หมวดข้อสอบ TOEIC (ตอนที่ 70)

Part V : Sentence Completion   (ส่วนที่ 5 :  การเติมประโยคให้สมบูรณ์)

Choose the best alternative to make a correct sentence.

(จงเลือกข้อที่ดีที่สุดเพื่อทำให้ประโยคมีความถูกต้อง)

1. Susan takes _______________ her mother in many ways. 

(ซูซาน ___________________ แม่ของเธอในหลายๆ ประการ)

(a) for

(b) by

(c) with

(d) after   (take after = resemble = เหมือน, คล้าย)

ตอบ  -  ข้อ   (d)

2. My friend would not tell me ______________ for his new car.

(เพื่อนของผมจะไม่บอกผม (ว่า) _____________ สำหรับรถยนต์คันใหม่ของเขา)

(a) how much did he pay

(b) how much he paid   (เขาได้จ่ายเงินไปมากเท่าใด)

(c) how he paid much

(d) how he would pay very much

ตอบ  -  ข้อ   (b) “how much he paid” เป็น  “Noun clause” ทำหน้าที่เป็นกรรมตรงของกริยา  “Tell”  (กรรมรอง  คือ “Me” )  ดูเพิ่มเติมคำอธิบาย“Noun clause” จากประโยคข้างล่าง

               ตัวอย่างที่ ๑

-  I can’t do exactly ______________ you want.

(ผมไม่สามารถทำได้ตรงเป๊ะ หรือได้ตรงเผง _____________________ คุณต้องการ)

(a) like

(b) while

(c) what   (ในสิ่งที่)

(d) that

ตอบ   -   ข้อ  (c)  เนื่องจาก  “What you want”  (ในสิ่งที่คุณต้องการ)  เป็น  “Noun clause” ทำหน้าที่เป็นกรรมของกริยา “Do”  สำหรับประโยคข้างบน  อาจใช้   “As you want”  (ดังที่ หรือ ตามที่คุณต้องการ)  ก็ได้ 

              ตัวอย่างที่ ๒

-   Did you hear _______________ he said to his wife?

(คุณได้ยิน ______________________ เขาพูดกับภรรยาของเขาหรือไม่)

(a) that

(b) what   (สิ่งที่, เรื่องที่)

(c) when

(d) (No word is needed.)  (ไม่ต้องการคำมาเติม)

ตอบ   -   ข้อ  (b)  เนื่องจาก   “what he said to his wife”  เป็น  “Noun clause”   ทำหน้าที่เป็น  “กรรม”  ของกริยา  “Hear”

                ตัวอย่างที่ ๓

-  She was unable to tell us ________________ house she had gone into by mistake.

(เธอไม่สามารถบอกเรา (ว่า)  บ้านหลังใด ______________ เธอเข้าไปโดยเข้าใจผิด)

(a) what   (อะไร)
(b) where   (ที่ไหน)

(c) that

(d) which   (ที่, ซึ่ง)

ตอบ   -   ข้อ   (d)  เพราะได้ใจความดีที่สุด  และไม่สามารถใช้ข้อ  (c)  ได้  เนื่องจากข้อความ  “which house she had gone into by mistake”  เป็น “Noun clause”  (ทำหน้าที่เป็น “กรรมตรง” ของกริยา “Tell”  โดยมี “กรรมรอง”  คือ  “Us”)  จึงต้องขึ้นต้นด้วย  “Question word” (What, When, Where, Why, How, Which, etc.)

                 ตัวอย่างที่ ๔

          - I don’t think I’ll buy this dress; it is not ______________ I really want. 

(ผมไม่คิดว่าผมจะซื้อเสื้อผ้าชุดนี้  มันไม่ใช่ _______________ผมต้องการอย่างแท้จริง)

(a) what   (สิ่งที่)

(b) whatever   (อะไรก็ตาม)

(c) that   (ที่, ซึ่ง)

(d) which   (ที่, ซึ่ง)

(e) whom   (ผู้ซึ่ง, ผู้ที่)  (ใช้เป็นกรรม)

ตอบ    -    ข้อ   (a)   เนื่องจาก  “what I really want” เป็น  “Noun clause”  ทำหน้าที่เป็น  “Complement”  (สิ่งที่มาช่วยทำให้สมบูรณ์)  ของ “Verb to be (Is) 

                ตัวอย่างที่ ๕

-   Tell me ________________.

(บอกผมซิว่า _______________________)

(a) what do you want?

(b) you want what

(c) what you want   (คุณต้องการอะไร)

(d) that what you want

ตอบ   –   ข้อ   (c)   เนื่องจากเป็น   “Noun clause”  ทำหน้าที่เป็น “กรรมตรง” ของกริยา  “Tell”  ทั้งนี้  “Noun clause”  มักขึ้นต้น  (นำหน้า)  ด้วย“Question words” (what, when, where, why, how, how much, how many, how often, who, whom, that, whether, if – หรือไม่) (โดยไม่ต้องมี “That”  อยู่ข้างหน้าคำเหล่านี้)  ทั้งนี้  โครงสร้างของ “Noun clause”  คือQuestion word + Subject + Verb”  (และต้องเรียงคำแบบประโยคบอกเล่า)   สำหรับ  “Noun clause”  ทำหน้าที่ดังนี้  คือ

๑.  เป็นประธานของ “Verb” หรือประโยค  เช่น

               - What he wants is a new house.

(สิ่งที่เขาต้องการคือบ้านหลังใหม่)

             - How he did it surprised everyone.

(วิธีการที่เขาทำมัน – หรือ เขาทำมันอย่างไร – ทำให้ทุกคนประหลาดใจ)

             - Where he lives is not known.

(ที่ที่เขาอาศัยอยู่ – หรือ เขาอาศัยอยู่ที่ไหน – ไม่มีใครรู้)

             - Why he killed his wife is a mysterious thing.

(เหตุผลที่ว่าทำไมเขาฆ่าภรรยา  - หรือ ทำไมเขาฆ่าภรรยา – เป็นเรื่องลึกลับ)

            - That he is a smart person is certain.

(ที่ว่าเขาเป็นคนฉลาดเป็นเรื่องแน่นอน)

           - Whether she will come or not is not my business.

(ไม่ว่าเธอจะมาหรือไม่ก็ตาม  ไม่ใช่ธุระของผม)

           ๒. เป็นกรรมของ  “Verb” หรือประโยค  เช่น

               - I don’t know when he left.

(ผมไม่ทราบว่าเขาจากไปเมื่อใด)

               - She asked me where I lived.

(เธอถามผมว่าผมอาศัยอยู่ที่ไหน)

                - They did what they had promised.

(พวกเขาทำในสิ่งที่ได้ให้สัญญาไว้)

                - We believe that he is innocent.

(เราเชื่อว่าเขาบริสุทธิ์)

                - She did not believe what he told her.

(เธอไม่เชื่อในสิ่งที่เขาบอกเธอ)

                - The police investigated how the bank was robbed.

(ตำรวจสืบสวนวิธีการที่ธนาคารถูกปล้น – หรือ ธนาคารถูกปล้นอย่างไร)

                - I don’t know whether (if) she is happy with her new workplace.

(ผมไม่รู้ว่าเธอมีความสุขกับสถานที่ทำงานแห่งใหม่ของเธอหรือไม่)

             ๓. เป็นกรรมของ “Preposition” เช่น

               - She is interested in what he says.

(เธอสนใจในสิ่งที่เขาพูด)

                - They believed in what the minister preached.

(พวกเขาศรัทธาในสิ่งที่บาทหลวงเทศน์)

                - We are surprised at how he could do it.

(เราประหลาดใจว่าเขาสามารถทำมันได้อย่างไร)

                - They were satisfied with what she had provided to them.

(พวกเขาพอใจในสิ่งที่เธอได้จัดหาให้กับพวกเขา)

                ๔. เป็น  “Complement”  (สิ่งที่มาช่วยเติมให้สมบูรณ์)  ของ “Verb to be”  เช่น

               - This is what I want.

(นี่คือสิ่งที่ผมต้องการ)

               - That was why he did it.

(นั่นเป็นเหตุผลที่ว่าทำไมเขาจึงทำมัน)

               - Ten o’clock was when we started our trip.

(๑๐ โมงเป็นเวลาที่เราเริ่มการเดินทางของเรา)

             ๕. วางไว้ข้างหลังคำคุณศัพท์  (Adjective)  ที่แสดงความรู้สึก  (Sure, Confident,  Happy, Sorry, Grateful, Doubtful, Suspicious, Certain, Delighted,  Delightful,  Anxious,  Worried, etc.) เช่น

               - I am sure that he will arrive here on time.

(ผมมั่นใจว่า  เขาจะมาถึงที่นี่ตรงเวลา)

              - He is sorry that he could not keep his words.

(เขาเสียใจว่า  เขาไม่สามารถรักษาคำพูดได้)

               - They are confident that they will get the job.

(พวกเขามั่นใจว่าพวกเขาจะได้งานทำ)

               - We are anxious that the plane will be delayed for a few hours.

(เราวิตกกังวลว่า  เครื่องบินจะล่าช้าไป ๒ - ๓ ชั่วโมง)

            ๖. ใช้แทนคำนาม  (Noun) ที่มาข้างหน้ามัน  เช่น

              - The fact that he graduated with first-class honor is known to all.

 (ข้อเท็จจริงที่ว่าเขาจบการศึกษาด้วยเกียรตินิยมอันดับ  ๑  เป็นที่ทราบกันโดยทุกคน)  (“The fact”  คือ “that he graduated with first-class honor”ดังนั้น“that he graduated with first-class honor” จึงเป็น  “Noun clause”) อย่างไรก็ตาม  ในประโยค  “The fact that (which) he told me is known to all.(ข้อเท็จจริงซึ่งเขาบอกผมเป็นที่ทราบกันโดยทุกคน)  The fact”  ไม่ใช่ “that (หรือ which) he told me”  แต่เป็นสิ่งอื่นต่างหาก  ดังนั้น“that (which) he told me” จึงเป็น  “Adjective clause”  มาขยาย  “the fact

              - The belief that all men are born equal is not held by everyone.

(ความเชื่อที่ว่ามนุษย์ทุกคนเกิดมาเท่าเทียมกัน   มิได้ยึดถือ (ยอมรับ) กันโดยทุกคน)   (ข้อความที่ขีดเส้นใต้เป็น  “Noun clause”  เนื่องจาก  “The belief”  คือ  “that all men are born equal”  ซึ่งเป็นสิ่งเดียวกัน)

            - The notion that wealthy men are always happy is rejected by many people. 

(ความคิดที่ว่าคนที่ร่ำรวยมีความสุขเสมอ  ถูกปฏิเสธโดยคนจำนวนมาก)  (ข้อความที่ขีดเส้นใต้เป็น  “Noun clause”  เนื่องจาก  “The notion”  คือสิ่งเดียวกับ   “that wealthy men are always happy”)

หมายเหตุ   –   จากตัวอย่างข้างบน  ถ้าเป็น  “Noun clause”  จะใช้  “that” (ที่ว่า) นำหน้าเพียงอย่างเดียวเท่านั้น  (ไม่ใช้ “which”)  และ  “that”จะไม่ทำหน้าที่ประธาน หรือกรรม  แต่ถ้าเป็น   “Adjective clause”  จะใช้ “that”หรือ “which”  ก็ได้   (และแปลว่า  “ที่”  หรือ  “ซึ่ง”)  และมันจะทำหน้าที่ประธาน หรือกรรมของอนุประโยค  (Adjective clause)  อย่างใดอย่างหนึ่ง  เช่น

-   The book which (that) is on the table is mine.

(หนังสือซึ่งอยู่บนโต๊ะเป็นของผม)  (ข้อความที่ขีดเส้นใต้เป็น   “Adjective clause”  ขยาย  “The book” โดย  “which (that)” ทำหน้าที่เป็นประธานของClause

          -  The book which (that) you gave me is very interesting.

(หนังสือซึ่งคุณให้ผมน่าสนใจอย่างมาก)  (ข้อความที่ขีดเส้นใต้เป็น  “Adjective clause”  ขยาย   “The book”  โดย  “which (that)” ทำหน้าที่เป็นกรรมตรงของ  “Clause”   ส่วน “me” เป็นกรรมรอง)

3. The teacher said he was not accustomed _____________ insolence.

(ครูพูดว่า  เขาไม่คุ้นเคย-เคยชิน _______________การทะลึ่ง-อวดดี-ไร้มารยาท  -  ของนักเรียน)

(a) by

(b) from

(c) to   (กับ)

(d) with

ตอบ  -  ข้อ   (c)  “Be (Get) accustomed + to” = “คุ้นเคย, เคยชิน” +“คำนาม”  หรือ  “วลี”  หรือ  “Gerund” (Verb + ing)

4. The girl you ______________ yesterday is waiting for you downstairs. 

(เด็กผู้หญิง (ผู้ซึ่ง) คุณ _________________ เมื่อวานนี้  กำลังรอคอย (พบ) คุณอยู่ข้างล่าง)

(a) told me

(b) tell about

(c) told me about her

(d) told me about   (บอกผมเกี่ยวกับ  -  เธอ)

ตอบ  -  ข้อ  (d) หลัง  “About”  ไม่ต้องมี  “Her” (แต่ต้องมี  “About”  เพราะมาจากประโยค  “You told me about the girl.”)  เนื่องจากในประโยคข้างบนหลัง  “The girl”  ละ  “Who”  หรือ  “Whom”  ซึ่งทำหน้าที่เป็น  “กรรม”  ของ  “About”  และแทน  “The girl”อยู่แล้ว   (ดูเปรียบเทียบกับประโยคข้างล่าง)

-   Football is a game which boys like ____________________.

(ฟุตบอลเป็นเกมซึ่งเด็กผู้ชายชอบ _______________________ )

(a) to play it too much

(b) to play very much   (เล่นอย่างมาก)

(c) to play it very much

(d) playing it very much

ตอบ   -   ข้อ   (b)  หลังกริยา  “Like”   อาจตามด้วย  “Playing” (Gerund)  คือ “Like playing very much” หรือ  “To play”  (Infinitive with to) คือ  “Like to play very much”   ก็ได้   แต่หลัง  “Play”   ไม่ต้องมี  “It”  (ซึ่งแทน  A game)  เนื่องจากมี   “Which”  ซึ่งก็แทน  “A game”  อยู่แล้ว

5. A: Thanks!  I’ll never forget your kindness. 

(A: ขอบคุณ!  ผมจะไม่ลืมความกรุณาของคุณเลย)

B: ______________________.  Think nothing of it.

(B: __________________.  อย่าไปคิดอะไรเลย  -  หรือ อย่าคิดมากน่ะ)

(a)   You’re too kind   (คุณกรุณามากจังเลย)

(b)  If I were you, I would   (ถ้าผมเป็นคุณ  ผมก็จะทำเช่นนั้นเหมือนกัน)

(c)  Don’t mention it   (ไม่เป็นไรหรอก  หรือ  ไม่ต้องพูดถึงมันก็ได้)

(d)  You should say so   (คุณควรจะพูดเช่นนั้นแหละ)

ตอบ   -   ข้อ   (c)  เนื่องจากได้ใจความดีที่สุด   ข้อความในประโยคหลังรับกับประโยคหน้า

6. A: Would you like to go swimming with me on Sunday?

(A: คุณอยากจะไปว่ายน้ำกับผมในวันอาทิตย์ไหม)

B: ______________________.  I have to finish my term paper.

(B: ______________________.  ผมจำเป็นต้องทำรายงานประจำเทอมให้เสร็จ)

(a)   Sure, I would   (แน่นอน  ผมอยากไป)

(b)  Oh, that’s terrific   (โอ้  นั่นเจ๋งมากเลย  หรือยอดมากเลย)

(c)  I’m afraid I can’t   (ผมเกรงว่า  ผมจะไม่สามารถไปได้)

(d)  Let me think about it   (ขอให้ผมคิดเกี่ยวกับเรื่องนี้ก่อนนะ)

ตอบ   -   ข้อ  (c)  เนื่องจากได้ใจความดีที่สุด   ใจความประโยคหลังรับกับประโยคหน้า

7. Mary: How do you find Thai food, Tom?

(แมรี่: คุณคิดว่าอาหารไทยเป็นอย่างไรบ้าง  ทอม)

Tom: _________________________.

(ทอม :________________________)

(a)   I don’t like it.  It tastes wonderful   (ผมไม่ชอบมัน  มันมีรสชาติวิเศษมาก)

(b)  Oh, no.  I can’t wait to eat it   (โอ้  ไม่  ผมรอที่จะกินมันไม่ไหวแล้ว)

(c)   I’m sure you can find it anywhere in the world   (ผมมั่นใจว่า  คุณสามารถหามัน (อาหารไทย) ได้ที่ใดๆ ในโลก)

(d)  I think it is rather spicy   (ผมคิดว่ามันค่อนข้างมีรสจัด)

ตอบ   -   ข้อ   (d)  เนื่องจากได้ใจความดีที่สุด  ตอบตรงคำถาม

8. In some parts of the world, the people _________________.

(ในบางส่วนของโลก  ผู้คน _____________________ )

(a) are a lack of food

(b) lack of food

(c) lack food   (ขาดแคลนอาหาร)

(d) lacks food

ตอบ   -   ข้อ   (c)  “Lack” เมื่อใช้เป็นกริยา  ตามด้วยกรรม (คำนาม) ได้เลย  ไม่ต้องมี   “Of”  และเนื่องจากประธานของประโยค  (People)  เป็นพหูพจน์  “Lack”  จึงไม่ต้องเติม  “S”   ดูเพิ่มเติมจากประโยคข้างล่าง

                 ตัวอย่างที่ ๑

-    Do you know which part of the country ______________ rain?

(คุณรู้ไหมว่าส่วนไหนของประเทศ _______________________ ฝน)

(a) is lacking of

(b) lacks of

(c) is in lack of   (ขาดแคลน)

(d) is lacked of

ตอบ  -  ข้อ   (c)  หรืออาจตอบว่า  “Is lacking”  หรือ  “Lacks”  ก็ได้   สำหรับโครงสร้างอื่นๆ ของ “Lack” ดูจากประโยคตัวอย่างข้างล่าง

               ตัวอย่างที่ ๒

-  He made that mistake because he ________________ experience.

(เขาทำความผิดนั้น  เพราะว่าเขา ____________________ประสบการณ์)

(a) was lack of

(b) was in lacked of

(c) lacked of

(d) lacked   (ขาด, ขาดแคลน, ปราศจาก, ไม่มี, การขาดแคลน, ความไม่มี, ความไม่เพียงพอ)

ตอบ   -   ข้อ  (d)  หรืออาจใช้   “was in lack of”  ก็ได้  เนื่องจาก  “Lack” เป็นทั้งคำกริยาและคำนาม  เมื่อเป็นคำกริยา  ตามด้วยกรรมเลย  ไม่ต้องมี  “Of” แต่เมื่อใช้เป็นคำนาม  ต้องตามด้วย  “Of”  และต่อด้วยกรรม   ดังประโยคตัวอย่าง

           - They lacked confidence to go on with the project.

(พวกเขาขาดความเชื่อมั่นที่จะดำเนินโครงการต่อไป)

           - The contract lacks a signature of both parties.

(สัญญาขาดลายเซ็นของทั้ง ๒ ฝ่าย)

              - Many poor nations lack raw materials for the production of their goods. 

(ประเทศยากจนจำนวนมากขาดแคลนวัตถุดิบสำหรับการผลิตสินค้าของตน)

            - I hated the lack of privacy in the dormitory.

(ผมเกลียดการขาดความเป็นส่วนตัวในหอพัก)

         - He was not a stern man at all, in spite of his lack of humor.

(เขามิใช่คนที่เข้มงวด-เคร่งครัดเลย  หรือมิใช่ไม่ยอมผ่อนผันเลย   ทั้งๆที่ขาดอารมณ์ขัน  -  คือเป็นคนอะลุ้มอล่วย  ทั้งๆที่ขาดอารมณ์ขัน)

           - Lack of proper funding is making our job more difficult.

(การขาดแคลนการอุดหนุนเงินที่เหมาะสม  กำลังทำให้งานของเรายากลำบากยิ่งขึ้น)

           - His department was shut down for lack of funds.

(แผนกของเขาถูกปิดลง  เนื่องจากขาดแคลนเงินทุน)

9. A: _____________________?

B: Through that window.

(B: ทางหน้าต่างบานนั้น)

(a) Did you go through that window   (คุณเข้ามาทางหน้าต่างบานนั้นใช่ไหม)

(b) Which window was that   (นั่นคือหน้าต่างบานไหน)

(c) Did you get in here   (คุณเข้ามาที่นี่หรือเปล่า)

(d) How did you get in here   (คุณเข้ามาในนี้ได้อย่างไร)

ตอบ   -   ข้อ   (d)  เนื่องจากคำถามและคำตอบมีใจความรับกัน

10. When things go wrong, they always blame me and expect me ____________ them right.

(เมื่อสิ่งต่างๆดำเนินไปอย่างผิดพลาด  พวกเขาตำหนิผมเสมอ  และคาดหวังให้ผม _____________ สิ่งต่างๆเหล่านั้นให้ถูกต้อง)

(a)   putting

(b) to put   (แก้ไข, ทำ)

(c) put

(d) to putting

ตอบ   -   ข้อ   (b)  เนื่องจาก   “Expect +  กรรม + To + Verb 1” (Expect + me + to + put)  ดูเพิ่มเติมจากประโยคข้างล่าง

                  ตัวอย่างที่ ๑

-    We don’t allow anyone _______________ in this pond.

(เราไม่อนุญาตให้ใครก็ตาม ____________________ ในสระน้ำนี้)

(a) swim

(b) swimming

(c) to swim   (ว่ายน้ำ)

(d) for swimming

ตอบ   -   ข้อ  (c)  เนื่องจาก  “Allow + กรรม + to + Verb 1

                 ตัวอย่างที่ ๒

-  He told one of the men _____________ with his back against the wall. 

(เขาบอกชายคนหนึ่งให้ __________________โดยเอาหลังชิด (หรือพิง) กำแพง)

(a) turn and sit

(b) to turn and sit   (หันมาและนั่ง)

(c) turned and sat

(d) turning and sitting

ตอบ   -   ข้อ  (b)  เนื่องจาก  “Subject + tell + กรรม  + to + Verb 1” กล่าวคือกริยาที่อยู่หลังกรรมรอง  (บุคคลหรือสิ่งของ)  ของคำกริยาต่อไปนี้  จะต้องเป็นรูป  “Infinitive with to” (To + Verb 1 ) เสมอ  ได้แก่  “Expect  (คาดหวัง), Want, Cause  (เป็นเหตุให้),  Force  (บังคับ), Compel  (บังคับ),  Invite, Advise,  Instruct, Persuade  (ชักชวน),  Allow,  Permit,  Encourage  (กระตุ้น),  Press, Warn  (เตือน),  Order  (สั่ง),  Request,  Tempt  (ยั่วยวน, ล่อใจ),  Teach,  Tell,  Oblige  (ผูกมัด, บังคับให้ต้อง)”  ตัวอย่างประโยค เช่น

-         We ordered him to leave.

(เราสั่งให้เขาไปซะ)

-         She forced her servant to finish the work by noon.

(เธอบังคับให้สาวใช้ทำงานให้เสร็จในตอนบ่าย)

-         They invited her to go to their party.

(พวกเขาเชิญเธอไปร่วมงานเลี้ยง)

-         The teacher instructed him to study hard.

(ครูแนะนำเขาให้ขยันเรียน)

-         I told him to play outside.

(ผมบอกให้เขาไปเล่นข้างนอก)

-         She taught him (how) to cook.

(หล่อนสอนเขา (วิธี) ปรุงอาหาร)

-         We encouraged her to fight against cancer.

(พวกเราให้กำลังใจเธอต่อสู้กับมะเร็ง)

-         The flood caused the train to move slowly.

(น้ำท่วมเป็นเหตุให้รถไฟเคลื่อนไปอย่างช้าๆ)

-         She requested him to buy her a new dress.

(เธอขอร้องเขาให้ซื้อเสื้อผ้าชุดใหม่ให้เธอ)

-         The manager advised his staff to work harder.

 (ผู้จัดการแนะให้สตาฟของเขาทำงานให้หนักขึ้น)

11. The cattle moved off quickly, stopping _______________ to eat some grass.

(เหล่าวัวควายเคลื่อนที่ต่อไปอย่างรวดเร็ว  หยุด ___________________ เพื่อกินหญ้า)

(a) nowadays   (เดี๋ยวนี้, สมัยนี้, ปัจจุบันนี้)

(b) here and there   (ที่นี่บ้าง  ที่นั่นบ้าง  หรือ  ตรงนี้บ้าง  ตรงโน้นบ้าง)

(c) here and now   (ที่นี่และเดี๋ยวนี้)

(d) probably   (บางที, อาจจะ)

12. Any person who calls himself _______________ would never speak to a lady like that.

(บุคคลใดก็ตามผู้ซึ่งเรียกตัวเองว่า _________________ จะไม่พูดกับสุภาพสตรีเช่นนั้น)

(a) gentlemen

(b) gentleman

(c) the gentleman

(d) a gentleman   (สุภาพบุรุษ)

ตอบ   -   ข้อ   (d)  สำหรับวลีที่ใช้กับ  “A”  และ  “An”  ได้แก่   “Take a seat”  (นั่ง),  “Take a break”  (พัก, หยุดพัก),  “Take a back seat”  (ยอมเป็นผู้ตาม, เป็นช้างเท้าหลัง),  “Take a good look”  (มองให้เต็มตา),  “Take a good picture”  (ถ่ายรูปสวย, ถ่ายรูปขึ้น),  “Take a bad picture”  (ถ่ายรูปไม่สวย, ถ่ายรูปไม่ขึ้น),  “Take a hand in”  (มีส่วนร่วม, ช่วยเหลือใน),  “Take a stand”  (ประกาศความสำคัญของตนเอง, ประกาศจุดยืน),  “Have a habit of”  (มีนิสัยชอบ), “It is a pity” (น่าสงสาร, น่าเสียดาย), “…..In a position to…..”  (อยู่ในฐานะที่จะ), “On an average”  (โดยเฉลี่ย), “Keep up a correspondence with…….”  (มีจดหมายโต้ตอบกับ), “Take a person at his word  (เชื่อคำพูดคนๆนั้น),  “Once in a while  (เป็นครั้งคราว, เป็นบางโอกาส),  “Once in a blue moon”  (นานทีปีหน, นานๆครั้ง),  “Once upon a time”  (กาลครั้งหนึ่งนานมาแล้ว),  “Have a walk”  (เดิน),  “Have a haircut”  (ตัดผม), “Have an idea”  (มีความคิด),  “Take (Have) a bath”  (อาบน้ำ),  “Take a shower”  (อาบน้ำ),  “Make (Give) a speech”  (กล่าวสุนทรพจน์),  “Give a bath”  (อาบน้ำให้),  “Make a change”  (เปลี่ยนแปลง),  “Make an exchange”  (แลกเปลี่ยน),  “Give (Express) an opinion”  (แสดงความคิดเห็น),  “Give an idea”  (ให้ความคิด),  “Give a kiss”  (จูบ),  “Take a pride”  (ภาคภูมิใจ),  “Take a rest”  (พักผ่อน),  “Do a favor”  (ช่วยเหลือ),  “Give an answer”  (ตอบ),  “Make a decision”  (ตัดสินใจ),  “Come to a decision”  (ตกลงใจ, ตัดสินใจ),  “Make a suggestion”  (แนะนำ),  “Make a statement”  (กล่าว, พูด),  “Make an announcement”  (ประกาศ),  “Make a discovery”  (ค้นพบ),  “Make a choice”  (เลือก),  “Make a good doctor”  (เป็นหมอที่ดี),  “Make you a good secretary”  (เป็นเลขานุการที่ดีของคุณ),  “Go for a walk”  (ไปเดินเล่น),  “Go for a drive”  (ไปขับรถ), “Have a headache”  (ปวดหัว),  “Have a cough”  (มีอาการไอ),  “Have a cold”  (เป็นหวัด),  “Have a toothache”  (ปวดฟัน), “Have an earache”  (เจ็บหู, ปวดหู),  “Have a sore throat”  (เจ็บคอ),  “Have a pain”  (มีความเจ็บปวด),  เป็นต้น  

              นอกจากนั้น  ยังใช้ “A, An” ในวลีต่อไปนี้   “All of a sudden”  (ทันใดนั้น), “Tell a lie”  (พูดปด, โกหก), “Take a look at”  (จ้องมองไปที่), “For a long time”  (เป็นเวลานาน), “Take a trip”  (เดินทาง), “Be at a loss”  (งุนงง, ทำอะไรไม่ถูก), “On a large scale”  (อย่างมากมาย, อย่างใหญ่โต), “At a premium”  (มีราคาสูง), “Make it a rule”  (ตั้งเป็นกฎ), “As a matter of fact”  (อันที่จริงแล้ว), “Have a good time”  (สนุก), “In a hurry”  (รีบเร่ง), “It is a shame.”  (น่าละอาย), “Make a mistake”  (ทำผิด), “Have an opportunity”  (มีโอกาส), “At a discount” (ลดราคา), “May I borrow your pen for a minute?”  (ผมขอยืมปากกาคุณสักประเดี๋ยวได้ไหมครับ),   เป็นต้น

13. When I say “I haven’t the least idea”, I mean _______________.

(เมื่อผมพูดว่า  “ผมไม่ทราบแม้สักนิดเดียว”  ผมหมายความว่า _____________ )

(a) I can’t think now   (ผมไม่สามารถคิดได้ในขณะนี้)

(b) I can’t form any ideas   (ผมไม่สามารถสร้างไอเดียได้เลย)

(c) I really don’t know   (ผมไม่ทราบจริงๆ)

(d) I know very little about that   (ผมรู้น้อยมากเกี่ยวกับเรื่องนั้น)

14. The blast is _______________ serious explosion in Germany in five days.

(การระเบิดเป็นการระเบิดที่รุนแรง ___________________  ในเยอรมันนี  ในช่วงเวลา  ๕  วัน)

(a) four

(b) the four

(c) the fourth   (ครั้งที่  ๔)

(d) fourth

ตอบ   -   ข้อ   (c)  เมื่อเป็น   “ลำดับที่”  ต้องใช้  “The fourth

15. Is it lawful to lend money ______________ interest?

(มันถูกต้องตามกฎหมายหรือไม่  ที่ให้กู้ยืมเงิน _________________ ดอกเบี้ย)

(a) at   (โดยคิด)

(b) in

(c) by

(d) on

ตอบ   -   ข้อ   (a)  “At interest”  =  “โดยคิดดอกเบี้ย”   สำหรับวลีที่ใช้   “At” ได้แก่   “at pains”  (ใช้ความพยายามเป็นพิเศษ)  -  At pains to make a good impression, she was prompt for her appointment.  (โดยใช้ความพยายามเป็นพิเศษที่จะสร้างความประทับใจ  เธอรวดเร็วสำหรับการนัดหมาย  -  คือมาถึงที่นัดหมายตรงเวลา) ,  “at stake”  (ไม่แน่นอน, อยู่ในภาวะที่เสี่ยง)  -  The team played hard because the championship of the state was at stake.  (ทีมเล่นอย่างสุดฝีมือ  เพราะตำแหน่งแชม เปี้ยนของรัฐไม่แน่นอน  หรืออยู่ในภาวะเสี่ยง  -  คือ  ขึ้นอยู่กับผลลัพธ์ของการแข่งขัน  ไม่รู้ว่าจะแพ้หรือชนะ  และจะได้เป็นแชมป์หรือไม่),  “at the same time”  (ในเวลาเดียวกัน),  “at the mercy of  (= at one’s mercy)  (อยู่ในอำนาจของ, ขึ้นอยู่กับความเมตตากรุณาของ)  -  The picnic was at the mercy of the weather.  (การปิ๊คนิกขึ้นอยู่กับความเมตตาของดินฟ้าอากาศ  -  คือจะต้องเลื่อนไปถ้าเกิดฝนตก),  “good at”  (เก่ง)  “at a high speed” = {(บินหรือวิ่ง)  ด้วยความเร็วสูง} “sit at a table”  (นั่งที่โต๊ะ)  “land at a small airport” (ร่อนลงที่สนามบินเล็กๆ)  “at both ends”  (ที่ปลายทั้ง ๒ ข้าง)  “a knock at the door”  (การเคาะที่ประตู)  “at a beach club” (ที่สโมสร ณ ชายหาด)  “at a funeral” (ที่งานศพ)“at a press conference”  (ที่การให้สัมภาษณ์หนังสือพิมพ์)  “at a high school dance”  (ที่งานเต้นรำของโรงเรียน)“at the office” (ณ ที่ทำงาน)  “at breakfast” (เมื่อเวลาอาหารเช้า)  “to stare at a garage roof”  (จ้องมองไปที่หลังคาโรงรถ)  “to wave down at him” (โบกมือให้เขา)  “to throw petals at his car” (โยน – โปรย – กลีบดอกไม้ที่รถของเขา)   “at a distance”  (ในระยะไกล)  “at a standstill”  (หยุดชะงัก, หยุดนิ่งอยู่กับที่)  “at risk”  (เสี่ยง), “at 10:00 a.m.”  (ตอน ๑๐ โมงเช้า)  “at dawn” (ตอนรุ่งอรุณ)  “at once”  (โดยทันทีทันใด)  “at his wit’s end”  (เขาหมดปัญญา, จนปัญญา, ไม่รู้จะทำอย่างไรดี)   “at loose ends”  (ไม่มีอะไรทำ, ไม่มีงานทำ, ไม่รู้จะทำอะไร ดี, ยังไม่แน่ใจว่าจะทำอะไรต่อไป, ยังไม่ตัดสินใจ)  “at a later stage”  (ในระยะหรือขั้นตอนต่อไป)  “to speak at great length”  (พูดเสียอย่างยืดยาว)  “at a time of high unemployment”  (ณ ช่วงเวลาที่มีการว่างงานสูง)  “to start work at sixteen”  (เริ่มทำงานตอนอายุ ๑๖)  “to die at eighty-three”  (ตายเมื่ออายุ ๘๓)   “to grow at an astonishing rate” (เติบโตในอัตราที่น่าพิศวง)   “to buy or sell it at $ 100”  (ซื้อหรือขายที่ราคา ๑๐๐ เหรียญ)   “at 100 miles per hour”  (ที่ ๑๐๐ ไมล์ต่อชั่วโมง)  “the radio playing at full volume”  (วิทยุเปิดสุดเสียง)  “to set a pass mark at 60 percent”   (ตั้งคะแนนผ่านที่ ๖๐ เปอร์เซ็นต์)   “to work harder at his thesis”   (ขยันมากขึ้นกับวิทยานิพนธ์)  “to aim at bringing down the inflation rate”  (มีเป้าหมายเพื่อลดอัตราเงินเฟ้อ)   “to go at the invitation of his neighbors”   (ไปเพราะการเชื้อเชิญของเพื่อนบ้าน)  “to leave at the director’s command”  (จากไปเพราะคำสั่งของผู้อำนวยการ)  “at liberty” (มีอิสรเสรีที่จะทำอะไร, มิได้ถูกขัดขวางหรือหยุดยั้ง)   “to be at war” (ทำสงคราม)  “to put his life at risk” (ทำให้เขาต้องเสี่ยงชีวิต)   “to read at random”  (อ่านแบบสุ่มๆ – คือไม่เฉพาะเจาะจง)  “at gun point” (โดยเอาปืนจี้หัว)  “to fly at their expense” (บินไปโดยค่าใช้จ่ายของพวกเขา)   “to be at her best” (อยู่ในช่วงที่ดีที่สุดของเธอ)  “at a guess”  (โดยการเดาหรือทาย)  “at a rough estimate”  (โดยประมาณการอย่างคร่าวๆ)   “good at swimming”  (ว่ายน้ำเก่ง)   “clever at mathematics” (เก่งคณิตศาสตร์)   “bad at cooking”  (ปรุงอาหารไม่เก่ง)  “an expert at shooting”  (เป็นผู้เชี่ยวชาญด้านการยิงปืน)   “be delighted at the success”  (ปลาบปลื้ม-ยินดี กับความสำเร็จ)  “feel sorry at his dismissal” (รู้สึกเสียใจกับการถูกไล่ออกของเขา)  “feel glad at a new job”  (รู้สึกดีใจกับงานใหม่)  “at first”  (ในตอนแรก)  “at last”  (ในที่สุด)  “at least”  (อย่างน้อยที่สุด)  “at leisure”  (มีเวลาว่าง, ไม่ได้ทำงาน, ไม่ได้มีงานยุ่ง)  “at length”  (อย่างละเอียด, อย่างเต็มที่, ในที่สุด)   “at most, at the most”  (อย่างมากที่สุด)   “at loggerheads”  (ทะเลาะกัน, ต่อสู้กัน, เป็นปฏิปักษ์ต่อกัน)  “at present”  (ในปัจจุบัน)  “at the same address” (ณ ที่อยู่เดิม)   “at 33 Albert Street”  (บ้านเลขที่ ๓๓ ถนนอัลเบิร์ต)  “at the hairdresser’s”  (ที่ร้านทำผม)  “at church”  (ที่โบสถ์ – ไปทำพิธี)  “at home”  (ที่บ้าน)  “to be at work”  (กำลังทำงานหรือยุ่งอยู่กับกิจกรรมอะไรบางอย่าง, สถานการณ์หรือกระบวนการที่กำลังมีผลกระทบหรืออิทธิพล)   “at school”  (ที่โรงเรียน)   “at college”  (ที่มหาวิทยาลัย)   “arrive at the airport” (มาถึงที่สนามบิน)  “at night” (ตอนกลางคืน)  “at Easter”  (ช่วงเทศกาลอีสเตอร์)   “at the weekend”  (ตอนสุดสัปดาห์)  “I don’t understand it at all.”  (ผมไม่เข้าใจมันเลย)   “I can hardly hear you at all.”  (ผมแทบจะไม่ได้ยินเสียงคุณเลย  –  เสียงคุณแผ่วเบามาก)   “It is not at all likely he will come.”  (แทบจะเป็นไปไม่ได้เลยที่เขาจะมา  -  คือมีโอกาสเกิดขึ้นน้อยมาก)   “Can it be done at all?”   (มันจะสามารถทำได้ไหมนี่)  “She will walk with a limp, if she walks at all.”  (เธอจะต้องเดินขากระเผลก-ขาเป๋  ถ้าเธอยังเดินได้  -  หมายถึงเธออาจจะเดินไม่ได้อีกเลย)    “at all costs”  (ไม่ว่าจะต้องเสียเงิน เวลา หรือความพยายามเพียงใด   “Carl is determined to succeed in his new job at all costs.”   (คาร์ลมุ่งมั่นที่จะประสบความสำเร็จในงานใหม่ของเขา  โดยไม่สนใจว่าจะต้องทำงานหนักเพียงใด)   “Regardless of the results, Mr. Jackson intended to save his son’s eyesight at all costs.”   (โดยไม่คำนึงถึงผลลัพธ์  มิสเตอร์แจ๊คสันตั้งใจที่จะรักษาสายตาของลูกชายตน  ไม่ว่าจะต้องใช้เวลาหรือเงินมากมายเพียงใด)   “at a loss”  (ในสภาพที่ไม่แน่นอน, ไม่รู้อะไรเลย, งุนงงสับสนไปหมดจนทำอะไรไม่ถูก, จนปัญญา)  “A good salesman is never at a loss for words.”  (นักขายที่ดีไม่เคยจนปัญญาที่จะพูดเพื่อขายสินค้า  -  คือมีเรื่องพูดมากมายเพื่อโฆษณาสินค้าของตน)  “When Don missed the last bus, he was at a loss to know what to do.”  (เมื่อดอนตกรถเมล์เที่ยวสุดท้าย  เขางุนงงสับสนจนไม่รู้ว่าจะทำอย่างไร  -   คือไม่รู้ว่าจะหาทางกลับบ้านอย่างไร)  “at anchor” (แอ๊ง-เคอะ  -  จอดลอยลำทอดสมออยู่)  “at any rate”  (อย่างไรก็ตาม, อย่างไรก็ดี)   “keep him at arms length” (ไม่คบค้าสมาคมกับเขา, ไม่ทำตัวสนิทสนมกับเขา)   “at a snail’s pace”  (อย่างเชื่องช้าอืดอาด, คืบหน้าไปทีละหน่อยเหมือนหอยทาก)   “one at a time”  {(เข้ามาในห้อง, ขึ้นรถเมล์)  ทีละคน}   “run up the steps two at a time”  (ขึ้นบันไดทีละ ๒ ขั้น)  “at best, at the best”  (อย่างดีที่สุด)  “at ease”  (สบาย, ไม่มีความเจ็บปวดหรือสิ่งรบกวน)   “at every turn”  (ทุกครั้ง, ตลอดเวลา)   “at fault”  (ถูกตำหนิ, รับผิดชอบต่อความผิดพลาดหรือความล้มเหลว)   “at first glance, at first sight”  (เมื่อแรกเห็น, หลังจากมองครั้งแรกอย่างรวดเร็ว)   “at hand, at close hand”  (อยู่ใกล้ตัว, เอื้อมถึงได้ง่าย, กำลังจะมาถึงเร็วๆนี้)    “at large” {(คนร้าย) ยังลอยนวล, ยังจับตัวไม่ได้}  เป็นต้น 

16. A: Are we on the right road?

(A: เรามาถูกถนนหรือเปล่านี่)

B: ____________________.

(a) I hope not   (ผมหวังว่าไม่)

(b) I think so   (ผมคิดว่ามาถูกครับ)

(c) I’m afraid you’re right   (ผมเกรงว่าคุณถูกแล้วละ)

(d) Do only what is right   (จงทำเฉพาะในสิ่งที่ถูกต้อง)

ตอบ   -   ข้อ  (b)  เพราะได้ความหมายดีที่สุด  และคำพูดของ  ๒  คน รับกัน

17. A: This is the best solution to the problem.

(A: นี่เป็นวิธีแก้ปัญหาที่ดีที่สุด)

B: ________________________.

(a) What’s wrong with that?   (นั่นเป็นอะไรไปล่ะ  หรือ เกิดอะไรขึ้นกับสิ่งนั้น)

(b) Every problem is like this   (ปัญหาทุกอย่างก็เหมือนเช่นนี้แหละ)

(c) What makes you so sure?   (อะไรทำให้คุณมั่นใจเช่นนั้น)

(d) Nobody likes to solve difficult problems   (ไม่มีใครชอบแก้ปัญหายากๆ หรอก)

ตอบ   -   ข้อ   (c)  เนื่องจากข้อความที่ทั้ง  ๒  คนพูดรับกัน

18. The atoms-for-peace program is aimed at making the world _____________ place to live in.

(โครงการปรมาณูเพื่อสันติ  มีจุดมุ่งหมายเพื่อทำให้โลกเป็นสถานที่ที่ _________________สำหรับอยู่อาศัย)

(a) a best   (ดีที่สุดแห่งหนึ่ง)

(b) best   (ดีที่สุด)

(c) a better   (ดีขึ้น)

(d) the better

ตอบ   -   ข้อ   (c)  เนื่องจากมิได้มีการชี้เฉพาะเจาะจงลงไป  จึงไม่ใช้ข้อ  (d) ส่วนอีกคำตอบที่อาจใช้ได้คือ  “the best”  ซึ่งถูกหลักไวยากรณ์  แต่ความหมายสู้   “a better”  ไม่ได้  เพราะโครงการนี้เพียงแต่ทำให้โลกน่าอยู่มากขึ้นเท่านั้น  ไม่ถึงขนาดว่าเป็นสถานที่  “ดีที่สุด”  สำหรับอยู่อาศัย  ข้อนี้จึงไม่มี  Choice  “the best”  มาให้เลือก  (ถ้ามีให้เลือก  ก็อาจตอบข้อนี้ได้)   ส่วน ข้อ  (a)  และ  (b)  ผิดหลักไวยากรณ์

19. He walked quickly ________________ miss the last bus.

(เขาเดินอย่างเร็ว ____________________ ตกรถเมล์เที่ยวสุดท้าย)

(a) so as to not

(b) not so as to

(c) so as not to   (เพื่อมิให้, เพื่อที่จะไม่ต้อง)

(d) so not as to

ตอบ   -   ข้อ   (c)  “So as to” (= In order to)  =   “เพื่อที่จะ”   ส่วน   “So as not to” (= In order not to)  =  “เพื่อที่จะไม่ต้อง”  ตัวอย่างอื่นๆ เช่น

       - He studied hard to (= so as to = in order to) pass the exam.

(เขาเรียนหนังสือหนัก  เพื่อสอบให้ผ่าน)

      - They come to school to (= so as to = in order to) learn.

(พวกเขามาโรงเรียนเพื่อเรียนรู้)

      - She did not come to the party so as not to (= in order not to) meet her ex-boyfriend.

(เธอไม่มางานเลี้ยง  เพื่อจะได้ไม่ต้องพบกับอดีตแฟนเก่า)

(ห้ามใช้  “She did not come to the party not to meet her…………”)

       - We practiced a great deal so as not to (= in order not to) lose the match.

(เราฝึกซ้อมอย่างมากมาย  เพื่อจะได้ไม่แพ้การแข่งขัน)

(ห้ามใช้  “We practiced a great deal not to lose the match.”)

20. A: Would you like a cup of coffee?

(เอากาแฟสักแก้วไหมครับ)

B: ____________________.

(a) Yes, I would   (ครับผมชอบ  หรือ อยาก)

(b) Yes, I do   (ครับ  ผม.................)

(c) No, please   (ไม่ละครับ  ได้โปรดเถอะ)

(d) Yes, please   (เอาครับ  ได้โปรดเถอะ)

ตอบ   -   ข้อ   (d)  เนื่องจากมีหลักว่า  เมื่อมีการเชื้อเชิญให้ดื่ม หรือกิน  ถ้าตอบตกลง  ให้ใช้   “Yes, please”  แต่ถ้าตอบปฏิเสธ  ให้ใช้   “No, thanks”  เสมอ   เนื่องจากถือเป็นความสุภาพ  ที่นิยมใช้กันอย่างแพร่หลาย