หมวดข้อสอบ TOEIC (ตอนที่ 470)

การประปาส่วนภูมิภาค  “มุ่ง-มั่น-เพื่อปวงชน”

 

Part V: Sentence Completion   (ส่วนที่ 5 :  การเติมประโยคให้สมบูรณ์)

Choose the best alternative to make a correct sentence.

(จงเลือกข้อที่ดีที่สุดเพื่อทำให้ประโยคมีความถูกต้อง)

 

1. All of the suspects were released ___________________________________________.

 (ผู้ต้องหาทั้งหมดได้รับการปล่อยตัว ________________________________________)

(a) because evidence was lacking

(b) since there were lacking evidence

(c) due to lack of evidence    (เนื่องจากการขาดหลักฐาน)

(d) owing to lack evidence

ตอบ   -   ข้อ   (c)   หรืออาจตอบ  ข้อ  (a)  แต่ต้องแก้เป็น   “Because the police lacked evidence”  (เพราะว่าตำรวจขาดหลักฐาน)  หรือตอบ ข้อ  (d)  แต่ต้องแก้เป็น   “Owing to lack of evidence”  (เนื่องจากการขาดหลักฐาน)

 

2. The patient was _______________________________________ from his hospital room.

(ผู้ป่วย __________________________ จากห้องของโรงพยาบาล)  (หมายถึง  กระโดดตึก)

(a) depressed enough to be jumping

(b) very depressing, so he had jumped    (น่าซึมเศร้ามาก  ดังนั้น  เขาได้กระโดด)

(c) depressed very much that he jumped

(d) so depressed that he jumped    (รู้สึกซึมเศร้ามากจนกระทั่งเขากระโดด)

ตอบ   -   ข้อ   (d)   เนื่องจากเป็นไปตามโครงสร้างข้างล่าง

  • Subject + Is (Was) + So + Adjective + That + Subject + Verb

หรือ

  • Subject + Verb + So + Adverb + That + Subject + Verb

เช่น

  • I am so weak that I cannot lift this heavy stone.

(ผมอ่อนแอมากจนกระทั่งไม่สามารถยกหินหนักก้อนนี้)

  • The car is so small that we cannot get into it.

(รถเล็กมากจนกระทั่งเราไม่สามารถเข้าไปนั่งข้างในมัน)

  • She walked so slowly that she could not catch the bus.

(เธอเดินช้ามากจนกระทั่งไม่สามารถไปทันรถเมล์)

  • He spoke so softly that we could not hear him.

(เขาพูดเบามากจนกระทั่งเราไม่สามารถได้ยินเขา)

 

3. What _______________________________________________________ that man has !

(ชายคนนั้นช่างมี ___________________ เสียจริง)  (เป็นประโยคอุทาน  แสดงความประหลาดใจ)

(a) long beard

(b) long beards

(c) a long beard    (เครายาว)

(d) the long beard

ตอบ   -   ข้อ   (c)  เนื่องจาก  “Beard”  (เบี๊ยด)  (เครา)  เป็นคำนามนับได้  จึงต้องใช้   “A”  นำหน้า  ดูเพิ่มเติมประโยคอุทานจากตัวอย่างข้างล่าง

                                                   ตัวอย่างที่

  • _________________________________________________ grand ideas you have!

(คุณช่างมีความคิดที่วิเศษ _________________________________________ เช่นนี้)

(a) How

(b) What a

(c) What   (อะไร)

(d) Very

ตอบ    -    ข้อ   (c)   เนื่องจากเป็นประโยคอุทาน  และ  “Ideas”  อยู่ในรูปพหูพจน์  จึงไม่ใช้   “What a”  ตัวอย่างอื่นๆ   เช่น

  • What a fool he is! (= What a foolish man he is!)

(เขาช่างเป็นคนโง่เสียจริง –โง่เสียนี่กระไร)

  • What a poor girl she is!

(เธอเป็นเด็กหญิงที่น่าสงสารเสียนี่กระไร)

  • What an amusing movie (s) it is!

(มันช่างเป็นหนังที่สนุกอะไรอย่างนี้)

  • What beautiful houses they are!

(มันเป็นบ้านที่สวยอะไรเช่นนั้น)

  • What stubborn boys those students are!

(เจ้าเด็กนักเรียนเหล่านั้นช่างดื้อเสียนี่กระไร)

  • How lovely that little girl is!

(เธอเป็นเด็กหญิงตัวน้อยๆที่น่ารักอะไรเช่นนั้น)

  • How clever they are!

(พวกเขาช่างฉลาดเสียจริง)

  • How heavy the storm was!

(พายุช่างจัด (รุนแรง) เสียจัง)

  • How smart our teacher is!

(ครูของเราฉลาดอะไรอย่างนี้)

  • How slowly they walked!

(พวกเขาช่างเดินช้ากันเสียจริง)

  • How efficiently his new secretary did her job!

(เลขาฯ คนใหม่ของเขาช่างทำงานมีประสิทธิภาพอะไรเช่นนั้น)

  • How beautifully she sings!

(เธอช่างร้องเพลงเพราะเสียจริง)

  • How gracefully those young people danced!

(พวกคนหนุ่มสาวเหล่านั้นช่างเต้นรำได้สง่างามเสียจริง)

 

4. He was ________________________________________________ arrested for speeding.

(เขา _________________________________ ถูกจับ เพราะขับรถเร็วกว่าที่กฎหมายกำหนด)

(a) no

(b) still    (ยังคง)

(c) until    (จนกระทั่ง)

(d) almost    (เกือบจะ)

ตอบ   -   ข้อ   (d)   เนื่องจากได้ความหมายดีที่สุด  ดูเพิ่มเติมการใช้   “Almost”    จากประโยคข้างล่าง  {สำหรับ ข้อ  (a)  ก็ใช้ได้   แต่ต้องแก้เป็น  “Not”  (เขาไม่ถูกจับ  เพราะขับรถเร็วกว่าที่กฎหมายกำหนด)  ซึ่งถูกหลักไวยากรณ์  แต่ความหมายไม่ดี  สู้  ข้อ  (d)   ไม่ได้}

  • He spent almost a month in China.

(เขาใช้เวลาเกือบ เดือนในจีน)

  • In Oxford Street, you can buy almost anything.

(บนถนนอ๊อกฟอร์ด  คุณสามารถซื้อเกือบทุกอย่าง)  (คือ  มีของขายมากมาย)

  • I had almost forgotten about the trip.

(ผมเกือบลืมเกี่ยวกับการเดินทาง)

  • Cats are in fact almost color blind.

(แมว  ที่จริงแล้วเกือบจะตาบอดสี)

  • The door opened almost before Peter had finished knocking.

(ประตูเปิดออก  เกือบจะก่อนที่ปีเตอร์เคาะประตูเสร็จ)

  • He has almost certainly been murdered.

(เขาเกือบจะถูกฆาตกรรมอย่างแน่นอน – แต่ไม่ได้ถูกฆ่า)

  • He was almost killed in an accident.

(เขาเกือบตายในอุบัติเหตุ)

 

5. __________________________________ times he cannot even remember his own name.

(_______________________________ ครั้งคราว  เขาไม่สามารถแม้กระทั่งจำชื่อตัวเองได้)

(a) At    (เป็น)  (At times  =  เป็นครั้งคราว, ไม่บ่อย, บางครั้ง, ไม่ใช่ทุกวันหรือทุกสัปดาห์)   

(b) On

(c) In

(d) Of

ตอบ    -    ข้อ   (a)

                            สำหรับวลีที่ใช้กับ  “At”  ได้แก่  “at a high speed” =  ด้วยความ เร็วสูง)  -  “The car is moving at a high speed.”  (รถยนต์กำลังเคลื่อนที่ด้วยความ เร็วสูง),   “good at”  (เก่ง)  -  She is good at drawing map.  (เธอเก่งการวาดแผนที่),  “sit at a table”  (นั่งที่โต๊ะ),  “land at a small airport”  (ร่อนลงที่สนามบินเล็กๆ),  “at both ends”  (ที่ปลายทั้ง ๒ ข้าง),  “a knock at the door”  (การเคาะที่ประตู)  -  “We heard a knock at the door at late night.”  (เราได้ยินเสียงเคาะที่ประตูตอนดึกมากแล้ว),  “I don’t like this movie at all.”  (ผมไม่ชอบหนังเรื่องนี้สักนิดเดียว),  “at a beach club”  (ที่สโมสร ณ ชายหาด), “at a funeral”  (ที่งานศพ),  “at a press conference”  (ที่การให้สัมภาษณ์หนังสือพิมพ์),  “at a high school dance”  (ที่งานเต้นรำของโรงเรียน),  “at the office”  (ณ ที่ทำงาน),  “at breakfast”  (เมื่อเวลาอาหารเช้า),  “to stare at a garage roof”  (จ้องมองไปที่หลังคาโรงรถ),  “to wave down at him”  (โบกมือให้เขา),  “to throw petals at his car”  (โยน – โปรย – กลีบดอกไม้ที่รถของเขา),   “at a distance”  (ในระยะไกล),   “at a standstill”  (หยุดชะงัก, หยุดนิ่งอยู่กับที่),  “at 10:00 a.m.”  (ตอน ๑๐ โมงเช้า),  “at dawn”  (ตอนรุ่งอรุณ),  “at once”  (โดยทันทีทันใด),  “at his wit’s end”  (เขาหมดปัญญา, จนปัญญา, ไม่รู้จะทำอย่างไรดี),   “at loose ends”  (ไม่มีอะไรทำ, ไม่มีงานทำ, ไม่รู้จะทำอะไร ดี, ยังไม่แน่ใจว่าจะทำอะไรต่อไป, ยังไม่ตัดสินใจ),  “at a later stage”  (ในระยะหรือขั้น ตอนต่อไป),   “at a time of high unemployment”  (ณ ช่วงเวลาที่มีการว่างงานสูง),  “to start work at sixteen”  (เริ่มทำงานตอนอายุ ๑๖),  “to die at eighty-three”  (ตายเมื่ออายุ ๘๓),  “to grow at an astonishing rate”  (เติบโตในอัตราที่น่าพิศวง),  “to buy or sell it at $ 100”  (ซื้อหรือขายที่ราคา ๑๐๐ เหรียญ),  “at 100 miles per hour”  (ที่ ๑๐๐ ไมล์ต่อชั่วโมง),  “the radio playing at full volume”  (วิทยุเปิดสุดเสียง),  “to set a pass mark at 60 percent”  (ตั้งคะแนนผ่านที่ ๖๐ เปอร์เซ็นต์),  “to work harder at his thesis”  (ขยันมากขึ้นกับวิทยานิพนธ์),  “to aim at bringing down the inflation rate”  (มีเป้าหมายเพื่อลดอัตราเงินเฟ้อ),  “to go at the invitation of his neighbors”  (ไปเพราะการเชื้อเชิญของเพื่อนบ้าน),  “to leave at the director’s command”  (จากไปเพราะคำสั่งของผู้อำนวยการ),  “at liberty”  (มีอิสรเสรีที่จะทำอะไร, มิได้ถูกขัดขวางหรือหยุดยั้ง),  “to be at war”  (ทำสงคราม),  “to put his life at risk”  (ทำให้เขาต้องเสี่ยงชีวิต),  “to read at random”  (อ่านแบบสุ่มๆ – คือไม่เฉพาะเจาะ จง),  “at gun point”  (โดยเอาปืนจี้หัว),  “to fly at their expense”  (บินไปโดยค่าใช้จ่ายของพวกเขา),  “to be at her best”  (อยู่ในช่วงที่ดีที่สุดของเธอ),  “at a guess”  (โดยการเดาหรือทาย),  “at a rough estimate”  (โดยประมาณการอย่างคร่าวๆ),  “good at swimming”  (ว่ายน้ำเก่ง),  “clever at mathematics”  (เก่งคณิตศาสตร์),  “bad at cooking”  (ปรุงอาหารไม่เก่ง),  “an expert at shooting”  (เป็นผู้เชี่ยวชาญด้านการยิงปืน),  “be delighted at the success” (ปลาบปลื้ม-ยินดี กับความสำเร็จ),  “feel sorry at his dismissal”  (รู้สึกเสียใจกับการถูกไล่ออกของเขา),  “feel glad at a new job”  (รู้สึกดีใจกับงานใหม่)“at first”  (ในตอนแรก),  “at last”  (ในที่สุด),  “at least”  (อย่างน้อยที่สุด),  “at leisure”  (มีเวลาว่าง, ไม่ได้ทำงาน, ไม่ได้มีงานยุ่ง),  “at length”  (อย่างละเอียด, อย่างเต็มที่, ในที่สุด),  “at most, at the most”  (อย่างมากที่สุด),  “at loggerheads”  (ทะเลาะกัน, ต่อสู้กัน, เป็นปฏิปักษ์ต่อกัน)“at present”  (ในปัจจุบัน),  “at the same address” (ณ ที่อยู่เดิม),  “at 33 Albert Street” (บ้านเลขที่  ๓๓  ถนนอัลเบิร์ต),  “at the hairdresser’s”  (ที่ร้านทำผม),  “at church”  (ที่โบสถ์ – ไปทำพิธี),  “at home”  (ที่บ้าน),  “to be at work”  (กำลังทำงานหรือยุ่งอยู่กับกิจกรรมอะไรบางอย่าง, สถานการณ์หรือกระบวนการที่กำลังมีผล กระทบหรืออิทธิพล),  “at school”  (ที่โรงเรียน),  “at college”  (ที่มหาวิทยาลัย),  “arrive at the airport”  (มาถึงที่สนามบิน),  “at night”  (ตอนกลางคืน),  “at Easter”  (ช่วงเทศกาลอีสเตอร์),  “at the weekend”  (ตอนสุดสัปดาห์),  “I don’t understand it at all.”  (ผมไม่เข้าใจมันเลย),  “I can hardly hear you at all.”  (ผมแทบจะไม่ได้ยินเสียงคุณเลย  –  เสียงคุณแผ่วเบามาก),  “It is not at all likely he will come.”  (แทบจะเป็นไปไม่ได้เลยที่เขาจะมา  -  คือมีโอกาสเกิดขึ้นน้อยมาก),  “Can it be done at all?”  (มันจะสามารถทำได้ไหมนี่),  “She will walk with a limp, if she walks at all.”  (เธอจะต้องเดินขากระเผลก-ขาเป๋  ถ้าเธอยังเดินได้  -  หมายถึงเธออาจจะเดินไม่ได้อีกเลย),  “at all costs”  (ไม่ว่าจะต้องเสียเงิน เวลา หรือความพยายามเพียงใด)  -  Carl is determined to succeed in his new job at all costs.”  (คาร์ลมุ่งมั่นที่จะประสบความสำเร็จในงานใหม่ของเขา  โดยไม่สน ใจว่าจะต้องทำงานหนักเพียงใด),  “Regardless of the results, Mr. Jackson intended to save his son’s eyesight at all costs.”  (โดยไม่คำนึงถึงผลลัพธ์  มิสเตอร์แจ๊คสันตั้งใจที่จะรักษาสายตาของลูกชายตน  ไม่ว่าจะต้องใช้เวลาหรือเงินมาก มายเพียงใด),  “at a loss”  (ในสภาพที่ไม่แน่นอน, ไม่รู้อะไรเลย, งุนงงสับสนไปหมดจนทำอะไรไม่ถูก, จนปัญญา),  “A good salesman is never at a loss for words.”  (นักขายที่ดีไม่เคยจนปัญญาที่จะพูดเพื่อขายสินค้า),  “When Don missed the last bus, he was at a loss to know what to do.”  (เมื่อดอนตกรถเมล์เที่ยวสุดท้าย  เขางุนงงสับสนจนไม่รู้ว่าจะทำอย่างไร  -  คือไม่รู้ว่าจะหาทางกลับบ้านอย่างไร)“at anchor”  (แอ๊ง-เคอะ  -  จอดลอยลำทอดสมออยู่),  “at any rate”  (อย่างไรก็ตาม, อย่างไรก็ดี),  “keep him at arms length”  (ไม่คบค้าสมา คมกับเขา, ไม่ทำตัวสนิทสนมกับเขา),  “at a snail’s pace”  (อย่างเชื่องช้าอืดอาด, คืบหน้าไปทีละหน่อยเหมือนหอยทาก),  “one at a time”  {(เข้ามาในห้อง, ขึ้นรถ เมล์) ทีละคน},  “run up the steps two at a time”  (ขึ้นบันไดทีละ ขั้น),  “at best, at the best”  (อย่างดีที่สุด),  “at ease”  (สบาย, ไม่มีความเจ็บปวดหรือสิ่งรบกวน),  “at every turn”  (ทุกครั้ง, ตลอดเวลา),  “at fault”  (ถูกตำหนิ, รับ ผิดชอบต่อความผิดพลาดหรือความล้มเหลว),  “at first glance, at first sight”  (เมื่อแรกเห็น, หลังจากมองครั้งแรกอย่างรวดเร็ว),  “at hand, at close hand”  (อยู่ใกล้ตัว, เอื้อมถึงได้ง่าย, กำลังจะมาถึงเร็วๆนี้),  “at large”  {(คนร้าย) ยังลอยนวล, ยังจับตัวไม่ได้} เป็นต้น

 

6. The houses here are a little less modern than ___________________________ in the city.  

(บ้านที่นี่ทันสมัยน้อยกว่า __________________________________ ในเมืองอยู่เล็กน้อย)

(a) that

(b) those    (บ้าน)

(c) they

(d) ones

ตอบ    -    ข้อ   (b)   เนื่องจากแทน   “Houses”  ซึ่งเป็นคำนามนับได้พหูพจน์   แต่ถ้าเป็นคำนามนับได้เอกพจน์  (House, Car, Book, Pen, Dog)   ให้แทนด้วย  “One”   และถ้าเป็นคำนามนับไม่ได้  (เอกพจน์เสมอ)  (เช่น  Furniture, Advice, News, Information, Equipment, Evidence)   ให้แทนด้วย    “That”

ดูเพิ่มเติมเรื่องนี้จากประโยคข้างล่าง

                                                    ตัวอย่างที่

  • When the boy saw the kite I had made, he asked me to make ____________ for him. 

(เมื่อเด็กคนนั้นเห็นว่าวที่ผมทำ  เขาขอร้องผมให้ทำ ______________________ ให้แก่เขา)

(a) other

(b) it

(c) one    (ว่าวตัวหนึ่ง)

(d) the kite

ตอบ   -   ข้อ   (c)   เนื่องจาก  “Kite”  เป็นคำนามนับได้  เอกพจน์  เมื่อจะกล่าวถึงอีกครั้งหนึ่ง  (กล่าวซ้ำ)   ต้องใช้   “One”  แทน

                                                          ตัวอย่างที่

  • The air of the hills is cooler than _________________________________________.

(อากาศของเนินเขาเย็นกว่า ____________________________________________)

(a) one of the plains

(b) of the plains

(c) that of the plains    (อากาศของที่ราบ)

(d) the plains

ตอบ   –   ข้อ  (c)   เนื่องจาก  “Air”  เป็นคำนามนับไม่ได้  จึงต้องแทนด้วย  “That”  และตามด้วย   “of the plains”  เพื่อให้สมดุลกัน  ในกรณีเป็นนามนับได้   ให้ใช้  “One”  แทน  และถ้าเป็นนามพหูพจน์   ให้ใช้   “Those”  แทน   (สำหรับเหตุผลที่ไม่เลือกข้อ  (d)  เนื่องจาก  จะเป็นการเปรียบเทียบระหว่าง  “อากาศ”  และ  “ที่ราบ”  มิใช่   “อากาศของเนินเขา”  และ  “อากาศของที่ราบ”   ซึ่งผิดความหมายที่ต้องการเปรียบเทียบ)   ตัวอย่างอื่นๆ  เช่น

  • The book you gave me is more informative than the one I bought from a bookstore.

(หนังสือที่คุณให้ผม  ให้ข้อมูลข่าวสารมากกว่าหนังสือที่ผมซื้อจากร้านหนังสือ)  (book  เป็นนามเอกพจน์นับได้ จึงต้องใช้  one  แทน เมื่อจะกล่าวซ้ำ)

  • The students in this class are more hard-working than those in that class.

(นักเรียนในห้องนี้ขยันมากกว่านักเรียนในห้องนั้น)  (students  เป็นนามพหูพจน์  จึงต้องใช้  those”  แทน เมื่อจะกล่าวซ้ำ)

  • The knowledge one obtains from self-study is sometimes much higher than that one derives from class.

(ความรู้ที่คนเราได้รับจากการศึกษาด้วยตนเอง  บางทีมากกว่าความรู้ที่ได้รับจากห้องเรียนมากมายทีเดียว)  (knowledge”  เป็นนามนับไม่ได้ – เอกพจน์เสมอ – จึงต้องใช้  that  แทน  เมื่อจะกล่าวซ้ำ)    

 

7. The parcels I have just brought into the house ________________________ on the table.  

(หีบห่อที่ผมเพิ่งนำเข้ามาในบ้าน _______________________________________ บนโต๊ะ)

(a) are laying   (กำลังวางลง, กำลังตั้งลง)  (ต้องมีกรรมมารับข้างท้าย)

(b) are lying   (กำลังวาง, กำลังตั้ง)  (ไม่ต้องมีกรรมมารับข้างท้าย)

(c) lying

(d) laying

ตอบ   -   ข้อ   (b)   เนื่องจากหีบห่อ   “วาง หรือตั้ง”  อยู่ได้เองโดยไม่ต้องมีกรรมมารับ  และที่ต้องใช้    “are lying”  เพราะเป็นกริยาแท้ของประโยคใหญ่  (Main clause)  (The parcels are lying on the table.)  ส่วนประโยคย่อย  (Subordinate clause)   คือ  “I have just brought into the house.

 

8. __________________________________, the experiment will be conducted next month.

(_______________________________________, การทดลองจะถูกทำในเดือนหน้า)

(a) After approving

(b) Having approved

(c) By approving

(d) If approved    (ถ้าได้รับการอนุมัติ)

ตอบ   -   ข้อ   (d)   เนื่องจากลดรูปมาจากอนุประโยค  (If clause)   คือ  “If it is approved”  (ถ้ามันได้รับการอนุมัติ)  หรืออาจตอบ  “After being approved” (หลังจากได้รับอนุมัติ)  ก็ได้

 

9. The company raised the bus fares ___________________________________________.

(บริษัทขึ้นค่ารถโดยสาร _______________________________________________)

(a) although the government was objected

(b) because the government objected it    (เพราะว่ารัฐบาลคัดค้านมัน)

(c) in spite of the government objections    (ทั้งๆ ที่การคัดค้านของรัฐบาล)

(d) with objections to the government   

ตอบ   -   ข้อ   (c)   เนื่องจาก  “In spite of”  เป็น  “Preposition”  จึงต้องตามด้วยคำนาม  หรือวลี  (Government objections)  หรือ  อาจตอบ  ข้อ  (a)  แต่ต้องแก้เป็น   “Although the government objected it”  (ถึงแม้ว่ารัฐบาลคัดค้านมัน)  หรืออาจตอบ   “In spite of objections of (from) the government”   (ทั้งๆ ที่การคัดค้านของ (หรือ  จาก) รัฐบาล)  ก็ได้

 

10. China Railway Construction Corporation Limited has proposed ___________ for a 220-kilometer route connecting Suvarnabhumi, Don Mueang and U-Tapao airports. 

(บริษัทก่อสร้างทางรถไฟจีน  ได้เสนอ __________ สำหรับเส้นทางความยาว  ๒๒๐  กิโลเมตร  เชื่อมต่อสนามบินสุวรรณภูมิ, ดอนเมือง และอู่ตะเภา)                                                                                                                                                            

(a) to build a high speed bullet train link

(b) a high speed bullet train link being built

(c) building for a high speed bullet train link

(d) that a high speed bullet train link be built    (ว่าการเชื่อมต่อด้วยรถไฟหัวกระสุนความเร็วสูง (ควรจะ) ถูกสร้าง)

ตอบ   -   ข้อ   (c)   เนื่องจากกริยา  “Propose”  มีโครงสร้าง    แบบ  คือ  (ประโยคใน  ข้อ  ๑๐  อยู่ในแบบที่  )

                                    ๑. Subject + Propose + กรรม   (ประธานเสนออะไรบางอย่าง)  เช่น

  • We proposed a solution to the problem.

(เราเสนอทางแก้ปัญหาในปัญหาเรื่องนั้น)

  • Even before they moved in, she had started to propose alternatives to their new house.

(แม้กระทั่งก่อนที่พวกเขาจะย้ายเข้ามา  เธอได้เริ่มเสนอทางเลือกสำหรับบ้านหลังใหม่ของพวกเขา)

  • His brother-in-law proposed a toast to the happy couple.

(พี่เขยของเขาเสนอ (เชิญชวน) ดื่มอวยพรให้แก่คู่สามีภรรยาที่มีความสุขคู่นั้น)

                                    ๒. Subject + Propose + To + Verb 1  (ประธานเสนอ (ตั้งใจ) ที่จะทำอะไรบางอย่าง) เช่น

  • I do not propose to discuss this matter at all.

(ผมมิได้เสนอที่จะปรึกษาหารือในเรื่องนี้แต่ประการใด)

  • I asked her what method of assessment she proposed to use in teaching.

(ผมถามเธอว่า  วิธีประเมินแบบไหนที่เธอเสนอจะใช้การสอน)  (หมายถึง  ประเมินนัก เรียน)

                                    ๓. Subject + Propose + To + Someone   (=  ประธานขอแต่งงานกับใครบางคน)  เช่น

  • Peter proposed to her in the corridor at work and she accepted.

(ปีเตอร์ขอแต่งงานกับเธอบนระเบียง (เฉลียง) ที่ทำงาน  และเธอก็ยอมรับ)

                                    ๔. Subject + Propose + That + Subject + Verb 1 (Infinitive without to)  (ในกรณีเป็น  “Active voice”)  (ประธานฯ เสนอให้ใครทำอะไร)  เช่น

  • We proposed that he (should) buy a new house.

(เราเสนอว่าเขา (ควรจะ) ซื้อบ้านหลังใหม่)

                                    ๕. Subject + Propose + That + Subject + Be + Verb 3  (ในกรณีเป็น  “Passive voice”)  (ประธานเสนอให้ใครถูกทำอะไร)  เช่น

  • They propose that a new airport (should) be constructed far from the city.

(พวกเขาเสนอว่า  สนามบินแห่งใหม่ (ควรจะ) ถูกสร้างห่างไกลจากเมือง)

                                            ดูเพิ่มเติมโครงสร้างใน  ข้อ  ๔  และ  ๕  จากตัวอย่างข้างล่าง

                                                     ตัวอย่างที่

  • Bill’s uncle insists ____________________________________________ in this hotel.

(ลุงของบิลยืนกราน _________________________________________ ในโรงแรมนี้)

(a) not staying

(b) not to stay

(c) that he not stay    {เขาไม่ (ควรจะ) พัก}

(d) staying not

ตอบ   -   ข้อ    (c)   เนื่องจากอยู่ในโครงสร้าง   “Present subjunctive”  โดยลดรูปมาจาก   “That he should not stay”  โดยพิจารณาจากกริยา  “Insist”  (ยืนกราน)

ดูเพิ่มเติมโครงสร้างนี้จากประโยคข้างล่าง

                                                      ตัวอย่างที่ 

  • Abraham Lincoln insisted that ________ not just on mere opinion but on moral purpose.

(อับราฮัม  ลิงคอล์น  ยืนกรานว่า __________ ไม่เพียงแต่บนความคิดเห็น (ของประชาชน) เท่านั้น  แต่บนวัตถุประสงค์ด้านศีลธรรมด้วย)

(a) to base democracy

(b) for democracy to be based

(c) democracy be based    {ประชาธิปไตย (ควรจะ) มีพื้นฐาน}

(d) whenever democracy is based

ตอบ   -   ข้อ    (c)   เนื่องจากอยู่ในโครงสร้างแบบ   “Present subjunctive”  โดยพิจารณาจากกริยา  “Insist”  (ยืนกราน)

                                                          ตัวอย่างที่ 

  • She is about half an hour late already.  It is necessary that she ________ immediately.

(เธอล่าช้าไปประมาณครึ่งชั่วโมงแล้ว  มันจำเป็นที่ว่าเธอ ________________ ในทันทีทันใด)

(a) went

(b) goes

(c) go    {(ควร) ไป}

(c) will go

ตอบ   -   ข้อ    (c)   เนื่องจากเป็นโครงสร้างแบบ  “Present subjunctive”   โดยพิจารณาจากวลี  “It is necessary that……..............……..

                                                   ตัวอย่างที่ 

  • I’m in a hurry because the librarian said it was important that I ___________ this book.

(ผมกำลังรีบเร่ง (เอาหนังสือไปคืน) เพราะบรรณารักษ์กล่าวว่า  มันเป็นเรื่องสำคัญว่าผม _____ หนังสือเล่มนี้)

(a) returned

(b) was returning

(c) had returned

(d) return    {(ควร) นำไปคืน, ส่งคืน}

ตอบ   -   ข้อ    (d)   เนื่องจาก  “Clause”  ที่ตามหลัง  “It is (was) + Important  (Necessary, Essential, Imperative, etc.)”   กริยาต้องอยู่ในรูป  “Infinitive without to”  (Verb 1)   เนื่องจากเป็นโครงสร้างแบบ  “Present subjunctive”  คือ  เหมือนกับมี  “Should”  นำหน้าคำกริยานั้นๆ

                                                       ตัวอย่างที่ 

  • In 1978, the Soviets demanded that China _______________ its forces from Vietnam.

(ในปี  ๑๙๗๘  โซเวียตเรียกร้องให้จีน _____________ กองกำลังของตนออกจากเวียดนาม)

(a) withdrew

(b) withdraws

(c) withdraw    (ถอน)

(d) withdrawing

ตอบ   -   ข้อ    (c)   เนื่องจากกริยาใน  “Clause” (อนุประโยค)  ที่ตามหลัง  “Demand, Require, Suggest, Request, etc.”  ต้องอยู่ในรูป  “Infinitive without to”  (Verb 1)   เนื่องจากเป็นโครงสร้างแบบ  “Present subjunctive” 

                                                       ตัวอย่างที่ 

  • He suggested _________________________________________ to a holiday camp.

(เขาแนะนำ ____________________________________ ที่ค่ายพักแรมวันหยุดพักผ่อน)

(a) Mary that she should go

(b) to Mary that she should go    (แก่แมรี่ว่าเธอควรไป)

(c) for Mary that she go

(d) to Mary to go

ตอบ   -   ข้อ   (b)   หรืออาจตอบ  “…….............…to Mary that she go….........……”  ก็ได้  เนื่องจากเป็นโครงสร้างแบบ   “Present subjunctive

                                                         ตัวอย่างที่ 

  • It is essential that the needle ________________________________________ first.

(มันจำเป็นว่า  เข็ม ______________________________________ เป็นประการแรก)

(a) sterilize

(b) is sterilized

(c) be sterilized    (ถูกทำให้ปราศจากเชื้อโรค)

(d) sterilizes

ตอบ   -   ข้อ    (b)   เนื่องจากข้อความ  “It is essential that”  เป็นประโยคใหญ่  กริยาของอนุประโยคที่ตามหลังมัน  จะอยู่ในโครงสร้าง  “Present subjunctive”   คือ  อยู่ในรูป  “Infinitive without to”  (Verb 1)  เสมอ  ในกรณีเป็นกริยาในแบบ  “Passive voice”   จะต้องใช้กริยารูป  “Be + Verb 3”  เสมอ  และในกรณีของกริยา  “Verb to be”   ให้ใช้   “Be”  กับประธานฯ ทุกตัว  ทั้งนี้  ถือเสมือนว่า  กริยาในอนุประโยคเหล่านี้   มี  “Should”   มานำหน้า  (เพื่อแนะว่าประธานของอนุประโยคควรทำอย่างนั้นอย่างนี้)  เพียงแต่ละเอาไว้  คือ  มิได้เขียนลงไป

                                                           ตัวอย่างที่ 

  • I suggest that the matter _____________________________________ reconsidered.

(ผมแนะนำว่า  เรื่องนี้ _____________________________ ได้รับการพิจารณาใหม่อีกครั้ง)

(a) is

(b) being

(c) be    (ควร)

(d) has

ตอบ   -   ข้อ   (c)   เนื่องจากอยู่ในโครงสร้างแบบ  “Present subjunctive”  โดยดูจากกริยา  “Suggest”   โดยตัดทอนมาจาก  "should be reconsidered"

                                                    ตัวอย่างที่ 

  • Prior to our conference, the executive director had requested that everyone _________ well prepared.

(ก่อนการประชุมของเรา  ผู้อำนวยการบริหารได้ขอร้องว่า  ทุกคน ________ เตรียมตัวเป็นอย่างดี)

(a) be    (ควร)

(b) is

(c) was

(d) will be

ตอบ   -   ข้อ    (a)    เนื่องจากเป็นการใช้โครงสร้างแบบ   “Present subjunctive”  สังเกตจากกริยา  “Requested

                                                       ตัวอย่างที่  ๑๐

  • The teacher suggested that _____________________________________________.

(ครูแนะนำว่า ________________________________________________________)

 (a) everybody studied harder

 (b) everybody studies harder

 (c) everybody study harder    {(นักเรียน) ทุกคนควรเรียนให้หนักยิ่งขึ้น}

 (d) everybody would study harder

ตอบ   –   ข้อ   (c)   เนื่องจากอยู่ในโครงสร้าง  “Present subjunctive”  กล่าวคือ  กริยา  “Study”  เหมือนมีคำว่า  “Should”  อยู่ข้างหน้า  แต่ละเอาไว้ในฐานที่เข้าใจ

                                                          ตัวอย่างที่  ๑๑

  • The company states that it is necessary that an employee _________ his work on time.

(บริษัทกล่าวว่า  มันจำเป็นที่พนักงาน _________________________ งานของตนให้ทันเวลา)

(a) finishes

(b) finished

(c) finish    (ทำให้เสร็จ)  (คือ  ทำงานให้เสร็จทันเวลา)

(d) can finish

ตอบ   -   ข้อ   (c)   เนื่องจากโครงสร้าง  “It + Is (Was) + Necessary + (That) + Subject + Verb 1”  เป็น  “Present subjunctive

                                                      ตัวอย่างที่  ๑๒

  • He recommended that I _______________________________________ there early.

(เขาแนะนำว่าผม ________________________________ ที่นั่นแต่เช้าตรู่  -  หรือแต่เนิ่นๆ)

(a) be    {(ควร) ไป}

(b) am

(c) was

(d) would be

ตอบ   -   ข้อ    (a)   เนื่องจากอยู่ในรูป   “Present subjunctive”  คือ  คำกริยาในโครงสร้างนี้   ไม่ว่าจะใช้กับประธานตัวใด  หรืออยู่ใน   “Tense”  ใด  จะต้องเป็น   “Verb 1”  (Infinitive without to)  เสมอ  และในกรณีของกริยา  “Verb to be”  ก็ให้ใช้   “Be”  ทุกครั้งไป  คือ  เสมือนกับมี   “Should”  อยู่ข้างหน้ากริยานั้น  แต่ละเอาไว้ในฐานที่เข้าใจ  ไม่พูดหรือเขียนเติมลงไป  (หรืออาจจะใส่   “Should  ลงไปข้างหน้าก็ได้)

                                                          ตัวอย่างที่  ๑๓

  • I suggested to her that her husband _____________________________ a long rest.

(ผมแนะนำเธอว่า  สามีของเธอ _________________________ การพักผ่อนเป็นเวลานาน)

(a) has

(b) have    (มี)

(c) would have

(d) must have

ตอบ    -    ข้อ   (b)   เนื่องจากเป็นไปตามโครงสร้าง  “Subject + Suggest + (To someone) + That + Subject + Verb 1

                                                       ตัวอย่างที่  ๑๔

  • It was in 1934 that an official government report recommended that trade priority _______ to Southeast Asia.

(มันเป็นในปี  ๑๙๓๔  ที่รายงานของรัฐบาล (สหรัฐฯ) อย่างเป็นทางการ  แนะนำว่า  ความสำคัญด้านการค้า (ควร) __________ กับภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้)   (หมายถึง  รายงานฯ  แนะนำว่า  สหรัฐฯ ควรให้ความสำคัญด้านการค้าแก่ภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้)

(a) is given

(b) was given

(c) were given

(d) be given    (ถูกให้)

ตอบ   -   ข้อ   (d)   เนื่องจากลดรูปมาจาก  “Should be given” (ละ  “Should”  ไว้ในฐานที่เข้าใจ)

                                                        ตัวอย่างที่  ๑๕

  • I will recommend that the student ____________________________ to the director.

(ผมจะแนะนำว่าเด็กนักเรียนคนนั้น _______________________ กับผู้อำนวยการโรงเรียน)

(a) speak    (พูดคุย)

(b) will speak

(c) had better speak

(d) would speak

ตอบ   -   ข้อ   (a)   เนื่องจากกริยาของอนุประโยค  (ในที่นี้  คือ  “Speak”)  ที่ตามหลังกริยา  “Recommend, Suggest, Demand, Ask, etc.”   จะต้องอยู่ในรูป  “Infinitive without to” (Verb 1)  ซึ่งเรียกโครงสร้างแบบนี้ว่า  “Present Subjunctive

                                                         ตัวอย่างที่  ๑๖

  • Many customers have requested that we ________________ them notice of our sales.

(ลูกค้าจำนวนมากได้ร้องขอว่า  ให้เรา __________ โนติส  (เอกสารแจ้งเหตุหรือข้อมูลล่วงหน้า)  แก่พวกเขาในเรื่องการลดราคาสินค้าของเรา)   (หมายความว่า  ถ้าจะมีการลดราคาสินค้าเมื่อใด  ให้แจ้งลูกค้าทราบล่วงหน้า)

(a) send    (ส่ง)

(b) sends

(c) sent

(d) sending

หมายเหตุ   –   ตอบข้อ   (a)   เนื่องจากเป็นการใช้   “Present subjunctive”  คือการใช้กริยาช่องที่    ที่ไม่มี  “To”  นำหน้า  (Infinitive without to)  และไม่มีการเติม  “S  หรือ  “Ed”  เข้าข้างหลังคำกริยาที่อยู่ใน  “Noun clause”   ที่เป็นอนุประโยค   (ซึ่งมักมี  “That”  นำหน้า  “Clause”)  ที่ตามหลังกลุ่มคำกริยาประเภท  “Present subjunctive”  ไม่ว่าประธานของกริยาตัวนี้  จะเป็นเอกพจน์หรือพหูพจน์ก็ตาม  และไม่ว่ากริยาตัวข้างหน้า  (กริยาใน   “Main clause”  หรือประโยคใหญ่)  จะอยู่ใน  “Tense”  ใดก็ตาม  จะไม่มีการเติม  “S”  หรือ  “Ed”  หรือเปลี่ยนรูปที่กริยาตัวนี้   (เนื่องจากเสมือนมี   “Should”   นำหน้า  แต่ไม่เขียนลงไป  คือละไว้ในฐานที่เข้าใจ   เป็นการแนะนำว่า   “ควรทำเช่นนั้น เช่นนี้”)   สำหรับในกรณีที่เป็น  “Verb to be”    ให้ใช้   “Be”  ตลอดไป   (เพราะเสมือนว่า มี   “Should”  นำหน้า)  อนึ่ง เราใช้รูป   “Present subjunctive”   ใน  ๒  กรณี   คือ

                                            ๑. ​อยู่หลัง  “กริยา + That”   ซึ่งได้แก่  คำกริยาต่อไปนี้

  • demand that   (เรียกร้อง-ต้องการว่า)
  • require that   (ขอร้อง-เรียกร้อง-ต้องการ-กำหนดว่า)
  • propose that   (เสนอว่า)
  • request that   (ขอร้องว่า)
  • recommend that   (แนะนำว่า)
  • ask that   (ขอร้องว่า)
  • order that   (สั่งว่า)
  • urge that   (เร่งเร้า-กระตุ้น-เสนอว่า)
  • suggest that   (แนะนำว่า)
  • advise that   (แนะนำว่า)
  • insist that   (ยืนกรานว่า)
  • prefer that   (เห็นสมควรว่า)

                                                       ดังตัวอย่างประโยคต่อไปนี้

  • The doctor advised (that) I take a rest.

(หมอแนะนำว่าผมควรพักผ่อน)

  • He suggested (that) she not go there alone.

(เขาแนะนำว่าเธอไม่ควรไปที่นั่นตามลำพัง)

  • The father demands (that) Peter go to see a doctor at once.

(พ่อเรียกร้องให้ปีเตอร์ไปหาหมอในทันที)

  • I suggest (that) he come early.

(ผมแนะนำว่าเขาควรจะมาแต่เช้า)

  • The hostess urged (that) we all stay for dinner.

(เจ้าของบ้านรบเร้าให้อยู่กินอาหารเย็นก่อน)

  • The teacher recommended (that) every student buy a dictionary.

(ครูแนะนำให้นักเรียนทุกคนซื้อพจนานุกรม)

  • The doctor recommends (that) she take this medicine.

(หมอแนะนำว่าเธอควรกินยานี้)

  • She requested (that) he telephone her family.

(เธอขอร้องให้เขาโทรฯไปหาครอบครัวของเธอ)

  • The teacher advised (that) students not speak loudly in the class.

(ครูแนะนำว่านักเรียนไม่ควรพูดเสียงดังในชั้น)

  • I suggested (that) he be more careful.

(ผมแนะนำว่าเขาควรระวังให้มากขึ้น)

  • He suggested (that) she be punctual.

(เขาแนะนำว่าเธอควรตรงต่อเวลา)

  • Our mother suggests (that) we not be lazy.

(แม่ของเราแนะนำว่าเราไม่ควรขี้เกียจ)

  • They requested (that) the contract be signed.

(พวกเขาร้องขอว่าสัญญาควรได้รับการลงนาม)  (เป็น  Passive voice  =  สัญญาถูกลงนาม)

  • She asks (that) she be allowed to see her ailing mother.

(เธอขอร้องว่าเธอควรได้รับอนุญาตให้พบแม่ของเธอที่กำลังป่วย)  (เป็น  Passive voice  =  เธอได้รับอนุญาต)

หมายเหตุ   –   เหตุผลที่คำกริยาในอนุประโยค  ที่เป็น  “Noun clause”  อยู่ในรูป  “Present Subjunctive”  คือ  กริยาเหล่านี้เสมือนกับว่ามี   “Should”   นำหน้า  แต่ละเอาไว้ในฐานที่เข้าใจ  ซึ่งจริงๆแล้วอาจจะเขียนหรือพูดเติม  “Should”  ลงไปด้วยก็ได้   เช่น

  • I suggested (that) he (should) be more careful.
  • She asks (that) she (should) be allowed to go to the party.

 

                                      ๒. “Noun clause”  ที่ตามหลังคำคุณศัพท์ต่อไปนี้  (มักอยู่ในรูป  “It is + Adjective + That + Subject + Verb 1  ที่ไม่มี  “To”  นำหน้า)  กริยาใน  “Noun clause”  นั้นจะต้องอยู่ในรูป  “Present subjunctive”   เช่นเดียวกัน  คุณศัพท์ดังกล่าว  คือ  “Important” (สำคัญ),  “Necessary” (จำเป็น), “Urgent(จำเป็นด่วน),  “Imperative”  (จำเป็น),  “Essential” (จำเป็น), “Advisable”  (ควร),   “Crucial”  (สำคัญยิ่ง)  ดังตัวอย่าง   เช่น

  • It is advisable that she study harder.

(เธอควรเรียนหรือขยันให้มากขึ้น)

  • It was essential that we buy food yesterday.

(เป็นสิ่งจำเป็นที่เราต้องซื้ออาหารเมื่อวานนี้)

  • It is advisable that he take exercise every morning.

(เป็นการสมควรที่เขาออกกำลังกายทุกเช้า)

  • It is necessary that she go home at once.

(เป็นเรื่องจำเป็นที่เธอจะต้องกลับบ้านในทันที)

  • It is imperative that Jim practice driving a car.

(เป็นเรื่องจำเป็นที่จิมจะต้องฝึกหัดขับรถ)

  • It is crucial that Tom find a new job.

(เป็นเรื่องจำเป็นยิ่งที่ทอมจะต้องหางานใหม่)

  • It is important that he be brave.

(เป็นสิ่งจำเป็นที่เขาจะต้องกล้าหาญ)

  • It is urgent that everyone be on time for work.

(เป็นเรื่องเร่งด่วนที่ทุกคนจะต้องมาทำงานให้ทันเวลา)

 

11. You need some money, ____________________________________________________?

(คุณต้องการเงิน______________________________________________________)

(a) need you

(b) needn’t you

(c) do you

(d) don’t you    (ใช่หรือไม่)

ตอบ   -   ข้อ   (d)   เนื่องจาก  ในที่นี้   “Need “  หมายถึง   “ต้องการ”   ถือเป็นกริยาธรรมดาตัวหนึ่ง  เหมือนกับ   “Walk, Eat, Play, Watch, Like, Smile, etc.”   ในส่วน  “Tag”  จึงต้องใช้   “Verb to do”  (Do, Does, Did)   ช่วยเมื่อจะทำเป็นรูปปฏิเสธ  ซึ่งในที่นี้  คือ   “Do”  เพราะประธานประโยค  คือ   “You

 

12. I want everyone ____________________________________________________ happy.

(ผมต้องการให้ทุกคน ____________________________________ สุข  -  หรือ มีความสุข)

(a) be

(b) being

(c) to be    (เป็น)

(d) is

ตอบ   -   ข้อ   (c)   เนื่องจาก  “Want + กรรม + To + Verb 1”  หรือ   “Want +  กรรม+ To + Be + Adjective”  ดูคำอธิบายเกี่ยวกับกริยาที่ใช้แบบเดียวกับ  “Want”  จากประโยคข้างล่าง

                                                         ตัวอย่างที่

  • We don’t allow anyone _______________________________________ in this pond.

(เราไม่อนุญาตให้ใครก็ตาม ____________________________________ ในสระน้ำนี้)

(a) swim

(b) swimming

(c) to swim    (ว่ายน้ำ)

(d) for swimming

ตอบ    -    ข้อ   (c)   เนื่องจาก  “Allow + กรรม + to + Verb 1

                                                          ตัวอย่างที่  ๒

  • He told one of the men __________________________ with his back against the wall. 

(เขาบอกชายคนหนึ่งให้ __________________________ โดยเอาหลังชิด (หรือพิง) กำแพง)

(a) turn and sit

(b) to turn and sit    (หันมาและนั่ง)

(c) turned and sat

(d) turning and sitting

ตอบ    -    ข้อ  (b)  เนื่องจาก  “Subject + Tell + กรรม  + To + Verb 1”  กล่าวคือ   กริยาที่อยู่หลังกรรมรอง (บุคคลหรือสิ่งของ) ของคำกริยาต่อไปนี้  จะต้องเป็นรูป  “Infinitive with to”  (To + Verb 1  หรือ   To + Be + Adjective)  เสมอ  ได้แก่  “Want  (ต้องการ), Cause  (เป็นเหตุให้),  Force  (บังคับ), Compel (บังคับ),  Invite  (เชื้อเชิญ),  Advise  (แนะนำ),  Instruct  (แนะนำ, สอน),  Persuade  (ชักชวน, เชิญชวน),  Allow  (อนุญาต, ยอมให้),  Permit  (อนุญาต, ยอมให้),  Encourage  (ส่งเสริม,สนับสนุน),  Press  (กระตุ้น, เร่งรัด, ผลักดัน), Warn  (เตือน),  Order  (สั่ง),  Request  (ร้องขอ),  Tempt  (ยั่วยวน, ยวนใจ),  Teach  (สอน),  Tell  (บอก),  Oblige  (บังคับ, ผูกมัด)”  ตัวอย่างประโยค   เช่น

  • We ordered him to leave.

(เราสั่งให้เขาไปซะ)

  • She forced her servant to finish the work by noon.

(เธอบังคับให้สาวใช้ทำงานให้เสร็จในตอนบ่าย)

  • They invited her to go to their party.

(พวกเขาเชิญเธอไปร่วมงานเลี้ยง)

  • The teacher instructed him to study hard.

(ครูแนะนำเขาให้ขยันเรียน)

  • I told him to play outside.

(ผมบอกให้เขาไปเล่นข้างนอก)

  • She taught him(how)to cook.

(หล่อนสอนเขา (วิธี) ปรุงอาหาร)

  • We encouraged her to fight against cancer.

(พวกเราให้กำลังใจเธอต่อสู้กับมะเร็ง)

  • The flood caused the train to move slowly.

(น้ำท่วมเป็นเหตุให้รถไฟเคลื่อนไปอย่างช้าๆ)

  • She requested him to buy her a new dress.

(เธอขอร้องเขาให้ซื้อเสื้อผ้าชุดใหม่ให้เธอ)

  • The manager advised his staff to work harder.

(ผู้จัดการแนะให้สตาฟของเขาทำงานให้หนักขึ้น)

 

13. Where are you going to ________________________________________ your holidays?

(คุณกำลังจะไป ___________________________________ ในวันหยุดของคุณที่ไหน)

(a) use

(b) take

(c) spend    (ใช้เวลา)

(d) have

ตอบ     -    ข้อ   (c)   เนื่องจาก    “Spend + เวลา, เงิน + (Verb + ing)”  หรือ  “Spend + เงิน+ on + Noun”  ดูเพิ่มเติมจากประโยคข้างล่าง

  • We spend a lot of time reading in the library each day.

(เราใช้เวลามากมายอ่านหนังสือในห้องสมุดทุกวัน)

  • He spent most of his time in the office.

(เขาใช้เวลาส่วนใหญ่ในสำนักงาน)

  • She woke early, meaning to spend all day writing.

(เธอตื่นแต่เช้าตรู่  ต้องการใช้เวลาตลอดทั้งวันในการเขียน – นิยาย, ตำรา, บทความ)

  • What a way to spend a weekend!

(มันช่างเป็นวิธีการที่วิเศษอะไรเช่นนี้  ในการใช้เวลาในวันหยุดสัปดาห์)

  • We found a hotel where we could spend the night.

(เราพบโรงแรมซึ่งเราสามารถพักค้างคืนได้)

  • I’ve spent all my life in this town.

(ผมใช้เวลาตลอดทั้งชีวิตในเมืองนี้)

  • He spent a lot of effort organizing that trip.

(ผมใช้ความพยายามมากมายในการจัดการเดินทางครั้งนั้น)

  • We always spend a lot of money on parties.

(เราใช้เงินมากมายเสมอกับงานเลี้ยง)

  • Whenever I go there, I get the urge to spend.

(เมื่อใดก็ตามที่ผมไปที่นั่น  ผมมีแรงกระตุ้นให้ใช้จ่ายเงิน)

  • The buildings need a lot of money spent on them.

(อาคารเหล่านี้ต้องการเงินมากมายเพื่อใช้จ่ายกับมัน  -  หมายถึงเพื่อการก่อสร้างหรือซ่อมแซม)

                                            สำหรับ   “Use”  เมื่อหมายถึง  “ใช้”  มีการใช้ในประโยคดังตัวอย่าง

  • We use a knife to peel off the mangoes.

(เราใช้มีดปอกเปลือกมะม่วงเหล่านั้น)

  • He wants to use the phone.

(เขาต้องการใช้โทรศัพท์)

  • He walked over to a closet that he used for hanging up his clothes.

(เขาเดินไปที่ตู้ฝังเข้ากับข้างฝา ซึ่งเขาใช้แขวนเสื้อผ้า)

  • No violence was used.

(ไม่มีการใช้ความรุนแรง)

  • Can you actually use computers to diagnose illness?

(คุณสามารถใช้คอมพิวเตอร์เพื่อวิเคราะห์ความเจ็บป่วยได้จริงๆไหม)

  • The new machine is easy to use.

(เครื่องจักรอันใหม่ใช้งานได้ง่าย)

  • Who has used all my shampoo?

(ใครใช้ยาสระผมของผมเสียจนหมด)

  • Before the Second World War we used a negligible amount of oil.

(ก่อนสงครามโลกครั้งที่ ๒ เราใช้น้ำมันปริมาณน้อยมาก)

  • We have to use our initiative.

(เราจำเป็นต้องใช้ความคิดริเริ่ม)

  • He had got brains but would not use them.

(เขามีสมอง  แต่ไม่ยอมใช้มัน)

  • Efforts are being made to use these assets.

(กำลังมีความพยายามที่จะใช้ทรัพย์สิน-ของมีค่าเหล่านี้)

  • It was the perfume my wife had used.

(มันเป็นน้ำหอมที่ภรรยาของผมใช้)

  • A woman should be able to use her looks to her advantage.

(ผู้หญิงควรสามารถที่จะใช้รูปร่างหน้าตาของตนให้เป็นประโยชน์กับตัวเอง)

 

14. You’d rather come today than tomorrow, ______________________________________?

(คุณอยากมาวันนี้มากกว่าพรุ่งนี้  __________________________________________)

(a) hadn’t you

(b) wouldn’t you    (ใช่ไหม)

(c) don’t you

(d) won’t you

ตอบ    -   ข้อ   (b)   เพราะ  “You’d rather”  ย่อมาจาก  “Would rather” (อยากจะ.............................)  ส่วน  “Tag”  จึงต้องใช้   “Wouldn’t you

 

15. She raced by in a car, with her hair _____________________________________ behind.

(เธอขับรถผ่านมาด้วยความเร็ว  โดยผมของเธอ _________________________ ไปข้างหลัง)

(a) streamed

(b) streams

(c) streaming    (สะบัดพลิ้ว)

(d) stream

ตอบ    -    ข้อ   (c)   เนื่องจากอยู่หลัง   “Preposition”  {with (her hair}  จึงต้องตามด้วย   “Gerund” (Verb + ing)   ดูเพิ่มเติมจากประโยคข้างล่าง

                                                         ตัวอย่างที่

  • I get tired of cleaning the house and ____________________ to the market every day.  

(ผมเบื่อการทำความสะอาดบ้านและ (เบื่อ) _______________________ ไปตลาดทุกวัน)

(a) ran

(b) run

(c) to run

(d) running    (การวิ่ง)

ตอบ    -    ข้อ   (d)   เนื่องจากต้องใช้ให้สมดุลกับ  “Cleaning”   โดยถือว่าตามหลัง   “Preposition” (Of)  เหมือนกันทั้ง    คำ  ดูเพิ่มเติมการใช้  “Gerund” (Verb + ing)   เมื่อตามหลัง  “Preposition” {ทำหน้าที่เป็นกรรมของ   “Preposition” จากประโยคตัวอย่างข้างล่าง

  • He is interested in collecting stamps.

(เขาสนใจกับการสะสมแสตมป์)

  • She was surprised at finding her lost ring.

(เธอประหลาดใจกับการพบแหวนที่หาย)

  • They are fond of reading.

(พวกเขาชอบการอ่าน)

  • We came here by taking a taxi.

(เรามาที่นี่โดยการนั่งรถแท็กซี่)

  • This equipment is for gardening.

(อุปกรณ์นี้สำหรับการทำสวน)

  • They kept on playing football till night came.

(พวกเขาเล่นฟุตบอลต่อไปจนกระทั่งราตรีมาเยือน)

 

16. A: “Daddy, may I drive the car?”

(พ่อครับ  ผมขอขับรถ (ของพ่อ) ได้ไหมครับ)

      B: “No, son.  You must wait a few years till you are ______________________.              

(ไม่ได้ ลูก, หนูจะต้องรอไปอีก  ๒ – ๓ ปี  จนกว่า (จนกระทั่ง) หนูจะ ________________)

(a) old

(b) older    (โตขึ้น, อายุมากขึ้น)

(c) oldest    (โตที่สุด, แก่ที่สุด)

(d) oldness    (ความแก่)

 

17. ________ in some villages of Vietnam because it is considered healthy as well as delicious.

(__________ ในบางหมู่บ้านของเวียดนาม  เพราะว่ามัน (การบริโภคฯ) ถูกถือว่ามีประโยชน์ต่อร่างกาย  เช่นเดียวกับ (และ) อร่อย)

(a) The consumption of dogs is popular    (การบริโภคสุนัขได้รับความนิยม)

(b) Consuming dogs that is popular

(c) Dogs are popularly consuming

(d) The consumption of popular dogs is    (การบริโภคสุนัขที่ได้รับความนิยม  อยู่ใน)

ตอบ   -   ข้อ   (a)   เนื่องจากเป็นประธาน  (The consumption of dogs)  และกริยา  (Is)  ของประโยคใหญ่  (The consumption of dogs is popular in some villages of Vietnam)  หรืออาจตอบ  ข้อ  (b)  แต่ต้องแก้เป็น  “Consuming dogs is popular”  (การบริโภคสุนัขได้รับความนิยมหรืออาจตอบ  ข้อ  (c)  แต่ต้องแก้เป็น   “Dogs are popularly consumed”  (สุนัขถูกบริโภคอย่างได้รับความนิยม)  สำหรับ  ข้อ  (d)  ผิดความหมาย  เนื่องจากประโยคใน  ข้อ  ๑๗  ต้องการบอกว่า  “การบริโภคสุนัขได้รับความนิยม”  (การบริโภคฯ ได้รับความนิยม)  มิใช่  “การบริโภคสุนัขที่ได้รับความนิยม  (สุนัขได้รับความนิยม)

 

18. __________ televisions and CD players, the company also produces a wide variety of electric equipment.

(__________ โทรทัศน์และเครื่องเล่นซีดี, บริษัทยังผลิตอุปกรณ์ไฟฟ้าอีกหลากหลายชนิดด้วย)

(a) As a consequence of    (เป็นผลมาจาก)

(b) In spite of    (ทั้งๆ ที่)

(c) In terms of    (ในแง่ของ)

(d) In addition to    (นอกเหนือจาก)

 

19. I began to read my papers again, but found _____________๘๘๘ difficult to improve them.

(ผมเริ่มต้นอ่านรายงานของผมอีกครั้ง  แต่พบว่า _______ ยากที่จะปรับปรุงมัน (รายงาน) ให้ดีขึ้น)

(a) it    (มัน)

(b) myself

(c) too

(d) (No word is needed.)

ตอบ   -   ข้อ   (a)   เนื่องจากเป็นไปตามโครงสร้าง  “Find (Consider) + It + Adjective + To + Verb 1”  ซึ่ง  “It”  ในที่นี้  มิได้มีความหมายแต่ประการใด  เป็นเพียงการสมมติขึ้นมาเป็น   “กรรม”  ของ  “Find  (หรือ Consider)”  เท่านั้น  ดูเพิ่มเติมจากประโยคข้างล่าง

                                                       ตัวอย่างที่

  • The boys found the experiment _________________________________________.

(เด็กๆ พบว่าการทดลอง _______________________________________________)

(a) to fascinate    (ทำให้หลงใหล, ทำให้ปลื้ม, ดึงดูดใจ)

(b) fascinate

(c) fascinating    (น่าหลงใหล, มีเสน่ห์)

(d) fascinated    (รู้สึกหลงใหล, หลงเสน่ห์)

ตอบ    -    ข้อ   (c)   เนื่องจากเป็นไปตามโครงสร้าง  “Subject + Find (Consider) + Object (it, him, her, them, you) + Adjective  (+ To + Verb 1)”  =  {ประธาน + พบ  (ถือว่า) + กรรม (มัน, เขา, เธอ, เรา, ท่าน) + คุณศัพท์ (To + Verb1)}

                                         ตัวอย่างที่      (จงเลือกข้อที่ผิดหลักไวยากรณ์  จากข้อ  (๑)  ถึง  (๔)

  • Because (1) some critics considered it decadent, subversive, and (2) incomprehensibly, abstract art (3) encountered much opposition in its (4) early years.

(เพราะว่านักวิจารณ์บางคนมองว่ามัน (ศิลปะฯ) เสื่อมโทรม, บ่อนทำลาย, และไม่สามารถเข้าใจได้,  ศิลปะแบบแอ๊บสแตร็คได้เผชิญกับการต่อต้านอย่างมากในช่วงปีแรกๆ ของมัน)

ตอบ   –   ข้อ   (2)   แก้เป็น  “Incomprehensible”  เนื่องจากต้องอยู่ในรูปคำคุณศัพท์  ให้สมดุลกับอีก    คำข้างหน้ามัน  คือ  “Decadent”  และ  Subversive”  ตามโครง สร้าง  {Subject + consider (find) + it (him, her) + adjective}  หรือ  {Subject + consider + it (him, her) + a + adjective + noun}  เช่น

  • We considered (found) it successful.

(เธอถือ (พบ) ว่ามันประสบความสำเร็จ)

  • He considered (found) it useful.

(เขาถือ (พบ) ว่ามันมีประโยชน์)

  • She considers (finds) it important.

(เธอถือ (พบ) ว่ามันสำคัญ)

  • We consider (find) him a good boy.

(เราถือ (พบ) ว่าเขาเป็นเด็กดี)

  • She considers (finds) me her best friend.

(เธอถือ (พบ) ว่าผมเป็นเพื่อนที่ดีที่สุดของเธอ)

  • The boss considered (found) her a good secretary.

(เจ้านายถือ (พบ) ว่าเธอเป็นเลขาฯ ที่ดี)

 

20. I have never known her ___________________________________________________.

(ผมไม่เคยรู้ว่าเธอ ___________________)  (คือไม่เคยเห็นว่าเธอเคยแสดงอาการโกรธเคืองผู้ใด)
(a) angry

(b) being angry

(c) to be angry    (โกรธ)

(d) is angry

ตอบ   -   ข้อ   (c)   เนื่องจากเป็นไปตามโครงสร้าง  “Subject + Know + กรรม + To be + Adjective”   หรือ  “Subject + Know +  กรรม + Verb 1”   เช่น

  • Everyone knows him to be kind to animals.  (คุณศัพท์)

(ทุกคนรู้ว่าเขาเมตตาต่อสัตว์)

  • We knew her to be neat in everything she did.  (คุณศัพท์)

(เรารู้ว่าเธอประณีต-ละเอียดลออในทุกสิ่งที่เธอทำ)

  • They know me to be punctual(คุณศัพท์)

(พวกเขารู้ว่าผมเป็นคนตรงเวลา)

  • We know him to regularly come to the office late.  (กริยา)

(เรารู้ว่าเขามาออฟฟิศสายเป็นประจำ)

  • They knew her to please everybody.  (กริยา)

(พวกเขารู้ว่าเธอเอาใจทุกคน  -  คือทำให้ทุกคนพอใจ)

  • She knew him to love her all his life.  (กริยา)

(เธอรู้ว่าเขารักเธอตลอดชีวิตของเขา)

 

เรียน  ท่านผู้ติดตามอ่าน  เว็บไซต์  “everydayenglish.pwa.co.th

 

                  ถ้าท่านมีคำแนะนำให้ปรับปรุงเว็บไซต์นี้ประการใด  กรุณาส่ง   e-mail ไปที่  ดร. วัชรินทร์  ภูเขาทอง  อดีต  ผอ. สำนักวิทยาการ  การประปาส่วนภูมิภาค  ผู้จัดทำเว็บ-ไซต์นี้  ตาม   “Address” wpookaotong@yahoo.com   (โปรดระบุหัวเรื่องด้วย ว่า  “ปรับปรุงเว็บไซต์”)   เพื่อที่ผู้จัดทำฯ จะได้ปรับปรุงเนื้อหาได้ตรงตามความประสงค์ของผู้อ่านเว็บไซต์นี้ต่อไป