หมวดข้อสอบ TOEIC (ตอนที่ 54)

Part V : Sentence Completion  (ส่วนที่ 5 :  การเติมประโยคให้สมบูรณ์)

Choose the best alternative to make a correct sentence.

(จงเลือกข้อที่ดีที่สุดเพื่อทำให้ประโยคมีความถูกต้อง)

1. He said he travelled more often than he had two years ________________.

(เขากล่าวว่าเขาเดินทางบ่อยมากกว่าที่เขาได้เดินทางเมื่อ ๒ ปี  _____________)

(a)   ago   (ล่วงมาแล้ว)

(b) later   (ต่อมา)

(c) since   (ตั้งแต่)

(d) before   (ก่อนหน้า)

ตอบ  -  ข้อ  (d)  เนื่องจากเมื่อเปลี่ยนประโยคพูดตรง-ถามตรง  (Direct speech) (I travel more often than I had two years ago.)  เป็นประโยคพูดอ้อม-ถามอ้อม  (Indirect speech) (He said he travelled more often than he had two years before.)จะต้องเปลี่ยนแปลงถ้อยคำที่แสดงความใกล้  (Nearness)  เป็นถ้อยคำที่มีลักษณะห่างไกล  (Distance)  เช่น

Direct

 

Indirect

yesterday

        เป็น           

the day before

the previous day

           today, tonight      

เป็น

       that day, that night            

last night

เป็น

the night before

last week

เป็น

the week before

last month

เป็น

the month before

last year

เป็น

the year before

tomorrow

เป็น

the next day

the following day

next week

เป็น

the following week

the week after

next year

เป็น

the following year

the year after

now

เป็น

then, at that time

ago

เป็น

before

this, these

เป็น

that, those

here

เป็น

there

come

เป็น

go

 

นอกจากนั้น  ยังต้องมีการเปลี่ยนแปลง  “Tense” ด้วย คือ

Direct

 

Indirect

Present simple       

         เป็น          

Past simple

              Present continuous            

เป็น

            Past continuous            

Present perfect

เป็น

Past perfect

Past simple

เป็น

Past perfect

Will

เป็น

Would

Shall

เป็น

Should

Can

เป็น

Could

May

เป็น

Might

Must

เป็น

Had to

 

             ตัวอย่างการเปลี่ยนประโยค เช่น

Direct   : He said, “Iplay with these friends here today.”

(เขาพูดว่า, “ผมเล่นกับเพื่อนๆเหล่านี้  ที่นี่วันนี้”)

Indirect   : He said that heplayed with those friends there that day.

(เขาพูดว่า  เขาเล่นกับเพื่อนๆเหล่านั้น  ที่นั่นวันนั้น)

Direct     : John said to me, “We are staying here now.”

(จอห์นพูดกับผมว่า  “เรากำลังพักที่นี่ในขณะนี้”)

Indirect  : John told me that they were staying there then (หรือat that time).

(จอห์นบอกผมว่า  พวกเขากำลังพักอยู่ที่นั่น ในตอนนั้น หรือ ในขณะนั้น)

Direct    : She said to me, “I sent a gift to my brother yesterday.”

(เธอพูดกับผมว่า  “ฉันส่งของขวัญไปให้น้องชายของฉันเมื่อวานนี้)

Indirect  : She told me that she had sent a gift to her brother the day before (หรือthe previous day).

(เธอบอกผมว่า  เธอได้ส่งของขวัญไปให้น้องชายของเธอเมื่อวันก่อนหน้า (วันที่พูดประโยคนี้)  หรือ วันก่อน)

Direct    : He said to her, “Ilast met my mother two years ago.”

(เขาพูดว่า  “ผมพบแม่ของผมครั้งสุดท้ายเมื่อ ๒ ปีมาแล้ว)

Indirect  : He told her that he had last met his mother two years before.

(เขาบอกเธอว่า  เขาได้พบแม่ของเขาครั้งสุดท้าย  เมื่อ ๒ ปีก่อนหน้า – ที่พูดประโยคนี้)

2. The streets are much too crowded.  There is not ___________ room for any more cars or buses.

(ถนนมียวดยานพลุกพล่านมากมายเหลือเกิน  ไม่มีที่ว่าง ______ สำหรับรถยนต์หรือรถประจำทาง  เพิ่มมากขึ้นกว่านี้อีกแล้ว)  (คือ ถนนแน่นเอี้ยด  จนไม่มีที่ว่างเหลือเลย)

(a)   a

(b)  the

(c) enough   (พอ, เพียงพอ)

(d) plenty   (มาก)

ตอบ  -  ข้อ  (c)  ดูเพิ่มเติมการใช้  “Enough” จากประโยคตัวอย่างข้างล่าง

-         _______________ to catch the train.

(__________________ ที่จะไปทันรถไฟ)

(a) He did not run enough fast

(b) He ran not fast enough

(c) He did not run fast enough   (เขาวิ่งไม่เร็วพอ)

(d) He ran not enough fast

ตอบ  -  ข้อ  (c)  กริยา “Run”  เมื่อจะทำเป็นประโยคปฏิเสธ  จะต้องใช้  “Verb to do” (Do, Does, Did)  ช่วยเสมอ  และ  “Enough” เป็นทั้งคำคุณศัพท์และกริยาวิเศษณ์  ต้องขยายข้างหลังคำคุณศัพท์ (Adjective) (good enough – ดีพอ, quick enough – เร็วพอ, cold enough – เย็นพอ, big enough – ใหญ่พอ, small enough – เล็กพอ, brave enough – กล้าหาญพอ)  หรือ ขยายหลังกริยาวิเศษณ์ (Adverb) (quickly enough – อย่างรวดเร็วพอ, slowly enough – อย่างเชื่องช้าพอ, carefully enough, well enough, attentively enough – อย่างเอาใจใส่เพียงพอ)  แต่  “Enough”ต้องขยายหน้าคำนาม  เช่น  (enough money– เงินมากพอ, enough furniture – เฟอร์นิเจอร์มากพอ, enough information – ข้อมูลมากพอ, enough time – เวลามากพอ, enough knowledge – ความรู้มากพอ, enough people – คนมากพอ, enough men – คนมากพอ, enough cars – รถยนต์มากพอ, enough homes- บ้านมากพอ, enough participants – ผู้เข้าร่วมมากพอ)

              สำหรับตัวอย่างการใช้  “Plenty” + Of + “นามนับไม่ได้  หรือ นามนับได้พหูพจน์”  เช่น

-         We’ve got plenty of time.

(เรามีเวลามากมาย – เหลือเฟือ)

-         There are always plenty of jobs to be done.

(มีงานมากมายอยู่เสมอที่จะต้องทำ)

-         They would have plenty to eat.

(พวกเขามีกินกันจนเหลือเฟือ)

-         Food and drink had been consumed in plenty.

(อาหารและเครื่องดื่มถูกบริโภคไปเป็นจำนวนมาก)

-         I’m sure we shall see plenty of you.

(ผมมั่นใจว่าเราจะได้พบคุณบ่อยๆ)

3. “________________________”

      “By telephone.”   (โดยทางโทรศัพท์)

(a) Did you get in touch with her?   (คุณติดต่อกับเธอหรือเปล่า)

(b) Why did you get in touch with her?   (ทำไมคุณจึงติดต่อกับเธอ)

(c) How did you get in touch with her?   (คุณติดต่อกับเธอได้อย่างไร)

(d) Will you get in touch with her?   (คุณจะติดต่อกับเธอไหม)

ตอบ  -  ข้อ  (c)   เพราะได้ใจความดีที่สุด

4. There are a few things that ought to _______________ while

I’m away.

(มีอยู่ ๒ หรือ ๓ เรื่องที่ควร ___________________ในขณะที่ผมไม่อยู่)

(a)   do   (ทำ)

(b)  have done   (ได้ทำแล้ว)

(c) be done   (ถูกทำ)

(d) have been done   (ถูกทำไปแล้ว)

ตอบ  -  ข้อ  (c)  เนื่องจากต้องอยู่ในรูป  “Passive voice”  เพราะมี ๒ – ๓ เรื่องที่ควร “ถูกทำ”  กล่าวคือจะทำเองไม่ได้  ส่วนที่ไม่ใช้ ข้อ (d)  เพราะดูจาก  “There are” คือ  เป็นเรื่องของปัจจุบัน หรือ อนาคตที่เรื่องนั้น  “ควรจะถูกทำ  -  ในปัจจุบันหรือในอนาคต”  อย่างไรก็ตาม  ถ้าเป็นเรื่องในอดีต  โดยเปลี่ยนเป็น  “There were”  จะต้องตอบข้อ  (d)  คือ  “ควรจะได้ถูกทำไปแล้ว”  (แต่ก็มิได้ทำ)   ดูเพิ่มเติมจากประโยคตัวอย่างข้างล่าง

-         You ought _______________ for her last night.

(คุณควรจะ ________________ เธอเมื่อคืนที่ผ่านมา)

(a) wait

(b) to wait

(c) to have waited   (ได้รอคอย)

(d) have waited

ตอบ  -  ข้อ  (c)  เนื่องจาก  “Ought + to + Verb 1” (= Should + Verb 1) (= ควรที่จะ)มีความหมายเป็นปัจจุบันและอนาคต  ว่าควรทำเช่นนั้นเช่นนี้  แต่ถ้าต้องการบอกว่า “ควรทำในอดีต”  (แต่ก็ไม่ได้ทำ)   เช่น  ในประโยคตัวอย่างข้างบน  มีความหมายว่า  “คุณควรที่จะได้รอคอยเธอเมื่อคืนนี้”  (แต่ในความเป็นจริงคือ  “คุณมิได้รอเธอ”)  ซึ่งจะต้องใช้โครงสร้าง  “Ought + to + have + Verb 3” ดังตัวอย่างต่อไปนี้

- I ought to (should) have told you the truth last year.

(ผมควรที่จะได้บอกความจริงแก่คุณเมื่อปีที่แล้ว  -  แต่ก็ไม่ได้บอก)

      - She ought to (should) have applied for that highly paid job (last month).

(เธอควรที่จะได้สมัครงานเงินเดือนสูงนั้น – เมื่อเดือนที่แล้ว –  แต่ก็ไม่ได้สมัคร)

      - They ought to (should) have visited their mother before she died.

(พวกเขาควรที่จะได้ไปเยี่ยมแม่ของตัวเองก่อนที่เธอตาย  -  แต่ก็มิได้ไปเยี่ยม)

                    สำหรับประโยคข้างบนทั้งหมด  อยู่ในรูป  “Active voice”  คือ ประธานเป็นผู้กระทำกริยา  อย่างไรก็ตาม  ถ้าประธานเป็นผู้  “ถูกกระทำ”  จะต้องใช้รูป  “Passive voice”  โดยแยกออกเป็น

๑.     ควรถูกทำในปัจจุบันหรืออนาคต  {Subject + should (ought to) + be + verb 3}  เช่น

-The room should (ought to) be cleaned before the meeting.

(ห้องควรถูกทำความสะอาดก่อนการประชุม)  (คือทำในตอนนี้ หรือในอนาคต ก่อนมีการประชุม)
- The film should (ought to) be seen before it moves out of the theater.

(ภาพยนตร์ควรถูกชม  ก่อนมันย้ายออกจากโรง)  (คือ ถูกดูในปัจจุบัน หรือ อนาคต ก่อนหนังออกจากโรง)

๒.   ควรถูกทำในอดีต  แต่ก็มิได้กระทำ (หรือถูกกระทำ)  {Subject + should (ought to) + have + been + verb 3}  เช่น

-  The students should (ought to ) have been punished for their laziness.   (นักเรียนควรถูกลงโทษไปแล้ว  สำหรับความเกียจคร้านของพวกเขา)  (ควรถูกลงโทษในอดีต  แต่ก็มิได้ถูกลงโทษ)

-  The house should (ought to) have been sold before it was burnt down.   (บ้านควรถูกขายไปก่อนที่มันจะถูกไฟไหม้)  (เป็นเรื่องในอดีต  แต่ก็มิได้ขาย  จนกระทั่งถูกไฟไหม้หมด)

5. _______________ people are not interested in classical music.

(ผู้คน _______________ ไม่สนใจในดนตรีคลาสสิค)

(a) Almost  (เกือบจะ)

(b) Most of

(c) The most of

(d) Most  (ส่วนมาก, ส่วนใหญ่)

ตอบ  -  ข้อ  (d)  ดูเพิ่มเติมจากประโยคตัวอย่างข้างล่าง

             ตัวอย่างที่ ๑

-          _________________ my students went to see that film.

(นักเรียนของผม ______________ ไปดูหนังเรื่องนั้น)

(a) Most of the

(b) The most of

(c) Almost   (เกือบจะ)

(d) Most of   (ส่วนใหญ่, ส่วนมาก)

ตอบ  -  ข้อ  (d)

               ตัวอย่างที่ ๒

-         _________________ would like to live peacefully.

(________________________  อยากจะดำรงชีวิตอย่างสันติ)

(a) Most of people

(b) The most of people

(c) Almost people

(d) Most people    (ผู้คนส่วนมากหรือส่วนใหญ่)

(e) Almost of people

ตอบ  -  ข้อ  (d) หรือใช้   “Most of the people”  ก็ได้

                  ตัวอย่างที่ ๓

-         _____________ outside of the cities is used for farming.

(_________________  นอกเมือง  ถูกใช้สำหรับทำฟาร์ม – คือ เพาะปลูก-เลี้ยงสัตว์)

(a) Most areas   (พื้นที่ส่วนใหญ่)

(b) Most of the area   (พื้นที่ส่วนใหญ่)

(c) Almost all areas    (เกือบจะพื้นที่ทั้งหมด)

(d) The most of the area

ตอบ  -  ข้อ  (b)  หรือ  “Most area”  ก็ได้  เนื่องจาก  “Area”  เป็นทั้งคำนามนับได้และนับไม่ได้  หมายถึง  “พื้นที่ของเมือง, ประเทศ หรืออื่นๆ,  พื้นที่ในห้องหรือตัวอาคาร,  สาขาของวิชาความรู้”  สำหรับประโยคข้างบน  กริยา คือ “is used” จึงต้องใช้ Area” แบบนามนับไม่ได้  คือ  เอกพจน์   ดังนั้น  ข้อ  (a) และ (c)  จึงผิด  สำหรับความแตกต่างระหว่าง  “Most of the”  และ  “The most”  ดูจากตัวอย่างในประโยคข้างล่าง

                 ตัวอย่างที่  ๔   (จงหาที่ผิดไวยากรณ์ จากข้อ ๑ ถึง ๔)

(1) As (2) they ripen on the tree, (3) the most olives change slowly (4) from green to black.

(ในขณะที่พวกมันสุกอยู่บนต้น  ผลมะกอกส่วนใหญ่เปลี่ยนอย่างช้าๆ  จากสีเขียวเป็น สีดำ)

ตอบ  –   ข้อ (3)  แก้เป็น“most olives”  หรือ  “most of the olives” เนื่องจากหมายถึง “ผลมะกอกส่วนใหญ่”  สำหรับ  “The most”  ใช้นำหน้าคำคุณศัพท์พยางค์ยาวในการเปรียบเทียบ  “ขั้นสูงสุด”  (Superlative)  เช่น

-         the most important thing  (สิ่งสำคัญที่สุด)

-         the most expensive car  (รถยนต์ที่แพงที่สุด)

-         the most diligent student  (นักเรียนที่ขยันที่สุด)

-         the most difficult question   (คำถามที่ยากที่สุด)

-         the most complicated problem   (ปัญหาที่สลับซับซ้อนที่สุด)

             ตัวอย่างที่  ๕   (จงหาที่ผิดหลักไวยากรณ์ จากข้อ ๑ – ๔)

(1) Almost visitors in New York City (2) spend their time (3)

attending Broadway plays, visiting some of the museums, and (4)

going shopping.

(ผู้ไปเยือน – นักท่องเที่ยว – กรุงนิวยอร์คส่วนใหญ่ใช้เวลาของตนเข้าชมละครบรอดเวย์  ไปเยือนอนุสาวรีย์บางแห่ง  และไปชอปปิ้ง)

ตอบ  –  ข้อ  (1)  แก้เป็น  “Most”หรือ   “Most of the”  เนื่องจากหมายถึง นักท่องเที่ยวส่วนมาก-ส่วนใหญ่”  ส่วน “Almost” หมายถึง  “เกือบจะ”  ซึ่งใช้ดังนี้ คือ

        - He spent almost a month in China.

(เขาใช้เวลาเกือบ ๑ เดือนในจีน)

       - In Oxford Street, you can buy almost anything.

(บนถนนอ๊อกฟอร์ด  คุณสามารถซื้อเกือบทุกอย่าง)

       - I had almost forgotten about the trip.

(ผมเกือบลืมเกี่ยวกับการเดินทาง)

       - Cats are in fact almost color blind.

(แมว  ที่จริงแล้วเกือบจะตาบอดสี)

        - The door opened almost before Peter had finished knocking.

(ประตูเปิดออก  เกือบจะก่อนที่ปีเตอร์เคาะประตูเสร็จ)

        - He has almost certainly been murdered.

(เขาเกือบจะถูกฆาตกรรมอย่างแน่นอน – แต่ไม่ได้ถูกฆ่า)

- He was almost killed in an accident.

(เขาเกือบตายในอุบัติเหตุ)

6. “Would you like to have your sandwiches now?”

(คุณอยากจะทานแซนด์วิชของคุณตอนนี้ไหม)

“Yes, I’d ________________.”

(ใช่ครับ  ผม ________________________ )

(a)   like

(b) like to   (อยากทาน)

(c) liked to

(b)  had them

ตอบ  -  ข้อ  (b) เนื่องจากย่อมาจากข้อความเต็มๆว่า  “Yes, I would like to have my sandwiches now.” แต่นิยมตอบเพียงสั้นๆว่า  “I would like to.”

ต้องมี  To  แต่ไม่ต้องมีกริยา  (Have)”  กล่าวคือ  เราใช้ “To + Verb 1” โดยละ “Verb”นั้นไว้  ใช้แต่ “To”เพียงคำเดียว  เพื่อแทนคำกริยาที่พูดไว้ครั้งหนึ่งแล้ว  เพื่อที่จะไม่ต้องกล่าวคำกริยาตัวนั้นซ้ำอีกครั้ง  เช่น

-         I am not going to read this book.  Would you like to (read)?

(ผมจะไม่อ่านหนังสือเล่มนี้นะ  คุณอยากจะอ่านไหมล่ะ)  (ไม่นิยมพูดหรือเขียน“read”ต่อท้าย “to”)

-         She has not finished the work yet, but she has to (finish) very soon.

(เธอยังทำงานไม่เสร็จเลย  แต่เธอจำเป็นต้องทำให้เสร็จโดยเร็ว)  (ไม่นิยมพูดหรือเขียน “finish”ต่อท้าย “to”)

7. She raced by in a car, with her hair ______________ behind.

(เธอขับรถผ่านมาด้วยความเร็ว  โดยผมของเธอ _______________ ไปข้างหลัง)

(a) streamed

(b) streams

(c) streaming   (สะบัดพลิ้ว)

(d) stream

ตอบ  -  ข้อ  (c)  เนื่องจากอยู่หลัง “Preposition” {with (her hair}  จึงต้องตามด้วย “Gerund” (Verb + ing)  ดูเพิ่มเติมจากประโยคข้างล่าง

-       I get tired of cleaning the house and ______________ to the market every day.  

(ผมเบื่อการทำความสะอาดบ้านและ (เบื่อ) __________________ไปตลาดทุกวัน)

(a) ran

(b) run

(c) to run

(d) running   (การวิ่ง)

ตอบ  -  ข้อ   (d)  เนื่องจากต้องใช้ให้สมดุลกับ  “Cleaning” โดยถือว่าตามหลัง   Preposition” (Of)  เหมือนกันทั้ง ๒ คำ  ดูเพิ่มเติมการใช้  “Gerund” (Verb + ing) เมื่อตามหลัง “Preposition” {ทำหน้าที่เป็นกรรมของ“Preposition”} จากประโยคตัวอย่างข้างล่าง

             - He is interested in collecting stamps.

(เขาสนใจกับการสะสมแสตมป์)

             - She was surprised at finding her lost ring.

(เธอประหลาดใจกับการพบแหวนที่หาย)

             - They are fond of reading.

(พวกเขาชอบการอ่าน)

              - We came here by taking a taxi.

(เรามาที่นี่โดยการนั่งรถแท็กซี่)

             - This equipment is for gardening.

(อุปกรณ์นี้สำหรับการทำสวน)

             - They kept on playing football till night came.

(พวกเขาเล่นฟุตบอลต่อไปจนกระทั่งราตรีมาเยือน)

8. “Daddy, may I drive the car?”

(พ่อครับ  ผมขอขับรถ (ของพ่อ) ได้ไหมครับ)

    “No, son.  You must wait a few years till you are _____________.

(ไม่ได้  ลูก  หนูจะต้องรอไปอีก ๒ – ๓ ปี  จนกว่า (จนกระทั่ง) หนูจะ __________ )

(a)   old

(b) older   (โตขึ้น, อายุมากขึ้น)

(c) oldest   (โตที่สุด, แก่ที่สุด)

(d) oldness   (ความแก่)

9. “Has Anita had a chance to get in touch with you?”

(แอนนิต้ามีโอกาสติดต่อกับคุณไหม)

“Oh yes, she ______________ me up last night.

(อ๋อ  มีครับ  เธอ _____________ ผมเมื่อคืนนี้)

(a)   has called

(b)  had called

(c)  called   (โทรศัพท์มาหา – ที่) (Call up = โทรศัพท์)

(d)  calls

ตอบ  -  ข้อ  (c)  ต้องใช้รูป  “Past simple tense” (Verb 2) กับการกระทำที่เกิดจบสิ้นไปแล้วในอดีต  และระบุเวลาที่แน่นอน  เช่น  “Yesterday, Last night, Last week, Last year, two days (weeks, months, years, decades) ago, Last September, Last summer, When I was young, While she was in college, Yesterday morning, a long time ago, etc.” 

               อย่างไรก็ตาม  แม้จะมิได้ระบุเวลา  แต่เมื่อเข้าใจกันว่าเป็นเรื่องในอดีต  และไม่มีส่วนสัมพันธ์กับปัจจุบัน  ก็ต้องใช้  “Past simple tense” เช่นเดียวกัน  เช่นในประโยคข้างล่าง

         - I bought this digital camera in Japan.

(ผมซื้อกล้องนี้ในญี่ปุ่น)

       - She gave me this gift on my birthday.

(เธอให้ของขวัญชิ้นนี้ในวันเกิดของผม)

       - They went for a picnic during summer.

(พวกเขาไปปิ๊คนิกระหว่างหน้าร้อน)

10. The river has ______________ its bank into the surrounding community. 

  (แม่น้ำได้ ________________ ตลิ่งของมันเข้าสู่ชุมชนรอบๆ)

(a) overflown

(b) overflew

(c) overflowed   (ไหลล้น, เอ่อล้น, ไหลบ่า, ล้น, ท่วม)

(d) overfly

ตอบ  -  ข้อ  (c)  กริยาช่อง  ๒  และ  ๓  ของ  “Overflow”  คือ  “Overflowed”  สำหรับข้อ  (a), (b), (d)  ไม่มีการใช้รูปนี้

11. His daughter wrote to him that she was looking forward to ___________ home soon.

(ลูกสาวของเขาเขียนจดหมายถึงเขา  บอกว่าเธอกำลังตั้งหน้าตั้งตารอคอย ________ บ้านเร็วๆนี้)

(a)   come

(b) coming   (การกลับมา)

(c) be coming

(d) have come

ตอบ  -  ข้อ  (b)  เนื่องจาก  “Look  forward to + Verb + ing”  ดูคำอธิบายเพิ่มเติมจากประโยคตัวอย่างข้างล่าง

              ตัวอย่างที่ ๑

-         I shall look forward _____________ from you soon.

(ผมจะตั้งตารอ ___________________ จากคุณโดยเร็ว)

(a) to hear

(b) for hear

(c) to hearing  (ที่จะได้ยินข่าว – คือได้รับจดหมายหรือการติดต่อด้วยวิธีอื่นๆ)

(d) for hearing

ตอบ  -  ข้อ  (c)

               ตัวอย่างที่ ๒

-         I wish you and your wife many years of happiness together and look forward ______________ you both.

(ผมขออวยพรให้คุณและภรรยามีความสุขด้วยกันตลอดไป  และหวังอย่างยิ่งกับ  (หรือ “ตั้งตารอ”) ______________________ คุณทั้ง ๒ คน  -  หมายถึงในวันข้างหน้า) 

(a) to see

(b) to seeing  (การได้พบ)

(c) for seeing

(d) to be seeing

ตอบ  -  ข้อ  (b)  เนื่องจาก “To” ที่ตามหลังคำกริยาต่อไปนี้  ถือเป็น Preposition”  จึงต้องตามด้วยคำนามหรือ “Gerund” (Verb + ing)   ได้แก่Look forward to” (ตั้งตารอคอย), “Be opposed to”  (คัดค้านหรือไม่เห็นด้วยอย่างยิ่ง), “Object to” (คัดค้าน, ไม่เห็นด้วย)“Admit” (ยอมรับ),  “Devote…..to” (อุทิศ............ให้กับ), “Dedicate………to” (อุทิศ............ให้กับ), “Apply……to”  (ประยุกต์.............เข้ากับ)    ดังประโยคตัวอย่าง  

         - She looks forward to buying a new home next year.

(เธอตั้งตาคอยซื้อรถคันใหม่ปีหน้า)

-  He looks forward to his  birthday party next week.

(เขาตั้งตารอคอยงานเลี้ยงวันเกิดของเขาในสัปดาห์หน้า)       

         - We object to going to bed late tonight as we will have to start our trip early tomorrow.

(เราไม่เห็นด้วยกับการนอนดึกคืนนี้  เพราะเราจะต้องออกเดินทางแต่เช้าวันพรุ่งนี้)

        - She objected to his plan to move to London after their marriage.

(เธอคัดค้านแผนการของเขาที่จะย้ายไปลอนดอนหลังการแต่งงาน)

         - He admitted to having an extramarital affair that ended in a pregnancy.

(เขายอมรับว่ามีความสัมพันธ์ทางเพศกับคนอื่นที่มิใช่ภรรยา  ซึ่งจบลงด้วยการตั้งครรภ์)

       - He devotes most of his time to studying in the library.

(เขาอุทิศเวลาส่วนใหญ่ให้กับการศึกษาในห้องสมุด)

        - We were opposed to paying a lot of money for luxurious goods.

(เราไม่เห็นด้วยอย่างยิ่งกับการจ่ายเงินจำนวนมากกับสินค้าฟุ่มเฟือย)

-       The President was opposed to the development of nuclear weapons. (หรือ  “was opposed to developing nuclear weapons”)

(ท่านประธานาธิบดีไม่เห็นด้วยอย่างยิ่งกับการพัฒนาอาวุธนิวเคลียร์)        

       - They applied their knowledge gained from training overseas to performing their daily work. 

(พวกเขาประยุกต์ความรู้ที่ได้จากการอบรมในต่างประเทศ  เข้ากับการทำงานประจำวัน)

12. My father is working on a ______________ plan for Northeastern Thailand. 

  (พ่อของผมกำลังทำงานในเรื่องแผน __________        ภาคตะวันออกเฉียงเหนือของประเทศไทย)

(a) develop

(b) developed   (ที่พัฒนาแล้ว)

(c) developing   (กำลังพัฒนา)

(d) development   (การพัฒนา)

ตอบ  -  ข้อ  (d)  สำหรับข้อ  (b)  และ  (c)  มักใช้ขยาย  “ประเทศ, เมือง, พื้นที่”  เช่น   “Developed countries”  (ประเทศที่พัฒนาแล้ว)   หรือ  “Developing countries”  (ประเทศที่กำลังพัฒนา)   ส่วน  “Development plan”  เป็นการใช้คำนามขยายคำนาม หรือ “นามประกอบ”  (Compound noun)   ดูเพิ่มเติมจากประโยคตัวอย่างข้างล่าง

          - Thailand’s population ________________ is an average of 0.8 percent each year.

(_________ของประชากรประเทศไทย  คือ  โดยเฉลี่ย ๐.๘ เปอร์เซนต์ ทุกปี)

(a) increases

(b) increase   (การเพิ่มขึ้น)

(c) to increase

(d) increased

ตอบ   –   ข้อ (b) เนื่องจากเป็นการใช้คำนามขยายคำนาม (Compound noun)หรือ  “นามประกอบ” (population increase)  ในกรณีนี้ คำนามตัวหน้าจะไม่อยู่ในรูปพหูพจน์  คือไม่เติม “s” แต่จะแสดงรูปพหูพจน์ที่คำนามตัวหลัง ตัวอย่าง เช่น

   -  service buses   (รถบริการ – คือรถรับ-ส่งพนักงาน)

   -  bus service   (บริการรถประจำทาง)

   -  flower garden  (s)(สวนดอกไม้)

   -   wood house   (บ้านไม้)

   -  steel table (s)   (โต๊ะเหล็ก)

   -  government policy  (นโยบายรัฐบาล)

   -  personnel development   (การพัฒนาบุคลากร)

   -  insurance policy   (กรมธรรม์ประกันภัย)

   -  growth rate   (อัตราการเติบโต)

    -  oil price rise  (การขึ้นราคาน้ำมัน)

    -  birthday party   (งานเลี้ยงวันเกิด)

    -  dividend payment   (การจ่ายเงินปันผล)

    -  debt payment  (การชำระหนี้)

    -  income tax deduction   (การหักภาษีเงินได้)

    -  motor insurance   (การประกันภัยรถยนต์)

    -  fire insurance   (การประกันอัคคีภัย)

    -  capital market   (ตลาดทุน)

    -  exchange rate (s)   (อัตราการแลกเปลี่ยน)

    -  traffic problem (s)  (ปัญหาจราจร)

    -  greenhouse gas   (กาซเรือนกระจก)

    -  tourism sector   (ภาคการท่องเที่ยว)

    -  climate change   (การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ)

    -  terrorism risk (s)  (การเสี่ยงภัยการก่อการร้าย)

    -  commodity price (s)  (ราคาสินค้า)

    -  price competition   (การแข่งขันด้านราคา)

    -  household debt   (หนี้ครัวเรือน)

    -  car sale (s)   (การขายรถยนต์)

    -  distribution channel   (ช่องทางการจำหน่าย)

    -  accident occurrence   (การเกิดอุบัติเหตุ)

    -  branch office (s)   (สำนักงานสาขา)

    -  insurance company   (บริษัทประกันภัย)

    -  business partner (s)   (คู่ค้า)

    -  leather belt   (เข็มขัดหนัง)

     - business transaction (s)  (การดำเนินธุรกิจ)

13. Kimberly won’t have enough time and Betty ______________.

(คิมเบอร์ลี่คงจะไม่มีเวลาพอ  และเบ็ตตี้  _____________________)

(a) won’t too.

(b) doesn’t either

(c) won’t either   (ก็จะไม่มีเวลาพอเช่นเดียวกัน)

(d) does neither

ตอบ  -  ข้อ  (c)  เนื่องจาก  “Either”  ที่ใช้ในประโยคข้างบน  ถือเป็นกริยาวิเศษณ์ (Adverb)   เมื่อใช้ในประโยคปฏิเสธ  ในความหมาย  “เช่นกัน, เช่น เดียวกัน”  ดังตัวอย่างข้างล่าง

-      She does not like dogs.  I don’t like dogs either. (= I don’t either.) 

        สำหรับในประโยคข้างบน  จะใช้  “Neither” หรือ  “Nor” ก็ได้  โดยวางไว้หน้าประโยค  และต้องใช้กับรูปกริยาบอกเล่าเท่านั้น  เนื่องจาก  “Neither” (Nor)  มีความหมายในทางปฏิเสธอยู่แล้ว  คือ  “ไม่เช่นเดียวกัน” ทั้งนี้ต้องให้อยู่ใน  “Tense”  เดียวกันด้วย  และต้องให้สอดคล้องกับประธานของประโยคด้วย  ดังประโยคข้างล่าง

-         She does not like dogs.  Neither do I. (= Nor do I.)

        สำหรับตัวอย่างอื่นๆ ได้แก่

-         They didn’t work hard.  We didn’t either. (= Neither did we. = Nor did we.)

(พวกเขามิได้ทำงานหนัก  เราก็ไม่ได้ทำงานหนักเช่นกัน)

-         She doesn’t like her new home.  Her sisters don’t either. (= Neither do her sisters. = Nor do her sisters)

(เธอไม่ชอบบ้านหลังใหม่  พี่สาวน้องสาวของเธอก็ไม่ชอบเช่นกัน)

                 สำหรับการใช้   “Either”  (อี๊-เธอะ  หรือ  ไอ๊-เธอะ)  ในความหมายอื่นๆ  เช่น  เมื่อเป็นคำคุณศัพท์  (Adjective)  หมายถึง  “แต่ละ, อันละ, ชิ้นละ, อันใดอันหนึ่ง (ของ ๒ อัน), ด้านใดด้านหนึ่ง (ใน ๒ ด้าน), คนใดคนหนึ่งใน ๒ คน”   แต่เมื่อเป็นคำสรรพนาม  (Pronoun)  หมาย ถึง   “หนึ่งในระหว่างสอง, อย่างใดอย่างหนึ่ง”   แต่ถ้าเป็นคำสันธานหรือคำเชื่อม  (Conjunction)   หมายถึง   “(ถ้า) ไม่.............ก็.............”   ส่วนเมื่อเป็นคำกริยาวิเศษณ์  (Adverb) หมายถึง  “ด้วย, เหมือนกัน, เช่นเดียวกัน” ดังตัวอย่างประโยค

     - There are shops on either side.   (เป็นคำคุณศัพท์)

(มีร้านค้าอยู่บนถนนแต่ละด้าน – คือมีทั้ง ๒ ด้าน)

     - Either train goes to London.   (เป็นคำคุณศัพท์)

(รถไฟขบวนใดขบวนหนึ่ง – ใน ๒ ขบวน – ไปลอนดอน)

     - You may take either seat.   (เป็นคำคุณศัพท์)

(คุณอาจจะนั่งเก้าอี้ตัวใดตัวหนึ่ง - ใน ๒ ตัว – ก็ได้)

    - On either side of the street is a pavement.   (เป็นคำคุณศัพท์)

(บนถนนแต่ละด้านมีทางเดินเท้า – คือมีทางเดินเท้าทั้ง ๒ ด้าน)

    - Either of the men is her father.   (เป็นคำสรรพนาม)

(ชายคนใดคนหนึ่ง – ใน ๒ คน – เป็นพ่อของเธอ)

   - Either the mother or her children have to come.   (เป็นคำสันธาน)

(ถ้าไม่แม่ก็ลูกๆของเธอจำเป็นจะต้องมา)

   - John can’t swim and Bob can’t either.   (เป็นคำกริยาวิเศษณ์)

(จอห์นว่ายน้ำไม่เป็น  และบ๊อบก็ว่ายฯไม่เป็นเช่นเดียวกัน)

14. It’s so noisy to live near a busy street but it is worse, _______

_____________ worse to live near a railway station.

(มันเสียงดังมากที่จะอาศัยอยู่ใกล้ถนนที่มีรถสัญจรไปมา  แต่มันยิ่งแย่กว่า  แย่กว่า __________ ที่จะอาศัยอยู่ใกล้กับสถานีรถไฟ)

(a)   very

(b)  so

(c) much   (มาก)  (หรืออาจใช้  “Far” ก็ได้)

(d) more

ตอบ  -  ข้อ  (c)   ในการเปรียบเทียบ  “ขั้นกว่า”  (Comparative degree)

ในกรณีที่ต้องการบอกว่า “ใหญ่กว่ามาก”  “เล็กกว่ามาก”  “ร้อนกว่ามาก”  “สวยกว่ามาก”   ให้ใช้  “Much”  และ  “Far”  ขยาย   (ห้ามใช้ “Very”)  ดังประโยคตัวอย่างข้างล่าง

              ตัวอย่างที่ ๑

-         She looks much ______________ this morning.

(เธอมีท่าทาง _______________________ อย่างมากเช้าวันนี้)

(a) happy

(b) happily

(c) happier   (มีความสุขมากขึ้น)

(d) happiness   (ความสุข)

(e) happiest   (มีความสุขที่สุด)

ตอบ   -   ข้อ  (c)  เนื่องจากเป็นการเปรียบเทียบ  “ขั้นกว่า” (Comparative degree)  เพียงแต่ไม่มี  “Than”  ปรากฎให้เห็น   แต่จริงๆแล้วเป็นการเปรียบเทียบกับอดีต  เช่น  เมื่อวานนี้  หรือ  สัปดาห์ที่แล้ว  ข้อสังเกตอีกอย่างคือ ถ้าไม่มีการเปรียบเทียบ จะต้องใช้   “Very”  แทน  “Much” เพื่อขยาย  “Happy”  ส่วนการจะบอกว่า  มีความสุขมากขึ้น  “อย่างมาก”   ให้ใช้   “Much”  และ  “Far” เท่านั้น  (สำหรับความหมาย  “อย่างมาก”)  ห้ามใช้  “Very

                ตัวอย่างที่ ๒

-         The scenery looks ______________ in December than in April.

(ภูมิประเทศ – ทิวทัศน์ – มีลักษณะ ____________________ ในเดือนธันวาคม กว่าเดือนเมษายน)

(a) far pleasant

(b) much more pleasant   (น่ารื่นรมย์มากกว่ากัน (อย่าง) มากมาย)

(c) very pleasant

(d) much more pleasantly

ตอบ   –   ข้อ  (b)  เนื่องจากการเปรียบเทียบ  “ขั้นกว่า”  (Comparative degree)ถ้าต้องการบอกว่า “มากกว่าอย่างมากมาย” เช่น  “ใหญ่กว่ามาก”  “เล็กกว่ามาก”“หนาวกว่ามาก” ฯลฯ สามารถใช้คำแทนคำว่า  “อย่างมากมาย”  ได้  ๒  คำ  คือ Much” และ “Far”  ห้ามใช้  “Very”   สำหรับในประโยคข้างบน  จะใช้  “far more pleasant”ก็ได้

                        ตัวอย่างอื่นๆ  เช่น   “much bigger” (ใหญ่กว่ามาก)  “much older” (แก่กว่ามาก)  “far hotter” (ร้อนกว่ามาก)  “far colder” (หนาวกว่ามาก)  “much more important” (สำคัญกว่ามาก)  “much more complicated” (ยุ่งยากหรือสลับซับซ้อนกว่ามาก)   “far smaller” (เล็กกว่ามาก)far thinner” (ผอมหรือบางกว่ามาก)  “far more beautiful”  (สวยกว่ามาก)

             ในกรณีที่ต้องการบอกว่า  “ใหญ่กว่าเล็กน้อย”  “หนาวกว่านิดหน่อย”  “หนักกว่าเล็กน้อย”  “เบากว่าเล็กน้อย”  “แพงกว่านิดหน่อย”   “ยากกว่านิดหน่อย”  ดูคำอธิบายจากประโยคข้างล่าง

-         I hope you will try ______________ harder next time.

(ผมหวังว่าคุณจะพยายามมากขึ้น ____________________ ในคราวหน้า)

(a) less

(b) more

(c) some

(d) a little   (เล็กน้อย, นิดหน่อย)

(e) very

ตอบ   -   ข้อ  (d)  เมื่อขยายการเปรียบเทียบ  “ขั้นกว่า”  (Comparative degree)  เช่น  “ ใหญ่กว่า, ร้อนกว่า, แพงกว่า”   และต้องการบอกว่า   “เล็กน้อย, นิดหน่อย”  ให้ใช้  “A little, A bit  หรือ  A little bit”  ขยาย  เช่น  “A little bigger” (ใหญ่กว่านิดหน่อย),  A little hotter”  (ร้อนกว่าเล็กน้อย),  “A bit colder” (หนาวกว่านิดหน่อย),  “A little more expensive”  (แพงกว่าเล็กน้อย),  “A bit more interesting” (น่าสนใจกว่านิดหน่อย),  “A little bit more important”  (สำคัญกว่าเล็กน้อย)   เป็นต้น

15. Would you be so kind ______________ to return these books to the library for me?

(คุณจะกรุณา ____________________ ที่จะส่งคืนหนังสือเหล่านี้ให้ห้องสมุดแทน (เพื่อ) ผม  ได้ไหมครับ)

(a) enough

(b) of you

(c) as   (พอ)

(d) that you have

ตอบ   -   ข้อ  (c)  เนื่องจาก  “So……….as”  นอกจากจะใช้กับประโยคปฏิเสธเท่านั้นแล้ว  (“As………as”  ใช้ได้ทั้งประโยคบอกเล่า  ปฏิเสธ  และคำถาม)  แต่เมื่อตามด้วย   “Infinitive with to” (To + Verb)  ตัวหน้าจะต้องใช้  “So” อย่างเดียว  (ไม่ใช้  “As” )   ไม่ว่าจะเป็นประโยค บอกเล่า  ปฏิเสธ หรือ คำถาม  ดังโครงสร้างข้างล่าง

         “So + Adjective + as + To + Verb 1 + Phrase”

(โดยมีความหมายว่า  “...................พอที่จะ................”  หรือ  “...............จนถึงขนาด ที่จะ...................”)   เช่น

         - Please be so kind as to help me carry this box.

(โปรดกรุณาพอที่จะช่วยผมยกลังนี้ด้วยครับ)  

        - Be so good as to wait for her till evening.

(จงกรุณา-ใจดี พอที่จะรอพบเธอจนค่ำด้วยนะครับ)

        - Be so generous as to donate to the charity.

(โปรดเอื้อเฟื้อพอที่จะบริจาคให้การกุศลด้วยนะ)

        - Be so nice as to pick me up at the airport.

(โปรดกรุณาพอที่จะไปรับผมที่สนามบินด้วยครับ)

-         I am not so stupid as to believe such a story.

(ผมไม่โง่บัดซบพอ  -  หรือโง่บัดซบถึงขนาด  -  ที่จะเชื่อเรื่องแบบนั้น)

16. Of the two girls I met yesterday, Jane is ______________ one.

(ในบรรดาเด็กหญิง  ๒  คน ที่ผมเจอเมื่อวานนี้  เจนเป็นเด็กที่ ______________ )

(a) the happiest     

(b) the happier   (มีความสุขมากกว่า)

(c) happier

(d) happy

ตอบ  -  ข้อ  (b)  เนื่องจากเป็นการเปรียบเทียบ “ขั้นกว่า” (Comparative degree)   คือ ระหว่างเด็ก ๒ คน  คือ  เจน  ซึ่งเป็นเด็ก ๑ ใน ๒ คนนั้น  จึงถือว่าเป็น  “การเน้น”  (คนที่เหลือจากอีกคนหนึ่งใน ๒ คน)  จึงต้องใช้  “Article” (The) นำหน้า  “Happier

17. Sandra is planning on ______________ this coming June.

(แซนดร้ากำลังวางแผน __________________ ในเดือนมิถุนายนที่จะมาถึงนี้)

(a) to get married

(b) getting married   (การแต่งงาน)

(c) to marry

(d) marry     

ตอบ   -   ข้อ  (b) เนื่องจากอยู่หลัง  Preposition “On”  จึงต้องใช้  “Gerund” (Verb + ing)  ดูเพิ่มเติมการใช้  “Preposition + Verb + ing”  ในข้อ  ๗  ของข้อสอบชุดนี้

18. If you did not take the ring, there’s nothing for you to ______________.    

(ถ้าคุณไม่ได้เอาแหวนไป  ก็ไม่มีสิ่งใดสำหรับคุณที่จะต้อง ________________ )

(a)   afraid

(b)  be afraid

(c)   afraid of

(d) be afraid of   (เกรงกลัว)

ตอบ   -   ข้อ  (d)  เนื่องจาก  “Afraid” เป็นคำคุณศัพท์  จึงต้องใช้กับ  “Verb to be” (Is, Am, Are, Was, Were)   และต้องตามด้วย  “Of”

                       สำหรับวลีที่ใช้กับ  “Of”  ได้แก่  “of age”  (โตพอที่จะทำอะไรบาง อย่าง, อายุมากพอที่จะลงคะแนนเลือกตั้งหรือซื้อเหล้า-เบียร์, ได้รับการพัฒนาอย่างเต็มที่)  -  Mary will be of driving age on her next birthday  (แมรี่จะถึงวัยที่ได้รับอนุญาตให้ขับรถได้  ในวันเกิดของเธอปีหน้า),  “of course”  (แน่ นอน, ไม่ต้องสงสัยเลย, เป็นเรื่องธรรมดา, เหมือนที่คาดหวังไว้)  -  Of course you know that girl; she is in your class  (แน่นอน  คุณรู้จักเด็กผู้หญิงคนนั้น  เธอเป็นเด็กนักเรียนของคุณ  -  หรือ เธอเรียนอยู่ในชั้นเดียวกับคุณ – คือเป็นเพื่อนคุณ),  “remind someone of”  (เตือนใครให้นึกถึงเรื่อง.........)  -  She reminded me of her mother.  (เธอเตือนให้ผมนึกถึงแม่ของเธอ  -  ด้านรูปร่างหน้าตาหรือนิสัยใจคอ),  “approve”  (อนุมัติ, เห็นชอบ),  “boast”  (คุยโม้), “think”  (คิดถึงเรื่อง),  “warn”  (เตือน),   “accuse someone of”  (กล่าวหาใครในเรื่อง..........)  -  They accused him of stealing their car.  (พวกเขากล่าวหาเขาว่าขโมยรถยนต์),  “suspect”  (สงสัย),  “consist”  (ประกอบด้วย),  “be composed of”  (ประกอบด้วย),  “dream”  (ฝัน),  “hear”  (ได้ยิน),  “beware”  (ระวัง),  “complain”  (บ่น, ร้องทุกข์),  “convince”  (ทำให้เชื่อ),  “disapprove”  (ไม่อนุมัติ, ไม่เห็นด้วย),  “assure”  (รับรอง),  “cure”  (รักษาให้หายจากโลก),  “smell”  (ได้กลิ่น),  “full”  (เต็มไปด้วย), “fond”  (ชอบ, หลงใหล), “careful”  (ระวัง, รอบคอบ), “frightened”  (ตกใจกลัว), “confident”  (มั่นใจ), “short”  (ขาดแคลน), “tired”  (เบื่อ, เหนื่อย), “sure”  (มั่นใจ), “aware”  (ตระหนัก, รู้ดี), “certain” (มั่นใจ, แน่นอน), “free”  (ยกเว้น), “proud”  (ภูมิใจ), “hopeful”  (มีความหวัง), “glad”  (ดีใจ), “capable”  (สามารถ), “ashamed”  (ละอายใจ), “suspicious”  (สงสัย, ระแว), “tolerant”"  (อดทนต่อ, ใจกว้างต่อ), “considerate”  (เกรงใจ), “ignorant”  (ไม่รู้), “convinced”  (เชื่อ), “ahead”  (ล่วงหน้า), “shy”  (อาย, ละอาย), “conscious”  (รู้สึกถึง), “jealous”  (อิจฉา, หึงหวง), “envious”  (อิจฉา, หึงหวง),  “a cup of tea”  (ชา ๑ ถ้วย),  “a sheet of paper”  (กระดาษ ๑ แผ่น),  “a number of dogs”  (หมาจำนวนมาก),  “the number of students”  (จำนวนนักเรียน),  “a pair of trousers”  (กางเกงขายาว ๑ ตัว), “millions of dollars”  (เงินหลายล้านดอลล่าร์),  “two gallons of water”  (น้ำ ๒ แกลลอน),  “10% of the population”  (๑๐ เปอร์เซนต์ของประชากร),  “a town of 2,000 people”  (เมืองที่มีประชากร ๒,๐๐๐ คน),  “Half of the boats sank.”  (เรือจำนวนครึ่งหนึ่งจมลง),  “a bag of gold”  (ทองถุงหนึ่ง),  “at a rate of 20 dollars a day”  (ในอัตรา ๒๐ เหรียญต่อวัน),  “a boy of sixteen”  (เด็กอายุ ๑๖ ปี),  “at the age of five”  (ตอนอายุ ๕ ขวบ),  “a baby of 6 months”  (ทารกอายุ ๖ เดือน),  “the first of a series of movies”  (ตอนแรกของภาพยนตร์ซีรี่ส์),  “one of the problems”  (หนึ่งในหลายปัญหา),  “two of the three”  ( ๒ ใน ๓),  “many of the students”  (นักเรียนหลายคน),  “a meeting of executives”  (การประชุมผู้บริหาร),  “a map of Sweden”  (แผนที่ประเทศสวีเดน),  “a picture of the refugees”  (ภาพของผู้อพยพ),  “an account of the event”  (เรื่องราวของเหตุการณ์),  เป็นต้น

19. When the boy saw the kite I had made, he asked me to make ____________ for him. 

(เมื่อเด็กคนนั้นเห็นว่าวที่ผมทำ  เขาขอร้องผมให้ทำ ___________ ให้แก่เขา)

(a)   other

(b)  it

(c) one   (ตัวหนึ่ง)

(c)   the kite

ตอบ   -   ข้อ   (c) เนื่องจาก  “Kite” เป็นคำนามนับได้ เอกพจน์  เมื่อจะกล่าวถึงอีกครั้งหนึ่ง (กล่าวซ้ำ)   ต้องใช้  “One” แทน  ดูคำอธิบายเพิ่มเติมจากตัวอย่างข้างล่าง

            ตัวอย่างที่ ๑

-  The houses here are a little less modern than ____________ in the city.

 (บ้านที่นี่มีความทันสมัยน้อยกว่านิดหน่อย  (เทียบกับ) _____________   ในเมือง)

(a) that

(b) those   (บ้าน)

(c) ones

(d) there are

ตอบ  -  ข้อ  (b)

              ตัวอย่างที่ ๒

-         The air of the hills is cooler than __________________.

(อากาศของเนินเขาเย็นกว่า _______________________ )

(a) one of the plains

(b) of the plains

(c) that of the plains   (อากาศของที่ราบ)

(d) the plains

ตอบ  –  ข้อ  (c)  เนื่องจาก “Air” เป็นคำนามนับไม่ได้ จึงต้องแทนด้วย “That” และตามด้วย  “of the plains” เพื่อให้สมดุลกัน  ในกรณีเป็นนามนับได้  ให้ใช้ “One”  แทน  และถ้าเป็นนามพหูพจน์  ให้ใช้  “Those” แทน   (สำหรับเหตุผลที่ไม่เลือกข้อ  (d)  เนื่องจาก  จะเป็นการเปรียบเทียบระหว่าง  “อากาศ”  และ  “ที่ราบ”  มิใช่   “อากาศของเนินเขา”  และ  “อากาศของที่ราบ”  ซึ่งผิดความหมายที่ต้องการเปรียบเทียบ)    ตัวอย่างอื่นๆ  เช่น

           - The book you gave me is more informative than the one I bought from a bookstore.

(หนังสือที่คุณให้ผมให้ข้อมูลข่าวสารมากกว่าเล่มที่ผมซื้อจากร้านหนังสือ)  (book เป็นนามเอกพจน์นับได้ จึงต้องใช้  one  แทน เมื่อจะกล่าวซ้ำ)

        - The students in this class are more hard-working than those in that class. (นักเรียนในห้องนี้ขยันมากกว่านักเรียนในห้องนั้น)  (students เป็นนามพหูพจน์ จึงต้องใช้  those แทน เมื่อจะกล่าวซ้ำ)

          - The knowledge one obtains from self-study is sometimes much higher than that one derives from class.

(ความรู้ที่คนเราได้รับจากการศึกษาด้วยตนเอง  บางทีมากกว่าความรู้ที่ได้รับจากห้องเรียนมากมายทีเดียว)  (knowledge เป็นนามนับไม่ได้ – เอกพจน์เสมอ – จึงต้องใช้  that  แทน  เมื่อจะกล่าวซ้ำ)    

20. The brave _______________ always honoured.

(ผู้กล้าหาญ _____________________ (ผู้) ได้รับเกียรติยศอยู่เสมอ)

(a) is

(b) are   (เป็น)

(c) was

(d) were

ตอบ   -   ข้อ  (b)  “The brave” =  (ผู้กล้าหาญ)  ถือเป็นคำนาม พหูพจน์  และในประโยคนี้เป็น  “ข้อเท็จจริง”  (Fact)  ที่เป็นความจริงเสมอ  ถือเป็นเรื่องปัจจุบัน  จึงต้องใช้กับ  “Present simple tense” กริยาจึงเป็น  “Are”  ดูคำอธิบายเพิ่มเติมจากประโยคข้างล่าง

                  ตัวอย่างที่ ๑             

            - In the cities ______________ live as hard a life as they were in the villages.

(ในเมืองใหญ่ _________________ ดำรงชีวิตที่ยากลำบาก  เท่าๆกับตอนที่พวกเขาอาศัยอยู่ในหมู่บ้าน)  (คือย้ายมาอยู่ในเมือง  แล้วก็ยังลำบากเหมือนในอดีต  ตอนอยู่บ้านนอก)

(a) poor man

(b) a poor

(c) the poor   (คนจน)

(d) the poor men

ตอบ  -  ข้อ  (c)  “The poor” หมายถึง   “คนจน”  ถือเป็นคำนามพหูพจน์  จึงใช้กับกริยา  “Live

             ตัวอย่างที่ ๒   (จงหาที่ผิดหลักไวยากรณ์  จาก ข้อ  (๑) – (๔)

-         The American Red Cross is (1) one of the volunteer (2) organizations (3) which purpose is to help (4) the sick and the needy.

(กาชาดอเมริกันเป็นหนึ่งในบรรดาองค์กรอาสาสมัคร  ซึ่งวัตถุประสงค์ของมันคือ  ช่วยคนเจ็บป่วยและคนยากคนจน)

ตอบ   –   ข้อ  ๓  แก้เป็น   “whose”เนื่องจากแสดงความเป็นเจ้าของ (วัตถุประสงค์ของมัน) และนำหน้าอนุประโยค   (whose purpose…………………..the needy)  สำหรับข้อ  ๔  (the sick and the needy)  ถูกต้องแล้ว  เพราะเราใช้  “The”  นำหน้าคำคุณศัพท์   (sick และ needy)   หมายถึงบุคคลประเภทนั้นๆ (“คนป่วย” และ “คนยากคนจน”)   และถือเป็นคำพหูพจน์ด้วย   ซึ่งต้องใช้กับกริยา“are, were, have”   (หรือ กริยาตัวอื่นๆ ที่อยู่ในรูปพหูพจน์  -  คือไม่ต้องเติม “s”)   เช่น “the poor” (คนจน)  “the rich” (คนรวย)  “the blind”   (คนตาบอด)  “the wise” (คน ฉลาด, นักปราชญ์)  “the brave” (คนกล้าหาญ)  “the elderly” (คนสูงอายุ)  “the young” (คนหนุ่มสาว)  “the old” (คนแก่)   “the deaf”  (คนหูหนวก)   “the dumb” (คนเป็นใบ้)  นอกจากนั้น   Verb + ing (Present participle)   และ กริยาช่องที่ ๓  (Past participle)  ซึ่งถือเป็นคำคุณศัพท์ประเภทหนึ่ง   แต่เมื่อนำหน้าด้วย  “The”  เช่น “The dying” (คนที่กำลังจะตาย)  หรือ  “The wounded” (คนเจ็บ)  “The injured”(คนเจ็บ)   “The handicapped” (คนพิการ)   ก็ถือเป็นคำนามประเภทหนึ่งเช่นเดียวกัน   และถือเป็นคำพหูพจน์ด้วย   และใช้กับกริยา “are, were, have”  เช่นกัน   ดังตัวอย่างประโยค

       - The rich are not always happy.

(คนรวยมิใช่ว่าจะมีความสุขเสมอไป)

       - The poor have asked for help from the government

(คนจนได้ขอความช่วยเหลือจากรัฐบาลแล้ว)

       - In the old days, the elderly were highly respected by the young.

(ในสมัยก่อน  ผู้สูงอายุได้รับความเคารพอย่างสูงจากคนหนุ่มสาว)

         - The wounded were taken to hospital.

(คนเจ็บถูกนำส่งโรงพยาบาล)

         - The dying were being attended by the doctors.

(ผู้ที่กำลังจะตายกำลังได้รับการดูแลจากแพทย์)

         - The wise are cleverer (= more clever) than general people.

(คนฉลาดมีความฉลาดมากกว่าคนทั่วๆไป)

The blind do not see what other people see.       

(คนตาบอดมองไม่เห็นในสิ่งที่คนอื่นเห็น)

-         The deaf typically need hearing aids.

(คนหูหนวกโดยทั่วไปต้องการเครื่องช่วยฟัง)