หมวดข้อสอบ TOEIC (ตอนที่ 483)

การประปาส่วนภูมิภาค  “มุ่ง-มั่น-เพื่อปวงชน”

 

Part V: Sentence Completion   (ส่วนที่ 5 :  การเติมประโยคให้สมบูรณ์)

Choose the best alternative to make a correct sentence.

(จงเลือกข้อที่ดีที่สุดเพื่อทำให้ประโยคมีความถูกต้อง)

 

1. They were shocked ________ the story I told them and it was not easy _________ me to convince them that it was true.

(พวกเขาอกสั่นขวัญหาย ________ เรื่องที่ผมเล่าให้ฟัง  และมันไม่ง่าย _________ ผมที่จะทำให้พวกเขาเชื่อว่ามันเป็นเรื่องจริง)

(a) at ______________ to

(b) at ______________ for    (กับ _________________ สำหรับ)

(c) of ______________ for

(d) about ______________ for

ตอบ   -   ข้อ   (b)   “To be shocked at + Something”  =   “อกสั่นขวัญหาย, ตกใจในเรื่อง.........................”)

 

2. Whenever they had a meeting, I _______________________________________________.

(เมื่อใดก็ตามที่เขามีการประชุมกัน  ผม _______________________________________)

(a) absented    (ทำให้ขาด –ประชุม, งาน, โรงเรียน, ฯลฯ)  (เป็นกริยาช่องที่ ๒ และ ๓)

(b) was absented   (ถูกทำให้ขาด – ประชุม, งาน)

(c) was absenting

(d) was absent    (ขาด, ไม่อยู่, ลาหยุด, ไม่ได้มาร่วมด้วย  -  คือ ไม่ได้เข้าประชุมด้วย)

ตอบ   -   ข้อ   (d)   เนื่องจาก  “Absent”   เป็นคำคุณศัพท์  จึงใช้กับ  “Verb to be  ซึ่งในที่นี้คือ  “Was”  ตามประธานในประโยคใหญ่  (Main clause)   คือ  “I

 

3. The air in that spot smells ___________________________________________________.

(อากาศตรงบริเวณนั้นมีกลิ่น ______________________________________________)

(a) sweetness    (ความสดชื่น, ความหวาน, ความไพเราะ, ฯลฯ)  (เป็นคำนาม)

(b) sweetly   (เป็นกริยาวิเศษณ์)

(c) sweet    (สดชื่น, หวาน, มีรสหวาน, มีรสดี, สด, ไพเราะ, มีกลิ่นดี, หอม, น่าพอ ใจ, งดงาม)  (เป็นคำคุณศัพท์)

(d) sweeten   (ทำให้หวาน-หอม-อ่อนนิ่ม-เป็นกรดน้อยลง, หวานขึ้น, หอมขึ้น, ไพเราะขึ้น, นิ่มนวลขึ้น, กลมกล่อมขึ้น)  (เป็นคำกริยา)

ตอบ  -  ข้อ   (c)   เนื่องจาก  “Smell + Adjective”  ดูเพิ่มเติมคำกริยาที่ต้องตามด้วยคำคุณศัพท์  (Adjective)  มิใช่กริยาวิเศษณ์  (Adverb)  เหมือนในกรณีทั่วๆ ไป  จากประโยคตัวอย่างข้างล่าง

                                                   ตัวอย่างที่        จงหาข้อที่ผิดหลักไวยากรณ์ จาก (๑) – (๔)

(1) When compared with its (2) graceful manner in the water, a penguin’s progress (3) on land seems (4) awkwardness.

(เมื่อเปรียบเทียบกับกริยาท่าทางที่งามสง่าของมันในน้ำ  การก้าวเดินไปข้างหน้าของนกเพนกวินบนบก  ดูเหมือนว่าจะงุ่มง่าม-เชื่องช้า)

ตอบ   -   ข้อ     แก้เป็น  “awkward”  เนื่องจาก  “Seem + Adjective

                                                  ตัวอย่างที่

  • I saw the coach on the field after the game, and he seemed ____________________.

(ผมเห็นผู้ฝึกสอนที่สนามหลังการแข่งขัน  และเขาดูเหมือนว่า _____________________)

(a) real angry

(b) angrily

(c) anger

(d) angry   (โกรธ)

ตอบ   –   ข้อ   (d)   เนื่องจาก  “Seem + Adjective”  (หรือ อาจตอบ  “really angry” (โกรธอย่างแท้จริง)  ก็ได้)  เนื่องจากหลังกลุ่มคำกริยาต่อไปนี้  (look, feel, become, grow, get, seem, appear, taste, prove, sound, remain, turn)  แม้จะไม่ต้องมีกรรมมารับโดยตรง  แต่ก็ต้องอาศัยคำหรือกลุ่มคำอื่นมาช่วยขยายตามหลังมัน  เพื่อให้ได้ใจความชัดเจนขึ้น  คำที่มาขยายคำกริยาเหล่านี้มิได้เป็นกรรม  (Object) แต่มาช่วยทำให้กริยามีความหมายดีขึ้น  หรือทำให้ประธานของประโยคมีใจความสม บูรณ์  คำที่ตามหลังคำกริยาประเภทนี้  จะอยู่ในรูปคำคุณศัพท์  (Adjective) เท่านั้น   มิใช่คำกริยาวิ เศษณ์ (Adverb)  ทั้งนี้  เราเรียกส่วนขยายคำกริยาพวกนี้ว่า “Subjective Complement”  หมายถึง  “ตัวขยายอกรรมกริยา  เพื่อให้ประธานของประโยคมีใจความสมบูรณ์”  และเรียกกริยาประเภทนี้ว่า  “Linking Verb”   คือ  ช่วยเชื่อมระหว่างประธานของประโยค  และ ส่วนที่มาขยายคำกริยา  (คำคุณศัพท์)  เพื่อทำให้ประโยคมีใจความสมบูรณ์  ดังตัวอย่างประโยคข้างล่าง

  • She felt good after a long sleep.

(เธอรู้สึกสบายดีหลังจากนอนหลับยาว)

  • He looked happy when his friends came to see him.

(เขาดูท่าทีมีความสุข  เมื่อเพื่อนมาเยี่ยม)

  • The milk in that glass tasted sour.

(นมในแก้วใบนั้นมีรสเปรี้ยว)

  • They seem tired after a hard day’s work.

(พวกเขาดูเหมือนเหนื่อย  หลังจากทำงานตรากตรำมาทั้งวัน)

สรุป  -   คำที่ตามหลังคำกริยาจำพวก “Linking verb ได้แก่  Be  (is, am, are, was, were)  (เป็น, อยู่, คือ), Become, Seem  (ดูเหมือนว่า), Appear  (มีลักษณะท่าทาง), Feel  (รู้สึก), Get, Grow, Keep, Look  (มีท่าทาง), Smell  (มีกลิ่น), Sound, Taste (มีรสชาติ), Turn (กลายเป็น)  จะต้องเป็นคำคุณศัพท์  (Adjective)  เสมอ  เช่น

  • Tom became rich(ทอมร่ำรวยขึ้นมา)
  • Ann seems happy.   (แอนดูเหมือนว่าจะมีความสุข)
  • Jim felt cold.   (จิมรู้สึกหนาว)
  • He got/grew impatient.   (เขารู้สึกกระวนกระวาย)
  • The idea sounds interesting.   (ความคิดนี้ดูน่าสนใจ)
  • She looked calm.   (เธอมีอาการสงบ)
  • He turned pale.  (เขาตัวซีด หรือหน้าซีด)
  • The soup tasted sweet.   (ซุปมีรสหวาน)

 

4. As the time of departure approached, my heart was filled with a mixture of _____________.   

(เมื่อเวลาของการจากไปใกล้เข้ามา  หัวใจของผมเต็มไปด้วยการผสมปนเปของ ___________)

(a) sorry and glad   (เสียใจและดีใจ)  (เป็นคำคุณศัพท์ทั้ง ๒ คำ)

(b) sorry and gladness   (เสียใจและความดีใจ)

(c) sorrow and glad   (ความเสียใจและดีใจ)

(d) sorrow and gladness    (ความเสียใจและความดีใจ(เป็นคำนามทั้ง ๒ คำ)

ตอบ  -  ข้อ   (d)   เนื่องจากหลัง  “Preposition” (Of)  ต้องเป็นคำนาม

 

5. They have _______________________________________________ to do this afternoon.

(พวกเขามี ___________________________________________ ที่จะต้องทำบ่ายวันนี้)

(a) many works

(b) much work    (งานมาก)

(c) much works

(d) many work

ตอบ   -   ข้อ   (b)   เนื่องจาก  “Work”  (งาน)  เป็นนามนับไม่ได้  จึงต้องใช้  “Much”  ขยาย  (Many  ใช้ขยายนามนับได้พหูพจน์)  สำหรับ  “Works”  หมายถึง  “สถานที่ที่ใช้ผลิต, สถานที่ประกอบอุตสาหกรรม, งานขนาดใหญ่  เช่น ด้านวิศวกรรม  ติดตั้งระบบไฟฟ้า-ประปา, ผลงานทางศิลปะ  หรืออื่นๆ)

 

6. In 1971, Herman Badillo became ________ to hold a voting membership in the United States House of Representatives.

(ในปี  ๑๙๗๑  เฮอร์มาน บาดิลโล  เป็น ________ ที่ถือสมาชิกภาพการลงคะแนนเสียง  ในสภาผู้แทนราษฎรของสหรัฐฯ)  (คือ  มีสถานภาพเป็น ส.ส. ของสหรัฐฯ  ที่มีสิทธิลงคะแนนเสียงในสภาคองเกรส  ในฐานะตัวแทนจากเปอร์โตริโก  ซึ่งเป็นเกาะในทะเลแคริบเบียน  ถือเป็นดินแดนของสหรัฐฯ  ที่มิได้ถูกผนวกเข้าเป็นส่วนหนึ่งของประเทศ)

(a) who was the first Puerto Rican

(b) the first Puerto Rican    (ชาวเปอร์โตริกันคนแรก)

(c) who the first Puerto Rican

(d) the Puerto Rican who first

ตอบ   -   ข้อ   (b)   เพราะเป็นส่วนหนึ่งของข้อความที่มาช่วยเติมให้สมบูรณ์  (Complement)  ของกริยาของประโยค  (Became)

 

7. ___________________ to cultural activity and is a defining characteristic of human beings.

(______________ ต่อกิจกรรมทางวัฒนธรรม  และเป็นลักษณะที่เป็นตัวกำหนดของมนุษยชาติ)

(a) That speech, being central

(b) The centrality of speech

(c) Speech is central    (การพูด (หรือภาษา) มีความสำคัญ)

(d) Speech, which is central

ตอบ   -   ข้อ   (c)   เนื่องจากเป็นประธาน  (Speech)  กริยา  (Is)  และส่วนหนึ่งของข้อความที่มาขยาย  “Verb to be”  (Is)  เพื่อทำให้เกิดความสมบูรณ์  (Complement)  ของประโยค  ซึ่ง  (Complement)  ได้แก่  “Central

 

8. _________, some manufacturers use computers to link operations of various machines and to control the flow of work through the plant.

(__________, ผู้ผลิตบางรายใช้คอมพิวเตอร์เพื่อเชื่อมโยงการทำงานของเครื่องจักรต่างๆ  และเพื่อควบคุมการไหลของงานทั่วทั้งโรงงาน)

(a) More efficient factories

(b) Being more efficient

(c) The making factory more efficiently

(d) To make factories more efficient    (เพื่อทำให้โรงงานมีประสิทธิภาพมากขึ้น)

ตอบ   -   ข้อ   (d)   เป็นการใช้  “Infinitive with to”  (To + Verb 1)  นำหน้าวลีซึ่งขึ้นต้นประโยค  เพื่อขยายประธานของประโยคที่อยู่หลังเครื่องหมายคอมมา  (Some manufacturers)  เพื่อบอกให้รู้ว่าประธานฯ  ทำกริยา  “ใช้คอมฯ”  เพื่อวัตถุประสงค์ใด  (ในที่นี้  คือ  เพื่อทำให้โรงงานมีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น)  ดูเพิ่มเติมโครงสร้างแบบนี้จากตัวอย่างข้างล่าง

                                                    ตัวอย่างที่

  • __________________________________, you must make an appointment with him.

(__________________________________________, คุณจะต้องทำการนัดหมายกับเขา)

(a) Seeing the doctor at his office

(b) If you see the doctor at his office

(c) You see the doctor at his office

(d) To see the doctor at his office    (เพื่อที่จะพบแพทย์ที่สำนักงานของเขา)

ตอบ   –   ข้อ   (d)   เนื่องจากต้องใช้วลีที่ขึ้นต้นด้วย   “Infinitive with to”  (To + Verb 1)  เพื่อแสดงวัตถุประสงค์ หมายถึง   “เพื่อที่จะ............................”   หรืออาจใช้   “In order to”   หรือ  “So as to”  แทนก็ได้  นอกจากนั้น  ยังสามารถเอาวลีที่ขึ้นต้นด้วย  “To + Verb 1”    ไปไว้ข้างท้ายประโยคก็ได้    โดยความหมายเหมือนเดิมทุกประการ  (แต่ควรมีการเปลี่ยนสรรพนามให้เหมาะสม)    ดังเช่นประโยคข้างบน  สามารถเขียนได้ใหม่เป็น

  • You must make an appointment with the doctor to see (so as to see  หรือ  in order to see) him at his office.

                                            ตัวอย่างประโยคอื่นๆ ในแบบนี้  เช่น

  • To succeed in life, one must work hard.

(เพื่อจะประสบความสำเร็จในชีวิต  คนเราต้องทำงานหนัก)

(= One must work hard to succeed in life.)

(= In order to succeed in life, one must work hard.)

(= So as to succeed in life, one must work hard.)

(= One must work hard in order to (so as to) succeed in life.)

  • To speak good English, you must practice speaking it every day.

(เพื่อที่จะพูดภาษาอังกฤษได้ดี  คุณจะต้องฝึกพูดมันทุกวัน)

(= You must practice speaking it every day to speak good English.)

  • To be there in time, you must get up early.

(เพื่อที่จะไปที่นั่นให้ทันเวลา  คุณจะต้องตื่นแต่เช้า)

(= You must get up early to be there in time.)

  • To get a scholarship to study abroad, you must spend more time with your study.

(เพื่อให้ได้ทุนไปเรียนต่างประเทศ  คุณจะต้องใช้เวลามากขึ้นในการเรียนของคุณ)

(= You must spend more time with your study to get a scholarship to study abroad.)

                                              นอกจากนั้น  เรายังใช้  “Infinitive with to”  (To + Verb 1)  ขยายหลังคำกริยา  ทำหน้าที่เป็นกริยาวิเศษณ์  (Adverb)  เพื่อบอกว่าทำกริยานั้นเพื่อวัตถุประสงค์อะไร  เช่น

  • All students come to school to learn.

(นักเรียนทุกคนมาโรงเรียนเพื่อจะเรียน)

  • People should eat to live, not live to eat.

(คนเราควรกินเพื่ออยู่มิใช่อยู่เพื่อกิน)

  • I went there to meet my old friends.

(ผมไปที่นั่นเพื่อพบเพื่อนเก่า)

  • She studied hard to get a scholarship.

(เขาเรียนหนักเพื่อให้ได้รับทุนการศึกษา)

  • We stopped at the restaurant to eat.

(เราแวะที่ภัตตาคารเพื่อกินอาหาร)

 

9. It is believed that the first astronomers observed the heavens ____________ plan such seasonal activities as harvesting.

(มันถูกเชื่อว่านักดาราศาสตร์คนแรกๆ  สังเกตดวงดาวต่างๆ บนท้องฟ้า ________ วางแผนกิจกรรมตามฤดูกาล เช่น  การเก็บเกี่ยวพืชผล)

(a) so

(b) making

(c) because of

(d) in order to    (เพื่อที่จะ)

ตอบ   -   ข้อ   (d)   เนื่องจากต้องการบอกว่า  “สังเกตดวงดาวฯ เพื่อวัตถุประสงค์ใด”  ดูคำอธิบายเพิ่มเติมในส่วนท้ายของ  ข้อ    ของข้อสอบชุดนี้

 

10. Early turnpikes were roads on which tolls were collected from users _________ of construction and repair.

(ถนนรถวิ่งด้วยความเร็วสูงในยุคแรกๆ  คือ  ถนนซึ่งค่าผ่านทางถูกเก็บจากผู้ใช้ถนน ________ ของการก่อสร้างและการซ่อมแซม)

(a) meeting the costs

(b) that meeting the costs

(c) to meet the costs    (เพื่อให้คุ้มกับค่าใช้จ่าย)

(d) meet the costs

ตอบ   -   ข้อ   (c)   เนื่องจากต้องการบอกว่า  “ค่าผ่านทางถูกเก็บฯ เพื่อวัตถุประสงค์ใด”  ดูคำอธิบายเพิ่มเติมใน  ข้อ  และ    ของข้อสอบชุดนี้

 

11. Probably no other essential metal has its sources as far away from the industrial centers _________.

(เป็นไปได้ที่ไม่มีโลหะสำคัญอื่นใดมีแหล่ง (กำเนิด) ของมัน  อยู่ห่างไกลจากศูนย์กลางด้านอุตสาหกรรม _________)

(a) tin does

(b) does tin

(c) as does tin

(d) as tin does    (เท่าๆ กับที่ดีบุกมี)  (หมายถึง  มีแหล่งกำเนิด)

ตอบ   -   ข้อ   (d)   เนื่องจากใช้  “Verb to do”  (Does)  แทนกริยา  “Has”   เพื่อหลีกเลี่ยงการกล่าวคำนี้ซ้ำอีกครั้ง  และใช้  “As far away……........………as”,  ดูเพิ่มเติมการใช้  “Do, Does, Did”  แทนคำกริยา  เพื่อหลีกเลี่ยงการกล่าวคำกริยานั้นซ้ำ  จากตัวอย่างข้างล่าง

                               ตัวอย่างที่

A: Do you like Japanese food ?”

(คุณชอบอาหารญี่ปุ่นไหม)

B: Yes, I do.  (= Yes, I like Japanese food.)

(ชอบครับ)

                             ตัวอย่างที่

A: Did you travel abroad last month?

(คุณเดินทางไปต่างประเทศเดือนที่แล้วใช่หรือไม่)

B: Yes, I did.  (= Yes, I traveled abroad last month.)

(ใช่ครับ)

                                   ตัวอย่างอื่นๆ  เช่น

  • Peter works harder than I do.  (= I work)

(ปีเตอร์ขยันทำงานมากกว่าผม)

  • Jim plays tennis better than John does.  (= John plays)

(จิมเล่นเทนนิสดีกว่าจอห์น)

  • I helped their family much more than their relatives did.  (= their relatives helped)

(ผมช่วยเหลือครอบครัวของพวกเขามากกว่าที่ญาติของพวกเขาช่วย  มากมายทีเดียว)

 

12. ____________ than a fifth of the Earth’s surface area is classified as permanent meadows and pastures.

(___________ หนึ่งในห้าของพื้นที่ผิวหน้าของโลก  ได้รับการจัดประเภทว่าเป็นทุ่งหญ้าและทุ่งเลี้ยงสัตว์แบบถาวร)

(a) There is less

(b) It is less

(c) Except for    (ยกเว้น)

(d) Less    (น้อยกว่า, ต่ำกว่า)

ตอบ   -   ข้อ   (d)   เนื่องจาก  “Less than a fifth”  (น้อยกว่าหนึ่งในห้า)  เป็นประ ธานของประโยค  โดยมี  “Of the Earth’s surface area”  เป็นส่วนขยายประธาน  และมี  “Is classified”  เป็นกริยาในแบบ  “Passive voice”,  โดยในประโยคข้างบน  ใช้  “Area”  (พื้นที่)  ในแบบคำนามนับไม่ได้  ดังนั้น  “หนึ่งในห้าของพื้นที่ฯ”  จึงนับไม่ได้ด้วยเช่นกัน  จึงใช้กริยา  “Is classified    

 

13. The situation is very ______________________________________________________.

(สถานการณ์ ________________________________________________ อย่างมาก)

(a) complicating    (ทำให้ซับซ้อน-ยุ่งเหยิง-ลำบาก)

(b) complicated    (ซับซ้อน, ยุ่งยาก, ยุ่งเหยิง, ยากที่จะวิเคราะห์-เข้าใจ-อธิบาย)

(c) complication    (ความซับซ้อน, ความยุ่งเหยิง, การแทรกซ้อน, โรคแทรกซ้อน, สิ่งแทรกซ้อน)

(d) compliant    (คัม-ไพล้-เอิ้นท)  (ซึ่งยินยอม, ซึ่งยอมตาม, ซึ่งเชื่อฟัง)

 

14. Brian, together with his parents, ______________________ hurt in the accident last year.

(ไบรอัน,  รวมทั้งพ่อแม่ของเขา, __________________ ได้รับบาดเจ็บในอุบัติเหตุเมื่อปีที่แล้ว)

(a) is

(b) are

(c) was

(d) were

ตอบ   -   ข้อ    (c)   เนื่องจากประธานฯ   ตัว  เชื่อมด้วย  “Together with, With, Along with, Including”  (รวมทั้ง, พร้อมกับ)  ให้ใช้กริยาตามประธานฯ ตัวหน้า  (Brian)  และเลือก  ข้อ  (c)  “Was”  เนื่องจากเป็นเหตุการณ์ในอดีต  (ปีที่แล้ว)  ดูเพิ่มเติมโครงสร้างนี้จากตัวอย่างข้างล่าง

                                                       ตัวอย่างที่

  • Donald, as well as the other trainees, has expressed ________ willingness to assume responsibility.

(โดนัลด์,  เช่นเดียวกับผู้เข้ารับการอบรมคนอื่นๆ,  ได้แสดงความเต็มใจ _________ ที่จะ (เป็นผู้) รับผิดชอบ)

(a) their

(b) his    (ของเขา)

(c) him

(d) hers

ตอบ   -  ข้อ   (b)   เนื่องจากเป็นตามโครงสร้าง  เมื่อประธาน    ตัว  เชื่อมด้วย  “As well as, With, Together with, Along with, Including, Besides, Plus, Like, Not, Accompanied by”  ให้ใช้กริยาตามประธานตัวหน้า  (ในที่นี้  คือ  “Donald”)  และต้องใช้รูปสรรพนามแสดงความเป็นเจ้าของ  หรือกรรมของประธานตัวหน้านี้ด้วย  ซึ่งในที่นี้  คือ  “His”  เช่น

  • My dog as well as my cats eats its special food twice a day.

(สุนัของผม  เช่นเดียวกับแมวของผม  กินอาหารพิเศษของมันวันละ    ครั้ง)

(ใช้กริยา  “Eats”  และสรรพนามแสดงความเป็นเจ้าของ  “Its”  ตาม  “My dog”)

  • John along with his friends spends much of his time swimming.

(จอห์น  เช่นเดียวกับเพื่อนของเขา  ใช้เวลามากมายในการว่ายน้ำ)

(ใช้กริยา  “Spends”  และสรรพนามแสดงความเป็นเจ้าของ  “His”  ตาม  “John”)

 

15. I have often warned you; ________, you have persisted in doing the wrong thing.  I am not willing to give you a second chance.

(ผมเตือนคุณอยู่บ่อยๆ _________ คุณยังคงยืนกราน (เพียร, ดื้อรั้น) ทำผิดอยู่เรื่อยๆ  ผมจึงไม่เต็มใจที่จะให้โอกาสครั้งที่    แก่คุณอีก)

(a) therefore    (ดังนั้น, เพราะฉะนั้น)  

(b) otherwise    (มิฉะนั้น)

(c) furthermore    (ยิ่งไปกว่านั้น)

(d) nevertheless    (อย่างไรก็ตาม, อย่างไรก็ดี, แต่)

ตอบ   -   ข้อ   (d)   เนื่องจากข้อความที่อยู่ข้างหน้า  และข้างหลัง  “Nevertheless, Nonetheless, However, But”  (ทั้ง    คำ หมายถึง  “อย่างไรก็ตาม, อย่างไรก็ดี, แต่”)  จะมีความขัดแย้งกัน  กล่าวคือ  “ผมเตือนคุณบ่อยๆ  แต่คุณยังคงยืนกราน (เพียร, ดื้อรั้น) ทำผิดอยู่เรื่อยๆ)

 

16. Every student in those five rooms must bring ___________________ own books to class.

(นักเรียนทุกคนในห้อง ๕ ห้องเหล่านั้น  จะต้องนำหนังสือ _________________ มาที่ห้องเรียน)

(a) one’s    (ของคนเรา)  (ใช้กับประธานฯ “One”)

(b) his    (ของตน, ของเขา)

(c) their    (ของพวกเขา)

(d) our    (ของพวกเรา)

ตอบ   -   ข้อ   (b)   เนื่องจาก   “Every student”  ถือเป็นคำนาม  (ประธานฯ)  เอกพจน์  และต้องใช้กับสรรพนามแสดงความเป็นเจ้าของ  (Possessive adjective)  “His”  ทั้งนี้  อาจใช้  “Her”  ก็ได้เช่นกัน  แต่ไม่นิยม  ในข้อนี้จึงไม่ให้  “Her”  มาเป็นตัวเลือก  เพราะจะทำให้มี    คำตอบ

 

17. I would rather ________________ my work rather than __________________ to the fair.

(ผมอยากจะ ________________ งานของผม  มากกว่า _______________ เที่ยวตลาดนัด)

(a) to do _______________ to go

(b) do _______________ go    (ทำ __________________ ไป)

(c) doing ______________ going

(d) do ______________ going

ตอบ   -   ข้อ    (b)   “Would rather + Verb 1”  เช่นเดียวกับหลัง  “Than”  ต้องตามด้วย   “Verb 1”  เช่นกัน  โดยเป็น  “โครงสร้างแบบคู่ขนาน”  (Parallel structure)

 

18. Teaching ___________ a career appeals to many people ___________ the long holidays.

(การสอนหนังสือ ________ อาชีพอย่างหนึ่ง  มีเสน่ห์กับผู้คนจำนวนมาก  ________ วันหยุดที่ยาวนาน)  (คือ  คนจำนวนมากหลงใหลอาชีพสอนหนังสือ  เพราะมีวันหยุดยาวในช่วงปิดเทอม)

(a) as _________ despite    (ในฐานะ _________ ทั้งๆที่)

(b) as _________ due to    (ในฐานะ _________ เนื่องมาจาก)

(c) like _________ because of    (เช่นเดียวกับ _________ เนื่องมาจาก)

(d) like _________ in spite of    (เช่นเดียวกับ __________ ทั้งๆที่)  

ตอบ   -   ข้อ   (b)

 

19. In that class the students are ___________________________________________ men.

(ในชั้นเรียนนั้น  นักเรียนเป็นผู้ชาย _________________________________________)

(a) almost the

(b) most of

(c) almost    (เกือบจะ)

(d) mostly    (ส่วนใหญ่, ส่วนมาก)

ตอบ  -  ข้อ  (d)  ดูเพิ่มเติมการใช้   “Mostly” จากประโยคตัวอย่างข้างล่าง

  • The men at the party were mostly young.

(ผู้ชายที่งานเลี้ยงส่วนใหญ่เป็นคนหนุ่ม)

  • She was busy writing, poetry mostly (= mostly poetry).

(เธอยุ่งอยู่กับการเขียน  ส่วนใหญ่เป็นบทกวี)

  • She has had a very exciting career, mostly in New York.

(เธอมีอาชีพที่น่าตื่นเต้นมาก  ส่วนมากในนิวยอร์ก)

  • Some animals hunt mostly at night.

(สัตว์บางชนิดออกล่าเหยื่อตอนกลางคืนเป็นส่วนใหญ่)

                                      สำหรับการใช้  “Most of the (Most)”  และ  “The most”  ดูจากประโยคข้างล่าง

                                                    ตัวอย่างที่ 

  • _____________________________________ outside of the cities is used for farming.

(__________________________ นอกเมือง  ถูกใช้สำหรับทำฟาร์ม – คือ เพาะปลูก-เลี้ยงสัตว์)

(a) Most areas    (พื้นที่ส่วนใหญ่)

(b) Most of the area    (= Most area)  (พื้นที่ส่วนใหญ่)

(c) Almost all areas    (เกือบจะพื้นที่ทั้งหมด)

(d) The most of the area    (รูปนี้ไม่มีใช้)

ตอบ   -   ข้อ   (b)   เนื่องจาก  “Area”  เป็นทั้งคำนามนับได้และนับไม่ได้  หมายถึง  “พื้นที่ของเมือง, ประเทศ หรืออื่นๆ, พื้นที่ในห้องหรือตัวอาคาร, สาขาของวิชาความรู้”  สำหรับประโยคข้างบน  มีประธานคือ  “Most of the area”  โดยมี “outside of the cities”  เป็นส่วนขยาย  และมีกริยา  คือ  “is used”  จึงต้องใช้  “Area” แบบนามนับไม่ได้  คือ  เอกพจน์   ดังนั้น  ข้อ (a) และ (c) จึงผิด  สำหรับความแตกต่างระหว่าง  “Most + Noun (plural)”,  “Most of the + Noun (plural)”  และ “The most”  ดูจากตัวอย่างในประโยคข้างล่าง

                                             ตัวอย่างที่        (จงหาที่ผิดหลักไวยากรณ์ จากข้อ  ถึง  )

  • (1) As (2) they ripen on the tree, (3) the most olives change slowly (4)  from green to black.

(ในขณะที่พวกมันสุกอยู่บนต้น  ผลมะกอกส่วนใหญ่เปลี่ยนอย่างช้าๆ  จากสีเขียวเป็นสีดำ)

ตอบ   –   ข้อ   (3)   แก้เป็น  “most olives”  หรือ  “most of the olives”  เนื่องจากหมายถึง   “ผลมะกอกส่วนใหญ่”  สำหรับ  The most”  ใช้นำหน้าคำคุณศัพท์พยางค์ยาว  ในการเปรียบเทียบ   “ขั้นสูงสุด”  (Superlative degree)   เช่น

  • The most important thing   (สิ่งสำคัญที่สุด)
  • The most expensive car  (รถยนต์ที่แพงที่สุด)
  • The most diligent student   (นักเรียนที่ขยันที่สุด)
  • The most difficult question   (คำถามที่ยากที่สุด)
  • The most complicated problem   (ปัญหาที่สลับซับซ้อนที่สุด)

 

20. If you had gone with us to the mountains, you _____________________ very heavy clothing.

(ถ้าคุณได้ไปกับเราที่ภูเขา (เมื่อเดือนหรือปีที่แล้ว)  คุณ  ________ เสื้อผ้าที่หนาอย่างมาก)  (เนื่องจากอากาศหนาวมาก)

(a) had to wear    (จำเป็นต้องสวม)

(b) would have to wear

(c) would have had to wear    (คงจำเป็นจะต้องสวม)

(d) had had to wear

ตอบ   -   ข้อ  (c)   เนื่องจากเป็น  “If clause” แบบที่ ๓  “Past unreal”   (ไม่เป็นจริงในอดีต)  คือ  เหตุการณ์เกิดตรงข้ามกับข้อความในประโยค  ทั้งนี้  ประโยคข้างบนมีความหมาย  คือ  “เพราะคุณไม่ได้ไปที่ภูเขากับเรา  คุณก็เลยไม่จำเป็นต้องสวมเสื้อผ้าที่หนา  ”ดูเพิ่มเติม  “If clause”  แบบที่    จากประโยคตัวอย่างข้างล่าง

                                                      ตัวอย่างที่

  • Tom ______________________________ more photographs if he had had more film.

(ทอม___________________________________ รูปมากขึ้น  ถ้าเขามีฟิล์มมากกว่าที่เป็นอยู่)

(a) would take

(b) would have taken    (คงจะได้ถ่าย)

(c) would be taking

(d) will have taken

ตอบ  -  ข้อ   (b)   เนื่องจากเป็น  “If clause”  แบบที่  “Past unreal”  (ไม่เป็นจริงในอดีต)   ความหมายของประโยคข้างบน  คือ  “ทอมมิได้ถ่ายรูปเพิ่มขึ้น  เพราะเขามีฟิล์มอยู่นิดเดียว

                                                     ตัวอย่างที่

  • Nancy ___________________________________________ you if you had asked her.

(แนนซี่ __________________________________________ คุณ   ถ้าคุณได้ขอร้องเธอ)

(a) had helped

(b) would help

(c) might help

(d) would have helped    (คงจะได้ช่วยเหลือ)

ตอบ   –   ข้อ  (d)   เนื่องจากเป็น  “If clause”  แบบที่  “Past unreal”  (ไม่เป็นจริงในอดีต)  คือ  เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นจริงๆ  ตรงกันข้ามกับข้อความในประโยค  ซึ่งเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นจริงๆ ในประโยคข้างบน  คือ   “แนนซี่มิได้ช่วยเหลือคุณ  เพราะคุณไม่ได้ขอร้องเธอ

                                                    ตัวอย่างที่

  • If we hadn’t left the house so late, we wouldn’t have missed the train.  

(ถ้าเรามิได้ออกจากบ้านสายมาก  เราคงจะไม่พลาด (ตก) รถไฟ)

หมายเหตุ  –   ในความเป็นจริงคือ   “เราออกจากบ้านสาย  เราเลยตกรถไฟ”  ผู้พูดประโยคสมมติในอดีตแบบนี้  มักแสดงความเสียดายกับสิ่งที่เกิดขึ้น  เพราะเหตุการณ์ได้ผ่านไปแล้ว  แก้ไขไม่ได้แล้ว  จึงมาเสียใจในภายหลัง  การสมมติในอดีตแบบนี้  มีรูปประโยคดังนี้  คือ  อนุประโยค  “If + Subject + Had + (Not) + Verb 3”,  ส่วนในประโยคใหญ่  (Main clause)  จะมีโครงสร้าง  “Subject + Would (should, could, might, must) + (Not) + Have + Verb 3”  หรือเอา  “If clause”  ซึ่งเป็นอนุประโยค  ไปไว้ข้างในประโยคก็ได้  แล้วเอาประโยคใหญ่  (Main clause)   มาไว้ข้างหน้าประโยค  ความหมายจะเหมือนกันทุกประการ  แต่ถ้าเอา  “Main clause”  มาไว้ข้างหน้าประโยค  เมื่อจบ   “Main clause”  แล้ว  ให้ต่อด้วยประโยคย่อย  (If clause) เลย   โดยไม่ต้องมีเครื่องหมายคอมม่าคั่น

                                           สำหรับตัวอย่างอื่นๆ ของ  If clause”  แบบที่      ได้แก่

  • If he had studied hard, he would have passed the exam.

(ถ้าเขาขยันเรียน (เมื่อปีที่แล้ว)  เขาก็คงจะสอบผ่านไปแล้ว)  (แต่จริงๆ คือ เขาไม่ขยันเรียน  เขาจึงสอบตก)

  • If you had asked me, I would have told you the truth.

(ถ้าคุณขอร้องผม (เมื่อวานนี้)  ผมคงเล่าความจริงให้คุณฟังแล้ว)  (แต่จริงๆ คือ คุณมิได้ขอร้องผม  ผมก็เลยไม่ได้เล่าความจริงให้คุณฟัง)

  • If they had not stopped smoking, they would have died of cancer.

(ถ้าพวกเขาไม่เลิกสูบบุหรี่ (เมื่อ ๕ ปีมาแล้ว)  เขาก็คงจะตายด้วยโรคมะเร็งไปแล้ว)  (แต่จริงๆ คือ  พวกเขาเลิกสูบบุหรี่  พวกเขาจึงยังไม่ตาย)

  • She would have gone to the market if she had had something to buy.

(เธอคงจะได้ไปตลาด (เมื่อเช้านี้)  ถ้าเธอมีของที่จะต้องซื้อ)  (แต่จริงๆ คือ  เธอมิได้ไปตลาด  เพราะเธอไม่มีอะไรต้องซื้อ)

                                          จะเห็นว่าในประโยคข้างบน  “If clause”  มี  “Had” 2  ตัว  ตัวหน้าแสดง  “Past perfect tense”  ส่วน  “Had”  ตัวหลังมาจาก  “Have”  ที่แปลว่า  “มี”  พอมาอยู่หลัง  “Had”  จึงต้องเปลี่ยนไปเป็น  Verb ช่องที่  3  ทำให้มี  “Had”  2 ตัว

  • I would not have bought a car if my office had not been very far from my home.  

(ผมคงจะไม่ได้ซื้อรถยนต์ (เมื่อปีที่แล้ว)  ถ้าที่ทำงานของผมมิได้อยู่ห่างไกลจากบ้านมากมาย)  (แต่จริงๆ  คือ  ผมซื้อรถยนต์  เพราะที่ทำงานอยู่ห่างไกลจากบ้านมาก)

  • If he had bet on that horse, he would have lost all his money.

(ถ้าเขาเล่นพนัน (แทง) ที่ม้าตัวนั้น  เขาก็คงสูญเสียเงินไปทั้งหมดแล้ว)  (แต่ในความเป็นจริง  คือ  “เขามิได้เล่นพนันที่ม้าตัวนั้น  เขาก็เลยไม่ได้เสียเงิน”

  • If you had not come to my party, you would not have met your old friends at college.  

(ถ้าคุณมิได้มาที่งานเลี้ยงของผม  คุณก็คงไม่ได้พบเพื่อนเก่าตอนเรียนมหาวิทยาลัยของคุณ)  (แต่ในความเป็นจริง  คือ  “คุณมางานเลี้ยง  คุณเลยได้พบเพื่อนเก่า”

         สรุป  -  ใน “If clause”  (ประโยคย่อย)  จะเป็นรูป  “Past perfect tense” {Subject + Had + (Not) + Verb 3 เสมอ  ส่วนใน  “Main clause”  (ประโยคใหญ่)  จะเป็นรูป  “Past future perfect tense” {Subject + Would (Should, Could, Might) + (Not) + Have + Verb 3}  ระวังอย่าใช้สลับกัน

 

เรียน  ท่านผู้ติดตามอ่าน  เว็บไซต์  “everydayenglish.pwa.co.th

 

                  ถ้าท่านมีคำแนะนำให้ปรับปรุงเว็บไซต์นี้ประการใด  กรุณาส่ง   e-mail ไปที่  ดร. วัชรินทร์  ภูเขาทอง  อดีต  ผอ. สำนักวิทยาการ  การประปาส่วนภูมิภาค  ผู้จัดทำเว็บ-ไซต์นี้  ตาม   “Address” wpookaotong@yahoo.com   (โปรดระบุหัวเรื่องด้วย ว่า  “ปรับปรุงเว็บไซต์”)   เพื่อที่ผู้จัดทำฯ จะได้ปรับปรุงเนื้อหาได้ตรงตามความประสงค์ของผู้อ่านเว็บไซต์นี้ต่อไป