หมวดข้อสอบ TOEIC (ตอนที่ 481)

การประปาส่วนภูมิภาค  “มุ่ง-มั่น-เพื่อปวงชน”

 

Part V: Sentence Completion   (ส่วนที่ 5 :  การเติมประโยคให้สมบูรณ์)

Choose the best alternative to make a correct sentence.

(จงเลือกข้อที่ดีที่สุดเพื่อทำให้ประโยคมีความถูกต้อง)

 

1. Mrs. Simpson is ________ to take on such a big responsibility because she doesn’t feel prepared for it at this time.

(มิสซิสซิมสัน ___________ ที่จะรับเอาความรับผิดชอบที่ใหญ่โตเช่นนั้น  เพราะว่าเธอรู้สึกว่าไม่พร้อมสำหรับมันในขณะนี้)

(a) relieved    (บรรเทา, ปลดเปลื้อง, ผ่อนคลาย, ทำให้ลดลง)

(b) reluctant    (ไม่สมัครใจ, ไม่เต็มใจ, ฝืนใจ, ต่อต้าน)

(c) reliable    (น่าเชื่อถือ, ไว้ใจได้)

(d) relocated    (หาที่ใหม่, ย้ายที่ใหม่, กำหนดตำแหน่งใหม่)

ตอบ   -   ข้อ   (b)  

 

2. This report is urgent, so please turn it ______________________ before the end of the day.

(รายงานนี้รีบด่วน  ดังนั้น  โปรด ____________________________________ มันก่อนสิ้นวัน)

(a) on    (turn on = เปิดไฟ-วิทยุ)

(b) up    (turn up = ปรากฏตัว)

(c) in    (turn in = ส่ง, มอบ)

(d) over    (turn over = คว่ำ, พลิกกลับ)

ตอบ   -   ข้อ   (c)   เพราะ  “Turn in”  หมายถึง  “ส่งหรือมอบ

 

3. You’ll find the ink cartridges _____________________________ the top shelf of the closet.

(คุณจะพบแถบหมึกพิมพ์ __________________________________________ ชั้นบนของตู้)

(a) in

(b) on

(c) up

(d) at

ตอบ   -   ข้อ   (b)   เนื่องจาก  “บนชั้น”  ใช้  “On

                            สำหรับวลีที่ใช้    “On”   ได้แก่  Waste his time on”  (ใช้เวลา – ของเขา - อย่างสิ้นเปลือง-สุรุ่ยสุร่ายกับ), on business  (ด้วยเรื่องธุรกิจ), keep on  (ดำเนินต่อไป), rely on  (ไว้วางใจ, เชื่อใจ, พึ่งพาอาศัย), depend on (upon)  (พึ่งพาอาศัย, ขึ้นอยู่กับ, อยู่ที่), insist on  (ยืนกราน, ยืนหยัด, เรียกร้อง), on the floor  (บนพื้น), on a hill  (บนเนินเขา), on the top shelf  (บนชั้นบนของหิ้ง), bet money on  (พนันเงินกับ)  -  He bet a lot of money on that horse.  (เขาพนันเงินจำนวนมากกับม้าตัวนั้น),  on a sofa  (บนเก้าอี้โซฟา), to turn his back on his country  (หันหลังให้กับประเทศของตน  -  หมายถึงละทิ้งประเทศ  เช่น  หนีการเกณฑ์ทหาร  หรือไปเข้ากับฝ่ายศัตรู), on the contrary  (ในทางตรงกันข้าม), on the drawing board   (กำลังอยู่ในขั้นวางแผนหรือเตรียมการ  คือยังไม่ได้ลงมือทำ หรือนำมาใช้งานจริงๆ ),  on the dot (on the button)  (ตรงเวลาเผง, ตรงเวลาพอดี)  -  Susan arrived at the party at 3:00 p.m. on the dot.  (ซูซานมาถึงที่งานเลี้ยงเวลาบ่าย    โมงตรงพอดี)get (climb, jump) on the bandwagon  (ทำตามอย่างที่คนอื่นทำ  แม้จะไม่ใช่เรื่องที่จำเป็น, เข้าร่วมในกิจกรรมที่มีคนนิยมทำกันมาก  และล่าสุด  เช่น ถีบจักรยาน หรือ เล่นฟิตเนส,  โยคะ  -  แปลตรงๆ ตัว คือ ปีนหรือกระโดดขึ้นไปบนรถดนตรีในขบวนแห่)  -  When all Jim’s friends decided to vote for Bill, Jim climbed on the bandwagon too.  (เมื่อเพื่อนทุกคนของจิมตัดสินใจลงคะแนนให้บิล  จิมก็ตัดสินใจลงคะแนนให้บิลเช่นเดียวกัน  -  คือทำตามเพื่อนๆ แบบไม่ต้องมีเหตุผล), on the (an) average   (โดยเฉลี่ย),   a dog peeing (pissing) on a tree  (หมาเยี่ยวรดต้นไม้),  on condition that  (โดยมีเงื่อนไขว่า)  -  I will lend you the money on condition that  you pay it back in one month.  (ผมจะให้คุณยืมเงินโดยมีเงื่อนไขว่า  คุณต้องใช้คืนภายใน    เดือน),  on deck   (อยู่บนดาดฟ้าเรือ, เตรียมพร้อมที่จะทำอะไรบางอย่าง, มาปรากฏตัว หรือมาถึงที่นัดหมาย)  –  The passengers are relaxing on deck.  (ผู้โดยสารกำลังพักผ่อนหย่อนใจอยู่บนดาดฟ้าเรือ)   -  The scout leader told the boys to be on deck at 8:00 Saturday morning for the hike.  (ผู้นำลูกเสือบอกให้ลูกเสือมาถึงที่นัดหมายเวลา ๘.๐๐ น. เช้าวันเสาร์  เพื่อออกเดินทางไกล),  on deposit   (ในธนาคาร)  -  I have $ 500 on deposit in my account.  (ผมมีเงินอยู่  ๕๐๐ ดอลลาร์ในบัญชีธนาคาร),  on duty  (อยู่ปฏิบัติหน้าที่, ขณะปฏิบัติหน้าที่)   -  There is always one teacher on duty during study hour.  (มีครูอยู่ คนเสมอ  อยู่ปฏิบัติหน้าที่ในระหว่างชั่วโมงเรียน  -  คือคอยให้คำแนะนำปรึกษาแก่นักเรียน)on earth (= in the world(ใน หรือ บนโลกนี้, เกิดขึ้นได้ หรือเป็นไปได้อย่างไร  มักใช้แสดงการเน้นในประโยคคำถาม) - Where on earth did I put my wallet?  (ไม่รู้ว่าผมเอากระเป๋าสตางค์ไปวางไว้ตรงไหนในโลกนี้   -   คือบ่นคร่ำครวญเนื่องจากหากระเป๋าสตางค์ไม่เจอ)   -  The boys wondered how on earth the mouse got out of the cage.  (พวกเด็กๆสงสัยว่า เป็นไปได้อย่างไรที่หนูออกจากกรงไป  -  ทั้งๆที่ล็อคทางออกไว้อย่างแน่นหนา),  have, (keep, with) one eye on  (คอยเฝ้าดูหรือเอาใจใส่  -  บุคคลหรือสิ่งของ  -  ในขณะที่กำลังทำสิ่งอื่นไปด้วย)  -  Mother had one eye on baby as she ironed.  (แม่รีดผ้าและดูแลลูกน้อยไปด้วยในเวลาเดียวกัน)  -  Chris tried to study with one eye on the TV set.  (คริสพยายามอ่านหนังสือ  และดูทีวีไปด้วยในในเวลาเดียวกัน), on account of  (เนื่องมาจาก, เพราะว่า),  -  The picnic was held in the gym on account of the rain.  (ปิกนิกถูกจัดในโรงยิม  -  แทนในสนาม  -  เนื่องมาจากฝนตก),  on a shoestring  (ด้วยเงินจำนวนเล็กน้อยสำหรับใช้จ่าย, ด้วยงบประมาณที่น้อยมาก  -  แปลตรงๆตัว คือ ด้วยเชือกผูกรองเท้า)  -  The couple was seeing Europe on a shoestring.  (สามี-ภรรยาคู่นั้นกำลังเที่ยวยุโรป  ด้วยเงินจำนวนเพียงนิดเดียว  -  คือ  แบบประหยัดสุดๆ),  to walk on air  (รู้สึกมีความสุขและตื่นเต้น)  -  Kim has been walking on air since she won the prize.  (คิมมีความสุขและตื่นเต้นมาโดยตลอด  ตั้งแต่ที่เธอได้รับรางวัล),  to wait on (upon)  (รับใช้, ให้บริการ)  -  The clerk in the store waits on all customers.  (เสมียนในร้านนั้นให้บริการ (รับใช้) ลูกค้าทุกคน),  (sitting) on top of the world  (ปลาบปลื้มยินดีและมีความสุข, รู้สึกประสบความสำเร็จ)  -  John was (sitting) on top of the world when he found out that he got into college.  (จอห์นดีใจและมีความ สุข  เมื่อเขาพบว่าเขาสอบเข้ามหาวิทยาลัยได้),  on behalf of  (ในนามของ),  on board  (บนเรือ)  -  A ship was leaving the harbor, and we saw the people on board waving.  (เรือลำหนึ่งกำลังออกจากท่า  และเราเห็นผู้คนบนเรือโบกไม้โบกมือ  -  เพื่ออำลาญาติพี่น้องที่มาส่ง),  off and on (= on and off)  (ไม่สม่ำเสมอ, เป็นครั้งคราว หรือบางโอกาส)  -  It rained off and on all day.  (ฝนตกๆหยุดๆตลอดทั้งวัน  -  คือ ตกแล้วหยุด  แล้วก็ตกแล้วหยุดอีก  สลับกันไปแบบนี้ตลอดทั้งวัน),  the posters on the walls   (โปสเตอร์บนกำแพง), a sticker on her car  (สติ๊กเกอร์ติดรถของเธอ), pictures on the screen  (รูปภาพบนจอ), on the ceiling  (บนเพดาน), on the roof  (บนหลังคา), on all fours  (คลาน เท้า), get on a bus  (ขึ้นรถเมล์), on a highway  (บนทางหลวง), on the plane  (บนเครื่องบิน), on foot  (โดยทางเท้าหรือเดินไป), to walk on tiptoe  (เดินบนปลายเท้าหรือเขย่งส้นเท้า), on horseback  (บนหลังม้า), on a bicycle  (โดยรถจักร ยาน), on Monday  (ในวันจันทร์), on a Sunday afternoon  (ตอนบ่ายวันอาทิตย์), on an occasion like this  (ในโอกาสเช่นนี้), on April10th  (ในวันที่ ๑๐ เมษายน), on Thursday night   (ในคืนวันพฤหัสฯ), on the first day of term  (ในวันแรกของภาคการศึกษา), books on art and religion  (หนังสือเกี่ยวกับศิลปะและศาสนา), on the subject of rents  (ในเรื่องเกี่ยวกับค่าเช่า), ideas on how films should be made  (ความคิดเกี่ยวกับว่าควรจะสร้างหนังอย่างไร), to comment on the issue  (แสดงความคิดเห็นในประเด็นนั้น), a talk on agriculture  (การสนทนาเกี่ยวกับเกษตรกรรม), cars running on petrol (รถยนต์ที่วิ่งด้วยน้ำมัน), appear on TV  (ปรากฏตัวทางทีวี), to hear it on the radio  (ได้ยินมันทางวิทยุ), on stage  (บนเวที), on the phone  (ทางโทรศัพท์ หรือกำลังพูดโทรศัพท์), on and on  (ไม่รู้จักจบสิ้น, ไม่หยุดหย่อน, ไม่สิ้นสุด), on edge  (รุ่มร้อน, กระวนกระวาย, ตื่นเต้น, ประสาทเสีย, ปวดสมอง), on one’s own  (ด้วยตนเอง, เป็นอิสระ, หาเลี้ยงตนเอง), on purpose  (โดยเจตนา, โดยตั้งใจทำ), on the carpet  (ดุด่าว่ากล่าว, สวด), on the fence  (ยังไม่แน่ใจ, ยังไม่ตัดสินใจ-ตกลงใจ), on the hook  (อยู่ในฐานะลำบาก), on the spot  (ที่กำลังพูดถึง-เอ่ยถึง), to be on  (กำลังปรากฏ, กำลังฉายอยู่. กำลังแสดง), on the go  (มีธุระ ยุ่ง, เคลื่อนไหวทำโน่นทำนี่อยู่ตลอด)  –  I’m usually on the go all day long.  (ผมมักมีธุระยุ่งตลอดทั้งวัน), on the market  (มีขาย, เสนอขาย)– I had to put my car on the market.  (ผมจำเป็นต้องเอารถออกขาย) - This is the finest home computer on the market.  (นี่เป็นคอมพิวเตอร์ประจำบ้านที่ดีที่สุดที่วางขายในตลาด), on the mend  (สบายดี, หายป่วยไข้) – My cold was terrible, but I’m on the mend now.  (ไข้หวัดของผมย่ำแย่มากเลย  แต่ตอนนี้ผมหายไข้แล้ว) – What you need is some hot chicken soup.  Then you’ll really be on the mend.  (สิ่งที่คุณต้องการ คือ ซุปไก่ร้อนๆ  แล้วคุณจะหายป่วยจริงๆเลย), on the tip of one’s tongue  (ติดอยู่แค่ริมฝีปาก  คือ เกือบจะพูดออกมาแล้ว หรือ เกือบจะนึกออกแล้ว) – I have his name right on the tip of my tongue.  I’ll think of it in a second  (ผมมีชื่อของเขาติดอยู่ที่ริมฝีปาก  ผมจะนึกมันออกในอีกวินาทีเดียว) – John had the answer on the tip of his tongue, but Ann said it first  (จอห์นเกือบจะบอกคำตอบออกมาแล้ว  แต่แอนพูดออกมาเสียก่อน  -  คือชิงบอกคำตอบก่อน), on the wrong track  (ไปหรือเดินผิดลู่หรือราง, ทำตามสมมติฐานที่ผิด)  – You’ll never get the right answer.  You’re on the wrong track.  (คุณไม่มีวันจะได้คำตอบที่ถูกต้องหรอก คุณเดินผิดทางนี่ หรือ คุณตั้งสมมติฐานไว้ผิดนี่), be (skate) on thin ice  (อยู่ในสถานการณ์ที่เสี่ยงหรือมีอันตราย) – If you try that, you’ll really be on thin ice.  That’s too risky.  (ถ้าคุณลองทำสิ่งนั้น  คุณจะตกอยู่ในอันตรายอย่างแท้จริง  มันเสี่ยงเกินไป) – If you don’t want to find yourself (skating) on thin ice, you must be sure of your facts  (ถ้าคุณไม่ต้องการพบตัวเองตกอยู่ในอันตราย  คุณต้องมั่นใจในข้อเท็จจริง  - ไม่เช่นนั้นคุณอาจแพ้คดีและต้องจ่ายเงินมากมาย), on tiptoe  (เดินเขย่างเท้า), on vacation  (เดินทางไปเที่ยวในวันหยุดพักผ่อน)  – Where are you going on vacation this year?  (คุณจะเดินทางไปพักผ่อนที่ไหนในวันหยุดปีนี้) – I’ll be away on vacation for three weeks.  (ผมจะเดินทางไปพักผ่อนวันหยุดเป็นเวลา ๓ สัปดาห์),  เป็นต้น

 

4. Mr. Smith ____________________ in charge of operations since the beginning of last year.

(มิสเตอร์สมิธ ___________________________ รับผิดชอบการดำเนินงานตั้งแต่ต้นปีที่ผ่านมา)

(a) is

(b) was

(c) will be

(d) has been    (ได้)

ตอบ   -   ข้อ   (d)   เนื่องจากข้อนี้ต้องใช้รูป  “Present perfect tense”  (Subject + Has (Have) + Verb 3)  เพราะใช้กับเหตุการณ์ที่เกิดในอดีต  และดำเนินต่อเนื่องมาจนถึงปัจจุบัน  กล่าวคือ  “......................ได้เริ่มรับผิดชอบการดำเนินงานตั้งแต่ต้นปีที่แล้ว  จนถึงปัจจุบันก็ยังรับผิดชอบอยู่”  และ  “In charge of”  เป็นวลีที่ต้องใช้กับ  “Verb to be”   จึงต้องเปลี่ยนเป็น  “Has been” (กริยาช่องที่  3 ของ  Verb to be  คือ been)  ตามประธานเอกพจน์   “Mr. Smith

 

5. Requests for extra time off must ______________________ by the employee’s supervisor.

(การร้องขอเวลาหยุดพิเศษจะต้องได้รับ ________________ โดยผู้ควบคุม-ดูแลของพนักงาน)

(a) approve

(b) be approved    (อนุมัติ, เห็นชอบ, ยินยอม)

(c) be approving

(d) approval    (การอนุมัติ, การเห็นชอบ, การยินยอม)

ตอบ   -   ข้อ   (b)   เนื่องจากประธานของประโยค  คือ  “Requests”  ส่วน  “for extra time off”   เป็นส่วนขยายประธาน  ดังนั้น  กริยาของประโยค  คือ  “Must + Verb 1”  แต่เนื่องจากต้องอยู่ในรูป  “Passive voice”  เพราะหมายถึง  “จะต้องได้รับการอนุมัติ-เห็นชอบโดยผู้ควบคุม”   จึงต้องเปลี่ยนเป็น  “Must + Be + Verb 3”  ซึ่งในที่นี้คือ   “Must be approved”  เช่นเดียวกัน  รูป  “Passive voice”  ของกริยาที่ประกอบด้วย  “Will, Would, Shall, Should, Can, Could, May, Might, Must”  จะต้องอยู่ในรูป  “Will (Would, Shall, Should) + Be + Verb 3”  เสมอ  เช่น

  • The exam result will be announced next week.

(ผลสอบจะถูกประกาศสัปดาห์หน้า)

  • The work can be done by only 2 people.

(งานนี้สามารถถูกทำได้โดยคนเพียง คนเท่านั้น)

  • The speech should be completed in 5 minutes.

(สุนทรพจน์ควรจะถูกกล่าวจบใน นาที)

  • The car may be stolen if its doors are not properly locked.

(รถอาจจะถูกขโมย  ถ้าหากประตูมิได้ถูกล็อกอย่างเหมาะสม)

 

6. The company has quit ________________________________________ in that magazine.

(บริษัทได้ยุติ ____________________________________________ ในวารสารฉบับนั้นแล้ว)

(a) advertise    (โฆษณา)  (เป็นคำกริยา)

(b) to advertise

(c) advertisement    (การโฆษณา)  (เป็นคำนาม)

(d) advertising    (การโฆษณา)

ตอบ   -   ข้อ   (d)   เนื่องจากคำกริยาที่ตามหลัง  “Quit”  จะต้องเป็นคำนาม  หรืออยู่ในรูป  “Gerund”  (Verb + ing)  ซึ่งถือเป็นคำนามประเภทหนึ่ง  ทั้งนี้  ถ้าจะตอบ  ข้อ (c)  มักจะมี   Article  “the”  นำหน้า  Advertisement”  ดูเพิ่มเติมคำกริยาที่ตามด้วย  “Gerund”  (Verb + ing)  จากตัวอย่างข้างล่าง

                                                    ตัวอย่างที่     

  • Mr. Ford _______________ investing in that company, but he finally decided against it.

(มิสเตอร์ฟอร์ด ________________ การลงทุนในบริษัทนั้น  แต่ในที่สุด เขาก็ตัดสินใจไม่ลงทุน)

(a) considerate    (เกรงอกเกรงใจ, นึกถึงผู้อื่น)

(b) considerable    (มากมาย)

(c) considerably    (อย่างมากมาย)

(d) considered    (พิจารณา, ครุ่นคิด, คิด, คำนึงถึง)

ตอบ   -  ข้อ   (d)   เนื่องจากประโยคนี้ต้องการคำกริยาแท้  โดยมีประธานคือ  “Mr. Ford”  ส่วน  “Investing”  เป็น  “Gerund”  ทำหน้าที่เป็นกรรมของกริยาแท้   “Considered”  สำหรับข้อ  (a)  และ  (b) เป็นคำคุณศัพท์  (Adjective)  ส่วนข้อ  (c)  เป็นกริยาวิเศษณ์ (Adverb),  ดูเพิ่มเติมกลุ่มคำกริยา  ที่ต้องมีกรรมมารับหรือตามด้วยกรรม  ทั้งที่อยู่ในรูปคำนาม  หรือ  “Gerund” (Veb + ing)  จากตัวอย่างข้างล่าง

                                                         ตัวอย่างที่

  • If you don’t want to get stuck in a traffic jam, you should avoid ________ during rush hour.

(ถ้าคุณไม่ต้องการติดแหงกอยู่ในการจราจรที่ติดขัด  คุณควรหลีกเลี่ยง ______ ในช่วงเวลาเร่งด่วน)

(a) drive

(b) to drive

(c) driving    (การขับรถ)

(d) driven

ตอบ   -   ข้อ   (c)   เพราะหลังกริยา  Avoid  ต้องตามด้วยคำนาม  หรือ  Gerund   (Verb + ing)  ซึ่งหมายถึง   “การ..............................”  ส่วนคำกริยาอื่นๆ  ที่ต้องตามด้วยคำนาม  หรือ  Gerund (Verb + ing)  ได้แก่  deny (ปฏิเสธ),  admit (ยอมรับ)appreciate (ยกย่อง, เห็นคุณค่า),  consider (พิจารณา),  detest (เกลียดชัง, รังเกียจ),  enjoy (สนุกสนาน),  finish (ทำเสร็จสิ้น)imagine (ตรึกตรอง, จินตนาการ),  keep (ทำต่อไป  เช่น keep walking =  เดินต่อไป),  mind (รังเกียจ),  practice (ฝึกหัด, ฝึกฝน),  quit (หยุด, เลิก),  resist (ยับยั้ง),  risk (เสี่ยง),  suggest (แนะนำ),  be (get) used to (คุ้นเคย, เคยชิน),  can’t help (อดไม่ได้),  can’t stand (ทนไม่ได้),  look forward to (ตั้งหน้าตั้งตาคอย),  ตัวอย่างประโยค   ได้แก่

  • Do you mind opening the window?

(คุณจะรังเกียจการเปิดหน้าต่างไหมครับ  หรือ  ช่วยเปิดหน้าต่างให้หน่อยได้ไหมครับ)

  • He quits smoking

(เขาเลิกการสูบบุหรี่)

  • They risked losing their lives when they decided to swim across that river.

(พวกเขาเสี่ยงการเสียชีวิตเมื่อตัดสินใจว่ายข้ามแม่น้ำนั้น)

  • They were (got) used to getting up early when they were in college.

(พวกเขาคุ้นเคยหรือเคยชินกับการตื่นนอนแต่เช้าเมื่อตอนที่พวกเขาเรียนมหาวิทยาลัย)

  • We look forward to seeing you next month.

(เราตั้งหน้าตั้งตารอที่จะได้พบคุณในเดือนหน้า)

  • I could not help laughing when I saw him in that dress.

(ผมอดหัวเราะไม่ได้เมื่อผมเห็นเขาในชุดนั้น)

 

7. The results of the traveler preference survey are _________________________________.

(ผลลัพธ์ของการสำรวจความนิยมของนักเดินทาง (ท่องเที่ยว) _________________________)

(a) surprised    (มีความรู้สึกประหลาดใจ)

(b) surprises

(c) surprise    (ทำให้ประหลาดใจ)

(d) surprising    (น่าประหลาดใจ)

ตอบ   -   ข้อ   (d)   เนื่องจาก  “Surprise”  เป็นคำกริยาที่มีความหมายว่า  “ทำให้ประหลาดใจ”  แต่ถ้าใช้ในรูป  “Is (Are, Was, Were) surprising”  จะมีความหมายว่า  “น่าประหลาดใจ”  ส่วนเมื่อใช้ในรูป  “Is (Am, Are, Was, Were) surprised”  จะมีความหมายว่า  “มีความรู้สึกประหลาดใจ”  ดังตัวอย่างประโยค  เช่น

  • The result of the exam surprised her.

(ผลสอบทำให้เธอประหลาดใจ)

  • She was surprised at the result of the exam.

(เธอมีความรู้สึกประหลาดใจกับผลสอบ)

  • The result of the exam was surprising.

(ผลสอบน่าประหลาดใจ)

                                            ดูเพิ่มเติมคำกริยาประเภทเดียวกับ  “Surprise”  จากตัวอย่างข้างล่าง

                                                        ตัวอย่างที่     

  • They ________________________________ that there would be another earthquake.

(พวกเขา _____________________________________ ว่าจะมีแผ่นดินไหวอีกครั้งหนึ่ง)

(a) are frightened    (ตกใจ, สะดุ้งตกใจกลัว)

(b) were frightened     (ตกใจ, สะดุ้งตกใจกลัว)

(c) are frightening    (น่าตกใจ, น่ากลัว)

(d) were frightening    (น่าตกใจ, น่ากลัว)

ตอบ   –   ข้อ   (b)   เนื่องจาก  “They”  เป็นผู้ตกใจ, สะดุ้งตกใจ  และต้องใช้ในรูป  “Past simple tense”  ด้วย  เพื่อให้สอดคล้องกับกริยาในประโยคย่อย  (Would be)  ดูเพิ่มเติมการใช้คำกริยาในกลุ่มที่มีความหมายว่า  “ทำให้.........................” เช่น  Interest”, “Excite”,  “Frighten”, “Satisfy”, “Amaze”, “Annoy”, “Disappoint” ฯลฯ   จากตัวอย่างข้างล่าง

                                                       ตัวอย่างที่ 

  • Every town or village, large or small, has a rich and _______________________ history.

(ทุกๆ เมือง หรือหมู่บ้าน,  (ไม่ว่า) ใหญ่หรือเล็ก,  มีประวัติศาสตร์ที่อุดมสมบูรณ์ (หรือมีค่า) และ _____)

(a) fascinate    (ทำให้หลงใหล, ดึงดูดใจ)

(b) fascinated    (หลงใหล, หลงเสน่ห์)

(c) fascinating    (มีเสน่ห์, น่าหลงใหล)

(d) fascination    (เสน่ห์, อำนาจดึงดูดใจ, การทำให้หลงเสน่ห์)

ตอบ   -   ข้อ   (c)   ต้องใช้รูป   “Fascinating”  เมื่อหมายถึง  “น่าหลงใหล, มีเสน่ห์”  ดูเพิ่มเติมกริยาประเภทเดียวกันนี้  (Excite, Interest, Satisfy, Please, Annoy, Irritate, etc.)   ในตัวอย่างข้างล่าง

                                                      ตัวอย่างที่  

  • Bill heard that he had won a scholarship.  The news __________________________. 

(บิลได้ยินว่าเขาได้รับทุนการศึกษา  ข่าวนี้ ____________________________________)

(a) were excited

(b) was exciting    (น่าตื่นเต้น)

(c) was excited    (รู้สึกตื่นเต้น)

(d) were exciting

ตอบ   -   ข้อ   (b)   เนื่องจาก  “News”  เป็นคำนามนับไม่ได้  และถือเป็นเอกพจน์เสมอ  จึงต้องใช้กับ  “Was”  ดูคำอธิบายเพิ่มเติมการใช้  “Exciting, Excited”  จากประโยคตัวอย่างข้างล่าง

                                                         ตัวอย่างที่  

  • She was very _________________________________________ to meet her friend.

(เธอ ___________________________________________ มากที่ได้พบเพื่อนของเธอ)

(a) delight    (ทำให้ยินดี-ปลาบปลื้ม-สุขใจ,  ความยินดี-ปลาบปลื้ม-สุขใจ)

(b) delighting    (น่ายินดี-ปลาบปลื้ม-สุขใจ)

(c) delighted    (รู้สึกยินดี-ปลาบปลื้ม-สุขใจ)

(d) delightful    (น่ายินดีมาก, น่าสุขใจมาก)

ตอบ  -  ข้อ  (c)

                                                          ตัวอย่างที่  

  • I ______________________________________________ with the result of my exam.

(ผม __________________________________________________ กับผลสอบของผม)

(a) quite satisfy    (ทำให้พึงพอใจอย่างมาก)

(b) am quite satisfying    (น่าพึงพอใจอย่างมาก)

(c) am quite satisfied     (รู้สึกพึงพอใจอย่างมาก)

(d) am quite to satisfy

ตอบ    -    ข้อ   (c)   ดูเพิ่มเติมคำกริยาประเภท   “Satisfy, Excite, Interest, Disappoint, Please, Attract, Frighten, etc.”  จากประโยคตัวอย่างข้างล่าง

                                                      ตัวอย่างที่  

  • I am ____________________________________________ in science, not in English.

(ผม _______________________________________ ในวิทยาศาสตร์,  มิใช่ภาษาอังกฤษ)

(a) interest

(b) interesting    (น่าสนใจ)

(c) interested    (มีความสนใจ)

(d) to interest   (ทำให้สนใจ)

ตอบ    -    ข้อ   (c)

                                                            ตัวอย่างที่  

  • He is _________________________________________________________ a house.

(เขา __________________________________________________________ บ้าน)

(a) interest at to rent

(b) interesting in rent

(c) interested at renting

(d) interested in renting    (มีความสนใจในการเช่า)

ตอบ    -    ข้อ   (d)

                                                       ตัวอย่างที่  

  • It will take me quite some time to get him ___________________ in buying your land. 

(ผมจะต้องใช้เวลานานทีเดียวที่จะทำให้เขา ___________________ ในการซื้อที่ดินของคุณ)

(a) to interest    (ทำให้สนใจ)

(b) being interesting

(c) interested     (มีความสนใจ)

(d) interesting     (น่าสนใจ)

ตอบ    -    ข้อ   (c)

                                                        ตัวอย่างที่  

  • The little girl was very ________________ when her father promised to buy her a doll.

(เด็กหญิงเล็กๆ คนนั้น ________________ มาก  เมื่อพ่อของเธอสัญญาว่าจะซื้อตุ๊กตาให้เธอ)

(a) exciting    (น่าตื่นเต้น)

(b) excited     (รู้สึกตื่นเต้น)

(c) excite    (ทำให้ตื่นเต้น)

(d) excitable    (สามารถตื่นเต้นได้)

ตอบ    –    ข้อ   (b)   ดูเพิ่มเติมคำกริยาประเภทเดียวกับ  “Excite”  จากตารางข้างล่าง

 

satisfy –ทำให้พอใจ

excite – ทำให้ตื่นเต้น

disappoint –ทำให้ผิดหวัง

attract –ทำให้หลงใหล, ดึงดูด

interest – ทำให้สนใจ

amuse –ทำให้สนุกหรือขบขัน

please –ทำให้ยินดี-พอใจ

annoy –ทำให้รำคาญ-ขุ่นเคือง

bore – ทำให้เบื่อ

tire – ทำให้เหน็ดเหนื่อยหรือเบื่อ

frighten – ทำให้ตกใจ

confuse –ทำให้สับสนหรืองุนงง

surprise –ทำให้ประหลาดใจ

amaze – ทำให้ทึ่ง, ทำให้ตะลึง

delight – ทำให้ยินดี

exhaust –ทำให้หมดแรง

fascinate – ทำให้หลงใหล, ทำให้หลงเสน่ห์

charm – ทำให้หลง

convince – ทำให้เชื่อ

tempt – ทำให้หลงใหล, ยั่วยวน-ล่อใจ

entertain – ทำให้เพลิดเพลิน

embarrass –ทำให้ขวยเขิน-กระดากอาย

puzzle –ทำให้งง

thrill – ทำให้ตื่นเต้น

upset – ทำให้รำคาญ-ไม่สบายใจ

irritate – ทำให้โมโห, ทำให้ระคายเคือง

exasperate –ทำให้โกรธ

astonish –ทำให้ประหลาดใจ, ทำให้ตกใจ

infuriate –ทำให้โกรธ, ทำให้เดือดดาล

horrify –ทำให้กลัว, ทำให้ขนพองสยองเกล้า

 

                                                       กลุ่มคำกริยาข้างบนนี้  มีหลักการใช้  คือ

                                         ๑. ถ้าใช้ในรูป  “Subject + Verb + Object”  จะมีความหมายว่า  “ทำให้”   คือตัวประธานเป็นผู้ทำให้เกิดอาการนั้นๆ ขึ้นแก่ผู้อื่น   เช่น

  • The accident frightened the passengers a great deal.  (past tense)

(อุบัติเหตุทำให้ผู้โดยสารตกใจอย่างมาก)

  • The exam result disappointed him so much.  (past tense)

(ผลสอบทำให้เขาผิดหวังมากทีเดียว)

  • The chairman’s speech confused everyone.  (past tense)

(คำพูดของท่านประธานทำให้ทุกคนสับสนงุนงง)

  • The new film interests all viewers.  (present tense)

(หนังเรื่องใหม่ทำให้คนดูทั้งหมดสนใจ)

  • The professor’s lecture bores all the class.  (present tense)

(การบรรยายของศาสตราจารย์คนนั้นทำให้นักเรียนทั้งชั้นเบื่อ)

                                     ๒. ถ้าใช้รูป  “Verb + ing” {Subject + Is (Am, Are, Was, Were) + Verb +ing}  หรือ  (Verb +ing + Noun)  มีความหมายว่า  “น่า............................” หรือ  “ซึ่งน่า...............................”  กริยาที่เติม   “Ing”  พวกนี้   ถือเป็นคำคุณศัพท์  จะวางไว้หลัง  Verb to be”  หรือหน้าคำนามก็ได้  เช่น

  • His work is boring.  (present tense)

(งานของเขาน่าเบื่อหน่าย)

  • It is a very exciting football match.  (present tense)

(มันเป็นการแข่งขันฟุตบอลที่น่าตื่นเต้น)

  • The landscape was so fascinating.  (past tense)

(ภูมิประเทศ (ที่นี่) น่าหลงใหลมาก)

  • The employee’s work was disappointing(past tense)

(งานของลูกจ้างรายนั้นน่าผิดหวัง)

  • The children’s table manners were very embarrassing.  (past tense)

(กิริยามารยาทบนโต๊ะอาหารของพวกเด็กๆน่าอับอายมาก)

  • The book is interesting.  (present tense)

(หนังสือน่าสนใจ)

  • Her beauty is charming.  (present tense)

(ความงามของเธอน่าหลงใหล – มีเสน่ห์)

  • It is surprising to see him at his ex-wife’s wedding.   (present tense)

(มันน่าประหลาดใจที่เห็นเขาที่งานแต่งงานของอดีตภรรยา)  {มิได้หมายความว่า  “มันกำลังประหลาดใจ  เหมือนกับประโยค  “He is walking."  (เขากำลังเดิน)Present continuous tense}

                                ๓. ถ้าเติม  “Ed”  ข้างหลังคำกริยากลุ่มนี้  แล้ววางตามหลัง  “Verb to be” (is, am, are, was, were)  จะมีลักษณะเป็น  “Passive voice” (Subject + is (am, are, was, were) + Verb + ed)  จะมีความหมายว่า  ประธานเป็นผู้เกิดความรู้สึกนั้นๆ ขึ้นมา  ซึ่งถ้าแปลตรงๆ ก็คือ “.......................ถูกทำให้รู้สึก.........................ตื่นเต้น, ตกใจ, ผิดหวัง, พอใจฯลฯ...........................”   แต่ในภาษาไทยนิยมพูดว่า “.........................มีความ รู้สึก.........................ตื่นเต้น, ตกใจ, ผิดหวัง, พอใจ.........................”  เช่น

  • We are interested in German.   (present tense)

(เรามีความสนใจในภาษาเยอรมัน)

  • They are very pleased to see their old friends.   (present tense)

(พวกเขาดีใจมากที่ได้พบเพื่อนเก่า)

  • I was amazed to know of his death.   (past tense)

(ผมตะลึงที่ได้รู้ข่าวการตายของเขา)

  • He was very tired of hard work.   (past tense)

(ผมเหน็ดเหนื่อยมากกับงานหนัก)

  • She was interested in the ballet performance.   (past tense)

(เธอมีความสนใจในการแสดงบัลเล่ต์)

  • We were disappointed to lose the match.  (past tense)

(พวกเราผิดหวังที่แพ้การแข่งขัน)

  • Most people are frightened of the snakes.  (present tense)

(คนส่วนมากกลัวงู)

  • Jim is fascinated by astronomy.  (present tense)

(เขามีความหลงใหลในวิชาดาราศาสตร์)

 

8. The price of all cruises ___________________________________ airfare and all transfers.

(ราคาค่าเดินทางโดยทางเรือทั้งหมด ________ ค่าโดยสารเครื่องบินและการต่อรถ-เรือทั้งหมด)  (หมายถึง  การเดินทางครั้งนี้โดยสารเรือเป็นหลัก  แต่ก็มีการต่อเครื่องบิน  และอาจมีรถยนต์-รถไฟด้วย)

(a) include

(b) includes    (รวมไปถึง)

(c) have included

(d) are including

ตอบ   -   ข้อ   (b)   เนื่องจากประธานของประโยค  (The price)  เป็นเอกพจน์,  กริยา Include”  จึงต้องเติม  “S”  ข้างท้าย  ส่วนข้อ   (c)   อยู่ในรูป  “Present perfect tense”  ซึ่งไม่ใช้ในกรณีของข้อนี้  เพราะมิได้แสดงการเกิดอย่างต่อเนื่องของเหตุการณ์จากอดีตจนถึงปัจจุบัน,  ข้อนี้เป็นการใช้  “Present simple tense”  (Verb 1)  เพื่อบอกเกี่ยวกับข้อเท็จจริง  (Fact)  ในเรื่องราคา  จึงถือเป็นเหตุการณ์ปัจจุบัน

 

9. Mr. Simpson ____________________________________________ if he had been delayed.

(มิสเตอร์ซิมสัน ___________ ถ้าเขาถูกทำให้ล่าช้า)  (เช่น ที่สนามบินหรือก่อนออกเดินทางจากบ้าน)

(a) would call

(b) will be calling

(c) would have called    (คงจะได้โทรศัพท์มาแล้ว)

(d) will calling

ตอบ   -   ข้อ   (c)   เนื่องจากเป็นการใช้ประโยค  “If clause”  แบบที่  ๓  คือเป็นการสมมติเหตุการณ์ในอดีตที่ผ่านไปแล้ว  ซึ่งเกิดตรงกันข้ามกับข้อความที่พูดออกมา  ที่กล่าวว่า  “นายซิมสันคงจะโทรฯ มาบอกแล้ว  ถ้าเขาถูกทำให้ล่าช้า”  แต่ในความเป็นจริง  คือ  “นายซิมสันมิได้โทรฯ มา  เพราะเขามิได้ถูกทำให้ล่าช้า”  ดูเพิ่มเติม  “If clause”  แบบที่    จากตัวอย่างข้างล่าง

                                                  ตัวอย่างที่

  • The building would not have burned to ashes if the firemen ________________ in time.

(อาคารหลังนั้นคงจะไม่ไหม้เป็นเถ้าถ่าน  ถ้าหากพนักงานดับเพลิง ______________ ทันเวลา)

(a) would come

(b) came

(c) had come    (ได้มา)

(d) would have come

ตอบ   -   ข้อ  (c)   เนื่องจากเป็น  “If clause”  แบบที่    กล่าวคือ  เป็นการสมมติเหตุการณ์ที่ไม่เกิดขึ้นจริง  หรือเกิดตรงข้ามกับข้อความในประโยค  สำหรับเหตุการณ์ที่เกิดจริงในประโยค  ตัวอย่างที่   ๑  คือ  “อาคารหลังนั้นไฟไหม้เป็นเถ้าถ่าน  เนื่องจากพนักงานดับเพลิงมาไม่ทันเวลา

                                                      ตัวอย่างที่

  • _____________________________________ you were ill, I would have visited you.

(_______________________________________ คุณไม่สบาย, ผมคงจะได้ไปเยี่ยมคุณแล้ว)

(a) If I knew

(b) If I would have known

(c) If I have known

(d) Had I known    (ถ้าผมได้รู้ว่า)

ตอบ   -   ข้อ    (d)   เนื่องจากเป็น  “If clause”  แบบที่    กล่าวคือ  เป็นการสมมติเหตุการณ์ที่ไม่เกิดขึ้นจริง  หรือเกิดตรงข้ามกับข้อความในประโยค  สำหรับเหตุการณ์ที่เกิดจริงใน  ตัวอย่างที่    คือ  “เพราะผมไม่รู้ว่าคุณไม่สบาย  ผมเลยไม่ได้ไปเยี่ยมคุณ”  ทั้งนี้  ข้อความใน  ข้อ  (d)  “ผกผัน”  (Inversion)  มาจากอนุประโยค  “If I had known      

                                                    ตัวอย่างที่

  • We ______________________________ in time if we had started half an hour earlier.

(เรา ________ ทันเวลา (รถไฟ, เครื่องบิน) ถ้าเราได้เริ่มต้น (ออกเดินทาง) ครึ่งชั่วโมงก่อนหน้า)  (คือ  ออกเดินทางเร็วขึ้นครึ่งชั่วโมง)

(a) were

(b) would be

(c) would have been    (คงจะไป)

(d) had been

ตอบ   -   ข้อ   (c)   เนื่องจากเป็น  “If clause”  แบบที่    กล่าวคือ  เป็นการสมมติเหตุการณ์ที่ไม่เกิดขึ้นจริง  หรือเกิดตรงข้ามกับข้อความในประโยค  สำหรับเหตุการณ์ที่เกิดจริง  คือ  “เราไปไม่ทันเวลา  เพราะเราออกเดินทางช้าไปครึ่งชั่วโมง”  ใน  “If clause”  แบบนี้  ในประโยคใหญ่  (Main clause)  ใช้  “Past future perfect tense”  {Subject + Would (Should, Could, Might, Must) + Have + Verb 3}  ส่วนในอนุประโยค  (If clause)  ใช้  “Past perfect tense”  (Subject + Had + Verb 3)  ดูเพิ่มเติม  “If clause”  แบบนี้ในประโยคข้างล่าง

                                                      ตัวอย่างที่ 

  • He helped me, otherwise I ______________________________________________.

(เขาช่วยเหลือผม  มิฉะนั้น  ผม ____________________________________________)

(a) would be arrested

(b) would have been arrested     (คงจะได้ถูกจับกุมไปแล้ว)

(c) shall be arrested

(d) shall have been arrested

ตอบ   -   ข้อ    (b)   เนื่องจากเป็นการพูดถึงเหตุการณ์ในอดีต  ในแบบ  “ถูกกระทำ”  (Passive voice)  (Subject + would + have + been + Verb 3  -  I would have been arrested)  =  “คงจะได้ถูกกระทำเช่นนั้นไปแล้ว”  ในที่นี้คือ  “ถูกจับกุม”  แต่ในความเป็นจริง  คือ  มิได้ถูกจับกุม  เพราะว่า  “เขามาช่วยผมไว้”  ความจริงประโยคข้างบนนี้แปลงมาจาก  “If clause”  แบบที่  ๓  (Past unreal)  คือ  เหตุการณ์ไม่เกิดขึ้นจริงในอดีต  คือ  มิได้ถูกจับกุม  ทั้งนี้   “If clause”   ดังกล่าว คือ   “If he had not helped me, I would have been arrested.”  (ถ้าเขาไม่ได้ช่วยผม  ผมคงจะได้ถูกจับกุมไปแล้ว)  แต่ในความเป็นจริง  คือ  “เขาช่วยเหลือผม  ผมจึงไม่ถูกจับกุม)  ซึ่งมีความหมายเดียวกับ  ใจความของประโยคในข้อ  ๒  (เขาช่วยเหลือผม  มิฉะนั้น  ผมคงได้ถูกจับกุมไปแล้ว)  ดูเพิ่มเติม  “If clause”  แบบที่  ๓  จากประโยคข้างล่าง

                                                      ตัวอย่างที่  

  • ________________ about the tragedy, we would never have come without first calling.

(_________ เกี่ยวกับเรื่องโศกเศร้า (หรือภัยพิบัติ, อุบัติเหตุ)  เราก็คงจะไม่มา (เยี่ยมเยือน หรือ พบปะพูดคุย  ฯลฯ)  โดยมิได้โทรศัพท์มาบอกคนเหล่านั้นก่อน)    (หมายถึง  คนที่ประสบกับความโศกเศร้า หรือภัยพิบัติ)

(a) If we hear

(b) If we heard

(c) Did we hear

(d) Had we heard    (ถ้าเราได้ยิน  -  ได้ทราบ)

ตอบ   -   ข้อ   (d)   เนื่องจากเป็น   “If clause”   แบบที่  ๓  (Past unreal)   คือ ไม่เป็นจริงในอดีต   หรือ เหตุการณ์เกิดตรงข้ามกับข้อความในประโยค  ทั้งนี้  ประโยคข้างบนมีความหมาย  คือ  “เรา”  ไม่รู้มาก่อนว่าคนที่เราได้ไปเยี่ยม  พบกับเรื่องทุกข์โศก-อุบัติเหตุก่อนหน้านั้น   จึงเดินทางมาโดยมิได้โทรศัพท์มาบอกคนเหล่านั้นก่อน  เมื่อมารู้ทีหลัง  จึงเสียใจที่มิได้ทำเช่นนั้น  -  คือ โทรศัพท์มา  ก่อนจะเดินทางมาพบ)

                                                นอกจากนั้นประโยคข้างบน   ยังมีโครงสร้างแบบ  “ผกผัน”  (Reverse  หรือ  Inversion)  คือมาจาก   “If we had heard  =  Had we heard)  ดูคำอธิบายเพิ่มเติมเรื่อง   “If clause”  แบบที่  ๓   และโครงสร้างแบบ  “ผกผัน” (Reverse  หรือInversion)   จากประโยคข้างล่าง

                                                     ตัวอย่างที่  

  • Jack would have gone to Chicago ___________________ to get a plane reservation.

(แจ๊คคงจะได้ไปชิคาโกแล้ว ____________________________ จองที่นั่งบนเครื่องบินได้)

(a) was he able

(b) would he be able

(c) if he is able

(d) if he had been able    (ถ้าเขาสามารถ)

ตอบ   -   ข้อ   (d)   เนื่องจากเป็น  “If clause”  แบบที่  ๓  “Unreal past”  (ไม่เกิดขึ้นจริงในอดีต  หรือ เกิดตรงกันข้ามกับข้อความในประโยค)  สำหรับประโยคข้างบน  เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นจริงๆ  คือ   “แจ๊คมิได้ไปชิคาโก  เนื่องจากไม่สามารถจองตั๋วเครื่องบินได้” 

                                                        ตัวอย่างที่  

  • If you had returned the library book on time, you ______________________________.

(ถ้าคุณได้นำหนังสือห้องสมุดไปคืนตรงเวลา  คุณ ______________________________)

(a) will not be fined

(b) would have not been fined

(c) would not be fined

(d) would not have been fined     (คงไม่ถูกปรับ, คงไม่ต้องเสียค่าปรับ)

ตอบ   -   ข้อ  (d)   เนื่องจากเป็นการสมมติ  “If clause”  ในแบบที่  ๓  (Past unreal)   คือ  เหตุการณ์ไม่เกิดขึ้นจริงในอดีต  แต่เกิดตรงกันข้ามกับความเป็นจริงหรือกับข้อความในประโยค  สำหรับประโยคข้างบน  เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นจริงๆ  คือ  “คุณนำหนังสือไปคืนห้องสมุดไม่ตรงเวลา  คุณเลยถูกปรับ – เสียค่าปรับ” 

                                                        ตัวอย่างที่  

  • If you had gone with us to the mountains, you ________________ very heavy clothing.

(ถ้าคุณได้ไปกับเราที่ภูเขา (เมื่อเดือนหรือปีที่แล้ว)  คุณ ________ เสื้อผ้าที่หนาอย่างมาก)  (เนื่องจากอากาศหนาวมาก)

(a) had to wear   (จำเป็นต้องสวม)

(b) would have to wear

(c) would have had to wear     (คงจำเป็นจะต้องสวม)

(d) had had to wear

ตอบ  -  ข้อ   (c)   เนื่องจากเป็น   “If clause”  แบบที่ ๓  “Past unreal”  (ไม่เป็นจริงในอดีต)  คือ  เหตุการณ์เกิดตรงข้ามกับความจริง  หรือข้อความในประโยค  ทั้งนี้  ประโยคข้างบนมีความหมาย คือ  “เพราะคุณไม่ได้ไปที่ภูเขากับเรา  คุณก็เลยไม่จำเป็นต้องสวมเสื้อผ้าที่หนา"

                                                       ตัวอย่างที่  

  • Tom _______________________________ more photographs if he had had more film.

(ทอม____________________________________ รูปมากขึ้น   ถ้าเขามีฟิล์มมากกว่าที่เป็นอยู่)

(a) would take

(b) would have taken    (คงจะได้ถ่าย)

(c) would be taking

(d) will have taken

ตอบ  -  ข้อ   (b)   เนื่องจากเป็น  “If clause”  แบบที่ ๓   “Past unreal”  (ไม่เป็นจริงในอดีต)  ความหมายของประโยคข้างบน  คือ  “ทอมมิได้ถ่ายรูปเพิ่มขึ้น  เพราะเขามีฟิล์มอยู่นิดเดียว

                                                     ตัวอย่างที่  ๑๐

  • Nancy ___________________________________________ you if you had asked her.

(แนนซี่ __________________________________________ คุณ   ถ้าคุณได้ขอร้องเธอ)

(a) had helped

(b) would help

(c) might help

(d) would have helped    (คงจะได้ช่วยเหลือ)

ตอบ    –    ข้อ   (d)   เนื่องจากเป็น   “If clause”  แบบที่ ๓  “Past unreal” (ไม่เป็นจริงในอดีต)  คือ  เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นจริงๆ ตรงกันข้ามกับข้อความในประโยค  ซึ่งเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นจริงๆ ในประโยคข้างบน  คือ  “แนนซี่มิได้ช่วยเหลือคุณ  เพราะคุณไม่ได้ขอร้องเธอ

                                                    ตัวอย่างที่  ๑๑

  • We would have had a good time at the football match if it _________________ too hot.

(เราคงจะสนุกสนานกับการแข่งขันฟุตบอล (เมื่อเดือนที่แล้ว) ถ้าอากาศ ______ ร้อนมากเกินไป)

(a) would not have been

(b) has not been

(c) had not been    (ไม่)

(d) were not

ตอบ  -  ข้อ   (c)   เนื่องจากเป็น  “If clause”  แบบที่ ๓  “Past unreal”  (ไม่เป็นจริงในอดีต)  หรือ  เหตุการณ์เกิดตรงข้ามกับข้อความในประโยค  ความหมายของประโยคข้างบน  คือ  “เรามิได้สนุกกับการแข่งขันฯ  เพราะว่าอากาศร้อนมากเกินไป”     

                                                    ตัวอย่างที่  ๑๒

  • If we hadn’t left the house so late, we wouldn’t have missed the train.

(ถ้าเรามิได้ออกจากบ้านสายมาก  เราคงจะไม่พลาด (ตก) รถไฟ)

หมายเหตุ   –    ในความเป็นจริงคือ  “เราออกจากบ้านสาย  เราเลยตกรถไฟ”  ผู้พูดประโยคสมมติในอดีตแบบนี้   มักแสดงความเสียดายกับสิ่งที่เกิดขึ้น   เพราะเหตุการณ์ได้ผ่านไปแล้ว  แก้ไขไม่ได้แล้ว   จึงมาเสียใจในภายหลัง   การสมมติในอดีตแบบนี้  มีรูปประโยคดังนี้   คือ  อนุประโยค  “If + Subject + Had (Not) + V ช่อง 3”,  ส่วนในประโยคใหญ่  (Main clause)   จะมีโครงสร้าง  “Subject + Would (Should, Could, Might, Must) + (Not) + Have + Verb ช่อง 3”  หรือเอา  “If clause”  ซึ่งเป็นอนุประโยค  ไปไว้ข้างในประโยคก็ได้  แล้วเอาประโยคใหญ่  (Main clause)   มาไว้ข้างหน้าประโยค   ความหมายจะเหมือนกันทุกประการ  แต่ถ้าเอา  “Main clause”  มาไว้ข้างหน้าประโยค  เมื่อจบ  “Main clause”  แล้ว  ให้ต่อด้วยประโยคย่อย  (If clause)  เลย   โดยไม่ต้องมีเครื่องหมายคอมม่าคั่น

                                               สำหรับตัวอย่างอื่นๆ ของ   “If clause”   แบบที่     ได้แก่

  • If he had studied hard, he would have passed the exam.

(ถ้าเขาขยันเรียน (เมื่อปีที่แล้ว)  เขาก็คงจะสอบผ่านไปแล้ว)  (แต่จริงๆ คือ เขาไม่ขยันเรียน  เขาจึงสอบตก)

  • If you had asked me, I would have told you the truth.

(ถ้าคุณขอร้องผม (เมื่อวานนี้)  ผมคงเล่าความจริงให้คุณฟังแล้ว)  (แต่จริงๆ คือ คุณมิได้ขอร้องผม  ผมก็เลยไม่ได้เล่าความจริงให้คุณฟัง)

  • If they had not stopped smoking, they would have died of cancer.

(ถ้าพวกเขาไม่เลิกสูบบุหรี่ (เมื่อ ๕ ปีมาแล้ว)  เขาก็คงจะตายด้วยโรคมะเร็งไปแล้ว)  (แต่จริงๆ  คือ  พวกเขาเลิกสูบบุหรี่  พวกเขาจึงยังไม่ตาย)

  • She would have gone to the market if she had had** something to buy.

(เธอคงจะได้ไปตลาด (เมื่อเช้านี้)  ถ้าเธอมีของที่จะต้องซื้อ)  (แต่จริงๆ คือ  เธอมิได้ไปตลาด  เพราะเธอไม่มีอะไรต้องซื้อ)

                                                  จะเห็นว่าในประโยคข้างบน  “If clause”  มี  “Had”**  2 ตัว  ตัวหน้าแสดง  “Past perfect tense”  ส่วน  “Had”  ตัวหลังมาจาก  “Have”  ที่แปลว่า  “มี”  พอมาอยู่หลัง  “Had”  จึงต้องเปลี่ยนไปเป็น  Verb ช่องที่  3  ทำให้มี  “Had”  2 ตัว

  • I would not have bought a car if my office had not been very far from my home.  

(ผมคงจะไม่ได้ซื้อรถยนต์ (เมื่อปีที่แล้ว)  ถ้าที่ทำงานของผมมิได้อยู่ห่างไกลจากบ้านมากมาย)  (แต่จริงๆ คือ  ผมซื้อรถยนต์  เพราะที่ทำงานอยู่ห่างไกลจากบ้านมาก)

  • If he had bet on that horse, he would have lost all his money.

(ถ้าเขาเล่นพนัน (แทง) ที่ม้าตัวนั้น  เขาก็คงสูญเสียเงินไปทั้งหมดแล้ว)  (แต่ในความเป็นจริงคือ  “เขามิได้เล่นพนันที่ม้าตัวนั้น  เขาก็เลยไม่ได้เสียเงิน”)

  • If you had not come to my party, you would not have met your old friends at college.

(ถ้าคุณมิได้มาที่งานเลี้ยงของผม  คุณก็คงไม่ได้พบเพื่อนเก่าตอนเรียนมหาวิทยาลัยของคุณ)  (แต่ในความเป็นจริง  คือ  “คุณมางานเลี้ยง  คุณเลยได้พบเพื่อนเก่า”)

                                                นอกจากนั้น  ในส่วนของอนุประโยค คือ  ในส่วนที่เป็น  “If clause”  ยังสามารถทำเป็นแบบ  “Reverse” (Inversion)  (ผกผัน)  คือ  เอา  “Had”  มานำหน้า  “Clause”  แล้วตัด  “If”   ทิ้งไป  โดยที่ความหมายยังคงเหมือนเดิมทุกประการ  (ทำได้เฉพาะใน  “If clause”   แบบที่  ๓  หรือ  แบบที่  ๒  ที่ใน  “If clause”  มีกริยา  “Were”)   ดูเปรียบเทียบประโยค  “ก่อน”  และ  “หลัง”  ทำ  “Reverse” (Inversion)   จากตัวอย่างข้างล่าง

  • If he had studied hard, he would have passed the exam.

(= Had he studied hard, he would……............……….exam.)

(ถ้าเขาขยันเรียน (เมื่อปีที่แล้ว)  เขาก็คงจะสอบผ่านไปแล้ว)  (แต่จริงๆ คือ เขาไม่ขยันเรียน  เขาจึงสอบตก)

  • If you had asked me, I would have told you the truth.

(= Had you asked me, I……………..........…..truth.)

(ถ้าคุณขอร้องผม (เมื่อวานนี้)  ผมคงเล่าความจริงให้คุณฟังแล้ว)  (แต่จริงๆ  คือ  คุณมิได้ขอร้องผม  ผมก็เลยไม่ได้เล่าความจริงให้คุณฟัง)

  • If they had not stopped smoking, they would have died of cancer.

(= Had they not stopped smoking, they…………............…..cancer.)

(ถ้าพวกเขาไม่เลิกสูบบุหรี่ (เมื่อ ๕ ปีมาแล้ว)  เขาก็คงจะตายด้วยโรคมะเร็งไปแล้ว)  (แต่จริงๆ  คือ  พวกเขาเลิกสูบบุหรี่  พวกเขาจึงยังไม่ตาย)

  • She would have gone to the market if she had had** something to buy.

(= She would have gone to the market had she had something to buy.)

(เธอคงจะได้ไปตลาด (เมื่อเช้านี้)  ถ้าเธอมีของที่จะต้องซื้อ)  (แต่จริงๆ  คือ  เธอมิได้ไปตลาด  เพราะเธอไม่มีอะไรต้องซื้อ)

                 สรุป  -  ใน  “If clause” (ประโยคย่อย)  จะเป็นรูป  “Past perfect tense{If + Subject + Had + (Not) + Verb 3}  เสมอ  ส่วนใน  “Main clause”  (ประโยคใหญ่)  จะเป็นรูป  “Past future perfect tense”  {Subject + Would (Should, Could, Might, Must) + (Not) + Have + Verb 3}  นอกจากนั้น  ยังสามารถทำรูป  “Reverse” (Inversion)   ในส่วนที่เป็น  “If clause”  ได้ด้วย  (If I had known him = Had I known him)

 

10. If your meal is unsatisfactory, we ______________________________ it without question.

(ถ้าอาหารของคุณไม่น่าพอใจ  เรา ____________________________ มัน  โดยไม่มีปัญหาเลย)

(a) will replace    (จะทดแทน)

(b) replaces    (ทดแทน)

(c) replaced

(d) are replacing

ตอบ   -   ข้อ   (a)   เนื่องจากเป็นการใช้   “If clause”  แบบที่    คือ ข้อความใน  “If clause”  (ประโยคย่อย)  ใช้  “Present simple tense” (Subject + Verb 1)  ส่วนใน  “Main clause”  (ประโยคใหญ่)  ใช้  “Future present tense” (Subject + Will (Shall) + Verb 1)  ซึ่งหมายความว่า  ถ้าเหตุการณ์ใน  “If clause”  เกิดขึ้นจริง  เหตุการณ์ใน “Main clause”  ก็จะเกิดตามไปด้วย  ดังในประโยคข้างบน  “ถ้าคุณไม่พอใจอาหาร  เราก็จะทดแทน (เปลี่ยน)  ให้”  ดูเพิ่มเติม  “If clause” แบบที่    จากตัวอย่างข้างล่าง

                                                       ตัวอย่างที่  

  • Unless economic conditions improve next year, _________ widespread unrest in the United States.

(ถ้าสภาวะทางเศรษฐกิจไม่ดีขึ้นปีหน้า _______ ความปั่นป่วน-วุ่นวายที่แพร่กระจายไปทั่วในสหรัฐฯ)

(a) there would be

(b) there is

(c) there should be

(d) there will be    (จะมี)

ตอบ   -   ข้อ   (d)   เนื่องจากเป็น  “If clause”  แบบที่  ๑   คือ  “Real present”  (เป็นจริงในปัจจุบัน)  (คือ  ถ้าเหตุการณ์ใน  “If clause”  เกิดขึ้นจริง  เหตุการณ์ใน  “Main clause”  ก็จะเกิดขึ้นตามไปด้วยเพียงแต่  “If clause”  อยู่ในรูปปฏิเสธ  (“Unless”  =  If………........…not)  สำหรับประโยคข้างบน  “ถ้าเศรษฐกิจไม่ดีขึ้นปีหน้า  จะเกิดความวุ่นวายไปทั่วในสหรัฐฯ”  (=  If economic conditions do not improve next year, there will be widespread unrest in the United States.)  ทั้งนี้  กริยาใน  “If clause” (ประโยคย่อย)  จะใช้รูป  “Present simple tense”  (Improve)  ส่วนกริยาในประโยคใหญ่  (Main clause)  ใช้รูป  “Present future tense”  (Will + Verb 1)  ซึ่งในกรณีนี้  คือ  “Will be”)

                                                      ตัวอย่างที่  

  • If I _______________________________ in this uniform, I won’t feel so conspicuous.

(ถ้าผม _______ เครื่องแบบชุดนี้,  ผมคงจะไม่รู้สึกเป็นที่สนใจอย่างมาก)  (เพราะสวมเครื่องแบบนี้  เลยรู้สึกเป็นที่เตะตา)

(a) am not dressed

(b) don’t dress    (มิได้สวม)

(c) wasn’t dressed

(d) didn’t dress

ตอบ   -   ข้อ   (b)   เนื่องจากเป็น  “If clause”  แบบที่   ทั้งนี้  ใช้  “Dress”  (สวมใส่, แต่งตัว, แต่งตัวให้, สวมเสื้อผ้าให้, แต่งหน้าสลัด, ทำ (ความสะอาด) แผล, ทำความสะอาดเนื้อเพื่อปรุงอาหาร)  ในรูป  “Active voice

 

11. I don’t smoke now.  I _______________________ before the tax on tobacco was so high.

(ผมไม่สูบบุหรี่แล้วในปัจจุบัน  ผม ________________________ ก่อนที่ภาษียาสูบจะสูงมาก)

(a) used to smoking

(b) was used to smoke

(c) used to    (เคยสูบ)

(d) was used to smoking    (คุ้นเคยกับการสูบบุหรี่)  (ในอดีต)

ตอบ   –   ข้อ   (c)   เนื่องจากต้องการบอกว่า  ปัจจุบันไม่สูบแล้ว  แต่เคยสูบ (ในอดีต) ก่อนที่ภาษีจะขึ้นสูง  ดูคำอธิบายเพิ่มเติมจากประโยคข้างล่าง

                                                       ตัวอย่างที่    

  • He ________ go abroad often for his work, but he has changed jobs and now no longer travels.

(เขา __________ เดินทางไปต่างประเทศบ่อยในเรื่องงาน  แต่เขาได้เปลี่ยนงานมาหลายงาน  และในปัจจุบัน  มิได้เดินทางต่อไปอีกแล้ว)

(a) uses    (ใช้)

(b) used to    (เคย)

(c) was used    (ถูกใช้ – ในอดีต)

(d) is used to    (คุ้นเคย, เคยชิน – ในปัจจุบัน)

ตอบ   –   ข้อ   (b)   “Used to”  หมายถึงเคยทำในอดีต   ปัจจุบันเลิกทำเช่นนั้นแล้ว กล่าวคือ   ต้องเป็นเรื่องของอดีตเพียงอย่างเดียว  และต้องตามด้วยกริยาช่องที่    (Used to + Verb 1)  ส่วน  “Be used to”  หรือ  “Get used to”  หมายถึง  “คุ้นเคย, เคยชิน”   ต้องตามด้วย  “คำนาม”  หรือ  “Gerund” (Verb + ing)  จะใช้กับเหตุการณ์ในอดีต, ปัจจุบัน, หรือ อนาคต  ก็ได้  เช่น

  • He is used to getting up late.

(เขาคุ้นเคยกับการตื่นสาย)  (ปัจจุบัน)

  • She was used to watching TV late at night.

(เธอคุ้นเคยกับการดูทีวีจนดึกเวลากลางคืน)  (อดีต)

  • They are used to cold weather.

(พวกเขาคุ้นเคยกับอากาศเย็น)  (ปัจจุบัน)

  • We got used to swimming when we were at college.

 (พวกเราคุ้นเคยกับการว่ายน้ำ  ตอนเรียนมหาวิทยาลัย)  (คือไปว่ายน้ำบ่อยๆ)  (เป็นอดีต)

  • She gets used to eating in a Chinese restaurant.

(เธอเคยชินกับการกินอาหารในภัตตาคารจีน – คือไปกินบ่อยๆ)  (เป็นปัจจุบัน)

  • African people are used to hot weather.

(คนแอฟริกันคุ้นเคยกับอากาศร้อน)  (เป็นปัจจุบัน)

  • They will be (get) used to getting up early very soon.

(พวกเขาจะคุ้นเคย (เคยชิน) กับการตื่นแต่เช้าในเร็วๆ นี้)  (เป็นอนาคต)

  • She will be (get) used to cooking her own meal in a few weeks.

(เธอจะคุ้นเคย (เคยชิน) กับการปรุงอาหารกินเองในอีก ๒ – ๓ สัปดาห์ข้างหน้า)  (เป็นอนาคต)

                                           อนึ่ง  เมื่อต้องการทำเป็นประโยคปฏิเสธ   ให้ใส่   “Not”  หลัง  “Verb to be”  หรือ ใช้    “Verb to do” (Do, Does, Did)  ช่วยในกรณีของ  “Get used to”  เช่น

  • The manager is not used to speaking in public.

(ผู้จัดการไม่คุ้นเคยกับการพูดในที่สาธารณะ)  (เป็นปัจจุบัน)

  • She did not get used to going shopping when she was young.

(เธอไม่คุ้นเคยกับการไปช้อปปิ้ง  ตอนเธอเป็นเด็ก)  (เป็นอดีต)

  • I will not (never) be (get) used to eating Korean food because I don’t’ it at all.

(ผมจะไม่คุ้นเคยกับการกินอาหารเกาหลี  เพราะว่าผมไม่ชอบมันเลย)  (เป็นอนาคต)

                                            สำหรับรูปปฏิเสธของ  “Used to” (เคย)  ต้องใช้  “Did not”  เท่านั้น  เช่น

  • We did not use to read a newspaper in the morning.

(เราไม่เคยอ่านหนังสือพิมพ์ในตอนเช้า)  (เป็นอดีต)

  • They didn’t use to walk to school like their classmates.

(พวกเขาไม่เคยเดินไปโรงเรียนเหมือนเพื่อนร่วมชั้น)  (เป็นอดีต)

 

12. I shall come back ________________________________________________________.

(ผมจะกลับมา _______________________________________________________)

(a) long before    (ก่อนหน้า................................เป็นเวลานาน)

(b) before long    (ในไม่ช้า)

(c) longer

(d) not long

ตอบ   -   ข้อ   (b)   เนื่องจากมีความหมายเหมือน   “Soon”  หรือ   “In a little while”,   สำหรับตัวอย่างการใช้   “Long before”   เช่น

  • I have known his parents long before I know him.

(ผมรู้จักพ่อแม่ของเขาก่อนหน้าที่ผมจะรู้จักเขา  เป็นเวลานานทีเดียว)  (คือ  รู้จักพ่อแม่ของทอมมา  ๑๐  ปีแล้ว  แต่เพิ่งรู้จักทอมได้เพียง    ปี)

                                            สำหรับตัวอย่างอื่นๆ  ของ   “Before long”   (ในไม่ช้า)  เช่น

  • Class will be over before long.

(ชั้นเรียนจะเลิกเร็วๆ นี้แล้ว)  (คือ  จะเลิกอีกในไม่ช้า)

  • We were tired of waiting and hoped the bus would come before long.

(เราเบื่อการรอคอย  และหวังว่ารถเมล์จะมาในไม่ช้า)

 

13. My brother has a box in which he keeps his ____________________________________.

(น้องชายของผมมีกล่อง ใบ ซึ่งเขาเก็บ ______________________________ ของเขาไว้)

(a) save    (ประหยัด, ออมเงิน)  (เป็นคำกริยา)

(b) safe    (ปลอดภัย, ไม่เสียหาย, มั่นคง, แน่นหนา)  (เป็นคำคุณศัพท์)

(c) saving    (การประหยัด, การอดออม, การลดค่าใช้จ่าย)  (เป็นคำนาม)

(d) savings    (เงินที่เก็บออมไว้, เงินสะสม)  (เป็นคำนาม)

 

14. I __________________________________________________ to Japan several times.

(ผม __________________________________________________ ญี่ปุ่นหลายครั้ง)

(a) have gone    (ได้ไปอยู่ที่)  (ในตอนนี้ก็ยังอยู่ที่ญี่ปุ่น  ยังไม่กลับมา)

(b) have been    (เคยไป(ในขณะนี้ไม่ได้อยู่ที่ญี่ปุ่นแล้ว)

(c) had gone

(d) had been

ตอบ   –   ข้อ   (b)   ดูหลักเกณฑ์การใช้  “Present perfect tense”  {Subject + Has (Have) + Verb 3}   ดังต่อไปนี้  โดยเฉพาะ ข้อ    และ ข้อ  

                                        ๑. ใช้กับการกระทำหรือเหตุการณ์ที่เพิ่งสิ้นสุด  หรือ  จบลงไปไม่นาน  ณ  ขณะที่พูดนั้น  สังเกตได้จาก  Just =  เพิ่งจะ, Recently = เมื่อเร็วๆนี้,  Lately = หมู่นี้, เมื่อเร็วๆนี้  เช่น

  • I have just finished my assignment.

(ผมเพิ่งจะทำการบ้าน – งานที่ได้รับมอบหมาย – เสร็จ)

  • My friend has recently got married.

(เพื่อนของผมแต่งงานเมื่อเร็วๆ นี้)

  • I haven’t seen John lately.

(ผมไม่เห็นจอห์นเลยหมู่นี้)

                                        ๒. ใช้บอกข้อความว่า  “ทำแล้ว, ยังไม่ได้ทำ, ทำหรือยัง”  มักมีคำว่า “Already”  (ใช้กับประโยคบอกเล่า  และคำถาม)  และ  “Yet”  (ใช้กับประโยคปฏิเสธและคำถาม)  ทั้งนี้  อาจไม่ต้องมี   “Already”   และ   “Yet”   ก็ได้   เช่น

  • I have (already) eaten my dinner.

(ผมกินอาหารค่ำแล้ว)

  • She has not (yet) had her breakfast. (= She has not had her breakfast yet.) 

(เธอยังไม่ได้กินอาหารเช้าเลย)

  • Have you (already) done your homework?

(คุณทำการบ้านแล้วหรือยัง)

  • I’ve (already) answered that question.

(ผมได้ตอบคำถามนั้นแล้ว)

  • Have you (already) finished your report? (= Have you finished your report already?) 

(คุณทำรายงานเสร็จหรือยัง)

                                        ๓. ใช้กับการกระทำที่เกิดขึ้นในอดีต  และยังคงดำเนินหรือมีผลต่อมาจนถึงปัจจุบัน  และคาดว่าเหตุการณ์นั้นยังจะปรากฏในอนาคตอีก  สังเกตจาก  For  =  เป็นเวลา  (For + ความยาวของเวลา),  Since  =  ตั้งแต่  (Since + จุดเริ่มต้นของเวลา),  Up to now, up to the present time, up until now  =  จนถึงบัดนี้,  So far  =   เท่าที่ผ่านมา, หมู่นี้  ดังตัวอย่างประโยคข้างล่าง

  • She has lived here for10 years.

(เธออาศัยอยู่ที่นี่มา ๑๐ ปีแล้ว)  (ปัจจุบันก็ยังอยู่)

  • He has been in Chicago since last week. (= He has gone to Chicago since last week.)

(เขาอยู่ในชิคาโกตั้งแต่สัปดาห์ที่แล้ว)  (ปัจจุบันก็ยังอยู่)

  • We have lived in Bangkok since we were young.

(เราอาศัยอยู่ในกรุงเทพตั้งแต่เรายังเด็ก)  (ปัจจุบันก็ยังอยู่)

  • So far, you have not done your best. (You have not done your best so far.) 

(เท่าที่ผ่านๆ มา  คุณยังไม่ได้ทำดีที่สุดเลย)

  • I have sent him only one letter up to now.

(ผมส่งจดหมายให้เขาเพียงฉบับเดียว  จนถึงบัดนี้)

                                         ๔. ใช้กับเหตุการณ์ที่เคย  หรือ  ไม่เคยทำในอดีต  แต่ไม่ได้กำหนดเวลาแน่นอน  สังเกตจาก   “Ever”,  “Never”   เช่น

  • Have you ever been to Japan?

(คุณเคยไปญี่ปุ่นไหม)

  • Has your father ever played football?

(พ่อของคุณเคยเล่นฟุตบอลไหม)

  • I have never seen him before.

(ผมไม่เคยเห็นเขามาก่อน)

                                    ๕. ใช้กับการกระทำที่เกิดขึ้นซ้ำๆ  ในอดีต  และยังอาจเกิดขึ้นได้อีก  สังเกตจาก  “Adverb of frequency”  เหล่านี้   “Again and again”  =  ซ้ำแล้วซ้ำอีก,  “Many times”,  “Several times”  =  หลายครั้ง,  “Sometimes”  =  บางที,  “Over and over”  (= Over and over again)  =  ซ้ำแล้วซ้ำอีก,  “This is the first (second) time”  =   นี่เป็นครั้งแรก (ครั้งที่ )  เช่น

  • He has made the same mistake again and again.

(เขาทำความผิดเดิมๆ ซ้ำแล้วซ้ำอีก)

  • I have been to New York several times.

(ผมไปนิวยอร์กมาหลายครั้งแล้ว)

  • She has told that story over and over again.

(เธอเล่าเรื่องนั้นซ้ำแล้วซ้ำอีก)

  • This is the first time I have tried to play golf.

(นี่เป็นครั้งแรกที่ผมได้พยายามเล่นกอล์ฟ)

                                        ๖. ใช้กับการเปรียบเทียบ  “ขั้นสุด”  (Superlative degree)  เช่น

  • He is the best man I have found.

(เขาเป็นคนดีที่สุดที่ผมได้พบมา)

  • She is the most clever girl I have talked to.

(เธอเป็นเด็กหญิงที่ฉลาดที่สุดที่ผมได้คุยด้วย)

  • It is the most difficult problem she has solved.

(มันเป็นปัญหาที่ยากที่สุดที่เธอแก้)

  • They are the most diligent people I have ever seen in my life. 

(พวกเขาเป็นคนที่ขยันที่สุดที่ผมได้เคยเห็นมาในชีวิต)

                                         ๗. ใช้บอกเหตุการณ์หรือการกระทำที่เกิดในระยะเวลาช่วงหนึ่ง  และจบสิ้นไปแล้ว  สังเกตได้จากวลี  “This morning,  This week,  This month,  This year”  เช่น

  • I have read three books this month.

(ผมได้อ่านหนังสือ    เล่ม เดือนนี้)  (คือ  อ่านจบแล้ว)

  • He has done a lot of work this week.

(เขาทำงานมากมายสัปดาห์นี้)  (คือ  งานเสร็จแล้ว)

                                        แต่ถ้ายังทำไม่เสร็จ  ใช้รูป  “Continuous”  เช่น

  • He is working hard this year.

(เขากำลังทำงานหนักปีนี้)

  • They are studying hard this term.

(พวกเขากำลังขยันเรียนเทอมนี้)

                                         ๘. ใช้กับเหตุการณ์  หรือการกระทำในอดีตที่สิ้นสุดลงแล้ว  ไม่บ่งเวลาที่แน่ชัด  แต่ยังแสดงผลให้เห็นอยู่จนถึงปัจจุบัน  เช่น

  • I have lost my key.

(ผมทำกุญแจหาย)  (ตอนนี้ก็ยังไม่เจอ)

  • I have locked the door.

(ผมล็อคประตูแล้ว)  (ประตูยังปิดอยู่)

  • John has read many books on astronomy.

(จอห์นได้อ่านหนังสือมากมายด้านดาราศาสตร์)  (คือ  อ่านจบไปแล้ว)

                                         แต่ถ้าบอกเวลาในอดีตที่แน่นอน  จะต้องใช้  “Past simple” (Verb 2)  เช่น

  • I lost my key last week.

(ผมทำกุญแจหายอาทิตย์ที่แล้ว)

  • She studied in the library this morning.

(เธออ่านหนังสือในห้องสมุดเมื่อเช้านี้)

  • I locked the door last night.

(ผมล็อคประตูเมื่อคืนนี้)

 

15. Travelling by air is not cheap.  ____________________________________ is it enjoyable.

(การเดินทางโดยทางอากาศไม่ได้ราคาถูก ____________________________ สนุกสนานด้วย)

(a) Also

(b) And

(c) Either

(d) Neither (และไม่)

ตอบ  –  ข้อ  (d)   ใช้   “Neither”  หรือ  “Nor”  เพื่อแสดงการคล้อยตามในประโยคปฏิเสธ

                                         สำหรับตัวอย่างอื่นๆ  เช่น

  • A sneeze cannot be performed voluntarily, neither (nor) can it be easily suppressed.

(การจามมิสามารถถูกกระทำได้โดยสมัครใจ,  และมันไม่สามารถถูกระงับได้อย่างง่ายๆ เช่นเดียวกัน)

                                       เนื่องจากการใช้คำ  Neither  หรือ   Nor”   ที่หมายความว่า  “ไม่..........................ด้วยเช่นเดียวกัน”  ทั้ง  ๒ คำ  เมื่อนำมาขึ้นหน้าประโยค  มีรูปแบบการใช้ดังนี้  คือ

  • Nor (Neither) + กริยาพิเศษ + ประธาน + กริยาแท้  (Verb ช่องที่ ไม่มี  “To”)  ยกเว้นในกรณี  “Present perfect tense”  หรือ  “Past perfect tense”  ใช้กริยาแท้เป็น  “Verb 3”    

                             หรือ

  • Nor (Neither) + กริยาพิเศษ + ประธาน (จบเพียงแค่นี้)  เช่น  ในประโยค
  • He doesn’t like cats.  Nor (neither) do I.

(เขาไม่ชอบแมว – ผมก็ (ไม่ชอบ) เช่นเดียวกัน)  หรือ

  • He doesn’t like cats and nor (neither) do I.
  • She won’t go to the movies.  Nor (neither) will I.

(เธอจะไม่ไปดูหนัง – ผมก็ (จะไม่ไป) เช่นเดียวกัน)

  • They can’t swim.  Nor (neither) can we.

(พวกเขาว่ายน้ำไม่เป็น – พวกเรา (ก็ว่ายไม่เป็น) เช่นเดียวกัน)

  • She has not cleaned her room, nor has she done her homework.

(เธอยังไม่ได้ทำความสะอาดห้องเลย  และเธอก็ยังไม่ได้ทำการบ้านด้วย)

  • They must not make a loud noise.  Not (neither) must we.

(พวกเขาจะต้องไม่ทำเสียงดัง – พวกเราก็ (ต้องไม่ทำเสียงดัง) เช่นเดียวกัน)

 

16. The number of ____________________________ one has depends upon one’s kindness. 

(จำนวนของ ______________________ ที่คนเรามี  ขึ้นอยู่กับความเมตตากรุณา-ใจดีของเขา)

(a) friend

(b) friends   (เพื่อน)

(c) friendly   (เป็นมิตร)

(d) friendship   (มิตรภาพ)

ตอบ   -   ข้อ   (b)   เนื่องจาก  “The number of + Noun (นับได้ พหูพจน์)   หมายถึง   “จำนวนของ........................”  ถือเป็นเอกพจน์  (จำนวนรวมทั้งหมด)  ต้องใช้กับกริยาที่เป็นเอกพจน์ด้วย  (Is, Has, Depends)  ดูคำอธิบายเพิ่มเติมจากตัวอย่างข้างล่าง

                                                   ตัวอย่างที่ 

  • The number of people who ask questions at the end of the lecture _________ always quite astonishing.

(จำนวนของผู้คนที่ถามคำถามเมื่อตอนเสร็จสิ้นการบรรยาย _________ น่าประหลาดใจทีเดียว)  (คือ  มีผู้ถามคำถามมากมายจนนึกไม่ถึง)

(a) be

(b) is

(c) are

(d) were

ตอบ   -   ข้อ  (b)  เนื่องจาก   “The number of”  แม้จะตามด้วยคำนามที่เป็นพหูพจน์  (Plural)  แต่ต้องใช้กับกริยาเอกพจน์  (Singular)  ซึ่งในที่นี้คือ  “is”  เพราะหมายถึง  “จำนวนของ”  ดังตัวอย่างประโยค  เช่น

  • The number of boys is twenty. 

(จำนวนเด็กผู้ชายคือ  ๒๐  คน)

  • The number of people who came to the motor show was quite impressive. 

(จำนวนคนที่มางานมอเตอร์โชว์น่าประทับใจมาก)  (คือ  มากันเยอะแยะ)

                                        สำหรับ  “A number of”  (จำนวนมาก)  ต้องตามด้วยคำนามพหูพจน์  และถือเป็นพหูพจน์  จึงต้องใช้กับกริยาพหูพจน์  ดังตัวอย่าง

  • A number of students are in the classroom.

(นักเรียนจำนวนมากอยู่ในห้องเรียน)

  • A number of tourists have visited Thailand over the past few years. 

(นักท่องเที่ยวจำนวนมากได้มาเยือนประเทศไทยในช่วง ๒ – ๓ ปีที่ผ่านมา)

  • A number of women have become executives in both the government and the private sector.

(ผู้หญิงจำนวนมากได้เป็นผู้บริหารทั้งในภาครัฐและเอกชน)

 

17. He always tries to avoid ___________________________________________________.

(เขาพยายามที่จะหลีกเลี่ยง ________________________________________ อยู่เสมอ)

(a) work hard

(b) hard works

(c) hard work   (งานหนัก)

(d) every hard work

ตอบ   -   ข้อ   (c)   เนื่องจาก  “Work”  (งาน)  เป็นคำนามนับไม่ได้  (เอกพจน์เสมอ)  จึงไม่สามารถเติม  “S”  ได้ (จึงตัดข้อ  (b)  ทิ้ง)  และไม่สามารถนำหน้าด้วย  “Every  เพราะว่าใช้กับคำนามนับได้เอกพจน์  (จึงตัดข้อ (d)  ทิ้ง)  สำหรับ ข้อ (a)  สามารถใช้ได้  แต่ต้องแก้เป็น  “Working hard”  เนื่องจากหลัง  “Avoid”  ต้องใช้รูป  “Gerund” (Verb + ing)   ดูเพิ่มเติมการใช้   “Work hard” (ทำงานหนัก)  และ  “Hardly work” (ไม่ใคร่จะทำงาน)  จากตัวอย่างประโยคข้างล่าง  

                                                       ตัวอย่างที่

  • Those people are working very ___________________________________________.

(ผู้คนเหล่านั้นกำลังทำงาน ____________________________________________ มาก)

(a) hardly

(b) hard    (หนัก)

(c) harder

(d) successful

ตอบ   –   ข้อ   (b)   เนื่องจาก   “Hard”  เป็นทั้งคำคุณศัพท์ (Adjective) และกริยาวิเศษณ์ (Adverb)  ในคำเดียวกัน  โดยหมายถึง  “หนัก”  ดังนั้น  เมื่อขยายกริยา  “Are working”  จึงไม่ต้องเปลี่ยนเป็น  “Hardly”  (หรือ  อาจตอบข้อ  (d)  แต่ต้องแก้เป็น  “Successfully”  -  อย่างประสบความสำเร็จ)  สำหรับ  “Hardly”  เป็น  “Adverb of frequency”  (แสดงความ  “บ่อย”  หรือ  “ถี่”)  หมายถึง  “ไม่ใคร่จะ, แทบจะไม่”  โดยมีความหมายเหมือนกับ  “Seldom, Rarely, Scarcely”  ดังตัวอย่าง

  • He hardly works.

(เขาไม่ใคร่จะทำงาน หรือ เขาแทบจะไม่ทำงาน)

  • She is hardly patient.

(เธอไม่ใคร่จะอดทน)

  • They had hardly finished their work when it began to rain.

(พวกเขาทำงานยังไม่ใคร่จะเสร็จ  เมื่อฝนเริ่มตก)

                                                     สำหรับการวางตำแหน่งของ  “Adverb of frequency” (Seldom, Hardly, Always, Often, Generally, Usually, Occasionally, Rarely, Never)  ในประโยค  มีดังนี้   คือ

                                        ๑. ​วางไว้หน้าคำกริยาทั่วไป  เช่น

  • They always come late.  (พวกเขามาสายเสมอ)
  • She usually goes shopping.  (เธอไปซื้อของเป็นประจำ)
  • He seldom drives to work.  (เขาแทบจะไม่ได้ขับรถไปทำงาน)

                                        ๒. วางไว้หลัง  “Verb to be”  เช่น

  • He is often late for class.  (เขาเข้าห้องเรียนสายบ่อยๆ)
  • They are always busy with their work.  (พวกเขามักยุ่งอยู่กับงานเสมอ)
  • She is never contented with her life.  (เธอไม่เคยพอใจในชีวิตเลย)

                                         ๓. ​ถ้ามีคำกริยา   ตัวในประโยค  ให้วางไว้ตรงกลางคำกริยานั้น  เช่น

  • They have always had lunch there. 

(พวกเขากินอาหารกลางวันที่นั่นเสมอ)

  • She will never love him. 

(เธอจะไม่มีวันรักเขา)

  • You should never come to class late. 

(คุณไม่ควรจะมาเรียนสาย)

  • He is always asking me. 

(เขาถามคำถามผมอยู่เสมอ)

  • We have never traveled to New York. 

(เราไม่เคยเดินทางไปนิวยอร์ก)

                                     ๔. สำหรับ  “Never”  และกลุ่มคำที่ทำหน้าที่เป็นกริยาวิเศษณ์  ที่โดยปกติวางไว้ข้างในประโยค  อาจจะเอามาวางไว้หน้าประโยค  เพื่อแสดงการเน้นคำนั้นๆ   คำเหล่านี้ส่วนใหญ่มีความหมายปฏิเสธ  เช่น “never,  hardly,  seldom, never before (ไม่เคยมาก่อนเลย),  never in my life (ไม่เคยเลยในชีวิต), no sooner,  in vain (ล้มเหลว, ไม่สำเร็จ),  not often,  not only (ไม่เพียงแต่),  not even once  (ไม่แม้แต่ครั้งเดียว),  not until (ไม่จนกระทั่ง)  อย่างไรก็ตาม  ต้องเรียงรูปประโยคใหม่ดังนี้  คือ {Never (no sooner, hardly, never in my life, not until, etc.) + Helping verb (กริยาช่วย  หรือ  กริยาพิเศษ)  เช่น  (has, have, had, is, are, was, were, will, would, shall, should, can, could, may, might, must, etc.)  + Subject + Verb  (แท้)}  เช่น

  • Never before has she seen such a beautiful place.

(ไม่เคยมาก่อนเลยที่เธอได้เคยเห็นสถานที่ที่สวยงามเช่นนั้น –  เน้นตรงคำว่า  “ไม่เคยมาก่อนเลย”)

(= She has never before seen such a beautiful place.)

(= She has never seen such a beautiful place before.)

  • No sooner had he left than she arrived.

(ในทันทีที่เขาจากไป  เธอก็มาถึง  –  เน้นตรงคำว่า  “ในทันทีที่”)

(= He had no sooner left than she arrived.)

  • Hardly have I met my old college friends.

(ผมแทบจะไม่ได้เจอเพื่อนเก่าตอนเรียนมหาวิทยาลัยเลย  –  เน้นตรงคำว่า  “แทบจะไม่”)

(= I have hardly met my old college friends.)

                                        ทั้งนี้  สามารถสรุปโครงสร้างประโยคที่มีการเน้นแบบนี้  คือ

  • Never before (Never) + have + I + seen + such a beautiful place

(ไม่เคยมาก่อนเลย  ที่ผมได้เห็นสถานที่สวยงามเช่นนั้น)

  • Hardly (Seldom) + has + she + met + her old college friends.

(เธอแทบจะไม่ได้เจอเพื่อนเก่าตอนเรียนมหาวิทยาลัยเลย)

  • Never + กริยาพิเศษ  + Subject  + กริยาแท้  + ส่วนขยาย
  • Never has he seen his father since he divorced his mother.

(เขาไม่เคยได้พบพ่อเลย  ตั้งแต่ที่พ่อหย่าร้างกับแม่)

 

18. I wish you and your wife many years of happiness together and look forward _______ you both.

(ผมขออวยพรให้คุณและภรรยามีความสุขด้วยกันตลอดไป  และหวังอย่างยิ่งกับ (หรือ “ตั้งตารอ”) __________ คุณทั้ง คน)  (หมายถึง  ในวันข้างหน้า) 

(a) to see

(b) to seeing    (การได้พบ)

(c) for seeing

(d) to be seeing

ตอบ   -   ข้อ   (b)   เนื่องจาก  “To”  ที่ตามหลังคำกริยาต่อไปนี้  ถือเป็น  “Preposition”  จึงต้องตามด้วยคำนาม  หรือ “Gerund” (Verb + ing)   ได้แก่   Look forward to”  (ตั้งตารอคอย), “Object to”  (คัดค้าน, ไม่เห็นด้วย), Admit”  (ยอมรับ),  “Devote…............to” (อุทิศ..........................ให้กับ),  “Dedicate…............……to”  (อุทิศ............................ให้กับ),  “Apply……….........…to” (ประยุกต์.........................เข้ากับ)   ดังประโยคตัวอย่าง

  • She looks forward to buying a new home next year.

(เธอตั้งตาคอยซื้อรถคันใหม่ปีหน้า)

  • He looks forward to his  birthday party next week.

(เขาตั้งตารอคอยงานเลี้ยงวันเกิดของเขาในสัปดาห์หน้า)       

  • We object to going to bed late tonight as we will have to start our trip early tomorrow. 

(เราไม่เห็นด้วยกับการนอนดึกคืนนี้  เพราะเราจะต้องออกเดินทางแต่เช้าวันพรุ่งนี้)

  • She objected to his plan to move to London after their marriage.

(เธอคัดค้านแผนการของเขา  ที่จะย้ายไปลอนดอนหลังการแต่งงาน)

  • He admitted to having an extramarital affair that ended in a pregnancy.

(เขายอมรับว่ามีความสัมพันธ์ทางเพศกับคนอื่นที่มิใช่ภรรยา  ซึ่งจบลงด้วยการทำแท้ง)

  • He devotes most of his time to studying in the library.

(เขาอุทิศเวลาส่วนใหญ่ให้กับการศึกษาในห้องสมุด)

  • They applied their knowledge gained from training overseas to performing their daily work. 

(พวกเขาประยุกต์ความรู้ที่ได้จากการอบรมในต่างประเทศ  เข้ากับการทำงานประจำวัน)

 

19. She spoke slowly and emphatically in order to __________________________________.

(เธอพูดอย่างช้าๆ และเน้นย้ำ  เพื่อที่จะ ______________________________________)

(a) make herself clearly

(b) making herself clear

(c) be made herself clear

(d) make herself clear   (ทำให้ตัวเธอเองเป็นที่เข้าใจอย่างชัดเจน)  (ไม่มีผู้ใดข้องใจหรือสงสัยในตัวเธอ)

ตอบ   -   ข้อ   (d)   เนื่องจากเป็นไปตามโครงสร้าง  “Make +  กรรม + Adjective หรือ  “Make +  กรรม + Verb 1”  ดูคำอธิบายเพิ่มเติมจากตัวอย่างประโยคข้างล่าง

                                                     ตัวอย่างที่ 

  • News services make ________ for newspapers to give their readers news from around the world. 

(การบริการข่าวสารทำให้ ________ สำหรับหนังสือพิมพ์  ที่จะให้ข่าวสารจากทั่วทุกมุมโลกแก่ผู้อ่านของตน)

(a) possible    (เป็นไปได้)

(b) it possible    (มันเป็นไปได้)

(c) it is possible

(d)  possible that

ตอบ   -   ข้อ   (b)   เพราะเป็น  “Pattern”  ที่นิยมใช้กันแพร่หลาย  คือ  (Make + กรรม + Adjective)  เช่น  “Make it difficult”,  “Make it impossible”,  “Make it necessary”,  “Make it popular”,  “Make you skillful”,  “Make her happy”,  “Make them famous”,  ซึ่งมีความหมายคือ   “ทำให้ยาก-เป็นไปไม่ได้-จำเป็น-เป็นที่นิยม-มีทักษะ-มีความสุข-มีชื่อเสียง”  (ตามลำดับ)

 

20. A: “Have you ever been to Hua-Hin?”

(คุณเคยไปหัวหินหรือเปล่า)

      B: “Yes, I ____________________________________________ there during last week.”

(เคยครับ  ผม _____________________________________ ที่นั่นในระหว่างสัปดาห์ที่แล้ว)

(a) have been   (เคยไป)

(b) have ever been   (เคยไป)  (แต่ในประโยคบอกเล่าไม่นิยมใช้)

(c) was   (อยู่)

(d) had been

ตอบ   -   ข้อ   (c)   เนื่องจาก  “สัปดาห์ที่แล้ว”  เป็นอดีต  จึงต้องใช้  “Was

 

เรียน  ท่านผู้ติดตามอ่าน  เว็บไซต์  “everydayenglish.pwa.co.th

 

                  ถ้าท่านมีคำแนะนำให้ปรับปรุงเว็บไซต์นี้ประการใด  กรุณาส่ง   e-mail ไปที่  ดร. วัชรินทร์  ภูเขาทอง  อดีต  ผอ. สำนักวิทยาการ  การประปาส่วนภูมิภาค  ผู้จัดทำเว็บ-ไซต์นี้  ตาม   “Address” wpookaotong@yahoo.com   (โปรดระบุหัวเรื่องด้วย ว่า  “ปรับปรุงเว็บไซต์”)   เพื่อที่ผู้จัดทำฯ จะได้ปรับปรุงเนื้อหาได้ตรงตามความประสงค์ของผู้อ่านเว็บไซต์นี้ต่อไป