หมวดข้อสอบ TOEIC (ตอนที่ 49)

Part V : Sentence Completion(ส่วนที่ 5 :  การเติมประโยคให้สมบูรณ์)

Choose the best alternative to make a correct sentence.

(จงเลือกข้อที่ดีที่สุดเพื่อทำให้ประโยคมีความถูกต้อง)

1. My friend must take medicine, but I _________________.

(เพื่อนของผมต้องกินยา  แต่ผม __________________)

(a) don’t   (ไม่กิน)

(b) mustn't   (จะต้องไม่กิน)

(c) needn’t   (ไม่จำเป็นต้องกิน)

(d) won’t   (จะไม่กิน)

ตอบ  -  ข้อ (c)  เนื่องจากใจความดีกว่าข้ออื่นๆ  เป็นการพูดข้อความที่แย้งกัน  โดยดูจาก  “But”  (เพื่อนต้องกินยา  “แต่”  ผมไม่จำเป็นต้องกิน)

2. Since the air in Bangkok is not always fresh, we like to go to the seaside ________________.

(เนื่องจากอากาศในกรุงเทพฯ มิได้สดชื่นอยู่ตลอดไป  พวกเราจึงชอบไปชายทะเล

______________________ )

(a) for the change of air

(b) for the change of the air

(c) for a change of the air

(d) for a change of air   (เพื่อเปลี่ยนอากาศ  -  ที่บริสุทธิ์มากขึ้น)

ตอบ  -  ข้อ  (d)  เนื่องจาก “Air” เป็นคำนามนับไม่ได้  และในข้อนี้  ใช้แบบทั่วๆไป มิได้ชี้เฉพาะ  จึงไม่ต้องใช้ “The” นำหน้า  ส่วน “Change” เป็นคำนามนับได้  และใช้แบบทั่วๆไป  มิได้ชี้เฉพาะเช่นเดียวกัน  จึงใช้  “A” นำหน้าแทน  “The”  (คำนามนับได้เอกพจน์  จะอยู่ลอยๆไม่ได้  ต้องนำหน้าด้วย  “A”หรือ  “An”  แต่ถ้าชี้เฉพาะเจาะจงลงไป  ต้องนำหน้าด้วย  “The

3. ________________ these reasons, you shouldn’t go there again.

(_____________________  เหตุผลเหล่านี้  คุณจึงไม่ควรไปที่นั่นอีก)

(a) By

(b) With

(c) For   (ด้วย)   (ตามด้วยคำนามหรือวลี)

(d) Because   (เพราะว่า)  (ตามด้วยประโยค)

4. What terrible coffee!  She ________________ it with cold water.

(กาแฟน่ากลัว  (เฮงซวย – ห่วยแตก)  อะไรเช่นนี้   เธอ _________________มัน(กาแฟ) ด้วยน้ำเย็น)

(a) had to make   (จำเป็นต้องชง)  (เป็น “Past simple tense”)

(b) must make   (จะต้องชง)

(c) had had to make   (จำเป็นต้องชง)  (เป็น “Past perfect tense”)

(d) must have made   (จะต้องได้ชง)

ตอบ  -  ข้อ  (d)  เนื่องจาก  “Must + Verb 1” =  “จะต้องทำในปัจจุบันหรืออนาคต”  ส่วน  “Must + Have + Verb 3” =  “จะต้องได้ทำลงไปแล้วในอดีต”  สำหรับประโยคในข้อ  ๔  เหตุการณ์ได้เกิดผ่านไปแล้ว  โดยสังเกตจากข้อความที่ผู้พูดบอกว่า   “กาแฟเฮงซวยฯ”  ดังนั้น  “คนชงฯ คงจะต้องใส่น้ำเย็นลงไป”   เป็นการคาดการณ์หรือเดา   ดังประโยคตัวอย่างข้างล่าง

              - He must work harder to pass the exam.

(เขาต้องขยันเรียนมากขึ้นเพื่อที่จะสอบผ่าน  -  เป็นเรื่องของปัจจุบัน หรืออนาคต  คือต้องขยันในตอนนี้ หรือในอนาคต)

             - He looks very excited.  He must have passed the exam.

(เขามีท่าทางตื่นเต้นมาก  เขาคงจะได้สอบผ่านแล้ว  -  คือ เพิ่งมีการประกาศผลสอบ)

             - She has bought a new house.  She must have won the first prize in lottery.   

(เธอได้ซื้อบ้านหลังใหม่  เธอคงจะต้องถูกล๊อตเตอรี่รางวัลที่ ๑ไปแล้ว  -  เป็นการคาดการณ์เหตุการณ์ในอดีต)

5. ________________grand ideas you have!

(คุณช่างมีความคิดที่วิเศษ _________________________ เช่นนี้)

(a) How

(b) What a

(c) What   (อะไร)

(d) Very

ตอบ  -  ข้อ  (c)  เนื่องจาก  “Ideas”  อยู่ในรูปพหูพจน์  จึงไม่ใช้  “What a”  ตัวอย่างอื่นๆ  เช่น

         - What a fool he is! (= What a foolish man he is!)

(เขาช่างเป็นคนโง่เสียจริง –โง่เสียนี่กระไร)

         - What a poor girl she is!

(เธอเป็นเด็กหญิงที่น่าสงสารเสียนี่กระไร)

         - What an amusing movie (s) it is!

(มันช่างเป็นหนังที่สนุกอะไรอย่างนี้)

          -  What beautiful houses they are!

(มันเป็นบ้านที่สวยอะไรเช่นนั้น)

         - What stubborn boys those students are!

(เจ้าเด็กนักเรียนเหล่านั้นช่างดื้อเสียนี่กระไร)

         - How lovely that little girl is!

(เธอเป็นเด็กหญิงตัวน้อยๆที่น่ารักอะไรเช่นนั้น)

         - How clever they are!

(พวกเขาช่างฉลาดเสียจริง)

         - How heavy the storm was!

(พายุช่างจัด (รุนแรง) เสียจัง)

         - How smart our teacher is!

(ครูของเราฉลาดอะไรอย่างนี้)

         - How slowly they walked!

(พวกเขาช่างเดินช้ากันเสียจริง)

How efficiently his new secretary did her job!

(เลขาฯ คนใหม่ของเขาช่างทำงานมีประสิทธิภาพอะไรเช่นนั้น)

         - How beautifully she sings!

(เธอช่างร้องเพลงเพราะเสียจริง)

         - How gracefully those young people danced!

(พวกคนหนุ่มสาวเหล่านั้นช่างเต้นรำได้สง่างามเสียจริง)

6. Do you mind __________________?

(คุณจะรังเกียจไหม _____________________ )

(a) smoking   (การสูบบุหรี่)

(b) if I smoke   (ถ้าผมสูบบุหรี่)

(c) to smoke

(d) I smoking

ตอบ  -  ข้อ  (b)  ไม่สามารถตอบข้อ (a) ได้  เนื่องจากเหมือนการไปถามเชื้อเชิญ  แบบคะยั้นคะยอให้คนอื่นมาสูบบุหรี่  ซึ่งถ้าต้องการชวนคนอื่นสูบบุหรี่  จะต้องใช้ว่า  Would (Do) you like to smoke?”  สำหรับข้อ (c)  ใช้ไม่ได้  เนื่องจากMind + Verb + ing”  อย่างไรก็ตาม  เราสามารถใช้ข้อความที่มีความหมายเดียวกับข้อ  (b)  คือ  “Do you mind my smoking?”  ได้เนื่องจากGerund” (Verb + ing) ถือเป็นคำนามประเภทหนึ่ง  จึงสามารถใช้ Possessive adjective” (His, Her, My, Your, Their, Our, Its) ซึ่งเป็นคำแสดงความเป็นเจ้าของ  นำหน้า“Gerund” (Verb + ing)  ได้เหมือนกับคำนามทั่วๆไป  ดังประโยคตัวอย่างข้างล่าง

             - His walking quickly makes him tired.

(การเดินเร็วของเขาทำให้เขาเหนื่อย)

            - We appreciated (on)your coming.

(เราชื่นชม-ยกย่องกับการมาของคุณ)

            - Her being afraid of snakes is well-known.

(การกลัวงูของเธอเป็นที่รู้กันดี)

            - It was no use your telling him to stop smoking.

(ไม่มีประโยชน์กับการบอกเขาของคุณให้หยุดการสูบบุหรี่)

            - The audiences were informed of his being a great scientist.

(ผู้ชมได้รับการบอกเกี่ยวกับการเป็นนักวิทยาศาสตร์ที่ยิ่งใหญ่ของเขา)

            - I had to postpone my writing to him to a later date.

(ผมจำเป็นต้องเลื่อนการเขียนถึงเขาของผมออกไปอีก)

            - You should not delay your sending of the application form.

(คุณไม่ควรทำให้ล่าช้าการส่งใบสมัครของคุณ)

7. I ________________ to stay here until the end of this month.

(ผม _____________________ ให้พักที่นี่  จนกระทั่งสิ้นเดือนนี้)

(a) oblige

(b) am obliging

(c) am obliged   (ถูกผูกมัด, ถูกบังคับ)

(d) have an oblige

ตอบ  -  ข้อ  (c)  เนื่องจาก  “Oblige”  เมื่อใช้ในความหมาย  “ถูกบังคับ, ถูกผูกมัด, มีหน้าที่ที่จะต้อง, ..........., มีภารกิจต้อง...........”  จะต้องใช้ในรูป  “Passive voice” {Subject + is (am, are, was, were) + Verb 3} เสมอ

8. I am longing _______________ the holidays.

(ผมกำลัง  ปรารถนา-อยาก-ใคร่ที่จะ _________________ วันหยุดพักผ่อน)

(a) for   (มี,ได้)

(b) to

(c) in

(d) with

ตอบ  -  ข้อ  (a)  “Long for” =  “ปรารถนา, อยากได้,  อยากมี”  “Long” ในที่นี้เป็นคำกริยา

9. The boys found the experiment _______________.

(เด็กๆ พบว่าการทดลอง ________________________ )

(a) to fascinate   (ทำให้หลงใหล, ทำให้ปลื้ม, ดึงดูดใจ)

(b) fascinate

(c) fascinating   (น่าหลงใหล, มีเสน่ห์)

(d) fascinated   (รู้สึกหลงใหล, หลงเสน่ห์)

ตอบ  -  ข้อ  (c)  เนื่องจากเป็นไปตามโครงสร้าง  “Subject + Find (Consider) + Object (it, him, her, them, you) + Adjective (+ To + Verb 1)”  =  {ประธาน + พบ (ถือว่า) + กรรม (มัน, เขา, เธอ, เรา, ท่าน) + คุณศัพท์ (To + Verb1)}  ดูคำอธิบายเพิ่มเติมจากประโยคตัวอย่างข้างล่าง

(จงเลือกข้อที่ผิดหลักไวยากรณ์  จากข้อ  (๑)  ถึง  (๔)

-     Because (1) some critics considered it decadent, subversive, and (2) incomprehensibly, abstract art (3) encountered much opposition in its (4) early years.

(เพราะว่านักวิจารณ์บางคนมองว่ามัน (ศิลปะฯ) เสื่อมโทรม, บ่อนทำลาย, และไม่สามารถเข้าใจได้  ศิลปะแบบแอบสแตร็คได้เผชิญกับการต่อต้านอย่างมากในช่วงปีแรกๆของมัน)

ตอบ  –  ข้อ  (2)  แก้เป็น “incomprehensible”เนื่องจากต้องอยู่ในรูปคำคุณศัพท์  ให้สมดุลกับอีก  ๒  คำข้างหน้ามัน  คือ “decadent”  และ subversive” ตามโครงสร้าง  {Subject + consider (find) + it (him, her) + adjective} หรือ  {Subject + consider + it (him, her) + a + adjective + noun} เช่น

        - We considered(found) it successful.

(เธอถือ (พบ) ว่ามันประสบความสำเร็จ)

        - He considered(found) it useful.  

(เขาถือ (พบ) ว่ามันมีประโยชน์)

           - She considers(finds) it important.

 (เธอถือ (พบ) ว่ามันสำคัญ)

          - We consider(find) him a good boy.

 (เราถือ (พบ) ว่าเขาเป็นเด็กดี)

         - She considers(finds) me her best friend.

(เธอถือ (พบ) ว่าผมเป็นเพื่อนที่ดีที่สุดของเธอ)

          - The boss considered(found) her a good secretary.

(เจ้านายถือ (พบ) ว่าเธอเป็นเลขาฯ ที่ดี)

                   สำหรับการใช้ “Fascinating” (น่าหลงใหล)  และ “Fascinated”  (รู้สึกหลงใหล)  ให้ดูคำอธิบายจากประโยคตัวอย่างข้างล่าง

             ตัวอย่างที่ ๑

-         I ________________ with the result of my exam.

(ผม_________________________ กับผลสอบของผม)

(a) quite satisfy   (ทำให้พึงพอใจอย่างมาก)

(b) am quite satisfying  (น่าพึงพอใจอย่างมาก)

(c) am quite satisfied   (รู้สึกพึงพอใจอย่างมาก)

(d) am quite to satisfy

ตอบ  -  ข้อ  (c)   ดูเพิ่มเติมคำกริยาประเภท  “Satisfy, Excite, Interest, Disappoint, Please, Attract, Frighten, etc.”  จากประโยคตัวอย่างข้างล่าง

              ตัวอย่างที่ ๒

-    I am ________________ in science, not in English.

(ผม _______________________ ในวิทยาศาสตร์  มิใช่ภาษาอังกฤษ)

(a) interest

(b) interesting   (น่าสนใจ)

(c) interested   (มีความสนใจ)

(d) to interest  (ทำให้สนใจ)

ตอบ  -  ข้อ  (c)

             ตัวอย่างที่ ๓

-  He is ______________ a house.

(เขา ______________________บ้าน)

(a) interest at to rent

(b) interesting in rent

(c) interested at renting

(d) interested in renting  (มีความสนใจในการเช่า)

ตอบ  -  ข้อ  (d)

                 ตัวอย่างที่ ๔

         -  It will take me quite some time to get him _____________ in buying your land. 

(ผมจะต้องใช้เวลานานทีเดียวที่จะทำให้เขา __________________ในการซื้อที่ดินของคุณ)

(a) to interest   (ทำให้สนใจ)

(b) being interesting

(c) interested    (มีความสนใจ)

(d) interesting   (น่าสนใจ)

ตอบ  -  ข้อ  (c)

              ตัวอย่างที่ ๕

             -  The little girl was very ______________ when her father promised to buy her a doll.

(เด็กหญิงเล็กๆคนนั้น _________________ มาก  เมื่อพ่อของเธอสัญญาว่าจะซื้อตุ๊กตาให้เธอ)

(a) exciting   (น่าตื่นเต้น)

(b) excited   (รู้สึกตื่นเต้น)

(c) excite   (ทำให้ตื่นเต้น)

(d) excitable   (สามารถตื่นเต้นได้)

ตอบ  –  ข้อ (b)  ดูเปรียบเทียบกับประโยคข้างล่าง

- The results of the traveler preference survey are surprising.

(ผลลัพธ์ของการสำรวจความนิยมของนักเดินทาง – ท่องเที่ยว –น่าประหลาดใจ )

หมายเหตุ  –  ประโยคข้างบนนี้ต้องใช้  “surprising”  เนื่องจาก“surprise” เป็นคำกริยาที่มีความหมายว่า  “ทำให้ประหลาดใจ”  แต่ถ้าใช้ในรูป“is (are, was, were) surprising” จะมีความหมายว่า  “น่าประหลาดใจ”  ส่วนเมื่อใช้ในรูป  “is (am, are, was, were)  surprised” จะมีความหมายว่า  “มีความรู้สึกประหลาดใจ”   ดังตัวอย่างประโยค เช่น

-         The result of the exam surprised her.

(ผลสอบทำให้เธอประหลาดใจ)

-         She was surprised at the result of the exam.

(เธอมีความรู้สึกประหลาดใจกับผลสอบ)

-         The result of the exam was surprising.

(ผลสอบน่าประหลาดใจ)

คำกริยาประเภทเดียวกับ “Surprise” ได้แก่

    satisfy –ทำให้พอใจ

    excite – ทำให้ตื่นเต้น

    disappoint –ทำให้ผิดหวัง

    attract –ทำให้หลงใหล, ดึงดูด

    interest – ทำให้สนใจ

    amuse –ทำให้สนุกหรือขบขัน

    please –ทำให้ยินดี-พอใจ

    annoy –ทำให้รำคาญ-ขุ่นเคือง

    bore – ทำให้เบื่อ

    tire – ทำให้เหน็ดเหนื่อยหรือเบื่อ

    frighten – ทำให้ตกใจ

    confuse –ทำให้สับสนหรืองุนงง

    surprise –ทำให้ประหลาดใจ

    amaze – ทำให้ทึ่ง, ทำให้ตะลึง

    delight – ทำให้ยินดี

    exhaust –ทำให้หมดแรง

    fascinate – ทำให้หลงใหล, ทำให้หลงเสน่ห์     

    charm – ทำให้หลง

    convince – ทำให้เชื่อ

    tempt – ทำให้หลงใหล, ยั่วยวน-ล่อใจ

    entertain – ทำให้เพลิดเพลิน

    embarrass –ทำให้ขวยเขิน-กระดากอาย

    puzzle –ทำให้งง

    thrill – ทำให้ตื่นเต้น  

    upset – ทำให้รำคาญ-ไม่สบายใจ

    irritate – ทำให้โมโห, ทำให้ระคายเคือง

    exasperate –ทำให้โกรธ

    astonish –ทำให้ประหลาดใจ, ทำให้ตกใจ     

    infuriate –ทำให้โกรธ, ทำให้เดือดดาล

    horrify –ทำให้กลัว, ทำให้ขนพองสยองเกล้า           

 

กลุ่มคำกริยาข้างบนนี้ มีหลักการใช้คือ

1.  ถ้าใช้ในรูป“Subject + verb + object”จะมีความหมายว่า “ทำให้” คือตัวประธานเป็นผู้ทำให้เกิดอาการนั้นๆขึ้นแก่ผู้อื่น เช่น

-         The accident frightened the passengers a great deal.(past tense)

(อุบัติเหตุทำให้ผู้โดยสารตกใจอย่างมาก)

-         The exam result disappointed him so much.(past tense)

(ผลสอบทำให้เขาผิดหวังมากทีเดียว)

-         The chairman’s speech confused everyone.(past tense)

(คำพูดของท่านประธานทำให้ทุกคนสับสนงุนงง)

-         The new film interests all viewers.(present tense)

(หนังเรื่องใหม่ทำให้คนดูทั้งหมดสนใจ)

-         The professor’s lecture bores all the class.(present tense)

(การบรรยายของศาสตราจารย์คนนั้นทำให้นักเรียนทั้งชั้นเบื่อ)

2.  ถ้าใช้รูป “Verb + ing” {Subject + is (am, are, was, were) + Verb +ing}หรือ  (Verb +ing + noun)มีความหมายว่า “น่า............” หรือ  “ซึ่งน่า............”  กริยาที่เติม“ing”พวกนี้ ถือเป็นคำคุณศัพท์  จะวางไว้หลังVerb to be”หรือหน้าคำนามก็ได้  เช่น

-         His work is boring. (present tense)

(งานของเขาน่าเบื่อหน่าย)

-         It is a very exciting football match. (present tense)

(มันเป็นการแข่งขันฟุตบอลที่น่าตื่นเต้น)

-         The landscape was so fascinating. (past tense)

(ภูมิประเทศ (ที่นี่) น่าหลงใหลมาก)

-         The employee’s work was disappointing.(past tense)

(งานของลูกจ้างรายนั้นน่าผิดหวัง)

-         The children’s table manners were very embarrassing. (past tense)

(กิริยามารยาทบนโต๊ะอาหารของพวกเด็กๆน่าอับอายมาก)

-         The book is interesting. (present tense)

(หนังสือน่าสนใจ)

-         Her beauty is charming. (present tense)

(ความงามของเธอน่าหลงใหล – มีเสน่ห์)

-         It is surprising to see him at his ex-wife’s wedding.(present tense)

(มันน่าประหลาดใจที่เห็นเขาที่งานแต่งงานของอดีตภรรยา)

{มิได้หมายความว่า  “มันกำลังประหลาดใจ  เหมือนกับประโยค“He is walking. (เขากำลังเดิน) – present continuous tense}

3.  ถ้าเติม “Ed”  ข้างหลังคำกริยากลุ่มนี้ แล้ววางตามหลัง  “Verb to be” (is, am, are, was, were)  จะมีลักษณะเป็น  “Passive voice” (Subject + is (am, are, was, were) + verb + ed)  จะมีความหมายว่า  ประธานเป็นผู้เกิดความรู้สึกนั้นๆขึ้นมา  ซึ่งถ้าแปลตรงๆก็คือ “..........ถูกทำให้รู้สึก............ตื่นเต้น, ตกใจ, ผิดหวัง, พอใจฯลฯ..........” แต่ในภาษาไทยนิยมพูดว่า “............มีความรู้สึก........ตื่นเต้น, ตกใจ, ผิดหวัง, พอใจ.....”  เช่น

-        We are interested in German.(present tense)

(เรามีความสนใจในภาษาเยอรมัน)

-         They are very pleased to see their old friends.(present tense)

(พวกเขาดีใจมากที่ได้พบเพื่อนเก่า)

-         I was amazed to know of his death.(past tense)

(ผมตะลึงที่ได้รู้ข่าวการตายของเขา)

-         He was very tiredof hard work.(past tense)

(ผมเหน็ดเหนื่อยมากกับงานหนัก)

-         She was interested in the ballet performance.(past tense)

(เธอมีความสนใจในการแสดงบัลเล่ต์)

-         We were disappointed to lose the match.(past tense)

(พวกเราผิดหวังที่แพ้การแข่งขัน)

-         Most people are frightened of the snakes.(present tense)

(คนส่วนมากกลัวงู)

-         Jim is fascinated by astronomy.(present tense)

(เขามีความหลงใหลในวิชาดาราศาสตร์)

10. These essays are the best that ______________ ever been written.

(เรียงความเหล่านี้ดีที่สุดที่ ______________________ เคยถูกเขียนขึ้น)

(a) has

(b) have   (ได้)

(c) had

(d) having

ตอบ  -  ข้อ  (b)  เนื่องจาก “that” แทน  “These essays”  จึงต้องใช้กับ  Have”  (ไม่ใช้  “Had”  เพราะเป็นเหตุการณ์ปัจจุบัน  โดยดูที่คำกริยาในประโยคใหญ่  (Main clause)  คือ  “Are”  สำหรับกริยาในประโยคย่อย  (that have ever  been written – ซึ่งได้เคยถูกเขียนขึ้นมา)   อยู่ในรูป  “Present perfect tense”  (have ever been written  -  เคยถูกเขียน) (ในแบบ “Passive voice”)  {Subject + has (have) + been + verb 3}  ตามหลักไวยากรณ์ที่ว่า  “เคยทำ หรือ ไม่เคยทำ”  ดูเพิ่มเติมหลักการใช้  Present perfect tense”  จากประโยคตัวอย่างข้างล่าง  (โดยเฉพาะกฎข้อ  ๔)

              ตัวอย่างที่ ๑      

-   She ______________ a few pounds since then.

(เธอ ________________________ ๒ – ๓ ปอนด์  ตั้งแต่ตอนนั้น)

(a) had gained

(b) is gaining

(c) has gained  {ได้รับ (น้ำหนักเพิ่ม)}

(d) was gaining  

ตอบ  -  ข้อ  (c)  เนื่องจากเป็นเหตุการณ์ที่เกิดตั้งแต่อดีต  (ตอนนั้น)  และดำเนินมาถึงปัจจุบันขณะที่พูด   จึงต้องใช้รูป  “Present perfect tense” {Subject + has (have) + Verb 3}  

                ตัวอย่างที่ ๒

-         I ________________ to Japan several times.

(ผม ______________________ ญี่ปุ่นหลายครั้ง)

(a) have gone  (ได้ไปอยู่ที่ – คือในตอนนี้ก็ยังอยู่ที่ญี่ปุ่น ยังไม่กลับมา)

(b) have been  (เคยไป – ในขณะนี้ไม่ได้อยู่ที่ญี่ปุ่นแล้ว)

(c) had gone

(d) had been

ตอบ  –  ข้อ   (b)   ดูหลักเกณฑ์การใช้  “Present perfect tense” ดังต่อไปนี้  (โดยเฉพาะ ข้อ ๓)

          ๑. ใช้กับการกระทำหรือเหตุการณ์ที่เพิ่งสิ้นสุด  หรือจบลงไปไม่นาน ณ ขณะที่พูดนั้น  สังเกตได้จาก  just =  เพิ่งจะ, recently = เมื่อเร็วๆนี้,  lately = หมู่นี้, เมื่อเร็วๆนี้  เช่น

            - I have just finished my assignment.

(ผมเพิ่งจะทำการบ้าน – งานที่ได้รับมอบหมาย – เสร็จ)

            - My friend has recently got married.

(เพื่อนของผมแต่งงานเมื่อเร็วๆนี้)

            - I haven’t seen John lately.

(ผมไม่เห็นจอห์นเลยหมู่นี้)

           ๒. ใช้บอกข้อความว่า  “ทำแล้ว, ยังไม่ได้ทำ, ทำหรือยัง”  มักมีคำว่า Already” (ใช้กับประโยคบอกเล่าและคำถาม)  และ “Yet”  (ใช้กับประโยคปฏิเสธและคำถาม)   ทั้งนี้   อาจไม่ต้องมี  “Already” และ  “Yet”  ก็ได้ เช่น

             - I have (already) eaten my dinner.

(ผมกินอาหารค่ำแล้ว)

             - She has not (yet) had her breakfast. (= She has not had her breakfast yet.)  (เธอยังไม่ได้กินอาหารเช้าเลย)

             - Have you (already) done your homework?

(คุณทำการบ้านแล้วหรือยัง)

             - I’ve (already) answered that question.

(ผมได้ตอบคำถามนั้นแล้ว)

             - Have you (already) finished your report?  (= Have you finished your report already?)  (คุณทำรายงานเสร็จหรือยัง)

             ๓. ใช้กับการกระทำที่เกิดขึ้นในอดีต   และยังคงดำเนินหรือมีผลต่อมาจนถึงปัจจุบัน   และคาดว่าเหตุการณ์นั้นยังจะปรากฏในอนาคตอีก   สังเกตจาก  “For” = เป็นเวลา  (For + ความยาวของเวลา),  “Since” = ตั้งแต่  (Since + จุดเริ่มต้นของเวลา),  Up to now, up to the present time, up until now =  จนถึงบัดนี้,  So far =  เท่าที่ผ่านมา, หมู่นี้   ดังตัวอย่างประโยคข้างล่าง

             - She has lived here for10 years.

(เธออาศัยอยู่ที่นี่มา ๑๐ ปีแล้ว – ปัจจุบันก็ยังอยู่)

           - He has been in Chicago since last week. (= He has gone to Chicago since last week.)

(เขาอยู่ในชิคาโกตั้งแต่สัปดาห็ที่แล้ว – ปัจจุบันก็ยังอยู่)

            - We have lived in Bangkok since we were young.

(เราอาศัยอยู่ในกรุงเทพตั้งแต่เรายังเด็ก – ปัจจุบันก็ยังอยู่)

            - So far, you have not done your best.  (You have not done your best so far.)  (เท่าที่ผ่านๆมา  คุณยังไม่ได้ทำดีที่สุดเลย)

           - I have sent him only one letter up to now.

(ผมส่งจดหมายให้เขาเพียงฉบับเดียว  จนถึงบัดนี้)

              ๔. ใช้กับเหตุการณ์ที่เคยหรือไม่เคยทำในอดีต  แต่ไม่ได้กำหนดเวลาแน่นอน  สังเกตจาก  “Ever”  “Never”  เช่น

                - He is one of the best students I have ever talked to.

(เขาเป็นนักเรียนที่ดีที่สุดคนหนึ่งที่ผมเคยคุยด้วย)

           - It is one of the best movies we have ever seen in our life.

(มันเป็นหนังที่ดีที่สุดเรื่องหนึ่งที่พวกเราเคยดูมาในชีวิต)

           - Have you ever been to Japan?

(คุณเคยไปญี่ปุ่นไหม)

           - Has your father ever played football?

(พ่อของคุณเคยเล่นฟุตบอลไหม)

           - I have never seen him before.

(ผมไม่เคยเห็นเขามาก่อน)

            ๕. ใช้กับการกระทำที่เกิดขึ้นซ้ำๆ  ในอดีต  และยังอาจเกิดขึ้นได้อีก สังเกตจากAdverb of frequency” เหล่านี้  “again and again” = ซ้ำแล้วซ้ำอีก,  many times” “several times” = หลายครั้ง,  “sometimes” = บางที,  “over and over”     (= over and over again) = ซ้ำแล้วซ้ำอีก,  “this is the first (second) time” =  นี่เป็นครั้งแรก (ครั้งที่ ๒)  เช่น

         - He has made the same mistake again and again.

(เขาทำความผิดเดิมๆซ้ำแล้วซ้ำอีก)

         - I have been to New York several times.

(ผมไปนิวยอร์คมาหลายครั้งแล้ว)

         - She has told that story over and over again.

(เธอเล่าเรื่องนั้นซ้ำแล้วซ้ำอีก)

         - This is the first time I have tried to play golf.

(นี่เป็นครั้งแรกที่ผมได้พยายามเล่นกอล์ฟ)

                ๖. ใช้กับการเปรียบเทียบ  “ขั้นสูงสุด”  “Superlative degree” เช่น

              - He is the best man I have found.

(เขาเป็นคนดีที่สุดที่ผมได้พบมา)

          - She is the most clever girl I have talked to.

(เธอเป็นเด็กหญิงที่ฉลาดที่สุดที่ผมได้คุยด้วย)

         - It is the most difficult problem she has solved.

(มันเป็นปัญหาที่ยากที่สุดที่เธอแก้)

          - They are the most diligent people I have ever seen in my life. 

(พวกเขาเป็นคนที่ขยันที่สุดที่ผมได้เคยเห็นมาในชีวิต)

              ๗. ใช้บอกเหตุการณ์หรือการกระทำที่เกิดในระยะเวลาช่วงหนึ่ง  และจบสิ้นไปแล้ว  สังเกตได้จากวลี   “this morning, this week, this month, this year” เช่น

            - I have read three books this month.

(ผมได้อ่านหนังสือ ๓ เล่ม เดือนนี้ – คืออ่านจบแล้ว)

           - He has done a lot of work this week.

(เขาทำงานมากมายสัปดาห็นี้ – คืองานเสร็จแล้ว)

            แต่ถ้ายังทำไม่เสร็จ ใช้รูป  “Continuousเช่น

         - He is working hard this year.

(เขากำลังทำงานหนักปีนี้)

           - They are studying hard this term.

(พวกเขากำลังขยันเรียนเทอมนี้)

                ๘. ใช้กับเหตุการณ์หรือการกระทำในอดีตที่สิ้นสุดลงแล้ว  ไม่บ่งเวลาที่แน่ชัด  แต่ยังแสดงผลให้เห็นอยู่จนถึงปัจจุบัน  เช่น

           - I have lost my key.  (ผมทำกุญแจหาย – ตอนนี้ก็ยังไม่เจอ)

           - I have locked the door.  (ผมล็อคประตูแล้ว – ประตูยังปิดอยู่)

            - John has read many books on astronomy.

(จอห็นได้อ่านหนังสือมากมายด้านดาราศาสตร์ – คืออ่านจบไปแล้ว)

         แต่ถ้าบอกเวลาในอดีตที่แน่นอน  จะต้องใช้  “Past simple” (Verb 2)  เช่น

-  I lost my key last week.

(ผมทำกุญแจหายอาทิตย์ที่แล้ว)

-  She studied in the library this morning.

(เธออ่านหนังสือในห้องสมุดเมื่อเช้านี้)

-I locked the door last night.

(ผมล็อคประตูเมื่อคืนนี้)

11. I ______________ here twenty years next summer.

(ผม _____________________ที่นี่เป็นเวลา ๒๐ ปีแล้ว ในฤดูร้อนปีหน้า)

(a) shall live

(b) have lived

(c) am living

(d) shall have been living   (จะได้ (กำลัง) อาศัยอยู่)

ตอบ  -  ข้อ (d) เนื่องจากเป็นการเอาโครงสร้าง “Future tense” {Will (shall) + verb 1}  (บอกเหตุการณ์อนาคต)  รวมเข้ากับ “Present perfect continuous tense” {Has (have) + been + verb + ing}   (บอกเล่าเหตุการณ์ที่เกิดในอดีตและต่อเนื่องมาจนถึงปัจจุบันขณะที่พูด  (และมีแนวโน้มจะต่อเนื่องไปถึงอนาคตด้วย)  เน้นตรงความต่อเนื่องที่ยาวนาน  (อาจเพียง ๒ – ๓ ชั่วโมง  หรือ  วัน  เดือน  ปี  ๑๐ ปี ก็ได้)  เมื่อรวม “Tense” ทั้ง ๒ แล้ว จะกลายเป็น  “เหตุการณ์ในอนาคตที่เกิดต่อเนื่องอย่างยาวนานมาตั้งแต่อดีต  และมีแนวโน้มจะเกิดต่อไปอีกเรื่อยๆ  เมื่อถึงเวลาในอนาคตนั้นแล้ว”  สำหรับประโยคในข้อ ๑๑  บอกเหตุการณ์ที่เกิดในอดีต  และจะต่อเนื่องยาวไปถึงอนาคตด้วย คือ ฤดูร้อนในปีหน้า  หมายความว่า  เมื่อถึงเวลานั้น  “ผมจะได้อาศัยอยู่ที่นี่เป็นเวลา ๒๐ ปี”  กล่าวคือ  ผมเริ่มอาศัยที่นี่เมื่อ ๑๙ ปีที่แล้ว  ครั้นพอถึงปีหน้า (ตอนฤดูร้อน)  ผมก็จะอยู่ที่นี่ครบ ๒๐ ปีพอดี  และมีแนวโน้มจะอยู่ที่นี่ต่อไปอีกเรื่อยๆ  เราเรียกโครงสร้างแบบนี้ว่า  “Present future perfect continuous tense” {Subject + will (shall) + have + been + verb + ing}  อนึ่ง  เราสามารถใช้แทน  “Tense”  นี้ด้วย  “Present future perfect tense” {Subject + will (shall) + have + verb 3}  ก็ได้  แต่จะไม่แสดงการเน้นความยาวนาน  หรือ ต่อเนื่องของเหตุการณ์  รวมทั้งการมีแนวโน้มจะยาวต่อไปในอนาคตเมื่อถึงเวลานั้นแล้ว  เหมือนกับ   “Present future perfect continuous tense”  ดูเพิ่มเติมจากประโยคตัวอย่างข้างล่าง

           - He will have been working in the company for 20 years next month.  (เขาจะได้ทำงานในบริษัทเป็นเวลา ๒๐ ปี ในเดือนหน้า)  (เน้นความต่อเนื่องยาวนาน ๒๐ ปี และมีแนวโน้มจะทำต่อไปอีกหลังจากเดือนหน้า)

(= He will have worked in the company for 20 years next month.)  (ความหมายเหมือนประโยคข้างบน  แต่ไม่แสดงการต่อเนื่องยาวนานของเหตุการณ์ – ทำงานกับบริษัท – หรือแนวโน้มที่จะทำต่อไปในอนาคต หลังจากเดือนหน้า  เหมือนกับประโยคข้างบน)

       - She will have been studying in the library for 10 hours by 5 p.m.  (เธอจะได้อ่านหนังสือในห้องสมุดเป็นเวลา ๑๐ ชั่วโมง  เมื่อถึงเวลา ๕ โมงเย็น  - ขณะที่พูดอาจเป็นเวลาเที่ยงหรือบ่าย ๒ โมง)  (แสดงความต่อเนื่องยาวนาน  ๑๐ ชั่วโมง  และมีแนวโน้มจะอ่านต่อไปอีกหลัง ๕ โมงเย็น)

(= She will have studied in the library for 10 hours by 5 p.m.)

  (ความหมายเหมือนประโยคข้างบน  แต่ไม่แสดงการต่อเนื่องของเหตุการณ์ว่ายาวนานเป็น ๑๐ ชั่วโมง  หรือ มีแนวโน้มจะยาวต่อไปจนถึง ๖ โมง หรือ ๒ ทุ่ม  เหมือนกับประโยคข้างบน)

12. Please give me some _______________ about rice exports.

(โปรดให้ _______________ บางประการกับผม  เกี่ยวกับสินค้าออกจำพวกข้าว)

(a) inform   (บอก, แจ้ง, รายงาน, ให้ความรู้, ฟ้องร้อง)

(b) informant   (ผู้บอก, ผู้แจ้ง, ผู้ให้ความรู้)

(c) information  (ข้อมูลข่าวสาร)

(d) informations   (เป็นนามนับไม่ได้  จึงไม่สามารถเติม “S”  ได้)

ตอบ  -  ข้อ  (C) “Information”  เป็นคำนามนับไม่ได้  ดูเพิ่มเติมคำนามนับไม่ได้  (เป็นเอกพจน์เสมอ)  จากประโยคตัวอย่างข้างล่าง

-  That is _______________________.

(นั่นเป็น _______________________ )

(a) a useful information

(b) a useful piece of informations

(c) useful informations

(d) a piece of useful information   (ข้อมูลที่มีประโยชน์ ๑ ชิ้น)

ตอบ  –  ข้อ  (d)  เนื่องจาก  “Information” เป็นคำนามนับไม่ได้  จึงไม่สามารถใช้   A”  หรือ  “An”  นำหน้าได้  ดังในข้อ  (a)  และไม่สามารถเติม  “S”  เข้าข้างท้าย  ดังในข้อ  (b)  และ (c)   ดังนั้น  เมื่อจะนับ  “ข่าวสาร”  จึงต้องนับเป็น  “ชิ้น”   ดังในข้อ  (d) หรือนับเป็น  “หัวข้อ  “Item” (An item of information)  หรือ  (an information item)  อย่างไรก็ตาม  สามารถตอบข้อ  (b)  ได้เช่นเดียวกัน  แต่ต้องแก้เป็น  “a useful piece of information”  สำหรับคำนามนับไม่ได้และเป็นเอกพจน์เสมอ   ที่ใช้ในลักษณะเดียวกับ  “Information”  ได้แก่   Paper (กระดาษ), Equipment  (อุปกรณ์, เครื่องมือ), Furniture, Scenery  (ทิวทัศน์), Damage  (ความเสียหาย), Advice  (คำแนะนำ), Traffic, Machinery(เครื่องยนต์กลไก), Evidence  (หลักฐาน), Bread  (ขนมปัง), Clothing  (เสื้อผ้า), Work  (งาน), Luggage  (กระเป๋าเดินทาง), Baggage  (กระเป๋าเดินทาง), Knowledge  (ความรู้), Progress (ความก้าวหน้า), Power  (อำนาจ), News, Fruit, Behavior  (พฤติกรรม)  เป็นต้น  คำนามเหล่านี้   ถ้าจะนับเป็นหน่วย  จะต้องใช้   สมุหนาม (Collective noun)  คือนามที่แสดงความเป็นกลุ่มก้อน  ที่เหมาะสมกับคำนามนั้นๆ  เช่น

            - a piece of paper   (กระดาษ ๑ แผ่น)

            - a loaf of bread   (ขนมปัง ๑ ปอนด์ หรือก้อน)

            - a branch (field) of knowledge   (ความรู้สาขาหนึ่ง)

            - an item of news   (ข่าว ๑ หัวข้อ)

            - a kilo of fruit   (ผลไม้ ๑ กิโล)

            - a bunch of fruit  (ผลไม้ ๑ พวง)

            - a piece of luggage (baggage)  (กระเป๋าเดินทาง ๑ ใบ หรือ ชิ้น)

            - a subject of knowledge   (ความรู้ ๑ เรื่อง หรือ วิชา)

13. Please don’t forget ______________ me your address.

(โปรดอย่าลืม _____________________ ที่อยู่ของคุณให้ผมด้วย)

(a) send

(b) to send   (ส่ง)

(c) sending

(d) sent

ตอบ  -  ข้อ  (b)  เนื่องจาก  “Forget + To + Verb 1” =  “ลืมที่จะ...........”  คือไม่ได้ทำ  เพราะลืม  ส่วน  “Forget + Verb + ing” =   “ลืมการ.............” หมายถึง  ได้กระทำสิ่งหนึ่งลงไปแล้ว  แต่ลืมว่าได้กระทำสิ่งนั้น  ด้วยเหตุผลใดเหตุผลหนึ่ง  ดูเพิ่มเติมคำกริยาที่มี ๒ ความหมาย  (ขึ้นอยู่กับใจความของประโยค)  ดังประโยคตัวอย่างข้างล่าง

              ตัวอย่างที่ ๑

-      As soon as it stops _______________, I shall go home.

(ในทันทีที่หยุด ___________________ ผมจะกลับบ้าน)

(a) rain

(b) the rain

(c) to rain

(d) raining   (ฝนตก)

ตอบ  -  ข้อ  (d)  เนื่องจาก  “It stops raining.”  หมายถึง  “ฝนหยุดการตก”กล่าวคือ  “Stop + Verb + ing” =  “หยุดการกระทำสิ่งนั้น”  ส่วน  “Stop + To + Verb 1” =  “หยุดเพื่อที่จะทำสิ่งนั้น” 

            ตัวอย่างที่ ๒

-      While we were walking in the park, she often stopped __________________ at the flowers.

(ขณะที่เรากำลังเดินไปในสวนสาธารณะ  เธอมักจะหยุด _______________ที่ดอกไม้อยู่บ่อยๆ)

(a) to look   (เพื่อที่จะมองดู)

(b) looking   (การมองดู)

(c) looked

(d) for looking

ตอบ  -  ข้อ  (a)  เนื่องจาก  (Stop + To + Verb 1 =  “หยุดเพื่อที่จะทำสิ่งนั้นๆ”)  (Stop + Verb + ing =  “หยุดการกระทำสิ่งนั้นๆ”)

               ตัวอย่างที่ ๓

-   I remember that restaurant; we stopped there ____________  on our way to Korat. 

(ผมจำภัตตาคารนั้นได้  เราหยุด (แวะ) ที่นั่น________________ ในระหว่างทางไปโคราช)

(a) eating   (การกินอาหาร)

(b) ate

(c) to eat   (เพื่อกินอาหาร)

(d) eaten

ตอบ  -  ข้อ  (c)  เนื่องจาก  “หยุดหรือแวะเพื่อที่จะกินอาหาร (Stop to eat)

              ตัวอย่างที่ ๔

-       How did the cat get into the house?  I remember _______________ it out last night.

(แมวเข้ามาในบ้านได้อย่างไร  ผมจำได้ถึง ______________มันไปไว้ข้างนอกเมื่อคืนที่ผ่านมา)

(a)    put

(b)   to put

(c)   putting  (การจับ)

(d)   putting away

ตอบ  -  ข้อ  (c)  (Remember + Verb + ing =  “จำได้ถึงการกระทำสิ่งนั้นๆคือทำไปแล้วในอดีต  และยังจำได้ว่าทำ)  ส่วน “Remember + To + Verb 1”=  “จำได้ (ไม่ลืม) ที่จะทำสิ่งนั้นๆ”

สรุป  -  มีหลักไวยากรณ์ดังนี้  คือ  เราใช้ “Infinitive with to” (To + Verb 1) และ “Gerund (Verb + ing)  ตามหลังคำกริยา  “Remember, Forget, Try Stop”  แต่มีความหมายต่างกัน  เช่น

-         I remembered to buy him a newspaper.

(ผมจำได้ที่จะซื้อ (ไม่ลืมซื้อ) หนังสือพิมพ์ให้เขา)

-         I remembered buying him a newspaper.

(ผมจำได้ถึงการซื้อหนังสือพิมพ์ให้เขา  –  คือซื้อเมื่อเดือนที่แล้ว  และยังจำได้ว่าซื้อ)

-         She forgot meeting me in New York ten years ago.

(เธอลืมการได้พบกับผมในนิวยอร์คเมื่อ ๑๐ ปีมาแล้ว  –  คือเคยพบกันเมื่อ ๑๐ ปีมาแล้ว  แต่เธอจำไม่ได้แล้วว่าเคยพบ)

-         She forgot to meet me at my office yesterday.

(เธอลืมที่จะมาพบผมที่สำนักงานเมื่อวานนี้ – สรุปคือไม่ได้มาพบเพราะลืม)

-         He tried to swim across the dangerous river.

(เขาพยายามว่ายข้ามแม่น้ำที่มีอันตราย)

-         He tried eating the food his girlfriend cooked for him.

(เขาทดลองกินอาหารที่แฟนปรุงให้เขากิน)

-         They stopped working and went to a restaurant.

(พวกเขาหยุดการทำงาน  และไปภัตตาคารเพื่อกินอาหาร)

-         They stopped to work until late at night.

(พวกเขาหยุด (กิน, เล่น, พูดคุย, ฯลฯ) เพื่อที่จะทำงานจนกระทั่งดึกดื่น)

14. I _______________ as a postman for over ten years.

(ผม ____________________ เป็นบุรุษไปรษณีย์มาเป็นเวลากว่า ๑๐ ปี)

(a) am

(b) have been

(c) have worked   (ได้ทำงาน)

(d) work

ตอบ  -  ข้อ (c) ใช้ “Present perfect tense” {Subject + has (have) + verb 3)  เนื่องจากเป็นบุรุษไปรษณีย์เริ่มตั้งแต่เมื่อกว่า ๑๐ ปีมาแล้ว  ปัจจุบันก็ยังเป็นอยู่  ดูคำอธิบายเพิ่มเติมการใช้  “Tense”  นี้  ในข้อ ๑๐ ของข้อสอบชุดนี้

15. You haven’t made ______________ clear whether I must go or not.   

(คุณยังมิได้ทำให้ ___________________ ชัดเจนว่า  ผมจะต้องไปหรือไม่)

(a) yourself

(b) me

(c) enough

(d) it   (มัน)

ตอบ  -  ข้อ  (D) {Make + กรรม (Peter, Jim, him, her, them, me, it, himself, herself  แล้วแต่ความหมาย)  + Adjective}  ดูคำอธิบายเพิ่มเติมโครงสร้างนี้จากประโยคตัวอย่างข้างล่าง

         ตัวอย่างที่ ๑

 She spoke slowly and emphatically in order to ______________.

(เธอพูดอย่างช้าๆ และเน้นย้ำ  เพื่อที่จะ ____________________ )

(a) make herself clearly

(b) making herself clear

(c) be made herself clear

(d) make herself clear  (ทำให้ตัวเธอเองเป็นที่เข้าใจอย่างชัดเจน)  (ไม่มีผู้ใดข้องใจหรือสงสัยในตัวเธอ)

ตอบ   -   ข้อ  (d) เนื่องจากเป็นไปตามโครงสร้าง “Make +  กรรม + Adjective หรือ “Make +  กรรม + Verb 1

              ตัวอย่างที่ ๒

News services make _________ for newspapers to give their readers news from around the world. 

(การบริการข่าวสารทำให้____________________ สำหรับหนังสือพิมพ์ที่จะให้ข่าวสารจากทั่วทุกมุมโลกแก่ผู้อ่านของตน)

(a) possible   (เป็นไปได้)

     (b) it possible   (มันเป็นไปได้)

     (c) it is possible

(d) possible that

หมายเหตุ   –  ตอบข้อ  (b) เพราะเป็น  “Pattern”  ที่นิยมใช้กันแพร่หลาย คือ (Make + กรรม + Adj.)  เช่น   “Make it difficult”  “Make it impossible”  “Make it necessary”“Make it popular”  “Make you skillful”  “Make her happy”  “Make them famous”  ซึ่งมีความหมายคือ  “ทำให้ยาก-เป็นไปไม่ได้-จำเป็น-เป็นที่นิยม-มีทักษะ-มีความสุข-มีชื่อเสียง (ตามลำดับ)

 

16. In order to remind herself ______________ the appointment, she made a note in her diary.

(เพื่อที่จะเตือนตัวเธอเอง _______________________ การนัดหมาย  เธอจดโน๊ตในสมุดไดอารี่ของเธอ)

(a) for

(b) in

(c) of   (ให้นึกถึงเกี่ยวกับ)

(d) to

ตอบ  -  ข้อ (c)  เนื่องจากเป็นไปตามโครงสร้าง  “Remind + กรรม (Jim, John, him, her, himself, herself)  + of + something”  (เตือนใครให้นึกถึงเรื่อง อะไร  หรือ เกี่ยวกับเรื่องอะไร)  เช่น

          - She reminds me of her mother.

(เธอเตือนให้ผมนึกถึงแม่ของเธอ)  (ด้านรูปร่างหน้าตา หรือนิสัยใจคอ)

       - You need not remind people of their mistakes all the time.

(คุณไม่จำเป็นต้องเตือนผู้คนให้นึกถึงความผิดของตนเองอยู่ตลอดเวลา)  (เพราะเขาอาจจะรำคาญหรืออับอาย)

       - My secretary reminded me of two appointments.

(เลขาฯ ของผมเตือนผมให้นึกถึงการนัดหมาย ๒ เรื่อง)

             อย่างไรก็ตาม “Remind” สามารถใช้ในโครงสร้างอื่นๆ  ก็ได้ เช่น

           - She had to remind him that he had a wife.

(เธอจำเป็นต้องเตือนให้เขาระลึกว่า  เขามีภรรยาแล้ว)  (ดังนั้น  จึงไม่ควรมายุ่งเกี่ยวกับเธออีก)

       - Please remind me to speak to you about Henry.

(โปรดเตือนผมให้พูดคุยกับคุณเกี่ยวกับเฮนรี่ด้วยนะ)

       - Don’t forget to remind her about the party.

(อย่าลืมเตือนเธอเกี่ยวกับงานเลี้ยงด้วยนะ)

       - He reminded himself to thank Mary for the present.

(เขาเตือนตัวเองให้ขอบคุณแมรี่สำหรับของขวัญที่ได้รับ – จากเธอ)

17. The prisoner will be ______________ tomorrow morning.

(นักโทษจะถูก _____________________ เช้าวันพรุ่งนี้)

(a) hanging

(b) hung   (แขวน  - ไว้บนคาน หรือ ในตู้เสื้อผ้า)

(c) hunged

(d) hanged   (แขวนคอ)

ตอบ  -  ข้อ (d) เนื่องจาก  “Hang  Hung  Hung” =  “แขวน  (เสื้อผ้า, สิ่งของ)”   ส่วน  “Hang  Hanged  Hanged” = “แขวนคอ

18. Unless you have something sensible to say, you ____________  keep quiet.  

(ถ้าคุณไม่มีอะไรที่ฉลาด-มีเหตุผล ที่จะพูดคุย  คุณ ________________ เงียบไว้)

(a)   have better

(b) had better  (ควรจะ)

(c) would better

(d) should better

ตอบ  -  ข้อ  (b)  ส่วน “Would rather” = “อยากที่จะ, ใคร่ที่จะ

19. Who _______________________?

(___________________________  ใคร)

(a) is this pen belonged

(b) is owned by this pen

(c) is this pen belong to

(d) does this pen belong to   (ปากกานี้เป็นของ)

ตอบ  -  ข้อ (d) “Belong” =  “เป็นของ”  ไม่มีการใช้ในรูป “Passive voice”  และต้องใช้กับ “To” เสมอ   ข้อ (a) จึงผิด  และเมื่อจะทำเป็นประโยคปฏิเสธ หรือคำถาม  จะต้องใช้ “Verb to do” (Do, Does, Did)  ช่วยเสมอ  ดังนั้น  ข้อ (c) ผิด

สำหรับ  “Own” =  “เป็นเจ้าของ”  จะต้องใช้ในโครงสร้าง  “Who owns this pen?” (ใครเป็นเจ้าของปากกาด้ามนี้)

20. Do you know which part of the country ______________ rain?

(คุณรู้ไหมว่าส่วนไหนของประเทศ _______________________ ฝน)

(a) is lacking of

(b) lacks of

(c) is in lack of   (ขาดแคลน)

(d) is lacked of

ตอบ  -  ข้อ  (c)  สำหรับโครงสร้างอื่นๆ ของ “Lack” ดูจากประโยคตัวอย่างข้างล่าง

He made that mistake because he ________________ experience.

(เขาทำความผิดนั้น  เพราะว่าเขา ____________________ ประสบการณ์)

(a) was lack of

(b) was in lacked of

(c) lacked of

(d) lacked  (ขาด, ขาดแคลน, ปราศจาก, ไม่มี, การขาดแคลน, ความไม่มี, ความไม่เพียงพอ)

ตอบ  -  ข้อ (d)  หรืออาจใช้  “was in lack of”  ก็ได้  เนื่องจาก “Lack” เป็นทั้งคำกริยาและคำนาม  เมื่อเป็นคำกริยา ตามด้วยกรรมเลย  ไม่ต้องมี “Of” แต่เมื่อใช้เป็นคำนาม  ต้องตามด้วย “Of” และต่อด้วยกรรม  ดังประโยคตัวอย่าง

            - They lacked confidence to go on with the project.

(พวกเขาขาดความเชื่อมั่นที่จะดำเนินโครงการต่อไป)

         - The contract lacks a signature of both parties.

(สัญญาขาดลายเซ็นของทั้ง ๒ ฝ่าย)

          - Many poor nations lack raw materials for the production of their goods.  (ประเทศยากจนจำนวนมากขาดแคลนวัตถุดิบสำหรับการผลิตสินค้าของตน)

         - I hated the lack of privacy in the dormitory.

(ผมเกลียดการขาดความเป็นส่วนตัวในหอพัก)

         - He was not a stern man at all, in spite of his lack of humor.

(เขามิใช่คนที่เข้มงวด-เคร่งครัด หรือไม่ยอมผ่อนผัน  ทั้งๆที่ขาดอารมณ์ขัน)

         - Lack of proper funding is making our job more difficult.

(การขาดแคลนการอุดหนุนเงินที่เหมาะสม  กำลังทำให้งานของเรายากลำบากยิ่งขึ้น)

         - His department was shut down for lack of funds.

(แผนกของเขาถูกปิดลงเนื่องจากขาดแคลนเงินทุน)