หมวดข้อสอบ TOEIC (ตอนที่ 88)

Part V:Sentence Completion   (ส่วนที่ 5 :  การเติมประโยคให้สมบูรณ์)

Choose the best alternative to make a correct sentence.

(จงเลือกข้อที่ดีที่สุดเพื่อทำให้ประโยคมีความถูกต้อง)

1. Although he was so rich, he spent less than the _____________ beggar in the city.

(ถึงแม้ว่าเขาจะร่ำรวยมาก  เขาใช้จ่ายเงินน้อยกว่าขอทานที่ _______________   ในเมือง)

(a) poor

(b) poorer

(c) poorest    (จนที่สุด)

(d) very poor

ตอบ   -   ข้อ   (c)   เป็นการเปรียบเทียบ  “ขั้นสุด”  (Superlative degree)  สังเกตว่ามี  Article  “The”  ขยายข้างหน้า

2. He helped me, otherwise I ___________________.

(เขาช่วยเหลือผม  มิฉะนั้น  ผม _____________________ )

(a) would be arrested

(b) would have been arrested     (คงจะได้ถูกจับกุมไปแล้ว)

(c) shall be arrested

(d) shall have been arrested

ตอบ   -   ข้อ   (b)  เนื่องจากเป็นการพูดถึงเหตุการณ์ในอดีต  ในแบบ  “ถูกกระทำ”  (Passive voice)  (Subject + would + have + been + Verb 3  -  I would have been arrested) =  “คงจะได้ถูกกระทำเช่นนั้นไปแล้ว”  ในที่นี้คือ  “ถูกจับกุม”  แต่ในความเป็นจริง คือ มิได้ถูกจับกุม  เพราะว่า  “เขามาช่วยผมไว้”  ความจริงประโยคข้างบนนี้แปลงมาจาก  “If clause”  แบบที่  ๓ (Past unreal)  คือ  เหตุการณ์ไม่เกิดขึ้นจริงในอดีต  คือ  มิได้ถูกจับกุม  ทั้งนี้  “If clause”   ดังกล่าว คือ  “If he had not helped me, I would have been arrested.”  (ถ้าเขาไม่ได้ช่วยผม  ผมคงจะได้ถูกจับกุมไปแล้ว)  แต่ในความเป็นจริง  คือ  “เขาช่วยเหลือผม  ผมจึงไม่ถูกจับกุม)  ซึ่งมีความหมายเดียวกับ  ใจความของประโยคในข้อ  ๒  (เขาช่วยเหลือผม  มิฉะนั้น  ผมคงได้ถูกจับกุมไปแล้ว)  ดูเพิ่มเติม  “If clause”  แบบที่  ๓  จากประโยคข้างล่าง

                    ตัวอย่างที่ ๑

-      ________________ about the tragedy, we would never have come without first calling.

(___________________  เกี่ยวกับเรื่องโศกเศร้า (หรือภัยพิบัติ, อุบัติเหตุ)  เราก็คงจะไม่มา (เยี่ยมเยือน หรือ พบปะพูดคุย  ฯลฯ)  โดยมิได้โทรศัพท์มาบอกคนเหล่านั้นก่อน)    (หมายถึง  คนที่ประสบกับความโศกเศร้า หรือภัยพิบัติ)

(a) If we hear

(b) If we heard

(c) Did we hear

(d) Had we heard    (ถ้าเราได้ยิน  -  ได้ทราบ)

ตอบ   -   ข้อ   (d)   เนื่องจากเป็น   “If clause”   แบบที่  ๓  (Past unreal)   คือ ไม่เป็นจริงในอดีต   หรือ เหตุการณ์เกิดตรงข้ามกับข้อความในประโยค  ทั้งนี้  ประโยคข้างบนมีความหมาย  คือ  “เรา”  ไม่รู้มาก่อนว่าคนที่เราได้ไปเยี่ยม  พบกับเรื่องทุกข์โศก-อุบัติเหตุก่อนหน้านั้น   จึงเดินทางมาโดยมิได้โทรศัพท์มาบอกคนเหล่านั้นก่อน  เมื่อมารู้ทีหลัง  จึงเสียใจที่มิได้ทำเช่นนั้น  -  คือ โทรศัพท์มา  ก่อนจะเดินทางมาพบ)  

                      นอกจากนั้นประโยคข้างบน   ยังมีโครงสร้างแบบ  “ผกผัน”  (Reverse  หรือ  Inversion)  คือมาจาก   “If we had heard = Had we heard)  ดูคำอธิบายเพิ่มเติมเรื่อง   “If clause”  แบบที่  ๓   และโครงสร้างแบบ  “ผกผัน” (Reverse  หรือInversion)   จากประโยคข้างล่าง 

                     ตัวอย่างที่ ๒

-  Jack would have gone to Chicago ________________ to get a plane reservation.

(แจ๊คคงจะได้ไปชิคาโกแล้ว _________________ จองที่นั่งบนเครื่องบินได้)

(a) was he able

(b) would he be able

(c) if he is able

(d) if he had been able    (ถ้าเขาสามารถ)

ตอบ   -   ข้อ   (d)  เนื่องจากเป็น  “If clause”  แบบที่  ๓  “Unreal past”  (ไม่เกิดขึ้นจริงในอดีต  หรือ เกิดตรงกันข้ามกับข้อความในประโยค)  สำหรับประโยคข้างบน  เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นจริงๆ คือ  “แจ๊คมิได้ไปชิคาโก  เนื่องจากไม่สามารถจองตั๋วเครื่องบินได้” 

                        ตัวอย่างที่ ๓

-  If you had returned the library book on time, you _____________________ .

(ถ้าคุณได้นำหนังสือห้องสมุดไปคืนตรงเวลา  คุณ ____________________ )

(a) will not be fined

(b) would have not been fined

(c) would not be fined

(d) would not have been fined     (คงไม่ถูกปรับ, คงไม่ต้องเสียค่าปรับ)

ตอบ   -   ข้อ  (d)  เนื่องจากเป็นการสมมติ  “If clause”  ในแบบที่  ๓  (Past unreal)   คือ เหตุการณ์ไม่เกิดขึ้นจริงในอดีต  แต่เกิดตรงกันข้ามกับความเป็นจริงหรือกับข้อความในประโยค  สำหรับประโยคข้างบน  เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นจริงๆ คือ  “คุณนำหนังสือไปคืนห้องสมุดไม่ตรงเวลา  คุณเลยถูกปรับ – เสียค่าปรับ” 

                      ตัวอย่างที่ ๔

-      If you had gone with us to the mountains, you ___________________ very heavy clothing.

(ถ้าคุณได้ไปกับเราที่ภูเขา (เมื่อเดือนหรือปีที่แล้ว)  คุณ  _________________เสื้อผ้าที่หนาอย่างมาก)  (เนื่องจากอากาศหนาวมาก)

(a) had to wear   (จำเป็นต้องสวม)

(b) would have to wear

(c) would have had to wear     (คงจำเป็นจะต้องสวม)

(d) had had to wear

ตอบ  -  ข้อ   (c)   เนื่องจากเป็น   “If clause” แบบที่ ๓  “Past unreal”   (ไม่เป็นจริงในอดีต)   คือเหตุการณ์เกิดตรงข้ามกับความจริงหรือข้อความในประโยค  ทั้งนี้  ประโยคข้างบนมีความหมาย คือ   “เพราะคุณไม่ได้ไปที่ภูเขากับเรา  คุณก็เลยไม่จำเป็นต้องสวมเสื้อผ้าที่หนา

                       ตัวอย่างที่ ๕

-   Tom ______________ more photographs if he had had more film.

(ทอม____________________ รูปมากขึ้น   ถ้าเขามีฟิล์มมากกว่าที่เป็นอยู่)

(a) would take

(b) would have taken    (คงจะได้ถ่าย)

(c) would be taking

(d) will have taken

ตอบ  -  ข้อ   (b)   เนื่องจากเป็น  “If clause”  แบบที่ ๓  “Past unreal”  (ไม่เป็นจริงในอดีต)   ความหมายของประโยคข้างบน คือ   “ทอมมิได้ถ่ายรูปเพิ่มขึ้น  เพราะเขามีฟิล์มอยู่นิดเดียว

                       ตัวอย่างที่ ๖

-  Nancy ______________ you if you had asked her.

(แนนซี่ ______________________ คุณ   ถ้าคุณได้ขอร้องเธอ)

(a) had helped

(b) would help

(c) might help

(d) would have helped    (คงจะได้ช่วยเหลือ)

ตอบ    –    ข้อ   (d)   เนื่องจากเป็น   “If clause” แบบที่ ๓ “Past unreal” (ไม่เป็นจริงในอดีต)  คือ เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นจริงๆ ตรงกันข้ามกับข้อความในประโยค  ซึ่งเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นจริงๆในประโยคข้างบน  คือ “แนนซี่มิได้ช่วยเหลือคุณ  เพราะคุณไม่ได้ขอร้องเธอ

                       ตัวอย่างที่ ๗

-   If we hadn’t left the house so late, we wouldn’t have missed the train.(ถ้าเรามิได้ออกจากบ้านสายมาก  เราคงจะไม่พลาด (ตก) รถไฟ)

หมายเหตุ   –    ในความเป็นจริงคือ  “เราออกจากบ้านสาย  เราเลยตกรถไฟ”  ผู้พูดประโยคสมมติในอดีตแบบนี้  มักแสดงความเสียดายกับสิ่งที่เกิดขึ้น   เพราะเหตุการณ์ได้ผ่านไปแล้ว  แก้ไขไม่ได้แล้ว   จึงมาเสียใจในภายหลัง   การสมมติในอดีตแบบนี้  มีรูปประโยคดังนี้   คือ  อนุประโยค  “If + subject + had (not) + V ช่อง 3”,ส่วนในประโยคใหญ่  (Main clause)   จะมีโครงสร้าง  “Subject + would (should, could, might, must) + (not) + have + Verb ช่อง3”  หรือเอา  “If clause”  ซึ่งเป็นอนุประโยค  ไปไว้ข้างในประโยคก็ได้  แล้วเอาประโยคใหญ่(Main clause)   มาไว้ข้างหน้าประโยค   ความหมายจะเหมือนกันทุกประการ  แต่ถ้าเอา  “Main clause”  มาไว้ข้างหน้าประโยค   เมื่อจบ  “Main clause” แล้ว  ให้ต่อด้วยประโยคย่อย   (If clause)เลย    โดยไม่ต้องมีเครื่องหมายคอมม่าคั่น 

สำหรับตัวอย่างอื่นๆ ของ   “If clause”   แบบที่ ๓   ได้แก่

-           If he had studied hard, he would have passed the exam.

(ถ้าเขาขยันเรียน (เมื่อปีที่แล้ว)  เขาก็คงจะสอบผ่านไปแล้ว – แต่จริงๆคือ เขาไม่ขยันเรียน  เขาจึงสอบตก)

-  If you had asked me, I would have told you the truth.

(ถ้าคุณขอร้องผม (เมื่อวานนี้)  ผมคงเล่าความจริงให้คุณฟังแล้ว – แต่จริงๆคือ คุณมิได้ขอร้องผม  ผมก็เลยไม่ได้เล่าความจริงให้คุณฟัง)

- If they had not stopped smoking, they would have died of cancer.

(ถ้าพวกเขาไม่เลิกสูบบุหรี่ (เมื่อ ๕ ปีมาแล้ว)  เขาก็คงจะตายด้วยโรคมะเร็งไปแล้ว – แต่จริงๆคือ  พวกเขาเลิกสูบบุหรี่  พวกเขาจึงยังไม่ตาย)

- She would have gone to the market if she had had**something to buy.

(เธอคงจะได้ไปตลาด (เมื่อเช้านี้)  ถ้าเธอมีของที่จะต้องซื้อ – แต่จริงๆคือ  เธอมิได้ไปตลาด  เพราะเธอไม่มีอะไรต้องซื้อ)

                 จะเห็นว่าในประโยคข้างบน  “If clause”  มี  “Had”**  2 ตัว    ตัวหน้าแสดง  “Past perfect tense”  ส่วน   “Had”  ตัวหลังมาจาก  “Have”  ที่แปลว่า  “มี”  พอมาอยู่หลัง  “Had”  จึงต้องเปลี่ยนไปเป็น  Verb ช่องที่  3  ทำให้มีHad”  2 ตัว

-  I would not have bought a car if my office had not been very far from my home.  

(ผมคงจะไม่ได้ซื้อรถยนต์ (เมื่อปีที่แล้ว)  ถ้าที่ทำงานของผมมิได้อยู่ห่างไกลจากบ้านมากมาย– แต่จริงๆคือ  ผมซื้อรถยนต์  เพราะที่ทำงานอยู่ห่างไกลจากบ้านมาก)

-  If he had bet on that horse, he would have lost all his money.

(ถ้าเขาเล่นพนัน (แทง) ที่ม้าตัวนั้น  เขาก็คงสูญเสียเงินไปทั้งหมดแล้ว)  -  แต่ในความเป็นจริงคือ “เขามิได้เล่นพนันที่ม้าตัวนั้น  เขาก็เลยไม่ได้เสียเงิน”

- If you had not come to my party, you would not have met your old friends at college.

(ถ้าคุณมิได้มาที่งานเลี้ยงของผม  คุณก็คงไม่ได้พบเพื่อนเก่าตอนเรียนมหาวิทยาลัยของคุณ)  -   แต่ในความเป็นจริง  คือ  “คุณมางานเลี้ยง  คุณเลยได้พบเพื่อนเก่า”

                       นอกจากนั้น  ในส่วนของอนุประโยค คือ  ในส่วนที่เป็น  “If clause”  ยังสามารถทำเป็นแบบ  “Reverse” (Inversion)  (ผกผัน)  คือ  เอา  “Had” มานำหน้า  “Clause”  แล้วตัด  “If”   ทิ้งไป  โดยที่ความหมายยังคงเหมือนเดิมทุกประการ  (ทำได้เฉพาะใน  “If clause”   แบบที่  ๓  หรือ  แบบที่  ๒  ที่ใน  “If clause”  มีกริยา  “Were”)   ดูเปรียบเทียบประโยค  “ก่อน” และ  “หลัง”  ทำ  “Reverse” (Inversion)   จากตัวอย่างข้างล่าง

-           If he had studied hard, he would have passed the exam.

(=Had he studied hard, he would………….exam.)

(ถ้าเขาขยันเรียน (เมื่อปีที่แล้ว)  เขาก็คงจะสอบผ่านไปแล้ว – แต่จริงๆคือ เขาไม่ขยันเรียน  เขาจึงสอบตก)

- If you had asked me, I would have told you the truth.

(= Had you asked me, I………………..truth.)

(ถ้าคุณขอร้องผม (เมื่อวานนี้)  ผมคงเล่าความจริงให้คุณฟังแล้ว – แต่จริงๆคือ คุณมิได้ขอร้องผม  ผมก็เลยไม่ได้เล่าความจริงให้คุณฟัง)

- If they had not stopped smoking, they would have died of cancer.

(= Had they not stopped smoking, they…………..cancer.)

(ถ้าพวกเขาไม่เลิกสูบบุหรี่ (เมื่อ ๕ ปีมาแล้ว)  เขาก็คงจะตายด้วยโรคมะเร็งไปแล้ว – แต่จริงๆคือ  พวกเขาเลิกสูบบุหรี่  พวกเขาจึงยังไม่ตาย)

- She would have gone to the market if she had had**something to buy.

(= She would have gone to the market had she had something to buy.)

(เธอคงจะได้ไปตลาด (เมื่อเช้านี้)  ถ้าเธอมีของที่จะต้องซื้อ – แต่จริงๆคือ  เธอมิได้ไปตลาด  เพราะเธอไม่มีอะไรต้องซื้อ)

              สรุป  -  ใน “If clause” (ประโยคย่อย)  จะเป็นรูป  “Past perfect” {If + Subject + had + (not) + V. 3}  เสมอ  ส่วนใน  “Main clause”  (ประโยคใหญ่)   จะเป็นรูป  “Past future perfect”  {Subject + would (should, could, might) + (not) + have + V. 3}  นอกจากนั้น  ยังสามารถทำรูป  “Reverse” (Inversion)   ในส่วนที่เป็น  “If clause”  ได้ด้วยจึงต้องจำรูปแบบนี้ไว้ให้ได้

3. There are _______________ pages in this book than in that one.

(มีหน้าหนังสือในหนังสือเล่มนี้ ___________________ ในหนังสือเล่มนั้น)

(a) many

(b) much

(c) less    (น้อยกว่า)  (ใช้กับคำนามนับไม่ได้  -  เป็นเอกพจน์เสมอ)

(d) fewer    (น้อยกว่า)  (ใช้กับคำนามนับได้  พหูพจน์)

(e) a lot of

ตอบ   -   ข้อ   (d)  เนื่องจากเป็นการเปรียบเทียบ  “ขั้นกว่า”  (Comparative degree)   โดยสังเกตจาก   “Than”  และใช้  “Fewer”  กับ  “Pages

4. Holiday camps are popular _______________ married couples who have very young children. 

(ค่ายวันหยุดเป็นที่นิยม _________________ คู่ที่แต่งงานแล้ว  ผู้ซึ่งมีลูกๆ ที่ยังเล็กมาก)

(a) to

(b) for

(c) in

(d) with     (ของ, แก่)

ตอบ   -   ข้อ   (d)  “Popular”  ใช้กับ  “With”  สำหรับวลีที่ใช้กับ  “With”  ดูจากพารากราฟข้างล่าง

                         คุณศัพท์  (Adjective)  ที่ใช้กับ  “With”  ได้แก่“pleased”  (ยินดี, พอใจ),  “popular”  (เป็นที่นิยม),  “satisfied”  (พอใจ),  “angry”  (โกรธ),  “busy”  (มีงานยุ่ง),  “familiar”  (คุ้นเคย),  “patient”  (อดทน),  “friendly”  (เป็นมิตร),  “careful”  (ระมัดระวัง),  “content”  (พอใจ),  “identical”  (เหมือนกัน),  “annoyed”  (ขุ่นเคือง  -  เหตุการณ์, การกระทำ) (ถ้าขุ่นเคืองคน  ใช้  “At”)เป็นต้น

                        กริยา (Verb) ที่ใช้กับ  “With”  ได้แก่   “charge”  (ฟ้องร้อง,  ดำเนินคดี),  compare  (เปรียบเทียบ),  compete  (แข่งขัน),  “agree”  (ตกลง, เห็นพ้อง),  “disagree”  (ไม่เห็นด้วย),  “acquaint”  (ทำให้คุ้นเคย หรือเคยชิน),  “begin”  (เริ่มต้น),  “interfere”  (แทรกแซง, เข้าไปยุ่งเกี่ยว),  “quarrel”  (ทะเลาะ, วิวาท),  “argue”  (โต้แย้ง, โต้เถียง),  “help”  (ช่วยเหลือ),  “supply”  (จัดหาให้),  “cooperate”  (ร่วมมือ),  “deal”  (เกี่ยวข้อง, รับมือ),  “contrast”  (ขัดแย้ง, ตรงข้าม),เป็นต้น

5. _______________ the head-mistress, our final examination will begin on the first of next month. 

(_____________________  อาจารย์ใหญ่หญิง  การสอบไล่ของเราจะเริ่มต้นในวันที่  ๑  เดือนหน้า)

(a) Owing to    (เนื่องมาจาก)

(b) According to    (สอดคล้องกับ,  ตามที่ (อาจารย์ใหญ่) กล่าวไว้)

(c) Following    (ภายหลังจาก)

(d) In case of    (ในกรณีของ)

6. When you want to send letters, you have to put _______________ on them.

(เมื่อคุณต้องการส่งจดหมาย  คุณจำเป็นต้องติด ________________ บนมัน)

(a)   stamp

(b)  the stamps

(c)   the stamp

(d)  stamps    (แสตมป็)

ตอบ   -   ข้อ   (d)  “Stamp”  เป็นนามนับได้  จึงอยู่ลอยๆ แบบในข้อ  (a)  ไม่ได้  และไม่ต้องนำด้วย  “The”   เนื่องจากไม่ได้ชี้เฉพาะเจาะจง  แต่เป็นแสตมป์ทั่วไปสำหรับข้อนี้  อาจตอบ   “A stamp”  ก็ได้

7. About half the houses in this district _______________ modern furniture.

(ประมาณบ้านครึ่งหนึ่งในบริเวณนี้ ________________ เฟอร์นิเจอร์ทันสมัย)

(a) has

(b) have    (มี)

(c) there is

(d) there are

ตอบ   -   ข้อ   (b)  “Half + (of) + the + plural noun + plural verb (are, were, play, walk, etc.)”  เช่น  “Half of the students are boys.”  (ครึ่งหนึ่งของนักเรียนเป็นชาย)  หรือ  “Half of the children swim in thepool.”  (ครึ่งหนึ่งของเด็กว่ายน้ำในสระ)  ส่วน  “Half + (of) + singular noun  (นามนับไม่ได้  ซึ่งต้องเป็นเอกพจน์เสมอ) + singular verb (is, was, plays, eats, etc.”  เช่น  “Half of the furniture is sold.”(ครึ่งหนึ่งของเฟอร์นิเจอร์ถูกขายไป)  หรือ  “Half of the information was not true.” (ครึ่งหนึ่งของข้อมูล-ข่าวสาร  ไม่ถูกต้อง)

8. The car my father bought three years ago is now ______________ about $ 20,000.

(รถยนต์ที่พ่อของผมซื้อเมื่อ  ๓  ปีมาแล้ว  ในปัจจุบัน __________________ ประมาณ  ๒๐,๐๐๐  ดอลล่าร์)

(a) cost    (มีราคา,  ทำให้ต้องเสีย...........ไป)  (เป็นคำกริยา)  (ถ้าเป็นคำนาม หมายถึง  “ต้นทุน,  ราคาทุน)

(b) value    (ค่า, คุณค่า, มูลค่า, ราคา, ประโยชน์)  (เป็นคำนาม)  (ถ้าเป็นกริยา หมายถึง  “ประเมินค่า, ประมาณค่า, คำนวณค่าเป็นเงิน)

(c) price    (ราคาขาย)  (เป็นคำนาม)

(d) worth    (มีค่า, มีราคา)  (เป็นคำคุณศัพท์)

ตอบ   -   ข้อ   (d)  เพราะใช้กับ   “Verb to be”  (Is)

9. The news about the revolution _______________ this morning.

(ข่าวเกี่ยวกับการปฏิวัติ _____________________ เมื่อเช้านี้)

(a) is broadcasted

(b) was broadcasted

(c) was broadcast    (ถูกกระจายเสียง)

(d) was broadcasting

ตอบ   -   ข้อ   (c)  กริยา  ๓  ช่องของ   “Broadcast”  คือ  (Broadcast, Broadcast, Broadcast)   และ “การกระจายเสียง” เป็นเหตุการณ์ในอดีต  ผ่านไปแล้ว  (this morning)   จึงต้องใช้  “was broadcast

10. We _______________ water.

(เรา _____________________ น้ำ)

(a) often lack of

(b) are often lack

(c) are often lack of

(d) often lack    (มักขาดแคลน)  (ขาดแคลนบ่อยๆ)

ตอบ   -   ข้อ   (d)  “Lack” เมื่อใช้เป็นคำกริยา  ตามด้วย  “กรรม”  ได้เลย  ไม่ต้องมี  “Of”  เช่น  “We lack food.”  (เราขาดแคลนอาหาร)   แต่เมื่อเป็นคำนาม (การขาดแคลน)  ต้องตามด้วย   “Of” และต่อด้วย  “กรรม”  เช่น   “The lack of education” (การขาดแคลนการศึกษา)  ดูเพิ่มเติมจากประโยคข้างล่าง

                    ตัวอย่างที่ ๑

-       In some parts of the world, the people _________________.

(ในบางส่วนของโลก  ผู้คน _____________________ )

(a) are a lack of food

(b) lack of food

(c) lack food    (ขาดแคลนอาหาร)

(d) lacks food

ตอบ   -   ข้อ   (c)  “Lack”   เมื่อใช้เป็นกริยา  ตามด้วยกรรม (คำนาม) ได้เลย  ไม่ต้องมี   “Of”  และเนื่องจากประธานของประโยค  (People)  เป็นพหูพจน์  “Lack”  จึงไม่ต้องเติม  “S

                      ตัวอย่างที่ ๒

-   Do you know which part of the country ______________ rain?

(คุณรู้ไหมว่าส่วนไหนของประเทศ _______________________ ฝน)

(a) is lacking of

(b) lacks of

(c) is in lack of    (ขาดแคลน)

(d) is lacked of

ตอบ  -  ข้อ   (c)  หรืออาจตอบว่า   “Is lacking”  หรือ  “Lacks”  ก็ได้   สำหรับโครงสร้างอื่นๆ ของ  “Lack” ดูจากประโยคตัวอย่างข้างล่าง

                       ตัวอย่างที่ ๓

-  He made that mistake because he ________________ experience.

(เขาทำความผิดนั้น  เพราะว่าเขา ____________________ประสบการณ์)

(a) was lack of

(b) was in lacked of

(c) lacked of

(d) lacked    (ขาด, ขาดแคลน, ปราศจาก, ไม่มี)

ตอบ   -    ข้อ  (d)  หรืออาจใช้   “was in lack of”   ก็ได้  เนื่องจาก “Lack” เป็นทั้งคำกริยาและคำนาม  เมื่อเป็นคำกริยา  ตามด้วยกรรมเลย  ไม่ต้องมี  “Of”  แต่เมื่อใช้เป็นคำนาม  (หมายถึง  การขาดแคลน,  การปราศจาก,  การไม่มี)   ต้องตามด้วย  “Of”  และต่อด้วยกรรม   ดังประโยคตัวอย่าง

              - They lacked confidence to go on with the project.

(พวกเขาขาดความเชื่อมั่นที่จะดำเนินโครงการต่อไป)

              - The contract lacks a signature of both parties.

(สัญญาขาดลายเซ็นของทั้ง ๒ ฝ่าย)

               - Many poor nations lack raw materials for the production of their goods. 

(ประเทศยากจนจำนวนมากขาดแคลนวัตถุดิบสำหรับการผลิตสินค้าของตน)

               - I hated the lack of privacy in the dormitory.

(ผมเกลียดการขาดความเป็นส่วนตัวในหอพัก)

             - He was not a stern man at all, in spite of his lack of humor.

(เขามิใช่คนที่เข้มงวด-เคร่งครัดเลย  (หรือมิใช่ไม่ยอมผ่อนผันเลย)   ทั้งๆที่ขาดอารมณ์ขัน  -  คือเป็นคนอะลุ้มอล่วย  ทั้งๆที่ขาดอารมณ์ขัน)

               - Lack of proper funding is making our job more difficult.

(การขาดแคลนการอุดหนุนเงินที่เหมาะสม  กำลังทำให้งานของเรายากลำบากยิ่งขึ้น)

                - His department was shut down for lack of funds.

(แผนกของเขาถูกปิดลงเนื่องจากขาดแคลนเงินทุน)

11. Let’s go and have a bottle of beer.  I still have ______________ money left.

(เราออกไปดื่มเบียร์กันสักขวดเอาไหม  ผมยังคงมีเงินเหลืออยู่ ______________)

(a) few    (น้อยมากจนแทบไม่มีเลย)

(b) a few    (นิดหน่อย หรือเล็กน้อย  แต่พอมีอยู่บ้าง)  

(c) little    (น้อยมากจนแทบไม่มีเลย)

(d) a little    (นิดหน่อย หรือเล็กน้อย  แต่พอมีอยู่บ้าง)

ตอบ   -   ข้อ   (d)  “Little,  A little”  ใช้กับคำนามนับไม่ได้  (ในที่นี้ คือ “Money”)  ส่วน   “Few,  A few”  ใช้กับคำนามนับได้  และเป็นพหูพจน์  ดูเพิ่มเติม  ๔  คำนี้  จากประโยคข้างล่าง

                   ตัวอย่างที่ ๑

-   I’m always so busy that I have _______________ time for amusements.

(ผมมีงานยุ่งมากเสมอ  จนกระทั่งผมมีเวลา __________________ สำหรับอารมณ์ขัน-กิจกรรมสันทนาการ)

(a) very few    (น้อยมาก)  (ใช้กับนามนับได้  พหูพจน์)

(b) very little    (น้อยมาก)  (ใช้กับนามนับไม่ได้)

(c) a few    (น้อย  แต่พอมีอยู่บ้าง)  (ใช้กับนามนับได้  พหูพจน์)

(d) a little    (น้อย  แต่พอมีอยู่บ้าง)  (ใช้กับนามนับไม่ได้)

ตอบ   -  ข้อ   (b)  เนื่องจาก  “Time”  เป็นนามนับไม่ได้  และต้องใช้ว่า  “น้อยมาก”  เพราะว่า  “มีงานยุ่งมากเสมอ”  สำหรับข้อนี้  อาจตอบ  “Little”  ก็ได้  เนื่องจากมีความหมายเหมือน  “Very little”  (น้อยมาก)  

                     ตัวอย่างที่ ๒

-    Since the weather was bad, ______________ people came.

(เพราะว่าอากาศเลว  ผู้คน ____________________ มา  -  ดูการแข่งขัน, เที่ยวในงานแสดงสินค้า ฯลฯ)

(a) little    (น้อยมาก  จนแทบไม่มีเลย)  (ใช้กับนามนับไม่ได้)

(b) a little   (น้อย  แต่พอมีอยู่บ้าง)  (ใช้กับนามนับไม่ได้)

(c) few    (น้อยมาก  จนแทบไม่มีเลย)  (ใช้กับนามนับได้  พหูพจน์)

(d) a few   (น้อย  แต่พอมีอยู่บ้าง)  (ใช้กับนามนับได้  พหูพจน์)

ตอบ   -   ข้อ   (c)   เนื่องจากข้อความในประโยค  มีความหมายเป็น  “ลบ”  (อากาศเลว)  คนจึงมากันน้อยมาก 

                      ตัวอย่างที่ ๓

-  There are _______________ apples left.  Let’s have them for dessert.

(มีแอปเปิ้ลเหลืออยู่ _____________________พวกเรามากินมันเป็นของหวานกันเถอะ)

(a) little    (น้อย)  (จนแทบไม่มีเลย –  ความหมายเป็นไปในทางลบ)  (ใช้กับคำนามนับไม่ได้ – เอกพจน์เสมอ)

(b) a little   (น้อย)  (แต่พอมีอยู่บ้าง –  ความหมายเป็นไปในทางบวก)  (ใช้กับคำนามนับไม่ได้ – เอกพจน์เสมอ)

(c) few    (น้อย) (จนแทบไม่มีเลย  –  ความหมายเป็นไปในทางลบ)  (ใช้กับคำนามนับได้พหูพจน์)

(d) a few    (น้อย, เล็กน้อย)  (แต่พอมีอยู่บ้าง  –  ความหมายเป็นไปในทางบวก)  (ใช้กับคำนามนับได้พหูพจน์)

(e) the few    (น้อย  ใช้แสดงการเน้นจำนวนที่เหลือจากจำนวนทั้งหมดที่ได้กล่าวไปแล้ว)  (ใช้กับคำนามพหูพจน์)

(f) very few    (น้อยมากๆ)  (ใช้กับคำนามพหูพจน์)

ตอบ   -    ข้อ   (d)   เนื่องจากต้องการบอกว่า   “มีแอปเปิ้ลเหลืออยู่บ้าง  จึงชวนกันกินเป็นของหวาน”  ดังนั้น   การจะเลือกข้อใด   จึงต้องดูว่าใช้ขยายคำนามนับได้ (พหูพจน์)  (ใช้  “Few”หรือ “A few”)   หรือนับไม่ได้ (เอกพจน์เสมอ)  (ใช้ “Little” หรือ  “A little”)   และดูด้วยว่า   “มีน้อยมาก”  (ใช้ “Few” หรือ “Little” )  หรือ  “พอมีอยู่บ้าง”   (ใช้ “A few” หรือ  “A little”)   ดังประโยคตัวอย่างข้างล่าง

              - She has a few friends at school, so she is not lonely.

(เธอมีเพื่อนอยู่บ้างที่โรงเรียน  ดังนั้น  เธอจึงไม่เหงา)

              - She has few friends at school, so she is very lonely.

(เธอมีเพื่อนน้อยมากที่โรงเรียน  ดังนั้น  เธอจึงเหงามาก)

               - I have a little money, so I’ll buy you some coffee.

(ผมพอมีเงินอยู่บ้าง  ดังนั้น  ผมจะเลี้ยงกาแฟคุณ)

              - I have little money, so I can’t lend you some.

(ผมมีเงินน้อยมาก  ดังนั้น  ผมไม่สามารถให้คุณยืมได้)

12. _________________ your hair cut yesterday?

(_______________________  ตัดผมเมื่อวานนี้  ใช่หรือไม่)  (คือ ให้ช่างฯ ตัดผมให้)

(a) Had you

(b) You had

(c) Have you had

(d) Did you have    (คุณ)

ตอบ   -   ข้อ   (d)  “Have”  เมื่อใช้  ในโครงสร้าง   “Causative use”  คือ  “ประธานฯใช้ให้ใครทำอะไร”  หรือ  “ประธานใช้ให้อะไรถูกทำโดยใคร”  จะถือว่า   เป็นกริยาธรรมดาตัวหนึ่ง  ดังนั้น  เมื่อจะทำเป็นประโยคคำถาม หรือ ปฏิเสธ  จึงต้องใช้   “Verb to do” (Do, Does, Did)  ช่วยเสมอ  ดูเพิ่มเติมการใช้   “Have” ในความหมายต่างๆ  ที่ถือเป็นกริยธรรมดา  และต้องใช้   “Verb to do”   ช่วย  เมื่อเปลี่ยนเป็นประโยคปฎิเสธและคำถาม   จากประโยคข้างล่าง

                     ตัวอย่างที่ ๑

-    They ________________ breakfast at seven o’clock.

(พวกเขา ____________________ อาหารเช้าเวลา  ๗  โมง)

(a) have no

(b) have not

(c) haven’t

(d) don’t have    (มิได้รับประทาน)

ตอบ   -   ข้อ   (d)  เนื่องจาก   “Have”  เมื่อหมายถึง  “รับประทาน, ดื่ม”  จะเป็นเพียงกริยาธรรมดาทั่วไป  เมื่อจะทำเป็นประโยคปฏิเสธ หรือคำถาม  จึงต้องใช้   “Verb to do”  (Do, Does, Did)  ช่วยเสมอ 

                ตัวอย่างที่ ๒

-   You had your car overhauled last week, ______________?

(คุณเอารถของคุณไป (ให้ช่าง) ซ่อมทั้งคัน  เมื่อสัปดาห์ที่แล้ว, ______________ )

(a) hadn’t you

(b) didn’t you    (ใช่หรือไม่)

(c) wasn’t it

(d) had you

ตอบ   -   ข้อ   (b)   เนื่องจาก   “Had”  ในประโยคข้างบน  อยู่ในรูป  “Causative use” มีความหมายว่า   “เอารถไปซ่อม” (had your car overhauled)   จึงถือเป็นกริยาทั่วไปตัวหนึ่ง  เหมือนกับ   “Walk, Play, Swim, Eat, Sing, Write, Walk, etc.”  ดังนั้น   เมื่อจะทำเป็นรูปปฏิเสธ  หรือคำถาม  หรือ  “Question tag”   จึงต้องใช้  “Verb to do” (Do, Does, Did)   ช่วย  และเนื่องจากในประโยคข้างบน   “Had”  อยู่ในรูปบอกเล่า   ในส่วน   “Tag”  จึงต้องเป็นปฏิเสธ

                      สำหรับ “Verb to have”  (Have, Has, Had)  จะถือเป็นกริยาพิเศษ  และในส่วน   “Tag”สามารถใช้   “Have, Has, Had”  ได้เลย  ซึ่งแล้วแต่ ประธานประโยค  และ  “Tense”   (ไม่ต้องใช้  “Verb to do”  ช่วย)  มี  ๓  กรณี  คือ

๑.   ใน  “Present perfect tense”เช่น

    - He has eaten his breakfast, hasn’t he?

(เขาได้กินข้าวเช้าแล้ว  ใช่หรือไม่)

๒. ใน  “Past perfect tense”  เช่น

    - She had moved to a new place, hadn’t she?

(เธอได้ย้ายไปอยู่ที่ใหม่แล้ว  ใช่หรือไม่)

๓. ในกรณีที่   “Have” หมายถึง  “มี”  เช่น

   - They had a beautiful house, hadn’t they?

(ในกรณี   “Have”แปลว่า  “มี”  สามารถใช้   “Verb to do” ช่วยได้เช่นกัน  ดังนั้น ประโยคข้างบนอาจเป็น   “They had a beautiful house, didn’t they?)

    - She has not a car, has she?

(ในทำนองเดียวกัน  เมื่อ   “Has”หมายถึง  “มี”  ประโยคนี้  สามารถใช้ได้อีกแบบ  คือ  “She has not a car, does she? )

                     อย่างไรก็ตาม   เมื่อ   “Has”  มิได้แปลว่า  “มี”  แต่มีความหมายอย่างอื่น   ดังเช่นใน  ๔  กรณี  ต่อไปนี้   จะถือว่าเป็นเหมือนกริยาธรรมดาทั่วๆ ไป  (= Walk, Sleep, Cry, Hope, Love, Like, etc.)  ดังนั้น   เมื่อจะทำเป็นรูปปฏิเสธ  หรือ  คำถาม   รวมทั้งในส่วน  “Tag”  จะต้องใช้  “Verb to do”  (Do, Does, Did)   ช่วยเสมอ  ดังประโยคข้างล่าง

๑.    เมื่อหมายถึง   “ได้รับ”  (Receive)  เช่น

    - She had a letter this morning, didn’t she?

(เธอได้รับจดหมายเมื่อเช้านี้  ใช่หรือไม่)

๒.  เมื่อหมายถึง  “รับประทาน, ดื่ม”  เช่น

     - He had coffee for breakfast, didn’t he?

(เขาดื่มกาแฟสำหรับอาหารเช้า  ใช่หรือไม่)

            - We had a lot of food at the party last night, didn’t we?

(เรากินอาหารมากมายที่งานเลี้ยงเมื่อคืนนี้  ใช่หรือไม่)

๓.   เมื่อหมายถึง  “จำเป็นต้อง”  (Have to)  เช่น

     - They have to study hard to pass the exam, don’t they?

(พวกเขาจำเป็นต้องเรียนหนัก  เพื่อสอบผ่าน  ใช่หรือไม่)

         ๔.  เมื่อใช้ไนโครงสร้าง   “Causative use” คือ  “ประธานฯ ใช้ไห้ใครทำอะไร”  (Active voice)  หรือ  “ประธานฯ ใช้ให้อะไรถูกทำโดยใคร”  (Passive voice)  เช่น

              - She had the servant wash her room yesterday, didn’t she?

(เธอให้คนรับใช้ทำความสะอาดห้องของเธอเมื่อวานนี้  ใช่หรือไม่)

              - They have their cars washed every day, don’t they?

(พวกเขาล้างรถทุกวัน (โดยคนอื่นทำให้)  ใช่หรือไม่)

             -   He doesn’t have his hair cut every month, does he?

(เขามิได้ตัดผมทุกเดือน  ใช่ไหม)

13. I would never have thought of it if she ________________ it. 

(ผมจะไม่มีวันคิดถึงเรื่องนั้น (มัน) เลย  ถ้าเธอ ___________________ มัน)

(a) wouldn’t mention

(b) didn’t mention

(c) hadn’t mentioned    (มิได้กล่าวถึง)

(d) hasn’t mentioned

ตอบ   -   ข้อ   (c)  เนื่องจากเป็น  “If clause” แบบที่  ๓  คือ  เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นจริงๆ   ตรงกันข้ามกับข้อความในประโยค  ดังนั้น   ในประโยคข้างบน  เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นจริง   คือ   “ผมคิดถึงเรื่องนั้น  เพราะเธอได้กล่าวถึงมันขึ้นมาก่อน”  ดูรายละเอียดของ  “If clause” แบบที่  ๓  ใน ข้อ  ๒  ของข้อสอบชุดนี้

14. He was _______________ man who received votes besides me.

(เขาเป็นชาย (คน)  _____________________ ที่ได้รับคะแนนโหวต  นอกจากตัวผม)

(a) the only    (เพียงคนเดียวเท่านั้น)

(b) only the

(c) only a

(d) only

ตอบ   -   ข้อ   (a)  เพราะเป็นไปตามโครงสร้าง  “………..the only + Noun + Adjective clause”   เช่น

         - She is the only woman that (who) I saw there.

(เธอเป็นผู้หญิงเพียงคนเดียวที่ผมเห็นที่นั่น) 

                    ประโยคข้างบน  ไม่ต้องมี “คอมม่า” หลัง  “Woman”   เพราะแยก  “Woman”  คนนี้ออกจาก  “Woman” คนอื่นๆ

                   แต่ในกรณี  “Only”  ขยายนามนั้น  เพื่อบอกว่า  “มีเพียง  ๑  เท่านั้น”  (ดังประโยคข้างล่าง)   ต้องมี  “คอมม่า”  หลังคำนาม  และต้องใช้   “Who”  เท่านั้น  (ไม่ใช้  “That”)  เนื่องจากมิได้แยกคำนามนั้น  ออกจาก  “..................อื่นๆ”  เหมือนดังประโยคข้างบน  (ผู้หญิงเพียงคนเดียว)   เช่น

              - My only brother, who lives in Phuket, is a banker.

(พี่ชายเพียงคนเดียวของผม  ผู้ซึ่งอาศัยอยู่ในภูเก็ต  เป็นนายธนาคาร)  (“พี่ชายคนเดียวของผม”  ไม่ได้แยกพี่ชายคนนี้  ออกจากพี่ชายคนอื่นๆ)  (ดูคำอธิบายโดยละเอียด เกี่ยวกับ   “Non-defining adjective clause”  นี้  ในข้อ  ๑๔  ของหมวดข้อสอบ  TOEIC  (ตอนที่  ๘๓)

                สำหรับการใช้   “Only” =  “เพียงแต่................เท่านั้น”  จะวางไว้ข้างหน้าคำที่มันขยายเสมอ  เช่น

         - Only my sister gave me 10 dollars.

(พี่สาวเท่านั้นที่ให้ผม  ๑๐  เหรียญ)  (คนอื่นไม่ช่วยอะไรเลย)

        -  My sister only gave me 10 dollars.

(พี่สาวเพียงแต่ให้เงินผม  ๑๐  เหรียญเท่านั้น)  (ไม่ได้ช่วยอย่างอื่นเลย) 

        - My sister gave only me 10 dollars.

(พี่สาวให้ผมคนเดียวเท่านั้น  ๑๐  เหรียญ)  (ไม่ได้ให้คนอื่นเลย)

        - My sister gave me only 10 dollars.

(พี่สาวให้ผมเพียง  ๑๐  เหรียญเท่านั้น)  (แทนที่จะให้  ๑๐๐  เหรียญ)

15. ________________ that you cannot come with us to the park.

(__________________  ที่ว่า  คุณไม่สามารถมาเที่ยวที่สวนสาธารณะกับเราได้)

(a) There is a shame    (ไม่ใช้รูปนี้)

(b) It is a shame    (มันน่าเสียดาย  หรือน่าเสียใจ)

(c) It is ashamed   (“Ashamed =  อับอาย, กระดากใจ  มักใช้กับบุคคล  เช่น   -  “She was ashamed of his conduct.”  (เธออับอายกับความประพฤติของเขา)

(d) It is shameful    (มันน่าละอาย) (“It is shameful to behave like that.”  =  มันน่าละอายที่ประพฤติตัวแบบนั้น)

ตอบ   -   ข้อ   (b)  “A shame” =   “ความน่าเสียดาย  หรือน่าเสียใจ

16. The news in your letter _______________ the 25th was a very welcome surprise.

(ข่าวสารในจดหมายของคุณ __________________ ๒๕  เป็นความประหลาดใจที่น่ายินดีเป็นอย่างยิ่ง)

(a) on

(b) in

(c) of    (ลงวันที่)

(d) during

ตอบ   -   ข้อ   (c)  สำหรับ  “On”  เมื่อใช้กับ  “วัน”  หรือ  “วันที่”  เช่น  “She arrived on the 25th of January.”  (เธอมาถึงในวันที่  ๒๕  มกราคม)  “We had a meeting on Tuesday.  (เราประชุมกันในวันอังคาร)   

                     สำหรับวลีที่ใช้กับ  “Of”  ได้แก่   “ashamed”  (ละอาย, กระดาก)  -  She was ashamed of his conduct.  (เธอละอายในความประพฤติของเขา),  “in charge of”  (ดูแล, รับผิดชอบ), “inform someone of something”  (บอกใครเกี่ยวกับเรื่องอะไร)  -  Please inform me of your decision.  (โปรดบอกผมเกี่ยวกับการตัดสินใจของคุณ),   “of age”  (โตพอที่จะทำอะไรบางอย่าง, อายุมากพอที่จะลงคะแนนเลือกตั้งหรือซื้อเหล้า-เบียร์, ได้รับการพัฒนาอย่างเต็มที่)  -  Mary will be of driving age on her next birthday  (แมรี่จะถึงวัยที่ได้รับอนุญาตให้ขับรถได้  ในวันเกิดของเธอปีหน้า),  “of course”  (แน่นอน, ไม่ต้องสงสัยเลย, เป็นเรื่องธรรมดา, เหมือนที่คาดหวังไว้)  -  Of course you know that girl; she is in your class  (แน่นอน  คุณรู้จักเด็กผู้หญิงคนนั้น  เธอเป็นเด็กนักเรียนของคุณ  -  หรือ เธอเรียนอยู่ในชั้นเดียวกับคุณ  –  คือเป็นเพื่อนคุณ),  “remind someone of”  (เตือนใครให้นึกถึงเรื่อง.........)  -  She reminded me of her mother.  (เธอเตือนให้ผมนึกถึงแม่ของเธอ  -  ด้านรูปร่างหน้าตาหรือนิสัยใจคอ),  “approve”  (อนุมัติ, เห็นชอบ),  “boast”  (คุยโม้), “think”  (คิดถึงเรื่อง),  “warn”  (เตือน),   “accuse someone of”  (กล่าวหาใครในเรื่อง..........)  -  They accused him of stealing their car.  (พวกเขากล่าวหาเขาว่าขโมยรถยนต์),  “suspect”  (สงสัย),  “consist”  (ประกอบด้วย),  “be composed of”  (ประกอบด้วย)  -  Our team is composed of a number of experts in several fields.   (ทีมของเราประกอบด้วยผู้เชี่ยวชาญจำนวนมากจากหลายสาขา),  “dream”  (ฝัน)  -  She never dreams of traveling abroad.  (เธอไม่เคยฝันว่าจะเดินทางไปต่างประเทศ),  “hear”  (ได้ยิน),  “beware”  (ระวัง),  “complain”  (บ่น, ร้องทุกข์)  -  They never complain of their hardship.  (พวกเขาไม่เคยบ่นอุทธรณ์ความยากลำบากเลย),  “convince”  (ทำให้เชื่อ),  “disapprove”  (ไม่อนุมัติ, ไม่เห็นด้วย),  “assure”  (รับรอง),  “cure”  (รักษาให้หายจากโลก),  “smell”  (ได้กลิ่น),  “full”  (เต็มไปด้วย)  - The street was full of water.   (ถนนเจิ่งนองไปด้วยน้ำ), “fond”  (ชอบ, หลงใหล)  -  She is fond of music.  (เธอชอบดนตรี), “careful”  (ระวัง, รอบคอบ), “frightened”  (ตกใจกลัว)  -  She is frightened of the dark.  (เธอกลัวความมืด), “confident”  (มั่นใจ)  -  You should be confident of yourselves.  (พวกคุณควรมั่นใจในตนเอง), “short”  (ขาดแคลน)  -  They were short of food and water.  (พวกเขาขาดแคลนอาหารและน้ำ), “tired”  (เบื่อ, เหนื่อย), “sure”  (มั่นใจ), “aware”  (ตระหนัก, รู้ดี), “certain” (มั่นใจ, แน่นอน), “free”  (ยกเว้น), “proud”  (ภูมิใจ), “hopeful”  (มีความหวัง), “glad”  (ดีใจ), “capable”  (สามารถ), “ashamed”  (ละอายใจ), “suspicious”  (สงสัย, ระแว), “tolerant”   (อดทนต่อ, ใจกว้างต่อ), “considerate”  (เกรงใจ), “ignorant”  (ไม่รู้), “convinced”  (เชื่อ), “ahead”  (ล่วงหน้า), “shy”  (อาย, ละอาย), “conscious”  (รู้สึกถึง), “jealous”  (อิจฉา, หึงหวง), “envious”  (อิจฉา, หึงหวง),  “a cup of tea”  (ชา ๑ ถ้วย),  “a sheet of paper”  (กระดาษ ๑ แผ่น),  “a number of dogs”  (หมาจำนวนมาก),“the number of students”  (จำนวนนักเรียน),  “a pair of trousers”  (กางเกงขายาว ๑ ตัว), “millions of dollars”  (เงินหลายล้านดอลล่าร์),  “two gallons of water”  (น้ำ ๒ แกลลอน),  “10% of the population”  (๑๐ เปอร์เซนต์ของประชากร),  “a town of 2,000 people”  (เมืองที่มีประชากร ๒,๐๐๐ คน),  “Half of the boats sank.”  (เรือจำนวนครึ่งหนึ่งจมลง),  “a bag of gold”  (ทองถุงหนึ่ง),  “at a rate of 20 dollars a day”  (ในอัตรา ๒๐ เหรียญต่อวัน),  “a boy of sixteen”  (เด็กอายุ ๑๖ ปี),  “at the age of five”  (ตอนอายุ ๕ ขวบ),  “a baby of 6 months”  (ทารกอายุ ๖ เดือน),  “the first of a series of movies”  (ตอนแรกของภาพยนตร์ซีรี่ส์),  “one of the problems”  (หนึ่งในหลายปัญหา),  “two of the three”  ( ๒ ใน ๓),“many of the students”  (นักเรียนหลายคน),  “a meeting of executives”  (การประชุมผู้บริหาร),  “a map of Sweden”  (แผนที่ประเทศสวีเดน),  “a picture of the refugees”  (ภาพของผู้อพยพ),  “an account of the event”  (เรื่องราวของเหตุการณ์),  เป็นต้น

17. The Joneses were too poor to go to the movies; _____________, there was no one to stay with the children. 

(ครอบครัวโจนส์ยากจนเกินไปที่จะไปดูหนัง __________________ ไม่มีใครอยู่บ้านกับลูกๆ)

(a) in addition to   (นอกเหนือจาก)

(b) in addition that

(c) beside   (ข้างเคียง, ใกล้เคียง)

(d) besides    (นอกเหนือจาก,  ยิ่งไปกว่านั้น)

ตอบ   -   ข้อ   (d)  “Besides”   สามารถตามด้วยทั้ง  คำนาม,  วลี,  “Gerund” (Verb + ing)   และประโยค  เช่น

          - Besides an expensive car, she owns a luxurious home.

(=  She owns a luxurious home besides an expensive car.)

(นอกเหนือจากรถยนต์ราคาแพง  เธอยังเป็นเจ้าของบ้านหรู)

        - Besides visiting New York, he also traveled to London.

(นอกเหนือจากการไปเยือนนิวยอร์ค  เขายังเดินทางไปลอนดอนด้วย)

        - They robbed the house.  Besides, they burnt it down.

(พวกเขาปล้นบ้าน  ยิ่งไปกว่านั้น  ยังเผามันซะราบเลย)

18. He had been asleep for ________________ when he woke up and saw someone standing there, looking down at him.

(เขาได้นอนหลับไปเป็นเวลา ______________________ เมื่อเขาตื่นขึ้นมาและเห็นใครบางคนกำลังยืนอยู่ที่นั่น  และมองลงมาที่เขา)

(a) the quarter of the hour

(b) the quarter of an hour

(c) a quarter of an hour    (๑๕  นาที)

(d) a quarter of the hour

ตอบ   -   ข้อ   (c)  ใช้   “A quarter”  และ  “An hour

19. Look at these shoes.  I shall have to take them _______________ .

(ดูที่รองเท้าเหล่านี้ซิ  ผมจำเป็นจะต้องนำมันไป ___________________ )

(a) to repair

(b) to be repaired    (ซ่อม)  (ฝรั่งว่า  นำมันไปเพื่อถูกซ่อม)  (หมายถึง  รองเท้าถูกซ่อม)

(c) to repairing

(d) under repair

20. I have ________________ wheel in the back of my car.

(ผมมีล้อ _____________________ ในท้ายรถของผม)

(a) other

(b) others

(c) the other

(d) another    (อีกล้อหนึ่ง)

ตอบ   -   ข้อ    (d)  “Another”  ขยายนามเอกพจน์ นับได้  หมายถึง  “อีกคนหนึ่ง,  ตัวหนึ่ง  หรือสิ่งหนึ่ง”  ดูเพิ่มเติม  “Another”   จากประโยคข้างล่าง

                      ตัวอย่างที่ ๑

-   If you don’t want this pen, take ______________.   There are some left in the box.

(ถ้าคุณไม่ต้องการปากกาด้ามนี้   เอา ___________________ ไปก็ได้  มีปากกาจำนวนหนึ่งเหลืออยู่ในกล่อง)

(a) the other    (อีกด้ามหนึ่งที่เหลือ  จากทั้งหมด  ๒  ด้าม)

(b) others    (ด้ามอื่นๆ)  (เป็นพหูพจน์)

(c) another    (อีกด้ามหนึ่ง)  (เป็นเอกพจน์)

(d) one another    (ซึ่งกันและกัน)

ตอบ   -   ข้อ   (c)

                       ตัวอย่างที่ ๒

-   One of my English teachers is American, _______________ is British.

(ครูภาษาอังกฤษคนหนึ่งของผมเป็นชาวอเมริกัน ___________________ เป็นชาวอังกฤษ)

(a) any

(b) other

(c) another   (อีกคนหนึ่ง)

(d) others   (คนอื่นๆ)

ตอบ   -   ข้อ   (c)  เนื่องจาก   “Another”  (อีกหนึ่ง)   ที่ไม่ชี้เฉพาะ + Noun   นับได้เอกพจน์  (ประโยคนี้แสดงว่า  “ผม”  มีครูภาษาอังกฤษหลายคน  คือ ไม่ต่ำกว่า  ๓  คน  ถ้ามีเพียง  ๓  คน  และต้องการจะกล่าวถึงคนที่  ๓  จะต้องใช้  “The other” เนื่องจากหมายถึง  “คนสุดท้ายที่เหลือ”  ในบรรดา  ๓  คน)   ตัวอย่างการใช้  “Another”  เช่น

             - We need another week to complete our project.

(เราต้องการอีก  ๑  สัปดาห์  เพื่อทำโครงการให้เสร็จสิ้น)

           - She got another cat from her neighbor.

(เธอได้แมวอีก  ๑  ตัว  จากเพื่อนบ้าน)

           - He bought another car.

(เขาซื้อรถอีก  ๑  คัน)

                    อย่างไรก็ตาม  สามารถใช้   “Another + Noun  (พหูพจน์)  ได้  ถ้าคำนามนั้น  มีคำแสดงจำนวนนับขยาย  =   “อีก...................”

                - They need another twenty people for the job.

(พวกเขาต้องการอีก  ๒๐  คน  สำหรับงานนั้น)

                - We will stay here for another ten days.

(เราจะพักที่นี่อีก  ๑๐  วัน)

                 - The project will take another two years.

(โครงการจะใช้เวลาอีก  ๒  ปี)

                    นอกจากนั้น  “Another”  มักใช้คู่กับ  “One”  ความหมายรวมกัน  =  “(ไม่)..............ใดก็...............หนึ่ง”  เช่น

             - We tried to solve the problem by one way or another.

(เราพยายามแก้ปัญหา  ไม่โดยวิธีใดก็วิธีหนึ่ง)

             - Almost everyone has a headache at one time or another.

(เกือบทุกคน (เป็นไข้) ปวดศีรษะ  ไม่เวลาใดก็เวลาหนึ่ง)

                    สำหรับการใช้  “One”  (คนหนึ่ง, ตัวหนึ่ง, สิ่งหนึ่ง)  และ “The other”  (อีกหนึ่ง  ในจำนวนสอง  หรือที่ชี้เฉพาะ)   ดูจากประโยคข้างล่าง

                 ตัวอย่างที่ ๓

-       The two really important things in life are a good bed and a fine pair of shoes.  When you’re not in one, you’re in _____________________.

(Norwegian proverb)

(สิ่งที่สำคัญอย่างแท้จริง  ๒  อย่างในชีวิต  คือ  เตียงนอนที่ดีๆ ตัวหนึ่ง  และรองเท้าดีๆ คู่หนึ่ง  ทั้งนี้  เมื่อคุณไม่อยู่ในสิ่งหนึ่ง  คุณก็จะอยู่ใน __________________  (ในบรรดาของ  ๒  สิ่ง คือ เตียง และ รองเท้า)  (สุภาษิตนอร์เวย์)

 (ความหมาย คือ  เตียงนอนดีๆ คือ ที่สำหรับพักผ่อนหลังจากการทำงานหาเลี้ยงชีพ  ส่วนรองเท้า คือ สิ่งที่คนเราจะต้องสวมใส่เวลาออกไปทำงานนอกบ้าน  เพราะฉะนั้น  ของ  ๒  สิ่งนี้ จึงเป็นสิ่งที่จำเป็นมากในทัศนะของคนนอร์เวย์  กล่าวคือ  คนเราถ้าไม่ทำงาน  (โดยใส่รองเท้าออกไปนอกบ้าน)  ก็พักผ่อน  (อยู่บนเตียง)  ชีวิตคน (นอร์เวย์) จึงวนเวียนอยู่กับของ  ๒  สิ่งนี้  เพราะคนนอร์เวย์ไม่สนใจกับเรื่องสนุกสนาน  เนื่องจากชีวิตต้องต่อสู้กับความหนาวเหน็บตลอดทั้งปี  เพราะประเทศตั้งอยู่ใกล้ขั้วโลก)

(a) the other   (อีกสิ่งหนึ่ง)

(b) the others

(c) others

(d) other

ตอบ   -   ข้อ   (a)  เนื่องจากเราใช้   “The other”  เพื่อชี้เฉพาะ  หรือบอกว่า  “อีกหนึ่งที่เหลือ  จากจำนวน  ๒  สิ่ง  ๒ คน  หรือ  ๒ ตัว”  {เมื่อใช้  “The other”  แบบลอยๆ  ถือเป็นคำสรรพนาม  (Pronoun)   แต่ถ้าใช้ขยายคำนาม  ถือเป็นคำคุณศัพท์   (Adjective)} ดังประโยคข้างล่าง

         - Hold it in your right hand, not the other.  (ใช้แบบ“Pronoun”)

(ถือมันไว้ในมือขวาของคุณสิ  ไม่ใช่มือซ้าย)  (คนเรามี  ๒  มือ)

         - Tim and Tom had told me that they would come to my party, but only Tim came, the other did not.   (ใช้แบบ“Pronoun”)

(ทิมและทอมบอกผมว่าจะมางานเลี้ยงของผม  แต่ทิมมาเพียงคนเดียว  อีกคนหนึ่งไม่มา)  (คือทอมไม่มา  -  ทอมคืออีกคนหนึ่งที่เหลือจาก  ๒  คน)

          - One half of the world does not know how the other half lives.   (ใช้แบบ“Adjective”ขยายคำนาม “Half”)

{(ผู้คน) ครึ่งหนึ่งของโลกไม่รู้ว่า (ผู้คน) อีกครึ่งหนึ่ง (ของโลก) มีชีวิตอย่างไร}(หมายถึง  คนร่ำรวยในซีกโลกหนึ่ง  ไม่รู้ว่าคนยากจนในอีกซีกโลกหนึ่งมีชีวิตอย่างไร)  (โลกแบ่งออกเป็น  ๒  ซีก คือ ตะวันตกและตะวันออก  ประโยคข้างบนกล่าวถึงซีกโลกที่เหลือ  จากซีกที่ได้กล่าวไปแล้ว)

                 กล่าวโดยสรุป  -  เมื่อทราบว่ามีของ  ๒  สิ่ง  คน  ๒  คน  สัตว์  ๒  ตัว  ใช้  “One” คู่กับ  “The other”   ดังประโยคข้างล่าง

             - There are two boys in this room, one is big and the other is small.

(มีเด็ก  ๒  คนในห้องนี้  คนหนึ่งตัวใหญ่  อีกคนหนึ่ง (ที่เหลือจาก  ๒  คน) ตัวเล็ก)

             - One cooks and the other cleans the house.

(คนหนึ่งปรุงอาหาร  และอีกคนทำความสะอาดบ้าน)  (ในบ้าน มีคนเพียง  ๒  คนเท่านั้น)

            - There are 2 sentences on the page.  One is the answer to the first question and the other is the answer to the second question.

(มี  ๒  ประโยคอยู่ในหน้าหนังสือนั้น  ประโยคหนึ่งเป็นคำตอบของคำถามแรก  และอีกประโยคหนึ่ง (ที่เหลือจาก  ๒  ประโยค) เป็นคำตอบของคำถามที่  ๒)

           - First he stood on one foot, then he stood on the other.

(ในตอนแรก  เขายืนบนขาหนึ่งก่อน  และต่อมา  เขายืนบนขาอีกข้างหนึ่ง)  (คนมี  ๒  ขา)

           - The twins look exactly alike, one can’t be distinguished from the other.

(ฝาแฝดคู่นั้นมีท่าทางเหมือนกันเป๊ะ  ไม่สามารถแยกความแตกต่างของคนหนึ่งจากอีกคนหนึ่งได้)  (แฝด  ๒  มีเพียง  ๒  คนเท่านั้น)

           - There are 2 seats left, I don’t want to sit near the door, so I guess I’ll have to take the other one.

(มีที่นั่งเหลืออยู่  ๒  ที่  ผมไม่ต้องการนั่ง (ที่นั่ง) ติดประตู  ดังนั้น  ผมคาดว่าผมจำเป็นต้องนั่งที่นั่งอีกตัวหนึ่ง  -  ที่เหลืออยู่)

                  อย่างไรก็ตาม  เราใช้  “The other” กับ  สิ่ง (คน, สัตว์)  ที่เหลือเพียงสิ่งเดียว (เอกพจน์) สุดท้าย   จากของจำนวนมากเท่าใดก็ได้   (ไม่จำเป็นต้องจากของเพียง  ๒  สิ่ง)   เช่น

           - Of these books, two are about space travel, how about the other?

(ในบรรดาหนังสือเหล่านี้    ๒ เล่มเกี่ยวกับการเดินทางในอวกาศ  แล้วอีกเล่ม  (ที่เหลือเล่มสุดท้าย) เกี่ยวกับอะไร)  (หนังสือมีอยู่ด้วยกันทั้งหมด  ๓  เล่ม)

            - There are 10 cars in the showroom.  Two are black; three are red; four are white and the other is bronze.

(มีรถ  ๑๐  คันในโชว์รูม ๒ คันมีสีดำ  ๓ คันสีแดง  ๔ คันสีขาว  ส่วนคันที่เหลือสุดท้าย  สีบรอนซ์)  (มีรถทั้งหมด  ๑๐  คัน  บอกสีไปแล้ว  ๙  คัน  คันสุดท้ายสีบรอนซ์)

                  สำหรับ  “The others”  ใช้บอกจำนวนที่เหลือสุดท้าย   (เป็นพหูพจน์  คือ  ตั้งแต่  ๒  คน  ๒ สิ่ง  หรือ  ๒ ตัว  ขึ้นไป)  จากจำนวนทั้งหมด  ซึ่งอย่างน้อยต้องมีจำนวน  ๓  หรือมากกว่า  (ต้องรู้จำนวนรวมที่แน่นอน  ว่ามีทั้งหมดเท่าใด)   เช่น  

            - Here are 4 boxes, but I can carry only 2  -  please bring the others.

(นี่คือกล่อง  ๔  ใบ  แต่ผมแบกได้เพียง  ๒  ใบนะ  คุณกรุณาแบบอีก  ๒  ใบที่เหลือด้วย)

           - There are 7 mangoes on the table; you can take 3 and I’ll take the others.

(มีมะม่วง  ๗  ลูกบนโต๊ะ  คุณเอาไป  ๓  ลูกก็ได้  ส่วนผมจะเอาที่เหลือไป)  (คืออีก  ๔  ลูกที่เหลือ)

เรียน  ท่านผู้ติดตามเว็บไซต์   “everydayenglish.pwa.co.th”

                  ถ้าท่านมีคำแนะนำให้ปรับปรุงเว็บไซต์นี้ประการใด  กรุณาส่ง   e-mail ไปที่  ดร. วัชรินทร์  ภูเขาทอง   ผอ. สำนักวิทยาการ  การประปาส่วนภูมิภาค  ผู้จัดทำเว็บไซต์นี้  ตาม   “Address” wpookaotong@yahoo.com  (โปรดระบุหัวเรื่องด้วยว่า  “ปรับปรุงเว็บไซต์”)   เพื่อที่ผู้จัดทำฯ จะได้ปรับปรุงเนื้อหาได้ตรงตามความประสงค์ของผู้อ่านเว็บไซต์นี้