หมวดข้อสอบ TOEIC (ตอนที่ 488)

การประปาส่วนภูมิภาค  “มุ่ง-มั่น-เพื่อปวงชน”

 

Part V: Sentence Completion   (ส่วนที่ 5 :  การเติมประโยคให้สมบูรณ์)

Choose the best alternative to make a correct sentence.

(จงเลือกข้อที่ดีที่สุดเพื่อทำให้ประโยคมีความถูกต้อง)

 

1. The settlers at Jamestown lived on wild berries and bamboo roots because they had _______ to eat.

(ผู้ตั้งรกรากที่เมืองเจมส์ทาวน์ (แอฟริกาใต้) ดำรงชีวิตด้วย (การกิน) ผลเบอรี่ป่าและหน่อไม้  เพราะว่าพวกเขา _________ ที่จะกิน)

(a) anything else    (สิ่งใดๆอีก)

(b) something else    (สิ่งอื่นอีก)

(c) nothing else    (ไม่มีสิ่งอื่นอีก)

(d) nothing other    (รูปนี้ไม่มีใช้)

 

2. The farmer used wood to build a house ____________________________ to store grains.

(ชาวนาใช้ไม้สร้างบ้าน ______________________________________ ไว้เก็บเมล็ดข้าว)

(a) with which

(b) where

(c) which

(d) in which    (ที่ซึ่ง)

ตอบ  -  ข้อ   (d)   หรืออาจตอบ  “……..........….a house where (หรือ  in which) grains are stored”  (....................บ้านซึ่งเมล็ดข้าวถูกเก็บไว้)  ก็ได้

 

3. The primary responsibility in managing a dormitory rests with students _______________.

(ความรับผิดชอบสำคัญที่สุด (เบื้องต้น) ในการบริหารจัดการหอพักนักศึกษา  ขึ้นอยู่กับนักเรียน ________)  (คือ  ขึ้นอยู่กับตัวนักเรียนเอง)

(a) by itself

(b) only itself

(c) themselves    (ตัวเอง,  ตัว ...................... (นักเรียน) ........................ เอง)

(d) themself    (รูปนี้ไม่มีใช้)

 

4. Her husband is _________________________________________________________.

(สามีของเธอเป็น _____________________________________________________)

(a) English man

(b) an English

(c) an English man

(d) an Englishman    (คนอังกฤษ, ชาวอังกฤษ)

 

5. The sea is ______________________________________________________________.

(ทะเล ___________________________________________________________)

(a) calm this afternoon more than this morning

(b) calmer this afternoon more than it was this morning

(c) more calmer this afternoon than it was this morning

(d) calmer this afternoon than it was this morning    (สงบในตอนบ่ายนี้มากกว่าที่มันเป็นอยู่ (สงบ) ในตอนเช้า)

ตอบ  -  ข้อ   (d)   เนื่องจากเป็นการเปรียบเทียบ  “ขั้นกว่า”  (Comparative degree)  จึงต้องใช้  “Calmer”  (เนื่องจากเป็นคำพยางค์สั้น)  โดยไม่ต้องใช้  “More”  ขยายอีก  (ข้อ (b) และ (c) จึงผิด),  ส่วนข้อ (a) ไม่มี  “Calmer”  และมี  “More”  เกินมา  จึงใช้ไม่ได้

 

6. He said that he would not answer because he _________________________ to his lawyer.   

(เขาพูดว่าเขาจะไม่ตอบ (คำถาม)  เพราะว่าเขา ________________________ ทนายของเขา)

(a) did not speak   (ไม่ได้พูด)

(b) would not speak   (จะไม่พูด)

(c) had not spoken   (ยังไม่ได้พูด)

(d) has not spoken   (ยังไม่ได้พูด)

ตอบ  -  ข้อ   (c)   เนื่องจากมาจาก  “Has not spoken” (Present perfect tense)  แต่ต้องเปลี่ยนเป็น  “Had not spoken”  เพื่อให้  “Tense”  สอดคล้องกับกริยาในประโยคใหญ่  “Said”  ทั้งนี้  “Present perfect tense”  มีกฎอยู่ข้อหนึ่งคือ  “ใช้กับเหตุการณ์ที่ทำแล้ว (เกิดขึ้นแล้ว)  หรือยังไม่ได้ทำ  (ยังมิได้เกิดขึ้น)  ซึ่งในกรณีของประ โยคข้างบน  คือ  “ยังมิได้พูดกับทนาย”   อาจกล่าวได้ว่า  กฎหนึ่งของ  “Present perfect tense”  คือ  ใช้บอกข้อความว่า  “ทำแล้ว, ยังไม่ได้ทำ, ทำหรือยัง”  มักมีคำว่า  “Already”  (ใช้กับประโยคบอกเล่า  และคำถาม)  และ  “Yet”  (ใช้กับประโยคปฏิเสธและคำถาม)   ทั้งนี้  อาจไม่ต้องมี  “Already”  และ  “Yet”  ก็ได้  ดังประโยคตัวอย่างข้างล่าง

  • I have (already) eaten my dinner.

(ผมกินอาหารค่ำแล้ว)

  • She has not (yet) had her breakfast. (= She has not had her breakfast yet.)

(เธอยังไม่ได้กินอาหารเช้าเลย)

  • Have you (already) done your homework?

(คุณทำการบ้านแล้วหรือยัง)

  • I’ve (already) answered that question.

(ผมได้ตอบคำถามนั้นแล้ว)

  • Have you (already) finished your report?  (= Have  you finished your report already?)

(คุณทำรายงานเสร็จหรือยัง)

 

7. When I noticed a suspicious man on the corner, I informed the police _________________.

(เมื่อผมสังเกตเห็นชายที่น่าสงสัยที่หัวมุมถนน  ผมแจ้งตำรวจ _________________________)

(a) quick

(b) immediate

(c) immediately    (โดยทันทีทันใด)

(d) reluctantly    (อย่างไม่เต็มใจ)

ตอบ  -  ข้อ   (c)   เนื่องจากขยายคำกริยา  (Informed)  จึงต้องอยู่ในรูปกริยาวิเศษณ์  (Adverb)   

 

8. Bob and Frank are not living in London now.  They ____________________ to Birmingham. 

(บ๊อบและแฟร้งค์มิได้กำลังอาศัยอยู่ในลอนดอนในขณะนี้  พวกเขา _______ ไปยังเมืองเบอร์มิงแฮม)

(a) had just moved

(b) have just moved    (เพิ่งจะย้าย)

(c) will just move

(d) are just moved    (ไม่เลือกข้อนี้เนื่องจากเป็น  “Passive voice”)

ตอบ  -  ข้อ   (b)   ใช้โครงสร้าง  “Present perfect tense”  {Subject + Has (Have) + Verb 3}  เพื่อให้สอดคล้องกับโครงสร้าง  “Present continuous tense” (Are not living)  ในประโยคหน้า  (จึงไม่เลือก  ข้อ  A)   

                             สำหรับโครงสร้าง  “Present perfect tense”  {Subject + Has (Have) + Verb 3}  มีหลักเกณฑ์ข้อหนึ่งที่ใช้กับการกระทำ  หรือเหตุการณ์ที่เพิ่งสิ้นสุด  หรือจบลงไปไม่นาน ณ  ขณะที่พูดนั้น  สังเกตได้จากคำว่า   Just  =   เพิ่งจะ,  Recently  =  เมื่อเร็วๆนี้,  Lately  = หมู่นี้, เมื่อเร็วๆ นี้   เช่น

  • I have just finished my assignment.

(ผมเพิ่งจะทำการบ้าน – งานที่ได้รับมอบหมาย – เสร็จ)

  • My friend has recently got married.

(เพื่อนของผมแต่งงานเมื่อเร็วๆนี้)

  • I haven’t seen John lately.

(ผมไม่เห็นจอห์นเลยหมู่นี้)

 

9. No one is completely sure ______________ causes booms and depressions in free economies.

(ไม่มีใครมั่นใจอย่างสมบูรณ์ว่า ________ ก่อให้เกิดการเติบโตอย่างรวดเร็วและการตกต่ำในเศรษฐกิจแบบเสรี)

(a)  whom

(b) that

(c) how

(d) what    (อะไร, สิ่งใด)

 ตอบ  -  ข้อ   (d)   เนื่องจากเป็นประธานของ  “Noun clause”  (What causes booms and depressions in free economies”  ซึ่งทำหน้าที่เป็น  “Complement”  (ข้อความที่มาขยายเพื่อช่วยให้เกิดความสมบูรณ์)  ของคำคุณศัพท์  “Sure   

 

10. The ________ of the world extend around the equator in tropical and semitropical regions.

(______________ ของโลก  แผ่ขยายอยู่รอบๆ เส้นศูนย์สูตรในบริเวณเขตร้อนและกึ่งเขตร้อน)

(a) areas that grow cotton

(b) growth of cotton areas

(c) cotton-growing areas    (พื้นที่ซึ่งปลูกฝ้าย)  (“ของโลก”  ขยายพื้นที่)

(d) areas that cotton is grown

ตอบ  -  ข้อ   (c)   เนื่องจาก  “Of the world”  ขยาย  “The cotton-growing areas”  ซึ่งเป็นประธานของประโยค  โดยมี  “Extend”  เป็นกริยา   

 

11. Characters in realistic literature tend to be more complex than ____________________.

(ตัวละครในวรรณกรรมซึ่งเป็นเรื่องจริง (มิใช่เรื่องที่แต่งขึ้น) มีแนวโน้มที่จะสลับซับซ้อนมากกว่า __________)

(a) that in romantic literature

(b) those in romantic literature    (ตัวละครในวรรณกรรมรักๆ ใคร่ๆ)

(c) those are romantic literature

(d) romantic literature

ตอบ  -  ข้อ   (b)   เนื่องจากใช้  “Those”  แทน  “Characters”  เพื่อหลีกเลี่ยงการกล่าวคำนี้ซ้ำอีกครั้ง  และใช้  “In romantic literature”  เพื่อให้คู่ขนาน  (Parallel)  กับ  “In realistic literature

 

12. You should keep ________________________________ when you are in a public library.

(คุณควรจะ ___________________________________ ไว้  เมื่อคุณอยู่ในห้องสมุดสาธารณะ)

(a) quietness    (ความเงียบ)  (เป็นคำนาม)

(b) quietly    (อย่างเงียบๆ)  (เป็นคำกริยาวิเศษณ์)

(c) quiet    (เงียบ)  (เป็นคำคุณศัพท์)

(d) being quiet

ตอบ  -  ข้อ   (c)   เนื่องจากหลังคำกริยา  “Keep”  ต้องตามด้วยคำคุณศัพท์  (Adjective)  ดูเพิ่มเติมคำกริยาประเภทเดียวกับ  “Keep”  จากตัวอย่างข้างล่าง

                                                    ตัวอย่างที่  

  • Jenny looked ____________________________________________ at her husband.

(เจนนี่จ้องมองสามีของเธอ _______________________________________________)

(a) anger    (ความโกรธ)  (เป็นคำนาม)

(b) angry    (โกรธ)  (เป็นคำคุณศัพท์) 

(c) angrily    (อย่างโกรธเคือง)  (เป็นกริยาวิเศษณ์)

(d) anxious    (วิตกกังวล)  (เป็นคำคุณศัพท์)

ตอบ   -   ข้อ   (c)   เนื่องจากขยายคำกริยา  (Looked)  จึงต้องอยู่ในรูปกริยาวิเศษณ์  (Adverb)  Look at  หมายถึง  “จ้องมอง”   อย่างไรก็ตาม  เมื่อใช้   “Look”  (ไม่มี  “At” )  ในความหมาย   “มีลักษณะ, มีท่าทาง, มีอาการ”  (คือ Look  เป็น  Linking verb)   ต้องตามด้วยคำคุณศัพท์   เช่น

  • She looked angry this morning.

(เธอมีท่าทางโกรธเมื่อเช้านี้)

  • He looked sad after his wife’s death.

(เขามีอาการเศร้า  หลังจากภรรยาตาย)

  • The girls look very nice in those dresses.

(เด็กผู้หญิงพวกนั้นดู (มีท่าทาง) ดีมาก (สวยมาก) ในชุดที่สวมอยู่)

                                       สำหรับคำกริยาประเภทเดียวกับ   “Look” (Linking verb)  ดูจากประโยคข้างล่าง

                                                     ตัวอย่างที่  

  • Let us _________________________________________________ for a moment.

(พวกเราจง _____________________________________________ สักชั่วครู่ชั่วยาม)

(a) keep quietly

(b) be quite

(c) keep quietness

(d) keep quiet    (ไม่ปริปาก, เงียบเข้าไว้)

ตอบ   -   ข้อ   (d)   เนื่องจาก   “Keep + Adjective”  ดูเพิ่มเติมคำกริยาประเภทเดียวกับ  “Keep”  ในประโยคข้างล่าง

                                                      ตัวอย่างที่  

  • I ___________________________________________ about his ability to do the work.

(ผม _________________________________ เกี่ยวกับความสามารถของเขาในการทำงาน)

(a) feel doubt

(b) have doubtful

(c) am wondered

(d) feel doubtful    (รู้สึกไม่แน่ใจ-ไม่มั่นใจ-สงสัย)

ตอบ   -   ข้อ   (d)   เนื่องจาก  “Feel + Adjective” สำหรับโครงสร้างอื่นๆ ที่สามารถใช้ได้เช่นกัน  ได้แก่  “I have (a) doubt about……..........…”  (ผมมีข้อสงสัย-กังขา เกี่ยวกับ..................)  และ  “I wonder about……......……”  (ผมรู้สึกกังขา-สงสัย เกี่ยวกับ....................)  สำหรับกริยาตัวอื่นๆ ที่ใช้แบบเดียวกับ  “Feel”  ดูจากประโยคข้างล่าง

                                                       ตัวอย่างที่  

  • Everything looks ______________________________________________________.

(ทุกสิ่งทุกอย่างมีลักษณะ ________________________________________________)

(a) differently

(b) different    (แตกต่าง  -  ไปจากเดิม)  (เป็นคำคุณศัพท์)

(c) difference    (ความแตกต่าง)  (เป็นคำนาม)

(d) differ    (แตกต่าง)  (เป็นคำกริยา)

ตอบ   -   ข้อ   (b)   เนื่องจาก  “Look”  (ในที่นี้เป็น  “Linking Verb”  มีความหมายว่า  “มีลักษณะ, มีท่าทาง”)  ต้องตามด้วยคำคุณศัพท์  (Adjective)  มิใช่กริยาวิเศษณ์  (Adverb)

                                                        ตัวอย่างที่  

  • One who does good feels _______________________________________________.

(บุคคลผู้ซึ่งทำดี  รู้สึก _________________________________________________)

(a) happily    (อย่างมีความสุข)  (เป็นกริยาวิเศษณ์)

(b) happy    (มีความสุข)  (เป็นคำคุณศัพท์)

(c) happiness    (ความสุข)  (เป็นคำนาม)

(d) more happily

ตอบ  -   ข้อ   (b)   เนื่องจาก   “Feel + Adjective”  เช่น  Happy, Quick, Slow, Careful)   มิใช่   “Adverb”   เช่น   Happily, Quickly, Slowly, Carefully)

                                                    ตัวอย่างที่  

  • The air in that spot smells _______________________________________________.

(อากาศตรงบริเวณนั้นมีกลิ่น _____________________________________________)

(a) sweetness    (ความสดชื่น, ความหวาน, ความไพเราะ, ฯลฯ)  (เป็นคำนาม)

(b) sweetly    (เป็นกริยาวิเศษณ์)

(c) sweet    (สดชื่น, หวาน, มีรสหวาน, มีรสดี, สด, ไพเราะ, มีกลิ่นดี, หอม, น่าพอใจ, งดงาม)  (เป็นคำคุณศัพท์)

(d) sweeten    (ทำให้หวาน-หอม-อ่อนนิ่ม-เป็นกรดน้อยลง, หวานขึ้น, หอมขึ้น, ไพเราะขึ้น, นิ่มนวลขึ้น, กลมกล่อมขึ้น)  (เป็นคำกริยา)

ตอบ    -    ข้อ   (c)   เนื่องจาก   “Smell + Adjective

                                                 ตัวอย่างที่        {จงหาข้อที่ผิดหลักไวยากรณ์  จากข้อ  (๑) – (๔)}

(1) When compared with its (2) graceful manner in the water, a penguin’s progress (3) on land seems (4) awkwardness.

(เมื่อเปรียบเทียบกับกริยาท่าทางที่งามสง่าของมันในน้ำ  การก้าวเดินไปข้างหน้าของนกเพนกวินบนบก  ดูเหมือนว่าจะงุ่มง่าม-เชื่องช้า-เก้งก้าง)

ตอบ   -   ข้อ  ๔   แก้เป็น   “Awkward”  เนื่องจาก  “Seem + Adjective

                                               ตัวอย่างที่  

  • I saw the coach on the field after the game, and he seemed ___________________.

(ผมเห็นผู้ฝึกสอนที่สนามหลังการแข่งขัน  และเขาดูเหมือนว่า ____________________)

(a) real angry

(b) angrily

(c) anger

(d) angry    (โกรธ)

ตอบ    –    ข้อ   (d)   เนื่องจาก  “Seem + Adjective”  (หรืออาจตอบ  “really angry”  (โกรธอย่างแท้จริง)   ก็ได้)   เนื่องจากหลังกลุ่มคำกริยาต่อไปนี้  (Look, Feel,  Become,  Grow,  Get,  Seem,  Appear, Taste,  Prove,  Sound, Remain,  Turn)  แม้จะไม่ต้องมีกรรมมารับโดยตรง  แต่ก็ต้องอาศัยคำหรือกลุ่มคำอื่นมาช่วยขยายตามหลังมัน  เพื่อให้ได้ใจความชัดเจนขึ้น  คำที่มาขยายคำกริยาเหล่านี้มิได้เป็นกรรม  (Object)  แต่มาช่วยทำให้กริยามีความหมายดีขึ้น  หรือทำให้ประธานของประโยคมีใจความสมบูรณ์   คำที่ตามหลังคำกริยาประเภทนี้  จะอยู่ในรูปคำคุณศัพท์  (Adjective)  เท่านั้น    มิใช่คำกริยาวิเศษณ์  (Adverb)  ทั้งนี้  เราเรียกส่วนขยายคำกริยาพวกนี้ว่า  “Subjective Complement”  หมายถึง  “ตัวขยายอกรรมกริยา  เพื่อให้ประธานของประโยคมีใจความสมบูรณ์”  และเรียกกริยาประเภทนี้ว่า  “Linking Verb”  คือช่วยเชื่อมระหว่าง ประธานของประโยค  และ ส่วนที่มาขยายคำกริยา  เพื่อทำให้ประโยคมีใจความสมบูรณ์   ดังตัวอย่างประโยคข้างล่าง

  • She felt good after a long sleep.

(เธอรู้สึกสบายดีหลังจากนอนหลับยาว)

  • He looked happy when his friends came to see him.

(เขาดูท่าทีมีความสุข  เมื่อเพื่อนมาเยี่ยม)

  • The milk in that glass tasted sour.

(นมในแก้วใบนั้นมีรสเปรี้ยว)

  • They seem tired after a hard day’s work

(พวกเขาดูเหมือนเหนื่อย  หลังจากทำงานตรากตรำมาทั้งวัน)

สรุป   -    คำที่ตามหลังคำกริยาจำพวก  “Linking verb”   ได้แก่  Be (is, am, are, was, were)  (เป็น, อยู่, คือ),  Become,  Seem  (ดูเหมือนว่า),   Appear  (มีลักษณะท่าทาง)Feel  (รู้สึก)Get,  Grow, Keep,  Look  (มีท่าทาง),  Smell  (มีกลิ่น)Sound,  Taste  (มีรสชาติ)Turn  (กลายเป็น)   จะต้องเป็นคำคุณศัพท์  (Adjective)  เสมอ   เช่น

  • Tom became rich.   (ทอมร่ำรวยขึ้นมา)
  • Ann seems happy.   (แอนดูเหมือนว่าจะมีความสุข)
  • Jim felt cold.   (จิมรู้สึกหนาว)
  • He got/grew impatient.   (เขารู้สึกกระวนกระวาย)
  • The idea sounds interesting(ความคิดนี้ดูน่าสนใจ)
  • She looked calm(เธอมีอาการสงบ)
  • He turned pale.   (เขาตัวซีด หรือหน้าซีด)
  • The soup tasted sweet.   (ซุปมีรสหวาน)
  • She kept calm and said nothing.   (เธอนิ่งเงียบและไม่พูดอะไร)

 

13. Thomas ____________ for Bangkok as soon as he _____________ about your accident.

(โทมัส ___________ ไปกรุงเทพฯ ในทันทีที่เขา ___________ เกี่ยวกับอุบัติเหตุของคุณ)

(a) had left ____________ was informed

(b) had left __________ had been informed

(c) leaves __________ has been informed

(d) left _________ was informed    (ออกเดินทาง ___________ ได้รับแจ้ง)

ตอบ   -   ข้อ   (d)   “Leave for Bangkok”  =  “ออกเดินทาง (จากสถานที่หนึ่ง) เพื่อไปกรุงเทพฯ”  และประโยคที่อยู่ข้างหน้า หรือตามหลัง  “As soon as”  จะอยู่ในรูป  “Simple tense”  (Present simple or Past simple)  โดยต้องให้กริยา  ในทั้ง    ประโยคสอดรับกัน  เช่น  ในประโยคข้างบน  เป็น  “Past simple”  (Left ….........…….. Was informed)  ด้วยกันทั้งคู่  เนื่องจากเล่าถึงเหตุการณ์ในอดีต  อย่างไรก็ตาม  ถ้าหมายถึงเหตุการณ์ปัจจุบัน  สามารถใช้  (Leaves ……..........….. Is informed)  ได้

 

14. Bob and Bill were badly injured in the last match, so ____________________ can play today.

(บ๊อบและบิลได้รับบาดเจ็บสาหัสในการแข่งขันครั้งที่แล้ว  ดังนั้น _______ สามารถเล่น (ลงแข่งขัน) ได้ในวันนี้)

(a) both of them    (ทั้ง  ๒  คน)

(b) either one of them    (คนใดคนหนึ่งในพวกเขา)

(c) neither of them    (ไม่มีใครในพวกเขา)

(d) not any of them

ตอบ   -   ข้อ   (c)   เนื่องจากบาดเจ็บทั้งคู่  จึงไม่สามารถลงเล่นได้วันนี้  ดูเพิ่มเติมการใช้  “Neither”  จากประโยคข้างล่าง

                                                      ตัวอย่างที่ 

  • He said that neither of the applicants _______________________________ suitable.

(เขากล่าวว่าผู้สมัครทั้ง    คน ไม่ _________________________________ เหมาะสม)

(a) is

(b) are

(c) was   (มีความ)

(d) were

ตอบ   -   ข้อ   (c)   เนื่องจากเป็นไปตามโครงสร้าง  ซึ่งแยกเป็น    แบบ  คือ

                                   ๑. Neither (ไม่ทั้ง ) + Noun  (เอกพจน์ )  และใช้  Verb  เอกพจน์  เช่น

  • Neither bus goes to Chiang Mai.

(รถทั้ง    คัน ไม่ได้วิ่งไปเชียงใหม่)

                                  ๒. Neither of + Noun  (พหูพจน์) แต่ใช้  Verb  เอกพจน์  เช่น

  • Neither of the buses goes to Chiang Mai.

(รถทั้ง  ๒  คัน ไม่ได้วิ่งไปเชียงใหม่)

                                          สำหรับ  “Neither…….....….nor………........”  =   “ไม่ทั้ง..................และ....................”  ใช้  Verb  ตามประธานตัวหลัง  เช่น

  • Neither he nor I am responsible for the mistake.

(ทั้งเขาและผม  ไม่ต้องรับผิดชอบต่อความผิด)

  • Neither his parents nor Jim was happy with the trip.

(ทั้งพ่อแม่ของเขาและจิม  ไม่มีความสุขกับการเดินทาง)

หมายเหตุ   -   ข้อความหรือประโยคที่ตามหลัง  “Neither”  หรือ  “Nor”  จะต้องอยู่ในรูปบอกเล่าเท่านั้น  เนื่องจากทั้ง    คำนี้มีความเป็นปฏิเสธอยู่ในตัวแล้ว  ดังนั้น  ถ้าใช้รูปปฏิเสธซ้ำอีก  จะกลายเป็นปฏิเสธซ้อน  (Double negative) ซึ่งผิดหลักไวยากรณ์  เช่น

  • He can’t swim.  Neither can his brother.  (ห้ามใช้  “Neither can’t I.)

(เขาว่ายน้ำไม่เป็น  พี่ชายเขาก็ว่ายฯ ไม่เป็นเช่นกัน)

  • She doesn’t study hard.  Nor do I.   (ห้ามใช้  Nor don’t I.)

(เธอไม่ขยันเรียน  ผมก็ไม่ขยันฯ เช่นกัน)

  • They won’t arrive late.  Neither will we.

(พวกเขาจะไม่มาสาย พวกเราก็จะไม่มาสายเช่นกัน)

  • Neither girl dances well.

(เด็กหญิงทั้ง    คนมิได้เต้นรำเก่ง)

  • Neither of the teams plays well.

(ทั้ง    ทีมมิได้เล่นดี)

 

15. After being caught for smuggling 10 kilograms of heroin into Hong Kong, he was very worried and could do nothing but __________.

(หลังจากถูกจับกุมเนื่องจากลักลอบนำเฮโรอีน  ๑๐  กิโลกรัม  เข้าไปในฮ่องกง,  เขาวิตกกังวลอย่างมาก  และไม่สามารถทำอะไรได้นอกจาก _________)

(a) to pray

(b) pray    (สวดมนตร์)

(c) praying

(d) prayed

ตอบ   -   ข้อ   (b)   กริยาที่อยู่หลัง  “Except,  But”  (ยกเว้น, นอกจาก, ไม่รวม)  ต้องเป็นรูป  “Infinitive without to”  (Verb 1)

  • There was little I could do except wait.

(มีเพียงนิดหน่อยที่ผมทำได้  ยกเว้น (นอกจาก) รอคอย)

  • The robot can do everything except speak.

(หุ่นยนต์สามารถทำทุกอย่าง  ยกเว้น (นอกจาก) พูด)

  • She did nothing but cry.

(เธอไม่ทำอะไร  ยกเว้น (นอกจาก) ร้องไห้)

  • He did nothing but complain.

(เขาไม่ทำอะไร  ยกเว้น (นอกจาก) บ่น-โวยวาย)

  • There is nothing for them to do but wait.

(ไม่มีอะไรที่พวกเขาทำได้  ยกเว้น (นอกจาก) รอคอย)

 

16. It took him nearly two hours ________________________________________________.

(เขาใช้เวลาเกือบ    ชั่วโมง ______________________________________________)  

(a) explaining us the new lesson

(b) to explain us the new lesson

(c) explaining the new lesson to us

(d) to explain the new lesson to us    (อธิบายบทเรียนใหม่ให้เราฟัง)

ตอบ   -   ข้อ   (d)   เนื่องจากเป็นไปตามโครงสร้าง  “It + Take + + (กรรม)”  + Time + To + Verb 1”  (It took him nearly two hours to explain the new lesson to us.)  ซึ่งมีความหมายเท่ากับโครงสร้าง  “He spent nearly two hours explaining the new lesson to us.”   (เขาใช้เวลาเกือบ    ชั่วโมง  อธิบายบทเรียนใหม่ให้เราฟัง)  ซึ่งมาจาก  “Subject + Spend + Time + Verb + ing + (กรรม)”  (We spent 3 hours cleaning the room.)

                              นอกจากนี้  ยังต้องใช้โครงสร้าง  “Subject + Explain + Something + To + Someone”  เสมอ  เช่น  “He explained his statement to her.”  (เขาอธิบายคำพูดของเขาให้เธอฟัง)  โดย  ไม่มีการใช้รูป  “Subject + Explain + Someone + Something”  เช่น  “He explained us his statement.”  ซึ่งเป็นประโยคที่ผิด   ทั้งนี้  อย่าจำสับสนกับโครงสร้างในประโยคข้างล่าง

  • She asked me a question(เธอถามคำถามผม)

(= She asked a question to me.)

  • They gave him some money(พวกเขาให้เงินนายคนนั้น)

(= They gave some money to him.)

  • He tells me a story(เขาเล่านิทานให้ผมฟัง)

(= He tells a story to me.)

  • She lent me a book(เธอให้ผมยืมหนังสือเล่มหนึ่ง)

(= She lent a book to me.)

 

17. Your daughter is very ill.  Why didn’t you send __________________________ a doctor?

(ลูกสาวของคุณป่วยหนัก  ทำไมคุณจึงไม่ _______________________________ หมอ)

(a) to

(b) for    (ตามหา, เรียกหา)

(c) after

(d) her

ตอบ   -   ข้อ   (b)   “Send for”  หมายถึง  ตามตัวมา, เรียกตัวมา, เรียกหา, ตามหา  (โดยการส่งข่าวสารไปถึงผู้นั้น)  ในข้อนี้  คือ  “ตามหมอมา”   สำหรับวลีที่ใช้กับ   “For”  ดูจากพารากราฟข้างล่าง

                           สำหรับคำคุณศัพท์  (Adjective)  ที่ใช้กับ  “For”  ได้แก่  “Responsible”  (He is responsible for the job. = เขารับผิดชอบต่องาน),  “Ready”  (เตรียมพร้อมต่อ)  -  “Are you ready for your new job?”  (คุณเตรียมพร้อมสำหรับงานใหม่หรือเปล่า),  “Qualified”  (มีคุณสมบัติเหมาะสมกับ) – She was qualified for the job.  (เธอมีคุณสมบัติตรงกับงาน),  “Essential”  (จำเป็นอย่างยิ่ง),  “Good”  (เป็นประโยชน์ต่อ)  -  “It is good for you to get up early.”  (มันดีสำหรับคุณที่ตื่นนอนแต่เช้าตรู่), “Suitable”  (เหมาะสม),  “Famous”  (มีชื่อเสียง)  -  “Thailand is famous for the hospitality of its people.”  (เมืองไทยมีชื่อเสียงในเรื่องความเอื้อเฟื้อของผู้คน),  “Eager”  (กระตือรือ ร้น), “Sorry”  (เสียใจกับ)  -  “I’m sorry for any damage I may occur.”  (ผมเสียใจสำหรับความเสียหายใดๆ ที่ผมอาจทำให้เกิดขึ้น), “Sufficient”  (เพียงพอ), “Fit”  (เหมาะสม)  -  “These clothes are fit for me.”  (เสื้อผ้าพวกนี้เหมาะสำหรับผม), “Unfit”,  “Perfect”  (สมบูรณ์แบบ), “Grateful”  (ขอบคุณต่อ) -  I am very grateful to you for your assistance.  (ผมขอบคุณคุณอย่างมาก  สำหรับความช่วยเหลือของคุณเป็นต้น

                          ส่วนคำกริยา  (Verb)  ที่ใช้กับ  “For”  เช่น  “Buy something for someone”  (ซื้ออะไรให้ใคร)  -  “I bought a present for her on her birthday.”  (ผมซื้อของขวัญให้เธอสำหรับวันเกิด),  “Wait”  (รอคอย)  -  They were waiting for their old friends at the airport.  (พวกเขากำลังรอคอยเพื่อนเก่าที่สนามบิน),  “Vote”  (ลงคะแนนให้)  -  “They will vote for the Republican only.”  (พวกเขาจะลงคะแนนให้เฉพาะกับพรรครีพับริกันเท่านั้น),  “Pay”  (จ่ายเงินค่า)  -  “I’ ll pay for the meal this time.”  (ผมจะจ่ายค่าอา หารให้มื้อนี้),  “Apply”  (สมัคร)  -  She will apply for a job in a foreign company.  (เธอจะสมัครงานในบริษัทต่างชาติ),  “Thank”  (ขอบคุณ)  -  “Thank you for your help.”  (ขอบคุณสำหรับความช่วยเหลือ),  “Search  (ค้นหา)  -  “I’ll search for the data in the library.”  (ผมจะค้นหาข้อมูลในห้องสมุด),  “Look”  (ค้นหา)  -  “She is looking for her lost watch.”  (เธอกำลังค้นหานาฬิกาที่หายไป),  “Struggle”  (ต่อสู้ดิ้นรนเพื่อ)  -  “They have to struggle for their survival.” (พวกเขาจำเป็นต้องต่อสู้ดิ้นรนเพื่อความอยู่รอด),  “Exchange”  (แลกเปลี่ยนเพื่อ),  “Beg”  (ขอร้อง)  -  “The criminals begged for the judge’s mercy.”  (เจ้าอาชญากรขอความเมตตาจากผู้พิพากษา),  “Ask”  (ขอร้อง),  “Call”  (เรียกร้องให้มี, จำเป็นต้องมี)  -  “The country called for peaceful co-existence.”  (ประเทศนั้นเรียกร้องให้อยู่ร่วมกันโดยสันติ),  “Apologize”  (ขอโทษ),  “Charge”  (คิดค่า),  “Provide”  (จัดให้มี, เตรียมไว้สำหรับ)  -  “The company provided for comprehensive training.”  (บริษัทจัดให้มีการฝึกอบรมอย่างกว้างขวาง),  “Substitute”  (เอามาแทน),  “Hope”  (หวังจะได้-มี)  -  “We hope for better life in the future.”  (พวกเราหวังจะมีชีวิตที่ดีขึ้นในอนาคตเป็นต้น

                            สำหรับวลีอื่นๆ ที่ใช้กับ  “For”  ได้แก่   “For good”  (อย่างถาวร, ตลอดกาล, ตลอดไป)  -  The lost money was gone for good.  (เงินที่หายไปหาไม่เจออีกเลย  -  คือสาบสูญอย่างถาวร)  -  He hoped that the repairs would stop the leak for good.  (เขาหวังว่าการซ่อมจะทำให้ท่อหยุดรั่วไหลไปตลอดกาล),  “For all I Know  (เท่าที่ผมรู้มา, บางที, เป็นไปได้)  -  For all I know, they had eloped a month before the girl’s parents knew  (บางที หรือ เป็นไปได้ที่ว่า  หนุ่มสาวคู่นั้นได้หนีตามกันไป   เดือน ก่อนหน้าที่พ่อแม่ของฝ่ายหญิงจะรู้  -  คือ ผมบอกไม่ได้ว่า  เป็นอย่างนั้น จริงๆ  ๑๐๐ เปอร์เซ็นต์  หรือไม่  แต่คิดว่า บางที  อาจจะเป็นเช่นนั้น),  “For the time being”  (เดี๋ยวนี้, ในขณะนี้, ชั่วขณะ, ชั่วคราว)  -  I haven’t any note paper, but this envelop will do for the time being.  (ผมไม่มีกระดาษโน้ตเลย  แต่ว่าซองจดหมายนี้ก็ใช้แทนได้  สำหรับในขณะนี้)  -  She hasn’t found an apartment yet; she is staying with her aunt for the time being.  (เธอยังหาห้องเช่าไม่ได้เลย  เธอกำลังพักอยู่กับป้าชั่วคราว  จนกว่าจะห้องเช่าได้)“For instance (= For example)”  (ตัวอย่างเช่น),   “For sure (= For certain”  (อย่างแน่นอน, อย่างไม่ต้องสงสัยเลย, แน่นอนทีเดียว)  -  He didn’t know for sure ( for certain) which bus to take.  (เขาไม่รู้อย่างแน่ชัดว่าจะต้องขึ้นรถเมล์คันไหน  -  คือ ไม่แน่ใจ),  เป็นต้น

 

18. Did you leave a message ________________________________________ his servant?

(คุณได้ฝากข้อความ ________________________________ คนรับใช้ของเขาหรือไม่)

(a) with    (ไว้กับ)

(b) to

(c) by

(d) for

ตอบ   -   ข้อ   (a)   ส่วน  “Leave it to someone”  หมายถึง  “ปล่อยให้ผู้นั้นรับผิดชอบเรื่องนั้น  หรือรับมือกับสถานการณ์นั้น”   เช่น

  • Leave it to the repairman, he will fix your car.

(ปล่อยให้เป็นเรื่องของนายช่างคนนั้น  เขาจะซ่อมรถของคุณเอง)

                                           สำหรับวลีที่ใช้กับ  “With”   ดูจากพารากราฟข้างล่าง

                         คุณศัพท์  (Adjective)  ที่ใช้กับ  “With”  ได้แก่  “pleased”  (ยินดี, พอใจ)  -  “She is pleased with her new workplace.”  (เธอพอใจ-ยินดีกับที่ทำงานแห่งใหม่),  “popular”  (เป็นที่นิยม) – “Holiday camps are popular with married couples with young children.”  (ค่ายพักแรมวันหยุดเป็นที่นิยมสำหรับคู่สามีภรรยาที่มีลูกเล็กๆ),  “satisfied”  (พอใจ)  -  “The company is satisfied with its employees’ performance.”  (บริษัทพึงพอใจกับการทำงานของพนักงาน),  “angry”  (โกรธ),  “busy”  (มีงานยุ่ง)  -  “She is busy preparing for her exam.”  (เธอยุ่งอยู่กับการเตรียมตัวสอบ),  “familiar”  (คุ้นเคย)  -  “He is not familiar with his new neighbors.”  (เขาไม่คุ้นเคยกับเพื่อนบ้านใหม่),  “patient”  (อดทน)  -  “His parents are very patient with him.”  (พ่อแม่ของเขามีความอดทนกับเขามาก),  “friendly”  (เป็นมิตร)  -  “She is friendly with everyone she meets.”  (เธอเป็นมิตรกับทุกคนที่เธอพบเจอ),  “careful”  (ระมัดระวัง),  “content”  (พอใจ),  “identical”  (เหมือนกัน),  “annoyed”  (ขุ่นเคือง  -  เหตุการณ์, การกระทำ) (ถ้าขุ่นเคืองคน  ใช้  “At”-  “I was annoyed with his statement.”  (ผมขุ่นเคือง (โกรธ) คำพูดของเขา),  เป็นต้น

                        กริยา  (Verb) ที่ใช้กับ  “With”  ได้แก่   “charge”  (ฟ้องร้อง,  ดำเนินคดี),  compare  (เปรียบเทียบ)  -  “Compare this car with that one.”  (จงเปรียบเทียบรถยนต์คันนี้กับคันนั้น),  compete  (แข่งขัน),  “agree”  (ตกลง, เห็นพ้อง)  -  “I agree with you on this point.”  (ผมเห็นด้วยกับคุณในประเด็นนี้),  “disagree”  (ไม่เห็นด้วย),  “acquaint”  (ทำให้คุ้นเคย หรือเคยชิน)  -  You should acquaint yourself with your new job.”  (คุณควรทำตัวเองให้คุ้นเคยกับงานใหม่ของคุณ),  “begin”  (เริ่มต้น)  -  “I will begin my reading with the first chapter.”  (ผมจะเริ่มต้นการอ่านด้วยบทแรก),  “interfere”  (แทรกแซง, เข้าไปยุ่งเกี่ยว)  -  “We should not interfere with other people’s business.”  (เราไม่ควรไปยุ่งเกี่ยวกับธุระของคนอื่น),  “quarrel”  (ทะเลาะ, วิวาท)  -  “Some people often quarrel with their neighbors.”  (คนบางคนทะเลาะกับเพื่อนบ้านบ่อยๆ),  “argue”  (โต้แย้ง, โต้เถียง),  “help”  (ช่วยเหลือ),  “supply”  (จัดหาให้),  “cooperate”  (ร่วมมือ)  -  “The suspect did not cooperate with the police.  (ผู้ต้องหาไม่ยอมร่วมมือกับตำรวจ),  “deal”  (เกี่ยวข้อง, รับมือ)  -  “I don’t want to deal with that man.”  (ผมไม่ต้องการติดต่อ-เกี่ยวข้องกับเจ้าหมอนั่น),  “contrast”  (ขัดแย้ง, ตรงข้าม, แตกต่างกันอย่างมาก)  -  “This type of machine contrasts sharply with that one.”  (เครื่องจักรชนิดนี้แตกต่างอย่างมากกับชนิดนั้น),  เป็นต้น

 

19. I wish I could ___________________________________________________ drinking.

(ผมปรารถนาว่าผมสามารถ _____________________________________ การดื่มเหล้า)

(a) give way

(b) give away    (ยกให้ไป)

(c) give up    (ยุติ, เลิก)

(d) give out    (แจก, แจกจ่าย)

 

20. I am ___________________________________________ weak to lift this heavy stone.

(ผมอ่อนกำลัง (อ่อนแอ) ________________________________ ที่จะยกหินหนักก้อนนี้)

(a) so

(b) very

(c) too    (เกินไป, มากเกินไป)

(d) quite

ตอบ   -   ข้อ   (c)   สำหรับโครงสร้างที่แตกต่างกัน  แต่มีความหมายเหมือนกันมีดังนี้ คือ

  • I am too weak to lift this heavy stone.
  • I am very (หรือ so, quite) weak and I cannot lift this heavy stone.
  • I am not strong enough to lift this heavy stone.
  • I am so weak that I cannot lift this heavy stone.
  • I am such a weak person that I cannot lift this heavy stone.

                                      ตัวอย่างประโยคอื่นๆ ที่มีโครงสร้างต่างกัน  แต่ความหมายเหมือนกัน  เช่น

  • The car is too small for us to get into it.

(รถยนต์คันนั้นเล็กเกินไปสำหรับเราที่จะเข้าไปนั่งได้)

  • The car is very (หรือ so, quite) small and we cannot get into it.
  • The car is not big enough for us to get into it.
  • The car is so small that we cannot get into it.
  • It is so small a car that we cannot get into it.
  • It is such a small car that we cannot get into it.

หมายเหตุ   -   ประโยคทั้งหมดข้างบนมีความหมายเหมือนกัน

 

เรียน  ท่านผู้ติดตามอ่าน  เว็บไซต์  “everydayenglish.pwa.co.th

 

                  ถ้าท่านมีคำแนะนำให้ปรับปรุงเว็บไซต์นี้ประการใด  กรุณาส่ง   e-mail ไปที่  ดร. วัชรินทร์  ภูเขาทอง  อดีต  ผอ. สำนักวิทยาการ  การประปาส่วนภูมิภาค  ผู้จัดทำเว็บ-ไซต์นี้  ตาม   “Address” wpookaotong@yahoo.com   (โปรดระบุหัวเรื่องด้วย ว่า  “ปรับปรุงเว็บไซต์”)   เพื่อที่ผู้จัดทำฯ จะได้ปรับปรุงเนื้อหาได้ตรงตามความประสงค์ของผู้อ่านเว็บไซต์นี้ต่อไป