หมวดข้อสอบ TOEIC (ตอนที่ 98)

Part V: Sentence Completion   (ส่วนที่ 5 :  การเติมประโยคให้สมบูรณ์)

Choose the best alternative to make a correct sentence.

(จงเลือกข้อที่ดีที่สุดเพื่อทำให้ประโยคมีความถูกต้อง)

1. _________________ enough time to talk over it now.

(____________________  เวลาเพียงพอที่จะคุยเกี่ยวกับมันในขณะนี้) 

(a) It hasn’t

(b) There isn’t    (ไม่มี)

(c) There hasn’t    (รูปนี้ไม่มีใช้)   

(d) It isn’t

2. I wish you ________________ longer.

(ผมปรารถนาว่าคุณ ______________________ นานขึ้นอีก)

(a) will stay

(b) can stay

(c) could stay    (สามารถพัก  -  อยูกับเรา)

(d) stay

ตอบ  -   ข้อ   (c)  การใช้   “Wish” แสดงความปรารถนาให้เป็นเช่นนั้นเช่นนี้  แต่ก็ไม่เกิดขึ้นจริง  กริยาในประโยคย่อยที่ตามหลัง  “Wish” จะต้องอยู่ในรูป  “Past tense” (Verb 2)  (เมื่อเป็นการปรารถนาในปัจจุบัน)   และอยู่ในรูป  “Past perfect tense”  (Had + Verb 3)    (เมื่อเป็นการปรารถนาในอดีต) 

3. The prisoner was brought ________________ the judge.

(นักโทษถูกนำมา _______________________ ผู้พิพากษา)

(a) in front of    {อยู่ข้างหน้า (ห้อง, ประตู, ลิฟต์)} (เป็นการบอกตำแหน่งหรือสถานที่)

(b) before    (ปรากฏตัวต่อหน้า)   (คือนำตัวมาขึ้นศาล)

(c) into

(d) upon

4. I hope you will try ________________ harder next time.

(ผมหวังว่าคุณจะพยายามมากขึ้น ____________________ ในคราวหน้า)

(a) less

(b) some

(c) little

(d) a little    (เล็กน้อย, นิดหน่อย)

ตอบ   -   ข้อ   (d)   ในกรณีที่ต้องการบอกว่า  “ใหญ่กว่าเล็กน้อย”  “หนาวกว่านิดหน่อย”  “หนักกว่าเล็กน้อย”  “เบากว่าเล็กน้อย”  “แพงกว่านิดหน่อย”   “ยากกว่านิดหน่อย”   ให้ใช้   “A little bigger, A little colder, A bit smaller, A little bit hotter, A little more important, A little more expensive”  ดูคำอธิบายจากประโยคข้างล่าง

                    ตัวอย่างที่ ๑

-  I think things in this shop are  ______________ cheaper than those in other shops.

(ผมคิดว่าสินค้าในร้านนี้ราคาถูกกว่าสินค้าในร้านอื่นๆ __________________ )

(a) less

(b) more

(c) some

(d) a little    (เล็กน้อย, นิดหน่อย)

(e) very

ตอบ   -   ข้อ  (d)  เมื่อขยายการเปรียบเทียบ  “ขั้นกว่า”(Comparative degree)  เช่น  “ ใหญ่กว่า, ร้อนกว่า, แพงกว่า, ถูกกว่า”   และต้องการบอกว่าเพียง  “เล็กน้อย, นิดหน่อย”  ให้ใช้ “A little, A bit  หรือ  A little bit” ขยาย  เช่น  “A little bigger” (ใหญ่กว่านิดหน่อย),  A little hotter”  (ร้อนกว่าเล็กน้อย),  “A bit colder”  (หนาวกว่านิดหน่อย),  “A little more expensive”  (แพงกว่าเล็กน้อย),  “A bit more interesting”  (น่าสนใจกว่านิดหน่อย),  “A little bit more important”  (สำคัญกว่าเล็กน้อย)    เป็นต้น

5. I couldn’t find the scissors.  Where ___________________?

(ผมหากรรไกรไม่เจอ  ___________________ ที่ไหน)

(a) they are

(b) is it

(c) are they    (มันอยู่)

(d) it is

ตอบ   -   ข้อ   (c)  “Scissors” (กรรไกร)  ถือเป็นคำนามพหูพจน์  และต้องแทนด้วยสรรพนาม  “They” สำหรับเครื่องมือชนิดอื่นๆ  ที่ต้องใช้เป็นคู่หรือประ กอบด้วย  ๒  ส่วน ซึ่งจะต้องอยู่ในรูปพหูพจน์   และใช้กับกริยาแบบพหูพจน์   ได้แก่   scissors  (กรรไกร),  glasses (eyeglasses) (แว่นตา),  spectacles  (แว่นตา),  tongs (ปากคีบ, คีม),  chopsticks  (ตะเกียบ),  pincers  (คีม),  pliers  (คีมปากยาว), dividers  (วงเวียน),  sheers  (กรรไกรตัดต้นไม้),  calipers  (callipers)  (วงเวียนใช้วัด)    เ ป็นต้น

                        นอกจากนั้น   เครื่องแต่งกายที่ต้องใช้ในรูปพหูพจน์เสมอ   คือ  shorts (กางเกงขาสั้น),  trousers  (กางเกงขายาว),  pants  (กางเกง, กางเกงชั้นใน – ของผู้หญิงหรือเด็ก),  panties  (กางเกงชั้นในของผู้หญิงหรือเด็ก),  clothes  (เสื้อผ้า), breeches  (กางเกงขี่ม้า),  pajamas  (pyjamas) (เสื้อกางเกงชุดนอน)   เป็นต้น

6. Could you please fill out the application forms that I _______________ for me?

(คุณช่วยกรุณากรอกข้อความในใบสมัครที่ผม __________________ ให้ผมหน่อย  ได้ไหมครับ)

(a)   left it on your desk

(b)  left them on your desk

(c) left on your desk    (ทิ้งไว้บนโต๊ะของคุณ)

(d) leave on your desk

ตอบ   -   ข้อ   (c)  ใช้   “Left”  (Leave, Left, Left)  เพราะกระทำผ่านมาแล้ว  แต่ไม่ต้องใช้  “Them”  เนื่องจากมี   “That”  แทนอยู่แล้ว

7. The subject _______________ my son is interested is mathematics.

(วิชา ________________________ ลูกชายของผมสนใจ  คือคณิตศาสตร์)

(a) which

(b) that

(c) for which

(d) in which    (ซึ่ง, ที่)   

ตอบ   -   ข้อ   (d)   เนื่องจากมาจากข้อความ  “My son is interested in mathematics.”  เมื่อจะสร้างอนุประโยคขยาย  “วิชา”  จะต้องเอา “In”  ติดมาด้วย

8. You need my help, ________________?

(คุณต้องการความช่วยเหลือของผม, _____________________ )

(a) need you

(b) needn’t you

(c) don’t you    (ใช่ไหม)

(d) isn’t it

ตอบ   -   ข้อ   (c)  “Need”  (ต้องการ)  เป็นกริยาธรรมดาตัวหนึ่ง  เมื่อจะสร้างประโยคคำถาม หรือปฏิเสธ  จะต้องใช้   “Verb to do” (Do, Does, Did)    ช่วย

9. This is a man’s handkerchief, not _______________.

(นี่เป็นผ้าเช็ดหน้าของผู้ชาย  มิใช่ ______________________ )

(a) a woman

(b) a woman’s    (ของผู้หญิง)

(c) of a woman    

(d) of a woman’s

10. The tailor told the young man that he had not enough _________________ for a suit.

(ช่างตัดเสื้อบอกชายหนุ่มคนนั้นว่า  เขามี ___________________ ไม่เพียงพอสำหรับ (ตัด) เสื้อผ้าชุด)

(a) cloth    (คลอธ)  (ผ้าเป็นชิ้นๆ)  (ยังมิได้ตัดชุด)  )  (เป็นนามนับไม่ได้)

(b) clothe    (โคลธ)  (สวมเสื้อผ้า, แต่งตัว)  (เป็นคำกริยา)

(c) clothes    (โคลธซ)  (เสื้อผ้า, เครื่องนุ่งห่ม)  (เป็นพหูพจน์)

(d) clothing    (โคลธ-ธิง)  (เครื่องนุ่งห่ม, เสื้อผ้า, เครื่องแต่งกาย)  (เป็นนามนับไม่ได้) 

11. We can catch the half-past eight train and ______________ in London by ten. 

(เราสามารถจับรถไฟเที่ยวแปดโมงครึ่ง  และ __________________ ในลอนดอนตอนสิบโมง)  

(a) are

(b) is

(c) be    (อยู่, ถึง)

(d) to be

(e) being

ตอบ   -   ข้อ   (c)  มาจาก   “Can be”  คู่กับ  “Can catch

12. Ceylon is _______________ the south of India.  

(ประเทศศรีลังกาอยู่ _____________________ ทิศใต้ของอินเดีย)

(a) in

(b) to    (ทาง) 

(c) at

(d) below

(e) under

13. You had your house repaired last month, _______________?

(คุณให้ (ผู้อื่น) ซ่อมแซมบ้านให้เมื่อเดือนที่แล้ว, __________________ )

(a) hadn’t you

(b) didn’t you    (ใช่หรือไม่)

(c) isn’t it

(d) hadn’t it

ตอบ   -   ข้อ  (b)  เนื่องจากประโยคข้างบน  อยู่ในโครงสร้างแบบ  “Causative use”   คือ  “ใครใช้ให้ใครไปทำอะไร”  หรือ  “ใครใช้ให้อะไรถูกกระทำโดยใคร”  ดังนั้น   “Have”  ในประโยคนี้  จึงเป็นเพียงกริยาธรรมดาตัวหนึ่ง   ดังนั้น  ในส่วน  “Tag” เมื่อจะทำเป็นรูปปฏิเสธ  หรือคำถาม  จึงต้องใช้  “Verb to do” (Do, Does, Did)   ช่วยเสมอ  ดูรายละเอียดเกี่ยวกับ  “Have” จากประโยคข้างล่าง 

                     ตัวอย่างที่ ๑

-   _________________ your hair cut yesterday?

(_______________________  ตัดผมเมื่อวานนี้  ใช่หรือไม่)  (คือ ให้ช่างฯ ตัดผมให้)

(a) Had you

(b) You had

(c) Have you had

(d) Did you have    (คุณ)

ตอบ   -   ข้อ   (d)  “Have”  เมื่อใช้  ในโครงสร้าง   “Causative use”  คือ  “ประธานฯใช้ให้ใครทำอะไร”  หรือ  “ประธานใช้ให้อะไรถูกทำโดยใคร”  จะถือว่า   เป็นกริยาธรรมดาตัวหนึ่ง  ดังนั้น  เมื่อจะทำเป็นประโยคคำถาม หรือ ปฏิเสธ  จึงต้องใช้   “Verb to do” (Do, Does, Did)  ช่วยเสมอ  ดูเพิ่มเติมการใช้   “Have” ในความหมายต่างๆ  ที่ถือเป็นกริยธรรมดา  และต้องใช้   “Verb to do”   ช่วย  เมื่อเปลี่ยนเป็นประโยคปฎิเสธและคำถาม   จากประโยคข้างล่าง

                     ตัวอย่างที่ ๒

-    They ________________ breakfast at seven o’clock.

(พวกเขา ____________________ อาหารเช้าเวลา  ๗  โมง)

(a) have no

(b) have not

(c) haven’t

(d) don’t have    (มิได้รับประทาน)

ตอบ   -   ข้อ   (d)  เนื่องจาก   “Have”  เมื่อหมายถึง  “รับประทาน, ดื่ม”  จะเป็นเพียงกริยาธรรมดาทั่วไป  เมื่อจะทำเป็นประโยคปฏิเสธ หรือคำถาม  จึงต้องใช้   “Verb to do”  (Do, Does, Did)  ช่วยเสมอ 

                ตัวอย่างที่ ๓

-   You had your car overhauled last week, ______________?

(คุณเอารถของคุณไป (ให้ช่าง) ซ่อมทั้งคัน  เมื่อสัปดาห์ที่แล้ว, ______________ )

(a) hadn’t you

(b) didn’t you    (ใช่หรือไม่)

(c) wasn’t it

(d) had you

ตอบ   -   ข้อ   (b)   เนื่องจาก   “Had”  ในประโยคข้างบน  อยู่ในรูป  “Causative use” มีความหมายว่า   “เอารถไปซ่อม” (had your car overhauled)   จึงถือเป็นกริยาทั่วไปตัวหนึ่ง  เหมือนกับ   “Walk, Play, Swim, Eat, Sing, Write, Walk, etc.”  ดังนั้น   เมื่อจะทำเป็นรูปปฏิเสธ  หรือคำถาม  หรือ  “Question tag”   จึงต้องใช้  “Verb to do” (Do, Does, Did)   ช่วย  และเนื่องจากในประโยคข้างบน   “Had”  อยู่ในรูปบอกเล่า   ในส่วน   “Tag”  จึงต้องเป็นปฏิเสธ

                      สำหรับ “Verb to have”  (Have, Has, Had)  จะถือเป็นกริยาพิเศษ  และในส่วน   “Tag”สามารถใช้   “Have, Has, Had”  ได้เลย  ซึ่งแล้วแต่ ประธานประโยค  และ  “Tense”   (ไม่ต้องใช้  “Verb to do”  ช่วย)  มี  ๓  กรณี  คือ

๑.   ใน  “Present perfect tense”เช่น

    - He has eaten his breakfast, hasn’t he?

(เขาได้กินข้าวเช้าแล้ว  ใช่หรือไม่)

๒. ใน  “Past perfect tense”  เช่น

    - She had moved to a new place, hadn’t she?

(เธอได้ย้ายไปอยู่ที่ใหม่แล้ว  ใช่หรือไม่)

๓. ในกรณีที่   “Have” หมายถึง  “มี”  เช่น

   - They had a beautiful house, hadn’t they?

(ในกรณี   “Have”แปลว่า  “มี”  สามารถใช้   “Verb to do” ช่วยได้เช่นกัน  ดังนั้น ประโยคข้างบนอาจเป็น   “They had a beautiful house, didn’t they?)

    - She has not a car, has she?

(ในทำนองเดียวกัน  เมื่อ   “Has”หมายถึง  “มี”  ประโยคนี้  สามารถใช้ได้อีกแบบ  คือ  “She has not a car, does she? )

                     อย่างไรก็ตาม   เมื่อ   “Has”  มิได้แปลว่า  “มี”  แต่มีความหมายอย่างอื่น   ดังเช่นใน  ๔  กรณี  ต่อไปนี้   จะถือว่าเป็นเหมือนกริยาธรรมดาทั่วๆ ไป  (= Walk, Sleep, Cry, Hope, Love, Like, etc.)  ดังนั้น   เมื่อจะทำเป็นรูปปฏิเสธ  หรือ  คำถาม   รวมทั้งในส่วน  “Tag”  จะต้องใช้  “Verb to do”  (Do, Does, Did)   ช่วยเสมอ  ดังประโยคข้างล่าง

๑.    เมื่อหมายถึง   “ได้รับ”  (Receive)  เช่น

    - She had a letter this morning, didn’t she?

(เธอได้รับจดหมายเมื่อเช้านี้  ใช่หรือไม่)

๒.  เมื่อหมายถึง  “รับประทาน, ดื่ม”  เช่น

     - He had coffee for breakfast, didn’t he?

(เขาดื่มกาแฟสำหรับอาหารเช้า  ใช่หรือไม่)

            - We had a lot of food at the party last night, didn’t we?

(เรากินอาหารมากมายที่งานเลี้ยงเมื่อคืนนี้  ใช่หรือไม่)

๓.   เมื่อหมายถึง  “จำเป็นต้อง”  (Have to)  เช่น

     - They have to study hard to pass the exam, don’t they?

(พวกเขาจำเป็นต้องเรียนหนัก  เพื่อสอบผ่าน  ใช่หรือไม่)

         ๔.  เมื่อใช้ไนโครงสร้าง   “Causative use” คือ  “ประธานฯ ใช้ไห้ใครทำอะไร”  (Active voice)  หรือ  “ประธานฯ ใช้ให้อะไรถูกทำโดยใคร”  (Passive voice)  เช่น

              - She had the servant wash her room yesterday, didn’t she?

(เธอให้คนรับใช้ทำความสะอาดห้องของเธอเมื่อวานนี้  ใช่หรือไม่)

              - They have their cars washed every day, don’t they?

(พวกเขาล้างรถทุกวัน (โดยคนอื่นทำให้)  ใช่หรือไม่)

             -   He doesn’t have his hair cut every month, does he?

(เขามิได้ตัดผมทุกเดือน  ใช่ไหม)

14. She asked for ________________ these apples.

(เธอขอแอปเปิ้ลเหล่านี้  _____________________)

(a) some more

(b) any more

(c) some more of    (เพิ่มขึ้นอีก)

(d) any more of

ตอบ   -   ข้อ    (c)  ดูรายละเอียดการใช้   “Some”  จากประโยคข้างล่าง

                  ตัวอย่างที่ ๑

-   May I have ________________ these oranges?

(ผมขอรับประทานส้มเหล่านี้ ______________________ ได้ไหมครับ)

(a) any more

(b) some more

(c) any more of

(d) some more of    (เพิ่มขึ้นอีกหน่อย)

ตอบ   -   ข้อ    (d)  “Some”  โดยทั่วไปใช้กับประโยคบอกเล่า  อย่างไรก็ตาม  ในประโยคคำถามที่เป็นการขอร้อง  (เช่น  ขอกินข้าวหรือดื่มกาแฟ)  เชื้อเชิญ  (เชิญกินหรือดื่ม)    และคำถามปฏิเสธ  ต้องใช้  “Some”  เพราะความหมายเป็นบอกเล่า  เช่น

             - Would you please give me some water?

(= Please give me some water.)

(ขอน้ำกินหน่อย)

-    Will you have some coffee?

(= Please have some coffee)

(เชิญดื่มกาแฟซิครับ) 

-   Aren’t there some taxis here?

(= There are some taxis here, aren’t there?)

(มีรถแท็กซี่ที่นี่ใช่ไหม)

               คำถามทั่วไป  ที่ผู้ถามต้องการถามว่า  “จะเอาไหม”  หรือ  “มีใครอยู่ไหม”  ก็นิยมใช้  “Some”  เช่น

             - Do you want some white sugar or some red sugar?

(คุณต้องการน้ำตาลทรายขาวหรือแดง)  

           - I heard a knock; is there someone at the door?

(ผมได้ยินเสียงเคาะ  มีใครอยู่ที่ประตูหรือเปล่า)

              นอกจากนั้น  คำถามที่ขึ้นต้นด้วย   “Question word”  ก็ใช้  “Some

        - Where can I buy some stamps?  

(ผมจะซื้อแสตมป็ได้ที่ไหน) 

          - When will you give me some advice?

(คุณจะให้คำแนะนำผมเมื่อไหร่)

         - Why do they always have some problems?

(ทำไมพวกเขามีปัญหาเสมอ) 

                   สำหรับ   “Some”  เมื่อใช้กับนามนับได้  พหูพจน์  หรือ นามนับไม่ได้  จะแสดงจำนวน   “บ้าง,  บาง,  .............จำนวนหนึ่ง”  เช่น

-         Some people like to play sports.

(คนบางคนชอบเล่นกีฬา)

-         I gave him some money.

(ผมให้เงินเขาจำนวนหนึ่ง)  

-         There is some furniture in the room.

(มีเฟอร์นิเจอร์อยู่บ้างในห้อง)  

                  และ   “Some”  ยังอาจมีความหมายว่า  “ไม่น้อย    อาจจะมาก”  ก็ได้   เช่น    

          - The project will take some time.

(โครงการจะใช้เวลาไม่น้อยทีเดียว)

        - The village is some distance from here.

(หมู่บ้านอยู่ห่างออกไปจากที่นี่ไม่น้อยเลย)  

        - It is true to some extent.

(มันเป็นความจริงอยู่ไม่น้อย)  

        - We has some difficulty in following his advice. 

(เราพบกับความยากลำบากไม่น้อย  ในการทำตามคำแนะนำของเขา) 

            “Some”  ถ้าใช้กับคำแสดงจำนวน  หมายถึง  “ราวๆ”  เช่น

-      There are some fifty students in the room.

(มีนักเรียนราวๆ  ๕๐  คนในห้อง)

-      I’ve waited for her for some twenty minutes.

(ผมได้รอเธอเป็นเวลาราวๆ  ๒๐  นาทีแล้ว) 

-      There were some five hundred houses destroyed during the storm.

(มีบ้านราว  ๕๐๐  หลัง ถูกทำลายไประหว่างมีพายุ) 

                       และ   “Some”  เมื่อใช้กับนามนับได้เอกพจน์  มีความหมาย  คือ ผู้พูดไม่รู้จักหรือไม่ประสงค์จะระบุสถานที่  หรือ จำนวน หรือ สิ่งของนั้นๆ   แบบชี้ชัดลงไป  เช่น

-    She is living at some place in Chiangmai.    

(เธอกำลังอาศัยอยู่ในที่สักแห่งหนึ่งในเชียงใหม่) 

-    They are buying some car.  

(พวกเขากำลังซื้อรถจำนวนหนึ่ง)  

                นอกจากนั้น   “Some”  ยังใช้คู่กับ  “Others” (= อื่นๆ,  บาง..........)  ด้วย   เช่น

-         Some people like animals; others don’t.

(บางคนชอบสัตว์  แต่บางคน (คนอื่นๆ) ไม่ชอบ) 

-         Some cars are expensive; others are not.

(รถบางคันราคแพง แต่บางคัน (คันอื่นๆ) ไม่แพง)   

15. I have typed ten letters ________________.

(ผมได้พิมพ์จดหมาย  ๑๐  ฉบับแล้ว ___________________ )

(a) yesterday    (ใช้ “typed”  เพราะเป็นอดีต)

(b) today    (วันนี้)

(c) tomorrow    (ใช้ “will type”  เพราะเป็นอนาคต)

(d) every day    (ใช้ “type”  เพราะเป็นปัจจุบัน)

16. This is the reason ______________ I hate her.

(นี่เป็นเหตุผล ____________________ ผมจึงเกลียดเธอ) 

(a) which

(b) that

(c) why    (ทำไม)   

(d) because

17. _______________ stamps, I collect coins. 

(_____________________  แสตมป์  ผมสะสมเหรียญกษาปน์) 

(a) Except    (ยกเว้น)   

(b) Besides    (นอกเหนือจาก)

(c) Beside    (ข้างๆ, ใกล้เคียง)           

(d) In addition    (In addition to  =  นอกเหนือจาก)   

ตอบ   -   ข้อ   (b) ดูตัวอย่างการใช้   “Except” จากประโยคข้างล่าง

                       ตัวอย่างที่ ๑

-  He is an excellent teacher _______________ he speaks too low.

(เขาเป็นครูที่ดีเยี่ยม ________________________ เขาพูดเสียงค่อยเกินไป)

(a) except    (ยกเว้น)

(b) besides    (นอกเหนือไปจาก, ยิ่งไปกว่านั้น)  (ตามด้วย วลี, คำนาม,  Verb + ing)

(c) except that    (ยกเว้นแต่ว่า)  (ตามด้วยประโยค)

(d) except for    (ตามด้วยคำนาม หรือวลี)

ตอบ   -   ข้อ   (c)  “Except”  เป็น   “Preposition”  ต้องตามด้วย  “วลี, คำนาม, สรรพนาม หรือ กริยา”  เช่น

              - We saw nothing along the way except flower gardens.

(พวกเราไม่เห็นอะไรเลยระหว่างทาง  ยกเว้นสวนดอกไม้)

           - Every room  is empty now except the living room.

(ทุกห้องว่างเปล่าขณะนี้  ยกเว้นห้องรับแขก)

           - Nobody went there except me.

(ไม่มีใครไปที่นั่น  ยกเว้นผม)

          - She likes living here except in summer.

(เธอชอบอาศัยอยู่ที่นี่  ยกเว้นในหน้าร้อน)

          - The place seems clean except where he sleeps.

(สถานที่ดูเหมือนว่าสะอาด  ยกเว้นตรงที่ที่เขานอน)

-     All the boys except Billy started to cry.

(เด็กชายทุกคนยกเว้นบิลลี่  เริ่มร้องไห้)

-     He no longer went out, except when Jeanne forced him.

(เขาไม่ออกไปข้างนอกต่อไปอีกแล้ว  ยกเว้น  เมื่อจีนนี่บังคับเขา) 

-     There was little I could do except wait.

(มีเพียงนิดหน่อยที่ผมทำได้  ยกเว้นรอคอย)

I knew nothing about Judith except what I had heard at second hand.

(ผมไม่ทราบอะไรเลยเกี่ยวกับจูดิธ  ยกเว้นสิ่งที่ผมได้ยินได้ฟังมาจากคนอื่น)  

                   ส่วน   Except that  หรือ   Except for the fact that  ตามด้วยประโยค  (Subject + Verb)  เช่น

-  The house I bought is very nice, except that the living room is too small.

(บ้านที่ผมซื้อดีมากเลย  ยกเว้นแต่ว่า  ห้องรับแขกเล็กเกินไป)

- I can scarcely remember what we ate, except that it was plentiful and simple.

(ผมจำไม่ใคร่ได้ว่าเรากินอะไรบ้าง  ยกเว้นว่า  มันมากมายและง่ายๆ) 

                   สำหรับ   “Except for”  เป็น   “Preposition”  มีความหมาย  “นอกจาก................(ที่ไม่มีส่วนเกี่ยวข้องกับข้อความข้างหน้า)”  เช่น

-     The living room is empty now except for the rug.

(ห้องรับแขกว่างเปล่าขณะนี้  นอกจากพรม)  (มีพรมในห้องเพียงสิ่งเดียว)

-     The room was very cold and, except for Peter, entirely empty.

(ห้องหนาวมากและ, นอกจากปีเตอร์, ว่างเปล่าโดยสิ้นเชิง)  (มีปีเตอร์นั่งในห้องเพียงคนเดียว)

-     Except for emergencies, I didn’t expect any help from my children.

(นอกจากสถานการณ์ฉุกเฉิน  ผมไม่ได้คาดหวังความช่วยเหลือใดๆจากลูกๆเลย)  (ไม่หวังให้ลูกช่วย  ยกเว้นมีสถานการณ์ฉุกเฉิน  เช่น ป่วยกะทันหัน)               

18. My father _______________ Bangkok yesterday morning. 

(พ่อของผม _____________________ กรุงเทพฯเช้าวานนี้)

(a) leaved

(b) left    (ออกจาก)  (อาจไปต่างจังหวัด หรือต่างประเทศ)

(c) has left

(d) had left  

ตอบ   -   ข้อ   (b)  “เช้าวานนี้”  เป็นอดีต  ควรใช้กริยาช่องที่  ๒  “Left”  (Leave, Left, Left)  มิใช่  “Had left    

19. If I had lived in Columbus’s time, I _______________ the Atlantic with him. 

(ถ้าผมได้มีชีวิตอยู่ในยุคของโคลัมบัส  ผม __________________ มหาสมุทรแอตลันติคไปกับเขา)  (เพื่อไปค้นพบทวีปอเมริกา)  

(a) could cross

(b) might have crossed    (อาจจะได้ข้าม) 

(c) should cross

(d) shall have crossed

ตอบ   -   ข้อ   (b)  เนื่องจากเป็น   “If clause”  แบบที่  ๓  (Past unreal)   คือ  เหตุการณ์ไม่เกิดขึ้นจริง  หรือ ตรงข้ามกับข้อความในประโยค  ทั้งนี้  ในความเป็นจริง  “ผมมิได้เกิดในยุคของโคลัมบัส  ผมจึงมิได้ข้ามมหาสมุทรแอตลันติคไปกับเขา”  โดยกริยาในประโยคใหญ่  (Main clause)  จะต้องเป็น   {would (should, could, might) + have + Verb 3 (might have crossed)}

20. He works fifteen hours a day ______________ make a better living for his family. 

(เขาทำงานวันละ  ๑๕  ชั่วโมง _____________________ ทำให้การดำรงชีพดีขึ้นสำหรับครอบครัว) 

(a) for

(b) so that    (เพื่อที่ว่า)  (ตามด้วยประโยค)

(c) in order to    (เพื่อที่จะ)

(d) because    (เพราะว่า)  (ตามด้วยประโยค) 

ตอบ   -   ข้อ    (c)  หรือ  อาจตอบว่า   “So as to”  หรือ   “To”  ก็ได้

    

เรียน  ท่านผู้ติดตามอ่าน เว็บไซต์  “everydayenglish.pwa.co.th”

                  ถ้าท่านมีคำแนะนำให้ปรับปรุงเว็บไซต์นี้ประการใด  กรุณาส่ง   e-mail ไปที่  ดร. วัชรินทร์  ภูเขาทอง   ผอ. สำนักวิทยาการ  การประปาส่วนภูมิภาค  ผู้จัดทำเว็บไซต์นี้  ตาม   “Address” wpookaotong@yahoo.com   (โปรดระบุหัวเรื่องด้วยว่า  “ปรับปรุงเว็บไซต์”)   เพื่อที่ผู้จัดทำฯ จะได้ปรับปรุงเนื้อหาได้ตรงตามความประสงค์ของผู้อ่านเว็บไซต์นี้