หมวดข้อสอบ TOEIC (ตอนที่ 498)

การประปาส่วนภูมิภาค  “มุ่ง-มั่น-เพื่อปวงชน”

 

Part V: Sentence Completion   (ส่วนที่ 5 :  การเติมประโยคให้สมบูรณ์)

Choose the best alternative to make a correct sentence.

(จงเลือกข้อที่ดีที่สุดเพื่อทำให้ประโยคมีความถูกต้อง)

 

1. Our house is very noisy because of the buses going ____________________ it all the time.

(บ้านของเรามีเสียงดังมาก  เนื่องจากมีรถประจำทางวิ่ง ___________________ มันตลอดเวลา)

(a) through    (โดยการ, ผ่านแบบทะลุเข้าไป)

(b) into

(c) beyond    (พ้น, ไกลจาก, มากกว่า, เหนือกว่า, เหนือ)

(d) pass    (ผ่าน)  (เป็นคำกริยา)

(e) past    (ผ่าน)  (เป็น  “Preposition”)

ตอบ   -   ข้อ   (e)   ต้องใช้   “Past”  (Walk past, Go past)   ซึ่งเป็น  “Preposition”  เนื่องจากไม่สามารถใช้  “Pass”  ได้  เพราะเป็นคำกริยาเช่นกัน  จึงไม่สามารถใช้ซ้อนกับกริยา  “Going”  ได้

 

2. This car has an engine _______________________________________ one in an airplane.

(รถยนต์คันนี้มีเครื่องยนต์ ________________________________ เครื่องยนต์ในเครื่องบิน)

(a) as    (ในฐานะ, เป็น-  เป็น  “Preposition”  ตามด้วยคำนามหรือวลี)  (เหมือน, เหมือนกับที่, ตามที่, ดังที่  -  เป็น “Conjunction”  ตามด้วยประโยค  “Subject + Verb”)

(b) the same    (เหมือนกัน, อย่างเดียวกัน)

(c) as like as    (โครงสร้างนี้ไม่มีใช้)

(d) like    (เหมือน, คล้าย)  (เป็น  “Preposition”)

ตอบ   -   ข้อ   (d)   เนื่องจาก  “Like  (เหมือน, คล้าย) +  คำนามหรือวลี  ส่วน  “As  (ตามที่, ดังที่) + ประโยค”  (As + Subject + Verb)  สำหรับอีกโครงสร้างหนึ่งที่สามารถใช้ได้สำหรับข้อที่   คือ  “This car has the same engine as one in an airplane.”  หรือ  “This car’s engine and one in an airplane are the same.  (หรือ  “are alike, are similar”)  ดูเพิ่มเติมการใช้   “Like, As, Alike”  จากประโยคตัวอย่างข้างล่าง

                                                      ตัวอย่างที่  

  • What is the climate ____________________________________ in your home town?

(อากาศ ________________________________ อย่างไร (เช่นไร) ในเมืองบ้านเกิดของคุณ)

(a) alike

(b) likely

(c) like    (เป็นเหมือน, เหมือน, คล้าย)

(d) (No word is needed.)

ตอบ   -   ข้อ   (c)   ในที่นี้  “Like”  เป็น  “Preposition”  หมายถึง  “เป็นเหมือน, เหมือน, คล้าย”  ใช้กับ  “Verb to be”  หรือ  “Look”  (มีลักษณะ, มีท่าทาง)  ต้องตามด้วยคำนาม

                                                    ตัวอย่างที่

  • The sky is cloudy and it looks like ________________________________________.

(ท้องฟ้ามีเมฆมาก  และมันดูเหมือน ________________________________________)

(a) rain    (ฝน)

(b) to rain

(c) rainy

(d) it will rain

ตอบ   –   ข้อ   (a)   เนื่องจาก  “Like”  ในที่นี้เป็น “Preposition”  หมายถึง  “เหมือน, คล้าย”  ต้องตามด้วยคำนาม  ซึ่งในที่นี้  คือ  “ฝน

                                                    ตัวอย่างที่

  • He became a doctor ____________________________________________ his father.

(เขาเป็นหมอ _________________________________________________ พ่อของเขา)

(a) same as

(b) like    (เหมือน)

(c) such as

(d) as

ตอบ   –   ข้อ   (b)   เนื่องจาก  “Like”  เมื่อหมายถึง   “เหมือน, คล้าย”  จะเป็น  “Preposition”  จึงต้องตามด้วยคำนาม  สำหรับข้อนี้อาจตอบได้อีกอย่าง  คือ  “the same as”  ส่วน   “As”  (เหมือนกับ)  ต้องตามด้วย  “Subject + Verb”  (ดูความแตกต่างการใช้  “Like”และ “As”  จากประโยคข้างล่าง)

  • Like the other nations of Eastern Europe, Poland was politically dominated by the Soviet Union during the Cold War.

(เหมือนกับประเทศอื่นๆ ในยุโรปตะวันออก,  โปแลนด์ถูกครอบงำทางการเมืองโดยสหภาพโซเวียต  ในระหว่างสงครามเย็น)

หมายเหตุ  -  ประโยคข้างบนใช้  “Like”  เนื่องจาก  “Like”  (หมายถึง  “เหมือน, คล้าย”)   ต้องตามด้วยคำนาม  หรือวลี   เช่น  “the other nations”  (ประเทศอื่นๆ), “his father”,  “most hard-working people” (คนทำงานหนักส่วนใหญ่)  ส่วน  “as”  (หมายถึง “เหมือนกับ”)   ต้องตามด้วยอนุประโยค  (As + Subject + Verb)  เช่น

  • He did as his father had told him to do.

(เขาทำเหมือนที่พ่อของเขาบอกให้ทำ)

  • She smiled as her mother did when she was young.

(เธอยิ้มเหมือนที่แม่ของเธอยิ้ม  เมื่อตอนที่ (แม่) เป็นเด็ก)

                                          สำหรับ  “As”  เมื่อเป็น  “Preposition”  มีความหมายว่า  “ในฐานะ หรือ เป็น”  จะต้องตามด้วยคำนามหรือวลี  เช่น

  • She works as a doctor.

(เธอทำงานเป็นหมอ)

  • He is known as a man who keeps his words.

(เขาเป็นที่รู้จักกันในฐานะคนที่รักษาคำพูด)

  • They have been recognized as the men who died for their country.

(พวกเขาได้รับการจดจำในฐานะคนที่ตายเพื่อชาติบ้านเมือง)

  • As a good citizen, everyone has to pay a proper amount of tax each year.

(ในฐานะพลเมืองดี  ทุกคนจำเป็นต้องจ่ายภาษีในจำนวนที่เหมาะสมทุกๆปี)

                                          สำหรับ  “Alike”  เป็นทั้งคำคุณศัพท์  และกริยาวิเศษณ์  หมายถึง  “เหมือนกัน, คล้ายกัน, อย่างเดียวกัน”  ดังประโยคข้างล่าง

  • These two things are alike.

(ของ สิ่งนี้เหมือนกันเลย)

  • Tom and his brother are both alike.

(ทอมและพี่ชายของเขาคล้ายกัน  -  รูปร่างหน้าตาหรือการกระทำ)

  • No two people think or behave alike.

(ไม่มีใคร คน คิดหรือประพฤติตัวเหมือนกัน)

  • The two sisters are remarkably alike in appearance.

(พี่สาวน้องสาว คนนั้นคล้ายกันเป็นพิเศษ (อย่างน่าสังเกต) ในด้านรูปร่างหน้าตา-ลักษณะท่าทาง)

  • They did everything alike.

(พวกเขาทำทุกอย่างเหมือนๆกัน)

  • The children are all treated alike.

(เด็กๆได้รับการปฏิบัติเหมือนๆกันทุกคน)

  • The strike is damaging to managers and workers alike.

(การนัดหยุดงานกำลังสร้างความเสียหายให้กับผู้จัดการและคนงานเหมือนๆกัน)

  • The snowstorm affected the southern and northern states alike.  

(พายุหิมะมีผลกระทบต่อรัฐทางตอนเหนือและใต้เหมือนๆกัน)

 

3. We were pleased _________________________________ that the work had been started.

(เรายินดี-พอใจ______________________________________ ว่า  งานได้ถูกเริ่มต้นแล้ว)

(a) we see

(b) seeing

(c) to see    (ที่ได้เห็น-พบ-ทราบ)

(d) when saw

ตอบ  -  ข้อ   (c)   เนื่องจากมาจากโครงสร้าง  “Subject + Is (am, are, was, were) + Adjective + To + Verb + ส่วนขยายเช่น

  • I am happy to see my old friends.

(ผมดีใจที่ได้พบเพื่อนเก่า)

  • They were glad to know that we would go to visit them next month.

(พวกเขาดีใจที่รู้ว่า  เราจะไปเยี่ยมพวกเขาเดือนหน้า)

  • She is interested to apply for a job as a model.

(เธอสนใจที่จะสมัครงานเป็นนางแบบ)

  • We are afraid to think that the third word war may take place soon.

(เราหวั่นกลัวที่จะคิดว่า  สงครามโลกครั้งที่ อาจจะเกิดขึ้นเร็วๆ นี้)

  • He was excited to meet a famous star he appreciated.

(เขาตื่นเต้นที่ได้พบดารามีชื่อเสียงที่เขาชื่นชอบ)

 

4. I can’t see any ________________________________________ between these two books.

(ผมไม่สามารถมองเห็น ________________________________ ใดๆ  ระหว่างหนังสือ เล่มนี้)

(a) different    (แตกต่าง)  (เป็นคำคุณศัพท์)

(b) differ    (แตกต่าง)  (เป็นคำกริยา)

(c) differently

(d) difference    (ความแตกต่าง)  (เป็นคำนาม)

ตอบ  -  ข้อ  (d)   ในที่นี้   “Any”  (เอ๊น-นี่)  เป็นคำคุณศัพท์  หมายถึง “ใดๆ, เลย”  จึงต้องตามด้วยคำนาม (ขยายหน้าคำนาม)

 

5. The food is ________________________________________________ that I can’t eat it.

(อาหาร ______________________________________ จนกระทั่งผมไม่สามารถกินมัน)

(a) very hot   (ร้อนมาก) 

(b) too hot    (ร้อนเกินไป)

(c) so hot   (ร้อนมาก)

(d) hot enough   (ร้อนพอ)

ตอบ   -   ข้อ   (c)   เนื่องจากต้องใช้ตามโครงสร้าง   “Subject + Is + So + Adjective + That + Subject +Verb”  จงเปรียบเทียบกับประโยคตัวอย่างข้างล่าง

                                                     ตัวอย่างที่ 

  • It was __________________________________________ that we decided to buy it.

(มันเป็น ________________________________________ จนกระทั่งเราตัดสินใจซื้อมัน)

(a) a such beautiful house

(b) such a beautiful house    (บ้านที่สวยงามมาก)

(c) so beautiful house

(d) so a beautiful house

ตอบ   –    ข้อ  (b)   เนื่องจากเป็นไปตามโครงสร้างข้างล่าง

  • It is (was) + such + a + adjective+ noun (เอกพจน์นับได้)  + that ……………... เช่น

(It is (was) such a small car that we can’t get into it.

(มันเป็นรถที่เล็กมาก จนกระทั่งเราไม่สามารถเข้าไปข้างในได้)

  • It is (was) + so + adjective + a + noun (เอกพจน์นับได้) + that……………….. เช่น

(It is (was) so small a car that we can’t get into it.)

  •  Noun (เอกพจน์นับได้)  + is (was) + so + adjective + that ….............…. เช่น

(The car is (was) so small that we can’t get into it.)

  •  They are (were) + such + adjective + noun (พหูพจน์) + that……. ……….. เช่น

(They are (were) such small cars that we can’t get into them.)

  •  Noun (พหูพจน์)  are (were) + so + adjective + that ……..........….… เช่น

(The cars are so small that we can’t get into them.)

         สรุป  -  ดังนั้น จึงสามารถใช้ได้หลายรูปแบบ  โดยมีความหมายเหมือนกัน  คือ

  • It was such a beautiful house that we decided to buy it.
  • It was so beautiful a house that we decided to buy it.
  • The house was so beautiful that we decided to buy it.

(บ้านหลังนั้นสวยงามมาก  จนกระทั่งเราตัดสินใจซื้อมัน)

  • It is such a small car that we can’t get into it.
  • It is so small a car that we can’t get into it.
  • The car is so small that we can’t get into it.

(รถคันนั้นเล็กมาก  จนกระทั่งเราไม่สามารถเข้าไปนั่งได้)

(ทั้ง ประโยคข้างบน หมายถึง  “มันเป็นรถที่เล็กมาก  จนกระทั่งเราไม่สามารถเข้าไปนั่งได้”)  แต่ในกรณีเป็นรูปพหูพจน์  จะสามารถใช้เพียง แบบเท่านั้น คือ

  • They are such small cars that we can’t get into them.
  • The cars are so small that we can’t get into them.

(ไม่สามารถใช้   They are so small cars that we can’t get into them.)

 

6. This train is not fast enough ____________________________________ an express train.

(รถไฟคันนี้ไม่เร็วพอ ____________________________________________ รถไฟด่วน)

(a) to be calling

(b) for calling

(c) to be called    (ที่จะถูกเรียกว่า)

(d) that can be called

ตอบ   -   ข้อ   (c)   เนื่องจากอยู่ในโครงสร้าง   “Subject + Is (Are) + (Not) + Adjective + Enough + To + Verb 1”  (ในกรณีที่ประธานประโยคเป็นผู้กระทำ – Active voice)  สำหรับในกรณีที่ประธานประโยคเป็นผู้ถูกกระทำ  (Passive voice)  จะต้องเปลี่ยนโครงสร้างเป็น  “……........……+ Enough + To + Be + Verb 3”  เช่น

  • He is kind enough to love all of his colleagues. (Active voice)

(เขาเมตตากรุณาพอที่จะรักเพื่อนร่วมงานทุกคน)  (เขาเป็นผู้รัก – คือ ผู้กระทำ)

  • He is kind enough to be loved by all of his colleagues. (Passive voice)

(เขาเมตตากรุณาพอที่จะได้รับความรัก (ถูกรัก) จากเพื่อนทุกคน)  (เขาเป็นผู้ถูกรัก – คือ ถูกกระทำ)

                                     ตัวอย่างอื่นๆ ในรูป  “Passive voice”  เช่น

  • She is clever enough to be awarded a scholarship.

(เธอฉลาดพอที่จะได้รับมอบทุนเล่าเรียน)

  • They were careless enough to be killed in an accident.

(พวกเขาประมาทพอที่จะตายในอุบัติเหตุ)

  • We worked hard enough to be appreciated by our boss.

(เราทำงานหนัก – หรือขยัน – พอที่จะได้รับการยกย่องชื่นชมจากหัวหน้าของเรา)

 

7. Of Japanese companies with more than 1,000 employees, 93 percent now give their workers some Saturdays off, _______ 83 percent in 1992.

(ในบรรดาบริษัทญี่ปุ่นที่มีพนักงานเกินกว่า  ๑,๐๐๐  คน, จำนวน  ๙๓  เปอร์เซ็นต์ในปัจจุบันให้คนงานของตนหยุดงานในวันเสาร์บางวัน, _______ จำนวน  ๘๓  เปอร์ เซ็นต์ในปี  ๑๙๙๒)

(a) comparatively to

(b) when comparing to

(c) compared to    (เมื่อเปรียบเทียบกับ)

(d) with comparison to

ตอบ   -   ข้อ   (c)   เนื่องจากลดรูปมาจากอนุประโยค  “……..........……off, when it is compared to 83 percent in 1992”  หรือ  อาจตอบ  “in comparison with”  (เมื่อเปรียบเทียบกับ)  ก็ได้

 

8. Michael Faraday argued that electricity in a wire _________________________________.

(ไมเคิล ฟาราเดย์  ให้เหตุผลว่า  ไฟฟ้าในเส้นลวด __________________________________)

(a) by magnetic effect

(b) produced a magnetic effect    (สร้างอำนาจแม่เหล็ก)  (คือ  สร้างแรงดึงดูด)

(c) a magnetic effect produced

(d) is produced by a magnetic effect    (ถูกสร้างโดยอำนาจแม่เหล็ก)

ตอบ   -   ข้อ   (b)   เนื่องจากได้ความหมายในทางฟิสิกส์

 

9. It was a hard job, but by working ____________________, we managed to finish it in time.

(มันเป็นงานหนัก  แต่โดยการทำงาน ____________________, เราสามารถทำมันเสร็จทันเวลา)

(a) hardly    (ไม่ใคร่จะ)  (เป็น  “Adverb of frequency”)

(b) hard    (อย่างหนัก, หนัก)  (เป็นทั้งคำกริยาวิเศษณ์ และคุณศัพท์)

(c) hardness    (ความแข็ง, ความหนัก)  (เป็นคำนาม)

(d) hardship    (ความยากลำบาก)  (เป็นคำนาม)

ตอบ   -   ข้อ   (b)   เนื่องจากเป็นคำกริยาวิเศษณ์  (Adverb)  เนื่องจากขยายกริยา  “Working”,  ดูเพิ่มเติมการใช้คำ  “Hard, Hardly”  จากตัวอย่างข้างล่าง

                                                    ตัวอย่างที่ 

  • He always tries to avoid ________________________________________________.

(เขาพยายามที่จะหลีกเลี่ยง ________________________________________ อยู่เสมอ)

(a) work hard

(b) hard works

(c) hard work    (งานหนัก)

(d) every hard work

ตอบ  -  ข้อ   (c)   เนื่องจาก  “Work”  (งาน)  เป็นคำนามนับไม่ได้  (เอกพจน์เสมอ)  จึงไม่สามารถเติม  “S”  ได้  (จึงตัดข้อ (b)  ทิ้ง)  และไม่สามารถนำหน้าด้วย  “Every  เพราะว่าใช้กับคำนามนับได้  เอกพจน์  (จึงตัดข้อ (d)  ทิ้ง),  สำหรับ ข้อ (a) สามารถใช้ได้  แต่ต้องแก้เป็น  “Working hard”  เนื่องจากหลัง  “Avoid”  ต้องใช้รูป  “Gerund” (Verb + ing)   ดูเพิ่มเติมการใช้  “Work hard”  (ทำงานหนัก)  และ  “Hardly work”  (ไม่ใคร่จะทำงาน)  จากตัวอย่างประโยคข้างล่าง  

                                                    ตัวอย่างที่ 

  • Those people are working very __________________________________________.

(ผู้คนเหล่านั้นกำลังทำงาน ___________________________________________ มาก)

(a) hardly

(b) hard    (หนัก)

(c) harder

(d) successful

ตอบ  –  ข้อ   (b)   เนื่องจาก  “Hard”  เป็นทั้งคำคุณศัพท์  (Adjective)  และกริยาวิเศษณ์  (Adverb)  ในคำเดียวกัน  โดยหมายถึง  “หนัก, อย่างหนัก”  ดังนั้น  เมื่อขยายกริยา  “Are working”  จึงไม่ต้องเปลี่ยนเป็น  “Hardly”  (หรือ  อาจตอบข้อ (d)  แต่ต้องแก้เป็น  “Successfully”  -  อย่างประสบความสำเร็จ)  สำหรับ  “Hardly”  เป็น  “Adverb of frequency”  (แสดงความ  “บ่อย” หรือ “ถี่”)  หมายถึง  “ไม่ใคร่จะ, แทบจะไม่”  โดยมีความหมายเหมือนกับ  “Seldom, Rarely, Scarcely”  ดังตัวอย่าง

  • He hardly works.

(เขาไม่ใคร่จะทำงาน หรือ เขาแทบจะไม่ทำงาน)

  • She is hardly patient.

(เธอไม่ใคร่จะอดทน)

  • They had hardly finished their work when it began to rain.

(พวกเขาทำงานยังไม่ใคร่จะเสร็จ  เมื่อฝนเริ่มตก)

                                             สำหรับการวางตำแหน่งของ “Adverb of frequency” (seldom, hardly, always, often, generally, usually, occasionally, rarely, never)  ในประโยค  มีดังนี้  คือ

                                    ๑. วางไว้หน้าคำกริยาทั่วไป  เช่น

  • They always come late.   (พวกเขามาสายเสมอ)
  • She usually goes shopping.   (เธอไปซื้อของเป็นประจำ)
  • He seldom drives to work.   (เขาแทบจะไม่ได้ขับรถไปทำงาน)

                                   ๒. วางไว้หลัง  “Verb to be”  เช่น

  • He is often late for class.  (เขาเข้าห้องเรียนสายบ่อยๆ)
  • They are always busy with their work.   (พวกเขามักยุ่งอยู่กับงานเสมอ)
  • She is never contented with her life.   (เธอไม่เคยพอใจในชีวิตเลย)

                                   ๓. ถ้ามีคำกริยา  ๒  ตัวในประโยค  ให้วางไว้ตรงกลางคำกริยานั้น  เช่น

  • They have always had lunch there.   (พวกเขากินอาหารกลางวันที่นั่นเสมอ)
  • She will never love him.   (เธอจะไม่มีวันรักเขา)
  • You should never come to class late.   (คุณไม่ควรจะมาเรียนสาย)
  • He is always asking me.   (เขาถามคำถามผมอยู่เสมอ)
  • We have never traveled to New York.   (เราไม่เคยเดินทางไปนิวยอร์ก)

                                    ๔. สำหรับ  “Never”  และกลุ่มคำที่ทำหน้าที่เป็นกริยาวิเศษณ์  ที่โดยปกติวางไว้ข้างในประโยค  อาจจะเอามาวางไว้หน้าประโยค เพื่อแสดงการเน้นคำนั้นๆ   คำเหล่านี้ส่วนใหญ่มีความหมายปฏิเสธ เช่น  “never,  hardly,  seldom, never before (ไม่เคยมาก่อนเลย),  never in my life (ไม่เคยเลยในชีวิต), no sooner,  in vain (ล้มเหลว, ไม่สำเร็จ),  not often,  not only (ไม่เพียงแต่),  not even once  (ไม่แม้แต่ครั้งเดียว),  not until (ไม่จนกระทั่ง)  อย่างไรก็ตาม  ต้องเรียงรูปประโยคใหม่ดังนี้  คือ {Never (no sooner, hardly, never in my life, not until, etc.) + Helping verb  (กริยาช่วย  หรือ กริยาพิเศษ)  เช่น  (has, have, had, is, are, was, were, will, would, shall, should, can, could, may, might, must, etc.)  + Subject + Verb  (แท้)}  เช่น

  • Never before has she seen such a beautiful place.

(ไม่เคยมาก่อนเลยที่เธอได้เคยเห็นสถานที่ที่สวยงามเช่นนั้น –  เน้นตรงคำว่า “ไม่เคยมาก่อนเลย”)

(= She has never before seen such a beautiful place.)

(= She has never seen such a beautiful place before.)

  • No sooner had he left than she arrived.

(ในทันทีที่เขาจากไป  เธอก็มาถึง  –  เน้นตรงคำว่า “ในทันทีที่”)

(= He had no sooner left than she arrived.)

  • Hardly have I met my old college friends.

(ผมแทบจะไม่ได้เจอเพื่อนเก่าตอนเรียนมหาวิทยาลัยเลย  –  เน้นตรงคำว่า “แทบจะไม่”)

(= I have hardly met my old college friends.)          

  • Never before (Never) + have + I + seen + such a beautiful place

(ไม่เคยมาก่อนเลย  ที่ผมได้เห็นสถานที่สวยงามเช่นนั้น)

  • Hardly (Seldom) + has + she + met + her old college friends.

(เธอแทบจะไม่ได้เจอเพื่อนเก่าตอนเรียนมหาวิทยาลัยเลย)

  • Never + กริยาพิเศษ  + Subject  + กริยาแท้  + ส่วนขยาย
  • Never has he seen his father since he divorced his mother.

(เขาไม่เคยได้พบพ่อเลย  ตั้งแต่ที่พ่อหย่าร้างกับแม่)

 

10. The whole show was really _________ and the singers and dancers showed a lot of enthusiasm.

(การแสดงทั้งหมด ________ อย่างแท้จริง  และนักร้องและนักเต้นรำแสดงความกระตือรือร้นอย่างมาก)

(a) entertain    (ทำให้เพลิดเพลิน, ทำให้สนุกสนาน, รับรองแขก)

(b) entertained    (รู้สึกเพลิดเพลิน, รู้สึกสนุกสนาน)

(c) entertaining    (ให้ความเพลิดเพลิน, ให้ความสนุกสนาน)

(d) entertainment    (การให้ความเพลิดเพลิน, สิ่งที่ให้ความเพลิดเพลิน, การต้อนรับแขก, การแสดง)

ตอบ  -  ข้อ   (c)   

 

11. I know we ________ our hotel rooms earlier, but I didn’t think there would be so much demand for this resort.

(ผมรู้ว่าเรา ________ ห้องพักในโรงแรมเร็วกว่านี้  แต่ผมไม่คิดว่า  จะมีความต้องการมากมายสำหรับที่พักตากอากาศแห่งนี้)

(a) should have booked    (ควรจะได้จอง)  (แต่ก็มิได้จอง  ทำให้ไม่มีห้องว่างเหลือ)

(b) have booked

(c) booked

(d) would book

ตอบ  -  ข้อ   (a)   เนื่องจากต้องการบอกว่า  ควรจะทำเช่นนั้นในอดีต  (จองห้องพักฯ)  แต่ก็มิได้จอง  ดูเพิ่มเติมโครงสร้าง  “Should + Have + Verb 3”  (ควรทำสิ่งนั้นในอดีต  -  แต่มิได้ทำ)  หรือ  “Should + Not + Have + Verb 3”  (ไม่ควรทำสิ่งนั้นในอดีต  -  แต่ก็ได้ทำไปแล้ว)  จากประโยคข้างล่าง

                                                    ตัวอย่างที่ 

A:  “You were late for your appointment.”

(คุณมาสายสำหรับการนัดหมาย)

B:  “I know.  I shouldn’t ______________________________________ so long at the library.

(ผมทราบ  ผมไม่ควรจะ___________________________________ นานมากที่ห้องสมุด)

(a) have been staying

(b) have stayed    (ได้อยู่, ได้หยุดอยู่)

(c) had stayed

(d) be staying

ตอบ   -   ข้อ   (b)   เนื่องจาก   “Shouldn’t have stayed” =  “ไม่ควรได้อยู่  หรือ ไม่ควรได้หยุดอยู่”  แต่ในความเป็นจริง  คือ  ได้อยู่  หรือ  ได้หยุดอยู่ที่ห้องสมุดเป็นเวลานาน  ทำให้มาสายในการนัดหมาย  สำหรับ  “Should (= Ought to) + Have + Verb 3”  =  “ควรได้ทำ....................... ในอดีต”  แต่ก็มิได้ทำ   ดูเพิ่มเติมโครงสร้างแบบนี้จากประโยคข้างล่าง

                                                   ตัวอย่างที่  

  • I’m very sorry.  I should ____________________ him a birthday present, but I did not.

(ผมเสียใจมาก  ผมควร _____________________________ ของขวัญวันเกิดไปให้เขา)

(a) send

(b) be sending

 (c) have sent    (ได้ส่งไปแล้ว)

(d) sent

ตอบข้อ   (c)   “Should (Ought to) + Verb 1” = “ควรทำ........................ในปัจจุบัน  หรืออนาคต”  ส่วน  “Should (Ought to) + Have + Verb 3” =  “ควรได้ทำ .........................ไปแล้วในอดีต”  (แต่ก็ไม่ได้ทำ)  สำหรับความหมายของประโยคข้างบน  คือ  “ผมเสียใจมาก  ผมควรจะได้ส่งของขวัญวันเกิดไปให้เขาแล้ว  แต่ผมก็ไม่ได้ส่ง”  ตัวอย่างอื่นๆ  เช่น

  • You should study harder next term.

(คุณควรขยันเรียนมากขึ้นเทอมหน้า)  (เป็นอนาคต)

  • He should propose to her now.

(เขาควรขอแต่งงานกับเธอในตอนนี้)  (เป็นปัจจุบัน)

  • The workers should not have made a strike last month.

(คนงานไม่ควรนัดหยุดงานเมื่อเดือนที่แล้ว)  (แต่ก็นัดหยุดงาน  และเกิดความเสียหายมากมาย)  (เป็นอดีต)

                                                    ตัวอย่างที่ 

  • You ought ______________________________________________ for her last night.

(คุณควรจะ ____________________________________________ เธอเมื่อคืนที่ผ่านมา)

(a) wait

(b) to wait

(c) to have waited    (ได้รอคอย)

(d) have waited

ตอบ  -  ข้อ   (c)   เนื่องจาก  “Ought + To + Verb 1”  (= Should + Verb 1)  (=  ควรที่จะมีความหมายเป็นปัจจุบันและอนาคต  ว่าควรทำเช่นนั้นเช่นนี้  แต่ถ้าต้องการบอกว่า   “ควรทำในอดีต”  (แต่ก็ไม่ได้ทำ)  เช่น  ประโยคข้างบน   มีความหมายว่า  “คุณควรที่จะได้รอคอยเธอเมื่อคืนนี้”  (แต่ในความเป็นจริง  คือ  “คุณมิได้รอเธอ”)  ซึ่งจะต้องใช้โครงสร้าง  “Ought to (= Should) + Have + Verb 3”  ดังตัวอย่างประโยคข้างล่าง

  • I ought to (should) have told you the truth last year.

(ผมควรที่จะได้บอกความจริงแก่คุณเมื่อปีที่แล้ว)  (แต่ก็ไม่ได้บอก)

  • She ought to (should) have applied for that highly paid job (last month).

(เธอควรที่จะได้สมัครงานเงินเดือนสูงนั้น)  (เมื่อเดือนที่แล้ว  –  แต่ก็ไม่ได้สมัคร)

  • They ought to (should) have visited their mother before she died.

(พวกเขาควรที่จะได้ไปเยี่ยมแม่ของตัวเองก่อนที่เธอตาย)  (แต่ก็มิได้ไปเยี่ยม)

                                          จงเปรียบเทียบกับ   “Must + Have + Verb 3”  (จะต้องได้ทำไปแล้วในอดีต)  โดยผู้พูดมั่นใจว่า  ประธานของประโยคจะต้องได้ทำกริยานั้นๆ ไปแล้วในอดีต  โดยพิจารณาจากสถานการณ์แวดล้อม  ดังประโยคตัวอย่างข้างล่าง

                                                    ตัวอย่างที่ 

  • What terrible coffee!  She __________________________________ it with cold water.

(กาแฟน่ากลัว (เฮงซวย) อะไรเช่นนี้  เธอ _______________________ มัน (กาแฟ) ด้วยน้ำเย็น)

(a) had to make   (จำเป็นต้องชง)  (เป็น “Past simple tense”)

(b) must make    (จะต้องชง)

(c) had had to make    (จำเป็นต้องชง)  (เป็น “Past perfect tense”)

(d) must have made    (จะต้องได้ชง)  (เสร็จไปแล้ว  ในอดีต)

ตอบ   -   ข้อ   (d)   เนื่องจาก   “Must + Verb 1”  =  “จะต้องทำในปัจจุบัน  หรืออนาคต”  ส่วน  “Must + Have + Verb 3”  =  “จะต้องได้ทำลงไปแล้วในอดีต”  (ผู้พูดมีความมั่นใจว่าต้องเป็นเช่นนั้น)  สำหรับประโยคข้างบน  เหตุการณ์ได้เกิดผ่านไปแล้ว  โดยสังเกตจากข้อความที่ผู้พูดบอกว่า  “กาแฟเฮงซวยฯ”  ดังนั้น  “คนชงฯ คงจะต้องใส่น้ำเย็นลงไปแล้ว”  เป็นการคาดการณ์  หรือเดาอย่างมั่นใจของผู้พูดประโยคนี้  โดยพิจารณาจากรสชาติของกาแฟว่าไม่ได้เรื่อง  จึงคาดการณ์อย่างมั่นใจว่า  คนชงกาแฟคงจะใส่น้ำเย็นลงไป  ดูเพิ่มเติมจากตัวอย่างข้างล่าง

  • He must work harder to pass the exam.

(เขาต้องขยันเรียนมากขึ้นเพื่อที่จะสอบผ่าน)  (เป็นเรื่องของปัจจุบัน หรืออนาคต  คือต้องขยันในตอนนี้  หรือในอนาคต)

  • He looks very excited.  He must have passed the exam.

(เขามีท่าทางตื่นเต้นมาก  เขาคงจะได้สอบผ่านแล้ว)  (คือ  เพิ่งมีการประกาศผลสอบ  และเห็นเขามีท่าทางตื่นเต้น  เดาว่าเขาคงจะสอบผ่านแล้ว)  (ผู้พูดมั่นใจ  โดยสังเกตจากอาการที่เขาแสดงออกมา)

  • She has bought a new house.  She must have won the first prize in lottery.

(เธอได้ซื้อบ้านหลังใหม่  เธอคงจะต้องถูกลอตเตอรี่รางวัลที่  ไปแล้ว)  (เป็นการคาดการณ์เหตุการณ์ในอดีต  ซึ่งผู้พูดเชื่อว่าจะต้องเป็นอย่างนั้นอย่างแน่นอน  โดยสังเกตจากสถานการณ์แวดล้อมที่ว่า  ปกติเธอมิได้ร่ำรวย  แต่เธอซื้อบ้านหลังใหม่)

 

12. A girl died after seeking shelter from a bush fire _________________ inside a burning house.

(เด็กหญิงคนหนึ่งเสียชีวิตหลังจากพยายามหาที่หลบภัยจากไฟไหม้ป่าละเมาะ _______ ข้างในบ้านที่ไฟไหม้)

(a) in spite of trapping    (ทั้งๆ ที่วางกับดัก)

(b) while trapping    (ขณะกำลังวางกับดัก)

(c) but was trapped    (แต่ว่าเข้าไปติดอยู่)

(d) though she was trapped    (แม้ว่าเธอเข้าไปติดอยู่)

ตอบ   -   ข้อ   (c)   ใช้  “But”  เนื่องจากข้อความแสดงความขัดแย้งกัน  กล่าวคือ  “.......................เสียชีวิตหลังจากพยายามหาที่หลบภัยจากไฟไหม้ป่าละเมาะ  แต่ว่าเข้าไปติดอยู่ข้างในบ้านที่ไฟไหม้  (ตายเพราะพยายามหาที่หลบภัย  แต่เข้าไปติดอยู่ในบ้านที่ไฟไหม้   

 

13. I ran ________________________________ money yesterday and had to go to the bank.

(ผม ________________________________ เงินเมื่อวานนี้  และจำเป็นต้องไปที่ธนาคาร)

(a) away with    (“Run away with”  =  “หนีไปพร้อมกับ”)

(b) out of    (“Run out of”  =  “หมด, ขาดแคลน”)

(c) away from    (“Run away from”  =  “หนีไปจาก”)

(d) out on

ตอบ   -   ข้อ   (b)  

 

14. We don’t sell foreign newspapers because there is no _____________________ for them.

(เรามิได้ขายหนังสือพิมพ์ภาษาต่างประเทศ  เพราะว่าไม่มี ___________________ สำหรับมัน)

(a) request    (การขอร้อง, การเรียกร้อง, การอ้อนวอน, คำขอร้อง, คำอ้อนวอน, ความต้องการ)

(b) claim    (การเรียกร้อง, การขอร้อง, การอ้างสิทธิ, สิ่งที่เรียกร้อง, เงินที่เรียกร้องให้จ่าย)

(c) requirement    (ข้อกำหนด, ความต้องการ, ความประสงค์, ความปรารถนา, การเรียกร้อง, สิ่งที่ต้องการ)

(d) demand    (ความต้องการ, ความต้องการซื้อ, อุปสงค์, การเรียกร้อง)

ตอบ   -   ข้อ   (d)  “Demand + For

                           สำหรับคำคุณศัพท์  (Adjective)  ที่ใช้กับ  “For”  ได้แก่  “Responsible”  (He is responsible for the job. = เขารับผิดชอบต่องาน),  “Ready”  (เตรียมพร้อมต่อ)  -  “Are you ready for your new job?”  (คุณเตรียมพร้อมสำหรับงานใหม่หรือเปล่า),  “Qualified”  (มีคุณสมบัติเหมาะสมกับ) – She was qualified for the job.  (เธอมีคุณสมบัติตรงกับงาน),  “Essential”  (จำเป็นอย่างยิ่ง),  “Good”  (เป็นประโยชน์ต่อ)  -  “It is good for you to get up early.”  (มันดีสำหรับคุณที่ตื่นนอนแต่เช้าตรู่), “Suitable”  (เหมาะสม),  “Famous”  (มีชื่อเสียง)  -  “Thailand is famous for the hospitality of its people.”  (เมืองไทยมีชื่อเสียงในเรื่องความเอื้อเฟื้อของผู้คน),  “Eager”  (กระตือรือ ร้น), “Sorry”  (เสียใจกับ)  -  “I’m sorry for any damage I may occur.”  (ผมเสียใจสำหรับความเสียหายใดๆ ที่ผมอาจทำให้เกิดขึ้น), “Sufficient”  (เพียงพอ), “Fit”  (เหมาะสม)  -  “These clothes are fit for me.”  (เสื้อผ้าพวกนี้เหมาะสำ หรับผม), “Unfit”,  “Perfect”  (สมบูรณ์แบบ), “Grateful”  (ขอบคุณต่อ) -  I am very grateful to you for your assistance.  (ผมขอบคุณคุณอย่างมาก  สำหรับความช่วยเหลือของคุณเป็นต้น

                            ส่วนคำกริยา  (Verb)  ที่ใช้กับ  “For”  เช่น  “Buy something for someone”  (ซื้ออะไรให้ใคร)  -  “I bought a present for her on her birthday.”  (ผมซื้อของขวัญให้เธอสำหรับวันเกิด),  “Wait”  (รอคอย)  -  They were waiting for their old friends at the airport.  (พวกเขากำลังรอคอยเพื่อนเก่าที่สนามบิน),  “Vote”  (ลงคะแนนให้)  -  “They will vote for the Republican only.”  (พวกเขาจะลงคะแนนให้เฉพาะกับพรรครีพับริกันเท่านั้น),  “Pay”  (จ่ายเงินค่า)  -  “I’ ll pay for the meal this time.”  (ผมจะจ่ายค่าอา หารให้มื้อนี้),  “Apply”  (สมัคร)  -  She will apply for a job in a foreign company.  (เธอจะสมัครงานในบริษัทต่างชาติ),  “Thank”  (ขอบคุณ)  -  “Thank you for your help.”  (ขอบคุณสำหรับความช่วยเหลือ),  “Search  (ค้นหา)  -  “I’ll search for the data in the library.”  (ผมจะค้นหาข้อมูลในห้องสมุด),  “Look”  (ค้นหา)  -  “She is looking for her lost watch.”  (เธอกำลังค้นหานาฬิกาที่หายไป),  “Struggle”  (ต่อสู้ดิ้นรนเพื่อ)  -  “They have to struggle for their survival.” (พวกเขาจำเป็นต้องต่อสู้ดิ้นรนเพื่อความอยู่รอด),  “Exchange”  (แลกเปลี่ยนเพื่อ),  “Beg”  (ขอร้อง)  -  “The criminals begged for the judge’s mercy.”  (เจ้าอาชญากรขอความเมตตาจากผู้พิพากษา),  “Ask”  (ขอร้อง),  “Call”  (เรียกร้องให้มี, จำเป็นต้องมี)  -  “The country called for peaceful co-existence.”  (ประเทศนั้นเรียกร้องให้อยู่ร่วมกันโดยสันติ),  “Apologize”  (ขอโทษ),  “Charge”  (คิดค่า),  “Provide”  (จัดให้มี, เตรียมไว้สำหรับ)  -  “The company provided for comprehensive training.”  (บริษัทจัดให้มีการฝึกอบรมอย่างกว้างขวาง),  “Substitute”  (เอามาแทน), “Hope”   (หวังจะได้-มี)  -  “We hope for better life in the future.”  (พวกเราหวังจะมีชีวิตที่ดีขึ้นในอนาคตเป็นต้น

                          สำหรับวลีอื่นๆ ที่ใช้กับ  “For”  ได้แก่   “For good”  (อย่างถาวร, ตลอดกาล, ตลอดไป)  -  The lost money was gone for good.  (เงินที่หายไปหาไม่เจออีกเลย  -  คือสาบสูญอย่างถาวร)  -  He hoped that the repairs would stop the leak for good.  (เขาหวังว่าการซ่อมจะทำให้ท่อหยุดรั่วไหลไปตลอดกาล),  “For all I Know  (เท่าที่ผมรู้มา, บางที, เป็นไปได้)  -  For all I know, they had eloped a month before the girl’s parents knew  (บางที หรือ เป็นไปได้ที่ว่า  หนุ่มสาวคู่นั้นได้หนีตามกันไป   เดือน ก่อนหน้าที่พ่อแม่ของฝ่ายหญิงจะรู้  -  คือ ผมบอกไม่ได้ว่า  เป็นอย่างนั้น จริงๆ  ๑๐๐ เปอร์เซ็นต์  หรือไม่  แต่คิดว่า บางที  อาจจะเป็นเช่นนั้น),  “For the time being”  (เดี๋ยวนี้, ในขณะนี้, ชั่วขณะ, ชั่วคราว)  -  I haven’t any note paper, but this envelop will do for the time being.  (ผมไม่มีกระดาษโน้ตเลย  แต่ว่าซองจดหมายนี้ก็ใช้แทนได้  สำหรับในขณะนี้)  -  She hasn’t found an apartment yet; she is staying with her aunt for the time being.  (เธอยังหาห้องเช่าไม่ได้เลย  เธอกำลังพักอยู่กับป้าชั่วคราว  จนกว่าจะห้องเช่าได้)“For instance (= For example)”  (ตัวอย่างเช่น),   “For sure (= For certain”  (อย่างแน่นอน, อย่างไม่ต้องสงสัยเลย, แน่นอนทีเดียว)  -  He didn’t know for sure ( for certain) which bus to take.  (เขาไม่รู้อย่างแน่ชัดว่าจะต้องขึ้นรถเมล์คันไหน  -  คือ ไม่แน่ใจ),  เป็นต้น

 

15. Many ________________________________________ of wild life are becoming extinct.

(____________________________________ ของพืชและสัตว์ป่าจำนวนมากกำลังสูญพันธุ์)

(a) specimens    (ตัวอย่าง, ตัวอย่างในการทดลอง, ผลิตภัณฑ์ตัวอย่าง, แบบอย่าง)

(b) makes    (แบบ, ลักษณะ, ยี่ห้อ, เครื่องหมายการค้า, กระบวนการ, กิริยามารยาท)

(c) species    (สพี้-ชี่ หรือ สพี้-ซี่)  (ชนิด, จำพวก, รูปแบบ)  (โดยเฉพาะของพืชและสัตว์)

(d) examples    (ตัวอย่าง, แบบอย่าง, แบบฉบับ, อุทาหรณ์)

 

16. Your flight, hotel and meals are all _______________________ in the price of this holiday.

(เที่ยวบิน,  โรงแรม  และอาหารของคุณ  ถูก _______ ทั้งหมดในราคาของการไปเที่ยววันหยุดพักผ่อนครั้งนี้)  (คือ  ราคานี้รวมทุกอย่างแล้ว)

(a) composed    (ประกอบด้วย)

(b) enclosed    (แนบมาด้วย, ล้อมรอบ, ปิดล้อม)

(c) included    (รวมเข้าไว้)

(d) collected    (รวบรวม, เก็บ, สะสม)

 

17. We will have to _____________________________ strictly to meet expenses this month.

(เราจำเป็นจะต้อง _________________ อย่างเข้มงวด  เพื่อให้เพียงพอกับค่าใช้จ่ายในเดือนนี้)

(a) economy    (เศรษฐกิจ, การประหยัด)  (เป็นคำนาม)

(b) economize    (ประหยัด, กระเหม็ดกระแหม่, ไม่ใช้จ่ายอย่างสุรุ่ยสุร่าย)  (เป็นคำกริยา)

(c) economical    (ซึ่งประหยัด, มัธยัสถ์, อดออม)  (เป็นคำคุณศัพท์)

(d) economist    (นักเศรษฐศาสตร์)

ตอบ   -   ข้อ   (b)   หลัง  “Have to”  (จำเป็นต้อง)  ต้องเป็นกริยาช่องที่  ๑,  ส่วนข้อ (a)  และ  (d) เป็นคำนาม,  สำหรับข้อ (c)  เป็นคำคุณศัพท์

 

18. The final report should be sent ________ the company’s main office before the end of the month.

(รายงานฉบับสุดท้ายควรถูกส่ง _____________________ สำนักงานใหญ่ของบริษัทก่อนสิ้นเดือน)

(a) in

(b) on

(c) to    (ไปยัง)

(d) at

ตอบ   -   ข้อ   (c)   เนื่องจาก  “ถูกส่งไปยัง”  ต้องใช้  “Sent to”,  สำหรับวลีที่ใช้กับ   “To” ดูจากพารากราฟข้างล่าง

                           สำหรับคำคุณศัพท์  (Adjective)  ที่ใช้กับ  “To”   ได้แก่   kind (กรุณา, ใจดี)  -  He is very kind to me.  (เขากรุณาต่อผมมาก),  “new”  (It is new to me.  –  มัน (เป็นเรื่อง) ใหม่สำหรับผม), close  (ใกล้ชิดกับ),  cruel  (โหด ร้ายกับ),  hostile  (มุ่งร้าย หรือเป็นปฏิปักษ์กับ),  obvious  (ชัดเจนแก่),  obedient  (เชื่อฟังต่อ),  peculiar  (แปลกประหลาดแก่, เฉพาะกับ),  equal  (เท่ากันกับ),  grateful  (ขอบคุณ, เป็นหนี้บุญคุณ)  -  I’m very grateful to your kind assistance.  (ผมขอบคุณอย่างมากต่อความช่วยเหลือของคุณ),  harmful  (เป็นอัน ตรายต่อ),  kind  (กรุณาต่อ),  dear  (เป็นที่รักแก่),  faithful  (ศรัทธาต่อ),  junior  (อาวุโสน้อยกว่า),  senior  (อาวุโสมากกว่า)  -  He is senior to me in the army.  (เขาอาวุโสกว่าผมในกองทัพ  -  คือมียศสูงกว่า),  inferior  (ด้อยกว่า, เลวกว่า, แย่กว่า),  superior  (ดีกว่า, เหนือกว่า),  polite  (สุภาพต่อ)  -  He is polite to everyone he meets.  (เขาสุภาพกับทุกคนที่เขาเจอะเจอ),  familiar  (คุ้นเคยกับ)  -  Most people at the party were familiar to me.  (คนส่วนใหญ่ที่งานเลี้ยงคุ้นเคยกับผม,  useful  (เป็นประโยชน์กับ),  similar  (คล้ายกับ),  rude  (หยาบคายกับ),  previous  (ก่อน),  used  (เคย),  accustomed  (คุ้นเคย, เคยชิน)  -  They are accustomed to hot weather.  (พวกเขาคุ้นเคยกับอากาศร้อน),  clear  (ชัดเจนกับ),  essential  (จำเป็นกับ),  necessary  (จำเป็นต่อ),  good  (ปฏิบัติดีต่อ),  identical  (เหมือนกับ)  -  The material is almost identical to limestone.  (วัตถุชิ้นนั้นเกือบจะเหมือนกันเป๊ะกับหินปูน),  satisfactory (เป็นที่พอใจของ),  important  (สำคัญต่อ),  significant  (สำคัญต่อ),  equivalent  (เท่ากับ, เสมือนกับ),  loyal  (จงรักภักดีต่อ)   เป็นต้น

                          สำหรับคำกริยา  (Verb)  ที่ใช้กับ  “To”  ได้แก่   “happen”  (เกิด ขึ้น)  -  The accident happened to his family a long time ago.  (อุบัติเหตุเกิดขึ้นกับครอบครัวของเขานานมาแล้ว),  occur  (เกิดขึ้น),  resort  (หันไปใช้)  -  You must never resort to violence.  (คุณจะต้องไม่หันไปใช้ความรุนแรง),  compare  (เปรียบเทียบว่าเหมือนกับ)-  Some people compare sleep to death.  (บางคนเปรียบเทียบการนอนหลับว่าเหมือนกับความตาย),  belong  (เป็นของ)  -  That car belongs to me.  (รถยนต์คันนั้นเป็นของผม),  attend  (เอาใจใส่)  -  You should attend to your teacher’s advice.  (คุณควรเอาใจใส่คำ แนะนำของอาจารย์),  see to it  (ดูแลในเรื่อง, จัดการในเรื่อง)  -  I will see to it that you get what you want.  (ผมจะดูแลให้ว่า  คุณได้ทุกอย่างที่คุณต้องการ),  consent  (ยินยอมต่อ)  -  He consented to postponement of the trip.  (เขายินยอมกับการเลื่อนการเดินทางออกไป),  attribute  (มีสาเหตุมาจาก)   -  He attributed the worsening situation to increased conflicts between the government and the people.  (เขาคิดว่าสถานการณ์ที่แย่ลง  มีสาเหตุมาจากความขัดแย้งระหว่างรัฐบาลและประชาชน),  apply  (สมัคร, ขอ),  reply  (ตอบ),  appeal  (อุทธรณ์, ชวนให้เกิดความสนใจ หรือ หลงใหล),  confine  (จำกัดอยู่ใน),  turn  (หันไปหา, หันไปใช้),  amount  (รวมเป็นจำนวน),  surrender  (ยอมจำนนต่อ),  listen  (ฟัง),  recommend  (แนะนำว่าดี),  devote  (อุทิศแก่),  accustom  (ทำให้คุ้นเคยกับ),  object  (คัดค้าน, ไม่เห็นด้วยกับ),  succumb  (พ่ายแพ้ต่อ, ยอมจำนนกับ)  -  He finally succumbed to injury.  (เขาในที่สุดพ่ายแพ้ต่อการบาด เจ็บ  -  คือตาย),  complain  (บ่น หรือ ร้องเรียนกับ)  They complained to me about the noise.  (เขาร้องเรียนกับผมเกี่ยวกับเรื่องเสียงดัง),  suggest  (แนะนำกับ)   -  I suggested to him that he should work harder.  (ผมแนะนำกับเขาว่า  เขาควรขยันมากขึ้น),  respond  (ตอบสนองต่อ)   - The government should quickly respond to its people’s demand.  (รัฐบาลควรตอบสนองต่อความต้องการของประชาชนอย่างรวดเร็ว),  look forward to  (ตั้งหน้าตั้งตารอคอย),  refer  (อ้างถึง, แนะนำให้ไปหา),  yield  (จำนน หรือพ่ายแพ้ต่อ),  introduce  (แนะนำให้รู้จักกับ),  reduce  (ลดลงจนต้อง),  be used to  (คุ้นเคยหรือเคยชินกับ),  get used to  (คุ้นเคยหรือเคยชินกับ),  be accustomed to  (คุ้นเคยหรือเคยชินกับ),  get accustomed to  (คุ้นเคยหรือเคยชินกับ),   เป็นต้น

 

19. This office is expensive, but it’s ______________________________ than our old office.

(สำนักงานนี้มีราคา (ค่าเช่า) แพง  แต่ว่ามัน ___________________ กว่าสำนักงานเก่าของเรา)

(a) space     (อวกาศ, ที่ว่าง, ที่ว่างเปล่าในท้องฟ้า, ช่องว่างระหว่างบรรทัด, ระยะห่าง, เว้นระยะ)

(b) spacious     (มีเนื้อที่มาก, กว้างขวาง)

(c) more spacious     (กว้างขวางมากกว่า)

(d) most spacious    (กว้างขวางที่สุด)

ตอบ   -   ข้อ   (c)   เนื่องจากเป็นการเปรียบเทียบ  “ขั้นกว่า”  (Comparative degree)  สังเกตได้จาก  “Than”, และเนื่องจาก  “Spacious”  เป็นคำพยางค์ยาว  จึงต้องใช้  “More”   นำหน้า

 

20. He will call you as soon as he ___________________________________________.

(เขาจะโทรฯหาคุณในทันทีที่เขา __________________________________________.

(a) arrive

(b) arrives    (มาถึง)

(c) arrived

(d) will arrive

ตอบ   -   ข้อ   (b)  เนื่องจากประโยคนี้มีประโยคใหญ่  (Main clause)   =   “He will call you”  เป็น  “Future tense”  ดังนั้น  ประโยคย่อย  (Subordinate clause)  คือ  “As soon as he arrives  จึงต้องอยู่ในรูป  “Present simple tense”,  นอกจากนั้น  หลังคำ  “As soon as”,  “Before”,  “After”,  “When”   ไม่นิยมใช้ประโยคเป็นรูป  “Future tense”   แต่ใช้เพียง  “Simple tense”  เท่านั้น  ส่วนจะเป็น  “Present simple”   หรือ  “Past simple”  ให้ดูที่กริยาในประโยคใหญ่เป็นหลัก  เช่น

  • He will call you as soon as he arrives.
  • He would call you as soon as he arrived.

(เขาจะโทรมาหาคุณ  ทันทีที่เขามาถึง)

  • I will take a walk before I go to work.
  • I would take a walk before I went to work.

(ผมจะเดินออกกำลัง  ก่อนไปทำงาน)

  • She will come to see me after she finishes her work.
  • She would come to see me after she finished her work.

(เธอจะมาเยี่ยมผม  หลังจากเธอทำงานเสร็จ)

  • They will go swimming when they have time.
  • They would go swimming when they had time.

(พวกเขาจะไปว่ายน้ำ  เมื่อพวกเขามีเวลา)

 

เรียน  ท่านผู้ติดตามอ่าน  เว็บไซต์  “everydayenglish.pwa.co.th

 

                  ถ้าท่านมีคำแนะนำให้ปรับปรุงเว็บไซต์นี้ประการใด  กรุณาส่ง   e-mail ไปที่  เว็บไซต์นี้  ตาม   “Address” wpookaotong@yahoo.com   (โปรดระบุหัวเรื่องด้วย ว่า  “ปรับปรุงเว็บไซต์”)   เพื่อที่ผู้จัดทำฯ จะได้ปรับปรุงเนื้อหาได้ตรงตามความประสงค์ของผู้อ่านเว็บไซต์นี้ต่อไป