หมวดข้อสอบ TOEIC (ตอนที่ 62)

Part V : Sentence Completion   (ส่วนที่ 5 :  การเติมประโยคให้สมบูรณ์)

Choose the best alternative to make a correct sentence.

(จงเลือกข้อที่ดีที่สุดเพื่อทำให้ประโยคมีความถูกต้อง)

1. Most American families have pie for dinner at times.  The words at times means _________________.

(ครอบครัวอเมริกันส่วนใหญ่กินขนมพายสำหรับอาหารค่ำ  เป็นครั้งคราว-เป็นบางโอกาส   คำว่า “At times”  หมายความว่า ______________________ )

(a) occasionally   (เป็นบางโอกาส, เป็นครั้งคราว, ไม่บ่อยนัก)

(b) once in a while   (เป็นบางโอกาส, เป็นครั้งคราว, ไม่บ่อยนัก)

(c) now and then   (เป็นบางโอกาส, เป็นครั้งคราว, ไม่บ่อยนัก)

(d) now and again   (เป็นบางโอกาส, เป็นครั้งคราว, ไม่บ่อยนัก)

(e) all of the above   (ทุกข้อข้างบน)

ตอบ   -   ข้อ  (e)  “At times”  หมายถึง  “เป็นครั้งคราว, เป็นบางโอกาส, ไม่บ่อยนัก

2. Literature played ______________ important part in the lives of the leisured class in England.

(วรรณคดี-วรรณกรรมมีส่วนสำคัญ _____________________ ในชีวิตของชนชั้นที่มีเวลาว่าง (ชนชั้นกลาง) ในประเทศอังกฤษ  -  เมื่อเปรียบเทียบกับชนชั้นอื่นๆ)  (หมายถึง  เมื่อคนมีเวลาว่างจากการทำงาน  ก็มีเวลามาสนใจอ่านหนังสือประเภทวรรณคดี-วรรณกรรม)

(a) much more

(b) far more

(c) a much more   (มากกว่ากันอย่างมากมาย)

(d) much

ตอบ   -   ข้อ  (c)  เนื่องจากเป็นการเปรียบเทียบ  “ขั้นกว่า”  (Comparative degree)  ระหว่างชนชั้นที่มีเวลาว่าง  คือ ชนชั้นกลาง  กับชนชั้นอื่นๆ ในประเทศอังกฤษ  โดยละชนชั้นอื่นๆ ไว้ในฐานที่เข้าใจ  (ไม่ได้เขียนลงไป)  และเนื่องจาก“Important”  เป็นคำพยางค์ยาว  จึงต้องใช้   “More”  ขยาย  (สำคัญมากกว่า)  และเมื่อต้องการบอกว่า  “สำคัญมากกว่าอย่างมากมาย”  จึงต้องใช้  “Much”  หรือ“Far”  ขยายหน้า  “Important”  ดูเพิ่มเติมการเปรียบเทียบ  “ขั้นกว่า”  จากประโยคข้างล่าง

              ตัวอย่างที่ ๑

-         Last night’s homework was hard, but this is __________________ difficult.

(การบ้านของเมื่อคืนนี้ยาก  แต่ (การบ้าน) นี่  ยาก  __________________)

(a)  much more   (กว่ามากมาย)

(b) too much more

(c) too

(d) more too

ตอบ   -   ข้อ  (a)

                 ตัวอย่างที่ ๒

-   It’s so noisy to live near a busy street but it is worse, _________________ worse to live near a railway station.

(มันเสียงดังมากที่จะอาศัยอยู่ใกล้ถนนที่มีรถสัญจรไปมา  แต่มันยิ่งแย่กว่า  แย่กว่า ________________ที่จะอาศัยอยู่ใกล้กับสถานีรถไฟ)

(a)   very

(b)  so

(c) much   (มาก, มากมาย)  (หรืออาจใช้“Far”ก็ได้)

(d) more

ตอบ  -  ข้อ  (c)   ในการเปรียบเทียบ  “ขั้นกว่า”  (Comparative degree)

ในกรณีที่ต้องการบอกว่า  “ใหญ่กว่ามาก”  “เล็กกว่ามาก”  “ร้อนกว่ามาก”“สวยกว่ามาก”  ให้ใช้  “Much” และ “Far”  ขยาย   (ห้ามใช้ “Very”

                ตัวอย่างที่ ๓

-     She looks much ______________ this morning.

(เธอมีท่าทาง _______________________ อย่างมากเช้าวันนี้)

(a) happy

(b) happily

(c) happier   (มีความสุขมากขึ้น)

(d) happiness   (ความสุข)

(e) happiest   (มีความสุขที่สุด)

ตอบ   -   ข้อ   (c)   เนื่องจากเป็นการเปรียบเทียบ   “ขั้นกว่า”  (Comparative degree)  เพียงแต่ไม่มี  “Than”  ปรากฏให้เห็น  แต่จริงๆแล้วเป็นการเปรียบเทียบกับอดีต  เช่น  เมื่อวานนี้   หรือ สัปดาห์ที่แล้ว  ข้อสังเกตอีกอย่างคือ   ถ้าไม่มีการเปรียบเทียบ  จะต้องใช้   “Very”  แทน “Much”  เพื่อขยาย  “Happy”  ส่วนการจะบอกว่า  มีความสุขมากขึ้น  “อย่างมาก”  ให้ใช้  “Much” และ “Far” เท่านั้น  (สำหรับความหมาย  “อย่างมาก”)  ห้ามใช้“Very

                 ตัวอย่างที่ ๔

-   The scenery looks ______________ in December than in April.

(ภูมิประเทศ – ทิวทัศน์ – มีลักษณะ ____________________ ในเดือนธันวาคม กว่าเดือนเมษายน)

(a) far pleasant

(b) much more pleasant    (น่ารื่นรมย์มากกว่ากัน (อย่าง) มากมาย)

(c) very pleasant

(d) much more pleasantly

ตอบ   –   ข้อ   (b)  เนื่องจากการเปรียบเทียบ  “ขั้นกว่า”(Comparative degree)ถ้าต้องการบอกว่า  “มากกว่าอย่างมากมาย”  เช่น  “ใหญ่กว่ามาก”  “เล็กกว่ามาก”“หนาวกว่ามาก” ฯลฯ   สามารถใช้คำแทนคำว่า  “อย่างมากมาย”   ได้ ๒ คำ คือ Much” และ  “Far”  ห้ามใช้  “Very”  สำหรับในประโยคข้างบน  จะใช้  “far more pleasant”  ก็ได้

                    ตัวอย่างอื่นๆเช่น“much bigger” (ใหญ่กว่ามาก)  “much older” (แก่กว่ามาก)  “far hotter” (ร้อนกว่ามาก)  “far colder” (หนาวกว่ามาก)“much more important” (สำคัญกว่ามาก)  “much more complicated” (ยุ่งยากหรือสลับซับซ้อนกว่ามาก)  “far smaller” (เล็กกว่ามาก)   “far thinner” (ผอมหรือบางกว่ามาก)  “far more beautiful”  (สวยกว่ามาก)

                    ในกรณีที่ต้องการบอกว่า  “ใหญ่กว่าเล็กน้อย”  “หนาวกว่านิดหน่อย”  “หนักกว่าเล็กน้อย”  “เบากว่าเล็กน้อย”  “แพงกว่านิดหน่อย”   “ยากกว่านิดหน่อย”  ดูคำอธิบายจากประโยคข้างล่าง

                 ตัวอย่างที่ ๕

- I hope you will try ______________ harder next time.

(ผมหวังว่าคุณจะพยายามมากขึ้น ____________________ ในคราวหน้า)

(a) less

(b) more

(c) some

(d) a little   (เล็กน้อย, นิดหน่อย)

(e) very

ตอบ   -   ข้อ (d)  เมื่อขยายการเปรียบเทียบ   “ขั้นกว่า”(Comparative degree)  เช่น  “ ใหญ่กว่า, ร้อนกว่า, แพงกว่า”   และต้องการบอกว่าเพียง   “เล็กน้อย, นิดหน่อย”   ให้ใช้  “A little, A bit  หรือ  A little bit”  ขยาย  เช่น  “A little bigger”  (ใหญ่กว่านิดหน่อย),  A little hotter”  (ร้อนกว่าเล็กน้อย),  “A bit colder”  (หนาวกว่านิดหน่อย),  “A little more expensive”  (แพงกว่าเล็กน้อย),  “A bit more interesting”  (น่าสนใจกว่านิดหน่อย),  “A little bit more important”   (สำคัญกว่าเล็กน้อย)   เป็นต้น

3. The two really important things in life are a good bed and a fine pair of shoes.  When you’re not in one, you’re in ______________.

(Norwegian proverb)

(สิ่งที่สำคัญอย่างแท้จริง  ๒  อย่างในชีวิต  คือ  เตียงนอนที่ดีๆ ตัวหนึ่ง  และรองเท้าดีๆ คู่หนึ่ง  ทั้งนี้  เมื่อคุณไม่อยู่ในสิ่งหนึ่ง  คุณก็จะอยู่ใน __________________  (ในบรรดาของ  ๒  สิ่ง คือ เตียง และ รองเท้า)  (สุภาษิตนอร์เวย์)  (ความหมาย คือ  เตียงนอนดีๆ คือ ที่สำหรับพักผ่อนหลังจากการทำงานหาเลี้ยงชีพ  ส่วนรองเท้า คือ สิ่งที่คนเราจะต้องสวมใส่เวลาออกไปทำงานนอกบ้าน  เพราะฉะนั้น  ของ  ๒  สิ่งนี้ จึงเป็นสิ่งที่จำเป็นมากในทัศนะของคนนอร์เวย์  กล่าวคือ  คนเราถ้าไม่ทำงาน  (โดยใส่รองเท้าออกไปนอกบ้าน)  ก็พักผ่อน  (อยู่บนเตียง)  ชีวิตคน (นอร์เวย์) จึงวนเวียนอยู่กับของ  ๒  สิ่งนี้  เพราะคนนอร์เวย์ไม่สนใจกับเรื่องสนุกสนาน  เนื่องจากชีวิตต้องต่อสู้กับความหนาวเหน็บตลอดทั้งปี  เพราะประเทศตั้งอยู่ใกล้ขั้วโลก)

(a) the other   (อีกสิ่งหนึ่ง)

(b) the others

(c) others

(d) other

ตอบ   -   ข้อ   (a)  เนื่องจากเราใช้   “The other” เพื่อชี้เฉพาะ หรือบอกว่า  “อีกหนึ่งที่เหลือ  จากจำนวน  ๒  สิ่ง  ๒ คน  หรือ  ๒ ตัว”  {เมื่อใช้  “The other”  แบบลอยๆ  ถือเป็นคำสรรพนาม  (Pronoun)   แต่ถ้าใช้ขยายคำนาม  ถือเป็นคำคุณศัพท์   (Adjective)} ดังประโยคข้างล่าง

         - Hold it in your right hand, not the other.  (ใช้แบบ “Pronoun”)

(ถือมันไว้ในมือขวาของคุณสิ  ไม่ใช่มือซ้าย)  (คนเรามี  ๒  มือ)

         - Tim and Tom had told me that they would come to my party, but only Tim came, the other did not.  (ใช้แบบ “Pronoun”)

(ทิมและทอมบอกผมว่าจะมางานเลี้ยงของผม  แต่ทิมมาเพียงคนเดียว  อีกคนหนึ่งไม่มา)  (คือทอมไม่มา  -  ทอมคืออีกคนหนึ่งที่เหลือจาก  ๒  คน)

           - One half of the world does not know how the other half lives.  (ใช้แบบ “Adjective” ขยายคำนาม “Half”)

{(ผู้คน) ครึ่งหนึ่งของโลกไม่รู้ว่า (ผู้คน) อีกครึ่งหนึ่ง (ของโลก) มีชีวิตอย่างไร(หมายถึง  คนร่ำรวยในซีกโลกหนึ่ง  ไม่รู้ว่าคนยากจนในอีกซีกโลกหนึ่งมีชีวิตอย่างไร)  (โลกแบ่งออกเป็น  ๒  ซีก คือ ตะวันตกและตะวันออก  ประโยคข้างบนกล่าวถึงซีกโลกที่เหลือ  จากซีกที่ได้กล่าวไปแล้ว)

                   กล่าวโดยสรุป  “เมื่อทราบว่ามีของ  ๒  สิ่ง  คน  ๒  คน  สัตว์  ๒  ตัว  ใช้  “One”  คู่กับ  “The other”   ดังประโยคข้างล่าง

              - There are two boys in this room, one is big and the other is small.

(มีเด็ก  ๒  คนในห้องนี้  คนหนึ่งตัวใหญ่  อีกคนหนึ่ง (ที่เหลือจาก  ๒  คน) ตัวเล็ก)

              - One cooks and the other cleans the house.

(คนหนึ่งปรุงอาหาร  และอีกคนทำความสะอาดบ้าน)  (ในบ้าน มีคนเพียง  ๒  คนเท่านั้น)

               - There are 2 sentences on the page.  One is the answer to the first question and the other is the answer to the second question.      

(มี  ๒  ประโยคอยู่ในหน้าหนังสือนั้น  ประโยคหนึ่งเป็นคำตอบของคำถามแรก  และอีกประโยคหนึ่ง (ที่เหลือจาก  ๒  ประโยค) เป็นคำตอบของคำถามที่  ๒)

               - First he stood on one foot, then he stood on the other.

(ในตอนแรก  เขายืนบนขาหนึ่งก่อน  และต่อมา  เขายืนบนขาอีกข้างหนึ่ง)  (คนมี  ๒  ขา)

                - The twins look exactly alike, one can’t be distinguished from the other.

(ฝาแฝดคู่นั้นมีท่าทางเหมือนกันเป๊ะ  ไม่สามารถแยกความแตกต่างของคนหนึ่งจากอีกคนหนึ่งได้)  (แฝด  ๒  มีเพียง  ๒  คนเท่านั้น)

                - There are 2 seats left, I don’t want to sit near the door, so I guess I’ll have to take the other one.

(มีที่นั่งเหลืออยู่  ๒  ที่  ผมไม่ต้องการนั่ง (ที่นั่ง) ติดประตู  ดังนั้น  ผมคาดว่าผมจำเป็นต้องนั่งที่นั่งอีกตัวหนึ่ง  -  ที่เหลืออยู่)

                 อย่างไรก็ตาม  เราใช้  “The other”  กับ  สิ่ง (คน, สัตว์) ที่เหลือเพียงสิ่งเดียว (เอกพจน์) สุดท้าย  จากของจำนวนมากเท่าใดก็ได้  (ไม่จำเป็นต้องจากของเพียง  ๒  สิ่ง)   เช่น

            - Of these books, two are about space travel, how about the other?

(ในบรรดาหนังสือเหล่านี้    ๒ เล่มเกี่ยวกับการเดินทางในอวกาศ  แล้วอีกเล่ม  (ที่เหลือเล่มสุดท้าย) เกี่ยวกับอะไร)  (หนังสือมีอยู่ด้วยกันทั้งหมด  ๓  เล่ม)

             - There are 10 cars in the showroom.  Two are black; three are red; four are white and the other is bronze.

(มีรถ  ๑๐  คันในโชว์รูม  ๒ คันมีสีดำ  ๓ คันสีแดง  ๔ คันสีขาว  ส่วนคันที่เหลือสุดท้าย  สีบรอนซ์)  (มีรถทั้งหมด  ๑๐  คัน  บอกสีไปแล้ว  ๙  คัน  คันสุดท้ายสีบรอนซ์)

               สำหรับ  “The others”  ใช้บอกจำนวนที่เหลือสุดท้าย   (เป็นพหูพจน์  คือ  ตั้งแต่  ๒  คน  ๒ สิ่ง  หรือ  ๒ ตัว  ขึ้นไป)  จากจำนวนทั้งหมด  ซึ่งอย่างน้อยต้องมีจำนวน  ๓  หรือมากกว่า  (ต้องรู้จำนวนรวมที่แน่นอน  ว่ามีทั้งหมดเท่าใด)   เช่น  

           - Here are 4 boxes, but I can carry only 2  -  please bring the others.

(นี่คือกล่อง  ๔  ใบ  แต่ผมแบกได้เพียง  ๒  ใบนะ  คุณกรุณาแบบอีก  ๒  ใบที่เหลือด้วย)

          - There are 7 mangoes on the table; you can take 3 and I’ll take the others.

(มีมะม่วง  ๗  ลูกบนโต๊ะ  คุณเอาไป  ๓  ลูกก็ได้  ส่วนผมจะเอาที่เหลือไป)  (คืออีก  ๔  ลูกที่เหลือ)

4. The steamship and the railroad, the automobile, and now the airplane have brought people into contact with ______________.

(เรือกลไฟและรถไฟ  รถยนต์  และปัจจุบันเครื่องบิน  ได้นำผู้คนมาพบปะ-สัมผัส ___________________ )  (คือ นำผู้คนมาพบกัน)

(a) each other   (ซึ่งกันและกัน)  (ระหว่าง  ๒  คน)

(b) one another   (ซึ่งกันและกัน)  (ตั้งแต่  ๓  คนขึ้นไป)

(c) some others

(d) others   (คนอื่นๆ)

ตอบ   -   ข้อ  (b)  เนื่องจากผู้คนจำนวนมากมาย  ดูเพิ่มเติมจากประโยคข้างล่าง

            - If my husband and I parted for a time, we tend to appreciate each other more.

(ถ้าสามีและฉันแยกกันชั่วเวลาหนึ่ง  เรามีแนวโน้มจะชื่นชม-เห็นคุณค่าซึ่งกันและกันมากขึ้น)  (ระหว่าง  ๒  คน)

         - When the two girls heard a knock on the door, they look at each other and said nothing.

(เมื่อเด็กหญิง  ๒  คนนั้นได้ยินเสียงเคาะประตู  เธอมองหน้ากัน  และไม่พูดอะไร)  (ระหว่าง  ๒  คน)

         - The members of community should try to help one another.

(สมาชิกชุมชนควรพยายามช่วยเหลือซึ่งกันและกัน)  (ชุมชนมีสมาชิกมากมาย)

5. Chronic bronchitis is _______________ of disablement and death in Great Britain.

(โรคหลอดลมอักเสบเรื้อรังเป็น _____________________ ของความพิการและการตายในสหราชอาณาจักร)

(a) one of major causes

(b) one of the major causes   (หนึ่งในสาเหตุสำคัญหลายๆประการ)

(c) one of the major cause

(d) one major causes

ตอบ   -   ข้อ  (b)  ดูคำอธิบายจากประโยคข้างล่าง

-  He is _______________ on the project.

(เขาเป็น ________________________ ในโครงการ)

(a) one of young artists

(b) one of young artist

(c) one of the young artists   (หนึ่งในบรรดาศิลปินหนุ่ม)

(d) one of the young artist

ตอบ   –   ข้อ  (c)  เนื่องจากเป็นไปตามโครงสร้าง “One of the + Noun (plural)”  (หนึ่งในบรรดา.............)   สำหรับในกรณีที่นำมาขึ้นต้นเป็นประธานของประโยค   ต้องใช้กริยาตาม   “One”   เช่น

-     One of the passengers was killed in the accident.

(ผู้โดยสารคนหนึ่งตายในอุบัติเหตุ)

-     One of the cars was stolen from the parking lot.

(รถคันหนึ่งถูกขโมยไปจากลานจอดรถ)

                 ในกรณีที่อยู่ในประโยค  แต่เป็นส่วนของอนุประโยค   ต้องใช้กริยาให้สอดคล้องกับ   “นามพหูพจน์”   เช่น

      - Jim is one of the passengers who were killed in the accident.

(จิมเป็นผู้โดยสารคนหนึ่งที่ตายในอุบัติเหตุ)

     - Tom is one of the students who are awarded a scholarship.

(ทอมเป็นนักเรียนคนหนึ่งที่ได้รับทุนการศึกษา)

     - She is one of the girls who have been admitted to the university. (เธอเป็นเด็กหญิงคนหนึ่งที่ได้รับเข้าเรียนในมหาวิทยาลัย)

6. “What did you have for lunch?”

(คุณทานอะไรสำหรับอาหารกลางวัน)

“___________________.”

(a)    A few rice and a few oranges

(b)   A little rice and a little oranges

(c) A little rice and a few oranges   (ข้าวนิดหน่อย  และส้มสองสามลูก)

(d) A few rice and a little oranges

ตอบ   -   ข้อ  (c)  เนื่องจาก  “Few, A few”  ใช้กับคำนามนับได้พหูพจน์  ส่วน   “Little, A little”  ใช้กับคำนามนับไม่ได้  (เป็นเอกพจน์เสมอ)  และ “Rice”  เป็นนามนับไม่ได้   ส่วน  “Orange”  เป็นนามนับได้  ดูเพิ่มเติมการใช้  “Few, A few, Little, A little”  จากประโยคข้างล่าง

              ตัวอย่างที่ ๑

-       There are _______________ apples left.  Let’s have them for dessert.

(มีแอปเปิ้ลเหลืออยู่ _____________________พวกเรามากินมันเป็นของหวานกันเถอะ)

(a) little   (น้อย)  (จนแทบไม่มีเลย–ความหมายเป็นไปในทางลบ)  (ใช้กับคำนามนับไม่ได้ – เอกพจน์เสมอ)

(b) a little   (น้อย)  (แต่พอมีอยู่บ้าง–ความหมายเป็นไปในทางบวก)  (ใช้กับคำนามนับไม่ได้ – เอกพจน์เสมอ)

(c) few   (น้อย) (จนแทบไม่มีเลย–ความหมายเป็นไปในทางลบ)  (ใช้กับคำนามนับได้พหูพจน์)

(d) a few   (น้อย, เล็กน้อย)  (แต่พอมีอยู่บ้าง– ความหมายเป็นไปในทางบวก)  (ใช้กับคำนามนับได้พหูพจน์)

(e) the few   (น้อย  ใช้แสดงการเน้นจำนวนที่เหลือจากจำนวนทั้งหมดที่ได้กล่าวไปแล้ว)  (ใช้กับคำนามพหูพจน์)

(f) very few   (น้อยมากๆ)  (ใช้กับคำนามพหูพจน์)

ตอบ   -   ข้อ  (d)  เนื่องจากต้องการบอกว่า  “มีแอปเปิ้ลเหลืออยู่บ้าง  จึงชวนกันกินเป็นของหวาน”   ดังนั้น การจะเลือกข้อใด  จึงต้องดูว่าใช้ขยายคำนามนับได้ (พหูพจน์) (ใช้  “Few”  หรือ  “A few”)   หรือนับไม่ได้   (เอกพจน์เสมอ)  (ใช้ “Little”  หรือ  “A little”)   และดูด้วยว่า   “มีน้อยมาก”   (ใช้ “Few” หรือ “Little” )  หรือ  “พอมีอยู่บ้าง”   (ใช้ “A few” หรือ  “A little”)  ดังประโยคตัวอย่างข้างล่าง

            - She has a few friends at school, so she is not lonely.

(เธอมีเพื่อนอยู่บ้างที่โรงเรียน  ดังนั้น  เธอจึงไม่เหงา)

           - She has few friends at school, so she is very lonely.

(เธอมีเพื่อนน้อยมากที่โรงเรียน  ดังนั้น  เธอจึงเหงามาก)

            - I have a little money, so I’ll buy you some coffee.

(ผมพอมีเงินอยู่บ้าง  ดังนั้น  ผมจะเลี้ยงกาแฟคุณ)

            - I have little money, so I can’t lend you some.

(ผมมีเงินน้อยมาก  ดังนั้น  ผมไม่สามารถให้คุณยืมได้)

7. He had the cook ________________ some tea.

(เขาใช้ให้พ่อครัว ________________________ น้ำชา)

(a) make   (ชง)

(b) making

(c) made

(d) did

ตอบ   -   ข้อ  (a)   เนื่องจากเป็นไปตามโครงสร้าง  “Subject + have + someone + do + something”  ดูคำอธิบายเพิ่มเติมจากประโยคข้างล่าง

              ตัวอย่างที่ ๑

          - Please have the porter __________________ these boxes up to my room.  

(โปรดให้พนักงานแบกของ __________________ ลังเหล่านี้ขึ้นไปบนห้องของผมด้วย)

(a) to carry

(b) carrying

(c) carried

(d) carry    (ยก, แบก, ถือ)

ตอบ   -   ข้อ  (d)  เนื่องจากอยู่ในโครงสร้าง  “Causative use” {(Subject) + have (has) + someone + do + something}  คือ  {(ประธาน)  ให้ใครทำอะไร}

             ตัวอย่างที่ ๒

-           What would you have me _____________?

(คุณจะให้ผม ____________________ อะไรครับ)

(a) mend   (ซ่อม)

(b) mending

(c) mended

(d) to mend

ตอบ   -   ข้อ  (a)  เนื่องจากเป็นการใช้โครงสร้างของ  “Causative use” (Subject + have + someone + do (verb 1) + something) (ประธานใช้ให้ใครทำอะไรบางอย่าง)   โดยแบ่งออกเป็นโครงสร้างแบบ   “Active voice”  และ “Passive voice”     

                สำหรับการใช้โครงสร้าง  “Causative use”  ในแบบ “Active voice”คือ  “Subject + have+ someone + do (กริยาอะไรก็ได้ช่องที่ ๑)  + something” หรือ (= Subject + get +  someone + to do (กริยาอะไรก็ได้  แต่ต้องมี “To” นำหน้า) + something)  (ประธานใช้ให้ใครทำอะไรบางอย่าง)มีดังนี้ คือ

1. Subject + have + someone + do + something (กรรมของ  verb do”)

2. Subject + get + someone + to do + something(กรรมของverb do”)

(ประธาน  +  ใช้ให้  +   ใครบางคน  +   ทำ (กริยาอะไรก็ได้)  +  บางสิ่งบางอย่าง)

                 ทั้ง ๒ โครงสร้างข้างบน   ถือว่าอยู่ในรูปของ “Active voice”  เนื่องจากประธานเป็นผู้ใช้ให้ใครบางคนไปทำอะไรบางอย่าง    ดังตัวอย่างประโยคข้างล่าง

-  He had the doctor examine his eyes.

(เขาให้หมอตรวจตา)

-  He got the doctor to examine his eyes.

(เขาให้หมอตรวจตา)

-  She has her maid wash her car every day.

(เธอให้สาวใช้ล้างรถทุกวัน)

-  She gets her maid to wash her car every day.

(เธอให้สาวใช้ล้างรถทุกวัน)

-  We had our neighbors clean our house last week.

(เราให้เพื่อนบ้านทำความสะอาดบ้านของเราสัปดาห์ที่แล้ว)

-  We got our neighbors to clean our house last week.

(เราให้เพื่อนบ้านทำความสะอาดบ้านของเราสัปดาห์ที่แล้ว)

                   อย่างไรก็ตาม ถ้าต้องการใช้ในรูป  “Passive voice”  คือ  {Subject + have (get) + something + done + (by someone)}{(ประธาน  ใช้ให้บางสิ่ง  ถูกกระทำ (กริยาอะไรก็ได้ อยู่ในช่องที่ ๓)  +  (โดยบางคน)ในกรณีนี้   ทั้ง “Have”  และ  “Get”  ในโครงสร้างแบบนี้   จะใช้ในรูปประโยคที่เหมือนกันทุกประการ   ดังตัวอย่าง

-         He had his eyes examined (by the doctor).

(ถ้าแปลตรงๆตัว คือ “เขาให้ตาถูกตรวจโดยหมอ” แต่ในภาษาไทยไม่นิยมพูดแบบนี้ โดยนิยมพูดแต่เพียงว่า “เขาไปตรวจตา”)

-         He got his eyes examined (by the doctor).

(เขาไปตรวจตา)

-         She has her car washed (by her maid) every day.

(เธอล้างรถทุกวัน)

-         She gets her car washed (by her maid) every day.

(เธอล้างรถทุกวัน)

-         We had our house cleaned (by our neighbors) last week.

(เราทำความสะอาดบ้านสัปดาห์ที่แล้ว)

-         We got our house cleaned (by our neighbors) last week.

(เราทำความสะอาดบ้านสัปดาห์ที่แล้ว)

     - He has his hair cut once a month.

(= He gets his hair cut one a month.)

(เขาตัดผมเดือนละ ๑ ครั้ง – คือไปให้ช่างตัดให้)

     - She has her room cleaned every day.

(= She gets her room cleaned every day.)

(เธอทำความสะอาดห้องทุกวัน – คือให้คนรับใช้ทำให้)

     - We had our car washed once a week last year.

(= We got our car washed once a week last year.)

(เราล้างรถอาทิตย์ละ ๑ ครั้ง เมื่อปีที่แล้ว – คือให้อู่ล้างให้)

8. “_________________________”

“A question.”

(คำถาม)

(a)     What did he ask to you?   (รูปแบบนี้ไม่มีใช้)

(b) What did he ask you a question?   (เขาถามคำถามคุณอะไร)  (รูปแบบนี้ไม่มีใช้)

(c) Did he ask you a question?   (เขาถามคำถามคุณหรือเปล่า)  (ต้องตอบด้วย  “Yes” หรือ  “No”)

(d) What did he ask you?   (เขาถามอะไรคุณ)

9. “What is the difference between this and that?”

(อะไรคือความแตกต่างระหว่างสิ่งนี้และสิ่งนั้น)

“None, they are __________________.”

(ไม่มี  มัน _____________________ )

(a)    like  

(b)   in the same

(c) the same   (เหมือนกัน)

(d) as the same

ตอบ   -   ข้อ  (c)  หรืออาจใช้  “they are similar”  “they are alike”    หรือ  This is like that”  “This is the same as that”   ก็ได้

10.The teacher is late.  He might _______________ an accident.

(ครูมาสาย  -  คือยังไม่โผล่หน้ามา  -  เขาอาจจะ ________________ อุบัติเหตุ)

(a) have had   (ได้รับ, ประสบ)

(b) had had

(c) had have

(d) will have

ตอบ   -   ข้อ  (a)  เนื่องจากเป็นการคาดการณ์เหตุการในอดีต  เช่น  ในข้อนี้  อาจหมายถึง  ได้รับอุบัติเหตุ เมื่อ  ๑  หรือ  ๒  ชั่วโมงที่ผ่านมา  ทำให้ครูมาไม่ทันเวลานัดหมาย   ให้ดูเปรียบเทียบ  “Might + have + verb 3”  (อาจจะเกิดเหตุการณ์อย่างนั้นในอดีต)  กับ  “Should + have + verb 3”  (ควรทำอย่างนั้นในอดีต  แต่ก็มิได้ทำ),  “Should + not + have + verb 3”  (ไม่ควรทำอย่างนั้นในอดีต  แต่ก็ได้ทำลงไปแล้ว),  และ  “Must + have +  verb 3”  (คงจะได้ทำเช่นนั้นแน่ๆ เลยในอดีต),   จากประโยคข้างล่าง

              ตัวอย่างที่ ๑

-    “You were late for your appointment.”

(คุณมาสายสำหรับการนัดหมาย)

-     “I know.  I shouldn’t ________________ so long at the library.”

(ผมทราบ  ผมไม่ควรจะ___________________นานมากที่ห้องสมุด)

(a)   have been staying

(b) have stayed    (ได้อยู่, ได้หยุดอยู่)

(c) had stayed

(d) be staying

ตอบ   -   ข้อ  (b)  เนื่องจาก   “Shouldn’t have stayed” =  “ไม่ควรได้อยู่  หรือ ไม่ควรได้หยุดอยู่”  แต่ในความเป็นจริง  คือ   ได้อยู่  หรือ ได้หยุดอยู่ที่ห้องสมุดเป็นเวลานาน   ทำให้มาสายในการนัดหมาย   สำหรับ  “Should (= ought to) + have + Verb 3”   “ควรได้ทำ.......... ในอดีต”  แต่ก็มิได้ทำ  

                ตัวอย่างที่ ๒

-       I’m very sorry.  I should ________________ him a birthday present, but I did not.

(ผมเสียใจมาก  ผมควร ____________________ ของขวัญวันเกิดไปให้เขา)

(a) send

(b) be sending

 (c) have sent   (ได้ส่งไปแล้ว)

(d) sent

ตอบข้อ   (c)   “Should (ought to) + Verb 1” = “ควรทำ...........ในปัจจุบัน หรืออนาคต”  ส่วน  “Should (ought to) + Have + Verb 3” =  “ควรได้ทำ..........ไปแล้วในอดีต” (แต่ก็ไม่ได้ทำ)   สำหรับความหมายของประโยคข้างบน  คือ  “ผมเสียใจมาก   ผมควรจะได้ส่งของขวัญวันเกิดไปให้เขาแล้ว   แต่ผมก็ไม่ได้ส่ง”  ตัวอย่างอื่นๆ เช่น

-  You should study harder next term.

(คุณควรขยัยเรียนมากขึ้นเทอมหน้า)  (เป็นอนาคต)

- He should propose to her now.

(เขาควรขอแต่งงานกับเธอในตอนนี้)  (เป็นปัจจุบัน)

The workers should not have made a strike last month.

(คนงานไม่ควรนัดหยุดงานเมื่อเดือนที่แล้ว)  (แต่ก็นัดหยุดงาน  และเกิดความเสียหายมากมาย)  (เป็นอดีต)

                  ตัวอย่างที่ ๓

- You ought _______________ for her last night.

(คุณควรจะ ______________________ เธอเมื่อคืนที่ผ่านมา)

(a) wait

(b) to wait

(c) to have waited    (ได้รอคอย)

(d) have waited

ตอบ  -  ข้อ   (c)   เนื่องจาก  “Ought + to + Verb 1” (= Should + Verb 1) (= ควรที่จะมีความหมายเป็นปัจจุบันและอนาคต   ว่าควรทำเช่นนั้นเช่นนี้  แต่ถ้าต้องการบอกว่า   “ควรทำในอดีต”  (แต่ก็ไม่ได้ทำ)    เช่น ประโยคข้างบน    มีความหมายว่า   “คุณควรที่จะได้รอคอยเธอเมื่อคืนนี้”  (แต่ในความเป็นจริงคือ  “คุณมิได้รอเธอ”)   ซึ่งจะต้องใช้โครงสร้าง  “Ought to (= should) + have + Verb 3” ดังตัวอย่างประโยคข้างล่าง

             - I ought to (should) have told you the truth last year.

(ผมควรที่จะได้บอกความจริงแก่คุณเมื่อปีที่แล้ว  -  แต่ก็ไม่ได้บอก)

            - She ought to (should) have applied for that highly paid job (last month).

(เธอควรที่จะได้สมัครงานเงินเดือนสูงนั้น  –  เมื่อเดือนที่แล้ว  –  แต่ก็ไม่ได้สมัคร)

              - They ought to (should) have visited their mother before she died.

(พวกเขาควรที่จะได้ไปเยี่ยมแม่ของตัวเองก่อนที่เธอตาย  -  แต่ก็มิได้ไปเยี่ยม)

                  จงเปรียบเทียบกับ  “Must + Have + Verb 3”  (จะต้องได้ทำไปแล้ว,  คงได้ทำลงไปแล้ว)   จากประโยคตัวอย่างข้างล่าง   

-  What terrible coffee!  She ________________ it with cold water.

(กาแฟน่ากลัว (เฮงซวย – ห่วยแตก) อะไรเช่นนี้  เธอ _________________มัน(กาแฟ) ด้วยน้ำเย็น)

(a) had to make   (จำเป็นต้องชง)  (เป็น “Past simple tense”)

(b) must make   (จะต้องชง)

(c) had had to make   (จำเป็นต้องชง)  (เป็น “Past perfect tense”)

(d) must have made   (จะต้องได้ชง)

ตอบ   -   ข้อ  (d)  เนื่องจาก  “Must + Verb 1” =  “จะต้องทำในปัจจุบันหรืออนาคต”   ส่วน “Must + Have + Verb 3” =  “จะต้องได้ทำลงไปแล้วในอดีต”  สำหรับประโยคข้างบน   เหตุการณ์ได้เกิดผ่านไปแล้ว  โดยสังเกตจากข้อความที่ผู้พูดบอกว่า  “กาแฟเฮงซวยฯ”  ดังนั้น   “คนชงฯ คงจะต้องใส่น้ำเย็นลงไปแล้ว”    เป็นการคาดการณ์หรือเดา   ดังประโยคตัวอย่างข้างล่าง

             - He must work harder to pass the exam.

(เขาต้องขยันเรียนมากขึ้นเพื่อที่จะสอบผ่าน  -  เป็นเรื่องของปัจจุบัน หรืออนาคต  คือต้องขยันในตอนนี้ หรือในอนาคต)

            - He looks very excited.  He must have passed the exam.

(เขามีท่าทางตื่นเต้นมาก  เขาคงจะได้สอบผ่านแล้ว  -  คือ เพิ่งมีการประกาศผลสอบ  และเห็นเขามีท่าทางตื่นเต้น  เดาว่าเขาคงจะสอบผ่านแล้ว)

                - She has bought a new house.  She must have won the first prize in lottery.

(เธอได้ซื้อบ้านหลังใหม่  เธอคงจะต้องถูกล๊อตเตอรี่รางวัลที่ ๑ไปแล้ว  -  เป็นการคาดการณ์เหตุการณ์ในอดีต  ว่าจะต้องเป็นอย่างนั้นอย่างแน่นอน  โดยดูจากเหตุการณ์แวดล้อม)

11. “What is in your picture?”

(อะไรบ้างอยู่ในรูปภาพของคุณ)

“_______________________.”

(a)     Two men, there woman, and a children

(b)    Two sheep, three mouses, and a people

(c) Two knives, three gentlemen, and a sheep   (มีด  ๒  ด้าม, สุภาพบุรุษ  ๓  คน   และ แกะ  ๑  ตัว)

(d) Two people, three deers, and a woman

ตอบ   -   ข้อ   (c)  เนื่องจาก  “Knives”  (มีดหลายด้าม)  มาจาก  “Knife”  (มีดด้ามเดียว)“Gentlemen”  (สุภาพบุรุษหลายคน),    มาจาก  “Gentleman”  (สุภาพบุรุษคนเดียว)“Children”  (เด็กหลายคน)   มาจาก  “Child”  (เด็กคนเดียว)   และ  “Mice”  (หนูหลายตัว)   มาจาก  “Mouse”  (หนูตัวเดียว)  ส่วน   “Sheep” (แกะ)  รูปเอกพจน์  และพหูพจน์เหมือนกัน  คือ   “Sheep”

            สำหรับคำนามเอกพจน์ที่เปลี่ยนรูปไป  เมื่อเป็นพหูพจน์  (จัดเป็นแบบพิเศษ  มิได้เติม  “s”  หรือ  “es”)    ได้แก่   “child” เปลี่ยนเป็น “children”  (เด็กๆ)    datum – data  (ข้อมูล), focus – foci  (จุดรวมแสง), index – indices  (เครื่องชี้, ดรรชนี), foot – feet  (เท้า), goose – geese  (ห่าน), tooth – teeth  (ฟัน), mouse – mice  (หนู), louse – lice  (เหา, หมัด, เห็บ, ไร, โลน), ox – oxen  (วัว), crisis – crises  (วิกฤติกาล), thesis -  theses  (วิทยานิพนธ์), child – children  (เด็ก), synthesis – syntheses  (การสังเคราะห์), parenthesis – parentheses  (วงเล็บ), hypothesis – hypotheses  (สมมติฐาน), phenomenon – phenomena  (ปรากฏการณ์), stratum – strata  (ชั้น), neurosis –neuroses  (โรคประสาท), axis – axes  (แกน), medium – media หรือ mediums  (สื่อกลาง)

12. Three pupils played (= had played) ball here at 9 o’clock.  _________________ were here at 10 o’clock. 

(นักเรียน  ๓  คน  เล่นฟุตบอลที่นี่ตอน  ๙.๐๐ น.  _________________ อยู่ที่นี่ตอน  ๑๐.๐๐ น.)

(a) Others three   (ไม่ใช้รูปนี้)

(b) Three others   (นักเรียนคนอื่นๆ อีก  ๓  คน)  (วางจำนวนไว้หน้า “Others”)

(c) Another   (ใช้นำหน้านามเอกพจน์  นับได้)

(d) Anothers   (ไม่มีรูปนี้ใช้)

13. I’m not going to write my assignments now; I’m going to ____________ it later.

(ผมจะไม่เขียนงานที่ได้รับมอบหมายในขณนี้  ผมจะ ________________ มันทีหลัง)

(a)     make

 (b) do   (ทำ)  (ใช้กริยา  “Do”   แทน  “Write”)   

(c) perform

(d) making

14. Smith said, “I don’t speak English.”  His friend said, “I wish you _______________.”

(สมิธพูดว่า  “ผมไม่พูดภาษาอังกฤษ”   (และ)  เพื่อนของเขาพูดว่า  “ผมปรารถนาว่า  คุณ  ___________________)

(a) speak

(b) do

(c) did   (พูด)  (แทน  “Speak”)  (ต้องอยู่ในรูป  “Past tense”  เนื่องจากเป็น  “Past subjunctive”  คือเป็นกริยาใน “Clause” ที่ตามหลัง “Wish”)

(d) can

ตอบ   -   ข้อ   (c)  ดูเพิ่มเติมการใช้   “Wish”   จากประโยคข้างล่าง

         ตัวอย่างที่ ๑

-      When I said that I wished I _______________ Italian, she told

me she would give me some lessons, if I liked.

(เมื่อผมพูดว่า  ผมปรารถนาว่า  ผม___________________ภาษาอิตาเลียน  เธอบอกผมว่า  เธอจะสอนบทเรียน (ภาษาฯ) ให้ผมบ้าง ถ้าผมต้องการ

(a) know

(b) knew

(c) would have known

(d) had known   (ได้เรียนรู้)

ตอบ  -  ข้อ  (d)  เนื่องจากเป็นการปรารถนาในอดีต ซึ่งตรงกันข้ามกับความจริง  (Past subjunctive)  จึงต้องใช้โครงสร้าง“Subject + wish (ed) + (that) + subject + had + verb 3 + ส่วนขยาย(ในข้อนี้ เป็นการปรารถนาว่าได้เรียนภาษาอิตาเลียนในอดีต  แต่จริงๆแล้วไม่ได้เรียน) 

               ตัวอย่างที่ ๒

-    I wish I ________________ her while she stayed in Bangkok.

(ฉันปรารถนาว่าฉัน ____________________ เธอ  ในขณะที่เธอพักในกรุงเทพฯ)

(a) meet

(b) met

(c) had met   (ได้พบ)

(d) would have met

ตอบ  -  ข้อ   (c)  เนื่องจากเป็นการปรารถนาในอดีตและตรงข้ามกับความเป็นจริง  (คือ มิได้พบกับเธอ   ในขณะที่เธอพักในกรุงเทพฯ)   จึงต้องใช้  “Past perfect tense (Subject + Had + Verb 3) และในกรณีที่เป็น  “Passive voice” ใช้  (Subject + Had + Been + Verb 3)เช่น 

-       He wishes he had been given more opportunity when he was young. (เขาปรารถนาว่า  เขาได้รับโอกาสมากขึ้นตอนเขาเป็นหนุ่ม  -  คือในอดีต)  (แต่ในความเป็นจริง คือ ไม่ได้รับ)

                     ตัวอย่างที่ ๓

-  I wish you _______________ there at that moment.

(ผมปรารถนาว่าคุณ _______________________ ที่นั่นในขณะนั้น)

(a) are

(b) were

(c) had been    (อยู่)

(d) would have been

ตอบ  -  ข้อ   (c)   เนื่องจากเป็นการปรารถนาให้เกิดเหตุการณ์ขึ้นในอดีต   (ให้คุณอยู่ที่นั่นในตอนนั้น  ซึ่งเป็นอดีตที่ผ่านมาแล้ว)   (ความเป็นจริง  คือ  “คุณไม่ได้อยู่ที่นั่นในตอนนั้น”)  

                 ตัวอย่างที่ ๔

-   I wish I _____________ German when I was at school.

(ผมปรารถนาว่าผม _______________ ภาษาเยอรมัน  ตอนที่ผมเป็นนักเรียน)

(a) was learning

(b) learnt

(c) had learnt   (ได้เรียนรู้)

(d) have learnt

ตอบ   -    ข้อ  (c)  เนื่องจากเป็นการปรารถนาเหตุการณ์ในอดีต  (สมัยเป็นเด็กนักเรียน)   แต่ในความเป็นจริงคือ   “มิได้เรียนภาษาเยอรมัน”

                 ตัวอย่างที่ ๕

-    I wish today ______________ a holiday.

(ผมปรารถนาว่าวันนี้ ______________________ วันหยุด)

(a) is

(b) be

(c) being

(d) were    (เป็น)

ตอบ   –   ข้อ  (d)  เนื่องจากเมื่อใช้  “Wish” แสดงความปรารถนาในสิ่งที่  “ตรงข้ามกับความเป็นจริง”   (คือเหตุการณ์มิได้เป็นจริงตามที่ปรารถนา  -  วันนี้มิได้เป็นวันหยุด)   จะต้องใช้รูป  “Subject + wish + that + subject + verb”  แต่ that”  มักจะละไว้เสมอ   (ไม่เขียนลงในประโยค)   (เรียกการใช้โครงสร้างแบบนี้ว่า   “Past subjunctive”)  โดยมีหลัก คือ

·      ถ้าตรงข้ามกับความจริงในปัจจุบัน  (ปรารถนาเหตุการณ์ปัจจุบัน)  ให้ใช้ Verb เป็น “Past simple” (Verb 2) (สำหรับ “Verb to be  ใช้ “Were”  กับประธานทุกตัว)

- I wish she came to see me today.

(ผมปรารถนาว่าเธอมาเยี่ยมผมวันนี้  -  แต่จริงๆแล้วเธอไม่ได้มา)

- She wishes today were her birthday.

(เธอปรารถนาว่า  วันนี้เป็นวันเกิดของเธอ – แต่จริงๆแล้วไม่ใช่)

- I wish my uncle were here now.

(ผมปรารถนาว่า  ลุงของผมอยู่ที่นี่ในขณะนี้ – แต่จริงๆแล้วไม่ได้อยู่)

- He wishes his father were a millionaire (now).

(เขาปรารถนาว่า  พ่อของเขาเป็นเศรษฐี  –  แต่จริงๆแล้วไม่ได้เป็น)

- I wish I had a bigger house (now).

(ผมปรารถนาว่าผมมีบ้านหลังใหญ่กว่านี้  –  แต่จริงๆแล้วมีบ้านหลังเล็ก)

- They wish they could speak Japanese (now).

(พวกเขาปรารถนาว่า สามารถพูดภาษาญี่ปุ่นได้  –  แต่จริงๆแล้วพูดไม่ได้)

·      ถ้าตรงข้ามกับความจริงในอดีต   (ปรารถนาเหตุการณ์ในอดีต)  ให้ใช้ Verb”เป็น “Past perfect” (Had + verb 3) เช่น

- I wish yesterday had been a holiday.

(ผมปรารถนาว่า  เมื่อวานนี้เป็นวันหยุด – แต่จริงๆแล้วไม่ได้เป็น)

- She wishes her father had been a millionaire (last year). (เธอปรารถนาว่า  พ่อของเธอเป็นเศรษฐี  (เมื่อปีที่แล้ว) – แต่จริงๆแล้วไม่ได้เป็น)

- He wished he had been a bird (a long time ago).

(เขาปรารถนาว่า  เขาเป็นนก (เมื่อนานมาแล้ว) – แต่จริงๆแล้วไม่ได้เป็น)

-         I wish my uncle had been here yesterday.

(ผมปรารถนาว่า  ลุงของผมอยู่ที่นี่เมื่อวานนี้ – แต่จริงๆแล้วไม่ได้อยู่)

·      ถ้า “Wish”ใช้กับอนาคต  (Future) ให้ใช้ “Verb” เป็น“Would”“Should”  “Could”  “Might”ความหมาย คือ คงไม่เกิดเหตุการณ์ตามที่ปรารถนา  หรือมีโอกาสเกิดขึ้นได้ยากเช่น

- I wish my wife would be here tomorrow.

(ผมปรารถนาว่า  ภรรยาของผมอยู่ที่นี่ในวันพรุ่งนี้  –  แต่จริงๆแล้วคงไม่ได้อยู่ หรือมีโอกาสเกิดขึ้นได้น้อยมาก)

- She wishes she could come to my party next week.

(เธอปรารถนาว่า  เธอสามารถมางานเลี้ยงของผมสัปดาห์หน้า  –  แต่จริงๆแล้วคงไม่ได้มา  หรือมีโอกาสเกิดขึ้นน้อยมาก)

- They wish they would graduate from the university next semester.

(พวกเขาปรารถนาว่า  จะเรียนจบจากมหาวิทยาลัยในเทอมหน้า–แต่คงจะไม่จบ หรือมีโอกาสเกิดขึ้นน้อยมาก)

อย่างไรก็ตาม  เมื่อใช้ “Wish” แสดงความปรารถนาในแบบปกติธรรมดา จะมีโครงสร้าง“Wish + to + verb 1”ซึ่งความปรารถนาดังกล่าวอาจจะเป็นจริงหรือไม่เป็นจริงก็ได้ เช่น

- They wish to meet their friends again next year.

(พวกเขาปรารถนาจะได้พบเพื่อนอีกในปีหน้า)

- She wishes to leave now.

(เธอปรารถนาจะจากไปในตอนนี้)

- He wishes to visit London next month.

(เขาปรารถนาจะไปเที่ยวลอนดอนเดือนหน้า)

- They wished to pass the exam this term.

(พวกเขาปรารถนาจะสอบผ่านเทอมนี้)

สำหรับอีกโครงสร้างหนึ่ง คือ  “Wish +กรรม+ noun”มีความหมาย คือ ขออวยพรให้” เช่น

- She wished them a Merry Christmas and a Happy New Year(เธออวยพรวันคริสมาสต์และปีใหม่ให้พวกเขา)

- He wishes his parents a long and happy life.

(เขาอวยพรให้พ่อแม่มีชีวิตยืนยาวและมีความสุข)

- I wish you success.

(ผมขออวยพรให้คุณประสบความสำเร็จ)