หมวดข้อสอบ TOEIC (ตอนที่ 75)

Part V :  Sentence Completion   (ส่วนที่ 5 :  การเติมประโยคให้สมบูรณ์)

Choose the best alternative to make a correct sentence.

(จงเลือกข้อที่ดีที่สุดเพื่อทำให้ประโยคมีความถูกต้อง)

1. We congratulated the winner _________________ his success.

(เราแสดงความยินดีกับผู้ชนะ ____________________ ความสำเร็จของเขา)

(a) with

(b) to

(c) on    (ใน, ในเรื่อง)

(d) for

ตอบ   -   ข้อ   (c)  “Congratulate”  ใช้กับ  “On”   สำหรับคำกริยา  และวลีที่ใช้กับ  “On”   ได้แก่   on request  (เมื่อมีการร้องขอ)on page 5  (ในหน้าที่ ๕),  “Waste his time on”  (ใช้เวลาของเขาอย่างสิ้นเปลือง-สุรุ่ยสุร่ายกับ), on business  (ด้วยเรื่องธุรกิจ), keep on  (ดำเนินต่อไป), rely on  (ไว้วางใจ, เชื่อใจ, พึ่งพาอาศัย), depend on (upon)  (พึ่งพาอาศัย, ขึ้นอยู่กับ, อยู่ที่), insist on  (ยืนกราน, ยืนหยัด, เรียกร้อง), on the floor  (บนพื้น), on a hill  (บนเนินเขา), on the top shelf  (บนชั้นบนของหิ้ง), on a sofa  (บนเก้าอี้โซฟา), to turn his back on his country  (หันหลังให้กับประเทศของตน  -  หมายถึงละทิ้งประเทศ  เช่น  หนีการเกณฑ์ทหาร  หรือไปเข้ากับฝ่ายศัตรู), on the contrary  (ในทางตรงกันข้าม), on the drawing board   (กำลังอยู่ในขั้นวางแผนหรือเตรียมการ  คือยังไม่ได้ลงมือทำ หรือนำมาใช้งานจริงๆ ),  on the dot (on the button)  (ตรงเวลาเผ็ง, ตรงเวลาเป๊ะ)  -  Susan arrived at the party at 3:00 p.m. on the dot.  (ซูซานมาถึงที่งานเลี้ยงเวลาบ่าย ๓ โมงตรงเป๊ะ)get (climb, jump) on the bandwagon  (ทำตามอย่างที่คนอื่นทำ  แม้จะไม่ใช่เรื่องที่จำเป็น, เข้าร่วมในกิจกรรมที่มีคนนิยมทำกันมาก  และล่าสุด  เช่น ถีบจักรยาน หรือ เล่นฟิตเนส,  โยคะ  -  แปลตรงๆตัว  คือ  ปีนหรือกระโดดขึ้นไปบนรถดนตรีในขบวนแห่)  -  When all Jim’s friends decided to vote for Bill, Jim climbed on the bandwagon too.  (เมื่อเพื่อนทุกคนของจิมตัดสินใจลงคะแนนให้บิล  จิมก็ตัดสินใจลงคะแนนให้บิลเช่นเดียวกัน  -  คือทำตามเพื่อนๆ แบบไม่ต้องมีเหตุผล), on the (an) average   (โดยเฉลี่ย),   a dog peeing (pissing) on a tree  (หมาเยี่ยวรดต้นไม้),  on condition that  (โดยมีเงื่อนไขว่า)  -  I will lend you the money on condition that  you pay it back in one month.  (ผมจะให้คุณยืมเงิน โดยมีเงื่อนไขว่า  คุณต้องใช้คืนภายใน ๑ เดือน),  on deck   (อยู่บนดาดฟ้าเรือ, เตรียมพร้อมที่จะทำอะไรบางอย่าง, มาปรากฏตัว หรือมาถึงที่นัดหมาย)  –  The passengers are relaxing on deck.  (ผู้โดยสารกำลังพักผ่อนหย่อนใจอยู่บนดาดฟ้าเรือ)   -  The scout leader told the boys to be on deck at 8:00 Saturday morning for the hike.  (ผู้นำลูกเสือบอกให้ลูกเสือมาถึงที่นัดหมายเวลา ๘.๐๐ น. เช้าวันเสาร์  เพื่อออกเดินทางไกล),  on deposit   (ในธนาคาร)  -  I have $ 500 on deposit in my account.  (ผมมีเงินอยู่  ๕๐๐  ดอลล่าร์ในบัญชีธนาคาร),  on duty  (อยู่ปฏิบัติหน้าที่, ขณะปฏิบัติหน้าที่)   -  There is always one teacher on duty during study hour.  (มีครูอยู่ ๑ คนเสมอ  อยู่ปฏิบัติหน้าที่ในระหว่างชั่วโมงเรียน  -  คือคอยให้คำแนะนำปรึกษาแก่นักเรียน)on earth (= in the world(ใน หรือ บนโลกนี้, เกิดขึ้นได้ หรือเป็นไปได้อย่างไร  มักใช้แสดงการเน้นในประโยคคำถาม) - Where on earth did I put my wallet?  (ไม่รู้ว่าผมเอากระเป๋าสตางค์ไปวางไว้ตรงไหนในโลกนี้   -   คือบ่นคร่ำครวญเนื่องจากหากระเป๋าสตางค์ไม่เจอ)   -  The boys wondered how on earth the mouse got out of the cage.  (พวกเด็กๆสงสัยว่า เป็นไปได้อย่างไรที่หนูออกจากกรงไป  -  ทั้งๆที่ล๊อคทางออกไว้อย่างแน่นหนา),  have, (keep, with) one eye on  (คอยเฝ้าดูหรือเอาใจใส่  -  บุคคลหรือสิ่งของ  -  ในขณะที่กำลังทำสิ่งอื่นไปด้วย)  -  Mother had one eye on baby as she ironed.  (แม่รีดผ้าและดูแลลูกน้อยไปด้วยในเวลาเดียวกัน)  -  Chris tried to study with one eye on the TV set.  (คริสพยายามอ่านหนังสือ  และดูทีวีไปด้วยในในเวลาเดียวกัน), on account of  (เนื่องมาจาก, เพราะว่า),  -  The picnic was held in the gym on account of the rain.  (ปิ๊คนิกถูกจัดในโรงยิม  -  แทนในสนาม  -  เนื่องมาจากฝนตก),  on a shoestring  (ด้วยเงินจำนวนเล็กน้อยสำหรับใช้จ่าย, ด้วยงบประมาณที่น้อยมาก  -  แปลตรงๆตัว คือ ด้วยเชือกผูกรองเท้า)  -  The couple was seeing Europe on a shoestring.  (สามี-ภรรยาคู่นั้นกำลังเที่ยวยุโรป  ด้วยเงินจำนวนเพียงนิดเดียว  -  คือ  แบบประหยัดสุดๆ),  to walk on air  (รู้สึกมีความสุขและตื่นเต้น)  -  Kim has been walking on air since she won the prize.  (คิมมีความสุขและตื่นเต้นมาโดยตลอด  ตั้งแต่ที่เธอได้รับรางวัล),  to wait on (upon)  (รับใช้, ให้บริการ)  -  The clerk in the store waits on all customers.  (เสมียนในร้านนั้นให้บริการ (รับใช้) ลูกค้าทุกคน),  (sitting) on top of the world  (ปลาบปลื้มยินดีและมีความสุข, รู้สึกประสบความสำเร็จ)  -  John was (sitting) on top of the world when he found out that he got into college.  (จอห์นดีใจและมีความสุข  เมื่อเขาพบว่าเขาสอบเข้ามหาวิทยาลัยได้),  on behalf of  (ในนามของ),  on board  (บนเรือ)  -  A ship was leaving the harbor, and we saw the people on board waving.  (เรือลำหนึ่งกำลังออกจากท่า  และเราเห็นผู้คนบนเรือโบกไม้โบกมือ  -  เพื่ออำลาญาติพี่น้องที่มาส่ง),  off and on (= on and off)  (ไม่สม่ำเสมอ, เป็นครั้งคราว หรือบางโอกาส)  -  It rained off and on all day.  (ฝนตกๆหยุดๆตลอดทั้งวัน  -  คือ ตกแล้วหยุด  แล้วก็ตกแล้วหยุดอีก  สลับกันไปแบบนี้ตลอดทั้งวัน),  the posters on the walls   (โปสเตอร์บนกำแพง), a sticker on her car  (สติ๊กเกอร์ติดรถของเธอ), pictures on the screen  (รูปภาพบนจอ), on the ceiling  (บนเพดาน), on the roof  (บนหลังคา), on all fours  (คลาน ๔ เท้า), get on a bus  (ขึ้นรถเมล์), on a highway  (บนทางหลวง), on the plane  (บนเครื่องบิน), on foot  (โดยทางเท้าหรือเดินไป), to walk on tiptoe  (เดินบนปลายเท้าหรือเขย่งส้นเท้า), on horseback  (บนหลังม้า), on a bicycle  (โดยรถจักรยาน), on Monday  (ในวันจันทร์), on a Sunday afternoon  (ตอนบ่ายวันอาทิตย์), on an occasion like this  (ในโอกาสเช่นนี้), on April10th  (ในวันที่ ๑๐ เมษายน), on Thursday night   (ในคืนวันพฤหัสฯ), on the first day of term  (ในวันแรกของภาคการศึกษา), books on art and religion  (หนังสือเกี่ยวกับศิลปะและศาสนา), on the subject of rents  (ในเรื่องเกี่ยวกับค่าเช่า), ideas on how films should be made  (ความคิดเกี่ยวกับว่าควรจะสร้างหนังอย่างไร), to comment on the issue  (แสดงความคิดเห็นในประเด็นนั้น), a talk on agriculture  (การสนทนาเกี่ยวกับเกษตรกรรม), cars running on petrol (รถยนต์ที่วิ่งด้วยน้ำมัน), appear on TV  (ปรากฏตัวทางทีวี), to hear it on the radio  (ได้ยินมันทางวิทยุ), on stage  (บนเวที), on the phone  (ทางโทรศัพท์ หรือกำลังพูดโทรศัพท์), on and on  (ไม่รู้จักจบสิ้น, ไม่หยุดหย่อน, ไม่สิ้นสุด), on edge  (รุ่มร้อน, กระวนกระวาย, ตื่นเต้น, ประสาทเสีย, ปวดสมอง), on one’s own  (ด้วยตนเอง, เป็นอิสระ, หาเลี้ยงตนเอง), on purpose  (โดยเจตนา, โดยตั้งใจทำ), on the carpet  (ดุด่าว่ากล่าว, สวด), on the fence  (ยังไม่แน่ใจ, ยังไม่ตัดสินใจ-ตกลงใจ), on the hook  (อยู่ในฐานะลำบาก), on the spot  (ที่กำลังพูดถึง-เอ่ยถึง), to be on  (กำลังปรากฏ, กำลังฉายอยู่. กำลังแสดง),on the go  (มีธุระยุ่ง, เคลื่อนไหวทำโน่นทำนี่อยู่ตลอด)  –  I’m usually on the go all day long.  (ผมมักมีธุระยุ่งตลอดทั้งวัน), on the market  (มีขาย, เสนอขาย)– I had to put my car on the market.  (ผมจำเป็นต้องเอารถออกขาย) - This is the finest home computer on the market.  (นี่เป็นคอมพิวเตอร์ประจำบ้านที่ดีที่สุดที่วางขายในตลาด), on the mend  (สบายดี, หายป่วยไข้)– My cold was terrible, but I’m on the mend now.  (ไข้หวัดของผมย่ำแย่มากเลย  แต่ตอนนี้ผมหายไข้แล้ว) – What you need is some hot chicken soup.  Then you’ll really be on the mend.  (สิ่งที่คุณต้องการ คือ ซุปไก่ร้อนๆ  แล้วคุณจะหายป่วยจริงๆเลย), on the tip of one’s tongue  (ติดอยู่แค่ริมฝีปาก  คือ เกือบจะพูดออกมาแล้ว หรือ เกือบจะนึกออกแล้ว)– I have his name right on the tip of my tongue.  I’ll think of it in a second  (ผมมีชื่อของเขาติดอยู่ที่ริมฝีปาก  ผมจะนึกมันออกในอีกวินาทีเดียว) – John had the answer on the tip of his tongue, but Ann said it first  (จอห์นเกือบจะบอกคำตอบออกมาแล้ว  แต่แอนพูดออกมาเสียก่อน  -  คือชิงบอกคำตอบก่อน), on the wrong track  (ไปหรือเดินผิดลู่หรือราง, ทำตามสมมติฐานที่ผิด)  – You’ll never get the right answer.  You’re on the wrong track.  (คุณไม่มีวันจะได้คำตอบที่ถูกต้องหรอก คุณเดินผิดทางนี่ หรือ คุณตั้งสมมติฐานไว้ผิดนี่), be (skate) on thin ice  (อยู่ในสถานการณ์ที่เสี่ยงหรือมีอันตราย)– If you try that, you’ll really be on thin ice.  That’s too risky.  (ถ้าคุณลองทำสิ่งนั้น  คุณจะตกอยู่ในอันตรายอย่างแท้จริง  มันเสี่ยงเกินไป) – If you don’t want to find yourself (skating) on thin ice, you must be sure of your facts  (ถ้าคุณไม่ต้องการพบตัวเองตกอยู่ในอันตราย  คุณต้องมั่นใจในข้อเท็จจริง  - ไม่เช่นนั้นคุณอาจแพ้คดีและต้องจ่ายเงินมากมาย), on tiptoe  (เดินเขย่างเท้า), on vacation  (เดินทางไปเที่ยวในวันหยุดพักผ่อน)  – Where are you going on vacation this year?  (คุณจะเดินทางไปพักผ่อนที่ไหนในวันหยุดปีนี้) – I’ll be away on vacation for three weeks.  (ผมจะเดินทางไปพักผ่อนวันหยุดเป็นเวลา ๓ สัปดาห์), เป็นต้น

2. Your father is very kind _______________ me.

(คุณพ่อของคุณกรุณา _____________________ ผมมาก)

(a) for

(b) on

(c) with

(d) to    (ต่อ, กับ)

ตอบ   -   ข้อ  (d)  “Kind”  ใช้กับ  “To”  สำหรับคำคุณศัพท์ (Adjective)   ที่ใช้กับ  “To”   ได้แก่  “new”  (It is new to me.  –  มัน (เป็นเรื่อง) ใหม่สำหรับผม), close  (ใกล้ชิดกับ),  cruel  (โหดร้ายกับ),  hostile  (มุ่งร้าย หรือเป็นปฏิปักษ์กับ),  obvious  (ชัดเจนแก่),  obedient  (เชื่อฟังต่อ),  peculiar  (แปลกประหลาดแก่, เฉพาะกับ),  equal  (เท่ากันกับ),  grateful  (ขอบคุณ),  harmful  (เป็นอันตรายต่อ),  kind  (กรุณาต่อ),  dear  (เป็นที่รักแก่),  faithful  (ศรัทธาต่อ),  junior  (อาวุโสน้อยกว่า),  senior  (อาวุโสมากกว่า),  inferior  (ด้อยกว่า, เลวกว่า, แย่กว่า),  superior  (ดีกว่า, เหนือกว่า),  polite  (สุภาพต่อ),  familiar  (คุ้นเคยกับ),  useful  (เป็นประโยชน์กับ),  similar  (คล้ายกับ),  rude  (หยาบคายกับ),  previous  (ก่อน),  used  (เคย),  accustomed  (คุ้นเคย, เคยชิน),  clear  (ชัดเจนกับ),  essential  (จำเป็นกับ),  necessary  (จำเป็นต่อ),  good  (ปฏิบัติดีต่อ),  identical  (เหมือนกับ),  satisfactory (เป็นที่พอใจของ),  important  (สำคัญต่อ),  significant  (สำคัญต่อ),  equivalent  (เท่ากับ, เสมือนกับ),  loyal  (จงรักภักดีต่อ)  เป็นต้น

               สำหรับคำกริยาที่ใช้กับ  “To”  ได้แก่  happen  (เกิดขึ้น)  -  The accident happened to his family a long time ago.  (อุบัติเหตุเกิดขึ้นกับครอบครัวของเขานานมาแล้ว),  occur  (เกิดขึ้น),  resort  (หันไปใช้)  -  You must never resort to violence.  (คุณจะต้องไม่หันไปใช้ความรุนแรง),  compare  (เปรียบเทียบว่าเหมือนกับ)  -  Some people compare sleep to death.  (บางคนเปรียบเทียบการนอนหลับว่าเหมือนกับความตาย),  belong  (เป็นของ)  -  That car belongs to me.  (รถยนต์คันนั้นเป็นของผม),  attend  (เอาใจใส่)  -  You should attend to your teacher’s advice.  (คุณควรเอาใจใส่คำแนะนำของอาจารย์),  see to it  (ดูแลในเรื่อง, จัดการในเรื่อง)  -  I will see to it that you get what you want.  (ผมจะดูแลให้ว่า  คุณได้ทุกอย่างที่คุณต้องการ),  consent  (ยินยอมต่อ)  -  He consented to postponement of the trip.  (เขายินยอมกับการเลื่อนการเดินทางออกไป),  attribute  (มีสาเหตุมาจาก)  -  He attributed the worsening situation to increased conflicts between the government and the people.  (เขาคิดว่าสถานการณ์ที่แย่ลง  มีสาเหตุมาจากความขัดแย้งระหว่างรัฐบาลและประชาชน),  apply  (สมัคร, ขอ),  reply  (ตอบ),  appeal  (อุทธรณ์, ชวนให้เกิดความสนใจ หรือ หลงใหล),  confine  (จำกัดอยู่ใน),  turn  (หันไปหา, หันไปใช้),  amount  (รวมเป็นจำนวน),  surrender  (ยอมจำนนต่อ),  listen  (ฟัง),  recommend  (แนะนำว่าดี),  devote  (อุทิศแก่),  accustom  (ทำให้คุ้นเคยกับ),  object  (คัดค้าน, ไม่เห็นด้วยกับ),  succumb  (พ่ายแพ้ต่อ, ยอมจำนนกับ)  -  He finally succumbed to injury.  (เขาในที่สุดพ่ายแพ้ต่อการบาดเจ็บ  -  คือตาย),  complain  (บ่น หรือ ร้องเรียนกับ)  They complained to me about the noise.  (เขาร้องเรียนกับผมเกี่ยวกับเรื่องเสียงดัง),  suggest  (แนะนำกับ)  -  I suggested to him that he should work harder.  (ผมแนะนำกับเขาว่า  เขาควรขยันมากขึ้น),  respond  (ตอบสนองต่อ)  -- The government should quickly respond to its people’s demand.  (รัฐบาลควรตอบสนองต่อความต้องการของประชาชนอย่างรวดเร็ว),  look forward to  (ตั้งหน้าตั้งตารอคอย),  refer  (อ้างถึง, แนะนำให้ไปหา),  yield  (จำนน หรือพ่ายแพ้ต่อ),  introduce  (แนะนำให้รู้จักกับ),  reduce  (ลดลงจนต้อง),  be used to  (คุ้นเคยหรือเคยชินกับ),  get used to  (คุ้นเคยหรือเคยชินกับ),  be accustomed to  (คุ้นเคยหรือเคยชินกับ),  get accustomed to  (คุ้นเคยหรือเคยชินกับ),  เป็นต้น

3. __________________ his poor health, he could not work in a tropical country.

(____________________ สุขภาพที่แย่ของเขา  เขาไม่สามารถทำงานในประเทศในเขตร้อน)

(a) Because    (เพราะว่า)

(b) In spite of    (ทั้งๆที่)

(c) Because of    (เนื่องมาจาก)

(d) As    (เพราะว่า, ในขณะที่)

ตอบ   -   ข้อ   (c)  ดูเพิ่มเติมการใช้  “Because of”  และ  “In spite of” จากประโยคข้างล่าง

                ตัวอย่างที่ ๑

-      ________________ her friendly personality, she is admired by all her friends.

(___________________  บุคลิกที่เป็นมิตรของเธอ  เธอได้รับการยกย่องโดยเพื่อนๆ ทุกคน)

(a) Because   (เพราะว่า)  (ตามด้วยประโยค “Subject + Verb”)

(b) Because of   (เนื่องมาจาก)  (ตามด้วยคำนาม หรือวลี)

(c) In spite of   (ทั้งๆที่)  (ตามด้วยคำนาม หรือวลี)

(d) Although   (ถึงแม้ว่า)  (ตามด้วยประโยค “Subject + Verb”)

ตอบ   -   ข้อ   (b)   ดูเพิ่มเติมการใช้  “Because of (= Due to = On account of = Owing to)  และ  “In spite of (= Despite = Notwithstanding)  จากประโยคข้างล่าง

            - Because of (= On account of = Owing to = Due to) the heavy rain, we could not go out.

(เนื่องมาจากฝนตกหนัก  เราไม่สามารถออกไปข้างนอก)

            - Because of (= On account of = Owing to = Due to) an accident, the train was delayed for 2 hours.  

(เนื่องมาจากอุบัติเหตุ  รถไฟถูกทำให้ล่าช้าไป ๒ ชั่วโมง)

           - He could not go to university because of (=owing to = on account of = due to) his poverty.  

(เขาไม่สามารถเรียนมหาวิทยาลัย  เนื่องมาจากความยากจน) 

-   He hasn’t been able to get a good job in spite of (= despite = notwithstanding) his having had an expensive education.

(เขาไม่สามารถหางานดีๆทำได้  ทั้งๆที่มีการศึกษาที่แพง)  (ไม่สามารถหางานดีได้  ทั้งๆมีการศึกษาหรือ เสียค่าเรียนราคาแพง)

           - In spite of (= Notwithstanding= Despite) the bad storm John delivered his papers on time.  

(ทั้งๆที่มีพายุเลวร้าย  ทอมก็ยังไปส่งหนังสือพิมพ์ได้ตรงเวลา  -  ทอมเป็นเด็กส่งหนังสือพิมพ์)

         - In spite of (= Notwithstanding = Despite) all their differences, Mary and Ann remain friends.

(ทั้งๆที่แตกต่างกันอย่างมากมายอย่างนั้น  แมรี่และแอนยังคงเป็นเพื่อนกันได้)

           - They went out in spite of (= notwithstanding = despite) the heavy rain.

(พวกเขาออกไปข้างนอกทั้งๆที่ฝนตกหนัก)

4. I don’t believe that the problem __________________.

(ผมไม่เชื่อว่า  ปัญหา _______________________ )

(a) to be solved

(b) is being solved    (กำลังถูกแก้ไข, กำลังได้รับการแก้ไข)

(c) being solved

(d) been solved

ตอบ   -   ข้อ   (b)  เนื่องจากเป็นกริยาแท้ของประโยคย่อย  (that the problem is being solved)  ซึ่งเป็น  “Noun clause”  ทำหน้าที่เป็นกรรมของกริยา  “Believe”  สำหรับ  “is being solved”  อยู่ในรูป  “Present simple tense”  ในแบบ  “Passive voice”  เนื่องจากประธานของประโยคย่อย  คือ  “the problem”  ถูกกระทำกริยา  คือ  “กำลังถูกแก้ไข”  สำหรับโครงสร้างในแบบ  “Passive voice” ของ  “Present continuous tense”  คือ  “Subject + is (am, are) + being + verb 3

5. The food is ________________ that I can’t eat it.

(อาหาร ___________________ จนกระทั่งผมไม่สามารถกินมัน)

(a) very hot

(b) too hot    (ร้อนเกินไป)

(c) so hot    (ร้อนมาก)

(d) hot enough    (ร้อนพอ)

ตอบ   -   ข้อ   (c)  ดูโครงสร้างวลีในแต่ละข้อจากประโยคข้างล่าง

                ตัวอย่างที่ ๑    

-     I am _______________ weak to lift this heavy stone.

(ผมอ่อนกำลัง (อ่อนแอ) _________________ ที่จะยกหินหนักก้อนนี้)

(a) so

(b) very

(c) too    (เกินไป, มากเกินไป)

(d) quite

ตอบ  -  ข้อ   (c)  สำหรับโครงสร้างที่แตกต่างกัน  แต่มีความหมายเหมือนกันมีดังนี้ คือ

         - I am too weak to lift this heavy stone.

         - I am very (หรือ so, quite) weak and I cannot lift this heavy stone.

        - I am not strong enough to lift this heavy stone.

         - I am so weak that I cannot lift this heavy stone.

         - I am such a weak person that I cannot lift this heavy stone.

(ประโยคทั้ง  ๕  ประโยคข้างบนมีความหมายเหมือนกัน)

                ตัวอย่างประโยคอื่นๆที่มีโครงสร้างต่างกัน  แต่ความหมายเหมือนกัน เช่น

            - The car is too small for us to get into it.

(รถยนต์คันนั้นเล็กเกินไปสำหรับเราที่จะเข้าไปนั่งได้)

        - The car is very (หรือ so, quite) small and we cannot get into it.

        - The car is not big enough for us to get into it.

        - The car is so small that we cannot get into it.

        - It is so small a car that we cannot get into it.

         - It is such a small car that we cannot get into it.

หมายเหตุ  -  ประโยคทั้งหมดข้างบนมีความหมายเหมือนกัน

6. It was so long before he came that I was _________________ whether he had got lost.

(มันเป็นเวลานานมากก่อนที่เขาจะมา  จนกระทั่งผม __________________ ว่าเขาหลงทางหรือไม่)

(a) wonderful    (มหัศจรรย์, ยอดเยี่ยม, ดีเยี่ยม, น่าพิศวง)

(b) wondered     (ดูข้อ  C)

(c) wonder    (วั้น-เดอะ)  (รู้สึกประหลาดใจ, รู้สึกงงงวย, รู้สึกกังขา, รู้สึกสงสัย)

(d) wondering    (วั้น-เดอะ-ริ่ง)  (ประหลาดใจ, พิศวง, งงงวย)

ตอบ   -   ข้อ   (d)  เนื่องจากเป็นคำคุณศัพท์  ใช้กับ  “Verb to be” (Was)  และได้ความหมาย  ส่วนที่ไม่เลือกข้อ  (b)  เนื่องจาก  “Wonder” ไม่ใช้ในรูป  “Passive voice

7. A: What is the difference between this and that?”

(อะไรคือความแตกต่างระหว่างสิ่งนี้และสิ่งนั้น)

    B: None, they are _________________.”

(ไม่มี  ทั้ง  ๒  สิ่ง ______________________ )

(a)  in the same

(b)   the same    (เหมือนกัน)

(c)    like

(d)   as the same

ตอบ   -   ข้อ   (b)  หรืออาจตอบว่า  “They are alike.” ดูการใช้   “Like, Alike, As”  จากประโยคข้างล่าง

                 ตัวอย่างที่ ๑

-     This car has an engine _________________ one in an airplane.

(รถยนต์คันนี้มีเครื่องยนต์ _____________________ เครื่องยนต์ในเครื่องบิน)

(a) as    (ในฐานะ, เป็น-  เป็น  “Preposition”  ตามด้วยคำนามหรือวลี)  (เหมือน, เหมือนกับที่, ตามที่, ดังที่  -  เป็น “Conjunction”  ตามด้วยประโยค  “Subject + Verb”)

(b) the same    (เหมือนกัน, อย่างเดียวกัน)

(c) as like as    (โครงสร้างนี้ไม่มีใช้)

(d) like    (เหมือน, คล้าย)   (เป็น  “Preposition”)

ตอบ  -  ข้อ  (d)  เนื่องจาก  “Like  (เหมือน, คล้าย) +  คำนามหรือวลี  ส่วน  “As  (ตามที่, ดังที่) + ประโยค”  (As + subject + verb)  สำหรับอีกโครงสร้างหนึ่งที่สามารถใช้ได้สำหรับข้อที่  ๓  คือ   “This car has the same engine as one in an airplane.”  หรือ  “This car’s engine and one in an airplane are the same.  (หรือ  “are alike, are similar”)  ดูเพิ่มเติมการใช้  “Like, As, Alike” จากประโยคตัวอย่างข้างล่าง

                    ตัวอย่างที่ ๒

-         What is the climate ______________ in your home town?

(อากาศ __________________ อย่างไร (เช่นไร) ในเมืองบ้านเกิดของคุณ)

(a) alike

(b) likely

(c) like    (เป็นเหมือน, เหมือน, คล้าย)

(d) (No word is needed.)  (ไม่ต้องเติมคำใด)

ตอบ  -  ข้อ   (c)  ในที่นี้   “Like”  เป็น  “Preposition”  หมายถึง   “เป็นเหมือน, เหมือน, คล้าย”  ใช้กับ   “Verb to be”  หรือ “Look” (มีลักษณะ, มีท่าทาง)  ต้องตามด้วยคำนาม

                   ตัวอย่างที่ ๓

-         The sky is cloudy and it looks like ___________________.

(ท้องฟ้ามีเมฆมาก  และมันดูเหมือน ________________________ )

(a) rain    (ฝน)

(b) to rain

(c) rainy

(d) it will rain

ตอบ   –   ข้อ   (a)   เนื่องจาก   “Like”   ในที่นี้เป็น  “Preposition”   หมายถึงเหมือน, คล้าย”  ต้องตามด้วยคำนาม   ซึ่งในที่นี้ คือ “ฝน

                      ตัวอย่างที่ ๔

-         He became a doctor _______________ his father.

(เขาเป็นหมอ ______________________ พ่อของเขา)

(a) same as

(b) like    (เหมือน)

(c) such as

(d) as

ตอบ   –   ข้อ  (b)  เนื่องจาก  “Like”  เมื่อหมายถึง   “เหมือน, คล้าย”   จะเป็น Preposition”  จึงต้องตามด้วยคำนาม   สำหรับข้อนี้อาจตอบได้อีกอย่าง คือ  “the same as”   ส่วน   “As”  (เหมือนกับ)  ต้องตามด้วย  “Subject + Verb” (ดูความแตกต่างการใช้  “Like”และ “As”  จากประโยคข้างล่าง)

-       Like the other nations of Eastern Europe, Poland was

politically dominated by the Soviet Union during the Cold War.

(เหมือนกับประเทศอื่นๆในยุโรปตะวันออก  โปแลนด์ถูกครอบงำทางการเมืองโดย

สหภาพโซเวียต  ในระหว่างสงครามเย็น)

หมายเหตุ  -  ประโยคข้างบนใช้   “Like”   เนื่องจาก   “Like”  (หมายถึง “เหมือน, คล้าย”)   ต้องตามด้วยคำนามหรือวลี   เช่น  “the other nations” “his father”  most hard-working people”  (คนทำงานหนักส่วนใหญ่)  ส่วน  “as” (หมายถึง “เหมือนกับ”)   ต้องตามด้วยอนุประโยค  (As + subject + verb)  เช่น

             - He did as his father had told him to do.

(เขาทำเหมือนที่พ่อของเขาบอกให้ทำ)

            - She smiled as her mother did when she was young.

(เธอยิ้มเหมือนที่แม่ของเธอยิ้ม  เมื่อตอนที่ (แม่) เป็นเด็ก)

                      สำหรับ “As” เมื่อเป็น “Preposition”  มีความหมายว่า  “ในฐานะ หรือ เป็น”  จะต้องตามด้วยคำนามหรือวลี เช่น

          - She works as a doctor.

(เธอทำงานเป็นหมอ)

         - He is known as a man who keeps his words.

(เขาเป็นที่รู้จักกันในฐานะคนที่รักษาคำพูด)

          - They have been recognized as the men who died for their country.

(พวกเขาได้รับการจดจำในฐานะคนที่ตายเพื่อชาติบ้านเมือง)

           - As a good citizen, everyone has to pay a proper amount of tax each year.

(ในฐานะพลเมืองดี  ทุกคนจำเป็นต้องจ่ายภาษีในจำนวนที่เหมาะสมทุกๆปี)

                       สำหรับ   “Alike”   เป็นทั้งคำคุณศัพท์และกริยาวิเศษณ์  หมายถึง  เหมือนกัน, คล้ายกัน, อย่างเดียวกัน”   ดังประโยคข้างล่าง

               - These two things are alike.

(ของ ๒ สิ่งนี้เหมือนกันเลย)

             - Tom and his brother are both alike.

(ทอมและพี่ชายของเขาคล้ายกัน  -  รูปร่างหน้าตาหรือการกระทำ)

            - No two people think or behave alike.

(ไม่มีใคร ๒ คน คิดหรือประพฤติตัวเหมือนกัน)

           - The two sisters are remarkably alike in appearance.

(พี่สาวน้องสาว ๒ คนนั้นคล้ายกันเป็นพิเศษ (อย่างน่าสังเกต) ในด้านรูปร่างหน้าตา-ลักษณะท่าทาง)

           - They did everything alike.

(พวกเขาทำทุกอย่างเหมือนๆกัน)

           - The children are all treated alike.

(เด็กๆได้รับการปฏิบัติเหมือนๆกันทุกคน)

           - The strike is damaging to managers and workers alike.

(การนัดหยุดงานกำลังสร้างความเสียหายให้กับผู้จัดการและคนงานเหมือนๆกัน)

           - The snowstorm affected the southern and northern states alike.   (พายุหิมะมีผลกระทบต่อรัฐทางตอนเหนือและใต้เหมือนๆกัน)

8. I sold my car ________________ a good price.

(ผมขายรถยนต์ของผม ____________________ ราคาที่ดี)

(a) at    (ใน)

(b) in

(c) with

(d) on

ตอบ   -   ข้อ   (a)  “At a good price” =  “ในราคาที่ดี หรือสูง”  สำหรับวลีที่ใช้กับ  “At”  ได้แก่   “At interest”  =  “โดยคิดดอกเบี้ย”   “at pains”  (ใช้ความพยายามเป็นพิเศษ)  -  At pains to make a good impression, she was prompt for her appointment.  (โดยใช้ความพยายามเป็นพิเศษที่จะสร้างความประทับใจ  เธอรวดเร็วสำหรับการนัดหมาย  -  คือมาถึงที่นัดหมายตรงเวลา) ,  “at stake”  (ไม่แน่นอน, อยู่ในภาวะที่เสี่ยง)  -  The team played hard because the championship of the state was at stake.  (ทีมเล่นอย่างสุดฝีมือ  เพราะตำแหน่งแชมเปี้ยนของรัฐไม่แน่นอน  หรืออยู่ในภาวะเสี่ยง  -  คือ  ขึ้นอยู่กับผลลัพธ์ของการแข่งขัน  ไม่รู้ว่าจะแพ้หรือชนะ  และจะได้เป็นแชมป์หรือไม่),  “at the same time”  (ในเวลาเดียวกัน),  “at the mercy of  (= at one’s mercy)  (อยู่ในอำนาจของ, ขึ้นอยู่กับความเมตตากรุณาของ)  -  The picnic was at the mercy of the weather.  (การปิ๊คนิกขึ้นอยู่กับความเมตตาของดินฟ้าอากาศ  -  คือจะต้องเลื่อนไปถ้าเกิดฝนตก),  “good at”  (เก่ง)  “at a high speed” = {(บินหรือวิ่ง)  ด้วยความเร็วสูง} “sit at a table”  (นั่งที่โต๊ะ)  “land at a small airport” (ร่อนลงที่สนามบินเล็กๆ)  “at both ends”  (ที่ปลายทั้ง ๒ ข้าง)  “a knock at the door”  (การเคาะที่ประตู)  “at a beach club” (ที่สโมสร ณ ชายหาด)  “at a funeral” (ที่งานศพ)“at a press conference”  (ที่การให้สัมภาษณ์หนังสือพิมพ์)  “at a high school dance”  (ที่งานเต้นรำของโรงเรียน)“at the office” (ณ ที่ทำงาน)  “at breakfast” (เมื่อเวลาอาหารเช้า)  “to stare at a garage roof”  (จ้องมองไปที่หลังคาโรงรถ)  “to wave down at him” (โบกมือให้เขา)  “to throw petals at his car” (โยน – โปรย – กลีบดอกไม้ที่รถของเขา)   “at a distance”  (ในระยะไกล)  “at a standstill”  (หยุดชะงัก, หยุดนิ่งอยู่กับที่)  “at risk”  (เสี่ยง), “at 10:00 a.m.”  (ตอน ๑๐ โมงเช้า)  “at dawn” (ตอนรุ่งอรุณ)  “at once”  (โดยทันทีทันใด)  “at his wit’s end”  (เขาหมดปัญญา, จนปัญญา, ไม่รู้จะทำอย่างไรดี)   “at loose ends”  (ไม่มีอะไรทำ, ไม่มีงานทำ, ไม่รู้จะทำอะไร ดี, ยังไม่แน่ใจว่าจะทำอะไรต่อไป, ยังไม่ตัดสินใจ)  “at a later stage”  (ในระยะหรือขั้นตอนต่อไป)  “to speak at great length”  (พูดเสียอย่างยืดยาว)  “at a time of high unemployment”  (ณ ช่วงเวลาที่มีการว่างงานสูง)  “to start work at sixteen”  (เริ่มทำงานตอนอายุ ๑๖)  “to die at eighty-three”  (ตายเมื่ออายุ ๘๓)   “to grow at an astonishing rate” (เติบโตในอัตราที่น่าพิศวง)   “to buy or sell it at $ 100”  (ซื้อหรือขายที่ราคา ๑๐๐ เหรียญ)   “at 100 miles per hour”  (ที่ ๑๐๐ ไมล์ต่อชั่วโมง)  “the radio playing at full volume”  (วิทยุเปิดสุดเสียง)  “to set a pass mark at 60 percent”   (ตั้งคะแนนผ่านที่ ๖๐ เปอร์เซ็นต์)   “to work harder at his thesis”   (ขยันมากขึ้นกับวิทยานิพนธ์)  “to aim at bringing down the inflation rate”  (มีเป้าหมายเพื่อลดอัตราเงินเฟ้อ)   “to go at the invitation of his neighbors”   (ไปเพราะการเชื้อเชิญของเพื่อนบ้าน)  “to leave at the director’s command”  (จากไปเพราะคำสั่งของผู้อำนวยการ)  “at liberty” (มีอิสรเสรีที่จะทำอะไร, มิได้ถูกขัดขวางหรือหยุดยั้ง)   “to be at war” (ทำสงคราม)  “to put his life at risk” (ทำให้เขาต้องเสี่ยงชีวิต)   “to read at random”  (อ่านแบบสุ่มๆ – คือไม่เฉพาะเจาะจง)  “at gun point” (โดยเอาปืนจี้หัว)  “to fly at their expense” (บินไปโดยค่าใช้จ่ายของพวกเขา)   “to be at her best” (อยู่ในช่วงที่ดีที่สุดของเธอ)  “at a guess”  (โดยการเดาหรือทาย)  “at a rough estimate”  (โดยประมาณการอย่างคร่าวๆ)   “good at swimming”  (ว่ายน้ำเก่ง)   “clever at mathematics” (เก่งคณิตศาสตร์)   “bad at cooking”  (ปรุงอาหารไม่เก่ง)  “an expert at shooting”  (เป็นผู้เชี่ยวชาญด้านการยิงปืน)   “be delighted at the success”  (ปลาบปลื้ม-ยินดี กับความสำเร็จ)  “feel sorry at his dismissal” (รู้สึกเสียใจกับการถูกไล่ออกของเขา)  “feel glad at a new job”  (รู้สึกดีใจกับงานใหม่)  “at first”  (ในตอนแรก)  “at last”  (ในที่สุด)  “at least”  (อย่างน้อยที่สุด)  “at leisure”  (มีเวลาว่าง, ไม่ได้ทำงาน, ไม่ได้มีงานยุ่ง)  “at length”  (อย่างละเอียด, อย่างเต็มที่, ในที่สุด)   “at most, at the most”  (อย่างมากที่สุด)   “at loggerheads”  (ทะเลาะกัน, ต่อสู้กัน, เป็นปฏิปักษ์ต่อกัน)  “at present”  (ในปัจจุบัน)  “at the same address” (ณ ที่อยู่เดิม)   “at 33 Albert Street”  (บ้านเลขที่  ๓๓  ถนนอัลเบิร์ต)  “at the hairdresser’s”  (ที่ร้านทำผม)  “at church”  (ที่โบสถ์ – ไปทำพิธี)  “at home”  (ที่บ้าน)  “to be at work”  (กำลังทำงานหรือยุ่งอยู่กับกิจกรรมอะไรบางอย่าง, สถานการณ์หรือกระบวนการที่กำลังมีผลกระทบหรืออิทธิพล)   “at school”  (ที่โรงเรียน)   “at college”  (ที่มหาวิทยาลัย)   “arrive at the airport” (มาถึงที่สนามบิน)  “at night” (ตอนกลางคืน)  “at Easter”  (ช่วงเทศกาลอีสเตอร์)   “at the weekend”  (ตอนสุดสัปดาห์)  “I don’t understand it at all.”  (ผมไม่เข้าใจมันเลย)   “I can hardly hear you at all.”  (ผมแทบจะไม่ได้ยินเสียงคุณเลย  –  เสียงคุณแผ่วเบามาก)   “It is not at all likely he will come.”  (แทบจะเป็นไปไม่ได้เลยที่เขาจะมา  -  คือมีโอกาสเกิดขึ้นน้อยมาก)   “Can it be done at all?”   (มันจะสามารถทำได้ไหมนี่)  “She will walk with a limp, if she walks at all.”  (เธอจะต้องเดินขากระเผลก-ขาเป๋  ถ้าเธอยังเดินได้  -  หมายถึงเธออาจจะเดินไม่ได้อีกเลย)    “at all costs”  (ไม่ว่าจะต้องเสียเงิน เวลา หรือความพยายามเพียงใด   “Carl is determined to succeed in his new job at all costs.”   (คาร์ลมุ่งมั่นที่จะประสบความสำเร็จในงานใหม่ของเขา  โดยไม่สนใจว่าจะต้องทำงานหนักเพียงใด)   “Regardless of the results, Mr. Jackson intended to save his son’s eyesight at all costs.”   (โดยไม่คำนึงถึงผลลัพธ์  มิสเตอร์แจ๊คสันตั้งใจที่จะรักษาสายตาของลูกชายตน  ไม่ว่าจะต้องใช้เวลาหรือเงินมากมายเพียงใด)   “at a loss”  (ในสภาพที่ไม่แน่นอน, ไม่รู้อะไรเลย, งุนงงสับสนไปหมดจนทำอะไรไม่ถูก, จนปัญญา)  “A good salesman is never at a loss for words.”  (นักขายที่ดีไม่เคยจนปัญญาที่จะพูดเพื่อขายสินค้า  -  คือมีเรื่องพูดมากมายเพื่อโฆษณาสินค้าของตน)  “When Don missed the last bus, he was at a loss to know what to do.”  (เมื่อดอนตกรถเมล์เที่ยวสุดท้าย  เขางุนงงสับสนจนไม่รู้ว่าจะทำอย่างไร  -   คือไม่รู้ว่าจะหาทางกลับบ้านอย่างไร)  “at anchor” (แอ๊ง-เคอะ  -  จอดลอยลำทอดสมออยู่)  “at any rate”  (อย่างไรก็ตาม, อย่างไรก็ดี)   “keep him at arms length” (ไม่คบค้าสมาคมกับเขา, ไม่ทำตัวสนิทสนมกับเขา)   “at a snail’s pace”  (อย่างเชื่องช้าอืดอาด, คืบหน้าไปทีละหน่อยเหมือนหอยทาก)   “one at a time”  {(เข้ามาในห้อง, ขึ้นรถเมล์)  ทีละคน}   “run up the steps two at a time”  (ขึ้นบันไดทีละ ๒ ขั้น)  “at best, at the best”  (อย่างดีที่สุด)  “at ease”  (สบาย, ไม่มีความเจ็บปวดหรือสิ่งรบกวน)   “at every turn”  (ทุกครั้ง, ตลอดเวลา)   “at fault”  (ถูกตำหนิ, รับผิดชอบต่อความผิดพลาดหรือความล้มเหลว)   “at first glance, at first sight”  (เมื่อแรกเห็น, หลังจากมองครั้งแรกอย่างรวดเร็ว)   “at hand, at close hand”  (อยู่ใกล้ตัว, เอื้อมถึงได้ง่าย, กำลังจะมาถึงเร็วๆนี้)    “at large” {(คนร้าย) ยังลอยนวล, ยังจับตัวไม่ได้}  เป็นต้น 

9. A: What do people generally think of money?

(ผู้คนโดยทั่วไปคิดถึงเงินว่าเป็นอะไร  -  หรือเป็นอย่างไร)

    B: Money ___________________ as a god.

(เงิน ______________________ ว่าเป็น  -  หรือในฐานะเป็น  -  พระเจ้า)

(a)    is generally thinking of

(b)   generally thinks of

(c)   is generally thought of    (โดยทั่วไปถูกคิดถึง)

(d)   is thought generally

ตอบ   -   ข้อ  (c)  เนื่องจากต้องอยู่ในรูป  “Passive voice”  {Subject + is (am, are, was, were) + Verb 3}   เพราะเงินเป็นผู้ถูกกระทำ  คือ  “ถูกคิดถึง”  สำหรับการวางตำแหน่ง   “Adverb of frequency”  {Generally, Usually, frequently, often, hardly  (ไม่ใคร่จะ, แทบจะไม่), hard  (หนัก)}   ในประโยค  ดูจากประโยคข้างล่าง

                 ตัวอย่างที่ ๑

-      He always tries to avoid ______________.

(เขาพยายามที่จะหลีกเลี่ยง ___________________ อยู่เสมอ)

(a) work hard

(b) hard works

(c) hard work   (งานหนัก)

(d) every hard work

ตอบ  -  ข้อ   (c)   เนื่องจาก  “Work”  (งาน)  เป็นคำนามนับไม่ได้  (เอกพจน์เสมอ)  จึงไม่สามารถเติม  “S”  ได้ (ตัดข้อ (b)  ทิ้ง)  และไม่สามารถนำหน้าด้วย “Every  เพราะว่าใช้กับคำนามนับได้เอกพจน์   (ตัดข้อ (d)  ทิ้ง)  สำหรับ ข้อ  (a) สามารถใช้ได้  แต่ต้องแก้เป็น  “Working hard”   เนื่องจากหลัง   “Avoid”  ต้องใช้รูป Gerund” (Verb + ing)    ดูเพิ่มเติมการใช้ “Work hard” (ทำงานหนัก)  และ “Hardly work” (ไม่ใคร่จะทำงาน)  จากตัวอย่างประโยคข้างล่าง  

                   ตัวอย่างที่ ๒

-Those people are working very ________________.

(ผู้คนเหล่านั้นกำลังทำงาน _____________________ มาก)

(a) hardly

(b) hard   (หนัก)

(c) harder

(d) successful

ตอบ  –  ข้อ   (b)   เนื่องจาก   “Hard”   เป็นทั้งคำคุณศัพท์   (Adjective)   และกริยาวิเศษณ์   (Adverb)   ในคำเดียวกัน  โดยหมายถึง   “หนัก”  ดังนั้น  เมื่อขยายกริยา are working”  จึงไม่ต้องเปลี่ยนเป็น “hardly”  (หรือ อาจตอบข้อ (d) แต่ต้องแก้เป็น “successfully”  -  อย่างประสบความสำเร็จ)    สำหรับ “Hardly” เป็น Adverb of frequency”  (แสดงความ “บ่อย” หรือ “ถี่”)   หมายถึง   “ไม่ใคร่จะ, แทบจะไม่”  โดยมีความหมายเหมือนกับ  “Seldom, Rarely, Scarcely” ดังตัวอย่าง

             - He hardly works.

   (เขาไม่ใคร่จะทำงาน หรือ เขาแทบจะไม่ทำงาน)

             - She is hardly patient.

     (เธอไม่ใคร่จะอดทน)

            - They had hardly finished their work when it began to rain.

     (พวกเขาทำงานยังไม่ใคร่จะเสร็จ  เมื่อฝนเริ่มตก)

                  สำหรับการวางตำแหน่งของ   “Adverb of frequency” (seldom, hardly, always, often, generally, usually, occasionally, rarely, never)  ในประโยค มีดังนี้ คือ

๑.     วางไว้หน้าคำกริยาทั่วไป เช่น

-         They always come late.(พวกเขามาสายเสมอ)

-         She usually goes shopping.(เธอไปซื้อของเป็นประจำ)

-         He seldom drives to work.(เขาแทบจะไม่ได้ขับรถไปทำงาน)

๒.   วางไว้หลัง “verb to be” เช่น

-         He is often late for class.(เขาเข้าห้องเรียนสายบ่อยๆ)

-         They are always busy with their work.(พวกเขามักยุ่งอยู่กับงานเสมอ)

-         She is never contented with her life.(เธอไม่เคยพอใจในชีวิตเลย)

๓.    ถ้ามีคำกริยา ๒ ตัวในประโยค  ให้วางไว้ตรงกลางคำกริยานั้น เช่น

-         They have always had lunch there.   (พวกเขากินอาหารกลางวันที่นั่นเสมอ)

-         She will never love him.   (เธอจะไม่มีวันรักเขา)

-         You should never come to class late.   (คุณไม่ควรจะมาเรียนสาย)

-         He is always asking me.   (เขาถามคำถามผมอยู่เสมอ)

-         We have never traveled to New York.   (เราไม่เคยเดินทางไปนิวยอร์ค)

๔.    สำหรับ “never”  และกลุ่มคำที่ทำหน้าที่เป็นกริยาวิเศษณ์   ที่โดยปกติวางไว้ข้างในประโยค   อาจจะเอามาวางไว้หน้าประโยค  เพื่อแสดงการเน้นคำนั้นๆ   คำเหล่านี้ส่วนใหญ่มีความหมายปฏิเสธ  เช่น  “never,  hardly,  seldom, never before   (ไม่เคยมาก่อนเลย),  never in my life  (ไม่เคยเลยในชีวิต), no sooner,  in vain  (ล้มเหลว, ไม่สำเร็จ),  not often,  not only  (ไม่เพียงแต่),  not even once   (ไม่แม้แต่ครั้งเดียว),  not until  (ไม่จนกระทั่ง)  อย่างไรก็ตาม   ต้องเรียงรูปประโยคใหม่ดังนี้ คือ {Never (no sooner, hardly, never in my life, not until, etc.) + helping verb (has, have, had, is, are, was, were, will, would, shall, should, can, could, may, might, must, etc.)  + subject + verb (แท้)}  เช่น

-         Never before has she seen such a beautiful place.

(ไม่เคยมาก่อนเลยที่เธอได้เคยเห็นสถานที่ที่สวยงามเช่นนั้น –  เน้นตรงคำว่า  “ไม่เคยมาก่อนเลย”)

(= She has never before seen such a beautiful place.)

(= She has never seen such a beautiful place before.)

-         No sooner had he left than she arrived.

(ในทันทีที่เขาจากไป  เธอก็มาถึง  –  เน้นตรงคำว่า   “ในทันทีที่”)

(= He had no sooner left than she arrived.)

-         Hardly have I met my old college friends.

(ผมแทบจะไม่ได้เจอเพื่อนเก่าตอนเรียนมหาวิทยาลัยเลย  –  เน้นตรงคำว่า “แทบจะไม่”)

(= I have hardly met my old college friends.)

ทั้งนี้  สามารถสรุปโครงสร้างประโยคที่มีการเน้นแบบนี้  คือ

-         Never before (Never) + have + I + seen + such a beautiful place (ไม่เคยมาก่อนเลย  ที่ผมได้เห็นสถานที่สวยงามเช่นนั้น)

-         Hardly (Seldom) + has + she + met + her old college friends.

-         Never + กริยาพิเศษ  + subject  + กริยาแท้  +ส่วนขยาย

-         Never has he seen his father since he divorced his mother.

(เขาไม่เคยได้พบพ่อเลย  ตั้งแต่ที่พ่อหย่าร้างกับแม่)

10. _________________ that I can’t think of anything to say.

(______________________ จนกระทั่ง  ผมไม่สามารถคิดที่จะพูดอะไรได้เลย)

(a) I am very astonished

(b) I am too astonished

(c) I am so astonishing

(d) I am so astonished    (ผมประหลาดใจมาก)

ตอบ   -   ข้อ  (d)  เนื่องจากเป็นไปตามโครงสร้าง  “Subject + is (am, are was, were) + so + adjective + that + subject + verb”  (ประธาน...................มาก  จนกระทั่ง....................)  ดูเพิ่มเติมโครงสร้างแบบนี้  และที่เกี่ยวข้องกัน  ในข้อ  ๕  ของข้อสอบชุดเดียวกันนี้

11. As you treat me, ________________ will I treat you.

(ตามที่  -  หรือ เหมือนกับที่  -  คุณปฏิบัติต่อผม   ผมก็จะปฏิบัติต่อคุณ ________       _________________________)

(a) as

(b) like
(c) so    (ในแบบเดียวกัน  หรือ เช่นเดียวกัน)

(d) the same

ตอบ   -   ข้อ   (c)   เนื่องจากเป็นไปตามโครงสร้าง   “So + Verb พิเศษ  (is, am, are, was, were, will, would, shall, should, can, could, may, might, must) + Subject + Verb แท้  (go, walk, play, eat, swim, run, finish, develop, etc.)”

12. In ________________ that we call democracies, these things are privately owned.

(ใน ____________________ ซึ่งเราเรียกว่าประเทศที่ปกครองด้วยระบอบประชาธิปไตย  สิ่งต่างๆเหล่านี้ถูกเป็นเจ้าของโดยบุคคล)  (คือปัจเจกบุคคลเป็นเจ้าของได้  ไม่เหมือนประเทศสังคมนิยม  ที่สิ่งต่างๆ มีรัฐเป็นเจ้าของ)

(a) a many good countries

(b) a good many country

(c) a good many countries    (หลายๆประเทศ, ประเทศจำนวนมาก)

(d) a many good country

ตอบ   -   ข้อ   (c)  “A good many +  คำนามพหูพจน์” =  “...................... จำนวนมาก”  และใช้กับกริยาพหูพจน์  (are, have, eat, play, etc.)  เช่น

        - A good many guests are coming to my party.

(แขกจำนวนมากจะมางานเลี้ยงของผม)

- A good many students have passed the test.

(เด็กนักเรียนจำนวนมากได้สอบผ่านแล้ว)   

13. Will you put all the books back on the shelves ________________ you found them?

(คุณช่วยเอาหนังสือทั้งหมดกลับไปวางไว้บนชั้นหนังสือ _________________ คุณพบมัน (หนังสือ) ได้หรือไม่)

(a)    which

(b)   where    (ที่ซึ่ง)

(c)    in which

(d)   that

ตอบ   -   ข้อ  (b)  เนื่องจากขยาย  “สถานที่”  คือ  ชั้นหนังสือ  จึงใช้  “Where

14. “Mr. North has two daughters, who are nurses.”

(มิสเตอร์นอร์ธมีลูกสาว  ๒  คน, ผู้ซึ่งเป็นพยาบาล)

The sentence above tells us that Mr. North has________________.

(ประโยคข้างบนบอกเราว่า  มิสเตอร์นอร์ธมี _____________________ )

(a)    three daughters    (ลูกสาว  ๓  คน)

(b)   only two daughters    (ลูกสาวเพียง  ๒  คนเท่านั้น)

(c)    at least three daughters    (ลูกสาวอย่างน้อย  ๓  คน)

(d)   at least two daughters    (ลูกสาวอย่างน้อย  ๒  คน)

ตอบ   -   ข้อ   (b)  เนื่องจาก   “Who are nurses” เป็น  “Non-defining clause”   มาขยาย  “Daughters”  โดยเพียงแต่มาบอกข้อมูลเพิ่มเติมเท่านั้น  เพราะ  “Mr. North has two daughters”  เป็นประโยคที่ชี้เฉพาะ  มีความสมบูรณ์ชัดเจนอยู่ในตัวแล้ว  คือบอกว่ามิสเตอร์นอร์ธมีลูกสาว  ๒  คน  (เท่านั้น)  สังเกตจากมีเครื่องหมายคอมม่าคั่นหลัง  “Daughters”  ดูคำอธิบายเพิ่มเติมจากประโยคข้างล่าง

                   ตัวอย่างที่ ๑

-    The _________________ a grateful animal.

(________________________  สัตว์ที่กตัญญูรู้คุณ)

(a) dog which is found all over the world is

(b) dog, which is found all over the world is

(c) dog which is found all over the world, is

(d) dog, which is found all over the world, is    (สุนัข  ซึ่งถูกพบอยู่ทั่วโลก  เป็น)

ตอบ   -   ข้อ  (d)   เนื่องจาก  “สุนัข”  ในประโยคนี้  หมายถึงสัตว์ชนิดหนึ่ง  ที่แตกต่างไปจากสัตว์ประเภทอื่น  และเป็นตัวแทนของสุนัขทั้งโลก  มิได้แยกแยะว่าเป็นสุนัขตัวใด ของใคร หรือที่ไปทำอะไร  (คือมิได้แยกสุนัขตัวนี้   ออกจากสุนัขตัวอื่นๆ)  จึงถือว่า “สุนัข”   ในประโยคนี้เป็นสัตว์ชนิดหนึ่งในโลก  ที่ต่างไปจากสัตว์ประเภทอื่นๆ  และมีความชี้เฉพาะอยู่ในตัวของมันเองแล้ว  ดังนั้น  อนุประโยคที่มาขยายมัน  จึงต้องเป็นประเภท  “Non-defining Adjective Clause”  (อนุประโยคที่ไม่ได้เน้นย้ำคำนามที่มันขยาย)  คือ  เพียงแต่มาบอกข้อมูลเพิ่มเติมเกี่ยวกับ  “สุนัข”  เท่านั้น  มิได้มีความ สำคัญแต่อย่างใด  และข้อความในอนุประโยคดังกล่าว  จะต้องมีเครื่องหมายคอมม่า (Comma)  กั้นหัวและท้ายเสมอ  เปรียบเสมือนกับอยู่ในวงเล็บ  โดยจะไม่ต้องมีข้อความนี้ก็ได้  เพราะผู้อ่าน-ผู้ฟัง  ก็ยังคงเข้าใจอยู่ดีว่า  มันคือ “สุนัข” สัตว์ประเภทหนึ่งในโลกนั่นเอง   โดยขอให้เปรียบเทียบกับประโยคข้างล่าง  ที่ข้อความในอนุประโยคที่มาขยาย  “สุนัข”  ต้องเป็น   “Defining Adjective Clause”  เนื่องจากช่วยแยกสุนัขตัวที่มัน (อนุประโยค) ขยาย  ออกจากสุนัขตัวอื่นๆ  ซึ่งมีอยู่มากมาย  ซึ่งในกรณีนี้  อนุประโยคดังกล่าว  ไม่ต้องมีเครื่องหมาย  “คอมม่า”  กั้นหน้าหลัง  เพราะข้อความของมันมีความสำคัญที่จะบอกให้ ผู้อ่าน-ผู้ฟัง  รู้ได้ว่าเป็นสุนัขตัวใด ของใคร  หรือไปทำอะไร

-   The dog which (that) was hit by a car yesterday belongs to my neighbor.

(สุนัขซึ่งถูกรถชนเมื่อวานนี้  เป็นของเพื่อนบ้านของผม) (ข้อความที่ขยาย  แยกสุนัขตัวนี้ออกจากสุนัขตัวอื่นๆ  ซึ่งถ้าไม่มีข้อความนี้  ผู้อ่าน-ผู้ฟัง จะไม่รู้เลยว่าสุนัขตัวใดเป็นของเพื่อนบ้าน)

-    The dog which (that) she bought from the market last month has been stolen.

(สุนัขซึ่งเธอซื้อมาจากตลาดเมื่อเดือนที่แล้ว  ได้ถูกขโมยไปแล้ว)  (ข้อความที่ขยาย  แยกสุนัขตัวนี้ออกจากสุนัขตัวอื่นๆ  ซึ่งถ้าไม่มีข้อความนี้  ผู้อ่าน-ผู้ฟัง  จะไม่รู้เลยว่า  สุนัขตัวใดถูกขโมย)

                    ดูเพิ่มเติมคำอธิบาย  “Non-defining adjective clause”  และ “Defining adjective clause”  จากประโยคตัวอย่างข้างล่าง

                  ตัวอย่างที่ ๒

-   This ____________________ very good.

(______________ (นี้)___________________ ดีมากเลย)

(a) school which we have just seen is

(b) school, which we have just seen is

(c) school which we have just seen, is

(d) school, which we have just seen, is    (โรงเรียน (นี้) ซึ่งเราเพิ่งจะได้เห็น)

ตอบ  -  ข้อ  (d)  เนื่องจากเป็น  “Non-defining Adjective Clause”  คือ  “อนุประโยคที่ขยายนามหรือสรรพนามแบบไม่เน้นหรือชี้เฉพาะลงไป  เนื่องจากคำนามหรือสรรพนามที่ถูกมันขยาย  มีความชัดเจนอยู่แล้ว หรือรู้อยู่แล้วว่าเป็นใครหรืออะไร  ซึ่งมีอยู่คนเดียวหรือสิ่งเดียวเท่านั้น  และอาจเป็นชื่อเฉพาะที่มีอยู่แห่งเดียวในโลกก็ได้  เช่น เมือง  ประเทศ  หรือบุคคลผู้นั้นผู้นี้  ดังนั้น  อนุประโยคที่มาขยายนามหรือสรรพนามนั้นๆ  จึงไม่ได้แยกมันออกจากนามหรือสรรพนามอื่นๆ  เพียงแต่มาบอกข้อมูลเพิ่มเติมเกี่ยวกับนามหรือสรรพนามนั้นเท่านั้น  ซึ่งถึงแม้ว่าจะไม่บอก (หรือมาขยายนาม-สรรพนามนั้น)  ผู้อ่าน-ผู้ฟัง ก็ยังคงเข้าใจอยู่ดีว่า  นามหรือสรรพนามนั้นหมายถึงใคร  สิ่งใด หรือเมืองใดประเทศใด  เราจึงเรียกอนุประโยค  เหล่านี้ว่า “Non-defining Adjective Clause”  เพราะเพียงแต่มาช่วยบอกข้อมูลเพิ่มเติมเท่านั้น  ซึ่งจะมีหรือไม่มีก็ได้  เพราะผู้อ่าน-ผู้ฟังก็ยังสามารถเข้าใจได้ว่า  หมายถึงใคร สิ่งใด หรือเมือง-ประเทศใด  ซึ่งอนุประโยคเหล่านี้จะต้องมีเครื่องหมาย  “คอมม่า”  กั้นข้างหน้าและข้างหลังมัน  เหมือนกับเป็นวงเล็บ  ที่มีข้อความระหว่างคอมม่าหรือในวงเล็บ  มาช่วยบอกข้อมูลเพิ่มเติมเท่านั้น  จะมีหรือไม่มีก็ได้  ไม่ได้มีความสำคัญแต่อย่างใด  ดังเช่นประโยคข้างบน  “โรงเรียน (นี้) – ซึ่งเราเพิ่งได้เห็น –  ดีมากเลย”  ซึ่งเราจะเห็นว่า  “โรงเรียนนี้”  มีความชัดเจนอยู่แล้วว่าเป็นโรงเรียนแห่งใด  ดังนั้น  ข้อความ  “ซึ่งเราเพิ่งได้เห็น”  จึงเพียงมาบอกข้อมูลเพิ่มเติมเกี่ยวกับโรงเรียนนี้เท่านั้น   มิได้แยกโรงเรียนนี้ออกจากโรงเรียนอื่นๆ  เหมือนกับใน “Defining Adjective Clause”  (ไม่ต้องมีเครื่องหมาย “คอมม่า” กั้นระหว่าง “Clause”) อนุประโยคดังกล่าวข้างต้น  จึงมิได้มีความสำคัญอย่างใด  จึงต้องมีเครื่องหมาย “คอมม่า”  กั้นระหว่างอนุประโยคเสมอ  ดังตัวอย่างข้างล่าง

-    Donald Trump, who is currently the American president, is a business tycoon.

(โดนัล  ทรัมพ์  -  ผู้ซึ่งปัจจุบันเป็นประธานาธิบดีอเมริกา – เป็นนักธุรกิจผู้ร่ำรวยและมีอิทธิพลมาก)  (โดนัล  ทรัมพ์ มีอยู่คนเดียวในโลกนี้  อนุประโยคที่มาขยายจึงเพียงบอกข้อมูลเพิ่มเติม  มิได้แยกตัวเขาออกจากบุคคลอื่น  จึงต้องเป็น “Non-defining clause” ต้องมีเครื่องหมายคอมม่ากั้นระหว่าง clause    ข้อความที่มาขยายมิได้มีความสำคัญแต่อย่างใด)

              - Bangkok, which is the capital of Thailand, is a crowded city.

(กรุงเทพฯ – ซึ่งเป็นเมืองหลวงของประเทศไทย – เป็นเมืองที่มีประชากรหนาแน่น)

           - Mr. Collin Woods, who lives next door, is coming to see me.

(คอลลิน วูดส์ – ผู้ซึ่งอาศัยอยู่บ้านหลังถัดไป – กำลังจะมาพบผม)

          - Rome, where the tourists can visit many historic places, is one of the most ancient cities.

(กรุงโรม – ที่ซึ่งนักท่องเที่ยวสามารถไปเยือนสถานที่สำคัญทางประวัติศาสตร์มากมาย – เป็นเมืองเก่าแก่มากที่สุดเมืองหนึ่ง)

               - Ramkhamhaeng University, which is an open university, enrolls thousands of students each year.

(ม. รามคำแหง – ซึ่งเป็นมหาวิทยาลัยเปิด – ลงทะเบียนนักเรียนหลายพันคนในแต่ละปี)

              - Charles Dickens, who was a very famous writer, was poor all through his life.    

(ชาร์ลส ดิคเค่นส์  -  ผู้ซึ่งเป็นนักเขียนที่มีชื่อเสียง –  ยากจนตลอดชีวิตของเขา)

               - Ayuthaya, which we learnt about, was our former capital.

(อยุธยา – ซึ่งเราได้เรียนรู้เกี่ยวกับมัน – เป็นเมืองหลวงเก่าของเรา)

               - My house, of which the roof is made of brick, is going to be sold. 

(บ้านของผม – ซึ่งหลังคาทำด้วยอิฐ – กำลังจะถูกขายไป)

               - Dr. John Smith, whom I met in London, is an oculist.

(ด็อกเตอร์ จอห์น สมิธ  - ผู้ซึ่งผมพบในลอนดอน – เป็นจักษุแพทย์)

              - Our teacher of English, who has just returned from abroad, is getting married soon.

(ครูสอนภาษาอังกฤษของเรา – ผู้ซึ่งเพิ่งกลับมาจากต่างประเทศ – กำลังจะแต่งงานในไม่ช้า)

                      จากประโยคตัวอย่างข้างต้นทั้งหมด  จะเห็นว่าทุกประโยคมี   “Non-defining Clause” ขยายประธานของประโยค  และต้องมีเครื่องหมายคอมม่าคั่น  อยู่ระหว่าง “Clause”  ซึ่งไม่สู้จะมีความจำเป็นแก่ใจความในประโยคเท่าใดนัก  เนื่องจากประธานฯ เป็นที่ทราบกันดีอยู่แล้วว่า  เป็นใคร  เป็นอะไร  สิ่งไหน หรือ ของใคร  ดังนั้น “Clause”   ที่เพิ่มเข้ามาในประโยค (ขยายประธานฯ)   จึงเพียงแต่บอกข้อมูลเพิ่มเติมจากสิ่งที่รู้กันดีอยู่แล้วเท่านั้น   แม้จะตัดข้อความที่เพิ่มเข้ามานี้ทิ้งไป  ก็จะไม่ทำให้ประโยคนั้นเสียใจความแต่อย่างใด  ทั้งนี้  จะต้องมีเครื่องหมายคอมม่าคั่นหน้า-หลัง “Clause” เสมอ  (ในกรณีขยายประธานฯ ประโยค)  หรือคั่นเฉพาะข้างหน้า “Clause”  (ในกรณีขยายคำนามที่อยู่กลางประโยค)

สรุป  -  เราสามารถสรุปลักษณะของ “Non-defining Clause”   ได้ดังนี้

๑.                   ไม่มีความจำเป็นแก่ใจความในประโยค  เพียงแต่มาบอกข้อมูลเพิ่มเติมให้ละเอียดมากขึ้นจากสิ่งที่รู้อยู่แล้วเท่านั้น

๒.                 ต้องมีเครื่องหมายคอมม่า  คั่นหน้าและหลัง “Clause” เสมอ

๓.                  ต้องใช้ “Relative Pronoun” ซึ่งไม่มีลักษณะชี้เฉพาะเจาะจง เช่น Who”  “Whom”  “Where”  หรือ “Which” เป็นต้น  จะใช้  “That”   ไม่ได้  และต้องให้สอดคล้องกับหน้าที่  (Function)  ของมันด้วย

                   สำหรับ  “Defining Adjective Clause”  ใช้ขยายนามหรือสรรพนามที่อยู่ข้างหน้า  เพื่อให้ได้ใจความสมบูรณ์และชัดเจนขึ้นว่า  เป็นคนไหน  สิ่งไหน  อะไร  ของใคร  เป็นต้น  ทั้งนี้  หากไม่มี   “Defining Adjective Clause” มาขยายแล้ว  คำนามหรือสรรพนามที่กล่าวถึงนั้นก็จะไม่เจาะจง  จะเป็นเพียงการกล่าวลอยๆ  ยากที่ผู้ฟังจะเข้าใจได้ชัดเจนว่าเป็นใคร  อะไร หรือของใคร  ทั้งนี้   เพราะขาด  “Defining Adjective Clause”   มาช่วยขยายความหรือชี้เฉพาะให้เห็นเด่นชัดนั่นเอง  กล่าวคือ  มาช่วยแยกนามหรือสรรพนามตัวที่ถูกมันขยาย  ออกจากนามหรือสรรพนามทั่วๆไป  เพื่อให้รู้ว่า เป็นใคร อะไร  สิ่งไหน ที่มีความชัดเจนมากยิ่งขึ้น  ดังประโยคตัวอย่างข้างล่าง

               - The robber was arrested.

(โจรถูกจับ)

              - The car belongs to my father.

(รถยนต์เป็นของพ่อของผม)

             - The house is near the railway station

(บ้านอยู่ใกล้สถานีรถไฟ)

              - The police questioned the woman.

(ตำรวจซักถามผู้หญิง)

               - The plan was finally turned down.

(แผนในที่สุดถูกปฏิเสธ)

                - The subject is English.

(วิชาคือภาษาอังกฤษ)

               - He will take us to the town.

(เขาจะพาเราเข้าเมือง)

                - Some of the boys didn’t come to my party.

(เด็กบางคนไม่มางานเลี้ยงของผม)

                    จากทุกประโยคที่ยกมาข้างบน  ผู้ฟังจะไม่รู้เลยว่า ขโมยคนไหนถูกจับ  รถคันไหนเป็นของพ่อผม  บ้านหลังไหนอยู่ใกล้สถานีรถไฟ  ตำรวจซักถามผู้หญิงคนไหน  แผนอะไรที่ถูกปฏิเสธ  วิชาอะไรคือภาษาอังกฤษ  เขาจะพาเราไปเมืองไหน  เด็กคนไหนที่ไม่มางานเลี้ยง  อย่างไรก็ตาม  เมื่อเราเพิ่ม  “Defining Adjective Clause”  เข้าข้างหลังคำนาม (ประธานประโยค)  ใจความก็จะสมบูรณ์ยิ่งขึ้น  เช่น

                 - The robber who plundered the bank yesterday was arrested.

(โจรซึ่งปล้นธนาคารเมื่อวานนี้ถูกจับ)

                - The car which I drive to the university belongs to my father.

(รถซึ่งผมขับไปมหาวิทยาลัยเป็นของพ่อของผม)

                - The house where I live is near the railway station.

(บ้านที่ผมอาศัยอยู่ใกล้สถานีรถไฟ)

               - The police questioned the woman whose car was stolen.

(ตำรวจซักถามผู้หญิงซึ่งรถของเธอถูกขโมย)

               - The plan which I proposed to the committee was finally turned down.  (แผนซึ่งผมเสนอต่อคณะกรรมการได้รับการปฏิเสธในที่สุด)

               - The subject in which I am interested is English.

(วิชาซึ่งผมสนใจคือภาษาอังกฤษ)

                 - He will take us to the town where we can see old temples.

(เขาจะพาเราไปที่เมือง  ซึ่งเราสามารถดูวัดเก่าแก่ได้)

                 - Some of the boys (whom) I invited did not come to my party.

(เด็กบางคนซึ่งผมเชิญไม่มางานเลี้ยงของผม)

สรุป  -  จากประโยคข้างบนที่มี   “Defining Adjective Clause” ขยายประธาน  หรือคำนามข้างในประโยค  เราสามารถสรุปลักษณะของ   “Defining Adjective Clause”   ได้ดังนี้

                  ๑, ทำหน้าที่ขยายนามที่อยู่ข้างหน้า  เพื่อให้ได้ใจความที่สมบูรณ์และชัดเจนยิ่งขึ้นว่า  หมายถึงใคร  อะไร  (คือแยกนามนั้นออกจากนามตัวอื่นๆ)

                ๒. ไม่มีเครื่องหมาย  “คอมม่า”   คั่นอยู่ระหว่างคำนาม (ประธานประโยค หรือคำนามที่อยู่กลางประโยค)  กับ  “Defining Adjective Clause

                ๓. ใช้คำ “Relative Pronoun” ที่ขึ้นต้น (นำหน้า)  “Defining Adjective Clause” ให้เหมาะสมกับนามที่ถูกมันขยาย  และหน้าที่ของมันด้วย

15. After _______________ the letter, he hurried off to see her.

(หลังจาก ______________________ จดหมาย   เขารีบไปพบเธอ)

(a) read

(b) reading    (อ่าน)

(c) having read

(d) had read

ตอบ   -   ข้อ   (b)  หลัง  Preposition “After”  ต้องตามด้วย  “Verb + ing” สำหรับข้อ  (c)  ก็ใช้ได้  แต่ต้องแก้เป็น  “Having read the letter, he…. …………her.  (เมื่อได้อ่านจดหมายแล้ว  เขารีบไปพบเธอ)

16. I don’t like to begin writing a letter, __________________.

(ผมไม่ชอบที่จะเริ่มต้นเขียนจดหมาย ____________________ )

(a) unless I don’t have time

(b) unless I have plenty of time    (ถ้าผมมีเวลาไม่มาก)

(c) If I have plenty of time

(d) unless I have no time

ตอบ   -  ข้อ  (b)  ดูคำอธิบายการใช้  “Unless”  จากประโยคข้างล่าง

                 ตัวอย่างที่ ๑

-  Don’t open a shop ______________ to smile.  (Chinese proverb)

(จงอย่าเปิดร้าน (ทำการค้า) ___________________ ที่จะยิ้ม)  (สุภาษิตจีน)

(a) if you like

(b) as you don’t like

(c) not like

(d) unless you like   (ถ้าคุณไม่ชอบ)

ตอบ   -   ข้อ  (d)

                 ตัวอย่างที่ ๒

-   He won’t pass his examination _____________________.

(เขาจะสอบไม่ผ่าน _____________________ )

(a) if he is not enough diligent   (ต้องใช้  “diligent enough”)

(b) unless he is not diligent enough   (หลัง “Unless” ต้องเป็นรูปบอกเล่า)

(c) unless he is not enough diligent

(d) unless he is diligent enough   (ถ้าเขาไม่ขยันเพียงพอ)

ตอบ   –   ข้อ  (d)  เนื่องจาก   “Unless = If…………… not”  แต่ต้องอยู่ในโครงสร้าง  “Unless + Subject + Verb  (บอกเล่า)  ทั้งนี้  “อนุประโยคที่ตามหลัง “Unless” จะต้องอยู่ในรูปบอกเล่าเสมอ”  เนื่องจาก “Unless”  มี  “not”  ซึ่งเป็นปฏิเสธรวมอยู่ในคำด้วยแล้ว   ตัวอย่าง  เช่น

-    He will not come unless he has time.

(เขาจะไม่มาถ้าเขาไม่มีเวลา)

-    I shall not help him unless he asks me.

(ผมจะไม่ช่วยเขา ถ้าเขาไม่ขอร้องผม)

-   You couldn’t get a grant unless you had five years’ teaching experience.

(คุณไม่สามารถได้รับเงินช่วยเหลือ  ถ้าคุณไม่มีประสบการณ์สอน ๕ ปี)

  Unless you work hard, you won’t succeed.

(ถ้าคุณไม่ขยัน  คุณจะไม่ประสบความสำเร็จ)

-   She said nothing unless she was spoken to.

(เธอไม่พูดอะไร  ถ้าเธอไม่ถูกพูดด้วย  -  คือ ถ้าไม่มีใครพูดกับเธอ)

 Unless they respected us, we wouldn’t care for what they said.

(ถ้าพวกเขาไม่เคารพเรา  เราจะไม่ใส่ใจในสิ่งที่เขาพูด)

17. A: Whose is this knife?

(มีดเล่มนี้เป็นของใคร)

      B: It _________________.

(มัน _______________________ )

(a)    is Tim

(b)   is Tim’s    (เป็นของทิม)

(c)    is belonged to Tim

(d)   is Tim’s owner.

ตอบ   -   ข้อ   (b)  ต้องใช้รูป  Apostrophe “s”  เพื่อแสดงความเป็นเจ้าของ  หรือใช้  “It belongs to Tim.”  เนื่องจากกริยา  “Belong”   (เป็นของ)  ไม่มีการใช้รูป  “Passive voice”  แบบในข้อ  (c)

18. This house needs ___________________.

(บ้านหลังนี้จำเป็นต้อง _____________________ )

(a) being repaired

(b) repairing    (ซ่อมแซม)

(c) repaired

(d) to repair

ตอบ   -   ข้อ   (b)   “Need”  เมื่อหมายถึง  “จำเป็นต้อง”  มีโครงสร้าง  ๒  แบบ  คือ  “Need + Verb + ing”  หรือ  “Need + to + be + Verb 3”  สำหรับข้อนี้  อาจตอบอีกแบบว่า  “……….needs to be repaired”  ก็ได้  ดูเพิ่มเติมจากประโยคข้างล่าง

                 ตัวอย่างที่ ๑

-    That little child will need _______________.

(เด็กเล็กๆคนนั้นจำเป็นต้อง (มี) ______________________ )

(a) looking after    (การดูแล, การเอาใจใส่)

(b) to look after

(c) being looked after

(d) to be looking after

ตอบ   -   ข้อ  (a)   เนื่องจาก  “Need” (จำเป็นต้อง)  สามารถตามด้วยโครงสร้าง ๒ แบบ  โดยมีความหมายเหมือนกัน  คือ  “Need + Verb + ing” (Need + Looking after)  และ “Need + To + Be + Verb 3” (Need + To + Be + Looked after)  จึงต้องจำ

19. Our car needs _____________________.

(รถยนต์ของเราจำเป็นต้อง ______________________ )

(a) mend

(b) mended

(c) being mended

(d) to mend

(e) to be mended    (ได้รับการซ่อมแซม, ถูกซ่อมแซม)

ตอบ   -   ข้อ   (e)  หรืออาจตอบว่า   “………..needs mending”  ก็ได้  ดูเพิ่มเติมในข้อ  ๑๘

20. Mrs. Andrews is a ________________ woman.

(มิสซิสแอนดรูว์เป็นผู้หญิง ______________________ )

(a) kind-heart

(b) kind heart

(c) kind-hearted    (ใจดี, ใจบุญ, ใจกรุณา)

(d) kind hearted

ตอบ   -   ข้อ   (c)  ดูเพิ่มเติมจากประโยคข้างล่าง

                  ตัวอย่างที่ ๑

-    A woman with white hair is a _____________ woman.

(ผู้หญิงที่มีผมสีขาว  คือผู้หญิง ____________________ )

(a) white hair

(b) white-hair

(c) white haired

(d) white-haired    (ผมขาว)

ตอบ  -  ข้อ  (d)    ดูคำอธิบายเพิ่มเติมจากประโยคข้างล่าง

-  True hibernation takes place only among warm-blooded animals.

(การจำศีลหน้าหนาวของสัตว์อย่างแท้จริง  เกิดขึ้นเฉพาะในบรรดาสัตว์เลือดอุ่น)

ประโยคข้างบนต้องใช้  “Warm-blooded”  เนื่องจากมีโครงสร้างเป็น (Compound adjective) คือ  คำ ๒ คำ  ที่รวมกันเป็นคุณศัพท์ (Adjective) คำเดียว จะต้องมีขีด      ( - )  คั่นกลางเสมอ  และเป็นกรณีเดียวที่สามารถเติม  “Ed” หลังคำนามได้  ตัวอย่าง เช่น

         - a shame-faced look – ท่าทางเสียใจเพราะความละอาย

         - an absent-minded man – คนใจลอย

         -service-minded people– คนจิตอาสา

         - a short-sighted girl – เด็กหญิงสายตาสั้น หรือไม่มีวิสัยทัศน์

         - a black-haired boy – เด็กชายผมดำ

           -a big-eyed girl– เด็กหญิงตาโต

         - red-faced people– คนหน้าแดง (เป็นเผ่าพันธุ์)

         - a baby-faced man–คนหน้าเด็ก (หน้าอ่อนกว่าวัย)

         - a thick-skinned boy – เด็กหน้าด้าน (เด็กหนังหนา)

         - a right-handed man – ผู้ชายถนัดมือขวา

        - a left-handed woman – ผู้หญิงถนัดมือซ้าย

         - a light-fingered boy – เด็กมือไว (มือเบา)

         - a cold-blooded animal– สัตว์เลือดเย็น

         - a long-sighted woman– ผู้หญิงสายตายาว หรือมีวิสัยทัศน์

         - a long-legged man– ผู้ชายขายาว

         - a big-headed boy – เด็กหัวโต

         - a far-sighted person – คนสายตายาว หรือมีวิสัยทัศน์

         - a round-eared girl– เด็กผู้หญิงหูกลม