หมวดข้อสอบ TOEIC (ตอนที่ 57)

Part V : Sentence Completion  (ส่วนที่ 5 :  การเติมประโยคให้สมบูรณ์)

Choose the best alternative to make a correct sentence.

(จงเลือกข้อที่ดีที่สุดเพื่อทำให้ประโยคมีความถูกต้อง)

1. It was very careless of ______________ to leave her baby in the taxi.

(มันเป็นความสะเพร่าอย่างยิ่งของ _____________________ ที่ทิ้งทารกน้อยไว้ในรถแท็กซี่)

(a) she

(b) her   (เธอ)

(c) hers

(d) herself

ตอบ   -   ข้อ  (b)  เนื่องจากมาจากโครงสร้าง  “Adjective + of +  กรรม” =   “กรรมนั้นช่าง...................เหลือเกิน  ที่..................”  เช่น

- It is very kind of you to help me.

(คุณช่างกรุณามากเหลือเกินที่ช่วยเหลือผม)

     - It was very nice of her to donate a lot of money to charity.

(เธอช่างกรุณาเสียเหลือเกินที่บริจาคเงินมากมายให้กับการกุศล)

     - It was good of your father to come.

(คุณพ่อของคุณช่างกรุณาเหลือเกินที่อุตส่าห์มา)

     - How kind of them to help those poor children.

(พวกเขาช่างกรุณาเหลือเกินที่ช่วยเหลือเด็กที่น่าสงสารเหล่านั้น)

2. You needn’t go home early, ______________?

(คุณไม่จำเป็นต้องกลับบ้านแต่หัวค่ำ _____________________ )

(a) do you

(b) don’t you

(c) need you   (ใช่ไหม)

(d) needn’t you

ตอบ   -   ข้อ  (C)  เนื่องจาก  “Need”  เมื่อหมายความถึง  “จำเป็น”  ถือเป็นกริยาพิเศษ  (Modal verb) เหมือนกับ  “Will, Would, Shall, Should, Can, Could, May, Might, Must, Ought to”  ดังนั้น   เมื่อทำเป็นรูปปฏิเสธ  จึงใช้  “Not”   ตามหลังคำกริยาเหล่านี้ได้เลย  ไม่จำเป็นต้องใช้   “Verb to do” (Do, Does, Did)  ช่วยเหมือนกับกริยาทั่วๆไป  และเมื่อจะทำเป็นรูปบอกเล่า  ก็เอากริยาพวกนี้มาไว้ในส่วน  “Tag” ได้เลยเช่นกัน

3. The work is going to be ______________ than I expected.

(งานนี้จะ ______________________ ที่ผมคาดการณ์เอาไว้)

(a) much difficult

(b) difficult more

(c) difficulter

(d) more difficult   (ยากกว่า)

ตอบ   -   ข้อ  (d)  เนื่องจากเป็นการเปรียบเทียบ  “ขั้นกว่า”  (Comparative degree)   และเพราะว่า “Difficult” เป็นคำพยางค์ยาว  จึงต้องใช้ “More” นำหน้า  ไม่ใช้  “Difficulter”  ดูเพิ่มเติมการเปรียบเทียบ  “ขั้นกว่า”  จากประโยคข้างล่าง

            - It takes ______________ time to cross the Pacific Ocean than it does to cross the Atlantic Ocean.

(มันใช้เวลา ________________ในการข้ามมหาสมุทรแปซิฟิค  (มากกว่า) การใช้เวลาในการข้ามมหาสมุทรแอตแลนติก)

(a) longer

(b) long

(c) more long

(d) a longer   (ยาวนาน...................มากกว่า)

ตอบ   –   ข้อ  (d)  เนื่องจากเป็นการเปรียบเทียบ “ขั้นกว่า” (Comparative degree)  สังเกตได้จาก “than”  ซึ่งจะต้องอยู่หลังคำคุณศัพท์  (Adjective)  ที่อยู่ในรูป  “ขั้นกว่า” เช่น  “bigger than”  “smaller than”  “older than”  “younger than” (คือ เมื่อเป็นคำพยางค์สั้น  ให้เติม “Er” ข้างท้ายคำแต่ในกรณีเป็นคำพยางค์ยาว  ให้ใช้  “More”  นำหน้าคำนั้นๆ   เช่น  “more expensive than” (แพงกว่า)  หรือ  “more spacious than” (มีพื้นที่กว้างขวางกว่า)  เป็นต้น  แต่สำหรับในประโยคข้างบน   มีข้อความมาคั่นระหว่าง  “longer” และ  “than”คือ  “time to cross the Pacific Ocean”  ทำให้ประโยคดูมีความซับซ้อนมากขึ้น  ดูตัวอย่างการเปรียบเทียบโดยใช้คำพยางค์ยาว  จากประโยคข้างล่าง

-         This issue is more important than that one.

(ประเด็นนี้สำคัญกว่าประเด็นนั้น)

-         The red car is more expensive than the black one.

(รถคันสีแดงแพงกว่ารถคันสีดำ)

-         She is more economical than her sister.

            (เธอประหยัดมากกว่าน้องสาวของเธอ)

4. I have ______________ to know how she is getting on.

(ผม ____________________ จะรู้ (โดยเสมอมา) ว่าเธอประสบความสำเร็จกับงานที่กำลังทำ-หรือหน้าที่ๆรับผิดชอบ  อย่างไรบ้าง)  (ข้อนี้ไม่ได้เกี่ยวข้องกับเรื่องสุขภาพ)

(a) long

(b) longed   (ปรารถนา,  อยาก,  ใคร่จะ)

(c) longly

(d) longing

ตอบ   -   ข้อ  (b)   เนื่องจาก  “Long”  ในที่นี้เป็นคำกริยา  และใช้ในรูป  “Present perfect tense”  {Subject + has (have) + Verb 3}  (กริยา ช่องที่ ๒ และ ๓ ของ  “Long”   คือ  “Longed”)

5. What ________________ that man has !

(ชายคนนั้นช่างมี ________________________ เสียจริง)  (เป็นประโยคอุทาน  แสดงความประหลาดใจ)

(a) long beard

(b) long beards

(c) a long beard   (เครายาว)

(d) the long beard

ตอบ   -   ข้อ   (c)  เนื่องจาก  “Beard” (เบี๊ยด)  (เครา)  เป็นคำนามนับได้  จึงต้องใช้   “A”  นำหน้า  ดูเพิ่มเติมประโยคอุทานจากตัวอย่างข้างล่าง

-                ________________grand ideas you have!

(คุณช่างมีความคิดที่วิเศษ _________________________ เช่นนี้)

(a) How

(b) What a

(c) What   (อะไร)

(d) Very

ตอบ   -   ข้อ  (c)  เนื่องจากเป็นประโยคอุทาน  และ  “Ideas”  อยู่ในรูปพหูพจน์  จึงไม่ใช้  “What a”  ตัวอย่างอื่นๆ  เช่น

          - What a fool he is! (= What a foolish man he is!)

(เขาช่างเป็นคนโง่เสียจริง –โง่เสียนี่กระไร)

          - What a poor girl she is!

(เธอเป็นเด็กหญิงที่น่าสงสารเสียนี่กระไร)

            - What an amusing movie (s) it is!

(มันช่างเป็นหนังที่สนุกอะไรอย่างนี้)

             -  What beautiful houses they are!

(มันเป็นบ้านที่สวยอะไรเช่นนั้น)

             - What stubborn boys those students are!

(เจ้าเด็กนักเรียนเหล่านั้นช่างดื้อเสียนี่กระไร)

              - How lovely that little girl is!

(เธอเป็นเด็กหญิงตัวน้อยๆที่น่ารักอะไรเช่นนั้น)

             - How clever they are!

(พวกเขาช่างฉลาดเสียจริง)

             - How heavy the storm was!

(พายุช่างจัด (รุนแรง) เสียจัง)

             - How smart our teacher is!

(ครูของเราฉลาดอะไรอย่างนี้)

              - How slowly they walked!

(พวกเขาช่างเดินช้ากันเสียจริง)

-        How efficiently his new secretary did her job!

(เลขาฯ คนใหม่ของเขาช่างทำงานมีประสิทธิภาพอะไรเช่นนั้น)

             - How beautifully she sings!

(เธอช่างร้องเพลงเพราะเสียจริง)

            - How gracefully those young people danced!

(พวกคนหนุ่มสาวเหล่านั้นช่างเต้นรำได้สง่างามเสียจริง)

6. What long hair you’ve _________________!

(เธอช่าง __________________________ ผมยาวเสียจริง)  (ผมของเธอช่างยาวอะไรเช่นนั้น)

(a) cut

(b) got   (มี)

(c) been

(d) made

ตอบ   -   ข้อ  (b)  “Have got” =  “มี”  และ  “Hair”  เป็นคำนามนับไม่ได้  จึงไม่ใช้  “What a long hair

7. I have never known her _________________.

(ผมไม่เคยรู้ว่าเธอ _______________________)  (คือไม่เคยเห็นว่าเธอเคยแสดงอาการโกรธเคืองผู้ใด)
(a) angry

(b) being angry

(c) to be angry   (โกรธ)

(d) is angry

ตอบ   -   ข้อ   (c)   เนื่องจากเป็นไปตามโครงสร้าง  “Subject + Know + กรรม + To be + Adjective”  หรือ  “Subject + Know +  กรรม + Verb 1” เช่น

         - Everyone knows him to be kind to animals.  (คุณศัพท์)

(ทุกคนรู้ว่าเขาเมตตาต่อสัตว์)

      - We knew her to be neat in everything she did.  (คุณศัพท์)

(เรารู้ว่าเธอประณีต-ละเอียดลออในทุกสิ่งที่เธอทำ)

      - They know me to be punctual.  (คุณศัพท์)

(พวกเขารู้ว่าผมเป็นคนตรงเวลา)

      - We know him to regularly come to the office late.  (กริยา)

(เรารู้ว่าเขามาออฟฟิศสายเป็นประจำ)

      - They knew her to please everybody.  (กริยา)

(พวกเขารู้ว่าเธอเอาใจทุกคน  -  คือทำให้ทุกคนพอใจ)

      - She knew him to love her all his life.  (กริยา)

(เธอรู้ว่าเขารักเธอตลอดชีวิตของเขา)

8. They have been playing tennis.  That’s why _______________.

(พวกเขากำลังเล่นเทนนิสกันอยู่  (คือเริ่มเล่นมาพักหนึ่งแล้ว  ขณะนี้ก็ยังเล่นอยู่)  นั่นเป็นเหตุผลที่ว่า  ทำไม  ________________________

(a) they have much heat   (พวกเขามีความร้อนมาก)

(b) the weather is very hot   (อากาศร้อนมาก)

(c) the heat is so high   (ความร้อนสูงมาก)

(d) they’re so hot   (พวกเขาจึงรู้สึกร้อนมากเลย)

ตอบ   -   ข้อ  (d)  เพราะได้ความหมายดีที่สุด  สำหรับ ข้อ  (a)  ไม่ใช้  “Pattern”  แบบนี้

9. What prevented you _________________?

(อะไรขัดขวางคุณ _______________________ )

(a) to come late

(b) not to come earlier

(c) from coming earlier   (จากการมาแต่เนิ่นๆกว่านี้)

(d) that you couldn’t come earlier

ตอบ   -   ข้อ  (c)  เนื่องจากเป็นไปตามโครงสร้าง   “Subject + prevent + someone + from + doing + something” (Active voice) (ประธานฯ ขัดขวางใครจากการทำอะไร)  หรือ  “Subject + verb to be (is, am, are, was, were) + prevented + from + doing + something” (Passive voice(ประธานฯ ถูกขัดขวางจากการทำอะไร)  ในกรณีของประโยคข้างบน  อยู่ในรูป  “Active voice”  (เนื่องจากประธานฯ (What) เป็นผู้ขัดขวาง “คุณ” จากการมาถึงแต่เนิ่นๆกว่านี้)

              สำหรับการใช้ในรูป  “Passive voice” ดูจากประโยคข้างล่าง

-         I had meant to call on you, but was prevented ______________.

(ผมต้องการแวะมาเยี่ยมคุณ  แต่ถูกขัดขวาง _____________________ )

(a) to do so

(b) not to do so

(c) from doing so   (จากการกระทำดังกล่าว)

(d) in doing so

ตอบ   -   ข้อ  (c)  เนื่องจากเป็นไปตามโครงสร้าง “Subject + verb to be (is, am, are, was, were) + prevented + from + doing + something” (Passive voice(ประธานฯ ถูกขัดขวางจากการทำอะไร)  ในกรณีของประโยคข้างบน  ประธานฯ (ผม)  ถูกขัดขวาง  (ด้วยเหตุผลบางประการ)   มิให้แวะมาเยี่ยมคุณได้)

10. There is a map ________________ page five.

(มีแผนที่ ________________________ หน้า ๕)

(a) in

(b) on   (ใน, บน)

(c) at

(d) with

ตอบ   -   ข้อ  (b)  ต้องใช้   “On page 5”  สำหรับวลีที่ใช้  “On”   ได้แก่

Waste his time on”  (ใช้เวลา – ของเขา - อย่างสิ้นเปลือง-สุรุ่ยสุร่ายกับ), on business  (ด้วยเรื่องธุรกิจ), keep on  (ดำเนินต่อไป), rely on  (ไว้วางใจ, เชื่อใจ, พึ่งพาอาศัย), depend on (upon)  (พึ่งพาอาศัย, ขึ้นอยู่กับ, อยู่ที่), insist on  (ยืนกราน, ยืนหยัด, เรียกร้อง), on the floor  (บนพื้น), on a hill  (บนเนินเขา), on the top shelf  (บนชั้นบนของหิ้ง), on a sofa  (บนเก้าอี้โซฟา), to turn his back on his country  (หันหลังให้กับประเทศของตน  -  หมายถึงละทิ้งประเทศ  เช่น  หนีการเกณฑ์ทหาร  หรือไปเข้ากับฝ่ายศัตรู), on the contrary  (ในทางตรงกันข้าม), on the drawing board   (กำลังอยู่ในขั้นวางแผนหรือเตรียมการ  คือยังไม่ได้ลงมือทำ หรือนำมาใช้งานจริงๆ ),  on the dot (on the button)  (ตรงเวลาเผ็ง, ตรงเวลาเป๊ะ)  -  Susan arrived at the party at 3:00 p.m. on the dot.  (ซูซานมาถึงที่งานเลี้ยงเวลาบ่าย ๓ โมงตรงเป๊ะ)get (climb, jump) on the bandwagon  (ทำตามอย่างที่คนอื่นทำ  แม้จะไม่ใช่เรื่องที่จำเป็น, เข้าร่วมในกิจกรรมที่มีคนนิยมทำกันมาก  และล่าสุด  เช่น ถีบจักรยาน หรือ เล่นฟิตเนส,  โยคะ  -  แปลตรงๆตัว คือ ปีนหรือกระโดดขึ้นไปบนรถดนตรีในขบวนแห่)  -  When all Jim’s friends decided to vote for Bill, Jim climbed on the bandwagon too.  (เมื่อเพื่อนทุกคนของจิมตัดสินใจลงคะแนนให้บิล  จิมก็ตัดสินใจลงคะแนนให้บิลเช่นเดียวกัน  -  คือทำตามเพื่อนๆ แบบไม่ต้องมีเหตุผล), on the (an) average   (โดยเฉลี่ย),   a dog peeing (pissing) on a tree  (หมาเยี่ยวรดต้นไม้),  on condition that  (โดยมีเงื่อนไขว่า)  -  I will lend you the money on condition that  you pay it back in one month.  (ผมจะให้คุณยืมเงินโดยมีเงื่อนไขว่า  คุณต้องใช้คืนภายใน ๑ เดือน),  on deck   (อยู่บนดาดฟ้าเรือ, เตรียมพร้อมที่จะทำอะไรบางอย่าง, มาปรากฏตัว หรือมาถึงที่นัดหมาย)  –  The passengers are relaxing on deck.  (ผู้โดยสารกำลังพักผ่อนหย่อนใจอยู่บนดาดฟ้าเรือ)   -  The scout leader told the boys to be on deck at 8:00 Saturday morning for the hike.  (ผู้นำลูกเสือบอกให้ลูกเสือมาถึงที่นัดหมายเวลา ๘.๐๐ น. เช้าวันเสาร์  เพื่อออกเดินทางไกล),  on deposit   (ในธนาคาร)  -  I have $ 500 on deposit in my account.  (ผมมีเงินอยู่  ๕๐๐ ดอลล่าร์ในบัญชีธนาคาร),  on duty  (อยู่ปฏิบัติหน้าที่, ขณะปฏิบัติหน้าที่)   -  There is always one teacher on duty during study hour.  (มีครูอยู่ ๑ คนเสมอ  อยู่ปฏิบัติหน้าที่ในระหว่างชั่วโมงเรียน  -  คือคอยให้คำแนะนำปรึกษาแก่นักเรียน)on earth (= in the world(ใน หรือ บนโลกนี้, เกิดขึ้นได้ หรือเป็นไปได้อย่างไร  มักใช้แสดงการเน้นในประโยคคำถาม) - Where on earth did I put my wallet?  (ไม่รู้ว่าผมเอากระเป๋าสตางค์ไปวางไว้ตรงไหนในโลกนี้   -   คือบ่นคร่ำครวญเนื่องจากหากระเป๋าสตางค์ไม่เจอ)   -  The boys wondered how on earth the mouse got out of the cage.  (พวกเด็กๆสงสัยว่า เป็นไปได้อย่างไรที่หนูออกจากกรงไป  -  ทั้งๆที่ล็อคทางออกไว้อย่างแน่นหนา),  have, (keep, with) one eye on  (คอยเฝ้าดูหรือเอาใจใส่  -  บุคคลหรือสิ่งของ  -  ในขณะที่กำลังทำสิ่งอื่นไปด้วย)  -  Mother had one eye on baby as she ironed.  (แม่รีดผ้าและดูแลลูกน้อยไปด้วยในเวลาเดียวกัน)  -  Chris tried to study with one eye on the TV set.  (คริสพยายามอ่านหนังสือ  และดูทีวีไปด้วยในในเวลาเดียวกัน), on account of  (เนื่องมาจาก, เพราะว่า),  -  The picnic was held in the gym on account of the rain.  (ปิ๊คนิกถูกจัดในโรงยิม  -  แทนในสนาม  -  เนื่องมาจากฝนตก),  on a shoestring  (ด้วยเงินจำนวนเล็กน้อยสำหรับใช้จ่าย, ด้วยงบประมาณที่น้อยมาก  -  แปลตรงๆตัว คือ ด้วยเชือกผูกรองเท้า)  -  The couple was seeing Europe on a shoestring.  (สามี-ภรรยาคู่นั้นกำลังเที่ยวยุโรป  ด้วยเงินจำนวนเพียงนิดเดียว  -  คือ  แบบประหยัดสุดๆ),  to walk on air  (รู้สึกมีความสุขและตื่นเต้น)  -  Kim has been walking on air since she won the prize.  (คิมมีความสุขและตื่นเต้นมาโดยตลอด  ตั้งแต่ที่เธอได้รับรางวัล),  to wait on (upon)  (รับใช้, ให้บริการ)  -  The clerk in the store waits on all customers.  (เสมียนในร้านนั้นให้บริการ (รับใช้) ลูกค้าทุกคน),  (sitting) on top of the world  (ปลาบปลื้มยินดีและมีความสุข, รู้สึกประสบความสำเร็จ)  -  John was (sitting) on top of the world when he found out that he got into college.  (จอห์นดีใจและมีความสุข  เมื่อเขาพบว่าเขาสอบเข้ามหาวิทยาลัยได้),  on behalf of  (ในนามของ),  on board  (บนเรือ)  -  A ship was leaving the harbor, and we saw the people on board waving.  (เรือลำหนึ่งกำลังออกจากท่า  และเราเห็นผู้คนบนเรือโบกไม้โบกมือ  -  เพื่ออำลาญาติพี่น้องที่มาส่ง),  off and on (= on and off)  (ไม่สม่ำเสมอ, เป็นครั้งคราว หรือบางโอกาส)  -  It rained off and on all day.  (ฝนตกๆหยุดๆตลอดทั้งวัน  -  คือ ตกแล้วหยุด  แล้วก็ตกแล้วหยุดอีก  สลับกันไปแบบนี้ตลอดทั้งวัน),  the posters on the walls   (โปสเตอร์บนกำแพง), a sticker on her car  (สติ๊กเกอร์ติดรถของเธอ), pictures on the screen  (รูปภาพบนจอ), on the ceiling  (บนเพดาน), on the roof  (บนหลังคา), on all fours  (คลาน ๔ เท้า), get on a bus  (ขึ้นรถเมล์), on a highway  (บนทางหลวง), on the plane  (บนเครื่องบิน), on foot  (โดยทางเท้าหรือเดินไป), to walk on tiptoe  (เดินบนปลายเท้าหรือเขย่งส้นเท้า), on horseback  (บนหลังม้า), on a bicycle  (โดยรถจักรยาน), on Monday  (ในวันจันทร์), on a Sunday afternoon  (ตอนบ่ายวันอาทิตย์), on an occasion like this  (ในโอกาสเช่นนี้), on April10th  (ในวันที่ ๑๐ เมษายน), on Thursday night   (ในคืนวันพฤหัสฯ), on the first day of term  (ในวันแรกของภาคการศึกษา), books on art and religion  (หนังสือเกี่ยวกับศิลปะและศาสนา), on the subject of rents  (ในเรื่องเกี่ยวกับค่าเช่า), ideas on how films should be made  (ความคิดเกี่ยวกับว่าควรจะสร้างหนังอย่างไร), to comment on the issue  (แสดงความคิดเห็นในประเด็นนั้น), a talk on agriculture  (การสนทนาเกี่ยวกับเกษตรกรรม), cars running on petrol (รถยนต์ที่วิ่งด้วยน้ำมัน), appear on TV  (ปรากฏตัวทางทีวี), to hear it on the radio  (ได้ยินมันทางวิทยุ), on stage  (บนเวที), on the phone  (ทางโทรศัพท์ หรือกำลังพูดโทรศัพท์), on and on  (ไม่รู้จักจบสิ้น, ไม่หยุดหย่อน, ไม่สิ้นสุด), on edge  (รุ่มร้อน, กระวนกระวาย, ตื่นเต้น, ประสาทเสีย, ปวดสมอง), on one’s own  (ด้วยตนเอง, เป็นอิสระ, หาเลี้ยงตนเอง), on purpose  (โดยเจตนา, โดยตั้งใจทำ), on the carpet  (ดุด่าว่ากล่าว, สวด), on the fence  (ยังไม่แน่ใจ, ยังไม่ตัดสินใจ-ตกลงใจ), on the hook  (อยู่ในฐานะลำบาก), on the spot  (ที่กำลังพูดถึง-เอ่ยถึง), to be on  (กำลังปรากฏ, กำลังฉายอยู่. กำลังแสดง),on the go  (มีธุระยุ่ง, เคลื่อนไหวทำโน่นทำนี่อยู่ตลอด)  –  I’m usually on the go all day long.  (ผมมักมีธุระยุ่งตลอดทั้งวัน), on the market  (มีขาย, เสนอขาย)– I had to put my car on the market.  (ผมจำเป็นต้องเอารถออกขาย) - This is the finest home computer on the market.  (นี่เป็นคอมพิวเตอร์ประจำบ้านที่ดีที่สุดที่วางขายในตลาด), on the mend  (สบายดี, หายป่วยไข้)– My cold was terrible, but I’m on the mend now.  (ไข้หวัดของผมย่ำแย่มากเลย  แต่ตอนนี้ผมหายไข้แล้ว) – What you need is some hot chicken soup.  Then you’ll really be on the mend.  (สิ่งที่คุณต้องการ คือ ซุปไก่ร้อนๆ  แล้วคุณจะหายป่วยจริงๆเลย), on the tip of one’s tongue  (ติดอยู่แค่ริมฝีปาก  คือ เกือบจะพูดออกมาแล้ว หรือ เกือบจะนึกออกแล้ว)– I have his name right on the tip of my tongue.  I’ll think of it in a second  (ผมมีชื่อของเขาติดอยู่ที่ริมฝีปาก  ผมจะนึกมันออกในอีกวินาทีเดียว) – John had the answer on the tip of his tongue, but Ann said it first  (จอห์นเกือบจะบอกคำตอบออกมาแล้ว  แต่แอนพูดออกมาเสียก่อน  -  คือชิงบอกคำตอบก่อน), on the wrong track  (ไปหรือเดินผิดลู่หรือราง, ทำตามสมมติฐานที่ผิด)  – You’ll never get the right answer.  You’re on the wrong track.  (คุณไม่มีวันจะได้คำตอบที่ถูกต้องหรอก คุณเดินผิดทางนี่ หรือ คุณตั้งสมมติฐานไว้ผิดนี่), be (skate) on thin ice  (อยู่ในสถานการณ์ที่เสี่ยงหรือมีอันตราย)– If you try that, you’ll really be on thin ice.  That’s too risky.  (ถ้าคุณลองทำสิ่งนั้น  คุณจะตกอยู่ในอันตรายอย่างแท้จริง  มันเสี่ยงเกินไป) – If you don’t want to find yourself (skating) on thin ice, you must be sure of your facts  (ถ้าคุณไม่ต้องการพบตัวเองตกอยู่ในอันตราย  คุณต้องมั่นใจในข้อเท็จจริง  - ไม่เช่นนั้นคุณอาจแพ้คดีและต้องจ่ายเงินมากมาย), on tiptoe  (เดินเขย่างเท้า), on vacation  (เดินทางไปเที่ยวในวันหยุดพักผ่อน)  – Where are you going on vacation this year?  (คุณจะเดินทางไปพักผ่อนที่ไหนในวันหยุดปีนี้) – I’ll be away on vacation for three weeks.  (ผมจะเดินทางไปพักผ่อนวันหยุดเป็นเวลา ๓ สัปดาห์),เป็นต้น

11. We are waiting for Peter _________________.

(เรากำลังรอคอยปีเตอร์ _____________________ )

(a) arrive

(b) arriving

(c) arrived

(d) to arrive   (มาถึง)

ตอบ   -   ข้อ   (d)  เนื่องจากเป็นไปตามโครงสร้าง  “Wait + (for someone) + To + Verb 1”  ดูเพิ่มเติมกริยาประเภทเดียวกับ  “Wait” จากประโยคข้างล่าง

            ตัวอย่างที่ ๑

-         You can learn _____________ the word from the dictionary.

(คุณสามารถเรียนรู้ ____________________ คำจากพจนานุกรม)

(a) pronunciation   (การออกเสียง, วิธีการออกเสียง)

(b) pronouncing

(c) to pronounce  (ที่จะออกเสียง)

(d) pronounce

ตอบ  -  ข้อ  (c)  เนื่องจาก  “Learn + to + Verb 1

             ตัวอย่างที่ ๒

-    I’ll try _______________ my best.

(ผมจะพยายาม ___________________ ดีที่สุด)

(a) to make

(b) to work

(c) to show

(d) to do   (ทำ)

ตอบ  –   ข้อ  (d) “Do one’s best” = “ทำดีที่สุด” และหลังกริยา “Try” ต้องตามด้วย  “Infinitive with to” (To + Verb 1)  สำหรับกลุ่มคำกริยาที่ต้องตามด้วยInfinitive with to” (To + Verb 1)  ได้แก่   wait (รอคอย),  promise (สัญญา),  offer (เสนอ),   want (ต้องการ),   hope (หวัง),   plan (วางแผน),   hesitate  (รีรอ, ลังเลใจ),   fail  (ล้มเหลว),   learn (เรียนรู้),   expect (คาดหวัง),   refuse (ปฏิเสธ), need  (ต้องการ),  dare (กล้า),  claim  (อ้าง),   agree (ตกลง),  demand  (เรียกร้อง),   wish  (ปรารถนา),   intend (ตั้งใจ),  seem (ดูเหมือนว่า),  resolve  (ตกลงใจ),  determine  (ตัดสินใจ),  decide  (ตัดสินใจ),  pretend (แสร้งทำ),  afford  (มีฐานะพอ, สามารถหามาได้),  happen  (บังเอิญ),  appear (ดูเหมือนว่า),  prove  (พิสูจน์ว่า),   ask  (ขอร้อง),  beg  (ขอร้อง),  choose (เลือก),  manage  (ประสบความสำเร็จ),   hurry  (เร่งรีบ),   tend  (มักจะชอบ),   arrange  (จัดแจง, เตรียมการ),   care  (สนใจ),  come  (มา)   ดังตัวอย่างประโยคข้างล่าง

-         They want to take a rest.

(พวกเขาต้องการพักผ่อน)

-         She expects to arrive there in time.

(เธอคาดหวังว่าจะไปถึงที่นั่นทันเวลา)

-         He pretended not to see me.

(เขาแสร้งทำเป็นไม่เห็นผม)

-         We decided to buy a new home.

(เราตัดสินใจซื้อบ้านใหม่)

-         He came to see me late at night.

(เขามาพบผมเวลากลางคืนตอนดึก)

-         We must learn to work hard and to save money.

(เราจะต้องเรียนรู้เรื่องการทำงานหนักและออมเงิน)

-         She refused to go out with him.

(เธอปฏิเสธที่จะออกไปข้างนอกกับเขา

-         She affords to buy an expensive car.

(เธอมีฐานะพอที่จะซื้อรถยนต์ราคาแพง)

-         They agreed to take a vacation this summer.

(พวกเขาตกลงที่จะเดินทางวันหยุดพักผ่อนหน้าร้อนนี้)

-         We wish to graduate in a few months and to get a job.

(เราปรารถนาที่จะเรียนจบในอีก ๒ – ๓ เดือนข้างหน้าและได้งานทำ)

-         He asked to play a role in the school play.

(เขาขอร้องที่จะแสดงในบทในละครของโรงเรียน)

-         They promised to come and they did come.

(พวกเขาสัญญาว่าจะมา และก็มาจริงๆ)

-         The team failed to win a place in the finals.

(ทีมนั้นไม่สามารถที่จะได้เข้ารอบสุดท้าย)

-         They hoped to meet their parents after separating with them for years.

(พวกเขาหวังจะได้พบกับพ่อแม่หลังจากแยกกับพ่อแม่เป็นเวลาหลายปี)

-         Did you manage to get anything to eat before you came?

(คุณประสบความสำเร็จ (สามารถ) หาอะไรกินก่อนมาที่นี่หรือเปล่า)

12. I went to see him as soon as I knew he was in ______________.

(ผมไปเยี่ยมเขาในทันทีที่ผมทราบว่า  เขาอยู่ใน  ___________________)

(a) hospital

(b) a hospital

(c) the hospital

(d) an hospital

ตอบ   -   ข้อ  (a)  ไม่ต้องใช้  “A, The”  นำหน้า  เมื่อหมายถึง  “ไปเข้าโรงพยาบาลในฐานะผู้ป่วย”  แต่ถ้าไปเพื่อวัตถุประสงค์อย่างอื่น  เช่น ไปเยี่ยมใคร  ต้องใช้  “A”   หรือ  “The” แล้วแต่กรณี  (ว่าชี้เฉพาะเจาะจงหรือไม่)  ดูคำอธิบายเพิ่มเติมจากประโยคข้างล่าง

-         Whenever we meet, we talk about the days when we were _________________ .

(เมื่อใดก็ตามที่เราพบกัน  เราคุยเกี่ยวกับยุคสมัยเมื่อเรา _________________)

(a)  at college   (เรียนมหาวิทยาลัย)

(b)  at the college

(c)   at a college

(d)  at our college

ตอบ   –   ข้อ  (a)  เนื่องจากเมื่อหมายถึง  “อยู่ หรือ ไปที่มหาวิทยาลัย เพื่อ  “เรียนหนังสือ”   ไม่ต้องมี  “Article” (A, An, The)  นำหน้า “College”  สำหรับอื่นๆ ที่คล้ายๆกัน คือ  “Go to school” (ไปโรงเรียน เพื่อเรียนหนังสือ)  “Go to university”  (ไปมหาวิทยาลัย เพื่อเรียนหนังสือ)   “Go to church”(ไปโบสถ์เพื่อร่วมพิธีเช่น ฟังเทศน์)  “Go to hospital”  (ไปโรงพยาบาล เพื่อเป็นคนไข้) ต่างจาก “Go to the school” (ไปโรงเรียน เพื่อไปพบเพื่อน) “Go to the hospital”  (ไปโรงพยาบาล เพื่อเยี่ยมคนป่วย)  “Go to the church” (ไปโบสถ์ เพื่อคุยกับบาทหลวง)  “Go to the university”  (ไปมหาวิทยาลัย เพื่อดูกีฬาฟุตบอล)   เป็นต้น

13. We heard _______________ all about his sister’s escape.

(เราได้ยิน ____________________ ทั้งหมดเกี่ยวกับการหลบหนีของน้องสาวของเขา)

(a) Tim

(b) of Tim   (เกี่ยวกับทิม)

(c) from Tim   (จากทิม)  (คือ ทิมเป็นคนเล่าให้ฟัง)

(d) about Tim   (เกี่ยวกับทิม)

ตอบ   -   ข้อ  (c)  เนื่องจากได้ความหมายดีที่สุด  สำหรับการใช้แบบข้อ   (a) มักมีโครงสร้างแบบประโยคข้างล่าง

        - We heard him say very little at the meeting.

(เราได้ยินเขาพูดน้อยมากที่การประชุม)

         - He heard a distant voice shouting.

(เขาได้ยินเสียงไกลๆตะโกนโหวกเหวก)

      - She could hear clearly what he said.

(เธอได้ยินชัดเจนว่าเขาพูดอะไร)

      - Kim hated to hear Mrs. Parker talk like that.

(คิมไม่ชอบได้ยินมิสซิสปาร์กเกอร์พูดแบบนั้น)

      - We can hear the news on the radio.

(เราสามารถฟังข่าวจากวิทยุ)

      - I would like to hear more from you.

(ผมอยากฟังคุณพูดแสดงความคิดเห็นมากขึ้นอีกหน่อย)

      - Very occasionally I hear from her.

(ผมได้รับข่าวสารจากเธอ  -  ทางจดหมายหรือโทรเลข -  เป็นครั้งคราว)

      - The Court had not yet heard a witness.

(ศาลยังไม่ได้ฟังพยานให้การเลย)

     - All the relatives were gathered to hear the lawyer read the will.

(ญาติทั้งหมดถูกเรียกมารวมกัน  เพื่อฟังทนายอ่านพินัยกรรม)