หมวดข้อสอบ TOEIC (ตอนที่ 79)

Part V:Sentence Completion   (ส่วนที่ 5 :  การเติมประโยคให้สมบูรณ์)

Choose the best alternative to make a correct sentence.

(จงเลือกข้อที่ดีที่สุดเพื่อทำให้ประโยคมีความถูกต้อง)

1. Christmas is only a month _______________.  We’ve got to think of Christmas presents.

(คริสต์มาสอยู่ __________________ แค่เพียงเดือนเดียว  เราจำเป็นต้องนึกถึงของขวัญวันคริสต์มาสแล้วละ)

(a) long    (ยาวนาน)

(b) far    (ไกล)

(c) away    (ห่างออกไป)

(d) later    (ต่อมา) 

2. I need ________________ , I think. 

(ผมต้องการ ___________________ผมคิดอย่างนั้นนะ)

(a) petrol 30 litres

(b) 30 litres petrol

(c) petrol of 30 litres

(d) 30 litres of petrol    (น้ำมัน  ๓๐  ลิตร)

3. You will have plenty of chances to ______________ them. 

(คุณจะมีโอกาสมากมายที่จะ ______________________ พวกเขา)

(a) make a friend with

(b) make the friends with

(c) make friend with

(d) make friends with    (ผูกมิตรกับ)

ตอบ   -   ข้อ   (d)   ในวลี  “ผูกมิตรกับ”  “Friends”  ต้องมี  “S” เสมอ

4. It was in this village _______________ I was born.

(มันเป็นในหมู่บ้านแห่งนี้ ____________________ ผมได้เกิดมา) 

(a) where

(b) in which

(c) that    (ซึ่ง, ที่)

(d) which

ตอบ   -   ข้อ   (c)  เนื่องจากเป็นไปตามโครงสร้าง  “It is (was) + วลี  (มักนำหน้าด้วย  “in, on, at, etc.” )  + that + subject + verb”  ดูจากประโยคข้างล่าง

                  ตัวอย่างที่ ๑

-       ________________ on Saturday morning that we had our meeting.

(___________________  เช้าวันเสาร์  ที่พวกเรามีการประชุมกัน)

(a) There had

(b) It was    (มันเป็น)

(c) It is

(d) There was

ตอบ   -   ข้อ   (b)  ต้องใช้   “It was” เพราะกริยาในอนุประโยค  คือ   “Had” และยังเป็นไปตามโครงสร้าง  “It + is (was) + วลี  (มักนำหน้าด้วย  “Preposition”) + that + subject + verb”  เช่น

          - It is in this house that I was born.

(มันเป็นในบ้านหลังนี้แหละที่ผมเกิด)

           - It is at night that we go to bed.

(มันเป็นเวลากลางคืนที่พวกเราเข้านอน)

           -  It is on Sunday morning that people go to church.

(มันเป็นเช้าวันอาทิตย์ที่ผู้คนไปโบสถ์)

           -  It is in the country that we like to stay.

(มันเป็นในชนบทที่พวกเราชอบพัก)

           - It was in January that we went to England.

(มันเป็นในเดือนมกราคมที่เราไปอังกฤษ)

           - It was by mistake that she took my book.

(มันเป็นการเข้าใจผิดที่เธอเอาหนังสือของผมไป)

          - It was in 1917 that the First World War took place.

(มันเป็นในปี  ๑๙๑๗  ที่สงครามโลกครั้งที่  ๑  เกิดขึ้น)

          - It was under the sea that the nuclear weapon had been tested.

(มันเป็นใต้ทะเลที่อาวุธนิวเคลียร์ถูกทดลอง)

5. I suggested to her that her husband ______________ a long rest.

(ผมแนะนำเธอว่า  สามีของเธอ _____________________ การพักผ่อนเป็นเวลานาน)

(a) has

(b) have    (มี)

(c) would have

(d) must have

ตอบ   -   ข้อ   (b)  เนื่องจากเป็นไปตามโครงสร้าง  “Subject + suggest + (to someone) + that + subject + verb 1”  ดูคำอธิบายเพิ่มเติมจากประโยคข้างล่าง

                  ตัวอย่างที่ ๑

-  It was in 1934 that an official government report recommended that trade priority ________________ to Southeast Asia.

(มันเป็นในปี  ๑๙๓๔  ที่รายงานของรัฐบาล (สหรัฐฯ) อย่างเป็นทางการ  แนะนำว่า ความสำคัญด้านการค้า (ควร)_________________กับภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้)   (หมายถึง รายงานฯ แนะนำว่า  สหรัฐฯ ควรให้ความสำคัญด้านการค้าแก่ภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้)

(a) is given

(b) was given

(c) were given

(d) be given    (ถูกให้)

ตอบ   -   ข้อ  (d)  เนื่องจากลดรูปมาจาก  “Should be given” (ละ “Should” ไว้ในฐานที่เข้าใจ)

                  ตัวอย่างที่ ๒

-      I will recommend that the student _______________ to the director.

(ผมจะแนะนำว่าเด็กนักเรียนคนนั้น ____________________กับผู้อำนวยการโรงเรียน)

(a) speak    (พูดคุย)

(b) will speak

(c) had better speak

(d) would speak

ตอบ   -   ข้อ  (a)   เนื่องจากกริยาของอนุประโยค  (ในที่นี้ คือ  “Speak”)  ที่ตาม หลังกริยา  “Recommend, Suggest, Demand, Ask, etc.”   จะต้องตามด้วย  “Infinitive without to” (Verb 1) ซึ่งเรียกโครงสร้างแบบนี้ว่า  “Present Subjunctive

                   ตัวอย่างที่ ๓

-   Many customers have requested that we ____________ them notice of our sales.

(ลูกค้าจำนวนมากได้ร้องขอว่า ให้เรา __________________ โนติส  (เอกสารแจ้งเหตุหรือข้อมูลล่วงหน้า)  แก่พวกเขาในเรื่องการลดราคาสินค้าของเรา)   (หมายความว่า  ถ้าจะมีการลดราคาสินค้าเมื่อใด  ให้แจ้งลูกค้าทราบล่วงหน้า)

(a) send    (ส่ง)

(b) sends

(c) sent

(d) sending

หมายเหตุ   –    ตอบข้อ   (a)   เนื่องจากเป็นการใช้  “Present subjunctive”  คือการใช้กริยาช่องที่  ๑  ที่ไม่มี  “To” นำหน้า  (Infinitive without to)  และไม่มีการเติม “s” หรือ  “ed”  เข้าข้างหลังคำกริยาที่อยู่ใน  “Noun clause ที่เป็นอนุประโยค  (ซึ่งมักมี  “that” นำหน้า  “Clause”)   ที่ตามหลังกลุ่มคำกริยาประเภท“Present subjunctive”  ไม่ว่าประธานของกริยาตัวนี้จะเป็นเอกพจน์หรือพหูพจน์ก็ตาม   และไม่ว่ากริยาตัวข้างหน้า  (กริยาใน  “Main clause” หรือประ โยคใหญ่)  จะอยู่ใน  “Tense”  ใดก็ตาม  จะไม่มีการเติม  “s”  หรือ“ed”  ที่กริยาตัวนี้   (เนื่องจากเสมือนมี   “Should”  นำหน้า  แต่ไม่เขียนลงไป  คือละไว้ในฐานที่เข้าใจ  เป็นการแนะนำว่า  “ควรทำเช่นนั้น เช่นนี้”)   สำหรับในกรณีที่เป็น  “Verb to be”  ให้ใช้  “Be”  ตลอดไป    (เพราะเสมือนว่า มี  “Should”  นำหน้า)   อนึ่ง  เราใช้รูป   “Present subjunctive”  ใน  ๒  กรณี   คือ

๑.   อยู่หลัง  “กริยา+ that”  ซึ่งได้แก่ คำกริยาต่อไปนี้

demand that    (เรียกร้อง-ต้องการว่า)

require that    (ขอร้อง-เรียกร้อง-ต้องการ-กำหนดว่า)

propose that    (เสนอว่า)

request that    (ขอร้องว่า)

recommend that    (แนะนำว่า)

ask that    (ขอร้องว่า)

order that    (สั่งว่า)

urge that    (เร่งเร้า-กระตุ้น-เสนอว่า)

suggest that   (แนะนำว่า)

advise that    (แนะนำว่า)

insist that    (ยืนกรานว่า)

prefer that    (เห็นสมควรว่า)

                       ดังตัวอย่างประโยคต่อไปนี้

-         The doctor advised (that) I take a rest.

(หมอแนะนำว่าผมควรพักผ่อน)

-         He suggested (that) she not go there alone.

(เขาแนะนำว่าเธอไม่ควรไปที่นั่นตามลำพัง)

-         The father demands (that) Peter go to see a doctor at once.

(พ่อเรียกร้องให้ปีเตอร์ไปหาหมอในทันที)

-         I suggest (that) he come early.

(ผมแนะนำว่าเขาควรจะมาแต่เช้า)

-         The hostess urged (that) we all stay for dinner.

(เจ้าของบ้านรบเร้าให้อยู่กินอาหารเย็นก่อน)

-         The teacher recommended (that) every student buy a dictionary.

(ครูแนะนำให้นักเรียนทุกคนซื้อพจนานุกรม)

-         The doctor recommends (that) she take this medicine.

(หมอแนะนำว่าเธอควรกินยานี้)

-         She requested (that) he telephone her family.

(เธอขอร้องให้เขาโทรฯไปหาครอบครัวของเธอ)

-         The teacher advised (that) students not speak loudly in the class.

(ครูแนะนำว่านักเรียนไม่ควรพูดเสียงดังในชั้น)

-         I suggested (that) he be more careful.

(ผมแนะนำว่าเขาควรระวังให้มากขึ้น)

-         He suggested (that) she be punctual.

(เขาแนะนำว่าเธอควรตรงต่อเวลา)

-         Our mother suggests (that) we not be lazy.

(แม่ของเราแนะนำว่าเราไม่ควรขี้เกียจ)

-         They requested (that) the contract be signed.

(พวกเขาร้องขอว่าสัญญาควรได้รับการลงนาม)  (เป็น  Passive voice = สัญญาถูกลงนาม)

-         She asks (that) she be allowed to see her ailing mother.

(เธอขอร้องว่าเธอควรได้รับอนุญาตให้พบแม่ของเธอที่กำลังป่วย)  (เป็น  Passive voice = เธอได้รับอนุญาต)

หมายเหตุ   –    เหตุผลที่คำกริยาในอนุประโยคที่เป็น  “Noun clause”  อยู่ในรูป “Present Subjunctive”  คือ  กริยาเหล่านี้เสมือนกับว่ามี  “Should” นำหน้า แต่ละเอาไว้ในฐานที่เข้าใจ  ซึ่งจริงๆแล้วอาจจะเขียนหรือพูดเติม  “Should”  ลงไปด้วยก็ได้   เช่น

-         I suggested (that) he (should) be more careful.

-         She asks (that) she (should) be allowed to go to the party.

๒.    “Noun clause”  ที่ตามหลังคำคุณศัพท์ต่อไปนี้  (มักอยู่ในรูป  “It is + Adjective + that + Subject + Verb 1  ที่ไม่มี  “To”นำหน้า)   กริยาใน“Noun clause”  นั้นจะต้องอยู่ในรูป  “Present subjunctive”   เช่นเดียวกัน  คุณศัพท์ดังกล่าวคือ  “Important”(สำคัญ),  “Necessary” (จำเป็น),“Urgent(จำเป็นด่วน),  “Imperative”  (จำเป็น),  “Essential”  (จำเป็น),“Advisable”  (ควร),“  Crucial”  (สำคัญยิ่ง)   ดังตัวอย่าง   เช่น

-         It is advisable that she study harder.

(เธอควรเรียนหรือขยันให้มากขึ้น)

-         It was essential that we buy food yesterday.

(เป็นสิ่งจำเป็นที่เราต้องซื้ออาหารเมื่อวานนี้)

-         It is advisable that he take exercise every morning.

(เป็นการสมควรที่เขาออกกำลังกายทุกเช้า)

-         It is necessary that she go home at once.

(เป็นเรื่องจำเป็นที่เธอจะต้องกลับบ้านในทันที)

-         It is imperative that Jim practice driving a car.

(เป็นเรื่องจำเป็นที่จิมจะต้องฝึกหัดขับรถ)

-         It is crucial that Tom find a new job.

-        (เป็นเรื่องจำเป็นยิ่งที่ทอมจะต้องหางานใหม่)

-         It is important that he be brave.

-        (เป็นสิ่งจำเป็นที่เขาจะต้องกล้าหาญ)

-         It is urgent that everyone be on time for work.

(เป็นเรื่องเร่งด่วนที่ทุกคนจะต้องมาทำงานให้ทันเวลา)

6. Oil usually lies ______________ feet below the earth’s surface.

(น้ำมันโดยปกตินอนอยู่ ___________________ ฟุต  ใต้พื้นผิวหน้าของโลก)

(a) thousand

(b) thousands

(c) thousands of    (หลายพัน)

(d) many thousands    (ใช้ได้  ถ้าตามด้วย “Of” )

ตอบ   -   ข้อ   (c)   หลัง   “Thousand”  มี  “S”   และตามด้วย   “Of

7. Keep _______________ the fire!

(จงอยู่ _____________________ ไฟ)  (หรือ  จงอย่าเข้าใกล้ไฟ)

(a) away

(b) off from    (รูปนี้  ไม่มีใช้)

(c) away from    (ห่างจาก)

(d) away off    (รูปนี้  ไม่มีใช้)

8. I am _____________ a better chance.

(ผมกำลัง ___________________ โอกาสที่ดีกว่ากัน)

(a) waiting    (“Wait” + “For”  เสมอ)

(b) awaiting    (รอคอย)   (“Await” ไม่ต้องตามด้วย “For”)

(c)awaiting for

(d) in wait

9. You had your car overhauled last week, ______________?

(คุณเอารถของคุณไป (ให้ช่าง) ซ่อมทั้งคัน  เมื่อสัปดาห์ที่แล้ว, ______________ )

(a) hadn’t you

(b) didn’t you    (ใช่หรือไม่)

(c) wasn’t it

(d) had you

ตอบ   -   ข้อ   (b)   เนื่องจาก   “Had”  ในประโยคข้างบน  อยู่ในรูป  “Causative use” มีความหมายว่า   “เอารถไปซ่อม” (had your car overhauled)   จึงถือเป็นกริยาทั่วไปตัวหนึ่ง  เหมือนกับ   “Walk, Play, Swim, Eat, Sing, Write, Walk, etc.”  ดังนั้น   เมื่อจะทำเป็นรูปปฏิเสธ หรือคำถาม   จึงต้องใช้  “Verb to do” (Do, Does, Did)  ช่วย  และเนื่องจากในประโยคข้างบน   “Had”  อยู่ในรูปบอกเล่า   ในส่วน   “Tag”  จึงต้องเป็นปฏิเสธ

                      สำหรับ “Verb to have”  (Have, Has, Had)  จะถือเป็นกริยาพิเศษ  และในส่วน   “Tag”สามารถใช้   “Have, Has, Had”  ได้เลย  ซึ่งแล้วแต่ ประธานประโยค  และ  “Tense”   (ไม่ต้องใช้  “Verb to do”  ช่วย)  มี  ๓  กรณี  คือ

๑.   ใน  “Present perfect tense”เช่น

- He has eaten his breakfast, hasn’t he?

(เขาได้กินข้าวเช้าแล้ว  ใช่หรือไม่)

๒. ใน  “Past perfect tense”  เช่น

- She had moved to a new place, hadn’t she?

(เธอได้ย้ายไปอยู่ที่ใหม่แล้ว  ใช่หรือไม่)

๓. ในกรณีที่   “Have” หมายถึง  “มี”  เช่น

- They had a beautiful house, hadn’t they?

(ในกรณี   “Have”แปลว่า  “มี”  สามารถใช้   “Verb to do” ช่วยได้เช่นกัน  ดังนั้น ประโยคข้างบนอาจเป็น   “They had a beautiful house, didn’t they?)

- She has not a car, has she?

(ในทำนองเดียวกัน  เมื่อ   “Has”หมายถึง  “มี”  ประโยคนี้  สามารถใช้ได้อีกแบบ  คือ  “She has not a car, does she? )

                     อย่างไรก็ตาม   เมื่อ   “Has”  มิได้แปลว่า  “มี”  แต่มีความหมายอย่างอื่น   ดังเช่นใน  ๔  กรณี  ต่อไปนี้   จะถือว่าเป็นเหมือนกริยาธรรมดาทั่วๆ ไป  (= Walk, Sleep, Cry, Hope, Love, Like, etc.)  ดังนั้น   เมื่อจะทำเป็นรูปปฏิเสธ  หรือ  คำถาม   รวมทั้งในส่วน  “Tag”  จะต้องใช้  “Verb to do”  (Do, Does, Did)   ช่วยเสมอ  ดังประโยคข้างล่าง

๑.    เมื่อหมายถึง   “ได้รับ”  (Receive)  เช่น

- She had a letter this morning, didn’t she?

(เธอได้รับจดหมายเมื่อเช้านี้  ใช่หรือไม่)

๒.  เมื่อหมายถึง  “รับประทาน, ดื่ม”  เช่น

- He had coffee for breakfast, didn’t he?

(เขาดื่มกาแฟสำหรับอาหารเช้า  ใช่หรือไม่)

       - We had a lot of food at the party last night, didn’t we?

(เรากินอาหารมากมายที่งานเลี้ยงเมื่อคืนนี้  ใช่หรือไม่)

๓.   เมื่อหมายถึง  “จำเป็นต้อง”  (Have to)  เช่น

- They have to study hard to pass the exam, don’t they?

(พวกเขาจำเป็นต้องเรียนหนัก  เพื่อสอบผ่าน  ใช่หรือไม่)

         ๔.  เมื่อใช้ไนโครงสร้าง   “Causative use” คือ  “ประธานฯ ใช้ไห้ใครทำอะไร”  (Active voice)  หรือ  “ประธานฯ ใช้ให้อะไรถูกทำโดยใคร”  (Passive voice)  เช่น

           - She had the servant wash her room yesterday, didn’t she?

(เธอให้คนรับใช้ทำความสะอาดห้องของเธอเมื่อวานนี้  ใช่หรือไม่)

            - They have their cars washed every day, don’t they?

(พวกเขาล้างรถทุกวัน (โดยคนอื่นทำให้)  ใช่หรือไม่)

-    He doesn’t have his hair cut every month, does he?

(เขามิได้ตัดผมทุกเดือน  ใช่ไหม)

10. Fifty years ago_____________ of the Thai people worked inthe  agricultural sector.

(เมื่อ  ๕๐  ปีมาแล้ว _________________ ของประชาชนไทย  ทำงานในภาคเกษตร)

(a) 85 per cent    (๘๕  เปอร์เซ็นต์)

(b) 85 per cents

(c) 85 per-cent

(d) 85 per-cents

ตอบ   -   ข้อ   (a)   “เปอร์เซ็นต์”  เขียนได้  ๒  แบบ  คือ “Per cent”  และ  “Percent”   โดยไม่มีการเติม “S”  ท้ายคำ  และไม่มีขีด  (Hyphen)  (-)   คั่นกลางคำ

11. Although he is seventy, he still has _____________.

(แม้ว่าเขาอายุ  ๗๐  ปี  เขายังคงมี ______________________ )

(a) a good sight

(b) good sight    (สายตาดี)

(c) good sights

(d) the good sight

ตอบ   -   ข้อ    (b)  “Sight” = “สายตา”   เป็นนามนับไม่ได้  จึงไม่สามารถใช้กับ    “A” หรือ เติม  “S”  ข้างท้าย

12. Ten is _______________ of fifteen.

(สิบเป็น ________________________ ของสิบห้า)

(a) two third

(b) two-third

(c) two thirds

(d) two-thirds    (เศษสองส่วนสาม)

ตอบ   -   ข้อ   (d)  เลขเศษส่วน  (Fraction)  ตัวหน้า (เศษ) (Remainder) จะเป็นเลขแสดงจำนวน  (Cardinal number)  เช่น  ๑, ๒, ๓  ส่วนตัวหลัง (ส่วน)  (Element)   จะเป็นเลขแสดงลำดับที่  (Ordinal number) (First, Second, Third)    ทั้งนี้  ต้องมีขีด  (Hyphen) (-) คั่นระหว่างเศษและส่วน  และถ้าเศษมากกว่า  ๑   ส่วนจะต้องเติม   “S” ด้วย  เช่น

           1/3   =  one-third

         ½   =  one half (= a half)  (ไม่ใช้ “one-second”)

         ¼  =  a quarter (= a fourth = one-fourth)

          1/5  =  a fifth (= one-fifth)

        1/12  =  one-twelfth

        1/50  =  one-fiftieth

      1/100  =  one-hundredth

          2/3  = two-thirds

          3/5  = three-fifths

          5/7  =  five-sevenths

      28/51  =  twenty-eight over fifty-firsts

      347/3257  =  three hundred and forty-seven over  three 

                           thousand two hundred and fifty-sevenths

13. He is the strongest _______________ the four men.

(เขาแข็งแรงที่สุด ______________________ ผู้ชาย  ๔  คน)

(a) among

(b) between

(c) of    (ในบรรดา, ในระหว่าง)

(d) in

ตอบ   -   ข้อ   (c)  การเปรียบเทียบ  “ขั้นสูงสุด”  (Superlative degree)   ใช้  Of

14. Mrs. Green ______________ a little sugar in her tea.

(มิสซิสกรีน ____________________ น้ำตาลนิดหน่อยในน้ำชาของเธอ)

(a) is like    (เหมือนกับ หรือคล้ายกับ)

(b) like

(c) likes    (ชอบ)

(d) looks like    (มีลักษณะ หรือท่าทางคล้ายกับ)

ตอบ   -   ข้อ   (c)  “Mrs. Green” เป็นนามเอกพจน์  กริยาจึงต้องเติม  “S

15. We have to stay inside the house because it ______________ for two days and nights now.

(เราจำเป็นต้องพักอยู่ภายในบ้าน  เพราะว่า __________________ เป็นเวลา  ๒  วัน  และ  ๒  คืน  จนถึงบัดนี้)

(a) was raining

(b) is raining

(c) has been raining    (ฝนได้กำลังตก)

(d) rains

ตอบ   -   ข้อ   (c)  ต้องใช้รูป  “Present perfect continuous tense”  {Subject + has (have) + been + Verb + ing}   เนื่องจากเหตุการณ์ (ฝนตก) เกิดต่อเนื่อง เริ่มตั้งแต่  ๒  วันก่อน  จนกระทั่งถึงปัจจุบัน  (ขณะที่พูดประโยคนี้)  เป็นการแสดงความต่อเนื่อง และยาวนานของเหตุการณ์   ดูเพิ่มเติมเกี่ยวกับ  “Tense” นี้จากประโยคข้างล่าง

                ตัวอย่างที่ ๑

-   Although Mark _____________ for years, he _____________ has not graduated. 

(แม้ว่ามาร์ค ________________ เป็นเวลาหลายปี  เขา _____________  ไม่จบการศึกษา)

(a) has been studying …….. already   (ได้กำลังศึกษา.................แล้ว)

(b) has been studied ………still

(c) has been studying ……..still    (ได้กำลังศึกษา.................ยังคง)

(d) has been studied……….already

ตอบ    -    ข้อ   (c)  ใช้โครงสร้าง  “Present perfect continuous tense” {Subject + has (have) + been + Verb + ing}  ในแบบ  “Active voice”  (ข้อ  (b)  และ  (d)   เป็น  “Passive voice”  ของ  “Present perfect tense” )  เนื่องจาก มาร์คเป็นผู้กระทำ  (ศึกษา)  สำหรับข้อนี้หมายความว่า  “มาร์คเรียนหนังสือมาหลายปี  แต่ยังคงไม่จบการศึกษา” 

                 ตัวอย่างที่ ๒

             - Miss Kim ____________ with us since last October.

(มิสคิม _____________________ กับเราตั้งแต่เดือนตุลาคม  ปีที่แล้ว)

(a) works

(b) worked

(c) has been working     (ได้กำลังทำงาน)

(d) is working

หมายเหตุ   –    ตอบ ข้อ  (c)  เนื่องจากเป็น  “Present perfect continuous tense”  {Subject + have (has) + been + V. ing}   โดยสังเกตจาก  “since last October”  ทั้งนี้   “Present perfect continuous”  ใช้บอกเหตุการณ์ในอดีตที่ต่อเนื่องมาจนถึงปัจจุบัน  และเน้นความยาวของช่วงเวลา  ตั้งแต่อดีตจนถึงปัจจุบันด้วย   ซึ่งอาจจะเป็นหลายๆวัน  เดือน  ปี  หลายๆปี   หรือเพียง ๒ – ๓ ชั่วโมง ก็ได้   ซึ่งประโยคข้างบนมีความหมายว่า   “มิสคิมทำงานกับเราตั้งแต่ตุลาฯ ปีที่แล้ว”  คือ  ปัจจุบันก็ยังคงทำอยู่   และเน้นความต่อเนื่องของการทำงาน   ว่าทำมานานหลายเดือนแล้ว   

                     อนึ่ง สามารถใช้รูป  “Present perfect” {Subject + have (has) + V. 3}  แทนก็ได้   โดย   “Present perfect”  ก็บอกถึงเหตุการณ์ที่เกิดในอดีตและต่อเนื่องมาจนถึงปัจจุบันเช่นกัน   แต่ไม่เน้นความต่อเนื่องหรือยาวนานเหมือนกับ “Present perfect continuous”  นอกจากนั้น  “Present perfect”  ยังบอกถึงเหตุการณ์ที่เพิ่งจะจบสิ้นลงไปแล้ว  หรือเหตุการณ์ที่เกิดในอดีต  แต่ไม่ระบุเวลาที่แน่ชัด  หรือใช้กับเหตุการณ์ที่เกิดซ้ำๆในอดีต

                 รูปแบบของ  “Tense”  ทั้ง ๒ ที่กล่าวมาข้างต้น  มักจะมีคำจำพวกนี้อยู่ในประโยค ได้แก่  since  (ตั้งแต่)  for  (เป็นเวลา)  recently  (หมู่นี้)  lately  (เมื่อเร็วๆนี้)  so far  (เท่าที่ผ่านมาหรือเป็นมา)  up to now  (จนกระทั่งถึงบัดนี้)  up till now  (จนถึงบัดนี้)  up to the present  (จนถึงปัจจุบัน)  already  (แล้ว)  yet  (ใช้ในประโยคคำถาม)  not yet  (ใช้ในประโยคปฎิเสธ)  ever  (เคย)  never  (ไม่เคย)  just  (เพิ่งจะ)  this is the first (second) time  (นี่เป็นครั้งแรก – ครั้งที่สอง)  หรือตามด้วยประโยคที่เป็น   “Past tense   เช่น   since we were born”  (ตั้งแต่เราเกิด)   “since they were at college”  (ตั้งแต่พวกเขาเรียนมหา วิทยาลัย)   ตัวอย่างประโยค   เช่น

-  I have already eaten my breakfast.

(ผมกินอาหารเช้าแล้ว– เน้นว่ากินแล้ว และยังไม่นานนัก)

-  She has not eaten her dinner yet.

(เธอยังมิได้กินอาหารเย็นเลย – เน้นว่ายังไม่ได้ทำ)

-  He has just gone out.

(เขาเพิ่งจะออกไป – เน้นว่าเพิ่งจะจบสิ้น)

-  I have seen her on TV several times.

(ผมได้เห็นเธอทางทีวีหลายครั้ง – เน้นว่าทำซ้ำๆ)

-  They have lived here for ten years.

(พวกเขาอยู่ที่นี่มา ๑๐ ปีแล้ว – เน้นว่าต่อเนื่องมาถึงปัจจุบัน)

-  We have not seen each other since 2010.

(เราไม่ได้เจอกันตั้งแต่ปี ๒๐๑๐ – เน้นว่าต่อเนื่องมาถึงปัจจุบัน)

-  They have been playing since the morning.

(พวกเขาเล่นกันมาตั้งแต่เช้าแล้ว – เน้นว่าต่อเนื่องจนถึงปัจจุบัน  และความยาวของเวลาว่าหลายชั่วโมง)

-  They have been waiting here for two hours.

(พวกเขารอคอยอยู่ที่นี่มา ๒ ชั่วโมงแล้ว – เน้นความต่อเนื่องจนถึงปัจจุบันและความนานของเวลาคือ ๒ ชั่วโมง)

-  We have been living here since we were born.

(เราอาศัยอยู่ที่นี่ตั้งแต่เราเกิด - เน้นความต่อเนื่องจนถึงปัจจุบัน  และความยาวนานของการอาศัยที่นี่  คือหลายสิบปีแล้ว)

16. We don’t hear English _______________ enough.

(เราไม่ได้ยินภาษาอังกฤษ ____________________ เพียงพอ)

(a) speak

(b) speaking

(c) spoken    (ถูกพูด)

(d) is spoken

(e) to speak

ตอบ   -   ข้อ   (c)  หมายถึง  “เราได้ยินคนพูดภาษาอังกฤษกันน้อย”  ทำให้ไม่เก่งอังกฤษ  เช่น  ฟังภาษาอังกฤษแล้วไม่เข้าใจ  เป็นต้น  สำหรับโครงสร้างการใช้   “Hear” มีดังนี้  คือ

๑.       “Hear” + กรรม + Verb 1 =  “ได้ยินกรรมทำกริยา

- We heard her sing in a bar.

(เราได้ยินเธอร้องเพลงในบาร์)

          ๒.  “Hear” + กรรม + Verb + ing =   “ได้ยินกรรมกำลังทำกริยา

          - They heard people screaming in the old house.

(พวกเขาได้ยินคนกำลังกรีดร้องในบ้านหลังเก่านั้น)

              ๓.   “Hear” + กรรม + Verb 3 =   “ได้ยินกรรมถูกกระทำ

           - I hear that song sung several times.

(ผมได้ยินเพลงนั้น (ถูก) ร้องหลายครั้งหลายหน)

-   We heard the bad news announced on the radio.

(เราได้ยินข่าวร้าย (ถูก) ประกาศทางวิทยุ)

(สำหรับประโยคใน ข้อ  ๑๖  เข้าตามหลักเกณฑ์ ข้อ  ๓)

17. I have coffee for breakfast.  ______________ tea or coffee?

(ผมดื่มกาแฟสำหรับอาหารเช้า ___________________ ชาหรือกาแฟ)

(a) Have you

(b) You have

(c) Do you have    (คุณดื่ม)

(d) Don’t you have

ตอบ   -   ข้อ   (c)  เมื่อ   “Have”  หมายถึง  “ดื่ม หรือ กิน”  ถือเป็นกริยาธรรมดาทั่วๆไป  เหมือนกับ  “Walk,  Swim,  Play,  Run,  Sing,  Love,  etc.”  ดังนั้น  เมื่อทำเป็นประโยคคำถาม หรือปฏิเสธ  ต้องใช้  “Verb to do” (Do, Does, Did)  ช่วยเสมอ   ดูคำอธิบายโดยละเอียดใน  ข้อ  ๙  ของข้อสอบชุดนี้

18. The pen _______________ to Tim has just been stolen.

(ปากกา ________________________ ทิม  เพิ่งจะถูกขโมยไป)

(a) belongs

(b) belonged

(c) belonging    (ซึ่งเป็นของ)

(d) belong

ตอบ   -   ข้อ   (c)  เนื่องจากลดรูปมาจากประโยคย่อย  “Adjective clause”  (which belongs to Tim)  สำหรับประโยคใหญ่  (Main clause)  คือ  “The pen has just been  stolen.” ดูเพิ่มเติมจากประโยคข้างล่าง  

                    ตัวอย่างที่ ๑

-  The students _____________ Spanish may come to this lecture.

(นักเรียนผู้ซึ่ง ______________ภาษาสเปน  อาจจะมาฟังการบรรยายนี้)

(a) who studies

(b) studied

(c)study

(d) studying    (ศึกษา)

ตอบ   -   ข้อ   (d)   เนื่องจากลดรูปมาจากอนุประโยค “…….students who study………”   หรือ  “…….students who are studying...........”สำหรับประโยคที่มีโครงสร้างแบบนี้  เช่น

-       The people working (= people who work) in the office are my colleagues.

(ผู้คนที่ทำงานในสำนักงาน  คือเพื่อนร่วมงานของผม)

-  The woman walking (= woman who walks) across the street is my sister.

(ผู้หญิงที่เดินข้ามถนนเป็นน้องสาวของผม)

- The man living (= man who lives) next door is a bank manager.

(ชายที่อาศัยอยู่บ้านหลังถัดไปเป็นผู้จัดการธนาคาร)

-  The children playing (= children who play) in the field are my neighbors’ kids.

(เด็กๆที่เล่นอยู่ในสนามเป็นลูกๆของเพื่อนบ้านของผม)            

19. A: Where do you go to buy your books?

(คุณไปที่ไหนเพื่อซื้อหนังสือของคุณ)

B: ______________________.

(a)  To the bookstore    (ไปที่ร้านขายหนังสือ)

(b)  To the books-store

(c)   To the storebooks

(d)  To the store book

ตอบ   -   ข้อ   (a) เป็น “นามประกอบ”  (Compound noun)  แปลจากคำหลังย้อนมาคำหน้า  (ร้านขายหนังสือ หรือ ร้านหนังสือ)  ดูเพิ่มเติมจากประโยคข้างล่าง

                  ตัวอย่างที่ ๑

A: “Jim was late for two classes this morning.” 

(จิมเข้าห้องเรียนสาย  ๒  วิชา  เมื่อเช้านี้)

B: “He said that he forgot both of the ________________.”

(เขาพูดว่า  เขาลืม _______________________ทั้ง  ๒  หมายเลข)

(a)   rooms number

(b)  room number

(c)   room’s numbers

(d) room numbers    (หมายเลขห้องเรียน)

ตอบ   -   ข้อ  (d)  เนื่องจากเป็นนามประกอบ  (นามขยายนาม)   (Compound noun)  มักแสดงรูปพหูพจน์ที่คำนามตัวหลัง  

                   ตัวอย่างที่ ๒

          - My father is working on a ______________ plan for Northeastern Thailand.  

(พ่อของผมกำลังทำงานในเรื่องแผน _____________________ ภาคตะวันออกเฉียงเหนือของประเทศไทย)

(a) develop

(b) developed    (ที่พัฒนาแล้ว)

(c) developing    (กำลังพัฒนา)

(d) development    (การพัฒนา)

ตอบ    -    ข้อ  (d)  สำหรับ ข้อ  (b) และ  (c)  มักใช้ขยาย  “ประเทศ, เมือง, พื้นที่”  เช่น   “Developed countries”  (ประเทศที่พัฒนาแล้ว)   หรือ  “Developing countries”  (ประเทศที่กำลังพัฒนา)   ส่วน  “Development plan”  เป็นการใช้คำนามขยายคำนาม หรือ“นามประกอบ”  (Compound noun)

                  ตัวอย่างที่ ๓

          - Thailand’s population ________________ is an average of 0.8 percent each year.

(______________________ของประชากรประเทศไทย  คือ  โดยเฉลี่ย ๐.๘ เปอร์เซนต์ ทุกปี)

(a) increases

(b) increase    (การเพิ่มขึ้น)

(c) to increase

(d) increased

ตอบ   –   ข้อ  (b)  เนื่องจากเป็นการใช้คำนามขยายคำนาม  (Compound noun)หรือ   “นามประกอบ”  (population increase)  ในกรณีนี้  คำนามตัวหน้าจะไม่อยู่ในรูปพหูพจน์  คือไม่เติม  “s”  แต่จะแสดงรูปพหูพจน์ที่คำนามตัวหลัง   ตัวอย่าง   เช่น

   -  service buses   (รถบริการ – คือรถรับ-ส่งพนักงาน)

   -  bus service   (บริการรถประจำทาง)

   -  flower garden  (s)(สวนดอกไม้)

   -   wood house   (บ้านไม้)

   -  steel table (s)   (โต๊ะเหล็ก)

   -  government policy  (นโยบายรัฐบาล)

   -  personnel development   (การพัฒนาบุคลากร)

   -  insurance policy   (กรมธรรม์ประกันภัย)

   -  growth rate   (อัตราการเติบโต)

    -  oil price rise  (การขึ้นราคาน้ำมัน)

    -  birthday party   (งานเลี้ยงวันเกิด)

    -  dividend payment   (การจ่ายเงินปันผล)

    -  debt payment  (การชำระหนี้)

    -  income tax deduction   (การหักภาษีเงินได้)

    -  motor insurance   (การประกันภัยรถยนต์)

    -  fire insurance   (การประกันอัคคีภัย)

    -  capital market   (ตลาดทุน)

    -  exchange rate (s)   (อัตราการแลกเปลี่ยน)

    -  traffic problem (s)  (ปัญหาจราจร)

    -  greenhouse gas   (กาซเรือนกระจก)

    -  tourism sector   (ภาคการท่องเที่ยว)

    -  climate change   (การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ)

    -  terrorism risk (s)  (การเสี่ยงภัยการก่อการร้าย)

    -  commodity price (s)  (ราคาสินค้า)

    -  price competition   (การแข่งขันด้านราคา)

    -  household debt   (หนี้ครัวเรือน)

    -  car sale (s)   (การขายรถยนต์)

    -  distribution channel   (ช่องทางการจำหน่าย)

    -  accident occurrence   (การเกิดอุบัติเหตุ)

    -  branch office (s)   (สำนักงานสาขา)

    -  insurance company   (บริษัทประกันภัย)

    -  business partner (s)   (คู่ค้า)

    -  leather belt   (เข็มขัดหนัง)

   - business transaction (s)   (การดำเนินธุรกิจ)

20. Come early _______________ there won’t be any seats left.

(มาแต่เนิ่นๆนะ _______________________ (จะ) ไม่มีที่นั่งเหลือ) 

(a) unless    (ถ้า.................ไม่)

(b) or    (มิฉะนั้น, ไม่เช่นนั้น)   

(c) if

(d) whether    (หรือไม่)