หมวดข้อสอบ TOEIC (ตอนที่ 82)

Part V:Sentence Completion   (ส่วนที่ 5 :  การเติมประโยคให้สมบูรณ์)

Choose the best alternative to make a correct sentence.

(จงเลือกข้อที่ดีที่สุดเพื่อทำให้ประโยคมีความถูกต้อง)

1. You should read ________________ one book every month.

(คุณควรอ่านหนังสือ ___________________ ๑ เล่ม ทุกๆ เดือน)

(a) least    (น้อยที่สุด)

(b) at least    (อย่างน้อยที่สุด)

(c) at the least

(d) at a least

ตอบ   -   ข้อ   (b)  นอกจากนี้  ยังมีวลี   “In the least”  ซึ่งใช้เน้นข้อความปฏิเสธ  เช่น  “I don’t mind in the least, I really don’t.  (ผมมิได้รังเกียจแม้แต่นิดเดียว   มิได้รังเกียจจริงๆ),  She wasn’t in the least jealous.  (เธอมิได้มีความหึงหวง  (หรืออิจฉา)  แม้แต่นิดเดียว),  It was changing me in a way that I had not in the least expected.  (มันกำลังเปลี่ยนแปลงผม  ในแบบที่ว่า  ผมมิได้เคยคาดฝันไว้แม้แต่นิดเดียว),  เป็นต้น

2. He was getting ______________ the top of the mountain when it began to rain. 

(เขากำลังเข้าไป ______________________ ยอดเขา  เมื่อฝนเริ่มตก) 

(a) nearly    (เกือบจะ,  จวนจะ) 

(b) near    (ใกล้)

(c) nearby    (ข้างเคียง,  ใกล้เคียง, ใกล้ชิด, ถัดไป) 

(d) nearing    (“Verb + ing”  =  ใกล้เข้ามา)

ตอบ   -   ข้อ   (b)   ดูคำอธิบายเพิ่มเติมเกี่ยวกับ   “Near, Nearly”  จากประโยคข้างล่าง

                    ตัวอย่างที่ ๑

        - They were careful to seat the important guests _________    _________________the host so he could talk to them easily.

(พวกเขามีความรอบคอบที่จัดที่นั่งให้แขกคนสำคัญ___________________ กับเจ้าภาพ  เพื่อที่ว่าเขา (เจ้าภาพ) จะได้สามารถสนทนากับแขกคนสำคัญได้อย่างง่าย – สะดวก)

(a) near to

(b) near    (ใกล้, ใกล้เคียง)

(c) next    (ถัดไปจาก, ติดกัน, ใกล้กับ)

(d) nearly    (เกือบจะ, จวนจะ)

ตอบ  -  ข้อ   (b)   เนื่องจาก   “Near”   ไม่ต้องตามด้วย   “To”  ส่วน “Next” ต้องตามด้วย   “To” เสมอ   (ในความหมาย   “ถัดไปจาก หรือ ติดกันกับ”)   ส่วน  “Nearly”   ใช้ดังนี้  คือ

-  She has been sitting here for nearly an hour.

(เธอนั่งอยู่ที่นี่เกือบชั่วโมงหนึ่งแล้ว)

-        He was nearly as tall as his sister was.

(เขาสูงเกือบจะเท่ากับพี่สาวของเขา)

-        It was nearly dark.

(มันจวนจะค่ำแล้ว)

-      I think about it nearly all the time.

(ผมคิดเกี่ยวกับมันเกือบจะตลอดเวลา)

3. I’m tired of pictures in black and white.  I wish we had _____________ television here in our country.  

(ผมเบื่อภาพยนตร์สีขาวดำ  ผมปรารถนาว่าเรามีโทรทัศน์ ________________ ที่นี่  ในประเทศของเรา)

(a) coloured    (ถูกระบายสี หรือทาสี)

(b) colour    (สี)

(c) colouring

(d) colours

ตอบ   -   ข้อ   (b)  “Colour television”  เป็น  “นามประกอบ”  (นามขยายนาม)   ดูเพิ่มเติมจากประโยคข้างล่าง 

                       ตัวอย่างที่ ๑

A: Where do you go to buy your books?

(คุณไปที่ไหนเพื่อซื้อหนังสือของคุณ)

B: ______________________.

(a)  To the bookstore     (ไปที่ร้านขายหนังสือ)

(b)  To the books-store

(c)   To the storebooks

(d)  To the store book

ตอบ   -   ข้อ   (a)   เป็น   “นามประกอบ”  (Compound noun) แปลจากคำหลังย้อนมาคำหน้า  (ร้านขายหนังสือ หรือ ร้านหนังสือ) 

                  ตัวอย่างที่ ๒

A: “Jim was late for two classes this morning.” 

(จิมเข้าห้องเรียนสาย  ๒  วิชา  เมื่อเช้านี้)

B: “He said that he forgot both of the ________________.”

(เขาพูดว่า  เขาลืม _______________________ทั้ง  ๒  หมายเลข)

(a)   rooms number

(b)  room number

(c)   room’s numbers

(d) room numbers    (หมายเลขห้องเรียน)

ตอบ   -   ข้อ  (d)    เนื่องจากเป็นนามประกอบ (นามขยายนาม)  (Compound noun)     มักแสดงรูปพหูพจน์ที่คำนามตัวหลัง

                      ตัวอย่างที่ ๓

          - My father is working on a ______________ plan for Northeastern Thailand.  

(พ่อของผมกำลังทำงานในเรื่องแผน _____________________ ภาคตะวันออกเฉียงเหนือของประเทศไทย)

(a) develop

(b) developed    (ที่พัฒนาแล้ว)

(c) developing    (กำลังพัฒนา)

(d) development    (การพัฒนา)

ตอบ    -    ข้อ  (d)  สำหรับข้อ  (b) และ  (c)   มักใช้ขยาย   “ประเทศ, เมือง, พื้นที่”  เช่น   “Developed countries”  (ประเทศที่พัฒนาแล้ว)   หรือ  “Developing countries”  (ประเทศที่กำลังพัฒนา)   ส่วน  “Development plan”  เป็นการใช้คำนามขยายคำนาม หรือ   “นามประกอบ”  (Compound noun)

                      ตัวอย่างที่ ๔

          - Thailand’s population ________________ is an average of 0.8 percent each year.

(______________________ของประชากรประเทศไทย  คือ  โดยเฉลี่ย ๐.๘ เปอร์เซนต์ ทุกปี)

(a) increases

(b) increase    (การเพิ่มขึ้น)

(c) to increase

(d) increased

ตอบ    –    ข้อ  (b)  เนื่องจากเป็นการใช้คำนามขยายคำนาม (Compound noun)หรือ  “นามประกอบ”  (population increase)   ในกรณีนี้   คำนามตัวหน้าจะไม่อยู่ในรูปพหูพจน์   คือไม่เติม  “s”   แต่มักจะแสดงรูปพหูพจน์ที่คำนามตัวหลัง ตัวอย่าง เช่น

   -  service buses   (รถบริการ – คือรถรับ-ส่งพนักงาน)

   -  bus service   (บริการรถประจำทาง)

   -  flower garden  (s)(สวนดอกไม้)

   -   wood house   (บ้านไม้)

   -  steel table (s)   (โต๊ะเหล็ก)

   -  government policy  (นโยบายรัฐบาล)

   -  personnel development   (การพัฒนาบุคลากร)

   -  insurance policy   (กรมธรรม์ประกันภัย)

   -  growth rate   (อัตราการเติบโต)

    -  oil price rise  (การขึ้นราคาน้ำมัน)

    -  birthday party   (งานเลี้ยงวันเกิด)

    -  dividend payment   (การจ่ายเงินปันผล)

    -  debt payment  (การชำระหนี้)

    -  income tax deduction   (การหักภาษีเงินได้)

    -  motor insurance   (การประกันภัยรถยนต์)

    -  fire insurance   (การประกันอัคคีภัย)

    -  capital market   (ตลาดทุน)

    -  exchange rate (s)   (อัตราการแลกเปลี่ยน)

    -  traffic problem (s)  (ปัญหาจราจร)

    -  greenhouse gas   (กาซเรือนกระจก)

    -  tourism sector   (ภาคการท่องเที่ยว)

    -  climate change   (การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ)

    -  terrorism risk (s)  (การเสี่ยงภัยการก่อการร้าย)

    -  commodity price (s)  (ราคาสินค้า)

    -  price competition   (การแข่งขันด้านราคา)

    -  household debt   (หนี้ครัวเรือน)

    -  car sale (s)   (การขายรถยนต์)

    -  distribution channel   (ช่องทางการจำหน่าย)

    -  accident occurrence   (การเกิดอุบัติเหตุ)

    -  branch office (s)   (สำนักงานสาขา)

    -  insurance company   (บริษัทประกันภัย)

    -  business partner (s)   (คู่ค้า)

    -  leather belt   (เข็มขัดหนัง)

    - business transaction (s)   (การดำเนินธุรกิจ)

4. That ring is certainly not _______________ the 5,000 baht you paid for it. 

(แหวนวงนั้นมิได้ ______________________๕,๐๐๐  บาท ที่คุณได้จ่ายเงินไปเพื่อมัน  อย่างแน่นอนทีเดียว) 

(a) price    (ราคาขาย)  (เป็นคำนาม)

(b) value    (ค่า, คุณค่า, มูลค่า, ราคา)  (เป็นคำนาม)

(c) worth    (มีค่า, มีราคา, คุ้มค่า)   (เป็นคำคุณศัพท์)

(d) cost    (ต้นทุน, ราคาทุน)  (เป็นคำนาม)

ตอบ   -   ข้อ    (c)  “Worth”  เป็นคำคุณศัพท์    ใช้กับ  “Verb to be” (Is)

5. Most of the London policemen are tall and _______________ men.

(ตำรวจลอนดอนส่วนใหญ่  เป็นชายร่างสูงและ ___________________

(a)   well-looked

(b)  well-looking

(c)   good-looked

(d)  good-looking    (หล่อ, มีหน้าตาดี, สวยงาม)

ตอบ   -   ข้อ  (d)  เนื่องจากมาจาก   “The men look good.” (ชายเหล่านั้นมีหน้าตา  หรือท่าทางดี)   โดย   “Good”  เป็นคำคุณศัพท์  ดังนั้น  เมื่อจะทำเป็นวลีขยายคำนาม   จึงต้องเอารูปเดิม  (Good)   มาใช้  และมีขีดคั่น (-) ตรงกลาง  เช่น

“Good-looking people  (คนหน้าตาดี หรือสวย),  Sweet-smelling flowers  (ดอกไม้มีกลิ่นหอม), Happy-looking girls  (เด็กหญิงหน้าตา-ท่าทางมีความสุข), Sour-tasting food  (อาหารมีรสเปรี้ยว), etc.

                         ในกรณีที่มาจากกริยาวิเศษณ์  (Adverb) ซึ่งขยายคำกริยา  เมื่อจะนำมาทำเป็นวลีคุณศัพท์  (Adjective phrase)  ขยายนาม   ก็จะต้องนำกริยาวิเศษณ์นั้นมาใช้  เช่น  “A well-written report” (รายงานซึ่งเขียนประณีต)  มาจาก  “The report was well written.”  (รายงานถูกเขียนอย่างประณีต),  “A carefully-done job”  (งานที่ทำอย่างรอบคอบ)    มาจาก  “The job was carefully done.”  (งานถูกทำอย่างรอบคอบ),  “A well-known politician”  (นักการเมืองมีชื่อเสียง-รู้จักกันดี)    มาจาก  “The politician is well known.  (นักการเมืองเป็นที่รู้จักกันดี),  “A slowly-walking man”  (ชายที่เดินช้ามาจาก   “The man walks slowly.”  (ชายคนนั้นเดินช้า), เป็นต้น

6. Let’s drink ________________ his success.

(เรามาดื่ม _______________________ ความสำเร็จของเขากันเถอะ)

(a) for

(b) in

(c) with

(d) to    (ให้กับ)

(e) on

ตอบ   -   ข้อ    (d)    สำหรับวลีที่ใช้กับ  “To”  ดูจากพารากราฟข้างล่าง

สำหรับคำคุณศัพท์   (Adjective)   ที่ใช้กับ  “To”   ได้แก่ “kind”  (กรุณา, ใจดี) -  He is very kind to me.  (เขากรุณาต่อผมมาก),  “new”  (It is new to me.  –  มัน (เป็นเรื่อง) ใหม่สำหรับผม), close  (ใกล้ชิดกับ),  cruel  (โหดร้ายกับ),  hostile  (มุ่งร้าย หรือเป็นปฏิปักษ์กับ),  obvious  (ชัดเจนแก่),  obedient  (เชื่อฟังต่อ),  peculiar  (แปลกประหลาดแก่, เฉพาะกับ),  equal  (เท่ากันกับ),  grateful  (ขอบคุณ),  harmful  (เป็นอันตรายต่อ),  kind  (กรุณาต่อ),  dear  (เป็นที่รักแก่),  faithful  (ศรัทธาต่อ),  junior  (อาวุโสน้อยกว่า),  senior  (อาวุโสมากกว่า),  inferior  (ด้อยกว่า, เลวกว่า, แย่กว่า),  superior  (ดีกว่า, เหนือกว่า),  polite  (สุภาพต่อ),  familiar  (คุ้นเคยกับ),  useful  (เป็นประโยชน์กับ),  similar  (คล้ายกับ),  rude  (หยาบคายกับ),  previous  (ก่อน),  used  (เคย),  accustomed  (คุ้นเคย, เคยชิน),  clear  (ชัดเจนกับ),  essential  (จำเป็นกับ),  necessary  (จำเป็นต่อ),  good  (ปฏิบัติดีต่อ),  identical  (เหมือนกับ),  satisfactory (เป็นที่พอใจของ),  important  (สำคัญต่อ),  significant  (สำคัญต่อ),  equivalent  (เท่ากับ, เสมือนกับ),  loyal  (จงรักภักดีต่อเป็นต้น

                      สำหรับคำกริยาที่ใช้กับ  “To”  ได้แก่   “happen”  (เกิดขึ้น)  -  The accident happened to his family a long time ago.  (อุบัติเหตุเกิดขึ้นกับครอบครัวของเขานานมาแล้ว), occur  (เกิดขึ้น),  resort  (หันไปใช้)  -  You must never resort to violence.  (คุณจะต้องไม่หันไปใช้ความรุนแรง),  compare  (เปรียบเทียบว่าเหมือนกับ)  -  Some people compare sleep to death.  (บางคนเปรียบเทียบการนอนหลับว่าเหมือนกับความตาย),  belong  (เป็นของ)  -  That car belongs to me.  (รถยนต์คันนั้นเป็นของผม),  attend  (เอาใจใส่)  -  You should attend to your teacher’s advice.  (คุณควรเอาใจใส่คำแนะนำของอาจารย์),  see to it  (ดูแลในเรื่อง, จัดการในเรื่อง)  -  I will see to it that you get what you want.  (ผมจะดูแลให้ว่า  คุณได้ทุกอย่างที่คุณต้องการ),  consent  (ยินยอมต่อ)-  He consented to postponement of the trip.  (เขายินยอมกับการเลื่อนการเดินทางออกไป),  attribute  (มีสาเหตุมาจาก)-  He attributed the worsening situation to increased conflicts between the government and the people.  (เขาคิดว่าสถานการณ์ที่แย่ลง  มีสาเหตุมาจากความขัดแย้งระหว่างรัฐบาลและประชาชน),  apply  (สมัคร, ขอ),  reply  (ตอบ),  appeal  (อุทธรณ์, ชวนให้เกิดความสนใจ หรือ หลงใหล),  confine  (จำกัดอยู่ใน),  turn  (หันไปหา, หันไปใช้),  amount  (รวมเป็นจำนวน),  surrender  (ยอมจำนนต่อ),  listen  (ฟัง),  recommend  (แนะนำว่าดี),  devote  (อุทิศแก่),  accustom  (ทำให้คุ้นเคยกับ),  object  (คัดค้าน, ไม่เห็นด้วยกับ),  succumb  (พ่ายแพ้ต่อ, ยอมจำนนกับ)  -  He finally succumbed to injury.  (เขาในที่สุดพ่ายแพ้ต่อการบาดเจ็บ  -  คือตาย),  complain  (บ่น หรือ ร้องเรียนกับ)  -  They complained to me about the noise.  (เขาร้องเรียนกับผมเกี่ยวกับเรื่องเสียงดัง),  suggest  (แนะนำกับ)  -  I suggested to him that he should work harder.  (ผมแนะนำกับเขาว่า  เขาควรขยันมากขึ้น),  respond  (ตอบสนองต่อ)  - The government should quickly respond to its people’s demand.  (รัฐบาลควรตอบสนองต่อความต้องการของประชาชนอย่างรวดเร็ว),  look forward to  (ตั้งหน้าตั้งตารอคอย),  refer  (อ้างถึง, แนะนำให้ไปหา),  yield  (จำนน หรือพ่ายแพ้ต่อ),  introduce  (แนะนำให้รู้จักกับ),  reduce  (ลดลงจนต้อง),  be used to  (คุ้นเคยหรือเคยชินกับ),  get used to  (คุ้นเคยหรือเคยชินกับ),  be accustomed to  (คุ้นเคยหรือเคยชินกับ),  get accustomed to  (คุ้นเคยหรือเคยชินกับ), เป็นต้น

7. I don’t think you are telling me the truth.  The window wasn’t broken by ________________.  You broke it !

(ผมไม่คิดว่าคุณกำลังบอกความจริงแก่ผม  หน้าต่าง (กระจก) มิได้ถูกทำแตกโดย _____________________ คุณนั่นแหละทำมันแตก)

(a) nobody else

(b) somebody

(c) anybody

(d) anybody else    (ใครๆ อื่นอีก, คนใดๆ อื่นอีก)

ตอบ   -   ข้อ   (d)  ส่วนข้อ  (a)  ใช้ไม่ได้  เนื่องจากจะกลายเป็นปฏิเสธซ้อนระหว่าง“Wasn’t broken”   กับ  “Nobody else”และใช้  “Anybody”  กับประโยคปฏิเสธ   (Wasn’t broken)  และต้องมี  “Else”  ด้วย  เพราะว่า  “ไม่มีใครใดอื่นอีกแล้ว  ที่ทำหน้าต่างกระจกแตก  นอกจากคุณ

8. _________________ did your father go out of the house?

(พ่อของคุณออกไปนอกบ้าน ______________________ )

(a) Where

(b) How long

(c) When    (เมื่อไร)

(d) Since when

ตอบ   -   ข้อ   (c)   ส่วนถ้าเลือก ข้อ   (a)  ต้องถามว่า“Where did your father go?”  (พ่อของคุณไปที่ไหน)   ถ้าเลือก  ข้อ  (b)  ต้องถามว่า  “How long ago did your father go out of the house?”  (นานเท่าใดมาแล้ว  ที่พ่อของคุณออกไปนอกบ้าน)   ซึ่งความหมายเหมือนข้อ  (c)  นั่นเอง  (How long ago = When)  และในกรณีเลือก  ข้อ  (d)  ต้องแก้เป็น  “Since when has your father gone out of the house?”  (พ่อของคุณได้ออกไปนอกบ้านตั้งแต่เมื่อใด)  คือต้องใช้รูป  “Present perfect tense”  (…………has your father gone………)  เนื่องจากแสดงความต่อเนื่องของเหตุการณ์   คือ  “พ่อของคุณออกไปนอกบ้าน  อาจเป็น  ๒ – ๓ ชั่วโมง ที่แล้ว  และขณะที่ถามคำถามประโยคนี้  พ่อฯ ก็ยังไม่กลับเข้าบ้าน”  ถือเป็นเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นในอดีต  และดำเนินต่อเนื่องมาจนถึงปัจจุบัน   (ขณะที่พูด)  จึงต้องใช้   “Present perfect tense”  ดังกล่าว

9. Don’t enter ________________ this cave.

(อย่าเข้าไปใน  _______________________ ถ้ำนี้)

(a) in

(b) to

(c) into

(d) (No word is needed.)   (ไม่ต้องใช้  “Preposition” ใดๆ เลย)

ตอบ   -   ข้อ   (d)

10. Most of the people were saved from the flood.  Only five persons _____________.

(คนส่วนใหญ่ได้รับการช่วยชีวิตจากน้ำท่วม   มีเพียง  ๕  คนเท่านั้น _______________ )

(a)   dead    (ตาย)  (เป็นคำคุณศัพท์)   

(b) died    (ตาย)  (เป็นคำกริยา)

(c) were died

(d) would die

ตอบ   -   ข้อ   (b)

11. Please lend me one of your pens.  I _______________  mine at home.

(กรุณาให้ผมยืมปากกาของคุณสักด้าม  ผม __________________ (ปากกา) ของผมไว้ที่บ้าน)

(a) forgot

(b) left    (ทิ้ง)

(c) didn’t remember

(d) have no

ตอบ   -   ข้อ   (b) จะใช้   “Forget”  ไม่ได้  เนื่องจากมีวลี  “At home”  อยู่ข้างท้าย  เพราะถ้าใช้  “ลืม”  จะมีความหมายคือ  “ลืมที่บ้าน”  กล่าวคือ  เหตุการณ์ลืมเกิดขึ้นที่บ้าน  มิใช่ลืมปากกาทิ้งไว้ที่บ้าน   ดังนั้น  จึงต้องใช้   “Leave  (ทิ้งปากกาไว้ที่บ้าน)  สำหรับตัวอย่างการใช้    “Forget” เช่น

         - I forgot to buy a newspaper this morning.

(ผมลืมซื้อหนังสือพิมพ์เมื่อเช้านี้)

        - She forgot meeting me in New York a long time ago.

(เธอลืมการพบกับผมในนิวยอร์คเมื่อนานมาแล้ว  -  คือเคยพบกัน  แต่เธอลืมเหตุการณ์ครั้งนั้น)

        - He says he never forgets a face or a name.

(เขากล่าวว่า  เขาไม่เคยลืมใบหน้าหรือชื่อคน)

        - It was a marvelous occasion and I shall never forget it.

(มันเป็นโอกาสที่วิเศษมาก  และผมจะไม่ลืมมันเลย)

        - Jane was afraid that she had forgotten how to ride a bicycle.

(เจนเกรงว่า  เธอได้ลื มวิธีขี่รถจักรยานไปแล้ว)

        - It is a long forgotten event in her past.

(มันเป็นเหตุการณ์ในอดีตของเธอ  ที่ถูกลืมไปนานแล้ว)

        - I forgot all about him for several years.

(ผมลืมหมดทุกอย่างเกี่ยวกับตัวเขา  เป็นเวลานานหลายปี)

        - Don’t forget that I worked for her once. 

(อย่าลืมซิว่า  ครั้งหนึ่งผมเคยทำงานให้กับเธอ)

        - She forgot my birthday again this year.

(เธอลืมวันเกิดของผมอีกแล้วปีนี้)

        - Sorry to disturb you – I forgot my key.

(เสียใจที่ต้องรบกวนคุณ  ผมลืมเอากุญแจมาครับ)

        - “Don’t forget the bag,” she said.

(“อย่าลืมกระเป๋านะ”  เธอกล่าว)

12. I learn diligently _________________ fail in my examination. 

(ผมเรียนอย่างขยันขันแข็ง _______________________ สอบตก)

(a) in order to not

(b) in order not to    (เพื่อที่จะไม่ต้อง)

(c) not in order to

(d) in not order to

ตอบ   -   ข้อ   (b)  หรืออาจใช้   “So as not to”  (เพื่อที่จะไม่ต้อง)   ก็ได้

13. Every girl ought to learn _______________ to cook.

(เด็กผู้หญิงทุกคนควรที่จะเรียนรู้ ____________________ ปรุงอาหาร)

(a) where

(b) what

(c) when

(d) how    (วิธี) 

ตอบ   -   ข้อ   (d)  “เรียนรู้วิธีปรุงอาหาร”  =  “เรียนรู้ว่าจะปรุงอาหารอย่างไร

14. Is there a clock _______________ the wall?

(มีนาฬิกา (แขวนอยู่) _____________________ ฝาผนังหรือเปล่า)

(a) at

(b) in

(c) on    (บน)

(d) upon

ตอบ   -   ข้อ   (c)  สำหรับวลีที่ใช้   “On”  ได้แก่   “on request”  (เมื่อมีการร้องขอ), “on page 5”  (ในหน้าที่ ๕),  “Waste his time on  (ใช้เวลาของเขาอย่างสิ้นเปลือง-สุรุ่ยสุร่ายกับ), on business  (ด้วยเรื่องธุรกิจ),  keep on  (ดำเนินต่อไป), rely on  (ไว้วางใจ, เชื่อใจ, พึ่งพาอาศัย), depend on (upon)  (พึ่งพาอาศัย, ขึ้นอยู่กับ, อยู่ที่), insist on  (ยืนกราน, ยืนหยัด, เรียกร้อง), on the floor (บนพื้น), on a hill  (บนเนินเขา), on the top shelf  (บนชั้นบนของหิ้ง), on a sofa  (บนเก้าอี้โซฟา), to turn his back on his country  (หันหลังให้กับประเทศของตน  -  หมายถึงละทิ้งประเทศ  เช่น  หนีการเกณฑ์ทหาร  หรือไปเข้ากับฝ่ายศัตรู),  on the contrary   (ในทางตรงกันข้าม),  on the drawing board  (กำลังอยู่ในขั้นวางแผนหรือเตรียมการ  คือยังไม่ได้ลงมือทำ หรือนำมาใช้งานจริงๆ ),  on the dot (on the button)  (ตรงเวลาเผ็ง, ตรงเวลาเป๊ะ)  -  Susan arrived at the party at 3:00 p.m. on the dot.  (ซูซานมาถึงที่งานเลี้ยงเวลาบ่าย ๓ โมงตรงเป๊ะ)get (climb, jump) on the bandwagon   (ทำตามอย่างที่คนอื่นทำ  แม้จะไม่ใช่เรื่องที่จำเป็น, เข้าร่วมในกิจกรรมที่มีคนนิยมทำกันมาก  และล่าสุด  เช่น ถีบจักรยาน หรือ เล่นฟิตเนส,  โยคะ  -  แปลตรงๆตัว คือ ปีนหรือกระโดดขึ้นไปบนรถดนตรีในขบวนแห่)  -  When all Jim’s friends decided to vote for Bill, Jim climbed on the bandwagon too.  (เมื่อเพื่อนทุกคนของจิมตัดสินใจลงคะแนนให้บิล  จิมก็ตัดสินใจลงคะแนนให้บิลเช่นเดียวกัน  -  คือทำตามเพื่อนๆ แบบไม่ต้องมีเหตุผล),  on the (an) average   (โดยเฉลี่ย),   a dog peeing (pissing) on a tree  (หมาเยี่ยวรดต้นไม้),  on condition that  (โดยมีเงื่อนไขว่า)  -  I will lend you the money on condition that  you pay it back in one month.  (ผมจะให้คุณยืมเงินโดยมีเงื่อนไขว่า  คุณต้องใช้คืนภายใน ๑ เดือน),  on deck  (อยู่บนดาดฟ้าเรือ, เตรียมพร้อมที่จะทำอะไรบางอย่าง, มาปรากฏตัว หรือมาถึงที่นัดหมาย) – The passengers are relaxing on deck.  (ผู้โดยสารกำลังพักผ่อนหย่อนใจอยู่บนดาดฟ้าเรือ)  -  The scout leader told the boys to be on deck at 8:00 Saturday morning for the hike.  (ผู้นำลูกเสือบอกให้ลูกเสือมาถึงที่นัดหมายเวลา ๘.๐๐ น. เช้าวันเสาร์  เพื่อออกเดินทางไกล),  on deposit  (ในธนาคาร)  -  I have $ 500 on deposit in my account.  (ผมมีเงินอยู่  ๕๐๐ ดอลล่าร์ในบัญชีธนาคาร),  on duty   (อยู่ปฏิบัติหน้าที่, ขณะปฏิบัติหน้าที่)  -  There is always one teacher on duty during study hour.  (มีครูอยู่ ๑คนเสมอ  อยู่ปฏิบัติหน้าที่ในระหว่างชั่วโมงเรียน  -  คือคอยให้คำแนะนำปรึกษาแก่นักเรียน)on earth  (= in the world(ใน หรือ บนโลกนี้, เกิดขึ้นได้ หรือเป็นไปได้อย่างไร  มักใช้แสดงการเน้นในประโยคคำถาม) - Where on earth did I put my wallet?   (ไม่รู้ว่าผมเอากระเป๋าสตางค์ไปวางไว้ตรงไหนในโลกนี้   -   คือบ่นคร่ำครวญเนื่องจากหากระเป๋าสตางค์ไม่เจอ)  -  The boys wondered how on earth the mouse got out of the cage. (พวกเด็กๆสงสัยว่า เป็นไปได้อย่างไรที่หนูออกจากกรงไป  -  ทั้งๆที่ล็อคทางออกไว้อย่างแน่นหนา),  have, (keep, with) one eye on  (คอยเฝ้าดูหรือเอาใจใส่  -  บุคคลหรือสิ่งของ  -  ในขณะที่กำลังทำสิ่งอื่นไปด้วย)  -  Mother had one eye on baby as she ironed.   (แม่รีดผ้าและดูแลลูกน้อยไปด้วยในเวลาเดียวกัน)  -  Chris tried to study with one eye on the TV set.  (คริสพยายามอ่านหนังสือ  และดูทีวีไปด้วยในในเวลาเดียวกัน),  on account of  (เนื่องมาจาก, เพราะว่า),  -  The picnic was held in the gym on account of the rain.  (ปิ๊คนิกถูกจัดในโรงยิม  -  แทนในสนาม  -  เนื่องมาจากฝนตก),  on a shoestring  (ด้วยเงินจำนวนเล็กน้อยสำหรับใช้จ่าย, ด้วยงบประมาณที่น้อยมาก  -  แปลตรงๆตัว คือ ด้วยเชือกผูกรองเท้า)  -  The couple was seeing Europe on a shoestring.  (สามี-ภรรยาคู่นั้นกำลังเที่ยวยุโรป  ด้วยเงินจำนวนเพียงนิดเดียว  -  คือ  แบบประหยัดสุดๆ),  to walk on air  (รู้สึกมีความสุขและตื่นเต้น)  -  Kim has been walking on air since she won the prize.  (คิมมีความสุขและตื่นเต้นมาโดยตลอด  ตั้งแต่ที่เธอได้รับรางวัล),  to wait on (upon)  (รับใช้, ให้บริการ)  -  The clerk in the store waits on all customers.  (เสมียนในร้านนั้นให้บริการ (รับใช้) ลูกค้าทุกคน),  (sitting) on top of the world  (ปลาบปลื้มยินดีและมีความสุข, รู้สึกประสบความสำเร็จ)  -  John was (sitting) on top of the world when he found out that he got into college.  (จอห์นดีใจและมีความสุข  เมื่อเขาพบว่าเขาสอบเข้ามหาวิทยาลัยได้),  on behalf of  (ในนามของ),  on board  (บนเรือ)  -  A ship was leaving the harbor, and we saw the people on board waving.  (เรือลำหนึ่งกำลังออกจากท่า  และเราเห็นผู้คนบนเรือโบกไม้โบกมือ  -  เพื่ออำลาญาติพี่น้องที่มาส่ง),  off and on (= on and off)  (ไม่สม่ำเสมอ, เป็นครั้งคราว หรือบางโอกาส)  -  It rained off and on all day.  (ฝนตกๆหยุดๆตลอดทั้งวัน  -  คือ ตกแล้วหยุด  แล้วก็ตกแล้วหยุดอีก  สลับกันไปแบบนี้ตลอดทั้งวัน),  the posters on the walls  (โปสเตอร์บนกำแพง), a sticker on her car  (สติ๊กเกอร์ติดรถของเธอ), pictures on the screen  (รูปภาพบนจอ), on the ceiling  (บนเพดาน), on the roof  (บนหลังคา), on all fours  (คลาน ๔ เท้า), get on a bus  (ขึ้นรถเมล์), on a highway  (บนทางหลวง), on the plane  (บนเครื่องบิน), on foot  (โดยทางเท้าหรือเดินไป), to walk on tiptoe  (เดินบนปลายเท้าหรือเขย่งส้นเท้า), on horseback  (บนหลังม้า), on a bicycle  (โดยรถจักรยาน), on Monday  (ในวันจันทร์), on a Sunday afternoon  (ตอนบ่ายวันอาทิตย์), on an occasion like this  (ในโอกาสเช่นนี้), on April10th  (ในวันที่ ๑๐ เมษายน), on Thursday night  (ในคืนวันพฤหัสฯ), on the first day of term  (ในวันแรกของภาคการศึกษา), books on art and religion  (หนังสือเกี่ยวกับศิลปะและศาสนา), on the subject of rents  (ในเรื่องเกี่ยวกับค่าเช่า), ideas on how films should be made  (ความคิดเกี่ยวกับว่าควรจะสร้างหนังอย่างไร), to comment on the issue  (แสดงความคิดเห็นในประเด็นนั้น), a talk on agriculture  (การสนทนาเกี่ยวกับเกษตรกรรม), cars running on petrol (รถยนต์ที่วิ่งด้วยน้ำมัน), appear on TV  (ปรากฏตัวทางทีวี), to hear it on the radio  (ได้ยินมันทางวิทยุ), on stage  (บนเวที), on the phone  (ทางโทรศัพท์ หรือกำลังพูดโทรศัพท์), on and on  (ไม่รู้จักจบสิ้น, ไม่หยุดหย่อน, ไม่สิ้นสุด), on edge  (รุ่มร้อน, กระวนกระวาย, ตื่นเต้น, ประสาทเสีย, ปวดสมอง), on one’s own  (ด้วยตนเอง, เป็นอิสระ, หาเลี้ยงตนเอง), on purpose  (โดยเจตนา, โดยตั้งใจทำ), on the carpet  (ดุด่าว่ากล่าว, สวด), on the fence   (ยังไม่แน่ใจ, ยังไม่ตัดสินใจ-ตกลงใจ   แปลตรงๆ คือ นั่งบนรั้ว), on the hook   (อยู่ในฐานะลำบาก), on the spot  (ที่กำลังพูดถึง-เอ่ยถึง), to be on   (กำลังปรากฏ, กำลังฉายอยู่. กำลังแสดง), on the go   (มีธุระยุ่ง, เคลื่อนไหวทำโน่นทำนี่อยู่ตลอด)  –  I’m usually on the go all day long.   (ผมมักมีธุระยุ่งตลอดทั้งวัน), on the market   (มีขาย, เสนอขาย) – I had to put my car on the market.  (ผมจำเป็นต้องเอารถออกขาย) - This is the finest home computer on the market.   (นี่เป็นคอมพิวเตอร์ประจำบ้านที่ดีที่สุดที่วางขายในตลาด), on the mend  (สบายดี, หายป่วยไข้)  – My cold was terrible, but I’m on the mend now.  (ไข้หวัดของผมย่ำแย่มากเลย  แต่ตอนนี้ผมหายไข้แล้ว) – What you need is some hot chicken soup.  Then you’ll really be on the mend.  (สิ่งที่คุณต้องการ คือ ซุปไก่ร้อนๆ  แล้วคุณจะหายป่วยจริงๆเลย), on the tip of one’s tongue  (ติดอยู่แค่ริมฝีปาก  คือ เกือบจะพูดออกมาแล้ว หรือ เกือบจะนึกออกแล้ว) – I have his name right on the tip of my tongue.  I’ll think of it in a second  (ผมมีชื่อของเขาติดอยู่ที่ริมฝีปาก  ผมจะนึกมันออกในอีกวินาทีเดียว)  – John had the answer on the tip of his tongue, but Ann said it first  (จอห์นเกือบจะบอกคำตอบออกมาแล้ว  แต่แอนพูดออกมาเสียก่อน  -  คือชิงบอกคำตอบก่อน), on the wrong track  (ไปหรือเดินผิดลู่หรือราง, ทำตามสมมติฐานที่ผิด)  – You’ll never get the right answer.  You’re on the wrong track.  (คุณไม่มีวันจะได้คำตอบที่ถูกต้องหรอก คุณเดินผิดทางนี่ หรือ คุณตั้งสมมติฐานไว้ผิดนี่), be (skate) on thin ice  (อยู่ในสถานการณ์ที่เสี่ยงหรือมีอันตราย) – If you try that, you’ll really be on thin ice.  That’s too risky.  (ถ้าคุณลองทำสิ่งนั้น  คุณจะตกอยู่ในอันตรายอย่างแท้จริง  มันเสี่ยงเกินไป) – If you don’t want to find yourself (skating) on thin ice, you must be sure of your facts  (ถ้าคุณไม่ต้องการพบตัวเองตกอยู่ในอันตราย  คุณต้องมั่นใจในข้อเท็จจริง  - ไม่เช่นนั้นคุณอาจแพ้คดีและต้องจ่ายเงินมากมาย), on tiptoe  (เดินเขย่างเท้า), on vacation  (เดินทางไปเที่ยวในวันหยุดพักผ่อน)  – Where are you going on vacation this year?  (คุณจะเดินทางไปพักผ่อนที่ไหนในวันหยุดปีนี้) – I’ll be away on vacation for three weeks.  (ผมจะเดินทางไปพักผ่อนวันหยุดเป็นเวลา ๓ สัปดาห์),  เป็นต้น

15. Though the question was not difficult, ______________ boys could answer it.

(แม้ว่าคำถามจะไม่ยาก  เด็กผู้ชาย  ____________________ สามารถตอบมันได้)

(a) few    (น้อยมาก  จนแทบไม่มีเลย)  (ความหมายเป็นลบ) (ใช้กับนามนับได้  พหูพจน์)

(b) a few    (น้อยมาก  แต่พอมีอยู่บ้าง)  (ความหมายเป็นบวก) (ใช้กับนามนับได้  พหูพจน์)

(c) little     (น้อยมาก  จนแทบไม่มีเลย)  (ความหมายเป็นลบ) (ใช้กับนามนับไม่ได้  และเป็นเอกพจน์เสมอ)

(d) a little    (น้อยมาก  แต่พอมีอยู่บ้าง)  (ความหมายเป็นบวก)  (ใช้กับ นามนับไม่ได้  และเป็นเอกพจน์เสมอ)

ตอบ   -   ข้อ   (a)  ใช้   “Few”  เนื่องจากขยายคำนามพหูพจน์   (Boys)  และความหมายเป็นไปในทาง  “ลบ”  กล่าวคือ  “แม้คำถามไม่ยาก  แต่เด็กน้อยคนมาก  ที่สามารถตอบได้”   ดูเพิ่มเติมการใช้คำข้างต้น  จากประโยคข้างล่าง

                   ตัวอย่างที่ ๑    

-       “What did you have for lunch?”

(คุณทานอะไรสำหรับอาหารกลางวัน)

“___________________.”

(a)    A few rice and a few oranges

(b)   A little rice and a little oranges

(c) A little rice and a few oranges    (ข้าวนิดหน่อย  และส้มสองสามลูก)

(d) A few rice and a little oranges

ตอบ   -   ข้อ  (c)  เนื่องจาก  “Few, A few”  ใช้กับคำนามนับได้  พหูพจน์  ส่วน   “Little, A little”   ใช้กับคำนามนับไม่ได้  (เป็นเอกพจน์เสมอ)  และ “Rice”  เป็นนามนับไม่ได้   ส่วน  “Orange”  เป็นนามนับได้  ดูเพิ่มเติมการใช้  “Few, A few, Little, A little” จากประโยคข้างล่าง

                      ตัวอย่างที่ ๒

-       There are _______________ apples left.  Let’s have them for dessert.

(มีแอปเปิ้ลเหลืออยู่ _____________________พวกเรามากินมันเป็นของหวานกันเถอะ)

(a) little    (น้อย)  (จนแทบไม่มีเลย  –  ความหมายเป็นไปในทางลบ)  (ใช้กับคำนามนับไม่ได้ – เอกพจน์เสมอ)

(b) a little   (น้อย)  (แต่พอมีอยู่บ้าง  –  ความหมายเป็นไปในทางบวก)  (ใช้กับคำนามนับไม่ได้ – เอกพจน์เสมอ)

(c) few    (น้อย) (จนแทบไม่มีเลย  –  ความหมายเป็นไปในทางลบ)  (ใช้กับคำนามนับได้พหูพจน์)

(d) a few    (น้อย, เล็กน้อย)  (แต่พอมีอยู่บ้าง  –  ความหมายเป็นไปในทางบวก)  (ใช้กับคำนามนับได้พหูพจน์)

(e) the few    (น้อย  ใช้แสดงการเน้นจำนวนที่เหลือจากจำนวนทั้งหมดที่ได้กล่าวไปแล้ว)   (ใช้กับคำนามพหูพจน์)

(f) very few    (น้อยมากๆ)  (ใช้กับคำนามพหูพจน์)

ตอบ   -    ข้อ   (d)   เนื่องจากต้องการบอกว่า  “มีแอปเปิ้ลเหลืออยู่บ้าง  จึงชวนกันกินเป็นของหวาน”   ดังนั้น   การจะเลือกข้อใด  จึงต้องดูว่าใช้ขยายคำนามนับได้ (พหูพจน์)  (ใช้  “Few”หรือ“A few”)  หรือนับไม่ได้  (เอกพจน์เสมอ)  (ใช้ “Little”หรือ  “A little”)  และดูด้วยว่า  “มีน้อยมาก”  (ใช้ “Few” หรือ “Little” )  หรือ  “พอมีอยู่บ้าง”  (ใช้ “A few” หรือ  “A little”)  ดังประโยคตัวอย่างข้างล่าง

          - She has a few friends at school, so she is not lonely.

(เธอมีเพื่อนอยู่บ้างที่โรงเรียน  ดังนั้น  เธอจึงไม่เหงา)

          - She has few friends at school, so she is very lonely.

(เธอมีเพื่อนน้อยมากที่โรงเรียน  ดังนั้น  เธอจึงเหงามาก)

           - I have a little money, so I’ll buy you some coffee.

(ผมพอมีเงินอยู่บ้าง  ดังนั้น  ผมจะเลี้ยงกาแฟคุณ)

           - I have little money, so I can’t lend you some.

(ผมมีเงินน้อยมาก  ดังนั้น  ผมไม่สามารถให้คุณยืมได้)

16. At present ______________ bad drivers are often punished.

(ในปัจจุบัน ____________________ คนขับรถ (นิสัย) เลวๆ ถูกลงโทษอยู่บ่อย ๆ)

(a) the

(b) every

(c) each

(d) (No word is needed.)  (ไม่ต้องเติมคำใดเลย)

ตอบ   -   ข้อ   (d)   สำหรับ  ข้อ   (b)  และ  (c)  ใช้นำหน้าคำนามเอกพจน์  นับได้เท่านั้น  และข้อนี้   ไม่ต้องใช้   “The”  เพราะกล่าวถึงคนขับรถนิสัยเลวๆ ทั่วไป  มิได้มีการเน้น หรือชี้เฉพาะว่าเป็นผู้ใด หรือกลุ่มใด  ดังนั้น  ข้อนี้จึงไม่ต้องเติมคำใดเลย

17. Is all this money _________________?

(เงินทั้งหมดนี้เป็น _______________________ ใช่หรือไม่)

(a) your

(b) yours    (ของคุณ)   (= your money)   

(c) of you

(d) belong to you

ตอบ   -   ข้อ    (b)  ส่วนถ้าต้องการใช้   “Belong”  (เป็นของ)  จะต้องใช้รูปประโยคเป็น   “Does all this money belong to you?

18. My son knocked this _______________ off the table and broke it.

(ลูกชายของผมทำ ___________________  ใบนี้หล่นจากโต๊ะ  และทำมันแตก)

(a) tea’s cup

(b) cup of tea    (ชา  ๑  ถ้วย)

(c) teacup    (ถ้วยชา)

(d) cup-tea

ตอบ   -   ข้อ   (c)  เนื่องจาก   “Teacup” เป็น  “นามประกอบ”  (Compound noun)   ดูเพิ่มเติมจากประโยคข้างล่าง

                     ตัวอย่างที่ ๑

A: Where do you go to buy your books?

(คุณไปที่ไหนเพื่อซื้อหนังสือของคุณ)

B: ______________________.

(e)  To the bookstore    (ไปที่ร้านขายหนังสือ)

(f)    To the books-store

(g)  To the storebooks

(h)  To the store book

ตอบ   -   ข้อ   (a)  เป็น “นามประกอบ”  (Compound noun)  แปลจากคำหลังย้อนมาคำหน้า  (ร้านขายหนังสือ หรือ ร้านหนังสือ) 

                  ตัวอย่างที่ ๒

A: “Jim was late for two classes this morning.” 

(จิมเข้าห้องเรียนสาย  ๒  วิชา  เมื่อเช้านี้)

B: “He said that he forgot both of the ________________.”

(เขาพูดว่า  เขาลืม _______________________ทั้ง  ๒  หมายเลข)

(d)  rooms number

(e)   room number

(f)    room’s numbers

(d) room numbers    (หมายเลขห้องเรียน)

ตอบ   -   ข้อ  (d)  เนื่องจากเป็นนามประกอบ  (นามขยายนาม)   (Compound noun)  มักแสดงรูปพหูพจน์ที่คำนามตัวหลัง  

                   ตัวอย่างที่ ๓

          - My father is working on a ______________ plan for Northeastern Thailand.  

(พ่อของผมกำลังทำงานในเรื่องแผน _____________________ ภาคตะวันออกเฉียงเหนือของประเทศไทย)

(a) develop

(b) developed    (ที่พัฒนาแล้ว)

(c) developing    (กำลังพัฒนา)

(d) development    (การพัฒนา)

ตอบ    -    ข้อ  (d)  สำหรับ ข้อ  (b) และ  (c)  มักใช้ขยาย  “ประเทศ, เมือง, พื้นที่”  เช่น   “Developed countries”  (ประเทศที่พัฒนาแล้ว)   หรือ  “Developing countries”  (ประเทศที่กำลังพัฒนา)   ส่วน  “Development plan”  เป็นการใช้คำนามขยายคำนาม หรือ“นามประกอบ”  (Compound noun)

                  ตัวอย่างที่ ๔

          - Thailand’s population ________________ is an average of 0.8 percent each year.

(______________________ของประชากรประเทศไทย  คือ  โดยเฉลี่ย ๐.๘ เปอร์เซนต์ ทุกปี)

(a) increases

(b) increase    (การเพิ่มขึ้น)

(c) to increase

(d) increased

ตอบ   –   ข้อ  (b)  เนื่องจากเป็นการใช้คำนามขยายคำนาม  (Compound noun)หรือ   “นามประกอบ”  (population increase)  ในกรณีนี้  คำนามตัวหน้าจะไม่อยู่ในรูปพหูพจน์  คือไม่เติม  “s”  แต่จะแสดงรูปพหูพจน์ที่คำนามตัวหลัง   ตัวอย่าง   เช่น

   -  service buses   (รถบริการ – คือรถรับ-ส่งพนักงาน)

   -  bus service   (บริการรถประจำทาง)

   -  flower garden  (s)(สวนดอกไม้)

   -   wood house   (บ้านไม้)

   -  steel table (s)   (โต๊ะเหล็ก)

   -  government policy  (นโยบายรัฐบาล)

   -  personnel development   (การพัฒนาบุคลากร)

   -  insurance policy   (กรมธรรม์ประกันภัย)

   -  growth rate   (อัตราการเติบโต)

    -  oil price rise  (การขึ้นราคาน้ำมัน)

    -  birthday party   (งานเลี้ยงวันเกิด)

    -  dividend payment   (การจ่ายเงินปันผล)

    -  debt payment  (การชำระหนี้)

    -  income tax deduction   (การหักภาษีเงินได้)

    -  motor insurance   (การประกันภัยรถยนต์)

    -  fire insurance   (การประกันอัคคีภัย)

    -  capital market   (ตลาดทุน)

    -  exchange rate (s)   (อัตราการแลกเปลี่ยน)

    -  traffic problem (s)  (ปัญหาจราจร)

    -  greenhouse gas   (กาซเรือนกระจก)

    -  tourism sector   (ภาคการท่องเที่ยว)

    -  climate change   (การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ)

    -  terrorism risk (s)  (การเสี่ยงภัยการก่อการร้าย)

    -  commodity price (s)  (ราคาสินค้า)

    -  price competition   (การแข่งขันด้านราคา)

    -  household debt   (หนี้ครัวเรือน)

    -  car sale (s)   (การขายรถยนต์)

    -  distribution channel   (ช่องทางการจำหน่าย)

    -  accident occurrence   (การเกิดอุบัติเหตุ)

    -  branch office (s)   (สำนักงานสาขา)

    -  insurance company   (บริษัทประกันภัย)

    -  business partner (s)   (คู่ค้า)

    -  leather belt   (เข็มขัดหนัง)

   - business transaction (s)   (การดำเนินธุรกิจ)

เรียน  ท่านผู้ติดตามเว็บไซต์   “everydayenglish.pwa.co.th”

                  ถ้าท่านมีคำแนะนำให้ปรับปรุงเว็บไซต์นี้ประการใด  กรุณาส่ง   e-mail ไปที่  ดร. วัชรินทร์  ภูเขาทอง   ผอ. สำนักวิทยาการ  การประปาส่วนภูมิภาค  ผู้จัดทำเว็บไซต์นี้  ตาม   “Address” wpookaotong@yahoo.com  (โปรดระบุหัวเรื่องด้วยว่า  “ปรับปรุงเว็บไซต์”)   เพื่อที่ผู้จัดทำฯ จะได้ปรับปรุงเนื้อหาได้ตรงตามความประสงค์ของผู้อ่านเว็บไซต์นี้