หมวดข้อสอบ TOEIC (ตอนที่ 46)

Part V : Sentence Completion  (ส่วนที่ 5 :  การเติมประโยคให้สมบูรณ์)

Choose the best alternative to make a correct sentence.

(จงเลือกข้อที่ดีที่สุดเพื่อทำให้ประโยคมีความถูกต้อง)

1. “______________ coffee have you drunk today?”

(คุณดื่มกาแฟ _________________________วันนี้)

“Three cups.”  ( ๓ ถ้วยครับ)

(a) How many cups  (มากกี่ถ้วย)

(b) What kind of  (ชนิดใด)

(c) How many (มากเท่าใด)  (ใช้กับคำนามพหูพจน์)

(d) How much  (มากเท่าใด)  (ใช้กับคำนามนับไม่ได้ – เป็นเอกพจน์เสมอ)

ตอบ  -  ข้อ  (d)  เนื่องจาก “Coffee”  เป็นนามนับไม่ได้   จึงต้องใช้กับ “Much” สำหรับข้อ (a)  ก็ใช้ได้  แต่ต้องแก้เป็น  “How many cups of

2. _________________ there were bears in England.

(________________________  มีหมีอยู่ในประเทศอังกฤษ)

(a) Many hundreds years ago   (เมื่อหลายร้อยปีมาแล้ว)

(b) A hundred of years ago   (เมื่อ ๑๐๐ ปีมาแล้ว)

(c) Hundreds of years ago   (เมื่อหลายร้อยปีมาแล้ว)

(d) One hundred of years ago   (เมื่อ ๑๐๐ ปีมาแล้ว)

ตอบ  -  ข้อ  (c)  หรือ ข้อ  (a)  แต่ต้องแก้เป็น “Many hundred years ago”  หรือ ข้อ  (b)  แต่ต้องแก้เป็น  “A hundred years ago”  หรือ ข้อ  (d) แต่ต้องแก้เป็น  “One hundred years ago

3. I hope you will try ______________ harder next time.

(ผมหวังว่าคุณจะพยายามมากขึ้น ____________________ ในคราวหน้า)

(a) less

(b) more

(c) some

(d) a little   (เล็กน้อย, นิดหน่อย)

(e) very

ตอบ  -  ข้อ  (d)  เมื่อขยายการเปรียบเทียบ  “ขั้นกว่า”  (Comparative degree)  เช่น   ใหญ่กว่า, ร้อนกว่า, แพงกว่า  และต้องการบอกว่า  “เล็กน้อย, นิดหนึ่ง”  ให้ใช้  A little, A bit หรือ A little bit” ขยาย  เช่น  “A little bigger” (ใหญ่กว่านิดหน่อย),  A little hotter” (ร้อนกว่าเล็กน้อย),  “A bit colder” (หนาวกว่านิดหน่อย),  “A little more expensive”  (แพงกว่าเล็กน้อย),  “A bit more interesting”  (น่าสนใจกว่านิดหน่อย),  “A little bit more important (สำคัญกว่าเล็กน้อย)  เป็นต้น

                       ในกรณีที่ต้องการบอกว่า  “ใหญ่กว่ามาก”  “เล็กกว่ามาก”  “ร้อนกว่ามาก”  สวยกว่ามาก”   ให้ใช้  “Much” และ  “Far”  ขยาย   (ห้ามใช้ “Very”)  ดังประโยคตัวอย่างข้างล่าง

           ตัวอย่างที่ ๑

-         She looks much ______________ this morning.

(เธอมีท่าทาง _______________________ อย่างมากเช้าวันนี้)

(a) happy

(b) happily

(c) happier   (มีความสุขมากขึ้น)

(d) happiness   (ความสุข)

(e) happiest   (มีความสุขที่สุด)

ตอบ  -  ข้อ  (c)  เนื่องจากเป็นการเปรียบเทียบ  “ขั้นกว่า” (Comparative degree)  เพียงแต่ไม่มี  “Than” ปรากฎให้เห็น  แต่จริงๆแล้วเป็นการเปรียบเทียบกับอดีต  เช่น  เมื่อวานนี้  หรือ สัปดาห์ที่แล้ว  ข้อสังเกตอีกอย่างคือ  ถ้าไม่มีการเปรียบเทียบ  จะต้องใช้ Veryแทน “Much” เพื่อขยาย  “Happy”ส่วนการจะบอกว่า  มีความสุขมากขึ้น  “อย่างมาก” ให้ใช้ “Muchและ “Far” เท่านั้น  (สำหรับความหมาย  “อย่างมาก”)   ห้ามใช้Very

           ตัวอย่างที่ ๒

-         The scenery looks ______________ in December than in April.

(ภูมิประเทศ – ทิวทัศน์ – มีลักษณะ ____________________ ในเดือนธันวาคม กว่าเดือนเมษายน)

(a) far pleasant

(b) much more pleasant  (น่ารื่นรมย์มากกว่ากัน (อย่าง) มากมาย)

(c) very pleasant

(d) much more pleasantly

ตอบ  –   ข้อ  (b)  เนื่องจากการเปรียบเทียบ  “ขั้นกว่า”  (Comparative degree)  ถ้าต้องการบอกว่า  “มากกว่าอย่างมากมาย” เช่น  “ใหญ่กว่ามาก”  “เล็กกว่ามาก”  “หนาวกว่ามากฯลฯ  สามารถใช้คำแทนคำว่า  “อย่างมากมาย”  ได้ ๒ คำ คือ Much” และ “Far”  ห้ามใช้Very  สำหรับในประโยคข้างบน  จะใช้  “far more pleasant” ก็ได้

                   ตัวอย่างอื่นๆเช่น“much bigger” (ใหญ่กว่ามาก)  “much older” (แก่กว่ามาก) “far hotter” (ร้อนกว่ามาก)  “far colder” (หนาวกว่ามาก)“much more important” (สำคัญกว่ามาก)  “much more complicated” (ยุ่งยากหรือสลับซับซ้อนกว่ามาก)  “far smaller” (เล็กกว่ามาก)  “far thinner” (ผอมหรือบางกว่ามาก)  “far more beautiful” (สวยกว่ามาก)

4. He will do it if he _________________.

(เขาจะทำมันถ้าเขา __________________________ )

(a) can to

(b) is able

(c) is possible   (เป็นไปได้)

(d) is able to   (สามารถ)

ตอบ  -  ข้อ  (d)  “Is (am, are) + able + to”  เสมอ   ส่วน “Can” ไม่ต้องตามด้วย    “To”  สำหรับข้อ  (c)  ก็อาจใช้ได้เช่นกัน  ถ้าเปลี่ยนรูปประโยคเป็น  “He will do it if (it is) possible.” (เขาจะทำมันถ้าหากเป็นไปได้)

5. There is no need ______________ all to study slang.

(ไม่มีความจำเป็น __________________ เลย  ที่จะศึกษาสแลง  -  คือภาษาตลาด หรือ ภาษาที่ใช้เฉพาะกลุ่มคนหรืออาชีพ)

(a) for

(b) at   (ใดๆ)

(c) to

(d) in

ตอบ  -  ข้อ  (b) “At all”  มักใช้ในประโยคปฏิเสธ  หมายถึง  “ไม่.........เลย”  “ไม่..........สักนิด”  “ไม่.............โดยสิ้นเชิง”  เช่น ในประโยค 

         - I don’t like this movie at all.

(ผมไม่ชอบหนังเรื่องนี้สักนิดเดียว)

        - There was no use at all to apologize after you had made such a big mistake.

(ไม่มีประโยชน์เลยสักนิดที่จะมาขอโทษ  หลังจากคุณได้ทำความผิดอย่างใหญ่โตเช่นนั้น)

        - She does not love him at all.

(เธอไม่ได้รักเขาแต่อย่างใดเลย)

                    สำหรับวลีอื่นๆที่ใช้   Preposition  “At”   ได้แก่“at a high speed” =  ด้วยความเร็วสูง)  “sit at a table”(นั่งที่โต๊ะ)  “land at a small airport”(ร่อนลงที่สนามบินเล็กๆ)  “at both ends” (ที่ปลายทั้ง ๒ ข้าง)  “a knock at the door”  (การเคาะที่ประตู)  “at a beach club”  (ที่สโมสร ณ ชายหาด) “at a funeral” (ที่งานศพ)  “at a press conference”  (ที่การให้สัมภาษณ์หนังสือพิมพ์)  “at a high school dance”  (ที่งานเต้นรำของโรงเรียน) at the office” (ณ ที่ทำงาน)  “at breakfast”  (เมื่อเวลาอาหารเช้า)  “to stare at a garage roof”  (จ้องมองไปที่หลังคาโรงรถ)  “to wave down at him” (โบกมือให้เขา)  “to throw petals at his car” (โยน – โปรย – กลีบดอกไม้ที่รถของเขา)   “at a distance”  (ในระยะไกล)  “at 10:00 a.m.”  (ตอน ๑๐ โมงเช้า)  “at dawn”  (ตอนรุ่งอรุณ)“  at once”  (โดยทันทีทันใด)  “at a later stage” (ในระยะหรือขั้นตอนต่อไป)  “at a time of high unemployment”  (ณ ช่วงเวลาที่มีการว่างงานสูง) “to start work at sixteen” (เริ่มทำงานตอนอายุ ๑๖)  “to die at eighty-three”  (ตายเมื่ออายุ ๘๓)  “to grow at an astonishing rate” (เติบโตในอัตราที่น่าพิศวง)  “to buy or sell it at $ 100”  (ซื้อหรือขายที่ราคา ๑๐๐ เหรียญ)  “at 100 miles per hour” (ที่ความเร็ว ๑๐๐ ไมล์ต่อชั่วโมง)  “the radio playing at full volume”  (วิทยุเปิดสุดเสียง)  “to set a pass mark at 60 percent” (ตั้งคะแนนผ่านที่ ๖๐ เปอร์เซ็นต์)  “to work harder at his thesis”  (ขยันมากขึ้นกับวิทยานิพนธ์)  “to aim at bringing down the inflation rate”  (มีเป้าหมายเพื่อลดอัตราเงินเฟ้อ)  “to go at the invitation of his neighbors” (ไปเพราะการเชื้อเชิญของเพื่อนบ้าน)  “to leave at the director’s command” (จากไปเพราะคำสั่งของผู้อำนวยการ)  “to remain at liberty” (ยังคงมีอิสรเสรี)  “to be at war”  (ทำสงคราม)  “to put his life at risk” (ทำให้เขาต้องเสี่ยงชีวิต)  “to read at random”  (อ่านแบบสุ่มๆ – คือไม่เฉพาะเจาะจง)  “at gun point” (โดยเอาปืนจี้หัว)  “to fly at their expense” (บินไปโดยค่าใช้จ่ายของพวกเขา)   “to be at her best”  (อยู่ในช่วงที่ดีที่สุดของเธอ)  “at a guess”  (โดยการเดาหรือทาย)  “at a rough estimate” (โดยประมาณการอย่างคร่าวๆ)  “good at swimming”  (ว่ายน้ำเก่ง)  “clever at mathematics” (เก่งคณิตศาสตร์)  “bad at cooking”  (ปรุงอาหารไม่เก่ง)  “an expert at shooting”  (เป็นผู้เชี่ยวชาญด้านการยิงปืน)  “be delighted at the success”  (ปลาบปลื้ม-ยินดี กับความสำเร็จ)  “feel sorry at his dismissal”  (รู้สึกเสียใจกับการถูกไล่ออกของเขา)  “feel glad at a new job” (รู้สึกดีใจกับงานใหม่)  “at first”  (ในตอนแรก)  “at last”  (ในที่สุด)  “at the same address”  (ณ ที่อยู่เดิม)  “at 33 Albert Street” (บ้านเลขที่ ๓๓ ถนนอัลเบิร์ต)  “at the hairdresser’s” (ที่ร้านทำผม)  “at church” (ที่โบสถ์ – ไปทำพิธี)  “at home” (ที่บ้าน)  “at work” (ที่ทำงาน)  “at school” (ที่โรงเรียน)  “at college”(ที่มหาวิทยาลัย)  “arrive at the airport” (มาถึงที่สนามบิน)  “at night” (ตอนกลางคืน)  “at Easter”  (ช่วงเทศกาลอีสเตอร์)  at the weekend”  (ตอนสุดสัปดาห์)  “I don’t understand it at all” (ผมไม่เข้าใจมันเลย)

6. Do you find _______________ difficult to study German?

(คุณพบว่า __________________ ยากที่จะศึกษาภาษาเยอรมันไหม)

(a) any

(b) yourself

(c) it   (มัน)

(d) (No word is needed.)

ตอบ  -  ข้อ  (c)  เนื่องจากเป็นไปตามโครงสร้าง  “Subject + find + it + Adjective + to + Verb 1”  เช่น

-         We find it hard to believe what he said.

(เราพบว่ายากที่จะเชื่อในสิ่งที่เขาพูด)

-         I found it impossible to win the first price in lottery.

(ผมพบว่าเป็นไปไม่ได้ที่จะถูกล็อตเตอรี่รางวัลที่ ๑)

-         She finds it necessary to get a job before getting married.

(เธอพบว่าจำเป็นที่จะต้องได้งานทำก่อนแต่งงาน)

-         They found it unbelievable to see a UFO flying close to their home.

(เขาพบว่าแทบไม่น่าเชื่อที่ได้เห็นจานผีบินอยู่ใกล้บ้านของพวกเขา)

7. I’m not used _______________ to in that impolite way.

(ผมไม่คุ้นเคยกับการ ____________________ด้วยในแบบที่ไม่สุภาพเช่นนั้น)

(a) to speak

(b) to be spoken

(c) to being spoken   (ถูกพูดคุยด้วย)

(d) to be speaking

ตอบ  -  ข้อ  (c)  เนื่องจาก  “Be used to” หรือ “Get used to”  (คุ้นเคย, เคยชิน)  ต้องตามด้วยคำนาม หรือ “Gerund” (Verb + ing)  ซึ่งถือเป็นรูป  “Active voice”  (ประธานของประโยคเป็นผู้กระทำกริยา)   แต่ในกรณีของประโยคข้างบน  ต้องอยู่ในรูป  “Passive voice” (Be + Verb 3)  เนื่องจากประธานฯเป็นผู้ถูก กระทำ  (ถูกพูดคุยด้วย)   ดังนั้น  เมื่อ “Gerund” (Verb + ing)  และ Passive voice” (Be + Verb 3) มารวมกัน  จะได้โครงสร้างดังนี้  คือ  Being + Verb 3” กล่าวคือ  ได้มาจาก  “Get used to + Verb ing” + “Be + Verb 3”โดยเอาตัวหลังของคำหน้า  +  ตัวหน้าของคำหลัง  ซึ่งผลลัพธ์ออกมาเป็น  “Get used to + being + Verb 3”  ดังตัวอย่างประโยคข้างล่าง

-         She is (gets) used speaking to her neighbors.

(เธอคุ้นเคย-เคยชินกับการพูดคุยกับเพื่อนบ้าน)  (เป็น Active voice เพราะเธอเป็นผู้พูด – ผู้กระทำ)

-          She is not (does not get) used to being spoken to in that rude manner.

(เธอไม่คุ้นเคยกับการถูกพูดคุยด้วย  ในกริยาท่าทาง (ของผู้พูด) ที่หยาบคายเช่นนั้น)  (เป็น  Passive voice  เพราะเธอเป็นผู้ถูกพูดด้วย – ผู้ถูกกระทำ)

              สำหรับตัวอย่างของ “Be (get) used to”  แบบ “Passive voice”  เช่น

          - The students are not used to being assigned so much work.

 

(นักเรียนไม่คุ้นเคยกับการถูกมอบหมายงานให้ทำในปริมาณมาก)

         - We do not get used to being told to get up so early.

(เราไม่คุ้นเคยกับการถูกบอกให้ตื่นนอนแต่เช้ามากๆ)

         - She is not used to being invited to a party filled with so many celebrities.

(เธอไม่คุ้นเคยกับการถูกเชื้อเชิญไปงานเลี้ยง  ที่เต็มไปด้วยคนมีชื่อเสียงจำนวนมากมาย)

8. Without petrol commerce and industry would be ______________

a standstill.

(ถ้าหากปราศจากการค้าขายน้ำมัน  (แล้วละก็)  อุตสาหกรรมจะ______________ชะงักงัน – หรือหยุดอยู่กับที่)

(a)   on

(b)  at   (at a standstill = หยุดชะงัก, หยุดนิ่งอยู่กับที่)

(c)   in

(d)  to

(e)   into

ตอบ  -  ข้อ  (b)  ดูเพิ่มเติมการใช้   “AT”   ในข้อ ๕ ของข้อสอบชุดนี้

9. I can’t help _______________ of my past life.

(ผมอดไม่ได้ที่จะ ____________________ ชีวิตในอดีตของผม)

(a) think

(b) to think

(c) thinking   (คิดถึง)

(d) to thinking

ตอบ  -  ข้อ   (c)  เนื่องจาก  “Can’t help” (อดไม่ได้)  ต้องตามด้วย  “Gerund” (Verb + ing)   ดูเพิ่มเติมกลุ่มคำกริยาที่ต้องตามด้วย  “Gerund”  หรือ คำนาม จากประโยคข้างล่าง

-   I don’t feel like ______________ now.

(ผมไม่รู้สึกอยาก ___________________ ในขณะนี้)

(a) eat

(b) eating   (กิน)

(c) to eat

(d) to eating

ตอบ  –  ข้อ  (b)  เนื่องจาก “Feel like” (อยาก, ต้องการ)   ต้องตามด้วย Gerund” (Verb + ing)   สำหรับกลุ่มคำกริยาที่ต้องตามด้วย  “Gerund (Verb + ing)หรือคำนามได้แก่   “Avoid”  (หลีกเลี่ยง),  “Consider(พิจารณา),  “Suggest”  (แนะนำ),  “Enjoy”  (สนุกสนาน),  “Finish.  (ทำเสร็จ),  “Appreciate”(ยกย่อง, เห็นคุณค่า),  “Allow”  (อนุญาต),  “Permit (อนุญาต), “Postpone”  (เลื่อนออกไป)Practice”  (ฝึกหัด, ฝึกซ้อม),Prohibit”  (ห้าม)Mind” (รังเกียจ), “Deny” (ปฏิเสธ),  “Resist (ยับยั้ง, ระงับ),  “Recall”  (นึกได้, ระลึกได้)“Resent”  (ไม่ชอบ, ไม่พอใจ), “Cannot stand”  (ทนไม่ได้)“Admit” (ยอมรับ),  “Delay” (ประวิงเวลา), Confess”  (สารภาพ)“Imagine”  (นึกคิด, จินตนาการ)“Cannot help  (อดไม่ได้, ช่วยไม่ได้),  “Excuse”  (ให้อภัย), “Forgive” (ให้อภัย), “Dislike”  (ไม่ชอบ),  “Miss”  (พลาดโอกาส)“Discuss”  (ประชุมปรึกษาหารือ, อภิปราย, สาธยาย) ตัวอย่างประโยค  เช่น

-        She enjoys reading novels. (เธอสนุกสนานกับการอ่านนวนิยาย)

-        I cannot stand listening to his complaints any more. (ผมทนการฟังข้อร้องเรียนของเขาไม่ไหวต่อไปอีกแล้ว)

-        We could not avoid meeting him. (เราไม่สามารถหลีกเลี่ยงการพบกับเขา)

-        They enjoyed listening to music. (พวกเขาสนุกกับการฟังดนตรี)

-         She dislikes talking a lot. (เธอไม่ชอบการพูดมาก)

-        Jim finished writing a report last night.(จิมเสร็จสิ้นการเขียนรายงานเมื่อคืนที่ผ่านมา)

-        The man admitted taking the bicycle.(นายคนนั้นยอมรับว่าเอารถจักรยานไป)

-        She is sorry that she missed meeting you. (เธอเสียใจว่าเธอพลาดโอกาสการได้พบคุณ)

-        They practice speaking French every day. (พวกเขาฝึกซ้อมการพูดภาษาฝรั่งเศสทุกวัน)

-        We consider buying a new home. (เราพิจารณาจะซื้อบ้านหลังใหม่)

-         They allow smoking in this room. (เขาอนุญาตให้สูบบุหรี่ในห้องนี้ได้)

-        Do you mind opening the window?(คุณรังเกียจที่จะเปิดหน้าต่างไหมครับ)

-        The teacher suggested working harder. (ครูแนะนำ (นักเรียน) ให้ขยันมากขึ้น)

10. ________________ you keep your mouth shut, you will be safe.

(______________________  คุณหุบปากของคุณไว้  คุณก็จะปลอดภัย)

(a) Unless   (ถ้า.................ไม่)

(b) So long as   (ตราบใดที่, ตราบเท่าที่)

(c) In case of   (ในกรณีของ)

(d) So far as   (เท่าที่...............ผมรู้มา, เขาบอกผม, ฯลฯ)

11. ______________ no rain here for the next few weeks.

(____________________  ฝนตกที่นี่  สำหรับ ๒ – ๓ สัปดาห์ข้างหน้า)

(a) There was

(b) There has been

(c) There are

(d) There will be   (จะไม่มี)

ตอบ   -   ข้อ  (d)  เนื่องจากเป็นเรื่องของอนาคต  การทำนายดินฟ้าอากาศ

12. In the cities ______________ live as hard a life as they were in the villages. 

  (ในเมืองใหญ่ ____________________ ดำรงชีวิตที่ยากลำบาก  เท่าๆกับตอนที่พวกเขาอาศัยอยู่ในหมู่บ้าน)  (คือย้ายมาอยู่ในเมือง  แล้วก็ยังลำบากเหมือนในอดีตตอนอยู่บ้านนอก)

(a) poor man

(b) a poor

(c) the poor   (คนจน)

(d) the poor men

ตอบ  -  ข้อ  (c)  “The poor” หมายถึง  “คนจน”  ดูคำอธิบายเพิ่มเติมจากประโยคตัวอย่างข้างล่าง

-         The American Red Cross is (1) one of the volunteer (2) organizations (3) which purpose is to help (4) the sick and the needy.

(กาชาดอเมริกันเป็นหนึ่งในบรรดาองค์กรอาสาสมัคร  ซึ่งวัตถุประสงค์ของมันคือ  ช่วยคนเจ็บป่วยและคนยากคนจน)

ตอบ  –  ข้อ ๓ แก้เป็น  “whose”เนื่องจากแสดงความเป็นเจ้าของ (วัตถุประสงค์ของมัน)  และนำหน้าอนุประโยค  (whose purpose…………………..the needy)  สำหรับข้อ ๔  (the sick and the needy)  ถูกต้องแล้ว  เพราะเราใช้  “The”นำหน้าคำคุณศัพท์  (sick และ needy) หมายถึงบุคคลประเภทนั้นๆ  (“คนป่วย” และ “คนยากคนจน”)   และถือเป็นคำพหูพจน์ด้วย  ซึ่งต้องใช้กับกริยา“are, were, have” (หรือ กริยาตัวอื่นๆ ที่อยู่ในรูปพหูพจน์  -  คือไม่ต้องเติม “s”)  เช่น “the poor”(คนจน)  “the rich” (คนรวย)  “the wise”(คนฉลาด, นักปราชญ์)  “the brave”(คนกล้าหาญ)  “the elderly” (คนสูงอายุ)  “the young” (คนหนุ่มสาว)  “the old”(คนแก่)  นอกจากนั้น  “กริยา + ing” (Present participle)  และ กริยาช่องที่ ๓  (Past participle) ซึ่งถือเป็นคำคุณศัพท์ประเภทหนึ่ง  แต่เมื่อนำหน้าด้วย  “The”  เช่น “The dying” (คนที่กำลังจะตาย)หรือ  “The wounded”(คนเจ็บ)  “The injured”(คนเจ็บ)  ก็ถือเป็นคำนามประเภทหนึ่งเช่นเดียวกัน   และถือเป็นคำพหูพจน์ด้วย  และใช้กับกริยา “are, were, have”  เช่นกัน  ดังตัวอย่างประโยค

       - The rich are not always happy.

(คนรวยมิใช่ว่าจะมีความสุขเสมอไป)

       - The poor have asked for help from the government

(คนจนได้ขอความช่วยเหลือจากรัฐบาลแล้ว)

       - In the old days, the elderly were highly respected by the young.

(ในสมัยก่อน  ผู้สูงอายุได้รับความเคารพอย่างสูงจากคนหนุ่มสาว)

         - The wounded were taken to hospital.

(คนเจ็บถูกนำส่งโรงพยาบาล)

         - The dying were being attended by the doctors.

(ผู้ที่กำลังจะตายกำลังได้รับการดูแลจากแพทย์)

         - The wise are cleverer (= more clever) than general people.

(คนฉลาดมีความฉลาดมากกว่าคนทั่วๆไป)

13. Tom ______________ more photographs if he had had more film.

(ทอม____________________ รูปมากขึ้น  ถ้าเขามีฟิล์มมากกว่าที่เป็นอยู่)

(a) would take

(b) would have taken  (คงจะได้ถ่าย)

(c) would be taking

(d) will have taken

ตอบ  -  ข้อ  (b)  เนื่องจากเป็น  “If clause”  แบบที่ ๓  “Past unreal”  (ไม่เป็นจริงในอดีต)  ความหมายของประโยคข้างบน คือ  “ทอมมิได้ถ่ายรูปเพิ่มขึ้น  เพราะเขามีฟิล์มอยู่นิดเดียว”  ดูคำอธิบายเพิ่มเติมจากประโยคตัวอย่างข้างล่าง

           ตัวอย่างที่ ๑

-         Nancy ______________ you if you had asked her.

(แนนซี่ ______________________ คุณ   ถ้าคุณได้ขอร้องเธอ)

(a) had helped

(b) would help

(c) might help

(d) would have helped   (คงได้ช่วยเหลือ)

ตอบ  –  ข้อ  (d) เนื่องจากเป็น  “If clause” แบบที่ ๓ “Past unreal” (ไม่เป็นจริงในอดีต)   คือ เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นจริงๆ   ตรงกันข้ามกับข้อความในประโยค  ซึ่งเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นจริงๆในประโยคข้างบน   คือ  “แนนซี่มิได้ช่วยเหลือคุณ  เพราะคุณไม่ได้ขอร้องเธอ” 

              ตัวอย่างที่ ๒

-         If we hadn’t left the house so late, we wouldn’t have missed the train.   (ถ้าเรามิได้ออกจากบ้านสายมาก  เราคงจะไม่พลาด (ตก) รถไฟ)

หมายเหตุ  –  ในความเป็นจริงคือ  “เราออกจากบ้านสาย  เราเลยตกรถไฟ”  ผู้พูดประโยคสมมติในอดีตแบบนี้  มักแสดงความเสียดายกับสิ่งที่เกิดขึ้น  เพราะเหตุการณ์ได้ผ่านไปแล้ว  แก้ไขไม่ได้แล้ว  จึงมาเสียใจในภายหลัง  การสมมติในอดีตแบบนี้  มีรูปประโยคดังนี้  คือ  อนุประโยค  “If + subject + had (not) + V ช่อง 3”, ส่วนในประโยคใหญ่  (Main clause)  จะมีโครงสร้าง  “Subject + would (should, could, might, must) + (not) + have + Vช่อง3”  หรือเอา “If clause” ซึ่งเป็นอนุประโยค  ไปไว้ข้างในประโยคก็ได้  แล้วเอาประโยคใหญ่  (Main clause)   มาไว้ข้างหน้าประโยค  ความหมายจะเหมือนกันทุกประการ  แต่ถ้าเอา“Main clauseมาไว้ข้างหน้าประโยค  เมื่อจบ  “Main clauseแล้ว  ให้ต่อด้วยประโยคย่อย  (If clause)  เลย  ไม่ต้องมีเครื่องหมายคอมม่าคั่น 

                  สำหรับตัวอย่างอื่นๆ ของ If clause” แบบที่ ๓ ได้แก่

 

-        If he had studied hard, he would have passed the exam.

(ถ้าเขาขยันเรียน (เมื่อปีที่แล้ว)  เขาก็คงจะสอบผ่านไปแล้ว – แต่จริงๆคือ เขาไม่ขยันเรียน  เขาจึงสอบตก)

-        If you had asked me, I would have told you the truth.

(ถ้าคุณขอร้องผม (เมื่อวานนี้)  ผมคงเล่าความจริงให้คุณฟังแล้ว – แต่จริงๆคือ คุณมิได้ขอร้องผม  ผมก็เลยไม่ได้เล่าความจริงให้คุณฟัง)

-        If they had not stopped smoking, they would have died of cancer.   (ถ้าพวกเขาไม่เลิกสูบบุหรี่ (เมื่อ ๕ ปีมาแล้ว)  เขาก็คงจะตายด้วยโรคมะเร็งไปแล้ว – แต่จริงๆคือ  พวกเขาเลิกสูบบุหรี่  พวกเขาจึงยังไม่ตาย)

-        She would have gone to the market if she had had something to buy.  

(เธอคงจะได้ไปตลาด (เมื่อเช้านี้)  ถ้าเธอมีของที่จะต้องซื้อ – แต่จริงๆคือ  เธอมิได้ไปตลาด  เพราะเธอไม่มีอะไรต้องซื้อ)

            จะเห็นว่าในประโยคข้างบน  “If clause”มี  “Had” 2 ตัว    ตัวหน้าแสดง  “Past perfect tense”ส่วน “Had”ตัวหลังมาจาก  “Have”  ที่แปลว่า มี”  พอมาอยู่หลัง “Had”  จึงต้องเปลี่ยนไปเป็น  Verb ช่องที่  3  ทำให้มี  Had”  2 ตัว

-        I would not have bought a car if my office had not been very far from my home.   (ผมคงจะไม่ได้ซื้อรถยนต์ (เมื่อปีที่แล้ว)  ถ้าที่ทำงานของผมมิได้อยู่ห่างไกลจากบ้านมากมาย – แต่จริงๆคือ  ผมซื้อรถยนต์  เพราะที่ทำงานอยู่ห่างไกลจากบ้านมาก)

-         If he had bet on that horse, he would have lost all his money.

(ถ้าเขาเล่นพนัน (แทง) ที่ม้าตัวนั้น  เขาก็คงสูญเสียเงินไปทั้งหมดแล้ว)  -  แต่ในความเป็นจริงคือ “เขามิได้เล่นพนันที่ม้าตัวนั้น  เขาก็เลยไม่ได้เสียเงิน”

-        If you had not come to my party, you would not have met your old friends at college.   (ถ้าคุณมิได้มาที่งานเลี้ยงของผม  คุณก็คงไม่ได้พบเพื่อนเก่าตอนเรียนมหาวิทยาลัยของคุณ)  -   แต่ในความเป็นจริง คือ  “คุณมางานเลี้ยง  คุณเลยได้พบเพื่อนเก่า”

               สรุป  ใน “If clause”  (ประโยคย่อย)  จะเป็นรูป  “Past perfect” {had + (not) + V 3} เสมอ  ส่วนใน  “Main clause”  (ประโยคใหญ่)  จะเป็นรูป  “Past future perfect” {would (should, could, might) + (not) + have + V 3}  จึงต้องจำรูปแบบนี้ไว้ให้ได้

14. Following up on details _______________ not what we are concerned with. 

(การติดตามรายละเอียดมิได้ ____________________ สิ่งที่เราเกี่ยวข้องด้วย)

(ความหมาย คือ มิใช่เป็นหน้าที่ของเรา  ที่จะต้องไปติดตามรายละเอียด)

(a) is   (เป็น)

(b) are

(c) has

(d) have

ตอบ  -  ข้อ  (a)  เนื่องจากประธานของประโยค คือ “Following up”  โดยมี   “on details” เป็นส่วนขยาย  ทั้งนี้  “Following up” เป็น “Gerund” (Verb + ing)   ซึ่งถือเป็นคำนามประเภทหนึ่ง ที่ความหมายขึ้นต้นด้วย  “การ..........” หรือ ความ...........”  และ  “ถือเป็นคำเอกพจน์เสมอ”  จึงต้องใช้กับกริยา  “Is” ดูเพิ่มเติมการใช้  “Gerund” (Verb + ing)  เป็นประธานของประโยค (หรือของกริยา)  จากตัวอย่างข้างล่าง

Swimming is a good exercise.

(การว่ายน้ำเป็นการออกกำลังกายที่ดี)

  Playing badminton is his favorite hobby.

(การเล่นแบดมินตันเป็นงานอดิเรกที่โปรดปรานของเขา)

  Working in cool weather is pleasure.

(การทำงานในอากาศที่เย็นเป็นความรื่นรมย์)

 Breathing is indispensable to all living things.

(การหายใจเป็นสิ่งจำเป็นยิ่งสำหรับสิ่งมีชีวิตทั้งหมด)

  Sleeping is necessary to health.

(การนอนหลับเป็นสิ่งจำเป็นต่อสุขภาพ)

        - Walking a long distance has made me tired.   

          (การเดินระยะทางไกลทำให้ผมเหนื่อย)

        - Scuba diving has become very popular recently.   

         (การดำน้ำลึกแบบมีเครื่องช่วยหายใจ  กลายเป็นที่นิยมกันอย่างมากเมื่อเร็วๆนี้)

15. There are _______________ apples left.  Let’s have them for dessert.  

(มีแอปเปิ้ลเหลืออยู่ _____________________ พวกเรามากินมันเป็นของหวานกันเถอะ)

(a) little  (น้อย)  (จนแทบไม่มีเลย – ความหมายเป็นไปในทางลบ)  (ใช้กับคำนามนับไม่ได้ – เอกพจน์เสมอ)

(b) a little  (น้อย)  (แต่พอมีอยู่บ้าง – ความหมายเป็นไปในทางบวก)  (ใช้กับคำนามนับไม่ได้ – เอกพจน์เสมอ)

(c) few   (น้อย) (จนแทบไม่มีเลย – ความหมายเป็นไปในทางลบ)  (ใช้กับคำนามนับได้พหูพจน์)

(d) a few   (น้อย, เล็กน้อย)  (แต่พอมีอยู่บ้าง – ความหมายเป็นไปในทางบวก)  (ใช้กับคำนามนับได้พหูพจน์)

(e) the few   (น้อย  ใช้แสดงการเน้นจำนวนที่เหลือจากจำนวนทั้งหมดที่ได้กล่าวไปแล้ว) (ใช้กับคำนามพหูพจน์)

(f) very few  (น้อยมากๆ)  (ใช้กับคำนามพหูพจน์)

ตอบ  -  ข้อ  (d)  เนื่องจากต้องการบอกว่า  “มีแอปเปิ้ลเหลืออยู่บ้าง  จึงชวนกันกินเป็นของหวาน”  ดังนั้น การจะเลือกข้อใด  จึงต้องดูว่าใช้ขยายคำนามนับได้ (พหูพจน์) (ใช้  Few” หรือ “A few”)  หรือนับไม่ได้  (เอกพจน์เสมอ)  (ใช้ “Little” หรือ  “A little”)  และดูด้วยว่า  “มีน้อยมาก”  (ใช้ “Few” หรือ “Little” )  หรือ  “พอมีอยู่บ้าง”  (ใช้ “A few” หรือ  “A little”)  ดังประโยคตัวอย่างข้างล่าง

          - She has a few friends at school, so she is not lonely.

(เธอมีเพื่อนอยู่บ้างที่โรงเรียน  ดังนั้น  เธอจึงไม่เหงา)

       - She has few friends at school, so she is very lonely.

(เธอมีเพื่อนน้อยมากที่โรงเรียน  ดังนั้น  เธอจึงเหงามาก)

       - I have a little money, so I’ll buy you some coffee.

(ผมพอมีเงินอยู่บ้าง  ดังนั้น  ผมจะเลี้ยงกาแฟคุณ)

       - I have little money, so I can’t lend you some.

(ผมมีเงินน้อยมาก  ดังนั้น  ผมไม่สามารถให้คุณยืมได้)

16. Miss Brandon is one of those workers who _______________ by irregular hours.

(มิสแบรนดอนเป็นคนงานคนหนึ่งผู้ซึ่ง _____________________ กับชั่วโมงทำงานที่ไม่ปกติ – เช่น ต้องทำงานหลังงานเลิก  หรือ มาทำงานวันหยุด)

(a) is not upset

(b) are not upset  (ไม่รู้สึกหงุดหงิดหรือว้าวุ่นใจ)

(c) is not upsetting

(d) are not upsetting   (ไม่น่าหงุดหงิดหรือน่าว้าวุ่นใจ)

ตอบ  -  ข้อ (b) เนื่องจากต้องใช้กริยา “Are” ตาม “Workers”  ดูคำอธิบายเพิ่มเติมจากประโยคข้างล่าง

-         He is one of those who ________________ money.

(เขาเป็นหนึ่งในบรรดาผู้คนซึ่ง ______________________ เงิน)

(a) enjoys to spend

(b) enjoys spending

(c) enjoy to spend

(d) enjoy spending   (สนุกสนานกับการใช้จ่าย)

ตอบ  –  ข้อ  (d)  ต้องใช้กริยา “enjoy” ตาม “those”   ส่วน “Enjoy + verb + ing” เนื่องจากโครงสร้าง  “One of those (หรือ the + noun พหูพจน์) + who + verb พหูพจน์  (เช่น  are, have, play, eat )กล่าวคือ  ต้องใช้กริยาให้สอดคล้องกับ “those” หรือ  “นามพหูพจน์” เช่น

      - Jim is one of the passengers who were killed in the accident.

(จิมเป็นผู้โดยสารคนหนึ่งที่ตายในอุบัติเหตุ)

     - Tom is one of the students who are awarded a scholarship.

(ทอมเป็นนักเรียนคนหนึ่งที่ได้รับทุนการศึกษา)

     - She is one of the girls who have been admitted to the university. (เธอเป็นเด็กหญิงคนหนึ่งที่ได้รับเข้าเรียนในมหาวิทยาลัย)

                   สำหรับการเลือกใช้  ระหว่าง “Are not upset” และ “Are not upsetting”  ให้ดูคำอธิบายจากประโยคข้างล่าง

-    I am ________________ in science, not in English.

(ผม _______________________ ในวิทยาศาสตร์  มิใช่ภาษาอังกฤษ)

(a) interest

(b) interesting  (น่าสนใจ)

(c) interested  (มีความสนใจ)

(d) to interest  (ทำให้สนใจ)

ตอบ  -  ข้อ (c)  ดูคำอธิบายเพิ่มเติมจากประโยคตัวอย่างข้างล่าง

           ตัวอย่างที่ ๑

-    He is ______________ a house.

(เขา ______________________ บ้าน)

(a) interest at to rent

(b) interesting in rent

(c) interested at renting

(d) interested in renting  (มีความสนใจในการเช่า)

ตอบ  -  ข้อ  (d)

          ตัวอย่างที่ ๒

         -  It will take me quite some time to get him _____________ in buying your land. 

(ผมจะต้องใช้เวลานานทีเดียวที่จะทำให้เขา _______ ___________ในการซื้อที่ดินของคุณ)

(a) to interest (ทำให้สนใจ)

(b) being interesting

(c) interested  (มีความสนใจ)

(d) interesting  (น่าสนใจ)

ตอบ  -  ข้อ (c)

             ตัวอย่างที่ ๓

           The little girl was very ______________ when her father promised to buy her a doll.  

(เด็กหญิงเล็กๆคนนั้น _________________ มาก  เมื่อพ่อของเธอสัญญาว่าจะซื้อตุ๊กตาให้เธอ)

(a) exciting  (น่าตื่นเต้น)

(b) excited  (ตื่นเต้น)

(c) excite  (ทำให้ตื่นเต้น)

(d) excitable  (สามารถตื่นเต้นได้)

ตอบข้อ (b)  ดูเปรียบเทียบกับประโยคข้างล่าง

-   The results of the traveler preference survey are surprising.

 (ผลลัพธ์ของการสำรวจความนิยมของนักเดินทาง – ท่องเที่ยว – น่าประหลาดใจ )

หมายเหตุ  –  ประโยคข้างบนนี้ต้องใช้  “surprising” เนื่องจาก  “surprise” เป็นคำกริยาที่มีความหมายว่า  “ทำให้ประหลาดใจ”  แต่ถ้าใช้ในรูป  “is (are, was, were) surprising”  จะมีความหมายว่า  “น่าประหลาดใจ”   ส่วนเมื่อใช้ในรูป  “is (am, are, was, were) surprised” จะมีความหมายว่า  มีความรู้สึกประหลาดใจ” ดังตัวอย่างประโยค เช่น

-         The result of the exam surprised her.

(ผลสอบทำให้เธอประหลาดใจ)

-         She was surprised at the result of the exam.

(เธอมีความรู้สึกประหลาดใจกับผลสอบ)

-         The result of the exam was surprising.

(ผลสอบน่าประหลาดใจ)

คำกริยาประเภทเดียวกับ “surprise”  ได้แก่

   satisfy – ทำให้พอใจ

   excite – ทำให้ตื่นเต้น

   disappoint – ทำให้ผิดหวัง

   attract – ทำให้หลงใหล, ดึงดูด

   interest – ทำให้สนใจ

   amuse – ทำให้สนุกหรือขบขัน

   please –ทำให้ยินดี-พอใจ

   annoy – ทำให้รำคาญ-ขุ่นเคือง

   bore – ทำให้เบื่อ

   tire – ทำให้เหน็ดเหนื่อยหรือเบื่อ

   frighten – ทำให้ตกใจ

   confuse – ทำให้สับสนหรืองุนงง

   surprise – ทำให้ประหลาดใจ

   amaze – ทำให้ทึ่ง, ทำให้ตะลึง

   delight – ทำให้ยินดี

   exhaust – ทำให้หมดแรง

   fascinate – ทำให้หลงใหล, ทำให้หลงเสน่ห์     

   charm – ทำให้หลง

   convince – ทำให้เชื่อ

   tempt – ทำให้หลงใหล, ยั่วยวน-ล่อใจ

   entertain – ทำให้เพลิดเพลิน

   embarrass –ทำให้ขวยเขิน-กระดากอาย

   puzzle –ทำให้งง

   thrill – ทำให้ตื่นเต้น

   upset – ทำให้รำคาญ-ไม่สบายใจ

   irritate – ทำให้โมโห, ทำให้ระคายเคือง

   exasperate –ทำให้โกรธ

   astonish –ทำให้ประหลาดใจ, ทำให้ตกใจ

   infuriate –ทำให้โกรธ, ทำให้เดือดดาล

   horrify –ทำให้กลัว, ทำให้ขนพองสยองเกล้า     

 

กลุ่มคำกริยาข้างบนนี้ มีหลักการใช้  คือ

1.  ถ้าใช้ในรูป “Subject + verb + object”  จะมีความหมายว่า “ทำให้” คือตัวประธานเป็นผู้ทำให้เกิดอาการนั้นๆขึ้นแก่ผู้อื่น เช่น

-         The accident frightened the passengers a great deal.(past tense)

(อุบัติเหตุทำให้ผู้โดยสารตกใจอย่างมาก)

-         The exam result disappointed him so much.(past tense)

(ผลสอบทำให้เขาผิดหวังมากทีเดียว)

-         The chairman’s speech confused everyone.(past tense)

(คำพูดของท่านประธานทำให้ทุกคนสับสนงุนงง)

-         The new film interests all viewers.(present tense)

(หนังเรื่องใหม่ทำให้คนดูทั้งหมดสนใจ)

-         The professor’s lecture bores all the class.(present tense)

(การบรรยายของศาสตราจารย์คนนั้นทำให้นักเรียนทั้งชั้นเบื่อ)

2.  ถ้าใช้รูป “Verb + ing” {Subject + is (am, are, was, were) + Verb + ing} หรือ  (Verb + ing + noun)  มีความหมายว่า “น่า............” หรือ  “ซึ่งน่า............”  กริยาที่เติม “ing” พวกนี้ ถือเป็นคำคุณศัพท์  จะวางไว้หลัง Verb to be”  หรือหน้าคำนามก็ได้  เช่น

-         His work is boring. (present tense)

(งานของเขาน่าเบื่อหน่าย)

-         It is a very exciting football match. (present tense)

(มันเป็นการแข่งขันฟุตบอลที่น่าตื่นเต้น)

-         The landscape was so fascinating. (past tense)

(ภูมิประเทศ (ที่นี่) น่าหลงใหลมาก)

-         The employee’s work was disappointing.(past tense)

(งานของลูกจ้างรายนั้นน่าผิดหวัง)

-         The children’s table manners were very embarrassing. (past tense)

(กิริยามารยาทบนโต๊ะอาหารของพวกเด็กๆน่าอับอายมาก)

-         The book is interesting. (present tense)

(หนังสือน่าสนใจ)

-         Her beauty is charming. (present tense)

(ความงามของเธอน่าหลงใหล – มีเสน่ห์)

-         It is surprising to see him at his ex-wife’s wedding. (present tense)

(มันน่าประหลาดใจที่เห็นเขาที่งานแต่งงานของอดีตภรรยา)

{มิได้หมายความว่า “มันกำลังประหลาดใจ  เหมือนกับประโยค “He is walking.  (เขากำลังเดิน) – present continuous tense}

3.  ถ้าเติม “Ed” ข้างหลังคำกริยากลุ่มนี้ แล้ววางตามหลัง “Verb to be” (is, am, are, was, were)  จะมีลักษณะเป็น  “Passive voice” (Subject + is (am, are, was, were) + verb + ed) จะมีความหมายว่า  ประธานเป็นผู้เกิดความรู้สึกนั้นๆขึ้นมา  ซึ่งถ้าแปลตรงๆก็คือ “..........ถูกทำให้รู้สึก............ตื่นเต้น, ตกใจ, ผิดหวัง, พอใจ ฯลฯ..........” แต่ในภาษาไทยนิยมพูดว่า “............มีความรู้สึก........ตื่นเต้น, ตกใจ, ผิดหวัง, พอใจ.....”  เช่น

-        We are interested in German.  (present tense)

(เรามีความสนใจในภาษาเยอรมัน)

-         They are very pleased to see their old friends.  (present tense)

(พวกเขาดีใจมากที่ได้พบเพื่อนเก่า)

-         I was amazed to know of his death.  (past tense)

(ผมตะลึงที่ได้รู้ข่าวการตายของเขา)

-         He was very tired of hard work.  (past tense)

(ผมเหน็ดเหนื่อยมากกับงานหนัก)

-         She was interested in the ballet performance.  (past tense)

(เธอมีความสนใจในการแสดงบัลเล่ต์)

-         We were disappointed to lose the match.  (past tense)

(พวกเราผิดหวังที่แพ้การแข่งขัน)

-         Most people are frightened of the snakes.  (present tense)

(คนส่วนมากกลัวงู)

-         Jim is fascinated by astronomy.  (present tense)

(เขามีความหลงใหลในวิชาดาราศาสตร์)

17. Let’s go to the library, _________________?

(พวกเราไปห้องสมุดกันเถอะ, _________________________ )

(a) do we

(b) don’t we

(c) won’t we

(d) shall we   (เอาไหม)

ตอบ  -  ข้อ  (d)  เนื่องจากประโยคเชิญชวน  ที่ขึ้นต้นด้วย “Let’s”  ในส่วนท้าย  (Tag) จะต้องใช้ “Shall we”  ดูเพิ่มเติมจากประโยคตัวอย่างข้างล่าง

   Let’s ……………….., shall we?” (พวกเรา..................., เอาไหม) เช่น

          - Let’s go for a picnic tomorrow, shall we?

(เราไปปิกนิกกันวันพรุ่งนี้ – เอาไหม)

          - Let’s go for a walk in the evening, shall we?

(เราไปเดินเล่นกันตอนเย็น – เอาไหม)

         - Let’s go swimming next week, shall we?

(เราไปว่ายน้ำกันสัปดาห์หน้า – เอาไหม)

         - Let’s not make a loud noise, shall we?

(เราอย่าส่งเสียงดังกันเลย – เอาไหม)

                 แต่สำหรับประโยคที่ขึ้นต้นด้วย “Let me”“Let him”  “Let her” ต้องถือว่าเป็นประโยคขอร้อง  (คือขออนุญาตให้ผู้พูดหรือผู้ที่ถูกกล่าวถึง  ได้กระทำอะไรบางอย่าง)   ดังนั้น  ในส่วน Tag  ต้องใช้  “will you?” เหมือนในประโยคขอร้องทั่วไปเช่น

-         Let me tell you something, will you?

(ให้ผมบอกอะไรคุณหน่อยได้ไหม)

-         Let me leave the room now, will you?

(ให้ผมออกจากห้องตอนนี้ได้ไหม)

-         Let him do this for me, will you?

(ให้เขาทำสิ่งนี้แทนผมได้ไหม)

-         Let her do as she likes, will you?

(ให้เธอทำตามที่เธอชอบได้ไหม)

-         Let Kim come in first, will you?

(ให้คิมเข้ามาเป็นคนแรกได้ไหม)

           ดูเพิ่มเติมส่วนท้าย  (Tag) ของประโยคขอร้อง  จากประโยคข้างล่าง

-    Do it at once, ______________?

(จงทำมันโดยทันที ______________________ )

(a) don’t you

(b) shall we

(c) do you

(d) will you  (ได้ไหม)

ตอบ  -  ข้อ  (d)  เนื่องจาก “Question tag”  ที่ตามหลังข้อความที่เป็นประโยคคำสั่ง, ขอร้อง เชื้อเชิญ  ในส่วน “Tag”  ให้ใช้“………………., will you ?”เช่น

         - Help me carry this box, will you?

(ช่วยผมแบกกล่องใบนี้หน่อย – ได้ไหม)

        - Open the window, will you?

(เปิดหน้าต่างหน่อย – ได้ไหม)

        - Turn off the light, will you?

(ปิดไฟหน่อย – ได้ไหม)

        - Don’t smoke in the room, will you?

(อย่าสูบบุหรี่ในห้องนะ)

        - Come and see me tomorrow, will you?

(มาพบผมวันพรุ่งนี้ – ได้ไหม)

18. His favourite subject is _________________.

(วิชาที่โปรดปรานของเขา คือ ______________________ )

(a) mathematic

(b) physic

(c) arithmetic   (เลขคณิต)

(d) economic

ตอบ  -  ข้อ (c) เนื่องจากวิชาในข้อที่เหลือ  จะต้องลงท้ายด้วย  “S” ดังประโยคตัวอย่างข้างล่าง

-         Physics _____________ taught in most American universities and said to be much more difficult than social science.

(วิชาฟิสิกซ์ ____________ สอนในมหาวิทยาลัยอเมริกันส่วนใหญ่  และถูกกล่าว

ว่ายากกว่าสังคมศาสตร์อย่างมาก)

(a)       are

(b)      have been

(c)      is   (ถูก)

(d)      will be

ตอบ  –  ข้อ  (c)  เนื่องจากชื่อวิชาที่แม้จะมีรูปพหูพจน์  แต่ต้องใช้กริยาเอกพจน์  เช่นeconomics (เศรษฐศาสตร์), phonetics (วิชาการออกเสียง), statics (สถิตศาสตร์), dynamics (พลศาสตร์), statistics (วิชาสถิติ), psychics  (จิตตศาสตร์), aeronautics  (วิชาการบิน), astrophysics  (วิชาว่าด้วยส่วนประกอบของดวงดาว), aesthetics  (วิชาว่าด้วยหลักความงาม), mathematics (คณิตศาสตร์), politics  (การเมือง), รวมทั้ง  news (ข่าว), mumps (โรคคางทูม), measles  (โรคหัด),  means  (วิธี), ashes  (เถ้าถ่านศพ), alms  (ทาน),  billiards  (กีฬาบิลเลียด), cross-roads  (จุดที่ถนน ๒ สายมาตัดกัน)  เช่น 

          - A cross-roads is a place where two roads cross.

(๔ แยก – หรือทางแยก – คือที่ซึ่งถนน ๒ สายมาตัดกัน)

        - Politics is the subject he is very interested in.

(การเมืองเป็นหัวเรื่องที่เขาสนใจเป็นอย่างมาก)

        - Mathematics is a required subject.

(คณิตศาสตร์เป็นวิชาที่จำเป็น)

        - Statistics is too difficult for me to understand.

(วิชาสถิติยากเกินไปสำหรับผมที่จะเข้าใจ)

19. You’re tired; you _________________ with them.

(คุณเหนื่อยแล้ว  คุณ _________________________ กับเขา)

(a) not ought to go

(b) ought not go

(c) ought to not go

(d) ought not to go   (ไม่ควรไป)

ตอบ  -  ข้อ (d) เนื่องจาก “Ought to = Should + Verb 1” แต่เมื่ออยู่ในรูปปฏิเสธ  ต้องใช้  “Ought not to + Verb 1”  หรือ “Should not + Verb 1

20. After a ________________ breakfast, he ran to the bus stop.

(หลังอาหารเช้าที่ _____________________ เขาวิ่งไปยังป้ายรถเมล์)

(a) hurry   (เร่งรีบ)  (เป็นทั้งคำกริยาและนาม)

(b) hurried   (เร่งรีบ)  (เป็นคำคุณศัพท์)

(c) hurrying

(d) hurry’s

ตอบ  -  ข้อ  (b)  เนื่องจากขยายหน้าคำนาม “Breakfast” จึงต้องอยู่ในรูปคำคุณศัพท์ (Adjective)