หมวดข้อสอบ TOEIC (ตอนที่ 94)

Part V: Sentence Completion   (ส่วนที่ 5 :  การเติมประโยคให้สมบูรณ์)

Choose the best alternative to make a correct sentence.

(จงเลือกข้อที่ดีที่สุดเพื่อทำให้ประโยคมีความถูกต้อง)

1. He became very deaf in his ________________ life.

(เขาหูหนวกอย่างมากในชีวิต ______________________ )

(a) late    (สาย, ล่า, ช้า, ซึ่งล่วงลับไปแล้ว)

(b) later    (ต่อมา, บั้นปลาย)

(c) latest    (ล่าสุด, ทันสมัยที่สุด, เกิดทีหลังสุด)

(d) last    (สุดท้าย, ที่แล้ว, ที่ผ่านมา)

2. We ought to hope ________________ better times.

(เราควรที่จะ (มีความ) หวัง _______________________ ช่วงเวลาที่ดีขึ้น)  (คือ หวังว่าชีวิตจะพบกับช่วงเวลาที่มีความสุขมากขึ้น) 

(a) in

(b) upon

(c) for    (สำหรับ, จะได้พบเจอ)

(d) to

ตอบ   -   ข้อ   (c)  สำหรับคำคุณศัพท์ที่ใช้กับ   “For”  ได้แก่  “Responsible”  (He is responsible for the job. = เขารับผิดชอบต่องาน),  “Ready”  (เตรียมพร้อมต่อ),  “Qualified”  (มีคุณสมบัติเหมาะสมกับ) – She was qualified for the job.  (เธอมีคุณสมบัติตรงกับงาน),  “Essential”  (จำเป็นอย่างยิ่ง),  “Good”  (เป็นประโยชน์ต่อ), “Suitable”  (เหมาะสม),  “Famous”  (มีชื่อเสียง),  “Eager”  (กระตือรือร้น), “Sorry”  (เสียใจกับ)  -  I’m sorry for my grave mistake.  (ผมเสียใจกับความผิดอย่างมหันต์ของผม), “Sufficient”  (เพียงพอ), “Fit”  (เหมาะสม), “Unfit”,  “Perfect”  (สมบูรณ์แบบ), “Grateful”  (ขอบคุณต่อ) -  I am very grateful for your assistance.  (ผมขอบคุณมากสำหรับความช่วยเหลือของคุณเป็นต้น

                        ส่วนคำกริยาที่ใช้กับ  “For” เช่น  “Wait”  (รอคอย)  -  They were waiting for their old friends at the airport.  (พวกเขากำลังรอคอยเพื่อนเก่าที่สนามบิน),  “Vote”  (ลงคะแนนให้),  “Pay”  (จ่ายเงินค่า),  “Thank”  (ขอบคุณสำหรับ)  -  I would like to thank for your help.  (ผมอยากจะขอบคุณสำหรับความช่วยเหลือของคุณ), “Search  (ค้นหา),  “Look”  (ค้นหา),  “Struggle”  (ต่อสู้ดิ้นรนเพื่อ),  “Exchange”  (แลกเปลี่ยนเพื่อ),  “Beg”  (ขอร้อง),  “Ask”  (ขอร้อง),  “Call”  (เรียกร้องให้มี, จำเป็นต้องมี),  “Apologize”  (ขอโทษ),  “Charge”  (คิดค่า),  “Provide”  (จัดให้มี, เตรียมไว้สำหรับ),  “Substitute”  (เอามาแทน),  “Hope”  (หวังจะได้เป็นต้น

                         สำหรับวลีอื่นๆที่ใช้กับ  “For”  ได้แก่  “For good”  (อย่างถาวร, ตลอดกาล, ตลอดไป)  -  The lost money was gone for good.  (เงินที่หายไปหาไม่เจออีกเลย  -  คือสาบสูญอย่างถาวร)  -  He hoped that the repairs would stop the leak for good.  (เขาหวังว่าการซ่อมจะทำให้ท่อหยุดรั่วไหลไปตลอดกาล),  “For all I Know  (เท่าที่ผมรู้มา, บางที, เป็นไปได้)  -  For all I know, they had eloped a month before the girl’s parents knew  (บางที หรือ เป็นไปได้ที่ว่า  หนุ่มสาวคู่นั้นได้หนีตามกันไป  ๑  เดือน  ก่อนหน้าที่พ่อแม่ของฝ่ายหญิงจะรู้  -  คือ ผมบอกไม่ได้ว่า  เป็นอย่างนั้น จริงๆ  ๑๐๐ เปอร์เซนต์  หรือไม่  แต่คิดว่า บางที  อาจจะเป็นเช่นนั้น),  “For the time being”  (เดี๋ยวนี้, ในขณะนี้, ชั่วขณะ, ชั่วคราว)  -  I haven’t any note paper, but this envelop will do for the time being.  (ผมไม่มีกระดาษโน๊ตเลย   แต่ว่าซองจดหมายนี้ก็ใช้แทนได้  สำหรับในขณะนี้)  -  She hasn’t found an apartment yet; she is staying with her aunt for the time being.  (เธอยังหาห้องเช่าไม่ได้เลย  เธอกำลังพักอยู่กับป้าชั่วคราว  จนกว่าจะห้องเช่าได้)“For instance (= For example)”  (ตัวอย่างเช่น),  “For sure (= For certain”  (อย่างแน่นอน, อย่างไม่ต้องสงสัยเลย, แน่นอนทีเดียว)  -  He didn’t know for sure ( for certain) which bus to take.  (เขาไม่รู้อย่างแน่ชัดว่าจะต้องขึ้นรถเมล์คันไหน  -  คือ ไม่แน่ใจ), เป็นต้น

3. I won’t stay here _______________ longer.

(ผมจะไม่พักที่นี่ต่อไป _______________________ )

(a) no

(b) not

(c) too

(d) any    (อีกแล้ว)

ตอบ   -   ข้อ   (d)  ใช้   “Any”  กับประโยคปฏิเสธ   ดูเพิ่มเติมการใช้   “Any” จากประโยคข้างล่าง

                       ตัวอย่างที่ ๑

-   We had hardly ________________ rain last month.

(เราแทบไม่มีฝน _____________________ เลยเมื่อเดือนที่แล้ว)

(a) no

(b) some

(c) any    (ใดๆ)

(d) little

ตอบ   -   ข้อ   (c)  ใช้   “Any”  ในประโยคปฏิเสธ  คือ  ประโยคที่มี   “Hardly, Scarcely, Rarely, Seldom”   (แทบจะไม่, ไม่ใคร่จะ)  หรือ  “Never”  (ไม่เคยเลย)   สำหรับการใช้   “Any”  มีหลักดังนี้  คือ

              ๑. ใช้แสดงจำนวนแทน   “Some”  ในประโยคคำถาม และปฏิเสธ  คือ ใช้เป็นคำคุณศัพท์ขยายนาม  “Any + Noun”    (นับได้ พหูพจน์)  หรือ   “Any + Noun”  (นับไม่ได้  เอกพจน์)  เช่น

                           - Are there any students in the classroom?

(มีนักเรียนอยู่ในห้องเรียนบ้างไหม)

                  - Is there any water in the well?

(มีน้ำอยู่ในบ่อบ้างไหม)

                 - There is not any furniture in the room.

(ไม่มีเฟอร์นิเจอร์อยู่ในห้องเลย)

                และเมื่อใช้   “Any” เป็น   “Pronoun”  คือ อยู่ลอยๆ  ไม่ต้องขยายนาม   “Any”  จะแทนได้ทั้งนามนับได้ พหูพจน์  และนามนับไม่ได้  เอกพจน์  เช่น

                   - They wanted some rooms but there weren’t any.

(พวกเขาต้องการห้องพัก  แต่ไม่มีเลย)

                -  We wanted some water but there wasn’t any.

(พวกเราต้องการน้ำ  แต่ไม่มีเลย)

                 อย่างไรก็ดี  สามารถใช้   “Any” ในประโยคบอกเล่าได้  ในกรณีต่อไปนี้

              ๑.๑ มีคำที่มีความหมาย  “ปฏิเสธ” อยู่ในประโยค  เช่น  “Seldom, Rarely, Hardly, Scarcely, Never, Without, Too”  เช่น

                 - They had hardly any money.

(พวกเขาแทบจะไม่มีเงินเลย)

                - We could finish the project without any trouble.

(เราสามารถทำโครงการสำเร็จ  โดยปราศจากปัญหาใดๆ)

                  - She scarcely received any information from him.

(เธอแทบไม่ได้รับข้อมูลข่าวสารจากเขาเลย)

                 - It was too soon to say anything.

(มันเร็วเกินไปที่จะพูดอะไรออกมา)

                - It is too dark to see anything.

(มันมืดเกินไปที่จะมองเห็นอะไรได้)

               ๑.๒ แสดงความสงสัยไม่แน่ใจ  เช่น

                - I wonder whether there is anything you want to tell me.

(ผมสงสัยว่า มีสิ่งใดที่คุณต้องการบอกผมหรือไม่)

              - She wondered whether anyone was there.

(เธอสงสัยว่า มีใครอยู่ที่นั่นหรือไม่)

             ๑.๓ แสดงเงื่อนไข

                    - If you find anything wrong, please let me know.

(ถ้าคุณพบสิ่งใดผิด  โปรดบอกให้ผมทราบ)

                 - If you have any problem, consult your parents.

(ถ้าคุณมีปัญหาใดๆ  จงปรึกษาพ่อแม่)

                 ๒. ใช้ขยายนาม  ในความหมาย  “.............ใดก็ตาม”  (ในกรณีนี้  ไม่สามารถใช้  “Some” แทนได้)

                      - I will  give this book to anyone who wants it.

(ผมจะให้หนังสือเล่มนี้แก่ใครก็ตาม  ที่ต้องการมัน)

                   - Anyone violating the rules will be punished.

(ใครก็ตามที่ละเมิดกฎระเบียบ  จะถูกลงโทษ)

                   - You may come any time you want.

(คุณจะมาเวลาใดก็ได้  ที่คุณต้องการ)

                  - Any student can answer this question.

(นักเรียนคนใดๆ  ก็สามารถตอบคำถามนี้ได้)

          ๓. ใช้เป็นกริยาวิเศษณ์  (Adverb)  ซึ่งส่วนใหญ่ขยาย  “Adjective”  หรือ   “Adverb” ขั้นกว่า  เช่น

                 - It won’t do any good.

(มันจะไม่ช่วยให้อะไรดีเลย)

              - I couldn’t stand it any longer.

(ผมไม่สามารถทนมันได้ต่อไปอีกแล้ว)

              - He doesn’t know any better.

(เขาไม่ได้รู้ดีกว่า  -  คุณหรือผมหรอก)

              - Nobody in the village will be any wiser.

(ไม่มีใครในหมู่บ้านรู้ดีกว่านี้หรอก)

              - I’m sorry to say that the patient isn’t any better.

(ผมเสียใจที่จะบอกว่า  คนป่วยอาการไม่ดีขึ้นเลย)

4. I heard a lot about him, but I _____________________.

(ผมได้ยินเยอะแยะเกี่ยวกับตัวเขา  แต่ผม _____________________ )

(a) not ever meet him

(b) have never meet him

(c) never have met him    (ไม่เคยพบตัวเขาเลย)

(d) not ever met him

ตอบ   -   ข้อ   (c)  หรืออาจใช้   “have never met him” ก็ได้

5. He was knocked ______________ by a bus.

(เขาถูกชน ____________________ โดยรถประจำทาง)

(a) out    (“Knock out”  =  “ชกล้มลง”)

(b) down    (ล้มลง)

(c) up

(d) over

6. I noticed that the children were ________________ to clean the garden after my offering them a cake for the job.

(ผมสังเกตว่าพวกเด็กๆได้รับการ _______________ ให้ทำความสะอาดสวน   หลัง จากที่ผมเสนอเค้กให้กับพวกเขาสำหรับงานนั้น)  (คือถูกกระตุ้นให้ทำงานเพื่อแลกกับเค้ก)

(a) motivating    (ซึ่งกระตุ้น)

(b) motivated    (กระตุ้น)

(c) motivation    (การกระตุ้น, แรงกระตุ้น, แรงขับ)

(d) being motivated

ตอบ   –   ข้อ   (b)   เนื่องจากอยู่ในรูป  “Passive voice”   คือ   “เด็กๆถูกกระตุ้น”  สำหรับข้อ  (d)  ก็อยู่ในรูป “Passive voice”  เช่นกัน  แต่เน้นว่า  “กำลังถูกกระตุ้น” ซึ่งไม่ควรใช้   เพราะเหตุการณ์นี้เกิดหลังจากที่มีผู้เสนอเค้กให้เป็นสิ่งตอบแทน   ไม่มีความจำเป็นต้องใช้ว่า  “กำลังถูกกระตุ้น”  แต่อย่างใด

7. The first witness’s version of the accident was quite _____________ from the second witness’s version.

(คำให้การของพยานคนแรกในเรื่องอุบัติเหตุ  ______________  มากทีเดียว  กับคำให้การของพยานคนที่สอง)

(a)   differ    (แตกต่าง) (คำกริยา)

(b) difference    (ความแตกต่าง) (คำนาม)

(c) different    (แตกต่าง) (คำคุณศัพท์)

(d) differently

ตอบ   –   ข้อ   (c)   เนื่องจากขยาย   “Verb to be” (was)   จึงต้องอยู่ในรูปคำ คุณศัพท์

8. Her father died _______________.

(พ่อของเธอตาย ________________ )

(a) by an accident

(b) from an accident

(c) in an accident    (ในอุบติเหตุ)

(d) with an accident

ตอบ   –   ข้อ   (c)  ต้องใช้ในรูปนี้   หรือ  “Her father was killed in an accident.”  เสมอ  สำหรับวลีที่ใช้กับ   “In”  ได้แก่  “In a plane = By plane”  (โดยทางเครื่องบิน),  “In a car = By car”  (โดยรถยนต์),  “In a bus = By bus”  (โดยรถประจำทาง),  “in danger”  (ตกอยู่ในอันตราย),   “in use”  (ใช้งาน),  “in his name”  (โดยใช้ชื่อของเขา,  ในนามของเขา  -  เช่น  เช่ารถยนต์  หรือบริจาคเงิน)  -  The car was rented in his name.  (รถถูกเช่าในนามของเขา), “in a hurry’  (เร่งรีบ, รีบร้อน, ใจร้อน)  -  He was in a hurry because he was late.  (เขารีบเร่งเพราะเขาสายแล้ว),  “in a jam”  (อยู่ในฐานะลำบาก),  “in a nutshell”  (กล่าวโดยย่อๆ, กล่าวโดยสรุป),  “in a way”  (บางครั้ง, บ้างเหมือนกัน),  “in any case”  (อย่างไรก็ดี, อย่างไรก็ตาม, ในทุกกรณี),  “in any event”  (อย่างไรก็ตาม, ทุกกรณี),  “in advance”  (ล่วงหน้า),  “in bad shape”  (เสื่อมโทรม, ทรุดโทรม, อยู่ในฐานะลำบาก),  “in charge of”  (รับผิดชอบ, ดูแล, จัดการ),  “in fact”  (แท้ที่จริงแล้ว, อันที่จริงแล้ว),  “in order”  (อย่างมีระเบียบ, เรียบร้อย),  “in time(ทันเวลา, ไม่สาย, พอดี, ตามจังหวะ, พอดีจังหวะ), “in the bag”  (แน่นอน, แหงแก๋, ของตาย, อยู่ในกำมือแล้ว, สำเร็จเรียบร้อย),  “in the long run (term)”  (ในระยะยาว),  “in the pink”  (สภาพดีเยี่ยม, สมบูรณ์, มีสุขภาพดี),  “in tune with”  (สอดคล้องกับ, ไปกันได้กับ),  “in vain”  (ไม่สำเร็จ, ไร้ประโยชน์, ปราศจากผล),  “in writing” (เป็นลายลักษณ์อักษร, เป็นภาษาเขียน),  “deep in water and mud”  (จมลึกอยู่ในน้ำและโคลน)  “arrive in”  (มาถึงในเมือง หรือ ประเทศ)  (แต่ถ้ามาถึง โรงเรียน,  ธนาคาร, วัด,  บ้าน ฯลฯ ใช้  “arrive at”),  “interested in” (สนใจใน), “qualified in”  (มีคุณสมบัติในเรื่อง), “weak in”  (อ่อนในเรื่อง), “deficient in”  (ขาดหรือบกพร่องในเรื่อง), “proficient in”  (ชำนาญหรือคล่องแคล่วในเรื่อง), “successful in”  (ประสบความสำเร็จในเรื่อง), “disappointed in”  (ผิดหวังในเรื่อง), “in a box”  (ในกล่อง), “in a pocket”  (ในกระเป๋า),“sit in an armchair”  (นั่งในเก้าอี้ท้าวแขน), “in bed”  (ในเตียงหรือบนเตียง), “in the bath” (ในอ่างน้ำ), “in her hand”  (ในมือของเธอ), “in each other’s arms” (ในอ้อมแขนของกันและกัน),  “in the area” (ในพื้นที่),  “in the garden”  (ในสวน), “in the air”  (ในอากาศ),  “in the middle of the room” (ที่กลางห้อง), “in the direction of”  (ในทิศทางของ),  “in a restaurant”  (ในภัตตาคาร), “in the bathroom”  (ในห้อง น้ำ), “in school”  (ในโรงเรียน), “in hospital”  (ในโรงพยาบาล),  “in the kitchen”  (ในครัว)“in the shop window”  (ในตู้โชว์กระจกของร้าน), “in a mirror”  (ในกระจก), “in a lake”  (ในทะเลสาบ), “in black suit”  (ในชุดดำ), “in the water”  (ในน้ำ), “write in ink”  (เขียนด้วยหมึก), “write in pencil”  (เขียนด้วยดินสอ), “in the first chapter”  (ในบทที่ ๑), “in the film”  (ในภาพยนตร์), “wait in the queue”  (รออยู่ในแถว),  “be in a play”  (ร่วมแสดงละคร), “in April”  (ในเดือนเมษายน), “in  2016”  (ในปี ๒๐๑๖), “in the morning (afternoon, evening)”  (ในตอนเช้า-บ่าย-เย็น), “in recent years” (ในช่วงไม่กี่ปีมานี้), “in the winter (summer, spring)”  (ในหน้าหนาว-ร้อน-ใบไม้ผลิ), “in the meantime”  (ในระหว่างนั้น), “in two months”  (ภายใน ๒ เดือน), “in my absence”  (ตอนที่ผมไม่อยู่), “in the aftermath of the accident”  (ภายหลังจากอุบัติเหตุ), “in half an hour”  (ภายในครึ่งชั่วโมง), “in two minutes”  (ใน ๒ นาที), “in ancient society”  (ในสังคมสมัยโบราณ), “in nature”  (ในธรรมชาติ), “in these circumstances”  (ในสภาพแวดล้อมเหล่านี้), “in this situation”  (ในสถานการณ์เช่นนี้), “in a state of near chaos”  (อยู่ในสภาวะใกล้จลาจล), “in a position to help others”  (อยู่ในฐานะที่ช่วยคนอื่นได้), “in the sun”  (ท่ามกลางแสงอาทิตย์),  “in the dark”   (ในหรือท่ามกลางความมืด), “in the dim light” (ท่ามกลางแสงสลัวๆ),  “in her voice”  (ในน้ำเสียงของเธอ),  “in love”  (ในความรัก-ตกหลุมรัก),  “in a state of shock”  (อยู่ในสภาวะช้อค), “in low spirits”  (ในสภาพจิตใจหดหู่หรือตกต่ำ), “in a temper”  (ด้วยความโกรธหรือในอารมณ์โกรธ), “in favor of free speech”  (เห็นด้วยกับการพูดแบบมีเสรี), “cry out in pain”  (ร้องด้วยความเจ็บปวด), “look up in surprise”  (เงยหน้ามองด้วยความประหลาดใจ), “in an effort to”  (ในความพยายามที่จะ), “in response to”  (เพื่อตอบสนองต่อ), “in answer to”  (เพื่อเป็นการตอบ), “have confidence in”  (มีความเชื่อมั่นใน), “take interest in”  (สนใจใน), “a course in Chinese”  (คอร์สภาษาจีน), “an expert in”  (ผู้เชี่ยวชาญในเรื่อง.....),  “make money in business”  (หาเงินในธุรกิจ),  “make his career in music”  (ประกอบอาชีพทางดนตรี), “in his old age”  (ในวัยชราของเขา),  “a woman in her twenties”  (ผู้หญิงในวัย ๒๐ – ๒๙),  “in my opinion”  (ในความเห็นของผม),  “in her view” (ในทัศนะของเธอ), “recruit workers in hundreds”  (รับคนงานเป็นร้อยๆคน),  “in my experience”  (จากประสบการณ์ของผม),  “in her own eyes”  (ในสายตาของเธอ), “speak in Italian”  (พูดภาษาอิตาเลียน), “speak in a calm voice” (พูดด้วยน้ำเสียงที่สงบ),  “his complaints in writing”  (การร้องเรียนของเขาเป็นลายลักษณ์อักษร), “in financial difficulty”  (ในสภาวะยุ่งยากทางการเงิน),  “$100,000 in cash”  (เป็นเงินสด ๑๐๐,๐๐๐ เหรียญ), “dressed in black” (ใส่ชุดสีดำ),  “in real danger”  (ตกอยู่ในอันตรายอย่างแท้จริง), “in the planning stage”  (ในขั้นตอนการวางแผน), “10 meters in length”  (ยาว ๑๐ เมตร), “cut it in two”  (ตัดมันออกเป็น ๒ ส่วน), “shrink in size”  (มีขนาดเล็กลง-หดลง), “join in”  (ร่วมวงด้วย), “a one in five chance of success”  (โอกาสสำเร็จ ๑ ใน ๕), “the pain in my feet”  (การเจ็บที่เท้าของผม),  “the hole in his shirt”  (รู – รอยขาด – ในเสื้อเชิร์ตของเขา), “was shot in the leg”  (ถูกยิงที่ขา),  “in fashion”  (กำลังเป็นที่นิยม), “result in his death”  (ส่งผลให้เขาตาย), “believe in”  (เชื่อมั่น-ศรัทธาใน),  “in the first place”  (ในประการแรก)  (กล่าวเมื่อจะบอกเหตุผลหลายๆ ประการ  เกี่ยวกับเรื่องใดเรื่องหนึ่ง  แล้วตามด้วยเหตุผลที่ต้องการจะบอก)    เป็นต้น

9. He bought ________________.

(เขาซื้อ ___________________ )

(a) a very blue pretty Italian shirt

(b) a very pretty Italian blue shirt

(c) a very Italian pretty blue shirt

(d) a very pretty blue Italian shirt    (เสื้อเชิ้ร์ตอิตาเลียนสีน้ำเงินที่สวยงามมาก)

ตอบ    –    ข้อ  (d)  เนื่องจากต้องเรียง  “ประเทศที่ผลิต” อยู่ติดกับคำนามที่มันขยาย  ถัดไปเป็น  “สี”  ถัดไปถ้ามี  “ขนาด”  (big, small)  ก็ต่อด้วย  “ขนาด”  แล้วต่อด้วย “คุณสมบัติอื่นๆ”   เช่น   “สวย”  หรือ  “ไม่สวย”   ดังในประโยคข้างบน  ซึ่งในการเรียงคำในภาษาไทย และอังกฤษ   จะเรียงกลับกัน   กล่าวคือ เวลาแปลภาษาอังกฤษเป็นไทย  จะต้องแปลจากข้างหลังย้อนขึ้นไปข้างหน้า  เช่น  “เสื้อ-อิตาเลียน-สีฟ้า-สวยงาม-มาก”  สำหรับตัวอย่างอื่นๆ   เช่น

(๑) บ้าน  (๒) ทรงไทย  (๓) สีขาว  (๔) หลังใหญ่  (๕) สวยงาม  (๖) มาก  (๗) สองหลัง  (๘) เหล่านั้น

(8) Those (7) two (6) very (5) beautiful (4) big (3) white (2) Thai-style (1) houses

             ตัวอย่างอื่นๆ ได้แก่

-  I want to buy those two brown wood tables.

(ผมต้องการซื้อโต๊ะไม้สีน้ำตาล ๒ ตัวเหล่านั้น)

-  She is a very sweet little old lady.

(เธอเป็นสุภาพสตรีชราตัวเล็กๆที่หวานมาก)

-  Have you seen this interesting English book?

(คุณได้เห็นหนังสือภาษาอังกฤษที่น่าสนใจเล่มนี้หรือยัง)

-  She wanted to buy these two old brick houses.

(เธอต้องการซื้อบ้านอิฐเก่า ๒ หลังเหล่านี้)

-  There are two small Chinese gold cups in the shop window.

(มีถ้วยทอง (ทำใน) จีนเล็กๆ ๒ ใบ ในตู้โชว์ของร้าน)

These old dilapidated houses are not safe.

(บ้านที่ทรุดโทรมเก่าๆเหล่านี้ไม่ปลอดภัย)

-  She gave me a round white plastic drinking cup.

(เธอให้ถ้วย (สำหรับ) ดื่มน้ำพลาสติกสีขาวกลม ๑ ใบ แก่ผม)

-  We have bought two white electric washing machines.

(เราซื้อเครื่องซักผ้าไฟฟ้าสีขาว ๒ เครื่อง)

10. ___________________ break your promise.

(___________________  ผิดคำมั่นสัญญา)

(a) You’d not better

(b) You had not better

(c) You’d better not   (คุณไม่ควร)

(d) You would better not

ตอบ   –   ข้อ   (c)  เนื่องจากต้องใช้รูป  “Subject + had better + not + Verb 1” เสมอ   ในรูปปฏิเสธของ  “Had better

11. The demand _____________ our goods is increasing.

(ความต้องการ __________________ สินค้าของเรากำลังเพิ่มขึ้น)

(a) of

(b) in

(c) from

(d) for    (สำหรับ)

ตอบ    –    ข้อ   (d)  เนื่องจาก   “Demand (noun) + for”  เสมอ

12. We find it ________________ to believe all what he said since he changed his story every time we asked him.

(เราพบมัน __________________ ที่จะเชื่อทุกสิ่งที่เขาพูด   เพราะว่าเขาเปลี่ยนเรื่องทุกครั้งที่เราถามเขา  –  หมายถึง  เล่าเรื่องแต่ละครั้งไม่เคยตรงกัน)

(a) very and more difficult

(b) more and very difficult

(c) more and most difficult

(d) more and more difficult    (ยากขึ้นและยากขึ้น)

ตอบ   –   ข้อ  (d)  ต้องใช้รูปนี้เสมอ

13. Whenever we meet, we stop __________________.

(เมื่อใดก็ตามที่เราพบกัน  เราจะหยุด ___________________ )

(a) talking

(b) talk

(c) to talk    (เพื่อที่จะคุยกัน)

(d) to talking

ตอบ   –   ข้อ   (c)   เนื่องจาก  “Stop + to + verb 1” หมายถึง  “หยุดเพื่อที่จะทำกริยานั้นๆ”   ส่วน “Stop + Verb + ing”  หมายถึง “หยุดการกระทำกริยานั้นๆ”  เช่น

          - We stop to have lunch at 11.30 a.m. every day.

(เราหยุด (ทำงาน) เพื่อกินอาหารเที่ยงตอน ๑๑.๓๐ น. ทุกๆวัน)

           - We stopped having lunch when the fire broke out.

(เราหยุดการกินอาหารเที่ยง  เมื่อเกิดไฟไหม้ขึ้น)

-  They stopped to work until late at night.

(พวกเขาหยุด (กิน, เล่น, พูดคุย) เพื่อทำงานจนกระทั่งดึก)

-  They stopped working and went to a restaurant.

(พวกเขาหยุดการทำงาน   และไปภัตตาคารเพื่อกินอาหาร)

14. You had best ________________ it yourself.

(คุณควรจะ _____________________ มันด้วยตัวคุณเองดีที่สุด)

(a) do    (ทำ)

(b) to do

(c) done

(d) doing

ตอบ   –   ข้อ  (a)  เนื่องจาก   “Had best” (ทำ.........เป็นดีที่สุด)  และ “Had better”  (ควรจะ.................ดีกว่า)   ต้องตามด้วย   “Infinitive without to” (Verb 1- ไม่มี “To”)  เสมอ

15. A ______________ uses force, or a threat of force.

(___________________ ใช้กำลัง  หรือการขู่กรรโชกว่าจะใช้กำลัง)

(a) thief    (หัวขโมย, โจรลักทรัพย์)

(b) robber    (โจรปล้น,  โจรจี้ชิงทรัพย์)

(c) burglar    (โจรงัดแงะ-ย่องเบา)

(d) pick-pocket    (นักล้วงกระเป๋า)

16. Please tell me the difference ______________ a habit and a custom.

(โปรดบอกผมความแตกต่าง _________________ นิสัย  (หรือธรรมเนียมปฏิบัติ) และขนบธรรมเนียมประเพณี)

(a) of

(b) from

(c) between    (ระหว่าง)

(d) in

ตอบ    –    ข้อ   (c)   เนื่องจากเป็นการใช้   “คำคู่”  “Between”  และ “And” ดูเพิ่ม เติมการใช้คำคู่ ในประโยคข้างล่าง

                     ตัวอย่างที่ ๑

-  Both breakfast _______________ lunch are served in the company cafeteria.

(ทั้งอาหารเช้า __________________ อาหารกลางวันได้รับการเสิร์ฟในโรงอาหารของบริษัท)

(a) but    (แต่)

(b) or    (หรือ)

(c) either    (อย่างใดอย่างหนึ่ง)

(d) and    (และ)

หมายเหตุ   –    ตอบข้อ   (d)   เนื่องจากเป็นการใช้คำคู่   เช่น  “both……and…..” (ทั้ง.......และ.....)  “either……or…..” (....... หรือ....... คนใดคนหนึ่ง)  “neither……nor…..” (ไม่ทั้ง.......และ..........)  “not only…… but also……”  (ไม่เพียงแต่......... แต่...........ด้วย)   เช่น

Either John or his sister will come to my party.

(จอห์นหรือน้องสาวของเขา  คนใดคนหนึ่ง – ระหว่างเขากับน้องสาว –จะมางานเลี้ยงของผม)

Neither you nor I can achieve the goals.

(ไม่ทั้งคุณและผมสามารถบรรลุจุดหมาย  –  คือทั้งคุณและผมไม่สามารถบรรลุจุดหมาย)

Not only Peter but also Frank passes the test.

(ไม่เพียงแต่ปีเตอร์  แต่ยังแฟร้งค์อีกด้วย  ที่ผ่านการสอบ  –  คือสอบผ่านทั้ง ๒ คน)

Both Mary and her sister have divorced their husbands.

(ทั้งแมรี่และพี่สาวของเธอได้หย่าร้างกับสามี)

17. They went home and watched television.  _____________ they went to bed.

(พวกเขากลับบ้านและดูทีวี_________________พวกเขาก็เข้านอน)

(a) In addition    (นอกเหนือจากนั้น)

(b) However    (อย่างไรก็ตาม)

(c) Later    (ต่อมา)

(d) As a result    (ผลที่ตามมา คือ)

ตอบ    –    ข้อ  (c)  เนื่องจากเป็นการเรียงเหตุการณ์ตามลำดับเวลา  (กลับบ้าน-ดูทีวี-เข้านอน)

18. ______________, but also German.

(________________________  แต่ (ยังเรียน) ภาษาเยอรมันด้วย)

(a) Not only Jim learns English

(b) Jim not only learns English

(c) Jim learns not only English     (จิมเรียนรู้ไม่เฉพาะแต่ภาษาอังกฤษ)

(d) Jim doesn’t learn only English

ตอบ    –    ข้อ  (c)  เป็นการใช้   “คำคู่”   สังเกตจาก “But also” อยู่หน้า “German”, Not only”  ก็ต้องอยู่หน้า   “English”  เพื่อให้สมดุลกัน   (ดูเพิ่มเติมการใช้ “คำคู่Not only…………..but also” และอื่นๆ ใน  ข้อ  ๑๖  ของข้อสอบชุดนี้)  (และดูโครงสร้างเมื่อนำ  “Not only”  ขึ้นมาไว้หน้าประโยค  {Not only + verb (พิเศษ)  + Subject + Verb (แท้)}   เพื่อต้องการจะเน้นย้ำว่า  “ไม่เพียงแต่ (จะทำอย่างนี้ หรือเป็นแบบนี้)  แต่ยัง  (ทำอย่างนั้นหรือเป็นแบบนั้นด้วย)”   ใน หมวดข้อสอบ TOEIC ตอนที่  ๘๙  ข้อ  ๗)

19. ______________ the second time, the snake died.

(__________________________  เป็นครั้งที่ ๒,  งูตาย)

(a) Beat

(b) Beating    (ตี)

(c) Beaten    (ถูกตี)

(d) To beat

ตอบ    –    ข้อ   (c)   เนื่องจากประธานของประโยค  (the snake)  เป็นผู้ถูกกระทำ  (ถูกตี)   จึงต้องใช้กริยาช่องที่  ๓  ขึ้นต้นประโยค   ดูเพิ่มเติม การใช้  “Verb + ing” และ Verb 3”  ขึ้นต้นประโยค  โดยขยายประธานที่อยู่ข้างในประโยค  (หลังเครื่องหมาย คอมม่า)   เพื่อแสดง “Active voice” และ “Passive voice” (ตามลำดับ)  จากประโยคข้างล่าง

                    ตัวอย่างที่ ๑    (จงหาข้อที่ผิดหลักไวยากรณ์ จาก ข้อ  ๑ – ๔)           

(1) Loving throughout the Western world, ballet is a (2) theatrical

art that tells a story (3) through dance (4) accompanied by music.

(ได้รับความรักไปทั่วโลกตะวันตก  ระบำบัลเลต์เป็นศิลปะเกี่ยวกับละคร  ซึ่งเล่า

เรื่องราวโดยผ่านทางการเต้นรำ  ที่ประกอบด้วยดนตรี)

ตอบ    –    ข้อ  (1)  แก้เป็น  “Loved”   เนื่องจากประธานของประโยค  คือ “Ballet” เป็นสิ่งที่   “ถูกรัก” (ถูกกระทำ)  กริยา  “Loved”  จึงต้องอยู่ในรูปกริยาช่องที่ ๓ (Past participle)  สำหรับวลี   “Loved throughout the Western world” เป็นข้อความที่ขยายประธาน  ทำหน้าที่เป็น  “Adjective phrase”  ตัวอย่างอื่นๆในแบบนี้ (Passive voice)  ได้แก่

-    Punished by his teacher, Jack tried hard to improve himself.

(ถูกลงโทษโดยครูของเขา  แจ๊คพยายามอย่างหนักที่จะปรับปรุงตัวเอง) (แจ๊คถูกลงโทษ)

-    Bitten by a snake, the dog died.

(ถูกกัดโดยงู  สุนัขตาย) (สุนัขถูกกัด)

-    Killed in the battlefield in the war, he was praised by fellow soldiers.

(ถูกฆ่าตายในสนามรบในสงคราม  เขาได้รับการสรรเสริญโดยเพื่อนทหาร) (เขาถูกฆ่าตาย)

-    Asked by her parents, she came home from abroad to help in the family business.

(ถูกขอร้องโดยพ่อแม่ของเธอ  เธอกลับมาบ้านจากต่างประเทศ  เพื่อช่วยเหลือในธุรกิจของครอบครัว) (เธอถูกขอร้อง)

                      อย่างไรก็ตาม  ถ้าประธานของประโยค  เป็นผู้ทำกริยาในวลี  กริยานั้นจะต้องเป็น  “Present participle” (Verb + ing)   เช่น

                - Walking along the road, he met his old friend.

(เดินไปตามถนน  เขาพบเพื่อนเก่าของเขา) (เขาเป็นผู้ทำกริยา “เดิน”)

                - Seeing her teacher, Jane went to greet him.

(เห็นครูของเธอ  เจนเข้าไปทักทายเขา) (เจนเป็นผู้ทำกริยา “เห็น”)

                - Looking out of the window, we could see beautiful scenery.

(มองออกไปนอกหน้าต่าง  เราสามารถเห็นทัศนียภาพที่สวยงาม) (เราเป็นผู้ทำ

กริยา “มอง”)

-       Hoping to be there in time, Kim started early in the morning.

(หวังว่าจะไปที่นั่นให้ทันเวลา  คิมเริ่มออกเดินทางแต่เช้าตรู่) (คิมเป็นผู้ทำกริยา

“หวัง”)

20. I wish today ______________ a holiday.

(ผมปรารถนาว่าวันนี้ ______________________ วันหยุด)

(a) is

(b) be

(c) being

(d) were     (เป็น)

ตอบ    –    ข้อ   (d)   เนื่องจากเมื่อใช้   “Wish”  แสดงความปรารถนา  “ตรงข้ามกับความเป็นจริง”  จะต้องใช้รูป  “Subject + wish + that + subject + verb)  แต่ that” มักจะละไว้เสมอ   (ไม่เขียนลงในประโยค)  (เรียกการใช้โครงสร้างแบบนี้ว่า  

Past subjunctive”)   โดยมีหลัก คือ

·      ถ้าตรงข้ามกับความจริงในปัจจุบัน  ให้ใช้ “Verb เป็น “Past simple” (Verb 2) (สำหรับ “Verb to be”  ใช้ “Were”  กับประธานทุกตัว)

- She wishes today were her birthday.

(เธอปรารถนาว่า  วันนี้เป็นวันเกิดของเธอ – แต่จริงๆแล้วไม่ใช่)

- I wish my uncle were here now.

(ผมปรารถนาว่า  ลุงของผมอยู่ที่นี่ในขณะนี้ – แต่จริงๆแล้วไม่ได้อยู่)

- He wishes his father were a millionaire (now).

(เขาปรารถนาว่า  พ่อของเขาเป็นเศรษฐี – แต่จริงๆแล้วไม่ได้เป็น)

- I wish I had a bigger house (now).

(ผมปรารถนาว่าผมมีบ้านหลังใหญ่กว่านี้ – แต่จริงๆแล้วมีบ้านหลังเล็ก)

- They wish they could speak Japanese (now).

(พวกเขาปรารถนาว่า สามารถพูดภาษาญี่ปุ่นได้ – แต่จริงๆแล้วพูดไม่ได้)

·      ถ้าตรงข้ามกับความจริงในอดีต  ให้ใช้ “Verb”เป็น “Past perfect (Had + verb 3) เช่น

- I wish yesterday had been a holiday.

(ผมปรารถนาว่า  เมื่อวานนี้เป็นวันหยุด – แต่จริงๆแล้วไม่ได้เป็น)

-She wishes her father had been a millionaire (last year). (เธอปรารถนาว่า  พ่อของเธอเป็นเศรษฐี  (เมื่อปีที่แล้ว) – แต่จริงๆแล้วไม่ได้เป็น)

-He wished he had been a bird (a long time ago).

(เขาปราถนาว่า  เขาเป็นนก (เมื่อนานมาแล้ว) – แต่จริงๆแล้วไม่ได้เป็น)

-I wish my uncle had been here yesterday.

(ผมปรารถนาว่า  ลุงของผมอยู่ที่นี่เมื่อวานนี้ – แต่จริงๆแล้วไม่ได้อยู่)

·      ถ้า “Wish” ใช้กับอนาคต  (Future) ให้ใช้ “Verb” เป็น “Would”“Should”  “Could”  “Might”ความหมาย คือ คงไม่เกิดเหตุการณ์ตามที่ปรารถนา  หรือมีโอกาสเกิดขึ้นได้ยาก เช่น

- I wish my wife would be here tomorrow.

(ผมปรารถนาว่า  ภรรยาของผมอยู่ที่นี่ในวันพรุ่งนี้– แต่จริงๆแล้วคงไม่ได้อยู่ หรือมีโอกาสเกิดขึ้นได้น้อยมาก)

- She wishes she could come to my party next week.

(เธอปรารถนาว่า  เธอสามารถมางานเลี้ยงของผมสัปดาห็หน้า – แต่จริงๆแล้วคงไม่ได้มา  หรือมีโอกาสเกิดขึ้นน้อยมาก)

- They wish they would graduate from the university next semester.(พวกเขาปรารถนาว่า  จะเรียนจบจากมหาวิทยาลัยในเทอมหน้า – แต่คงจะไม่จบ หรือมีโอกาสเกิดขึ้นน้อยมาก)

    อย่างไรก็ตาม  เมื่อใช้ “Wish” แสดงความปรารถนาในแบบปกติธรรมดา จะมีโครงสร้าง“Wish + to + verb 1” ซึ่งความปรารถนาดังกล่าวอาจจะเป็นจริงหรือไม่เป็นจริงก็ได้   เช่น

- They wish to meet their friends again next year.

(พวกเขาปรารถนาจะได้พบเพื่อนอีกในปีหน้า)

- She wishes to leave now.

(เธอปรารถนาจะจากไปในตอนนี้)

- He wishes to visit London next month.

(เขาปรารถนาจะไปเที่ยวลอนดอนเดือนหน้า)

- They wished to pass the exam this term.

(พวกเขาปรารถนาจะสอบผ่านเทอมนี้)

      สำหรับอีกโครงสร้างหนึ่ง คือ  “Wish +กรรม+ noun”  มีความหมาย คือ  “ขออวยพรให้”   เช่น

  - She wished them a Merry Christmas and a Happy New Year.(เธออวยพรวันคริสมาสต์และปีใหม่ให้พวกเขา)

  - He wishes his parents a long and happy life.

(เขาอวยพรให้พ่อแม่มีชีวิตยืนยาวและมีความสุข)

  - I wish you success.

(ผมขออวยพรให้คุณประสบความสำเร็จ)

21. I don’t know ________________ to buy for dinner.

(ผมไม่รู้จะซื้อ ___________________ สำหรับอาหารค่ำ– คือไม่รู้ว่าจะกินอะไรดี)

(a) when

(b) where

(c) how

(d) what    (อะไร)

22. He has ______________ more money than I.

(เขามีเงินมากกว่าผม ________________________ )

(a) many

(b) very

(c) much    (มากมาย, เยอะแยะ)

(d) too

ตอบ   –    ข้อ   (c)   เนื่องจากสามารถใช้คำว่า   “มาก”   ขยายในการเปรียบเทียบ   “ขั้นกว่า”  (Comparative degree)  ได้  ๒  คำ  คือ  “Much” และ  “Far”(หมายถึง “มาก”  มิใช่  “ไกล”)  (ใช้ขยายคำคุณศัพท์  และคำนามนับไม่ได้  ซึ่งต้องเป็นเอกพจน์เสมอ)   แต่ถ้าขยายคำนามนับได้  และเป็นพหูพจน์   ให้ใช้   “Many”  เช่น

       - His house is much (far) bigger than mine.

(บ้านของเขาใหญ่กว่าบ้านของผมมากมาย)

            - This room has much (far) more furniture than that room.

(ห้องนี้มีเฟอร์นิเจอร์มากกว่าห้องนั้นเยอะแยะเลย) (“Furniture” เป็นนามนับไม่ได้)

            - He has many more friends than his brother.

(เขามีเพื่อนมากกว่าพี่ชายเยอะเลย)  (“Friends” เป็นคำนามนับได้ พหูพจน์ )

-       There are many more people in Bangkok than in Vientiane.

(มีผู้คน – ประชาชน – ในกรุงเทพฯ มากกว่าในเวียงจันทร์)  (“People” เป็นคำนามนับได้ พหูพจน์ )

23. Sometimes accidents _____________ by people who are too tired.

(บางที  อุบัติเหตุ __________________ โดยผู้คนที่เหน็ดเหนื่อยมากเกินไป)

(a) cause

(b) caused

(c) were caused

(d) are caused     (ถูกทำให้เกิดขึ้น)

ตอบ    –    ข้อ   (d)   เนื่องจากต้องอยู่ในรูป  “Passive voice” {Subject + is (am, are, was, were) + verb 3}  และต้องเป็น  “Present simple tense”  ด้วยเนื่องจากข้อความในประโยคเป็นข้อเท็จจริง  และยังเกิดขึ้นในปัจจุบัน  (ทำให้ไม่เลือกข้อ C”)   สังเกตได้จากกริยาในอนุประโยค  (who are too tired)  คือ  “Are

 

เรียน  ท่านผู้ติดตามอ่าน เว็บไซต์  “everydayenglish.pwa.co.th”

                  ถ้าท่านมีคำแนะนำให้ปรับปรุงเว็บไซต์นี้ประการใด  กรุณาส่ง   e-mail ไปที่  ดร. วัชรินทร์  ภูเขาทอง   ผอ. สำนักวิทยาการ  การประปาส่วนภูมิภาค  ผู้จัดทำเว็บไซต์นี้  ตาม   “Address” wpookaotong@yahoo.com   (โปรดระบุหัวเรื่องด้วยว่า  “ปรับปรุงเว็บไซต์”)   เพื่อที่ผู้จัดทำฯ จะได้ปรับปรุงเนื้อหาได้ตรงตามความประสงค์ของผู้อ่านเว็บไซต์นี้