลียง) (shipment) ไปยังยุโรปและญี่ปุ่น – ทั้งๆ ข้อเท็จจริงที่ว่า (despite the fact that) พวกมันแทบจะไม่ (rarely) รอดชีวิต (อยู่รอด, รอดตาย, มีชีวิตอยู่ต่อไป, ดำรงอยู่, เหลืออยู่, ยังคงมีชีวิตอยู่) (survive) เป็นเวลาเกินกว่า ๑ ปีภายหลังจากการถอนราก (ถอนรากถอนโคน, ทำลายสิ้น, ขจัดสิ้น) (uprooting)  (นอกจากนั้น) พันธุ์พืช (เชื้อสาย, เทือกเถาเหล่ากอ, ตระกูล, คลังสินค้า, พัสดุ, สินค้าในร้าน, ของสะสม, จำนวนที่สะสมไว้, ก้าน, โคนต้น, ลำต้น, ตอไม้, เขียงไม้, ปศุสัตว์, หลักทรัพย์) (stocks) ป่า (Wild) ของพันธุ์ไม้ (plants) แปลก (ไม่ธรรมดา, ผิดธรรมดา, เป็นข้อยกเว้น) (unusual) หรือสวยงามเป็นพิเศษ (exceptionally beautiful)  รวมทั้งต้นกับดักแมลงวันวีนัส (Venus flytrap) และกล้วยไม้ (ดอกกล้วยไม้)(orchids) บางพันธุ์ (certain species) ก็กำลังถูกทำลายโดยผู้รักธรรมชาติ (nature lovers) ที่มีความกระตือรือร้นสนใจมากเกิน (overkeen) ด้วยเช่นกัน (หมายถึง  สนใจมากถึงขนาดเก็บเอาพืชเหล่านี้มาเพื่อสะสมหรือปลูกที่บ้านของตน)

            ยังมีนักเก็บสะสมพืชอีกประเภทหนึ่งด้วยเช่นกัน  คือ  ผู้ขายยาเสพย์ติด (drug pushers),  พวกเขากำลังตัด (เก็บ, เด็ด, ตักด้วยทัพพี กระบวย หรือกระชอน, ทำให้เป็นโพรง) (scooping up) พันธุ์ไม้หลายพันชนิด (thousands of plants) ซึ่งมี (บรรจุ)  (contain) สารเคมี (chemicals) ที่เปลี่ยนแปลงจิตใจ (mind-altering) (หมายถึง  กระตุ้นจิตใจหรือหลอนประสาทมนุษย์)  เช่น  พืชตะบองเพชรซึ่งมีสารที่มีฤทธิ์หลอนประสาท (peyote) (เพ-โอ๊ท-ที่),  ทั้งนี้  เมื่อ ๕ หรือ ๖ ปีล่วงมาแล้ว  มีพื้นที่หลายพันเอเคอร์ในหุบเขาริโอกรานเดทางตอนใต้ (lower Rio GrandeValley)  ที่ซึ่งตะบองเพชรชนิดนี้เจริญเติบโต (งอกงาม, ปลูก) (grew) ในปริมาณที่มากมายจนล้น (ความฟุ่มเฟือย, ความสุรุ่ยสุร่าย) (profusion),  ปัจจุบัน  การไปเยือน (visits) แห่งแล้วแห่งเล่า (one after another) ของสถานที่ (ที่ตั้ง, ตำแหน่งแห่งที่) (locations) ซึ่ง (ตะบองเพชร) เจริญงอกงาม (รุ่งเรือง, เฟื่องฟู, มั่งคั่ง, โอ้อวด, แกว่ง, โบก) (flourishing) เมื่อก่อนนี้ (แต่ก่อนนี้) (previously) เหล่านี้  แสดงให้เห็นว่ามัน (สถานที่) ปราศจาก (ขาดแคลน, เป็นหมัน, ไม่มีบุตร, แห้งแล้ง, ปราศจากพืชผล, ไม่ได้ผล, ไม่น่าสนใจ, ไร้ความคิด, จืดชืด) (barren) แม้กระทั่ง (even) ตัวอย่าง (แบบอย่าง, ผลิตภัณฑ์ตัวอย่าง, ตัวอย่างในการทดลอง, คนประหลาด, สิ่งประหลาด) (specimen) ที่รอดชีวิต (มีชีวิต) (surviving) สักต้นเดียว (ของตะบองเพชรพันธุ์นี้) (หมายถึง  ไม่มีตะบองเพชรที่รอดชีวิตเหลืออยู่เลยแม้แต่เพียงต้นเดียว)

            คุณค่า (ค่า, มูลค่า, ราคา, ค่าเป็นเงิน, ค่าตอบแทน, ค่านิยม, ขนาด, ปริมาณ) (value) ของพืชแผ่ขยาย (แผ่ออก, ขยายออก, ยืดออก, ทำให้กว้างออก, กางออก, ไปถึง, เพิ่มขึ้น) (extends) เกินไปกว่า (เหนือกว่า, มากกว่า, พ้น, ไกลจาก, โพ้น, ไกลโพ้น, ห่างไกล) (beyond) ความสามารถกินได้ (edibility) และคุณสมบัติทางการรักษาโรค (medical properties),  โดยพันธุ์พืชหายาก (rare species) จำนวนมากปกป้อง (คุ้มครอง, ป้องกัน, พิทักษ์, รักษา, อารักขา) (protect) ดิน (soil) จากการทำให้สึกกร่อน (การกัดกร่อน, การเซาะ, การชะ, กระบวนการที่พื้นผิวโลกถูกชะด้วยน้ำ ลมและอื่นๆ) (erosion) ในพื้นที่ต่างๆ  เช่น  เนินทราย (สันทรายที่เกิดจากแรงลม) (sand dunes)ยอดเขา (mountaintops) และแนวชายฝั่ง (shore lines),  ส่วน (พืชพันธุ์) ชนิดอื่นๆ ช่วยบ่งชี้ (ชี้บอก, แสดง, ชี้แนะ, ทำให้รู้) (indicate) ตำแหน่งที่ตั้ง (สถานที่) (locations) ของแร่ธาตุที่สำคัญ (important minerals)  รวมทั้งทองแดง (copper) และตะกั่ว (lead)

___________________________________

****หมายเหตุ – ริโอกรานเดเป็นแม่น้ำสายหลักสายหนึ่งทางภาคตะวันตกเฉียงใต้ของสหรัฐฯ  และภาคเหนือของเม็กซิโก  แม่น้ำสายนี้เริ่มต้นทางตอนกลางค่อนมาทางใต้ของรัฐโคโลราโดในสหรัฐฯ  และไหลออกสู่อ่าวเม็กซิโก

           

เรียน   ท่านผู้ติดตามอ่านเว็บไซต์  “everydayenglish.pwa.co.th                  

 

                ถ้าท่านมีคำแนะนำให้ปรับปรุงเว็บไซต์นี้ประการใด  กรุณาส่ง e-mail ไปที่  ดร. วัชรินทร์  ภูเขาทอง  อดีต  ผอ. สำนักวิทยาการ  การประปาส่วนภูมิภาค  ผู้จัดทำเว็บไซต์นี้  ตาม  “Address”  (โปรดระบุหัวเรื่องด้วยว่า  “ปรับปรุงเว็บไซต์”)   เพื่อที่ผู้จัดทำฯ จะได้ปรับปรุงเนื้อหาได้ตรงตามความประสงค์ของผู้อ่านเว็บไซต์นี้ต่อไป

 

 

 

 

หมวดข้อสอบ READING (ตอนที่ 92)

การประปาส่วนภูมิภาค  “มุ่ง-มั่น-เพื่อปวงชน”

 

DirectionRead the following passage and choose the best answer for each question.

(จงอ่านบทความต่อไปนี้  และเลือกคำตอบที่ดีที่สุดสำหรับแต่ละคำถาม)

 

The People of the Future

 

          The inhabitants of the earth are divided not only by race, nation, religion or ideology, but also, in a sense, by their position in time.  Examining the present populations of the globe, we find a tiny group who still live, hunting and food-foraging, as men did millennia ago.  Others, the vast majority of mankind, depend not on bear-hunting or berry-picking, but on agriculture.  They live, in many respects, as their ancestors did centuries ago.  These two groups taken together compose perhaps 70 per cent of all living human beings.  They are the people of the past.

          By contrast, somewhat more than 25 per cent of the earth’s population can be found in the industrialized societies.  They lead modern lives.  They are products of the first half of the twentieth century, moulded by mechanization and mass education, brought up with lingering memories of their own country’s agricultural past.  They are, in effect, the people of the present.

          The remaining 2 or 3 per cent of the world’s population, however, are no longer people of either the past or present.  For within the main centers of technological and cultural changes, in Santa Monica, California and Cambridge, Massachusetts, in New York and London and Tokyo, are millions of men and women who can already be said to be living the way of life of the future.  The people of the future, often without being aware of it, live today as millions more will live tomorrow.  And while they account for only a few per cent of the global population today, they already form an international nation of the future in our midst.  They are the advance agents of man, the earliest citizens of the worldwide super-industrial society which is now being born.

          What makes them different from the rest of mankind?  Certainly, they are richer, better educated, more mobile than the majority of the human race.  They also live longer.  But what specifically marks the people of the future is the fact that they are already caught up in a new, stepped-up pace of life.  They “live faster” than the people around them.

 

1. At present, men who live on hunting and gathering food as their forefathers did in the past are ___

__________.

(ในปัจจุบัน  มนุษย์ผู้ซึ่งดำรงชีวิตด้วยการล่าสัตว์และเก็บสะสมอาหาร  เหมือนกับที่บรรพบุรุษของพวกเขากระทำในอดีต  เป็น ______________)

    (a) a minority group    (คนกลุ่มน้อย)  (ดูคำตอบจากประโยคที่ ๒ ของพารากราฟแรกที่กล่าวว่า 

           “เมื่อตรวจสอบประชากรปัจจุบันของโลก  เราพบกลุ่มคนเล็กมากๆ  ผู้ซึ่งยังคงดำรงชีวิตโดย

           การล่าสัตว์และค้นหาอาหาร (สะสมอาหาร) เหมือนที่มนุษย์กระทำเมื่อหลายพันปีล่วงมาแล้ว)

    (b) a majority group    (คนกลุ่มใหญ่)

    (c) an industrialized society    (สังคมอุตสาหกรรม)

    (d) a super-industrial society    (สังคมอุตสาหกรรมระดับสุดยอด)

2. In the first paragraph, “inhabitants” refers to ____________________________________.

(ในพารากราฟแรก  “พลเมือง, ผู้อาศัย, ผู้อยู่อาศัย, สัตว์ที่อยู่อาศัย”  หมายถึง ________________)

    (a) chores    (ชอร์)  (งานเล็กๆน้อยๆ, งานบ้าน, งานประจำที่น่าเบื่อ เช่น งานทำความสะอาดบ้าน  งาน

           ในไร่นา)

    (b) avalanches    (แอฟ-วะ-ลานซ)  (ภาษาฝรั่งเศส)  (หิมะ  ดิน หรือหินถล่ม, สิ่งที่พังทลายลงมา)

    (c) episodes    {ตอน (หนึ่งของเรื่อง), ฉาก, บท, กรณี, คราว, ครั้ง}

    (d) miniatures    (มิ้น-นิ-เช่อะ)  (หุ่นจำลองขนาดเล็ก, รูปเล็ก, ภาพเล็ก, แบบที่ย่อส่วนลงมา, ภาพ

          เขียนที่เล็กมาก)

    (e) menaces    (ภัย, อันตราย)

    (f) hindrances    (อุปสรรค, การขัดขวาง-หยุดยั้ง-กีดกัน-ป้องกัน, ภาวะที่ถูกขัดขวาง, วิธีการขัดขวาง)

    (g) dwellers    (ผู้อาศัยอยู่, ผู้พักอยู่, ผู้รวบรวมความคิด)

    (h) lofty languages    (ภาษาที่สูงส่ง)

3. “in a sense” in paragraph 1 means ____________________________________________.

(“ในบางประการ มิใช่ทั้งหมด, บางส่วน”  ในพารากราฟ ๑ หมายถึง ______________________)

    (a) in absentia    (เมื่อบุคคลมิได้อยู่ในที่นั้น)

    (b) in a circle (= in circles)    (ไม่ไปถึงไหน, ไม่ก้าวหน้า, ไม่มีประโยชน์)

    (c) in addition    (นอกจาก, ในฐานะเป็นสิ่งพิเศษ)

    (d) in advance    (ล่วงหน้า, ก่อนที่จะทำหรือได้อะไรบางอย่าง, อยู่ข้างหน้า, มาก่อน)

    (e) in a nutshell    (อย่างสั้นๆ, ในแบบสรุป, พูดแบบสั้นๆ)

    (f) in a (the) family way    (กำลังจะมีลูก)  (ใช้กับคนหรือสัตว์เท่านั้น)

    (g) in any case (= in any event = at all events)    (อย่างแน่นอน, ไม่ว่าอะไรจะเกิดขึ้นก็ตาม, โดยไม่

           คำนึงถึงสิ่งอื่น, อย่างไรก็ตาม)

    (h) in some ways but not in all    (ในบางประการ  แต่มิใช่ทั้งหมด)

4. What does “millennia” in paragraph 1 mean?

(หลายพันปี”  ในพารากราฟ ๑  หมายถึงอะไร)

    (a) centuries    (หลายศตวรรษ)

    (b) decades    (หลายทศวรรษ)

    (c) millennium    (ระยะเวลา ๑ พันปี, การฉลองครบรอบ ๑,๐๐๐ ปี, ระยะเวลาแห่งความถูกต้องและความสุข) 

          (เป็นเอกพจน์ของ  “millennia”)

    (d) millineries    (หมวกผู้หญิงและสินค้าจำพวกหมวกผู้หญิง, โรงงานทำหมวกผู้หญิง, ร้านขายหมวกผู้หญิง)

    (e) millionaires    (มิล-ยะ-แน่ร์)  (เศรษฐีเงินล้าน, บุคคลที่รวยมาก)

    (f) a billion of years    (ระยะเวลา ๑ พันล้านปี – อเมริกา, ระยะเวลา ๑ ล้านล้านปี – อังกฤษ)

    (g) thousands of years    (หลายพันปี)

    (h) a trillion of years    (ระยะเวลา ๑ ล้านล้านปี – อเมริกา – เลข ๑๓ หลัก, ระยะเวลา ๑ ล้านล้านล้านปี –

           อังกฤษ – เลข ๑๙ หลัก)

5. “They” in paragraph 1 refers to ______________________________________________.

(“พวกเขา”  ในพารากราฟ ๑  หมายถึง _______________________________________)

    (a) hunters, food-gatherers, and farmers    (นายพราน, คนเก็บสะสมอาหาร และชาวไร่ชาวนา

           (ดูคำตอบจากพารากราฟ ๑  คนเหล่านี้เป็นบุคคลในอดีต  ซึ่งอยู่ในกลุ่มที่ ๑ และ ๒ ตามการ

           แบ่งของผู้เขียน)

    (b) berry-pickers    (ผู้เก็บลูกเบอรี่)

    (c) farmers    (ชาวไร่ชาวนา)

    (d) hunters    (นายพราน, นักล่า)

6. About a quarter of the world’s inhabitants _______________________________________.

(ประมาณ ๑ ใน ๔ ของประชากรโลก _________________________________________)

    (a) are well-educated mechanics    (เป็นช่างเครื่องกลที่มีการศึกษาดี)

    (b) live as their agricultural ancestors did    (ดำรงชีวิตเหมือนกับบรรพบุรุษที่ทำเกษตรกรรมของพวกเขา)

    (c) live in the first half of the 20th century    (มีชีวิตอยู่ในครึ่งแรกของศตวรรษที่ ๒๐)  (พารากราฟ ๒

           เพียงแต่กล่าวว่า  คนพวกนี้เป็นผลิตผลของครึ่งแรกของศตวรรษที่ ๒๐ (ค.ศ. ๑๙๐๐ – ๑๙๕๐) (หมายถึง 

           ช่วงเวลาดังกล่าวมีการปฏิวัติอุตสาหกรรม  โดยเริ่มต้นในยุโรปก่อน  และต่อมาขยายมาสู่อเมริกา  คน

           เหล่านี้  ซึ่งมีชีวิตต่อมาจากช่วงเวลาดังกล่าว  จึงได้รับประโยชน์จากอุตสาหกรรม  ที่ช่วยให้ชีวิตมีความ

           สะดวกสบายกว่าแต่ก่อน  เนื่องจากมีการใช้เครื่องจักรแทนแรงงานคน  และมีการคมนาคมที่สะดวกทั้ง

           ทางบก, น้ำและอากาศ)  ซึ่งถูกหล่อหลอมโดยการใช้เครื่องจักรกลและการศึกษาของมวลชน, และได้

           รับการอบรมเลี้ยงดูด้วยความทรงจำที่ยังเหลืออยู่ของอดีตซึ่งทำเกษตรกรรมของประเทศของตนเอง)

    (d) live in societies in which industrial labor is the main kind    (อาศัยอยู่ในสังคม  ซึ่งการใช้

           แรงงานทางด้านอุตสาหกรรมเป็นประเภทสำคัญที่สุด)  (ดูคำตอบจากประโยคแรกของพารา

           กราฟ ๒ ที่กล่าว่า  “ในทางตรงกันข้าม  ค่อนข้างมากกว่า ๒๕ เปอร์เซ็นต์ของประชากรของ

           โลกสามารถพบได้ในสังคมอุตสาหกรรม)

7. “The present populations” in the first paragraph refers to _________________________.

(“ประชากรปัจจุบัน”  ในพารากราฟแรก  หมายถึง ________________________________)

    (a) people of some different countries    (ผู้คนของประเทศต่างๆ บางประเทศ) 

    (b) all groups of people of the world    (คนทุกกลุ่มของโลก)

    (c) people of different generations    (ผู้คนเจนเนอเรชั่นต่างๆ)

    (d) a great number of the world’s population    (ประชากรจำนวนมากของโลก)  (ดูคำตอบจาก

           ประโยคที่ ๒ ของพารากราฟแรกที่กล่าวว่า  “เมื่อตรวจสอบประชากรปัจจุบันของโลก  เราพบ

           กลุ่มคนเล็กมากๆ  ผู้ซึ่งยังคงดำรงชีวิตโดยการล่าสัตว์และค้นหาอาหาร (หาของป่า) เหมือนที่

           มนุษย์กระทำเมื่อหลายพันปีล่วงมาแล้ว”  ซึ่งหมายถึง  การสุ่มตัวอย่างสำรวจประชากรจำนวน

           มากทั่วโลก)

8. “moulded” (หรือ “molded”) in the second paragraph could best be replaced by ___________.

(“หล่อหลอม, ก่อเป็นรูปร่างขึ้นจากแม่พิมพ์, มีอิทธิพลในการสร้างแบบขึ้น, ฝึกฝน”  ในพารากราฟ ๒  สามารถแทนดีที่สุดโดย ______________)

    (a) prompted    (กระตุ้น)

    (b) convicted   (ตัดสินว่าได้กระทำผิด, พิสูจน์แล้วว่ากระทำผิด)

    (c) catered   (เค้-เท่อะ)  (จัดหาอาหารให้, จัดหาสิ่งที่ต้องการให้, เสนอรายการบันเทิง)

    (d) acknowledged   (ยอมรับ, รับรอง, เห็นคุณค่า, แจ้งว่าได้รับ)

    (e) cast    (หล่อหลอม, หล่อแบบ, ให้กำเนิด, คำนวณ, ตรวจหา, วางแผน, ขว้าง, ทิ้ง, เหวี่ยง, โยน,

          หว่าน, ทอด (แสง, เงา, สายตา), ปลด, หย่อน, ทำนาย, จัดการ)  (กริยา ๓ ช่อง  คือ “Cast,

          Cast, Cast”)

    (f) precipitated   (เร่งรัดให้เกิดขึ้น)

    (g) enlightened   (ให้ความรู้ความสว่าง, บอกแจ้ง, สอน)

    (h) invalidated   (อิน-แว้ล-ลิ-เดท)  (ทำให้เป็นโมฆะ, ทำให้ไร้ผล, ทำให้ใช้การไม่ได้)

9. What does “in effect” in paragraph 2 mean?

(“เหมือนกันในความหมายหรือผลลัพธ์, มีผลบังคับใช้”  ในพารากราฟ ๒  หมายถึงอะไร)

    (a) in fact    (ตามความเป็นจริง)

    (b) in case    (เพื่อเป็นการเตรียมพร้อม, ในฐานะเป็นการระวังล่วงหน้า, ถ้าจำเป็น, ถ้า, ถ้าเผื่อว่า...............)

    (c) in charge    (รับผิดชอบ, มีอำนาจหรือควบคุม, อยู่ในฐานะกำกับดูแล)

    (d) in cold blood    (อย่างเลือดเย็น, อย่างปราศจากความสงสาร)

    (e) the same in meaning or result    (มีความหมายหรือผลลัพธ์เหมือนกัน)

    (f) in common    (เป็นเจ้าของร่วมกันหรือเท่าๆ กัน, ใช้งานหรือเป็นเจ้าของโดยทุกคน, (มีประสบการณ์)

           เหมือนๆ กัน)

    (g) in consequence    (เพราะฉะนั้น, ดังนั้น, ผลที่ตามมา)

    (h) in demand    (เป็นที่ต้องการ)

10. A few per cent of the world’s population at present are specifically distinguished from the people both of the present and the past because they _____________.

(๒ – ๓ เปอร์เซ็นต์ของประชากรของโลกในปัจจุบัน  มีความแตกต่างเป็นพิเศษ (อย่างโดยเฉพาะ) จากผู้คนของทั้งปัจจุบันและอดีต  เพราะว่าพวกเขา _____________)

      (a) set up a nation of their own independently    (จัดตั้งประเทศของตนเองอย่างเป็นอิสระ)

      (b) live in the advanced life style of future society    (ดำเนินวิถีชีวิตที่ก้าวหน้า (ล้ำยุค) ของ

             สังคมในอนาคต)  (ดูคำตอบจากประโยคที่ ๔ ของพารากราฟสุดท้ายที่กล่าวว่า  “แต่สิ่งที่เป็น

             เครื่องหมายอย่างเป็นพิเศษ (อย่างโดยเฉพาะ) กับผู้คนแห่งอนาคต  คือ  ข้อเท็จจริงที่ว่าพวก

             เขาได้ติดอยู่ในย่างก้าวของชีวิตแบบใหม่ที่เร่งรีบมากขึ้น เสียแล้ว)

      (c) are richer and better educated than the rest of the human race    (ร่ำรวยกว่าและมีการศึกษา

            ดีกว่าส่วนที่เหลือของเผ่าพันธุ์มนุษย์)  (เป็นความจริงอย่างหนึ่งของคนกลุ่มนี้  แต่มิได้ทำให้พวกเขา

            แตกต่างเป็นพิเศษจากผู้คนของทั้งปัจจุบันและอดีต)

      (d) work in the fields of technology and culture    (ทำงานในสาขาเทคโนโลยีและวัฒนธรรม)

11. “it” in the third paragraph refers to ___________________________________________.

(“มัน”  ในพารากราฟ ๓  หมายถึง __________________________________________)

      (a) living in industrialized societies    (การดำรงชีวิตในสังคมอุตสาหกรรม)

      (b) living the way of life of the future    (การดำเนินวิถีชีวิตของอนาคต)  (ดูคำตอบจากประโยค

             ที่ ๓ ของพารากราฟ ๓ ที่กล่าวว่า  “ผู้คนแห่งอนาคตพวกนี้,  บ่อยครั้งมิได้ตระหนักถึงมัน,  ดำ

             รงชีวิตในปัจจุบันเหมือนกับที่ผู้คนอีกหลายล้านคนจะดำรงชีวิตในอนาคต (หมายถึง เมื่อความ

             เจริญสูงสุดทางด้านเทคโนโลยีมาถึง)” “มัน” จึงหมายถึง  การดำเนินวิถีชีวิตของอนาคต)

      (c) living the way people live in big cities    (การดำรงชีวิตในแบบผู้คนที่อาศัยในเมืองใหญ่)

      (d) living today as millions of people are living    (การดำรงชีวิตในปัจจุบันเหมือนกับที่ผู้คนอีกหลาย

            ล้านคนกำลังกระทำอยู่)

12. “The people.………….live today as millions more will live tomorrow” in paragraph 3 means ______________.

(“ผู้คน....................ดำรงชีวิตในปัจจุบัน  เหมือนกับที่ผู้คนอีกหลายล้านคนจะดำรงชีวิตในอนาคต”  ในพารากราฟ ๓  หมายถึง ______________)

      (a) they spend their lives nowadays as they will in the future    (พวกเขาใช้ชีวิตในปัจจุบัน  เหมือน

             กับที่พวกเขาจะกระทำในอนาคต)

      (b) they spend their lives nowadays as others will in the future    (พวกเขาใช้ชีวิตในปัจจุ

             บัน  เหมือนกับที่คนอื่นๆ จะกระทำในอนาคต)  (ดูคำตอบจากประโยคที่ ๓ ของพารากราฟ ๓)

      (c) other people spend their lives today as they will in the future    (คนอื่นๆ ใช้ชีวิตในปัจจุบัน 

             เหมือนกับที่จะกระทำในอนาคต)

      (d) other people spend their lives today as a tiny group of people will in the future    (คนอื่นๆ

             ใช้ชีวิตในปัจจุบัน  เหมือนกับที่คนกลุ่มเล็กๆ กลุ่มหนึ่งจะกระทำในอนาคต)

13. “account for” in paragraph 3 means __________________________________________.

(“ประกอบขึ้นเป็น, อธิบายว่ามันเกิดขึ้นได้อย่างไรหรือทำไมจึงทำมัน”  ในพารากราฟ ๓  หมายถึง ____

_________)

      (a) explain    (อธิบาย)

      (b) desire    (ปรารถนา, ต้องการ, อยากได้)

      (c) are considered    (ได้รับการพิจารณา, ถูกถือว่า)

      (d) appreciate    (ยกย่อง, ชื่นชม, เห็นคุณค่า)

      (e) are responsible for    (รับผิดชอบต่อ)

      (f) despise    (ดิส-ไพ้ซ) (ดูถูก, ดูหมิ่น, เหยียดหยาม)

      (g) make up    (ประกอบขึ้นเป็น, แต่งเรื่อง, กุเรื่องขึ้น, ชดเชย, แต่งหน้า, เสริมสวย)

      (h) detest    (เกลียดชัง, ไม่ชอบมาก)

14. “the earliest citizens” in the third paragraph are ________________________________.

(“พลเมืองยุคแรกสุด”  ในพารากราฟ ๓  คือ ____________________________________)

      (a) the people of the present who are producing a new generation    (ผู้คนยุคปัจจุบัน  ผู้ซึ่งกำลัง

             สร้างคนรุ่นใหม่ขึ้นมา)

      (b) the progressive group of people who are pioneers of the life style of the future   

              (กลุ่มคนซึ่งก้าวหน้า  ผู้ซึ่งเป็นผู้บุกเบิกวิถีชีวิตของอนาคต)  (ดูคำตอบจากประโยคสุด

              ท้ายของพารากราฟ ๓ ที่กล่าวว่า  “พวกเขาเป็นตัวแทนความก้าวหน้าของมนุษย์  ซึ่ง

              เป็นพลเมืองยุคแรกสุดของสังคมอุตสาหกรรมระดับสุดยอด (เจริญถึงขีดสุด) ที่มีอยู่ทั่ว

              โลก  ซึ่งกำลังเกิดขึ้นมาในปัจจุบัน)

      (c) the group of people who are born in the second half of the 20th century    (กลุ่มคนผู้ซึ่งเกิดมา

             ในครึ่งหลังของศตวรรษที่ ๒๐)

      (d) the people of the present who are experimenting with a new kind of society    (ผู้คนยุคปัจจุบัน 

             ผู้ซึ่งกำลังทำการทดลองกับสังคมชนิดใหม่)

15. “the worldwide super-industrial society” in paragraph 3 is _______________________.

(“สังคมอุตสาหกรรมระดับสุดยอด (เจริญถึงขีดสุด) ที่มีอยู่ทั่วโลก”  ในพารากราฟ ๓  คือ _________)

      (a) a society which is highly industrialized    (สังคมซึ่งเป็นอุตสาหกรรมอย่างสูง)

      (b) a society which has efficient industrial workers    (สังคมซึ่งมีคนงานอุตสาหกรรมที่มีประสิทธิภาพ)

      (c) an industrial society which has a progressive system    (สังคมอุตสาหกรรมซึ่งมีระบบที่ก้าวหน้า)

      (d) a more advanced industrial society than that of the present    (สังคมอุตสาหกรรมซึ่งก้าวหน้า

            (เจริญ) กว่าสังคมปัจจุบัน)

16. “mobile” in the final paragraph is closest in meaning to ____________________________.

(“ก้าวหน้า, มีพลัง, เคลื่อนย้ายถ่ายเท, อพยพโยกย้าย, เปลี่ยนแปลงอยู่เสมอ”  ในพารากราฟสุดท้าย  มีความหมายใกล้เคียงที่สุดกับ ____________)

      (a) harmonious    (เข้ากันได้, สามัคคี, กลมกลืนกัน, เสนาะหู, คล้องจองกัน, ประสานกัน)

      (b) violent    (รุนแรง, ดุเดือด, ใช้กำลัง, ล่วงละเมิด, ซึ่งทำให้บาดเจ็บ, ทำลาย)

      (c) wary    (แว้-รี่)  (ระมัดระวัง, ระวังตัว, คอยเฝ้าดู, รอบคอบ)

      (d) peculiar    (แปลก, ประหลาด, พิกล)

      (e) progressive or dynamic    (ก้าวหน้าหรือมีพลัง)

      (f) gigantic    (ใหญ่โตผิดปกติ, มหึมา, มหาศาล, คล้ายยักษ์)

      (g) imaginative    (ช่างคิด, ช่างจินตนาการ)

      (h) sensible    (ฉลาด, มีเหตุผล, มีไหวพริบ)

      (i) valiant    (กล้าหาญ)

      (j) extravagant    (ฟุ่มเฟือย, สุรุ่ยสุร่าย, มากเกินไป)

17. What does “marks” in the final paragraph mean?

(“เป็นเครื่องหมาย, ทำรอย, ทำเครื่องหมาย, ทำให้เป็นแผลเป็น, ทำให้เป็นจุด, แสดงให้ปรากฏชัด, มุ่งหมาย, สังเกต, พิจารณา”  ในพารากราฟสุดท้าย  หมายถึงอะไร)

      (a) legalizes    (ทำให้เป็นเรื่องถูกกฎหมาย)

      (b) overthrows    (โค่น, ล้มล้าง, ล้มคว่ำ, ขว้างลูกได้ไกลกว่า)

      (c) tolerates    (อดทน, ทนทาน, อดกลั้น, ทนต่อ, ต้านฤทธิ์ยา)

      (d) familiarizes    (ฟะ-มี้ล-เยอะ-ไรซ)  (ทำให้คุ้นเคยกับ)

      (e) discriminates    (แยกแยะ, แบ่งแยก, วินิจฉัย, เลือกที่รักมักที่ชัง, ตัดสินโดยใช้เหตุผล)

      (f) symbolizes    (เป็นเครื่องหมาย, เป็นเครื่องแสดง, เป็นสัญลักษณ์, แสดงด้วยสัญลักษณ์หรือ

             เครื่องหมาย)

      (g) enriches    (ทำให้ร่ำรวย-อุดมสมบูรณ์, ประดับ, ตกแต่ง, เพิ่มคุณค่า, เพิ่มความสำคัญ, ทำให้คุณภาพดีขึ้น)

      (h) subsidizes    (ซั้บ-สิ-ได๊ซ)  (อุดหนุนเงิน, ให้เงินสงเคราะห์)

18. The writer of this passage probably intended to show us ___________________________.

(ผู้เขียนเรื่องนี้บางทีตั้งใจที่จะแสดงให้เราเห็น ___________________________________)

      (a) how people in the past and the present differ from those in the future    (ว่าผู้คนใน

             อดีตและปัจจุบันแตกต่างจากผู้คนในอนาคตอย่างไร)  (ดูคำตอบจาก “หมายเหตุ” ท้าย

             คำแปล)

      (b) how human beings in the present are divided into different groups    (ว่ามนุษย์ในปัจจุบันถูกแบ่ง

             ออกเป็นกลุ่มต่างๆ อย่างไร)

      (c) that we are living in societies that are evolving    (ว่าเรากำลังดำรงชีวิตในสังคมซึ่งกำลังวิวัฒนาการ

             – เจริญก้าวหน้า)

      (d) that we are living the way of life of the future    (ว่าเรากำลังดำเนินวิถีชีวิตของอนาคต)  (มีคนเพียง

            ๒ - ๓ เปอร์เซ็นต์ของประชากรโลกเท่านั้น  ที่กำลังดำเนินวิถีชีวิตแบบนี้)

 

(คำแปล)

ผู้คนแห่งอนาคต

 

            พลเมือง (ผู้อาศัย, ผู้อยู่อาศัย, สัตว์ที่อยู่อาศัย) (inhabitants) ของโลกถูกแบ่ง (แบ่งแยก, จำแนก, แบ่งสรร, แบ่งปัน, แยกแยะ, หาร) (divided) ไม่เพียงแต่โดยเชื้อชาติ (เผ่าพันธุ์, ชนชาติ, มนุษยชาติ, วรรณะ, วงศ์ตระกูล, เชื้อสาย, พันธุ์, การแข่งขัน, การแข่งขันความเร็ว, การวิ่งแข่ง) (race), ประเทศ (nation), ศาสนา (religion) หรืออุดมการณ์ (ideology) เท่านั้น  แต่ยัง (ถูกแบ่ง), ในบางประการ มิใช่ทั้งหมด (บางส่วน) (in a sense), โดยฐานะทางสังคมของพวกเขาในช่วงเวลาหนึ่ง (their position in time) อีกด้วย,  เมื่อตรวจสอบประชากรปัจจุบัน (Examining the present populations) ของโลก (ลูกโลก, รูปทรงกลม, สิ่งที่เป็นลูกทรงกลม) (globe)  เราพบกลุ่มคนเล็กมากๆ (tiny group) ผู้ซึ่งยังคงดำรงชีวิต (ดำเนินชีวิต, มีชีวิตอยู่, อาศัย, อยู่ในความทรงจำ, เลี้ยงปากเลี้ยงท้อง, กิน) (live) โดยการล่าสัตว์ (hunting) และค้นหาอาหาร (สะสมอาหาร) (food-foraging) เหมือนที่มนุษย์ (men) กระทำ (did) เมื่อหลายพันปี (millennia) ล่วงมาแล้ว,  ส่วนคนอื่นๆ  ซึ่งเป็นคนส่วนใหญ่มาก (vast majority) ของมนุษยชาติ (มนุษย์, คน, ผู้คนทั้งหลาย) (mankind) มิได้พึ่งพาอาศัย  (depend not on) การล่าหมี (bear-hunting) หรือการเก็บผลเบอรี่ (berry-picking)  แต่พึ่งพาอาศัยการเกษตรกรรม (agriculture),  พวกเขาดำเนินชีวิต (live)ในหลายแง่หลายมุม (in many respects)ตามที่บรรพบุรุษของพวกเขา (as their ancestors) กระทำ (ดำเนินชีวิต) (did) เมื่อหลายศตวรรษล่วงมาแล้ว,  คน ๒ กลุ่มเหล่านี้ (ตามที่กล่าวข้างต้น)  เมื่อนำมารวมกัน (taken together) จะประกอบกันเป็น (ก่อตัวเป็น, ประกอบด้วย, แต่ง (เพลง, ดนตรี), ประพันธ์, เรียบเรียง, สำรวมใจ, ตั้งสติ) (compose) บางที (เป็นไปได้ว่า) (perhaps) ๗๐ เปอร์เซ็นต์ของมนุษยชาติที่มีชีวิตอยู่ทั้งหมด,  พวกเขาเป็นผู้คนของอดีต (people of the past)                                          

          ในทางตรงกันข้าม (By contrast)  ค่อนข้าง (บางส่วน, บ้าง) (somewhat) มากกว่า ๒๕ เปอร์เซ็นต์ของประชากรของโลกสามารถพบได้ในสังคมอุตสาหกรรม (industrialized societies),  พวกเขาดำเนิน (นำ, พา, จูง, ชักจูง, นำหน้า, นำทาง, นำไปสู่, พูดนำ) (lead) ชีวิตทันสมัย (modern lives)  พวกเขาเป็นผลิตผล (ผลิตภัณฑ์)  (products) ของครึ่งแรกของศตวรรษที่ ๒๐ (ค.ศ. ๑๙๐๐ – ๑๙๕๐) (หมายถึง  ช่วงเวลาดังกล่าวมีการปฏิวัติอุตสาหกรรม  โดยเริ่มต้นในยุโรปก่อน  และต่อมาขยายมาสู่อเมริกา  คนเหล่านี้  ซึ่งมีชีวิตต่อมาจากช่วงเวลาดังกล่าว  จึงได้รับประโยชน์จากอุตสาหกรรม  ที่ช่วยให้ชีวิตมีความสะดวกสบายกว่าแต่ก่อน  เนื่องจากมีการใช้เครื่องจักรแทนแรงงานคน  และมีการคมนาคมที่สะดวกทั้งทางบก, น้ำและอากาศ)  ซึ่งถูกหล่อหลอม (ก่อเป็นรูปร่างขึ้นจากแม่พิมพ์, มีอิทธิพลในการสร้างแบบขึ้น, ฝึกฝน) (moulded) โดยการใช้เครื่องจักรกล (mechanization) และการศึกษาของมวลชน (mass education),  และได้รับการอบรมเลี้ยงดู (brought up) ด้วยความทรงจำที่ยังเหลืออยู่ (with lingering memories) ของอดีตซึ่งทำเกษตรกรรม (agricultural past) ของประเทศของตนเอง (their own country’s),  พวกเขา (คนกลุ่มนี้),  เหมือนกันในความหมายหรือผลลัพธ์ (มีผลบังคับใช้) (in effect),  คือผู้คนของปัจจุบัน (people of the present)

            ส่วนที่เหลือ (The remaining) ๒ หรือ ๓ เปอร์เซ็นต์ของประชากรของโลก,  อย่างไรก็ดี,  มิได้เป็นผู้คนไม่ว่าจะเป็นของอดีตหรือปัจจุบันต่อไปอีกแล้ว,  สำหรับภายในศูนย์กลางสำคัญที่สุด (main centers) ของการเปลี่ยนแปลงด้านเทคโนโลยีและวัฒนธรรม  คือ  ในเมืองซานตาโมนิกา  รัฐแคลิฟอร์เนีย และเมืองเคมบริดจ์ รัฐแมสซาชูเซตส์,  ในกรุงนิวยอร์ก และลอนดอนและโตเกียว  คือชายและหญิงจำนวนหลายล้านคน  ผู้ซึ่งสามารถกล่าวได้แล้วว่ากำลังดำเนินวิถีชีวิต (living the way of life) ของอนาคต,  ผู้คนแห่งอนาคตพวกนี้,  บ่อยครั้งมิได้ตระหนักถึงมัน (often without being aware of it)ดำรงชีวิตในปัจจุบัน (live today) เหมือนกับที่ผู้คนอีกหลายล้านคนจะดำรงชีวิตในอนาคต (as millions more will live tomorrow) (หมายถึง เมื่อความเจริญสูงสุดทางด้านเทคโนโลยีมาถึง),  และในขณะที่พวกเขาประกอบขึ้นเป็น (อธิบายว่ามันเกิดขึ้นได้อย่างไรหรือทำไมจึงทำมัน) (account for) เพียง ๒ – ๓ เปอร์เซ็นต์ของประชากรของโลกในปัจจุบันเท่านั้น  พวกเขาได้สร้าง (form) รัฐนานาชาติแห่งอนาคต (international nation of the future) ในท่ามกลางพวกเรา (in our midst) (หมายถึง  พลเมืองทั่วไปของโลก) ขึ้นมาแล้ว (เป็นการเปรียบเทียบคนกลุ่มนี้  ที่แตกต่างไปจากคนกลุ่มอื่นในการใช้เทคโนโลยีที่ทันสมัย  มิได้เป็นการสร้างรัฐนานาชาติขึ้นมาจริงๆ),  พวกเขาเป็นตัวแทนความก้าวหน้าของมนุษย์ (advance agents of man)  ซึ่งเป็นพลเมืองยุคแรกสุุด (earliest citizens) ของสังคมอุตสาหกรรมระดับสุดยอด (เจริญถึงขีดสุด) (superindustrial society) ที่มีอยู่ทั่วโลก (worldwide)  ซึ่งกำลังเกิดขึ้นมาในปัจจุบัน (now being born)

            อะไรทำให้พวกเขา (ผู้คนแห่งอนาคต) แตกต่างไปจากส่วนที่เหลือของมนุษยชาติ (the rest of mankind),  แน่นอนทีเดียว  พวกเขาร่ำรวยกว่า, มีการศึกษาดีกว่า (better educated), ก้าวหน้า (มีพลัง, เคลื่อนย้ายถ่ายเท, อพยพโยกย้าย, เปลี่ยนแปลงอยู่เสมอ) (mobile) มากกว่าส่วนใหญ่ (majority) ของเผ่าพันธุ์มนุษย์ (human race),  พวกเขายังมีชีวิตยืนยาวกว่า (live longer) ด้วย,  แต่สิ่งที่ (what) เป็นเครื่องหมาย (ทำรอย, ทำเครื่องหมาย, ทำให้เป็นแผลเป็น, ทำให้เป็นจุด, แสดงให้ปรากฏชัด, มุ่งหมาย, สังเกต, พิจารณา) (marks) อย่างเป็นพิเศษ (อย่างโดยเฉพาะ) (specifically) กับผู้คนแห่งอนาคต  คือ  ข้อเท็จจริงที่ว่า  พวกเขาได้ติดอยู่ใน (caught up in) ย่างก้าวของชีวิตแบบใหม่ที่เร่งรีบมากขึ้น (new, stepped-up pace of life) เสียแล้ว,  พวกเขา “ดำรงชีวิตรวดเร็วกว่า (live faster)ผู้คนที่อยู่รอบๆ ตัวพวกเขา (people around them)

_________________________________________

****หมายเหตุ – ในบทความนี้  ผู้เขียนแบ่งประชากรของโลกออกเป็น ๔ กลุ่ม, ๓ ยุคสมัย  กล่าวคือ กลุ่มแรกเป็นคนกลุ่มเล็กนิดเดียว  กระจายอยู่ทั่วโลก  ยังคงดำรงชีพด้วยการล่าสัตว์และออกหาอาหารในธรรมชาติ  เหมือนดังที่มนุษย์สมัยโบราณกระทำเมื่อหลายพันปีมาแล้ว,  คนกลุ่มที่ ๒ เป็นประชา กรส่วนใหญ่ของโลก  ดำรงชีพด้วยการล่าสัตว์, เก็บผลไม้ (หาของป่า) และทำเกษตรกรรมด้วย  เหมือนกับที่บรรพบุรุษของตนกระทำเมื่อหลายร้อยปีมาแล้ว  คน ๒ กลุ่มนี้รวมกันแล้วมีประมาณ ๗๐ เปอร์เซ็นต์ของประชากรของโลกปัจจุบัน  ผู้เขียนเรียกคน ๒ กลุ่มนี้ว่า “บุคคลของอดีต,”  ส่วนคนกลุ่มที่ ๓ มีมากกว่า ๒๕ เปอร์เซ็นต์ของประชากรโลก  เป็นคนที่อยู่ในสังคมอุตสาหกรรม  ดำเนินชีวิตที่ทันสมัย  คนกลุ่มนี้ได้รับประโยชน์จากการปฏิวัติอุตสาหกรรมในทวีปยุโรปและอเมริกาในครึ่งแรกของศตวรรษที่ ๒๐ (ค.ศ. ๑๙๐๐ – ๑๙๕๐)  คนเหล่านี้จึงได้รับผลพวงแห่งความเจริญก้าวหน้าจากการประดิษฐ์คิดค้นสิ่งอำนวยความสะดวกต่างๆ  รวมทั้งการคมนาคมของโลก  พวกเขาได้รับความสะดวกสบายจากการใช้เครื่องจักรกล  และมีความรู้ความชำนาญจากการศึกษาในโรงเรียนและมหาวิทยาลัย  ผู้เขียนเรียกคนกลุ่มนี้ว่า “บุคคลของปัจจุบัน”

            สำหรับคนกลุ่มที่ ๔ ซึ่งเป็นกลุ่มสุดท้าย  มีเพียง ๒ – ๓ เปอร์เซ็นต์ของประชากรโลก  คนกลุ่มนี้กระจายอยู่ในเมืองใหญ่ๆ ของโลกที่มีความเจริญก้าวหน้าทางด้านเทคโนโลยีสูง  และมีการเปลี่ยนแปลงทางวัฒนธรรมด้วย  คนเหล่านี้มีวิถีชีวิตของอนาคต  ที่กำลังพัฒนาก้าวหน้าไปเรื่อยๆ  และจะพัฒนาถึงขั้นสูงสุดในอนาคตอันใกล้นี้  จนกลายเป็นสังคมอุตสาหกรรมระดับสุดยอด  คนกลุ่มนี้ต่างจากประชากรโลกที่เหลือ  คือ  พวกเขามีความร่ำรวย  มีการศึกษาดี  และก้าวหน้า, มีพลัง, เคลื่อนย้ายถ่ายเท-อพยพโยกย้ายมากกว่าคนกลุ่มอื่น  และยังมีชีวิตยืนยาวกว่าด้วย  คนกลุ่มนี้มีวิถีชีวิตแบบใหม่ที่รีบเร่ง  และใช้ประโยชน์จากเทคโนโลยีระดับสูง  เมื่อเปรียบเทียบกับคนกลุ่มอื่นๆ รอบๆ ตัวพวกเขา,  ผู้เขียนเรียกคนกลุ่มนี้ว่า “บุคคลของอนาคต” 

 

เรียน   ท่านผู้ติดตามอ่านเว็บไซต์  “everydayenglish.pwa.co.th                  

 

                ถ้าท่านมีคำแนะนำให้ปรับปรุงเว็บไซต์นี้ประการใด  กรุณาส่ง e-mail ไปที่  ดร. วัชรินทร์  ภูเขาทอง  อดีต  ผอ. สำนักวิทยาการ  การประปาส่วนภูมิภาค  ผู้จัดทำเว็บไซต์นี้  ตาม  “Address”  (โปรดระบุหัวเรื่องด้วยว่า  “ปรับปรุงเว็บไซต์”)   เพื่อที่ผู้จัดทำฯ จะได้ปรับปรุงเนื้อหาได้ตรงตามความประสงค์ของผู้อ่านเว็บไซต์นี้ต่อไป

 

 

 

หมวดข้อสอบ READING (ตอนที่ 91)

การประปาส่วนภูมิภาค  “มุ่ง-มั่น-เพื่อปวงชน”

 

DirectionRead the following passage and choose the best answer for each question.

(จงอ่านบทความต่อไปนี้  และเลือกคำตอบที่ดีที่สุดสำหรับแต่ละคำถาม)

 

The Evolution of Man

 

          It is timely to remind ourselves that history did not begin yesterday, or end then.  Man is an evolved being whose evolution is still going on.  We are creatures like others in course of change, and we are unlike the others mainly in our rate and range of change.  Very recent studies of the protein chemistry of primates suggest that we and the chimpanzee were one stock no longer than ten to twenty million years ago, so that our evolution has gone prodigiously fast (particularly in the growth of our brain in the last million years).  By contrast, such social insects as the ants have remained quite unchanged for at least fifty million years, locked in their rigid hierarchies in which function is fixed by structure.

          We have to face the logic of life, which is that species reach a steady state, and stop evolving, only when the individuals fall into uniform and indeed identical types.  By contrast, evolution goes on if there is a pool of viable mutations, which can express themselves in structures and in behavior different from the normal; so that it is reasonable to prophesy that the more variable the members of a species are, the more freely and unexpectedly will it evolve.  If we are opposed to stereotypes and to conformity, if we value variety in human beings, we cannot be squeamish in admitting that, as a consequence, man will go on evolving quite strangely.

 

1. When the author talks about “creatures” in paragraph 1, he includes __________________.

(เมื่อผู้เขียนพูดเกี่ยวกับ “สัตว์” ในพารากราฟ ๑, เขารวมถึง __________________________)

    (a) only man    (มนุษย์เท่านั้น)

    (b) only mammals    (สัตว์เลี้ยงลูกด้วยนมเท่านั้น)

    (c) other animals but not man    (สัตว์อื่นๆ แต่มิใช่มนุษย์)

    (d) man as well as other animals    (มนุษย์เช่นเดียวกับสัตว์อื่นๆ)

2. In the first paragraph, “timely” refers to ________________________________________.

(ในพารากราฟแรก,  “เป็นเวลาที่เหมาะสม, ถูกกาลเทศะ, ทันกาลทันเวลา”  หมายถึง ____________)

    (a) timeless    (ถาวร, นิรันดร, ตลอดไป, ไม่จำกัดเวลา, ไม่มีจุดเริ่มต้นและไม่มีที่สิ้นสุด)

    (b) timesaving    (ประหยัดเวลา, ย่นเวลา)

    (c) timing    (การจับเวลา, การเลือกเวลาที่เหมาะสมที่สุด, การคำนวณเวลา, การควบคุมความเร็ว,

           การควบคุมจังหวะ)

    (d) obsolete    (ล้าสมัย, เลิกใช้แล้ว)

    (e) intimate    (คุ้นเคย, ใกล้ชิด, สนิทสนม, ลึกซึ้ง, ที่สนิทสนมในทางเพศ)  (เมื่อเป็นคำนาม  หมายถึง 

          “เพื่อนสนิท”)

    (f) controversial    (ซึ่งถกเถียงกัน-โต้แย้งกัน, ซึ่งมีปัญหา, ซึ่งยังเถียง-ทะเลาะกันอยู่)

    (g) well-timed or appropriate    (เป็นเวลาที่ดี หรือเหมาะสม)

    (h) unexpected    (ไม่คาดฝัน, ไม่ได้คาดคิดมาก่อน, นึกไม่ถึง, ประหลาดใจ, ฉับพลัน)

    (i) ambitious    (ทะเยอทะยาน, มักใหญ่ใฝ่สูง)

3. “remind” in paragraph 1 means ______________________________________________.

(“เตือนความจำ, เตือน, เตือนให้ระลึกถึง, ทำให้จำได้”  ในพารากราฟ ๑  หมายถึง ______________)

    (a) overcome    (เอาชนะ, มีชัย, พิชิต, ข่มขวัญ, ครอบงำ)

    (b) compel    (บังคับ, ทำให้ต้อง)

    (c) escalate    (ขยายตัว, ลุกลาม, ขยายวงกว้าง)

    (d) decline    (ลดลง, เสื่อมลง, ปฏิเสธ)

    (e) fluctuate    (เปลี่ยนแปลง, ขึ้นๆลงๆ)

    (f) disseminate    (เผยแพร่, แพร่กระจาย, ทำให้กระจัดกระจาย)

    (g) denote    (บ่งชี้, แสดงถึง, เป็นเครื่องหมาย, ชี้แนะ)

    (h) bring to mind    (เตือนความทรงจำ, เตือนให้นึกถึง)

4. The word “evolution” in paragraph 1 could best be replaced by ______________________.

(คำว่า  “วิวัฒนาการ, พัฒนาการ, การค่อยๆ ปรากฏขึ้น, ความก้าวหน้า, การเจริญเติบโต”  ในพารากราฟ ๑  สามารถแทนดีที่สุดโดย _____________)

    (a) expedition    (การเดินทาง, คณะผู้เดินทาง, ความว่องไวหรือรวดเร็ว)

    (b) adventure    (การผจญภัย, การเสี่ยงภัย, ประสบการณ์ที่ตื่นเต้น, อันตรายที่คาดไม่ถึง, ความตื่นเต้น)

    (c) endurance    (ความอดทน, ความทนทาน, ความอดกลั้น)

    (d) intelligence    (สติปัญญา, ความเฉลียวฉลาด, ข่าวกรอง, การสืบราชการลับ)

    (e) attempt    (ความพยายาม)

    (f) development    (วิวัฒนาการ, พัฒนาการ, การพัฒนา, ความก้าวหน้า, ภาวะที่ค่อยๆ

           ปรากฏชัดขึ้น)

    (g) attribute    (คุณสมบัติ, คุณลักษณะ)

    (h) proficiency    (ความเชี่ยวชาญ, ความชำนาญ, ความคล่องแคล่ว)

5. From the passage we learn that ______________________________________________,

(จากเนื้อเรื่อง – บทความ – เราเรียนรู้ว่า ______________________________________)

    (a) man changes unceasingly but slowly    (มนุษย์เปลี่ยนแปลงอย่างไม่หยุดหย่อน  แต่อย่างช้า)

    (b) man changes rapidly and consciously    (มนุษย์เปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว  และอย่างรู้สึกตัว)

    (c) man changes faster than any other animal    (มนุษย์เปลี่ยนแปลงเร็วกว่าสัตว์อื่นใด)  (ดูคำ

           ตอบจากประโยคที่ ๔ ของพารากราฟแรกที่กล่าวว่า  “การศึกษาเมื่อเร็วๆ มานี้เกี่ยวกับคุณสม

           บัติหรือปฏิกิริยาทางเคมีของโปรตีนของสัตว์เลี้ยงลูกด้วยนมประเภทคน, ลิงและตัวลีเมอร์

           เสนอว่า  เรา (มนุษย์) และลิงชิมแปนซีเป็นพันธุ์สัตว์ (ตระกูล) ที่มีอายุไม่นานไปกว่า ๑๐ – ๒๐

           ล้านปีล่วงมาแล้ว  ดังนั้น  วิวัฒนาการของเราได้ดำเนินไปอย่างรวดเร็วอย่างยิ่ง (โดยเฉพาะใน

           การเจริญเติบโตของสมองของเราในช่วง ๑ ล้านปีที่ผ่านมา))

    (d) man and the chimpanzee change at the same speed    (มนุษย์และลิงชิมแปนซีเปลี่ยนแปลงด้วย

           ความเร็วเท่ากัน)

6. Information about the rate of human evolution in this passage comes from the field of _________.

(ข้อมูล-ข่าวสารเกี่ยวกับอัตราวิวัฒนาการของมนุษย์ในเนื้อเรื่องนี้  มาจากสาขาของ _____________)

    (a) logic    (ตรรก, ตรรกวิทยา)

    (b) history    (ประวัติศาสตร์)

    (c) chemistry    (วิชาเคมี, คุณสมบัติหรือปฏิกิริยาทางเคมี)  (ดูคำตอบจากประโยคที่ ๔ ของพารา

           กราฟแรกที่กล่าวว่า  “การศึกษาเมื่อเร็วๆ มานี้เกี่ยวกับคุณสมบัติหรือปฏิกิริยาทางเคมีของโปร

           ตีนของสัตว์เลี้ยงลูกด้วยนมประเภทคน, ลิงและตัวลีเมอร์  เสนอว่า  เรา (มนุษย์) และลิงชิมแปน

           ซีเป็นพันธุ์สัตว์ (ตระกูล) ที่มีอายุไม่นานไปกว่า ๑๐ – ๒๐ ล้านปีล่วงมาแล้ว  ดังนั้น  วิวัฒนาการ

           ของเราได้ดำเนินไปอย่างรวดเร็วอย่างยิ่ง”)

    (d) social studies    (การศึกษาทางด้านสังคม)

7. When the author talks about “primates” in paragraph 1, he refers to ____________________.

(เมื่อผู้เขียนพูดเกี่ยวกับ  “สัตว์เลี้ยงลูกด้วยนมประเภทคน, ลิงและตัวลีเมอร์”  ในพารากราฟ ๑,  เขาหมายถึง ____________)

    (a) chimpanzees    (ลิงชิมแปนซี)

    (b) human beings    (มนุษย์)

    (c) all creatures    (สัตว์ทั้งหมด)

    (d) both man and the chimpanzee    (ทั้งมนุษย์และลิงชิมแปนซี)  (ดูคำตอบจากประโยคที่ ๔

           ของพารากราฟแรกที่กล่าวว่า  “การศึกษาเมื่อเร็วๆ มานี้เกี่ยวกับคุณสมบัติหรือปฏิกิริยาทาง

           เคมีของโปรตีนของสัตว์เลี้ยงลูกด้วยนมประเภทคน, ลิงและตัวลีเมอร์  เสนอว่า  เรา (มนุษย์)

           และลิงชิมแปนซีเป็นพันธุ์สัตว์ (ตระกูล) ที่มีอายุไม่นานไปกว่า ๑๐ – ๒๐ ล้านปีล่วงมาแล้ว ....

           ................”)

8. According to the passage certain kinds of evolution, even when they involve a period of ___________ million years, can still be considered “fast”.

(ตามที่เนื้อเรื่องกล่าว,  การวิวัฒนาการบางชนิด,  แม้กระทั่งเมื่อมันเกี่ยวข้องกับช่วงเวลา  ____________ ล้านปี,  ยังสามารถที่จะถูกถือว่า “เร็ว”)

    (a) ten    (สิบ)

    (b) one    (หนึ่ง)  (ดูคำตอบจากประโยคที่ ๔ ของพารากราฟแรกที่กล่าวว่า  “การศึกษาเมื่อเร็วๆ

           มานี้เกี่ยวกับคุณสมบัติหรือปฏิกิริยาทางเคมีของโปรตีนของสัตว์เลี้ยงลูกด้วยนมประเภทคน,

           ลิงและตัวลีเมอร์  เสนอว่า  เรา (มนุษย์) และลิงชิมแปนซีเป็นพันธุ์สัตว์ (ตระกูล) ที่มีอายุไม่นาน

           ไปกว่า ๑๐ – ๒๐ ล้านปีล่วงมาแล้ว  ดังนั้น  วิวัฒนาการของเราได้ดำเนินไปอย่างรวดเร็วอย่างยิ่ง

            (โดยเฉพาะในการเจริญเติบโตของสมองของเราในช่วง ๑ ล้านปีที่ผ่านมา)”  ซึ่งหมายถึงว่า 

            วิวัฒนาการของสมองมนุษย์ดำเนินไปอย่างรวดเร็วมาก  ในช่วง ๑ ล้านปีที่ผ่านมา)

    (c) fifty    (ห้าสิบ)

    (d) twenty    (ยี่สิบ) 

9. “identical” in the second paragraph refers to ____________________________________.

(“เหมือนกันทุกอย่าง, เหมือนกัน, อย่างเดียวกัน”  ในพารากราฟ ๒  หมายถึง _________________)

    (a) reliable   (ไว้วางใจได้, เชื่อถือได้, น่าเชื่อถือ)

    (b) judicious    (ฉลาด, รอบคอบ, สุขุม, มีเหตุมีผล, เหมาะสม, สมควร)

    (c) equivocal    (คลุมเครือ, กำกวม, มี ๒ นัย, มีเล่ห์นัย, ไม่แน่นอน, ไม่แน่ชัด, น่าสงสัย)

    (d) futile    (ไร้ผล, ไม่มีประโยชน์, หาความจริงไม่ได้, ขี้ปะติ๋ว, ไม่สำคัญ)

    (e) same    (เหมือนกัน, อย่างเดียวกัน, อันเดียวกัน, เช่นเดียวกัน, เท่ากัน, อย่างเก่า, ทำนอง

           เดียวกัน, ไม่เปลี่ยนแปลง, ไม่มีอะไรแปลกใหม่)

    (f) ambidextrous    (แอม-บิ-เด๊คซ-ทรัส)  (ถนัดทั้ง ๒ มือ, คล่องแคล่ว, ชำนาญมาก, ตี ๒ หน้า, หลอกลวง)

    (g) moderate    (ปานกลาง, พอสมควร, พอประมาณ, ไม่รุนแรง, ไม่มากเกินไป, เพลาๆ)

    (h) malevolent    (มะ-เลฟ-โว-เลิ่นท)  (ประสงค์ร้าย, มุ่งร้าย, เป็นอันตราย, ชั่ว, เลว)

    (i) eccentric    (ผิดปกติ, ประหลาด, พิกล, วิตถาร, เบี้ยว)

10. “mutations” in paragraph 2 is closest in meaning to ______________________________.

(“การเปลี่ยนแปลง, กระบวนการเปลี่ยนแปลง, การเปลี่ยนแปลงลักษณะของยีน, สิ่งที่เปลี่ยนแปลงหรือเปลี่ยนรูป”  ในพารากราฟ ๒  มีความหมายใกล้เคียงที่สุดกับ _____________)

      (a) objections    (การคัดค้าน, การไม่เห็นด้วย)

      (b) renovations    (การตกแต่งเสียใหม่, การปรับปรุงใหม่, การซ่อมแซม, การทำให้กลับคืนดีดังเดิม)

      (c) temptations    (การยั่วใจ, การล่อใจ, การล่อ, สิ่งล่อใจ)

      (d) alterations    (การเปลี่ยนแปลง)

      (e) negotiations    (การเจรจา)

      (f) expeditions    (เอค-สพิ-ดิ๊ช-ชั่น)  (การเดินทาง, การเดินทางเพื่อสำรวจ  ทำสงคราม หรืออื่นๆ, คณะผู้

            เดินทางดังกล่าว) 

      (g) assumptions    (ข้อสมมติฐาน)

      (h) capitulations    (คะ-พิ้ช-ชุ-เล้-ชั่น)  (การยอมแพ้, การยอมจำนน, การยินยอม, การหยุดต่อต้าน) 

11. Human evolution is shown in ________________________________________________.

(วิวัฒนาการของมนุษย์ถูกแสดงใน ___________________________________________)

      (a) variety and conformity    (ความหลากหลายและการทำอะไรที่เหมือนกับคนอื่นๆ)

      (b) uniformity and conformity    (ความเหมือนกันและการทำอะไรที่เหมือนกับคนอื่นๆ)

      (c) both structure and behavior    (ทั้งโครงสร้างและพฤติกรรม)  (ดูคำตอบจากประโยคที่ ๒

             ของพารากราฟ ๒ ที่กล่าวว่า  “ ในทางตรงกันข้าม (ในการเทียบเคียงเพื่อให้เห็นความแตก

             ต่างกัน)  การวิวัฒนาการจะดำเนินต่อไปถ้ามีจำนวนรวมของการเปลี่ยนแปลง  ที่สามารถ

             เจริญเติบโตหรือพัฒ นาได้  ซึ่งสามารถแสดงตัวเองในโครงสร้างและในพฤติกรรมที่แตก

             ต่างไปจากมาตรฐาน .......................)

      (d) both structure and its function    (ทั้งโครงสร้างและหน้าที่ของมัน)

12. The author states that members of a species will go on evolving _____________________.

(ผู้เขียนกล่าวว่า  สมาชิกของสัตว์พันธุ์หนึ่งจะวิวัฒนาการต่อไป ______________________)

      (a) if their environment changes    (ถ้าสภาพแวดล้อมของพวกมันเปลี่ยนแปลง)

      (b) as long as they vary from each other    (ตราบใดที่พวกมันแตกต่างจากกันและกัน)  (ดูคำ

             ตอบจากประโยคที่ ๒ ของพารากราฟ ๒ ที่กล่าวว่า  “ในทางตรงกันข้าม  การวิวัฒนาการจะ

             ดำเนินต่อไปถ้ามีจำนวนรวมของการเปลี่ยนแปลง  ที่สามารถเจริญเติบโตหรือพัฒนาได้  ซึ่ง

             สามารถแสดงตัวเองในโครงสร้างและในพฤติกรรมที่แตกต่างไปจากมาตรฐาน  ดังนั้น  มันจึง

             สมเหตุสมผลที่จะทำนายว่า  ยิ่งสมาชิกของสัตว์พันธุ์หนึ่งเปลี่ยนแปลงได้มากขึ้น  มัน (พันธุ์

             สัตว์นั้น) ก็จะยิ่งวิวัฒนาการได้อย่างอิสระ และอย่างไม่คาดฝันมากขึ้น)

      (c) as long as they are free to move around    (ตราบใดที่พวกมันมีอิสระที่เคลื่อนย้ายไปไหนมาไหนได้)

      (d) if they have a language to express themselves    (ถ้าพวกมันมีภาษาที่จะแสดงตัวเอง)

13. “it” in paragraph 2 (the second sentence) refers to ______________________________.

(มัน”  ในพารากราฟ ๒ (ประโยคที่ ๒) หมายถึง ________________________________)

      (a) member    (สมาชิก)

      (b) structure    (โครงสร้าง)

      (c) species    (พันธุ์สัตว์)  (ดูคำตอบจากประโยคที่ ๒ ของพารากราฟ ๒ ที่กล่าวว่า  “................

             ...... ดังนั้น  มันจึงสมเหตุสมผลที่จะทำนายว่า  ยิ่งสมาชิกของสัตว์พันธุ์หนึ่งเปลี่ยนแปลงได้

             มากขึ้น  มัน (พันธุ์สัตว์นั้น) ก็จะยิ่งวิวัฒนาการได้อย่างอิสระและอย่างไม่คาดฝันมากขึ้น)

      (d) behavior    (พฤติกรรม)

14. “opposed” in paragraph 2 is similar in meaning to _____________________________.

(“ไม่เห็นด้วย, คัดค้าน, ต่อต้าน, ขัดขวาง, เป็นปรปักษ์”  ในพารากราฟ ๒  มีความหมายเหมือนกับ ___________)

      (a) prohibited    (ห้าม, ขัดขวาง, ป้องกัน)

      (b) humiliated    (ฮิว-มิ้ล-ลี-เอท)  (ทำให้ขายหน้า, ทำให้เสียเกียรติ, ทำให้อัปยศ, ทำให้อดสูใจ)

      (c) resumed    (ดำเนินต่อไปใหม่, เริ่มต้นใหม่, กลับคืนใหม่, คืนสู่สภาพเดิม)

      (d) fascinated    (ทำให้หลงใหล, เป็นที่จับจิตจับใจแก่)

      (e) extinguished    {ดับ (ไฟ, ความอยาก, ความปรารถนา)}

      (f) resisted    (ต้าน, ต่อต้าน, ต้านทาน, สกัดกั้น, ทนต่อ, ขัดขืน, ขัดขวาง, อดกลั้น, ทน, อดทน)

      (g) offended    (ทำให้ขุ่นเคือง-ไม่พอใจ, กระทำผิด, ละเมิด, รุก, รุกราน)

      (h) clarified    (แคล้-ริ-ไฟ)  (ทำให้เข้าใจง่ายขึ้น, ทำให้ชัดเจน, ทำให้กระจ่าง, ทำให้บริสุทธิ์-ใสสะอาด)

      (i) proceeded    (กระทำต่อไป, ดำเนินการ, กระทำการ, ปฏิบัติ, ลงมือ, เริ่ม)

15. What does “squeamish” in paragraph 2 mean?

(“ตกใจง่าย, คลื่นไส้, อาเจียน, รู้สึกสะอิดสะเอียนได้ง่าย”  ในพารากราฟ ๒ หมายถึงอะไร)

      (a) prudent    (ฉลาด, มองการณ์ไกล, รอบคอบ, สุขุม, ระมัดระวัง, พิถีพิถัน, ประหยัด, มัธยัสถ์)

      (b) reckless    (สะเพร่า, ประมาท, ไม่เอาใจใส่)

      (c) ingenious    (อิน-เจ๊น-เยิส)  (เฉลียวฉลาด, ช่างประดิษฐ์, คล่องแคล่ว, ปราดเปรียว, เจ้าความคิด)

      (d) thrifty    (ประหยัด, มัธยัสถ์, ตระหนี่, รู้จักเก็บเงิน, ขี้เหนียว)

      (e) easily scared    (ตกใจง่าย)

      (f) dynamic    (กระตือรือร้น, มีประสิทธิภาพ)

      (g) affluent    (มั่งคั่ง, ร่ำรวย)

      (h) amiable    (เอ๊-มี-อะ-เบิ้ล)  (มีไมตรีจิต, สุภาพ,  อ่อนโยน, น่ารัก, ด้วยไมตรีจิต)

      (i) superstitious    (เชื่อถือโชคลาง, เชื่อไสยศาสตร์, เชื่องมงาย, ถือผีถือสาง, กลัวอย่างไม่มีเหตุผล  - 

           โดยเฉพาะด้านศาสนา)

16. The title which would best describe this passage is _______________________________.

(ชื่อเรื่องซึ่งจะบอก – พรรณนา – เรื่องนี้ได้ดีที่สุด คือ _____________________________)

      (a) The Nature of Man    (ธรรมชาติของมนุษย์)

      (b) Man, the Changing Animal    (มนุษย์, สัตว์ซึ่งเปลี่ยนแปลง)  (เนื้อเรื่องกล่าวถึงการวิวัฒนา

             การของมนุษย์  ซึ่งมีความแตกต่างจากสัตว์เนื่องมาจากศักยภาพของสมอง  ทั้งนี้  การที่

             มนุษย์มีการเปลี่ยนแปลงและแตกต่างกัน  และมีความหลากหลาย  พวกเขาก็จะวิวัฒนาการ

             ต่อไปได้อย่างมีอิสระและในแบบที่ไม่คาดฝันมากยิ่งขึ้น  ดังนั้น  มนุษย์จึงจะไม่หยุดวิวัฒนา

             การ  แต่จะเปลี่ยนแปลงไปเรื่อยๆ  ซึ่งต่างจากสัตว์ชนิดอื่น)

      (c) The Biological Evolution of Man    (การวิวัฒนาการทางชีววิทยาของมนุษย์)  (เรื่องนี้มิได้เน้นการ

             วิวัฒนาการทางด้านชีววิทยาของมนุษย์  เพียงแต่กล่าวถึงการศึกษาปฏิกิริยาทางเคมีของโปรตีนใน

             มนุษย์และลิงชิมแปนซีในพารากราฟแรก)

      (d) The Development of the Human Brain    (พัฒนาการของสมองมนุษย์)

 

(คำแปล)

วิวัฒนาการของมนุษย์

 

            มันเป็นเวลาที่เหมาะสม (ถูกกาลเทศะ, ทันกาลทันเวลา) (timely) ที่จะเตือนความจำ (เตือน, เตือนให้ระลึกถึง, ทำให้จำได้) (remind) ตัวเราเองว่า  ประวัติศาสตร์มิได้เริ่มต้นเมื่อวานนี้  หรือจบสิ้นเมื่อวานนี้  มนุษย์ (Man) เป็นสิ่งมีชีวิต (บุคคล, ชีวิต, การเป็นอยู่, การดำรงอยู่, สสาร, ธรรมชาติ) (being) ที่วิวัฒนาการได้ (evolved)  ผู้ซึ่งวิวัฒนาการ (พัฒนาการ, การค่อยๆ ปรากฏขึ้น, ความก้าวหน้า, การเจริญเติบโต) (evolution) ของเขายังคงดำเนินต่อไป (still going on),  เราเป็นสัตว์โลก (สัตว์, คน, บุคคล, สรรพสิ่งที่สร้างขึ้น, ทาส) (creatures) เหมือนกับสัตว์ประเภทอื่นๆ (like others) ในเส้นทางแห่งการเปลี่ยนแปลง (in course of change),  และเราไม่เหมือนกับ (unlike) สัตว์ประเภทอื่นๆ ส่วนใหญ่ (อย่างสำคัญ) (mainly) ในด้านอัตรา (rate) และขอบเขต (เขต, แถว, แนว, ช่องระยะ, ลำดับ, ทิว, ทิวเขา, เทือกเขา, วิถีกระสุน) (range) ของการเปลี่ยนแปลง,  ทั้งนี้  การศึกษาเมื่อเร็วๆ มานี้ (Very recent studies) เกี่ยวกับคุณสมบัติหรือปฏิกิริยาทางเคมี (วิชาเคมี) (chemistry) ของโปรตีนของสัตว์เลี้ยงลูกด้วยนมประเภทคน, ลิงและตัวลีเมอร์ (primates)  เสนอ (เสนอแนะ, แนะนำ, บอกเป็นนัย, แย้ม, กระตุ้น) (suggest) ว่า  เรา (มนุษย์) และลิงชิมแปนซีเป็นพันธุ์สัตว์ (ตระกูล, เทือกเถาเหล่ากอ, พืชพันธุ์, คลังสินค้า, พัสดุ, สินค้าในร้าน, ของสะสม, จำนวนที่สะสมไว้, โคนต้น, ลำต้น, ตอไม้, ปศุสัตว์, หลักทรัพย์) (stock) ที่มีอายุไม่นานไปกว่า ๑๐ – ๒๐ ล้านปีล่วงมาแล้ว  ดังนั้น  วิวัฒนาการของเราได้ดำเนินไปอย่างรวดเร็ว (fast) อย่างยิ่ง (อย่างมหาศาล, อย่างมหันต์, อย่างมหัศจรรย์, อย่างใหญ่โตมโหฬาร, อย่างแปลกประหลาด) (prodigiously) (โดยเฉพาะในการเจริญเติบโตของสมอง (brain) ของเราในช่วง ๑ ล้านปีที่ผ่านมา),  ในทางตรงกันข้าม (ในการเทียบเคียงเพื่อให้เห็นความแตกต่างกัน) (By contrast)  แมลงที่ชอบการสังคม (social insects) เช่น มด (ants) ยังคงไม่เปลี่ยนแปลงเลย (unchanged) เป็นเวลาอย่างน้อยที่สุด ๕๐ ล้านปี  โดยถูกล็อก (กักขัง) (locked) อยู่ในแวดวง (การปกครองโดยลำดับชั้น, การปกครองของคณะสงฆ์)  (hierarchies) ที่มีโครงสร้างแบบตายตัว (ไม่ยืดหยุ่น, เข้มงวด, กวดขัน, ดื้อ, ไม่ยอม) (rigid) ของพวกมัน  ที่ซึ่งหน้าที่ (function) ถูกกำหนดแน่นอน (ทำให้ตายตัว, ทำให้แน่น, ติด, ติดแน่น, ซ่อมแซม, ลงโทษ) (fixed) โดยโครงสร้าง

            เราจำเป็นต้องเผชิญกับ (face) ตรรก (ตรรกวิทยา, เหตุผล, การตัดสินหรืออนุมานด้วยเหตุผล) (logic) ของชีวิต  ซึ่งก็คือว่า  สัตว์พันธ์ต่างๆ (species) มาถึงสภาวะ (state) ที่คงที่ (ไม่เปลี่ยนแปลง, แน่นอน, มั่นคง, สม่ำเสมอ, เป็นนิสัย, ต่อเนื่อง, ไม่ลดละ, หนักแน่น, เด็ดเดี่ยว) (steady) และหยุดวิวัฒนาการ  เฉพาะเมื่อบุคคลแต่ละคน (สัตว์แต่ละตัว) (individuals) กลายเป็น (fall into) ประเภท (ชนิด) (types) ที่เป็นแบบเดียวกัน (เหมือนกัน, ไม่แตกต่างกัน, ไม่ผันแปร, ตรงกัน, สอดคล้องกัน) (uniform)  และเหมือนกันทุกอย่าง (เหมือนกัน, อย่างเดียวกัน) (identical) จริงๆ  (indeed) เท่านั้น,  ในทางตรงกันข้าม (ในการเทียบเคียงเพื่อให้เห็นความแตกต่างกัน(By contrast)  การวิวัฒนาการจะดำเนินต่อไป (goes on) ถ้ามีจำนวนรวม (การรวมกำลังกันในธุรกิจเพื่อขจัดคู่แข่ง, เงินกองกลางในการพนัน, เงินเดิมพันทั้งหมด, เงินกงสี, ผลประโยชน์รวม, กองทุน, บ่อน้ำ, สระน้ำ, แอ่งน้ำ) (pool) ของการเปลี่ยนแปลง (กระบวนการเปลี่ยนแปลง, การเปลี่ยนแปลงลักษณะของยีน, สิ่งที่เปลี่ยนแปลงหรือเปลี่ยนรูป) (mutations)  ที่สามารถเจริญเติบโตหรือพัฒนาได้ (สามารถมีชีวิตและเจริญเติบโตได้, ปฏิบัติได้, ทำงานได้) (viable)  ซึ่งสามารถแสดงตัวเอง (express themselves) ในโครงสร้างและในพฤติกรรมที่แตกต่างไปจากมาตรฐาน (ปกติวิสัย, รูปแบบธรรมดา, ค่าเฉลี่ย, เส้นตั้งฉาก) (the normal)  ดังนั้น  มันจึงสมเหตุสมผล (มีเหตุผล, ไม่แพงเกินไป, ราคาพอสมควร) (reasonable) ที่จะทำนาย (พยากรณ์, บอกล่วงหน้า, เป็นลาง) (prophesy) (พร้อฟ-ฟะ-ไซ) ว่า  ยิ่งสมาชิกของสัตว์พันธุ์หนึ่งเปลี่ยนแปลงได้ (ผันแปรได้, ไม่แน่นอน, ขึ้นๆ ลงๆ, แปรปรวน, เปลี่ยนรูปได้) (variable) มากขึ้น  มัน (พันธุ์สัตว์นั้น) ก็จะยิ่งวิวัฒนาการ (evolve) ได้อย่างอิสระ (freely) และอย่างไม่คาดฝัน (unexpectedly) มากขึ้น,  ทั้งนี้  ถ้าเราไม่เห็นด้วย (คัดค้าน, ต่อต้าน, ขัดขวาง, เป็นปรปักษ์) (opposed) กับความตายตัว (การกระทำซ้ำๆหรือในรูปแบบเดิมๆ, การมีทัศนคติตายตัวของกลุ่ม) (stereotypes) และ (ไม่เห็นด้วย) กับการทำอะไรที่เหมือนกับคนอื่นๆ (การปรับตัวให้เข้ากับคนอื่น, ความลงรอยกัน, ความสอดคล้องกัน, การตกลงกัน) (conformity)  (และ) ถ้าเราให้คุณค่า (ให้ความสำคัญ, ให้เกียรติ, นับถืออย่างสูง, ประเมินค่า, คำนวณค่าเป็นเงิน) (value) กับความหลากหลาย (ความแตกต่างกัน, ชนิดต่างๆ, ประเภทต่างๆ) (variety) ในมนุษย์ (มนุษยชาติ) (human beings)  เราก็ไม่สามารถที่จะตกใจง่าย (คลื่นไส้, อาเจียน, รู้สึกสะอิดสะเอียนได้ง่าย) (squeamish) ในการยอมรับว่า,  ในฐานะเป็นผลลัพธ์ (ของสิ่งที่กล่าวมาข้างต้น) (as a consequence),  มนุษย์จะวิวัฒนาการต่อไปอย่างคาดไม่ถึง (อย่างแปลกประหลาด, อย่างแปลกหน้า, อย่างไม่คุ้นเคย, อย่างไม่เคยชิน) (strangely) ทีเดียว (quite)

 

เรียน   ท่านผู้ติดตามอ่านเว็บไซต์  “everydayenglish.pwa.co.th                  

 

                ถ้าท่านมีคำแนะนำให้ปรับปรุงเว็บไซต์นี้ประการใด  กรุณาส่ง e-mail ไปที่  ดร. วัชรินทร์  ภูเขาทอง  อดีต  ผอ. สำนักวิทยาการ  การประปาส่วนภูมิภาค  ผู้จัดทำเว็บไซต์นี้  ตาม  “Address”  (โปรดระบุหัวเรื่องด้วยว่า  “ปรับปรุงเว็บไซต์”)   เพื่อที่ผู้จัดทำฯ จะได้ปรับปรุงเนื้อหาได้ตรงตามความประสงค์ของผู้อ่านเว็บไซต์นี้ต่อไป

 

 

 

 

 

 

Pages

Subscribe to RSS - หมวดข้อสอบ READING