หมวดข้อสอบ TOEIC (ตอนที่ 6)

Part V : Sentence Completion (ส่วนที่ 5 :  การเติมประโยคให้สมบูรณ์) Choose the best alternative to make a correct sentence (จงเลือกข้อที่ดีที่สุดเพื่อทำให้ประโยคมีความถูกต้อง)

1.  The current __________ of this office plans to leave before the end of the month. ( __________ ปัจจุบันของสำนักงานแห่งนี้วางแผนที่จะออก (ย้าย) จากที่นี่ก่อนสิ้นเดือน)

     (a)  occupancy (การครอบครอง-ยึดครอง, การพำนักอาศัย, ช่วงเวลาการครอบครอง-ยึดครอง)

     (b) occupying

    (c)  occupy (ครอบครอง, ยึดครอง, พำนักอาศัย)

    (d) occupant (ผู้ครอบครอง, ผู้ยึดครอง, ผู้พำนักอาศัย)

หมายเหตุ – ตอบข้อ (d)  เพราะหมายถึงผู้ครอบครองหรือผู้พำนักอาศัย ซึ่งเป็นคน และเป็นผู้ “วางแผน” ที่จะย้ายออกไป

2.  Don’t forget to sign the application form __________ you submit it. (อย่าลืมเซ็นชื่อในใบสมัคร __________ คุณส่งมัน)

     (a)  while (ในขณะที่)

     (b) after (ภายหลัง)

     (c) before (ก่อน)

    (d) as soon as (ในทันทีที่)

หมายเหตุ – ตอบข้อ (c) เพราะหมายถึง “เซ็นชื่อในใบสมัครก่อนส่ง”

3. If you need any help filling out the forms, _________ somebody at the front desk. (ถ้าคุณต้องการความช่วยเหลือใดๆในการกรอกแบบฟอร์ม  ให้ _________   ผู้ที่(นั่ง) อยู่ที่โต๊ะหน้าเคาเตอร์)

     (a)  to ask

     (b) asking

     (c)  asks

     (d) ask (ถาม)

หมายเหตุ – ตอบข้อ (d)  เนื่องจากในประโยคคำสั่งหรือขอร้อง (ในที่นี้ คือ ask somebody at the front desk”)  ให้ถือเสมือนว่ามีประธาน “you”   อยู่หน้าประโยค (แต่ละเอาไว้ในฐานที่เข้าใจ)  จึงต้องตามด้วยกริยาช่องที่ ๑ ที่ไม่มี “to”  นำหน้า  (infinitive without to)  ตัวอย่างอื่นๆ เช่น

-         Buy me a newspaper. (ซื้อหนังสือพิมพ์ให้ผมฉบับหนึ่งนะ)

-         Go out. (ออกไปห่างๆ – ออกไปให้พ้น)

-         Open the window, please. (กรุณาเปิดหน้าต่างหน่อยครับ)

-         (Please) come into the room. (โปรดเข้ามาในห้อง)

ในกรณีที่เป็นคำคุณศัพท์ (adjective)  ให้ขึ้นต้นประโยคด้วย “be” เสมอ เช่น

-         Be careful. (จงระวัง)

-         Be patient. (อดทนหน่อยนะ)

-         Be thoughtful to other people. (จงนึกถึงคนอื่นบ้าง)

อนึ่ง  ถ้าเป็นประโยคที่สั่งหรือขอร้องไม่ให้ทำ  ก็ยังถือเสมือนว่ามี “you”  เป็นประธานนำหน้าประโยค  ดังนั้น จึงต้องขึ้นต้น “ประโยคคำสั่ง-ขอร้องไม่ให้ทำ”  ด้วย “don’t”  เสมอ เช่น

-         Don’t make a loud noise. (จงอย่าทำเสียงดัง)

-         Don’t get up late. (อย่าตื่นสายนะ)

-         Don’t bother me while I’m working. (อย่ากวนผมในขณะที่ผมกำลังทำงาน)

ในกรณีที่เป็นคำคุณศัพท์ (adjective)  ให้ขึ้นต้นประโยคด้วย “don’t be” เสมอ เช่น

-         Don’t be late for class. (อย่าเข้าห้องเรียนสายนะ)

-         Don’t be careless while walking across the street. (จงอย่าประมาทขณะเดินข้ามถนน)

-         Don’t be too serious with your work. (จงอย่าเอาจริงเอาจังกับงานมากเกินไป)

4. The missing document was __________ in an empty office. (เอกสารที่หายไปถูก ___________ ในสำนักงานที่ว่างเปล่าแห่งหนึ่ง)

     (a) discover (ผู้ค้นพบ)

     (b) discovery (การค้นพบ)

     (c) discovered (ค้นพบ, ค้นเจอ)

     (d) discovering

หมายเหตุ – ตอบข้อ (c) เนื่องจากประโยคอยู่ในรูป “passive voice   คือ  ประธาน document  เป็นผู้ถูกกระทำ (ถูกค้นพบ)  กริยาจึงเป็น “subject + was + V. 3

5. Mrs. Evans is __________ to take on such a big responsibility because she doesn’t feel prepared for it at this time. (มิสซิสอีแวนส์ __________  ที่จะรับเอาความรับผิดชอบที่ใหญ่โตเช่นนั้น  เพราะว่าเธอรู้สึกว่าไม่พร้อมสำหรับมันในขณะนี้)

     (a)  relieved (บรรเทา, ปลดเปลื้อง, ผ่อนคลาย, ทำให้ลดลง)

      (b) reluctant (ไม่สมัครใจ, ไม่เต็มใจ, ฝืนใจ, ต่อต้าน)

     (c)  reliable (น่าเชื่อถือ, ไว้ใจได้)

     (d) relocated (หาที่ใหม่, ย้ายที่ใหม่, กำหนดตำแหน่งใหม่)

หมายเหตุ – ตอบข้อ (b) เพราะได้ความหมายดีที่สุด

6. When Mr. Woods gets here, we _________ the meeting. (เมื่อมิสเตอร์วูดส์มาถึงที่นี่  เรา ___________ การประชุม)

    (a) start

    (b) will start (จะเริ่มต้น)

    (c) have started (ได้เริ่มต้นแล้ว)

    (d) are starting (กำลังเริ่มต้น)

หมายเหตุ – ตอบข้อ (b) เพราะเป็นเรื่องอนาคต คือ เมื่อมิสเตอร์วูดส์มาถึง  พวกเราจึงจะเริ่มประชุม” เป็นการใช้รูป “present simple tense” (When Mr. Woods gets here) คู่กับ “future simple tense” (we will start the meeting) ตัวอย่างประโยคแบบนี้ ได้แก่

-         When he has enough money, he will buy a new car. (เมื่อเขามีเงินพอ  เขาจะซื้อรถคันใหม่)

-         When you finish your work, we will go out for dinner. (เมื่อคุณทำงานเสร็จ  เราจะออกไปกินอาหารเย็นกัน)

-         She will leave the room before we finish the meeting. (เธอจะออกจากห้องก่อนเราประชุมเสร็จ)

-         We will start our work after we discuss with our boss. (เราจะลงมือทำงานหลังจากเราปรึกษากับหัวหน้าของเรา)

7. This report is urgent, so please turn it _________ before the end of the day. (รายงานนี้รีบด่วน  ดังนั้น  โปรด ___________  มันก่อนสิ้นวัน)

     (a) on  (turn on = เปิดไฟ-วิทยุ)

     (b) up  (turn up = ปรากฏตัว)

      (c) in  (turn in = ส่ง, มอบ)

     (d) over  (turn over = คว่ำ, พลิกกลับ)

หมายเหตุ – ตอบข้อ (c) เพราะ turn in  หมายถึง  “ส่งหรือมอบ

8. You’ll find the ink cartridges _________ the top shelf of the closet. (คุณจะพบแถบหมึกพิมพ์ ____________ ชั้นบนของตู้)

    (a) in

    (b) on

    (c) up

    (d) at

หมายเหตุ – ตอบข้อ (b) เนื่องจาก บนชั้น ใช้ on

9. Mr. Smith __________ in charge of operations since the beginning of last year. (มิสเตอร์สมิธ __________  รับผิดชอบการดำเนินงานตั้งแต่ต้นปีที่ผ่านมา)

     (a)  is

     (b) was

     (c)  will be

     (d) has been

หมายเหตุ – ตอบข้อ (d) เนื่องจากข้อนี้ต้องใช้รูป present perfect tense” (subject + has (have) + V. 3)  เพราะใช้กับเหตุการณ์ที่เกิดในอดีตและดำเนินต่อเนื่องมาจนถึงปัจจุบัน  กล่าวคือ “............ได้เริ่มรับผิดชอบการดำเนินงานตั้งแต่ต้นปีที่แล้ว  จนถึงปัจจุบันก็ยังรับผิด ชอบอยู่” และ in charge of  เป็นวลีที่ต้องใช้กับ “verb to be”   จึงต้องเปลี่ยนเป็น “has been” (กริยาช่องที่ 3 ของ verb to be คือ been)  ตามประธานเอกพจน์ “Mr. Smith

10. Requests for extra time off must _________ by the employee’s supervisor.  (การร้องขอเวลาหยุดพิเศษจะต้องได้รับ __________ โดยผู้ควบคุม-ดูแลของพนักงาน)

     (a) approve

     (b) be approved (อนุมัติ, เห็นชอบ, ยินยอม)

     (c) be approving

    (d) approval (การอนุมัติ, การเห็นชอบ, การยินยอม)

หมายเหตุ – ตอบข้อ (b)  เนื่องจากประธานของประโยคคือ “Requests  ส่วน “for extra time off”   เป็นส่วนขยายประธาน  ดังนั้น  กริยาของประโยค คือ  “must + V. 1แต่เนื่องจากต้องอยู่ในรูป “passive voice  เพราะหมายถึง  จะต้องได้รับการอนุมัติ-เห็นชอบโดยผู้ควบคุม จึงต้องเปลี่ยนเป็น must + be + V. 3 ซึ่งในที่นี้คือ  must be approved เช่นเดียวกัน  รูป “passive voice”  ของกริยาที่ประกอบด้วย  “will, would, shall, should, can, could, may, might, must”  จะต้องอยู่ในรูป “will, would, shall should………….+ be + V. 3 เสมอ เช่น

-         The exam result will be announced next week. (ผลสอบจะถูกประกาศสัปดาห์หน้า)

-         The work can be done by only 2 people.

-         (งานนี้สามารถถูกทำได้โดยคนเพียง ๒ คนเท่านั้น)

-         The speech should be completed in 5 minutes. (สุนทรพจน์ควรจะถูกกล่าวจบใน ๕ นาที)

-         The car may be stolen if its doors are not properly locked. (รถอาจจะถูกขโมยถ้าหากประตูมิได้ถูกล็อกอย่างเหมาะสม)

11. It is better for the economy to buy things that are produced _________ rather than bringing in products from far away. (มันเป็นการดีกว่ากันสำหรับเศรษฐกิจ  ที่จะซื้อสิ่งต่างๆที่ถูกผลิต ___________  มากกว่าที่จะนำเข้าผลิตภัณฑ์จากที่ที่อยู่ห่างไกลออกไป)

     (a)  local (ในท้องถิ่น, ของท้องถิ่น, ตามท้องถิ่น)

     (b) localize (จำกัด, จำกัดวง, ทำให้เป็นเรื่องของท้องถิ่น, ทำให้อยู่เฉพาะส่วนเฉพาะที่)

      (c)  locally (ในท้องถิ่น, เฉพาะแห่ง, เฉพาะที่, เฉพาะส่วน)

     (d) location (สถานที่, ตำแหน่ง, ตำแหน่งที่ตั้ง, การหาตำแหน่งที่ตั้ง)

หมายเหตุ – ตอบข้อ (c) เนื่องจากขยายคำกริยา “produced”   จึงต้องเป็นคำกริยาวิเศษณ์ locally

12. He really enjoys the work that he does, _________ he has a hard time getting along with his colleagues. (เขาสนุกสนานอย่างแท้จริงในงานที่เขาทำ ______ เขาประสบความยากลำบาก (มีปัญหา) ในการเข้ากับเพื่อนร่วมงาน – คือเข้ากับเพื่อนร่วมงานไม่ค่อยได้)

     (a) but (แต่)

    (b) and (และ)

    (c)  as (ในขณะที่, เพราะว่า)

    (d) or (หรือ, มิฉะนั้น)

หมายเหตุ – ตอบข้อ (a) เนื่องจากในข้อนี้มีประโยค “simple sentence”  ๒ ประโยค คือ He really…. ..………does   และ he has …………..colleagues โดยคั่นด้วยเครื่องหมายคอมม่า แต่เนื่องจาก ๒ ประโยคนี้มีใจความที่ขัดแย้งกัน ดังนั้น คำเชื่อมจึงต้องใช้ but  คือ “เขาสนุกกับงาน  แต่มีปัญหาเรื่องเข้ากับเพื่อนร่วมงานไม่ค่อยได้”

13. All packages, bags, and bundles will be _________ by a security officer  before leaving the building. (บรรดาหีบ ห่อ กระเป๋า และ มัด ทั้งหลาย  จะถูก ______ โดยเจ้าหน้าที่รักษาความปลอดภัยก่อน (ขนย้าย) ออกจากตัวอาคาร)

     (a)  respected (เคารพ, นับถือ)

      (b) inspected (ตรวจตราอย่างละเอียด, ตรวจสอบอย่างละเอียด)

     (c)  prospected (ค้นหา, สำรวจ, มีอนาคต, มีความหวัง)

     (d) suspected (สงสัย, ระแวง, ข้องใจ, กังขา)

หมายเหตุ – ตอบข้อ (b)  เนื่องจากได้ความหมายดีที่สุด  และดูคำอธิบายเพิ่มเติมในข้อ ๑๐

14. The office closes __________ noon on Saturdays.  (สำนักงานปิด ___________ ตอนเที่ยงทุกวันเสาร์)

      (a) at

      (b) on

      (c) in

      (d) to

หมายเหตุ – ตอบข้อ (a)  เนื่องจากต้องใช้ “at”  กับ “noon  นอกจากนั้นยังต้องใช้ “at” กับวลีต่อไปนี้ คือ at night (ในเวลากลางคืน), at a beach club (ที่สโมสร ณ ชายหาด), sit at a table (นั่งอยู่ที่โต๊ะ), at a small airport (ที่สนามบินเล็กๆ), at home (ที่บ้าน), at a bank (ที่ธนาคาร), at both ends (ที่ปลายทั้ง ๒ ข้าง), a knock at the door (การเคาะที่ประตู), at a funeral (ที่งานศพ), at a press conference (ที่การให้สัมภาษณ์หนังสือพิมพ์), at a high school dance (ที่งานเต้นรำของโรงเรียนมัธยม), at a factory (ที่โรงงาน), at an office (ที่สำนักงาน), at school (ที่โรงเรียน), at breakfast (ที่อาหารเช้า), at lunch (ที่อาหารกลางวัน), at 10.00 a.m. (ตอน ๑๐ โมงเช้า), at dawn (ตอนรุ่งอรุณ), at once (ในทันทีทันใด), at a time of high unemployment (ในช่วงเวลาของการว่างงานสูง), at sixteen (เมื่ออายุ ๑๖ ปี), at a high rate (ในอัตราที่สูง), at 20 dollars a pound (ในราคาปอนด์ละ ๒๐ เหรียญ), play at full volume (เปิด – วิทยุ, ทีวี – แบบสุดเสียง), at war (กำลังทำสงคราม, กำลังอยู่ในระหว่างสงคราม), at ease (ผ่อนคลาย, สบายใจ,ไม่เจ็บปวดหรือถูกรบกวน, ยืนตามสบายในท่าพัก), at liberty (มีอิสระ, เป็นอิสระ), at last (ในที่สุด), at first (ในตอนแรก), at random (ไม่มีระเบียบ แบบแผน หรือวัตถุประสงค์, โดยใช้วิธีสุ่มเอา), at risk (เสี่ยงอันตราย), at gunpoint (ถูกเอาปืนจ่อหัว), at his expense (โดยให้เขาออกค่าใช้จ่าย, โดยให้เขาเป็นฝ่ายรับผิดชอบ), at the point A (ที่จุดเอ), at hand (อยู่ในมือ), at a distance (ในระยะไกลออกไป), rush at (รีบเร่งไปที่), point at (ชี้ไปที่), look at (จ้องมอง), good at (เก่งในเรื่อง), bad at (ห่วยแตกในเรื่อง), clever at (เก่งหรือฉลาดในเรื่อง), at 80 Fahrenheit (ที่อุณหภูมิ ๘๐ องศาฟาเรนไฮท), at high pressure (เมื่อความดันหรือความกดดันสูง), at his best (อย่างดีที่สุดของเขา), at worst (อย่างแย่หรือเลวร้ายที่สุด), at 50 years of age (เมื่ออายุ ๕๐ ปี)

15. James prepared the charts, _________ Jim presented them at the meeting.  (เจมส์เตรียมเรื่องแผนภูมิต่างๆ __________ จิมนำเสนอมัน (แผนภูมิ) ในการประชุม)

     (a) or

     (b) during

     (c) and (และ)

     (d) of

หมายเหตุ – ตอบข้อ c เนื่องจากประโยคข้างบนประกอบด้วย “simple sentence”   จำนวน ๒ ประโยค คือ “เจมส์เตรียม.............ต่างๆ”  และ “จิมนำ.............ประชุม” จึงต้องเชื่อมประโยคทั้ง ๒ ด้วย “และ” เพราะเป็นการบอกข้อมูลเพิ่มเติมจากประโยคแรก คือ “เจมส์ทำอย่างนี้ และ จิมทำอย่างนั้น”  สำหรับข้อ a (or – หรือ, หรือมิฉะนั้น) ใช้เชื่อม ๒ ประโยคที่มีข้อความเป็นการให้เลือก เช่น

-         You have to get up early, or you will miss the plane. (คุณจำเป็นต้องตื่นแต่เช้า หรือมิฉะนั้นคุณจะตกเครื่องบิน) – คือต้องเลือกเอาอย่างหนึ่งระหว่างตื่นแต่เช้ากับตกเครื่องบิน ส่วน during (ในระหว่าง) จะต้องตามด้วยคำนามหรือวลีเท่านั้น ไม่สามารถตามด้วยประโยค {subject + verb + (กรรม)} ได้ เช่น

-         We could not go out during the heavy rain. (เราไม่สามารถออกไปข้างนอกระหว่างฝนตกหนัก)

-         She was very happy during her childhood. (เธอมีความสุขมากในช่วงวัยเด็ก)

-         I will stay here during summer. (ผมจะพักที่นี่ในระหว่างฤดูร้อน)

-         During the long and severe winter, it is hard for animals to live. (ในระหว่างฤดูหนาวที่ยาวนานและหนาวรุนแรง  มันยากลำบากสำหรับสัตว์ที่จะดำรงชีวิตอยู่)

16. We returned the table to the store because we _________ a small flaw on the surface. (เราเอาโต๊ะกลับไปคืนที่ร้านเพราะว่าเรา __________  รอย (ตำหนิ) เล็กๆ บนพื้นผิวของมัน)

     (a)  demanded (เรียกร้อง, ต้องการ)

     (b) deplored (เสียใจมาก, โศกเศร้ามาก, ไม่เห็นด้วย, ตำหนิ)

     (c)  detected (พบ, พบเห็น, ตรวจพบ, สืบหา, สืบค้น)

    (d) delayed (ล่าช้า, ทำให้ล่าช้า)

หมายเหตุ – ตอบข้อ (c) เพราะได้ความหมายดีที่สุด

17. Peter slipped and fell _________ he was walking on the icy sidewalk in front of the building. (ปีเตอร์ลื่นและหกล้ม ___________ เขากำลังเดินบนทางเท้าที่เต็มไปด้วยน้ำแข็งด้านหน้าตัวอาคาร)

     (a) while (ในขณะที่)

    (b) during (ในระหว่าง)

    (c)  although (ถึงแม้ว่า)

    (d) but (แต่)

หมายเหตุ – ตอบข้อ (a)  เนื่องจากได้ความหมายและถูกหลักไวยากรณ์  ทั้งนี้ ให้สังเกตว่า ข้อความ (อนุประโยค) ที่ตามหลัง “while”  จะอยู่ในรูป “present หรือ past continuous tense” เสมอ เช่น

-         He came in while I was watching TV. (เขาเข้ามาขณะที่ผมกำลังดูทีวี)

-         She cooked while her mother was sleeping. (เธอปรุงอาหารขณะที่แม่ของเธอกำลังนอนหลับ)

-         They were playing football while we were swimming. (พวกเขากำลังเล่นฟุตบอลขณะที่เรากำลังว่ายน้ำ)

-         While he was reading, his sister was sewing. (ขณะที่เขากำลังอ่านหนังสือ  น้องสาวของเขากำลังเย็บผ้า)

-         We are singing while he is playing guitar. (เรากำลังร้องเพลงขณะที่เขากำลังเล่นกีตาร์)

อนึ่ง ในอนุประโยคที่ขึ้นต้นด้วย “while”  สามารถจะลดรูปอนุประโยค เหลือเป็นเพียง “participle phrase”   ที่ขึ้นต้นด้วย “while + verb + ing” หรือขึ้นต้นด้วย “verb + ing”  เลยก็ได้  ซึ่งจะมีความหมายเหมือนก่อนลดรูปทุกประการ เช่น

-         (1) While she was walking in the street, she came across her old friend. (ในขณะที่เธอกำลังเดินบนถนน  เธอพบเพื่อนเก่าโดยบังเอิญ) – สามารถลดรูปเป็น

-         (2) While walking in the street, she came across her old friend. หรือ

-         (3) She came across her old friend while walking in the street. หรือ

-         (4) Walking in the street, she came across her old friend. (แต่ในกรณีหลังนี้ จะมาใช้ในรูป (5) “She came across her old friend walking in the street.”  ไม่ได้ เนื่องจากจะทำให้ความหมายเปลี่ยนไปจากเดิม กลายเป็นว่า “เธอพบเพื่อนเก่าเดินบนถนนโดยบังเอิญ” ซึ่งผิดจากความหมายเดิมที่ว่า เธอพบเพื่อนเก่าโดยบังเอิญ  ขณะที่ตัวเธอกำลังเดินบนถนน  ดังนั้น จึงสรุปได้ว่า  ประโยคที่ (1) – (4) มีความหมายเหมือนกัน  ซึ่งความหมายแตกต่างกับประโยคที่ ๕

      สำหรับการใช้ during (ในระหว่าง)  ให้ดูคำอธิบายในข้อ ๑๕

      ส่วนการใช้  although(ถึงแม้ว่า) จะใช้เชื่อม ๒ ประโยคที่มีใจความขัดแย้งกัน เช่น

-         They are very happy although (though) they are poor. (พวกเขามีความสุขมาก  ถึงแม้ว่าพวกเขาจะจน)

-         He loves her so much although she does not love him just a little bit. (เขารักเธอมากเหลือเกิน  ถึงแม้ว่าเธอมิได้รักเขาแม้เพียงนิดเดียว)

18. The visitor we are expecting in a few days _________ help finding a good hotel. (ผู้มาเยือนที่เราคาดว่าจะได้พบในอีก ๒ – ๓ วัน __________ ความช่วยเหลือในการหาโรงแรมดีๆ – เพื่อจะเข้าพัก)

     (a)  need

     (b) needs (ต้องการ)

     (c)  have needed

    (d) are going to need

หมายเหตุ – ตอบข้อ (b) เนื่องจากประธานของประโยค คือ “the visitor” ซึ่งเป็นเอกพจน์ ส่วน  “we are expecting in a  few days” เป็นส่วนขยายประธาน ดังนั้น กริยา “needs   (ต้องการ) จึงต้องเติม “s เพื่อให้สอดคล้องกับประธานเอกพจน์ “the visitor” สำหรับข้อ (a) (c)  และ (d)  ล้วนเป็นคำกริยาที่ต้องใช้กับประธานที่อยู่ในรูปพหูพจน์ทั้งสิ้น เช่น the visitors

19. I will need these documents for the meeting tomorrow, so please have them on my desk __________ 8:00. (ผมจะต้องการ (ใช้) เอกสารเหล่านี้สำหรับการประชุมวันพรุ่งนี้  ดังนั้น  กรุณาเอามันมาวางไว้บนโต๊ะผม _____________  ๘.๐๐ น.)

      (a) between (ระหว่าง)

      (b) before (ก่อน)

      (c) on

      (d) in

หมายเหตุ – ตอบข้อ (b) เนื่องจากได้ความหมายดีที่สุด  อนึ่ง ถ้าต้องการจะบอกว่า ณ เวลา ๘.๐๐ น. ต้องใช้ at 8:00”  สำหรับ between  จะใช้ในแบบคำคู่ เช่น between John and Tom” “between January and March” “between 9:00 and 10:00 a.m.” “between Monday and Friday” เป็นต้น เช่นในประโยค

-         Between John and Tom, I prefer Tom. (หรือ I prefer the latter) (ระหว่างจอห์นและทอม  ผมชอบทอม - หรือผมชอบคนหลัง)

20. __________ your supervisor if you plan to be away from the office for any length of time during the day. ( _____________ ผู้ควบคุม-ดูแลของคุณ ถ้าคุณมีแผนที่จะออกไปนอกสำนักงานในช่วงเวลาหนึ่งระหว่างวัน – คือในระหว่างเวลาทำงาน)

     (a) Notify (แจ้ง, บอกให้ทราบ, ประกาศ, แจ้งความ)

     (b) Notifying

     (c)  Should notify

     (d) Will notify

หมายเหตุ – ตอบข้อ (a)  เนื่องจากเป็นประโยคคำสั่งหรือขอร้อง จึงต้องขึ้นต้นประโยคด้วยกริยาช่องที่ ๑ ที่ไม่มี “to”  นำหน้า (infinitive without to) เช่น

-         Turn off the light before you leave the room. (ประโยคคำสั่ง) (ปิดไฟก่อนคุณออกจากห้อง)

-         Help me carry this package, please. (ประโยคขอร้อง) (กรุณาช่วยผมถือห่อของนี้ด้วยครับ)

(ดูคำอธิบายเพิ่มเติมเรื่องประโยคคำสั่งและขอร้องในข้อ ๓)

21. The new office is _________ 232 South Main Street. (สำนักงานแห่งใหม่อยู่ ____________  เลขที่ ๒๓๒ ถนนเมนสตรีทเซ้าธ์)

      (a) on

      (b) at

      (c) in

      (d) for

หมายเหตุ – ตอบข้อ (b) เนื่องจากบ้านเลขที่  ต้องใช้กับคำบุพบท (preposition) at

(ดูคำและวลีที่ต้องใช้กับ “at”  ในข้อ ๑๔)    

22. If you lived closer to the office, you ________ trouble getting to work on time. (ถ้าคุณอาศัยอยู่ใกล้กับสำนักงานมากกว่านี้  คุณ ___________ ปัญหาเรื่องไปทำงานทันเวลา)

     (a)  don’t have

     (b) didn’t have

     (c)  won’t have

     (d) wouldn’t have (จะไม่มี)

หมายเหตุ – ตอบข้อ (d) เนื่องจากประโยคนี้เป็นประโยค “present tense unreal condition”  คือ “ประโยคเงื่อนไขในปัจจุบันที่ไม่เป็นความจริง”  กล่าวคือ  “ถ้าในปัจจุบัน  คุณอาศัยอยู่ใกล้ออฟฟิศมากกว่านี้  คุณก็จะไม่มีปัญหาเรื่องการมาทำงานสาย”  แต่ในความเป็นจริงคือ  “บ้านคุณอยู่ไกลจากออฟฟิศมาก  คุณก็เลยมาทำงานสายบ่อย  ประโยคเงื่อนไขแบบ

“present tense unreal” (if clause แบบที่ 2) ในประโยคใหญ่ (main clause) จะใช้รูป  subject + V. ช่องที่ 2 ส่วนในประโยคย่อยหรืออนุประโยค (subordinate clause) จะใช้รูป “subject + would + (not) + V. ช่องที่ 1” 

สำหรับการใช้ “if clause”  ในแบบที่ ๒ นี้ มักใช้เมื่อ (๑) เหตุการณ์ไม่เกิดขึ้นจริงในปัจจุบัน ดังประโยคในข้อ ๒๒ หรือไม่ก็ (๒) ผู้พูดมีความเชื่อว่าข้อความที่พูดออกมามีโอกาสเกิดขึ้นได้ยาก  เช่นในประโยค

-         If you came to the party today (หรือ tomorrow), you would meet my wife.  (ถ้าคุณมางานเลี้ยงวันนี้ – หรือพรุ่งนี้ – คุณก็จะได้พบภรรยาผม) – ในข้อนี้ผู้พูดค่อนข้างจะเชื่อว่า “คุณคงจะไม่มาหรอก  และคุณก็จะไม่ได้พบภรรยาผม  แต่ถ้าผู้พูดมั่นใจว่า “คุณ” คงมางานเลี้ยงแน่  และคงได้พบภรรยาแน่  ผู้พูดก็จะพูดในรูป “if clause แบบที่ 1” คือ “If + subject + V. 1, subject + will + V. 1คือ

-         If you come to the party today, you will meet my wife.

23. You can sign the document now, _________ you can speak to an attorney first if you prefer. (คุณอาจจะลงนามในเอกสารตอนนี้เลย __________  คุณอาจจะคุย (ปรึกษา) กับทนายความก่อนก็ได้  ถ้าคุณต้องการจะคุย)

     (a)  and

     (b) but

     (c)  or (หรือ, หรือมิฉะนั้น)

     (d) nor

หมายเหตุ – ตอบข้อ (c) เนื่องจากเป็นการใช้คำเชื่อมประโยค ๒ ประโยค (You can ………..now)  และ (you can …………prefer)  ซึ่งมีข้อความเป็นการให้เลือกทำอย่างใดอย่างหนึ่ง กล่าวคือ  “จะลงนามตอนนี้เลย  หรือ จะคุยกับทนายก่อน

(สำหรับการใช้ “and”  ให้ดูในข้อ ๑๕,  การใช้ “but”  ให้ดูในข้อ ๑๒)

24. Mr. Edward was very upset when he learned that he had been passed ________ for the promotion. (มิสเตอร์เอ็ดเวิร์ดรู้สึกไม่สบายใจ-ว้าวุ่นใจเมื่อได้เรียนรู้ว่าเขาได้ถูกข้ามหัว ___________ สำหรับการเลื่อนชั้นเลื่อนตำแหน่ง)

     (a)  in

     (b) out

     (c)  over (pass over = ข้ามหัวไปในการเลื่อนชั้นเลื่อนตำแหน่ง, ไม่ยกขึ้นมาพูด)

     (d) through (pass through = ผ่าน, ผ่านเข้าไป)

หมายเหตุ – ตอบข้อ (c) เนื่องจากหมายถึง ถูกข้ามหัวในการเลื่อนชั้น  สำหรับข้อ (a)  และ  (b) ไม่มีความหมาย  ส่วนตัวอย่างประโยคเกี่ยวกับ “pass through”  เช่น

-        They have passed through a painful experience. (พวกเขาได้ผ่านประสบการณ์ที่ปวดร้าว)

-        We passed through the front gate of the mansion. (เราผ่านประตูหน้าเข้าไปยังคฤหาสน์)

-        A meal taken by a human being normally passes through the body in about 24 hours. (อาหารที่กินเข้าไปโดยมนุษย์มักจะผ่านเข้าไปในร่างกายใน ๒๔ ชั่วโมง – ก่อนจะถูกขับถ่ายออกมา)

25. The new building will be dedicated __________ September 25. (อาคารหลังใหม่จะถูกอุทิศให้ (ผู้บริจาคเงินค่าก่อสร้าง, ผู้เสียชีวิต) __________ วันที่  ๒๕ กันยายน)

       (a) in

       (b) at

       (c) on

       (d) to

หมายเหตุ – ตอบข้อ (c) เนื่องจากวันที่  ต้องใช้กับ preposition “onสำหรับคำกริยาหรือวลีที่ต้องใช้กับ on  เช่น keep on (ดำเนินต่อไป), rely on (ไว้วางใจ, เชื่อใจ, พึ่งพาอาศัย), depend on (พึ่งพาอาศัย, ขึ้นอยู่กับ, อยู่ที่), insist on (ยืนกราน, ยืนหยัด, เรียกร้อง), on the floor (บนพื้น), on a hill (บนเนินเขา), on the top shelf (บนชั้นบนของหิ้ง), on a sofa (บนเก้าอี้โซฟา), the posters on the walls (โปสเตอร์บนกำแพง), a sticker on her car (สติ๊กเกอร์ติดรถของเธอ), pictures on the screen (รูปภาพบนจอ), on the ceiling (บนเพดาน), on the roof (บนหลังคา), on all fours (คลาน ๔ เท้า), get on a bus (ขึ้นรถเมล์), on a highway (บนทางหลวง), on the plane (บนเครื่องบิน), on foot (โดยทางเท้าหรือเดินไป), to walk on tiptoe (เดินบนปลายเท้าหรือเขย่งส้นเท้า), on horseback (บนหลังม้า), on a bicycle (โดยรถจักรยาน), on Monday (ในวันจันทร์), on a Sunday afternoon (ตอนบ่ายวันอาทิตย์), on an occasion like this (ในโอกาสเช่นนี้), on April 10th (ในวันที่ ๑๐ เมษายน), on Thursday night (ในคืนวันพฤหัสฯ), on the first day of term (ในวันแรกของภาคการศึกษา), books on art and religion (หนังสือเกี่ยวกับศิลปะและศาสนา), on the subject of rents (ในเรื่องเกี่ยวกับค่าเช่า), ideas on how films should be made (ความคิดเกี่ยวกับว่าควรจะสร้างหนังอย่างไร), to comment on the issue (แสดงความคิดเห็นในประเด็นนั้น), a talk on agriculture (การสนทนาเกี่ยวกับเกษตรกรรม), cars running on petrol (รถยนต์ที่วิ่งด้วยน้ำมัน), appear on TV (ปรากฏตัวทางทีวี), to hear it on the radio (ได้ยินมันทางวิทยุ), on stage (บนเวที), on the phone (ทางโทรศัพท์ หรือกำลังพูดโทรศัพท์) เป็นต้น

26. He had a good reputation and was ___________ as a very fair boss. (เขามีชื่อเสียงดีและถูก ____________ เป็นเจ้านายที่ให้ความเป็นธรรมอย่างยิ่ง)

      (a) registered (ลงทะเบียน)

      (b) regarded (ถือว่า, พิจารณา, เห็นว่า, เอาใจใส่, เคารพ, นับถือ)

      (c) regulated (ควบคุม, บังคับ)

      (d) regretted (เสียใจ, สลดใจ)

หมายเหตุ – ตอบข้อ (b) เนื่องจากได้ความหมายดีที่สุด

27. You’ll find the letter __________ the papers on my desk.  (คุณจะพบจดหมาย ___________ เอกสารบนโต๊ะของผม)

       (a) along (ตาม)

       (b) among (ท่ามกลาง, ในบรรดา)

       (c) almost (เกือบจะ)

       (d) always (เสมอ, อย่างสม่ำเสมอ)

หมายเหตุ – ตอบข้อ (b) เพราะได้ความหมายดีที่สุด สำหรับคำอื่นๆ ใช้ในประโยคดังนี้ คือ

      - He walked along the road. (เขาเดินไปตามถนน)

      - She can get along well with her colleagues. (เธอเข้ากับเพื่อนร่วมงานได้ดีมาก)

      - He was driving his car along a lane in East Hollywood. (เขากำลังขับรถไปตามตรอกซอกซอยทางตะวันออกของฮอลลีวูด)

      - The current passes along this wire here. (กระแสไฟผ่านไปตามเส้นลวดนี้ที่นี่)

      - There are several patches of marigolds along the path. (มีดอกแมริโกลด์อยู่หลายหย่อม (แปลง) ตามทางเดิน – หรือเส้นทาง)

      - I spent almost a month in China. (ผมใช้เวลาเกือบ ๑ เดือนในจีน)

      - In Oxford street, you can buy almost anything.(บนถนนอ๊อกซ์ฟอร์ด  คุณสามารถซื้ออะไรได้เกือบทุกอย่าง)

      - I had almost forgotten about the trip. (ผมเกือบจะลืมเรื่องการเดินทาง)

      - Cats are in fact almost color blind. (จริงๆแล้ว  แมวเกือบจะตาบอดสี)

      - She always arrives half an hour early. (เธอมาถึงก่อนครึ่งชั่วโมงเสมอ)

      - He will always love her. (เขาจะรักเธอตลอดไป)

      - There is always a bus to downtown area. (มีรถเมล์เข้าเมืองตลอดเวลา)

      - They are always loyal to their company. (พวกเขาจงรักภักดีต่อบริษัทเสมอ)

28. They have spent too much money and will have to _________ for the rest of the year. (พวกเขาได้ใช้จ่ายเงินมากเกินไป  และจำเป็นจะต้อง ___________ สำหรับส่วนที่เหลือของปี)

     (a)  economy (เศรษฐกิจ, การประหยัด-การออม)

     (b) economist (นักเศรษฐศาสตร์)

     (c)  economize (ประหยัด, มัธยัสถ์)

     (d) economically (อย่างประหยัด)

หมายเหตุ – ตอบข้อ (c) เนื่องจากหลัง to  จะต้องเป็นกริยาช่องที่ ๑

29. She delayed __________ the contract until she had a chance to speak with her attorney. (เธอประวิงเวลา __________ (ใน) สัญญา  จนกระทั่งเธอมีโอกาสพูดคุยกับทนายความของเธอ)

     (a)  sign (ลงนาม, เซ็นชื่อ)

     (b) to sign

     (c)  signing (การลงนาม, การเซ็นชื่อ)

    (d) signature (ลายเซ็น, ลายมือชื่อ, การเซ็นชื่อ, การลงนาม)

หมายเหตุ – ตอบข้อ (c) เนื่องจาก กริยาที่ตามหลัง “delay”  ต้องอยู่ในรูป “gerund” (verb + ing)  หรือไม่ก็ต้องเป็นคำนาม  นอกจากนั้น  กริยาต่อไปนี้ต้องตามด้วย “gerund” (verb + ing)   หรือคำนามเช่นกัน  ได้แก่  avoid (หลีกเลี่ยง)  consider (พิจารณา) suggest (แนะนำ)  enjoy (สนุกสนาน)  finish (ทำเสร็จ)  appreciate (ยกย่อง, เห็นคุณค่า)  allow (อนุญาต) permit  postpone (เลื่อนออกไป)  practice  prohibit (ห้าม)  mind (รังเกียจ)  deny (ปฏิเสธ)  resist (ยับยั้ง, ระงับ)  recall (นึกได้, ระลึกได้)  resent (ไม่ชอบ, ไม่พอใจ)  cannot stand  (ทนไม่ได้)  admit (ยอมรับ)  delay (ประวิงเวลา)  confess (สารภาพ)  imagine (นึกคิด, จินตนาการ)  cannot help (อดไม่ได้, ช่วยไม่ได้)  excuse (ให้อภัย)  forgive (ให้อภัย)  dislike (ไม่ชอบ)  miss (พลาดโอกาส) discuss (ประชุมปรึกษาหารือ, อภิปราย, สาธยาย)  ตัวอย่างประโยค  เช่น

-         She enjoys reading novels. (เธอสนุกสนานกับการอ่านนวนิยาย)

-         I cannot stand listening to his complaints any more. (ผมทนการฟังข้อร้องเรียนของเขาไม่ไหวต่อไปอีกแล้ว)

-         We could not avoid meeting him. (เราไม่สามารถหลีกเลี่ยงการพบกับเขา)

-         They enjoyed listening to music. (พวกเขาสนุกกับการฟังดนตรี)

-         She dislikes talking a lot. (เธอไม่ชอบการพูดมาก)

-         Jim finished writing a report last night. (จิมเสร็จสิ้นการเขียนรายงานเมื่อคืนที่ผ่านมา)

-         The man admitted taking the bicycle. (นายคนนั้นยอมรับว่าเอารถจักรยานไป)

-         She is sorry that she missed meeting you. (เธอเสียใจว่าเธอพลาดโอกาสการได้พบคุณ)

-         They practice speaking French every day. (พวกเขาฝึกซ้อมการพูดภาษาฝรั่งเศสทุกวัน)

-         We consider buying a new home. (เราพิจารณาจะซื้อบ้านหลังใหม่)

-         They allow smoking in this room. (เขาอนุญาตให้สูบบุหรี่ในห้องนี้ได้)

-         Do you mind opening the window? (คุณรังเกียจที่จะเปิดหน้าต่างไหมครับ)

-         The teacher suggested working harder. (ครูแนะนำ (นักเรียน) ให้ขยันมากขึ้น)

30. We discussed __________ a temporary assistant to help out with the extra work. (พวกเราประชุมปรึกษาหารือเรื่อง ___________  ผู้ช่วยชั่วคราวเพื่อช่วยให้งานพิเศษสำเร็จลง)

     (a)  hire (จ้าง, เช่า)

     (b) hired

     (c)  hiring (การจ้าง, การเช่า)

     (d) to hire

หมายเหตุ – ตอบข้อ (c)  เนื่องจากกริยาที่ตามหลังคำกริยา “discuss” จะต้องอยู่ในรูป “gerund” (verb + ing) หรือไม่ก็ต้องเป็นคำนาม  ดูรายละเอียดเกี่ยวกับคำกริยาประเภทนี้ในข้อ ๒๙

31. Mr. Eaton __________ here for many years and is one of our most  knowledgeable employees. (มิสเตอร์อีตัน ___________ ที่นี่เป็นเวลาหลายปี  และเป็นหนึ่งในบรรดาพนักงานที่มีความรู้ดีที่สุดของเรา)

     (a)  is working (กำลังทำงาน)

     (b) used to work (เคยทำงาน)

      (c)  has been working (ได้กำลังทำงาน)

     (d) will have worked (จะได้ทำงานแล้ว)

หมายเหตุ – ตอบข้อ (c) เนื่องจากมิสเตอร์อีตันได้ทำงานที่นี่ต่อเนื่องมาเป็นเวลานาน  ตั้งแต่ในอดีต  และต่อเนื่องมาจนถึงปัจจุบันขณะที่พูด  จึงต้องใช้รูป “present perfect continuous tense” (subject + has (have) + been + V. ing)  (ดูรายละเอียดเพิ่มเติมเกี่ยวกับtense นี้  ในหมวดข้อสอบ TOEIC (ตอนที่ ๒) ข้อ ๓๖)

32. We feel _________ about coming to an agreement on this issue soon.  (เรารู้สึก ___________ เกี่ยวกับการบรรลุข้อตกลงในประเด็น (เรื่อง) นี้ในไม่ช้า)

       (a) hoping

       (b) hopeful (มีความหวัง, เต็มไปด้วยความหวัง)

       (c) hopefully

       (d) to hope

หมายเหตุ – ตอบข้อ (b)  เนื่องจากคำที่ตามหลังคำกริยาจำพวก “linking verb”  ได้แก่   be (is, am, are, was, were), become, seem (ดูเหมือนว่า), appear (มีลักษณะท่าทาง), feel (รู้สึก), get, grow, keep, look (มีท่าทาง), smell (มีกลิ่น), sound, taste (มีรสชาติ), turn (กลายเป็น) จะต้องเป็นคำคุณศัพท์ (adjective) เสมอ เช่น

-         Tom became rich. (ทอมร่ำรวยขึ้นมา)

-         Ann seems happy. (แอนดูเหมือนว่าจะมีความสุข)

-         Jim felt cold. (จิมรู้สึกหนาว)

-         He got/grew impatient. (เขารู้สึกกระวนกระวาย)

-         The idea sounds interesting. (ความคิดนี้ดูน่าสนใจ)

-         She looked calm. (เธอมีอาการสงบ)

-         He turned pale. (เขาตัวซีด หรือหน้าซีด)

-         The soup tasted sweet. (ซุปมีรสหวาน)

33. If you _________ your application tomorrow, you will still be eligible for the job. (ถ้าคุณ __________ ใบสมัครของคุณวันพรุ่งนี้  คุณจะยังคงมีสิทธิ์สำหรับงานนี้อยู่)

     (a)  to submit

     (b) submitted

     (c)  submit (เสนอ, เสนอให้พิจารณา, ยอม, ยอมตาม, ยอมจำนน)

     (d) submits

หมายเหตุ – ตอบข้อ (c) เนื่องจากเป็น “if clause” แบบที่ ๑ (If + subject + V. 1, subject + will (shall) + V. 1) คือ ผู้พูดมีความมั่นใจว่า ถ้าเหตุการณ์ในประโยคย่อย (if clause)  เกิดขึ้นจริง  เหตุการณ์ในประโยคใหญ่ (main clause)  ก็จะเกิดขึ้นตามไปด้วย  และเนื่องจากประธานของประโยคย่อยคือ “you”  กริยา “submit”  จึงไม่ต้องเติม “s

34. The _________ of this business is a result of a lot of hard work and some solid financial support. ( ___________ ของธุรกิจนี้เป็นผลลัพธ์ของการทำงานหนัก อย่างมาก  และการสนับสนุนทางการเงินอย่างดีเลิศ)

      (a)  succeed (ประสบความสำเร็จ)

      (b) success (ความสำเร็จ)

      (c)  successful (ซึ่งประสบความสำเร็จ)

     (d) successfully (อย่างประสบความสำเร็จ)

หมายเหตุ – ตอบข้อ (b) เนื่องจากเป็นประธานของประโยค จึงต้องเป็นคำนาม  ส่วน “of this  business”  เป็นส่วนขยายประธาน  โดยมี “is” เป็นกริยาของประโยค  สำหรับข้อ (a)  เป็นคำกริยา  และข้อ (c) เป็นคำคุณศัพท์

35. The walls were painted this morning, so __________ them. (กำแพง – ผนัง – ได้รับการทาสีเมื่อเช้านี้ ดังนั้น ___________ มัน)

       (a) touch (สัมผัส, แตะ)

       (b) touching (การสัมผัสหรือแตะ)

       (c) don’t touch (อย่าสัมผัส, อย่าแตะ)

       (d) not to touch

หมายเหตุ – ตอบข้อ (c) เนื่องจากประโยคคำสั่งหรือขอร้องไม่ให้ทำ  ถือเสมือนว่ามีประธาน  “you” อยู่หน้าประโยค (แต่ละเอาไว้ในฐานที่เข้าใจ)  จึงต้องขึ้นต้นประโยคแบบนี้ด้วย “Don’t + V. 1” เสมอ  เช่น

-         Don’t make a loud noise. (อย่าส่งเสียงดัง)

-         Don’t come into the room. (อย่าเข้ามาในห้อง)

   (ดูรายละเอียดประโยคคำสั่ง-ขอร้อง เพิ่มเติมในข้อ ๓)

 36. You must ___________ every item on the form or your application will not be considered. (คุณจะต้อง ____________ ทุกข้อในแบบฟอร์ม  มิฉะนั้น การสมัคร (หรือใบสมัคร) ของคุณจะไม่ได้รับการพิจารณา)

     (a)  to complete

     (b) complete (กรอกข้อความให้ครบ, ทำให้เสร็จ, ทำให้สมบูรณ์, ทำให้ครบ)

     (c)  completing

     (d) will complete

หมายเหตุ – ตอบข้อ (b) เนื่องจากคำกริยาที่ตามหลัง “modal verb” (will, would, shall, should, can, could, may, might, must)  จะต้องอยู่ในรูป “infinitive without to”  (verb ช่องที่ 1  ที่ไม่มี “to” นำหน้า)  เสมอ

     (ดูรายละเอียดเพิ่มเติมในเรื่องนี้ ในหมวดข้อสอบ TOEIC (ตอนที่ ๔) ข้อ ๔

37. Very few people showed __________ for the conference. (น้อยคนมากที่ปรากฏตัว ___________  สำหรับการประชุม)

       (a) up (show up = ปรากฏตัว, โผล่มา)

       (b) off (show off = โอ้อวด)

       (c) to

       (d) through

หมายเหตุ – ตอบข้อ (a) เพราะได้ความหมายดีที่สุด

38. This building, __________ was built more than 100 years ago, is scheduled for demolition next month. (อาคารนี้ – ___________  ถูกสร้างเกินกว่า ๑๐๐ ปี มาแล้ว – ถูกกำหนดเวลาสำหรับการทำลายทิ้งในเดือนหน้า)

     (a)  it

     (b) that

     (c)  was

     (d) which

หมายเหตุ – ตอบข้อ (d)  เนื่องจากทำหน้าที่เป็นประธานของประโยคย่อยหรืออนุประโยค (subordinate clause)  “which was built more than 100 years ago”  และชี้เฉพาะเจาะจงด้วยว่าเป็น “อาคารแห่งนี้  สำหรับ “that” ใช้เป็นประธานของประโยคย่อยได้เช่นกัน  แต่ต้องไม่ชี้เฉพาะเจาะจง  เช่นในประโยค

-         The building that (หรือ which) is too old will be demolished. (อาคารที่เก่าแก่เกินไปจะถูกรื้อทิ้ง)  ประโยคนี้ใช้ “that”  ขยาย “building”  ได้ เนื่องจากมิได้ระบุเจาะจงลงไปว่าเป็นอาคารหลังไหน  เพียงแต่บอกว่า “อาคารที่เก่าแก่เกินไป” เท่านั้น  สำหรับตัวอย่างอนุประโยคแบบชี้เฉพาะ (ต้องใช้ “which” นำหน้าเท่านั้น)  และไม่ชี้เฉพาะ (ใช้ “that”  หรือ “which” นำหน้าก็ได้)  เช่น

-         Bangkok, which is the capital of Thailand, is a beautiful city. (กรุงเทพฯ – ซึ่งเป็นเมืองหลวงของประเทศไทย – เป็นเมืองที่สวยงาม) – ข้อนี้ต้องใช้ which  ขยายเพียงอย่างเดียว  เนื่องจาก “กรุงเทพฯ” เป็นคำชี้เฉพาะ มีอยู่เพียงเมืองเดียวในโลก

-         The city that (หรือ which) is a capital should be clean. (เมืองซึ่งเป็นเมืองหลวงควรจะสะอาด)  - ข้อนี้จะใช้ that  หรือ which ขยาย  ก็ได้ เนื่องจากเป็นเมืองทั่วๆไป มิได้เฉพาะเจาะจงเหมือนกรุงเทพฯ

39. She earns more money than her coworkers __________ she works a lot of overtime hours. (เธอหาเงินได้มากกว่าเพื่อนร่วมงาน ___________  เธอทำงานในชั่วโมงล่วงเวลามากมาย)

     (a)  although (ถึงแม้ว่า, แม้ว่า)

      (b) because (เพราะว่า)

     (c)  despite (ทั้งๆที่)

     (d) nevertheless (อย่างไรก็ตาม)

หมายเหตุ – ตอบข้อ (b) เนื่องจากใช้เชื่อม ๒ ประโยคที่เป็นเหตุเป็นผลกัน คือ ประโยค “She earns …………coworkers”  และ  “she works ……………hours”  กล่าวคือ “เธอหาเงินได้มากกว่า  เพราะว่า เธอทำโอทีเยอะ”  สำหรับ “although” ใช้เชื่อม ๒ ประโยคที่มีใจความขัดแย้งกัน  ส่วน “despite”  ใช้นำหน้าวลีหรือคำนาม (ใช้กับข้อความที่ขัดแย้งกัน)  ส่วน “nevertheless”  ใช้เชื่อม ๒ ประโยคที่ใจความขัดแย้งกัน  แต่อยู่คนละตำแหน่งกับ although  ดังตัวอย่างประโยค

-         Although he is rich, he is unhealthy. (= He is unhealthy although he is rich.) (แม้ว่าเขาจะรวย  เขาสุขภาพไม่ดี)

-         Despite her poverty, she got a scholarship to study abroad. (= She got a scholarship to study abroad despite her poverty.) (ทั้งๆความยากจนของเธอ  เธอได้ทุนไปเรียนต่อต่างประเทศ)

-         They frequently quarrel; nevertheless, the couple live happily together. (พวกเขาทะเลาะกันบ่อย  อย่างไรก็ตาม  คู่สามีภรรยานั้นอยู่ด้วยกันอย่างมีความสุข)

-         Although they frequently quarrel, the couple live happily together. (แม้ว่าพวกเขาทะเลาะกันบ่อย  คู่สามีภรรยาอยู่ด้วยกันอย่างมีความสุข)

40. This store offers a wide __________ of office equipment. (ร้านนี้เสนอ ____________ ที่กว้างขวาง – มากมาย – ในด้านอุปกรณ์สำนักงาน)

      (a) select (เลือก)

      (b) selective (ช่างเลือก, พิถีพิถัน)

      (c) selection (การเลือกสรร, สิ่งที่คัดเลือกแล้ว)

      (d) selecting

หมายเหตุ – ตอบข้อ (c) เพราะเป็นกรรมของกริยา “offer”   จึงต้องเป็นคำนาม  สังเกตได้อีกอย่างคือ มีคำคุณศัพท์ wide  ขยายอยู่ข้างหน้า  ซึ่งต้องขยายคำนามเท่านั้น  คำนี้จึงต้องเป็นคำนาม  หรือจะดูจาก article “a   ซึ่งต้องขยายคำนาม แม้จะมี wide  มาร่วมขยายด้วยก็ตาม