หมวดข้อสอบ TOEIC (ตอนที่ 485)

การประปาส่วนภูมิภาค  “มุ่ง-มั่น-เพื่อปวงชน”

 

Part V: Sentence Completion   (ส่วนที่ 5 :  การเติมประโยคให้สมบูรณ์)

Choose the best alternative to make a correct sentence.

(จงเลือกข้อที่ดีที่สุดเพื่อทำให้ประโยคมีความถูกต้อง)

 

1. I can’t help ___________________________________________________ of my past life.

(ผมอดไม่ได้ที่จะ _______________________________________ ชีวิตในอดีตของผม)

(a) think

(b) to think

(c) thinking    (คิดถึง)

(d) to thinking

ตอบ   -   ข้อ   (c)   เนื่องจาก   “Can’t help” (อดไม่ได้)  ต้องตามด้วย  “Gerund” (Verb + ing)   ดูเพิ่มเติมกลุ่มคำกริยาที่ต้องตามด้วย  “Gerund”  หรือ  คำนาม  จากประโยคข้างล่าง

                                                    ตัวอย่างที่ 

  • I don’t feel like ____________________________________________________ now.

(ผมไม่รู้สึกอยาก ______________________________________________ ในขณะนี้)

(a) eat

(b) eating    (กิน)

(c) to eat

(d) to eating

ตอบ  –  ข้อ   (b)   เนื่องจาก  “Feel like” (อยาก, ต้องการ)   ต้องตามด้วย “Gerund” (Verb + ing)   สำหรับกลุ่มคำกริยาที่ต้องตามด้วย  “Gerund” (Verb + ing)  หรือคำนาม  ได้แก่   “Avoid”  (หลีกเลี่ยง),  “Consider(พิจารณา),  “Suggest”  (แนะนำ),  “Enjoy”  (สนุกสนาน),  “Finish.  (ทำเสร็จ),  “Appreciate”(ยกย่อง, เห็นคุณค่า),  “Allow”  (อนุญาต),  “Permit” (อนุญาต), “Postpone”  (เลื่อนออกไป)Practice”  (ฝึกหัด, ฝึกซ้อม), “Prohibit”  (ห้าม)Mind” (รังเกียจ), “Deny” (ปฏิเสธ),  “Resist”  (ยับยั้ง, ระงับ),  “Recall”  (นึกได้, ระลึกได้)“Resent”  (ไม่ชอบ, ไม่พอใจ), “Cannot stand”  (ทนไม่ได้)“Admit” (ยอมรับ),  “Delay” (ประวิงเวลา), “Confess”  (สารภาพ)“Imagine”  (นึกคิด, จินตนาการ)“Cannot help”  (อดไม่ได้, ช่วยไม่ได้),  “Excuse”  (ให้อภัย), “Forgive” (ให้อภัย), “Dislike”  (ไม่ชอบ),  “Miss”  (พลาดโอกาส)“Discuss”  (ประชุมปรึกษาหารือ, อภิปราย, สาธยาย)   ตัวอย่างประโยค   เช่น

  • She enjoys reading novels.  

(เธอสนุกสนานกับการอ่านนิยาย)

  • I cannot stand listening to his complaints any more.  

(ผมทนการฟังข้อร้องเรียนของเขาไม่ไหวต่อไปอีกแล้ว)

  • We could not avoid meeting him.  

(เราไม่สามารถหลีกเลี่ยงการพบกับเขา)

  • They enjoyed listening to music.

(พวกเขาสนุกกับการฟังดนตรี)

  • She dislikes talking a lot.

(เธอไม่ชอบการพูดมาก)

  • Jim finished writing a report last night. 

(จิมเสร็จสิ้นการเขียนรายงานเมื่อคืนที่ผ่านมา)

  • The man admitted taking the bicycle.

(นายคนนั้นยอมรับว่าเอารถจักรยานไป)

  • She is sorry that she missed meeting you.

(เธอเสียใจว่าเธอพลาดโอกาสการได้พบคุณ)

  • They practice speaking French every day.  

(พวกเขาฝึกซ้อมการพูดภาษาฝรั่งเศสทุกวัน)

  • We consider buying a new home.  

(เราพิจารณาจะซื้อบ้านหลังใหม่)

  • They allow smoking in this room.

(เขาอนุญาตให้สูบบุหรี่ในห้องนี้ได้)

  • Do you mind opening the window? 

(คุณรังเกียจที่จะเปิดหน้าต่างไหมครับ)

  • The teacher suggested working harder.  

(ครูแนะนำ (นักเรียน) ให้ขยันมากขึ้น)

 

2. _____________________________________ you keep your mouth shut, you will be safe.

(___________________________________ คุณหุบปากของคุณไว้  คุณก็จะปลอดภัย)

(a) Unless    (ถ้า...............................ไม่)

(b) So long as    (ตราบใดที่, ตราบเท่าที่)

(c) In case of    (ในกรณีของ)

(d) So far as    (เท่าที่.........................ผมรู้มา, เขาบอกผม, ฯลฯ)

 

3. ____________________________________________ no rain here for the next few weeks.

(______________________________________ ฝนตกที่นี่  สำหรับ ๒ – ๓ สัปดาห์ข้างหน้า)

(a) There was

(b) There has been

(c) There are

(d) There will be    (จะไม่มี)

ตอบ    -    ข้อ   (d)   เนื่องจากเป็นเรื่องของอนาคต  การทำนายดินฟ้าอากาศ

 

4. In the cities ____________________________ live as hard a life as they were in the villages.  

(ในเมืองใหญ่ ________ ดำรงชีวิตที่ยากลำบาก  เท่าๆ กับตอนที่พวกเขาอาศัยอยู่ในหมู่บ้าน)  (คือย้ายมาอยู่ในเมือง  แล้วก็ยังลำบากเหมือนในอดีตตอนอยู่บ้านนอก)

(a) poor man

(b) a poor

(c) the poor    (คนจน)

(d) the poor men

ตอบ   -   ข้อ   (c)   “The poor”  หมายถึง  “คนจน”  ดูคำอธิบายเพิ่มเติมจากประโยคตัวอย่างข้างล่าง

                                             ตัวอย่างที่        (จงหาข้อที่ผิดหลักไวยากรณ์จาก  ข้อ  ๑ – ๔)

  • The American Red Cross is (1) one of the volunteer (2) organizations (3) which purpose is to help (4) the sick and the needy.

(กาชาดอเมริกันเป็นหนึ่งในบรรดาองค์กรอาสาสมัคร  ซึ่งวัตถุประสงค์ของมันคือ  ช่วยคนเจ็บป่วยและคนยากคนจน)

ตอบ   –    ข้อ      แก้เป็น  “whose”  เนื่องจากแสดงความเป็นเจ้าของ (วัตถุประสงค์ของมัน)  และนำหน้าอนุประโยค  (whose purpose…………………..the needy)  สำหรับข้อ  ๔  (the sick and the needy)  ถูกต้องแล้ว  เพราะเราใช้  “The”  นำหน้าคำคุณศัพท์  (sick และ needy) หมายถึงบุคคลประเภทนั้นๆ  (“คนป่วย”  และ  “คนยากคนจน”)   และถือเป็นคำพหูพจน์ด้วย  ซึ่งต้องใช้กับกริยา  “Are, Were, Have” (หรือ  กริยาตัวอื่นๆ ที่อยู่ในรูปพหูพจน์  -  คือไม่ต้องเติม “s”)  เช่น “The poor”  (คนจน),  “The rich” (คนรวย),  “The wise”  (คนฉลาด, นักปราชญ์),  “The brave”  (คนกล้าหาญ),  “The elderly” (คนสูงอายุ),  “The young” (คนหนุ่มสาว),  “The old”  (คนแก่),  นอกจากนั้น  “Verb + ing”  (Present participle)  และ กริยาช่องที่    (Past participle)  ซึ่งถือเป็นคำคุณศัพท์ประเภทหนึ่ง  แต่เมื่อนำหน้าด้วย  “The”  เช่น  “The dying” (คนที่กำลังจะตาย)   หรือ  “The wounded”  (คนเจ็บ),  “The injured”  (คนเจ็บ)  ก็ถือเป็นคำนามประเภทหนึ่งเช่นเดียวกัน   และถือเป็นคำพหูพจน์ด้วย  และใช้กับกริยา   “Are, Were, Have”  เช่นกัน  ดังตัวอย่างประโยค

  • The rich are not always happy.

(คนรวยมิใช่ว่าจะมีความสุขเสมอไป)

  • The poor have asked for help from the government

(คนจนได้ขอความช่วยเหลือจากรัฐบาลแล้ว)

  • In the old days, the elderly were highly respected by the young.

(ในสมัยก่อน  ผู้สูงอายุได้รับความเคารพอย่างสูงจากคนหนุ่มสาว)

  • The wounded were taken to hospital.

(คนเจ็บถูกนำส่งโรงพยาบาล)

  • The dying were being attended by the doctors.

(ผู้ที่กำลังจะตายกำลังได้รับการดูแลจากแพทย์)

  • The wise are cleverer (= more clever) than general people.

(คนฉลาด (นักปราชญ์) มีความฉลาดมากกว่าคนทั่วๆไป)

 

5. How ____________________________________________ do you have your car washed?

(คุณล้างรถของคุณ (คือ  ให้ผู้อื่นล้างให้) _________________________________ เพียงใด)

(a) much    (มาก)

(b) many times    (กี่ครั้ง)

(c) often    (บ่อย)

(d) long    (นาน, ยาว)

ตอบ   -   ข้อ   (c)   เนื่องจากถามเกี่ยวกับ   “ความถี่”  (Frequency)   สำหรับข้อ  (b)  ก็ใช้ได้เช่นเดียวกัน  แต่ต้องแก้เป็น  “How many times in a week (month) do you have your care washed?”  (กี่ครั้งใน    สัปดาห์ (เดือน) ที่คุณล้างรถ)   หรือ  “How many times do you have your car washed in a week (month)?”  (กี่ครั้งที่คุณล้างรถใน    สัปดาห์ – เดือน)

 

6. You ought _________________________________________________ for her last night.

(คุณควรจะ ___________________________________________ เธอเมื่อคืนที่ผ่านมา)

(a) wait

(b) to wait

(c) to have waited   (ได้รอคอย)

(d) have waited

ตอบ  -  ข้อ   (c)   เนื่องจาก  “Ought + To + Verb 1” (= Should + Verb 1) (= ควรที่จะ……......………มีความหมายเป็นปัจจุบันและอนาคต  ว่าควรทำเช่นนั้นเช่นนี้  แต่ถ้าต้องการบอกว่า  “ควรทำในอดีต”  (แต่ก็ไม่ได้ทำ)  เช่น ประโยคในข้อ   มีความหมายว่า  “คุณควรที่จะได้รอคอยเธอเมื่อคืนนี้”  (แต่ในความเป็นจริง  คือ  “คุณมิได้รอเธอ”)   ซึ่งจะต้องใช้โครงสร้าง   “Ought + To + Have + Verb 3”  หรือ  “Should + Have + Verb 3”  ดังตัวอย่างประโยคข้างล่าง

  • I ought to (should) have told you the truth last year.

(ผมควรที่จะได้บอกความจริงแก่คุณเมื่อปีที่แล้ว)  (แต่ก็ไม่ได้บอก)

  • She ought to (should) have applied for that highly paid job (last month).

(เธอควรที่จะได้สมัครงานเงินเดือนสูงนั้น – เมื่อเดือนที่แล้ว)  (แต่ก็ไม่ได้สมัคร)

  • They ought to (should) have visited their mother before she died.

(พวกเขาควรที่จะได้ไปเยี่ยมแม่ของตัวเองก่อนที่เธอตาย)  (แต่ก็มิได้ไปเยี่ยม)

 

7. She is too excited to say ___________________________________________________.

(เธอตื่นเต้นเกินไปที่จะพูด ________________________________________________)

(a) nothing

(b) something

(c) anything    (สิ่งใดๆ)

(d) every thing

ตอบ   -   ข้อ   (c)   ดูเพิ่มเติมการใช้  “Any, Anything”  จากตัวอย่างข้างล่าง

                                                       ตัวอย่างที่                   

  • I haven’t ______________________________________________ money left now. 

(ผมไม่มีเงินเหลือ ________________________________ เลยขณะนี้)  (ไม่มีเงินเหลือเลย)

(a) no

(b) some

(c) none

(d) any    (บ้าง)

ตอบ   -   ข้อ   (d)   ใช้   “Any”  ในประโยคปฏิเสธ   ดูเพิ่มเติมการใช้  “Any”   ในประโยคข้างล่าง

                                                 ตัวอย่างที่  

  • I’ve been playing tennis for two hours.  I just can’t play _______________________.

(ผมได้เล่นเทนนิสติดต่อกันมา    ชั่วโมงแล้ว  ผมไม่สามารถเล่น ____________________)

(a) yet

(b) already

(c) any more    (ต่อไปอีกแล้ว,  มากกว่านี้อีกแล้ว)

(d) no more    (ใช้ไม่ได้  เพราะจะเป็นปฏิเสธซ้อน  “Can’t”)

ตอบ   -   ข้อ   (c)

                                                      ตัวอย่างที่  

  • We had hardly ___________________________________________ rain last month.

(เราแทบไม่มีฝน ________________________________________ เลยเมื่อเดือนที่แล้ว)

(a) no

(b) some

(c) any    (ใดๆ)

(d) little

ตอบ   -   ข้อ   (c)   ใช้   “Any”  ในประโยคปฏิเสธ  คือ  ประโยคที่มี   “Hardly, Scarcely, Rarely, Seldom”   (แทบจะไม่, ไม่ใคร่จะ)  หรือ  “Never”  (ไม่เคยเลย)   สำหรับการใช้   “Any”  มีหลักดังนี้  คือ

                                    ๑. ใช้แสดงจำนวนแทน   “Some”   ในประโยคคำถาม  และปฏิเสธ  คือ ใช้เป็นคำคุณศัพท์ขยายนาม  “Any + Noun”  (นับได้ พหูพจน์)   หรือ   “Any + Noun”  (นับไม่ได้  เอกพจน์)  เช่น

  • Are there any students in the classroom?

(มีนักเรียนอยู่ในห้องเรียนบ้างไหม)

  • Is there any water in the well?

(มีน้ำอยู่ในบ่อบ้างไหม)

  • There is not any furniture in the room.

(ไม่มีเฟอร์นิเจอร์อยู่ในห้องเลย)

                                   และเมื่อใช้   “Any”  เป็น   “Pronoun”   คือ  อยู่ลอยๆ  ไม่ต้องขยายนาม   “Any”  จะแทนได้ทั้งนามนับได้  พหูพจน์  และนามนับไม่ได้  เอกพจน์   เช่น

  • They wanted some rooms but there weren’t any.

(พวกเขาต้องการห้องพัก  แต่ไม่มีเลย)

  • We wanted some water but there wasn’t any.

(พวกเราต้องการน้ำ  แต่ไม่มีเลย)

                                    อย่างไรก็ดี  สามารถใช้   “Any” ในประโยคบอกเล่าได้  ในกรณีต่อไปนี้

                                            ๑.๑ มีคำที่มีความหมาย  “ปฏิเสธ” อยู่ในประโยค  เช่น  “Seldom, Rarely, Hardly, Scarcely, Never, Without, Too”  เช่น

  • They had hardly any money.

(พวกเขาแทบจะไม่มีเงินเลย)

  • We could finish the project without any trouble.

(เราสามารถทำโครงการสำเร็จ  โดยปราศจากปัญหาใดๆ)

  • She scarcely received any information from him.

(เธอแทบไม่ได้รับข้อมูลข่าวสารจากเขาเลย)

  • It was too soon to say anything.

(มันเร็วเกินไปที่จะพูดอะไรออกมา)

  • It is too dark to see anything.

(มันมืดเกินไปที่จะมองเห็นอะไรได้)

                                             ๑.๒ แสดงความสงสัยไม่แน่ใจ  เช่น

  • I wonder whether there is anything you want to tell me.

(ผมสงสัยว่า มีสิ่งใดที่คุณต้องการบอกผมหรือไม่)

  • She wondered whether anyone was there.

(เธอสงสัยว่า มีใครอยู่ที่นั่นหรือไม่)

                                            ๑.๓ แสดงเงื่อนไข

  • If you find anything wrong, please let me know.

(ถ้าคุณพบสิ่งใดผิด  โปรดบอกให้ผมทราบ)

  • If you have any problem, consult your parents.

(ถ้าคุณมีปัญหาใดๆ  จงปรึกษาพ่อแม่)

                                    ๒. ใช้ขยายนาม  ในความหมาย  “...........................ใดก็ตาม”  (ในกรณีนี้  ไม่สามารถใช้   “Some”  แทนได้)

  • I will  give this book to anyone who wants it.

(ผมจะให้หนังสือเล่มนี้แก่ใครก็ตาม  ที่ต้องการมัน)

  • Anyone violating the rules will be punished.

(ใครก็ตามที่ละเมิดกฎระเบียบ  จะถูกลงโทษ)

  • You may come any time you want.

(คุณจะมาเวลาใดก็ได้  ที่คุณต้องการ)

  • Any student can answer this question.

(นักเรียนคนใดๆ  ก็สามารถตอบคำถามนี้ได้)

                                     ๓. ใช้เป็นกริยาวิเศษณ์  (Adverb)  ซึ่งส่วนใหญ่ขยาย  “Adjective”  หรือ  “Adverb” ขั้นกว่า   เช่น

  • It won’t do any good.

(มันจะไม่ช่วยให้อะไรดีเลย)

  • I couldn’t stand it any longer.

(ผมไม่สามารถทนมันได้ต่อไปอีกแล้ว)

  • He doesn’t know any better.

(เขาไม่ได้รู้ดีกว่า  -  คุณหรือผมหรอก)

  • Nobody in the village will be any wiser.

(ไม่มีใครในหมู่บ้านรู้ดีกว่านี้หรอก)

  • I’m sorry to say that the patient isn’t any better.

(ผมเสียใจที่จะบอกว่า  คนป่วยอาการไม่ดีขึ้นเลย)

 

8. ____________________________________________________ stamps, he collects coins.

(________________________________________ แสตมป์,  เขาสะสมเหรียญกษาปณ์)

(a) Except   (ยกเว้น)

(b) Beside    (ข้างๆ)

(c) In addition to    (นอกเหนือจาก)

(d) There are no

ตอบ   -   ข้อ   (c)   สำหรับคำอื่นๆ ที่สามารถใช้ได้ คือ   “Besides (นอกจาก),  หรือ  “Apart from”  (นอกเหนือจาก)

 

9. Did you _______________________________________________ your aunt of this ring?

(คุณ _____________________________________ แหวนวงนี้ไปจากป้าของคุณใช่หรือไม่)

(a) steal    (ลักขโมย)

(b) buy    (ซื้อ)

(c) rob    (ชิงทรัพย์, แย่งชิง, ปล้น)

(d) receive    (ได้รับ)

ตอบ   -   ข้อ   (c)   เนื่องจากเป็นไปตามโครงสร้าง  “Rob someone of something”  (ชิงทรัพย์หรือปล้นอะไรไปจากใคร)  เช่น  “A man robbed me of my notebook.” (ชายคนหนึ่งชิงเอาโน้ตบุ๊คของผมไป)  สำหรับการใช้  “Steal”  มีโครงสร้าง  คือ  “Steal something from someone”  (ขโมยอะไรไปจากใคร)  เช่น  “The boy stole my watch (from me).” (เจ้าเด็กคนนั้นขโมยนาฬิกาผมไป)

 

10. A woman with white hair is a ________________________________________ woman.

(ผู้หญิงที่มีผมสีขาว  คือผู้หญิง ____________________________________________)

(a) white hair

(b) white-hair

(c) white haired

(d) white-haired    (ผมขาว)

ตอบ  -  ข้อ   (d)   ดูคำอธิบายเพิ่มเติมจากประโยคข้างล่าง

  • True hibernation takes place only among warm-blooded animals.

(การจำศีลหน้าหนาวของสัตว์อย่างแท้จริง  เกิดขึ้นเฉพาะในบรรดาสัตว์เลือดอุ่น)

                                        ประโยคข้างบนต้องใช้  “Warm-blooded”  เนื่องจากมีโครงสร้างเป็น ( Compound adjective)  คือ  คำ    คำ ที่รวมกันเป็นคุณศัพท์  (Adjective)  คำเดียว  จะต้องมีขีด ( - ) คั่นกลางเสมอ  และเป็นกรณีเดียวที่สามารถเติม  “Ed”  หลังคำนามได้   ตัวอย่าง  เช่น

  • a shame-faced look – ท่าทางเสียใจเพราะความละอาย
  • an absent-minded man – คนใจลอย
  • service-minded people – คนจิตอาสา
  • a short-sighted girl – เด็กหญิงสายตาสั้น หรือไม่มีวิสัยทัศน์
  • a black-haired boy – เด็กชายผมดำ
  • a big-eyed girl – เด็กหญิงตาโต
  • red-faced people – คนหน้าแดง (เป็นเผ่าพันธุ์)
  • a baby-faced man – คนหน้าเด็ก (หน้าอ่อนกว่าวัย)
  • a thick-skinned boy – เด็กหน้าด้าน (เด็กหนังหนา)
  • a right-handed man – ผู้ชายถนัดมือขวา
  • a left-handed woman – ผู้หญิงถนัดมือซ้าย
  • a light-fingered boy – เด็กมือไว (มือเบา)
  • a cold-blooded animal – สัตว์เลือดเย็น
  • a long-sighted woman – ผู้หญิงสายตายาว หรือมีวิสัยทัศน์
  • a long-legged man – ผู้ชายขายาว
  • a big-headed boy – เด็กหัวโต
  • a far-sighted person – คนสายตายาว หรือมีวิสัยทัศน์
  • a round-eared girl – เด็กผู้หญิงหูกลม

 

11. The spectacles were ________________________________________________ broken.

(แว่นตาถูกทำแตก – หรือหัก - ____________________________________________)

(a) accident    (อุบัติเหตุ) (คำนาม)

(b) by accident

(c) accidental    (เป็นอุบัติเหตุ, เกี่ยวกับอุบัติเหตุ)  (เป็นคำคุณศัพท์)

(d) accidentally    (โดยอุบัติเหตุ)  (เป็นกริยาวิเศษณ์)

ตอบ  -  ข้อ   (d)   เนื่องจากขยายกริยา (Broken) จึงต้องเป็นกริยาวิเศษณ์ (Adverb)  ทั้งนี้  มีอีก    รูปแบบที่สามารถใช้ได้เช่นกัน  คือ

  • The spectacles were broken by accident.
  • The spectacles were broken in an accident.

 

12. There is a house ___________________________________________ in the next street.

(มีบ้าน __________________________________________________ ในถนนถัดไป)

(a) letting

(b) for let

(c) to let   (ให้เช่า)

(d) having let

ตอบ   –   ข้อ   (c)    “A house to let”  =   บ้านให้เช่า

 

13. Omron Electronics, Inc. is ___________________ than Consolidated Computer Company.

(บริษัทออมร่อน อีเล็คทรอนิคส์ ______________________________ บริษัทคอนโซลิเด๊ททิด)

(a) as reliable

(b) most reliable    (น่าเชื่อถือที่สุด)

(c) reliabler    (รูปนี้ไม่มีใช้)

(d) more reliable    (น่าเชื่อถือมากกว่า)

ตอบ   -   ข้อ    (d)   เนื่องจากเป็นการเปรียบเทียบ  “ขั้นกว่า”  (Comparative degree)  เพราะมีเพียง    บริษัท  และเนื่องจาก  “Reliable”  เป็นคำพยางค์ยาว  จึงต้องใช้  “More”  นำหน้า  โดยไม่ใช้แบบใน  ข้อ  (c)  อนึ่ง  หากต้องการจะบอกว่า  บริษัทออมร่อนฯ  น่าเชื่อถือพอๆ กับบริษัทคอนโซลิเดททิดฯ  ต้องใช้ว่า  “……................is as reliable as Consolidated Computer Company”  ดูเพิ่มเติมการเปรียบเทียบโดยใช้คำพยางค์ยาวจากประโยคข้างล่าง

  • This issue is more important than that one.

(ประเด็นนี้สำคัญกว่าประเด็นนั้น)

  • The red car is more expensive than the black one.

(รถคันสีแดงแพงกว่ารถคันสีดำ)

  • She is more economical than her sister.

(เธอประหยัดมากกว่าน้องสาวของเธอ)

 

14. Many customers have requested that we ___________________ them notice of our sales.

(ลูกค้าจำนวนมากได้ร้องขอว่า ให้เรา __________ โนติส – เอกสารแจ้งเหตุหรือข้อ  มูลล่วงหน้า – แก่พวกเขาในเรื่องการลดราคาสินค้าของเรา)

(a) send    (ส่ง)

(b) sends

(c) sent

(d) sending

ตอบ   -   ข้อ   (a)   เนื่องจากเป็นการใช้  “Present subjunctive”  คือ  การใช้กริยาช่องที่    ที่ไม่มี  “To”  นำหน้า  (Infinitive without to)  และไม่มีการเติม  “S”  หรือ  “Ed”  เข้าข้างหลังคำกริยาที่อยู่ใน  “Noun clause”  ที่เป็นอนุประโยค  (ซึ่งมักมี  “That”  นำหน้า  “Clause”)  ที่ตามหลังกลุ่มคำกริยาประเภท  “Present subjunctive”  ไม่ว่าประธานของกริยาตัวนี้จะเป็นเอกพจน์หรือพหูพจน์ก็ตาม  และไม่ว่ากริยาตัวข้างหน้า  (กริยาใน  “Main clause”  หรือประโยคใหญ่)  จะอยู่ใน  “Tense”  ใดก็ตาม  จะไม่มีการเติม  “S”  หรือ  “Ed”  ที่กริยาตัวนี้  (เนื่องจากเสมือนกับว่าอยู่หลัง  “Should”  แต่มิได้เขียนลงไป)  สำหรับในกรณีที่เป็น  “Verb to be”  ให้ใช้  “Be”  ตลอดไป  ดูเพิ่มเติมการใช้โครงสร้างนี้จากตัวอย่างข้างล่าง

                                                       ตัวอย่างที่ 

  • Bill’s uncle insists ____________________________________________ in this hotel.

(ลุงของบิลยืนกราน __________________________________________ ในโรงแรมนี้)

(a) not staying

(b) not to stay

(c) that he not stay    {เขาไม่ (ควรจะ) พัก}

(d) staying not

ตอบ   -   ข้อ    (c)   เนื่องจากอยู่ในโครงสร้าง   “Present subjunctive”  โดยลดรูปมาจาก  “That he should not stay”  โดยพิจารณาจากกริยา  “Insist”  (ยืนกราน)  ดูเพิ่มเติมโครงสร้างนี้จากประโยคข้างล่าง

                                                    ตัวอย่างที่ 

  • She is about half an hour late already.  It is necessary that she ________ immediately.

(เธอล่าช้าไปประมาณครึ่งชั่วโมงแล้ว  มันจำเป็นที่ว่าเธอ _______________ ในทันทีทันใด)

(a) went

(b) goes

(c) go    {(ควร) ไป}

(c) will go

ตอบ   -   ข้อ    (c)    เนื่องจากเป็นโครงสร้างแบบ  “Present subjunctive”  โดยพิจารณาจากวลี   “It is necessary that…...........………..

                                                    ตัวอย่างที่ 

  • I’m in a hurry because the librarian said it was important that I ____________ this book.

(ผมกำลังรีบเร่ง (เอาหนังสือไปคืน) เพราะบรรณารักษ์กล่าวว่า  มันเป็นเรื่องสำคัญว่าผม ________ หนังสือเล่มนี้)

(a) returned

(b) was returning

(c) had returned

(d) return    {(ควร) นำไปคืน, ส่งคืน}

ตอบ   -   ข้อ    (d)   เนื่องจาก  “Clause”  ที่ตามหลัง  “It is (was) + Important  (Necessary, Essential, Imperative, etc.)”   กริยาต้องอยู่ในรูป  “Infinitive without to”  (Verb 1)   เนื่องจากเป็นโครงสร้างแบบ  “Present subjunctive”  คือ  เหมือนกับมี  “Should”  นำหน้าคำกริยานั้นๆ

                                                    ตัวอย่างที่ 

  • In 1978, the Soviets demanded that China ________________ its forces from Vietnam.

(ในปี  ๑๙๗๘  โซเวียตเรียกร้องให้จีน _____________ กองกำลังของตนออกจากเวียดนาม)

(a) withdrew

(b) withdraws

(c) withdraw    (ถอน)

(d) withdrawing

ตอบ   -   ข้อ    (c)   เนื่องจากกริยาใน  “Clause” (อนุประโยค)  ที่ตามหลัง  “Demand, Require, Suggest, Request, etc.”  ต้องอยู่ในรูป  “Infinitive without to”  (Verb 1)   เนื่องจากเป็นโครงสร้างแบบ  “Present subjunctive” 

                                  ตัวอย่างที่ 

  • He suggested __________________________________________ to a holiday camp.

(เขาแนะนำ ____________________________________ ที่ค่ายพักแรมวันหยุดพักผ่อน)

(a) Mary that she should go

(b) to Mary that she should go    (แก่แมรี่ว่าเธอควรไป)

(c) for Mary that she go

(d) to Mary to go

ตอบ   -   ข้อ   (b)  หรืออาจตอบ  “…….........…to Mary that she go…….........…”  ก็ได้  เนื่องจากเป็นโครงสร้างแบบ   “Present subjunctive

                                                      ตัวอย่างที่ 

  • It is essential that the needle __________________________________________ first.

(มันจำเป็นว่า  เข็ม _________________________________________ เป็นประการแรก)

(a) sterilize

(b) is sterilized

(c) be sterilized    (ถูกทำให้ปราศจากเชื้อโรค)

(d) sterilizes

ตอบ   -   ข้อ    (b)   เนื่องจากข้อความ  “It is essential that”  เป็นประโยคใหญ่  กริยาของอนุประโยคที่ตามหลังมัน  จะอยู่ในโครงสร้าง  “Present subjunctive”   คือ  อยู่ในรูป  “Infinitive without to”  (Verb 1)  เสมอ  ในกรณีเป็นกริยาในแบบ  “Passive voice”   จะต้องใช้กริยารูป  “Be + Verb 3”  เสมอ  และในกรณีของกริยา  “Verb to be”   ให้ใช้  “Be”  กับประธานฯ ทุกตัว  ทั้งนี้  ถือเสมือนว่า  กริยาในอนุประโยคเหล่านี้  มี  “Should”  มานำหน้า  (เพื่อแนะว่าประธานของอนุประโยคควรทำอย่างนั้นอย่างนี้)  เพียงแต่ละเอาไว้  คือ มิได้เขียนลงไป

                                                       ตัวอย่างที่ 

  • I suggest that the matter _____________________________________ reconsidered.

(ผมแนะนำว่า  เรื่องนี้ ______________________________ ได้รับการพิจารณาใหม่อีกครั้ง)

(a) is

(b) being

(c) be    (ควร)

(d) has

ตอบ   -   ข้อ   (c)   เนื่องจากอยู่ในโครงสร้างแบบ  “Present subjunctive”  โดยดูจากกริยา  “Suggest

                                                   ตัวอย่างที่ 

  • Prior to our conference, the executive director had requested that everyone _______ well prepared.

(ก่อนการประชุมของเรา  ผู้อำนวยการบริหารได้ขอร้องว่า  ทุกคน _______ เตรียมตัวเป็นอย่างดี)

(a) be    (ควร)

(b) is

(c) was

(d) will be

ตอบ   -   ข้อ    (a)   เนื่องจากเป็นการใช้โครงสร้างแบบ  “Present subjunctive”  สังเกตจากกริยา  “Requested

                                                     ตัวอย่างที่ 

  • The teacher suggested that _____________________________________________.

(ครูแนะนำว่า ________________________________________________________)

 (a) everybody studied harder

 (b) everybody studies harder

 (c) everybody study harder    {(นักเรียน) ทุกคนควรเรียนให้หนักยิ่งขึ้น}

 (d) everybody would study harder

ตอบ   –   ข้อ   (c)   เนื่องจากอยู่ในโครงสร้าง  “Present subjunctive”  กล่าวคือ  กริยา  “Study”  เหมือนมีคำว่า “Should”  อยู่ข้างหน้า  แต่ละเอาไว้ในฐานที่เข้าใจ

                                                     ตัวอย่างที่  ๑๐

  • The company states that it is necessary that an employee _________ his work on time.

(บริษัทกล่าวว่า  มันจำเป็นที่พนักงาน ______________________ งานของตนให้ทันเวลา)

(a) finishes

(b) finished

(c) finish    (ทำให้เสร็จ)  (คือ  ทำงานให้เสร็จทันเวลา)

(d) can finish

ตอบ   -   ข้อ   (c)   เนื่องจากโครงสร้าง  “It + Is (Was) + Necessary + (That) + Subject + Verb 1”  เป็น  “Present subjunctive

                                                    ตัวอย่างที่  ๑๑

  • He recommended that I ________________________________________ there early.

(เขาแนะนำว่าผม _________________________________ ที่นั่นแต่เช้าตรู่  -  หรือแต่เนิ่นๆ)

(a) be    {(ควร) ไป}

(b) am

(c) was

(d) would be

ตอบ   -   ข้อ    (a)   เนื่องจากอยู่ในรูป   “Present subjunctive”  คือ  คำกริยาในโครงสร้างนี้   ไม่ว่าจะใช้กับประธานตัวใด  หรืออยู่ใน  “Tense”  ใด  จะต้องเป็น   “Verb 1”  (Infinitive without to)  เสมอ  และในกรณีของกริยา  “Verb to be”  ก็ให้ใช้   “Be”  ทุกครั้งไป  คือ  เสมือนกับมี   “Should”  อยู่ข้างหน้ากริยานั้น  แต่ละเอาไว้ในฐานที่เข้าใจ  ไม่พูดหรือเขียนเติมลงไป  (หรืออาจจะใส่   “Should   ลงไปข้างหน้าก็ได้)

                                                      ตัวอย่างที่  ๑๒

  • I suggested to her that her husband ______________________________ a long rest.

(ผมแนะนำเธอว่า  สามีของเธอ __________________________ การพักผ่อนเป็นเวลานาน)

(a) has

(b) have    (มี)

(c) would have

(d) must have

ตอบ    -    ข้อ   (b)    เนื่องจากเป็นไปตามโครงสร้าง  “Subject + Suggest + (To someone) + That + Subject + Verb 1”   อนึ่ง  เราใช้รูป   “Present subjunctive”  ใน    กรณี  คือ

                                            ๑. อยู่หลัง  “กริยา + That”   ซึ่งได้แก่คำกริยาต่อไปนี้

  • demand that   (เรียกร้อง-ต้องการว่า)
  • require that   (ขอร้อง-เรียกร้อง-ต้องการ-กำหนดว่า)
  • propose that   (เสนอว่า)
  • request that   (ขอร้องว่า)
  • recommend that   (แนะนำว่า)
  • ask that   (ขอร้องว่า)
  • order that   (สั่งว่า)
  • urge that   (เร่งเร้า-กระตุ้น-เสนอว่า)
  • suggest that   (แนะนำว่า)
  • advise that   (แนะนำว่า)
  • insist that   (ยืนกรานว่า)
  • prefer that   (เห็นสมควรว่า)

                                                    ดังตัวอย่างประโยคต่อไปนี้

  • The doctor advised (that) I take a rest.

(หมอแนะนำว่าผมควรพักผ่อน)

  • He suggested (that) she not go there alone.

(เขาแนะนำว่าเธอไม่ควรไปที่นั่นตามลำพัง)

  • The father demands (that) Peter go to see a doctor at once.

(พ่อเรียกร้องให้ปีเตอร์ไปหาหมอในทันที)

  • I suggest (that) he come early.

(ผมแนะนำว่าเขาควรจะมาแต่เช้า)

  • The hostess urged (that) we all stay for dinner.

(เจ้าของบ้านรบเร้าให้อยู่กินอาหารเย็นก่อน)

  • The teacher recommended (that) every student buy a dictionary.

(ครูแนะนำให้นักเรียนทุกคนซื้อพจนานุกรม)

  • The doctor recommends (that) she take this medicine.

(หมอแนะนำว่าเธอควรกินยานี้)

  • She requested (that) he telephone her family.

(เธอขอร้องให้เขาโทรฯไปหาครอบครัวของเธอ)

  • The teacher advised (that) students not speak loudly in the class.

(ครูแนะนำว่านักเรียนไม่ควรพูดเสียงดังในชั้น)

  • I suggested (that) he be more careful.

(ผมแนะนำว่าเขาควรระวังให้มากขึ้น)

  • He suggested (that) she be punctual.

(เขาแนะนำว่าเธอควรตรงต่อเวลา)

  • Our mother suggests (that) we not be lazy.

(แม่ของเราแนะนำว่าเราไม่ควรขี้เกียจ)

  • They requested (that) the contract be signed.

(พวกเขาร้องขอว่าสัญญาควรได้รับการลงนาม)  (เป็น  Passive voice  =  สัญญาถูกลงนาม)

  • She asks (that) she be allowed to see her ailing mother.

(เธอขอร้องว่าเธอควรได้รับอนุญาตให้พบแม่ของเธอที่กำลังป่วย)  (เป็น  Passive voice  =  เธอได้รับอนุญาต)

หมายเหตุ   –   เหตุผลที่คำกริยาในอนุประโยค  ที่เป็น  “Noun clause”  อยู่ในรูป  “Present Subjunctive”  คือ  กริยาเหล่านี้เสมือนกับว่ามี   “Should”  นำหน้า  แต่ละเอาไว้ในฐานที่เข้าใจ  ซึ่งจริงๆ แล้วอาจจะเขียนหรือพูดเติม  “Should”  ลงไปด้วยก็ได้  เช่น

  • I suggested (that) he (should) be more careful.
  • She asks (that) she (should) be allowed to go to the party.

 

                                            ๒. “Noun clause”  ที่ตามหลังคำคุณศัพท์ต่อไปนี้  (มักอยู่ในรูป  “It is + Adjective + That + Subject + Verb 1  ที่ไม่มี  “To” นำหน้า)  กริยาใน  “Noun clause”  นั้นจะต้องอยู่ในรูป  “Present subjunctive”  เช่นเดียวกัน  คุณศัพท์ดังกล่าว  คือ  “Important” (สำคัญ),  “Necessary” (จำเป็น), “Urgent(จำเป็นด่วน),  “Imperative”  (จำเป็น),  “Essential” (จำเป็น), “Advisable”  (ควร),   “Crucial”  (สำคัญยิ่ง)  ดังตัวอย่าง   เช่น

  • It is advisable that she study harder.

(เธอควรเรียนหรือขยันให้มากขึ้น)

  • It was essential that we buy food yesterday.

(เป็นสิ่งจำเป็นที่เราต้องซื้ออาหารเมื่อวานนี้)

  • It is advisable that he take exercise every morning.

(เป็นการสมควรที่เขาออกกำลังกายทุกเช้า)

  • It is necessary that she go home at once.

(เป็นเรื่องจำเป็นที่เธอจะต้องกลับบ้านในทันที)

  • It is imperative that Jim practice driving a car.

(เป็นเรื่องจำเป็นที่จิมจะต้องฝึกหัดขับรถ)

  • It is crucial that Tom find a new job.

(เป็นเรื่องจำเป็นยิ่งที่ทอมจะต้องหางานใหม่)

  • It is important that he be brave.

(เป็นสิ่งจำเป็นที่เขาจะต้องกล้าหาญ)

  • It is urgent that everyone be on time for work.

(เป็นเรื่องเร่งด่วนที่ทุกคนจะต้องมาทำงานให้ทันเวลา)

 

15. Lucy missed the plane ____________________________________ she was working late.

(ลูซี่ตกเครื่องบิน _______________________________________ เธอทำงานจนเย็นหรือค่ำ)

(a) and    (และ)

(b) until    (จนกระทั่ง)

(c) because    (เพราะว่า)

(d) before    (ก่อน)

ตอบ   -   ข้อ   (c)   เนื่องจากข้อความในประโยคใหญ่  (Lucy missed the plane)   และประโยคย่อย  (she was working late)  เป็นเหตุเป็นผลกัน  คำที่ใช้เชื่อม    ประโยคจึงต้องใช้  “Because”  (ลูซี่ตกเครื่องบิน – เป็นผล)  (เพราะว่าเธอทำงานจนค่ำ – เป็นเหตุ)

 

16. We cannot ship the order now because our ________________________________ is low.

(เราไม่สามารถขนส่งสินค้าที่ (ได้รับการ) สั่งซื้อได้เพราะว่า ______________ ของเรามีอยู่น้อย)

(a) invention    (การประดิษฐ์, สิ่งประดิษฐ์)

(b) invitation    (การเชื้อเชิญ, การเชิญ, คำเชิญ, บัตรเชิญ)

(c) inventory    (สินค้าในรายการสินค้าหรือแค็ตตาล็อก, รายการสิ่งของหรือทรัพย์ สิน, สิ่งของหรือทรัพย์สินในรายการสินค้า)

(d) invoice    (ใบเรียกเก็บเงินค่าสินค้า)

ตอบ   -   ข้อ   (c)   เนื่องจากได้ใจความดีที่สุด

 

17. He made that mistake because he __________________________________ experience.

(เขาทำความผิดนั้น  เพราะว่าเขา _______________________________ ประสบการณ์)

(a) was lack of

(b) was in lacked of

(c) lacked of

(d) lacked    (ขาด, ขาดแคลน, ปราศจาก, ไม่มี, การขาดแคลน, ความไม่มี, ความไม่เพียงพอ)

ตอบ   -   ข้อ   (d)   เนื่องจาก  “Lack”  เป็นทั้งคำกริยาและคำนาม  เมื่อเป็นคำกริยา  ตามด้วยกรรมเลย  ไม่ต้องมี   “Of”,  แต่เมื่อใช้เป็นคำนาม  ต้องตามด้วย   “Of”   และต่อด้วยกรรม  ดังประโยคตัวอย่าง

  • They lacked confidence to go on with the project.

(พวกเขาขาดความเชื่อมั่นที่จะดำเนินโครงการต่อไป)

  • The contract lacks a signature of both parties.

(สัญญาขาดลายเซ็นของทั้ง ๒ ฝ่าย)

  • Many poor nations lack raw materials for the production of their goods.

(ประเทศยากจนจำนวนมากขาดแคลนวัตถุดิบสำหรับการผลิตสินค้าของตน)

  • I hated the lack of privacy in the dormitory.

(ผมเกลียดการขาดความเป็นส่วนตัวในหอพัก)

  • He was not a stern man at all, in spite of his lack of humor.

(เขามิใช่คนที่เข้มงวด-เคร่งครัด หรือไม่ยอมผ่อนผัน  ทั้งๆที่ขาดอารมณ์ขัน)

  • Lack of proper funding is making our job more difficult.

(การขาดแคลนการอุดหนุนเงินที่เหมาะสม  กำลังทำให้งานของเรายากลำบากยิ่งขึ้น)

  • His department was shut down for lack of funds.

(แผนกของเขาถูกปิดลงเนื่องจากขาดแคลนเงินทุน)

 

18. A: “When did you last have a holiday?”

(คุณมีวันหยุดพักผ่อนครั้งสุดท้ายเมื่อไหร่)

      B: “_____________________________________________________________”

(a) No, I didn’t have a holiday last year.    (เปล่าครับ  ผมไม่มีวันหยุดเมื่อปีที่แล้ว)

(b) It lasted two weeks.    (มันกินเวลาหรือนาน ๒ สัปดาห์)

(c) This time last year.    (เวลานี้ปีที่แล้ว)

(d) Yes, I did.    (ใช่แล้วครับ  ผมทำ)

ตอบ   -   ข้อ   (c)

 

19. Can she do it ___________________________________ herself or does she need help?

(เธอสามารถทำมัน _______________________ ตัวเธอเอง  หรือเธอต้องการความช่วยเหลือ)

(a) for

(b) with

(c) by    (โดย)

(d) of

ตอบ   -   ข้อ   (c)

                           สำหรับวลีที่ใช้กับ  “By”  ได้แก่  “by virtue of”  (เพราะว่า, ด้วยเหตุผลที่ว่า)  -  Plastic bags are useful for holding many kinds of food, by virtue of their clearness, toughness, and low cost.  (ถุงพลาสติกมีประ โยชน์สำหรับใช้ใส่อาหารหลายชนิด, เพราะว่าความใส, เหนียว, และราคาถูก  ของมัน),  “by birth”  (โดยกำเนิด)  -  She is English by birth.  (เธอเป็นคนอังกฤษโดยกำเนิด),  by my watch”  {(เวลา  ๑๐  โมง)  จากนาฬิกาของผม}  -  It is six o'clock by my watch.  (มันเป็นเวลา  ๖  โมง  จากนาฬิกาของผม),  “He died by his own hands."  (เขาตายด้วยน้ำมือของตนเอง),  “by chance” (โดยบังเอิญ)  -  I met my own friend at the party by chance.  (ผมเจอเพื่อนเก่าที่งานเลี้ยงโดยบังเอิญ), “by mistake”  (โดยการเข้าใจผิด)  -  He took my book by mistake.  (เขาเอาหนังสือของผมไปโดยเข้าใจผิด  คือ  คิดว่าเป็นของเขา), “by heart”  (โดยการท่องจำ)  -  I learn English vocabularies by heart.  (ผมเรียนรู้คำศัพท์ภาษา อังกฤษโดยการท่องจำ), “by car” (= in a car) (โดยรถยนต์),  “by bus” (= in a bus) (โดยรถประจำทาง),  “by train” (= in a train) (โดยรถไฟ)  “by plane” (= in a plane)(โดยเครื่องบิน)  “by air”  (โดยทางอากาศ) “by sea”  (โดยทางทะ เล)  “by telephone”  (โดยทางโทรศัพท์),  “by telegram” (โดยทางโทรเลข),  “by letter”  (โดยทางจดหมาย),  “by trade”  (โดยทางการค้า),  “by radio” (โดยทางวิทยุ),  “by force” (โดยใช้กำลัง),  “I know him (them) by name” (ผมรู้จักเขาแต่ชื่อ  -  ไม่เคยพบตัว),  “by himself/herself” (โดยตัวเขา/เธอเอง  ตามลำพัง หรือ ไม่มีใครช่วย)  -  He did all the work by himself.  (เขาทำงานทั้ง หมดด้วยตนเอง), “by machinery” (โดยเครื่องจักร), “The room is 20 feet by 10 feet.” (ห้องยาว ๒๐ ฟุต กว้าง ๑๐ ฟุต),  “Sugar is sold by the pound/ kilogram.” (= by weight) {น้ำตาลถูกขายเป็นปอนด์/กิโลกรัม = (ขาย) เป็นน้ำ หนัก},  “The road was widened by 5 meters.”  (ถนนถูกขยายออกไปอีก เมตร),  “She was brought up by her aunt.” (เธอได้รับการอบรม-เลี้ยงดูโดยป้าของเธอ),  “by and large” (= on the whole) (โดยทั่วๆ ไป, เมื่อพิจารณาทุกด้านแล้ว),  “by mistake”  (โดยการเข้าใจผิด),  “by accident”  (โดยอุบัติเหตุ, โดยมิ ได้ตั้งใจ),  “by degrees” (ทีละน้อย),  “by the way”  (อ้อ, เอ้อ, อนึ่ง – ใช้พูดเกริ่นนำ ก่อนจะเข้าเรื่อง),  “by all means”  (โดยแน่นอน),  “by no means” (ไม่โดยแน่นอน),  “By my watch”  {(เวลา  ๑๐  โมง)  จากนาฬิกาของผม},  “He died by his own hands.  (เขาตายด้วยน้ำมือของตนเอง), “by heart”  (โดยการท่องจำ)  -  I learn English vocabularies by heart.  (ผมเรียนรู้คำศัพท์ภาษาอังกฤษโดยการท่องจำ), “by car” (= in a car) (โดยรถยนต์),  “by bus” (= in a bus) (โดยรถประจำทาง),  “by train” (= in a train) (โดยรถไฟ),  “by plane” (= in a plane)  (โดยเครื่องบิน),  “by air”  (โดยทางอากาศ),  “by sea”  (โดยทางทะเล),  “by telephone”  (โดยทางโทร ศัพท์),  “by telegram” (โดยทางโทรเลข),  “by letter”  (โดยทางจดหมาย),  “by trade”  (โดยทางการค้า),  “by radio” (โดยทางวิทยุ),  “by force” (โดยใช้กำลัง),  “I know him (them) by name” (ผมรู้จักเขาแต่ชื่อ  -  ไม่เคยพบตัว),  “by himself/herself” (โดยตัวเขา/เธอเอง  ตามลำพัง หรือ  ไม่มีใครช่วย)  -  He did all the work by himself.  (เขาทำงานทั้งหมดด้วยตนเอง), “by machinery” (โดยเครื่องจักร),  “by hand” (= with his hands) {(ทำ) ด้วยมือ}, “The room is 20 feet by 10 feet.”  (ห้องยาว ๒๐ ฟุต กว้าง ๑๐ ฟุต),  “Sugar is sold by the pound/ kilogram.” (= by weight) {น้ำตาลถูกขายเป็นปอนด์/กิโลกรัม = (ขาย) เป็นน้ำหนัก},  “The road was widened by 5 meters.”  (ถนนถูกขยายออกไปอีก ๕ เมตร),   “remarks by Mr. Schmidt”  (คำพูดโดยมิสเตอร์ชมิดท์),  “new legislation announced by the government” (กฎหมายใหม่ประกาศโดยรัฐ บาล),  “I was startled by his anger.”  (ผมสะดุ้งตกใจจากความโกรธของเขา),  “by and large” (= on the whole) (โดยทั่ว ๆไป, เมื่อพิจารณาทุกด้านแล้ว),  “by mistake”  (โดยการเข้าใจผิด),  “by accident”  (โดยอุบัติเหตุ, โดยมิได้ตั้งใจ), “by degrees” (ทีละน้อย),  “by the way”  (อ้อ, เอ้อ, อนึ่ง – ใช้พูดเกริ่นนำ ก่อนจะเข้าเรื่อง),  “by all means”  (โดยแน่นอน),  “by no means” (ไม่โดยแน่นอน),  “by-pass” (= short cut)  (ทางลัด)“passer-by” (ผู้ที่ผ่านไปมา),  “by-gone”  (สิ่งหรือเรื่องที่ผ่านไปแล้ว),  “by-product” (ผลพลอยได้),  “I will pay by cheque.” (ผมจะจ่ายเป็นเช็ค),  “read a book by candlelight”  (อ่านหนังสือโดยใช้แสงเทียน),  “by chance” (โดยบังเอิญ),  “She came in by the back door.”  (เธอเข้ามาทางประตูหลัง),  “I sat by her bed.” (ผมนั่งข้าง – หรือใกล้ – เตียงของเธอ),  “by 1960”  (ราวๆ ปี ๑๙๖๐),  “By the time I went to bed, I was absolutely exhausted.”  (ราวๆเวลาที่ผมเข้านอน  ผมเหน็ดเหนื่อยโดยสิ้นเชิง),  “He is rich by Chinese standards.”  (เขาร่ำรวย  โดยมาตรฐานของชาวจีน),  “She was standing by herself in a corner of the room.”  (เธอกำลังยืนอยู่ตามลำพัง – คนเดียว – ที่มุมห้องด้านหนึ่ง),  “I think I could manage by myself.”  (ผมคิดว่าผมสามารถทำสำเร็จด้วยตัวของผมเอง – โดยไม่ต้องมีคนคอยช่วยเหลือ),  “Twelve divided by three is four.”  (๑๒ หารด้วย เหลือ ),  “Multiply the amount by three.”  (จงคูณจำนวนนั้นด้วย ๓),  “Cars are now made by the million.” (รถยนต์ในปัจจุบันได้รับการผลิตเป็นล้านๆคัน),  “one by one” (ทีละคน),  “year by year”  (แต่ละปี),  “She took him by the hand.”  (เธอจับมือเขา),  “Hold it by the handle!”  (จงถือมันไว้ที่ด้าม หรือ มือจับ),  “Her salary went up by half.”  (เงินเดือนของเธอขึ้นไปครึ่งหนึ่ง),  “The economic growth increased by 10 %.” (เศรษฐกิจเติบโต ๑๐ เปอร์เซ็นต์),  “They are Buddhists by birth, not by practice.”  (พวกเขาเป็นชาวพุทธโดยกำเนิด  มิใช่โดยการปฏิบัติ – ศาสนกิจ),  “By night, a number of animals seek their preys, while by day, they tend to sleep.” (ระหว่างกลางคืน  สัตว์จำนวนมากเสาะหาเหยื่อ  ในขณะที่ตอนกลางวัน  พวกมันมักจะนอน),  “walk side by side”  (เดินเคียงข้างกัน),  “walk hand in hand”  (เดินจูงมือกัน),  “by-election”  (การเลือกตั้งซ่อม),  “by comparison (= in comparison)”  (โดยการเปรียบเทียบ)  -  He made me look, by comparison (= in comparison), a good, calm, reasonable person.  (เขาทำให้ผมดู (มีท่าทาง ), โดยเปรียบเทียบ, เป็นคนดี  เยือกเย็น  และมีเหตุผล)  (หมายถึง  เมื่อเปรียบเทียบผมกับเขา),   เป็นต้น

 

20. A captain is _________________________________________ a lieutenant (ลู-เท้น-เนิ่นท).

(ร้อยเอกอยู่ ___________________________________________________ ร้อยโท)

(a) before

(b) beyond

(c) above

(d) over    (เหนือ, สูงกว่า, ใหญ่กว่า)  (หมายถึง  สูงกว่าในเรื่องชั้นยศ)

(e) on

ตอบ   -   ข้อ   (d)   สำหรับวลีที่ใช้กับ  “Over”  เช่น  “Her hair came down over her ears.  (ผมของเธอลงมาปกคลุมใบหู),  “She laid the cloth over the table.”  (เธอปูผ้าลงบนโต๊ะ),  “Put the picture over the hole in the wall.”  (จงวางภาพไว้ข้างหน้าช่องในกำแพง),  “The cloud is over our heads.  (เมฆอยู่ตรงหัวเราพอดี),  “Hold the umbrella over me.”  (กางร่มไว้บนหัวผม  -  ให้ร่มตรงหัวผม),  “He climbed over the fence.”  (เขาปีนข้ามรั้ว),  “The bridge runs over the river.  (สะพานทอดข้ามแม่น้ำ)  เป็นต้น

 

เรียน  ท่านผู้ติดตามอ่าน  เว็บไซต์  “everydayenglish.pwa.co.th

 

                  ถ้าท่านมีคำแนะนำให้ปรับปรุงเว็บไซต์นี้ประการใด  กรุณาส่ง   e-mail ไปที่  ดร. วัชรินทร์  ภูเขาทอง  อดีต  ผอ. สำนักวิทยาการ  การประปาส่วนภูมิภาค  ผู้จัดทำเว็บ-ไซต์นี้  ตาม   “Address” wpookaotong@yahoo.com   (โปรดระบุหัวเรื่องด้วย ว่า  “ปรับปรุงเว็บไซต์”)   เพื่อที่ผู้จัดทำฯ จะได้ปรับปรุงเนื้อหาได้ตรงตามความประสงค์ของผู้อ่านเว็บไซต์นี้ต่อไป