หมวดข้อสอบ READING

หมวดข้อสอบ READING (ตอนที่ 64)

การประปาส่วนภูมิภาค  “มุ่ง-มั่น-เพื่อปวงชน”

 

DirectionRead the following passage and choose the best answer for each question.

(จงอ่านบทความต่อไปนี้  และเลือกคำตอบที่ดีที่สุดสำหรับแต่ละคำถาม)

 

Termites : The Tiny Insects

 

          A biologists has discovered that termites play a major role in regulating the Earth’s atmosphere.  These insects seem to produce more methane and carbon dioxide than any other animals, including even the humans who live above them.

          Termites produce nearly half of all the methane in the atmosphere, reports Pat Zimmerman of the National Center for Atmospheric Research.  Atmospheric methane helps produce ozone and hydrogen, and it contributes to the retention of the Earth’s heat – the so-called greenhouse effect that some scientists fear may lead to global warming.  Another gas that traps heat, carbon dioxide, is also produced in the termite’s digestive tract.  Zimmerman says termites release more of the gas than humans do in burning wood and fossil fuels.  He also adds that termite output may be increasing because of the worldwide destruction of forests, which are being replaced by grasslands that make ideal habitats for termites.

 

1. What is an effect of the production of atmospheric methane?

(อะไรคือผลกระทบของการสร้างก๊าซมีเธนในชั้นบรรยากาศ)

    (a) It reduces ozone.    (มันลดโอโซน)

    (b) It kills termites.    (มันฆ่าปลวก)

    (c) It causes the destruction of forests.    (มันก่อให้เกิดการทำลายป่าไม้)

    (d) It traps the Earth’s heat.    (มันดัก – กัก – ความร้อนในโลกไว้)  (ดูคำตอบจากประโยคที่ ๒

          ของพารากราฟ ๒ ที่กล่าวว่า  “ก๊าซมีเธนในชั้นบรรยากาศช่วยผลิต (สร้าง) โอโซนและไฮโดร

          เจน  และมันมีส่วนช่วยในการกักความร้อนในโลกไว้ – หรือที่เรียกกันว่าภาวะเรือนกระจก ......

          ..................)

2. In the first paragraph, “regulating” refers to ____________________________________.

(ในพารากราฟแรก,  “ควบคุม, ปรับ, ทำให้สมดุล, ดูแล, ทำให้เป็นระเบียบ, วางระเบียบ, กำหนด, บัญญัติ”  หมายถึง ________________)

    (a) scattering    (ทำให้กระจัดกระจาย-กระเจิง, กระจัดกระจาย, แตกกระเจิง, สาด, โปรย, หว่าน)

    (b) conquering    (ค้อง-เค่อะ-ริง)  (ปราบ, เอาชนะ, พิชิต, ได้ชัยชนะ, ยึดได้)

    (c) remonstrating    (เร้ม-เมิน-สเทรท หรือ ริ-ม้อน-สเทรท)  (คัดค้าน, ทัดทาน, ประท้วง, โต้แย้ง,

          คัดค้านหรือโต้แย้งด้วยเหตุผล)

    (d) transgressing    (ละเมิด, ฝ่าฝืน, ลุกล้ำ, ล้ำเขต, กระทำผิด)

    (e) humiliating    (ฮิว-มิ้ล-ลี-เอท)  (ทำให้ขายหน้า, ทำให้เสียเกียรติ)

    (f) vandalizing    (แว้น-เดิล-ไลซ)  (ทำลายทรัพย์สินของรัฐหรือเอกชน, ทำลายวัฒนธรรม

          และศิลปวรรณคดี)

    (g) controlling    (ควบคุม, มีอำนาจเหนือ, บังคับ, บังคับบัญชา, ยับยั้ง)

    (h) consenting    (ยินยอม, เห็นชอบ, อนุญาต)

3. The word “retention” in paragraph 2 means ____________________________________.

(คำว่า  “การกักไว้, การรักษาไว้, การกักกัน, การสงวนไว้, สิ่งที่สงวนไว้, ความทรงจำ”  ในพารากราฟ ๒  หมายถึง ________________)

    (a) termination    (การสิ้นสุด, การยุติ, การจบลง, การทำให้สิ้นสุด-ยุติ)

    (b) outset    (การเริ่มต้น)

    (c) decline    (การเสื่อมถอย, การลดลง, การล่มสลาย, การปฏิเสธ)

    (d) rebellion    (ริ-เบ๊ล-เยิ่น)  (การกบฏ, การก่อการกบฏ, การจลาจล, การก่อการจลาจล)

    (e) perseverance    (ความอุตสาหพยายาม, ความบากบั่นมุมานะ)

    (f) expertise    (เอ๊ค-สเพอ-ไท้ซ)  (ความชำนาญ, ความรู้ความชำนาญ)

    (g) generosity    (เจน-นะ-รอส-ซิ-ที่)  (ความเอื้อเฟื้อเผื่อแผ่, ความใจกว้าง, ความใจดี, ความไม่เห็นแก่ตัว)

    (h) keeping    (การเก็บไว้, การรักษาไว้, การสงวนไว้, การกักขัง, การป้องกันรักษา,

          การหน่วงเหนี่ยว)

4. The word “release” in paragraph 2 may be replaced by _____________________________.

(คำว่า  “ปล่อย, ปลดปล่อย, ปลดเปลื้อง, แก้, คลาย, ปลด, ปลดหนี้, ยกโทษ”  ในพารากราฟ ๒  อาจแทนโดย _______________)

    (a) relieve    (บรรเทา, ลด, ผ่อนคลาย, แบ่งเบา, ช่วยเหลือ, สงเคราะห์, เปลี่ยนบรรยากาศ, เปลี่ยนอารมณ์)

    (b) proliferate    (ขยาย, เพิ่มทวี, ผุดขึ้น, งอก, แพร่หลาย, แพร่พันธุ์, เผยแพร่)

    (c) vanish    (อันตรธานหายไป)

    (d) perish    (เพ้อ-ริช)  (ตาย, แตกดับ, สาบสูญ, ย่อยยับ, เหี่ยวแห้ง, เน่าเปื่อย)

    (e) anticipate    (คาดหมาย, มุ่งหวัง, คาดการณ์ล่วงหน้า, ทำนาย)

    (f) emit    (ปล่อยออกมา, เปล่งออกมา, ฉาย, ส่อง, แพร่กระจาย)

    (g) surrender    (ยอมแพ้, ยอม, ยอมจำนน, ยอมตาม, ตามใจ, สละ, ละทิ้ง, คืน, ยกเลิก, มอบตัว) 

          (เมื่อเป็นคำนาม  หมายถึง  “การยอมแพ้, การยอมจำนน, การยอมตาม, การมอบตัว, การสละ,

          การละทิ้ง”)

    (h) oust    (เอ๊าซท)  (ขับออก, ขับไล่, ไล่ออก, ปลดออก, ชิง, เบียด, แย่ง, เพิกถอน)

5. Which statement is TRUE?

(คำพูดใดถูกต้อง)

    (a) Humans seem to produce more methane than other animals.    (มนุษย์ดูเหมือนว่าผลิตก๊าซ

           มีเธนมากกว่าสัตว์อื่นๆ)

    (b) Grasslands are the best place for termites to grow.    (ทุ่งหญ้าเป็นสถานที่ที่ดีที่สุด

          สำหรับปลวกที่จะเจริญเติบโต)  (ดูคำตอบจากประโยคสุดท้ายของพารากราฟ ๒ ที่กล่าวว่า 

          “เขายังกล่าวเสริมด้วยว่า  ผลผลิตของปลวก (สิ่งที่ปลวกสร้าง) อาจจะกำลังเพิ่มขึ้นเนื่องมา

          จากการทำลายป่าไม้ทั่วโลก  ซึ่งกำลังถูกแทนที่โดยทุ่งหญ้า  ซึ่งทำให้เกิดถิ่นที่อยู่อาศัยที่

          ดีเยี่ยมสำหรับปลวก)

    (c) The greenhouse effect explains why termites release methane.    (ภาวะเรือนกระจกอธิบายว่า 

           ทำไมปลวกจึงปล่อยก๊าซมีเธนออกมา)

    (d) Termites increase the destruction of forests.    (ปลวกเพิ่มการทำลายป่าไม้)

6. In the second paragraph, “replaced” is closest in meaning to ________________________.

(ในพารากราฟ ๒,  “แทนที่”  ใกล้เคียงที่สุดในความหมายกับ _________________________)

    (a) galvanized    (กระตุ้น, กระตุ้นโดยกระแสไฟฟ้า)

    (b) ostracized    (เนรเทศ, ขับออก, ขจัดออก, เอาออกไปจากสังคม, เอาออก, ตัดสิทธิ์, ลิดรอนสิทธิ์)

    (c) interrogated    (สอบถาม, ซักถาม)

    (d) swindled    (โกง, ฉ้อโกง, หลอกต้ม, หลอกลวง)  (เมื่อเป็นคำนาม  “Swindle” หมายถึง  “การโกง,

          การฉ้อโกง, การหลอกต้ม, การหลอกลวง”)

    (e) superseded    (แทน, แทนที่, แย่งที่, เข้ามาแทนที่)

    (f) flattered    (ประจบ, ยกยอปอปั้น, สอพลอ)

    (g) bribed    (ไบร้บ)  (ติดสินบน, ให้สินบน)

    (h) bolstered    (หนุนค้ำ, รอง, ทำให้สูงขึ้น, ยก, สนับสนุน, ค้ำ, ค้ำจุน, เสริม)

7. What does “habitats” in paragraph 2 mean?

(ถิ่นที่อยู่อาศัย, ที่อยู่อาศัย, ที่อยู่อาศัยของพืชหรือสัตว์”  ในพารากราฟ ๒  หมายถึงอะไร)

    (a) diets    (อาหาร, อาหารพิเศษเพื่อสุขภาพ)

    (b) companions    (เพื่อน, สหาย, มิตร, เพื่อนร่วมงาน)

    (c) compromises    (ค้อม-พระ-ไมซ)  (การประนีประนอม, การยอมรับ, การยอมอ่อนข้อแก่กัน,

          การตกลงกันได้, สิ่งที่อยู่ระหว่างกลาง)  (เมื่อเป็นคำกริยา  หมายถึง  “ประนีประนอม, ยอม,

          พัวพัน, อ่อนข้อให้อย่างเสียเกียรติ”)

    (d) the natural environment in which animals live or grow    (สภาพแวดล้อมตาม

          ธรรมชาติซึ่งสัตว์อาศัยอยู่หรือเจริญเติบโต)

    (e) means    (วิธีการ, เครื่องมือ, ทรัพย์สินจำนวนมากมาย, จำนวนมากมาย)

    (f) innovations    (นวัตกรรม, สิ่งใหม่, วิธีการใหม่, การนำสิ่งใหม่หรือวิธีการใหม่เข้ามา)

    (g) consequences    (ผลลัพธ์)

    (h) approaches    (วิธีการ, การเข้าไปใกล้)

8. This discovery will mostly benefit _____________________________________________.

(การค้นพบ – ของนักชีววิทยา – จะเป็นประโยชน์กับ _______________________ เป็นส่วนใหญ่)

    (a) the study of termites’ behaviors    (การศึกษาพฤติกรรมของปลวก)

    (b) ideal termite habitats    (ที่อยู่อาศัยของปลวกที่ดีเยี่ยม)

    (c) atmospheric studies in the future    (การศึกษาเกี่ยวกับบรรยากาศในอนาคต

          (ดูคำตอบในพารากราฟแรก  และประโยคแรกของพารากราฟ ๒)

    (d) research in forestry    (การวิจัยในเรื่องการป่าไม้ – การปลูกและรักษาป่า)

9. What will occur as a result of burning wood and fossil fuels?

(อะไรจะเกิดขึ้นอันเป็นผลมาจากการเผาไม้  และเชื้อเพลิงจากซากพืชหรือสัตว์ที่กลายเป็นหิน)

    (a) Carbon dioxide will be released.    (ก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์จะถูกปล่อยออกมา)  (ดูคำ

          ตอบจากประโยคที่ ๓ และ ๔ ของพารากราฟ ๒ ที่กล่าวว่า  “ก๊าซอีกชนิดหนึ่งซึ่งดักความ

          ร้อน (เก็บความร้อนไว้), หรือก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์,  ก็ถูกผลิต (สร้าง) ในบริเวณซึ่งย่อย

          อาหารของปลวกด้วยเช่นกัน,  โดยซิมเมอร์แมนกล่าวว่า  ปลวกปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออก

          ไซด์มากกว่าที่มนุษย์ปล่อยออกมา  ในการเผาไม้และเชื้อเพลิงจากซากพืชหรือสัตว์ที่กลาย

           เป็นหิน)

    (b) Termites will decrease in number.    (ปลวกจะลดจำนวนลง)

    (c) Termites will release more carbon and methane.    (ปลวกจะปล่อยก๊าซคาร์บอนและมีเธน

          ออกมามากขึ้น)

    (d) Forests will be replaced by grasslands.    (ป่าไม้จะถูกแทนที่โดยทุ่งหญ้า)

 

(คำแปล)

ปลวก : แมลงตัวกระจ้อยร่อย

 

            นักชีววิทยา (biologist) ได้ค้นพบ (discovered) ว่าปลวก (termites) มีบทบาทสำคัญ (play a major role) ในการควบคุม (ปรับ, ทำให้สมดุล, ดูแล, ทำให้เป็นระเบียบ, วางระเบียบ, กำหนด, บัญญัติ) (regulating) บรรยากาศ (บรรยากาศรอบโลก, อากาศ, ก๊าซรอบดาวนพเคราะห์, ความกดดันบรรยากาศ, ท่าทาง) (atmosphere) ของโลก,  แมลง (insects) เหล่านี้ดูเหมือนว่าสร้างก๊าชมีเธน (ก๊าซติดไฟไร้สีไร้กลิ่น) และคาร์บอนไดออกไซด์มากกว่าสัตว์ชนิดอื่นใด  รวมทั้งแม้กระทั่งมนุษย์  ผู้ซึ่งอาศัยอยู่เหนือพวกมัน (หมายถึง  อาศัยอยู่บนพื้นดิน  ในขณะที่ปลวกทำรังอยู่ในมูลดินหรือใต้ดิน)

            ปลวกสร้างเกือบจะครึ่งหนึ่งของก๊าซมีเธนทั้งหมดในบรรยากาศรอบโลก  แพท  ซิมเมอร์แมน  แห่งศูนย์วิจัยบรรยากาศแห่งชาติ  รายงานเรื่องนี้,  ทั้งนี้  ก๊าซมีเธนในชั้นบรรยากาศช่วยผลิต (สร้าง) (produce) โอโซนและไฮโดรเจน  และมันมีส่วนช่วยในการ (มีคุณูปการต่อ, มีส่วนทำให้เกิด) (contributes to) การกักไว้ (การรักษาไว้, การกักกัน, การสงวนไว้, สิ่งที่สงวนไว้, ความทรงจำ) (retention) ของความร้อน (heat) ของโลก (หมายถึง  กักความร้อนในโลกไว้) – หรือที่เรียกกันว่า (so-called) ภาวะเรือนกระจก (ภาวะที่โลกมีอุณหภูมิสูงขึ้นเนื่องจากมลพิษจากสิ่งแวดล้อม) (greenhouse effect)  ซึ่งนักวิทยาศาสตร์บางคนกลัวว่าอาจจะนำไปสู่ (lead to) ภาวะโลกร้อน (global warming),  ก๊าซอีกชนิดหนึ่งซึ่งดัก (วางกับดัก, ขุดหลุมพราง, จับกุม, ยึดไว้) (traps) ความร้อน  (หมายถึง  เก็บความร้อนไว้)  หรือก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์  ก็ถูกผลิต (สร้าง) ในบริเวณ (เนื้อที่, ผืน, หย่อม, ช่วง) (tract) ซึ่งย่อยอาหาร (digestive) ของปลวกด้วยเช่นกัน,  โดยซิมเมอร์แมนกล่าวว่า  ปลวกปล่อย (ปลดปล่อย, ปลดเปลื้อง, แก้, คลาย, ปลด, ปลดหนี้, ยกโทษ) (release) ก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ออกมา  มากกว่าที่มนุษย์ปล่อยออกมาในการเผาไม้ (burning wood) และเชื้อเพลิงจากซากพืชหรือสัตว์ที่กลายเป็นหิน (fossil fuels),  เขายังกล่าวเสริม (adds) ด้วยว่า  ผลผลิตของปลวก (สิ่งที่ปลวกสร้าง) (termite output)  อาจจะกำลังเพิ่มขึ้นเนื่องมาจากการทำลายป่าไม้ (destruction of forests) ทั่วโลก (worldwide)  ซึ่งกำลังถูกแทนที่ (replaced) โดยทุ่งหญ้า (ดินแดนที่มีทุ่งหญ้ามาก) (grasslands) ซึ่งทำให้เกิด (สร้าง, ทำ, ผลิต) (make) ถิ่นที่อยู่อาศัย (ที่อยู่อาศัย, ที่อยู่อาศัยของพืชหรือสัตว์) (habitats) ที่ดีเยี่ยม (ดีเลิศ, เป็นแบบอย่างสุดยอด, สมบูรณ์, เพ้อฝัน, ไม่มีจริง, ไม่เป็นความจริง, เกี่ยวกับอุดมการณ์หรืออุดมคติ) (ideal) สำหรับปลวก

 

เรียน   ท่านผู้ติดตามอ่านเว็บไซต์  “everydayenglish.pwa.co.th                  

 

                ถ้าท่านมีคำแนะนำให้ปรับปรุงเว็บไซต์นี้ประการใด  กรุณาส่ง e-mail ไปที่  ดร. วัชรินทร์  ภูเขาทอง  อดีต  ผอ. สำนักวิทยาการ  การประปาส่วนภูมิภาค  ผู้จัดทำเว็บไซต์นี้  ตาม  “Address”  (โปรดระบุหัวเรื่องด้วยว่า  “ปรับปรุงเว็บไซต์”)   เพื่อที่ผู้จัดทำฯ จะได้ปรับปรุงเนื้อหาได้ตรงตามความประสงค์ของผู้อ่านเว็บไซต์นี้ต่อไป

 

 

 

 

หมวดข้อสอบ READING (ตอนที่ 63)

การประปาส่วนภูมิภาค  “มุ่ง-มั่น-เพื่อปวงชน”

 

DirectionRead the following passage and choose the best answer for each question.

(จงอ่านบทความต่อไปนี้  และเลือกคำตอบที่ดีที่สุดสำหรับแต่ละคำถาม)

 

Kunta Kinte : The Kidnapped Slave

 

          He lay there in the darkness hearing the voice of his father sternly warning him and Lamin never to wander off anywhere alone; Kunta desperately wished that he had heeded his father’s warnings.  His heart sank with the thought that he would never again be able to listen to his father, that for the rest of whatever was going to be his life, he was going to have to think for himself.

          “All things are the will of Allah!”  That statement – which had begun with the alcala* - went from mouth to ear, and when it came to Kunta from the man lying on his left side, he turned his head to whisper the words to his Wolof shacklemate.  After a moment, Kunta realized that the Wolof hadn’t whispered the words on to the next man, and after wondering for a while why not, he thought that perhaps he hadn’t said them clearly, so he started to whisper the message once again.  But abruptly the Wolof spat out loudly enough to be heard across the entire hold, “If your Allah wills this, give me the devil!”  From elsewhere in the darkness came several loud exclamations of agreement with the Wolof, and arguments broke out here and there.

          Kunta was deeply shaken.  The shocked realization that he lay with a pagan burned into his brain, faith in Allah being as precious to him as life itself.  Until now he had respected the friendship and the wise opinions of his older shacklemate.  But now Kunta knew that there could never be any more companionship between them.

* alcala  =  sort of elder counselor

 

1. “Kunta desperately wished that he had heeded his father’s warnings.” in the first paragraph means _______________.

(คุนต้าปรารถนาอย่างสิ้นหวังว่า  เขาได้ใส่ใจคำเตือนของพ่อของเขา”  ในพารากราฟแรก  หมายถึง  _______________)

    (a) Kunta knew that his wishes could come true    (คุนต้ารู้ว่า  ความปรารถนาของเขาสามารถ

          เป็นจริงได้)

    (b) Kunta wished that his father had warned him    (คุนต้าปรารถนาว่า  พ่อของเขาได้เตือนเขา)

    (c) Kunta hopelessly wished that his father would warn him again    (คุนต้าปรารถนาอย่างสิ้นหวังว่า 

          พ่อของเขาจะเตือนเขาอีกครั้ง)

    (d) Kunta had not taken his father’s warnings    (คุนต้ามิได้ฟังคำเตือนของพ่อของเขา

          (ข้อนี้เป็นการแสดงความปรารถนาในอดีต Subject + Wish + (That) + Subject + Had +

          Verb 3” ว่าประธานฯ ได้ทำอย่างนั้นอย่างนี้ในอดีต  แต่จริงๆ แล้วมิได้กระทำ)

2. In the darkness, Kunta ____________________________________________________.

(ท่ามกลางความมืด,  คุนต้า ______________________________________________)

    (a) listened to his father’s voice    (ฟังเสียงของพ่อของเขา)

    (b) remembered hearing his father’s warnings    (จำได้ถึงการได้ยินคำเตือนของพ่อของเขา

          (ดูคำตอบจากประโยคแรกของพารากราฟแรกที่กล่าวว่า  “เขานอนอยู่ตรงนั้นท่ามกลางความ

          มืด  ได้ยินเสียงของพ่อของเขา  ซึ่งเตือนเขาและลามิน (คนรักของคุนต้า) อย่างเข้มงวด   

          มิให้เตร็ดเตร่ไปยังที่ใดๆ ตามลำพัง)

    (c) thought his father spoke but it was the Wolof    (คิดว่าพ่อของเขาพูด  แต่มันคือโวลอฟ – ที่พูด)

    (d) was talking with his father and Lamin    (กำลังคุยกับพ่อของเขาและลามิน)

3. In the first paragraph, “desperately” refers to ___________________________________.

(ในพารากราฟแรก,  “อย่างสิ้นหวัง, อย่างเข้าตาจน, อย่างยิ่ง, อย่างเหลือเกิน, ด้วยความต้องการอย่างมาก, อย่างเต็มที่”  หมายถึง _________________)

    (a) colorfully    (อย่างเต็มไปด้วยสีสัน, มีภาพสีสดใส, น่าตื่นเต้น, ตรึงใจ, มีเสน่ห์)

    (b) ordinarily    (อย่างธรรมดา, อย่างปกติ, อย่างสามัญ, พื้นๆ, ระดับต่ำ, ต่ำกว่าปกติหรือค่าเฉลี่ย)

    (c) unchangeably    (อย่างไม่อาจเปลี่ยนแปลงได้)

    (d) imminently    (อย่างจวนจะเกิด, อย่างใกล้จะเกิด)

    (e) ignominiously    (อย่างน่าอัปยศ, อย่างน่าอับอาย, อย่างน่าขายหน้า)

    (f) illicitly    (อย่างผิดกฎหมาย, อย่างไม่ได้รับอนุญาตให้ทำ)

    (g) in despair    (อย่างหมดหวัง, ด้วยความสิ้นหวัง)

    (h) fruitfully    (อย่างประสบความสำเร็จ, อย่างได้ผล, มีผลดก)

4. The word “heeded” in paragraph 1 means _______________________________________.

(คำว่า  “ใส่ใจ, เอาใจใส่, สนใจ”  ในพารากราฟ ๑  หมายถึง ___________________________)

    (a) prayed    (สวดมนต์, อธิษฐาน, ขอร้อง, วิงวอน, ภาวนา, ขอได้โปรด)

    (b) complied    (คัม-ไพล่)  (ทำตาม, เชื่อฟัง, ยินยอม, ปฏิบัติตาม)

    (c) interrogated    (สอบถาม, ซักถาม) 

    (d) emulated    (เอ๊ม-มิว-เลท)  (เอาอย่าง, พยายามเลียนแบบ, พยายามจะทำให้เท่าเทียมหรือดีกว่า) 

    (e) contradicted    (คอน-ทระ-ดิ๊คท)  (โต้แย้ง, กล่าวแย้ง, เถียง, ปฏิเสธ)  

    (f) articulated    (พูดอย่างชัดเจน, ออกเสียงชัดเจน)  (เมื่อเป็นคำคุณศัพท์  “Articulate” หมายถึง 

          “ชัดเจน, ออกเสียงชัดเจน, สามารถพูดได้, มีความหมาย”) 

    (g) swindled    (โกง, หลอกลวง, หลอกต้ม, ฉ้อโกง)

    (h) paid attention to    (ให้ความเอาใจใส่กับ)

5. Which of the following is TRUE?

(ข้อใดต่อไปนี้เป็นความจริง)

    (a) Kunta obeyed his father in everything.    (คุนต้าเชื่อฟังพ่อของตนในทุกเรื่อง)  (ไม่เป็นความจริง 

          เขาถูกลักพาตัวเนื่องจากไม่ฟังคำเตือนของพ่อที่ห้ามเขาไปไหนมาไหนตามลำพัง)

    (b) Kunta wondered what his father said.    (คุนต้าประหลาดใจ-สงสัย  ว่าพ่อของตนพูดอะไร) 

    (c) Kunta disobeyed his father by going off by himself.    (คุนต้าไม่เชื่อฟังพ่อของตนโดย

          การไปไหนมาไหนตามลำพัง)  (เป็นความจริง  ดูข้อความจากประโยคแรกที่กล่าวว่า  “เขานอน

          อยู่ตรงนั้นท่ามกลางความมืด  ได้ยินเสียงของพ่อของเขา  ซึ่งเตือนเขาและลามิน (คนรักของ

          คุนต้า) อย่างเข้มงวด   มิให้เตร็ดเตร่ไปยังที่ใดๆ ตามลำพัง,  คุนต้าปรารถนาอย่างสิ้นหวังว่า

          เขาได้ใส่ใจคำเตือนของพ่อ”  แต่จริงๆ แล้วเขามิได้เอาใจใส่คำเตือนฯ)

    (d) Kunta and Lamin always did things together.    (คุนต้าและลามินมักทำสิ่งต่างๆ ด้วยกันเสมอ) 

          (บทความมิได้บอก)

6. According to the first paragraph, Kunta ________________________________________.

(ตามที่พารากราฟแรกกล่าว,  คุนต้า __________________________________________)

    (a) lay in the darkness with his father    (นอนในท่ามกลางความมืดกับพ่อของตน)

    (b) felt his heart sink because his father was leaving    (รู้สึกว่าหัวใจของตนจมดิ่ง  เพราะว่าพ่อของ

          ตนกำลังจะจากไป)

    (c) lay in the darkness with none of his family    (นอนในท่ามกลางความมืดโดยไม่มีสมาชิก

          ในครอบครัวของเขา)  (คุนต้าถูกลักพาตัวไปคนเดียวในครอบครัวของเขา)

    (d) and Lamin were leaving his father    (และลามินกำลังจะจากพ่อของคุนต้าไป)

7. In the second paragraph, “will” means __________________________________________.

(ในพารากราฟ ๒,  “ความประสงค์, ความตั้งใจ, ความตกลงใจ, เจตนารมณ์, ความสมัครใจ, พินัยกรรม, ความกระตือรือร้น”  หมายถึง _________________)

    (a) property    (ทรัพย์สิน, ทรัพย์สมบัติ, สมบัติ, ที่ดิน, สิทธิครอบครอง, กรรมสิทธิ์)

    (b) creatures    (สรรพสิ่งที่สร้างขึ้น, คน, บุคคล, สัตว์, เครื่องมือ, ทาส)

    (c) superstition    (การเชื่อโชคเชื่อลาง, การเชื่อเรื่องไสยศาสตร์, การเชื่อเรื่องงมงาย, การเชื่อผีถือสาง)

    (d) repetition    (การทำซ้ำ, การพูดซ้ำ, เรื่องซ้ำ, สำเนา, สิ่งที่อัดใหม่, การท่อง, การบรรเลงซ้ำ)   

    (e) competency    (ความสามารถ)

    (f) desire    (ความปรารถนา, ความต้องการ, ราคะ, สิ่งที่ต้องการ)

    (g) amusement    (ความสนุกขบขัน, มหรสพ, ความอภิรมย์, เครื่องหย่อนใจ)

    (h) amazement    (ความทึ่ง, ความประหลาดใจ)

8. The word “abruptly” in paragraph 2 may be replaced by ____________________________.

(คำว่า  “ในฉับพลัน, ในทันทีทันใด, อย่างปัจจุบันทันด่วน”  ในพารากราฟ ๒  อาจจะแทนโดย _______)

    (a) eagerly    (อย่างกระตือรือร้น, อย่างใจจดใจจ่อ)

    (b) distinctly    (อย่างชัดเจน, อย่างแจ่มแจ้ง, อย่างเป็นที่สังเกตได้ง่าย, อย่างแน่นอน, จำเพาะ, หายาก,

          แตกต่าง)

    (c) lively    (อย่างมีชีวิตชีวา)

    (d) improvidently    (อิม-พรอฟ-วิ-เดิ้นท)  (๑. อย่างเลินเล่อ, อย่างไม่ระวัง, อย่างไม่คิดถึงอนาคต,

          อย่างไม่ได้ตระเตรียมมาก่อน,  ๒. ไม่ประหยัด, สุรุ่ยสุร่าย) 

    (e) severely    (อย่างรุนแรง)

    (f) ceaselessly    (ซีส-เลส-ลิ)  (อย่างไม่หยุดนิ่ง, อย่างไม่สิ้นสุด, อย่างไม่ขาดสาย, ไม่รู้จักจบ,

          ไม่หยุดหย่อน) 

    (g) suddenly    (ในทันทีทันใด, อย่างฉับพลัน, อย่างรวดเร็ว, อย่างกะทันหัน, อย่างคาดคิดไม่ถึง)

    (h) unprecedentedly    (อัน-เพรส-ซิ-เดิน-ทิด-ลิ)  (อย่างไม่เคยมีมาก่อน, อย่างไม่มีสิ่งใดหรือผู้ใดทัด

          เทียมได้, อย่างไม่มีที่เปรียบหรือเสมอเหมือน,  อย่างคาดไม่ถึง, ไม่รู้มาก่อน) 

9. What does “exclamations” in paragraph 2 mean?

(“คำอุทาน, การร้องตะโกน, การเปล่งเสียง, การร้อง)”  ในพารากราฟ ๒  หมายถึงอะไร)

    (a) disseminations    (การแพร่กระจาย, การเผยแพร่, การทำให้กระจัดกระจาย)

    (b) collaborations    (ความร่วมมือ) 

    (c) procrastinations    (โพร-แครส-ทิ-เน้-ชั่น)  (การผัดวันประกันพรุ่ง, การเลื่อน, การหน่วงเหนี่ยว,

          การทำให้ชักช้า) 

    (d) terrors    (ความหวาดกลัว, ความน่ากลัว, ความสยองขวัญ)

    (e) outcries    (เสียงร้องดัง, เสียงโวยวาย, เสียงอึกทึก, การโวยวาย, การประท้วงหรือคัดค้าน

          อย่างรุนแรง, การประมูล, การเรียกราคา)

    (f) intrusions    (การล่วงล้ำ, การบุกรุก, การก้าวก่าย, การผลักดันของแกสอันตราย)

    (g) emotions    (อารมณ์, ความรู้สึกโกรธ, เกลียด, รัก, ดีใจ, เสียใจ, ความสะเทือนใจ)

    (h) quotations    (คำกล่าวอ้าง, คำพูดที่ยกมาอ้าง)

10. The statement “……...…he was going to have to think for himself” in paragraph 1 tells us that Kunta ________________.

(คำพูด  “................ เขากำลังจำเป็นต้องคิดเพื่อตัวเอง”  ในพารากราฟ ๑  บอกเราว่าคุนต้า _______)

      (a) had to depend on himself from then on    (จำเป็นต้องพึ่งพาตนเองจากนั้นเป็นต้นมา)

      (b) had to think of a profession by himself    (จำเป็นต้องคิดถึงอาชีพด้วยตนเอง)

      (c) was not going to take other people’s advice any longer    (ไม่ฟังคำแนะนำของคนอื่นอีกต่อไป)

      (d) was selfish not to think of other people    (เห็นแก่ตัว  ที่ไม่คิดถึงคนอื่น)

11. Kunta thought that bad incidents happened to him and his mates because ______________.

(คุนต้าคิดว่า  เหตุการณ์ร้ายเกิดขึ้นกับตนและเพื่อนของตนเพราะว่า ____________________)

      (a) they were bad people    (พวกตนเป็นคนเลว)

      (b) they had no faith in Allah    (พวกตนไม่มีความศรัทธาในอัลลาห์)

      (c) Allah wished that    (พระอัลลาห์ปรารถนาเช่นนั้น)  (ดูคำตอบจากประโยคแรกของพารา

            กราฟ ๒ ที่กล่าวว่า  “สิ่งทั้งหลายเป็นพระประสงค์ของพระอัลลาห์)

      (d) the alcala wished that    (ผู้ให้คำแนะนำอาวุโสปรารถนาเช่นนั้น)

12. “went from mouth to ear” in the second paragraph is similar in meaning to _______________.

(“ออกจากปากสู่หู”  ในพารากราฟ ๒  มีความหมายเหมือนกับ __________________________)

      (a) ate and listened to someone at the same time    (กินและฟังใครบางคน (พูด) ในเวลาเดียวกัน)

      (b) spread from one man to another by whispering    (แพร่กระจายจากคนหนึ่งไปยังอีกคน

            หนึ่งโดยการกระซิบ)

      (c) taken from the mouth to stick in the ear    (ถูกนำออกจากปากเพื่อติดไว้ในหู)

      (d) talked while the others were listening    (พูดคุยในขณะที่คนอื่นกำลังฟัง)

13. It was the turn of ________________ to pass the message to the next man but he failed to do it.

(มันถึงคราว – วาระ – ของ ________ ที่จะส่งผ่านข้อความไปยังคนถัดไป  แต่เขาล้มเหลวที่จะทำมัน)

      (a) Kunta’s shacklemate    (เพื่อนที่ถูกล่ามโซ่ติดกันของคุนต้า)  (หมายถึง  โวลอฟ  ซึ่งเป็นผู้

            ให้คำแนะนำอาวุโสของคนผิวดำ  และเป็นผู้ที่คุนต้าให้ความเคารพ)

      (b) the alcala    (ผู้ให้คำแนะนำอาวุโสของชาวบ้าน)  (มิได้ระบุตัวแน่นอนว่าเป็นผู้ใด)

      (c) the man next to the alcala    (คนที่อยู่ถัดไปจากผู้ให้คำแนะนำอาวุโส)

      (d) Kunta    (คุนต้า)

14. We can assume that the Wolof was ______________ when he said, “If your Allah wills this, give me the devil!”

(เราสามารถสันนิษฐานว่า  โวลอฟ (รู้สึก) ______________ เมื่อเขากล่าวว่า  “ถ้าอัลลาห์ของแกมีความประสงค์เช่นนี้  จงเอาภูตผีปีศาจมาให้ฉัน”)  (หมายถึง  ถ้าพระเจ้าประสงค์จะให้โวลอฟถูกลักพาตัวมาขายเป็นทาส  ก็ให้ตนไปนับถือปีศาจดีกว่า)

      (a) unemotional    (ไม่มีอารมณ์, ไร้ความรู้สึก)

      (b) fearful    (กลัว, น่ากลัว)

      (c) proud    (ภูมิใจ, ลำพองใจ, ถือดี, มีทิฐิ, สง่างาม)

      (d) bitter    (ขมขื่น, ขม, เผ็ดร้อน, ปวดแสบ, รุนแรง, ดุเดือด, หนาวจัด, สาหัส)  (เนื่องจากเขา

            ต้องตกระกำลำบาก  ถูกล่ามโซ่เพื่อรอการนำไปขายเป็นทาส)

15. The reaction of the men in the hold to the Wolof’s outcry suggests that ___________________.

(ปฏิกิริยาของคนที่อยู่ในที่คุมขัง  ต่อเสียงร้อง (เสียงโวยวาย) ของโวลอฟ  บอกเป็นนัยว่า _________)

      (a) they all had faith in Allah    (พวกเขาทุกคนมีความศรัทธาในอัลลาห์)

      (b) some of them had lost their faith in Allah    (พวกเขาบางคนได้สูญเสียความศรัทธาใน

            พระอัลลาห์)  (ดูคำตอบจากประโยคสุดท้ายของพารากราฟ ๒  ที่กล่าวว่า  มีเสียงอุทานมาก

            มาย – จากทาสที่ถูกคุมขัง – ที่เห็นด้วยกับคำพูดของโวลอฟ  ซึ่งดูหมิ่นอัลลาร์  ที่ปล่อยให้

            พวกตนต้องตกระกำลำบาก  แต่ก็มีการโต้เถียงไม่เห็นด้วยกับคำพูดของโวลอฟเช่นกัน)

      (c) all of them agreed with the Wolof    (พวกเขาทุกคนเห็นด้วยกับ – คำพูด – ของโวลอฟ)

      (d) all of them disagreed with the Wolof    (พวกเขาทุกคนไม่เห็นด้วยกับ – คำพูด – ของโวลอฟ)

16. The word “precious” in the final paragraph may be replaced by _____________________. 

(คำว่า  “มีค่า, ล้ำค่า, เป็นที่รัก, อย่างยิ่ง, เต็มที่, พิถีพิถัน, ละเอียดถี่ถ้วน”  ในพารากราฟสุดท้าย  อาจแทนโดย ________________)

      (a) immense    (ใหญ่มาก, มหึมา, มหาศาล, มากมาย, ไพศาล)

      (b) grateful    (ขอบคุณ, ชื่นชมยินดี, ปลื้มปิติ)

      (c) confidential    (ลับๆ, ไว้วางใจ)

      (d) instant    (ทันทีทันใด)

      (e) invaluable    (ล้ำค่า, หาค่ามิได้, มีค่ามาก, สุดที่จะประเมินค่าได้)

      (f) credulous    (ซึ่งหูเบา, ซึ่งเชื่อคนง่าย, ซึ่งเชื่อคนมากเกินไป, ซึ่งไว้วางใจคนง่ายเกินไป)

      (g) repentant    (สำนึกผิดหรือบาป, เสียใจในความผิดที่ได้กระทำไป)

      (h) diffident    (ดิ๊ฟ-ฟิ-เดิ้นท)  (ประหม่า, ขี้อาย, ไม่มั่นใจในตัวเอง, ลังเล) 

17. Kunta decided that he must end his friendship with his shacklemate because the Wolof had ___

____________.

(คุนต้าตัดสินใจว่า  เขาจะต้องยุติมิตรภาพกับเพื่อนที่ถูกล่ามโซ่ติดกับเขา  เพราะว่าโวลอฟ _______)

      (a) denounced Allah    (ประณาม – ติเตียนอัลลาห์)  (จากคำกล่าวของโวลอฟในประโยคก่อน

            สุดท้ายของพารากราฟ ๒ ที่ว่า  “ถ้าพระประสงค์ของอัลลาห์เป็นแบบนี้  เอาภูตผีปีศาจมาให้

            ฉันดีกว่า”  ซึ่งหมายความว่า  ถ้าอัลลาห์ให้โวลอฟต้องมาตกระกำลำบากถูกล่ามโซ่เพื่อนำ

            ไปขายเป็นทาส  ก็ให้เขานับถือภูตผีปีศาจเสียดีกว่า)

      (b) great faith in the devil    (มีศรัทธาอย่างใหญ่หลวงในปีศาจ)

      (c) become unfriendly    (ไมเป็นมิตร – กับเขา)

      (d) annoyed him with the loud cry    (ทำให้เขาขุ่นเคืองด้วยเสียงร้องอันดัง)

18. From the statement “The shocked realization that he lay with a pagan burned into his brain” in the final paragraph, we feel that Kunta thought _______________.

(จากคำพูด  “การตระหนักรู้ด้วยความตกใจ  ว่าเขานอนอยู่กับคนนอกศาสนา  ลุกไหม้อยู่ในสมองของเขา”  ในพารากราฟสุดท้าย,  เรารู้สึกว่าคุนต้าคิดว่า ________________)

      (a) he lay with a fearful man    (เขานอนอยู่กับคนที่น่ากลัว)

      (b) the Wolof was superior  to him    (โวลอฟเหนือกว่า – เก่งกว่า, ดีกว่า – เขา)

      (c) he was more civilized than the Wolof    (เขามีอารยธรรม – ได้รับการพัฒนา-ขัดเกลา –

            มากกว่าโวลอฟ)  (เนื่องจากคุนต้าคิดว่าคำพูดของโวลอฟติเตียนพระเจ้า คือ อัลลาห์  เขาเลย

            มองว่าโวลอฟเป็นคนนอกศาสนา  ดังนั้น  ตัวเขาจึงมีการพัฒนาด้านจิตวิญญาณสูงกว่าโวลอฟ)

      (d) the Wolof might harm him    (โวลอฟอาจจะทำอันตรายเขา)

19. From the third paragraph, it can be concluded that Kunta thought _____________________.

(จากพารากราฟ ๓,  มันสามารถสรุปว่า  คุนต้าคิดว่า _______________________________)

      (a) there was no god since Allah never showed up    (ไม่มีพระเจ้า  เพราะอัลลาห์ไม่เคยปรากฏตัว)

      (b) he must have faith no matter what happened    (เขาจะต้องมีศรัทธา – ในอัลลาห์ – ไม่ว่า

            อะไรจะเกิดขึ้นก็ตาม)  (ใจความในพารากราฟ ๓ กล่าวว่า  “คุนต้าตัวสั่นอย่างมาก  การตระ

            หนักรู้ด้วยความตกใจว่าเขานอนอยู่กับคนนอกศาสนาลุกไหม้อยู่ในสมองของเขา  ทั้งนี้ 

            ความศรัทธาในอัลลาห์มีค่าต่อตัวเขา  เหมือนกับชีวิตในตัวของมันเอง ..................... แต่ขณะ

            นี้  คุนต้ารู้ว่าไม่สามารถมีความเป็นเพื่อน (มิตรภาพ) ใดๆ ต่อไปอีกแล้วระหว่างเขากับโวลอฟ”  

            ซึ่งหมายความว่า  เขาจะต้องมีศรัทธาในอัลลาห์ต่อไปไม่ว่าจะมีอะไรเกิดขึ้น)

      (c) Allah never helped him    (อัลลาห์ไม่เคยช่วยเหลือเขา)

      (d) Allah was superior to other gods    (อัลลาห์เหนือกว่าพระเจ้าองค์อื่นๆ)

20. The above passage is an example indicating that ________________________________.

(เนื้อเรื่องข้างบนเป็นตัวอย่างซึ่งบ่งชี้ว่า _______________________________________)

      (a) the Wolof was bad because he had faith in the devil rather than in Allah    (โวลอฟไม่ดีเพราะ

            ว่าเขามีศรัทธาในปีศาจมากกว่าในอัลลาห์)

      (b) if you don’t speak clearly, your friend will be angry and cry out loudly    (ถ้าคุณพูดไม่ชัดเจน 

            เพื่อนของคุณจะโกรธและร้องออกมาเสียงดัง)

      (c) there will be no companionship among desperate men    (จะไม่มีความเป็นเพื่อน – มิตรภาพ –

            ในบรรดาคนที่สิ้นหวัง)

      (d) desperate men may lose their faith in everything including Allah    (คนที่สิ้นหวังอาจจะ

            สูญเสียความศรัทธาในทุกสิ่งทุกอย่าง  รวมทั้ง (ใน) อัลลาห์)  (ดูจากคำพูดของโวลอฟที่กล่าว

            ติเตียนอัลลาห์ที่ทำให้ชีวิตของเขาต้องกลายมาเป็นทาส  รวมทั้งเสียงเออะอะจากทาสในที่คุม

            ขังอีกจำนวนมากที่เห็นด้วยกับคำพูดของโวลอฟ  ทั้งนี้  โวลอฟเป็นผู้ให้คำแนะนำอาวุโสคน

            หนึ่งของคนผิวดำในแอฟริกา  และเคยเป็นผู้เคร่งศาสนาด้วย)

21. An expression describing the theme of the above passage is _______________________.

(คำพูดที่พรรณนาธีม – หรือสาระสำคัญ – ของเนื้อเรื่องข้างบน  คือ ___________________)

      (a) men’s feeling towards religion when they despair    (ความรู้สึกของมนุษย์ที่มีต่อศาสนา

            เมื่อพวกเขาสิ้นหวัง)  (มักเป็นในเชิงลบหลู่  โดยมองว่าศาสนาไม่ได้ช่วยอะไรพวกเขาให้รอด

            พ้นจากชะตาชีวิตที่เลวร้ายได้เลย  เหมือนกับความรู้สึกของโวลอฟและทาสในที่คุมขังอีก

            หลายๆ คน)

      (b) the world is a just and pleasant place    (โลกเป็นสถานที่ที่ยุติธรรมและน่ารื่นรมย์)

      (c) Allah triumphs over the devil    (ชัยชนะของอัลลาห์ที่มีต่อปีศาจ)

      (d) men are friendly to each other    (มนุษย์เป็นมิตร – ให้ความช่วยเหลือ – ซึ่งกันและกัน)

 

(คำแปล)

คุนต้า คินเต้ : ทาสผู้ถูกลักพาตัว

 

            เขานอนอยู่ตรงนั้น (lay there) ท่ามกลางความมืด (in the darkness)  ได้ยินเสียงของพ่อของเขา  ซึ่งเตือน (warning) เขาและลามิน (คนรักของคุนต้า) อย่างเข้มงวด (อย่างเคร่งครัด, อย่างกวดขัน, อย่างพิถีพิถัน, อย่างรุนแรง) (sternly) มิให้เตร็ดเตร่ (เดินเตร่, ท่องเที่ยว, ไปโดยไม่มีจุดหมายแน่นอน, หันเหจากเดิม) (wander off) ไปยังที่ใดๆ ตามลำพัง (alone),  คุนต้าปรารถนาอย่างสิ้นหวัง (อย่างเข้าตาจน, อย่างยิ่ง, อย่างเหลือเกิน, ด้วยความต้องการอย่างมาก, อย่างเต็มที่) (desperately) ว่าเขาได้ใส่ใจ (เอาใจใส่, สนใจ) (heeded) คำเตือน (การเตือน) (warnings) ของพ่อ,  หัวใจของคุน ต้าจมดิ่ง (sank) ด้วยความคิด (thought) ที่ว่า  เขาจะไม่สามารถฟังพ่อของเขา (ตักเตือน) ได้อีก (เพราะขณะนี้เขาถูกลักพาตัวและล่ามโซ่อยู่ในที่คุมขังแห่งหนึ่งในรัฐเวอร์จิเนีย  เพื่อรอการนำไปขายเป็นทาสในอเมริกา  ก่อนสงครามกลางเมืองนับร้อยปี)  และ (ความคิด) ที่ว่า  สำหรับส่วนที่เหลือของชีวิตของเขาไม่ว่าจะเป็นอย่างไรก็ตาม (for the rest of whatever was going to be his life)  เขาจำเป็นต้องคิดเพื่อตัวเอง (หมายถึง  ต้องพึ่งพาตนเอง)

            “สิ่งทั้งหลายเป็นความประสงค์ (ความตั้งใจ, ความตกลงใจ, เจตนารมณ์, ความสมัครใจ, พินัยกรรม, ความกระตือรือร้น) (will) ของพระอัลลาห์ (พระเจ้าในศาสนาอิสลาม)”  คำกล่าวนั้น – ซึ่งเริ่มต้นด้วย (กล่าวโดย) ผู้ให้คำแนะนำอาวุโส (alcala) (ซึ่งถูกลักพาตัวและล่ามโซ่อยู่ในที่คุมขังเดียวกับคุนต้า) - ได้ออกจากปากถึงหู (went from mouth to ear) (หมายถึง  บอกต่อๆ กันไปแบบกระซิบ  เนื่องจากขณะนี้คุนต้าถูกล่ามโซ่ติดกันกับคนผิวดำอื่นๆ)  และเมื่อมัน (คำพูดของผู้ให้คำแนะนำอาวุโสที่พูดถึงพระอัลลาห์) มาถึง (หู) ของคุนต้าจากชายซึ่งนอนอยู่ด้านซ้ายมือ (left side) ของเขา  เขาก็หันศีรษะของเขาไปยังเพื่อนที่ถูกล่ามโซ่ติดกับเขา (shacklemate) ที่ชื่อโวลอฟ (Wolof) (โวลอฟ  เป็นผู้ให้คำแนะนำอาวุโสของคนผิวดำเช่นกัน),  หลังจากครู่หนึ่ง (After a moment)  คุนต้าตระหนัก (realized) ว่าโวลอฟมิได้กระซิบ (whispered) คำพูด (ที่กระซิบต่อๆ กันมาว่าสิ่งทั้งหลายเป็นพระประสงค์ของอัลลาห์  เช่น การที่พวกเขาต้องถูกลักพาตัวและล่ามโซ่ติดกันอยู่ในที่คุมขัง  ทั้งนี้เพราะโวลอฟเริ่มเสื่อมศรัทธาในอัลลาห์แล้ว  เมื่อเขาถูกลักพาตัวเพื่อนำมาขายเป็นทาสในสหรัฐฯ) ต่อไปยังคนที่อยู่ถัดจากเขาไป (next man)  และหลังจากประหลาดใจ (สงสัย, กังขา) (wondering) อยู่ครู่หนึ่ง (for a while) ว่าทำไม (โวลอฟ) จึงไม่ (กระซิบต่อ)  คุนต้าคิดว่าบางทีเขาเองมิได้กล่าวคำพูดนั้นอย่างชัดเจน  ดังนั้น  เขาจึงเริ่มกระซิบข้อความ (message) (ว่าสิ่งทั้งหลายเป็นพระประสงค์ฯ) อีกครั้งหนึ่ง (once again)  แต่ในฉับพลัน (ในทันทีทันใด, อย่างปัจจุบันทันด่วน) (abruptly)  โวลอฟก็ถุยน้ำลายออกมา (spat out) เสียงดังพอที่จะได้ยินกันไปทั่วทั้งที่คุมขัง (across the entire hold)  (พร้อมทั้งกล่าวว่า)  “ถ้าพระประสงค์ของอัลลาห์เป็นแบบนี้  เอาภูตผีปีศาจ (devil) มาให้ฉันดีกว่า”  (ต่อจากนั้น) มีการร้องอุทาน (การร้องตะโกน, การเปล่งเสียง, การร้อง) (exclamations) ดังๆ มากมาย  ที่แสดงการเห็นด้วย (agreement) กับโวลอฟ  โผล่ออกมาจากที่อื่นๆ (From elsewhere) ท่ามกลางความมืด (ในที่คุมขัง)  และการโต้เถียง  (arguments) (ระหว่างพวกที่เห็นด้วยและไม่เห็นด้วยกับคำพูดของโวลอฟ) เกิดขึ้น  (broke out) ตรงนั้นบ้างตรงนี้บ้าง (here and there) (ภายในที่คุมขังทาส)  

            คุนต้าตัวสั่น (shaken) อย่างมาก (อย่างลึกล้ำ, อย่างลึกซึ้ง) (deeply)การตระหนักรู้ด้วยความตกใจ (shocked realization) ว่าเขานอนอยู่กับคนนอกศาสนา (pagan) ลุกไหม้อยู่ในสมองของเขา  ทั้งนี้  ความศรัทธา (faith) ในอัลลาห์มีค่า (precious) ต่อตัวเขา  เหมือนกับชีวิตในตัวของมันเอง (คุนต้าเป็นมุสลิมเคร่งศาสนา  และเขาเคยนับถือโวลอฟซึ่งเป็นผู้ให้คำแนะนำอาวุโสแก่คนผิวดำขณะอยู่ในแอฟริกา  แต่เมื่อโวลอฟถูกลักพาตัวมายังสหรัฐฯ พร้อมกับคุนต้าและคนผิวดำอื่นๆ  โวลอฟก็เสื่อมศรัทธาในอัลลาห์  เนื่องจากเขาคิดว่าทำให้ชีวิตของเขาต้องตกระกำลำบาก),  คุนต้าได้เคารพ (respected) มิตรภาพ (friendship) และความคิดเห็นที่ฉลาดของเพื่อนที่ถูกล่ามโซ่ติดกับเขา (shacklemate) ที่แก่กว่า (หมายถึง  โวลอฟ) จนกระทั่งในปัจจุบัน  (หมายถึง  ในปัจจุบันเลิกให้ความเคารพแล้ว),  แต่ขณะนี้  คุนต้ารู้ว่าไม่สามารถมีความเป็นเพื่อน (มิตรภาพ) (companionship) ใดๆ ต่อไปอีกแล้วระหว่างเขากับโวลอฟ 

*****หมายเหตุ – คุนต้า คินเต้  (๑๗๕๐ – ๑๘๒๒) เป็นหนุ่มผิวดำชาวอเมริกัน  และเป็นตัวเอกในนิยายเรื่อง “รากเหง้า  :  นิยายวีรชนของครอบครัวอเมริกัน (ผิวดำ)”  ซึ่งเขียนขึ้นในปี ๑๙๗๖  โดยนักเขียนอเมริกันผิวดำ ชื่อ อเล็กซ์ ฮาลีย์  ซึ่งสืบเชื้อสายมาจากคุนต้า  คินเต้  เป็น “generation” ที่ ๗,  ประวัติของเขาได้ถูกสร้างเป็นภาพยนตร์ทางทีวีแบบซีรีส์  และออกฉายไปทั่วโลก  รวมทั้งในประเทศไทยด้วย  ทั้งนี้  คุนต้าเป็นชาวแกมเบียในทวีปแอฟริกา  เขาถูกลักพาตัวในขณะที่ออกไปหาฟืนในป่า  และนำลงเรือมาพร้อมกับคนผิวดำอื่นๆ เดินทางมายังรัฐเวอร์จิเนียในสหรัฐฯ  เพื่อนำมาขายเป็นทาส  โดยบทความนี้  กล่าวถึงขณะที่เขาถูกคุมขังแบบล่ามโซ่ติดกันกับคนผิวดำอื่นๆ  เพื่อรอการขายเป็นแรงงานทาสให้กับเจ้าของไร่ฝ้ายในเวอร์จิเนีย  ก่อนจะเกิดสงครามกลางเมืองในสหรัฐฯ นับ ๑๐๐ ปี  คุนต้ามีภรรยาเป็นทาสชาวผิวดำเช่นกัน  และมีลูกสาวคนหนึ่งซึ่งหลบหนีนายทาสไปยังรัฐอื่นพร้อมกับคนรักของตน  เธอกลับมาที่เวอร์จิเนียอีกครั้งหลังจากที่พ่อของเธอ (คุนต้า) เสียชีวิตแล้ว

 

เรียน   ท่านผู้ติดตามอ่านเว็บไซต์  “everydayenglish.pwa.co.th                  

 

                ถ้าท่านมีคำแนะนำให้ปรับปรุงเว็บไซต์นี้ประการใด  กรุณาส่ง e-mail ไปที่  ดร. วัชรินทร์  ภูเขาทอง  อดีต  ผอ. สำนักวิทยาการ  การประปาส่วนภูมิภาค  ผู้จัดทำเว็บไซต์นี้  ตาม  “Address”  (โปรดระบุหัวเรื่องด้วยว่า  “ปรับปรุงเว็บไซต์”)   เพื่อที่ผู้จัดทำฯ จะได้ปรับปรุงเนื้อหาได้ตรงตามความประสงค์ของผู้อ่านเว็บไซต์นี้ต่อไป

 

 

 

 

 

 

หมวดข้อสอบ READING (ตอนที่ 62)

การประปาส่วนภูมิภาค  “มุ่ง-มั่น-เพื่อปวงชน”

 

DirectionRead the following passage and choose the best answer for each question.

(จงอ่านบทความต่อไปนี้  และเลือกคำตอบที่ดีที่สุดสำหรับแต่ละคำถาม)

 

Famine

 

          Famine means a state of extreme hunger due to an insufficient supply of food suffered by the population of an area.  Natural causes, such as crop failures caused by adverse climatic conditions, have, since time immemorial, produced famine conditions.  Droughts, floods, excessive rainfall, cold summers, and over-long winters are common causes of crop failure, as are plagues of locusts, other insects, and rats.  Overpopulation tends to produce an imbalance in agricultural production and to create conditions which may result in famine after the failure of a single crop.

          In ancient societies, famines were of more frequent occurrences because of primitive methods of food production and storage.  Medieval Europe was no less liable to such suffering than China, India, and other countries of eastern Asia; both continents were equally devoid of efficient communication and transportation systems, with the consequence that a severe famine resulting from a bad harvest in one locality could not ordinarily be relieved by the inhabitants of a locality only 100 miles distant where the harvest had been excellent.  The growth of large urban centers and reliance chiefly on neighboring farmlands for food supply created conditions only too favorable to the outbreak of famine in big cities.

 

1. According to the passage, “famine” is ___________________________________________.

(ตามที่เนื้อเรื่องกล่าว, “ทุพภิกขภัย” คือ _______________________________________)

    (a) the greatest hunger which is caused by a lack of food    (ความหิวโหยอย่างที่สุด  ซึ่งมี

          สาเหตุมาจากการขาดแคลนอาหาร)  (ดูคำตอบจากประโยคแรกของพารากราฟแรกที่กล่าวว่า 

          “ทุพภิกขภัยหมายถึงสภาพการณ์ของความหิวโหยแบบสุดโต่ง  เนื่องมาจากเสบียงอาหาร

          ที่ไม่เพียงพอ  ซึ่งได้รับความเดือดร้อน (ประสบ) โดยประชากรของพื้นที่หนึ่ง)

    (b) extreme hunger caused by the wrong kind of food    (ความหิวโหยแบบสุดโต่ง  ซึ่งมีสาเหตุมา

          จากอาหารผิดประเภท)

    (c) a population with underproduction of food    (ประชากรที่มีการผลิตอาหารไม่เพียงพอ)

    (d) a decrease in the food supply for the area    (การลดลงของเสบียงอาหารสำหรับพื้นที่หนึ่ง)

2. In the first paragraph, “famine” refers to ____________________________________.

(ในพารากราฟแรก,  “ทุพภิกขภัย, ภาวะข้าวยากหมากแพง, ความอดอยาก, ความอดตาย, ความขาดแคลนอย่างหนัก, ความหิวจัด”  หมายถึง ________________)

    (a) avarice    (แอฟ-วะ-ริส)  (ความโลภ, ความตะกละ, ความงก) 

    (b) ambivalence    (แอม-บิ-เว้-เลิ่นซ)  (ความรู้สึกสองจิตสองใจต่อบุคคลหรือสิ่งหนึ่ง,  ความรู้สึกทั้งบวก

          และลบต่อบุคคลคนหนึ่งหรือสิ่งหนึ่ง, ความไม่แน่ใจในการเลือกของ  ๒  สิ่งที่ตรงกันข้าม, ความรู้สึกทั้ง

          รักและชังต่อบุคคลเดียวกัน) 

    (c) arrogance    (แอ๊-โร-เกิ้นซ)  (ความหยิ่ง, ความยโส, ความจองหอง) 

    (d) decorum    (ดิ-ค้อ-เริ่ม)  (มารยาท, สมบัติผู้ดี, ความงดงาม) 

    (e) absorption    (การดูดซับ, การดูดซึม, การรับเอามา, การหมกมุ่น)

    (f) integrity    (อิน-เท้ก-กริ-ที่)  (ความซื่อสัตย์, การยึดถือหลักคุณธรรม, ความสมบูรณ์, สภาพที่สมบูรณ์,

          ความเป็นอันหนึ่งอันเดียวกัน, ความมั่นคง)   

    (g) starvation    (ความอดอยาก, ความหิวโหย, การอดอาหารตาย, ความกระหาย)

    (h) adversity    (แอด-เว้อ-ซิ-ที่)  (เคราะห์ร้าย. ภัยพิบัติ, ความทุกข์ยากลำบาก)

3. The word “failures” in paragraph 1 means ______________________________________.

(คำว่า  “ความล้มเหลว, ความไม่สำเร็จ, ความไร้ผล, การสอบตก, การขาดแคลน, ความเสื่อมถอย”  ในพารากราฟ ๑  หมายถึง ________________)

    (a) publicity    (พับ-ลิซ-ซิ-ที่)  (การโฆษณา, การเผยแพร่,  การประชาสัมพันธ์, ชื่อเสียง)

    (b) hazards    (แฮ้ซ-เซิร์ด)  (อันตราย)

    (c) mysteries    (ความลึกลับ, ความลี้ลับ, ความลับ, สิ่งที่ไม่สามารถอธิบายได้)

    (d) magnanimity    (แมก-นะ-นิ้ม-มี-ที่)  (ความมีใจกว้าง-เอื้อเฟื้อเผื่อแผ่, ความสูงส่ง, ความไม่เห็นแก่ตัว,

          ความมีจิตใจสูงส่ง, การกระทำที่มีใจสูงส่ง)

    (e) perjuries    (เพ้อร์-จู-รี่)  (การเบิกความเท็จ, การให้การเป็นพยานเท็จ, การสาบานเท็จ) 

    (f) cultivations    (การเพาะปลูก)

    (g) circulations    (crop circulations = crop circles = ปรากฏการณ์ประหลาดที่เกิดขึ้นในทุ่งหญ้าหรือ

          ทุ่งนากว้างใหญ่ในทวีปอเมริกาและยุโรป  ที่หญ้าเกิดการแบนราบและมีรูปทรงในลักษณะต่างๆ มักเป็น

          ทรงเรขาคณิต เช่น วงกลม, สามเหลี่ยม หรือเส้นโค้งรูปต่างๆ  ซึ่งต้องมองจากมุมสูงหรือในอากาศเท่า

          นั้น  จึงจะสามารถเห็นรูปทรงเหล่านี้ได้ ทั้งนี้  ไม่มีใครทราบแน่ชัดว่าเกิดจากการกระทำของมนุษย์หรือ

          ไม่  แต่คนจำนวนมากเชื่อว่าเกิดจากการกระทำของมนุษย์ต่างดาวที่ยิงแสงเลเซอร์ลงมาจากจานบิน 

          เนื่องจากรูปทรงเรขาคณิตที่ใหญ่โตมโหฬารและวิจิตพิสดารเหล่านี้  เกินความสามารถของมนุษย์ที่

          จะสร้างขึ้นมาได้เมื่ออยู่บนพื้นดิน  โดยพื้นที่รอบข้างของรูปทรงเหล่านี้ไม่มีร่องรอยของการนำเครื่อง

          จักรหรือเครื่องมือขนาดใหญ่เข้าไปสร้างรูปทรงแปลกๆ เหล่านี้เลย)

    (h) fiascos (fiascoes)    (การล้มเหลวอย่างสิ้นเชิง)

4. The word “adverse” in paragraph 1 may be replaced by _____________________________.

(คำว่า  “เลวร้าย, เป็นผลร้าย, เป็นปฏิปักษ์, เสียเปรียบ, ตรงกันข้าม”  ในพารากราฟ ๑  อาจจะแทนโดย _______________)

    (a) sensitive    (มีความรู้สึกไว, ใจน้อย, รับอิทธิพลภายนอกได้ง่าย)

    (b) unquestionable    (อัน-เคว้ส-เชิ่น-นะ-เบิ้ล)  (แน่นอน, ไม่มีปัญหา, ไม่ต้องสงสัยเลย)

    (c) equivocal    (อิ-ควิฟ-โว-เคิ่ล)  (คลุมเครือ, กำกวม, มีสองนัย, มีความหมายมากกว่า ๑ อย่าง)

    (d) straightforward    (สเทรท-ฟ้อร์-เวิร์ด)  (ตรงไปตรงมา)

    (e) trustworthy    (ทรัสท-เวิร์ธ-ทิ่)  (น่าไว้วางใจ, ไว้ใจได้, น่าเชื่อถือ, เชื่อถือได้)

    (f) unfavorable    (ไม่เอื้ออำนวย, (อากาศ) ไม่ดี, ไม่เหมาะสม, ไม่ราบรื่น, เสียเปรียบ)

    (g) candid    (เปิดเผย, ตรงไปตรงมา, ปราศจากอคติ, ซื่อตรง, เป็นธรรม)

    (h) controversial    (ที่ยังโต้เถียงหรือขัดแย้งกันอยู่, เกี่ยวกับการโต้เถียง-ขัดแย้ง)

5. Which of the following is NOT usually classified under “adverse climatic conditions”?

(ข้อใดต่อไปนี้  โดยปกติแล้วมิได้ถูกจัดประเภทอยู่ภายใต้  “สภาพภูมิอากาศเลวร้าย”)

    (a) Floods and excessive rainfall    (น้ำท่วมและปริมาณฝนตกมากเกิน)  (กล่าวไว้ในประโยคที่ ๓

          ของพารากราฟแรก)

    (b) Unusually long winters    (ฤดูหนาวที่ยาวนานผิดปกติ)  (กล่าวไว้ในประโยคที่ ๓ ของพารากราฟแรก)

    (c) Long periods of extremely dry weather    (ช่วงเวลาที่ยาวนานของอากาศที่แห้งแล้งแบบสุดโต่ง) 

           (กล่าวไว้ในประโยคที่ ๓ ของพารากราฟแรก  ตรง  “ความแห้งแล้ง”)

    (d) Swarms of locusts and other insects    (ฝูงตั๊กแตนและแมลงอื่นๆ)  (เนื้อเรื่องมิได้กล่าวว่า 

           อยู่ในประเภท  “สภาพภูมิอากาศเลวร้าย”)

6. What does “droughts” in the first paragraph mean?

(ความแห้งแล้ง, ฤดูแล้ง, การขาดแคลนที่ยาวนาน, ความกระหายน้ำ”  ในพารากราฟแรก  หมายถึงอะไร)

    (a) rain in the wrong season    (ฝนผิดฤดู)

    (b) blizzards    (พายุหิมะ)

    (c) too much rain    (ฝนมากเกินไป)

    (d) avalanches    (แผ่นดินถล่ม)

    (e) excessive dryness    (ความแห้งแล้งที่มากเกิน)

    (f) deluges    (น้ำท่วม, อุทกภัย, ฝนที่ตกลงมาพักใหญ่, การไหลทะลัก)

    (g) windstorms    (ลมพายุ)

    (h) deforestations    (การทำลายป่า, การโค่นป่า, การทำลายต้นไม้)

7. The word “plagues” in paragraph 1 is closest in meaning to ___________________________.

(คำว่า  “โรคระบาด, โรคห่า, กาฬโรค, ภัยพิบัติ, สิ่งที่น่ารำคาญ)”  ในพารากราฟ ๑  ใกล้เคียงที่สุดในความหมายกับ ________________)

    (a) destructions    (การทำลาย, ภาวะที่ถูกทำลาย, สาเหตุของการทำลาย, วิธีการทำลาย)

    (b) calamities    (คะ-แล้ม-มิ-ที่)   (ความหายนะ, ภัยพิบัติ, เคราะห์ร้าย)  

    (c) incursions    (อิน-เค้อร์-ชั่น)  (การบุกรุก, การโจมตี, การรุกล้ำ)  

    (d) compassions    (ความสงสาร, ความเวทนา, ความเห็นอกเห็นใจ)

    (e) epidemics    (การระบาดของโรคเป็นครั้งคราว, การแพร่หลาย)

    (f) affections    (ความรักใคร่, ความชอบ, ความเมตตา)

    (g) hatreds    (เฮ้-ทริด)  (ความเกลียดชัง)

    (h) enmities    (เอ๊น-มิ-ที่)  (ความเป็นปฏิปักษ์, ความเกลียด, ความมีใจเป็นศัตรู หรือมุ่งร้าย,

          ความรู้สึกต่อต้าน) 

8. The writer gives all of the following as causes for famines EXCEPT ____________________.

(ผู้เขียนให้ทุกข้อต่อไปนี้เป็นสาเหตุของความอดอยากขาดแคลน  ยกเว้น __________________)

    (a) floods    (น้ำท่วม)  (ดูในประโยคที่ ๓ ของพารากราฟแรก)

    (b) overproduction    (การผลิต – อาหาร – มากเกินไป)

    (c) excessive rainfall    (ปริมาณฝนตกที่มากเกินไป)  (ดูในประโยคที่ ๓ ของพารากราฟแรก)

    (d) too many people in one area    (ประชากรมากเกินไปในพื้นที่หนึ่ง)  (ดูในประโยคที่ ๔

          ของพารากราฟแรก)

9. “……….....….. since time immemorial ……..…..……” in the first paragraph means “a time ….....….....….”

(“...................นับตั้งแต่เวลาที่นานหรือโบราณมากจนไม่สามารถจดจำได้...................” ในพารากราฟแรก  หมายถึง  “เวลา..........................”)

    (a) which has to be remembered    (ซึ่งจำเป็นต้องจดจำ – ระลึกถึง)

    (b) going back beyond the reach of memory    (ย้อนกลับไป – ในอดีต – เกินกว่าความทรงจำ

          จะเอื้อมไปถึง)  (หรือ  ย้อนกลับไปในอดีต  ที่นานจนไม่สามารถจดจำได้)

    (c) in one remaining civilization    (ในอารยธรรมหนึ่งที่หลงเหลืออยู่)

    (d) in memory of our ancestors    (เพื่อเป็นการระลึกถึงบรรพบุรุษของเรา)

10. In the second paragraph, “occurrences” means _________________________________.

(ในพารากราฟ ๒,  “ปรากฏการณ์, เหตุการณ์, สิ่งที่ปรากฏขึ้น, การบังเกิดขึ้น, กรณี”  หมายถึง _____)

      (a) sensations    (ความรู้สึก)

      (b) reactions    (ปฏิกิริยา)

      (c) fractures    (การแตก, การหัก, รอยแตก)

      (d) excretions    (การกำจัด, การขับถ่ายออก, สิ่งที่ถูกขับถ่ายออกเป็นของเสีย)

      (e) eliminations    (การกำจัด, การทำลาย, การขับออก, การขับไล่, การลบทิ้ง)

      (f) happenings    (เหตุการณ์, กรณี, เรื่องราว)

      (g) manifestations    (การแสดง, การปรากฏ, การแห่แหน)

      (h) uprisings    (การกบฏ, การจลาจล, การปฏิวัติ, การลุกขึ้น-ลอยขึ้น-ตื่นขึ้น-ตั้งขึ้น)

11. The word “primitive” in paragraph 2 may be replaced by ___________________________.

(คำว่า  “ดึกดำบรรพ์, ดั้งเดิม, สมัยแรก, แรกเริ่ม, เบื้องต้น, ยังป่าเถื่อน, ง่ายๆ, หยาบ”  ในพารากราฟ ๒  อาจแทนโดย ________________)

      (a) cautious    (ระมัดระวัง, รอบคอบ)

      (b) ambiguous    (แอม-บิ๊ก-กิว-อัส)  (คลุมเครือ, กำกวม, มีหลายความหมาย, ยากที่จะเข้าใจ)

      (c) concise    (คัน-ไซ้ซ)  (สั้นกะทัดรัด, รัดกุม, รวบรัด)

      (d) vulgar    (วั้ล-เกอะ)  (หยาบคาย, หยาบ, ต่ำช้า, ไพร่, สามหาว, สามานย์, สามัญ, ธรรมดาๆ)

      (e) impudent    (อิ๊ม-พิว-เด้นท)  (หมื่นทะลึ่ง, โอหัง, อวดดี, อวดวิเศษณ์, ยโส)

      (f) pious    (ไพ้-เอิส)  (เคร่งศาสนา, มีศรัทธา)

      (g) primordial    (ไพร-ม้อร์-เดียล)  (ดั้งเดิม, แรกเริ่ม, ประถม, เกิดขึ้นก่อน)

      (h) ignorant    (โง่, เขลา, ไม่รู้, ไม่ทราบ)

      (i) immoral    (ไร้ศีลธรรม, ผิดศีลธรรม, เลว, เสเพล)

12. “devoid” in paragraph 2 is closest in meaning to _________________________________.

(“ปราศจาก, ขาดแคลน, ไม่มี”  ในพารากราฟ ๒  ใกล้เคียงที่สุดในความหมายกับ _____________)

      (a) merciful    (มีเมตตากรุณา)

      (b) imperious    (อิม-พี้-เรียส)  (ซึ่งวางอำนาจ, แสดงอำนาจ, ซึ่งใช้อำนาจบังคับ, เย่อหยิ่ง, ยโส, วางภูมิ)

      (c) nomadic    (โน-แม้ด-ดิค)  (ร่อนเร่ไปในที่ต่างๆ, ท่องเที่ยว)

      (d) hideous    (ฮิ้ด-เดียส)  (น่ากลัว, น่าเกลียดมาก, สยดสยอง, เขย่าขวัญ, น่าขยะแขยง, น่าตกใจ)

      (e) lacking    (ขาดแคลน, ไม่มี)

      (f) atrocious    (อะ-โทร้-เชิส)  (โหดร้าย, ทารุณ, ชั่วร้าย, น่ากลัว, ดุร้าย, เลวร้าย)  

      (g) durable    (ดิ๊ว-ระ-เบิ้ล)  (ทนทาน, ใช้ทน, ยั่งยืน)  

      (h) enterprising    (ซึ่งเต็มไปด้วยความริเริ่ม, กล้าได้กล้าเสีย, แคล่วคล่อง) 

13. One reason why famine could not be relieved on either continent was because of _____________.

(เหตุผลหนึ่งว่าทำไมความอดอยากขาดแคลนไม่สามารถได้รับการบรรเทาในทั้ง ๒ ทวีป – ยุโรปและเอเชีย – คือเนื่องมาจาก ______________)

      (a) lack of agricultural production    (การขาดแคลนการผลิตด้านการเกษตร)

      (b) inadequate means of getting news of goods from place to place    (วิธีการที่ไม่เพียง

            พอของการได้รับข่าวเกี่ยวกับสินค้าจากที่หนึ่งไปยังอีกที่หนึ่ง)  (ดูคำตอบจากประโยคที่ ๒ 

            ของพารากราฟ ๒  ที่กล่าวว่า  “ยุโรปสมัยกลางและเอเชียขาดแคลนระบบสื่อสารและขนส่ง

            เท่าๆ กัน  ซึ่งผลที่ตามมาคือ  เมื่อเกิดความอดอยากขาดแคลนรุนแรงเนื่องจากการเก็บเกี่ยว

            ที่ไม่ได้ผลในท้องถิ่นหนึ่ง  ก็ไม่สามารถได้รับการบรรเทา – ช่วยเหลือ – จากอีกท้องถิ่นหนึ่ง

            ที่อยู่ห่างออกไปเพียง ๑๐๐ ไมล์  ซึ่งการเก็บเกี่ยวได้ผลดีเยี่ยม  เพราะการสื่อสารและขนส่ง

            ระหว่างท้องถิ่นทั้งสองไม่มีประสิทธิภาพ  คือ  ไม่รู้ว่าอีกท้องถิ่นหนึ่งมีผลิตผลเหลือเฟือ 

            หรือถึงจะรู้ก็ไม่สามารถขนส่งสินค้าไปยังท้องถิ่นที่ขาดแคลนได้)

      (c) lack of motivation among the farmers    (การขาดแคลนการกระตุ้น – การดลใจ – ในบรรดาชาวนา)

      (d) lack of activity among the local people    (การขาดแคลนกิจกรรมในบรรดาผู้คนในท้องถิ่น)

14. The word “locality” in paragraph 2 refers to ____________________________________.

(คำว่า  “ท้องถิ่น, สถานที่, ถิ่นที่อยู่, ตำแหน่งที่ตั้ง”  ในพารากราฟ ๒  หมายถึง _______________)

      (a) locale    (โล-แค่ล)  (สถานที่เกิดเหตุ, สถานที่ของเรื่องราว, ที่เกิดเหตุ)

      (b) ignominy    (อิ๊ก-นะ-มิ-นี่)  (ความน่าอับอาย, ความอัปยศอดสู, ความเสื่อมเสียชื่อเสียง, ความน่าดูถูก,

            ความน่ารังเกียจ) 

      (c) hierarchy    (ไฮ้-อะ-รา-คี่)   (การปกครองโดยลำดับชั้น หรือชั้นยศ, การจัดลำดับสูง-ต่ำตามชั้นยศ

            ในวงราชการ ทั้งพลเรือนและทหาร, ระบบสมณศักดิ์ หรือชั้นยศในการปกครอง)  

      (d) region    (บริเวณ, ดินแดน, ภูมิภาค, แคว้น, เขตการปกครอง, แถบ, ขอบเขต, ปริมณฑล)

      (e) fury    (ฟิ้ว-รี่)  (ความโกรธ, ความโมโหร้าย, ความเดือดดาล, ความรุนแรง-ดุเดือด, คนที่

           โมโหร้าย-ดุร้าย)

      (f) collection    (การเก็บรวบรวม, การสะสม, สิ่งของที่รวบรวม)   

      (g) requisite    (เร้ค-ควิ-ซิท)  (ข้อกำหนด, สิ่งที่จำเป็น, สิ่งที่จะขาดเสียมิได้)  

      (h) reprisal    (ริ-ไพร้-เซิ่ล)  (การโต้ตอบด้วยกำลัง หรือกำลังทางทหาร, การแก้แค้น, การยึดทรัพย์

            สินเพื่อเป็นการโต้ตอบ)  

15. What does “inhabitants” in paragraph 2 mean?

(“ประชากร, พลเมือง, ผู้อยู่อาศัย, สัตว์ที่อยู่อาศัย”  ในพารากราฟ ๒  หมายถึงอะไร)

      (a) habitats    (ถิ่นที่อยู่ของพืชหรือสัตว์, ที่อยู่อาศัย)

      (b) lifespans    (ช่วงชีวิต, เวลาในชีวิต)

      (c) expansions    (อิคส-แพ้น-ชั่น)  (การขยาย, การแผ่ออกไป, ส่วนที่ขยายออก, สิ่งที่ถูกขยาย) 

      (d) instincts    (สัญชาตญาณ)

      (e) passions    (อารมณ์, ความรู้สึกเร่าร้อน, ความกระตือรือร้น, ความใคร่, กิเลส, ตัณหา)

      (f) citizens    (ประชากร, ประชาชน, ชาวเมือง, พลเมือง, พลเรือน)

      (g) devotions    (การอุทิศตัว)

      (h) malice    (แม้-ลิซ)  (การมุ่งร้าย, การผูกพยาบาท)

16. “growth” in paragraph 2 may be replaced by ____________________________________.

(“การเจริญเติบโต, การงอกงาม, การเป็นผู้ใหญ่, สิ่งที่เจริญเติบโต, ผลผลิต, สิ่งที่งอกขึ้น, เนื้องอก”  ในพารากราฟ ๒  อาจแทนโดย ________________)

      (a) shrinking    (การหดตัว, การลดลง, การเหี่ยวย่น)

      (b) decline    (ความเสื่อม, การลดลง, การปฏิเสธ, ช่วงที่ตกต่ำ, การเอียงลาด, โรคที่ทำให้ร่างกาย

            ทรุดโทรม)

      (c) remuneration    (ริ-มิว-นะ-เร้-ชั่น)  (ค่าตอบแทน, เงินตอบแทน, สินน้ำใจ, การจ่ายเงิน, การให้

            รางวัล, การตอบแทน, การชดเชย) 

      (d) expansion    (การขยายออก, การต่อเติม (บ้าน), ปริมาณหรือขนาดของการขยายออก,

            ส่วนที่ขยายออก, สิ่งที่ถูกขยาย)

      (e) havoc    (แฮ้ฟ-วอค)  (ความหายนะ, ภัยพิบัติ, ความเสียหาย, ความฉิบหาย, ความสับสนวุ่นวาย) 

           (เมื่อเป็นคำกริยา  หมายถึง  “ทำให้เสียหาย, ทำลาย”) 

       (f) miracle    (มิ-ระ-เคิ่ล)  (เรื่องอัศจรรย์, ความอัศจรรย์)  

      (g) hazard    (แฮ้ซ-เซิร์ด)  (ภัย, อันตราย, การเสี่ยง, สิ่งที่เป็นอันตราย หรือทำให้เกิดความเสี่ยง,

            อุบัติเหตุ, เหตุบังเอิญ, ความไม่แน่นอน) 

      (h) uneasiness    (อัน-อี๊-ซี-เนส)  (ความไม่สบายใจ, ความเป็นห่วง, ความเป็นทุกข์, ความกระสับ

           กระส่าย, ความไม่สบาย)

17. Famine in big cities was the result of all of the following EXCEPT _____________________.

(ความอดอยากขาดแคลนในเมืองใหญ่เป็นผลลัพธ์ของทั้งหมดต่อไปนี้  ยกเว้น _______________)

      (a) dependency on adjoining farmlands for food    (การพึ่งพาอาศัยที่ดินเพาะปลูกข้างเคียงสำหรับ

            อาหาร)  (ถูกต้อง  ดูจากประโยคสุดท้ายของพารากราฟ ๒ ที่กล่าวว่า  “....................และการพึ่งพา

            อาศัยที่ดินเพาะปลูกข้างเคียงเป็นส่วนใหญ่ในเรื่องเสบียงอาหาร  ก่อให้เกิดสภาวะซึ่งเอื้ออำนวยเป็น

            อย่างมากกับการเกิดขึ้นของความอดอยากขาดแคลนในเมืองใหญ่ๆ)

      (b) having many people in a city not producing food    (การมีประชากรมากเกินไปในเมืองซึ่งไม่

            ผลิตอาหาร)  (ถูกต้อง  ดูจากประโยคสุดท้ายของพารากราฟแรก)

      (c) a sudden growth of neighboring farmlands    (การเจริญเติบโตอย่างฉับพลันของที่ดิน

            เพาะปลูกข้างเคียง)  (เนื้อเรื่องมิได้กล่าวไว้)

      (d) lack of good food production and storage facilities    (การขาดแคลนการผลิตอาหารและอุป

            กรณ์ในการเก็บรักษา (อาหาร) ที่ดี)  (ถูกต้อง  ดูจากประโยคแรกของพารากราฟ ๒)

18. The word “reliance” in the final paragraph is closest in meaning to ___________________.

(คำว่า  “การพึ่งพาอาศัย”  ในพารากราฟสุดท้าย  ใกล้เคียงที่สุดในความหมายกับ ____________)

      (a) husbandry    (การบริหารจัดการอย่างระมัดระวังและประหยัด, การทำไร่ไถนา, การปศุสัตว์,

            การเกษตร, การทำฟาร์ม, วิชาที่เกี่ยวกับการเพาะปลูกและการเลี้ยงสัตว์)

      (b) conflict    (ความขัดแย้ง)

      (c) terror    (ความหวาดกลัว, ความน่ากลัว, ความสยองขวัญ)

      (d) retrospection    (การพิจารณาย้อนหลัง, การพิจารณาเรื่องในอดีต)

      (e) quarantine    (คว้อ-เริน-ทีน)  (การเก็บกักตัวไว้อย่างเข้มงวดเพื่อป้องกันการแพร่ของเชื้อโรค)

      (f) dependence    (การอาศัย, การพึ่งพา, ความไว้วางใจ, ความมั่นใจ, สิ่งที่วางใจ, การติด

            หรือต้องการสิ่งใดสิ่งหนึ่งเป็นอย่างมาก)

      (g) phenomena    (ปรากฏการณ์, ข้อเท็จจริง, สิ่งที่ประทับใจ, บุคคลที่ประทับใจ, คนที่ยอดเยี่ยม)

      (h) hindrance    (อุปสรรค, สิ่งกีดขวาง, เครื่องกีดขวาง)

      (i) disturbance    (การรบกวน, การทำให้ไม่สงบ, การทำให้ยุ่ง, การทำให้ลำบาก, สิ่งที่รบกวน,

           ความไม่สงบ)

19. What does “outbreak” in the final paragraph mean?

(“การเกิดขึ้น”  ในพารากราฟสุดท้าย  หมายถึงอะไร)

      (a) depletion    (การทำให้หมดสิ้นหรือลดน้อยลงมาก, การทำให้สูญเสีย, การทำให้ว่างเปล่า)

      (b) disadvantage    (ข้อเสียเปรียบ, ความเสียเปรียบ, ข้อเสียหาย, ความเสียหาย, ความเป็นเบี้ยล่าง)

      (c) grievance    (กรี๊-เวิ่นซ)  (ความไม่พอใจ, ความข้องใจ, ข้อข้องใจ)

      (d) occurrence    (การบังเกิดขึ้น, การเกิดขึ้น, ปรากฏการณ์, เหตุการณ์, สิ่งที่ปรากฏขึ้น, กรณี)

      (e) comprehension    (ความเข้าใจ)   

      (f) distress    (ความทุกข์ยาก, ความเคราะห์ร้าย, ความเศร้าโศกเสียใจ, ความลำบาก, ภัยพิบัติ)

      (g) fragrance    (เฟร้-เกริ้นซ)  (กลิ่นหอม, ความหอม)  

      (h) pandemonium    (ความโกลาหล, ความเอะอะโกลาหล, ความสับสนวุ่นวาย, สถานที่ที่มีความ

           เอะอะโกลาหล, นรก, อเวจี)

 

(คำแปล)

ทุพภิกขภัย

 

            ทุพภิกขภัย (ภาวะข้าวยากหมากแพง, ความอดอยาก, ความขาดแคลนอย่างหนัก, ความหิวจัด, ความอดตาย) (Famine)  หมายถึง  สภาพการณ์ (สถานการณ์, สภาพ, ฐานะ, ลักษณะ, อาการ, สภาพทางอารมณ์, รัฐ, มลรัฐ, ประเทศ, กิจการของรัฐ) (state) ของความหิวโหย (อาการเจ็บปวดหรืออ่อนเพลียเนื่องจากต้องการอาหาร, ความต้องการมาก) (hunger) แบบสุดโต่ง (extreme)  เนื่องมาจากเสบียงอาหาร (supply of food) ที่ไม่เพียงพอ (insufficient)  ซึ่งได้รับความเดือดร้อน (ได้รับความทุกข์, ได้รับ, ประสบ(suffered) โดยประชากรของพื้นที่หนึ่ง,  โดยสาเหตุทางธรรมชาติ (Natural causes)  เช่น  การเพาะปลูกพืชที่ไม่ได้ผล (crop failures)  ซึงมีสาเหตุมาจาก (caused by) สภาวะทางด้านภูมิอากาศ (climatic conditions) ที่เลวร้าย (เป็นผลร้าย, เป็นปฏิปักษ์, เสียเปรียบ, ตรงกันข้าม) (adverse), นับตั้งแต่เวลาที่นานหรือโบราณมากจนไม่สามารถจดจำได้ (since time immemorial) (หมายถึง  นานจนจำไม่ได้), ได้สร้าง (produced) สภาวะความอดอยากขาดแคลน (famine conditions),  ทั้งนี้  ความแห้งแล้ง (ฤดูแล้ง, การขาดแคลนที่ยาวนาน, ความกระหายน้ำ) (Droughts),  น้ำท่วม,  ปริมาณฝนตก (ฝนตก) (rainfall) ที่มากเกิน (มากเกินความจำเป็น) (excessive), ฤดูร้อนที่หนาวเย็น,  และฤดูหนาวที่ยาวเกินไป (over-long)  เป็นสาเหตุทั่วไป (ธรรมดาสามัญ, ร่วมกัน, เหมือนกัน, พร้อมกัน, สาธารณะ) (common) ของการเพาะปลูกพืชที่ไม่ได้ผล (crop failure),  เหมือนกันกับ (เช่นเดียวกันกับ) (as) โรคระบาด (โรคห่า, กาฬโรค, ภัยพิบัติ, สิ่งที่น่ารำคาญ) (plagues) (เพลก) ของตั๊กแตนประเภทที่อพยพกันเป็นฝูงใหญ่ (locusts),  แมลง (insects) อื่นๆ และหนู  (นอกจากนั้น)  ประชากรที่มากเกินไป (ประชากรล้น) (Overpopulation)  มีแนวโน้ม (tends) ที่จะสร้าง (ก่อให้เกิด, ผลิต, ทำ) (produce) ความไม่สมดุล (imbalance) ในการผลิตทางการเกษตร (agricultural production)  และ (มีแนวโน้มที่จะ) สร้าง (ก่อให้เกิด, ทำให้เกิด, สร้างสรรค์, ประดิษฐ์ขึ้น, แต่งตั้ง) (create) สภาวะ (สภาพ, ฐานะ, เงื่อนไข) (conditions)  ซึ่งอาจจะส่งผลให้เกิด (result in) ความอดอยากขาดแคลน  ภายหลังจากความล้มเหลว (ความไม่สำเร็จ, ความไร้ผล, การสอบตก, การขาดแคลน, ความเสื่อมถอย) (failure) (เฟ้ล-เย่อร์) ของ (การเพาะปลูก) พืชชนิดเดียว (single crop) (เช่น ข้าว, ข้าวสาลี ฯ)

            ในสังคมสมัยโบราณ (ancient societies)  ความอดอยากขาดแคลนเป็นปรากฏการณ์ (เหตุการณ์, สิ่งที่ปรากฏขึ้น, การบังเกิดขึ้น, การเกิดขึ้น, กรณี) (occurrence) ซึ่ง (เกิด) บ่อยครั้งกว่ากัน (more frequent) (เมื่อเทียบกับปัจจุบัน)  เนื่องมาจากวิธี (วิธีการ) (methods) ดึกดำบรรพ์ (ดั้งเดิม, สมัยแรก, แรกเริ่ม, เบื้องต้น, ยังป่าเถื่อน, ง่ายๆ, หยาบ) (primitive) ของการผลิตและการเก็บรักษา (การเก็บ, สถานที่เก็บรักษา, แหล่งเก็บข้อมูล) (storage) อาหาร,  ส่วนทวีปยุโรปสมัยกลาง (Medieval Europe) (ปี ค.ศ. ๔๗๖ – ๑๔๕๓  มีลักษณะสำคัญ  คือ  การสลายสภาพเมือง, การรุกรานทางทหาร, การกระจายของประชากร  และการอพยพของผู้คนไปสู่พื้นที่ใหม่)  ก็มีแนวโน้ม (โน้มเอียง, อาจจะ, รับผิดชอบ) (liable) ไม่น้อยกว่ากัน (no less) กับความเดือดร้อน (ความเจ็บปวด, ความหายนะ, ความอดทน, โรค) (suffering) ดังกล่าว (หมายถึง  จากความอดอยากฯ) ในจีน, อินเดีย และประเทศอื่นๆ ในเอเชียตะวันออก (จีน, ญี่ปุ่น, เกาหลี),  โดยทั้ง ๒ ทวีป (continents) (ยุโรปและเอเชีย) ปราศจาก (ขาดแคลน, ไม่มี) (devoid) อย่างเท่าๆ กัน (อย่างเท่าเทียมกัน, อย่างเสมอภาค, อย่างสมดุล) (equally) ในด้านระบบการสื่อสาร (การคมนาคม) (communication) และการขนส่ง (transportation) ที่มีประสิทธิภาพ (efficient)  โดยมีผลลัพธ์ (ผลที่ตามมา, ผลที่เกิดขึ้นภายหลัง) (consequence)  คือ  ความอดอยากขาดแคลนอย่างรุนแรง (severe)  ซึ่งเป็นผลมาจาก  (resulting from) ฤดูเก็บเกี่ยวผลผลิต (การเก็บเกี่ยวผลผลิต) (harvest) ที่ไม่ได้ผล (bad) ในท้องถิ่น (สถานที่, ถิ่นที่อยู่, ตำแหน่งที่ตั้ง) (locality) หนึ่ง  ไม่สามารถได้รับการบรรเทา (ผ่อนคลาย, ปลดเปลื้อง, แบ่งเบา, ช่วยเหลือ, สงเคราะห์, ลดลง) (relieved) โดยปกติธรรมดา (ตามปกติ, อย่างสามัญ, อย่างพื้นๆ) (ordinarily) โดยประชากร (พลเมือง, ผู้อยู่อาศัย, สัตว์ที่อยู่อาศัย) (inhabitants) ของอีกท้องถิ่นหนึ่ง  ซึ่งอยู่ไกล (ยาวนาน, ไม่ต่อเนื่องกัน, แยกกัน, ที่ไม่คุ้นเคย, ที่ห่างเหิน, ที่เฉยเมย) (distant) (ออกไป) เพียง ๑๐๐ ไมล์เท่านั้น  ซึ่งการเก็บเกี่ยวผลผลิต (ฤดูเก็บเกี่ยวผลผลิต) (harvest) (ได้ผล) ยอดเยี่ยม  (หมายถึง  ท้องถิ่นที่เพาะปลูกได้ผลดี  ไม่สามารถช่วยเหลืออีกท้องถิ่นที่เพาะปลูกไม่ได้ผล  แม้จะอยู่ห่างกันเพียง ๑๐๐ ไมล์  เนื่องจากขาดการคมนาคมและขนส่งที่มีประสิทธิภาพ)  (นอกจากนั้น) การเจริญเติบโต (growth) ของศูนย์กลางเมือง (urban centers) ขนาดใหญ่  และการพึ่งพาอาศัย (reliance) ที่ดินเพาะปลูก (farmlands) ข้างเคียง (ใกล้เคียง, ถัดไป) (neighboring) เป็นส่วนใหญ่ (chiefly) ในเรื่องเสบียงอาหาร (food supply)  ก่อให้เกิดสภาวะ (conditions) ซึ่งเอื้ออำนวยเป็นอย่างมาก (only too favorable) กับการเกิดขึ้น (outbreak) ของความอดอยากขาดแคลนในเมืองใหญ่ๆ

 

เรียน   ท่านผู้ติดตามอ่านเว็บไซต์  “everydayenglish.pwa.co.th                  

 

                ถ้าท่านมีคำแนะนำให้ปรับปรุงเว็บไซต์นี้ประการใด  กรุณาส่ง e-mail ไปที่  ดร. วัชรินทร์  ภูเขาทอง  อดีต  ผอ. สำนักวิทยาการ  การประปาส่วนภูมิภาค  ผู้จัดทำเว็บไซต์นี้  ตาม  “Address”  (โปรดระบุหัวเรื่องด้วยว่า  “ปรับปรุงเว็บไซต์”)   เพื่อที่ผู้จัดทำฯ จะได้ปรับปรุงเนื้อหาได้ตรงตามความประสงค์ของผู้อ่านเว็บไซต์นี้ต่อไป

 

 

 

 

หมวดข้อสอบ READING (ตอนที่ 61)

การประปาส่วนภูมิภาค  “มุ่ง-มั่น-เพื่อปวงชน”

 

DirectionRead the following passage and choose the best answer for each question.

(จงอ่านบทความต่อไปนี้  และเลือกคำตอบที่ดีที่สุดสำหรับแต่ละคำถาม)

 

Leopards : A Recovery from Near Extinction

 

          To animal preservationists, leopard coats and alligator shoes have long been symbols of human indifference to the fate of wild animals.  Even among the general public, consciousness has been raised high enough so that anyone sporting outfits made from the skins of endangered animals runs the risk of at least verbal assault.

          The attackers must change their approach, however.  Last month the U.S. Fish and Wildlife Service formally announced that the American alligator is no longer an endangered species.  And, at a meeting this week in Ottawa, the U.N.’s Convention on International Trade in Endangered Species will release a report urging not only that the common leopard be removed from its list of endangered animals but that legal hunting be resumed.

          While the alligator’s recovery has been remarkable, it seems that the spotted feline may never have faced a catastrophe in the first place.  Unlike its truly rare cousin the Himalayan snow leopard, the common leopard made the list, in the 1970s, largely for emotional reasons.  Worries about shrinking habitats and excessive hunting were clearly exaggerated, admits Jacques Berney, deputy secretary-general of CITES.  “Leopards are not like cheetahs,” he observes.  “They’re highly adaptable animals.”

 

1. The report recommends that the legal hunting of leopards should be _____________________.

(รายงานแนะนำว่า  การล่าเสือดาวอย่างถูกกฎหมายควรจะได้รับการ ______________________)

    (a) restricted    (จำกัด)

    (b) abandoned    (ล้มเลิก, ละทิ้ง, ปล่อย, พลัดพรากจาก)

    (c) restored    (ฟื้นฟู, ทำให้กลับมาเหมือนเดิม, ทำให้กลับสู่สภาพเดิม, ซ่อมแซม, ปฏิสังขรณ์,

          ทำให้แข็งแรง) (หลังจากที่ถูกทำให้เป็นสิ่งผิดกฎหมายมายาวนาน) (ดูคำตอบจากประโยค

          สุดท้ายของพารากราฟ ๒ ที่กล่าวว่า  “และ ณ การประชุมในสัปดาห์นี้ที่กรุงออตตาวา (เมือง

          หลวงของแคนาดา),  อนุสัญญา (การประชุม) เรื่องการค้าสัตว์ใกล้สูญพันธุ์ระหว่างประเทศ

          ของสหประชาชาติจะออก (ปล่อย) รายงานซึ่งผลักดันไม่เพียงแต่ให้เสือดาวทั่วไปถูกถอด

          (ปลด) จากรายชื่อของสัตว์ใกล้สูญพันธุ์  แต่ยัง (ผลักดัน) ให้การล่า (เสือดาว) ที่ถูกกฎหมาย

          ได้รับการดำเนินต่อไปอีกด้วย”)

    (d) advertised    (โฆษณา)

2. In the first paragraph, “indifference” refers to __________________________________.

(ในพารากราฟแรก,  “การขาดความสนใจ, ความไม่เอาใจใส่, ความเมินเฉย, ความไม่ลำเอียง, ความเป็น กลาง”  หมายถึง ________________)

    (a) ventilation    (การระบายลม-อากาศ)

    (b) integrity    (อิน-เท้ก-กริ-ที่)  (๑. ความซื่อสัตย์, การยึดถือหลักคุณธรรม, ๒. ความสมบูรณ์, ความมั่นคง,

          ความเป็นอันหนึ่งอันเดียวกัน) 

    (c) virtue    (เว้อร์-ชู่)  (๑. คุณงามความดี, ศีลธรรม, ความถูกต้อง, ๒. คุณสมบัติที่ดีหรือน่าสรรเสริญ, ความ

          บริสุทธิ์, ความเข้มแข็ง, ความโอบอ้อมอารี) 

    (d) treason    (ทรี้-เซิ่น)  (การกบฏ-การทรยศขายชาติ)

    (e) deference    (เด๊ฟ-เฟอะ-เริ่นซ)  (การเคารพนับถือ, การยอมตาม, การคล้อยตาม, การอนุโลม, การ

         เชื่อฟัง) 

    (f) perjury    (เพ้อร์-จู-รี่)  (การเบิกความเท็จ, การให้การเป็นพยานเท็จ, การสาบานเท็จ) 

    (g) apathy    (ความไม่สนใจ, ความไม่เป็นห่วง, การไร้อารมณ์)

    (h) disparity    (ความแตกต่าง)

3. The word “consciousness” in paragraph 1 means _______________________________.

(คำว่า  “จิตสำนึก, การตระหนักรู้, สติ, ความคิดและความรู้สึกรวมกัน”  ในพารากราฟ ๑  หมายถึง __

____________)

    (a) similarity    (ความคล้ายคลึงกัน, ความเหมือนกัน)

    (b) connection    (ความเกี่ยวโยง, ความเชื่อมโยง, ความสัมพันธ์)

    (c) controversy    (การทะเลาะวิวาท, การโต้เถียง, การโต้ความ)

    (d) panic    (แพ้น-นิค)  (ความตกใจกลัว, ความอกสั่นขวัญหาย, ความวิตกมากจนทำอะไรไม่ถูก)

    (e) amazement    (ความทึ่ง, ความประหลาดใจ)

    (f) initiative    (การริเริ่ม, ความคิดริเริ่ม)

    (g) shrewdness    (ชรู้ด-นิส) (ความเฉียบแหลม-หลักแหลม, ความเฉลียวฉลาด, ความว่องไว)

    (h) awareness    (จิตสำนึก, การตระหนักรู้, การรู้ตัว, การรู้สึกตัว, การรู้หรือทราบ)

4. The word “outfits” in paragraph 1 may be replaced by ______________________________.

(คำว่า  “เครื่องแต่งกาย, เสื้อผ้า, เครื่องมือทั้งชุด, เครื่องสัมภาระ, เครื่องมือ, เครื่องประกอบ”  ในพารา กราฟ ๑  อาจแทนโดย ________________)

    (a) instruments    (อุปกรณ์, เครื่องมือ, วิธีการ, เอกสารสิทธิ, เครื่องกล, เครื่องดนตรี)

    (b) amusements    (ความสนุกขบขัน, มหรสพ, ความอภิรมย์, เครื่องหย่อนใจ)

    (c) conflicts    (ความขัดแย้ง)

    (d) colleagues    (ค้อล-ลีก) (เพื่อนร่วมงาน, ผู้ร่วมงาน)

    (e) candidates    (ผู้สมัครเข้าแข่งขัน, ผู้สมัครรับเลือกตั้ง, ผู้ได้รับการเลือกให้เข้าแข่งขัน)

    (f) costumes    (เครื่องแต่งกาย, เสื้อผ้าอาภรณ์, เสื้อผ้าอาภรณ์ของสตรี, ชุดแสดงละคร)

    (g) frauds    (ฟร้อด)  (๑. การโกง, การหลอกลวง, การฉ้อฉล, การทุจริต, พฤฒิกรรมที่หลอกลวง,

          เล่ห์, ของปลอม,  ๒. ผู้หลอกลวง) 

    (h) condolences    (คัน-โด๊ล-เลิ่นซ)  (การแสดงความเสียใจด้วย, การปลอบโยน, การปลอบขวัญ) 

5. What does “assault” in paragraph 1 mean?

(“การโจมตีอย่างรุนแรง, การจู่โจม, การทำลาย (ชื่อเสียง), การข่มขืน”  ในพารากราฟ ๑  หมายถึงอะไร)

    (a) duress    (ดู-เรส)  (การบีบบังคับ, การข่มขู่, การทำให้สูญเสียอิสรภาพ, การกักกัน, การคุมขัง) 

    (b) prognosis    (พรอก-โน้-ซิส)  (การทำนายอาการของโรค, การทำนาย, การคาด คะเน) 

    (c) temperance    (การบังคับตัวเอง, การละเว้นสิ่งมึนเมา, การควบคุมอารมณ์, ความพอควร-พอประมาณ) 

    (d) distress    (ความโศกเศร้าเสียใจ, ความทุกข์ยากลำบาก, ความเคราะห์ร้าย, ภัยพิบัติ)  (เมื่อเป็น

          คำกริยา  หมายถึง  “ทำให้เศร้าโศกหรือทุกข์ยาก”)

    (e) onslaught    (อ๊อน-สลอท)  (การโจมตี, การจู่โจม, การเริ่มต้น, การใกล้เข้ามา)

    (f) endurance    (เอน-ดิ๊ว-เริ่นซ)  (ความทรหดอดทน, ความอดกลั้น, ความทนทาน, ความไม่ตาย)

    (g) verdict   {คำตัดสิน (ของศาล), คำชี้ขาด (ของกรรมการ, ผู้ตัดสิน)}

    (h) outcome    (ผลลัพธ์)

6. Jacques Berney says that leopards “are highly adaptable animals” in the final paragraph to explain why leopards ________________.

(จ๊าค เบอร์นีย์  กล่าวว่า  เสือดาว  “เป็นสัตว์ที่สามารถปรับตัวได้สูง”  ในพารากราฟสุดท้าย  เพื่อที่จะอธิบายว่าทำไมเสือดาว _________________)

    (a) could respond to excessive hunting    (สามารถโต้ตอบ – ขานรับ –  การไล่ล่าที่มากเกิน)

    (b) could adjust to smaller living areas    (สามารถปรับตัวให้เข้ากับพื้นที่อยู่อาศัยที่เล็กลง)

    (c) are different from cheetahs    (แตกต่างกับเสือชีต้า)  (ดูคำตอบจากประโยคสุดท้ายของ

          พารากราฟสุดท้ายที่กล่าวว่า  “เสือดาวไม่เหมือนกับเสือชีต้า,”  เขา (เบอร์นีย์) สังเกต 

          “พวกมันเป็นสัตว์ที่สามารถปรับตัวได้สูง)

    (d) are often taken as pets    (มักถูกถือว่าเป็นสัตว์เลี้ยงอยู่บ่อยๆ)

7. In the second paragraph, “removed” means _____________________________________.

(ในพารากราฟ ๒,  “ถอด, ปลด, เอาออก, ย้าย, โยกย้าย, ขนของ, ปลดเปลื้อง, ลบ, ขจัด, กำจัด, ไล่ออก, ฆ่า”  หมายถึง _________________)

    (a) maligned    (มะ-ไลน)  (พูดให้ร้าย, กล่าวร้าย, ใส่ร้าย, กล่าวหา, ทำให้เสียชื่อเสียง)

    (b) belittled    (ทำให้ดูด้อยค่า, ทำให้ความสำคัญลดลง, ดูถูก, ดูแคลน, เหยียดหยาม)

    (c) inferred     (สรุป, ลงความเห็น, อนุมาน, ส่อให้เห็น, ชี้ให้เห็นว่า, แนะนำ)

    (d) resisted    (ต้านทาน, ต่อต้าน, แข็งข้อ)

    (e) curbed    (เคิ้ร์บ)  (ควบคุม, ระงับ, เหนี่ยวรั้ง)

    (f) nurtured    (เน้อร์-เชอะ)  (สนับสนุน, เลี้ยง, บำรุง, ถนอม, ทะนุถนอม, ฝึกฝน, ให้การศึกษา) 

          (เมื่อเป็นคำนาม  “Nurture”  หมายถึง  “อาหาร, เครื่องบำรุง, การบำรุง”)

    (g) took off    (ถอดออก, เอาออก, (เครื่องบิน) บินขึ้นจากพื้นดิน, ประสบความสำเร็จและ

          เป็นที่นิยมอย่างฉับพลัน, ไปในทันทีและในแบบไม่คาดฝัน, หักออกจากจำนวนเต็ม,

          พาไปโดยเจ้าตัวไม่เต็มใจ, หยุดให้บริการ, หยุดการแสดง)

    (h) accelerated    (เร่งความเร็ว, ทำให้เร็วขึ้น, เร่งรัดให้เร็วขึ้น)

8. The word “resumed” in paragraph 2 is closest in meaning to _________________________.

(คำว่า  “ดำเนินต่อไปใหม่, เริ่มต้นใหม่, คืนสู่สภาพเดิม, กลับคืนใหม่, เข้าครอบครองใหม่”  ในพารากราฟ ๒  ใกล้เคียงที่สุดในความหมายกับ ________________)

    (a) induced    (ชักจูง, ชักนำ, ชักชวน, เหนี่ยวนำ, ทำให้เกิดขึ้น, พิสูจน์หาความจริงด้วยการสังเกต

          ข้อเท็จจริง)

    (b) compelled    (บังคับ, ใช้วิธีบังคับ, ผลักดัน, เกณฑ์, ได้มาโดยการบังคับ, ต้อน)

    (c) inspired    (ดลใจ, เร้าใจ, ปลุกปั่น, กระตุ้น, ผลักดัน, ทำให้เกิด, หายใจเข้า)

    (d) tortured    (ทรมาน, ทำให้เกิดความเจ็บปวดแก่กายและจิตใจ, บิดหรืองอ)  (เมื่อเป็นคำนาม

          “Torture”  หมายถึง  “การทรมาน, ความเจ็บปวด, ความทุกข์ทรมานอย่างแสนสาหัส”)

    (e) beseeched    (อ้อนวอน, วิงวอน, ขอร้อง)

    (f) convened    (เรียกประชุม)

    (g) facilitated    (ทำให้ง่ายหรือสะดวกขึ้น)

    (h) proceeded    (ดำเนินต่อไป, กระทำต่อไป, ดำเนินการ, กระทำการ, ปฏิบัติ, ลงมือ, เริ่ม)

9. Which of the following is NOT true?

(ข้อใดต่อไปนี้ไม่ถูกต้อง – ไม่เป็นความจริง)

    (a) Alligators and leopards are still facing extinction.    (จระเข้ปากสั้นและเสือดาวกำลังคง

          เผชิญกับการสูญพันธุ์)  (ไม่เป็นความจริง  เนื่องจากประโยคที่ ๒ ของพารากราฟ ๒ กล่าวว่า 

           “การประชุมไซเตสของสหประชาชาติไม่เพียงแต่จะผลักดันให้ถอดเสือดาวออกจากบัญชี

           สัตว์ใกล้สูญพันธุ์เท่านั้น  แต่ยังจะผลักดันให้การล่าเสือดาวที่ถูกกฎหมายได้รับการดำเนิน

           ต่อไปอีกด้วย”  นอกจากนั้น  ประโยคที่ ๑ ของพารากราฟ ๓ ยังกล่าวว่า  “ในขณะที่การฟื้น

           คืนสู่สภาพเดิมของจระเข้ปากสั้น (จากการเป็นสัตว์ใกล้สูญพันธุ์) น่าทึ่ง (น่าสังเกต)  มันดู

           เหมือนว่าสัตว์ตระกูลแมว เสือ สิงโต  ซึ่งเป็นจุด (เป็นแต้ม) (หมายถึง  เสือดาว) อาจจะไม่

           เคยได้เผชิญกับความหายนะ (หมายถึง  ไม่เคยเป็นสัตว์ใกล้สูญพันธุ์) ในประการแรก)

    (b) Leopard coats and alligator shoes reflect human insensitivity towards animals.    (เสื้อ

          คลุมทำด้วยหนังเสือดาวและรองเท้าหนังจระเข้ปากสั้น  สะท้อนให้เห็นถึงความไม่รู้สึก – ไม่สน

          ใจ – ของมนุษย์ที่มีต่อสัตว์)  (เป็นความจริง  ดูจากประโยคแรกของพารากราฟแรก)

    (c) Fears about shrinking habitats and excessive hunting have decreased.    (ความกลัวเกี่ยว

          กับถิ่นที่อยู่ที่ลดลง – ของเสือดาว - และการล่าที่มากเกินได้ลดลง)  (เป็นความจริง  เนื่องจากประ

          โยคที่ ๓ ของพารากราฟ ๓ กล่าวว่า  “ความวิตกกังวลเกี่ยวกับถิ่นที่อยู่อาศัยที่หดตัวลง (ลดลง)

          (ของเสือดาว)  และการไล่ล่าที่มากเกินไป  ได้ถูกกล่าวเกินความจริง (พูดหรือเขียนเลยเถิด) อย่าง

          ชัดเจน”  ซึ่งหมายถึง  ความวิตกกังวล – ความกลัว – เกี่ยวกับเรื่องนี้  มิได้มากมายอย่างที่พูดกันไป)

    (d) Those wearing clothes made from endangered animals often suffer verbal attacks.    (บุค

           คลซึ่งสวมเสื้อผ้าที่ทำจากสัตว์ใกล้สูญพันธุ์  ได้รับการโจมตีทางวาจาอยู่บ่อยๆ)  (เป็นความจริง

           เนื่องจากประโยคที่ ๒ ของพารากราฟแรกกล่าวว่า  “แม้กระทั่งในบรรดาสาธารณชน  ได้มีการยก

           ระดับจิตสำนึกให้สูงพอ  เพื่อที่ว่าเครื่องแต่งกาย (เสื้อผ้า) เกี่ยวกับการกีฬาชุดใดๆ ก็ตาม  ซึ่งทำ

           มาจากหนังของสัตว์ใกล้สูญพันธุ์  มีความเสี่ยงต่อการ (ถูก) โจมตีอย่างรุนแรงทางวาจา (โดนด่า)

           เป็นอย่างน้อยที่สุด”)

10. In the third paragraph, “remarkable” may be replaced by __________________________.

(ในพารากราฟ ๓,  “น่าทึ่ง, น่าสังเกต, ยอดเยี่ยม, พิเศษ”  อาจแทนโดย ___________________)

      (a) prestigious    (เพรส-ทิ้จ (หรือ ที้) -เจิส)  (มีชื่อเสียง, มีเกียรติ, เป็นที่เคารพนับถือ) 

      (b) incoherent    (อิน-โค-เฮี้ย-เริ่นท)  (ไม่ปะติดปะต่อ, ไม่ต่อเนื่อง, ไม่สัมพันธ์กัน, ไม่เข้ากัน,

            ไม่เกาะติดกัน) 

      (c) gratuitous    (กระ-ทู้-อิ-ทัส)  (ฟรี, ให้เปล่า, ไม่สำคัญ)

      (d) moribund    (ม้อ-ริ-บันด)  (ใกล้ตาย, จวนตาย, ร่อแร่, จวนจะสูญพันธุ์, จวนจะ หมด, ไม่เจริญ,

            อยู่กับที่)

      (e) striking    (น่าประทับใจ, น่าตะลึง, ยอดเยี่ยม, เด่นชัด, หยุดงานประท้วง, ซึ่งตี-ต่อย-ชก-

            ตอก-ทุบ-เคาะ-โขก-พุ่ง-จู่โจม-โจมตี)

      (f) detrimental    (เดท-ทริ-เม้น-เทิ่ล)  (เป็นภัย, เป็นอันตราย, ทำให้เสียหาย)

      (g) untimely    (ก่อนถึงเวลา, ไม่เหมาะสมกับกาลเวลา, ไม่ได้เวลา, ไม่ถูกกาลเทศะ, ไม่สมควร,

            ไม่เหมาะสม)

      (h) horrible    (ฮ้อร์-ระ-เบิ้ล)  (น่ากลัว, น่าสยดสยอง, ไม่เป็นที่พอใจอย่างยิ่ง)            

11. What does “catastrophe” in paragraph 3 mean?

(“ความหายนะ, เหตุการณ์ที่ร้ายกาจ, ภัยพิบัติ, ตอนจบของละคร, จุดจบ”  ในพารากราฟ ๓  หมายถึงอะไร)

      (a) triumph    (ไทร้-อั้มพ)  (ชัยชนะ, ความมีชัย, การฉลองชัยชนะ)

      (b) petition    (การร้องเรียน, การร้องทุกข์, การถวายฎีกา, การอ้อนวอน, หนังสือร้องเรียน, ฎีกา)

      (c) treachery    (เทรช-เชอะ-รี่)  (การทรยศ, การหักหลัง, ความอกตัญญู, การไม่มีสัจจะ-ไร้สัตย์,

            การหลอกลวง, การขายเพื่อน-ขายชาติ)

      (d) collapse    (การล้มลงหรือทรุดลง, ภาวะทรุดโทรม)

      (e) failure    (เฟ้ล-เย่อร์)  (ความเสื่อมถอย, ภาวะล้มละลาย, ความล้มเหลว-ไม่สำเร็จ, ความไร้ผล,

            การสอบตก, บุคคลหรือสิ่งที่ล้มเหลว) 

      (f) calamity    (ความหายนะ, เคราะห์ร้าย, ภัยพิบัติ)

      (g) fluctuation    (การขึ้นๆลงๆ, การเปลี่ยนแปลง, การไม่มีเสถียรภาพ, การผันแปร, การแกว่งไปมา)

      (h) rivalry    (ไร้-เวิล-รี่)  (การแข่งขันกัน, การชิงดีชิงเด่น, การเป็นคู่ต่อสู้กัน, การตีเสมอ)

12. The word “its” in paragraph 3 refers to the ______________________________________.

(คำว่า  “ของมัน”  ในพารากราฟ ๓  หมายถึง ____________________________________)

      (a) cheetah’s    (ของเสือชีต้า)

      (b) alligator’s    (ของจระเข้ปากสั้น)

      (c) common leopard’s    (ของเสือดาวทั่วไป)  (ดูจากประโยคที่ ๒ ของพารากราฟ ๓ ที่กล่าวว่า 

            “ไม่เหมือนกับญาติห่างๆ ซึ่งหาได้ยากอย่างแท้จริงของมัน (เสือดาวทั่วไป)  คือ  เสือดาวหิมะ

             แถบเทือกเขาหิมาลัย,  เสือดาวทั่วไปเข้าไปอยู่ในรายชื่อ (สัตว์ใกล้สูญพันธุ์) ในทศวรรษ

            ๑๙๗๐  ส่วนใหญ่แล้วด้วยเหตุผลทางด้านอารมณ์ (คือ  มิใช่เพราะใกล้สูญพันธุ์จริงๆ)” 

            ดังนั้น  “ของมัน”  จึงหมายถึง  “ของเสือดาวทั่วไป”)

      (d) Himalayan snow leopard’s    (ของเสือดาวหิมะแถบเทือกเขาหิมาลัย)

13. The word “shrinking” in paragraph 3 could best be replaced by _______________________.

(คำว่า  “หดตัวลง, ลดลง, ตัวหด, ย่น, เหี่ยว, หลบหน้า, ทำให้หดตัว, ทำให้ลดลง, ทำให้ย่น”  ในพารากราฟ ๓  สามารถแทนดีที่สุดโดย ________________)

      (a) transient    (ชั่วคราว, ไม่จีรังยั่งยืน, ไม่ได้ตั้งอยู่นาน)

      (b) fabulous    (แฟ้บ-บิว-เลิส)  (น่าอัศจรรย์, ไม่น่าเชื่อ, เหลือเชื่อ)

      (c) hidden    (ลับๆ, ซ่อนเร้น)

      (d) unexpected    (ไม่คาดฝัน, ไม่ได้คาดหวัง, ไม่ได้คาดคิดมาก่อน, นึกไม่ถึง, ประหลาดใจ)

      (e) numerous    (มากมาย, เยอะแยะ)

      (f) minimal    (เล็กที่สุด, น้อยที่สุด, ซึ่งมีค่าน้อยที่สุด, ซึ่งเป็นไปได้น้อยที่สุด)

      (g) diminishing    (ลดลง, ทำให้ลดลง)

      (h) scrutinizing    (พิจารณาอย่างละเอียดถี่ถ้วน)

14. What does “exaggerated” in the final paragraph mean?

(“กล่าวเกินความจริง, พูดโม้, พูดหรือเขียนเลยเถิด, เพิ่มหรือขยายเกินกว่าปกติ, โอ้อวด”  ในพารากราฟสุดท้าย  หมายถึงอะไร)

      (a) confiscated    (ริบ, ยึด)

      (b) assimilated    (ย่อย, ดูดซึม, ดูดซับ, ทำให้กลมกลืน)

      (c) lamented    (โศกเศร้า, คร่ำครวญ)

      (d) implicated    (พัวพัน, เกี่ยวข้อง, ทำให้ติดร่างแหเข้ามาด้วย, กล่าวหา)

      (e) shifted    (เปลี่ยน, เคลื่อนย้าย, เคลื่อน, ย้าย, เลื่อน, สับเปลี่ยน, หมุนเวียน, เปลี่ยนเวร, เปลี่ยนเกียร์)

      (f) overstated    (พูดเลยเถิด, พูดเกินความจริง, คุยโว)

      (g) aggravated    (แอ๊ก-กระ-เวท-ทิด)  (ทำให้เลวขึ้นหรือรุนแรงขึ้น, รบกวน, ทำให้ระคายเคือง,

            ทำให้โมโห)

      (h) affronted    (อะ-เฟริ้นท)  (สบประมาท, ทำให้โกรธ, เผชิญหน้า)  (เมื่อเป็นคำนาม  “Affront” 

            หมายถึง  “การดูถูก, การสบประมาท”)

15. The best title for this passage is ______________________________________________.

(ชื่อเรื่องที่ดีที่สุดสำหรับเนื้อเรื่อง – บทความ – นี้  คือ _______________________________)

      (a) Saving Endangered Species    (การช่วยชีวิตสัตว์ใกล้สูญพันธุ์)

      (b) Destruction of Wildlife Animals    (การทำลาย – ความหายนะ – ของสัตว์ป่า)

      (c) Coming Back from Extinction    (การกลับมาจากการสูญพันธุ์)  (เนื้อเรื่องส่วนใหญ่กล่าว

            ถึงสัตว์ที่เคยอยู่ในรายชื่อสัตว์ใกล้สูญพันธุ์  เช่น  เสือดาวและจระเข้ปากสั้น  ซึ่งในปัจจุบัน 

            ตามอนุสัญญาไซเตส  ไม่ใช่สัตว์ใกล้สูญพันธุ์อีกต่อไป  เนื่องจากมีจำนวนเพิ่มมากขึ้น)

      (d) Convention of Preservationists    (การประชุมของนักอนุรักษ์)

 

(คำแปล)

เสือดาว : การฟื้นคืนสู่สภาพเดิมจากการใกล้สูญพันธุ์

 

            สำหรับนักอนุรักษ์ (preservationists) สัตว์  เสื้อคลุมที่ทำจากหนังเสือดาว (leopard coats) และรองเท้าหนังจระเข้ปากสั้น (alligator shoes)  ได้เป็นสัญลักษณ์(symbols) ของการขาดความสนใจ (ความไม่เอาใจใส่, ความเมินเฉย, ความไม่ลำเอียง, ความเป็นกลาง) (indifference) ของมนุษย์ต่อชะตากรรม (โชคชะตา, เคราะห์กรรม, พรหมลิขิต, ความพินาศ, ความหายนะ) (fate) ของสัตว์ป่า (wild animals) มาเป็นเวลานานแล้ว,  แม้กระทั่งในบรรดาสาธารณชน (general public)  ได้มีการยกระดับ (raised) จิตสำนึก (การตระหนักรู้, สติ, ความคิดและความรู้สึกรวมกัน) (consciousness) ให้สูงพอ  เพื่อที่ว่าเครื่องแต่งกาย (เสื้อผ้า, เครื่องมือทั้งชุด, เครื่องสัมภาระ, เครื่องมือ, เครื่องประกอบ) (outfits) เกี่ยวกับการกีฬา (sporting) ชุดใดๆ ก็ตาม (anyone)  ซึ่งทำมาจากหนัง (skins) ของสัตว์ใกล้สูญพันธุ์ (endangered animals)  มีความเสี่ยง (runs the risk) ต่อการ (ถูก) โจมตีอย่างรุนแรงทางวาจา (verbal assault) (โดนด่า) เป็นอย่างน้อยที่สุด (at least)

            อย่างไรก็ดี (however)  ผู้โจมตี (attackers) (เรื่องดังกล่าว) จะต้องเปลี่ยนแปลงวิธีการ (วิถีทาง, วิธีการเข้าไป (เช่น ถนน), การเข้าใกล้) (approach) ของตนแล้ว,  โดยเมื่อเดือนที่ผ่านมา  หน่วยงานด้านปลาและสัตว์ป่า (Fish and Wildlife Service) ของสหรัฐฯ ได้ประกาศ (announced) อย่างเป็นทางการ (formally) ว่า  จระเข้ปากสั้นอเมริกันมิได้เป็นสัตว์ใกล้สูญพันธุ์ต่อไปอีกแล้ว (no longer an endangered species),  และ ณ การประชุมในสัปดาห์นี้ที่กรุงออตตาวา (เมืองหลวงของแคนาดา),  อนุสัญญา (การประชุม) (Convention) เรื่องการค้าสัตว์ใกล้สูญพันธุ์ระหว่างประเทศ  (International Trade in Endangered Species) (CITES) ของสหประชาชาติ  จะออก (ปล่อย, ปลดปล่อย, ปลดเปลื้อง, แก้, คลาย, จำหน่าย) (release) รายงานซึ่งผลักดัน (กระตุ้น, เร่งเร้า, หนุน, เร้าใจ, ปลุกเร้า, เซ้าซี้) (urging) ไม่เพียงแต่ให้เสือดาวทั่วไป (common leopard) ถูกถอด (ปลด, เอาออก, ย้าย, โยกย้าย, ขนของ, ปลดเปลื้อง, ลบ, ขจัด, กำจัด, ไล่ออก, ฆ่า) (removed) จากรายชื่อของสัตว์ใกล้สูญพันธุ์  แต่ยัง (ผลักดัน) ให้การล่า (เสือดาว) ที่ถูกกฎหมาย (legal hunting) ได้รับการดำเนินต่อไปใหม่ (เริ่มต้นใหม่, คืนสู่สภาพเดิม, กลับคืนใหม่, เข้าครอบครองใหม่) (resumed) อีกด้วย

            ในขณะที่การฟื้นคืนสู่สภาพเดิม (การฟื้นคืนเหมือนเดิม, การหายจากไข้, การเอากลับคืน, การกู้) (recovery) ของจระเข้ปากสั้น (จากการเป็นสัตว์ใกล้สูญพันธุ์) น่าทึ่ง (น่าสังเกต, ยอดเยี่ยม, พิเศษ) (remarkable)  มันดูเหมือนว่าสัตว์ตระกูลแมว เสือ สิงโต (feline) ซึ่งเป็นจุด (เป็นแต้ม, เปื้อน, เปรอะ, มีจุดด่างพร้อย, มีมลทิน) (spotted) (หมายถึง  เสือดาว)  อาจจะไม่เคยได้เผชิญกับ (faced) ความหายนะ (เหตุการณ์ที่ร้ายกาจ, ภัยพิบัติ, ตอนจบของละคร, จุดจบ) (catastrophe) (คะ-แทส-ทระ-ฟี) (หมายถึง  ไม่เคยเป็นสัตว์ใกล้สูญพันธุ์) ในประการแรก (in the first place),  ไม่เหมือนกับญาติห่างๆ (ลูกพี่ลูกน้อง, บุคคลที่เกี่ยวพันกัน) (cousin) ซึ่งหาได้ยาก (rare) อย่างแท้จริง  (truly) ของมัน (เสือดาว)  คือ  เสือดาวหิมะ (snow leopard) แถบเทือกเขาหิมาลัย,  เสือดาวทั่วไปเข้าไปอยู่ในรายชื่อ (made the list) (สัตว์ใกล้สูญพันธุ์) ในทศวรรษ ๑๙๗๐  ส่วนใหญ่แล้วด้วยเหตุผลทางด้านอารมณ์ (largely for emotional reasons) (คือ  มิใช่เพราะใกล้สูญพันธุ์จริงๆ),  โดยความวิตกกังวล (Worries) เกี่ยวกับถิ่นที่อยู่อาศัย (habitats) ที่หดตัวลง (ลดลง, ตัวหด, ย่น, เหี่ยว, หลบหน้า, ทำให้หดตัว, ทำให้ลดลง, ทำให้ย่น) (shrinking) (ของเสือดาว)  และการไล่ล่าที่มากเกินไป (excessive hunting) ได้ถูกกล่าวเกินความจริง (พูดโม้, พูดหรือเขียนเลยเถิด, เพิ่มหรือขยายเกินกว่าปกติ, โอ้อวด) (exaggerated) อย่างชัดเจน,  จ๊าค เบอร์นีย์   รองเลขาธิการ (deputy secretary-general) ของไซเตส  ยอมรับ (admits) (ในเรื่องดังกล่าว  และกล่าวว่า) “เสือดาวไม่เหมือนกับ (like) เสือชีต้า,”  เขาสังเกต (observes)  “พวกมันเป็นสัตว์ที่สามารถปรับตัวได้สูง (highly adaptable)

 

เรียน   ท่านผู้ติดตามอ่านเว็บไซต์  “everydayenglish.pwa.co.th                  

 

                ถ้าท่านมีคำแนะนำให้ปรับปรุงเว็บไซต์นี้ประการใด  กรุณาส่ง e-mail ไปที่  ดร. วัชรินทร์  ภูเขาทอง  อดีต  ผอ. สำนักวิทยาการ  การประปาส่วนภูมิภาค  ผู้จัดทำเว็บไซต์นี้  ตาม  “Address”  (โปรดระบุหัวเรื่องด้วยว่า  “ปรับปรุงเว็บไซต์”)   เพื่อที่ผู้จัดทำฯ จะได้ปรับปรุงเนื้อหาได้ตรงตามความประสงค์ของผู้อ่านเว็บไซต์นี้ต่อไป

 

 

 

 

หมวดข้อสอบ READING (ตอนที่ 60)

การประปาส่วนภูมิภาค  “มุ่ง-มั่น-เพื่อปวงชน”

 

DirectionRead the following passage and choose the best answer for each question.

(จงอ่านบทความต่อไปนี้  และเลือกคำตอบที่ดีที่สุดสำหรับแต่ละคำถาม)

 

Looking for Your First Job

 

          If you are just leaving school or college and are looking for your first job, you must make sure that any previous work experience does not go unnoticed.  Mention any part-time jobs you have had together with work experience placements or special projects you undertook.  Mention any responsibilities that you were given in these jobs (or at school) which show transferable skills that can be built upon in other jobs; for example, you may have taken the role of social secretary or fundraiser for charity projects at school, etc.  These show aptitudes for other posts; many of the skills you have learned through these activities may be transferable.  You may be used to booking meetings, working out budgets, etc.  These can all be useful to your potential employer.  You don’t need to mention very short-term jobs which are not relevant to your chosen career. 

          Mentioning work experience is useful as you can then convince an employer that you are aware of the demands of working, which are rather different to being in full-time education.  The interviewer will want to be sure that you will turn up on time and can work throughout the working day.  If you have not yet worked and are indignantly thinking that you spent far longer than the average working day writing your thesis, etc.,  remember that in those circumstances you could plan your own time.  If you want to start work at lunch-time and continue until midnight, nobody would stop you.  In full-time work, you will need to fit in with the timescales of the organization.

          You may be competing with other individuals who do have full-time work experience (although they may not have your qualifications) so think of the advantages there are to the company of taking you on instead, and mention these without being rude to the others.

          How you will fit in will be judged on your academic and home life as the prospective employer has nothing else to go on.  Some interviewers still ask questions regarding your parents’ occupations to get an idea of your background.

 

1. The main purpose of this article is to ___________________________________________.

(วัตถุประสงค์สำคัญของบทความนี้  คือ การ _____________________________________)

    (a) give advice to those applying for a job    (ให้คำแนะนำกับบุคคลผู้ซึ่งสมัครงาน

          (บทความนี้ให้คำแนะนำแก่ผู้ซึ่งเพิ่งจบการศึกษา  หรือกำลังหางานทำเป็นครั้งแรก  ว่าควร

          เล่าให้ผู้สัมภาษณ์ฟังเกี่ยวกับประสบการณ์ทำงานของตน  โดยเล่าถึงความรับผิดชอบ 

          ไม่ว่าจะเป็นในงานพาร์ต์ไทม์หรือโครงการพิเศษที่ตนทำ  ซึ่งอาจจะเป็นงานในโรงเรียน

          ก็ได้  เพื่อทำให้นายจ้างมีความมั่นใจในตัวผู้สมัครว่าเคยมีประสบการณ์ทำงานมาก่อน 

          และรู้ว่าการทำงานคืออะไร  นอกจากนี้  บทความยังเสนอแนะให้ผู้สมัครงานกล่าวถึงประ

          โยชน์ที่บริษัทจะได้รับถ้าเลือกผู้สมัครเข้าทำงาน  ดังนั้น  บทความนี้จึงมีวัตถุประสงค์หลัก 

          คือ  ให้คำแนะนำแก่ผู้สมัครงาน)

    (b) explain the qualifications of job applicants    (อธิบายคุณสมบัติของผู้สมัครงาน)

    (c) discuss job application procedures    (อภิปรายถึงกระบวนการในการสมัครงาน)

    (d) remind employers of the importance of work experience    (เตือนนายจ้างให้นึกถึงความสำคัญ

          ของประสบการณ์ทำงาน)

2. In the first paragraph, “undertook” refers to _____________________________________.

(ในพารากราฟแรก,  “รับทำ, เข้าทำ, รับผิดชอบ, รับหน้าที่, ดำเนินการ, อาสา, รับรอง, ประกัน”  หมายถึง ________________)

    (a) conjectured    (เดา, ทาย, คาดคะเน, อนุมาน)  (เมื่อเป็นคำนาม  หมายถึง “การเดา, การทาย,

          การคาดคะเน, การอนุมาน”)

    (b) implored    (อ้อนวอน, วิงวอน, ขอร้อง, เรียกร้อง)

    (c) complied   (ทำตาม, ปฏิบัติตาม, ยอมตาม)

    (d) invented    (ประดิษฐ์, สร้างสรรค์, คิดค้นเอง, เสกสรร, กุเรื่อง)

    (e) modified    (เปลี่ยนแปลงแก้ไข)

    (f) verified    (พิสูจน์ความจริง, ตรวจสอบความจริง, ยืนยันความจริง, ค้นหาความจริง)

    (g) took on    (รับทำ, ยอมรับ)

    (h) earned    (หาได้, หามาได้, ได้รับ, มีรายได้, ได้กำไร)

3. The word “transferable” in paragraph 1 means ________________________________.

(คำว่า  “สามารถถ่ายทอดได้, สามารถโยกย้ายได้, สามารถเคลื่อนย้ายได้, สามารถโอนได้, สามารถเปลี่ยนได้”  ในพารากราฟ ๑  หมายถึง _________________)

    (a) flamboyant    (แฟลม-บ๊อย-เอิ้นท)  (หรูหรา, สวยหรู, มีสีสัน, โอ่อ่า, ขี้โอ่) 

    (b) incorrigible    (อิน-ค้อ-ริ-จิ-บึ้ล)  (ที่แก้ไขไม่ได้, ไม่เปลี่ยนแปลงได้ง่าย, ที่แก้ไม่ไหว, ที่ติดแน่น)

    (c) repentant    (สำนึกผิดหรือบาป, เสียใจในความผิดที่ได้กระทำไป)

    (d) compulsory    (แบบบังคับ, ซึ่งเป็นการบังคับ, ซึ่งจำเป็นต้องทำ)

    (e) rebellious    (ริ-เบ๊ล-เยิส)  (เป็นกบฏ, ซึ่งก่อการกบฏหรือจลาจล, ขัดขืน, ไม่เชื่อฟัง, พยศ, ทรยศ) 

    (f) complicated    (ซับซ้อน, ยุ่งยาก, ยุ่งเหยิง, ยากที่จะเข้าใจหรืออธิบาย)

    (g) sociable    (ชอบสมาคม, ชอบวิสาสะ, ชอบอยู่เป็นหมู่, มีมิตรไมตรีจิต)

    (h) transmittable    (สามารถถ่ายทอดได้, สามารถส่งต่อได้, สามารถส่งผ่านได้, สามารถแพร่

          เชื้อได้, สามารถกระจายได้, สามารถโอนสิทธิหรือหน้าที่ได้)

4. “charity” in paragraph 1 may be replaced by _____________________________________.

(“การกุศล, การทำทาน, ความใจบุญ, ความมีใจเอื้อเฟื้อเผื่อแผ่, เงินทำทาน, งานสงเคราะห์, มูลนิธิหรือสถาบันสงเคราะห์”  ในพารากราฟ ๑  อาจแทนโดย _______________)

    (a) livelihood    (การดำรงชีวิต)

    (b) emotion    (อารมณ์, ความรู้สึกโกรธ เกลียด รัก ดีใจ เสียใจ, ความสะเทือนใจ)

    (c) perk    (สิ่งพิเศษ, สวัสดิการพิเศษ)   

    (d) trauma    (ทร้อ-ม่ะ)  (ความชอกช้ำทางจิตใจ, การบาดเจ็บ, แผลบาดเจ็บ, ภาวะที่ได้รับบาดเจ็บ)

    (e) forgiveness     (การให้อภัย, การยกโทษให้)

    (f) a kind and sympathetic attitude shown towards other people by being tolerant,

          helpful, or generous to them    (ทัศนคติที่กรุณาและเห็นอกเห็นใจที่ (ถูก) แสดงแก่

          ผู้อื่น  โดยการอดทนอดกลั้น, ช่วยเหลือ หรือเอื้อเฟื้อเผื่อแผ่ต่อคนเหล่านั้น)

    (g) fault    (ฟอลท)  (ข้อบกพร่อง, ความผิดพลาด, ความคลาดเคลื่อน, ชั้นหินที่หักหรือเคลื่อนลง,

          การเสิร์ฟลูกออกหรือติดเนต)

    (h) deficiency    (ดิ-ฟิช-เชิน-ซี่)  (ความขาดแคลน, ภาวะที่ขาดแคลน, ความไม่เพียงพอ, ความ

          ไม่สมบูรณ์)

5. What does “aptitudes” in paragraph 1 mean?

(คำว่า  “ความสามารถ, สมรรถภาพ, ความถนัด”  ในพารากราฟ ๑  หมายถึงอะไร)

    (a) attitudes    (ทัศนคติ)

    (b) reputations    (ชื่อเสียง, กิตติศัพท์, ความโด่งดัง, ความมีหน้ามีตา)

    (c) implementations    (การลงมือทำ, การลงมือปฏิบัติ, การทำให้สำเร็จหรือเกิดผล)

    (d) embezzlements    (การยักยอก, การฉ้อฉล)

    (e) capabilities    (ความสามารถ, ประสิทธิภาพ, สมรรถภาพ, สมรรถนะ, ปริมาณบรรจุ)

    (f) espionages    (การจารกรรม)

    (g) commencements    (การเริ่ม, การเริ่มต้น)

    (h) initiations    (การริเริ่ม, การเริ่มนำ, การนำเข้า, การนำไปให้รู้จัก)

6. According to the article, it is true that ___________________________________________.

(ตามที่บทความกล่าว,  มันเป็นความจริง – ถูกต้อง - ที่ว่า _____________________________)

    (a) job applicants should refer to all their previous jobs    (ผู้สมัครงานควรกล่าวถึงงานในอดีต

          ทั้งหมดของพวกเขา)  (ไม่ถูกต้อง  เนื่องจากประโยคสุดท้ายของพารากราฟแรกกล่าวว่า  “คุณ

          ไม่จำเป็นต้องเอ่ยถึงงานระยะสั้นมากๆ  ที่ไม่สัมพันธ์กัน (ไม่ตรงประเด็น) กับอาชีพที่คุณเลือก”)

    (b) employers do not take applicants’ social activities into consideration    (นายจ้างมิได้พิ

          จารณาถึงกิจกรรมทางสังคมของผู้สมัคร)  (ไม่เป็นความจริง  เนื่องจากประโยคที่ ๓ และ ๔

          ของพารากราฟแรกกล่าวว่า  “จงกล่าวถึงความรับผิดชอบใดๆ ที่คุณได้รับมอบหมายในงานเหล่า

          นี้ (หรือที่โรงเรียน)  ซึ่งแสดงทักษะที่สามารถถ่ายทอดได้  ซึ่งสามารถนำไปต่อยอดในงานอื่นๆ 

          เช่น  คุณอาจจะรับบทบาทของเลขานุการด้านสังคมหรือผู้จัดหาทุนสำหรับโครงการการกุศลที่

          โรงเรียน เป็นต้น  สิ่งเหล่านี้แสดงให้เห็นถึงความสามารถ (สมรรถภาพ) สำหรับตำแหน่งอื่นๆ 

          (กล่าวคือ) ทักษะหลายอย่างซึ่งคุณได้เรียนรู้ผ่านกิจกรรมเหล่านี้  อาจจะสามารถถ่ายทอดได้

          (ไปสู่งานอื่นที่คุณกำลังจะทำหรือสมัครเข้าทำ)”)

    (c) full-time workers have to follow the work schedule of the company    (คนงาน

          ที่ทำงานเต็มเวลา  จำเป็นต้องทำตามตารางเวลาทำงานของบริษัท)  (ถูกต้องแล้ว

          ดูคำตอบจากประโยคสุดท้ายของพารากราฟ ๒ ที่กล่าวว่า  “ในงานแบบทำเต็มเวลา

          คุณจำเป็นจะต้องปรับให้สอดคล้องกับตา รางเวลาขององค์กร”)

    (d) employers will transfer part-time workers to a full-time position if available    (นายจ้าง

          จะโอนย้ายคนงานพาร์ตไทม์ไปสู่ตำแหน่งงานเต็มเวลา  ถ้าสามารถหาคนงานเหล่านั้นได้) 

          (ไม่เป็นความจริง  เนื่องจากบทความมิได้กล่าวถึงเรื่องนี้)

7. The word “relevant” in paragraph 1 may be replaced by ___________________________.

(คำว่า  “สัมพันธ์กัน, ตรงประเด็น, เข้าเรื่องกัน”  ในพารากราฟ ๑  อาจแทนโดย ______________)

    (a) superb    (ดีเยี่ยม, ยอดเยี่ยม, ดีเลิศ, ใหญ่ยิ่ง, โอ่อ่า, สง่างาม)

    (b) veteran    (มีประสบการณ์, เคยงาน, ผ่านศึกมาแล้ว)

    (c) nocturnal    (ออกหากินในเวลากลางคืน, เปิดในเวลากลางคืน, เกี่ยวกับกลางคืน)

    (d) fragile    (เปราะบาง, แตกหักได้ง่าย, (สภาพแวดล้อม) เสียหายหรือทำลายได้ง่าย)

    (e) practical    (ใช้ได้, ได้ผล, เหมาะสม, มีประโยชน์, ตามความเป็นจริง, เกี่ยวกับการปฏิบัติ,

         เน้นในทางปฏิบัติ)

    (f) wholesome    (ส่งเสริมสุขภาพ, เป็นประโยชน์ต่อสุขภาพ)

    (g) conspicuous    (เด่นชัด, ชัดแจ้ง, เตะตา, เป็นที่สนใจ)

    (h) pertinent    (เกี่ยวข้อง, เข้าเรื่อง, ตรงประเด็น, ตรงกับปัญหา)

8. In the second paragraph, “convince” means _____________________________________.

(ในพารากราฟ ๒,  “ทำให้เชื่อมั่น, ทำให้มั่นใจ, ทำให้รู้ว่ากระทำผิด”  หมายถึง ________________)

    (a) amuse    (ทำให้ขบขันหรือสนุกสนาน)

    (b) confront    (เผชิญหน้ากับ, พบกับ)

    (c) intimidate    (ข่มขวัญ, ข่มขู่, ทำให้หวั่นกลัว)

    (d) kindle    (กระตุ้น, ปลุก, เร้าอารมณ์, จุดไฟ, ก่อไฟ, ทำให้ลุกเป็นไฟ, เริ่มลุกไหม้)

    (e) hamper    (ขัดขวาง, ทำให้ชะงัก, หยุดยั้ง, สอดแทรก)

    (f) devise    (ประดิษฐ์, ออกแบบ, คิด, วางแผน, คาดคะเน)

    (g) formulate    (คิดวิธีหรือระบบ, คิดสูตร, กำหนดสูตร, คิดตำรับยา)

    (h) assure    (ทำให้มั่นใจ, ทำให้แน่นอน, รับรอง, ประกัน, ยืนยัน, ให้กำลังใจ)

9. The word “indignantly” in paragraph 2 is closest in meaning to _______________________.

(คำว่า  “อย่างโกรธเคือง, อย่างมีโทสะ”  ในพารากราฟ ๒  ใกล้เคียงที่สุดในความหมายกับ ________)

    (a) precariously    (พรี-แค้-เรียส-ลิ่)  (อย่างล่อแหลม, อย่างอันตราย, ไม่ปลอดภัย, เสี่ยง, อย่างไม่แน่

          นอน, อย่างไม่มั่นคง, ไม่เพียงพอ, ไม่แน่ชัด)

    (b) incomprehensibly    (อย่างไม่สามารถจะเข้าใจได้, อย่างเข้าใจยาก, อย่างไม่มีขอบเขต)

    (c) ambidextrously    (แอม-บิ-เด๊คซ-ทรัส-ลิ่)  (อย่างถนัดทั้ง ๒ มือ, อย่างคล่องแคล่ว, อย่างชำนาญมาก,

          ตี ๒ หน้า, หลอกลวง)

    (d) prematurely    (พรี-มะ-ทั่วร์-ลิ่)  (ก่อนถึงเวลาอันควร, ยังไม่ถึงเวลาอันควร, ก่อนถึงเวลากำหนด,

          ยังไม่ครบ, ยังไม่เจริญเติบโตเต็มที่)

    (e) furiously    (อย่างเต็มไปด้วยความโกรธ, อย่างมีอารมณ์รุนแรง, อย่างรุนแรงมาก, อย่างบ้า

          ระห่ำ, อย่างอลหม่าน)

    (f) preciously    (เพร้ช-เชิส)  (อย่างมีค่า)

    (g) banally    (บะ-แน่ล-ลิ่)  (อย่างซ้ำๆซากๆ, อย่างน่าเบื่อหน่าย, อย่างไม่น่าสนใจ, เก่าแก่, ไร้ความสดชื่น)

    (h) affably    (อย่างเป็นมิตร, อย่างมีอัธยาศัยดี, อย่างคบง่าย)

10. The word “advantages” in paragraph 3 could best be replaced by ____________________.

(คำว่า  “ผลประโยชน์, ข้อได้เปรียบ, จุดดี, จุดเด่น, คุณ, โอกาส”  ในพารากราฟ ๓  สามารถแทนดีที่สุดโดย _______________)

      (a) events    (เหตุการณ์, เหตุการณ์สำคัญ, กรณี, การแข่งขัน, ผลที่ตามมา, ผลที่เกิดขึ้น)

      (b) shortcomings    (จุดอ่อน, ข้อด้อย, ข้อบกพร่อง, ความล้มเหลว, ปมด้อย)

      (c) devotions    (ดิ-โว้-เชิ่น)  (การอุทิศตน, ความรัก, การบูชา)

      (d) restorations    (การปฏิสังขรณ์, การบูรณะ, การซ่อมแซม, การทำให้กลับคืนสู่สภาพเดิม)

      (e) benefits    (ผลประโยชน์, ส่วนดี, เงินช่วยเหลือ, เงินสงเคราะห์, เงินเพิ่ม, สิทธิพิเศษ,

            การแสดงการกุศล)

      (f) enterprises    (โครงการ, กิจการ, แผนการ, บริษัท, อุตสาหกิจ, วิสาหกิจ, การเข้าร่วมกิจการดังกล่าว)

      (g) altitudes    (ความสูง)

      (h) extensions    (การขยายออก, การต่อเติม, ส่วนที่ต่อเติม)

11. “These” in the third paragraph refers to ________________________________________.

(“สิ่งเหล่านี้ในพารากราฟ ๓ หมายถึง ________________________________________)

      (a) experiences    (ประสบการณ์)

      (b) aptitudes    (ความสามารถ, สมรรถภาพ)

      (c) individuals    (ปัจเจกบุคคล, ปัจเจกชน, บุคคล, ตัวบุคคล, คนคนเดียว, สิ่งมีชีวิตเดียว)

      (d) applicants    (ผู้สมัครเข้าทำงาน)

      (e) qualifications    (คุณสมบัติ, คุณวุฒิ)

      (f) competitors    (ผู้เข้าแข่งขัน)

      (g) advantages    (ผลประโยชน์, ข้อได้เปรียบ, จุดดี, จุดเด่น, คุณ, โอกาส)  (เนื่องจาก  

            “These”  แทนคำที่มาข้างหน้ามัน  คือ  ผลประโยชน์ต่างๆ ที่บริษัทจะได้รับ  ถ้าบริษัท

            รับคุณเข้าทำงานแทนที่จะเลือกผู้สมัครรายอื่น)

      (h) wages    (ค่าจ้าง)

12. What does “rude” in paragraph 3 mean?

(คำว่า  “หยาบคาย, ไม่สุภาพ, หยาบ, ไม่ประณีต, ไม่ละเอียด, ไม่ไพเราะ, ขรุขระ, สาก, เจ้าอารมณ์”  ในพารากราฟ ๓  หมายถึงอะไร)

      (a) remarkable    (ริ-ม้าร์ค-คะ-เบิ้ล)  (พิเศษ, น่าทึ่ง, ยอดเยี่ยม, น่าสังเกต)

      (b) gluttonous    (กลั๊ท-เทิน-เนิส)  (ตะกละ, ไม่รู้จักอิ่ม, ไม่รู้จักพอ, ที่กินอย่างมูมมาม) 

      (c) recalcitrant    (ริ-แค้ล-ซิ-เทริ่นท)  (ดื้อรั้น, ดื้อดึง, พยศ, ไม่เชื่อฟัง, ไม่อ่อนน้อม, หัวแข็ง, หัวรั้น)

      (d) irrefutable    (อิ-เร้ฟ-ฟิว-ทะ-เบิ้ล)  (ที่ไม่อาจปฏิเสธได้, ที่ไม่อาจโต้แย้งได้, ที่หักล้างไม่ได้)

      (e) remorseful    (ริ-ม้อร์ส-เฟิ่ล)  (สำนึกผิด, เสียใจมากต่อความผิดที่ได้กระทำไป)

      (f) discourteous    (ไม่สุภาพ, หยาบคาย, ไม่มีมารยาท)

      (g) peculiar    (พี-คิ้ว-เลีย)  (ประหลาด, แปลกพิกล, ไม่เคยปรากฏมาก่อน, เป็นพิเศษ)

      (h) officious   (อะ-ฟิ้ช-เชิส)  (เสือก, ชอบยุ่งเรื่องของคนอื่น, ซึ่งเอาอกเอาใจเกินไป)

13. The word “prospective” in paragraph 4 means __________________________________.

(คำว่า  “ซึ่งมีความคาดหวัง, ซึ่งคาดคะเนไว้, ซึ่งหวังไว้”  ในพารากราฟ ๔  หมายถึง ____________)

      (a) practical    (ใช้ได้, ได้ผล, เหมาะสม, มีประโยชน์, ตามความเป็นจริง, เกี่ยวกับการปฏิบัติ,

            เน้นในทางปฏิบัติ)

      (b) substantial    (ซับ-สแท้น-เชิ่ล)  (สำคัญ, ยิ่งใหญ่, มากมาย, มีเนื้อหา, มีแก่นสาร, มีตัวตน,

            มีอิทธิพล, เป็นเนื้อเป็นหนัง)

      (c) supportive    (สนับสนุน, ค้ำจุน, ยัน)

      (d) noteworthy   (น่าสังเกต)

      (e) demanding    (ที่เรียกร้องมากเกินควร)

      (f) inexorable   (อิน-เอ๊ค-เซอะ-ระ-เบิ้ล)  (ไม่ยอมแพ้, ไม่ย่อท้อ, ไม่หยุดยั้ง, ไม่ผ่อนปรน,

            ไม่เปลี่ยนแปลง, ยืนหยัด, เหนียวแน่น)

      (g) possible    (อาจเป็นได้, เป็นไปได้)  (หมายถึง  อาจจะเป็นนายจ้าง – ของผู้สมัคร -

            ในอนาคต)

      (h) prevalent    (เพร็ฟว-วะ-เลิ่นท)  (มีอยู่ทั่วไป, มีอยู่ดาษดื่น, แพร่หลาย, เป็นที่ยอมรับโดยทั่วไป)

14. In the final paragraph, “occupations” may be replaced by ________________________.

(ในพารากราฟสุดท้าย,  “อาชีพ, การงาน, การครอบครอง, การยึดครอง, ช่วงระยะเวลาการครอบครองหรือยึดครอง”  อาจแทนโดย ________________)

      (a) advents    (การมาถึง, การปรากฏขึ้น, การกำเนิด)

      (b) adventures    (การผจญภัย, การเสี่ยงภัย, อันตรายที่คาดไม่ถึง, ความตื่นเต้น, ประสบการณ์

            ที่ตื่นเต้น)

      (c) turmoils    (ความปั่นป่วน, ความวุ่นวาย, ความโกลาหล, ความไม่สงบ, การจลาจล)

      (d) compendiums    (บทย่อ, บทสรุป, หนังสือย่อเรื่อง)

      (e) professions    (อาชีพ, วิชาชีพ, บรรดาผู้มีอาชีพเดียวกัน, การยอมรับ, การแสดงตัว,

            การปฏิญาณตัว, การนับถือศาสนา, การประกาศนับถือศาสนา)

      (f) collusions    (การสมคบคิดกันทำความผิด, การร่วมมือกันอย่างลับๆเพื่อก่ออาชญากรรม)

      (g) luxuries    (ลั้ค-ชู-รี่ส)  (ความหรูหรา, ความฟุ่มเฟือย, การเพลิดเพลินหาความสุขสบาย,

            ความโอ่อ่า, สิ่งอำนวยความสุขสบายอย่างฟุ่มเฟือย)

      (h) proliferations    (การแพร่หลาย, การเผยแพร่, การเพิ่มทวี. การขยาย, การงอก, การแพร่พันธุ์)

15. It can be concluded from the article that ________________________________________.

(มันสามารถสรุปได้จากบทความว่า __________________________________________)

      (a) most employers give priority to the applicants’ family life    (นายจ้างส่วนใหญ่ให้ความสำคัญ

            กับชีวิตครอบครัวชองผู้สมัคร)  (บทความมิได้กล่าวถึงเรื่องนี้)

      (b) employers prefer to hire those with experience in thesis writing    (นายจ้างชอบมากกว่ากัน

            ที่จะจ้างบุคคลที่มีประสบการณ์ในการเขียนวิทยานิพนธ์)  (บทความมิได้กล่าวถึงเรื่องนี้)

      (c) those with work experience tend to succeed in their job search    (บุคคลที่มีประสบ

            การณ์ทำงาน  มีแนวโน้มที่จะประสบความสำเร็จในการหางานของตน)  (บทความแนะนำ

            ให้ผู้สมัครงานกล่าวถึงประสบการณ์ทำงาน หรือกิจกรรมต่างๆ ทางสังคมสมัยที่ยังเรียน

            หนังสือ  เพื่อให้ความมั่นใจกับนายจ้างว่า  จะได้ตัวบุคคลที่มีความสามารถมาทำงานกับ

            บริษัทของตน)

      (d) applicants are encouraged to look for a highly competitive job    (ผู้สมัครถูกกระตุ้นให้มอง

            หางานที่มีการแข่งขันสูง)  (บทความมิได้กล่าวถึงเรื่องนี้)

 

(คำแปล)                                                  การมองหางานชิ้นแรกของคุณ          

             ถ้าคุณกำลังจะออกจาก (leaving) โรงเรียนหรือมหาวิทยาลัย (เมื่อเรียนจบ)  และกำลังมองหา (looking for) งานชิ้นแรก  คุณจะต้องมั่นใจ (make sure) ว่าประสบการณ์งานใดๆ ก่อนหน้านี้  มิได้ผ่านไปโดยไม่มีผู้สังเกตเห็น (go unnoticed) (คือ  ต้องให้คนรู้ว่าคุณมีประสบการณ์ทำงาน)  จงกล่าวถึง (Mention) งานพาร์ตไทม์ใดๆ ที่คุณมี  พร้อมทั้งการวินิจฉัย (placements) ประสบการณ์ทำงาน (ของผู้อื่น  ซึ่งคุณได้รับมอบหมายให้ทำ)  หรือโครงการพิเศษที่คุณได้รับทำ (เข้าทำ, รับผิดชอบ, รับหน้าที่, ดำเนินการ, อาสา, รับรอง, ประกัน) (undertook)  (และ) จงกล่าวถึงความรับผิดชอบใดๆ ที่คุณได้รับมอบหมายในงานเหล่านี้ (หรือที่โรงเรียน)  ซึ่งแสดงทักษะที่สามารถถ่ายทอดได้ (transferable skills)  ซึ่งสามารถนำไปต่อยอด (built upon) ในงานอื่นๆ  เช่น  คุณอาจจะรับบทบาท (taken the role) ของเลขานุการด้านสังคม (social secretary)  หรือผู้จัดหาทุน (fundraiser) สำหรับโครง การการกุศล (charity projects) ที่โรงเรียน เป็นต้น  สิ่งเหล่านี้แสดงให้เห็นถึงความสามารถ (สมรรถภาพ, ความถนัด) (aptitudes) สำหรับตำแหน่ง (posts) อื่นๆ  (กล่าวคือ) ทักษะหลายอย่างซึ่งคุณได้เรียนรู้ผ่านกิจกรรมเหล่านี้  อาจจะสามารถถ่ายทอดได้ (สามารถโยกย้ายได้, สามารถเคลื่อนย้ายได้, สามารถโอนได้, สามารถเปลี่ยนได้) (transferable) (ไปสู่งานอื่นที่คุณกำลังจะทำหรือสมัครเข้าทำ)  โดยคุณอาจจะคุ้นเคย (be used to) กับการจองการประชุม (จองห้องประชุมในโรงแรม) (booking meetings)  หรือจัดทำงบประมาณ (working out budgets) เป็นต้น  สิ่งต่างๆ เหล่านี้สามารถเป็นประ โยชน์ทั้งหมดกับผู้ที่จะเป็นนายจ้าง (potential employer) ของคุณ (ในอนาคต)  ทั้งนี้  คุณไม่จำเป็นต้องเอ่ยถึงงานระยะสั้น (short-term jobs) มากๆ  ที่ไม่สัมพันธ์กัน (ตรงประเด็น, เข้าเรื่องกัน) (relevant) กับอาชีพที่คุณเลือก (chosen career)

            การกล่าวถึงประสบการณ์ทำงานมีประโยชน์  เพราะคุณสามารถทำให้ (นายจ้าง) เชื่อมั่น (ทำให้มั่นใจ, ทำให้รู้ว่ากระทำผิด) (convince) ได้ว่า  คุณตระหนัก (รู้ดี, สำนึก) (aware) ถึงความต้องการการทำงาน (จากฝ่ายนายจ้าง)  ซึ่งค่อนข้างจะแตกต่างกับการอยู่ในการศึกษาแบบเต็มเวลา (full-time education) (หมายถึง  การทำงานและการเรียนในห้องเรียนมีความแตกต่างกัน),  ผู้สัมภาษณ์ (interviewer) จะต้องการมั่นใจว่าคุณจะปรากฏตัวตรงเวลา (turn up on time) (เมื่อได้เข้าทำงานแล้ว)  และสามารถทำงานได้ตลอดทั้ง (throughout) วันทำงาน (working day) (จันทร์ – ศุกร์)  ทั้งนี้  ถ้าคุณยังมิได้ทำงานและกำลังคิดอย่างโมโห (indignantly thinking) ว่า  คุณใช้เวลา (spent) นานกว่า (วันทำงานโดยเฉลี่ย) มากมาย (far longer) ในการเขียนวิทยานิพนธ์ (thesis) ของคุณ  หรืออื่นๆ,  จงจำไว้ (remember) ว่า  ในสถานการณ์ (circumstances) เหล่านั้น  คุณสามารถวางแผนเวลาของคุณเองได้  (และ) ถ้าคุณต้องการเริ่มงานตอนเวลาอาหารกลางวัน (lunch-time)  และทำต่อไปจนกระทั่งเที่ยงคืน  ก็ไม่มีใครหยุดยั้งคุณได้ (nobody would stop you) (หมายถึง  ถ้าเป็นงานพาร์ตไทม์),  (แต่) ในงานแบบทำเต็มเวลา (full-time work)  คุณจำเป็นจะต้องปรับให้สอดคล้องกับ (fit in with) ตารางเวลา (timescales) ขององค์กร          

             คุณอาจจะกำลังแข่งขัน (competing) อยู่กับบุคคลอื่นๆ  ซึ่งมีประสบการณ์ทำงานแบบเต็มเวลา (full-time work experience) อย่างแท้จริง (แม้ว่าพวกเขาอาจจะไม่มีคุณสมบัติ – คุณวุฒิ (qualifications) เหมือนกับคุณ)  ดังนั้น  ให้คิดถึงผลประโยชน์ (ข้อได้เปรียบ, จุดดี, จุดเด่น, คุณ, โอกาส) (advantages) ที่จะพึงมีกับบริษัทในการรับคุณเข้าทำงานแทนที่จะรับคนอื่น (taking you on instead),  และจงกล่าวถึงสิ่งเหล่านี้โดยมิได้หยาบคาย (ไม่สุภาพ, หยาบ, ไม่ประณีต, ไม่ละเอียด, ไม่ไพเราะ, ขรุขระ, สาก, เจ้าอารมณ์) (rude) กับผู้อื่น (หมายถึง  ไม่กล่าวถึงผู้สมัครคนอื่นในทางร้าย  หรือในแบบดูหมิ่นดูแคลน)

          ส่วนคุณจะมีความเหมาะสม (fit in) อย่างไรนั้น  จะได้รับการพิจารณา (ตัดสิน)  (judged) จาก (ประวัติ) การศึกษ(academic) และชีวิตที่บ้าน (home life) ของคุณ  เนื่องจากนายจ้างซึ่งมีความคาดหวัง (prospective) (ในการจ้างคนเข้าทำงาน)  ไม่มีอะไรอีกแล้วที่จะใช้พิจารณา (has nothing else to go on),  ทั้งนี้  ผู้สัมภาษณ์บางคนยังคงถามคำถามเกี่ยวกับ (regarding) อาชีพ (การงาน, การครอบครอง, การยึดครอง) (occupations) ของพ่อแม่ของคุณ  เพื่อให้ได้ข้อคิดเห็น (ความเข้าใจ) (idea) เกี่ยวกับภูมิหลัง (background) ของคุณ                        

 

เรียน   ท่านผู้ติดตามอ่านเว็บไซต์  “everydayenglish.pwa.co.th                  

 

                ถ้าท่านมีคำแนะนำให้ปรับปรุงเว็บไซต์นี้ประการใด  กรุณาส่ง e-mail ไปที่  ดร. วัชรินทร์  ภูเขาทอง  อดีต  ผอ. สำนักวิทยาการ  การประปาส่วนภูมิภาค  ผู้จัดทำเว็บไซต์นี้  ตาม  “Address”  (โปรดระบุหัวเรื่องด้วยว่า  “ปรับปรุงเว็บไซต์”)   เพื่อที่ผู้จัดทำฯ จะได้ปรับปรุงเนื้อหาได้ตรงตามความประสงค์ของผู้อ่านเว็บไซต์นี้ต่อไป

 

 

 

 

 

หมวดข้อสอบ READING (ตอนที่ 59)

การประปาส่วนภูมิภาค  “มุ่ง-มั่น-เพื่อปวงชน”

 

DirectionRead the following passage and choose the best answer for each question.

(จงอ่านบทความต่อไปนี้  และเลือกคำตอบที่ดีที่สุดสำหรับแต่ละคำถาม)

 

Japanese People’s Collective Sense of Responsibility

 

          Perhaps the most difficult aspect of the Japanese for Westerners to comprehend is the strong belief in collective values, particularly a collective sense of responsibility.  Let me illustrate with an anecdote about a visit to a new factory in Japan owned and operated by an American electronics company.

          In the final assembly area of the company’s factory, long lines of young Japanese women wired together electronic products on a piece-rate system : the more you wired, the more you got paid.  About two months after opening, the head foreladies approached the factory manager.  “Honorable manager,” they said humbly as they bowed, “we are embarrassed to be so forward, but we must speak to you because all of the girls have threatened to quit work this Friday.”  To have this happen, of course, would be a great disaster for all concerned.  “Why,” they wanted to know, “can’t our factory have the same payment system as other Japanese companies?  When you hire a new girl, her starting wage should be fixed by her age.  An eighteen-year-old should be paid more than a sixteen-year-old.  Every year on her birthday, she should receive an automatic increase in pay.  The idea that any of us can be more productive than another must be wrong, because none of us in final assembly could make a thing unless all of the other people in the factory had done their jobs right first.  To single one person out as being more productive is wrong and is also personally humiliating to us.”  The company changed its payment system to the Japanese model.

 

1. The passage is mainly about _________________________________________________.

(เนื้อเรื่องส่วนใหญ่เกี่ยวกับ _______________________________________________)

    (a) why the Japanese women had a cultural conflict with the American people    (ทำไมสตรีญี่ปุ่น

          จึงมีความขัดแย้งทางวัฒนธรรมกับคนอเมริกัน)

    (b) why the Westerners wanted to adopt the attitudes of the Japanese people    (ทำไมชาวตะวัน

          ตกจึงต้องการรับเอาทัศนคติของคนญี่ปุ่นมา)

    (c) how strongly the Japanese people value a shared sense of contribution    (คนญี่ปุ่นให้

          คุณค่า – ให้ความสำคัญ – กับความรู้สึกร่วมกันของการมีส่วนช่วยเหลือ (ให้งานประสบความ

          สำเร็จ) อย่างเข้มข้นเพียงใด)  (ดูคำตอบจากประโยคแรกของพารากราฟแรกที่กล่าวว่า 

          “บางทีแง่มุม (ลักษณะ) ที่ยากที่สุดของคนญี่ปุ่นสำหรับชาวตะวันตกที่จะเข้าใจ  คือความ

          เชื่อที่มั่นคง (เด็ดเดี่ยว) ในค่านิยม (การทำงาน) ร่วมกัน โดยเฉพาะความรู้สึกของความรับ

          ผิดชอบร่วมกัน)

    (d) how worried the American company was about a conflict with the Japanese women   

          (บริษัทอเมริกันมีความวิตกกังวลอย่างไร  เกี่ยวกับความขัดแย้งกับสตรีญี่ปุ่น)

2. In the first paragraph, “comprehend” refers to ___________________________________.

(ในพารากราฟแรก,  “เข้าใจ, หยั่งรู้, รวมทั้ง, กินความกว้าง, ครอบคลุม”  หมายถึง _____________)

    (a) confiscate    (ริบ, ยึด)

    (b) recover    (ได้กลับคืนมา, เอากลับคืน, เอามาได้อีก, กู้, ค้นพบใหม่, พบอีก, คืนสภาพ, ทำให้คืนสภาพ

          หรือกลับอย่างเดิม, คืนสภาพเดิม, หายเป็นปกติ, ชนะคดี)

    (c) participate    (เข้าร่วมใน, มีส่วนร่วมใน)

    (d) squander    (สคว้อน-เดอะ)  (ใช้จ่ายอย่างสุรุ่ยสุร่าย, ใช้สิ้นเปลือง, ถลุง)

    (e) compile    (คัม-ไพล่)  (รวบรวม, เรียบเรียง)

    (f) resolve    (ตกลงใจ, ตัดสินใจ, แก้ปัญหา)

    (g) understand    (เข้าใจ)

    (h) consent    (ยินยอม, เห็นชอบ, อนุญาต)

3. The word “illustrate” in paragraph 1 means ____________________________________.

(คำว่า  “อธิบายด้วยตัวอย่าง, แสดงให้เห็นด้วยตัวอย่าง, ยกตัวอย่าง, อธิบาย, แสดงให้เห็นด้วยภาพ, ทำให้เข้าใจ”  ในพารากราฟ ๑  หมายถึง ________________)

    (a) proclaim    (ประกาศ, แถลง, ป่าวร้อง, ป่าวประกาศ, ประกาศสงคราม, ประกาศอย่างเปิดเผย,

          ประกาศสรรเสริญ)

    (b) camouflage    (แค้ม-มะ-ฟลาจ)  (อำพราง, ซ่อน, ลวงตา)

    (c) disperse    (ทำให้กระจายไป, ทำให้แพร่หลาย, ทำให้หายไป, ไล่ไป, กระจาย, หายไป)    

    (d) reproach    (ริ-โพร้ช)  (ต่อว่า, ดุ, ตำหนิ, ประณาม, ทำให้ถูกตำหนิ, ทำให้ขายหน้า)

    (e) coincide    (โค-อิน-ไซ้ด)  (สอดคล้องต้องกัน, ตรงกัน, ลงรอยกัน, เข้ากันสนิท, ทับกันสนิท,

          เกิดขึ้นพร้อมกัน)

    (f) verify    (พิสูจน์ความจริง, ตรวจสอบความจริง, ยืนยันความจริง, ค้นหาความจริง)

    (g) withstand    (ทนต่อ, ต่อต้าน, สกัด, กลั้น, อดกลั้น, อดทน)

    (h) explain through an example    (อธิบายด้วยตัวอย่าง)

4. What does “anecdote” in paragraph 1 mean?

(คำว่า  “เกร็ดความรู้, ประวัติหรือเรื่องราวเล็กๆ น้อยๆ”  ในพารากราฟ ๑  หมายถึงอะไร)

    (a) accumulation    (การสะสม, การเพิ่มพูน)

    (b) texture    (เนื้อผ้า, เนื้อหนัง, สิ่งทอ, วัตถุทำสิ่งทอ, แก่นสาร, องค์ประกอบ)

    (c) acumen    (ความฉลาดปราดเปรื่อง, ความแหลมคม)

    (d) pursuit    (เพอร์-ซิ่วท หรือ ซูท)  (การตามจับ, การติดตาม, การไล่ตาม, การดำเนินต่อไป,

          การดำเนินตาม, อาชีพ, การงาน, การเจริญรอ)

    (e) discipline    (ระเบียบวินัย, สาขาวิชา)

    (f) narrative    (เรื่องเล่า, เรื่องบรรยาย, การเล่าเรื่อง, การบรรยาย, เรื่องเขียนที่ประกอบ

          ด้วยเรื่องเล่า, การบรรยายเรื่องเล่า)

    (g) scandal    (เรื่องอัปยศอดสู, เรื่องอื้อฉาว, เรื่องฉาวโฉ่, เรื่องน่าอาย, การนินทาป้ายร้าย)

    (h) disclosure    (การเปิดเผย, การเปิดโปง, สิ่งที่ถูกเปิดเผย)  

5. In the second paragraph, “assembly” may be replaced by ___________________________.

(ในพารากราฟ ๒,  “การประกอบชิ้นส่วนต่างๆ, การชุมนุม, การมั่วสุม, กลุ่มคนที่ชุมนุม, ที่ประชุมสภา, สมัชชา”  อาจแทนโดย ________________)

    (a) deluge    (เด๊ล-ลูจ)  (การท่วมท้น, การไหลทะลัก, น้ำท่วม, อุทกภัย, ฝนที่ตกลงมาพักใหญ่)

    (b) distortion    (การบิดเบือน)

    (c) drought    (ความแห้งแล้ง, ฤดูแล้ง, การขาดแคลนน้ำที่ยาวนาน, ความกระหายน้ำ)

    (d) emancipation    (การปลดปล่อย, การปล่อยเป็นอิสระ, การปลดปล่อยหรือเลิกทาส)

    (e) a process of fitting parts of something such as a machine together    (กระบวนการ

          ของการประกอบชิ้นส่วนต่างๆ ของบางสิ่ง เช่น เครื่องจักรกล  เข้าด้วยกัน)

    (f) compensation    (การชดเชย, การตอบแทน, การเยียวยา, เงินชดเชย, ค่าตอบแทน)

    (g) augmentation    (การเพิ่มขึ้น)

    (h) tasks    (ทาสค)  (งาน, ภาระหน้าที่, งานหนัก, เรื่องที่ยาก)

6. In the sentence “To have this happen ………....….” in the second paragraph, “this” refers to the _____________.

(ในประโยค  “การปล่อยให้สิ่งนี้เกิดขึ้น ........................”  ในพารากราฟ ๒,  “สิ่งนี้”  หมายถึง  ____

__________)

    (a) head foreladies approaching the factory manager    (หัวหน้าพนักงานหญิงเข้าไปหาผู้จัดการ

          โรงงาน)

    (b) factory women leaving the electronics company    (ผู้หญิงโรงงาน – พนักงานหญิง –

          ละทิ้ง (ลาออกจาก) บริษัทเครื่องไฟฟ้า(“สิ่งนี้”  ใช้แทนข้อความที่กล่าวมาแล้วในประโยค

          ที่มาข้างหน้ามัน  ในที่นี้คือ  พนักงานสาวทั้งหมดในโรงงานจะลาออกจากงานในวันศุกร์)

    (c) workers having the same payment system    (คนงานมีระบบการจ่ายค่าจ้างที่เหมือนกัน)

    (d) electronics company being threatened by the Japanese women    (บริษัทเครื่องไฟฟ้าถูกขู่

         โดยสตรีชาวญี่ปุ่น)

7. The word “embarrassed” in paragraph 2 is closest in meaning to _____________________.

(คำว่า  “อึดอัดใจ, ลำบากใจ, กระดากอาย, ขวยเขิน”  ในพารากราฟ ๒  ใกล้เคียงที่สุดในความหมายกับ _______________)

    (a) unbiased    (อัน-ไบ๊-เอิสท)  (ไม่ลำเอียง, ไม่มีอคติ, ไม่เข้าข้าง, ตรงไปตรงมา)

    (b) sympathetic    (เห็นอกเห็นใจ)

    (c) demoralized    (เสียกำลังใจ, ขวัญเสีย)

    (d) disconcerted    (ลำบากใจ, ถูกรบกวน, ถูกทำให้ยุ่งเหยิง)

    (e) perplexed    (ฉงนสนเท่ห์, งงงวย)

    (f) intimidated    (ถูกข่มขู่, ถูกข่มขวัญ, ถูกทำให้หวาดกลัว, ถูกขู่, ถูกคุกคาม)

    (g) persecuted    (ถูกจองล้างจองผลาญ, ถูกประหาร, ถูกข่มเหง, ถูกรบกวน, ถูกก่อกวน, ถูกแกล้ง)

    (h) delighted    (ยินดี, ปลาบปลื้ม, พอใจ)

8. “threatened” in paragraph 2 could best be replaced by _____________________________.

(“ขู่, ขู่เข็ญ, คุกคาม, เตือนภัย, เป็นลางร้าย”  ในพารากราฟ ๒  สามารถแทนดีที่สุดโดย __________)

    (a) devised    (ประดิษฐ์, คิดค้น, สร้างขึ้นมา) 

    (b) diagnosed    (วินิจฉัย, ตรวจโรค, วิเคราะห์)

    (c) offered    (เสนอให้, หยิบยื่นให้)

    (d) alleviated    (ทำให้บรรเทาลง, ทำให้ลดลง)

    (e) resisted    (ทนต่อ,ต่อต้าน,ต้านทาน,สกัดกั้น,ขัดขืน, ขัดขวาง)

    (f) intimidated    (ขู่, ข่มขู่, ข่มขวัญ, ทำให้หวาดกลัว, คุกคาม)

    (g) irritated    (ทำให้ฉุนเฉียว, ทำให้โมโห, กวนประสาท, ทำให้ระคายเคือง)

    (h) comforted    (ปลอบโยน, ปลอบใจ, ช่วยเหลือ)

9. The Japanese women who worked at the American electronics company wanted to quit because they were ______________.

(สตรีชาวญี่ปุ่นผู้ซึ่งทำงานที่บริษัทเครื่องไฟฟ้าอเมริกัน  ต้องการลาออกเพราะว่าพวกตน _________)

    (a) insulted by the reward system offered by the American company    (ถูกดูหมิ่น-เหยียด

          หยามโดยระบบรางวัล (ค่าจ้างตอบแทน) ซึ่งถูกเสนอให้โดยบริษัทอเมริกัน)  (คือ  บริษัทอเม

          ริกันแห่งนี้จ่ายค่าจ้างให้คนงานหญิงญี่ปุ่นในแบบ  ใครทำงานมากก็ได้ค่าจ้างมาก  ซึ่งในพา

          รากราฟ ๒  หัวหน้าคนงานหญิงได้เข้ามาขอร้องผู้จัดการโรงงานให้ใช้ระบบการจ่ายค่าจ้าง

          ให้เหมือนกับบริษัทญี่ปุ่นอื่นๆ  ซึ่งเมื่อเริ่มจ้างคนงานที่เข้าทำงานใหม่  ก็จะจ่ายค่าจ้างตามอา

          ยุของคนคนนั้น  โดยคนที่อายุมากกว่าจะได้รับค่าจ้างสูงกว่าคนที่อายุน้อยกว่า  และทุกปีจะ

          มีการขึ้นเงินเดือนในวันเกิดของพนักงาน  ทั้งนี้เพราะคนญี่ปุ่นมีความคิดว่า  ทุกคนต่างก็มี

          ส่วนร่วมในความสำเร็จของงานเท่าๆ กัน  ไม่มีใครทำได้ดีหรือมากกว่าใคร  และการที่จะกล่าว

          ว่า  คนๆ หนึ่งทำงานได้มากกว่าคนอื่นๆ  ก็เสมือนกับเป็นการดูถูกคนอื่นนั่นเอง)

    (b) not allowed to have any decision in the payment policy    (มิได้รับอนุญาตให้มีการตัดสินใจใดๆ

          ในนโยบายการจ่ายค่าจ้าง)

    (c) disappointed that the factory manager did not pay them on a piece-rate system    (ผิดหวังว่า

          ผู้จัดการโรงงานมิได้จ่ายค่าจ้างให้พวกตนโดยใช้ระบบอัตราค่าจ้างต่อชิ้นงาน)  (ไม่จริง  เนื่องจากพนัก

          งานได้รับค่าจ้างโดยใช้ระบบดังกล่าว)

    (d) embarrassed by the visit of the factory manager two months after the opening    (รู้สึกลำบาก

          ใจจากการมาเยือนของผู้จัดการโรงงาน ๒ เดือนหลังจากการเปิดโรงงาน)  (ไม่จริง  เนื่องจากประโยค

          ที่ ๓ ของพารากราฟ ๒ กล่าวว่า  หัวหน้าคนงานหญิง  รู้สึกลำบากใจที่ต้องเข้ามาร้องขอให้ผู้จัดการ

          เปลี่ยนระบบการจ่ายค่าจ้างให้เหมือนกับบริษัทญี่ปุ่นอื่นๆ)

10. The word “single out” in paragraph 2 refers to _________________________________.

(คำว่า  “คัดเลือก, เลือกเฟ้น, เจาะจง”  ในพารากราฟ ๒  หมายถึง ______________________)

      (a) dishearten    (ดิส-ฮ้าร์-เทิ่น)  (ทำให้หมดกำลังใจ, ทำให้ท้อใจ)

      (b) thrill    (ทำให้ตื่นเต้น-เร้าใจ, ทำให้เสียวซ่าน)

      (c) domesticate    (ทำให้เชื่อง, ทำให้เคยชิน, ทำให้สนใจงานบ้าน, ทำให้ชอบอยู่ในบ้าน,

            ทำให้เป็นขนบธรรมเนียม)

      (d) whip    (หวด, ตี, เฆี่ยน, โบย, ลงแส้, รวบรวม, ชุมนุม)

      (e) interrupt    (ตัดบท, ขัดจังหวะ, ทำให้หยุด, ยับยั้ง, พูดสอด, ขัดขวาง)

      (f) assemble    (รวมตัวกัน, ชุมนุม, ประชุม, รวบรวม, รวมเข้า)

      (g) select    (เลือก, เลือกเฟ้น, คัด, คัดเลือก, เลือกสรร, สรรหา)

      (h) eliminate    (กำจัด, ทำลาย, คัดออก, ขับไล่, ขจัด, ลบทิ้ง, ขับออก)

11. After the manager’s visit to the factory in Japan, the American electronics company’s payment system was ________________.

(หลังจากการไปเยือนโรงงานในญี่ปุ่นของผู้จัดการ,  ระบบการจ่ายค่าจ้างของบริษัทเครื่องไฟฟ้าอเมริกันถูก ________________)

      (a) kept the same to please the head foreladies    (รักษาไว้เหมือนเดิมเพื่อเอาใจหัวหน้า

            คนงานหญิง)

      (b) fixed by the age of the factory women    (ทำให้คงที่ตามอายุของสาวโรงงาน)

            (ดูคำตอบจากประโยคสุดท้ายของพารากราฟ ๒ ที่กล่าวว่า  “บริษัทได้เปลี่ยนแปลง

            ระบบการจ่ายค่าจ้างของบริษัทไปสู่แบบญี่ปุ่น”  คือ  จ่ายค่าจ้างคงที่ตามอายุพนักงาน)

      (c) adjusted to fit the manager’s ideas of efficiency    (ปรับให้เหมาะกับความคิดของผู้จัดการ

            ในเรื่องประสิทธิภาพ)

      (d) maintained to suit the Japanese working environment    (ดำรงไว้เพื่อให้เหมาะกับสภาพ

            แวดล้อมการทำงานแบบญี่ปุ่น)

12. According to the passage, a “collective sense of responsibility” in the first paragraph refers to ________________.

(ตามที่เนื้อเรื่องกล่าว,  “ความรู้สึกของความรับผิดชอบร่วมกัน”  ในพารากราฟแรก  หมายถึง _____

___________)

      (a) the idea that all Japanese workers are competing with one another    (ความคิดที่ว่า  คนงาน

            ชาวญี่ปุ่นทุกคนกำลังแข่งขันซึ่งกันและกัน)

      (b) the thought that an increase in productivity depends on those doing their jobs right first   

            (ความคิดที่ว่า  การเพิ่มความสามารถในการผลิตขึ้นอยู่กับพนักงานซึ่งทำงานของตนอย่างถูกต้อง

            ตั้งแต่แรก)

      (c) the payment system in which priority is given to the most senior forelady in the company   

            (ระบบการจ่ายค่าจ้างซึ่งให้ความสำคัญกับหัวหน้าคนงานหญิงที่อาวุโสสูงสุดในบริษัท)

      (d) the Japanese belief that success depends on the cooperation of all members   

            (ความเชื่อของชาวญี่ปุ่นที่ว่า  ความสำเร็จขึ้นอยู่กับความร่วมมือของสมาชิกทุกคน

            (ดูจากเนื้อเรื่องในพารากราฟ ๒ ที่หัวหน้าพนักงานหญิงบอกผู้จัดการโรงงานว่า  พนัก

            งานทุกแผนกในโรงงานมีส่วนร่วมในความสำเร็จของงานเท่าๆ กัน  โดยพนักงานใน

            แผนกประกอบชิ้นส่วนครั้งสุดท้ายจะไม่สามารถทำงานได้สำเร็จ  ถ้าพนักงานในแผนก

            อื่นๆ (ซึ่งประกอบชิ้นส่วนบนสายพานเช่นกัน) มิได้ทำงานชิ้นเดียวกันนั้นอย่างถูกต้อง

            มาตั้งแต่ต้น  ซึ่งหมายถึง  ความสำเร็จของงานเกิดจากความร่วมมือของทุกคนหรือ

            แผนกในโรงงาน)

13. What does “humiliating” in the final paragraph mean?

(คำว่า  “น่าอับอาย, น่าขายหน้า, เสียเกียรติ”  ในพารากราฟสุดท้ายหมายถึงอะไร)

      (a) deficient    (ดิ-ฟิช-เชิ่นท)  (ขาดแคลน, ไม่เพียงพอ, บกพร่อง)

      (b) explicit    (ชัดเจน, ชัดแจ้ง, แน่นอน, เปิดเผย)

      (c) harsh    (หยาบ, สาก, ฝาด, บาด (ตา), แสบ (แก้วหู), ห้าว, ไม่น่าดู)

      (d) exorbitant    {(ราคา) แพงลิ่ว, สูงลิ่ว}

      (e) invariable    (ไม่เปลี่ยนแปลง, คงที่)

      (f) ferocious    (ดุร้าย, โหดร้าย, ทารุณ)

      (g) disgraceful    (น่าอับอายขายหน้า, น่าอัปยศอดสู, เสียหน้า, เสื่อมเสีย)

      (h) enormous    (ใหญ่โต, มหึมา, ร้ายกาจ, ชั่วร้าย)

 

(คำแปล)

ความรู้สึกของความรับผิดชอบร่วมกันของคนญี่ปุ่น

 

            บางทีแง่มุม (ลักษณะ, รูปร่างหน้าตา, ด้าน (ของปัญหา), ทิศทาง, ที่ตั้ง) (aspect) ที่ยากที่สุดของคนญี่ปุ่นสำหรับชาวตะวันตก (Westerners) ที่จะเข้าใจ (หยั่งรู้, รวมทั้ง, กินความกว้าง, ครอบคลุม) (comprehend)  คือ  ความเชื่อ (belief) ที่มั่นคง (เด็ดเดี่ยว, แน่วแน่, หนักแน่น, เข้มแข็ง, แข็งแรง, แข็งแกร่ง) (strong) ในค่านิยม (การทำงาน) ร่วมกัน (collective values)  โดยเฉพาะความรู้สึกของความรับผิดชอบร่วมกัน (a collective sense of responsibility),  ขอให้ผม (ผู้เขียน) อธิบายด้วยตัวอย่าง (แสดงให้เห็นด้วยตัวอย่าง, ยกตัวอย่าง, อธิบาย, แสดงให้เห็นด้วยภาพ, ทำให้เข้าใจ) (illustrate) ของเกร็ดความรู้ (ประวัติหรือเรื่องราวเล็กๆ น้อยๆ) (anecdote)  เกี่ยวกับการไปเยือนโรงงาน (factory) ใหม่แห่งหนึ่งในญี่ปุ่นที่ถูกเป็นเจ้าของ (owned) และดำเนินการ (operated) โดยบริษัทอิเลกทรอนิกส์ (เครื่องไฟฟ้า) อเมริกัน

            ในพื้นที่การประกอบชิ้นส่วนต่างๆ (การชุมนุม, การมั่วสุม, กลุ่มคนที่ชุมนุม, ที่ประชุมสภา, สมัชชา) (assembly) รอบสุดท้าย (final) ของโรงงานของบริษัท,  แถวเหยียดยาว (long lines) ของสตรีญี่ปุ่นวัยสาวพันด้วยเส้นลวด (wired) ผลิตภัณฑ์อิเลกทรอนิกส์ (เครื่องไฟฟ้า) เข้าด้วยกัน (คือ  พันผลิตภัณฑ์ฯ เข้าด้วยกันด้วยเส้นลวด)  โดยใช้ระบบ (จ่าย) อัตราค่าจ้างต่อชิ้นงาน (piece-rate)  กล่าวคือ  คุณยิ่งพันเส้นลวดได้มาก  คุณก็ยิ่งได้รับค่าจ้างมาก (the more you wired, the more you got paid),  โดยประมาณ ๒ เดือนหลังจากการเปิด (opening) โรงงาน  หัวหน้าคนงานหญิง (head foreladies) จำนวนหนึ่ง  ได้เข้าไปหา (เข้าไปใกล้, ทาบทาม) (approached) ผู้จัดการโรงงาน  (และกล่าวว่า) “ท่านผู้จัดการที่เคารพ (Honorable manager),”  พวกเธอกล่าวอย่างอ่อนน้อม (อย่างนอบน้อม, อย่างถ่อมตัว, อย่างต่ำต้อย) (humbly)  ในขณะที่พวกเธอโค้งคำนับ (bowed),  “เรารู้สึกอึดอัดใจ (ลำบากใจ, กระดากอาย, ขวยเขิน) (embarrassed) ที่ต้องรุกคืบ (กล้า, กระตือรือร้น, ไปข้างหน้า, ก้าวหน้า, ล่วงหน้า) อย่างมาก (so forward),  แต่เราจะต้องพูดกับคุณ  เพราะว่าเด็กสาวทั้งหมด (ในโรงงาน) ได้ขู่ (ขู่เข็ญ, คุกคาม, เตือนภัย, เป็นลางร้าย) (threatened) ที่จะลาออก (ละทิ้ง, หยุด, ยุติ, เลิก, ละทิ้ง, เพิกถอน, สลัด, ปลดเปลื้อง) (quit) จากงานในวันศุกร์นี้”  การปล่อยให้สิ่งนี้เกิดขึ้น (To have this happen), แน่ละ, จะเป็นความหายนะ (ภัยพิบัติ, ความล่มจม) (disaster) อย่างมหันต์ (great) สำหรับทุกคนที่เกี่ยวข้อง (for all concerned),  “ทำไม”  พวกเธอ (หัวหน้าคนงานหญิง) ต้องการทราบ,  “โรงงานของเราจึงไม่สามารถมีระบบการจ่ายค่าจ้าง (payment system) เหมือนกันกับบริษัทญี่ปุ่นอื่นๆ,  เมื่อคุณจ้าง (hire) เด็กสาวใหม่คนหนึ่ง  ค่าจ้างเริ่มต้น (starting wage) ของเธอควรจะคงที่ (fixed) ตามอายุของเธอ (by her age)  (และ) เด็กสาวอายุ ๑๘ ปีควรจะได้รับค่าจ้าง (be paid) มากกว่าเด็กอายุ ๑๖ ปี,  โดยทุกๆ ปี  ในวันเกิดของเธอ  เธอควรได้รับการเพิ่มค่าจ้าง (increase in pay) โดยอัตโนมัติ (automatic),  ความคิดที่ว่าคนใดๆ ในพวกเรา (any of us) สามารถสร้างผลผลิต (มีผลผลิต) (productive) ได้มากกว่า (พนักงาน) อีกคนหนึ่ง (another)  จะต้องเป็นสิ่งผิดพลาด (wrong)  เพราะว่าไม่มีพวกเราคนใด (none of us) ใน (แผนก) การประกอบชิ้นส่วนรอบสุดท้าย  จะสามารถสร้างสิ่งใด (make a thing) ได้  ถ้าคน (พนักงาน) อื่นๆ ทุกคนในโรงงานมิได้ทำงานของตนอย่างถูกต้อง (เหมาะสม) (right) ในตอนแรก (มาตั้งแต่ต้น) (first),  (ดังนั้น) การคัดเลือก (เลือกเฟ้น, เจาะจง(single out) บุคคลหนึ่งออกมา  ว่าสร้างผลผลิตมากกว่า (พนักงานคนอื่นๆ) จึงเป็นสิ่งผิด  และยังน่าอับอาย (น่าขายหน้า, เสียเกียรติ) (humiliating) เป็นการส่วนตัว (personally) กับพวกเราอีกด้วย”  (ในเวลาต่อมา) บริษัทได้เปลี่ยนแปลงระบบการจ่ายค่าจ้างของบริษัทไปสู่แบบ (model) ญี่ปุ่น (ตามที่หัวหน้าคนงานหญิงเสนอต่อผู้จัดการโรงงาน)

 

เรียน   ท่านผู้ติดตามอ่านเว็บไซต์  “everydayenglish.pwa.co.th                  

 

                ถ้าท่านมีคำแนะนำให้ปรับปรุงเว็บไซต์นี้ประการใด  กรุณาส่ง e-mail ไปที่  ดร. วัชรินทร์  ภูเขาทอง  อดีต  ผอ. สำนักวิทยาการ  การประปาส่วนภูมิภาค  ผู้จัดทำเว็บไซต์นี้  ตาม  “Address”  (โปรดระบุหัวเรื่องด้วยว่า  “ปรับปรุงเว็บไซต์”)   เพื่อที่ผู้จัดทำฯ จะได้ปรับปรุงเนื้อหาได้ตรงตามความประสงค์ของผู้อ่านเว็บไซต์นี้ต่อไป

 

 

 

หมวดข้อสอบ READING (ตอนที่ 58)

การประปาส่วนภูมิภาค  “มุ่ง-มั่น-เพื่อปวงชน”

 

DirectionRead the following passage and choose the best answer for each question.

(จงอ่านบทความต่อไปนี้  และเลือกคำตอบที่ดีที่สุดสำหรับแต่ละคำถาม)

 

Money or Family : What Will You Choose?

 

          Living well is a challenge.  Brian Palmer, a successful businessman, lives in New York and works as a top-level manager in a large corporation.  He is proud of his rapid rise in the corporation.  However, he is even prouder of the change he has made recently in his ideas about success.  “My value system,” he says, “has changed a little bit as the result of a divorce.  Now I think differently about what is important in life.  Two years ago, with the same work load I have right now, I would stay in the office and work until midnight, come home, go to bed, and get up at six and work again until midnight.  Now, my family is more important to me than work and the work will just have to wait.”  A new marriage and a house full of children have become the center of Brian’s life.  But such new values were realized only after the pain of the first divorce.

          Whether or not Brian’s life was satisfying, he was deeply committed to succeeding in his career and his family responsibilities.  He held two full-time jobs to support his family, even though the long hours prevented him from spending time with his family.  Brian describes his reasons for working so hard after he married quite simply.  “It seemed like the best thing to do at that time.  I didn’t like not having enough money and with my wife unable to contribute to the family income, it seemed like the best thing to do.”  Now, he knows better.  “Now, I realize that my time and love are as important as money for the family.  I’m just glad I learned this before it was too late.”

 

1. Brian seems to be most happy with his __________________________________________.

(ไบรอันดูเหมือนมีความสุขที่สุดกับ _____________________________________ ของเขา)

    (a) hard work    (งานหนัก)

    (b) rapid rise in his career    (ความก้าวหน้าอย่างรวดเร็วในอาชีพของเขา)

    (c) new values about success    (ค่านิยมใหม่เกี่ยวกับความสำเร็จ)  (ดูคำตอบจาก ๓ ประโยค

          สุดท้ายของพารากราฟแรกที่กล่าวว่า  “ในปัจจุบัน  ครอบครัวของผมมีความสำคัญสำหรับผม

          มากกว่างาน  และงานจะต้องรอก่อน (หมายถึง  ครอบครัวต้องมาก่อน  ส่วนงานมาทีหลัง)” 

          ทั้งนี้  การแต่งงานใหม่และบ้านที่เต็มไปด้วยลูกๆ  ได้กลายเป็นศูนย์กลางของชีวิตของไบรอัน, 

          แต่ค่านิยมใหม่ดังกล่าวได้รับการตระหนักถึง (สำนึก) ก็เพียงภายหลังจากความเจ็บปวดของ

          การหย่าร้างครั้งแรก”  ซึ่งหมายถึง  ไบรอันเปลี่ยนค่านิยมใหม่  จากเดิมที่ทำงานหาเงินอย่าง

          เดียวโดยไม่มีเวลาให้ครอบครัว  จนต้องหย่าร้างกับภรรยาคนแรก  โดยเขาได้เปลี่ยนค่านิยม

          ใหม่  ซึ่งให้ความสำคัญกับครอบครัวมากกว่างาน  เมื่อแต่งงานครั้งใหม่)

    (d) success prior to the divorce    (ความสำเร็จก่อนการหย่าร้าง)

2. In the first paragraph, “rapid” refers to ________________________________________.

(ในพารากราฟแรก,  “รวดเร็ว, เร็ว, ว่องไว, ฉับพลัน, กะทันหัน”  หมายถึง __________________)

    (a) contentious    (คัน-เท้น-เชิส)  (ชอบทะเลาะ, ชอบต่อสู้, ชอบโต้เถียง) 

    (b) decrepit    (ดิ-เคร้พ-พิท)  (อ่อนกำลังด้วยวัยชรา, ชรา, แก่ตัว, เก่าแก่, เสื่อมเพราะการใช้มาก)

    (c) docile    (โด๊-ไซล  หรือ  เซิล)  (อ่อนน้อม, ว่านอนสอนง่าย, (สัตว์) เชื่อง)

    (d) outstanding    (๑. เด่น, มีชื่อเสียง, สะดุดตา, ยื่นออกมา, นูนออกมา  ๒. (หนี้) ยังไม่ได้ชำระ, ยังไม่ยุติ,

          ยังไม่สำเร็จ, ยังคาราคาซังอยู่, ค้าง, ยังแก้ไม่ตก, ยังคงเป็นอยู่) 

    (e) obscure    (ออบ-สเคี่ยว)  (๑. คลุมเครือ, ไม่ชัดแจ้ง, ลึกลับ, ลี้ลับ,  ๒. มืดมัว, มืดมน, มัว,  ๓. ห่างไกล,

         ไกลลิบลับ, ซ่อนเร้น) 

    (f) hostile    (ฮอส-ไทล หรือ ฮอส-เทิ่ล)  (มุ่งร้าย, มีเจตนาร้าย, เป็นศัตรู, ไม่เป็นมิตร, เป็นปรปักษ์, ที่ต่อ

          ต้าน, ไม่รับแขก) 

    (g) swift    (เร็ว, รวดเร็ว, ว่องไว, ฉับพลัน, ฉับไว, ทันที, ทันควัน)

    (h) assiduous    (อะ-ซิด-ดิว-อัส)  (ขยัน, พยายาม, บากบั่น, พากเพียร, ยืนหยัด) 

3. The word “divorce” in paragraph 1 means ______________________________________.

(คำว่า  “การหย่าร้าง, การแตกแยก, การแตกความสามัคคี”  ในพารากราฟ ๑  หมายถึง _________)

    (a) pittance    (จำนวนเล็กน้อย, รายได้หรือค่าจ้างเล็กๆน้อยๆ, เงินค่าครองชีพเล็กๆน้อยๆ, การให้

          ทานเล็กๆน้อยๆ, นิตยภัต)

    (b) magnitude    (แม้ก-นิ-ทูด  หรือ  ทิวด)  (ขนาด, ปริมาณ, ความใหญ่, ความสำคัญ, ขนาดใหญ่,

          จำนวน, มิติ, ความสว่างของดวงดาว)

    (c) triumph    (ไทร้-อั้มฟ)  (ชัยชนะ, ความมีชัย, ความสำเร็จ, การฉลองชัยชนะ, ความยินดีที่มีชัย) 

          (เมื่อเป็นคำกริยา  หมายถึง  “ได้รับชัยชนะ, ฉลองชัยชนะ”)

    (d) artifact    (อ๊าร์-ทิ-แฟคท)  (สิ่งประดิษฐ์, สิ่งประดิษฐ์โดยฝีมือคน, สิ่งที่มนุษย์ทำขึ้น, ของเทียม) 

    (e) excursion    (เอคส-เค้อร์-ชั่น)  (การเดินทางระยะสั้น, การเดินทางเพื่อจุดประสงค์พิเศษบางอย่าง,

         การเดินทางในราคาพิเศษ, การเที่ยว, การเบี่ยงเบน, การออกนอกลู่นอกทาง) 

    (f) appraisal    (อะ-เพร้-เซิ่ล)  (การประเมิน, การตีราคา) 

    (g) characteristic    (แค-แรค-เตอร์-ริส-ติค)  (ลักษณะเฉพาะ, ลักษณะพิเศษเฉพาะ)(เมื่อเป็นคำ

          คุณศัพท์  หมายถึง  “เป็นลักษณะเฉพาะหรือพิเศษ, เป็นนิสัยประจำ”) 

    (h) marital separation    (การแยกออกทางการสมรส, การหย่าร้าง)

4. The cause of his divorce was that he ___________________________________________.

(สาเหตุของการหย่าร้างของเขา  คือว่าเขา _____________________________________)

    (a) didn’t earn enough money for his family    (หาเงินได้ไม่เพียงพอสำหรับครอบครัวของเขา)

    (b) changed his value system    (เปลี่ยนระบบค่านิยมของเขา)

    (c) failed to spend enough time with his family    (ล้มเหลวที่จะใช้เวลาอย่างเพียงพอกับ

          ครอบครัวของเขา)  (ดูคำตอบจากพารากราฟแรกที่กล่าวว่า  ไบรอันทำงานจนถึงเที่ยงคืน

          ทุกวัน  และจากประโยคที่ ๒ ของพารากราฟ ๒ ที่กล่าวว่า  “(ก่อนหย่าร้าง)  ไบรอันมีงาน

          เต็มเวลา ๒ งานที่จะจุนเจือครอบครัวของเขา  ถึงแม้ว่าชั่วโมง (การทำงาน) ที่ยาวนานจะ

          ขัดขวาง (เป็นอุปสรรค) มิให้เขาใช้เวลากับครอบครัวของเขา”)

    (d) realized too soon about his failure    (เขาตระหนักรู้เร็วเกินไปเกี่ยวกับความล้มเหลวของเขา)

5. The word “marriage” in paragraph 1 is closest in meaning to _________________________.

(คำว่า  “การแต่งงาน, การสมรส, ภาวะที่แต่งงานกัน, พิธีสมรส, ความสัมพันธ์กันอย่างใกล้ชิด, การรวมกันอย่างสนิท”  ในพารากราฟ ๑  ใกล้เคียงที่สุดในความหมายกับ _______________)

    (a) collusion    (คะ-ลู้-ชั่น)  (การสมรู้ร่วมคิด, การรวมหัวกันคิดอุบาย)

    (b) aversion    (อะ-เว้อ-ชั่น)  (ความรังเกียจ, ความเกลียดชัง, ความไม่ชอบ, ความไม่พอใจ)

    (c) compunction    (คัม-พั้ง-ชั่น)  (ความเสียใจต่อการกระทำ, ความไม่สบายใจหรือวิตกกังวลต่อสิ่ง

          ที่ได้กระทำไป) 

    (d) skirmish    (สเค้อร์-มิช)  (การต่อสู้กันประปราย, การต่อสู้ระหว่างกองทหาร หรือกลุ่มเล็กๆ) 

          (เมื่อเป็นคำกริยา  หมายถึง  “สู้รบกันประปราย  หรือระหว่างกลุ่มเล็กๆ”) 

    (e) adversity    (แอด-เว้อ-ซิ-ที่)  (ความเคราะห์ร้าย, ภัยพิบัติ, ความทุกข์ยากลำบาก) 

    (f) matrimony    (การสมรส, พิธีสมรส, การมีเหย้าเรือน)

    (g) candor    (ความซื่อตรง, ความจริงใจ, ความตรงไปตรงมา, ความเปิดเผย)

    (h) allegation    (แอล-ลิ-เก๊-ชั่น)  (การกล่าวหา, การยืนยัน, การอ้าง, ข้อกล่าวหา, ข้ออ้าง, ข้อยืนยัน)  

6. Before the divorce ________________________________________________________.

(ก่อนการหย่าร้าง _____________________________________________________)

    (a) Brian’s wife worked hard to support the family    (ภรรยาของไบรอันทำงานหนักเพื่อจุนเจือครอบ

          ครัว)  (ไม่จริง  เนื่องจากภรรยาของไบรอันมิได้ทำงาน – ดูจากประโยคที่ ๕ ของพารากราฟ ๒)

    (b) a house full of children became the center of Brian’s life    (บ้านที่เต็มไปด้วยลูกๆ  กลายเป็น

          ศูนย์กลางของชีวิตของไบรอัน)  (ไม่จริง  เนื่องจากเรื่องนี้เกิดขึ้นหลังการหย่าร้างและแต่งงานใหม่

          ของไบรอัน – ดูจากประโยคก่อนสุดท้ายของพารากราฟแรก)

    (c) Brian struggled to earn money    (ไบรอันต่อสู้ดิ้นรนเพื่อหาเงินมา)  (ดูคำตอบจากประโยค

          ที่ ๒ ของพารากราฟ ๒ ที่กล่าวว่า  “(ก่อนหย่าร้าง)  ไบรอันมีงานเต็มเวลา ๒ งานที่จะจุนเจือ

          ครอบครัวของเขา  ถึงแม้ว่าชั่วโมง (การทำงาน) ที่ยาวนานจะขัดขวาง (เป็นอุปสรรค) มิให้เขา

          ใช้เวลากับครอบ ครัวของเขา)

    (d) Brian realized the value of hard work    (ไบรอันตระหนักถึงคุณค่าของงานหนัก)  (หลังการหย่าร้าง

          และแต่งงานใหม่  เขาก็ตระหนักถึงเรื่องนี้เช่นกัน  แต่เขาเปลี่ยนมาให้ความสำคัญกับครอบครัวมากกว่า)

7. What does “values” in paragraph 1 mean?

(ค่านิยม, คุณค่า, มูลค่า, ราคา, ค่าเป็นเงิน”  ในพารากราฟ ๑  หมายถึงอะไร)

    (a) valor    (แว้ล-เล่อะ)  (ความกล้าหาญ, ความอาจหาญ, ความองอาจ) 

    (b) oppressions    (ออพ-เพร้ซ-ชั่น)  (การกดขี่, การบีบบังคับ, ภาวะที่ถูกกดขี่, ความรู้สึกถูกกดขี่, เผด็จการ)  

    (c) furies    (ฟิ้ว-รี่)  (๑. ความโกรธจัด, ความโมโหร้าย, ความเดือดดาล,   ๒. ความดุเดือด, ความรุนแรง)

    (d) valuables    (ของมีค่า, ของที่มีค่าเป็นเงินมาก)

    (e) moral principles and beliefs that people think are important in life and that they

         tend to live their lives by    (หลักและความเชื่อด้านศีลธรรมจรรยา  ซึ่งผู้คนคิดว่ามีความ

         สำคัญในชีวิต  และซึ่งพวกเขามีความโน้มเอียงที่จะดำรงชีวิตตามนั้น)

    (f) scrutiny    (สครู้-ที-นี่)  (การพินิจพิเคราะห์อย่างละเอียด, การพิจารณาอย่างละเอียด, การตรวจสอบ

          อย่างละเอียด) 

    (g) scuffles    (สคั้ฟ-เฟิ่ล)  (การตะลุมบอน, การชุลมุนต่อสู้, การต่อสู้พัลวัน, การเดินลากขา)  (เมื่อเป็น

          คำกริยา  หมายถึง  “ต่อสู้พัลวัน”)

    (h) mockeries   (ม้อค-เคอ-รี่)  (๑. การเยาะเย้ย, การเย้ยหยัน, การหัวเราะเยาะ,  ๒. บุคคลหรือสิ่งที่ถูก

          เย้ยหยัน หรือเป็นตัวตลก,  ๓. การเลียนแบบ หรือเอาอย่าง)   

8. Brian said that his reason for working hard was that he _____________________________.

(ไบรอันกล่าวว่าเหตุผลสำหรับการทำงานหนัก  คือว่าเขา ____________________________)

    (a) was indifferent to his wife’s feelings    (ไม่แยแสต่อความรู้สึกของภรรยาของเขา)

    (b) preferred to work late at night    (เขาชอบที่จะทำงานจนดึกดื่นมากกว่า)

    (c) cared most about success in his career    (เอาใจใส่ – เป็นห่วง – มากที่สุดเกี่ยวกับความสำเร็จ

          ในอาชีพของเขา)

    (d) was concerned about his family’s finances    (วิตกกังวลเกี่ยวกับการเงินของครอบครัว

          ของเขา)  (ดูคำตอบจากประโยคที่ ๔ และ ๕ ของพารากราฟ ๒ ที่กล่าวว่า  “มันดูเหมือนว่า

          เป็นสิ่งดีที่สุดที่จะทำได้ในขณะนั้น (เมื่อแต่งงานครั้งแรก)  ผมไม่ชอบการไม่มีเงินเพียงพอ

          และกับ (การมี) ภรรยาที่ไม่สามารถมีส่วนช่วยเหลือในรายได้ของครอบครัว (หมายถึง 

          ภรรยาคนแรกของไบรอันไม่ได้ทำงาน)  มันดูเหมือนเป็นสิ่งดีที่สุดที่ผมทำ (ในตอนนั้น))

9. In the second paragraph, “contribute” may be replaced by __________________________.

(ในพารากราฟ ๒,  “มีส่วนช่วยเหลือ, ช่วยเหลือ, สนับสนุน, ให้เงินช่วยเหลือ, อุดหนุน, ให้ (เงิน, อาหารหรืออื่นๆ), ส่งเรื่องที่เขียนไปตีพิมพ์”  อาจแทนโดย ________________)

    (a) pursue    (เพอร์-ซู่  หรือ  ซิ่ว)  (ติดตาม, ไล่ตาม, ตามจับ, เจริญรอย, ดำเนินตาม, ปฏิบัติตาม,

          ดำเนินการต่อไป)

    (b) threaten    (เธร้ท-เทิ่น)  (ข่มขวัญ, ขู่เข็ญ, คุกคาม, เตือนภัย, เป็นลางร้าย)

    (c) bring up    (เลี้ยงดู, อบรม, ให้การศึกษา) 

    (d) divert    (เบี่ยงเบน, หันเห, ทำให้ออกนอกลู่นอกทาง)

    (e) supply    (ให้, จัดหา, เสริม, จัดส่ง, ส่งเสบียง, ผนวก, ชดเชย, ชดใช้, แทนที่)

    (f) disseminate    (ดิส-เซ้-มะ-เนท)  (กระจาย (ข่าว, ความรู้, ความคิด ฯลฯ), เผยแพร่)

    (g) alter    (เปลี่ยนแปลง, แก้ไข, ดัดแปลง, ปรับปรุง)

    (h) accumulate    (สะสม, เพิ่มพูน)

10. The word “income” in the final paragraph refers to ________________________________.

(คำว่า  “รายได้, เงินได้, รายรับ, สิ่งที่เพิ่มเข้ามา, การเข้ามา”  ในพารากราฟสุดท้าย  หมายถึง _______)

      (a) retaliation    (การโต้ตอบ, การแก้เผ็ด, การล้างแค้น)

      (b) effort    (ความพยายาม)

      (c) progress    (ความก้าวหน้า)

      (d) performance    (การดำเนินการ, การกระทำ, การปฏิบัติ, การแสดง, การบรรเลง)

      (e) disgrace    (ความอัปยศอดสู, ความอับอาย, ความขายหน้า)

      (f) misery    (มิส-เซอะ-รี่)  (ความทุกข์ยาก, ความลำบาก)

      (g) revenue    (รายได้, รายได้ของรัฐจากภาษีอากรและอื่นๆ, ภาษีอากร, แผนภาษีอากรของรัฐ)

      (h) impunity    (อิม-พิ้ว-นิ-ที่)  (การได้รับการยกเว้นโทษ, การไม่ต้องได้รับโทษ, การได้รับนิรโทษกรรม) 

11. The best title for the passage is ______________________________________________.

(ชื่อเรื่องที่ดีที่สุดสำหรับเนื้อเรื่อง – บทความ – นี้  คือ _______________________________)

      (a) An Invaluable Lesson from Pain    (บทเรียนซึ่งหาค่ามิได้จากความเจ็บปวด)

      (b) Hard Work as a Key to Success    (งานหนักในฐานะกุญแจไปสู่ความสำเร็จ)

      (c) A Realization that Leads to Success in a Career    (การตระหนักรู้ที่นำไปสู่ความสำเร็จในอาชีพ)

      (d) A Commitment to Family Responsibilities    (ความผูกมัดกับความรับผิดชอบต่อครอบ

            ครัว)  (เนื้อเรื่องส่วนใหญ่พูดเกี่ยวกับความรับผิดชอบต่อครอบครัวของไบรอัน  ตั้งแต่ก่อน

            ที่เขาจะหย่าร้างกับภรรยาคนแรก  รวมทั้งความรับผิดชอบและการอุทิศตัวให้กับครอบครัว

            มากยิ่งขึ้น  เมื่อเขาแต่งงานใหม่)

 

(คำแปล)

เงินหรือครอบครัว : คุณจะเลือกอะไร ?

 

            การอยู่ดีมีสุข (Living well) เป็นเรื่องท้าทาย (challenge),  ไบรอัน พาล์มเมอร์  ซึ่งเป็นนักธุรกิจที่ประสบความสำเร็จ  อาศัยอยู่ในนิวยอร์กและทำงานเป็นผู้จัดการระดับบน (top-level manager) ในบริษัท (corporation) ขนาดใหญ่แห่งหนึ่ง  เขามีความภูมิใจ (proud) ในความก้าวหน้า (การเติบ โต, การเพิ่มขึ้น, การลุกขึ้น, การยืนขึ้น, การตื่นขึ้น) (rise) อย่างรวดเร็ว (rapid) ของเขาในบริษัท  อย่างไรก็ตาม  เขากลับภูมิใจมากกว่าเสียอีก (even prouder) กับความเปลี่ยนแปลงที่เขาได้ทำขึ้นเมื่อเร็วๆ นี้ (made recently) ในความคิดของเขาเกี่ยวกับความสำเร็จ,  “ระบบค่านิยม (การให้คุณค่า) (value) ของผม,”  เขากล่าว, “ได้เปลี่ยนแปลงไปนิดหน่อย (เล็กน้อย) (a little bit)  ซึ่งเป็นผลมาจาก (as the result of) การหย่าร้าง (divorce),   ในปัจจุบัน  ผมคิดแตกต่างออกไปเกี่ยวกับว่าอะไรมีความสำคัญในชีวิต (what is important in life),  โดยเมื่อ ๒ ปีล่วงมาแล้ว,  ด้วยปริมาณงานเท่าเดิม (with the same work load) กับที่ผมมีในปัจจุบัน (I have right now)  ผมจะอยู่ในที่ทำงาน (สำนักงาน) (office)  และทำงานจนกระทั่งเที่ยงคืน (midnight), กลับบ้าน, เข้านอน (go to bed), และตื่นนอนตอน ๖ โมงเช้า  และทำงานอีกครั้งจนกระทั่งเที่ยงคืน,  ในปัจจุบัน  ครอบครัวของผมมีความสำคัญสำหรับผมมากกว่างาน  และงานจะต้องรอก่อน (will just have to wait) (หมายถึง  ครอบครัวต้องมาก่อน  ส่วนงานมาทีหลัง)”  ทั้งนี้  การแต่งงานใหม่ (new marriage)  และบ้านที่เต็มไปด้วยลูกๆ (house full of children)  ได้กลายเป็นศูนย์กลางของชีวิตของไบรอัน,  แต่ค่านิยม (values) ใหม่ดังกล่าวได้รับการตระหนักถึง (เข้าใจ, สำนึก, ทำให้เป็นจริง, ทำให้สมปรารถนา, ทำให้บรรลุผล, เปลี่ยนเป็นเงินสดหรือเงิน) (realized)  ก็เพียงภายหลังจากความเจ็บปวด (pain) ของการหย่าร้างครั้งแรก

             ไม่ว่าชีวิตของไบรอันจะน่าพอใจ (สนองความพอใจ) (satisfying) หรือไม่ก็ตาม  เขามีความผูกมัดอย่างลึกซึ้ง (deeply committed) กับความสำเร็จในอาชีพ (career) ของเขา  และความรับผิดชอบต่อครอบครัว (family responsibilities) ของเขา,  (ในอดีต) เขามี (ทำ) งานเต็มเวลา ๒ งาน (two full-time jobs) ที่จะจุนเจือ (ค้ำจุน, อุดหนุน, พยุง, ช่วยเหลือ, สนับสนุน, เป็นตัวประกอบ, เป็นตัวรอง) (support) ครอบครัวของเขา  ถึงแม้ว่า (even though) ชั่วโมง (การทำงาน) ที่ยาวนานจะขัดขวาง (เป็นอุปสรรค, ป้องกัน) (prevented) มิให้เขาใช้เวลา (spending time) กับครอบครัวของเขา,  โดยไบรอันพรรณนา (อธิบาย, บรรยาย, บอก, แถลง, ระบุ) (describes) เหตุผลของเขาสำหรับการทำงานหนักมาก (working so hard) ภายหลังการแต่งงาน  อย่างง่ายๆ (ตรงไปตรงมา, ชัดเจน, เรียบๆ, โดยจริงใจ, อย่างไม่มีเล่ห์เหลี่ยม, เท่านั้น) (simply) (หมายถึง  บอกเหตุผลอย่างง่ายๆ-ตรงไปตรงมา)  คือ  “มันดูเหมือนว่าเป็นสิ่งดีที่สุดที่จะทำได้ในขณะนั้น (เมื่อแต่งงานครั้งแรก),  ผมไม่ชอบการไม่มีเงินเพียงพอ  และกับ (การมี) ภรรยาที่ไม่สามารถมีส่วนช่วยเหลือในรายได้ของครอบครัว (contribute to the family income) (หมายถึง  ภรรยาคนแรกของไบรอันไม่ได้ทำงาน)  มันดูเหมือนเป็นสิ่งดีที่สุดที่ผมทำ (ในตอนนั้น)”  โดยในปัจจุบัน  ไบรอันรู้ดีกว่าเดิม (knows better),  “ในปัจจุบัน  ผมตระหนัก (สำนึก)  (realize) ว่า  เวลาและความรักของผมมีความสำคัญเท่าๆ กับเงินสำหรับครอบครัว  ผมดีใจที่ผมได้เรียนรู้ (learned) สิ่งนี้  ก่อนที่มันจะสายเกินไป”

 

เรียน   ท่านผู้ติดตามอ่านเว็บไซต์  “everydayenglish.pwa.co.th                  

 

                ถ้าท่านมีคำแนะนำให้ปรับปรุงเว็บไซต์นี้ประการใด  กรุณาส่ง e-mail ไปที่  ดร. วัชรินทร์  ภูเขาทอง  อดีต  ผอ. สำนักวิทยาการ  การประปาส่วนภูมิภาค  ผู้จัดทำเว็บไซต์นี้  ตาม  “Address”  (โปรดระบุหัวเรื่องด้วยว่า  “ปรับปรุงเว็บไซต์”)   เพื่อที่ผู้จัดทำฯ จะได้ปรับปรุงเนื้อหาได้ตรงตามความประสงค์ของผู้อ่านเว็บไซต์นี้ต่อไป

 

 

 

หมวดข้อสอบ READING (ตอนที่ 57)

การประปาส่วนภูมิภาค  “มุ่ง-มั่น-เพื่อปวงชน”

 

DirectionRead the following passage and choose the best answer for each question.

(จงอ่านบทความต่อไปนี้  และเลือกคำตอบที่ดีที่สุดสำหรับแต่ละคำถาม)

 

The Weekend Car for Singaporeans

 

          Owning a car in Singapore is expensive.  Surcharges levied on buyers to discourage peak-hour congestion cost more than the car itself.  They include a 45% import duty and a 150% “additional registration fee.”  Annual road tax is also steep: $390 for a 1,000-cc car.  Add on a $565 registration fee and a few thousands for a certificate under the republic’s quota scheme – and by the time a buyer gets behind the wheel of a $10,000 vehicle, he will have paid much more than $30,000.

          As of this month, however, Singaporeans have a cheaper alternative: the weekend car.  “We prefer to refer to it as the off-peak car,” says Gerard Fe of the Automobile Association of Singapore.  “It’s not just a weekend car.  You can use it on weekdays from 7 p.m. to 7 a.m.”  The quid pro quo for restricted use is a rebate of up to $8,500 on the purchase surcharges and a 70% reduction on road tax.  And vehicles already in use can be converted to weekend cars, in which case the road tax is cut 95%.

The off-peak vehicle can be used on public holidays as well.

          The scheme is expected to appeal to leisure drivers who can’t afford a peak-hour vehicle and to the well-heeled who want a second, perhaps more expensive, car for recreation.  The weekend car could be useful in an emergency as well.  Each year it may be driven during peak hours on five days of the owner’s choosing.  Permits for additional days can be bought for $11.30 a day.  The penalty for venturing out in peak hours without a permit: half the full annual road tax for first-time offenders.  Weekend cars are distinguished by their red and white number plates.  Tampering with the sealed plate invites a fine of twice the annual road tax.

 

1. The weekend car owner cannot use the car ______________________________________.

(เจ้าของรถยนต์สุดสัปดาห์ไม่สามารถใช้รถยนต์ _________________________________)

    (a) on public holidays    (ในวันหยุดของประเทศ – หรือวันหยุดราชการ)

    (b) even in an emergency    (แม้กระทั่งในกรณีฉุกเฉิน)

    (c) from 7 p.m. to 7 a.m. on weekdays    (จาก ๑ ทุ่มถึง ๗ โมงเช้าในวันทำงาน  หรือวันธรรมดา

          ที่มิใช่วันหยุด)

    (d) during rush hours without a permit    (ในระหว่างชั่วโมงเร่งด่วน  โดยไม่มีใบอนุญาต

          (ดูคำตอบจากประโยคที่ ๕ ของพารากราฟสุดท้ายที่กล่าวว่า  “การลงโทษ (ค่าปรับ) ในการ

          เสี่่่ยงเอารถออกมาวิ่งในชั่วโมงเร่งด่วนโดยไม่มีใบอนุญาต  ก็คือ  (ถูกปรับเป็นเงิน) ครึ่งหนึ่ง

          ของภาษีการใช้ถนนประจำปีจำนวนเต็ม (มิได้ระบุจำนวนที่แน่นอน) สำหรับผู้กระทำความ

          ผิดครั้งแรก)

2. In the first paragraph, “levied” refers to _______________________________________.

(ในพารากราฟแรก,  “จัดเก็บ, จัดเก็บภาษี, หักเงินส่วนแบ่ง, ชักส่วน, เกณฑ์, เรียกระดม, ยึดทรัพย์สิน, อายัดทรัพย์สิน”  หมายถึง _________________)

    (a) postponed    (เลื่อนออกไป, ผัดเวลาออกไป)

    (b) perceived    (สังเกตเห็น, มองเห็น, มองออก, เข้าใจ, สัมผัสรู้)

    (c) admitted    (ยอมรับ, ยอมให้, รับสารภาพ, ให้เข้า, รับเข้า, ให้สิทธิเข้าได้)

    (d) relieved    (ทำให้บรรเทา, ทำให้ลดลง)

    (e) intimidated    (ข่มขวัญ, ทำให้ตกใจกลัว)

    (f) settled    (ทำให้มั่นคง, ทำให้แน่นแฟ้น, ตั้งรกราก, ตั้งหลักแหล่ง, อพยพเข้า, จ่ายเงิน, ชำระ,

          ปิดบัญชี, (ฝุ่น) ค่อยๆสงบลง)

    (g) collected    (เก็บ, สะสม, รวบรวม, รวมเป็นกลุ่ม, ไปรับ (จดหมาย), คุมสติ, สำรวม)

    (h) proliferated    (แพร่หลาย, เพิ่มมากขึ้น)

3. The word “congestion” in paragraph 1 means ____________________________________.

(คำว่า  “ความแออัด, ความคับคั่ง”  ในพารากราฟ ๑  หมายถึง __________________________)

    (a) anticipation    (การคาดหวัง, การทำนาย)

    (b) ambition    (ความทะเยอทะยาน, ความปรารถนาอันแรงกล้า, ความมักใหญ่ใฝ่สูง)

    (c) abhorrence    (ความเกลียดชัง, ความรังเกียจ)

    (d) nervousness    (ความประหม่า, ความวิตกกังวล)

    (e) sleepiness    (ความง่วงนอน)

    (f) ramification    (แรม-มิ-ฟิ-เค้-ชั่น)   (การขยาย, การเพิ่ม, การแตกกิ่งก้านสาขา, กิ่งก้าน, สาขา,

          ผลลัพธ์, ลักษณะหรือปัญหาที่เกี่ยวข้อง) 

    (g) incursion    (อิน-เค้อร์-ชั่น)  (การบุกรุก, การโจมตี, การรุกล้ำ)

    (h) jam    (การจราจรติดขัด, การแออัด, การอัดแน่น, การติดขัด, การอุดตัน, การยัด, การเบียด,

          อุปสรรค, การขลุกขลัก, สถานการณ์ที่ลำบาก)

4. The word “scheme” in paragraph 1 may be replaced by ____________________________.

(คำว่า  “โครงการ, แผนการ, แผนผัง, แบบแผน, แผนลับ, กลเม็ด, เพทุบาย, แผนร้าย”  ในพารากราฟ ๑  อาจแทนโดย ________________)

    (a) calamity    (คะ-แล้ม-มิ-ที่)  (ความหายนะ, ภัยพิบัติ, เคราะห์ร้าย)  

    (b) aptitude    (แอ๊พ-ทิ-ทิ้วด)  (ความสามารถ, สมรรถภาพ, ความถนัด, ความฉลาด, การเรียนเก่ง)  

    (c) preamble    (พรี-แอ๊ม-เบิ้ล)   (อารัมภกถา, บทนำ, บทความเบื้องต้น, คำบอก เกริ่น, พระราชปรารภ)  

    (d) apex    (ยอด, ปลาย, สุดยอด)

    (e) vicinity    (บริเวณใกล้เคียง, ความใกล้เคียง, จำนวนใกล้เคียง)

    (f) suburb    (ซับ-เบิร์บ)  (ชานเมือง, รอบนอกเมือง, ส่วนที่อยู่รอบนอก)

    (g) pandemonium    (ความโกลาหล, ความเอะอะโกลาหล, ความสับสนวุ่นวาย, สถานที่ที่มี

          ความเอะอะโกลาหล, นรก, อเวจี)

    (h) project    (โครงการ, แผนการ, โครงการวิจัย, โครงการค้นคว้า, โครงการเคหะ)

5. What does “vehicle” in paragraph 1 mean?

(รถยนต์, ยวดยาน, พาหนะ, ยานพาหนะ, ล้อเลื่อน, เครื่องมือลำเลียง”  ในพารากราฟ ๑  หมายถึงอะไร)

    (a) uproar    (อั๊พ-รอร์)  (ความเอะอะ, ความสับสนวุ่นวาย, ความโกลาหล, ความอึกทึกครึกโครม)

    (b) skirmish    (การต่อสู้กันประปราย, การต่อสู้ระหว่างกองทหาร หรือกลุ่มเล็กๆ)

    (c) massacre    (แมส-ซะ-เค่อะ)  (การสังหารหมู่, การฆ่าคนจำนวนมากอย่างไม่จำเป็น)

    (d) creed    (ความเชื่อ, ลัทธิ)

    (e) blunder    (ความผิดพลาด)

    (f) conveyance    (ยานพาหนะ, เครื่องมือขนส่ง, การขนส่ง, การนำ, การพา, การโอนทรัพย์สิน,

          การโอนกรรมสิทธิ์)

    (g) desperation    (ความสิ้นหวัง, ภาวะที่ล่อแหลม, ภาวะที่ร้ายแรง)

    (h) catastrophe    (คะ-แทส-ทระ-ฟี่)  (ภัยพิบัติ, ความหายนะ, เหตุการณ์ที่ร้ายกาจ, ตอนจบของละคร,

          จุดจบ)

6. One advantage that a weekend car owner gets is _________________________________.

(ประโยชน์ – ข้อดี - อย่างหนึ่งที่เจ้าของรถยนต์สุดสัปดาห์ได้รับ คือ _____________________)

    (a) a reduction on the registration fee    (การลดค่าธรรมเนียมการจดทะเบียน)

    (b) a refund on purchase surcharges    (ส่วนลด – หรือเงินคืน - จากค่าใช้จ่ายพิเศษในการ

          ซื้อรถ)  (ดูคำตอบจากประโยคที่ ๔ ของพารากราฟ ๒ ที่กล่าวว่า  “การยื่นหมูยื่นแมว (สิ่งทด

          แทน) สำหรับการใช้ (รถยนต์สุดสัปดาห์) แบบจำกัด (วันเวลา) คือเงินคืน (ส่วนลด) สูงถึง

          ๘,๕๐๐ ดอลลาร์จากค่าใช้จ่ายพิเศษในการซื้อรถ  และการลดภาษีการใช้ถนนจำนวน ๗๐%)

    (c) a permit to use the car during peak hours    (ใบอนุญาตใช้รถยนต์ในระหว่างชั่วโมงเร่งด่วน)

    (d) the privilege of buying a second car    (สิทธิพิเศษในการซื้อรถยนต์คันที่สอง)

7. In the second paragraph, “quid pro quo” could best be replaced by _____________________.

(ในพารากราฟ ๒,  “การยื่นหมูยื่นแมว, หมูไปไก่มา, สิ่งทดแทน, สิ่งชดเชย, สิ่งตอบแทน”  สามารถแทนดีที่สุดโดย ________________)

    (a) cost    (ต้นทุน, ราคาทุน, ทุนที่ซื้อมา, ค่าโสหุ้ย, ค่าใช้จ่าย, ค่าเสียหาย, ค่าธรรมเนียมฟ้องร้อง)

    (b) accomplishment    (ความสำเร็จ, การบรรลุผล)

    (c) profit    (กำไร, ผลกำไร, ผลประโยชน์, ผลตอบแทน, ข้อได้เปรียบ)

    (d) asset    (ทรัพย์สิน, บุคคลหรือสิ่งของที่มีค่า, ประโยชน์)

    (e) excuse    (ข้อแก้ตัว, ข้ออ้าง, คำแก้ตัว, คำขอโทษ, การให้อภัย, การปลดเปลื้อง)

    (f) compensation    (การชดเชย, การทดแทน, การตอบแทน, สิ่งที่ชดเชย)

    (g) anxiety    (ความวิตก, ความกังวล)

    (h) failure    (เฟ้ล-เย่อร์)  (ความล้มเหลว, ความไม่สำเร็จ, ความไร้ผล, การสอบตก, สิ่งที่ล้มเหลว)

8. The word “restricted” in paragraph 2 is closest in meaning to ________________________.

(คำว่า  “ถูกจำกัด, ถูกจำกัดวง, มีขอบเขต, ถูกกำหนด, คับแคบ”  ในพารากราฟ ๒  ใกล้เคียงที่สุดในความหมายกับ ________________)

    (a) remarked    (พูด, กล่าว, เอ่ย, สังเกตเห็น, ให้ข้อคิดเห็น)

    (b) signified    (บ่งบอก, ชี้บอก, มีความหมาย, บอกใบ้, เป็นลาง, เป็นนิมิต, บอกให้รู้ล่วงหน้า,

          มีความสำคัญ)

    (c) subsided    (ลดลง, บรรเทาลง, ถอยลง, จมลง, ทรุด, ตกตะกอน, นอนก้น)

    (d) auctioned    (อ๊อค-ชั่น)  (ขายทอดตลาด)

    (e) limited    (จำกัด, ถูกจำกัด, มีขอบเขต, แคบ)

    (f) redeemed    (ไถ่ถอน, ไถ่, เอากลับคืนมา, ใช้คืน, ได้คืนมา, ปลดเปลื้องหนี้, ชำระหนี้, ชดเชย,

          ชดใช้, ปฏิบัติตามสัญญา, ไถ่บาป)

    (g) feigned    (เฟน)  (แสร้งทำ)

    (h) extoled    (สรรเสริญ, ยกย่อง)

9. What does “converted” in paragraph 2 mean?

(คำว่า  “เปลี่ยนแปลง, เปลี่ยนกลับ, ทำให้เปลี่ยนศาสนา (ตำแหน่ง), เปลี่ยนศาสนา”  ในพารากราฟ ๒  หมายถึงอะไร)

    (a) provided    (ให้, จัดหาให้, เตรียมการ, จัดหาหนทางเลี้ยงชีพ)

    (b) displayed    (แสดง, เปิดเผย)  (เมื่อเป็นคำนาม  “Display”  หมายถึง  “การแสดง, นิทรรศการ”)

    (c) interfered    (แทรกแซง, ยุ่ง, ก้าวก่าย, สอดแทรก, ขัดขา, รบกวน)

    (d) transformed    (เปลี่ยนแปลง, เปลี่ยนสภาพ, แปลงสภาพ, เปลี่ยนรูป, แปรรูป, แปลงตัว,

           ปฏิรูป)

    (e) conserved    (สงวนไว้, อนุรักษ์ไว้)

    (f) shielded    (ปกป้อง, ป้องกัน, คุ้มครอง)

    (g) neglected   (เพิกเฉย, ละเลย, ไม่เอาใจใส่, ไม่สนใจ)

    (h) misused   (ใช้ในทางที่ผิด, ใช้ในทางที่ไม่ควร)

10. In the third paragraph, “appeal” means ______________________________________.

(ในพารากราฟ ๓,  “ดึงดูดใจ, ทำให้หลงใหล, ทำให้หลงเสน่ห์, อุทธรณ์, ร้องขอ, อ้อนวอน, เรียกร้อง”  หมายถึง ________________)

      (a) infuriate    (ทำให้โกรธ, ทำให้เดือดดาล)

      (b) disappoint    (ทำให้ผิดหวัง, ทำให้เสียแผน)

      (c) satisfy    (ทำให้พอใจ, สนองความพอใจ, สนองความต้องการ, ทำให้จุใจ, ทำให้แน่ใจ)

      (d) denounce    (ประณาม)

      (e) accompany    (ไปเป็นเพื่อน, มากับ, ไปกับ, ติดตาม, (เพลง) ประกอบ, คลอเสียง,

            เล่นดนตรีคลอเสียง)

      (f) fascinate    (กระตุ้นความสนใจ, ทำให้หลงเสน่ห์, ตรึงใจ, ทำให้หลงรัก, ทำให้

            ตะลึงงัน, จับใจ)

      (g) inhibit    (อิน-ฮิ้บ-บิท)  (ขัดขวาง, ยับยั้ง, สกัดกั้น, ห้าม)

      (h) precede    (มาก่อน, นำหน้า, นำหน้า, เสริมหน้า)

11. The phrase “the well-heeled” in paragraph 3 refers to people who are _______________.

(วลี  “มั่งมี, มีเงิน, ร่ำรวย”  ในพารากราฟ ๓  หมายถึงผู้คนซึ่ง ________________________)

      (a) penurious    (พี-นิ้ว-เรียส)  (ยากจนที่สุด, ขาดแคลนยิ่ง, ขี้ตระหนี่มากที่สุด, ขี้เหนียวที่สุด)

      (b) economical    (ประหยัด, มัธยัสถ์, กระเหม็ดกระแหม่)

      (c) fun-loving    (รักสนุก, ชอบสนุก)

      (d) affluent    (มั่งคั่ง, ร่ำรวย, มากมาย)

      (e) benevolent    (ใจบุญ, ชอบทำบุญ, เมตตา, กรุณา)

      (f) fashionable    (ตามแฟชั่น, ทันสมัย, ตามสมัยนิยม)

      (g) valiant    (กล้าหาญ, องอาจ, อาจหาญ, เป็นวีรบุรุษ, มีคุณค่า, ดีเลิศ)

      (h) arrogant    (หยิ่ง, ยโส, จองหอง)

12. The word “recreation” in paragraph 3 may be replaced by _________________________.

(คำว่า  “การพักผ่อนหย่อนใจ, การหาความบันเทิง, การหาความสำราญ, นันทนาการ”  ในพารากราฟ ๓  อาจแทนโดย ________________)

      (a) execution    (การดำเนินการ, การบริหาร, การประหารชีวิต)

      (b) tension    (ความเครียด, ความตึงเครียด, ความตึง)

      (c) equilibrium    (ความสมดุล, ดุลยภาพ, สภาพคงที่)

      (d) pandemonium    (ความแตกตื่น, ความวุ่นวาย, ความโกลาหล)

      (e) relaxation    (การผ่อนคลายอารมณ์, การพักผ่อนหย่อนใจ, การผ่อนคลาย, การลดหย่อน,

           การผ่อนผัน)

      (f) exploitation    (การใช้หาประโยชน์, การใช้เพื่อประโยชน์ส่วนตัว, การใช้เพื่อหากำ ไร, การส่งเสริม

           โดยการโฆษณาและประชาสัมพันธ์)

      (g) evacuation    (การอพยพ, การโยกย้าย, การถอนออก, การถอนทหาร, การขับออก)

      (h) collaboration    (ความร่วมมือ)

13. What does “offenders” in paragraph 3 mean?

(“ผู้กระทำความผิด, ผู้ละเมิด (กฎหมาย, ระเบียบ), ผู้รุกราน, ผู้ทำให้ขุ่นเคือง, ผู้ทำให้ไม่พอใจ”  ในพารากราฟ ๓  หมายถึงอะไร)

      (a) fugitives    (ฟิ้ว-จิ-ทิฟว)  (ผู้หลบหนี, คนที่กำลังหนี, ผู้ลี้ภัย)

      (b) enthusiasts    (ผู้มีความกระตือรือร้น, ผู้คลั่งศาสนา)

      (c) entourages   (อาน-ทู-ร้าช)  (คณะผู้ติดตาม, ผู้ติดสอยห้อยตาม, บริวาร, สิ่งแวดล้อม) 

      (d) rebels    (เร้บ-เบิล)  (กบฏ, ผู้ก่อการกบฏ, ผู้ขัดขืน, ผู้พยศ, ผู้ก่อการจลาจล)

      (e) arbitrators    (ผู้ไกล่เกลี่ย, ผู้ตัดสินในอนุญาโตตุลาการ, ผู้เสนอให้ตัดสินโดยมีการชี้ขาด)

      (f) masterminds   (ผู้วางแผน, ผู้ริเริ่มความคิด, ผู้ชำนาญ)  (เมื่อเป็นคำกริยา  หมายถึง  “วางแผน

            อย่างชำนาญ, ควบคุมอย่างชำนาญ”)

      (g) perpetrators    (ผู้กระทำผิดกฎหมาย, ผู้ทำชั่ว, ผู้ก่อกรรมทำเข็ญ, ผู้เล่นตลก)

      (h) assassins    (อะ-แซ้ส-ซิ่น)  (ผู้ลอบฆ่าโดยเฉพาะการฆ่าคนมีชื่อเสียง, ผู้ทำลาย)

      (i) traffickers    (พ่อค้า, ผู้ค้าขาย, ผู้ทำธุรกิจการพาณิชย์) 

14. “distinguished” in the final paragraph is closest in meaning to _______________________.

(“ทำให้แตกต่าง, แบ่งแยก, จำแนก, รู้ถึงข้อแตกต่าง, ทำให้เด่น”  ในพารากราฟสุดท้าย  ใกล้เคียงที่สุดในความหมายกับ _______________)

      (a) extinguished    (ดับ (ไฟ, ความกระหาย), ทำให้สิ้น, ยกเลิก, ยุติ, ชำระหนี้)

      (b) relinquished    (ริ-ลิ้ง-ควิช)  (ยกเลิก, สละ, ปลดปล่อย, ถอน)

      (c) interrogated    (สอบถาม, ซักถาม) 

      (d) emulated   (เอ๊ม-มิว-เลท)  (เอาอย่าง, พยายามเลียนแบบ, พยายามจะทำให้เท่าเทียมหรือดีกว่า) 

      (e) eroded    (อิ-โร้ด)  (สึกกร่อน, กัดกร่อน, เซาะ, ชะ, ทำให้สึกกร่อน)

      (f) impoverished    (อิม-พ้อฟ-เวอะ-ริช)  (ทำให้ยากจน, ทำให้เสื่อม, ทำให้อ่อนกำลัง, ทำให้มี

            คุณภาพเลว) 

      (g) apportioned    (อะ-พ้อร์-ชั่น)  (แบ่งปัน, แบ่งสรร) 

      (h) differentiated    (ทำให้แตกต่างกัน, แยก, แบ่งแยก, จำแนก, เปลี่ยน, กลายเป็นไม่

             เหมือนกัน)

15. An example of “tampering with the sealed plate” in the final paragraph is _________ the plate.

(ตัวอย่างของ  “การเข้าไปยุ่งกับแผ่นป้ายทะเบียนที่ถูกลงตรา - ประทับตรา” (หมายถึง  การเข้าไปเปลี่ยนแปลงแก้ไขแผ่นป้ายทะเบียน) ในพารากราฟสุดท้าย  คือการ _______________ แผ่นป้ายทะเบียน)

      (a) renewing    (ต่ออายุ, ต่อสัญญา, เริ่มใหม่, ทำใหม่, เปลี่ยนใหม่, ซ่อมแซม, เสริม, เติม, ฟื้นฟู,

            สร้างใหม่, ทำให้กลับสู่สภาพเดิม)

      (b) counterfeiting    (เค้าน-เทอะ-ฟิท-ทิ่ง)  (ปลอม, ปลอมแปลง, เลียนแบบ, ทำให้เหมือน,

            เสแสร้ง, แกล้ง)

      (c) stealing    (ขโมย)

      (d) framing    (ใส่กรอบ, ใส่วงกบ, ประกอบ, ก่อ, สร้าง, ติดตั้ง, คิด, วางแผน, ใส่ความ, ใส่ร้าย)

      (e) changing    (เปลี่ยน, เปลี่ยนแปลง)

      (f) augmenting    (ออก-เมิ่นท-ทิง)  (เพิ่ม, ขยาย, เสริม, เพิ่มทวี) 

      (g) confronting    (คัน-ฟรั้น-ทิง)  (เผชิญหน้ากับ, พบกับ, ต้านทาน, ต่อต้าน, ท้าทาย)

      (h) eliminating    (กำจัด, ทำลายสิ้น, ขับไล่, ขับออก, ลบทิ้ง, คัดออก)

16. Which of the following is NOT true?

(ข้อใดต่อไปนี้ไม่เป็นความจริง – ไม่ถูกต้อง)

      (a) Off-peak car owners pay higher purchase surcharges.    (เจ้าของรถยนต์ที่มิได้วิ่งใน

            ชั่วโมงเร่งด่วน  จ่ายเงินเพิ่มพิเศษการซื้อรถสูงกว่า)  (ม่เป็นความจริง  ดูคำตอบจากประ

            โยคที่ ๔ ในพารากราฟ ๒ ที่กล่าวว่า  “การยื่นหมูยื่นแมว (สิ่งทดแทน) สำหรับการใช้ (รถ

            ยนต์สุดสัปดาห์) แบบจำกัด (วันเวลา) (หรือรถยนต์ที่มิได้วิ่งในชั่วโมงเร่งด่วน)  คือเงินคืน

            (ส่วนลด) สูงถึง ๘,๕๐๐ ดอลลาร์จากค่าใช้จ่ายพิเศษ (เงินที่เรียกเก็บเพิ่ม) ในการซื้อรถ 

            และการลดภาษีการใช้ถนนจำนวน ๗๐%”  ซึ่งหมายถึง  เจ้าของรถประเภทนี้จ่ายเงินต่ำ

            กว่า (รถที่วิ่งในชั่วโมงเร่งด่วน)  มิใช่สูงกว่า)

      (b) Weekend car owners can use the car during the rush hours for five days without any

             charge.    (เจ้าของรถยนต์สุดสัปดาห์สามารถใช้รถระหว่างชั่วโมงเร่งด่วนได้เป็นเวลา ๕ วัน – ใน

             ๑ ปี – โดยไม่มีค่าใช้จ่ายใดๆ – คือไม่ถูกเรียกเก็บเงินเพิ่ม)  (เป็นความจริง  ดูคำตอบจากประโยค

             ที่ ๓ ของพารากราฟสุดท้ายที่กล่าวว่า  “ในแต่ละปี  มัน (รถยนต์สุดสัปดาห์) อาจจะใช้ขับขี่ในชั่วโมง

             เร่งด่วนเป็นเวลาห้าวัน (วันใดก็ได้ในแต่ละปี  แต่ไม่เกิน ๕ วัน) แล้วแต่เจ้าของรถจะเลือกวัน”)

      (c) The extra charges that a car buyer has to pay are about two times higher than the cost

             of the car.    (ค่าใช้จ่ายพิเศษที่ผู้ซื้อรถจำเป็นต้องจ่าย  สูงกว่าราคาทุนของรถยนต์ประมาณ ๒ เท่า) 

             (เป็นความจริง  ดูคำตอบจากประโยคสุดท้ายของพารากราฟแรกที่กล่าวว่า  “......................และเมื่อ

             ผู้ซื้ออยู่หลังพวงมา ลัยของรถยนต์ (หมายถึง  ได้เป็นเจ้าของรถ) ราคา ๑๐,๐๐๐ ดอลลาร์  เขาก็คง

             จะได้จ่ายเงิน (ค่าซื้อรถ) ไปแล้วเกินกว่า ๓๐,๐๐๐ ดอลลาร์มากมายทีเดียว – คือเมื่อรวมกับเงินที่ต้อง

             จ่ายเพิ่มพิเศษเมื่อซื้อรถ  และภาษีประเภทต่างๆ”  ซึ่งแสดงว่าต้องจ่ายสูงกว่าราคาต้นทุนของรถประ

             มาณ ๒ เท่า)

      (d) The owner of a car already in use can apply to convert his car to a weekend car.    (เจ้าของ

             รถยนต์ที่ใช้งานอยู่แล้ว  สามารถขอ (ร้องเรียน) ที่จะเปลี่ยนแปลงรถยนต์ของตนเป็นรถสุดสัปดาห์ได้) 

             (เป็นความจริง  ดูคำตอบจากประโยคก่อนสุดท้ายของพารากราฟ ๒ ที่กล่าวว่า  “และยานพาหนะ

             (รถยนต์) ซึ่งใช้งานอยู่แล้ว  สามารถ (ถูก) เปลี่ยนแปลงให้เป็นรถยนต์สุดสัปดาห์ได้  ซึ่งเป็นกรณีที่

             ภาษีการใช้ถนนถูกตัด (ลดลง) ๙๕%” – เพื่อจูงใจเจ้าของรถ)

17. It can be inferred that the off-peak car project will _________________________________.

(มันสามารถสรุปได้ว่า  โครงการรถยนต์ที่มิได้วิ่งในชั่วโมงเร่งด่วน  จะ _____________________)

      (a) make the traffic even more congested    (ทำให้การจราจรติดขัดมากขึ้นไปอีก)  (ไม่เป็นความจริง

            เนื่องจากรถในโครงการนี้ห้ามวิ่งในชั่วโมงเร่งด่วน  ถ้าจะนำมาวิ่งต้องจ่ายเงินเพิ่ม)

      (b) succeed as many people want a second car    (ประสบความสำเร็จ  เพราะผู้คนจำนวนมากต้อง

            การรถยนต์คันที่สอง)  (ไม่เป็นความจริง  เนื่องจากเฉพาะคนมีฐานะเท่านั้นที่ต้องการมีรถคันที่สอง)

      (c) discourage Singaporeans from buying a car    (ขัดขวางชาวสิงคโปร์มิให้ซื้อรถยนต์)  (ไม่เป็น

            ความจริง  เนื่องจากโครงการนี้ทำให้ชาวสิงคโปร์มีโอกาสเป็นเจ้าของรถมากขึ้น  โดยสามารถซื้อรถ

            ในราคาต่ำกว่าปกติ  แต่ต้องจำกัดเวลาวิ่ง)

      (d) give more Singaporeans the chance to own a car    (ให้โอกาสชาวสิงคโปร์จำนวนมาก

            ขึ้นในการเป็นเจ้าของรถยนต์)  (ดูคำตอบจากประโยคแรกของพารากราฟ ๓ ที่กล่าวว่า 

            “โครงการนี้ได้รับการคาดหวังว่าจะดึงดูดใจคนขับรถ (ผู้ขับรถ) ในเวลาว่าง (เวลาว่างจาก

            งาน) (leisure) (หมายถึง  ผู้ขับรถเฉพาะตอนมีเวลาว่าง)  ผู้ซึ่งไม่สามารถมี (มีเงินพอซื้อ)

            ยานพาหนะ (รถยนต์) ที่วิ่งในชั่วโมงเร่งด่วน  และ (ดึงดูด) ผู้ที่มีเงิน  ผู้ซึ่งต้องการรถยนต์

            คันที่สอง, หรือบางที (รถยนต์) ที่มีราคาแพงขึ้น, เพื่อการพักผ่อนหย่อนใจ (การหาความ

            บันเทิง)”  ซึ่งหมายถึง  โครงการนี้ให้โอกาสคนสิงคโปร์จำ  นวนมากขึ้นได้มีรถยนต์ใช้ใน

            ราคาที่ต่ำกว่ารถทั่วไป  แต่ต้องจำกัดเวลาวิ่ง  ทั้งนี้เพื่อป้องกันการจราจรแออัดในชั่วโมง

            เร่งด่วน)

18. The passage is __________________________________________________________.

(บทความ – เนื้อเรื่อง – นี้ ________________________________________________)

      (a) persuasive    (ชักชวน, เชิญชวน, จูงใจ, โน้มน้าวใจ)

      (b) critical    (วิพากษ์วิจารณ์, ติเตียน, วิกฤติ, อันตราย)

      (c) suggestive    (ชี้แนะ, แนะนำ, เสนอแนะ, บอกเป็นนัย)

      (d) opposing    (คัดค้าน, ต่อต้าน, ไม่เห็นด้วย)

      (e) directive    (สั่งการ, ชี้ทาง)

      (f) informative    (ให้ข้อมูล-ให้ความรู้  แก่ผู้อ่าน)

      (g) supportive    (สนับสนุน, ค้ำจุน, ยัน)

      (h) complaining    (ร้องทุกข์, กล่าวหา, ฟ้อง, บ่น, คร่ำครวญ, แสดงความข้องใจ)

19. The best title for the passage would be _________________________________________.

(ชื่อเรื่องที่ดีที่สุดสำหรับบทความ – เนื้อเรื่อง – คือ _________________________________)

      (a) Peak vs Off-peak Traffic    (การจราจรในชั่วโมงเร่งด่วนกับมิใช่ชั่วโมงเร่งด่วน)

      (b) Second Car Project at Work    (โครงการรถยนต์คันที่สองซึ่งกำลังดำเนินการ)

      (c) A Cheaper Alternative : The Weekend Car    (ทางเลือกซึ่งราคาถูกกว่า : รถยนต์สุด

             สัปดาห์)  (เนื้อเรื่องส่วนใหญ่กล่าวถึงรถยนต์สุดสัปดาห์  หรือรถยนต์ที่มิได้วิ่งในชั่วโมง

             เร่งด่วน  ซึ่งเป็นทางเลือกที่มีราคาถูกกว่า  เนื่องจากได้ส่วนลดหลายอย่างเมื่อเทียบกับ

             รถปกติ  แต่ถูกจำกัดเวลาวิ่ง  เพื่อแก้ไขปัญหาการจราจรติดขัดในชั่วโมงเร่งด่วนใน

             สิงคโปร์)

      (d) Weekend Car : An Alternative for a Better Life    (รถยนต์สุดสัปดาห์ : ทางเลือกสำหรับชีวิต

            ที่ดีกว่า)  (เนื้อเรื่องมิได้เน้นว่าเป็นทางเลือกสำหรับชีวิตที่ดีกว่า)

 

(คำแปล)

รถยนต์สุดสัปดาห์สำหรับชาวสิงคโปร์

 

            การเป็นเจ้าของรถยนต์ในสิงคโปร์มีราคาแพง  โดยค่าใช้จ่ายพิเศษ (เงินเพิ่ม, ราคาเพิ่ม, ภาษีเพิ่ม, เงินหรือภาษีที่เก็บเพิ่ม, การเก็บเงินหรือภาษีเพิ่ม) (Surcharges)  ซึ่งถูกจัดเก็บ (จัดเก็บภาษี, หักเงินส่วนแบ่ง, ชักส่วน, เกณฑ์, เรียกระดม, ยึดทรัพย์สิน, อายัดทรัพย์สิน) (levied) จากผู้ซื้อเพื่อขัดขวาง (ยับยั้ง, ทำให้ท้อใจ, ทำให้หมดกำลังใจ) (discourage) ความแออัด (ความคับคั่ง) (congestion) ในชั่วโมงเร่งด่วน (peak-hour) (ของการจราจร)  มีราคามากกว่าตัวรถยนต์เอง (cost more than the car itself) เสียอีก  ทั้งนี้  ค่าใช้จ่ายพิเศษ (ราคาเพิ่ม) นี้รวมถึงภาษีนำเข้า (รถยนต์) (import duty) ๔๕%  และ “ค่าธรรมเนียมเพิ่มเติมการจดทะเบียน” (additional registration fee) ๑๕๐%,  นอกจากนั้น  ภาษีการใช้ถนนประจำปี (Annual road tax) ก็สูง (สูงลิ่ว, ราคาสูงเกินไป, เกินไป, ชัน, สูงชัน) (steep) ด้วยเช่นกัน  กล่าวคือ  ๓๙๐ ดอลลาร์สำหรับรถยนต์ขนาด ๑,๐๐๐ ซีซี,  และเมื่อเพิ่มเข้ากับ (Add on) ค่าธรรมเนียมการจดทะเบียน (registration fee) จำนวน ๕๖๕ ดอลลาร์  และอีก ๒,๐๐๐ – ๓,๐๐๐ ดอลลาร์สำหรับใบประกาศนียบัตร (หนังสือรับรอง, หนังสือหลักฐาน, ใบรับรอง, เอกสารสำคัญ, ใบสุทธิ, ข้อพิสูจน์) (การเป็นเจ้าของรถ) (certificate)  ภายใต้โครงการ (แผนการ, แผนผัง, แบบ แผน, แผนลับ, กลเม็ด, เพทุบาย, แผนร้าย) (scheme) โควตา (รถยนต์) (quota) ของสาธารณรัฐ (สิงคโปร์) (republic’s)  -- และเมื่อ (by the time) ผู้ซื้ออยู่หลังพวงมาลัย (gets behind the wheel) ของรถยนต์ (ยวดยาน, พาหนะ, ยานพาหนะ, ล้อเลื่อน, เครื่องมือลำเลียง) (vehicle) (หมายถึง  ได้เป็นเจ้าของรถ) ราคา ๑๐,๐๐๐ ดอลลาร์  เขาก็คงจะได้จ่ายเงิน (ค่าซื้อรถ) ไปแล้วเกินกว่า ๓๐,๐๐๐ ดอลลาร์มากมายทีเดียว (เนื่องจากรวมกับค่าใช้จ่ายพิเศษจำนวนดังกล่าวข้างต้น)

            ถึง ณ เดือนนี้ (As of this month), อย่างไรก็ตาม, ชาวสิงคโปร์ (Singaporeans) มีทางเลือกซึ่งราคาถูกกว่า (cheaper alternative) นั่นคือ  รถยนต์สุดสัปดาห์ (weekend car),  “เราชอบมากกว่ากัน (prefer) ที่จะกล่าวถึง (อ้างอิง) (refer) มันว่าเป็นรถยนต์ที่มิได้วิ่งในชั่วโมงเร่งด่วน (off-peak car),” เจอร์ราด เฟ  แห่งสมาคมรถยนต์แห่งสิงคโปร์กล่าว  (และกล่าวอีกว่า)  “มันไม่เพียงแต่เป็นรถยนต์สุดสัปดาห์  คุณสามารถใช้มันในวันธรรมดาที่มิใช่วันหยุด (weekdays) จาก ๑ ทุ่มถึง ๗ โมงเช้า”  ส่วนการยื่นหมูยื่นแมว (หมูไปไก่มา, สิ่งทดแทน, สิ่งชดเชย, สิ่งตอบแทน(quid pro quo) สำหรับการใช้ (use) (รถยนต์สุดสัปดาห์) ซึ่งถูกจำกัด (ถูกจำกัดวง, มีขอบเขต, ถูกกำหนด, คับแคบ) (วันเวลา) (restricted)  คือเงินคืน (ส่วนลด, เงินลด, ส่วนหัก, เงินภาษีที่ต้องหักคืนให้) (a rebate) สูงถึง ๘,๕๐๐ ดอลลาร์จากค่าใช้จ่ายพิเศษในการซื้อรถ (purchase surcharges)  และการลดภาษีการใช้ถนน (reduction on road tax) จำนวน ๗๐%,  และยานพาหนะ (รถยนต์) (vehicles) ซึ่งใช้งานอยู่แล้ว (already in use)  สามารถ (ถูก) เปลี่ยนแปลงให้เป็น (converted to) รถยนต์สุดสัปดาห์ได้  ซึ่งเป็นกรณีที่ภาษีการใช้ถนนถูกตัด (ลดลง) ๙๕% (เป็นการจูงใจให้ใช้รถยนต์เก่าซึ่งมีการใช้งานอยู่แล้วทั้งนี้  ยานพาหนะที่มิได้วิ่งในชั่วโมงเร่งด่วน (off-peak vehicle)  สามารถ (ถูก) ใช้ในวันหยุดของประเทศ (วันหยุดราชการ) (public holidays) ได้ด้วยเช่นกัน (as well)

            โครงการ (แผนการ) (scheme) นี้ได้รับการคาดหวังว่าจะดึงดูดใจ (ทำให้หลงใหล, ทำให้หลงเสน่ห์, อุทธรณ์, ร้องขอ, อ้อนวอน, เรียกร้อง) (appeal to) คนขับรถ (ผู้ขับรถ) (drivers) ในเวลาว่าง (เวลาว่างจากงาน, ความสบายที่ไม่รีบร้อน) (leisure) (ลี้-เช่อะ หรือ เล้ช-เช่อะ) (หมายถึง  ผู้ขับรถเฉพาะตอนมีเวลาว่าง)  ผู้ซึ่งไม่สามารถมี (มีเงินพอซื้อ, จัดให้มี, สามารถมีได้) (afford) ยานพาหนะ (รถยนต์) ที่วิ่งในชั่วโมงเร่งด่วน (peak-hour vehicle)  และ (ดึงดูด) ผู้ที่มีเงิน (ผู้ที่มั่งมี, คนมีฐานะ) (the well-heeled) ผู้ซึ่งต้องการรถยนต์คันที่สอง,  หรือบางที (รถยนต์) ที่มีราคาแพงขึ้น (more expensive), เพื่อการพักผ่อนหย่อนใจ (การหาความบันเทิง, การหาความสำราญ, นันทนาการ) (recreation),  ทั้งนี้  รถยนต์สุดสัปดาห์  สามารถเป็นประโยชน์ (มีประโยชน์) (useful) ในกรณีฉุกเฉิน (ภาวะฉุกเฉิน, ภาวะปัจจุบันทันด่วน) (emergency) ได้อีกด้วย,  โดยในแต่ละปี  มัน (รถยนต์สุดสัปดาห์) อาจจะใช้ขับขี่ (driven) ในชั่วโมงเร่งด่วน (peak hours) เป็นเวลาห้าวัน (วันใดก็ได้ในแต่ละปี  แต่ไม่เกิน ๕ วัน) แล้วแต่เจ้าของรถจะเลือกวัน (of the owner’s choosing),  ส่วนใบอนุญาต (ใบอนุมัติ, ใบยินยอม, การอนุญาต) (Permits) สำหรับวัน (ที่ต้องการใช้รถ) เพิ่มเติม (additional days) (คือ  จันทร์ – ศุกร์  นอกเหนือจากเวลาที่กำหนดไว้  ถ้าต้องการเอารถสุดสัปดาห์มาวิ่ง – ซึ่งปกติจะวิ่งได้เฉพาะวันหยุด  หรือวันจันทร์ – ศุกร์  ระหว่าง ๑ ทุ่มถึง ๗ โมงเช้าเท่านั้น  ซึ่งมิใช่ชั่วโมงเร่งด่วน -  จะต้องจ่ายค่าธรรมเนียมการใช้รถเพิ่มเติม)  สามารถซื้อ (ใบอนุญาต) ได้ในราคา ๑๑.๓๐ ดอลลาร์ต่อ (การใช้รถหนึ่ง) วัน,  สำหรับการลงโทษ (ค่าปรับ, การลงโทษทางอาญา, ค่าสินไหมทดแทน, ข้อเสียเปรียบ, อุปสรรค, ผลร้าย) (penalty) ในการเสี่ยงเอารถออกมาวิ่ง (venturing out) ในชั่วโมงเร่งด่วน (หรือนอกเวลาที่กำหนด) โดยไม่มีใบอนุญาต (without a permit)  ก็คือ  (ถูกปรับเป็นเงิน) ครึ่งหนึ่งของภาษีการใช้ถนนประจำปีจำนวนเต็ม (half the full annual road tax) (มิได้ระบุจำนวนที่แน่นอน) สำหรับผู้กระทำความผิดครั้งแรก (first-time offenders),  โดยรถยนต์สุดสัปดาห์ได้รับการทำให้แตกต่าง (แบ่งแยก, จำแนก, รู้ถึงข้อแตกต่าง, ทำให้เด่น) (distinguished) (จากรถทั่วไป) โดยแผ่นป้ายทะเบียนตัวเลข (number plates) ของรถ  ที่มีสีแดงและขาว,  ทั้งนี้  การเข้าไปยุ่ง (ชักจูง, โน้มน้าว, ให้สินบน) (Tampering) กับแผ่นป้ายทะเบียนที่ถูกลงตรา (ประทับตรา) (sealed plate) (หมายถึง  การเข้าไปเปลี่ยนแปลงแก้ไขแผ่นป้ายทะเบียน)  จะนำมาซึ่ง (ก่อให้เกิด, เชื้อเชิญ, เชิญ, ขอร้อง, ร้องขอ) (invites) ค่าปรับ (a fine) จำนวน ๒ เท่าของภาษีการใช้ถนนประจำปี (twice the annual road tax)

 

เรียน   ท่านผู้ติดตามอ่านเว็บไซต์  “everydayenglish.pwa.co.th                  

 

                ถ้าท่านมีคำแนะนำให้ปรับปรุงเว็บไซต์นี้ประการใด  กรุณาส่ง e-mail ไปที่  ดร. วัชรินทร์  ภูเขาทอง  อดีต  ผอ. สำนักวิทยาการ  การประปาส่วนภูมิภาค  ผู้จัดทำเว็บไซต์นี้  ตาม  “Address”  (โปรดระบุหัวเรื่องด้วยว่า  “ปรับปรุงเว็บไซต์”)   เพื่อที่ผู้จัดทำฯ จะได้ปรับปรุงเนื้อหาได้ตรงตามความประสงค์ของผู้อ่านเว็บไซต์นี้ต่อไป

 

 

 

 

หมวดข้อสอบ READING (ตอนที่ 56)

การประปาส่วนภูมิภาค  “มุ่ง-มั่น-เพื่อปวงชน”

 

DirectionRead the following passage and choose the best answer for each question.

(จงอ่านบทความต่อไปนี้  และเลือกคำตอบที่ดีที่สุดสำหรับแต่ละคำถาม)

 

How Viruses Invade Human Bodies

 

          “Nature abounds with little round things,” observed biologist Lewis Thomas.  Bacteria, protozoa, fungi and viruses – they stalk us in countless forms, swarming in legions over our skin and membranes, seeking and gaining entry to our bodies.  The invaders are too tiny to be seen; indeed, some are so small that more than 200 million would fit on the period at the end of this sentence.  Yet their tactics can vanquish the much larger, healthy cells they fall upon.

          Usually we are oblivious to the incessant wars within us, because our corps of defender cells silently routs the enemy.  But sometimes these sentries are caught unprepared, and we develop a cold, the flu or worse.  Occasionally our own cells begin the mutinous proliferation known as cancer and evade the surveillance of our defensive forces.  But for every successful penetration of our defenses, thousands of attempts are repelled.

          Of all the body’s enemies, the simplest and most devious are the viruses.  Generally speaking, a virus is not only alive; it is also a protein-coated bundle of genes containing instructions for making copies of itself.  When a virus slips inside one of our cells, it issues instructions causing the cell to produce hundreds, if not thousands, of new, identical viruses within the course of a day. Eventually they rupture the cell, killing it.  Then they fan out to invade nearby cells.  “At first,” says immunologist Steven B. Mizel of Wake Forest University, “the odds are always on the side of the invader.”

 

1. According to biologists, _____________________________________________________.

(ตามที่นักชีววิทยากล่าว, _________________________________________________)

    (a) there are more than 200 million bacteria, protozoa, fungi and viruses trying to get into our

          bodies    (มีแบคทีเรีย, โปรโตซัว, เชื้อรา และไวรัสมากกว่า ๒๐๐ ล้านตัว  พยายามเข้าสู่ร่างกายของเรา)

    (b) the cells in our bodies can easily overcome these bacteria and viruses because they are

          larger and healthier    (เซลล์ในร่างกายของเราสามารถเอาชนะแบคทีเรียและไวรัสเหล่านี้ได้อย่าง

          ง่ายดาย  เพราะว่ามัน (เซลล์) ใหญ่กว่าและแข็งแรงกว่า)

    (c) these bacteria and viruses are so tiny that over 200 million of them would be the site

          of a punctuation mark    (แบคทีเรียและไวรัสเหล่านี้เล็กมากจนกระทั่งพวกมันจำนวนกว่า

          ๒๐๐ ล้านตัว  จะเป็นที่ตั้งของเครื่องหมายวรรคตอน – คือ รวมกันแล้วเท่ากับจุดฟูลสตอปใน

          ภาษาอังกฤษ)  (ดูคำตอบจากประโยคที่ ๓ ของพารากราฟแรกที่กล่าวว่า  “ผู้รุกราน (หมายถึง 

          แบคทีเรียและไวรัส) ดังกล่าวมีขนาดเล็กจิ๋วเกินไปที่จะมองเห็นได้,  จริงๆ แล้ว  บางตัว (ชนิด)

          มีขนาดเล็กมากจนกระทั่ง (พวกมัน) จำนวนมากกว่า ๒๐๐ ล้านตัวจะพอดีกับเครื่องหมายพี

          เรียด (หรือฟูลสตอปในภาษาอังกฤษ) ที่อยู่ตอนท้ายของประโยคนี้)

    (d) there are more than 200 million defender cells in our bodies    (มีเซลล์ป้องกัน (ไวรัส) มากกว่า

          ๒๐๐ ล้านตัวในร่างกายของเรา)

2. In the first paragraph, “abounds” refers to ______________________________________.

(ในพารากราฟแรก,  “อุดมสมบูรณ์, มีมาก, ดาษดื่น”  หมายถึง _________________________)

    (a) aborts    (ล้มเหลว, แท้ง, คลอดก่อนกำหนด, เจริญไม่สมบูรณ์, ต้านการแพร่พันธุ์ของโรค)

    (b) abolishes    {ยกเลิก (ทาส, กฎหมาย), เลิกล้ม, ลบล้าง, ทำลาย}

    (c) fertilizes    (ทำให้เจริญพันธุ์, ผสมพันธุ์,  เพิ่มความอุดมสมบูรณ์, ทำให้ที่ดินอุดมสมบูรณ์, ทำให้มีลูก,

          ทำให้เกิดผล)

    (d) emits    (ปล่อยออกมา, เปล่งออกมา, แพร่กระจาย, ฉาย, ส่อง)

    (e) scatters   (กระจัดกระจาย, แตกกระเจิง, ทำให้กระจัดกระจาย, ทำให้แตกกระเจิง, สาด, โปรย, หว่าน) 

          (เมื่อเป็นคำนาม  “Scatter”  หมายถึง  “การทำให้กระจัดกระจาย-แตกกระเจิง, การสาด-โปรย-หว่าน”)

    (f) recovers    (ฟื้นจากไข้, กลับคืนสู่สภาพปกติ, คืนสภาพเดิม, หายเป็นปกติ, เอากลับคืน, กู้, ค้นพบใหม่,

          ได้ค่าสินไหมชดเชย)

    (g) fabricates    (แฟ้บ-ริ-เคท)  (สร้าง, ประดิษฐ์, คิดค้น, เสกสรร, ปั้นเรื่อง, ปลอม, ปลอมแปลง, ทอ)

    (h) be replete with    (เต็มไปด้วย, อุดมสมบูรณ์ไปด้วย, เต็มเปี่ยม, เต็มที่, เต็มตัว)

3. “stalk” in paragraph 1 means _______________________________________________.

(“ไล่ตาม, ย่องเข้าใกล้, ไล่ตามสัตว์, เดินเขย่งเท้าเข้าใกล้, ย่างสามขุม”  ในพารากราฟ ๑  หมายถึง __

_______________)

    (a) engross    (ดึงดูดความสนใจ, ทำให้หมกมุ่น, ทำให้คร่ำเคร่ง)

    (b) jeopardize    (ทำให้เป็นอันตราย, ทำอันตราย, เป็นภัยต่อ, ทำร้าย)

    (c) exonerate    (ทำให้พ้นจากความผิดหรือข้อกล่าวหา, ปลดเปลื้องภาระ, ปลดเปลื้องจากความรับ

          ผิดชอบหรือหน้าที่)

    (d) compel    (บังคับ, ผลักดัน, เกณฑ์, ต้อน) 

    (e) ridicule    (ริ้ด-ดิ-คิวล)  (หัวเราะเยาะ, เยาะเย้ย, ยั่วเย้า, หยอกล้อ)  (เมื่อเป็นคำนาม  หมายถึง 

         “การหัวเราะเยาะ-เยาะเย้ย-ยั่วเย้า-หยอกล้อ”)

    (f) halt    (ทำให้หยุด, หยุด, ชะงัก)

   (g) pursue    (เพอร์-ซู่ หรือ ซิ่ว)  (ไล่ตาม, ตามจับ, ติดตาม, ดำเนินตาม, ปฏิบัติตาม,

         ดำเนินการต่อไป, เจริญรอย)

   (h) indoctrinate    (ปลูกฝังความเชื่อ, สอนให้ซึมซาบ, สั่งสอนทฤษฎี หลักการ ลัทธิ และอื่นๆ)

4. The word “swarming” in paragraph 1 may be replaced by __________________________.

(คำว่า  “จับกลุ่ม, ไปเป็นกลุ่มใหญ่, (ผึ้ง) อพยพออกจากรัง, มีมากเกินไป, เต็มไปด้วย”  ในพารากราฟ ๑  อาจแทนโดย _______________)

    (a) promulgating    (พร้อม-เมิล-เกท หรือ โพร-มั้ล-เกท)  (ประกาศใช้เป็นกฎหมาย, ประกาศอย่างเป็น

          ทางการ, เผยแพร่, สอน)

    (b) quenching    (เคว้นช)  (ระงับ, ดับ, ทำให้หมด, ปราบ, เอาชนะ)

    (c) soothing    (ปลอบโยน, ปลอบขวัญ, ประโลมใจ)

    (d) interrupting    (ทำให้หยุด, ยับยั้ง, ตัดบท, พูดสอด, ขัดจังหวะ, ขัดขวาง)

    (e) resuming    (ดำเนินต่อไป)

    (f) thronging    (จับกลุ่ม, รวมกลุ่ม, ชุมนุม, ออกัน, แออัด, กลุ้มรุม)  (เมื่อเป็นคำนาม  “Throng”  

          หมายถึง  “ฝูงชน, กลุ่มคน, กลุ่ม, การชุมนุม, จำนวนมากมาย, เรื่องราวคับขัน”)

    (g) complying    (ทำตาม, ยินยอม, เชื่อฟัง)

    (h) compensating    (ชดเชย, ทดแทน, ตอบแทน, พอกับ, เท่ากับ)

5. The word “vanquish” (แว้น-ควิช) in paragraph 1 is closest in meaning to _______________.

(คำว่า  “ปราบ, ปราบปราม, กำจัด, พิชิต, มีชัยชนะ, รบชนะ”  ในพารากราฟ ๑  ใกล้เคียงที่สุดในความหมายกับ ________________)

    (a) surrender    (ยอมแพ้, การยอมแพ้)

    (b) terrify    (ทำให้หวาดกลัว, ทำให้หวาดผวา)

    (c) identify    (ระบุ, ดูรู้, บอกได้ว่าเป็นใครหรืออะไร, เห็นว่าเป็นอย่างเดียวกัน)

    (d) eradicate    (กำจัดให้หมดไป, ขจัด)

    (e) conquer    (ค้อง-เค่อะ)  (ปราบ, พิชิต, มีชัยชนะ, เอาชนะด้วยกำลัง, ได้มาโดยกำลัง, ยึดได้)

    (f) contaminate    (ทำให้สกปรก, ทำให้ปนเปื้อน, ทำให้มีเชื้อโรค)

    (g) strengthen    (เสริม, ทำให้เข้มข้นขึ้น, เสริมกำลัง)

    (h) impair    (ทำให้เสียหาย, ทำให้อ่อนแอ)

6. The wars mentioned here refer to the wars ______________________________________.

(สงครามที่ถูกกล่าวถึงที่นี่ – ในบทความ – หมายถึงสงคราม ___________________________)

    (a) between ourselves and the enemies    (ระหว่างตัวเราเองและศัตรู)

    (b) between bacteria, protozoa, fungi, viruses and the defender cells    (ระหว่างแบคทีเรีย,

          โปรโตซัว, เชื้อรา, ไวรัส และเซลล์ป้องกันเชื้อโรคเหล่านี้ – เซลล์ต้านไวรัส)  (หมายถึง  สง

          ครามระหว่างเชื้อโรค ๔ ชนิดแรก  และเซลล์ต้านไวรัส)  (ดูคำตอบจาก ๒ ประโยคแรกของ

          พารากราฟ ๒ ที่กล่าวว่า  “โดยปกติแล้ว  เรามักไม่รู้ถึงสงครามที่ไม่หยุดหย่อนภายในตัวเรา

          (หมายถึง  สงครามระหว่างเชื้อโรคหรือไวรัสที่รุกเข้ามาในร่างกาย  และเซลล์ป้องกันหรือ

          ต้านไวรัส)  เพราะว่ากลุ่มของเซลล์ผู้ป้องกัน (หมายถึง  เซลล์ต้านไวรัส) ทำให้ศัตรูแตกพ่าย

          หนีอย่างเงียบๆ,  แต่บางครั้ง  ทหารยาม (ทหารคุ้มกัน) เหล่านี้ (หมายถึง  เซลล์ต้านไวรัส)

          ถูกจับ (ตะครุบ) แบบไม่ได้เตรียมตัวหรือระวัง (โดยไวรัส)  และเราก็พัฒนา (เกิด) ไข้หวัด,

          ไข้หวัดใหญ่ หรือ (โรคที่) แย่กว่านั้นขึ้นมา)

    (c) among bacteria, protozoa, fungi and viruses of various forms    (ระหว่างแบคทีเรีย, โปรโตซัว,

          เชื้อรา และไวรัสชนิดต่างๆ)  (หมายถึง  เชื้อโรค ๔ ชนิดเหล่านี้ทำสงครามกันเอง)

    (d) between diseases and medicines    (ระหว่างโรคภัยไข้เจ็บต่างๆ และยา)

7. In the second paragraph, “incessant” means ____________________________________.

(ในพารากราฟ ๒,  “ไม่หยุดหย่อน, ไม่หยุดยั้ง, ต่อเนื่อง, ติดต่อกัน”  หมายถึง ________________)

    (a) brutal    (โหดร้าย, โหดเหี้ยม, ทารุณ, คล้ายสัตว์, หยาบคาย, หยาบ, ไร้เหตุผล)

    (b) multilateral    (หลายด้าน, หลายฝ่าย, ซึ่งร่วมโดยหลายรัฐ)

    (c) bilateral    (สองด้าน, สองฝ่าย, สองข้าง, ข้างซ้ายและขวา, ผูกมัดทั้งสองฝ่ายเท่าๆ กัน)

    (d) successive    (ต่อเนื่อง, ติดๆกัน, เป็นลำดับ, ตามลำดับ, ตามหลัง, รับช่วง)

    (e) ceaseless    (ไม่หยุดหย่อน, ไม่รู้จักจบ, ไม่หยุดนิ่ง, ไม่สิ้นสุด, ไม่ขาดสาย)  (ข้อ “E” ดีกว่า

          ข้อ “D”  เนื่องจากหมายถึง  “ไม่หยุดนิ่ง, ไม่จบสิ้น”)

    (f) obdurate    (อ๊อบ-ดุ-ริท)  (ใจแข็ง, ดื้อรั้น, ดื้อดึง, ไม่ยอม)

    (g) explicit    (ชัดเจน, ชัดแจ้ง, แน่นอน, เปิดเผย)

    (h) controversial    (ซึ่งโต้แย้งหรือถกเถียงกัน)

8. The word “routs” (เร้าท) in paragraph 2 is similar in meaning to _______________________.

(คำว่า  “ทำให้แตกพ่ายหนี, ทำให้พ่ายแพ้กระเซอะกระเซิง”  ในพารากราฟ ๒  มีความหมายเหมือนกับ _________________)

    (a) exterminates    (ทำลายสิ้น, กำจัดให้สิ้น, ถอนราก, ขุดรากถอนโคน)

    (b) deceives    (หลอกลวง, ต้มตุ๋น)

    (c) challenges    (ท้าทาย)

    (d) subjugates    (เอาชนะ, พิชิต, ปราบปราม, ทำให้เป็นข้ารับใช้, ทำให้เชื่อฟัง)

    (e) reinforces    (เสริม, เพิ่ม, เพิ่มกำลังใหม่, เสริมกำลัง, สนับสนุน, ทำให้แข็งแรง, ทำให้ได้ผลยิ่งขึ้น)

    (f) encounters    (เผชิญหน้า, พบ, ประสบ, ปะทะ, พบโดยบังเอิญ)

    (g) deserts    (ทอดทิ้ง, ละทิ้ง)  (เมื่อเป็นคำนาม  “Desert”  หมายถึง  “ทะเลทราย”)

    (h) anticipates    (คาดหวัง, มุ่งหวัง, ทำนาย, ลงมือกระทำการก่อน)

9. The word “sentries” in paragraph 2 could best be replaced by _________________________.

(คำว่า  “ทหารยาม, ทหารคุ้มกัน, ทหารรักษาการณ์, ทหารองครักษ์, ยาม”  ในพารากราฟ ๒  สามารถแทนดีที่สุดโดย ________________)

    (a) sentiments    (ความรู้สึก, ความรู้สึก (ต่อบางสิ่งบางอย่าง), ความรู้สึกรำลึกถึง, ความคิดเห็น,

          ข้อคิดเห็น, อารมณ์)

    (b) adversaries    (ศัตรู, คู่ปรปักษ์)

    (c) ailments    (ความเจ็บป่วย, ความไม่สบายกาย)

    (d) categories    (ประเภท, ชนิด)

    (e) phobias    (ความกลัว, โรคกลัว)

    (f) sentinels    (ทหารยาม, ทหารองครักษ์, ยาม, คนเฝ้ายาม)

    (g) coincidences    (ภาวะบังเอิญ, การเกิดขึ้นพร้อมกัน, ภาวะประจวบกัน, เหตุบังเอิญ,

          การสอดคล้องต้องกัน)

    (h) obstacles    (อุปสรรค)

10. We develop a cold because our defender cells __________________________________.

(เราทำให้ไข้หวัดเกิดขึ้นมา  เพราะว่าเซลล์ป้องกัน – ต้านไวรัส – ของเรา _________________)

      (a) refuse to fight the enemy    (ปฏิเสธที่จะต่อสู้กับศัตรู)

      (b) fight the enemy too silently    (ต่อสู้กับศัตรูอย่างเงียบเชียบมากเกินไป)

      (c) are attacked unprepared    (ถูกโจมตีโดยมิได้เตรียมตัวหรือระวังตัว)  (ดูคำตอบจากประ

            โยคที่ ๒ ของพารากราฟ ๒ ที่กล่าวว่า  “แต่บางครั้ง  ทหารยามเหล่านี้ (หมายถึง  เซลล์

            ต้านไวรัส) ถูกจับ (ตะครุบ) แบบไม่ได้เตรียมตัวหรือระวัง (โดยไวรัส)  และเราก็ทำให้เกิด

            ไข้หวัด, ไข้หวัดใหญ่ หรือ (โรคที่) แย่กว่านั้นขึ้นมา)

      (d) are outnumbered by the viruses    (ถูกมีจำนวนมากกว่าโดยไวรัส)  (=  มีจำนวนน้อยกว่าไวรัส)

11. The word “proliferation” in paragraph 2 means _________________________________.

(คำว่า  “การแพร่พันธุ์, การเพิ่มทวี, การงอก, การขยาย, การแพร่หลาย, การเผยแพร่”  ในพารากราฟ ๒  หมายถึง ________________)

      (a) prolificacy    (การออกลูกมาก, การมีลูกดก, การมีผลมาก, การแพร่หลาย, ความอุดมสมบูรณ์)

      (b) incidence    (เหตุการณ์, การบังเกิดขึ้น)

      (c) ecstasy    (เอ๊ค-สทะ-ซี่)  (ความดีใจอย่างเหลือล้น, ความปิติยินดีอย่างเหลือล้น, ความปลาบ

            ปลื้ม-ปิติสุข, ความเคลิบเคลิ้ม)

      (d) equanimity   (ความใจเย็น, ความสงบใจ, ความมีอารมณ์เย็น, ความสมดุลของใจ)

      (e) hesitation    (การรีรอ, การลังเลใจ, การชักช้า)

      (f) multiplication    (การเพิ่มทวีคูณ, การทับทวี, การคูณ, ภาวะที่ถูกคูณ)

      (g) apprehension    (ความกลัว, ความหวาดหวั่น, ความสงสัย, ความเข้าใจ, การหยั่งรู้, การจับกุม)

      (h) contribution    (คุณูปการ, การมีส่วนช่วยเหลือ, การบริจาคเงินหรือสิ่งของ)

12. What does “surveillance” in paragraph 2 mean?

(“การตรวจตรา, การดูแล, การควบคุม”  ในพารากราฟ ๒  หมายถึงอะไร)

      (a) devastation    (การทำลายล้าง, การล้างผลาญ, การมีชัยท่วมท้น)

      (b) synopsis    (การสรุปย่อ, สรุปความ, ข้อสรุป, บทสรุป, ใจความสำคัญ, สาระสำคัญ)

      (c) preview    (การชมก่อน, การดูก่อนการแสดง, การแสดงก่อน, การฉายหนังก่อน, การฉายหนัง

            ตัวอย่างก่อนหนังจริง)

      (d) welfare    (สวัสดิภาพ, ความสุขความสบาย, สวัสดิการ)

      (e) vigil   (วิจ-เจิล)  (การเฝ้า, การเฝ้ายาม, ช่วงระยะเวลาที่เฝ้า, ความระมัดระวัง)

      (f) maturity    (ความเป็นผู้ใหญ่, ความมีวุฒิภาวะ, การบรรลุนิติภาวะ)

      (g) maintenance    (การบำรุงรักษา, การรักษาไว้, การผดุงไว้, การดำเนินต่อไป, การดำเนินชีวิต)

      (h) determination    (ความมุ่งมั่น, เจตจำนง, การกำหนด)

13. The word “repelled” in paragraph 2 refers to ____________________________________.

(คำว่า  “ขับไล่, ผลักออก, ตีกลับ, ต้านทาน, โต้กลับ, ยับยั้ง, ต้านการซึมผ่าน, กำจัด, ปฏิเสธ”  ในพารา

กราฟ ๒  หมายถึง _________________)

      (a) corroded    (คะ-โร้ด)  (กัดกร่อน, สึกหรอ, ทำให้กัดกร่อนหรือสึกหรอ, เซาะ, ชะ, ทำให้ผุพัง,

            ทำให้เสื่อม)

      (b) decayed    (เน่าเปื่อย, ผุพัง, เสื่อมลง (สุขภาพ, ความเจริญ), ทำให้เน่าเปื่อย-ผุพัง-เสื่อมลง)

      (c) skyrocketed    (เพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว)

      (d) tailored    (ดัดแปลง, ปรับ, ตัดต่อ, ตัดเสื้อ)

      (e) funded    (อุดหนุนเงิน, สนับสนุนเงิน)

      (f) aggravated    (ทำให้แย่ลง, ทำให้เลวลง)

      (g) opposed    (ต่อต้าน, ขัดขวาง, คัดค้าน, ขัดแย้ง, ไม่เห็นด้วย, เป็นปรปักษ์)

      (h) devised    (ประดิษฐ์, คิดค้น, สร้างขึ้นมา)

14. The viruses are most devious because of their __________________________________.

(ไวรัสมีเล่ห์เหลี่ยมที่สุด  เพราะว่า _____________________________________ ของมัน)

      (a) far-reaching negative effect    (ผลกระทบในทางลบที่แผ่ไปไกล)

      (b) simple way to invade the cell    (วิธีการง่ายๆ ที่จะรุกรานเซลล์)

      (c) ability to multiply themselves    (ความสามารถที่จะเพิ่มจำนวนตัวเองแบบทวีคูณ)  (ดูคำ

            ตอบจากประโยคที่ ๒ และ ๓ ของพารากราฟสุดท้ายที่กล่าวว่า  “กล่าวโดยทั่วไป  ไวรัสไม่

            เพียงแต่มีชีวิตเท่านั้น  มันยังเป็นกลุ่มของยีนที่เคลือบโปรตีน  ซึ่งมีคำสั่งให้ทำ (สร้าง) ซ้ำ

            ตัวมันเองหลายๆ ครั้ง (คือ สร้างตัวไวรัสซ้ำหลายครั้ง),  เมื่อไวรัสตัวหนึ่งหลบเข้าไปข้างใน

            เซลล์ตัวหนึ่งของ (ร่างกาย) เรา  มันจะออกคำสั่งซึ่งเป็นเหตุให้เซลล์ผลิตไวรัสใหม่ๆ ที่

            เหมือนกันทุกอย่าง (อย่างเดียวกัน) (กับไวรัสผู้ออกคำสั่ง) จำนวนหลายร้อยตัว, ถ้ามิใช่

            หลายพันตัว, ภายในเวลา ๑ วัน)

      (d) ability to rupture the cell rapidly    (ความสามารถที่จะทำให้เซลล์แตกแยกอย่างรวดเร็ว)

15. Cancer is caused by ______________________________________________________.

(มะเร็งมีสาเหตุมาจาก __________________________________________________)

      (a) invader viruses    (ไวรัสผู้รุกราน)

      (b) defender cells that fail to function    (เซลล์ผู้ป้องกัน – เซลล์ต้านไวรัส – ซึ่งไม่สามารถ

            ทำหน้าที่ได้)

      (c) a protein-coated bundle of genes    (กลุ่มของยีนซึ่งเคลือบโปรตีน)

      (d) mutinous cells that multiply themselves rapidly    (เซลล์กบฏที่เพิ่มจำนวนตัวเองแบบ

            ทวีคูณอย่างรวดเร็ว)  (ดูคำตอบจากประโยคที่ ๓ และ ๔ ของพารากราฟสุดท้ายที่กล่าวว่า 

            “เมื่อไวรัสตัวหนึ่งหลบเข้าไปข้างในเซลล์ตัวหนึ่งของ (ร่างกาย) เรา  มันจะออกคำสั่งซึ่งเป็น

            เหตุให้เซลล์ผลิตไวรัสใหม่ๆ ที่เหมือนกันทุกอย่าง (อย่างเดียวกันกับไวรัสผู้ออกคำสั่ง) จำ

            นวนหลายร้อยตัว, ถ้ามิใช่หลายพันตัว, ภายในเวลา ๑ วัน”  ซึ่งหมายถึง  เมื่อไวรัสเข้าไปใน

            เซลล์ภายในร่างกาย  มันจะออกคำสั่งให้เซลล์นั้นผลิตไวรัสที่เหมือนกับตัวมันจำนวนมาก

            มายใน ๑ วัน (เซลล์ตัวนี้จึงเปรียบเสมือนเป็นเซลล์กบฏซึ่งทำตามคำสั่งไวรัส)  และต่อมาก็

            ทำให้เซลล์นั้นแตกออกและสังหารเซลล์  ซึ่งทำให้เกิดเซลล์มะเร็งขึ้นมา)

16. The word “sentries” in paragraph 2 refers to ____________________________________.

(คำว่า  “ทหารยาม, ทหารคุ้มกัน, ทหารรักษาการณ์, ทหารองครักษ์, ยาม”  ในพารากราฟ ๒  หมายถึง _________________)

      (a) the soldiers stationed to keep watch    (ทหารซึ่งตั้งประจำอยู่เพื่อคอยเฝ้าดู)

      (b) the cold-causing viruses    (ไวรัสซึ่งก่อให้เกิดไข้หวัด)

      (c) the body’s defender cells    (เซลล์ป้องกันไวรัสของร่างกาย)  (ดูคำตอบจาก ๒ ประโยค

            แรกของพารากราฟ ๒ ที่กล่าวว่า  “โดยปกติแล้ว  เรามักไม่รู้ถึงสงครามที่ไม่หยุดหย่อนภาย

            ในตัวเรา (หมายถึง  สงครามระหว่างเชื้อโรคหรือไวรัสที่รุกเข้ามาในร่างกายและเซลล์ต้าน

            ไวรัส)  เพราะว่ากลุ่มของเซลล์ผู้ป้องกัน (หมายถึง  เซลล์ต้านไวรัสภายในร่างกาย) ทำให้

            ศัตรูแตกพ่ายหนีอย่างเงียบๆ,  แต่บางครั้ง  ทหารยาม (ทหารคุ้มกัน) เหล่านี้ถูกจับ (ตะครุบ)

            แบบไม่ได้เตรียมตัวหรือระวัง (โดยไวรัส)  และเราก็พัฒนา (ทำให้เกิด) ไข้หวัด, ไข้หวัดใหญ่

            หรือ (โรคที่) แย่กว่านั้นขึ้นมา”  ดังนั้น  “ทหารยาม” จึงหมายถึงเซลล์ป้องกันหรือต้านไวรัส

            ของร่างกาย)

      (d) the bacteria, protozoa, fungi and viruses    (แบคทีเรีย, โปรโตซัว, เชื้อรา และไวรัส)

17. In the third paragraph, “devious” refers to ______________________________________.

(ในพารากราฟ ๓,  “มีเล่ห์เหลี่ยม, เจ้าเล่ห์, ไร้ทิศทางที่แน่นอน, ไม่ไปทางตรง, คดเคี้ยว”  หมายถึง ___

_____________)

      (a) uneasy    (เป็นทุกข์, เป็นห่วง, วิตกกังวล, กระสับกระส่าย, ไม่สบายใจ)

      (b) placid    (แพลส-ซิด)  (เงียบสงบ, จิตสงบ)

      (c) genteel    (ซึ่งได้รับการอบรมอย่างดี, งดงาม, สละสลวย, สุภาพ, เกี่ยวกับสังคมผู้ดี)

      (d) vulnerable    (ถูกโจมตีได้ง่าย, บาดเจ็บได้, อ่อนแอ, เปราะบาง, ไม่มั่นคง, ถูกตำหนิได้ง่าย)

      (e) sly    (สไล)  (มีเล่ห์กระเท่ห์, เต็มไปด้วยเล่ห์เหลี่ยม, ปลิ้นปล้อน, กลับกลอก, มีนัย, เหน็บแนม,

           เสียดสี, แคล่วคล่อง)

      (f) gregarious    (กริ-แก๊-เรียส)  (ชอบอยู่รวมกันเป็นฝูง, ที่จับกันเป็นกลุ่ม, ชอบสังคม, ชอบพบปะสังสรรค์)

      (g) stationary    (ไม่เปลี่ยนแปลง, อยู่ในสภาพเดิม, หยุดนิ่ง, หยุดอยู่กับที่, ไม่เคลื่อนที่)

      (h) questionable    (น่าสงสัย, มีปัญหา, มีพิรุธ, ไม่แน่นอน, ไม่คงที่)

18. The word “identical” in paragraph 3 means ____________________________________.

(คำว่า  “เหมือนกันทุกอย่าง, อย่างเดียวกัน”  ในพารากราฟ ๓  หมายถึง ___________________)

      (a) monotonous    (มะ-น้อท-เทิน-เนิส)  (ซ้ำซาก, ซ้ำกัน, น่าเบื่อ, มีเสียงเดียว)

      (b) inadequate    (ไม่พอเพียง)

      (c) adorable    (น่าเคารพ, น่านิยม, น่ารักใคร่หลงใหล)

      (d) excessive    (มากเกินไป)

      (e) conventional    (ดั้งเดิม, ซึ่งเป็นธรรมเนียมปฏิบัติหรือประเพณีนิยม, ธรรมดา, สามัญ, เกี่ยวกับ

           ข้อตกลงหรือสัญญา)

      (f) outlandish    (พิกล, ประหลาด, พิลึกพิลั่น, บ้านนอก, เทศ, ต่างชาติ, ที่ลับตา)

      (g) sensible    (ฉลาด, มีเหตุผล, มีสติสัมปชัญญะ, มีไหวพริบ, สามารถรู้สึกได้ไวต่อสิ่งกระตุ้น)

      (h) uniform    (เหมือนกัน, ไม่แตกต่างกัน, เป็นแบบเดียว, ตรงกัน, สอดคล้องกัน, ไม่ผันแปร,

            สม่ำเสมอ)  (เมื่อเป็นคำนาม  หมายถึง  “เครื่องแบบ, ชุดเครื่องแบบ)

19. The viruses’ activity in the body is a process of ___________________________________.

(กิจกรรมในร่างกาย (มนุษย์) ของไวรัส  คือกระบวนการของ _________________________)

      (a) spreading and then penetrating    (การแพร่กระจายตัว  และจากนั้นก็ฝ่าทะลุเข้าไป)

      (b) penetrating and then spreading    (การฝ่าทะลุเข้าไป (ในเซลล์) และจากนั้นก็แพร่

            กระจายตัว)  (ดูคำตอบจากพารากราฟสุดท้ายที่กล่าวว่า  “.................เมื่อไวรัสตัวหนึ่ง

            หลบเข้าไปข้างในเซลล์ตัวหนึ่งของ (ร่างกาย) เรา  มันจะออกคำสั่งซึ่งเป็นเหตุให้เซลล์

            ผลิตไวรัสใหม่ๆ ที่เหมือนกันทุกอย่าง (กับไวรัสผู้ออกคำสั่ง) จำนวนหลายร้อยตัว, ถ้ามิ

            ใช่หลายพันตัว, ภายในเวลา ๑ วัน,  ในที่สุด  พวกมัน (ไวรัส) จะทำให้เซลล์แตกออก

            และสังหารเซลล์นั้น,  ต่อจากนั้น  พวกมันก็จะเคลื่อนไปข้างหน้าในทุกทิศทุกทางเพื่อ

            รุกรานเซลล์ใกล้เคียง ..................)

      (c) penetrating and then focusing    (การฝ่าทะลุเข้าไป  และจากนั้นก็รวมกันที่จุดหนึ่ง)

      (d) spreading and then rupturing    (การแพร่กระจายตัว  และจากนั้นก็ทำให้ (เซลล์) แตกออก)

20. The word “rupture” in paragraph 3 may be replaced by ___________________________.

(คำว่า  “ทำให้แตกออก, ทำให้แตกแยก, ทำให้แตกความสามัคคี, แตกออก, แยกออก, แตกร้าว”  ในพารากราฟ ๓  อาจแทนโดย ________________)

      (a) annihilate    (ทำลายล้าง, บดขยี้)

      (b) instigate    (ปลุกเร้า, ปลุกระดม, ยั่วยุ, กระตุ้น)

      (c) exasperate    (ทำให้โกรธเคืองมาก, เพิ่มความรุนแรง)

      (d) interrupt    (ขัดขวาง, ยับยั้ง, ทำให้หยุด, พูดสอด, ตัดบท, ขัดจังหวะ)

      (e) fracture    (ทำให้แตก, ทำให้ร้าว, แตกร้าว, ร้าว)

      (f) cripple    (ทำให้พิการ, ทำให้เป็นง่อย, ทำให้หยุดชะงัก, เดินขาเป๋)  (เมื่อเป็นคำนาม  หมายถึง 

            "คนหรือสัตว์ที่พิการ, คนขาเป๋, คนง่อย")

      (g) supersede    (แทนที่)

      (h) assault    (อะ-ซ้อลท)  (โจมตี, จู่โจม, ทำลาย, ข่มขืน)  (เมื่อเป็นคำนาม  หมายถึง  “การโจมตี

            อย่างรุนแรง, การจู่โจม, การทำลาย (ชื่อเสียง), การข่มขืน”)

21. The clause “the odds are always on the side of the invader” in the final paragraph means __

______________.

(อนุประโยค  “ความได้เปรียบ – ความเป็นต่อ – มักจะอยู่กับฝ่ายผู้รุกรานเสมอ”  ในพารากราฟสุดท้าย  หมายถึง ________________)

      (a) viruses always defeat defender cells    (ไวรัสมักจะเอาชนะเซลล์ต่อต้านไวรัสเสมอ

            (ผู้รุกรานคือไวรัส  ซึ่งมีความได้เปรียบหรือชนะเซลล์ต้านไวรัสเสมอ)

      (b) viruses are always defeated by defender cells    (ไวรัสมักพ่ายแพ้เซลล์ต้านไวรัสเสมอ)

      (c) strangers are always with the invader    (คนแปลกหน้ามักอยู่กับผู้รุกรานเสมอ)

      (d) the invader always loses the war    (ผู้รุกรานแพ้สงครามเสมอ)

22. What does “fan out” in the final paragraph mean?

(“เคลื่อนไปข้างหน้าในทุกทิศทุกทาง”  ในพารากราฟสุดท้ายหมายถึงอะไร)

      (a) commence    (เริ่มต้น)

      (b) endeavor    (พยายาม)

      (c) panic    (ตกใจกลัว)

      (d) aspire    (ปรารถนา, ต้องการ, อยาก)

      (e) hesitate    (รีรอ, ลังเลใจ)

      (f) move forward away from a particular point in different directions    (เคลื่อนที่ไป

            ข้างหน้าจากจุดหนึ่งในทิศทางต่างๆ กัน)

      (g) pretend    (แสร้งทำ, เสแสร้ง, หลอกลวง, อวดอ้าง, อ้างสิทธิ)

      (h) detest    (เกลียด, เกลียดชัง, ไม่ชอบมาก)

23. When the diseases can vanquish the much larger, healthy cells they fall upon, the human body will become _______________.

(เมื่อโรคสามารถพิชิตเซลล์ที่แข็งแรงและใหญ่กว่ามากที่พวกมัน (โรค) หล่นใส่ (โจมตี)  ร่างกายมนุษย์จะ _______________)

      (a) unchanged    (ไม่เปลี่ยนแปลง)

      (b) stronger    (แข็งแรงมากขึ้น)

      (c) unwell    (ไม่สบาย, ป่วย)  (เนื่องจากถูกไวรัสจู่โจม)

      (d) full of membranes    (เต็มไปด้วยเยื่อหุ้มเซลล์)

      (e) depressed    (ซึมเศร้า, หดหู่)

      (f) robust    (แข็งแรง, เข้มแข็ง, มีกำลังมาก, กำยำ, ที่ใช้กำลังมาก, เอางานเอาการ, (เศรษฐกิจ) ดี,

            อุดมสมบูรณ์)

      (g) enthusiastic    (กระตือรือร้น)

      (h) sluggish    (เกียจคร้าน, ขี้เกียจ, เงื่องหงอย, ซบเซา, เฉื่อยชา, ฝืดเคือง)

24. The word “odds” in the final paragraph is closest in meaning to _____________________.

(คำว่า  “ความได้เปรียบ, ความเป็นต่อ, ความเป็นต่อในการพนัน, โอกาสที่จะเป็นไปได้มากกว่า”  ในพารากราฟสุดท้าย  ใกล้เคียงที่สุดในความหมายกับ _________________)

      (a) solutions    (การแก้ปัญหา, วิธีการแก้ปัญหา, สารละลาย)

      (b) crimes    (อาชญากรรม)

      (c) violations    (การฝ่าฝืน, การละเมิด)

      (d) ambushes    (การซุ่มโจมตี, การคอยดักทำร้าย, สถานที่ซุ่มโจมตีหรือคอยดักทำร้าย, ผู้ซุ่มโจมตี

            หรือทำร้าย)  (เมื่อเป็นคำกริยา  หมายถึง  “ซุ่มโจมตีหรือทำร้าย”)

      (e) scapegoats    (แพะรับบาป)

      (f) advantages    (ความได้เปรียบ, ผลประโยชน์, คุณ, โอกาส, จุดดี, จุดเด่น)

      (g) murders    (การฆาตกรรม, สิ่งที่ยากมากหรืออันตรายมาก)  (เมื่อเป็นคำกริยา  หมายถึง  “ฆ่า,

            ฆ่าอย่างป่าเถื่อน, ทำลาย, ทำให้เสียหรือเสื่อม”)

      (h) felonies    (เฟ้ล-โล-นี่)  (ความผิดอาญาร้ายแรง เช่น ฆาตกรรม  วางเพลิง  ข่มขืน)

25. The mutinous cells that evade the surveillance of our defensive forces will be able to ________

_______.

(เซลล์กบฏซึ่งหลบหลีกการตรวจตรา-ดูแลของกองกำลังป้องกัน (เซลล์ต้านไวรัส) ของเรา  จะสามารถ  ________________)

      (a) fight the wars    (สู้รบในสงคราม)

      (b) get well quickly    (หายป่วยอย่างรวดเร็ว)

      (c) harm the body    (ทำอันตรายแก่ร่างกาย)  (ดูคำตอบจากประโยคที่ ๓ ของพารากราฟ ๒

            ที่กล่าวว่า “ในบางโอกาส  เซลล์ของเราเองเริ่มต้นการแพร่พันธุ์ที่เป็นกบฏ ซึ่งเป็นที่รู้จักกัน

            ในฐานะมะเร็ง  และหลบหลีกการตรวจตรา (การดูแล) ของกองกำลังฝ่ายป้องกันของเรา

            (คือ  เซลล์ต่อต้านไวรัส)”  ซึ่งหมายถึง  ทำให้เกิดมะเร็งในเวลาต่อมา)

      (d) defend themselves    (ป้องกันตนเอง)

 

(คำแปล)

ไวรัสรุกรานร่างกายมนุษย์อย่างไร

 

            “ธรรมชาติอุดมสมบูรณ์ (มีมาก, ดาษดื่น) (abounds) ไปด้วยสิ่งกลมๆ เล็กๆ,”  นักชีววิทยา ลูอิส โทมัส สังเกตเห็น (สังเกตการณ์, มองดู, คอยดู, เชื่อฟัง, ปฏิบัติตาม, ปฏิบัติหน้าที่, รักษาวินัย, รักษากฎหมาย) (observed),  โดยแบคทีเรีย, โปรโตซัว, เชื้อรา  (fungi) และไวรัส – พวกมันไล่ตาม (ย่องเข้าใกล้, ไล่ตามสัตว์, เดินเขย่งเท้าเข้าใกล้, ย่างสามขุม) (stalk) เราในรูปแบบ (forms) ต่างๆ นับไม่ถ้วน (เหลือคณานับ, สุดที่จะนับได้) (countless)  และจับกลุ่ม (ไปเป็นกลุ่มใหญ่, (ผึ้ง) อพยพออกจากรัง, มีมากเกินไป, เต็มไปด้วย) (swarming) เป็นจำนวนมากมาย (กองสิ่งของขนาดใหญ่, กลุ่มคนขนาดใหญ่, กองทหารขนาดใหญ่) (legions) บนผิวหนัง (skin) และเยื่อหุ้มเซลล์ (membranes) ของเรา  โดยพยายาม (แสวงหา, เสาะหา) (seeking) และได้ (ได้มา, ได้รับ, ได้กำไร, ชนะ, บรรลุ, ก้าวหน้า, คืบหน้า) (gaining) (การ) เข้าไปข้างใน (entry to) ร่างกายของเรา,  ผู้รุกราน (ผู้บุกรุก, ผู้ล่วงล้ำ, ผู้เหยียบย่ำ) (invaders) ดังกล่าวมีขนาดเล็กจิ๋ว (tiny) เกินไปที่จะมองเห็นได้จริงๆ แล้ว (indeed)  บางตัว (ชนิด) มีขนาดเล็กมากจนกระทั่ง (พวกมัน) มากกว่า ๒๐๐ ล้านตัวจะพอดีกับ (เหมาะสมกับ, คู่ควรกับ, สอดคล้องกับ) (fit on) เครื่องหมายพีเรียด (period) (หรือฟูลสตอป) ที่อยู่ตอนท้าย  (the end) ของประโยคนี้ (หมายถึง  แบคทีเรีย-ไวรัสกว่า ๒๐๐ ล้านตัวมารวมกันแล้ว  มีขนาดเพียงเครื่องหมายฟูลสตอปหรือจุดเล็กๆ เท่านั้น)  แม้กระนั้นก็ตาม (Yet)  กลยุทธ์ (tactics) ของพวกมันสามารถปราบ (ปราบปราม, กำจัด, พิชิต, มีชัยชนะ, รบชนะ(vanquish) เซลล์ที่แข็งแรง (มีสุขภาพดี, สม บูรณ์, เป็นประโยชน์ต่อร่างกาย) (healthy) และมีขนาดใหญ่กว่า (larger)  ซึ่งพวกมัน (ไวรัส) หล่นใส่ (fall upon) (หมายถึง  โจมตี) 

            โดยปกติแล้ว  เรามักไม่รู้ถึง (ไม่คำนึงถึง, ลืม, ซึ่งทำให้ลืม) (oblivious) สงครามที่ไม่หยุดหย่อน (ไม่หยุดยั้ง, ต่อเนื่อง, ติดต่อกัน) (incessant) ภายในตัวเรา (หมายถึง  สงครามระหว่างเชื้อโรคหรือไวรัสที่รุกเข้ามาในร่างกาย  และเซลล์ต้านไวรัส)  เพราะว่ากลุ่ม (หน่วยทหาร, กองพลน้อย, หมู่, เหล่า, คณะ) (corps) (คอร์) ของเซลล์ผู้ป้องกัน-ต่อต้าน  (defender cells) (หมายถึง  เซลล์ต้านไวรัสภายในร่างกาย) ทำให้ศัตรูแตกพ่ายหนี (routs the enemy) อย่างเงียบๆ (silently),  แต่บางครั้ง  ทหารยาม (ทหารคุ้มกัน, ทหารรักษาการณ์, ทหารองครักษ์, ยาม) (sentries) เหล่านี้ (หมายถึง  เซลล์ต้านไวรัส) ถูกจับ (ตะครุบ) แบบไม่ได้เตรียมตัวหรือระวัง (caught unprepared) (โดยไวรัส)  และเราก็ทำให้เกิด (พัฒนา) (develop) ไข้หวัด (a cold), ไข้หวัดใหญ่ (flu) หรือ (โรคที่) แย่กว่านั้น  (worse) ขึ้นมา,  ในบางโอกาส (เป็นครั้งคราว, บางครั้งบางคราว) (Occasionally)  เซลล์ของเราเองเริ่มต้นการแพร่พันธุ์ (การเพิ่มทวี, การงอก, การขยาย, การแพร่หลาย, การเผยแพร่) (proliferation) ที่เป็นกบฏ (ก่อการจลาจล, ขัดขืน, ควบคุมยาก) (mutinous)  ซึ่งเป็นที่รู้จักกันในฐานะ (known as) มะเร็ง (cancer)  และหลบหลีก (เลี่ยง, หนี) (evade) การตรวจตรา (การดูแล, การควบคุม) (surveillance) ของกองกำลังฝ่ายป้องกัน (defensive forces) ของเรา (หมายถึง  เซลล์ต่อต้านไวรัส),  แต่สำหรับการฝ่าทะลุ (การผ่านทะลุ, การแทรกซึม, การซึมผ่าน, ความเฉียบแหลม) (penetration) การป้องกัน (การต้านการรุกราน, การพิทักษ์, วิธีการรบ, การแก้ต่าง, การเป็นทนายให้) (defenses) ของเรา (หมายถึง  การป้องกันไวรัสในร่างกาย) ที่ประสบความสำเร็จทุกๆ ครั้ง  ความพยายาม (attempts) (แทรกซึมของไวรัส) จำนวนหลายพันครั้งได้รับการขับไล่ (ผลักออก, ตีกลับ, ต้านทาน, โต้กลับ, ยับยั้ง, ต้านการซึมผ่าน, กำจัด, ปฏิเสธ) (repelled) (โดยเซลล์ต้านไวรัสในร่างกาย) (หมายถึง  ในการผ่านทะลุเซลล์ป้องกันในร่างกายของไวรัสที่ประสบความสำเร็จแต่ละครั้ง  ความพยายามในการโจมตีของไวรัสตัวอื่นๆ หลายพันครั้ง  ได้ถูกต้านทานไว้ได้โดยเซลล์ต้านไวรัสในร่างกาย)

            ในบรรดาศัตรูทั้งหมดของร่างกาย  ศัตรูที่ธรรมดาที่สุด (simplest) และมีเล่ห์เหลี่ยม (เจ้าเล่ห์, ไร้ทิศทางที่แน่นอน, ไม่ไปทางตรง, คดเคี้ยว) (devious) มากที่สุดคือไวรัส,  กล่าวโดยทั่วไป (Generally speaking)  ไวรัสไม่เพียงแต่มีชีวิต (alive) เท่านั้น  มันยังเป็นกลุ่มของยีน (bundle of genes) ที่เคลือบโปรตีน (protein-coated)  ซึ่งมี (containing) คำสั่ง (คำแนะนำ, การชี้แนะ, การสั่งสอน, การแนะนำ, คำสอน) (instructions) ให้ทำ (สร้าง) ซ้ำตัวมันเองหลายๆ ครั้ง (making copies of itself) (คือ สร้างตัวไวรัสซ้ำหลายครั้ง),  เมื่อไวรัสตัวหนึ่งหลบเข้าไปข้างใน (slips inside) เซลล์ตัวหนึ่งของ (ร่างกาย) เรา  มันจะออกคำสั่ง (คำแนะนำ) (issues instructions)  ซึ่งเป็นเหตุให้เซลล์ผลิต (causing the cell to produce) ไวรัสใหม่ๆ ที่เหมือนกันทุกอย่าง (อย่างเดียวกัน) (identical) (กับไวรัสผู้ออกคำสั่ง) จำนวนหลายร้อยตัว, ถ้ามิใช่หลายพันตัว, ภายในเวลา ๑ วัน (within the course of a day)ในที่สุด (Eventually)  พวกมัน (ไวรัส) จะทำให้เซลล์แตกออก (rupture the cell) และสังหารเซลล์นั้น,  ต่อจากนั้น  พวกมันก็จะเคลื่อนไปข้างหน้าในทุกทิศทุกทาง (fan out) เพื่อรุกรานเซลล์ใกล้เคียง (invade nearby cells),  “ในตอนแรก (At first),”  สตีเวน บี มิเซล  นักภูมิคุ้มกันวิทยา (immunologist) แห่งมหาวิทยาลัยเวคฟอเรสต์กล่าว,  “ความได้เปรียบ (ความเป็นต่อ, ความเป็นต่อในการพนัน, โอกาสที่จะเป็นไปได้มากกว่า) (odds) มักจะอยู่กับฝ่าย (on the side) ผู้รุกรานเสมอ” (หมายถึง  ในตอนแรก  ไวรัสมักชนะเสมอ)      

 

เรียน   ท่านผู้ติดตามอ่านเว็บไซต์  “everydayenglish.pwa.co.th                  

 

                ถ้าท่านมีคำแนะนำให้ปรับปรุงเว็บไซต์นี้ประการใด  กรุณาส่ง e-mail ไปที่  ดร. วัชรินทร์  ภูเขาทอง  อดีต  ผอ. สำนักวิทยาการ  การประปาส่วนภูมิภาค  ผู้จัดทำเว็บไซต์นี้  ตาม  “Address”  (โปรดระบุหัวเรื่องด้วยว่า  “ปรับปรุงเว็บไซต์”)   เพื่อที่ผู้จัดทำฯ จะได้ปรับปรุงเนื้อหาได้ตรงตามความประสงค์ของผู้อ่านเว็บไซต์นี้ต่อไป

 

 

 

 

 

 

 

หมวดข้อสอบ READING (ตอนที่ 55)

การประปาส่วนภูมิภาค  “มุ่ง-มั่น-เพื่อปวงชน”

 

DirectionRead the following passage and choose the best answer for each question.

(จงอ่านบทความต่อไปนี้  และเลือกคำตอบที่ดีที่สุดสำหรับแต่ละคำถาม)

 

Religion and Health

 

          Contrary to the widely held notion that religion is nothing more than a bunch of myths and fairy tales that weak people turn to for comfort, some doctors are now saying a belief in God can be good for your health.

          Over the past decade, medical researchers have reported a statistically significant association between health and religion: People who pray, meditate, and go to church are not only more resistant to disease but live longer and recover from operations more quickly.  Adolescents who have strong religious ties experience 40-60 percent fewer problems with drugs and premarital sex.

          David Larson, M.D., president of the National Institute for Health-care Research, and researchers Mary Milano and Constance Barry have analyzed scientific data on the effects of religion in a number of areas, including substance abuse, heart disease, surgery, marital relations, and suicide.  Encouraging religious commitment, they say, could offer a multifaceted way of reducing expenditures for treatment of addictions and mental disorders, leading to shortened hospitalizations through faster recovery rates and decreased need for expensive prescription drugs.

          Larson and associates suggest that spirituality should play a greater part in the care and prevention of physical and mental disorders.  Yet, the beneficial health effects of religious commitment have been virtually ignored by most in the medical community.

 

1. David Larson and associates would probably agree most with which  statement.

(หมอลาร์สันและพวกอาจจะเห็นด้วยมากที่สุดกับคำกล่าวในข้อใด)

    (a) Religion is most beneficial to weak people.    (ศาสนามีประโยชน์ที่สุดกับผู้ที่อ่อนแอ)

    (b) The medical community should pay more attention to religion.    (วงการแพทย์ควรให้

           ความเอาใจใส่ – ความสนใจ – มากขึ้นในศาสนา)  (ดูคำตอบจากพารากราฟสุดท้ายที่กล่าวว่า 

           “ลาร์สันและพวกแนะนำ (บอกเป็นนัย) ว่าเรื่องจิตวิญญาณ (เรื่องจิตใจ) ควรมีส่วน (บทบาท)

           มากยิ่งขึ้นในการเอาใจใส่ดูแล  และการป้องกันความผิดปกติทางกายและทางใจ  แต่ใน

           ความเป็นจริงแล้ว  คนส่วนใหญ่ในวงการแพทย์มิได้ให้ความสนใจผลกระทบที่เป็นประโยชน์

           ต่อสุขภาพของการยึดมั่นในศาสนาของผู้คน)

    (c) The poor and the weak require more medical attention.    (คนจนและคนอ่อนแอต้องการความ

          เอาใจใส่ทางด้านการแพทย์เพิ่มมากขึ้น)

    (d) Prevention is better than cure.    (กันไว้ดีกว่าแก้)  (เป็นสุภาษิต  ในที่นี้หมายถึง  การป้องกันไม่ให้

         โรคเกิดขึ้น  ดีกว่าปล่อยให้เป็นโรคแล้วค่อยมารักษาภายหลัง)

2. In the first paragraph, “Contrary” refers to _____________________________________.

(ในพารากราฟแรก,  “ตรงกันข้าม, ต่อต้าน, ขัดกัน, ดื้อรั้น, เป็นมุมฉาก”  หมายถึง ____________)

    (a) similar    (เหมือนกัน, คล้ายกัน)

    (b) peculiar    (แปลกประหลาด, แปลกพิกล, เป็นพิเศษ, ไม่เคยปรากฏมาก่อน, เฉพาะกับ)

    (c) grateful    (ขอบคุณ, เป็นหนี้บุญคุณ) 

    (d) necessary    (จำเป็น, สำคัญ, ไม่มีทางอื่น)

    (e) loyal    (จงรักภักดี, ซื่อสัตย์)  

    (f) accustomed    (คุ้นเคย, เคยชิน) 

    (g) opposite    (ตรงกันข้าม, ตรงข้าม, สวนกัน, ซึ่งตั้งอยู่คนละข้าง)

    (h) satisfactory    (เป็นที่พอใจ, น่าพึงพอใจ, หนำใจ, จุใจ, สาแก่ใจ)

3. The word “myths” in paragraph 1 means _______________________________________.

(คำว่า  “นิทานปรัมปรา, นิยายโบราณ, นิยายหรือตำนานที่เล่าต่อๆ กันมา, เรื่องที่แต่งขึ้น”  ในพารากราฟ ๑  หมายถึง ________________)

    (a) attractions    (การดึงดูดใจ, แรงดึงดูด, เสน่ห์, บุคคลหรือสิ่งที่ดึงดูด)

    (b) distinctions    (ความแตกต่าง, การแบ่งแยก, การแยกแยะ, ลักษณะพิเศษ,ลักษณะที่เด่น,

          ความมีชื่อเสียง, เกียรติยศ)

    (c) relations    (ความสัมพันธ์, ความเกี่ยวข้อง)

    (d) objections    (การคัดค้าน, การไม่เห็นด้วย)

    (e) spouses    (สเพาซ)  (คู่ชีวิต, คู่สมรส, สามีหรือภรรยา)

    (f) attires    (อะ-ไท้-เออะ)  (เครื่องแต่งตัว, เสื้อผ้า, เขากวาง)

    (g) faults    (ข้อบกพร่อง, ความผิดพลาด, ความคลาดเคลื่อน)

    (h) legends    (ตำนาน, เรื่องที่เล่าลือกันต่อๆ มา, คำสลักบนโล่หรืออนุสาวรีย์, คำอธิบายภาพ,

          คนที่น่าสนใจ, ผู้เป็นตัวเอกของเรื่อง)

4. What does “comfort” in paragraph 1 mean?

(การปลอบโยน, การปลอบใจ, คำปลอบโยน, สิ่งปลอบใจ, ผู้ปลอบใจ, ความอบอุ่นใจ”  ในพารากราฟ ๑  หมายถึงอะไร)

    (a) complaint    (การอุทธรณ์-ร้องทุกข์, การบ่น)

    (b) advantage    (ข้อได้เปรียบ, ประโยชน์)

    (c) comment    (ข้อคิดเห็น, ความเห็น, ข้อสังเกต, คำอธิบาย, คำวิจารณ์)

    (d) commitment    {การมอบหมาย (หน้าที่, ความไว้วางใจ), การให้คำมั่นสัญญา, การเกี่ยวข้อง,

          การพัวพัน, ความผูกพัน (กับงานหรือหน้าที่)}

    (e) blunder    (ความผิดพลาด)

    (f) solace    (ซ้อล-ลิส)  (การปลอบใจ, การปลอบขวัญ, การปลอบ, สิ่งปลอบใจ, สิ่งปลอบ

          ขวัญ, การหย่อนใจ, สิ่งหย่อนใจ, สิ่งบรรเทาทุกข์)

    (g) costume    (คอส-ทูม)  (เครื่องแต่งกาย, เสื้อผ้าอาภรณ์)

    (h) commodity    (สินค้า, ของใช้ประจำ, ปริมาณหรือจำนวนหนึ่งของสินค้า, ผลิตภัณฑ์เกษตร

          หรือเหมืองแร่, ของที่มีประโยชน์, ผลประโยชน์ส่วนตัว)

5. According to paragraph 1, most people seem to share the idea that ____________________.

(ตามที่กล่าวไว้ในพารากราฟ ๑,  ผู้คนส่วนใหญ่ดูเหมือนจะมีความคิดเหมือนกันว่า ___________)

    (a) doctors are gods    (แพทย์คือพระเจ้า)

    (b) religion is a myth    (ศาสนาคือนิทานปรัมปรา-นิยายโบราณ-นิยายหรือตำนานที่เล่าต่อๆ

          กันมา)  (ดูคำตอบจากประโยคแรกของพารากราฟแรกที่กล่าวว่า  “ตรงกันข้ามกับความคิด

          เห็น (ความเชื่อ) ที่ยึดถือกันอย่างแพร่หลาย (กว้างขวาง) ว่าศาสนามิได้เป็นอะไรมากไป

          กว่ากลุ่มของนิทานปรัม ปรา (นิยายโบราณ) และเทพนิยาย  ซึ่งผู้คนที่อ่อนแอหันไปหา

          เพื่อการปลอบใจ (การปลอบโยน),  แพทย์บางคน .......................”  ซึ่งหมายถึง  คนส่วน

          ใหญ่มีความเห็นเหมือนกันว่า  ศาสนาคือนิทานปรัมปรา)

    (c) religion provides comfort to all people    (ศาสนาให้การปลอบใจกับทุกคน)

    (d) faith is necessary for good health    (ความเชื่อในศาสนา – ความเลื่อมใสศรัทธา – เป็นสิ่งจำ

          เป็นสำหรับสุขภาพที่ดี)

6. “association” in the second paragraph could best be replaced by _____________________.

(“ความสัมพันธ์, สมาคม, บริษัท, การร่วมกัน, สหภาพ, การสังสรรค์, การเชื่อมติดกัน”  ในพารากราฟ ๒  สามารถแทนดีที่สุดโดย __________________)

    (a) extravagance    (ความฟุ่มเฟือย, ความสุรุ่ยสุร่าย, ความมากเกินไป)

    (b) abundance    (ความอุดมสมบูรณ์, ภาวะล้นเหลือ)

    (c) duplicity    (ดิว-พลิส-ซิ-ที่)  (การตีสองหน้า, การหลอกลวง, ความไม่ซื่อตรง)

    (d) deference    (เด๊ฟ-เฟอะ-เริ่นซ)  (การเคารพนับถือ, การยอมตาม, การคล้อยตาม, การอนุโลม,

          การเชื่อฟัง) 

    (e) relationship    (ความสัมพันธ์, ความเกี่ยวพัน, ความเกี่ยวดอง, ความเกี่ยวข้องกัน,

         ความเป็นญาติกัน)

    (f) restoration    (การปฏิสังขรณ์, การบูรณะ, การซ่อมแซม, การทำให้กลับคืนสู่สภาพเดิม)

    (g) erection    (การก่อสร้าง, สิ่งก่อสร้าง, การตั้งตรง, การตั้งชัน, การลุก, การชู)

    (h) extension    (การขยายออก, การต่อเติม, ส่วนที่ต่อเติม)

7. The word “operations” in paragraph 2 is closest in meaning to _______________________.

(คำว่า  “การผ่าตัด, ศัลยกรรม, การกระทำ, การทำงาน, ปฏิบัติการ, การเดินเครื่อง, การหมุนเครื่อง, การสู้รบ, กิจการ, กิจการทางธุรกิจ, ปฏิบัติการทางทหาร, ยุทธการ”  ในพารากราฟ ๒  ใกล้เคียงที่สุดในความหมายกับ _________________)

    (a) operators    (ผู้คุมเครื่อง, ช่างคนงาน, ผู้ปฏิบัติการ, พนักงานโทรศัพท์, พนักงานต่อโทรศัพท์,

          พนักงานขับรถ, ผู้ทำศัลยกรรม, ผู้ดำเนินกิจการทางอุตสาหกรรม)

    (b) constructions    (การก่อสร้าง, วิธีการก่อสร้าง, สิ่งปลูกสร้าง)

    (c) confirmations    (การยืนยัน, การรับรอง)

    (d) verifications    (การพิสูจน์ความจริง, การตรวจสอบความจริง, การยืนยันความจริง, การค้นหาความจริง)

    (e) surgeries    (การผ่าตัด, ศัลยกรรม, ศัลยศาสตร์, ห้องศัลยกรรม, ห้องผ่าตัด, ห้องแพทย์,

          ห้องตรวจโรคและจ่ายยา)

    (f) resolutions    (การตกลงใจ, การตัดสินใจ, มติ, การลงมติ, การแยกวิเคราะห์, การแยกสลาย)

    (g) disclosures    (การเปิดเผย)

    (h) erosions    (การกัดกร่อน, การทำให้สึกกร่อน)

8. The word “Adolescents” in paragraph 2 refers to ________________________________.

(คำว่า  “วัยรุ่น, หนุ่มสาว”  ในพารากราฟ ๒  หมายถึง _______________________________)

    (a) violations    (การฝ่าฝืน, การละเมิด)

    (b) injunctions    (คำสั่ง, คำสั่งศาล, คำตักเตือน)

    (c) remedies    (เร้ม-เม-ดี้)  (การรักษา, วิธีการรักษา, วิธีการแก้ไข, ยา, สิ่งที่ใช้ในการรักษาหรือแก้ไข)

    (d) tendencies    (แนวโน้ม, ความโน้มเอียง)

    (e) oppositions    (การต่อต้าน, การคัดค้าน, การขัดขวาง, การขัดแย้ง, การไม่เห็นด้วย, การเป็นปรปักษ์)

    (f) youths    (ยูธ)  (คนหนุ่มคนสาว, เด็กหนุ่มสาว, ยุวชน, วัยหนุ่มวัยสาว, ความเป็นหนุ่มเป็นสาว,

          พลังหนุ่มพลังสาว, ระยะแรกเริ่ม)

    (g) remunerations    (ค่าตอบแทน, การตอบแทน, การจ่ายเงิน, การให้รางวัล, การชดเชย)

    (h) collaborations    (ความร่วมมือ) 

9. The second paragraph mainly discusses ________________________________________.

(พารากราฟ ๒  ส่วนใหญ่พูดเกี่ยวกับ ________________________________________)

    (a) various religious activities    (กิจกรรมทางศาสนาที่หลากหลาย)

    (b) the benefits of religion on health    (ประโยชน์ของศาสนาที่มีต่อสุขภาพ)  (ดูคำตอบจาก

          ประโยคแรกของพารากราฟ ๒ ที่กล่าวว่า  “ในช่วงทศวรรษที่ผ่านมา  นักวิจัยด้านการแพทย์

          ได้รายงานความสัมพันธ์ซึ่งมีนัยสำคัญทางสถิติ  ระหว่างสุขภาพและศาสนา ....................” 

          ส่วนข้อความต่อๆ มาจนจบพารากราฟเป็นการยกตัวอย่างประกอบ)

    (c) the different practices among teenagers and adults    (การปฏิบัติที่แตกต่างกันระหว่างเด็กวัยรุ่น

          และผู้ใหญ่)

    (d) an overview of medical research during the last ten years    (การสำรวจอย่างกว้างๆ ด้านการ

          วิจัยทางการแพทย์  ในช่วง ๑๐ ปีที่ผ่านมา)

10. In the third paragraph, “abuse” means ________________________________________.

(ในพารากราฟ ๓,  “การใช้ในทางที่ผิด, การใช้แบบเป็นโทษ, การข่มขืนกระทำชำเรา”  หมายถึง ___

______________)

      (a) cure    (คิ้ว-เออะ)  (การรักษาให้หาย, วิธีการรักษาให้หาย, การรักษาที่ได้ผล)  (เมื่อเป็นคำกริยา

            หมายถึง  “รักษาให้หาย, บำบัดให้หาย, แก้ให้หาย, เยียวยา, บังเกิดผลในการบำบัดรักษา”)

      (b) hindrance    (อุปสรรค, สิ่งกีดขวาง)

      (c) panic    (การตกใจกลัว, ความหวาดกลัว, ความอกสั่นขวัญหาย, ตกใจกลัว, อกสั่นขวัญหาย)

      (d) invasion     (อิน-เว้-ชั่น)  {การรุกราน, การบุกรุก, การถลันเข้าไป, การแพร่ (ของกาซ, โรค)}

      (e) peril    (อันตราย, ภัย)

      (f) misuse    (การใช้ในทางที่ผิดหรือไม่สมควร)

      (g) riddle    (ปริศนา, สิ่งที่ทำให้ฉงน, คำปริศนา, บุคคลที่เป็นปริศนา, ปัญหา, คำถามที่ทำให้งง)

      (h) acumen    (อะ-คู้-เม่น)  (ไหวพริบและความเฉียบแหลม)

11. The word “suicide” in paragraph 3 may be replaced by ____________________________.

(คำว่า  “การฆ่าตัวตาย, อัตวินิบาตกรรม, การฆ่าตัวเอง, การทำลายตัวเอง, การทำลายผลประโยชน์หรืออนาคตของตัวเอง”  ในพารากราฟ ๓  อาจแทนโดย ________________)

      (a) adversary    (ศัตรู, ปรปักษ์)

      (b) conflict    (ความขัดแย้ง)

      (c) talisman    (แท้-ลิส-มั่น)  (เครื่องราง, ของขลัง, สิ่งที่นำโชค)

      (d) delight    (ดิ-ไล้ท)  (ความรื่นรมย์, ความพอใจ, ความบันเทิงใจ)  (ถ้าเป็นคำกริยา  หมายถึง  “

            รื่นรมย์, พอใจ, บันเทิงใจ, ทำให้รื่นรมย์-พอใจ-บันเทิงใจ”)

      (e) comrade    (ค้อม-เรด หรือ ค้อม-ริด)  (สหาย, มิตร, เพื่อนสนิท, เพื่อนสมาชิก, สมาชิกพรรค

           คอมมิวนิสต์)

      (f) defect    (ข้อบกพร่อง, ข้อไม่ดี, ข้อเสีย)

      (g) self-murder or self-destruction    (การฆ่าตัวเองหรือการทำลายตัวเอง)

      (h) paucity    (พ้อ-ซะ-ที่)  (ความขาดแคลน, ความขัดสน, ความยากจน, ความแร้นแค้น, จำนวนเล็กน้อย)

12. “multifaceted” in paragraph 3 is closest in meaning to __________________________.

(“หลายด้าน, หลายแง่มุม”  ในพารากราฟ ๓  ใกล้เคียงที่สุดในความหมายกับ _____________)

      (a) multipurpose    (อเนกประสงค์)

      (b) convincing    (น่าเชื่อถือ, จูงใจให้เชื่อ)

      (c) affluent    (มั่งคั่ง, ร่ำรวย, มากมาย)

      (d) influential    (มีอิทธิพล, มีอำนาจชักจูง, มีผลกระทบกระเทือน, มีผลสะท้อน)

      (e) immense    (ใหญ่มาก, มหึมา, มโหฬาร, มากมาย, กว้างขวาง, ไม่มีขอบเขต)

      (f) multifarious    (หลาย, หลากหลาย, ต่างๆ นาๆ, ซึ่งมีหลายส่วนหรือรูปแบบต่างๆ กัน)

      (g) crucial    (สำคัญมาก, เกี่ยวกับความเป็นความตาย, ถึงพริกถึงขิง, เด็ดขาด, ซึ่งชี้ขาด, รุนแรง)

      (h) economical    (ประหยัด, มัธยัสถ์, กระเหม็ดกระแหม่)

13. The word “expenditures” in paragraph 3 is similar in meaning to _____________________.

(คำว่า  “ค่าใช้จ่าย, การใช้จ่าย, การใช้, งบประมาณ”  ในพารากราฟ ๓  มีความหมายเหมือนกับ ____

___________)

      (a) cutbacks    (การตัดทอน, การลดลง)

      (b) improvements    (การปรับปรุง, การทำให้ดีขึ้น)

      (c) tasks    (ทาสค)  (งาน, งานหนัก, เรื่องที่ยาก, ภาระหน้าที่)

      (d) debts    (เด็ทส)  (หนี้สิน)

      (e) expenses    (ค่าใช้จ่าย, การใช้จ่าย, ค่าโสหุ้ย, ค่าเสียหาย, ความสิ้นเปลือง, การสละ)

      (f) junctures    (ช่วงเวลา, จุดเชื่อมต่อ, จุดประสาน, ชุมทาง, ที่บรรจบ, สิ่งเชื่อมต่อ, หัวต่อ, วิกฤตการณ์)

      (g) vacations    (การเดินทางไปเที่ยววันหยุดพักผ่อน)

      (h) vocations    (อาชีพ, ความต้องการอย่างมากในการประกอบอาชีพ, หน้าที่ของบุคคลหนึ่งที่ได้รับ

            มอบหมายจากพระเจ้า)

14. What does “hospitalizations” in paragraph 3 mean?

(คำว่า  “การรักษาตัวในโรงพยาบาล, การนำเข้ารักษาในโรงพยาบาล”  ในพารากราฟ ๓  หมายถึงอะไร)

      (a) hospitalities    (ความเอื้อเฟื้อเผื่อแผ่, ความมีมิตรไมตรีจิต, ความมีใจเมตตากรุณา, ความมีใจต้อน

            รับขับสู้แขกของเจ้าบ้าน)

      (b) impudence    (อิ๊ม-พิว-เดิ้นซ)  (ความทะลึ่ง, ความยโส, ความโอหัง, ความอวดดี, ภาษาหรือคำพูด

            ที่ทะลึ่งหรือยโส)  

      (c) seclusions    (ซี-คลู้-ชั่น)  (การแยกตัว, การเก็บตัว, การตัดขาดจากโลกภายนอก, การแยกตัวมาอยู่

            อย่างสันโดษ, ความสันโดษ, สถานที่สันโดษ) 

      (d) treatments in a hospital    (การรักษาตัวในโรงพยาบาล)

      (e) humilities    (ฮิว-มิ้ล-ลิ-ที่)  (ความนอบน้อม, ความถ่อมตัว) 

      (f) pinnacles    (พิ้น-นะ-เคิ่ล)  (ยอด, จุดสุดยอด, ขีดสุด, ยอดภูเขา เจดีย์ ตึก หอ หรืออื่นๆ,

            ส่วนที่เป็นยอดแหลม) 

      (g) maledictions    (แมล-ละ-ดิ๊ค-ชั่น)  (การด่า, การแช่งด่า, การสาปแช่ง)  

      (h) havocs    (แฮ้ฟ-วอค)  (ความหายนะ, ความฉิบหาย, ความเสียหาย) 

15. “associates” in paragraph 4 refers to _________________________________________.

(“พวก, เพื่อน, สมัครพรรคพวก, ผู้ร่วมงาน, มิตรสหาย, ภาคี, ภาคีสมาชิก, ผู้ช่วย, รอง, ผู้เป็นรอง”  ในพารากราฟ ๔  หมายถึง ________________)

      (a) enigmas    (อิ-นิ้ก-ม่ะ)  (ปริศนา, คำพูดปริศนา, คนลึกลับ, สิ่งที่น่าฉงนสนเท่ห์) 

      (b) labyrinths    (แล้บ-บิ-รินธ)  (ทางวกวน, เขาวงกต, สิ่งที่วกเวียน, ความยุ่งยากสับสน, ห้องหูชั้นใน) 

      (c) sermons    (เซ้อร์-เมิ่น)  (การเทศนา, การสอน, การให้โอวาท)

      (d) accolades    (แอ๊ค-โค-เลด)  (รางวัล, เกียรติยศ) 

      (e) colleagues    (ค้อล-ลีก)  (ผู้ร่วมงาน, เพื่อนร่วมงาน)

      (f) aphorisms    (แอ๊ฟ-โฟ-ริส-ซึ่ม)  (คติพจน์, คำพังเพย, สุภาษิต) 

      (g) effigies    (เอ๊ฟ-ฟิ-จี้)  (หุ่นหรือรูปจำลองเพื่อล้อเลียน เสียดสี หรือประณาม)

      (h) vicissitudes    (วิ-ซิ้ส-ซิ-ทิ้วด)  (ความขึ้นๆลงๆ, การเปลี่ยนแปลง, การผันแปร, การหมุนเวียน,

            การสับเปลี่ยน)

16. The word “beneficial” in paragraph 4 may be replaced by __________________________.

(คำว่า  “มีประโยชน์, เป็นประโยชน์, เป็นผลดี”  ในพารากราฟ ๔  อาจแทนโดย ______________)

      (a) competent    (มีความสามารถ ความชำนาญ ประสบการณ์ และคุณสมบัติที่เหมาะสมอื่นๆ)

      (b) brilliant    (บริ๊ล-เยิ่นท)  (ฉลาดมาก, หลักแหลมมาก, สุกใส, โชติช่วง, แวววาว) 

      (c) lethal    (ลี้-เธิ่ล)  (ถึงตาย, เป็นอันตรายถึงตาย, ร้ายแรง, ทำให้ตาย, เกี่ยวกับความตาย) 

      (d) advantageous    (มีประโยชน์, เป็นประโยชน์, ได้ประโยชน์, ได้กำไร)

      (e) negligible    (เล็กน้อย, ไม่สำคัญ, ขี้ปะติ๋ว, ไม่ต้องเอาใจใส่) 

      (f) insipid    (อิน-ซิ้พ-พิด)  (ไม่มีรสชาติ, (อาหาร) จืดชืด, ไม่น่าสนใจ, ไม่มีชีวิตชีวา, อ่อนแรง) 

      (g) bankrupt    (ล้มละลาย, สิ้นเนื้อประดาตัว, หมดสิ้น, (ศีลธรรม) เสื่อมเสีย)

      (h) impartial    (อิม-พ้าร์-เชิ่ล)  (ยุติธรรม, ไม่เอนเอียง, มีใจเป็นธรรม, ไม่เข้าข้างใคร, ไม่มีอคติ)

17. In the final paragraph, “virtually” can best be replaced by _________________________.

(ในพารากราฟสุดท้าย,  “โดยแท้จริง, โดยแก่นแท้, ในทางปฏิบัติ”  สามารถแทนดีที่สุดโดย ______

_________)

      (a) kindly    (อย่างกรุณา, อย่างอ่อนโยน, อย่างเป็นมิตร, อย่างจริงใจ, อย่างเห็นด้วย, โปรด, กรุณา)

      (b) initially    (อิ-นิช-เชิ่ล-ลิ่)  (ในตอนแรกเริ่ม, ในตอนแรก, ในตอนเริ่มต้น, ในเบื้องแรก, แต่ดั้งเดิม)

      (c) productively    (อย่างให้ผลดีหรือมาก, อย่างทำให้เกิดผล, มีอำนาจผลิต, อย่างอุดมสมบูรณ์)

      (d) stupendously    (สทู-เพ้น-ดัส-ลิ่)  (อย่างมหาศาล, อย่างใหญ่โตอย่างน่าทึ่ง, อย่างทำให้ประ

            หลาดใจ, อย่างทำให้มึนงง) 

      (e) unintentionally    (ไม่ได้ตั้งใจ, ไม่ได้เจตนา)

      (f) practically    (ในทางปฏิบัติ, ได้ผล, อย่างทำได้)

      (g) deliberately    (อย่างจงใจหรือเจตนาทำ)

      (h) atrociously    (อะ-โทร้-เชิส-ลิ่)  (อย่างโหดร้าย, อย่างทารุณ, อย่างชั่วร้าย, อย่างน่ากลัว,

            อย่างดุร้าย, อย่างเลวร้าย)  

18. What does “ignored” in the final paragraph mean?

(“ละเลย, ไม่สนใจ, ไม่เอาใจใส่, ไม่ยอมรับรู้”  ในพารากราฟสุดท้ายหมายถึงอะไร)

      (a) relinquished    (ริ-ลิ้ง-ควิช)  (สละ, ยกเลิก, ถอน, ปลดปล่อย) 

      (b) surpassed   (เซอ-พาส)  (เหนือกว่า, ดีกว่า, แซง, ขึ้นหน้า, ล้ำ,  เลย, เกิน, เลยเถิด, ข้าม) 

      (c) tempted   (ยั่วยวน, ล่อใจ, ล่อ, ยั่วใจ, หยั่งเชิง, ทดสอบ, ล่อให้ทำชั่ว) 

      (d) disregarded    (ไม่เอาใจใส่, ไม่สนใจ, ไม่นำพา, มองข้าม)

      (e) altered    (อ๊อล-เท่อะ)  (เปลี่ยนแปลง, แก้ไข, ดัดแปลง, ผันแปร) 

      (f) clarified    (แคล้-ริ-ไฟ)  (ทำให้กระจ่าง, ทำให้ชัดเจน, ทำให้เข้าใจง่ายขึ้น, ทำให้ใสสะอาด,

            ทำให้บริสุทธิ์) 

      (g) elaborated    (อิ-แล้บ-เบอะ-เร-ทิด)  (บรรยายอย่างละเอียด, สาธยาย, วางแผนอย่างละเอียด,

            ทำอย่างประณีต, เพิ่มรายละเอียด, ต่อเติมให้ละเอียด)  

      (h) litigated    (ลิ้ท-ทิ-เกท)  (ฟ้องร้อง, ดำเนินคดี, โต้แย้ง) 

19. According to Dr. Larson and associates, strengthening people’s religious belief can lead to ___

____________.

(ตามที่หมอลาร์สันและพวกกล่าว,  การทำให้ความเชื่อด้านศาสนาของผู้คนเข้มแข็งขึ้น  สามารถนำไปสู่ _________________)

      (a) more medical research    (การวิจัยทางการแพทย์เพิ่มมากขึ้น)

      (b) more communal co-operation    (ความร่วมมือในชุมชนเพิ่มมากขึ้น)

      (c) lower side-effects of addictive drugs    (ผลกระทบข้างเคียงของยาเสพย์ติดลดลง)

      (d) lower health-care costs    (ค่าใช้จ่ายเพื่อการดูแลสุขภาพลดลง)  (ดูคำตอบจากประโยค

            ที่ ๒ ของพารากราฟ ๓ ที่กล่าวว่า  “พวกเขา (หมอเดวิดและพวก) กล่าวว่า  การกระตุ้น

            (ส่งเสริม) (ให้มี) การผูกมัดด้านศาสนา (หมายถึง  การผูกมัดตนเองกับศาสนา)  สามารถ

            ให้วิธีการหลายด้าน (หลายแง่มุม) ในการลดค่าใช้จ่ายสำหรับการรักษา (การเยียวยา) การ

            ติดยาเสพย์ติด  และความผิดปกติทางจิต  ซึ่งนำไปสู่การรักษาตัวในโรงพยาบาลที่สั้นลง .....

            ....................)

 

(คำแปล)

ศาสนาและสุขภาพ

 

            ตรงกันข้าม (ต่อต้าน, ขัดกัน, ดื้อรั้น, เป็นมุมฉาก) (Contrary) กับความคิดเห็น (ความเชื่อ, ความนึกคิด, ความคิดโง่ๆ, ความคิดชั่วขณะหนึ่ง) (notion)  ที่ยึดถือกันอย่างแพร่หลาย (กว้างขวาง) (widely held) ว่าศาสนามิได้เป็นอะไรมากไปกว่า (religion is nothing more than) กลุ่ม (ช่อ, พวง, เครือ, พวก, ก้อน) (bunch) ของนิทานปรัมปรา (นิยายโบราณ, นิยายหรือตำนานที่เล่าต่อๆ กันมา, เรื่องที่แต่งขึ้น) (myths) และเทพนิยาย (fairy tales)  ซึ่งผู้คนที่อ่อนแอ (weak) หันไปหา (turn to) เพื่อการปลอบใจ (การปลอบโยน, คำปลอบโยน, สิ่งปลอบใจ, ผู้ปลอบใจ, ความอบอุ่นใจ) (comfort),  แพทย์บางคนกำลังกล่าวในปัจจุบันว่า  ความศรัทธาในพระเจ้า (belief in God) อาจจะดีต่อสุขภาพของคุณ (good for your health)

            ในช่วงทศวรรษ (decade) ที่ผ่านมา  นักวิจัยด้านการแพทย์ได้รายงานความสัมพันธ์ (สมาคม, บริษัท, การร่วมกัน, สหภาพ, การสังสรรค์, การเชื่อมติดกัน) (association)  ซึ่งมีนัยสำคัญทางสถิติ (statistically significant)  ระหว่างสุขภาพและศาสนา  กล่าวคือ  ผู้คนซึ่งสวดอ้อนวอน (สวดมนต์, อธิษฐาน, ภาวนา, ขอร้อง, วิงวอน) (pray),  ทำสมาธิ (ไตร่ตรอง, เพ่งพิจารณาดู, คิดคำนึง, วางแผน) (meditate)),  และไปโบสถ์ (go to church)  ไม่เพียงแต่มีความต้านทาน (resistant) ต่อโรค (disease) ได้ดีกว่าเท่านั้น  แต่ยังมีชีวิตยืนยาวกว่า (live longer)  และฟื้นจากการผ่าตัด (recover from operations) ได้รวดเร็วกว่าอีกด้วย,  ส่วนวัยรุ่น (หนุ่มสาว) (Adolescents) ซึ่งมีความสัมพันธ์ (ความเชื่อมโยง) ทางศาสนา (religious ties) ที่มั่นคง (แข็งแรง, เข้มแข็ง, แข็งแกร่ง, กล้าหาญ, เด็ดเดี่ยว) (strong)  จะประสบ (มีประสบการณ์, พบ, รู้สึก)  (experience) ปัญหาน้อยกว่า ๔๐ – ๖๐ เปอร์เซ็นต์ในเรื่องยาเสพย์ติด (drugs)  และการมีเพศสัมพันธ์ก่อนแต่งงาน (premarital sex) (หมายถึง  มีปัญหาในเรื่องทั้ง ๒ น้อยกว่าวัยรุ่นที่ไม่สนใจศาสนา  ราว ๔๐ – ๖๐ เปอร์เซ็นต์)

            นายแพทย์เดวิด ลาร์สัน,  ประธานสถาบันวิจัยการดูแลเอาใจใส่สุขภาพแห่งชาติ  และ ๒ นักวิจัย  คือ  แมรี่ มิลาโน และ คอนสแตนซ แบรี่  ได้วิเคราะห์ (analyzed) ข้อมูลทางวิทยาศาสตร์เกี่ยวกับผลกระทบ (effects) ของศาสนาในหลายๆ ด้าน (in a number of areas)  รวมทั้งการใช้สารเสพย์ติด (substance abuse),  โรคหัวใจ (heart disease),  การผ่าตัด (ศัลยกรรม, ศัลยศาสตร์, ห้องศัลยกรรม, ห้องผ่าตัด, ห้องแพทย์, ห้องตรวจโรคและจ่ายยา) (surgery),  ความสัมพันธ์ด้านการสมรส (marital relations),  และการฆ่าตัวตาย (suicide),  ทั้งนี้  พวกเขา (หมอเดวิดและพวก) กล่าวว่า  การกระตุ้น (ส่งเสริม, สนับสนุน, ให้กำลังใจ, ยุ) (Encouraging) (ให้มี) การผูกมัด (การเกี่ยวข้อง, การพัวพัน, การเข้าสู่สงคราม, การให้คำมั่นสัญญา, การกระทำความผิด) (commitment) ด้านศาสนา (หมายถึง  การผูกมัดตนเองกับศาสนา)  สามารถให้ (offer) วิธีการ (way) หลายด้าน (หลายแง่มุม) (multifaceted) ในการลด (reducing) ค่าใช้จ่าย (การใช้จ่าย, การใช้, งบประมาณ) (expenditures) สำหรับการรักษา (การเยียวยา, การปฏิบัติต่อ, การกระทำต่อ) (treatment) การติดยาเสพย์ติด (ภาวะติดยาเสพย์ติด) (addictions)  และความผิดปกติทางจิต (mental disorders) ได้  ซึ่งนำไปสู่ (leading to) การรักษาตัวในโรงพยาบาล (การนำเข้ารักษาในโรงพยาบาล) (hospitalizations) ที่สั้นลง (shortened)  ผ่านทาง (through) อัตราการหายป่วยที่เร็วยิ่งขึ้น (faster recovery rates)  และความต้องการซึ่งลดลง (decreased need) สำหรับยาตามใบสั่งแพทย์ (prescription drugs) ที่มีราคาแพง

            ลาร์สันและพวก (เพื่อน, สมัครพรรคพวก, ผู้ร่วมงาน, มิตรสหาย, ภาคี, ภาคีสมาชิก, ผู้ช่วย, รอง, ผู้เป็นรอง) (associates) แนะนำ (บอกเป็นนัย) (suggest) ว่า  เรื่องจิตวิญญาณ (เรื่องจิตใจ, เรื่องวิญญาณ, เรื่องภูตผีปีศาจ, เรื่องความรู้สึกนึกคิด) (spirituality) ควรมีส่วน (บทบาท) มากยิ่งขึ้น (play a greater part) ในการเอาใจใส่ดูแล (care) และการป้องกัน (prevention) ความผิดปกติ (ความไม่เป็นระเบียบ, ความยุ่งเหยิง, ความสับสน) (disorders) ทางกาย (ทางกายภาพ) (physical) และทางใจ (ทางจิต) (mental),  อย่างไรก็ตาม (Yet)  ผลกระทบด้านสุขภาพ (health effects) ที่มีประโยชน์ (เป็นประโยชน์, เป็นผลดี) (beneficial) ของการผูกมัด (การเกี่ยวพัน) ด้านศาสนา (religious commitment) (หมายถึง  การนับถือศาสนา)  โดยแท้จริง (โดยแก่นแท้, ในทางปฏิบัติ) (virtually) แล้ว  ได้ถูกละเลย (ไม่สนใจ, ไม่ยอมรับรู้) (ignored) โดยคนส่วนใหญ่ (most) ในวงการแพทย์ (medical community)

 

เรียน   ท่านผู้ติดตามอ่านเว็บไซต์  “everydayenglish.pwa.co.th                  

 

                ถ้าท่านมีคำแนะนำให้ปรับปรุงเว็บไซต์นี้ประการใด  กรุณาส่ง e-mail ไปที่  ดร. วัชรินทร์  ภูเขาทอง  อดีต  ผอ. สำนักวิทยาการ  การประปาส่วนภูมิภาค  ผู้จัดทำเว็บไซต์นี้  ตาม  “Address”  (โปรดระบุหัวเรื่องด้วยว่า  “ปรับปรุงเว็บไซต์”)   เพื่อที่ผู้จัดทำฯ จะได้ปรับปรุงเนื้อหาได้ตรงตามความประสงค์ของผู้อ่านเว็บไซต์นี้ต่อไป

 

 

 

 

Pages

Subscribe to RSS - หมวดข้อสอบ READING