หมวดข้อสอบ TOEIC (ตอนที่ 47)

Part V : Sentence Completion(ส่วนที่ 5 :  การเติมประโยคให้สมบูรณ์)

Choose the best alternative to make a correct sentence.

(จงเลือกข้อที่ดีที่สุดเพื่อทำให้ประโยคมีความถูกต้อง)

1. ______________ going home to his wife, he took his secretary to the cinema. 

  (_______________________  กลับบ้านไปหาภรรยา  เขาพาเลขาฯ ของเขาไปดูหนัง)

(a) In case of  (ในกรณีที่อาจเกิด......, เผื่อไว้สำหรับเกิดหรือมี......)

(b) In spite of  (ทั้งๆที่)

(c) Instead of   (แทน, แทนที่, แทนที่จะ)

(d) While   (ในขณะที่)

ตอบ  -  ข้อ  (c)  เนื่องจากได้ความหมายดีที่สุด   สำหรับตัวอย่างการใช้ Preposition”  ในข้อ (a)  (b)  (c)  และ  “While” เช่น

         - There is a fire extinguisher on every floor in case of fire.

(มีเครื่องดับเพลิงอยู่ทุกชั้น (ของอพาร์ตเมนต์) ในกรณีที่เกิดไฟไหม้  -  คือมีเตรียมไว้เผื่อเกิดไฟไหม้)

         - In case of fire, take an emergency exit.

(ในกรณีที่เกิดไฟไหม้  ให้ใช้ทางออกฉุกเฉิน)

         - Take your umbrellas in case of rain.

(เอาร่มของคุณติดไปด้วยนะ  เผื่อฝนตก)

         - The wall was built along the river in case of floods.

(กำแพงถูกสร้างขึ้นตามฝั่งแม่น้ำเพื่อป้องกัน (หรือในกรณีที่เกิด) น้ำท่วม)

         - In spite of (= despite) the bad storm John delivered his papers on time.   (ทั้งๆที่มีพายุเลวร้าย  ทอมก็ยังไปส่งหนังสือพิมพ์ได้ตรงเวลา)

         - In spite of (= despite) all their differences, Mary and Ann remain friends.   (ทั้งๆที่แตกต่างกันอย่างมากมายอย่างนั้น  แมรี่และแอนยังคงเป็นเพื่อนกันได้)

          - They went out in spite of (= despite) the heavy rain.

(พวกเขาออกไปข้างนอกทั้งๆที่ฝนตกหนัก)

          - I wore mittens instead of (= in place of = in lieu (ลู) of) gloves.

(ผมสวมถุงมือแบบปล่อยให้นิ้วโผล่ออกมาแทนถุงมือแบบคลุมนิ้ว)

          - The grown-ups had coffee but the children wanted milk instead of (= in place of = in lieu of) coffee.

(ผู้ใหญ่ดื่มกาแฟ  แต่เด็กๆต้องการนมแทนกาแฟ)

          - The boys went fishing instead of (= in place of = in lieu of) going to school.

(พวกเด็กผู้ชายไปตกปลาแทนที่จะไปโรงเรียน)

          - The Vice-President talked at the meeting instead of (= in place of = in lieu of) the President, because the President was sick.

(รองประธานาธิบดีกล่าวในที่ประชุมแทนท่านประธานาธิบดี  เพราะว่าท่านประธานาธิบดีป่วย)

          - The magician appeared on the program instead of (= in place of = in lieu of) a singer.

(นักมายากลปรากฏตัวในรายการแทนนักร้อง  -  เนื่องจากนักร้องป่วยหรือติดภารกิจ)

          - While I was overseas, she was in London studying.

(ในขณะที่ผมอยู่ต่างประเทศ  เธออยู่ในลอนดอนเพื่อเรียนหนังสือ)

          - She was watching TV while her mother was cooking.

(เธอกำลังดูทีวี  ในขณะที่แม่กำลังปรุงอาหาร)

          - He stayed with Mom and me while Dad sat with Dr. Smith in the living-room.

(เขาอยู่กับแม่และฉัน  ในขณะที่พ่อนั่งอยู่กับหมอสมิธในห้องรับแขก)

          - They decided to seek a less expensive place while in Paris.

(พวกเขาตัดสินใจหาสถานที่ (พักอาศัย) แพงน้อยกว่ากันในปารีส)

          - Jim likes to smoke while eating his dinner.

(เขาชอบสูบบุหรี่ขณะกินอาหารค่ำ)

          - He had taken out his handkerchief several times while talking to her and blown his nose.

(เขาควักผ้าเช็ดหน้าออกมาหลายครั้งในขณะที่คุยกับเธอ  และสั่งน้ำมูก)

2. Whenever they had a meeting, I _______________.

(เมื่อใดก็ตามที่เขามีการประชุมกัน  ผม ___________________)

(a) absented   (ทำให้ขาด –ประชุม, งาน, โรงเรียน, ฯลฯ)  (เป็นกริยาช่องที่ ๒ และ ๓)

(b) was absented  (ถูกทำให้ขาด – ประชุม, งาน)

(c) was absenting

(d) was absent   (ขาด, ไม่อยู่, ลาหยุด, ไม่ได้มาร่วมด้วย  -  คือ ไม่ได้เข้าประชุมด้วย)

ตอบ  -  ข้อ  (d) เนื่องจาก “Absent”  เป็นคำคุณศัพท์  จึงใช้กับ “Verb to be  ในที่นี้คือ “Was”  ตามประธานในประโยคใหญ่  (Main clause)  คือ  “I

3. The air in that spot smells _________________.

(อากาศตรงบริเวณนั้นมีกลิ่น _____________________ )

(a) sweetness   (ความสดชื่น, ความหวาน, ความไพเราะ, ฯลฯ)  (เป็นคำนาม)

(b) sweetly  (เป็นกริยาวิเศษณ์)

(c) sweet   (สดชื่น, หวาน, มีรสหวาน, มีรสดี, สด, ไพเราะ, มีกลิ่นดี, หอม, น่าพอ ใจ, งดงาม)  (เป็นคำคุณศัพท์)

(d) sweeten  (ทำให้หวาน-หอม-อ่อนนิ่ม-เป็นกรดน้อยลง, หวานขึ้น, หอมขึ้น, ไพเราะขึ้น, นิ่มนวลขึ้น, กลมกล่อมขึ้น)  (เป็นคำกริยา)

ตอบ  -  ข้อ  (c)  เนื่องจาก  “Smell + Adjective”  ดูเพิ่มเติมคำกริยาที่ต้องตามด้วยคำคุณศัพท์  (Adjective)  มิใช่กริยาวิเศษณ์  (Adverb)  เหมือนในกรณีทั่วๆไป  จากประโยคตัวอย่างข้างล่าง

             ตัวอย่างที่ ๑

(1) When compared with its (2) graceful manner in the water, a penguin’s progress (3) on land seems (4) awkwardness.

(เมื่อเปรียบเทียบกับกริยาท่าทางที่งามสง่าของมันในน้ำ  การก้าวเดินไปข้างหน้าของนกเพ็นกวินบนบก  ดูเหมือนว่าจะงุ่มง่าม-เชื่องช้า-เก้งก้าง)

ตอบ  -  ข้อ  ๔  แก้เป็น  “awkward” เนื่องจาก  “Seem + Adjective

              ตัวอย่างที่ ๒

-            I saw the coach on the field after the game, and he seemed ________________.

(ผมเห็นผู้ฝึกสอนที่สนามหลังการแข่งขัน  และเขาดูเหมือนว่า _____________ )

(a)   real angry

(b)  angrily

(c)   anger

(d)  angry   (โกรธ)

ตอบข้อ (d)  เนื่องจาก  “Seem + Adjective”  (หรืออาจตอบ  “really angry” (โกรธอย่างแท้จริง)  ก็ได้)  เนื่องจากหลังกลุ่มคำกริยาต่อไปนี้  (look, feel, become, grow, get, seem, appear, taste, prove, sound, remain, turn)  แม้จะไม่ต้องมีกรรมมารับโดยตรง  แต่ก็ต้องอาศัยคำหรือกลุ่มคำอื่นมาช่วยขยายตามหลังมัน  เพื่อให้ได้ใจความชัดเจนขึ้น  คำที่มาขยายคำกริยาเหล่านี้มิได้เป็นกรรม(Object) แต่มาช่วยทำให้กริยามีความหมายดีขึ้น หรือทำให้ประธานของประโยคมีใจความสมบูรณ์  คำที่ตามหลังคำกริยาประเภทนี้จะอยู่ในรูปคำคุณศัพท์  (Adjective) เท่านั้น   มิใช่คำกริยาวิเศษณ์ (Adverb)  ทั้งนี้  เราเรียกส่วนขยายคำกริยาพวกนี้ว่า “Subjective Complement”หมายถึง “ตัวขยายอกรรมกริยา  เพื่อให้ประธานของประโยคมีใจความสมบูรณ์”  และเรียกกริยาประเภทนี้ว่า  “Linking Verb”  คือช่วยเชื่อมระหว่าง ประธานของประโยค  และ ส่วนที่มาขยายคำกริยา  เพื่อทำให้ประโยคมีใจความสมบูรณ์  ดังตัวอย่างประโยคข้างล่าง

     - She felt good after a long sleep.

  (เธอรู้สึกสบายดีหลังจากนอนหลับยาว)

     - He looked happy when his friends came to see him.

  (เขาดูท่าทีมีความสุข  เมื่อเพื่อนมาเยี่ยม)

     - The milk in that glass tasted sour.

  (นมในแก้วใบนั้นมีรสเปรี้ยว)

     - They seem tired after a hard day’s work.

(พวกเขาดูเหมือนเหนื่อย  หลังจากทำงานตรากตรำมาทั้งวัน)

สรุป  -   คำที่ตามหลังคำกริยาจำพวก  “Linking verb ได้แก่be (is, am, are, was, were) (เป็น, อยู่, คือ), become, seem  (ดูเหมือนว่า), appear  (มีลักษณะท่าทาง), feel  (รู้สึก), get, grow, keep, look  (มีท่าทาง), smell  (มีกลิ่น), sound, taste (มีรสชาติ), turn (กลายเป็น)  จะต้องเป็นคำคุณศัพท์  (Adjective) เสมอ เช่น

-        Tom became rich(ทอมร่ำรวยขึ้นมา)

-        Ann seems happy.   (แอนดูเหมือนว่าจะมีความสุข)

-         Jim felt cold.   (จิมรู้สึกหนาว)

-        He got/grew impatient.   (เขารู้สึกกระวนกระวาย)

-        The idea sounds interesting.   (ความคิดนี้ดูน่าสนใจ)

-        She looked calm.   (เธอมีอาการสงบ)

-        He turned pale.  (เขาตัวซีด หรือหน้าซีด)

-        The soup tasted sweet.   (ซุปมีรสหวาน)

4. As the time of departure approached, my heart was filled with a mixture of _________________.

   (เมื่อเวลาของการจากไปใกล้เข้ามา  หัวใจของผมเต็มไปด้วยการผสมปนเปของ _______________________ )

(a) sorry and glad  (เสียใจและดีใจ)  (เป็นคำคุณศัพท์ทั้ง ๒ คำ)

(b) sorry and gladness  (เสียใจและความดีใจ)

(c) sorrow and glad  (ความเสียใจและดีใจ)

(d) sorrow and gladness   (ความเสียใจและความดีใจ)  (เป็นคำนามทั้ง ๒ คำ)

ตอบ  -  ข้อ  (d)  เนื่องจากหลัง  “Preposition” (Of)  ต้องเป็นคำนาม

5. They have ______________ to do this afternoon.

(พวกเขามี __________________________ ที่จะต้องทำบ่ายวันนี้)

(a) many works

(b) much work   (งานมาก)

(c) much works

(d) many work

ตอบ  -  ข้อ  (b)  เนื่องจาก  “Work”  (งาน)  เป็นนามนับไม่ได้  จึงต้องใช้ “Much” ขยาย  (Many ใช้ขยายนามนับได้พหูพจน์)  สำหรับ “Works” หมายถึง  “สถานที่ที่ใช้ผลิต, สถานที่ประกอบอุตสาหกรรม, งานขนาดใหญ่ เช่น ด้านวิศวกรรม  ติดตั้งระบบไฟฟ้า-ประปา, ผลงานทางศิลปะ  หรืออื่นๆ)

6. In that class the students are _______________ men.

(ในชั้นเรียนนั้น  นักเรียนเป็นผู้ชาย _____________________ )

(a) almost the

(b) most of

(c) almost   (เกือบจะ)

(d) mostly   (ส่วนใหญ่, ส่วนมาก)

ตอบ  -  ข้อ  (d)  ดูเพิ่มเติมการใช้  “Mostly” จากประโยคตัวอย่างข้างล่าง

- The men at the party were mostly young.

(ผู้ชายที่งานเลี้ยงส่วนใหญ่เป็นคนหนุ่ม)

       - She was busy writing, poetry mostly (= mostly poetry).

(เธอยุ่งอยู่กับการเขียน  ส่วนใหญ่เป็นบทกวี)

       - She has had a very exciting career, mostly in New York.

(เธอมีอาชีพที่น่าตื่นเต้นมาก  ส่วนมากในนิวยอร์ค)

       - Some animals hunt mostly at night.

(สัตว์บางชนิดออกล่าเหยื่อตอนกลางคืนเป็นส่วนใหญ่)

                 สำหรับการใช้ “Most of the (Most)”  และ  “The most”  ดูจากประโยคข้างล่าง

-       _____________ outside of the cities is used for farming.

(_________________  นอกเมือง  ถูกใช้สำหรับทำฟาร์ม – คือ เพาะปลูก-เลี้ยงสัตว์)

(a) Most areas  (พื้นที่ส่วนใหญ่)

(b) Most of the area   (= Most area)  (พื้นที่ส่วนใหญ่)

(c) Almost all areas   (เกือบจะพื้นที่ทั้งหมด)

(d) The most of the area

ตอบ  -  ข้อ   (b)  เนื่องจาก  “Area”  เป็นทั้งคำนามนับได้และนับไม่ได้  หมายถึง  พื้นที่ของเมือง, ประเทศ หรืออื่นๆ, พื้นที่ในห้องหรือตัวอาคาร, สาขาของวิชาความรู้ สำหรับประโยคข้างบนมีประธานคือ  “Most of the area”  โดยมี “outside of the cities”  เป็นส่วนขยาย  และมีกริยา คือ “is used” จึงต้องใช้  “Area” แบบนามนับไม่ได้  คือ  เอกพจน์   ดังนั้น  ข้อ (a) และ (c) จึงผิดสำ  หรับความแตกต่างระหว่าง  Most + Noun (plural)”  “Most of the + Noun (plural)”และ The most”  ดูจากตัวอย่างในประโยคข้างล่าง  (จงหาที่ผิดไวยากรณ์ จากข้อ ๑ ถึง ๔)

(1) As (2) they ripen on the tree, (3) the most olives change slowly (4)  from green to black.

(ในขณะที่พวกมันสุกอยู่บนต้น  ผลมะกอกส่วนใหญ่เปลี่ยนอย่างช้าๆ  จากสีเขียวเป็น สีดำ)

ตอบ–  ข้อ (3)  แก้เป็น“most olives”หรือ  “most of the olives”  เนื่องจากหมายถึง  “ผลมะกอกส่วนใหญ่”  สำหรับ  The most”  ใช้นำหน้าคำคุณศัพท์พยางค์ยาวในการเปรียบเทียบ  “ขั้นสูงสุด”  (Superlative) เช่น

-         the most important thing  (สิ่งสำคัญที่สุด)

-         the most expensive car  (รถยนต์ที่แพงที่สุด)

-         the most diligent student  (นักเรียนที่ขยันที่สุด)

-         the most difficult question  (คำถามที่ยากที่สุด)

-         the most complicated problem  (ปัญหาที่สลับซับซ้อนที่สุด)

7. If you had gone with us to the mountains, you ______________ very heavy clothing.

(ถ้าคุณได้ไปกับเราที่ภูเขา (เมื่อเดือนหรือปีที่แล้ว)  คุณ  _________________เสื้อผ้าที่หนาอย่างมาก)  (เนื่องจากอากาศหนาวมาก)

(a) had to wear (จำเป็นต้องสวม)

(b) would have to wear

(c) would have had to wear   (คงจำเป็นจะต้องสวม)

(d) had had to wear

ตอบ  -  ข้อ  (c)  เนื่องจากเป็น  “If clause” แบบที่ ๓  “Past unreal”   (ไม่เป็นจริงในอดีต)  คือเหตุการณ์เกิดตรงข้ามกับความจริง  หรือข้อความในประโยค  ทั้งนี้  ประโยคข้างบนมีความหมาย คือ  “เพราะคุณไม่ได้ไปที่ภูเขากับเรา  คุณก็เลยไม่จำเป็นต้องสวมเสื้อผ้าที่หนา  ”ดูเพิ่มเติม  “If clause” แบบที่ ๓ จากประโยคตัวอย่างข้างล่าง

             ตัวอย่างที่ ๑

-   Tom ______________ more photographs if he had had more film.

(ทอม____________________ รูปมากขึ้น  ถ้าเขามีฟิล์มมากกว่าที่เป็นอยู่)

(a) would take

(b) would have taken   (คงจะได้ถ่าย)

(c) would be taking

(d) will have taken

ตอบ  -  ข้อ  (b)  เนื่องจากเป็น  “If clause”  แบบที่ ๓  “Past unreal”  (ไม่เป็นจริงในอดีต)   ความหมายของประโยคข้างบน คือ  “ทอมมิได้ถ่ายรูปเพิ่มขึ้น  เพราะเขามีฟิล์มอยู่นิดเดียว

                ตัวอย่างที่ ๒

-   Nancy ______________ you if you had asked her.

(แนนซี่ ______________________ คุณ   ถ้าคุณได้ขอร้องเธอ)

(a) had helped

(b) would help

(c) might help

(d) would have helped   (คงจะได้ช่วยเหลือ)

ตอบข้อ  (d)  เนื่องจากเป็น  “If clause” แบบที่ ๓ “Past unreal” (ไม่เป็นจริงในอดีต)  คือ เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นจริงๆ ตรงกันข้ามกับข้อความในประโยค  ซึ่งเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นจริงๆในประโยคข้างบน  คือ  “แนนซี่มิได้ช่วยเหลือคุณ  เพราะคุณไม่ได้ขอร้องเธอ

             ตัวอย่างที่ ๓

-         If we hadn’t left the house so late, we wouldn’t have missed the train.   (ถ้าเรามิได้ออกจากบ้านสายมาก  เราคงจะไม่พลาด (ตก) รถไฟ)

หมายเหตุ  –   ในความเป็นจริงคือ  “เราออกจากบ้านสาย  เราเลยตกรถไฟ”  ผู้พูดประโยคสมมติในอดีตแบบนี้  มักแสดงความเสียดายกับสิ่งที่เกิดขึ้น เพราะเหตุการณ์ได้ผ่านไปแล้ว  แก้ไขไม่ได้แล้ว  จึงมาเสียใจในภายหลังการสมมติในอดีตแบบนี้มีรูปประโยคดังนี้  คืออนุประโยค  “If + subject + had (not) + V ช่อง 3”,  ส่วนในประโยคใหญ่ (Main clause)  จะมีโครงสร้าง “Subject + would (should, could, might, must) + (not) + have + Vช่อง3”  หรือเอา “If clause”ซึ่งเป็นอนุประโยค  ไปไว้ข้างในประโยคก็ได้  แล้วเอาประโยคใหญ่  (Main clause)   มาไว้ข้างหน้าประโยค  ความหมายจะเหมือนกันทุกประการ  แต่ถ้าเอา“Main clauseมาไว้ข้างหน้าประโยค  เมื่อจบ  “Main clauseแล้ว  ให้ต่อด้วยประโยคย่อย  (If clause) เลย   โดยไม่ต้องมีเครื่องหมายคอมม่าคั่น 

                สำหรับตัวอย่างอื่นๆ ของ If clause” แบบที่ ๓ ได้แก่

-        If he had studied hard, he would have passed the exam.

(ถ้าเขาขยันเรียน (เมื่อปีที่แล้ว)  เขาก็คงจะสอบผ่านไปแล้ว – แต่จริงๆคือ เขาไม่ขยันเรียน  เขาจึงสอบตก)

-        If you had asked me, I would have told you the truth.

(ถ้าคุณขอร้องผม (เมื่อวานนี้)  ผมคงเล่าความจริงให้คุณฟังแล้ว – แต่จริงๆคือ คุณมิได้ขอร้องผม  ผมก็เลยไม่ได้เล่าความจริงให้คุณฟัง)

-        If they had not stopped smoking, they would have died of cancer.(ถ้าพวกเขาไม่เลิกสูบบุหรี่ (เมื่อ ๕ ปีมาแล้ว)  เขาก็คงจะตายด้วยโรคมะเร็งไปแล้ว – แต่จริงๆคือ  พวกเขาเลิกสูบบุหรี่  พวกเขาจึงยังไม่ตาย)

-        She would have gone to the market if she had had something to buy.

(เธอคงจะได้ไปตลาด (เมื่อเช้านี้)  ถ้าเธอมีของที่จะต้องซื้อ – แต่จริงๆคือ  เธอมิได้ไปตลาด  เพราะเธอไม่มีอะไรต้องซื้อ)

           จะเห็นว่าในประโยคข้างบน  “If clause” มี  “Had” 2 ตัว    ตัวหน้าแสดง  “Past perfect tense” ส่วน “Had” ตัวหลังมาจาก  “Have”  ที่แปลว่า มี”  พอมาอยู่หลัง “Had”  จึงต้องเปลี่ยนไปเป็น  Verb ช่องที่  3  ทำให้มีHad”  2 ตัว

-        I would not have bought a car if my office had not been very far from my home.   (ผมคงจะไม่ได้ซื้อรถยนต์ (เมื่อปีที่แล้ว)  ถ้าที่ทำงานของผมมิได้อยู่ห่างไกลจากบ้านมากมาย – แต่จริงๆคือ  ผมซื้อรถยนต์  เพราะที่ทำงานอยู่ห่างไกลจากบ้านมาก)

-         If he had bet on that horse, he would have lost all his money.

(ถ้าเขาเล่นพนัน (แทง) ที่ม้าตัวนั้น  เขาก็คงสูญเสียเงินไปทั้งหมดแล้ว)  -  แต่ในความเป็นจริงคือ “เขามิได้เล่นพนันที่ม้าตัวนั้น  เขาก็เลยไม่ได้เสียเงิน”

-        If you had not come to my party, you would not have met your old friends at college.   (ถ้าคุณมิได้มาที่งานเลี้ยงของผม  คุณก็คงไม่ได้พบเพื่อนเก่าตอนเรียนมหาวิทยาลัยของคุณ)  -   แต่ในความเป็นจริง  คือ  “คุณมางานเลี้ยง  คุณเลยได้พบเพื่อนเก่า”

สรุป  -  ใน “If clause”(ประโยคย่อย)  จะเป็นรูป  “Past perfect” {Subject + had + (not) + V 3}เสมอ  ส่วนใน  “Main clause” (ประโยคใหญ่)  จะเป็นรูป  “Past future perfect” {Subject + would (should, could, might) + (not) + have + V 3}  จึงต้องจำรูปแบบนี้ไว้ให้ได้

8. I have a job _________________.

(ผมมีงาน  _______________________)

(a) by being a tutor   (โดยการเป็นครูพิเศษ)

(b) as a tutor   (เป็นครูพิเศษ หรือ ครูรับจ้างสอนพิเศษ)

(c) by tutoring   (โดยการสอนพิเศษหรือส่วนตัว)

(d) by being a tutorial   (โดยเป็นระบบการสอนพิเศษหรือส่วนตัว)

9. If you don’t want to be punished, you must _______________.

(ถ้าคุณไม่ต้องการถูกลงโทษ  คุณจะต้อง ______________________ )

(a) behave good  (ประพฤติ-ปฏิบัติตัวดี)

(b) behave not badly  (ประพฤติไม่เลว)

(c) behave yourself   (ประพฤติตัวอย่างถูกต้องและเหมาะสม)

(d) behave it

ตอบ  -  ข้อ  (c)  หรือ  (a)  แต่ต้องแก้เป็น   “behave well”  เนื่องจากขยายกริยา  จึงต้องอยู่ในรูปกริยาวิเศษณ์  (Adverb)

10. They _____________ most of their lives on the sea.

(พวกเขา __________________ ชีวิตส่วนใหญ่ของตนในทะเล  -  คือ เป็นชาวประมง)

(a) used   (ใช้  -  คน, สัตว์, สิ่งของ, เครื่องมือ)

(b) spent   (ใช้  -  ชีวิต, เงิน, เวลา, ความพยายาม)

(c) paid   (จ่ายหรือชำระเงิน, ให้ (ความเคารพ)

(d) were used to  (คุ้นเคย, เคยชิน)

ตอบ  -  ข้อ (b)  ตัวอย่างการใช้คำอื่นๆ ได้แก่

       - He used wood to build his home.

(เขาใช้ไม้สร้างบ้านของเขา)

         - He wants to use the phone.

(เขาต้องการใช้โทรศัพท์)

         - No violence was used.

(ไม่มีการใช้ความรุนแรง)

         - She uses a closet for hanging up her clothes.

(เธอใช้ตู้แบบฝังฝาผนังสำหรับแขวนเสื้อผ้าของเธอ)

         - What kind of shampoo do you use?

(คุณใช้แชมพูสระผมชนิดใด)

         - He spent 3 hours reading in the library.

(เขาใช้เวลา ๓ ชั่วโมงอ่านหนังสือในห้องสมุด)

         - We always spend a lot of money on parties.

(พวกเราใช้เงินมากมายเสมอในการจัดงานเลี้ยง)

         - Whenever I go there, I get the urge to spend.

(เมื่อใดก็ตามที่ผมไปที่นั่น  ผมได้รับการกระตุ้นให้ใช้จ่ายเงิน  -  เช่น ไปที่บ่อนการพนัน หรือ ห้างที่มีสินค้าหรู)

         - He spent most of his time in the library.

(เขาใช้เวลาส่วนมากในห้องสมุด)

         - She woke early, meaning to spend all day writing.

(เธอตื่นแต่เช้าตรู่  และต้องการใช้เวลาทั้งวันในการเขียน)

         - He spent a lot of effort organizing that trip.

(เขาใช้ความพยายามมากมายในการจัดการเดินทางครั้งนั้น)

         - She has spent all her life in this town.

(เธอได้ใช้เวลาทั้งชีวิตของเธอในเมืองนี้)

         - We found a hotel where we could spend the night.

(เราพบโรงแรมซึ่งเราสามารถพักค้างคืนได้)

11. We begged him to let us ______________ through the telescope.

(เราขอร้องเขาให้อนุญาตให้เรา ___________________ ผ่านกล้องโทรทัศน์ (กล้องส่องทางไกล) ตัวนั้น)

(a) look   (มอง, ดู)

(b) to look

(c) looking

(d) looked

ตอบ  -  ข้อ  (a)  เนื่องจาก “Let + กรรม + Verb 1  ดูเพิ่มเติมกลุ่มคำกริยาที่ตามด้วยกรรม  และ  “Infinitive without to” (Verb 1)  จากประโยคตัวอย่างข้างล่าง

             ตัวอย่างที่ ๑

-         What she saw made her ______________ pale.

(สิ่งที่เธอเห็นทำให้เธอ ______________________ หน้าซีดเผือด)

(a) turn   (กลายเป็น)

(b) turning

(c) to turn

(d) turned

ตอบ  -  ข้อ  (a)  เนื่องจาก “Make +กรรม + Verb 1

                ตัวอย่างที่ ๒

-             The manager let everyone _________ the office early toattend the convention.

(ผู้จัดการปล่อย (ยอม) ให้ทุกคน____________________สำนักงานแต่เนิ่นๆเพื่อไปเข้าร่วมการประชุม)

      (a) to leave

      (b) leaves

      (c) left

      (d) leave   (ออกจาก)

หมายเหตุ  –  ตอบข้อ  (d)  เนื่องจากหลังกรรมของ  “Make, Let, Have (ใช้), See, Hear, Feel”  ต้องอยู่ในรูป  “Infinitive without to”  คือ กริยาช่องที่ ๑ ที่ไม่มี  “To” นำหน้า (Verb 1)  ดังตัวอย่างประโยค เช่น

-        She lets them play in the field.

(เธอปล่อยให้พวกเขาเล่นในสนาม)

-        We made them laugh.

(เราทำให้พวกเขาหัวเราะ)

-        I heard her sing.

(ผมได้ยินเธอร้องเพลง)

-        He saw her walk in the street.

(เขาเห็นเธอเดินในถนน)

-        She had them clean her room.

(เธอให้พวกเขาทำความสะอาดห้อง)

12. In former times the people of Thailand often died ____________ cholera(ค้อล-เลอะ-ร่ะ).

(ในสมัยก่อน  คนไทยมักตาย ______________________ อหิวาตกโรค)

(a)   with

(b)  of   (ด้วย)

(c)   by

(d)  from

ตอบ  -  ข้อ  (b)  เนื่องจาก “Die of” = “ตายด้วยโรคภัยไข้เจ็บ”“Dying of thirst”(กระหายน้ำอย่างมาก)  “Dying of hunger”(หิวอย่างมาก)  “Dying of boredom”(เบื่ออย่างมาก)  “Dying for a drink”(อยากดื่มเหล้าอย่างมาก)  “Dying to go to Paris”(อยากไปปารีสอย่างมาก)  “Die away”  {(เสียง) ค่อยๆแผ่วเบาลงและเงียบไปในที่สุด}  “Die down”  {(เสียงหัวเราะ, ลม) ลดความดังหรือความรุนแรงลง} “Die from”  (ตายเนื่องจาก..........ความหิวความกระหาย)  “Die by”  (ตายด้วย .............อาวุธ เช่น ดาบ, ปืน)  “Die for”  (ตายเพื่อ.........ประเทศชาติ)

13. She did not have to remain there, but she insisted ____________ us company.  

(เธอไม่จำเป็นต้องอยู่ที่นั่น  แต่ว่าเธอยืนกราน-ยืนยัน ___________ เป็นเพื่อนเรา)

(a)   to keep

(b)  keeping

(c)   and kept

(d)  on keeping   (จะอยู่)

ตอบ  -  ข้อ  (d) เนื่องจาก  “Insist + on + Verb + ing”  (ยืนกราน-ยืนยันที่จะ.............)  สำหรับ  “Keep someone company”  หมายถึง  “อยู่เป็นเพื่อนผู้นั้น, อยู่ด้วยกัน เพื่อเป็นเพื่อนกับคนนั้น)

14. Give him my kind regards when you _____________ him.

(ผมขอฝากความรักความปรารถนาดีไปยังเขาด้วย  เมื่อคุณ __________ เขา)

(a) will next see

(b) have next seen

(c) next see   {พบ (เขา) ครั้งต่อไป}  

(d) are next seeing

ตอบ  -  ข้อ  (c)  เนื่องจากประโยคหลัง  “When, Before, After, As soon asจะอยู่ในรูป  “Simple tense” ส่วนจะเป็น  “Present simple tense” หรือ Past simple tense”  ขึ้นอยู่กับ “Tense”  ในประโยคใหญ่  (Main clause)

ดูคำอธิบายเพิ่มเติมจากประโยคตัวอย่างข้างล่าง

-   When Mr. Woods gets here, we _________ the meeting.

(เมื่อมิสเตอร์วูดส์มาถึงที่นี่  เรา ___________ การประชุม)

(a) start

(b) will start   (จะเริ่มต้น)

(c) have started   (ได้เริ่มต้นแล้ว)

(d) are starting   (กำลังเริ่มต้น)

หมายเหตุ  –  ตอบข้อ  (b)  เพราะเป็นเรื่องอนาคต  คือ  เมื่อมิสเตอร์วูดส์มาถึง  พวกเราจึงจะเริ่มประชุม”  เป็นการใช้รูป  “Present simple tense”  ในอนุประโยค หรือประโยคย่อย  (Subordinate clause)  คือ  (When Mr. Woods gets here)  คู่กับ “Future simple tense”  ในประโยคใหญ่   “Main clause”  คือ (we will start the meeting)   ตัวอย่างประโยคแบบนี้ ได้แก่

-         When he has enough money, he will buy a new car.

(เมื่อเขามีเงินพอ  เขาจะซื้อรถคันใหม่)

-         When you finish your work, we will go out for dinner.

(เมื่อคุณทำงานเสร็จ  เราจะออกไปกินอาหารเย็นกัน)

-         She will leave the room before we finish the meeting.

(เธอจะออกจากห้องก่อนเราประชุมเสร็จ)

-         We will start our work afterwe discuss with our boss.

(เราจะลงมือทำงานหลังจากเราปรึกษากับหัวหน้าของเรา)

-         We will begin our debate as soon as the chairman arrives.

(เราจะเริ่มการอภิปรายในทันทีที่ท่านประธานมาถึง)

-         As soon as it rained, we went for a shelter.

(ในทันทีที่ฝนตก  เราเข้าหาที่หลบฝน)

-         As soon as it rains, we go (will go)for a shelter.

     (ในทันทีที่ฝนตก  เราเข้าหา (จะเข้าหา) ที่หลบฝน)

     สำหรับประโยคคำสั่งหรือขอร้องที่มี  “When, Before, After, As soon as” ก็เช่นเดียวกัน  ในประโยคใหญ่  จะขึ้นต้นด้วยคำกริยา  (โดยละประธาน  You”  เอาไว้ในฐานที่เข้าใจ)  ส่วนในประโยคย่อย  จะอยู่ในรูป“Present simple tense” ดังประโยคตัวอย่าง

-         Give her this book when you next see her.

(เอาหนังสือเล่มนี้ให้เธอ  เมื่อคุณเจอเธอครั้งต่อไป)

-         Notify me the information as soon as you get it.

(แจ้งข้อมูลให้ผมทราบ  ในทันทีที่คุณได้มันมา)

-         After you have finished (หรือ finish) your report, submit it to your professor.

(เมื่อคุณเขียนรายงานเสร็จแล้ว  ส่งมันให้อาจารย์ของคุณ)

-         Turn off the light before yougo out.

(จงปิดไฟก่อนคุณออกไปข้างนอก)

-         Lock the door after you come in.

(จงล้อคประตูหลังจากคุณเข้ามาข้างในแล้ว)

15. As soon as it stops _______________, I shall go home.

(ในทันทีที่หยุด ___________________ ผมจะกลับบ้าน)

(a) rain

(b) the rain

(c) to rain

(d) raining   (ฝนตก)

ตอบ  -  ข้อ  (d)  เนื่องจาก  “It stops raining.”  หมายถึง  “ฝนหยุดการตก”กล่าวคือ “Stop + Verb + ing” =  “หยุดการกระทำสิ่งนั้น”  ส่วน  “Stop + To + Verb 1” =  “หยุดเพื่อที่จะทำสิ่งนั้น”  ดูคำอธิบายเพิ่มเติมจากประโยคตัวอย่างข้างล่าง

            ตัวอย่างที่ ๑

-      While we were walking in the park, she often stopped __________________ at the flowers.

(ขณะที่เรากำลังเดินไปในสวนสาธารณะ  เธอมักจะหยุด _______________ที่ดอกไม้อยู่บ่อยๆ)

(a) to look   (เพื่อที่จะมองดู)

(b) looking   (การมองดู)

(c) looked

(d) for looking

ตอบ  -  ข้อ  (a)  เนื่องจาก  (Stop + To + Verb 1 =  “หยุดเพื่อที่จะทำสิ่งนั้นๆ”)  (Stop + Verb + ing =  “หยุดการกระทำสิ่งนั้นๆ”)

               ตัวอย่างที่ ๒

-   I remember that restaurant; we stopped there ____________ on our way to Korat. 

(ผมจำภัตตาคารนั้นได้  เราหยุด (แวะ) ที่นั่น________________ ในระหว่างทางไปโคราช)

(a) eating   (การกินอาหาร)

(b) ate

(c) to eat   (เพื่อกินอาหาร)

(d) eaten

ตอบ  -  ข้อ  (c)  เนื่องจาก  “หยุดหรือแวะเพื่อที่จะกินอาหาร (Stop to eat)

              ตัวอย่างที่ ๓

-       How did the cat get into the house?  I remember _______________ it out last night.

(แมวเข้ามาในบ้านได้อย่างไร  ผมจำได้ถึง ______________มันไปไว้ข้างนอกเมื่อคืนที่ผ่านมา)

(a)    put

(b)   to put

(c)   putting  (การจับ)

(d)   putting away

ตอบ  -  ข้อ  (c)  (Remember + Verb + ing =  “จำได้ถึงการกระทำสิ่งนั้นๆคือทำไปแล้วในอดีต  และยังจำได้ว่าทำ)  ส่วน “Remember + To + Verb 1”=  “จำได้ (ไม่ลืม) ที่จะทำสิ่งนั้นๆ”

สรุป  -  มีหลักไวยากรณ์ดังนี้  คือ  เราใช้ “Infinitive with to” (To + Verb 1) และ “Gerund (Verb + ing)  ตามหลังคำกริยา  “Remember, Forget, Try Stop”  แต่มีความหมายต่างกัน  เช่น

-         I remembered to buy him a newspaper.

(ผมจำได้ที่จะซื้อ (ไม่ลืมซื้อ) หนังสือพิมพ์ให้เขา)

-         I remembered buying him a newspaper.

(ผมจำได้ถึงการซื้อหนังสือพิมพ์ให้เขา  –  คือซื้อเมื่อเดือนที่แล้ว  และยังจำได้ว่าซื้อ)

-         She forgot meeting me in New York ten years ago.

(เธอลืมการได้พบกับผมในนิวยอร์คเมื่อ ๑๐ ปีมาแล้ว  –  คือเคยพบกันเมื่อ ๑๐ ปีมาแล้ว  แต่เธอจำไม่ได้แล้วว่าเคยพบ)

-         She forgot to meet me at my office yesterday.

(เธอลืมที่จะมาพบผมที่สำนักงานเมื่อวานนี้ – สรุปคือไม่ได้มาพบเพราะลืม)

-         He tried to swim across the dangerous river.

(เขาพยายามว่ายข้ามแม่น้ำที่มีอันตราย)

-         He tried eating the food his girlfriend cooked for him.

(เขาทดลองกินอาหารที่แฟนปรุงให้เขากิน)

-         They stopped working and went to a restaurant.

(พวกเขาหยุดการทำงาน  และไปภัตตาคารเพื่อกินอาหาร)

-         They stopped to work until late at night.

(พวกเขาหยุด (กิน, เล่น, พูดคุย, ฯลฯ) เพื่อที่จะทำงานจนกระทั่งดึกดื่น)

16. We have _____________ of candles and there’s none in the shop.

(เราได้ _____________________ เทียนไข  และไม่มีเหลือเลยในร้าน)

(a) run away(วิ่งหนี)

(b) run out   (หมด, ขาดแคลน, ไม่มี)

(c) run off   (จากไปอย่างรวดเร็วและในแบบลับๆ, แอบหนีไปกับ(ผู้ชาย), เทของเหลว, (ของเหลว) ไหลจากที่หนึ่งไปยังอีกที่หนึ่ง)

(d) run in   (to be run in = ถูกตำรวจจับ)

17. We really must ______________ some of our expenses soon.

(เราจะต้อง ______________ ค่าใช้จ่ายบางอย่างของเราโดยเร็ว  อย่างแท้จริง)

(a) cut   (ตัด, หั่น, ฟัน, แล่, ชำแหละ, เฉือน, เชือด, ปาด)

(b) cut off  (ตัดออก, ตัดบท, ยุติการกระทำ, เลิกคบค้า, ตัดความสัมพันธ์)

(c) cut away

(d) cut down   (ลด, ลดลง, ตัดทอน)

18. This ____________________ very good.

(______________ (นี้)___________________ ดีมากเลย)

(a) school which we have just seen is

(b) school, which we have just seen is

(c) school which we have just seen, is

(d) school, which we have just seen, is (โรงเรียน (นี้) ซึ่งเราเพิ่งจะได้เห็น)

ตอบ  -  ข้อ  (d)  เนื่องจากเป็น  “Non-defining Adjective Clause” คือ “อนุประโยคที่ขยายนามหรือสรรพนามแบบไม่เน้นหรือชี้เฉพาะลงไป  เนื่องจากคำนามหรือสรรพนามที่ถูกมันขยาย  มีความชัดเจนอยู่แล้ว หรือรู้อยู่แล้วว่าเป็นใครหรืออะไร  ซึ่งมีอยู่คนเดียวหรือสิ่งเดียวเท่านั้น  และอาจเป็นชื่อเฉพาะที่มีอยู่แห่งเดียวในโลกก็ได้  เช่น เมือง  ประเทศ  หรือบุคคลผู้นั้นผู้นี้  ดังนั้น  อนุประโยคที่มาขยายนามหรือสรรพนามนั้นๆ  จึงไม่ได้แยกมันออกจากนามหรือสรรพนามอื่นๆ  เพียงแต่มาบอกข้อมูลเพิ่มเติมเกี่ยวกับนามหรือสรรพนามนั้นเท่านั้น  ซึ่งถึงแม้ว่าจะไม่บอก (หรือมาขยายนาม-สรรพนามนั้น)  ผู้อ่าน-ผู้ฟัง ก็ยังคงเข้าใจอยู่ดีว่า  นามหรือสรรพนามนั้นหมายถึงใคร  สิ่งใด หรือเมืองใดประเทศใด  เราจึงเรียกอนุประโยค  เหล่านี้ว่า “Non-defining Adjective Clause”  เพราะเพียงแต่มาช่วยบอกข้อมูลเพิ่มเติมเท่านั้น  ซึ่งจะมีหรือไม่มีก็ได้  เพราะผู้อ่าน-ผู้ฟังก็ยังสามารถเข้าใจได้ว่า  หมายถึงใคร สิ่งใด หรือเมือง-ประเทศใด  ซึ่งอนุประโยคเหล่านี้จะต้องมีเครื่องหมาย “คอมม่า” กั้นข้างหน้าและข้างหลังมัน  เหมือนกับเป็นวงเล็บ  ที่มีข้อความระหว่างคอมม่าหรือวงเล็บ  มาช่วยบอกข้อมูลเพิ่มเติมเท่านั้น  จะมีหรือไม่มีก็ได้  ไม่ได้มีความสำคัญแต่อย่างใด  ดังเช่นประโยคข้างบน  “โรงเรียน (นี้) – ซึ่งเราเพิ่งได้เห็น –  ดีมากเลย”  ซึ่งเราจะเห็นว่า  “โรงเรียนนี้”  มีความชัดเจนอยู่แล้วว่าเป็นโรงเรียนแห่งใด  ดังนั้น  ข้อความ  “ซึ่งเราเพิ่งได้เห็น”  จึงเพียงมาบอกข้อมูลเพิ่มเติมเกี่ยวกับโรงเรียนนี้เท่านั้น 

มิได้แยกโรงเรียนนี้ออกจากโรงเรียนอื่นๆ  เหมือนกับใน “Defining Adjective Clause”  (ไม่ต้องมีเครื่องหมาย “คอมม่า” กั้นระหว่าง “Clause”) อนุประโยคดังกล่าวข้างต้น  จึงมิได้มีความสำคัญอย่างใด  จึงต้องมีเครื่องหมาย “คอมม่า”  กั้นระหว่างอนุประโยคเสมอ  ดังตัวอย่างข้างล่าง

-       Donald Trump, who is currently the American president, is a business tycoon.

(โดนัลทรัมพ์  - ผู้ซึ่งปัจจุบันเป็นประธานาธิบดีอเมริกา – เป็นนักธุรกิจผู้ร่ำรวยและมีอิทธิพลมาก)  (โดนัลทรัมพ์ มีอยู่คนเดียวในโลกนี้  อนุประโยคที่มาขยายจึงเพียงบอกข้อมูลเพิ่มเติม  มิได้แยกตัวเขาออกจากบุคคลอื่น  จึงต้องเป็น “Non-defining clause” ต้องมีเครื่องหมายคอมม่ากั้นระหว่าง clause    ข้อความที่มาขยายมิได้มีความสำคัญแต่อย่างใด)

      - Bangkok, which is the capital of Thailand, is a crowded city.

(กรุงเทพฯ – ซึ่งเป็นเมืองหลวงของประเทศไทย – เป็นเมืองที่มีประชากรหนาแน่น)

    - Mr. Collin Woods, who lives next door, is coming to see me.

(คอลลิน วูดส์ – ผู้ซึ่งอาศัยอยู่บ้านหลังถัดไป – กำลังจะมาพบผม)

     - Rome, where the tourists can visit many historic places, is one of the most ancient cities.

(กรุงโรม – ที่ซึ่งนักท่องเที่ยวสามารถไปเยือนสถานที่สำคัญทางประวัติศาสตร์มากมาย – เป็นเมืองเก่าแก่มากที่สุดเมืองหนึ่ง)

    - Ramkhamhaeng University, which is an open university, enrolls thousands of students each year.

(ม. รามคำแหง – ซึ่งเป็นมหาวิทยาลัยเปิด – ลงทะเบียนนักเรียนหลายพันคนในแต่ละปี)

    - Charles Dickens, who was a very famous writer, was poor all through his life.   

(ชาร์ลส ดิคเค่นส์  -  ผู้ซึ่งเป็นนักเขียนที่มีชื่อเสียง –  ยากจนตลอดชีวิตของเขา)

     - Ayuthaya, which we learnt about, was our former capital.

(อยุธยา – ซึ่งเราได้เรียนรู้เกี่ยวกับมัน – เป็นเมืองหลวงเก่าของเรา)

     - My house, of which the roof is made of brick, is going to be sold. 

(บ้านของผม – ซึ่งหลังคาทำด้วยอิฐ – กำลังจะถูกขายไป)

     - Dr. John Smith, whom I met in London, is an oculist.

(ด็อกเตอร์ จอห์น สมิธ  - ผู้ซึ่งผมพบในลอนดอน – เป็นจักษุแพทย์)

     - Our teacher of English, who has just returned from abroad, is getting married soon.

(ครูสอนภาษาอังกฤษของเรา – ผู้ซึ่งเพิ่งกลับมาจากต่างประเทศ – กำลังจะแต่งงานในไม่ช้า)

                จากประโยคตัวอย่างข้างต้นทั้งหมด  จะเห็นว่าทุกประโยคมี  “Non-defining Clause” ขยายประธานของประโยค  และต้องมีเครื่องหมายคอมม่าคั่นอยู่ระหว่าง “Clause” ซึ่งไม่สู้จะมีความจำเป็นแก่ใจความในประโยคเท่าใดนัก  เนื่องจากประธานฯ เป็นที่ทราบกันดีอยู่แล้วว่า  เป็นใคร  เป็นอะไร  สิ่งไหน หรือ ของใคร  ดังนั้น “Clause” ที่เพิ่มเข้ามาในประโยค (ขยายประธานฯ)  จึงเพียงแต่บอกข้อมูลเพิ่มเติมจากสิ่งที่รู้กันดีอยู่แล้วเท่านั้น  แม้จะตัดข้อความที่เพิ่มเข้ามานี้ทิ้งไป  ก็จะไม่ทำให้ประโยคนั้นเสียใจความแต่อย่างใด  ทั้งนี้จะต้องมีเครื่องหมายคอมม่าคั่นหน้า-หลัง “Clause” เสมอ (ในกรณีขยายประธานฯ ประโยค)  หรือคั่นเฉพาะข้างหน้า “Clause”  (ในกรณีขยายคำนามที่อยู่กลางประโยค)

         สรุป  -  เราสามารถสรุปลักษณะของ “Non-defining Clause”  ได้ดังนี้

๑.                   ไม่มีความจำเป็นแก่ใจความในประโยค  เพียงแต่มาบอกข้อมูลเพิ่มเติมให้ละเอียดมากขึ้นจากสิ่งที่รู้อยู่แล้วเท่านั้น

๒.                 ต้องมีเครื่องหมายคอมม่า  คั่นหน้าและหลัง “Clause” เสมอ

๓.                  ต้องใช้ “Relative Pronoun” ซึ่งไม่มีลักษณะชี้เฉพาะเจาะจง เช่น Who”  “Whom”  “Where”  หรือ “Which” เป็นต้น  จะใช้  “That  ไม่ได้  และต้องให้สอดคล้องกับหน้าที่  (Function)  ของมันด้วย

              สำหรับ  “Defining Adjective Clause”  ใช้ขยายนามหรือสรรพนามที่อยู่ข้างหน้า  เพื่อให้ได้ใจความสมบูรณ์และชัดเจนขึ้นว่า  เป็นคนไหน  สิ่งไหน  อะไร  ของใคร  เป็นต้น  ทั้งนี้  หากไม่มี “Defining Adjective Clause” มาขยายแล้ว  คำนามหรือสรรพนามที่กล่าวถึงนั้นก็จะไม่เจาะจง  จะเป็นเพียงการกล่าวลอยๆ  ยากที่ผู้ฟังจะเข้าใจได้ชัดเจนว่าเป็นใคร  อะไร หรือของใคร  ทั้งนี้  เพราะขาด  “Defining Adjective Clause” มาช่วยขยายความหรือชี้เฉพาะให้เห็นเด่นชัดนั่นเอง  กล่าวคือ  มาช่วยแยกนามหรือสรรพนามตัวที่ถูกมันขยาย  ออกจากนามหรือสรรพนามทั่วๆไป  เพื่อให้รู้ว่า เป็นใคร อะไร  สิ่งไหน ที่มีความชัดเจนมากยิ่งขึ้น  ดังประโยคตัวอย่างข้างล่าง

        - The robber was arrested.

(โจรถูกจับ)

      - The car belongs to my father.

(รถยนต์เป็นของพ่อของผม)

      - The house is near the railway station

(บ้านอยู่ใกล้สถานีรถไฟ)

       - The police questioned the woman.

(ตำรวจซักถามผู้หญิง)

       - The plan was finally turned down.

(แผนในที่สุดถูกปฏิเสธ)

       - The subject is English.

(วิชาคือภาษาอังกฤษ)

       - He will take us to the town.

(เขาจะพาเราเข้าเมือง)

       - Some of the boys didn’t come to my party.

  (เด็กบางคนไม่มางานเลี้ยงของผม)    

                  จากทุกประโยคที่ยกมาข้างบน  ผู้ฟังจะไม่รู้เลยว่า ขโมยคนไหนถูกจับ  รถคันไหนเป็นของพ่อผม  บ้านหลังไหนอยู่ใกล้สถานีรถไฟ  ตำรวจซักถามผู้หญิงคนไหน  แผนอะไรที่ถูกปฏิเสธ  วิชาอะไรคือภาษาอังกฤษ  เขาจะพาเราไปเมืองไหน  เด็กคนไหนที่ไม่มางานเลี้ยง  อย่างไรก็ตาม  เมื่อเราเพิ่ม  “Defining Adjective Clause”  เข้าข้างหลังคำนาม (ประธานประโยค)  ใจความก็จะสมบูรณ์ยิ่งขึ้น  เช่น

        - The robber who plundered the bank yesterday was arrested.

(โจรซึ่งปล้นธนาคารเมื่อวานนี้ถูกจับ)

     - The car which I drive to the university belongs to my father.

(รถซึ่งผมขับไปมหาวิทยาลัยเป็นของพ่อของผม)

     - The house where I live is near the railway station.

(บ้านที่ผมอาศัยอยู่ใกล้สถานีรถไฟ)

     - The police questioned the woman whose car was stolen.

(ตำรวจซักถามผู้หญิงซึ่งรถของเธอถูกขโมย)

     - The plan which I proposed to the committee was finally turned down.  (แผนซึ่งผมเสนอต่อคณะกรรมการได้รับการปฏิเสธในที่สุด)

      - The subject in which I am interested is English.

(วิชาซึ่งผมสนใจคือภาษาอังกฤษ)

      - He will take us to the town where we can see old temples.

(เขาจะพาเราไปที่เมือง  ซึ่งเราสามารถดูวัดเก่าแก่ได้)

     - Some of the boys (whom) I invited did not come to my party.

(เด็กบางคนซึ่งผมเชิญไม่มางานเลี้ยงของผม)

           สรุป  -  จากประโยคข้างบนที่มี  “Defining Adjective Clause” ขยายประธาน  หรือคำนามข้างในประโยค  เราสามารถสรุปลักษณะของ “Defining Adjective Clause”  ได้ดังนี้

          ๑, ทำหน้าที่ขยายนามที่อยู่ข้างหน้า  เพื่อให้ได้ใจความที่สมบูรณ์และชัดเจนยิ่งขึ้นว่า  หมายถึงใคร  อะไร  (คือแยกนามนั้นออกจากนามตัวอื่นๆ)

          ๒. ไม่มีเครื่องหมาย “คอมม่า” คั่นอยู่ระหว่างคำนาม (ประธานประโยค หรือคำนามที่อยู่กลางประโยค)  กับ  “Defining Adjective Clause

       ๓, ใช้คำ “Relative Pronoun” ที่ขึ้นต้น (นำหน้า)  “Defining Adjective Clause”  ให้เหมาะสมกับนามที่ถูกมันขยาย  และหน้าที่ของมันด้วย   

19. _______________ the headmistress, we shall pay a visit to London next month.

(_______________  ครูใหญ่หญิงกล่าวไว้  เราจะไปเยือนลอนดอนในเดือนหน้า)

(a) Owing to   (เนื่องมาจาก)

(b) According to  (สอดคล้องกับ)

(c) In case of    (ในกรณีของ, ในกรณีที่เกิด.........)

(d) In spite of   (ทั้งๆที่)

ตอบ  -  ข้อ  (b)  สำหรับ “In case of, In spite of” ดูตัวอย่างประโยคในข้อ ๑ ของข้อสอบชุดนี้  สำหรับประโยคตัวอย่างของ “Owing to (= Due to = Because of = On account of” และ “According to”  เช่น

       - Owing to (Due to) the heavy rain, we could not go out.

(เนื่องมาจากฝนตกหนัก  เราไม่สามารถออกไปข้างนอก)

      - Owing to (Because of) an accident, the train was delayed for 2 hours.   (เนื่องมาจากอุบัติเหตุ  รถไฟถูกทำให้ล่าช้าไป ๒ ชั่วโมง)

      - He could not go university owing to (on account of ) his poverty.   (เขาไม่สามารถเรียนมหาวิทยาลัย  เนื่องมาจากความยากจน) 

      - According to the weather forecast, there will be a lot of rain next week.   (ตามที่พยากรณ์อากาศว่าไว้  จะมีฝนมากสัปดาห็หน้า)

      - According to the company’s manager, the staff will be allowed a long holiday next month. 

(ตามที่ผู้จัดการบริษัทบอกไว้  พนักงานจะได้รับอนุญาตให้หยุดยาวในเดือนหน้า) 

      - The family will move to a new place soon according to the father.   (ครอบครัวจะย้ายไปอยู่ที่สถานที่แห่งใหม่ในเร็วๆนี้  ตามที่พ่อบอกไว้)

20. Victor’s car was too badly damaged to be worth _____________.

(รถยนต์ของวิคเตอร์ได้รับความเสียหายมากจนเกินกว่าที่จะคุ้มค่า ____________ )

(a) repaired

(b) repair

(c) to repair

(d) repairing  (การซ่อมแซม)

(e) to be repaired

ตอบ  -  ข้อ  (d)  เนื่องจาก  “To be worth (คุ้มค่า, ควรค่า) + Verb + ing”  ทั้งนี้  มีคำคุณศัพท์ ๒ ตัว ที่ต้องตามด้วย “Gerund” (Verb + ing)  คือ Worth”  (คุ้มค่า, ควรค่า)  และ “Busy” (ยุ่งอยู่กับ)  ดังตัวอย่างประโยคข้างล่าง

-         She was busy reading in the library. 

(เธอยุ่งอยู่กับการอ่านหนังสือในห้องสมุด)

-         They are busy preparing for the party.

(พวกเขายุ่งอยู่กับการเตรียมงานเลี้ยง)

-         Lots of things in this shop are worth buying.

(หลายสิ่งในร้านนี้ควรค่า (คุ้มค่า) ต่อการซื้อ)

-         These newspapers are not worth reading.

(หนังสือพิมพ็เหล่านี้ไม่ควรค่าต่อการอ่าน)

21. What are you trying to get ________________?

(คุณกำลังพยายามจะหมายความว่าอย่างไร ____________________)

(ถามด้วยความสงสัยหรือข้องใจเมื่อเห็นว่าอีกฝ่ายหนึ่งไม่สบายใจ  หรือ สิ่งที่อีกฝ่ายหนึ่งพูดอาจไม่จริง หรือไม่เป็นธรรม)

(a) about

(b) at   {get at = หมายความ, จะให้ (อีกฝ่าย, ผู้ฟัง) เข้าใจ (ว่าอย่างไร)}

(c) in

(d) on

ตอบ  -  ข้อ  (b)  ดูเพิ่มเติมการใช้  “At” จากวลีต่อไปนี้   “at a high speed” =  ด้วยความเร็วสูง)  “sit at a table” (นั่งที่โต๊ะ)  “land at a small airport(ร่อนลงที่สนามบินเล็กๆ)  “at both ends” (ที่ปลายทั้ง ๒ ข้าง)  “a knock at the door” (การเคาะที่ประตู)  “at a beach club” (ที่สโมสร ณ ชายหาด)  “at a funeral” (ที่งานศพ)  “at a press conference” (ที่การให้สัมภาษณ์หนังสือพิมพ์)  “at a high school dance” (ที่งานเต้นรำของโรงเรียน)  “at the office” (ณ ที่ทำงาน)  “at breakfast”(เมื่อเวลาอาหารเช้า)  “to stare at a garage roof” (จ้องมองไปที่หลังคาโรงรถ)  “to wave down at him” (โบกมือให้เขา)  “to throw petals at his car”  (โยน – โปรย – กลีบดอกไม้ที่รถของเขา)   “at a distance”  (ในระยะไกล)  “at a standstill”  (หยุดชะงัก, หยุดนิ่งอยู่กับที่)  “at 10:00 a.m.”(ตอน ๑๐ โมงเช้า)  “at dawn” (ตอนรุ่งอรุณ) “at once” (โดยทันทีทันใด)  “at his wit’s end”  (เขาหมดปัญญา, จนปัญญา, ไม่รู้จะทำอย่างไรดี)   “at loose ends”  (ไม่มีอะไรทำ, ไม่มีงานทำ, ไม่รู้จะทำอะไร ดี, ยังไม่แน่ใจว่าจะทำอะไรต่อไป, ยังไม่ตัดสินใจ)  “at a later stage” (ในระยะหรือขั้นตอนต่อไป)  “at a time of high unemployment” (ณ ช่วงเวลาที่มีการว่างงานสูง)  “to start work at sixteen” (เริ่มทำงานตอนอายุ ๑๖)  “to die at eighty-three”  (ตายเมื่ออายุ ๘๓)  “to grow at an astonishing rate” (เติบโตในอัตราที่น่าพิศวง)  “to buy or sell it at $ 100” (ซื้อหรือขายที่ราคา ๑๐๐ เหรียญ)  “at 100 miles per hour” (ที่ ๑๐๐ ไมล์ต่อชั่วโมง)  “the radio playing at full volume” (วิทยุเปิดสุดเสียง)  “to set a pass mark at 60 percent” (ตั้งคะแนนผ่านที่ ๖๐ เปอร์เซ็นต์)  “to work harder at his thesis” (ขยันมากขึ้นกับวิทยานิพนธ์)  “to aim at bringing down the inflation rate” (มีเป้าหมายเพื่อลดอัตราเงินเฟ้อ)  “to go at the invitation of his neighbors” (ไปเพราะการเชื้อเชิญของเพื่อนบ้าน) “to leave at the director’s command”  (จากไปเพราะคำสั่งของผู้อำนวยการ)  “at liberty” (มีอิสรเสรีที่จะทำอะไร, มิได้ถูกขัดขวางหรือหยุดยั้ง) “to be at war”(ทำสงคราม)  to put his life at risk” (ทำให้เขาต้องเสี่ยงชีวิต)  “to read at random” (อ่านแบบสุ่มๆ – คือไม่เฉพาะเจาะจง)  “at gun point” (โดยเอาปืนจี้หัว)  “to fly at their expense” (บินไปโดยค่าใช้จ่ายของพวกเขา)  “to be at her best” (อยู่ในช่วงที่ดีที่สุดของเธอ)  “at a guess” (โดยการเดาหรือทาย)  “at a rough estimate”  (โดยประมาณการอย่างคร่าวๆ)  “good at swimming” (ว่ายน้ำเก่ง)  “clever at mathematics” (เก่งคณิตศาสตร์)  “bad at cooking”  (ปรุงอา หารไม่เก่ง)  “an expert at shooting”  (เป็นผู้เชี่ยวชาญด้านการยิงปืน)  “be delighted at the success” (ปลาบปลื้ม-ยินดี กับความสำเร็จ)  “feel sorry at his dismissal” (รู้สึกเสียใจกับการถูกไล่ออกของเขา)  “feel glad at a new job” (รู้สึกดีใจกับงานใหม่)  “at first”(ในตอนแรก)  “at last”  (ในที่สุด)  “at least”  (อย่างน้อยที่สุด)  “at leisure”  (มีเวลาว่าง, ไม่ได้ทำงาน, ไม่ได้มีงานยุ่ง)  “at length”  (อย่างละเอียด, อย่างเต็มที่, ในที่สุด)  “at most, at the most”  (อย่างมากที่สุด)   “at loggerheads”  (ทะเลาะกัน, ต่อสู้กัน, เป็นปฏิปักษ์ต่อกัน)“at present”  (ในปัจจุบัน)  “at the same address” (ณ ที่อยู่เดิม)“at 33 Albert Street”(บ้านเลขที่ ๓๓ ถนนอัลเบิร์ต)  “at the hairdresser’s”  (ที่ร้านทำผม)  “at church”  (ที่โบสถ์ – ไปทำพิธี)  “at home”  (ที่บ้าน)  “to be at work”  (กำลังทำงานหรือยุ่งอยู่กับกิจกรรมอะไรบางอย่าง, สถานการณ์หรือกระบวนการที่กำลังมีผลกระทบหรืออิทธิพล)  “at school” (ที่โรงเรียน) “at college”  (ที่มหาวิทยาลัย)   “arrive at the airport” (มาถึงที่สนามบิน) “at night” (ตอนกลางคืน)  “at Easter” (ช่วงเทศกาลอีสเตอร์)  “at the weekend” (ตอนสุดสัปดาห์)  “I don’t understand it at all.”  (ผมไม่เข้าใจมันเลย)  “I can hardly hear you at all.”  (ผมแทบจะไม่ได้ยินเสียงคุณเลย – เสียงคุณแผ่วเบามาก)   “It is not at all likely he will come.”  (แทบจะเป็นไปไม่ได้เลยที่เขาจะมา  -  คือมีโอกาสเกิดขึ้นน้อยมาก)  “Can it be done at all?”  (มันจะสามารถทำได้ไหมนี่)  “She will walk with a limp, if she walks at all.”  (เธอจะต้องเดินขากระเผลก-ขาเป๋  ถ้าเธอยังเดินได้  -  หมายถึงเธออาจจะเดินไม่ได้อีกเลย)   “at all costs”  (ไม่ว่าจะต้องเสียเงิน เวลา หรือความพยายามเพียงใด  Carl is determined to succeed in his new job at all costs.”   (คาร์ลมุ่งมั่นที่จะประสบความสำเร็จในงานใหม่ของเขา  โดยไม่สนใจว่าจะต้องทำงานหนักเพียงใด)   “Regardless of the results, Mr. Jackson intended to save his son’s eyesight at all costs.”  (โดยไม่คำนึงถึงผลลัพธ์  มิสเตอร์แจ๊คสันตั้งใจที่จะรักษาสายตาของลูกชายตน  ไม่ว่าจะต้องใช้เวลาหรือเงินมากมายเพียงใด)  “at a loss”  (ในสภาพที่ไม่แน่นอน, ไม่รู้อะไรเลย, งุนงงสับสนไปหมดจนทำอะไรไม่ถูก, จนปัญญา)  “A good salesman is never at a loss for words.”  (นักขายที่ดีไม่เคยจนปัญญาที่จะพูดเพื่อขายสินค้า)  “When Don missed the last bus, he was at a loss to know what to do.”  (เมื่อดอนตกรถเมล์เที่ยวสุดท้าย  เขางุนงงสับสนจนไม่รู้ว่าจะทำอย่างไร  -  คือไม่รู้ว่าจะหาทางกลับบ้านอย่างไร)  “at anchor” (แอ๊ง-เคอะ  -  จอดลอยลำทอดสมออยู่)  “at any rate”  (อย่างไรก็ตาม, อย่างไรก็ดี)  “keep him at arms length”  (ไม่คบค้าสมาคมกับเขา, ไม่ทำตัวสนิทสนมกับเขา)  “at a snail’s pace”  (อย่างเชื่องช้าอืดอาด, คืบหน้าไปทีละหน่อยเหมือนหอยทาก)  “one at a time”  {(เข้ามาในห้อง, ขึ้นรถเมล์) ทีละคน}  “run up the steps two at a time”  (ขึ้นบันไดทีละ ๒ ขั้น)  “at best, at the best”  (อย่างดีที่สุด)  “at ease”  (สบาย, ไม่มีความเจ็บปวดหรือสิ่งรบกวน)  “at every turn”  (ทุกครั้ง, ตลอดเวลา)  “at fault”  (ถูกตำหนิ, รับผิดชอบต่อความผิดพลาดหรือความล้มเหลว)   “at first glance, at first sight”  (เมื่อแรกเห็น, หลังจากมองครั้งแรกอย่างรวดเร็ว)   “at hand, at close hand”  (อยู่ใกล้ตัว, เอื้อมถึงได้ง่าย, กำลังจะมาถึงเร็วๆนี้)   “at large”  {(คนร้าย) ยังลอยนวล, ยังจับตัวไม่ได้}