หมวดข้อสอบ TOEIC (ตอนที่ 59)

Part V : Sentence Completion   (ส่วนที่ 5 :  การเติมประโยคให้สมบูรณ์)

Choose the best alternative to make a correct sentence.

(จงเลือกข้อที่ดีที่สุดเพื่อทำให้ประโยคมีความถูกต้อง)

1. I will recommend that the student _______________ to the director.

(ผมจะแนะนำว่าเด็กนักเรียนคนนั้น ____________________กับผู้อำนวยการโรงเรียน)

(a) speak   (พูดคุย)

(b) will speak

(c) had better speak

(d) would speak

ตอบ   -   ข้อ  (a)  เนื่องจากกริยาของอนุประโยค  (ในที่นี้ คือ  “Speak”) ที่ตามหลังกริยา  “Recommend, Suggest, Demand, Ask, etc.”   จะต้องตามด้วย  “Infinitive without to” (Verb 1) ซึ่งเรียกโครงสร้างแบบนี้ว่า “Present Subjunctive”  ดูคำอธิบายเพิ่มเติมจากประโยคข้างล่าง

-       Many customers have requested that we ____________ them notice of our sales.

(ลูกค้าจำนวนมากได้ร้องขอว่า ให้เรา __________________ โนติส  (เอกสารแจ้งเหตุหรือข้อมูลล่วงหน้า) แก่พวกเขาในเรื่องการลดราคาสินค้าของเรา)  (หมายความว่า  ถ้าจะมีการลดราคาสินค้าเมื่อใด  ให้แจ้งลูกค้าทราบล่วงหน้า)

(a) send   (ส่ง)

(b) sends

(c) sent

(d) sending

หมายเหตุ   –   ตอบข้อ  (a)  เนื่องจากเป็นการใช้   “Present subjunctive”  คือการใช้กริยาช่องที่  ๑  ที่ไม่มี  “To”นำหน้า   (Infinitive without to)  และไม่มีการเติม  “s”  หรือ  “ed”  เข้าข้างหลังคำกริยาที่อยู่ใน  “Noun clause”  ที่เป็นอนุประโยค  (ซึ่งมักมี  “that” นำหน้า  “Clause”)   ที่ตามหลังกลุ่มคำกริยาประเภท“Present subjunctive”  ไม่ว่าประธานของกริยาตัวนี้จะเป็นเอกพจน์หรือพหูพจน์ก็ตาม  และไม่ว่ากริยาตัวข้างหน้า  (กริยาใน  “Main clause”  หรือประโยคใหญ่)  จะอยู่ใน  “Tense”  ใดก็ตาม  จะไม่มีการเติม  “s”หรือ“ed”ที่กริยาตัวนี้  (เนื่องจากเสมือนมี  “Should” นำหน้า  แต่ไม่เขียนลงไป  คือละไว้ในฐานที่เข้าใจ  เป็นการแนะนำว่า  “ควรทำเช่นนั้น เช่นนี้)   สำหรับในกรณีที่เป็น  “Verb to be”  ให้ใช้  “Be”  ตลอดไป   (เพราะเสมือนว่า มี  “Should”  นำหน้า)  อนึ่ง เราใช้รูป  “Present subjunctive”  ใน ๒ กรณี   คือ

๑.   อยู่หลัง  “กริยา+ that”  ซึ่งได้แก่ คำกริยาต่อไปนี้

demand that   (เรียกร้อง-ต้องการว่า)

require that   (ขอร้อง-เรียกร้อง-ต้องการ-กำหนดว่า)

propose that   (เสนอว่า)

request that   (ขอร้องว่า)

recommend that   (แนะนำว่า)

ask that   (ขอร้องว่า)

order that   (สั่งว่า)

urge that   (เร่งเร้า-กระตุ้น-เสนอว่า)

suggest that   (แนะนำว่า)

advise that   (แนะนำว่า)

insist that   (ยืนกรานว่า)

prefer that   (เห็นสมควรว่า)

                  ดังตัวอย่างประโยคต่อไปนี้

-         The doctor advised (that) I take a rest.

(หมอแนะนำว่าผมควรพักผ่อน)

-         He suggested (that) she not go there alone.

(เขาแนะนำว่าเธอไม่ควรไปที่นั่นตามลำพัง)

-         The father demands  (that) Peter go to see a doctor at once.

(พ่อเรียกร้องให้ปีเตอร์ไปหาหมอในทันที)

-         I suggest (that) he come early.

(ผมแนะนำว่าเขาควรจะมาแต่เช้า)

-         The hostess urged (that) we all stay for dinner.

(เจ้าของบ้านรบเร้าให้อยู่กินอาหารเย็นก่อน)

-         The teacher recommended (that) every student buy a dictionary.

(ครูแนะนำให้นักเรียนทุกคนซื้อพจนานุกรม)

-         The doctor recommends (that) she take this medicine.

(หมอแนะนำว่าเธอควรกินยานี้)

-         She requested (that) he telephone her family.

(เธอขอร้องให้เขาโทรฯไปหาครอบครัวของเธอ)

-         The teacher advised (that) students not speak loudly in the class.

(ครูแนะนำว่านักเรียนไม่ควรพูดเสียงดังในชั้น)

-         I suggested (that) he be more careful.

(ผมแนะนำว่าเขาควรระวังให้มากขึ้น)

-         He suggested (that) she be punctual.

(เขาแนะนำว่าเธอควรตรงต่อเวลา)

-         Our mother suggests (that) we not be lazy.

(แม่ของเราแนะนำว่าเราไม่ควรขี้เกียจ)

-         They requested (that) the contract be signed.

(พวกเขาร้องขอว่าสัญญาควรได้รับการลงนาม)

-         She asks (that) she be allowed to see her ailing mother.

(เธอขอร้องว่าเธอควรได้รับอนุญาตให้พบแม่ของเธอที่กำลังป่วย)

หมายเหตุ  –   เหตุผลที่คำกริยาในอนุประโยคที่เป็น  “Noun clause”  อยู่ในรูป “Present Subjunctive”  คือ กริยาเหล่านี้เสมือนกับว่ามี  “Should” นำหน้า แต่ละเอาไว้ในฐานที่เข้าใจ  ซึ่งจริงๆแล้วอาจจะเขียนหรือพูดเติม  “Should” ลงไปด้วยก็ได้  เช่น

-         I suggested (that) he (should) be more careful.

-         She asks (that) she (should) be allowed to go to the party.

๒.     “Noun clause”  ที่ตามหลังคำคุณศัพท์ต่อไปนี้  (มักอยู่ในรูป  “It is + Adjective + that + Subject + Verb 1 ไม่มี  “To”นำหน้า)  กริยาใน“Noun clause” นั้นจะต้องอยู่ในรูป  “Present subjunctive”  เช่นเดียวกัน  คุณศัพท์ดังกล่าวคือ  “Important” (สำคัญ),  “Necessary” (จำเป็น),“Urgent”  (จำเป็นด่วน),  “Imperative”  (จำเป็น),  “Essential”  (จำเป็น),“Advisable”  (ควร),“  Crucial”  (สำคัญยิ่ง)   ดังตัวอย่าง  เช่น

-         It is advisable that she study harder.

(เธอควรเรียนหรือขยันให้มากขึ้น)

-         It was essential that we buy food yesterday.

(เป็นสิ่งจำเป็นที่เราต้องซื้ออาหารเมื่อวานนี้)

-         It is advisable that he take exercise every morning.

(เป็นการสมควรที่เขาออกกำลังกายทุกเช้า)

-         It is necessary that she go home at once.

(เป็นเรื่องจำเป็นที่เธอจะต้องกลับบ้านในทันที)

-         It is imperative that Jim practice driving a car.

(เป็นเรื่องจำเป็นที่จิมจะต้องฝึกหัดขับรถ)

-         It is crucial that Tom find a new job.

-        (เป็นเรื่องจำเป็นยิ่งที่ทอมจะต้องหางานใหม่)

-         It is important that he be brave.

-        (เป็นสิ่งจำเป็นที่เขาจะต้องกล้าหาญ)

-         It is urgent that everyone be on time for work.

(เป็นเรื่องเร่งด่วนที่ทุกคนจะต้องมาทำงานให้ทันเวลา)

2. Life is filled with jobs we don’t like to do, but you must do ________________as best you can.

(ชีวิตเต็มไปด้วยงานที่เราไม่ชอบทำ  แต่คุณจะต้องทำ _________________ ให้ดีที่สุดเท่าที่จะสามารถทำได้)

(a)   it

(b)  those works

(c) them   (มัน  -  หมายถึงงาน)

(d) yourself

ตอบ   -   ข้อ  (c)  เนื่องจากแทน  “Jobs

3. There are hundreds of thousands of telephones ______________ use throughout the country.

(มีโทรศัพท์หลายแสนเครื่อง _____________________ อยู่ทั่วประเทศ)

(a) on

(b) for

(c) at

(d) in   (“In use” =  ใช้งาน)

ตอบ   -   ข้อ   (d)  สำหรับวลีที่ใช้กับ  “In”  ได้แก่   “in a hurry’  (เร่งรีบ, รีบร้อน, ใจร้อน),  “in a jam”  (อยู่ในฐานะลำบาก),  “in a nutshell”  (กล่าวโดยย่อๆ,  กล่าวโดยสรุป),  “in a way”  (บางครั้ง, บ้างเหมือนกัน),  “in any case”  (อย่างไรก็ดี, อย่างไรก็ตาม, ในทุกกรณี),  “in any event”  (อย่างไรก็ตาม, ทุกกรณี),  “in advance”  (ล่วงหน้า),  “in bad shape”  (เสื่อมโทรม, ทรุดโทรม, อยู่ในฐานะลำบาก),  “in charge of”  (รับผิดชอบ, ดูแล, จัดการ),  “in fact”  (แท้ที่จริงแล้ว, อันที่จริงแล้ว),  “in order”  (อย่างมีระเบียบ, เรียบร้อย),  “in time   (ทันเวลา, ไม่สาย, พอดี, ตามจังหวะ, พอดีจังหวะ),  “in the bag”  (แน่นอน, แหงแก๋, ของตาย, อยู่ในกำมือแล้ว, สำเร็จเรียบร้อย),  “in the long run (term)”  (ในระยะยาว),  “in the pink”  (สภาพดีเยี่ยม, สมบูรณ์, มีสุขภาพดี),  “in tune with”  (สอดคล้องกับ, ไปกันได้กับ),  “in vain”  (ไม่สำเร็จ, ไร้ประโยชน์, ปราศจากผล),  “in writing” (เป็นลายลักษณ์อักษร, เป็นภาษาเขียน), “deep in water and mud”  (จมลึกอยู่ในน้ำและโคลน)  “arrive in”  (มาถึงในเมือง หรือ ประเทศ)  (แต่ถ้ามาถึง โรงเรียน, ธนาคาร, วัด, บ้าน ฯลฯ ใช้  “arrive at”)  “interested in”  (สนใจใน), “qualified in”  (มีคุณสมบัติในเรื่อง), “weak in”  (อ่อนในเรื่อง), “deficient in  (ขาดหรือบกพร่องในเรื่อง), “proficient in”  (ชำนาญหรือคล่องแคล่วในเรื่อง), “successful in”  (ประสบความสำเร็จในเรื่อง), “disappointed in”  (ผิดหวังในเรื่อง), “in a box”  (ในกล่อง), “in a pocket”  (ในกระเป๋า),“sit in an armchair”  (นั่งในเก้าอี้ท้าวแขน), “in bed”  (ในเตียงหรือบนเตียง), “in the bath”  (ในอ่างน้ำ), “in her hand”  (ในมือของเธอ), “in each other’s arms” (ในอ้อมแขนของกันและกัน), “in the area”  (ในพื้นที่), “in the garden”  (ในสวน), “in the air”  (ในอากาศ), “in the middle of the room”  (ที่กลางห้อง), “in the direction of”  (ในทิศทางของ), “in a restaurant”  (ในภัตตาคาร), “in the bathroom” (ในห้อง น้ำ), “in school” (ในโรงเรียน), “in hospital” (ในโรงพยาบาล), “in the kitchen”  (ในครัว), “in the shop window”  (ในตู้โชว์กระจกของร้าน), “in a mirror”  (ในกระจก), “in a lake”  (ในทะเลสาบ), “in black suit”  (ในชุดดำ), “in the water”  (ในน้ำ), “write in ink”  (เขียนด้วยหมึก), “write in pencil” (เขียนด้วยดินสอ), “in the first chapter” (ในบทที่ ๑), “in the film”  (ในภาพยนตร์), “wait in the queue”  (รออยู่ในแถว), “be in a play” (ร่วมแสดงละคร),  “in April”  (ในเดือนเมษายน), “in  2016”  (ในปี ๒๐๑๖), “in the morning  (afternoon, evening)”  (ในตอนเช้า-บ่าย-เย็น), “in recent years” (ในช่วงไม่กี่ปีมานี้), “in the winter (summer, spring)”  (ในหน้าหนาว-ร้อน-ใบไม้ผลิ), “in the meantime”  (ในระหว่างนั้น), “in two months”  (ภายใน ๒ เดือน), “in my absence”  (ตอนที่ผมไม่อยู่), “in the aftermath of the accident”  (ภายหลังจากอุบัติเหตุ), “in half an hour” (ภายในครึ่งชั่วโมง), “in two minutes”  (ใน ๒ นาที), “in ancient society” (ในสังคมสมัยโบราณ), “in nature”  (ในธรรมชาติ), “in these circumstances”  (ในสภาพแวดล้อมเหล่านี้), “in this situation”  (ในสถานการณ์เช่นนี้), “in a state of near chaos”  (อยู่ในสภาวะใกล้จลาจล), “in a position to help others”  (อยู่ในฐานะที่ช่วยคนอื่นได้), “in the sun”  (ท่ามกลางแสงอาทิตย์)   “in the dark”  (ในหรือท่ามกลางความมืด), “in the dim light” (ท่ามกลางแสงสลัวๆ),  “in her voice”  (ในน้ำเสียงของเธอ), “in love”  (ในความรัก-ตกหลุมรัก), “in a state of shock”  (อยู่ในสภาวะช้อค), “in low spirits”  (ในสภาพจิตใจหดหู่หรือตกต่ำ), “in a temper”  (ด้วยความโกรธหรือในอารมณ์โกรธ), “in favor of free speech”  (เห็นด้วยกับการพูดแบบมีเสรี), “cry out in pain”  (ร้องด้วยความเจ็บปวด), “look up in surprise”  (เงยหน้ามองด้วยความประหลาดใจ), “in an effort to”   (ในความพยายามที่จะ), “in response to”  (เพื่อตอบสนองต่อ), “in answer to”  (เพื่อเป็นการตอบ), “have confidence in”  (มีความเชื่อมั่นใน), “take interest in”  (สนใจใน), “a course in Chinese”  (คอร์สภาษาจีน), “an expert in”  (ผู้เชี่ยวชาญในเรื่อง.....),  “make money in business”  (หาเงินในธุรกิจ),  “make his career in music”  (ประกอบอาชีพทางดนตรี), “in his old age”  (ในวัยชราของเขา), “a woman in her twenties”  (ผู้หญิงในวัย ๒๐ – ๒๙), “in my opinion”  (ในความเห็นของผม), “in her view”   (ในทัศนะของเธอ), “recruit workers in hundreds”  (รับคนงานเป็นร้อยๆคน),  “in my experience”  (จากประสบการณ์ของผม), “in her own eyes”   (ในสายตาของเธอ), “speak in Italian”  (พูดภาษาอิตาเลียน), “speak in a calm voice” (พูดด้วยน้ำเสียงที่สงบ), “his complaints in writing”  (การร้องเรียนของเขาเป็นลายลักษณ์อักษร), “in financial difficulty”  (ในสภาวะยุ่งยากทางการเงิน), “$100,000 in cash”  (เป็นเงินสด ๑๐๐,๐๐๐ เหรียญ), “dressed in black” (ใส่ชุดสีดำ), “in real danger”  (ตกอยู่ในอันตรายอย่างแท้จริง), “in the planning stage”  (ในขั้นตอนการวางแผน), “10 meters in length” (ยาว ๑๐ เมตร), “cut it in two”  (ตัดมันออกเป็น ๒ ส่วน), “shrink in size”  (มีขนาดเล็กลง-หดลง), “join in”  (ร่วมวงด้วย), “a one in five chance of success”  (โอกาสสำเร็จ ๑ ใน ๕),  “the pain in my feet”  (การเจ็บที่เท้าของผม), “the hole in his shirt”  (รู – รอยขาด – ในเสื้อเชิร์ตของเขา),  “was shot in the leg”  (ถูกยิงที่ขา),  “in fashion”  (กำลังเป็นที่นิยม),  “result in his death”  (ส่งผลให้เขาตาย),  “believe in”  (เชื่อมั่น-ศรัทธาใน), “in the first place”  (ในประการแรก)  (กล่าวเมื่อจะบอกเหตุผลหลายๆ ประการ  เกี่ยวกับเรื่องใดเรื่องหนึ่ง  แล้วตามด้วยเหตุผลที่ต้องการจะบอก)   เป็นต้น

4. The press conference ________________ in the auditorium the other day.   

(การประชุมให้สัมภาษณ์หนังสือพิมพ์ _____________________ ในหอประชุมเมื่อวันก่อน)

(a) holds

(b) will be held

(c) was held   (ถูกจัด)

(d) will be holded   (ไม่มีรูป  “Holded”  ใช้)

ตอบ   -   ข้อ  (c)  เนื่องจากต้องอยู่ในรูป  “Passive voice”  {Subject + is (am, are, was, were) + Verb 3}  (การประชุมให้สัมภาษณ์ฯ  “ถูกจัดขึ้น”)  และ  “The other day”  (เมื่อวันก่อน)  เป็นเรื่องในอดีต  จึงไม่ใช้ข้อ  (b)

5. Do you know the man who is in charge _______________ this school?  

(คุณรู้จักชายผู้ที่ _________________________ โรงเรียนนี้หรือเปล่า)

(a) for

(b) in

(c) at

(d) of   (“In charge of” = ดูแล, รับผิดชอบ)

ตอบ   -   ข้อ   (d)  สำหรับวลีที่ใช้กับ  “Of”  ได้แก่  “inform someone of something”  (บอกใครเกี่ยวกับเรื่องอะไร)  -  Please inform me of your decision.  (โปรดบอกผมเกี่ยวกับการตัดสินใจของคุณ),   “of age”  (โตพอที่จะทำอะไรบางอย่าง, อายุมากพอที่จะลงคะแนนเลือกตั้งหรือซื้อเหล้า-เบียร์, ได้รับการพัฒนาอย่างเต็มที่)  -  Mary will be of driving age on her next birthday  (แมรี่จะถึงวัยที่ได้รับอนุญาตให้ขับรถได้  ในวันเกิดของเธอปีหน้า),  “of course”  (แน่นอน, ไม่ต้องสงสัยเลย, เป็นเรื่องธรรมดา, เหมือนที่คาดหวังไว้)  -  Of course you know that girl; she is in your class  (แน่นอน  คุณรู้จักเด็กผู้หญิงคนนั้น  เธอเป็นเด็กนักเรียนของคุณ  -  หรือ เธอเรียนอยู่ในชั้นเดียวกับคุณ– คือเป็นเพื่อนคุณ),  “remind someone of”  (เตือนใครให้นึกถึงเรื่อง.........)  -  She reminded me of her mother.  (เธอเตือนให้ผมนึกถึงแม่ของเธอ  -  ด้านรูปร่างหน้าตาหรือนิสัยใจคอ),  “approve”  (อนุมัติ, เห็นชอบ),  “boast”  (คุยโม้), “think”  (คิดถึงเรื่อง),  “warn”  (เตือน),   “accuse someone of”  (กล่าวหาใครในเรื่อง..........)  -  They accused him of stealing their car.  (พวกเขากล่าวหาเขาว่าขโมยรถยนต์),  “suspect”  (สงสัย),  “consist”  (ประกอบด้วย),  “be composed of”  (ประกอบด้วย)  -  Our team is composed of a number of experts in several fields.  (ทีมของเราประกอบด้วยผู้เชี่ยวชาญจำนวนมากจากหลายสาขา),  “dream”  (ฝัน)  -  She never dreams of traveling abroad.  (เธอไม่เคยฝันว่าจะเดินทางไปต่างประเทศ),  “hear”  (ได้ยิน),  “beware”  (ระวัง),  “complain”  (บ่น, ร้องทุกข์)  -  They never complain of their hardship.  (พวกเขาไม่เคยบ่นอุทธรณ์ความยากลำบากเลย),  “convince”  (ทำให้เชื่อ),  “disapprove”  (ไม่อนุมัติ, ไม่เห็นด้วย),  “assure”  (รับรอง),  “cure”  (รักษาให้หายจากโลก),  “smell”  (ได้กลิ่น),  “full”  (เต็มไปด้วย)  - The street was full of water.   (ถนนเจิ่งนองไปด้วยน้ำ), “fond”  (ชอบ, หลงใหล)  -  She is fond of music.  (เธอชอบดนตรี), “careful”  (ระวัง, รอบคอบ), “frightened”  (ตกใจกลัว)  -  She is frightened of the dark.  (เธอกลัวความมืด), “confident”  (มั่นใจ)  -  You should be confident of yourselves.  (พวกคุณควรมั่นใจในตนเอง), “short”  (ขาดแคลน)  -  They were short of food and water.  (พวกเขาขาดแคลนอาหารและน้ำ), “tired”  (เบื่อ, เหนื่อย), “sure”  (มั่นใจ), “aware”  (ตระหนัก, รู้ดี), “certain” (มั่นใจ, แน่นอน), “free”  (ยกเว้น), “proud”  (ภูมิใจ), “hopeful”  (มีความหวัง), “glad”  (ดีใจ), “capable”  (สามารถ), “ashamed”  (ละอายใจ), “suspicious”  (สงสัย, ระแว), “tolerant”"  (อดทนต่อ, ใจกว้างต่อ), “considerate”  (เกรงใจ), “ignorant”  (ไม่รู้), “convinced”  (เชื่อ), “ahead”  (ล่วงหน้า), “shy”  (อาย, ละอาย), “conscious”  (รู้สึกถึง), “jealous”  (อิจฉา, หึงหวง), “envious”  (อิจฉา, หึงหวง),  “a cup of tea”  (ชา ๑ ถ้วย),  “a sheet of paper”  (กระดาษ ๑ แผ่น),  “a number of dogs”  (หมาจำนวนมาก),“the number of students”  (จำนวนนักเรียน),  “a pair of trousers”  (กางเกงขายาว ๑ ตัว), “millions of dollars”  (เงินหลายล้านดอลล่าร์),  “two gallons of water”  (น้ำ ๒ แกลลอน),  “10% of the population”  (๑๐ เปอร์เซนต์ของประชากร),  “a town of 2,000 people”  (เมืองที่มีประชากร ๒,๐๐๐ คน),  “Half of the boats sank.”  (เรือจำนวนครึ่งหนึ่งจมลง),  “a bag of gold”  (ทองถุงหนึ่ง),  “at a rate of 20 dollars a day”  (ในอัตรา ๒๐ เหรียญต่อวัน),  “a boy of sixteen”  (เด็กอายุ ๑๖ ปี),  “at the age of five”  (ตอนอายุ ๕ ขวบ),  “a baby of 6 months”  (ทารกอายุ ๖ เดือน),  “the first of a series of movies”  (ตอนแรกของภาพยนตร์ซีรี่ส์),  “one of the problems”  (หนึ่งในหลายปัญหา),  “two of the three”  ( ๒ ใน ๓),“many of the students”  (นักเรียนหลายคน),  “a meeting of executives”  (การประชุมผู้บริหาร),  “a map of Sweden”  (แผนที่ประเทศสวีเดน),  “a picture of the refugees”  (ภาพของผู้อพยพ),  “an account of the event”  (เรื่องราวของเหตุการณ์),  เป็นต้น

6. Although she is his only sister, he has ______________ affection for her.

  (แม้ว่าเธอเป็นน้องสาวเพียงคนเดียวของเขา  เขา ________________    มีความรักใคร่ในตัวเธอเลย)

(a) not

(b) many

(c) no   (ไม่)

(d) none

ตอบ   -   ข้อ  (c)  เนื่องจาก  “No + Noun” (no affection)   ดูเพิ่มเติมการใช้  “No”  และ  “Not”  จากประโยคข้างล่าง

              ตัวอย่างที่ ๑

             - I am very sorry that you have _________________ good books to read.

(ผมเสียใจอย่างมากว่า  คุณ ____________________ มีหนังสือดีๆอ่าน)

(a) some

(b) not

(c) no   (ไม่)

(d) a few   (พอมีอยู่บ้าง แม้ไม่มาก)

ตอบ  -  ข้อ  (c)  เนื่องจากดูจากข้อความ   “ผมเสียใจอย่างมาก”   จึงควรบอกว่า  “ไม่มีหนังสือดีๆอ่าน”  

              ตัวอย่างที่ ๒

จงเลือกข้อที่ผิดหลักไวยากรณ์ จากข้อ (๑) – (๔)

1.                Not woman held a presidential cabinet (2) position in the United States (3) until 1933 when Frances Perkins (4) became Secretary of Labor.  

(ไม่มีผู้หญิงดำรงตำแหน่งในคณะรัฐบาลของประธานาธิบดี – หมายถึงผู้ที่ได้รับการแต่งตั้งโดยประธานาธิบดี  –  ในสหรัฐฯ  จนกระทั่งปี ๑๙๓๓   เมื่อฟรานเซส  เพอร์คินส์  ได้เป็นรัฐมนตรีกระทรวงแรงงาน)

ตอบ   -    ข้อ  ๑  แก้เป็น   “No”  เนื่องจาก  “No”  ใช้นำหน้าคำนาม  (woman)   ส่วน  “Not”  มักใช้วางไว้ข้างหน้า   “A, A, The, Any”   ซึ่งขยายหน้าคำนามอีกทีหนึ่ง    ดังประโยคตัวอย่างข้างล่าง

           - No city in Laos is as big as Bangkok.

(ไม่มีเมืองใน สปป. ลาว  ใหญ่เท่ากับกรุงเทพฯ)

           - No other city in Thailand is as big as Bangkok.

(ไม่มีเมืองอื่นใดในประเทศไทยที่ใหญ่เท่ากับกรุงเทพฯ)

           - We saw no difference between them.  (= We did not see any difference in them.)

(เราไม่เห็นความแตกต่างระหว่างพวกเขาเลย)

             - She has no book. (= She has no books.)

(เธอไม่มีหนังสือ)

             - He has not a book. (= He does not have a book.)

(เขาไม่มีหนังสือ)

             - They have not any books. (= They do not have any books.)

(พวกเขาไม่มีหนังสือเลย)

              - No one man can do it.

(ไม่มีใครสักคนเดียวสามารถทำมันได้  -  ใช้  “No”แสดงการเน้น  จะเป็นเพศหญิงหรือชายก็ได้  เพราะ“Man”  ในที่นี้ หมายถึง “บุคคล”)

              - No two men think alike.

(ไม่มีใคร – บุคคล -  ๒ คน ที่คิดเหมือนกัน  - แสดงการเน้นเหมือนประโยคข้างบน)

หมายเหตุ   -   “Not” อาจจะใช้กับคำนามได้   โดยหมายถึง   “ไม่ใช่”   แต่ “No + Noun” = ไม่มี  ดังตัวอย่าง

          - You must go to the bank, not the post office.

(คุณต้องไปที่ธนาคารนะ  ไม่ใช่ที่ทำการไปรษณีย์)

          - No post office is close to my home.

(ไม่มีที่ทำการไปรษณีย์อยู่ใกล้บ้านผม)

                     นอกจากนั้น   เรายังสามารถใช้   “Not”   กับ   “Infinitive with to”   และ   “Gerund” (Verb + ing)   ได้   ดังประโยคตัวอย่างข้างล่าง

           - He was careless in not crossing the street at a zebra crossing.

(เขาประมาทในการไม่ข้ามถนนตรงทางม้าลาย)

            - You were wrong in not coming to see me last week.

(คุณผิดนะ – หรือ คิดผิดนะ  -  ที่ไม่มาพบผมเมื่อสัปดาห์ที่แล้ว)

            - She promised not to do it again.

(เธอสัญญาที่จะไม่ทำแบบนั้นอีก)

            - They asked me not to blame them.

(พวกเขาขอร้องไม่ให้ผมตำหนิพวกเขา)

                 ในกรณีเป็นการห้ามทำ  ต้องใช้รูป  “No + Verb + ing” เช่น  “No Swimming”  (ห้ามว่ายน้ำ)  “No Fishing” (ห้ามตกปลา)  “No Parking” (ห้ามจอดรถ)   “No Smoking” (ห้ามสูบบุหรี่)

                 สำหรับตัวอย่างของ  “No”  และ  “Not”   ในความหมายต่างๆ  ได้แก่

              - No matter what he says, she does not believe him.

(ไม่ว่าเขาจะพูดอย่างไรก็ตาม  เธอก็ไม่ยอมเชื่อเขา)

              - You can’t go in no matter who you are.

(คุณจะเข้ามาข้างในนี้ไม่ได้นะ  ไม่ว่าคุณจะเป็นใครก็ตาม  -  หมายถึง จะใหญ่ขนาดไหนก็ตาม  ก็เข้าไปไม่ได้)

             - He has to get the car fixed no matter how much it costs.

(เขาจำเป็นต้องเอารถไปซ่อม  ไม่ว่าจะราคา (ค่าซ่อม) เท่าใดก็ตาม)

             - She no longer loves him.  (= She does not love him any longer.)

(เธอไม่รักเขาต่อไปอีกแล้ว)

               - The two men no longer talk to each other.

(ชาย ๒ คนนั้นไม่พูดคุยกันอีกต่อไป  -  คือโกรธกัน)

               - The shore was no longer in sight.

(มองไม่เห็นชายฝั่งอีกต่อไปแล้ว (ไม่อยู่ในสายตา)  -  คือ เรือออกมาไกลมากแล้ว)

             - He could no longer be trusted, and we had to let him go.

(เขาเชื่อถือไม่ได้อีกต่อไป  และเราจำเป็นต้องให้เขาไป  -  คือไล่เขาออก)

            - There was no end to the letters pouring into the post office.

(มีจดหมายหลั่งไหลเข้ามาที่ทำการไปรษณีย์อย่างมากมาย  -  ไม่รู้จบรู้สิ้น)

               - Bob and Dick become close friends, and have no end of fun together.

(บ๊อบและดิ๊กกลายเป็นเพื่อนสนิทกัน  และสนุกด้วยกันอย่างมากมาย  -  ไม่รู้จบรู้สิ้น)

              - No doubt Susan is the smartest girl in her class.

(ไม่ต้องสงสัยเลย  -  แน่นอนทีเดียว  -  ซูซานเป็นเด็กหญิงที่ฉลาดที่สุดในชั้นเรียนของเธอ)

               - Jim is no doubt one of the best staff in the company.

(จิมเป็นพนักงานที่ดีที่สุดคนหนึ่งของบริษัทอย่างไม่ต้องสงสัยเลย  -  อย่างแน่นอนเลย)

               - There is no saying what will happen.

(ไม่มีทางที่จะพูด (บอก) ได้หรอกว่า  อะไรจะเกิดขึ้น)

                - There is no denying that more difficulty will come.

(ไม่มีทางที่จะปฏิเสธได้ว่า  ความยากลำบากยิ่งขึ้นกำลังจะมาถึง)

               - It is no good (no use) complaining about the weather.

(ไม่มีประโยชน์ใดๆ  ที่จะบ่น-ร้องทุกข์เกี่ยวกับดินฟ้าอากาศ)

               - There is not the book you want in the bookstore.

(ไม่มีหนังสือที่คุณต้องการในร้านขายหนังสือ)

               - There is not any car in the street right now.

(ไม่มีรถอยู่ในถนนเลยในขณะนี้)

                - There is not even a single man on the bus.

(ไม่มีแม้กระทั่งคนเดียวบนรถประจำทาง)

7. “Why did he fail in the examination?”

(ทำไมเขาจึงสอบตก)

“ ___________________”

(a)   Because he lazy.

(b)  Because his laziness.

(c)   Because he not studied.

(d) Because he hardly studied for it.   (เพราะว่าเขาแทบจะไม่ได้เรียนเพื่อเตรียมสอบเลย)

ตอบ   -   ข้อ  (d)   สำหรับข้ออื่น  ต้องแก้เป็น   “Because he was lazy.”  (เพราะว่าเขาขี้เกียจ)  “Because of his laziness.”  (เนื่องมาจากความขี้เกียจของเขา)  “Because he did not study.”  (เพราะว่าเขาไม่เรียน  -  หรืออ่านหนังสือ)

ดูเพิ่มเติมการใช้   “Hardly”  และ  “Hard”  จากประโยคข้างล่าง

               ตัวอย่างที่ ๑

-   He always tries to avoid ______________.

(เขาพยายามที่จะหลีกเลี่ยง ___________________ อยู่เสมอ)

(a) work hard

(b) hard works

(c) hard work   (งานหนัก)

(d) every hard work

ตอบ   -   ข้อ  (c)  เนื่องจาก   “Work”  (งาน)   เป็นคำนามนับไม่ได้  (เอกพจน์เสมอ)   จึงไม่สามารถเติม  “S”   ได้   (ตัดข้อ (b)  ทิ้ง)  และไม่สามารถนำหน้าด้วย “Every”  เพราะว่าใช้กับคำนามนับได้เอกพจน์   (ตัดข้อ (d)  ทิ้ง)   สำหรับ  ข้อ (a) สามารถใช้ได้   แต่ต้องแก้เป็น   “Working hard”  เนื่องจากหลัง  “Avoid”  ต้องใช้รูป  “Gerund” (Verb + ing)    ดูเพิ่มเติมการใช้  “Work hard” (ทำงานหนัก)  และ  “Hardly work”  (ไม่ใคร่จะทำงาน)  จากประโยคข้างล่าง

                ตัวอย่างที่ ๒

-Those people are working very ________________.

(ผู้คนเหล่านั้นกำลังทำงาน _____________________ มาก)

(a) hardly

(b) hard   (หนัก)

(c) harder

(d) successful

ตอบ   –    ข้อ   (b)  เนื่องจาก   “Hard”  เป็นทั้งคำคุณศัพท์ (Adjective)  และกริยาวิเศษณ์   (Adverb)  ในคำเดียวกัน  โดยหมายถึง  “หนัก”  ดังนั้น   เมื่อขยายกริยา  “are working”  จึงไม่ต้องเปลี่ยนเป็น  “hardly”  (หรือ อาจตอบข้อ (d) แต่ต้องแก้เป็น “successfully”  -  อย่างประสบความสำเร็จ)   สำหรับ “Hardly” เป็น   “Adverb of frequency”  (แสดงความ “บ่อย” หรือ “ถี่”)   หมายถึง “ไม่ใคร่จะ, แทบจะไม่”  โดยมีความหมายเหมือนกับ   “Seldom, Rarely, Scarcely” ดังตัวอย่าง

             - He hardly works.

   (เขาไม่ใคร่จะทำงาน หรือ เขาแทบจะไม่ทำงาน)

             - She is hardly patient.

     (เธอไม่ใคร่จะอดทน)

             - They had hardly finished their work when it began to rain.

     (พวกเขาทำงานยังไม่ใคร่จะเสร็จ  เมื่อฝนเริ่มตก)

                  สำหรับการวางตำแหน่งของ  “Adverb of frequency” (seldom, hardly, always, often, generally, usually, occasionally, rarely, never)   ในประโยค   มีดังนี้   คือ

๑.     วางไว้หน้าคำกริยาทั่วไป เช่น

-         They always come late.   (พวกเขามาสายเสมอ)

-         She usually goes shopping.   (เธอไปซื้อของเป็นประจำ)

-         He seldom drives to work.   (เขาแทบจะไม่ได้ขับรถไปทำงาน)

๒.   วางไว้หลัง  “Verb to be” เช่น

-         He is often late for class.   (เขาเข้าห้องเรียนสายบ่อยๆ)

-         They are always busy with their work.   (พวกเขามักยุ่งอยู่กับงานเสมอ)

-         She is never contented with her life.   (เธอไม่เคยพอใจในชีวิตเลย)

๓.    ถ้ามีคำกริยา  ๒  ตัวในประโยค   ให้วางไว้ตรงกลางคำกริยานั้น  เช่น

-         They have always had lunch there.   (พวกเขากินอาหารกลางวันที่นั่นเสมอ)

-         She will never love him.   (เธอจะไม่มีวันรักเขา)

-         You should never come to class late.   (คุณไม่ควรจะมาเรียนสาย)

-         He is always asking me.   (เขาถามคำถามผมอยู่เสมอ)

-         We have never traveled to New York.   (เราไม่เคยเดินทางไปนิวยอร์ค)

๔.    สำหรับ “Never”  และกลุ่มคำที่ทำหน้าที่เป็นกริยาวิเศษณ์  ที่โดยปกติวางไว้ข้างในประโยค   อาจจะเอามาวางไว้หน้าประโยค  เพื่อแสดงการเน้นคำนั้นๆ   คำเหล่านี้ส่วนใหญ่มีความหมายปฏิเสธ  เช่น  “Never,  Hardly,  Seldom, Never before (ไม่เคยมาก่อนเลย),  Never in my life (ไม่เคยเลยในชีวิต), No sooner,  In vain (ล้มเหลว, ไม่สำเร็จ),  Not often,  Not only (ไม่เพียงแต่),  Not even once  (ไม่แม้แต่ครั้งเดียว),  Not until  (ไม่จนกระทั่ง)  อย่างไรก็ตาม  ต้องเรียงรูปประโยคใหม่ดังนี้   คือ {Never (no sooner, hardly, never in my life, not until, etc.) + helping verb (has, have, had, is, are, was, were, will, would, shall, should, can, could, may, might, must, etc.)  + subject + verb (แท้)เช่น

-         Never before has she seen such a beautiful place.

(ไม่เคยมาก่อนเลยที่เธอได้เคยเห็นสถานที่ที่สวยงามเช่นนั้น –  เน้นตรงคำว่า “ไม่เคยมาก่อนเลย”)

(= She has never before seen such a beautiful place.)

(= She has never seen such a beautiful place before.)

-         No sooner had he left than she arrived.

(ในทันทีที่เขาจากไป  เธอก็มาถึง  –  เน้นตรงคำว่า “ในทันทีที่”)

(= He had no sooner left than she arrived.)

-         Hardly have I met my old college friends.

(ผมแทบจะไม่ได้เจอเพื่อนเก่าตอนเรียนมหาวิทยาลัยเลย  –  เน้นตรงคำว่า “แทบจะไม่”)

(= I have hardly met my old college friends.)

ทั้งนี้  สามารถสรุปโครงสร้างประโยคที่มีการเน้นแบบนี้  คือ

-         Never before (Never) + have + I + seen + such a beautiful place (ไม่เคยมาก่อนเลย  ที่ผมได้เห็นสถานที่สวยงามเช่นนั้น)

-         Hardly (Seldom) + has + she + met + her old college friends.

-         Never + กริยาพิเศษ  + subject  + กริยาแท้  +ส่วนขยาย

-         Never has he seen his father since he divorced his mother.

(เขาไม่เคยได้พบพ่อเลย  ตั้งแต่ที่พ่อหย่าร้างกับแม่)

8. Traveling by air is not cheap.  Neither _________________.

(การเดินทางโดยทางอากาศมิได้ราคาถูก  ____________________

(a) it is enjoyable

(b) enjoyable it is

(c) is it enjoyable   (มันมิได้สนุกสนานเช่นเดียวกัน  -  Neither is it enjoyable.)   

(d) enjoyable is it

ตอบ   -   ข้อ  (c)  “Neither + Verb to be + Subject + Adjective”  หรือ “Neither + Verb (พิเศษ) + Subject + Verb (แท้) ดูคำอธิบายเพิ่มเติมจากประโยคข้างล่าง

              ตัวอย่างที่ ๑

-  Never before in my life _______________ with such a wonderful welcome.  

(ไม่เคยมาก่อนเลยในชีวิตของผมที่ _________________ กับการต้อนรับที่วิเศษเช่นนั้น)

(a) I have met

(b) I meet

(c) have I met   (ผมได้พบ)

(d) I met

ตอบ   -   ข้อ  (c)

          ตัวอย่างที่ ๒

-         Not only _________________, but he also took his wife.

(ไม่เพียงแต่  ____________________ เท่านั้น  แต่เขายังพาภรรยาไปด้วย)  (= เขาไม่เพียงแต่ไปเท่านั้น  แต่เขายัง....................................)

(a) he went

(b) did he go   (เขาไป)

(c) had he gone

(d) went he

ตอบ   -   ข้อ  (b)  เนื่องจากเป็นไปตามโครงสร้าง  “Not only + Verb (พิเศษ) + Subject + Verb (แท้) เช่น “Not only did she go…..”  “Not only have they seen………”  “Not only will we play……….”  สำหรับ  “Not only” (ไม่เพียงแต่..........เท่านั้น)   และกลุ่มคำที่ทำหน้าที่เป็นกริยาวิเศษณ์  ที่โดยปกติวางไว้ข้างในประโยค   อาจจะเอามาวางไว้หน้าประโยค  เพื่อแสดงการเน้นคำนั้นๆ   คำเหล่านี้ส่วนใหญ่มีความหมายปฏิเสธ  เช่น  “Never (ไม่เคยเลย), Hardly  (แทบจะไม่, ไม่ใคร่จะ), Seldom  (แทบจะไม่, ไม่ใคร่จะ), Never before  (ไม่เคยมาก่อนเลย), Never in my life   (ไม่เคยเลยในชีวิต), No sooner, In vain   (ล้มเหลว, ไม่สำเร็จ), Not often, Not only  (ไม่เพียงแต่), Not even once  (ไม่แม้แต่ครั้งเดียว), Not until   (ไม่จนกระทั่ง)  อย่างไรก็ตาม  จะต้องเรียงรูปประโยคใหม่  ดังนี้ คือ  {Not only (never, no sooner (ในทันทีที่), hardly, never in my life, not until, etc.) + helping verb  (has, have, had, is, are, was, were, will, would, shall, should, can, could, may, might must, etc.) + subject + verb (แท้)}  เช่น

-         Never before has she seen such a beautiful place.

(ไม่เคยมาก่อนเลยที่เธอได้เคยเห็นสถานที่ที่สวยงามเช่นนั้น – เน้นตรงคำว่า  “ไม่เคยมาก่อนเลย”)

(= She has never before seen such a beautiful place.)

(= She has never seen such a beautiful place before.)

-         No sooner had he left than she arrived.

(ในทันทีที่เขาจากไป  เธอก็มาถึง  –  เน้นตรงคำว่า  “ในทันทีที่”)

(= He had no sooner left than she arrived.)

-         Hardly have I met my old college friends.

(ผมแทบจะไม่ได้เจอเพื่อนเก่าตอนเรียนมหาวิทยาลัยเลย  –  เน้นตรงคำว่า  “แทบจะไม่”)

(= I have hardly met my old college friends.)

ทั้งนี้  สามารถสรุปโครงสร้างประโยคที่มีการเน้นแบบนี้  คือ

-         Never before (Never) + have + I + seen + such a beautiful place.   (ไม่เคยมาก่อนเลย  ที่ผมได้เห็นสถานที่สวยงามเช่นนั้น)

-         Hardly (Seldom) + has + she + met + her old college friends.

-         Never + กริยาพิเศษ  + subject  + กริยาแท้  +ส่วนขยาย

-         Never has he seen his father since he divorced his mother.

(เขาไม่เคยได้พบพ่อเลย  ตั้งแต่ที่พ่อหย่าร้างกับแม่)

9. Do you and your sister ever burn _______________ while cooking?  

(คุณและน้องสาวเคยทำไฟลวก ___________________ ขณะกำลังปรุงอาหารหรือไม่)

(a) yourself

(b) herself

(c) themselves

(d) yourselves   (ตัวเอง)

ตอบ   -   ข้อ  (d) เนื่องจากมี  “You” อยู่ด้วย  จึงต้องใช้  “Yourselves”  (ตัวคุณเองและน้องสาว  -  คือ  ๒  คน)  แต่ถ้าหมายถึง  “ตัวคุณคนเดียว”  ใช้เพียง  Yourself

10. Did you hear _______________ he said to his wife?

(คุณได้ยิน ______________________ เขาพูดกับภรรยาของเขาหรือไม่)

(a) that

(b) what   (สิ่งที่, เรื่องที่)

(c) when

(d) (No word is needed.)  (ไม่ต้องการคำมาเติม)

ตอบ   -   ข้อ  (b)  เนื่องจาก  “what he said to his wife”  เป็น  “Noun clause”    ทำหน้าที่เป็น  “กรรม”  ของกริยา  “Hear”  ดูคำอธิบาย   “Noun clause” จากประโยคข้างล่าง

              ตัวอย่างที่ ๑

-     She was unable to tell us ________________ house she had gone into by mistake.

(เธอไม่สามารถบอกเราว่า  บ้านหลังใด ______________ เธอเข้าไปโดยเข้าใจผิด)

(a) what   (อะไร)
(b) where   (ที่ไหน)

(c) that

(d) which   (ที่, ซึ่ง)

ตอบ   -   ข้อ   (d)   เพราะได้ใจความดีที่สุด   และไม่สามารถใช้ข้อ  (c)  ได้  เนื่องจากข้อความ  “which house she had gone into by mistake”  เป็น “Noun clause” จึงต้องขึ้นต้นด้วย  “Question word”  (What, When, Where, Why, How, Which, etc.)

             ตัวอย่างที่ ๒

             - I don’t think I’ll buy this dress; it is not ______________ I really want.   (ผมไม่คิดว่าผมจะซื้อเสื้อผ้าชุดนี้  มันไม่ใช่ _______________ผมต้องการอย่างแท้จริง)

(a) what   (สิ่งที่)

(b) whatever   (อะไรก็ตาม)

(c) that   (ที่, ซึ่ง)

(d) which   (ที่, ซึ่ง)

(e) whom   (ผู้ซึ่ง, ผู้ที่)  (ใช้เป็นกรรม)

ตอบ    -    ข้อ   (a)  เนื่องจาก   “what I really want” เป็น “Noun clause”  ทำหน้าที่เป็น “Complement”  (สิ่งที่มาช่วยทำให้สมบูรณ์)  ของ “Verb to be (Is) 

               ตัวอย่างที่ ๓

-         Tell me ________________.

(บอกผมซิว่า _______________________)

(a) what do you want?

(b) you want what

(c) what you want   (คุณต้องการอะไร)

(d) that what you want

ตอบ   –   ข้อ  (c)  เนื่องจากเป็น  “Noun clause”  ทำหน้าที่เป็น “กรรมตรง” ของกริยา “Tell” ทั้งนี้  “Noun clause”  มักขึ้นต้น  (นำหน้า) ด้วย  “Question words” (what, when, where, why, how, how much, how many, how often, who, whom, that, whether, if – หรือไม่(โดยไม่ต้องมี That”  อยู่ข้างหน้าคำเหล่านี้)   ทั้งนี้ โครงสร้างของ  “Noun clause”  คือQuestion word + subject + verb”  (และต้องเรียงคำแบบประโยคบอกเล่า)   สำหรับ  “Noun clause” ทำหน้าที่ดังนี้  คือ

๑.  เป็นประธานของ “Verb” หรือประโยค เช่น

           - What he wants is a new house.

(สิ่งที่เขาต้องการคือบ้านหลังใหม่)

           - How he did it surprised everyone.

(วิธีการที่เขาทำมัน – หรือ เขาทำมันอย่างไร – ทำให้ทุกคนประหลาดใจ)

           - Where he lives is not known.

(ที่ที่เขาอาศัยอยู่ – หรือ เขาอาศัยอยู่ที่ไหน – ไม่มีใครรู้)

            - Why he killed his wife is a mysterious thing.

(เหตุผลที่ว่าทำไมเขาฆ่าภรรยา  - หรือ ทำไมเขาฆ่าภรรยา – เป็นเรื่องลึกลับ)

           - That he is a smart person is certain.

(ที่ว่าเขาเป็นคนฉลาดเป็นเรื่องแน่นอน)

          - Whether she will come or not is not my business.

(ไม่ว่าเธอจะมาหรือไม่ก็ตาม  ไม่ใช่ธุระของผม)

           ๒.  เป็นกรรมของ “Verb” หรือประโยค เช่น

            - I don’t know when he left.

(ผมไม่ทราบว่าเขาจากไปเมื่อใด)

           - She asked me where I lived.

(เธอถามผมว่าผมอาศัยอยู่ที่ไหน)

           - They did what they had promised.

(พวกเขาทำในสิ่งที่ได้ให้สัญญาไว้)

           - We believe that he is innocent.

(เราเชื่อว่าเขาบริสุทธิ์)

            - She did not believe what he told her.

(เธอไม่เชื่อในสิ่งที่เขาบอกเธอ)

            - The police investigated how the bank was robbed.

(ตำรวจสืบสวนวิธีการที่ธนาคารถูกปล้น – หรือ ธนาคารถูกปล้นอย่างไร)

             - I don’t know whether (if) she is happy with her new workplace.

(ผมไม่รู้ว่าเธอมีความสุขกับสถานที่ทำงานแห่งใหม่ของเธอหรือไม่)

             ๓.  เป็นกรรมของ “Preposition” เช่น

              - She is interested in what he says.

(เธอสนใจในสิ่งที่เขาพูด)

               - They believed in what the minister preached.

(พวกเขาศรัทธาในสิ่งที่บาทหลวงเทศน์)

               - We are surprised at how he could do it.

(เราประหลาดใจว่าเขาสามารถทำมันได้อย่างไร)

               - They were satisfied with what she had provided to them.

(พวกเขาพอใจในสิ่งที่เธอได้จัดหาให้กับพวกเขา)

                   ๔.  วางไว้ข้างหลังคำคุณศัพท์  (Adjective)  ที่แสดงความรู้สึก  (Sure, Confident,  Happy, Sorry, Grateful, Doubtful, Suspicious, Certain, Delighted,  Delightful,  Anxious,  Worried, etc.) เช่น

               - I am sure that he will arrive here on time.

(ผมมั่นใจว่า  เขาจะมาถึงที่นี่ตรงเวลา)

              - He is sorry that he could not keep his words.

(เขาเสียใจว่า  เขาไม่สามารถรักษาคำพูดได้)

               - They are confident that they will get the job.

(พวกเขามั่นใจว่าพวกเขาจะได้งานทำ)

               - We are anxious that the plane will be delayed for a few hours.

(เราวิตกกังวลว่า  เครื่องบินจะล่าช้าไป ๒ - ๓ ชั่วโมง)

                    ๕.  ใช้แทนคำนาม  (Noun)  ที่มาข้างหน้ามัน   เช่น

              - The fact that he graduated with first-class honor is known to all.

 (ข้อเท็จจริงที่ว่าเขาจบการศึกษาด้วยเกียรตินิยมอันดับ ๑เป็นที่ทราบกันโดยทุกคน)  (“The fact”  คือ “that he graduated with first-class honor”ดังนั้น“that he graduated with first-class honor” จึงเป็น  “Noun clause”) อย่างไรก็ตาม  ในประโยค  “The fact that (which) he told me is known to all.(ข้อเท็จจริงซึ่งเขาบอกผมเป็นที่ทราบกันโดยทุกคน)  The fact”  ไม่ใช่ “that (หรือ which) he told me”  แต่เป็นสิ่งอื่นต่างหาก  ดังนั้น“that (which) he told me” จึงเป็น “Adjective clause” มาขยาย “thefact

           - The belief that all men are born equal is not held by everyone. 

(ความเชื่อที่ว่ามนุษย์ทุกคนเกิดมาเท่าเทียมกัน   มิได้ยึดถือ (ยอมรับ) กันโดยทุกคน)   (ข้อความที่ขีดเส้นใต้เป็น  “Noun clause)

         - The notion that wealthy men are always happy is rejected by many people. 

(ความคิดที่ว่าคนที่ร่ำรวยมีความสุขเสมอ  ถูกปฏิเสธโดยคนจำนวนมาก)  (ข้อความที่ขีดเส้นใต้เป็น  “Noun clause)

หมายเหตุ   –   จากตัวอย่างข้างบน   ถ้าเป็น “Noun clause” จะใช้  “that”(ที่ว่า) นำหน้าเพียงอย่างเดียวเท่านั้น   (ไม่ใช้ “which”)   และ  “that”  จะไม่ทำหน้าที่ประธาน หรือกรรม   แต่ถ้าเป็น   “Adjective clause”  จะใช้  “that”  หรือ “which”  ก็ได้   (และแปลว่า “ที่” หรือ “ซึ่ง”)   และมันจะทำหน้าที่ประธาน หรือกรรมของอนุประโยค  (Adjective clause)  อย่างใดอย่างหนึ่ง  เช่น

-      The book which (that) is on the table is mine.

(หนังสือซึ่งอยู่บนโต๊ะเป็นของผม)  (ข้อความที่ขีดเส้นใต้เป็น   “Adjective clause”  ขยาย  “The book”   โดย   “which (that)”  ทำหน้าที่เป็นประธานของ  Clause

          -  The book which (that) you gave me is very interesting.

(หนังสือซึ่งคุณให้ผมน่าสนใจอย่างมาก)  (ข้อความที่ขีดเส้นใต้เป็น  “Adjective clause”  ขยาย   “The book”   โดย  “which (that)”  ทำหน้าที่เป็นกรรมตรงของ  “Clause”  ส่วน “me” เป็นกรรมรอง)

11. Don’t do anything.  I believe ______________ would be best to keep quiet.

(ไม่ต้องทำอะไร  ผมเชื่อ (ว่า) ___________________ จะดีที่สุดที่จะนิ่งเงียบเสีย)

(a) you

(b) it   (มัน)

(c) we

(d) everything

ตอบ   -   ข้อ  (b)  เนื่องจากเป็นไปตามโครงสร้าง  “It + is (was, will be, would be) + Adjective (เช่น “Good, Better, Best”) + (For Someone) + To + Verb 1”  ดูเพิ่มเติมโครงสร้างแบบนี้จากประโยคข้างล่าง

-    It is usually necessary for the international business person ________________ more than only his/her native language.

(มันเป็นสิ่งจำเป็นโดยปกติ  สำหรับนักธุรกิจระหว่างประเทศที่จะ ___________  มากไปกว่าภาษาที่ใช้มาตั้งแต่เกิดของเขา/เธอ   แต่เพียงภาษาเดียว  –  หมายถึงควรรู้ภาษาอื่นด้วย  นอกเหนือจากภาษาที่ตนใช้อยู่เป็นประจำ)

(a)  to understand   (เข้าใจ)

(b)  to observe   (สังเกต)

(c)   knowing   (รู้)

(d)  speaking   (พูด)

ตอบ   –    ข้อ  (a)  เนื่องจากถูกต้องตามหลักไวยากรณ์   ตามโครงสร้าง {It is (was) + Adjective (necessary, important, possible, impossible, good, wise, foolish, etc.) + (for someone) + to do (กริยาอะไรก็ได้)  + something}  เช่น

         - It is necessary (for you) to work harder.

(มันจำเป็นสำหรับคุณที่ต้องขยันให้มากขึ้น)

           - It is important (for young people) to pay respect to the elderly.

(มันสำคัญสำหรับคนหนุ่มสาวที่จะต้องให้ความเคารพผู้สูงอายุ)

            - It was possible (for them) to arrive there before noon.

(มันเป็นไปได้สำหรับพวกเขาที่จะไปถึงที่นั่นก่อนเที่ยง)

             - It is impossible (for me) to lend you the sum you want.

(มันเป็นไปไม่ได้สำหรับผมที่จะให้คุณยืมเงินจำนวนที่ต้องการ)

             - It is good (for her) to marry him.

(มันดีสำหรับเธอที่แต่งงานกับเขา)

             - It was wise (for us) to cancel our trip to Europe.

(มันฉลาดสำหรับเราที่ยกเลิกการเดินทางไปยุโรป)

12. Our neighbor’s house is on fire!  Go and help them _________________!

(บ้านของเพื่อนบ้านของเรากำลังไฟไหม้  ไปช่วยพวกเขา ________________ )

(a) especially   (โดยเฉพาะ, เป็นพิเศษ)

(b) suddenly   (ในทันใดนั้น, อย่างคาดไม่ถึง, อย่างไม่ได้เตรียมมาก่อน)

(c) immediately   (อย่างทันทีทันใด, อย่างฉับพลัน, อย่างไม่ต้องรีรอ)

(d) solemnly   (อย่างเอาจริงเอาจัง, อย่างเคร่งขรึม, อย่างขึงขัง)

13. Do you think that that party is capable of ______________ the country?

(คุณคิดว่าพรรคการเมืองนั้น   สามารถ _______________ ประเทศหรือเปล่า)

(a) government

(b) governed

(c) governing   (ปกครอง, บริหาร)

(d) govern

ตอบ   -   ข้อ   (c)  หลัง  “Preposition” (In, On, At, By, Of, Before, After, Without, etc.)  ต้องตามด้วยคำนาม หรือ  “Gerund” (Verb + ing)    ดูเพิ่มเติมจากประโยคข้างล่าง

                ตัวอย่างที่ ๑

-   She raced by in a car, with her hair ______________ behind.

(เธอขับรถผ่านมาด้วยความเร็ว  โดยผมของเธอ _______________ ไปข้างหลัง)

(a) streamed

(b) streams

(c) streaming   (สะบัดพลิ้ว)

(d) stream

ตอบ  -  ข้อ  (c)  เนื่องจากอยู่หลัง  “Preposition” {“with” (her hair}  จึงต้องตามด้วย  “Gerund” (Verb + ing)

               ตัวอย่างที่ ๒

-   I get tired of cleaning the house and ______________ to the market every day.  

(ผมเบื่อการทำความสะอาดบ้านและ (เบื่อ) __________________ไปตลาดทุกวัน)

(a) ran

(b) run

(c) to run

(d) running    (การวิ่ง)

ตอบ  -   ข้อ   (d)  เนื่องจากต้องใช้ให้สมดุลกับ  “Cleaning”   โดยถือว่าตามหลัง   Preposition” (Of)  เหมือนกันทั้ง ๒ คำ  ดูการใช้  “Gerund” (Verb + ing) เมื่อตามหลัง “Preposition” {ทำหน้าที่เป็นกรรมของ“Preposition”} จากประโยคตัวอย่างข้างล่าง

             - He is interested in collecting stamps.

(เขาสนใจกับการสะสมแสตมป์)

             - She was surprised at finding her lost ring.

(เธอประหลาดใจกับการพบแหวนที่หาย)

             - They are fond of reading.

(พวกเขาชอบการอ่าน)

              - We came here by taking a taxi.

(เรามาที่นี่โดยการนั่งรถแท็กซี่)

             - This equipment is for gardening.

(อุปกรณ์นี้สำหรับการทำสวน)

             - They kept on playing football till night came.

(พวกเขาเล่นฟุตบอลต่อไปจนกระทั่งราตรีมาเยือน)

-   They left without saying goodbye to us.

(พวกเขาจากไปโดยมิได้กล่าวคำอำลากับเรา)

-   She locked the door before going out.

(เธอล็อคประตูก่อนออกไป)

14. Last night’s homework was hard, but this is ______________ difficult.

(การบ้านของเมื่อคืนนี้ยาก  แต่ (การบ้าน) นี่  ยาก  __________________)

(a)  much more   (กว่ามากมาย)

(b) too much more

(c) too

(d) more too

ตอบ   -   ข้อ  (a)  ดูเพิ่มเติมการเปรียบเทีบบ  “ขั้นกว่า” (Comparative degree)   จากประโยคข้างล่าง

              ตัวอย่างที่ ๑

-   It’s so noisy to live near a busy street but it is worse, _______________ worse to live near a railway station.

(มันเสียงดังมากที่จะอาศัยอยู่ใกล้ถนนที่มีรถสัญจรไปมา  แต่มันยิ่งแย่กว่า  แย่กว่า_______________ ที่จะอาศัยอยู่ใกล้กับสถานีรถไฟ)

(a)   very

(b)  so

(c) much   (มาก, มากมาย)  (หรืออาจใช้  “Far” ก็ได้)

(d) more

ตอบ  -  ข้อ  (c)   ในการเปรียบเทียบ  “ขั้นกว่า”  (Comparative degree)

ในกรณีที่ต้องการบอกว่า “ใหญ่กว่ามาก”  “เล็กกว่ามาก”  “ร้อนกว่ามาก”  “สวยกว่ามาก”   ให้ใช้  “Much”  และ  “Far”  ขยาย   (ห้ามใช้ “Very”)  ดังประโยคตัวอย่างข้างล่าง

              ตัวอย่างที่ ๒

-         She looks much ______________ this morning.

(เธอมีท่าทาง _______________________ อย่างมากเช้าวันนี้)

(a) happy

(b) happily

(c) happier   (มีความสุขมากขึ้น)

(d) happiness   (ความสุข)

(e) happiest   (มีความสุขที่สุด)

ตอบ   -   ข้อ  (c)  เนื่องจากเป็นการเปรียบเทียบ  “ขั้นกว่า” (Comparative degree)  เพียงแต่ไม่มี  “Than”  ปรากฎให้เห็น   แต่จริงๆแล้วเป็นการเปรียบเทียบกับอดีต  เช่น  เมื่อวานนี้  หรือ  สัปดาห์ที่แล้ว  ข้อสังเกตอีกอย่างคือ ถ้าไม่มีการเปรียบเทียบ จะต้องใช้   “Very”  แทน  “Much” เพื่อขยาย  “Happy”  ส่วนการจะบอกว่า  มีความสุขมากขึ้น  “อย่างมาก”   ให้ใช้   “Much”  และ  “Far” เท่านั้น  (สำหรับความหมาย  “อย่างมาก”)  ห้ามใช้  “Very

                ตัวอย่างที่ ๓

-         The scenery looks ______________ in December than in April.

(ภูมิประเทศ – ทิวทัศน์ – มีลักษณะ ____________________ ในเดือนธันวาคม กว่าเดือนเมษายน)

(a) far pleasant

(b) much more pleasant   (น่ารื่นรมย์มากกว่ากัน (อย่าง) มากมาย)

(c) very pleasant

(d) much more pleasantly

ตอบ   –   ข้อ  (b)  เนื่องจากการเปรียบเทียบ  “ขั้นกว่า”  (Comparative degree)ถ้าต้องการบอกว่า “มากกว่าอย่างมากมาย” เช่น  “ใหญ่กว่ามาก”  “เล็กกว่ามาก”“หนาวกว่ามาก” ฯลฯ สามารถใช้คำแทนคำว่า  “อย่างมากมาย”  ได้  ๒  คำ  คือ Much” และ “Far”  ห้ามใช้  “Very”   สำหรับในประโยคข้างบน  จะใช้  “far more pleasant”ก็ได้

                        ตัวอย่างอื่นๆ  เช่น   “much bigger” (ใหญ่กว่ามาก)  “much older” (แก่กว่ามาก)  “far hotter” (ร้อนกว่ามาก)  “far colder” (หนาวกว่ามาก)  “much more important” (สำคัญกว่ามาก)  “much more complicated” (ยุ่งยากหรือสลับซับซ้อนกว่ามาก)   “far smaller” (เล็กกว่ามาก)far thinner” (ผอมหรือบางกว่ามาก)  “far more beautiful”  (สวยกว่ามาก)

             ในกรณีที่ต้องการบอกว่า  “ใหญ่กว่าเล็กน้อย”  “หนาวกว่านิดหน่อย”  “หนักกว่าเล็กน้อย”  “เบากว่าเล็กน้อย”  “แพงกว่านิดหน่อย”   “ยากกว่านิดหน่อย”  ดูคำอธิบายจากประโยคข้างล่าง

               ตัวอย่างที่ ๔

-  I hope you will try ______________ harder next time.

(ผมหวังว่าคุณจะพยายามมากขึ้น ____________________ ในคราวหน้า)

(a) less

(b) more

(c) some

(d) a little   (เล็กน้อย, นิดหน่อย)

(e) very

ตอบ   -   ข้อ  (d)  เมื่อขยายการเปรียบเทียบ  “ขั้นกว่า”  (Comparative degree)  เช่น  “ ใหญ่กว่า, ร้อนกว่า, แพงกว่า”   และต้องการบอกว่า   “เล็กน้อย, นิดหน่อย”  ให้ใช้  “A little, A bit  หรือ  A little bit”  ขยาย  เช่น  “A little bigger” (ใหญ่กว่านิดหน่อย),  A little hotter”  (ร้อนกว่าเล็กน้อย),  “A bit colder” (หนาวกว่านิดหน่อย),  “A little more expensive”  (แพงกว่าเล็กน้อย),  “A bit more interesting” (น่าสนใจกว่านิดหน่อย),  “A little bit more important”  (สำคัญกว่าเล็กน้อย)   เป็นต้น

15. My boss asked me to answer the phone, to take all messages, and _____________ some letters.

(เจ้านาย  -  หรือหัวหน้า  -  ของผม  ขอร้องให้ผมรับโทรศัพท์   รับ (จด) ข้อความทั้งหมดไว้   และ _________________ จดหมาย)

(a)   typing

(b)  type

(c) to type   (พิมพ์)

(d) typewrite   (พิมพิ์ด้วยเครื่องพิมพ์ดีด)

ตอบ   -   ข้อ  (c)  เนื่องจากต้องใช้ให้สมดุลกัน  จากโครงสร้าง  “Ask someone to do something” (ขอร้องให้ใครทำอะไร)  (Asked me to answer……., to take………, and to type…………)

16. The girls wanted to help _______________ make their costumes for the play.

(เด็กหญิงนั้นต้องการช่วยเหลือ ______________________ ทำเสื้อผ้าเครื่องแต่งกายสำหรับละคร)

(a) all

(b) each the other

(c) each other   (ซึ่งกันและกัน  -  ๒ คน)  (มีเด็กหญิงเพียง  ๒  คน)

(d) one the other

ตอบ   -   ข้อ  (c)  หรือ อาจใช้  “One another  (ซึ่งกันและกัน  ตั้งแต่  ๓  คนขึ้นไป)

17. “The doctor told him to stop taking drugs ______________ he should suffer brain damage.”

(หมอบอกเขาให้เลิกกินยาเสพย์ติด _____________________ เขา (อาจ) ได้รับอันตรายทางสมอง)

“I don’t think he’ll listen.”

(ผมไม่คิดว่าเขาจะฟัง (ที่หมอบอก) หรอก)

(a) unless   (ถ้า...................ไม่)

(b) nevertheless   (อย่างไรก็ตาม)

(c) in order that   (เพื่อที่ว่า)

(d) lest   (โดยเกรงว่า, เพื่อไม่ให้)

ตอบ   -   ข้อ  (d) เนื่องจากได้ความหมายดีที่สุด  ดูเพิ่มเติมการใช้  “Lest”   จากประโยคข้างล่าง

         - We watched all night lest the bandits should return.

(เราเฝ้าดูตลอดทั้งคืน  โดยเกรงว่า (เพื่อไม่ให้) พวกโจรจะกลับมา)

         - I had to grab the iron rail at my side lest I slipped off.

(ผมจำเป็นต้องเกาะราวเหล็กข้างตัวเอาไว้  โดยเกรงว่า (เพื่อไม่ให้) ผมจะลื่นล้ม)

      - He was extra polite to his superiors lest something adverse might be written into his records.

(เขาสุภาพเป็นพิเศษกับผู้บังคับบัญชา  โดยเกรงว่า (เพื่อไม่ให้) บางสิ่งบางอย่างในทางลบ  อาจถูกเขียนลงไปในประวัติของเขา)

18. The amount of steel _______________ last year showed a considerable increase.

(ปริมาณของเหล็กกล้าซึ่ง _____________________ ปีที่แล้ว  แสดงให้เห็นถึงการเพิ่มขึ้นอย่างมากมาย)

(a) producing

(b) produced   (ถูกผลิต, ได้รับการผลิต)

(c) was produced

(d) was producing

ตอบ   -   ข้อ  (b)  เนื่องจากลดรูปมาจากอนุประโยค  (Adjective clause)  “which (that) was produced last year

19. I can smell the perfume ________________.

(ผมสามารถได้กลิ่น (ดมกลิ่น-สูดกลิ่น) น้ำหอม  ______________________)

(a) with faintness

(b) faintily   (คำนี้ไม่มีใช้)

(c) faintly   (อย่างอ่อนๆ,  อย่างเจือจาง)

(d) faint

ตอบ   -   ข้อ  (c) เนื่องจากขยายกริยา  “Smell”  (ดม, สูดกลิ่น)  จึงต้องอยู่ในรูปกริยาวิเศษณ์  (Adverb)  แต่ในกรณีที่  “Smell” เป็น  “Linking Verb”  มีความหมายว่า  “มีกลิ่น”  จะต้องตามด้วยคำคุณศัพท์  (Adjective) เช่น ในประโยคข้างล่าง

-         These roses smell sweet.

(กุหลาบเหล่านี้มีกลิ่นหอม)  

-         The soup smelled bad.  

(ซุปนี้มีกลิ่นไม่ดี – คือ บูด หรือเสีย)