หมวดข้อสอบ TOEIC (ตอนที่ 494)

การประปาส่วนภูมิภาค  “มุ่ง-มั่น-เพื่อปวงชน”

 

Part V: Sentence Completion   (ส่วนที่ 5 :  การเติมประโยคให้สมบูรณ์)

Choose the best alternative to make a correct sentence.

(จงเลือกข้อที่ดีที่สุดเพื่อทำให้ประโยคมีความถูกต้อง)

 

1. The police arrested her on a charge _________________________ conspiracy to murder.

(ตำรวจจับเธอในข้อหา ______________________________ สมรู้ร่วมคิดในการฆาตกรรม)

(a) with

(b) of

(c) on

(d) in

ตอบ   -   ข้อ   (b)   “A charge of conspiracy”  =  “ข้อหาสมรู้ร่วมคิดกัน

 

2. A truck carrying a full load of toxic gas has just exploded, sending poisonous fumes ______ the whole community.

(รถบรรทุกขนกาซพิษเต็มคันเพิ่งจะระเบิด  (และ) ส่งควัน (ไอ) พิษ _____________ ทั้งชุมชน)

(a) among    (ในบรรดา, ในระหว่าง)

(b) throughout    (ไปทั่ว, ไปโดยตลอด)

(c) for

(d) in

 

3. Canada is located _________________________________ the north of the United States.

(แคนาดาตั้งอยู่ __________________________________ ทิศเหนือของประเทศสหรัฐฯ)

(a) in

(b) on

(c) to    (ทาง)

(d) at

ตอบ   -   ข้อ   (c)   จงเปรียบเทียบกับประโยคข้างล่าง

  • Montana is located in the north of the United States.

(รัฐมอนตานาตั้งอยู่ทางตอนเหนือของสหรัฐฯ)

 

4. A bomb explosion drove the people away from the village, and it has been deserted _________.

(การระเบิดของลูกระเบิดผลักดัน (ขับไล่) ผู้คนออกไปจากหมู่บ้าน  และมัน (หมู่บ้าน) ได้ถูกทิ้งร้าง _______)

(a) from then    (รูปนี้ไม่มีใช้)

(b) from now on    (จากนี้เป็นต้นไป)

(c) since then    (ตั้งแต่นั้นมา)  (จนถึงปัจจุบัน)

(d) by then    (ในตอนนั้น, ในเวลานั้น)

ตอบ   -   ข้อ   (c)   เนื่องจาก  “It has been deserted……............….”  เป็น  “Present perfect tense”  (ในรูป  Passive voice)  แสดงความต่อเนื่องของเหตุการณ์  คือ  เกิดขึ้นในอดีต  (หมู่บ้านถูกทิ้งร้างเมื่อมีการระเบิด)  และต่อเนื่อง (ถูกทิ้งร้าง)  มาจนปัจจุบัน  (ขณะที่พูดประโยคนี้)

 

5. The coffee shop you talked about is right ________________ the corner of Vermont Street.

(ร้านกาแฟที่คุณพูดถึงอยู่ _________________________ หัวมุมถนนเวอร์มอนต์พอดิบพอดี)

(a) on

(b) at    (ที่,  ตรง)

(c) in

(d) of

ตอบ   -   ข้อ   (b)

                          สำหรับวลีที่ใช้กับ  “At”  ได้แก่  “at a high speed” =  ด้วยความ เร็วสูง)  -  “The car is moving at a high speed.”  (รถยนต์กำลังเคลื่อนที่ด้วยความ เร็วสูง),   “good at”  (เก่ง)  -  She is good at drawing map.  (เธอเก่งการวาดแผนที่),  “sit at a table”  (นั่งที่โต๊ะ),  “land at a small airport”  (ร่อนลงที่สนามบินเล็กๆ),  “at both ends”  (ที่ปลายทั้ง ๒ ข้าง),  “a knock at the door”  (การเคาะที่ประตู)  -  “We heard a knock at the door at late night.”  (เราได้ยินเสียงเคาะที่ประตูตอนดึกมากแล้ว),  “I don’t like this movie at all.”  (ผมไม่ชอบหนังเรื่องนี้สักนิดเดียว),  “at a beach club”  (ที่สโมสร ณ ชายหาด), “at a funeral”  (ที่งานศพ),  “at a press conference”  (ที่การให้สัมภาษณ์หนังสือพิมพ์),  “at a high school dance”  (ที่งานเต้นรำของโรงเรียน),  “at the office”  (ณ ที่ทำงาน),  “at breakfast”  (เมื่อเวลาอาหารเช้า),  “to stare at a garage roof”  (จ้องมองไปที่หลังคาโรงรถ),  “to wave down at him”  (โบกมือให้เขา),  “to throw petals at his car”  (โยน – โปรย – กลีบดอกไม้ที่รถของเขา),   “at a distance”  (ในระยะไกล),   “at a standstill”  (หยุดชะงัก, หยุดนิ่งอยู่กับที่),  “at 10:00 a.m.”  (ตอน ๑๐ โมงเช้า),  “at dawn”  (ตอนรุ่งอรุณ),  “at once”  (โดยทันทีทันใด),  “at his wit’s end”  (เขาหมดปัญญา, จนปัญญา, ไม่รู้จะทำอย่างไรดี),   “at loose ends”  (ไม่มีอะไรทำ, ไม่มีงานทำ, ไม่รู้จะทำอะไร ดี, ยังไม่แน่ใจว่าจะทำอะไรต่อไป, ยังไม่ตัดสินใจ),  “at a later stage”  (ในระยะหรือขั้น ตอนต่อไป),   “at a time of high unemployment”  (ณ ช่วงเวลาที่มีการว่างงานสูง),  “to start work at sixteen”  (เริ่มทำงานตอนอายุ ๑๖),  “to die at eighty-three”  (ตายเมื่ออายุ ๘๓),  “to grow at an astonishing rate”  (เติบโตในอัตราที่น่าพิศวง),  “to buy or sell it at $ 100”  (ซื้อหรือขายที่ราคา ๑๐๐ เหรียญ),  “at 100 miles per hour”  (ที่ ๑๐๐ ไมล์ต่อชั่วโมง),  “the radio playing at full volume”  (วิทยุเปิดสุดเสียง),  “to set a pass mark at 60 percent”  (ตั้งคะ แนนผ่านที่ ๖๐ เปอร์เซ็นต์),  “to work harder at his thesis”  (ขยันมากขึ้นกับวิทยานิพนธ์),  “to aim at bringing down the inflation rate”  (มีเป้าหมายเพื่อลดอัตราเงินเฟ้อ),  “to go at the invitation of his neighbors”  (ไปเพราะการเชื้อเชิญของเพื่อนบ้าน),  “to leave at the director’s command”  (จากไปเพราะคำสั่งของผู้อำนวยการ),  “at liberty”  (มีอิสรเสรีที่จะทำอะไร, มิได้ถูกขัดขวางหรือหยุดยั้ง),  “to be at war”  (ทำสงคราม),  “to put his life at risk”  (ทำให้เขาต้องเสี่ยงชีวิต),  “to read at random”  (อ่านแบบสุ่มๆ – คือไม่เฉพาะเจาะ จง),  “at gun point”  (โดยเอาปืนจี้หัว),  “to fly at their expense”  (บินไปโดยค่าใช้จ่ายของพวกเขา),  “to be at her best”  (อยู่ในช่วงที่ดีที่สุดของเธอ),  “at a guess”  (โดยการเดาหรือทาย),  “at a rough estimate”  (โดยประมาณการอย่างคร่าวๆ),  “good at swimming”  (ว่ายน้ำเก่ง),  “clever at mathematics”  (เก่งคณิตศาสตร์),  “bad at cooking”  (ปรุงอาหารไม่เก่ง),  “an expert at shooting”  (เป็นผู้เชี่ยวชาญด้านการยิงปืน),  “be delighted at the success” (ปลาบปลื้ม-ยินดี กับความสำเร็จ),  “feel sorry at his dismissal”  (รู้สึกเสียใจกับการถูกไล่ออกของเขา),  “feel glad at a new job”  (รู้สึกดีใจกับงานใหม่)“at first”  (ในตอนแรก),  “at last”  (ในที่สุด),  “at least”  (อย่างน้อยที่สุด),  “at leisure”  (มีเวลาว่าง, ไม่ได้ทำงาน, ไม่ได้มีงานยุ่ง),  “at length”  (อย่างละเอียด, อย่างเต็มที่, ในที่สุด),  “at most, at the most”  (อย่างมากที่สุด),  “at loggerheads”  (ทะเลาะกัน, ต่อสู้กัน, เป็นปฏิปักษ์ต่อกัน)“at present”  (ในปัจจุบัน),  “at the same address” (ณ ที่อยู่เดิม),  “at 33 Albert Street” (บ้านเลขที่  ๓๓  ถนนอัลเบิร์ต),  “at the hairdresser’s”  (ที่ร้านทำผม),  “at church”  (ที่โบสถ์ – ไปทำพิธี),  “at home”  (ที่บ้าน),  “to be at work”  (กำลังทำงานหรือยุ่งอยู่กับกิจกรรมอะไรบางอย่าง, สถานการณ์หรือกระบวนการที่กำลังมีผล กระทบหรืออิทธิพล),  “at school”  (ที่โรงเรียน),  “at college”  (ที่มหาวิทยาลัย),  “arrive at the airport”  (มาถึงที่สนามบิน),  “at night”  (ตอนกลางคืน),  “at Easter”  (ช่วงเทศกาลอีสเตอร์),  “at the weekend”  (ตอนสุดสัปดาห์),  “I don’t understand it at all.”  (ผมไม่เข้าใจมันเลย),  “I can hardly hear you at all.”  (ผมแทบจะไม่ได้ยินเสียงคุณเลย  –  เสียงคุณแผ่วเบามาก),  “It is not at all likely he will come.”  (แทบจะเป็นไปไม่ได้เลยที่เขาจะมา  -  คือมีโอกาสเกิดขึ้นน้อยมาก),  “Can it be done at all?”  (มันจะสามารถทำได้ไหมนี่),  “She will walk with a limp, if she walks at all.”  (เธอจะต้องเดินขากระเผลก-ขาเป๋  ถ้าเธอยังเดินได้  -  หมายถึงเธออาจจะเดินไม่ได้อีกเลย),  “at all costs”  (ไม่ว่าจะต้องเสียเงิน เวลา หรือความพยายามเพียงใด)  -  Carl is determined to succeed in his new job at all costs.”  (คาร์ลมุ่งมั่นที่จะประสบความสำเร็จในงานใหม่ของเขา  โดยไม่สน ใจว่าจะต้องทำงานหนักเพียงใด),  “Regardless of the results, Mr. Jackson intended to save his son’s eyesight at all costs.”  (โดยไม่คำนึงถึงผลลัพธ์  มิสเตอร์แจ๊คสันตั้งใจที่จะรักษาสายตาของลูกชายตน  ไม่ว่าจะต้องใช้เวลาหรือเงินมาก มายเพียงใด),  “at a loss”  (ในสภาพที่ไม่แน่นอน, ไม่รู้อะไรเลย, งุนงงสับสนไปหมดจนทำอะไรไม่ถูก, จนปัญญา),  “A good salesman is never at a loss for words.”  (นักขายที่ดีไม่เคยจนปัญญาที่จะพูดเพื่อขายสินค้า),  “When Don missed the last bus, he was at a loss to know what to do.”  (เมื่อดอนตกรถเมล์เที่ยวสุดท้าย  เขางุนงงสับสนจนไม่รู้ว่าจะทำอย่างไร  -  คือไม่รู้ว่าจะหาทางกลับบ้านอย่างไร)“at anchor”  (แอ๊ง-เคอะ  -  จอดลอยลำทอดสมออยู่),  “at any rate”  (อย่างไรก็ตาม, อย่างไรก็ดี),  “keep him at arms length”  (ไม่คบค้าสมา คมกับเขา, ไม่ทำตัวสนิทสนมกับเขา),  “at a snail’s pace”  (อย่างเชื่องช้าอืดอาด, คืบหน้าไปทีละหน่อยเหมือนหอยทาก),  “one at a time”  {(เข้ามาในห้อง, ขึ้นรถ เมล์) ทีละคน},  “run up the steps two at a time”  (ขึ้นบันไดทีละ ขั้น),  “at best, at the best”  (อย่างดีที่สุด),  “at ease”  (สบาย, ไม่มีความเจ็บปวดหรือสิ่งรบกวน),  “at every turn”  (ทุกครั้ง, ตลอดเวลา),  “at fault”  (ถูกตำหนิ, รับ ผิดชอบต่อความผิดพลาดหรือความล้มเหลว),  “at first glance, at first sight”  (เมื่อแรกเห็น, หลังจากมองครั้งแรกอย่างรวดเร็ว),  “at hand, at close hand”  (อยู่ใกล้ตัว, เอื้อมถึงได้ง่าย, กำลังจะมาถึงเร็วๆนี้),  “at large”  {(คนร้าย) ยังลอยนวล, ยังจับตัวไม่ได้}, เป็นต้น

 

6. She asked me whether I had traveled much and I told her I had done __________ traveling.

(เธอถามผมว่าผมได้เดินทางมากมายหรือไม่  และผมบอกเธอไปว่า  ผมได้เดินทาง __________)

(a) few    (น้อยมาก จนแทบไม่มี)  (ใช้กับคำนามนับได้  พหูพจน์)

(b) little    (นิดหน่อย, เล็กน้อย)

(c) small

(d) less    (น้อยกว่า)

ตอบ   -   ข้อ   (b)   เนื่องจาก   “Traveling”  (Gerund)  ถือเป็นนามนับไม่ได้  จึงใช้กับ  “Little

 

7. I think my report is ________________________________________ informative than hers.

(ผมคิดว่ารายงานของผมให้ข้อมูลข่าวสาร-ความรู้ _____________________ รายงานของเธอ)

(a)  many more

(b) more much

(c) less much

(d) far more    (มากกว่า .........................(รายงานของเธอ)......................... มากมาย)

ตอบ   -   ข้อ   (d)   หรืออาจตอบ   “Much more”  ก็ได้,  แต่ถ้าต้องการบอกว่า  “น้อยกว่า.......................มากมาย”  ใช้  “Much less”  หรือ  “Far less”  ดูเพิ่มเติมโครงสร้างคล้ายๆ กันจากประโยคข้างล่าง

                                                     ตัวอย่างที่ 

  • Today people who do manual work often receive ____________________ than clerks.

(ปัจจุบัน  ผู้คนที่ทำงานโดยใช้มือทำ (ใช้แรงงาน)  มักจะได้รับ ________________ กว่าเสมียน)

(a) far a lot of money    (ไม่ใช้รูปนี้)

(b) far much money    (ไม่ใช้รูปนี้)

(c) far more money    (เงินมากกว่าอย่างมากมาย)  (คือ ได้เงินมากกว่าเสมียนมากมาย) 

(d) far a great deal of money    (ไม่ใช้รูปนี้)

ตอบ   -   ข้อ    (c)   หรืออาจตอบ  “Much more money”  (เงินมากกว่าอย่างมาก มาย)  ก็ได้  เนื่องจากเป็นการเปรียบเทียบ   “ขั้นกว่า”  (Comparative degree)   ดูเพิ่มเติมจากประโยคข้างล่าง

                                                      ตัวอย่างที่ 

  • It is __________________________ to keep down your head while they are shooting.  

(มัน _________________________ ที่จะก้มหัวของคุณให้ต่ำ   ในขณะที่พวกเขากำลังยิงกัน)

(a) much the better

(b) much more better

(c) much better    (ดีกว่ากันอย่างมาก)

(d) more better

ตอบ   -   ข้อ   (c)   หรืออาจตอบ  “Far better”  (ดีกว่ากันอย่างมาก)  ก็ได้   เนื่องจากเป็นการเปรียบเทียบ  “ขั้นกว่า”    (Comparative degree)

                                                   ตัวอย่างที่ 

  • Literature played __________ important part in the lives of the leisured class in England.

(วรรณคดี-วรรณกรรมมีส่วนสำคัญ ________ ในชีวิตของชนชั้นที่มีเวลาว่าง (ชนชั้นกลาง) ในประเทศอังกฤษ)  (เมื่อเปรียบเทียบกับชนชั้นอื่นๆ)  (หมายถึง  เมื่อคนมีเวลาว่างจากการทำงาน  ก็มีเวลามาสนใจอ่านหนังสือประเภทวรรณคดี-วรรณกรรม)

(a) much more

(b) far more

(c) a much more    (มากกว่ากันอย่างมากมาย)

(d) much

ตอบ   -   ข้อ   (c)   เนื่องจากเป็นการเปรียบเทียบ  “ขั้นกว่า”  (Comparative degree)  ระหว่างชนชั้นที่มีเวลาว่าง  คือ  ชนชั้นกลาง  กับชนชั้นอื่นๆ ในประเทศอังกฤษ  โดยละชนชั้นอื่นๆ ไว้ในฐานที่เข้าใจ  (ไม่ได้เขียนลงไป)  และเนื่องจาก  “Important”  เป็นคำพยางค์ยาว  จึงต้องใช้  “More”  ขยาย  (สำคัญมากกว่า)  และเมื่อต้องการบอกว่า  “สำคัญมากกว่าอย่างมากมาย”  จึงต้องใช้   “Much”  หรือ  “Far”  ขยายหน้า  “More   important”   นอกจากนั้น   “Part”  เป็นนามนับได้  เอกพจน์  จึงต้องนำหน้าด้วย   “A”  โดยใส่ไว้หน้า  “Much

                                                      ตัวอย่างที่ 

  • Last night’s homework was hard, but this is ___________________________ difficult.

(การบ้านของเมื่อคืนนี้ยาก  แต่ (การบ้าน) นี่  ยาก  _______________________________)

(a) much more    (กว่ามากมาย)

(b) too much more

(c) too

(d) more too

ตอบ   -   ข้อ   (a)   หรืออาจตอบ  “Far more”  (กว่ามากมาย) ก็ได้  

                                                    ตัวอย่างที่  

  • It’s so noisy to live near a busy street but it is worse, ________ worse to live near a railway station.

(มันเสียงดังมากที่จะอาศัยอยู่ใกล้ถนนที่มีรถสัญจรไปมา  แต่มันยิ่งแย่กว่า,  แย่กว่า _______ ที่จะอาศัยอยู่ใกล้กับสถานีรถไฟ)

(a) very

(b) so

(c) much    (มาก, มากมาย)  (หรืออาจใช้  “Far”  ก็ได้)

(d) more

ตอบ  -  ข้อ  (c)   หรืออาจตอบ  “Far worse”  (แย่กว่ามาก)  ก็ได้  เนื่องจากเป็นการเปรียบเทียบ  “ขั้นกว่า”  (Comparative degree)

                                    ในกรณีที่ต้องการบอกว่า  “ใหญ่กว่ามาก”,  “เล็กกว่ามาก”,  “ร้อนกว่ามาก”,   “สวยกว่ามาก”,  ให้ใช้  “Much”  หรือ  “Far”  ขยายหน้าคำคุณศัพท์  “ขั้นกว่า”  (ห้ามใช้ “Very”)

                                                   ตัวอย่างที่  

  • She looks much ____________________________________________ this morning.

(เธอมีท่าทาง ___________________________________________ อย่างมากเช้าวันนี้)

(a) happy  

(b) happily

(c) happier    (มีความสุขมากขึ้น)

(d) happiness    (ความสุข)

(e) happiest    (มีความสุขที่สุด)

ตอบ   -   ข้อ    (c)   เนื่องจากเป็นการเปรียบเทียบ  “ขั้นกว่า”  (Comparative degree)  เพียงแต่ไม่มี   “Than”   ปรากฏให้เห็น  แต่จริงๆ แล้วเป็นการเปรียบเทียบกับอดีต  เช่น  เมื่อวานนี้  หรือ  สัปดาห์ที่แล้ว  ข้อสังเกตอีกอย่าง  คือ  ถ้าไม่มีการเปรียบเทียบ จะต้องใช้   “Very”  แทน  “Much”  เพื่อขยาย  “Happy”,  ส่วนการจะบอกว่า  มีความสุขมากขึ้น  “อย่างมาก”   ให้ใช้  “Much”  หรือ   “Far”   เท่านั้น   (สำหรับความหมาย   “อย่างมาก”)  ห้ามใช้  “Very

                                                      ตัวอย่างที่  

  • The scenery looks ________________________________ in December than in April.

(ภูมิประเทศ – ทิวทัศน์ – มีลักษณะ __________________ ในเดือนธันวาคม กว่าเดือนเมษายน)

(a) far pleasant

(b) much more pleasant    (น่ารื่นรมย์มากกว่ากัน (อย่าง) มากมาย)

(c) very pleasant

(d) much more pleasantly

ตอบ    –     ข้อ   (b)   เนื่องจากการเปรียบเทียบ  “ขั้นกว่า”  (Comparative degree)  ถ้าต้องการบอกว่า   “มากกว่าอย่างมากมาย”   เช่น  “ใหญ่กว่ามาก”,  “เล็กกว่ามาก”,   “หนาวกว่ามาก”  ฯลฯ  สามารถใช้คำแทนคำว่า  “อย่างมากมาย”   ได้ คำ คือ “Much”  หรือ  “Far”   ห้ามใช้  “Very”  สำหรับในประโยคข้างบน  จะใช้  “Far more pleasant”   ก็ได้

                                       ตัวอย่างอื่นๆ  เช่น   “much  bigger” (ใหญ่กว่ามาก),  “much older”  (แก่กว่ามาก),  “far hotter” (ร้อนกว่ามาก),  “far colder” (หนาวกว่ามาก),  “much more important”  (สำคัญกว่ามาก),   “much more complicated”  (ยุ่งยาก หรือ สลับซับซ้อนกว่ามาก),  “far smaller”  (เล็กกว่ามาก), “far thinner”  (ผอมหรือบางกว่ามาก),  “far more beautiful”  (สวยกว่ามาก),  เป็นต้น

                                      ในกรณีที่ต้องการบอกว่า   “ใหญ่กว่าเล็กน้อย”,  “หนาวกว่านิดหน่อย”,   “หนักกว่าเล็กน้อย”,   “เบากว่าเล็กน้อย”,  “แพงกว่านิดหน่อย”,   “ยากกว่านิดหน่อย”,  ดูคำอธิบายจากประโยคข้างล่าง

                                                      ตัวอย่างที่  

  • I hope you will try ________________________________________ harder next time.

(ผมหวังว่าคุณจะพยายามมากขึ้น __________________________________ ในคราวหน้า)

(a) less

(b) more

(c) some

(d) a little   (เล็กน้อย, นิดหน่อย)

(e) very

ตอบ   -   ข้อ   (d)   เมื่อขยายการเปรียบเทียบ   “ขั้นกว่า”  (Comparative degree)  เช่น  “ ใหญ่กว่า, ร้อนกว่า, แพงกว่า”   และต้องการบอกว่าเพียง  “เล็กน้อย, นิดหน่อย”  ให้ใช้   “A little,  A bit  หรือ  A little bit”  ขยาย   เช่น  “A little bigger”  (ใหญ่กว่านิดหน่อย),  A little hotter”  (ร้อนกว่าเล็กน้อย),  “A bit colder”  (หนาวกว่านิดหน่อย),  “A little more expensive”  (แพงกว่าเล็กน้อย),  “A bit more interesting”  (น่าสนใจกว่านิดหน่อย),  “A little bit more important”  (สำคัญกว่าเล็กน้อย)   เป็นต้น

 

8. She was brought up to be _______________; therefore, she was very careful with her spending.

(เธอถูกอบรม-เลี้ยงดูให้ ________ ดังนั้น  เธอระมัดระวัง-รอบคอบอย่างมากกับการใช้จ่ายของตัวเอง)

(a) economic    (ทางเศรษฐกิจ, เกี่ยวกับเศรษฐกิจ)  (คำคุณศัพท์)

(b) economical    (ประหยัด, มัธยัสถ์, อดออม(คำคุณศัพท์)

(c) economy    (เศรษฐกิจ, การประหยัด)  (คำนาม)

(d) economics    (วิชาเศรษฐศาสตร์)  (คำนาม)

 

9. Though English is difficult to learn, it isn’t ________________________ learning Japanese.

(แม้ว่าภาษาอังกฤษเรียนยาก  มันไม่ ____________________________ การเรียนภาษาญี่ปุ่น)

(a) so difficult than

(b) so difficult as    (ยากเท่ากับ)

(c) as much difficult as

(d) the same difficult as

ตอบ   -   ข้อ   (b)   ดูเพิ่มเติมจากประโยคข้างล่าง

                                                   ตัวอย่างที่ 

  • The cost of living in the provinces is not quite _______________ high as in the capital. 

(ค่าครองชีพในต่างจังหวัดไม่สูง __________________________ เท่ากับในเมืองหลวง)

(a) very

(b) so    (มาก)

(c) so much

(d) so as

ตอบ   -   ข้อ   (b)   ทั้งนี้  อาจใช้   “As”  ก็ได้  เนื่องจากเป็นการเปรียบเทียบแบบปฏิเสธ

                                                     ตัวอย่างที่  

  • I don’t want to be ________________________________________________ you are.

(ผมไม่ต้องการที่จะ ______________________________________________ คุณอ้วน)

(a) fat as

(b) so fat that

(c) quite fat as

(d) so fat as    (อ้วนเหมือนกับที่, อ้วนเท่ากับที่)

ตอบ   -   ข้อ   (d)   อาจใช้   “as fat as”   ก็ได้

                                                    ตัวอย่างที่  

  • I want to be ___________________________________________________ you are.

(ผมต้องการ ___________________________________________________ ที่คุณสูง)

(a) quite so tall as

(b) so tall that

(c) so tall as    (ใช้ไม่ได้  เพราะประโยคข้างบนเป็นบอกเล่า)

(d) as tall as    (สูงเท่ากับ, สูงเท่ากันกับ)

ตอบ   –   ข้อ   (d)   เนื่องจาก   “As tall as”  (สูงเท่ากันกับ)  ใช้ได้ทั้งในประโยคบอกเล่า  และปฏิเสธ,  ส่วน “ (Not) So tall as”  (สูง (ไม่) เท่ากันกับ)   ใช้ในประโยคปฏิเสธเพียงอย่างเดียวเท่านั้น  (ห้ามใช้ในประโยคบอกเล่า)   เช่น

  • He is as clever as his brother.

(เขาฉลาดเท่าๆกับพี่ชาย)  (บอกเล่า)  (ต้องใช้  “As…………..........…as”  อย่างเดียวเท่านั้น)

  • She is not as beautiful as her sister.

(เธอไม่สวยเท่ากับน้องสาว)  (ปฏิเสธ)  (อาจใช้  “So……..….........…..as”  ก็ได้)

  • Jim was not as (so) hard-working as his colleagues.

(จิมไม่ขยันเท่าๆ กับเพื่อนร่วมงาน)  (ปฏิเสธ)  (ใช้  “As……..........…….as”  หรือ  “So……….......….…..as”  ก็ได้  ทั้ง    แบบ)

***** (ห้ามใช้)  We are so diligent as our neighbors. (บอกเล่า)

(เราเพียรพยายามเท่าๆ กับเพื่อนบ้านของเรา)  (ใช้  “So………...........…..as”  ไม่ได้  เนื่องจากเป็นประโยคบอกเล่า)

  ******   (ต้องใช้)   They are as economical as we are. (บอกเล่า)

 (พวกเขาประหยัดเท่าๆ กับพวกเรา)  (ต้องใช้   “As………..........……..as”  เพียงอย่างเดียว  เนื่องจากเป็นประโยคบอกเล่า)

 

10. Nobody will help me do this assignment, so ____________________________________.

(จะไม่มีใครช่วยผมทำงาน (ภารกิจ) นี้  ดังนั้น ______________________________________)

(a) I will do it lonely    (ผมจะทำมันอย่างว้าเหว่-เปล่าเปลี่ยว-หงอยเหงา)

(b) I lonely will do it

(c) I will do it alone    (ผมจะทำมันตามลำพัง)  (ทำเองคนเดียว)

(d) I will do alone it

ตอบ   -   ข้อ   (c)   เนื่องจากได้ความหมาย  และถูกหลักไวยากรณ์

 

11. I am _______________________________________________________ your temper.

(ผม ___________________________________________________ อารมณ์ของคุณ)

(a) fed up by

(b) fed up with    (สะอิดสะเอียนกับ, หมดความอดทนกับ, เบื่อหน่ายกับ, รังเกียจ-ขยะแขยง)

(c) fed up because of

(d) fed up to

ตอบ   -   ข้อ   (b)

 

12. After being out in the rain, Jack ________________________________________ a cold.

(หลังจากตากฝน,  แจ๊ค ____________________________________________ ไข้หวัด)

(a) came by

(b) came down with    (ป่วยด้วยโรค, ป่วยเป็น)

(c) came into

(d) came off with

ตอบ   -   ข้อ   (b)   สำหรับวลีที่ใช้   “With”  ดูจากพารากราฟข้างล่าง

                            คุณศัพท์  (Adjective)  ที่ใช้กับ  “With”  ได้แก่  “pleased”  (ยินดี, พอใจ)  -  “She is pleased with her new workplace.”  (เธอพอใจ-ยินดีกับที่ทำงานแห่งใหม่),  “popular”  (เป็นที่นิยม) – “Holiday camps are popular with married couples with young children.”  (ค่ายพักแรมวันหยุดเป็นที่นิยมสำหรับคู่สามีภรรยาที่มีลูกเล็กๆ),  “satisfied”  (พอใจ)  -  “The company is satisfied with its employees’ performance.”  (บริษัทพึงพอใจกับการทำงานของพนักงาน),  “angry”  (โกรธ),  “busy”  (มีงานยุ่ง)  -  “She is busy preparing for her exam.”  (เธอยุ่งอยู่กับการเตรียมตัวสอบ),  “familiar”  (คุ้นเคย)  -  “He is not familiar with his new neighbors.”  (เขาไม่คุ้นเคยกับเพื่อนบ้านใหม่),  “patient”  (อดทน)  -  “His parents are very patient with him.”  (พ่อแม่ของเขามีความอดทนกับเขามาก),  “friendly”  (เป็นมิตร)  -  “She is friendly with everyone she meets.”  (เธอเป็นมิตรกับทุกคนที่เธอพบเจอ),  “careful”  (ระมัดระวัง),  “content”  (พอใจ),  “identical”  (เหมือนกัน),  “annoyed”  (ขุ่นเคือง  -  เหตุการณ์, การกระทำ) (ถ้าขุ่นเคืองคน  ใช้  “At”-  “I was annoyed with his statement.”  (ผมขุ่นเคือง (โกรธ) คำพูดของเขา),  เป็นต้น

                           กริยา  (Verb)  ที่ใช้กับ  “With”  ได้แก่   “charge”  (ฟ้องร้อง,  ดำเนินคดี),  compare  (เปรียบเทียบ)  -  “Compare this car with that one.”  (จงเปรียบเทียบรถยนต์คันนี้กับคันนั้น),  compete  (แข่งขัน),  “agree”  (ตกลง, เห็นพ้อง)  -  “I agree with you on this point.”  (ผมเห็นด้วยกับคุณในประเด็นนี้),  “disagree”  (ไม่เห็นด้วย),  “acquaint”  (ทำให้คุ้นเคย หรือเคยชิน)  -  You should acquaint yourself with your new job.”  (คุณควรทำตัวเองให้คุ้นเคยกับงานใหม่ของคุณ),  “begin”  (เริ่มต้น)  -  “I will begin my reading with the first chapter.”  (ผมจะเริ่มต้นการอ่านด้วยบทแรก),  “interfere”  (แทรกแซง, เข้าไปยุ่งเกี่ยว)  -  “We should not interfere with other people’s business.”  (เราไม่ควรไปยุ่งเกี่ยวกับธุระของคนอื่น),  “quarrel”  (ทะเลาะ, วิวาท)  -  “Some people often quarrel with their neighbors.”  (คนบางคนทะเลาะกับเพื่อนบ้านบ่อยๆ),  “argue”  (โต้แย้ง, โต้เถียง),  “help”  (ช่วยเหลือ),  “supply”  (จัดหาให้),  “cooperate”  (ร่วมมือ)  -  “The suspect did not cooperate with the police.  (ผู้ต้องหาไม่ยอมร่วมมือกับตำรวจ),  “deal”  (เกี่ยวข้อง, รับมือ)  -  “I don’t want to deal with that man.”  (ผมไม่ต้องการติดต่อ-เกี่ยวข้องกับเจ้าหมอนั่น),  “contrast”  (ขัดแย้ง, ตรงข้าม, แตกต่างกันอย่างมาก)  -  “This type of machine contrasts sharply with that one.”  (เครื่องจักรชนิดนี้แตกต่างอย่างมากกับชนิดนั้น),  เป็นต้น

 

13. When you refuse an offer, you turn it _________________________________________.

(เมื่อคุณปฏิเสธข้อเสนอ  คุณ __________________________________________ มัน)

(a) away

(b) out

(c) down    (“Turn down”  =  ปฏิเสธ)

(d) off    (“Turn off”  =  ปิดไฟ, ทีวี, วิทยุ ฯลฯ)

 ตอบ   -   ข้อ   (c)

 

14. _______________________________________, an application form must be completed.

(_________________, (ผู้สมัคร) จะต้องกรอกใบสมัคร)  (ใบสมัครจะต้องได้รับการกรอกข้อมูล)

(a) To apply for this job    (เพื่อจะสมัครงานนี้)

(b) In order to get this job

(c) Making application for this job

(d) You want to apply for this job

ตอบ   -   ข้อ   (a)   เป็นการใช้  “To + Verb 1”  นำหน้าวลีที่ขึ้นต้นประโยค  เพื่อแสดงวัตถุประสงค์  (เพื่อที่จะ .............................)  ดูเพิ่มเติมจากตัวอย่างข้างล่าง

                                                      ตัวอย่างที่ 

  • _________________________________________ there in time, we must start now.

(___________________________________ ที่นั่นให้ทันเวลา,  เราต้องเริ่มต้นเดี๋ยวนี้เลย)

(a) Be

(b) Being

(c) To be    (เพื่อจะไป)

(d) Is

ตอบ    -    ข้อ   (c)   ใช้  “To + Verb 1”  นำหน้าวลี  มีความหมายว่า  “เพื่อที่จะทำกริยานั้นๆ”  เป็นการแสดงวัตถุประสงค์ของประธานประโยค  (อยู่หลังคอมม่า)  ว่าทำกริยาในประโยค  เพื่อวัตถุประสงค์ใด  (เริ่มต้นเดี๋ยวนี้  เพื่อไปที่นั่นให้ทันเวลา)

                                                       ตัวอย่างที่  

A: “Why did they go up the mountain?”

(ทำไมพวกเขาจึงขึ้นไปบนเขา)

B: “__________________________________________________ the eclipse of the moon.”

(_______________________________________________________ จันทรคราส)

(a) Watched

(b) Watching

(c) Had watched

(d) To watch    (เพื่อจะดู)

ตอบ   -   ข้อ  (d)   ใช้  “Infinitive with to”  (To + Verb 1)  นำหน้าประโยค  (หรือ  ไว้ข้างในประโยคก็ได้)  เพื่อแสดงวัตถุประสงค์  ว่าทำกริยานั้นๆ เพื่ออะไร  ในกรณีของประโยคข้างบน  “ขึ้นไปบนเขา  เพื่อดูจันทรคราส” 

 

15. I would gladly have attended your wedding if you ________________________________.

(ผมคงจะได้ไปร่วมงานแต่งงานของคุณด้วยความยินดี  ถ้าคุณ ________________________)

(a) would have invited me

(b) invited me

(c) could have invited me

(d) had invited me    (ได้เชิญผม)

ตอบ   -   ข้อ   (d)   เนื่องจากเป็น  “If clause”  แบบที่  ๓  หรือ  “Past unreal”  (ไม่เป็นจริงในอดีต)  คือ  เหตุการณ์เกิดขึ้นตรงข้ามกับข้อความในประโยค  ทั้งนี้  เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นจริง  คือ  “ผมไม่ได้ไปงานแต่งฯของคุณ  เพราะคุณมิได้เชิญผม”  ดูเพิ่มเติม  “If clause”  ประเภทนี้  จากประโยคข้างล่าง

                                                     ตัวอย่างที่  

  • Nancy __________________________________________ you if you had asked her.

(แนนซี่ _________________________________________ คุณ  ถ้าคุณได้ขอร้องเธอ)

(a) had helped

(b) would help

(c) might help

(d) would have helped    (คงได้ช่วยเหลือ)

ตอบ    –    ข้อ   (d)   เนื่องจากเป็น   “If clause”  แบบที่  “Past unreal” (ไม่เป็นจริงในอดีต)  คือ  เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นจริงๆ  ตรงกันข้ามกับข้อความในประโยค  ซึ่งเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นจริงๆ ในประโยคข้างบน  คือ  “แนนซี่มิได้ช่วยเหลือคุณ  เพราะคุณไม่ได้ขอร้องเธอ”  สำหรับตัวอย่างอื่นๆ ของ  If clause” แบบที่  ๓  ได้แก่

  • If we hadn’t left the house so late, we wouldn’t have missed the train.

(ถ้าเรามิได้ออกจากบ้านสายมาก  เราคงจะไม่พลาด (ตก) รถไฟ)

หมายเหตุ   –    ในความเป็นจริงคือ   “เราออกจากบ้านสาย  เราเลยตกรถไฟ”  ผู้พูดประโยคสมมติในอดีตแบบนี้  มักแสดงความเสียดายกับสิ่งที่เกิดขึ้น  เพราะเหตุการณ์ได้ผ่านไปแล้ว  แก้ไขไม่ได้แล้ว  จึงมาเสียใจในภายหลัง  การสมมติในอดีตแบบนี้  มีรูปประโยคดังนี้  คือ  อนุประโยค  “If + Subject + Had + (Not) + V ช่อง 3”,  ส่วนในประโยคใหญ่  (Main clause)  จะมีโครงสร้าง  “Subject + Would (Should, Could, Might, Must) + (Not) + Have + Verb ช่อง  3”  หรือเอา  “If clause”  ซึ่งเป็นอนุประโยค   ไปไว้ข้างในประโยคก็ได้   แล้วเอาประโยคใหญ่  (Main clause)   มาไว้ข้างหน้าประโยค   ความหมายจะเหมือนกันทุกประการ   แต่ถ้าเอา  “Main clause”  มาไว้ข้างหน้าประโยค  เมื่อจบ  “Main clause”  แล้ว  ให้ต่อด้วยประโยคย่อย  (If clause)  เลย  ไม่ต้องมีเครื่องหมายคอมม่าคั่น   ตัวอย่างประโยคสมมติในอดีต  เช่น

  • If he had studied hard, he would have passed the exam.

(ถ้าเขาขยันเรียน (เมื่อปีที่แล้ว)  เขาก็คงจะสอบผ่านไปแล้ว)  (แต่จริงๆ  คือ เขาไม่ขยันเรียน  เขาจึงสอบตก)

  • If you had asked me, I would have told you the truth.

(ถ้าคุณขอร้องผม (เมื่อวานนี้)  ผมคงเล่าความจริงให้คุณฟังแล้ว)  (แต่จริงๆ  คือ คุณมิได้ขอร้องผม  ผมก็เลยไม่ได้เล่าความจริงให้คุณฟัง)

  • If they had not stopped smoking, they would have died of cancer.

(ถ้าพวกเขาไม่เลิกสูบบุหรี่ (เมื่อ ๕ ปีมาแล้ว)  เขาก็คงจะตายด้วยโรคมะเร็งไปแล้ว)  (แต่จริงๆ  คือ  พวกเขาเลิกสูบบุหรี่  พวกเขาจึงยังไม่ตาย)

  • She would have gone to the market if she had had something to buy.

(เธอคงจะได้ไปตลาด (เมื่อเช้านี้)  ถ้าเธอมีของที่จะต้องซื้อ)  (แต่จริงๆ  คือ  เธอมิได้ไปตลาด  เพราะเธอไม่มีอะไรต้องซื้อ)

                                        จะเห็นว่า  “If clause”  ในประโยคข้างบน  มี  “Had”  2 ตัว,  ตัวหน้าแสดง  “Past perfect tense”  ส่วน  “Had”  ตัวหลังมาจาก  “Have”  ที่แปลว่า  “มี”  พอมาอยู่หลัง  “Had”  จึงต้องเปลี่ยนไปเป็น  Verb  ช่องที่  3  ทำให้มี  “Had”  2ตัว

  • I would not have bought a car if my office had not been very far from my home.

(ผมคงจะไม่ได้ซื้อรถยนต์ (เมื่อปีที่แล้ว)  ถ้าที่ทำงานของผมมิได้อยู่ห่างไกลจากบ้านมากมาย)  (แต่จริงๆ  คือ  ผมซื้อรถยนต์  เพราะที่ทำงานอยู่ห่างไกลจากบ้านมาก)

  • If he had bet on that horse, he would have lost all his money.

(ถ้าเขาเล่นพนัน (แทง) ที่ม้าตัวนั้น  เขาก็คงสูญเสียเงินไปทั้งหมดแล้ว)  (แต่ในความเป็นจริง  คือ  “เขามิได้เล่นพนันที่ม้าตัวนั้น  เขาก็เลยไม่ได้เสียเงิน”)

  • If you had not come to my party, you would not have met your old friends at college.

(ถ้าคุณมิได้มาที่งานเลี้ยงของผม  คุณก็คงไม่ได้พบเพื่อนเก่าตอนเรียนมหาวิทยาลัยของคุณ)  (แต่ในความเป็นจริง  คือ  “คุณมางานเลี้ยง  คุณเลยได้พบเพื่อนเก่า”)

สรุป   -   ใน  “If clause”  (ประโยคย่อย)   จะเป็นรูป  “Past perfect tense” {If + Subject + Had + (Not) + Verb 3}  เสมอ,  ส่วนใน  “Main clause”  (ประ โยคใหญ่)   จะเป็นรูป  “Past future perfect tense” {Subject + Would (Should, Could, Might) + (Not) + Have + Verb 3}

 

16. _______________________________ we get some rain, the dying crops will be ruined.

(_____________________________ เราได้รับฝน,  พืชที่กำลังจะตาย  จะเสียหายอย่างหนัก)

(a) Only

(b) Despite

(c) Unless    (ถ้า  .........................เรา..........................  ไม่)  (ได้รับฝน)

(d) Whenever

ตอบ   -   ข้อ    (c)   “Unless”  =  “ถ้า............................ไม่”  ดูเพิ่มเติมการใช้คำนี้จากประโยคข้างล่าง

                                                   ตัวอย่างที่ 

  • I don’t like to begin writing a letter, _______________________________________.

(ผมไม่ชอบที่จะเริ่มต้นเขียนจดหมาย ______________________________________)

(a) unless I don’t have time

(b) unless I have plenty of time    (ถ้าผมมีเวลาไม่มาก)

(c) If I have plenty of time

(d) unless I have no time

ตอบ   -  ข้อ   (b)

                                                    ตัวอย่างที่  

  • Don’t open a shop _______________________________ to smile.  (Chinese proverb)

(จงอย่าเปิดร้าน (ทำการค้า) _______________________________ ที่จะยิ้ม)  (สุภาษิตจีน)

(a) if you like

(b) as you don’t like

(c) not like

(d) unless you like    (ถ้าคุณไม่ชอบ)

ตอบ   -   ข้อ  (d)

                                                      ตัวอย่างที่  ๓

  • He won’t pass his examination ___________________________________________.

(เขาจะสอบไม่ผ่าน ___________________________________________________)

(a) if he is not enough diligent   (ต้องใช้  “diligent enough”)

(b) unless he is not diligent enough   (หลัง  “Unless”  ต้องเป็นรูปบอกเล่า)

(c) unless he is not enough diligent

(d) unless he is diligent enough    (ถ้าเขาไม่ขยันเพียงพอ)

ตอบ   –   ข้อ   (d)   เนื่องจาก  “Unless  =  If…………....…… not”  แต่ต้องอยู่ในโครงสร้าง  “Unless + Subject + Verb  (บอกเล่า)”  ทั้งนี้  “อนุประโยคที่ตามหลัง  “Unless”  จะต้องอยู่ในรูปบอกเล่าเสมอ”  เนื่องจาก  “Unless”  มี  “Not”  ซึ่งเป็นปฏิเสธรวมอยู่ในคำด้วยแล้ว   ตัวอย่าง  เช่น

  • He will not come unless he has time.

(เขาจะไม่มาถ้าเขาไม่มีเวลา)

  • I shall not help him unless he asks me.

(ผมจะไม่ช่วยเขา ถ้าเขาไม่ขอร้องผม)

  • You couldn’t get a grant unless you had five years’ teaching experience.

(คุณไม่สามารถได้รับเงินช่วยเหลือ  ถ้าคุณไม่มีประสบการณ์สอน ปี)

  • Unless you work hard, you won’t succeed.

(ถ้าคุณไม่ขยัน  คุณจะไม่ประสบความสำเร็จ)

  • She said nothing unless she was spoken to.

(เธอไม่พูดอะไร  ถ้าเธอไม่ถูกพูดด้วย)  (คือ  ถ้าไม่มีใครพูดกับเธอ)

  • Unless they respected us, we wouldn’t care for what they said.

(ถ้าพวกเขาไม่เคารพเรา  เราจะไม่ใส่ใจในสิ่งที่เขาพูด)

 

17. Everybody knows how determined he is.  He insisted _______ doing what he had planned.

(ทุกคนรู้ว่าเขามีความมุ่งมั่นเพียงไร  เขายืนกราน _____________ ทำในสิ่งที่เขาได้วางแผนไว้)

(a) of

(b) in

(c) on    (“Insist on”  =  ยืนกราน, คะยั้นคะยอ, พากเพียร)

(d) up

ตอบ   –   ข้อ   (c)

 

18. Don’t worry about Jane.  _____________ her present problems, she will probably do quite well.

(ไม่ต้องห่วงเจน ________ ปัญหาของเธอในปัจจุบัน (ทั้งๆ ที่เธอมีปัญหาในปัจจุบัน), เธอคงจะไปได้ดีทีเดียว)  (คือ  คงทำได้ดีทีเดียวในอนาคต  แม้ปัจจุบันจะมีปัญหา)

(a) Because of    (เนื่องมาจาก)

(b) Instead of    (แทนที่, แทนที่จะ)

(c) In case of    (ในกรณีของ, ในกรณีที่เกิด)

(d) In spite of    (ทั้งๆ ที่)

ตอบ   –   ข้อ   (d)

 

19. It may not be possible to increase much production.  ________ high oil price, we can increase only a little.

(มันอาจเป็นไปไม่ได้ที่จะเพิ่มการผลิตมากๆ, ________ ราคาน้ำมันที่สูง,  เราจะสามารถเพิ่ม (การผลิต) ได้เพียงเล็กน้อยเท่านั้น)

(a) Because    (เพราะว่า)  (ตามด้วยประโยค คือ  “Subject + Verb”)

(b) Due to    (เนื่องมาจาก)  (ตามด้วยคำนาม หรือวลี)

(c) Except for    (ยกเว้นแต่)

(d) Without    (ปราศจาก, ถ้าไม่มี)

ตอบ   –   ข้อ   (b)

 

20. If you asked me whose fault it was.  I would say once again that the accident clearly resulted ________ your carelessness.

(ถ้าคุณถามผมว่ามันเป็นความผิดของใคร  ผมขอพูดอีกครั้งหนึ่งว่า  อุบัติเหตุเป็นผล _______ ความสะเพร่า (ประมาท) ของคุณอย่างชัดเจน)

(a) in

(b) on

(c) from    (จาก)

(d) for

ตอบ   -   ข้อ   (c)   “Result from”  =  “เป็นผลมาจาก”  เปรียบเทียบประโยคข้างล่าง

  • His success resulted from years of hard work and difficulties.

(ความสำเร็จของเขาเป็นผลมาจากการทำงานหนัก  และความยากลำบากเป็นเวลาหลายปี)

  • Years of hard work and difficulties resulted in his success.

(การทำงานหนัก  และความยากลำบากเป็นเวลาหลายปี  ส่งผลในความสำเร็จของเขา)

  • Great devastation and loss of many lives were the result of the hurricane.

(ความเสียหายมากมายและการสูญเสียชีวิตจำนวนมาก  เป็นผลของพายุเฮอริเคน)

  • What is the result of your exam?

(ผลสอบของคุณเป็นอย่างไรบ้าง)

 

เรียน  ท่านผู้ติดตามอ่าน  เว็บไซต์  “everydayenglish.pwa.co.th

 

                  ถ้าท่านมีคำแนะนำให้ปรับปรุงเว็บไซต์นี้ประการใด  กรุณาส่ง   e-mail ไปที่  เว็บไซต์นี้  ตาม   “Address” wpookaotong@yahoo.com   (โปรดระบุหัวเรื่องด้วย ว่า  “ปรับปรุงเว็บไซต์”)   เพื่อที่ผู้จัดทำฯ จะได้ปรับปรุงเนื้อหาได้ตรงตามความประสงค์ของผู้อ่านเว็บไซต์นี้ต่อไป