หมวดข้อสอบ TOEIC (ตอนที่ 71)

Part V : Sentence Completion   (ส่วนที่ 5 :  การเติมประโยคให้สมบูรณ์)

Choose the best alternative to make a correct sentence.

(จงเลือกข้อที่ดีที่สุดเพื่อทำให้ประโยคมีความถูกต้อง)

1. For nearly 800 years, at least, British people have protested in ___________ about the pollution of air through the burning of soft coal.

(เป็นเวลาเกือบ  ๘๐๐  ปี, อย่างน้อยที่สุด, ชาวอังกฤษได้ประท้วงด้วย _______________ เกี่ยวกับมลภาวะทางอากาศ   ที่เกิดจากการเผาถ่านที่ใช้ในการทำอาหาร)

(a)   one way or other

(b)  one way or others

(c)   one way or the other

(d) one way or another   (วิธีใดวิธีหนึ่ง)

ตอบ   -   ข้อ   (d)   ดูคำอธิบายจากประโยคข้างล่าง

-   Almost everyone has a headache at __________________.

(เกือบทุกคน (เป็นไข้) ปวดศีรษะ  (ไม่) ณ  ____________________)

(a) one time or other

(b) one time or another   (เวลาใด (ก็) เวลาหนึ่ง)

(c) one time or the other

(d) one time or others

ตอบ   -   ข้อ  (b)  เนื่องจากเราใช้   “Another” คู่กับ  “One”  ความหมายรวมกัน  =  “ (ไม่)..............ใดก็...............หนึ่ง”  เช่น

             - We tried to solve the problem by one way or another.

(เราพยายามแก้ปัญหา  ไม่โดยวิธีใดก็วิธีหนึ่ง)

                     สำหรับ  “Another”  (อีกหนึ่ง)   ใช้ในแบบไม่ชี้เฉพาะ + Noun   นับได้เอกพจน์  ตัวอย่างการใช้  “Another”  เช่น

             - We need another week to complete our project.

(เราต้องการอีก  ๑  สัปดาห์  เพื่อทำโครงการให้เสร็จสิ้น)

           - She got another cat from her neighbor.

(เธอได้แมวอีก  ๑  ตัว  จากเพื่อนบ้าน)

           - He bought another car.

(เขาซื้อรถอีก  ๑  คัน)

                    อย่างไรก็ตาม  สามารถใช้   “Another + Noun  (พหูพจน์)  ได้  ถ้าคำนามนั้น  มีคำแสดงจำนวนนับขยาย  =   “อีก...................”

                - They need another twenty people for the job.

(พวกเขาต้องการอีก  ๒๐  คน  สำหรับงานนั้น)

                - We will stay here for another ten days.

(เราจะพักที่นี่อีก  ๑๐  วัน)

                 - The project will take another two years.

(โครงการจะใช้เวลาอีก  ๒  ปี)

2. After 1945, Australia became _______________ in the Southeast Asian market.

(หลังปี  ๑๙๔๕  ออสเตรเลียเริ่ม ____________________ ในตลาดเอเชียตะวันออกเฉียงใต้)

(a) interesting   (น่าสนใจ)

(b) interested   (มีความสนใจ, รู้สึกสนใจ)

(c) interest   (ทำให้สนใจ)

(d) to interest

ตอบ   -   ข้อ   (b)  ดูเพิ่มเติมคำกริยาประเภทเดียวกับ  “Interest”  เช่น  “Excite, Surprise, Attract, Disappoint, etc.”  จากประโยคข้างล่าง

              ตัวอย่างที่ ๑

-       The lecturer used so many long and difficult words that I felt very _________________ .

(ผู้บรรยายใช้คำที่ยืดยาวและยากจำนวนมาก  จนกระทั่งผมรู้สึก ___________ อย่างมาก)

(a) confuse   (ทำให้งุนงง-สับสน)

(b) confusing   (น่างุนงง-สับสน)

(c) confused   (งุนงง-สับสน)

(d) confusion   (ความงุนงง-สับสน)

ตอบ   -   ข้อ   (c)

                 ตัวอย่างที่ ๒

-   The food was delicious.  That was a ______________ meal.

(อาหารอร่อย  นั่นเป็นมื้ออาหารที่  _____________________)

(a) satisfied   (รู้สึกพอใจ)

(b) satisfying   (น่าพึงพอใจ)

(c) satisfy   (ทำให้พอใจ)

(d) satisfaction   (ความพึงพอใจ)

ตอบ   -   ข้อ  (b)

                 ตัวอย่างที่ ๓

-   Bill heard that he had won a scholarship.  The news _________

________________. 

(บิลได้ยินว่าเขาได้รับทุนการศึกษา  ข่าวนี้ _____________________ )

(a)   were excited

(b) was exciting   (น่าตื่นเต้น)

(c) was excited   (รู้สึกตื่นเต้น)

(d) were exciting

ตอบ   -   ข้อ  (b)  เนื่องจาก  “News”  เป็นคำนามนับไม่ได้  และถือเป็นเอกพจน์เสมอ   จึงต้องใช้กับ  “Was

                  ตัวอย่างที่ ๔

-  She was very ______________ to meet her friend.

(เธอ __________________________ มากที่ได้พบเพื่อนของเธอ)

(a) delight   (ทำให้ยินดี-ปลาบปลื้ม-สุขใจ,  ความยินดี-ปลาบปลื้ม-สุขใจ)

(b) delighting   (น่ายินดี-ปลาบปลื้ม-สุขใจ)

(c) delighted   (รู้สึกยินดี-ปลาบปลื้ม-สุขใจ)

(d) delightful   (น่ายินดีมาก, น่าสุขใจมาก)

ตอบ  -  ข้อ  (c)

                  ตัวอย่างที่ ๕

-   I ________________ with the result of my exam.

(ผม_________________________ กับผลสอบของผม)

(a) quite satisfy   (ทำให้พึงพอใจอย่างมาก)

(b) am quite satisfying   (น่าพึงพอใจอย่างมาก)

(c) am quite satisfied   (รู้สึกพึงพอใจอย่างมาก)

(d) am quite to satisfy

ตอบ  -  ข้อ   (c)   ดูเพิ่มเติมคำกริยาประเภท  “Satisfy, Excite, Interest, Disappoint, Please, Attract, Frighten, etc.”จากประโยคตัวอย่างข้างล่าง

                ตัวอย่างที่ ๖

-    I am ________________ in science, not in English.

(ผม _______________________ ในวิทยาศาสตร์  มิใช่ภาษาอังกฤษ)

(a) interest

(b) interesting   (น่าสนใจ)

(c) interested   (มีความสนใจ)

(d) to interest   (ทำให้สนใจ)

ตอบ  -  ข้อ  (c)

                  ตัวอย่างที่ ๗

-  He is ______________ a house.

(เขา ______________________บ้าน)

(a) interest at to rent

(b) interesting in rent

(c) interested at renting

(d) interested in renting   (มีความสนใจในการเช่า)

ตอบ  -  ข้อ  (d)

                  ตัวอย่างที่ ๘

         -  It will take me quite some time to get him _____________ in buying your land. 

(ผมจะต้องใช้เวลานานทีเดียวที่จะทำให้เขา __________________ในการซื้อที่ดินของคุณ)

(a) to interest   (ทำให้สนใจ)

(b) being interesting

(c) interested   (มีความสนใจ, รู้สึกสนใจ)

(d) interesting   (น่าสนใจ)

ตอบ    -   ข้อ  (c)

                   ตัวอย่างที่ ๙

             -  The little girl was very ______________ when her father promised to buy her a doll.

(เด็กหญิงเล็กๆคนนั้น _________________ มาก  เมื่อพ่อของเธอสัญญาว่าจะซื้อตุ๊กตาให้เธอ)

(a) exciting   (น่าตื่นเต้น)

(b) excited   (รู้สึกตื่นเต้น, มีความตื่นเต้น)

(c) excite   (ทำให้ตื่นเต้น)

(d) excitable   (สามารถตื่นเต้นได้)

ตอบ   –   ข้อ   (b)  ดูเปรียบเทียบกับประโยคข้างล่าง

-  The results of the traveler preference survey are surprising.

(ผลลัพธ์ของการสำรวจความนิยมของนักเดินทาง – ท่องเที่ยว – น่าประหลาดใจ )

หมายเหตุ   –   ประโยคข้างบนนี้ต้องใช้   “Surprising” เนื่องจาก “Surprise”  เป็นคำกริยา  ที่มีความหมายว่า   “ทำให้ประหลาดใจ”  แต่ถ้าใช้ในรูป  “is (are, was, were) surprising” จะมีความหมายว่า  “น่าประหลาดใจ”  ส่วนเมื่อใช้ในรูป“is (am, are, was, were)  surprised” จะมีความหมายว่า   “มีความรู้สึกประหลาดใจ”   ดังตัวอย่างประโยค  เช่น

-  The result of the exam surprised her.

(ผลสอบทำให้เธอประหลาดใจ)

-         She was surprised at the result of the exam.

(เธอมีความรู้สึกประหลาดใจกับผลสอบ)

-         The result of the exam was surprising.

(ผลสอบน่าประหลาดใจ)

                   คำกริยาประเภทเดียวกับ “Surprise” ได้แก่

    satisfy –ทำให้พอใจ

     excite – ทำให้ตื่นเต้น

     disappoint –ทำให้ผิดหวัง

     attract –ทำให้หลงใหล, ดึงดูด

     interest – ทำให้สนใจ

     amuse –ทำให้สนุกหรือขบขัน

     please –ทำให้ยินดี-พอใจ

     annoy –ทำให้รำคาญ-ขุ่นเคือง

     bore – ทำให้เบื่อ

     tire – ทำให้เหน็ดเหนื่อยหรือเบื่อ

     frighten – ทำให้ตกใจ

     confuse –ทำให้สับสนหรืองุนงง

      surprise –ทำให้ประหลาดใจ

     amaze – ทำให้ทึ่ง, ทำให้ตะลึง

      delight – ทำให้ยินดี

     exhaust –ทำให้หมดแรง

      fascinate – ทำให้หลงใหล, ทำให้หลงเสน่ห์          

     charm – ทำให้หลง

     convince – ทำให้เชื่อ

     tempt – ทำให้หลงใหล, ยั่วยวน-ล่อใจ

      entertain – ทำให้เพลิดเพลิน

     embarrass –ทำให้ขวยเขิน-กระดากอาย          

     puzzle –ทำให้งง

     thrill – ทำให้ตื่นเต้น

      upset – ทำให้รำคาญ-ไม่สบายใจ

     irritate – ทำให้โมโห, ทำให้ระคายเคือง

       exasperate –ทำให้โกรธ

      astonish –ทำให้ประหลาดใจ, ทำให้ตกใจ

       infuriate –ทำให้โกรธ, ทำให้เดือดดาล

       horrify –ทำให้กลัว, ทำให้ขนพองสยองเกล้า              

 

                  กลุ่มคำกริยาข้างบนนี้ มีหลักการใช้คือ

1.  ถ้าใช้ในรูป  “Subject + verb + object” จะมีความหมายว่า  “ทำให้”  คือตัวประธานเป็นผู้ทำให้เกิดอาการนั้นๆขึ้นแก่ผู้อื่น   เช่น

-         The accident frightened the passengers a great deal.(past tense)

(อุบัติเหตุทำให้ผู้โดยสารตกใจอย่างมาก)

-         The exam result disappointed him so much.(past tense)

(ผลสอบทำให้เขาผิดหวังมากทีเดียว)

-         The chairman’s speech confused everyone.(past tense)

(คำพูดของท่านประธานทำให้ทุกคนสับสนงุนงง)

-         The new film interests all viewers.(present tense)

(หนังเรื่องใหม่ทำให้คนดูทั้งหมดสนใจ)

-         The professor’s lecture bores all the class.(present tense)

(การบรรยายของศาสตราจารย์คนนั้นทำให้นักเรียนทั้งชั้นเบื่อ)

2.  ถ้าใช้รูป  “Verb + ing” {Subject + is (am, are, was, were) + Verb +ing} หรือ  (Verb +ing + noun)มีความหมายว่า “น่า............” หรือ  “ซึ่งน่า............”  กริยาที่เติม “ing”  พวกนี้ ถือเป็นคำคุณศัพท์  จะวางไว้หลัง  Verb to be”   หรือหน้าคำนามก็ได้   เช่น

-         His work is boring. (present tense)

(งานของเขาน่าเบื่อหน่าย)

-         It is a very exciting football match. (present tense)

(มันเป็นการแข่งขันฟุตบอลที่น่าตื่นเต้น)

-         The landscape was so fascinating. (past tense)

(ภูมิประเทศ (ที่นี่) น่าหลงใหลมาก)

-         The employee’s work was disappointing.  (past tense)

(งานของลูกจ้างรายนั้นน่าผิดหวัง)

-         The children’s table manners were very embarrassing. (past tense)

(กิริยามารยาทบนโต๊ะอาหารของพวกเด็กๆน่าอับอายมาก)

-         The book is interesting. (present tense)

(หนังสือน่าสนใจ)

-         Her beauty is charming. (present tense)

(ความงามของเธอน่าหลงใหล – มีเสน่ห์)

-         It is surprising to see him at his ex-wife’s wedding.  (present tense)

(มันน่าประหลาดใจที่เห็นเขาที่งานแต่งงานของอดีตภรรยา)

{มิได้หมายความว่า “มันกำลังประหลาดใจ  เหมือนกับประโยค  “He is walking.  (เขากำลังเดิน)  –  present continuous tense}

3.  ถ้าเติม  “Ed”  ข้างหลังคำกริยากลุ่มนี้   แล้ววางตามหลัง“Verb to be” (is, am, are, was, were)จะมีลักษณะเป็น  “Passive voice” (Subject + is (am, are, was, were) + verb + ed) จะมีความหมายว่า  ประธานเป็นผู้เกิดความรู้สึกนั้นๆขึ้นมา ซึ่งถ้าแปลตรงๆก็คือ  “..........ถูกทำให้รู้สึก............ตื่นเต้น, ตกใจ, ผิดหวัง, พอใจฯลฯ..........” แต่ในภาษาไทยนิยมพูดว่า “............มีความรู้สึก........ตื่นเต้น, ตกใจ, ผิดหวัง, พอใจ.....”  เช่น

-        We are interested in German.  (present tense)

(เรามีความสนใจในภาษาเยอรมัน)

-         They are very pleased to see their old friends.  (present tense)

(พวกเขาดีใจมากที่ได้พบเพื่อนเก่า)

-         I was amazed to know of his death.  (past tense)

(ผมตะลึงที่ได้รู้ข่าวการตายของเขา)

-         He was very tired of hard work.  past tense)

(ผมเหน็ดเหนื่อยมากกับงานหนัก)

-         She was interested in the ballet performance.  (past tense)

(เธอมีความสนใจในการแสดงบัลเล่ต์)

-         We were disappointed to lose the match.  (past tense)

(พวกเราผิดหวังที่แพ้การแข่งขัน)

-         Most people are frightened of the snakes.  (present tense)

(คนส่วนมากกลัวงู)

-         Jim is fascinated by astronomy.  (present tense)

(จิมมีความหลงใหลในวิชาดาราศาสตร์)

3. In 34 years, Dickens wrote 15 books plus _____________ of ________ and _________, and every one became a best-seller.

(ในช่วงเวลา  ๓๔  ปี  ดิ๊กเค่น  เขียนหนังสือ  ๑๕  เล่ม  กับ ______________ และ  _______________ จำนวน _______________ เรื่อง  และทุกๆเล่ม หรือเรื่อง  ได้กลายเป็นหนังสือที่ขายดีที่สุด)

(a)   hundred _________ stories __________ article

(b) hundreds _________ stories __________articles   (นิยาย __________ บทความ _______________ หลายร้อย)

(c) hundreds _________ stories __________ article

(d) hundred _________ story _________ articles

ตอบ   -   ข้อ   (b)  ต้องเติม   “S”  ข้างท้าย   “Hundred, Story, Article”   ทั้ง  ๓  คำ  เนื่องจากอยู่ในรูปพหูพจน์

4. As a mass production method, it _____________ great advances in the last few years.

(ในฐานะวิธีการผลิตสินค้าเป็นจำนวนมาก  มัน (วิธีการ) _________________ความก้าวหน้าอย่างยิ่ง   ในช่วง   ๒  ถึง  ๓  ปีที่ผ่านมา)

(a) makes

(b) is making

(c)made

(d) has made   (ได้ทำให้เกิด)

ตอบ   -   ข้อ   (dเนื่องจากข้อความ   “In the last few years”  (ในช่วง  ๒  ถึง  ๓  ปีที่ผ่านมา)  แสดงการเกิดขึ้นในอดีต  และต่อเนื่องมาจนถึงปัจจุบัน (ขณะที่พูด)   จึงใช้  “Present perfect tense”  {Subject + has (have) + Verb 3}  ดูเพิ่มเติมจากประโยคข้างล่าง

-   __________________ impressive increases in expenditure on the advertising of tobacco goods in recent years.

(_____________________  การเพิ่มขึ้นอย่างน่าประทับใจ  ในค่าใช้จ่ายด้านการโฆษณาสินค้ายาสูบ  ในช่วงไม่กี่ปีที่เพิ่งผ่านมานี้)

(a) There are

(b) There were

(c) There have been   (มี, ได้มี)

(d) There has been

ตอบ   -   ข้อ  (c)  ใช้รูป  “Present perfect tense”  {Subject + has (have) + Verb 3} (ต้องใช้  “have been”  เนื่องจาก  “impressive increases” อยู่ในรูปพหูพจน์)   เนื่องจากบอกการกระทำ  หรือเหตุการณ์  ที่เกิดขึ้นในอดีต  และยังคงดำเนินหรือมีผลต่อมาจนถึงปัจจุบัน  (ขณะที่พูดประโยคนี้)   และคาดว่าเหตุการณ์นั้นยังจะปรากฏในอนาคตอีก   สังเกตจาก   “For” = (เป็นเวลา)  (For + ความยาวของเวลา),  “Since” = (ตั้งแต่),  (Since + จุดเริ่มต้นของเวลา),  “Up to now”     (= Up to the present time = Up until now) =  (จนถึงบัดนี้),  “So far” =    ( เท่าที่ผ่านมา, หมู่นี้),  “Lately” (= Recently) = (หมู่นี้, เร็วๆ นี้),  “Over the past years”  (ในช่วงหลายปีที่ผ่านมา),  “In recent years”  (ในช่วงไม่กี่ปีที่เพิ่งผ่านมา),    ดังตัวอย่างประโยคข้างล่าง

           - She has lived here for10 years.

(เธออาศัยอยู่ที่นี่มา ๑๐ ปีแล้ว – ปัจจุบันก็ยังอยู่)

           - He has been in Chicago since last week. (= He has gone to Chicago since last week.)

(เขาอยู่ในชิคาโกตั้งแต่สัปดาห็ที่แล้ว – ปัจจุบันก็ยังอยู่)

           - We have lived in Bangkok since we were young.

(เราอาศัยอยู่ในกรุงเทพตั้งแต่เรายังเด็ก – ปัจจุบันก็ยังอยู่)

           - So far, you have not done your best. (= You have not done your best so far.)

(เท่าที่ผ่านๆมา  คุณยังไม่ได้ทำดีที่สุดเลย)

           - I have sent him only one letter up to now.

(ผมส่งจดหมายให้เขาเพียงฉบับเดียว  จนถึงบัดนี้)

             - The climate has changed a great deal over the past years.

(ภูมิอากาศได้เปลี่ยนแปลงอย่างมากมายในช่วงหลายปีที่ผ่านมา  -  จนถึงปัจจุบัน  ขณะที่พูด)

           - Crime has significantly increased in recent years.

(อาชญากรรมได้เพิ่มขึ้นอย่างมากในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา)

5. I shall expect you every day; ________________.

(ผมจะรอคอยที่จะพบคุณทุกๆวัน __________________ )

(a) don’t disappoint

(b) do not be disappointing

(c) don’t disappoint me   (อย่าทำให้ผมผิดหวังนะ)

(d) disappoint not

ตอบ   -   ข้อ   (c)   ดูคำอธิบายกริยา  “Disappoint”  และในกลุ่มเดียวกัน  (Interest, Excite, Satisfy, Surprise, Frighten, etc.)   ในข้อ  ๒  ของข้อสอบชุดนี้

6. Searching in the library, I came _____________ an old forgotten manuscript.

(ค้นคว้าในห้องสมุด  ผม ___________________ ต้นฉบับเก่าแก่ที่ถูกลืมไปแล้ว)

(a) off

(b) without

(c) over

(d) across   (Come across = พบหรือเจอโดยบังเอิญ)

ตอบ   -   ข้อ   (d)  และดูโครงสร้างกริยา   “Verb + ing”  (Present participle)   ขึ้นต้นวลีและอยู่หน้าประโยค  โดยขยายประธานฯ ที่อยู่ในประโยค  (หลังเครื่องหมายคอมม่า)  เพื่อบอกว่า  ประธานฯเป็นผู้ทำกริยานั้นๆ  คือ  แสดงการเป็นผู้กระทำ  (Active voice)  จากประโยคข้างล่าง

                ตัวอย่างที่ ๑

-                 While traveling through the Rocky Mountains, ______________.

(ในขณะเดินทางผ่านเทือกเขาร็อกกี้  _______________________)

(a) the breath-taking scenes attracted the travelers   (ทัศนียภาพที่น่ากลัวมาก  ทำให้นักเดินทางหลงเสน่ห์)

(b) the scenes attracted the travelers deeply   (ทัศนียภาพทำให้นักเดินทางหลงเสน่ห์อย่างลึกล้ำ)

(c) the travelers attracted the scenes   (นักเดินทางทำให้ทัศนียภาพหลงเสน่ห์)

(d) the travelers were awed by the breath-taking scenes   (นักเดิน ทางรู้สึกกลัว-เกรงขาม-หวาดเสียว  จากภาพภูมิประเทศ (ทัศนียภาพ)  ที่น่ากลัวมาก-น่าตื่นเต้นยินดีมาก)

ตอบ   -   ข้อ   (d)  การใช้วลี   “While traveling” หรือ  “Traveling” (Present participle)  ขึ้นต้นประโยค  โดยมีประธานฯ อยู่ข้างในประโยค (หลังเครื่องหมายคอมม่า)   เพื่อต้องการแสดงว่า  ประธานฯ เป็นผู้ทำกริยาที่อยู่ข้างหน้าประโยคนั้น   ซึ่งในประโยคข้างบน  คือ  “Traveling” (เดินทาง)  ซึ่งประธานฯ จะต้องเป็นสิ่งมีชีวิต  (คนหรือสัตว์)  เท่านั้น  จึงจะทำกริยานี้ได้  ดังนั้น  จึงต้องตัด ข้อ (a) และ (b) ทิ้งไป  เนื่องจากมีประธานฯ  คือ  “Scenes” (ทัศนียภาพ) ซึ่งไม่สามารถทำกริยา  “เดินทาง”  ได้  สำหรับข้อ   (c)  ผิดความหมาย   เพราะกล่าวว่า  “นักเดินทางทำให้ทัศนียภาพหลงเสน่ห์”  ซึ่งความจริงกลับกัน  คือ  “นักเดินทางหลงเสน่ห์ในทัศนียภาพ”  (the travelers were attracted by the scenes) 

                 ตัวอย่างที่ ๒

-       ________________ how the engine worked, Peter began to study books that told about the techniques used.

(____________________ ว่าเครื่องจักรทำงานอย่างไร  ปีเตอร์เริ่มศึกษาหนังสือ  ซึ่งบอกเกี่ยวกับเทคนิคต่างๆ ที่ถูกใช้  –  ในเครื่องจักร)

(a) Wonder

(b) Wondered

(c) To wonder

(d) Wondering   (รู้สึกประหลาดใจ-สงสัย)  

ตอบ   -   ข้อ  (d)  เนื่องจากประธานของประโยค  (Peter)  เป็นผู้ทำกริยา  “รู้สึกประหลาดใจ-สงสัย”  คำกริยาที่นำหน้าวลี  ขยายความ  “ปีเตอร์”  จึงต้องอยู่ในรูป  “Verb + ing” (Present participle)  แสดง  “Active voice”  ว่าปีเตอร์เป็นผู้ทำกริยา

         ทั้งนี้  เมื่อประธานซึ่งอยู่ข้างในประโยค   (หลังคอมม่า)   เป็นผู้กระทำกริยา (Active voice)  จะต้องนำหน้าประโยคด้วย “Verb + ing” (Present participle)  ดังตัวอย่าง เช่น

           - Walking along the road, he met his old friend.

(เดินไปตามถนน  เขาพบเพื่อนเก่าของเขา) (เขาเป็นผู้ทำกริยา “เดิน”)

           - Seeing her teacher, Jane went to greet him.

(เห็นครูของเธอ  เจนเข้าไปทักทายเขา) (เจนเป็นผู้ทำกริยา “เห็น”)

           - Looking out of the window, we could see beautiful scenery.

(มองออกไปนอกหน้าต่าง  เราสามารถเห็นทัศนียภาพที่สวยงาม) (เราเป็นผู้ทำ

กริยา “มอง”)

 Hoping to be there in time, Kim started early in the morning.

(หวังว่าจะไปที่นั่นให้ทันเวลา  คิมเริ่มออกเดินทางแต่เช้าตรู่)  (คิมเป็นผู้ทำกริยา

“หวัง”)

                    สำหรับ  “Present participle” (Verb + ing)  ถือเป็นคำคุณศัพท์ประเภทหนึ่ง  จึงสามารถใช้ขยายคำนามได้เหมือนกับคำคุณศัพท์ทั่วๆไป  (โดยอาจอยู่หน้าหรือหลังคำนามที่มันขยาย)   เพื่อที่จะบอกว่า  คำนามนั้นเป็นผู้ทำกริยานั้นๆ   (แสดง  “Active voice”)   เช่น

-         Working men are constructing a bridge.

(คนทำงานกำลังก่อสร้างสะพาน)

-         Drinking horses were seen near the bank of the river.

(ม้าที่ดื่มน้ำถูกมองเห็นใกล้ตลิ่งของแม่น้ำ)

-         The mother took good care of her sleeping baby.

(แม่ดูแลทารกที่นอนหลับเป็นอย่างดี)

-           The audience appreciated the good works of the producing team.

(ผู้ชมยกย่อง-ชื่นชมผลงานที่ดีของทีมผู้สร้าง – ภาพยนตร์)

-         The people working in the office are my colleagues.

(ผู้คนที่ทำงานในสำนักงาน  คือเพื่อนร่วมงานของผม)

-         The woman walking across the street is my sister.

(ผู้หญิงที่เดินข้ามถนนเป็นน้องสาวของผม)

-         The man living next door is a bank manager.

(ชายที่อาศัยอยู่บ้านหลังถัดไปเป็นผู้จัดการธนาคาร)

-         The children playing in the field are my neighbors’ kids.

(เด็กๆที่เล่นอยู่ในสนามเป็นลูกของเพื่อนบ้านของผม)

                    สำหรับในกรณีที่ประธานที่อยู่ข้างในประโยค  เป็นผู้ถูกกระทำ (Passive Voice)   กริยาที่นำหน้าวลี  และอยู่หน้าประโยค  (ทำหน้าที่ขยายประธาน)  จะต้องอยู่ในรูป กริยาช่องที่ ๓   (Past Participle)  ดังประโยคตัวอย่างข้างล่าง

                  ตัวอย่างที่ ๓

-         _______________ by the tiger, he ran away.

(________________________ โดยเสือ   เขาวิ่งหนีไป)

(a) Seeing   (เห็น)

(b) To see

(c) Seen   (ถูกเห็น)

(d) Having seen

ตอบ   -    ข้อ   (c)   เนื่องจากประธานของประโยค   (He) เป็นผู้ถูกเห็นโดยเสือ  กริยาข้างหน้าประโยคจึงต้องเป็นกริยาช่อง  ๓  (Past participle)  เพื่อแสดงการถูกกระทำ (Passive voice)

                ตัวอย่างที่ ๔

          - ______________ in wine, snails are a great luxury in various parts of the world. 

(_________________ ในไวน์  หอยทากเป็นอาหารราคาแพงอย่างมากในหลายๆส่วนของโลก)

(a) To cook

(b) Cooking   (ปรุง)

(c) Cooked   (ถูกปรุง)

(d) Cook

ตอบ   -    ข้อ   (c)   เนื่องจากประธานของประโยค คือ  “snails”  ซึ่งถูกปรุงในไวน์(Cooked)  หรือเป็นผู้   “ถูกกระทำ”   จึงต้องอยู่ในรูปกริยาช่องที่  ๓  (แสดง Passive voice)

7. She forgot to _____________ us _______________.

(เธอลืมที่จะ _____________________ ถึงเรา)

(a) drop ______________ a letter

(b) drop ______________ a line   (เขียนจดหมาย)

(c) drop ______________ by

(d) drop ______________ out

ตอบ   -   ข้อ   (b)  “Drop someone a line   หรือ  a few lines”  =   “เขียนจดหมาย  หรือ โน๊ต ถึงผู้นั้น”   Line (s)  ในที่นี้  หมายถึง  “บรรทัดของหนังสือ

8. Jenny takes part in many school activities.

(เจนนี่มีส่วนร่วมในกิจกรรมของโรงเรียนมากมาย)

(a) takes apart   (แยกออกเป็นชิ้นส่วน)

(b) takes time   (ใช้เวลามาก)

(c) participates   (มีส่วนร่วม)

(d) takes a part of something   (เอามาส่วนหนึ่งจากของบางสิ่ง)

9. It is true that ____________________.

(มันเป็นความจริงที่ว่า _____________________ )

(a) he needs a teacher who cannot read   (เขาต้องการครูผู้ซึ่งไม่สามารถอ่าน)

(b) he cannot read and he needs a teacher   (เขาไม่สามารถอ่าน และเขาต้องการครู)  (ไวยากรณ์สู้ข้อ  (d) ไม่ได้)

(c) he needs a teacher and he cannot read   (เขาต้องการครู และเขาไม่สามารถอ่าน)

(d) he, who cannot read, needs a teacher   (เขา  ผู้ซึ่งไม่สามารถอ่านหนังสือ  ต้องการครู  -  มาสอน)

ตอบ   -   ข้อ   (d)  เนื่องจากได้ใจความดีที่สุด  และถูกหลักไวยากรณ์

10. Among the advantages which Mr. Barlow has given his children  are a good college education and ________________.

(ในบรรดาข้อได้เปรียบต่างๆซึ่งมิสเตอร์บาร์โลว์ได้ให้แก่ลูกๆของเขา  คือ  การศึกษาอย่างดีในมหาวิทยาลัย  และ ____________________ )

(a) extensive travel abroad   (การเดินทางอย่างกว้างขวางมากในต่างประเทศ)

(b) to travel extensively abroad

(c) travel extensively abroad

(d) of extensive travelling abroad

ตอบ   -   ข้อ   (a)  ต้องใช้ในรูปคำนาม (วลี)   (“Travel” ในที่นี้เป็นคำนาม)  ให้สมดุลกับคำนาม (วลี)   “A good college education”  ที่อยู่ข้างหน้า  “And

11. Those who violate the rules ________________.

(บุคคลผู้ซึ่งละเมิด-ฝ่าฝืนกฎระเบียบ ____________________ )

(a) should meet severe punishment   (ควรพบกับการลงโทษที่รุนแรง)

(b) must be severely punished   (จะต้องถูกลงโทษอย่างรุนแรง)   

(c) must be punished severe

(d) should have punishment   (ควรมีการลงโทษ)

ตอบ   -   ข้อ   (b)  ในประโยคข้างบน  ควรใช้   “Must”  มากกว่า   “Should”  เนื่องจากเป็นการกำชับมิให้ฝ่าฝืนกฎระเบียบ  (จึงตัดข้อ  A  และ  D ทิ้ง)  สำหรับข้อ  (c)  ก็ใช้ได้  แต่ต้องแก้เป็น   “must be punished severely

12. Jewish boys would begin to study _______________ the age of 3.

(เด็กชายชาวยิวจะเริ่มเรียนหนังสือ (เข้าโรงเรียน) _____________อายุ  ๓  ขวบ)

(a) early as

(b) so early as

(c) as early as   (โดยเร็วเท่ากับ, แต่เนิ่นๆเท่ากับ)

(d) when early as

ตอบ   -   ข้อ   (c)  “Early” เป็นทั้งคำคุณศัพท์ (Adjective) และกริยาวิเศษณ์ (Adverb)  ในที่นี้ใช้เป็นกริยาวิเศษณ์  เนื่องจากขยายกริยา  “Study

13. _______________ most beginners, he worried about details.

(_____________________  ผู้เริ่มต้น (มือใหม่) ส่วนใหญ่  เขาวิตกกังวลเกี่ยวกับรายละเอียด)

(a) As   (ตามที่, ดังที่, ในฐานะ)

(b) Just as   (ตามที่, ดังที่)

(c) Like   (เหมือนกับ, คล้ายกับ, เป็นลักษณะเฉพาะของ)

(d) Even though   (ถึงแม้ว่า)

ตอบ   -   ข้อ   (c)  “Like”  เมื่อเป็น   “Preposition”  หมายถึง  “เหมือนกับ, คล้ายกับ”  ต้องตามด้วยคำนาม หรือวลี   (ในข้อนี้  คือ “most beginners)

ดูเพิ่มเติมการใช้   “Like, As, Just as”  จากประโยคข้างล่าง

                  ตัวอย่างที่ ๑

-            This car has an engine _________________ one in an airplane.

(รถยนต์คันนี้มีเครื่องยนต์ _____________________ เครื่องยนต์ในเครื่องบิน)

(a) as   (= ในฐานะ, เป็น  -  เป็น  “Preposition”  ตามด้วยคำนามหรือวลี)  (=เหมือน, เหมือนกับที่, ตามที่, ดังที่  -  เป็น “Conjunction”  = Just as  ตามด้วยประโยค  “Subject + Verb”)

(b) the same   (เหมือนกัน, อย่างเดียวกัน)

(c) as like as   (โครงสร้างนี้ไม่มีใช้)

(d) like   (เหมือน, คล้าย)  (เป็น  “Preposition”)

ตอบ  -  ข้อ  (d)  เนื่องจาก “Like  (เหมือน, คล้าย) +  คำนามหรือวลี  ส่วน  “As (ตามที่, ดังที่) + ประโยค”  (As + subject + verb)  สำหรับอีกโครงสร้างหนึ่งที่สามารถใช้ได้สำหรับข้อที่  ๓  คือ  “This car has the same engine as one in an airplane.”  หรือ  “This car’s engine and one in an airplane are the same.  (หรือ  “are alike, are similar”)  ดูเพิ่มเติมการใช้“Like, As, Alike” จากประโยคตัวอย่างข้างล่าง

                 ตัวอย่างที่ ๒

-         What is the climate ______________ in your home town?

(อากาศ __________________ อย่างไร (เช่นไร) ในเมืองบ้านเกิดของคุณ)

(a) alike

(b) likely

(c) like   (เป็นเหมือน, เหมือน, คล้าย)

(d) (No word is needed.)

ตอบ  -  ข้อ   (c)   ในที่นี้  “Like”  เป็น “Preposition”  หมายถึง  “เป็นเหมือน, เหมือน, คล้าย”   ใช้กับ  “Verb to be”  หรือ  “Look”  (มีลักษณะ, มีท่าทาง)  ต้องตามด้วยคำนาม

                   ตัวอย่างที่ ๓

-         The sky is cloudy and it looks like ___________________.

(ท้องฟ้ามีเมฆมาก  และมันดูเหมือน ________________________ )

(a) rain    (ฝน)  (เป็นคำนาม)

(b) to rain   (ฝนตก)

(c) rainy   (ซึ่งมีฝนตก)

(d) it will rain

ตอบ   –    ข้อ  (a)  เนื่องจาก  “Like”   ในที่นี้เป็น  “Preposition”  หมายถึงเหมือน, คล้าย”   ต้องตามด้วยคำนาม    ซึ่งในที่นี้ คือ  “ฝน

                 ตัวอย่างที่ ๔

-         He became a doctor _______________ his father.

(เขาเป็นหมอ ______________________ พ่อของเขา)

(a) same as

(b) like   (เหมือน)

(c) such as

(d) as

ตอบ   –   ข้อ   (b)  เนื่องจาก  “Like”  เมื่อหมายถึง  “เหมือน, คล้าย”   จะเป็น Preposition”  จึงต้องตามด้วยคำนามหรือวลี   สำหรับข้อนี้อาจตอบได้อีกอย่าง คือ “the same as”ส่วน   “As”  (เหมือนกับ)  ต้องตามด้วย  “Subject + Verb” (ดูความแตกต่างการใช้  “Like”และ “As”  จากประโยคข้างล่าง)

-         Like the other nations of Eastern Europe, Poland was

politically dominated by the Soviet Union during the Cold War.

(เหมือนกับประเทศอื่นๆในยุโรปตะวันออก  โปแลนด์ถูกครอบงำทางการเมืองโดย

สหภาพโซเวียต  ในระหว่างสงครามเย็น)

หมายเหตุ  -  ประโยคข้างบนใช้  “Like” เนื่องจาก “Like” (หมายถึง “เหมือน, คล้าย”)   ต้องตามด้วยคำนามหรือวลี   เช่น  “the other nations” “his father”  most hard-working people” (คนทำงานหนักส่วนใหญ่)  ส่วน  “as” (หมายถึง “เหมือนกับ”)   ต้องตามด้วยอนุประโยค  (As + subject + verb)  เช่น

          - He did as (just as) his father had told him to do.

(เขาทำเหมือนที่พ่อของเขาบอกให้ทำ)

         - She smiled as (just as) her mother did when she was young.

(เธอยิ้มเหมือนที่แม่ของเธอยิ้ม  เมื่อตอนที่ (แม่) เป็นเด็ก)

                     สำหรับ  “As”  เมื่อเป็น  “Preposition”  มีความหมายว่า  “ในฐานะ หรือ เป็น”  จะต้องตามด้วยคำนามหรือวลี  เช่น

            - She works as a doctor.

(เธอทำงานเป็นหมอ)

           - He is known as a man who keeps his words.

(เขาเป็นที่รู้จักกันในฐานะคนที่รักษาคำพูด)

           - They have been recognized as the men who died for their country.

(พวกเขาได้รับการจดจำในฐานะคนที่ตายเพื่อชาติบ้านเมือง)

            - As a good citizen, everyone has to pay a proper amount of tax each year.

(ในฐานะพลเมืองดี  ทุกคนจำเป็นต้องจ่ายภาษีในจำนวนที่เหมาะสมทุกๆปี)

สำหรับ “Alike” เป็นทั้งคำคุณศัพท์และกริยาวิเศษณ์  หมายถึง  เหมือนกัน, คล้ายกัน, อย่างเดียวกัน”  ดังประโยคข้างล่าง

            - These two things are alike.

(ของ ๒ สิ่งนี้เหมือนกันเลย)

          - Tom and his brother are both alike.

(ทอมและพี่ชายของเขาคล้ายกัน  -  รูปร่างหน้าตาหรือการกระทำ)

          - No two people think or behave alike.

(ไม่มีใคร ๒ คน คิดหรือประพฤติตัวเหมือนกัน)

          - The two sisters are remarkably alike in appearance.

(พี่สาวน้องสาว ๒ คนนั้นคล้ายกันเป็นพิเศษ (อย่างน่าสังเกต) ในด้านรูปร่างหน้าตา-ลักษณะท่าทาง)

          - They did everything alike.

(พวกเขาทำทุกอย่างเหมือนๆกัน)

          - The children are all treated alike.

(เด็กๆได้รับการปฏิบัติเหมือนๆกันทุกคน)

          - The strike is damaging to managers and workers alike.

(การนัดหยุดงานกำลังสร้างความเสียหายให้กับผู้จัดการและคนงานเหมือนๆกัน)

          - The snowstorm affected the southern and northern states alike

 (พายุหิมะมีผลกระทบต่อรัฐทางตอนเหนือและใต้  เหมือนๆกัน)

14. She is fond of people who think _______________ she does.

(เธอชอบผู้คนซึ่งคิด ____________________ เธอคิด)

(a) about   (เกี่ยวกับ)

(b) like   (เหมือน, คล้าย, เป็นเหมือน)  (เป็น  “Preposition” ตามด้วยคำนาม หรือวลี)

(c) just like   (ความหมายเหมือน  “Like”)

(d) as   (เหมือนกับที่, ดังที่, ตามที่)  (เป็น  “Conjunction” ตามด้วยประโยค คือ  Subject + Verb)

ตอบ   -   ข้อ   (d)  ดูคำอธิบายเพิ่มเติมในข้อ  ๑๓  ของข้อสอบชุดนี้

15. He asked for a (an)_________________.

(เขาขอ ______________________ )

(a) information   (ข้อมูล-ข่าวสาร)

(b) equipment   (อุปกรณ์, เครื่องมือ)

(c) drink   (เครื่องดื่ม)  (เป็นนามนับได้)

(d) furniture   (เฟอร์นิเจอร์)

(e) news   (ข่าว)

ตอบ   -   ข้อ   (c)  เนื่องจากเป็นนามนับได้  จึงสามารถใช้กับ   “A”  ได้  (A drink)  ส่วนคำในอีก  ๔  ข้อที่เหลือ  เป็นนามนับไม่ได้  จึงไม่สามารถใช้กับ  “A, An”  สำหรับคำนามนับไม่ได้  ได้แก่    Information  (ข้อมูล, ข่าวสาร), Paper (กระดาษ), Equipment  (อุปกรณ์, เครื่องมือ), Furniture  (เครื่องเรือน), Scenery  (ทิวทัศน์), Damage  (ความเสียหาย), Advice  (คำแนะนำ), Traffic  (การจราจร, ยวดยาน), Machinery   (เครื่องยนต์กลไก), Food  (อาหาร), Evidence   (หลักฐาน), Bread  (ขนมปัง), Clothing  (เสื้อผ้า), Work   (งาน), Luggage   (กระเป๋าเดินทาง), Baggage   (กระเป๋าเดินทาง), Knowledge   (ความรู้), Progress  (ความก้าวหน้า), Power  (อำนาจ),  News, Fruit, Behavior   (พฤติกรรม)   เป็นต้น  

                 อนึ่ง   เนื่องจากคำนามเหล่านี้นับไม่ได้   จึงไม่สามารถใช้กับ  “A, An”   ได้  ถ้าจะนับเป็นหน่วย   จะต้องใช้   สมุหนาม  (Collective noun)  คือนามที่แสดงความเป็นกลุ่มก้อน   ที่เหมาะสมกับคำนามนั้นๆ   เช่น

-     a kind of food   (อาหารชนิดหนึ่ง)

            - a piece of paper   (กระดาษ ๑ แผ่น)

            - a loaf of bread   (ขนมปัง ๑ ปอนด์ หรือก้อน)

            - a branch (field) of knowledge   (ความรู้สาขาหนึ่ง)

            - an item of news   (ข่าว ๑ หัวข้อ)

            - a kilo of fruit   (ผลไม้ ๑ กิโล)

            - a bunch of fruit   (ผลไม้ ๑ พวง)

            - a piece of luggage (baggage)   (กระเป๋าเดินทาง ๑ ใบ หรือ ชิ้น)

            - a subject of knowledge   (ความรู้ ๑ เรื่อง หรือ วิชา)

16. She wrote ______________ the address and hurried to the post office.

(เธอเขียนที่อยู่  ______________________ และรีบไปที่ทำการไปรษณีย์)  (คือ เอาจดหมายไปส่งที่ไปรษณีย์)

(a) fast

(b) quickly

(c) out   (Write out = write fully in details = เขียนอย่างละเอียดลออ)

(d) slowly

17. A: What do you think about this book?

(A: คุณคิดอย่างไรเกี่ยวกับหนังสือเล่มนี้)

B: _____________________________.

(a)    Its easy for me

(b)   It easy to understand for me

(c) It’s easy for me to understand   (มันง่ายสำหรับผมที่จะเข้าใจ)

(d) It understands easy for me

ตอบ   -   ข้อ   (c)  สำหรับข้อ   (b) ก็ใช้ได้  ถ้าแก้เป็น  “It is easy to understand, for me.” แต่ไม่นิยมพูดเหมือนในข้อ   (c)

18. It is true that in modern times humanitarians have protested against cruelty to animals; _______________ fox hunting continues.

(มันเป็นความจริงที่ว่า  ในยุคสมัยใหม่  คนใจบุญ (คนมีเมตตาต่อคน-สัตว์)  ได้คัดค้านต่อต้านการทารุณสัตว์ _______________ การล่าหมาจิ้งจอกยังคงดำเนินต่อไป)

(a) while   (ในขณะที่)

(b) though   (ถึงแม้ว่า)

(c) therefore   (ดังนั้น, เพราะฉะนั้น)

(d) nevertheless   (อย่างไรก็ดี,  อย่างไรก็ตาม)

ตอบ   -   ข้อ  (d) เนื่องจากข้อความในประโยคหน้าและหลัง  ขัดแย้งกัน  (คนใจบุญคัดค้านการทารุณสัตว์  แต่  การล่าหมาจิ้งจอกยังคงเกิดขึ้นต่อไป)  จึงต้องเชื่อมด้วย  “Nevertheless, Nonetheless, However, But

19. It is important that the microscope slides _______________ thoroughly cleaned before use.

(มันสำคัญที่ว่า  ภาพสไลด์ของกล้องจุลทรรศน์ _______________  ทำความสะอาดอย่างละเอียดถี่ถ้วนก่อนใช้งาน)

(a)    is

(b)   are

(c)    to be

(d) be   (ถูก, ได้รับการ)

ตอบ   -   ข้อ   (d)  เนื่องจากเป็น   “Present subjunctive”  ในแบบ   “Passive voice”  โดยย่อมาจาก   “……….slides should be thoroughly cleaned………..”  โดยไม่ใส่   “Should”  ลงไป  ดูเพิ่มเติมเรื่องนี้จากประโยคข้างล่าง

                 ตัวอย่างที่ ๑

-           It was in 1934 that an official government report recommended that trade priority ________________ to Southeast Asia.

(มันเป็นในปี  ๑๙๓๔  ที่รายงานของรัฐบาล (สหรัฐฯ) อย่างเป็นทางการ  แนะนำว่า ความสำคัญด้านการค้า (ควร)_________________กับภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้)  (หมายถึง รายงานฯ แนะนำว่า  สหรัฐฯ ควรให้ความสำคัญด้านการค้าแก่ภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้)

(a) is given

(b) was given

(c) were given

(d) be given   (ถูกให้)

ตอบ   -   ข้อ  (d)  เนื่องจากลดรูปมาจาก “Should be given”  (ละ “Should”ไว้ในฐานที่เข้าใจ)

                 ตัวอย่างที่ ๒

-      I will recommend that the student _______________ to the director.

(ผมจะแนะนำว่าเด็กนักเรียนคนนั้น ____________________กับผู้อำนวยการโรงเรียน)

(a) speak   (พูดคุย)

(b) will speak

(c) had better speak

(d) would speak

ตอบ   -   ข้อ  (a)   เนื่องจากกริยาของอนุประโยค  (ในที่นี้ คือ  “Speak”)  ที่ตามหลังกริยา  “Recommend, Suggest, Demand, Ask, etc.”  จะต้องตามด้วย  “Infinitive without to” (Verb 1) ซึ่งเรียกโครงสร้างแบบนี้ว่า “Present Subjunctive

                ตัวอย่างที่ ๓

-   Many customers have requested that we ____________ them notice of our sales.

(ลูกค้าจำนวนมากได้ร้องขอว่า ให้เรา __________________ โนติส (เอกสารแจ้งเหตุหรือข้อมูลล่วงหน้า) แก่พวกเขาในเรื่องการลดราคาสินค้าของเรา)  (หมายความว่า  ถ้าจะมีการลดราคาสินค้าเมื่อใด  ให้แจ้งลูกค้าทราบล่วงหน้า)

(a) send   (ส่ง)

(b) sends

(c) sent

(d) sending

หมายเหตุ   –   ตอบข้อ  (a)  เนื่องจากเป็นการใช้   “Present subjunctive” คือการใช้กริยาช่องที่ ๑  ที่ไม่มี  “To”นำหน้า  (Infinitive without to)  และไม่มีการเติม “s”  หรือ  “ed”  เข้าข้างหลังคำกริยาที่อยู่ใน  “Noun clause”  ที่เป็นอนุประโยค  (ซึ่งมักมี  “that” นำหน้า  “Clause”)   ที่ตามหลังกลุ่มคำกริยาประเภท“Present subjunctive”   ไม่ว่าประธานของกริยาตัวนี้  จะเป็นเอกพจน์หรือพหูพจน์ก็ตาม  และไม่ว่ากริยาตัวข้างหน้า  (กริยาใน  “Main clause”หรือประโยคใหญ่)  จะอยู่ใน  “Tense”  ใดก็ตาม  จะไม่มีการเติม  “s”  หรือ  “ed”  ที่กริยาตัวนี้  (เนื่องจากเสมือนมี   “Should”  นำหน้า  แต่ไม่เขียนลงไป  คือละไว้ในฐานที่เข้าใจ  เป็นการแนะนำว่า  “ควรทำเช่นนั้น เช่นนี้)   สำหรับในกรณีที่เป็น  “Verb to be” ให้ใช้  “Be”ตลอดไป   (เพราะเสมือนว่า มี  “Should”  นำหน้า)  อนึ่ง เราใช้รูป  “Present subjunctive”  ใน ๒ กรณี  คือ

๑.   อยู่หลัง  “กริยา + that”  ซึ่งได้แก่ คำกริยาต่อไปนี้

demand that   (เรียกร้อง-ต้องการว่า)

require that   (ขอร้อง-เรียกร้อง-ต้องการ-กำหนดว่า)

propose that   (เสนอว่า)

request that   (ขอร้องว่า)

recommend that   (แนะนำว่า)

ask that   (ขอร้องว่า)

order that   (สั่งว่า)

urge that   (เร่งเร้า-กระตุ้น-เสนอว่า)

suggest that   (แนะนำว่า)

advise that   (แนะนำว่า)

insist that   (ยืนกรานว่า)

prefer that   (เห็นสมควรว่า)

                     ดังตัวอย่างประโยคต่อไปนี้

-         The doctor advised (that) I take a rest.

(หมอแนะนำว่าผมควรพักผ่อน)

-         He suggested (that) she not go there alone.

(เขาแนะนำว่าเธอไม่ควรไปที่นั่นตามลำพัง)

-         The father demands (that) Peter go to see a doctor at once.

(พ่อเรียกร้องให้ปีเตอร์ไปหาหมอในทันที)

-         I suggest (that) he come early.

(ผมแนะนำว่าเขาควรจะมาแต่เช้า)

-         The hostess urged (that) we all stay for dinner.

(เจ้าของบ้านรบเร้าให้อยู่กินอาหารเย็นก่อน)

-         The teacher recommended (that) every student buy a dictionary.

(ครูแนะนำให้นักเรียนทุกคนซื้อพจนานุกรม)

-         The doctor recommends (that) she take this medicine.

(หมอแนะนำว่าเธอควรกินยานี้)

-         She requested (that) he telephone her family.

(เธอขอร้องให้เขาโทรฯไปหาครอบครัวของเธอ)

-         The teacher advised (that) students not speak loudly in the class.

(ครูแนะนำว่านักเรียนไม่ควรพูดเสียงดังในชั้น)

-         I suggested (that) he be more careful.

(ผมแนะนำว่าเขาควรระวังให้มากขึ้น)

-         He suggested (that) she be punctual.

(เขาแนะนำว่าเธอควรตรงต่อเวลา)

-         Our mother suggests (that) we not be lazy.

(แม่ของเราแนะนำว่าเราไม่ควรขี้เกียจ)

-         They requested (that) the contract be signed.

(พวกเขาร้องขอว่าสัญญาควรได้รับการลงนาม)  (เป็น  Passive voice = สัญญาถูกลงนาม)

-         She asks (that) she be allowed to see her ailing mother.

(เธอขอร้องว่าเธอควรได้รับอนุญาตให้พบแม่ของเธอที่กำลังป่วย)  (เป็น  Passive voice = เธอได้รับอนุญาต)

หมายเหตุ   –   เหตุผลที่คำกริยาในอนุประโยคที่เป็น  “Noun clause”  อยู่ในรูป “Present Subjunctive”  คือ กริยาเหล่านี้เสมือนกับว่ามี  “Should” นำหน้า แต่ละเอาไว้ในฐานที่เข้าใจ   ซึ่งจริงๆแล้วอาจจะเขียนหรือพูดเติม  “Should”  ลงไปด้วยก็ได้ เช่น

-         I suggested (that) he (should) be more careful.

-         She asks (that) she (should) be allowed to go to the party.

๒.    “Noun clause”ที่ตามหลังคำคุณศัพท์ต่อไปนี้   (มักอยู่ในรูป  “It is + Adjective + that + Subject + Verb 1 ไม่มี  “To”นำหน้า)   กริยาใน“Noun clause”  นั้นจะต้องอยู่ในรูป  “Present subjunctive”  เช่นเดียวกัน  คุณศัพท์ดังกล่าว  คือ  “Important” (สำคัญ),  “Necessary”  (จำเป็น),“Urgent(จำเป็นด่วน),  “Imperative”  (จำเป็น),  “Essential”  (จำเป็น),“Advisable”  (ควร),“  Crucial”  (สำคัญยิ่ง)   ดังตัวอย่าง เช่น

-         It is advisable that she study harder.

(เธอควรเรียนหรือขยันให้มากขึ้น)

-         It was essential that we buy food yesterday.

(เป็นสิ่งจำเป็นที่เราต้องซื้ออาหารเมื่อวานนี้)

-         It is advisable that he take exercise every morning.

(เป็นการสมควรที่เขาออกกำลังกายทุกเช้า)

-         It is necessary that she go home at once.

(เป็นเรื่องจำเป็นที่เธอจะต้องกลับบ้านในทันที)

-         It is imperative that Jim practice driving a car.

(เป็นเรื่องจำเป็นที่จิมจะต้องฝึกหัดขับรถ)

-         It is crucial that Tom find a new job.

-        (เป็นเรื่องจำเป็นยิ่งที่ทอมจะต้องหางานใหม่)

-         It is important that he be brave.

-        (เป็นสิ่งจำเป็นที่เขาจะต้องกล้าหาญ)

-         It is urgent that everyone be on time for work.

(เป็นเรื่องเร่งด่วนที่ทุกคนจะต้องมาทำงานให้ทันเวลา)

20. _______________ the value of x, we can find the value of y.

(___________________  ค่าของ  x  เราสามารถหาค่าของ  y)

(a) To know

(b) Knowing   (ทราบ)

(c) Known

(d) Know

ตอบ   -   ข้อ   (b)  เนื่องจากต้องใช้รูป  “Verb + ing” (Present participle)   เพื่อแสดง   “Active voice” เนื่องจากประธานของประโยค  (We)  เป็นผู้ทำกริยา  “ทราบ”  (Knowing)  ดูเพิ่มเติม   “Present participle”  ในข้อ  ๖  ของข้อ สอบชุดนี้

21. In Russia, foreign companies compete with ______________ for a share of the market.

(ในรัสเซีย  บริษัทต่างชาติแข่งขัน __________________ เพื่อ (การมี) ส่วนแบ่งของตลาด)

(a) one another   (ซึ่งกันและกัน)  (ตั้งแต่  ๓  คน หรือ สิ่ง ขึ้นไป)

(b) each other   (ซึ่งกันและกัน)  (ระหว่าง  ๒  คน)

(c) the other

(d) the others

22. Every town or village, large or small, has a rich and ___________ history.

(ทุกๆเมือง หรือหมู่บ้าน  (ไม่ว่า) ใหญ่หรือเล็ก  มีประวัติศาสตร์ที่อุดมสมบูรณ์ (หรือมีค่า) และ  ________________)

(a) fascinate   (ทำให้หลงใหล, ดึงดูดใจ)

(b) fascinated   (หลงใหล, หลงเสน่ห์)

(c) fascinating   (มีเสน่ห์, น่าหลงใหล)

(d) fascination   (เสน่ห์, อำนาจดึงดูดใจ, การทำให้หลงเสน่ห์)

ตอบ   -   ข้อ   (c)  ต้องใช้รูป   “Fascinating”  เมื่อหมายถึง  “น่าหลงใหล, มีเสน่ห์”  ดูเพิ่มเติมกริยาประเภทเดียวกันนี้  (Excite, Interest, Satisfy, Please, Annoy, Irritate, etc.)   ในข้อ  ๒  ของข้อสอบชุดนี้