หมวดข้อสอบ TOEIC (ตอนที่ 499)

การประปาส่วนภูมิภาค  “มุ่ง-มั่น-เพื่อปวงชน”

 

Part V: Sentence Completion   (ส่วนที่ 5 :  การเติมประโยคให้สมบูรณ์)

Choose the best alternative to make a correct sentence.

(จงเลือกข้อที่ดีที่สุดเพื่อทำให้ประโยคมีความถูกต้อง)

 

1. He always has a morning walk ____________________________________ of the weather.

(เขาออกเดินในตอนเช้าเป็นประจำ __________________________________ สภาพอากาศ)

(a) despite    (ทั้งๆ ที่)

(b) regardless    (“Regardless of”  =  “โดยไม่คำนึงถึง”)

(c) unless    (ถ้า...................................ไม่)  (ตามด้วยประโยค)

(d) however    (อย่างไรก็ตาม)

ตอบ   -   ข้อ   (b)   หรืออาจตอบ  ข้อ   (a)  แต่ต้องแก้เป็น  {Despite (= In spite of) the bad weather  -  ทั้งๆ ที่อากาศเลว}

 

2. I wish you _________________________________________________________ longer.

(ผมปรารถนา (ว่า) คุณ ____________________________ (ที่นี่) นานยิ่งขึ้น)  (คือ  ไม่รีบกลับ)

(a) will stay

(b) can stay

(c) could stay    (สามารถพัก)

(d) stay

ตอบ   -   ข้อ   (c)   อนุประโยคที่ตามหลัง  “Wish”  ต้องอยู่ในรูปอดีต  (Past simple  หรือ  Past perfect)  เสมอ  เนื่องจากไม่ใช่เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นจริง  แต่เป็นเพียงความปรารถนาให้เป็นเช่นนั้นเท่านั้น  สำหรับข้อนี้เป็นการปรารถนาในปัจจุบัน  จึงใช้กริยาเป็น  “Past tense”  (Could stay)  เรียกโครงสร้างแบบนี้ว่า  “Past subjunctive”  ดูเพิ่มเติมจากประโยคข้างล่าง

                                                      ตัวอย่างที่ 

  • She went to the movies last night but she told me she wished she __________ to see it.

(เธอไปดูหนังเมื่อคืนวาน  แต่เธอบอกผมว่า  เธอปรารถนาว่าเธอ ________________ ดูมัน)

(a) hasn’t gone

(b) didn’t go

(c) hadn’t gone    (มิได้ไป)

(d) doesn’t go

ตอบ   -   ข้อ   (c)   เนื่องจากเป็นการปรารถนาในอดีต  กริยาของประโยคที่ตามหลัง  “Wish”  จึงต้องอยู่ในรูป  “Past perfect tense”  (Subject + Had + Verb 3)

                                                      ตัวอย่างที่ 

  • Why didn’t you keep your promise?  I wish you _____________________________ it.

(ทำไมคุณจึงไม่รักษาคำมั่นสัญญา  ผมปรารถนาว่าคุณ __________________________ มัน)

(a) kept

(b) would keep

(c) would have kept

(d) had kept    (ได้รักษาฯ)

ตอบ   -   ข้อ   (d)   เนื่องจากเป็นการปรารถนาให้เกิดเหตุการณ์  (รักษาคำมั่นสัญญา)  ในอดีต  จึงใช้รูป  “Subject + Wish + That + Subject + Had + Verb 3” 

                                                     ตัวอย่างที่  

  • I wish I __________________________________ her while she stayed in Bangkok.

(ฉันปรารถนาว่าฉัน __________________________ เธอ  ในขณะที่เธอพักในกรุงเทพฯ)

(a) meet

(b) met

(c) had met   (ได้พบ)

(d) would have met

ตอบ  -  ข้อ   (c)   เนื่องจากเป็นการปรารถนาในอดีต  และตรงข้ามกับความเป็นจริง  (คือ  มิได้พบกับเธอ  ในขณะที่เธอพักในกรุงเทพฯ)   จึงต้องใช้  “Past perfect tense” (Subject + Had + Verb 3)  และในกรณีที่เป็น  “Passive voice” ใช้  (Subject + Had + Been + Verb 3)  เรียกโครงสร้างแบบนี้ว่า  “Past subjunctive”  ดูคำอธิบายเพิ่มเติมการใช้  “Wish”  จากประโยคตัวอย่างข้างล่าง

                                                    ตัวอย่างที่  

  • I wish you __________________________________________ there at that moment.

(ผมปรารถนาว่าคุณ ________________________________________ ที่นั่นในขณะนั้น)

(a) are

(b) were

(c) had been    (อยู่)

(d) would have been

ตอบ  -  ข้อ  (c)   เนื่องจากเป็นการปรารถนาให้เกิดเหตุการณ์ขึ้นในอดีต   (ให้คุณอยู่ที่นั่นในตอนนั้น  ซึ่งเป็นอดีตที่ผ่านมาแล้ว)  (ความเป็นจริง  คือ  “คุณไม่ได้อยู่ที่นั่นในตอนนั้น”)

                                                     ตัวอย่างที่  

  • I wish I ______________________________________ German when I was at school.

(ผมปรารถนาว่าผม ____________________________ ภาษาเยอรมัน  ตอนที่ผมเป็นนักเรียน)

(a) was learning

(b) learnt

(c) had learnt    (ได้เรียนรู้)

(d) have learnt

ตอบ   -   ข้อ   (c)   เนื่องจากเป็นการปรารถนาเหตุการณ์ในอดีต  (สมัยเป็นเด็กนักเรียน)  แต่ในความเป็นจริงคือ  “มิได้เรียนภาษาเยอรมัน

                                                   ตัวอย่างที่  

  •   When I said that I wished I _______ Italian, she told me she would give me some lessons, if I liked.

(เมื่อผมพูดว่า  ผมปรารถนาว่า  ผม ___________ ภาษาอิตาเลียน  เธอบอกผมว่า  เธอจะสอนบทเรียน (ภาษาฯ) ให้ผมบ้าง ถ้าผมต้องการ)

(a) know

(b) knew

(c) would have known

(d) had known    (ได้เรียนรู้)

ตอบ  -  ข้อ   (d)   เนื่องจากเป็นการปรารถนาในอดีต  ซึ่งตรงกันข้ามกับความจริง  (Past subjunctive)  จึงต้องใช้โครงสร้าง  “Subject + Wish (ed) + (That) + Subject + Had + Verb 3 + ส่วนขยาย”   (ในข้อนี้  เป็นการปรารถนาว่าได้เรียนภาษาอิตาเลียนในอดีต  แต่จริงๆ แล้วไม่ได้เรียน)

                                                   ตัวอย่างที่  

  • I wish today __________________________________________________ a holiday.

(ผมปรารถนาว่าวันนี้ ______________________________________________ วันหยุด)

(a) is

(b) be

(c) being

(d) were     (เป็น)

ตอบ   –   ข้อ   (d)   เนื่องจากเมื่อใช้   “Wish”  แสดงความปรารถนาในสิ่งที่  “ตรงข้ามกับความเป็นจริง”  (คือ  เหตุการณ์มิได้เป็นจริงตามที่ปรารถนา  -  วันนี้มิได้เป็นวันหยุด)  จะต้องใช้รูป  “Subject + Wish + That + Subject + Verb” แต่   “That”  มักจะละไว้เสมอ  (ไม่เขียนลงในประโยค)   (เรียกการใช้โครงสร้างแบบนี้ว่า  “Past subjunctive”)   โดยมีหลัก  คือ

                                        ๑. ถ้าตรงข้ามกับความจริงในปัจจุบัน  (ปรารถนาเหตุการณ์ปัจจุบัน)  ให้ใช้  “Verb”  เป็น  “Past simple”  (Verb 2)  (สำหรับ  “Verb to be”  ใช้  “Were”  กับประธานทุกตัว)

  • I wish (that) she came to see me today.

(ผมปรารถนาว่าเธอมาเยี่ยมผมวันนี้)  (แต่จริงๆ แล้วเธอไม่ได้มา)

  • She wishes (that) today were her birthday.

(เธอปรารถนาว่า  วันนี้เป็นวันเกิดของเธอ)  (แต่จริงๆ แล้วไม่ใช่)

  • I wish (that) my uncle were here now.

(ผมปรารถนาว่า  ลุงของผมอยู่ที่นี่ในขณะนี้)  (แต่จริงๆ แล้วไม่ได้อยู่)

  • He wishes (that) his father were a millionaire (now).

(เขาปรารถนาว่า  พ่อของเขาเป็นเศรษฐี)  (แต่จริงๆ แล้วไม่ได้เป็น)

  • I often wish (that) I were really wealthy (now).

(ผมปรารถนาบ่อยๆ ว่า  ผมร่ำรวยอย่างแท้จริง)  (จริงๆ แล้วไม่รวย)

  • My sister occasionally wishes (that) she were a boy (now).

(น้องสาวของผมปรารถนาเป็นบางครั้งว่า  เธอเป็นเด็กผู้ชาย)  (จริงๆ แล้วเป็นหญิง)

  • I wish (that) I had a bigger house (now).

(ผมปรารถนาว่าผมมีบ้านหลังใหญ่กว่านี้)  (แต่จริงๆ แล้วมีบ้านหลังเล็ก)

  • They wish (that) they could speak Japanese (now).

(พวกเขาปรารถนาว่า สามารถพูดภาษาญี่ปุ่นได้)  (แต่จริงๆ แล้วพูดไม่ได้)

                                        ๒. ถ้าตรงข้ามกับความจริงในอดีต  (ปรารถนาเหตุการณ์ในอดีต)  ให้ใช้  “Verb”  เป็น  “Past perfect”  (Had + Verb 3)  เช่น

  • I wish (that) yesterday had been a holiday.

(ผมปรารถนาว่า  เมื่อวานนี้เป็นวันหยุด)  (แต่จริงๆ แล้วไม่ได้เป็น)

  • She wishes (that) her father had been a millionaire (last year).

(เธอปรารถนาว่า  พ่อของเธอเป็นเศรษฐี  (เมื่อปีที่แล้ว)  (แต่จริงๆ แล้วไม่ได้เป็น)

  • He wished (that) he had been a bird (a long time ago).

(เขาปรารถนาว่า  เขาเป็นนก (เมื่อนานมาแล้ว)  (แต่จริงๆ แล้วไม่ได้เป็น)

  • I wish (that) my uncle had been here yesterday.

(ผมปรารถนาว่า  ลุงของผมอยู่ที่นี่เมื่อวานนี้)  (แต่จริงๆ แล้วไม่ได้อยู่)

                                        ๓. ถ้า  “Wish”  ใช้กับอนาคต  (Future)  ให้ใช้  “Verb”  เป็น  “Would”, “Should”,  “Could”,  “Might”  ความหมาย  คือ  คงไม่เกิดเหตุการณ์ตามที่ปรารถนา  หรือมีโอกาสเกิดขึ้นได้ยาก  เช่น

  • I wish (that) my wife would be here tomorrow.

(ผมปรารถนาว่า  ภรรยาของผมอยู่ที่นี่ในวันพรุ่งนี้)  (แต่จริงๆ แล้วคงไม่ได้อยู่ หรือมีโอกาสเกิดขึ้นได้น้อยมาก)

  • She wishes (that) she could come to my party next week.

(เธอปรารถนาว่า  เธอสามารถมางานเลี้ยงของผมสัปดาห์หน้า)  (แต่จริงๆ แล้วคงไม่ได้มา  หรือมีโอกาสเกิดขึ้นน้อยมาก)

  • They wish (that) qwethey would graduate from the university next semester.

(พวกเขาปรารถนาว่า  จะเรียนจบจากมหาวิทยาลัยในเทอมหน้า)  (แต่คงจะไม่จบ  หรือมีโอกาสเกิดขึ้นน้อยมาก)

                                        ๔. เมื่อใช้  “Wish”  แสดงความปรารถนาในแบบปกติธรรมดา  จะมีโครง สร้าง  “Wish + To + Verb 1”  ซึ่งความปรารถนาดังกล่าวอาจจะเป็นจริง  หรือไม่เป็นจริงก็ได้  เช่น

  • They wish to meet their friends again next year.

(พวกเขาปรารถนาจะได้พบเพื่อนอีกในปีหน้า)

  • She wishes to leave now.

(เธอปรารถนาจะจากไปในตอนนี้)

  • He wishes to visit London next month.

(เขาปรารถนาจะไปเที่ยวลอนดอนเดือนหน้า)

  • They wished to pass the exam this term.

(พวกเขาปรารถนาจะสอบผ่านเทอมนี้)

  • They are in love and wish to marry.

(เขาทั้งสองคนรักกัน  และปรารถนาจะแต่งงานกัน)

                                       ๕. โครงสร้าง  “Wish + กรรม + Noun”  มีความหมาย  คือ  “ขออวยพรให้”  เช่น

  • She wished them a Merry Christmas and a Happy New Year

(เธออวยพรวันคริสมาสต์และปีใหม่ให้พวกเขา)

  • He wishes his parents a long and happy life.

(เขาอวยพรให้พ่อแม่มีชีวิตยืนยาวและมีความสุข)

  • I wish you success.

(ผมขออวยพรให้คุณประสบความสำเร็จ)

  • Before their exam they wished each other luck.

(ก่อนการสอบ  พวกเขาอวยพรโชคดีให้กันและกัน)

  • It is Mary’s birthday today.  Don’t forget to wish her many happy returns.

(วันนี้เป็นวันเกิดของแมรี่  อย่าลืมอวยพรให้เธอมีความสุข)

                                       ๖. โครงสร้าง  “Wish + For + Something”  (ปรารถนาอะไรบางอย่าง)  (มักแสดงความปรารถนาอย่างเงียบๆ กับตัวเอง)  เช่น

  • She blew out the candles on her birthday cake and wished for a new doll.

(เธอ€€เป่าให้เทียนบนเค้กวันเกิดดับลง  และปรารถนาจะได้ตุ๊กตาใหม่สักตัว)

                                       ๗. ใช้  “Wish”  แบบคำนาม  (Noun)  หมายถึง  “ความปรารถนา, ความประสงค์, ความต้องการ, คำอธิษฐาน, สิ่งที่ปรารถนา”  เช่น

  • She told me of her wish to quit her job.

(เธอบอกผมถึงความปรารถนาของเธอที่จะทิ้งงาน)  (ลาออกจากงาน)

  • He has a strong wish to see his ex-wife again.

(เขามีความปรารถนาแรงกล้าที่จะพบอดีตภรรยาอีกครั้ง)

  • Julius Cesar was an all-powerful king whose every wish was obeyed.

(จูเลียส ซีซาร์  เป็นกษัตริย์ที่มีอำนาจเต็มที่  ผู้ซึ่งความปรารถนาทุกอย่างของเขาได้รับการเชื่อฟัง)

  • We have no wish to repeat their mistakes.

(เราไม่ปรารถนาจะทำผิดซ้ำความผิดของพวกเขา)

  • A death wish is a conscious or unconscious desire to die or be killed.

(“ความปรารถนาความตาย”  เป็นความต้องการแบบรู้ตัว (ตั้งใจ) หรือ ไม่รู้ตัว (ไม่ตั้งใจ) ที่จะตาย  หรือ  ถูกฆ่าตาย)

  • The government should reflect the wishes of the majority in the country.

(รัฐบาลควรจะสะท้อนความต้องการ (สิ่งที่ต้องการ) ของคนส่วนใหญ่ในประเทศ)

  • My last wish is for you to leave this house and never return.

(ความปรารถนาสุดท้ายของผม  คือ  ให้คุณออกจากบ้านหลังนี้ไป  และอย่ากลับมาอีก)

  • Her parents send their best wishes for me on my birthday.

(พ่อแม่ของเธอส่งความปรารถนาดีมายังผม  สำหรับวันเกิดของผม)

  • Please accept this gift with my sincere good wishes for the future.

(โปรดรับของขวัญนี้ไว้ด้วยความปรารถนาดีอย่างจริงใจจากผม  สำหรับอนาคต)  (เพื่อความสุข-ความสำเร็จของคุณ)

  • Have you made your wish yet?

(คุณตั้งความปรารถนาไว้แล้วหรือยัง)  (ว่าอยากได้อะไรสักอย่าง)

  • The genie then granted Sinbad three wishes.

(ผู้วิเศษ (พ่อมด-แม่มด) ให้ซินแบดตั้งความปรารถนาได้    อย่าง)  (ขออะไรก็ได้    อย่าง)

 

3. They were too late.  The plane _____________________________ off ten minutes earlier.

(พวกเขามาถึง (สนามบิน) ช้าเกินไป  เครื่องบิน _____________________ สิบนาทีก่อนหน้านี้)

(a) took

(b) has taken

(c) had taken    (ได้ออกไป, ได้บินขึ้น)

(d) was taking

ตอบ   -   ข้อ   (c)   เนื่องจากเมื่อมีเหตุการณ์ในอดีตที่สัมพันธ์กัน   เหตุการณ์  เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นก่อน  (เครื่องบินออกไป)  ใช้  “Past perfect tense”  (Subject + Had + Verb 3)  ส่วนเหตุการณ์ที่เกิดทีหลัง  (พวกเขามาถึงสนามบิน)  ใช้  “Past simple tense”  (Subject + Verb 2)  ในที่นี้  คือ  “Were too late”  (มาถึงช้าเกินไป)

 

4. You’ve been out of work too long.  It’s time __________________________________ a job.

(คุณว่างงานนานเกินไปแล้ว  ถึงเวลา _____________________________________ งานทำ)

(a) you get

(b) you got    (คุณหา)

(c) that you get

(d) you to get

ตอบ   -   ข้อ   (b)   วลีต่อไปนี้  คือ  “It is time, It is high time, It is about time”  =  (ถึงเวลา, ถึงเวลาเหมาะสม, ถึงเวลาสมควร, ถึงเวลาอย่างยิ่งแล้ว)  ต้องตามด้วยรูป  “Past tense”  (Subject + Verb 2)  เสมอ  เช่น

  • It is time you went to bed. 

(= It is time for you to go to bed.)

(ถึงเวลาที่คุณควรเข้านอนแล้ว)

  • It is time she behaved herself well.  

(= It is time for her to behave herself well.)

(ถึงเวลาที่เธอควรประพฤติตัวดี – กลับเนื้อกลับตัวได้แล้ว)

  • It is time we visited a doctor.

(= It is time for us to visit a doctor.)

(ถึงเวลาที่เราควรไปหาหมอแล้ว)

                                           อย่างไรก็ตาม  ประโยคในข้อ    อาจใช้โครงสร้าง  “It is time for you to get a job.”  ก็ได้  ซึ่งมีความหมายเหมือนกับ  “It’s time you got a job.

 

5. When the boy _____________________________________ the car, he was badly injured.

(เมื่อเด็กชาย _________________________________ รถยนต์  เขาได้รับบาดเจ็บสาหัส)

(a) is hit by

(b) was hit by    (ถูกชนโดย)

(c) hit

(d) was hitting

ตอบ   -   ข้อ   (b)   เนื่องจากต้องอยู่ในรูป  “Passive voice”  (เด็กถูกรถชน)  และต้องเป็นอดีต  (Past tense)  เพื่อให้สอดคล้องกับกริยาในประโยคใหญ่  (Main clause)  ซึ่งเป็นอดีต  ในรูป  “Passive voice”  เช่นกัน  (Was badly injured)

 

6. This is the site ___________________________________________________________.

(นี่เป็นสถานที่ (ทำเลที่ตั้ง) ________________________________________________)

(a) which the university plans to build a new office

(b) where the university plans to build a new office    (ซึ่งมหาวิทยาลัยวางแผนที่จะสร้างสำนักงานแห่งใหม่)

(c) in that the university plans to build a new office

(d) the university plans to build a new office

ตอบ   –   ข้อ   (b)   เนื่องจากขยายสถานที่  (Site)  จึงต้องใช้  “Where”  หรือ  “In which the university plans to build a new office”   ส่วนข้อ   (c)  “in that”  ไม่มีการใช้รูปนี้

 

7. The results _____________________________ students’ test will be announced in a week.

(ผล ____________________________ การสอบของนักเรียน  จะถูกประกาศในอีก    สัปดาห์)

(a) from

(b) in

(c) of    (ของ)

(d) from

ตอบ   –   ข้อ   (c)   ดูเพิ่มเติมการใช้  “Result”  เมื่อเป็นคำกริยา  และคำนาม  จากตัวอย่างข้างล่าง

  • His success results from hard work.    (เป็นคำกริยา)

(ความสำเร็จของเขาเป็นผลมาจากการทำงานหนัก)

  • Hard work results in his success.    (เป็นคำกริยา)

(การทำงานอย่างหนักเป็นผลให้เกิดความสำเร็จของเขา)

  • His success is the result of hard work.    (เป็นคำนาม)

(ความสำเร็จของเขาเป็นผลลัพธ์ของการทำงานหนัก)

  • The flood resulted from heavy rain.    (เป็นคำกริยา)

(น้ำท่วมเป็นผลมาจากฝนตกหนัก)

  • Heavy rain resulted in the flood.    (เป็นคำกริยา)

(ฝนตกหนักส่งผลให้เกิดน้ำท่วม)

  • The flood was the result of heavy rain.    (เป็นคำนาม)

(น้ำท่วมเป็นผลลัพธ์ของฝนตกหนัก)

  • Her failure resulted from her poor health.    (เป็นคำกริยา)

(ความล้มเหลวของเธอเป็นผลมาจากสุขภาพไม่ดี)

  • Her poor health resulted in her failure.    (เป็นคำกริยา)

(สุขภาพไม่ดีของเธอส่งผลให้เกิดความล้มเหลว)

  • Her failure was the result of her poor health.    (เป็นคำนาม)

(ความล้มเหลวของเธอเป็นผลลัพธ์ของสุขภาพไม่ดี)

 

8. We invited them to come during Christmas, which was the only time ________ we would have some free time.

(เราเชิญพวกเขามาในช่วงคริสต์มาส, ซึ่งเป็นเพียงช่วงเวลาเดียวเท่านั้น ________ เราพอจะมีเวลาว่างอยู่บ้าง)

(a) that

(b) which

(c) in which    (ซึ่ง)

(d) of which

ตอบ   –   ข้อ   (c)   ต้องมี  “In”  อยู่ด้วย,  หรือ อาจตอบ  “When”  (= In which)  ก็ได้

 

9. Jazz music has been called _____________________ of the United States to world music.

(ดนตรีแจสได้ถูกเรียกว่าเป็น _______________________ ของสหรัฐฯ ที่มีต่อดนตรีของโลก)

(a) the major contribution which    (คุณูปการที่สำคัญซึ่ง)

(b) the major contribution that    (คุณูปการที่สำคัญซึ่ง)

(c) which is the major contribution    (ซึ่งเป็นคุณูปการที่สำคัญ)

(d) the major contribution    {คุณูปการ (สิ่งที่ช่วยเหลือเกื้อกูล) ที่สำคัญ}

ตอบ   –   ข้อ   (d)    เนื่องจากเป็นกรรมของกริยา  “Called”  โดยมี  “of  the ……..…………..….music”  เป็นส่วนขยายกริยา

 

10. It is said that the _______________ has improved a great deal in Thailand in recent years.

(มันกล่าวกันว่า _____ ได้กระเตื้องขึ้นอย่างมากในประเทศไทย  ในช่วงปีที่เพิ่งจะผ่านมาไม่นานนี้)

(a) finance    (การเงิน)

(b) money    (เงิน)

(c) economics    (วิชาเศรษฐศาสตร์)

(d) economy    (เศรษฐกิจ)

ตอบ   –   ข้อ   (d)   เนื่องจากได้ใจความดีที่สุด

 

11. Throughout the state of Maine ________ summer music camps, where young people and adults may study in beautiful rural settings.

(ทั่วทั้งรัฐเมน (ของสหรัฐฯ) ________ ค่ายดนตรีฤดูร้อน,  เป็นที่ซึ่งคนหนุ่มสาวและผู้ใหญ่  อาจจะมาศึกษา (ดนตรี) ในสภาพแวดล้อมในชนบทที่สวยงาม)

(a) there is

(b) there are    (มี)

(c) are found

(d) where there are

ตอบ   –   ข้อ   (b)   เนื่องจากเป็นประธานของประโยค  และต้องใช้  “There are”  เพราะ   “Music camps”  อยู่ในรูปพหูพจน์  ส่วน  “Throughout the state of Maine”  เป็นวลีที่บอกเกี่ยวกับสถานที่  (Adverb phrase of place)  เท่านั้น

 

12. To the expert investigator, even the most trivial piece of information may _______ significant.

(กับนักสืบสวนผู้เชี่ยวชาญ,  แม้แต่ชิ้นของข้อมูลที่ไม่สำคัญ (หรือเล็กน้อย-ขี้ปะติ๋ว) ที่สุด  ก็อาจจะ ________ มีความสำคัญ)

(a) prove    (ปรากฏความจริงว่า, แสดงว่า)

(b) proves

(c) proved

(d) have proven

ตอบ   –   ข้อ   (a)   เนื่องจากกริยาหลัง  “May, Might, Will, Would, Shall, Should, Can, Could, Must”  จะต้องอยู่ในรูป  “Infinitive without to”  (กริยาช่องที่   ไม่ต้องมี  “To”  นำหน้า)  เสมอ

 

13. Language policy has been a subject of ___________________ debate in multilingual nations.

(นโยบายด้านภาษา  ได้เป็นหัวเรื่องของการอภิปรายที่ ________ ในชาติที่ใช้ – หรือพูด - ภาษาหลายภาษา)

(a) sharp    (เผ็ดร้อน, รุนแรง, คม, คมกริบ, ชัด, ชัดเจน, แจ๋ว, ฉุน, แสบแก้วหู))

(b) sharper

(c) sharpest

(d) more sharp    (ไม่มีรูปนี้ใช้)

ตอบ   –   ข้อ   (a)   เนื่องจากมิได้มีการเปรียบเทียบแต่อย่างใด

 

14. _________________________________________ were sold before the end of the month.

(_________________________________________________ ถูกขายไปก่อนสิ้นเดือน)

(a) A large amount of products

(b) Much of the products

(c) Many of the products    (ผลิตภัณฑ์จำนวนมาก)

(d) A great deal of products

ตอบ   –   ข้อ   (c)   เนื่องจากต้องใช้   “Many”  กับคำนามนับได้  พหูพจน์  (Products)  ส่วน  “A large amount, Much, A great deal”  ล้วนแต่ใช้กับนามนับไม่ได้  (และเป็นเอกพจน์เสมอ)  หรือ  อาจใช้  “A number of, A large number of, A great number of, A good number of” products  (ผลิต ภัณฑ์จำนวนมาก)  ก็ได้

 

15. Most tourists find Australian Aboriginal art quite fascinating.  It is 50,000 years old, _______ it has remained unknown to the world, even to most Australian.

(นักท่องเที่ยวส่วนใหญ่พบว่า  ศิลปะของชนเผ่าอะบอริจิ้นของออสเตรเลียดึงดูดใจอย่างมาก  ศิลปะฯ อายุ  ๕๐,๐๐๐  ปี, _______ มันยังคงไม่เป็นที่รู้จักแก่โลก (ชาวโลก)  แม้กระทั่งแก่ชาวออสเตรเลียส่วนใหญ่)

(a) whereas    (แต่ทว่า, ในทางตรงกันข้าม)

(b) despite    (ทั้งๆ ที่)

(c) since    (ตั้งแต่, เพราะว่า)

(d) yet    (แม้กระนั้นก็ตาม, อย่างไรก็ตาม, อย่างไรก็ดี, แต่)

ตอบ   –   ข้อ   (d)   เนื่องจากข้อความข้างหน้า  และข้างหลังคำนี้  มีความขัดแย้งกัน  (ศิลปะฯ อายุ  ๕๐,๐๐๐  ปี  แต่ไม่เป็นที่รู้จักแก่โลก  หรือชาวโลก)  ทั้งนี้  อาจใช้  “Nonetheless, Nevertheless, However, But”  ก็ได้

 

16. A senior police officer was arrested for suspected links with a crime gang _______ a newsman.

(เจ้าหน้าที่ตำรวจระดับสูงคนหนึ่งถูกจับกุม  เนื่องจากต้องสงสัยว่ามีความเกี่ยวโยงกับแก๊งอาชญากรรม ________ นักข่าว)

(a) that attempted to kill    (ซึ่งพยายามฆ่า)

(b) whom he attempted to kill

(c) because of attempted killing

(d) when attempted killing

ตอบ   –   ข้อ   (a)   หรืออาจตอบ  “Which attempted to kill”  ก็ได้

 

17. ________ for an economy because it deters individuals from spending today rather than tomorrow.

(_________ ให้กับเศรษฐกิจ  เพราะมันขัดขวางปัจเจกบุคคลจากการใช้จ่ายเงินในวันนี้  แทนที่จะเป็นวันพรุ่งนี้) (คือ  ทำให้คนชะลอการใช้จ่ายเร็วขึ้นกว่าธรรมดาอีก    วัน  เนื่องจากไม่ค่อยมีเงิน)

(a) Deflation, considered damaging, is

(b) Deflation is considered damaging    (ภาวะเงินฝืดถูกถือว่าทำความเสียหาย)

(c) Deflation is damaging, which is considered

(d) Damaging deflation is considered

ตอบ   –   ข้อ   (b)   เนื่องจากเป็นประธาน  (Deflation)  กริยา  (Is considered)  และ  “Complement”  (Damaging)  (มาช่วยทำให้กริยามีความสมบูรณ์)  ของประโยค

 

18. __________ the Philippines and India, Thailand offers better pay packages for managers.

(___________ ฟิลิปปินส์และอินเดีย,  ประเทศไทยเสนอให้เงินค่าจ้างแก่ผู้จัดการ (ธุรกิจ) ดีกว่า)

(a) In comparing to

(b) Comparing it to

(c) When compared with    (เมื่อเปรียบเทียบกับ)

(d) As Thailand compared with

ตอบ   –   ข้อ   (c)   เนื่องจากลดรูปมาจากอนุประโยค  “When it is compared with the Philippines and India”  หรืออาจตอบ  “In comparison with”  (เมื่อเปรียบเทียบกับ)  ก็ได้  

 

19. Creativity is a requirement for anyone who wants to _______________ a career in the arts.

(ความคิดสร้างสรรค์  คือสิ่งจำเป็นสำหรับใครก็ตามที่ต้องการที่จะ _________ อาชีพในทางศิลปะ)

(a) enroll    (ลงทะเบียน)

(b) pursue    {ดำเนิน (ธุรกิจ), ประกอบ (อาชีพ), ติดตาม, ไล่ตาม, ตามจับ, ดำเนินต่อไปเจริญรอย}

(c) purchase    (ซื้อ)

(d) sign    (ลงนาม, ลงชื่อ)

ตอบ    –    ข้อ   (b)   เนื่องจากได้ความหมายดีที่สุด

 

20. The opinions expressed in the article do not necessarily __________ the views of the publishers.

(ความคิดเห็นที่ถูกแสดงไว้ในบทความ  ไม่จำเป็นต้อง ________ ทัศนะของผู้ตีพิมพ์)  (คือ  ผู้ตีพิมพ์อาจจะไม่เห็นด้วยกับผู้เขียนก็ได้)

(a) deflect    (หันเห, บ่ายเบน, ทำให้หันเห, ทำให้บ่ายเบน)

(b) distract    (ทำให้เขว-ว้าวุ่น-วอกแวก, กวนใจ, ทำให้รำคาญใจ)

(c) reflect    (สะท้อน, ส่องกลับ, สะท้อนภาพให้เห็น, คิด, ครุ่นคิด, ไตร่ตรอง)

(d) detract    (หันเห, เคลื่อนย้าย, เอาออก, เลิกล้ม, ทำลาย, ลดค่า)

ตอบ    –    ข้อ   (c)   เพราะได้ความหมายดีที่สุด

 

เรียน  ท่านผู้ติดตามอ่าน  เว็บไซต์  “everydayenglish.pwa.co.th

 

                  ถ้าท่านมีคำแนะนำให้ปรับปรุงเว็บไซต์นี้ประการใด  กรุณาส่ง   e-mail ไปที่  ดร. วัชรินทร์  ภูเขาทอง  อดีต  ผอ. สำนักวิทยาการ  การประปาส่วนภูมิภาค  ผู้จัดทำเว็บ-ไซต์นี้  ตาม   “Address” wpookaotong@yahoo.com   (โปรดระบุหัวเรื่องด้วย ว่า  “ปรับปรุงเว็บไซต์”)   เพื่อที่ผู้จัดทำฯ จะได้ปรับปรุงเนื้อหาได้ตรงตามความประสงค์ของผู้อ่านเว็บไซต์นี้ต่อไป