หมวดข้อสอบ TOEIC (ตอนที่ 8)

Part V : Complete Sentences

(ส่วนที่ 5 :  การเติมประโยคให้สมบูรณ์)

1.  Our __________ are trying to hire our best employees. ( ______________ ของเรากำลังพยายามจ้างพนักงานที่ดีที่สุดของเรา – คือพยายามจะแย่งพนักงานไปจากเรา)

    (a) competition (การแข่งขัน)

    (b) competitive (เกี่ยวกับการแข่งขัน, ซึ่งสามารถแข่งขันได้)

    (c) competitors (คู่ต่อสู้, คู่แข่ง, ผู้แข่งขัน, ผู้แข่ง)

    (d) competitively

หมายเหตุ – ตอบข้อ (c) เพราะได้ความหมายดีที่สุด

2.  The workers were loading the truck when the boxes ____________. (คนงานกำลังขนของขึ้นรถบรรทุกเมื่อกล่องต่างๆ _____________)

    (a) fall

    (b) are falling

    (c) have fallen

    (d) fell (หล่น, ตกลงมา)

หมายเหตุ – ตอบข้อ (d)  เนื่องจากเป็นการใช้ “past simple tense” คือกริยาช่องที่ ๒  (fell) ในประโยคย่อย (อนุประโยค) คู่กับ  “past continuous tense” (were loading) ในประโยคใหญ่  กล่าวคือมีเหตุการณ์ในอดีต ๒ เหตุการณ์  เหตุการณ์หนึ่งเกิดขึ้นก่อนและกำลังดำเนินอยู่ {ใช้ “past continuous” (subject + was หรือ  were + V. ing)} แล้วมีอีกเหตุการณ์หนึ่งเกิดแทรกขึ้นมาในระหว่างที่เหตุการณ์แรกกำลังดำเนินอยู่  เหตุการณ์ที่เกิดแทรกนี้ใช้ “past simple” (subject + V.2)  เช่น

      - We were watching TV when the light went out . (เรากำลังดูทีวีอยู่เมื่อตอนไฟฟ้าดับ)

      - She was cooking when her husband arrived home. (เธอกำลังปรุงอาหารอยู่เมื่อสามีมาถึงบ้าน)

3.  The train from Paris arrives __________ noon.  (รถไฟจากปารีสมาถึง ___________ เที่ยงวัน)

    (a) in

    (b) on

    (c) at (ณ เวลา)

    (d) over

หมายเหตุ – ตอบข้อ c เนื่องจาก noon  ต้องใช้กับ  preposition”  “at

(ดูรายละเอียดการใช้ at  ใน “หมวดข้อสอบ TOEIC  (ตอนที่ ๖) ข้อ ๑๔”

4.       The proposal is due at the client’s office __________ Friday.  (ข้อเสนอ – ที่จะต้องมาพรีเซ็นต์ให้ฟัง - จะครบกำหนดที่สำนักงานของลูกค้า _______ วันศุกร์)

     (a) at (ที่)

     (b) on (ใน)

     (c) for (สำหรับ)

     (d) with (ด้วย, กับ)

หมายเหตุ – ตอบข้อ (b)  เนื่องจาก วัน” หรือ “วันที่”  ต้องใช้ on

(ดูรายละเอียดการใช้ on ใน “หมวดข้อสอบ TOEIC ตอนที่ ๖ ข้อ ๒๕)

5.  Of all our tour buses, this one is our ___________.   (ในบรรดารถบัสท่องเที่ยวทั้งหมดของเรา  คันนี้เป็นคันที่ _________  ของเรา)

    (a) big

    (b) bigger (ใหญ่กว่า)

    (c) more bigger

    (d) biggest (ใหญ่ที่สุด)

หมายเหตุ – ตอบข้อ (d) เนื่องจากเป็นการเปรียบเทียบ “ขั้นสุด”  (superlative) คือเปรียบเทียบคนหรือสิ่งของที่มีจำนวนมากกว่า ๒ ขึ้นไป  ซึ่งสังเกตได้จาก of all our tour buses”  ส่วนการเปรียบเทียบรถ ๒ คัน จะใช้  of our two tour buses” สำหรับ ข้อ (c) ใช้ผิด เนื่องจาก “big”  เป็นคำพยางค์สั้น จึงต้องใช้เป็น “bigger”  เพียงอย่างเดียว ไม่ต้องใช้

“more”  นำหน้า  เราจะใช้ “more” นำหน้าคำคุณศัพท์พยางค์ยาวเท่านั้นในการเปรียบเทียบ “ขั้นกว่า” (comparative)  เช่น

-         This issue is more important than that one. (ประเด็นนี้สำคัญกว่าประเด็นนั้น)

-         The red car is more expensive than the black one. (รถคันสีแดงแพงกว่ารถคันสีดำ)

-         She is more economical than her sister. (เธอประหยัดมากกว่าน้องสาวของเธอ)

6.  The new manager, ____________ was just hired, will start tomorrow. (ผู้จัดการคนใหม่, ___________  เพิ่งจะได้รับการว่าจ้างมา, จะเริ่มทำงานวันพรุ่งนี้)

     (a) he

     (b) she

     (c) who (ผู้ซึ่ง)

     (d) which (ซึ่ง, ที่)

หมายเหตุ – ตอบข้อ (c) เนื่องจากใช้นำหน้าประโยคย่อย  “..............เพิ่งจะได้รับการว่าจ้าง”  และใช้ขยาย “ผู้จัดการ” ซึ่งเป็น “คน สำหรับ which  จะใช้ขยาย “สัตว์” หรือ “สิ่งของ” เท่านั้น เช่น

-         The book which is on the table is mine

-         The car which you see belongs to my brother.

-         The cat which killed the bird had run away.

หมายเหตุ – เราสามารถใช้ that  แทน which  ได้ใน ๓ ข้อข้างต้น

7. The company has quit ____________ in that magazine. (บริษัทได้ยุติ ___________  ในวารสารฉบับนั้นแล้ว)

     (a) advertise (โฆษณา – เป็นคำกริยา)

     (b) to advertise

     (c) advertisement (โฆษณา – เป็นคำนาม)

     (d) advertising (การโฆษณา)

หมายเหตุ – ตอบข้อ (d) เนื่องจากคำกริยาที่ตามหลัง “quit”  จะต้องเป็นคำนามหรืออยู่ในรูป  “gerund”  (V. + ing) ซึ่งถือเป็นคำนามประเภทหนึ่ง  ทั้งนี้ ถ้าจะใช้ข้อ (c)  มักจะมี article “the”  นำหน้า

(ดูรายละเอียดการใช้รูป “gerund” (V. + ing)  ตามหลังคำกริยาบางตัวได้ใน หมวดข้อสอบ TOEIC  (ตอนที่ ๖) ข้อ ๒๙

8. The results of the traveler preference survey are ____________.  (ผลลัพธ์ของการสำรวจความนิยมของนักเดินทาง – ท่องเที่ยว - __________ )

     (a) surprised (มีความรู้สึกประหลาดใจ)

     (b) surprises

     (c) surprise (ทำให้ประหลาดใจ)

     (d) surprising (น่าประหลาดใจ)

หมายเหตุ – ตอบข้อ (d) เนื่องจาก surprise  เป็นคำกริยาที่มีความหมายว่า ทำให้ประหลาดใจ” แต่ถ้าใช้ในรูป is (are, was, were) surprisingจะมีความหมายว่า “น่าประหลาดใจ” ส่วนเมื่อใช้ในรูป “is (am, are, was, were) surprised” จะมีความหมายว่า

มีความรู้สึกประหลาดใจ” ดังตัวอย่างประโยค เช่น

-         The result of the exam surprised her. (ผลสอบทำให้เธอประหลาดใจ)

-         She was surprised at the result of the exam. (เธอมีความรู้สึกประหลาดใจกับผลสอบ)

-         The result of the exam was surprising. (ผลสอบน่าประหลาดใจ)

     คำกริยาประเภทเดียวกับ “surprise ได้แก่

satisfy – ทำให้พอใจ

excite – ทำให้ตื่นเต้น

disappoint – ทำให้ผิดหวัง

attract – ทำให้หลงใหล, ดึงดูด

interest – ทำให้สนใจ

amuse – ทำให้สนุกหรือขบขัน

please – ทำให้ยินดี-พอใจ

annoy – ทำให้รำคาญ-ขุ่นเคือง

bore – ทำให้เบื่อ

tire – ทำให้เหน็ดเหนื่อยหรือเบื่อ

frighten – ทำให้ตกใจ

confuse – ทำให้สับสนหรืองุนงง

surprise – ทำให้ประหลาดใจ

amaze – ทำให้ทึ่ง, ทำให้ตะลึง

delight – ทำให้ยินดี

exhaust – ทำให้หมดแรง

fascinate – ทำให้หลงใหล, ทำให้หลงเสน่ห์

charm – ทำให้หลง

convince – ทำให้เชื่อ

tempt – ทำให้หลงใหล, ยั่วยวน-ล่อใจ

entertain – ทำให้เพลิดเพลิน

embarrass – ทำให้ขวยเขิน-กระดากอาย

puzzle – ทำให้งง

thrill – ทำให้ตื่นเต้น

upset – ทำให้รำคาญ-ไม่สบายใจ

irritate – ทำให้โมโห, ทำให้ระคายเคือง

exasperate – ทำให้โกรธ

astonish – ทำให้ประหลาดใจ, ทำให้ตกใจ

infuriate – ทำให้โกรธ, ทำให้เดือดดาล

horrify – ทำให้กลัว, ทำให้ขนพองสยองเกล้า

         

          กลุ่มคำกริยาข้างบนนี้ มีหลักการใช้ คือ

1.     ถ้าใช้ในรูป “subject + verb + object”  จะมีความหมายว่า “ทำให้” คือตัวประธานเป็นผู้ทำให้เกิดอาการนั้นๆขึ้นแก่ผู้อื่น เช่น

-         The accident frightened the passengers a great deal. (past tense)

(อุบัติเหตุทำให้ผู้โดยสารตกใจอย่างมาก)

-         The exam result disappointed him so much. (past tense)

(ผลสอบทำให้เขาผิดหวังมากทีเดียว)

-         The chairman’s speech confused everyone. (past tense)

(คำพูดของท่านประธานทำให้ทุกคนสับสนงุนงง)

-         The new film interests all viewers. (present tense)

(หนังเรื่องใหม่ทำให้คนดูทั้งหมดสนใจ)

-         The professor’s lecture bores all the class. (present tense)

(การบรรยายของศาสตราจารย์คนนั้นทำให้นักเรียนทั้งชั้นเบื่อ)

2.     ถ้าใช้รูป “verb + ing” {subject + is (am, are, was, were) + V. ing} หรือ      (V. ing + noun)  มีความหมายว่า “น่า............” หรือ  “ซึ่งน่า............”  กริยาที่เติม

“ing” พวกนี้ ถือเป็นคำคุณศัพท์  จะวางไว้หลัง “verb to be”  หรือหน้าคำนามก็ได้  เช่น

-         His work is boring. (present tense)

(งานของเขาน่าเบื่อหน่าย)

-         It is a very exciting football match. (present tense)

(มันเป็นการแข่งขันฟุตบอลที่น่าตื่นเต้น)

-         The landscape was so fascinating. (past tense)

(ภูมิประเทศ (ที่นี่) น่าหลงใหลมาก)

-         The employee’s work was disappointing. (past tense)

(งานของลูกจ้างรายนั้นน่าผิดหวัง)

-         The children’s table manners were very embarrassing. (past tense)

(กิริยามารยาทบนโต๊ะอาหารของพวกเด็กๆน่าอับอายมาก)

-         The book is interesting. (present tense)

(หนังสือน่าสนใจ)

-         Her beauty is charming. (present tense)

(ความงามของเธอน่าหลงใหล – มีเสน่ห์)

-         It is surprising to see him at his ex-wife’s wedding. (present tense)

(มันน่าประหลาดใจที่เห็นเขาที่งานแต่งงานของอดีตภรรยา)

{มิได้หมายความว่า “มันกำลังประหลาดใจ  เหมือนกับประโยค “He is walking.  (เขากำลังเดิน) – present continuous tense}

3.     ถ้าเติม “ed” ข้างหลังคำกริยากลุ่มนี้ แล้ววางตามหลัง “verb to be” (is, am, are, was, were)  จะมีลักษณะเป็น “passive voice” (subject + is (am, are, was, were) + verb + ed) จะมีความหมายว่า  ประธานเป็นผู้เกิดความรู้สึกนั้นๆขึ้นมา ซึ่งถ้าแปลตรงๆก็คือ “..........ถูกทำให้รู้สึก............ตื่นเต้น, ตกใจ, ผิดหวัง, พอใจ ฯลฯ..........” แต่ในภาษาไทยนิยมพูดว่า “............มีความรู้สึก........ตื่นเต้น, ตกใจ, ผิดหวัง, พอใจ.....”  เช่น

-         We are interested in German. (present tense)

(เรามีความสนใจในภาษาเยอรมัน)

-         They are very pleased to see their old friends. (present tense)

(พวกเขาดีใจมากที่ได้พบเพื่อนเก่า)

-         I was amazed to know of his death. (past tense)

(ผมตะลึงที่ได้รู้ข่าวการตายของเขา)

-         He was very tired of hard work. (past tense)

(ผมเหน็ดเหนื่อยมากกับงานหนัก)

-         She was interested in the ballet performance. (past tense)

(เธอมีความสนใจในการแสดงบัลเล่ต์)

-         We were disappointed to lose the match. (past tense)

(พวกเราผิดหวังที่แพ้การแข่งขัน)

-         Most people are frightened of the snakes. (present tense)

(คนส่วนมากกลัวงู)

-         Jim is fascinated by astronomy. (present tense)

(เขามีความหลงใหลในวิชาดาราศาสตร์)

9. The price of all cruises ___________ airfare and all transfers  (ราคาค่าเดินทางโดยทางเรือทั้งหมด ____________  ค่าโดยสารเครื่องบินและการต่อรถ-เรือทั้งหมด – หมายความว่าการเดินทางครั้งนี้โดยสารเรือเป็นหลัก  แต่ก็มีการต่อเครื่องบิน และอาจมีรถยนต์-รถไฟด้วย)

     (a) include

     (b) includes (รวมไปถึง)

     (c) have included

      (d) are including

หมายเหตุ – ตอบข้อ (b) เนื่องจากประธานของประโยค (The price)  เป็นเอกพจน์  กริยา “include”  จึงต้องเติม “s”  ข้างท้าย  ส่วนข้อ (c) อยู่ในรูป “present perfect tense”  ซึ่งไม่ใช้ในกรณีของข้อนี้  เพราะมิได้แสดงการเกิดอย่างต่อเนื่องของเหตุการณ์จากอดีตจนถึงปัจจุบัน ข้อนี้เป็นการใช้ “present simple tense”  เพื่อบอกเกี่ยวกับเรื่องราคาในปัจจุบันเท่านั้น

10. Mr. Simpson ____________ if he had been delayed. (มิสเตอร์ซิมสัน ___________ ถ้าเขาถูกทำให้ล่าช้า – เช่นที่สนามบินหรือก่อนออกเดินทางจากบ้าน)

      (a) would call

      (b) will be calling

      (c) would have called (คงจะได้โทรศัพท์มาแล้ว)

      (d) will calling

หมายเหตุ – ตอบข้อ (c) เนื่องจากเป็นการใช้ประโยค “if clause”  แบบที่ ๓ คือเป็นการสมมติเหตุการณ์ในอดีตที่ผ่านไปแล้ว  ซึ่งเกิดตรงกันข้ามกับข้อความที่พูดออกมา ที่กล่าวว่า  “นายซิมสันคงจะโทรฯมาบอกแล้ว  ถ้าเขาถูกทำให้ล่าช้า”  แต่ในความเป็นจริงคือ  “นายซิมสันมิได้โทรฯมา  เพราะเขามิได้ถูกทำให้ล่าช้า

(ดูคำอธิบายเพิ่มเติมของ “if clause” ประเภทนี้ในหมวดข้อสอบ TOEIC (ตอนที่ ๔) ข้อ ๑)

11. If your meal is unsatisfactory, we ___________ it without question. (ถ้าอาหารของคุณไม่น่าพอใจ  เรา __________ มัน  โดยไม่มีปัญหาเลย)

      (a) will replace (จะทดแทน)

      (b) replaces (ทดแทน)

      (c) replaced

      (d) are replacing

หมายเหตุ – ตอบข้อ (a) เนื่องจากเป็นการใช้ “if clause”  แบบที่ ๑ คือ ข้อความใน “if clause”  (ประโยคย่อย) ใช้ “present simple tense” (subject + V. 1) ส่วนใน “main clause” (ประโยคใหญ่) ใช้ “future present tense” (subject + will (shall) + V. 1)

ซึ่งหมายความว่า ถ้าเหตุการณ์ใน “if clause”  เกิดขึ้นจริง  เหตุการณ์ใน “main clause”  ก็จะเกิดตามไปด้วย  ดังในประโยคข้างบน “ถ้าคุณไม่พอใจอาหาร  เราก็จะทดแทน (เปลี่ยน) ให้”

(ดูรายละเอียดการใช้ “if clause”  แบบที่ ๑ เพิ่มเติม ในหมวดข้อสอบ TOEIC (ตอนที่ ๖) ข้อ ๓๓)

12. Omron Electronics, Inc. is ___________ than Consolidated Computer  Company. (บริษัทออมร่อน อีเล็คทรอนิคส์ __________  บริษัทคอนโซลิเด๊ททิด)

     (a)  as reliable

     (b) most reliable (น่าเชื่อถือที่สุด)

     (c)  reliabler

     (d) more reliable (น่าเชื่อถือมากกว่า)

หมายเหตุ – ตอบข้อ (d) เนื่องจากเป็นการเปรียบเทียบ “ขั้นกว่า” (comparative) เพราะมีเพียง ๒ บริษัท และเนื่องจาก “reliable”  เป็นคำพยางค์ยาว จึงต้องใช้ “more”  นำหน้า  ไม่ใช้แบบในข้อ (c)  อนึ่ง หากต้องการจะบอกว่าบริษัทออมร่อนฯน่าเชื่อถือพอๆกับบริษัทคอนโซลิเดททิดฯ  ต้องใช้ว่า  “………..is as reliable as Consolidated”

(ดูรายละเอียดการเปรียบเทียบ “ขั้นกว่า” (comparative)  เพิ่มเติม  ในข้อ ๕ ของข้อสอบชุดนี้ และ ในหมวดข้อสอบ TOEIC (ตอนที่ ๔) ข้อ ๓)

13. Many customers have requested that we ____________ them notice of our sales. (ลูกค้าจำนวนมากได้ร้องขอว่า ให้เรา __________ โนติส – เอกสารแจ้งเหตุ หรือข้อมูลล่วงหน้า – แก่พวกเขาในเรื่องการลดราคาสินค้าของเรา)

     (a) send (ส่ง)

     (b) sends

     (c)  sent

     (d) sending

หมายเหตุ – ตอบข้อ (a) เนื่องจากเป็นการใช้ “present subjunctive” คือการใช้กริยาช่องที่ ๑ ที่ไม่มี “to” นำหน้า (infinitive without to)  และไม่มีการเติม “s” หรือ “ed”  เข้าข้างหลังคำกริยาที่อยู่ใน “noun clause” ที่เป็นอนุประโยค (ซึ่งมักมี  “that” นำหน้า “clause”)  ที่ตามหลังกลุ่มคำกริยาประเภท  “present subjunctive”  ไม่ว่าประธานของกริยาตัวนี้จะเป็นเอกพจน์หรือพหูพจน์ก็ตาม  และไม่ว่ากริยาตัวข้างหน้า (กริยาใน “main clause” หรือประโยคใหญ่) จะอยู่ใน “tense” ใดก็ตาม  จะไม่มีการเติม “s”  หรือ “ed”  ที่กริยาตัวนี้  สำ หรับ ในกรณีที่เป็น “verb to be” ให้ใช้ “be”  ตลอดไป  อนึ่ง เราใช้รูป “present subjunctive” ใน ๒ กรณี คือ

๑.     อยู่หลัง “กริยา + that”  ได้แก่ คำกริยาต่อไปนี้

demand that (เรียกร้อง-ต้องการว่า)

require that (ขอร้อง-เรียกร้อง-ต้องการ-กำหนดว่า)

propose that (เสนอว่า)

request that (ขอร้องว่า)

recommend that (แนะนำว่า)

ask that (ขอร้องว่า)

order that (สั่งว่า)

urge that (เร่งเร้า-กระตุ้น-เสนอว่า)

suggest that (แนะนำว่า)

advise that (แนะนำว่า)

insist that (ยืนกรานว่า)

prefer that (เห็นสมควรว่า)

      ดังตัวอย่างประโยคต่อไปนี้

-         The doctor advised that I take a rest.

(หมอแนะนำว่าผมควรพักผ่อน)

-         He suggested (that) she not go there alone.

(เขาแนะนำว่าเธอไม่ควรไปที่นั่นตามลำพัง)

-         The father demands (that) Peter go to see a doctor at once.

(พ่อเรียกร้องให้ปีเตอร์ไปหาหมอในทันที)

-         I suggest (that) he come early.

(ผมแนะนำว่าเขาควรจะมาแต่เช้า)

-         The hostess urged (that) we all stay for dinner.

(เจ้าของบ้านรบเร้าให้อยู่กินอาหารเย็นก่อน)

-         The teacher recommended (that) every student buy a dictionary.

(ครูแนะนำให้นักเรียนทุกคนซื้อพจนานุกรม)

-         The doctor recommends (that) she take this medicine.

(หมอแนะนำว่าเธอควรกินยานี้)

-         She requested (that) he telephone her family.

(เธอขอร้องให้เขาโทรฯไปหาครอบครัวของเธอ)

-         The teacher advised (that) students not speak loudly in the class.

(ครูแนะนำว่านักเรียนไม่ควรพูดเสียงดังในชั้น)

-         I suggested (that) he be more careful.

(ผมแนะนำว่าเขาควรระวังให้มากขึ้น)

-         He suggested (that) she be punctual.

(เขาแนะนำว่าเธอควรตรงต่อเวลา)

-         Our mother suggests (that) we not be lazy.

(แม่ของเราแนะนำว่าเราไม่ควรขี้เกียจ)

-         They requested (that) the contract be signed.

(พวกเขาร้องขอว่าสัญญาควรได้รับการลงนาม)

-         She asks (that) she be allowed to see her ailing mother.

(เธอขอร้องว่าเธอควรได้รับอนุญาตให้พบแม่ของเธอที่กำลังป่วย)

หมายเหตุเหตุผลที่คำกริยาใน “noun clause”  อยู่ในรูป “present subjunctive”  คือ กริยาเหล่านี้เสมือนกับว่ามี “should” นำหน้า แต่ละเอาไว้ในฐานที่เข้าใจ  ซึ่งจริงๆแล้วอาจจะเขียนหรือพูดเติม “should” ลงไปด้วยก็ได้ เช่น

-         I suggested (that) he should be more careful.

-         She asks (that) she should be allowed to go to the party.

๒.    “noun clause” ที่ตามหลังคำคุณศัพท์ต่อไปนี้ (มักอยู่ในรูป “it is + adjective + that + subject + V. 1 ไม่มี “to”  นำหน้า) กริยาใน “noun clause” นั้นจะต้องอยู่ในรูป “present subjunctive” เช่นเดียวกัน  คุณศัพท์ดังกล่าวคือ “important”  (สำคัญ), “necessary” (จำเป็น), “urgent” (จำเป็นด่วน), “imperative” (จำเป็น), “essential” (จำเป็น), “advisable” (ควร), “crucial” (สำคัญยิ่ง) ดังตัวอย่าง เช่น

-         It is advisable that she study harder.

(เธอควรเรียนหรือขยันให้มากขึ้น)

-         It was essential that we buy food yesterday.

(เป็นสิ่งจำเป็นที่เราต้องซื้ออาหารเมื่อวานนี้)

-         It is advisable that he take exercise every morning.

(เป็นการสมควรที่เขาออกกำลังกายทุกเช้า)

-         It is necessary that she go home at once.

(เป็นเรื่องจำเป็นที่เธอจะต้องกลับบ้านในทันที)

-         It is imperative that Jim practice driving a car.

(เป็นเรื่องจำเป็นที่จิมจะต้องฝึกหัดขับรถ)

-         It is crucial that Tom find a new job. (เป็นเรื่องจำเป็นยิ่งที่ทอมจะต้องหางานใหม่)

-         It is important that he be brave. (เป็นสิ่งจำเป็นที่เขาจะต้องกล้าหาญ)

-         It is urgent that everyone be on time for work.

(เป็นเรื่องเร่งด่วนที่ทุกคนจะต้องมาทำงานให้ทันเวลา)

14. Lucy missed the plane _____________ she was working late.  (ลูซี่ตกเครื่องบิน ___________ เธอทำงานจนเย็นหรือค่ำ)

      (a) and (และ)

      (b) until (จนกระทั่ง)

      (c) because (เพราะว่า)

      (d) before (ก่อน)

หมายเหตุ – ตอบข้อ (c) เนื่องจากข้อความในประโยคใหญ่ (Lucy missed the plane)   และประโยคย่อย (she was working late) เป็นเหตุเป็นผลกัน คำที่ใช้เชื่อม ๒ ประโยคจึงต้องใช้ “because” (ลูซี่ตกเครื่องบิน – เป็นผล) (เพราะว่าเธอทำงานจนค่ำ – เป็นเหตุ)

15. We cannot ship the order now because our ___________ is low.   (เราไม่สามารถขนส่งสินค้าที่ (ได้รับการ) สั่งซื้อได้เพราะว่า _____________  ของเรามีอยู่น้อย)

       (a) invention (การประดิษฐ์, สิ่งประดิษฐ์)

       (b) invitation (การเชื้อเชิญ, การเชิญ, คำเชิญ, บัตรเชิญ)

       (c) inventory (สินค้าในรายการสินค้าหรือแค็ตตาล็อก, รายการสิ่งของหรือทรัพย์สิน, สิ่งของหรือทรัพย์สินในรายการสินค้า)

       (d) invoice (ใบเรียกเก็บเงินค่าสินค้า)

หมายเหตุ – ตอบข้อ (c)  เนื่องจากได้ใจความดีที่สุด

16. ____________ the manager’s suggestions were reasonable, the supervisor  agreed with them. ( _____________ คำแนะนำของผู้จัดการมีเหตุผล  ผู้ควบคุมงานจึงเห็นด้วยกับคำแนะนำนั้น)

     (a)  Although (ถึงแม้ว่า)

     (b) Until (จนกระทั่ง)

     (c)  Even though (ถึงแม้ว่า)

     (d) Because (เพราะว่า)

หมายเหตุ – ตอบข้อ (d)  เนื่องจากข้อความในประโยคย่อย (the manager’s ………..were reasonable)   และประโยคใหญ่ (the supervisor ………….. them)  เป็นเหตุเป็นผลกัน จึงต้องใช้คำเชื่อม “because” กล่าวคือ “คำแนะนำของผู้จัดการมีเหตุผล” เป็นเหตุ  ส่วน “ผู้จัดการเห็นด้วยฯ” เป็นผล  สำหรับ “although” และ  “even though”  ใช้เชื่อม ๒ ประโยคที่มีใจความขัดแย้งกัน เช่น

-         Although (even though) he studied hard, he failed.

(แม้ว่าเขาขยันเรียน  เขาสอบตก)

-         Although (even though) she got up early, she missed the train.

(แม้ว่าเธอตื่นแต่เช้า  เธอตกรถไฟ)

 (ดูการใช้ “although”  เพิ่มเติม ในหมวดข้อสอบ TOEIC (ตอนที่ ๖) ข้อ ๑๗ และ ๓๙

17. Ms. Cynthia is __________ member of our advertising team.  (มิสซินเธียเป็นสมาชิกที่ ______________ ของทีมโฆษณาของเรา)

      (a) creative (สร้างสรรค์)

      (b) more creative (สร้างสรรค์กว่า)

      (c) most creative (สร้างสรรค์ที่สุด)

      (d) the most creative (สร้างสรรค์ที่สุด)

หมายเหตุ – ตอบข้อ (d)  เนื่องจากเป็นการเปรียบเทียบ “ขั้นสุด” (superlative) โดยต้องเข้าใจว่า “ทีมโฆษณา” มีสมาชิกมากกว่า ๒ คน ทำให้ไม่สามารถเลือกข้อ (b) ได้ (เพราะเป็นการเปรียบเทียบระหว่างคน ๒ คน)  และการเปรียบ เทียบ “ขั้นสุด” จะต้องใช้ article “the”  นำหน้าคำคุณศัพท์ที่แสดง “ขั้นสุด” นั้น เช่น “the most beautiful”  “the most expensive”  “the biggest”  “the oldest”  เป็นต้น สำหรับการเปรียบเทียบโดยใช้ “ขั้นสุด” มีหลักดังนี้ คือ

๑. เติม “est” ที่ท้ายคำคุณศัพท์พยางค์สั้น และใส่ “the”  ข้างหน้าคุณศัพท์ขั้นสูงสุดนั้นด้วย    เช่น

      - Peter is the tallest boy in his classroom.

        (ปีเตอร์เป็นเด็กผู้ชายที่สูงที่สุดในชั้น)

      - He is the oldest man in the village.

           (เขาเป็นชายแก่ที่สุดในหมู่บ้าน)

      - Manchester United is the best team in the football league.

           (แมนยูเป็นทีมที่ดีที่สุดในสโมสรฟุตบอล)

      - The Chao Phraya is the longest of all rivers in Thailand.

            (แม่น้ำเจ้าพระยายาวที่สุดในบรรดาแม่น้ำทั้งหมดในประเทศไทย)

      -         Jim is the youngest child in his family.

           (จิมเป็นเด็กที่อายุน้อยที่สุดในครอบครัวของเขา)

      -         Maria is the wisest student in her class.

            (มาเรียเป็นนักเรียนที่ฉลาดที่สุดในชั้นของเธอ)

๒. เติม “the most”  หน้าคำคุณศัพท์พยางค์ยาว (beautiful, expensive, careful, careless, important, necessary, durable, difficult, skillful, grateful, hopeful)  หรือกริยาวิเศษณ์ (adverb เช่น  quickly, slowly, intentionally, carefully, efficiently)  เพื่อให้เป็นการเปรียบเทียบขั้นสูงสุด เช่น

-         Taking care of his parents is the most important thing in his life.

(การดูแลพ่อแม่ของเขาเป็นสิ่งที่สำคัญที่สุดในชีวิตเขา)

-         Peking is the most populous city among the capitals you have mentioned.

(ปักกิ่งเป็นเมืองที่มีประชากรหนาแน่นที่สุดในบรรดาเมืองหลวงที่คุณพูดถึง)

-         They want to buy the most luxurious car from a foreign company.

(พวกเขาต้องการซื้อรถยนต์ที่หรูหราที่สุดจากบริษัทต่างประเทศแห่งหนึ่ง)

-         Geneva is said to be the most beautiful city in the world.

(เจนีวาถูกกล่าวว่าเป็นเมืองที่สวยที่สุดในโลก)

-         Tom works the most efficiently in his company.

(ทอมทำงานอย่างมีประสิทธิภาพมากที่สุดในบริษัท)

-         He drove his car the most carefully of all drivers in the town.

(เขาขับรถของเขาอย่างระมัดระวังมากที่สุดในบรรดานักขับรถทั้งหมดในเมือง)

-         Cheetahs run the most quickly of all land animals.

(เสือชีต้าร์วิ่งเร็วที่สุดในบรรดาสัตว์บกทั้งหมด)

๓.    ใช้คำคุณศัพท์ขั้นสูงสุดกับคำนามก็ได้ เช่น

the most + นามพหูพจน์ หรือ นามนับไม่ได้

the fewest +  นามพหูพจน์

the least + นามนับไม่ได้

-         There were the fewest people coming to his party.

(มีคนมางานเลี้ยงของเขาน้อยที่สุด)

-         The school had the fewest students long time ago.

(โรงเรียนมีนักเรียนน้อยที่สุดเมื่อนานมาแล้ว)

-         She has the most friends in school.

(เธอมีเพื่อนมากที่สุดในโรงเรียน)

-         He has the most money in his family.

(เขามีเงินมากที่สุดในครอบครัว)

-         I have the least time for the job.

(ผมมีเวลาน้อยที่สุดสำหรับงานนี้)

-         She has the least money on her today.

(เธอมีเงินติดตัวมาน้อยที่สุดวันนี้)

๔. ใช้คำคุณศัพท์ขั้นสูงสุดในรูป “one of the + คุณศัพท์ขั้นสูงสุด เช่น

-         He is one of the best employees in the company.

(เขาเป็นหนึ่งในบรรดาพนักงานที่ดีทีสุดในบริษัท)

-         She is one of the most beautiful girls in the city.

(เธอเป็นหนึ่งในบรรดาเด็กหญิงที่สวยที่สุดในเมือง)

-         This car is one of the most expensive we have bought.

(รถคันนี้มีราคาแพงมากที่สุดคันหนึ่งที่เราได้ซื้อมา)

-         This road is one of the longest in town.

(ถนนสายนี้ยาวมากที่สุดสายหนึ่งในเมือง)

-         The university is one of the largest in the country.

(มหาวิทยาลัยนี้เป็นหนึ่งในบรรดามหาวิทยาลัยที่ใหญ่ที่สุดในประเทศ)

18. The airport was ___________ Mr. Charles had expected. (สนามบิน ______________ มิสเตอร์ชาร์ลส์ได้คาดการไว้)

       (a) busy as

       (b) as busy

       (c) busier than (วุ่นวายมากกว่า)

       (d) the busiest (วุ่นวายมากที่สุด)

หมายเหตุ – ตอบข้อ (c) เนื่องจากเป็นการเปรียบเทียบ “ขั้นกว่า” (comparative) คือ “วุ่นวายมากกว่าที่คาดการเอาไว้ ในกรณีที่ต้องการจะบอกว่า “วุ่นวายเท่าๆกับที่คาดการไว้” จะต้องใช้ว่า “The airport was as busy as Mr. Charles had expected.”

(ดูรายละเอียดการเปรียบเทียบ “ขั้นกว่า” เพิ่มเติมในข้อ ๕ และ ๑๒ ของข้อสอบชุดนี้ และในหมวดข้อสอบ TOEIC (ตอนที่ ๔) ข้อ ๓)

19. The project has been completed, __________ the final report is not ready yet.

        (โครงการเสร็จสมบูรณ์แล้ว ____________  รายงานฉบับสุดท้ายยังไม่พร้อม (จะส่งมอบ) เลย)

     (a)  or (หรือ, มิฉะนั้น)

     (b) but (แต่)

     (c)  because (เพราะว่า)

     (d) since (เพราะว่า, ตั้งแต่)

หมายเหตุ – ตอบข้อ (b) เนื่องจากใช้เชื่อม ๒ ประโยคที่มีใจความขัดแย้งกัน (โครงการเสร็จแล้วแต่รายงานฉบับสุดท้าย (ฉบับสมบูรณ์) ยังไม่เสร็จ)  สำหรับ “because”  ใช้เชื่อม ๒ ประโยคที่มีใจความเป็นเหตุเป็นผลกัน ส่วน “or” ใช้เชื่อม ๒ ประโยคที่มีการให้เลือกทำอย่างใดอย่างหนึ่ง เช่น

       - He was expelled from the apartment because he could not pay the rent.

         (เขาถูกไล่ออกจากอพาร์ตเม้นต์เพราะว่าเขาไม่สามารถจ่ายค่าเช่าได้)

       - She had to find a job, or she would not be able to pay her college fee.

            (เธอจำเป็นต้องหางานทำ มิฉะนั้นเธอจะไม่สามารถจ่ายค่าเล่าเรียนในมหาวิทยาลัย)

20. Reductions in the budget require us _____________ our costs for  international travel. (การลดงบประมาณลงกำหนดให้เรา______________ ค่าใช้จ่ายของเราสำหรับการเดินทางระหว่างประเทศ)

     (a)  limit

     (b) limited

     (c)  to limit (จำกัด)

     (d) limiting

หมายเหตุ – ตอบข้อ (c) เนื่องจากกริยา “require + กรรม + infinitive with to เช่น

-         The teacher required his students to study hard.

(ครูเรียกร้องให้นักเรียนของเขาขยันเรียน)

-         I ordered him to leave.

(ผมสั่งให้เขาออกไป)

-         She encourages them to try harder.

(เธอกระตุ้นให้พวกเขาพยายามให้มากขึ้น)

(ดูรายละเอียดกลุ่มคำกริยาที่ต้องตามด้วย “infinitive with to” (to + verb) ในหมวดข้อสอบ TOEIC (ตอนที่ ๓) ข้อ ๙)              

21. __________ 5:00, the subway becomes very crowded.  ( ______________ ๕ โมงเย็น  รถไฟใต้ดินมีผู้โดยสารแน่นมาก)

     (a) When (เมื่อ)

     (b) While (ในขณะที่)

     (c) Since (ตั้งแต่, เพราะว่า)

     (d) After (หลัง)

หมายเหตุ – ตอบข้อ (d)  เนื่องจากถูกหลักไวยากรณ์ สำหรับ “when” และ “while” ต้องตามด้วยอนุประโยค (clause) คือ (when หรือ  while + subject + verb)  เช่น

      - When it is 5:00, the subway becomes very crowded.

           (เมื่อเวลา ๕ โมงเย็น  รถไฟใต้ดินมีผู้โดยสารแน่นมาก)

      - While he was reading, his sister was cooking.

           (ในขณะที่เขากำลังอ่านหนังสือ  น้องสาวของเขากำลังปรุงอาหาร)

                สำหรับ “since”  ถ้าหมายถึง “เพราะว่า” จะใช้เหมือนกับ “because”  แต่ถ้าหมายถึง “ตั้งแต่” อาจตามด้วยคำนามหรือวลี หรือตามด้วยประโยคก็ได้  แต่มักใช้กับ “present perfect tense”  หรือ  “present perfect continuous tense” ซึ่งบอกถึงเหตุการณ์ที่เกิดในอดีตและดำเนินต่อเนื่องมาจนถึงปัจจุบันขณะที่พูด  เช่น

       - He has read since the morning. (since + วลี)

         (เขาอ่านหนังสือมาตั้งแต่เช้าแล้ว – ขณะที่พูดประโยคนี้ก็ยังอ่านอยู่)

       - She has been cooking since 6:00 p.m. (since + วลี)

             (เธอปรุงอาหารมาตั้งแต่ ๖.๐๐ น. (ตอนเย็น) แล้ว – ขณะที่พูดประโยคนี้ก็ยังปรุงอยู่)

       - They have worked in the factory since last June. (since + วลี)

             (พวกเขาทำงานในโรงงานตั้งแต่เดือนมิถุนายนปีที่แล้ว – ปัจจุบันก็ยังทำอยู่)

      - We have lived here since we were young. (since + ประโยค)

            (เราอาศัยอยู่ที่นี่ตั้งแต่ยังเด็ก – ปัจจุบันก็ยังอาศัยอยู่)

      - Since 10:00 a.m., they have been reading in the library. (since + วลี)

         (ตั้งแต่ ๑๐ โมงเช้าแล้วที่พวกเขาอ่านหนังสืออยู่ในห้องสมุด – ขณะที่พูดประโยคนี้ก็ยังอ่านอยู่)

      - We have played football since we were in college. (since + ประโยค)

        (เราเล่นฟุตบอลตั้งแต่เราเรียนมหาวิทยาลัย – ปัจจุบันก็ยังเล่นอยู่)

22. A good chef is always ready to __________ recipes. (หัวหน้าพ่อครัวที่ดีมักพร้อมเสมอที่จะ ___________ ตำรากับข้าว – หรือวิธีปรุงอาหาร)

      (a) adept (ชำนาญ, เชี่ยวชาญ, คล่องแคล่ว, มีประสิทธิภาพ)

      (b) adapt (ดัดแปลง, ปรับให้เหมาะ, ปรับตัว)

      (c) adoption (การรับเอามาใช้, การรับเอามาเป็นลูกเลี้ยง)

      (d) adjourn (เลื่อนไป, บอกเลื่อน, หยุด, เลิก)

หมายเหตุ – ตอบข้อ (b) เนื่องจากได้ความหมายดีที่สุด นอกจากนั้นหลัง “to” ต้องเป็นคำกริยา ซึ่งมีข้อ (b) และ (d)  เท่านั้นที่เป็นคำกริยา  ส่วนข้อ (a) เป็นคำคุณศัพท์  ข้อ (c) เป็นคำนาม

23. The laundry bag is __________ the cabinet. (ถุงซักรีดอยู่ _________________ ตู้)

      (a) within (ภายใน)

      (b) among (ในบรรดา, ในระหว่าง)

      (c) inside (ข้างใน)

      (d) between (ระหว่าง)

หมายเหตุ – ตอบข้อ (c) เนื่องจาก “inside” หรือ “in”  ซึ่งเป็น “preposition” ทั้ง ๒ คำ ใช้ในความหมาย “ข้างใน” หรือ “ใน” สถานที่ เมือง ประเทศ หรือตู้หรือยานพาหนะ เช่น “inside the house”  “inside the school”  “inside a taxi”  “inside a building” (ข้างในอา คาร)  “inside his body” (ข้างในร่างกายของเขา) “inside her lungs” (ข้างในปอดของเธอ) “inside the country”  “inside France”  “inside the department”  “inside information” (ข้อมูลภายใน – ที่คนนอกไม่รู้) “inside news” (ข่าวภายใน – ที่คนนอกไม่รู้)

          นอกจากนั้น “inside” ยังสามารถใช้เป็นคำคุณศัพท์หรือคำนามได้ด้วย  เช่น

       - He reached into his inside jacket pocket. (คำคุณศัพท์)

           (เขายื่นมือไปยังกระเป๋าเสื้อแจ๊กเก็ตด้านใน)

       - We haven’t got an inside restroom. (คำคุณศัพท์)

           (เราไม่มีห้องน้ำข้างใน – บ้าน)

       - The inside of my mouth is dry. (คำนาม)

           (ข้างใน – หรือด้านใน – ปากของผมแห้งผาก)

       - He didn’t lock the door from the inside. (คำนาม)

          (เขาไม่ได้ล็อคประตู (ห้อง) จากข้างใน)

               สำหรับ “within”  มักใช้ในความหมาย “ภายใน” เช่น “within society”  “within Russia”  “within the system”  “within the family”  “within the scope” (ภายในขอบเขต)  “within the limitations” (ภายในข้อจำกัด)  “within our budget” (ภายในงบฯของเรา)  “within our power”  “within 50 miles”  “within a short distance” (ภายในระยะทางสั้นๆ)  “within minutes” (ภายในไม่กี่นาที)  “within an hour”  “within a few weeks”  “within sight” (ภายในระยะที่สายตามองเห็น)  “within earshot” (ภายในระยะที่ได้ยินเสียงโดยไม่ต้องใช้เครื่องมือช่วย)  “within reach” (ภายในระยะที่มือเอื้อมถึง)

24. Hiring temporary workers can be very ___________. (การจ้างคนงานชั่วคราวสามารถที่จะ ______________ ได้อย่างมาก)

      (a) economize (ประหยัด – เป็นคำกริยา)

      (b) economy (การประหยัด, เศรษฐกิจ – เป็นคำนาม)

       (c) economical (ประหยัด, ซึ่งประหยัด – เป็นคำคุณศัพท์)

       (d) economically (เป็นกริยาวิเศษณ์)

หมายเหตุ – ตอบข้อ (c)  เนื่องจากอยู่หลัง “verb to be” (can be) จึงต้องเป็นคำคุณศัพท์

25. The status report __________ the financial projections were both late. (รายงานสถานภาพ – ทางการเงิน – ____________ การคาดการณ์ทางการเงินล่าช้าทั้งคู่)

      (a) but (แต่)

      (b) and (และ)

      (c) or (หรือ)

      (d) nor (ไม่.........ด้วย)

หมายเหตุ – ตอบข้อ (b) เนื่องจากมีข้อความว่า  “ล่าช้าทั้งคู่” (were both late) จึงต้องใช้ว่า “รายงานสถานภาพและการคาดการณ์ทางการเงิน”

26. If the traffic is bad, __________ a bus. (ถ้าการจราจรติดขัด _______________ รถประจำทาง)

      (a) take (ขึ้น, ให้ขึ้น, จงขึ้น)

      (b) to take

      (c) taking

      (d) will take

หมายเหตุ – ตอบข้อ (a) เนื่องจากประโยคคำสั่งหรือขอร้องให้ทำ  ต้องขึ้นต้นประโยคด้วยกริยา “infinitive without to” (verb ช่องที่ 1 ที่ไม่มี “to” นำหน้า)

(ดูรายละเอียดประโยคคำสั่งและขอร้องเพิ่มเติมใน หมวดข้อสอบ TOEIC (ตอนที่ ๖) ข้อ ๓)

27. Mr. Donald __________ to get to work early. (มิสเตอร์โดนัลด์ _________________ ไปทำงานแต่เช้า)

      (a) like

      (b) is liking

      (c) likes (ชอบ)

      (d) would be liking

หมายเหตุ – ตอบข้อ (c) เนื่องจากประธานของประโยคเป็นเอกพจน์ (Mr. Donald) กริยา “like” จึงต้องเติม “sนอกจากนั้น คำกริยาที่เกี่ยวกับอารมณ์ ความรู้สึก หรือประสาทสัมผัส (like, love, feel, hope, appear, seem, wish, hope, think, sound – ดูเหมือนว่า, taste – มีรสชาติ, become – มีอาการ, มีลักษณะ) จะไม่นิยมใช้ในรูป (continuous tense) ไม่ว่าจะเป็น “present” หรือ “past

28. Computer software is a ___________ market.  (ซอฟต์แวร์คอมพิวเตอร์เป็นตลาด ________________ )

      (a) competition (การแข่งขัน)

      (b) competitor (ผู้เข้าแข่งขัน)

      (c) competitive (ซึ่งสามารถแข่งขันได้, เกี่ยวกับการแข่งขัน, มีความปรารถนาแรงกล้าที่จะแข่งขันเพื่อประสบความสำเร็จ)

      (d) competitively (อย่างแข่งขันกัน, ในแบบแข่งขัน)

หมายเหตุ – ตอบข้อ (c) เนื่องจากขยายคำนาม “market”  จึงต้องเป็นคำคุณศัพท์ “competitive”  (ตลาดซึ่งสามารถแข่งขันได้)

29. The ___________ speech made the audience restless.  (สุนทรพจน์ _______________ ทำให้ผู้ฟังหงุดหงิด – หรือกระสับกระส่าย)

       (a) bored

      (b) boring (น่าเบื่อ)

      (c) bores

      (d) bore (ทำให้เบื่อ)

หมายเหตุ – ตอบข้อ (b)  เนื่องจากมีความหมายว่า “น่าเบื่อ”

(ดูรายละเอียดการใช้กลุ่มคำกริยาประเภทเดียวกับ “bore”  (ทำให้เบื่อ) ในข้อ ๘ ของหมวดข้อสอบชุดนี้)

30. Please use the parking spaces that ___________ for visitors.  (โปรดใช้ที่ว่างสำหรับจอดรถซึ่ง _______________ สำหรับผู้มาเยือน)

      (a) designates (กำหนด, ระบุ)

      (b) designated

      (c) are designating

      (d) have been designated (ได้ถูกกำหนด, ได้ถูกระบุ)

หมายเหตุ – ตอบข้อ (d) เนื่องจากเป็นเพียงข้อเดียวที่อยู่ในรูป “passive voice” ของ “present perfect tense” ทั้งนี้ “have been designated” เป็นกริยาของอนุประโยค  “that have been designated for visitors” โดย “that” แทน “parking spaces” (ที่ว่างสำหรับจอดรถ) ที่ได้ถูกกำหนดหรือระบุไว้สำหรับผู้มาเยือน จึงถือว่าถูกกระทำ ซึ่งต้องอยู่ในรูป “passiveอนึ่ง ถ้าต้องการจะใช้ในรูป “present simple tense” จะต้องเป็น “are designated  ซึ่งข้อ (a), (b)  และ (c) ไม่เป็นไปตามรูปข้างต้น

31. Most of the employees ___________ in the company cafeteria.  (พนักงานส่วนใหญ่ _______________ ในโรงอาหารของบริษัท)

      (a) eats

      (b) to eat

      (c) eat (รับประทาน)

      (d) eating

หมายเหตุ – ตอบข้อ (c) เนื่องจากประธานของประโยคเป็นพหูพจน์ (employees) กริยา “eat” จึงไม่ต้องเติม “s” ทั้งนี้ ข้อนี้อยู่ในรูป  “present simple tense” บอกเหตุการณ์ปัจจุบัน แต่ถ้าต้องการจะบอกว่า “กำลังรับประทาน” กริยาของประโยคจะต้องเป็น “are eating

32. The housekeeping staff comes on duty ___________ 2:00.  (พนักงานดูแลบ้านมาทำหน้าที่ ______________ บ่าย ๒ โมง)

       (a) in

       (b) on

       (c) at (ณ เวลา)

       (d) with

หมายเหตุ – ตอบข้อ (c) เนื่องจากบอกเกี่ยวกับเวลา ต้องใช้ “preposition” “at

(ดูรายละเอียดการใช้ “at”  ในหมวดข้อสอบ TOEIC (ตอนที่ ๖) ข้อ ๑๔)

33. The Pan American Airlines flight ___________ Houston will be arriving at Gate 5 in a few minutes. (เที่ยวบินสายการบินแพนอเมริกัน __________ เมืองฮุสตันจะเดินทางมาถึงที่เกต (ประตู) หมายเลข ๕ ในอีก ๒ – ๓ นาทีข้างหน้า)

     (a)  in (ใน)

     (b) by (โดย, ประมาณ)

     (c)  on (บน)

     (d) from (จาก)

หมายเหตุ – ตอบข้อ (d) เนื่องจากได้ความหมายดีที่สุด

34. The intern ___________ a fax machine before coming to work at our office.  (แพทย์หรือครูฝึกหัด ____________ เครื่องโทรสาร ก่อนมาทำงานที่สำนักงานของเรา)

     (a) had used never

     (b) never had used

     (c) had never used (ไม่เคยใช้)

     (d) used had never

หมายเหตุ – ตอบข้อ (c) เนื่องจากการใช้ “never” (ไม่เคย) มีหลักดังนี้ คือ

๑.      วางไว้หน้าคำกริยาทั่วๆไป เช่น

     - He never comes to work late.

       (เขาไม่เคยมาทำงานสาย)

     - We never go shopping at weekends.

       (เราไม่เคยไปช้อปปิ้งวันสุดสัปดาห์)

     - She never tells us about her past life.

        (เธอไม่เคยเล่าให้เราฟังเกี่ยวกับชีวิตในอดีตของเธอ)

๒.    วางไว้หลัง “verb to be เช่น

     - They are never late for class.

       (พวกเขาไม่เคยมาเรียนสาย)

     - She is never careless about her hair and her clothes.

       (เธอไม่เคยสะเพร่า – ปล่อยปละละเลย – เกี่ยวกับผมเผ้าและเสื้อผ้าของเธอ)

     - We are never bored with our work.

        (เราไม่เคยเบื่องานของเรา)

๓.    ถ้าในประโยคมีกริยา ๒ ตัว ให้วาง “never”  ไว้ตรงกลางกริยา ๒ ตัวนั้น เช่น

      - I have never seen her before.

        (ผมไม่เคยเห็นเธอมาก่อน)

      - She had never applied for a job before she graduated.

        (เธอไม่เคยสมัครงานก่อนเธอเรียนจบ)

      - They will never succeed if they don’t try hard enough.

         (พวกเขาจะไม่มีวันประสบความสำเร็จถ้าไม่พยายามมากพอ)

     - We can never believe what he said.

        (เราไม่สามารถเชื่อในสิ่งที่เขาพูดได้เลย)

      - He should never ask such a rude question.

         (เขาไม่ควรจะถามคำถามที่หยาบคายเช่นนั้น)

35. The conference ____________ was scheduled for next week has been  postponed. (การประชุม _____________ ถูกกำหนดไว้สำหรับสัปดาห์หน้า ได้ถูกเลื่อนเวลาออกไป)

      (a) that (ซึ่ง, ที่)

      (b) whose (ของเขา, ของมัน)

      (c)  it

      (d) who (ผู้ซึ่ง)

หมายเหตุ – ตอบข้อ (a) เนื่องจากเป็นคำนำหน้าอนุประโยค (that was scheduled for next week)  ทั้งนี้  อาจใช้ “which” แทน  “that” ได้ในกรณีนี้

(ดูรายละเอียดการใช้ “which”  และ “that”  นำหน้าอนุประโยค ในหมวดข้อสอบ (ตอนที่ ๖) ข้อ ๓๘สำหรับ “who”  ใช้ขยายบุคคล และเป็นประธานของอนุประโยค ส่วน “whose”  ใช้ขยายทั้งบุคคลและสัตว์ และแสดงความเป็นเจ้าของ เช่น

     - The person who helps me a lot is my supervisor.

        (บุคคลที่ช่วยผมอย่างมากมายคือผู้ควบคุมงานของผม)

     - The staff who works efficiently will be rewarded at the end of the year.

           (พนักงานที่ทำงานอย่างมีประสิทธิภาพจะได้รับรางวัลตอนสิ้นปี)

     - The people whose houses were burnt down had to stay in the temporary

        shelter. (บุคคลที่บ้านถูกไฟไหม้จำเป็นต้องพักในที่พักชั่วคราว)

      - The dog whose leg was hurt was treated at an animal hospital.

          (หมาที่ขาของมันเจ็บได้รับการรักษาที่โรงพยาบาลสัตว์แห่งหนึ่ง)

36. The latest version of the software ____________ with your new computer.  (เวอร์ชั่นล่าสุดของซอฟต์แวร์ ______________ กับคอมพิวเตอร์เครื่องใหม่ของคุณ)

       (a) includes (ประกอบด้วย, รวมอยู่, ใส่ไว้ใน, คลุมถึง, นับรวมเข้า)

       (b) is included (ถูกรวมไว้ด้วยกัน)

       (c) included

       (d) is including

หมายเหตุ – ตอบข้อ (b) เนื่องจากได้ความหมายดีที่สุด  นอกจากนั้นข้อนี้ต้องใช้ในรูป “passive voice” โดยสังเกตจาก preposition “with” ทั้งนี้  หากใช้ “include” ในรูป active voice”  จะไม่ต้องมี preposition “with ดังตัวอย่างประโยค

     - The plane’s eight-man crew includes one Japanese.

       (ทีมลูกเรือ ๘ คนของเครื่องบินรวมถึงชาวญี่ปุ่น ๑ คน)

    - The proposals included the nationalization of major industries.

         (ข้อเสนอรวมถึงการยึดอุตสาหกรรมขนาดใหญ่เข้าเป็นของรัฐ)

    - The purchase price includes carpets and curtains.

        (ราคาซื้อรวมถึงพรมและม่าน)

    - He asked the hotel staff to include a cup of coffee on his tray each morning.

        (เขาขอร้องพนักงานของโรงแรมให้รวมกาแฟ ๑ แก้วในถาดอาหารของเขาทุกเช้า)

          แต่ถ้าใช้ในรูป “passive voice” จะมี “preposition” “with” หรือ “in” หลังincludedเช่น

    - The famous football player was included in the team.

      (นักฟุตบอลที่มีชื่อเสียงถูกรวมเข้าไว้ในทีม)

    - Barbecued chicken and fried fish are also included in (with) the meal.

        (ไก่ย่างและปลาทอดถูกรวมเข้าไว้ในมื้ออาหารด้วย)

37. The chief engineer is knowledgeable and _____________.  (วิศวกรใหญ่มีความรู้และ ______________ )

       (a) industrial (เกี่ยวกับอุตสาหกรรม, ทางด้านอุตสาหกรรม)

       (b) industrious (ขยันขันแข็ง, หมั่นเพียร, มานะบากบั่น)

       (c) industry (อุตสาหกรรม, ความขยันหมั่นเพียร)

       (d) industries (อุตสาหกรรมหลายชนิด)

หมายเหตุ – ตอบข้อ (b) เนื่องจากได้ความหมายดีที่สุด

38. Mr. Nelson ___________ the general manager of the hotel since 2006. (มิสเตอร์เนลสัน _____________ ผู้จัดการทั่วไปของโรงแรมตั้งแต่ปี ๒๐๐๖)

      (a) is

      (b) had

      (c) had been

      (d) has been

หมายเหตุ – ตอบข้อ (d) เนื่องจากกริยาของประโยคนี้อยู่ในรูป “present perfect tense”  เพราะแสดงเหตุการณ์ที่เกิดในอดีตและดำเนินต่อเนื่องมาจนถึงปัจจุบัน (เป็นผู้จัดการฯตั้งแต่ปี ๒๐๐๖ ปัจจุบันก็ยังเป็นอยู่) สำหรับประโยคในรูป “present perfect tense”  คือ “subject + has (have) + V. 3” ซึ่งกริยาช่องที่ ๓ ของ “verb to be” คือ “been” ประโยคนี้จึงเป็น  “Mt. Nelson has been………..อนึ่ง ถ้าต้องการจะบอกว่า “มิสเตอร์เนลสันเป็นผู้จัดการฯ ในปัจจุบัน” รูปประโยคจะเป็น “present simple tense” ดังนี้ คือ “Mr. Nelson is the general manager of the hotel now.”

(ดูรายละเอียดเกี่ยวกับ “present perfect tense” เพิ่มเติมใน หมวดข้อสอบ TOEIC (ตอนที่ ๖) ข้อ ๙)

39. The hotel offers guests a continental breakfast in the lobby ___________ a full breakfast in the restaurant. (โรงแรมเสนอให้แก่แขกคืออาหารเช้าแบบภาคพื้นทวีป – คือแผ่นดินใหญ่ของทวีปยุโรป โดยเฉพาะภาคกลางและภาคใต้ – ในห้องโถงของโรง แรม ______________ อาหารเช้าแบบเต็มมื้อในภัตตาคารของโรงแรม)

     (a)  with (ด้วย, กับ)

     (b) since (ตั้งแต่, เพราะว่า)

     (c)  or (หรือ, หรือไม่ก็)

     (d) either (อย่างใดอย่างหนึ่ง, คนใดคนหนึ่ง)

หมายเหตุ – ตอบข้อ (c) เนื่องจากเป็นการให้เลือกระหว่างของ ๒ สิ่ง คือ “อาหารเช้าแบบภาคพื้นทวีปในห้องโถงฯ” หรือ “อาหารเช้าแบบเต็มมื้อในภัตตาคารฯ

                ส่วน “either”  (อี๊-เธอะ หรือ ไอ๊-เธอะ) เมื่อเป็นคำคุณศัพท์ (adjective) หมายถึง “แต่ละ, อันละ, ชิ้นละ, อันใดอันหนึ่ง (ของ ๒ อัน), ด้านใดด้านหนึ่ง (ใน ๒ ด้าน), คนใดคนหนึ่งใน ๒ คน” แต่เมื่อเป็นคำสรรพนาม (pronoun) หมาย ถึง “หนึ่งในระหว่างสอง, อย่างใดอย่างหนึ่ง”  แต่ถ้าเป็นคำสันธานหรือคำเชื่อม (conjunction) หมายถึง “(ถ้า) ไม่.............ก็.............”  ส่วนเมื่อเป็นคำกริยาวิเศษณ์  (adverb) หมายถึง “ด้วย, เหมือนกัน, เช่นเดียวกัน” ดังตัวอย่างประโยค

     - There are shops on either side. (เป็นคำคุณศัพท์)

         (มีร้านค้าอยู่บนถนนแต่ละด้าน – คือมีทั้ง ๒ ด้าน)

     - Either train goes to London. (เป็นคำคุณศัพท์)

        (รถไฟขบวนใดขบวนหนึ่ง – ใน ๒ ขบวน – ไปลอนดอน)

     - You may take either seat. (เป็นคำคุณศัพท์)

         (คุณอาจจะนั่งเก้าอี้ตัวใดตัวหนึ่ง - ใน ๒ ตัว – ก็ได้)

    - On either side of the street is a pavement. (เป็นคำคุณศัพท์)

       (บนถนนแต่ละด้านมีทางเดินเท้า – คือมีทางเดินเท้าทั้ง ๒ ด้าน)

    - Either of the men is her father. (เป็นคำสรรพนาม)

       (ชายคนใดคนหนึ่ง – ใน ๒ คน – เป็นพ่อของเธอ)

   - Either the mother or her children have to come. (เป็นคำสันธาน)

      (ถ้าไม่แม่ก็ลูกๆของเธอจำเป็นจะต้องมา)

   - John can’t swim and Bob can’t either. (เป็นคำกริยาวิเศษณ์)

      (จอห์นว่ายน้ำไม่เป็น  และบ๊อบก็ว่ายฯไม่เป็นเช่นเดียวกัน)

40. Mr. Benson promised ____________ the charts before tomorrow’s staff meeting. (มิสเตอร์เบนสันสัญญาที่จะ ______________ แผนภูมิ ก่อนการประชุมพนักงานวันพรุ่งนี้)

     (a) to prepare (เตรียม, เตรียมการ, ตระเตรียม, เตรียมพร้อม)

     (b) prepare

     (c)  preparing

    (d) prepared

หมายเหตุ – ตอบข้อ (a) เนื่องจากกริยา “promise” ต้องตามด้วย “infinitive with to” (to + verb)

(ดูรายละเอียดกลุ่มคำกริยาที่ต้องตามด้วย “infinitive with to” (to + verb) ในหมวดข้อสอบ TOEIC (ตอนที่ ๓) ข้อ ๙)