หมวดข้อสอบ TOEIC (ตอนที่ 78)

Part V:  Sentence Completion    (ส่วนที่ 5 :  การเติมประโยคให้สมบูรณ์)

Choose the best alternative to make a correct sentence.

(จงเลือกข้อที่ดีที่สุดเพื่อทำให้ประโยคมีความถูกต้อง)

1. There is one television program which is above all ______________ in popularity.

(มีรายการโทรทัศน์หนึ่งรายการ  ซึ่งอยู่เหนือ ___________________ ทั้งหมด  ในด้านความเป็นที่นิยม  -  ของผู้ชม)

(a)    another

(b)   other

(c)    the other

(d)   others    (รายการอื่นๆ)

2. These are my _______________ three children.

(เหล่านี้คือลูกๆ  ๓  คน ___________________ ของผม)

(a) brother Tim

(b) brother Tim’s    (ของพี่ทิม  -  ซึ่งเป็นพี่ชาย)

(c) Tim’s brother

(d) brother is Tim

ตอบ   -   ข้อ   (b)  ลูกๆของ  “พี่ทิม”  (brother Tim)  ต้องมี   Apostrophe “s” หลัง  “ทิม”  (Tim’s)  สำหรับ  “พี่ทิม”   ก็เหมือน  “ลุงโจนส์”  (Uncle Jones) หรือ  “ครูสมิธ”  (Teacher Smith)  หรือ  “น้องจูเลีย”  (Sister Julia)

3. Are your plans for this week-end still ________________?

(แผนของคุณสำหรับสุดสัปดาห์นี้ยังคง ________________ หรือเปล่า)

(a) like

(b) the alike

(c) same

(d) the same    (เหมือนเดิม, เหมือนกัน)

ตอบ   -   ข้อ   (d)  ข้อนี้อาจใช้  “Alike” หรือ “Similar” (เหมือนกัน, คล้ายกัน)  ก็ได้  ซึ่งถูกหลักไวยากรณ์  แต่ความหมายไม่ดี  เนื่องจาก “Alike”  มักใช้ในการเปรียบเทียบคน หรือของ  ๒  สิ่งที่เหมือนกัน หรือ คล้ายกัน  (แต่ประโยคข้างบน  ต้องการบอกว่า  “เหมือนเดิม”)  เช่น

      - My plans for this week and the previous week are still alike. (= the same= similar)

(แผนของผมสำหรับสัปดาห์นี้  และสัปดาห์ที่แล้วยังคงเหมือนกัน-คล้ายกัน)  (มิใช่  “เหมือนเดิม”)

4. I will live here _________________ the last day of my life.

(ผมจะอาศัยอยู่ที่นี่ ___________________ วันสุดท้ายของชีวิตผม)

(a) untill    (เขียนผิด  ต้องเป็น  “until”)   

(b) up till    (คำนี้ไม่มีใช้)

(c) up to    (จนถึง)

(d) up until    (คำนี้ไม่มีใช้)

5. Mr. Sims has joined __________________ a trade union.

(มิสเตอร์ซิมส์ได้เข้าร่วมกับ ___________________ สหภาพการค้า)  (คือ เข้าเป็นกรรมการ หรือสมาชิก)

(a) with

(b) in

(c) to

(d) on

(e) (No word is needed.)    (ไม่ต้องเติมคำใด)

ตอบ   -   ข้อ   (e)  “Join”  ตามด้วยกรรมเลย  ไม่ต้องมี  Preposition  เช่น

        - He went for a walk before joining his brother for tea.

(เขาออกไปเดินเล่น  ก่อนร่วมวงกับพี่ชายเพื่อดื่มน้ำชา)

       - She flew out to join him on the first available plane.

(เธอบินมาเพื่อร่วม (งาน, สัมมนา, ประท้วง, โครงการ ) กับเขา  โดยเครื่องบินเที่ยวแรกที่จองได้)

       - They went off to join the queue for coffee.

(พวกเขาลุกจากโต๊ะ  เพื่อต่อแถวกาแฟ)

       - The van joined the row of cars.

(รถตู้ต่อท้ายแถวขบวนรถยนต์)

       - We both joined the Labor Party.

(เรา  ๒  คนเข้าเป็นสมาชิกพรรคแรงงาน)

       - He’s joined the army.

(เขาเข้าเป็นทหาร)

       - I joined the bank as a graduate trainee in 2004.

(ผมเข้าร่วมกับธนาคาร  ในฐานะผู้ฝึกงานปริญญาตรี  ในปี  ๒๐๐๔)

       - They were invited to join the feasting.

(พวกเขาได้รับเชิญให้เข้าร่วมในพิธีเลี้ยงฉลอง  -  หรือร่วมงานเลี้ยง)

       - After a little while she joined the dancing.

(หลังจากชั่วครู่หนึ่ง  เธอเข้าร่วมวงเต้นรำด้วย)

6. Smoking is forbidden while the plane is on the ground, while it is _________________, and until it has risen to a good height.

(การสูบบุหรี่ถูกห้ามในขณะที่เครื่องบินอยู่บนพื้นดิน   ในขณะที่มัน _____________ และจนกระทั่งมันได้บินขึ้นสู่ระดับสูงมากแล้ว)

(a)  taking up

(b)   taking out

(c)taking off    (กำลังบินขึ้นจากพื้นดิน)

(d)   taking away

7. A ________________ is one that leaves the main road and goes off in a different direction.

(___________________  เป็นถนนซึ่งแยกจากถนนสายหลัก  และมุ่งไปในทิศทางที่แตกต่างกัน  -  กับถนนสายหลัก)

(a) small road

(b) little road

(c) branch road    (ถนนสายรอง)

(d) trunk-road    (ถนนสายใหญ่)

8. Have you found a new __________________?

(คุณหา __________________ ใหม่ได้หรือยัง)

(a) work    (งาน)  (นามนับไม่ได้)

(b) job    (งาน)  (นามนับได้)

(c) employment    (การจ้างงาน)  (นามนับไม่ได้)

(d) works    (สถานที่ผลิตสินค้า, งานติดตั้งระบบประปา-ไฟฟ้า หรืองานสร้างตึก-ถนน-สะพาน, ผลงาน)

ตอบ   -   ข้อ   (b)  ต้องใช้   “A new job

9. The School Health Service in Britain looks _________________ the health of all school-children. 

(หน่วยงาน “บริการสุขภาพโรงเรียน” ในประเทศอังกฤษ __________________  สุขภาพของเด็กๆในโรงเรียน (เด็กนักเรียน) ทุกคน)

(a)  for    (“Look for” = ค้นหาของที่หาย)     

(b)   at    (“Look at” = จ้องมอง)

(c)    up    (“Look up” = ค้นหาคำในพจนานุกรม)

(d) after    (“Look after” =  ดูแล, รับผิดชอบ, เอาใจใส่)

10. They have two daughters, Mary and Jane.  Mary is three years _______________ than Jane.

(พวกเขามีลูกสาว  ๒  คน  คือ  แมรี่ และเจน   แมรี่ _______________ เจน  ๓  ปี)

(a)    elder

(b) older    (แก่กว่า)

(c) eldest

(d) oldest

ตอบ   -   ข้อ   (b)  ถ้าต้องการบอกว่า  “แก่กว่า”  ใช้   “Older”  ส่วน   “Elder”  ใช้ขยายหน้าคำนาม  หรือใช้เป็นคำนาม  เพื่อบอกว่า  “แก่กว่า หรือ  เกิดก่อน”  เช่น

        - Jim, my elder brother, likes to play football.

(จิม  พี่ชายของผม  ชอบเล่นฟุตบอล)

        - Judy was the elder of the two.

(จูดี้เกิดก่อน  ในระหว่างพี่น้องสองคน)

        - Their father had taught them to show respect towards their elders.

(พ่อของพวกเขาได้สอนพวกเขา  ให้แสดงความเคารพต่อผู้ที่แก่กว่า  -  หรืออาวุโสกว่า)

        - She was my elder by two years.

(เธอแก่กว่าผม  ๒  ปี)

11. The firm has never succeeded in giving satisfaction; __________________ it is useless to expect it.

(บริษัทไม่เคยประสบความสำเร็จในการให้ความพึงพอใจ (แก่ลูกค้า) __________ มันไม่มีประโยชน์ที่จะคาดหวังมัน  -  ว่าบริษัทจะสร้างความพึงพอใจได้)

(a)    and

(b)   but

(c) however    (อย่างไรก็ตาม, อย่างไรก็ดี)

(d) therefore    (ดังนั้น)

ตอบ   -   ข้อ   (d)  ข้อความหลัง   “Therefore”  เป็นผลของข้อความข้างหน้ามัน

12. Have you got _______________ your final examination?

(คุณได้  _____________________ การสอบไล่ของคุณหรือยัง)

(a) over

(b) after

(c) through    (“Get through”  =  เสร็จสิ้น, สิ้นสุด, ผ่านพ้น)

(d) beyond

13. I want you ________________ on an errand for me tomorrow.

(ผมต้องการให้คุณ ____________________ ทำธุระให้ผมวันพรุ่งนี้)

(a) go

(b) to do

(c) to go    (ไป)

(d) going

ตอบ   -   ข้อ   (c)  “Want + กรรม + to + Verb 1”  และ  “Go on an errand” =  ไปทำธุระ  สำหรับคำกริยาประเภทเดียวกับ  “Want” ดูจากประโยคข้างล่าง

              ตัวอย่างที่ ๑

-   We don’t allow anyone _______________ in this pond.

(เราไม่อนุญาตให้ใครก็ตาม ____________________ ในสระน้ำนี้)

(a) swim

(b) swimming

(c) to swim   (ว่ายน้ำ)

(d) for swimming

ตอบ  -  ข้อ   (c)   เนื่องจาก  “Allow + กรรม + to + Verb 1

               ตัวอย่างที่ ๒

-  He told one of the men _____________ with his back against the wall. 

(เขาบอกชายคนหนึ่งให้ __________________โดยเอาหลังชิด (หรือพิง) กำแพง)

(a) turn and sit

(b) to turn and sit    (หันมาและนั่ง)

(c) turned and sat

(d) turning and sitting

ตอบ   -    ข้อ  (b)  เนื่องจาก  “Subject + tell + กรรม  + to + Verb 1”  กล่าวคือ

กริยาที่อยู่หลังกรรมรอง  (บุคคลหรือสิ่งของ)  ของคำกริยาต่อไปนี้   จะต้องเป็นรูปInfinitive with to” (To + Verb 1)  เสมอ  ได้แก่  “Expect, Want, Cause,  Force,  Compel,  Invite,  Advise,  Instruct, Persuade,  Allow,  Permit,  Encourage,  Press,  Warn,  Order,  Request,  Tempt,  Teach,  Tell,  Oblige”   ตัวอย่างประโยค  เช่น

-         We ordered him to leave.

(เราสั่งให้เขาไปซะ)

-         She forced her servant to finish the work by noon.

(เธอบังคับให้สาวใช้ทำงานให้เสร็จในตอนบ่าย)

-         They invited her to go to their party.

(พวกเขาเชิญเธอไปร่วมงานเลี้ยง)

-         The teacher instructed him to study hard.

(ครูแนะนำเขาให้ขยันเรียน)

-         I told him to play outside.

(ผมบอกให้เขาไปเล่นข้างนอก)

-         She taught him (how) to cook.

(หล่อนสอนเขา (วิธี) ปรุงอาหาร)

-         We encouraged her to fight against cancer.

(พวกเราให้กำลังใจเธอต่อสู้กับมะเร็ง)

-         The flood caused the train to move slowly.

(น้ำท่วมเป็นเหตุให้รถไฟเคลื่อนไปอย่างช้าๆ)

-         She requested him to buy her a new dress.

(เธอขอร้องเขาให้ซื้อเสื้อผ้าชุดใหม่ให้เธอ)

-         The manager advised his staff to work harder.

 (ผู้จัดการแนะให้สตาฟของเขาทำงานให้หนักขึ้น)

14. Would you mind ________________ your class?

(คุณจะรังเกียจ _____________________ (ใน) ห้องเรียนของคุณหรือไม่) 

(a) me observing

(b) me to observe

(c) my observe

(d) my observing    (การสังเกตการณ์ของผม)  (คือ มาดูคุณสอน  หรือมาดูว่านักเรียนของคุณอยู่กันอย่างไร  เป็นต้น)

ตอบ   -   ข้อ   (d)  “Mind + Verb + ing”  หรือคำนาม  และเนื่องจาก  “Verb + ing” (Gerund)  เป็นคำนามประเภทหนึ่ง  จึงสามารถนำหน้าด้วย  “Possessive adjective” (my, your, his, her, their, our, its)   ได้  เหมือนคำนามทั่วๆไป  ดังประโยคข้างล่าง

                  ตัวอย่างที่ ๑

-   Does Betty object to ______________ for her every night?

(เบ็ตตี้คัดค้าน (ไม่เห็นด้วย) กับ _____________________ สำหรับเธอทุกๆคืน  ใช่หรือไม่)   (หมายถึง เบ็ตตี้ไม่ต้องการให้คุณมารอเธอทุกๆคืน  ใช่หรือปล่าว)

(a) your waiting   (การรอคอยของคุณ)

(b) for waiting

(c) that you wait

(d) because you wait

ตอบ  -  ข้อ   (a)  เนื่องจาก  “To”  ใน  “Object to” (คัดค้าน, ไม่เห็นด้วย)  เป็น  Preposition”  จึงต้องตามด้วยคำนาม หรือ  “Gerund” (Verb + ing)  ซึ่งก็ถือเป็นคำนามประเภทหนึ่งด้วย   ดังนั้น  จึงสามารถใช้  “Possessive adjective” (His, Her, My, Your, Our, Their, Its)  นำหน้ามันได้เหมือนคำนามทั่วไป  เช่น  “His walking”  “Her laughing”  “My singing”  “Their speaking” เป็นต้น 

                  กล่าวโดยสรุป   คือ  “Gerund” (Verb + ing)  อาจมีคำแสดงความเป็นเจ้าของ  (Possessive adjective)  ประกอบข้างหน้าได้  เหมือนคำนามทั่วไป  เช่น

             - His walking quickly makes him tired.

(การเดินเร็วของเขาทำให้เขาเหนื่อย)

            - We appreciated on your coming.

(เราชื่นชม-ยกย่องกับการมาของคุณ)

            - Her being afraid of snakes is well-known.

(การกลัวงูของเธอเป็นที่รู้กันดี)

            - It was no use your telling him to stop smoking.

(ไม่มีประโยชน์กับการบอกเขาของคุณให้หยุดการสูบบุหรี่)

            - The audiences were informed of his being a great scientist.

(ผู้ชมได้รับการบอกเกี่ยวกับการเป็นนักวิทยาศาสตร์ที่ยิ่งใหญ่ของเขา)

            - I had to postpone my writing to him to a later date.

(ผมจำเป็นต้องเลื่อนการเขียน (จดหมาย) ถึงเขาของผมออกไปอีก)

            - You should not delay your sending of the application form.

(คุณไม่ควรเลื่อน (หรือ ถ่วงเวลา) การส่งใบสมัครของคุณ)

15. The modern businessman does not write his letters by hand.  He dictates them to a shorthand typist, usually ________________.

(นักธุรกิจสมัยใหม่ไม่เขียนจดหมายของเขาด้วยมือ  เขาบอกให้เขียนมัน (จดหมาย) แก่นักจดชวเลข  ซึ่งโดยปกติเป็น _____________________ )

(a) woman

(b) women

(c) a woman    (ผู้หญิง)

(d) the woman

ตอบ   -   ข้อ  (c)   โดยพิจารณาจาก  “…….to a shorthand typist” ซึ่งอยู่ในรูปเอกพจน์

16. My job is _____________ different from ________________.

(งานของผมแตกต่าง ____________ จาก _______________ )

(a) little _____________ her

(b) no _____________ herself

(c) much ____________ hers    (อย่างมาก _____________งานของเธอ)

(d) so _____________ she

ตอบ   -   ข้อ   (c)  Possessive pronoun  “hers”  มาจาก  “her job”  สำหรับ  ข้อ  A, B   คำหน้า  (little, a little, no)  สามารถใช้ได้   แต่คำหลัง  ต้องแก้เป็น  “hers

17. Today almost the whole population of Great Britain makes use ___________ the National Health Service.

(ปัจจุบัน   ประชากรของสหราชอาณาจักรเกือบทั้งหมด   ใช้ประโยชน์ ______________ หน่วยงาน  “บริการสุขภาพแห่งชาติ”)

(a)    from

(b)   on

(c)   of    (ของ)

(d)   in

ตอบ   -   ข้อ   (c)  “Make use of” =   “ใช้ประโยชน์, ใช้ประโยชน์ของ

18. This was once a very prosperous part of the city, but now many of the businesses have moved away or gone _______________.

(ที่นี่ครั้งหนึ่ง (เคย) เป็นส่วนที่เจริญรุ่งเรืองอย่างมากของเมือง  แต่ว่าในปัจจุบัน  ธุรกิจจำนวนมากได้ย้ายออกไป  หรือไม่ก็ ____________________ )

(a) bankrupt    (ล้มละลาย)   (เป็นคำคุณศัพท์ หมายถึง “ล้มละลาย”  เป็นคำกริยา หมายถึง  “ทำให้ล้มละลาย”)  

(b) bankruptcy    (ภาวะล้มละลาย, ภาวะสิ้นเนื้อประดาตัว)  (เป็นคำนาม)

(c) bankrupted

(d) to bankruptcy

ตอบ   -   ข้อ   (a)  “To go bankrupt = to become bankrupt = to be bankrupt” =  “ล้มละลาย

19. Mr. Trance preferred to name the new baby Thomas but his wife said she wanted to call ________________.

(มิสเตอร์แทรนซ์ชอบที่จะตั้งชื่อทารก (ลูก) ใหม่ว่า “โทมัส”  แต่ภรรยาของเขากล่าวว่า  เธอต้องการเรียก ___________________ )

(a) George

(b) him George    (เขา  -  ทารก  -  ว่า  “จอร์ช”)

(c) he is George

(d) George to him

ตอบ   -   ข้อ   (b)  ใช้   “Call him George” (เรียกเขาว่า “จอร์ช”)  เพื่อให้สอดคล้อง เป็น  Pattern  เดียวกับ  “Name the new baby Thomas”  (ตั้งชื่อทารกใหม่ว่า โทมัส”)

20. ________________ about the tragedy, we would never have come without first calling.

(___________________  เกี่ยวกับเรื่องโศกเศร้า (หรือภัยพิบัติ, อุบัติเหตุ)  เราก็คงจะไม่มา (เยี่ยมเยือน หรือ พบปะพูดคุย  ฯลฯ)  โดยมิได้โทรศัพท์มาบอกคนเหล่านั้นก่อน)    (หมายถึง  คนที่ประสบกับความโศกเศร้า หรือภัยพิบัติ)

(a) If we hear

(b) If we heard

(c) Did we hear

(d) Had we heard    (ถ้าเราได้ยิน  -  ได้ทราบ)

ตอบ   -   ข้อ   (d)   เนื่องจากเป็น  “If clause”   แบบที่  ๓  (Past unreal)  คือ ไม่เป็นจริงในอดีต  หรือ เหตุการณ์เกิดตรงข้ามกับข้อความในประโยค  ทั้งนี้  ประโยคข้างบนมีความหมาย  คือ  “เรา”  ไม่รู้มาก่อนว่าคนที่เราได้ไปเยี่ยม  พบกับเรื่องทุกข์โศก-อุบัติเหตุก่อนหน้านั้น   จึงเดินทางมาโดยมิได้โทรศัพท์มาบอกคนเหล่านั้นก่อน  เมื่อมารู้ทีหลัง  จึงเสียใจที่มิได้ทำเช่นนั้น  -  คือ โทรศัพท์มา  ก่อนจะเดินทางมาพบ)   นอกจากนั้น

ประโยคข้างบน   ยังมีโครงสร้างแบบ  “ผกผัน”  (Reverse  หรือ  Inversion)   คือมาจาก   “If we had heard = Had we heard)  ดูคำอธิบายเพิ่มเติมเรื่อง   “If clause”  แบบที่  ๓   และโครงสร้างแบบ  “ผกผัน” (Reverse  หรือ  Inversion)   จากประโยคข้างล่าง 

                 ตัวอย่างที่ ๑

-   Jack would have gone to Chicago ________________ to get a plane reservation.

(แจ๊คคงจะได้ไปชิคาโกแล้ว _________________ จองที่นั่งบนเครื่องบินได้)

(a) was he able

(b) would he be able

(c) if he is able

(d) if he had been able   (ถ้าเขาสามารถ)

ตอบ   -   ข้อ   (d)  เนื่องจากเป็น  “If clause”  แบบที่  ๓  “Unreal past”  (ไม่เกิดขึ้นจริงในอดีต  หรือ เกิดตรงกันข้ามกับข้อความในประโยค)  สำหรับประโยคข้างบน  เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นจริงๆ คือ  “แจ๊คมิได้ไปชิคาโก  เนื่องจากไม่สามารถจองตั๋วเครื่องบินได้” 

                 ตัวอย่างที่ ๒

-   If you had returned the library book on time, you _____________________ .

(ถ้าคุณได้นำหนังสือห้องสมุดไปคืนตรงเวลา  คุณ ____________________ )

(a) will not be fined

(b) would have not been fined

(c) would not be fined

(d) would not have been fined   (คงไม่ถูกปรับ, คงไม่ต้องเสียค่าปรับ)

ตอบ   -   ข้อ  (d)  เนื่องจากเป็นการสมมติ  “If clause”  ในแบบที่  ๓  (Past unreal)   คือ เหตุการณ์ไม่เกิดขึ้นจริงในอดีต  แต่เกิดตรงกันข้ามกับความเป็นจริงหรือกับข้อความในประโยค  สำหรับประโยคข้างบน  เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นจริงๆ   คือ  “คุณนำหนังสือไปคืนห้องสมุดไม่ตรงเวลา  คุณเลยถูกปรับ – เสียค่าปรับ”  ดูคำอธิบายเพิ่มเติมการสมมติเหตุการณ์ในอดีต  จากประโยคข้างล่าง

              ตัวอย่างที่ ๓

-      If you had gone with us to the mountains, you ___________________ very heavy clothing.

(ถ้าคุณได้ไปกับเราที่ภูเขา (เมื่อเดือนหรือปีที่แล้ว)  คุณ  _________________เสื้อผ้าที่หนาอย่างมาก)  (เนื่องจากอากาศหนาวมาก)

(a) had to wear   (จำเป็นต้องสวม)

(b) would have to wear

(c) would have had to wear    (คงจำเป็นจะต้องสวม)

(d) had had to wear

ตอบ  -  ข้อ  (c)  เนื่องจากเป็น  “If clause” แบบที่ ๓  “Past unreal”   (ไม่เป็นจริงในอดีต)   คือเหตุการณ์เกิดตรงข้ามกับความจริง  หรือข้อความในประโยค  ทั้งนี้  ประโยคข้างบนมีความหมาย คือ   “เพราะคุณไม่ได้ไปที่ภูเขากับเรา  คุณก็เลยไม่จำเป็นต้องสวมเสื้อผ้าที่หนา 

                   ตัวอย่างที่ ๔

-   Tom ______________ more photographs if he had had more film.

(ทอม____________________ รูปมากขึ้น   ถ้าเขามีฟิล์มมากกว่าที่เป็นอยู่)

(a) would take

(b) would have taken   (คงจะได้ถ่าย)

(c) would be taking

(d) will have taken

ตอบ  -  ข้อ  (b)  เนื่องจากเป็น  “If clause”  แบบที่ ๓  “Past unreal”  (ไม่เป็นจริงในอดีต)   ความหมายของประโยคข้างบน  คือ   “ทอมมิได้ถ่ายรูปเพิ่มขึ้น  เพราะเขามีฟิล์มอยู่นิดเดียว

                ตัวอย่างที่ ๕

-   Nancy ______________ you if you had asked her.

(แนนซี่ ______________________ คุณ   ถ้าคุณได้ขอร้องเธอ)

(a) had helped

(b) would help

(c) might help

(d) would have helped    (คงจะได้ช่วยเหลือ)

ตอบ   –   ข้อ  (d)  เนื่องจากเป็น  “If clause” แบบที่ ๓ “Past unreal” (ไม่เป็นจริงในอดีต)  คือ เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นจริงๆ ตรงกันข้ามกับข้อความในประโยค  ซึ่งเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นจริงๆในประโยคข้างบน  คือ  “แนนซี่มิได้ช่วยเหลือคุณ  เพราะคุณไม่ได้ขอร้องเธอ

             ตัวอย่างที่ ๖

-         If we hadn’t left the house so late, we wouldn’t have missed the train.   (ถ้าเรามิได้ออกจากบ้านสายมาก  เราคงจะไม่พลาด (ตก) รถไฟ)

หมายเหตุ  –   ในความเป็นจริงคือ   “เราออกจากบ้านสาย  เราเลยตกรถไฟ”  ผู้พูดประโยคสมมติในอดีตแบบนี้   มักแสดงความเสียดายกับสิ่งที่เกิดขึ้น  เพราะเหตุการณ์ได้ผ่านไปแล้ว  แก้ไขไม่ได้แล้ว   จึงมาเสียใจในภายหลัง   การสมมติในอดีตแบบนี้มีรูปประโยคดังนี้   คือ  อนุประโยค  “If + subject + had (not) + V ช่อง 3”,  ส่วนในประโยคใหญ่ (Main clause)  จะมีโครงสร้าง  “Subject + would (should, could, might, must) + (not) + have + Verb ช่อง 3”  หรือเอา  “If clause”  ซึ่งเป็นอนุประโยค   ไปไว้ข้างในประโยคก็ได้   แล้วเอาประโยคใหญ่  (Main clause)   มาไว้ข้างหน้าประโยค   ความหมายจะเหมือนกันทุกประการ  แต่ถ้าเอา “Main clause”  มาไว้ข้างหน้าประโยค  เมื่อจบ  “Main clause” แล้ว  ให้ต่อด้วยประโยคย่อย   (If clause)  เลย   โดยไม่ต้องมีเครื่องหมายคอมม่าคั่น 

                สำหรับตัวอย่างอื่นๆ ของ If clause” แบบที่ ๓ ได้แก่

-           If he had studied hard, he would have passed the exam.

(ถ้าเขาขยันเรียน (เมื่อปีที่แล้ว)  เขาก็คงจะสอบผ่านไปแล้ว – แต่จริงๆคือ เขาไม่ขยันเรียน  เขาจึงสอบตก)

-   If you had asked me, I would have told you the truth.

(ถ้าคุณขอร้องผม (เมื่อวานนี้)  ผมคงเล่าความจริงให้คุณฟังแล้ว – แต่จริงๆคือ คุณมิได้ขอร้องผม  ผมก็เลยไม่ได้เล่าความจริงให้คุณฟัง)

-   If they had not stopped smoking, they would have died of cancer.

(ถ้าพวกเขาไม่เลิกสูบบุหรี่ (เมื่อ ๕ ปีมาแล้ว)  เขาก็คงจะตายด้วยโรคมะเร็งไปแล้ว – แต่จริงๆคือ  พวกเขาเลิกสูบบุหรี่  พวกเขาจึงยังไม่ตาย)

-   She would have gone to the market if she had had** something to buy.

(เธอคงจะได้ไปตลาด (เมื่อเช้านี้)  ถ้าเธอมีของที่จะต้องซื้อ – แต่จริงๆคือ  เธอมิได้ไปตลาด  เพราะเธอไม่มีอะไรต้องซื้อ)

           จะเห็นว่าในประโยคข้างบน  “If clause” มี  “Had”**  2 ตัว    ตัวหน้าแสดง  “Past perfect tense” ส่วน “Had” ตัวหลังมาจาก  “Have”  ที่แปลว่า มี”  พอมาอยู่หลัง “Had”  จึงต้องเปลี่ยนไปเป็น  Verb ช่องที่  3  ทำให้มี  “Had”  2 ตัว

-   I would not have bought a car if my office had not been very far from my home.  

(ผมคงจะไม่ได้ซื้อรถยนต์ (เมื่อปีที่แล้ว)  ถ้าที่ทำงานของผมมิได้อยู่ห่างไกลจากบ้านมากมาย  –  แต่จริงๆคือ  ผมซื้อรถยนต์  เพราะที่ทำงานอยู่ห่างไกลจากบ้านมาก)

-   If he had bet on that horse, he would have lost all his money.

(ถ้าเขาเล่นพนัน (แทง) ที่ม้าตัวนั้น  เขาก็คงสูญเสียเงินไปทั้งหมดแล้ว)  -  แต่ในความเป็นจริงคือ “เขามิได้เล่นพนันที่ม้าตัวนั้น  เขาก็เลยไม่ได้เสียเงิน”

-   If you had not come to my party, you would not have met your old friends at college.  

(ถ้าคุณมิได้มาที่งานเลี้ยงของผม  คุณก็คงไม่ได้พบเพื่อนเก่าตอนเรียนมหาวิทยาลัยของคุณ)  -   แต่ในความเป็นจริง  คือ  “คุณมางานเลี้ยง  คุณเลยได้พบเพื่อนเก่า”

          นอกจากนั้น  ในส่วนของอนุประโยค  คือ  ในส่วนที่เป็น  “If clause”  ยังสามารถทำเป็นแบบ  “Reverse” (Inversion)  (ผกผัน)  คือ  เอา  “Had” มานำหน้า  “Clause”  แล้วตัด  “If”  ทิ้งไป  โดยที่ความหมายยังคงเหมือนเดิมทุกประการ  (ทำได้เฉพาะใน  “If clause”    แบบที่  ๓  หรือ  แบบที่  ๒  ที่ใน  “If clause”  มีกริยา  “Were”)   ดูเปรียบเทียบประโยค  “ก่อน” และ  “หลัง”  ทำ  “Reverse” (Inversion)  จากตัวอย่างข้างล่าง

-           If he had studied hard, he would have passed the exam.

(= Had he studied hard, he would………….exam.)

(ถ้าเขาขยันเรียน (เมื่อปีที่แล้ว)  เขาก็คงจะสอบผ่านไปแล้ว – แต่จริงๆคือ เขาไม่ขยันเรียน  เขาจึงสอบตก)

-   If you had asked me, I would have told you the truth.

(= Had you asked me, I………………..truth.)

(ถ้าคุณขอร้องผม (เมื่อวานนี้)  ผมคงเล่าความจริงให้คุณฟังแล้ว – แต่จริงๆคือ คุณมิได้ขอร้องผม  ผมก็เลยไม่ได้เล่าความจริงให้คุณฟัง)

-   If they had not stopped smoking, they would have died of cancer.

(= Had they not stopped smoking, they…………..cancer.)

(ถ้าพวกเขาไม่เลิกสูบบุหรี่ (เมื่อ ๕ ปีมาแล้ว)  เขาก็คงจะตายด้วยโรคมะเร็งไปแล้ว – แต่จริงๆคือ  พวกเขาเลิกสูบบุหรี่  พวกเขาจึงยังไม่ตาย)

-   She would have gone to the market if she had had** something to buy.

(= She would have gone to the market had she had something to buy.)

(เธอคงจะได้ไปตลาด (เมื่อเช้านี้)  ถ้าเธอมีของที่จะต้องซื้อ – แต่จริงๆคือ  เธอมิได้ไปตลาด  เพราะเธอไม่มีอะไรต้องซื้อ)

       สรุป  -  ใน “If clause”  (ประโยคย่อย)  จะเป็นรูป  “Past perfect” {If + Subject + had + (not) + V. 3} เสมอ  ส่วนใน  “Main clause” (ประโยคใหญ่)  จะเป็นรูป  “Past future perfect” {Subject + would (should, could, might) + (not) + have + V. 3}  นอกจากนั้น  ยังสามารถทำรูป “Reverse” (Inversion)  ในส่วนที่เป็น  “If clause”  ได้ด้วย  จึงต้องจำรูปแบบนี้ไว้ให้ได้

 

เรียน  ท่านผู้ติดตามเว็บไซต์   “everydayenglish.pwa.co.th”

                  ถ้าท่านมีคำแนะนำให้ปรับปรุงเว็บไซต์นี้ประการใด  กรุณาส่ง   e-mail ไปที่  ดร. วัชรินทร์  ภูเขาทอง   ผอ. สำนักวิทยาการ  การประปาส่วนภูมิภาค  ผู้จัดทำเว็บไซต์นี้  ตาม   “Address” wpookaotong@yahoo.com  (โปรดระบุหัวเรื่องด้วยว่า  “ปรับปรุงเว็บไซต์”)   เพื่อที่ผู้จัดทำฯ จะได้ปรับปรุงเนื้อหาได้ตรงตามความประสงค์ของผู้อ่านเว็บไซต์นี้