หมวดข้อสอบ TOEIC (ตอนที่ 90)

Part V:Sentence Completion   (ส่วนที่ 5 :  การเติมประโยคให้สมบูรณ์)

Choose the best alternative to make a correct sentence.

(จงเลือกข้อที่ดีที่สุดเพื่อทำให้ประโยคมีความถูกต้อง)

1. Shall I take you to the station ________________ my car?

(ให้ผมพาคุณไปสถานี ________________ รถยนต์ของผมเอาไหมครับ)

(a) on

(b) in    (ใน, โดย)

(c) with

(d) by

ตอบ  -  ข้อ   (b)  สำหรับวลีที่ใช้   “In”  ได้แก่   “in danger”  (ตกอยู่ในอันตราย),  “in use”  (ใช้งาน),  “in his name”  (โดยใช้ชื่อของเขา,  ในนามของเขา  -  เช่น  เช่ารถยนต์  หรือบริจาคเงิน)  -  The car was rented in his name.  (รถถูกเช่าในนามของเขา), “in a hurry’  (เร่งรีบ, รีบร้อน, ใจร้อน)  -  He was in a hurry because he was late.  (เขารีบเร่งเพราะเขาสายแล้ว),  “in a jam”  (อยู่ในฐานะลำบาก),  “in a nutshell”  (กล่าวโดยย่อๆ, กล่าวโดยสรุป),  “in a way”  (บางครั้ง, บ้างเหมือนกัน),  “in any case”  (อย่างไรก็ดี, อย่างไรก็ตาม, ในทุกกรณี),  “in any event”  (อย่างไรก็ตาม, ทุกกรณี),  “in advance”  (ล่วงหน้า),  “in bad shape”  (เสื่อมโทรม, ทรุดโทรม, อยู่ในฐานะลำบาก),  “in charge of”  (รับผิดชอบ, ดูแล, จัดการ),  “in fact”  (แท้ที่จริงแล้ว, อันที่จริงแล้ว),  “in order”  (อย่างมีระเบียบ, เรียบร้อย),  “in time  (ทันเวลา, ไม่สาย, พอดี, ตามจังหวะ, พอดีจังหวะ), “in the bag”  (แน่นอน, แหงแก๋, ของตาย, อยู่ในกำมือแล้ว, สำเร็จเรียบร้อย),  “in the long run (term)”  (ในระยะยาว),  “in the pink”  (สภาพดีเยี่ยม, สมบูรณ์, มีสุขภาพดี),  “in tune with”  (สอดคล้องกับ, ไปกันได้กับ),  “in vain”  (ไม่สำเร็จ, ไร้ประโยชน์, ปราศจากผล), “in writing”  (เป็นลายลักษณ์อักษร, เป็นภาษาเขียน),  “deep in water and mud” (จมลึกอยู่ในน้ำและโคลน)  “arrive in”  (มาถึงในเมือง หรือ ประเทศ)  (แต่ถ้ามาถึง โรงเรียน, ธนาคาร, วัด, บ้าน ฯลฯ ใช้  “arrive at”),  “interested in” (สนใจใน), “qualified in”  (มีคุณสมบัติในเรื่อง), “weak in”  (อ่อนในเรื่อง), “deficient in  (ขาดหรือบกพร่องในเรื่อง), “proficient in”  (ชำนาญหรือคล่องแคล่วในเรื่อง), “successful in”  (ประสบความสำเร็จในเรื่อง), “disappointed in”  (ผิดหวังในเรื่อง), “in a box”  (ในกล่อง), “in a pocket”  (ในกระเป๋า), “sit in an armchair”  (นั่งในเก้าอี้ท้าวแขน), “in bed”  (ในเตียงหรือบนเตียง), “in the bath”  (ในอ่างน้ำ), “in her hand”  (ในมือของเธอ), “in each other’s arms” (ในอ้อมแขนของกันและกัน), “in the area”  (ในพื้นที่),  “in the garden”  (ในสวน), “in the air”  (ในอา กาศ),  “in the middle of the room” (ที่กลางห้อง), “in the direction of”  (ในทิศทางของ),  “in a restaurant”  (ในภัตตาคาร), “in the bathroom” (ในห้อง น้ำ),  “in school”  (ในโรงเรียน),  “in hospital”  (ในโรงพยาบาล), “in the kitchen”  (ในครัว), “in the shop window”  (ในตู้โชว์กระจกของร้าน), “in a mirror”  (ในกระจก),  “in a lake”  (ในทะเลสาบ),  “in black suit”  (ในชุดดำ), “in the water”  (ในน้ำ), “write in ink”  (เขียนด้วยหมึก), “write in pencil”  (เขียนด้วยดินสอ), “in the first chapter”  (ในบทที่ ๑), “in the film”  (ในภาพยนตร์), “wait in the queue”  (รออยู่ในแถว),  “be in a play”  (ร่วมแสดงละคร), “in April”  (ในเดือนเมษายน), “in  2016”  (ในปี ๒๐๑๖), “in the morning (afternoon, evening)”  (ในตอนเช้า-บ่าย-เย็น), “in recent years” (ในช่วงไม่กี่ปีมานี้),  “in the winter (summer, spring)”  (ในหน้าหนาว-ร้อน-ใบไม้ผลิ),  “in the meantime”  (ในระหว่างนั้น),  “in two months”  (ภายใน ๒ เดือน),  “in my absence”  (ตอนที่ผมไม่อยู่), “in the aftermath of the accident”  (ภายหลังจากอุบัติเหตุ), “in half an hour”  (ภายในครึ่งชั่วโมง),  “in two minutes”  (ใน ๒ นาที), “in ancient society” (ในสังคมสมัยโบราณ),  “in nature”(ในธรรมชาติ), “in these circumstances”  (ในสภาพแวดล้อมเหล่านี้), “in this situation”  (ในสถานการณ์เช่นนี้),  “in a state of near chaos”  (อยู่ในสภาวะใกล้จลาจล), “in a position to help others”  (อยู่ในฐานะที่ช่วยคนอื่นได้), “in the sun”  (ท่ามกลางแสงอาทิตย์),  “in the dark”  (ในหรือท่ามกลางความมืด), “in the dim light” (ท่ามกลางแสงสลัวๆ), “in her voice”  (ในน้ำเสียงของเธอ),  “in love” (ในความรัก-ตกหลุมรัก),  “in a state of shock”  (อยู่ในสภาวะช้อค), “in low spirits”  (ในสภาพจิตใจหดหู่หรือตกต่ำ),  “in a temper”  (ด้วยความโกรธหรือในอารมณ์โกรธ),  “in favor of free speech”  (เห็นด้วยกับการพูดแบบมีเสรี),  “cry out in pain”  (ร้องด้วยความเจ็บปวด), “look up in surprise”  (เงยหน้ามองด้วยความประหลาดใจ), “in an effort to”  (ในความพยายามที่จะ), “in response to”  (เพื่อตอบสนองต่อ), “in answer to”  (เพื่อเป็นการตอบ), “have confidence in”  (มีความเชื่อมั่นใน), “take interest in”  (สนใจใน), “a course in Chinese”  (คอร์สภาษาจีน), “an expert in”  (ผู้เชี่ยวชาญในเรื่อง.....),  “make money in business”  (หาเงินในธุรกิจ),  “make his career in music”  (ประกอบอาชีพทางดนตรี),  “in his old age”  (ในวัยชราของเขา),  “a woman in her twenties”  (ผู้หญิงในวัย ๒๐ – ๒๙), “in my opinion”  (ในความเห็นของผม), “in her view”  (ในทัศนะของเธอ), “recruit workers in hundreds”  (รับคนงานเป็นร้อยๆคน), “in my experience”  (จากประสบการณ์ของผม),  “in her own eyes”  (ในสายตาของเธอ), “speak in Italian”  (พูดภาษาอิตาเลียน),  “speak in a calm voice” (พูดด้วยน้ำเสียงที่สงบ), “his complaints in writing”  (การร้องเรียนของเขาเป็นลายลักษณ์อักษร), “in financial difficulty”  (ในสภาวะยุ่งยากทางการเงิน),  “$100,000 in cash”  (เป็นเงินสด ๑๐๐,๐๐๐ เหรียญ), “dressed in black”  (ใส่ชุดสีดำ),  “in real danger”  (ตกอยู่ในอันตรายอย่างแท้จริง),  “in the planning stage”  (ในขั้นตอนการวางแผน),  “10 meters in length”  (ยาว ๑๐ เมตร),  “cut it in two”  (ตัดมันออกเป็น ๒ ส่วน), “shrink in size”  (มีขนาดเล็กลง-หดลง),  “join in”  (ร่วมวงด้วย), “a one in five chance of success”  (โอกาสสำเร็จ ๑ ใน ๕),  “the pain in my feet”  (การเจ็บที่เท้าของผม),  “the hole in his shirt”  (รู – รอยขาด – ในเสื้อเชิร์ตของเขา),  “was shot in the leg” (ถูกยิงที่ขา),  “in fashion”  (กำลังเป็นที่นิยม),  “result in his death”  (ส่งผลให้เขาตาย),  “believe in”  (เชื่อมั่น-ศรัทธาใน),  “in the first place”   (ในประการแรก)  (กล่าวเมื่อจะบอกเหตุผลหลายๆ ประการ  เกี่ยวกับเรื่องใดเรื่องหนึ่ง  แล้วตามด้วยเหตุผลที่ต้องการจะบอก)   เป็นต้น

2. The men are too _________________ for the job, I think.

(คนงานชายมี __________________ เกินไปสำหรับงาน  ผมคิด (อย่างนั้น) นะ)

(a) small    (เล็ก)  (ใช้กับร่างกาย-ขนาด)

(b) little    (น้อย)  (ใช้กับนามนับไม่ได้  ซึ่งเป็นเอกพจน์เสมอ)

(c) few    (น้อย)  (ใช้กับนามนับได้ พหูพจน์) 

(d) much    (มาก)  (ใช้กับนามนับไม่ได้)

ตอบ   -   ข้อ   (c)  ใช้  “Few”  กับ  “Men”

3. Some animals live _________________ grass

(สัตว์บางชนิดมีชีวิตอยู่ _________________ หญ้า)

(a) of

(b) by

(c) with

(d) on    (ด้วย, ด้วยการกิน)

(e) from

ตอบ   -   ข้อ   (d)  สำหรับวลีที่ใช้กับ  “On”  ได้แก่   on request”  (เมื่อมีการร้องขอ),   “on page 5”  (ในหน้าที่ ๕),  “waste his time on”  (ใช้เวลา – ของเขา - อย่างสิ้นเปลือง-สุรุ่ยสุร่ายกับ),  on business  (ด้วยเรื่องธุรกิจ), keep on  (ดำเนินต่อไป), rely on  (ไว้วางใจ, เชื่อใจ, พึ่งพาอาศัย), depend on (upon)  (พึ่งพาอาศัย, ขึ้นอยู่กับ, อยู่ที่), insist on  (ยืนกราน, ยืนหยัด, เรียกร้อง), on the floor  (บนพื้น), on a hill  (บนเนินเขา), on the top shelf  (บนชั้นบนของหิ้ง), on a sofa  (บนเก้าอี้โซฟา), to turn his back on his country  (หันหลังให้กับประเทศของตน  -  หมายถึงละทิ้งประเทศ  เช่น  หนีการเกณฑ์ทหาร  หรือไปเข้ากับฝ่ายศัตรู),  on the contrary  (ในทางตรงกันข้าม),  on the drawing board   (กำลังอยู่ในขั้นวางแผนหรือเตรียมการ  คือยังไม่ได้ลงมือทำ หรือนำมาใช้งานจริงๆ ),  on the dot (on the button)  (ตรงเวลาเผ็ง, ตรงเวลาเป๊ะ)  -  Susan arrived at the party at 3:00 p.m. on the dot.  (ซูซานมาถึงที่งานเลี้ยงเวลาบ่าย ๓ โมงตรงเป๊ะ)get (climb, jump) on the bandwagon  (ทำตามอย่างที่คนอื่นทำ  แม้จะไม่ใช่เรื่องที่จำเป็น, เข้าร่วมในกิจกรรมที่มีคนนิยมทำกันมาก  และล่าสุด  เช่น ถีบจักรยาน หรือ เล่นฟิตเนส,  โยคะ  -  แปลตรงๆตัว  คือ  ปีนหรือกระโดดขึ้นไปบนรถดนตรีในขบวนแห่)  -  When all Jim’s friends decided to vote for Bill, Jim climbed on the bandwagon too.  (เมื่อเพื่อนทุกคนของจิมตัดสินใจลงคะแนนให้บิล  จิมก็ตัดสินใจลงคะแนนให้บิลเช่นเดียวกัน  -  คือทำตามเพื่อนๆ แบบไม่ต้องมีเหตุผล), on the (an) average   (โดยเฉลี่ย),   a dog peeing (pissing) on a tree  (หมาเยี่ยวรดต้นไม้),  on condition that  (โดยมีเงื่อนไขว่า)  -  I will lend you the money on condition that  you pay it back in one month.   (ผมจะให้คุณยืมเงินโดยมีเงื่อนไขว่า  คุณต้องใช้คืนภายใน ๑ เดือน),   on deck   (อยู่บนดาดฟ้าเรือ, เตรียมพร้อมที่จะทำอะไรบางอย่าง, มาปรากฏตัว หรือมาถึงที่นัดหมาย)  –  The passengers are relaxing on deck.  (ผู้โดยสารกำลังพักผ่อนหย่อนใจอยู่บนดาดฟ้าเรือ)   -  The scout leader told the boys to be on deck at 8:00 Saturday morning for the hike.  (ผู้นำลูกเสือบอกให้ลูกเสือมาถึงที่นัดหมายเวลา ๘.๐๐ น.  เช้าวันเสาร์  เพื่อออกเดินทางไกล),   on deposit   (ในธนาคาร)  -  I have $ 500 on deposit in my account.  (ผมมีเงินอยู่  ๕๐๐  ดอลล่าร์ในบัญชีธนาคาร),  on duty  (อยู่ปฏิบัติหน้าที่, ขณะปฏิบัติหน้าที่)   -  There is always one teacher on duty during study hour.  (มีครูอยู่ ๑ คนเสมอ  อยู่ปฏิบัติหน้าที่ในระหว่างชั่วโมงเรียน  -  คือคอยให้คำแนะนำปรึกษาแก่นักเรียน)on earth (= in the world(ใน หรือ บนโลกนี้, เกิดขึ้นได้ หรือเป็นไปได้อย่างไร  มักใช้แสดงการเน้นในประโยคคำถาม) - Where on earth did I put my wallet?  (ไม่รู้ว่าผมเอากระเป๋าสตางค์ไปวางไว้ตรงไหนในโลกนี้   -   คือบ่นคร่ำครวญเนื่องจากหากระเป๋าสตางค์ไม่เจอ)   -  The boys wondered how on earth the mouse got out of the cage.  (พวกเด็กๆสงสัยว่า เป็นไปได้อย่างไรที่หนูออกจากกรงไป  -  ทั้งๆที่ล็อคทางออกไว้อย่างแน่นหนา),  have, (keep, with) one eye on  (คอยเฝ้าดูหรือเอาใจใส่  -  บุคคลหรือสิ่งของ  -  ในขณะที่กำลังทำสิ่งอื่นไปด้วย)  -  Mother had one eye on baby as she ironed.  (แม่รีดผ้าและดูแลลูกน้อยไปด้วยในเวลาเดียวกัน)  -  Chris tried to study with one eye on the TV set.  (คริสพยายามอ่านหนังสือ  และดูทีวีไปด้วยในในเวลาเดียวกัน),  on account of  (เนื่องมาจาก, เพราะว่า),  -  The picnic was held in the gym on account of the rain.  (ปิ๊คนิกถูกจัดในโรงยิม  -  แทนในสนาม  -  เนื่องมาจากฝนตก),  on a shoestring  (ด้วยเงินจำนวนเล็กน้อยสำหรับใช้จ่าย, ด้วยงบประมาณที่น้อยมาก  -  แปลตรงๆตัว คือ ด้วยเชือกผูกรองเท้า)  -  The couple was seeing Europe on a shoestring.  (สามี-ภรรยาคู่นั้นกำลังเที่ยวยุโรป  ด้วยเงินจำนวนเพียงนิดเดียว  -  คือ  แบบประหยัดสุดๆ),  to walk on air  (รู้สึกมีความสุขและตื่นเต้น)  -  Kim has been walking on air since she won the prize.  (คิมมีความสุขและตื่นเต้นมาโดยตลอด  ตั้งแต่ที่เธอได้รับรางวัล),  to wait on (upon)  (รับใช้, ให้บริการ)  -  The clerk in the store waits on all customers.  (เสมียนในร้านนั้นให้บริการ (รับใช้) ลูกค้าทุกคน),  (sitting) on top of the world  (ปลาบปลื้มยินดีและมีความสุข, รู้สึกประสบความสำเร็จ)  -  John was (sitting) on top of the world when he found out that he got into college.  (จอห์นดีใจและมีความสุข   เมื่อเขาพบว่าเขาสอบเข้ามหาวิทยาลัยได้),  on behalf of  (ในนามของ),  on board  (บนเรือ)  -  A ship was leaving the harbor, and we saw the people on board waving.   (เรือลำหนึ่งกำลังออกจากท่า  และเราเห็นผู้คนบนเรือโบกไม้โบกมือ  -  เพื่ออำลาญาติพี่น้องที่มาส่ง),  off and on (= on and off)  (ไม่สม่ำเสมอ, เป็นครั้งคราว หรือบางโอกาส)  -  It rained off and on all day.  (ฝนตกๆหยุดๆตลอดทั้งวัน  -  คือ ตกแล้วหยุด  แล้วก็ตกแล้วหยุดอีก  สลับกันไปแบบนี้ตลอดทั้งวัน),  the posters on the walls   (โปสเตอร์บนกำแพง), a sticker on her car  (สติ๊กเกอร์ติดรถของเธอ), pictures on the screen  (รูปภาพบนจอ), on the ceiling  (บนเพดาน), on the roof  (บนหลังคา), on all fours  (คลาน ๔ เท้า), get on a bus  (ขึ้นรถเมล์), on a highway  (บนทางหลวง), on the plane  (บนเครื่องบิน), on foot  (โดยทางเท้าหรือเดินไป), to walk on tiptoe  (เดินบนปลายเท้าหรือเขย่งส้นเท้า), on horseback  (บนหลังม้า), on a bicycle  (โดยรถจักรยาน), on Monday  (ในวันจันทร์), on a Sunday afternoon  (ตอนบ่ายวันอาทิตย์), on an occasion like this  (ในโอกาสเช่นนี้), on April10th  (ในวันที่ ๑๐ เมษายน), on Thursday night   (ในคืนวันพฤหัสฯ), on the first day of term  (ในวันแรกของภาคการศึกษา), books on art and religion  (หนังสือเกี่ยวกับศิลปะและศาสนา), on the subject of rents  (ในเรื่องเกี่ยวกับค่าเช่า), ideas on how films should be made  (ความคิดเกี่ยวกับว่าควรจะสร้างหนังอย่างไร), to comment on the issue  (แสดงความคิดเห็นในประเด็นนั้น), a talk on agriculture  (การสนทนาเกี่ยวกับเกษตรกรรม), cars running on petrol (รถยนต์ที่วิ่งด้วยน้ำมัน), appear on TV  (ปรากฏตัวทางทีวี), to hear it on the radio  (ได้ยินมันทางวิทยุ), on stage  (บนเวที), on the phone  (ทางโทรศัพท์ หรือกำลังพูดโทรศัพท์), on and on  (ไม่รู้จักจบสิ้น, ไม่หยุดหย่อน, ไม่สิ้นสุด), on edge  (รุ่มร้อน, กระวนกระวาย, ตื่นเต้น, ประสาทเสีย, ปวดสมอง), on one’s own  (ด้วยตนเอง, เป็นอิสระ, หาเลี้ยงตนเอง), on purpose  (โดยเจตนา, โดยตั้งใจทำ), on the carpet  (ดุด่าว่ากล่าว, สวด), on the fence  (ยังไม่แน่ใจ, ยังไม่ตัดสินใจ-ตกลงใจ), on the hook  (อยู่ในฐานะลำบาก), on the spot  (ที่กำลังพูดถึง-เอ่ยถึง), to be on  (กำลังปรากฏ, กำลังฉายอยู่. กำลังแสดง),on the go  (มีธุระยุ่ง, เคลื่อนไหวทำโน่นทำนี่อยู่ตลอด)  –  I’m usually on the go all day long.  (ผมมักมีธุระยุ่งตลอดทั้งวัน), on the market  (มีขาย, เสนอขาย)– I had to put my car on the market.  (ผมจำเป็นต้องเอารถออกขาย) - This is the finest home computer on the market.  (นี่เป็นคอมพิวเตอร์ประจำบ้านที่ดีที่สุดที่วางขายในตลาด), on the mend  (สบายดี, หายป่วยไข้)– My cold was terrible, but I’m on the mend now.  (ไข้หวัดของผมย่ำแย่มากเลย  แต่ตอนนี้ผมหายไข้แล้ว) – What you need is some hot chicken soup.  Then you’ll really be on the mend.  (สิ่งที่คุณต้องการ คือ  ซุปไก่ร้อนๆ  แล้วคุณจะหายป่วยจริงๆเลย),  on the tip of one’s tongue  (ติดอยู่แค่ริมฝีปาก  คือ เกือบจะพูดออกมาแล้ว หรือ เกือบจะนึกออกแล้ว) – I have his name right on the tip of my tongue.  I’ll think of it in a second  (ผมมีชื่อของเขาติดอยู่ที่ริมฝีปาก  ผมจะนึกมันออกในอีกวินาทีเดียว) – John had the answer on the tip of his tongue, but Ann said it first  (จอห์นเกือบจะบอกคำตอบออกมาแล้ว  แต่แอนพูดออกมาเสียก่อน  -  คือชิงบอกคำตอบก่อน),  on the wrong track  (ไปหรือเดินผิดลู่หรือราง, ทำตามสมมติฐานที่ผิด)  – You’ll never get the right answer.  You’re on the wrong track.  (คุณไม่มีวันจะได้คำตอบที่ถูกต้องหรอก คุณเดินผิดทางนี่ หรือ คุณตั้งสมมติฐานไว้ผิดนี่),  be (skate) on thin ice  (อยู่ในสถานการณ์ที่เสี่ยงหรือมีอันตราย)– If you try that, you’ll really be on thin ice.  That’s too risky.  (ถ้าคุณลองทำสิ่งนั้น  คุณจะตกอยู่ในอันตรายอย่างแท้จริง  มันเสี่ยงเกินไป) – If you don’t want to find yourself (skating) on thin ice, you must be sure of your facts  (ถ้าคุณไม่ต้องการพบตัวเองตกอยู่ในอันตราย  คุณต้องมั่นใจในข้อเท็จจริง  - ไม่เช่นนั้นคุณอาจแพ้คดีและต้องจ่ายเงินมากมาย),  on tiptoe  (เดินเขย่างเท้า),  on vacation  (เดินทางไปเที่ยวในวันหยุดพักผ่อน)  – Where are you going on vacation this year?  (คุณจะเดินทางไปพักผ่อนที่ไหนในวันหยุดปีนี้) – I’ll be away on vacation for three weeks.  (ผมจะเดินทางไปพักผ่อนวันหยุดเป็นเวลา ๓ สัปดาห์),  on holiday  (อยู่ในระหว่างวันหยุด),  เป็นต้น

4. Do you have horses ___________________ hire?

(คุณมีม้า ______________________ เช่าหรือไม่)

(a) to

(b) on

(c) of

(d) for    (ให้,  สำหรับ)

(e) at 

ตอบ   -   ข้อ   (d)   สำหรับวลีที่ใช้กับ   “For”  ดูจากพารากราฟข้างล่าง

                       สำหรับคำคุณศัพท์ที่ใช้กับ  “For”  ได้แก่  “Responsible”  (He is responsible for the job. = เขารับผิดชอบต่องาน),  “Ready”  (เตรียมพร้อมต่อ),  “Qualified”  (มีคุณสมบัติเหมาะสมกับ) – She was qualified for the job.  (เธอมีคุณสมบัติตรงกับงาน),  “Essential”  (จำเป็นอย่างยิ่ง),  “Good”  (เป็นประโยชน์ต่อ), “Suitable”  (เหมาะสม),  “Famous”  (มีชื่อเสียง),  “Eager”  (กระตือรือร้น), “Sorry”  (เสียใจกับ), “Sufficient”  (เพียงพอ), “Fit”  (เหมาะสม), “Unfit”,  “Perfect”  (สมบูรณ์แบบ), “Grateful”  (ขอบคุณต่อ) -  I am very grateful for your assistance.  (ผมขอบคุณมากสำหรับความช่วยเหลือของคุณเป็นต้น

                   ส่วนคำกริยาที่ใช้กับ  “For” เช่น  “Wait”  (รอคอย)  -  They were waiting for their old friends at the airport.  (พวกเขากำลังรอคอยเพื่อนเก่าที่สนามบิน),  “Vote”  (ลงคะแนนให้),  “Pay”  (จ่ายเงินค่า),  “Thank”  (ขอบคุณสำหรับ), “Search  (ค้นหา),  “Look”  (ค้นหา),  “Struggle”  (ต่อสู้ดิ้นรนเพื่อ),  “Exchange”  (แลกเปลี่ยนเพื่อ),  “Beg”  (ขอร้อง),  “Ask”  (ขอร้อง),  “Call”  (เรียกร้องให้ มี, จำเป็นต้องมี),  “Apologize”  (ขอโทษ),  “Charge”  (คิดค่า),  “Provide”  (จัดให้มี, เตรียมไว้สำหรับ),  “Substitute”  (เอามาแทน),  “Hope”  (หวังจะได้เป็นต้น

                       สำหรับวลีอื่นๆที่ใช้กับ  “For”  ได้แก่  “For good”  (อย่างถาวร, ตลอดกาล, ตลอดไป)  -  The lost money was gone for good.  (เงินที่หายไปหาไม่เจออีกเลย  -  คือสาบสูญอย่างถาวร)  -  He hoped that the repairs would stop the leak for good.  (เขาหวังว่าการซ่อมจะทำให้ท่อหยุดรั่วไหลไปตลอดกาล),  “For all I Know  (เท่าที่ผมรู้มา, บางที, เป็นไปได้)  -  For all I know, they had eloped a month before the girl’s parents knew  (บางที หรือ เป็นไปได้ที่ว่า  หนุ่มสาวคู่นั้นได้หนีตามกันไป  ๑  เดือน ก่อนหน้าที่พ่อแม่ของฝ่ายหญิงจะรู้  -  คือ ผมบอกไม่ได้ว่า  เป็นอย่างนั้น จริงๆ  ๑๐๐ เปอร์เซนต์  หรือไม่  แต่คิดว่า บางที  อาจจะเป็นเช่นนั้น),  “For the time being”  (เดี๋ยวนี้, ในขณะนี้, ชั่วขณะ, ชั่วคราว)  -  I haven’t any note paper, but this envelop will do for the time being.  (ผมไม่มีกระดาษโน๊ตเลย  แต่ว่าซองจดหมายนี้ก็ใช้แทนได้  สำหรับในขณะนี้)  -  She hasn’t found an apartment yet; she is staying with her aunt for the time being.  (เธอยังหาห้องเช่าไม่ได้เลย  เธอกำลังพักอยู่กับป้าชั่วคราว  จนกว่าจะห้องเช่าได้)“For instance (= For example)”  (ตัวอย่างเช่น),  “For sure (= For certain”  (อย่างแน่นอน, อย่างไม่ต้องสงสัยเลย, แน่นอนทีเดียว)  -  He didn’t know for sure ( for certain) which bus to take.  (เขาไม่รู้อย่างแน่ชัดว่า  จะต้องขึ้นรถเมล์คันไหน  -  คือ ไม่แน่ใจ),   เป็นต้น

5. It is so sad to consider the number of people who ____________ in car accidents.

(มันน่าเศร้ามากเมื่อพิจารณาถึงจำนวนผู้คน  ผู้ซึ่ง ________________ ในอุบัติเหตุทางรถยนต์)

(a)   dead    (ตาย)  (เป็นคำคุณศัพท์)     

(b)  death    (ความตาย)  (เป็นคำนาม)

(c)  are killed    (ตาย, ถูกฆ่าตาย)

(d)  are died     (“Die” =  ตาย  เป็นคำกริยา)

ตอบ   -   ข้อ   (c)  หรืออาจใช้   “Die”  หรือ   “Are dead”  ก็ได้

6. This is the _______________ fashion news from Paris.

(นี่เป็นแฟชั่น ____________________ จากปารีส)

(a) late    (สาย, ช้า, ล่า, ล่วงเลยมานาน, ดึก, ค่ำ)

(b) later    (สายกว่า, ช้ากว่า, ต่อมา)

(c) latest    (ล่าสุด, ทันสมัยที่สุด, เกิดขึ้นหลังสุด)

(d) last    (สุดท้าย, ที่ผ่านมา)

7. It is because he is very rich ______________ she loves him.

(มันเป็นเพราะว่าเขารวยมาก ____________________ เธอรักเขา)

(a) so    (ดังนั้น, เพราะฉะนั้น)

(b) that    (ที่)

(c) why

(d) therefore    (ดังนั้น, เพราะฉะนั้น)

ตอบ   -   ข้อ   (b)  เนื่องจากเป็นไปตามโครงสร้าง   “It + is (was) + วลี {มัก

นำหน้าด้วย “Preposition” (in, on, at, with)  หรือ  “Because” + ประโยค} + that + subject + verb”  ดูเพิ่มเติมจากประโยคข้างล่าง

                   ตัวอย่างที่ ๑

-      ________________ on Saturday morning that we had our meeting.

(___________________  เช้าวันเสาร์  ที่พวกเรามีการประชุมกัน)

(a) There had

(b) It was    (มันเป็น)

(c) It is

(d) There was

ตอบ   -   ข้อ   (b)  ต้องใช้   “It was”  เพราะกริยาในอนุประโยค  คือ   “Had” และยังเป็นไปตามโครงสร้าง  “It + is (was) + วลี (มักนำหน้าด้วย “Preposition”) + that + subject + verb”เช่น

          - It is in this house that I was born.

(มันเป็นในบ้านหลังนี้แหละ  ที่ผมเกิด)

            - It is at night that we go to bed.

(มันเป็นเวลากลางคืน  ที่พวกเราเข้านอน)

            -  It is on Sunday morning that people go to church.

(มันเป็นเช้าวันอาทิตย์  ที่ผู้คนไปโบสถ์)

            -  It is in the country that we like to stay.

(มันเป็นในชนบท  ที่พวกเราชอบพัก)

            - It was in January that we went to England.

(มันเป็นในเดือนมกราคม  ที่เราไปอังกฤษ)

            - It was by mistake that she took my book.

(มันเป็นการเข้าใจผิด  ที่เธอเอาหนังสือของผมไป)

            - It was in 1917 that the First World War took place.

(มันเป็นในปี  ๑๙๑๗  ที่สงครามโลกครั้งที่  ๑  เกิดขึ้น)

-         It was because he was lazy that he failed.

(มันเป็นเพราะว่าเขาเกียจคร้าน  ที่เขาล้มเหลว)

           - It was under that sea that the nuclear weapon had been tested.

(มันเป็นใต้ทะเล  ที่อาวุธนิวเคลียร์ถูกทดลอง)

8. As a result, war _______________out ten years later.

(ผลที่ตามมาคือ  สงคราม ______________________ สิบปีต่อมา)

(a) breaks

(b) broke    {“Break out”  =  เกิดขึ้น (ไฟ, สงคราม, โรคระบาด)}

(c) was broken

(d) had broken

ตอบ   -   ข้อ   (b)  “Break out”  ไม่ใช้ในรูป  “Passive voice”  เช่นใน ข้อ  (c)  และเนื่องจากเป็นเหตุการณ์ในอดีตทั่วไป  จึงใช้รูป  “Past tense” (Verb 2)  (broke out)  ไม่ใช้  “Past perfect tense”  ดังในข้อ  (d)

9. _________________, she was still thirsty.

(________________________  เธอยังคงกระหายน้ำ)

(a) In spite of Lucy drank a glass of juice    (“In spite of” (ทั้งๆที่)  + คำนาม หรือวลี  หรือ Verb + ing)

(b) Even Lucy drank a glass of juice    (แม้กระทั่งลูซี่ดื่มน้ำส้มไปแก้วหนึ่ง)

(c) Though Lucy drank a glass of juice    (แม้ว่าลูซี่จะดื่มน้ำส้มไปแก้วหนึ่ง)

(d) Though Lucy drinks a glass of juice    (แม้ว่าลูซี่จะดื่มน้ำส้มไปแก้วหนึ่ง)

ตอบ   -   ข้อ   (c)  เนื่องจากกริยาในประโยคใหญ่  (she was still thirsty)  อยู่ในรูป  “Past tense” (was)  กริยาในประโยคย่อย  (Though…………………

……….juice)  จึงต้องเป็น  “Past tense”  (drank)  ด้วย

10. _________________ to sign my name at the bottom of the page?

(_____________________  ที่จะเซ็นชื่อของผมที่ด้านล่างของหน้า  -  กระดาษหรือเอกสาร  -  หรือไม่)

(a) Is it necessary for me    (มันจำเป็นสำหรับผม)

(b) Is it necessity for me    (“Necessity”  =  ความจำเป็น)

(c) Is it necessarily for me

(d) Am I necessary    (ไม่ใช้โครงสร้างนี้)

ตอบ   -   ข้อ   (a)  เนื่องจากมาจากโครงสร้างประโยคบอกเล่า  “It + is (was) + Adjective + (for someone) + to + Verb 1”  ดูเพิ่มเติมจากประโยคข้างล่าง

                   ตัวอย่างที่ ๑

-      It is not a good thing _______________ in front of a television set all evening.

(มันมิใช่สิ่งที่ดี _______________________ หน้าเครื่องรับโทรทัศน์ตลอดทั้งคืน)

(a) for children sit

(b) for children to sit    (สำหรับเด็กๆที่จะนั่ง)

(c) for children will sit

(d) for children sitting

ตอบ   -   ข้อ  (b)  มีค่าเท่ากับ  “It is not good for children to sit….. ……………”  ซึ่งเป็นไปตามโครงสร้าง   “It + is (was) + (not) + Adjective + (for someone) + to + Verb 1”  (สำหรับข้อความในวงเล็บ  จะมีหรือไม่ก็ได้)   ดังประโยคข้างล่าง

                  ตัวอย่างที่ ๒

-   Don’t do anything.  I believe ______________ would be best to keep quiet.

(ไม่ต้องทำอะไร  ผมเชื่อ (ว่า) ___________________ จะดีที่สุดที่จะนิ่งเงียบเสีย)

(a) you

(b) it   (มัน)

(c) we

(d) everything

ตอบ   -   ข้อ  (b)  เนื่องจากเป็นไปตามโครงสร้าง  “It + is (was, will be, would be) + Adjective  (เช่น “Important, Necessary, Possible, Normal, Good, Better, Best”) + (For Someone) + To + Verb 1

                ตัวอย่างที่ ๓

-    It is usually necessary for the international business person ________________ more than only his/her native language.

(มันเป็นสิ่งจำเป็นโดยปกติ  สำหรับนักธุรกิจระหว่างประเทศที่จะ ___________  มากไปกว่าภาษา  ที่ใช้มาตั้งแต่เกิดของเขา/เธอ   แต่เพียงภาษาเดียว  –  หมายถึงควรรู้ภาษาอื่นด้วย  นอกเหนือจากภาษาที่ตนใช้อยู่เป็นประจำ)

(a)  to understand   (เข้าใจ)

(b)  to observe    (สังเกต)

(c)   knowing    (รู้)

(d)  speaking    (พูด)

ตอบ   –    ข้อ  (a)  เนื่องจากถูกต้องตามหลักไวยากรณ์   ตามโครงสร้าง {It is (was) + Adjective (necessary, important, possible, impossible, good, wise, foolish, etc.) + (for someone) + to + Verb 1 (กริยาอะไรก็ได้)  + something}  เช่น

         - It is necessary (for you) to work harder.

(มันจำเป็นสำหรับคุณที่ต้องขยันให้มากขึ้น)

           - It is important (for young people) to pay respect to the elderly.

(มันสำคัญสำหรับคนหนุ่มสาวที่จะต้องให้ความเคารพผู้สูงอายุ)

            - It was possible (for them) to arrive there before noon.

(มันเป็นไปได้สำหรับพวกเขาที่จะไปถึงที่นั่นก่อนเที่ยง)

             - It is impossible (for me) to lend you the sum you want.

(มันเป็นไปไม่ได้สำหรับผมที่จะให้คุณยืมเงินจำนวนที่ต้องการ)

             - It is good (for her) to marry him.

(มันดีสำหรับเธอที่แต่งงานกับเขา)

             - It was wise (for us) to cancel our trip to Europe.

(มันฉลาดสำหรับเราที่ยกเลิกการเดินทางไปยุโรป)

11. What ________________ paying a visit to our home town?

(ไปเยี่ยมบ้านเกิดของพวกเรา ____________________ เอาไหม)

(a) is

(b) are

(c) about    (กัน)

(d) shall

ตอบ   -   ข้อ   (c)  “What about + Verb +ing + ส่วนขยาย เป็นภาษาพูด  กล่าวเชิญชวนให้คนมาทำกิจกรรมบางอย่างร่วมกัน  เช่น

           - What about going out for dinner tonight?

(ออกไปกินอาหารค่ำนอกบ้านคืนนี้เอามั้ย  -  หรือ ดีมั้ย)

(= Let us go out for dinner tonight.)

         - What about having a party next week?

(จัดงานเลี้ยงสัปดาห์หน้ากันเอามั้ย  -  หรือดีมั้ย)

(= Let us have a party next week.)

12. Please ________________ the word in your dictionary for me.

(กรุณา _____________________ คำศัพท์ในพจนานุกรมของคุณให้ผมหน่อย)

(a) look at    (จ้องมอง)

(b) look after    (ดูแล, เอาใจใส่)

(c) look for    (มองหา, ค้นหาของที่หาย)

(d) look up    (ค้นหาคำศัพท์)  (ในพจนานุกรม หรืออื่นๆ)

13. Have this one, _________________?

(เอาอันนี้ไปซิ _______________________)

(a) do you

(b) don’t you

(c) will you    (ได้ไหม หรือ ตกลงไหม)   

(d) haven’t you

ตอบ   -   ข้อ   (c) เนื่องจากเป็นประโยคคำสั่ง หรือขอร้อง ในส่วน  “Tag”  จะใช้  “Will you”  ดูเพิ่มเติมประโยคคำสั่ง  ขอร้อง  และเชิญชวน  จากประโยคข้างล่าง

                    ตัวอย่างที่ ๑

-    Do it yourself, __________________ ?

(จงทำมันด้วยตัวของคุณเอง __________________ )

(a) shall we

(b) don’t we

(c) don’t you

(d) will you    (ได้ไหม)

ตอบ   -   ข้อ   (d)  เนื่องจากเป็น  “ประโยคคำสั่ง  หรือ ขอร้อง”  

                 ตัวอย่างที่ ๒

-     Just see if that water is becoming hot, _______________?

(ไปดูหน่อยซิว่า  น้ำกำลังร้อน (เดือด) หรือไม่, ___________________ )

(a) do you

(b) don’t you

(c) won’t you

(d) will you    (ได้ไหม)

ตอบ   -   ข้อ   (d)  เนื่องจากเป็นประโยคคำสั่ง หรือขอร้อง  ในส่วน  “Tag” จึงต้องใช้   “Will you”   สำหรับ  “If”  ในประโยคนี้  เท่ากับ  “Whether”  (หรือไม่)

                ตัวอย่างที่ ๓

-  Do it at once, ______________?

(จงทำมันโดยทันที ______________________ )

(a) don’t you

(b) shall we

(c) do you

(d) will you    (ได้ไหม)

ตอบ   -   ข้อ  (d)  เนื่องจาก  “Question tag”   ที่ตามหลังข้อความที่เป็นประโยค   “คำสั่ง, ขอร้อง, เชื้อเชิญ”   ในส่วน  “Tag”   ให้ใช้  “…………… will you ?”เช่น

                   - Help me carry this box, will you?

(ช่วยผมแบกกล่องใบนี้หน่อย – ได้ไหม)

                  - Open the window, will you?

(เปิดหน้าต่างหน่อย – ได้ไหม)

                  - Turn off the light, will you?

(ปิดไฟหน่อย – ได้ไหม)

                 - Don’t smoke in the room, will you?

(อย่าสูบบุหรี่ในห้องนะ)

                - Come and see me tomorrow, will you?

(มาพบผมวันพรุ่งนี้ – ได้ไหม)

                       สำหรับในประโยคเชิญชวน  ที่ขึ้นต้น  “Let’s (Let us)”  ในส่วน Tag  ต้องใช้   “Let’s ……………….., shall we?”   เช่น

            - Let’s go for a picnic tomorrow, shall we?

(เราไปปิกนิกกันวันพรุ่งนี้ – เอาไหม)

            - Let’s go for a walk in the evening, shall we?

(เราไปเดินเล่นกันตอนเย็น – เอาไหม)

              - Let’s go swimming next week, shall we?

(เราไปว่ายน้ำกันสัปดาห์หน้า – เอาไหม)

              - Let’s not make a loud noise, shall we?

(เราอย่าส่งเสียงดังกันเลย – เอาไหม)

                     แต่สำหรับประโยคที่ขึ้นต้นด้วย  “Let me”,  “Let him”,  “Let her”   ต้องถือว่าเป็นประโยคขอร้อง  (คือขออนุญาตให้ผู้พูดหรือผู้ที่ถูกกล่าวถึง  ได้กระทำอะไรบางอย่าง)  ดังนั้น   ในส่วน Tag   ต้องใช้ “will you?”   เหมือนในประโยคขอร้องทั่วไป   เช่น

Let me tell you something, will you?

(ให้ผมบอกอะไรคุณหน่อยได้ไหม)

Let me leave the room now, will you?

(ให้ผมออกจากห้องตอนนี้ได้ไหม)

Let him do this for me, will you?

(ให้เขาทำสิ่งนี้แทนผมได้ไหม)

Let her do as she likes, will you?

(ให้เธอทำตามที่เธอชอบได้ไหม)

Let Kim come in first, will you?

(ให้คิมเข้ามาเป็นคนแรกได้ไหม)

14. Some workers are paid ________________ week.

(คนงานบางคนได้รับค่าจ้าง ___________________ (ราย) สัปดาห์)

(a) in a

(b) by the    (เป็น)

(c) by a

(d) in the

ตอบ   -   ข้อ   (b)  หลัง  “is (are) paid by” (ได้รับค่าจ้างเป็น)  หรือหลัง  “is (are) sold by”   (ถูกขายเป็น)  มีหลัก คือ  ถ้าคำนามที่ตามหลัง   “By”  เป็นนามนับได้  (Week, Dozen, Kilo, Pound, Meter, Yard, Foot, etc.)  หน้าคำนามนั้นต้องใช้  “The”  ขยาย  แต่ถ้าเป็นนามนับไม่ได้  {Weight  (น้ำหนัก), Length  (ความยาว),  Time  (เวลา),  etc.}  หน้าคำนามนั้น  ไม่ต้องมี   “Article”  (A, An, The)  ใดๆ ขยายเลย  เช่น

             - In England eggs are sold by the pound.

(ในอังกฤษ  ไข่ถูกขายเป็นปอนด์)  (“Pound”  เป็นนามนับได้)

(= In England eggs are sold by weight.)

(ในอังกฤษ  ไข่ถูกขายเป็น (โดย) น้ำหนัก)  (“Weight”  เป็นนามนับไม่ได้)

             - Cloth is generally sold by the yard.

(ผ้าโดยทั่วๆไปถูกขายเป็นหลา)  (“Yard”  เป็นนามนับได้)

(= Cloth is generally sold by length.)

(ผ้าโดยทั่วๆไปถูกขายเป็นความยาว  -  ของผ้า)  (“Length”  เป็นนามนับไม่ได้)

-   Sugar is sold by the kilogram.

(น้ำตาลถูกขายเป็นกิโลกรัม)  (“Kilogram”  เป็นนามนับได้)

(= Sugar is sold by weight.)

(น้ำตาลถูกขายเป็น (โดย) น้ำหนัก)  (“Weight”  เป็นนามนับไม่ได้)

-   Salaried people are usually paid by the month.

(มนุษย์เงินเดือนตามปกติได้รับค่าจ้างเป็นเดือน)  (“Month”  เป็นนามนับได้)

(= Salaried people are usually paid by time.)

(มนุษย์เงินเดือนตามปกติได้รับค่าจ้างเป็นเวลา  -   การทำงาน)  (“Time”  เป็นนามนับไม่ได้)

15. This hen has ______________ more than one hundred eggs.

(แม่ไก่ตัวนี้ได้ ____________________ มากกว่า  ๑๐๐  ฟอง)

(a) lied    (นอน, ตั้งอยู่, วางอยู่, พูดปด, โกหก)

(b) lain

(c) laid    (ออกไข่, วางไข่, วางลง)

(d) lay    (ออกไข่, วางไข่, วางลง)      

ตอบ   -   ข้อ   (c)   (lie  lied   lied  =  พูดปด, โกหก)  (lie  lay  lain  =  นอน, ตั้งอยู่, วางอยู่  -  ไม่ต้องมีกรรมมารับ)  (lay  laid  laid  =  ออกไข่, วางไข่, วางลง  -  ต้องมีกรรมมารับและหลัง  “Has”  ต้องเป็นกริยาช่องที่  ๓  

16. __________________ your rain-coat; it has begun to rain.

(________________________  เสื้อฝนของคุณซะ  ฝนเริ่มตกแล้ว)

(a) Wear    (สวมใส่อยู่)  (คือ ใส่อยู่กับตัวอยู่ก่อนแล้ว)

(b) Put on    (ใส่)

(c) Take off    (ถอด, ถอดออก)

(d) Buy    (ซื้อ)

17. Four days following the ________________, her father received a letter.

(สี่วันหลังจาก ___________________ พ่อของเธอได้รับจดหมายฉบับหนึ่ง)

(a) girl disappearing

(b) girl had disappeared

(c) girl’s disappearance    (การหายตัวไปของเด็กหญิง)

(d) girl disappeared

ตอบ   -   ข้อ   (c)  “Following”  เป็น  “Preposition”  ต้องตามด้วยคำนามหรือวลี  (girl’s disappearance)

18. She is sick.  I hope (that) _______________ her sister with her will make her happier.

(เธอป่วย  ผมหวัง (ว่า) ___________________ น้องสาวของเธออยู่ด้วยกับเธอ  จะทำให้เธอมีความสุขมากขึ้น)

(a) she has

(b) for having

(c) having    (การมี)

(d) that she had

ตอบ   -   ข้อ   (c)  เนื่องจากเป็น  “Gerund” (Verb + ing) ทำหน้าที่เป็นประธานของประโยคย่อย  (having her sister……………..happier) ในแบบ  “Noun clause”  ซ้อนอยู่ในประโยคใหญ่  ซึ่งมีประโยคย่อยเป็นส่วนหนึ่งของมัน ทำหน้าที่เป็นกรรมของกริยา  “Hope”  สำหรับประโยคใหญ่  คือ  “I hope…………………happier.”  ดูเพิ่มเติม  “Verb + ing”  ทำหน้าที่เป็นประธานของประโยค  จากประโยคข้างล่าง

                    ตัวอย่างที่ ๑   

-    Following up on details _______________ not what we are concerned with. 

(การติดตามรายละเอียดมิได้ ____________________ สิ่งที่เราเกี่ยวข้องด้วย)

(ความหมาย คือ มิใช่เป็นหน้าที่ของเรา  ที่จะต้องไปติดตามรายละเอียด)

(a) is    (เป็น)

(b) are

(c) has

(d) have

ตอบ  -  ข้อ  (a)  เนื่องจากประธานของประโยค คือ  “Following up”  โดยมี   “on details”  เป็นส่วนขยาย  ทั้งนี้  “Following up”  เป็น “Gerund” (Verb + ing)   ซึ่งถือเป็นคำนามประเภทหนึ่ง  ที่ความหมายขึ้นต้นด้วย   “การ..........”  หรือ   ความ...........”  และ  “ถือเป็นคำเอกพจน์เสมอ”  จึงต้องใช้กับกริยา   “Is”  ดูเพิ่มเติมการใช้  “Gerund” (Verb + ing)  เป็นประธานของประโยค  (หรือของกริยา)  จากตัวอย่างข้างล่าง

   -  Swimming is a good exercise.

(การว่ายน้ำเป็นการออกกำลังกายที่ดี)

-     Playing badminton is his favorite hobby.

(การเล่นแบดมินตันเป็นงานอดิเรกที่โปรดปรานของเขา)

-     Working in cool weather is pleasure.

(การทำงานในอากาศที่เย็นเป็นความรื่นรมย์)

 Breathing is indispensable to all living things.

(การหายใจเป็นสิ่งจำเป็นยิ่งสำหรับสิ่งมีชีวิตทั้งหมด)

  Sleeping is necessary to health.

(การนอนหลับเป็นสิ่งจำเป็นต่อสุขภาพ)

        - Walking a long distance has made me tired.  

          (การเดินระยะทางไกลทำให้ผมเหนื่อย)

        - Scuba diving has become very popular recently.   

         (การดำน้ำลึกแบบมีเครื่องช่วยหายใจ  กลายเป็นที่นิยมกันอย่างมากเมื่อเร็วๆนี้)

19. “Mr. West has two daughters who are teachers.”

(มิสเตอร์เวสต์มีลูกสาว  ๒  คน  ซึ่งเป็นครู)

The sentence above tells us that Mr. West has _______________.

(ประโยคข้างบนบอกเราว่า  มิสเตอร์เวสต์มี __________________ )

(a)   two daughters    (ลูกสาว  ๒  คน)

(b)  more than two daughters    (ลูกสาวมากกว่า  ๒  คน)

(c)   four daughters    (ลูกสาว  ๔  คน)

(d)  at least five daughters    (ลูกสาวอย่างน้อย  ๕  คน)

ตอบ   -   ข้อ  (b)  เนื่องจาก  “who are teachers”  เป็น  “Defining clause”  (สังเกตได้จากหลัง  “Daughters”  ไม่มีเครื่องหมายคอมม่า)  คือ  “Clause”  ที่มีความสำคัญ  จำเป็นต้องมี  เพราะว่ามาช่วยขยายประโยคใหญ่  คือ  “Mr. West has two daughters”   ซึ่งยังไม่มีความชัดเจน คนฟังไม่รู้ว่า  ลูกสาว  ๒  คนไ ดังนั้น   “Clause” (ประโยคย่อย) นี้  จึงมาช่วยแยก  “ลูกสาว  ๒  คน”  ออกจากลูกสาวคนอื่นๆ  ทำให้เรารู้ว่า  มิสเตอร์เวสต์ยังมีลูกสาวคนอื่นๆอีก (อย่างน้อย  ๑  คน)  ซึ่งทำอาชีพอื่น  (อาจมีลูกสาวอีกหลายคนก็ได้) เช่น  ลูกสาวอีกคนเป็นนางพยาบาล  และอีกคนเป็นเสมียน  เป็นต้น  (ซึ่งในกรณีนี้  ก็จะมีลูกสาวทั้งหมด  ๔  คน)  ดูคำอธิบายเพิ่มเติมจากประโยคข้างล่าง

                       ตัวอย่างที่ ๑

-     “Mr. North has two daughters, who are nurses.”

(มิสเตอร์นอร์ธมีลูกสาว  ๒  คน, ผู้ซึ่งเป็นพยาบาล)

The sentence above tells us that Mr. North has________________.

(ประโยคข้างบนบอกเราว่า  มิสเตอร์นอร์ธมี _____________________ )

(a)    three daughters    (ลูกสาว  ๓  คน)

(b)   only two daughters    (ลูกสาวเพียง  ๒  คนเท่านั้น)

(c)    at least three daughters    (ลูกสาวอย่างน้อย  ๓  คน)

(d)   at least two daughters    (ลูกสาวอย่างน้อย  ๒  คน)

ตอบ   -   ข้อ   (b)  เนื่องจาก   “Who are nurses” เป็น  “Non-defining clause”   มาขยาย  “Daughters”  โดยเพียงแต่มาบอกข้อมูลเพิ่มเติมเท่านั้น  เพราะ  “Mr. North has two daughters”  เป็นประโยคที่ชี้เฉพาะ  มีความสมบูรณ์ชัดเจนอยู่ในตัวแล้ว  คือบอกว่ามิสเตอร์นอร์ธมีลูกสาว  ๒  คน  (เท่านั้น)  สังเกตจากมีเครื่องหมายคอมม่าคั่นหลัง  “Daughters”  ส่วนข้อความหลังคอมม่า  ไม่มีความสำคัญแต่อย่างใด  เพียงแต่มาบอกข้อมูลเพิ่มเติมเท่านั้น เสมือนกับว่าอยู่ในวงเล็บ

                   ตัวอย่างที่ ๒

-    The _________________ a grateful animal.

(________________________  สัตว์ที่กตัญญูรู้คุณ)

(a) dog which is found all over the world is

(b) dog, which is found all over the world is

(c) dog which is found all over the world, is

(d) dog, which is found all over the world, is    (สุนัข  ซึ่งถูกพบอยู่ทั่วโลก  เป็น)

ตอบ   -   ข้อ  (d)   เนื่องจาก  “สุนัข”  ในประโยคนี้  หมายถึงสัตว์ชนิดหนึ่ง  ที่แตกต่างไปจากสัตว์ประเภทอื่น  และเป็นตัวแทนของสุนัขทั้งโลก  มิได้แยกแยะว่าเป็นสุนัขตัวใด ของใคร หรือที่ไปทำอะไร  (คือมิได้แยกสุนัขตัวนี้   ออกจากสุนัขตัวอื่นๆ)  จึงถือว่า “สุนัข”   ในประโยคนี้เป็นสัตว์ชนิดหนึ่งในโลก  ที่ต่างไปจากสัตว์ประเภทอื่นๆ  และมีความชี้เฉพาะอยู่ในตัวของมันเองแล้ว  ดังนั้น  อนุประโยคที่มาขยายมัน  จึงต้องเป็นประเภท  “Non-defining Adjective Clause”  (อนุประโยคที่ไม่ได้เน้นย้ำคำนามที่มันขยาย)  คือ  เพียงแต่มาบอกข้อมูลเพิ่มเติมเกี่ยวกับ  “สุนัข”  เท่านั้น  มิได้มีความ สำคัญแต่อย่างใด  และข้อความในอนุประโยคดังกล่าว  จะต้องมีเครื่องหมายคอมม่า (Comma)  กั้นหัวและท้ายเสมอ  เปรียบเสมือนกับอยู่ในวงเล็บ  โดยจะไม่ต้องมีข้อความนี้ก็ได้  เพราะผู้อ่าน-ผู้ฟัง  ก็ยังคงเข้าใจอยู่ดีว่า  มันคือ “สุนัข” สัตว์ประเภทหนึ่งในโลกนั่นเอง   โดยขอให้เปรียบเทียบกับประโยคข้างล่าง  ที่ข้อความในอนุประโยคที่มาขยาย  “สุนัข”  ต้องเป็น   “Defining Adjective Clause”  เนื่องจากช่วยแยกสุนัขตัวที่มัน (อนุประโยค) ขยาย  ออกจากสุนัขตัวอื่นๆ  ซึ่งมีอยู่มากมาย  ซึ่งในกรณีนี้  อนุประโยคดังกล่าว  ไม่ต้องมีเครื่องหมาย  “คอมม่า”  กั้นหน้าหลัง  เพราะข้อความของมันมีความสำคัญที่จะบอกให้ ผู้อ่าน-ผู้ฟัง  รู้ได้ว่าเป็นสุนัขตัวใด ของใคร  หรือไปทำอะไร

-   The dog which (that) was hit by a car yesterday belongs to my neighbor.

(สุนัขซึ่งถูกรถชนเมื่อวานนี้  เป็นของเพื่อนบ้านของผม) (ข้อความที่ขยาย  แยกสุนัขตัวนี้ออกจากสุนัขตัวอื่นๆ  ซึ่งถ้าไม่มีข้อความนี้  ผู้อ่าน-ผู้ฟัง จะไม่รู้เลยว่าสุนัขตัวใดเป็นของเพื่อนบ้าน)

-    The dog which (that) she bought from the market last month has been stolen.

(สุนัขซึ่งเธอซื้อมาจากตลาดเมื่อเดือนที่แล้ว  ได้ถูกขโมยไปแล้ว)  (ข้อความที่ขยาย  แยกสุนัขตัวนี้ออกจากสุนัขตัวอื่นๆ  ซึ่งถ้าไม่มีข้อความนี้  ผู้อ่าน-ผู้ฟัง  จะไม่รู้เลยว่า  สุนัขตัวใดถูกขโมย)

                    ดูเพิ่มเติมคำอธิบาย  “Non-defining adjective clause”  และ “Defining adjective clause”  จากประโยคตัวอย่างข้างล่าง

                  ตัวอย่างที่ ๓

-   This ____________________ very good.

(______________ (นี้)___________________ ดีมากเลย)

(a) school which we have just seen is

(b) school, which we have just seen is

(c) school which we have just seen, is

(d) school, which we have just seen, is    (โรงเรียน (นี้) ซึ่งเราเพิ่งจะได้เห็น)

ตอบ  -  ข้อ  (d)  เนื่องจากเป็น  “Non-defining Adjective Clause”  คือ  “อนุประโยคที่ขยายนามหรือสรรพนามแบบไม่เน้นหรือชี้เฉพาะลงไป  เนื่องจากคำนามหรือสรรพนามที่ถูกมันขยาย  มีความชัดเจนอยู่แล้ว หรือรู้อยู่แล้วว่าเป็นใครหรืออะไร  ซึ่งมีอยู่คนเดียวหรือสิ่งเดียวเท่านั้น  และอาจเป็นชื่อเฉพาะที่มีอยู่แห่งเดียวในโลกก็ได้  เช่น เมือง  ประเทศ  หรือบุคคลผู้นั้นผู้นี้  ดังนั้น  อนุประโยคที่มาขยายนามหรือสรรพนามนั้นๆ  จึงไม่ได้แยกมันออกจากนามหรือสรรพนามอื่นๆ  เพียงแต่มาบอกข้อมูลเพิ่มเติมเกี่ยวกับนามหรือสรรพนามนั้นเท่านั้น  ซึ่งถึงแม้ว่าจะไม่บอก (หรือมาขยายนาม-สรรพนามนั้น)  ผู้อ่าน-ผู้ฟัง ก็ยังคงเข้าใจอยู่ดีว่า  นามหรือสรรพนามนั้นหมายถึงใคร  สิ่งใด หรือเมืองใดประเทศใด  เราจึงเรียกอนุประโยค  เหล่านี้ว่า “Non-defining Adjective Clause”  เพราะเพียงแต่มาช่วยบอกข้อมูลเพิ่มเติมเท่านั้น  ซึ่งจะมีหรือไม่มีก็ได้  เพราะผู้อ่าน-ผู้ฟังก็ยังสามารถเข้าใจได้ว่า  หมายถึงใคร สิ่งใด หรือเมือง-ประเทศใด  ซึ่งอนุประโยคเหล่านี้จะต้องมีเครื่องหมาย  “คอมม่า”  กั้นข้างหน้าและข้างหลังมัน  เหมือนกับเป็นวงเล็บ  ที่มีข้อความระหว่างคอมม่าหรือในวงเล็บ  มาช่วยบอกข้อมูลเพิ่มเติมเท่านั้น  จะมีหรือไม่มีก็ได้  ไม่ได้มีความสำคัญแต่อย่างใด  ดังเช่นประโยคข้างบน  “โรงเรียน (นี้) – ซึ่งเราเพิ่งได้เห็น –  ดีมากเลย”  ซึ่งเราจะเห็นว่า  “โรงเรียนนี้”  มีความชัดเจนอยู่แล้วว่าเป็นโรงเรียนแห่งใด  ดังนั้น  ข้อความ  “ซึ่งเราเพิ่งได้เห็น”  จึงเพียงมาบอกข้อมูลเพิ่มเติมเกี่ยวกับโรงเรียนนี้เท่านั้น   มิได้แยกโรงเรียนนี้ออกจากโรงเรียนอื่นๆ  เหมือนกับใน “Defining Adjective Clause”  (ไม่ต้องมีเครื่องหมาย “คอมม่า” กั้นระหว่าง “Clause”) อนุประโยคดังกล่าวข้างต้น  จึงมิได้มีความสำคัญอย่างใด  จึงต้องมีเครื่องหมาย “คอมม่า”  กั้นระหว่างอนุประโยคเสมอ  ดังตัวอย่างข้างล่าง

-    Donald Trump, who is currently the American president, is a business tycoon.

(โดนัล  ทรัมพ์  -  ผู้ซึ่งปัจจุบันเป็นประธานาธิบดีอเมริกา – เป็นนักธุรกิจผู้ร่ำรวยและมีอิทธิพลมาก)  (โดนัล  ทรัมพ์ มีอยู่คนเดียวในโลกนี้  อนุประโยคที่มาขยายจึงเพียงบอกข้อมูลเพิ่มเติม  มิได้แยกตัวเขาออกจากบุคคลอื่น  จึงต้องเป็น “Non-defining clause” ต้องมีเครื่องหมายคอมม่ากั้นระหว่าง clause    ข้อความที่มาขยายมิได้มีความสำคัญแต่อย่างใด)

              - Bangkok, which is the capital of Thailand, is a crowded city.

(กรุงเทพฯ – ซึ่งเป็นเมืองหลวงของประเทศไทย – เป็นเมืองที่มีประชากรหนาแน่น)

           - Mr. Collin Woods, who lives next door, is coming to see me.

(คอลลิน วูดส์ – ผู้ซึ่งอาศัยอยู่บ้านหลังถัดไป – กำลังจะมาพบผม)

          - Rome, where the tourists can visit many historic places, is one of the most ancient cities.

(กรุงโรม – ที่ซึ่งนักท่องเที่ยวสามารถไปเยือนสถานที่สำคัญทางประวัติศาสตร์มากมาย – เป็นเมืองเก่าแก่มากที่สุดเมืองหนึ่ง)

               - Ramkhamhaeng University, which is an open university, enrolls thousands of students each year.

(ม. รามคำแหง – ซึ่งเป็นมหาวิทยาลัยเปิด – ลงทะเบียนนักเรียนหลายพันคนในแต่ละปี)

              - Charles Dickens, who was a very famous writer, was poor all through his life.   

(ชาร์ลส ดิคเค่นส์  -  ผู้ซึ่งเป็นนักเขียนที่มีชื่อเสียง –  ยากจนตลอดชีวิตของเขา)

               - Ayuthaya, which we learnt about, was our former capital.

(อยุธยา – ซึ่งเราได้เรียนรู้เกี่ยวกับมัน – เป็นเมืองหลวงเก่าของเรา)

               - My house, of which the roof is made of brick, is going to be sold. 

(บ้านของผม – ซึ่งหลังคาทำด้วยอิฐ – กำลังจะถูกขายไป)

               - Dr. John Smith, whom I met in London, is an oculist.

(ด็อกเตอร์ จอห์น สมิธ  - ผู้ซึ่งผมพบในลอนดอน – เป็นจักษุแพทย์)

              - Our teacher of English, who has just returned from abroad, is getting married soon.

(ครูสอนภาษาอังกฤษของเรา – ผู้ซึ่งเพิ่งกลับมาจากต่างประเทศ – กำลังจะแต่งงานในไม่ช้า)

                      จากประโยคตัวอย่างข้างต้นทั้งหมด  จะเห็นว่าทุกประโยคมี   “Non-defining Clause” ขยายประธานของประโยค  และต้องมีเครื่องหมายคอมม่าคั่น  อยู่ระหว่าง “Clause”  ซึ่งไม่สู้จะมีความจำเป็นแก่ใจความในประโยคเท่าใดนัก  เนื่องจากประธานฯ เป็นที่ทราบกันดีอยู่แล้วว่า  เป็นใคร  เป็นอะไร  สิ่งไหน หรือ ของใคร  ดังนั้น “Clause”   ที่เพิ่มเข้ามาในประโยค (ขยายประธานฯ)   จึงเพียงแต่บอกข้อมูลเพิ่มเติมจากสิ่งที่รู้กันดีอยู่แล้วเท่านั้น   แม้จะตัดข้อความที่เพิ่มเข้ามานี้ทิ้งไป  ก็จะไม่ทำให้ประโยคนั้นเสียใจความแต่อย่างใด  ทั้งนี้  จะต้องมีเครื่องหมายคอมม่าคั่นหน้า-หลัง “Clause” เสมอ  (ในกรณีขยายประธานฯ ประโยค)  หรือคั่นเฉพาะข้างหน้า “Clause”  (ในกรณีขยายคำนามที่อยู่กลางประโยค)

สรุป  -  เราสามารถสรุปลักษณะของ “Non-defining Clause”   ได้ดังนี้

๑.                   ไม่มีความจำเป็นแก่ใจความในประโยค  เพียงแต่มาบอกข้อมูลเพิ่มเติมให้ละเอียดมากขึ้นจากสิ่งที่รู้อยู่แล้วเท่านั้น

๒.                 ต้องมีเครื่องหมายคอมม่า  คั่นหน้าและหลัง “Clause” เสมอ

๓.                  ต้องใช้ “Relative Pronoun” ซึ่งไม่มีลักษณะชี้เฉพาะเจาะจง เช่น Who”  “Whom”  “Where”  หรือ “Which” เป็นต้น  จะใช้  “That”   ไม่ได้  และต้องให้สอดคล้องกับหน้าที่  (Function)  ของมันด้วย

                   สำหรับ  “Defining Adjective Clause”  ใช้ขยายนามหรือสรรพนามที่อยู่ข้างหน้า  เพื่อให้ได้ใจความสมบูรณ์และชัดเจนขึ้นว่า  เป็นคนไหน  สิ่งไหน  อะไร  ของใคร  เป็นต้น  ทั้งนี้  หากไม่มี   “Defining Adjective Clause” มาขยายแล้ว  คำนามหรือสรรพนามที่กล่าวถึงนั้นก็จะไม่เจาะจง  จะเป็นเพียงการกล่าวลอยๆ  ยากที่ผู้ฟังจะเข้าใจได้ชัดเจนว่าเป็นใคร  อะไร หรือของใคร  ทั้งนี้   เพราะขาด  “Defining Adjective Clause”   มาช่วยขยายความหรือชี้เฉพาะให้เห็นเด่นชัดนั่นเอง  กล่าวคือ  มาช่วยแยกนามหรือสรรพนามตัวที่ถูกมันขยาย  ออกจากนามหรือสรรพนามทั่วๆไป  เพื่อให้รู้ว่า เป็นใคร อะไร  สิ่งไหน ที่มีความชัดเจนมากยิ่งขึ้น  ดังประโยคตัวอย่างข้างล่าง

               - The robber was arrested.

(โจรถูกจับ)

              - The car belongs to my father.

(รถยนต์เป็นของพ่อของผม)

             - The house is near the railway station

(บ้านอยู่ใกล้สถานีรถไฟ)

              - The police questioned the woman.

(ตำรวจซักถามผู้หญิง)

               - The plan was finally turned down.

(แผนในที่สุดถูกปฏิเสธ)

                - The subject is English.

(วิชาคือภาษาอังกฤษ)

               - He will take us to the town.

(เขาจะพาเราเข้าเมือง)

                - Some of the boys didn’t come to my party.

(เด็กบางคนไม่มางานเลี้ยงของผม)

                    จากทุกประโยคที่ยกมาข้างบน  ผู้ฟังจะไม่รู้เลยว่า ขโมยคนไหนถูกจับ  รถคันไหนเป็นของพ่อผม  บ้านหลังไหนอยู่ใกล้สถานีรถไฟ  ตำรวจซักถามผู้หญิงคนไหน  แผนอะไรที่ถูกปฏิเสธ  วิชาอะไรคือภาษาอังกฤษ  เขาจะพาเราไปเมืองไหน  เด็กคนไหนที่ไม่มางานเลี้ยง  อย่างไรก็ตาม  เมื่อเราเพิ่ม  “Defining Adjective Clause”  เข้าข้างหลังคำนาม (ประธานประโยค)  ใจความก็จะสมบูรณ์ยิ่งขึ้น  เช่น

                 - The robber who plundered the bank yesterday was arrested.

(โจรซึ่งปล้นธนาคารเมื่อวานนี้ถูกจับ)

                - The car which I drive to the university belongs to my father.

(รถซึ่งผมขับไปมหาวิทยาลัยเป็นของพ่อของผม)

                - The house where I live is near the railway station.

(บ้านที่ผมอาศัยอยู่ใกล้สถานีรถไฟ)

               - The police questioned the woman whose car was stolen.

(ตำรวจซักถามผู้หญิงซึ่งรถของเธอถูกขโมย)

               - The plan which I proposed to the committee was finally turned down.  (แผนซึ่งผมเสนอต่อคณะกรรมการได้รับการปฏิเสธในที่สุด)

               - The subject in which I am interested is English.

(วิชาซึ่งผมสนใจคือภาษาอังกฤษ)

                 - He will take us to the town where we can see old temples.

(เขาจะพาเราไปที่เมือง  ซึ่งเราสามารถดูวัดเก่าแก่ได้)

                 - Some of the boys (whom) I invited did not come to my party.

(เด็กบางคนซึ่งผมเชิญไม่มางานเลี้ยงของผม)

สรุป  -  จากประโยคข้างบนที่มี   “Defining Adjective Clause” ขยายประธาน  หรือคำนามข้างในประโยค  เราสามารถสรุปลักษณะของ   “Defining Adjective Clause”   ได้ดังนี้

                  ๑, ทำหน้าที่ขยายนามที่อยู่ข้างหน้า  เพื่อให้ได้ใจความที่สมบูรณ์และชัดเจนยิ่งขึ้นว่า  หมายถึงใคร  อะไร  (คือแยกนามนั้นออกจากนามตัวอื่นๆ)

                ๒. ไม่มีเครื่องหมาย  “คอมม่า”   คั่นอยู่ระหว่างคำนาม (ประธานประโยค หรือคำนามที่อยู่กลางประโยค)  กับ  “Defining Adjective Clause

                ๓. ใช้คำ “Relative Pronoun” ที่ขึ้นต้น (นำหน้า)  “Defining Adjective Clause”   ให้เหมาะสมกับนามที่ถูกมันขยาย  และหน้าที่ของมันด้วย

20. After _______________ the letter, he went to see his mother.

(หลังจาก ______________________ จดหมาย   เขาไปเยี่ยมแม่ของเขา)

(a) read

(b) reading    (อ่าน)

(c) having read

(d) had read

ตอบ   -   ข้อ   (b)  หลัง  Preposition “After”  ต้องตามด้วย  “Verb + ing” สำหรับข้อ  (c)  ก็ใช้ได้  แต่ต้องแก้เป็น  “Having read the letter, he…. …………her.  (เมื่อได้อ่านจดหมายแล้ว  เขารีบไปพบเธอ)  ไม่ต้องขึ้นต้นด้วย  “After

21. Will you be ______________ kind as to help me with this heavy box?

(คุณจะกรุณา ___________________ ที่จะช่วยผมถือ (แบก) กล่องหนักใบนี้ได้ไหมครับ)

(a) as

(b) very

(c) so    (พอ)

(d) enough

ตอบ   -   ข้อ   (c)  ดูเพิ่มเติมจากประโยคข้างล่าง

                      ตัวอย่างที่ ๑

-    Be ________________ good as to tell me all the truth about him.

(โปรด ______________________ พอที่จะเล่าความจริงทั้งหมดเกี่ยวกับตัวเขาให้ผมฟังหน่อย)

(a) as

(b) so    (“So good as” = กรุณาพอ หรือ ดีพอ)

(c) very

(d) enough

ตอบ   -   ข้อ   (b)  ดูเพิ่มเติมจากประโยคข้างล่าง 

                  ตัวอย่างที่ ๒

-   Would you be so kind ______________ to return these books to the library for me?

(คุณจะกรุณา ____________________ ที่จะส่งคืนหนังสือเหล่านี้ให้ห้องสมุดแทน (เพื่อ) ผม  ได้ไหมครับ)

(a) enough

(b) of you

(c) as    (พอ)

(d) that you have

ตอบ   -   ข้อ  (c)  เนื่องจาก  “So……….as”  นอกจากจะใช้กับประโยคปฏิเสธเท่านั้นแล้ว  (“As………as”  ใช้ได้ทั้งประโยคบอกเล่า  ปฏิเสธ  และคำถาม)  แต่เมื่อตามด้วย   “Infinitive with to” (To + Verb)  ตัวหน้าจะต้องใช้  “So” อย่างเดียว  (ไม่ใช้  “As” )   ไม่ว่าจะเป็นประโยค บอกเล่า  ปฏิเสธ หรือ คำถาม  ดังโครงสร้างข้างล่าง

                “So + Adjective + as + To + Verb 1 + Phrase”

(โดยมีความหมายว่า  “...................พอที่จะ................”  หรือ  “...............จนถึงขนาด ที่จะ...................”)   เช่น

            - Please be so kind as to help me carry this box.

(โปรดกรุณาพอที่จะช่วยผมยกลังนี้ด้วยครับ)  

           - Be so good as to wait for her till evening.

(จงกรุณา-ใจดี พอที่จะรอพบเธอจนค่ำด้วยนะครับ)

          - Be so generous as to donate to the charity.

(โปรดเอื้อเฟื้อพอที่จะบริจาคให้การกุศลด้วยนะ)

          - Be so nice as to pick me up at the airport.

(โปรดกรุณาพอที่จะไปรับผมที่สนามบินด้วยครับ)

-      I am not so stupid as to believe such a story.

(ผมไม่โง่บัดซบพอ  -  หรือโง่บัดซบถึงขนาด  -  ที่จะเชื่อเรื่องแบบนั้น)

22. ________________ in the world is as old as my grandfather.

(_____________________ ในโลกนี้  ที่จะแก่เท่ากับปู่ของผม)

(a) No one    (ไม่มีใคร)

(b) Nobody    (ไม่มีใคร)

(c) No person    (ไม่มีบุคคลใด)

(d) Nobody else    (ไม่มีใครอื่นอีกแล้ว)

ตอบ   -   ข้อ   (d)  ต้องมี  “Else” (อื่นอีก)  เพราะต้องการบอกว่า  ไม่มีใครอื่นอีก“นอกเหนือจากปู่ของผม

23. I have noticed ______________ improvements in the methods of manufacturing used here.

(ผมได้สังเกตเห็นการปรับปรุงดีขึ้น _________________ ในวิธีการของการผลิต  ที่ถูกใช้ที่นี่)

(a) numeral    (ตัวเลข, เกี่ยวกับตัวเลข)

(b) numerous    (มากมาย, มีมาก)

(c) numbers    (จำนวน, ตัวเลข, จำนวนทั้งหมด)

(d) a lot    (มาก)

ตอบ   -   ข้อ   (b)  หรืออาจตอบ   “A lot of, Lots of, Considerable, A number of, Number of, A great number of, A good number of”  ก็ได้

24. _________________ there in time, we must start now.

(____________________ ที่นั่นให้ทันเวลา  เราต้องเริ่มต้นเดี๋ยวนี้เลย)

(a) Be

(b) Being

(c) To be    (เพื่อจะไป)

(d) Is

ตอบ   -   ข้อ  (c)  ใช้  “To + Verb 1”  นำหน้าวลี  มีความหมายว่า  “เพื่อที่จะทำกริยานั้นๆ”  เป็นการแสดงวัตถุประสงค์  ข้อความที่ตามหลังวลี  (อยู่หลังคอมม่า)  จะบอกว่า  ประธานของประโยค  จะต้องทำอะไร  เพื่อบรรลุวัตถุประสงค์นั้น  ดูเพิ่มเติมจากประโยคข้างล่าง

                      ตัวอย่างที่ ๑

-   “Why did they go up the mountain?”

(ทำไมพวกเขาจึงขึ้นไปบนเขา)

“______________ the eclipse of the moon.”

(______________________ จันทรคราส)

(a)   Watched

(b)  Watching

(c)   Had watched

(d)  To watch    (เพื่อจะดู)

ตอบ   -   ข้อ   (d)   ใช้  “Infinitive with to”  (To + Verb 1)   นำหน้าประโยค (หรือ ไว้ข้างในประโยคก็ได้)   เพื่อแสดงวัตถุประสงค์  ว่าทำกริยานั้นๆ เพื่ออะไร  ในกรณีของประโยคข้างบน  “ขึ้นไปบนเขา  เพื่อดูจันทรคราส” 

                     ตัวอย่างที่ ๒       {จงเลือกข้อที่ผิดหลักไวยากรณ์  จาก ข้อ  (๑)  -  (๔)}

-  Designers of (1) consumer products consult research personnel to (2) be determine public (3) reaction to new designs and to (4) obtain new ideas.

(นักออกแบบสินค้าบริโภค  จะปรึกษากับบุคลากรด้านการวิจัย  เพื่อกำหนดปฏิกิริยาของสาธารณชน  ที่มีต่อรูปแบบสินค้าใหม่ๆ  และเพื่อให้ได้รับความคิดใหม่ๆด้วย)

ตอบ    –    ข้อ  (2)   แก้เป็น  “determine”   เนื่องจากตามหลัง   “to”  จึงต้องอยู่ในรูป   “Infinitive” (Verb ช่องที่ 1)  (ปรึกษากับ.............เพื่อ.............)  กล่าวคือ  “ประธานของประโยค  ทำกริยาอย่างหนึ่ง  เพื่อวัตถุประสงค์อย่างหนึ่ง”  ซึ่งในกรณีนี้เป็นการใช้  “To + Verb 1”   ขยายหลังคำกริยา ทำหน้าที่เป็นกริยาวิเศษณ์ (Adverb)   เพื่อบอกว่าทำกริยานั้น  เพื่อวัตถุประสงค์อะไร   เช่น

-         All students come to school to learn.

(นักเรียนทุกคนมาโรงเรียนเพื่อจะเรียน)

-         People should eat to live, not live to eat.

(คนเราควรกินเพื่ออยู่มิใช่อยู่เพื่อกิน)

-         I went there to meet my old friends.

(ผมไปที่นั่นเพื่อพบเพื่อนเก่า)

-         She studied hard to get a scholarship.

(เขาเรียนหนักเพื่อให้ได้รับทุนการศึกษา)

-         We stopped at the restaurant to eat.

(เราแวะที่ภัตตาคารเพื่อกินอาหาร)

-         He works hard to pass the exam.

(เขาขยันเรียนเพื่อจะได้สอบผ่าน)

-         She gets up early to catch the bus.

(เธอตื่นแต่เช้าเพื่อให้ทันรถเมล์)

-         They stayed up late to study for their exam.

(พวกเขาอยู่จนดึกเพื่อศึกษาสำหรับการสอบ)

         ในหลายๆ กรณี นิยมนำ  “To + Verb 1”   มาวางไว้ข้างหน้าประโยค  เพื่อแสดงวัตถุประสงค์ของประธานฯ ที่อยู่ข้างในประโยค  (หลังเครื่องหมายคอมม่า) ว่าประธานฯ   ทำกริยาที่อยู่ข้างหน้าประโยค  ด้วยวัตถุประสงค์ใด  ดังประโยคข้างล่าง

-   To see the doctor at his office, you must make an appointment with him.

(เพื่อที่จะพบแพทย์ที่สำนักงานของเขา, คุณจะต้องทำการนัดหมายกับเขา)

(ใช้วลีที่ขึ้นต้นด้วย  “Infinitive with to” (To + verb 1)   วางไว้ข้างหน้าประโยค  เพื่อแสดงวัตถุประสงค์ หมายถึง   “เพื่อที่จะ..............”   หรืออาจใช้ “In order to” หรือ  “So as to”  แทนก็ได้  นอกจากนั้น  ยังสามารถเอาวลีที่ขึ้นต้นด้วย “To + verb 1”   ไปไว้ข้างท้ายประโยคก็ได้   โดยความหมายเหมือนเดิมทุกประการ   (แต่ควรมีการเปลี่ยนสรรพนามให้เหมาะสม)   ดังเช่นประโยคข้างบน  สามารถเขียนได้ใหม่เป็น

-   You must make an appointment with the doctor to see (so as to see หรือ  in order to see) him at his office.

ตัวอย่างประโยคอื่นๆในแบบนี้ เช่น

-         To succeed in life, one must work hard.

(เพื่อจะประสบความสำเร็จในชีวิต  คนเราต้องทำงานหนัก)  (ประโยคนี้มีความหมายเหมือนอีก  ๔  ประโยคข้างล่าง)

(= One must work hard to succeed in life.)

(= In order to succeed in life, one must work hard.)

(= So as to succeed in life, one must work hard.)

(= One must work hard in order to (so as to) succeed in life.)

-         To speak good English, you must practice speaking it every day.

(เพื่อที่จะพูดภาษาอังกฤษได้ดี  คุณจะต้องฝึกพูดมันทุกวัน)  (ประโยคนี้มีความหมายเหมือนอีก  ๓  ประโยคข้างล่าง)

           (= In order to speak good English, you must practice speaking it every day.

           (= So as to speak good English, you must practice speaking it every day.

(= You must practice speaking it every day to (in order to, so as to) speak good English.)

-         To be there in time, you must get up early.

(เพื่อที่จะไปที่นั่นให้ทันเวลา  คุณจะต้องตื่นแต่เช้า)

    (= So as (In order) to be there in time, you must get up early.

(= You must get up early to (in order to, so as to) be there in time.)

-         To get a scholarship to study abroad, you must spend more time with your study.

-         (เพื่อให้ได้ทุนไปเรียนต่างประเทศ  คุณจะต้องใช้เวลามากขึ้นในการเรียนของคุณ)

(= In order (So as) to get a scholarship, you must……….

(= You must spend more time with your study to get (in order to get, so as to get) a scholarship to study abroad.)

25. Mother, please buy me __________________.

(แม่ครับ  โปรดซื้อ ___________________ ให้ผมด้วย)

(a) a scissor

(b) a scissors

(c) scissors

(d) a pair of scissors    (กรรไกรคู่  (เล่ม, ด้าม) หนึ่ง)

ตอบ   -   ข้อ   (d)  “Scissors”  ต้องอยู่ในรูปพหูพจน์เสมอ  และเมื่อจะระบุจำนวน  จะใช้กับ  “สมุหนาม”  (Collective noun)  “Pairs”  ดูเพิ่มเติม  “สมุหนาม” จากประโยคข้างล่าง

                    ตัวอย่างที่ ๑

-  Because my scissors are dull, I’m going to buy a new _________________.

(เพราะว่ากรรไกรของผมทื่อ  ผมจะซื้อ (กรรไกร) _________________ใหม่)

(a)   one

(b)  scissor

(c) pair   (ด้าม, เล่ม, คู่)

(d) ones

ตอบ   -   ข้อ    (c)  “Scissors” (กรรไกร)  ใช้ในรูปพหูพจน์เสมอ  และเมื่อจะบอกจำนวน  ว่า  กี่คู่ หรือ กี่ด้าม หรือ กี่เล่ม  ต้องเลือกใช้สมุหนาม  (Collective noun) ที่เหมาะสม  ในที่นี้  คือ  “Pair

                  สมุหนาม”  (Collective noun)  คือ  นามที่เป็นชื่อของหมู่คณะ, กลุ่ม, พวก, เหล่า, ฝูง  โดยปกติจะใช้รวมกับ  นามทั่วไป-ไม่ชี้เฉพาะ  (Common noun)  เสมอ   โดยมี   “Of” มาคั่น เช่น

             Collective noun + of + Common noun      (คำแปล)

A bunch of grapes    (องุ่นพวงหนึ่ง)

A gang of thieves    (ขโมยแก๊งหนึ่ง)

A clusters of stars    (ดาวกลุ่มหนึ่ง)

A group of students    (นักเรียนกลุ่มหนึ่ง)

A herd of cattle    (วัวควายฝูงหนึ่ง)

A bunch of flowers    (ดอกไม้ช่อหนึ่ง)

A tribe of citizens    (พลเมืองเผ่าหนึ่ง)

A flock of sheep    (แกะฝูงหนึ่ง)

A crowd of people    (คนกลุ่มหนึ่ง)

A flock of chickens    (ลูกไก่ฝูงหนึ่ง)

A school of porpoises    (ปลาโลมาฝูงหนึ่ง)

A loaf of bread    (ขนมปังปอนด์หนึ่ง)

A piece of cake    (ขนมเค้กชิ้นหนึ่ง)

   An item of news    (ข่าวหัวข้อหนึ่ง)

            สำหรับคำนามนับไม่ได้  (Uncountable noun) ก็ต้องเลือกใช้   “สมุหนาม”  ให้เหมาะสมเช่นกัน  เช่น

-     a kind of food   (อาหารชนิดหนึ่ง)

            - a piece of paper    (กระดาษ ๑ แผ่น)

            - a loaf of bread    (ขนมปัง ๑ ปอนด์ หรือก้อน)

            - a branch (field) of knowledge    (ความรู้สาขาหนึ่ง)

            - an item of news    (ข่าว ๑ หัวข้อ)

            - a kilo of fruit    (ผลไม้ ๑ กิโล)

            - a bunch of fruit   (ผลไม้ ๑ พวง)

            - a piece of luggage (baggage)    (กระเป๋าเดินทาง ๑ ใบ หรือ ชิ้น)

            - a subject of knowledge    (ความรู้ ๑ เรื่อง หรือ วิชา)

26. ________________ your house painted last month?

(บ้านของคุณ ___________________ ทาสีเมื่อเดือนที่แล้ว  ใช่หรือไม่)

(a) Did

(b) Was    (ถูก)

(c) Had

(d) Have

ตอบ   -    ข้อ   (b)  เป็นรูป  “Passive voice”  {Subject + is (was) + Verb 3}   คือ  ประธานประโยคถูกกระทำ  คือ  “ถูกทาสี”   โดยมาจากประโยคบอกเล่า  คือ  “Your house was painted last month.”

27. Tea here is _________________ than coffee.

(ชาที่นี่ _____________________ กาแฟ)

(a) very good, very better    (ตัวหน้าถูก, ตัวหลังผิด)     

(b) much good, much better    (ตัวหน้าผิด, ตัวหลังถูก)

(c) much good, very better    (รูปนี้ไม่มีใช้)

(d) very good, much better    {ดีมาก, ดีกว่า (กาแฟ) มาก}

ตอบ   -   ข้อ   (d)  ต้องใช้  “Very good”  และ   “Much better”  ดูคำอธิบาย   “Much better”  จากประโยคข้างล่าง

                       ตัวอย่างที่ ๑

-    There is ________________ demand for oil than rice.

(มีความต้องการน้ำมัน _____________________ ข้าว)

(a) much

(b) much less    (น้อยกว่า........ (ข้าว)........... มาก)

(c) as much

(d) more or less the same

ตอบ   -   ข้อ   (b)  เป็นการเปรียบเทียบ  “ขั้นกว่า”  (Comparative degree)

                   ตัวอย่างที่ ๒

-    It is ______________ to keep down your head while they are shooting.  

(มัน _______________ ที่จะก้มหัวของคุณให้ต่ำ   ในขณะที่พวกเขากำลังยิงกัน)

(a) much the better

(b) much more better

(c) much better   (ดีกว่ากันอย่างมาก)

(d) more better

ตอบ   -   ข้อ   (c)   เป็นการเปรียบเทียบขั้นกว่า  (Comparative degree)

              ตัวอย่างที่ ๓

-  Literature played ______________ important part in the lives of the leisured class in England.

(วรรณคดี-วรรณกรรมมีส่วนสำคัญ _____________________ ในชีวิตของชนชั้นที่มีเวลาว่าง (ชนชั้นกลาง) ในประเทศอังกฤษ  -  เมื่อเปรียบเทียบกับชนชั้นอื่นๆ)  (หมายถึง  เมื่อคนมีเวลาว่างจากการทำงาน  ก็มีเวลามาสนใจอ่านหนังสือประเภทวรรณคดี-วรรณกรรม)

(a) much more

(b) far more

(c) a much more    (มากกว่ากันอย่างมากมาย)

(d) much

ตอบ   -   ข้อ    (c)   เนื่องจากเป็นการเปรียบเทียบ  “ขั้นกว่า”  (Comparative degree)  ระหว่างชนชั้นที่มีเวลาว่าง  คือ ชนชั้นกลาง  กับชนชั้นอื่นๆ ในประเทศอังกฤษ  โดยละชนชั้นอื่นๆ  ไว้ในฐานที่เข้าใจ  (ไม่ได้เขียนลงไป)  และเนื่องจาก“Important”   เป็นคำพยางค์ยาว  จึงต้องใช้   “More”  ขยาย  (สำคัญมากกว่า)  และเมื่อต้องการบอกว่า  “สำคัญมากกว่าอย่างมากมาย”  จึงต้องใช้  “Much”  หรือFar”  ขยายหน้า  “Important”  นอกจากนี้  ยังต้องมี   “A”  ด้วย  เนื่องจากขยาย   “Part”  ซึ่งเป็นคำนามนับได้  เอกพจน์

                ตัวอย่างที่ ๔

-         Last night’s homework was hard, but this is __________________difficult.

(การบ้านของเมื่อคืนนี้ยาก  แต่ (การบ้าน) นี่  ยาก  __________________)

(a)  much more     (กว่ามากมาย)

(b) too much more

(c) too

(d) more too

ตอบ   -   ข้อ  (a)

               ตัวอย่างที่ ๕

-   It’s so noisy to live near a busy street but it is worse, _______________ worse to live near a railway station.

(มันเสียงดังมากที่จะอาศัยอยู่ใกล้ถนนที่มีรถสัญจรไปมา  แต่มันยิ่งแย่กว่า  แย่กว่า _____________ที่จะอาศัยอยู่ใกล้กับสถานีรถไฟ)

(a)   very

(b)  so

(c) much    (มาก, มากมาย)   (หรืออาจใช้“Far”ก็ได้)

(d) more

ตอบ  -  ข้อ  (c)   ในการเปรียบเทียบ  “ขั้นกว่า”  (Comparative degree)

ในกรณีที่ต้องการบอกว่า  “ใหญ่กว่ามาก”  “เล็กกว่ามาก”  “ร้อนกว่ามาก”  “สวยกว่ามาก”  ให้ใช้   “Much”    และ   “Far”   ขยาย   (ห้ามใช้ “Very”

                 ตัวอย่างที่ ๖

-     She looks much ______________ this morning.

(เธอมีท่าทาง _______________________ อย่างมากเช้าวันนี้)

(a) happy

(b) happily

(c) happier     (มีความสุขมากขึ้น)

(d) happiness    (ความสุข)

(e) happiest    (มีความสุขที่สุด)

ตอบ   -   ข้อ   (c)   เนื่องจากเป็นการเปรียบเทียบ  “ขั้นกว่า”  (Comparative degree)  เพียงแต่ไม่มี  “Than”  ปรากฏให้เห็น  แต่จริงๆแล้วเป็นการเปรียบเทียบกับอดีต  เช่น เมื่อวานนี้  หรือ สัปดาห์ที่แล้ว  ข้อสังเกตอีกอย่างคือ   ถ้าไม่มีการเปรียบเทียบ  จะต้องใช้   “Very”  แทน “Much”  เพื่อขยาย  “Happy”  ส่วนการจะบอกว่า  มีความสุขมากขึ้น  “อย่างมาก”   ให้ใช้   “Much”  และ  “Far” เท่านั้น    (สำหรับความหมาย  “อย่างมาก”)   ห้ามใช้   “Very

                ตัวอย่างที่ ๗

-   The scenery looks ______________ in December than in April.

(ภูมิประเทศ – ทิวทัศน์ – มีลักษณะ ____________________ ในเดือนธันวาคม กว่าเดือนเมษายน)

(a) far pleasant

(b) much more pleasant    (น่ารื่นรมย์มากกว่ากัน  (อย่าง) มากมาย)

(c) very pleasant

(d) much more pleasantly

ตอบ   –    ข้อ   (b)   เนื่องจากการเปรียบเทียบ  “ขั้นกว่า”  (Comparative degree)   ถ้าต้องการบอกว่า   “มากกว่าอย่างมากมาย”   เช่น  “ใหญ่กว่ามาก”  “เล็กกว่ามาก”   “หนาวกว่ามาก” ฯลฯ  สามารถใช้คำแทนคำว่า  “อย่างมากมาย”   ได้ ๒ คำ คือ   “Much” และ “Far”  ห้ามใช้  “Very”  สำหรับในประโยคข้างบน  จะใช้  far more pleasant”  ก็ได้

                      ตัวอย่างอื่นๆ  เช่น   “much  bigger” (ใหญ่กว่ามาก)  “much older” (แก่กว่ามาก)  “far hotter” (ร้อนกว่ามาก)  “far colder” (หนาวกว่ามาก)“  much more important” (สำคัญกว่ามาก)  “much more complicated” (ยุ่งยากหรือสลับซับซ้อนกว่ามาก)  “far smaller” (เล็กกว่ามาก)“far thinner” (ผอมหรือบางกว่ามาก)  “far more beautiful”  (สวยกว่ามาก)

ในกรณีที่ต้องการบอกว่า   “ใหญ่กว่าเล็กน้อย”   “หนาวกว่านิดหน่อย”   “หนักกว่าเล็กน้อย”   “เบากว่าเล็กน้อย”   “แพงกว่านิดหน่อย”   “ยากกว่านิดหน่อย”  ดูคำอธิบายจากประโยคข้างล่าง

                 ตัวอย่างที่ ๘

- I hope you will try ______________ harder next time.

(ผมหวังว่าคุณจะพยายามมากขึ้น ____________________ ในคราวหน้า)

(a) less

(b) more

(c) some

(d) a little    (เล็กน้อย, นิดหน่อย)

(e) very

ตอบ   -   ข้อ   (d)   เมื่อขยายการเปรียบเทียบ “ขั้นกว่า”  (Comparative degree)  เช่น  “ ใหญ่กว่า, ร้อนกว่า, แพงกว่า”   และต้องการบอกว่าเพียง  “เล็กน้อย, นิดหน่อย”  ให้ใช้   “A little, A bit  หรือ  A little bit”  ขยาย  เช่น  “A little bigger” (ใหญ่กว่านิดหน่อย),  A little hotter”  (ร้อนกว่าเล็กน้อย),  “A bit colder” (หนาวกว่านิดหน่อย),  “A little more expensive”  (แพงกว่าเล็กน้อย),  “A bit more interesting”  (น่าสนใจกว่านิดหน่อย),  “A little bit more important”  (สำคัญกว่าเล็กน้อย)   เป็นต้น

 

เรียน  ท่านผู้ติดตามอ่าน เว็บไซต์  “everydayenglish.pwa.co.th”

                  ถ้าท่านมีคำแนะนำให้ปรับปรุงเว็บไซต์นี้ประการใด  กรุณาส่ง   e-mail ไปที่  ดร. วัชรินทร์  ภูเขาทอง   ผอ. สำนักวิทยาการ  การประปาส่วนภูมิภาค  ผู้จัดทำเว็บไซต์นี้  ตาม   “Address” wpookaotong@yahoo.com   (โปรดระบุหัวเรื่องด้วยว่า  “ปรับปรุงเว็บไซต์”)   เพื่อที่ผู้จัดทำฯ จะได้ปรับปรุงเนื้อหาได้ตรงตามความประสงค์ของผู้อ่านเว็บไซต์นี้