หมวดข้อสอบ TOEIC (ตอนที่ 80)

Part V:Sentence Completion   (ส่วนที่ 5 :  การเติมประโยคให้สมบูรณ์)

Choose the best alternative to make a correct sentence.

(จงเลือกข้อที่ดีที่สุดเพื่อทำให้ประโยคมีความถูกต้อง)

1.  She was disappointed _______________ his conduct.

(เธอผิดหวัง _____________________ ความประพฤติของเขา)

(a) by

(b) in    (ใน,  กับ)

(c) at

(d) with

ตอบ   -   ข้อ   (b)   สำหรับวลีที่ใช้กับ  “In” ได้แก่“in use”  (ใช้งาน),  “in his name”  (โดยใช้ชื่อของเขา,  ในนามของเขา  -  เช่น  เช่ารถยนต์  หรือบริจาคเงิน), “in a hurry’  (เร่งรีบ, รีบร้อน, ใจร้อน),  “in a jam”  (อยู่ในฐานะลำบาก),  “in a nutshell”  (กล่าวโดยย่อๆ, กล่าวโดยสรุป),  “in a way”  (บางครั้ง, บ้างเหมือนกัน),  “in any case”  (อย่างไรก็ดี, อย่างไรก็ตาม, ในทุกกรณี),  “in any event”  (อย่างไรก็ตาม, ทุกกรณี),  “in advance”  (ล่วงหน้า),  “in bad shape”  (เสื่อมโทรม, ทรุดโทรม, อยู่ในฐานะลำบาก),  “in charge of”  (รับผิดชอบ, ดูแล, จัดการ),  “in fact”  (แท้ที่จริงแล้ว, อันที่จริงแล้ว),  “in order”  (อย่างมีระเบียบ, เรียบร้อย),  “in time(ทันเวลา, ไม่สาย, พอดี, ตามจังหวะ, พอดีจังหวะ),“in the bag”  (แน่นอน, แหงแก๋, ของตาย, อยู่ในกำมือแล้ว, สำเร็จเรียบร้อย),  “in the long run (term)”  (ในระยะยาว),  “in the pink”  (สภาพดีเยี่ยม, สมบูรณ์, มีสุขภาพดี),  “in tune with”  (สอดคล้องกับ, ไปกันได้กับ),  “in vain”  (ไม่สำเร็จ, ไร้ประโยชน์, ปราศจากผล), “in writing” (เป็นลายลักษณ์อักษร, เป็นภาษาเขียน),“deep in water and mud”(จมลึกอยู่ในน้ำและโคลน)  “arrive in”  (มาถึงในเมือง หรือ ประเทศ)  (แต่ถ้ามาถึง โรงเรียน, ธนาคาร, วัด, บ้าน ฯลฯ ใช้  “arrive at”)“interested in”(สนใจใน), “qualified in”  (มีคุณสมบัติในเรื่อง), “weak in”  (อ่อนในเรื่อง), “deficient in  (ขาดหรือบกพร่องในเรื่อง), “proficient in”  (ชำนาญหรือคล่องแคล่วในเรื่อง), “successful in”  (ประสบความสำเร็จในเรื่อง), “disappointed in”  (ผิดหวังในเรื่อง), “in a box”  (ในกล่อง), “in a pocket”  (ในกระเป๋า),“sit in an armchair”  (นั่งในเก้าอี้ท้าวแขน), “in bed”  (ในเตียงหรือบนเตียง), “in the bath”(ในอ่างน้ำ), “in her hand”  (ในมือของเธอ), “in each other’s arms” (ในอ้อมแขนของกันและกัน),“in the area” (ในพื้นที่),“in the garden” (ในสวน), “in the air” (ในอากาศ), “in the middle of the room” (ที่กลางห้อง), “in the direction of” (ในทิศทางของ),“in a restaurant” (ในภัตตาคาร), “in the bathroom”  (ในห้อง น้ำ), “in school” (ในโรงเรียน), “in hospital” (ในโรงพยาบาล),“in the kitchen”  (ในครัว),“in the shop window”  (ในตู้โชว์กระจกของร้าน), “in a mirror”  (ในกระจก), “in a lake” (ในทะเลสาบ), “in black suit” (ในชุดดำ), “in the water” (ในน้ำ), “write in ink”  (เขียนด้วยหมึก), “write in pencil” (เขียนด้วยดินสอ), “in the first chapter” (ในบทที่ ๑), “in the film”  (ในภาพยนตร์), “wait in the queue”  (รออยู่ในแถว), “be in a play” (ร่วมแสดงละคร), “in April”  (ในเดือนเมษายน), “in  2016”  (ในปี ๒๐๑๖), “in the morning (afternoon, evening)” (ในตอนเช้า-บ่าย-เย็น), “in recent years” (ในช่วงไม่กี่ปีมานี้), “in the winter (summer, spring)”  (ในหน้าหนาว-ร้อน-ใบไม้ผลิ), “in the meantime”  (ในระหว่างนั้น), “in two months”  (ภายใน ๒ เดือน), “in my absence”  (ตอนที่ผมไม่อยู่), “in the aftermath of the accident” (ภายหลังจากอุบัติเหตุ), “in half an hour” (ภายในครึ่งชั่วโมง), “in two minutes”  (ใน ๒ นาที), “in ancient society” (ในสังคมสมัยโบราณ), “in nature”  (ในธรรมชาติ), “in these circumstances”  (ในสภาพแวดล้อมเหล่านี้), “in this situation”  (ในสถานการณ์เช่นนี้), “in a state of near chaos” (อยู่ในสภาวะใกล้จลาจล), “in a position to help others”  (อยู่ในฐานะที่ช่วยคนอื่นได้), “in the sun”  (ท่ามกลางแสงอาทิตย์),  “in the dark”  (ในหรือท่ามกลางความมืด), “in the dim light” (ท่ามกลางแสงสลัวๆ), “in her voice” (ในน้ำเสียงของเธอ),“in love” (ในความรัก-ตกหลุมรัก), “in a state of shock”  (อยู่ในสภาวะช้อค), “in low spirits” (ในสภาพจิตใจหดหู่หรือตกต่ำ), “in a temper”  (ด้วยความโกรธหรือในอารมณ์โกรธ), “in favor of free speech”  (เห็นด้วยกับการพูดแบบมีเสรี), “cry out in pain”  (ร้องด้วยความเจ็บปวด), “look up in surprise”  (เงยหน้ามองด้วยความประหลาดใจ), “in an effort to”  (ในความพยายามที่จะ), “in response to”  (เพื่อตอบสนองต่อ), “in answer to”  (เพื่อเป็นการตอบ), “have confidence in”  (มีความเชื่อมั่นใน), “take interest in”  (สนใจใน), “a course in Chinese”  (คอร์สภาษาจีน), “an expert in”  (ผู้เชี่ยวชาญในเรื่อง.....),“make money in business”  (หาเงินในธุรกิจ), “make his career in music”  (ประกอบอาชีพทางดนตรี), “in his old age”  (ในวัยชราของเขา), “a woman in her twenties”  (ผู้หญิงในวัย ๒๐ – ๒๙), “in my opinion” (ในความเห็นของผม), “in her view” (ในทัศนะของเธอ), “recruit workers in hundreds”  (รับคนงานเป็นร้อยๆคน), “in my experience”  (จากประสบการณ์ของผม),“in her own eyes”  (ในสายตาของเธอ), “speak in Italian”  (พูดภาษาอิตาเลียน), “speak in a calm voice”  (พูดด้วยน้ำเสียงที่สงบ), “his complaints in writing”  (การร้องเรียนของเขาเป็นลายลักษณ์อักษร), “in financial difficulty”  (ในสภาวะยุ่งยากทางการเงิน),“$100,000 in cash”  (เป็นเงินสด ๑๐๐,๐๐๐ เหรียญ), “dressed in black”  (ใส่ชุดสีดำ), “in real danger”  (ตกอยู่ในอันตรายอย่างแท้จริง), “in the planning stage”  (ในขั้นตอนการวางแผน), “10 meters in length”  (ยาว ๑๐ เมตร), “cut it in two”  (ตัดมันออกเป็น ๒ ส่วน), “shrink in size”  (มีขนาดเล็กลง-หดลง), “join in”  (ร่วมวงด้วย), “a one in five chance of success”  (โอกาสสำเร็จ ๑ ใน ๕), “the pain in my feet”  (การเจ็บที่เท้าของผม), “the hole in his shirt”(รู – รอยขาด – ในเสื้อเชิร์ตของเขา), “was shot in the leg”  (ถูกยิงที่ขา),“in fashion”  (กำลังเป็นที่นิยม), “result in his death”  (ส่งผลให้เขาตาย), “believe in”  (เชื่อมั่น-ศรัทธาใน), “in the first place”  (ในประการแรก)  (กล่าวเมื่อจะบอกเหตุผลหลายๆ ประการ   เกี่ยวกับเรื่องใดเรื่องหนึ่ง  แล้วตามด้วยเหตุผลที่ต้องการจะบอก)   เป็นต้น

2. I think you and I had better ________________ our work now.

(ผมคิดว่า  คุณและผมควรจะ __________________ งานของเราในบัดนี้)

(a) to start

(b) starting

(c) start    (เริ่มต้น)

(d) started

(e) to be starting

ตอบ   -   ข้อ   (c)  “Had better” + Verb 1 (Infinitive without to)

3. He left Bangkok in 1985 and I haven’t seen him ______________.

(เขาจากกรุงเทพฯไปในปี  ๑๙๘๕  และผมก็ไม่ได้เห็นเขาอีก _______________ )

(a) then   (ต่อจากนั้น)

(b) since    (นับตั้งแต่นั้นมา,  ตั้งแต่นั้นมา)

(c) before

(d) meanwhile    (ในระหว่างนั้น,  ในขณะเดียวกัน)

4. If you have a bad cold, you ______________ go to the doctor.

(ถ้าคุณเป็นไข้หวัดอย่างรุนแรง   คุณ ___________________ไปพบแพทย์)

(a) ought    (“Ought to”  =  “ควรจะ” )

(b) might    (อาจจะ)

(c) had

(d) should    (ควรจะ)

5. I didn’t ______________ work until almost eight o’clock.

(ผมมิได้ ______________________งาน  จนกระทั่งเกือบ  ๒  ทุ่ม)

(a) get into

(b) get up

(c) get through    (ทำสำเร็จ,  ทำจนเสร็จสิ้น)  (หมายถึง ทำงานแล้วเสร็จ)

(d) get in

ตอบ   -   ข้อ   (c) “Get through”  =  complete

6. The manager is away ______________ holiday at present.

(ผู้จัดการเดินทางไป ____________________วันหยุดพักผ่อน  ในขณะนี้)

(a) to

(b) on    (ใน, ระหว่าง)

(c) for

(d) at

ตอบ   -   ข้อ    (b)   สำหรับวลีที่ใช้   “On”  ได้แก่   “on request”  (เมื่อมีการร้องขอ), “on page 5”  (ในหน้าที่ ๕),  “Waste his time on  (ใช้เวลาของเขาอย่างสิ้นเปลือง-สุรุ่ยสุร่ายกับ), on business  (ด้วยเรื่องธุรกิจ),  keep on  (ดำเนินต่อไป), rely on  (ไว้วางใจ, เชื่อใจ, พึ่งพาอาศัย), depend on (upon)  (พึ่งพาอาศัย, ขึ้นอยู่กับ, อยู่ที่), insist on  (ยืนกราน, ยืนหยัด, เรียกร้อง), on thefloor (บนพื้น), on a hill  (บนเนินเขา), on the top shelf  (บนชั้นบนของหิ้ง), on a sofa  (บนเก้าอี้โซฟา), to turn his back on his country  (หันหลังให้กับประเทศของตน  -  หมายถึงละทิ้งประเทศ  เช่น  หนีการเกณฑ์ทหาร  หรือไปเข้ากับฝ่ายศัตรู),  on the contrary   (ในทางตรงกันข้าม),  on the drawing board  (กำลังอยู่ในขั้นวางแผนหรือเตรียมการ  คือยังไม่ได้ลงมือทำ หรือนำมาใช้งานจริงๆ ),  on the dot (on the button)  (ตรงเวลาเผ็ง, ตรงเวลาเป๊ะ)  -  Susan arrived at the party at 3:00 p.m. on the dot.  (ซูซานมาถึงที่งานเลี้ยงเวลาบ่าย ๓ โมงตรงเป๊ะ)get (climb, jump) on the bandwagon   (ทำตามอย่างที่คนอื่นทำ  แม้จะไม่ใช่เรื่องที่จำเป็น, เข้าร่วมในกิจกรรมที่มีคนนิยมทำกันมาก  และล่าสุด  เช่น ถีบจักรยาน หรือ เล่นฟิตเนส,  โยคะ  -  แปลตรงๆตัว คือ ปีนหรือกระโดดขึ้นไปบนรถดนตรีในขบวนแห่)  -  When all Jim’s friends decided to vote for Bill, Jim climbed on the bandwagon too.  (เมื่อเพื่อนทุกคนของจิมตัดสินใจลงคะแนนให้บิล  จิมก็ตัดสินใจลงคะแนนให้บิลเช่นเดียวกัน  -  คือทำตามเพื่อนๆ แบบไม่ต้องมีเหตุผล),  on the (an) average   (โดยเฉลี่ย),   a dog peeing (pissing) on a tree  (หมาเยี่ยวรดต้นไม้),  on condition that  (โดยมีเงื่อนไขว่า)  -  I will lend you the money on condition that  you pay it back in one month.  (ผมจะให้คุณยืมเงินโดยมีเงื่อนไขว่า  คุณต้องใช้คืนภายใน ๑ เดือน),  on deck  (อยู่บนดาดฟ้าเรือ, เตรียมพร้อมที่จะทำอะไรบางอย่าง, มาปรากฏตัว หรือมาถึงที่นัดหมาย) – The passengers are relaxing on deck.  (ผู้โดยสารกำลังพักผ่อนหย่อนใจอยู่บนดาดฟ้าเรือ)  -  The scout leader told the boys to be on deck at 8:00 Saturday morning for the hike.  (ผู้นำลูกเสือบอกให้ลูกเสือมาถึงที่นัดหมายเวลา ๘.๐๐ น. เช้าวันเสาร์  เพื่อออกเดินทางไกล),  on deposit  (ในธนาคาร)  -  I have $ 500 on deposit in my account.  (ผมมีเงินอยู่  ๕๐๐ ดอลล่าร์ในบัญชีธนาคาร),  on duty   (อยู่ปฏิบัติหน้าที่, ขณะปฏิบัติหน้าที่)  -  There is always one teacher on duty during study hour.  (มีครูอยู่ ๑คนเสมอ  อยู่ปฏิบัติหน้าที่ในระหว่างชั่วโมงเรียน  -  คือคอยให้คำแนะนำปรึกษาแก่นักเรียน)on earth  (= in the world(ใน หรือ บนโลกนี้, เกิดขึ้นได้ หรือเป็นไปได้อย่างไร  มักใช้แสดงการเน้นในประโยคคำถาม) - Where on earth did I put my wallet?   (ไม่รู้ว่าผมเอากระเป๋าสตางค์ไปวางไว้ตรงไหนในโลกนี้   -   คือบ่นคร่ำครวญเนื่องจากหากระเป๋าสตางค์ไม่เจอ)  -  The boys wondered how on earth the mouse got out of the cage. (พวกเด็กๆสงสัยว่า เป็นไปได้อย่างไรที่หนูออกจากกรงไป  -  ทั้งๆที่ล็อคทางออกไว้อย่างแน่นหนา),  have, (keep, with) one eye on  (คอยเฝ้าดูหรือเอาใจใส่  -  บุคคลหรือสิ่งของ  -  ในขณะที่กำลังทำสิ่งอื่นไปด้วย)  -  Mother had one eye on baby as she ironed.   (แม่รีดผ้าและดูแลลูกน้อยไปด้วยในเวลาเดียวกัน)  -  Chris tried to study with one eye on the TV set.  (คริสพยายามอ่านหนังสือ  และดูทีวีไปด้วยในในเวลาเดียวกัน),  on account of  (เนื่องมาจาก, เพราะว่า),  -  The picnic was held in the gym on account of the rain.  (ปิ๊คนิกถูกจัดในโรงยิม  -  แทนในสนาม  -  เนื่องมาจากฝนตก),  on a shoestring  (ด้วยเงินจำนวนเล็กน้อยสำหรับใช้จ่าย, ด้วยงบประมาณที่น้อยมาก  -  แปลตรงๆตัว คือ ด้วยเชือกผูกรองเท้า)  -  The couple was seeing Europe on a shoestring.  (สามี-ภรรยาคู่นั้นกำลังเที่ยวยุโรป  ด้วยเงินจำนวนเพียงนิดเดียว  -  คือ  แบบประหยัดสุดๆ),  to walk on air  (รู้สึกมีความสุขและตื่นเต้น)  -  Kim has been walking on air since she won the prize.  (คิมมีความสุขและตื่นเต้นมาโดยตลอด  ตั้งแต่ที่เธอได้รับรางวัล),  to wait on (upon)  (รับใช้, ให้บริการ)  -  The clerk in the store waits on all customers.  (เสมียนในร้านนั้นให้บริการ (รับใช้) ลูกค้าทุกคน),  (sitting) on top of the world  (ปลาบปลื้มยินดีและมีความสุข, รู้สึกประสบความสำเร็จ)  -  John was (sitting) on top of the world when he found out that he got into college.  (จอห์นดีใจและมีความสุข  เมื่อเขาพบว่าเขาสอบเข้ามหาวิทยาลัยได้),  on behalf of  (ในนามของ),  on board  (บนเรือ)  -  A ship was leaving the harbor, and we saw the people on board waving.  (เรือลำหนึ่งกำลังออกจากท่า  และเราเห็นผู้คนบนเรือโบกไม้โบกมือ  -  เพื่ออำลาญาติพี่น้องที่มาส่ง),  off and on (= on and off)  (ไม่สม่ำเสมอ, เป็นครั้งคราว หรือบางโอกาส)  -  It rained off and on all day.  (ฝนตกๆหยุดๆตลอดทั้งวัน  -  คือ ตกแล้วหยุด  แล้วก็ตกแล้วหยุดอีก  สลับกันไปแบบนี้ตลอดทั้งวัน),  the posters on the walls  (โปสเตอร์บนกำแพง), a sticker on her car  (สติ๊กเกอร์ติดรถของเธอ), pictures on the screen  (รูปภาพบนจอ), on the ceiling  (บนเพดาน), on the roof  (บนหลังคา), on all fours  (คลาน ๔ เท้า), get on a bus  (ขึ้นรถเมล์), on a highway  (บนทางหลวง), on the plane  (บนเครื่องบิน), on foot  (โดยทางเท้าหรือเดินไป), to walk on tiptoe  (เดินบนปลายเท้าหรือเขย่งส้นเท้า), on horseback  (บนหลังม้า), on a bicycle  (โดยรถจักรยาน), on Monday  (ในวันจันทร์), on a Sunday afternoon  (ตอนบ่ายวันอาทิตย์), on an occasion like this  (ในโอกาสเช่นนี้), on April10th  (ในวันที่ ๑๐ เมษายน), on Thursday night  (ในคืนวันพฤหัสฯ), on the first day of term  (ในวันแรกของภาคการศึกษา), books on art and religion  (หนังสือเกี่ยวกับศิลปะและศาสนา), on the subject of rents  (ในเรื่องเกี่ยวกับค่าเช่า), ideas on how films should be made  (ความคิดเกี่ยวกับว่าควรจะสร้างหนังอย่างไร), to comment on the issue  (แสดงความคิดเห็นในประเด็นนั้น), a talk on agriculture  (การสนทนาเกี่ยวกับเกษตรกรรม), cars running on petrol (รถยนต์ที่วิ่งด้วยน้ำมัน), appear on TV  (ปรากฏตัวทางทีวี), to hear it on the radio  (ได้ยินมันทางวิทยุ), on stage  (บนเวที), on the phone  (ทางโทรศัพท์ หรือกำลังพูดโทรศัพท์), on and on  (ไม่รู้จักจบสิ้น, ไม่หยุดหย่อน, ไม่สิ้นสุด), on edge  (รุ่มร้อน, กระวนกระวาย, ตื่นเต้น, ประสาทเสีย, ปวดสมอง), on one’s own  (ด้วยตนเอง, เป็นอิสระ, หาเลี้ยงตนเอง), on purpose  (โดยเจตนา, โดยตั้งใจทำ), on the carpet  (ดุด่าว่ากล่าว, สวด), on the fence   (ยังไม่แน่ใจ, ยังไม่ตัดสินใจ-ตกลงใจ   แปลตรงๆ คือ นั่งบนรั้ว), on the hook   (อยู่ในฐานะลำบาก), on the spot  (ที่กำลังพูดถึง-เอ่ยถึง), to be on   (กำลังปรากฏ, กำลังฉายอยู่. กำลังแสดง), on the go   (มีธุระยุ่ง, เคลื่อนไหวทำโน่นทำนี่อยู่ตลอด)  –  I’m usually on the go all day long.   (ผมมักมีธุระยุ่งตลอดทั้งวัน), on the market   (มีขาย, เสนอขาย)– I had to put my car on the market.  (ผมจำเป็นต้องเอารถออกขาย) - This is the finest home computer on the market.   (นี่เป็นคอมพิวเตอร์ประจำบ้านที่ดีที่สุดที่วางขายในตลาด), on the mend  (สบายดี, หายป่วยไข้)  – My cold was terrible, but I’m on the mend now.  (ไข้หวัดของผมย่ำแย่มากเลย  แต่ตอนนี้ผมหายไข้แล้ว) – What you need is some hot chicken soup.  Then you’ll really be on the mend.  (สิ่งที่คุณต้องการ คือ ซุปไก่ร้อนๆ  แล้วคุณจะหายป่วยจริงๆเลย), on the tip of one’s tongue  (ติดอยู่แค่ริมฝีปาก  คือ เกือบจะพูดออกมาแล้ว หรือ เกือบจะนึกออกแล้ว)– I have his name right on the tip of my tongue.  I’ll think of it in a second  (ผมมีชื่อของเขาติดอยู่ที่ริมฝีปาก  ผมจะนึกมันออกในอีกวินาทีเดียว) – John had the answer on the tip of his tongue, but Ann said it first  (จอห์นเกือบจะบอกคำตอบออกมาแล้ว  แต่แอนพูดออกมาเสียก่อน  -  คือชิงบอกคำตอบก่อน), on the wrong track  (ไปหรือเดินผิดลู่หรือราง, ทำตามสมมติฐานที่ผิด)  – You’ll never get the right answer.  You’re on the wrong track.  (คุณไม่มีวันจะได้คำตอบที่ถูกต้องหรอก คุณเดินผิดทางนี่ หรือ คุณตั้งสมมติฐานไว้ผิดนี่), be (skate) on thin ice  (อยู่ในสถานการณ์ที่เสี่ยงหรือมีอันตราย)– If you try that, you’ll really be on thin ice.  That’s too risky.  (ถ้าคุณลองทำสิ่งนั้น  คุณจะตกอยู่ในอันตรายอย่างแท้จริง  มันเสี่ยงเกินไป) – If you don’t want to find yourself (skating) on thin ice, you must be sure of your facts  (ถ้าคุณไม่ต้องการพบตัวเองตกอยู่ในอันตราย  คุณต้องมั่นใจในข้อเท็จจริง  - ไม่เช่นนั้นคุณอาจแพ้คดีและต้องจ่ายเงินมากมาย), on tiptoe  (เดินเขย่างเท้า), on vacation  (เดินทางไปเที่ยวในวันหยุดพักผ่อน)  – Where are you going on vacationthis year?  (คุณจะเดินทางไปพักผ่อนที่ไหนในวันหยุดปีนี้) – I’ll be away on vacation for three weeks.  (ผมจะเดินทางไปพักผ่อนวันหยุดเป็นเวลา ๓ สัปดาห์),  เป็นต้น

7. The gate _______________ since the sun set.

(ประตูใหญ่ ____________________ตั้งแต่พระอาทิตย์ตกดิน) 

(a) was closed

(b) closes

(c) has been closed     (ได้ถูกปิด)

(d) has been close

ตอบ   -   ข้อ   (c)   ใช้ในรูป   “Present perfect tense” (Passive voice)  {Subject + has (have) + been + Verb 3} (ประธานฯ ถูกกระทำ  คือ ประตูถูกปิด)  เนื่องจากเหตุการณ์เกิดในอดีต  และต่อเนื่องจนถึงปัจจุบันขณะที่พูดข้อความนี้   (คือ  ประตูถูกปิดตั้งแต่พระอาทิตย์ตก  และต่อเนื่องมาจนถึงขณะที่พูด)   ดูเพิ่มเติม  “Tense”นี้  จากประโยคข้างล่าง

                 ตัวอย่างที่ ๑

-       __________________ impressive increases in expenditure on the advertising of tobacco goods in recent years.

(_____________________การเพิ่มขึ้นอย่างน่าประทับใจ  ในค่าใช้จ่ายด้านการโฆษณาสินค้ายาสูบ  ในช่วงไม่กี่ปีที่เพิ่งผ่านมานี้)

(a) There are

(b) There were

(c) There have been    (มี, ได้มี)

(d) There has been

ตอบ   -   ข้อ  (c)   ใช้รูป  “Present perfect tense”  {Subject +has (have) + Verb 3}  (ต้องใช้  “have been” เนื่องจาก  “impressive increases” อยู่ในรูปพหูพจน์)เนื่องจากบอกการกระทำ  หรือเหตุการณ์  ที่เกิดขึ้นในอดีต  และยังคงดำเนินหรือมีผลต่อมาจนถึงปัจจุบัน  และคาดว่าเหตุการณ์นั้นยังจะปรากฏในอนาคตอีก  สังเกตจาก For  =  (เป็นเวลา)  (For + ความยาวของเวลา),  Since = (ตั้งแต่),(Since +จุดเริ่มต้นของเวลา),  Up to now (= Up to the present time = Up until now) = (จนถึงบัดนี้),  So far  =  “เท่าที่ผ่านมา, หมู่นี้”,  Lately (= Recently) = (หมู่นี้, เร็วๆ นี้),  Overthe past years (ในช่วงหลายปีที่ผ่านมา), In recent years  (ในช่วงไม่กี่ปีที่เพิ่งผ่านมา), Since the sun set  (ตั้งแต่พระอาทิตย์ตก),  Since they were in college  (ตั้งแต่พวกเขาเรียนมหาวิทยาลัย),  Since we were young  (ตั้งแต่เรายังเป็นเด็ก),  Since she was born  (ตั้งแต่เธอเกิด),   ดังตัวอย่างประโยคข้างล่าง

              - She has lived here for10 years.

(เธออาศัยอยู่ที่นี่มา ๑๐ ปีแล้ว – ปัจจุบันก็ยังอยู่)

            - He has been in Chicago since last week. (= He has gone to Chicago since last week.)

(เขาอยู่ในชิคาโกตั้งแต่สัปดาห็ที่แล้ว – ปัจจุบันก็ยังอยู่)

             - We have lived in Bangkok since we were young.

(เราอาศัยอยู่ในกรุงเทพตั้งแต่เรายังเด็ก – ปัจจุบันก็ยังอยู่)

              - So far, you have not done your best. (You have not done your best so far.)

(เท่าที่ผ่านๆมา  คุณยังไม่ได้ทำดีที่สุดเลย  -  ปัจจุบันก็ยังเป็นเช่นนั้น)

                - I have sent him only one letter up to now.

(ผมส่งจดหมายให้เขาเพียงฉบับเดียว  จนถึงบัดนี้)

               - The climate has changed a great deal over the past years.

(ภูมิอากาศได้เปลี่ยนแปลงอย่างมากมายในช่วงหลายปีที่ผ่านมา  -  จนถึงบัดนี้)

                 - Crime has significantly increased in recent years.

(อาชญากรรมได้เพิ่มขึ้นอย่างมากในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา  -  แม้กระทั่งบัดนี้)

8. Mr. Collins is ________________ in our town. 

(มิสเตอร์คอลลินส์เป็น _______________________ ในเมืองของเรา)

(a) one of the most notable figure

(b) one of most notable figures

(c) one of the most notable figures    (หนึ่งในบรรดาบุคคลที่มีชื่อเสียงมากที่สุด)

(d) one of a most notable figure

9. Today people who do manual work often receive _____________ than clerks.

(ปัจจุบัน  ผู้คนที่ทำงานโดยใช้มือทำ (ใช้แรงงาน)  มักจะได้รับ ______________กว่าเสมียน)

(a) far a lot of money    (ไม่มีใช้)

(b) far much money    (ไม่มีใช้)

(c) far more money    (เงินมากกว่าอย่างมากมาย)(คือ ได้เงินมากกว่าเสมียนมากมาย) 

(d) far a great deal of money    (ไม่มีใช้)

ตอบ   -   ข้อ    (c)   เป็นการเปรียบเทียบ  “ขั้นกว่า” (Comparative degree)   ดูเพิ่มเติมจากประโยคข้างล่าง

                    ตัวอย่างที่ ๑

-  It is ______________ to keep down your head while they are shooting.  

(มัน _______________ ที่จะก้มหัวของคุณให้ต่ำ   ในขณะที่พวกเขากำลังยิงกัน)

(a) much the better

(b) much more better

(c) much better    (ดีกว่ากันอย่างมาก)

(d) more better

ตอบ   -   ข้อ  (c)   เป็นการเปรียบเทียบ  “ขั้นกว่า”  (Comparative degree)

                  ตัวอย่างที่ ๒

-  Literature played ______________ important part in the lives of the leisured class in England.

(วรรณคดี-วรรณกรรมมีส่วนสำคัญ _____________________ ในชีวิตของชนชั้นที่มีเวลาว่าง (ชนชั้นกลาง) ในประเทศอังกฤษ  -  เมื่อเปรียบเทียบกับชนชั้นอื่นๆ)  (หมายถึง  เมื่อคนมีเวลาว่างจากการทำงาน  ก็มีเวลามาสนใจอ่านหนังสือประเภทวรรณคดี-วรรณกรรม)

(a) much more

(b) far more

(c) a much more    (มากกว่ากันอย่างมากมาย)

(d) much

ตอบ   -   ข้อ   (c)  เนื่องจากเป็นการเปรียบเทียบ  “ขั้นกว่า”  (Comparative degree)  ระหว่างชนชั้นที่มีเวลาว่าง คือ ชนชั้นกลาง  กับชนชั้นอื่นๆ ในประเทศอังกฤษ  โดยละชนชั้นอื่นๆ ไว้ในฐานที่เข้าใจ  (ไม่ได้เขียนลงไป)   และเนื่องจาก“Important”  เป็นคำพยางค์ยาว  จึงต้องใช้  “More”  ขยาย  (สำคัญมากกว่า)  และเมื่อต้องการบอกว่า  “สำคัญมากกว่าอย่างมากมาย”  จึงต้องใช้   “Much”  หรือFar”  ขยายหน้า  “Important”  นอกจากนั้น  “Part”  เป็นนามนับได้  เอกพจน์  จึงต้องนำหน้าด้วย    “A”   โดยใส่ไว้หน้า  “Much

                    ตัวอย่างที่ ๓

-  Last night’s homework was hard, but this is _____ ________________ difficult.

(การบ้านของเมื่อคืนนี้ยาก  แต่ (การบ้าน) นี่  ยาก  __________________)

(a)  much more    (กว่ามากมาย)

(b) too much more

(c) too

(d) more too

ตอบ   -   ข้อ  (a)

                      ตัวอย่างที่ ๔

-   It’s so noisy to live near a busy street but it is worse, __________ worse to live near a railway station.

(มันเสียงดังมากที่จะอาศัยอยู่ใกล้ถนนที่มีรถสัญจรไปมา  แต่มันยิ่งแย่กว่า  แย่กว่า _______________ที่จะอาศัยอยู่ใกล้กับสถานีรถไฟ)

(a)   very

(b)  so

(c) much    (มาก, มากมาย)   (หรืออาจใช้“Far”ก็ได้)

(d) more

ตอบ  -  ข้อ  (c)   ในการเปรียบเทียบ  “ขั้นกว่า”  (Comparative degree)

ในกรณีที่ต้องการบอกว่า “ใหญ่กว่ามาก”  “เล็กกว่ามาก”  “ร้อนกว่ามาก”“สวยกว่ามาก”  ให้ใช้  “Much”  หรือ  “Far”  ขยาย    (ห้ามใช้ “Very”

                       ตัวอย่างที่ ๕

-     She looks much ______________ this morning.

(เธอมีท่าทาง _______________________ อย่างมากเช้าวันนี้)

(a) happy

(b) happily

(c) happier    (มีความสุขมากขึ้น)

(d) happiness    (ความสุข)

(e) happiest    (มีความสุขที่สุด)

ตอบ   -   ข้อ   (c)   เนื่องจากเป็นการเปรียบเทียบ  “ขั้นกว่า”  (Comparative degree)  เพียงแต่ไม่มี  “Than” ปรากฏให้เห็น  แต่จริงๆแล้วเป็นการเปรียบเทียบกับอดีต  เช่น  เมื่อวานนี้   หรือ  สัปดาห์ที่แล้ว  ข้อสังเกตอีกอย่างคือ ถ้าไม่มีการเปรียบเทียบ  จะต้องใช้   “Very”  แทน  “Much”  เพื่อขยาย  “Happy”  ส่วนการจะบอกว่า  มีความสุขมากขึ้น  “อย่างมาก”  ให้ใช้   “Much”หรือ  “Far” เท่า นั้น   (สำหรับความหมาย  “อย่างมาก”)    ห้ามใช้“Very

                     ตัวอย่างที่ ๖

-   The scenery looks ______________ in December than in April.

(ภูมิประเทศ – ทิวทัศน์ – มีลักษณะ ____________________ ในเดือนธันวาคม กว่าเดือนเมษายน)

(a) far pleasant

(b) much more pleasant    (น่ารื่นรมย์มากกว่ากัน(อย่าง) มากมาย)

(c) very pleasant

(d) much more pleasantly

ตอบ    –    ข้อ   (b)   เนื่องจากการเปรียบเทียบ   “ขั้นกว่า”  (Comparative degree)  ถ้าต้องการบอกว่า   “มากกว่าอย่างมากมาย”  เช่น  “ใหญ่กว่ามาก”  “เล็กกว่ามาก”  “หนาวกว่ามาก” ฯลฯ  สามารถใช้คำแทนคำว่า  “อย่างมากมาย”   ได้ ๒ คำ คือ  “Much”  หรือ  “Far”  ห้ามใช้  “Very”  สำหรับในประโยคข้างบน  จะใช้far more pleasant”ก็ได้

                          ตัวอย่างอื่นๆเช่น  “much  bigger” (ใหญ่กว่ามาก)  “much older” (แก่กว่ามาก)  “far hotter” (ร้อนกว่ามาก)  “far colder” (หนาวกว่ามาก)   “much more important” (สำคัญกว่ามาก)  “much more complicated” (ยุ่งยากหรือสลับซับซ้อนกว่ามาก)  “far smaller” (เล็กกว่ามาก)“far thinner” (ผอมหรือบางกว่ามาก)  “far more beautiful”  (สวยกว่ามาก)

                         ในกรณีที่ต้องการบอกว่า  “ใหญ่กว่าเล็กน้อย”  “หนาวกว่านิดหน่อย”  “หนักกว่าเล็กน้อย”  “เบากว่าเล็กน้อย”  “แพงกว่านิดหน่อย”   “ยากกว่านิดหน่อย”  ดูคำอธิบายจากประโยคข้างล่าง

                     ตัวอย่างที่ ๗

- I hope you will try ______________ harder next time.

(ผมหวังว่าคุณจะพยายามมากขึ้น ____________________ ในคราวหน้า)

(a) less

(b) more

(c) some

(d) a little   (เล็กน้อย, นิดหน่อย)

(e) very

ตอบ   -   ข้อ  (d)  เมื่อขยายการเปรียบเทียบ  “ขั้นกว่า”  (Comparative degree)  เช่น  “ ใหญ่กว่า, ร้อนกว่า, แพงกว่า”   และต้องการบอกว่าเพียง  “เล็กน้อย, นิดหน่อย”  ให้ใช้ “A little, A bit  หรือ  A little bit” ขยาย  เช่น  “A little bigger”(ใหญ่กว่านิดหน่อย),  A little hotter” (ร้อนกว่าเล็กน้อย),  “A bit colder”  (หนาวกว่านิดหน่อย),  “A little more expensive”  (แพงกว่าเล็กน้อย),  “A bit more interesting”  (น่าสนใจกว่านิดหน่อย),  “A little bit more important”  (สำคัญกว่าเล็กน้อย)   เป็นต้น

10. I wish I could ______________ smoking.

(ผมปรารถนาว่าผมสามารถ ____________________ สูบบุหรี่) 

(a) cut down    (ลดปริมาณลง, ทำให้น้อยลง)

(b) cut up    (ตัดออกเป็นชิ้นๆ)

(c) cut away    (รูปนี้  ไม่มีใช้)

(d) cut out    (ยุติ,  เลิก)

11. His answer is different _______________ yours.

(คำตอบของเขาแตกต่าง ____________________ ของคุณ)

(a) with

(b) to

(c) from    (จาก)

(d) by

ตอบ   -   ข้อ   (c) 

                       สำหรับคำคุณศัพท์  (Adjective)   ที่ใช้กับ  “From”   ได้แก่“Different”  (แตกต่าง)  -  She is very different from her twin sister.  (เธอแตกต่างอย่างมากมาย  จากน้องสาวฝาแฝด),  “Far”  (ไกล)  -  My house is very far from the office.  (บ้านของผมอยู่ไกลจากที่ทำงานมาก), “Free”  (เป็นอิสระ),  “Safe”  (ปลอดภัย),  “Immune”  (ปลอดภัยจาก, ได้รับความคุ้มกันจาก),  “Absent”  (ไม่อยู่, ขาดหายไป)  -   Some students are frequently absent from school.  (นักเรียนบางคนขาดเรียนบ่อย),  “Away”  (อยู่ห่าง)  -  Most people don’t like to be away from home for a long time.  (คนส่วนใหญ่ไม่ชอบอยู่ห่างจากบ้านเป็นเวลานานๆ),  “Evident”  (เห็นได้ชัดจาก),เป็นต้น

                     สำหรับคำกริยา  (Verb)  ที่ใช้กับ  “From”  ได้แก่   “Differ”  (แตกต่าง),  “Borrow”  (ขอยืม),  “Abstain”  (ละเว้น),  “Prevent”  (ขัดขวาง),  “Suffer”  (ป่วยเป็น หรือ เดือดร้อนเพราะ),  “Refrain”  (ละเว้น, หลีกเลี่ยง),  “Stop”  (หยุด, ขัดขวาง),  “Separate”  (แยก, แยกออก, สกัด),  “Protect”  (ปกป้อง, คุ้มครอง),  “Prohibit”  (ห้ามไม่ให้),  “Hinder”  (ขัดขวางไม่ให้),  “Defend”  (ป้องกัน),  “Draw”  (ดึงหรือลากออกมา),  “Recover”  (ฟื้นจาก),   เป็นต้น

                        ส่วนวลีอื่นๆ ที่ใช้   “From”  ได้แก่  “From now on” = “นับจากนี้เป็นต้นไป”  “From time to time”  (เป็นครั้งคราว, เป็นบางโอกาส),  “Live from hand to mouth”  (ดำรงชีวิตแบบหาเช้ากินค่ำ),  “From the beginning”  (จากเริ่มต้น, จากเริ่มแรก),  “From place to place”  (จากที่หนึ่งไปยังอีกที่หนึ่ง),  “From one place to another place”  (จากที่หนึ่งไปยังอีกที่หนึ่ง),  “From the bottom of one’s heart”  (จากก้นบึ้งหัวใจของคนๆนั้น,  ด้วยความจริงใจ),  “From 2 to 4 p.m.”  (จาก  ๒  โมง  ถึง  ๔  โมงเย็น),  “From January to April”  (จากเดือนมกราคม ถึงเมษายน),  “Go from bad to worse”  (เลวร้ายหรือแย่ยิ่งกว่าเดิมที่แย่อยู่แล้ว)  - Jack’s conduct in school has gone from bad to worse.  (ความประพฤติของแจ๊คในโรงเรียนเลวหนักยิ่งกว่าเดิม  ซึ่งก็เลวอยู่แล้ว)  -  Dick’s typing went from bad to  worse when has was tired.  (การพิมพ์ของดิ๊กซึ่งห่วยแตกอยู่แล้ว  กลับห่วย มากขึ้นไปอีก   เมื่อตอนเขามีอาการเหนื่อยล้า),  “From hand to hand”  (จากคนหนึ่งไปสู่อีกคนหนึ่งและอีกคนหนึ่ง)  -  The box of candy was passed from hand to hand.  (กล่องลูกอมถูกส่ง  จากคนหนึ่งไปสู่อีกคนหนึ่ง  และอีกคนหนึ่งจนทั่วถึง),  “Fall from grace”  (กลับไปมีนิสัยเลวเหมือนเดิมอีก, ทำสิ่งเลวๆอีกครั้ง)  -  The boy fell from grace when he lied.  (เด็กคนนั้นทำในสิ่งที่ไม่ดี  เมื่อเขาโกหก),  “From pillar to post”  (จากที่หนึ่งไปยังอีกที่หนึ่ง  หลายๆครั้ง  แบบระเหเร่ร่อน  -  เปรียบเหมือนนกเกาะเสาต้นหนึ่ง  แล้วโผไปอีกต้นหนึ่ง)  -  Jim’s father changed jobs several times a year, and the family was moved from pillar to post  (พ่อของจิมเปลี่ยนงานหลายครั้งในแต่ละปี  และครอบครัวต้องย้ายบ้านหลายครั้งหลายหน),  “From scratch”  (จากศูนย์, จากไม่มีอะไรเลย, จากมือเปล่า)  -  Tom started his business from scratch.  (ทอมเริ่มต้นธุรกิจของเขาจากที่ไม่มีอะไรเลย  -  หรือจากศูนย์),  “From across the world”  (จากทั่วโลก),  “From door to door”  (จากบ้านหนึ่งไปยังอีกบ้านหนึ่ง)  -  She sells face cream from door to door.  (เธอขายครีมทาหน้าจากบ้านหลังหนึ่ง  สู่บ้านอีกหลังหนึ่ง  และอีกหลังหนึ่ง),  “From head to foot”  (จากหัวถึงเท้า,  อย่างพินิจพิเคราะห์, อย่างรอบคอบ)  -  The stranger looked the boy over from head to foot.  (คนแปลกหน้ามองเด็กคนนั้นอย่างรอบคอบ-ระมัดระวัง),  “From end to end”  (ทั่วทั้งบริเวณ)  -  The dog sniffed the yard from end to end in search of a bone  (หมาสูดดมสนามทั่วทั้งบริเวณ  เพื่อค้นหากระดูก), “From top to bottom”  (จากบนถึงล่าง, ทั่วทั้งหมด)  -  This new car has been redesigned from top to bottom.  (รถใหม่คันนี้ถูกเปลี่ยนแปลงตลอดทั้งคัน),   เป็นต้น

12. Have you ever tried ________________ snails?

(คุณเคยลอง _____________________ หอยทากหรือเปล่า)

(a) to eat

(b) eating(กิน)

(c) of eating

(d) eaten

ตอบ   -   ข้อ   (b)  “Try + Verb + ing” =  “ลอง...............”   ส่วน  “Try + to + Verb 1” =  “พยายาม.................”  ดูคำกริยาที่ตามด้วย  “Verb + ing” และ   “To + Verb 1”  แล้วความหมายต่างกัน  จากประโยคข้างล่าง

                      ตัวอย่างที่ ๑

- Thai people always _________________ on their elders on Songkran Day.

(คนไทย ___________________ ผู้อาวุโส-ผู้มีอายุมากกว่า  ในวันสงกรานต์)

(a) remember calling

(b) remember to call    (จำได้, ระลึกได้ (เสมอ) ที่จะไปเยี่ยมเยียน)

(c) remembered calling

(d) remembered to call

ตอบ   -   ข้อ    (b)  เนื่องจากข้อนี้เป็นข้อเท็จจริง   (Fact)   จึงถือเป็นเหตุการณ์ปัจจุบัน  จึงใช้ในรูป  “Present simple tense”  (Subject + Verb 1)   (ดังนั้น  จึงตัดข้อ  (c) และ  (d) ทิ้ง)  สำหรับข้อ   (b) หมายถึง  “จำได้-ระลึกได้  ที่จะไปเยี่ยม ผู้อาวุโส  ในวันสงกรานต์ ทุกๆปี”  มิได้ต้องการหมายถึงใน ข้อ  (a) ที่ว่า  “ระลึกได้ถึงการไปเยี่ยม ฯ”  คือ  ไปเยี่ยมมาแล้ว  และยังคงจำเหตุการณ์นั้นได้

                     ตัวอย่างที่ ๒

-  Seeing the teacher, ______________ at once.

(เห็นครู _________________________ ในทันที)

(a) the game was stopped    (เกมถูกหยุด)

(b) they stopped playing the game    (พวกเขาหยุดการเล่นเกม)

(c) the game stopped   (เกมหยุด)

(d) they stopped to play the game   (พวกเขาหยุดเพื่อจะเล่นเกม)

ตอบ   -   ข้อ  (b)  เนื่องจากประธานของประโยค  ที่อยู่หลังเครื่องหมายคอมม่า (หลังคำ “teacher”)  เป็นผู้ทำกริยาที่ขึ้นต้นประโยค  (Seeing)คือ  “เห็น”  ดังนั้น  จึงต้องเป็นสิ่งมีชีวิต  ซึ่งในที่นี้ คือ  “They”  จึงตัดข้อ  (a, c)  ทิ้งไป  และต้องเลือกข้อ  (b)  เนื่องจากต้องใช้   “Stop playing”   (นักเรียนหยุดการเล่นเกม)  มิใช่ข้อ  (d)   “นักเรียนหยุดเพื่อจะเล่นเกม”  ดูเพิ่มเติมกริยาประเภทเดียวกับ  “Stop”จากประโยคข้างล่าง

                     ตัวอย่างที่ ๓

-         Try _______________ water to your drink.

(ทดลอง _____________________ น้ำเข้ากับเครื่องดื่มของคุณ)

(a) to add

(b) adding    (ผสม)

(c) added

(d) addition    (การผสม-เติม-เพิ่ม-บวก)

ตอบ   -   ข้อ   (b)  “Try”  ในประโยคนี้หมายถึง  “ทดลอง,  ลอง”   จึงต้องตามด้วย “Gerund”(Verb + ing)  แต่ถ้าหมายถึง  “พยายาม”  ต้องตามด้วย “Infinitive with to” (To + Verb 1)  (การผสมน้ำเข้ากับเครื่องดื่ม ไม่ต้องใช้ความพยายามแต่อย่างใด)    ดูเพิ่มเติมกริยาที่มี  ๒  ความหมาย   และต้องตามด้วยโครงสร้างที่ต่างกัน    จากประโยคข้างล่าง

                  ตัวอย่างที่ ๔

-   Don’t forget _________________ my letter !

(จงอย่าลืม ___________________________ จดหมายของผม)

(a) post

(b) posting    (การส่ง)

(c) to post    (ที่จะส่ง)

(d) posted

ตอบ  -  ข้อ   (c)   เนื่องจากต้องการบอกว่า  “อย่าลืมส่ง”  (คือ ขณะที่พูดยังมิได้ส่ง  )มิใช่  “ลืมการส่ง”  (คือส่งไปแล้ว  และนานมากแล้ว จนลืมว่าเคยทำเช่นนั้น)  ซึ่งในกรณีหลังนี้  ต้องใช้  “Posting

                     ตัวอย่างที่ ๕

- Have you ever tried _______________ this kind of food?

(คุณเคยลอง ______________________ อาหารชนิดนี้ไหม)

(a) to eat

(b) eating    (กิน)

(c) of

(d) with

ตอบ   -    ข้อ  (b)   เมื่อ  “Try” หมายถึง   “ลอง, ลองทำดู”   ในที่นี้ คือ  “ลองกิน”  ต้องตามด้วย  “Gerund” (Verb + ing)  ส่วนอีกความหมาย  คือ  “พยายาม”  ต้องตามด้วย  “To + Verb 1”  (ในประโยคข้างบน  การกินอาหารไม่ต้องใช้ความพยายาม   “Try”  จึงควรมีความหมายว่า   “ทดลอง, ลองทำดู”)

                     ตัวอย่างที่ ๖

-  Please don’t forget ______________ me your address.

(โปรดอย่าลืม _____________________ที่อยู่ของคุณให้ผมด้วย)

(a) send

(b) to send     (ส่ง)

(c) sending

(d) sent

ตอบ  -  ข้อ   (b)   เนื่องจาก  “Forget + To + Verb 1” = “ลืมที่จะ...........”  คือไม่ได้ทำ  เพราะลืม  ส่วน  “Forget + Verb + ing” =  “ลืมการ.............” หมายถึง  ได้กระทำสิ่งหนึ่งลงไปแล้ว  แต่ลืมว่าได้กระทำสิ่งนั้น   ด้วยเหตุผลใดเหตุผลหนึ่ง 

                 ตัวอย่างที่ ๗

-      As soon as it stops _______________, I shall go home.

(ในทันทีที่หยุด ___________________ ผมจะกลับบ้าน)

(a) rain

(b) the rain

(c) to rain

(d) raining    (ฝนตก)

ตอบ  -  ข้อ   (d)  เนื่องจาก   “It stops raining.”  หมายถึง  “ฝนหยุดการตก”กล่าวคือ  “Stop + Verb + ing” =  “หยุดการกระทำสิ่งนั้น”  ส่วน  “Stop + To + Verb 1” =  “หยุดเพื่อที่จะทำสิ่งนั้น” 

                      ตัวอย่างที่ ๘

-      While we were walking in the park, she often stopped __________________ at the flowers.

(ขณะที่เรากำลังเดินไปในสวนสาธารณะ  เธอมักจะหยุด _______________ที่ดอกไม้อยู่บ่อยๆ)

(a) to look    (เพื่อที่จะมองดู)

(b) looking    (การมองดู)

(c) looked

(d) for looking

ตอบ    -    ข้อ   (a)   เนื่องจาก  (Stop + To + Verb 1 =  “หยุดเพื่อที่จะทำสิ่งนั้นๆ”)  (Stop + Verb + ing =  “หยุดการกระทำสิ่งนั้นๆ”)

                    ตัวอย่างที่ ๙

-   I remember that restaurant; we stopped there ____________

on our way to Korat. 

(ผมจำภัตตาคารนั้นได้  เราหยุด (แวะ) ที่นั่น________________ ในระหว่างทางไปโคราช)

(a) eating    (การกินอาหาร)

(b) ate

(c) to eat    (เพื่อกินอาหาร)

(d) eaten

ตอบ  -  ข้อ  (c)  เนื่องจาก  “หยุดหรือแวะเพื่อที่จะกินอาหาร   (Stop to eat)

                    ตัวอย่างที่ ๑๐

-       How did the cat get into the house?  I remember _______________it out last night.

(แมวเข้ามาในบ้านได้อย่างไร  ผมจำได้ถึง ______________มันไปไว้ข้างนอกเมื่อคืนที่ผ่านมา)

(a)    put

(b)   to put

(c)   putting   (การจับ)

(d)   putting away

ตอบ   -   ข้อ (c)  (Remember + Verb + ing =  “จำได้ถึงการกระทำสิ่งนั้นๆ” คือ  ทำไปแล้วในอดีต  และยังจำได้ว่าทำ)  (ในข้อนี้  คือ  จำได้ว่าเอาแมวออกไปไว้ข้างนอกแล้ว  เมื่อคืนก่อน)   ส่วน   “Remember + To + Verb 1”=  “จำได้ (ไม่ลืม)   ที่จะทำสิ่งนั้นๆ”

สรุป   -   มีหลักไวยากรณ์ดังนี้  คือ  เราใช้ “Infinitive with to” (To + Verb 1) และ  “Gerund” (Verb + ing)   ตามหลังคำกริยา  “Remember, Forget, Try Stop”   แต่มีความหมายต่างกัน  เช่น

-         I remembered to buy him a newspaper.

(ผมจำได้ที่จะซื้อ (ไม่ลืมซื้อ) หนังสือพิมพ์ให้เขา)

-         I remembered buying him a newspaper.

(ผมจำได้ถึงการซื้อหนังสือพิมพ์ให้เขา  –  คือซื้อเมื่อเดือนที่แล้ว  และยังจำได้ว่าซื้อ)

-         She forgot meeting me in New York ten years ago.

(เธอลืมการได้พบกับผมในนิวยอร์คเมื่อ ๑๐ ปีมาแล้ว  –  คือเคยพบกันเมื่อ ๑๐ ปีมาแล้ว  แต่เธอจำไม่ได้แล้วว่าเคยพบ)

-         She forgot to meet me at my office yesterday.

(เธอลืมที่จะมาพบผมที่สำนักงานเมื่อวานนี้ – สรุปคือไม่ได้มาพบเพราะลืม)

-         He tried to swim across the dangerous river.

(เขาพยายามว่ายข้ามแม่น้ำที่มีอันตราย)

-         He tried eating the food his girlfriend cooked for him.

(เขาทดลองกินอาหารที่แฟนปรุงให้เขากิน)

-         They stopped working and went to a restaurant.

(พวกเขาหยุดการทำงาน  และไปภัตตาคารเพื่อกินอาหาร)

-         They stopped to work until late at night.

(พวกเขาหยุด (กิน, เล่น, พูดคุย, ฯลฯ) เพื่อที่จะทำงานจนกระทั่งดึกดื่น)

13. Students should ___________ more time ___________ books.

(นักเรียนควร ____________ เวลามากขึ้น (ในการ) ____________ หนังสือ)

(a) spend _____________ read

(b) spend _____________ to read

(c) to spend _____________ to read

(d) spend _____________ reading    (ใช้ ________________ อ่าน)

ตอบ   -   ข้อ   (d)  “Should + Verb 1”  และ   “Spend + time + Verb + ing

14. The postman was _______________ this morning because he had an accident on the way to the post office.

(บุรุษไปรษณีย์ _____________________ เมื่อเช้านี้   เพราะว่าเขาประสบอุบัติเหตุ   ในระหว่างเดินทางไปที่สำนักงานไปรษณีย์)

(a) late half an hour

(b) late a half hour

(c) half an hour late    (สายไปครึ่งชั่วโมง)   (คือไปถึงที่ทำงานสายครึ่งชั่วโมง)

(d) a half hour late

15. Geological tests will _____________ to find the point at which the earthquake occurs the most.

(การทดสอบทางธรณีวิทยาจะ __________________ เพื่อจะหาจุด (บริเวณ) ที่แผ่นดินไหว  เกิดขึ้นบ่อยหรือมากที่สุด)

(a) carry out

(b) be carry out

(c) be carrying out

(d) be carried out    (ถูกดำเนินการ,  ถูกทำให้แล้วเสร็จ)

ตอบ   -   ข้อ   (d)  เนื่องจากอยู่ในรูป  “Future tense”  ในแบบ  “Passive voice”  {Subject + will (shall) + be + Verb 3}  เพราะว่าประธานประโยค  (Geological tests)   ถูกกระทำ  คือ  “ถูกดำเนินการ  หรือ ถูกทำให้แล้วเสร็จ

16. If you are in need _______________ money, come to me.

(ถ้าคุณต้องการ _____________________ เงิน  มาหาผมนะ)  (หมายถึง  ผมจะให้เงินคุณ)

(a) for

(b) in

(c) of    (ใช้)

ตอบ   -   ข้อ   (c)  “In need of +  กรรม”  =   “ต้องการสิ่งนั้น (กรรม)”  สำหรับวลีที่ต้องใช้  “Of”  ได้แก่   “In charge of”  (ดูแล, รับผิดชอบ), “inform someone of something”  (บอกใครเกี่ยวกับเรื่องอะไร)  -  Please inform me of your decision.  (โปรดบอกผมเกี่ยวกับการตัดสินใจของคุณ),   “of age”  (โตพอที่จะทำอะไรบางอย่าง, อายุมากพอที่จะลงคะแนนเลือกตั้งหรือซื้อเหล้า-เบียร์, ได้รับการพัฒนาอย่างเต็มที่)  -  Mary will be of driving age on her next birthday  (แมรี่จะถึงวัยที่ได้รับอนุญาตให้ขับรถได้  ในวันเกิดของเธอปีหน้า),  “of course”  (แน่นอน, ไม่ต้องสงสัยเลย, เป็นเรื่องธรรมดา, เหมือนที่คาดหวังไว้)  -  Of course you know that girl; she is in your class  (แน่นอน  คุณรู้จักเด็กผู้หญิงคนนั้น  เธอเป็นเด็กนักเรียนของคุณ  -  หรือ เธอเรียนอยู่ในชั้นเดียวกับคุณ  –  คือเป็นเพื่อนคุณ),  “remind someone of”  (เตือนใครให้นึกถึงเรื่อง.........)  -  She reminded me of her mother.  (เธอเตือนให้ผมนึกถึงแม่ของเธอ  -  ด้านรูปร่างหน้าตาหรือนิสัยใจคอ),  “approve”  (อนุมัติ, เห็นชอบ)  -  The committee did not approve of the construction project.  (คณะ กรรมการไม่อนุมัติโครงการก่อสร้าง),  “boast”  (คุยโม้)  -  He often boasts of his wealth.  (เขาคุยโม้บ่อยๆ   ถึงความร่ำรวยของตัวเอง), “think”  (คิดถึงเรื่อง)  -  We’re thinking of going out for dinner tonight.  (เรากำลังคิดถึงเรื่องจะออกไปทานอาหารค่ำนอกบ้านคืนนี้),  “warn”  (เตือน)  -  The doctor warned of the danger of the new drugs.  (หมอเตือนถึงอันตรายของยาชนิดใหม่),   “accuse someone of”  (กล่าวหาใครในเรื่อง..........)  -  They accused him of stealing their car.  (พวกเขากล่าวหาเขาว่าขโมยรถยนต์),  “suspect”  (สงสัย),  “consist”  (ประกอบด้วย)  -  The class consists of both boys and girls.  (ห้องเรียนประกอบด้วยทั้งเด็กชายและหญิง),  “be composed of”  (ประกอบด้วย)  -  Our team is composed of a number of experts in several fields.   (ทีมของเราประกอบด้วยผู้เชี่ยวชาญจำนวนมากจากหลายสาขา),  “dream”  (ฝัน)  -  She never dreams of traveling abroad.  (เธอไม่เคยฝันว่าจะเดินทางไปต่างประเทศ),  “hear”  (ได้ยิน),  “beware”  (ระวัง),  “complain”  (บ่น, ร้องทุกข์)  -  They never complain of their hardship.  (พวกเขาไม่เคยบ่นอุทธรณ์ความยากลำบากเลย),  “convince”  (ทำให้เชื่อ),  “disapprove”  (ไม่อนุมัติ, ไม่เห็นด้วย),  “assure”  (รับรอง),  “cure”  (รักษาให้หายจากโลก),  “smell”  (ได้กลิ่น),  “full”  (เต็มไปด้วย)  - The street was full of water.   (ถนนเจิ่งนองไปด้วยน้ำ), “fond”  (ชอบ, หลงใหล)  -  She is fond of music.  (เธอชอบดนตรี), “careful”  (ระวัง, รอบคอบ), “frightened”  (ตกใจกลัว)  -  She is frightened of the dark.  (เธอกลัวความมืด), “confident”  (มั่นใจ)  -  You should be confident of yourselves.  (พวกคุณควรมั่นใจในตนเอง), “short”  (ขาดแคลน)  -  They were short of food and water.  (พวกเขาขาดแคลนอาหารและน้ำ), “tired”  (เบื่อ, เหนื่อย), “sure”  (มั่นใจ)  -  They are sure of their ability.  (พวกเขามั่นใจในความสามารถของตัวเอง), “aware”  (ตระหนัก, รู้ดี)  -  The government was aware of the devastation of the war.  (รัฐบาลตระหนักดีถึงการทำลายล้าง-ความหายนะของสงคราม), “certain” (มั่นใจ, แน่นอน), “free”  (ยกเว้น, ไม่คิดมูลค่า)  -  The service was free of charge.  (การบริการไม่คิดมูลค่า  คือให้เปล่า), “proud”  (ภูมิใจ)  -  We are proud of our success.  (เราภูมิใจในความสำเร็จของเรา), “hopeful”  (มีความหวัง), “glad”  (ดีใจ), “capable”  (สามารถ)  -  The new weapon is capable of massive destruction.  (อาวุธชนิดใหม่มีความสามารถทำลายล้างอย่างขนานใหญ่), “ashamed”  (ละอายใจ)  -  He was never ashamed of his wicked conduct.  (เขาไม่เคยละอายใจในความประพฤติชั่วร้ายของตัวเอง), “suspicious”  (สงสัย, ระแวง)  -  We were suspicious of the robbery.  (เราสงสัยว่าจะมีการปล้น), “tolerant”   (อดทนต่อ, ใจกว้างต่อ), “considerate”  (เกรงใจ), “ignorant”  (ไม่รู้), “convinced”  (เชื่อ), “ahead”  (ล่วงหน้า), “shy”  (อาย, ละอาย), “conscious”  (รู้สึกถึง), “jealous”  (อิจฉา, หึงหวง), “envious”  (อิจฉา, หึงหวง),  “a cup of tea”  (ชา ๑ ถ้วย),  “a sheet of paper”  (กระดาษ ๑ แผ่น),  “a number of dogs”  (หมาจำนวนมาก),“the number of students”  (จำนวนนักเรียน),  “a pair of trousers”  (กางเกงขายาว ๑ ตัว), “millions of dollars”  (เงินหลายล้านดอลล่าร์),  “two gallons of water”  (น้ำ ๒ แกลลอน),  “10% of the population”  (๑๐ เปอร์เซนต์ของประชากร),  “a town of 2,000 people”  (เมืองที่มีประชากร ๒,๐๐๐ คน),  “Half of the boats sank.”  (เรือจำนวนครึ่งหนึ่งจมลง),  “a bag of gold”  (ทองถุงหนึ่ง),  “at a rate of 20 dollars a day”  (ในอัตรา ๒๐ เหรียญต่อวัน),  “a boy of sixteen”  (เด็กอายุ ๑๖ ปี),  “at the age of five”  (ตอนอายุ ๕ ขวบ),  “a baby of 6 months”  (ทารกอายุ ๖ เดือน),  “the first of a series of movies”  (ตอนแรกของภาพยนตร์ซีรี่ส์),  “one of the problems”  (หนึ่งในหลายปัญหา),  “two of the three”  ( ๒ ใน ๓), “many of the students”  (นักเรียนหลายคน),  “a meeting of executives”  (การประชุมผู้บริหาร),  “a map of Sweden”  (แผนที่ประเทศสวีเดน),  “a picture of the refugees”  (ภาพของผู้อพยพ),  “an account of the event”  (เรื่องราวของเหตุการณ์),  เป็นต้น

 17. I have nothing left _______________ this ring.

(ผมไม่มีอะไรเหลือ ______________________ แหวนวงนี้)

(a) besides    (นอกเหนือจาก)

(b) but    (เว้นแต่, นอกจาก)   (เมื่อเป็น  “Preposition”)

(c) beside    (อยู่ข้าง, เคียงข้าง)

(d) in addition to    (นอกเหนือจาก)

ตอบ   -   ข้อ   (b)  สำหรับข้อ  (a)  “Besides”  และ  (d)  “In addition to”   ใช้ในความหมายว่า  “นอกเหนือจากสิ่งนี้  ยังมีสิ่งนั้นด้วย”  ดังประโยคข้างล่าง

        - Besides a lot of money, we also provided them with a car.

(นอกเหนือจากเงินจำนวนมากแล้ว  เรายังจัดหารถยนต์ให้พวกเขาด้วย)

         - In addition to luxurious clothes, she bought an expensive necklace.

(นอกเหนือจาก (ซื้อ) เสื้อผ้าหรูหราราคาแพงแล้ว   เธอยังซื้อสร้อยคอราคาแพงเส้นหนึ่งด้วย)

18. I am neither for nor ______________ your opinion. 

(ผมทั้งไม่เห็นด้วย  และไม่ ____________________ ความเห็นของคุณ)  (คือ  เห็นด้วยก็ไม่ใช่  คัดค้านก็ไม่เชิง  -  ไม่เอาทั้ง  ๒  อย่าง)

(a) to

(b) without

(c)disagree

(d) against    (คัดค้าน)

ตอบ   -   ข้อ   (d)  “To be for” =  “เห็นด้วย”  ส่วน  “To be against” =   “คัดค้าน

19. He desires nothing except _______________ her hand.

(เขาไม่ปรารถนาอะไร  ยกเว้น ___________________ ใจเธอ) 

(a) winning

(b) to win    (เอาชนะ)

(c) win

(d) to winning

ตอบ   -   ข้อ   (b) หลัง   Preposition  “Except” (ยกเว้น, เว้นแต่)   และ   “But” (ยกเว้น, เว้นแต่, นอกจาก)  ต้องตามด้วย  “To + Verb 1”  ส่วน  “To win someone’s hand” =  “เอาชนะใจผู้นั้น

20. I want a good novel ______________ on the journey.

(ผมต้องการนิยายดีๆ สักเล่มหนึ่ง __________________ ระหว่างการเดินทาง)

(a) to read    (ไว้อ่าน,  เพื่ออ่าน

(b) to be read

(c) read

(d) reading