หมวดข้อสอบ READING

หมวดข้อสอบ READING (ตอนที่ 91)

การประปาส่วนภูมิภาค  “มุ่ง-มั่น-เพื่อปวงชน”

 

DirectionRead the following passage and choose the best answer for each question.

(จงอ่านบทความต่อไปนี้  และเลือกคำตอบที่ดีที่สุดสำหรับแต่ละคำถาม)

 

The Evolution of Man

 

          It is timely to remind ourselves that history did not begin yesterday, or end then.  Man is an evolved being whose evolution is still going on.  We are creatures like others in course of change, and we are unlike the others mainly in our rate and range of change.  Very recent studies of the protein chemistry of primates suggest that we and the chimpanzee were one stock no longer than ten to twenty million years ago, so that our evolution has gone prodigiously fast (particularly in the growth of our brain in the last million years).  By contrast, such social insects as the ants have remained quite unchanged for at least fifty million years, locked in their rigid hierarchies in which function is fixed by structure.

          We have to face the logic of life, which is that species reach a steady state, and stop evolving, only when the individuals fall into uniform and indeed identical types.  By contrast, evolution goes on if there is a pool of viable mutations, which can express themselves in structures and in behavior different from the normal; so that it is reasonable to prophesy that the more variable the members of a species are, the more freely and unexpectedly will it evolve.  If we are opposed to stereotypes and to conformity, if we value variety in human beings, we cannot be squeamish in admitting that, as a consequence, man will go on evolving quite strangely.

 

1. When the author talks about “creatures” in paragraph 1, he includes __________________.

(เมื่อผู้เขียนพูดเกี่ยวกับ “สัตว์” ในพารากราฟ ๑, เขารวมถึง __________________________)

    (a) only man    (มนุษย์เท่านั้น)

    (b) only mammals    (สัตว์เลี้ยงลูกด้วยนมเท่านั้น)

    (c) other animals but not man    (สัตว์อื่นๆ แต่มิใช่มนุษย์)

    (d) man as well as other animals    (มนุษย์เช่นเดียวกับสัตว์อื่นๆ)

2. In the first paragraph, “timely” refers to ________________________________________.

(ในพารากราฟแรก,  “เป็นเวลาที่เหมาะสม, ถูกกาลเทศะ, ทันกาลทันเวลา”  หมายถึง ____________)

    (a) timeless    (ถาวร, นิรันดร, ตลอดไป, ไม่จำกัดเวลา, ไม่มีจุดเริ่มต้นและไม่มีที่สิ้นสุด)

    (b) timesaving    (ประหยัดเวลา, ย่นเวลา)

    (c) timing    (การจับเวลา, การเลือกเวลาที่เหมาะสมที่สุด, การคำนวณเวลา, การควบคุมความเร็ว,

           การควบคุมจังหวะ)

    (d) obsolete    (ล้าสมัย, เลิกใช้แล้ว)

    (e) intimate    (คุ้นเคย, ใกล้ชิด, สนิทสนม, ลึกซึ้ง, ที่สนิทสนมในทางเพศ)  (เมื่อเป็นคำนาม  หมายถึง 

          “เพื่อนสนิท”)

    (f) controversial    (ซึ่งถกเถียงกัน-โต้แย้งกัน, ซึ่งมีปัญหา, ซึ่งยังเถียง-ทะเลาะกันอยู่)

    (g) well-timed or appropriate    (เป็นเวลาที่ดี หรือเหมาะสม)

    (h) unexpected    (ไม่คาดฝัน, ไม่ได้คาดคิดมาก่อน, นึกไม่ถึง, ประหลาดใจ, ฉับพลัน)

    (i) ambitious    (ทะเยอทะยาน, มักใหญ่ใฝ่สูง)

3. “remind” in paragraph 1 means ______________________________________________.

(“เตือนความจำ, เตือน, เตือนให้ระลึกถึง, ทำให้จำได้”  ในพารากราฟ ๑  หมายถึง ______________)

    (a) overcome    (เอาชนะ, มีชัย, พิชิต, ข่มขวัญ, ครอบงำ)

    (b) compel    (บังคับ, ทำให้ต้อง)

    (c) escalate    (ขยายตัว, ลุกลาม, ขยายวงกว้าง)

    (d) decline    (ลดลง, เสื่อมลง, ปฏิเสธ)

    (e) fluctuate    (เปลี่ยนแปลง, ขึ้นๆลงๆ)

    (f) disseminate    (เผยแพร่, แพร่กระจาย, ทำให้กระจัดกระจาย)

    (g) denote    (บ่งชี้, แสดงถึง, เป็นเครื่องหมาย, ชี้แนะ)

    (h) bring to mind    (เตือนความทรงจำ, เตือนให้นึกถึง)

4. The word “evolution” in paragraph 1 could best be replaced by ______________________.

(คำว่า  “วิวัฒนาการ, พัฒนาการ, การค่อยๆ ปรากฏขึ้น, ความก้าวหน้า, การเจริญเติบโต”  ในพารากราฟ ๑  สามารถแทนดีที่สุดโดย _____________)

    (a) expedition    (การเดินทาง, คณะผู้เดินทาง, ความว่องไวหรือรวดเร็ว)

    (b) adventure    (การผจญภัย, การเสี่ยงภัย, ประสบการณ์ที่ตื่นเต้น, อันตรายที่คาดไม่ถึง, ความตื่นเต้น)

    (c) endurance    (ความอดทน, ความทนทาน, ความอดกลั้น)

    (d) intelligence    (สติปัญญา, ความเฉลียวฉลาด, ข่าวกรอง, การสืบราชการลับ)

    (e) attempt    (ความพยายาม)

    (f) development    (วิวัฒนาการ, พัฒนาการ, การพัฒนา, ความก้าวหน้า, ภาวะที่ค่อยๆ

           ปรากฏชัดขึ้น)

    (g) attribute    (คุณสมบัติ, คุณลักษณะ)

    (h) proficiency    (ความเชี่ยวชาญ, ความชำนาญ, ความคล่องแคล่ว)

5. From the passage we learn that ______________________________________________,

(จากเนื้อเรื่อง – บทความ – เราเรียนรู้ว่า ______________________________________)

    (a) man changes unceasingly but slowly    (มนุษย์เปลี่ยนแปลงอย่างไม่หยุดหย่อน  แต่อย่างช้า)

    (b) man changes rapidly and consciously    (มนุษย์เปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว  และอย่างรู้สึกตัว)

    (c) man changes faster than any other animal    (มนุษย์เปลี่ยนแปลงเร็วกว่าสัตว์อื่นใด)  (ดูคำ

           ตอบจากประโยคที่ ๔ ของพารากราฟแรกที่กล่าวว่า  “การศึกษาเมื่อเร็วๆ มานี้เกี่ยวกับคุณสม

           บัติหรือปฏิกิริยาทางเคมีของโปรตีนของสัตว์เลี้ยงลูกด้วยนมประเภทคน, ลิงและตัวลีเมอร์

           เสนอว่า  เรา (มนุษย์) และลิงชิมแปนซีเป็นพันธุ์สัตว์ (ตระกูล) ที่มีอายุไม่นานไปกว่า ๑๐ – ๒๐

           ล้านปีล่วงมาแล้ว  ดังนั้น  วิวัฒนาการของเราได้ดำเนินไปอย่างรวดเร็วอย่างยิ่ง (โดยเฉพาะใน

           การเจริญเติบโตของสมองของเราในช่วง ๑ ล้านปีที่ผ่านมา))

    (d) man and the chimpanzee change at the same speed    (มนุษย์และลิงชิมแปนซีเปลี่ยนแปลงด้วย

           ความเร็วเท่ากัน)

6. Information about the rate of human evolution in this passage comes from the field of _________.

(ข้อมูล-ข่าวสารเกี่ยวกับอัตราวิวัฒนาการของมนุษย์ในเนื้อเรื่องนี้  มาจากสาขาของ _____________)

    (a) logic    (ตรรก, ตรรกวิทยา)

    (b) history    (ประวัติศาสตร์)

    (c) chemistry    (วิชาเคมี, คุณสมบัติหรือปฏิกิริยาทางเคมี)  (ดูคำตอบจากประโยคที่ ๔ ของพารา

           กราฟแรกที่กล่าวว่า  “การศึกษาเมื่อเร็วๆ มานี้เกี่ยวกับคุณสมบัติหรือปฏิกิริยาทางเคมีของโปร

           ตีนของสัตว์เลี้ยงลูกด้วยนมประเภทคน, ลิงและตัวลีเมอร์  เสนอว่า  เรา (มนุษย์) และลิงชิมแปน

           ซีเป็นพันธุ์สัตว์ (ตระกูล) ที่มีอายุไม่นานไปกว่า ๑๐ – ๒๐ ล้านปีล่วงมาแล้ว  ดังนั้น  วิวัฒนาการ

           ของเราได้ดำเนินไปอย่างรวดเร็วอย่างยิ่ง”)

    (d) social studies    (การศึกษาทางด้านสังคม)

7. When the author talks about “primates” in paragraph 1, he refers to ____________________.

(เมื่อผู้เขียนพูดเกี่ยวกับ  “สัตว์เลี้ยงลูกด้วยนมประเภทคน, ลิงและตัวลีเมอร์”  ในพารากราฟ ๑,  เขาหมายถึง ____________)

    (a) chimpanzees    (ลิงชิมแปนซี)

    (b) human beings    (มนุษย์)

    (c) all creatures    (สัตว์ทั้งหมด)

    (d) both man and the chimpanzee    (ทั้งมนุษย์และลิงชิมแปนซี)  (ดูคำตอบจากประโยคที่ ๔

           ของพารากราฟแรกที่กล่าวว่า  “การศึกษาเมื่อเร็วๆ มานี้เกี่ยวกับคุณสมบัติหรือปฏิกิริยาทาง

           เคมีของโปรตีนของสัตว์เลี้ยงลูกด้วยนมประเภทคน, ลิงและตัวลีเมอร์  เสนอว่า  เรา (มนุษย์)

           และลิงชิมแปนซีเป็นพันธุ์สัตว์ (ตระกูล) ที่มีอายุไม่นานไปกว่า ๑๐ – ๒๐ ล้านปีล่วงมาแล้ว ....

           ................”)

8. According to the passage certain kinds of evolution, even when they involve a period of ___________ million years, can still be considered “fast”.

(ตามที่เนื้อเรื่องกล่าว,  การวิวัฒนาการบางชนิด,  แม้กระทั่งเมื่อมันเกี่ยวข้องกับช่วงเวลา  ____________ ล้านปี,  ยังสามารถที่จะถูกถือว่า “เร็ว”)

    (a) ten    (สิบ)

    (b) one    (หนึ่ง)  (ดูคำตอบจากประโยคที่ ๔ ของพารากราฟแรกที่กล่าวว่า  “การศึกษาเมื่อเร็วๆ

           มานี้เกี่ยวกับคุณสมบัติหรือปฏิกิริยาทางเคมีของโปรตีนของสัตว์เลี้ยงลูกด้วยนมประเภทคน,

           ลิงและตัวลีเมอร์  เสนอว่า  เรา (มนุษย์) และลิงชิมแปนซีเป็นพันธุ์สัตว์ (ตระกูล) ที่มีอายุไม่นาน

           ไปกว่า ๑๐ – ๒๐ ล้านปีล่วงมาแล้ว  ดังนั้น  วิวัฒนาการของเราได้ดำเนินไปอย่างรวดเร็วอย่างยิ่ง

            (โดยเฉพาะในการเจริญเติบโตของสมองของเราในช่วง ๑ ล้านปีที่ผ่านมา)”  ซึ่งหมายถึงว่า 

            วิวัฒนาการของสมองมนุษย์ดำเนินไปอย่างรวดเร็วมาก  ในช่วง ๑ ล้านปีที่ผ่านมา)

    (c) fifty    (ห้าสิบ)

    (d) twenty    (ยี่สิบ) 

9. “identical” in the second paragraph refers to ____________________________________.

(“เหมือนกันทุกอย่าง, เหมือนกัน, อย่างเดียวกัน”  ในพารากราฟ ๒  หมายถึง _________________)

    (a) reliable   (ไว้วางใจได้, เชื่อถือได้, น่าเชื่อถือ)

    (b) judicious    (ฉลาด, รอบคอบ, สุขุม, มีเหตุมีผล, เหมาะสม, สมควร)

    (c) equivocal    (คลุมเครือ, กำกวม, มี ๒ นัย, มีเล่ห์นัย, ไม่แน่นอน, ไม่แน่ชัด, น่าสงสัย)

    (d) futile    (ไร้ผล, ไม่มีประโยชน์, หาความจริงไม่ได้, ขี้ปะติ๋ว, ไม่สำคัญ)

    (e) same    (เหมือนกัน, อย่างเดียวกัน, อันเดียวกัน, เช่นเดียวกัน, เท่ากัน, อย่างเก่า, ทำนอง

           เดียวกัน, ไม่เปลี่ยนแปลง, ไม่มีอะไรแปลกใหม่)

    (f) ambidextrous    (แอม-บิ-เด๊คซ-ทรัส)  (ถนัดทั้ง ๒ มือ, คล่องแคล่ว, ชำนาญมาก, ตี ๒ หน้า, หลอกลวง)

    (g) moderate    (ปานกลาง, พอสมควร, พอประมาณ, ไม่รุนแรง, ไม่มากเกินไป, เพลาๆ)

    (h) malevolent    (มะ-เลฟ-โว-เลิ่นท)  (ประสงค์ร้าย, มุ่งร้าย, เป็นอันตราย, ชั่ว, เลว)

    (i) eccentric    (ผิดปกติ, ประหลาด, พิกล, วิตถาร, เบี้ยว)

10. “mutations” in paragraph 2 is closest in meaning to ______________________________.

(“การเปลี่ยนแปลง, กระบวนการเปลี่ยนแปลง, การเปลี่ยนแปลงลักษณะของยีน, สิ่งที่เปลี่ยนแปลงหรือเปลี่ยนรูป”  ในพารากราฟ ๒  มีความหมายใกล้เคียงที่สุดกับ _____________)

      (a) objections    (การคัดค้าน, การไม่เห็นด้วย)

      (b) renovations    (การตกแต่งเสียใหม่, การปรับปรุงใหม่, การซ่อมแซม, การทำให้กลับคืนดีดังเดิม)

      (c) temptations    (การยั่วใจ, การล่อใจ, การล่อ, สิ่งล่อใจ)

      (d) alterations    (การเปลี่ยนแปลง)

      (e) negotiations    (การเจรจา)

      (f) expeditions    (เอค-สพิ-ดิ๊ช-ชั่น)  (การเดินทาง, การเดินทางเพื่อสำรวจ  ทำสงคราม หรืออื่นๆ, คณะผู้

            เดินทางดังกล่าว) 

      (g) assumptions    (ข้อสมมติฐาน)

      (h) capitulations    (คะ-พิ้ช-ชุ-เล้-ชั่น)  (การยอมแพ้, การยอมจำนน, การยินยอม, การหยุดต่อต้าน) 

11. Human evolution is shown in ________________________________________________.

(วิวัฒนาการของมนุษย์ถูกแสดงใน ___________________________________________)

      (a) variety and conformity    (ความหลากหลายและการทำอะไรที่เหมือนกับคนอื่นๆ)

      (b) uniformity and conformity    (ความเหมือนกันและการทำอะไรที่เหมือนกับคนอื่นๆ)

      (c) both structure and behavior    (ทั้งโครงสร้างและพฤติกรรม)  (ดูคำตอบจากประโยคที่ ๒

             ของพารากราฟ ๒ ที่กล่าวว่า  “ ในทางตรงกันข้าม (ในการเทียบเคียงเพื่อให้เห็นความแตก

             ต่างกัน)  การวิวัฒนาการจะดำเนินต่อไปถ้ามีจำนวนรวมของการเปลี่ยนแปลง  ที่สามารถ

             เจริญเติบโตหรือพัฒ นาได้  ซึ่งสามารถแสดงตัวเองในโครงสร้างและในพฤติกรรมที่แตก

             ต่างไปจากมาตรฐาน .......................)

      (d) both structure and its function    (ทั้งโครงสร้างและหน้าที่ของมัน)

12. The author states that members of a species will go on evolving _____________________.

(ผู้เขียนกล่าวว่า  สมาชิกของสัตว์พันธุ์หนึ่งจะวิวัฒนาการต่อไป ______________________)

      (a) if their environment changes    (ถ้าสภาพแวดล้อมของพวกมันเปลี่ยนแปลง)

      (b) as long as they vary from each other    (ตราบใดที่พวกมันแตกต่างจากกันและกัน)  (ดูคำ

             ตอบจากประโยคที่ ๒ ของพารากราฟ ๒ ที่กล่าวว่า  “ในทางตรงกันข้าม  การวิวัฒนาการจะ

             ดำเนินต่อไปถ้ามีจำนวนรวมของการเปลี่ยนแปลง  ที่สามารถเจริญเติบโตหรือพัฒนาได้  ซึ่ง

             สามารถแสดงตัวเองในโครงสร้างและในพฤติกรรมที่แตกต่างไปจากมาตรฐาน  ดังนั้น  มันจึง

             สมเหตุสมผลที่จะทำนายว่า  ยิ่งสมาชิกของสัตว์พันธุ์หนึ่งเปลี่ยนแปลงได้มากขึ้น  มัน (พันธุ์

             สัตว์นั้น) ก็จะยิ่งวิวัฒนาการได้อย่างอิสระ และอย่างไม่คาดฝันมากขึ้น)

      (c) as long as they are free to move around    (ตราบใดที่พวกมันมีอิสระที่เคลื่อนย้ายไปไหนมาไหนได้)

      (d) if they have a language to express themselves    (ถ้าพวกมันมีภาษาที่จะแสดงตัวเอง)

13. “it” in paragraph 2 (the second sentence) refers to ______________________________.

(มัน”  ในพารากราฟ ๒ (ประโยคที่ ๒) หมายถึง ________________________________)

      (a) member    (สมาชิก)

      (b) structure    (โครงสร้าง)

      (c) species    (พันธุ์สัตว์)  (ดูคำตอบจากประโยคที่ ๒ ของพารากราฟ ๒ ที่กล่าวว่า  “................

             ...... ดังนั้น  มันจึงสมเหตุสมผลที่จะทำนายว่า  ยิ่งสมาชิกของสัตว์พันธุ์หนึ่งเปลี่ยนแปลงได้

             มากขึ้น  มัน (พันธุ์สัตว์นั้น) ก็จะยิ่งวิวัฒนาการได้อย่างอิสระและอย่างไม่คาดฝันมากขึ้น)

      (d) behavior    (พฤติกรรม)

14. “opposed” in paragraph 2 is similar in meaning to _____________________________.

(“ไม่เห็นด้วย, คัดค้าน, ต่อต้าน, ขัดขวาง, เป็นปรปักษ์”  ในพารากราฟ ๒  มีความหมายเหมือนกับ ___________)

      (a) prohibited    (ห้าม, ขัดขวาง, ป้องกัน)

      (b) humiliated    (ฮิว-มิ้ล-ลี-เอท)  (ทำให้ขายหน้า, ทำให้เสียเกียรติ, ทำให้อัปยศ, ทำให้อดสูใจ)

      (c) resumed    (ดำเนินต่อไปใหม่, เริ่มต้นใหม่, กลับคืนใหม่, คืนสู่สภาพเดิม)

      (d) fascinated    (ทำให้หลงใหล, เป็นที่จับจิตจับใจแก่)

      (e) extinguished    {ดับ (ไฟ, ความอยาก, ความปรารถนา)}

      (f) resisted    (ต้าน, ต่อต้าน, ต้านทาน, สกัดกั้น, ทนต่อ, ขัดขืน, ขัดขวาง, อดกลั้น, ทน, อดทน)

      (g) offended    (ทำให้ขุ่นเคือง-ไม่พอใจ, กระทำผิด, ละเมิด, รุก, รุกราน)

      (h) clarified    (แคล้-ริ-ไฟ)  (ทำให้เข้าใจง่ายขึ้น, ทำให้ชัดเจน, ทำให้กระจ่าง, ทำให้บริสุทธิ์-ใสสะอาด)

      (i) proceeded    (กระทำต่อไป, ดำเนินการ, กระทำการ, ปฏิบัติ, ลงมือ, เริ่ม)

15. What does “squeamish” in paragraph 2 mean?

(“ตกใจง่าย, คลื่นไส้, อาเจียน, รู้สึกสะอิดสะเอียนได้ง่าย”  ในพารากราฟ ๒ หมายถึงอะไร)

      (a) prudent    (ฉลาด, มองการณ์ไกล, รอบคอบ, สุขุม, ระมัดระวัง, พิถีพิถัน, ประหยัด, มัธยัสถ์)

      (b) reckless    (สะเพร่า, ประมาท, ไม่เอาใจใส่)

      (c) ingenious    (อิน-เจ๊น-เยิส)  (เฉลียวฉลาด, ช่างประดิษฐ์, คล่องแคล่ว, ปราดเปรียว, เจ้าความคิด)

      (d) thrifty    (ประหยัด, มัธยัสถ์, ตระหนี่, รู้จักเก็บเงิน, ขี้เหนียว)

      (e) easily scared    (ตกใจง่าย)

      (f) dynamic    (กระตือรือร้น, มีประสิทธิภาพ)

      (g) affluent    (มั่งคั่ง, ร่ำรวย)

      (h) amiable    (เอ๊-มี-อะ-เบิ้ล)  (มีไมตรีจิต, สุภาพ,  อ่อนโยน, น่ารัก, ด้วยไมตรีจิต)

      (i) superstitious    (เชื่อถือโชคลาง, เชื่อไสยศาสตร์, เชื่องมงาย, ถือผีถือสาง, กลัวอย่างไม่มีเหตุผล  - 

           โดยเฉพาะด้านศาสนา)

16. The title which would best describe this passage is _______________________________.

(ชื่อเรื่องซึ่งจะบอก – พรรณนา – เรื่องนี้ได้ดีที่สุด คือ _____________________________)

      (a) The Nature of Man    (ธรรมชาติของมนุษย์)

      (b) Man, the Changing Animal    (มนุษย์, สัตว์ซึ่งเปลี่ยนแปลง)  (เนื้อเรื่องกล่าวถึงการวิวัฒนา

             การของมนุษย์  ซึ่งมีความแตกต่างจากสัตว์เนื่องมาจากศักยภาพของสมอง  ทั้งนี้  การที่

             มนุษย์มีการเปลี่ยนแปลงและแตกต่างกัน  และมีความหลากหลาย  พวกเขาก็จะวิวัฒนาการ

             ต่อไปได้อย่างมีอิสระและในแบบที่ไม่คาดฝันมากยิ่งขึ้น  ดังนั้น  มนุษย์จึงจะไม่หยุดวิวัฒนา

             การ  แต่จะเปลี่ยนแปลงไปเรื่อยๆ  ซึ่งต่างจากสัตว์ชนิดอื่น)

      (c) The Biological Evolution of Man    (การวิวัฒนาการทางชีววิทยาของมนุษย์)  (เรื่องนี้มิได้เน้นการ

             วิวัฒนาการทางด้านชีววิทยาของมนุษย์  เพียงแต่กล่าวถึงการศึกษาปฏิกิริยาทางเคมีของโปรตีนใน

             มนุษย์และลิงชิมแปนซีในพารากราฟแรก)

      (d) The Development of the Human Brain    (พัฒนาการของสมองมนุษย์)

 

(คำแปล)

วิวัฒนาการของมนุษย์

 

            มันเป็นเวลาที่เหมาะสม (ถูกกาลเทศะ, ทันกาลทันเวลา) (timely) ที่จะเตือนความจำ (เตือน, เตือนให้ระลึกถึง, ทำให้จำได้) (remind) ตัวเราเองว่า  ประวัติศาสตร์มิได้เริ่มต้นเมื่อวานนี้  หรือจบสิ้นเมื่อวานนี้  มนุษย์ (Man) เป็นสิ่งมีชีวิต (บุคคล, ชีวิต, การเป็นอยู่, การดำรงอยู่, สสาร, ธรรมชาติ) (being) ที่วิวัฒนาการได้ (evolved)  ผู้ซึ่งวิวัฒนาการ (พัฒนาการ, การค่อยๆ ปรากฏขึ้น, ความก้าวหน้า, การเจริญเติบโต) (evolution) ของเขายังคงดำเนินต่อไป (still going on),  เราเป็นสัตว์โลก (สัตว์, คน, บุคคล, สรรพสิ่งที่สร้างขึ้น, ทาส) (creatures) เหมือนกับสัตว์ประเภทอื่นๆ (like others) ในเส้นทางแห่งการเปลี่ยนแปลง (in course of change),  และเราไม่เหมือนกับ (unlike) สัตว์ประเภทอื่นๆ ส่วนใหญ่ (อย่างสำคัญ) (mainly) ในด้านอัตรา (rate) และขอบเขต (เขต, แถว, แนว, ช่องระยะ, ลำดับ, ทิว, ทิวเขา, เทือกเขา, วิถีกระสุน) (range) ของการเปลี่ยนแปลง,  ทั้งนี้  การศึกษาเมื่อเร็วๆ มานี้ (Very recent studies) เกี่ยวกับคุณสมบัติหรือปฏิกิริยาทางเคมี (วิชาเคมี) (chemistry) ของโปรตีนของสัตว์เลี้ยงลูกด้วยนมประเภทคน, ลิงและตัวลีเมอร์ (primates)  เสนอ (เสนอแนะ, แนะนำ, บอกเป็นนัย, แย้ม, กระตุ้น) (suggest) ว่า  เรา (มนุษย์) และลิงชิมแปนซีเป็นพันธุ์สัตว์ (ตระกูล, เทือกเถาเหล่ากอ, พืชพันธุ์, คลังสินค้า, พัสดุ, สินค้าในร้าน, ของสะสม, จำนวนที่สะสมไว้, โคนต้น, ลำต้น, ตอไม้, ปศุสัตว์, หลักทรัพย์) (stock) ที่มีอายุไม่นานไปกว่า ๑๐ – ๒๐ ล้านปีล่วงมาแล้ว  ดังนั้น  วิวัฒนาการของเราได้ดำเนินไปอย่างรวดเร็ว (fast) อย่างยิ่ง (อย่างมหาศาล, อย่างมหันต์, อย่างมหัศจรรย์, อย่างใหญ่โตมโหฬาร, อย่างแปลกประหลาด) (prodigiously) (โดยเฉพาะในการเจริญเติบโตของสมอง (brain) ของเราในช่วง ๑ ล้านปีที่ผ่านมา),  ในทางตรงกันข้าม (ในการเทียบเคียงเพื่อให้เห็นความแตกต่างกัน) (By contrast)  แมลงที่ชอบการสังคม (social insects) เช่น มด (ants) ยังคงไม่เปลี่ยนแปลงเลย (unchanged) เป็นเวลาอย่างน้อยที่สุด ๕๐ ล้านปี  โดยถูกล็อก (กักขัง) (locked) อยู่ในแวดวง (การปกครองโดยลำดับชั้น, การปกครองของคณะสงฆ์)  (hierarchies) ที่มีโครงสร้างแบบตายตัว (ไม่ยืดหยุ่น, เข้มงวด, กวดขัน, ดื้อ, ไม่ยอม) (rigid) ของพวกมัน  ที่ซึ่งหน้าที่ (function) ถูกกำหนดแน่นอน (ทำให้ตายตัว, ทำให้แน่น, ติด, ติดแน่น, ซ่อมแซม, ลงโทษ) (fixed) โดยโครงสร้าง

            เราจำเป็นต้องเผชิญกับ (face) ตรรก (ตรรกวิทยา, เหตุผล, การตัดสินหรืออนุมานด้วยเหตุผล) (logic) ของชีวิต  ซึ่งก็คือว่า  สัตว์พันธ์ต่างๆ (species) มาถึงสภาวะ (state) ที่คงที่ (ไม่เปลี่ยนแปลง, แน่นอน, มั่นคง, สม่ำเสมอ, เป็นนิสัย, ต่อเนื่อง, ไม่ลดละ, หนักแน่น, เด็ดเดี่ยว) (steady) และหยุดวิวัฒนาการ  เฉพาะเมื่อบุคคลแต่ละคน (สัตว์แต่ละตัว) (individuals) กลายเป็น (fall into) ประเภท (ชนิด) (types) ที่เป็นแบบเดียวกัน (เหมือนกัน, ไม่แตกต่างกัน, ไม่ผันแปร, ตรงกัน, สอดคล้องกัน) (uniform)  และเหมือนกันทุกอย่าง (เหมือนกัน, อย่างเดียวกัน) (identical) จริงๆ  (indeed) เท่านั้น,  ในทางตรงกันข้าม (ในการเทียบเคียงเพื่อให้เห็นความแตกต่างกัน(By contrast)  การวิวัฒนาการจะดำเนินต่อไป (goes on) ถ้ามีจำนวนรวม (การรวมกำลังกันในธุรกิจเพื่อขจัดคู่แข่ง, เงินกองกลางในการพนัน, เงินเดิมพันทั้งหมด, เงินกงสี, ผลประโยชน์รวม, กองทุน, บ่อน้ำ, สระน้ำ, แอ่งน้ำ) (pool) ของการเปลี่ยนแปลง (กระบวนการเปลี่ยนแปลง, การเปลี่ยนแปลงลักษณะของยีน, สิ่งที่เปลี่ยนแปลงหรือเปลี่ยนรูป) (mutations)  ที่สามารถเจริญเติบโตหรือพัฒนาได้ (สามารถมีชีวิตและเจริญเติบโตได้, ปฏิบัติได้, ทำงานได้) (viable)  ซึ่งสามารถแสดงตัวเอง (express themselves) ในโครงสร้างและในพฤติกรรมที่แตกต่างไปจากมาตรฐาน (ปกติวิสัย, รูปแบบธรรมดา, ค่าเฉลี่ย, เส้นตั้งฉาก) (the normal)  ดังนั้น  มันจึงสมเหตุสมผล (มีเหตุผล, ไม่แพงเกินไป, ราคาพอสมควร) (reasonable) ที่จะทำนาย (พยากรณ์, บอกล่วงหน้า, เป็นลาง) (prophesy) (พร้อฟ-ฟะ-ไซ) ว่า  ยิ่งสมาชิกของสัตว์พันธุ์หนึ่งเปลี่ยนแปลงได้ (ผันแปรได้, ไม่แน่นอน, ขึ้นๆ ลงๆ, แปรปรวน, เปลี่ยนรูปได้) (variable) มากขึ้น  มัน (พันธุ์สัตว์นั้น) ก็จะยิ่งวิวัฒนาการ (evolve) ได้อย่างอิสระ (freely) และอย่างไม่คาดฝัน (unexpectedly) มากขึ้น,  ทั้งนี้  ถ้าเราไม่เห็นด้วย (คัดค้าน, ต่อต้าน, ขัดขวาง, เป็นปรปักษ์) (opposed) กับความตายตัว (การกระทำซ้ำๆหรือในรูปแบบเดิมๆ, การมีทัศนคติตายตัวของกลุ่ม) (stereotypes) และ (ไม่เห็นด้วย) กับการทำอะไรที่เหมือนกับคนอื่นๆ (การปรับตัวให้เข้ากับคนอื่น, ความลงรอยกัน, ความสอดคล้องกัน, การตกลงกัน) (conformity)  (และ) ถ้าเราให้คุณค่า (ให้ความสำคัญ, ให้เกียรติ, นับถืออย่างสูง, ประเมินค่า, คำนวณค่าเป็นเงิน) (value) กับความหลากหลาย (ความแตกต่างกัน, ชนิดต่างๆ, ประเภทต่างๆ) (variety) ในมนุษย์ (มนุษยชาติ) (human beings)  เราก็ไม่สามารถที่จะตกใจง่าย (คลื่นไส้, อาเจียน, รู้สึกสะอิดสะเอียนได้ง่าย) (squeamish) ในการยอมรับว่า,  ในฐานะเป็นผลลัพธ์ (ของสิ่งที่กล่าวมาข้างต้น) (as a consequence),  มนุษย์จะวิวัฒนาการต่อไปอย่างคาดไม่ถึง (อย่างแปลกประหลาด, อย่างแปลกหน้า, อย่างไม่คุ้นเคย, อย่างไม่เคยชิน) (strangely) ทีเดียว (quite)

 

เรียน   ท่านผู้ติดตามอ่านเว็บไซต์  “everydayenglish.pwa.co.th                  

 

                ถ้าท่านมีคำแนะนำให้ปรับปรุงเว็บไซต์นี้ประการใด  กรุณาส่ง e-mail ไปที่  ดร. วัชรินทร์  ภูเขาทอง  อดีต  ผอ. สำนักวิทยาการ  การประปาส่วนภูมิภาค  ผู้จัดทำเว็บไซต์นี้  ตาม  “Address”  (โปรดระบุหัวเรื่องด้วยว่า  “ปรับปรุงเว็บไซต์”)   เพื่อที่ผู้จัดทำฯ จะได้ปรับปรุงเนื้อหาได้ตรงตามความประสงค์ของผู้อ่านเว็บไซต์นี้ต่อไป

 

 

 

 

 

 

หมวดข้อสอบ READING (ตอนที่ 90)

การประปาส่วนภูมิภาค  “มุ่ง-มั่น-เพื่อปวงชน”

 

DirectionRead the following passage and choose the best answer for each question.

(จงอ่านบทความต่อไปนี้  และเลือกคำตอบที่ดีที่สุดสำหรับแต่ละคำถาม)

 

Duck Shooting

 

          However, we did sometimes get into serious trouble.  On one occasion he persuaded me and the little brother to accompany him on a secret shooting expedition he had planned.  We were to start on horseback before daybreak, ride to one of the marshes about two miles from home, shoot a lot of ducks, and get back about breakfast time.  The main thing was to keep the plan secret, then it would be all right, since the sight of the number of wild ducks should have to show on our return would cause our escapade to be overlooked.

          In the evening, instead of setting free our ponies as usual, we took and tethered them in the plantation, and next morning about three o’clock we crept cautiously out of the house and set off on our adventure.  It was a winter morning, misty and cold when the light came, and the birds were excessively wild at that hour.  In vain we followed the flocks, my brother stalking them through the sedges, above his knees in the water; not a bird could he get, and at last we were obliged to go back empty-handed to face the outcome.  At half past ten we rode to the door, wet and hungry and miserable, to find the whole house in a state of confusion at our disappearance.  When we were first missed in the morning, one of the workmen reported that he had seen us taking our horses to conceal them in the plantation at a little after dark, and it was assumed that we had run away – that we had gone south where the country was more thinly settled and wild animals more abundant, in quest of new and more stirring adventures.  They were greatly relieved to see us back, but as we had no ducks to placate them, we could not be forgiven, and as a punishment we had to go breakfastless that day, and our leader was in addition sternly lectured and forbidden to use a gun for the future.

 

1. The boys hoped that they would not be punished for their escapade because _____________.

(พวกเด็กผู้ชายหวังว่าพวกเขาจะไม่ถูกลงโทษสำหรับพฤติกรรมที่ออกนอกลู่นอกทางของตน  เพราะว่า ___________)

    (a) they were sure they could bring back a lot of ducks on their return    (พวกเขามั่นใจว่า

           ตนสามารถนำเป็ดจำนวนมากกลับมาได้ในตอนกลับบ้าน)  (ดูคำตอบจากประโยคสุดท้ายของ

           พารากราฟแรกที่กล่าวว่า  “................ เพราะว่าภาพของจำนวนเป็ดป่าที่จะแสดงให้ (คนที่บ้าน)

           เห็นเมื่อตอนเรากลับมา  จะเป็นเหตุให้พฤติการณ์ที่ออกนอกลู่นอกทางของเรา (หมายถึง  การ

           แอบหนีไปยิงเป็ด) ถูกมองข้ามไป (หมายถึง  ไม่ถูกด่าหรือลงโทษ)”)

    (b) they would keep their plan secret    (พวกเขาจะเก็บแผนของตนไว้เป็นความลับ)

    (c) if they could get back before breakfast time, everything would be all right    (ถ้าพวกเขาสามารถ

           กลับบ้านก่อนเวลาอาหารเช้า  ทุกสิ่งทุกอย่างจะเรียบร้อย)

    (d) nobody was at home that morning    (ไม่มีใครอยู่บ้านเช้าวันนั้น)

2. In the first paragraph, “persuaded” refers to ____________________________________.

(ในพารากราฟแรก,  “ชักชวน, ชักจูง, จูงใจ, โอ้โลม, แนะนำ, ทำให้เชื่อ, กล่อม”  หมายถึง ________)

    (a) devised    (ประดิษฐ์, คิดค้น, สร้างขึ้นมา)

    (b) challenged    (ท้าทาย)

    (c) compromised    (ประนีประนอม, ยอม)

    (d) offered    (เสนอให้, หยิบยื่นให้)

    (e) negotiated    (เจรจา, ซื้อขาย, แลกเป็นเงิน, จัดการ)

    (f) diagnosed    (วินิจฉัย, ตรวจโรค, วิเคราะห์)

    (g) induced    (ชักชวน, ชักจูง, ชักนำ, เหนี่ยวนำ, มีอิทธิพลต่อ, ทำให้เกิดขึ้น, พิสูจน์หาความจริง

           ด้วยการสังเกตข้อเท็จจริง)

    (h) provided    (จัดหา, จัดให้)

3. “accompany” in paragraph 1 means ___________________________________________.

(“ติดตาม, มากับ, ไปกับ, เป็นเพื่อน, ประกอบ, คลอเสียง, เล่นดนตรีคลอเสียง”  ในพารากราฟ ๑  หมายถึง ____________)

    (a) retaliate    (ตอบโต้, แก้แค้น, ตอบแทน, แก้เผ็ด, แก้ลำ)

    (b) cluster    (จับกันเป็นกลุ่มก้อน, เป็นกลุ่มก้อน)  (เมื่อเป็นคำนาม  หมายถึง  “กลุ่ม, ก้อน, ช่อ, พวง”)

    (c) proliferate    (ขยาย, เพิ่มทวี, ผุดขึ้น, งอก, แพร่หลาย, แพร่พันธุ์, เผยแพร่)

    (d) discriminate    (แบ่งแยก, เลือกที่รักมักที่ชัง, เลือกปฏิบัติ)

    (e) ridicule    (ริด-ดิ-คิวล)  (เยาะเย้ย, หัวเราะเยาะ, หยอกล้อ, ยั่วเย้า)

    (f) penalize    (ลงโทษ, ปรับเปรียบเทียบ)

    (g) regulate    (ควบคุม, ดูแล, ปรับ, ทำให้เป็นระเบียบ, วางระเบียบ, กำหนด, บัญญัติ)

    (h) escort    (ไปเป็นเพื่อน, คุ้มกัน, พิทักษ์, เป็นพี่เลี้ยง)

4. The word “expedition” in paragraph 1 could best be replaced by _____________________.

(คำว่า  “การเดินทาง, การเดินทางเพื่อจุดประสงค์บางอย่าง เช่น สำรวจ-ทำสงคราม หรืออื่นๆ, คณะผู้เดินทางดังกล่าว, ความว่องไวหรือรวดเร็วในการกระทำบางอย่าง”  ในพารากราฟ ๑  สามารถแทนดีที่สุดโดย ______________)

    (a) competition    (การแข่งขัน)

    (b) exhibition    (เอค-ซิ-บิ๊ช-ชั่น)  (การแสดงนิทรรศการ, งานมหกรรม, การแสดงออก, ผลิตภัณฑ์ที่นำ

           มาแสดง)

    (c) reformation    (การปฏิรูป, การแก้ไขให้ดีขึ้น, การกลับเนื้อกลับตัว)

    (d) survey    (การสำรวจ)

    (e) diagnosis    (การวินิจฉัยโรค)

    (f) trip    (การเดินทาง, การท่องเที่ยว, ระยะการเดินทาง, การพลาด, การเดินพลาด, ความผิดพลาด,

           การไปกลับ)

    (g) inspiration    (แรงบันดาลใจ)

    (h) accommodation    (อะ-คอม-โม-เด๊-ชั่น)  (สิ่งอำนวยความสะดวกหรือความต้องการ, การปรับตัว,

           การต้อนรับ, การจัดหาที่พัก, ที่พัก, การปรองดอง)

5. What does “marshes” in the first paragraph mean?

(“บึง, หนองน้ำ”  ในพารากราฟแรกหมายถึงอะไร)

    (a) churches    (โบสถ์, วัด, ศาสนจักร, กลุ่มคริสต์ศาสนิกชน, นิกายศาสนาคริสต์, ฝ่ายศาสนจักร, ความเชื่อ

           หรือศรัทธาทางศาสนา, การสวดมนต์, การประกอบพิธีทางศาสนา, ตำแหน่งบาทหลวง, การบวชเป็นพระ)

    (b) groves    (สวนผลไม้, บริเวณป่าเล็กๆ)

    (c) bushes    (พุ่มไม้, ต้นไม้เตี้ย, ป่าละเมาะ, หางหมาจิ้งจอก, ผมที่เป็นพุ่ม, เครื่องสวมเพลา)

    (d) taverns    (โรงแรมเล็กๆ, ร้านเหล้า, โรงเตี๊ยม, โรงขายอาหาร)

    (e) swamps    (หนอง, หนองน้ำ, บึง, ที่ลุ่มหนอง, ปลัก, ตม)

    (f) ponds    (สระน้ำ, บ่อน้ำ)

    (g) localities    (สถานที่, ตำแหน่งที่, ตำแหน่งที่ตั้ง, ถิ่นที่อยู่, ลักษณะเฉพาะที่เฉพาะถิ่น)

    (h) lakes    (ทะเลสาบ)

6. “sight” in paragraph 1 is closest in meaning to ___________________________________.

(“ภาพ, ทิวทัศน์, สายตา, การเห็น, สิ่งที่เห็น”  ในพารากราฟ ๑  มีความหมายใกล้เคียงที่สุดกับ ______)

    (a) size    (ขนาด, ปริมาณ, ความสั้นยาว, ความใหญ่เล็ก, ขอบเขต, พื้นที่, ช่วง)

    (b) delight    (ดิ-ไล้ท)  (ความรื่นรมย์, ความพอใจ, ความบันเทิงใจ)  (ถ้าเป็นคำกริยา หมายถึง  “รื่นรมย์,

           พอใจ, บันเทิงใจ, ทำให้รื่นรมย์-พอใจ-บันเทิงใจ”)

    (c) verdict   {คำตัดสิน (ของศาล), คำชี้ขาด (ของกรรมการ, ผู้ตัดสิน)}

    (d) outcome    (ผลลัพธ์)

    (e) fury    (ความโกรธแบบเป็นฟืนเป็นไฟ)

    (f) peril    (อันตราย, ภัย)

    (g) mystery    (ความลึกลับ, ความลี้ลับ, สิ่งที่ไม่สามารถอธิบายได้, ความลับ)

    (h) spectacle    (ภาพ, สิ่งที่ปรากฏให้เห็น, ปรากฏการณ์, ภาพที่น่าตื่นเต้น, การแสดงต่อหน้า

           สาธารณชน, การแสดง)

7. The boys hid their horses _________________________________________________.

(เด็กๆ ซ่อนม้าของตน __________________________________________________)

    (a) near the marsh about two miles from home    (ใกล้บึงห่างจากบ้านประมาณ ๒ ไมล์)

    (b) in the plantation    (ในไร่)  (ดูคำตอบจากประโยคแรกของพารากราฟ ๒ ที่กล่าวว่า  “ในตอน

           เย็น  แทนที่จะปล่อยม้าแคระของเราให้เป็นอิสระตามปกติ  เราพามันไปและผูก (ล่าม) พวกมัน

           ไว้ในไร่ ..................)

    (c) behind their house    (หลังบ้านของตน)

    (d) on the hill near their house    (บนเนินเขาใกล้บ้านของตน)

8. “overlooked” in paragraph 1 refers to _________________________________________.

(“มองข้ามไป, แกล้งมองไม่เห็น, เมินเฉย, เพิกเฉย, ละเลย, ควบคุม, ดูแล”  ในพารากราฟ ๑  หมายถึง

___________)

    (a) criticized    (วิจารณ์, จับผิด)

    (b) confronted    (เผชิญหน้า)

    (c) eliminated    (กำจัด, ทำลายหมดสิ้น, คัดออก)

    (d) disregarded    (มองข้าม, ไม่เอาใจใส่, ไม่สนใจ, ไม่นำพา)

    (e) prolonged    (ยืดออก, ต่อ, ทำให้ยาวขึ้น, ขยายเวลาออกไป, หน่วงเหนี่ยว)

    (f) depicted    (พรรณนา, วาดให้เห็น, อธิบาย)

    (g) liberated    (ปลดปล่อย, ปล่อยให้เป็นอิสระ)

    (h) implored    (อ้อนวอน, วิงวอน, ขอร้อง, เรียกร้อง)

9. What does “plantation” in the second paragraph mean?

(“ไร่, ฟาร์มเพาะปลูก, สวน, นิคม, การเพาะปลูกเมล็ด)”  ในพารากราฟ ๒  หมายความว่าอะไร)

    (a) stable    (คอกม้า, โรงม้า, คอกวัว, คอกสัตว์, สัตว์ในคอก, ม้าหรือวัวในคอก, สถานที่ฝึกม้าแข่ง)

    (b) prairie    (ทุ่งหญ้าแพรรี่ในเขตหนาว)  

    (c) orchard    (สวนผลไม้)

    (d) jungle    (ป่าทึบ, ป่าดงดิบ)

    (e) a large piece of land especially in a tropical country, where crops such as cotton, tea,

          sugar, or rubber are grown    (ที่ดินแปลงใหญ่โดยเฉพาะในประเทศในเขตร้อน  ที่ซึ่งใช้ปลูก

          พืช เช่น ฝ้าย, ชา, น้ำตาล หรือยาง)

    (f) canyon    (หุบเขาลึก)

    (g) valley    (หุบเขา, ห้วงเขา, หว่างเขา, แอ่งลึก)

    (h) multitude    (ฝูงชน, จำนวนมาก)

10. The boys started their shooting expedition ______________________________________.

(พวกเด็กๆ เริ่มต้นการเดินทางไปยิงนก _______________________________________)

      (a) as soon as the sun set    (ในทันทีที่พระอาทิตย์ตก)

      (b) at daybreak    (ในตอนรุ่งอรุณ)

      (c) a little after dark    (ภายหลังจากมืดเล็กน้อย)

      (d) before there was sunlight    (ก่อนมีแสงอาทิตย์)  (ดูคำตอบจากประโยคแรกของพารากราฟ

             ๒ ที่กล่าวว่า  “..................... และเช้าของวันต่อมาประมาณตี ๓  เราย่อง (เล็ดลอด) อย่างระมัด

             ระวังออกจากบ้าน  และเริ่มต้นการเดินทางในการผจญภัยของเรา)

11. The main reason why the boys were unable to get any ducks was that ________________.

(เหตุผลสำคัญว่าทำไมเด็กๆ ไม่สามารถได้เป็ดใดๆ เลยก็คือว่า ______________________)

      (a) it was too dark    (มันมืดเกินไป)

      (b) none of them could swim    (พวกเขาทุกคนไม่สามารถว่ายน้ำได้)

      (c) the ducks were too wild to get near to    (เป็ดเอะอะ – เตลิดเปิดเปิง – เกินไปกว่าที่จะเข้าไป

             ใกล้พวกมัน)  (ดูคำตอบจากประโยคที่ ๒ ของพารากราฟ ๒ ที่กล่าวว่า  “มันเป็นตอนเช้าของ

             ฤดูหนาว  ที่มีหมอกปกคลุมและหนาวเย็นเมื่อแสงสว่างปรากฏขึ้น,  และสัตว์มีปีก (รวมเป็ดไก่)

             ต่างๆ จะเอะอะ (เตลิดเปิดเปิง) มากผิดปกติ ณ ชั่วโมงนั้น”)

      (d) the country was very wild    (ชนบท – ท้องถิ่น – ไม่เป็นระเบียบ-ยุ่งเหยิง)

12. The word “cautiously” in paragraph 2 means __________________________________.

(คำว่า  “อย่างระมัดระวัง, อย่างรอบคอบ, อย่างละเอียด”  ในพารากราฟ ๒ หมายถึง ____________)

      (a) delightedly    (อย่างปลื้มปิติ, อย่างยินดี)

      (b) extensively    (อย่างมากมาย, อย่างกว้างขวาง, อย่างครอบคลุม, อย่างแพร่หลาย, อย่างถ้วนทั่ว)

      (c) safely    (อย่างปลอดภัย)

      (d) continuously    (อย่างสม่ำเสมอ, อย่างต่อเนื่องกันไป)

      (e) excitedly    (อย่างตื่นเต้น)

      (f) sluggishly    (อย่างเงื่องหงอย, อย่างซบเซา, อย่างเฉื่อยชา, อย่างเกียจคร้าน)

      (g) circumspectly    (อย่างระมัดระวัง, อย่างรอบคอบ, อย่างละเอียดรอบคอบ)

      (h) vehemently    (อย่างรุนแรง)

13. The phrase “In vain” in paragraph 2 could best be replaced by _______________________.

(วลี  “ด้วยความล้มเหลว, ปราศจากความสำเร็จ, ไม่ได้ผลลัพธ์ที่ต้องการ”  ในพารากราฟ ๒  สามารถแทนดีที่สุดโดย __________)

      (a) fruitfully    (ให้ผลดี, มีผลมาก, ผลดก, ให้ลูกมาก, อุดมสมบูรณ์, มีกำไร)

      (b) economically    (อย่างประหยัด)

      (c) purposefully   (อย่างมีเป้าหมาย-เจตนา-เป้าประสงค์)

      (d) traditionally    (แต่ดั้งเดิม, เกี่ยวกับจารีต, สืบทอดตามประเพณี)

      (e) without success    (ปราศจากความสำเร็จ, ไม่สำเร็จ)

      (f) spontaneously   (เกิดขึ้นเอง, เป็นไปเอง, เกิดขึ้นโดยธรรมชาติหรือโดยตัวของมันเอง, โดยสัญชาตญาณ,

            จากภายใน)

      (g) adversely    (ในทางลบ, อย่างเป็นปฏิปักษ์หรือในทางร้าย, อย่างตรงกันข้าม)

      (h) indisputably   (อย่างไม่อาจเถียงหรือโต้แย้งได้)

14. “obliged” in paragraph 2 is similar in meaning to ________________________________.

(“บังคับ, บีบบังคับ, เกณฑ์, ผูกมัด, ทำให้เป็นหนี้  ในพารากราฟ ๒  มีความหมายใกล้เคียงที่สุดกับ __

________)

      (a) detected    (พบ, ตรวจพบ, พบเห็น, สืบหา, สืบค้น)

      (b) defrauded    (โกง,หลอกลวง, ต้มตุ๋น)

      (c) reproached    (ตำหนิ, ต่อว่า, ดุ, ประณาม)

      (d) interrupted    (ขัดขวาง, ยับยั้ง, ทำให้หยุด, พูดสอด, ตัดบท, ขัดจังหวะ)

      (e) compelled    (บังคับ, ผลักดัน, เกณฑ์, ใช้วิธีบังคับ, ได้มาด้วยการบังคับ, ต้อน)

      (f) ignored    (เพิกเฉย, ละเลย, ไม่ใส่ใจ, ไม่ยอมรับรู้)

      (g) sentenced    (ตัดสินลงโทษ, พิพากษา)

      (h) undermined    (บ่อนทำลาย, ทำลายทีละน้อย, ทำลายอย่างลับๆ, ทำให้อ่อนลง, ขุด, เซาะ)

15. The people at home thought that the boys ______________________________________.

(ผู้คนที่บ้านคิดว่าเด็กๆ __________________________________________________)

      (a) had run away for an adventure    (หนี – ออกจากบ้าน – ไปเพื่อการผจญภัย)  (ดูคำตอบจาก

             ประโยคที่ ๕ ของพารากราฟ ๒ ที่กล่าวว่า  “เมื่อเราหายหน้าไปครั้งแรกในตอนเช้า,  คนงาน

             คนหนึ่งรายงานว่า  เขาได้เห็นเราพาม้าของเราไปเพื่อที่จะซ่อนพวกมันไว้ในไร่ ณ ภายหลังมืด

             เล็กน้อย,  และมันถูกสันนิษฐานว่าเราได้หลบหนีไป และ (สันนิษฐาน) ว่าเราได้ลงไปทางใต้ 

             ที่ซึ่งชนบทถูกตั้งรกรากถิ่นฐานเบาบางกว่า (หมายถึง  มีผู้คนอาศัยอยู่น้อยกว่า)  และสัตว์ป่า

             อุดมสมบูรณ์กว่า  เพื่อแสวงหาการผจญภัยใหม่ๆ และน่าตื่นเต้นกว่า)

      (b) had gone to settle down in the South    (ได้ไปตั้งรกรากทางภาคใต้)

      (c) wanted to get away from their family    (ต้องการไปให้พ้นจากครอบครัวของตน)

      (d) wanted to search for new friends in the South    (ต้องการค้นหาเพื่อนใหม่ทางภาคใต้)

16. What does “miserable” in paragraph 2 mean?

(“น่าสังเวช, ขมขื่น, ทุกข์ยาก, ไม่มีความสุข, ยากจน, น่าดูถูก, เลว”  ในพารากราฟ ๒  หมายถึงอะไร)

      (a) reliable    (เชื่อถือได้, น่าเชื่อถือ, ไว้วางใจได้)

      (b) hostile    (มุ่งร้าย, เป็นศัตรู, ไม่เป็นมิตร, มีเจตนาร้าย, ที่ต่อต้าน)

      (c) elegant    (สวยงาม, สง่างาม, งดงาม, เก๋, สละสลวย, เรียบร้อย, ดีเลิศ)

      (d) dilapidated    (ปรักหักพัง, ชำรุดทรุดโทรม, เน่าเปื่อย)

      (e) pathetic    (น่าเวทนา, น่าสงสาร, ซึ่งทำให้สงสาร, แร้นแค้น)

      (f) dispirited    (ดิส-ปิ๊-ริ-ทิด)  (ท้อแท้, ไม่มีกะจิตกะใจ เพราะความผิดหวัง)

      (g) redundant    (ริ-ดั๊น-เดิ้นท)  (เยิ่นเย้อ, น้ำท่วมทุ่ง, ใช้คำมากเกินไป, เหลือเฟือ, มากเกินความจำเป็น)

      (h) urgent    (เร่งรีบ, รีบด่วน, ฉุกเฉิน, เร่าร้อน)

      (i) extravagant    (เอค-แทร้ฟ-วะ-เกิ้นท)  (สุรุ่ยสุร่าย, ฟุ่มเฟือย)

      (j) uneasy    (ไม่สบายใจ, กังวล, ซึ่งลำบากหรือไม่สบาย)

17. The story is about _______________________________________________________.

(เรื่องนี้เกี่ยวกับ ______________________________________________________)

      (a) a secret plan which was almost successful    (แผนลับซึ่งเกือบจะประสบความสำเร็จ)

      (b) a stirring adventure of some boys    (การผจญภัยที่น่าตื่นเต้นของเด็กบางคน)

      (c) an unsuccessful expedition to shoot some ducks    (การเดินทางไปยิงเป็ดที่ล้มเหลว

             (ดูคำตอบจากประโยคที่ ๓ ของพารากราฟ ๒ ที่กล่าวว่า  “ด้วยความล้มเหลว  เราติดตามฝูง

             นกต่างๆ ไป  โดยน้องชายของผมไล่ตามพวกมัน (ฝูงนก) ไปตาม (ฝ่า) หญ้าแห้วหมู  ซึ่งอยู่

             เหนือเข่าของเขาในน้ำ (ในบึง)  โดยที่เขาไม่ได้เป็ดสักตัวเดียว  และในที่สุด  เราถูกบังคับให้

             ต้องกลับบ้านมือเปล่า  เพื่อเผชิญหน้ากับผลลัพธ์ (หมายถึง  ผลของการแอบหนีออกจาก

             บ้านเพื่อไปล่าเป็ด)”)

      (d) some boys who tried to run away to the South    (เด็กบางคนซึ่งพยายามจะหลบหนีไปภาคใต้)

18. The word “abundant” in paragraph 2 means ___________________________________.

(คำว่า  “อุดมสมบูรณ์, มากมาย, ล้นเหลือ”  ในพารากราฟ ๒  หมายถึง ____________________)

      (a) indolent    (เกียจคร้าน)

      (b) wasteful    (ใช้แบบถลุง, ใช้จ่ายอย่างฟุ่มเฟือย, สิ้นเปลือง, หมดเปลือง, สูญเปล่า, เปล่าประโยชน์,

            ทำลาย, ที่บ่อนทำลาย)

      (c) bulky    (บั๊ล-คี่)  (ค่อนข้างใหญ่และเทอะทะ)

      (d) eminent    (โดดเด่น, มีชื่อเสียง)

      (e) portable    (สามารถนำติดตัวไปได้)

      (f) bountiful    (อุดมสมบูรณ์, มากมาย, เหลือหลาย, ใจบุญ, ใจกว้าง, เอื้อเฟื้อ, อารี)

      (g) graceful    (สง่างาม, สวยงาม, งดงาม)

      (h) energetic    (กระฉับกระเฉง, ขะมักเขม้น, มีพลัง, มีกำลังวังชา, ซึ่งชอบทำงาน)

      (i) apathetic    (แอพ-พะ-เธ้ท-ทิค)  (เฉยเมย, ไม่สนใจอะไร, ไม่ห่วงใยอะไร, มีหรือแสดงอารมณ์เล็กน้อย,

            ไม่มีอารมณ์)

      (j) intolerant    (ไม่อดทน, ไม่อดกลั้น, ไม่ยอม, ถือทิฐิ)

19. The statement “……..…and at last we were obliged to go back empty-handed to face the outcome.” in paragraph 2 means ____________.

(คำพูด  “................... และในที่สุด  เราก็ถูกบังคับให้ต้องกลับบ้านมือเปล่าเพื่อเผชิญหน้ากับผลลัพธ์ (หมายถึง  ผลของการแอบหนีออกจากบ้านเพื่อไปล่าเป็ด)”  ในพารากราฟ ๒  หมายถึง ________)

      (a) we had to go back home although we knew what was waiting for us there    (เราจำเป็นต้อง

             กลับบ้าน  แม้ว่าเรารู้ว่าอะไรกำลังรอคอยเราอยู่ที่นั่น)  (ไม่ถูกต้อง  เนื่องจากเราไม่รู้ว่าอะไรกำลังรอ

             คอยเราอยู่ที่บ้าน)

      (b) as we had got no ducks at all, we had to hurry back home    (เนื่องจากว่าเราไม่ได้เป็ดเลย 

             เราจำเป็นต้องรีบกลับบ้าน)

      (c) we had to go back with no ducks at all and face whatever would happen when we

             arrived home    (เราจำเป็นต้องกลับบ้านโดยไม่มีเป็ดเลย  และเผชิญหน้ากับอะไรก็ตาม

             ที่จะเกิดขึ้น  เมื่อเรามาถึงบ้าน)

      (d) as we had got no ducks at all, we would be punished when we arrived home    (เนื่องจากว่า

             เราไม่ได้เป็ดเลย  เราจะถูกลงโทษเมื่อเรามาถึงบ้าน) (ไม่ถูกต้อง  เนื่องจากเราไม่รู้ว่าอะไรกำลังรอคอย

             เราอยู่ที่บ้าน)

20. “……..… where the country was more thinly settled ……..….” in paragraph 2 means __________.

(“................... ที่ซึ่งชนบท (ถิ่นบ้านนอก) ถูกตั้งรกรากถิ่นฐานเบาบางกว่า (หมายถึง  มีผู้คนอาศัยอยู่น้อยกว่า)”  ในพารากราฟ ๒  หมายถึง ____________)

      (a) where the land had poor soil    (ที่ซึ่งแผ่นดินมีดินคุณภาพเลว)

      (b) where the land had fewer people living on it    (ที่ซึ่งแผ่นดินมีผู้คนอาศัยอยู่น้อยกว่า)

      (c) where the land was not under cultivation    (ที่ซึ่งแผ่นดินไม่มีการเพาะปลูกพืช)

      (d) where the people who lived on the land were not civilized    (ที่ซึ่งผู้คนที่อาศัยอยู่บนแผ่นดิน

             ไม่มีอารยธรรม)

21. What does “placate” in paragraph 2 mean?

(“ปลอบใจ, ทำให้พอใจ, ปิดปาก, ปลอบโยน, ทำให้สงบ”  ในพารากราฟ ๒  หมายถึง ___________)

      (a) incapacitate    (ทำให้ไร้ความสามารถ, ทำให้ขาดคุณสมบัติ)

      (b) threaten    (เป็นภัย, คุกคาม, ข่มขู่, ขู่เข็ญ, เตือนภัย, เป็นลางร้าย)

      (c) irritate    (ทำให้ฉุนเฉียว, กวนประสาท, ทำให้ระคายเคือง, ทำให้อักเสบ)

      (d) accommodate    (ให้ที่พัก, จัดหาให้, สงเคราะห์, ปรับให้เหมาะ)

      (e) mollify    (ปลอบ, ระงับโทสะ, ทำให้สงบ, ทำให้อ่อนโยน, ลดหย่อน)

      (f) hasten    (ทำให้รีบเร่ง, เร่ง, เร่งเร้า, รีบ, รีบทำ, รีบไป)

      (g) extinguish    {ดับ (ไฟ, ความกระหาย), ทำลาย}

      (h) stipulate    (สทิ้พ-พิว-เลท)  (กำหนด, วางเงื่อนไข, บังคับให้ทำ, ระบุ) 

        (i) amend    (อะ-เมนด)  (แก้ไข, ปรับปรุง, ทำให้ถูกต้อง, เปลี่ยนแปลง,  แปรหรือแก้ญัตติ) 

22. “sternly” in paragraph 2 could best be replaced by _______________________________.

(“อย่างรุนแรง, อย่างเข้มงวด, อย่างกวดขัน, อย่างเคร่งครัด, อย่างพิถีพิถัน, อย่างบูดบึ้ง”  ในพารากราฟ ๒  สามารถแทนดีที่สุดโดย ____________)

      (a) satisfactorily    (อย่างน่าพอใจ)

      (b) clandestinely    (อย่างลับๆ, อย่างลี้ลับ, อย่างเป็นความลับ, อย่างส่วนตัว, อย่างไม่เปิดเผย)

      (c) frugally    (อย่างประหยัด, อย่างมัธยัสถ์, อย่างกระเหม็ดกระแหม่, อย่างตระหนี่, มีค่าเล็กน้อย, ราคาถูก)

      (d) abjectly    (อย่างต่ำต้อย, อย่างต่ำช้า, อย่างเวทนา, อย่างน่าสังเวช, ซึ่งยากแค้น)

      (e) gently    (อย่างสุภาพ, อย่างนุ่มนวล, อย่างอ่อนโยน)

      (f) severely    (อย่างรุนแรง, อย่างดุเดือด, อย่างเข้มงวด, อย่างกวดขัน, อย่างเคร่งครัด, อย่างเอา

            จริงเอาจัง, อย่างเหน็บแนม, อย่างเสียดสี, อย่างร้ายแรง, อย่างสาหัส)

      (g) impolitely    (อย่างไม่สุภาพ, อย่างหยาบคาย, อย่างไม่มีมารยาท)

      (h) constantly    (อย่างต่อเนื่อง, อย่างไม่เปลี่ยนแปลง, อย่างมั่นคง, อย่างคงที่, อย่างแน่วแน่,

            อย่างซื่อสัตย์)

      (i) occasionally    (เป็นบางโอกาส, เป็นครั้งคราว)     

23. The phrase “in quest of” in paragraph 2 means ________________________________.

(วลี  “เพื่อแสวงหา”  ในพารากราฟ ๒  หมายถึง _________________________________)

      (a) containing    (มี, บรรจุ)

      (b) inhibiting    (อิน-ฮิ้บ-บิท-ทิ่ง)  (ขัดขวาง, ยับยั้ง, สกัดกั้น, ห้าม) 

      (c) searching for    (ค้นหา, แสวงหา, ตรวจสอบ, สอดส่อง, สอบถาม, สืบหา)

      (d) evading    (อิ-เว้ด-ดิ้ง)  (หลบ, หลีก, หนี, เลี่ยง)  

      (e) exploring    (สำรวจ)

      (f) wasting    (เวส-ทิง)  (สูญเสีย, สิ้นเปลือง, หมดเปลือง, เปล่าประโยชน์, ทำให้เสียโดยเปล่าประโยชน์,

             ใช้อย่างสิ้นเปลือง, เสียไปโดยเปล่าประโยชน์) 

      (g) asking about    (สอบถามเกี่ยวกับ, ถามเกี่ยวกับ)

      (h) inaugurating    (อิน-อ๊อ-กิว-เร-ทิ่ง)  (เริ่มต้นอย่างเป็นทางการ, เปิดฉาก, เปิดทำการ, เข้ารับตำแหน่ง

            เป็นทางการ)

      (i) implementing    (อิ๊ม-พลี-เมิน-ทิ่ง)  (ดำเนินการ, ลงมือทำ, ทำให้เป็นผล, ทำให้สำเร็จ)        

 

(คำแปล)

ไปยิงเป็ด

 

            อย่างไรก็ตาม  บางทีเราก็เจอปัญหาหนักจริงๆ (we did sometimes get into serious trouble)ในโอกาสหนึ่ง (On one occasion)  เขาชักชวน (ชักจูง, จูงใจ, โอ้โลม, แนะนำ, ทำให้เชื่อ, กล่อม) (persuaded) ผมและน้องชายตัวน้อยให้ตามเขาไป (accompany him) ในการเดินทางแบบลับๆ เพื่อไปยิง (เป็ด) (on a secret shooting expedition) ที่เขาได้วางแผนไว้,  โดยเรากำหนดที่จะเริ่มต้นบนหลังม้า (ขี่ม้าไป) (We were to start on horseback) ก่อนรุ่งอรุณ (before daybreak)ขี่ม้า (ride) ไปที่บึง (หนองน้ำ) (marshes) แห่งหนึ่งซึ่งห่างจากบ้านประมาณ ๒ ไมล์ (about two miles from home),  ยิงเป็ดจำนวนมาก  และกลับมา (บ้าน) (get back) ประมาณเวลาอาหารเช้า (about breakfast time)สิ่งสำคัญ (The main thing) คือ การเก็บแผนนี้ไว้เป็นความลับ (to keep the plan secret),  ต่อจากนั้นมันก็จะเรียบร้อย (ปลอดภัย, สบายดี, แน่นอน) (all right)  เพราะว่า (since) ภาพ (ทิว ทัศน์, สายตา, การเห็น, สิ่งที่เห็น) (sight) ของจำนวนเป็ดป่า (the number of wild ducks) ที่จะแสดงให้ (คนที่บ้าน) เห็นเมื่อตอนเรากลับมา (on our return)  จะเป็นเหตุให้ (cause) พฤติการณ์ที่ออกนอกลู่นอกทาง (การออกนอกลู่นอกทาง, การหลบหนี) (escapade) (เอส-คะ-เพด) ของเรา (หมายถึง  การแอบหนีไปยิงเป็ด) ถูกมองข้ามไป (แกล้งมองไม่เห็น, เมินเฉย, เพิกเฉย, ละเลย, ควบคุม, ดูแล) (overlooked) (หมายถึง  ไม่ถูกด่าหรือลงโทษ)

            ในตอนเย็น (เวลาเย็น, ตอนค่ำ, ตอนกลางคืน) (evening)  แทนที่จะ (instead of) ปล่อยม้าแคระของเราให้เป็นอิสระ (setting free our ponies) ตามปกติ (as usual)  เราพามันไปและผูก (ล่าม, ผูกมัด, จำกัดขอบเขต) (tethered) (เท้ธ-เธอะ) พวกมันไว้ในไร่ (ฟาร์มเพาะปลูก, สวน, นิคม, การเพาะปลูกเมล็ด) (plantation)  และเช้าของวันต่อมาประมาณตี ๓  เราย่อง (เล็ดลอด, คลาน, คืบคลาน, เลื้อย, ค่อยๆ เข้ามา) (crept) อย่างระมัดระวัง (อย่างรอบคอบ, อย่างละเอียด) (cautiously) ออกจากบ้าน  และเริ่มต้นการเดินทาง (set off) ในการผจญภัยของเรา (on our adventure),  มันเป็นตอนเช้าของฤดูหนาว  ที่มีหมอกปกคลุม (พร่ามัว, ไม่ชัด, คลุมเครือ) (misty) และหนาวเย็นเมื่อแสงสว่างปรากฏขึ้น (light came),  และสัตว์มีปีก (รวมเป็ดไก่, นก) (birds) ต่างๆ จะเอะอะ (เตลิดเปิดเปิง, คลั่ง, ไม่เป็นระเบียบ, ยุ่งเหยิง, ไม่มีการควบคุม, ดุร้าย, ไม่เชื่อง, รุนแรง, ป่าเถื่อนไม่มีอารยธรรม) (wild) มากผิดปกติ (มากเกินความจำเป็น) (excessively) ณ ชั่วโมงนั้น,  ด้วยความล้มเหลว (ปราศจากความสำเร็จ, ไม่ได้ผลลัพธ์ที่ต้องการ) (In vain)  เราติดตาม (followed) ฝูงนก (กลุ่ม, หมู่, ฝูงชน, กลุ่มก้อน, โขยง, ผู้คนจำนวนมาก) (flocks) ต่างๆ ไป  โดยน้องชายของผมไล่ตาม (ไล่ตามสัตว์, ย่องเข้าใกล้, เดินเขย่งเท้าเข้าใกล้, ย่างสามขุม) (stalking) พวกมัน (ฝูงนก) ไปตาม (ฝ่า, ทะลุ, โดย) (through) หญ้าแห้วหมู (the sedges) ซึ่งอยู่เหนือเข่าของเขาในน้ำ (ในบึง)  โดยที่เขาไม่ได้เป็ดสักตัวเดียว (not a bird could he get),  และในที่สุด (at last)  เราก็ถูกบังคับ (บีบบังคับ, เกณฑ์, ผูกมัด, ทำให้เป็นหนี้) (obliged) ให้ต้องกลับบ้านมือเปล่า (go back empty-handed)  เพื่อเผชิญหน้ากับผลลัพธ์ (face the outcome) (หมายถึง  ผลของการแอบหนีออกจากบ้านเพื่อไปล่าเป็ด),  โดยในตอน ๑๐.๓๐ น. (เช้า)  พวกเราขี่ม้าไปถึงประตูบ้าน (rode to the door) - ตัวเปียกและหิว (wet and hungry) และน่าสังเวช (ขมขื่น, ทุกข์ยาก, ไม่มีความสุข, ยากจน, น่าดูถูก, เลว) (miserable) – เพื่อที่จะพบว่า (คน) ทั้งบ้านอยู่ในสภาพที่วุ่นวายสับสน (whole house in a state of confusion)  เนื่องมาจากการหายตัวไปของพวกเรา (at our disappearance),  ทั้งนี้  เมื่อเราหายหน้าไปครั้งแรก (first missed) ในตอนเช้า  คนงาน (workmen) คนหนึ่งรายงานว่า  เขาได้เห็นเราพาม้าของเราไปเพื่อที่จะซ่อน (ปิดบัง, ปกปิด, บัง) (conceal) พวกมันไว้ในไร่ ณ ภายหลังมืดเล็กน้อย (a little after dark)  และมันถูกสันนิษฐาน (นึกเอา, สมมติ, ครอง, ยึดเอาดื้อๆ, เข้ารับตำแหน่ง) (assumed) ว่าเราได้หลบหนีไป (run away) และ (สัน นิษฐาน) ว่าเราได้ลงไปทางใต้ (had gone south)  ที่ซึ่งชนบท (ถิ่นบ้านนอก, ประเทศ, รัฐ, แผ่นดินของประเทศ, ประชากรของท้องถิ่น, ภูมิลำเนา, ถิ่นที่อยู่) (country) ถูกตั้งรกรากถิ่นฐาน (settled) เบาบางกว่า (more thinly) (หมายถึง  มีผู้คนอาศัยอยู่น้อยกว่า)  และสัตว์ป่า (wild animals) อุดมสม บูรณ์ (มากมาย, ล้นเหลือ) (abundant) กว่า  เพื่อแสวงหา (in quest of) การผจญภัยใหม่ๆ และน่าตื่นเต้น (ปลุกเร้า, กระตุ้น, มีชีวิตชีวา, กระฉับกระเฉง) (stirring) มากกว่า,  พวกเขา (คนในบ้าน) โล่งอกอย่างมาก (greatly relieved) ที่เห็นเรากลับมา,  แต่เพราะว่าเราไม่มีเป็ด (as we had no ducks) (ติดมือกลับมาด้วย) ที่จะปลอบใจ (ทำให้พอใจ, ปิดปาก, ปลอบโยน, ทำให้สงบ) (placate) พวกเขา  เราเลยไม่สามารถได้รับการให้อภัย (we could not be forgiven),  และเพื่อเป็นการลงโทษ (as a punishment)  เราจำเป็นต้องอดกินอาหารเช้าวันนั้น (we had to go breakfastless),  และผู้นำ (ทีมล่าเป็ด) ของเราถูกสั่งสอน (บรรยาย, ปราศรัย, แสดงปาฐกถา) (lectured) เพิ่มเติม (in addition) อย่างรุนแรง (อย่างเข้มงวด, อย่างกวดขัน, อย่างเคร่งครัด, อย่างพิถีพิถัน, อย่างบูดบึ้ง) (sternly)  และถูกห้าม (forbidden) ใช้ปืนสำหรับอนาคต

 

เรียน   ท่านผู้ติดตามอ่านเว็บไซต์  “everydayenglish.pwa.co.th                  

 

                ถ้าท่านมีคำแนะนำให้ปรับปรุงเว็บไซต์นี้ประการใด  กรุณาส่ง e-mail ไปที่  ดร. วัชรินทร์  ภูเขาทอง  อดีต  ผอ. สำนักวิทยาการ  การประปาส่วนภูมิภาค  ผู้จัดทำเว็บไซต์นี้  ตาม  “Address”  (โปรดระบุหัวเรื่องด้วยว่า  “ปรับปรุงเว็บไซต์”)   เพื่อที่ผู้จัดทำฯ จะได้ปรับปรุงเนื้อหาได้ตรงตามความประสงค์ของผู้อ่านเว็บไซต์นี้ต่อไป

 

 

 

หมวดข้อสอบ READING (ตอนที่ 89)

การประปาส่วนภูมิภาค  “มุ่ง-มั่น-เพื่อปวงชน”

 

DirectionRead the following passage and choose the best answer for each question.

(จงอ่านบทความต่อไปนี้  และเลือกคำตอบที่ดีที่สุดสำหรับแต่ละคำถาม)

 

A Problem of Food Contamination in Jakarta

 

          Before eating food sold by vendors on the street of Jakarta, Indonesia, you should be aware that nearly all of this food and water is contaminated by toxic residues.  If you choose to eat at home, you still have a 35 percent chance of eating rice which has been contaminated by lead.

          If eggs dishes are your fancy, there is also a high probability that they have been contaminated by various chemicals, regardless of whether they are eaten at home or on the street.

          It seems that nothing is safe, for even fruits, instant foods, and beans may have been exposed to toxins at some point in the production process.

          In the 2018-2019 survey by the Food Analysis Division of the Department of Medical Sciences, Ministry of Public Health, it was revealed that contaminated food is still very much a problem in the capital of Indonesia.

          According to Mohamed Salem of the Food Analysis Division, there are two ways food can become contaminated : by chemicals or heavy metals, or by microbes.

          Lead is the main type of heavy metal contamination.  The survey indicated that nearly one hundred percent of food samples taken from street vendors contain concentrations of lead.  Drinking water is easily contaminated in this way.

          The source of this pollution is, of course, traffic congestion.  Every day automobiles release high levels of lead into the air we breathe, which is why most food and drink sold by street vendors was shown to contain traces of the substance.

          According to the Division of Food Analysis, lead contamination has been found in food and drink at a number of school canteens, which is particularly alarming when one considers that children are the ones being affected.

          Lead contamination is by no means the only danger.  Food products, at every step of the production process, are exposed to several different forms of contamination.

          It seems almost impossible for consumers to avoid contaminated food, as it affects vegetables, fruits, meats, and many other types of foods.

          The survey showed that fruits and vegetables sold in markets contain pesticide residues such as phosphate, pyrethroid, and arsenic.  Chemical substances such as pesticides and fertilizers are commonly used by farmers, who seek to make their produce appealing in order to maximize profits. 

          People who eat meat take the risk of consuming drug residues.  In many types of animal farming, hormones are used to accelerate growth, so that the livestock can be sold at market as quickly as possible. 

          But if the animals are killed before the drug is metabolized, people who eat the meat and entrails, particularly the liver, will in effect be taking the same medicines.  While these are not necessarily fatal, they can cause health problems. 

          Contaminants like the ones mentioned above are absorbed by the body gradually, and increase over time.  As the levels of toxicity rise, sufferers become weaker and weaker, resulting in serious illness, even death.

 

1. The main idea of the passage is that ____________________________________________.  

(ใจความสำคัญของเนื้อเรื่อง – บทความ – คือว่า _________________________________)

    (a) 35% of rice eaten at home has been contaminated by lead    (๓๕ เปอร์เซ็นต์ของข้าวที่กินที่บ้าน 

           ถูกปนเปื้อนโดยสารตะกั่ว)

    (b) there is a high probability that fancy egg dishes are contaminated    (มีความเป็นไปได้สูง

           ที่อาหารที่ปรุงด้วยไข่ซึ่งอยู่ในจิตนาการ (ของผู้กิน) ถูกทำให้ปนเปื้อน)

    (c) there is an excellent chance that most food is contaminated by toxic residues    (มีโอ

           กาสสูงมากที่อาหารส่วนใหญ่ถูกปนเปื้อนโดยส่วนตกค้างที่เป็นพิษ)  (ดูคำตอบจากพารากราฟ

           แรกที่กล่าวว่า  อาหารและเครื่องดื่มเกือบทุกชนิดที่ขายอยู่ตามข้างถนนในกรุงจาการ์ตา  เมือง

           หลวงของอินโดนีเซีย  มีสารพิษตกค้างอยู่  และแม้ว่าผู้คนจะกินอาหารที่บ้าน  พวกเขาก็ยังมี

           โอกาสถึง ๓๕ เปอร์เซ็นต์  ที่จะกินข้าวซึ่งถูกปนเปื้อนโดยสารตะกั่ว)

    (d) automobiles release high levels of lead which contaminate food and water    (รถยนต์ปล่อย

           ตะกั่วระดับสูง  ซึ่งทำให้อาหารและน้ำปนเปื้อน)

2. “vendors” in the first paragraph refers to ______________________________________.

(พ่อค้าเร่, คนขายของ”  ในพารากราฟแรก  หมายถึง ______________________________)

    (a) contractors    (ผู้รับจ้าง, ผู้ทำสัญญา, กล้ามเนื้อที่หดตัว, สิ่งที่หดตัว)

    (b) insurers    (บริษัทประกันภัย, ผู้รับประกันภัย, ผู้รับรอง)

    (c) martinets    (ผู้เคร่งครัดในระเบียบวินัย)

    (d) conductors    (ผู้นำวงดนตรี, นายวงดนตรี, กระเป๋ารถเมล์, ตัวนำความร้อน, สื่อนำไฟฟ้า)

    (e) felons    (ผู้กระทำความผิดอาญาร้ายแรง  เช่น  ฆ่า-ข่มขืน, คนชั่วช้า)

    (f) culprits    (ผู้กระทำผิด, ผู้ร้าย, นักโทษ, จำเลยในคดีอาญา)

    (g) sellers    (ผู้ขาย)

    (h) fugitives    (ผู้หลบหนี, คนที่กำลังหนี, ผู้ลี้ภัย)

    (i) investigators    (นักสืบ, ผู้สืบสวนสอบสวน)

3. The word “contaminated” in paragraph 1 means __________________________________.

(คำว่า  “ทำให้ปนเปื้อน, ทำให้เจือปน, ทำให้ไม่บริสุทธิ์”  ในพารากราฟ ๑  หมายถึง _____________)

    (a) intruded    (บุกรุก, ล่วงล้ำ, รุกล้ำ, ก้าวก่าย)

    (b) implored    (อ้อนวอน, วิงวอน, ขอร้อง, เรียกร้อง)

    (c) complied   (ทำตาม, ปฏิบัติตาม, ยอมตาม)

    (d) accompanied    (ติดตามไปด้วย, มากับ, ไปกับ, เป็นเพื่อน, ประกอบ, คลอเสียง, เล่นดนตรีคลอเสียง)

    (e) facilitated    (ทำให้ง่ายหรือสะดวกขึ้น)

    (f) proclaimed    (ประกาศ, แถลง, ป่าวร้อง, ป่าวประกาศ)

    (g) devised    (คิดขึ้นมา, ประดิษฐ์)

    (h) defiled    (ทำให้สกปรก, ทำให้เสื่อมเสีย, ทำให้เสียความบริสุทธิ์)

4. What does “toxic” in paragraph 1 mean?

(“มีพิษ, เป็นพิษ”  ในพารากราฟ ๑  หมายถึงอะไร)

    (a) intense    (เข้มข้น, รุนแรง, เร่าร้อน, หนาแน่น, ลึกซึ้ง)

    (b) coarse    (คอร์ซ)  (หยาบ, หยาบคาย, มีคุณภาพเลว, ธรรมดาๆ, ขาดรสนิยม)

    (c) fraudulent    (ฟร้อ-จิว-เลิ่นท)  (ฉ้อโกง, ฉ้อโกงอย่างผิดกฎหมาย, ต้มตุ๋น-หลอกลวง)

    (d) portentous    (พอร์-เท้น-เทิส)  (เป็นลาง, บอกเหตุล่วงหน้า, ไม่เป็นมงคล, มหัศจรรย์)  

    (e) decadent    (เด๊ค-คะ-เดิ้นท)  (เสื่อมโทรม, ทรุดโทรม, เน่าเปื่อย)  

    (f) venomous    (มีพิษ, เป็นพิษ, มุ่งร้าย, ชั่วร้าย)

    (g) querulous    (เคว้อ-รู-เลิส)  (ชอบบ่น, ขี้บ่น, เจ้าอารมณ์, ชอบโทษคนอื่น)  

    (h) idyllic    (ไอ-ดิ๊ล-ลิค)  (มีเสน่ห์แบบชนบทหรือบ้านนอก, มีความสงบตามธรรมชาติ, ที่งดงามอย่างเรียบๆ)  

    (i) abortive     (อะ-บ๊อร์-ทิฟว)   (ไร้ผล, ไม่สำเร็จ, แท้ง, ที่คลอดก่อนกำหนด, ซึ่งทำให้แท้ง) 

5. The primary source of information for this passage was ____________________________.

(แหล่งข้อมูลสำคัญสำหรับเรื่องนี้คือ _________________________________________)

    (a) an analysis of the diets by the Department of Education    (การวิเคราะห์อาหารโดยกรมการศึกษา)

    (b) a survey of various foods by the Department of Medical Sciences    (การสำรวจอาหาร

           หลายชนิดโดยกรมวิทยาศาสตร์การแพทย์)  (ของกระทรวงสาธารณสุข  อินโดนีเซีย,  ดูจาก

           พารากราฟ ๔ ที่กล่าวถึงการสำรวจนี้  และพารากราฟต่อๆ มา  ก็กล่าวถึงข้อมูลที่ได้จากการ

           สำรวจนี้)

    (c) a study of traffic congestion by the Department of Transportation    (การศึกษาเรื่องการจราจร

           หนาแน่นโดยกรมการขนส่ง)

    (d) an investigation of animal farming by the Division of Food Analysis    (การสำรวจการทำฟาร์ม

           เลี้ยงสัตว์โดยกองวิเคราะห์อาหาร)

6. The word “nothing” in the third paragraph refers to ______________________________.

(คำว่า  “ไม่มีอะไร”  ในพารากราฟ ๓  หมายถึง _________________________________)

    (a) food    (อาหาร)  (ดูข้อความจากพารากราฟ ๓ ที่กล่าวว่า  “มันดูเหมือนว่าไม่มีอะไรที่ปลอดภัย, 

           เพราะว่าแม้แต่ผลไม้, อาหารที่ปรุงกินได้ทันที, และถั่ว  อาจจะถูกสัมผัสกับสารพิษที่บางจุดใน

           ขบวนการผลิต,”  ดังนั้น  “nothing”  จึงควรจะหมายถึง “อาหาร”)

    (b) residues    (สิ่งตกค้าง, ส่วนที่เหลือ, กาก)

    (c) drugs    (ยา)

    (d) chemicals    (สารเคมี)

7. The sentence “Contaminated food is still very much a problem in the capital” in the fourth paragraph means that ________________.

(ประโยค  “อาหารปนเปื้อนยังคงเป็นปัญหาอย่างมากในเมืองหลวง”  ในพารากราฟ ๔  หมายความว่า _______________)

    (a) contaminated food was and remains to be a problem in the capital    (อาหารปนเปื้อน

           เป็น (ในอดีต) และยังคงเป็น (ในปัจจุบัน) ปัญหาในเมืองหลวง)  (ข้อความ “................. ยังคง

           เป็นปัญหามาก .................”  แสดงว่าเป็นมาแล้วในอดีต  และยังคงเป็นอยู่ในปัจจุบัน)

    (b) much of the contaminated food in the capital is still a big problem    (อาหารปนเปื้อนจำนวนมาก

           ในเมืองหลวง  ยังคงเป็นปัญหาใหญ่)

    (c) contaminated food has never before, but is now a problem in the capital    (อาหารปนเปื้อน

           ไม่เคยเป็น (ปัญหา) มาก่อน,  แต่ปัจจุบันเป็นปัญหาในเมืองหลวง)

    (d) much of the contaminated food in the capital is worse than food outside the capital   

           (อาหารปนเปื้อนจำนวนมากในเมืองหลวง  แย่กว่าอาหารนอกเมืองหลวง)

8. What does “release” in the seventh paragraph mean?

(“ปล่อย, ปลดปล่อย, ปลดเปลื้อง, แก้, คลาย, ทำให้พ้นจาก”  ในพารากราฟ ๗  หมายถึงอะไร)

    (a) modify    (เปลี่ยนแปลง, แก้ไข, ดัดแปลง, แปร, ปรับปรุง)

    (b) discard    (ละทิ้ง, ทิ้งขว้าง, ให้ออก, ปฏิเสธ, ทิ้งไพ่)

    (c) astonish    (แอส-ท้อ-นิช)  (ทำให้ประหลาดใจ)

    (d) vilify    (วิ้ล-ลิ-ไฟ)  (ด่าว่า, ประณาม, สบประมาท, ใส่ร้าย, ให้ร้าย, ทำให้เสียชื่อเสียง, ประจาน)

    (e) emit    (ปล่อยออกมา, เปล่งออกมา, ฉาย, ส่อง, แพร่กระจาย)

    (f) assent    (อะ-เซ้นท)  (ตกลง, ยินยอม, ยอมรับ)   (เมื่อเป็นคำนาม หมายถึง  “การตกลง, การยินยอม”) 

    (g) threaten    (เธร้ท-เทิ่น)  (ขู่, ขู่เข็ญ, คุกคาม, เตือนภัย, เป็นลางร้าย)

    (h) harass    (แฮ้-เริส)  (รบกวน, ก่อกวน, รังควาญ, ราวี, ทำให้เหนื่อยอ่อน, ทำให้กลัดกลุ้ม) 

9. “traces” in paragraph 7 could best be replaced by ________________________________.

(“ร่องรอย, รอย, รอยเท้า, รอยทาง, ทางเล็ก, ปริมาณเล็กน้อยมาก”  ในพารากราฟ ๗  สามารถแทนดีที่สุดโดย _____________)

    (a) memoir (s)    (เม้ม-วาร์  หรือ  เม้ม-วอร์)  (บันทึกความทรงจำ)

    (b) artifacts    (อ๊าร์-ทิ-แฟคท)  (สิ่งประดิษฐ์, สิ่งประดิษฐ์โดยฝีมือคน, สิ่งที่มนุษย์ทำขึ้น, ของเทียม) 

    (c) triumphs    (ไทร้-อั้มฟ)  (ชัยชนะ, ความมีชัย, ความสำเร็จ, การฉลองชัยชนะ, ความยินดีที่มีชัย)

    (d) relaxations    (การผ่อนคลายอารมณ์, การพักผ่อนหย่อนใจ, การผ่อนคลาย, การลดหย่อน, การผ่อนผัน)

    (e) disgraces    (ดิส-เกรส)  (การเสียหน้า, การขายหน้า, ความเสื่อมเสีย, ความอัปยศอดสู, การถอดถอนยศ,

           เรื่องที่อับอายขายหน้า)

    (f) signs    (ร่องรอย, รอยเท้า, เครื่องหมาย, เครื่องหมายแสดง, สัญลักษณ์, เครื่องแสดง, ลาง,

           นิมิต, การบอกใบ้, อาการ)

    (g) conflagrations    (คอน-ฟละ-เก๊-ชั่น)  (เพลิงขนาดใหญ่, อัคคีภัย)

    (h) candors    (แค้น-เดอะ)  (๑. ความเปิดเผย, ความตรงไปตรงมา, ความจริงใจ,  ๒. ความยุติธรรม,

           ความซื่อสัตย์สุจริต) 

10. “canteens” in the eighth paragraph is closest in meaning to _______________________.

(“ร้านอาหารในโรงเรียน, ร้านอาหารในค่ายทหาร, กระติกน้ำ, กล่องใส่มีด ช้อน ส้อม และอื่นๆ”  ในพารากราฟ ๘  มีความหมายใกล้เคียงที่สุดกับ _____________)

      (a) campuses    (บริเวณในมหาวิทยาลัย, บริเวณในโรงเรียนหรือวิทยาลัย)

      (b) auditorium    (ห้องประชุม, อาคารห้องประชุม, ห้องบรรยาย)

      (c) libraries    (ห้องสมุด)

      (d) laboratories    (ห้องปฏิบัติการทางวิทยาศาสตร์, ห้องวิจัย, ห้องค้นคว้าทดลอง)

      (e) school cafeteria    (โรงอาหารในโรงเรียน

      (f) headmasters    (ครูใหญ่, อาจารย์ใหญ่)

      (g) curricula    (หลักสูตรของโรงเรียนหรือมหาวิทยาลัย)

      (h) peccadillos    (เพค-คา-ดิ๊ล-โล่)  (ความผิด หรือบาปเล็กๆน้อยๆ)   

11. Fruits and vegetables sold in markets contain ____________________________________.

(ผลไม้และผักที่ขายในตลาดมี _____________________________________________)

    (a) hormones used to accelerate growth    (ฮอร์โมนซึ่งถูกใช้เพื่อเร่งการเจริญเติบโต)

    (b) toxins used to maximize profits    (สารพิษซึ่งถูกใช้เพื่อทำกำไรสูงสุด)

    (c) residues used to increase growth rates    (สิ่งตกค้างซึ่งถูกใช้เพื่อเพิ่มอัตราการเจริญเติบโต)

    (d) pesticides often used by farmers    (ยาฆ่าแมลงซึ่งถูกใช้บ่อยๆ โดยชาวนา)  (ดูคำตอบจาก

           ประโยคที่ ๒ ของพารากราฟ ๑๑ ที่กล่าวว่า  “สารเคมี  เช่น  ยาฆ่าแมลงและปุ๋ยถูกใช้โดยทั่วไป

           โดยชาวนา  ผู้ซึ่งพยายามที่จะทำให้ผลิตผลทางการเกษตรของตนดึงดูดความสนใจ (ของผู้ซื้อ) 

            เพื่อที่จะทำกำไรสูงสุด)

12. The word “alarming” in paragraph 8 means ___________________________________.

(คำว่า  “น่าตื่นตกใจ”  ในพารากราฟ ๘  หมายถึง ________________________________)

      (a) violent    (รุนแรง, ดุเดือด, ใช้กำลัง, พลการ, ทำลาย, ล่วงละเมิด, ซึ่งทำให้บาดเจ็บ)

      (b) harmful    (มีอันตราย)

      (c) sanguine    (แซ้ง-กวิน)  (ร่าเริง, เบิกบานใจ, มั่นใจ, มองโลกแง่ดี, เต็มไปด้วยความหวัง)

      (d) innate    (อิ-เน้ท)  (ซึ่งมีมาแต่กำเนิด, โดยกำเนิด, แต่ดั้งเดิม, โดยสันดาน, ในตัว)

      (e) terrifying    (น่ากลัวมาก, น่าหวาดกลัว, น่าสยองขวัญ)

      (f) fallacious    (ฟะ-เล้-ชัส)  (ผิดพลาด, ซึ่งทำให้ผิดหวัง, ซึ่งทำให้เข้าใจผิด, หลอกลวง, ลวง)  

      (g) authentic    (แท้จริง, ของแท้, ไม่ใช่ของปลอม, น่าเชื่อถือ)

      (h) fruitless    (ฟรู้ท-ลิส)  (ไร้ผล, ไม่มีประโยชน์, ไม่บังเกิดผล, เป็นหมัน) 

      (i) penurious    (พี-นิ้ว-เรียส)  (ขี้ตระหนี่อย่างมาก, ขี้เหนียวมากที่สุด, ยากจนที่สุด, ขาดแคลนยิ่ง)

13. “by no means” in the ninth paragraph refers to ________________________________.

(“ไม่อย่างแน่นอน, ไม่แม้แต่นิดเดียว”  ในพารากราฟ ๙  หมายถึง ______________________)

      (a) by mistake    (โดยการเข้าใจผิด, ด้วยความผิดพลาด)

      (b) by word of mouth    (จากคนหนึ่งไปสู่อีกคนหนึ่งโดยคำพูด, โดยทางวาจา)

      (c) beyond question    (แน่นอน, ไม่ต้องสงสัยเลย)

      (d) certainly not; not even a little    (ไม่อย่างแน่นอน; ไม่แม้แต่นิดเดียว)

      (e) by virtue of    (เนื่องมาจาก, ด้วยเหตุผลของ)

      (f) by means of    (โดยการใช้, ด้วยความช่วยเหลือของ)

      (g) by heart    (โดยการท่องจำ)

      (h) by leaps and bounds    (อย่างรวดเร็วมาก)

14. What does “exposed” in paragraph 9 mean?

(“สัมผัส, เผย, เปิดเผย, นำออกแสดง, เปิดโปง”  ในพารากราฟ ๙  หมายถึงอะไร)

      (a) thrilled    (ทำให้ตื่นเต้น, ทำให้เร้าใจ, ทำให้เสียวซ่าน)

      (b) infuriated    (ทำให้โกรธอย่างมาก)

      (c) eroded    (กัดเซาะ, ทำให้สึกกร่อน)

      (d) replenished    (เติมให้เต็ม, เติมเต็มใหม่, ทำให้สมบูรณ์ใหม่, เสริมกำลัง, เติมเชื้อเพลิง, เติมอีก,

             เติมใหม่)

      (e) heeded    (เอาใจใส่, แยแส, สนใจ)

      (f) contacted    (สัมผัส, ติดต่อกับ, คบหาสมาคมกับ)

      (g) nullified    (ทำให้เป็นโมฆะ, ทำให้ไม่มีผลบังคับ, ทำให้ไร้ผล, ทำให้ไร้ค่า)

      (h) fabricated    (แฟ้บ-ริ-เคท)  (สร้าง, ประดิษฐ์, คิดค้น, เสกสรร, ทอ, ปลอม, ปลอมแปลง, กุเรื่องขึ้น)

15. The word “it” in paragraph 10 means _________________________________________.

(คำว่า  “มัน”  ในพารากราฟ ๑๐  หมายถึง _____________________________________)

      (a) lead    (สารตะกั่ว)  (เป็นเพียงส่วนหนึ่งของการปนเปื้อนเท่านั้น  เนื่องจากยังมีสารพิษ, สารเคมีต่างๆ

             อีกหลายชนิด)

      (b) food    (อาหาร)

      (c) contamination    (การปนเปื้อน)  (ดูข้อความในพารากราฟที่ ๑๐ ที่กล่าวว่า  “มันดูเหมือนว่า

             เกือบเป็นไปไม่ได้สำหรับผู้บริโภคที่จะหลีกเลี่ยงอาหารที่ถูกปนเปื้อน  เนื่องจากมันมีผลกระทบ

             ต่อผัก, ผลไม้, เนื้อสัตว์ และอาหารประเภทอื่นๆ อีกจำนวนมาก”  ดังนั้น  “มัน”  จึงน่าจะหมาย

             ถึง  “การปนเปื้อน”)

      (d) production    (การผลิต)

16. According to the passage, it is dangerous to consume drug residues because ______________.

(ตามที่เนื้อเรื่องกล่าว  มันมีอันตรายที่จะบริโภคส่วนที่เหลือของยา (ที่สัตว์กินเพื่อเร่งการเจริญเติบโต) เพราะว่า _____________)

      (a) the victims may suffer great pain    (เหยื่อ – ของสารพิษ – อาจจะได้รับความเจ็บปวดอย่างมาก) 

             (เนื้อเรื่องมิได้บอกไว้)

      (b) these medicines may cause suffocation    (ยาเหล่านี้อาจก่อให้เกิดการหายใจไม่ออก)  (เนื้อเรื่อง

             มิได้บอกไว้)

      (c) the hormones cause accelerated growth    (ฮอร์โมนก่อให้เกิดการเติบโตแบบเร่งรีบ)  (พารากราฟ

              ๑๒ กล่าวว่า  ฮอร์โมนถูกใช้เพื่อเร่งการเจริญเติบโตของสัตว์  ซึ่งไม่เกี่ยวกับคน)

      (d) over time, people become weaker and can even die    (เมื่อเวลาผ่านไป  ผู้คนจะอ่อนแอ

             ลง  และสามารถแม้กระทั่งตายได้)  (ดูคำตอบจาก ๓ พารากราฟสุดท้าย)

17. The writer’s intention is to __________________________________________________.

(ความตั้งใจ – เจตนา – ของผู้เขียน คือเพื่อ _____________________________________)

      (a) provoke    (กระตุ้น, ปลุกปั่น, ยุแหย่, ยั่ว, ก่อให้เกิด)  (หมายถึง  กระตุ้นให้เกิดการตื่นตัวต่อ

             ปัญหามลพิษในอาหาร  ที่ขายโดยพ่อค้าเร่ตามถนนในกรุงจาการ์ตา)

      (b) persuade    (ชักชวน, เชิญชวน)

      (c) promote    (ส่งเสริม)

      (d) propose    (เสนอ, เสนอความเห็น, ขอแต่งงาน, แนะนำ)

      (e) commend    (ยกย่อง, สรรเสริญ)

      (f) adore    (นิยมยกย่อง, เคารพ, บูชารัก)

      (g) terrify    (ทำให้กลัวมาก, ทำให้หวาดกลัว, ทำให้สยองขวัญ)

      (h) amuse    (ทำให้ขบขัน, ทำให้สนุกสนาน)

18. “pesticides” in paragraph 11 could best be replaced by _____________________________.

(“ยาฆ่าแมลง, ยาปราบศัตรูพืช, ยาฆ่าสัตว์ที่รบกวนหรือทำลายสัตว์อื่น”  ในพารากราฟ ๑๑  สามารถแทนดีที่สุดโดย _____________)

      (a) genocides    (การฆ่าล้างเผ่าพันธุ์)

      (b) homicides    (การฆ่าคน, ฆาตกรรม, ฆาตกร)

      (c) infanticides    (การฆ่าเด็กทารก  เช่น  การฆ่าเด็กทารกเพศหญิงในจีนในสมัยโบราณ)

      (d) patricides    (การฆ่าพ่อ, ปิตุฆาต)

      (e) matricides    (การฆ่าแม่, มาตุฆาต)

      (f) fratricides    (การฆ่าพี่ชายหรือน้องชาย)

      (g) insect-killing chemicals    (สารเคมีซึ่งใช้ฆ่าแมลง)

      (h) regicides    (การปลงพระชนม์กษัตริย์, ผู้ปลงพระชนม์กษัตริย์)

19. What does “appealing” in paragraph 11 mean?

(“ดึงดูดความสนใจ, ดึงดูดความต้องการหรือความอยากรู้อยากเห็น, น่าหลงใหล, มีเสน่ห์”  ในพารากราฟ ๑๑  หมายถึงอะไร)

      (a) circumspect    (รอบคอบ, ระมัดระวัง)

      (b) proper    (เหมาะสม, สมควร, ดี, ถูกต้อง)

      (c) pernicious    (เพอร์-นิช-เชิส)  (เป็นอันตราย, เป็นภัย, ถึงตาย, ร้ายแรง, ร้ายกาจ)

      (d) attractive    (ดึงดูดความสนใจ, น่าหลงใหล, มีเสน่ห์, มีแรงดึงดูด)

      (e) sedulous    (เซ้จ-ดะ-เลิส)  (ขยัน, หมั่นเพียร, อุตสาหะ, มุมานะ, อดทน)

      (f) indispensable    (จำเป็นอย่างยิ่ง, จะขาดเสียมิได้)

      (g) delicate    (ละเอียดอ่อน, บอบบาง, ประณีต, อ่อนช้อย, อ่อนแอ, แตกง่าย, ยากที่จะจัดการ)

      (h) thoughtful    (ครุ่นคิด, ไตร่ตรอง, ใช้ความคิด, ระมัดระวัง, เอาอกเอาใจผู้อื่น)

      (i) vulgar    (วั้ล-เกอะ)  (หยาบ, หยาบคาย, ต่ำช้า, ไพร่, สามหาว, สามานย์, พื้นๆ, ธรรมดาสามัญ)

      (j) thorough    (เธ้อร์-โร)  (ละเอียด, ถี่ถ้วน, ทั่วไปหมด, โดยตลอด, ตลอดทั่วถึง)

20. The best headline for this article is ___________________________________________.

(หัวเรื่องที่ดีที่สุดสำหรับบทความนี้คือ ________________________________________)

      (a) Street vendors sell contaminated food    (พ่อค้าเร่ตามถนนขายอาหารปนเปื้อน)

      (b) Survey reveals food contamination is a problem    (การสำรวจเปิดเผยว่า  การปนเปื้อน

             ในอาหารเป็นปัญหา)  (บทความนี้กล่าวถึงการสำรวจเกี่ยวกับอาหารที่ขายโดยพ่อค้าเร่ตาม

             ถนนในกรุงจาการ์ตา  ซึ่งดำเนินการโดยกระทรวงสาธารณสุขของอินโดนีเซีย  โดยพบว่า

             อาหารและน้ำส่วนใหญ่มีสารพิษตกค้าง  ซึ่งก่อให้เกิดปัญหาสุขภาพของผู้คนที่บริโภคมัน 

             ส่วนข้ออื่นๆ เป็นเพียงหัวข้อปลีกย่อย  ไม่ครอบคลุมเนื้อหาส่วนใหญ่)

      (c) Medical report shows that fruits are not safe    (รายงานทางการแพทย์แสดงว่า  ผลไม้ไม่ปลอดภัย)

      (d) Traffic congestion causes lead contamination    (การจราจรหนาแน่นก่อให้เกิดการปนเปื้อนของสาร

             ตะกั่ว)

21. What does “accelerate” in the twelfth paragraph mean?

(“เร่ง, เร่งให้เกิดขึ้น, ก่อให้เกิด, เพิ่มขึ้น”  ในพารากราฟ ๑๒  หมายถึงอะไร)

      (a) influence    (มีอิทธิพล, มีผลกระทบ)

      (b) limit    (จำกัด, จำกัดจำนวนหรือขอบเขต)

      (c) perplex    (ทำให้งง, ทำให้งงงวย, ทำให้ยุ่งยากใจ)

      (d) nullify    (ทำให้เป็นโมฆะ, ทำให้ไม่มีผลบังคับ, ทำให้ไร้ผล, ทำให้ไร้ค่า)

      (e) abolish    (อะ-บ๊อล-ลิช)  (เลิกล้ม, ยกเลิก, ลบล้าง, ทำลาย)

      (f) hasten    (เร่ง, เร่งเร้า, ทำให้เร่งรีบ, รีบ, รีบทำ, รีบไป)

      (g) esteem    (เคารพ, นับถือ, นิยม, ยกย่อง, สรรเสริญ)

      (h) champion    (สนับสนุน, ป้องกัน, กระทำเป็นแชมเปี้ยน)

22. “fatal” in paragraph 13 means _____________________________________________.

(“ร้ายแรงถึงตาย, ทำให้ตายได้, ร้ายกาจ, เป็นอันตราย, เคราะห์ร้าย, ทำให้เกิดความหายนะหรือล้มเหลวได้, เป็นเรื่องโชคชะตา”  ในพารากราฟ ๑๓  หมายถึง _____________)

      (a) diverse    (หลากหลาย)

      (b) lucid    (แจ่มแจ้ง, ชัดเจน)

      (c) fatigued    (ฟะ-ทิกด)  (เหนื่อย, เหน็ดเหนื่อย)

      (d) extreme    (สุดโต่ง, สุดขีด, อย่างยิ่ง, สุดๆ)

      (e) illicit    (อิ-ลิส-ซิท)  (ผิดกฎหมาย, ไม่ชอบด้วยกฎหมาย, เถื่อน, ไม่ได้รับอนุญาต)

      (f) illogical    (อิ-ล้อจ-จิ-เคิ่ล)  (ไร้เหตุผล, ไม่มีเหตุผล)

      (g) lethal    (เป็นอันตรายถึงตาย, ทำให้ตาย, ถึงตาย, ร้ายแรง, เกี่ยวกับความตาย)

      (h) strenuous    (ใช้กำลังมาก, แข็งแรง, มีพลัง, เข้มแข็ง, บากบั่น, พากเพียร,อุตสาหะ)

      (i) odious    (น่ารังเกียจ. น่าเกลียด, น่าขยะแขยง. น่าเกลียดชัง, อัปลักษณ์)

      (j) sedentary    (เซ้ด-ดัน-เทอ-รี่)  (ไม่เคลื่อนย้าย, อยู่ประจำที่, นั่ง, เป็นการนั่ง, ในลักษณะนั่ง,

            คุ้นเคยกับการนั่ง)  

23. The word “absorbed” in the final paragraph could best be replaced by _______________.

(คำว่า  “ดูดซึม, รับเอา”  ในพารากราฟสุดท้าย  สามารถแทนดีที่สุดโดย __________________)

      (a) exhumed    (เอ็กซ-ฮูม)  (ขุดขึ้นจากหลุม, ขุดศพขึ้นมา, ขุดค้น, ปฏิสังขรณ์)

      (b) disposed of    (กำจัด, จัดการ, โอน, ขายทิ้ง)

      (c) dispersed    (กระจาย, ทำให้กระจัดกระจาย, สลาย, ทำให้แพร่หลาย, หายไป, ทำให้หายไป, ไล่ไป)

      (d) curtailed    (เคอร์-เท่ล)  (ทำให้สั้น, ตัดให้สั้น, ตัดทอน, ย่อ, จำกัด, ลด) 

      (e) ingested    (นำเข้าไปในร่างกายโดยทางปาก)

      (f) soothed    (ปลอบขวัญ, ปลอบโยน, ปลอบ, ประโลมใจ, ทำให้บรรเทา, ลด)

      (g) modified    (ม้อด-ดิ-ไฟ)  (เปลี่ยนแปลง, แก้ไข, ปรับปรุง, ดัดแปลง, ลดความรุนแรง, ลดหย่อน)

      (h) adulterated    (อะ-ดั๊ล-เทอ-เรท)  (เจือปน, ทำให้ปนเปื้อน, ทำให้ไม่บริสุทธิ์, ลักลอบเป็นชู้)

24. The tone of the passage is __________________________________________________.

(น้ำเสียงของเรื่องนี้ คือ __________________________________________________)

      (a) outraged    (เจ็บแค้นใจ, โกรธ, ก้าวร้าว)

      (b) optimistic    (มองโลกในแง่ดี)

      (c) concerned    (วิตกกังวล, ห่วงใย)  (ในบทความนี้  ผู้เขียนแสดงความกังวล-ห่วงใย  เกี่ยวกับ

             ปัญหาของอาหารและน้ำที่มีสารพิษเจือปน  ซึ่งขายโดยพ่อค้าเร่ตามถนนในกรุงจาการ์ตา)

      (d) enthusiastic    (กระตือรือร้น, มีใจจดจ่อ, เร่าร้อน, มีศรัทธาแรงกล้า)

      (e) elated    (ปลาบปลื้ม, ปิติยินดี, มีความสุขมาก, อิ่มอกอิ่มใจมาก, ภูมิใจมาก)

      (f) critical    (วิพากษ์วิจารณ์, ชอบตำหนิ, วิกฤติ, สำคัญ)

      (g) appreciative    (ยกย่อง, ชื่นชม)

      (h) suspicious    (ระแวง, สงสัย, คลางแคลงใจ)

      (i) susceptible    (อ่อนไหวต่อ, เปราะบางต่อ, มีแนวโน้มที่จะโดน, สะเทือนใจง่าย, หวั่นไหวง่าย, รู้สึกไว,

            มีจิตใจอ่อนแอ)

 

(คำแปล)

ปัญหาอาหารปนเปื้อนในกรุงจาการ์ตา     

 

            ก่อนกินอาหารซึ่งขายโดยพ่อค้าเร่ (คนขายของ) (vendors) บนถนน  คุณควรตระหนัก (รู้ตัว, รู้สึกตัว) (aware) ว่า  เกือบจะทั้งหมดของอาหารและน้ำนี้ถูกทำให้ปนเปื้อน (ทำให้เจือปน, ทำให้ไม่บริสุทธิ์) (contaminated) โดยส่วนที่ตกค้าง (ส่วนที่เหลือ, กาก, จำนวนที่เหลือ, ที่เหลือ) (residues) ซึ่งมีพิษ (เป็นพิษ) (toxic),  ถ้าคุณเลือกที่จะกินที่บ้าน  คุณยังคงมีโอกาส ๓๕ เปอร์เซ็นต์  ของการกินข้าวซึ่งถูกทำให้ปนเปื้อนโดยสารตะกั่ว (ตะกั่ว, ลูกกระสุนปืน, ไส้ดินสอดำ) (lead)

            ถ้าอาหารที่ปรุงด้วยไข่ (egg dishes) คือจินตนาการ (ความนึกฝัน, ความนึกคิด, รสนิยม) (fancy) ของคุณ  ก็มีความเป็นไปได้สูง (high probability) เช่นกันว่า  มันถูกทำให้ปนเปื้อนโดยสารเคมี (chemicals) มากมาย (หลากหลาย, ต่างๆ กัน, ต่างชนิด, ต่างประเภท) (various)  โดยไม่คำนึงถึงว่า (regardless of) มันถูกกินที่บ้านหรือบนถนน

          มันดูเหมือนว่าไม่มีอะไรที่ปลอดภัย (nothing is safe)เพราะว่าแม้แต่ (for even) ผลไม้, อาหารที่ปรุงกินได้ทันที (instant foods), และถั่ว  อาจจะถูกสัมผัส (เผย, เปิดเผย, นำออกแสดง, เปิดโปง) (exposed) กับสารพิษ (ตัวที่ทำให้เป็นพิษ, พิษ) (toxins) ที่บางจุด (at some point) ในขบวนการผลิต (production process)

          ในการสำรวจในปี ๒๐๑๘ – ๒๐๑๙ โดยกองวิเคราะห์อาหารของกรมวิทยาศาสตร์การแพทย์  กระทรวงสาธารณสุข  มันได้รับการเปิดเผย (revealed) ว่า “อาหารปนเปื้อนยังคงเป็นปัญหาอย่างมากในเมืองหลวง(contaminated food is still very much a problem in the capital) ของอินโดนีเซีย

            ตามที่โมฮาเม็ด ซาเล็ม แห่งกองวิเคราะห์อาหารกล่าว  มี ๒ วิธีที่อาหารสามารถถูกทำให้ปนเปื้อนได้ : โดยสารเคมีหรือโลหะหนัก,  หรือโดยจุลินทรีย์ (microbes) (ไม้-โครบ)

            ตะกั่วคือประเภทสำคัญที่สุด (หลัก, ส่วนใหญ่, ชั้นนำ, มีกำลังมาก) (main) ของการปนเปื้อนของโลหะหนัก (heavy metal contamination),  การสำรวจบ่งชี้ (indicated) ว่า  เกือบจะ ๑๐๐ เปอร์เซ็นต์ของตัวอย่างอาหาร (food samples)  ที่ถูกนำมาจากพ่อค้าเร่ตามถนน (street vendors) มี (บรร จุ) (contain) ความเข้มข้น (ระดับความเข้มข้น, สิ่งที่เข้มข้น, ความตั้งอกตั้งใจ, สมาธิ) (concentrations) ของตะกั่ว,  น้ำดื่ม (Drinking water) จึงถูกทำให้ปนเปื้อนอย่างง่ายดายในแบบนี้

            แหล่ง (source) ของมลภาวะ (การทำให้สกปรก, การทำให้เปรอะเปื้อน) (pollution) นี้, แน่นอน (ไม่ต้องสงสัยเลย) (of course),  คือการหนาแน่น (การทำให้แออัด, การทำให้เลือดคั่ง) (congestion) ของการจราจร (การคมนาคม, การสัญจรไปมา, การค้า, การซื้อขาย, ปริมาณการจราจรหรือขน ส่ง) (traffic) (หมายถึง  การจราจรแออัด)  โดยทุกๆ วัน  รถยนต์ (automobiles) ปล่อย (ปลดปล่อย, ปลดเปลื้อง, แก้, คลาย, ทำให้พ้นจาก) (release) สารตะกั่วในระดับสูง (high levels of lead) เข้าสู่อากาศที่เราหายใจ (breathe) (บรีธ)  ซึ่งเป็นเหตุผลที่ว่าทำไม (which is why) อาหารและเครื่องดื่ม (food and drink) ส่วนใหญ่ที่ขายโดยพ่อค้าเร่ตามถนน  ถูกแสดงว่ามีร่องรอย (รอย, รอยเท้า, รอยทาง, ทางเล็ก, ปริมาณเล็กน้อยมาก) (traces) ของสาร (สสาร, แก่นสาร, ความหมายสำคัญ, เนื้อหา, ใจความ, ส่วนสำคัญ) (substance) (หมายถึง  สารตะกั่ว)

            ตามที่กองวิเคราะห์อาหารกล่าว (สอดคล้องกับกองวิเคราะห์อาหาร) (According to the Division of Food Analysis)  การปนเปื้อนสารตะกั่ว (lead contamination) ได้ถูกพบในอาหารและเครื่องดื่มที่ร้านอาหารในโรงเรียน (ร้านอาหารในค่ายทหาร, กระติกน้ำ, กล่องใส่มีด ช้อน ส้อม และอื่นๆ) (canteens) จำนวนมาก (a number of)  ซึ่งน่าตื่นตกใจ (alarming) เป็นพิเศษ (particularly)  เมื่อบุคคล (คนเรา) (one) คิดคำนึงถึง (พิจารณา, ครุ่นคิด, รำลึก, ถือว่า) (considers) ว่าเด็กๆ เป็นบุคคล (ones) ที่ได้รับผลกระทบ (affected)      

            การปนเปื้อนสารตะกั่วไม่อย่างแน่นอน (ไม่แม้แต่นิดเดียว) (by no means) เป็นอันตรายเพียงอย่างเดียวเท่านั้น (หมายถึง  มิได้เป็นอันตรายเพียงอย่างเดียวเท่านั้นอย่างแน่นอน)  ทั้งนี้  ผลิตภัณฑ์อาหาร (Food products), ณ ทุกขั้นตอนของขบวนการผลิต, ได้รับการสัมผัส (exposed) กับรูปแบบที่แตกต่างกันมากมายหลายชนิดของการปนเปื้อน

            มันดูเหมือนว่าเกือบเป็นไปไม่ได้สำหรับผู้บริโภค (consumers) ที่จะหลีกเลี่ยง (avoid) อาหารที่ถูกปนเปื้อน (contaminated food)  เนื่องจากมันมีผลกระทบต่อผัก, ผลไม้, เนื้อสัตว์ และอาหารประเภทอื่นๆ อีกจำนวนมาก

            การสำรวจแสดงว่าผลไม้และผักที่ขายอยู่ในตลาดมีส่วนที่ตกค้าง (ส่วนที่เหลือ, กาก) (residues) ของยาฆ่าแมลง (ยาปราบศัตรูพืช, ยาฆ่าสัตว์ที่รบกวนหรือทำลายสัตว์อื่น) (pesticide)  เช่น  ฟอสเฟท, พีรีธรอยด์ และสารหนู (arsenic),  โดยสารเคมี  เช่น  ยาฆ่าแมลงและปุ๋ย (fertilizers) ถูกใช้โดยทั่วไป (commonly used) โดยชาวนา  ผู้ซึ่งพยายาม (เสาะหา, แสวงหา, สืบหา, ค้นหา, ค้นคว้า, สอบถาม, สำรวจ) (seek) ที่จะทำให้ผลิตผลทางการเกษตร (produce) ของตนดึงดูดความสนใจ (ดึงดูดความต้องการหรือความอยากรู้อยากเห็น, น่าหลงใหล, มีเสน่ห์) (appealing) (ของผู้ซื้อ)  เพื่อที่จะทำกำไรสูงสุด (maximize profits)

            ผู้คนที่กินเนื้อสัตว์เสี่ยง (take the risk) ต่อการบริโภคส่วนที่ตกค้างของยา (drug residues),  ทั้งนี้  ในหลายประเภทของการทำฟาร์มเลี้ยงสัตว์ (animal farming)  ฮอร์โมนถูกใช้เพื่อเร่งการเจริญเติบโต (accelerate growth)  เพื่อที่ว่าปศุสัตว์ (livestock) จะสามารถขายได้ที่ตลาดอย่างรวดเร็วที่สุดเท่าที่จะเป็นไปได้

            แต่ถ้าสัตว์ถูกฆ่าก่อนที่ยาจะถูกเผาผลาญ (สันดาป, ผ่านหรือเปลี่ยนแปลงโดยกระบวนการสันดาป) (metabolized)  ผู้คนที่กินเนื้อสัตว์และเครื่องใน (อวัยวะภายใน, ไส้พุง) (entrails) โดยเฉพาะตับ (liver)  จะมีผลหรือความหมายแบบเดียวกัน (in effect) กับกินยาขนานเดียวกัน (กับสัตว์กิน),  ในขณะที่สิ่งเหล่านี้ไม่จำเป็นต้องร้ายแรงถึงตาย (ทำให้ตายได้, ร้ายกาจ, เป็นอันตราย, เคราะห์ร้าย, ทำให้เกิดความหายนะหรือล้มเหลวได้, เป็นเรื่องโชคชะตา) (fatal)  มันสามารถก่อให้เกิด (เป็นสาเหตุของ) (cause) ปัญหาสุขภาพ (health problems)

            สิ่งเจือปน (Contaminants) ที่เหมือนกับ (คล้ายกับ) (like) สิ่งเจือปน (ones) ที่ถูกกล่าวถึง (mentioned) ข้างบนนี้  ถูกดูดซึม (รับเอา) (absorbed) โดยร่างกายทีละน้อย (ค่อยๆ เกิดขึ้น) (gradually)  และเพิ่มขึ้นตามกาลเวลา (increase over time),  เมื่อระดับของความเป็นพิษ (toxicity) (ทอค-ซิ้ส-ซิ-ที) เพิ่มขึ้น (rise)  ผู้ประสบปัญหา (ผู้ประสบความเดือดร้อน, ผู้ได้รับ) (sufferers) (หมายถึง  ผู้เจ็บป่วย) จะอ่อนแอลงและอ่อนแอลง  ส่งผลให้เกิด (resulting in) ความเจ็บป่วยอย่างรุนแรง (serious illness)  แม้กระทั่งความตาย (even death)

 

เรียน   ท่านผู้ติดตามอ่านเว็บไซต์  “everydayenglish.pwa.co.th                  

 

                ถ้าท่านมีคำแนะนำให้ปรับปรุงเว็บไซต์นี้ประการใด  กรุณาส่ง e-mail ไปที่  ดร. วัชรินทร์  ภูเขาทอง  อดีต  ผอ. สำนักวิทยาการ  การประปาส่วนภูมิภาค  ผู้จัดทำเว็บไซต์นี้  ตาม  “Address”  (โปรดระบุหัวเรื่องด้วยว่า  “ปรับปรุงเว็บไซต์”)   เพื่อที่ผู้จัดทำฯ จะได้ปรับปรุงเนื้อหาได้ตรงตามความประสงค์ของผู้อ่านเว็บไซต์นี้ต่อไป

 

 

 

หมวดข้อสอบ READING (ตอนที่ 88)

การประปาส่วนภูมิภาค  “มุ่ง-มั่น-เพื่อปวงชน”

 

DirectionRead the following passage and choose the best answer for each question.

(จงอ่านบทความต่อไปนี้  และเลือกคำตอบที่ดีที่สุดสำหรับแต่ละคำถาม)

 

The Purpose of People’s Reading

 

          “Read literature for the pleasure of reading it.  Whatever else you find will be the measure of what you brought to the reading,”  Ernest Hemingway once told an interviewer.  We all have different personalities and we all read for different reasons.  But, we all look forward to being entertained by what we read.  In an exciting story, we are offered the fun of letting our imagination enter into situation of the story.  Or, we are able to identify with a character in the story because the character experiences something very similar to what we have experienced ourselves.  Being curious readers, we can leave a reading with more than just entertainment.  We gather information that helps us understand ourselves and others better.

          Beyond these important reasons for reading stories, however, reading carefully promises further pleasure: the pleasure of enjoying the way the storyteller uses words to create a fine work.  It is this way of reading carefully that helps us understand the full achievement of the story and its writer.  Literature is art and the storyteller in an artist.  So, no matter how informal a story seems, we know that the writer or artist took great care in creating the work of art and only through a very thorough reading can we hope not only to be entertained and perhaps learn something about ourselves, but also to fully appreciate the intentions of the writer as artist.

 

1. The passage is mainly about ________________________________________________.

(เนื้อเรื่อง – บทความ – ส่วนใหญ่เกี่ยวกับ ______________________________________)

    (a) the joy of reading carefully    (ความปิติยินดี-ความปลื้มปิติของการอ่านอย่างละเอียดถี่ถ้วน

           (เนื้อเรื่องส่วนใหญ่กล่าวถึงความเพลิดเพลินที่ได้รับจากการอ่านวรรณกรรม – ได้แก่นิยาย,

           เรื่องสั้น – อย่างละเอียดถี่ถ้วน  เพื่อให้ได้อรรถรสของภาษาหรือคำที่ผู้เขียนใช้ในการเขียน

           วรรณกรรม  ดูรายละเอียดในพารากราฟ ๒,  ส่วนในพารากราฟแรก  ผู้เขียนกล่าวว่า  คนเรา

           อ่านด้วยเหตุผลที่แตกต่างกัน  แต่ทุกคนล้วนหวังที่จะได้รับความเพลิดเพลินจากการอ่าน, 

           สำหรับผู้อ่านที่อยากรู้อยากเห็น  นอกจากเขาจะได้รับความเพลิดเพลินจากการอ่านแล้ว 

           ยังสามารถเก็บรวบรวมข้อมูลต่างๆ  ที่ช่วยให้เข้าใจตนเองและผู้อื่นดีขึ้นด้วย)

    (b) experiences gained through reading    (ประสบการณ์ซึ่งได้รับโดยผ่านทางการอ่าน)

    (c) Hemingway’s attitude toward reading    (ทัศนคติของเฮมิงเวย์ที่มีต่อการอ่าน)

    (d) different approaches to reading literature    (วิธีการที่แตกต่างกันในการเข้าสู่การอ่านวรรณกรรม)

2. When Hemingway said, “Read literature…….......…to the reading,” in the first paragraph, he meant that we ______________.

(เมื่อเฮมิงเวย์กล่าวว่า  “จงอ่านวรรณกรรม ................... สู่การอ่าน”  ในพารากราฟแรก  เขาหมายความว่าเรา _______________)

    (a) measure entertainment in different ways    (วัดความบันเทิงในวิธีการที่แตกต่างกันไป)

    (b) evaluate a story by what we apply to its themes    (ประเมินเรื่องที่อ่านโดยสิ่งที่เราประยุกต์

           กับธีม – สาระสำคัญ – ของมัน)

    (c) want to be entertained by the reading in a different way    (ต้องการได้รับความเพลิดเพลิน-

           บันเทิงโดยการอ่านในวิธีที่ต่างออกไป)

    (d) learn different things from reading depending on our experiences    (เรียนรู้สิ่งต่างๆ

            จากการอ่านแตกต่างกันออกไป  โดยขึ้นอยู่กับประสบการณ์ของเรา)

3. In the first paragraph, “look forward to” refers to _________________________________.

(ในพารากราฟแรก,  “ตั้งตารอคอย, คาดหวังล่วงหน้า”  หมายถึง ________________________)

    (a) assent    (อะ-เซ้นท)  (ตกลง, ยินยอม, ยอมรับ)   (เมื่อเป็นคำนาม หมายถึง  “การตกลง, การยินยอม”) 

    (b) threaten    (เธร้ท-เทิ่น)  (ขู่, ขู่เข็ญ, คุกคาม, เตือนภัย, เป็นลางร้าย)

    (c) belabor    (บิ-เล้-เบอะ)   (ทำ – พูด – ซ้ำๆ หรือในปริมาณที่มากเกินไปจนไร้สาระ, พูดมากเกินไป

           เกี่ยวกับ, ถกเถียง, กล่าวหา, เหยียดหยาม) 

    (d) ramble     (แร้ม-เบิ้ล)  (๑. เดินเที่ยว, เดินเตร่, เดินเล่น, ท่องเที่ยว,  . พูดโง่ๆ, พูดเหลวไหล,

           พูดเพ้อเจ้อ, พูดพล่อย)  

    (e) harass    (แฮ้-เริส)  (รบกวน, ก่อกวน, รังควาญ, ราวี, ทำให้เหนื่อยอ่อน, ทำให้กลัดกลุ้ม) 

    (f) astound    (แอส-เทานด)  {ทำให้งงงวย, ทำให้ตกใจ (ด้วยความประหลาดใจ)}

    (g) anticipate    (คาดหวัง, มุ่งหวัง, ทำนาย, ลงมือกระทำการก่อน, ตัดบท)

    (h) acknowledge    (ยอมรับ)

4. “character” in paragraph 1 could best be replaced by ____________________________.

(“ตัวละคร, บทบาทในละครหรือภาพยนตร์, ตัวอักษร, ลักษณะ, อุปนิสัย, คุณสมบัติ, ลักษณะพิเศษ, ชื่อเสียงที่ดี, เกียรติคุณ”  ในพารากราฟ ๑  สามารถแทนดีที่สุดโดย _____________)

    (a) bully    (คนขี้รังแก หรือชอบข่มเหงผู้อื่น)

    (b) pacifist    (ผู้รักสันติภาพหรือความสงบ)

    (c) radical    (คนหัวรุนแรง, ผู้สนับสนุนนโยบายรุนแรง, ฝ่ายซ้าย)  (“Radical”  เมื่อเป็นคำคุณศัพท์

            หมายถึง  “หัวรุนแรง, สุดขีด, รุนแรง, มูลฐาน, รากฐาน”)

    (d) pessimist    (คนมองโลกในแง่ร้าย)   

    (e) specimen    (ตัวอย่างทางวิทยาศาสตร์ เช่น  เลือด น้ำลาย อสุจิ, แบบอย่าง, ผลิตภัณฑ์ตัวอย่าง,

           ตัวอย่างในการทดลอง, ข้อมูลสำหรับตรวจสอบ)

    (f) optimist    (คนมองโลกในแง่ดี)

    (g) adversary    (ศัตรู, ปรปักษ์)   

    (h) a person playing or mentioned in the film, book or story    (บุคคลที่แสดงหรือถูกกล่าวถึง

           ในภาพยนตร์, หนังสือ หรือเรื่องในนิทาน-นิยาย)

5. We will be able to identify with a character in the story if we _________________________.

(เราจะสามารถหาเอกลักษณ์ (ของตัวเราเอง) กับตัวละครในเรื่อง (ที่อ่าน)  ถ้าเรา ____________)

    (a) imagine that we take part in the story    (จินตนาการว่าเรามีส่วนร่วมในเรื่อง)

    (b) have had the same experience as the character    (มีประสบการณ์เหมือนกับตัวละคร)

           (ดูคำตอบจากประโยคที่ ๖ ของพารากราฟแรกที่กล่าวว่า  “หรือไม่ก็  เราสามารถหาเอก

           ลักษณ์ (ของตนเอง) กับตัวละครในเรื่องที่อ่าน  เพราะว่าตัวละครประสบ (มีประสบการณ์)

           กับบางสิ่งบางอย่างที่คล้ายกัน (เหมือนกัน) มากกับสิ่งที่เราได้ประสบด้วยตัวเอง)

    (c) understand the character’s personality    (เข้าใจบุคลิกของตัวละคร)

    (d) read the story as many times as possible    (อ่านเรื่องหลายครั้งเท่าที่จะเป็นไปได้)

6. What does “curious” in paragraph 1 mean?

(“อยากรู้อยากเห็น, หายาก, แปลก, ผิดธรรมดา, น่าสนใจ, ประณีต”  ในพารากราฟ ๑  หมายถึงอะไร)

    (a) covetous    (คั้ฟ-วิ-ทัส)  (โลภ, อยากได้มาก, ปรารถนาอย่างไม่ควร)    

    (b) prudent    (รอบคอบ, ระมัดระวัง, ฉลาด, มองการณ์ไกล, ประหยัด, มัธยัสถ์, พิถีพิถัน, สุขุม)

    (c) rebellious    (ริ-เบ๊ล-เยิส)  (เป็นกบฏ, ซึ่งก่อการกบฏหรือจลาจล, ขัดขืน, ไม่เชื่อฟัง, พยศ, ทรยศ) 

    (d) dubious (ดู๊-เบียส)  (สงสัย, แคลงใจ, กังขา, น่าสงสัย, น่าแคลงใจ, คลุมเครือ, ไม่แน่นอน)

    (e) unyielding    (ไม่ยอมแพ้, ไม่ระย่อท้อถอย, เด็ดเดี่ยว)

    (f) inquisitive    (อยากรู้อยากเห็น, ชอบสอบสวน, ชอบสอบถาม)

    (g) flamboyant    (แฟลม-บ๊อย-เอิ้นท)  (หรูหรา, สวยหรู, มีสีสัน, โอ่อ่า, ขี้โอ่) 

    (h) impartial    (ยุติธรรม, ไม่เอนเอียง, ไม่เข้าข้างใคร, มีใจเป็นธรรม, ไม่มีอคติ)

    (i) controversial    (ซึ่งโต้เถียงกัน, ซึ่งขัดแย้งกัน, เกี่ยวกับการโต้เถียง-ขัดแย้ง)

7. In the second paragraph, “achievement” means __________________________________.

(ในพารากราฟ ๒,  “ความสำเร็จ, การบรรลุผล, ความสัมฤทธิ์, ผลสัมฤทธิ์”  หมายถึง ____________)

    (a) abundance    (ความอุดมสมบูรณ์, ภาวะล้นเหลือ)

    (b) extravagance    (ความฟุ่มเฟือย, ความสุรุ่ยสุร่าย, ความมากเกินไป)

    (c) defect    (ข้อบกพร่อง, ข้อไม่ดี, ข้อเสีย)

    (d) assessment    (การประเมิน, การกำหนด, ปริมาณที่ประเมิน)

    (e) fidelity    (ความจงรักภักดี, ความซื่อสัตย์, ตัวอย่างของความจงรักภักดีหรือความซื่อสัตย์)

    (f) duplicity    (ดิว-พลิส-ซิ-ที่)  (การตีสองหน้า, การหลอกลวง, ความไม่ซื่อตรง)

    (g) attainment    (ความสำเร็จ, การบรรลุผล)

    (h) paucity    (พ้อ-ซะ-ที่)  (ความขาดแคลน, ความขัดสน, ความยากจน, ความแร้นแค้น, จำนวนเล็กน้อย)

8. “Literature is art” in paragraph 2 means that it is ________________________________.

(“วรรณกรรมคือศิลปะ”  ในพารากราฟ ๒  หมายความว่ามัน ___________________________)

    (a) difficult    (ยาก, ลำบาก, ยุ่งยาก, มีอุปสรรค)

    (b) personal    (เป็นเรื่องส่วนตัว, ส่วนตัว, ส่วนบุคคล, เฉพาะบุคคล)

    (c) enjoyable    (น่าสนุก, น่าเพลิดเพลิน, สนุก, สำราญใจ)

    (d) creative    (สร้างสรรค์, เจ้าความคิด, ช่างประดิษฐ์)  (เนื่องจากวรรณกรรมหรืองานเขียนเป็น

           งานที่สร้างสรรค์  เพราะผู้เขียนต้องใช้ความประณีตในการพล็อตเรื่องอย่างมีศิลปะ  เพื่อให้

           ผู้อ่านติดตามอ่านเรื่องไปจนจบด้วยความอยากรู้อยากเห็นในพฤติกรรมของตัวละครในเรื่อง)

    (e) chimerical    (คิ-เม้-ริ-เคิ่ล)  (เพ้อฝัน, ช่างจินตนาการ, ไม่จริง) 

    (f) unaware    (ไม่ตระหนัก, ไม่รู้, ไม่รู้ตัว, ไม่ได้คาดคิดมาก่อน, ไม่ได้เตือนมาก่อน)

    (g) mysterious    (ลึกลับ, ลี้ลับ, ไม่สามารถอธิบายได้, เป็นที่สงสัย, ลับๆล่อๆ)

    (h) conspicuous    (เด่นชัด, ชัดแจ้ง, เตะตา, เป็นที่สนใจ)

    (i) supercilious    (ทะนงตัว, วางมาด, อวดภูมิ, หยิ่ง, ยโส)

9. The word “intentions” in the final paragraph is closest in meaning to _________________.

(คำว่า  ความตั้งใจ, เจตนา, ความมุ่งหมาย, เป้าหมาย)”  ในพารากราฟสุดท้าย  มีความหมายใกล้เคียงที่สุดกับ _____________)

    (a) deference    (เด๊ฟ-เฟอะ-เริ่นซ)  (การเคารพนับถือ, การยอมตาม, การคล้อยตาม, การอนุโลม,

           การเชื่อฟัง) 

    (b) extensions    (การขยายออก, การต่อเติม, ส่วนที่ต่อเติม) 

    (c) hazards    (อันตราย, ภัย, การเสี่ยง, สิ่งที่เป็นอันตรายหรือเกิดความเสี่ยง)

    (d) talents    (พรสวรรค์, ความสามารถพิเศษ, บุคคลที่มีความสามารถพิเศษ, กลุ่มคนที่มีความสามารถ)  

    (e) determinations    (ความตั้งใจ, การตกลงใจ, การกำหนด, ความแน่นอน, การยุติ, การสิ้นสุด)

    (f) phenomena    (ปรากฏการณ์, ข้อเท็จจริง, สิ่งที่ประทับใจ, บุคคลที่ประทับใจ, คนที่ยอดเยี่ยม)

    (g) disadvantages    (ข้อเสียเปรียบ, ความเสียเปรียบ, ข้อเสียหาย, ความเสียหาย, ความเป็นเบี้ยล่าง)

    (h) miracles    (ปาฏิหาริย์, เรื่องอัศจรรย์, ความอัศจรรย์)

10. Which of the following is NOT true?

(ข้อใดต่อไปนี้ไม่ถูกต้องหรือไม่เป็นความจริง)

      (a) Literature is the writer’s artistic work.    (วรรณกรรมเป็นงานศิลปะของผู้เขียน)  (เป็นความจริง

             เนื่องจากประโยคที่ ๓ ของพารากราฟ ๒ กล่าวว่า  “วรรณกรรมคือศิลปะ  และผู้เขียนเรื่อง (ผู้เล่าเรื่อง)

              คือศิลปิน”)

      (b) Appreciation depends on imagination.    (การยกย่อง-ชื่นชม (เรื่องที่อ่าน) ขึ้นอยู่กับ

             จินตนาการ)  (ไม่เป็นความจริง  เนื่องจากเนื้อเรื่องมิได้กล่าวว่า  การที่ผู้อ่านจะชื่นชม

             งานเขียน  ต้องอาศัยจินตนาการช่วย)

      (c) We can discover ourselves through reading.    (เราสามารถค้นพบตัวเองผ่านทางการอ่าน) 

             (เป็นความจริง  เนื่องจาก ๒ ประโยคสุดท้ายของพารากราฟแรกกล่าวว่า  “โดยการเป็นผู้อ่านซึ่ง

             อยากรู้อยากเห็น  เราสามารถทิ้งการอ่าน (วางหนังสือที่อ่านลง) ไปด้วยการได้อะไรที่มากไปกว่า

             เพียงแต่ความเพลิดเพลิน-ความบันเทิงเท่านั้น (หมายถึง  เมื่ออ่านจบแล้ว  เราได้สิ่งที่มากไปกว่า

             ความเพลิดเพลินเพียงอย่างเดียว),  (กล่าวคือ) เราเก็บรวบรวมข้อมูลข่าวสาร  ซึ่งช่วยให้เราเข้า

             ใจตัวเราเองและผู้อื่นได้ดีขึ้น”)

      (d) Reading helps us better cope with other people.    (การอ่านช่วยให้เรารับมือกับผู้อื่นได้ดีขึ้น) 

             (เป็นความจริง  ดูจากคำอธิบายในข้อ  “C”  ที่กล่าวว่า  “......................ซึ่งช่วยให้เราเข้าใจตัวเรา

             เองและผู้อื่นได้ดีขึ้น”)

 

(คำแปล)

วัตถุประสงค์ในการอ่านของคนเรา

 

              “จงอ่านวรรณกรรม (ผลงานประพันธ์, ผลงานเขียน, สิ่งตีพิมพ์, วรรณคดี, การประพันธ์, การเขียนหนังสือ, อักษรศาสตร์) (literature) เพื่อความเพลิดเพลิน (ความสบาย, ความสุข, ความพอใจ, ความถูกใจ, ความยินดี) (pleasure) ของการอ่านมัน,  อะไรอื่นอีกที่คุณพบ (Whatever else you find) จะเป็นการวัด (ระบบการวัด, กระบวนการวัด, ปริมาณที่วัดได้, หน่วยการวัด, มาตรการ) (measure) ในสิ่งที่คุณนำมาสู่การอ่าน” เออร์เนสต์ เฮมิงเวย์ (มีชีวิตระหว่าง พ.ศ. ๒๔๔๒ – ๒๕๐๔  เขาเป็นนักประพันธ์นวนิยายและนักเขียนชาวอเมริกัน  ผู้ใช้ลีลาภาษาที่สั้นกระชับ) ครั้งหนึ่งเคยบอกผู้สัมภาษณ์ (interviewer) เขา (หมายถึง  บอกข้อความในเครื่องหมายคำพูด),  เราทุกคนล้วนมีบุคลิกภาพ (personalities) ที่แตกต่างกัน  และเราทุกคนอ่าน (หนังสือ) ด้วยเหตุผลที่แตกต่างกัน  แต่เราทั้งหมดล้วนตั้งตารอคอย (คาดหวังล่วงหน้า) (look forward to) ที่จะได้รับความเพลิดเพลิน-สนุกสนาน (being entertained) โดยสิ่งที่เราอ่าน (by what we read),  ทั้งนี้  ในเรื่องที่น่าตื่นเต้น (exciting story)  เราได้รับการมอบ (ให้, เสนอ, เสนอราคา, บอกขาย, ขอแต่งงาน, ประมูล, บูชา) (offered) ความสนุกสนาน (ความขบขัน, เรื่องน่าขัน, การหยอกล้อ, การเย้าแหย่) (fun) ของการปล่อย  (ขอให้, ให้, อนุญาต, ทำให้เกิด, ให้เช่า) (letting) ให้จินตนาการ (imagination) ของเราเข้าสู่สถานการณ์ (enter into situation) ของเรื่อง (ที่อ่าน),  หรือไม่ก็  เราสามารถหาเอกลักษณ์ (ชี้ตัว, บอกชื่อ, จำแนกแยกแยะ, พิสูจน์เอกลักษณ์) (identify) (ของตนเอง) กับตัวละคร (บทบาทในละครหรือภาพยนตร์, ตัวอักษร, ลักษณะ, อุปนิสัย, คุณสมบัติ, ลักษณะพิเศษ, ชื่อเสียงที่ดี, เกียรติคุณ) (character) ในเรื่องที่อ่าน  เพราะว่าตัวละครประสบ (มีประสบการณ์) (experiences) กับบางสิ่งบางอย่างที่คล้ายกัน (เหมือนกัน(similar) มากกับสิ่งที่เราได้ประสบด้วยตัวเอง (what we have experienced ourselves),  โดยการเป็นผู้อ่านซึ่งอยากรู้อยากเห็น (หายาก, แปลก, ผิดธรรมดา, น่าสนใจ, ประณีต) (curious)  เราสามารถทิ้งการอ่าน (วางหนังสือที่อ่านลง) (leave a reading) ไปด้วยการได้อะไรที่มากไปกว่าเพียงแต่ความเพลิดเพลิน-ความบันเทิงเท่านั้น (just entertainment) (หมายถึง  เมื่ออ่านจบแล้ว  เราได้สิ่งที่มากไปกว่าความเพลิดเพลินเพียงอย่างเดียว),  (กล่าวคือ) เราเก็บรวบรวมข้อมูลข่าวสาร (gather information) ซึ่งช่วยให้เราเข้าใจตัวเราเองและผู้อื่นได้ดีขึ้น

            เหนือกว่า (Beyond) เหตุผลสำคัญเหล่านี้ในการอ่านเรื่องต่างๆ, อย่างไรก็ตาม (however),  การอ่านอย่างละเอียด (ถี่ถ้วน, ประณีต, ระมัดระวัง, รอบคอบ) (carefully)  เป็นเครื่องบอก (สัญญา, ให้คำมั่นสัญญา, รับปากจะแต่งงาน, ทำให้มั่นใจ)  (promises) ถึงความเพลิดเพลิน (ความสบาย, ความพอใจ, ความถูกใจ, ความสุข, ความยินดี) (pleasure) เพิ่มมากขึ้น (ต่อไปอีก) (further)  คือ  ความเพลิดเพลินของการสนุกสนานกับวิธีการ (way) ที่ผู้เขียนเรื่อง (ผู้เล่าเรื่อง, คนโกหก) (storyteller) ใช้คำต่างๆ เพื่อสร้าง (create) ผลงาน (งาน) (work) ที่ดีเลิศ (เยี่ยม, วิเศษ, ชั้นสูง, ละเอียดอ่อน, งดงาม, วิจิตร, หรูหรา, น่าฟัง, น่าดู, บอบบาง, มีสุขภาพดี) (fine),  มันเป็นวิธีการอ่านอย่างละเอียดถี่ถ้วนนี้แหละ  ที่ช่วยให้เราเข้าใจความสำเร็จ (การบรรลุผล, ความสัมฤทธิ์, ผลสัมฤทธิ์) (achievement) อย่างเต็มที่ของเรื่องที่อ่านและผู้เขียนมัน (its writer)วรรณกรรมคือศิลปะ (Literature is art) และผู้เขียนเรื่อง (ผู้เล่าเรื่อง) คือศิลปิน (artist),  ดังนั้น  ไม่ว่าเรื่อง (ที่เขียน) จะดูเหมือนว่าไม่เป็นทางการเพียงใดก็ตาม (no matter how informal a story seems)  เรารู้ว่าผู้เขียนหรือศิลปินให้ความเอาใจใส่ (ความระมัดระวัง) อย่างยิ่ง (took great care) ในการสร้างงานศิลปะ (work of art),  และด้วยการอ่านอย่างละเอียดถี่ถ้วนมากเท่านั้น (only through a very thorough reading)  ที่เราจะสามารถหวังไม่เพียงแต่ที่จะได้รับความบันเทิงและบางทีเรียนรู้บางสิ่งบางอย่างเกี่ยวกับตัวเราเท่านั้น  แต่ยัง (สามารถหวังที่จะ) ชื่นชม (ชมเชย, เห็นคุณค่า, ตระหนัก, แสดงความพอใจ) (appreciate) อย่างเต็มที่กับความตั้งใจ (เจตนา, ความมุ่งหมาย, เป้าหมาย(intentions) ของผู้เขียนในฐานะศิลปิน

 

เรียน   ท่านผู้ติดตามอ่านเว็บไซต์  “everydayenglish.pwa.co.th                  

 

                ถ้าท่านมีคำแนะนำให้ปรับปรุงเว็บไซต์นี้ประการใด  กรุณาส่ง e-mail ไปที่  ดร. วัชรินทร์  ภูเขาทอง  อดีต  ผอ. สำนักวิทยาการ  การประปาส่วนภูมิภาค  ผู้จัดทำเว็บไซต์นี้  ตาม  “Address”  (โปรดระบุหัวเรื่องด้วยว่า  “ปรับปรุงเว็บไซต์”)   เพื่อที่ผู้จัดทำฯ จะได้ปรับปรุงเนื้อหาได้ตรงตามความประสงค์ของผู้อ่านเว็บไซต์นี้ต่อไป

 

 

 

 

 

หมวดข้อสอบ READING (ตอนที่ 87)

การประปาส่วนภูมิภาค  “มุ่ง-มั่น-เพื่อปวงชน”

 

DirectionRead the following passage and choose the best answer for each question.

(จงอ่านบทความต่อไปนี้  และเลือกคำตอบที่ดีที่สุดสำหรับแต่ละคำถาม)

 

Genes VS Environment

 

          Ponder this scenario : As parents of children aged nine and five, you think you’ve done your best to help them develop their minds.  You started reading to them as infants; you bought them educational toys; you took them to the library.  Now they’re doing well in school.  But should you be taking credit?  According to some scientists, your children would have done just as well without your zealous efforts.

          For example, in The Limits of Family Influence, David C. Rowe maintains that parenting styles have no influence on a child’s intelligence.  In The Bell Curve, Charles Murray and the late Richard Herrnstein claim that intelligence is predominantly genetic and varies according to race.  In the wake of the controversy that book stirred, The Wall Street Journal published a statement signed by 52 researchers saying studies “indicate that genetics plays a bigger role than does environment in creating I.Q. differences.”

          After years of being told how important it was to stimulate their children’s intellects, many parents have understandably become confused.  Are efforts to improve their kids’ academic skills just time down the drain?

          No, say many researchers.  The American Psychological Association recently chose a task force to examine genetic versus environmental influences on intelligence.  The group’s report acknowledged the important roles played by both genes and environment (which includes a child’s health and nutrition, as well as family upbringing).

          Even if genes play a dominant role, that leaves plenty of room for parents to influence the outcome.  Indeed, a growing amount of research shows that, especially in the early years of life when the brain is still taking shape, parental attention – even such a simple activity as playing peekaboo – helps construct the complex brain circuitry essential to intellectual development.

          “Parents need to recognize how important their input is,” says Craig Ramon, professor of psychology.  Ramon has spent 30 years studying how early stimulation by adults develops childhood intelligence.  “We can see positive results even in very young children.”

 

1. The writer of the passage most likely agrees with the views of ________________________.

(ผู้เขียนเรื่อง – บทความ – นี้  เป็นไปได้มากที่สุดว่า  เห็นพ้องกับความเห็นของ ______________)

    (a) David C. Rowe    (เดวิด ซี. โรเว)

    (b) Charles  Murray    (ชาร์ลส เมอร์เร่ย์)

    (c) Richard Herrnstein   (ริชาร์ด เฮิร์นสไตน์)

    (d) Craig Ramon    (เครก เรมอน)  (เจ้าของหนังสือทั้ง ๓ คนข้างต้น  มีความเห็นไปในแนวเดียว

           กันว่า  การอบรมเลี้ยงดูของพ่อแม่  หรือสภาพแวดล้อม  มิได้มีผลต่อสติปัญญาหรือความ

           ฉลาดของเด็ก  ส่วนเรมอนเห็นตรงกันข้าม  คือ  พ่อแม่มีส่วนสำคัญอย่างยิ่งต่อการพัฒนา

           สติปัญญาของลูก,  จะเห็นได้ว่า  ตั้งแต่พารากราฟ ๔ จนจบ  ผู้เขียนนำผลลัพธ์ของการ

           วิจัยจากแหล่งต่างๆ  โดยเฉพาะความเห็นของเรมอนในพารากราฟสุดท้าย  มาหักล้าง

           ความเห็นของเจ้าของหนังสือทั้ง ๓ คนดังกล่าว  ซึ่งผลการวิจัยเหล่านี้ระบุว่า  สภาพแวด

           ล้อมหรือการอบรมเลี้ยงดูของพ่อแม่  มีอิทธิพลต่อสติปัญญาของเด็ก  ซึ่งแสดงว่าผู้เขียน

           เห็นด้วยกับความคิดของเรมอน)

2. In the first paragraph, “Ponder” refers to _______________________________________.

(ในพารากราฟแรก,  “พิจารณา, ไตร่ตรอง, ครุ่นคิด, คำนึง”  หมายถึง _____________________)

    (a) locate    (หาทำเลที่ตั้ง, หาตำแหน่งแห่งที่)

    (b) participate in    (เข้าร่วมใน)

    (c) postpone    (เลื่อนเวลาออกไป, เลื่อน, ยืดเวลา, ถ่วงเวลา)

    (d) recall    (ระลึกได้, รำลึก, หวนคิด)

    (e) confiscate    (ริบ, ยึด)

    (f) surmise    (เซอะ-ไม้ซ)  (คาดการณ์, เดา, ทาย, คาดคะเน, เก็ง, นึก, คิด)

    (g) contemplate    (ใคร่ครวญ, ไตร่ตรอง, พิจารณาอย่างระมัดระวัง, ครุ่นคิด, เข้าฌาน)

    (h) admire    (ยกย่อง, ชื่นชม)

    (i) comfort    (ปลอบโยน, ปลอบใจ, ช่วยเหลือ)

3. What does “zealous” in paragraph 1 mean?

(“กระตือรือร้น, มีใจจดใจจ่อ, ขยันขันแข็ง”  ในพารากราฟ ๑  หมายถึงอะไร)

    (a) extreme    (สุดโต่ง, เกินไป, เกินขอบเขต, ผิดธรรมดาที่สุด, สุด, ปลายสุด, สุดขีด)

    (b) ridiculous    (ไร้สาระ, น่าหัวเราะ, น่าขัน, ตลกขบขัน)

    (c) useless    (ไม่มีประโยชน์, ไม่ได้ผล, ใช้การไม่ได้)

    (d) tragic    (โศกสลด, น่าเศร้า, เกี่ยวกับเรื่องโศก)

    (e) misdirected    (ถูกนำไปผิดทาง)

    (f) unpardonable    (ไม่อาจให้อภัยได้)

    (g) despondent    (หมดหวัง, หมดกำลังใจ, ท้อแท้ใจ, หดหู่ใจ)

    (h) enthusiastic    (กระตือรือร้น, มีใจจดใจจ่อ, มีศรัทธาแรงกล้า, เร่าร้อน)

    (i) lethargic    (ลิ-ธาร์-จิค)  (เฉื่อยชา, เซื่องซึม, ซึม, ง่วง, ง่วงเหงาหาวนอน, เมินเฉย, เฉยเมย)

4. In paragraph 1, the writer __________________________________________________.

(ในพารากราฟ ๑  ผู้เขียน ________________________________________________)

    (a) questions the role of parents in children’s intellectual development    (ถามถึงบทบาท

           ของพ่อแม่ในการพัฒนาทางด้านสติปัญญาของลูกๆ)  (ดูคำตอบจากประโยคสุดท้ายของพา

           รากราฟแรกที่กล่าวว่า  “ตามที่นักวิทยาศาสตร์บางคนกล่าว  ลูกๆ ของคุณก็คงจะทำได้ดี

           พอๆ กัน  โดยปราศ จากความพยายามที่กระตือรือร้นของคุณ (หมายถึง  แม้ว่าคุณจะไม่ทำ

           สิ่งต่างๆ ข้างต้นให้กับลูกของคุณ  หรือไม่ได้ช่วยเหลืออะไรพวกเขา  พวกเขาก็จะสามารถ

           เรียนหนังสือได้เก่งพอๆ กัน)”)

    (b) supports the idea that children can do well in school with parental help    (สนับสนุนความคิดที่ว่า 

           เด็กๆ สามารถทำได้ดีในโรงเรียน  ด้วยความช่วยเหลือของพ่อแม่)  (ไม่จริง  เนื่องจากผู้เขียนตั้งคำถามว่า 

           ควรให้เครดิตแก่พ่อแม่หรือไม่  ที่ช่วยเหลือในการพัฒนาปัญญาของลูกๆ  เพราะนักวิทยาศาสตร์บางคน

           กล่าวว่า  เด็กๆ ก็คงจะทำได้ดีพอๆ กัน  แม้พ่อแม่จะไม่ได้ช่วยเหลืออะไรพวกเขา)

    (c) believes that education plays a major role in children’s intellectual development    (เชื่อว่าการ

           ศึกษามีบทบาทสำคัญในการพัฒนาทางสติปัญญาของเด็กๆ)  (เนื้อเรื่องมิได้กล่าวไว้)

    (d) claims that a child’s intelligence can be developed through education    (อ้างว่าสติปัญญาของ

           เด็กสามารถได้รับการพัฒนาผ่านทางการศึกษา)  (เนื้อเรื่องมิได้กล่าวไว้)

5. In the second paragraph, “maintains” means ___________________________________.

(ในพารากราฟ ๒,  “ยืนยัน, รักษาไว้, ผดุงไว้, ธำรงไว้, บำรุงรักษา, ค้ำ, เกื้อกูล, อนุรักษ์, ดำเนินต่อไป, ยึดมั่น”  หมายถึง _____________)

    (a) pretends    (แสร้งทำ, เสแสร้ง, หลอกลวง, อวดอ้าง, อ้างสิทธิ)

    (b) desires    (ปรารถนา, ต้องการ, อยาก)

    (c) elucidates    (ทำให้ชัดเจน, ทำให้กระจ่าง, อธิบายอย่างละเอียด, ชี้แจงอย่างละเอียด)

    (d) bewilders    (บิ-วิ้ล-เดอะ)  (ทำให้งงหรือสับสน, ทำให้ยุ่งใจ, ทำให้ลำบากใจ)

    (e) admonishes    (เตือน, ตักเตือน, ว่า, ตำหนิ)

    (f) affirms    (ยืนยัน, เห็นพ้อง, อนุมัติ, พิสูจน์เป็นความจริง, รับรอง)

    (g) berates    (ด่า, ตำหนิอย่างรุนแรง)

    (h) endures    (ทน, ทนทาน, อดทน, อดกลั้น)

    (i) disdains    (ดูถูก, ดูหมิ่น, เหยียดหยาม, รังเกียจ, การดูถูก-ดูหมิ่น-รังเกียจ)   

6. “late” in paragraph 2 could best be replaced by __________________________________.

(“ซึ่งล่วงลับไปแล้ว, สาย, ช้า, ล่า, ล่วงเลยมานาน, ดึก, ค่ำ, มืด”  ในพารากราฟ ๒  สามารถแทนดีที่สุดโดย _____________)

    (a) tardy    (ช้า, ล้าหลัง, สาย, ลังเล, เฉื่อยชา, เงื่องหงอย, ถ่วง, ฝืนใจ)

    (b) ambiguous    (แอม-บิ้ก-กิว-อัส)  (คลุมเครือ, มีสองนัย, มีหลายความหมาย)

    (c) cruel    (ครู้-เอิ้ล)  (โหดร้าย, อำมหิต, ทำทารุณอย่างตั้งใจ)

    (d) conspicuous    (คัน-สพิค-คิว-อัส)  (ที่เห็นได้โทนโท่, เตะตา, เด่นชัด, ชัดแจ้ง)

    (e) tremendous    (ใหญ่โตมาก, มหึมา, มากมาย, น่ากลัว, น่าตกตะลึง, อย่างยิ่ง)

    (f) deceased    (ตายแล้ว, ไร้ชีวิต)

    (g) indifferent    (ไม่แยแส, ไม่สนใจ, ไม่เอาใจใส่)

    (h) dull    (ดัล)  (จืดชืด, ไม่มีรสชาติ, ไม่น่าสนใจ, น่าเบื่อ, ไม่มีชีวิตชีวา)  (ใช้ได้ทั้งกับคน  อาหาร  และวัตถุ)

    (i) detrimental    (ดี-ทระ-เม้น-เทิ่ล)  (เป็นอันตราย, เป็นภัย)

7. The examples given in the second paragraph support the idea that _____________________.

(ตัวอย่างซึ่งให้ในพารากราฟ ๒  สนับสนุนความคิดที่ว่า _____________________________)

    (a) childhood intelligence varies in different environments    (ความเฉลียวฉลาดในวัยเด็กแตกต่างกัน

           ไปตามสภาพแวดล้อมที่แตกต่างกัน)

    (b) parenting styles affect a child’s intellectual development    (รูปแบบของกิจกรรมการอบรมเลี้ยงดู

           ลูกๆ  มีผลกระทบต่อการพัฒนาทางสติปัญญาของเด็ก)

    (c) a child’s intelligence develops without parental guidance    (สติปัญญา-ความเฉลียวฉลาด

           ของเด็ก  พัฒนาไปโดยปราศจากการแนะนำ – การนำทาง – ของพ่อแม่)  (ดูคำตอบจากพารา

           กราฟ ๒  ซึ่งกล่าวถึงนักเขียน-นักวิจัยหลายคน  ที่เห็นว่าเด็กมีสติปัญญาดีเพราะยีนส์ที่ถ่าย

           ทอดมาทางพันธุกรรม  ซึ่งเปลี่ยนแปลงไปตามเชื้อชาติและเผ่าพันธุ์  มิใช่เพราะมีพ่อแม่คอย

           สนับสนุนช่วยเหลือ  หรือเพราะมีสภาพแวดล้อมดี)

    (d) both genes and environment play a major role in improving a child’s intellectual development   

           (ทั้งยีนส์และสภาพแวดล้อมมีบทบาทสำคัญในการทำให้การพัฒนาทางสติปัญญาของเด็กดีขึ้น)

8. The word “varies” in paragraph 2 is closest in meaning to __________________________.

(คำว่า  “แตกต่างกัน, เปลี่ยนแปลง, ผันแปร, แปรปรวน, ผันผวน, ขึ้นๆ ลงๆ”  ในพารากราฟ ๒  มีความหมายใกล้เคียงที่สุดกับ ____________)

    (a) implements    (ลงมือทำ, ดำเนินการ, ปฏิบัติให้ลุล่วง)

    (b) intimidates    (ทำให้กลัว, ขู่ขวัญ, ขู่, คุกคาม)

    (c) encounters    (เผชิญหน้า, ปะทะ, พบ, ประสบ, พบโดยบังเอิญ)

    (d) thrives    (ไธร้ฟ)  (เจริญเติบโต, งอกงาม, คึกคักมีชีวิตชีวา)

    (e) overcomes    (เอาชนะ, พิชิต, มีชัย, ปกคลุม)

    (f) harasses    (แฮ้-เริส)  (รบกวน, ก่อกวน, รังควาญ, ราวี, ทำให้เหนื่อยอ่อน, ทำให้กลัดกลุ้ม) 

    (g) alters    (เปลี่ยนแปลง, ผันแปร, แก้ไข, ดัดแปลง)

    (h) threatens    (เธร้ท-เทิ่น)  (ขู่, ขู่เข็ญ, คุกคาม, เตือนภัย, เป็นลางร้าย)

    (i) pampers   (ตามใจ, เอาใจ, พะเน้าพะนอ, ป้อยอ, ให้ท้าย, ทำให้พอใจ)

9. What does “stirred” in paragraph 2 mean?

(“ทำให้เกิดขึ้น, กระตุ้น, ปลุกเร้า, กวน, คน, แกว่ง, ไกว, เขย่า, แหย่, คุ้ย, เขี่ย, ทำให้ตื่นเต้น, ขยับ, เคลื่อนไปมา”  ในพารากราฟ ๒  หมายถึงอะไร)

    (a) startled    (สท้าร์-เทิ่ล)  (ทำให้ตื่น, ทำให้สะดุ้งตกใจ, รบกวน, สะดุ้งตกใจ)  

    (b) complimented    (ชมเชย, สรรเสริญ, อวยพร, แสดงความยินดี)

    (c) commented     (ให้ข้อคิดเห็น, ให้ข้อสังเกต) 

    (d) endorsed    (สนับสนุน)

    (e) protested     (คัดค้าน, ประท้วง, ประกาศยืนยัน, เสนอแย้ง) 

    (f) scolded     (ดุด่า, ด่าด้วยความโกรธ, ตำหนิ, ต่อว่า) 

    (g) provoked    (ก่อให้เกิด, กระตุ้น, ยุแหย่, ปลุกปั่น, ยั่ว, ก้าวร้าว)

    (h) ascertained    (ทำให้แน่ใจหรือชัดเจน, เสาะหา, ค้นคว้า, สืบหา)  

    (i) improvised    (ทำแบบไม่ได้เตรียมตัวมาก่อน, ทำอะไรหรือแต่งโคลงในแบบทันทีทันควัน, ว่ากลอนสด)

10. The Bell Curve was a controversial book because _______________________________.

(ส่วนที่โค้งของระฆัง  เป็นหนังสือที่มีความขัดแย้ง-โต้เถียงกัน  เพราะว่า ________________)

      (a) 52 researchers disagreed with its findings    (นักวิจัย ๕๒ คน  ไม่เห็นด้วยกับสิ่งที่ค้นพบ – หรือ

             ผลการวิจัย)

      (b) it claimed that environment played no role in developing a child’s intelligence    (มันอ้างว่า 

             สภาพแวดล้อมไม่มีบทบาทในการพัฒนาสติปัญญาของเด็ก)

      (c) it offered no proof for its claims    (มันมิได้ให้พยานหลักฐาน (การพิสูจน์) สำหรับข้ออ้างของมัน)

      (d) it suggested that certain races are more intelligent than others   (มันเสนอว่า  เชื้อชาติ

             บางเชื้อชาติเฉลียวฉลาดกว่าเชื้อชาติอื่นๆ)  (ดูคำตอบจากประโยคที่ ๒ ของพารากราฟ ๒

             ที่กล่าวว่า  “ในหนังสือ “ส่วนที่โค้งของระฆัง”  ชาร์ลส เมอร์เร่ย์  และผู้ซึ่งล่วงลับไปแล้ว  คือ

             ริชาร์ด เฮิร์นสไตน์  อ้างว่า  ความเฉลียวฉลาด (สติปัญญา) เป็นเรื่องเกี่ยวกับพันธุกรรมอย่าง

             โดดเด่น (หรือ มากกว่าอย่างอื่น) (หมายถึง  เป็นเรื่องพันธุกรรมอย่างชัดเจน หรือมากกว่า

             อย่างอื่น)  และแตกต่างกัน (ผันแปร) ตามเชื้อชาติ (เผ่าพันธุ์))

11. In the third paragraph, “down the drain” means ________________________________.

(ในพารากราฟ ๓,  “สูญเปล่า, ไร้ค่า, ล้มเหลว, ไม่มีกำไร”  หมายถึง _____________________)

      (a) saved   (ได้รับการช่วยชีวิต, ได้รับการช่วยเหลือ, ได้รับการรักษาไว้)

      (b) portentous    (พอร์-เท้น-เทิส)  (เป็นลาง, บอกเหตุล่วงหน้า, ไม่เป็นมงคล, มหัศจรรย์)  

      (c) spent    (ถูกใช้จ่ายไป)

      (d) decadent    (เด๊ค-คะ-เดิ้นท)  (เสื่อมโทรม, ทรุดโทรม, เน่าเปื่อย)  

      (e) wasted    (สูญเปล่า, เปล่าประโยชน์, เสียไปโดยเปล่าประโยชน์)

      (f) innate    (อิ-เน้ท)  (ซึ่งมีมาแต่กำเนิด, โดยกำเนิด, แต่ดั้งเดิม, โดยสันดาน, ในตัว)

      (g) invested    (ถูกลงทุน)

      (h) fallacious    (ฟะ-เล้-ชัส)  (ผิดพลาด, ซึ่งทำให้ผิดหวัง, ซึ่งทำให้เข้าใจผิด, หลอกลวง, ลวง)  

12. In paragraph 4, “a task force” refers to a group of _______________________________.

(ในพารากราฟ ๔,  “คณะทำงานพิเศษ, กองกำลังทหารเฉพาะกิจ”  หมายถึงกลุ่มของ __________)

      (a) parents    (พ่อแม่)

      (b) children    (ลูกๆ, เด็กๆ)

      (c) researchers    (นักวิจัย)  (ดูคำตอบจากประโยคที่ ๑ และ ๒ ของพารากราฟ ๔ ที่กล่าวว่า 

             “ไม่สูญเปล่า  นักวิจัยจำนวนมากกล่าว,  ทั้งนี้ “สมาคมจิตวิทยาอเมริกัน” เมื่อเร็วๆ นี้  ได้

             เลือกคณะทำงานพิเศษ  เพื่อตรวจสอบอิทธิพลด้านพันธุกรรมเมื่อเปรียบเทียบกับด้าน

             สภาพแวดล้อม  ที่มีต่อสติปัญญา”  ดังนั้น  คณะทำงานพิเศษ  จึงน่าจะหมายถึงกลุ่มของ

             นักวิจัย  ที่จะทำการศึกษาเรื่องอิทธิพลด้านพันธุกรรมเมื่อเปรียบเทียบกับด้านสิ่งแวดล้อม 

             ที่มีต่อสติปัญญาของเด็ก)

      (d) teachers    (ครู)

13. “acknowledged” in paragraph 4 may be replaced by _____________________________.

(“ยอมรับ, รับรอง, เห็นคุณค่า, แจ้งว่าได้รับ”  ในพารากราฟ ๔  อาจแทนโดย ________________)

      (a) persuaded    (เพอร์-สเว้ด)  (ชักชวน, ชักจูง, จูงใจ, โอ้โลม, แนะนำ, ทำให้เชื่อ, กล่อม)

      (b) reminisced     (เร้ม-มิ-นิส)  (มองอดีต, มองย้อนหลัง)

      (c) conspired    (สมรู้ร่วมคิดกัน, ร่วมหัวกันวางแผน)

      (d) admitted    (ยอมรับ, รับรอง, ยอมรับรอง, ให้เข้า, รับเข้า, ให้สิทธิเข้าได้, รับสารภาพ)

      (e) illustrated    (แสดงให้ดูด้วยภาพ)

      (f) perpetrated    (กระทำผิดกฎหมาย, ทำชั่ว, ก่อกรรมทำเข็ญ)

      (g) baffled    (ทำให้งุนงง)

      (h) swindled    (ฉ้อโกง, ต้มตุ๋น, หลอกลวง, การฉ้อโกง-ต้มตุ๋น-หลอกลวง)

       (i) narrated    (เล่าเรื่อง, บรรยาย, เล่าเหตุการณ์ ประสบการณ์ หรืออื่นๆ)

14. In the fifth paragraph, “the outcome” refers to the ______________________________.

(ในพารากราฟ ๕,  “ผลลัพธ์”  หมายถึง ______________________________________)

      (a) role of genes    (บทบาทของยีนส์ – หรือหน่วยทางพันธุกรรมในโครโมโซม)

      (b) role of parents    (บทบาทของพ่อแม่)

      (c) research findings    (สิ่งที่ค้นพบในการวิจัย)

      (d) child’s intelligence    (สติปัญญาหรือความเฉลียวฉลาดของเด็ก)

15. What does “complex” in paragraph 5 mean?

(“สลับซับซ้อน, ประกอบด้วยส่วนต่างๆ”  ในพารากราฟ ๕  หมายถึงอะไร)

      (a) precarious    (พรี-แค้-เรียส)  (ล่อแหลม, อันตราย, ไม่ปลอดภัย, เสี่ยง, ไม่แน่นอน, ไม่มั่นคง,

             ไม่เพียงพอ, ไม่แน่ชัด)

      (b) affable    (เป็นมิตร, มีอัธยาศัยดี, คบง่าย)

      (c) undisciplined    (อัน-ดิส-ซิพ-พลิ่นด)  (ไม่มีระเบียบวินัย, ไม่ได้รับการฝึกฝน, มั่ว, เปะปะ, ตามอำเภอใจ)

      (d) complicated    (ซับซ้อน, ยากที่จะวิเคราะห์ เข้าใจ หรืออธิบาย, ยุ่งเหยิง, ยุ่งยาก)

      (e) ambidextrous    (แอม-บิ-เด๊คซ-ทรัส)  (ถนัดทั้ง ๒ มือ, คล่องแคล่ว, ชำนาญมาก, ตี ๒ หน้า, หลอกลวง)

      (f) premature    (พรี-มะ-ทั่วร์)  (ก่อนถึงเวลาอันควร, ยังไม่ถึงเวลาอันควร, ก่อนถึงเวลากำหนด, ยังไม่ครบ,

            ยังไม่เจริญเติบโตเต็มที่)

      (g) hazardous    (แฮ้ซ-เซิร์ด-เดิส)  (เต็มไปด้วยอันตราย, เสี่ยงอันตราย)

      (h) precious    (เพร้ช-เชิส)  (มีค่า)

       (i) pristine    (พริส-ทีน)  (แรกเริ่ม, บริสุทธิ์, เก่าแก่, ดึกดำบรรพ์)

16. According to Craig Ramon, _________________________________________________.

(ตามที่เครก เรมอน กล่าว, ________________________________________________)

      (a) the importance of parents needs to be de-emphasized    (ความสำคัญของพ่อแม่ – ที่มีต่อการ

             พัฒนาสติปัญญาของลูก – จำเป็นต้องถูกลดการเน้นย้ำ หรือไม่ให้ความสำคัญ)  (ไม่เป็นความจริง 

             เนื่องจากในประโยคแรกของพารากราฟสุดท้าย  เรมอนกล่าวว่า  “พ่อแม่จำเป็นต้องยอมรับว่าอินพุท

             (สิ่งที่ตนให้กับลูก) ของตนมีความสำคัญ (มาก) อย่างไร”)

      (b) parents think they are more important than they really are    (พ่อแม่คิดว่า  ตนเองมีความสำคัญ

             มากกว่าที่พวกตนเป็นอยู่จริง)  (เนื้อเรื่องมิได้กล่าวไว้)

      (c) parenting styles are overly influenced by child psychologists    (รูปแบบกิจกรรมการอบรมเลี้ยง

             ดูลูก  ได้รับอิทธิพลมากเกินไปจากนักจิตวิทยาเด็ก)  (เนื้อเรื่องมิได้กล่าวไว้)

      (d) adults can influence their child’s intelligence, especially in early childhood    (ผู้ใหญ่

             สามารถมีอิทธิพลต่อสติปัญญาของลูกของตน  โดยเฉพาะในช่วงต้นๆ ของวัยเด็ก)  (ดูคำตอบ

             จากประโยคสุดท้ายของพารากราฟสุดท้าย  ที่เรมอนกล่าวว่า  “เราสามารถมองเห็นผลลัพธ์

             ในทางบวก  แม้กระทั่งในเด็กๆ ที่อายุน้อยมากๆ”  ซึ่งหมายถึง  การที่ผู้ใหญ่กระตุ้นลูกของตน

             แต่เนิ่นๆ ในวัยเด็ก  จะช่วยพัฒนาสติปัญญาของเด็ก  แม้กระทั่งเด็กที่เล็กมากๆ)

17. The researchers mentioned in the passage ____________________________________.

(นักวิจัยที่ถูกกล่าวถึงในเนื้อเรื่อง ___________________________________________)

      (a) agree about the relative importance of environment    (เห็นพ้องกันเกี่ยวกับความสำคัญโดย

             เปรียบเทียบของสิ่งแวดล้อม)  (ถูกต้องเพียงส่วนเดียว  เนื่องจากนักวิจัยบางคนเห็นว่าพ่อแม่ก็มีความ

             สำคัญเช่นกัน  ในการพัฒนาสติปัญญาของลูก)

      (b) have different opinions about childhood intelligence    (มีความคิดเห็นที่แตกต่างกัน 

             เกี่ยวกับสติปัญญา-ความเฉลียวฉลาด ในวัยเด็ก)  (คือ  นักวิจัยบางคนเห็นว่าสภาพแวดล้อม

             และยีนส์มีความสำคัญต่อการพัฒนาสติปัญญาของเด็ก  ซึ่งยีนส์นี้จะเปลี่ยนแปลงไปตามเชื้อ

             ชาติ-เผ่าพันธุ์  ส่วนนักวิจัยคนอื่นๆ เห็นว่า  พ่อแม่มีความสำคัญในการพัฒนาดังกล่าว  มาก

             กว่าสภาพแวดล้อมและยีนส์  โดยเห็นว่าพ่อแม่ควรกระตุ้นให้ลูกพัฒนาทางปัญญาเสียแต่

             เนิ่นๆ  ตั้งแต่อยู่ในวัยเด็ก)

      (c) are all members of the American Psychological Association    (เป็นสมาชิกของสมาคมจิตวิทยา

             อเมริกันทุกคน)  (เนื้อเรื่องมิได้กล่าวไว้)

      (d) publish their findings in The Wall Street Journal    (ตีพิมพ์สิ่งที่ค้นพบจากการวิจัยของพวกตน 

             ในวารสารวอลสตรีทเจอร์นัล)  (ไม่เป็นความจริง  นักวิจัยบางคนเท่านั้นที่ตีพิมพ์  ส่วนคนอื่นเขียน

             เป็นหนังสือ  ดูรายละเอียดในพารากราฟ ๒)

18. “stimulation” in the final paragraph means ____________________________________.

(“การกระตุ้น, การส่งเสริม, การเร้าใจ, การปลุกใจ”  ในพารากราฟสุดท้าย  หมายถึง ____________)

      (a) extermination   (การกำจัด, การฆ่า, การทำลายล้างให้สิ้น)

      (b) distribution    (การแจก, การแบ่งสันปันส่วน)

      (c) narration    (การเล่าเรื่อง, การบรรยาย, การเล่าเหตุการณ์ ประสบการณ์ หรืออื่นๆ)

      (d) compassion    (ความสงสาร, ความเวทนา, ความเห็นอกเห็นใจ)

      (e) fomentation    (การกระตุ้น, การส่งเสริม, การปลุกระดม, การทายา, การชโลมด้วยน้ำอุ่น)

      (f) capitulation    (การยอมแพ้, การยอมจำนน)

      (g) erection    (การก่อสร้าง, สิ่งก่อสร้าง, การตั้งตรง, การตั้งชัน, การลุก, การชู)

      (h) restoration    (การปฏิสังขรณ์, การบูรณะ, การซ่อมแซม, การทำให้กลับคืนสู่สภาพเดิม)

      (i) devotion    (ดิ-โว้-เชิ่น)  (การอุทิศตน, ความรัก, การบูชา)

      (j) precipitation    (ปริมาณการรวมตัวกันของไอน้ำในอากาศ  เช่น ฝน-หิมะ-ลูกเห็บ-น้ำค้าง)

19. The best title for this passage would be ________________________________________.

(ชื่อเรื่องที่ดีที่สุดสำหรับเนื้อเรื่อง – บทความ – นี้  คือ _______________________________)

      (a) Learning Curves    (เส้นโค้งการเรียนรู้)

      (b) Child Rearing    (การเลี้ยงดู-อบรมสั่งสอนเด็ก)

      (c) Succeeding at School    (การประสบความสำเร็จที่โรงเรียน)

      (d) Nature or Nurture    (ธรรมชาติหรือการเลี้ยงดู-ให้การศึกษา)  (บทความนี้แสดงความเห็น

             ของนักวิชาการ ๒ ฝ่ายที่ขัดแย้งกัน  โดยฝ่ายหนึ่งมองว่า  สติปัญญาหรือความเฉลียวฉลาด

             ของเด็กเป็นผลมาจากพันธุกรรม หรือ  Nature”  ส่วนอีกฝ่ายหนึ่งเห็นว่าเป็นผลมาจากการ

             อบรมเลี้ยงดูของพ่อแม่หรือสิ่งแวดล้อม หรือ  “Nurture”  ข้อนี้จึงน่าจะเป็นชื่อเรื่องที่ดีที่สุด)

 

(คำแปล)

ยีนส์เปรียบเทียบกับสภาพแวดล้อม

 

            จงพิจารณา (ไตร่ตรอง, ครุ่นคิด, คำนึง) (Ponder) เหตุการณ์ (บทภาพยนตร์, โครงการ, แผนการ, บทละคร) (scenario) นี้ (จงคิดถึงเรื่องนี้ดู),  ในฐานะ (As) พ่อแม่ของลูกๆ อายุ (aged) ๙ ขวบและ ๕ ขวบ  คุณคิดว่าคุณได้ทำดีที่สุดแล้วเพื่อช่วยเหลือพวกเขาให้พัฒนาปัญญา (จิตใจ, ความคิด, ความสามารถในการเข้าใจ, ความตั้งใจ, สติสัมปชัญญะ) (minds) ของพวกเขา,  โดยคุณเริ่มต้นอ่านหนังสือให้พวกเขาฟังในฐานะเด็กทารก (ผู้คนที่อยู่ในสภาวะทารก) (infants),  คุณซื้อของเล่นเกี่ยวกับการศึกษาให้พวกเขา,  คุณพาพวกเขาไปห้องสมุด,  ในขณะนี้  พวกเขากำลังทำได้ดีในโรงเรียน (เรียนหนังสือเก่ง) (doing well in school)  แต่ว่าคุณควรได้รับเกียรติยศ (ชื่อเสียง(taking credit) หรือเปล่า (จากการทำสิ่งต่างๆ ข้างต้น),  ตามที่นักวิทยาศาสตร์บางคนกล่าว (According to some scientists)  ลูกๆ ของคุณก็คงจะทำได้ดีพอๆ กัน  โดยปราศจากความพยายาม (efforts) ที่กระตือรือ ร้น (มีใจจดใจจ่อ, ขยันขันแข็ง) (zealous) ของคุณ (หมายถึง  แม้ว่าคุณจะไม่ทำสิ่งต่างๆ ข้างต้นให้กับลูกของคุณ  หรือไม่ได้ช่วยเหลืออะไรพวกเขา  พวกเขาก็จะสามารถเรียนหนังสือได้เก่งพอๆ กัน)

            ตัวอย่างเช่น  ในหนังสือ “ข้อจำกัดของอิทธิพลของครอบครัว”  เดวิด ซี. โรเว  ยืนยัน (รักษาไว้, ผดุงไว้, ธำรงไว้, บำรุงรักษา, ค้ำ, เกื้อกูล, อนุรักษ์, ดำเนินต่อไป, ยึดมั่น)  (maintains) ว่า  รูปแบบ (ลักษณะ, ท่าทาง, ชนิด, ทำนอง, ท่วงทำนอง, วิธีการ, ลีลา) (styles) ของกิจกรรมการอบรมเลี้ยงดูลูกๆ (parenting)  ไม่มีอิทธิพล (influence) ต่อสติปัญญา (ความเฉลียวฉลาด, เชาวน์, ไหวพริบ, ความสามารถในการเข้าใจ, ความรู้จักคิด, การสืบราชการลับ) (intelligence) ของเด็ก (child),  ในหนังสือ “ส่วนที่โค้งของระฆัง(The Bell Curve)  ชาร์ลส เมอร์เร่ย์  และผู้ซึ่งล่วงลับไปแล้ว (สาย, ช้า, ล่า, ล่วงเลยมานาน, ดึก, ค่ำ, มืด) (late) คือ ริชาร์ด เฮิร์นสไตน์  อ้าง (อ้างสิทธิ, เรียกร้อง, ยืนยัน, เรียกค่าเสียหาย) (claim) ว่า  ความเฉลียวฉลาด (สติปัญญา) เป็นเรื่องเกี่ยวกับพันธุกรรม (genetic) อย่างโดดเด่น (มากกว่าอย่างอื่น, อย่างมีอำนาจเหนือ, อย่างมีอิทธิพลเหนือ) (predominantly) (หมายถึง  เป็นเรื่องพันธุกรรมอย่างชัดเจน หรือมากกว่าอย่างอื่น)  และแตกต่างกัน (เปลี่ยนแปลง, ผันแปร, แปรปรวน, ผันผวน, ขึ้นๆ ลงๆ) (varies) ตาม (สอดคล้องกับ) (according to) เชื้อชาติ (เผ่าพันธุ์, ชนชาติ, มนุษยชาติ, วรรณะ, วงศ์ตระกูล, เชื้อสาย, กลุ่ม, การแข่งขัน, การวิ่งแข่ง) (race)ภายหลังจาก (เป็นผลมาจาก) (In the wake of) การโต้เถียง (การโต้คารม, การทะเลาะวิวาท) (controversy) ซึ่งหนังสือเล่มนั้นทำให้เกิดขึ้น (กระตุ้น, ปลุกเร้า, กวน, คน, แกว่ง, ไกว, เขย่า, แหย่, คุ้ย, เขี่ย, ทำให้ตื่นเต้น, ขยับ, เคลื่อนไปมา) (stirred)  วารสาร “เดอะวอลสตรีทเจอร์นัล”  ได้ตีพิมพ์ (published) คำพูด (statement)  ซึ่งได้รับการลงนาม (signed) โดยนักวิจัย ๕๒ คน  ซึ่งกล่าวว่า  การศึกษาวิจัย (studies)  “บ่งชี้ (indicate) ว่า  ลักษณะทางพันธุกรรม (พันธุศาสตร์) (genetics)  มีบทบาทมากกว่าที่สภาพแวดล้อมมี  ในการสร้าง (creating) ความแตกต่างของระดับสติปัญญา (I.Q.)

          ภายหลังจากเวลาหลายปีของการถูกบอกกล่าวว่า  มันมีความสำคัญอย่างไรที่จะกระตุ้น (stimulate) สติปัญญา (ความสามารถในการคิดและหาความรู้) (intellect) ของลูกๆ ของตน  พ่อแม่จำนวนมากเริ่มสับสน (งง, ยุ่งเหยิง) (confused) อย่างสามารถเข้าใจได้ (understandably) (เนื่องจากพ่อแม่ถูกบอกมาเป็นเวลานานให้พยายามกระตุ้นสติปัญญาของลูก  แต่หนังสือและวารสารที่กล่าวข้างต้นกลับบอกว่า  พันธุกรรมและเชื้อชาติมีความสำคัญมากกว่าสิ่งแวดล้อมในการสร้างไอคิวของเด็ก  ส่วนรูปแบบการอบรมเลี้ยงดูของพ่อแม่  ไม่มีอิทธิพลต่อสติปัญญาของลูก),  (ถ้าเช่นนั้น) ความพยายามที่จะปรับปรุง (efforts to improve) ทักษะทางวิชาการ (academic skills) ของลูกๆ (เด็กๆ) (kids) ของตน  เป็นเพียงการสูญเปล่า (ไร้ค่า, ล้มเหลว, ไม่มีกำไร) (down the drain) (แปลตรงตัว  คือ  ลงท่อระบายน้ำ) ไปกับกาลเวลา  (time) อย่างนั้นหรือ

          ไม่สูญเปล่า (No)  นักวิจัยจำนวนมากกล่าว,  ทั้งนี้ “สมาคมจิตวิทยาอเมริกัน” เมื่อเร็วๆ นี้ (recently) ได้เลือก (chose) คณะทำงานพิเศษ (กองกำลังทหารเฉพาะกิจ) (task force)  เพื่อตรวจสอบ (examine) อิทธิพลด้านพันธุกรรมเมื่อเปรียบเทียบกับด้านสภาพแวดล้อม (genetic versus environmental influences) ที่มีต่อสติปัญญา,  โดยรายงานของกลุ่ม (คณะทำงาน) ยอมรับ (รับรอง, เห็นคุณค่า, แจ้งว่าได้รับ) (acknowledged) บทบาทสำคัญ  ที่ทั้งพันธุกรรมและสภาพแวดล้อมมี (ต่อเด็ก) (ซึ่งรวมถึงสุขภาพและโภชนาการ (nutrition) ของเด็ก  เช่นเดียวกับการอบรมเลี้ยงดูของครอบครัว – family upbringing)

            แม้ว่า (Even if) พันธุกรรม (genes) จะแสดง (มี) บทบาทโดดเด่น (play a dominant role)  นั่นก็ยังทิ้งที่ว่าง (เนื้อที่) ไว้ให้มากมาย (leaves plenty of room) สำหรับพ่อแม่ที่จะมีอิทธิพลต่อผลลัพธ์ (outcome) (หมายถึง  สติปัญญาของลูกๆ),  จริงๆ เลย (โดยแท้จริง) (Indeed)  ปริมาณการวิจัยที่เพิ่มมากขึ้น (growing amount of research) แสดงว่า, โดยเฉพาะในช่วงต้นๆ ของชีวิต (early years of life)  เมื่อสมอง (brain) ยังคงกำลังก่อร่างเป็นรูปเป็นร่างขึ้น (taking shape),  การเอาใจใส่ของพ่อแม่ (parental attention) - แม้กระทั่งกับกิจกรรมง่ายๆ (simple activity) เช่น การเล่นจ๊ะเอ๋  (playing peekaboo) (กับลูก) – จะช่วยสร้าง (helps construct) วงจรไฟฟ้าของสมอง (brain circuitry) ที่สลับซับซ้อน (ประกอบด้วยส่วนต่างๆ) (complex)  ซึ่งเป็นส่วนประกอบที่สำคัญ (จะขาดเสียมิได้, จำเป็น) (essential) ของ (ต่อ) การพัฒนาด้านสติปัญญา (intellectual development)

            “พ่อแม่จำเป็นต้อง (ต้องการ) (need) ยอมรับ (จำได้, รู้จัก, จำแนกออก, สำนึก, แสดงว่ารู้จักหรือเห็นคุณค่า) (recognize) ว่า  อินพุท (สิ่งที่ตนให้กับลูก) (input) ของตนมีความสำคัญ (มาก) อย่างไร”  เครก เรมอน  ศาสตราจารย์ด้านจิตวิทยากล่าว,  เรมอนได้ใช้เวลา ๓๐ ปีศึกษาว่า  การกระตุ้น (การส่งเสริม, การเร้าใจ, การปลุกใจ) (stimulation) แต่เนิ่นๆ (early) (ขณะที่เด็กยังเล็ก) โดยผู้ใหญ่ (adults) (ช่วย) พัฒนาสติปัญญาในวัยเด็ก (childhood intelligence) อย่างไร  “เราสามารถมองเห็นผลลัพธ์ในทางบวก  แม้กระทั่งในเด็กๆ ที่อายุน้อยมากๆ”  (เรมอนกล่าว)

 

เรียน   ท่านผู้ติดตามอ่านเว็บไซต์  “everydayenglish.pwa.co.th                  

 

                ถ้าท่านมีคำแนะนำให้ปรับปรุงเว็บไซต์นี้ประการใด  กรุณาส่ง e-mail ไปที่  ดร. วัชรินทร์  ภูเขาทอง  อดีต  ผอ. สำนักวิทยาการ  การประปาส่วนภูมิภาค  ผู้จัดทำเว็บไซต์นี้  ตาม  “Address”  (โปรดระบุหัวเรื่องด้วยว่า  “ปรับปรุงเว็บไซต์”)   เพื่อที่ผู้จัดทำฯ จะได้ปรับปรุงเนื้อหาได้ตรงตามความประสงค์ของผู้อ่านเว็บไซต์นี้ต่อไป

 

 

 

 

หมวดข้อสอบ READING (ตอนที่ 86)

การประปาส่วนภูมิภาค  “มุ่ง-มั่น-เพื่อปวงชน”

 

DirectionRead the following passage and choose the best answer for each question.

(จงอ่านบทความต่อไปนี้  และเลือกคำตอบที่ดีที่สุดสำหรับแต่ละคำถาม)

 

Washington’s Community Police

 

          Police officers are setting up makeshift headquarters here in all-night convenience stores, fast-food restaurants, supermarkets and even local telephone companies in a bid to make the American capital of Washington a safer place.

          A telephone, a chair and sometimes a table and a pen - - these are the sparse furnishings available to officers in these “police community workstations.”

          This low-tech program is part of an effort by the 3,600-officer department to reduce mounting criticism of its performance.

          Since the start of the year, two-thirds of the 226 murders in Washington remain unsolved.  This figure – far below the national “solved” rate of 65 per cent – has prompted Police Chief Larry Simon to shake up the department’s criminal division.

          “So far, the feedback has been pretty positive,” Kenny Bryson, police department spokesperson, said of the program launched a year ago.

          “This is part of a growing concept to improve the accessibility and visibility of police officers,” he said.

          Bryson said the department is heartened by the public’s “good reception” of this initiative, along with an increase in the number of patrols and the designation of “Community Officer” in large red letters on new police cars.

          The officers seem to like it too.

          “It gives them an outlet to call back their precincts, write their reports, and give assistance,” Bryson said.

           In a 7-Eleven convenience store in one of Washington’s multi-ethnic neighborhoods, police officers mingle day and night with cab drivers, nurses, street people and passers-by doing their shopping.

          The store’s manager, who declined to identify himself, said “their presence is a deterrent” against theft or disorderly conduct.

 

1. The passage is mainly about ________________________________________________.

(เนื้อเรื่อง – บทความ – นี้  ส่วนใหญ่เกี่ยวกับ ____________________________________)

    (a) convenience stores    (ร้านสะดวกซื้อ)

    (b) police community workstations    (สถานีทำงานในชุมชนของตำรวจ)  (เนื้อเรื่องกล่าวถึง

            การจัดตั้งสถานีตำรวจย่อย (สถานีทำงาน) ชั่วคราวในร้านสะดวกซื้อ, ภัตตาคารอาหารจาน

            ด่วน ฯลฯ  ซึ่งอยู่ในชุมชนที่มีอาชญากรรมสูง  เพื่อทำให้กรุงวอชิงตัน  เมืองหลวงของสหรัฐฯ 

            เป็นสถานที่ที่ปลอดภัยมากขึ้น)

    (c) crime in Washington    (อาชญากรรมในกรุงวอชิงตัน)

    (d) the tight police budget    (งบประมาณของตำรวจที่จำกัด)

2. In the first paragraph, “makeshift” refers to _____________________________________.

(ในพารากราฟแรก,  “ชั่วคราว, เฉพาะกาล, เฉพาะหน้า”  หมายถึง _______________________)

    (a) modest    (ถ่อมตัว, สุภาพ, เรียบๆ, สงบเสงี่ยม, พอประมาณ, ไม่รุนแรง)

    (b) illiterate    (ไม่รู้หนังสือ, อ่านไม่ออก-เขียนไม่ได้)

    (c) inquisitive    (ที่อยากรู้อยากเห็น, ที่ชอบซักถาม, ที่ชอบสอบสวน)

    (d) arrogant    (หยิ่ง, ยโส, จองหอง)

    (e) acquisitive    (อยากได้, ละโมบ, ชอบสะสม)

    (f) meticulous    (พิถีพิถันมาก, เข้มงวดมากในเรื่องเล็กๆน้อยๆ, จู้จี้)

    (g) temporary    (ชั่วคราว, เฉพาะกาล, ไม่ถาวร)

    (h) harmless    (ไม่เป็นอันตราย, ไม่มีอันตราย, ไม่ได้รับบาดเจ็บ)

    (i) numerous    (มากมาย, เยอะแยะ)

3. The phrase “in a bid to” in paragraph 1 means ___________________________________.

(วลี  “ในความพยายามที่จะ”  ในพารากราฟ ๑  หมายถึง ____________________________)

    (a) on behalf of    (ในนามของ)

    (b) with a hope to    (ด้วยความหวังที่จะ)

    (c) by means of    (โดยวิธี, โดยการช่วยเหลือของ)

    (d) in spite of    (ทั้งๆ ที่)

    (e) for the sake of    (เพื่อประโยชน์ของ, เพื่อเห็นแก่)

    (f) in terms of    (ในเรื่องของ, ในแง่ของ, โดยเฉพาะเกี่ยวกับ, เกี่ยวกับจำนวนหรือปริมาณของ)

    (g) in line with    (สอดคล้องกับ, ปฏิบัติตาม)

    (h) in an effort to    (ในความพยายามที่จะ)

4. Police stations are set up in convenience stores so that _____________________________.

(สถานีตำรวจถูกตั้งขึ้นในร้านสะดวกซื้อ  เพื่อที่ว่า _________________________________)

    (a) police officers can work in a more pleasant environment    (เจ้าหน้าที่ตำรวจสามารถทำงานใน

           สภาพแวดล้อมที่น่ารื่นรมย์มากขึ้น)

    (b) the police will be more visible in high-crime areas    (ตำรวจจะสามารถมองเห็นได้มาก

           ยิ่งขึ้น (โดยประชาชน) ในพื้นที่ที่มีอาชญากรรมสูง)  (ดูคำตอบจากพารากราฟ ๖ ที่กล่าวว่า 

           “นี่เป็นส่วนหนึ่งของแนวความคิดที่กำลังเติบโต  ที่จะปรับปรุงความสามารถในการเข้าถึง 

           และความสามารถมองเห็นเจ้าหน้าที่ตำรวจ (โดยประชาชน)

    (c) the police department can reduce the cost of office equipment    (กรมตำรวจสามารถลดค่าใช้

            จ่ายอุปกรณ์สำนักงาน)

    (d) money can be spent on crime prevention instead of building construction    (สามารถใช้จ่าย

           เงินในการป้องกันอาชญากรรม  แทนการก่อสร้างตึก-อาคาร)

5. A police community workstation could best be described as _________________________.

(สถานีทำงานในชุมชนของตำรวจ  สามารถพรรณนาดีที่สุดว่า ________________________)

    (a) spacious    (กว้างขวาง, มีเนื้อที่มาก, กว้างใหญ่ไพศาล)

    (b) magnificent    (ดีเยี่ยม, เลิศ, สง่างาม, วิเศษ)

    (c) luxurious    (หรูหรา, ฟุ่มเฟือย)

    (d) decent    (ดี, เหมาะสม, สุภาพ)

    (e) well-equipped    (ติดตั้งอุปกรณ์อย่างดี, มีเครื่องมือเครื่องใช้พร้อม)

    (f) diverse    (หลากหลาย, หลายชนิด, แตกต่างกัน)

    (g) basic    (พื้นๆ, ธรรมดา, พื้นฐาน, เกี่ยวกับด่าง)  (ดูคำตอบจากพารากราฟ ๒ ที่กล่าวว่า  “โทร

           ศัพท์, เก้าอี้ และบางครั้ง (บางที) โต๊ะและปากกา - - สิ่งเหล่านี้คือสิ่งที่จัดหามาให้ (เครื่องเรือน)

           หร็อมแหร็ม  ที่สามารถหาได้ (เท่าที่จะหาได้) แก่เจ้าหน้าที่ตำรวจใน “สถานีทำงานในชุมชน

           ของตำรวจ” เหล่านี้  หมายถึง  สถานีฯ ที่ตั้งอยู่ในร้านสะดวกซื้อหรือร้านอาหารจานด่วน)

    (h) chronic    (คร้อน-นิค)  (เรื้อรัง, ยาวนาน, เป็นประจำ, เป็นนิสัย)

    (i) innovative    (แบบใหม่, ที่ทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลง, ไม่ซ้ำกับของใคร)

6. “mounting” in the third paragraph may be replaced by ____________________________.

(“พิ่มขึ้น, ขึ้น, ปีนขึ้น, ลุกขึ้น, ขึ้นม้าหรือสัตว์อื่น”  ในพารากราฟ ๓  อาจแทนโดย ____________)

    (a) diminishing    (ลดลง, ทำให้ลดลง)

    (b) damaging    (ทำให้เสียหาย, ทำให้ได้รับอันตราย, เป็นภัย, เสียหาย)

    (c) rejuvenating    (รี-จู๊-วิ-เน-ทิ่ง)  (ทำให้กลับคืนสู่สภาพเดิม, ทำให้เป็นหนุ่มขึ้นอีก, ทำให้กลับเป็นหนุ่ม,

           ทำให้กระปรี้กระเปร่าขึ้นอีก, ฟื้นคืน)

    (d) inevitable    (ซึ่งเลี่ยงไม่ได้, ซึ่งจะต้องเกิดขึ้น)

    (e) resourceful    (รับมือกับปัญหาได้ทุกรูปแบบ, หัวใส, เจ้าความคิด)

    (f) increasing    (เพิ่มขึ้น, ทำให้เพิ่มขึ้น)

    (g) meticulous    (ละเอียดถี่ถ้วน)

    (h) insipid    (จืดชืด, ไร้รสชาติ, น่าเบื่อ, ไม่น่าสนใจ, (คน) จืดชืด)

    (i) seeping    (ไหลซึม, ซึมออก, ซึมรั่ว, รั่ว, แพร่)

7. According to paragraph 3, the public are _____________________ the police’s performance.

(ตามที่พารากราฟ ๓ กล่าว,  ประชาชน _______________________ การทำงานของตำรวจ)

    (a) indifferent to    (ไม่สนใจ, เมินเฉย, ไม่ใยดีกับ) 

    (b) surprised at    (ประหลาดใจกับ)

    (c) enthusiastic about    (กระตือรือร้น-มีศรัทธาแรงกล้าเกี่ยวกับ)

    (d) pleased with    (เพลิดเพลิน-ถูกใจกับ)

    (e) disappointed in    (ผิดหวังใน)  (ดูคำตอบจากพารากราฟ ๓ ที่กล่าวว่า  “โครงการสถานี

           ตำรวจชุมชน  เป็นส่วนหนึ่งของความพยายามของกรมตำรวจกรุงวอชิงตัน  ที่จะลดการ

           วิพากษ์วิจารณ์ที่เพิ่มมากขึ้น  เกี่ยวกับการทำงานของกรมฯ”)

    (f) accustomed to    (คุ้นเคยกับ, เคยชินกับ)

    (g) satisfied with    (พึงพอใจกับ)

    (h) tired of    (เบื่อ)

8. In the fourth paragraph, “unsolved” means _____________________________________.

(ในพารากราฟ ๔,  “มิได้รับการคลี่คลาย, ยังไม่มีคำตอบ, มิได้รับการแก้ไข”  หมายถึง __________)

    (a) inadequate    (ไม่เพียงพอ)

    (b) infinitesimal    (อิน-ฟิน-นิ-เทส-ซิ-เมิล)  (เล็กน้อยมาก, เล็กน้อยจนวัดไม่ได้)

    (c) dreadful    (เดร๊ด-ฟุล)  (น่ากลัว)

    (d) gloomy    (มืด, มัว, หม่นหมอง, เศร้า, เซ็ง)

    (e) has never been solved    (มิเคยได้รับการคลี่คลาย, มิเคยมีคำตอบ)

    (f) dynamic    (มีพลัง, ปราดเปรียว, เคลื่อนที่ได้, เกี่ยวกับแรง-พลังงาน-อำนาจ หรือการเคลื่อนที่)

    (g) earnest    (เอิ๊น-นิสท)  (เอาจริงเอาจัง, กระตือรือร้น, เคร่ง)

    (h) eccentric    (พิกล, พิลึกกึกกือ, วิตถาร)

    (i) innocuous    (ปลอดภัย, ไม่มีอันตราย)

9. “prompted” in paragraph 4 is closest in meaning to _______________________________.

(“กระตุ้น, ให้กำลังใจ, สนับสนุน, ถือหาง, บอกบท ในพารากราฟ ๔  มีความหมายใกล้เคียงที่สุดกับ _____________)

    (a) distorted    (บิดเบือน, ทำให้ผิดรูป, ทำให้ผิดส่วน)

    (b) dictated    (สั่ง, ออกคำสั่ง, บงการ, บอกให้เขียนตาม)

    (c) corroborated    (ยืนยัน, สนับสนุน, ทำให้แน่ใจยิ่งขึ้น, ทำให้หนักแน่นขึ้น)

    (d) clarified    (ทำให้ชัดเจน, ทำให้เข้าใจง่ายขึ้น)

    (e) motivated    (กระตุ้น, ดลใจ)

    (f) intercepted    (สกัดกั้น, ขัดขวาง, ยับยั้ง, ทำให้หยุด, ดักฟัง)

    (g) elaborated    (พูดหรือขยายความอย่างละเอียด)

    (h) dispersed    (ทำให้กระจัดกระจาย, สลาย (ม๊อบ), กระจัดกระจาย)

    (i) challenged    (ท้าทาย)

10. What does “shake up” in paragraph 4 mean?

(“เปลี่ยนแปลงอย่างขนานใหญ่, ยกเครื่องการทำงาน”  ในพารากราฟ ๔  หมายถึงอะไร)

      (a) penalize    (ลงโทษ, ลงทัณฑ์, เปรียบเทียบปรับ)

      (b) hamper    (ขัดขวาง, ทำให้ชะงัก, หยุดยั้ง, สอดแทรก, ตัด)

      (c) facilitate    (ทำให้สะดวก, ทำให้ง่ายขึ้น, สนับสนุน, ส่งเสริม, ก่อให้เกิด)

      (d) alter the entire performance of    (เปลี่ยนแปลงการทำงานทั้งหมดของ)

      (e) step up    (เพิ่ม, ทวี, เร่งให้เร็วขึ้น)

      (f) eliminate    (กำจัด, ขจัด, ทำลาย, ขับไล่, ขับออก, คัดออก, ลบทิ้ง)

      (g) abolish    (ยกเลิก, เลิกล้ม, ลบล้าง)

      (h) monitor    (ตรวจสอบ)

       (i) penetrate    (ผ่านทะลุ, เจาะทะลุ, แทง, ลอด, บุกเข้าไป, แทรกซึม, มองทะลุ, มองผ่าน)

11. The word “launched” in paragraph 5 could best be replaced by _____________________.

(คำว่า  “เริ่มต้น, ปล่อย (เรือ) ลงน้ำ, ปล่อย (ดาวเทียม, ทุ่นระเบิด), เหวี่ยง, ยิง, ยื่น (คำคัดค้าน), ออกคำสั่ง”  ในพารากราฟ ๕  สามารถแทนดีที่สุดโดย ______________)

      (a) reinforced    (เพิ่มกำลังทางทหาร, เสริมกำลังทหาร, ทำให้แข็งแกร่งขึ้น, เสริม, สนับสนุน)

      (b) abandoned    (ทอดทิ้ง, ละทิ้ง)

      (c) spoiled    (ทำให้เสีย, ทำให้แย่, ทำอันตราย, ทำให้เสื่อมเสีย, โอ๋จนเสียคน, เสีย, เสื่อมเสีย, ปล้น, แย่ง)

      (d) reprimanded    (ประณาม, กล่าวหาอย่างรุนแรง)

      (e) commended    (ยกย่องชมเชย)

      (f) initiated    (เริ่ม, ริเริ่ม, เริ่มนำเข้ามา, นำไปให้รู้จัก)

      (g) applauded     (ปรบมือให้, ปรบมือ, ยกย่องสรรเสริญ)

      (h) impeded    (ขัดขวาง, หน่วงเหนี่ยว, ต้าน, ต้านทาน)

      (i) supported    (สนับสนุน)

12. What does “heartened” in the seventh paragraph mean?

(“ให้กำลังใจ, ให้ความมั่นใจ”  ในพารากราฟ ๗  หมายถึงอะไร)

      (a) strengthened    (ทำให้แข็งแรงขึ้น, ให้พลัง, เพิ่มประสิทธิภาพ, แข็งแรงขึ้น, มีพลังมากขึ้น,

             มีประสิทธิภาพมากขึ้น)

      (b) pondered    (ไตร่ตรอง, ตรึกตรอง)

      (c) disturbed    (รบกวน, กวน, ทำให้ไม่สงบ, ทำให้ยุ่ง, ทำให้ลำบาก)

      (d) embraced    (กอดรัด, ยินดีต้อนรับ, รับเอามาอย่างเต็มใจ)

      (e) encouraged    (ให้กำลังใจ, กระตุ้น, บำรุงน้ำใจ, ยุ, สนับสนุน)

      (f) accelerated    (เร่ง, ช่วยให้เร็วขึ้น)

      (g) concerned    (วิตกกังวล)

      (h) jeopardized    (ทำให้เป็นอันตราย, เสี่ยง, ทำอันตราย, ทำร้าย, เป็นภัยต่อ)

      (i) signified    (บ่งชี้, มีความหมาย, แสดงออก, บอกให้รู้ล่วงหน้า, บอกใบ้, บุ้ย, เป็นลาง, มีความสำคัญ)

13. In paragraph 8, the word “it” refers to the ______________________________________.

(ในพารากราฟ ๘,  คำว่า “มัน” หมายถึง ______________________________________)

      (a) department    (กรมตำรวจ)

      (b) designation    (การระบุ)  (อยู่ข้างรถว่า  “ตำรวจชุมชน”)

      (c) initiative    (ความคิดริเริ่ม, การริเริ่ม)  (ดูคำตอบจากพารากราฟที่ ๗ ที่กล่าวว่า  “ไบรซัน

             กล่าวว่ากรมตำรวจถูกให้กำลังใจ (ให้ความมั่นใจ) โดย “การต้อนรับที่ดี” ของ (จาก) ประ

             ชาชน  ในความคิดริเริ่มนี้ ......................” ซึ่งหมายถึง  ความคิดริเริ่มในการจัดตั้งสถานี

             ตำรวจย่อยในชุมชนที่มีอาชญากรรมสูง ....................... และพารากราฟ ๘ ที่กล่าวว่า 

             “เจ้าหน้าที่ตำรวจก็ดูเหมือนว่าจะชอบมัน (ความคิดริเริ่ม) นี้เช่นกัน)

      (d) reception    (การต้อนรับ)

14. The best title for this passage is ______________________________________________.

(ชื่อเรื่องที่ดีที่สุดสำหรับเนื้อเรื่อง – บทความ – นี้  คือ _______________________________)

      (a) Crimes in Shops    (อาชญากรรมในร้านค้า)

      (b) Washington: A City of Crime    (วอชิงตัน : เมืองแห่งอาชญากรรม)

      (c) 24-Hour Self-Service    (การบริการตนเอง ๒๔ ชั่วโมง)

      (d) Making Washington Safer    (การทำให้กรุงวอชิงตันปลอดภัยมากขึ้น)  (เป็นชื่อเรื่องที่ดีที่สุด 

             เนื่องจากเนื้อเรื่องกล่าวถึงโครงการจัดตั้งตำรวจชุมชน  หรือสถานีตำรวจย่อยในร้านสะดวก

             ซื้อ, ร้านอาหารจานด่วน, ซูเปอร์มาเกต ฯลฯ  ในพื้นที่ที่มีอาชญากรรมสูงในกรุงวอชิงตัน  โดย

             มีวัตถุประ สงค์ที่จะทำให้วอชิงตัน  เมืองหลวงของสหรัฐฯ  เป็นสถานที่ที่ปลอดภัยมากขึ้น)

15. What does “mingle” in paragraph 10 mean?

(“คลุกคลี, ปะปน, ผสม, ปนกัน, รวมกัน, ประสาน, เข้าร่วม, ทำให้เข้าร่วม”  ในพารากราฟ ๑๐  หมายถึงอะไร)

      (a) cooperate    (ร่วมมือ)

      (b) contrast    (แสดงความผิดแผกกันโดยการเปรียบเทียบ, เปรียบเทียบความคิดที่ผิดแผกกัน)

      (c) indicate    (ชี้บอก, ชี้แนะ, แสดง, ทำให้รู้)

      (d) depict    (วาดให้เห็น, อธิบาย, พรรณนา)

      (e) require    (ต้องการ, ประสงค์, ปรารถนา, ขอร้อง, เรียกร้อง)

      (f) chat    (คุยกันเล่น, คุยกันสนุก)

      (g) mix    (คบค้า, คลุกคลี, ผสม, ปรุง, ปนกัน, ใส่รวมกัน, รวมกัน, รวมกันยุ่งเหยิง, ผสมพันธุ์)

      (h) exchange    (แลกเปลี่ยน, การแลกเปลี่ยน)

      (i) remark    (พูด, กล่าว, เอ่ย, สังเกตเห็น, ให้ข้อคิดเห็น)

16. “declined” in paragraph 11 could best be replaced by ___________________________.

(“ปฏิเสธ, บอกปัด, เสื่อมลง, ใกล้จะสิ้นสุด, เอียง, ลาดลง”  ในพารากราฟ ๑๑  สามารถแทนดีที่สุดโดย ____________)

      (a) conjectured    (คาดคะเน, เดา, ทาย, อนุมาน)

      (b) feigned    (เฟน)  (แสร้งทำ)

      (c) consented    (เห็นชอบ, ยินยอม, อนุญาต)

      (d) aspired    (ปรารถนา, ใฝ่ฝัน)

      (e) abhorred    (เกลียด หรือรังเกียจอย่างรุนแรง)

      (f) refused    (ปฏิเสธ, บอกปัด, ไม่ยอม, (ม้า) ไม่ยอมกระโดดข้าม, ไม่ยอมให้, ไม่ยอมรับ)

      (g) decided    (ตัดสินใจ)

      (h) inspired    (ดลใจ, เป็นแรงดลใจ, เป็นแรงบันดาลใจ)

      (i) opposed    (ไม่เห็นด้วย, ไม่ยินยอม, คัดค้าน, ต่อต้าน, ขัดขวาง, ขัดแย้ง, เป็นปรปักษ์, อยู่ฝ่ายตรงข้าม)

17. A “deterrent” in the final paragraph is something that helps to _____________________.

(“สิ่งป้องปราม, สิ่งยับยั้ง, สิ่งกีดขวาง”  ในพารากราฟสุดท้าย  คือบางสิ่งบางอย่างซึ่งช่วย _______)

      (a) identify criminals    (ระบุตัวอาชญากร)

      (b) punish wrongdoers    (ลงโทษผู้กระทำผิด)

      (c) facilitate investigations    (ทำให้การสืบสวน-สอบสวนง่ายขึ้น)

      (d) prevent crimes    (ป้องกันอาชญากรรม)  (ดูคำตอบจากพารากราฟสุดท้ายที่ผู้จัดการร้าน

             สะดวกซื้อกล่าวว่า  การปรากฏตัว (การมีอยู่) ของตำรวจชุมชน  เป็นสิ่งป้องปราม (สิ่งยับยั้ง,

             สิ่งกีดขวาง) การลักขโมย  หรือพฤติกรรมซึ่งขัดต่อความสงบสุขและศีลธรรมอันดีของประ

             ชาชน)

18. The purpose of the writer is to ______________________________________________.

(วัตถุประสงค์ของผู้เขียน  คือ  _____________________________________________)

      (a) persuade    (ชักชวน, ชักจูง, จูงใจ, ทำให้เชื่อ, กล่อม)

      (b) praise    (สรรเสริญ, ยกย่อง)

      (c) inform    (ให้ความรู้, แจ้ง, บอก, รายงาน, รายงานให้ความรู้)  (เกี่ยวกับความพยายามของ

             กรมตำรวจกรุงวอชิงตัน  ที่จะลดอาชญากรรม  และทำให้วอชิงตันมีความปลอดภัยมากขึ้น)

      (d) criticize    (วิพากษ์วิจารณ์, ตำหนิติเตียน, จับผิด)

      (e) demonstrate    (แสดง, สาธิต, อธิบาย, เดินขบวน)

      (f) vilify    (วิ้ล-ลิ-ไฟ)  (ด่าว่า, ประณาม, สบประมาท, ใส่ร้าย, ให้ร้าย, ทำให้เสียชื่อเสียง, ประจาน)

      (g) ascertain    (ทำให้แน่ใจหรือชัดเจน, เสาะหา, ค้นคว้า, สืบหา)  

      (h) startle    (สท้าร์-เทิ่ล)  (ทำให้ตื่น, ทำให้สะดุ้งตกใจ, รบกวน, สะดุ้งตกใจ)  

      (i) disapprove    (ไม่เห็นด้วย, ไม่พอใจ, รังเกียจ, ไม่อนุญาต) 

 

(คำแปล)

ตำรวจชุมชนของกรุงวอชิงตัน

 

            เจ้าหน้าที่ตำรวจ (Police officers) กำลังจัดตั้ง (setting up) กองบัญชาการ (สำนักงานใหญ่) (headquarters) ชั่วคราว (เฉพาะกาล, เฉพาะหน้า) (makeshift) ที่นี่ในร้านสะดวกซื้อ (convenience stores) ซึ่งเปิดตลอดคืน (all-night), (ใน) ภัตตาคารอาหารจานด่วน (fast-food restaurants), (ใน) ซูเปอร์มาเกต  และแม้กระทั่ง (even) (ใน) บริษัทโทรศัพท์ในท้องถิ่น  ในความพยายามที่จะ (in a bid to) ทำให้กรุงวอชิงตัน  เมืองหลวงของอเมริกา (American capital) เป็นสถานที่ซึ่งปลอดภัยมากยิ่งขึ้น (a safer place)

            โทรศัพท์, เก้าอี้ และบางครั้ง (บางที) (sometimes) โต๊ะและปากกา - - สิ่งเหล่านี้คือสิ่งที่จัดหามาให้ (เครื่องติดตั้ง, เครื่องเรือน, เครื่องตกแต่งบ้าน) (furnishings) หร็อมแหร็ม (มีน้อย, เบาบาง, บางตา, ขาดแคลน) (sparse)  ที่สามารถหาได้ (เท่าที่จะหาได้, หาได้, หาง่าย) (available) แก่เจ้าหน้า ที่ตำรวจใน “สถานีทำงานในชุมชนของตำรวจ(police community workstations) เหล่านี้ (หมายถึง  ที่อยู่ในร้านสะดวกซื้อ, ภัตตาคาร ฯลฯ)

            โครงการเทคโนโลยีต่ำ (low-tech program) นี้  เป็นส่วนหนึ่ง (part of) ของความพยายาม (effort) โดยกรม (ตำรวจ) (department) (ของกรุงวอชิงตัน)  ซึ่งมีเจ้าหน้าที่ ๓,๖๐๐ คน  (3,600-officer)  เพื่อที่จะลด (reduce) การวิพากษ์วิจารณ์ (การติเตียน, การจับผิด, บทวิจารณ์, วิธีการวิจารณ์) (criticism) ที่เพิ่มขึ้น (ขึ้น, ปีนขึ้น, ลุกขึ้น, ขึ้นม้าหรือสัตว์อื่น) (mounting)  ในเรื่องการทำงาน (สมรรถภาพ, การแสดง, การกระทำ, การปฏิบัติ, การดำเนินการ, การบรรเลง, พฤติการณ์, พฤติกรรม) (performance) ของกรมตำรวจ

            ตั้งแต่ต้นปี (Since the start of the year)  ๒ ใน ๓ (two-thirds) ของการฆาตกรรม ๒๒๖ ราย (226 murders) ในกรุงวอชิงตัน  ยังคงมิได้รับการคลี่คลาย (ยังไม่มีคำตอบ, มิได้รับการแก้ไข) (unsolved) (หมายถึง  ยังไม่สามารถปิดคดีได้)ตัวเลข (figure) นี้ –  ต่ำกว่าอัตราการ “คลี่คลายคดี(solved) ระดับชาติ  ที่ ๖๕ เปอร์เซ็นต์  เป็นอย่างมาก (หมายถึง  ในระดับชาติ  สามารถคลี่คลาย – ปิดคดี – การฆาตกรรมได้ถึง ๖๕ เปอร์เซ็นต์) – ได้กระตุ้น (ให้กำลังใจ, สนับสนุน, ถือหาง, บอกบท) (prompted) หัวหน้าตำรวจ (Police Chief) ลาร์รี ไซมอน  ให้เปลี่ยนแปลงอย่างขนานใหญ่ (shake up) กับกองอาชญากรรม (criminal division) ของกรมตำรวจ (หมายถึง  ยกเครื่องการทำงานของกองอาชญากรรมฯ อย่างขนานใหญ่)

            เท่าที่ผ่านมา (So far)  การตอบรับ (การสนองตอบ) (feedback) (ของประชาชน) เป็นบวกมาก (pretty positive),”  เคนนี่ ไบรซัน  โฆษก (spokesperson) ของกรมตำรวจ (police department) กล่าวถึงโครงการซึ่งได้รับการเริ่มต้น (ปล่อย (เรือ) ลงน้ำ, ปล่อย (ดาวเทียม, ทุ่นระเบิด), เหวี่ยง, ยิง, ยื่น (คำคัดค้าน), ออกคำสั่ง) (launched) เมื่อหนึ่งปีที่ผ่านมา

            “นี่เป็นส่วนหนึ่งของแนวความคิดที่กำลังเติบโต (growing concept)  ที่จะปรับปรุง (improve) ความสามารถในการเข้าถึง (accessibility) และความสามารถมองเห็น (visibility) เจ้าหน้าที่ตำรวจ (โดยประชาชน)” (หมายถึง  ทำให้ประชาชนเข้าถึงและมองเห็นตำรวจได้มากขึ้น) ไบรซันกล่าว

          ไบรซันกล่าวว่ากรมตำรวจถูกให้กำลังใจ (ให้ความมั่นใจ) (heartened) โดย “การต้อนรับที่ดี(good reception) ของ (จาก) ประชาชน (public) ในความคิดริเริ่ม (การริเริ่ม, การเริ่มต้น, การนำเข้า) (initiative) นี้,  พร้อมกับ (along with) การเพิ่มขึ้นของจำนวนของการลาดตระเวน (ตำรวจสายตรวจ, การตรวจตรา, พนักงานตรวจตรา, ตำรวจหรือทหารลาดตระเวน, ยาม) (patrols)  และการระบุ (การตั้ง, ชื่อ, ตำแหน่ง, การแต่งตั้ง, การตั้งชื่อ) (designation) (คำว่า) “ตำรวจชุมชน(Community Officer)  ด้วยตัวอักษรสีแดงขนาดใหญ่ (large red letters) บน (ข้าง) รถตำรวจคันใหม่

            เจ้าหน้าที่ตำรวจก็ดูเหมือนว่าจะชอบ (seem to like) มัน (ความคิดริเริ่ม) นี้เช่นกัน

            “มันให้ทางออก (ช่องลม, ทางระบาย, ปากน้ำ, วิธีการแสดงออก, วิธีผ่อนคลายอารมณ์, ตลาด, ร้านค้า) (outlet) แก่เจ้าหน้าที่ตำรวจในการที่จะโทรศัพท์กลับไป (call back) ที่ท้องที่ (เขตควบคุมหรืออำนาจ, เขตปกครอง, ขอบเขต, บริเวณ, อาณาเขต, สิ่งแวดล้อม) (precincts) (พรี้-ซิงคท) ของตน (หมายถึง  ท้องที่ที่ตนทำงานอยู่ตามปกติ  ก่อนที่จะถูกส่งมาเข้าเวรในร้านฯ เป็นบางเวลา),  เขียนรายงานของตน  และให้ความช่วยเหลือ (assistance) (แก่ประชาชนในท้องที่ประจำของตน),” ไบรซันกล่าว

            ทั้งนี้  ในร้านสะดวกซื้อเซเวน-อีเลฟเวนแห่งหนึ่งในละแวกบ้าน (neighborhoods)  ที่มีคนหลายเชื้อชาติ (multi-ethnic) ในกรุงวอชิงตัน  เจ้าหน้าที่ตำรวจจะคลุกคลี (ปะปน, ผสม, ปนกัน, รวมกัน, ประสาน, เข้าร่วม, ทำให้เข้าร่วม) (mingle) ทั้งกลางวันและกลางคืน (day and night) กับคนขับรถแท็กซี่ (cab drivers), นางพยาบาล (nurses), ผู้คนที่อาศัยนอนตามถนน (street people), และคนสัญจร (ผู้ที่เดินผ่านไปมา) (passers-by)  ซึ่ง (เข้ามาในร้านเพื่อ) จับจ่ายซื้อของ (doing their shopping) (หมายถึง  เจ้าหน้าที่ตำรวจในร้านสะดวกซื้อ  คลุกคลีกับคนเหล่านี้ที่เข้ามาซื้อของในร้าน)

            ผู้จัดการร้าน (สะดวกซื้อ)  ผู้ซึ่งปฏิเสธ (บอกปัด, เสื่อมลง, ใกล้จะสิ้นสุด, เอียง, ลาดลง) (declined) ที่จะระบุ (บอกชื่อ, ชี้ตัว, หาเอกลักษณ์, จำแนกแยกแยะ, พิสูจน์เอกลักษณ์) (identify) ตัวเอง (ไม่เปิดเผยตัวเอง) กล่าวว่า  “การปรากฏตัว (การมีอยู่, การอยู่ต่อหน้า) (presence) ของพวกเขา (เจ้าหน้าที่ตำรวจในร้านฯ) เป็นสิ่งป้องปราม (สิ่งยับยั้ง, สิ่งกีดขวาง) (a deterrent) การลักขโมย (การลักเล็กขโมยน้อย, สิ่งที่ถูกขโมย) (theft) หรือพฤติกรรม (ความประพฤติ, การกระทำ, การปฏิบัติ, การดำเนินการ, การชี้นำ) (conduct)  ซึ่งขัดต่อความสงบสุขและศีลธรรมอันดีของประชาชน (ไม่เป็นระเบียบ, ยุ่งเหยิง, สับสน) (disorderly)

 

เรียน   ท่านผู้ติดตามอ่านเว็บไซต์  “everydayenglish.pwa.co.th                  

 

                ถ้าท่านมีคำแนะนำให้ปรับปรุงเว็บไซต์นี้ประการใด  กรุณาส่ง e-mail ไปที่  ดร. วัชรินทร์  ภูเขาทอง  อดีต  ผอ. สำนักวิทยาการ  การประปาส่วนภูมิภาค  ผู้จัดทำเว็บไซต์นี้  ตาม  “Address”  (โปรดระบุหัวเรื่องด้วยว่า  “ปรับปรุงเว็บไซต์”)   เพื่อที่ผู้จัดทำฯ จะได้ปรับปรุงเนื้อหาได้ตรงตามความประสงค์ของผู้อ่านเว็บไซต์นี้ต่อไป

 

 

 

หมวดข้อสอบ READING (ตอนที่ 85)

การประปาส่วนภูมิภาค  “มุ่ง-มั่น-เพื่อปวงชน”

 

DirectionRead the following passage and choose the best answer for each question.

(จงอ่านบทความต่อไปนี้  และเลือกคำตอบที่ดีที่สุดสำหรับแต่ละคำถาม)

 

Abraham Lincoln’s Little Girl Friend

 

          It was the first photograph that I had ever seen, and it fascinated me.  I can remember holding it at every angle in order to catch the flickering light from the oil lamp on the dresser.  The man in the photograph was unsmiling, but his eyes were kind.  I had never met him, but I felt that I knew him.  One evening when I was looking at the photograph, as I always did before I went to sleep, I noticed a shadow across the man’s thin face.  I moved the photograph so that the shadow lay perfectly around his hollow cheeks.  How different he looked!

          That night I could not sleep, thinking about the letter that I would write.  First, I would tell him that I was eleven years old, and that if he had a little girl my age, she could write to me instead of him.  I knew that he was a very busy man.  Then I would explain to him the real purpose of my letter.  I would tell him how wonderful he looked with the shadow that I had seen across his photograph, and I would most carefully suggest that he grow whiskers.

          Four months later when I met him at the train station near my home in Westfield, New York, he was wearing a full beard.  He was so much taller than I had imagined from my tiny photograph.

          “Ladies and gentlemen,” he said, “I have no speech to make and no time to make it in.  I appear before you that I may see you and that you may see me.”  Then he picked me right up and kissed me on both cheeks.  The whiskers scratched.  “Do you think I look better, my little friend?” he asked me.

          My name is Grace Bedell, and the man in the photograph was Abraham Lincoln.

 

1. What is the author’s main purpose in the passage?

(วัตถุประสงค์สำคัญของผู้เขียนในเนื้อเรื่อง – บทความ – นี้คืออะไร)

    (a) To explain how Grace Bedell took a photograph of Abraham Lincoln    (เพื่ออธิบายว่า  เกรซ

            บีเดลล์ ถ่ายภาพอับราฮัม ลินคอล์น อย่างไร)  (น่าจะขัดแย้งกับข้อเท็จจริง  เนื่องจากผู้เขียนมีภาพถ่าย

            นี้ก่อนที่เธอจะได้พบกับลินคอล์นเป็นครั้งแรกที่สถานีรถไฟ  ในเมืองเวสต์ฟิลด์ในเวลาต่อมา)

    (b) To explain why Abraham Lincoln wore a beard    (เพื่ออธิบายว่าทำไมอับราฮัม ลินคอล์น

            จึงไว้เครา)  (ดูจากประโยคที่ ๔ และ ๕ ของพารากราฟ ๒ ที่กล่าวว่า  “ต่อจากนั้น  ฉันจะ

            อธิบายให้เขาฟังถึงวัตถุประสงค์ที่แท้จริงของจดหมายของฉัน (ที่จะเขียนไปถึงเขา)  โดยฉัน

            จะบอกเขาว่าเขามีท่าทาง (มีลักษณะ) น่าพิศวง (ยอดเยี่ยม) เพียงใดกับเงาที่ฉันเห็นพาดผ่าน

            รูปถ่ายของเขา  และฉันอยากจะเสนอแนะอย่างระมัดระวังที่สุดว่า  เขาควรจะไว้หนวดเครา” 

            ซึ่งในพารากราฟแรก  ผู้เขียนหรือเกรซ บีเดลล์  มองว่าลินคอล์นมีใบหน้าซูบผอมมาก  แต่เมื่อ

            มีเงาจากแสงไฟพาดผ่านบนใบหน้าของเขาบนรูปถ่าย  ซึ่งเปรียบเสมือนกับเครา  ลินคอล์นก็

            จะมีท่าทางที่ต่างไปจากเดิมมาก  หรือเท่ขึ้นมาก,  ส่วนในพารากราฟ ๓  ผู้เขียนกล่าวว่า  เมื่อ

            เธอพบลินคอล์นที่สถานีรถไฟ  เขาไว้เคราเต็มหน้า,  และในพารากราฟ ๔  เมื่อลินคอล์นอุ้ม

            ผู้เขียนขึ้นมาและจูบเธอที่แก้มทั้ง ๒ ข้าง  เคราของเขาข่วนแก้มเธอ  และเขาถามเธอว่า  เขาดู

            ดีขึ้นหรือเปล่า – กับเคราที่เขาไว้,  ซึ่งทั้งหมดนี้อาจสรุปได้ว่า  ผู้เขียนต้องการจะบอกคนอ่าน

            ว่า  ลินคอล์นไว้เครา  เนื่องจากเธอเป็นผู้แนะนำให้เขาทำเช่นนั้น)

    (c) To explain why the first photographs were significant in American life    (เพื่ออธิบายว่า  ทำไม

            ภาพถ่ายใบแรกๆ จึงมีความสำคัญในชีวิตของคนอเมริกัน)  (เนื้อเรื่องมิได้กล่าวไว้)

    (d) To explain why Westfield is an important city    (เพื่ออธิบายว่า  ทำไมเวสต์ฟิลด์จึงเป็นเมืองสำคัญ)

           (เนื้อเรื่องมิได้กล่าวไว้)

2. The word “fascinated” in the first paragraph could best be replaced by __________________.

(คำว่า  “ทำให้หลงเสน่ห์, ทำให้หลงใหล, ทำให้หลงรัก, กระตุ้นความสนใจ, จับใจ, ตรึงใจ”  ในพารากราฟแรก  สามารถแทนดีที่สุดโดย )

    (a) frightened    (ทำให้ตกใจกลัว)

    (b) flabbergasted    (ทำให้ประหลาดใจ, ทำให้ตกตะลึง)

    (c) confused    (ทำให้สับสน, ทำให้งง)

    (d) infuriated    (ทำให้โกรธ, ทำให้เดือดดาล)

    (e) hindered    (ขัดขวาง, กีดขวาง, กีดกัน, เป็นอุปสรรค, หยุดยั้ง)

    (f) attracted    (ทำให้หลงเสน่ห์, ดึงดูดใจ, กระตุ้นความสนใจ, ดึงดูด, ล่อใจ)

    (g) surrendered    (ยอมแพ้, ยอม, ยอมจำนน, ยอมตาม, ตามใจ, สละ, ละทิ้ง, คืน, ยกเลิก, มอบตัว) 

           (เมื่อเป็นคำนาม  “Surrender”  หมายถึง  “การยอมแพ้, การยอมจำนน, การยอมตาม, การมอบตัว,

           การสละ, การละทิ้ง”)

    (h) disgusted    (ทำให้ขยะแขยง, ทำให้อาเจียน, ทำให้น่าชัง)

3. The word “flickering” in paragraph 1 is closest in meaning to ________________________.

(คำว่า  “(แสง) ริบหรี่, (แสงหรือเพลิง) ที่จวนจะดับ, กระพือปีก, สะบัด, โฉบ, ลั่น, แลบ”  ในพารากราฟ ๑  มีความหมายใกล้เคียงที่สุดกับ ______________)

    (a) burning constantly    (ลุกไหม้อย่างต่อเนื่อง)

    (b) burning unsteadily    (ลุกไหม้ไม่สม่ำเสมอ)

    (c) burning very dimly    (ลุกไหม้อย่างสลัวมาก)

    (d) burning brightly    (ลุกไหม้สว่างจ้า)

4. “dresser” in paragraph 1 means ______________________________________________.

(“โต๊ะเครื่องแป้ง, ตู้เก็บถ้วยชาม”  ในพารากราฟ ๑  หมายถึง __________________________)

    (a) calendar    (ปฏิทิน)

    (b) tenet    (หลักการ, ความเห็น, ทฤษฎี, ข้อบัญญัติ, ความเชื่อ)

    (c) notion    (ความนึกคิด (ที่คลุม เครือหรือไม่สมบูรณ์), ความคิดชั่วขณะหนึ่ง, ความคิดเห็น, ความคิดโง่ๆ,

           ความเชื่อ, ความตั้งใจ) 

    (d) compendium    (บทย่อ, สรุป, หนังสือย่อเรื่อง)

    (e) description    (คำพรรณนา, การพรรณนา, การบรรยาย)

    (f) troupe    (ทรูพ)  (คณะ (นักร้อง, นักแสดง), กลุ่ม)

    (g) chest of drawers    (ตู้ลิ้นชัก  มักมีกระจกส่องหน้าอยู่ตอนบน)

    (h) verandah (= veranda)    (ระเบียง, เฉลียง, ดาดฟ้า)

5. The man in the photograph _________________________________________________.

(ผู้ชายในภาพถ่าย ____________________________________________________)

    (a) was smiling    (กำลังยิ้ม)  (ขัดแย้งกับข้อเท็จจริง  เนื่องจากประโยคที่ ๓ ของพารากราฟแรกกล่าวว่า 

           “ผู้ชายในภาพถ่ายนั้นมิได้กำลังยิ้มและดูเคร่งขรึม  แต่ว่าดวงตาของเขามีความกรุณาปรานี”)

    (b) had a beard    (มีเครา)  (ขัดแย้งกับข้อเท็จจริง  เนื่องจากประโยคสุดท้ายของพารากราฟ ๒ กล่าวว่า 

           “ผู้เขียนจะเขียนจดหมายไปแนะนำให้ชายในภาพไว้เครา  ภายหลังจากที่เธอเห็นภาพถ่ายของเขา")

    (c) had a round, fat face    (มีใบหน้ากลมและอ้วน)  (ขัดแย้งกับข้อเท็จจริง  เนื่องจากประโยคก่อนประ

           โยคสุดท้ายของพารากราฟแรกกล่าวว่า  “ฉันก็ขยับภาพถ่ายเพื่อที่ว่าเงาจะได้ทอดอย่างสมบูรณ์แบบ

            รอบๆ แก้มทั้ง ๒ ข้างที่ตอบ (เป็นโพรง) ของเขา (หมายถึง  แก้มที่ตอบหรือบุ๋มลงไปบนใบหน้าของ

            คนที่ซูบผอม)  ”)

    (d) looked kind    (มีท่าทางกรุณาปรานี)  (ดูคำตอบจากประโยคที่ ๓ ของพารากราฟแรกที่กล่าวว่า 

           “ผู้ชายในภาพถ่ายนั้นมิได้กำลังยิ้มและดูเคร่งขรึม  แต่ว่าดวงตาของเขามีความกรุณาปรานี)

6. What did Grace Bedell do every night before she went to sleep?

(เกรซ บีเดลล์ ทำอะไรทุกคืน  ก่อนที่เธอจะเข้านอน)

    (a) She wrote letters.    (เธอเขียนจดหมาย)

    (b) She looked at the photograph.    (เธอจ้องมองภาพถ่าย – ของอับราฮัม ลินคอล์น)  (ดูคำตอบ

            จากประโยคที่ ๕ ของพารากราฟแรกที่กล่าวว่า  “คืนวันหนึ่ง  เมื่อฉันกำลังจ้องมองไปที่ภาพ

             ถ่าย  ดังที่ฉันทำเป็นประจำก่อนฉันเข้านอน  ฉันสังเกตเห็นเงาพาดผ่านใบหน้าที่ซูบผอมของ

             ชายในภาพ)

    (c) She made shadow figures on the wall.    (เธอทำรูปเงาบนกำแพง)

    (d) She read stories.    (เธออ่านนิทาน)

7. What does “hollow” in paragraph 1 mean?

(“(แก้ม) ตอบ, เป็นโพรง, เป็นหลุม, กลวง, ว่าง, เว้า, ไร้แก่นสาร, ไม่มีความหมาย”  ในพารากราฟ ๑  หมายถึงอะไร)

    (a) curious    (อยากรู้อยากเห็น)

    (b) affluent    (มั่งคั่ง, ร่ำรวย)

    (c) massive    (ปริมาณมาก, เป็นกองใหญ่, เป็นก้อนใหญ่และหนัก)

    (d) delicate    (ละเอียดอ่อน, บอบบาง, ประณีต, อ่อนช้อย, อ่อนแอ, แตกง่าย, ยากที่จะจัดการ)

    (e) concave    (เว้า, เว้าเข้าข้างใน, โหว่)

    (f) coarse    (หยาบ, หยาบคาย, ขาดรสนิยม, มีคุณภาพที่เลว)

    (g) robust    (แข็งแกร่ง, แข็งแรง (ร่างกาย, เศรษฐกิจ), เข้มแข็ง, มีกำลังมาก, กำยำ)

    (h) fragrant    (มีกลิ่นหอม)

8. The little girl could not sleep because she was ___________________________________.

(เด็กหญิงตัวน้อยนอนไม่หลับ  เพราะว่าเธอ ___________________________________)

    (a) sick    (ป่วย, ไม่สบาย)

    (b) excited    (ตื่นเต้น)  (สรุปจากประโยคแรกของพารากราฟ ๒ ที่กล่าวว่า  “คืนนั้น  ฉันนอนไม่

           หลับเลย  โดยคิดถึงจดหมายที่ฉันจะเขียน (ไปถึงชายในภาพ)”  ซึ่งแสดงว่า  เธอตื่นเต้นที่จะ

           เขียนจดหมายไปถึงเขา)

    (c) lonely    (ว้าเหว่, หงอยเหงา, ไร้เพื่อน, โดดเดี่ยว, วังเวง, ไม่มีคนอยู่, ที่ไกลคน, สันโดษ)

    (d) sad    (เศร้า)

9. Why did the little girl write the man a letter?

(ทำไมเด็กหญิงตัวน้อยจึงเขียนจดหมายไปถึงชายคนนั้น)

    (a) She was lonely.    (เธอว้าเหว่-หงอยเหงา)  (เนื้อเรื่องมิได้กล่าวไว้)

    (b) She wanted his daughter to write to her.    (เธอต้องการให้ลูกสาวของเขาเขียนจดหมายถึงเธอ) 

           (เธอบอกในจดหมายที่เขียนถึงเขาว่า  ถ้าเขาไม่มีเวลา  ก็ให้ลูกสาวของเขาเขียนตอบจดหมายของเธอ

           ก็ได้  แต่เรื่องนี้ก็มิได้เป็นวัตถุประสงค์ที่แท้จริงของจดหมายของเธอ)

    (c) She wanted him to grow a beard.    (เธอต้องการให้เขาไว้เครา)  (ดูคำตอบจากประโยคที่ ๔

           และ ๕ ของพารากราฟ ๒ ที่กล่าวว่า  “ต่อจากนั้น  ฉันจะอธิบายให้เขาฟังถึงวัตถุประสงค์ที่แท้

           จริงของจดหมายของฉัน (ที่จะเขียนไปถึงเขา)  โดยฉันจะบอกเขาว่าเขามีท่าทาง (มีลักษณะ)

           น่าพิศวง (ยอดเยี่ยม) เพียงใดกับเงาที่ฉันเห็นพาดผ่านรูปถ่ายของเขา  และฉันอยากจะเสนอ

           แนะอย่างระมัดระวังที่สุดว่า  เขาควรจะไว้หนวดเครา)

    (d) She wanted him to visit her.    (เธอต้องการให้เขามาเยี่ยมเธอ)  (ในจดหมายของเธอที่เขียนถึงเขา 

          เธอมิได้พูดถึงเรื่องนี้)

10. The word “it” in the fourth paragraph refers to __________________________________.

(คำว่า  “มัน”  ในพารากราฟ ๔  หมายถึง ______________________________________)

      (a) time    (เวลา)

      (b) speech    (สุนทรพจน์)  (ดูคำตอบจากประโยคแรกของพารากราฟ ๔ ที่กล่าวว่า  “ท่านสุภาพ

             สตรีและสุภาพบุรุษ”  เขากล่าว  “ผมไม่มีสุนทรพจน์ที่จะกล่าว  และไม่มีเวลาที่จะเขียนมัน

             (สุนทรพจน์) ในรถไฟ)

      (c) photograph    (ภาพถ่าย)

      (d) station    (สถานี)

11. What did “scratched” in paragraph 4 mean?

(“ข่วน, ครูด, ขูด, ขีด, เกา, ถู, ตะกุย, คุ้ยเขี่ย, ถอนตัวออกจากการแข่งขัน, ขีดออก, ขีดทิ้ง., ทำเสียงเสียดสี, ดำเนินชีวิตไปด้วยความลำบากมาก”  ในพารากราฟ ๔ หมายถึงอะไร)

      (a) resolved    (ตกลงใจ, ตัดสินใจ)

      (b) consented    (ยินยอม, เห็นชอบ, อนุญาต)

      (c) persisted    (ยืนกราน, ยืนหยัด, ดื้อรั้น, ดื้อ, เพียร, ทนทาน)

      (d) shunned    (หลีกเลี่ยง)

      (e) scraped    (สเครพ)  (ครูด, ขูด, ขูดออก, ถู, เช็ด, เช็ดออก, โกน, เบียด, เฉียด, แฉลบ,

            รวบรวมด้วยความยากลำบาก, อดออม, พอดำเนินชีวิตผ่านไปได้วันๆ หนึ่ง)

      (f) ignored    (เพิกเฉย, ละเลย, ไม่เอาใจใส่, มองข้าม)

      (g) coped    (รับมือ, จัดการ, ต่อกร)

      (h) rushed     (รัชด)  (เร่งรีบ, ทำอย่างเร่งรีบ, พรวดพราด, ทำอย่างฉุกละหุก, วิ่ง, วิ่งเข้าไป, พุ่ง, ถลัน,

             กรูกันไป, กรูเข้ายึด, ยื้อแย่ง, แย่งซื้อ)

12. From this passage, it may be inferred that ______________________________________.

(จากเนื้อเรื่อง – บทความ – นี้,  มันสามารถสรุปว่า ________________________________)

      (a) Grace Bedell was the only one at the train station when Lincoln stopped at Westfield    (เกรซ

              บีเดลล์ เป็นบุคคลเพียงคนเดียวเท่านั้นที่สถานีรถไฟ  เมื่อลินคอล์นหยุดแวะที่เมืองเวสต์ฟิลด์)  (ขัดแย้ง

              กับข้อเท็จจริง  ดูคำอธิบายในข้อ  “B”)

      (b) There were many people waiting for Lincoln to arrive on the train    (มีผู้คนจำนวน

              มากซึ่งกำลังรอคอยลินคอล์นที่จะเดินทางมาถึงบนรถไฟ)  (เมื่อดูจากคำกล่าวทักทายผู้คน

              ที่มาต้อนรับลินคอล์นที่สถานีรถไฟที่ว่า  “ท่านสุภาพสตรีและสุภาพบุรุษ  ผมไม่มีสุนทรพจน์ที่จะ

              กล่าว ..................”  แสดงว่ามีคนจำนวนมากกำลังรอคอยที่จะได้พบเขาที่สถานีฯ)

      (c) Lincoln made a long speech at the station in Westfield    (ลินคอล์นกล่าวสุนทรพจน์ยืดยาว

              ที่สถานีรถไฟในเมืองเวสต์ฟิลด์)  (ขัดแย้งกับข้อเท็จจริง  ดูคำอธิบายในข้อ  “B”  ที่ลินคอล์นบอก

              ว่า  เขาไม่มีสุนทรพจน์ที่จะกล่าว)

      (d) Lincoln was offended by the letter    (ลินคอล์นรู้สึกขุ่นเคือง-ไม่พอใจ โดยจดหมาย – ที่เกรซ

             บีเดลล์เขียนถึงเขา)  (ไม่น่าจะถูกต้อง  เนื่องจากลินคอล์นทำตามคำแนะนำของเกรซ – ผู้เขียนจด

             หมาย – ที่อยากให้เขาไว้เครา,  นอกจากนั้น  เขายังเรียกเธอว่า  “เพื่อนตัวน้อยๆ ของฉัน”)

13. Why did the author wait until the last line to reveal the identity of the man in the photograph?

(ทำไมผู้เขียน – เรื่องนี้ – จึงรอจนบรรทัดสุดท้าย  เพื่อที่จะเปิดเผยอัตลักษณ์ของผู้ชายในภาพถ่าย)

      (a) The author did not know it.    (ผู้เขียนไม่ทราบมัน)

      (b) The author wanted to make the reader feel foolish.    (ผู้เขียนต้องการทำให้ผู้อ่านรู้สึกว่า (ผู้อ่าน)

             โง่เขลา)

      (c) The author wanted to build the interest and curiosity of the reader.    (ผู้เขียนต้องการ

              สร้างความสนใจและความอยากรู้ของผู้อ่าน)  (การจบเรื่องด้วยการทำให้ผู้อ่านประหลาดใจ 

              เป็นวิธีการหนึ่งด้านวรรณกรรม  ที่ผู้เขียนเรื่องนิยมใช้  เพื่อสร้างความสนใจและความอยาก

              รู้ของผู้อ่าน  ให้ติดตามอ่านเรื่องที่ตนเขียนจนจบ)

      (d) The author was just a little girl.    (ผู้เขียนเป็นเพียงเด็กหญิงตัวเล็กๆ เท่านั้น)

 

(คำแปล)

เพื่อนหญิงตัวน้อยของอับราฮัม ลินคอล์น

 

            มันเป็นภาพถ่ายภาพแรกซึ่งฉันได้เคยเห็น  และมันทำให้ฉันหลงเสน่ห์-สนใจ (it fascinated me),  ฉันสามารถจำได้ถึงการถือมัน (ภาพถ่าย) ไว้ (holding) ในทุกมุม (at every angle) เพื่อที่จะสัมผัสกับ (โดน) (catch) แสงริบหรี่ (flickering light) จากตะเกียงน้ำมัน (oil lamp) ที่อยู่บนโต๊ะเครื่องแป้ง (ตู้เก็บถ้วยชาม) (dresser) (หมายถึง  ขยับหรือหมุนภาพไปเรื่อยๆ เพื่อให้สัมผัสกับแสงไฟในหลายๆ มุม),  ผู้ชายในภาพถ่ายนั้นมิได้กำลังยิ้มและดูเคร่งขรึม (unsmiling)  แต่ว่าดวงตาของเขามีความกรุณาปรานี (ใจดี, หวังดี, เมตตา, อดทน) (kind),  ฉันไม่เคยพบกับเขา  แต่ฉันรู้สึกว่าฉันรู้จักเขา,  คืนวันหนึ่ง (One evening)  เมื่อฉันกำลังจ้องมองไปที่ (looking at) ภาพถ่าย  ดังที่ฉันทำเป็นประจำก่อนฉันเข้านอน  ฉันสังเกตเห็น (noticed) เงา (shadow) พาดผ่านใบหน้าที่ซูบผอมของชายในภาพ (across the man’s thin face)  ฉันก็ขยับ (moved) ภาพถ่ายเพื่อที่ว่าเงาจะได้ทอดอย่างสมบูรณ์แบบ (lay perfectly) รอบๆ แก้มทั้ง ๒ ข้าง (cheeks) ที่ตอบ (เป็นโพรง, เป็นหลุม, กลวง, ว่าง, เว้า, ไร้แก่นสาร, ไม่มีความหมาย) (hollow) ของเขา (หมายถึง  แก้มที่ตอบหรือบุ๋มลงไปบนใบหน้าของคนที่ซูบผอม)  เขาช่างดูต่างออกไปเสียนี่กระไร (เมื่อเงาของแสงไฟพาดผ่านไปบนใบหน้าในรูป)

            คืนนั้น  ฉันนอนไม่หลับเลย  โดยคิดถึงจดหมายที่ฉันจะเขียน (ไปถึงชายในภาพ)  ประการแรก  ฉันจะบอกเขาว่าฉันอายุ ๑๑ ปี  และว่าถ้าเขามีลูกสาวตัวน้อยอายุเท่าฉัน (if he had a little girl my age)  เธอ (ลูกสาว) สามารถเขียน (จดหมายตอบ) ถึงฉันแทนตัวเขา (แทนที่เขาจะเขียนตอบเอง) (instead of him),  ฉันรู้ว่าเขามีงานยุ่งมาก,  ต่อจากนั้น (Then)  ฉันจะอธิบายให้เขาฟัง (explain to him) ถึงวัตถุประสงค์ที่แท้จริง (real purpose) ของจดหมายของฉัน (ที่จะเขียนไปถึงเขา)  โดยฉันจะบอกเขาว่าเขามีท่าทาง (มีลักษณะ) (looked) น่าพิศวง (ยอดเยี่ยม, ดีเยี่ยม, มหัศจรรย์) (wonderful) เพียงใด  กับเงาที่ฉันเห็นพาดผ่านรูปถ่ายของเขา  และฉันอยากจะเสนอแนะอย่างระมัดระวังที่สุด (most carefully suggest) ว่า  เขาควรจะไว้หนวดเครา (grow whiskers)

            สี่เดือนต่อมา  เมื่อฉันพบกับเขา (ชายในภาพ) ที่สถานีรถไฟใกล้บ้านของฉันในเมืองเวสต์ฟิลด์ รัฐนิวยอร์ก  เขากำลังไว้เคราเต็มคาง (wearing a full beard),  เขาตัวสูงกว่าที่ฉันจินตนาการ (นึกคิด, วาดภาพในใจ, สร้างมโนภาพ, นึกเอาเอง, วางแผน, คาดการณ์) (imagined) จากภาพถ่ายเล็กจิ๋ว (tiny) ของฉันมากทีเดียว

          “ท่านสุภาพสตรีและสุภาพบุรุษ”  เขากล่าว  “ข้าพเจ้าไม่มีสุนทรพจน์ที่จะกล่าว (have no speech to make)  และไม่มีเวลาที่จะเขียนมันในรถไฟ (no time to make it in),  ข้าพเจ้ามาปรากฏตัวต่อหน้าท่าน (I appear before you)  เพื่อที่ว่าข้าพเจ้าจะได้พบท่าน  และเพื่อว่าท่านจะได้พบข้าพเจ้า”  ต่อจากนั้น  เขาก็อุ้มตัวฉันขึ้นมา (he picked me right up)  และหอมแก้มฉันทั้ง ๒ ข้าง (kissed me on both cheeks)เคราของเขาข่วนแก้มฉัน (The whiskers scratched),  เขาถามฉันว่า  “หนูคิดว่าฉันดูดีขึ้น (look better) หรือเปล่า  แม่เพื่อนตัวน้อยของฉัน” (หมายถึง  หลังจากที่ฉันไว้เครา  ตามที่เธอแนะนำ)

            ชื่อของฉันคือเกรซ บีเดลล์  และผู้ชายในภาพถ่ายคือ อับราฮัม ลินคอล์น

****หมายเหตุ – เกรซ บีเดลล์ (๑๘๔๘ – ๑๙๓๖) เป็นสตรีชาวอเมริกัน  มีชื่อเสียงในฐานะบุคคลผู้ซึ่งติดต่อทางจดหมาย (ลงวันที่ ๑๕ ตุลาคม ๑๘๖๐) กับอับราฮัม ลิงคอล์น  ก่อนที่เขาจะได้รับเลือกตั้งเป็นประธานาธิบดีสหรัฐฯ เพียง ๔ เดือน  และในขณะที่เธอมีอายุเพียง ๑๑ ปีเท่านั้น,  ในจดหมายของเกรซ  เธอบอกลินคอล์นว่า  เธออายุ ๑๑ ปีและอยากให้เขาได้เป็นประธานาธิบดีของสหรัฐฯ  เธอถามเขาว่า  เขามีลูกสาวตัวใหญ่เท่าเธอหรือไม่  ถ้ามี  ก็ให้ลูกสาวของเขาเขียนจดหมายตอบจดหมายของเธอก็ได้  ถ้าเขาไม่มีเวลาเขียน,  เธอยังบอกเขาด้วยว่า  เธอมีพี่ชาย๔ คน  และบางคนตั้งใจจะลงคะแนนเสียงเลือกตั้งประธานาธิบดีให้เขา  แต่ถ้าเขาไว้เครา  เธอจะพยายามเกลี้ยกล่อมพี่ชายที่เหลือ  ให้ลงคะแนนให้เขาเช่นเดียวกัน (ในยุคนั้น  สตรีอเมริกันไม่มีสิทธิลงคะแนนเสียงเลือกตั้ง)  เกรซยังบอกลินคอล์นว่า  เขาจะดูเท่ (หล่อ) ขึ้นมากถ้าไว้เครา  เนื่องจากใบหน้าของเขาซูบผอมมาก,  เธอกล่าวว่าผู้หญิงทุกคนชอบเครา  และจะยั่วเย้าให้สามีของพวกเธอๆ ลงคะแนนให้เขา  และเขาจะได้เป็นประธานาธิบดี  เกรซยังบอกลินคอล์นด้วยว่า  พ่อของเธอก็จะลงคะแนนให้เขา  และถ้าเธอเป็นผู้ชาย  เธอก็จะลงคะแนนให้เขาเช่นกัน  และเธอจะเชิญชวนผู้ชายทุกคนที่เธอรู้จักให้ลงคะแนนให้เขาด้วย,  ในตอนท้ายของจดหมาย  เกรซบอกลินคอล์นว่า  เธอจะไม่เขียนจดหมายถึงเขาอีกแล้ว  แต่ขอให้เขาตอบจดหมายของเธอโดยเร็ว  ซึ่งจริงๆ แล้ว  เกรซได้เขียนจดหมายถึงลินคอล์นอีกครั้ง  เป็นฉบับที่ ๒ ในปี ๑๘๖๔ เมื่อเธออายุ ๑๕ ปี  โดยเกรซขอให้ลินคอล์นช่วยเหลือเธอให้ได้งานทำที่กระ ทรวงการคลังของสหรัฐฯ  เพื่อทำงานเป็นคนตัดธนบัตรหรืองานอื่นๆ  เนื่องจากเธอทราบว่า  มีเด็กสาวหลายคนทำงานอยู่ที่นั่นและได้ค่าจ้างงาม (จดหมายฉบับนี้ถูกค้นพบโดยนักวิจัยในปี ๒๐๐๗)  อย่างไรก็ตาม  ไม่พบหลักฐานว่า  ลินคอล์นได้ตอบจดหมายฉบับนี้ของเกรซหรือไม่  ทั้งนี้  อีก ๑ ปีต่อมา  คือ ในเดือนเมษายน ๑๘๖๕  ลินคอล์นได้ถูกลอบสังหาร  ในตอนปลายของวาระการดำรงตำแหน่งประธานาธิบดีของเขา

            เกรซ บีเดลล์  แต่งงานในปี ๑๘๖๖ เมื่อเธออายุ ๑๗ ปี  กับทหารผ่านศึกฝ่ายสหภาพ  ซึ่งสู้รบกับทหารของรัฐฝ่ายใต้  ซึ่งสนับสนุนการมีทาส  หลังแต่งงาน  เกรซอพยพไปอยู่รัฐแคนซัสกับสามีของเธอ  และมีลูก ๑ คน  เธอเสียชีวิตโดยไม่ทราบสาเหตุเมื่ออายุ ๘๗ ปี  ทั้งนี้  อนุสาวรีย์ของเกรซและลินคอล์นได้ถูกสร้างขึ้นที่เมืองเวสต์ฟิลด์ รัฐนิวยอร์ก

            ในจดหมายตอบของลินคอล์นอีก ๔ วันต่อมา (๑๙ ตุลาคม ๑๘๖๐) เขาบอกเกรซว่า   เขาไม่มีลูกสาว  แต่มีลูกชาย ๓ คน  อายุ ๑๗, ๙ และ ๗ ปี  แต่ในจดหมายฉบับนี้  เขามิได้สัญญากับเธอว่า  เขาจะไว้เคราตามที่เธอแนะนำหรือไม่ (ก่อนหน้าจดหมายของเกรซ  ลินคอล์นมิได้ไว้เคราเหมือนกับที่คนทั่วไปเห็นในภาพถ่ายของเขา  ตั้งแต่เขาเดินทางไปรับตำแหน่งที่กรุงวอชิงตัน  ในเดือนกุมภาพันธ์ ๑๘๖๑)

          เกรซ บีเดลล์ ได้พบกับอับราฮัม ลินคอล์น ครั้งแรกในเดือนกุมภาพันธ์ ๑๘๖๑  ที่สถานีรถไฟในเมืองเวสต์ฟิลด์ รัฐนิวยอร์ก  ซึ่งเป็นบ้านเกิดของเกรซ  ในขณะที่เขาโดยสารรถไฟจากรัฐอิลลินอยส์  ที่เขาเป็นสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร  เพื่อไปรับตำแหน่งประธานาธิบดีสหรัฐฯ คนที่ ๑๖ ในกรุงวอชิง ตัน  โดยเขาได้หยุดแวะที่สถานีรถไฟในเมืองเวสต์ฟิลด์  ซึ่งเชื่อกันว่าเพื่อที่จะพบกับเกรซโดยเฉพาะ  เนื่องจากเมื่อลินคอล์นออกมาอยู่ที่ท้ายขบวนรถไฟเพื่อกล่าวทักทายประชาชนในเมืองเวสต์ฟิลด์ที่มาต้อนรับเขา  เขาได้เอ่ยถึงชื่อของเกรซ  บีเดลล์  ซึ่งเขาระบุว่าเป็นเพื่อนหญิงตัวน้อยๆ ของเขา  ทำให้ญาติของเกรซบอกให้เกรซออกมาพบกับลินคอล์นที่ชานชลาของสถานี  ซึ่งสร้างความตื่นเต้นให้กับประชาชนที่มาต้อนรับเขา  รวมทั้งเกรซด้วย  ทั้งนี้  จดหมายของเกรซ  และจดหมายตอบของลินคอล์น  ได้ถูกค้นพบโดยเหลนของเหลนของเกรซ  ที่ชื่อเอลิซซาเบธ บีเดลล์  อายุ ๒๓ ปี (เมื่อปี ๒๐๐๙)  ซึ่งทำงานเป็นเจ้าหน้าที่ของรัฐสภาสหรัฐฯ  โดยเธอเล่าว่าพ่อของเธอเล่าให้เธอฟังว่า  ปู่ของเธอเคยบอกพ่อว่า  ทวดหญิงของปู่ (เกรซ บีเดลล์)  เคยเขียนจดหมายถึงประธานาธิบดีอับราฮัม ลินคอล์น  เพื่อแนะนำให้เขาไว้เครา  แล้วเขาจะชนะการเลือกตั้ง  ซึ่งเธอ (เอลิซซาเบธ) ไม่เชื่อว่าปู่ของเธอพูดเรื่องจริง  แต่ต่อมาในปี ๒๐๐๙ นั่นเอง  เธอได้เข้าชมงานนิทรรศการครบรอบ ๒๐๐ ปี ของห้องสมุดลินคอล์น  และได้ค้นพบจดหมายของเกรซ บีเดลล์  และจดหมายตอบของลินคอล์น  ซึ่งแสดงว่าปู่ของเธอพูดเรื่องจริง  แต่เขาก็ได้เสียชีวิตไปนานแล้ว  และมีการนำเรื่องการติดต่อทางจดหมายของบุคคลทั้งสอง  มาเปิดเผยในเวลาต่อมา

หมายเหตุ – ข้อมูลการติดต่อทางจดหมายระหว่างเกรซ บีเดลล์ และอับราฮัม ลินคอล์น  มาจาก  “U.S. Library of Congress (LOC)”

              

เรียน   ท่านผู้ติดตามอ่านเว็บไซต์  “everydayenglish.pwa.co.th                  

 

                ถ้าท่านมีคำแนะนำให้ปรับปรุงเว็บไซต์นี้ประการใด  กรุณาส่ง e-mail ไปที่  ดร. วัชรินทร์  ภูเขาทอง  อดีต  ผอ. สำนักวิทยาการ  การประปาส่วนภูมิภาค  ผู้จัดทำเว็บไซต์นี้  ตาม  “Address”  (โปรดระบุหัวเรื่องด้วยว่า  “ปรับปรุงเว็บไซต์”)   เพื่อที่ผู้จัดทำฯ จะได้ปรับปรุงเนื้อหาได้ตรงตามความประสงค์ของผู้อ่านเว็บไซต์นี้ต่อไป

 

 

 

 

 

 

หมวดข้อสอบ READING (ตอนที่ 84)

การประปาส่วนภูมิภาค  “มุ่ง-มั่น-เพื่อปวงชน”

 

DirectionRead the following passage and choose the best answer for each question.

(จงอ่านบทความต่อไปนี้  และเลือกคำตอบที่ดีที่สุดสำหรับแต่ละคำถาม)

 

Undersea Exploration via Advanced Technology

 

          Recent technological advances in manned and unmanned undersea vehicles along with breakthroughs in satellite technology and computer equipment have overcome some of the limitations of divers and diving equipment.  Without a vehicle, divers often became sluggish and their mental concentration was limited.  Because of undersea pressure that affected their speech organs, communication among divers was difficult or impossible.  But today, most oceanographers make direct observations by means of instruments that are lowered into the ocean, from samples taken from the water, or from photographs made by orbiting satellites.  Direct observations of the ocean floor are made not only by divers but also by deep-diving submarines and aerial photography.  Some of the submarines can dive to depths of more than seven miles and cruise at depths of fifteen thousand feet.  In addition, radio-equipped buoys can be operated by remote control in order to transmit information back to land-based laboratories, often via satellite.  Particularly important are data about water temperature, currents and weather.  Satellite photographs can show the distribution of sea ice, oil slicks, and cloud formations over the ocean.  Maps created from satellite pictures can represent the temperature and the color of the ocean’s surface, enabling researchers to study the ocean currents.  Furthermore, computers help oceanographers to collect and analyze data from submarines and satellites.  By creating a model of the ocean’s movement and characteristics, scientists can predict the patterns and possible effects of the ocean on the environment.

          Recently, many oceanographers have been relying more on satellites and computers than on research ships or even submarine vehicles because they can supply a greater range of information more quickly and more efficiently.  Some of mankind’s most serious problems, especially those concerning energy and food, may be solved with the help of observations made possible by this new technology.

 

1. With what topic is the passage primarily concerned?

(เนื้อเรื่อง – บทความ – นี้เกี่ยวข้องกับหัวเรื่องอะไรเป็นสำคัญ)

    (a) Technological advances in oceanography    (ความก้าวหน้าทางเทคโนโลยีใน (มหา) สมุทร

           ศาสตร์ – วิชาที่ว่าด้วยเรื่องมหาสมุทร)  (เนื้อเรื่องส่วนใหญ่พูดเกี่ยวกับความก้าวหน้าทางด้านนี้)

    (b) Communication among divers    (การสื่อสารระหว่างนักดำน้ำ)

    (c) Direct observation of the ocean floor    (การสังเกตพื้นมหาสมุทรโดยตรง)

    (d) Undersea vehicles    (ยานพาหนะใต้ทะเล)

2. In the first paragraph, “vehicles” refers to _______________________________________.

(ในพารากราฟแรก,  “ยานพาหนะ, พาหนะ, ยวดยาน, ล้อเลื่อน, เครื่องมือลำเลียง, สื่อ, สื่อนำ”  หมายถึง _____________)

    (a) adventures    (การผจญภัย, การเสี่ยงภัย, อันตรายที่คาดไม่ถึง, ความตื่นเต้น, ประสบการณ์ที่ตื่นเต้น,

          การเสี่ยง (เรื่องการเงิน), อันตราย)

    (b) voyages    (ว้อย-อิจส)  (การเดินทางโดยเฉพาะทางเรือหรือทางอากาศ, การเดินทางไกล, การเดิน

          ทางที่เต็มไปด้วยการผจญภัย, การทัศนาจร, เรื่องราวการเดินทาง)

    (c) explorations    (การสำรวจ, การตรวจ, การวินิจฉัย, การสอบสวน)

    (d) settlements    (การตั้งถิ่นฐาน, การตั้งรกราก, การจัดการ, การแก้ปัญหา, การชำระหนี้, นิคม, อาณานิคม,

          ชุมชน, การมอบทรัพย์สิน, การค่อยๆ จมลง)

    (e) disasters    (ดิ-ซาส-เทอะ)  (ความหายนะ, ความล่มจม, โชคไม่ดีอย่างยิ่ง, ภัยพิบัติ)

    (f) marriages    (แม้ร์-ริจ)  (การแต่งงาน)

    (g) transports that carry people or things from place to place    (พาหนะขนส่งซึ่งลำเลียงคน

          หรือสิ่งของต่างๆ จากที่หนึ่งไปยังอีกที่หนึ่ง)

    (h) dilemmas    (ดิ-เล้ม-ม่ะ)  (สถานการณ์ที่ลำบาก, สภาวะที่กลืนไม่เข้าคายไม่ออก หรือ หนีเสือปะจรเข้,

          ปัญหาที่ลำบาก)

3. “breakthroughs” in paragraph 1 means ____________________________________.

(“การพัฒนาอย่างมากมาย, ความก้าวหน้าทางวิทยาศาสตร์ครั้งสำคัญยิ่ง, การฝ่าอุปสรรค, การบุกทะลวง” ในพารากราฟ ๑  หมายถึง ______________)

    (a) illusions    (อิ-ลู้-ชั่น)  (มายา, สิ่งลวงตา, การหลอกลวง, ภาพลวงตา, ภาพหลอน)

    (b) fatigues    (ฟะ-ทิ้ก)  (ความเหนื่อย, ความเพลีย, ความเมื่อยล้า)

    (c) trepidations    (ความกลัว, ความตกใจ, การสั่นเทา, การสั่นระริก, ความประหม่า, ความกังวลใจ)

    (d) plagiarisms    (เพล้-เจีย-ริ-ซึ่ม)  (การขโมยคัดลอกผลงานหรือบทประพันธ์, สิ่งที่ขโมยคัดลอกมา)

    (e) equilibriums    (ความสมดุล, ดุลยภาพ, สภาพคงที่)

    (f) pandemonium    (ความแตกตื่น, ความวุ่นวาย, ความโกลาหล)

    (g) turmoil    (การจลาจล, ความวุ่นวายปั่นป่วน, ความโกลาหล)

    (h) advancements    (ความก้าวหน้า, การก้าวไปข้างหน้า, ความเจริญ, การเลื่อนตำแหน่ง)

4. The word “sluggish” in paragraph 1 is closest in meaning to _________________________.

(คำว่า  เคลื่อนไหวอย่างเชื่องช้า, เงื่องหงอย, ซบเซา, เฉื่อยชา, ขี้เกียจ, เกียจคร้าน, ฝืดเคือง”  ในพารา กราฟ ๑  มีความหมายใกล้เคียงที่สุดกับ _____________)

    (a) nervous    (หงุดหงิด, เป็นประสาท, กังวลใจ, เกี่ยวกับประสาท, มีผลต่อประสาท)

    (b) intermittent    (เป็นพักๆ, ไม่ต่อเนื่อง, ไม่สม่ำเสมอ, เดินๆหยุดๆ)

    (c) confused    (งง, สับสน, ยุ่ง)

    (d) genuine    (เป็นของจริง, ไม่เก๊หรือปลอม)

    (e) enthusiastic    (กระตือรือร้น, ใจจดใจจ่อ)

    (f) slow moving    (เคลื่อนไหวเชื่องช้า)

    (g) unwilling    (ไม่เต็มใจ)

    (h) very weak    (อ่อนแอมาก)

    (i) unhesitating    (ไม่รีรอ, ไม่ชักช้า)

5. Divers have had problems in communicating underwater because ________________________.

(นักดำน้ำประสบปัญหาในการสื่อสารใต้น้ำ  เพราะว่า ________________________________)

    (a) the vehicles they used have not been perfected    (ยานพาหนะที่พวกเขาใช้มิได้ถูกทำให้สมบูรณ์ 

           หรือทำให้ดีขึ้น)

    (b) the pressure affected their speech organs    (ความกดดันมีผลกระทบต่ออวัยวะที่ใช้พูด

           ของพวกเขา)  (ดูคำตอบจากประโยคที่ ๓ ของพารากราฟ ๒ ที่กล่าวว่า  “เนื่องมาจากความ

           (แรง) กดดันใต้ทะเล  ซึ่งมีผลกระทบต่ออวัยวะที่ใช้พูดของพวกเขา  การสื่อสารระหว่างนัก

           ดำน้ำมีความยากลำ บากหรือเป็นไปไม่ได้เลย)

    (c) they did not pronounce clearly    (พวกเขามิได้ออกเสียงอย่างชัดเจน)

    (d) the water destroyed their speech organs    (น้ำทำลายอวัยวะที่ใช้พูดของพวกเขา)

6. This passage suggests that the successful exploration of the ocean depends upon ____________.

(เนื้อเรื่อง – บทความ – นี้เสนอแนะว่า  การสำรวจมหาสมุทรที่ประสบความสำเร็จขึ้นอยู่กับ ________)

    (a) vehicles as well as divers    (ยานพาหนะและนักดำน้ำ)  (ดูคำตอบจากประโยคที่ ๕ ของ

           พารากราฟแรกที่กล่าวว่า  “การสังเกตพื้นมหาสมุทรโดยตรง  ถูกกระทำขึ้นไม่เพียงแต่โดย

           นักดำน้ำเท่านั้น  แต่ยังโดยเรือดำน้ำซึ่งดำน้ำลึก .................... และ)

    (b) radios that divers use to communicate    (วิทยุซึ่งนักดำน้ำใช้สื่อสาร)

    (c) controlling currents and the weather    (การควบคุมกระแสน้ำและอากาศ)

    (d) the limitations of diving equipment    (ข้อจำกัดของอุปกรณ์ดำน้ำ)

7. Undersea vehicles ________________________________________________________.

(ยานพาหนะใต้ทะเล ___________________________________________________)

    (a) are too small for a man to fit inside    (เล็กเกินไปสำหรับคนที่จะเข้าไปข้างใน)  (ขัดแย้งกับข้อเท็จ

           จริงที่ว่า  “ยานพาหนะใต้ทะเลบางลำมีมนุษย์ควบคุม”  -  ดูจากประโยคแรกของพารากราฟแรก)

    (b) are very slow to respond    (เชื่องช้ามากในการตอบสนอง)  (ความเชื่องช้า-เงื่องหงอยเป็นลักษณะ

           ของนักดำน้ำ  ไม่ใช่ยานฯ ใต้ทะเล  -  ดูจากประโยคที่ ๒ ของพารากราฟแรก)

    (c) have the same limitations that divers have    (มีข้อจำกัดเหมือนกับที่นักดำน้ำมี)  (ขัดแย้งกับข้อ

           เท็จจริงที่ว่า  “ยานพาหนะใต้ทะเลเอาชนะข้อจำกัดบางประการของนักดำน้ำ”  -  ดูจากประโยคแรก

           ของพารากราฟแรก)

    (d) make direct observations of the ocean floor    (ทำการสำรวจพื้นมหาสมุทรโดยตรง

           (ดูคำตอบจากประโยคที่ ๕ ของพารากราฟแรกที่กล่าวว่า  “การสังเกตพื้นมหาสมุทรโดยตรง 

           ถูกกระทำขึ้นไม่เพียงแต่โดยนักดำน้ำเท่านั้น  แต่ยังโดยเรือดำน้ำซึ่งดำน้ำลึก)

8. What does “submarines” in paragraph 1 mean?

(“เรือดำน้ำ, สิ่งที่อยู่ในน้ำ, สัตว์น้ำ, สิ่งมีชีวิตที่อาศัยอยู่ใต้ผิวน้ำ”  ในพารากราฟ ๑  หมายถึงอะไร)

    (a) creatures    (สัตว์, คน, บุคคล, สรรพสิ่งที่สร้างขึ้น, เครื่องมือ, ทาส)

    (b) calamities    (ความหายนะ, เคราะห์ร้าย, ภัยพิบัติ)

    (c) beneficiaries    (ผู้ได้รับประโยชน์)

    (d) tycoons    (ไท-คู่น)  (นักธุรกิจที่ร่ำรวยและมีอิทธิพลมาก)

    (e) spaceships    (ยานอวกาศ)

    (f) naval vessels that can travel below the surface of the sea as well as on top of it   

          (เรือซึ่งสามารถเดินทางใต้ผิวน้ำทะเลและบนผิวน้ำทะเล)

    (g) delegations    (คณะผู้แทน)

    (h) successions    (ความต่อเนื่องกัน, การต่อเนื่อง, ลักษณะต่อเนื่อง, ลำดับ, การรับช่วง, การสืบทอด

           ตำแหน่ง)

9. The word “cruise” in paragraph 1 could best be replaced by ___________________________. 

(คำว่า  “ตระเวนไป, แล่นไป, แล่นเรือเที่ยว, เดินทางเรื่อยไป, บินด้วยความเร็วพอประมาณ”  ในพารากราฟ ๑ สามารถแทนดีที่สุดโดย _____________)

    (a) function without problems    (ทำงานโดยปราศจากปัญหา)

    (b) travel at a constant speed    (เดินทางด้วยความเร็วคงที่, แล่นไป, ตระเวนไป)

    (c) stay in communication    (ติดต่อสื่อสารอยู่เสมอ)

    (d) remain still    (ยังคงอยู่นิ่ง-ไม่เคลื่อนที่)

10. “transmit” in paragraph 1 is similar in meaning to ________________________________.

(“ส่งสัญญาณ, ส่งคลื่น, ส่งผ่าน, ส่งต่อ, ถ่ายทอด, แพร่เชื้อ, กระจาย, กระจายเสียง”  ในพารากราฟ ๑  มีความหมายเหมือนกับ _____________)

      (a) reprimand    (ประณาม, กล่าวหาอย่างรุนแรง)

      (b) perturb    (ก่อกวน, ทำให้ยุ่งยากใจ, ทำให้ไม่สบายใจ)

      (c) exterminate    (ทำลาย, ทำลายอย่างสิ้นซาก)

      (d) trespass    (บุกรุก, รุกล้ำ, ล่วงล้ำ, ละเมิด, ล่วงเกิน)

      (e) send    (ส่ง, ส่งสัญญาณ, ส่งข่าว, ส่งออก, นำส่ง, ขับ, ไล่, ปล่อยออก, เปล่ง)

      (f) comply    (เชื่อฟัง, ทำตาม, ยินยอม)

      (g) evacuate    {อพยพ, ขนย้าย  (คนจากที่น้ำท่วมหรือไฟไหม้), ถอนตัวออกจาก}

      (h) entice    (เอน-ไท้ซ)  (ชักจูง, ล่อใจ, ยั่วยวนใจ, หลอกลวงให้ชอบสิ่งใดสิ่งหนึ่ง)

11. What does “distribution” in paragraph 1 mean?

(“การกระจาย, การแจก, การแบ่งสันปันส่วน, การแพร่, การกระจาย, การจำหน่าย, การจำแนก”  ในพารากราฟ ๑  หมายถึงอะไร)

      (a) termination    (การสิ้นสุดลง, การยุติ, การบอกเลิก (สัญญา), การทำให้สิ้นสุด)

      (b) circulation    (การหมุนเวียน)

      (c) hesitation    (การรีรอ, การลังเลใจ, การชักช้า)

      (d) dispersion    (การกระจาย, การแพร่กระจาย, การกระจายหายไป, สภาพที่แยกกระจาย)

      (e) commencement    (การเริ่มต้น)

      (f) precaution    (การระมัดระวังล่วงหน้า, การป้องกันล่วงหน้า)

      (g) destitution    (ความยากจนอย่างมาก, ความอดอยาก, ความขาดแคลน)

      (h) aversion    (ความเกลียด, ความไม่ชอบอย่างแรง)

12. How is a radio-equipped buoy operated?

(ทุ่นลอยน้ำซึ่งติดตั้งวิทยุทำงานอย่างไร)

      (a) By operators inside the vehicle in the part underwater    (โดยผู้ปฏิบัติงานภายในยานฯ ในส่วน

             ใต้น้ำ)  (เนื้อเรื่องมิได้กล่าวไว้)

      (b) By operators outside the vehicle on a ship    (โดยผู้ปฏิบัติงานภายนอกยานฯ บนเรือ)  (เนื้อเรื่อง

             มิได้กล่าวไว้)

      (c) By operators outside the vehicle on a diving platform    (โดยผู้ปฏิบัติงานภายนอกยานฯ บนแท่น

             สำหรับดำน้ำ)  (เนื้อเรื่องมิได้กล่าวไว้)

      (d) By operators outside the vehicle in a laboratory on shore    (โดยผู้ปฏิบัติงานภายนอก

             ยานฯ  ในห้องปฏิบัติการณ์บนชายฝั่ง)  (ดูคำตอบจากประโยคที่ ๗ ของพารากราฟแรกที่

             กล่าวว่า  “นอกจากนั้น  ทุ่นลอยน้ำที่ติดตั้งวิทยุสามารถถูกทำงาน (ปฏิบัติการ) โดยการควบ

             คุมระยะไกล  เพื่อที่จะส่งสัญญาณข้อมูล-ข่าวสารกลับไปยังห้องปฏิบัติการที่อยู่บนภาคพื้น

             ดิน  ซึ่งบ่อยครั้งผ่านทางดาวเทียม)

13. Which of the following are NOT shown in satellite photographs?

(ข้อใดต่อไปนี้มิได้ถูกแสดงในภาพถ่ายดาวเทียม)

      (a) The temperature of the ocean’s surface    (อุณหภูมิของพื้นผิวหน้าของมหาสมุทร)  (ตอนท้ายของ

              พารากราฟแรกกล่าวว่า  “แผนที่ที่ถูกสร้างจากภาพจากดาวเทียม  สามารถแทนอุณหภูมิและสีของพื้น

              ผิวหน้าของมหาสมุทร  ซึ่งทำให้นักวิจัยสามารถ .......................”)

      (b) Cloud formations over the ocean    (การก่อตัวของเมฆเหนือมหาสมุทร)  (ตอนท้ายของพารากราฟ

             แรกกล่าวว่า  “ภาพถ่ายดาวเทียมสามารถแสดงการกระจายของ น้ำแข็งในทะเล, ผิว (หน้าน้ำ) ที่เป็น

             น้ำมัน (หมายถึง  รอยน้ำมันรั่วในทะเล)  และการก่อตัวของเมฆเหนือมหาสมุทร”)

      (c) A model of the ocean’s movements    (ตัวอย่าง – แบบอย่าง - ของการเคลื่อนไหวของ

             มหาสมุทร)  (ตัวอย่างดังกล่าวถูกสร้างในคอมพิวเตอร์  โดยได้รับข้อมูลมาจากเรือดำน้ำ

             หรือดาวเทียม  มิใช่ถูกแสดงในภาพถ่ายดาวเทียม  -  ดูจาก ๒ ประโยคสุดท้ายของพารา

             กราฟแรก)

      (d) The location of sea ice    (ตำแหน่งที่ตั้งของน้ำแข็งในทะเล)  (ดูคำอธิบายในข้อ  “B”)

14. What does “relying” in the second paragraph mean?

(“พึ่งพาอาศัย, ไว้วางใจ, เชื่อใจ, เชื่อมั่น)”  ในพารากราฟ ๒  หมายถึงอะไร)

      (a) emitting    (ปล่อยหรือส่งออกมา เช่น ควัน, ก๊าซ ฯลฯ)

      (b) pledging    (ให้คำมั่นสัญญา, ปฏิญาณ, ค้ำประกัน, วางมัดจำ, ดื่มอวยพร)

      (c) rehearsing    (ริ-เฮิ้ซ)  (ซ้อม)

      (d) aggravating    (ทำให้แย่ลง, ทำให้เลวร้ายมากขึ้น) 

      (e) promising    (สัญญา, ให้คำมั่น)

      (f) counting on/upon    (พึ่งพาอาศัย, เชื่อมั่นใน, ไว้วางใจ)

      (g) demolishing    (ดิ-ม้อล-ลิช-ชิง)  {รื้อ (สิ่งก่อสร้าง), ทำลาย, โค่น}

      (h) altering    (เปลี่ยนแปลง, แก้ไข)

15. The word “those” in paragraph 2 refers to ______________________________________.

(คำว่า  “เหล่านั้น”  ในพารากราฟ ๒  หมายถึง ____________________________________)

      (a) energy and food    (พลังงานและอาหาร)

      (b) problems    (ปัญหา)  (ดูคำตอบจากประโยคสุดท้ายของพารากราฟ ๒ ที่กล่าวว่า  “ปัญหาที่

             ร้ายแรงที่สุดบางอย่างของมนุษย์  โดยเฉพาะปัญหา (those) ที่เกี่ยวกับพลังงานและอาหาร 

             อาจได้รับการแก้ไขด้วยความช่วยเหลือของการสังเกต  ซึ่งถูกทำให้เป็นไปได้โดยเทคโนโล

             ยีใหม่นี้)

      (c) observations    (การสังเกต)

      (d) vehicles    (ยานพาหนะ, ยาน, ยวดยาน)

16. According to the author, what are some of the problems the underwater studies may eventually resolve?

(ตามที่ผู้เขียนกล่าว,  อะไรคือปัญหาบางประการ  ซึ่งการศึกษา-วิจัยใต้น้ำอาจแก้ไขได้ในที่สุด)

      (a) Weather and temperature control    (การควบคุมอากาศและอุณหภูมิ)

      (b) Food and energy shortages    (การขาดแคลนอาหารและพลังงาน)  (ดูคำตอบจากประโยค

             สุดท้ายของพารากราฟ ๒ ที่กล่าวว่า  “ปัญหาที่ร้ายแรงที่สุดบางอย่างของมนุษย์  โดยเฉพาะ

             ปัญหาที่เกี่ยวกับพลังงานและอาหาร  อาจได้รับการแก้ไขด้วยความช่วยเหลือของการสังเกต 

             ซึ่งถูกทำให้เป็นไปได้โดยเทคโนโลยีใหม่นี้  -  คือ เทคโนโลยีด้านเรือดำน้ำและดาวเทียม 

             ซึ่งใช้ศึกษาข้อมูลบนพื้นผิวและใต้มหาสมุทร)

      (c) Transportation and communication problems    (ปัญหาการขนส่งและการคมนาคม)

      (d) Overcrowding and housing problems    (ปัญหาประชากรแออัดและที่อยู่อาศัย)

 

(คำแปล)

การสำรวจใต้ทะเลด้วยเทคโนโลยีทันสมัย

 

            ความก้าวหน้าทางเทคโนโลยีเมื่อเร็วๆ มานี้ (Recent) ในด้านยานพาหนะ (พาหนะ, ยวดยาน, ล้อเลื่อน, เครื่องมือลำเลียง, สื่อ, สื่อนำ) (vehicles) ใต้ทะเล (undersea) ซึ่งมีมนุษย์ควบคุม (manned) และไม่มีมนุษย์ควบคุม (unmanned)  รวมทั้งการพัฒนาอย่างมากมาย (ความก้าวหน้าทางวิทยา ศาสตร์ครั้งสำคัญยิ่ง, การฝ่าอุปสรรค, การบุกทะลวง) (breakthroughs) ในเทคโนโลยีดาวเทียม (satellite) และอุปกรณ์คอมพิวเตอร์ (computer equipment)  ได้เอาชนะ (พิชิต, มีชัย, ข่มขวัญ, ครอบงำ, ปกคลุม) (overcome) ข้อจำกัด (ความจำกัด) (limitations) บางประการของนักดำน้ำ (divers) และอุปกรณ์ดำน้ำ (diving equipment)ถ้าปราศจากยานพาหนะ (Without a vehicle) (ใต้น้ำ)  นักดำน้ำจะเคลื่อนไหวอย่างเชื่องช้า (เงื่องหงอย, ซบเซา, เฉื่อยชา, ขี้เกียจ, เกียจคร้าน, ฝืดเคือง) (sluggish) อยู่บ่อยๆ  และการรวบรวมสมาธิ (concentration) ทางจิตใจ (ทางสมอง) (mental) ของพวกเขาจะจำกัด (ถูกจำกัด, แคบ, มีขอบเขต) (limited),  และเนื่องมาจากความ (แรง) กดดันใต้ทะเล (undersea pressure)  ซึ่งมีผลกระทบต่อ (affected) อวัยวะที่ใช้พูด (speech organs) ของพวกเขา  การสื่อสารระหว่างนักดำน้ำมีความยากลำบากหรือเป็นไปไม่ได้เลย  แต่ในปัจจุบัน  นักสมุทรศาสตร์ (oceanographers) ส่วนใหญ่  ทำการสำรวจโดยตรง (make direct observations) (ใต้มหาสมุทร) โดยการใช้ (โดยความช่วยเหลือของ) (by means of) อุปกรณ์ (เครื่องมือ) (instruments)  ซึ่งถูกหย่อนลงไปใน (lowered into) มหาสมุทร, (หรือโดยการสังเกต) จากตัวอย่าง (samples) ที่ถูกนำขึ้นมาจากน้ำ,  หรือจากภาพถ่าย (photographs)  ซึ่งถูกถ่าย (made) โดยดาวเทียม (satellites) ที่โคจร (orbiting) (อยู่เหนือมหาสมุทร)  ทั้งนี้  การสังเกตพื้นมหาสมุทร (ocean floor) โดยตรง  ถูกกระทำขึ้นไม่เพียงแต่โดยนักดำน้ำเท่านั้น  แต่ยังโดยเรือดำน้ำ (สิ่งที่อยู่ในน้ำ, สัตว์น้ำ, สิ่งมีชีวิตที่อาศัยอยู่ใต้ผิวน้ำ) (submarines) ซึ่งดำน้ำลึก  (deep-diving)  และการถ่ายภาพทางอากาศ (aerial photography) อีกด้วย,  โดยเรือดำน้ำบางลำสามารถดำน้ำที่ความลึก (depth) มากกว่า ๗ ไมล์  และตระเวนไป (แล่นไป, แล่นเรือเที่ยว, เดินทางเรื่อยไป, บินด้วยความเร็วพอประมาณ) (cruise) (ครูซ) ที่ความลึก ๑๕,๐๐๐ ฟุต,  นอกจากนั้น (In addition)  ทุ่นลอยน้ำ (ทุ่น, ห่วงชูชีพ) (buoys) (บอย) ที่ติดตั้งวิทยุ (radio-equipped)  สามารถถูกทำงาน (ปฏิบัติการ, ผ่าตัด, หมุน, ขับ) (operated) โดยการควบคุมระยะไกล (remote control)  เพื่อที่จะส่งสัญญาณ (ส่งคลื่น, ส่งผ่าน, ส่งต่อ, ถ่ายทอด, แพร่เชื้อ, กระจาย, กระจายเสียง) (transmit) ข้อมูล-ข่าวสารกลับไปยังห้องปฏิบัติการที่อยู่บนภาคพื้นดิน (land-based laboratories)  ซึ่งบ่อยครั้งผ่านทางดาวเทียม (via satellite)ที่สำคัญเป็นพิเศษ (Particularly important)  คือข้อมูลเกี่ยวกับอุณหภูมิของน้ำ (water temperature), กระแสน้ำ (currents) และอากาศ,  โดยภาพถ่ายดาวเทียม (Satellite photographs) สามารถแสดงการกระจาย (การแจก, การแบ่งสันปันส่วน, การแพร่, การกระจาย, การจำหน่าย, การจำแนก) (distribution) ของน้ำแข็งในทะเล (sea ice), ผิว (หน้าน้ำ) ที่เป็นน้ำมัน (oil slicks) (หมายถึง  รอยน้ำมันรั่วในทะเล)  และการก่อตัวของเมฆ (cloud formations) เหนือมหาสมุทร,  ทั้งนี้  แผนที่ (Maps) ที่ถูกสร้าง (created) จากภาพจากดาวเทียม (satellite pictures) สามารถแทน (represent) อุณหภูมิและสีของพื้นผิวหน้าของมหาสมุทร (ocean’s surface)  ซึ่งทำให้นักวิจัยสามารถศึกษา (enabling researchers to study) กระแสน้ำในมหาสมุทร (ocean currents),  ยิ่งไปกว่านั้น  คอมพิวเตอร์ช่วยให้นักสมุทรศาสตร์เก็บรวบรวม (collect) และวิเคราะห์ (analyze) ข้อมูลจากเรือดำน้ำและดาวเทียม,  และโดยการสร้างตัวอย่าง (แบบอย่าง) (model) ของการเคลื่อนที่ (movement)  และลักษณะ (characteristics) ของมหาสมุทร  นักวิทยาศาสตร์สามารถทำนาย (predict) รูปแบบ (patterns)  และผลกระทบที่อาจเป็นได้ (possible effects) ของมหาสมุทร  ที่มีต่อสภาพแวดล้อม (สิ่งแวดล้อม) (environment)

            เมื่อเร็วๆ มานี้  นักสมุทรศาสตร์จำนวนมากได้กำลังพึ่งพาอาศัย (ไว้วางใจ, เชื่อใจ, เชื่อมั่น) (relying) ดาวเทียมและคอมพิวเตอร์มากกว่า (พึ่งพา) เรือวิจัย (research ships)  หรือแม้แต่ (or even) ยานพาหนะใต้น้ำ (เรือดำน้ำ) (submarine vehicles)  เพราะว่าพวกมันสามารถให้ (จัดหา, จัดส่ง, ส่งเสบียง, บรรจุ, เสริม, แทนที่) (supply) ระดับของข้อมูล (range of information) ที่มากกว่า (greater) ได้อย่างรวดเร็วกว่า (more quickly) และมีประสิทธิภาพมากกว่า (more efficiently),  ทั้งนี้  ปัญหาที่ร้ายแรงที่สุด (most serious problems) บางอย่างของมนุษย์ (มนุษยชาติ, คน, ผู้คนทั้งหลาย)(mankind)  โดยเฉพาะปัญหา (especially those) ที่เกี่ยวกับ (concerning) พลังงานและอาหาร  อาจได้รับการแก้ไข (แก้ปัญหา, แก้, อธิบาย, หาคำตอบ) (solved) ด้วยความช่วยเหลือของ (with the help of) การสังเกต  ซึ่งถูกทำให้เป็นไปได้ (made possible) โดยเทคโนโลยีใหม่นี้

 

เรียน   ท่านผู้ติดตามอ่านเว็บไซต์  “everydayenglish.pwa.co.th                  

 

                ถ้าท่านมีคำแนะนำให้ปรับปรุงเว็บไซต์นี้ประการใด  กรุณาส่ง e-mail ไปที่  ดร. วัชรินทร์  ภูเขาทอง  อดีต  ผอ. สำนักวิทยาการ  การประปาส่วนภูมิภาค  ผู้จัดทำเว็บไซต์นี้  ตาม  “Address”  (โปรดระบุหัวเรื่องด้วยว่า  “ปรับปรุงเว็บไซต์”)   เพื่อที่ผู้จัดทำฯ จะได้ปรับปรุงเนื้อหาได้ตรงตามความประสงค์ของผู้อ่านเว็บไซต์นี้ต่อไป

 

 

 

 

 

 

หมวดข้อสอบ READING (ตอนที่ 83)

การประปาส่วนภูมิภาค  “มุ่ง-มั่น-เพื่อปวงชน”

 

DirectionRead the following passage and choose the best answer for each question.

(จงอ่านบทความต่อไปนี้  และเลือกคำตอบที่ดีที่สุดสำหรับแต่ละคำถาม)

 

Nobel Prizes

 

          Alfred Bernhard Nobel, a Swedish inventor and philanthropist, bequeathed most of his vast fortune in trust as a fund from which annual prizes could be awarded to individuals and organizations who had achieved the greatest benefit to humanity in a particular year.  Originally, there were six classifications for outstanding contributions designated in Nobel’s will including chemistry, physics, physiology or medicine, literature, and international peace.

          The prizes are administered by the Nobel Foundation in Stockholm.  In 1969, a prize for economics endowed by the Central Bank of Sweden was added.  Candidates for the prizes must be nominated in writing by a qualified authority in the field of competition.  Recipients in physics, chemistry, and economics are selected by the Royal Swedish Academy of Sciences; in physiology or medicine by the Caroline Institute; in literature by the Swedish Academy; and in peace by the Norwegian Nobel Committee appointed by Norway’s parliament.  The prizes are usually presented in Stockholm on December 10, with the King of Sweden officiating, an appropriate tribute to Alfred Nobel on the anniversary of his death.  Each one includes a gold medal, a diploma, and a cash award of about one million dollars.

 

1. What does this passage mainly discuss?

(เนื้อเรื่อง – บทความ – นี้  พูดเรื่องอะไรเป็นส่วนใหญ่)

    (a) Alfred Bernhard Nobel    (อัลเฟร็ด เบิร์นฮาร์ด โนเบล)

    (b) The Nobel prizes    (รางวัลโนเบล)  (เนื้อเรื่องส่วนใหญ่พูดเกี่ยวกับรางวัลนี้)

    (c) Great contributions to mankind    (คุณูปการที่ยิ่งใหญ่ต่อมนุษยชาติ)  (เป็นเพียงส่วนขยาย

          “Main idea” เท่านั้น)

    (d) Swedish philanthropy    (ความรักเพื่อนมนุษย์ของสวีเดน)

2. In the first paragraph, “philanthropist” refers to _________________________________.

(ในพารากราฟแรก,  “ผู้มีใจบุญ, คนใจบุญ, ผู้มีใจรักเพื่อนมนุษย์ด้วยกัน”  หมายถึง ____________)

    (a) optimist    (คนมองโลกในแง่ดี)

    (b) malefactor    (แม้ล-ละ-แฟค-เทอะ)  (ผู้กระทำการชั่วร้าย, ผู้กระทำผิด, ผู้ทำผิดกฎหมาย,

          ผู้ฝ่าฝืนกฎหมาย)

    (c) beneficiary    (เบน-นะ-ฟิ้ช-เชีย-รี)  (ผู้ได้รับประโยชน์, ผู้รับเงินประกัน, ผู้รับเงินช่วยเหลือ,

          ผู้มีสิทธิพิเศษ)

    (d) somnambulist    (ซอม-แน้ม-บิว-ลิสท)  (คนเดินหลับหรือเดินละเมอ)

    (e) hypochondriac    (ไฮ-โป-ค้อน-ดรี-แอค)  (ผู้ที่วิตกกังวลเกินกว่าเหตุ  โดยชอบจินตนาการสิ่งต่างๆ

          ไปในทางเลวร้าย)

    (f) insomniac    (อิน-ซ้อม-นี-แอค)  (ผู้ที่นอนไม่หลับ, ผู้เป็นโรคนอนไม่หลับ)

    (g) acrophobe    (แอค-โคร-โฟ้บ)  (ผู้ที่กลัวความสูง – แบบมากผิดปกติ)

    (h) benefactor    (ผู้ทำกุศล, ผู้ทำความดี, ผู้บริจาค, ผู้มีพระคุณ)

3. “bequeathed” in paragraph 1 means __________________________________________.

(“ยกมรดกให้, ทำพินัยกรรมยกให้, ยกให้”  ในพารากราฟ ๑  หมายถึง _____________________)

    (a) collided    (ชนกันโครม, ปะทะกันโครม, ขัดแย้ง, ไม่เห็นด้วย)

    (b) menaced    (คุกคาม, ขู่, เป็นภัย, เป็นอันตราย)  (เมื่อเป็นคำนาม  “Menace”  หมายถึง  “ภัย, อันตราย”)

    (c) trapped    (ทำให้ติดกับดัก, ทำให้ตกหลุมพราง, วางกับดัก, จับกุม, ยึดไว้, วางกับดัก, ขุดหลุมพราง)

    (d) deterred    (ดิ-เทอร์)  (ขัดขวาง, ยับยั้ง, ป้องปราม, ป้องกัน) 

    (e) augmented    (ออก-เมิ่นท)  (เพิ่ม, ขยาย, เสริม, เพิ่มทวี) 

    (f) gave as inheritance    (ให้เป็นมรดก)

    (g) maligned    (มะ-ไลน)  (พูดให้ร้าย, กล่าวร้าย, กล่าวหา, ใส่ร้าย, ทำให้เสียชื่อเสียง)

    (h) regulated    (ควบคุม, ดูแล, ปรับ, ทำให้เป็นระเบียบ, วางระเบียบ, กำหนด, บัญญัติ)

4. The word “achieved” in paragraph 1 could best be replaced by _______________________.

(คำว่า  “ทำได้สำเร็จ, บรรลุผล, ได้รับ”  ในพารากราฟ ๑  สามารถแทนดีที่สุดโดย _____________)

    (a) assaulted    (อะ-ซ้อลท-ทิด)  (ทำร้ายร่างกาย, จู่โจม, โจมตี, ทำลาย, ข่มขืน)

    (b) concealed    (ปิดบัง, อำพราง, ซ่อนเร้น)

    (c) confronted    (คัน-ฟรั้นท)  (๑. เผชิญหน้ากับ, พบกับ,  ๒. ต้านทาน, ต่อต้าน, ท้าทาย)

    (d) intimidated    (อิน-ทิ้ม-มิ-เดท)  (ขู่ขวัญ, ข่มขวัญ, ทำให้กลัว)

    (e) applauded    (อะ-พล้อด)  (ปรบมือแสดงความนิยมชมชอบ, แซ่ซ้องสรรเสริญ) 

    (f) inhibited    (ยับยั้ง, สกัดกั้น, ขัดขวาง, ห้าม)

    (g) accomplished    (ทำสำเร็จ, บรรลุผล)

    (h) assured    (ย้ำให้มั่นใจ, ทำให้มั่นใจ, ทำให้แน่นอน, รับรอง, ประกัน, ยืนยัน, ให้กำ ลังใจ)

5. Why were the prizes named for Alfred Bernhard Nobel?

(ทำไมรางวัลจึงได้รับการตั้งชื่อสำหรับอัลเฟร็ด เบิร์นฮาร์ด โนเบล)

    (a) He left money in his will to establish a fund for the prizes.    (เขาทิ้งเงินไว้ในพินัยกรรม

          ของเขา  เพื่อจัดตั้งกองทุน – เงินทุน – สำหรับรางวัลโนเบล)  (ดูคำตอบจากพารากราฟแรก

          ที่กล่าวว่า  โนเบลทำพินัยกรรมยกเงินก้อนโตส่วนใหญ่ของเขาให้เป็นกองทุน  เพื่อมอบเป็น

          รางวัลให้แก่บุคคลหรือองค์กร  ซึ่งทำประโยชน์มากมายให้กับมนุษยชาติ  ดังนั้น  จึงอาจสรุป

          ได้ว่า  รางวัลนี้จึงตั้งชื่อตามชื่อของโนเบล  เพื่อเป็นเกียรติแก่ตัวเขา)

    (b) He won the first Nobel prize for his work in philanthropy.    (เขาได้รับรางวัลโนเบลรางวัลแรก 

          สำหรับผลงานในด้านความมีใจรักต่อเพื่อนมนุษย์)  (โนเบลเป็นผู้ก่อตั้งรางวัลนี้  มิใช่ผู้รับรางวัล)

    (c) He is now living in Sweden.    (เขาอาศัยอยู่ในสวีเดนในปัจจุบัน)

    (d) He serves as chairman of the committee to choose the recipients of the prizes.    (เขาทำ

          หน้าที่เป็นประธานของคณะกรรมการเพื่อคัดเลือกผู้ได้รับรางวัล)  (เมื่อมีการมอบรางวัลนี้  โนเบลได้

          เสียชีวิตไปแล้ว)

6. How often are the Nobel prizes awarded?

(รางวัลโนเบลถูกมอบบ่อยเพียงใด)

    (a) Five times a year    (๕ ครั้งต่อปี)

    (b) Once a year    (ปีละ ๑ ครั้ง)  (ดูคำตอบจากประโยคแรกของพารากราฟแรกที่กล่าวว่า  “โนเบล

          ทำพินัยกรรมยกเงินส่วนใหญ่ของเขาให้เป็นกองทุน  ซึ่งรางวัลประจำปี  สามารถถูกมอบให้จาก

          กองทุนนี้  แก่ปัจเจกบุคคลและองค์กร  ผู้ซึ่ง .....................”  ซึ่งแสดงว่ารางวัลถูกมอบปีละครั้ง)

    (c) Twice a year    (ปีละ ๒ ครั้ง)

    (d) Once every two years    (๒ ปีครั้ง)

7. The word “outstanding” in paragraph 1 is closest in meaning to _______________________.

(คำว่า  “โดดเด่น, สำคัญ, โผล่ออก, นูนออก, ยังไม่ได้ชำระ, ยังไม่ยุติ, ยังไม่สำเร็จ, ยังคาราคาซังอยู่, ค้าง, ยังแก้ไม่ตก”  ในพารากราฟ ๑  ใกล้เคียงที่สุดในความหมายกับ _______________)

    (a) recent    (เมื่อเร็วๆ นี้, เมื่อไม่นานมานี้, เกี่ยวกับยุคปัจจุบัน)

    (b) fervid    (เฟ้อร์-วิด)  (ร้อนรน, เร่าร้อน, กระตือรือร้น, ร้อน, เผาไหม้)

    (c) unusual    (ไม่ธรรมดา, ผิดปกติ, เป็นข้อยกเว้น)

    (d) indomitable    (อิน-ด๊อม-มิ-ทะ-เบิ้ล)  (ไม่สามารถเอาชนะได้, ทรหด, ไม่ย่อท้อ)

    (e) established    (มั่นคง)

    (f) penurious    (พี-นิ้ว-เรียส)  (ขี้เหนียวที่สุด, ยากจนที่สุด, ขาดแคลนยิ่ง)

    (g) conspicuous    (เด่นชัด, ชัดแจ้ง, เตะตา, เป็นที่สนใจ)

    (h) satisfactory    (น่าพอใจ)

    (i) superficial    (ไม่ลึก, ผิวเผิน, ตื้นๆ)

8. What does “designated” in paragraph 1 mean?

(“บ่งชี้, ระบุ, กำหนด, กะ, เรียกว่า, ตั้งชื่อ, ตั้ง”  ในพารากราฟ ๑  หมายถึงอะไร)

    (a) evaporated    (ระเหย, ระเหยเป็นไอ, สูญหายไป, จางหายไป, ทำให้ระเหยเป็นไอ, ทำให้สูญหายไป,

          ทำให้จางหายไป)

    (b) threatened    (คุกคาม, ขู่เข็ญ, เตือนภัย, เป็นลางร้าย)

    (c) rectified    (แก้ไขให้ถูกต้อง, ทำให้ถูกต้อง, ปรับให้ถูกต้อง, คำนวณให้ถูกต้อง)

    (d) dwindled    (ดวิ้น-เดิ้ล)  (ลดน้อยลง, หด, เล็กลง, ทรุดโทรม, ทำให้เล็กลงหรือหดลง)

    (e) specified    (ระบุ, ระบุรายละเอียด, กำหนด, กำหนดรายละเอียด, ระบุชื่อ, อธิบายอย่างละเอียด)

    (f) deceived    (โกง, หลอกลวง, ต้มตุ๋น)

    (g) demonstrated    (แสดงประกอบ, สาธิต, อธิบาย, เดินขบวน, แสดงความรู้สึก, ทดลองให้เห็นจริง)

    (h) fabricated    (แฟ้บ-ริ-เคท)  (สร้าง, ประดิษฐ์, คิดค้น, เสกสรร, ทอ, ปลอม, ปลอมแปลง, กุเรื่องขึ้นมา)

9. The word “will” in paragraph 1 refers to ______________________________________.

(คำว่า  “พินัยกรรม, ความตั้งใจ, ความตกลงใจ, เจตนารมณ์, ความประสงค์, ความสมัครใจ, ความกระ

ตือรือร้น”  ในพารากราฟ ๑  หมายถึง ____________)

    (a) Nobel’s wishes    (ความปรารถนาของโนเบล)

    (b) a legal document    (เอกสารทางกฎหมาย)

    (c) a future intention    (ความตั้งใจ – เป้าหมาย - ในอนาคต)

    (d) a free choice    (ทางเลือกเสรี)

10. A Nobel prize would NOT be given to __________________________________________.

(รางวัลโนเบลจะไม่ถูกมอบให้กับ ____________________________________________)

      (a) an author who wrote a novel    (นักเขียนผู้ซึ่งเขียนนิยาย)  (รางวัลโนเบลมีสาขาวรรณกรรม)

      (b) a doctor who discovered a vaccine    (แพทย์ผู้ซึ่งค้นพบวัคซีน)  (รางวัลโนเบลมีสาขาการแพทย์)

      (c) a composer who wrote a symphony    (นักแต่งเพลง-ดนตรี  ผู้ซึ่งประพันธ์ซิมโฟนี

            (รางวัลโนเบลไม่มีสาขาดนตรี)

      (d) a diplomat who negotiated a peace settlement    (นักการทูตผู้ซึ่งเจรจาการตกลงสันติภาพ) 

            (รางวัลโนเบลมีสาขาสันติภาพระหว่างประเทศ)

11. In the second paragraph, “administered” means ________________________________.

(ในพารากราฟ ๒,  “บริหาร, จัดการ, ดำเนินการ, ส่งเสริม, บำรุง, เสนอ”  หมายถึง _____________)

      (a) acknowledged    (ยอมรับ, รับทราบ, รับรู้, รับรอง, เห็นคุณค่า)

      (b) accommodated    (ปรับให้เหมาะสมกับ, ทำให้เหมาะกับ, จัดที่ให้อยู่, ทำให้เคย, ปรองดอง, จัดให้,

            ไกล่เกลี่ย)

      (c) proliferated    (แพร่หลาย, เพิ่มมากขึ้น, เพิ่มทวี, ขยาย, งอก, แพร่พันธุ์, เผยแพร่)

      (d) managed    (บริหาร, จัดการ, ดำเนินการ, จัด, ควบคุม, ดูแล, ปกครอง, ทำให้เกิดขึ้น,

            ประสบความสำเร็จ)

      (e) aspired    (มุ่งมาดปรารถนา, อยากมีอยากเป็น, ทะเยอทะยาน)

      (f) deferred    (เลื่อนออกไป, ผัดผ่อน, ยืดเวลา, หน่วงเหนี่ยว, ทำให้ล่าช้า, คล้อยตาม, เชื่อตาม, ทำตาม)

      (g) scheduled    (สเค้จ-ดู้ล) (กำหนดเวลา, จัดตารางเวลา, กำหนดการประจำวัน)  (เมื่อเป็นคำนาม

            “Schedule”  หมายถึง  “ตาราง, ตารางเวลา, หมายกำหนดการ, รายการ, รายละเอียด, แผนการ,

            กำหนดการประจำวัน”)

      (h) exposed    (อิคส-โปส)  (แสดง, เผย, เปิดเผยให้เห็น, เปิดโปง, นำออกผึ่งหรือตาก (แดด, ลม),

            เปลื้องเครื่องปกปิดออก)

12. “endowed” in paragraph 2 is similar in meaning to _______________________________.

(“มอบเงินทุนให้, บริจาค, มอบของขวัญให้, มอบสมบัติ”  ในพารากราฟ ๒  มีความหมายเหมือนกับ __

__________)

      (a) prohibited    (โพร-ฮิ้บ-บิท-เทด) (ห้าม, ป้องกัน, ขัดขวาง)

      (b) postponed    (เลื่อนออกไป, ผัดเวลาออกไป)

      (c) intensified    (รุนแรงขึ้น, เข้มข้นขึ้น, หนาแน่นขึ้น, ทำให้รุนแรงขึ้น, ทำให้เข้มข้นขึ้น, ทำให้หนาแน่นขึ้น)

      (d) terminated    (สิ้นสุดลง, จบสิ้น, จบลง, ยุติ, ทำให้ยุติ, ทำให้สิ้นสุด)

      (e) ruined    (ทำให้พินาศ, ทำลายให้ล่มจม, ทำให้ย่อยยับ, ทำให้ล้มละลาย, ประสบความหายนะ-ล่มจม,

            ย่อยยับ, ล้มละลาย)

      (f) subsidized    (ซั้บ-ซิ-ไดซ)  (ให้ความช่วยเหลือด้านการเงิน, สงเคราะห์เงิน, บำรุง, อุดหนุน,

            ให้สินบน, ติดสินบน)

      (g) rehabilitated    (ปรับปรุง (อาคาร) ให้แข็งแรงดังเดิม, พักฟื้น, ทำให้สุขภาพกลับคืนสู่ปกติ, กู้ชื่อเสียง,

            กู้ฐานะ)

      (h) established    (สร้าง, สถาปนา, ก่อตั้ง, ทำให้เกิดขึ้น, ตั้งมั่น, กำหนด, บัญญัติ, ทำให้เป็นที่ยอมรับ,

            พิสูจน์)

13. “authority” in paragraph 2 may be replaced by __________________________________.

(“ผู้เชี่ยวชาญเฉพาะทาง, สิ่งที่เป็นต้นตำรับ, แหล่งข้อมูลหรือคำแนะนำที่เชื่อถือได้, เจ้าหน้าที่, อำนาจตามกฎหมาย, ผู้มีอำนาจ, อำนาจการเป็นตัวแทน, ความเชี่ยวชาญ, พยาน, การให้การ”  ในพารากราฟ ๒  อาจแทนโดย ______________)

      (a) misanthropist (= misanthrope)   (คนที่เกลียดเพื่อนมนุษย์ด้วยกัน, ผู้ไม่ชอบหรือไม่ไว้วางใจมนุษย์)

      (b) adversary    (ศัตรู, คู่ต่อสู้, ปรปักษ์)

      (c) altruist    (ผู้ชอบช่วยเหลือเพื่อนมนุษย์, ผู้ที่เห็นแก่ประโยชน์ของผู้อื่นเป็นที่ตั้ง)

      (d) egoist    (ผู้เห็นแก่ตัว, ผู้ถือเอาผลประโยชน์ของตัวเองเป็นใหญ่, ผู้ทะนงตัว)

      (e) fatalist    (ผู้เชื่อหรือยอมรับในโชคชะตาหรือพรหมลิขิต)

      (f) professional    (ผู้เชี่ยวชาญในวิชาชีพ, ผู้เชี่ยวชาญ, ผู้มีวิชาชีพ, นักเล่นอาชีพ)

      (g) chauvinist    (โช้-วะ-นิสท)  (ผู้ที่คลั่งชาติ, ผู้รักชาติแรงกล้า, ผู้ยึดถืออุดมการณ์อย่างมีอคติ)

      (h) jingoist    (จิ๊ง-โก-อิสท)  (นักค้าสงคราม, นักแสดงความรักชาติแบบรุกราน, นักแสดงความรักชาติ

            ที่รุนแรงและโวยวาย)

14. Which individual or organization serves as administrator for the trust?

(ปัจเจกบุคคลหรือองค์กรใดทำหน้าที่เป็นผู้บริหารสำหรับเงินทุนที่อยู่ในความดูแลของบุคคลอื่น – หมายถึงกองทุนรางวัลโนเบล)

      (a) The King of Sweden    (กษัตริย์แห่งสวีเดน)  (เป็นผู้มอบรางวัล)

      (b) The Nobel Foundation    (มูลนิธิโนเบล)  (ดูคำตอบจากประโยคแรกของพารากราฟ ๒

             ที่กล่าวว่า  “รางวัลดังกล่าวได้รับการบริหาร (จัดการ) โดยมูลนิธิโนเบลในกรุงสต็อกโฮล์ม)

      (c) The Central Bank of Sweden    (ธนาคารกลางของสวีเดน)  (เป็นผู้สนับสนุนรางวัลสำหรับสาขา

             เศรษฐศาสตร์)

      (d) Swedish and Norwegian academies and institutes    (สำนักวิทยาการและสถาบันต่างๆ ของ

            สวีเดนและนอร์เว)  (เป็นกรรมการผู้ตัดสินรางวัล)

15. The word “officiating” in paragraph 2 is closest in meaning to ______________________.

(คำว่า  “ประกอบพิธี, ประกอบพิธีบูชา, ปฏิบัติหน้าที่, ใช้ตำแหน่งหน้าที่, ทำหน้าที่เป็นกรรมการหรือผู้ตัดสินการแข่งขัน”  ในพารากราฟ ๒  มีความหมายใกล้เคียงที่สุดกับ ______________)

      (a) stimulating    (กระตุ้น, ส่งเสริม, เร้าใจ, เร้า, ปลุกใจ, กระตุ้นประสาท, ชูกำลัง, เป็นตัวกระตุ้น)

      (b) rebuking    (ว่ากล่าว, ตำหนิ, ประณาม, ดุ, ดุด่า, ต่อว่า)

      (c) superseding    (แทนที่)

      (d) crippling    (ทำให้พิการ, ทำให้เป็นง่อย, ทำให้หยุดชงัก, เดินขาเป๋) 

      (e) presiding over the ceremony    (เป็นประธานในพิธี)

      (f) mustering    (รวบรวม, ชุมนุม, รวมแถว)  (เมื่อเป็นคำนาม  “Muster”  หมายถึง  “การชุมนุม,

            การรวมพล, การรวบรวม, การรวมแถว, กลุ่มคนดังกล่าว”)

      (g) discarding    (ละทิ้ง, ทิ้ง, ปฏิเสธ)

      (h) discriminating    (แยกแยะ, แบ่งแยก, วินิจฉัย, เลือกที่รักมักที่ชัง, ตัดสินโดยใช้เหตุผล)

16. The word “appropriate” in paragraph 2 could best be replaced by ___________________.

(คำว่า  “เหมาะสม, ได้ฤกษ์”  ในพารากราฟ ๒  สามารถแทนดีที่สุดโดย __________________)

      (a) prestigious    (มีชื่อเสียง, มีเกียรติ, เป็นที่เคารพนับถือ)

      (b) expert    (เชี่ยวชาญ, ชำนาญ, มีประสบการณ์)  (เมื่อเป็นคำนาม  หมายถึง  “ผู้เชี่ยวชาญ, ผู้ชำนาญ,

            ผู้มีประสบการณ์, มือปืนชั้นเยี่ยมยอด”)

      (c) customary    (เป็นนิสัย, เป็นกิจวัตร, ตามปกติ, เกี่ยวกับความเคยชิน, เกี่ยวกับประเพณี, เกี่ยวกับ

            ขนบธรรมเนียม)

      (d) common    (ธรรมดา, สามัญ, ร่วมกัน, ซึ่งรู้จักกันดีในทางเลว, พร้อมกัน, เหมือนกัน, สาธารณะ)

      (e) suitable    (เหมาะสม)

      (f) chief    (สำคัญที่สุด, หลัก)  (เมื่อเป็นคำนาม  หมายถึง  “หัวหน้า, นาย, ผู้นำ, ผู้บังคับบัญชาชั้นสูงสุด”)

      (g) transitory    (ชั่วคราว, ไม่ถาวร, ไม่ยั่งยืน, มีอายุสั้น, ชั่วประเดี๋ยว)

      (h) immutable    (เปลี่ยนแปลงไม่ได้, ไม่มีการเปลี่ยนแปลง)

      (i) imminent    (จวนจะเกิด, ใกล้จะเกิด)

      (j) idyllic    (ไอ-ดิ๊ล-ลิค)  (ที่งดงามอย่างเรียบๆ, มีเสน่ห์ในแบบบ้านนอก, สงบแบบธรรมชาติ)

17. What does “one” in paragraph 2 refer to _______________________________________.

(“หนึ่งอัน, หนึ่งคน, หนึ่งสิ่ง”  ในพารากราฟ ๒  หมายถึง ______________________________)

      (a) tribute    (บรรณาการ, ของขวัญ, เงินบรรณาการ, ของถวาย, ค่าเช่าหรือเงินภาษีที่ต้องจ่ายให้กับ

            ผู้ปกครอง, คำสรรเสริญ)

      (b) anniversary    (การครบรอบปีของเหตุการณ์ในอดีต โดยเฉพาะการแต่งงาน, การฉลองหรือระลึกถึง)

      (c) prize    (รางวัล)  (ดูคำตอบจากประโยคสุดท้ายของพารากราฟ ๒ ที่กล่าวว่า  “รางวัล (one)

            แต่ละรางวัลประกอบด้วยเหรียญทอง, ประกาศนียบัตร, และรางวัลเงินสด จำนวนประมาณ

            ๑ ล้านดอลลาร์)

      (d) candidate    (ผู้สมัครเข้าแข่งขัน, ผู้สมัครรับเลือกตั้ง, ผู้ได้รับการเลือกให้เข้าแข่งขัน)

18. Why are the awards presented on December 10?

(ทำไมรางวัลจึงถูกมอบให้ในวันที่ ๑๐ ธันวาคม)

      (a) It is a tribute to the King of Sweden.    (มันเป็นบรรณาการ – ของขวัญ – แก่กษัตริย์สวีเดน)

      (b) Alfred Bernhard Nobel died on that day.    (อัลเฟร็ด เบิร์นฮาร์ด โนเบล  ตายในวันนั้น

            (ดูคำตอบจากประโยคก่อนประโยคสุดท้ายของพารากราฟ ๒ ที่กล่าวว่า  “รางวัลเหล่านี้

            โดยปกติแล้วถูกมอบในกรุงสต็อกโฮล์มในวันที่ ๑๐ ธันวาคม  โดยมีกษัตริย์ของสวีเดนประ

            กอบพิธี  ซึ่งเป็นบรรณาการ (ของขวัญ) ที่เหมาะสมแก่อัลเฟร็ด โนเบล  ในวันครบรอบ

            การเสียชีวิตของเขา)

      (c) That date was established in Alfred Nobel’s will.    (วันนั้นถูกกำหนดขึ้นในพินัยกรรมของ

             อัลเฟร็ด โนเบล)  (เนื้อเรื่องมิได้กล่าวไว้)

      (d) The Central Bank of Sweden administers the trust.    (ธนาคารกลางของสวีเดนบริหารเงิน

            กองทุนนี้)

 

(คำแปล)

รางวัลโนเบล

 

            อัลเฟร็ด เบิร์นฮาร์ด โนเบล  นักประดิษฐ์ (inventor) และผู้มีใจบุญ (คนใจบุญ, ผู้มีใจรักเพื่อนมนุษย์ด้วยกัน) (philanthropist) ชาวสวีเดน  ยกมรดกให้ (ทำพินัยกรรมยกให้, ยกให้) (bequeathed) (บิ-ควี้ธ-ทิด) ทรัพย์สมบัติจำนวนมาก (โชคลาภ, ความสำเร็จ, ความรุ่งเรือง, โชค, โชคชะตา, ชะตากรรม) (fortune) มากมาย (มหึมา, ใหญ่โตมาก, กว้างขวางมาก, ไพศาล) (vast) (วาสท หรือ แวสท) ส่วนใหญ่ของเขา  (ซึ่งอยู่่) ในลักษณะเงินทุนซึ่งอยู่ในความดูแลของผู้อื่น (in trust) (หมายถึง  มูลนิธิรางวัลโนเบล) ในฐานะ (เป็น) กองทุน (เงินทุน, เงินสะสม, เงินฝาก, พันธบัตรเงินกู้) (a fund) ซึ่งราง วัลประจำปี (annual prizes) สามารถถูกมอบให้ (ให้รางวัล, ตัดสิน) (awarded) จากกองทุนนี้  แก่ปัจเจกบุคคล (individuals) และองค์กร  ผู้ซึ่งทำได้สำเร็จ (บรรลุผล, ได้รับ) (achieved) คุณประโยชน์ (ผลประโยชน์, ส่วนดี, เงินช่วยเหลือ, เงินสงเคราะห์, เงินเพิ่ม) (benefit) ที่ยิ่งใหญ่ที่สุดแก่มนุษยชาติ (มนุษย์, ความเป็นมนุษย์) (humanity) ในปีหนึ่งปีใดโดยเฉพาะ (a particular year)แต่ดั้งเดิม (ครั้งแรก, อย่างไม่ซ้ำแบบใคร, เป็นลักษณะเฉพาะ) (Originally)  มีการแบ่งออกเป็น ๖ ประเภท (สาขา) (six classifications) สำหรับคุณูปการ (การมีส่วนช่วยเหลือ (เพื่อนมนุษย์), การบริจาค, การอุดหนุน, การสนับสนุน, เรื่องเขียนที่ส่งไปตีพิมพ์) (contributions) ซึ่งโดดเด่น (สำคัญ, โผล่ออก, นูนออก, ยังไม่ได้ชำระ, ยังไม่ยุติ, ยังไม่สำเร็จ, ยังคาราคาซังอยู่, ค้าง, ยังแก้ไม่ตก) (outstanding)  ที่ได้รับการบ่งชี้ (ระบุ, กำหนด, กะ, เรียกว่า, ตั้งชื่อ, ตั้ง) (designated) ในพินัยกรรม (ความตั้งใจ, ความตกลงใจ, เจตนารมณ์, ความประสงค์, ความสมัครใจ, ความกระตือรือร้น) (will) ของโนเบล  ประกอบด้วย (including) สาขาเคมี, ฟิสิกส์, สรีรวิทยา (physiology) หรือการแพทย์ (medicine), วรรณกรรม (literature), และ (สาขา) สันติภาพระหว่างประเทศ (international peace)

            รางวัลดังกล่าวได้รับการบริหาร (จัดการ, ดำเนินการ, ส่งเสริม, บำรุง, เสนอ) (administered) โดยมูลนิธิ (เงินทุนสนับสนุน, รากฐาน, พื้นฐาน, การสร้าง, การสถาปนา, เครื่องสำอางที่ใช้รองพื้นผิวหน้า) (Foundation) โนเบลในกรุงสต็อกโฮล์ม,  โดยในปี ค.ศ. ๑๙๖๙  รางวัลสำหรับ (สาขา) เศรษฐ ศาสตร์ (economics)  ซึ่งถูกมอบเงินทุนให้ (บริจาค, มอบของขวัญให้, มอบสมบัติ) (endowed) (เอน-เดา) โดยธนาคารกลางของสวีเดน  ได้ถูกเพิ่มเติม (added) (เข้ามาอีกสาขาหนึ่ง),  ทั้งนี้  ผู้สมัครเข้าแข่งขัน (ผู้สมัครรับเลือกตั้ง, ผู้ได้รับการเลือกให้เข้าแข่งขัน) (Candidates) เพื่อ (ชิง) รางวัล  จะต้องได้รับการเสนอชื่อ (แต่งตั้ง, ตั้งชื่อ, ระบุชื่อ) (nominated) อย่างเป็นลายลักษณ์อักษร (in writing) โดยผู้เชี่ยวชาญเฉพาะทาง (สิ่งที่เป็นต้นตำรับ,แหล่งข้อมูลหรือคำแนะนำที่เชื่อถือได้, เจ้าหน้าที่, อำนาจตามกฎหมาย, ผู้มีอำนาจ, อำนาจการเป็นตัวแทน, ความเชี่ยวชาญ, พยาน, การให้การ) (authority) ในสาขาที่มีการแข่งขัน (field of competition)  ซึ่งมีคุณสมบัติครบถ้วน (มีคุณวุฒิเหมาะสม, มีสิทธิ, มีข้อแม้, มีเงื่อนไข) (qualified) (หมายถึง  ผู้เชี่ยวชาญซึ่งเสนอชื่อฯ ต้องมีคุณสมบัติครบถ้วน),  ผู้ได้รับรางวัล (ผู้รับ) (Recipients) ในสาขาฟิสิกส์, เคมี และเศรษฐศาสตร์  ได้รับการคัดเลือก (selected) โดยสถาบันวิทยาศาสตร์สวีเดน,  สาขาสรีรวิทยาหรือการแพทย์ (คัดเลือก) โดยสถาบันแคโรลีน,  สาขาวรรณกรรมโดยสถาบันการศึกษาแห่งสวีเดน (Swedish Academy),  และสาขาสันติภาพโดยคณะกรรมการ (รางวัล) โนเบลแห่งนอร์เว  ซึ่งได้รับการแต่งตั้ง (appointed) โดยรัฐสภา (parliament) นอร์เว,  รางวัลเหล่านี้โดยปกติแล้วถูกมอบ (presented) ในกรุงสต็อกโฮล์มในวันที่ ๑๐ ธันวาคม  โดยมีกษัตริย์ของสวีเดนประกอบพิธี (ประกอบพิธีบูชา, ปฏิบัติหน้าที่, ใช้ตำแหน่งหน้าที่, ทำหน้าที่เป็นกรรมการหรือผู้ตัดสินการแข่งขัน) (officiating)  ซึ่งเป็นบรรณาการ (ของขวัญ, เงินบรรณาการ, ของถวาย, ค่าเช่าหรือเงินภาษีที่ต้องจ่ายให้กับผู้ปกครอง, คำสรรเสริญ) (tribute) ที่เหมาะสม (ได้ฤกษ์) (appropriate) แก่อัลเฟร็ด โนเบล  ในวันครบรอบการเสียชีวิตของเขา (anniversary of his death)รางวัลแต่ละรางวัล (Each one) ประกอบด้วยเหรียญทอง (gold medal), ประกาศนียบัต(diploma), และรางวัลเงินสด (cash award) จำนวนประมาณ ๑ ล้านดอลลาร์  

****หมายเหตุ - อัลเฟร็ด โนเบล (ค.ศ. ๑๘๓๓ – ๑๘๙๖)  นักเคมีชาวสวีเดน  เขายังเป็นวิศวกรและนักประดิษฐ์  ผู้ผลิตอาวุธและผู้คิดค้นดินระเบิดไดนาไมต์  เขาเป็นเจ้าของบริษัทโบโฟร์ส (Bofors) ซึ่งเป็นผู้ผลิตอาวุธรายใหญ่  โดยเขาได้เปลี่ยนแปลงบทบาทของโรงงาน  จากเดิมที่เป็นโรงงานเหล็กและเหล็กกล้า  มาเป็นโรงผลิตปืนใหญ่และอาวุธ,  เมื่อเขาเสียชีวิต  ในพินัยกรรมของเขา  เขาได้ยกทรัพย์สมบัติจำนวนมหาศาลที่ได้จากการผลิตอาวุธ  ให้กับสถาบันรางวัลโนเบล  เพื่อมอบรางวัลแก่บุคคลที่สร้างคุณประโยชน์แก่มนุษยชาติในสาขาต่างๆ  ได้แก่  สาขาฟิสิกส์, เคมี, การแพทย์, วรรณกรรม  และด้านสันติภาพ  รางวัลนี้เรียกว่ารางวัลโนเบล  และมีการมอบรางวัลนับตั้งแต่ปี ค.ศ. ๑๙๐๑ เป็นต้นมา  ต่อมาในปี ค.ศ. ๑๙๖๙  ได้มีการมอบรางวัลในสาขาเศรษฐศาสตร์เพิ่มขึ้นอีก ๑ รางวัล  อัลเฟร็ด โนเบล  ถึงแก่กรรมในปี ค.ศ. ๑๘๙๖  ศพของเขาได้รับการฝังไว้ในกรุงสต็อกโฮล์ม  เมืองหลวงของสวีเดน

 

เรียน   ท่านผู้ติดตามอ่านเว็บไซต์  “everydayenglish.pwa.co.th                  

 

                ถ้าท่านมีคำแนะนำให้ปรับปรุงเว็บไซต์นี้ประการใด  กรุณาส่ง e-mail ไปที่  ดร. วัชรินทร์  ภูเขาทอง  อดีต  ผอ. สำนักวิทยาการ  การประปาส่วนภูมิภาค  ผู้จัดทำเว็บไซต์นี้  ตาม  “Address”  (โปรดระบุหัวเรื่องด้วยว่า  “ปรับปรุงเว็บไซต์”)   เพื่อที่ผู้จัดทำฯ จะได้ปรับปรุงเนื้อหาได้ตรงตามความประสงค์ของผู้อ่านเว็บไซต์นี้ต่อไป

 

 

 

 

หมวดข้อสอบ READING (ตอนที่ 82)

การประปาส่วนภูมิภาค  “มุ่ง-มั่น-เพื่อปวงชน”

 

DirectionRead the following passage and choose the best answer for each question.

(จงอ่านบทความต่อไปนี้  และเลือกคำตอบที่ดีที่สุดสำหรับแต่ละคำถาม)

 

Noah Webster : the Greatest Author of American Dictionaries

 

          Few men have influenced the development of American English to the extent that Noah Webster did.  Born in West Hartford, Connecticut, in 1758, his name has become synonymous with American dictionaries.  Graduated from Yale in 1778, he was admitted to the bar in 1781 and thereafter began to practice law in Hartford.  Later, when he turned to teaching, he discovered how inadequate the available schoolbooks were of the children of a new and independent nation. 

          In response to the need for truly American textbooks, Webster published A Grammatical Institute of the English Language, a three-volume work that consisted of a speller, a grammar, and a reader.  The first volume, which was generally known as The American Spelling Book, was so popular that eventually it sold more than 80 million copies and provided him with a considerable income for the rest of his life.  While teaching, Webster began work on the Compendious Dictionary of the English Language, which was published in 1806.

         In 1807, Noah Webster began his greatest work, An American Dictionary of the English Language.  In preparing the manuscript, he devoted ten years to the study of English and its relationship to other languages, and seven more years to the writing itself.  Published in two volumes in 1828, An American Dictionary of the English Language has become the recognized authority for usage in the United States.  Webster’s purpose in writing it was to demonstrate that the American language was developing distinct meanings, pronunciations, and spellings from those of British English.  He is responsible for advancing simplified spelling forms: develop instead of the British form develope; theater and center instead of theatre and centre; color and honor instead of colour and honour.

          In 1840, Webster brought out a second edition of his dictionary, which included 70,000 entries instead of the original 38,000.  This edition has served as the basis for the many revisions that have been produced under the Webster name.

 

1. Which of the following would be the best title for the passage?

(ข้อใดต่อไปนี้จะเป็นชื่อเรื่องที่ดีที่สุดสำหรับเนื้อเรื่อง – บทความ)

    (a) Webster’s Dictionaries    (พจนานุกรมของเว็บสเตอร์)  (เป็นเพียงส่วนหนึ่งของงานที่กล่าวไว้ใน

           เนื้อเรื่องเท่านั้น)

    (b) Webster’s Work    (งานของเว็บสเตอร์)  (เนื่องจากกล่าวถึงใจความสำคัญของเนื้อเรื่อง)

    (c) Webster’s School    (โรงเรียนของเว็บสเตอร์)

    (d) Webster’s Life    (ชีวิตของเว็บสเตอร์)  (กล่าวไว้อย่างสั้นๆ ในเนื้อเรื่อง  จึงมิใช่ชื่อเรื่องที่ดีที่สุด)

2. In the first paragraph, “influenced” refers to ____________________________________.

(ในพารากราฟแรก,  “มีอิทธิพลต่อ, มีอำนาจโน้มน้าว”  หมายถึง ________________________)

    (a) restricted    (จำกัด, จำกัดวง, มีขอบเขต, คับแคบ, ถูกกำหนด)

    (b) propelled    (ขับดัน, ขับเคลื่อนที่, ทำให้ไปข้างหน้า)

    (c) opposed    (เออะ-โพส)  (คัดค้าน, แย้ง, ไม่เห็นด้วย, เป็นคู่แข่งของ, เป็นปรปักษ์ต่อ)

    (d) endured    (อดทน, ทนทาน)

    (e) overcome   (เอาชนะ, พิชิต, มีชัยเหนือ)

    (f) unearthed    (ขุดคุ้ย, เปิดเผย, ขุดดิน, ขุด)

    (g) affected    (มีผลต่อ, ส่งผลต่อ, กระทบกระเทือน, ทำให้เสียใจ, ทำให้สงสาร, ชอบ,

          โน้มเอียงไปทาง)  

    (h) disseminated    (กระจาย, ทำให้กระจาย, แพร่กระจาย, เผยแพร่)

    (i) procreated    (ให้กำเนิด, ออกลูก, สร้าง, ทำให้บังเกิด, กำเนิด, บังเกิด)

3. “synonymous” in paragraph 1 means _________________________________________.

(“มีความหมายเหมือนกัน, มีลักษณะเป็นคำพ้อง”  ในพารากราฟ ๑  หมายถึง _________________)

    (a) renowned    (มีชื่อเสียง, มีกิตติศัพท์เลื่องลือ, มีเกียรติคุณ)

    (b) appealing    (มีเสน่ห์, น่าหลงใหล, ที่ดึงดูดความสนใจ-ความอยากรู้อยากเห็น-หรือความเห็นใจ)

    (c) notorious    (มีชื่อเสียงในทางเลวร้าย, ดังกระฉ่อน, รู้จักกันไปทั่ว)

    (d) viable    (สามารถทำได้, ทำงานได้, (ทารก, เมล็ดพืช) สามารถมีชีวิตและเจริญเติบโตต่อไปได้,

          สามารถเจริญเติบโตหรือพัฒนาได้)

    (e) controversial    (ซึ่งขัดแย้งกัน, เกี่ยวกับการขัดแย้ง, ซึ่งเป็นที่โต้เถียงกัน, เกี่ยวกับการโต้เถียง)

    (f) flexible    (ยืดหยุ่น, เปลี่ยนแปลงได้, พลิกแพลงได้, แก้ได้, ดิ้นได้, ละมุนละไม, คล่อง, งอได้, งอได้ง่าย)

    (g) crucial    (จำเป็นอย่างยิ่ง, สำคัญ, เด็ดขาด, ซึ่งชี้ขาด, รุนแรง, ถึงพริกถึงขิง, เกี่ยวกับความเป็นความตาย)

    (h) similar in meaning    (ความหมายเหมือนกัน)

    (i) remote    (ห่างไกล, ไกลโพ้น, ลึกลับ, นานมาแล้ว, โดดเดี่ยว, ห่างๆ, ห่างเหิน, เมินเฉย)

4. The word “inadequate” in paragraph 1 could best be replaced by____________________.

(คำว่า  “ไม่เพียงพอ”  ในพารากราฟ ๑  สามารถแทนดีที่สุดโดย ______________________)

    (a) unavailable    (ไม่สามารถหามาได้, หาได้ยาก)

    (b) superb    (ดีเยี่ยม, เยี่ยมยอด)

    (c) expensive    (ราคาแพง, มีราคาสูงมาก, สิ้นเปลือง)

    (d) feasible    (สามารถทำได้)

    (e) distinct    (ชัดเจน, แจ่มแจ้ง, แน่นอน, สังเกตได้ง่าย, แตกต่างกัน)

    (f) suspicious    (ระแวง, สงสัย, กังขา)

    (g) insufficient    (ไม่เพียงพอ)

    (h) vague    (เวก)  (ไม่ชัดแจ้ง, คลุมเครือ, เคลือบคลุม, เลือน, เลอะเลือน)

    (i) massive    (ขนาดใหญ่, มาก, เป็นก้อนใหญ่, เป็นกองใหญ่หนาแน่น, เป็นก้อนใหญ่และหนัก)

5. Why did Webster write A Grammatical Institute of the English Language?

(ทำไปเว็บสเตอร์จึงเขียนหนังสือ  “สถาบันไวยากรณ์ภาษาอังกฤษ”)

    (a) He wanted to supplement his income.    (เขาต้องการเพิ่มเติมรายได้ของตน)

    (b) There were no books available after the Revolutionary War.    (ไม่มีหนังสือที่สามารถหาได้  

          หลังจากสงครามปฏิวัติ – คือสงครามที่ชาวอาณานิคมอเมริกันทำกับอังกฤษ  เพื่อประกาศเอกราช

          จากอังกฤษ  ก่อนจะสถาปนาประเทศสหรัฐฯ)  (เนื้อเรื่องกล่าวว่า  มีหนังสือของอังกฤษ  แต่ไม่เหมาะ

          สมกับเด็กๆ อเมริกัน)

    (c) He felt that British books were not appropriate for American children.    (เขารู้สึกว่า

           หนังสือของอังกฤษไม่เหมาะสมกับเด็กๆ อเมริกัน)  (ดูคำตอบจากประโยคสุดท้ายของพารา

           กราฟแรก  และประโยคแรกของพารากราฟ ๒ ที่กล่าวว่า  “.................. เขาค้นพบว่า  หนัง

           สือเรียนที่สามารถหาได้ไม่เพียงพอ (ขาดแคลน) เพียงใด สำหรับเด็กๆ ของประเทศเกิดใหม่

           และมีเอกราช (อย่างสหรัฐฯ)”  และ  “เพื่อตอบสนองต่อความต้องการตำรา (หนังสือเรียน)

           อเมริกันอย่างแท้จริง  เว็บสเตอร์ตีพิมพ์หนังสือ “สถาบันไวยากรณ์ภาษาอังกฤษ”)

    (d) The children did not know how to spell.    (เด็กๆ ไม่รู้วิธีสะกดคำ)  (เนื้อเรื่องมิได้กล่าวไว้)

6. From which publication did Webster earn a lifetime income?

(เว็บสเตอร์มีรายได้ตลอดชีวิต (ชั่วชีวิต) จากสิ่งตีพิมพ์ใด)

    (a) Compendious Dictionary of the English Language    (พจนานุกรมภาษาอังกฤษสั้นกะทัดรัดและ

           ชัดเจน)

    (b) An American Dictionary of the English Language    (พจนานุกรมภาษาอังกฤษแบบอเมริกัน)

    (c) An American Dictionary of the English Language: Second Edition    (พจนานุกรมภาษาอังกฤษ

          แบบอเมริกัน : ฉบับพิมพ์ครั้งที่ ๒)

    (d) The American Spelling Book    (หนังสือการสะกดคำอเมริกัน)  (ดูคำตอบจากประโยคที่ ๒

           ของพารากราฟ ๒ ที่กล่าวว่า  “(สำหรับ) เล่มแรก  ซึ่งเป็นที่รู้จักกันโดยทั่วไปว่า  “หนังสือสะ

           กดคำอเมริกัน”  เป็นที่นิยมชมชอบอย่างมาก  จนกระทั่งในที่สุด มันขายได้มากกว่า ๘๐ ล้าน

           เล่ม  และให้รายได้กับเขามากมายสำหรับส่วนที่เหลือของชีวิต”)

7. What does “considerable” in the second paragraph mean?

(“มากมาย, ค่อนข้างใหญ่, ค่อนข้างมาก, น่าพิจารณา, น่านับถือ”  ในพารากราฟ ๒  หมายถึงอะไร)

    (a) microscopic    (เล็กมาก, จิ๋ว, เล็กจนมองด้วยตาเปล่าไม่เห็น)

    (b) exotic    (อิก-ซ้อท-ทิค)  (เกี่ยวกับหรือมาจากต่างประเทศ, ไม่ใช่ของพื้นเมือง, ผิดธรรมดา, ประหลาด)

    (c) novel    (ใหม่, แปลก, แตกต่าง)

    (d) orderly    (มีระเบียบ, เป็นระเบียบเรียบร้อย, มีวินัย, รักษาวินัย, เกี่ยวกับคำสั่ง)

    (e) insatiable    (ไม่รู้จักพอ, ไม่รู้จักอิ่ม)   

    (f) copious    (มากมาย, จำนวนมาก, อุดมสมบูรณ์, ยืดยาว, (คำพูด) น้ำท่วมทุ่ง)

    (g) bizarre    (บิ-ซา)  (ประหลาด, พิกล, พิลึก)

    (h) disgusting    (น่ารังเกียจ, น่าขยะแขยง)

    (i) slight    (เล็กน้อย, เบาบาง)

8. “Compendious” in paragraph 2 could best be replaced by __________________________.

(“สั้นกะทัดรัดและชัดเจน, รัดกุม”  ในพารากราฟ ๒  สามารถแทนดีที่สุดโดย ________________)

    (a) urgent    (เร่งด่วน, รีบเร่ง)

    (b) playful    (ขี้เล่น, ซุกซน, สนุกสนาน, หยอกเล่น)

    (c) irritable    (โกรธง่าย, ฉุนเฉียวง่าย)

    (d) weary    (แว้ร์-รี่)  (เหน็ดเหนื่อย, เมื่อยล้า, อิดโรย, เบื่อหน่าย)

    (e) laconic    (ใช้คำน้อย, กะทัดรัด, พูดสั้นๆ)

    (f) mournful    (เศร้าโศก, เสียใจ, มืดมน, ไม่สดใส)

    (g) aloof    {เย็นชา, วางเฉย, (วางตัว) ห่าง, สันโดษ}

    (h) peculiar    (พี-คิ้ว-เลีย)  (แปลกพิกล, ประหลาด, เป็นพิเศษ, ไม่เคยปรากฏมาก่อน)

    (i) autonomous    (เป็นเอกราช, เป็นอิสระ)

9. In how many volumes was An American Dictionary of the English Language published?

(“พจนานุกรมภาษาอังกฤษแบบอเมริกัน”  ได้รับการตีพิมพ์เป็นจำนวนกี่เล่ม – ใน ๑ ชุด)

    (a) One volume    (๑ เล่ม)

    (b) Two volumes    (๒ เล่ม)  (ดูคำตอบจากประโยคที่ ๓ ของพารากราฟ ๓ ที่กล่าวว่า  “เมื่อได้รับ

           การตีพิมพ์เป็น ๒ เล่ม (๑ ชุด) ในปี ๑๘๒๘  “พจนานุกรมภาษาอังกฤษแบบอเมริกัน”  ได้กลาย

           เป็นสิ่งที่เป็นต้นตำรับ  ซึ่งได้รับการยอมรับสำหรับการใช้ในสหรัฐฯ”)

    (c) Three volumes    (๓ เล่ม)

    (d) Four volumes    (๔ เล่ม)

10. When was An American Dictionary of the English Language published?

(“พจนานุกรมภาษาอังกฤษแบบอเมริกัน”  ได้รับการตีพิมพ์เมื่อใด)

      (a) 1817

      (b) 1807

      (c) 1828    (ปี ๑๘๒๘)  (ดูคำอธิบายในข้อ  “B”  ของข้อ ๙)  

      (d) 1824

11. In the third paragraph, “authority” is closest in meaning to _________________________.

(ในพารากราฟ ๓,  “สิ่งที่เป็นต้นตำรับ, แหล่งข้อมูลหรือคำแนะนำที่เชื่อถือได้, ผู้เชี่ยวชาญเฉพาะทาง, เจ้าหน้าที่, อำนาจตามกฎหมาย, ผู้มีอำนาจ, อำนาจการเป็นตัวแทน, ความเชี่ยวชาญ, พยาน, การให้การ”  ใกล้เคียงที่สุดในความหมายกับ ______________)

      (a) acumen    (ความฉลาดปราดเปรื่อง, ความแหลมคม)

      (b) truthfulness    (การพูดความจริง, การเปิดเผยความจริง)

      (c) scandal    (เรื่องอัปยศอดสู, เรื่องอื้อฉาว, เรื่องฉาวโฉ่, เรื่องน่าอาย, การนินทาป้ายร้าย)

      (d) originator    (ต้นตำรับ)

      (e) discipline    (ระเบียบวินัย, สาขาวิชา)

      (f) disclosure    (การเปิดเผย, การเปิดโปง, สิ่งที่ถูกเปิดเผย)

      (g) attractiveness    (ความมีเสน่ห์, การดึงดูดใจ, ความน่าหลงใหล)

      (h) enthusiasm    (ความกระตือรือร้น, ความกระฉับกระเฉง)

12. According to the author, what was Webster’s purpose in writing An American Dictionary of the English Language?

(ตามที่ผู้เขียนกล่าว  อะไรคือวัตถุประสงค์ของเว็บสเตอร์ในการเขียน  “พจนานุกรมภาษาอังกฤษแบบอเมริกัน”)

      (a) To respond to the need for new schoolbooks    (เพื่อตอบสนองต่อความต้องการหนังสือเรียนใหม่ๆ) 

             (เนื้อเรื่องมิได้กล่าวไว้)

      (b) To demonstrate the distinct development of the English language in America    (เพื่อ

             แสดงพัฒนาการที่แตกต่างของภาษาอังกฤษในอเมริกา)  (ดูคำตอบจากประโยคที่ ๔ ของพา

             รากราฟ ๓ ที่กล่าวว่า  “วัตถุประสงค์ของเว็บสเตอร์ในการเขียนมัน (พจนานุกรมข้างต้น)  คือ 

             เพื่อแสดงว่าภาษาอเมริกันกำลังพัฒนาความหมาย, การออกเสียง, และการสะกดคำ  ที่แตก

             ต่างจากความหมาย, การออกเสียงและการสะกดคำ  ของภาษาอังกฤษแบบอังกฤษ”)

      (c) To promote spelling forms based upon British models    (เพื่อส่งเสริมรูปแบบการสะกดคำ  ซึ่งมี

             พื้นฐานอยู่บนตัวอย่างแบบอังกฤษ)  (ขัดแย้งกับข้อเท็จจริง  เนื่องจากพารากราฟ ๓ กล่าวว่า  “เว็บ

             สเตอร์ ส่งเสริมรูปแบบใหม่ของการสะกดคำแทนรูปแบบของอังกฤษ  ซึ่งได้รับการยอมรับโดยผู้เชี่ยว

             ชาญก่อนหน้านั้น)

      (d) To influence the pronunciation of the English language    (เพื่อจะมีอิทธิพลต่อการสะกดคำของ

             ภาษาอังกฤษ)  (สิ่งนี้เกิดขึ้นโดยเป็นผลมาจากสิ่งตีพิมพ์ (พจนานุกรม) เล่มนี้  แต่มิได้เป็นวัตถุประสงค์

             ของเว็บสเตอร์ในการตีพิมพ์พจนานุกรมเล่มนี้)

13. The word “it” in paragraph 3 refers to _________________________________________.

(คำว่า  “มัน”  ในพารากราฟ ๓  หมายถึง ______________________________________)

      (a) language    (ภาษา)

      (b) usage    (การใช้)

      (c) authority    (ต้นตำรับ, ผู้เชี่ยวชาญ)

      (d) dictionary    (พจนานุกรม)  (ดูคำตอบจากประโยคที่ ๔ ของพารากราฟ ๓ ที่กล่าวว่า  “วัตถุ

            ประสงค์ของเว็บสเตอร์ในการเขียนมัน (พจนานุกรมภาษาอังกฤษแบบอเมริกัน)  คือ  เพื่อ

            แสดงว่าภาษาอเมริกันกำลังพัฒนาความหมาย, การออกเสียง ......................)

14. “distinct” in paragraph 3 is closest in meaning to ________________________________.

(“แตกต่าง, ชัดเจน, แจ่มแจ้ง, แน่นอน, จำเพาะ, หายาก, เป็นที่สังเกตได้ง่าย”  ในพารากราฟ ๓  มีความหมายใกล้เคียงที่สุดกับ ______________)

      (a) new    (ใหม่)

      (b) dishonest    (ไม่ซื่อสัตย์, ไม่สุจริต, ไม่ตรงไปตรงมา, ไม่น่าไว้วางใจ)

      (c) simple    (ง่าย, ไม่ยุ่งยาก, ไม่สลับซับซ้อน, เข้าใจง่าย, เรียบ, ถ่อมตัว, เซ่อๆ, ขาดประสบการณ์

            หรือความรู้)

      (d) malevolent    (มุ่งร้าย, ประสงค์ร้าย)

      (e) different    (แตกต่าง)

      (f) uncertain    (ไม่แน่นอน)

      (g) exact    (แน่นอน, แน่ชัด, ถูกต้อง, เที่ยง, แม่นยำ)

      (h) affable    (เป็นมิตร, กรุณา, ง่าย)

      (i) insolent    (ทะลึ่ง, ไร้มารยาท, อวดดี)

15. What does “simplified” in paragraph 3 mean?

(“ทำให้ง่ายขึ้น, ทำให้ไม่ยุ่งเหยิง, ทำให้เข้าใจง่าย, ทำให้ชัดเจน”  ในพารากราฟ ๓  หมายถึงอะไร)

      (a) investigated    (สืบสวนสอบสวน)

      (b) unsupervised    (ไม่ได้กำกับดูแล, ไม่ได้ควบคุม)

      (c) pointless    (ไร้จุดหมาย, ไร้ความหมาย, ทื่อ, ไม่ได้คะแนน, ไม่ได้แต้ม)

      (d) fluctuated    (เปลี่ยนแปลงบ่อย, ขึ้นๆลงๆ)

      (e) enlightened    (ได้รับความรู้-ความสว่าง)

      (f) disgraced    (อัปยศอดสู, อับอาย, ขายหน้า)

      (g) made easier    (ทำให้ง่ายขึ้น)

      (h) tempted    (ยั่วยวน, ล่อใจ)

      (i) phony    (เก๊, ปลอม, ไม่แท้)

      (j) ashamed    (ละอาย, อับอาย, กระดากใจ)

16. According to this passage, which one of the following spellings would Webster have approved in his dictionaries?

(ตามที่เนื้อเรื่องกล่าว,  การสะกดคำใดต่อไปนี้ที่เว็บสเตอร์จะเห็นด้วย (ยินยอม) ในพจนานุกรมของเขา)

      (a) Develope    (พัฒนา)  (เป็นรูปแบบของอังกฤษ)

      (b) Theatre    (โรงหนัง, โรงละคร)  (เป็นรูปแบบของอังกฤษ)

      (c) Color    (สี)  (ดูคำตอบจากประโยคสุดท้ายของพารากราฟ ๓ ที่กล่าวว่า  “เขา (เว็บสเตอร์)

            ยังรับผิดชอบสำหรับการรุกคืบ (นำหน้าในการใช้) รูปแบบการสะกดคำ  ซึ่งถูกทำให้ง่ายขึ้น  

            เช่น  ใช้คำ “พัฒนา” (develop) แทนรูปแบบของอังกฤษ  คือ “develope”, ใช้คำ “โรงหนัง,

            โรงละคร” (theater) และ “ศูนย์, ศูนย์กลาง, ใจกลาง” (center) แทน “theatre” และ “centre,”

            หรือใช้คำ “สี” (color) และ “เกียรติยศ” (honor) แทน “colour” และ “honour”  คือ  ใช้คำ

            ศัพท์แบบอเมริกัน  แทนคำแบบอังกฤษ)

      (d) Honour    (เกียรติยศ)  (เป็นรูปแบบของอังกฤษ)

 

(คำแปล)

โนอาห์ เว็บสเตอร์ : นักเขียนพจนานุกรมอเมริกันที่ยิ่งใหญ่ที่สุด

 

             คนไม่กี่คน (Few men) มีอิทธิพลต่อ (มีอำนาจโน้มน้าว) (influenced) พัฒนาการของภาษาอังกฤษแบบอเมริกันในระดับ (ขอบเขต, ขนาด) (extent) ที่โนอาห์ เว็บสเตอร์ มี (did),  (เว็บสเตอร์) เกิดในเมืองฮาร์ตฟอร์ด รัฐคอนเนคทิคัต ในปี ๑๗๕๘  ชื่อของเขามีความหมายเหมือนกัน (มีลักษณะเป็นคำพ้อง) (synonymous) กับพจนานุกรมอเมริกัน,  เมื่อสำเร็จการศึกษา (Graduated) จากมหาวิทยาลัยเยลในปี ๑๗๗๘  เขาได้ถูกรับเข้า (ให้เข้า, ให้สิทธิเข้าได้, ยอมให้, ยอมรับ, รับสารภาพ, รับ, รับรอง) (admitted) ในสำนักกฎหมาย (bar) ในปี๑๗๘๑  และหลังจากนั้น (thereafter) ก็เริ่มต้นประ กอบอาชีพกฎหมาย (practice law) ในเมืองฮาร์ตฟอร์ด,  ต่อมา (Later)  เมื่อเขาเปลี่ยนไปสอนหนังสือ (turned to teaching)  เขาค้นพบ (discovered) ว่า  หนังสือเรียน (schoolbooks) ที่สามารถหาได้ (ใช้ประโยชน์ได้, เท่าที่จะหาได้) (available) ไม่เพียงพอ (ขาดแคลน) (inadequate) เพียงใด (อย่างไร) สำหรับเด็กๆ ของประเทศเกิดใหม่และมีเอกราช (เป็นอิสระ, ไม่ขึ้นกับใคร, เป็นตัวของตัวเอง) (independent) (อย่างสหรัฐฯ)

            เพื่อตอบสนองต่อ (In response to) ความต้องการ (ความจำเป็น) (need) ตำรา (หนังสือเรียน, แบบเรียน) (textbooks) อเมริกันอย่างแท้จริง (truly American)  เว็บสเตอร์ตีพิมพ์หนังสือ “สถาบันไวยากรณ์ภาษาอังกฤษ (A Grammatical Institute of the English Language)  ซึ่งเป็นผลงานชุด ๓ เล่ม (a three-volume work)  ที่ประกอบด้วย (consisted of) หนังสือสะกดคำ (ผู้สะกดคำ) (speller), ไวยากรณ์ (grammar) และหนังสือฝึกหัดการอ่าน (ผู้อ่าน, ผู้ตรวจเรื่อง, ผู้บรรยายหรืออาจารย์ผู้บรรยายในมหาวิทยาลัยในอังกฤษ, ผู้ทำนาย) (reader),  (สำหรับ) เล่มแรก (first volume) ซึ่งเป็นที่รู้ จักกันโดยทั่วไปว่า “หนังสือสะกดคำอเมริกัน”  เป็นที่นิยมชมชอบ (เกี่ยวกับประชากร, เกี่ยวกับราษฎร, ทั่วไป, พื้นๆ, โดยประชาชน) (popular) อย่างมาก  จนกระทั่งในที่สุด (eventually) มันขายได้  (sold) มากกว่า ๘๐ ล้านเล่ม (ฉบับ) (copies)  และให้รายได้กับเขามากมาย (provided him with a considerable income) สำหรับส่วนที่เหลือของชีวิต (for the rest of his life),  (และ) ในขณะที่กำลังสอนหนังสือ  เว็บสเตอร์เริ่มงาน (หนังสือ) เรื่อง “พจนานุกรมภาษาอังกฤษสั้นกะทัดรัดและชัดเจน (รัดกุม) (Compendious)  ซึ่งได้รับการตีพิมพ์ในปี ๑๘๐๖

            ในปี ๑๘๐๗  โนอาห์ เว็บสเตอร์เริ่มต้นงานที่ยิ่งใหญ่ที่สุดของเขา  คือ “พจนานุกรมภาษาอังกฤษแบบอเมริกัน,”  โดยในการตระเตรียม (preparing) ต้นฉบับ (หนังสือ เอกสาร จดหมายหรืออื่นๆ ที่เขียนด้วยมือ, การเขียนด้วยมือ) (manuscript)  เขาอุทิศเวลา (อุทิศตัว, อุทิศ, สละ, ใส่ใจ, หมกมุ่นในทาง) (devoted) ๑๐ ปีเพื่อศึกษาภาษาอังกฤษและความสัมพันธ์ของมันกับภาษาอื่นๆ,  และ (อุทิศ) เวลาเพิ่มขึ้นอีก ๗ ปี กับการเขียน (พจนานุกรมดังกล่าว),  เมื่อได้รับการตีพิมพ์เป็น ๒ เล่ม (๑ ชุด) (Published in two volumes) ในปี ๑๘๒๘  “พจนานุกรมภาษาอังกฤษแบบอเมริกัน”  ได้กลายเป็นสิ่งที่เป็นต้นตำรับ (แหล่งข้อมูลหรือคำแนะนำที่เชื่อถือได้, ผู้เชี่ยวชาญเฉพาะทาง, เจ้าหน้าที่, อำนาจตามกฎหมาย, ผู้มีอำนาจ, อำนาจการเป็นตัวแทน, ความเชี่ยวชาญ, พยาน, การให้การ) (authority)  ซึ่งได้รับการยอมรับ (recognized) สำหรับการใช้ (usage) ในสหรัฐฯ  ทั้งนี้  วัตถุประสงค์ (purpose) ของเว็บสเตอร์ในการเขียนมัน  คือ  เพื่อแสดง (สาธิต, อธิบาย, เดินขบวนแสดงความเห็นทางการเมือง, พิสูจน์, แสดงความรู้สึก, ทดลองให้เห็นจริง) (demonstrate) ว่า  ภาษาอเมริกันกำลังพัฒนาความหมาย (meanings), การออกเสียง (pronunciations), และการสะกดคำ (spellings) ที่แตกต่าง (ชัด เจน, แจ่มแจ้ง, แน่นอน, จำเพาะ, หายาก, เป็นที่สังเกตได้ง่าย) (distinct) จากความหมาย, การออกเสียงและการสะกดคำ (those) ของภาษาอังกฤษแบบอังกฤษ (British English),  นอกจากนั้น  เขา (เว็บสเตอร์) ยังรับผิดชอบสำหรับการรุกคืบ (นำหน้าในการใช้) (advancing) รูปแบบการสะกดคำ (spelling forms)  ซึ่งถูกทำให้ง่ายขึ้น (ทำให้ไม่ยุ่งเหยิง, ทำให้เข้าใจง่าย, ทำให้ชัดเจน) (simplified)  เช่น  ใช้คำ “พัฒนา” (develop) แทน (instead of) รูปแบบของอังกฤษ (British form)  คือ  “develope”, ใช้คำ  “โรงหนัง, โรงละคร” (theater) และ  “ศูนย์, ศูนย์กลาง, ใจกลาง(center) แทน “theatre” และ “centre,” หรือใช้คำ  “สี” (color) และ  “เกียรติยศ” (honor) แทน  “colour” และ  “honour”

            ในปี ๑๘๔๐  เว็บสเตอร์ตีพิมพ์ออกสู่ตลาด (ผลิต, นำออกแสดง, ให้กำเนิด) (brought out) ฉบับพิมพ์ครั้งที่ ๒ (second edition) ของพจนานุกรมของเขา  ซึ่งประกอบด้วย (รวมถึง, ครอบคลุมถึง, นับรวมเข้า) (included) การจดบันทึกคำศัพท์ (การบันทึก, การเข้า, ทางเข้า, สิทธิในการเข้า, การลงทะเบียน, ผู้เข้าแข่งขัน, การครอบครองที่ดินโดยการเหยียบย่ำ) (entries) จำนวน ๗๐,๐๐๐ คำ  แทนที่ของเดิม (original) ที่มี ๓๘,๐๐๐ คำ,  โดยฉบับพิมพ์ (การตีพิมพ์, รูปแบบการพิมพ์, จำนวนพิมพ์ในครั้งหนึ่ง, การเป็นบรรณาธิการ) (edition) ครั้งนี้ได้ทำหน้าที่ (รับใช้, บริการ, เสิร์ฟลูก) (served) เป็นพื้นฐาน (รากฐาน, หลักฐาน, หลักสำคัญ, ส่วนสำคัญ, หลักเกณฑ์, มาตรฐาน, ฐานปฏิบัติการ) (basis) สำหรับฉบับปรับปรุงแก้ไข (การปรับปรุงแก้ไข, กระบวนการปรับปรุงแก้ไข, การชำระใหม่) (revisions) จำนวนหลายครั้ง  ซึ่งได้ถูกผลิตขึ้นภายใต้ชื่อเว็บสเตอร์ (under the Webster name)

****หมายเหตุ – โนอาห์ เว็บสเตอร์ (ค.ศ. ๑๗๕๘ – ๑๘๔๓)  นักพจนานุกรมชาวอเมริกัน  ทำการจดลิขสิทธิ์พจนานุกรมฉบับพิมพ์เป็นครั้งแรกของสหรัฐฯ ชื่อว่า “พจนานุกรมภาษาอังกฤษของอเมริกา” (ชุด ๒ เล่ม) (Webster’s Dictionary of the English Language)  ที่รวบรวมคำศัพท์  นิยามต่างๆ กว่า ๗๐,๐๐๐ คำ  และใช้เวลารวบรวมกว่า ๒๐ ปี  ผลงานของเขาได้สร้างแรงบันดาลใจในการผลิตพจนานุกรมของนักพจนานุกรมรุ่นหลัง  จนได้รับการยกย่องให้เป็นบิดาแห่งวิชาการและการศึกษาของอเมริกา  ปัจจุบัน  พจนานุกรมฉบับนี้ได้รับการปรับปรุงและพิมพ์ซ้ำในชื่อว่า “เมอร์เรียม-เว็บสเตอร์” (Merriam-Webster Dictionary)

   

เรียน   ท่านผู้ติดตามอ่านเว็บไซต์  “everydayenglish.pwa.co.th                  

 

                ถ้าท่านมีคำแนะนำให้ปรับปรุงเว็บไซต์นี้ประการใด  กรุณาส่ง e-mail ไปที่  ดร. วัชรินทร์  ภูเขาทอง  อดีต  ผอ. สำนักวิทยาการ  การประปาส่วนภูมิภาค  ผู้จัดทำเว็บไซต์นี้  ตาม  “Address”  (โปรดระบุหัวเรื่องด้วยว่า  “ปรับปรุงเว็บไซต์”)   เพื่อที่ผู้จัดทำฯ จะได้ปรับปรุงเนื้อหาได้ตรงตามความประสงค์ของผู้อ่านเว็บไซต์นี้ต่อไป

 

 

 

 

Pages

Subscribe to RSS - หมวดข้อสอบ READING