หมวดข้อสอบ TOEIC (ตอนที่ 482)

การประปาส่วนภูมิภาค  “มุ่ง-มั่น-เพื่อปวงชน”

 

Part V: Sentence Completion   (ส่วนที่ 5 :  การเติมประโยคให้สมบูรณ์)

Choose the best alternative to make a correct sentence.

(จงเลือกข้อที่ดีที่สุดเพื่อทำให้ประโยคมีความถูกต้อง)

 

1. I hope you will try ____________________________________________ harder next time.

(ผมหวังว่าคุณจะพยายามมากขึ้น ___________________________________ ในคราวหน้า)

(a) less

(b) more

(c) some

(d) a little   (เล็กน้อย, นิดหน่อย)

(e) very

ตอบ  -  ข้อ   (d)   เมื่อขยายการเปรียบเทียบ  “ขั้นกว่า”  (Comparative degree)  เช่น   ใหญ่กว่า, ร้อนกว่า, แพงกว่า  และต้องการบอกว่า  “เล็กน้อย, นิดหนึ่ง”  ให้ใช้  “A little, A bit  หรือ  A little bit”  ขยาย  เช่น  “A little bigger”  (ใหญ่กว่านิดหน่อย),  A little hotter”  (ร้อนกว่าเล็กน้อย),  “A bit colder”  (หนาวกว่านิดหน่อย),  “A little more expensive”  (แพงกว่าเล็กน้อย),  “A bit more interesting”  (น่าสนใจกว่านิดหน่อย),  “A little bit more important”  (สำคัญกว่าเล็กน้อย)   เป็นต้น

                                               ในกรณีที่ต้องการบอกว่า  “ใหญ่กว่ามาก”,  “เล็กกว่ามาก”,  “ร้อนกว่ามาก”,  “สวยกว่ามาก”,   ให้ใช้  “Much”  และ  “Far”  ขยาย   (ห้ามใช้ “Very”)  ดังประโยคตัวอย่างข้างล่าง

                                                        ตัวอย่างที่

  • She looks much ____________________________________________ this morning.

(เธอมีท่าทาง __________________________________________ อย่างมากเช้าวันนี้)

(a) happy

(b) happily

(c) happier    (มีความสุขมากขึ้น)

(d) happiness    (ความสุข)

(e) happiest    (มีความสุขที่สุด)

ตอบ  -  ข้อ    (c)   เนื่องจากเป็นการเปรียบเทียบ  “ขั้นกว่า” (Comparative degree)  เพียงแต่ไม่มี  “Than”  ปรากฏให้เห็น  แต่จริงๆ แล้วเป็นการเปรียบเทียบกับอดีต  เช่น  เมื่อวานนี้  หรือ สัปดาห์ที่แล้ว  ข้อสังเกตอีกอย่าง  คือ  ถ้าไม่มีการเปรียบเทียบ  จะต้องใช้  “Very”  แทน  “Much”  เพื่อขยาย  “Happy”  ส่วนการจะบอกว่า  มีความสุขมากขึ้น  “อย่างมาก”   ให้ใช้   “Much”  และ “Far”  เท่านั้น  (สำหรับความหมาย  “อย่างมาก”)   ห้ามใช้  “Very

                                                       ตัวอย่างที่

  • The scenery looks _________________________________ in December than in April.

(ภูมิประเทศ – ทิวทัศน์ – มีลักษณะ __________________ ในเดือนธันวาคม  กว่าเดือนเมษายน)

(a) far pleasant

(b) much more pleasant    (น่ารื่นรมย์มากกว่ากัน (อย่าง) มากมาย)

(c) very pleasant

(d) much more pleasantly

ตอบ  –   ข้อ   (b)   เนื่องจากการเปรียบเทียบ  “ขั้นกว่า”  (Comparative degree)  ถ้าต้องการบอกว่า  “มากกว่าอย่างมากมาย”  เช่น  “ใหญ่กว่ามาก”,  “เล็กกว่ามาก”,  “หนาวกว่ามาก” ฯลฯ  สามารถใช้คำแทนคำว่า  “อย่างมากมาย”  ได้    คำ  คือ  “Much” และ “Far”  ห้ามใช้  “Very”  สำหรับในประโยคข้างบน  จะใช้   “Far more pleasant” ก็ได้

                                      ตัวอย่างอื่นๆ  เช่น  “much bigger” (ใหญ่กว่ามาก),  “much older” (แก่กว่ามาก),  “far hotter” (ร้อนกว่ามาก),  “far colder” (หนาวกว่ามาก), “much more important” (สำคัญกว่ามาก),  “much more complicated” (ยุ่งยากหรือสลับซับซ้อนกว่ามาก),  “far smaller” (เล็กกว่ามาก),  “far thinner” (ผอมหรือบางกว่ามาก),  “far more beautiful” (สวยกว่ามาก),  เป็นต้น

 

2. He will do it if he _________________________________________________________.

(เขาจะทำมันถ้าเขา ___________________________________________________)

(a) can to

(b) is able

(c) is possible    (เป็นไปได้)

(d) is able to    (สามารถ)

ตอบ   -   ข้อ   (d)   “Is (am, are) + Able + To (+ Verb 1)”  เสมอ   ส่วน  “Can”  ไม่ต้องตามด้วย  “To”  สำหรับข้อ  (c)  ก็อาจใช้ได้เช่นกัน  ถ้าเปลี่ยนรูปประโยคเป็น  “He will do it if (it is) possible.”  (เขาจะทำมันถ้าหากเป็นไปได้)

 

3. There is no need ____________________________________________ all to study slang.

(ไม่มีความจำเป็น _________ เลย  ที่จะศึกษาสแลง)  (คือ  ภาษาตลาด หรือ ภาษาที่ใช้เฉพาะกลุ่มคนหรืออาชีพ)

(a) for

(b) at    (ใดๆ)

(c) to

(d) in

ตอบ   -   ข้อ   (b)   “At all”  มักใช้ในประโยคปฏิเสธ  หมายถึง  “ไม่........................เลย”,  “ไม่..........................สักนิด”,  “ไม่..........................โดยสิ้นเชิง”  เช่น  ในประโยคข้างล่าง

  • I don’t like this movie at all.

(ผมไม่ชอบหนังเรื่องนี้สักนิดเดียว)

  • There was no use at all to apologize after you had made such a big mistake.

(ไม่มีประโยชน์เลยสักนิดที่จะมาขอโทษ  หลังจากคุณได้ทำความผิดอย่างใหญ่โตเช่นนั้น)

  • She does not love him at all.

(เธอไม่ได้รักเขาแต่อย่างใดเลย)

                           สำหรับวลีที่ใช้กับ  “At”   ได้แก่  “at a high speed” =  ด้วยความ เร็วสูง)  -  “The car is moving at a high speed.”  (รถยนต์กำลังเคลื่อนที่ด้วยความ เร็วสูง),   “good at”  (เก่ง)  -  She is good at drawing map.  (เธอเก่งการวาดแผนที่),  “sit at a table”  (นั่งที่โต๊ะ),  “land at a small airport”  (ร่อนลงที่สนามบินเล็กๆ),  “at both ends”  (ที่ปลายทั้ง ๒ ข้าง),  “a knock at the door”  (การเคาะที่ประตู)  -  “We heard a knock at the door at late night.”  (เราได้ยินเสียงเคาะที่ประตูตอนดึกมากแล้ว),  “I don’t like this movie at all.”  (ผมไม่ชอบหนังเรื่องนี้สักนิดเดียว),  “at a beach club”  (ที่สโมสร ณ ชายหาด), “at a funeral”  (ที่งานศพ),  “at a press conference”  (ที่การให้สัมภาษณ์หนังสือพิมพ์),  “at a high school dance”  (ที่งานเต้นรำของโรงเรียน),  “at the office”  (ณ ที่ทำงาน),  “at breakfast”  (เมื่อเวลาอาหารเช้า),  “to stare at a garage roof”  (จ้องมองไปที่หลังคาโรงรถ),  “to wave down at him”  (โบกมือให้เขา),  “to throw petals at his car”  (โยน – โปรย – กลีบดอกไม้ที่รถของเขา),   “at a distance”  (ในระยะไกล),   “at a standstill”  (หยุดชะงัก, หยุดนิ่งอยู่กับที่),  “at 10:00 a.m.”  (ตอน ๑๐ โมงเช้า),  “at dawn”  (ตอนรุ่งอรุณ),  “at once”  (โดยทันทีทันใด),  “at his wit’s end”  (เขาหมดปัญญา, จนปัญญา, ไม่รู้จะทำอย่างไรดี),   “at loose ends”  (ไม่มีอะไรทำ, ไม่มีงานทำ, ไม่รู้จะทำอะไร ดี, ยังไม่แน่ใจว่าจะทำอะไรต่อไป, ยังไม่ตัดสินใจ),  “at a later stage”  (ในระยะหรือขั้น ตอนต่อไป),   “at a time of high unemployment”  (ณ ช่วงเวลาที่มีการว่างงานสูง),  “to start work at sixteen”  (เริ่มทำงานตอนอายุ ๑๖),  “to die at eighty-three”  (ตายเมื่ออายุ ๘๓),  “to grow at an astonishing rate”  (เติบโตในอัตราที่น่าพิศวง),  “to buy or sell it at $ 100”  (ซื้อหรือขายที่ราคา ๑๐๐ เหรียญ),  “at 100 miles per hour”  (ที่ ๑๐๐ ไมล์ต่อชั่วโมง),  “the radio playing at full volume”  (วิทยุเปิดสุดเสียง),  “to set a pass mark at 60 percent”  (ตั้งคะ แนนผ่านที่ ๖๐ เปอร์เซ็นต์),  “to work harder at his thesis”  (ขยันมากขึ้นกับวิทยานิพนธ์),  “to aim at bringing down the inflation rate”  (มีเป้าหมายเพื่อลดอัตราเงินเฟ้อ),  “to go at the invitation of his neighbors”  (ไปเพราะการเชื้อเชิญของเพื่อนบ้าน),  “to leave at the director’s command”  (จากไปเพราะคำสั่งของผู้อำนวยการ),  “at liberty”  (มีอิสรเสรีที่จะทำอะไร, มิได้ถูกขัดขวางหรือหยุดยั้ง),  “to be at war”  (ทำสงคราม),  “to put his life at risk”  (ทำให้เขาต้องเสี่ยงชีวิต),  “to read at random”  (อ่านแบบสุ่มๆ – คือไม่เฉพาะเจาะ จง),  “at gun point”  (โดยเอาปืนจี้หัว),  “to fly at their expense”  (บินไปโดยค่าใช้จ่ายของพวกเขา),  “to be at her best”  (อยู่ในช่วงที่ดีที่สุดของเธอ),  “at a guess”  (โดยการเดาหรือทาย),  “at a rough estimate”  (โดยประมาณการอย่างคร่าวๆ),  “good at swimming”  (ว่ายน้ำเก่ง),  “clever at mathematics”  (เก่งคณิตศาสตร์),  “bad at cooking”  (ปรุงอาหารไม่เก่ง),  “an expert at shooting”  (เป็นผู้เชี่ยวชาญด้านการยิงปืน),  “be delighted at the success” (ปลาบปลื้ม-ยินดี กับความสำเร็จ),  “feel sorry at his dismissal”  (รู้สึกเสียใจกับการถูกไล่ออกของเขา),  “feel glad at a new job”  (รู้สึกดีใจกับงานใหม่)“at first”  (ในตอนแรก),  “at last”  (ในที่สุด),  “at least”  (อย่างน้อยที่สุด),  “at leisure”  (มีเวลาว่าง, ไม่ได้ทำงาน, ไม่ได้มีงานยุ่ง),  “at length”  (อย่างละเอียด, อย่างเต็มที่, ในที่สุด),  “at most, at the most”  (อย่างมากที่สุด),  “at loggerheads”  (ทะเลาะกัน, ต่อสู้กัน, เป็นปฏิปักษ์ต่อกัน)“at present”  (ในปัจจุบัน),  “at the same address” (ณ ที่อยู่เดิม),  “at 33 Albert Street” (บ้านเลขที่  ๓๓  ถนนอัลเบิร์ต),  “at the hairdresser’s”  (ที่ร้านทำผม),  “at church”  (ที่โบสถ์ – ไปทำพิธี),  “at home”  (ที่บ้าน),  “to be at work”  (กำลังทำงานหรือยุ่งอยู่กับกิจกรรมอะไรบางอย่าง, สถานการณ์หรือกระบวนการที่กำลังมีผล กระทบหรืออิทธิพล),  “at school”  (ที่โรงเรียน),  “at college”  (ที่มหาวิทยาลัย),  “arrive at the airport”  (มาถึงที่สนามบิน),  “at night”  (ตอนกลางคืน),  “at Easter”  (ช่วงเทศกาลอีสเตอร์),  “at the weekend”  (ตอนสุดสัปดาห์),  “I don’t understand it at all.”  (ผมไม่เข้าใจมันเลย),  “I can hardly hear you at all.”  (ผมแทบจะไม่ได้ยินเสียงคุณเลย  –  เสียงคุณแผ่วเบามาก),  “It is not at all likely he will come.”  (แทบจะเป็นไปไม่ได้เลยที่เขาจะมา  -  คือมีโอกาสเกิดขึ้นน้อยมาก),  “Can it be done at all?”  (มันจะสามารถทำได้ไหมนี่),  “She will walk with a limp, if she walks at all.”  (เธอจะต้องเดินขากระเผลก-ขาเป๋  ถ้าเธอยังเดินได้  -  หมายถึงเธออาจจะเดินไม่ได้อีกเลย),  “at all costs”  (ไม่ว่าจะต้องเสียเงิน เวลา หรือความพยายามเพียงใด)  -  Carl is determined to succeed in his new job at all costs.”  (คาร์ลมุ่งมั่นที่จะประสบความสำเร็จในงานใหม่ของเขา  โดยไม่สน ใจว่าจะต้องทำงานหนักเพียงใด),  “Regardless of the results, Mr. Jackson intended to save his son’s eyesight at all costs.”  (โดยไม่คำนึงถึงผลลัพธ์  มิสเตอร์แจ๊คสันตั้งใจที่จะรักษาสายตาของลูกชายตน  ไม่ว่าจะต้องใช้เวลาหรือเงินมาก มายเพียงใด),  “at a loss”  (ในสภาพที่ไม่แน่นอน, ไม่รู้อะไรเลย, งุนงงสับสนไปหมดจนทำอะไรไม่ถูก, จนปัญญา),  “A good salesman is never at a loss for words.”  (นักขายที่ดีไม่เคยจนปัญญาที่จะพูดเพื่อขายสินค้า),  “When Don missed the last bus, he was at a loss to know what to do.”  (เมื่อดอนตกรถเมล์เที่ยวสุดท้าย  เขางุนงงสับสนจนไม่รู้ว่าจะทำอย่างไร  -  คือไม่รู้ว่าจะหาทางกลับบ้านอย่างไร)“at anchor”  (แอ๊ง-เคอะ  -  จอดลอยลำทอดสมออยู่),  “at any rate”  (อย่างไรก็ตาม, อย่างไรก็ดี),  “keep him at arms length”  (ไม่คบค้าสมา คมกับเขา, ไม่ทำตัวสนิทสนมกับเขา),  “at a snail’s pace”  (อย่างเชื่องช้าอืดอาด, คืบหน้าไปทีละหน่อยเหมือนหอยทาก),  “one at a time”  {(เข้ามาในห้อง, ขึ้นรถ เมล์) ทีละคน},  “run up the steps two at a time”  (ขึ้นบันไดทีละ ขั้น),  “at best, at the best”  (อย่างดีที่สุด),  “at ease”  (สบาย, ไม่มีความเจ็บปวดหรือสิ่งรบกวน),  “at every turn”  (ทุกครั้ง, ตลอดเวลา),  “at fault”  (ถูกตำหนิ, รับ ผิดชอบต่อความผิดพลาดหรือความล้มเหลว),  “at first glance, at first sight”  (เมื่อแรกเห็น, หลังจากมองครั้งแรกอย่างรวดเร็ว),  “at hand, at close hand”  (อยู่ใกล้ตัว, เอื้อมถึงได้ง่าย, กำลังจะมาถึงเร็วๆนี้),  “at large”  {(คนร้าย) ยังลอยนวล, ยังจับตัวไม่ได้}, เป็นต้น

 

4. This is a generation that does not readily _________________________ things as they are.

(นี่เป็นคนรุ่นหนึ่งที่ไม่ ________ สิ่งต่างๆ อย่างง่ายดาย (อย่างเต็มใจ) ตามที่มันเป็นอยู่)  (คือ  เป็นคนต่อสู้ดิ้นรน  ไม่ยอมจำนนต่อโชคชะตา)

(a) admit    (ยอมรับว่าจริง, อนุญาตให้เข้ามา, รับเข้าเรียน (ในมหาวิทยาลัย), รับตัวเข้าโรงพยาบาล)

(b) obtain    (ได้รับ, บรรลุ)

(c) accept    (ยอมรับ)

(d) receive    (ได้รับ)

 

5. Please do not ____________________________________________ me when I am talking.

(โปรดอย่า ___________________________________________ ขณะที่ผมกำลังพูดอยู่)

(a) interfere    (แทรกแซง, ยุ่ง, สอดแทรก, ก้าวก่าย, ขัดขา, รบกวน)

(b) interrupt    (พูดสอด, พูดขัดคอ, ขัดจังหวะ, ขัดขวาง, ทำให้หยุด, ยับยั้ง, ตัดบท)

(c) intersect    (ตัด, (เส้น) ตัดกัน, ตัดขวางผ่าน, ตัดผ่าน)

(d) intervene    (แทรกแซง, ก้าวก่าย, เกิดขึ้นระหว่าง, ยุ่ง, เกิดขึ้นโดยบังเอิญและขัดขวาง)

 

6. The typist wanted to go home early because she was tired ___________ too much typing.

(พนักงานพิมพ์ดีดต้องการกลับบ้านแต่วัน  เพราะว่าเธอ ____________ การพิมพ์ฯมากเกินไป)

(a) in

(b) from

(c) of    (“Tired of”  =  เหน็ดเหนื่อยกับ) (หรือ  เบื่อหน่ายกับ)

(d) by

ตอบ   -   ข้อ   (c)   สำหรับคำกริยา,  คุณศัพท์  หรือ  วลีที่ใช้กับ  “Of”  ได้แก่  “source of”  (แหล่งของ)  -  Meat is an excellent source of vitamins.  (เนื้อเป็นแหล่งที่ดีเยี่ยมของวิตามิน),  “kind of”  (ค่อนข้างจะ)  -  She is kind of an envious woman.  (เธอเป็นผู้หญิงที่ค่อนข้างจะขี้หึง),  “keep out of”  (อย่ายุ่ง, อยู่ให้ไกล, ออกห่างจาก, ไม่เข้าไปเกี่ยวข้อง)  - Please keep out of my business.  (โปรดอย่าเข้ามายุ่งกับเรื่องของผม),  “in honor of”  (เพื่อเป็นเกียรติแก่)  -  The building was named in honor of the late President.”  (อาคารถูกตั้งชื่อเพื่อเป็นเกียรติแก่ท่านประธานาธิบดีผู้ล่วงลับไปแล้ว),  “in charge of” (= take charge of)  (ดูแล, รับผิดชอบ)  -  They are in charge of organizing the meeting.  (พวกเขารับผิดชอบการจัดประชุม), “inform someone of something”  (บอกใครเกี่ยว กับเรื่องอะไร)  -  Please inform me of your decision.  (โปรดบอกผมเกี่ยวกับการตัดสินใจของคุณ),   “of age”  (โตพอที่จะทำอะไรบางอย่าง, อายุมากพอที่จะลงคะแนนเลือกตั้ง  หรือซื้อเหล้า-เบียร์, ได้รับการพัฒนาอย่างเต็มที่)  -  Mary will be of driving age on her next birthday  (แมรี่จะถึงวัยที่ได้รับอนุญาตให้ขับรถได้  ในวันเกิดของเธอปีหน้า),  “of course”  (แน่นอน, ไม่ต้องสงสัยเลย, เป็นเรื่องธรรมดา, เหมือนที่คาดหวังไว้)  -  Of course you know that girl; she is in your class  (แน่นอน  คุณรู้จักเด็กผู้หญิงคนนั้น  เธอเป็นเด็กนักเรียนของคุณ  -  หรือ เธอเรียนอยู่ในชั้นเดียวกับคุณ  –  คือเป็นเพื่อนคุณ),  “remind someone of”  (เตือนใครให้นึกถึงเรื่อง...................)  -  She reminded me of her mother.  (เธอเตือนให้ผมนึกถึงแม่ของเธอ  -  ด้านรูปร่างหน้าตาหรือนิสัยใจคอ),  “approve”  (อนุมัติ, เห็นชอบ)  -  “The company doses not approve of women smoking.”  (บริษัทไม่เห็น ชอบให้ผู้หญิงสูบบุหรี่),  “boast”  (คุยโม้)  -  “He often boasts of his wealth.”  (เขามักคุยอวดความร่ำรวย), “think”  (คิดถึงเรื่อง)  -  “We are thinking of buying her a present.”  (พวกเรากำลังคิดถึงเรื่องซื้อของขวัญให้เธอ),  “warn”  (เตือน)  -  “She warned me of the danger.”  (เธอเตือนผมถึงอันตราย),   “accuse someone of”  (กล่าวหาใครในเรื่อง........................)  -  They accused him of stealing their car.  (พวกเขากล่าวหาเขาว่าขโมยรถยนต์),  “suspect”  (สงสัย),  “consist”  (ประกอบด้วย),  “be composed of”  (ประ กอบด้วย)  -  Our team is composed of a number of experts in several fields.   (ทีมของเราประกอบ ด้วยผู้เชี่ยวชาญจำนวนมากจากหลายสาขา),  “dream”  (ฝัน)  -  She never dreams of traveling abroad.  (เธอไม่เคยฝันว่าจะเดินทางไปต่างประเทศ),  “hear”  (ได้ยิน)  -  “We have never heard of his plan.”  (เราไม่เคยรู้เกี่ยว กับแผนของเขาเลย)  -  “Have you heard of Lewis Baker?”  (คุณรู้จักลูอิส  เบเกอร์ ไหม),  “beware”  (ระวัง)  -  “Beware of dogs !”  (ระวังสุนัข !),  “complain”  (บ่น, ร้องทุกข์)  -  They never complain of their hardship.  (พวกเขาไม่เคยบ่นอุทธรณ์ความยากลำบากเลย),  “convince”  (ทำให้เชื่อ)  -  “These experiences served to convince me of the drug’s harmful effects.”  (ประสบการณ์เหล่านี้ทำให้ผมเชื่อในผลกระทบที่เป็นอันตรายของยา),  “disapprove”  (ไม่อนุมัติ, ไม่เห็นด้วย)  -  “The other members disapproved of his methods.”  (สมาชิกคนอื่นๆ ไม่เห็นด้วยกับวิธีของเขา),  “assure”  (รับรอง, ทำให้มั่นใจ-เชื่อมั่น-  “After he had been assured of his daughter’s safety, he was relaxed.”  (หลังจากที่เขาถูกทำให้เชื่อมั่นในความปลอดภัยของลูกสาว  เขารู้สึกผ่อนคลาย)  -  “Visitors can always be assured of the best in Manhattan Hotel.”  (ผู้มาเยือน (แขก) สามารถจะมั่นใจได้เสมอ  ถึงสิ่งที่ดีที่สุดในโรงแรมแมนฮัตตัน  -  ในด้านการให้บริการ),  “cure”  (รักษา  หรือทำให้หายจากโรคหรืออาการบาง อย่าง,  การรักษาโรค),  -  “I’m interested in the cure of cancer.”  (ผมสนใจในการรักษาโรคมะเร็ง)  -  “The shock of losing my purse cured me of all my former absent-mindedness.”  (ความตกใจจากการทำกระเป๋าสตางค์หาย  ทำให้ผมหายจากอาการใจลอยเมื่อก่อนนี้ทั้งหมดทั้งสิ้น),   “smell”  (กลิ่น, ได้กลิ่น)  -  “We had a smell of fresh bread when we entered the shop.”  (เราได้กลิ่นขนมปังสดเมื่อเราเข้าไปในร้าน)  -  “The room smelled of cigars.”  (ห้องมีกลิ่นซิการ์),  “full”  (เต็มไปด้วย)  - The street was full of water.   (ถนนเจิ่งนองไปด้วยน้ำ), “fond”  (ชอบ, หลงใหล)  -  She is fond of music.  (เธอชอบดนตรี), “careful”  (ระวัง, รอบคอบ)  -  “Be careful of the floor.  I’ve just polished it.”  (ระวังพื้นลื่นนะ  ผมเพิ่งจะขัดมัน),  “frightened”  (ตกใจกลัว)  -  She is frightened of the dark.  (เธอกลัวความมืด), “confident”  (มั่นใจ)  -  You should be confident of yourselves.  (พวกคุณควรมั่นใจในตนเอง), “short”  (ขาดแคลน)  -  They were short of food and water.  (พวกเขาขาดแคลนอาหารและน้ำ),  “tired”  (เบื่อ, เหนื่อย),  “sure”  (มั่นใจ),  “aware”  (ตระหนัก, รู้ดี),  “certain” (มั่นใจ, แน่ นอน),  “free”  (ยกเว้น),  “proud”  (ภูมิใจ),  “hopeful”  (มีความหวัง), “glad”  (ดีใจ),  “capable”  (สามารถ),  “ashamed”  (ละอายใจ), “suspicious”  (สงสัย, ระแว),  “tolerant”   (อดทนต่อ, ใจกว้างต่อ), “considerate”  (เกรงใจ),  “ignorant”  (ไม่รู้),  “convinced”  (เชื่อ), “ahead”  (ล่วงหน้า), “shy”  (อาย, ละอาย), “conscious”  (รู้สึกถึง), “jealous”  (อิจฉา, หึงหวง), “envious”  (อิจฉา, หึงหวง),  “a cup of tea”  (ชา ถ้วย),  “a sheet of paper”  (กระดาษ แผ่น),  “a number of dogs”  (หมาจำนวนมาก),  “the number of students”  (จำนวนนักเรียน),  “a pair of trousers”  (กางเกงขายาว ตัว), “millions of dollars”  (เงินหลายล้านดอลลาร์),  “two gallons of water”  (น้ำ แกลลอน),  “10% of the population”  (๑๐ เปอร์เซ็นต์ของประชากร),  “a town of 2,000 people”  (เมืองที่มีประชากร  ๒,๐๐๐ คน),  “Half of the boats sank.”  (เรือจำนวนครึ่งหนึ่งจมลง),  “Your letter of the 25th ”  (จดหมายของคุณซึ่งลงวันที่  ๒๕),  “a bag of gold”  (ทองถุงหนึ่ง),  “at a rate of 20 dollars a day”  (ในอัตรา ๒๐ เหรียญต่อวัน),  “a boy of sixteen”  (เด็กอายุ ๑๖ ปี),  “at the age of five”  (ตอนอายุ ขวบ),  “a baby of 6 months”  (ทารกอายุ ๖ เดือน),  “the first of a series of movies”  (ตอนแรกของภาพยนตร์ซีรี่ส์),  “one of the problems”  (หนึ่งในหลายปัญหา),  “two of the three”   ( ใน ),  “many of the students”  (นักเรียนหลายคน),  “a meeting of executives”  (การประชุมผู้บริหาร),  “a map of Sweden”  (แผนที่ประเทศสวีเดน),  “a picture of the refugees”  (ภาพของผู้อพยพ),  “an account of the event”  (เรื่องราวของเหตุการณ์),  “a collection of watches”  (การสะสมนาฬิกา),  “a big piece of cake”  (เค้กชิ้นใหญ่),  “Natural gas accounts for about 10% of our total energy consumption.”  (กาซธรรมชาติคิดเป็นประมาณ  ๑๐  เปอร์เซ็นต์  ของการบริโภคพลังงานทั้งหมดของเรา),  “the House of Representatives”  (สภาผู้แทนราษ ฎร),  “We must do it with the approval of the trade unions.”  (เราจะ ต้องทำมันด้วยความเห็นชอบของสหภาพการค้า),  “We need the permission of the judge.”  (เราต้องการการอนุญาตจากผู้พิพากษา),  “the religious beliefs of the ancient people”  (ความเชื่อทางศาสนาของคนโบราณ),  “the average age of participants is over 50”  (อายุเฉลี่ยของผู้เข้าร่วม  คือ  เกินกว่า  ๕๐  ปี),  “the traditional role of women”  (บทบาทดั้งเดิมของสตรี),  “That is a book of mine.”  (นั่นเป็นหนังสือของผม),  She would like to have a house of her own.”  (เธอต้องการจะมีบ้านเป็นของตัวเอง),  “A child of hers was run over by a car.”  (ลูกคนหนึ่งของเธอถูกรถทับ),  “He is a friend of Stephen’s.”  (เขาเป็นเพื่อนของสตีเฟน),  เป็นต้น

 

7. A: “How ______________________________________ will that clock go without winding?”

(_________________________________ เท่าใด  ที่นาฬิกาเรือนนั้นจะเดินโดยไม่ต้องไขลาน)

   B: “Just twenty-four hours.  I have to wind it daily.”

(เพียง  ๒๔  ชั่วโมงเท่านั้น,  ผมจำเป็นต้องไขลานมันทุกวัน)

(a) soon    (เร็ว)  (ใช้กับเวลา ช้า-เร็ว)

(b) often    (บ่อย)

(c) good   (ดี)

(d) long    (นาน)

ตอบ   -   ข้อ   (d)   เนื่องจากถามถึง   “ความยาวนานของเวลา”  ที่นาฬิกาเดินไปได้โดยไม่ต้องไขลาน

 

8. The houses here are a little less modern than ____________________________ in the city.

(บ้านที่นี่มีความทันสมัยน้อยกว่านิดหน่อย  (เทียบกับ) ________________________ ในเมือง)

(a) that

(b) those   (บ้าน)

(c) ones

(d) there are

ตอบ   -   ข้อ   (b)   ดูคำอธิบายเพิ่มเติมจากประโยคข้างล่าง

                                                          ตัวอย่างที่ 

  • The air of the hills is cooler than __________________________________________.

(อากาศของเนินเขาเย็นกว่า ______________________________________________)

(a) one of the plains

(b) of the plains

(c) that of the plains    (อากาศของที่ราบ)

(d) the plains

ตอบ    –    ข้อ   (c)   เนื่องจาก  “Air”  เป็นคำนามนับไม่ได้  จึงต้องแทนด้วย  “That”  และตามด้วย  “of the plains”  เพื่อให้สมดุลกัน,  ในกรณีเป็นนามนับได้ เอกพจน์  ให้ใช้  “One”  แทน,  และถ้าเป็นนามพหูพจน์  ให้ใช้  “Those”  แทน   (สำหรับเหตุผลที่ไม่เลือกข้อ  (d)  เนื่องจาก  จะเป็นการเปรียบเทียบระหว่าง  “อากาศ”  และ  “ที่ราบ”  มิใช่  “อากาศของเนินเขา”  และ  “อากาศของที่ราบ”  ซึ่งผิดความหมายที่ต้องการเปรียบเทียบ)  ตัวอย่างอื่นๆ  เช่น

  • The book you gave me is more informative than the one I bought from a bookstore.

(หนังสือที่คุณให้ผมให้ข้อมูลข่าวสารมากกว่าเล่มที่ผมซื้อจากร้านหนังสือ)  (Book”  เป็นนามเอกพจน์นับได้  จึงต้องใช้  One  แทน  เมื่อจะกล่าวซ้ำ)

  • The students in this class are more hard-working than those in that class.

(นักเรียนในห้องนี้ขยันมากกว่านักเรียนในห้องนั้น)  (Students  เป็นนามพหูพจน์  จึงต้องใช้  Those  แทน  เมื่อจะกล่าวซ้ำ)

  • The knowledge one obtains from self-study is sometimes much higher than that one derives from class.

(ความรู้ที่คนเราได้รับจากการศึกษาด้วยตนเอง  บางทีมากกว่าความรู้ที่ได้รับจากห้องเรียนมากมายทีเดียว)  (Knowledge  เป็นนามนับไม่ได้ – เอกพจน์เสมอ – จึงต้องใช้  That  แทน  เมื่อจะกล่าวซ้ำ)

 

9. Do you always _____________________________________ the exercise in the morning?

(คุณออกกำลัง __________________________________ เป็นประจำในตอนเช้าใช่หรือไม่)

(a) make

(b) do

(c) play

(d) participate    (มีส่วนร่วม)  (ต้องตามด้วย  “In”)

ตอบ   -   ข้อ   (b)   “Do the exercise”  =  “ออกกำลัง”  นอกจากนั้น  “Do”  เมื่อใช้เป็นกริยาแท้ (กริยาหลัก) ของประโยค  ยังมีความหมายดังนี้   คือ

  • This medicine will do you good.

(ยานี้จะทำให้คุณรู้สึกสบาย)

  • She is doing her hair.

(เธอกำลังหวีผม-ทำผม)

  • This sport car does 150 miles an hour.

(รถสปอร์ตคันนี้วิ่งได้ชั่วโมงละ  ๑๕๐  ไมล์)

  • He will do his best to bring up his children. 

(เขาจะทำอย่างดีที่สุดเพื่อที่จะเลี้ยงดูลูกๆ)

  • She is doing some exercises as part of her schoolwork.

(เธอกำลังทำแบบฝึกหัด  ในฐานะเป็นส่วนหนึ่งของงานที่โรงเรียน)

  • We have no large rooms.  Will these small ones do?

(เราไม่มีห้องขนาดใหญ่นะ  ห้องเล็กๆแบบนี้ใช้ได้ไหม)

  • Could you do me a favor?

(คุณช่วยผมหน่อยได้ไหม)

  • You must do your duty.

(คุณต้องทำหน้าที่ของคุณนะ)

  • Some cold drink will do you good.

(เครื่องดื่มเย็นๆจะทำให้คุณรู้สึกสบาย)

  • We did quite a lot of work yesterday.

(เราทำงานมากมายเมื่อวานนี้)

  • They are expected to do a lot of reading.

(พวกเขาถูกคาดหวังให้อ่านหนังสือเยอะแยะ)

  • I could do with a drink.

(ผมอยากดื่มอะไรสักหน่อย)

  • All we have to know is what the device does.

(ทั้งหมดที่เราจำเป็นต้องรู้  คือ  เครื่องมือนี้ใช้ทำอะไร)

  • Who is going to do the washing up?

(ใครจะเป็นคนล้างจาน-ทำความสะอาด)

  • Does anyone like doing crossword puzzles?

(มีใครชอบทำปริศนาอักษรไขว้บ้างไหม)

  • I do the cooking and Brian does the cleaning.

(ผมปรุงอาหาร  และไบรอันทำความสะอาด)

  • Have you done your homework yet?

(คุณทำการบ้านหรือยัง)

                                                          สำหรับ   “Do”  เมื่อใช้เป็นกริยาช่วย  (Helping Verb)  ทำหน้าที่ดังนี้  คือ

                                         ๑. ใช้ในการหลีกเลี่ยงการพูดซ้ำ  (Repetition)  หรือแทนคำกริยาที่กล่าวมาก่อนแล้ว   เช่น

                               ตัวอย่างที่

A: Do you like Japanese food ?”

(คุณชอบอาหารญี่ปุ่นไหม)

B: Yes, I do.  (= Yes, I like Japanese food.)

(ชอบครับ)

                             ตัวอย่างที่

A: Did you travel abroad last month?

(คุณเดินทางไปต่างประเทศเดือนที่แล้วใช่หรือไม่)

B: Yes, I did.  (= Yes, I traveled abroad last month.)

(ใช่ครับ)

                                     ตัวอย่างอื่นๆ  เช่น

  • Peter works harder than I do.  (= I work)

(ปีเตอร์ขยันทำงานมากกว่าผม)

  • Jim plays tennis better than John does.  (= John plays)

(จิมเล่นเทนนิสดีกว่าจอห์น)

                                        ๒. ใช้ในประโยค  “Tag questions

  • Bill walks to school, doesn’t he?

(บิลเดินไปโรงเรียนใช่ไหม)

  • They don’t work overtime, do they?

(พวกเขามิได้ทำงานล่วงเวลาใช่ไหม)

  • She cooked her own meal last night, didn’t she?

(เธอปรุงอาหารกินเองเมื่อคืนวานใช่ไหม)

                                         ๓. ​ใช้ในการกล่าวเสริม  ทั้งในทางคล้อยตามและปฏิเสธ  เช่น

                           ตัวอย่างที่

A: She enjoys swimming in the pool.

(เธอสนุกกับการว่ายน้ำในสระ)

B: So do I.

(ผมก็เช่นเดียวกัน)

                          ตัวอย่างที่

A: He doesn’t work at weekends.

(เขามิได้ทำงานในวันสุดสัปดาห์)

B: Neither does his wife.

(ภรรยาของเขาก็มิได้ทำเช่นกัน)

                                        ๔. ใช้นำหน้าคำกริยา  เพื่อแสดงการเน้นย้ำกริยาตัวนั้น  มีความหมายว่า  “จริงๆ, อย่างแท้จริง, อย่างยิ่ง”   เช่น

  • He does love his wife.

(เขารักภรรยาของเขาจริงๆ)

  • I did believe what she said.

(ผมเชื่ออย่างยิ่งในสิ่งที่เธอพูด)

  • They do work hard all their life.

(พวกเขาทำงานหนักจริงๆตลอดชีวิต)

                                         ๕.  ใช้นำหน้าประโยคคำสั่งหรือขอร้อง  เพื่อแสดงการเน้นย้ำกริยาที่มันนำหน้า  (คือ  ขอให้ทำเช่นนั้นให้ได้)  คล้ายกับใน  ข้อ  ๔  เช่น

  • Do listen to me.  (จงฟังผมนะ)
  • Do believe what she said.  (จงเชื่อในสิ่งที่เธอพูด)
  • Do come to see me at my home tomorrow.  (จงมาพบผมที่บ้านวันพรุ่งนี้)
  • Do be careful.  (จงระมัดระวังนะ)

                                        . ใช้ในประโยคสั่งห้าม  หรือขอร้องไม่ให้ทำ  เช่น

  • Don’t make a loud noise here.

(อย่ามาส่งเสียงดังที่นี่)

  • Don’t come to work late.

(อย่ามาทำงานสาย)

  • Don’t tell others what I told you.

(อย่าบอกคนอื่นเรื่องที่ผมเล่าให้คุณฟัง)

  • Don’t be jealous of other people’s success.

(อย่าอิจฉาในความสำเร็จของผู้อื่น)

 

10. Do you find _________________________________________ difficult to study German?

(คุณพบว่า ___________________________________ ยากที่จะศึกษาภาษาเยอรมันไหม)

(a) any

(b) yourself

(c) it    (มัน)

(d) (No word is needed.)

ตอบ   -   ข้อ   (c)   เนื่องจากเป็นไปตามโครงสร้าง  “Subject + Find + It + Adjective + To + Verb 1”  เช่น

  • We find it hard to believe what he said.

(เราพบว่ายากที่จะเชื่อในสิ่งที่เขาพูด)

  • I found it impossible to win the first price in lottery.

(ผมพบว่าเป็นไปไม่ได้ที่จะถูกลอตเตอรี่รางวัลที่ ๑)

  • She finds it necessary to get a job before getting married.

(เธอพบว่าจำเป็นที่จะต้องได้งานทำก่อนแต่งงาน)

  • They found it unbelievable to see a UFO flying close to their home.

(เขาพบว่าแทบไม่น่าเชื่อที่ได้เห็นจานผีบินอยู่ใกล้บ้านของพวกเขา)

 

11. The man admitted ___________________________________________ Judy for ransom.

(ชายคนนั้นยอมรับว่า ____________________________________ จูดี้ (ไว้) เพื่อเรียกค่าไถ่)

(a) to plot holding

(b) plotted to hold

(c) plotting to hold    (วางแผนอย่างลับๆที่จะคุมตัว)

(d) plotting holding

ตอบ   -   ข้อ   (c)   เนื่องจาก   “Admit + Verb + ing”  ส่วน  “Plot  (วางแผนอย่างลับๆ) + To + Verb 1”  สำหรับคำกริยาที่ต้องตามด้วย  “Gerund” (Verb + ing)  ดูจากประโยคข้างล่าง

                                                        ตัวอย่างที่ 

  • The company has quit ___________________________________ in that magazine.

(บริษัทได้ยุติ _________________________________________ ในวารสารฉบับนั้นแล้ว)

(a) advertise    (โฆษณา)  (เป็นคำกริยา)

(b) to advertise

(c) advertisement    (การโฆษณา)  (เป็นคำนาม)

(d) advertising    (การโฆษณา)

ตอบ   -   ข้อ   (d)   เนื่องจากคำกริยาที่ตามหลัง  “Quit”  จะต้องเป็นคำนาม  หรืออยู่ในรูป  “Gerund”  (Verb + ing)  ซึ่งถือเป็นคำนามประเภทหนึ่ง  ทั้งนี้  ถ้าจะตอบ  ข้อ  (c)  มักจะมี   Article  “the”  นำหน้า  Advertisement”  ดูเพิ่มเติมคำกริยาที่ตามด้วย  “Gerund”  (Verb + ing)  จากตัวอย่างข้างล่าง

                                                         ตัวอย่างที่     

  • Mr. Ford ______________ investing in that company, but he finally decided against it.

(มิสเตอร์ฟอร์ด _______________ การลงทุนในบริษัทนั้น  แต่ในที่สุด เขาก็ตัดสินใจไม่ลงทุน)

(a) considerate    (เกรงอกเกรงใจ, นึกถึงผู้อื่น)

(b) considerable    (มากมาย)

(c) considerably    (อย่างมากมาย)

(d) considered    (พิจารณา, ครุ่นคิด, คิด, คำนึงถึง)

ตอบ   -  ข้อ   (d)   เนื่องจากประโยคนี้ขาดคำกริยาแท้  โดยมีประธานคือ  “Mr. Ford”  ส่วน  “Investing”  เป็น  “Gerund”  ทำหน้าที่เป็นกรรมของกริยาแท้   “Considered”,  สำหรับข้อ  (a)  และ  (b)  เป็นคำคุณศัพท์  (Adjective),  ส่วนข้อ  (c)  เป็นกริยาวิเศษณ์  (Adverb),  ดูเพิ่มเติมกลุ่มคำกริยา  ที่ต้องมีกรรมมารับหรือตามด้วยกรรม  ทั้งที่อยู่ในรูปคำนาม  หรือ  “Gerund”  (Veb + ing)  จากตัวอย่างข้างล่าง

                                                        ตัวอย่างที่

  • If you don’t want to get stuck in a traffic jam, you should avoid ________ during rush hour.

(ถ้าคุณไม่ต้องการติดแหงกอยู่ในการจราจรที่ติดขัด  คุณควรหลีกเลี่ยง _____ ในช่วงเวลาเร่งด่วน)

(a) drive

(b) to drive

(c) driving    (การขับรถ)

(d) driven

ตอบ   -   ข้อ   (c)   เพราะหลังกริยา   Avoid   ต้องตามด้วยคำนาม หรือ  Gerund   (Verb + ing)  ซึ่งหมายถึง   “การ.........................”  ส่วนคำกริยาอื่นๆ ที่ต้องตามด้วยคำนาม  หรือ  Gerund (Verb + ing)  ได้แก่  deny (ปฏิเสธ),  admit (ยอมรับ)appreciate (ยกย่อง, เห็นคุณค่า),  consider (พิจารณา),  detest (เกลียดชัง, รังเกียจ),  enjoy (สนุกสนาน),  finish (ทำเสร็จสิ้น)imagine (ตรึกตรอง, จินตนาการ),  keep (ทำต่อไป  เช่น keep walking =  เดินต่อไป),  mind (รังเกียจ),  practice (ฝึกหัด, ฝึกฝน),  quit (หยุด, เลิก),  resist (ยับยั้ง),  risk (เสี่ยง),  suggest (แนะนำ),  be (get) used to (คุ้นเคย, เคยชิน),  can’t help (อดไม่ได้),  can’t stand (ทนไม่ได้),  look forward to (ตั้งหน้าตั้งตาคอย),  ตัวอย่างประโยค   ได้แก่

  • Do you mind opening the window?

(คุณจะรังเกียจการเปิดหน้าต่างไหมครับ  หรือ  ช่วยเปิดหน้าต่างให้หน่อยได้ไหมครับ)

  • He quits smoking

(เขาเลิกการสูบบุหรี่)

  • They risked losing their lives when they decided to swim across that river.

(พวกเขาเสี่ยงการเสียชีวิตเมื่อตัดสินใจว่ายข้ามแม่น้ำนั้น)

  • They were (got) used to getting up early when they were in college.

(พวกเขาคุ้นเคยหรือเคยชินกับการตื่นนอนแต่เช้าเมื่อตอนที่พวกเขาเรียนมหาวิทยาลัย)

  • We look forward to seeing you next month.

(เราตั้งหน้าตั้งตารอที่จะได้พบคุณในเดือนหน้า)

  • I could not help laughing when I saw him in that dress.

(ผมอดหัวเราะไม่ได้เมื่อผมเห็นเขาในชุดนั้น)

 

12. They were accused _________________________ plotting to overthrow the government.

(พวกเขาถูกกล่าวหาว่า ________________________ วางแผนอย่างลับๆที่จะโค่นล้มรัฐบาล)

(a) by

(b) with

(c) of

(d) for

ตอบ   -   ข้อ   (c)   “To be accused of”  =  “ถูกกล่าวหาว่า............................”  (เป็น  “Passive voice”)   ส่วน   “Accuse + Someone + Of + Doing + Something”  =  “กล่าวหาว่าใครทำอะไร”  (เป็น  “Active voice”)  เช่น

  • She accused him of stealing her necklace.

(เธอกล่าวหาเขาว่าขโมยสร้อยคอของเธอไป)

                              สำหรับคำกริยา,  คุณศัพท์  หรือ  วลีที่ใช้กับ  “Of”   ได้แก่  “source of”  (แหล่งของ)  -  Meat is an excellent source of vitamins.  (เนื้อเป็นแหล่งที่ดีเยี่ยมของวิตามิน),  “kind of”  (ค่อนข้างจะ)  -  She is kind of an envious woman.  (เธอเป็นผู้หญิงที่ค่อนข้างจะขี้หึง),  “keep out of”  (อย่ายุ่ง, อยู่ให้ไกล, ออกห่างจาก, ไม่เข้าไปเกี่ยวข้อง)  - Please keep out of my business.  (โปรดอย่าเข้ามายุ่งกับเรื่องของผม),  “in honor of”  (เพื่อเป็นเกียรติแก่)  -  The building was named in honor of the late President.”  (อาคารถูกตั้งชื่อเพื่อเป็นเกียรติแก่ท่านประธานาธิบดีผู้ล่วงลับไปแล้ว),  “in charge of” (= take charge of)  (ดู แล, รับผิดชอบ)  -  They are in charge of organizing the meeting.  (พวกเขารับผิดชอบการจัดประชุม), “inform someone of something”  (บอกใครเกี่ยว กับเรื่องอะไร)  -  Please inform me of your decision.  (โปรดบอกผมเกี่ยวกับการตัดสินใจของคุณ),   “of age”  (โตพอที่จะทำอะไรบางอย่าง, อายุมากพอที่จะลงคะ แนนเลือกตั้ง  หรือซื้อเหล้า-เบียร์, ได้รับการพัฒนาอย่างเต็มที่)  -  Mary will be of driving age on her next birthday  (แมรี่จะถึงวัยที่ได้รับอนุญาตให้ขับรถได้  ในวันเกิดของเธอปีหน้า),  “of course”  (แน่นอน, ไม่ต้องสงสัยเลย, เป็นเรื่องธรรมดา, เหมือนที่คาดหวังไว้)  -  Of course you know that girl; she is in your class  (แน่นอน  คุณรู้จักเด็กผู้หญิงคนนั้น  เธอเป็นเด็กนักเรียนของคุณ  -  หรือ เธอเรียนอยู่ในชั้นเดียวกับคุณ  –  คือเป็นเพื่อนคุณ),  “remind someone of”  (เตือนใครให้นึกถึงเรื่อง.................)  -  She reminded me of her mother.  (เธอเตือนให้ผมนึกถึงแม่ของเธอ  -  ด้านรูปร่างหน้าตาหรือนิสัยใจคอ),  “approve”  (อนุมัติ, เห็นชอบ)  -  “The company doses not approve of women smoking.”  (บริษัทไม่เห็น ชอบให้ผู้หญิงสูบบุหรี่),  “boast”  (คุยโม้)  -  “He often boasts of his wealth.”  (เขามักคุยอวดความร่ำรวย), “think”  (คิดถึงเรื่อง)  -  “We are thinking of buying her a present.”  (พวกเรากำลังคิดถึงเรื่องซื้อของขวัญให้เธอ),  “warn”  (เตือน)  -  “She warned me of the danger.”  (เธอเตือนผมถึงอันตราย),   “accuse someone of”  (กล่าวหาใครในเรื่อง.............................)  -  They accused him of stealing their car.  (พวกเขากล่าวหาเขาว่าขโมยรถยนต์),  “suspect”  (สงสัย),  “consist”  (ประกอบด้วย),  “be composed of”  (ประ กอบด้วย)  -  Our team is composed of a number of experts in several fields.   (ทีมของเราประกอบ ด้วยผู้เชี่ยวชาญจำนวนมากจากหลายสาขา),  “dream”  (ฝัน)  -  She never dreams of traveling abroad.  (เธอไม่เคยฝันว่าจะเดินทางไปต่างประเทศ),  “hear”  (ได้ยิน)  -  “We have never heard of his plan.”  (เราไม่เคยรู้เกี่ยว กับแผนของเขาเลย)  -  “Have you heard of Lewis Baker?”  (คุณรู้จักลูอิส  เบเกอร์ ไหม),  “beware”  (ระวัง)  -  “Beware of dogs !”  (ระวังสุนัข !),  “complain”  (บ่น, ร้องทุกข์)  -  They never complain of their hardship.  (พวกเขาไม่เคยบ่นอุทธรณ์ความยากลำบากเลย),  “convince”  (ทำให้เชื่อ)  -  “These experiences served to convince me of the drug’s harmful effects.”  (ประสบการณ์เหล่านี้ทำให้ผมเชื่อในผลกระทบที่เป็นอันตรายของยา),  “disapprove”  (ไม่อนุมัติ, ไม่เห็นด้วย)  -  “The other members disapproved of his methods.”  (สมาชิกคนอื่นๆ ไม่เห็นด้วยกับวิธีของเขา),  “assure”  (รับรอง, ทำให้มั่นใจ-เชื่อมั่น-  “After he had been assured of his daughter’s safety, he was relaxed.”  (หลังจากที่เขาถูกทำให้เชื่อมั่นในความปลอดภัยของลูกสาว  เขารู้สึกผ่อนคลาย)  -  “Visitors can always be assured of the best in Manhattan Hotel.”  (ผู้มาเยือน (แขก) สามารถจะมั่นใจได้เสมอ  ถึงสิ่งที่ดีที่สุดในโรงแรมแมนฮัตตัน  -  ในด้านการให้บริการ),  “cure”  (รักษา  หรือทำให้หายจากโรคหรืออาการบาง อย่าง,  การรักษาโรค),  -  “I’m interested in the cure of cancer.”  (ผมสนใจในการรักษาโรคมะเร็ง)  -  “The shock of losing my purse cured me of all my former absent-mindedness.”  (ความตกใจจากการทำกระเป๋าสตางค์หาย  ทำให้ผมหายจากอาการใจลอยเมื่อก่อนนี้ทั้งหมดทั้งสิ้น),   “smell”  (กลิ่น, ได้กลิ่น)  -  “We had a smell of fresh bread when we entered the shop.”  (เราได้กลิ่นขนมปังสดเมื่อเราเข้าไปในร้าน)  -  “The room smelled of cigars.”  (ห้องมีกลิ่นซิการ์),  “full”  (เต็มไปด้วย)  - The street was full of water.   (ถนนเจิ่งนองไปด้วยน้ำ), “fond”  (ชอบ, หลงใหล)  -  She is fond of music.  (เธอชอบดนตรี), “careful”  (ระวัง, รอบคอบ)  -  “Be careful of the floor.  I’ve just polished it.”  (ระวังพื้นลื่นนะ  ผมเพิ่งจะขัดมัน),  “frightened”  (ตกใจกลัว)  -  She is frightened of the dark.  (เธอกลัวความมืด), “confident”  (มั่นใจ)  -  You should be confident of yourselves.  (พวกคุณควรมั่นใจในตนเอง), “short”  (ขาดแคลน)  -  They were short of food and water.  (พวกเขาขาดแคลนอาหารและน้ำ),  “tired”  (เบื่อ, เหนื่อย),  “sure”  (มั่นใจ),  “aware”  (ตระหนัก, รู้ดี),  “certain” (มั่นใจ, แน่ นอน),  “free”  (ยกเว้น),  “proud”  (ภูมิใจ),  “hopeful”  (มีความหวัง), “glad”  (ดีใจ),  “capable”  (สามารถ),  “ashamed”  (ละอายใจ), “suspicious”  (สงสัย, ระแว),  “tolerant”   (อดทนต่อ, ใจกว้างต่อ), “considerate”  (เกรงใจ),  “ignorant”  (ไม่รู้),  “convinced”  (เชื่อ), “ahead”  (ล่วงหน้า), “shy”  (อาย, ละอาย), “conscious”  (รู้สึกถึง), “jealous”  (อิจฉา, หึงหวง), “envious”  (อิจฉา, หึงหวง),  “a cup of tea”  (ชา ถ้วย),  “a sheet of paper”  (กระดาษ แผ่น),  “a number of dogs”  (หมาจำนวนมาก),  “the number of students”  (จำนวนนักเรียน),  “a pair of trousers”  (กาง เกงขายาว ตัว), “millions of dollars”  (เงินหลายล้านดอลลาร์),  “two gallons of water”  (น้ำ แกลลอน),  “10% of the population”  (๑๐ เปอร์เซ็นต์ของประชากร),  “a town of 2,000 people”  (เมืองที่มีประชากร  ๒,๐๐๐ คน),  “Half of the boats sank.”  (เรือจำนวนครึ่งหนึ่งจมลง),  “Your letter of the 25th ”  (จดหมายของคุณซึ่งลงวันที่  ๒๕),  “a bag of gold”  (ทองถุงหนึ่ง),  “at a rate of 20 dollars a day”  (ในอัตรา ๒๐ เหรียญต่อวัน),  “a boy of sixteen”  (เด็กอายุ ๑๖ ปี),  “at the age of five”  (ตอนอายุ ขวบ),  “a baby of 6 months”  (ทารกอายุ ๖ เดือน),  “the first of a series of movies”  (ตอนแรกของภาพยนตร์ซีรี่ส์),  “one of the problems”  (หนึ่งในหลายปัญหา),  “two of the three”   ( ใน ),  “many of the students”  (นักเรียนหลายคน),  “a meeting of executives”  (การประชุมผู้บริหาร),  “a map of Sweden”  (แผนที่ประเทศสวีเดน),  “a picture of the refugees”  (ภาพของผู้อพยพ),  “an account of the event”  (เรื่องราวของเหตุการณ์),  “a collection of watches”  (การสะสมนาฬิกา),  “a big piece of cake”  (เค้กชิ้นใหญ่),  “Natural gas accounts for about 10% of our total energy consumption.”  (กาซธรรมชาติคิดเป็นประมาณ  ๑๐  เปอร์เซ็นต์  ของการบริโภคพลังงานทั้งหมดของเรา),  “the House of Representatives”  (สภาผู้แทนราษ ฎร),  “We must do it with the approval of the trade unions.”  (เราจะ ต้องทำมันด้วยความเห็นชอบของสหภาพการค้า),  “We need the permission of the judge.”  (เราต้องการการอนุญาตจากผู้พิพากษา),  “the religious beliefs of the ancient people”  (ความเชื่อทางศาสนาของคนโบราณ),  “the average age of participants is over 50”  (อายุเฉลี่ยของผู้เข้าร่วม  คือ  เกินกว่า  ๕๐  ปี),  “the traditional role of women”  (บทบาทดั้งเดิมของสตรี),  “That is a book of mine.”  (นั่นเป็นหนังสือของผม),  She would like to have a house of her own.”  (เธอต้องการจะมีบ้านเป็นของตัวเอง),  “A child of hers was run over by a car.”  (ลูกคนหนึ่งของเธอถูกรถทับ),  “He is a friend of Stephen’s.”  (เขาเป็นเพื่อนของสตีเฟน),  เป็นต้น

 

13. ________________________ going home to his wife, he took his secretary to the cinema.  

(_____________________________ กลับบ้านไปหาภรรยา,  เขาพาเลขาฯ ของเขาไปดูหนัง)

(a) In case of    (ในกรณีที่อาจเกิด......................, เผื่อไว้สำหรับเกิดหรือมี……...........….....)

(b) In spite of    (ทั้งๆที่)

(c) Instead of    (แทน, แทนที่, แทนที่จะ)

(d) While    (ในขณะที่)

ตอบ   -   ข้อ  (c)   เนื่องจากได้ความหมายดีที่สุด   สำหรับตัวอย่างการใช้  “Preposition”  ในข้อ (a),  (b),  (c)  และ  “While”  เช่น

  • There is a fire extinguisher on every floor in case of fire.

(มีเครื่องดับเพลิงอยู่ทุกชั้น (ของอพาร์ตเมนต์) ในกรณีที่เกิดไฟไหม้)  (คือ  มีเตรียมไว้เผื่อเกิดไฟไหม้)

  • In case of fire, take an emergency exit.

(ในกรณีที่เกิดไฟไหม้  ให้ใช้ทางออกฉุกเฉิน)

  • Take your umbrellas in case of rain.

(เอาร่มของคุณติดไปด้วยนะ  เผื่อฝนตก)

  • The wall was built along the river in case of floods.

(กำแพงถูกสร้างขึ้นตามฝั่งแม่น้ำเพื่อป้องกัน (หรือในกรณีที่เกิด) น้ำท่วม)

  • In spite of (= despite) the bad storm John delivered his papers on time.  

(ทั้งๆ ที่มีพายุเลวร้าย  ทอมก็ยังไปส่งหนังสือพิมพ์ได้ตรงเวลา)

  • In spite of (= despite) all their differences, Mary and Ann remain friends.  

(ทั้งๆ ที่แตกต่างกันอย่างมากมายอย่างนั้น  แมรี่และแอนยังคงเป็นเพื่อนกันได้)

  • They went out in spite of (= despite) the heavy rain.

(พวกเขาออกไปข้างนอกทั้งๆ ที่ฝนตกหนัก)

  • I wore mittens instead of (= in place of = in lieu (ลู) of) gloves.

(ผมสวมถุงมือแบบปล่อยให้นิ้วโผล่ออกมาแทนถุงมือแบบคลุมนิ้ว)

  • The grown-ups had coffee but the children wanted milk instead of (= in place of = in lieu of) coffee.

(ผู้ใหญ่ดื่มกาแฟ  แต่เด็กๆต้องการนมแทนกาแฟ)

  • The boys went fishing instead of (= in place of = in lieu of) going to school.

(พวกเด็กผู้ชายไปตกปลาแทนที่จะไปโรงเรียน)

  • The Vice-President talked at the meeting instead of (= in place of = in lieu of) the President, because the President was sick.

(รองประธานาธิบดีกล่าวในที่ประชุมแทนท่านประธานาธิบดี  เพราะว่าท่านประธานาธิบ   ดีป่วย)

  • The magician appeared on the program instead of (= in place of = in lieu of) a singer.

(นักมายากลปรากฏตัวในรายการแทนนักร้อง)  (เนื่องจากนักร้องป่วยหรือติดภารกิจ)

  • While I was overseas, she was in London studying.

(ในขณะที่ผมอยู่ต่างประเทศ  เธออยู่ในลอนดอนเพื่อเรียนหนังสือ)

  • She was watching TV while her mother was cooking.

(เธอกำลังดูทีวี  ในขณะที่แม่กำลังปรุงอาหาร)

  • He stayed with Mom and me while Dad sat with Dr. Smith in the living-room.

(เขาอยู่กับแม่และฉัน  ในขณะที่พ่อนั่งอยู่กับหมอสมิธในห้องรับแขก)

  • They decided to seek a less expensive place while in Paris.

(พวกเขาตัดสินใจหาสถานที่ (พักอาศัย) แพงน้อยกว่ากันในปารีส)

  • Jim likes to smoke while eating his dinner.

(เขาชอบสูบบุหรี่ขณะกินอาหารค่ำ)

  • He had taken out his handkerchief several times while talking to her and blown his nose.

(เขาควักผ้าเช็ดหน้าออกมาหลายครั้งในขณะที่คุยกับเธอ  และสั่งน้ำมูก)

 

14. Always ___________________________________________ honest in whatever you do.

(_________________________________ ซื่อสัตย์สุจริตอยู่เสมอ  ในสิ่งใดก็ตามที่คุณทำ)

(a) are

(b) being

(c) be   (จง)

(d) to be

ตอบ   -   ข้อ   (c)   เนื่องจากเป็นประโยคคำสั่งหรือขอร้อง  ดูคำอธิบายเพิ่มเติมจากประโยคข้างล่าง

                                                     ตัวอย่างที่ 

  • __________________________________________ patient, and you will succeed.

(______________________________________ อดทน  และคุณจะประสบความสำเร็จ)

(a) Being

(b) Be   (จง)

(c) To be

(d) Are

ตอบ   –   ข้อ   (b)   เนื่องจากเป็นประโยคคำสั่งหรือขอร้อง  จึงต้องขึ้นต้นประโยคด้วย  “Infinitive without to” (Verb 1)  แต่ในกรณีที่สิ่งที่สั่งให้ทำเป็นคำคุณศัพท์  เช่น  “Patient” (อดทน),  “Careful” (ระมัดระวัง),  “Hopeful”  (มีความหวัง),  จะ ต้องขึ้นต้นประโยคด้วย  “Be”  สำหรับตัวอย่างประโยคคำสั่ง-ขอร้อง อื่นๆ   เช่น

                                                      ตัวอย่างที่ 

  • If you need any help filling out the forms, ____________ somebody at the front desk.

(ถ้าคุณต้องการความช่วยเหลือใดๆในการกรอกแบบฟอร์ม  ให้________ ผู้ที่ (นั่ง) อยู่ที่โต๊ะหน้าเคาเตอร์)

(a) to ask

(b) asking

(c) asks

(d) ask    (ถาม)

ตอบ   -    ข้อ   (d)   เนื่องจากในประโยคคำสั่งหรือขอร้อง  (ในที่นี้  คือ  “Ask somebody at the front desk)  ให้ถือเสมือนว่ามีประธาน  “You”  อยู่หน้าประ โยค  คือ  อยู่หน้า  “Ask”  (แต่ละเอาไว้ในฐานที่เข้าใจ)   จึงต้องตามด้วยกริยาช่องที่   ที่ไม่มี  “To”  นำหน้า  (Infinitive without to)   ตัวอย่าง อื่นๆ  เช่น

  • Buy me a newspaper.  (ซื้อหนังสือพิมพ์ให้ผมฉบับหนึ่งนะ)
  • Go out.  (ออกไปห่างๆ – ออกไปให้พ้น)
  • Open the window, please.  (กรุณาเปิดหน้าต่างหน่อยครับ)
  • (Please) come into the room.  (โปรดเข้ามาในห้อง)

                                           ในกรณีที่เป็นคำคุณศัพท์  (Adjective)  ให้ขึ้นต้นประโยคด้วย  “Be”  เสมอ  เช่น

  • Be careful.  (จงระวัง)
  • Be patient.  (อดทนหน่อยนะ)
  • Be thoughtful to other people.  (จงนึกถึงคนอื่นบ้าง)

                                          อนึ่ง  ถ้าเป็นประโยคที่สั่งหรือขอร้องไม่ให้ทำ  ก็ยังถือเสมือนว่ามี  “You”  เป็นประธานนำหน้าประโยค  ดังนั้น  จึงต้องขึ้นต้น  “ประโยคคำสั่ง-ขอร้องไม่ให้ทำ”  ด้วย  “Don’t”  เสมอ  เช่น

  • Don’t make a loud noise.  (จงอย่าทำเสียงดัง)
  • Don’t get up late.  (อย่าตื่นสายนะ)
  • Don’t bother me while I’m working.  (อย่ากวนผมในขณะที่ผมกำลังทำงาน)

                                         ในกรณีที่เป็นคำคุณศัพท์  (Adjective)  ให้ขึ้นต้นประโยคด้วย  “Don’t be”  เสมอ  เช่น

  • Don’t be late for class. 

(อย่าเข้าห้องเรียนสายนะ)

  • Don’t be careless while walking across the street. 

(จงอย่าประมาทขณะเดินข้ามถนน)

  • Don’t be too serious with your work.  

(จงอย่าเอาจริงเอาจังกับงานมากเกินไป)

 

15. I remember that restaurant; we stopped there ________________ on our way to Hua-Hin. 

(ผมจำภัตตาคารนั้นได้  เราหยุด (แวะ) ที่นั่น ___________________ ในระหว่างทางไปหัวหิน)

(a) eating    (การกินอาหาร)

(b) ate

(c) to eat    (เพื่อกินอาหาร)

(d) eaten

ตอบ    -    ข้อ   (c)   เนื่องจาก  “หยุดหรือแวะเพื่อที่จะกินอาหาร  (Stop to eat)   โดยมีหลักไวยากรณ์ดังนี้  คือ  เราใช้  “Infinitive with to”  (To + Verb 1)  และ  “Gerund”  (Verb + ing)  ตามหลังคำกริยา  “Remember, Forget, Try Stop”  แต่มีความหมายต่างกัน  เช่น

  • I remembered to buy him a newspaper.

(ผมจำได้ที่จะซื้อ (ไม่ลืมซื้อ) หนังสือพิมพ์ให้เขา)

  • I remembered buying him a newspaper.

(ผมจำได้ถึงการซื้อหนังสือพิมพ์ให้เขา)  (คือ  ซื้อเมื่อเดือนที่แล้ว  และยังจำได้ว่าซื้อให้)

  • She forgot meeting me in New York ten years ago.

(เธอลืมการได้พบกับผมในนิวยอร์กเมื่อ ๑๐ ปีมาแล้ว)  (คือ  เคยพบกันเมื่อ ๑๐ ปีมาแล้ว  แต่เธอจำไม่ได้แล้วว่าเคยพบ  คือ ลืมเหตุการณ์นี้ไปแล้ว)

  • She forgot to meet me at my office yesterday.

(เธอลืมที่จะมาพบผมที่สำนักงานเมื่อวานนี้)  (สรุปคือ  ไม่ได้มาพบเพราะลืม)

  • He tried to swim across the dangerous river.

(เขาพยายามว่ายข้ามแม่น้ำที่มีอันตราย)

  • He tried eating the food his girlfriend cooked for him.

(เขาทดลองกินอาหารที่แฟนปรุงให้เขากิน)

  • They stopped working and went to a restaurant.

(พวกเขาหยุดการทำงาน  และไปภัตตาคารเพื่อกินอาหาร)

  • They stopped to work until late at night.

(พวกเขาหยุด   (กิน, เล่น, พูดคุย ฯลฯเพื่อที่จะทำงานจนกระทั่งดึกดื่น)

 

16. One hour doing good ______________________________________ a hundred in prayer.

(ทำความดี ชั่วโมง _____________________________________ สวดมนตร์ ๑๐๐ ครั้ง)

(a) does worth

(b) is worth   (มีค่า)  (หมายถึง มีค่าเท่ากับ)

(c) has worth

(d) makes worth

ตอบ   -   ข้อ   (b)   เนื่องจาก  “Worth”  ในที่นี้ใช้เป็นคำคุณศัพท์  หมายถึง  “มีค่า”  จึงต้องใช้กับ  “Verb to be”  (Is)  ตามประธานของประโยค  คือ  “One hour”  ส่วน  “Doing good”  เป็นส่วนขยายประธาน

 

17. The flood waters are _____________________________________________________.

(น้ำท่วม ___________________________________________________________)

(a) out from control

(b) out off control

(c) out of control    (ไม่สามารถควบคุมได้, ปราศจากการควบคุม)

(d) away from control

ตอบ   -   ข้อ   (c)   ส่วนวลีที่ใช้กับ  “Out of”  ได้แก่  “He is out of his office at the moment.”  (เขาอยู่ข้างนอกสำนักงานในขณะนี้),  “Take the money out of the drawer.”  (จงหยิบเงินออกมาจากลิ้นชัก),  “He fell out of a window.”  (เขาหล่นลงมาจากหน้าต่าง),  “The nail stuck out of the wall.”  (ตะปูเสียบโผล่ออกมาจากกำแพง),  “We live a few miles out of London.”  (เราอาศัยอยู่ห่างจากลอนดอน  ๒ – ๓  ไมล์),  “The book was on the top shelf, out of reach.”  (หนังสือวางอยู่บนชั้นบน, ซึ่งเอื้อมไม่ถึง),  “We have found that two out of ten people cannot tell the difference between butter and margarine.  (เราพบว่าคน    ใน  ๑๐  คน  ไม่สามารถบอกความแตกต่างระหว่างเนยเหลวและเนยเทียม),  “She took him in out of pity.”  (เธอพาเขาเข้ามาในห้องด้วยความสงสาร),  “I only asked out of curiosity.”  (ผมเพียงแต่ถามด้วยความอยากรู้อยากเห็น),  “He copied a poem out of the book.”  (เขาลอกโคลงบทหนึ่งมาจากหนังสือเล่มนั้น),  “I made a bookcase out of some old planks of wood.”  (ผลทำกล่อง (ลัง) หนังสือจากแผ่นไม้กระดานเก่าๆ),  (จงสังเกตความแตกต่างจาก  “The table is made of wood.”  -  โต๊ะตัวนั้นทำด้วยไม้),  เป็นต้น

 

18. James prepared the charts, ____________________ Jim presented them at the meeting.

(เจมส์เตรียมเรื่องแผนภูมิต่างๆ __________________ จิมนำเสนอมัน (แผนภูมิ) ในการประชุม)

(a) or

(b) during

(c) and    (และ)

(d) of

ตอบ   -   ข้อ   (c)   เนื่องจากประโยคข้างบนประกอบด้วย  “Simple sentence”   จำนวน    ประโยค  คือ “เจมส์เตรียม.......................ต่างๆ”  และ  “จิมนำ........................ประชุม”  จึงต้องเชื่อมประโยคทั้ง   ด้วย  “และ”  เพราะเป็นการบอกข้อมูลเพิ่มเติมจากประโยคแรก  คือ  “เจมส์ทำอย่างนี้  และ   จิมทำอย่างนั้น”  สำหรับข้อ a  (orหรือ, หรือมิฉะนั้น)  ใช้เชื่อม    ประโยค  ที่มีข้อความเป็นการให้เลือก  เช่น

  • You have to get up early, or you will miss the plane.

(คุณจำเป็นต้องตื่นแต่เช้า  หรือมิฉะนั้น  คุณจะตกเครื่องบิน)  (คือ  ต้องเลือกเอาอย่างใดอย่างหนึ่ง  ระหว่างตื่นแต่เช้ากับตกเครื่องบิน)

                                        ส่วน  “During”  (ในระหว่าง)  จะต้องตามด้วยคำนาม  หรือวลีเท่านั้น  ไม่สามารถตามด้วยประโยค  {Subject + Verb + (กรรม)}  เช่น

  • We could not go out during the heavy rain.

(เราไม่สามารถออกไปข้างนอกระหว่างฝนตกหนัก)

  • She was very happy during her childhood.

(เธอมีความสุขมากในช่วงวัยเด็ก)

  • I will stay here during summer.

(ผมจะพักที่นี่ในระหว่างฤดูร้อน)

  • During the long and severe winter, it is hard for animals to live.

(ในระหว่างฤดูหนาวที่ยาวนานและหนาวรุนแรง  มันยากลำบากสำหรับสัตว์ที่จะดำรงชี   วิตอยู่)

 

19. We returned the table to the store because we ___________ a small flaw on the surface.

(เราเอาโต๊ะกลับไปคืนที่ร้าน  เพราะว่าเรา ___________ รอย (ตำหนิ) เล็กๆ บนพื้นผิวของมัน)

(a) demanded    (เรียกร้อง, ต้องการ)

(b) deplored    (เสียใจมาก, โศกเศร้ามาก, ไม่เห็นด้วย, ตำหนิ)

(c) detected    (พบ, พบเห็น, ตรวจพบ, สืบหา, สืบค้น)

(d) delayed    (ล่าช้า, ทำให้ล่าช้า)

ตอบ   -   ข้อ   (c)   เพราะได้ความหมายดีที่สุด

 

20. Peter slipped and fell ________ he was walking on the icy sidewalk in front of the building.

(ปีเตอร์ลื่นและหกล้ม ________ เขากำลังเดินบนทางเท้าที่เต็มไปด้วยน้ำแข็งด้านหน้าตัวอาคาร)

(a) while    (ในขณะที่)

(b) during    (ในระหว่าง)

(c) although    (ถึงแม้ว่า)

(d) but    (แต่)

ตอบ   -   ข้อ   (a)   เนื่องจากได้ความหมายและถูกหลักไวยากรณ์  ทั้งนี้  ให้สังเกตว่า  ข้อความ (อนุประโยค) ที่ตามหลัง  “While”  จะอยู่ในรูป  “Present  หรือ  Past continuous tense”  เสมอ  เช่น

  • He came in while I was watching TV.

(เขาเข้ามาขณะที่ผมกำลังดูทีวี)

  • She cooked while her mother was sleeping.

(เธอปรุงอาหารขณะที่แม่ของเธอกำลังนอนหลับ)

  • They were playing football while we were swimming.

(พวกเขากำลังเล่นฟุตบอลขณะที่เรากำลังว่ายน้ำ)

  • While he was reading, his sister was sewing.

(ขณะที่เขากำลังอ่านหนังสือ  น้องสาวของเขากำลังเย็บผ้า)

  • We are singing while he is playing guitar.

(เรากำลังร้องเพลงขณะที่เขากำลังเล่นกีตาร์)

                                            อนึ่ง  ในอนุประโยคที่ขึ้นต้นด้วย  “While”  สามารถจะลดรูปอนุประโยค  เหลือเป็นเพียง  “Participle phrase”   ที่ขึ้นต้นด้วย  “While + Verb + ing”  หรือขึ้นต้นด้วย  “Verb + ing”  เลยก็ได้  ซึ่งจะมีความหมายเหมือนก่อนลดรูปทุกประการ  เช่น

  • (1) While she was walking in the street, she came across her old friend.

(ในขณะที่เธอกำลังเดินบนถนน  เธอพบเพื่อนเก่าโดยบังเอิญ)สามารถลดรูปเป็น  (2)

  • (2) While walking in the street, she came across her old friend. หรือ  =  (3)
  • (3) She came across her old friend while walking in the street.   หรือ  =  (4)
  • (4) Walking in the street, she came across her old friend.

                           (แต่ในกรณีข้อ  (4)  จะมาใช้ในรูป  ข้อ  (5) ไม่ได้)

  • (5) She came across her old friend walking in the street.

(ไม่สามารถแปลงเป็นประโยคใน  ข้อ  (5)  ได้  เนื่องจากจะทำให้ความหมายเปลี่ยนไปจากเดิม  กลายเป็นว่า  “เธอพบเพื่อนเก่าเดินบนถนนโดยบังเอิญ”  ซึ่งผิดจากความหมายเดิมที่ว่า  “เธอพบเพื่อนเก่าโดยบังเอิญ  ขณะที่ตัวเธอกำลังเดินบนถนน”  ดังนั้น  จึงสรุปได้ว่า  ประโยคที่ (1) – (4)  มีความหมายเหมือนกัน  ซึ่งความหมายแตกต่างกับประโยคที่  5)

                                            สำหรับการใช้  “During”  (ในระหว่าง)  ให้ดูคำอธิบายใน  ข้อ  ๑๘  ของข้อสอบชุดนี้  ส่วนการใช้   “Although”  (ถึงแม้ว่า)  จะใช้เชื่อม    ประโยคที่มีใจความขัดแย้งกัน  เช่น

  • They are very happy although (though) they are poor.

(พวกเขามีความสุขมาก  ถึงแม้ว่าพวกเขาจะจน)

  • He loves her so much although (though) she does not love him just a little bit.

(เขารักเธอมากเหลือเกิน  ถึงแม้ว่าเธอมิได้รักเขาแม้เพียงนิดเดียว)

 

เรียน  ท่านผู้ติดตามอ่าน  เว็บไซต์  “everydayenglish.pwa.co.th

 

                  ถ้าท่านมีคำแนะนำให้ปรับปรุงเว็บไซต์นี้ประการใด  กรุณาส่ง   e-mail ไปที่  ดร. วัชรินทร์  ภูเขาทอง  อดีต  ผอ. สำนักวิทยาการ  การประปาส่วนภูมิภาค  ผู้จัดทำเว็บ-ไซต์นี้  ตาม   “Address” wpookaotong@yahoo.com   (โปรดระบุหัวเรื่องด้วย ว่า  “ปรับปรุงเว็บไซต์”)   เพื่อที่ผู้จัดทำฯ จะได้ปรับปรุงเนื้อหาได้ตรงตามความประสงค์ของผู้อ่านเว็บไซต์นี้ต่อไป