หมวดข้อสอบ TOEIC (ตอนที่ 91)

Part V: Sentence Completion  (ส่วนที่ 5 :  การเติมประโยคให้สมบูรณ์)

Choose the best alternative to make a correct sentence.

(จงเลือกข้อที่ดีที่สุดเพื่อทำให้ประโยคมีความถูกต้อง)

1. He spends most of his money _______________ amusements.

(เขาใช้เงินส่วนใหญ่ของเขา ______________ ความสนุกสนาน-ความบันเทิง)

(a) for

(b) in

(c) on    (กับ, ไปกับ, บน)

(d) to

ตอบ   -   ข้อ   (c)  “Spend + money + on + กรรม “ใช้จ่ายเงินไปกับอะไร

2. It was such good news that no one believed _______________.

(มันเป็นข่าวที่ดีมาก  จนกระทั่งไม่มีใครเชื่อ __________________ )

(a) them

(b) it    (มัน)

(c) him

(d) (No word is needed.)

ตอบ   -   ข้อ   (b)  “News”  เป็นคำนามนับไม่ได้  และเป็นเอกพจน์เสมอ  ใช้แทนด้วย   “It”  สำหรับคำนามนับไม่ได้อื่นๆ  ได้แก่  Patience  (ความอดทน),  Gold  (ทอง),  Rice  (ข้าว),  Water  (น้ำ),  Glass  (กระจก),  Sand  (ทราย),  Wood  (ไม้),  Stone  (หิน),  Paper  (กระดาษ),  Air  (อากาศ),  Copper  (ทองแดง),  Ink  (หมึก),  Help  (ความช่วยเหลือ), Information  (ข้อมูล, ข่าวสาร), Tin   (ดีบุก),Lead  (ตะกั่ว),  Equipment  (อุปกรณ์, เครื่องมือ), Furniture  (เครื่องเรือน),   Scenery  (ทิวทัศน์),  Damage  (ความเสียหาย),  Advice   (คำแนะนำ), Traffic  (การจราจร, ยวดยาน),  Machinery  (เครื่องยนต์กลไก),  Evidence  (หลักฐาน),  Bread  (ขนมปัง),  Clothing  (เสื้อผ้า),  Work  (งาน),   Luggage   (กระเป๋าเดินทาง),  Baggage  (กระเป๋าเดินทาง),  Knowledge   (ความรู้),  Education  (การศึกษา),  Goodness  (ความดี),  Wisdom   (ความฉลาด),  Progress  (ความก้าวหน้า),  Power  (อำนาจ),  News  (ข่าว),  Cloth  (ผ้า),  Soap  (สบู่),  Bread  (ขนมปัง),  Flour  (แป้ง),  Milk  (นม),  Tea  (ชา),  Coffee  (กาแฟ),  Silk  (ไหม),  Fruit  (ผลไม้),  Behavior  (พฤติกรรม)   เป็นต้น   ซึ่งคำนามทุกคำข้างต้น  ใช้สรรพนามแทนด้วย  “It”

3. ‘Tim has been to London.’ means ‘__________________’

(“ทิมเคยไปลอนดอน”  หมายความว่า  “ ____________________ ”)

(a) Tim is now in London.    (ทิมอยู่ในลอนดอนขณะนี้)

(b) Tim has already come back from London.    (ทิมได้กลับมาจากลอนดอนแล้ว)

(c) Tim is on his way to London.    (ทิมอยู่ระหว่างทางไปลอนดอน)

(d) Tim has been in London for a long time.    (ทิมได้อยู่ในลอนดอนเป็นเวลานานแล้ว)  (ขณะนี้ก็ยังอยู่)

ตอบ   -   ข้อ   (b)  “Tim has been to London.”  =  “ทิมเคยไปลอนดอน”  หมายความว่า  ขณะนี้กลับมาจากลอนดอนแล้ว

4. We hire out bicycles ________________.

(เราให้เช่ารถจักรยาน _____________________ )

(a) by hours

(b) by an hour

(c) by the hour    (เป็น (ราย) ชั่วโมง)

(d) for hours    (เป็นเวลาหลายชั่วโมง)

ตอบ   -   ข้อ   (c)  ดูคำอธิบายจากประโยคข้างล่าง

                      ตัวอย่างที่ ๑

-   Some workers are paid ________________ week.

(คนงานบางคนได้รับค่าจ้าง ___________________ (ราย) สัปดาห์)

(a) in a

(b) by the    (เป็น)

(c) by a

(d) in the

ตอบ   -   ข้อ   (b)  หลัง   “is (are) paid by”  (ได้รับค่าจ้างเป็น)  หรือหลัง  “is (are) sold by”   (ถูกขายเป็น)   มีหลัก คือ  ถ้าคำนามที่ตามหลัง  “By”  เป็นนามนับได้  (Week, Dozen, Kilo, Pound, Meter, Yard, Foot, etc.)  หน้าคำนามนั้นต้องใช้   “The”  ขยาย   แต่ถ้าเป็นนามนับไม่ได้  (Weight, Length, etc.)  หน้าคำนามนั้น   ไม่ต้องมี  “Article”  (A, An, The)  ใดๆขยายเลย  เช่น

            - In England eggs are sold by the pound.

(ในอังกฤษ  ไข่ถูกขายเป็นปอนด์)  (“Pound”เป็นนามนับได้)

(= In England eggs are sold by weight.)

(ในอังกฤษ  ไข่ถูกขายเป็น (โดย) น้ำหนัก)  (“Weight”  เป็นนามนับไม่ได้)

           - Cloth is generally sold by the yard.

(ผ้าโดยทั่วๆไปถูกขายเป็นหลา)  (“Yard”เป็นนามนับได้)

(= Cloth is generally sold by length.)

(ผ้าโดยทั่วๆไปถูกขายเป็นความยาว  -  ของผ้า)  (“Length”  เป็นนามนับไม่ได้)

-   Sugar is sold by the kilogram.

(น้ำตาลถูกขายเป็นกิโลกรัม)  (“Kilogram”เป็นนามนับได้)

(= Sugar is sold by weight.)

(น้ำตาลถูกขายเป็น (โดย) น้ำหนัก)  (“Weight”  เป็นนามนับไม่ได้)

-   Salaried people are usually paid by the month.

(มนุษย์เงินเดือนตามปกติได้รับค่าจ้างเป็นเดือน)  (“Month”เป็นนามนับได้)

(= Salaried people are usually paid by time.)

(มนุษย์เงินเดือนตามปกติได้รับค่าจ้างเป็นเวลา  -   การทำงาน)  (“Time”  เป็นนามนับไม่ได้)

5. Jim seems to be putting _________________ weight.

(จิมดูเหมือนว่ากำลังน้ำหนัก __________________ มากขึ้น)

(a) by

(b) over

(c) in

(d) on    (เพิ่ม)

ตอบ   -   ข้อ   (d)  “Put on weight”  =  “น้ำหนักเพิ่มขึ้น

6. At the sales things can often be bought ______________ half

price.

(ที่การขายลดราคา  สิ่งต่างๆมักสามารถซื้อได้ _______________ ครึ่งราคา)

(a)   for

(b)  at    (ที่)

(c)   in

(d)  with

ตอบ   -   ข้อ   (b)  “Price”  ใช้กับ  “At”  สำหรับวลีที่ใช้กับ   “At”  ได้แก่

“At a good price” =  “ในราคาที่ดี หรือสูง”“At interest”  = “โดยคิดดอกเบี้ย”“at pains”  (ใช้ความพยายามเป็นพิเศษ)  -  At pains to make a good impression, she was prompt for her appointment.  (โดยใช้ความพยายามเป็นพิเศษที่จะสร้างความประทับใจ  เธอรวดเร็วสำหรับการนัดหมาย  -  คือมาถึงที่นัดหมายตรงเวลา),  “at stake”  (ไม่แน่นอน, อยู่ในภาวะที่เสี่ยง)  -  The team played hard because the championship of the state was at stake.  (ทีมเล่นอย่างสุดฝีมือ  เพราะตำแหน่งแชมเปี้ยนของรัฐไม่แน่นอน  หรืออยู่ในภาวะเสี่ยง  -  คือ  ขึ้นอยู่กับผลลัพธ์ของการแข่งขัน  ไม่รู้ว่าจะแพ้หรือชนะ  และจะได้เป็นแชมป์หรือไม่),  “at the same time”  (ในเวลาเดียวกัน),  “at the mercy of  (= at one’s mercy)  (อยู่ในอำนาจของ, ขึ้นอยู่กับความเมตตากรุณาของ)  -  The picnic was at the mercy of the weather.  (การปิ๊คนิกขึ้นอยู่กับความเมตตาของดินฟ้าอากาศ  -  คือจะต้องเลื่อนไปถ้าเกิดฝนตก),“good at”  (เก่ง)  “at a high speed” = {(บินหรือวิ่ง)  ด้วยความเร็วสูง} “sit at a table” (นั่งที่โต๊ะ)  “land at a small airport” (ร่อนลงที่สนามบินเล็กๆ)  “at both ends”  (ที่ปลายทั้ง ๒ ข้าง)  “a knock at the door”  (การเคาะที่ประตู)  “at a beach club” (ที่สโมสร ณ ชายหาด)  “at a funeral” (ที่งานศพ)  “at a press conference”  (ที่การให้สัมภาษณ์หนังสือพิมพ์)  “at a high school dance” (ที่งานเต้นรำของโรงเรียน)  “at the office”  (ณ ที่ทำงาน)   “at breakfast” (เมื่อเวลาอาหารเช้า)   “to stare at a garage roof” (จ้องมองไปที่หลังคาโรงรถ)“to wave down at him”  (โบกมือให้เขา)  “to throw petals at his car” (โยน – โปรย – กลีบดอกไม้ที่รถของเขา)   “at a distance”  (ในระยะไกล)  “at a standstill”  (หยุดชะงัก, หยุดนิ่งอยู่กับที่)  “at risk”  (เสี่ยง),  “at 10:00 a.m.”  (ตอน ๑๐ โมงเช้า)  “at dawn” (ตอนรุ่งอรุณ)  “at once”  (โดยทันทีทันใด)  “at his wit’s end”  (เขาหมดปัญญา, จนปัญญา, ไม่รู้จะทำอย่างไรดี)   “at loose ends”  (ไม่มีอะไรทำ, ไม่มีงานทำ, ไม่รู้จะทำอะไร ดี, ยังไม่แน่ใจว่าจะทำอะไรต่อไป, ยังไม่ตัดสินใจ)   “at a later stage”   (ในระยะหรือขั้นตอนต่อไป)  “to speak at great length”  (พูดเสียอย่างยืดยาว)  “at a time of high unemployment”  (ณ ช่วงเวลาที่มีการว่างงานสูง)  “to start work at sixteen”  (เริ่มทำงานตอนอายุ ๑๖)  “to die at eighty-three”  (ตายเมื่ออายุ ๘๓)   “to grow at an astonishing rate” (เติบโตในอัตราที่น่าพิศวง)  “to buy or sell it at $ 100”  (ซื้อหรือขายที่ราคา ๑๐๐ เหรียญ)  “at 100 miles per hour” (ที่ ๑๐๐ ไมล์ต่อชั่วโมง)  “the radio playing at full volume” (วิทยุเปิดสุดเสียง)  “to set a pass mark at 60 percent” (ตั้งคะแนนผ่านที่ ๖๐ เปอร์เซ็นต์)  “to work harder at his thesis”  (ขยันมากขึ้นกับวิทยานิพนธ์)  “to aim at bringing down the inflation rate”  (มีเป้าหมายเพื่อลดอัตราเงินเฟ้อ)  “to go at the invitation of his neighbors”  (ไปเพราะการเชื้อเชิญของเพื่อนบ้าน)  “to leave at the director’s command”  (จากไปเพราะคำสั่งของผู้อำนวยการ)  “at liberty”  (มีอิสรเสรีที่จะทำอะไร, มิได้ถูกขัดขวางหรือหยุดยั้ง)“to be at war”(ทำสงคราม)   “to put his life at risk” (ทำให้เขาต้องเสี่ยงชีวิต)  “to read at random”  (อ่านแบบสุ่มๆ – คือไม่เฉพาะเจาะจง)  “at gun point” (โดยเอาปืนจี้หัว)   “to fly at their expense”  (บินไปโดยค่าใช้จ่ายของพวกเขา)  “to be at her best”  (อยู่ในช่วงที่ดีที่สุดของเธอ)  “at a guess” (โดยการเดาหรือทาย)   “at a rough estimate”  (โดยประมาณการอย่างคร่าวๆ)“good at swimming”  (ว่ายน้ำเก่ง)  “clever at mathematics” (เก่งคณิตศาสตร์)   “bad at cooking”  (ปรุงอาหารไม่เก่ง)   “an expert at shooting”  (เป็นผู้เชี่ยวชาญด้านการยิงปืน)  “be delighted at the success” (ปลาบปลื้ม-ยินดี กับความสำเร็จ)  “feel sorry at his dismissal” (รู้สึกเสียใจกับการถูกไล่ออกของเขา)  “feel glad at a new job”  (รู้สึกดีใจกับงานใหม่)  “at first”  (ในตอนแรก)  “atlast”  (ในที่สุด)  “at least”  (อย่างน้อยที่สุด)  “at leisure”  (มีเวลาว่าง, ไม่ได้ทำงาน, ไม่ได้มีงานยุ่ง)  “at length”  (อย่างละเอียด, อย่างเต็มที่, ในที่สุด)   “at most, at the most”  (อย่างมากที่สุด)   “at loggerheads”  (ทะเลาะกัน, ต่อสู้กัน, เป็นปฏิปักษ์ต่อกัน)  “at present”  (ในปัจจุบัน)   “at the same address” (ณ ที่อยู่เดิม)   “at 33 Albert Street”  (บ้านเลขที่ ๓๓ ถนนอัลเบิร์ต)  “at the hairdresser’s”  (ที่ร้านทำผม)  “at church”  (ที่โบสถ์ – ไปทำพิธี)  “at home”  (ที่บ้าน)  “to be at work”  (กำลังทำงานหรือยุ่งอยู่กับกิจกรรมอะไรบางอย่าง, สถานการณ์หรือกระบวนการที่กำลังมีผลกระทบหรืออิทธิพล)   “at school” (ที่โรงเรียน)   “at college”  (ที่มหาวิทยาลัย)   “arrive at the airport”  (มาถึงที่สนามบิน)  “at night” (ตอนกลางคืน)  “at Easter”  (ช่วงเทศกาลอีสเตอร์)   “at the weekend”  (ตอนสุดสัปดาห์)   “I don’t understand it at all.”  (ผมไม่เข้าใจมันเลย)   “I can hardly hear you at all.”   (ผมแทบจะไม่ได้ยินเสียงคุณเลย  –  เสียงคุณแผ่วเบามาก)   “It is not at all likely he will come.”  (แทบจะเป็นไปไม่ได้เลยที่เขาจะมา  -  คือมีโอกาสเกิดขึ้นน้อยมาก)   “Can it be done at all?”   (มันจะสามารถทำได้ไหมนี่)  “She will walk with a limp, if she walks at all.”  (เธอจะต้องเดินขากระเผลก-ขาเป๋  ถ้าเธอยังเดินได้  -  หมายถึงเธออาจจะเดินไม่ได้อีกเลย)   “at all costs”   (ไม่ว่าจะต้องเสียเงิน เวลา หรือความพยายามเพียงใด   “Carl is determined to succeed in his new job at all costs.”   (คาร์ลมุ่งมั่นที่จะประสบความสำเร็จในงานใหม่ของเขา  โดยไม่สนใจว่าจะต้องทำงานหนักเพียงใด)   “Regardless of the results, Mr. Jackson intended to save his son’s eyesight at all costs.”   (โดยไม่คำนึงถึงผลลัพธ์  มิสเตอร์แจ๊คสันตั้งใจที่จะรักษาสายตาของลูกชายตน  ไม่ว่าจะต้องใช้เวลาหรือเงินมากมายเพียงใด)   “at a loss”  (ในสภาพที่ไม่แน่นอน, ไม่รู้อะไรเลย, งุนงงสับสนไปหมดจนทำอะไรไม่ถูก, จนปัญญา)  “A good salesman is never at a loss for words.”  (นักขายที่ดีไม่เคยจนปัญญาที่จะพูดเพื่อขายสินค้า  -  คือมีเรื่องพูดมากมายเพื่อโฆษณาสินค้าของตน)   “When Don missed the last bus, he was at a loss to know what to do.”  (เมื่อดอนตกรถเมล์เที่ยวสุดท้าย  เขางุนงงสับสนจนไม่รู้ว่าจะทำอย่างไร  -   คือไม่รู้ว่าจะหาทางกลับบ้านอย่างไร)  “at anchor” (แอ๊ง-เคอะ  -  จอดลอยลำทอดสมออยู่)   “at any rate”  (อย่างไรก็ตาม, อย่างไรก็ดี)   “keep him at arms length”  (ไม่คบค้าสมาคมกับเขา, ไม่ทำตัวสนิทสนมกับเขา)   “at a snail’s pace”  (อย่างเชื่องช้าอืดอาด, คืบหน้าไปทีละหน่อยเหมือนหอยทาก)  “one at a time”  {(เข้ามาในห้อง, ขึ้นรถเมล์)  ทีละคน}   “run up the steps two at a time”  (ขึ้นบันไดทีละ ๒ ขั้น)  “at best, at the best”  (อย่างดีที่สุด)  “at ease”  (สบาย, ไม่มีความเจ็บปวดหรือสิ่งรบกวน)   “at every turn”  (ทุกครั้ง, ตลอดเวลา)   “at fault” (ถูกตำหนิ, รับผิดชอบต่อความผิดพลาดหรือความล้มเหลว)   “at first glance, at first sight”  (เมื่อแรกเห็น, หลังจากมองครั้งแรกอย่างรวดเร็ว)   “at hand, at close hand”  (อยู่ใกล้ตัว, เอื้อมถึงได้ง่าย, กำลังจะมาถึงเร็วๆนี้)    “at large” {(คนร้าย) ยังลอยนวล, ยังจับตัวไม่ได้}  เป็นต้น 

7. We don’t allow ________________ here.

(เราไม่อนุญาต ___________________ ที่นี่)

(a) swim

(b) to swim

(c) swimming    (การว่ายน้ำ)

(d) to swimming

ตอบ   -   ข้อ   (c)  “Subject + allow + Verb + ing”  =  “อนุญาตการทำ..............”   ส่วน  “Subject + allow + someone + to + Verb 1 + กรรม  “อนุญาตให้ใครทำ..............”  ดูเพิ่มเติมรูป  “Passive voice”  ของโครงสร้างทั้ง  ๒  จากประโยคข้างล่าง

                     ตัวอย่างที่ ๑

-   He said to his friend, “ _______________________”

(เขากล่าวกับเพื่อนของเขาว่า “ _______________________”  )

(a) Are we allowed to smoking here?

(b) Is smoking allowed here?     (การสูบบุหรี่ได้รับอนุญาตที่นี่หรือเปล่า)  (หมายถึง  สูบบุหรี่ที่นี่ได้หรือไม่)

(c) Do they allow anyone smoking here?

(d) Are we allowed smoking here?

ตอบ   -   ข้อ   (b)  เนื่องจาก   “Allow”  มีการใช้  ๔  รูปแบบ  คือ

๑.   Subject + Allow + Doing + Something  (Active voice)

-Theyallow smoking here.

(พวกเขาอนุญาตการสูบบุหรี่ (ให้สูบบุหรี่ได้) ที่นี่)

              - They don’t allow swimming in this river.

(พวกเขาไม่อนุญาตให้ว่ายน้ำในแม่น้ำนี้)

๒.   Verb + ing + is + (not) + Allowed  (Passive voice)

            - Smoking is allowed here.

(การสูบบุหรี่ได้รับอนุญาตที่นี่)

           - Swimming is not allowed in this river.

(การว่ายน้ำไม่ได้รับอนุญาตในแม่น้ำนี้)

         ๓.  Subject + Allow + Someone + To + Verb 1 + Something  (Active voice)

            - They allow me to smoke in this room.

(เขาอนุญาตให้ผมสูบบุหรี่ในห้องนี้)

             - Her parents allowed her to go to the party.

(พ่อแม่ของเธออนุญาตให้เธอไปงานเลี้ยง)

         ๔. Subject + Is (Was) + Allowed + to + Verb 1 + Something  (Passive voice)

               - I am allowed to smoke in this room.

(ผมได้รับอนุญาตให้สูบบุหรี่ในห้องนี้)

             - She was allowed to go to the party (by her parents).

(เธอได้รับอนุญาตให้ไปงานเลี้ยง  -  โดยพ่อแม่ของเธอ)

8. He has ________________ every effort to improve his English.

(เขาได้ ____________________ ความพยายามทุกวิถีทาง  ที่จะปรับปรุงภาษาอังกฤษของเขา)

(a) made    (ใช้, ทำ)

(b) done

(c) taken

(d) brought

ตอบ   -   ข้อ   (a)  ใช้   “Make an effort”  หรือ  “Make every effort”  ดูการใช้  “Make”  และ  “Do”  จากวลีข้างล่าง

Make

-         make a mistake   (ทำผิด)

-         make a noise   (ทำเสียงดัง)

-         make a speech   (กล่าวสุนทรพจน์)

-         make a hole   (เจาะรู)

-         make beds   (สร้างเตียง)

-         make the beds   (จัดเตียง, ปูเตียง)

-         be made of gold   (ทำด้วยทอง)  (สามารถเห็นทองในสภาพเดิม)

-         be made from wheat   (ทำมาจากข้าวสาลี)  (แปรสภาพมาแล้ว ดูไม่ออกว่ามาจากข้าวสาลี  เพราะกลายเป็นขนมปังแล้ว)

-         a car (which was) made in China   (รถผลิตในญี่ปุ่น)

-         a Japanese-made car   (รถผลิตในญี่ปุ่น)

-         make a choice    (เลือก)

-         make a discovery   (ค้นพบ)

-         make a statement   (พูด, กล่าว)

-         make a decision   (ตัดสินใจ)

-         make a suggestion   (แนะนำ)

-         make an announcement   (ประกาศ)

-         make up   (กุเรื่อง, แต่งหน้า)

-         make up for   (ชดเชย)

-         make out   (เข้าใจ)

-         make you a good secretary   (เป็นเลขาฯที่ดีของคุณ)

-         make a good doctor   (เป็นหมอที่ดี)

-         sixty minutes make an hour   (๖๐ นาทีเป็น ๑ ชั่วโมง)

-         two and two make four   (๒ บวก ๒ เป็น ๔)

-  make a fool of oneself    (หลอกตัวเอง, ทำให้ตัวเองดูเป็นไอ้โง่)

          ส่วนวลีที่ใช้กับ   “Do” ได้แก่

Do

- do one’s best   (do his/her best)   (ทำดีที่สุด)

 - do one’s duty   (ทำหน้าที่ของตน)

 - do good   (ทำดี)

 - do bad   (ทำชั่ว)

  - do harm   (ทำอันตราย)

 - do someone a favor   (ช่วยเหลือคนอื่น)

  - do someone good   (ทำให้รู้สึกดีขึ้น, ทำประโยชน์ให้)

 - do the right (wrong) thing   (ทำในสิ่งที่ถูก-ผิด)

 - do duty   (ทำหน้าที่)

 - do work   (ทำงาน)

- do things   (ทำสิ่งต่างๆ)

 - do a lot of reading   (อ่านหนังสือเยอะแยะ)

 - do your teeth   (แปรงฟันของคุณ)

  - do the flowers    (จัดดอกไม้)

  - do the cleaning    (ทำความสะอาด)

  - do the washing up   (ซักผ้า-ล้างจาน)

  - do the cooking   (ปรุงอาหาร)

   - do nothing    (ไม่ทำอะไร)

   - do something about a problem    (ลงมือทำเพื่อพยายามแก้ปัญหา)

   - do something about immigration    (แก้ปัญหาการอพยพ)

   - do all we can    (ทำทุกอย่างที่เราสามารถทำได้)

   - There’s nothing I can do about it.

(ไม่มีสิ่งใดที่ผมสามารถทำได้เกี่ยวกับมัน – คือช่วยอะไรไม่ได้)

       - That hat does nothing for you.  

(หมวกใบนั้นไม่เหมาะกับคุณ)

       - I wonder what his father does.

(ผมสงสัยว่าพ่อเขาทำงานอะไร)

        - He didn’t do very well in his exam.

(เขาไม่ประสบความสำเร็จมากนักในการสอบ)

         - Do you do train bookings to London?

(คุณให้บริการจองตั๋วรถไฟไปลอนดอนหรือเปล่า)

         - PWA does tap water for the public.

(กปภ. ให้บริการน้ำประปาแก่ประชาชน)

          - do a subject 

(ศึกษาวิชาที่โรงเรียนหรือมหาวิทยาลัย)

           -   He can do 120 miles per hour in that car.

(เขาสามารถทำเวลาได้ ๑๒๐ ไมล์ต่อชั่วโมงในรถคันนั้น)

       - This pen will do.

(ปากกาด้ามนี้ก็ใช้ได้แล้ว – เพียงพอแล้ว)

       - Two thousand dollars will do me very well.

(เงิน ๒,๐๐๐ เหรียญพอเพียงกับความต้องการของผมเป็นอย่างดี)

         - What did you do with the keys?

(คุณเอากุญแจไปเก็บไว้ที่ไหน)

         - What did you do with that Baht 500 I gave you?

(คุณเอาเงิน ๕๐๐ บาทที่ผมให้ไปทำอะไร)

        - What can I do for you? 

(ผมจะช่วยอะไรคุณได้บ้าง)

        - How are you doing?

(คุณสบายดีหรือครับ)

        - How do you do” 

(ใช้พูดทักทายเมื่อตอนพบกัน  อีกฝ่ายหนึ่งก็จะตอบว่า“How do you do?”เช่นเดียวกัน)

        - This book has (หรือ is) to do with married life.

(หนังสือเล่มนี้เกี่ยวกับชีวิตการแต่งงาน)

          - Easier said than done.

(พูดง่ายกว่าทำ – เป็นสุภาษิต)

          - make do

(อยู่แบบถูไถ หรือ ใช้  –  เงิน, สิ่งของ  –  เท่าที่มีไปพลางๆก่อน หรือแก้ขัดไปก่อน)

            - I have only Baht 100.  It is not much but I have to make do with it.)

 (ผมมีเงินแค่ ๑๐๐ เดียว มันไม่มาก แต่ผมก็ต้องถูไถไปกับเงินจำนวนนี้)

              - He had no hammer to use with the nails but he could make do with this stone.)

(เขาไม่มีค้อนที่จะใช้ตีตะปู   แต่เขาสามารถใช้หินก้อนนี้  (ตอก)  แทนค้อนแก้ขัดไปก่อน)

           - dos and don’ts

(สิ่งที่ต้องทำและห้ามทำ)

              - There are plenty of dos and don’ts in this contract.

(มีสิ่งที่ต้องทำและห้ามทำมากมายในสัญญานี้)

             - do homework (housework)   (ทำการบ้าน-งานบ้าน)

            - do crossword puzzles   (ทำปริศนาอักษรไขว้)

            - do the exercise    (ออกกำลัง)

            - do the bedroom    (จัดห้องนอน)

            - do away with    (กำจัด, ทำลาย)

         -  do the shopping    (ไปซื้อของ-ช้อปปิ้ง)

         -  do business     (ทำธุรกิจ)

       - have something to do with   (มีส่วนเกี่ยวข้องกับ)

       - have nothing to do with    (ไม่มีส่วนเกี่ยวข้องกับ)

9. We shall not play football today ________________ the heat.

(เราจะไม่เล่นฟุตบอลวันนี้ _______________ ความร้อน  -  หรืออากาศร้อน)

(a) in spite of    (ทั้งๆที่)  (ตามด้วยคำนาม หรือวลี)

(b) according to    (สอดคล้องกับ,  ตามที่................กล่าว)

(c) owing to    (เนื่องมาจาก)  (ตามด้วยคำนาม หรือวลี)

(d) because    (เพราะว่า)  (ตามด้วยประโยค)

ตอบ   -   ข้อ   (c)  ดูเพิ่มเติมการใช้  “Owing to, In spite of”  จากประโยคข้างล่าง

                     ตัวอย่างที่ ๑

-         __________________ his poor health, he could not work in a tropical country.

(____________________ สุขภาพที่แย่ของเขา  เขาไม่สามารถทำงานในประเทศในเขตร้อน)

(a) Because    (เพราะว่า)

(b) In spite of    (ทั้งๆที่)

(c) Because of    (เนื่องมาจาก)

(d) As    (เพราะว่า, ในขณะที่)

ตอบ   -   ข้อ   (c)

                     ตัวอย่างที่ ๒

-      ________________ her friendly personality, she is admired by all her friends.

(___________________  บุคลิกที่เป็นมิตรของเธอ  เธอได้รับการยกย่องโดยเพื่อนๆ ทุกคน)

(a) Because    (เพราะว่า)  (ตามด้วยประโยค “Subject + Verb”)

(b) Because of     (เนื่องมาจาก)  (ตามด้วยคำนาม หรือวลี)

(c) In spite of    (ทั้งๆที่)  (ตามด้วยคำนาม หรือวลี)

(d) Although    (ถึงแม้ว่า)  (ตามด้วยประโยค “Subject + Verb”)

ตอบ   -   ข้อ   (b)   ดูเพิ่มเติมการใช้   “Because of (= Due to = On account of = Owing to)  และ  “In spite of (= Despite = Notwithstanding)  จากประโยคข้างล่าง

                - Because of (= On account of = Owing to = Due to) the heavy rain, we could not go out.

(เนื่องมาจากฝนตกหนัก  เราไม่สามารถออกไปข้างนอก)

               - Because of (= On account of = Owing to = Due to) an accident, the train was delayed for 2 hours.  

(เนื่องมาจากอุบัติเหตุ  รถไฟถูกทำให้ล่าช้าไป ๒ ชั่วโมง)

              - He could not go to university because of (=owing to = on account of = due to) his poverty.  

(เขาไม่สามารถเรียนมหาวิทยาลัย  เนื่องมาจากความยากจน) 

-      He hasn’t been able to get a good job in spite of (= despite = notwithstanding) his having had an expensive education.

(เขาไม่สามารถหางานดีๆทำได้  ทั้งๆที่มีการศึกษาที่แพง)  (ไม่สามารถหางานดีได้  ทั้งๆมีการศึกษาหรือ เสียค่าเรียนราคาแพง)

             - In spite of  (= Notwithstanding= Despite) the bad storm John delivered his papers on time.  

(ทั้งๆที่มีพายุเลวร้าย  ทอมก็ยังไปส่งหนังสือพิมพ์ได้ตรงเวลา -  ทอมเป็นเด็กส่งหนังสือพิมพ์)

             - In spite of (= Notwithstanding = Despite) all their differences, Mary and Ann remain friends.

(ทั้งๆที่แตกต่างกันอย่างมากมายอย่างนั้น  แมรี่และแอนยังคงเป็นเพื่อนกันได้)

            - They went out in spite of (= notwithstanding = despite) the heavy rain.

(พวกเขาออกไปข้างนอกทั้งๆที่ฝนตกหนัก)

10. He is an excellent teacher _______________ he speaks too low.

(เขาเป็นครูที่ดีเยี่ยม ________________________ เขาพูดเสียงค่อยเกินไป)

(a) except    (ยกเว้น)

(b) besides    (นอกเหนือไปจาก, ยิ่งไปกว่านั้น)

(c) except that    (ยกเว้นแต่ว่า)  (ตามด้วยประโยค)

(d) except for

ตอบ   -   ข้อ   (c)  “Except”  เป็น   “Preposition”  ต้องตามด้วย  “วลี, คำนาม, สรรพนาม หรือ กริยา”  เช่น

         - We saw nothing along the way except flower gardens.

(พวกเราไม่เห็นอะไรเลยระหว่างทาง  ยกเว้นสวนดอกไม้)

       - Every room  is empty now except the living room.

(ทุกห้องว่างเปล่าขณะนี้  ยกเว้นห้องรับแขก)

       - Nobody went there except me.

(ไม่มีใครไปที่นั่น  ยกเว้นผม)

       - She likes living here except in summer.

(เธอชอบอาศัยอยู่ที่นี่  ยกเว้นในหน้าร้อน)

       - The place seems clean except where he sleeps.

(สถานที่ดูเหมือนว่าสะอาด  ยกเว้นตรงที่ที่เขานอน)

-     All the boys except Billy started to cry.

(เด็กชายทุกคนยกเว้นบิลลี่  เริ่มร้องไห้)

-     He no longer went out, except when Jeanne forced him.

(เขาไม่ออกไปข้างนอกต่อไปอีกแล้ว  ยกเว้น  เมื่อจีนนี่บังคับเขา) 

-     There was little I could do except wait.

(มีเพียงนิดหน่อยที่ผมทำได้  ยกเว้นรอคอย)

-   I knew nothing about Judith except what I had heard at second hand.

(ผมไม่ทราบอะไรเลยเกี่ยวกับจูดิธ  ยกเว้นสิ่งที่ผมได้ยินได้ฟังมาจากคนอื่น)  

                   ส่วน   Except that  หรือ   Except for the fact that  ตามด้วยประโยค  (Subject + Verb)  เช่น

- The house I bought is very nice, except that the living room is too small.

(บ้านที่ผมซื้อดีมากเลย  ยกเว้นแต่ว่า  ห้องรับแขกเล็กเกินไป)

- I can scarcely remember what we ate, except that it was plentiful and simple.

(ผมจำไม่ใคร่ได้ว่าเรากินอะไรบ้าง  ยกเว้นว่า  มันมากมายและง่ายๆ) 

                   สำหรับ   “Except for”  เป็น   “Preposition”  มีความหมาย  “นอกจาก................(ที่ไม่มีส่วนเกี่ยวข้องกับข้อความข้างหน้า)”  เช่น

-     The living room is empty now except for the rug.

(ห้องรับแขกว่างเปล่าขณะนี้  นอกจากพรม)  (มีพรมในห้องเพียงสิ่งเดียว)

-     The room was very cold and, except for Peter, entirely empty.

(ห้องหนาวมากและ, นอกจากปีเตอร์, ว่างเปล่าโดยสิ้นเชิง)  (มีปีเตอร์นั่งในห้องเพียงคนเดียว)

-     Except for emergencies, I didn’t expect any help from my children.

(นอกจากสถานการณ์ฉุกเฉิน  ผมไม่ได้คาดหวังความช่วยเหลือใดๆจากลูกๆเลย)  (ไม่หวังให้ลูกช่วย  ยกเว้นมีสถานการณ์ฉุกเฉิน  เช่น ป่วยกะทันหัน)               

11. I smoke about forty cigarettes _________________.

(ผมสูบบุหรี่ประมาณ  ๔๐  มวน ______________________ )

(a) one day

(b) a day    (ต่อวัน, ใน  ๑  วัน)

(c) in a day

(d) for a day

ตอบ   -   ข้อ   (b)  เนื่องจากเป็น  “อัตรา”  (๔๐ มวนต่อวัน,  ๘๐ กิโลเมตร ต่อชั่วโมง,  ๕๐  บาทต่อกิโลกรัม)   จึงไม่ต้องมี   “Preposition” (in, for)  นำหน้า  “ต่อวัน, ต่อชั่วโมง, ต่อกิโล”   ดูเพิ่มเติมจากประโยคข้างล่าง

                  ตัวอย่างที่ ๑   (จงหาข้อที่ผิดหลักไวยากรณ์  จาก ข้อ  ๑ –  ๔)

-      Hurricanes are (1) tropical storms in which winds attain (2) speeds above seventy-five miles (3) the hour and carry (4) heavy rains with them.  

(พายุเฮอริเคนเป็นพายุในเขตร้อน  ซึ่งลมมีความเร็วสูงกว่า ๗๕ ไมล์ต่อชั่วโมง  และพาฝนที่ตกหนักไปพร้อมกับมัน)

ตอบ  -  ข้อ   ๓   แก้เป็น  “an hour”  

                   ตัวอย่างที่ ๒    (จงหาข้อที่ผิดหลักไวยากรณ์  จาก ข้อ  ๑ –  ๔)

-       (1) All the blood in the body (2) passes through the heart (3) at least twice (4) the minute.

(เลือดทั้งหมดในร่างกายไหลผ่านหัวใจ  อย่างน้อยที่สุด ๒ ครั้ง ต่อ ๑ นาที)

ตอบ  –  ข้อ  (4)   แก้เป็น  “a minute” เนื่องจากต้องใช้  “a” และ“an”  นำหน้าคำนามเอกพจน์ที่บอกถึง   “ราคา”  “อัตราส่วน”  “น้ำหนัก”  “ความเร็ว”  และ  “เวลา”  เช่น   

            -   a pound a dozen   (โหลละ ๑ ปอนด์)

-        ten dollars a pair   (คู่ละ ๑๐ เหรียญ)

-         50 baht a kilo   (๕๐ บาทต่อ ๑ กิโล)

-         100 baht a yard   (๑๐๐ บาทต่อ ๑ หลา)

-         once a month    (เดือนละ ๑ ครั้ง)

-         twice a year   (ปีละ ๒ ครั้ง)

-         three times a year    (ปีละ ๓ ครั้ง)

-         ninety miles an hour   (๙๐ ไมล์ต่อชั่วโมง)

12. Chiengmai is ________________the north of Thailand.

(เชียงใหม่อยู่ ____________________ ภาคเหนือของประเทศไทย)

(a) to

(b) at

(c) in    (ใน)

(d) above

(e) over

ตอบ   -   ข้อ    (c)  แต่ถ้าต้องการจะบอกว่า  “เมียนมาร์  อยู่ทาง  “ทิศเหนือ”  ของประเทศไทย”  ต้องใช้ว่า

           - Mynmar is to the north of Thailand.

13. A: What is the thing you hate doing most?

(อะไรคือสิ่งที่คุณเกลียดการทำมากที่สุด)  (คือ ไม่ชอบทำมากที่สุด)

B:___________________________.

(a) I don’t mind cleaning the house    (ผมไม่รังเกียจการทำความสะอาดบ้านครับ)

(b) I can’t bear getting up early    (ผมทนไม่ได้ที่จะตื่นแต่เช้าตรู่)  (คือ เกลียดการตื่นแต่เช้าตรู่มากที่สุด)

(c) I like to go shopping with my family    (ผมชอบไปช้อปปิ้งกับครอบครัวครับ)

(d) I hate pigs.  They are dirty animals.    (ผมเกลียดหมูครับ  มันเป็นสัตว์ที่สกปรก)

ตอบ   -   ข้อ   (b) เพราะตอบตรงคำถาม

14. A: Would you like to come to dinner at my house tonight?

(คุณอยากจะมากินอาหารค่ำที่บ้านผมคืนนี้ไหม)

B: ___________________________.

(a) No, thanks, I’m afraid I have to do my homework    (ไม่ละครับ  ขอบคุณ  ผมเกรงว่าผมจำเป็นต้องทำการบ้านครับ)

(b) No, thanks, I’m full    (ไม่ละครับ  ขอบคุณ  ผมอิ่มแล้ว)

(c) No, thanks, I’m afraid I have to go by bus to your house    (ไม่ละครับ  ขอบคุณ  ผมเกรงว่าผมจำเป็นต้องไปบ้านคุณโดยรถประจำทาง)

(d) No, thanks, I’d like to    (ไม่ละครับ  ขอบคุณ  ผมอยากไปครับ)

ตอบ   -   ข้อ   (a) เพราะตอบตรงคำถาม

15. A: ______________________________?

B: Of course not, the more the merrier.

(ไม่อย่างแน่นอนครับ  ยิ่ง (คน) มากก็ยิ่งสนุก)

(a) Do you mind if I don’t come until later    (คุณจะรังเกียจไหม  ถ้าผมจะมาสายสักหน่อย)

(b) Do you want some more    (คุณต้องการ  -  อาหาร, เครื่องดื่ม  -  เพิ่มไหมครับ)

(c) Would you mind if Mary came too    {คุณจะรังเกียจไหม  ถ้าแมรี่มา (ร่วมงาน) ด้วย}

(d) May I carry your packages out    (ให้ผมยกหีบห่อสัมภาระของคุณออกไปข้างนอกไหมครับ)

ตอบ   -   ข้อ  (c) เนื่องจากคำถามสอดรับกับคำตอบ

16. A: ______________________________?

B:Yes.  I got a letter from my friend, and you got something from college.

(ได้รับครับ  ผมได้จดหมายจากเพื่อน  และคุณก็ได้อะไรบางอย่างจากมหาวิทยาลัย)

(a) Did we send something by mail    (เราส่งอะไรทางไปรษณีย์หรือเปล่า)

(b) Did we receive any mail today    (เราได้รับจดหมาย  หรือพัสดุทางไปรษณีย์บ้างไหม  วันนี้)

(c) Did you mail your letter today    (คุณส่งจดหมายหรือเปล่า  วันนี้)

(d) Did you order something by mail    (คุณสั่งซื้ออะไรทางไปรษณีย์หรือเปล่า)

ตอบ   -   ข้อ  (b) เนื่องจากคำถามสอดรับกับคำตอบ

17. I have _________________ to see my parents tomorrow.

(ผมจำเป็น ______________________ เยี่ยมพ่อแม่ของผม  วันพรุ่งนี้)

(a) go

(b) gone

(c) going

(d) to go    (ต้องไป)

(e) been

ตอบ   -   ข้อ    (d)  “Have to + Verb 1”  =  “จำเป็นต้อง.............” ใช้ในความหมายปัจจุบันและอนาคต  ส่วน   “Have gone to see”  =   “ได้ไปเยี่ยม..........”  หมายถึงขณะที่พูดประโยคนี้  ก็ยังไปเยี่ยมอยู่  จะต้องใช้กับ  “Present perfect tense” ซึ่งไม่ใช้กับ  “Tomorrow

18. Though the question was difficult, _______________ boys could answer it.

(แม้ว่าคำถามจะยาก ____________________ เด็กชายสามารถตอบมัน)

(a) few    (มี –  เด็กชาย – น้อยมาก)  (ใช้ในความหมายเป็นลบ)

(b) little    (มี –  เด็กชาย – น้อยมาก)  (ใช้ในความหมายเป็นลบ)

(c) a few    (พอมี – เด็กชาย – อยู่บ้าง)  (คือ พอมีเด็กอยู่บ้างที่สามารถตอบคำถามได้)  (ใช้ในความหมายเป็นบวก)

(d) a little    (พอมี – เด็กชาย – อยู่บ้าง)  (คือ พอมีเด็กอยู่บ้างที่สามารถตอบคำถามได้)  (ใช้ในความหมายเป็นบวก)

ตอบ   -   ข้อ   (c)  “A few”   ใช้กับนามนับได้  พหูพจน์  (Boys)  และใจความมีความหมายทาง “บวก”  คือ  “แม้คำถามจะยาก  แต่พอมีเด็กอยู่บ้างที่ตอบได้”  ดูคำอธิบายเพิ่มเติมจากประโยคข้างล่าง

                   ตัวอย่างที่ ๑

-       Let’s go and have a bottle of beer.  I still have __________________ money left.

(เราออกไปดื่มเบียร์กันสักขวดเอาไหม  ผมยังคงมีเงินเหลืออยู่ ______________)

(a) few    (น้อยมากจนแทบไม่มีเลย)  (ความหมายเป็นลบ)    

(b) a few    (นิดหน่อย หรือเล็กน้อย  แต่พอมีอยู่บ้าง)  (ความหมายเป็นบวก)     

(c) little    (น้อยมากจนแทบไม่มีเลย)  (ความหมายเป็นลบ)    

(d) a little    (นิดหน่อย หรือเล็กน้อย  แต่พอมีอยู่บ้าง)  (ความหมายเป็นบวก) 

ตอบ   -   ข้อ   (d)  “Little,  A little”  ใช้กับคำนามนับไม่ได้  (ในที่นี้ คือ “Money”)  ส่วน   “Few,  A few”  ใช้กับคำนามนับได้  และเป็นพหูพจน์  (ข้อนี้ความหมายเป็นบวก  คือ พอมีเงินอยู่บ้าง  จึงชวนเพื่อนไปดื่มเบียร์) 

                   ตัวอย่างที่ ๒

-   I’m always so busy that I have _______________ time for amusements.

(ผมมีงานยุ่งมากเสมอ  จนกระทั่งผมมีเวลา __________________ สำหรับอารมณ์ขัน-กิจกรรมสันทนาการ)

(a) very few    (น้อยมาก)  (ใช้กับนามนับได้  พหูพจน์)

(b) very little    (น้อยมาก)  (ใช้กับนามนับไม่ได้)

(c) a few    (น้อย  แต่พอมีอยู่บ้าง)  (ใช้กับนามนับได้  พหูพจน์)

(d) a little    (น้อย  แต่พอมีอยู่บ้าง)  (ใช้กับนามนับไม่ได้)

ตอบ   -  ข้อ   (b)  เนื่องจาก  “Time”  เป็นนามนับไม่ได้  และต้องใช้ว่า  “น้อยมาก”  เพราะว่า  “มีงานยุ่งมากเสมอ”  (ความหมายเป็นลบ)   สำหรับข้อนี้  อาจตอบ  “Little”  ก็ได้   (ความหมายเป็นลบเช่นกัน)   เนื่องจากมีความหมายเหมือน  “Very little”  (น้อยมาก)  

                     ตัวอย่างที่ ๓

-    Since the weather was bad, ______________ people came.

(เพราะว่าอากาศเลว  ผู้คน ____________________ มา  -  ดูการแข่งขัน, เที่ยวในงานแสดงสินค้า ฯลฯ)

(a) little    (น้อยมาก  จนแทบไม่มีเลย)  (ใช้กับนามนับไม่ได้)

(b) a little   (น้อย  แต่พอมีอยู่บ้าง)  (ใช้กับนามนับไม่ได้)

(c) few    (น้อยมาก  จนแทบไม่มีเลย)  (ใช้กับนามนับได้  พหูพจน์)

(d) a few   (น้อย  แต่พอมีอยู่บ้าง)  (ใช้กับนามนับได้  พหูพจน์)

ตอบ   -   ข้อ   (c)   เนื่องจากข้อความในประโยค  มีความหมายเป็น   “ลบ”  อากาศเลว  คนจึงมากันน้อยมาก 

                      ตัวอย่างที่ ๔

-  There are _______________ apples left.  Let’s have them for dessert.

(มีแอปเปิ้ลเหลืออยู่ _____________________พวกเรามากินมันเป็นของหวานกันเถอะ)

(a) little    (น้อย)  (จนแทบไม่มีเลย –  ความหมายเป็นไปในทางลบ)  (ใช้กับคำนามนับไม่ได้ – เอกพจน์เสมอ)

(b) a little   (น้อย)  (แต่พอมีอยู่บ้าง –  ความหมายเป็นไปในทางบวก)  (ใช้กับคำนามนับไม่ได้ – เอกพจน์เสมอ)

(c) few    (น้อย) (จนแทบไม่มีเลย  –  ความหมายเป็นไปในทางลบ)  (ใช้กับคำนามนับได้พหูพจน์)

(d) a few    (น้อย, เล็กน้อย)  (แต่พอมีอยู่บ้าง  –  ความหมายเป็นไปในทางบวก)  (ใช้กับคำนามนับได้พหูพจน์)

(e) the few    (น้อย  ใช้แสดงการเน้นจำนวนที่เหลือจากจำนวนทั้งหมดที่ได้กล่าวไปแล้ว)  (ใช้กับคำนามพหูพจน์)

(f) very few    (น้อยมากๆ)  (ใช้กับคำนามพหูพจน์)

ตอบ   -    ข้อ   (d)   เนื่องจากต้องการบอกว่า   “มีแอปเปิ้ลเหลืออยู่บ้าง  จึงชวนกันกินเป็นของหวาน”  (ความหมายเป็นบวก)   ดังนั้น   การจะเลือกข้อใด   จึงต้องดูว่าใช้ขยายคำนามนับได้  (พหูพจน์)  (ใช้  “Few”หรือ “A few”)   หรือนับไม่ได้ (เอกพจน์เสมอ)  (ใช้ “Little” หรือ  “A little”)   และดูด้วยว่า   “มีน้อยมาก”  (ความหมายเป็นลบ)   (ใช้ “Few” หรือ “Little” )  หรือ  “พอมีอยู่บ้าง”  (ความหมายเป็นบวก)    (ใช้ “A few” หรือ  “A little”)   ดังประโยคตัวอย่างข้างล่าง

              - She has a few friends at school, so she is not lonely.

(เธอมีเพื่อนอยู่บ้างที่โรงเรียน  ดังนั้น  เธอจึงไม่เหงา)

              - She has few friends at school, so she is very lonely.

(เธอมีเพื่อนน้อยมากที่โรงเรียน  ดังนั้น  เธอจึงเหงามาก)

               - I have a little money, so I’ll buy you some coffee.

(ผมพอมีเงินอยู่บ้าง  ดังนั้น  ผมจะเลี้ยงกาแฟคุณ)

              - I have little money, so I can’t lend you some.

(ผมมีเงินน้อยมาก  ดังนั้น  ผมไม่สามารถให้คุณยืมได้)

19. Which is _________________: thirty or thirteen?

(อันไหน ________________________ สามสิบหรือสิบสาม)

(a) more    (มากกว่า)

(b) the more

(c) more than

(d) many 

20. _________________ is better, my drawing or Helen’s?

(_____________________  ดีกว่ากัน  ภาพเขียนของผม หรือของเฮเลน)

(a) Do you think which    (คุณคิดว่าอันไหน)

(b) Which do you think    (อันไหนที่คุณคิดว่า)

(c) You think which

(d) Which you think

ตอบ   -   ข้อ   (b)  ต้องเอา   “Question word”  (What, When, Where, Why, How, Which)  ขึ้นต้นประโยคก่อน  “Verb”  (To do, To have, To be)  เสมอ  ดูเพิ่มเติมจากประโยคข้างล่าง

                     ตัวอย่างที่ ๑
              - ________________ will win the first prize?

(_________________________  จะชนะรางวัลที่ ๑)

(a) Do you think who

(b) Whom do you think

(c) Who do you think    (ใครที่คุณคิดว่า  หรือ คุณคิดว่าใคร)

(d) Who you think

ตอบ  -  ข้อ   (c)   ดูคำอธิบายจากประโยคตัวอย่างข้างล่าง

                    ตัวอย่างที่ ๒

-         _________________ is better, my mobile phone or Jim’s?

(____________________  ดีกว่ากัน,  โทรศัพท์มือถือของผมหรือของจิม)

(a) Do you think which

(b) Which do you think   (อันไหนที่คุณคิดว่า)

(c) You think which

(d) Which you think

ตอบ  –  ข้อ   (b)   ต้องเอา  “Question words” (what, when, where, why, how, how much, how many, how often)  ขึ้นหน้า  “Verb to do” (do, does, did)   เสมอ  เมื่อทำเป็นประโยคคำถาม เนื่องจาก  “Question wordsเหล่านั้น   ทำหน้าที่เป็นกรรมของประโยค  (ของกริยา)  (คือเป็น  “Object”)  หรือกรรมของ “Preposition”  หรือเป็นส่วนขยายคำกริยา  คือเป็นกริยาวิเศษณ์ Adverb”  (ในกรณีของประโยคข้างบน  “Which” เป็นกรรมของ  “think”)  เช่น

            - How often do you go shopping each month?

(คุณไปช้อปปิ้งบ่อยเพียงใดในแต่ละเดือน)  (“How often” เป็นส่วนขยายของ “go shopping” คือ  เป็นกริยาวิเศษณ์  “Adverb of frequency”)

              - How much does he get paid in a year?

(เขาได้รับค่าจ้างเท่าใดใน ๑ ปี)  (“How much” เป็นกรรมของกริยา“get paid”)

               - Where do you live in Bangkok?

(คุณอาศัยอยู่ที่ไหนในกรุงเทพฯ)  (“Where” เป็นส่วนขยายกริยา“live”คือ เป็น “Adverb of place”)

               - Why did she come to class so late?

  (ทำไมเธอมาเข้าเรียนสายจังเลย)  (“Why” เป็นส่วนขยายกริยา“come”คือเป็น “Adverb of reason”)

          - When did they finish their work last night?

(พวกเขาทำงานเสร็จเมื่อใดเมื่อคืนนี้)   (“When” เป็นส่วนขยายกริยา“finish”คือเป็น “Adverb of time”)

          - Which do you prefer, this car or that car?

(คุณชอบคันไหน  รถคันนี้หรือคันนั้น)   (“Which” เป็นกรรมของกริยา“prefer”)

                      แต่ในกรณีที่ “Question words” เป็นประธานของประโยคคำถาม  (คือ เป็นประธานของกริยาในประโยค)   ไม่ต้องใช้   “Verb to do” (Do, Does, Did)  มาช่วยสร้างประโยค   ให้ต่อด้วยคำกริยาเลย   เช่น

            - Who contributed most to your success?

(ใครมีส่วนช่วยเหลือมากที่สุดในความสำเร็จของคุณ)

(Who”  เป็นประธานของประโยค  หรือของกริยา  “contributed)

(อย่าใช้“Who did contribute most to……………?”)

                - What made you feel so angry?

(อะไรทำให้คุณโมโหจัด)

(What”  เป็นประธานของประโยค หรือของกริยา  “made)

(อย่าใช้“What did make you feel so angry?”)

               - Which impresses you more, London or New York?

(เมืองไหนทำให้คุณประทับใจมากกว่า, ลอนดอนหรือนิวยอร์ค)

(Which”  เป็นประธานของประโยค หรือของกริยา “impresses)

(อย่าใช้“Which does impress you more, ………………?” )

แต่ใช้ “Which do you like more, London or New York?”

(คุณชอบเมืองไหนมากกว่ากัน – ลอนดอนหรือนิวยอร์ค)

(ต้องใช้ “Verb to do” ช่วยสร้างประโยคคำถาม  เนื่องจาก “Which” เป็นกรรมของกริยา “Like)

 

เรียน  ท่านผู้ติดตามอ่าน เว็บไซต์  “everydayenglish.pwa.co.th”

                  ถ้าท่านมีคำแนะนำให้ปรับปรุงเว็บไซต์นี้ประการใด  กรุณาส่ง   e-mail ไปที่  ดร. วัชรินทร์  ภูเขาทอง   ผอ. สำนักวิทยาการ  การประปาส่วนภูมิภาค  ผู้จัดทำเว็บไซต์นี้  ตาม   “Address” wpookaotong@yahoo.com   (โปรดระบุหัวเรื่องด้วยว่า  “ปรับปรุงเว็บไซต์”)   เพื่อที่ผู้จัดทำฯ จะได้ปรับปรุงเนื้อหาได้ตรงตามความประสงค์ของผู้อ่านเว็บไซต์นี้