หมวดข้อสอบ TOEIC (ตอนที่ 97)

Part V: Sentence Completion   (ส่วนที่ 5 :  การเติมประโยคให้สมบูรณ์)

Choose the best alternative to make a correct sentence.

(จงเลือกข้อที่ดีที่สุดเพื่อทำให้ประโยคมีความถูกต้อง)

1. No matter how hard I tried, it was impossible to _____________ this pen _______________ ink.

(ไม่ว่าผมจะพยายามมากอย่างไรก็ตาม  มันเป็นไปไม่ได้ที่จะ _______________ ปากกาด้ามนี้ _________________น้ำหมึก)

(a)   full _____________ of

(b)  be full ______________ of

(c)   be filled _______________ with

(d) fill _______________ with    (เติม  __________________  ด้วย)

ตอบ   -   ข้อ   (d)  “Fill”  เป็นคำกริยา  ใช้คู่กับ  “With

2. During Christmas week there will be _______________ many things in the shops that it will be difficult to know what to buy.

(ในระหว่างสัปดาห์คริสต์มาส  จะมีของต่างๆ ___________________ ในร้าน  จนกระทั่ง  มันจะยากที่จะทราบว่าจะซื้ออะไรดี)

(a) such

(b) so    (มากมาย)

(c) many

(d) too

ตอบ   -   ข้อ   (b)  ใช้   “So + Many + Noun (plural) + that”หรือ  “So + Much + Uncountable noun (singular) + that”  (= “.................มาก  จนกระทั่ง”)

3. We often put tramps in ______________ beggars, but sometimes we feel a little envious of their simple way of life. 

(เรามักจัดคนจรจัดใน _____________________ ขอทาน  แต่บางครั้ง  เรารู้สึกอิจฉานิดๆกับวิถีการดำรงชีวิตแบบเรียบง่ายของพวกเขา)

(a) the same class to

(b) the same class with

(c) the same classes to

(d) the same class as    (ชั้นหรือกลุ่มเดียวกันกับ)

ตอบ   -   ข้อ   (d)  เป็นการใช้คำคู่  “The same………….as

4. He said to her, “______________________.”

(เขาพูดกับเธอว่า  “ _______________________”)

(a) You hadn’t better come here again

(b) You had better not come here again    (คุณไม่ควรมาที่นี่อีกจะดีกว่า)

(c) You had better not to come here again

(d) You hadn’t better to come here again

ตอบ   -   ข้อ    (b)  “Had better + Verb 1”  =  “ควรจะ..............ดีกว่า”   ส่วน    “Had better + not + Verb 1”  =  “ไม่ควรจะ..............ดีกว่า”   (ทั้ง  ๒  วลี มีความหมายเป็นปัจจุบันและอนาคต)   เช่น

           - You had better get up early to be healthy.

(คุณควรตื่นแต่เช้าตรู่  เพื่อจะได้มีสุขภาพแข็งแรง)

          - You had better not work too hard, or you’ll become ill.

(คุณไม่ควรทำงานหนักมากเกินไป  มิฉะนั้นคุณจะเจ็บป่วย)

5. Yesterday there was a car accident on Belmont Street, and it took _____________ nearly an hour to get the traffic on the move again.

(เมื่อวานนี้   มีอุบัติเหตุรถยนต์บนถนนเบลมอนต์  และมันทำให้ ____________ ใช้เวลาเกือบ  ๑  ชั่วโมง  ในการทำให้การจราจรเคลื่อนไหวต่อไปได้อีก)

(a) the police    (เจ้าหน้าที่ตำรวจ)

(b) a police

(c) police

(d) policeman

ตอบ   -   ข้อ    (a)  “Police” มี  ๒  ความหมาย  คือ  ๑. สถาบันตำรวจ  ๒. เจ้าหน้าที่ตำรวจ  ถือเป็นคำนามพหูพจน์  และต้องใช้กับ  “The”   เสมอ  ทั้งนี้  อาจตอบว่า   “A policeman”  หรือ   “Policemen”  (ไม่ต้องใช้ “The” เนื่องจากไม่ได้ชี้เฉพาะเจาะจงลงไปว่า  เป็นตำรวจกลุ่มใด)  ก็ได้

6. Frank: I think the radio is too loud.  It’s annoying.

(แฟรงค์:  ผมคิดว่าวิทยุเสียงดังเกินไป  มันน่ารำคาญนะ)

    Peter: Oh, sorry.  _____________________.

(ปีเตอร์:  โอ้  เสียใจครับ _____________________ )

(a) I shall turn it up a little bit    (ผมจะเปิดเสียงให้ดังเพิ่มขึ้นอีกหน่อย)

(b) You are so annoying, too    (คุณเองก็น่ารำคาญมากเช่นกันนะ)

(c) I will turn it off now    (ผมจะปิดมัน (วิทยุ) ตอนนี้เลยครับ)

(d) I think I will turn on the TV instead    (ผมคิดว่าผมจะเปิดทีวีแทน)

7. Jim: What will Tom do after the final examination?

(จิม:  ทอมจะทำอะไรหลังจากสอบไล่)

    Bill: ________________________.

(บิล: __________________________  )

(a)   He did not do well in the exam    (เขาทำสอบได้ไม่ดี)   

(b) I’m planning to read lots of books    (ผมกำลังวางแผนจะอ่านหนังสือเยอะแยะเลย)

(c) He will spend his time with us in England   (เขาจะใช้เวลากับพวกเราในอังกฤษ)  (คือ ไปเที่ยวกับเรา)

(d) Tom never prepares for his exam    (ทอมไม่เคยเตรียมตัวสำหรับการสอบเลย)

8. Tim: Do you mind if I turn on the air-conditioner?

(ทิม:  คุณจะรังเกียจไหม  ถ้าผมจะเปิดแอร์)

    Bob: _________________________ I’ve a fever now.

(บ๊อบ: __________________________ ผมเป็นไข้อยู่ครับ  ขณะนี้)

(a)         I’m afraid I can’t.    (ผมเกรงว่า  ผมทำไม่ได้ครับ)

(b)        No, please do.    (ไม่รังเกียจครับ  เชิญได้เลย)

(c)         Yes, I do.  Sorry,    (รังเกียจสิครับ  เสียใจด้วยนะ)

(d)        No way! I’m sick of it.    (ไม่มีทาง  ผมเบื่อ (เอียน) มันจัง)

9. I ________________ with the result of my exam.

(ผม_________________________ กับผลสอบของผม)

(a) quite satisfy   (ทำให้พึงพอใจอย่างมาก)

(b) am quite satisfying   (น่าพึงพอใจอย่างมาก)

(c) am quite satisfied    (รู้สึกพึงพอใจอย่างมาก)

(d) am quite to satisfy

ตอบ  -  ข้อ  (c)   ดูเพิ่มเติมคำกริยาประเภท “Satisfy, Excite, Interest, Disappoint, Please, Attract, Frighten, etc.” จากประโยคตัวอย่างข้างล่าง

                  ตัวอย่างที่ ๑

-    I am ________________ in science, not in English.

(ผม _______________________ ในวิทยาศาสตร์  มิใช่ภาษาอังกฤษ)

(a) interest

(b) interesting    (น่าสนใจ)

(c) interested     (มีความสนใจ)

(d) to interest     (ทำให้สนใจ)

ตอบ  -  ข้อ (c)

                      ตัวอย่างที่ ๒

-  He is ______________ a house.

(เขา ______________________บ้าน)

(a) interest at to rent

(b) interesting in rent

(c) interested at renting

(d) interested in renting      (มีความสนใจในการเช่า)

ตอบ  -  ข้อ  (d)

                        ตัวอย่างที่ ๓

         -  It will take me quite some time to get him _____________ in buying your land. 

(ผมจะต้องใช้เวลานานทีเดียวที่จะทำให้เขา __________________ในการซื้อที่ดินของคุณ)

(a) to interest   (ทำให้สนใจ)

(b) being interesting

(c) interested    (มีความสนใจ)

(d) interesting     (น่าสนใจ)

ตอบ  -  ข้อ (c)

                     ตัวอย่างที่ ๔

             -  The little girl was very ______________ when her father promised to buy her a doll.

(เด็กหญิงเล็กๆคนนั้น _________________ มาก  เมื่อพ่อของเธอสัญญาว่าจะซื้อตุ๊กตาให้เธอ)

(a) exciting   (น่าตื่นเต้น)

(b) excited    (รู้สึกตื่นเต้น)

(c) excite   (ทำให้ตื่นเต้น)

(d) excitable   (สามารถตื่นเต้นได้)

ตอบ  –  ข้อ  (b)  ดูเปรียบเทียบกับประโยคข้างล่าง

- The results of the traveler preference survey are surprising.

(ผลลัพธ์ของการสำรวจความนิยมของนักเดินทาง – ท่องเที่ยว – น่าประหลาดใจ )

หมายเหตุประโยคข้างบนนี้ต้องใช้  “surprising” เนื่องจาก “surprise”  เป็นคำกริยาที่มีความหมายว่า  “ทำให้ประหลาดใจ”  แต่ถ้าใช้ในรูป  “is (are, was, were) surprising” จะมีความหมายว่า  “น่าประหลาดใจ”  ส่วนเมื่อใช้ในรูป  “is (am, are, was, were) surprised” จะมีความหมายว่า  “มีความรู้สึกประหลาดใจ”  ดังตัวอย่างประโยค เช่น

-         The result of the exam surprised her.

(ผลสอบทำให้เธอประหลาดใจ)

-         She was surprised at the result of the exam.

(เธอมีความรู้สึกประหลาดใจกับผลสอบ)

-         The result of the exam was surprising.

(ผลสอบน่าประหลาดใจ)

                    คำกริยาประเภทเดียวกับ “Surprise” ได้แก่

     satisfy –ทำให้พอใจ

     excite – ทำให้ตื่นเต้น

     disappoint –ทำให้ผิดหวัง

     attract –ทำให้หลงใหล, ดึงดูด

     interest – ทำให้สนใจ

     amuse –ทำให้สนุกหรือขบขัน

     please –ทำให้ยินดี-พอใจ

     annoy –ทำให้รำคาญ-ขุ่นเคือง

     bore – ทำให้เบื่อ

     tire – ทำให้เหน็ดเหนื่อยหรือเบื่อ

     frighten – ทำให้ตกใจ

     confuse –ทำให้สับสนหรืองุนงง

     surprise –ทำให้ประหลาดใจ

     amaze – ทำให้ทึ่ง, ทำให้ตะลึง

     delight – ทำให้ยินดี

     exhaust –ทำให้หมดแรง

     fascinate – ทำให้หลงใหล, ทำให้หลงเสน่ห์          

     charm – ทำให้หลง

     convince – ทำให้เชื่อ

     tempt – ทำให้หลงใหล, ยั่วยวน-ล่อใจ

     entertain – ทำให้เพลิดเพลิน

     embarrass –ทำให้ขวยเขิน-กระดากอาย

     puzzle –ทำให้งง

     thrill – ทำให้ตื่นเต้น

     upset – ทำให้รำคาญ-ไม่สบายใจ

     irritate – ทำให้โมโห, ทำให้ระคายเคือง

     exasperate –ทำให้โกรธ

     astonish –ทำให้ประหลาดใจ, ทำให้ตกใจ          

     infuriate –ทำให้โกรธ, ทำให้เดือดดาล

     horrify –ทำให้กลัว, ทำให้ขนพองสยองเกล้า

 

                กลุ่มคำกริยาข้างบนนี้ มีหลักการใช้คือ

1.  ถ้าใช้ในรูป“Subject + verb + object”จะมีความหมายว่า “ทำให้” คือตัวประธานเป็นผู้ทำให้เกิดอาการนั้นๆขึ้นแก่ผู้อื่น เช่น

-         The accident frightened the passengers a great deal.(past tense)

(อุบัติเหตุทำให้ผู้โดยสารตกใจอย่างมาก)

-         The exam result disappointed him so much.(past tense)

(ผลสอบทำให้เขาผิดหวังมากทีเดียว)

-         The chairman’s speech confused everyone.(past tense)

(คำพูดของท่านประธานทำให้ทุกคนสับสนงุนงง)

-         The new film interests all viewers.(present tense)

(หนังเรื่องใหม่ทำให้คนดูทั้งหมดสนใจ)

-         The professor’s lecture bores all the class.(present tense)

(การบรรยายของศาสตราจารย์คนนั้นทำให้นักเรียนทั้งชั้นเบื่อ)

2.  ถ้าใช้รูป “Verb + ing” {Subject + is (am, are, was, were) + Verb +ing}หรือ  (Verb +ing + noun)มีความหมายว่า “น่า............” หรือ  “ซึ่งน่า............”  กริยาที่เติม“ing”พวกนี้ ถือเป็นคำคุณศัพท์  จะวางไว้หลังVerb to be”หรือหน้าคำนามก็ได้  เช่น

-         His work is boring. (present tense)

(งานของเขาน่าเบื่อหน่าย)

-         It is a very exciting football match. (present tense)

(มันเป็นการแข่งขันฟุตบอลที่น่าตื่นเต้น)

-         The landscape was so fascinating. (past tense)

(ภูมิประเทศ (ที่นี่) น่าหลงใหลมาก)

-         The employee’s work was disappointing.(past tense)

(งานของลูกจ้างรายนั้นน่าผิดหวัง)

-         The children’s table manners were very embarrassing. (past tense)

(กิริยามารยาทบนโต๊ะอาหารของพวกเด็กๆน่าอับอายมาก)

-         The book is interesting. (present tense)

(หนังสือน่าสนใจ)

-         Her beauty is charming. (present tense)

(ความงามของเธอน่าหลงใหล – มีเสน่ห์)

-         It is surprising to see him at his ex-wife’s wedding.(present tense)

(มันน่าประหลาดใจที่เห็นเขาที่งานแต่งงานของอดีตภรรยา)

{มิได้หมายความว่า “มันกำลังประหลาดใจ  เหมือนกับประโยค“He is walking. (เขากำลังเดิน) – present continuous tense}

3.  ถ้าเติม“Ed”ข้างหลังคำกริยากลุ่มนี้ แล้ววางตามหลัง“Verb to be” (is, am, are, was, were)จะมีลักษณะเป็น “Passive voice” (Subject + is (am, are, was, were) + verb + ed) จะมีความหมายว่า  ประธานเป็นผู้เกิดความรู้สึกนั้นๆขึ้นมา ซึ่งถ้าแปลตรงๆก็คือ “..........ถูกทำให้รู้สึก............ตื่นเต้น, ตกใจ, ผิดหวัง, พอใจฯลฯ..........” แต่ในภาษาไทยนิยมพูดว่า “............มีความรู้สึก........ตื่นเต้น, ตกใจ, ผิดหวัง, พอใจ.....”  เช่น

-        We are interested in German.(present tense)

(เรามีความสนใจในภาษาเยอรมัน)

-         They are very pleased to see their old friends.(present tense)

(พวกเขาดีใจมากที่ได้พบเพื่อนเก่า)

-         I was amazed to know of his death.(past tense)

(ผมตะลึงที่ได้รู้ข่าวการตายของเขา)

-         He was very tired of hard work.(past tense)

(ผมเหน็ดเหนื่อยมากกับงานหนัก)

-         She was interested in the ballet performance.(past tense)

(เธอมีความสนใจในการแสดงบัลเล่ต์)

-         We were disappointed to lose the match.(past tense)

(พวกเราผิดหวังที่แพ้การแข่งขัน)

-         Most people are frightened of the snakes.(present tense)

(คนส่วนมากกลัวงู)

-         Jim is fascinated by astronomy.(present tense)

(เขามีความหลงใหลในวิชาดาราศาสตร์)

10. _______________ to catch the train.

(___________________________ ที่จะไปทันรถไฟ)

(a) He did not run enough fast

(b) He ran not fast enough

(c) He did not run fast enough   (เขาวิ่งไม่เร็วพอ)

(d) He ran not enough fast

ตอบ  -    ข้อ  (c)  กริยา  “Run”  เมื่อจะทำเป็นประโยคปฏิเสธ  จะต้องใช้  “Verb to do” (Do, Does, Did)  ช่วยเสมอ  และ  “Enough”เป็นทั้งคำคุณศัพท์และกริยาวิเศษณ์  ต้องขยายข้างหลังคำคุณศัพท์  (Adjective) (good enough – ดีพอ, quick enough – เร็วพอ, cold enough – หนาวพอ, big enough – ใหญ่พอ, small enough – เล็กพอ, brave enough – กล้าหาญพอ)  หรือ หลังกริยาวิเศษณ์  (Adverb) (quickly enough – อย่างรวดเร็วพอ, slowly enough – อย่างเชื่องช้าพอ, carefully enough, well enough, attentively enough – อย่างเอาใจใส่เพียงพอ)  แต่ขยายหน้าคำนาม  (enough money– เงินมากพอ, enough furniture – เฟอร์นิเจอร์มากพอ, enough information – ข้อมูลมากพอ, enough time – เวลามากพอ, enough knowledge – ความรู้มากพอ, enough people – คนมากพอ, enough men – คนมากพอ, enough cars – รถยนต์มากพอ, enough homes- บ้านมากพอ, enough participants – ผู้เข้าร่วมมากพอ)

11. He came into the room with a big book ______________ his arm.

(เขาเข้ามาในห้องพร้อมด้วยหนังสือเล่มใหญ่หนีบอยู่ ________________ รักแร้)

(a) in

(b) under   (ใต้)

(c) on

(d) beside   (ข้างๆ)

ตอบ  -  ข้อ  (b) “under his arm”  หมายถึง  “หนีบอยู่ใต้รักแร้     แต่ถ้าต้องการบอกว่า  “อยู่ในมือ”  ใช้  “in his hand”สำหรับวลีที่ใช้กับ “Under”  ได้แก่

under age”(อายุน้อยเกินไป, ยังไม่โตพอ, ยังไม่บรรลุนิติภาวะ), “under arrest”(ถูกจับกุมโดยตำรวจ),  “under cover”(ภายใต้กำบัง, อย่างซ่อนเร้น, อย่างปิดบังอำพราง), (The prisoners escaped under cover of darkness. – นักโทษหลบหนีไปภายใต้กำบังของความมืด หรือ โดยซ่อนเร้นไปกับความมืด)  “under fire” (ถูกยิงหรือถูกโจมตี, ถูกโจมตีด้วยอาวุธปืนหรือคำพูด),  “under one’s breath” (ในแบบกระซิบ, ด้วยเสียงที่แผ่วเบา), (I told Jim the news under my breath, but Tom overheard me.  –  ผมบอกข่าวแก่จิมด้วยเสียงที่แผ่วเบาหรือแบบกระซิบ  แต่ทอมแอบได้ยินผมพูด), “under one’s nose  (= under the nose of)”   อยู่ในสายตา, เห็นอยู่ตำตา, ต่อหน้าต่อตา,  อยู่ในที่ที่สามารถมองเห็นหรือสังเกตเห็นได้ง่าย, (The thief walked out of the museum with the painting, right under the nose of the guards. – เจ้าขโมยเดินออกไปจากพิพิธภัณฑ์พร้อมกับภาพวาด  ต่อหน้าต่อตา รปภ. เลยทีเดียว  -   โดยที่ รปภ. ไม่เห็น),  “under one’s wing”  (ภายใต้การดูแลเอาใจใส่ หรือปกป้องคุ้มครองของ,  “under the circumstances  (= in the circumstances)”  (ในสถานการณ์ที่เป็นอยู่, ในสภาวะปัจจุบัน, ตามที่สิ่งต่างๆเป็นอยู่),  “under the sun” (บนโลกนี้, ในโลกนี้  -  ใช้เพื่อแสดงการเน้น), (The President’s assassination shocked everyone under the sun.    การลอบสังหารท่านประธานาธิบดีทำให้ทั้งโลกตกตะลึง), (Where under the sun could I have put my purse? – ไม่รู้ว่าผมเอากระเป๋าสตางค์ไปวางไว้ที่ไหนบนโลกนี้), “under the counter”  (แอบซื้อหรือขายกันอย่างลับๆ  –  เปรียบเหมือนใต้เคาน์เตอร์), (The liquor dealer was arrested for selling beer under the counter to teenagers.  –  คนขายสุราถูกตำรวจจับเพราะขายเบียร์ให้เด็กวัยรุ่นอย่างผิดกฎหมาย   -   คือลักลอบขาย),  “under the table”  (ใต้โต๊ะ)under the bench”  (ใต้ม้านั่ง),  “under the blanket”  (ใต้ผ้าห่ม หรือห่มผ้าห่ม),  “under the earth (the ground)”  (ใต้ดิน),  “under the sea”  (ใต้ทะเล),   “under difficult circumstances”  (ภายใต้สถานการณ์ที่ยากลำบาก), “China under Chairman Mao”  (จีนภายใต้การปกครองของประธานเหมา),Vietnam under communist rule”  (เวียดนามภายใต้การปกครองระบอบคอมมิวนิสต์),  “under capitalism”  (ภายใต้ระบอบทุนนิยม),  “under repair” (กำลังอยู่ระหว่างการซ่อมแซม),  “under investigation” (กำลังอยู่ระหว่างการสืบสวน-สอบสวน),  “under construction”  (กำลังอยู่ระหว่างการก่อสร้าง),  “under discussion”  (กำลังอยู่ระหว่างการปรึกษาหารือกัน), “under supervision”  (ภายใต้การกำกับดูแล)  “under cultivation” (กำลังอยู่ระหว่างการเพาะปลูก),  “under surveillance” (อยู่ภายใต้การสอดส่องดูแล-สำรวจตรวจตรา),  “under attack”  (ถูกโจมตี),  “under guard” (ได้รับความคุ้มครอง),  “under suspicion” (ถูกระแวงสงสัย),  “under his influence”  (ภายใต้อิทธิพลของเขา),  “under the impression” (มีความประทับใจ),  “under the assumption”  (มีหรือภายใต้ข้อสมมติฐาน),  “under pressure”  (อยู่ภายใต้ หรือได้รับความกดดัน),  “under stress” (อยู่ภายใต้ หรือได้รับความเครียด),  “under immediate threat”  (อยู่ภายใต้ หรือได้รับการคุกคาม-อันตรายโดยตรง),  “under treatment”  (ได้รับการเยียวยารักษา),  (He is under treatment for an ulcer.)  –   (เขากำลังได้รับการเยียวยารักษาแผลพุพอง-เน่าเปื่อย),  “under his real name”  (เขียนหนังสือ) โดยใช้ชื่อจริง  -  มิได้ใช้นามแฝงหรือชื่อคนอื่น),  “land under cash crops”  (ที่ดินที่กำลังใช้ปลูกพืชเศรษฐกิจ),  “He studied under Professor Thomas.”  (เขาเรียนภายใต้การสอนโดยอาจารย์โทมัส),  “John worked under his supervisor.” (จอห์นทำงานภายใต้การสอนหรือกำกับของผู้ควบคุมดูแลของเขา),  “I’ve got two clerks under me in my section.”  (ผมมีเสมียนเป็นลูกน้อง ๒ คนในแผนก),  “children under 12”  (เด็กอายุต่ำกว่า ๑๒),  “expenditure under $ 10 million”  (ค่าใช้จ่ายต่ำกว่า ๑๐ ล้านเหรียญ),   “under retirement age”  (อายุต่ำกว่าวัยเกษียณ  คือ ต่ำกว่า ๖๐ ปี)

12. _________________ would like to live peacefully.

(________________________  อยากจะดำรงชีวิตอย่างสันติ)

(a) Most of people

(b) The most of people

(c) Almost people

(d) Most people    (ผู้คนส่วนมากหรือส่วนใหญ่)

(e) Almost of people

ตอบ  -    ข้อ  (d)  หรือใช้   “Most of the people”  ก็ได้   ดูคำอธิบายเพิ่มเติมจากประโยคตัวอย่างข้างล่าง

                  ตัวอย่างที่ ๑

-         _____________ outside of the cities is used for farming.

(_________________  นอกเมือง  ถูกใช้สำหรับทำฟาร์ม – คือ เพาะปลูก-เลี้ยงสัตว์)

(a) Most areas    (พื้นที่ส่วนใหญ่)

(b) Most of the area    (พื้นที่ส่วนใหญ่)

(c) Almost all areas    (เกือบจะพื้นที่ทั้งหมด)

(d) The most of the area

ตอบ  -  ข้อ  (b)  หรือ  “Most area”  ก็ได้  เนื่องจาก  “Area” เป็นทั้งคำนามนับได้และนับไม่ได้ หมายถึง  พื้นที่ของเมือง, ประเทศ หรืออื่นๆ, พื้นที่ในห้องหรือตัวอาคาร, สาขาของวิชาความรู้”  สำหรับประโยคข้างบน  กริยา คือ “is used”  จึงต้องใช้ “Area”  แบบนามนับไม่ได้  คือ  เอกพจน์   ดังนั้น  ข้อ (a) และ (c) จึงผิด  สำหรับความแตกต่างระหว่าง  “Most of the”  และ  “The most”  ดูจากตัวอย่างในประโยคข้างล่าง

                     ตัวอย่างที่ ๒      (จงหาที่ผิดไวยากรณ์ จากข้อ ๑ ถึง ๔)

(1) As (2) they ripen on the tree, (3) the most olives change slowly (4)  from green to black.

(ในขณะที่พวกมันสุกอยู่บนต้น  ผลมะกอกส่วนใหญ่เปลี่ยนอย่างช้าๆ  จากสีเขียวเป็น สีดำ)

ตอบ   –    ข้อ (3)  แก้เป็น  “most olives”  หรือ  “most of the olives”  เนื่องจากหมายถึง  “ผลมะกอกส่วนใหญ่”   สำหรับ  “The most”   ใช้นำหน้าคำคุณศัพท์พยางค์ยาวในการเปรียบเทียบ   “ขั้นสูงสุด”  (Superlative)  เช่น

-         the most important thing  (สิ่งสำคัญที่สุด)

-         the most expensive car  (รถยนต์ที่แพงที่สุด)

-         the most diligent student  (นักเรียนที่ขยันที่สุด)

-         the most difficult question  (คำถามที่ยากที่สุด)

-         the most complicated problem  (ปัญหาที่สลับซับซ้อนที่สุด)

            ตัวอย่างที่ ๓      (จงหาที่ผิดหลักไวยากรณ์ จากข้อ ๑ – ๔)

(1) Almost visitors in New York City (2) spend their time (3)

attending Broadway plays, visiting some of the museums, and (4)

going shopping.

(ผู้ไปเยือน – นักท่องเที่ยว – กรุงนิวยอร์คส่วนใหญ่ใช้เวลาของตนเข้าชมละครบรอดเวย์  ไปเยือนอนุสาวรีย์บางแห่ง  และไปชอปปิ้ง)

ตอบ   –    ข้อ  (1)  แก้เป็น  “Most”  หรือ   “Most of the”  เนื่องจากหมายถึง นักท่องเที่ยวส่วนมาก-ส่วนใหญ่”  ส่วน  “Almost” หมายถึง  “เกือบจะ”ซึ่งใช้ดังนี้ คือ

              - He spent almost a month in China.

(เขาใช้เวลาเกือบ ๑ เดือนในจีน)

              - In Oxford Street, you can buy almost anything.

(บนถนนอ๊อกฟอร์ด  คุณสามารถซื้อเกือบทุกอย่าง)

              - I had almost forgotten about the trip.

(ผมเกือบลืมเกี่ยวกับการเดินทาง)

              - Cats are in fact almost color blind.

(แมว  ที่จริงแล้วเกือบจะตาบอดสี)

              - The door opened almost before Peter had finished knocking.

(ประตูเปิดออก  เกือบจะก่อนที่ปีเตอร์เคาะประตูเสร็จ)

              - He has almost certainly been murdered.

(เขาเกือบจะถูกฆาตกรรมอย่างแน่นอน – แต่ไม่ได้ถูกฆ่า)

-   He was almost killed in an accident.

(เขาเกือบตายในอุบัติเหตุ)

13. He hasn’t been able to get a good job _________________ his having had an expensive education.

(เขาไม่สามารถหางานดีๆทำได้ ______________________ มีการศึกษาที่แพง)  (ไม่สามารถหางานดีได้  ทั้งๆมีการศึกษาราคาแพง)

(a) on account of    (เพราะว่า, เนื่องมาจาก)

(b) because of    (เพราะว่า, เนื่องมาจาก)

(c) in case of    (ในกรณีของ, เผื่อว่าจะมี............)

(d) notwithstanding   (นอท-วิธ-สแท้น-ดิ้ง)  (ทั้งๆที่, อย่างไรก็ตาม)

ตอบ  -   ข้อ  (d)  “Notwithstanding” = “Despite = In spite of” =  “ทั้งๆที่”  ต้องตามด้วย วลี หรือ คำนาม  สำหรับการใช้คำอื่นๆ ให้ดูจากตัวอย่างข้างล่าง

              - In spite of (= Despite = Notwithstanding) the bad storm John delivered his papers on time.  

(ทั้งๆที่มีพายุเลวร้าย  ทอมก็ยังไปส่งหนังสือพิมพ์ได้ตรงเวลา)

             - In spite of (= Despite = Notwithstanding) all their differences, Mary and Ann remain friends. 

 (ทั้งๆที่แตกต่างกันอย่างมากมายอย่างนั้น  แมรี่และแอนยังคงเป็นเพื่อนกันได้)

              - They went out in spite of (= despite = notwithstanding) the heavy rain.

(พวกเขาออกไปข้างนอกทั้งๆที่ฝนตกหนัก)

                - On account of (= Because of = Owing to = Due to) the heavy rain, we could not go out.

(เนื่องมาจากฝนตกหนัก  เราไม่สามารถออกไปข้างนอก)

             - On account of (= Because of = Owing to = Due to) an accident, the train was delayed for 2 hours.  

(เนื่องมาจากอุบัติเหตุ  รถไฟถูกทำให้ล่าช้าไป ๒ ชั่วโมง)

              - He could not go to university on account of (=owing to = because of = due to) his poverty.  

(เขาไม่สามารถเรียนมหาวิทยาลัย  เนื่องมาจากความยากจน) 

             - There is a fire extinguisher on every floor in case of fire.

(มีเครื่องดับเพลิงอยู่ทุกชั้น (ของอพาร์ตเมนต์) ในกรณีที่เกิดไฟไหม้  -  คือมีเตรียมไว้เผื่อเกิดไฟไหม้)

               - In case of fire, take an emergency exit.

(ในกรณีที่เกิดไฟไหม้  ให้ใช้ทางออกฉุกเฉิน)

               - Take your umbrellas in case of rain.

(เอาร่มของคุณติดไปด้วยนะ  เผื่อฝนตก)

               - The wall was built along the river in case of floods.

(กำแพงถูกสร้างขึ้นตามฝั่งแม่น้ำเพื่อป้องกัน (หรือในกรณีที่เกิด) น้ำท่วม)

14. Is there ______________ sickness in Thailand in the rainy season?

(มีความไข้ได้ป่วย _____________________ ไหมในประเทศไทยในฤดูฝน)

(a) many

(b) none

(c) much   (มาก)

(d) few

ตอบ    -    ข้อ   (c)   เนื่องจาก  “Sickness”  เป็นคำนามนับไม่ได้  จึงต้องใช้กับ  “Much”

                      ดูคำอธิบายเพิ่มเติมคำนามนับไม่ได้  (Uncountable noun)  จากประโยคตัวอย่างข้างล่าง

                 ตัวอย่างที่ ๑

-   Please give me some _______________ about rice exports.

(โปรดให้ _______________ บางประการกับผม  เกี่ยวกับสินค้าออกจำพวกข้าว)

(a) inform   (บอก, แจ้ง, รายงาน, ให้ความรู้, ฟ้องร้อง)

(b) informant   (ผู้บอก, ผู้แจ้ง, ผู้ให้ความรู้)

(c) information   (ข้อมูลข่าวสาร)

(d) informations   (เป็นนามนับไม่ได้  จึงไม่สามารถเติม“S”  ได้)

ตอบ  -  ข้อ  (C) “Information”  เป็นคำนามนับไม่ได้   (เป็นเอกพจน์เสมอ)

                ตัวอย่างที่ ๒

- That is _______________________.

(นั่นเป็น _______________________ )

(a) a useful information

(b) a useful piece of informations

(c) useful informations

(d) a piece of useful information   (ข้อมูลที่มีประโยชน์ ๑ ชิ้น)

ตอบ  –  ข้อ   (d)  เนื่องจาก “Information” เป็นคำนามนับไม่ได้  จึงไม่สามารถใช้   A”  หรือ  “An”  นำหน้าได้  ดังในข้อ  (a)  และไม่สามารถเติม  “S”  เข้าข้างท้าย  ดังในข้อ  (b)  และ  (c)  ดังนั้น   เมื่อจะนับ  “ข่าวสาร”  จึงต้องนับเป็น  “ชิ้น”   ดังในข้อ  (d)  หรือนับเป็น  “หัวข้อ”  “Item” (An item of information)  หรือ  (an information item)   อย่างไรก็ตาม  สามารถตอบข้อ  (b)  ได้เช่นเดียวกัน  แต่ต้องแก้เป็น  “a useful piece of information”  สำหรับคำนามนับไม่ได้และเป็นเอกพจน์เสมอ   ที่ใช้ในลักษณะเดียวกับ  “Information”ได้แก่  Paper  (กระดาษ), Equipment  (อุปกรณ์, เครื่องมือ), Furniture, Scenery  (ทิวทัศน์), Damage (ความเสียหาย), Advice  (คำแนะนำ), Traffic, Machinery  (เครื่องยนต์กลไก), Evidence  (หลักฐาน), Bread  (ขนมปัง), Clothing  (เสื้อผ้า), Work  (งาน), Luggage  (กระเป๋าเดินทาง), Baggage  (กระเป๋าเดินทาง), Knowledge  (ความรู้), Progress  (ความก้าวหน้า), Power  (อำนาจ), News, Fruit, Behavior (พฤติกรรม)   เป็นต้น   คำนามเหล่านี้   ถ้าจะนับเป็นหน่วย  จะต้องใช้ สมุหนาม (Collective noun)  คือนามที่แสดงความเป็นกลุ่มก้อน  ที่เหมาะสมกับคำนามนั้นๆ เช่น

            - a piece of paper   (กระดาษ ๑ แผ่น)

            - a loaf of bread   (ขนมปัง ๑ ปอนด์ หรือก้อน)

            - a branch (field) of knowledge   (ความรู้สาขาหนึ่ง)

            - an item of news   (ข่าว ๑ หัวข้อ)

            - a kilo of fruit   (ผลไม้ ๑ กิโล)

            - a bunch of fruit  (ผลไม้ ๑ พวง)

            - a piece of luggage  (baggage)  (กระเป๋าเดินทาง ๑ ใบ หรือ ชิ้น)

            - a subject of knowledge   (ความรู้ ๑ เรื่อง หรือ วิชา)

15. I shall send her these __________________ dictionaries.

(ผมจะส่งพจนานุกรม ________________________ เหล่านี้ให้เธอ)

(a) two German big

(b) big German two

(c) two big German    (ภาษาเยอรมันเล่มใหญ่ ๒ เล่ม)

(d) big two German

(e) German two big

ตอบ  -  ข้อ  (c)  ดูการเรียงลำดับคำจากประโยคตัวอย่างข้างล่าง

-      He bought _________________________.

(เขาซื้อ ___________________ )

(a) a very blue pretty Italian shirt

(b) a very pretty Italian blue shirt

(c) a very Italian pretty blue shirt

(d) a very pretty blue Italian shirt   (เสื้อเชิ้ร์ตอิตาเลียนสีน้ำเงินที่สวยงามมาก)

ตอบ  –   ข้อ  (d)  เนื่องจากต้องเรียง  “ประเทศที่ผลิต” อยู่ติดกับคำนามที่มันขยาย  ถัดไปเป็น  “สี”  ถัดไปถ้ามี  “ขนาด” (big, small)  ก็ต่อด้วย  “ขนาด”  แล้วต่อด้วย “คุณสมบัติอื่นๆ”  เช่น  “สวย”  หรือ  “ไม่สวย”  ดังในประโยคข้างบน  ซึ่งในการเรียงคำในภาษาไทย และอังกฤษ  จะเรียงกลับกัน  กล่าวคือ  เวลาแปลภาษาอังกฤษเป็นไทย  จะต้องแปลจากข้างหลังย้อนขึ้นไปข้างหน้า  เช่น  “เสื้อ-อิตาเลียน-สีฟ้า-สวยงาม-มาก”  สำหรับตัวอย่างอื่นๆ  เช่น

(๑) บ้าน  (๒) ทรงไทย  (๓) สีขาว  (๔) หลังใหญ่  (๕) สวยงาม  (๖) มาก  (๗) สองหลัง  (๘) เหล่านั้น

(8) Those (7) two (6) very (5) beautiful (4) big (3) white (2) Thai-style (1) houses

      ตัวอย่างอื่นๆ ได้แก่

-  I want to buy those two brown wood tables.

(ผมต้องการซื้อโต๊ะไม้สีน้ำตาล ๒ ตัวเหล่านั้น)

-  She is a very sweet little old lady.

(เธอเป็นสุภาพสตรีชราตัวเล็กๆที่หวานมาก)

-  Have you seen this interesting English book?

(คุณได้เห็นหนังสือภาษาอังกฤษที่น่าสนใจเล่มนี้หรือยัง)

-  She wanted to buy these two old brick houses.

(เธอต้องการซื้อบ้านอิฐเก่า ๒ หลังเหล่านี้)

-  There are two small Chinese gold cups in the shop window.

(มีถ้วยทอง (ทำใน) จีนเล็กๆ ๒ ใบ ในตู้โชว์ของร้าน)

These old dilapidated houses are not safe.

(บ้านที่ทรุดโทรมเก่าๆเหล่านี้ไม่ปลอดภัย)

-  She gave me a round white plastic drinking cup.

(เธอให้ถ้วย (สำหรับ) ดื่มน้ำพลาสติกสีขาวกลม ๑ ใบ แก่ผม)

-  We have bought two white electric washing machines.

(เราซื้อเครื่องซักผ้าไฟฟ้าสีขาว ๒ เครื่อง)

16. I wish I ________________ her while she stayed in Bangkok.

(ฉันปรารถนาว่าฉัน ____________________ เธอ  ในขณะที่เธอพักในกรุงเทพฯ)

(a) meet

(b) met

(c) had met   (ได้พบ)

(d) would have met

ตอบ  -  ข้อ  (c)  เนื่องจากเป็นการปรารถนาในอดีตและตรงข้ามกับความเป็นจริง  (คือ มิได้พบกับเธอ  ในขณะที่เธอพักในกรุงเทพฯ)   จึงต้องใช้  “Past perfect tense (Subject + Had + Verb 3) และในกรณีที่เป็น  “Passive voice” ใช้  (Subject + Had + Been + Verb 3)   ดูคำอธิบายเพิ่มเติมการใช้  “Wish” จากประโยคตัวอย่างข้างล่าง

                   ตัวอย่างที่ ๑

-   I wish you _______________ there at that moment.

(ผมปรารถนาว่าคุณ _______________________ ที่นั่นในขณะนั้น)

(a) are

(b) were

(c) had been    (อยู่)

(d) would have been

ตอบ  -  ข้อ  (c)  เนื่องจากเป็นการปรารถนาให้เกิดเหตุการณ์ขึ้นในอดีต   (ให้คุณอยู่ที่นั่นในตอนนั้น  ซึ่งเป็นอดีตที่ผ่านมาแล้ว)  (ความเป็นจริง  คือ  “คุณไม่ได้อยู่ที่นั่นในตอนนั้น”)  

                     ตัวอย่างที่ ๒

-   I wish I _____________ German when I was at school.

(ผมปรารถนาว่าผม _______________ ภาษาเยอรมัน  ตอนที่ผมเป็นนักเรียน)

(a) was learning

(b) learnt

(c) had learnt   (ได้เรียนรู้)

(d) have learnt

ตอบ  -  ข้อ  (c)  เนื่องจากเป็นการปรารถนาเหตุการณ์ในอดีต  (สมัยเป็นเด็กนักเรียน)  แต่ในความเป็นจริงคือ  “มิได้เรียนภาษาเยอรมัน”

                     ตัวอย่างที่ ๓

-    I wish today ______________ a holiday.

(ผมปรารถนาว่าวันนี้ ______________________ วันหยุด)

(a) is

(b) be

(c) being

(d) were    (เป็น)

ตอบ  –  ข้อ  (d)  เนื่องจากเมื่อใช้   “Wish”  แสดงความปรารถนาในสิ่งที่  “ตรงข้ามกับความเป็นจริง”  (คือเหตุการณ์มิได้เป็นจริงตามที่ปรารถนา  -  วันนี้มิได้เป็นวันหยุด)  จะต้องใช้รูป “Subject + wish + that + subject + verb” แต่  that” มักจะละไว้เสมอ  (ไม่เขียนลงในประโยค)   (เรียกการใช้โครงสร้างแบบนี้ว่า   “Past subjunctive”)  โดยมีหลัก คือ

·      ถ้าตรงข้ามกับความจริงในปัจจุบัน  (ปรารถนาเหตุการณ์ปัจจุบัน)  ให้ใช้ Verb เป็น “Past simple” (Verb 2) (สำหรับ “Verb to be  ใช้ “Were”  กับประธานทุกตัว)

- I wish she came to see me today.

(ผมปรารถนาว่าเธอมาเยี่ยมผมวันนี้  -  แต่จริงๆแล้วเธอไม่ได้มา)

- She wishes today were her birthday.

(เธอปรารถนาว่า  วันนี้เป็นวันเกิดของเธอ – แต่จริงๆแล้วไม่ใช่)

- I wish my uncle were here now.

(ผมปรารถนาว่า  ลุงของผมอยู่ที่นี่ในขณะนี้ – แต่จริงๆแล้วไม่ได้อยู่)

- He wishes his father were a millionaire (now).

(เขาปรารถนาว่า  พ่อของเขาเป็นเศรษฐี  –  แต่จริงๆแล้วไม่ได้เป็น)

- I wish I had a bigger house (now).

(ผมปรารถนาว่าผมมีบ้านหลังใหญ่กว่านี้  –  แต่จริงๆแล้วมีบ้านหลังเล็ก)

- They wish they could speak Japanese (now).

(พวกเขาปรารถนาว่า สามารถพูดภาษาญี่ปุ่นได้  –  แต่จริงๆแล้วพูดไม่ได้)

·      ถ้าตรงข้ามกับความจริงในอดีต   (ปรารถนาเหตุการณ์ในอดีต)  ให้ใช้ Verb”เป็น “Past perfect” (Had + verb 3) เช่น

- I wish yesterday had been a holiday.

(ผมปรารถนาว่า  เมื่อวานนี้เป็นวันหยุด – แต่จริงๆแล้วไม่ได้เป็น)

- She wishes her father had been a millionaire (last year). (เธอปรารถนาว่า  พ่อของเธอเป็นเศรษฐี  (เมื่อปีที่แล้ว) – แต่จริงๆแล้วไม่ได้เป็น)

- He wished he had been a bird (a long time ago).

(เขาปรารถนาว่า  เขาเป็นนก (เมื่อนานมาแล้ว) – แต่จริงๆแล้วไม่ได้เป็น)

-         I wish my uncle had been here yesterday.

(ผมปรารถนาว่า  ลุงของผมอยู่ที่นี่เมื่อวานนี้ – แต่จริงๆแล้วไม่ได้อยู่)

·      ถ้า “Wish”  ใช้กับอนาคต  (Future) ให้ใช้ “Verb” เป็นWould”“Should”  “Could”  “Might”  ความหมาย คือ คงไม่เกิดเหตุการณ์ตามที่ปรารถนา  หรือมีโอกาสเกิดขึ้นได้ยากเช่น

- I wish my wife would be here tomorrow.

(ผมปรารถนาว่า  ภรรยาของผมอยู่ที่นี่ในวันพรุ่งนี้  –  แต่จริงๆแล้วคงไม่ได้อยู่ หรือมีโอกาสเกิดขึ้นได้น้อยมาก)

- She wishes she could come to my party next week.

(เธอปรารถนาว่า  เธอสามารถมางานเลี้ยงของผมสัปดาห์หน้า  –  แต่จริงๆแล้วคงไม่ได้มา  หรือมีโอกาสเกิดขึ้นน้อยมาก)

- They wish they would graduate from the university next semester.

(พวกเขาปรารถนาว่า  จะเรียนจบจากมหาวิทยาลัยในเทอมหน้า–แต่คงจะไม่จบ หรือมีโอกาสเกิดขึ้นน้อยมาก)

อย่างไรก็ตาม  เมื่อใช้ “Wish” แสดงความปรารถนาในแบบปกติธรรมดา จะมีโครงสร้าง“Wish + to + verb 1”ซึ่งความปรารถนาดังกล่าวอาจจะเป็นจริงหรือไม่เป็นจริงก็ได้ เช่น

- They wish to meet their friends again next year.

(พวกเขาปรารถนาจะได้พบเพื่อนอีกในปีหน้า)

- She wishes to leave now.

(เธอปรารถนาจะจากไปในตอนนี้)

- He wishes to visit London next month.

(เขาปรารถนาจะไปเที่ยวลอนดอนเดือนหน้า)

- They wished to pass the exam this term.

(พวกเขาปรารถนาจะสอบผ่านเทอมนี้)

สำหรับอีกโครงสร้างหนึ่ง คือ  “Wish +กรรม+ noun”มีความหมาย คือ ขออวยพรให้” เช่น

- She wished them a Merry Christmas and a Happy New Year(เธออวยพรวันคริสมาสต์และปีใหม่ให้พวกเขา)

- He wishes his parents a long and happy life.

(เขาอวยพรให้พ่อแม่มีชีวิตยืนยาวและมีความสุข)

- I wish you success.

(ผมขออวยพรให้คุณประสบความสำเร็จ)

17. They _______________ for the program.

(พวกเขา ______________________ ต่อโครงการ-รายการ)

(a) responsible    (รับผิดชอบ)  (เป็นคำคุณศัพท์)

(b) should be responsible    (ควรรับผิดชอบ)

(c) should responsible

(d) should response    (response –ริส-พ้อนซ– เป็นคำนาม หมายถึง “คำตอบ, การตอบ, การตอบสนอง, การโต้ตอบ, การขานรับ)

ตอบ  -  ข้อ  (c) “Responsible”  เป็นคำคุณศัพท์  จึงต้องใช้กับ “Verb to be”  ดังนั้น จึงต้องใช้เป็น “Should be, Shall be, Will be, Would be, Can be, Could be, Must be, May be”  ดังตัวอย่างข้างล่าง

         - I shall be there before noon.

(ผมจะอยู่ที่นั่นก่อนเที่ยง)

       - We should be careful when we cross the street.

(เราควรระมัดระวัง  เมื่อเราข้ามถนน)

       - She will be glad to get a new job.

(เธอจะดีใจที่ได้งานใหม่)

       - They can be helpful in time of need.

(พวกเขาสามารถให้ความช่วยเหลือได้  ในเวลาที่ต้องการ)

       - It could be dangerous to swim across that river.

(มันอาจมีอันตรายที่จะว่ายข้ามแม่น้ำนั้น)

       - We must not be late for the class.

(เราจะต้องไม่ไปเรียนสาย)

       - He may be too confident about the future of his company.

(เขาอาจจะมั่นใจมากเกินไป  เกี่ยวกับอนาคตของบริษัท)

       - She might be reluctant to accept your offer.

(เธออาจไม่เต็มใจที่จะรับข้อเสนอของคุณ)

18. What ________________ when he saw you?

(________________________ อะไร  เมื่อเขาพบคุณ)

(a) does he say

(b) did he say    (เขาพูด)

(c) he said

(d) he had said

ตอบ  -  ข้อ   (b)   เนื่องจากเป็นการใช้ “Verb to do” (Do, Does, Did) สร้างประโยคคำถามที่ขึ้นต้นด้วย  “Question word” (What, When, Where, Why, How)  จากกริยา ในที่นี้ คือ  “Say”  ตัวอย่างอื่นๆ ได้แก่

          - Why do you look so tired?

(ทำไมคุณจึงมีท่าทางเหน็ดเหนื่อย)

           - When did you arrive at the meeting this morning?

(คุณมาถึงที่ประชุมเมื่อใดเช้านี้)

          - Where did she stay when she was in London?

(เธอพักที่ไหนเมื่อเธออยู่ในลอนดอน)

          - What does he do for a living?

(เขาทำงานอะไรเพื่อการดำรงชีพ)

          - How did they get back their lost dog?

(พวกเขาได้หมาที่หายไปคืนมาได้อย่างไร)

19. He doesn’t believe in spoken agreements.  He always insists on ________________ .

(เขาไม่เชื่อในข้อตกลง-สัญญาโดยทางวาจา  เขายืนกรานเสมอในเรื่อง ______________)

(a)  have them written

(b)  have them write

(c)having them in writing    (มีมัน (ข้อตกลง-สัญญา) เป็นลายลักษณ์อักษร)

(d)  having them writing

ตอบ  -  ข้อ   (c)  “In writing” หมายถึง “เป็นลายลักษณ์อักษร, เป็นภาษาเขียน”สำหรับวลีที่ใช้  “In”  ได้แก่“deep in water and mud”  (จมลึกอยู่ในน้ำและโคลน)  “arrive in”  (มาถึงในเมือง หรือ ประเทศ)  (แต่ถ้ามาถึง โรงเรียน, ธนาคาร, วัด, บ้าน ฯลฯ ใช้  “arrive at”)  “interested in”(สนใจใน), “qualified in  (มีคุณสมบัติในเรื่อง), “weak in”  (อ่อนในเรื่อง), “deficient in  (ขาดหรือบกพร่องในเรื่อง), “proficient in”  (ชำนาญหรือคล่องแคล่วในเรื่อง), “successful in”  (ประสบความสำเร็จในเรื่อง), “disappointed in”  (ผิดหวังในเรื่อง), “in a box”  (ในกล่อง), “in a pocket”  (ในกระเป๋า), “sit in an armchair”  (นั่งในเก้าอี้ท้าวแขน), “in bed”  (ในเตียงหรือบนเตียง), “in the bath”(ในอ่างน้ำ), “in her hand”  (ในมือของเธอ), “in each other’s arms” (ในอ้อมแขนของกันและกัน),“in the area”  (ในพื้นที่), “in the garden” (ในสวน), “in the air”  (ในอากาศ), “in the middle of the room” (ที่กลางห้อง), “in the direction of”  (ในทิศทางของ), “in a restaurant”  (ในภัตตาคาร), “in the bathroom”  (ในห้อง น้ำ), “in school”  (ในโรงเรียน), “in hospital”  (ในโรงพยาบาล), “in the kitchen”  (ในครัว),“in the shop window”  (ในตู้โชว์กระจกของร้าน), “in a mirror”  (ในกระจก), “in a lake”  (ในทะเลสาบ), “in black suit”  (ในชุดดำ), “in the water”  (ในน้ำ), “write in ink”  (เขียนด้วยหมึก), “write in pencil” (เขียนด้วยดินสอ), “in the first chapter”  (ในบทที่ ๑), “in the film”  (ในภาพยนตร์), “wait in the queue”  (รออยู่ในแถว), “be in a play”  (ร่วมแสดงละคร), “in April”  (ในเดือนเมษายน), “in  2016”  (ในปี ๒๐๑๖), “in the morning (afternoon, evening)”  (ในตอนเช้า-บ่าย-เย็น), “in recent years”  (ในช่วงไม่กี่ปีมานี้), “in the winter (summer, spring)”  (ในหน้าหนาว-ร้อน-ใบไม้ผลิ), “in the meantime”  (ในระหว่างนั้น), “in two months”  (ภายใน ๒ เดือน), “in my absence”  (ตอนที่ผมไม่อยู่), “in the aftermath of the accident”  (ภายหลังจากอุบัติเหตุ), “in half an hour” (ภายในครึ่งชั่วโมง), “in two minutes”  (ใน ๒ นาที), “in ancient society” (ในสังคมสมัยโบราณ), “in nature”  (ในธรรมชาติ), “in these circumstances”  (ในสภาพแวดล้อมเหล่านี้), “in this situation”  (ในสถานการณ์เช่นนี้), “in a state of near chaos”  (อยู่ในสภาวะใกล้จลาจล), “in a position to help others”  (อยู่ในฐานะที่ช่วยคนอื่นได้), “in the sun”  (ท่ามกลางแสงอาทิตย์)  “in the dark”  (ในหรือท่ามกลางความมืด), “in the dim light” (ท่ามกลางแสงสลัวๆ), “in her voice”  (ในน้ำเสียงของเธอ), “in love”  (ในความรัก-ตกหลุมรัก), “in a state of shock”  (อยู่ในสภาวะช้อค), “in low spirits”  (ในสภาพจิตใจหดหู่หรือตกต่ำ), “in a temper”  (ด้วยความโกรธหรือในอารมณ์โกรธ), “in favor of free speech”  (เห็นด้วยกับการพูดแบบมีเสรี), “cry out in pain”  (ร้องด้วยความเจ็บปวด), “look up in surprise”  (เงยหน้ามองด้วยความประหลาดใจ), “in an effort to”  (ในความพยายามที่จะ), “in response to”  (เพื่อตอบสนองต่อ), “in answer to”  (เพื่อเป็นการตอบ), have confidence in”  (มีความเชื่อมั่นใน), “take interest in”  (สนใจใน), “a course in Chinese”  (คอร์สภาษาจีน), “an expert in”  (ผู้เชี่ยวชาญในเรื่อง.....), “make money in business”  (หาเงินในธุรกิจ), “make his career in music”  (ประกอบอาชีพทางดนตรี), “in his old age”  (ในวัยชราของเขา), “a woman in her twenties”  (ผู้หญิงในวัย ๒๐ – ๒๙), “in my opinion”  (ในความเห็นของผม), “in her view”   (ในทัศนะของเธอ), “recruit workers in hundreds”  (รับคนงานเป็นร้อยๆคน), “in my experience”  (จากประสบการณ์ของผม), “in her own eyes”  (ในสายตาของเธอ), “speak in Italian”  (พูดภาษาอิตาเลียน), “speak in a calm voice” (พูดด้วยน้ำเสียงที่สงบ), “his complaints in writing”  (การร้องเรียนของเขาเป็นลายลักษณ์อักษร), “in financial difficulty”  (ในสภาวะยุ่งยากทางการเงิน), “$100,000 in cash”  (เป็นเงินสด ๑๐๐,๐๐๐ เหรียญ), “dressed in black”  (ใส่ชุดสีดำ), “in real danger”  (ตกอยู่ในอันตรายอย่างแท้จริง), “in the planning stage”  (ในขั้นตอนการวางแผน), “10 meters in length”  (ยาว ๑๐ เมตร), “cut it in two”  (ตัดมันออกเป็น ๒ ส่วน), “shrink in size”  (มีขนาดเล็กลง-หดลง), “join in”  (ร่วมวงด้วย), “a one in five chance of success”  (โอกาสสำเร็จ ๑ ใน ๕), “the pain in my feet”  (การเจ็บที่เท้าของผม), “the hole in his shirt”  (รู – รอยขาด – ในเสื้อเชิร์ตของเขา), “was shot in the leg”  (ถูกยิงที่ขา),  “in fashion”  (กำลังเป็นที่นิยม), “result in his death”  (ส่งผลให้เขาตาย), “believe in”  (เชื่อมั่น-ศรัทธาใน), “in the first place”  (ในประการแรก)  (กล่าวเมื่อจะบอกเหตุผลหลายๆ ประการ  เกี่ยวกับเรื่องใดเรื่องหนึ่ง  แล้วตามด้วยเหตุผลที่ต้องการจะบอก)  เป็นต้น

20. Mary does not know ____________________ for a living.

(แมรี่ไม่รู้ว่า______________________เพื่อการดำรงชีพ)

(a) what will she do

(b) how will she do

(c) what she will do    (เธอจะทำงานอะไร)

(d) that she will do

ตอบ  -  ข้อ  (c)   เนื่องจากเป็นการเปลี่ยนประโยค “Direct speech” (What will she do for a living?)  ให้เป็นประโยค “Indirect speech”  (Mary does not know what she will do for a living.)  ดูเพิ่มเติมเรื่องนี้จากประโยคตัวอย่างข้างล่าง

                 ตัวอย่างที่ ๑

-   He asked me ______________ I was hungry.

(เขาถามผมว่าผมหิว ______________________)

(a) that

(b) why

(c) how

(d) if    (หรือไม่)

(e) weather   (อากาศ)

ตอบ  -  ข้อ   (d)  เนื่องจากมาจากประโยค “Direct speech”  คือ  “Are you hungry?” เมื่อจะเปลี่ยนเป็นประโยค “Indirect speech”  จะต้องเชื่อมด้วย  If”หรือ “Whether”(He asked me if (whether) I was hungry.) ซึ่งทั้ง ๒ คำมีความหมายเหมือนกัน คือ “หรือไม่, หรือปล่าว”  กล่าวโดยสรุป คือ ถ้าประโยค “Direct speech”ซึ่งเป็นประโยคคำถาม  ขึ้นต้นด้วยกริยาพิเศษ  (Verb to be, to have, to do) หรือ“Modal verb” (Will, Would, Shall, Should, Can, Could, May, Might, Must) เมื่อเปลี่ยนเป็นประโยค  “Indirect speech”  จะต้องเชื่อมข้อความระหว่าง  “Reporting speech” (He asked me) และ  “Reported speech” (I was hungry)  ด้วย  “If” หรือ “Whether”เสมอ  ห้ามใช้  “That”  ดังตัวอย่างประโยคข้างล่าง

           - Are you a student?  (คุณเป็นนักเรียนใช่ไหม)

(She wants to know if (whether) he is a student.)

(เธอต้องการรู้ว่าคุณเป็นนักเรียนหรือไม่)

            - Do you like to play tennis?  (คุณชอบเล่นเทนนิสไหม)

(He asked me if (whether) I liked to play tennis.)

(เขาถามผมว่าผมชอบเล่นเทนนิสหรือไม่)

           - Will you go to my party?(คุณจะไปงานเลี้ยงของผมไหม)

(I ask her if (whether) she will come to my party.)

(ผมถามเธอว่าจะไปงานเลี้ยงของผมหรือไม่)

     - Can you play the piano?(คุณเล่นเปียโนเป็นไหม)

(They asked me if (whether) I could play the piano.

(พวกเขาถามผมว่าเล่นเปียโนเป็นหรือไม่)

                       ในกรณีที่ประโยค  “Indirect speech”  เป็นประโยคบอกเล่า ให้ใช้ “That” เชื่อม หรืออาจละไว้ก็ได้  (ไม่ต้องเขียนลงไป)   เช่น

-       I go for a walk every morning.

(ผมออกเดินทุกเช้า)

(I tell him (that) I go for a walk every morning.)

(ผมบอกเขาว่าผมออกเดินทุกเช้า)  หรือ

(I told him (that) I went for a walk every morning.)

-      I have been to London several times.

(ผมเคยไปลอนดอนหลายครั้ง)

(She said (that) she had been to London several times.)

(เธอพูดว่าเธอเคยไปลอนดอนหลายครั้ง)

                    สำหรับในกรณีที่ ประโยค “Direct speech”  เป็นประโยคคำถามที่ขึ้นต้นด้วย  “Question word” (What, When, Where, Why, How, etc.)  เมื่อเปลี่ยนเป็นประโยค  “Indirect speech”  ให้เอา   “Question word”นั้นๆ มาเป็นตัวเชื่อม  โดย “ไม่ต้องใช้” “That”  เช่น  ในประโยคข้างล่าง  “ห้ามใช้”“…….to find that where it is hiding”

             ตัวอย่างที่ ๒

              จงหาที่ผิดหลักไวยากรณ์จากข้อ (๑) – (๔)

-      Are you waiting (1) for success (2) to arrive or are you going (3) to find where (4) is it hiding?

(คุณกำลังรอคอยให้ความสำเร็จมาหา  หรือคุณจะไปหาว่ามันกำลังหลบซ่อนอยู่ที่

ไหน)  (ข้อนี้เหมือนเป็นคำสอนคน  อย่าให้มัวแต่รอคอยความสำเร็จ  แต่ให้ขยันทำงาน

เพื่อจะได้พบกับความสำเร็จ  คือ  สอนให้เป็นฝ่ายรุก มิใช่ตั้งรับ)

ตอบ   –    ข้อ  (4)  แก้เป็น  “it is”  เนื่องจากอยู่ในรูป  “Indirect speech” หรือ Reported speech”  คือ   “คำพูดที่ถูกกล่าวรายงาน”   เป็นการเปลี่ยนจากประโยค   “Direct speech” (Where is it hiding?)   มาเป็นประโยค  “Indirect speech”   ที่ขึ้นต้นด้วย   “are you going to find …….”  จึงต้องเอาประธานมาไว้หน้าคำกริยา   “where it is……..”  ซึ่งเป็นการเรียงคำแบบประโยคบอกเล่า  มิใช่เอาคำกริยาไว้หน้าประธาน  (where is it)  เหมือนในประโยคคำถามดังตัวอย่างข้างล่าง

- How old are you? (Direct speech)

(คุณอายุเท่าใด)

- I want to know how old you are. (Indirect speech)

(ผมอยากทราบว่าคุณอายุเท่าใด)

- Where is she going? (Direct speech)

(เธอกำลังจะไปที่ไหน)

- He asks her where she is going. (Indirect speech)

(เขาถามเธอว่า  เธอกำลังจะไปที่ไหน)

- When will you retire from your work? (Direct speech)

(คุณจะเกษียณจากงานเมื่อใด)

      - I asked him when he would retire from his work. (Indirect speech)

(ผมถามเขาว่าเขาจะเกษียณจากงานเมื่อใด)

 

เรียน  ท่านผู้ติดตามอ่าน เว็บไซต์  “everydayenglish.pwa.co.th”

                  ถ้าท่านมีคำแนะนำให้ปรับปรุงเว็บไซต์นี้ประการใด  กรุณาส่ง   e-mail ไปที่  ดร. วัชรินทร์  ภูเขาทอง   ผอ. สำนักวิทยาการ  การประปาส่วนภูมิภาค  ผู้จัดทำเว็บไซต์นี้  ตาม   “Address” wpookaotong@yahoo.com   (โปรดระบุหัวเรื่องด้วยว่า  “ปรับปรุงเว็บไซต์”)   เพื่อที่ผู้จัดทำฯ จะได้ปรับปรุงเนื้อหาได้ตรงตามความประสงค์ของผู้อ่านเว็บไซต์นี้