หมวดข้อสอบ TOEIC (ตอนที่ 63)

Part V : Sentence Completion   (ส่วนที่ 5 :  การเติมประโยคให้สมบูรณ์)

Choose the best alternative to make a correct sentence.

(จงเลือกข้อที่ดีที่สุดเพื่อทำให้ประโยคมีความถูกต้อง)

1. “How much ______________ in that can?”

(_____________________มากเท่าใด ในกระป๋องนั้น)

“About five pounds.”

(ประมาณ  ๕  ปอนด์)

(a)   there is sugar

(b)  sugar there is

(c)   is there sugar

(d)  sugar is there   (มีน้ำตาล)

ตอบ   -   ข้อ  (d)  เนื่องจาก  “How much + นามนับไม่ได้ และ“How many + นามนับได้  พหูพจน์แล้วตามด้วยกริยาพิเศษ  + ประธาน + กริยาแท้   เช่น

-         How much money do you have?

(คุณมีเงินมากเท่าใด)

-         How much information does he need?

(เขาต้องการข้อมูลข่าวสารมากเพียงใด)

-         How much furniture did she buy?

(เธอซื้อเฟอร์นิเจอร์มากเท่าใด)

-         How many cars did the company sell last year?

(บริษัทขายรถไปจำนวนเท่าใดเมื่อปีที่แล้ว)

-         How many people are there in your country?

(มีประชากรมากเท่าใดในประเทศของคุณ)

-     How many books do the students read each month (= in a month)?

(นักเรียนอ่านหนังสือมากเท่าใดในแต่ละเดือน)

2. “______________ do you have?”

(คุณมี ___________________________ )

“About two hours.”

(ประมาณ  ๒  ชั่วโมง)

(a)   How many times   (กี่ครั้ง, มากกี่ครั้ง)

(b)  How much hour   (“How many hours” = “กี่ชั่วโมง”)

(c)  How much time   (เวลามากเท่าใด)

(d)  How long  time   (“How long” =   นานเท่าใด  ไม่ต้องมี“Time” )

ตอบ   -   ข้อ  (c)  ดูตัวอย่างจากประโยคข้างล่าง

            - How many times (= How often) do you go to the movies in a year (= each year)?

(คุณไปดูหนังกี่ครั้ง (บ่อยเท่าใด) ใน  ๑  ปี)

             - How many times (= How often) do you go swimming each month (= in a month)?

(คุณไปว่ายน้ำกี่ครั้ง (บ่อยเท่าใด) แต่ละเดือน)

             - How much time (= How long) did it take you to do your term paper?

(มันใช้เวลาคุณมากเท่าใด (นานเท่าใด) ในการทำรายงานประจำเทอม)

3. They are ______________ you the captain of the team.

(พวกเขา _____________________ คุณเป็นหัวหน้าทีม)

(a) considering to make

(b) considering making   (กำลังพิจารณาแต่งตั้ง)

(c) considered making

(d) considered to make

ตอบ   -   ข้อ  (b)  ประโยคนี้อยู่ในรูป  “Present continuous tense” (Subject + is (am, are) + Verb + ing)  และกริยาแท้ คือ  “Consider”   ต้องตามด้วยคำนาม หรือ“Gerund” (Verb + ing)  ดูเพิ่มเติมคำกริยาที่ต้องตามด้วย “Verb + ing”  จากประโยคข้างล่าง

              ตัวอย่างที่ ๑

-   Instead of playing as a small boy, he enjoyed nothing _________________ the farm machines.

(แทนที่จะเล่นเหมือนเด็กเล็กๆ  เขามิได้สนุกเพลิดเพลินกับอะไร _____________ เครื่องจักรกลในไร่นา)

(a)   more to fix

(b)  more than fix

(c) more than fixing   (มากไปกว่าการซ่อมแซม)

(d) more than having fixed

ตอบ   -   ข้อ   (c)   เนื่องจาก   {Enjoy + (nothing more than) + Verb + ing (Fixing)}

              ตัวอย่างที่ ๒

-   I can’t help __________________ him in spite of his faults.

(ผมอดไม่ได้ที่จะ ______________________ เขา  ทั้งๆที่เขามีข้อผิดพลาด)

(a) admire

(b) admired

(c) admiring   (ยกย่อง, ชื่นชม)

(d) to admire

ตอบ  -  ข้อ  (c)  เนื่องจาก  “Can’t help + Verb + ing” สำหรับคำกริยาที่ต้องตามด้วย  “Gerund” (Verb + ing)  ได้แก่  “Feel like”  (อยาก, ต้องการ)“Avoid”  (หลีกเลี่ยง),  “Consider” (พิจารณา),  “Suggest”  (แนะนำ),  “Enjoy” (สนุกสนาน),  “Finish”  (ทำเสร็จ),  “Keep on”  (ทำต่อไป),  “Go on”  (ทำต่อไป),  “Insist on”  (ยืนกราน),  “Object to”  (คัดค้าน, ไม่เห็นด้วย),  “Put off”  (เลื่อน, ผัดไป),  “Be opposed to”  (คัดค้าน)“Appreciate”  (ยกย่อง, เห็นคุณค่า),  “Allow” (อนุญาต), “Permit”  (อนุญาต)“Postpone”  (เลื่อนออกไป)Practice”  (ฝึกหัด, ฝึกซ้อม),“Prohibit”  (ห้าม)Mind” (รังเกียจ), “Deny” (ปฏิเสธ),  “Resist” (ยับยั้ง, ระงับ), “Recall”  (นึกได้, ระลึกได้)“Resent”  (ไม่ชอบ, ไม่พอใจ), “Cannot stand”  (ทนไม่ได้)“Admit” (ยอมรับ),  “Delay” (ประวิงเวลา), “Confess”  (สารภาพ)“Imagine”  (นึกคิด, จินตนาการ)“Cannot help”  (อดไม่ได้, ช่วยไม่ได้),  “Excuse”  (ให้อภัย), “Forgive” (ให้อภัย), “Dislike”  (ไม่ชอบ),  “Miss”  (พลาดโอกาส)“Discuss”  (ประชุมปรึกษาหารือ, อภิปราย, สาธยาย)ตัวอย่างประโยค  เช่น

-        She enjoys reading novels.   (เธอสนุกสนานกับการอ่านนวนิยาย)

-        I cannot stand listening to his complaints any more.   (ผมทนการฟังข้อร้องเรียนของเขาไม่ไหวต่อไปอีกแล้ว)

-        We could not avoid meeting him.   (เราไม่สามารถหลีกเลี่ยงการพบกับเขา)

-        They enjoyed listening to music.   (พวกเขาสนุกกับการฟังดนตรี)

-         She dislikes talking a lot.   (เธอไม่ชอบการพูดมาก)

-        Jim finished writing a report last night.   (จิมเสร็จสิ้นการเขียนรายงานเมื่อคืนที่ผ่านมา)

-        The man admitted taking the bicycle.   (นายคนนั้นยอมรับว่าเอารถจักรยานไป)

-        She is sorry that she missed meeting you.   (เธอเสียใจว่าเธอพลาดโอกาสการได้พบคุณ)

-        They practice speaking French every day.   (พวกเขาฝึกซ้อมการพูดภาษาฝรั่งเศสทุกวัน)

-        We consider buying a new home.   (เราพิจารณาจะซื้อบ้านหลังใหม่)

-         They allow smoking in this room.   (เขาอนุญาตให้สูบบุหรี่ในห้องนี้ได้)

-        Do you mind opening the window?   (คุณรังเกียจที่จะเปิดหน้าต่างไหมครับ)

-        The teacher suggested working harder.   (ครูแนะนำ(นักเรียน) ให้ขยันมากขึ้น)

                   สำหรับคำคุณศัพท์และวลีที่ต้องตามด้วย  “Verb + ing”  ดูจากประโยคตัวอย่างข้างล่าง

ตัวอย่างที่ ๓

-  Victor’s car was too badly damaged to be worth ____________________.

(รถยนต์ของวิคเตอร์ได้รับความเสียหายมากจนเกินกว่าที่จะคุ้มค่า ____________ )

(a) repaired

(b) repair

(c) to repair

(d) repairing   (การซ่อมแซม)

(e) to be repaired

ตอบ  -  ข้อ  (d)  เนื่องจาก  “To be worth  (คุ้มค่า, ควรค่า) + Verb + ing”  ทั้งนี้   มีคำคุณศัพท์  ๒  ตัว ที่ต้องตามด้วย  “Gerund” (Verb + ing)  คือ Worth”  (คุ้มค่า, ควรค่า)  และ  “Busy” (ยุ่งอยู่กับ)  ดังตัวอย่างประโยคข้างล่าง

-  She was busy reading in the library. 

(เธอยุ่งอยู่กับการอ่านหนังสือในห้องสมุด)

-  They are busy preparing for the party.

(พวกเขายุ่งอยู่กับการเตรียมงานเลี้ยง)

-  Lots of things in this shop are worth buying.

(หลายสิ่งในร้านนี้ควรค่า (คุ้มค่า) ต่อการซื้อ)

-    These newspapers are not worth reading.

(หนังสือพิมพ์เหล่านี้ไม่ควรค่าต่อการอ่าน)

                 นอกจากนั้น  ยังมีอีก  ๒  วลี  ที่ต้องตามด้วย  “Verb + ing”  คือ  “It is no good” (ไม่ดีที่จะ)  และ  “It is no use”(ไม่มีประโยชน์ที่จะ)  เช่น

            - It’s no good crying like a baby.

(ไม่ดีเลยที่จะร้องไห้เหมือนเด็ก)

            - It’s no use talking to him.

(ไม่มีประโยชน์ที่จะคุยกับเขา)

4. “Why isn’t John studying?”

(ทำไมจอห์นไม่ได้กำลังอ่านหนังสืออยู่ล่ะ)

“He __________________.”

(เขา _______________________ )

(a)   too tired to study

(b)  is too tired for studying

(c)  is too tired to study   (เหนื่อยเกินไปที่จะอ่านหนังสือ – หรือเรียนหนังสือ)

(d)  is tired too much to study

ตอบ   -   ข้อ  (c)  เนื่องจากเป็นไปตามโครงสร้าง  “Subject + is (am, are, was, were) + too + Adjective + to + Verb 1”  ดูเพิ่มเติมจากประโยคข้างล่าง

              ตัวอย่างที่ ๑

- This passage is too difficult __________________.

(ตอนหนึ่งของข้อเขียนนี้ยากเกินไป ________________________ )

(a) to explain for me

(b) for me to explain it

(c) to explain it for me

(d) for me to explain   (สำหรับผมที่จะอธิบาย)

ตอบ  -  ข้อ   (d)   ไม่ต้องมี   “It” ข้างหลัง   “Explain”  เนื่องจากถือว่ามี “Passage”  อยู่แล้ว

                 ตัวอย่างที่ ๒

-      I am too busy ______________ with you.

(ผมมีธุระยุ่งเกินไปที่จะ _______________________ กับคุณ)

(a) go

(b) going

(c) to go   (ไป)    

(d) that I can’t go

ตอบ   –   ข้อ  (c)  เนื่องจากเป็นการใช้  “To + verb”  ตามหลัง  “Adjective” หรือ   “Adverb” ทำหน้าที่เป็นกริยาวิเศษณ์  (Adverb)  ขยายคำที่อยู่ข้างหน้ามัน(คือ คำคุณศัพท์ หรือ คำกริยาวิเศษณ์)   สำหรับในประโยคข้างบน    ใช้  “To go”  เป็นกริยาวิเศษณ์  (Adverb)   ขยายคำคุณศัพท์  “Busy”{มีธุระยุ่ง  (เกินไป) ที่จะไป}  ตัวอย่างอื่นๆประเภทนี้   ได้แก่

-    Some people think that the Chinese language is too difficult tounderstand.

(บางคนคิดว่าภาษาจีนยากเกินไปที่จะเข้าใจ)

-         She is too arrogant to talk to us.

(เธอหยิ่งยโสเกินไปที่จะพูดคุยกับเรา)

-         His house is too far to walk.

(บ้านของเขาไกลเกินไปที่จะเดิน)

-         She is well enough to go out again.

(เธอสบายดีพอที่จะออกไปข้างนอกอีกครั้งหนึ่ง)

-         The news is too good to believe.

(ข่าวนี้ดีเกินไปที่จะเชื่อได้ว่าเป็นจริง)

-         It is easy to say, not to do.

(มันง่ายที่จะพูด  ไม่ใช่ทำ)

-         He walked quickly to catch the bus.

(เขาเดินอย่างเร็วเพื่อให้ทันรถเมล์)

5. _______________ the heavy storm, a number of houses were severely devastated by it.

(___________________พายุจัด  บ้านจำนวนมากถูกทำลายอย่างรุนแรงโดยมัน)

(a) During   (ในระหว่าง)  (เป็น  “Preposition”  ต้องตามด้วยคำนาม หรือ วลี)

(b) While   (ในขณะที่)  (ตามด้วยประโยค คือ “Subject + Verb”)

(c) Since   (ตั้งแต่, เพราะว่า)(เมื่อหมายถึง “ตั้งแต่” อาจตามด้วยวลี หรือ ประโยค ก็ได้  แต่ถ้าหมายถึง “เพราะว่า” ต้องตามด้วยประโยคเพียงอย่างเดียว)

(d) Instead of   (แทนที่จะ)  (เป็น  “Preposition” ต้องตามด้วยคำนาม หรือ วลี)

ตอบ   -   ข้อ  (a)  เพราะถูกหลักไวยากรณ์ และได้ความหมาย  ดูตัวอย่างการใช้คำจากประโยคข้างล่าง

-    I want you to wait here whileI’m buying the fruit.

(ผมต้องการให้คุณรออยู่ที่นี่  ในขณะที่ผมกำลังซื้อผลไม้)

-    Did you meet my sister during our stay in Tokyo?

(คุณพบน้องสาวของผม ในระหว่างที่คุณพักในโตเกียวหรือเปล่า)

          - During the lecture professor Woods spoke on various topics.

(ในระหว่างเล็คเชอร์  อาจารย์วูดส์พูดหลายหัวข้อ)

            - While he was giving a lecture, professor Woods spoke on various topics.

(ในขณะที่เขากำลังเล็คเชอร์อาจารย์วูดส์พูดหลายหัวข้อ)

            - During the rain Jim went under a tree for a shelter.

(ระหว่างฝนตก  จิมเข้าใต้ต้นไม้เพื่อหาที่หลบฝน)

             - When it rained, Jim went under a tree for a shelter.

(เมื่อฝนตก  จิมเข้าใต้ต้นไม้เพื่อหาที่หลบฝน)

               - Instead of going home to his wife, he took his secretary to the cinema.

(แทนที่จะกลับบ้านไปหาภรรยา  เขาพาเลขาฯ ของเขาไปดูหนัง)

               - I wore mittens instead of (= in place of = in lieu (ลู) of) gloves.

(ผมสวมถุงมือแบบปล่อยให้นิ้วโผล่ออกมาแทนถุงมือแบบคลุมนิ้ว)

             - The grown-ups had coffee but the children wanted milk instead of (= in place of = in lieu of) coffee.

(ผู้ใหญ่ดื่มกาแฟ  แต่เด็กๆต้องการนมแทนกาแฟ)

             - The boys went fishing instead of (= in place of = in lieu of) going to school.

(พวกเด็กผู้ชายไปตกปลาแทนที่จะไปโรงเรียน)

             - The Vice-President talked at the meeting instead of (= in place of = in lieu of) the President, because the President was sick.

(รองประธานาธิบดีกล่าวในที่ประชุมแทนท่านประธานาธิบดี  เพราะว่าท่านประธานาธิบดีป่วย)

             - The magician appeared on the program instead of (= in place of = in lieu of) a singer.

(นักมายากลปรากฏตัวในรายการแทนนักร้อง  -  เนื่องจากนักร้องป่วยหรือติดภารกิจ)

          - While I was overseas, she was in London studying.

(ในขณะที่ผมอยู่ต่างประเทศ  เธออยู่ในลอนดอนเพื่อเรียนหนังสือ)

            - She was watching TV whileher mother was cooking.

(เธอกำลังดูทีวี  ในขณะที่แม่กำลังปรุงอาหาร)

           - He stayed with Mom and me while Dad sat with Dr. Smith in the living-room.

(เขาอยู่กับแม่และฉัน  ในขณะที่พ่อนั่งอยู่กับหมอสมิธในห้องรับแขก)

          - They decided to seek a less expensive place whilein Paris.

(พวกเขาตัดสินใจหาสถานที่ (พักอาศัย) แพงน้อยกว่ากันในปารีส)

           - Jim likes to smoke while eating his dinner.

(เขาชอบสูบบุหรี่ขณะกินอาหารค่ำ)

            - He had taken out his handkerchief several times while talking to her and blown his nose.

(เขาควักผ้าเช็ดหน้าออกมาหลายครั้งในขณะที่คุยกับเธอ  และสั่งน้ำมูก)

               สำหรับ  “Since”  ดูคำอธิบายจากประโยคข้างล่าง

-    Nobody has come to see us since we ________________ to our new home.

(ไม่มีใครมาเยี่ยมเยียนเรา  ตั้งแต่เรา _________________ ไปอยู่บ้านหลังใหม่)

(a) moved   (ย้าย)

(b) move

(c) have moved

(d) had moved

ตอบ   -   ข้อ  (a)  กริยาที่อยู่ในอนุประโยคที่นำหน้าด้วย  “Since” (ตั้งแต่) จะอยู่ในรูปอดีต  “Past tense” (Verb 2)  เสมอสำหรับ  “Since”  ถ้าหมายถึง “เพราะว่า”  จะใช้เหมือนกับ  “Because”  แต่ถ้าหมายถึง  “ตั้งแต่”  อาจตามด้วยคำนามหรือวลี  หรือตามด้วยประโยค  (Subject + Verb)  ก็ได้  และมักใช้กับ “Present perfect tense” หรือ  “Present perfect continuous tense”  ซึ่งบอกถึงเหตุการณ์ที่เกิดในอดีต  และดำเนินต่อเนื่องมาจนถึงปัจจุบันขณะที่พูด  เช่น

           - He has read since the morning.   (since +วลี)

(เขาอ่านหนังสือมาตั้งแต่เช้าแล้ว – ขณะที่พูดประโยคนี้ก็ยังอ่านอยู่)

          - She has been cooking since 6:00 p.m.   (since +วลี)

(เธอปรุงอาหารมาตั้งแต่ ๖.๐๐ น. (ตอนเย็น) แล้ว – ขณะที่พูดประโยคนี้ก็ยังปรุงอยู่)

         - They have worked in the factory since last June.   (since +วลี)

(พวกเขาทำงานในโรงงานตั้งแต่เดือนมิถุนายนปีที่แล้ว – ปัจจุบันก็ยังทำอยู่)

         - We have lived here since we were young.   (since +ประโยค)

(เราอาศัยอยู่ที่นี่ตั้งแต่ยังเด็ก – ปัจจุบันก็ยังอาศัยอยู่)

          - Since 10:00 a.m., they have been reading in the library. (since +วลี)

(ตั้งแต่ ๑๐ โมงเช้าแล้วที่พวกเขาอ่านหนังสืออยู่ในห้องสมุด – ขณะที่พูดประโยคนี้ก็ยังอ่านอยู่)

              - He has been in Chicago since last week. (= He has gone to Chicago since last week.)  (since +วลี)

(เขาอยู่ในชิคาโกตั้งแต่สัปดาห์ที่แล้ว – ปัจจุบันก็ยังอยู่)

            - We have lived in Bangkok since we were born.   (since +ประโยค)

(เราอาศัยอยู่ในกรุงเทพตั้งแต่เราเกิด– ปัจจุบันก็ยังอยู่)

             - We have played football since we were in college.   (since +ประโยค)

(เราเล่นฟุตบอลตั้งแต่เราเรียนมหาวิทยาลัย – ปัจจุบันก็ยังเล่นอยู่)

6. “Why did they go up the mountain?”

(ทำไมพวกเขาจึงขึ้นไปบนเขา)

“______________ the eclipse of the moon.”

(______________________ จันทรคราส)

(a)   Watched

(b)  Watching

(c)   Had watched

(d)  To watch   (เพื่อจะดู)

ตอบ   -   ข้อ  (d)   ใช้  “Infinitive with to”  (To + Verb 1)  นำหน้าประโยค (หรือ ไว้ข้างในประโยคก็ได้)   เพื่อแสดงวัตถุประสงค์   ว่าทำกริยานั้นๆ เพื่ออะไร  ในกรณีของประโยคข้างบน   “ขึ้นไปบนเขา  เพื่อดูจันทรคราส”   ดูเพิ่มเติมการใช้โครงสร้างแบบนี้   จากประโยคข้างล่าง

จงเลือกข้อที่ผิดหลักไวยากรณ์  จาก ข้อ  (๑)  -  (๔)

-  Designers of (1) consumer products consult research personnel to (2) be determine public (3) reaction to new designs and to (4) obtain new ideas.

(นักออกแบบสินค้าบริโภค  จะปรึกษากับบุคลากรด้านการวิจัยเพื่อกำหนดปฏิกิริยาของสาธารณชน  ที่มีต่อรูปแบบสินค้าใหม่ๆ  และเพื่อให้ได้รับความคิดใหม่ๆด้วย)

ตอบ   –   ข้อ  (2)  แก้เป็น  “determine”  เนื่องจากตามหลัง  “to”  จึงต้องอยู่ในรูป  “Infinitive” (Verb ช่องที่ 1)  (ปรึกษากับ.............เพื่อ.............)   กล่าวคือ  “ประธานของประโยค  ทำกริยาอย่างหนึ่ง  เพื่อวัตถุประสงค์อย่างหนึ่ง”  ซึ่งในกรณีนี้เป็นการใช้  “To + Verb 1”  ขยายหลังคำกริยา   ทำหน้าที่เป็นกริยาวิเศษณ์ (Adverb)   เพื่อบอกว่าทำกริยานั้นเพื่อวัตถุประสงค์อะไร  เช่น

-         All students come to school to learn.

(นักเรียนทุกคนมาโรงเรียนเพื่อจะเรียน)

-         People should eat to live, not live to eat.

(คนเราควรกินเพื่ออยู่มิใช่อยู่เพื่อกิน)

-         I went there to meet my old friends.

(ผมไปที่นั่นเพื่อพบเพื่อนเก่า)

-         She studied hard to get a scholarship.

(เขาเรียนหนักเพื่อให้ได้รับทุนการศึกษา)

-         We stopped at the restaurant to eat.

(เราแวะที่ภัตตาคารเพื่อกินอาหาร)

-         He works hard to pass the exam.

(เขาขยันเรียนเพื่อจะได้สอบผ่าน)

-         She gets up early to catch the bus.

(เธอตื่นแต่เช้าเพื่อให้ทันรถเมล์)

-         They stayed up late to study for their exam.

(พวกเขาอยู่จนดึกเพื่อศึกษาสำหรับการสอบ)

ในหลายๆ กรณี นิยมนำ  “To + Verb 1”  มาวางไว้ข้างหน้าประโยค  เพื่อแสดงวัตถุประสงค์ของประธานฯ ที่อยู่ข้างในประโยค   (หลังเครื่องหมายคอมม่า) ว่าประธานฯ ทำกริยาด้วยวัตถุประสงค์ใด    ดังประโยคข้างล่าง

-   To see the doctor at his office, you must make an appointment with him.

(เพื่อที่จะพบแพทย์ที่สำนักงานของเขา, คุณจะต้องทำการนัดหมายกับเขา)

(ใช้วลีที่ขึ้นต้นด้วย  “Infinitive with to” (To + verb 1)  วางไว้ข้างหน้าประโยค   เพื่อแสดงวัตถุประสงค์ หมายถึง  “เพื่อที่จะ..............”  หรืออาจใช้  “In order to” หรือ  “So as to”  แทนก็ได้   นอกจากนั้น   ยังสามารถเอาวลีที่ขึ้นต้นด้วย  “To + verb 1”   ไปไว้ข้างท้ายประโยคก็ได้  โดยความหมายเหมือนเดิมทุกประการ  (แต่ควรมีการเปลี่ยนสรรพนามให้เหมาะสม)  ดังเช่นประโยคข้างบน  สามารถเขียนได้ใหม่เป็น

-   You must make an appointment with the doctor to see (so as to see หรือ  in order to see) him at hisoffice.

ตัวอย่างประโยคอื่นๆในแบบนี้ เช่น

-         To succeed in life, one must work hard.

(เพื่อจะประสบความสำเร็จในชีวิต  คนเราต้องทำงานหนัก)  (ประโยคนี้มีความหมายเหมือนอีก  ๔  ประโยคข้างล่าง)

(= One must work hard to succeed in life.)

(= In order to succeed in life, one must work hard.)

(= So as to succeed in life, one must work hard.)

(= One must work hard in order to (so as to) succeed in life.)

-         To speak good English, you must practice speaking it every day.

(เพื่อที่จะพูดภาษาอังกฤษได้ดี  คุณจะต้องฝึกพูดมันทุกวัน)  (ประโยคนี้มีความหมายเหมือนอีก  ๓  ประโยคข้างล่าง)

         (= In order to speak good English, you must practice speaking it every day.

           (= So as to speak good English, you must practice speaking it every day.

(= You must practice speaking it every day to (in order to, so as to) speak goodEnglish.)

-         To be there in time, you must get up early.

(เพื่อที่จะไปที่นั่นให้ทันเวลา  คุณจะต้องตื่นแต่เช้า)

    (= So as (In order) to be there in time, you must get up early.

(= You must get up early to (in order to, so as to) be there in time.)

-         To get a scholarship to study abroad, you must spend more time with your study.

-         (เพื่อให้ได้ทุนไปเรียนต่างประเทศ  คุณจะต้องใช้เวลามากขึ้นในการเรียนของคุณ)

(= In order (So as) to get a scholarship, you must……….

(= You must spend more time with your study to get (in order to get, so as to get) a scholarship to study abroad.)

7. “How often do you go to the movies?”

(คุณไปดูหนังบ่อยเพียงใด)

“___________________.

(a) Hardly never   (ต้องใช้  “Hardly ever” (แทบจะไม่เคยเลย) เพราะ “Hardly =  แทบจะไม่” เป็น  “Negative”   อยู่แล้ว  ไม่สามารถใช้กับ  “Never”  เพราะจะเป็นปฏิเสธซ้อนปฏิเสธ)

(b)Only once a month   (เพียงเดือนละครั้ง)

(c) Well enough   (ดีเพียงพอ)

(d) Once and for all   (ครั้งเดียวและตลอดไป)

ตอบ   -   ข้อ  (b)  สำหรับ “Once an for all”  ใช้ดังนี้ คือ

๑.   ครั้งเดียวและครั้งสุดท้าย  เช่น

           - Let me say, for once and for all, you must not go to the party on Sunday.

(ผมขอบอกนะ  ครั้งเดียวและครั้งสุดท้ายเลย  คุณต้องไม่ไปงานเลี้ยงวันอาทิตย์)

๒.            อย่างแน่นอน, อย่างไม่ต้องสงสัยเลย เช่น

           - For once and for all, I will not go swimming with you.

(แน่นอนเลย  ผมจะไม่ไปว่ายน้ำกับคุณ)

๓.  อย่างถาวร เช่น

              - The repair will end the leak once and for all.

(การซ่อมจะยุติการรั่วไหล – ของท่อประปา – อย่างถาวร)

             - The President decided that an air strike would destroy the enemy and terminate the war once and for all.

(ท่านประธานาธิบดีตัดสินใจว่า  การโจมตีทางอากาศจะทำลายข้าศึกและยุติสงครามอย่างถาวร)

8. You lost all your money, didn’t you?  You ______________ that much on you.

(คุณสูญเงินหมดเลยใช่ไหม   คุณ ____________________ เงินติดตัวจำนวนมากเช่นนั้น)

(a) should carry   (ควรพกพา หรือถือ)

(b) did not carry   (ไม่พกพา หรือถือ)

(c) should have carried   (ควรได้พกพา หรือถือ)

(d) shouldn’t have carried   (ไม่ควรได้พกพา หรือถือ)

ตอบ   -    ข้อ  (d) เนื่องจาก  “Shouldn’t + have + verb 3” =  “ไม่ควรได้ทำเช่นนั้น  แต่ก็ทำ”   ในประโยคข้างบน  “คุณสูญเงินไปหมดแล้ว”  ผู้พูดจึงบอกว่า  “คุณไม่ควรพกเงินไปมากเช่นนั้น”   แต่ก็ได้พกไปแล้วและสูญเงินจนหมด  ซึ่งอาจเกิดจากการถูกปล้น หรือถูกขโมย  สำหรับโครงสร้าง  “Should + have + verb 3” (ควรได้ทำเช่นนั้น  แต่ก็ไม่ได้ทำ)   ดูเพิ่มเติมโครงสร้างทั้ง  ๒  แบบนี้จากประโยคข้างล่าง

                  ตัวอย่างที่ ๑

-    “You were late for your appointment.”

(คุณมาสายสำหรับการนัดหมาย)

-    “I know.  I shouldn’t ________________ so long at the library.”

(ผมทราบ  ผมไม่ควรจะ___________________นานมากที่ห้องสมุด)

(a)   have been staying

(b) have stayed   (ได้อยู่, ได้หยุดอยู่)

(c) had stayed

(d) be staying

ตอบ   -   ข้อ  (b)   เนื่องจาก   “Shouldn’t have stayed” =  “ไม่ควรได้อยู่  หรือ ไม่ควรได้หยุดอยู่”  แต่ในความเป็นจริง  คือ  ได้อยู่  หรือ  ได้หยุดอยู่ที่ห้องสมุดเป็นเวลานาน   ทำให้มาสายในการนัดหมาย   สำหรับ  “Should (= ought to) + have + Verb 3”  “ควรได้ทำ.......... ในอดีต”  แต่ก็มิได้ทำ  

                ตัวอย่างที่ ๒

-       I’m very sorry.  I should ________________ him a birthday present, but I did not.

(ผมเสียใจมาก  ผมควร ____________________ ของขวัญวันเกิดไปให้เขา)

(a) send

(b) be sending

 (c) have sent   (ได้ส่งไปแล้ว)

(d) sent

ตอบข้อ  (c)   “Should (ought to) + Verb 1” =  “ควรทำ...........ในปัจจุบัน หรืออนาคต”  ส่วน  “Should (ought to) + Have + Verb 3” =   “ควรได้ทำ..........ไปแล้วในอดีต”  (แต่ก็ไม่ได้ทำ)  สำหรับความหมายของประโยคข้างบน  คือ  “ผมเสียใจมาก  ผมควรจะได้ส่งของขวัญวันเกิดไปให้เขาแล้ว  แต่ผมก็ไม่ได้ส่ง”  ตัวอย่างอื่นๆ เช่น

-  You should study harder next term.

(คุณควรขยันเรียนมากขึ้นเทอมหน้า)  (เป็นอนาคต)

- He should propose to her now.

(เขาควรขอแต่งงานกับเธอในตอนนี้)  (เป็นปัจจุบัน)

The workers should not have made a strike last month.

(คนงานไม่ควรนัดหยุดงานเมื่อเดือนที่แล้ว)  (แต่ก็นัดหยุดงาน  และเกิดความเสียหายมากมาย)  (เป็นอดีต)

              ตัวอย่างที่ ๓

- You ought _______________ for her last night.

(คุณควรจะ ______________________ เธอเมื่อคืนที่ผ่านมา)

(a) wait

(b) to wait

(c) to have waited    (ได้รอคอย)

(d) have waited

ตอบ  -  ข้อ  (c)  เนื่องจาก  “Ought + to + Verb 1” (= Should + Verb 1) (= ควรที่จะมีความหมายเป็นปัจจุบันและอนาคต  ว่าควรทำเช่นนั้นเช่นนี้  แต่ถ้าต้องการบอกว่า  “ควรทำในอดีต”  (แต่ก็ไม่ได้ทำ)    เช่น ประโยคข้างบน    มีความหมายว่า   “คุณควรที่จะได้รอคอยเธอเมื่อคืนนี้”   (แต่ในความเป็นจริงคือ  “คุณมิได้รอเธอ”)   ซึ่งจะต้องใช้โครงสร้าง  “Ought to (= should) + have + Verb 3”  ดังตัวอย่างประโยคข้างล่าง

            - I ought to (= should) have told you the truth last year.

(ผมควรที่จะได้บอกความจริงแก่คุณเมื่อปีที่แล้ว  -  แต่ก็ไม่ได้บอก)

           - She ought to (= should) have applied for that highly paid job (last month).

(เธอควรที่จะได้สมัครงานเงินเดือนสูงนั้น  –  เมื่อเดือนที่แล้ว  –  แต่ก็ไม่ได้สมัคร)

            - They ought to (= should) have visited their mother before she died.

(พวกเขาควรที่จะได้ไปเยี่ยมแม่ของตัวเองก่อนที่เธอตาย  -  แต่ก็มิได้ไปเยี่ยม)

                 จงเปรียบเทียบกับ  “Must + Have + Verb 3”  (จะต้องได้ทำไปแล้ว,  คงได้ทำลงไปแล้ว)   จากประโยคตัวอย่างข้างล่าง   

-  What terrible coffee!  She ________________ it with cold water.

(กาแฟน่ากลัว (เฮงซวย –ห่วยแตก) อะไรเช่นนี้  เธอ _________________มัน(กาแฟ) ด้วยน้ำเย็น)

(a) had to make   (จำเป็นต้องชง)  (เป็น “Past simple tense”)

(b) must make   (จะต้องชง)

(c) had had to make   (จำเป็นต้องชง)  (เป็น “Past perfect tense”)

(d) must have made   (จะต้องได้ชง)

ตอบ   -   ข้อ  (d)  เนื่องจาก  “Must + Verb 1” =  “จะต้องทำในปัจจุบันหรืออนาคต”  ส่วน “Must + Have + Verb 3” =  “จะต้องได้ทำลงไปแล้วในอดีต”  สำหรับประโยคข้างบน   เหตุการณ์ได้เกิดผ่านไปแล้ว  โดยสังเกตจากข้อความที่ผู้พูดบอกว่า  “กาแฟเฮงซวยฯ”  ดังนั้น   “คนชงฯ คงจะต้องใส่น้ำเย็นลงไปแล้ว”  เป็นการคาดการณ์หรือเดา   ดังประโยคตัวอย่างข้างล่าง

             - He must work harder to pass the exam.

(เขาต้องขยันเรียนมากขึ้นเพื่อที่จะสอบผ่าน  -  เป็นเรื่องของปัจจุบัน หรืออนาคต  คือต้องขยันในตอนนี้ หรือในอนาคต)

             - He looks very excited.  He must have passed the exam.

(เขามีท่าทางตื่นเต้นมาก  เขาคงจะได้สอบผ่านแล้ว (เป็นอดีต)  -  คือ เพิ่งมีการประกาศผลสอบ  และเห็นเขามีท่าทางตื่นเต้น  เดาว่าเขาคงจะสอบผ่านแล้ว)

             - She has bought a new house.  She must have won the first prize in lottery.

(เธอได้ซื้อบ้านหลังใหม่  เธอคงจะต้องถูกล๊อตเตอรี่รางวัลที่ ๑ไปแล้ว (เป็นอดีต)  -  เป็นการคาดการณ์เหตุการณ์ในอดีต  ว่าจะต้องเป็นอย่างนั้นอย่างแน่นอน  โดยดูจากเหตุการณ์แวดล้อม)

9. Last night nobody _______________ till late.

(เมื่อคืนที่แล้ว  ไม่มีใคร ___________________ จนกระทั่งดึกดื่น)

(a) got at home

(b) got to home

(c) got the house

(d) got home   (กลับบ้าน, กลับถึงบ้าน)

10. The trees here are the largest and the flowers the most gigantic that I _________________.

(ต้นไม้ที่นี่ใหญ่ที่สุด  และดอกไม้ใหญ่ที่สุด ที่ผม ___________________ )

(a) had ever seen   (เคยเห็น)

(b) ever saw

(c) have ever seen   (เคยเห็นมา)

(d) had never seen   (ไม่เคยเห็น)

ตอบ   -   ข้อ   (c)   ใช้  “Present perfect tense”  {Subject + has(have) + verb 3} กับเหตุการณ์ที่เคยหรือไม่เคยทำในอดีต  แต่ไม่ได้กำหนดเวลาแน่นอน  สังเกตจาก  “Ever”  “Never”  (แต่ในกรณีที่ประโยคใหญ่  เป็น  “The trees here were the ………..”   ในประโยคย่อย   ต้องเป็น “……that I had ever seen” )  เช่น

              - He is one of the best students I haveever talked to.

(เขาเป็นนักเรียนที่ดีที่สุดคนหนึ่งที่ผมเคยคุยด้วย)

(แต่ใช้   “He was one of the best students I had ever talked to.)

             - It is one of the best movies we have ever seen in our life.

(มันเป็นหนังที่ดีที่สุดเรื่องหนึ่งที่พวกเราเคยดูมาในชีวิต)

              -Have you ever been to Japan?

(คุณเคยไปญี่ปุ่นไหม)

             - Has your father ever played football?

(พ่อของคุณเคยเล่นฟุตบอลไหม)

              - I have never seen him before.

(ผมไม่เคยเห็นเขามาก่อน)

11. When we saw Mary openly flirting with Nellie’s husband, we ___________ hardly believe our eyes.

(เมื่อเราเห็นแมรี่เกี้ยวพาราสี-จีบสามีของเนลลี่อย่างเปิดเผย  เราแทบจะไม่ _______________ เชื่อสายตาของเราเลย)

(a) could   (สามารถ)

(b) couldn’t

(c) can   (สามารถ)

(d) can’t

ตอบ   -   ข้อ   (a)   “Could hardly” =  “แทบจะไม่สามารถ”  และเราไม่สามารถใช้    “Couldn’t”  กับ  “Hardly” (“แทบจะไม่”  ถือเป็นปฏิเสธ)  ได้  เนื่องจากเป็นปฏิเสธซ้อนปฏิเสธ  (Double negative)  อย่างไรก็ตาม  ถ้าเปลี่ยนรูปประโยคย่อยเป็น  “When we see Mary……………husband”  จะต้องเปลี่ยนประโยคใหญ่เป็น “we can hardly…………….eyes)  เพื่อให้ “Tense” สอดคล้องกัน

12. I ______________ your salary if you work harder.

(ผม _____________________ เงินเดือนของคุณ  ถ้าคุณขยันทำงานมากขึ้น)

(a) raise

(b) will raise   (จะเพิ่ม, จะขึ้น)

(c) rose   (ลุกขึ้น, ยืนขึ้น, ตื่นขึ้น, ยืนตรง, ลอยขึ้น, ผุดขึ้น, สูงขึ้น, เพิ่มขึ้น, ฟูขึ้น)

(d) have raised

ตอบ   -   ข้อ  (b)  เนื่องจากเป็น  “If clause”  แบบที่  ๑  (If + Subject + Verb 1, Subject + Will + Verb 1)  คือ  ถ้าเหตุการณ์ใน“If clause”  (อนุประโยค) เกิดขึ้นจริง  เหตุการณ์ในประโยคใหญ่  (Main clause) ก็จะเกิดขึ้นตามไปด้วย  (คือ  ถ้าคุณขยันทำงานมากขึ้น  ผมก็จะขึ้นเงินเดือนให้คุณ)   และ  {“Raise  Raised  Raised”  =  ยก, ยกขึ้น, ชูขึ้น, ทำให้สูงขึ้น, เพิ่ม, ขึ้น (เงินเดือน), เพาะปลูก, เลี้ยง (สัตว์)  -  ต้องตามด้วยกรรม } ส่วน  {“Rise  Rose  Risen”  =  (ดวงอาทิตย์, ราคา) ขึ้น, ลุกขึ้น, ยืนขึ้น, ตื่นขึ้น  -  ไม่ต้องตามด้วยกรรม}

13. I cannot go to your party _____________ a previous engagement.

(ผมไม่สามารถไปงานเลี้ยงของคุณ______________ (มี) การนัดหมายก่อนหน้า)

(a) for

(b) for fear of   (ด้วยเกรงว่า)

(c) on account of   (เนื่องมาจาก)

(d) in spite of   (ทั้งๆที่)

ตอบ   -   ข้อ  (c)  คำในทั้ง  ๔  ข้อข้างบนเป็น  “Preposition”  ต้องตามด้วยคำนาม หรือ  “Gerund” (Verb + ing)   ดังประโยคข้างล่าง

-   He hasn’t been able to get a good job in spite of (= despite =notwithstanding) his having had an expensive education.

(เขาไม่สามารถหางานดีๆทำได้  ทั้งๆที่มีการศึกษาที่แพง)  (ไม่สามารถหางานดีได้  ทั้งๆมีการศึกษาหรือ เสียค่าเรียนราคาแพง)

             - In spite of (= Notwithstanding= Despite) the bad storm John delivered his papers on time.  

(ทั้งๆที่มีพายุเลวร้าย  ทอมก็ยังไปส่งหนังสือพิมพ์ได้ตรงเวลา)

              - In spite of (= Notwithstanding = Despite) all their differences, Mary and Ann remain friends.

(ทั้งๆที่แตกต่างกันอย่างมากมายอย่างนั้น  แมรี่และแอนยังคงเป็นเพื่อนกันได้)

              - They went out in spite of (= notwithstanding = despite) the heavy rain.

(พวกเขาออกไปข้างนอกทั้งๆที่ฝนตกหนัก)

               - Because of (= On account of = Owing to = Due to) the heavy rain, we could not go out.

(เนื่องมาจากฝนตกหนัก  เราไม่สามารถออกไปข้างนอก)

               - Because of (= On account of = Owing to = Due to) an accident, the train was delayed for 2 hours.  

(เนื่องมาจากอุบัติเหตุ  รถไฟถูกทำให้ล่าช้าไป ๒ ชั่วโมง)

               - He could not go to university because of (=owing to = on account of = due to) his poverty.  

(เขาไม่สามารถเรียนมหาวิทยาลัย  เนื่องมาจากความยากจน) 

-     He left an hour early for fear of missing his train.

(เขาออกไปก่อนเวลา ๑ ชั่วโมง  ด้วยเกรงว่าจะตกรถไฟ)

-  She worried for fear of the child’s being hurt.

(เธอวิตกกังวล  ด้วยเกรงว่าเด็กจะได้รับอันตราย)

14. Your husband doesn’t believe that you are older than _______________ .

(สามีของคุณไม่เชื่อว่า  คุณแก่กว่า ____________________ )

(a) I   (ผม{= I am (old)}

(b) me

(c) mine

(d) us

ตอบ   -   ข้อ   (a)  ต้องใช้  “I” เนื่องจากเป็น “Subject” ของกริยา  “am” เหมือนกับ  “You are older”  แต่ถ้าเป็นกรรมของกริยา  ก็ต้องใช้  “Pronoun” ในรูป  “Object”  เช่น

-  He loves his mother more than he loves her (his girlfriend).

(เขารักแม่ของเขามากกว่าเขารักเธอ  -  แฟน)  (ต้องใช้  “her” เนื่องจากเป็นกรรมของกริยา “love” )

15. Susan told me that she felt _______________ about the incident.

(ซูซานบอกผมว่า  เธอรู้สึก __________________ เกี่ยวกับเหตุการณ์นั้น)

(a) badly

(b) bad   (ไม่ดี)

(c) more bad

(d) most bad

ตอบ   -   ข้อ  (b)  เนื่องจาก  “Feel + Adjective”  ดูเพิ่มเติมคำกริยาที่ต้องตามด้วยคำคุณศัพท์  จากประโยคข้างล่าง

                 ตัวอย่างที่ ๑

-  I ________________ about his ability to do the work.

(ผม _____________________ เกี่ยวกับความสามารถของเขาในการทำงาน)

(a) feel doubt

(b) have doubtful

(c) am wondered

(d) feel doubtful   (รู้สึกไม่แน่ใจ-ไม่มั่นใจ-สงสัย)

ตอบ   -   ข้อ  (d)  เนื่องจาก  “Feel + Adjective” สำหรับโครงสร้างอื่นๆ ที่สามารถใช้ได้เช่นกัน   ได้แก่   “I have (a) doubt about………”  (ผมมีข้อสงสัย-กังขา เกี่ยวกับ......)  และ  “I wonder about…………” (ผมรู้สึกกังขา-สงสัย เกี่ยวกับ..........)  สำหรับกริยาตัวอื่นๆ   ที่ใช้แบบเดียวกับ  “Feel”  ดูจากประโยคข้างล่าง

               ตัวอย่างที่ ๒

-    Everything looks __________________.

(ทุกสิ่งทุกอย่างมีลักษณะ _______________________)

(a) differently

(b) different   (แตกต่าง  -  ไปจากเดิม)  (เป็นคำคุณศัพท์)

(c) difference   (ความแตกต่าง)  (เป็นคำนาม)

(d) differ   (แตกต่าง)  (เป็นคำกริยา)

ตอบ   -   ข้อ  (b)  เนื่องจาก  “Look” (ในที่นี้เป็น  “Linking Verb”มีความหมายว่า  “มีลักษณะ, มีท่าทาง”)   ต้องตามด้วยคำคุณศัพท์  (Adjective)  มิใช่กริยาวิเศษณ์ (Adverb) 

                  ตัวอย่างที่ ๓

-    One who does good feels _______________.

(บุคคลผู้ซึ่งทำดี  รู้สึก ___________________)

(a) happily   (อย่างมีความสุข)  (เป็นกริยาวิเศษณ์)

(b) happy   (มีความสุข)  (เป็นคำคุณศัพท์)

(c) happiness   (ความสุข)  (เป็นคำนาม)

(d) more happily

ตอบ  -   ข้อ  (b) เนื่องจาก  “Feel + Adjective”  เช่น  Happy, Quick, Slow, Careful)   มิใช่  “Adverb”  เช่น   Happily, Quickly, Slowly, Carefully)

                ตัวอย่างที่ ๔

-    The air in that spot smells _________________.

(อากาศตรงบริเวณนั้นมีกลิ่น _____________________ )

(a) sweetness    (ความสดชื่น, ความหวาน, ความไพเราะ, ฯลฯ)  (เป็นคำนาม)

(b) sweetly   (เป็นกริยาวิเศษณ์)

(c) sweet   (สดชื่น, หวาน, มีรสหวาน, มีรสดี, สด, ไพเราะ, มีกลิ่นดี, หอม, น่าพอ ใจ, งดงาม)  (เป็นคำคุณศัพท์)

(d) sweeten   (ทำให้หวาน-หอม-อ่อนนิ่ม-เป็นกรดน้อยลง, หวานขึ้น, หอมขึ้น, ไพเราะขึ้น, นิ่มนวลขึ้น, กลมกล่อมขึ้น)  (เป็นคำกริยา)

ตอบ   -    ข้อ  (c)  เนื่องจาก   “Smell + Adjective”

                    ตัวอย่างที่ ๕  {จงหาข้อที่ผิดหลักไวยากรณ์  จากข้อ  (๑) – (๔)}

(1) When compared with its (2) graceful manner in the water, a penguin’s progress (3) on land seems (4) awkwardness.

(เมื่อเปรียบเทียบกับกริยาท่าทางที่งามสง่าของมันในน้ำ   การก้าวเดินไปข้างหน้าของนกเพ็นกวินบนบก   ดูเหมือนว่าจะงุ่มง่าม-เชื่องช้า-เก้งก้าง)

ตอบ   -   ข้อ  ๔  แก้เป็น  “awkward”เนื่องจาก  “Seem + Adjective

                  ตัวอย่างที่ ๖

-   I saw the coach on the field after the game, and he seemed ________________.

(ผมเห็นผู้ฝึกสอนที่สนามหลังการแข่งขัน  และเขาดูเหมือนว่า _____________ )

(a)   real angry

(b)  angrily

(c)   anger

(d)  angry   (โกรธ)

ตอบ   –   ข้อ   (d)  เนื่องจาก  “Seem + Adjective”  (หรืออาจตอบ  “really angry”  (โกรธอย่างแท้จริง)   ก็ได้)   เนื่องจากหลังกลุ่มคำกริยาต่อไปนี้  (Look, Feel,  Become,  Grow,  Get,  Seem,  Appear, Taste,  Prove,  Sound, Remain,  Turn)  แม้จะไม่ต้องมีกรรมมารับโดยตรง  แต่ก็ต้องอาศัยคำหรือกลุ่มคำอื่นมาช่วยขยายตามหลังมัน   เพื่อให้ได้ใจความชัดเจนขึ้น   คำที่มาขยายคำกริยาเหล่านี้มิได้เป็นกรรม  (Object)  แต่มาช่วยทำให้กริยามีความหมายดีขึ้น   หรือทำให้ประธานของประโยคมีใจความสมบูรณ์   คำที่ตามหลังคำกริยาประเภทนี้   จะอยู่ในรูปคำคุณศัพท์  (Adjective) เท่านั้น    มิใช่คำกริยาวิเศษณ์  (Adverb)  ทั้งนี้   เราเรียกส่วนขยายคำกริยาพวกนี้ว่า  “Subjective Complement”  หมายถึง  “ตัวขยายอกรรมกริยา  เพื่อให้ประธานของประโยคมีใจความสมบูรณ์”   และเรียกกริยาประเภทนี้ว่า  “Linking Verb”   คือช่วยเชื่อมระหว่าง ประธานของประโยค  และ ส่วนที่มาขยายคำกริยา  เพื่อทำให้ประโยคมีใจความสมบูรณ์  ดังตัวอย่างประโยคข้างล่าง

               - She felt good after a long sleep.

  (เธอรู้สึกสบายดีหลังจากนอนหลับยาว)

               - He looked happy when his friends came to see him.

  (เขาดูท่าทีมีความสุข  เมื่อเพื่อนมาเยี่ยม)

              - The milk in that glass tasted sour.

  (นมในแก้วใบนั้นมีรสเปรี้ยว)

               - They seem tired after a hard day’s work.

(พวกเขาดูเหมือนเหนื่อย  หลังจากทำงานตรากตรำมาทั้งวัน)

สรุป  -   คำที่ตามหลังคำกริยาจำพวก  “Linking verb ได้แก่  Be (is, am, are, was, were) (เป็น, อยู่, คือ), Become, Seem  (ดูเหมือนว่า), Appear  (มีลักษณะท่าทาง), Feel  (รู้สึก), Get, Grow, Keep, Look  (มีท่าทาง), Smell (มีกลิ่น), Sound, Taste  (มีรสชาติ), Turn  (กลายเป็น)   จะต้องเป็นคำคุณศัพท์  (Adjective)  เสมอ   เช่น

-        Tom became rich.   (ทอมร่ำรวยขึ้นมา)

-        Ann seems happy.   (แอนดูเหมือนว่าจะมีความสุข)

-         Jim felt cold.   (จิมรู้สึกหนาว)

-        He got/grew impatient.   (เขารู้สึกกระวนกระวาย)

-        The idea sounds interesting.   (ความคิดนี้ดูน่าสนใจ)

-        She looked calm (เธอมีอาการสงบ)

-        He turned pale.   (เขาตัวซีด หรือหน้าซีด)

-        The soup tasted sweet.   (ซุปมีรสหวาน)

16. _______________ a childhood disease.

( ________________________โรคในวัยเด็ก)

(a) Measle is

(b) Measles are

(c) Measles is   (โรคหัด – อีสุกอีใส – เป็น)

(d) Measle are

ตอบ   -   ข้อ  (c)  “Measles” (โรคหัด)  ต้องเติม   “S” ข้างท้ายเสมอ  และถือเป็นคำนามเอกพจน์  จึงต้องใช้กับกริยาเอกพจน์ด้วย  (ในที่นี้ คือ  “Is”)  ดูเพิ่มเติมคำนามเอกพจน์ที่ลงท้ายด้วย  “s” และต้องใช้กับกริยาเอกพจน์  จากประโยคข้างล่าง

              ตัวอย่างที่ ๑     จงหาข้อที่ผิดหลักไวยากรณ์ จากข้อ (๑) – (๔)

(1) Basic knowledge of (2) mathematic and electronics was (3) used to develop the high-speed (d) electronic computer.

(ความรู้พื้นฐานของคณิตศาสตร์และอีเล็คทรอนิคส์  ถูกใช้เพื่อพัฒนาคอมพิวเตอร์อีเล็คทรอนิคส์ความเร็วสูง)

ตอบ  -  ข้อ  ๒  แก้เป็น  “mathematics”  เนื่องจาก  (คณิตศาสตร์)  ต้องเติม  “S” เสมอ  แต่ถือเป็นเอกพจน์   

               ตัวอย่างที่ ๒

-   Physics _____________ taught in most American universities and said to be much more difficult than social science.

(วิชาฟิสิกซ์ ____________ สอนในมหาวิทยาลัยอเมริกันส่วนใหญ่  และถูกกล่าว

ว่ายากกว่าสังคมศาสตร์อย่างมาก)

(a)       are

(b)      have been

(c)      is  (ถูก)

(d)      will be

ตอบ  –  ข้อ  (c)  เนื่องจากชื่อวิชา   ที่แม้จะมีรูปพหูพจน์  แต่ต้องใช้กริยาเอกพจน์  เช่น  “economics  (เศรษฐศาสตร์),  phonetics  (วิชาการออกเสียง),  statics (สถิตศาสตร์),  dynamics  (พลศาสตร์),  statistics  (วิชาสถิติ),  psychics (จิตตศาสตร์),  aeronautics  (วิชาการบิน),  astrophysics  (วิชาว่าด้วยส่วนประกอบของดวงดาว),  aesthetics  (วิชาว่าด้วยหลักความงาม),  mathematics  (คณิตศาสตร์),  politics  (การเมือง), รวมทั้ง  news  (ข่าว),  mumps  (โรคคางทูม), measles  (โรคหัด),  means  (วิธี),  ashes  (เถ้าถ่านศพ),  alms  (ทาน),  billiards  (กีฬาบิลเลียด),  cross-roads   (จุดที่ถนน ๒ สายมาตัดกัน)  เช่น 

          - A cross-roads is a place where two roads cross.

(๔ แยก – หรือทางแยก – คือที่ซึ่งถนน ๒ สายมาตัดกัน)

        - Politics is the subject he is very interested in.

(การเมืองเป็นหัวเรื่องที่เขาสนใจเป็นอย่างมาก)

        - Mathematics is a required subject.

(คณิตศาสตร์เป็นวิชาที่จำเป็น)

        - Statistics is too difficult for me to understand.

(วิชาสถิติยากเกินไปสำหรับผมที่จะเข้าใจ)

17. If I ________________ you, I should leave quickly.

(ถ้าผม ____________________ คุณ  ผมจะจากไป (ออกไป) อย่างรวดเร็ว)

(a) was

(b) am

(c) were   (เป็น)

(d) like

ตอบ   -   ข้อ   (c)  เนื่องจากเป็น  “If clause”  แบบที่ ๒  “Present unreal”

ดูคำอธิบายเพิ่มเติมจากประโยคข้างล่าง

               ตัวอย่างที่ ๑

-   This test is in English.  If it were in Thai, ______________ I

it at all.  

(แบบทดสอบนี้เป็นภาษาอังกฤษ  ถ้ามันเป็นภาษาไทย  ผม _______________ มัน เลย)

(a)    shall not mind

(b)   am not minding

(c)   would not mind   (จะไม่รังเกียจ)

(d)   would not be minded

ตอบ  -  ข้อ  (c)  เนื่องจากเป็น  “If clause”  แบบที่ ๒  “Present unreal”  คือการสมมติที่ไม่เป็นจริงในปัจจุบัน   

              ตัวอย่างที่ ๒

-       If you lived closer to the office, you ________ trouble getting to work on time.

(ถ้าคุณอาศัยอยู่ใกล้กับสำนักงานมากกว่านี้  คุณ _________________ ปัญหาเรื่องไปทำงานทันเวลา)

(a)    don’t have

(b)  didn’t have

(c)  won’t have

(d) wouldn’t have   (จะไม่มี)

หมายเหตุ   –   ตอบข้อ  (d)  เนื่องจากประโยคนี้เป็นประโยค  “If clause” แบบที่ ๒  present unreal” (ไม่เป็นจริงในปัจจุบัน)   คือ “ประโยคเงื่อนไขในปัจจุบันที่ไม่เป็นความจริง”  กล่าวคือ  “ถ้าในปัจจุบัน  คุณอาศัยอยู่ใกล้ออฟฟิศมากกว่านี้  คุณก็จะไม่มีปัญหาเรื่องการมาทำงานสาย”  แต่ในความเป็นจริงคือ  “บ้านคุณอยู่ไกลจากออฟฟิศมาก  คุณก็เลยมาทำงานสายบ่อย”  ประโยคเงื่อนไข  “If clause แบบที่ ๒”  (Present  unreal)   ในประโยคใหญ่   (Main clause)  จะใช้รูป  “Subject + V. ช่องที่ 2”  และในกรณีมี   “Verb to be”  ให้ใช้  “Were”  กับประธานทุกตัว  (He, She, It, I, We, You, They)   ส่วนในประโยคย่อยหรืออนุประโยค  (Subordinate clause) จะใช้รูป  “Subject + would + (not) + V. ช่องที่ 1

                      สำหรับการใช้   “If clause” แบบที่ ๒ นี้  มักใช้เมื่อ   (๑)  เหตุการณ์ไม่เกิดขึ้นจริงในปัจจุบัน  ดังประโยคข้างบน   หรือไม่ก็   (๒)   ผู้พูดมีความเชื่อว่าข้อความที่พูดออกมามีโอกาสเกิดขึ้นได้ยาก   เช่นในประโยค

-   If you came to the party today  (หรือ  tomorrow), you would meet my wife.

(ถ้าคุณมางานเลี้ยงวันนี้ – หรือพรุ่งนี้ – คุณก็จะได้พบภรรยาผม)   –   ในข้อนี้ผู้พูดค่อนข้างจะเชื่อว่า “คุณคงจะไม่มาหรอก  และคุณก็จะไม่ได้พบภรรยาผม”  แต่ถ้าผู้พูดมั่นใจว่า  “คุณ” คงมางานเลี้ยงแน่  และคงได้พบภรรยาผมแน่  ผู้พูดก็จะพูดในรูป  “If clause แบบที่ 1”  คือ  “If + subject + V. 1, subject + will + V. 1” คือ

 If you come to the party today, you will meet my wife.

(ถ้าคุณมางานเลี้ยงวันนี้  คุณก็จะได้พบภรรยาผม)  (ผู้พูดมั่นใจว่า “คุณ” จะมางานเลี้ยงแน่ๆ  และก็จะได้พบภรรยาผมแน่)

         ตัวอย่างอื่นๆ ของ “If clause” แบบที่ ๒ เช่น        

- If I were a poor student, I would not go on holiday as often as I would.

(ถ้าผมเป็นเด็กนักเรียนยากจน (ในขณะนี้)  ผมก็คงจะไม่ไปเที่ยววันหยุดพักผ่อนบ่อยเหมือนกับที่ผมทำอยู่)   (แต่เนื่องจากผมไม่ได้เป็นนักเรียนยากจน  ผมเลยไปเที่ยววันหยุดบ่อยๆ)

- If I were you, I would not let him say such things.

(ถ้าผมเป็นคุณ (ในขณะนี้)  ผมจะไม่ปล่อยให้เขาพูดเช่นนั้น)   (แต่เพราะว่าผมไม่ได้เป็นคุณ  ผมเลยปล่อยให้เขาพูดเช่นนั้นออกไป)

- If you met the Queen, how would you address her?

(ถ้าคุณพบราชินี (ในตอนนี้)  คุณจะพูดกับพระองค์อย่างไร)   (แต่ผู้พูดคิดว่า  มีโอกาสน้อยมากที่คุณจะได้พบกับราชินี)

- If she were a princess, she would be very happy.

(ถ้าเธอเป็นเจ้าหญิง (ในขณะนี้)  เธอคงจะมีความสุขมาก)   (แต่เธอมิได้เป็นเจ้าหญิง (เป็นเรื่องสมมติที่เป็นไปไม่ได้)   เธอเลยไม่มีความสุข)

   - If I were a bird, I would fly to the moon.

(ถ้าผมเป็นนก (ในตอนนี้)  ผมจะบินไปดวงจันทร์)  (เป็นเรื่องสมมติที่เป็นไปไม่ได้  ผมก็เลยไม่ได้บินไปดวงจันทร์)

  - If you ever met the Queen, what would you do?

(ถ้าคุณพบกับราชินี  คุณจะทำอย่างไร)  (ผู้พูดเชื่อว่า  คุณคงไม่มีโอกาสได้พบหรอก  หรือยากเต็มที)

- I could not possibly go there unless my parents gave me some money.  (Unless = if …………not)

(ผมคงไม่สามารถไปที่นั่นได้ (ในขณะนี้ หรือ อนาคต)  ถ้าพ่อแม่ไม่ให้เงินผม)  (แต่ผมก็ไปได้  เพราะพ่อแม่ให้เงิน)

- Can you come?  I would if I could but I can’t.  

(คุณมาได้ไหมล่ะ  ผมจะมาถ้าผมสามารถทำได้ (ในปัจจุบัน)   แต่ผมก็ไม่สามารถมาได้)  (ผู้พูดสมมติเหตุการณ์ที่เป็นไปไม่ได้  หรือมีโอกาสเกิดขึ้นได้น้อยมาก)

       สำหรับใน  “If clause” ที่มีกริยา “Were” เราสามารถใช้ “Were” แทน “If”  ได้  ดังประโยคข้างล่าง

- Were he to leave today, he would be there by Friday.

(= If he were to leave today, he would be there by Friday.)

(ถ้าเขาออกเดินทางวันนี้ (เป็นการสมมติเหตุการณ์ปัจจุบัน)  เขาคงไปถึงที่นั่นราววันศุกร์)   (แต่เป็นไปได้ยากมาก  หรือเป็นไปไม่ได้เลย  ที่เขาจะออกเดินทางวันนี้)

- Were it less expensive, we would buy it.

(= If it were less expensive, we would buy it.)

(ถ้ามันราคาแพงน้อยกว่านี้ (ในขณะนี้ หรือ ในอนาคต)   เราจะซื้อมัน)   (แต่เนื่องจากมันราคาแพง  เราเลยไม่ซื้อ)

-Were I you, I would not let him say such things.

(= If I were you, I would not let him say such things.)

(คำแปลอยู่ข้างบน)

- I would not go to school every day were I a poor student.

(= I would not go to school every day if I were a poor student.)

(ผมจะไม่ไปโรงเรียนทุกวัน  ถ้าผมเป็นนักเรียนยากจน  -  ในปัจจุบัน)   (แต่ผมไปโรงเรียนทุกวัน  เพราะผมไม่ได้เป็นนักเรียนยากจน)

18. Thai people always _________________ on their elders on Songkran Day.

(คนไทย ___________________ ผู้อาวุโส-ผู้มีอายุมากกว่า  ในวันสงกรานต์)

(a) remember calling

(b) remember to call   (จำได้, ระลึกได้ (เสมอ) ที่จะไปเยี่ยมเยียน)

(c) remembered calling

(d) remembered to call

ตอบ   -   ข้อ   (b) เนื่องจากข้อนี้เป็นข้อเท็จจริง   (Fact)  จึงถือเป็นเหตุการณ์ปัจจุบัน  จึงใช้ในรูป  “Present simple tense” (Subject + Verb 1)   (ดังนั้น  จึงตัดข้อ  (c)  และ  (d)  ทิ้ง)  สำหรับข้อ   (b)  หมายถึง  “จำได้-ระลึกได้  ที่จะไปเยี่ยม ผู้อาวุโส  ในวันสงกรานต์ ทุกๆปี”  มิได้ต้องการหมายถึงใน ข้อ  (a) ที่ว่า  “ระลึกได้ถึงการไปเยี่ยม ฯ”  ดูคำอธิบายเพิ่มเติมจากประโยคข้างล่าง

               ตัวอย่างที่ ๑

-   Seeing the teacher, ______________ at once.

(เห็นครู _________________________ ในทันที)

(a) the game was stopped   (เกมถูกหยุด)

(b) they stopped playing the game   (พวกเขาหยุดการเล่นเกม)

(c) the game stopped   (เกมหยุด)

(d) they stopped to play the game   (พวกเขาหยุดเพื่อจะเล่นเกม)

ตอบ   -   ข้อ  (b)  เนื่องจากประธานของประโยค ที่อยู่หลังเครื่องหมายคอมม่า (หลังคำ “teacher”)  เป็นผู้ทำกริยาที่ขึ้นต้นประโยค  (Seeing) คือ  “เห็น”  ดังนั้น  จึงต้องเป็นสิ่งมีชีวิต  ซึ่งในที่นี้ คือ  “They”  จึงตัดข้อ  (a, c)  ทิ้งไป  และต้องเลือกข้อ  (b)  เนื่องจากต้องใช้  “Stop playing”   (นักเรียนหยุดการเล่นเกม)  มิใช่ข้อ  (d)   “นักเรียนหยุดเพื่อจะเล่นเกม”  ดูเพิ่มเติมกริยาประเภทเดียวกับ  “Stop” จากประโยคข้างล่าง

           ตัวอย่างที่ ๒

-         Try _______________ water to your drink.

(ทดลอง _____________________ น้ำเข้ากับเครื่องดื่มของคุณ)

(a) to add

(b) adding   (ผสม)

(c) added

(d) addition   (การผสม-เติม-เพิ่ม-บวก)

ตอบ   -   ข้อ   (b)  “Try”  ในประโยคนี้หมายถึง   “ทดลอง”  จึงต้องตามด้วย “Gerund” (Verb + ing)  แต่ถ้าหมายถึง  “พยายาม” ต้องตามด้วย “Infinitive with to” (To + Verb 1) (การผสมน้ำเข้ากับเครื่องดื่ม ไม่ต้องใช้ความพยายามแต่อย่างใด)  ดูเพิ่มเติมกริยาที่มี ๒ ความหมาย  และต้องตามด้วยโครงสร้างที่ต่างกัน  จากประโยคข้างล่าง

             ตัวอย่างที่ ๓

-   Don’t forget _________________ my letter !

(จงอย่าลืม ___________________________ จดหมายของผม)

(a) post

(b) posting   (การส่ง)

(c) to post   (ที่จะส่ง)

(d) posted

ตอบ  -  ข้อ   (c)   เนื่องจากต้องการบอกว่า  “อย่าลืมส่ง”  (คือ ขณะที่พูดยังมิได้ส่ง  )มิใช่  “ลืมการส่ง”  (คือส่งไปแล้ว  และนานมากแล้ว จนลืมว่าเคยทำเช่นนั้น)  ซึ่งในกรณีหลังนี้ ต้องใช้  “Posting

               ตัวอย่างที่ ๔

- Have you ever tried _______________ this kind of food?

(คุณเคยลอง ______________________ อาหารชนิดนี้ไหม)

(a) to eat

(b) eating   (กิน)

(c) of

(d) with

ตอบ  -   ข้อ  (b)  เมื่อ  “Try” หมายถึง  “ลอง, ลองทำดู”   ในที่นี้ คือ  “ลองกิน”  ต้องตามด้วย  “Gerund” (Verb + ing)  ส่วนอีกความหมาย คือ  “พยายาม”  ต้องตามด้วย  “To + Verb 1)  (ในประโยคข้างบน  การกินอาหารไม่ต้องใช้ความพยายาม  “Try” จึงควรมีความหมายว่า  “ทดลอง, ลองทำดู”)

             ตัวอย่างที่ ๕

-  Please don’t forget ______________ me your address.

(โปรดอย่าลืม _____________________ที่อยู่ของคุณให้ผมด้วย)

(a) send

(b) to send   (ส่ง)

(c) sending

(d) sent

ตอบ  -  ข้อ  (b)  เนื่องจาก  “Forget + To + Verb 1” = “ลืมที่จะ...........”  คือไม่ได้ทำ  เพราะลืม  ส่วน  “Forget + Verb + ing” =  “ลืมการ.............” หมายถึง  ได้กระทำสิ่งหนึ่งลงไปแล้ว   แต่ลืมว่าได้กระทำสิ่งนั้น   ด้วยเหตุผลใดเหตุผลหนึ่ง 

               ตัวอย่างที่ ๖

-      As soon as it stops _______________, I shall go home.

(ในทันทีที่หยุด ___________________ ผมจะกลับบ้าน)

(a) rain

(b) the rain

(c) to rain

(d) raining   (ฝนตก)

ตอบ  -  ข้อ  (d)  เนื่องจาก  “It stops raining.”  หมายถึง  “ฝนหยุดการตก”กล่าวคือ  “Stop + Verb + ing” =  “หยุดการกระทำสิ่งนั้น”  ส่วน  “Stop + To + Verb 1” =  “หยุดเพื่อที่จะทำสิ่งนั้น” 

             ตัวอย่างที่ ๗

-      While we were walking in the park, she often stopped __________________ at the flowers.

(ขณะที่เรากำลังเดินไปในสวนสาธารณะ  เธอมักจะหยุด _______________ที่ดอกไม้อยู่บ่อยๆ)

(a) to look   (เพื่อที่จะมองดู)

(b) looking    (การมองดู)

(c) looked

(d) for looking

ตอบ   -   ข้อ   (a)   เนื่องจาก  (Stop + To + Verb 1 =  “หยุดเพื่อที่จะทำสิ่งนั้นๆ”)  (Stop + Verb + ing =  “หยุดการกระทำสิ่งนั้นๆ”)

            ตัวอย่างที่ ๘

-   I remember that restaurant; we stopped there ____________

on our way to Korat. 

(ผมจำภัตตาคารนั้นได้  เราหยุด (แวะ) ที่นั่น________________ ในระหว่างทางไปโคราช)

(a) eating    (การกินอาหาร)

(b) ate

(c) to eat   (เพื่อกินอาหาร)

(d) eaten

ตอบ  -  ข้อ  (c)   เนื่องจาก   “หยุดหรือแวะเพื่อที่จะกินอาหาร  (Stop to eat)

               ตัวอย่างที่ ๙

-       How did the cat get into the house?  I remember _______________it out last night.

(แมวเข้ามาในบ้านได้อย่างไร  ผมจำได้ถึง ______________มันไปไว้ข้างนอกเมื่อคืนที่ผ่านมา)

(a)    put

(b)   to put

(c)   putting   (การจับ)

(d)   putting away

ตอบ  -  ข้อ   (c)  (Remember + Verb + ing =  “จำได้ถึงการกระทำสิ่งนั้นๆ” คือ  ทำไปแล้วในอดีต  และยังจำได้ว่าทำ)  ส่วน   “Remember + To + Verb 1” =  “จำได้ (ไม่ลืม)   ที่จะทำสิ่งนั้นๆ”

สรุป   -   มีหลักไวยากรณ์ดังนี้   คือ  เราใช้ “Infinitive with to” (To + Verb 1) และ  “Gerund” (Verb + ing)   ตามหลังคำกริยา  “Remember, Forget, Try Stop”   แต่มีความหมายต่างกัน  เช่น

-         I remembered to buy him a newspaper.

(ผมจำได้ที่จะซื้อ (ไม่ลืมซื้อ) หนังสือพิมพ์ให้เขา)

-         I remembered buying him a newspaper.

(ผมจำได้ถึงการซื้อหนังสือพิมพ์ให้เขา  –  คือซื้อเมื่อเดือนที่แล้ว  และยังจำได้ว่าซื้อ)

-         She forgot meeting me in New York ten years ago.

(เธอลืมการได้พบกับผมในนิวยอร์คเมื่อ ๑๐ ปีมาแล้ว  –  คือเคยพบกันเมื่อ ๑๐ ปีมาแล้ว  แต่เธอจำไม่ได้แล้วว่าเคยพบ)

-         She forgot to meet me at my office yesterday.

(เธอลืมที่จะมาพบผมที่สำนักงานเมื่อวานนี้ – สรุปคือไม่ได้มาพบเพราะลืม)

-         He tried to swim across the dangerous river.

(เขาพยายามว่ายข้ามแม่น้ำที่มีอันตราย)

-         He tried eating the food his girlfriend cooked for him.

(เขาทดลองกินอาหารที่แฟนปรุงให้เขากิน)

-         They stopped working and went to a restaurant.

(พวกเขาหยุดการทำงาน  และไปภัตตาคารเพื่อกินอาหาร)

-         They stopped to work until late at night.

(พวกเขาหยุด  (กิน, เล่น, พูดคุย, ฯลฯ)  เพื่อที่จะทำงานจนกระทั่งดึกดื่น)

19. Neither the chairs nor the table ________________ in good condition.

(ไม่ทั้งเก้าอี้ หรือ โต๊ะ ___________________ ในสภาพที่ดี)  (คือ  ทั้งเก้าอี้และโต๊ะอยู่ในสภาพที่ไม่ดี หรือ ชำรุด)

(a) are

(b) were

(c) is   (อยู่)

(d) being

ตอบ   -   ข้อ   (c)  เนื่องจากประธาน  ๒  ตัว เชื่อมด้วย   “Either…….or” (ประธาน  ตัวใดตัวหนึ่ง)   “Neither……..nor”  (ประธาน  ไม่ทั้ง  ๒  ตัว)   “Not only………but also”  (ไม่เพียงแต่ประธานตัวแรก.......แต่ยังตัวที่  ๒  ด้วย)   “……..or……..”  (ประธานตัวแรก  หรือ  ตัวที่  ๒)  ให้ใช้กริยาตามประธานตัวหลัง  สำหรับในประโยคข้างบน  ใช้กริยา  “Is”  ตามประธานตัวหลัง  คือ   “The table”  ดูคำอธิบายเพิ่มเติมจากประโยคข้างล่าง

                 ตัวอย่างที่ ๑

-         Neither I nor my sister ________________ going to the dance.

(ไม่ทั้งผมและน้องสาว _________________ ไปเต้นรำ – คือ ทั้งผมและน้องสาวไม่ไปเต้นรำ)

(a) is

(b) am

(c) are

(d) aren’t

ตอบ  –  ข้อ   (a)  เนื่องจาก  ประธานประโยค ๒ ตัว  เชื่อมด้วย “Or, Either… …..or, Neither…….nor, Not only……..but also   ให้ใช้กริยาตามประธานตัวหลัง  สำหรับประโยคข้างบน  ใช้กริยา  “Is”  ตามประธานตัวหลัง  คือ  “My sister”  ตัวอย่างการใช้คำเชื่อมอื่นๆ   เช่น

                    - You or I am to blame for the error.

(ไม่คุณก็ผมที่ควรถูกตำหนิสำหรับความผิดพลาด)  (ใช้กริยาตามประธานตัวหลัง คือ  “I”)

            - When I came in, neither the radio nor the television was on.

(เมื่อผมเข้ามา  ทั้งวิทยุและทีวีมิได้เปิดอยู่)  (ใช้กริยาตามประธานตัวหลัง คือ “the television”)

                 - Neither you nor I was glad.

(ทั้งคุณและผมไม่ดีใจ)  (ใช้กริยาตามประธานตัวหลัง คือ “I”)

                  - Although we have been living in Thailand for 5 years, neither my husband nor I speak Thai fluently.

(แม้ว่าเราได้อยู่เมืองไทยมา ๕ ปีแล้ว  ทั้งสามีและฉันพูดไทยไม่คล่อง) (ใช้กริยาตาม “I”)

                 - Either excessive social obligation or just plain laziness has kept him from his work.

(ภาระทางสังคมที่มากเกินไป  หรือ เพียงแค่ความเกียจคร้านธรรมดา (อย่างใดอย่างหนึ่ง) ที่ทำให้เขาไม่ทำงาน)  (ใช้กริยาตามประธานฯ ตัวหลัง คือ  “plain laziness”)

-         Either John or his sister is coming to my party.

(จอห์นหรือน้องสาวของเขาคนใดคนหนึ่ง (ระหว่างเขากับน้องสาว) กำลังมางานเลี้ยงของผม)  (ใช้กริยาตาม  “his sister”)

-         Neither you nor I am able to achieve the goals.

(ไม่ทั้งคุณและผมสามารถบรรลุจุดหมาย  – คือทั้งคุณและผมไม่สามารถบรรลุจุดหมาย)  (ใช้กริยาตามประธานตัวหลัง คือ  “I”)

-         Not only Peter but also Frank passes the test.

(ไม่เพียงแต่ปีเตอร์  แต่ยังแฟร้งค์อีกด้วยที่ผ่านการสอบ – คือสอบผ่านทั้ง ๒ คน)

(ใช้กริยาตาม “Frank”)

-         Both Mary and her sister have divorced their husbands.

(ทั้งแมรี่และพี่สาวของเธอได้หย่าร้างกับสามี)  (ประธานฯ  ๒  ตัว เชื่อมด้ว

“Both………….and”   ให้ใช้กริยาเป็นพหูพจน์  (have divorced)  เนื่องจาก

ถือว่ามีประธานฯ มากกว่า  ๑  คน หรือ  ๑  สิ่ง)

20. After the ice ________________ for about three days, we could skate on it.

(หลังจากน้ำแข็ง ___________________ เป็นเวลา  ๓  วัน  เราจึงสามารถเล่น สเก๊ตบนมันได้)

(a) was froze

(b) is froze

(c) had been froze

(d) had been frozen   (ถูกทำให้เย็นจัดจนกลายเป็นน้ำแข็ง)

ตอบ   -   ข้อ   (d) เนื่องจากเหตุการณ์  “น้ำแข็งถูกทำให้เย็นจัดฯ”  เกิดขึ้นก่อนเหตุการณ์  “เราสามารถเล่นสเก๊ตฯ”  จึงต้องใช้รูป  “Past perfect tense”  (Subject + Had + Verb 3)  และในกรณีนี้ต้องอยู่ในรูป  “Passive voice”  (Subject + Had +Been + Verb 3)  (ถูกทำให้เย็นจัดจนแข็ง)  ดูเพิ่มเติมการใช้  “Past perfect tense”  และ  “Past simple tense”  (Subject + Verb 2)  จากประโยคข้างล่าง

                ตัวอย่างที่ ๑

-   In his evidence the policeman said that the accused _________________ dismissed from his employment three weeks before.

(จากพยานหลักฐาน  ตำรวจกล่าวว่า  ผู้ถูกกล่าวหา ________________ ไล่ออกจากงาน  ๓  สัปดาห็ก่อนหน้านั้น  -  คือ ก่อนหน้าที่ตำรวจกล่าว)

(a)   has been

(b) had been   (ได้ถูก)

(c) was being

(d) is

ตอบ   -   ข้อ   (b)  เป็นการใช้โครงสร้าง   “Past perfect tense”  (Subject + Had + Verb 3)  ในรูป  “Passive voice”  (Subject + Had + Been + Verb 3)  (สำหรับประโยคข้างบน  ผู้ถูกกล่าวหา  “ถูกกระทำ”  คือ ถูกไล่ออกจากงาน)   

                 ตัวอย่างที่ ๒   (จงหาข้อที่ผิดหลักไวยากรณ์  จาก ข้อ (๑) – (๔)

-     The front porch was (1) a common feature of (2) wooden houses that (3) had built in the U.S. (4) around 1900.

(ระเบียงหน้าบ้านเป็นลักษณะธรรมดา-สามัญของบ้านไม้  ซึ่งถูกสร้างขึ้นในสหรํฐฯ  ราวๆ ปี ๑๙๐๐)  (หมายถึงในยุคนั้น  บ้านไม้ในสหรัฐฯ ส่วนใหญ่จะมีระเบียงหน้าบ้าน)

ตอบ   -    ข้อ  ๓  แก้เป็น   “had been built”  เนื่องจากต้องอยู่ในรูป “Passive voice”  ของ  “Past perfect tense”  (Subject + Had + Verb 3) ซึ่งเมื่ออยู่ในรูปของ  “Passive voice”   จะมีโครงสร้าง “Subject + Had + Been + Verb 3)

                  ตัวอย่างที่ ๓  

-    Cash awards were given to employees who ____________ suggestions to improve quality and raise production.

(รางวัลเงินสดถูกมอบให้กับพนักงานผู้ซึ่ง ___________________ คำแนะนำเพื่อปรับปรุงคุณภาพและยกระดับการผลิต)

(a) had offered   (ได้เสนอ)

(b) had been offered

(c) have offered

(d) are offering

หมายเหตุ    –    ตอบข้อ  (a)  เนื่องจากเป็นการใช้รูป  “Past perfect tense” (had offered)  ควบคู่กับ  “Past simple tense” (were givenในที่นี้อยู่ในรูป  “Passive voice”)   กล่าวคือ   มีเหตุการณ์ในอดีตเกิดขึ้น  ๒  เหตุการณ์  (จบลงไปแล้วทั้งคู่)   เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นก่อนและจบลงก่อน  ใช้   “Past perfect” (Subject + had + V. 3)   ส่วนเหตุการณ์ที่เกิดทีหลังและจบทีหลัง   ใช้  “Past simple”  (Subject + V. 2)   ทั้งนี้   ในประโยคข้างบน   ข้อความ  “รางวัลเงินสดถูกมอบให้กับพนักงาน”   เกิดขึ้นภายหลังข้อความ  “(พนักงาน)  ผู้ซึ่งเสนอคำแนะนำเพื่อปรับปรุง ............”  กล่าวคือ  “เสนอคำแนะนำ”  เกิดขึ้นก่อน  จึงใช้   “Past perfect”  ส่วน  “มอบรางวัล หรือรางวัลถูกมอบ”  เกิดขึ้นทีหลัง  เพื่อเป็นการตอบแทน จึงใช้   “Past simple”   ประโยคในลักษณะนี้ ส่วนใหญ่จะมีคำ “Before”  “After” หรือ  “When”   ปรากฏอยู่ด้วย   ตัวอย่างประโยคลักษณะนี้  ได้แก่

-         Dang had learnt English before he went to England.

(แดงได้เรียนภาษาอังกฤษก่อนแล้ว  ก่อนที่เขาจะไปอังกฤษ)

(การเรียนเกิดก่อน ใช้  “Past perfect” การไปอังกฤษเกิดทีหลัง ใช้ “Past simple”)

-         When I called on Jim, his sister told me that he had left home.

(เมื่อผมไปเยี่ยมจิม  น้องสาวของเขาบอกผมว่า  เขาได้ออกจากบ้านไปแล้ว)

(“ออกจากบ้าน” เกิดก่อน  จึงใช้ “Past perfect” “บอกผม”  เกิดทีหลัง ใช้ “Past simple”)

-         We went out for a walk after we had eaten dinner.

(เราออกไปเดินเล่นหลังจากที่เราได้กินอาหารค่ำแล้ว)

(กินอาหารค่ำเกิดก่อน ใช้  “Past perfect” ออกไปเดินเล่นเกิดทีหลัง ใช้ “Past simple”)

-         When we reached the theater, the movies had started.

(เมื่อเราไปถึงโรงหนัง  หนังได้เริ่มฉายไปแล้ว)

(ไปถึงโรงหนังเกิดทีหลัง ใช้  “Past simple” หนังฉายเกิดขึ้นก่อน ใช้ “Past perfect”)

21. The criminal _________________ two weeks later.

(อาชญากร ______________________ สองสัปดาห์ต่อมา)

(a) is hanged

(b) was hung   (ถูกแขวน  -  เช่น  เสื้อผ้า, หมวก)

(c) will be hung   (จะถูกแขวน)

(d) was hanged   (ถูกแขวนคอ)

ตอบ   -   ข้อ  (d)  เนื่องจาก  “Hang   Hanged   Hanged  =   “แขวนคอ”  (ในประโยคข้างบน  ต้องใช้รูป  “Passive voice”  เนื่องจากอาชญากร  “ถูกแขวนคอ”) ส่วน  “Hang   Hung   Hung” =  “แขวน”  เช่น  แขวนเสื้อผ้า, หมวก ฯลฯ

22. I would rather ______________ for a walk than ____________ a movie tonight.

(ผมอยากจะ ________________ เดินเล่น  มากกว่าที่จะ ______________  ภาพยนตร์  ในคืนนี้)

(a) go ______________ seeing

(b) go ______________ see   (ไป ____________________  ดู)

(c) going ______________ see

(d) to go _____________ to see

ตอบ   -   ข้อ   (b)  “Would rather”  (อยากจะ)  ต้องตามด้วย   “Infinitive without to”  (Verb 1)  รวมถึงหลัง  “Than” (มากกว่า)  ด้วย