หมวดข้อสอบ TOEIC (ตอนที่ 99)

Part V: Sentence Completion   (ส่วนที่ 5 :  การเติมประโยคให้สมบูรณ์)

Choose the best alternative to make a correct sentence.

(จงเลือกข้อที่ดีที่สุดเพื่อทำให้ประโยคมีความถูกต้อง)

1. Don’t leave your clothes _________________ about on the bedroom floor. 

(อย่าทิ้งเสื้อผ้าของคุณ ______________________ เกลื่อนกลาดบนพื้นห้องนอน) 

(a) lie    (วาง, นอน, ตั้ง, พิง)  (อีกความหมาย คือ พูดปด, โกหก)  

(b) lay    (วางลง, ปู, ลาด, ออกไข่)

(c) lying    (วาง, นอน, ตั้ง, พิง)  (อีกความหมาย คือ พูดปด, โกหก)

(d) laying    (วางลง, ปู, ลาด, ออกไข่)

ตอบ   -   ข้อ   (c)  “Leave +  กรรม + Verb + ing”  =  “ทิ้งกรรมให้..............

2. Americans today are marrying at an earlier age than their parents and grandparents ________________.

(คนอเมริกันในปัจจุบันกำลังแต่งงานเร็วกว่า (ที่อายุน้อยกว่า)  พ่อแม่และปู่ย่าของตน  ____________________)

(a)   are

(b)  were

(c) did    (แต่งงาน) 

(d) do

(e) were used to    (คุ้นเคย, เคยชิน)

ตอบ   -   ข้อ   (c)  เป็นการใช้   “Verb to do” (Did)  แทนคำกริยาที่กล่าวถึงมาก่อนแล้ว  (Marry)   โดยเป็นเรื่องในอดีต  (พ่อแม่-ปู่ย่า แต่งงาน)   สำหรับข้อนี้  อาจตอบว่า   “Used to” (เคย)  (หมายถึง เคยแต่งงาน)   ก็ได้   แต่ไม่ใช้   “Were” เนื่องจากแทน   “Were marrying”  ซึ่งหมายถึง  “กำลังแต่งงานในอดีต”  ซึ่งผิด  เพราะประโยคนี้ต้องการเพียงบอกว่า  พ่อแม่-ปู่ย่า  “แต่งงาน” (ในอดีต)  เท่านั้น   ดูเพิ่มเติมจากประโยคข้างล่าง

                     ตัวอย่างที่ ๑

 A:“Who went to Hua-Hin with you?”

(ใครไปหัวหินกับคุณ)

 B: “_______________________.”

(a)   My brother went

(b) My brother did    (น้องชายของผมไปครับ)

(c) No, my brother didn’t

(d) Yes, my brother went with me

ตอบ   -   ข้อ   (b)  เมื่อคำถามขึ้นต้นด้วย   “Question words”  (What, When, Where, Why, How, How much, How many, How long, How often, etc.)   ไม่ต้องตอบด้วย   “Yes” หรือ  “No”  แต่ต้องตอบให้ตรงคำถาม   และต้องใช้กริยาช่วย  (Do, Does, Did  -  ซึ่งแล้วแต่ประธานและ Tense)   แทนกริยาที่พูดไปแล้วก่อนหน้า  เพื่อหลีกเลี่ยงการใช้กริยาตัวนั้นซ้ำ   (ในที่นี้คือ “Went” จึงต้องใช้  “Did” แทน)

3. __________________ you all the money?

(________________________  เงินทั้งหมดนี้แก่คุณ)

(a) Who do you think gave    (ใครนะที่คุณคิดว่าให้)

(b) Who do you  think giving

(c) Whom do you think gave

(d) Whom do you think giving

ตอบ   -   ข้อ   (a)  ต้องเอา  “Question word”  (What, When, Where, Why, How, etc.)  ขึ้นต้นประโยค  ก่อน  “Verb to do” (Do, Does, Did)  และต้องใช้    “Who”  เนื่องจากเป็นประธานของกริยา (แท้) ในประโยคใหญ่  (Gave)

4. Haywood is the village ________________________.

(เฮย์วูดเป็นหมู่บ้าน _____________________ )

(a) where he was born in

(b) which he was born

(c) in which he was born    (ซึ่งเขาเกิด)

(d) which he was born there

ตอบ   -   ข้อ   (c)  สำหรับข้อนี้อาจตอบว่า  “Where he was born”  หรือ “Which he was born in”  (Where = in which)  ก็ได้

5. _________________ book is it, yours or hers?

(มันเป็นหนังสือ ___________________, ของคุณ หรือของเธอ)

(a) What

(b) Which

(c) Whose    (ของใคร)

(d) Whether

ตอบ   -   ข้อ   (c)  เนื่องจากถามการเป็นเจ้าของ

6. I slept badly last night.  The noise of the traffic kept me __________________.

(ผมนอนไม่ค่อยหลับเมื่อคืนนี้  เสียงของการจราจรทำให้ผม ______________ )

(a)   wake    (ตื่น, ตื่นนอน, ปลุกให้ตื่น)  (เป็นคำกริยา)     

(b) awake    (ตื่นอยู่)  (เป็นคำคุณศัพท์)  (ถ้าเป็นคำกริย หมายถึง ปลุก, ทำให้ตื่น)

(c) waken    (ตื่น, ทำให้ตื่น, ปลุก)  (เป็นคำกริยา)

(d) awaken    (ปลุก, ทำให้ตื่น)  (เป็นคำกริยา)

ตอบ   -   ข้อ    (b)  ในที่นี้ใช้  “Awake” ในรูปคุณศัพท์  (Keep +  กรรม + Adjective)  หมายถึง  “ทำให้กรรม.............”  สำหรับการใช้อีกแบบ  คือ  “Keep + กรรม + Verb + ing” =   (ทำให้กรรม...............ไม่หยุด)  เช่น  “Keep him laughing”   (ทำให้เขาหัวเราะไม่หยุด)  “Keep them working”  (ทำให้พวกเขาทำงานไม่เลิก)   ดังนั้น  ประโยคข้างบน  อาจจะตอบว่า  “Kept me waking”  หรือ   “Kept me wakening”  หรือ   “Kept me awakening”    ก็ได้

7. A: Can you use a typewriter?

(คุณใช้เครื่องพิมพ์ดีดเป็นไหม)

    B: No, but I would be glad to learn _________________.

(ไม่เป็นครับ  แต่ผมจะยินดีที่จะเรียนรู้ _____________________ )

(a)   how to use

(b)  it

(c) how to    (วิธีใช้)

(d) to use

ตอบ    -     ข้อ   (c)  เป็นการตอบแบบสั้น  ทั้งนี้  อาจตอบแบบเต็ม (ยาว)  ว่า  “How to use it”   ก็ได้

8. A: I’m not staying here. 

(ผมจะไม่พักที่นี่แล้ว)

    B: I wish you __________________.

(ผมปรารถนาว่าคุณ  _____________________)

(a)   can

(b)  are

(c) were    (พัก)

(d) stay

ตอบ   -   ข้อ   (c)  เนื่องจากกริยาที่อยู่ในอนุประโยค  ที่ตามหลัง   “Wish”  จะต้องอยู่ในรูป  “Past simple tense”  (Verb 2)  (ถ้าเป็นการปรารถนาในปัจจุบัน  -  เช่น ในประโยคข้างบน  ที่ปรารถนาให้  “คุณ” พักอยู่ในปัจจุบัน)   และต้องอยู่ในรูป  ‘Past perfect tense”  (Had + Verb 3)  (ถ้าเป็นการปรารถนาในอดีต)  เราเรียกโครงสร้างแบบนี้ว่า  “Past subjunctive”  คือ เป็นการปรารถนาเหตุการณ์ที่ไม่เกิดขึ้นจริง  เป็นเพียงการอยากให้เป็นเช่นนั้นเช่นนี้  แต่ก็ไม่อาจเกิดขึ้นได้จริงตามความปรารถนา  ฝรั่งจึงใช้รูป  “Past”  อย่างใดอย่างหนึ่งเสมอ

9. He said he travelled more often than he had two years ___________________.

(เขากล่าวว่าเขาเดินทางบ่อยมากกว่าที่เขาได้เดินทางเมื่อ ๒ ปี  _____________)

(a)   ago   (ล่วงมาแล้ว)

(b) later   (ต่อมา)

(c) since   (ตั้งแต่)

(d) before   (ก่อนหน้า)

ตอบ  -  ข้อ  (d)  เนื่องจากเมื่อเปลี่ยนประโยคพูดตรง-ถามตรง  (Direct speech) (I travel more often than I had two years ago.)  เป็นประโยคพูดอ้อม-ถามอ้อม  (Indirect speech) (He said he travelled more often than he had two years before.)จะต้องเปลี่ยนแปลงถ้อยคำที่แสดงความใกล้  (Nearness)  เป็นถ้อยคำที่มีลักษณะห่างไกล  (Distance)  เช่น

Direct

 

Indirect

yesterday

เป็น

the day before

the previous day

today, tonight

เป็น

that day, that night      

last night

เป็น

the night before

last week

เป็น

the week before

last month

เป็น

the month before

last year

เป็น

the year before

tomorrow

เป็น

the next day

the following day

next week

เป็น

the following week

the week after

next year

เป็น

the following year

the year after

now

เป็น

then, at that time

ago

เป็น

before

this, these

เป็น

that, those

here

เป็น

there

come

เป็น

go

 

นอกจากนั้น  ยังต้องมีการเปลี่ยนแปลง  “Tense” ด้วย คือ

Direct

เป็น

Indirect

Present simple

เป็น

Past simple

Present continuous

เป็น

Past continuous

Present perfect

เป็น

Past perfect

Past simple

เป็น

Past perfect

Will

เป็น

Would

Shall

เป็น

Should

Can

เป็น

Could

May

เป็น

Might

Must

เป็น

Had to

 

             ตัวอย่างการเปลี่ยนประโยค เช่น

Direct   : He said, “I play with these friends here today.”

(เขาพูดว่า, “ผมเล่นกับเพื่อนๆเหล่านี้  ที่นี่วันนี้”)

Indirect   : He said that he played with those friends there that day.

(เขาพูดว่า  เขาเล่นกับเพื่อนๆเหล่านั้น  ที่นั่นวันนั้น)

Direct     : John said to me, “We are staying here now.”

(จอห์นพูดกับผมว่า  “เรากำลังพักที่นี่ในขณะนี้”)

Indirect  : John told me that they were staying there then (หรือat that time).

(จอห์นบอกผมว่า  พวกเขากำลังพักอยู่ที่นั่น ในตอนนั้น หรือ ในขณะนั้น)

Direct    : She said to me, “I sent a gift to my brother yesterday.”

(เธอพูดกับผมว่า  “ฉันส่งของขวัญไปให้น้องชายของฉันเมื่อวานนี้)

Indirect  : She told me that she had sent a gift to her brother the day before (หรือthe previous day).

(เธอบอกผมว่า  เธอได้ส่งของขวัญไปให้น้องชายของเธอเมื่อวันก่อนหน้า (วันที่พูดประโยคนี้)  หรือ วันก่อน)

Direct    : He said to her, “I last met my mother two years ago.”

(เขาพูดว่า  “ผมพบแม่ของผมครั้งสุดท้ายเมื่อ ๒ ปีมาแล้ว)

Indirect  : He told her that he had last met his mother two years before.

(เขาบอกเธอว่า  เขาได้พบแม่ของเขาครั้งสุดท้าย  เมื่อ ๒ ปีก่อนหน้า – ที่พูดประโยคนี้)

10. The streets are much too crowded.  There is not ______________ room for any more cars or buses.

(ถนนมียวดยานพลุกพล่านมากมายเหลือเกิน  ไม่มีที่ว่าง ____________________ สำหรับรถยนต์หรือรถประจำทาง  เพิ่มมากขึ้นกว่านี้อีกแล้ว)  (คือ ถนนแน่นเอี้ยด  จนไม่มีที่ว่างเหลือเลย)

(a)   a

(b)  the

(c) enough    (พอ, เพียงพอ)

(d) plenty   (มาก)

ตอบ  -  ข้อ   (c)  ดูเพิ่มเติมการใช้  “Enough” จากประโยคตัวอย่างข้างล่าง

-         _______________ to catch the train.

(___________________________ ที่จะไปทันรถไฟ)

(a) He did not run enough fast

(b) He ran not fast enough

(c) He did not run fast enough   (เขาวิ่งไม่เร็วพอ)

(d) He ran not enough fast

ตอบ  -  ข้อ  (c)  กริยา “Run”  เมื่อจะทำเป็นประโยคปฏิเสธ  จะต้องใช้  “Verb to do” (Do, Does, Did)  ช่วยเสมอ  และ  “Enough” เป็นทั้งคำคุณศัพท์และกริยาวิเศษณ์  ต้องขยายข้างหลังคำคุณศัพท์ (Adjective) (good enough – ดีพอ, quick enough – เร็วพอ, cold enough – เย็นพอ, big enough – ใหญ่พอ, small enough – เล็กพอ, brave enough – กล้าหาญพอ)  หรือ ขยายหลังกริยาวิเศษณ์ (Adverb) (quickly enough – อย่างรวดเร็วพอ, slowly enough – อย่างเชื่องช้าพอ, carefully enough, well enough, attentively enough – อย่างเอาใจใส่เพียงพอ)  แต่  “Enough”ต้องขยายหน้าคำนาม  เช่น  (enough money– เงินมากพอ, enough furniture – เฟอร์นิเจอร์มากพอ, enough information – ข้อมูลมากพอ, enough time – เวลามากพอ, enough knowledge – ความรู้มากพอ, enough people – คนมากพอ, enough men – คนมากพอ, enough cars – รถยนต์มากพอ, enough homes- บ้านมากพอ, enough participants – ผู้เข้าร่วมมากพอ)

                       สำหรับตัวอย่างการใช้  “Plenty” + Of + “นามนับไม่ได้  หรือ นามนับได้พหูพจน์”  เช่น

-         We’ve got plenty of time.

(เรามีเวลามากมาย – เหลือเฟือ)

-         There are always plenty of jobs to be done.

(มีงานมากมายอยู่เสมอที่จะต้องทำ)

-         They would have plenty to eat.

(พวกเขามีกินกันจนเหลือเฟือ)

-         Food and drink had been consumed in plenty.

(อาหารและเครื่องดื่มถูกบริโภคไปเป็นจำนวนมาก)

-         I’m sure we shall see plenty of you.

(ผมมั่นใจว่าเราจะได้พบคุณบ่อยๆ)

11. A: _______________________________

      B:  “By telephone.”   (โดยทางโทรศัพท์)

(a) Did you get in touch with her?   (คุณติดต่อกับเธอหรือเปล่า)

(b) Why did you get in touch with her?   (ทำไมคุณจึงติดต่อกับเธอ)

(c) How did you get in touch with her?   (คุณติดต่อกับเธอได้อย่างไร)

(d) Will you get in touch with her?   (คุณจะติดต่อกับเธอไหม)

ตอบ  -  ข้อ  (c)   เพราะได้ใจความดีที่สุด

12. There are a few things that ought to _______________ while I’m away.

(มีอยู่ ๒ หรือ ๓ เรื่องที่ควร ___________________ในขณะที่ผมไม่อยู่)

(a)   do   (ทำ)

(b)  have done   (ได้ทำแล้ว)

(c) be done   (ถูกทำ)

(d) have been done   (ถูกทำไปแล้ว)

ตอบ    -    ข้อ  (c)  เนื่องจากต้องอยู่ในรูป  “Passive voice”  เพราะมี ๒ – ๓ เรื่องที่ควร  “ถูกทำ”   กล่าวคือจะทำเองไม่ได้   ส่วนที่ไม่ใช้ ข้อ (d)  เพราะดูจาก  “There are”  คือ   เป็นเรื่องของปัจจุบัน หรือ อนาคตที่เรื่องนั้น  “ควรจะถูกทำ  -  ในปัจจุบันหรือในอนาคต”   อย่างไรก็ตาม   ถ้าเป็นเรื่องในอดีต  โดยเปลี่ยนเป็น  “There were”  จะต้องตอบข้อ  (d)  คือ  “ควรจะได้ถูกทำไปแล้ว”  (แต่ก็มิได้ทำ)   ดูเพิ่มเติมจากประโยคตัวอย่างข้างล่าง

-    You ought _______________ for her last night.

(คุณควรจะ ______________________ เธอเมื่อคืนที่ผ่านมา)

(a) wait

(b) to wait

(c) to have waited   (ได้รอคอย)

(d) have waited

ตอบ    -    ข้อ  (c)  เนื่องจาก  “Ought + to + Verb 1” (= Should + Verb 1) (= ควรที่จะ)มีความหมายเป็นปัจจุบันและอนาคต  ว่าควรทำเช่นนั้นเช่นนี้  แต่ถ้าต้องการบอกว่า “ควรทำในอดีต”  (แต่ก็ไม่ได้ทำ)   เช่น  ในประโยคตัวอย่างข้างบน  มีความหมายว่า  “คุณควรที่จะได้รอคอยเธอเมื่อคืนนี้”  (แต่ในความเป็นจริงคือ  “คุณมิได้รอเธอ”)   ซึ่งจะต้องใช้โครงสร้าง  “Ought + to + have + Verb 3”  ดังตัวอย่างต่อไปนี้

            - I ought to (should) have told you the truth last year.

(ผมควรที่จะได้บอกความจริงแก่คุณเมื่อปีที่แล้ว  -  แต่ก็ไม่ได้บอก)

              - She ought to (should) have applied for that highly paid job (last month).

(เธอควรที่จะได้สมัครงานเงินเดือนสูงนั้น – เมื่อเดือนที่แล้ว –  แต่ก็ไม่ได้สมัคร)

              - They ought to (should) have visited their mother before she died.

(พวกเขาควรที่จะได้ไปเยี่ยมแม่ของตัวเองก่อนที่เธอตาย  -  แต่ก็มิได้ไปเยี่ยม)

                         สำหรับประโยคข้างบนทั้งหมด  อยู่ในรูป  “Active voice”  คือ ประธานเป็นผู้กระทำกริยา  อย่างไรก็ตาม  ถ้าประธานเป็นผู้  “ถูกกระทำ”  จะต้องใช้รูป  “Passive voice”  โดยแยกออกเป็น

           ๑. ควรถูกทำในปัจจุบันหรืออนาคต  {Subject + should (ought to) + be + verb 3}  เช่น

          -The room should (ought to) be cleaned before the meeting.

(ห้องควรถูกทำความสะอาดก่อนการประชุม)  (คือทำในตอนนี้ หรือในอนาคต ก่อนมีการประชุม)
         - The film should (ought to) be seen before it moves out of the theater.

(ภาพยนตร์ควรถูกชม  ก่อนมันย้ายออกจากโรง)  (คือ ถูกดูในปัจจุบัน หรือ อนาคต ก่อนหนังออกจากโรง)

           ๒. ควรถูกทำในอดีต  แต่ก็มิได้กระทำ (หรือถูกกระทำ)  {Subject + should (ought to) + have + been + verb 3}  เช่น

-  The students should (ought to ) have been punished for their laziness.   (นักเรียนควรถูกลงโทษไปแล้ว  สำหรับความเกียจคร้านของพวกเขา)  (ควรถูกลงโทษในอดีต  แต่ก็มิได้ถูกลงโทษ)

-  The house should (ought to) have been sold before it was burnt down.   (บ้านควรถูกขายไปก่อนที่มันจะถูกไฟไหม้)  (เป็นเรื่องในอดีต  แต่ก็มิได้ขาย  จนกระทั่งถูกไฟไหม้หมด)

13. Nobody has come to see us since we ________________ to our new home.

(ไม่มีใครมาเยี่ยมเยียนเรา  ตั้งแต่เรา _________________ ไปอยู่บ้านหลังใหม่)

(a) moved    (ย้าย)

(b) move

(c) have moved

(d) had moved

ตอบ   -   ข้อ  (a)  กริยาที่อยู่ในอนุประโยคที่นำหน้าด้วย  “Since”  (ตั้งแต่) จะอยู่ในรูปอดีต  “Past tense” (Verb 2) เสมอสำหรับ “Since”  ถ้าหมายถึง  “เพราะว่า” จะใช้เหมือนกับ  “Because”  แต่ถ้าหมายถึง  “ตั้งแต่”   อาจตามด้วยคำนามหรือวลี หรือตามด้วยประโยค  (Subject + Verb)  ก็ได้  และมักใช้กับ   “Present perfect tense”  หรือ   “Present perfect continuous tense”  ซึ่งบอกถึงเหตุการณ์ที่เกิดในอดีต  และดำเนินต่อเนื่องมาจนถึงปัจจุบันขณะที่พูด   เช่น

         - He has read since the morning. (since +วลี)

(เขาอ่านหนังสือมาตั้งแต่เช้าแล้ว – ขณะที่พูดประโยคนี้ก็ยังอ่านอยู่)

        - She has been cooking since 6:00 p.m.(since +วลี)

(เธอปรุงอาหารมาตั้งแต่ ๖.๐๐ น. (ตอนเย็น) แล้ว – ขณะที่พูดประโยคนี้ก็ยังปรุงอยู่)

        - They have worked in the factory since last June. (since +วลี)

(พวกเขาทำงานในโรงงานตั้งแต่เดือนมิถุนายนปีที่แล้ว – ปัจจุบันก็ยังทำอยู่)

        - We have lived here since we were young. (since +ประโยค)

(เราอาศัยอยู่ที่นี่ตั้งแต่ยังเด็ก – ปัจจุบันก็ยังอาศัยอยู่)

            - Since 10:00 a.m., they have been reading in the library. (since +วลี)

(ตั้งแต่ ๑๐ โมงเช้าแล้วที่พวกเขาอ่านหนังสืออยู่ในห้องสมุด – ขณะที่พูดประโยคนี้ก็ยังอ่านอยู่)

           - He has been in Chicago since last week. (= He has gone to Chicago since last week.) (since +วลี)

(เขาอยู่ในชิคาโกตั้งแต่สัปดาห์ที่แล้ว – ปัจจุบันก็ยังอยู่)

           - We have lived in Bangkok since we were born.  (since +ประโยค)

(เราอาศัยอยู่ในกรุงเทพตั้งแต่เราเกิด – ปัจจุบันก็ยังอยู่)

              - We have played football since we were in college. (since +ประโยค)

(เราเล่นฟุตบอลตั้งแต่เราเรียนมหาวิทยาลัย  –  ปัจจุบันก็ยังเล่นอยู่)

14. He rushed into the room, looking as if he_______________ a ghost somewhere.

(เขาวิ่งพรวดพราดเข้ามาในห้อง  มีท่าทาง (อาการ) ประหนึ่งว่า  เขา __________________ ผีที่ไหนสักแห่ง)

(a) sees

(b) saw

(c) had seen    (ได้เห็น)

(d) would have seen

ตอบ   -  ข้อ   (c)  สำหรับเหตุการณ์ในอดีต   อนุประโยคที่นำด้วย   “As if, As though”  (ประหนึ่งว่า, ราวกับว่า)  จะต้องตามด้วย  “Past perfect tense” (had + Verb 3)  แต่ถ้าเป็นเหตุการณ์ปัจจุบัน   ให้ใช้  “Past simple tense” (Verb 2)   และ  ในกรณีเป็น  “Verb to be”   ให้ใช้   “Were”  กับประธานทุกตัว  (I, He, She, It, They, We, You)  ดูเพิ่มเติมจากประโยคข้างล่าง

                  ตัวอย่างที่ ๑

-   He acted as though he _______________ a mad man.

(เขาทำราวกับว่า  (ประหนึ่งว่า) เขา _____________________ คนบ้า)

(a) is

(b) was

(c) were    (เป็น)  (ใช้กับเหตุการณ์ปัจจุบัน)

(d) had been    (เป็น)  (ใช้กับเหตุการณ์ในอดีต)

(e) would have been

ตอบ   -   ข้อ   (d)  ดูคำอธิบาย   “As though, As if”   (ประหนึ่งว่า, ราวกับว่า)  จากประโยคตัวอย่างข้างล่าง

                 ตัวอย่างที่ ๒     {จงเลือกข้อที่ผิดหลักไวยากรณ์  จาก ข้อ (๑) – (๔)}

(1) Despite its size, a whale can swim (2) as it (3) were (4) almost weightless

(ทั้งๆที่ขนาด (ใหญ่โต) ของมัน  ปลาวาฬสามารถว่ายน้ำได้ราวกับว่า (ประหนึ่งว่า)  มันเกือบจะไร้น้ำหนัก)

ตอบ   -    ข้อ  ๒  แก้เป็น   “as if หรือ  as though”  เพราะมีความหมายว่า  “ประหนึ่งว่า, ราวกับว่า”  และต้องตามด้วย  “Past simple tense” (Verb 2)  (ถ้าใช้ในความหมายปัจจุบัน  ซึ่งในที่นี้ดูจาก  “Can swim”  และต้องใช้  “Were”  กับประธานทุกตัวในกรณีของ“Verb to be”)   สำหรับในกรณีที่ใช้กับเหตุการณ์ในอดีต  ให้ใช้   “Past perfect tense” (Had + Verb 3)   อนึ่ง  ที่ต้องใช้รูป “Past simple” (Verb 2)  หรือ “Past perfect” (Had + Verb 3)หลัง “As if, As though”  เนื่องจากเป็นเพียงการเปรียบเทียบว่า  “ราวกับว่าเป็นเช่นนั้น, ประหนึ่งว่าเป็นเช่นนี้”   ซึ่งมิใช่เรื่องที่เกิดขึ้นจริงๆ   หรือตรงข้ามกับความเป็นจริง  เหมือนกับการใช้  “Wish”  โดยเราเรียกการใช้โครงสร้างแบบนี้ว่า  “Past subjunctive” 

                       ตัวอย่างที่ ๓

            -  He spends his money _____________ though he were a very rich man.

(เขาใช้จ่ายเงิน _____________________ เขาเป็นคนที่ร่ำรวยมาก)   (แต่จริงๆแล้วมิได้เป็นคนรวย)

(a) so much

(b) as    (ประหนึ่งว่า, ราวกับว่า)

(c) very little

(d) (No word is needed.)

ตอบ   –    ข้อ   (b)   เนื่องจาก   “As though” หรือ   “As if”  (นำหน้าอนุประโยค)  หมายถึง   “ประหนึ่งว่า, ราวกับว่า”   โดยในกรณีนี้เป็นเหตุการณ์ปัจจุบัน  (สังเกตจากกริยา  “Spends”)  จึงใช้  “Were”  กับประธาน  “He” (หรือใช้ “Verb 2”  ในกรณีเป็นกริยาตัวอื่นๆ   เช่น  Walk, Like, Play, Eat, Run, etc.)   แต่ถ้าเป็นเหตุการณ์ในอดีต   ต้องเปลี่ยนเป็น  “had been” (……as though he had been a………..)  ตัวอย่างประโยคอื่นๆ   ได้แก่

-    He acts as if he were a millionaire.(เป็นปัจจุบัน)

(เขาทำตัวราวกับว่าเขาเป็นเศรษฐี – ปัจจุบัน)  (แต่จริงแล้วไม่ได้เป็น)

-    He acted as though he had been a millionaire.  (เป็นอดีต)

(เขาทำตัวราวกับว่าเป็นเศรษฐี – ในอดีต)  (แต่จริงๆแล้วไม่ได้เป็น)

-  The boy plays with his toy as if it were a living thing.  (เป็นปัจจุบัน)

(เด็กคนนั้นเล่นกับของเล่น  ราวกับว่ามันเป็นสิ่งมีชีวิต – ปัจจุบัน)  (แต่จริงๆแล้วไม่ได้เป็น)

- He says as though he loved her.(เป็นปัจจุบัน)

(เขาพูดราวกับว่าเขารักเธอ – ปัจจุบัน)  (แต่จริงๆแล้วไม่ได้รัก)

-      She acts as if she saw a ghost somewhere.   (เป็นปัจจุบัน)

(เธอทำท่าทางประหนึ่งว่า  เธอเห็นผีที่ไหนสักแห่ง)  (แต่จริงๆแล้วไม่ได้เห็น)

-      I saw it a long time ago, but I remember it as though I had seen it yesterday(เป็นอดีต)

(ผมเห็นมันเมื่อนานมาแล้ว  แต่ผมจำมันได้  ราวกับว่า  ผมเห็นมันเมื่อวานนี้ – เป็นอดีต)  (จริงๆแล้ว  ไม่ได้เห็นเมื่อวานนี้)

15. She was unable to tell us ________________ house she had gone into by mistake.

(เธอไม่สามารถบอกเราว่า  บ้านหลังใด ______________ เธอเข้าไปโดยเข้าใจผิด)

(a) what    (อะไร)
(b) where    (ที่ไหน)

(c) that

(d) which    (ที่, ซึ่ง)

ตอบ   -   ข้อ   (d)  เพราะได้ใจความดีที่สุด  และไม่สามารถใช้ข้อ(c)  ได้  เนื่องจากข้อความ  “which house she had gone into by mistake”  เป็น “Noun clause”  จึงต้องขึ้นต้นด้วย   “Question word” (What, When, Where, Why, How, Which, etc.)  ดูคำอธิบายเพิ่มเติมจากประโยคข้างล่าง

                      ตัวอย่างที่ ๑

- I don’t think I’ll buy this dress; it is not ______________ I really want. 

(ผมไม่คิดว่าผมจะซื้อเสื้อผ้าชุดนี้  มันไม่ใช่ _______________ผมต้องการอย่างแท้จริง)

(a) what    (สิ่งที่)

(b) whatever    (อะไรก็ตาม)

(c) that    (ที่, ซึ่ง)

(d) which    (ที่, ซึ่ง)

(e) whom    (ผู้ซึ่ง, ผู้ที่)  (ใช้เป็นกรรม)

ตอบ    -     ข้อ   (a)   เนื่องจาก   “what I really want”  เป็น  “Noun clause”  ทำหน้าที่เป็น   “Complement”  (สิ่งที่มาช่วยทำให้สมบูรณ์)  ของ “Verb to be” (Is) 

                     ตัวอย่างที่ ๒

-  Tell me ________________.

(บอกผมซิว่า _______________________)

(a) what do you want?

(b) you want what

(c) what you want    (คุณต้องการอะไร)

(d) that what you want

ตอบ    –    ข้อ   (c)   เนื่องจากเป็น   “Noun clause”  ทำหน้าที่เป็น   “กรรมตรง” ของกริยา  “Tell”  ทั้งนี้  “Noun clause”  มักขึ้นต้น (นำหน้า)  ด้วย “Question words” (what, when, where, why, how, how much, how many, how often, who, whom, that, whether, if – หรือไม่) (โดยไม่ต้องมี That”  อยู่ข้างหน้าคำเหล่านี้)   ทั้งนี้ โครงสร้างของ   “Noun clause”  คือQuestion word + subject + verb”  (และต้องเรียงคำแบบประโยคบอกเล่า)   สำหรับ“Noun clause” ทำหน้าที่ดังนี้  คือ

         . เป็นประธานของ “Verb” หรือประโยค เช่น

               - What he wants is a new house.

(สิ่งที่เขาต้องการคือบ้านหลังใหม่)

              - How he did it surprised everyone.

(วิธีการที่เขาทำมัน – หรือ เขาทำมันอย่างไร – ทำให้ทุกคนประหลาดใจ)

              - Where he lives is not known.

(ที่ที่เขาอาศัยอยู่ – หรือ เขาอาศัยอยู่ที่ไหน – ไม่มีใครรู้)

              - Why he killed his wife is a mysterious thing.

(เหตุผลที่ว่าทำไมเขาฆ่าภรรยา  - หรือ ทำไมเขาฆ่าภรรยา – เป็นเรื่องลึกลับ)

             - That he is a smart person is certain.

(ที่ว่าเขาเป็นคนฉลาดเป็นเรื่องแน่นอน)

            - Whether she will come or not is not my business.

(ไม่ว่าเธอจะมาหรือไม่ก็ตาม  ไม่ใช่ธุระของผม)

       ๒.  เป็นกรรมของ “Verb” หรือประโยค  เช่น

             - I don’t know when he left.

(ผมไม่ทราบว่าเขาจากไปเมื่อใด)

            - She asked me where I lived.

(เธอถามผมว่าผมอาศัยอยู่ที่ไหน)

             - They did what they had promised.

(พวกเขาทำในสิ่งที่ได้ให้สัญญาไว้)

             - We believe that he is innocent.

(เราเชื่อว่าเขาบริสุทธิ์)

             - She did not believe what he told her.

(เธอไม่เชื่อในสิ่งที่เขาบอกเธอ)

             - The police investigated how the bank was robbed.

(ตำรวจสืบสวนวิธีการที่ธนาคารถูกปล้น – หรือ ธนาคารถูกปล้นอย่างไร)

              - I don’t know whether (if) she is happy with her new workplace.

(ผมไม่รู้ว่าเธอมีความสุขกับสถานที่ทำงานแห่งใหม่ของเธอหรือไม่)

          ๓.  เป็นกรรมของ “Preposition” เช่น

           - She is interested in what he says.

(เธอสนใจในสิ่งที่เขาพูด)

            - They believed in what the minister preached.

(พวกเขาศรัทธาในสิ่งที่บาทหลวงเทศน์)

            - We are surprised at how he could do it.

(เราประหลาดใจว่าเขาสามารถทำมันได้อย่างไร)

             - They were satisfied with what she had provided to them.

(พวกเขาพอใจในสิ่งที่เธอได้จัดหาให้กับพวกเขา)

              ๔.  วางไว้ข้างหลังคำคุณศัพท์  (Adjective)  ที่แสดงความรู้สึก  (Sure, Confident,  Happy, Sorry, Grateful, Doubtful, Suspicious, Certain, Delighted,  Delightful,  Anxious,  Worried, etc.) เช่น

            - I am sure that he will arrive here on time.

(ผมมั่นใจว่า  เขาจะมาถึงที่นี่ตรงเวลา)

            - He is sorry that he could not keep his words.

(เขาเสียใจว่า  เขาไม่สามารถรักษาคำพูดได้)

           - They are confident that they will get the job.

(พวกเขามั่นใจว่าพวกเขาจะได้งานทำ)

            - We are anxious that the plane will be delayed for a few hours.

(เราวิตกกังวลว่า  เครื่องบินจะล่าช้าไป ๒ - ๓ ชั่วโมง)

         ๕.  ใช้แทนคำนาม (Noun)   ที่มาข้างหน้ามัน   เช่น

             - The fact that he graduated with first-class honor is known to all.

 (ข้อเท็จจริงที่ว่าเขาจบการศึกษาด้วยเกียรตินิยมอันดับ ๑เป็นที่ทราบกันโดยทุกคน)  (“The fact”  คือ “that he graduated with first-class honor”ดังนั้น“that he graduated with first-class honor” จึงเป็น  “Noun clause”) อย่างไรก็ตาม  ในประโยค  “The fact that (which) he told me is known to all.(ข้อเท็จจริงซึ่งเขาบอกผมเป็นที่ทราบกันโดยทุกคน)  “The fact”  ไม่ใช่ “that (หรือ which) he told me”  แต่เป็นสิ่งอื่นต่างหาก  ดังนั้น“that (which) he told me” จึงเป็น “Adjective clause” มาขยาย “the fact

             - The belief that all men are born equal is not held by everyone.

(ความเชื่อที่ว่ามนุษย์ทุกคนเกิดมาเท่าเทียมกันมิได้ยึดถือกันโดยทุกคน)   (ข้อความที่ขีดเส้นใต้เป็น “Noun clause)

             - The notion that wealthy men are always happy is rejected by many people. 

(ความคิดที่ว่าคนที่ร่ำรวยมีความสุขเสมอ  ถูกปฏิเสธโดยคนจำนวนมาก)  (ข้อความที่ขีดเส้นใต้เป็น “Noun clause)

หมายเหตุ   –    จากตัวอย่างข้างบน  ถ้าเป็น “Noun clause” จะใช้  “that”(ที่ว่า) นำหน้าเพียงอย่างเดียวเท่านั้น   (ไม่ใช้ “which”) และ  “that” จะไม่ทำหน้าที่ประธาน หรือกรรม  แต่ถ้าเป็น   “Adjective clause”   จะใช้   “that”  หรือ “which”  ก็ได้   (และแปลว่า  “ที่” หรือ “ซึ่ง”)  และมันจะทำหน้าที่ประธาน หรือกรรมของอนุประโยค   (Adjective clause)  อย่างใดอย่างหนึ่ง   เช่น

-         The book which (that) is on the table is mine.

(หนังสือซึ่งอยู่บนโต๊ะเป็นของผม)  (ข้อความที่ขีดเส้นใต้เป็น  “Adjective clause”  ขยาย “The book”  โดย “which (that)” ทำหน้าที่เป็นประธานของ

Clause

        -  The book which (that) you gave me is very interesting.

(หนังสือซึ่งคุณให้ผมน่าสนใจอย่างมาก)  (ข้อความที่ขีดเส้นใต้เป็น Adjective clause” ขยาย “The book”  โดย “which (that)” ทำหน้าที่เป็นกรรมตรงของ Clause”  ส่วน “me” เป็นกรรมรอง)

16. He denied _______________________.

(เขาปฏิเสธ________________________ )

(a) that he had not murdered the old man

(b) that he had murdered the old man.    (ว่าเขา (มิได้) ฆ่าชายแก่คนนั้น)

(c) to murder the old man.

(d) to have murdered the old man.

ตอบ   -   ข้อ  (b)  เนื่องจาก  {Deny + (that) + Subject + Verb (บอกเล่า)}

กล่าวคือ ประโยคข้างบน จะแปลตรงๆว่า  “เขาปฏิเสธว่า เขาฆ่าชายแก่คนนั้น”  ซึ่งผิดกับภาษาไทยที่นิยมพูดว่า  “เขาปฏิเสธว่า  เขาไม่ได้ฆ่าฯ”  ดูเพิ่มเติมจากประโยคข้างล่าง

-    He denied that he was involved and demanded an apology.

(เขาปฏิเสธว่าเขา (มิได้) เกี่ยวข้องด้วย  และเรียกร้องการขอโทษ)

-    Bill denied doing anything illegal. (Deny + Verb +ing)

(บิลปฏิเสธการทำอะไรที่ผิดกฎหมาย  -  คือ บอกว่าไม่ได้ทำผิดกฎหมาย)

-    The government denied the workers social equality.

(รัฐบาลปฏิเสธความเท่าเทียมกันทางสังคมแก่คนงาน  -  คือ ไม่ยอมให้สิ่งนี้แก่คนงาน)

-    She has denied me access to some information. (Deny + กรรมรอง + กรรมตรง)

(เธอไม่ยอมให้ผมเข้าถึงข้อมูลบางอย่าง)

17. ______________ he comes or not, I shall go to the cinema.

(______________________  เขาจะมาหรือไม่ก็ตาม  ผมจะไปดูหนัง)

(a) If    (ไม่ว่า)

(b) Unless   (ถ้า...................ไม่)

(c) Whether   (ไม่ว่า)

(d) I’m sure

ตอบ   -   ข้อ  (c)  เนื่องจากเมื่อนำหน้าประโยค  ต้องใช้   Whether”  เพียงอย่างเดียว  แต่ถ้าไว้ในประโยค   ใช้ได้ทั้ง  “Whether”  และ  “If”   เช่น

-  I don’t know whether (if) he will come or not.

(ผมไม่ทราบว่าเขาจะมาหรือไม่)      

18. I left home very quickly _______________ miss the train.

(ผมออกจากบ้านอย่างรวดเร็วมาก ____________________ ตกรถไฟ)

(a) so that not to

(b) so that not

(c) so as not

(d) so as not to   (เพื่อจะได้ไม่)

ตอบ   -   ข้อ  (d) หรือใช้อีกรูปหนึ่ง คือ   “in order not to

19. Anne took the blind man _____________ and helped him across the road. 

 (แอนจูง _________________ คนตาบอด  และช่วยเขาข้ามถนน)

(a) with a hand

(b) by her hand

(c) by hand

(d) by the hand   (มือ)

ตอบ   -   ข้อ   (d)  “Take someone by the hand” = “จูงมือ

20. I had _____________ idea it was so expensive.

(ผม ______________________ ทราบว่ามันแพงมาก)

(a) no any

(b) good

(c) no    (ไม่)

(d) not an

ตอบ   -   ข้อ  (c)  “Have no idea” =  “ไม่รู้, ไม่ทราบ

 

เรียน  ท่านผู้ติดตามอ่าน เว็บไซต์  “everydayenglish.pwa.co.th”

                  ถ้าท่านมีคำแนะนำให้ปรับปรุงเว็บไซต์นี้ประการใด  กรุณาส่ง   e-mail ไปที่  ดร. วัชรินทร์  ภูเขาทอง   ผอ. สำนักวิทยาการ  การประปาส่วนภูมิภาค  ผู้จัดทำเว็บไซต์นี้  ตาม   “Address” wpookaotong@yahoo.com   (โปรดระบุหัวเรื่องด้วยว่า  “ปรับปรุงเว็บไซต์”)   เพื่อที่ผู้จัดทำฯ จะได้ปรับปรุงเนื้อหาได้ตรงตามความประสงค์ของผู้อ่านเว็บไซต์นี้