หมวดข้อสอบ TOEIC (ตอนที่ 490)

การประปาส่วนภูมิภาค  “มุ่ง-มั่น-เพื่อปวงชน”

 

Part V: Sentence Completion   (ส่วนที่ 5 :  การเติมประโยคให้สมบูรณ์)

Choose the best alternative to make a correct sentence.

(จงเลือกข้อที่ดีที่สุดเพื่อทำให้ประโยคมีความถูกต้อง)

 

1. This test is in English.  If it were in Thai, I _________________________________ it at all.  

(แบบทดสอบนี้เป็นภาษาอังกฤษ  ถ้ามันเป็นภาษาไทย  ผม ______________________ มันเลย)

(a) shall not mind

(b) am not minding

(c) would not mind   (จะไม่รังเกียจ)

(d) would not be minded

ตอบ  -  ข้อ  (c)   เนื่องจากเป็น  “If clause”  แบบที่ ๒  “Present unreal”  คือการสมมติที่ไม่เป็นจริงในปัจจุบัน  ดูคำอธิบายเพิ่มเติมจากประโยคตัวอย่างข้างล่าง

                                                    ตัวอย่างที่  ๑

  • If you lived closer to the office, you _______________ trouble getting to work on time.

(ถ้าคุณอาศัยอยู่ใกล้กับสำนักงานมากกว่านี้  คุณ ___________ ปัญหาเรื่องไปทำงานทันเวลา)

(a) don’t have

(b)  didn’t have

(c)  won’t have

(d) wouldn’t have    (จะไม่มี)

ตอบ   -   ข้อ   (d)   เนื่องจากประโยคนี้เป็นประโยค  “If clause”  แบบที่   “Present unreal”  (ไม่เป็นจริงในปัจจุบัน)   คือ  “ประโยคเงื่อนไขในปัจจุบันที่ไม่เป็นความจริง”  กล่าวคือ  “ถ้าในปัจจุบัน  คุณอาศัยอยู่ใกล้ออฟฟิศมากกว่านี้  คุณก็จะไม่มีปัญหาเรื่องการมาทำงานสาย”  แต่ในความเป็นจริง  คือ   “บ้านคุณอยู่ไกลจากออฟฟิศมาก  คุณก็เลยมาทำงานสายบ่อย”  ประโยคเงื่อนไข  “If clause แบบที่   (Present  unreal)   ในประโยคใหญ่   (Main clause)  จะใช้รูป  “Subject + V. ช่องที่ 2”  และในกรณีมี  “Verb to be”  ให้ใช้  “Were”  กับประธานทุกตัว  (He, She, It, I, We, You, They)   ส่วนในประโยคย่อย  หรืออนุประโยค  (Subordinate clause)   จะใช้รูป  “Subject + Would + (Not) + V. ช่องที่ 1

                                         สำหรับการใช้   “If clause”  แบบที่    นี้  มักใช้เมื่อ  ()  เหตุการณ์ไม่เกิดขึ้นจริงในปัจจุบัน  ดังประโยคข้างบน   หรือไม่ก็   ()   ผู้พูดมีความเชื่อว่าข้อความที่พูดออกมามีโอกาสเกิดขึ้นได้ยาก   เช่นในประโยคข้างล่าง

  •  If you came to the party today  (หรือ  tomorrow), you would meet my wife.

(ถ้าคุณมางานเลี้ยงวันนี้ – หรือพรุ่งนี้ – คุณก็จะได้พบภรรยาผม)   –   ในข้อนี้ผู้พูดค่อนข้างจะเชื่อว่า  “คุณคงจะไม่มาหรอก  และคุณก็จะไม่ได้พบภรรยาผม”  (เหตุการณ์เกิดขึ้นได้ยาก)  แต่ถ้าผู้พูดมั่นใจว่า  “คุณ”  คงมางานเลี้ยงแน่  และคงได้พบภรรยาแน่  ผู้พูดก็จะพูดในรูป  “If clause แบบที่ 1”  คือ  “If + Subject + Verb 1, Subject + Will + Verb 1”  คือ

  • If you come to the party today, you will meet my wife.

(ถ้าคุณมางานเลี้ยงวันนี้  คุณก็จะได้พบภรรยาผม)  (ผู้พูดมั่นใจว่า  “คุณ” จะมางานลี้ยงแน่ๆ  และก็จะได้พบภรรยาผมแน่)

                                        ตัวอย่างอื่นๆ ของ  “If clause”  แบบที่   เช่น        

  • If I were a poor student, I would not go on holiday as often as I would.

(ถ้าผมเป็นเด็กนักเรียนยากจน (ในขณะนี้)  ผมก็คงจะไม่ไปเที่ยววันหยุดพักผ่อนบ่อยเหมือนกับที่ผมทำอยู่)   (แต่เนื่องจากผมไม่ได้เป็นนักเรียนยากจน  ผมเลยไปเที่ยววันหยุดบ่อยๆ)  (เหตุการณ์ไม่เกิดขึ้นจริงในปัจจุบัน)

  • If I were you, I would not let him say such things.

(ถ้าผมเป็นคุณ (ในขณะนี้)  ผมจะไม่ปล่อยให้เขาพูดเช่นนั้น)   (แต่เพราะว่าผมไม่ได้เป็นคุณ  ผมเลยปล่อยให้เขาพูดเช่นนั้นออกไป)  (เหตุการณ์ไม่เกิดขึ้นจริงในปัจจุบัน)

  • If you met the Queen, how would you address her?

(ถ้าคุณพบราชินี (ในตอนนี้)  คุณจะพูดกับพระองค์อย่างไร)   (แต่ผู้พูดคิดว่า  มีโอกาสน้อยมากที่คุณจะได้พบกับราชินี)  (เหตุการณ์เกิดได้ยากในปัจจุบัน)

  • If she were a princess, she would be very happy.

(ถ้าเธอเป็นเจ้าหญิง (ในขณะนี้)  เธอคงจะมีความสุขมาก)   (แต่เธอมิได้เป็นเจ้าหญิง (เป็นเรื่องสมมติที่เป็นไปไม่ได้)   เธอเลยไม่มีความสุข)  (เหตุการณ์ไม่เกิดขึ้นจริงในปัจจุบัน)

  • If I were a bird, I would fly to the moon.

(ถ้าผมเป็นนก (ในตอนนี้)  ผมจะบินไปดวงจันทร์)  (เป็นเรื่องสมมติที่เป็นไปไม่ได้  ผมก็เลยไม่ได้บินไปดวงจันทร์)  (เหตุการณ์ไม่เกิดขึ้นจริงในปัจจุบัน)

  • If you ever met the Queen, what would you do?

(ถ้าคุณพบกับราชินี  คุณจะทำอย่างไร)  (ผู้พูดเชื่อว่า  คุณคงไม่มีโอกาสได้พบหรอก  หรือยากเต็มที)  (เหตุการณ์เกิดได้ยากในปัจจุบัน)

  • I could not possibly go there unless my parents gave me some money.  (Unless = if …………..……not)

(ผมคงไม่สามารถไปที่นั่นได้ (ในขณะนี้ หรือ อนาคต)  ถ้าพ่อแม่ไม่ให้เงินผม)  (แต่ผมก็ไปได้  เพราะพ่อแม่ให้เงิน)  (เหตุการณ์ไม่เกิดขึ้นจริงในปัจจุบัน)

  • Can you come?  I would if I could but I can’t.  

(คุณมาได้ไหมล่ะ  ผมจะมาถ้าผมสามารถทำได้ (ในปัจจุบัน)   แต่ผมก็ไม่สามารถมาได้)  (ผู้พูดสมมติเหตุการณ์ที่เป็นไปไม่ได้  หรือมีโอกาสเกิดขึ้นได้น้อยมาก)

                                        สำหรับใน  “If clause”  ที่มีกริยา  “Were”  เราสามารถใช้  “Were” แทน  “If”  ได้  คือ  ใช้แบบผกผัน  (Inversion)  ดังประโยคข้างล่าง

  • Were he to leave today, he would be there by Friday.

(= If he were to leave today, he would be there by Friday.)

(ถ้าเขาออกเดินทางวันนี้ (เป็นการสมมติเหตุการณ์ปัจจุบัน)  เขาคงไปถึงที่นั่นราววันศุกร์)   (แต่เป็นไปได้ยากมาก  หรือเป็นไปไม่ได้เลย  ที่เขาจะออกเดินทางวันนี้)

  • Were it less expensive, we would buy it.

(= If it were less expensive, we would buy it.)

(ถ้ามันราคาแพงน้อยกว่านี้ (ในขณะนี้ หรือ ในอนาคต)   เราจะซื้อมัน)   (แต่เนื่องจากมันราคาแพง  เราเลยไม่ซื้อ)  (เหตุการณ์เกิดได้ยากในปัจจุบัน)

  • Were I you, I would not let him say such things.

(= If I were you, I would not let him say such things.)

(คำแปลอยู่ข้างบน)  (เหตุการณ์ไม่เกิดขึ้นจริงในปัจจุบัน)

  • I would not go to school every day were I a poor student.

(= I would not go to school every day if I were a poor student.)

(ผมจะไม่ไปโรงเรียนทุกวัน  ถ้าผมเป็นนักเรียนยากจน  -  ในปัจจุบัน)   (แต่ผมไปโรงเรียนทุกวัน  เพราะผมไม่ได้เป็นนักเรียนยากจน)  (เหตุการณ์ไม่เกิดขึ้นจริงในปัจจุบัน)

 

2. __________________________________________ my students went to see that film.

(นักเรียนของผม _________________________________________ ไปดูหนังเรื่องนั้น)

(a) Most of the

(b) The most of

(c) Almost   (เกือบจะ)

(d) Most of   (ส่วนใหญ่, ส่วนมาก)

ตอบ   -   ข้อ  (d)   ดูคำอธิบายเพิ่มเติมจากประโยคตัวอย่างข้างล่าง

                                                      ตัวอย่างที่ ๑

  • _____________________________________________ would like to live peacefully.

(______________________________________________ อยากจะดำรงชีวิตอย่างสันติ)

(a) Most of people

(b) The most of people

(c) Almost people

(d) Most people   (ผู้คนส่วนมากหรือส่วนใหญ่)

(e) Almost of people

ตอบ   -   ข้อ   (d)   หรือใช้   “Most of the people”  ก็ได้

                                                    ตัวอย่างที่

  • _____________________________________ outside of the cities is used for farming.

(__________________________ นอกเมือง  ถูกใช้สำหรับทำฟาร์ม – คือ เพาะปลูก-เลี้ยงสัตว์)

(a) Most areas    (พื้นที่ส่วนใหญ่)

(b) Most of the area    (พื้นที่ส่วนใหญ่)

(c) Almost all areas    (เกือบจะพื้นที่ทั้งหมด)

(d) The most of the area

ตอบ   -   ข้อ   (b)   หรือ  “Most area”   ก็ได้  เนื่องจาก  “Area”  เป็นทั้งคำนามนับได้และนับไม่ได้  หมายถึง  “พื้นที่ของเมือง, ประเทศ หรืออื่นๆ, พื้นที่ในห้องหรือตัวอาคาร, สาขาของวิชาความรู้”  สำหรับประโยคข้างบน  กริยา  คือ “Is used”  จึงต้องใช้  “Area”  แบบนามนับไม่ได้  คือ  เอกพจน์   ดังนั้น  ข้อ (a) และ (c) จึงผิด  สำหรับความแตกต่างระหว่าง  “Most of the”  และ  “The most”  ดูจากตัวอย่างในประโยคข้างล่าง

                                                     ตัวอย่างที่     (จงหาที่ผิดไวยากรณ์ จากข้อ ๑ ถึง ๔)

(1) As (2) they ripen on the tree, (3) the most olives change slowly (4)  from green to black.

(ในขณะที่พวกมันสุกอยู่บนต้น  ผลมะกอกส่วนใหญ่เปลี่ยนอย่างช้าๆ  จากสีเขียวเป็นสีดำ)

ตอบ  –   ข้อ   (3)   แก้เป็น  “most olives”  หรือ  “most of the olives”  เนื่องจากหมายถึง  “ผลมะกอกส่วนใหญ่”   สำหรับ  “The most”   ใช้นำหน้าคำคุณศัพท์พยางค์ยาวในการเปรียบเทียบ   “ขั้นสูงสุด”  (Superlative degree)  เช่น

  • The most important thing  (สิ่งสำคัญที่สุด)
  • The most expensive car  (รถยนต์ที่แพงที่สุด)
  • The most diligent student  (นักเรียนที่ขยันที่สุด)
  • The most difficult question  (คำถามที่ยากที่สุด)
  • The most complicated problem  (ปัญหาที่สลับซับซ้อนที่สุด)

                                                    ตัวอย่างที่     (จงหาที่ผิดหลักไวยากรณ์ จาก ข้อ ๑ – ๔)

(1) Almost visitors in New York City (2) spend their time (3) attending Broadway plays, visiting some of the museums, and (4) going shopping.

(ผู้ไปเยือน – นักท่องเที่ยว – กรุงนิวยอร์กส่วนใหญ่  ใช้เวลาของตนเข้าชมละครบรอดเวย์, ไปเยือนอนุสาวรีย์บางแห่ง,  และไปช้อปปิ้ง)

ตอบ  –  ข้อ   (1)   แก้เป็น  “Most”  หรือ   “Most of the”  เนื่องจากหมายถึง  “นักท่องเที่ยวส่วนมาก-ส่วนใหญ่”  ส่วน  “Almost”  หมายถึง  “เกือบจะ”  ซึ่งใช้ดังนี้   คือ

  • He spent almost a month in China.

(เขาใช้เวลาเกือบ    เดือนในจีน)

  • In Oxford Street, you can buy almost anything.

(บนถนนอ๊อกฟอร์ด  คุณสามารถซื้อเกือบทุกอย่าง)

  • I had almost forgotten about the trip.

(ผมเกือบลืมเกี่ยวกับการเดินทาง)

  • Cats are in fact almost color blind.

(แมว  ที่จริงแล้วเกือบจะตาบอดสี)

  • The door opened almost before Peter had finished knocking.

(ประตูเปิดออก  เกือบจะก่อนที่ปีเตอร์เคาะประตูเสร็จ)

  • He has almost certainly been murdered.

(เขาเกือบจะถูกฆาตกรรมอย่างแน่นอน – แต่ไม่ได้ถูกฆ่า)

  • He was almost killed in an accident.

(เขาเกือบตายในอุบัติเหตุ)

 

3. Do you mind ___________________________________________________________?

(คุณจะรังเกียจไหม ___________________________________________________)

(a) smoking    (การสูบบุหรี่)

(b) if I smoke    (ถ้าผมสูบบุหรี่)

(c) to smoke

(d) I smoking

ตอบ   -   ข้อ   (b)   ไม่สามารถตอบข้อ  (a)  ได้  เนื่องจากเหมือนการไปถามเชื้อเชิญแบบคะยั้นคะยอให้คนอื่นมาสูบบุหรี่  ซึ่งถ้าต้องการชวนคนอื่นสูบบุหรี่  จะต้องใช้ว่า  “Would (Do) you like to smoke?”  สำหรับข้อ (c)  ใช้ไม่ได้  เนื่องจาก  “Mind + Verb + ing”  อย่างไรก็ตาม  เราสามารถใช้ข้อ ความที่มีความหมายเดียวกับข้อ  (b)  คือ   “Do you mind my smoking?”  ได้  เนื่องจาก  “Gerund” (Verb + ing)  ถือเป็นคำนามประเภทหนึ่ง  จึงสามารถใช้   “Possessive adjective” (His, Her, My, Your, Their, Our, Its)  ซึ่งเป็นคำแสดงความเป็นเจ้าของ  นำหน้า  “Gerund” (Verb + ing) ได้เหมือนกับคำนามทั่วๆ ไป  ดังประโยคตัวอย่างข้างล่าง

  • His walking quickly makes him tired.

(การเดินเร็วของเขาทำให้เขาเหนื่อย)

  • We appreciated (on) your coming.

(เราชื่นชม-ยกย่องกับการมาของคุณ)

  • Her being afraid of snakes is well-known.

(การกลัวงูของเธอเป็นที่รู้กันดี)

  • It was no use your telling him to stop smoking.

(ไม่มีประโยชน์กับการบอกเขาของคุณให้หยุดการสูบบุหรี่)

  • The audiences were informed of his being a great scientist.

(ผู้ชมได้รับการบอกเกี่ยวกับการเป็นนักวิทยาศาสตร์ที่ยิ่งใหญ่ของเขา)

  • I had to postpone my writing to him to a later date.

(ผมจำเป็นต้องเลื่อนการเขียนถึงเขาของผมออกไปอีก)

  • You should not delay your sending of the application form.

(คุณไม่ควรทำให้ล่าช้าการส่งใบสมัครของคุณ)

 

4. I _________________________________________ to stay here until the end of this month.

(ผม _________________________________________ ให้พักที่นี่  จนกระทั่งสิ้นเดือนนี้)

(a) oblige

(b) am obliging

(c) am obliged    (ถูกผูกมัด, ถูกบังคับ)

(d) have an oblige

ตอบ   -   ข้อ  (c)   เนื่องจาก  “Oblige”  เมื่อใช้ในความหมาย  “ถูกบังคับ, ถูกผูกมัด, มีหน้าที่ที่จะต้อง, ......................, มีภารกิจต้อง............................”  จะต้องใช้ในรูป  “Passive voice” {Subject + Is (am, are, was, were) + Verb 3}  เสมอ

 

5. I am longing ___________________________________________________ the holidays.

(ผมกำลัง  ปรารถนา-อยาก-ใคร่ที่จะ _______________________________ วันหยุดพักผ่อน)

(a) for    (“Long for”  =  ปรารถนา, อยากมี,  อยากได้)

(b) to

(c) in

(d) with

ตอบ  -  ข้อ   (a)   “Long for”  =  “ปรารถนา, อยากได้,  อยากมี”“Long”  ในที่นี้เป็นคำกริยา

                           สำหรับคำคุณศัพท์  (Adjective)  ที่ใช้กับ  “For”  ได้แก่  “Responsible”  (He is responsible for the job. = เขารับผิดชอบต่องาน),  “Ready”  (เตรียมพร้อมต่อ)  -  “Are you ready for your new job?”  (คุณเตรียมพร้อมสำหรับงานใหม่หรือเปล่า),  “Qualified”  (มีคุณสมบัติเหมาะสมกับ) – She was qualified for the job.  (เธอมีคุณสมบัติตรงกับงาน),  “Essential”  (จำเป็นอย่างยิ่ง),  “Good”  (เป็นประโยชน์ต่อ)  -  “It is good for you to get up early.”  (มันดีสำหรับคุณที่ตื่นนอนแต่เช้าตรู่), “Suitable”  (เหมาะสม),  “Famous”  (มีชื่อเสียง)  -  “Thailand is famous for the hospitality of its people.”  (เมืองไทยมีชื่อเสียงในเรื่องความเอื้อเฟื้อของผู้คน),  “Eager”  (กระตือรือ ร้น), “Sorry”  (เสียใจกับ)  -  “I’m sorry for any damage I may occur.”  (ผมเสียใจสำหรับความเสียหายใดๆ ที่ผมอาจทำให้เกิดขึ้น), “Sufficient”  (เพียงพอ), “Fit”  (เหมาะสม)  -  “These clothes are fit for me.”  (เสื้อผ้าพวกนี้เหมาะสำหรับผม), “Unfit”,  “Perfect”  (สมบูรณ์แบบ), “Grateful”  (ขอบคุณต่อ) -  I am very grateful to you for your assistance.  (ผมขอบคุณคุณอย่างมาก  สำหรับความช่วยเหลือของคุณเป็นต้น

                            ส่วนคำกริยา  (Verb)  ที่ใช้กับ  “For”  เช่น  “Buy something for someone”  (ซื้ออะไรให้ใคร)  -  “I bought a present for her on her birthday.”  (ผมซื้อของขวัญให้เธอสำหรับวันเกิด),  “Wait”  (รอคอย)  -  They were waiting for their old friends at the airport.  (พวกเขากำลังรอคอยเพื่อนเก่าที่สนามบิน),  “Vote”  (ลงคะแนนให้)  -  “They will vote for the Republican only.”  (พวกเขาจะลงคะแนนให้เฉพาะกับพรรครีพับริกันเท่านั้น),  “Pay”  (จ่ายเงินค่า)  -  “I’ ll pay for the meal this time.”  (ผมจะจ่ายค่าอา หารให้มื้อนี้),  “Apply”  (สมัคร)  -  She will apply for a job in a foreign company.  (เธอจะสมัครงานในบริษัทต่างชาติ),  “Thank”  (ขอบคุณ)  -  “Thank you for your help.”  (ขอบคุณสำหรับความช่วยเหลือ),  “Search  (ค้นหา)  -  “I’ll search for the data in the library.”  (ผมจะค้นหาข้อมูลในห้องสมุด),  “Look”  (ค้นหา)  -  “She is looking for her lost watch.”  (เธอกำลังค้นหานาฬิกาที่หายไป),  “Struggle”  (ต่อสู้ดิ้นรนเพื่อ)  -  “They have to struggle for their survival.” (พวกเขาจำเป็นต้องต่อสู้ดิ้นรนเพื่อความอยู่รอด),  “Exchange”  (แลกเปลี่ยนเพื่อ),  “Beg”  (ขอร้อง)  -  “The criminals begged for the judge’s mercy.”  (เจ้าอาชญากรขอความเมตตาจากผู้พิพากษา),  “Ask”  (ขอร้อง),  “Call”  (เรียกร้องให้มี, จำเป็นต้องมี)  -  “The country called for peaceful co-existence.”  (ประเทศนั้นเรียกร้องให้อยู่ร่วมกันโดยสันติ),  “Apologize”  (ขอโทษ),  “Charge”  (คิดค่า),  “Provide”  (จัดให้มี, เตรียมไว้สำหรับ)  -  “The company provided for comprehensive training.”  (บริษัทจัดให้มีการฝึกอบรมอย่างกว้างขวาง),  “Substitute”  (เอามาแทน),  “Hope”  (หวังจะได้-มี)  -  “We hope for better life in the future.”  (พวกเราหวังจะมีชีวิตที่ดีขึ้นในอนาคตเป็นต้น

                          สำหรับวลีอื่นๆ ที่ใช้กับ  “For”  ได้แก่   “For good”  (อย่างถาวร, ตลอดกาล, ตลอดไป)  -  The lost money was gone for good.  (เงินที่หายไปหาไม่เจออีกเลย  -  คือสาบสูญอย่างถาวร)  -  He hoped that the repairs would stop the leak for good.  (เขาหวังว่าการซ่อมจะทำให้ท่อหยุดรั่วไหลไปตลอดกาล),  “For all I Know  (เท่าที่ผมรู้มา, บางที, เป็นไปได้)  -  For all I know, they had eloped a month before the girl’s parents knew  (บางที หรือ เป็นไปได้ที่ว่า  หนุ่มสาวคู่นั้นได้หนีตามกันไป   เดือน ก่อนหน้าที่พ่อแม่ของฝ่ายหญิงจะรู้  -  คือ ผมบอกไม่ได้ว่า  เป็นอย่างนั้น จริงๆ  ๑๐๐ เปอร์เซ็นต์  หรือไม่  แต่คิดว่า บางที  อาจจะเป็นเช่นนั้น),  “For the time being”  (เดี๋ยวนี้, ในขณะนี้, ชั่วขณะ, ชั่วคราว)  -  I haven’t any note paper, but this envelop will do for the time being.  (ผมไม่มีกระดาษโน้ตเลย  แต่ว่าซองจดหมายนี้ก็ใช้แทนได้  สำหรับในขณะนี้)  -  She hasn’t found an apartment yet; she is staying with her aunt for the time being.  (เธอยังหาห้องเช่าไม่ได้เลย  เธอกำลังพักอยู่กับป้าชั่วคราว  จนกว่าจะห้องเช่าได้)“For instance (= For example)”  (ตัวอย่างเช่น),   “For sure (= For certain”  (อย่างแน่นอน, อย่างไม่ต้องสงสัยเลย, แน่นอนทีเดียว)  -  He didn’t know for sure ( for certain) which bus to take.  (เขาไม่รู้อย่างแน่ชัดว่าจะต้องขึ้นรถเมล์คันไหน  -  คือ ไม่แน่ใจ),  เป็นต้น

 

6. __________________________ houses are unsafe since the city has set up its master plan.

(บ้าน ________ ไม่ปลอดภัย  ตั้งแต่เมืองได้จัดทำแผนแม่บท)  (คือ  อาจจะถูกรื้อทิ้งได้  เมื่อมีการวางผังเมืองใหม่)

(a) Those five red old fine dilapidated brick

(b) Those five fine old dilapidated red brick    {(ทำด้วย) อิฐสีแดงชำรุดทรุดโทรมเก่าแก่สวยงาม    หลังเหล่านั้น}

(c) Those five old red fine brick dilapidated

(d) Those five dilapidated old fine red brick

ตอบ   -   ข้อ   (b)   ดูเพิ่มเติมการเรียงลำดับคำ  คือ  คำนามที่มีคำนามและคุณศัพท์หลายๆ คำมาขยายข้างหน้ามัน  มีหลักการเรียงคำอย่างไร  จากประโยคข้างล่าง

                                                    ตัวอย่างที่ 

  • Mary has extremely _______ and fine_______.  She has tiny hands, but her fingers seem long and slender.

(แมรี่มี _______ อย่างมากๆ  และ (มี) _______ ที่ งดงามน่าดู  เธอมีมือเล็กๆ  แต่นิ้วมือของเธอดูเหมือนว่ายาวและเรียว)

(a) blue light eyes ________ brown straight hair

(b) light blue eyes _______ straight brown hair    (ตาสีฟ้าอ่อน  ________  ผมสีน้ำตาลเหยียดตรง)

(c) eyes light blue ________ brown hair straight 

(d) blue eyes light ________ hair straight brown

ตอบ   -   ข้อ   (b)   ต้องใช้สีขยายหน้าคำนาม  โดยอยู่ถัดมาจากนามตัวนั้น  (Blue eyes, Brown hair)  และใช้คำคุณศัพท์อื่นๆ ขยายถัดมาจากสี  {Light (อ่อน), Straight (เหยียดตรง)}  ดูเพิ่มเติมการเรียงลำดับคำที่ใช้ขยายหน้าคำนามจากประโยคข้างล่าง

                                              ตัวอย่างที่       จงหาข้อที่ผิดหลักไวยากรณ์ จาก ข้อ (๑) – (๔)

  • The term “gang” (1) refers to (2) an (3) organized informally (4) group of people

(คำว่า “แก๊ง”  หมายถึง  กลุ่มคนที่ถูกจัดตั้งอย่างไม่เป็นทางการ)

ตอบ   -   ข้อ    แก้เป็น  “informally organized”  เนื่องจากเป็นการเรียงคำที่ผิด

                                              ตัวอย่างที่ 

  • He bought ________________________________________________________.

(เขาซื้อ __________________________________________________________)

(a) a very blue pretty Italian shirt

(b) a very pretty Italian blue shirt

(c) a very Italian pretty blue shirt

(d) a very pretty blue Italian shirt   (เสื้อเชิ้ร์ตอิตาเลียนสีน้ำเงินที่สวยงามมาก)

ตอบ   –   ข้อ   (d)   เนื่องจากต้องเรียง  “ประเทศที่ผลิต”  อยู่ติดกับคำนามที่มันขยาย,  ถัดไปเป็น  “สี”,   ถัดไปถ้ามี   “ขนาด”  (big, small)   ก็ต่อด้วย  “ขนาด”,  แล้วต่อด้วย “คุณสมบัติอื่นๆ”  เช่น  “สวย”  หรือ  “ไม่สวย”  ดังในประโยคข้างบน   ซึ่งในการเรียงคำในภาษาไทย และอังกฤษ   จะเรียงกลับกัน   กล่าวคือ  เวลาแปลภาษาอังกฤษเป็นไทย  จะต้องแปลจากข้างหลังย้อนขึ้นไปข้างหน้า   เช่น   “เสื้อ-อิตาเลียน-สีฟ้า-สวยงาม-มาก”   สำหรับตัวอย่างอื่นๆ  เช่น

(๑) บ้าน  (๒) ทรงไทย  (๓) สีขาว  (๔) หลังใหญ่  (๕) สวยงาม  (๖) มาก  (๗) สองหลัง  (๘) เหล่านั้น

(8) Those (7) two (6) very (5) beautiful (4) big (3) white (2) Thai-style (1) houses

                                            ตัวอย่างอื่นๆ ได้แก่

  • I want to buy those two brown wood tables.

(ผมต้องการซื้อโต๊ะไม้สีน้ำตาล ตัวเหล่านั้น)

  • She is a very sweet little old lady.

(เธอเป็นสุภาพสตรีชราตัวเล็กๆ ที่หวานมาก)

  • Have you seen this interesting English book?

(คุณได้เห็นหนังสือภาษาอังกฤษที่น่าสนใจเล่มนี้หรือยัง)

  • She wanted to buy these two old brick houses.

(เธอต้องการซื้อบ้านอิฐเก่า หลังเหล่านี้)

  • There are two small Chinese gold cups in the shop window.

(มีถ้วยทอง (ทำใน) จีนเล็กๆ   ใบ ในตู้โชว์ของร้าน)

  • These old dilapidated houses are not safe.

(บ้านที่ทรุดโทรมเก่าๆเหล่านี้ไม่ปลอดภัย)

  • She gave me a round white plastic drinking cup.

(เธอให้ถ้วย (สำหรับ) ดื่มน้ำพลาสติกสีขาวกลม   ใบ แก่ผม)

  • We have bought two white electric washing machines.

(เราซื้อเครื่องซักผ้าไฟฟ้าสีขาว    เครื่อง)

 

7. The more we learn about the ambassador, the more we have _______________________.

(ยิ่งเราเรียนรู้มากขึ้นเกี่ยวกับท่านเอกอัครราชทูต,  เราก็ยิ่งมี ___________________ มากขึ้น)

(a) praise increasing

(b) respect in him

(c) admiration for him    (ความเลื่อมใส-ศรัทธา-ชื่นชม  สำหรับเขา)

(d) increase of his status    (การเพิ่มขึ้นในสถานภาพของเขา)

ตอบ   -   ข้อ   (c)   หรืออาจตอบ  ข้อ  (b)  แต่ต้องแก้เป็น  “respect for him”  (Respect ในที่นี้เป็น  “คำนาม”  หมายถึง  “ความเคารพ”)

 

8. Our old dog will eat _________________________________________ anyone offers him.

(หมาแก่ของเราจะกิน ____________________________________ (ที่) ใครก็ตามให้มัน)

(a) what    (อะไร, สิ่งใด)

(b) whatever    (อะไรก็ตาม, สิ่งใดก็ตาม)

(c) that

(d) whenever    (เมื่อใดก็ตาม)

ตอบ   -   ข้อ   (b)   ทั้งนี้อาจตอบ  ข้อ  (a)  ก็ได้  แต่ความหมายของ  ข้อ  (b)  ดีกว่า,  ทั้งนี้  “Whatever anyone offers him”  เป็นอนุประโยคแบบ  “Noun clause”  ทำหน้าที่เป็นกรรมของกริยา  “Eat

 

9. I’m sorry not ______________________________________ her before she left last week.

(ผมเสียใจที่ไม่ ________________________________ เธอ  ก่อนที่เธอจากไปสัปดาห์ที่แล้ว)

(a) to see

(b) to have seen   (ได้เห็น-พบ-เจอ)

(c) seeing

(d) having seen

ตอบ   -   ข้อ  (b)   เนื่องจาก  “Sorry + To + Verb 1”  =  “เสียใจที่ได้.........................ในปัจจุบัน และอนาคต”  ส่วน  “Sorry + To + Have + Verb 3”  =  “เสียใจที่ได้........………..ในอดีต”  ในทำนองเดียวกัน  “Sorry + Not + To + Verb 1”  =  “เสียใจที่มิได้.........................ในปัจจุบันและอนาคต”  ส่วน  “Sorry + Not + To + Have + Verb 3”  =   “เสียใจที่มิได้..........................ในอดีต”   ดังตัวอย่างประโยคข้างล่าง

  • I am sorry to go to the party with them.

(ผมเสียใจที่ไปงานเลี้ยงกับพวกเขา)  (เป็นปัจจุบันหรืออนาคต  คือ  ไปในตอนนี้ หรือ ไปพรุ่งนี้)  (ถ้าจะให้ชัดเจนเรื่องเวลา  ควรเติม  “Now”  หรือ  “Tomorrow”  หลัง  “them”)

  • I am sorry not to go to the party with them.

(ผมเสียใจที่มิได้ไปงานเลี้ยงกับพวกเขา  -  ในขณะนี้หรือวันพรุ่งนี้)  (ถ้าจะให้ชัดเจนเรื่องเวลา  ควรเติม  “Now”  หรือ  “Tomorrow”  หลัง  “Them”)

  • She is sorry to have blamed them.

(เธอเสียใจ (ในปัจจุบัน) ที่ได้ตำหนิพวกเขาในอดีต)

  • She was sorry to have blamed them.

(เธอเสียใจ (ในอดีต) ที่ได้ตำหนิพวกเขาในอดีต)

  • We are (were) sorry not to have worked harder last term.

(เราเสียใจ (ในปัจจุบัน, อดีต) ที่มิได้ขยันเรียนให้มากขึ้นเมื่อเทอมที่แล้ว)  (พวกเราเลยสอบตก)

  • She is (was) sorry not to have told the truth.

(เธอเสียใจ (ในปัจจุบัน, อดีต) ที่มิได้พูดความจริง)  (เมื่อปีที่แล้ว)

 

10. The Grand Palace is ______________________________________________________.

(พระบรมมหาราชวังอยู่  ________________________________________________)

(a) far about four kilometers from here.

(b) far from here about four kilometers

(c) about four kilometers far from here

(d) about four kilometers from here    (ห่างจากที่นี่ประมาณ    กิโลเมตร)(แปลตรงตัว  คือ  “ประมาณ    กิโลเมตรจากที่นี่

ตอบ   -   ข้อ   (d)   เนื่องจากมิได้เรียงตามแบบภาษาไทย  ในข้อ  (a)  และ  (b)  “ไกลประมาณ  ๔  ก.ม. จากที่นี่”   หรือ  “ไกลจากที่นี่ประมาณ  ๔  ก.ม.”  แต่ต้องใช้ตามโครงสร้างในข้อ  (d)  (ประมาณ  ๔  ก.ม. จากที่นี่)  โดยไม่ต้องมี  “far”  (ต้องจำโครงสร้างแบบนี้)

 

11. ________________________________________________________ to catch the train.

(____________________________________________________ ที่จะไปทันรถไฟ)

(a) He did not run enough fast

(b) He ran not fast enough

(c) He did not run fast enough    (เขาวิ่งไม่เร็วพอ)

(d) He ran not enough fast

ตอบ   -   ข้อ   (c)   กริยา  “Run”   เมื่อจะทำเป็นประโยคปฏิเสธ  จะต้องใช้  “Verb to do” (Do, Does, Did)  ช่วยเสมอ  และ  “Enough”  เป็นทั้งคำคุณศัพท์และกริยาวิเศษณ์  ต้องขยายข้างหลังคำคุณศัพท์  (Adjective) (good enough – ดีพอ, quick enough – เร็วพอ, cold enough – หนาวพอ, big enough – ใหญ่พอ, small enough – เล็กพอ, brave enough – กล้าหาญพอ)  หรือ หลังกริยาวิเศษณ์  (Adverb) (quickly enough – อย่างรวดเร็วพอ, slowly enough – อย่างเชื่องช้าพอ, carefully enough, well enough, attentively enough – อย่างเอาใจใส่เพียงพอ)  แต่ขยายหน้าคำนาม  (enough money– เงินมากพอ, enough furniture – เฟอร์นิเจอร์มากพอ, enough information – ข้อมูลมากพอ, enough time – เวลามากพอ, enough knowledge – ความรู้มากพอ, enough people – คนมากพอ, enough men – คนมากพอ, enough cars – รถยนต์มาก พอ, enough homes- บ้านมากพอ, enough participants – ผู้เข้าร่วมมากพอเป็นต้น

 

12. He is so poor that he has no __________________________________________ to wear.

(เขายากจนมากจนกระทั่ง  เขาไม่มี ___________________________________ จะสวมใส่)

(a) cloth    (ผ้าเป็นชิ้นๆ)

(b) cloths    (ผ้าหลายๆชิ้น)

(c) clothes    (เสื้อผ้า, เครื่องนุ่งห่ม)  (เป็นพหูพจน์เสมอ)

(d) clothe    (เป็นคำกริยา หมายถึง สวมเสื้อผ้า, แต่งตัว)

 

13. _________________________ you travel in ideal weather, sea journeys take a long time.

(________________ คุณเดินทางในสภาพอากาศที่ดีเยี่ยม,  การเดินทางทางทะเลใช้เวลานาน)

(a) Even    (แม้กระทั่ง, แม้แต่)

(b) If    (ถ้า)

(c) Even if    (ถึงแม้ว่า,  แม้ว่า)

(d) If even    (รูปนี้ไม่มีใช้)

ตอบ   –   ข้อ   (c)   “Even if  =  Even though  =  Though  =  Although”  (แม้ ว่า, ถึงแม้ว่า)   สำหรับ  “Even”  ใช้ดังนี้  คือ

  • The hotel had everything.  There was even a swimming pool.

(โรงแรมมีทุกสิ่งทุกอย่าง  มีแม้กระทั่งสระว่ายน้ำ)

  • She liked him even when she was quarreling with him.

(เธอชอบเขา  แม้กระทั่งตอนที่เธอกำลังทะเลาะกับเขา)

  • I will give the details to no one, not even to you.

(ผมจะไม่ให้รายละเอียดกับใคร  ไม่ให้แม้กระทั่งคุณ)

  • No one dared even to whisper.

(ไม่มีใครกล้า (พูด)  แม้กระทั่งกระซิบ)

  • Tomorrow might be even better.

(พรุ่งนี้อาจจะแม้กระทั่งดีกว่า – เมื่อเปรียบเทียบกับสิ่งที่ผมเพิ่งจะพูดมา)

  • People seemed content, even happy.

(ผู้คนดูเหมือนว่าพึงพอใจ   ถึงขนาดมีความสุขเลยทีเดียว)

 

14. I wish I could ___________________________________________________ drinking.

(ผมปรารถนาว่าผมสามารถ _____________________________________ การดื่มเหล้า)

(a) give way

(b) give away    (ยกให้ไป)

(c) give up    (ยุติ, เลิก)

(d) give out    (แจก, แจกจ่าย)

 

15. I am ____________________________________________ weak to lift this heavy stone.

(ผมอ่อนกำลัง (อ่อนแอ) ___________________________________ ที่จะยกหินหนักก้อนนี้)

(a) so

(b) very

(c) too    (เกินไป, มากเกินไป)

(d) quite

ตอบ   -   ข้อ   (c)   สำหรับโครงสร้างที่แตกต่างกัน  แต่มีความหมายเหมือนกันมีดังนี้  คือ

  • I am too weak to lift this heavy stone.
  • I am very (หรือ so, quite) weak and I cannot lift this heavy stone.
  • I am not strong enough to lift this heavy stone.
  • I am so weak that I cannot lift this heavy stone.
  • I am such a weak person that I cannot lift this heavy stone.

                                           ตัวอย่างประโยคอื่นๆ ที่มีโครงสร้างต่างกัน  แต่ความหมายเหมือนกัน  เช่น

  • The car is too small for us to get into it.

(รถยนต์คันนั้นเล็กเกินไปสำหรับเราที่จะเข้าไปนั่งได้)

  • The car is very (หรือ so, quite) small and we cannot get into it.
  • The car is not big enough for us to get into it.
  • The car is so small that we cannot get into it.
  • It is so small a car that we cannot get into it.
  • It is such a small car that we cannot get into it.

หมายเหตุ   -   ประโยคทั้งหมดข้างบนมีความหมายเหมือนกัน

 

16. This is the house ___________________________________________________ I live in.

(นี่คือบ้าน (ซึ่ง) ______________________________________________ ผมอาศัยอยู่)

(a) where

(b) at

(c) in which

(d) (No word is needed.)  (ไม่ต้องเติมคำใดๆ)

ตอบ  -  ข้อ   (d)   ดูคำอธิบายเพิ่มเติมจากประโยคตัวอย่างข้างล่าง

                                                    ตัวอย่างที่

  • The hotel __________________________________________ was very comfortable.

(โรงแรม __________________________________________ มีความสะดวกสบายมาก

(a) which I slept last week

(b) that I slept last week

(c) where I slept in last week    (ผิด  เพราะมี  “where”  แล้ว  ห้ามใช้  “in”  อีก)

(d) in which I slept last week    (ซึ่งผมนอนเมื่ออาทิตย์ที่แล้ว)

ตอบ   –   ข้อ  (d)   เนื่องจาก  “In which”  มีความหมายเท่ากับ  “Where”  สำหรับข้อนี้   นอกจากตอบในแบบข้อ  (d)  แล้ว  ยังสามารถใช้ในรูปอื่นๆ ได้อีก   คือ

  • in which I slept last week
  • which I slept in last week
  • that I slept in last week
  • where I slept last week

หมายเหตุ   –   ห้ามใช้   “in that I slept last week

                                               สำหรับประโยคในข้อ   ๑๖  สามารถใช้ได้หลายรูปแบบเช่นเดียวกัน  (โดยมีความหมายเหมือนกัน)   คือ

  • This is the house I live in
  • This is the house where I live.
  • This is the house in which I live.
  • This is the house which I live in.
  • This is the house that I live in.

 

17. Tim expects to graduate from the university __________________________ next month.

 (ทิมคาดหวังว่าจะจะการศึกษาจากมหาวิทยาลัย __________________________ เดือนหน้า)

(a) by    (ราวๆ เวลา,  เมื่อถึง)

(b) in

(c) at

(d) on

ตอบ   -   ข้อ    (a)

                           สำหรับวลีที่ใช้กับ  “By”  ได้แก่  “by virtue of”  (เพราะว่า, ด้วยเหตุผลที่ว่า)  -  Plastic bags are useful for holding many kinds of food, by virtue of their clearness, toughness, and low cost.  (ถุงพลาสติกมีประ โยชน์สำหรับใช้ใส่อาหารหลายชนิด, เพราะว่าความใส, เหนียว, และราคาถูก  ของมัน),  “by birth”  (โดยกำเนิด)  -  She is English by birth.  (เธอเป็นคนอังกฤษโดยกำเนิด),  by my watch”  {(เวลา  ๑๐  โมง)  จากนาฬิกาของผม},  “He died by his own hands.  (เขาตายด้วยน้ำมือของตนเอง),  “by chance” (โดยบังเอิญ)  -  I met my own friend at the party by chance.  (ผมเจอเพื่อนเก่าที่งานเลี้ยงโดยบังเอิญ), “by mistake”  (โดยการเข้าใจผิด)  -  He took my book by mistake.  (เขาเอาหนังสือของผมไปโดยเข้าใจผิด  คือ  คิดว่าเป็นของเขา), “by heart”  (โดยการท่องจำ)  -  I learn English vocabularies by heart.  (ผมเรียนรู้คำศัพท์ภาษา อังกฤษโดยการท่องจำ), “by car” (= in a car) (โดยรถยนต์),  “by bus” (= in a bus) (โดยรถประจำทาง),  “by train” (= in a train) (โดยรถไฟ)  “by plane” (= in a plane)(โดยเครื่องบิน)  “by air”  (โดยทางอากาศ) “by sea”  (โดยทางทะ เล)  “by telephone”  (โดยทางโทรศัพท์),  “by telegram” (โดยทางโทรเลข),  “by letter”  (โดยทางจดหมาย),  “by trade”  (โดยทางการค้า),  “by radio” (โดยทางวิทยุ),  “by force” (โดยใช้กำลัง),  “I know him (them) by name” (ผมรู้จักเขาแต่ชื่อ  -  ไม่เคยพบตัว),  “by himself/herself” (โดยตัวเขา/เธอเอง  ตามลำพัง หรือ ไม่มีใครช่วย)  -  He did all the work by himself.  (เขาทำงานทั้ง หมดด้วยตนเอง), “by machinery” (โดยเครื่องจักร), “The room is 20 feet by 10 feet.” (ห้องยาว ๒๐ ฟุต กว้าง ๑๐ ฟุต),  “Sugar is sold by the pound/ kilogram.” (= by weight) {น้ำตาลถูกขายเป็นปอนด์/กิโลกรัม = (ขาย) เป็นน้ำ หนัก},  “The road was widened by 5 meters.”  (ถนนถูกขยายออกไปอีก เมตร),  “She was brought up by her aunt.” (เธอได้รับการอบรม-เลี้ยงดูโดยป้าของเธอ),  “by and large” (= on the whole) (โดยทั่วๆ ไป, เมื่อพิจารณาทุกด้านแล้ว),  “by mistake”  (โดยการเข้าใจผิด),  “by accident”  (โดยอุบัติเหตุ, โดยมิได้ตั้งใจ),  “by degrees” (ทีละน้อย),  “by the way”  (อ้อ, เอ้อ, อนึ่ง – ใช้พูดเกริ่นนำ ก่อนจะเข้าเรื่อง),  “by all means”  (โดยแน่นอน),  “by no means” (ไม่โดยแน่นอน),  “By my watch”  {(เวลา  ๑๐  โมง)  จากนาฬิกาของผม} -  “It is now twelve o’clock by my watch.”  (ขณะนี้เป็นเวลาเที่ยงวัน  จากนาฬิกาของผม),  “He died by his own hands.  (เขาตายด้วยน้ำมือของตนเอง), “by heart”  (โดยการท่องจำ)  -  I learn English vocabularies by heart.  (ผมเรียนรู้คำศัพท์ภาษาอังกฤษโดยการท่องจำ), “by car” (= in a car) (โดยรถยนต์),  “by bus” (= in a bus) (โดยรถประจำทาง),  “by train” (= in a train) (โดยรถไฟ),  “by plane” (= in a plane)  (โดยเครื่องบิน),  “by air”  (โดยทางอากาศ),  “by sea”  (โดยทางทะเล),  “by telephone”  (โดยทางโทร ศัพท์),  “by telegram” (โดยทางโทรเลข),  “by letter”  (โดยทางจดหมาย),  “by trade”  (โดยทางการค้า),  “by radio” (โดยทางวิทยุ),  “by force” (โดยใช้กำลัง),  “I know him (them) by name” (ผมรู้จักเขาแต่ชื่อ  -  ไม่เคยพบตัว),  “by himself/herself” (โดยตัวเขา/เธอเอง  ตามลำพัง หรือ ไม่มีใครช่วย)  -  He did all the work by himself.  (เขาทำงานทั้งหมดด้วยตนเอง), “by machinery” (โดยเครื่องจักร),  “by hand” (= with his hands) {(ทำ) ด้วยมือ}, “The room is 20 feet by 10 feet.”  (ห้องยาว ๒๐ ฟุต กว้าง ๑๐ ฟุต),  “Sugar is sold by the pound/ kilogram.” (= by weight) {น้ำตาลถูกขายเป็นปอนด์/กิโลกรัม = (ขาย) เป็นน้ำหนัก},  “The road was widened by 5 meters.”  (ถนนถูกขยายออกไปอีก ๕ เมตร),   “remarks by Mr. Schmidt”  (คำพูดโดยมิสเตอร์ชมิดท์),  “new legislation announced by the government” (กฎหมายใหม่ประกาศโดยรัฐ บาล),  “I was startled by his anger.”  (ผมสะดุ้งตกใจจากความโกรธของเขา),  “by and large” (= on the whole) (โดยทั่ว ๆไป, เมื่อพิจารณาทุกด้านแล้ว),  “by mistake”  (โดยการเข้าใจผิด),  “by accident”  (โดยอุบัติเหตุ, โดยมิได้ตั้งใจ), “by degrees” (ทีละน้อย),  “by the way”  (อ้อ, เอ้อ, อนึ่ง – ใช้พูดเกริ่นนำ ก่อนจะเข้าเรื่อง),  “by all means”  (โดยแน่นอน),  “by no means” (ไม่โดยแน่นอน),  “by-pass” (= short cut)  (ทางลัด)“passer-by” (ผู้ที่ผ่านไปมา),  “by-gone”  (สิ่งหรือเรื่องที่ผ่านไปแล้ว),  “by-product” (ผลพลอยได้),  “I will pay by cheque.” (ผมจะจ่ายเป็นเช็ค),  “read a book by candlelight”  (อ่านหนังสือโดยใช้แสงเทียน),  “by chance” (โดยบังเอิญ),  “She came in by the back door.”  (เธอเข้ามาทางประตูหลัง),  “I sat by her bed.” (ผมนั่งข้าง – หรือใกล้ – เตียงของเธอ),  “by 1960”  (ราวๆ ปี ๑๙๖๐),  “By the time I went to bed, I was absolutely exhausted.”  (ราวๆเวลาที่ผมเข้านอน  ผมเหน็ดเหนื่อยโดยสิ้นเชิง),  “He is rich by Chinese standards.”  (เขาร่ำรวย  โดยมาตรฐานของชาวจีน),  “She was standing by herself in a corner of the room.”  (เธอกำลังยืนอยู่ตามลำพัง – คนเดียว – ที่มุมห้องด้านหนึ่ง),  “I think I could manage by myself.”  (ผมคิดว่าผมสามารถทำสำเร็จด้วยตัวของผมเอง – โดยไม่ต้องมีคนคอยช่วยเหลือ),  “Twelve divided by three is four.”  (๑๒ หารด้วย เหลือ ),  “Multiply the amount by three.”  (จงคูณจำนวนนั้นด้วย ๓),  “Cars are now made by the million.” (รถยนต์ในปัจจุบันได้รับการผลิตเป็นล้านๆคัน),  “one by one” (ทีละคน),  “year by year”  (แต่ละปี),  “She took him by the hand.”  (เธอจับมือเขา),  “Hold it by the handle!”  (จงถือมันไว้ที่ด้าม หรือ มือจับ),  “Her salary went up by half.”  (เงินเดือนของเธอขึ้นไปครึ่งหนึ่ง),  “The economic growth increased by 10 %.” (เศรษฐกิจเติบโต ๑๐ เปอร์เซ็นต์),  “They are Buddhists by birth, not by practice.”  (พวกเขาเป็นชาวพุทธโดยกำเนิด  มิใช่โดยการปฏิบัติ – ศาสนกิจ),  “By night, a number of animals seek their preys, while by day, they tend to sleep.” (ระหว่างกลางคืน  สัตว์จำนวนมากเสาะหาเหยื่อ  ในขณะที่ตอนกลางวัน  พวกมันมักจะนอน),  “walk side by side”  (เดินเคียงข้างกัน),  “walk hand in hand”  (เดินจูงมือกัน),  “by-election”  (การเลือกตั้งซ่อม),  “by comparison (= in comparison)”  (โดยการเปรียบเทียบ)  -  He made me look, by comparison (= in comparison), a good, calm, reasonable person.  (เขาทำให้ผมดู (มีท่าทาง ), โดยเปรียบเทียบ, เป็นคนดี  เยือกเย็น  และมีเหตุผล)  (หมายถึง  เมื่อเปรียบเทียบผมกับเขา),   เป็นต้น

 

18. The ________ of this business is a result of a lot of hard work and some solid financial support.

(____________ ของธุรกิจนี้  เป็นผลลัพธ์ของการทำงานหนักอย่างมาก  และการสนับสนุนทางการเงินอย่างดีเลิศ)

(a) succeed    (ประสบความสำเร็จ)

(b) success    (ความสำเร็จ)

(c) successful    (ซึ่งประสบความสำเร็จ)

(d) successfully    (อย่างประสบความสำเร็จ)

ตอบ   -   ข้อ   (b)   เนื่องจากเป็นประธานของประโยค  จึงต้องเป็นคำนาม  ส่วน  “Of this  business”  เป็นส่วนขยายประธาน  โดยมี  “Is”  เป็นกริยาของประโยค  สำหรับข้อ  (a)  เป็นคำกริยา  และ ข้อ  (c)  เป็นคำคุณศัพท์

 

19. The walls were painted this morning, so __________________________________ them.

(กำแพง – ผนัง – ได้รับการทาสีเมื่อเช้านี้ ดังนั้น ________________________________มัน)

(a) touch    (สัมผัส, แตะ)

(b) touching    (การสัมผัสหรือแตะ)

(c) don’t touch    (อย่าสัมผัส, อย่าแตะ)

(d) not to touch

ตอบ   -   ข้อ   (c)   เนื่องจากในประโยคคำสั่ง  หรือขอร้องไม่ให้ทำ  ถือเสมือนว่ามีประ ธาน  “You”  อยู่หน้าประโยค  (แต่ละเอาไว้ในฐานที่เข้าใจ)  จึงต้องขึ้นต้นประโยคแบบนี้ด้วย  “Don’t + Verb 1” เสมอ  เช่น

  • Don’t make a loud noise.  (อย่าส่งเสียงดัง)
  • Don’t come into the room.  (อย่าเข้ามาในห้อง)

                                              ดูรายละเอียดประโยคคำสั่ง-ขอร้อง  เพิ่มเติม  จากตัวอย่างข้างล่าง

  • Buy me a newspaper.  (ซื้อหนังสือพิมพ์ให้ผมฉบับหนึ่งนะ)
  • Go out.  (ออกไปห่างๆ – ออกไปให้พ้น)
  • Open the window, please.  (กรุณาเปิดหน้าต่างหน่อยครับ)
  • (Please) come into the room.  (โปรดเข้ามาในห้อง)

                                          ในกรณีที่เป็นคำคุณศัพท์  (Adjective)  ให้ขึ้นต้นประโยคด้วย  “Be”  เสมอ  เช่น

  • Be careful(จงระวัง)
  • Be patient(อดทนหน่อยนะ)
  • Be thoughtful to other people.  (จงนึกถึงคนอื่นบ้าง)

                                          อนึ่ง  ถ้าเป็นประโยคที่สั่งหรือขอร้องไม่ให้ทำ  ก็ยังถือเสมือนว่ามี  “You”  เป็นประธานนำหน้าประโยค  ดังนั้น  จึงต้องขึ้นต้น  “ประโยคคำสั่ง-ขอร้องไม่ให้ทำ”  ด้วย  “Don’t”  เสมอ  เช่น

  • Don’t make a loud noise.  (จงอย่าทำเสียงดัง)
  • Don’t get up late.  (อย่าตื่นสายนะ)
  • Don’t bother me while I’m working.  (อย่ากวนผมในขณะที่ผมกำลังทำงาน)

                                         ในกรณีที่เป็นคำคุณศัพท์  (Adjective)  ให้ขึ้นต้นประโยคด้วย  “Don’t be”  เสมอ  เช่น

  • Don’t be late for class.  (อย่าเข้าห้องเรียนสายนะ)
  • Don’t be careless while walking across the street.  (จงอย่าประมาทขณะเดินข้ามถนน)
  • Don’t be too serious with your work.  (จงอย่าเอาจริงเอาจังกับงานมากเกินไป)

 

20. You must _____________ every item on the form or your application will not be considered.

(คุณจะต้อง ________ ทุกข้อในแบบฟอร์ม  มิฉะนั้น การสมัคร (หรือ ใบสมัคร) ของคุณจะไม่ได้รับการพิจารณา)

(a) to complete

(b) complete    (กรอกข้อความให้ครบ, ทำให้เสร็จ, ทำให้สมบูรณ์, ทำให้ครบ)

(c) completing

(d) will complete

ตอบ   -   ข้อ   (b)   เนื่องจากคำกริยาที่ตามหลัง  “Modal verb”  (Will, Would, Shall, Should, Can, Could, May, Might, Must)  จะต้องอยู่ในรูป  “Infinitive without to”  (Verb ช่องที่ 1  ที่ไม่มี  “To”  นำหน้า)  เสมอ

 

21. Very few people showed ____________________________________ for the conference.

(น้อยคนมากที่ปรากฏตัว ______________________________________ สำหรับการประชุม)

(a) up    (show up  =  ปรากฏตัว, โผล่มา)

(b) off    (show off  =  โอ้อวด)

(c) to

(d) through

ตอบ   -   ข้อ   (a)   เพราะได้ความหมายดีที่สุด  (คือ  มีผู้มาประชุมน้อยมาก)

 

22. This building, ____________ was built more than 100 years ago, is scheduled for demolition next month.

(อาคารนี้, ____________ ถูกสร้างเกินกว่า ๑๐๐ ปี มาแล้ว,  ถูกกำหนดเวลาสำหรับการทำลายทิ้งในเดือนหน้า)

(a) it

(b) that

(c) was

(d) which    (ซึ่ง)

ตอบ   -   ข้อ   (d)   เนื่องจาก  “Which”  ทำหน้าที่เป็นประธานของประโยคย่อย  หรืออนุประโยค  (Subordinate clause)  “Which was built more than 100 years ago”  และชี้เฉพาะเจาะจงด้วยว่าเป็น  “อาคารแห่งนี้”  สำหรับ  “That”  ใช้เป็นประธานของประโยคย่อยได้เช่นกัน  แต่ต้องไม่ชี้เฉพาะเจาะจง  เช่นในประโยคข้างล่าง

  • The building that (หรือ which) is too old will be demolished.

(อาคารที่เก่าแก่เกินไปจะถูกรื้อทิ้ง) 

                             ประโยคข้างบน  สามารถใช้  “That”  ขยาย  “Building”  ได้  เนื่องจากมิได้ระบุเจาะจงลงไปว่าเป็นอาคารหลังไหน  เพียงแต่บอกว่า  “อาคารที่เก่าแก่เกินไป”  เท่านั้น,  สำหรับตัวอย่างอนุประโยคแบบชี้เฉพาะ  ต้องใช้  “Which” นำหน้าเท่านั้น,  แต่ถ้าไม่ชี้เฉพาะ  อาจใช้  That”  หรือ  “Which”  นำหน้าก็ได้  เช่น

  • Bangkok, which is the capital of Thailand, is a beautiful city.

(กรุงเทพฯ – ซึ่งเป็นเมืองหลวงของประเทศไทย – เป็นเมืองที่สวยงาม)  –  ข้อนี้ต้องใช้  Which”  ขยายเพียงอย่างเดียว  เนื่องจาก “กรุงเทพฯ”  เป็นคำชี้เฉพาะ  มีอยู่เพียงเมืองเดียวในโลก

  • The city that (หรือ which) is a capital should be clean.

(เมืองซึ่งเป็นเมืองหลวงควรจะสะอาด)   -  ข้อนี้จะใช้  “That”  หรือ  “Which”  ขยาย  ก็ได้  เนื่องจากเป็นเมืองทั่วๆ ไป  มิได้เฉพาะเจาะจงเหมือนกรุงเทพฯ

 

เรียน  ท่านผู้ติดตามอ่าน  เว็บไซต์  “everydayenglish.pwa.co.th

 

                  ถ้าท่านมีคำแนะนำให้ปรับปรุงเว็บไซต์นี้ประการใด  กรุณาส่ง   e-mail ไปที่  ดร. วัชรินทร์  ภูเขาทอง  อดีต  ผอ. สำนักวิทยาการ  การประปาส่วนภูมิภาค  ผู้จัดทำเว็บ-ไซต์นี้  ตาม   “Address” wpookaotong@yahoo.com   (โปรดระบุหัวเรื่องด้วย ว่า  “ปรับปรุงเว็บไซต์”)   เพื่อที่ผู้จัดทำฯ จะได้ปรับปรุงเนื้อหาได้ตรงตามความประสงค์ของผู้อ่านเว็บไซต์นี้ต่อไป