หมวดข้อสอบ TOEIC (ตอนที่ 77)

Part V :Sentence Completion(ส่วนที่ 5 :  การเติมประโยคให้สมบูรณ์)

Choose the best alternative to make a correct sentence.

(จงเลือกข้อที่ดีที่สุดเพื่อทำให้ประโยคมีความถูกต้อง)

1. The stationer has not yet delivered the yellow paper, but when _______________ I will give you some.

(คนขายเครื่องเขียนยังไม่ได้ส่งกระดาษสีเหลืองมาให้เลย  แต่เมื่อ _____________ ผมจะแบ่งให้คุณบ้าง)

(a)   they do

(b)  they will

(c)  he does    (เขาส่งมาให้)

(d)  he will

ตอบ   -   ข้อ   (c)  เนื่องจาก  “Stationer” เป็นคำนามเอกพจน์  จึงต้องแทนด้วย   “He” และใช้   “Verb to do”  (Does, Do, Did) แทนคำกริยาที่กล่าวถึงมาก่อนแล้ว  (ในที่นี้  คือ  “Deliver”)  โดยต้องให้สอดคล้องกับประธานฯ  และ  “Tense”  ของประโยค  เพื่อหลีกเลี่ยงการกล่าวกริยานั้นซ้ำ

2. Thomas Alva Edison ______________ inventions using electricity during his long career.

(โธมัส อัลวา เอดิสัน ___________________ สิ่งประดิษฐ์ที่ใช้ไฟฟ้า  ในระหว่างอาชีพที่ยาวนานของเขา)

(a) patented with many

(b) patented for many

(c) was patented many

(d) patented many    (ได้รับสิทธิบัตร  -  สิ่งประดิษฐ์  -   จำนวนมาก)

ตอบ   -   ข้อ   (d)  “Patent” เมื่อเป็นคำกริยา   ไม่ต้องใช้กับ  “Preposition” (For, With)

3. ________________ no one is sure who discovered America. 

(___________________ ไม่มีใครแน่ใจว่า  ใครเป็นผู้ค้นพบทวีปอเมริกา)

(a) As the matter of fact

(b) As a matter of fact    (ตามความเป็นจริง, ตามข้อเท็จจริง – มิได้นึกคิดเอาเอง)

(c) As the fact of matter

(d) As a factual matter

4. He _______________ his trip because his mother was ill. 

(เขา ____________________ การเดินทาง  เพราะว่าแม่ของเขาป่วย)

(a) put away    (เอาไปเก็บเข้าที่)

(b) put off    (เลื่อน, เลื่อนออกไป)

(c) put down

(d) put out    (ดับไฟ)

5. If I ______________ you, I would think twice before taking the job.

(ถ้าผม _____________________ คุณ  ผมจะพิจารณาอย่างรอบคอบ  ก่อนรับงานมาทำ)

(a) was

(b) were    (เป็น)

(c) should be    (ควรจะ)

(d) might be    (อาจจะ)

ตอบ   -   ข้อ   (b)  ดูคำอธิบายจากประโยคข้างล่าง

                  ตัวอย่างที่ ๑

-  If I ________________ you, I should leave quickly.

(ถ้าผม ____________________ คุณ  ผมจะจากไป (ออกไป) อย่างรวดเร็ว)

(a) was

(b) am

(c) were    (เป็น)

(d) like

ตอบ   -   ข้อ   (c)  เนื่องจากเป็น  “If clause”  แบบที่ ๒  “Present unreal”

                   ตัวอย่างที่ ๒

-  This test is in English.  If it were in Thai, I  ______________  it at all.  

(แบบทดสอบนี้เป็นภาษาอังกฤษ  ถ้ามันเป็นภาษาไทย  ผม _______________มันเลย)

(a)    shall not mind

(b)   am not minding

(c)   would not mind    (จะไม่รังเกียจ)

(d)   would not be minded

ตอบ  -  ข้อ  (c)  เนื่องจากเป็น  “If clause” แบบที่ ๒  “Present unreal”  คือการสมมติที่ไม่เป็นจริงในปัจจุบัน

                   ตัวอย่างที่ ๓

-       If you lived closer to the office, you ________ trouble getting to work on time.

(ถ้าคุณอาศัยอยู่ใกล้กับสำนักงานมากกว่านี้  คุณ _________________ ปัญหาเรื่องไปทำงานทันเวลา)

(a)   don’t have

(b)  didn’t have

(c)  won’t have

(d) wouldn’t have    (จะไม่มี)

หมายเหตุ   –   ตอบข้อ   (d)   เนื่องจากประโยคนี้เป็นประโยค  “If clause”แบบที่ ๒   “Present unreal”  (ไม่เป็นจริงในปัจจุบัน)  คือ  “ประโยคเงื่อนไขในปัจจุบันที่ไม่เป็นความจริง”  กล่าวคือ   “ถ้าในปัจจุบัน  คุณอาศัยอยู่ใกล้ออฟฟิศมากกว่านี้  คุณก็จะไม่มีปัญหาเรื่องการมาทำงานสาย”   แต่ในความเป็นจริงคือ  “บ้านคุณอยู่ไกลจากออฟฟิศมาก  คุณก็เลยมาทำงานสายบ่อย”  ประโยคเงื่อนไข  “If clause  แบบที่ ๒”(Present unreal)  ในประโยคใหญ่   (Main clause)   จะใช้รูป“Subject + V.ช่องที่ 2”  และในกรณีมี  “Verb to be”  ให้ใช้  “Were”  กับประธานทุกตัว  (He, She, It, I, We, You, They)  ส่วนในประโยคย่อยหรืออนุประโยค(Subordinate clause)  จะใช้รูป   “Subject + would + (not) + V.ช่องที่1

สำหรับการใช้   “If clause” แบบที่  ๒ นี้  มักใช้เมื่อ  (๑)  เหตุการณ์ไม่เกิดขึ้นจริงในปัจจุบัน  ดังประโยคข้างบน   หรือไม่ก็   (๒) ผู้พูดมีความเชื่อว่าข้อความที่พูดออกมามีโอกาสเกิดขึ้นได้ยาก   เช่นในประโยค

If you came to the party today  (หรือ  tomorrow), you would meet my wife.

(ถ้าคุณมางานเลี้ยงวันนี้ – หรือพรุ่งนี้ – คุณก็จะได้พบภรรยาผม)  –  ในข้อนี้ผู้พูดค่อนข้างจะเชื่อว่า “คุณคงจะไม่มาหรอก  และคุณก็จะไม่ได้พบภรรยาผม”  แต่ถ้าผู้พูดมั่นใจว่า “คุณ” คงมางานเลี้ยงแน่  และคงได้พบภรรยาผมแน่   ผู้พูดก็จะพูดในรูป “If clause  แบบที่1”   คือ  “If + subject + V. 1, subject + will + V. 1” คือ

If you come to the party today, you will meet my wife.

(ถ้าคุณมางานเลี้ยงวันนี้  คุณก็จะได้พบภรรยาผม)  (ผู้พูดมั่นใจว่า “คุณ” จะมางานเลี้ยงแน่ๆ  และก็จะได้พบภรรยาผมแน่)

ตัวอย่างอื่นๆ ของ  “If clause”  แบบที่ ๒  เช่น

- If I were a poor student, I would not go on holiday as often as I would.

(ถ้าผมเป็นเด็กนักเรียนยากจน (ในขณะนี้)  ผมก็คงจะไม่ไปเที่ยววันหยุดพักผ่อนบ่อยเหมือนกับที่ผมทำอยู่)   (แต่เนื่องจากผมไม่ได้เป็นนักเรียนยากจน  ผมเลยไปเที่ยววันหยุดบ่อยๆ)

- If I were you, I would not let him say such things.

(ถ้าผมเป็นคุณ (ในขณะนี้)  ผมจะไม่ปล่อยให้เขาพูดเช่นนั้น)   (แต่เพราะว่าผมไม่ได้เป็นคุณ  ผมเลยปล่อยให้เขาพูดเช่นนั้นออกไป)

- If you met the Queen, how would you address her?

(ถ้าคุณพบราชินี (ในตอนนี้)  คุณจะพูดกับพระองค์อย่างไร)   (แต่ผู้พูดคิดว่า  มีโอกาสน้อยมากที่คุณจะได้พบกับราชินี)

- If she were a princess, she would be very happy.

(ถ้าเธอเป็นเจ้าหญิง (ในขณะนี้)  เธอคงจะมีความสุขมาก)   (แต่เธอมิได้เป็นเจ้าหญิง (เป็นเรื่องสมมติที่เป็นไปไม่ได้)   เธอเลยไม่มีความสุข)

- If I were a bird, I would fly to the moon.

(ถ้าผมเป็นนก (ในตอนนี้)  ผมจะบินไปดวงจันทร์)  (เป็นเรื่องสมมติที่เป็นไปไม่ได้  ผมก็เลยไม่ได้บินไปดวงจันทร์)

- If you ever met the Queen, what would you do?

(ถ้าคุณพบกับราชินี  คุณจะทำอย่างไร)  (ผู้พูดเชื่อว่า  คุณคงไม่มีโอกาสได้พบหรอก  หรือยากเต็มที)

- I could not possibly go there unless my parents gave me some money.  (Unless = if …………not)

(ผมคงไม่สามารถไปที่นั่นได้ (ในขณะนี้ หรือ อนาคต)  ถ้าพ่อแม่ไม่ให้เงินผม)  (แต่ผมก็ไปได้  เพราะพ่อแม่ให้เงิน)

- Can you come?  I would if I could but I can’t.  

(คุณมาได้ไหมล่ะ  ผมจะมาถ้าผมสามารถทำได้ (ในปัจจุบัน)   แต่ผมก็ไม่สามารถมาได้)  (ผู้พูดสมมติเหตุการณ์ที่เป็นไปไม่ได้  หรือมีโอกาสเกิดขึ้นได้น้อยมาก)

  สำหรับใน  “If clause”  ที่มีกริยา “Were” เราสามารถใช้โครงสร้าง “ผกผัน”  (Inversion)   คือเอา  “Were” มาไว้ข้างหน้าประโยค   แทน“If”  ได้  ดังประโยคข้างล่าง

- Were he to leave today, he would be there by Friday.

(= If he were to leave today, he would be there by Friday.)

(ถ้าเขาออกเดินทางวันนี้ (เป็นการสมมติเหตุการณ์ปัจจุบัน)  เขาคงไปถึงที่นั่นราววันศุกร์)   (แต่เป็นไปได้ยากมาก  หรือเป็นไปไม่ได้เลย  ที่เขาจะออกเดินทางวันนี้)

- Were it less expensive, we would buy it.

(= If it were less expensive, we would buy it.)

(ถ้ามันราคาแพงน้อยกว่านี้ (ในขณะนี้ หรือ ในอนาคต)   เราจะซื้อมัน)   (แต่เนื่องจากมันราคาแพง  เราเลยไม่ซื้อ)

-Were I you, I would not let him say such things.

(= If I were you, I would not let him say such things.)

(ถ้าผมเป็นคุณ (ในขณะนี้)  ผมจะไม่ปล่อยให้เขาพูดเช่นนั้น)   (แต่เพราะว่าผมไม่ได้เป็นคุณ  ผมเลยปล่อยให้เขาพูดเช่นนั้นออกไป)

- I would not go to school every day were I a poor student.

(= I would not go to school every day if I were a poor student.)

(ผมจะไม่ไปโรงเรียนทุกวัน  ถ้าผมเป็นนักเรียนยากจน  -  ในปัจจุบัน)   (แต่ผมไปโรงเรียนทุกวัน  เพราะผมไม่ได้เป็นนักเรียนยากจน)

6. You are showing yourself ______________ a capable mechanic.

(คุณกำลังแสดงตัวเอง __________________ ช่างเครื่องยนต์ที่มีความสามารถ) 

(a) being

(b) to be    (เป็น)

(c) having been

(d) for

ตอบ   -   ข้อ   (b) ประโยคข้างบนอาจมีความหมายในทางดี  คือชื่นชมผู้ที่พูดด้วย  ว่าแสดงความสามารถในฐานะช่าง  หรือในทางเสียดสีว่า  กำลังแสดงตัวว่าเก่ง  ทั้งๆที่จริงๆแล้วไม่เก่ง  ก็เป็นไปได้ทั้ง  ๒  ทาง

7. Across the street he saw a man _______________ a boy with a stick.

(ข้ามถนนไปอีกฝั่งหนึ่ง  เขาเห็นชายคนหนึ่ง _________________ เด็กชายคนหนึ่งด้วยไม้)

(a) beating    (กำลังตี)

(b) to beat

(c) having beaten

(d) to have beaten

ตอบ   -   ข้อ   (a)  สำหรับกริยา  “See”  มีที่ใช้ดังนี้  คือ

๑.       See” + กรรม + Verb 1  =  เห็นกรรมทำกริยา

- We saw him go out and walk in the park.

(แต่เมื่อเป็น  “Passive voice”  ต้องใช้   “He was seen to go out and walk in the park.”)

๒.     See” + กรรม + Verb + ing”  =  เห็นกรรมกำลังทำกริยา

-   We saw students playing in the field.

(เราเห็นนักเรียนกำลังเล่นในสนาม)

๓.     See” + กรรม + Verb 3  =  เห็นกรรมถูกกระทำ

-   We saw an elephant killed by hunters.

(เราเห็นช้างถูกฆ่าโดยนายพราน)

8. His friends thought he was ill yesterday, ________________?

(เพื่อนของเขาคิดว่า  เขาป่วยเมื่อวานนี้ ____________________ )

(a) did they

(b) was he

(c) didn’t they    (ใช่หรือไม่)

(d) wasn’t he

ตอบ   -   ข้อ   (c)  ในส่วน  “Tag”  ต้องใช้กริยาตามประธานและกริยาในประโยคใหญ่  “Main clause” (His friends thought……)  มิใช่ใช้ตามประธานและกริยาในประโยคย่อย (he was ill yesterday)  และเนื่องจาก  “Thought” อยู่ในรูปบอกเล่า  ในส่วน   “Tag” จึงต้องใช้   “Did”  ในรูปปฏิเสธ  (= didn’t)

9. You almost scared me ______________ death!

(คุณเกือบทำให้ผมตกใจ ___________________ ตาย  -  หรือตกใจอย่างมาก)

(a) for

(b) in

(c) to    (ถึง, แทบ)

(d) into

ตอบ   -   ข้อ   (c)  “To scare someone to death” =  “ทำให้ตกใจอย่างมาก

10. A: Is your brother going to camp?”

(พี่ชายคุณจะไปค่ายพักแรมหรือไม่)

      B: He signed up, but he’s considering _______________.

(เขาลงชื่อแล้ว  แต่ว่าเขากำลังพิจารณา ___________________ )

(a) not going    (จะไม่ไป, ไม่ไป)

(b) to not go

(c) not to go

(d) he doesn’t go

ตอบ   -   ข้อ  (a)  “Consider + Verb + ing” =   “พิจารณาทำ...........”  ส่วน  “Consider + not + Verb + ing” =    “พิจารณาไม่ทำ..........” เช่น   “She considered not applying for the job.” (เธอพิจารณาไม่สมัครงานนั้น)   สำหรับคำกริยาที่ต้องตามด้วยคำนาม  หรือ  “Gerund” (Verb + ing)   ดูจากประโยคข้างล่าง

                 ตัวอย่างที่ ๑

-   I don’t mind _______________ to bed early, but I don’t like to get up early.

(ผมไม่รังเกียจ ____________________ นอนแต่หัวค่ำ  แต่ผมไม่ชอบตื่นแต่เช้าตรู่)

(a) go

(b) to go

(c) going    (ไป, เข้า)

(d) gone

ตอบ   -   ข้อ    (c)  “Mind + Verb + ing

                  ตัวอย่างที่ ๒

-   He keeps _______________ the most outrageous things.

(เขา ___________________ ไม่หยุด (ต่อไปเรื่อยๆ) ในสิ่งต่างๆ ที่ทำให้เจ็บแค้นใจ (หรือ เกะกะระราน, รุนแรง) มากที่สุด)

(a) to say

(b) say

(c) saying    (พูด)

(d) having said

ตอบ   -   ข้อ  (c)  กริยา  “Keep” =  (.........ต่อไปเรื่อยๆ, ไม่ยอมหยุด)  ต้องตามด้วย  “Gerund” (Verb + ing)  เช่น  (Keep walking  (เดินต่อไปเรื่อยๆ), Keep reading  (อ่านหนังสือไปเรื่อยๆ),  Keep talking  (คุยไปเรื่อย  ไม่ยอมหยุด)  

                ตัวอย่างที่ ๓

-       Instead of playing as a small boy, he enjoyed nothing _______________ the farm machines.

(แทนที่จะเล่นเหมือนเด็กเล็กๆ  เขามิได้สนุกเพลิดเพลินกับอะไร _____________ เครื่องจักรกลในไร่นา)

(a)   more to fix

(b)  more than fix

(c) more than fixing   (มากไปกว่าการซ่อมแซม)

(d) more than having fixed

ตอบ   -   ข้อ  (c)   เนื่องจาก   {Enjoy + (nothing more than) + Verb + ing  (Fixing)} 

                ตัวอย่างที่ ๔

-         I can’t help __________________ him in spite of his faults.

(ผมอดไม่ได้ที่จะ ______________________ เขา  ทั้งๆที่เขามีข้อผิดพลาด)

(a) admire

(b) admired

(c) admiring   (ยกย่อง, ชื่นชม)

(d) to admire

ตอบ  -  ข้อ  (c)  เนื่องจาก  “Can’t help + Verb + ing” สำหรับคำกริยาที่ต้องตามด้วย  “Gerund” (Verb + ing)  ได้แก่  “Feel like”  (อยาก, ต้องการ)“Avoid”  (หลีกเลี่ยง),  “Consider” (พิจารณา),  “Suggest”  (แนะนำ),  “Enjoy” (สนุกสนาน),  “Finish”  (ทำเสร็จ),  “Keep  หรือ  Keep on”  (ทำต่อไป),  “Go on”  (ทำต่อไป),  “Insist on”  (ยืนกราน),  “Object to”  (คัดค้าน, ไม่เห็นด้วย),  “Put off”  (เลื่อน, ผัดไป),  “Be opposed to”  (คัดค้าน)“  Appreciate”  (ยกย่อง, เห็นคุณค่า),  “Allow” (อนุญาต), “Permit” (อนุญาต), “Postpone”  (เลื่อนออกไป), Practice”  (ฝึกหัด, ฝึกซ้อม),  “Prohibit”  (ห้าม),   Mind”  (รังเกียจ), “Deny” (ปฏิเสธ),  “Resist”  (ยับยั้ง, ระงับ), “Recall”  (นึกได้, ระลึกได้)“Resent”  (ไม่ชอบ, ไม่พอใจ), “Cannot stand”  (ทนไม่ได้)“Admit” (ยอมรับ),  “Delay” (ประวิงเวลา), “Confess”  (สารภาพ)“Imagine”  (นึกคิด, จินตนาการ)“Cannot help”  (อดไม่ได้, ช่วยไม่ได้),  “Excuse”  (ให้อภัย), “Forgive” (ให้อภัย), “Dislike”  (ไม่ชอบ),  “Miss”  (พลาดโอกาส)“Discuss”  (ประชุมปรึกษาหารือ, อภิปราย, สาธยาย)    ตัวอย่างประโยค   เช่น

-        She enjoys reading novels.    (เธอสนุกสนานกับการอ่านนวนิยาย)

-        I cannot stand listening to his complaints any more.   (ผมทนการฟังข้อร้องเรียนของเขาไม่ไหวต่อไปอีกแล้ว)

-        We could not avoid meeting him.    (เราไม่สามารถหลีกเลี่ยงการพบกับเขา)

-        They enjoyed listening to music.   (พวกเขาสนุกกับการฟังดนตรี)

-         She dislikes talking a lot.   (เธอไม่ชอบการพูดมาก)

-        Jim finished writing a report last night.   (จิมเสร็จสิ้นการเขียนรายงานเมื่อคืนที่ผ่านมา)

-        The man admitted taking the bicycle.   (นายคนนั้นยอมรับว่าเอารถจักรยานไป)

-        She is sorry that she missed meeting you.   (เธอเสียใจว่าเธอพลาดโอกาสการได้พบคุณ)

-        They practice speaking French every day.   (พวกเขาฝึกซ้อมการพูดภาษาฝรั่งเศสทุกวัน)

-        We consider buying a new home.   (เราพิจารณาจะซื้อบ้านหลังใหม่)

-         They allow smoking in this room.   (เขาอนุญาตให้สูบบุหรี่ในห้องนี้ได้)

-        Do you mind opening the window?   (คุณรังเกียจที่จะเปิดหน้าต่างไหมครับ)

-        The teacher suggested working harder. (ครูแนะนำ   (นักเรียน) ให้ขยันมากขึ้น)

                   สำหรับคำคุณศัพท์และวลีที่ต้องตามด้วย  “Verb + ing”  ดูจากประโยคตัวอย่างข้างล่าง

               ตัวอย่างที่ ๕

-  Victor’s car was too badly damaged to be worth _____________________.

(รถยนต์ของวิคเตอร์ได้รับความเสียหายมากจนเกินกว่าที่จะคุ้มค่า ____________ )

(a) repaired

(b) repair

(c) to repair

(d) repairing   (การซ่อมแซม)

(e) to be repaired

ตอบ   -   ข้อ  (d)  เนื่องจาก  “To be worth  (คุ้มค่า, ควรค่า) + Verb + ing”  ทั้งนี้   มีคำคุณศัพท์  ๒  ตัว  ที่ต้องตามด้วย  “Gerund” (Verb + ing)  คือ Worth”  (คุ้มค่า, ควรค่า)  และ “Busy” (ยุ่งอยู่กับ)  ดังประโยคข้างล่าง

-         She was busy reading in the library. 

(เธอยุ่งอยู่กับการอ่านหนังสือในห้องสมุด)

-         They are busy preparing for the party.

(พวกเขายุ่งอยู่กับการเตรียมงานเลี้ยง)

-         Lots of things in this shop are worth buying.

(หลายสิ่งในร้านนี้ควรค่า (คุ้มค่า) ต่อการซื้อ)

-         These newspapers are not worth reading.

(หนังสือพิมพ์เหล่านี้ไม่ควรค่าต่อการอ่าน)

                    นอกจากนั้น  ยังมีอีก  ๒  วลี ที่ต้องตามด้วย  “Verb + ing”  คือ  “It is no good”  (ไม่ดีที่จะ)  และ  “It is no use”  (ไม่มีประโยชน์ที่จะ)   เช่น

                - It’s no good crying like a baby.

(ไม่ดีเลยที่จะร้องไห้เหมือนเด็ก)

               - It’s no use talking to him.

(ไม่มีประโยชน์ที่จะคุยกับเขา)

11. I just saw a girl _______________ in Canada.

(ผมเพิ่งจะเห็นเด็กผู้หญิง ___________________ ในแคนาดา)

(a) that I met her sister

(b) who is sister I met

(c) whose sister I met    (ผู้ซึ่งพี่สาวของเขาผมได้พบ)   

(d) who I met her sister

ตอบ   -   ข้อ   (c)   ใช้  “Whose”  เนื่องจากแสดงความเป็นเจ้าของ  “ผู้ซึ่งพี่สาวของเธอ” (ของเด็กผู้หญิง)

12. India’s population now ________________ 1,200 million.

(ประชากรของอินเดียในปัจจุบัน ______________________ ๑,๒๐๐  ล้านคน)

(a) is exceeding

(b) exceed

(c) exceeds    (มากกว่า, เกินกว่า)

(d) is exceeded

ตอบ   -    ข้อ   (c)  “Population”  เป็นนามเอกพจน์นับได้   กริยา  “Exceed”  จึงต้องเติม  “S”   (เป็นเหตุการณ์ปัจจุบัน)  ส่วน   “Exceed”  ถ้าไม่ใช้กับกริยาที่แสดงการกระทำ หรือเคลื่อนไหว  (Action)  ไม่ใช้รูป  “Continuous  tense”  เช่นใน ข้อ  (a)   แต่ถ้าแสดงการกระทำ-เคลื่อนไหว  ก็ใช้ได้  เช่นประโยคข้างล่าง

            - You were exceeding your duty in opening those letters.

(คุณกำลังทำเกินหน้าที่  ในการเปิดจดหมายเหล่านั้น)

13. Because my scissors are dull, I’m going to buy a new ________________.

(เพราะว่ากรรไกรของผมทื่อ  ผมจะซื้อ (กรรไกร) _________________ใหม่)

(a)   one

(b)  scissor

(c) pair   (ด้าม, เล่ม)

(d) ones

ตอบ   -   ข้อ    (c)  “Scissors” (กรรไกร)  ใช้ในรูปพหูพจน์เสมอ  และเมื่อจะบอกจำนวน  ว่า กี่ด้าม หรือ กี่เล่ม  ต้องเลือกใช้สมุหนาม  (Collective noun) ที่เหมาะสม  ในที่นี้  คือ  “Pair

            สมุหนาม”  (Collective noun)  คือ  นามที่เป็นชื่อของหมู่คณะ, กลุ่ม, พวก, เหล่า, ฝูง  โดยปกติจะใช้รวมกับ  นามทั่วไป-ไม่ชี้เฉพาะ  (Common noun)  เสมอ   โดยมี   “Of” มาคั่น เช่น

             Collective noun + of + Common noun      (คำแปล)

A bunch of grapes    (องุ่นพวงหนึ่ง)

A gang of thieves    (ขโมยแก๊งหนึ่ง)

A clusters of stars    (ดาวกลุ่มหนึ่ง)

A group of students    (นักเรียนกลุ่มหนึ่ง)

A herd of cattle    (วัวควายฝูงหนึ่ง)

A bunch of flowers    (ดอกไม้ช่อหนึ่ง)

A tribe of citizens    (พลเมืองเผ่าหนึ่ง)

A flock of sheep    (แกะฝูงหนึ่ง)

A crowd of people    (คนกลุ่มหนึ่ง)

A flock of chickens    (ลูกไก่ฝูงหนึ่ง)

A school of porpoises    (ปลาโลมาฝูงหนึ่ง)

A loaf of bread    (ขนมปังปอนด์หนึ่ง)

A piece of cake    (ขนมเค้กชิ้นหนึ่ง)

An item of news    (ข่าวหัวข้อหนึ่ง)

            สำหรับคำนามนับไม่ได้  (Uncountable noun) ก็ต้องเลือกใช้  “สมุหนาม”  ให้เหมาะสมเช่นกัน  เช่น

-     a kind of food   (อาหารชนิดหนึ่ง)

            - a piece of paper    (กระดาษ ๑ แผ่น)

            - a loaf of bread    (ขนมปัง ๑ ปอนด์ หรือก้อน)

            - a branch (field) of knowledge    (ความรู้สาขาหนึ่ง)

            - an item of news    (ข่าว ๑ หัวข้อ)

            - a kilo of fruit    (ผลไม้ ๑ กิโล)

            - a bunch of fruit   (ผลไม้ ๑ พวง)

            - a piece of luggage (baggage)    (กระเป๋าเดินทาง ๑ ใบ หรือ ชิ้น)

            - a subject of knowledge    (ความรู้ ๑ เรื่อง หรือ วิชา)

 

เรียน  ท่านผู้ติดตามเว็บไซต์   “everydayenglish.pwa.co.th”

                  ถ้าท่านมีคำแนะนำให้ปรับปรุงเว็บไซต์นี้ประการใด  กรุณาส่ง   e-mail ไปที่  ดร. วัชรินทร์  ภูเขาทอง   ผอ. สำนักวิทยาการ  การประปาส่วนภูมิภาค  ผู้จัดทำเว็บไซต์นี้  ตาม   “Address” wpookaotong@yahoo.com  (โปรดระบุหัวเรื่องด้วยว่า  “ปรับปรุงเว็บไซต์”)   เพื่อที่ผู้จัดทำฯ จะได้ปรับปรุงเนื้อหาได้ตรงตามความประสงค์ของผู้อ่านเว็บไซต์นี้