หมวดข้อสอบ TOEIC (ตอนที่ 65)

Part V : Sentence Completion   (ส่วนที่ 5 :  การเติมประโยคให้สมบูรณ์)

Choose the best alternative to make a correct sentence.

(จงเลือกข้อที่ดีที่สุดเพื่อทำให้ประโยคมีความถูกต้อง)

1. I am the one who, in spite of your protest, _______________.

(ผมเป็นบุคคลผู้ซึ่ง,  ทั้งๆที่คุณคัดค้าน,  __________________ )

(a) am responsible

(b) is responsible   (รับผิดชอบ)  (ต่อ  โครงการ, การจัดงาน, การวางแผน ฯลฯ)

(c) are responsible

(d) are responsive

ตอบ   -   ข้อ  (b)  เนื่องจากต้องใช้กริยาในประโยคย่อย  (who, in.……..

..............responsible) คือ  “Is” ตาม  “the one”  ซึ่งเป็นเอกพจน์  ทั้งนี้  ให้สังเกตความแตกต่างกับประโยคข้างล่าง

         - It is I who am the leader, not you.

(ผมเป็นผู้นำ (หัวหน้า) นะ,   ไม่ใช่คุณ)  (ต้องใช้กริยา  “am”  ในประโยคย่อย  (who am the leader)  ตาม “I”)

2. In the afternoon we went ________________.

(ในตอนบ่าย  เราไป _____________________ )

(a) to window-shop

(b) to window-shopping

(c) window-shop

(d) window-shopping   (เดินดูสินค้าที่ตั้งโชว์ไว้ในตู้กระจกหน้าร้าน)

ตอบ   -   ข้อ  (d)  “Window-shop” เป็นคำกริยา  หมายถึง  “เดินดูสินค้าที่ตั้งแสดงไว้ในตู้กระจกหน้าร้าน  โดยไม่ได้ซื้อ”   ดูคำอธิบายจากประโยคข้างล่าง

           - Her job is ______________.

(งานของเธอคือ _______________ )

(a) go shopping every morning.

(b) to go shopping every morning.   (การไปจ่ายตลาดทุกๆเช้า)

(c) to go to shop every morning

(d) going to shop every morning

ตอบ   –   ข้อ  (b) เนื่องจากหลังกริยา  “Verb to be”  (is)  ของประโยคต้องการส่วนที่มาเติมให้สมบูรณ์  (Complement)  ซึ่งอาจเป็น  “Infinitive with to” (To + Verb)  หรือ “Gerund” (V. + ing)   ก็ได้  ซึ่งในที่นี้อาจใช้  “To go” หรือ “Going” ได้ทั้งคู่

                   อย่างไรก็ตาม  เมื่อกริยา “Go”หมายถึง  “การออกกำลังกายเพื่อพักผ่อนและความเพลิดเพลิน”  กริยาที่ตามหลัง “Go” จะต้องอยู่ในรูป  “V. + ing”  เสมอเช่น   “go shopping,  go swimming,  go hunting,  go fishing,  go shooting,  go skating,  go skiing,  go climbing,  go diving, etc.”  (แต่ใช้ “do our shopping”– ไปซื้อของ, ไปจ่ายตลาด)   ดังนั้น  ในประโยคข้างบน  จึงต้องตอบข้อ  (b)  หรือไม่ก็ใช้ “going shopping every morning

3. He keeps _______________ the most outrageous things.

(เขา ___________________ ไม่หยุด (ต่อไปเรื่อยๆ) ในสิ่งต่างๆ ที่ทำให้เจ็บแค้นใจ (หรือ เกะกะระราน, รุนแรง) มากที่สุด)

(a) to say

(b) say

(c) saying   (พูด)

(d) having said

ตอบ   -   ข้อ  (c)  กริยา  “Keep” =  (.........ต่อไปเรื่อยๆ, ไม่ยอมหยุด)  ต้องตามด้วย  “Gerund” (Verb + ing)  เช่น  (Keep walking  (เดินต่อไปเรื่อยๆ), Keep reading  (อ่านหนังสือไปเรื่อยๆ),  Keep talking  (คุยไปเรื่อย  ไม่ยอมหยุด   ดูเพิ่มเติมกลุ่มคำกริยาที่ต้องตามด้วย  “Verb + ing”  จากประโยคข้างล่าง

                ตัวอย่างที่ ๑

-       Instead of playing as a small boy, he enjoyed nothing _______________ the farm machines.

(แทนที่จะเล่นเหมือนเด็กเล็กๆ  เขามิได้สนุกเพลิดเพลินกับอะไร _____________ เครื่องจักรกลในไร่นา)

(a)   more to fix

(b)  more than fix

(c) more than fixing   (มากไปกว่าการซ่อมแซม)

(d) more than having fixed

ตอบ   -   ข้อ  (c)   เนื่องจาก   {Enjoy + (nothing more than) + Verb + ing  (Fixing)} 

                ตัวอย่างที่ ๒

-         I can’t help __________________ him in spite of his faults.

(ผมอดไม่ได้ที่จะ ______________________ เขา  ทั้งๆที่เขามีข้อผิดพลาด)

(a) admire

(b) admired

(c) admiring   (ยกย่อง, ชื่นชม)

(d) to admire

ตอบ  -  ข้อ  (c)  เนื่องจาก  “Can’t help + Verb + ing” สำหรับคำกริยาที่ต้องตามด้วย  “Gerund” (Verb + ing)  ได้แก่  “Feel like”  (อยาก, ต้องการ)“Avoid”  (หลีกเลี่ยง),  “Consider” (พิจารณา),  “Suggest”  (แนะนำ),  “Enjoy” (สนุกสนาน),  “Finish”  (ทำเสร็จ),  “Keep  หรือ  Keep on”  (ทำต่อไป),  “Go on”  (ทำต่อไป),  “Insist on”  (ยืนกราน),  “Object to”  (คัดค้าน, ไม่เห็นด้วย),  “Put off”  (เลื่อน, ผัดไป),  “Be opposed to”  (คัดค้าน)“  Appreciate”  (ยกย่อง, เห็นคุณค่า),  “Allow” (อนุญาต), “Permit” (อนุญาต), “Postpone”  (เลื่อนออกไป), Practice”  (ฝึกหัด, ฝึกซ้อม),  “Prohibit”  (ห้าม),   Mind”  (รังเกียจ), “Deny” (ปฏิเสธ),  “Resist”  (ยับยั้ง, ระงับ), “Recall”  (นึกได้, ระลึกได้)“Resent”  (ไม่ชอบ, ไม่พอใจ), “Cannot stand”  (ทนไม่ได้)“Admit” (ยอมรับ),  “Delay” (ประวิงเวลา), “Confess”  (สารภาพ)“Imagine”  (นึกคิด, จินตนาการ)“Cannot help”  (อดไม่ได้, ช่วยไม่ได้),  “Excuse”  (ให้อภัย), “Forgive” (ให้อภัย), “Dislike”  (ไม่ชอบ),  “Miss”  (พลาดโอกาส)“Discuss”  (ประชุมปรึกษาหารือ, อภิปราย, สาธยาย)    ตัวอย่างประโยค   เช่น

-        She enjoys reading novels.    (เธอสนุกสนานกับการอ่านนวนิยาย)

-        I cannot stand listening to his complaints any more.   (ผมทนการฟังข้อร้องเรียนของเขาไม่ไหวต่อไปอีกแล้ว)

-        We could not avoid meeting him.    (เราไม่สามารถหลีกเลี่ยงการพบกับเขา)

-        They enjoyed listening to music.   (พวกเขาสนุกกับการฟังดนตรี)

-         She dislikes talking a lot.   (เธอไม่ชอบการพูดมาก)

-        Jim finished writing a report last night.   (จิมเสร็จสิ้นการเขียนรายงานเมื่อคืนที่ผ่านมา)

-        The man admitted taking the bicycle.   (นายคนนั้นยอมรับว่าเอารถจักรยานไป)

-        She is sorry that she missed meeting you.   (เธอเสียใจว่าเธอพลาดโอกาสการได้พบคุณ)

-        They practice speaking French every day.   (พวกเขาฝึกซ้อมการพูดภาษาฝรั่งเศสทุกวัน)

-        We consider buying a new home.   (เราพิจารณาจะซื้อบ้านหลังใหม่)

-         They allow smoking in this room.   (เขาอนุญาตให้สูบบุหรี่ในห้องนี้ได้)

-        Do you mind opening the window?   (คุณรังเกียจที่จะเปิดหน้าต่างไหมครับ)

-        The teacher suggested working harder. (ครูแนะนำ   (นักเรียน) ให้ขยันมากขึ้น)

                   สำหรับคำคุณศัพท์และวลีที่ต้องตามด้วย  “Verb + ing”  ดูจากประโยคตัวอย่างข้างล่าง

               ตัวอย่างที่ ๓

-  Victor’s car was too badly damaged to be worth ________

__________________.

(รถยนต์ของวิคเตอร์ได้รับความเสียหายมากจนเกินกว่าที่จะคุ้มค่า ____________ )

(a) repaired

(b) repair

(c) to repair

(d) repairing   (การซ่อมแซม)

(e) to be repaired

ตอบ  -  ข้อ  (d)  เนื่องจาก  “To be worth  (คุ้มค่า, ควรค่า) + Verb + ing”  ทั้งนี้   มีคำคุณศัพท์  ๒  ตัว  ที่ต้องตามด้วย  “Gerund” (Verb + ing)  คือ Worth”  (คุ้มค่า, ควรค่า)  และ “Busy” (ยุ่งอยู่กับ)  ดังประโยคข้างล่าง

-         She was busy reading in the library. 

(เธอยุ่งอยู่กับการอ่านหนังสือในห้องสมุด)

-         They are busy preparing for the party.

(พวกเขายุ่งอยู่กับการเตรียมงานเลี้ยง)

-         Lots of things in this shop are worth buying.

(หลายสิ่งในร้านนี้ควรค่า (คุ้มค่า) ต่อการซื้อ)

-         These newspapers are not worth reading.

(หนังสือพิมพ์เหล่านี้ไม่ควรค่าต่อการอ่าน)

                    นอกจากนั้น  ยังมีอีก  ๒  วลี ที่ต้องตามด้วย  “Verb + ing”  คือ  “It is no good”  (ไม่ดีที่จะ)  และ  “It is no use”  (ไม่มีประโยชน์ที่จะ)   เช่น

                - It’s no good crying like a baby.

(ไม่ดีเลยที่จะร้องไห้เหมือนเด็ก)

               - It’s no use talking to him.

(ไม่มีประโยชน์ที่จะคุยกับเขา)

4. I don’t seem _______________ glasses.

(ผมดูเหมือนว่าไม่ _______________________ แว่นตา)

(a) get used to

(b) to get used to wearing   (คุ้นเคย หรือเคยชินกับการสวม)

(c) to get used to wear

(d) getting used to wear

ตอบ   -   ข้อ  (b)  เนื่องจาก  “Seem (ดูเหมือนว่า) + To + Verb 1”  (จึงตัดข้อ  (a)  และ  (d)  ทิ้งไป)  ส่วน  “Get used to (= Be used to)” =   (คุ้นเคย, เคยชิน)  ต้องตามด้วย  “Gerund” (Verb + ing)  เสมอ  เนื่องจาก  ในที่นี้   “To” ถือเป็น   “Preposition”  {จึงเลือกข้อ  (b)} ดูเพิ่มเติม  “Get used to”  (คุ้นเคย, เคยชิน)  และ  “Used to” (เคย)  จากประโยคข้างล่าง

               ตัวอย่างที่ ๑

-   I used ________________ in the north of Thailand.

(ผมเคย _____________________ ทางภาคเหนือของประเทศไทย)

(a) lived

(b) to living

(c) living

(d) to live   (อาศัยอยู่)

ตอบ  -  ข้อ  (d)  เนื่องจาก  “Used to + Verb 1” =  “เคย” (เป็นอดีตเสมอ)    ส่วน  “Be (Get) + Used + To + Verb + ing” “คุ้นเคย, เคยชิน”  (อาจเป็นเรื่องอดีต หรือปัจจุบันก็ได้) 

             ตัวอย่างที่ ๒

-   They will get ______________ English newspapers.

(พวกเขาจะ ________________________ หนังสือพิมพ์ภาษาอังกฤษ)

(a) use to read

(b) used to read

(c) use to reading

(d) used to reading   (คุ้นเคยกับการอ่าน)

ตอบ  -  ข้อ  (d)  เนื่องจาก  “Get used to” หรือ “Be (is, am, are, was, were) used to” =   “คุ้นเคย, เคยชิน”  (เป็นอดีต, ปัจจุบัน  หรือ อนาคต ก็ได้  โดยสังเกตจาก กริยา  “Get”  หรือ  “Be”)   ส่วน  “Used to” “เคย”  (เป็นอดีตเสมอ) 

             ตัวอย่างที่ ๓

-    My grandfather ______________ travel a lot when he was young.

(ปู่ของผม _____________________ เดินทางมาก   เมื่อตอนเขายังหนุ่ม)

(a) is used to   (คุ้นเคยหรือเคยชินกับ)  (ในปัจจุบัน)

(b) was used to   (คุ้นเคยหรือเคยชินกับ)  (ในอดีต)

(c) used to   (เคย)  (เป็นเรื่องในอดีตเสมอ)

(d) was using to

ตอบ   -   ข้อ   (c)  “Used to + Verb 1” =  เคย 

                 ตัวอย่างที่ ๔

-  He got used to ______________.

(เขาคุ้นเคยหรือเคยชินกับ ________________________)  (ในอดีต  โดยสังเกตจากกริยา  “Got)

(a) live in an apartment

(b) have lived in an apartment

(c) living in an apartment   (การอาศัยอยู่ในอพาร์ตเมนต์)

(d) be living in an apartment

ตอบ  –  ข้อ  (c)  เนื่องจาก  “Get (got) used to”  (คุ้นเคย, เคยชิน)  ต้องตามด้วย คำนาม หรือ “Gerund” (Verb + ing)  เพราะในที่นี้  “To” เป็นPreposition” สำหรับ  “Get used to” หรือ  “Be used to(คุ้นเคย, เคยชิน)   จะใช้กับเหตุการณ์ในอดีต  ปัจจุบัน  หรือ  อนาคต  ก็ได้   ดังตัวอย่าง  เช่น

         -We got used to playing football when we were in college.

(เราเคยชินกับการเล่นฟุตบอล เมื่อตอนเราเรียนมหาวิทยาลัย – ปัจจุบันไม่ได้เล่นแล้ว)

         - They get used to eating out because they are not good at cooking.

(พวกเขาคุ้นเคยกับการกินอาหารนอกบ้าน  (ในปัจจุบัน) เพราะปรุงอาหารไม่เก่ง)

         - He is used to getting up late.

(เขาคุ้นเคยกับการตื่นสาย) (ปัจจุบัน)

         - She was used to watching TV late at night.

(เธอคุ้นเคยกับการดูทีวีจนดึกเวลากลางคืน) (อดีต)

         - They are used to cold weather.

(พวกเขาคุ้นเคยกับอากาศเย็น) (ปัจจุบัน)

-  She will get (be) used to (living in) cold weather in the U.S.

soon.

{เธอจะคุ้นเคยกับ (การอาศัยอยู่ใน) อากาศหนาวในสหรัฐในไม่ช้า(เป็นการคาดเดาว่าจะคุ้นเคยในอนาคต

******  สำหรับ  “Used to”  หมายถึง  “เคยทำในอดีต”  ปัจจุบันเลิกทำเช่นนั้นแล้ว  (คือ เป็นเรื่องของอดีตอย่างเดียวเท่านั้น)   ต้องตามด้วยกริยาช่องที่ ๑  (Used to + Verb 1)   ดังตัวอย่าง เช่น

-  He used to go abroad often for his work, but he has changed

jobs and now no longer travels.

(เขาเคยเดินทางไปต่างประเทศบ่อยในเรื่องงาน  แต่เขาได้เปลี่ยนงานมาหลายงาน  และ ในปัจจุบัน  มิได้เดินทางต่อไปอีกแล้ว)  (ปัจจุบัน มิได้เดินทางไปต่างประเทศแล้ว)

-  She used to work in a bank a long time ago.

(เธอเคยทำงานในธนาคารเมื่อนานมาแล้ว)  (ปัจจุบันทำงานที่อื่น)

5. _______________ he tries to hide, the police will find him.

(____(ไม่ว่า)____________  เขาพยายามหลบซ่อน ____(ที่ใด)________ ,  ตำรวจก็จะหาเขาเจอ

(a) Where

(b) No matter where   (ไม่ว่า ______________ ที่ใด)  หรือ  (ไม่ว่าที่ใดที่) (เขาพยายามหลบซ่อน  ตำรวจก็จะหาเขาเจอ)

(c) If

(d) Even

ตอบ   -   ข้อ  (b)  ดูเพิ่มเติมการใช้  “No matter……..” จากประโยคข้างล่าง

        - She is going to be a singer no matter what difficulties she meet.

(เธอจะเป็นนักร้องให้ได้  ไม่ว่าเธอจะต้องพบกับความยากลำบากเพียงใด)

     - Mary wanted to get to school on time, no matter if she went without breakfast.

(แมรี่ต้องการไปโรงเรียนให้ทันเวลา  ไม่ว่าถ้าเธอจะไม่ได้กินอาหารเช้าก็ตาม)

     - No matter how much is for the TV set, she will buy one because her family really needs it.

(ไม่ว่าทีวีจะราคาแพงเท่าใด  เธอก็จะซื้อเครื่องหนึ่ง  เพราะว่าครอบครัวของเธอต้องการมันจริงๆ)

     - He’ll be glad to accompany his girlfriend no matter when she goes swimming.  (หรือ  “no matter where she goes”)

(เขาจะยินดีที่ติดตามแฟนของเขาไป  ไม่ว่าเธอจะไปว่ายน้ำเมื่อใดก็ตาม)  (หรือ  ไม่ว่าเธอจะไปที่ใดก็ตาม)

      - We’ll love you no matter what you do.

(เราจะรักคุณ  ไม่ว่าคุณจะทำอะไรก็ตาม)

      - No matter where she goes, he’ll follow her.

(ไม่ว่าเธอจะไปที่ใดก็ตาม  เขาจะติดตามเธอไป)

      - No matter what you say, I won’t believe you.

(= Whatever you say, I won’t believe you.

(ไม่ว่าคุณจะพูดอย่างไรก็ตาม  ผมไม่เชื่อคุณหรอก)

        - Phone me when you arrive, no matter how late it is.

(= Phone me when you arrive, however late it is.)

(โทรมาหาผมเมื่อคุณมาถึง  ไม่ว่าจะดึก (หรือ สาย) เพียงใดก็ตาม)

        - We’ll always love you, no matter what happens.

(พวกเราจะรักคุณเสมอ  ไม่ว่าจะเกิดอะไรขึ้นก็ตาม)

6. This book is too difficult ______________ any help to the students.

(หนังสือเล่มนี้ยากเกินไป ___________________ ประโยชน์ (ช่วยเหลือ) ใดๆ กับนักเรียน)

(a) to be of   (ที่จะเป็น)

(b) being of

(c) be of

(d) having been of

ตอบ   -   ข้อ  (a)  เนื่องจากเป็นไปตามโครงสร้าง  “Subject + is (are) + too + Adjective + (for someone) + to + Verb 1 (หรือ + Be + วลี)”  เช่น

        - The news is too good (for us) to believe.

(ข่าวนี้ดีเกินไป – สำหรับเรา – ที่จะเชื่อได้)

       - The news is too good to be true.

(ข่าวนี้ดีเกินไปที่จะเป็นจริง)

       - The car is too small to be of any use.

(รถคันนั้นเล็กเกินไปที่จะเป็นประโยชน์ใดๆ)

7. Peter feels that most ______________ are impossible to get along with.

(ปีเตอร์รู้สึกว่า ________________ ส่วนใหญ่  ไม่สามารถ (เป็นไปไม่ได้) ที่จะเข้ากันได้  -  กับลูกเขย)

(a) mothers-in-law   (แม่ยาย หรือ แม่ภรรยา)  (รวมถึงแม่สามีด้วย)

(b) mother-in-laws

(c) mothers in law

 (d) mother in laws

ตอบ   -   ข้อ  (a)  เนื่องจากคำนามผสม ไม่ว่าจะผสมกับบุรพบท (Preposition)  หรือกับคำนาม  เมื่อต้องการทำให้เป็นรูปพหูพจน์  ต้องเติม  s ที่คำนามหลักเท่านั้น  เช่น

เอกพจน์

พหูพจน์

คำแปล

Son-in-law

Sons-in-law

ลูกเขย

Daughter-in-law

Daughters-in-law

ลูกสะใภ้

Father-in-law

Fathers-in-law

พ่อตา, พ่อสามี

Mother-in-law

Mothers-in-law

แม่ยาย, แม่สามี

Step-son

Step-sons

ลูกเลี้ยง (ชาย)

Step-daughter

Step-daughters

ลูกเลี้ยง (หญิง)

Brother-in-law

Brothers-in-law

พี่เขย, น้องเขย

Sister-in-law

Sisters-in-law

พี่สะใภ้, น้องสะใภ้

Looker-on

Lookers-on

ผู้ดู, ผู้ชม

Living-room

Living-rooms

ห้องรับแขก

Looking-glass

Looking-glasses

กระจกส่องหน้า

Passer-by

Passers-by

ผู้ที่เดินผ่านไปมา

Runner-up

Runners-up

ผู้ที่ได้ตำแหน่งรองชนะ

เลิศ  ตั้งแต่ลำดับที่  ๒ – ๑๐

 

8. He died _______________ his own hands.

(เขาตาย ____________________ น้ำมือของตัวเอง)

(a) of

(b) with

(c) from

(d) by   (ด้วย, โดย)

ตอบ   -   ข้อ   (d)  สำหรับวลีที่ใช้กับ  “By”   ได้แก่   “by chance”  (โดยบังเอิญ),

“by mistake”  (โดยการเข้าใจผิด), “by heart”  (โดยการท่องจำ), “by car” (= in a car) (โดยรถยนต์),  “by bus” (= in a bus) (โดยรถประจำทาง),  “by train” (= in a train) (โดยรถไฟ)  “by plane” (= in a plane)  (โดยเครื่องบิน)  “by air”  (โดยทางอากาศ)  “by sea”  (โดยทางทะเล)  “by telephone”  (โดยทางโทรศัพท์)  “by telegram”  (โดยทางโทรเลข)  “by letter”  (โดยทางจดหมาย)  “by trade”  (โดยทางการค้า)  “by radio”  (โดยทางวิทยุ)  “by force”  (โดยใช้กำลัง)  “I know him (them) by name” (ผมรู้จักเขาแต่ชื่อ   -  ไม่เคยพบตัว)  “by himself/herself” (โดยตัวเขา/เธอเอง  ตามลำพัง หรือ ไม่มีใครช่วย)  “by machinery”  (โดยเครื่องจักร)  “by hand” (= with his hands) {(ทำ) ด้วยมือ} “The room is 20 feet by 10 feet.” (ห้องยาว ๒๐ ฟุต กว้าง ๑๐ ฟุต)  “Sugar is sold by the pound/kilogram.” (= by weight){น้ำตาลถูกขายเป็นปอนด์/กิโลกรัม=(ขาย) เป็นน้ำหนัก}  “The road was widened by 5 meters.”  (ถนนถูกขยายออกไปอีก ๕ เมตร)   “remarks by Mr. Schmidt” (คำพูดโดยมิสเตอร์ชมิดท์)  “She was brought up by her aunt.”  (เธอได้รับการอบรม-เลี้ยงดูโดยป้าของเธอ)  “new legislation announced by the government”  (กฎหมายใหม่ประกาศโดยรัฐบาล)  “I was startled by his anger.”  (ผมสะดุ้งตกใจจากความโกรธของเขา)  “by and large” (= on the whole)  (โดยทั่วๆไป, เมื่อพิจารณาทุกด้านแล้ว)  “by mistake”  (โดยการเข้าใจผิด)   “by accident”  (โดยอุบัติเหตุ, โดยมิได้ตั้งใจ) “by degrees”  (ทีละน้อย)  “by the way”  (อ้อ, เอ้อ, อนึ่ง  –  ใช้พูดเกริ่นนำ ก่อนจะเข้าเรื่อง)  “by all means” (โดยแน่นอน)  “by no means”  (ไม่โดยแน่นอน)  “by-pass” (= short cut)  (ทางลัด)  “passer-by”  (ผู้ที่ผ่านไปมา)  “by-gone”  (สิ่งหรือเรื่องที่ผ่านไปแล้ว)  “by-product”  (ผลพลอยได้)  “I will pay by cheque.”  (ผมจะจ่ายเป็นเช็ค)  “read a book by candlelight”  (อ่านหนังสือโดยใช้แสงเทียน)  “by chance”  (โดยบังเอิญ)  “She came in by the back door.”  (เธอเข้ามาทางประตูหลัง)  “I sat by her bed.”  (ผมนั่งข้าง – หรือใกล้ – เตียงของเธอ)  “by 1960”  (ราวๆ ปี ๑๙๖๐)  “By the time I went to bed, I was absolutely exhausted.”  (ราวๆเวลาที่ผมเข้านอน  ผมเหน็ดเหนื่อยโดยสิ้นเชิง)  “He is rich by Chinese standards.”  (เขาร่ำรวย  โดยมาตรฐานของชาวจีน)  “She was standing by herself in a corner of the room.”  (เธอกำลังยืนอยู่ตามลำพัง – คนเดียว – ที่มุมห้องด้านหนึ่ง)  “I think I could manage by myself.” (ผมคิดว่าผมสามารถทำสำเร็จด้วยตัวของผมเอง  –  โดยไม่ต้องมีคนคอยช่วยเหลือ)  “Twelve divided by three is four.”  (๑๒ หารด้วย ๓ เหลือ ๔)  “Multiply the amount by three.”  (จงคูณจำนวนนั้นด้วย ๓)   “Cars are now made by the million.”  (รถยนต์ในปัจจุบันได้รับการผลิตเป็นล้านๆคัน)  “one by one” (ทีละคน)  “year by year”  (แต่ละปี)   “She took him by the hand.”  (เธอจับมือเขา)   “Hold it by the handle!”  (จงถือมันไว้ที่ด้าม หรือมือจับ)  “Her salary went up by half.”  (เงินเดือนของเธอขึ้นไปครึ่งหนึ่ง)  “The economic growth increased by 10 %.”  (เศรษฐกิจเติบโต ๑๐ เปอร์เซนต์)  “They are Buddhists by birth, not by practice.”  (พวกเขาเป็นชาวพุทธโดยกำเนิด  มิใช่โดยการปฏิบัติ  –  ศาสนกิจ)  “By night, a number of animals seek their preys, while by day, they tend to sleep.”  (ระหว่างกลางคืน  สัตว์จำนวนมากเสาะหาเหยื่อ  ในขณะที่ตอนกลางวัน   พวกมันมักจะนอน)  “walk side by side”  (เดินเคียงข้างกัน)  “walk hand in hand”  (เดินจูงมือกัน)  “by-election”  (การเลือกตั้งซ่อม)  “by comparison”   (โดยการเปรียบเทียบ)    เป็นต้น

9. They do not approve ________________ women smoking.

(พวกเขาไม่เห็นด้วย ___________________ ผู้หญิง (ที่) สูบบุหรี่)

(a) in

(b) on

(c) of   (กับ)

(d) with

ตอบ   -   ข้อ   (c)  สำหรับคำกริยา,  คุณศัพท์  หรือ  วลีที่ใช้กับ  “Of”  ได้แก่

“In charge of”  (ดูแล, รับผิดชอบ), “inform someone of something”  (บอกใครเกี่ยวกับเรื่องอะไร)  -  Please inform me of your decision.  (โปรดบอกผมเกี่ยวกับการตัดสินใจของคุณ),   “of age”  (โตพอที่จะทำอะไรบางอย่าง, อายุมากพอที่จะลงคะแนนเลือกตั้งหรือซื้อเหล้า-เบียร์, ได้รับการพัฒนาอย่างเต็มที่)  -  Mary will be of driving age on her next birthday  (แมรี่จะถึงวัยที่ได้รับอนุญาตให้ขับรถได้  ในวันเกิดของเธอปีหน้า),  “of course”  (แน่นอน, ไม่ต้องสงสัยเลย, เป็นเรื่องธรรมดา, เหมือนที่คาดหวังไว้)  -  Of course you know that girl; she is in your class  (แน่นอน  คุณรู้จักเด็กผู้หญิงคนนั้น  เธอเป็นเด็กนักเรียนของคุณ  -  หรือ เธอเรียนอยู่ในชั้นเดียวกับคุณ  –  คือเป็นเพื่อนคุณ),  “remind someone of”  (เตือนใครให้นึกถึงเรื่อง.........)  -  She reminded me of her mother.  (เธอเตือนให้ผมนึกถึงแม่ของเธอ  -  ด้านรูปร่างหน้าตาหรือนิสัยใจคอ),  “approve”  (อนุมัติ, เห็นชอบ),  “boast”  (คุยโม้), “think”  (คิดถึงเรื่อง),  “warn”  (เตือน),   “accuse someone of”  (กล่าวหาใครในเรื่อง..........)  -  They accused him of stealing their car.  (พวกเขากล่าวหาเขาว่าขโมยรถยนต์),  “suspect”  (สงสัย),  “consist”  (ประกอบด้วย),  “be composed of”  (ประกอบด้วย)  -  Our team is composed of a number of experts in several fields.   (ทีมของเราประกอบด้วยผู้เชี่ยวชาญจำนวนมากจากหลายสาขา),  “dream”  (ฝัน)  -  She never dreams of traveling abroad.  (เธอไม่เคยฝันว่าจะเดินทางไปต่างประเทศ),  “hear”  (ได้ยิน),  “beware”  (ระวัง),  “complain”  (บ่น, ร้องทุกข์)  -  They never complain of their hardship.  (พวกเขาไม่เคยบ่นอุทธรณ์ความยากลำบากเลย),  “convince”  (ทำให้เชื่อ),  “disapprove”  (ไม่อนุมัติ, ไม่เห็นด้วย),  “assure”  (รับรอง),  “cure”  (รักษาให้หายจากโลก),  “smell”  (ได้กลิ่น),  “full”  (เต็มไปด้วย)  - The street was full of water.   (ถนนเจิ่งนองไปด้วยน้ำ), “fond”  (ชอบ, หลงใหล)  -  She is fond of music.  (เธอชอบดนตรี), “careful”  (ระวัง, รอบคอบ), “frightened”  (ตกใจกลัว)  -  She is frightened of the dark.  (เธอกลัวความมืด), “confident”  (มั่นใจ)  -  You should be confident of yourselves.  (พวกคุณควรมั่นใจในตนเอง), “short”  (ขาดแคลน)  -  They were short of food and water.  (พวกเขาขาดแคลนอาหารและน้ำ), “tired”  (เบื่อ, เหนื่อย), “sure”  (มั่นใจ), “aware”  (ตระหนัก, รู้ดี), “certain” (มั่นใจ, แน่นอน), “free”  (ยกเว้น), “proud”  (ภูมิใจ), “hopeful”  (มีความหวัง), “glad”  (ดีใจ), “capable”  (สามารถ), “ashamed”  (ละอายใจ), “suspicious”  (สงสัย, ระแว), “tolerant”   (อดทนต่อ, ใจกว้างต่อ), “considerate”  (เกรงใจ), “ignorant”  (ไม่รู้), “convinced”  (เชื่อ), “ahead”  (ล่วงหน้า), “shy”  (อาย, ละอาย), “conscious”  (รู้สึกถึง), “jealous”  (อิจฉา, หึงหวง), “envious”  (อิจฉา, หึงหวง),  “a cup of tea”  (ชา ๑ ถ้วย),  “a sheet of paper”  (กระดาษ ๑ แผ่น),  “a number of dogs”  (หมาจำนวนมาก),“the number of students”  (จำนวนนักเรียน),  “a pair of trousers”  (กางเกงขายาว ๑ ตัว), “millions of dollars”  (เงินหลายล้านดอลล่าร์),  “two gallons of water”  (น้ำ ๒ แกลลอน),  “10% of the population”  (๑๐ เปอร์เซนต์ของประชากร),  “a town of 2,000 people”  (เมืองที่มีประชากร ๒,๐๐๐ คน),  “Half of the boats sank.”  (เรือจำนวนครึ่งหนึ่งจมลง),  “a bag of gold”  (ทองถุงหนึ่ง),  “at a rate of 20 dollars a day”  (ในอัตรา ๒๐ เหรียญต่อวัน),  “a boy of sixteen”  (เด็กอายุ ๑๖ ปี),  “at the age of five”  (ตอนอายุ ๕ ขวบ),  “a baby of 6 months”  (ทารกอายุ ๖ เดือน),  “the first of a series of movies”  (ตอนแรกของภาพยนตร์ซีรี่ส์),  “one of the problems”  (หนึ่งในหลายปัญหา),  “two of the three”  ( ๒ ใน ๓),“many of the students”  (นักเรียนหลายคน),  “a meeting of executives”  (การประชุมผู้บริหาร),  “a map of Sweden”  (แผนที่ประเทศสวีเดน),  “a picture of the refugees”  (ภาพของผู้อพยพ),  “an account of the event”  (เรื่องราวของเหตุการณ์),  เป็นต้น

10. A: “Have you ever been to Songkla?”

(คุณเคยไปสงขลาไหม)

B: “______________________.”

 

(a)   It is quite far from Bangkok   (มันอยู่ไกลจากกรุงเทพฯ มากเลย)

(b)  I love traveling   (ผมชอบการเดินทาง)

(c) Only once   (เพียงครั้งเดียวเท่านั้น)

(d) It isn’t too difficult to get there.   (มันไม่ยากเกินไปที่จะไปที่นั่น)

11. A: “Do you mind if I turn on the radio?”

(คุณจะรังเกียจไหม  ถ้าผมจะเปิดวิทยุ)

B: “_______________________ .”

(a)   No, I don’t want to  (ไม่ ผมไม่ต้องการทำอย่างนั้น)

(b)  No, go right ahead   (ไม่ครับ  เชิญ (เปิด) ได้เลย)

(c)   Yes, let’s go to the movie   (ครับ  เราไปดูหนังกันเถอะ)

(d)  I’m sorry to disturb you   (ผมเสียใจที่รบกวนคุณ)

ตอบ   -   ข้อ  (b) เนื่องจากได้ความหมายดีที่สุด

12. You would never think of spending a week in Las Vegas for gambling, _______________?

(คุณไม่เคยนึกถึงเรื่องใช้เวลา  ๑  อาทิตย์ในลาส เวกัส  เพื่อเล่นการพนัน, ______       ___________________)

(a) wouldn’t you

(b) won’t you

(c) would you   (ใช่ไหม)

(d) will you

ตอบ   -   ข้อ   (c)  เนื่องจากประโยคนี้เป็นปฏิเสธอยู่แล้ว  คือมีคำ  “Never”  จึงไม่สามารถเลือก ข้อ  (a)  ได้  เพราะจะเป็นปฏิเสธซ้อน  ในส่วน  “Tag”  จึงต้องใช้รูปบอกเล่า

13. There is also a _____________ local interest in current Western fashions.

(มีความสนใจของท้องถิ่นที่ _________________  ในเรื่องแฟชั่นตะวันตกในปัจจุบัน)

(a) grow

(b) grown

(c) growth

(d) growing   (เพิ่มมากขึ้น)

ตอบ   -   ข้อ   (d)  เนื่องจาก  “local interest”  (ความสนใจของท้องถิ่น)  ทำกริยา  “เพิ่มขึ้น”   ได้เอง  จึงต้องใช้  “growing” {Present participle (Verb + ing)  ซึ่งขยายหน้าหรือหลังคำนามใด  บอกให้รู้ว่านามนั้นเป็นผู้ทำกริยานั้น}

                  สำหรับ “Present participle” (Verb + ing)  ถือเป็นคำคุณศัพท์ประเภทหนึ่ง  จึงสามารถใช้ขยายคำนามได้เหมือนกับคำคุณศัพท์ทั่วๆไป  (โดยอาจอยู่หน้าหรือหลังคำนามที่มันขยาย)   เพื่อที่จะบอกว่า คำนามนั้นเป็นผู้ทำกริยานั้นๆ   (แสดง  “Active voice”)   เช่น

-         Working men are constructing a bridge.

(คนทำงานกำลังก่อสร้างสะพาน)

-         Drinking horses were seen near the bank of the river.

(ม้าที่ดื่มน้ำถูกมองเห็นใกล้ตลิ่งของแม่น้ำ)

-         The mother took good care of her sleeping baby.

(แม่ดูแลทารกที่นอนหลับเป็นอย่างดี)

-           The audience appreciated the good works of the producing team.

(ผู้ชมยกย่อง-ชื่นชมผลงานที่ดีของทีมผู้สร้าง – ภาพยนตร์)

-         The people working in the office are my colleagues.

(ผู้คนที่ทำงานในสำนักงาน  คือเพื่อนร่วมงานของผม)

-         The woman walking across the street is my sister.

(ผู้หญิงที่เดินข้ามถนนเป็นน้องสาวของผม)

-         The man living next door is a bank manager.

(ชายที่อาศัยอยู่บ้านหลังถัดไปเป็นผู้จัดการธนาคาร)

-         The children playing in the field are my neighbors’ kids.

(เด็กๆที่เล่นอยู่ในสนามเป็นลูกของเพื่อนบ้านของผม)

14. You should drive carefully, because accidents _____________ easily.

(คุณควรขับรถอย่างระมัดระวัง  เพราะว่าอุบัติเหตุ _________________ อย่างง่ายดาย)

(a) are occurred

(b) occurring

(c) occur   (เกิดขึ้น)

(d) occurred

ตอบ   -   ข้อ  (c)  เนื่องจากกริยา  “Occur, Happen, Take place” =  (เกิดขึ้น)  ต้องใช้ในรูป  “Active voice”  เสมอ  และประโยคนี้เป็นข้อ แนะนำโดยทั่วไป  จึงถือเป็นเหตุการณ์ปัจจุบัน  จึงต้องใช้กับ  “Present simple tense”  (ไม่เลือก      ข้อ D)

15. ______________ much you may acquire, you will always wish to acquire more.

( _______________ คุณจะได้มามาก __________________, คุณก็จะปรารถนาให้ได้มามากขึ้นอีกอยู่เสมอ)

(a) As long as   (ตราบใดที่, ตราบเท่าที่)

(b) However   (ไม่ว่า                     อย่างไรก็ตาม)

(c) Even   (แม้กระทั่ง)

(d) Whatever   (อะไรก็ตาม)

ตอบ   -   ข้อ   (b)  เนื่องจาก   “However”  (ใช้กับ  ๒  ประโยค หรือ ข้อความที่มีความขัดแย้งกัน)  มีการใช้  ๒  โครงสร้าง คือ

๑.   However (อย่างไรก็ตาม), + Subject + Verb  เช่น

- He is very rich; however, he is never happy.

(เขารวยมาก  อย่างไรก็ตาม  เขาไม่เคยมีความสุข)

- They were lazy; however, they passed the exam.

(พวกเขาขี้เกียจ  อย่างไรก็ตาม  พวกเขาสอบผ่าน)

         ๒. However (ไม่ว่า .............อย่างไรก็ตาม) + Adjective (Adverb) + Subject + Verb

- However beautiful she is, nobody likes her.

(ไม่ว่าเธอจะสวยอย่างไรก็ตาม  ไม่มีใครชอบเธอ)

 

- However rich he is, he is never happy.

(ไม่ว่าเขาจะร่ำรวยเพียงไร  เขาไม่เคยมีความสุข)

- She didn’t pass her exam however hard-working she was.

(เธอสอบไม่ผ่าน  ไม่ว่าเธอจะขยันเพียงไรก็ตาม)

- However quickly we walked, we could not catch the bus.

(ไม่ว่าเราจะเดินเร็วเพียงไรก็ตาม  เราไปไม่ทันรถเมล์)

     - However carefully she walked, she fell down on a slippery road.

(ไม่ว่าเธอจะเดินระมัดระวังเพียงไรก็ตาม  เธอล้มลงบนถนนที่ลื่น)

     - He failed however hard (Adverb) he might try.

(เขาล้มเหลว  ไม่ว่าเขาจะพยายามหนักเพียงไรก็ตาม)

16. The number of Europeans on the road, on the rails or in the air this summer _______________ a record of 120 million, triple the level of 15 years ago. 

(จำนวนของชาวยุโรปบนถนน  บนราง (รถไฟ)  หรือ ในอากาศ (เครื่องบิน)  (หมายถึงที่เดินทางท่องเที่ยว)  ในฤดูร้อนนี้  __________________ สถิติของ  ๑๒๐  ล้านคน  -  เป็น  ๓  เท่าของระดับเมื่อ  ๑๕ ปีมาแล้ว)

(a) have reached

(b) has reached    (ได้ถึง, ได้มาถึง, ได้เจาะทะลุ)

(c) were reaching

(d) had reach

ตอบ   -   ข้อ  (b) เนื่องจาก   “The number of + Noun (Plural)  =  จำนวนของ”  ถือเป็นเอกพจน์ (จำนวนรวม)  จึงต้องใช้กับกริยาเอกพจน์  (Has, Is, etc.)

(จึงตัดข้อ  A  และ  C  ทิ้ง)  สำหรับ  “This summer” จะถือเป็นปัจจุบัน  หรือ อดีตก็ได้  (โดยถ้าเป็นอดีต  สามารถใช้  “Past simple” (Reached)   หรือ   “Past perfect” (Had reached)  ได้)  แต่ไม่อาจเลือกข้อ  D  ได้ เพราะผิด  (ต้องเป็น  “Had reached”)  จึงเหลือ   B  เพียงข้อเดียว  โดยถือว่า  “This summer”  เป็นเหตุการณ์ปัจจุบัน