หมวดข้อสอบ TOEIC (ตอนที่ 95)

Part V: Sentence Completion   (ส่วนที่ 5 :  การเติมประโยคให้สมบูรณ์)

Choose the best alternative to make a correct sentence.

(จงเลือกข้อที่ดีที่สุดเพื่อทำให้ประโยคมีความถูกต้อง)

1. I am _____________ to see you here.

(ผม ____________________ ที่ได้พบคุณที่นี่)

(a) surprise    (ทำให้ประหลาดใจ)

(b) surprising    (น่าประหลาดใจ)

(c) surprised    (รู้สึกประหลาดใจ)

(d) to surprise

2. He is a friend of ________________.

(เขาเป็นเพื่อน _____________________ )

(a) me

(b) my

(c) mine    (ของฉัน, ของผม)

(d) I

ตอบ   -   ข้อ   (c)  ใช้รูป  “Possessive pronoun” (Mine, Yours, Ours, Theirs, His, Hers, Its)  หลัง   “Of”  เมื่อแสดงความเป็นเจ้าของ  ดูเพิ่มเติมจากประโยคข้างล่าง

                         ตัวอย่างที่ ๑

-   If you need an extra bed for your guest, you can use one _______________.

(ถ้าคุณต้องการเตียงพิเศษสำหรับแขกของคุณ  คุณสามารถใช้เตียง ____________________)

(a)   of us

(b)  of our

(c) of ours   (ของเรา)

(d) of our bed

ตอบ   -   ข้อ   (c)  เนื่องจาก  “Of”   เมื่อใช้ในความหมาย  “ของ”  จะตามด้วยรูป   “Possessive  pronoun”  (Mine, Yours, Ours, Theirs, Hers, His, Its)  เสมอ  เช่นในประโยคข้างบน  หรือ ตัวอย่างข้างล่าง

           - He is a friend of mine.

(เขาเป็นเพื่อนคนหนึ่งของผม)

         - That is a beautiful house of hers.

(นั่นเป็นบ้านที่สวยงามของเธอ)

         - It is an unavoidable duty of ours.     

(มันเป็นหน้าที่ที่หลีกเลี่ยงไม่ได้ของพวกเรา)

         - It is no business of yours.

(มันมิใช่กงการ (เรื่อง) อะไรของคุณเลย)

                   อนึ่ง  ในประโยคในตัวอย่างที่  ๑  สามารถตอบข้อ  (d)  ได้  แต่ต้องแก้เป็น   “of our beds”   หมายถึง  “เตียง  ๑  ตัว  จากหลายๆ ตัว” 

                  อย่างไรก็ตาม  เมื่อใช้ในความหมายอื่น  ต้องใช้   “Of + Pronoun  รูปกรรม  เช่น

- She is afraid of me.   (เธอกลัวผม)

- We are fond of her.   (เราชอบเธอ)

- I never thought of them.   (ผมไม่เคยนึกถึงพวกเขาเลย)

       และจงสังเกตการใช้  “Of”  กับคำนาม จากประโยคข้างล่าง

- I bought a painting of the President’s.  

(ผมซื้อภาพที่ประธานาธิบดีวาด)  (ภาพของประธานาธิบดี)

-  I bought a painting of the President.

(ผมซื้อภาพประธานาธิบดี)  (ประธานาธิบดีอยู่ในภาพนั้น)

                   นอกจากนั้น  ในโครงสร้างต่อไปนี้  จะต้องใช้รูป   “Of + Pronoun  ในรูปกรรม  (Me, You, Us, Them, Him, Her, It)”  กล่าวคือ  โครงสร้าง  “It + is (was) +  Adjective + of +  กรรม” =   “กรรมนั้นช่าง...................เหลือเกิน  ที่..................”   เช่นในประโยค

-   It was very careless of her to leave her baby in the taxi.

(มันเป็นความสะเพร่าอย่างยิ่งของเธอ  ที่ทิ้งทารกน้อยไว้ในรถแท็กซี่)

          - It is very kind of you  (กรรม) to help me.

(คุณช่างกรุณามากเหลือเกินที่ช่วยเหลือผม)

        - It was very nice of her to donate a lot of money to charity.

(เธอช่างกรุณาเสียเหลือเกินที่บริจาคเงินมากมายให้กับการกุศล)

         - It was good of your father (him) to come.

(คุณพ่อของคุณช่างกรุณาเหลือเกินที่อุตส่าห์มา)

           - How kind of them to help those poor children.

(พวกเขาช่างกรุณาเหลือเกินที่ช่วยเหลือเด็กที่น่าสงสารเหล่านั้น)

3. She told me she ________________ here.

(เธอบอกผมว่า  เธอ __________________ ที่นี่)

(a) will come

(b) would come    (จะมา)

(c) has come

(d) never come

ตอบ   -   ข้อ   (b)  ใช้   “Would come” เพื่อให้สอดคล้องกับ   “Told” (เป็นอดีต)

4. People who are _______________ cannot see the difference between colours.

(คนผู้ซึ่ง __________________ ไม่สามารถมองเห็นความแตกต่างระหว่างสีได้)

(a) colour blind

(b) blind coloured

(c) colour-blind    (ตาบอดสี)  (ต้องมีขีด (-) คั่นกลางเสมอ)

(d) blind of colours

5. The old lady promised to ______________ the little orphans.

(สุภาพสตรีชราสัญญาที่จะ _________________ เด็กกำพร้าตัวเล็กๆพวกนั้น)

(a) be friend

(b) be friendly    (เป็นมิตร, กรุณา, ให้ความช่วยเหลือ)  (ใช้ได้เช่นกัน  แต่ต้องตามด้วย  “With”)

(c) befriend   (คบเป็นเพื่อนกัน, ให้ความช่วยเหลือ)  (เป็นคำกริยา)

(d) have friendship   (มีมิตรภาพ)  (ไม่ใช้รูปนี้)

6. How _______________ do you have your hair cut?

(คุณตัดผม ______________________เท่าใด)

(a) much    (มาก)

(b) many times    (หลายครั้ง)

(c) often    (บ่อย)

(d) long    (ยาว, นาน)

ตอบ   -   ข้อ   (c) สำหรับข้อ   (b)  ก็อาจใช้ได้เช่นกัน  แต่ต้องแก้เป็น  “How many times do you have your hair cut in a month (in two months)?

7. I prefer reading to _________________.

(ผมชอบการอ่านมากกว่า ______________________ )

(a) write

(b) to write

(c) writing    (การเขียน)

(d) to writing

ตอบ    –    ข้อ   (c)   เนื่องจากต้องใช้ให้สมดุลกับ  “reading” ทั้งนี้ “Prefer” สามารถตามด้วย  “Gerund” (Verb + ing) หรือ  “Infinitive with to” (To + Verb 1) ก็ได้   โดยมีความหมายเหมือนกัน   ดังนั้น   ประโยคข้างบนอาจใช้อีกอย่างหนึ่ง คือ

              - I prefer to read to to write.

(อย่างไรก็ตาม  ไม่นิยมใช้โครงสร้างนี้   เนื่องจากมี “To” ถึง ๓ ตัว)

                   สำหรับคำกริยาต่อไปนี้ สามารถตามด้วย  “Infinitive with to” (To + Verb 1)  หรือ “Gerund” (V. + ing)  แล้วความหมายเหมือนกัน   ได้แก่“begin, start, continue  (ทำต่อไป), like, dislike  (ไม่ชอบ, เกลียด), love, hate  (เกลียด), propose  (เสนอ), prefer  (ชอบมากกว่า), help,  intend(ตั้งใจ), fear, attempt (พยายาม),  bear  (ทน)”  เช่น

-   They started to play football. (= They started playing football.)

(เขาเริ่มเล่นฟุตบอล)

-   She likes to dance. (= She likes dancing.)

(เธอชอบการเต้นรำ)

          -  We continued to study for our exam.

    (= We continued studying for our exam.)  (เราเรียนต่อไปเพื่อการสอบ)

            - She hates to stay in a dirty place. (= She hates staying in a dirty place.) (เธอเกลียดการพักในสถานที่สกปรก)

8. A man _______________ came to see you while you were out.

(ผู้ชาย ___________________ มาหาคุณในขณะที่คุณออกไปข้างนอก)

(a) has long legs

(b) with long legs who

(c) had long legs

(d) with long legs    (ที่มีขายาว)

ตอบ    –    ข้อ   “d”   อาจใช้รูปแบบอื่นๆ  คือ“A man who has long legs came to see you……………….” หรือ “A man having long legs came to ………………..”ก็ได้

9. We’re lucky to live in a ______________ country.

(เราโชคดีที่อาศัยอยู่ในประเทศ _____________________ )

(a) democracy    (ระบอบประชาธิปไตย, การปกครองแบบประชาธิปไตย) (เป็นคำนาม)

(b) democratic    (ที่เป็นประชาธิปไตย, ในระบอบประชาธิปไตย)  (เป็นคำคุณศัพท์)

(c) democrat     (ผู้นิยมระบอบประชาธิปไตย) (เป็นคำนาม)

(d) democracies(ประเทศที่ปกครองด้วยระบอบประชาธิปไตย) (เป็นคำนาม)

ตอบ    –    ข้อ   (b)  เนื่องจากขยายหน้าคำนาม (country) จึงต้องใช้คำคุณศัพท์

10. I object _______________ your proposal.

(ผมคัดค้าน (ไม่เห็นด้วย) _____________________ข้อเสนอของคุณ)

(a) to    (กับ)

(b) against

(c) in

(d) at

(e) on

ตอบ   –   ข้อ   (a)  “Object to” หมายถึง  “คัดค้าน, ไม่ชอบ, ไม่เห็นด้วย”  เช่น

            - We object to the selection of Tom as our team leader.

(พวกเราไม่เห็นด้วยกับการเลือกทอม  เป็นหัวหน้าทีมของพวกเรา)                   

                  สำหรับคำคุณศัพท์  (Adjective)   ที่ใช้กับ “To”   ได้แก่   kind (กรุณา, ใจดี)  -  He is very kind to me.  (เขากรุณาต่อผมมาก),  “new”  (It is new to me.  –  มัน (เป็นเรื่อง) ใหม่สำหรับผม), close  (ใกล้ชิดกับ),  cruel  (โหดร้ายกับ),  hostile  (มุ่งร้าย หรือเป็นปฏิปักษ์กับ),  obvious  (ชัดเจนแก่),  obedient  (เชื่อฟังต่อ),  peculiar  (แปลกประหลาดแก่, เฉพาะกับ),  equal  (เท่ากันกับ),  grateful  (ขอบคุณ, เป็นหนี้บุญคุณ)  -  I’m very grateful to your kind assistance.  (ผมขอบคุณอย่างมากต่อความช่วยเหลือของคุณ),  harmful  (เป็นอันตรายต่อ),  kind  (กรุณาต่อ),  dear  (เป็นที่รักแก่),  faithful  (ศรัทธาต่อ),  junior  (อาวุโสน้อยกว่า),  senior  (อาวุโสมากกว่า)  -  He is senior to me in the army.  (เขาอาวุโสกว่าผมในกองทัพ  -  คือมียศสูงกว่า),  inferior  (ด้อยกว่า, เลวกว่า, แย่กว่า),  superior  (ดีกว่า, เหนือกว่า),  polite  (สุภาพต่อ)  -  He is polite to everyone he meets.  (เขาสุภาพกับทุกคนที่เขาเจอะเจอ),  familiar  (คุ้นเคยกับ)  -  Most people at the party were familiar to me.  (คนส่วนใหญ่ที่งานเลี้ยงคุ้นเคยกับผม,  useful  (เป็นประโยชน์กับ),  similar  (คล้ายกับ),  rude  (หยาบคายกับ),  previous  (ก่อน),  used  (เคย),  accustomed  (คุ้นเคย, เคยชิน)  -  They are accustomed to hot weather.  (พวกเขาคุ้นเคยกับอากาศร้อน),  clear  (ชัดเจนกับ),  essential  (จำเป็นกับ),  necessary  (จำเป็นต่อ),  good  (ปฏิบัติดีต่อ),  identical  (เหมือนกับ)  -  The material is almost identical to limestone.  (วัตถุชิ้นนั้นเกือบจะเหมือนกันเป๊ะกับหินปูน),  satisfactory (เป็นที่พอใจของ),  important  (สำคัญต่อ),  significant  (สำคัญต่อ),  equivalent  (เท่ากับ, เสมือนกับ),  loyal  (จงรักภักดีต่อ)   เป็นต้น

                      สำหรับคำกริยาที่ใช้กับ  “To”  ได้แก่   “happen”  (เกิดขึ้น)  -  The accident happened to his family a long time ago.  (อุบัติเหตุเกิดขึ้นกับครอบครัวของเขานานมาแล้ว),  occur  (เกิดขึ้น),  resort  (หันไปใช้)  -  You must never resort to violence.  (คุณจะต้องไม่หันไปใช้ความรุนแรง),  compare  (เปรียบเทียบว่าเหมือนกับ)-  Some people compare sleep to death.  (บางคนเปรียบเทียบการนอนหลับว่าเหมือนกับความตาย),  belong  (เป็นของ)  -  That car belongs to me.  (รถยนต์คันนั้นเป็นของผม),  attend  (เอาใจใส่)  -  You should attend to your teacher’s advice.  (คุณควรเอาใจใส่คำแนะนำของอาจารย์),  see to it  (ดูแลในเรื่อง, จัดการในเรื่อง)  -  I will see to it that you get what you want.  (ผมจะดูแลให้ว่า  คุณได้ทุกอย่างที่คุณต้องการ),  consent  (ยินยอมต่อ)  -  He consented to postponement of the trip.  (เขายินยอมกับการเลื่อนการเดินทางออกไป),  attribute  (มีสาเหตุมาจาก)   -  He attributed the worsening situation to increased conflicts between the government and the people.  (เขาคิดว่าสถานการณ์ที่แย่ลง  มีสาเหตุมาจากความขัดแย้งระหว่างรัฐบาลและประชาชน),  apply  (สมัคร, ขอ),  reply  (ตอบ),  appeal  (อุทธรณ์, ชวนให้เกิดความสนใจ หรือ หลงใหล),  confine  (จำกัดอยู่ใน),  turn  (หันไปหา, หันไปใช้),  amount  (รวมเป็นจำนวน),  surrender  (ยอมจำนนต่อ),  listen  (ฟัง),  recommend  (แนะนำว่าดี),  devote  (อุทิศแก่),  accustom  (ทำให้คุ้นเคยกับ),  object  (คัดค้าน, ไม่เห็นด้วยกับ),  succumb  (พ่ายแพ้ต่อ, ยอมจำนนกับ)  -  He finally succumbed to injury.  (เขาในที่สุดพ่ายแพ้ต่อการบาดเจ็บ  -  คือตาย),  complain  (บ่น หรือ ร้องเรียนกับ)They complained to me about the noise.  (เขาร้องเรียนกับผมเกี่ยวกับเรื่องเสียงดัง),  suggest  (แนะนำกับ)   -  I suggested to him that he should work harder.  (ผมแนะนำกับเขาว่า  เขาควรขยันมากขึ้น),  respond  (ตอบสนองต่อ)   - The government should quickly respond to its people’s demand.  (รัฐบาลควรตอบสนองต่อความต้องการของประชาชนอย่างรวดเร็ว),  look forward to  (ตั้งหน้าตั้งตารอคอย),  refer  (อ้างถึง, แนะนำให้ไปหา),  yield  (จำนน หรือพ่ายแพ้ต่อ),  introduce  (แนะนำให้รู้จักกับ),  reduce  (ลดลงจนต้อง),  be used to  (คุ้นเคยหรือเคยชินกับ),  get used to  (คุ้นเคยหรือเคยชินกับ),  be accustomed to  (คุ้นเคยหรือเคยชินกับ),  get accustomed to  (คุ้นเคยหรือเคยชินกับ),   เป็นต้น

11. Though the railways have no competition, most people see that their charges are fair and __________________.

(แม้ว่ารถไฟจะไม่มีการแข่งขัน   คนส่วนมากมองว่าราคา (ค่าบริการของรถไฟ)  เป็นธรรมและ _______________________ )

(a) reason   (เหตุผล – เป็นคำนาม)

(b) reasonable   (ราคาพอสมควร, ไม่แพงเกินไป, มีเหตุผล, เหมาะสม) (เป็นคำคุณศัพท์)

(c) reasonably   (เป็นกริยาวิเศษณ์)

(d) reasonless    (ปราศจากเหตุผล)

12. I will give you _______________ details later.

(ผมจะให้รายละเอียด _______________________ แก่คุณ  ในภายหลัง)

(a) farer   (คำนี้ไม่มีใช้)

(b) farther   (ไกลกว่า)

(c) further   (เพิ่มเติม, มากขึ้น, ขยายออกไปอีก – เป็นคำคุณศัพท์) (ต่อไป, ไกลออกไป, นานออกไป – เป็นกริยาวิเศษณ์)

(d) longer   (ยาวกว่า, นานกว่า)

13. “A corner shoe store” means “____________________”.

(“ร้านรองเท้าที่หัวมุมถนน”   หมายถึง ____________________ )

(a) the shoe at the corner of a store   (รองเท้าที่มุมของร้าน)

(b) one corner of a shoe store   (มุมหนึ่งของร้านรองเท้า)

(c) a store selling shoes at the corner   (ร้านขายรองเท้าอยู่ที่หัวมุมถนน)

(d) the shoe at one corner of the store   (รองเท้าที่มุมหนึ่งของร้าน)

ตอบ    –    ข้อ   (c)   เนื่องจากการแปลความหมายของคำนามขยายคำนาม หรือ “นามประกอบ”  (Compound noun)  ต้องแปลจากข้างหลังย้อนขึ้นมาข้างหน้า (ทั้งนี้  มีข้อสังเกต  คือ คำนามตัวหน้าจะไม่อยู่ในรูปพหูพจน์   คือไม่เติม “s” แต่จะแสดงรูปพหูพจน์ที่คำนามตัวหลัง)    ดูเพิ่มเติม “นามประกอบ” จากคำต่อไปนี้

              - bus station   (สถานีรถประจำทาง)

                 -  service buses   (รถบริการ – คือรถรับ-ส่งประชาชนทั่วไป หรือพนักงานบริษัท)

                -  bus service   (บริการรถประจำทางหรือรถรับส่งพนักงาน)

               -  flower garden (s)   (สวนดอกไม้)

                -   wood house   (บ้านไม้)

                -  steel table (s)   (โต๊ะเหล็ก)

                -  government policy   (นโยบายรัฐบาล)

                -  personnel development   (การพัฒนาบุคลากร)

            -  insurance policy   (กรมธรรม์ประกันภัย)

            -  growth rate   (อัตราการเติบโต)

            -  oil price rise   (การขึ้นราคาน้ำมัน)

            -  birthday party   (งานเลี้ยงวันเกิด)

            -  dividend payment   (การจ่ายเงินปันผล)

            -  debt payment   (การชำระหนี้)

            -  income tax deduction   (การหักภาษีเงินได้)

            -  motor insurance   (การประกันภัยรถยนต์)

            -  fire insurance    (การประกันอัคคีภัย)

            -  capital market    (ตลาดทุน)

            -  exchange rate (s)    (อัตราการแลกเปลี่ยน)

            -  traffic problem (s)    (ปัญหาจราจร)

            -  greenhouse gas    (กาซเรือนกระจก)

            -  tourism sector   (ภาคการท่องเที่ยว)

            -  climate change   (การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ)

            -  terrorism risk (s)   (การเสี่ยงภัยการก่อการร้าย)

            -  commodity price (s)   (ราคาสินค้า)

             -  price competition    (การแข่งขันด้านราคา)

             -  household debt    (หนี้ครัวเรือน)

             -  car sale (s)    (การขายรถยนต์)

             -  distribution channel    (ช่องทางการจำหน่าย)

             -  accident occurrence    (การเกิดอุบัติเหตุ)

             -  branch office (s)    (สำนักงานสาขา)

             -  insurance company    (บริษัทประกันภัย)

             -  business partner (s)    (คู่ค้า)

             -  leather belt    (เข็มขัดหนัง)

             -  business transaction (s)    (การดำเนินธุรกิจ)

14. That is _______________________.

(นั่นเป็น _______________________ )

(a) a useful information

(b) a useful piece of informations

(c) useful informations

(d) a piece of useful information    (ข้อมูลที่มีประโยชน์ ๑ ชิ้น)

ตอบ    –    ข้อ   (d)   เนื่องจาก   “Information”  เป็นคำนามนับไม่ได้   จึงไม่สามารถใช้   “A”  หรือ   “An”  นำหน้าได้  ดังในข้อ  (a)  และไม่สามารถเติม  “S” เข้าข้างท้าย   ดังในข้อ  (b)  และ  (c)    ดังนั้น  เมื่อจะนับ  “ข่าวสาร”  จึงต้องนับเป็น “ชิ้น”   ดังในข้อ  (d)  หรือนับเป็น   “หัวข้อ (Item)  (An item of informationหรือ  an information item)   อย่างไรก็ตาม   สามารถตอบข้อ  (b)  ได้เช่นเดียวกัน   แต่ต้องแก้เป็น   “a useful piece of information” สำหรับคำนามนับไม่ได้และเป็นเอกพจน์เสมอ  ที่ใช้ในลักษณะเดียวกับ  “Information”  ได้แก่paper  (กระดาษ), equipment  (อุปกรณ์, เครื่องมือ), furniture, scenery (ทิวทัศน์), damage  (ความเสียหาย), advice  (คำแนะนำ), traffic, machinery  (เครื่องยนต์กลไก), evidence  (หลักฐาน), bread  (ขนมปัง), clothing  (เสื้อผ้า), work  (งาน), luggage  (กระเป๋าเดินทาง), baggage  (กระเป๋าเดินทาง), knowledge, progress, power, news, fruit, behavior  (พฤติกรรม) เป็นต้น   คำนามเหล่านี้   ถ้าจะนับเป็นหน่วย   จะต้องใช้   สมุหนาม (Collective noun)คือนามที่แสดงความเป็นกลุ่มก้อน   ที่เหมาะสมกับคำนามนั้นๆ   เช่น

            - a piece of paper   (กระดาษ ๑ แผ่น)

            - a loaf of bread   (ขนมปัง ๑ ปอนด์ หรือก้อน)

            - a branch (field) of knowledge   (ความรู้สาขาหนึ่ง)

            - an item of news   (ข่าว ๑ หัวข้อ)

            - a kilo of fruit   (ผลไม้ ๑ กิโล)

             

15. This circle has a diameter of two inches.  Its _______________ is one inch.

(วงกลมนี้มีเส้นผ่าศูนย์กลาง ๒ นิ้ว, ________________ ของมัน คือ ๑ นิ้ว)

(a)    side    (ด้าน)

(b)   segment    (ส่วนของวงกลม)

(c)   radius   (รัศมี)

(d)   cord    (เส้นตัดวงกลม)

(e)    area   (พื้นที่)

16. I don’t smoke now.  I _____________ before the tax on tobacco was so high.

(ผมไม่สูบบุหรี่แล้วในปัจจุบัน  ผม __________________ ก่อนที่ภาษียาสูบจะสูงมาก)

(a) used to smoking

(b) was used to smoke

(c) used to   (เคยสูบ)

(d) was used to smoking    (คุ้นเคยกับการสูบบุหรี่)  (ในอดีต)

ตอบ    –    ข้อ    (c)    เนื่องจากต้องการบอกว่า  ปัจจุบันไม่สูบแล้ว  แต่เคยสูบ (ในอดีต)   ก่อนที่ภาษีจะขึ้นสูง   (ดูคำอธิบายเพิ่มเติมจากประโยคข้างล่าง)

-       He _______________ go abroad often for his work, but he has changed jobs and now no longer travels.

(เขา __________________เดินทางไปต่างประเทศบ่อยในเรื่องงาน  แต่เขาได้เปลี่ยนงานมาหลายงาน  และในปัจจุบัน  มิได้เดินทางต่อไปอีกแล้ว)

(a)   uses   (ใช้)

(b)  used to   (เคย)

(c)  was used   (ถูกใช้ – ในอดีต)

(d) is used to   (คุ้นเคย, เคยชิน – ในปัจจุบัน)

ตอบ    –    ข้อ   (b)  “Used to”  หมายถึง  เคยทำในอดีต  ปัจจุบันเลิกทำเช่นนั้นแล้ว  กล่าวคือ   ต้องเป็นเรื่องของอดีตเพียงอย่างเดียว   และต้องตามด้วยกริยาช่องที่ ๑ (Used to + Verb 1)  ส่วน   “Be used to”  หรือ “Get used to”  หมายถึง “คุ้นเคย, เคยชิน”   ต้องตามด้วย   “คำนาม”   หรือ   “Gerund” (Verb + ing) จะใช้กับเหตุการณ์ในอดีตหรือปัจจุบันก็ได้  เช่น

               - He is used to getting up late.

(เขาคุ้นเคยกับการตื่นสาย) (ปัจจุบัน)

              - She was used to watching TV late at night.

(เธอคุ้นเคยกับการดูทีวีจนดึกเวลากลางคืน) (อดีต)

              - They are used to cold weather.

(พวกเขาคุ้นเคยกับอากาศเย็น) (ปัจจุบัน)

-   We got used to swimming when we were at college.

 (พวกเราคุ้นเคยกับการว่ายน้ำ  ตอนเรียนมหาวิทยาลัย)  (คือไปว่ายน้ำบ่อยๆ)  (เป็นอดีต)

-   She gets used to eating in a Chinese restaurant.

(เธอเคยชินกับการกินอาหารในภัตตาคารจีน – คือไปกินบ่อยๆ)  (เป็นปัจจุบัน)

-   African people are used to hot weather.

(คนแอฟริกันคุ้นเคยกับอากาศร้อน)  (เป็นปัจจุบัน)

                          อนึ่ง   เมื่อต้องการทำเป็นประโยคปฏิเสธ   ให้ใส่   “Not”  หลัง “Verb to be”  หรือ ใช้   “Verb to do” (Do, Does, Did)   ช่วยในกรณีของ“Get used to”   เช่น

            - The manager is not used to speaking in public.

(ผู้จัดการไม่คุ้นเคยกับการพูดในที่สาธารณะ)  (เป็นปัจจุบัน)

                - She did not get used to going shopping when she was young.

(เธอไม่คุ้นเคยกับการไปช้อปปิ้ง  ตอนเธอเป็นเด็ก)  (เป็นอดีต)

                        สำหรับรูปปฏิเสธของ “Used to”  (เคย)  ต้องใช้   “Did not”  เท่านั้น  เช่น

              - We did not use to read a newspaper in the morning.

(เราไม่เคยอ่านหนังสือพิมพ์ในตอนเช้า) (เป็นอดีต)

                  - They didn’t use to walk to school like their classmates.

(พวกเขาไม่เคยเดินไปโรงเรียนเหมือนเพื่อนร่วมชั้น) (เป็นอดีต)

17. I shall come back _________________.

(ผมจะกลับมา ______________________ )

(a) long before    (ก่อนหน้า.................เป็นเวลานาน)

(b) before long    (ในไม่ช้า)

(c) longer

(d) not long

ตอบ    -    ข้อ   (b)   เนื่องจากมีความหมายเหมือน   “Soon”  หรือ   “In a little while”   สำหรับตัวอย่างการใช้    “Long before”   เช่น

-    I have known his parents long before I know him.

(ผมรู้จักพ่อแม่ของเขาก่อนหน้าที่ผมจะรู้จักเขา  เป็นเวลานานทีเดียว)  (คือรู้จักพ่อแม่ของทอมมา ๑๐ ปีแล้ว แต่เพิ่งรู้จักทอมได้เพียง ๒ ปี)

                   สำหรับตัวอย่างอื่นๆ ของ “Before long”   (ในไม่ช้า)  เช่น

           - Class will be over before long.

(ชั้นเรียนจะเลิกเร็วๆนี้แล้ว  –  คือจะเลิกอีกในไม่ช้า)

              - We were tired of waiting and hoped the bus would come before long.

(เราเบื่อการรอคอยและหวังว่า   รถเมลจะมาในไม่ช้า)

18. I don’t think I’ll buy this dress; it is not ______________ I really want. 

(ผมไม่คิดว่า  ผมจะซื้อเสื้อผ้าชุดนี้  มันไม่ใช่ ________________ ผมต้องการอย่างแท้จริง)

(a) what    (สิ่งที่)

(b) whatever   (อะไรก็ตาม)

(c) that   (ที่, ซึ่ง)

(d) which   (ที่, ซึ่ง)

(e) whom    (ผู้ซึ่ง, ผู้ที่)  (ใช้เป็นกรรม)

ตอบ    -    ข้อ   (a)  เนื่องจาก  “what I really want”  เป็น  “Noun clause”  ทำหน้าที่เป็น   “Complement”  (สิ่งที่มำช่วยทำให้สมบูรณ์)  ของ “Verb to be” (Is)  ดูคำอธิบายเพิ่มเติมหน้าที่ของ “Noun clause” จากประโยคข้างล่าง

                   ตัวอย่างที่ ๑

-   Tell me ________________.

(บอกผมซิว่า _______________________)

(a) what do you want?

(b) you want what

(c) what you want   (คุณต้องการอะไร)

(d) that what you want

ตอบ   –    ข้อ   (c)   เนื่องจากเป็น   “Noun clause”  ทำหน้าที่เป็น  “กรรมตรง” ของกริยา  “Tell”   ทั้งนี้  “Noun clause”  มักขึ้นต้น  (นำหน้า)  ด้วย  “Question words” (what, when, where, why, how, how much, how many, how often, who, whom, that, whether, if – หรือไม่)  (โดยไม่ต้องมี   “That”  อยู่ข้างหน้าคำเหล่านี้)   ทั้งนี้ โครงสร้างของ “Noun clause” คือ  Question word + subject + verb”  (เรียงคำแบบประโยคบอกเล่า)   สำหรับ  Noun clause” ทำหน้าที่ดังนี้   คือ

๑.       เป็นประธานของ “Verb” หรือประโยค เช่น

              - What he wants is a new house.

(สิ่งที่เขาต้องการคือบ้านหลังใหม่)

              - How he did it surprised everyone.

(วิธีการที่เขาทำมัน – หรือ เขาทำมันอย่างไร – ทำให้ทุกคนประหลาดใจ)

              - Where he lives is not known.

(ที่ที่เขาอาศัยอยู่ – หรือ เขาอาศัยอยู่ที่ไหน – ไม่มีใครรู้)

              - Why he killed his wife is a mysterious thing.

(เหตุผลที่ว่าทำไมเขาฆ่าภรรยา  - หรือ ทำไมเขาฆ่าภรรยา – เป็นเรื่องลึกลับ)

              - That he is a smart person is certain.

(ที่ว่าเขาเป็นคนฉลาดเป็นเรื่องแน่นอน)

              - Whether she will come or not is not my business.

(ไม่ว่าเธอจะมาหรือไม่ก็ตาม  ไม่ใช่ธุระของผม)

            ๒.  เป็นกรรมของ “Verb” หรือประโยค เช่น

              - I don’t know when he left.

(ผมไม่ทราบว่าเขาจากไปเมื่อใด)

             - She asked me where I lived.

(เธอถามผมว่าผมอาศัยอยู่ที่ไหน)

            - They did what they had promised.

(พวกเขาทำในสิ่งที่ได้ให้สัญญาไว้)

            - We believe that he is innocent.

(เราเชื่อว่าเขาบริสุทธิ์)

          - She did not believe what he told her.

(เธอไม่เชื่อในสิ่งที่เขาบอกเธอ)

           - The police investigated how the bank was robbed.

(ตำรวจสืบสวนวิธีการที่ธนาคารถูกปล้น – หรือ ธนาคารถูกปล้นอย่างไร)

           - I don’t know whether (if) she is happy with her new workplace.

(ผมไม่รู้ว่าเธอมีความสุขกับสถานที่ทำงานแห่งใหม่ของเธอหรือไม่)

                 ๓.  เป็นกรรมของ “Preposition” เช่น

           - She is interested in what he says.

(เธอสนใจในสิ่งที่เขาพูด)

           - They believed in what the minister preached.

(พวกเขาศรัทธาในสิ่งที่บาทหลวงเทศน์)

           - We are surprised at how he could do it.

(เราประหลาดใจว่าเขาสามารถทำมันได้อย่างไร)

           - They were satisfied with what she had provided to them.

(พวกเขาพอใจในสิ่งที่เธอได้จัดหาให้กับพวกเขา)

                   ๔.  วางไว้ข้างหลังคำคุณศัพท์  (Adjective)  ที่แสดงความรู้สึก  (Sure, Confident,  Happy, Sorry, Grateful, Doubtful, Suspicious, Certain, Delighted,  Delightful,  Anxious,  Worried, etc.) เช่น

              - I am sure that he will arrive here on time.

(ผมมั่นใจว่า  เขาจะมาถึงที่นี่ตรงเวลา)

            - He is sorry that he could not keep his words.

(เขาเสียใจว่า  เขาไม่สามารถรักษาคำพูดได้)

            - They are confident that they will get the job.

(พวกเขามั่นใจว่าพวกเขาจะได้งานทำ)

            - We are anxious that the plane will be delayed for a few hours.

(เราวิตกกังวลว่า  เครื่องบินจะล่าช้าไป ๒ - ๓ ชั่วโมง)

                ๕.  ใช้แทนคำนาม (Noun)  ที่มาข้างหน้ามัน  เช่น

             - The fact that he graduated with first-class honor is known to all.

(ข้อเท็จจริงที่ว่าเขาจบการศึกษา  ด้วยเกียรตินิยมอันดับ  ๑   เป็นที่ทราบกันโดยทุกคน(“The fact”  คือ  “that he graduated with first-class honor

ดังนั้น  “that he graduated with first-class honor” จึงเป็น  “Noun

clause”)   อย่างไรก็ตาม  ในประโยค  “The fact that (which) he told me is known to all.” (ข้อเท็จจริงซึ่งเขาบอกผมเป็นที่ทราบกันโดยทุกคน)   “The fact”   ไม่ใช่  “that (หรือ which) he told me”   แต่เป็นสิ่งอื่นต่างหาก  ดังนั้นthat (which) he told me”   จึงเป็น “Adjective clause” มาขยาย “the fact

            - The belief that all men are born equal is not held by everyone.

(ความเชื่อที่ว่ามนุษย์ทุกคนเกิดมาเท่าเทียมกัน   มิได้ยึดถือกันโดยทุกคน)   (ข้อความที่ขีดเส้นใต้เป็น “Noun clause)

             - The notion that wealthy men are always happy is rejected by many people. 

(ความคิดที่ว่าคนที่ร่ำรวยมีความสุขเสมอ  ถูกปฏิเสธโดยคนจำนวนมาก)  (ข้อความที่ขีดเส้นใต้เป็น “Noun clause)

หมายเหตุ   –   จากตัวอย่างข้างบน  ถ้าเป็น “Noun clause” จะใช้ “that” นำหน้าเพียงอย่างเดียวเท่านั้น  (ไม่ใช้ “which”)  และ  “that” จะไม่ทำหน้าที่ประธาน หรือกรรม  แต่ถ้าเป็น “Adjective clause”  จะใช้ “that” หรือ “which” ก็ได้  และมันจะทำหน้าที่ประธาน หรือกรรมของประโยคอย่างใดอย่างหนึ่ง เช่น

-        The book which (that) is on the table is mine.

(หนังสือซึ่งอยู่บนโต๊ะเป็นของผม)  (ข้อความที่ขีดเส้นใต้เป็น  “Adjective clause”  ขยาย “The book”  โดย “which (that)” ทำหน้าที่เป็นประธานของ

Clause

             -  The book which (that) you gave me is very interesting.

(หนังสือซึ่งคุณให้ผมน่าสนใจอย่างมาก)  (ข้อความที่ขีดเส้นใต้เป็น “Adjective clause”  ขยาย   “The book”  โดย  “which (that)”  ทำหน้าที่เป็นกรรมตรงของ “Clause”  ส่วน “me” เป็นกรรมรอง)

19. You can learn _____________ the word from the dictionary.

(คุณสามารถเรียนรู้ ____________________ คำจากพจนานุกรม)

(a) pronunciation    (การออกเสียง, วิธีการออกเสียง)

(b) pronouncing

(c) to pronounce    (ที่จะออกเสียง)

(d) pronounce

ตอบ  -  ข้อ   (c)  เนื่องจาก   “Learn + to + Verb 1” ดูคำอธิบายเพิ่มเติมจากตัวอย่างข้างล่าง

                 ตัวอย่างที่ ๑

-    I’ll try _______________ my best.

(ผมจะพยายาม ___________________ ดีที่สุด)

(a) to make

(b) to work

(c) to show

(d) to do   (ทำ)

ตอบ    –    ข้อ   (d)  “Do one’s best” = “ทำดีที่สุด” และหลังกริยา “Try” ต้องตามด้วย  “Infinitive with to” (To + Verb 1)  สำหรับกลุ่มคำกริยาที่ต้องตามด้วย  “Infinitive with to” (To + Verb 1)  ได้แก่   “promise (สัญญา),  offer (เสนอ),   want (ต้องการ),   hope (หวัง),   plan (วางแผน),   hesitate (รีรอ, ลังเลใจ),   fail  (ล้มเหลว),   learn  (เรียนรู้),   expect  (คาดหวัง),   refuse (ปฏิเสธ), need  (ต้องการ),  dare  (กล้า),  claim  (อ้าง),   agree  (ตกลง),  demand  (เรียกร้อง),   wish  (ปรารถนา),   intend  (ตั้งใจ),  seem (ดูเหมือนว่า),  resolve  (ตกลงใจ),  determine  (ตัดสินใจ),  decide  (ตัดสินใจ),   pretend (แสร้งทำ),  afford  (มีฐานะพอ, สามารถหามาได้),  happen  (บังเอิญ),  appear (ดูเหมือนว่า),  prove  (พิสูจน์ว่า),   ask  (ขอร้อง),  beg  (ขอร้อง),   choose (เลือก),  manage  (ประสบความสำเร็จ),   hurry  (เร่งรีบ),   tend  (มักจะชอบ),   arrange  (จัดแจง, เตรียมการ),   care  (สนใจ),  come  (มา)   ดังตัวอย่างประโยคข้างล่าง

-         They want to take a rest.

(พวกเขาต้องการพักผ่อน)

-         She expects to arrive there in time.

(เธอคาดหวังว่าจะไปถึงที่นั่นทันเวลา)

-         He pretended not to see me.

(เขาแสร้งทำเป็นไม่เห็นผม)

-         We decided to buy a new home.

(เราตัดสินใจซื้อบ้านใหม่)

-         He came to see me late at night.

(เขามาพบผมเวลากลางคืนตอนดึก)

-         We must learn to work hard and to save money.

(เราจะต้องเรียนรู้เรื่องการทำงานหนักและออมเงิน)

-         She refused to go out with him.

(เธอปฏิเสธที่จะออกไปข้างนอกกับเขา

-         She affords to buy an expensive car.

(เธอมีฐานะพอที่จะซื้อรถยนต์ราคาแพง)

-         They agreed to take a vacation this summer.

(พวกเขาตกลงที่จะเดินทางวันหยุดพักผ่อนหน้าร้อนนี้)

-         We wish to graduate in a few months and to get a job.

(เราปรารถนาที่จะเรียนจบในอีก ๒ – ๓ เดือนข้างหน้าและได้งานทำ)

-         He asked to play a role in the school play.

(เขาขอร้องที่จะแสดงในบทในละครของโรงเรียน)

-         They promised to come and they did come.

(พวกเขาสัญญาว่าจะมา และก็มาจริงๆ)

-         The team failed to win a place in the finals.

(ทีมนั้นไม่สามารถที่จะได้เข้ารอบสุดท้าย)

-         They hoped to meet their parents after separating with them for years.

(พวกเขาหวังจะได้พบกับพ่อแม่หลังจากแยกกับพ่อแม่เป็นเวลาหลายปี)

-         Did you manage to get anything to eat before you came?

(คุณประสบความสำเร็จ (สามารถ) หาอะไรกินก่อนมาที่นี่หรือเปล่า)

20. How old must one _____________ in an election?

(คนเราจะต้องอายุเท่าใด ___________________ ในการเลือกตั้ง)

(a) to vote

(b) to be voted

(c) to be to vote

(d) be to vote   (ที่จะลงคะแนนเสียง)

ตอบ    -    ข้อ  (d)  เนื่องจากมาจากประโยคบอกเล่า   “One must be 20 years old to vote in an election.”  (คนเราจะต้องอายุ ๒๐ ปี  ถึงจะลงคะแนนในการเลือกตั้งได้)   และ  “Must”  ต้องตามด้วย  “Infinitive without to” (Verb 1) ดังนั้น   จึงต้องใช้  “One must be 20 years………….” จะใช้ “Must is, Must are”  ไม่ได้   และเมื่อเป็นประโยคคำถาม   จึงต้องใช้ว่า  “How old must one be to vote…………..?”   (คนเราจะต้องอายุเท่าใด  จึงจะลงคะแนน...............)

21. When the burglar ran down the stairs, Miss Emmy threw a chair ______________ him and knocked him down.

(เมื่อเจ้าหัวขโมยวิ่งลงบันไดไป  มิสเอ็มมี่ได้ขว้างเก้าอี้ _______________ เขา  และทำให้เขาล้มลง)

(a)   to

(b)  on

(c) at   (ไปที่)

(d) against

22. His son was given a watch for his birthday, and his daughter a necklace for ________________.

 (ลูกชายของเขาได้รับนาฬิกาสำหรับวันเกิดของตน  และลูกสาวได้สร้อยคอสำหรับ (วันเกิด) ___________________ )

(a) him

(b) her

(c) hers   (ของเธอ)

(d) his

ตอบ    -    ข้อ   (c)   เนื่องจากต้องอยู่ในรูป “Possessive pronoun” (His, Hers, Its, mine, yours, ours, theirs)   จึงสามารถอยู่ลอยๆคำเดียวได้   ไม่ต้องมีคำนามตามหลัง  ซึ่งมีค่าเท่ากับ   “Her birthday” ตัวอย่างอื่นๆ เช่น

             - My house is small but yours (= your house) is big.

(บ้านของผมหลังเล็ก  แต่ของคุณหลังใหญ่)

           - His dog is ferocious while hers (= her dog) is tame and lovely.

(หมาของเขาดุร้าย  ในขณะที่ของเธอเชื่องและน่ารัก)

 

เรียน  ท่านผู้ติดตามอ่าน เว็บไซต์  “everydayenglish.pwa.co.th”

                  ถ้าท่านมีคำแนะนำให้ปรับปรุงเว็บไซต์นี้ประการใด  กรุณาส่ง   e-mail ไปที่  ดร. วัชรินทร์  ภูเขาทอง   ผอ. สำนักวิทยาการ  การประปาส่วนภูมิภาค  ผู้จัดทำเว็บไซต์นี้  ตาม   “Address” wpookaotong@yahoo.com   (โปรดระบุหัวเรื่องด้วยว่า  “ปรับปรุงเว็บไซต์”)   เพื่อที่ผู้จัดทำฯ จะได้ปรับปรุงเนื้อหาได้ตรงตามความประสงค์ของผู้อ่านเว็บไซต์นี้